The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัย นายรุ่งวิกรัย ไชยศรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cracker7523, 2022-03-16 02:23:16

รายงานการวิจัย นายรุ่งวิกรัย ไชยศรี

รายงานการวิจัย นายรุ่งวิกรัย ไชยศรี

รายงานการวจิ ยั ในช้นั เรยี น
ทกั ษะการคิดวิเคราะหท์ ี่เกิดข้ึนภายใต้กระบวนการจดั การเรียนรู้แบบ

Game-Based Learning ร่วมกับเทคนคิ การเสรมิ แรงทางบวก
สาหรับนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอง็ เสียงสามัคค)ี

บทเรยี นศึกษา : คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

นายรุ่งวกิ รยั ไชยศรี
วิชาเอกภาษาไทย รหสั นสิ ติ 591031216

รายงานการวจิ ัยนเ้ี ปน็ ส่วนหนง่ึ ของการฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทกั ษิณ ปกี ารศึกษา 2563





บทคดั ย่อ

ชอ่ื วิจยั ทักษะการคิดวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ
Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวก สาหรับนักเรียน
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคค)ี
บทเรยี นศึกษา : คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย

ผวู้ จิ ัย นายรงุ่ วิกรยั ไชยศรี
อาจารย์ท่ปี รกึ ษา อาจารย์อาภากร ราชสงฆ์
สาขาวิชา ภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยทักษิณ
ปกี ารศกึ ษา 2563

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง
คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวกตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทยี บ
ความสามารถด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เรื่อง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิค
การเสริมแรงทางบวก และ3) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อ
การจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวก กลุ่มตัวอย่าง
คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) อาเภอหาดใหญ่ จังหวัด
สงขลา ท่ีกาลังศึกษาในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จานวน 1 ห้องเรียน โดยมีนักเรียนทั้งหมด
จานวน 38 คน ซึ่งได้มาจากโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เคร่ืองมือที่ใช้
ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้แก่ แผนการจัดการเรยี นรู้ จานวน 5 แผน รวม 5 ช่วั โมง แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ จานวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจจานวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ E1/E2 ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ียค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบไมเ่ ปน็ อสิ ระต่อกนั (Independent)

ผลการวจิ ัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับ
เทคนิคการเสริมแรงทางบวก มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยค่าเฉล่ียของประสิทธิภาพเท่ากบั
85.72/81.14 ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑ์ทกี่ าหนดไว้

2. ความสามารถด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เรอ่ื ง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning
ร่วมกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวก ก่อนเรียนมีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 13.32 หลังเรียนมีคะแนนเฉลย่ี



เท่ากับ 24.34 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียนโดยค่าสถิติทดสอบที นักเรียนมี
คะแนนหลงั เรยี นสูงกว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมีนัยสาคญั ทรี่ ะดับ .05

3. ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ
Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวก อยู่ในระดับพึงพอใจมากท่ีสุด
มคี า่ เฉล่ยี โดยรวม 4.78
ค า ส า คั ญ : ทั ก ษ ะ ก า ร คิ ด วิ เ ค ร า ะ ห์ , ก า ร จั ด ก า ร เ รี ยน รู้ แ บ บ Game-Based Learning,
คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย



Abstract

Title Analytical Thinking Skills that arise in the process learning management
with Game-Based Learning together with positive reinforcement
techniques of students grade 9 Tessaban 1 (Engsiangsamakkee) School.
Study lesson : Foreign Languages in Thai Languages.

Student’s name Rungwikrai Chaisri
Advisory Committee Arphakorn Rachasong
Field of study Thai Language Major Faculty of Education Thaksin University
Academic Year 2020

The objective of this research is 1) to find the efficiency of lesson plan about
foreign languages in thai languages of students grade 9 by using learning management
with Game-Based Learning together with positive reinforcement techniques which is
effective as standard 80/80, 2) to compare the ability to Analytical thinking skills about
foreign languages in thai languages of students grade 9 between before and after
learning management with Game-Based Learning together with positive reinforcement
techniques and 3) to study satisfaction of students grade 9 which have learning
management with Game-Based Learning together with positive reinforcement
techniques. The sample is students class 3/11 of Tessaban 1 ( Engsiangsamakkee)
School at Hatyai district, Songkhla province while they are studying for Academic Year
2020 Second Semester which have 38 students in one class. Cluster Random Sampling
was used for this research. The instruments of data gathering are 5 pieces of lesson
plan for 5 hours, the number of achievement test is 30 questions and the number of
satisfaction test is 20 questions. Statistic using for analyzing is 80/80 efficiency indices,
percentage, mean of standard deviation and t-test dependently.

The result indicated that 1) the efficiency of lesson plan about foreign
languages in thai languages of students grade 9 by learning management with Game-
Based Learning together with positive reinforcement techniques gave efficiency
85.72/81.14 which is higher than the determined standard, 2) the ability to Analytical
thinking skills about foreign languages in thai languages of students grade 9 between
before and after learning management with Game-Based Learning together with



positive reinforcement techniques gave before 13.32 and after 24.34. Using t-test for
comparing scores between before and after studying showed that the students had
higher after studying score than before studying significantly different at the statistical
level of .05 and 3) satisfaction of students grade 9 which have learning management
with Game-Based Learning together with positive reinforcement techniques is in highest
level which had mean 4.78.
Keywords: Analytical Thinking Skills, Game-Based Learning, Foreign Languages in Thai
Languages



ประกาศคณุ ูปการ

ง า น วิ จั ย ใ น ชั้ น เ รี ย น ฉ บั บ นี้ ส า เ ร็ จ ส ม บู ร ณ์ ไ ด้ ด้ ว ย ค ว า ม ก รุ ณ า ข อ ง อ า จ า ร ย์ ที่ ป รึ ก ษ า
อาจารย์อาภากรณ์ ราชสงฆ์ ผู้ให้คาแนะนา คาปรึกษา ตรวจสอบแก้ไข ปรับปรุง ตลอดจนดูแล
อยา่ งใกล้ชิด ขอขอบพระคณุ อาจารยเ์ ปน็ อยา่ งสงู

ขอขอบคุณผู้เช่ียวชาญ นางนูรัยนา หรีมโต๊ะสัน นางสาวกชพรรณ แก่นคง และ
นางสาวปิยนันท์ เรืองศาสตร์ ครูโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ที่ให้ความกรุณาตรวจสอบ
แกไ้ ขเครื่องมอื ทาให้เครอ่ื งมือมปี ระสิทธิภาพและมีความสมบูรณย์ ิง่ ข้ึน

ขอกราบขอบพระคุณคณะผู้บริหาร คณะครกู ลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย โรงเรยี นเทศบาล
๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ท่ีกรุณาให้โอกาสและให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ แก่ผู้วิจัยในการเก็บข้อมูล
เพ่ือการวิจัย ตลอดจนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 ของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)
ทุกคนทเ่ี ปน็ กลุ่มเปา้ หมายและใหค้ วามร่วมมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เป็นอยา่ งดี

ขอขอบคุณเพ่ือนร่วมรุ่นและรุ่นพ่ีในสาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ทกั ษิณ ท่คี อยช่วยเหลอื เสนอแนะแนวทาง และใหก้ าลังใจในการทางานวิจัยชั้นเรยี นฉบบั น้ี

สุดท้ายน้ี ขอขอบพระคุณครอบครัว ท่ีคอยให้การสนับสนุน คอยชี้แนะแนวทาง และเป็น
กาลงั ใจให้ผู้วิจยั อยู่เสมอ อกี ทงั้ ยงั เป็นแรงผลักดันใหง้ านวจิ ยั ชัน้ เรียนฉบบั นีเ้ สรจ็ สมบรู ณไ์ ด้

คุณค่าและประโยชน์ท่ีได้รับจากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบ
เป็นเครอ่ื งบชู าพระคณุ บดิ า มารดา และบรู พาจารย์ ทอ่ี บรมสงั่ สอนให้เกิดปญั ญา คุณธรรม จริยธรรม
อนั สง่ ผลใหเ้ กิดความสาเร็จในชีวิตสืบต่อไป

รุง่ วิกรัย ไชยศรี



สารบัญ

บทที่ หน้า

บทคดั ย่อ........................................................................................................................................... ก
Abstract........................................................................................................................................... ค
ประกาศคุณูปการ.............................................................................................................................. จ
สารบัญ.............................................................................................................................................. ฉ
สารบัญตาราง................................................................................................................................... ฌ
บทที่ 1 บทนา ................................................................................................................................... 1

ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา........................................................................................ 1
กรอบแนวคิดการวจิ ยั .................................................................................................................... 5
วตั ถุประสงค์ของการวิจยั .............................................................................................................. 6
สมมติฐานการวิจยั ......................................................................................................................... 6
ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้ได้รบั ในการวิจัย ....................................................................................... 6
ขอบเขตของการวิจัย ..................................................................................................................... 7
นิยามศัพท์เฉพาะ .......................................................................................................................... 8
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ............................................................................................ 9
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ........................................................ 10
หลักสูตรกล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ...................................................................................... 12
หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรยี นเทศบาล ๑ (เอง็ เสียงสามัคคี) .................................................. 14
แนวคิดทเี่ ก่ยี วข้องกบั ทักษะการคดิ วิเคราะห์............................................................................... 15
แนวคดิ ท่เี กยี่ วข้องกับคาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย .............................................................. 19
แนวคดิ ทเี่ กย่ี วข้องกับการจดั การเรียนรแู้ บบ Game-Based Learning....................................... 40
แนวคิดที่เกี่ยวข้องกบั เทคนิคการเสริมแรงทางบวก ..................................................................... 48



งานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง...................................................................................................................... 53
บทท่ี 3 วธิ ดี าเนนิ การวิจยั ................................................................................................................ 57

ข้นั เตรียมการ .............................................................................................................................. 58
ขน้ั การสรา้ งเครื่องมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย........................................................................................... 59
ขั้นดาเนนิ การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมลู ............................................................................... 66
ขน้ั วเิ คราะห์ขอ้ มูลและตรวจสอบสมมติฐาน ................................................................................ 67
บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั ........................................................................................................................ 71
ตอนที่ 1 ผลการศึกษาประสทิ ธิภาพของแผนการจัดการเรยี นรู้เรื่อง คาภาษาต่างประเทศใน ...... 71
ภาษาไทย ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบ Game-Based
Learning ร่วมกบั เทคนิคการเสริมแรงทางบวก
ตอนที่ 2 ผลการเปรยี บเทียบความสามารถด้านทกั ษะการคดิ วิเคราะหเ์ ร่ือง คาภาษา ................. 72
ตา่ งประเทศในภาษาไทย ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจดั การเรียนรู้แบบ
Game-Based Learning รว่ มกบั เทคนิคการเสริมแรงทางบวก
ตอนที่ 3 ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมตี ่อการ ...................... 73
จดั การเรยี นรแู้ บบ Game-Based Learning รว่ มกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวก
บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ............................................................................ 77
สรปุ ผลการวิจยั ........................................................................................................................... 77
อภิปรายผล................................................................................................................................. 78
ขอ้ เสนอแนะ ............................................................................................................................... 81
บรรณานกุ รม................................................................................................................................... 82
ภาคผนวก........................................................................................................................................ 85
ภาคผนวก ก รายนามผู้เชีย่ วชาญในการตรวจสอบเครื่องมอื ..................................................... 86
ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรยี นรเู้ ร่อื ง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ............................. 90
โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรู้แบบ Game-Based Learning รว่ มกับเทคนิค การเสริมแรงทางบวก
ภาคผนวก ค แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น.............................................................131



ภาคผนวก ง แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีตอ่ การจดั การเรยี นรแู้ บบ...................................146
Game-Based Learning ร่วมกบั เทคนคิ การเสรมิ แรงทางบวก
ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์เคร่อื งมือท่ีนาไปใชใ้ นการวจิ ัย...................................................149
ประวัตผิ ู้วิจัย..................................................................................................................................158
ภาพประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ........................................................................................160



สารบัญตาราง

ตารางท่ี หนา้

1 โครงสร้างหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 14

กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย

2 โครงสรา้ งรายวิชาพืน้ ฐาน รหัสวชิ า ท23102 รายวิชาภาษาไทย 6 14
ระดบั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 4 จานวน 10 ชั่วโมง

3 ตารางแสดงประสิทธภิ าพของแผนการจัดการเรยี นรู้เรอ่ื ง คาภาษาตา่ งประเทศ 71
ในภาษาไทย ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3 โดยใช้การจดั การเรยี นร้แู บบ
Game-Based Learning รว่ มกบั เทคนคิ การเสรมิ แรงทางบวก

4 ตารางแสดงการเปรียบเทียบความสามารถด้านทักษะการคดิ วิเคราะหเ์ รื่อง 72

คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 กอ่ นและหลัง

การจัดการเรียนรแู้ บบ Game-Based Learning ร่วมกบั เทคนิคการเสริมแรงทางบวก

5 ตารางแสดงผลการศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ที่มตี อ่ การ 72
จดั การเรียนร้แู บบ Game-Based Learning รว่ มกบั เทคนคิ การเสริมแรงทางบวก

6 ผลการประเมนิ แผนการจัดการเรียนรู้ เร่ือง คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย 150

โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ของนักเรียนชนั้ มธั ยม

ศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) จากผเู้ ชยี่ วชาญจานวน 3 ท่าน

7 ตารางแสดงคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ 152

8 ตารางแสดงคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องคาภาษาตา่ งประเทศ 154

ในภาษาไทย นักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3/11 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคค)ี

9 ตารางแสดงคะแนนระหวา่ งเรียนและคะแนนหลังเรยี น (E1/E2) เรอ่ื งคาภาษา 156
ต่างประเทศในภาษาไทย นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3/11 โรงเรียนเทศบาล ๑
(เอง็ เสยี งสามัคคี)

บทท่ี 1
บทนา

ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา

ปัจจุบันเป็นยุคที่โลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอันสืบเน่ืองมาจากการใช้เทคโนโลยี
เพื่อเช่ือมโยงข้อมูลต่าง ๆ ของภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้น
ในศตวรรษที่ 21 จึงส่งผลต่อวถิ ีการดารงชวี ติ ในสังคมอย่างท่ัวถึง เม่ือประเทศไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21
นบั เปน็ ช่วงที่มกี ารเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกอันเกิดจากความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และสารสนเทศ ส่งิ ดงั กล่าวเป็นปัจจัยสาคัญท่ที าใหโ้ ลกอยู่ในยุคการส่ือสารไร้พรมแดนซงึ่ ก่อให้เกิดท้ัง
โอกาสและการพัฒนาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการพัฒนาด้านการศึกษาสิ่ง สาคัญ
อย่างย่ิงเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในอนาคต (นวพร ชลารักษ์, 2558 : 65) กระแสการ
เปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษท่ี 21 ที่ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเมืองของทุกประเทศอย่างรวดเร็ว ทาให้ทุกประเทศต้องมีการ
ทบทวนวาระของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการศกึ ษาอย่างรอบด้านและสมดลุ เพอื่ เป็นฐานหลัก
ของการพัฒนาประเทศ การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีสมรรถนะสาคัญ
และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของพลเมืองดีของชาติและโลกนั้น ครูผู้สอนจะต้องเน้นทักษะสาคัญ
ของผูเ้ รียนในศตวรรษที่ 21 เพอื่ ใหผ้ ู้เรยี นเกิดทักษะการเรยี นรู้ที่สาคัญ

การศึกษายุคปัจจุบันให้ความสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะที่จาเป็น
ในศตวรรษท่ี 21 ครูผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญโดยตรงต่อการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นกิจกรรม
Active Learning ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของเยาวชน (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2560 : 52)
ระบบการศึกษาไทยได้เร่ิมให้ความสาคัญในการส่งเสริมความคิดแก่เด็กและเยาวชน การมี
ความสามารถในการคิดจะเป็นประโยชน์อยา่ งมากต่อการดาเนินชวี ิตของมนุษย์จะทาให้สามารถแก้ไข
ปัญหา รวมท้งั สามารถเลอื กตัดสินใจไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและมีเหตุผล (ประพันธศ์ ริ ิ สเุ สารจั , 2551 : 3)

การคิดพื้นฐานที่ครูควรฝึกให้นักเรียนได้รู้จักคิดอยู่เสมอได้แก่การคิดวิเคราะห์และการคิด
สังเคราะหซ์ ึง่ เป็นพนื้ ฐานหรือเป็นขนั้ ตอนหน่ึงของการคิดระดับสูงอันจะนาไปสู่การตัดสินใจทากิจการ
ใด ๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม (สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ, 2551 : 13) ซึ่งสอดคล้องกับ
คากล่าวของ วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล (2562 : 1) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์จัดเป็นการคิด
ขั้นสูงของผู้เรียนเป็นพื้นฐานที่สาคัญของการคิดสร้างสรรค์ที่ต้องได้รับการพัฒนาผ่านการจัดการ
เรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาการคิดวิเคราะห์ มุ่งให้ผู้เรียนฝึกกระบวนการคดิ
วิเคราะห์อย่างเป็นข้ันเป็นตอน เพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ท่ีเข้มแข็งและสามารถคิดใน
ระดับท่ีสูงข้นึ ตอ่ ไป

2

ภาษามีความสาคัญในการติดต่อส่ือสารเพื่อทาความเข้าใจและส่ือความต้องการต่อกันและ
เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ท้ังในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ภาษาเป็นเอกลักษณ์
ประจาชาติที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรม อารยธรรม ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและมีคุณค่า
สาหรบั คนในชาติ สาหรับชาติไทยภาษาไทยมีความสาคัญเพราะเป็นภาษาประจาชาติ ทาให้เกดิ ความ
เข้าใจตรงกันและใช้ติดต่อส่อื สารกัน (วินิตา สร้อยเพชรประภา, 2557 : 1) ซ่ึงในปัจจุบันเป็นโลกเปน็
ยุคไร้พรหมแดนที่มีความเจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีทีมีการวิวัฒนาการ
อย่างก้าวไกล ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถรับรู้กันได้ทันที ทาให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลง การยืม
คาต่าง ๆ เข้ามาปะปน ด้วยเหตุท่ีว่าภาษาเปน็ วัฒนธรรมท่ีมีลักษณะท่ีถ่ายทอดกันได้ดี จึงทาให้ภาษา
เกิดการปะปนกันขึ้นเป็นอย่างมาก ลักษณะของการปะปนกันย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
ภาษาไปตามอิทธิพลของภาษาท่ียืมคามาใช้ จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์ (2546 : 159) กล่าวว่า ภาษา
ทกุ ภาษาย่อมมีการยมื คาจากภาษาต่าง ๆ เขา้ มาใช้ในภาษาของตน ภาษาไทยก็เชน่ เดียวกันได้ปรากฏ
หลักฐานในเอกสารต่าง ๆ มีการนาคาภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้นานแล้ว เช่น การค้นพบหลักศิลา
จารึกของพ่อขุนรามคาแหงท่ีปรากฏการใช้คาท่ีมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่เป็นจานวนมาก
นอกจากคาภาษาบาลีและสันสกฤตซ่ึงเป็นคาส่วนใหญ่ท่ีไทยรับเข้ามาใช้ในภาษาไทยแล้ว ยังมี
คาภาษาต่างประเทศอ่ืน ๆ อีกหลายภาษาที่เรารับมาใช้เช่นเดียวกัน เช่น ภาษาจีน ภาษามอญ
ภาษาฝรงั่ เศสและอังกฤษ

จากความสาคัญของการใช้ภาษาไทยข้างต้นสอดคล้องกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ได้กาหนดสาระท่ี 4 ให้เป็นสาระ
หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 คือ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย
การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิ
ของชาติ โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานได้กาหนดตัวช้ีวัดช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ไว้ว่า
นักเรียนจะต้องจาแจกและใช้คาภาษาต่างประเทศท่ีใช้ในภาษาไทย ใช้คาทับศัพท์และศัพท์บัญญัติ
แสดงให้เห็นถึงความสาคัญในการใช้ภาษาต่างประเทศในการส่ือสาร ซึ่งผู้เรียนจะต้องจาแนกและ
ใช้คาได้ตามที่กล่าวไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน การที่ผู้เรียนจะสามารถจาแนกและ
ใช้คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทยได้น้ันจาเป็นจะต้องอาศัย ทักษะในการคิดวิเคราะห์ที่จ ะต้อง
แยกแยะให้ไดว้ ่าคาแต่ละคามาจากภาษาใด ทกั ษะการคิดวิเคราะห์จงึ จาเป็นอย่างยิ่งในการที่จะทาให้
ผู้เรยี นสามารถจาแนกคาทมี่ าจากภาษาต่างประเทศไดแ้ ละสามารถนาคาเหลา่ น้ีไปใชไ้ ด้อย่างถูกต้อง

จากการศึกษาสภาพการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่า
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีผลการประเมินผลสัมฤทธ์ิการเรียนจากการทดสอบทางการศึกษา
ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้คะแนนเฉล่ีย ร้อยละ 56 และเม่ือ

3

แยกเฉล่ียเป็นรายสาระ พบว่า สาระการอ่านได้คะแนนเฉล่ีย 48.65 สาระการเขียนได้คะแนนเฉล่ีย
48.92 สาระการฟัง การดูและการพูด ได้คะแนนเฉลี่ย 69.68 สาระหลักการใช้ภาษาไทย ได้คะแนน
เฉล่ีย 47.80 และสาระวรรณคดีและวรรณกรรมได้คะแนนเฉล่ียร้อยละ 72.48 ผลการประเมิน
ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สาระหลักการใช้ภาษาไทยเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีสถานศึกษาควรเร่งพัฒนา
เนื่องจากคะแนนเฉลีย่ ตา่ กวา่ คะแนนเฉลยี่ ระดับประเทศเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของผู้เรียน
ในสาระหลกั การใชภ้ าษาไทยให้สูงขนึ้ (สถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแห่งชาติ, 2562)

ผวู้ จิ ัยได้สมั ภาษณ์ครผู สู้ อนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสยี งสามัคคี)
จานวน 3 คน เกี่ยวกับปัญหาในการจัดการเรียนการสอนหลักการใช้ภาษาไทย ผลการศึกษาจากการ
สัมภาษณ์ สรุปได้ว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการใช้ภาษาของผู้เรียนค่อนข้างต่า เนื่องจากเนื้อหาใน
สาระนี้คอ่ นข้างท่ีจะมรี ายละเอียดเยอะ ทาให้ผเู้ รยี นเกิดความเบื่อหน่ายและสบั สน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง
ในเรื่อง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ที่ผู้เรียนไม่สามารถแยกคาภาษาต่างประเทศท่ีใช้ใน
ภาษาไทยได้ มีความสับสนว่าคาแต่ละคามาจากภาษาใด เนื่องจากมีหลายภาษาท่ีเข้ามาปะปนไม่ว่า
จะเป็น ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาชวามลายู ซึง่ ผู้เรียน
ส่วนใหญ่แทบจะไมส่ ามารถจาแนกไดเ้ ลยว่าคาแตล่ ะภาษาเป็นอย่างไร

จากสภาพปัญหาดังกล่าวทาให้เห็นว่าครูผู้สอนจะต้องมีการจัดการเรียนรู้ท่ีสามารถทาให้
นักเรียนได้เกดิ ความเขา้ ใจในเนื้อหาสาระของเรอ่ื งนนั้ ๆ ตามเป้าหมายทไ่ี ดก้ าหนดไว้ ซ่งึ สอดคล้องกับ
คากล่าวของ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2561 : 232) กล่าวว่า นวัตกรรมประเภทวิธีสอน รูปแบบ เทคนิค
การสอน รวมถึงการใช้ทักษะกระบวนการ หรือวิธีการต่าง ๆ ที่จะนาผู้เรียนไปสู่การเรียนรู้ตาม
เป้าหมายท่ีกาหนดน้ันมีหลายวิธี ซ่ึงครูผู้สอนสามารถคิดค้นข้ึนใหม่ หรือนาข้อมูลจากผู้ที่จัดทาไว้มา
ประยกุ ต์ใหเ้ หมาะสมกับสภาพการเรยี นการสอนในชัน้ เรยี น ซึง่ จะสง่ ผลใหผ้ ู้เรียนได้รับความรู้ มที ักษะ
มีประสบการณ์จากการเรียนรู้และนาไปใช้ในชีวิตจริง ในปัจจุบันมีนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ท่ี
หลากหลายท่ีจะพัฒนาผู้เรียนในแต่ละด้าน ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based
Learning (GBL) สามารถนาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ เพราะจะทาให้ผู้เรียนเกิดความ
สนุกสนานและกระตือรือร้นท่ีจะเรียนในเร่ืองนั้น ๆ ซ่ึงการที่นาเกมไปใช้ในการเรียนการสอนน้ันจะ
ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์
ดงั ท่ี ทิศนา แขมมณี (2561 : 365) กล่าวว่า วธิ ีการสอนโดยใชเ้ กมเปน็ วธิ ีการท่ชี ่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
เร่ืองต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน และท้าทายความสามารถ โดยผู้เรียนเป็นผู้เล่นเอง ทาให้ได้รับ
ประสบการณ์ตรงเปน็ วิธกี ารท่ีเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนรว่ มสงู นอกจากนี้ สคุ นธ์ สินธพานนท์ (2561
: 227) กล่าวว่า เกมเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนใจและความสนุกสนานให้แก่ผู้เรียน มีกฎเกณฑ์
กติกา ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้ เขา้ ใจและจดจาบทเรียนได้งา่ ยและพฒั นาทักษะต่าง ๆ รวดเรว็
Game-Based Learning จึงเป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งท่ีออกแบบมาเพื่อให้มีความสนุกสนานไป

4

พร้อม ๆ กับการเรียนรู้ โดยเน้ือหาของบทเรียนจะสอดแทรกเข้าไปอยู่ในเกมทาให้ผู้เรียนได้รับท้ัง
ความสนุกสนานควบคู่ไปกับความรู้ในเร่ืองน้ัน ๆ Game-Based Learning จึงเป็นส่ือการเรียนรู้ท่ีจะ
ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ทั้งในระดับความจาและความเข้าใจ อีกทั้งยังสามารถสร้างแรงจูงใจให้
ผู้เรียนอยากเรียนรู้ และชักจูงให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้จนกระท่ังเกิดการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง ทั้งนี้ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าหากนาการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning มาใช้ในการ
จัดการเรียนการสอน เมอ่ื ผูเ้ รยี นเล่นเกมชนะก็ย่อมจะได้ของรางวัล หรอื ผูเ้ ข้ารว่ มก็ย่อมที่จะได้สิ่งตอบ
แทน เพื่อเป็นการสร้างกาลังใจในการเรียนรู้ ผู้วิจัยจึงนาเทคนิคการเสริมแรงซึ่งเป็นทฤษฎีการเรียนรู้
ตามแนวคิดของ Skinner โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การเสริมแรงทางบวกเป็นการให้สิ่งเร้าที่
ทาให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์เพ่ิมขึ้น หรือการให้ส่ิงท่ีบุคคลพอ ส่วนการเสริมแรงทางลบเป็นการเพิ่ม
ความถี่ของพฤติกรรมโดยการขจัดส่ิงท่ีเร้าท่ีบุคคลไม่พึงพอใจออกไปทันที (สมพร สุทัศนีย์, 2547 :
107-111) ผู้วิจัยจึงได้นาเทคนิคการเสริมแรงทางบวกมาช่วยในการจัดการเรียนการสอน โดยจะใช้
การสะสมแสตมป์ การแจกของรางวัล การให้บัตรกานัล สาหรับการให้ความร่วมมือในชั้นเรียนหรือ
การเล่นเกมต่าง ๆ ซึ่งเทคนิคนี้จะสามารถกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน และปรับพฤติกรรมท่ีไม่พึง
ประสงค์อย่างเช่น ไม่สนใจเรียน ก่อความวุ่นวายในห้องเรียน เป็นต้น ให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่พึง
ประสงคท์ ผ่ี เู้ รียนต้องการทจี่ ะเรียนรู้ เพื่ออยากจะได้ของรางวลั ต่าง ๆ ซึ่งทาใหผ้ เู้ รียนได้เกิดการเรียนรู้
ในเนื้อหาและมสี ่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมในการเรียนมากขน้ึ อีกดว้ ย

ดังน้ันจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและนวัตกรรม ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะ
การคิดวิเคราะห์ท่ีเกิดข้ึนภายใต้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับ
เทคนิคการเสริมแรงทางบวก สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเ รียนเทศบาล ๑
(เอ็งเสยี งสามัคค)ี บทเรียนศกึ ษา : คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย

5

กรอบแนวคดิ การวิจยั ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ที่ ประสิทธิภาพของแผนการ
เกิดขน้ึ ภายใต้กระบวนการ จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ เ ร่ื อ ง ค า
หลักสตู รแกนกลางขัน้ พื้นฐาน ภ า ษ า ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ใ น
พทุ ธศักราช 2551 จดั การเรยี นรู้แบบ ภาษาไทย โดยใช้การจัดการ
Game-Based Learning เรียนรู้แบบ Game-Based
กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ร่วมกับเทคนิคการเสรมิ แรง Learning ร่ว มกับ เท ค นิ ค
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 การเสรมิ แรงทางบวก
ทางบวก
สาระท่ี 4 หลกั การใช้ภาษาไทย บทเรียนศึกษา : ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
เรื่อง คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย คาภาษาต่างประเทศใน เรอ่ื ง คาภาษาตา่ งประเทศ
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชวี้ ดั ทป่ี รากฏได้แก่ ในภาษาไทย
ภาษาไทย
ท 4.1 ม.3/1 จาแนกการใช้คา
ภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียน ที่มีต่อการจัดการ
ท 4.1 ม.3/4 ใชค้ าทับศัพทแ์ ละศัพท์บญั ญตั ิ เรียนรู้แบบ Game-Based
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551 : 51) Learning ร่ว มกับ เท ค นิ ค
การเสรมิ แรงทางบวก
ทักษะการคิดวเิ คราะห์
คือ การคิดวิเคราะห์เป็นพ้ืนฐานของการคิด
ทั้งมวลเป็นทักษะท่ีทุกคนสามารถพัฒนาได้
ทักษะการคิดวิเคราะห์จึงเป็นทักษะการคิด
ร ะ ดั บ สู ง ท่ี เ ป็ น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ส า คั ญ ข อ ง
กระบวนการคดิ
(ประพนั ธ์สริ ิกสาเุ สรจารดั จั ก,า2ร5เร5ีย1น:ร4แู้ 8บ)บ

Game-Based Learning
คอื “การเรียนรู้ผา่ นเกม” หรอื “เกมเพ่อื การ
เรียนรู้” ซ่ึงก็คือส่ือในการเรียนรู้แบบหนึง่ ซึ่งถูก
ออกแบบมาเพื่อใหม้ ีความสนุกสนานไปพร้อม ๆ
กับการได้รับความรู้ โดยสอดแทรกเนื้อหา
ทั้งหมดของหลักสูตรนั้น ๆ เอาไว้ในเกมและ
ให้ผู้เรียนลงมือเล่นเกมโดยที่ผู้เรียนจะได้รับ
ความรู้ต่าง ๆ ของหลักสูตรน้ันผ่านการเล่นเกม
นนั้ ดว้ ย
(สกลุ สขุ สเทิรค,ิ 2น5คิ 5ก0าร:เ8ส)รมิ แรงทางบวก
คือ วิธีการที่ครูนามาใช้เพ่อื กระตนุ้ ให้นักเรยี น
แ ส ด ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ท่ี พึ ง ป ร ะ ส ง ค์ ใ น ท่ี น้ี ก็ คื อ
พฤติกรรมในการใหค้ วามรว่ มมือและความสนใจ
ในการเรยี น โดยการทาวิจัยในครง้ั นห้ี ากนักเรียน
สามารถเล่นเกมแล้วชนะหรือมีส่วนร่วมก็จะมี
ก า ร แ จ ก แ ส ต ม ป์ ซึ่ ง ส า ม า ร ถ น า ม า แ ล ก เ ป็ น
คะแนนได้ และบตั รกานลั ต่าง ๆ ใหก้ บั นักเรียน

6

วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั

1. เพ่ือหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เร่ือง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับ
เทคนิคการเสริมแรงทางบวกตามเกณฑ์ 80/80

2. เพอื่ ศกึ ษาเปรียบเทียบความสามารถดา้ นทักษะการคิดวเิ คราะหเ์ ร่ือง คาภาษาต่างประเทศ
ในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based
Learning รว่ มกบั เทคนิคการเสรมิ แรงทางบวก

3. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ
Game-Based Learning ร่วมกับเทคนคิ การเสริมแรงทางบวก

สมมตฐิ านการวิจัย

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เร่ือง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิค
การเสรมิ แรงทางบวก เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิคการ
เสรมิ แรงทางบวก หลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน

3. ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ
Game-Based Learning ร่วมกับเทคนคิ การเสรมิ แรงทางบวกอยใู่ นระดบั มาก

ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดไ้ ด้รับในการวิจยั

1. นักเรยี นทีเ่ รยี นโดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกบั เทคนิคการ
เสริมแรงทางบวก มีทักษะคิดวิเคราะห์คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทยไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง และเป็นการ
สร้างความจาให้กับนักเรียนได้ในระยะยาวยิ่งข้ึน อีกท้ังกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจและความ
สนุกในการเรยี นมากยิง่ ขึ้นอีกดว้ ย

2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning
ร่วมกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวก มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ทาให้
นักเรียนมีความรู้สึกชอบ และเห็นคุณค่าของภาษาไทยจนเกิดความรัก ความหวงแหนภาษาไทยด้วย
การอนุรักษ์และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องตามหลักภาษา เพ่ือดารงภาษาไทยให้เป็นมรดกของ
ประเทศชาติสบื ไป

7

ขอบเขตของการวิจัย

1. ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
1.1 ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน

เทศบาล ๑ (เอง็ เสยี งสามัคค)ี อาเภอหาดใหญ่ จงั หวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จานวน
12 ห้องเรียน จานวน 484 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11
โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่กาลังศึกษาในภาคเรียนท่ี 2
ปีการศึกษา 2563 จานวน 1 ห้องเรียน โดยมีนักเรียนทั้งหมดจานวน 38 คน ซ่ึงได้มาจากโดยใช้
วิธีการสุ่มแบบกลมุ่ (Cluster Random Sampling)

2. ตัวแปรท่ศี กึ ษา
ตัวแปรท่ใี ช้ศกึ ษาสาหรับการวิจยั ในคร้ังน้ี
2.1 ตัวแปรตน้ คอื การจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิค

การเสริมแรงทางบวก
2.2 ตัวแปรตาม คือ
2.2.1 ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ เรือ่ ง คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
2.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจดั การเรยี นรู้แบบ

Game-Based Learning รว่ มกบั เทคนคิ การเสริมแรงทางบวก

3. ขอบเขตของเนือ้ หา
ผู้วิจัยได้ใช้เน้ือหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

ในสาระหลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย
การเปล่ียนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัติ
ของชาติ โดยใช้บทเรยี นศึกษาเรอื่ ง คาภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย

4. ระยะเวลาทที่ าวจิ ยั ในชัน้ เรียน
ผู้วิจัยได้กาหนดระยะเวลาในการทดลองในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

ใช้ระยะเวลาในการทดลองจานวน 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบเรียน คาบละ 50 นาที รวมท้ังหมด
5 คาบเรยี น

8

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

1. การจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning หมายถึง “การเรียนรู้ผ่านเกม” หรือ
“เกมเพื่อการเรียนรู้” ซ่ึงก็คือส่ือในการเรียนรู้แบบหน่ึง ถูกออกแบบมาเพ่ือให้มีความสนุกสนานไป
พร้อม ๆ กับการได้รับความรู้ โดยสอดแทรกเน้ือหาท้ังหมดของหลักสูตรน้ัน ๆ เอาไว้ในเกมและให้
ผ้เู รียนลงมือเล่นเกมโดยทผี่ ้เู รยี นจะไดร้ ับความรูต้ า่ ง ๆ ของหลักสตู รน้ันผา่ นการเลน่ เกมนั้นด้วย

2. เทคนิคการเสริมแรงทางบวก หมายถึง วิธีการที่ครูนามาใช้เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนแสดง
พฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ในท่ีน้ีก็คือพฤติกรรมในการให้ความร่วมมือและความสนใจในการเรียน
โดยการทาวิจัยในครั้งน้ีหากนักเรียนสามารถเล่นเกมแล้วชนะหรือมีส่วนร่วมก็จะมีการแจกแสตมป์ซง่ึ
สามารถนามาแลกเปน็ คะแนนได้ และบัตรกานัลตา่ ง ๆ ใหก้ บั นักเรียน

3. ทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึง การคิดวิเคราะห์เป็นพื้นฐานของการคิดท้ังมวลเป็น
ทักษะที่ทุกคนสามารถพัฒนาได้ ทักษะการคิดวิเคราะห์จึงเป็นทักษะการคิดระดับสูงท่ีเป็น
องคป์ ระกอบสาคญั ของกระบวนการคิด

4. คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย หมายถึง คาศัพท์ท่ีมาจากภาษาอื่นซ่ึงจะนามาใช้ใน
ภาษาไทย เพื่อให้มีคาใช้ท่ีเพิ่มมากข้ึน ได้แก่ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษา
ชวามลายู และภาษาอังกฤษ ซึ่งนามาจากสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

5. ความพึงพอใจ หมายถึง การแสดงออกของอารมณ์ ความสนใจ มองเหน็ ความสาคัญ และ
ทัศนะของนักเรียน เน่ืองมาจากสิ่งเร้าและแรงจูงใจ โดยการแสดงออกมาในลักษณะของความชอบ
ความพอใจ มีความรู้สึกกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะเรียน ทางาน ซึ่งพิจารณาจากการตอบแบบ
ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบ Game-Based Learning ร่วมกับ
เทคนคิ การเสริมแรงทางบวก โดยผูว้ จิ ยั ได้ระบไุ ว้ 3 ด้าน ดังนี้

5.1 ด้านสาระการเรียนรู้ หมายถึง ข้อความท่ีระบุคุณลักษณะด้านความรู้
ดา้ นทักษะ หรือเจตคตทิ ่ตี อ้ งการให้เกิดขึน้ กับผูเ้ รยี น

5.2 ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง สภาพการณ์ท่ีผู้สอนได้ออกแบบเพื่อนาเสนอ
เนื้อหา วธิ ีการ หรือเทคนคิ ตา่ ง ๆ ทท่ี าใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้

5.3 ดา้ นสื่อการเรียนรู้ หมายถงึ วสั ดุ อปุ กรณ์ และวิธีการ ซึง่ ถกู นามาใชใ้ นการเรียน
การสอน เพ่ือเปน็ ตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติ จากผู้สอนหรือแหลง่ ความรู้ไปยัง
ผู้เรียน ช่วยให้การเรียนการสอนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม
วตั ถปุ ระสงค์ของการเรยี นการสอนทตี่ ง้ั ไว้

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้อง

การวิจัยเรื่อง ทักษะการคิดวิเคราะห์ท่ีเกิดข้ึนภายใต้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ
Game-Based Learning ร่วมกับเทคนิคการเสริมแรงทางบวก สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) บทเรียนศึกษา : คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ผู้วิจัยได้
ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ยี วขอ้ งเพ่ือเปน็ พ้ืนฐานในงานวจิ ยั โดยจาแนกตามประเดน็ ดงั ต่อไปน้ี

1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
1.1 หลักการ
1.2 จดุ มงุ่ หมาย
1.3 สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

2. หลักสตู รกลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
2.1 ความสาคัญของภาษาไทย
2.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
2.3 ตัวชวี้ ัด

3. หลักสตู รสถานศกึ ษาของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งสียงสามัคคี)
4. แนวคดิ ท่ีเกี่ยวข้องกบั ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์

4.1 ความหมายของการคดิ วิเคราะห์
4.2 กระบวนการคดิ วเิ คราะห์
4.3 ทักษะการคิดวิเคราะห์
5. แนวคิดท่ีเกยี่ วข้องกับคาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
5.1 ลกั ษณะของการยืมคาภาษาตา่ งประเทศมาใช้
5.2 สาเหตุการนาคาภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย
5.3 คาภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย
5.4 คาภาษาเขมรในภาษาไทย
5.5 คาภาษาอังกฤษในภาษาไทย
5.6 คาภาษาจีนในภาษาไทย
5.7 คาภาษาชวามลายใู นภาษาไทย
5.8 ผลดีและผลเสียของการยืมภาษาตา่ งประเทศมาใช้

10

6. แนวคดิ ที่เกยี่ วขอ้ งกบั การจัดการเรยี นรู้แบบ Game-Based Learning
6.1 ความหมายของเกม
6.2 ประเภทของเกม
6.3 วัตถุประสงค์ของการใช้เกมประกอบการสอน
6.4 หลกั การเลอื กเกมในการสอน
6.5 ขัน้ ตอนการใชเ้ กมประกอบการสอน
6.6 ประโยชน์ของเกม

7. แนวคิดทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับเทคนคิ การเสรมิ แรงทางบวก
7.1 ความหมายของการเสรมิ แรงทางบวก
7.2 ลกั ษณะของการเสริมแรงทางบวก
7.3 หลักในการเสรมิ แรงทางบวก
7.4 ประเภทของการเสริมแรงทางบวก

8. งานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ ง

1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4-7) ได้ระบุหลักการ จุดหมาย และสมรรถนะสาคัญของ
ผูเ้ รยี น ตามหลกั สตู รการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ดังน้ี

1.1 หลกั การ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มหี ลกั การที่สาคัญดังนี้

1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน
การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจคติ และคุณธรรม
บนพ้นื ฐานของความเปน็ ควบคคู่ วามเปน็ สากล

2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนท่ีประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่าง
เสมอภาคและมคี ณุ ภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถนิ่

4. เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการ
การเรียนรู้

5. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาทเี่ นน้ ผู้เรียนเป็นสาคญั

11

6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลมุ ทกุ กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรแู้ ละประสบการณ์

1.2 จุดมุ่งหมาย
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และ

มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดหมาย เพ่ือให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศึกษาขัน้ พื้นฐาน ดังนี้

1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง

2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา
การใช้เทคโนโลยีและมที กั ษะชีวติ

3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มสี ขุ นสิ ัย และรกั การออกกาลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต
และการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
5. มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งทาประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม
อยา่ งมคี วามสุข

1.3 สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน ม่งุ ใหผ้ เู้ รียนเกดิ สมรรถนะสาคัญ 5 ประการ

1. ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม
ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ยี น
ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจา
ต่อรองเพ่อื ขจัดและลดปญั หาความขดั แยง้ ตา่ ง ๆ การเลือกรับหรอื ไมร่ ับข้อมูลข่าวสารด้วยหลกั เหตุผล
และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ท่ีมีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่มีต่อ
ตนเองและสังคม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์
ความรหู้ รอื สารสนเทศเพ่อื การตดั สินใจเกยี่ วกบั ตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค
ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ

12

เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์
ความรู้ มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคานึงถึง
ผลกระทบ ทเ่ี กิดข้ึนต่อตนเอง สงั คมและสิ่งแวดล้อม

4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิตเป็นความสามารถในการนากระบวนการ ตา่ ง ๆ
ไปใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทางาน
และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสรา้ งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจดั การปญั หาและ
ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและ
สภาพแวดล้อม และการรจู้ ักหลกี เลี่ยงพฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงคท์ ่ีสง่ ผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ่นื

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้
เทคโนโลยีด้านตา่ ง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอ่ื การพัฒนาตนเองและสังคมในด้าน
การเรยี นรู้ การสอ่ื สาร การทางาน การแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม

6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนา
ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขใน
ฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ดังน้ี

6.1 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
6.2 ชอื่ สตั ยส์ จุ รติ
6.3 มีวินยั
6.4 ใฝเ่ รียนรู้
6.5 อยู่อยา่ งพอเพียง
6.6 มงุ่ มน่ั ในการทางาน
6.7 รกั ความเปน็ ไทย
6.8 มจี ติ สาธารณะ

2. หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดสาระการเรียนรู้
เป็น 8 กลุ่ม ด้วยองค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม
จริยธรรมของผเู้ รียน ซึง่ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรายวชิ าพนื้ ฐานจงึ นบั ว่าเป็น
กลมุ่ ทีม่ คี วามสาคัญ

2.1 ความสาคัญของภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น

เอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาตใิ ห้มีความเป็นไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อสื่อสาร

13

เพ่ือสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน
และดารงชวี ิตรว่ มกนั ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างมสี ันตสิ ขุ และเป็นเครือ่ งมือในการแสวงหาความรู้
ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์
และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดง
ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้าค่าควรแก่การเรียนรู้
อนรุ กั ษ์ และสบื สานใหค้ งอยูค่ ่ชู าตไิ ทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551 : 37)

2.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ 1 การอา่ น

มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสนิ ใจ
แก้ปัญหาในการดาเนนิ ชวี ิตและมีนสิ ัยรักการอา่ น

สาระท่ี 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และ

เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี
ประสิทธภิ าพ

สาระท่ี 3 การฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้

ความคดิ และความรูส้ กึ ในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์
สาระท่ี 4 หลกั การใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลง

ของภาษาและพลังของภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัติของชาติ
สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทย

อยา่ งเหน็ คณุ ค่าและนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตจริง

2.3 ตวั ชีว้ ัด
ตัวช้ีวัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
สาระหลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย
การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติ
ของชาติ

14

ตารางท่ี 1 โครงสร้างหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กล่มุ สาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 สาระที่ 4 หลกั การใชภ้ าษาไทย

ช้ัน ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.3 1. จาแนกและใช้คาภาษาต่างประเทศ - คาทีม่ าจากภาษาตา่ งประเทศ

ที่ใช้ในภาษาไทย

2. วเิ คราะห์โครงสร้างประโยคซับซอ้ น - ประโยคซับซ้อน

3. วิเคราะหร์ ะดับภาษา - ระดับภาษา

4. ใช้คาทับศัพทแ์ ละศัพทบ์ ญั ญตั ิ - คาทบั ศพั ท์

- คาศพั ทบ์ ัญญัติ

5. อธิบายความหมายคาศัพท์ทาง - คาศัพทท์ างวชิ าการและวชิ าชีพ

วชิ าการและวชิ าชพี

6. แตง่ บทรอ้ ยกรอง - โคลงสสี่ ุภาพ

3. หลกั สูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอง็ เสียงสามัคคี)

ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ซ่ึงมี
รายละเอยี ดดงั ตารางตอ่ ไปนี้

ตารางท่ี 2 โครงสร้างรายวิชาพ้นื ฐาน รหัสวิชา ท23102 รายวชิ าภาษาไทย 6 ระดบั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3

หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 4 จานวน 10 ชวั่ โมง

ชือ่ หนว่ ย มาตรฐานการ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั
ที่ เรียนรู้/ (ช่วั โมง) คะแนน

การเรียนรู้ ตัวชว้ี ัด

4 สรา้ งสรรค์ ท 1.1 ม.3/4 การอา่ นเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อเขียน 10 12

คานามาใช้ ม.3/5 กรอบแนวคิด วเิ คราะห์วิจารณ์
และประเมนิ เรื่องทีอ่ ่านโดยใช้

ม.3/10 กลวธิ เี ปรียบเทยี บ มมี ารยาทใน

ท 2.1 ม.3/2 การอ่าน เขยี นข้อความโดยใช้

ม.3/6 ถอ้ ยคาได้ถูกต้องตามระดบั ของ
ภาษา เขยี นอธบิ าย ช้แี จง แสดง

15

ท 3.1 ม.3/6 ความคิดเหน็ และโตแ้ ย้งอย่างมี
ท 4.1 ม.3/1 เหตผุ ล พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรง
ตามวตั ถุประสงค์ มีมารยาทในการ
ฟังการดูและการพูด จาแนกและ
ใช้คาท่ีมาจากภาษาตา่ งประเทศ

4. แนวคดิ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ทักษะการคิดวเิ คราะห์

กระบวนการคิดเป็นการคิดที่มีความสลับซับซ้อนสูง ซึ่งจะต้องมีพ้ืนฐานด้านทักษะความคิด
หลาย ๆ ด้านข้ามาผสมผสานกัน กระบวนการคิดจึงต้องมีข้ันตอนและมีความแยบยล จึงจะทาให้พบ
แนวทางการแกป้ ัญหาหรือพบคาตอบหรือขอ้ สรปุ ความคิดในแต่ละคร้ังจงึ อาจกล่าวได้วา่ กระบวนการ
คิดเป็นเรื่องของความคิดระดับสูง กระบวนการคิดท้ังหลายมีความสาคัญต่อการเรียนรู้และ
การดาเนินชีวิต และเป็นแก่นแท้ของศักยภาพของสมองและสติปัญญาของมนุษย์ คือ การคิด
สร้างสรรค์ (Creative Thinking) การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) การคิดวิจารณญาณ
(Critical Thinking) และการคดิ แกป้ ญั หา (Problem Solving) การพัฒนาความคิดสมารถพฒั นาและ
ฝึกฝนกันได้ด้วยการเรียนรู้ (ประพนั ธศ์ ริ ิ สุเรารจั , 2551 : 47)

4.1 ความหมายของการคิดวิเคราะห์
การคิดวิเคราะห์เป็นการคิดพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผลให้กับข้อมูลต่าง ๆ โดยนา

องค์ประกอบหลักและย่อยของข้อมูลนั้น ๆ มาหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงจนสามารถประกอบเป็น
โครงสร้างหรือภาพรวม และหาทางออกหรือแนวทางแก้ปัญญาได้ (สกุลการ สังข์ทอง, 2548 : 22)
ซึ่งมผี ู้เชย่ี วชาญและนักการศกึ ษาไดก้ ล่าวถึงความหมายของการอา่ นจับใจความไว้ดงั น้ี

Bloom (Bloom, 1956; อ้างถึงใน สุคนธ์ สินธพานนท์, 2560 : 189) ได้ให้
ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า เป็นการคิดท่ีดี เน้นการตีความของข้อมูลไปยังองค์ประกอบ และ
การคน้ หาความสมั พนั ธแ์ ละแนวทางทีใ่ ชใ้ นการจัดการคิดวเิ คราะห์

Clark (Clark, 1970; อ้างถึงใน สุคนธ์ สินธพานนท์, 2560 : 189-190) ได้ให้
ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นการแยกส่วนต่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์กับส่วนน้ัน ๆ ว่ามี
ความสมั พนั ธ์กันอย่างไร

ประพันสิริ สุเสารัจ (2551 : 48) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า การคิด
วิเคราะห์ หมายถึง ความคิดในการจาแนกแยกแยะข้อมูลองค์ประกอบของสงิ่ ตา่ ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ
เร่ืองราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อค้นหาความจริง ความสาคัญ แก่นแท้

16

องค์ประกอบหรือหลักการของเร่ืองน้ัน ๆ ทั้งท่ีอาจแฝงซ่อนอยู่ภายในสิ่งต่าง ๆ หรือปรากฏได้อย่าง
ชดั เจน รวมทั้งหาความสมั พันธ์และความเช่ือมโยงของส่ิงต่าง ๆ ว่าเกี่ยวพนั กนั อย่างไร อาศยั หลักการ
ใดจนได้ความคิดเพื่อนาไปสู่การสรุปการประยุกต์ใช้ การทานายหรือการคาดการส่ิงต่าง ๆ ได้อย่าง
ถูกต้อง

สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2551 : 13) ได้ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ว่า
เป็นการคิดที่สามารถจาแนกแยกแยะข้อมูลหรือวัตถุส่ิงของต่าง ๆ หรือเร่ืองราว เหตุการณ์ออกเป็น
ส่วนย่อยตามหลักการหรือหลักเกณฑ์ท่ีกาหนดเพื่อค้นหาความจริงหรือความสาคัญท่ีแฝงอยู่หรือ
ปรากฏอยจู่ นไดค้ วามคดิ ที่จะนาไปสูข่ ้อสรปุ และการนาไปประยุกต์ใช้

เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2561 : 2) ได้อธิบายความหมายการคิดวิเคราะห์ว่า
การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง การจาแนก แยกแยะ องค์ประกอบของสิ่งใดส่ิงหน่ึงออกเป็น
ส่วน ๆ เพื่อค้นหาว่าทามาจากอะไร มีองค์ประกอบอะไร ประกอบขึ้นมาได้อย่างไร เช่ือมโยงสัมพันธ์
กันอย่างไร

จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง การจาแนก แยกแยะ
องค์ประกอบต่าง ๆ ของส่ิงใดส่ิงหนึ่งออกเป็นส่วน ๆ เพื่อหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล จนสามารถ
ค้นพบคาตอบของส่งิ เหลา่ นั้นและนาไปส่ขู ้อสรปุ เพ่ือนาไปประยุกต์ใช้ต่อไป

4.2 กระบวนการคิดวเิ คราะห์
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2551 : 49) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์เป็นการคิดระดับสูง

การคดิ จึงเปน็ กระบวนการ ซง่ึ มขี นั้ ตอนต่าง ๆ ดงั นี้
1. กาหนดสิ่งท่ีจะวิเคราะห์ว่าจะวิเคราะห์อะไร กาหนดขอบเขตและนิยามของสิ่งท่ี

จะคิดใหช้ ัดเจน เช่น จะวเิ คราะหป์ ญั หาสง่ิ แวดล้อม ปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม หมายถึง ปัญหาเกี่ยวกับขยะที่
เกิดข้นึ ในโรงเรียนของเรา

2. กาหนดจุดมุ่งหมายของกรวิเคราะห์ว่าต้องการวิเคราะห์เพื่ออะไร เช่น เพ่ือจัด
อนั ดับ เพอื่ หาเอกลักษณ์ เพ่ือหาขอ้ สรปุ เพ่อื หาสาเหตุ เพอื่ หาแนวทางแกไ้ ข

3. พิจารณาข้อมูลความรู้ ทฤษฎี หลักการ กฎเกณฑ์ท่ีใช้ในการวิเคราะห์ว่าจะใช้
หลกั ใดเป็นเคร่ืองมือในการวเิ คราะห์และจะใชห้ ลกั ความรนู้ ัน้ ว่า ควรใชใ้ นการวิเคราะห์อยา่ งไร

4. สรปุ และรายงานผลกรวเิ คราะหไ์ ดเ้ ป็นระบบระเบยี บชดั เจน
ทิศนา แขมมณี และคณะ (2549; อ้างถึงใน สุคนธ์ สินธพานนท์, 2560 : 192-193)
ไดใ้ หก้ ระบวนการของการคดิ วิเคราะห์ ดังนี้
1. ศกึ ษาข้อมูล
2. ตัง้ วัตถปุ ระสงคใ์ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู
3. กาหนดเกณฑใ์ นการจาแนกแยกแยะข้อมูล

17

4. แยกแยะขอ้ มูลตามเกณฑท์ ีก่ าหนดเพื่อให้เปน็ องคป์ ระกอบของส่งิ ท่ีวิเคราะห์
5. หาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ และความสัมพันธ์ของข้อมูลใน
แตล่ ะองคป์ ระกอบ
6. นาเสนอผลการวเิ คราะห์
7. นาผลการวเิ คราะหม์ าสรุป ตอบคาถามตามวตั ถปุ ระสงค์
นอกจากนี้ สคุ นธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2551 : 13-14) ยงั ได้กล่าวถึงกระบวนการ
ของการคดิ วิเคราะหไ์ ว้ ดงั นี้
1. กาหนดส่ิงสาเรจ็ รูปสิง่ หนึ่งหรือเหตุการณ์หรือเรื่องราวเป็นตวั ต้นเร่ือง เชน่ ต้นไม้
สัตว์ พลเมอื งดี ภาวะโลกรอ้ น อาหารสาเรจ็ รปู นทิ าน ขา่ ว
2. กาหนดคาถามหรือปัญหาเพ่ือค้นหาความจริง เช่น

- ตน้ ไม้มีความสาคัญตอ่ มนษุ ย์อย่างไร
- สัตวท์ ี่เลี้ยงลกู ดว้ ยนมได้แกอ่ ะไรบา้ ง
3. พนิ ิจพิเคราะห์แยกแยะกระจายส่ิงท่กี าหนดใหอ้ อกเปน็ ส่วนย่อย เชน่
- ต้นไม้มีความสาคัญต่อมนุษย์ คือ เป็นร่มเงาบังแสงแดด ต้นไม้บางชนิด
เปน็ ยารกั ษาโรคได้
4. สรุปเปน็ คาตอบ หรอื ตอบปญั หานน้ั ๆ กล่าวคือ เม่ือจาแนกแยกแยะตอบคาถาม
แล้วจะได้ความคิดว่าต้นไม้มีความสาคัญต่อมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เพื่อได้ข้อสรุปและนาไปเป็นแนว
ทางการตดั สินใจประยกุ ตใ์ ชป้ ระโยชนจ์ ากการวเิ คราะหต์ อ่ ไป
กล่าวโดยสรปุ กระบวนการคิดวเิ คราะห์ สามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 4 ลักษณะ ไดแ้ ก่
1. กาหนดข้อมูลในการวิเคราะห์
2. ตงั้ จดุ มุง่ หมายในการวเิ คราะหข์ ้อมลู
3. กาหนดกฎเกณฑใ์ นการวเิ คราะหข์ ้อมูล
4. สรุปคาตอบท่ไี ดจ้ ากการวเิ คราะห์ขอ้ มลู และนาไปประยุกตใ์ ช้

4.3 ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์
ในปัจจุบันประเทศไทยได้เห็นถึงความสาคัญของการศึกษาเพ่ือพัฒนาความคิดให้

ผู้เรียนสามารถฝึกทักษะกระบวนการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทักษะการคิดท่ีเป็นพื้นฐานของ
การคิดทั้งมวลก็คือทักษะการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นรากฐานความสาคัญของการเรียนรู้และการดาเนิน
ชีวิต บุคคลท่ีมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก็จะมีความสามารถในด้านอื่น ๆ เหนือกว่าบุคคลอ่ืน
ในหลาย ๆ ด้าน ซ่ึงทักษะการคิดวิเคราะห์ประกอบด้วยทักษะที่สาคัญตามที่ผู้เช่ียวชาญและนักการ
ศึกษาไดก้ ล่าวไว้ ดังนี้

18

Bloom (Bloom, 1956 : 201-207; อ้างถึงใน ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ, 2551 : 49-
51) ไดก้ ลา่ วถงึ ทักษะการคิดวเิ คราะห์ประกอบดว้ ยทักษะสาคัญ ๆ 3 ดา้ น ดังนี้

1. การคิดวิเคราะห์ความสาคัญหรือเน้ือหาของส่ิงต่าง ๆ (Analysis of Element)
เป็นความสามารถในการแยกแยะได้ว่า สง่ิ ใดจาเป็น สิง่ ใดสาคญั สิง่ ใดมบี ทบาทมากทสี่ ุด

2. การคิดวิเคราะห์สัมพันธ์ ( Analysis Of Relationship) เป็นการค้นหา
ความสัมพันธ์ของส่ิงต่าง ๆ ว่า มีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด
สอดคล้องหรือขดั แยง้ กนั

3. การคิดวิเคราะห์เชิงหลักการ ( Analysis of Organizational Principles)
เป็นการค้นหาโครงสร้างระบบ เรื่องราว สิ่งของและการทางานต่าง ๆ ว่าส่ิงเหล่านั้นดารงอยู่ได้ใน
สภาพเช่นนนั้ เน่อื งจากอะไร มีอะไรเปน็ แกนหลกั และมีหลักการอย่างไร

Clark (Clark, 1970; อ้างถึงใน สุคนธ์ สินธพานนท์, 2560 : 192) ได้อธิบายถึง
การคิดวิเคราะห์ คือ การแยกส่วนต่าง ๆ และการสัมพันธ์กับส่วนนั้น ๆ ว่าความสัมพันธ์กันอย่างไร
การคดิ วิเคราะหส์ ามารถแบง่ ได้ 3 สว่ น คือ

1. การคดิ วิเคราะห์เนือ้ หา ไดแ้ ก่ ความสามารถในการสรุป และการแยกแยะข้อมลู
2. การคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ได้แก่ ความสามารถในการตรวจสอบว่าข้อมูลมี
ความสอดคลอ้ งกันหรือไม่
3. การคิดวิเคราะห์หลักการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ท่ีได้ว่าผู้เขียนต้องการส่ือสารถึง
สิง่ ใด
จากข้อมลู ข้างต้นกลา่ วได้วา่ ทักษะของการคดิ วเิ คราะหป์ ระกอบไปดว้ ย 3 สว่ น คอื
1. การคดิ วิเคราะหเ์ นอ้ื หา เปน็ การแยกแยะข้อมูลออกเป็นส่วนยอ่ ย
2. การคิดวเิ คราะหค์ วามสมั พันธ์ เปน็ การระบุความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งข้อมูล
3. การคิดวิเคราะห์หลักการ เป็นการระบุโครงสร้าง หลักการ จุดมุ่งหมาย แนวคิด
สาคญั ของเรอ่ื ง เพอื่ ให้เขา้ ใจเชือ่ มโยงกนั

4.4 ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด์ิ (2561 : 8) กล่าวว่า การวิเคราะห์ก่อประโยชน์อย่างมาก

ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับองค์กร และระดับประเทศ โดยในแทบทุกสาขาจาเป็นต้องใช้
การวเิ คราะหเ์ ป็นเครอ่ื งมือในการศกึ ษาหาความรู้ความเข้าใจในเรอ่ื งน้นั

นอกจากนี้ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2560 : 190-191) ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของ
การคดิ วเิ คราะห์ ดงั นี้

19

1. ทาให้สามารถแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อมูล หรือจากความคิดเห็น มีความ
กระจา่ งชัดเจน ทาให้มองเห็นแนวทางในการตดั สนิ ใจทจี่ ะทางานหรือดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ อย่างเป็น
ระบบ บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธภิ าพ

2. เปน็ รากฐานสาคญั ของการพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ การแสวงหาความรู้ ทาใหร้ จู้ ัก
คิดจาแนกแยกแยะสิ่งท่ีเรียนรู้ จัดประเภทสิ่งต่าง ๆ อย่างมีหลักเกณฑ์ สามารถทานายผล หรือ
คาดการณส์ ่ิงที่จะเกิดข้นึ ไดใ้ กล้เคียงความเปน็ จรงิ นาไปสู่การตดั สนิ ใจอย่างเหมาะสม

3. ทาให้เป็นคนมีเหตุผล มีหลักการไม่กระทาสิ่งใด ๆ ตามใจตนเองอย่างเลื่อนลอย
ไร้ทศิ ทางไมส่ รุปเรอื่ งราวต่าง ๆ ตามอารมณ์ หรอื ความรู้สกึ ของตนเอง

4. ทาให้เป็นผู้น่าเชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากผู้อ่ืนในด้านการแสดงความคิดเห็น
หรือการใหข้ ้อเสนอแนะอยา่ งมเี หตุผล

5. สามารถแก้ปญั หาต่าง ๆ ได้อยา่ งมีเหตผุ ล ตามขน้ั ตอน ถกู ตอ้ ง และสามารถปรับ
ตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมโลกยุคปัจจุบันได้ ไม่คล้อยตามหรือหลงเช่ือ
บุคคลอ่นื จนเกิดความพลาดพล้งั ในกิจการต่าง ๆ

6. ทาใหเ้ ป็นผู้ทมี่ ที กั ษะในการลาดับเหตุการณ์ เรอ่ื งราวต่าง ๆ หลอมรวมไดใ้ จความ
เพื่อนาเสนอความคดิ เหน็ อย่างมีเหตผุ ลไปยงั บุคคลและองค์กรตา่ ง ๆ ได้

7. ทาให้สามารถประมวลข้อคิดเห็นหรือความคิดเห็นของบุคคลที่หลากหลายมา
สมั พันธก์ นั เพ่อื นามาสรปุ เป็นแนวคิดใหม่นาไปใชใ้ นการพฒั นาหรือปรับปรงุ คุณภาพของงาน

8. ทาให้ได้ข้อมูลท่ีความสัมพันธ์และเช่ือมโยงกันมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา
อย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบความถกู ต้องตามหลักเกณฑ์ไดต้ รงประเดน็

5. แนวคิดทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

ภาษาเป็นวัฒนธรรมซ่ึงมีลักษณะที่ถ่ายทอดกันได้ดี จึงทาให้ภาษาเกิดการปะปนกันข้ึนเป็น
อย่างมาก ลักษณะของการปะปนกันย่อมก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางภาษาไปตามอิทธิพลของ
ภาษาท่ียืมคามาใช้ การเปล่ียนแปลงน้ีไม่มีกฎเกณฑ์ท่ีแน่นอน โดยอาจเปลี่ยนแปลงในเรื่องเสียง รูป
ศัพท์ โครงสร้าง ตลอดจนสานวนโวหารต่าง ๆ เป็นตน้

5.1 ลักษณะของการยืมคาภาษาตา่ งประเทศมาใช้
ลักษณะของการยืมคาภาษาต่างประเทศมาใช้ก็ได้พยายามปรับปรุงแก้ไขลักษณะ

บางประการของภาษาที่ยืมคามาใช้ และก็พยายามปรับปรุงภาษาของเราเองให้เหมือนหรือใกล้เคียง
กับภาษานั้น ๆ ท่ียืมมาใช้ ลักษณะการปะปนและยืมมาน้ัน มีลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างภาษา 3
ลักษณะ คอื

20

1. สภาพชั้นผิว (Superstratum) คือ การท่ีภาษาท่ีมีอิทธิพลด้อยกว่า ยอมรับ
ลักษณะของภาษาที่มีอิทธิพลเหนือกว่า เช่น ภาษาไทยรับภาษาอังกฤษเข้ามา เพราะภาษาอังกฤษมี
อิทธิพลเหนือกว่าภาษาไทย จึงทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของคา โครงสร้างและอ่ืน ๆ
ในภาษาไทยให้เหมือนกับภาษาอังกฤษ เช่น คนไทยสามารถออกเสียงควบกล้า /ฟร/, /ฟล/, /บร/,
/บล/, /ดร/ ฯลฯ ซึง่ เสียงควบกล้าเหลา่ นีไ้ ม่ใชร่ ะบบเสยี งควบกลา้ ของไทย เป็นตน้

ตัวอยา่ งการรบั เสยี งควบกล้าจากภาษาอังกฤษมาใชใ้ นภาษาไทย เช่น
[fr] (ฟร) ฟรี เฟรนสฟ์ รายส์
[br] (บร) สบี รอนซ์ เบรก
2. สภาพช้ันลึก (Substratum) คือ การท่ีภาษามีอิทธิพลด้อยกว่ามีอานาจ
เปลี่ยนแปลงภาษาท่ีมีอิทธิพลเหนือกว่าให้มีลักษณะโครงสร้าง แบบแผนตามภาษาท่ีมีอิทธิพล
ด้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ตรงข้ามกับทฤษฎแี รก ตัวอย่างท่ีเห็นได้ชัด คือ การเปล่ียนเสียงของ
ภาษาองั กฤษ บาลี สนั สกฤต เขมร จีน ฯลฯ ที่ไทยเรายืมมาใช้และดัดแปลงใหเ้ หมาะกับลนิ้ และหูของ
คนไทย
3. สภาพช้ันเคียง (Adstraturm) สภาพน้ีไม่ได้เกิดจากการบุกรุกเหมือนกับสภาพท่ี
1 และ 2 แต่เกิดจากการท่ีภาษาสองภาษา มีลักษณะดั้งเดิมของภาษาแตกต่างกัน แต่มีสภาพทาง
ภมู ศิ าสตร์อยใู่ กล้เคียงกนั ไดม้ วี ิวฒั นาการบางอยา่ งของภาษาเหมือนกัน โดยท่ตี ่างฝา่ ยต่างยังคงรักษา
ลักษณะ สภาพเดิมของภาษาของตนเองไว้ เช่น ภาษาไทยและภาษาเขมร จากการศึกษาจารึกเขมร
โบราณ ไมป่ รากฏวา่ มีลกั ษณนามใช้ แตจ่ ารึกในสมัยหลงั ปรากฏว่าเขมรมีลักษณนามด้วย และปจั จุบัน
ภาษาเขมรมีรูปวรรณยุกต์ + ใช้เหมือนกับไทย สันนิษฐานว่า ลักษณะต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นลักษณะที่
เขมรไดร้ ับอทิ ธพิ ลไปจากไทย
เม่ือไทยเรานาภาษาต่างประเทศต่าง ๆ เข้ามาใช้ จะเกิดการเปล่ียนแปลงใน 3
ลักษณะดังกล่าว คือ ถ้าเป็นไปตามทฤษฎีก็หมายถึง การนาคาทับศัพท์ หรือการนาคาของภาษาอื่น
มาใช้โดยรักษาลักษณะของคาไว้เหมือนเดิม ส่วนทฤษฎีท่ี 2 เม่ือเราเอาคาภาษาของเขามาแล้ว ก็มี
การเปลี่ยนแปลงคาให้เหมาะสมกับสภาพและลักษณะของภาษาไทย เช่น การเปลี่ยนแปลงเสียง
การเปลี่ยนแปลงคา และการเปล่ียนแปลงความหมายใหม่ และทฤษฎีท่ี 3 เป็นภาษาท่ีมีลักษณะ
ดั้งเดิมของภาษาแตกต่างกัน แต่สภาพภูมิศาสตร์อยู่ใกล้เคียงกัน มีการติดต่อสัมพันธ์เป็นระยะ
เวลานาน จึงทาให้ภาษาของแต่ละฝ่ายจึงอิทธิพลต่อกัน (จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์, 2546 : 158;
จริ วฒั น์ เพชรรัตน์ และอมั พร ทองใบ, 2556 : 89)

5.2 สาเหตุการนาคาภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย
จันจิรา จิตตะวริ ิยะพงษ์ (2546 : 159) กล่าวว่า ภาษาทกุ ภาษายอ่ มมกี ารยืมคาจาก

ภาษาต่าง ๆ เข้ามาใช้ในภาษาของตน ภาษาไทยก็เช่นเดียวกันได้ปรากฏหลักฐานในเอกสารต่าง ๆ

21

มีการนาคาภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้นานแลว้ เช่น การค้นพบหลกั ศลิ าจารึกของพ่อขนุ รามคาแหงท่ี
ปรากฏการใช้คาที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่เป็นจานวนมาก นอกจากคาภาษาบาลีและ
สันสกฤตซึ่งเป็นคาส่วนใหญ่ท่ีไทยรับเข้ามาใช้ในภาษาไทยแล้ว ยังมีคาภาษาต่างประเทศอ่ืน ๆ
อกี หลายภาษาท่ีเรารบั มาใช้เชน่ เดียวกนั เช่น ภาษาจนี ภาษามอญ ภาษาฝรง่ั เศสและอังกฤษ เป็นต้น
การนาภาษาต่าง ๆ เข้ามาใชใ้ นภาษาไทยของเรามีสาเหตหุ ลายประการดงั น้ี

1. มีความเกี่ยวพันกันทางด้านเช้ือชาติ สัญชาติ เช่น คนไทยกับคนลาวและคนจีน
มีความเก่ียวพันกันทางด้านเช้อื ชาติจนแยกไม่ออก มีความผูกพันและใกล้ชิดกันฉันพี่น้อง ทาให้ภาษา
ดั้งเดิมคล้ายกัน คามใี ชร้ ่วมกนั และสามารถพูดภาษาของประเทศใกลเ้ คียงน้นั ได้

2. ความสัมพันธ์ทางสภาพภูมิศาสตร์และท่ีอยู่อาศัย การที่ประเทศไทยมีอาณาเขต
ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทยกับพม่า ลาว เขมร และมลายู ทาให้ราษฎรที่อยู่ชายแดนติดกบั
ประเทศน้นั ๆ เดนิ ทางไปมาหาสู่ตลอดจนหยิบยืมภาษาซึง่ กันและกนั ใช้โดยตั้งใจและไม่ต้งั ใจ

3. ด้านประวัติศาสตร์ ในการทาสงคราม เมื่อฝ่ายใดชนะก็มักกวาดต้อนผู้คนของ
เมอื งทแ่ี พ้กลบั ไปยังเมืองอ่ืน การติดต่อกนั ทางด้านการทูตหรืออพยพโยกยา้ ยทาใหภ้ าษาปะปนกันได้

4. ด้านการพาณิชย์ ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับประเทศตา่ ง ๆ มาต้ังแต่สมยั
สุโขทัยและอยุธยา จนถึงปัจจุบันมีการค้าขายกับชาวต่างชาติอยู่เสมอมา เมื่อมีการค้าเกิดขึ้น ทาให้
ต้องติดต่อสื่อสารกัน ความจาเป็นในการหยิบยืมภาษาซ่ึงกันและกันก็เกิดขึ้น เพ่ือสะดวกในการ
ทาความเข้าใจ ตกลงราคาและโฆษณาสินค้า เช่น เป๊บซี่ โค้ก ฮอนด้า ฮานามิ ฯลฯ ภาษาเหล่าน้นั จึง
ถ่ายทอดมาอยใู่ นภาษาไทยดว้ ย

5. ดา้ นศาสนา เมื่อรบั ศาสนาใดเข้ามาในประเทศก็จาเป็นต้องรบั เอาภาษาในศาสนา
น้ันเข้ามาด้วย เช่น เม่ือรับเอาศาสนาพุทธเข้ามาเป็นศาสนาประจาชาติก็รับเอาภาษาบาลีเข้ามา
ภาษาสนั สกฤตเข้ามาพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ภาษาอังกฤษเข้ามาพร้อมกบั ศาสนาคริสต์

6. ด้านการศึกษา การศึกษาในปัจจุบัน จาเป็นต้องอาศัยตาราและการแลกเปล่ียน
นักศึกษากับชาวต่างประเทศ ทาให้มีภาษาต่างประเทศเข้ามาปะปนอยู่มากมาย เช่น ญ่ีปุ่น เยอรมัน
อังกฤษ

7. ด้านธรุ กิจสว่ นตวั การติดตอ่ สมั พนั ธ์ดา้ นมติ รภาพ การแต่งงานระหว่างชนชาติอื่น
กับคนในชาติ ทาใหภ้ าษาปะปนกนั ได้

8. ด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม การท่ีอุตสาหกรรมเจริญรุดหน้าไปมากในปัจจุบัน
ทาให้ศัพท์เฉพาะของเครื่องใช้ไม้สอยเข้ามาปะปนมากข้ึน เช่น แทร็กเตอร์ ไดนาโม รถทัวร์ (นันตพร
นิลจินดา, 2539 : 20-21)

22

5.3 คาภาษาบาลสี นั สกฤตในภาษาไทย
5.3.1 ประวัตภิ าษาบาลี-สนั สกฤตในประเทศไทย
ดนิ แดนทเ่ี ป็นประเทศไทยทกุ วันนเี้ ป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสวุ รรณภมู ิ อันเปน็ ท่ีรู้จัก

กันดีของบรรดาพ่อค้าชาวอินเดียในสมัยโบราณการที่จะสันนิษฐานว่า ภาษาบาลีหรือสันสกฤตเข้ามา
ในประเทศไทยก่อนกนั ตอ้ งอาศัยหลักฐานอา้ งอิงทั้งทางประวตั ิศาสตร์และโบราณคดี

ตามหลักฐานโบราณคดีพบว่า ศาสนาพุทธนิกายหีนยานเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ
เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 (คริสต์ศตวรรษที่ 7) โดยประมาณจากอายุจารึกภาษา
บาลเี ก่าทส่ี ดุ ทช่ี ุดพบท่บี ริเวณนครปฐม หรอื อาณาจักรทวารวดใี นสมยั โบราณ คือ จารึกคาถา เยธมมฺ า
แต่ถ้าจะยึดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศาสนาพุทธนิกายหีนยานควรจะเข้ามาก่อนหน้าน้ัน คือ
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณทูตออกเผยแพร่พุทธศาสนา สมณทูต
สายท่มี าส่ดู นิ แดนสุวรรณภมู ิ คอื พระโสณเถระ และพระอตุ ระเถระ

จารึกภาษาสันสกฤตเก่าที่สุดในประเทศไทย พบท่ีนครศรีธรรมราช เมื่อพุทธ
ศตวรรษที่ 14 พ.ศ.1318 (ค.ศ.775) มีเน้ือความสรรเสริญพระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจกั รศรีวชิ ัย และ
กล่าวถึงการสร้างปราสาทอิฐสามหลังบชู าพระโพธสิ ัตว์ปัทมปาณี บูชาพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์
วชั รปาณี แสดงอิทธพิ ลของพุทธศาสนานกิ ายมหายาน

ท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเร่ืองราวของภาษาบาลีสันสกฤต ในดินแดนก่อนที่ชนชาติ
ไทยจะปรากฏ ซึ่งจากหลักฐานที่กล่าวมายังไม่อาจสรุปได้อย่างแน่ชัดว่า ภาษาบาลี หรือสันสกฤต
เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิก่อนกัน เพราะยังมีหลักฐานทางโบราณคดีท่ีเก่ากว่าน้ัน ซึ่งยังขุดค้นไม่พบ
อิทธิพลของภาษาบาลี-สันสกฤตในภาษาไทย ปรากฏให้เห็นคร้ังแรกสุดในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของ
พ่อขุนรามคาแหงมหาราช จารกึ เมือ่ ปีพ.ศ.1826 พทุ ธศตวรรษท่ี 19 (คริสต์ศตวรรษท่ี 13) ปรากฏท้ัง
ภาษาบาลีและสันสกฤต อิทธิพลของภาษาสันสกฤตดูจะมีมากกว่าคาในจารึกที่เป็นภาษาสันสกฤต
อย่างชัดเจน ได้แก่ ศรีอินทราทิตย์ ตรีบูร ศรัทธา พรรษา พาทย์ ปราชญ์ ไตร ศรีธรรมราช ปราสาท
สรีดภงส์ ศรีสัชนาลัย ศกธรรม สถาบก ศรีรัตนธาตุ สุพรรณภูมิ สมุทร นอกจากน้ีเป็นคาท่ีใช้ปนกัน
ท้งั บาลแี ละสนั สกฤตเป็นสว่ นใหญ่ (สุภาภรณ์ มากแจง้ , 2535 : 5-6)

5.3.2 ลักษณะภาษาบาลีและสันตกฤต
ภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาในตระกูลวิภัตติปัจจัย ทั้งสองภาษาเป็นภาษาที่
ไม่มีตัวอักษรเป็นของตนเอง ใช้อักษรประจาแต่ละท้องถ่ินเขียนถ่ายเสียงในภาษา ระบบเสียงภาษา
บาลีและสันสกฤตประกอบด้วยหน่วยเสียงสาคัญ 2 หน่วยเสียง คือ หน่วยเสียงพยัญชนะและ
หน่วยเสียงสระ ประวัติภาษาบาลีสันสกฤตกล่าวไว้ว่า ภาษาท้ังสองจัดอยู่ในตระกูลภาษาอินเดีย
อารยัน ภาษาสันสกฤตเกิดในยุคแรก ภาษาบาลีเกิดในยุคกลางแห่งภาษาอินเดียอารยัน ลักษณะ
ภาษาในตระกลู นีม้ กี ารเปลยี่ นแปลงคาดว้ ยปจั จยั และวภิ ัตตจิ ะนาไปใชใ้ นประโยคได้

23

ถึงแม้ภาษาทั้งสองจะจัดอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกันและมีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็น

ส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็มีเป็นอันมากที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่ที่แตกต่างกันคือเรื่องเสียง ส่วนระบบเสียง

การใช้คาและความหมายตา่ งกันเปน็ สว่ นน้อย (จนั จริ า จิตตะวริ ิยะพงษ์, 2546 : 21)

5.3.3 ลักษณะการรับคาภาษาบาลี และสันสกฤตเขา้ มาใช้ในภาษาไทย

ลกั ษณะคาภาษาบาลี และสันสกฤตท่ีภาษาไทยรบั เขา้ มาใช้มี 2 ลักษณะดว้ ยกันคือ

1) ลักษณะเป็นศัพท์ อันเป็นลักษณะของคาบาลี และสันสกฤตส่วนใหญ่ท่ี

ไทยรบั เขา้ มาใช้เนือ่ งจากมีลักษณะเหมือนกับคาในภาษาไทยดงั น้ี

-ศัพท์กฤต เชน่ เนตร ชาติ โรค

-ศพั ท์สมาส เช่น สหัสนัยน์ สุนทรพจน์ ราโชวาท

-ศัพท์ตัทธติ เชน่ นาวิก สามเณร วารุณี

-ศัพทท์ เ่ี กิดจากการลง เช่น สุณีย์ อนุชน อัปรีย์

2) ลักษณะเป็นบท คือ เป็นศัพท์ซึ่งประกอบวิภัตติแล้ว เช่น โมโห โทโส

บดิ า มารดา นารี ราชา อาตมา ปกั ษี จรี งั อรหงั ฯลฯ

อย่างไรก็ตามแม้จะรับบทมา แต่ไทยก็คงใช้ในฐานะเดียวกัน คือ มิได้แปลวิภัตติ

คงใช้แต่ความหมายประจาศพั ท์เท่าน้นั (สภุ าพร มากแจง้ , 2535 : 12 )

5.4 คาภาษาเขมรในภาษาไทย
5.4.1 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งชนชาตเิ ขมรกบั ไทย
เมื่อไทยอพยพมาสู่ลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาในดินแดนแถบนี้มีชาวละว้ามอญและเขมร

ตั้งหลักอยู่ก่อนแล้วโดยได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเช่นรับพระพุทธศาสนามาจากพระเจ้าอโศกและ
ขนบธรรมเนียมของพราหมณ์มาด้วย เม่ือไทยเข้ามาอยู่ในดินแดนแถบนก้ี ็รับเอาพระพุทธศาสนาแบบ
หินยาน ซ่ึงชอบด้วยนิสัยของไทยมาปฏิบัติเพราะสอนให้คนเป็นอิสระ ไทยจึงสามารถประสาน
กลมกลืนกบั ชนชาติเจ้าของถิน่ เดมิ ได้ซึ่งแนน่ อนวา่ จะต้องมีการถา่ ยทอดทางวฒั นธรรมซึง่ กันและกัน

ต้ังแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาจนถึงสมัยปัจจุบันไทยเรามีเร่ืองต้องเก่ียวข้องกับ
ประเทศเขมรอยู่ตลอดเวลาท้ังในด้านมิตรไมตรีและในทางอริราชศัตรูเพราะทั้งสองประเทศมีดินแดน
ต่อกนั อยา่ งใกล้ชิดนน่ั เองไทยได้รบั วฒั นธรรมหลายอย่างจากเขมรเชน่ ศาสนาพุทธลัทธธิ รรมเนียมของ
พราหมณ์ลัทธิการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รวมทั้งภาษาเขมรอีกอย่างหนึ่งซึ่งเข้ามาสู่
ภาษาไทยท้ังในภาษาพดู และในวรรณคดีทัง้ ที่เป็นราชาศัพทด์ ว้ ย

เป็นท่ีน่าสังเกตว่าภาษาบาลีสันสกฤตเข้ามาสู่ไทยน้ันได้ผ่านทางเขมรมากกว่าที่ไทย
ได้รบั คาเขมรเองเสียอีกเพราะไทยเรารับลัทธธิ รรมเนียมต่าง ๆ ทั้งทางพทุ ธศาสนาและลัทธธิ รรมเนียม
ความดงั กล่าวแล้ว (สภุ าภรณ์ มากแจ้ง, 2535 : 38)

24

5.4.2 ลกั ษณะของภาษาเขมร

ภาษาเขมรมีลักษณะพ้ืนฐานเป็นภาษาโดด ( Mono-Syllabic or Isolating

Language) แต่ภายหลังก็มีคาหลายพยางค์เพ่ิมขึ้นมาอย่างมากมายภาษาเขมรจัดอยู่ในตระกูลมอญ-

เขมร (Mon-Khmer Language)ภาษาเขมรมีลักษณะหลายประการคล้ายภาษาไทย เช่น การลาดับ

ประโยค การใช้ลกั ษณะนาม หรอื การใชร้ าชาศัพท์เป็นตน้

ภาษาเขมรไม่มีเสียงวรรณยุกต์แต่มีภาษาบาลีสันสกฤตปนอยู่มากเหมือนภาษาไทย

คาเขมรแต่ละคาอาจสรา้ งเปน็ คาใหม่และมีความหมายใหม่ด้วยการคาเติมคาใหม่ลงข้างหน้า (Prefix)

การเติมลงกลางคา (Infix) แตใ่ นคาทเ่ี กิดใหม่นนั้ ต่อเนอ่ื งกบั คาเดิมอยู่

ตัวอกั ษรเขมรมี 33 ตัวเปน็ พยญั ชนะวรรค 5 วรรค วรรคละ 5 ตวั และเปน็ อ วรรค

หรอื เศษวรรคอกี 8 ตวั

พยญั ชนะเขมรมีรวม 4 ชดุ คือ

1. อกั ษรนนู คอื ตัวบรรจง

2. อกั ษรเชรยี งคอื ตวั เอน

3. เชิงอกั ษรมูลคอื ใช้ควบกับพยญั ชนะอ่นื ๆ

4. เชงิ อักษรเชรียงคืออยูใ่ ตต้ วั อักษรเตม็

5.4.3 วิธีการนาคาภาษาเขมรมาใช้

กตัญญู ชูช่ืน (2543; อ้างถึงใน จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์, 2556 : 96) กล่าวว่า

หลักหรือวิธีการนาคาภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทยน้ัน มีข้อสาคัญอยู่ท่ีต้องปรับปรุงให้เข้ากัน

ได้ทั้งรูปและเสียงในภาษาของเรา เพ่ือให้สะดวกในการใช้เขียน ในการอ่านและการตีความหมาย

การนาคาภาษาเขมรมาใชใ้ นภาษาไทยจงึ อาจจะสามารถสรุปได้ดงั ต่อไปน้ี

1. เขียนเหมือนหรือใกลเ้ คียงกับเขมรและอา่ นอย่างเขมรเชน่

คาเขมร คาอ่าน คาไทย

เกีด เกดิ เกดิ

จาย จาย จา่ ย

เธียบ เธียบ เทียบ

เบีก เบิก เบิก

2. เขยี นอย่างเขมรแต่อ่านอย่างไทย เช่น

คาเขมร คาอา่ น คาไทย

ควร กัวร์ ควร

เชงี เจงิ เชงิ

รเบียบ โรเบียบ ระเบียบ

25

3. ไทยใชต้ ามเสียงอ่านของเขมร

คาเขมร คาอ่าน คาไทย

เกยี เกย เกย

จาบ่ จับ จบั

ฎาก่ ดกั ดกั

4. ไทยดัดแปลงตัวเขยี นและเสยี งอ่าน เชน่

คาเขมร คาอา่ น คาไทย

ขงึ เคิง ขึง

สมุ โสม สรวม(ขอ)

จณง จ็อมน็อง จานง

5. ไทยดัดแปลงตัวสะกด เชน่

คาเขมร คาไทย

รมาส ระมาด

ฎาจ่ เด็จ

6. ไทยเปลี่ยนแปลงความหมายเช่น

คา ความหมายเขมร ความหมายไทย

บาเพญ็ ทาใหเ้ ต็ม ทาความดี

วงั เวง หลง เปล่ียว

เสนยี ด หวีทัว่ ๆ ไป หวชี นิดหน่งึ

7. ยมื มาใชเ้ ฉพาะถนิ่ เชน่

คา การนาไปใช้ ความหมาย

มกึ ใชใ้ นภาษาถน่ิ ใต้ ดื่มน้าอย่างกระหาย

มดุ ใชใ้ นภาษาถน่ิ ใต้ ดาน้า

8. ไทยใชค้ าแผลง (พยัญชนะ-สระ-ตวั สะกด) และอา่ นอยา่ งไทย เช่น

- แผลง กญั เปน็ กระ เชน่ กญั จก-กระจก กัญจงั -กระจัง

- แผลง กณั เป็น กระ เช่น กณั ฎึง-กระดงึ กัณเฎียด-กระเดียด

- แผลง กนั เปน็ กระ เช่น กันโถร-กระโถน กันโทง-กระทง

- แผลง กญั เปน็ ตะ เช่น กญั แจรง-ตะแกรง

- แผลง กนั เปน็ ตะ เช่น กันเตรย-ตะเกรย

- แผลง กร เปน็ กระ เช่น กรบี-กระบือ กรหาย-กระหาย

- แผลง กร เป็น ข เช่น กรมวน-ขมวน กรอม-ขอม

26

- แผลง ก เป็น กระ เชน่ กรดาน-กระดาน เกบอื ง-กระเบ้อื ง

- แผลง ข เป็น กระ เชน่ ขจาย-กระจาย ขจดั -กระจดั

- แผลง ค เปน็ กระ เชน่ ครวดั -กระหวดั ครวี-กระวี

5.4.4 การเปลยี่ นแปลงรูปเขยี นคาภาษาเขมรในภาษาไทย

เปล่ียนพยัญชนะต้น ตามหลักเกณฑ์ในภาษาเขมรพยัญชนะบางเสียงออกเสียง

แตกตา่ งจากภาษาไทย เมอ่ื นาคาเหล่าน้ันเข้ามาใชจ้ ึงเปลย่ี นรปู เขยี นใหต้ รงตามเสียง ได้แก่

ญ เปลย่ี นเปน็ ย เชน่ ญุญง – ยยุ ง

ญี – ยี

ญาตเญยี ต – ยดั เยยี ด

น เปล่ียนเป็น ญ เชน่ เจรนี – เจรญิ

สาขาน – สาคญั

ล เปล่ยี นเปน็ ญ,น เช่น สราล – สราญ

เผอลี – เผอญิ

กราล – กราน

ถนล – ถนน

กรวลกรวาย – กระวนกระวาย

ญ,ร เปลีย่ นเป็น น เชน่ ปรเฎญ – ประเดน็

กรวาญ – กระวาน

เหีร – เหนิ

กฎาร – กระดาน

5.4.5 การเปลี่ยนแปลงความหมายคาภาษาเขมรในภาษาไทย

1) ความหมายกวา้ งออก เช่น

คา ความหมายเดิม ความหมายในไทย

กะทนั หนั ฉบั พลันทนั ใด ฉุกเฉิน ฉบั พลัน ไมท่ นั

รเู้ นื้อรูต้ วั

สวย กรอบ,เปราะ,รว่ น รว่ น,งดงาม,ดี,

สวยงาม,ขา้ วสวย

เหลาะแหละ พูดหรือคาพดู เลน่ ปนจรงิ พูดเหลวไหลไม่จริงจัง

, ไม่แน่นอน, กิริยา

ท่าทางไม่จริงจัง

27

2) ความหมายแคบเขา้ เช่น ความหมายในไทย
คา ความหมายเดมิ จดจา
จา เฝ้า,คอย,จดจา หวีชนิดหน่ึงซ่ีละเอียด
เสนยี ด หวี ผูเ้ ล้ยี งชา้ ง
ควาญ เลย้ี ง
ความหมายในไทย
3) ความหมายยา้ ยท่ี เชน่ เหือดแห้งไปในอากาศ
คา ความหมายเดมิ ทาความดี,ทาความ
ระเหย เย็นสบาย เพยี ร
บาเพญ็ ทาให้เตม็ เปลา่ เปล่ียวลือ
เซง็ แซ่
วังเวง หลง,หลงลืม
ได้ยิน โจษขาน,กลา่ ว คาแปล
ตวั อย่างคาภาษาเขมรท่ยี มื มาใชใ้ นภาษาไทย ทล่ี ้อมมีซี่
คาท่ียมื จากภาษาเขมร หล่งั น้า
กรง ควาย
กรวด อวัยวะบรรจุอาหาร
กระบอื รม่ ชนดิ หนึ่ง
กระเพาะ เรือนเลก็ ๆ
กลด ขจาย
กระทอ่ ม พงุ่ ออก
กาจาย ขับไล่
กระฉูด เอาเขา้ สะเอว
กาจัด ขับไล่
กระเดียด ขบั ไล่
กาจดั แรง
ขจดั คานับ ไหว้
กาลงั หมอนหนุน
คม กลัว
เขนย ดวงจนั ทร์
ขลาด
แข

28

จัด แก่ เข้ม
ฉนุ แรง กลา้
เฌอ ต้นไม้
ทลู บอก กล่าว
ใน ของ
ธามรงค์ แหวน
ปรุง แต่ง
ผลาญ ทาใหพ้ นิ าศ
พนม ภูเขา
สรร คดั เลือก
เสน่ง เขาสตั ว์
เสบย สบาย
แสวง เทยี่ วหา
อุลิด แตงโม
สลา หมาก

5.5 คาภาษาองั กฤษในภาษาไทย
5.5.1 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งไทยและอังกฤษ
ประเทศไทยเร่ิมมีการติดต่อค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.2155

อังกฤษนั้นติดต่อกับไทยทางด้านการทูตและการค้า โดยเข้ามายังปัตตานีและกรุงศรีอยุธยาทางเรือ
จนกระท่ังถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาขอทาสัญญาค้าขายถึง
2 ครง้ั ครงั้ แรกในพ.ศ. 2369 ไดส้ ูงร้อยเอก เฮนรี่ เบอรน์ ่ี เขา้ มาและครง้ั ท่ี 2 ใน พ.ศ.2393 ไดส้ ่งเซอร์
เจมส์บรุ๊คเข้ามาขอทาสัญญาค้าขาย และคร้ังสาคัญในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวที่ได้ส่งเซอร์จอห์น เบาวร่ิง เข้ามาทาสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ไทยเสียเปรียบ
ทางด้านการทูตและการค้าเป็นอย่างย่ิง แต่อย่างไรก็ตามเริ่มปรากฏหลักฐานว่า มีการรับเอาคาทัพ
ศัพท์ภาษาอังกฤษมาใช้บ้างแล้วตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเก้าเจ้าอยู่หัว ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรดาเจ้านายและข้าราชการไทย ได้มีโอกาสศึก ษา
ภาษาอังกฤษกับชาวอังกฤษท่ีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย จนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และมีการใช้
ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายมากขึ้น ดังท่ีปรากฏในพระราชนิพนธ์ "ไกลบ้าน" มีการแปลเรื่องต่าง ๆ
จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย หลังจากน้ันภาษาอังกฤษก็เข้ามามีบทบาทอยู่ในภาษาไทยมากข้ึน
ในปัจจุบันภาษาอังกฤษเข้ามาปนอยู่ในภาษาไทยอย่างมาก จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ความเจริญ
ทางด้านการศกึ ษา การติดต่อสอ่ื สาร การเดนิ ทางระหว่างประเทศ การขยายตัวทางการคา้ วัฒนธรรม

29

และตะวันตก เคร่ืองแต่งกาย สื่อสารกับประเทศต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน จึงได้พบเป็นภาษาอังกฤษ

อยู่โดยทว่ั ไป (จันจริ า จิตตะวริ ยิ ะพงษ์, 2546 : 126)

5.5.2 ลักษณะของภาษาองั กฤษ

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทมี่ วี ภิ ัตตปิ ัจจยั จดั อยใู่ นตระกลู อินโด-ยเู รเปียน ภาษาองั กฤษ

เป็นภาษาที่มีอิทธิพลต่อภาษาไทยมากรองจากภาษาบาลี–สันสกฤต และนับวันยิ่งเพ่ิมความสาคัญข้นึ

ตามลาดับ คนไทยในปัจจุบันนิยมใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย จึงทาให้คาภาษาอังกฤษมีอยู่

เปน็ จานวนมากในภาษาไทย

5.5.3 วิธีนาคาภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทย

จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์ (2546 : 236) กล่าวว่า วิธีการนาคาภาษาอังกฤษมาใช้ใน

ภาษาไทยสามารถแบ่งออกได้ดงั นี้

1. การทับศัพท์ เปน็ การยืมคาภาษาอังกฤษมาใชโ้ ดยตรง ไม่มีการเปล่ยี น

รปู คาหรอื เสียง เชน่ หลกั เกณฑ์การทบั ศพั ท์ภาษาองั กฤษ

1.1 การใช้เครื่องหมายทัณฑฆาต

1.1.1 ใชใ้ ส่เครอ่ื งหมายทัณฑฆาตกากับพยัญชนะตวั ทไ่ี ม่ออก

เสียงในภาษาไทย เชน่

Horn = ฮอร์น

Windsor = วินดเ์ ซอร์

Chalk = ชอลก์

Film = ฟลิ ์ม

1.1.2 ศัพท์ท่มี ีตัวสะกด ตัวตามหลายตัว ใหใ้ ส่เครือ่ งหมาย

ทณั ฑฆาตไวบ้ นพยัญชนะทีไ่ ม่ออกเสยี งตวั สุดทา้ ย เช่น

World = เวิลด์

Quatrz = ควอตซ์

First = เฟิสต์

Johns = จอนส์

1.2 การใชเ้ คร่อื งหมายวรรณยุกต์ การเขยี นคาทับศัพท์ไม่ต้องใส่

เคร่ืองหมายวรรณยุกต์ ยกเว้น ในกรณีท่ีคาน้ันมเี สยี งซ้ากับคาไทยจนทาใหเ้ กิดความสับสน อาจใส่

เคร่อื งหมายวรรณยกุ ต์ได้ เชน่

Coke = โค้ก

Coma = โคมา่

30

1.3 คายอ่ ใหเ้ ขียนชอ่ื ตัวอักษรนั้น เป็นภาษาไทย และให้เขยี นโดย

ไม่ต้องใสจ่ ดุ และไม่เวน้ ชอ่ งไฟ เชน่

VDO = วดี โี อ

DDT = ดีดที ี

BBC = บีบซี ี

1.4 คาทับศัพท์ทผ่ี กู ขึ้นจากตัวยอ่ ให้เขยี นตามเสยี งที่ออกและไม่

ตอ้ งใส่จดุ เช่น

USIS = ยูซสี

UNESCO = ยเู นสโก

ASEAN = อาเซยี น

1.5 ตัวยอ่ ชื่อบคุ คล ให้เขียนโดยใสจ่ ดุ และเวน้ ช่องไฟระหว่างช่ือ

กบั นามสกุล เช่น

D.N. Smith = ด.ี เอ็น. สมิท

J.M. Brown = เจ. เอม็ . บราวน์

G.H.D. Cold = จ.ี เอช.ดี. โคลด์

1.6 การออกเสยี งตรงกบั ศัพท์เดมิ เชน่

Christmas = ครสิ ต์มาส

Football = ฟุตบอล

Computer = คอมพิวเตอร์

gas = ก๊าซ , แก๊ส

Chocolate = ชอ็ กโกแลต

ตวั อยา่ งคาภาษาองั กฤษโดยการทบั ศัพท์

คาภาษาอังกฤษ คาภาษาไทย

Kiwi กวี ี

Suit สูท

Beer เบยี ร์

Term เทอม

Fashion แฟช่นั

Bonus โบนสั

Cake เคก้

31

Golf กอล์ฟ
Carat กะรตั
Team ทีม

(นันตพร นิลจนิ ดา, 2539 : 211-212)

2. การแปลศัพท์ การยืมคาภาษาอังกฤษโดยวิธีการแปลศัพท์ หมายถึง
การยืมคาท่ีเราไม่เคยมีหรือไม่เคยรู้จักหรือการกล่าวถึงความคิด หรือนามธรรม ซึ่งไม่ใช่ความคิดหรือ
นามธรรมที่เรานึกคิดมาก่อน การยืมคาโดยวิธีการน้ีจะต้องใช้วิธีการคิดแปลเป็นคาภาษาไทยให้มี
ความหมายตรงกบั คาในภาษาองั กฤษ แลว้ นาคานน้ั มาใชส้ ือ่ สารในภาษาไทยต่อไป ดงั ตัวอยา่ ง

ตวั อยา่ งคาภาษาอังกฤษโดยการแปลศัพท์

คาภาษาอังกฤษ คาภาษาไทย

Tea spoon ชอ้ นชา

Weekend วันสดุ สปั ดาห์

Electric fan พัดลม

Airplane เครื่องบิน

Standpoint จุดยนื

Blackboard กระดานดา

Handbook หนังสือคู่มือ

Movie star ดาราภาพยนตร์

Short story เรือ่ งสน้ั

Black sheep แกะดา

(วไิ ลศกั ด์ิ กิง่ คา, 2550 : 10-11)

3. การบัญญัติศัพท์ การบัญญัติศัพท์เป็นวิธีการยืมคา โดยรับเอาเฉพาะ
ความคิดเก่ียวกับเร่ืองนัน้ มาสร้างคาข้ึนใหม่ ซ่งึ มเี สียงแตกต่างจากคาในภาษาองั กฤษ โดยเฉพาะศัพท์
ทางวิชาการจะใช้วิธีการน้ีมาก ผู้ท่ีทาหน้าท่ีในการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้ มักจะเป็นนักวิชาการสาขา
ต่าง ๆ หน่วยงานราชการที่มีหน้าท่ีรับผิดชอบ ในการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยข้ึน ใช้แทนคายืมจาก
ภาษาต่างประเทศโดยตรง คือ ราชบัณฑิตยสถาน แต่ก็มีบางคาที่นักวิชาการแต่ละคนหรือแต่ละ
หน่วยงานบัญญัติศัพท์ภาษาไทยมาใช้แทนคาภาษาอังกฤษไม่ตรงกัน (กฤตวิทย์ ดวงสร้อยทอง, 2538
: 121)

32

5.6 คาภาษาจนี ในภาษาไทย

5.6.1 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งไทยกบั จีน

ประเทศจนี เป็นประเทศท่ีเก่าแก่ และมีอารยธรรมสูงสุดมาแล้วหลายพันปีมาแล้วจีน

ได้ประดิษฐ์อักษรขึ้นเม่ือกว่า 4,000 ปีมาแล้วเช่นกัน เร่ิมตั้งแต่อักษรภาพ (Hieroglyphic)

อย่างอียิปต์และโฟนิเช่ียนโบราณ จีนน้ันเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมของโลกโบราณอีกแห่งหนึ่ง

ในสมัยราชวงศ์หงวน มาร์โค โปโล (Marco Polo) เรียกประเทศจีนว่าประเทศคาเธ่ย์ (จันจิรา จิตตะ

วิรยิ ะพงษ,์ 2546 : 116)

ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดทั้งด้านเชื้อชาติ และถ่ินที่อยู่อาศัย

ความสัมพันธ์น้ีติดต่อกนั มาช้านานก่อนสมยั ประวตั ิศาสตร์ไทย ในหนังสือประวตั ิศาสตร์การทตู ไทยซ่ึง

เป็นพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหม่ืนนราธิปพงศ์ประพันธ์ ได้กล่าวว่าในสมัยน่านเจ้า

ได้มีการส่งราชทูตไปมาติดต่อกับประเทศจีน และประเทศธิเบตตลอดจนทาสนธิสัญญาเป็นไมตรีเป็น

คร้ังแรกและได้มีการนาช่างจีนมาฝึกสอนการทอผ้า ในสมัยสุโขทัยพ่อขุนรามคาแหง ได้เสด็จไป

ประเทศจีนถึงสองครั้งคือใน พ.ศ.1879 และพ.ศ.1843 และในคร้ังหลังได้นาช่างฝีมือในการทา

ชามสังคโลกมาตั้งเตาเผาที่สุโขทัยตั้งรกราก แล้วกลับไปประเทศของตนบ้างมาตั้งเน้ือตั้งตัวแล้ว

ไม่ยอมกลับเมืองจีนก็มี เช่น จีนไหฮอง จีนเหยี่ยง แซ่เฮา เป็นต้น ก่อนการปฏิวัติการปกครองของ

ดร.ซุนยัดเซ็น คือ พ.ศ.2453 ชาวจีนอพยพออกจากประเทศจีนไปทามาหากินโดยเฉพาะอย่างย่ิงใน

ประเทศตา่ ง ๆ ในเอเชยี อาคเนย์เปน็ จานวนมาก

ลกั ษณะทว่ั ไปของภาษาจนี เป็นคาโดด (Isolating language) เชน่ เดยี วกับภาษาไทย

จีนเป็นประเทศท่ีกว้างใหญ่จึงมีหลายภาษา เช่น กวางตุ้ง แต้จิ๋ว และ ฮกเกี้ยน ไหหลา และจีนกลาง

เป็นต้น แต่ตัวอักษรเหมือนกันหมด (วิจิตรา แสงพลสิทธ์ิ, 2524; อ้างถึงใน จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์,

2546 : 116)

5.6.2 ลักษณะภาษาจนี

เปรมจิต ชนะวงศ์ (2545 : 35) กล่าวว่า ภาษาจีนมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาษาไทย

ทงั้ เรื่องเสยี งและวากยสมั พันธ์ ดงั น้ี

1) มีคาพยางค์เดียวและไม่มีเสียงควบกล้า แต่ละคานาไปใช้ได้โดยอิสระ

ไม่ตอ้ งเปล่ยี นรปู คา

ภาษาจนี ความหมายในภาษาไทย

ม่ี ขา้ วสาร

ฟ่าน ขา้ วสุก

2) สรา้ งคาใหม่โดยวิธใี ช้ลกั ษณะของคาซ้อน คาซ้า และคาผสม

33

2.1) คาซ้อน

ภาษาจีน ความหมายในภาษาไทย

เผงิ โหย่ว (พวก+เพอ่ื น) สหาย

ไหมไ่ หม้ (ซือ้ +ขาย) การซื้อขาย

ตงซี (ตะวันออก+ตะวนั ตก) สิง่ ของ

2.2) คาซา้

ภาษาจนี ความหมายในภาษาไทย

เหยนิ เหยนิ (คน+คน) ทกุ คน

เทียนเทยี น (วัน+วัน) ทุกวนั

พัง่ พั่ง (อว้ น+อ้วน) อ้วน ๆ

2.3) คาประสม

ภาษาจีน ความหมายในภาษาไทย

หมิงเทยี น (สวา่ ง+วนั ) พรุง่ นี้

เคอ่ เหยนิ (แขก+คน) ผมู้ าหา

เสีย่ วซนิ (เล็ก+ใจ) ระวัง

3) ภาษาจนี ไม่มคี านาหนา้ คานาม หรอื ในภาษาอังกฤษเรยี กว่า Article

4) ภาษาจีนมีลักษณนาม (Classifiers)

ภาษาจนี ความหมายในภาษาไทย

กี แท่ง อนั

โล้ โหล

ไก๊ วง

เต้ียว สาย

คาลักษณนามดังกล่าวน้ีจะวางอยู่หลังคาบอกจานวนนับ แต่อยู่หน้า

คานาม เช่น

ภาษาจนี ความหมายในภาษาไทย

อีเ้ ต้อะเหวิน (หนึ่งคน) คนคนหนง่ึ

อ้ีแถวหยวิ (หนึง่ ตัวปลา) ปลาตวั หนงึ่

5) คาเดียวมหี ลายความหมายแล้วแต่จะวางไวใ้ นส่วนไหนของประโยค เชน่

ภาษาจีน ความหมายในภาษาไทย

อั๊ว ฉนั ชาม

กี แทง่ อนั ใบ

34

6) การเรียงลาดับคาในประโยค ประกอบด้วยโครงสร้างประธานตามด้วย

บทกริยาและบทกรรม เช่น

ภาษาจนี ความหมายในภาษาไทย

อัว๊ พะ อี๋ ฉัน ตี เขา

อ๋ี พะ อ๊ัว เขา ตี ฉนั

ลักษณะของคาขยายคานามกับลักษณะของคาขยายคากริยาจะอยู่หน้า

คาประกอบนั้น ๆ เชน่

ภาษาจนี ความหมายในภาษาไทย

เลา่ น้ัง (แก+่ คน) คนแก่

แปะ ฮวั๊ (ขาว+ชาม) ชามขาว

7) ภาษาจีนมีเสียงสงู ตา่ ตามระดบั เสยี งของวรรณยุกต์และทาให้ความหมาย

ของภาษาเปล่ยี นแปลงไปตามเสียงดว้ ย เช่น

ภาษาจนี ความหมายในภาษาไทย

หมา่ ม้า

มา้ กบ

มา่ ดา่

หมา งา

5.6.3 คายืมภาษาจนี ในภาษาไทย

คายืมภาษาจีนที่มีใชอ้ ยู่ในภาษาไทยมีท้ังคาจีนแต้จว๋ิ และคาจีนกลาง ซ่ึงคาจีนท่ีเข้า

มาอยู่ในภาษาไทยมีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (เฉลิม ยงบุญเกิด, 2523; อ้างถึงใน จันจิรา จิตตะ

วิริยพงษ์, 2546 : 118)

1) ทับศัพท์คือออกเสียงตรงตามคาเดิมในภาษาเดิมจะผิดเพี้ยนไปบ้างก็แต่

เสียงสงู ตา่ สว่ นความหมายก็คงเดมิ เช่น

ภาษาแตจ้ ๋วิ เกา้ อ้ี แปลตามศัพทค์ ือ เกา้ อ้ีสูง จาก เกา (สงู ) + อ้ี (ที่นัง่ )

ต๋วั มาจาก ตัว แปลว่า ใบสาคัญ

ถ่าน มาจาก ท่าน แปลว่า ถ่าน

2) ทับศัพท์แต่เสียงเปลี่ยนไปคาบางคาเสียงเปล่ียนไปไม่อาจกาหนดได้แน่

วา่ เสียงทีเ่ ปลย่ี นไปนัน้ เปลย่ี นไปจากคาภาษาแตจ้ ๋วิ หรอื ภาษาจีนกลางแน่ เช่น

แซ่ มาจาก แส่

เยน็ ตาโฟ มาจาก หยองเตา่ ฝู่

โสห้ยุ มาจาก ซ่อื ห่ยุ

35

3) ความหมายกลายไป เชน่

กุ๊ย แปลว่า ผี ไทยนามาใช้ในความหมาย

ว่า คนเลว

เขียม แปลว่า เ ป็ น ห น้ี ไ ท ย น า ม า ใ ช้ ใ น

ความหมายว่า ตระหน่ี

ซชี า้ แปลวา่ ตกทุกข์ได้ยาก ไทยนามาใช้ใน

ความหมายว่า ชา้

4) ใช้คาไทยแปลความหมายของคาในภาษาจีน หมายถึง ใช้คาภาษาจีน

แลว้ แปลความหมายเป็นภาษาไทย เชน่

ไชเทา้ คอื หวั ผกั กาด

ไชโป๊ คือ หัวผักกาดเค็ม

โอวย๊วั ะ คือ กาแฟดา

ซีอิว๊ คอื นา้ ปลาถัว่

5.7 คาภาษาชวามลายูในภาษาไทย
5.7.1 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งชวามลายกู บั ไทย
ด้านภูมิศาสตร์ ชวามลายูเป็นประเทศต่อแดนไทยจึงมีความสัมพันธ์กัน

อย่างใกลช้ ิดมาช้านาน
ด้านประวัติศาสตร์ เม่ือศึกษาดูความสัมพันธ์กันในทางประวัติศาสตร์ก็จะ

เห็นได้ว่าไทยกับชวามลายูติดต่อกันฉันมิตรมากกว่าเป็นศัตรูกันต่างกับพม่าและเขมรซ่ึงเป็นศัตรูกัน
เสียมากกว่าในสมัยสุโขทัยพ่อขุนรามคาแหงเคยขยายอาณาเขตออกไปจนสุดแหลมมลายูแสดงว่า
ดินแดนในแถบนี้เคยเป็นของมลายูบา้ งของไทยบ้างจึงเป็นเหตใุ หท้ ้ังชนชาติทั้งสองปนเปกันจนปัจจุบัน
ในบางจงั หวัดภาคใต้ของไทยมีคนไทยและมลายูอยู่ในจานวนพอ ๆ กันประตทู างภาษาจึงเปิดกว้างรับ
ภาษาของกันและกนั อย่างเต็มที่

ด้านศาสนา มีภาษาบาลแี ละสันสกฤตภาษาอาหรบั และเปอร์เซียเข้ามาปน
อยมู่ ากในภาษาชวามลายูท้ังนเ้ี พราะอทิ ธิพลของศาสนาภาษาดงั กล่าวจึงผ่านชวามลายูมาสภู่ าษาไทย
โดยไม่รู้สกึ ตัวเช่นเดียวกับวฒั นธรรมประเพณีดา้ นอ่ืน ๆ

ด้านวฒั นธรรมประเพณแี ละวรรณคดี เรือ่ งวรรณคดีหลายเรอื่ งที่เป็นของ
อินเดีย แทนที่เราจะได้รับจากอินเดียโดยตรงเรากลับรับมาจากอินเดียตอนใต้และผ่านทางชวามลายู
เช่นเรื่องรามเกียรต์ิเป็นต้นและวรรณคดีบางเร่ืองก็เป็นของชวามลายูซึ่งไทยรับเอามาเช่นอิเหนา

36

เป็นต้น นอกจากนี้วัฒนธรรมประเพณีอีกหลายด้านเราก็ได้รับมาจากชวามลายูเช่นจากมหรสพ หรือ

อาหารบางชนิด

ตามท่ีได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่าชนชาติไทยกับชวามลายู

มีความสัมพันธ์กันมาช้านานและรูปแบบของวัฒนธรรมก็สอดคล้องกันโดยเฉพาะอย่างย่งิ เรื่องศาสนา

และวรรณคดีเร่ืองจากวัฒนธรรมท้ังสองอย่างนี้ต้องอาศัยภาษาเป็นส่ืออันสาคัญภาษาทั้งสองจึงมี

ความสัมพนั ธ์กันดว้ ย

5.7.2 ลักษณะของภาษาชวามลายู

ภาษาชวามลายูอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเนเซีย (AUSTRO NASIAN

LANQUAQE) เปน็ ภาษาประจาชาติของอาณาจักรศรีวิชัย ซึง่ มีศนู ยก์ ลางอยู่ที่เกาะสมุ าตราอาณาจักร

ศรีวิชัยในพ.ศ.1300–1900 เคยมีอานาจแผ่ไปทั่วหมู่เกาะมลายูทั้งหลายและข้ึนมาจนถึงแหลมมลายู

จนถึงเมืองไชยาดังนั้นในอาณาบรเิ วณอันกว้างใหญ่นจ้ี ึงใช้ภาษามลายูอยา่ งกวา้ งขวางภาษาชวามลายู

ในระยะหลังเม่ือมีการติดต่อเก่ียวกับการค้าขายและการเมืองจึงรบั เอาวัฒนธรรมชาติอื่นเข้ามาไว้เป็น

เหตุให้มีภาษาอื่นปนอยู่ในภาษามลายูเป็นอันมากเช่นภาษาบาลีสันสกฤตทมิฬ ฮินดูสตานีอาหรับ

เปอร์เซียจีนไทยโปรตุเกสฮอลันดาอังกฤษและญี่ปุ่น เป็นต้น การออกเสียงย่อมให้เข้ากับสาเนียงและ

ความถนัดลนิ้ ของตนตามหลักอจั ฉรยิ ะแหง่ ภาษาเชน่ เดยี วกับภาษาอ่นื ๆ

ชวามลายูออกเสียงอักษรสูงไม่ได้จึงต้องลบเสียงคาอักษรสูงให้เป็นเสียงต่า

คาภาษาชวามลายูส่วนมากเป็นคา 2 พยางค์แต่คาพยางค์เดียวหรือคาหลายพยางค์ก็มีบ้างแต่มักเป็น

คาท่ีรับเอามาจากภาษาอ่ืน อักษรเดิมใช้อักษรยาวีคืออักษรอาหรับและปัจจุบันใช้อักษรรูมี่คืออักษร

โรมันคาศัพทใ์ หม่ ๆ มลายูจะรบั มาจากภาษาอังกฤษมาก เช่น

ดนิ สอ เรียก เปน็ -ซนิ มาจาก PENCIL

หนงั สือ เรียก บู-กู มาจาก BOOK

โรงเรยี น เรยี ก เซอะ-โก-ละ มาจาก SCHOOL

แพทย์ เรยี ก โดะ-โตร์ มาจาก DOCTOR

ตารวจ เรยี ก โป-ลิส มาจาก POLICE

มกราคม เรียก ยา-นุ-อา-รี มาจาก JANUARY

กุมภาพันธ์ เรยี ก เฟ-บรุ-อา-รี มาจากFEBRUARY

รถแท็กซ่ี เรยี ก เตะ-ซี มาจาก TAXI

37

5.7.3 วิธกี ารนาคาภาษาชวามลายูมาใช้

5.8.3.1 ออกเสียงตามความถนัดของคนไทย คือ หลักอัจฉริยะแห่งภาษา

เชน่

กระจูด มาจาก เกอะ-จดู

กระทอ้ น,สะท้อน มาจาก เซอะ-โตล

กะลาสี มาจาก เกอะ-ลา-ซี

กระ (เต่า) มาจาก การะ้

ควน (เนิน) มาจาก ควั ร์

กัลปังหา มาจาก อะกลั - บาฮาร์

กระตั้ว (นก) มาจาก กา-กะ-ตวั

คลมุ โปง มาจาก กลุบง

ทเุ รยี น มาจาก ดูรีฮนั

ลิเก มาจาก ดิเกร์

รามะนา มาจาก เรอะบานา

ปาเต๊ะ (ผ้า) มาจาก บาเตะ

เพนยี ด มาจาก เปอะเนียต

ลางสาด มาจาก ลังซดั

5.8.3.2 คาที่แปลความหมายให้ตรงกัน บางคามลายูก็รับเอาคาไทยที่แปล

ความหมายแลว้ ไปใช้ เชน่

ไทย มลายู

ข้าวเบา ปาดี(ข้าว) รีงัน(เบา)

ทองหยิบ(ขนม) มสั (ทอง) สะเยม็ ปดุ (หยบิ )

5.8.3.3 คาทใ่ี ช้ในวรรณคดมี ลายู เช่น

ไทย มลายู

สะกด เซอะ-กต

อินดารา(พระอินทร์) อนิ ตรา

สา่ หรี เซอะ-รี่

อเิ หนา อิ-นู

38

ตัวอยา่ งคาภาษาชวามลายทู ี่ยมื มาใช้ในภาษาไทย คาแปล
คาท่ียืมจากภาษามลายู พณิ สสี่ าย
กระจบั ป่ี เตา่ ทะเล
กระ ปลาตวั เลก็ ๆ
จิง้ จงั้ งพู ิษชนิดหนึง่
กะปะ อาวุธสองคมท่ีปลาย
กรชิ คด
ทีน่ ั่งบนหลงั ช้าง
กูบ พชื จาพวกกก
กระจดู การลับใหเ้ กดิ แสง
เจยี ระไน ยันตท์ เี่ ขยี นไว้ตาม
โจ ตน้ ไม้
ผลไมช้ นดิ หน่งึ
นอ้ ยหน่า พระจันทร์
บหุ ลนั การฆา่ ตัวตาย
แบหลา วนั ทยหัตถ์
ตะเบะ๊ นกกนิ ปลา
นกพังกะ ดอกไม้
บุหงา นกยงู
บุหรง นา้ ปรงุ อาหาร
บูดู เข็มขดั
ป้ันเหน่ง สรู้ บ
พันตู ทล่ี มุ่ มนี า้ ขงั
โพระ คนตง้ั ตวั เป็นโจร
ปันหยี กะลามะพรา้ ว
พรก ลมตะวนั ตก
พทั ธยา ล ม ท่ี พั ด จ า ก ทิ ศ ใ ต้
สลาตนั คอกจบั ช้าง
เพนียด โรคเนอ้ื รา้ ย
มะเร็ง อีเหน็
มูสัง

39

ยาหยี น้องรัก

ลาไร อาการเผอเรอ

หวันยหิ วา ชีวิต

อาเดะ๊ นอ้ ง

คาภาษาชวามลายู มีจานวนมากที่เข้ามาพร้อมกับวรรณคดีเร่ือง “อิเหนา”

เช่น ระเด่น อิเหนากระยาหงัน อสัญแดหวา ตุนาหงัน ปันหยี ปันจุเหร็จ ยาหยี บุหลัน บุหรง โนรี

แดหวา ขุหนุง แบหลา อะนะ ซ่าโบะ ตันหยง ปะหนัน หยงั หยัง หยงั การา ระตู สะตาหมนั เปน็ ตน้

(วจิ ติ รา แสงพลสทิ ธ์ิ, 2524 : 40-49)

5.8 ผลดีและผลเสียของการยืมภาษาตา่ งประเทศมาใช้
นันตพร นิลจินดา (2539 : 21-23) ได้กล่าวถึงผลดีและผลเสียของการยืมภาษาต่างประเทศ
มาใช้ในภาษาไทย ดงั นี้

ผลดี
1. คาภาษาต่างประเทศใชไ้ ด้งา่ ยและเหมาะสมกว่าคาไทยที่เคยใช้มาก่อน เชน่ คาวา่
หมากตี หมายถึง ฟุตบอล ต่อมามี เนตบอล ปิงปอง บาสเกตบอล ไม่สามารถจะหาคาอื่นที่เหมาะสม
มาแทนได้เท่ากับคาต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงต้องยืมคาต่างประเทศมาใช้แทน ซึ่งส่วนมากคาที่ยืมมา
มักเปน็ ศัพทท์ างวงวิชาการ ศพั ท์เทคนิค และศพั ทท์ างชา่ งอุตสาหกรรม
2. คาภาษาต่างประเทศที่เรายืมเข้ามาใช้น้ัน บางครั้งจะเปลี่ยนแปลงด้าน
ความหมายซึ่งแสดงถึงความเจริญเติบโตในทางภาษา เช่นคาว่า ชนบท เดิมหมายถึง จังหวัด ภูมิภาค
ปัจจุบนั เราจะใช้ในความหมายวา่ บ้านนอก
3. ทาให้เกิดความไพเราะ สละสลวย ได้อรรถรสมากขึ้น จากคาราชาศัพท์ท่ีเรายืม
คาภาษาเขมรมาใช้ เพ่ือให้เหมาะกับฐานันดรศักดิ์ของชนชั้นยุคในสังคมไทย เป็นผลดีที่ทาให้ภาษา
หรือคาท่ใี ช้ไพเราะ นา่ ฟงั มสี งา่
ผลเสยี
การยืมภาษาเป็นสิ่งจาเป็น ไม่ยืมไม่ได้เพราะความจาเป็นบังคับ แต่ถ้าหากยืมแล้ว
ไม่ระมัดระวัง คือ ยืมมามากเกินความจาเป็นก็จะทาให้ภาษาเสอ่ื ม หรือวิบัติได้ ตัวอย่างท่ีทาให้ภาษา
วิบตั ใิ นปจั จุบัน เช่น การเตมิ S เขา้ ไปหลงั คาท่ใี ชพ้ ดู หรือเขยี นของวยั รุน่
นอกจากน้ียังใช้ลักษณะนามตามแบบอย่างภาษาต่างประเทศ โดยไม่คานึงถึง
โครงสร้างของภาษาไทย จึงทาให้เกิดรูปประโยคที่ผิดแปลกแตกต่างออกไป เช่น ลักษณนามใน
ภาษาไทยจะตามหลังจานวนนับเสมอ เชน่ นกั ศึกษาชายห้าคน บ้านสองหลัง ปัจจุบนั ใช้ 5 นกั ศึกษา
ชายถูกลงโทษ เป็นต้น


Click to View FlipBook Version