ทกั ษะนกั ขาวในยคุ ดิจทิ ัล
ธรี ะยุทธ ลาติฟ. “การสะทอนภาพของเหตุการณท ่ีเกย่ี วกับชาวมสุ ลมิ ในหนงั สอื พิมพ
ไทย”. วิทยานพิ นปรญิ ญานเิ ทศมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการหนงั สอื พมิ พ
ภาควชิ าวารสารสนเทศบณั ฑติ วทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั , 2542.
นคิ ม สุวรรณรงุ เรอื ง. “ชนชัน้ นำและโครงสรางอำนาจของชมุ ชนชาวไทยมุสลิมใน
จังหวัดชายแดนภาคใต” . วทิ ยานพิ นธป รญิ ญารฐั ศาสตรมหาบัณฑิต
จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั , 2531.
ปณิธี สุขสมบูรณ. “ความหลากหลายทางเพศกับพหุวฒั นธรรมในสงั คมไทย : การ
สำรวจองคความร”ู . วารสารสังคมศาสตร คณะรฐั ศาสตร
จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท ี่ 44 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม, 2557.
ปารชิ าต สถาปต านนท. “การสือ่ สารประเดน็ สาธารณะและการเปล่ยี นแปลง
ในสงั คมไทย”. กรุงเทพฯ : สำนกั พิมพแหง จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย,
2551.
พันธุทพิ ย กาญจนะ และจิตรา สายสุนทร. “ความเปนคนไรร ัฐและคนไรส ัญชาติ
ในประเทศไทย : คอื อะไร ? และควรจัดการอยางไร ?.”
บทความเพื่อหนังสอื ทีร่ ะลึก วันรพี ๒๕๔๗ ของคณะนติ ศิ าสตร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ [ออนไลน] เขาถึงได
org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=278&d_id=277.
(เขาถึงเม่ือวันที่ 1 กมุ ภาพนั ธ 2557).
รศรินทร เกรย และคณะ. “มโนทัศนใหมของนิยามผูสงู อายุ : มมุ มองเชงิ จิตวิทยา
สงั คม และสขุ ภาพ (New Concept of Older Persons : The
Psycho-Social and Health Perspective)”. นครปฐม : สถาบันวิจยั
ประชากรและสงั คมมหาวิทยาลยั มหิดล, 2556
“ราชบณั ฑิตยสถาน” .[ออนไลน] เขาถึงไดจ าก http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp
(เขาถงึ เม่อื วันท่ี 2 กุมภาพนั ธ 2557).
สาธิยา หมานเรือง. “การสรางวาทกรรมออนไลนเ กี่ยวกับสตรีมสุ ลมิ ” .
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย. 2552
“สถานการณผูสงู อายุในประเทศไทยป 2552.” [ออนไลน] เขา ถงึ ไดจาก
www.m-society.go.th/ document/statistic/statistic_5626.doc.
(เขาถึงเมอ่ื วนั ที่ 2 กมุ ภาพนั ธ 2557)
สุรเดช โชตอิ ุดมพนั ธ. “วาทกรรม ภาพแทน และอตั ลกั ษณ: วรรณคดศี ึกษา
ในบรบิ ทสงั คมและวฒั นธรรม 20” 24 พฤศจิกายน 2548 [ออนไลน]
เขา ถึงไดจาก http://www.phd- lit.arts.chula.ac.th.Down load/di
course.pdf (เขาถงึ เม่ือวันท่ี 1 กมุ ภาพนั ธ 2557).
สุรชิ ัย หวนั แกว. “คนชายขอบ: จากความคิดสูความจรงิ ”.
กรุงเทพฯ : สำนกั พิมพจ ฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย, 2550.
101
กองทุนพัฒนาส่อื ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนกั ขาววิทยแุ ละโทรทัศนไทย
“สำนักงานสงเสริมสวสั ดภิ าพและพิทักษเ ดก็ เยาวชน ผูด อยโอกาส คนพิการ
และผสู งู อายุ,กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั�นคงของมนุษย.
การพัฒนามาตรฐานและคมู อื การสงเสรมิ สวัสดภิ าพและคุม ครอง
พทิ ักษสทิ ธเิ ดก็ เยาวชนผดู อ ยโอกาสคนพกิ ารและผสู งู อายเุ พื่อการ
ขยายผลการนำไปใช”. [ออนไลน]เขา ถึงไดจากwww.opp.go.th/
news_11_12_50_5.doc. (เขาถึงเมอ่ื วันท่ี 1 กุมภาพนั ธ 2557).
เสาวน�ย จติ ตหมวด และ ดนัย มูส า. “รายงานการวิจัยการพัฒนาทางสงั คมของกลมุ
ชาตพิ ันธุ : ชาวไทยมุสลมิ ".สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม
แหงชาต,ิ 2541.
อาทิตยา จารจุ ินดา. “การสรางภาพความเปนหญงิ ในนวนยิ ายไทย สมยั จอมพล ป.
พิบลู สงคราม”. วิทยานพิ นธ ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต
สาขาวชิ าศิลปวฒั นธรรมวจิ ยั มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, 2555
ภาษาองั กฤษ
Appadurai, A. “Modernity at large : cultural dimensions of globalization”.
Minneapolis, Minn. :University of Minnesota Press, 1996
Appadurai, A. “Dead certainty : ethnic violence in the era of globalization”.1998
Bello, W. “Deglobalization: Ideas for a New World Economy”.
2005
Brundtland, G. Report of the World Commission on Environment and
Development: Our Common Future. United Nations General
Assembly document A/42/427. 1987
Fukuyama, F. “The end of history?”. Washington, D.C. : National Affairs, Inc.,
1989.General Assembly-Thirtieth Session. “Resolution adopted on
the reports of the Third Committee" (9 December 1975)
Resolution Number A/RES/3447 (xxx). [Online] Available http://
www.un.org/ Depts/dhl/resguide/resins.htm (Accessed January
31, 2014)
Hall, S. “Cultural Identity and Diaspora.” In Colonial Discourse & Postcolonial
Theory: A Reader, eds William, Patrick and Luara Chrisman
Harvester. London: Harvester Wheatsheaf, 1993.
Kubokawa, A. "Positive Psychology and Cultural Sensitivity: A Review of the
Literature". Graduate Journal of Counseling Psychology. 2009
102
ทักษะนกั ขาวในยคุ ดจิ ทิ ัล
Pries, L. “The Disruption of Social and Geographic Space: Mexican-US Migra
tion and the Emergence of Transnational Social Spaces”. 2001
Robinson, W, I. “A theory of global capitalism: Production, class and state in a
transnational world”. Johns Hopkins University Press. 2004
World Health Organization. “Document A29/INFDOCI/1 Geneva
Switzerland 1976.[Online] Available http://www.dpa.org.sg/
DPA/definition_disability.htm. (Accessed January 31, 2014)
Howard, R., “Conflict sensitivity journalism” International Media Support.
[Online]Avialable:https://www.mediasupport.org/ wp- content/up
loads/2012/11/ims-csj-handbook-2004.pdf (Accessed Feburary
25, 2021)
UNDP, USAID (2014). Being LGBT in Asia: The Thailand Country Report.
Bangkok. [online] Available https://www.refworld.org/pd
fid/54ed82784.pdf (Accessed Feburary 15, 2021)
United Nations (2006). United Nations Convention on the Rights of Persons
with Disabilities. [online] Available https://www.un.org/esa/
socdev/enable/rights/convtexte.htm (Accessed March 1, 2021
103
กองทนุ พัฒนาสือ่ ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนักขา ววิทยุและโทรทศั นไทย
ประวตั ิผเู ขียน
อาจารย ดร.เจษฎา ศาลาทอง
การศึกษา
ปรญิ ญาเอก (เกยี รตนิ ยิ มเหรยี ญทอง) และ โท ดา นความสมั พนั ธร ะหวา ง
ประเทศ จากมหาวทิ ยาลยั วาเซดะ ประเทศญป่ี นุ ภายใตทนุ รัฐบาลญป่ี ุน
ผูรับทนุ Asian Youth Fellowship จาก Japan Foundation
ปรญิ ญาตรีดานวิทยาศาสตรส ิง� แวดลอม (เกยี รตินยิ มอนั ดบั 2)
จากมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
งานวิชาการ
อาจารยประจำภาควิชาการส่ือมวลชน คณะนเิ ทศศาสตร
จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั
งานบริหาร
อดีตผูชว ยอธิการบดี งานดา นวิรชั กิจ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั
ประธานหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการจัดการการสื่อสาร
เชิงกลยทุ ธ (หลกั สูตรนานาชาต)ิ คณะนเิ ทศศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย
หวั หนา โครงการ Trusted Media Thailand
งานดานส่ือ
นักวิเคราะหขา วตางประเทศ รายการ TNN World Today
ผจู ัดรายการ Good Morning ASEAN ทาง FM100.5 ( รางวัล นาฏราช
ประเภทรายการวิทยขุ าวและสาระยอดเยยี่ ม ครงั้ ที่ 9 และ 10) และรายการ
Zoomส่อื ทาง Chula Radio Plus FM101.5
อดตี ผูประกาศขา วหลกั ภาคคำ่ และภาคเท่ียง สำนกั ขา วไทย อสมท
อดีตผูประกาศขา วตางประเทศ Spring News
อดตี ผจู ดั รายการวทิ ยแุ ละผแู ปล NHK World, Radio Japan-Thai Section
อดีตผูส่อื ขาวเนชัน�
เจาของ Facebook Page “อาจารยเ จษ”
ความเช่ียวชาญ
การตรวจสอบขอ เทจ็ จริงและการรูเทาทนั ส่ือ การส่ือสารประเดน็ ดา น
สงิ� แวดลอมและการพัฒนา การส่ือสารประเด็นนานาชาติ การส่ือสารสำหรบั
สังคมเพือ่ คนทงั้ มวล (inclusive society) การส่อื ขา วทา มกลางภูมทิ ศั นส ื่อที่
เปลี่ยนแปลง การเปนพิธีกร ผปู ระกาศขา ว และ การนำเสนอ
104
โครงการวจิ ยั
การพฒั นาศักยภาพกำลงั คนดานสื่อและภาควชิ าการ
Journทalักisษts’ะSนuักrvขivาalวGในuidยeุคinดDจิ iทิgitัลal Age
กองทุนพัฒนาสอื่ ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนกั ขา ววทิ ยุและโทรทศั นไทย
เพศสภาพกบั งานขา ว
ธนานชุ สงวนศกั ดิ์
เพศสภาพกบั งานขา ว
“เราไมไ ดเกิดมาเปนหญิง หากแตเราไดก ลายมาเปน ผูหญงิ เมื่อ
ภายหลัง” (One is not born, but rather becomes, a woman)
ประโยคอนั ลือลนั� ของ ซโี มน เดอ โบววั ร (Simonde de Beauvoir)
นกั สตรนี ยิ ม ชาวฝรง�ั เศส จากสำนักอตั ถภิ าวะนยิ ม (Existentialism)
ที่ไดก ลาวไวในหนังสอื The Second Sex บางคนกลา ววา น�ถือเปน
จุดเริ�มตนของการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแนวคิดสตรีนิยม (Feminist)
ในปจ จบุ นั แตโ บววั รไดป ฏเิ สธคำกลา วน้� โดยกลา ววา นกั สตรนี ยิ มไดค น
พบเหตผุ ลจากประสบการณในชวี ิตของพวกเธอเอง ไมใชจากหนังสอื
ของเธอ อยา งไรกต็ ามคำกลา วของโบววั รไดส ะทอ นใหเ หน็ ความจรงิ ท่ี
สำคญั ทม่ี ากไปกวา นน้ั วา แทจ รงิ แลว แมผ หู ญงิ และ ผชู ายมคี วามแตก
ตา งกนั ทางสรรี ะ เปน สง�ิ ทธ่ี รรมชาตกิ ำหนดมาในลกั ษณะทเ่ี รยี กวา เปน
“เพศทางธรรมชาต”ิ หรือ “เพศทางกายภาพ” (Biological sex) โดยมี
อวัยวะเพศเปนสิ�งกำหนดความแตกตางวาเปนผูหญิงหรือผูชาย
ถอื เปน ขอกำหนดทางชีวภาพ (Bio logical determinism) หากแต
ความสมั พนั ธร ะหวา งผหู ญงิ และผชู าย/บทบาทหญงิ - ชายเปน สง�ิ ทส่ี งั คม
และวัฒนธรรมไดป ระกอบสรา งขน้ึ (Social and cultural constructed)
เรียกวา “เพศสภาพ” หรือ “บทบาทหญิง -ชาย” (Gender)
107
กองทนุ พฒั นาสือ่ ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนกั ขาววทิ ยุและโทรทัศนไทย
นักมานษุ ยวิทยา ชาวอเมริกนั Gayle Rubin เสนอมโนทัศน
ระบบเพศ - เพศสภาพ (Sex-gender system) โดยไดอธบิ ายวา เปน
“ระบบความสัมพันธทางสังคมกฎเกณฑ และ ประเพณ�ที่เปลี่ยนเรื่อง
เพศธรรมทางกายภาพ (Biological sexuality) มาเปนผลผลติ ของกิจ
กรรมมนษุ ยท ม่ี กี ารแบง แยกประเภทอยา งชดั เจนระหวา งชายและหญงิ ”
(Brouns,1988, pp.39 - 40 อา งถงึ ใน จารภุ า พานชิ ภกั ด,์ิ 2549, น.15)
ในขณะท่ี Anthony Giddens นกั สังคมวิทยาชาวองั กฤษ ไดใ หนยิ าม
คำวา เพศสภาพ (Gender) ทช่ี ดั เจนมากขน้ึ ไปอกี วา เปน “ความแตกตา ง
ระหวา งหญงิ และชายในทางจติ วทิ ยาสงั คมและวฒั นธรรม” (Wodak, in
Wodak, ed.,1997,p.3 อา งถงึ ใน จารุภา พานชิ ภกั ด์,ิ 2549,น.15) เมือ่
เพศสภาพเกิดจากการประกอบสรางของสังคมและวัฒนธรรมนั�น
หมายความวา เพศสภาพ ยอ มมคี วามแตกตา งกนั ไปในแตล ะสงั คมและ
แตละยคุ สมยั ในวัฒนธรรมหนง�ึ อาจประกอบสราง / กำหนด ใหผหู ญงิ
ออนแอเจา อารมณ ในขณะท่บี างวัฒนธรรม กำหนดใหผูห ญงิ เขมแขง็
กลา หาญ (กาญจนา แกวเทพ, 2544, น. 474) การถกเถียง เรื่อง เพศ
สภาพความสมั พันธห ญงิ -ชาย ความเปนหญิงความเปนชายเร�มิ กอ ตวั
มากข้นึ ในชวง ป 1960s ทำใหเกิดนกั คิด นกั ทฤษฎี นักเคลอื่ นไหวที่
พยายามตง้ั คำถามเกย่ี วกบั การกดขร่ี ะหวา งเพศ และ ความไมเ ทา เทยี ม
ระหวา งเพศ ซง�ึ ถกู เรยี กขานในนามกลมุ “สตรนี ยิ ม” (Feminist) (จารภุ า
พานิชภกั ดิ์ 2549, น. 16) กาญจนา แกวเทพ (ใน กาญจนา แกวเทพ
และ พรศิ รา แซก วย,รวบรวม, 2547 น. 3) กลาววา สตรีนิยมพยายาม
แยกมายาคติทีม่ มี าอยา งยาวนานวา เพศสรรี ะ (sex) ซง�ึ เปนเร่ืองเพศ
ในเชิงชีวภาพ และ เพศสภาพ (gender) ซงึ� เปน เร่อื งเพศในเชิงสงั คม
และวัฒนธรรมออกจากกนั
สำหรับเพศสภาพ หรอื บทบาทหญงิ ชาย (Gender) (บางครัง้
ใชค ำวา เพศสภาวะ) เปน สง�ิ ทส่ี งั คมและวฒั นธรรมไดป ระกอบสรา งขน้ึ
นน้ั สงั คม/วฒั นธรรมจะประกอบสรา ง “ความเปนหญิง” (Femininity)
108
ทักษะนกั ขาวในยคุ ดจิ ทิ ัล
และความเปน ชาย (Masculinity) ผา นกระบวนการตา งๆ ทง้ั กระบวน
การสงั คม กระบวนการทางวฒั นธรรม โดยอาศยั สถาบนั ตา งๆ ทม่ี อี ยูใน
สงั คมทำหนา ทเ่ี ปน กลไกในการประกอบสรา ง ถา ยทอด ผลิตซำ้ เร�ิม
ต้ังแตหนว ยยอ ยทส่ี ดุ คือสถาบนั ครอบครัว ชุมชน สถาบนั ศาสนา
สถาบนั การศกึ ษา รวมทัง้ สถาบนั สือ่ มวลชน ฯลฯ สำหรบั สอื่ มวลชน
(Mass media) มหี นาที่ในหลายดาน โดยทวั� ไปสือ่ มวลชนมีหนาที่ใน
การใหข อ มลู ขาวสารความรู ความบนั เทงิ ตลอดจนความคิดความเหน็
ตางๆ ในขณะทีอ่ ีกดา นหนง�ึ น้นั สือ่ มวลชนไดทำหนา ที่ในการถา ยทอด
ความคดิ ทศั นคติ คา นยิ ม อดุ มการณ (Ideology) ชดุ ตา งๆ ใหก บั สงั คม
รวมถงึ อดุ มการณเ พศสภาพ (Gender ideology) ดว ย ดงั ที่ ระววี รรณ
ประกอบผล (ใน กาญจนา แกวเทพ, รวบรวม, 2535,น. 2-3) กลาววา
แทจ รงิ แลวสื่อมวลชนมีสมั พนั ธภาพแบบ 2 ทาง กับสงั คมและ
ความเปนจริง สัมพนั ธภาพแรกกค็ ือ การสะทอนสิง� ทมี่ ีอยูและเปนอยู
สัมพันธภาพหลังก็คือ การสรางภาพแหงความเปนจริงของสังคมขึ้น
มาใหม ท้งั น�้ โดยการเลอื กวา จะเสนอเนอ้� หาใดและการใหค วามหมาย
ของสง�ิ ตา งๆ ของสอ่ื เทากับเปนการสรางความเปนจริงใหมใหเกิดใน
สังคมดวย ในดา นทเ่ี กย่ี วกบั ผหู ญงิ สอ่ื มวลชนจะทำหนา ทค่ี ดั เลอื ก
ตอกยำ้ คา นยิ ม ทศั นคติ และพฤติกรรมทีเ่ ก่ยี วกับผูหญงิ
สอ่ื กบั การประกอบสรา งเรอ่ื งเพศสภาพ
ส่อื มวลชน มีบทบาทอยา งมากในการประกอบสรา ง ถา ยทอด
ความหมาย ตอกยำ้ เรอ่ื ง เพศสภาพ (Gender) หรอื เรอ่ื ง บทบาทหญงิ -
ชาย/ความสัมพนั ธหญิง-ชายไปสูส ังคม และ เราในฐานะส่อื มวลชน ใน
ฐานะนกั ขา ว หรอื ผทู เ่ี กย่ี วขอ งกบั กระบวนการขา วเองกค็ วามจำเปน ท่ี
จะตอ งสนใจเรอ่ื งการประกอบสรา ง การถา ยทอดความหมาย เนอ� งจาก
“ความหมาย” จะเปนตัวที่มากำหนดความจริง การสรางความหมาย
109
กองทนุ พัฒนาสอื่ ปลอดภัยและสรา งสรรค สมาคมนักขา ววิทยุและโทรทัศนไทย
เปน เบา หลอมของความจรงิ นน�ั เอง ดงั ท่ี กาญจนา แกว เทพ (ในกาญจนา
แกว เทพ, นนั ทกา สุธรรมประเสริฐ, เอกธดิ า เสรมิ ทอง, 2554,น.296)
กลา ววา “ในเรอ่ื งเพศสภาพก็เชน เดยี วกนั วา ส่อื จะประกอบสรางให
ผหู ญงิ ผชู ายความสมั พนั ธร ะหวา งหญงิ -ชายเปน อยา งไร กย็ อ มแลว แต
เจตนารมณของผปู ระกอบสราง” ซ�ึงในฐานะทผ่ี ูเขยี นเปนนักขาวคน
หน�งึ ผเู ขยี นไมส ามารถพดู แทน หรอื ตดั สนิ นกั ขา วทง้ั หมดไดว า นกั ขา ว
มีเจตนารมณอ ยางไรในการประกอบสรางความหมายในขาว แตส �งิ ที่
ผเู ขยี นตอ งการช้ีใหเ หน็ ก็คอื เราปฏิเสธไมไ ดว านักขาว และ ผูท่เี กย่ี ว
ของกบั กระบวนการขา วทุกคนลว นอยูในสังคม ทุกคนเปน สมาชิกของ
สงั คม และเม่ือตองมาปฏบิ ตั งิ านในหอ งขาว ในสนามขาว นักขาว
ตลอดจนผทู ่ีเกยี่ วของในกระบวนการขา วตางกน็ ำพา คา นยิ ม ทศั นคติ
มายาคติ อดุ มการณตาง ๆ ซึง� กร็ วมถึงอดุ มการณเ พศสภาพ ท่สี ังคม
ประกอบสรา งผา นกลไกตา ง ๆ ตดิ ตวั มาดวยเสมอ
อดุ มการณเ พศสภาพแบบไหนทส่ี งั คมประกอบสรา งขน้ึ ? ในท่นี �้
สง�ิ ทต่ี อ งทำความเขา ใจ คอื ระบบปต าธปิ ไตย (Patriarchy) (ระบบพอ
เปน ใหญ/ ระบบชายเปน ใหญ) ซง�ึ เปน โครงสรา งความสมั พนั ธเ ชงิ อำนาจ
ระหวางหญิง-ชาย เสนาะ เจริญพร (2548,น.298-299 อา งถึงใน สรยา
รอดเพชร, ทศั นย� ทานตวาณชิ , นทั ธนยั ประสานนาม, 2561,น.56)
กลา วถงึ ระบบปตาธปิ ไตยไววา
ปต าธปิ ไตย (patriarchy) เดมิ หมายถงึ “อำนาจของบดิ า” แตใน
ปจ จบุ ันหมายถึง “ระบบชายเปนใหญ” โดยอาศยั อำนาจของบดิ าเปน
รากฐานของเพศชายโดยรวม ปตาธิปไตย เปนอำนาจทีแ่ ฝงเรน อยูกับ
สง�ิ อ่ืนๆ เชน การเมอื ง เศรษฐกจิ หรอื กฎหมาย มีอำนาจครอบคลมุ
บทบาท พฤติกรรม วิธีคิดทงั้ ของเพศหญิงเพศชาย และ เพศอน่ื ๆ
อุดมการณ ชายเปน ใหญ นำมาซง�ึ ความเช่อื ท่ีวา ความแตกตาง
ทางรา งกาย ทำใหเกิดความแตกตางในเรื่องบทบาททางเพศ ผูช ายมี
110
ทกั ษะนกั ขา วในยคุ ดจิ ทิ ัล
ความเหน�อกวา ผหู ญงิ มีความดอยกวา (Kate Millet อา งถึงใน วารุณ�
ภรู ิสนิ สทิ ธ์,ิ 2545, น. 13) เมือ่ ปต าธปิ ไตย/ระบบชายเปนใหญ ใช
เกณฑเ รอ่ื งเพศมาเปน ปจ จยั กำหนดสถานภาพของบคุ คล ใหอ ำนาจแก
ความเปนชายเหนอ� กวาความเปน หญงิ ดงั น้นั อำนาจของพอ รวมท้งั
เพศชายโดยรวมจงึ อยูในแทบทกุ พน้ื ที่ของชีวิต ดังที่ สรยา รอดเพชร,
ทศั น�ย ทานตวาณชิ , นัทธนัย ประสานนาม (2561, น. 58 ) กลาววา
“ระบบชายเปน ใหญ ใหอ ำนาจแกผ ชู ายในการปกครอง ในขณะทผ่ี หู ญงิ
มบี ทบาทของผตู ามทด่ี แี ละเชอ่ื ฟง ผชู าย แนวคดิ น้� ดำรงอยใู นทกุ สถาบนั
ของสังคมไมวาจะเปนสถาบันการเมือง สถาบันศาสนา และ สถาบัน
ครอบครัวท่พี อ มอี ำนาจมากทส่ี ุดในบาน” การควบคุม ครอบงำ และ
อำนาจเหนอ� ของฝา ยชายปรากฏในลกั ษณะดงั ตอ ไปน้� (1) ควบคมุ แรงงาน
การผลติ ของผหู ญงิ (Women’s productive labour power) (2) ควบคุม
การใหกำเนดิ และการเลี้ยงดเู ดก็ ของผูหญิง (Women’s repro duction)
(3) การควบคมุ เรอ่ื งเพศวถิ ขี องผหู ญงิ (Control over women’s sexuality)
(4) ควบคมุ สถานภาพหรอื การเคลอ่ื นไหวทางสงั คมของผหู ญงิ (Women’s
mobility) (5) ควบคุมดานสินทรัพยและแหลงที่มาทางเศรษฐกิจของ
ผหู ญงิ (Property and other economic resources) (Bhasin 1993, pp.
6-9, 2003, p. 21 และ Wallby 1990, pp. 20-21 อางถึงใน
พระเมษชยั ใจสำราญ, 2559, น. 2)
ทง้ั น้� ระบบปต าธปิ ไตย/ระบบชายเปน ใหญ มรี ายละเอยี ดแตกตา ง
กนั ในแตล ะสงั คมแตล ะวฒั นธรรม ในขณะเดยี วกนั กไ็ มไ ดห ยดุ นง�ิ ตายตวั
แตจะลื่นไหลไปพรอมๆ กับการเปลีย่ นแปลงตางๆ ทีเ่ กดิ ขนึ้ ตามบรบิ ท
ของสงั คมและวฒั นธรรม ทกุ วนั นแ้� นวคดิ ปต าธปิ ไตยในสงั คมวฒั นธรรม
ตา งๆ เปลย่ี นแปลงจากอดตี สปู จ จบุ นั ในลกั ษณะทม่ี คี วามเขม ขน รนุ แรง
ลดลง (ณรงคก รรณ รอดทรพั ย, 2555,น.44) สงั คมไทยกเ็ ชน กนั ปจ จบุ นั
ผหู ญิงจำนวนมาก ตางมีบทบาทหนาท่มี ีความกา วหนา ทั้งในแวดวง
เศรษฐกิจ สงั คม การเมอื ง รวมท้ังในแวดวงสอ่ื สารมวลชนดว ย กลาว
111
กองทนุ พัฒนาสือ่ ปลอดภยั และสรางสรรค สมาคมนักขา ววทิ ยุและโทรทัศนไทย
เฉพาะในแวดวงขาวที่แตเดิมยุคเริ�มตนเปนอาชีพของผูชาย ทุกวันน�้
นักขาวหญิงมีจำนวนเทา ๆ กับนักขาวชาย ในขณะที่บางสายขาวมี
ปริมาณนกั ขาวหญิงมากกวานักขาวชายดว ยซ้ำไป กลา วไดวา ปญหา
เรอ่ื ง เพศสรรี ะ จงึ ไมปรากฏเดนชดั เหมือนในอดีต
อยา งไรกต็ าม ในอกี ดา นหนง�ึ นน้ั บรรดาคา นยิ ม อคตทิ างเพศทม่ี ี
ตอผูหญิงยังคงดำรงอยู โดยมีสื่อมวลชนเปนสถาบันหนึ�งที่สำคัญทมี่ ี
บทบาทในการถายทอดประกอบสรางบทบาทหญิง-ชายอุดมการณ
แนวคดิ ชายเปน ใหญ (Patriarchy)ใหด ำรงอยดู งั ท่ี ระววี รรณ ประกอบผล
กลา ววา “ปญหาอปุ สรรคสำคญั กค็ อื ทศั นคตทิ ฝ่ี ง รากลึกของผูหญิง
และผชู ายในสถานภาพเดมิ ของคนทง้ั 2 เพศ อนั เปน ผลมาจากรปู แบบ
ทางวัฒนธรรมซึ�งเปนตัวกำหนดความคิดความรูสึกของคนในสังคม
ตา ง ๆ และทศั นคตคิ วามรสู กึ นกึ คดิ ตา งๆ นก้� ถ็ กู ปลกู ฝง ถา ยทอดโดยส่ือ
ตางๆ” (ระวีวรรณ ประกอบผล,ใน กาญจนา แกวเทพ, รวบรวม, 2535,
น.1)
ลองพจิ ารณา ขาวน้� “7 โจแ กงเตะบอล ลากสาว 18 ขน้ึ รถ หวัง
รุมโทรมคาถนนขา วตงั ” ( 7 โจแ กง เตะบอล ลากสาว 18 ขนึ้ รถหวงั รมุ
โทรมคาถนนขา วตัง, (22 เมษายน 2560). กรุงเทพธรุ กจิ . สืบคนจาก
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/751470) น�เปน
พาดหวั ขา ว จากหนงั สือพมิ พก รุงเทพธุรกิจ ฉบับออนไลน ประจำวนั ท่ี
22 เมษายน พ.ศ.2560 เมอ่ื เขา ไปอา นเนอ้� ขา ว มพี าดหวั รองวา “ผูก าร
พิจิตร สง�ั ลา 7 โจแกงเตะบอล ลากสาว 18 นุงส้ันเสอ้ื ยดื เอวลอยขน้ึ รถ
หวงั รุมโทรมคางานสงกรานตถนนขาวตัง” ขา วน�้บง บอกอะไรกับเรา ?
เราเหน็ อะไรกนั บา งจากขา วน้� ? ขา วนส้� ะทอ นอะไรเกย่ี วกบั ผหู ญงิ ?
และขาวน้ป� ระกอบสรางบทบาทหญิง - ชายไวอยางไร ?
เมอ่ื พจิ ารณาทพ่ี าดหวั ขา วรองของขา วน้� ซง�ึ เขยี นวา “ผกู ารพจิ ติ ร
ส�งั ลา 7 โจแกงเตะบอลลากสาว 18 นงุ ส้ัน เสือ้ ยืดเอวลอยข้นึ รถหวงั
รุมโทรมคางานสงกรานตถนนขาวตัง” จะเห็นวาพาดหัวขาวรองน�้
112
ทกั ษะนักขาวในยคุ ดิจิทลั
สะทอ น (Reflection) ใหเหน็ อยางชดั เจนวา เปนภาพท่ีติดลบของเพศ
หญิงเปนเหยื่อของการถูกลวนลามทางเพศ ซึ�งเปนการสะทอนเหตุ
การณ/ สง�ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในโลกแหง ความเปน จรงิ นอกเหนอ� จากการทำหนา ที่
เปนภาพสะทอ นแลว ขา วน้� ยงั ทำหนา ทป่ี ระกอบสรา ง (Construction)
ดวยโดยการสรา งมายาคติที่เปนนัยยะหลบซอ นอยเู บ้อื งหลังเหตุการณ
นด�้ วย กลาวคอื สรา งมายาคตวิ า เหตุผลท่สี าววยั 18 ถูกลวนลามนั้น
เปนเพราะตัวผูหญิงเองที่เปนตนเหตุของปญหา อันเน�องมาจากเธอ
แตง ตวั ไมเหมาะสมเพราะเธอนงุ ส้ันใสเสอื้ ยดื เอวลอย นอกจากนั้นแลว
ยังประกอบสราง (Construction) ใหสังคมเหน็ วา ผหู ญิง (ผูหญิงอายุ
18ป) เมอ่ื ประพฤตติ นไมเ หมาะสม (นงุ สน้ั เสอ้ื ยดื เอวลอย) เพราะฉะนน้ั
เธอจงึ ตองถูกลงโทษเพราะเธอทำแบบน�้ /ประพฤตติ วั แบบน�้ เธอจึงได
รบั ผลแบบน้� (โดนลากขน้ึ รถเพอ่ื ทจ่ี ะรมุ โทรม) กาญจนา แกว เทพ (2543,
น.83) อธบิ ายไวอ ยา งนา สนใจวา สอ่ื มวลชนไดถ า ยทอดจรยิ ธรรม เรอ่ื ง
หลกั การประพฤติตน (Code of conduct) ที่บอกวา เมือ่ เกดิ เปน หญงิ
ควรทำตวั อยางไรใหกบั สงั คมโดยตลอด ในท่ีนค�้ อื การชี้วา เปน ผหู ญงิ
ควรแตง ตัวใหเ หมาะสม เปน ผหู ญิงจะตองไมนุง สนั้ ไมใสเสอ้ื เอวลอย
นอกจากนแ�้ ลว ยงั สรางมายาคติวา ผูห ญงิ เปน คนออ นแอที่ปลอยให
ผชู ายคุกคามทางเพศได รวมทง้ั มายาคติในเรอ่ื งของความโงเ ขลาของ
ผหู ญงิ เนอ� งเพราะเธอแตง ตวั โปจ นนำพาตวั เองไปเจอกบั เหตกุ ารณร า ยๆ
พาดหวั ขาวรองน้� ยงั ไดสรางภาพลกั ษณใหก บั ผชู ายท่พี ยายาม
จะขมขืน/รมุ โทรม โดยในเน�้อขาว ระบวุ าวยั รุนชาย 7 คน ไดล วนลาม
และไดล ากผหู ญิงวัย 18 เขาไปขา งในรถกระบะ 4 ประตู และ ถอด
กางเกงผูหญิงเพ่ือพยายามจะขมขืน แตยังไมท นั ขม ขนื วัยรุนทอ่ี ยนู อก
รถไดเ คาะกระจกรถบอกกลมุ วยั รนุ ชายวา จะมกี ารแจง ตำรวจทอ่ี ยภู าย
ในงานสงกรานต โดยเรยี กกลมุ วยั รนุ ชาย ทง้ั 7 คน ทเ่ี ปน ผลู วนลามถกู
เรยี กวา เปน “แกง ” อนั มคี วามหมายทบ่ี ง ช้ไี ปถงึ กลมุ คนทเ่ี ปน อนั ธพาล
หรอื คนไมด ี ทง้ั ๆ ทเ่ี ปน กลมุ วยั รนุ ทเ่ี ตะบอลดว ยกนั แตแ นนอนวา พวก
113
กองทนุ พัฒนาสือ่ ปลอดภยั และสรา งสรรค สมาคมนักขา ววทิ ยุและโทรทัศนไทย
เขาอาศัยชว งเวลา ตอนค่ำ ราวๆ 20.00 น. ทมี่ ีผูค นมากมาย เลนน้ำ
สงกรานต ประกอบกับการเปดเครื่องเสียงอึกทึกครกึ โครม และไฟก็ไม
สวา งมากนกั ทำใหว ยั รนุ ชาย อาศยั สถานการณด งั กลา ว ทำการลวนลาม
ผหู ญงิ สอดคลอ งกบั ท่ี สวุ รรณ� กลั ยาณสนั ต (2536) ทศ่ี กึ ษาเรอ่ื ง “การ
วเิ คราะหเ นอ้� หาขา วขม ขนื กระทำชำเรา” ไดส รปุ วา วธิ กี ารรายงานขา ว
ทำหนาท่ีเปน กลไกในการธำรงรักษามายาคติ (Myth) ท่เี ก่ียวกบั การ
ขม ขนื โดยใหภ าพของผชู ายทข่ี ม ขนื เปน คนชว�ั บา กาม ซาดสิ ต อารมณ
เปลี่ยว นั�นหมายความวา ผูชายที่กระทำการขมขืนนั้น ไมใชคนปกติ
ธรรมดา การทผ่ี หู ญงิ คนใดคนหนง�ึ ตองไปเจอกบั ผูชายที่ลวนลาม/ขม
ขืนก็คือเธอไปเจอกับผชู ายที่ไมป กติ (ช�วั เลว บากาม ซาดสิ ต อารมณ
เปลย่ี ว โหดเหย้ี ม) ผชู ายดี ๆ จะไมม พี ฤตกิ รรมแบบน้� เพราะฉะนน้ั การท่ี
ผหู ญิงคนใดไปเจอเหตุการณแ บบน้� ตองถือเปนคราวเคราะห หรือเปน
โชคไมด ีของผูหญิงคนนั้นจรงิ ๆ หรอื อาจเปนเพราะตวั ผูห ญิงเองทไ่ี ป
อยูผิดที่ผิดทางจริงๆ จึงประสบกับเหตุการณเชนนั้น และ แนนอน
ผหู ญงิ ดี ๆ จะไมมีพฤติกรรมเชนนนั้ ในขณะท่ใี นความเปน จรงิ นน้ั เปน
ทป่ี ระจักษวา การลว งละเมดิ ทางเพศ คกุ คามทางเพศ ทเ่ี กดิ ขน้ึ มากมาย
เกดิ จากผกู ระทำท่เี ปน คนปกตธิ รรมดา บางครงั้ กเ็ ปนคนใกลตวั เปน
คนที่ผถู กู กระทำไวใ จเชน นายจาง หัวหนา งาน เพ่ือน แฟน ญาติ หรือ
คนในครอบครัว หรือเปนบุคคลที่ไดขึ้นชื่อวาเปนคนดีดวยซ้ำไป
อยา งเชน เมื่อไมนานมาน้� มีขาวเรอื่ งผอู ำนวยการโรงเรียนลว งละเมิด
ทางเพศเดก็ นกั เรยี นหญงิ ซง�ึ ปรากฏวาชาวบานไมเ ชอ่ื เพราะมองวาที่
ผานมาผอู ำนวยการโรงเรยี นดงั กลา วเปนคนดี ดังนน้ั ส�ิงท่นี กั ขาวและ
ผทู ่เี กยี่ วของกบั กระบวนการขาวตอ งทำความเขาใจ คอื เบือ้ งหลงั ของ
ฐานคิดท่กี อ ใหเ กดิ เหตุการณเหลา น�้ได กค็ ือ เร่อื งของการใชอำนาจท่ี
เหนอ� กวา ของผกู ระทำท่ีมตี อ ผถู กู กระทำ โดยอาศยั การฉกฉวยจงั หวะ
สถานการณ ท่ีเออ้ื ใหเ กิดการกระทำนนั้ ได
114
ทักษะนักขา วในยุคดิจิทัล
นกั ขาวกบั ความเขาใจเร่ืองเพศสภาพ
ผเู ขียนเห็นวา หากนักขา วและผูท ี่เก่ียวของกับกระบวนการขา ว
มคี วามรคู วามเขา ใจเรอ่ื งเพศสภาพ/บทบาท หญงิ -ชาย จะทำใหน กั ขา ว
ทำขา วไดดีข้นึ เพราะจะสามารถกลบั ไปรื้อฟน ปรชั ญาพืน้ ฐานของการ
ทำขาวที่วา“หนาที่ของนักขาวคือการแสวงหาขอเท็จจริง/การทำความ
จรงิ ใหป รากฏ” ไดอ ยา งแทจ รงิ เพราะจะเปน การทำขา วทป่ี ราศจากอคติ
คา นยิ ม อดุ มการณท างเพศ ทีฝ่ งแนน อยูในตวั เราในฐานะสมาชกิ ของ
สังคม ซง�ึ ปจจุบนั ไมไดมเี ฉพาะเพศหญงิ เทานัน้ หากแตยังมเี พศ
สภาพอ่ืน ๆ อกี เชน เม่ือมเี หตุการณละเมิดทางเพศ /การคกุ คามทาง
เพศเกิดข้ึน นักขา วก็จะไมประกอบสรา งความหมายขา วในเชงิ การตัง้
คำถาม กลา วโทษ หรอื ลงโทษวา เปน ความผดิ ของผหู ญงิ เองวา ทำตวั ไม
เหมาะสม แตงตวั โป /เปนคนไมด ี/เปน เพราะผูหญงิ ไปหาเขาเอง ฯลฯ
ทั้งน�้ เพราะมีขอเท็จจริงมีบริบทที่เหน�อไปกวานั้น นั�นคือเปนเรื่อง
ของการใชอำนาจที่เหน�อกวาของฝายหนึ�ง กระทำตออีกฝายหนึ�ง
115
กองทนุ พัฒนาสอื่ ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนกั ขา ววิทยแุ ละโทรทัศนไทย
ขณะเดียวกันการใชอำนาจที่เกิดขึ้นนั้นก็เปนปญหาเชิงโครงสราง
ไมใชเรื่องของปจเจกชนอยางที่สังคมไดประกอบสรางขึ้นมาเทานั้น
ในขณะเดียวกันก็จะทำใหในการทำขาวแตละครั้งของนักขาว มีเกราะ
กำบังวาขาวที่ตนเองไดประกอบสรางถายทอดออกไปจะไมผลิตซ้ำ
(Reinforce) อุดมการณเพศสภาพ (Gender ideology) ทีเ่ ต็มไปดวย
คา นยิ ม ทศั นคติ ทส่ี ง ผลดา นลบตอ บทบาทหญงิ -ชายในสงั คม หรอื เพศ
ใดเพศหนึง� ในสังคม
ทา ยทส่ี ดุ ผเู ขยี นเหน็ วา ความรคู วามเขา ใจของนกั ขา ว เกย่ี วกบั
เพศสภาพ / บทบาทหญงิ -ชาย ไมไดพุงเปา ไปทีก่ ารทำขา วในประเดน็
ทีเ่ กี่ยวกบั เรื่องเพศ เชน ขา วความรุนแรงทางเพศ การละเมดิ ทางเพศ
ความรนุ แรงในครอบครวั ฯลฯ เทา นน้ั หากแตค วามเขา ใจในมติ เิ พศ
สภาพของนกั ขา วจะชว ยสรา งความหลากหลายใหก บั ขา วอน่ื ๆ ดว ยทง้ั ใน
แงของตวั แหลงขาว (News source) และในแงเ น�อ้ หา (Content) เน�อง
จากที่ผานมางานวิจัยทั้งในและตางประเทศไดขอคนพบไปในทิศทาง
เดยี วกนั วา ในการนำเสนอภาพผหู ญงิ ในสอ่ื ไมว า จะเปน สอ่ื ประเภทใด
(ยกเวนส่อื เฉพาะของผหู ญงิ เชน ละครโทรทศั น หรอื นิตยสาร) จะพบ
วา ภาพของผหู ญงิ ทน่ี ำเสนอในสอ่ื จะมนี อ ยกวา เพศชาย ภาพของผหู ญงิ
ทส่ี อ่ื นำเสนอบดิ เบย้ี ว (Distorted) ไมต รงกบั ความเปน จรงิ เปน ภาพสรปุ
เหมารวม (Stereotype) ภาพของผูหญงิ ยังคงตำ่ กวา เพศชาย และยัง
คงตองพ�งึ พารวมทงั้ ตอ งข้ึนอยกู บั เพศชาย (กาญจนา แกว เทพ ใน
กาญจนา แกว เทพ, 2554, น. 279) กลาวไดว าภาพสะทอนของผูหญงิ
ไทยในสอ่ื มวลชนยงั เปน ภาพของ แม เมยี และวตั ถทุ างเพศ ฯลฯ เทา นน้ั
ซง�ึ ไมต รงกบั โลกแหง ความเปน จรงิ ในยคุ ปจ จบุ นั เทา ใดนกั
สำหรบั พื้นทขี่ อง “ขา ว” (News) ซ�งึ เปนผลผลติ ของส่อื มวลชน
(Media product) ที่จดั อยูในประเภทเร่อื งจรงิ (Non-fiction) ภาพ
สะทอนของผูห ญิง บทบาทหญงิ - ชาย ในขา วมสี ภาพไมตางไปจาก
สอ่ื มวลชนประเภทอน่ื ๆ รชั ราพร นร� นาทรงั สรรค ไดศกึ ษาเรือ่ ง “บท
116
ทกั ษะนักขา วในยคุ ดจิ ทิ ลั
นำเสนอในขา วหนา หนง�ึ คอื ภาพของผหู ญงิ ทถ่ี กู ทำรา ยในหลายๆ รปู
แบบ ไมวาจะเปนการ ถกู ทบุ ตี ถกู ขม ขนื ถูกจป้ี ลน (รชั ราพร น�รนาท
รงั สรรค, 2529, น. 3 -12 อางถงึ ใน กาญจนา แกวเทพ, 2543, น.
202-203) ซึง� กาญจนา แกว เทพ (2543, น. 22) สรุปวา เปน ภาพ
ของผูห ญงิ ในลกั ษณะ Masochist (ผทู ่ีชอบเขา ไปอยูในสถานการณท ี่
ตองถูกทำรา ย/เจ็บตวั /ยากลำบาก) กลา วคอื ผูห ญิง จะอยูในขา วหนา
หนงึ� ก็ตอเมอ่ื เปน ผถู กู ทำราย ในขณะทภี่ าพลกั ษณและทศั นคติทมี่ ีตอ
ผหู ญงิ ซ�งึ แฝงอยูในเน�้อหาขาวเปน ไปในแงลบ ภาพลกั ษณท ผ่ี ูหญงิ ถกู
นำเสนอมากทส่ี ดุ คอื ความออ นแอ และความเหน็ แกต วั ของผหู ญงิ เชน
ในขา วขม ขืนมักจะแสดงวาผหู ญิงโงเขลาหลงเชอ่ื (กาญจนา แกว เทพ,
2543, น. 23) ตอ มา ชนญั ชี กาญจนอไุ รโรจน (2538) ไดศกึ ษาวจิ ัย
ในหัวขอ “การศึกษาภาพลักษณของสตรีในหนังสือพิมพร ายวันในชว ง
ป 2528-2537” ซง�ึ นา จะเปน การศกึ ษาทต่ี อ เนอ� งมาจากการศกึ ษาของ
รชั ราพร การศึกษาไดขอสรุปวาปริมาณการนำเสนอภาพของผูหญิง
มีมากขึ้นในหนังสือพิมพ โดยเฉพาะอยางยิ�งในหนากีฬา ซงึ� สะทอน
ภาพจากความเปนจริงวาผูหญิงมีบทบาทมากขึ้น ในพืน้ ทีส่ าธารณะ
แตอ ยา งไรก็ตาม ภาพสะทอนของผหู ญิงท่ีถูกนำเสนอก็เปน ภาพของ
ความงาม มกี ารนำเสนอภาพของผูหญิงทำงานในนัยยะของการเปน
ผหู ญงิ ยคุ ใหม ทเ่ี หลอื คอื ภาพของเมยี สตั วโลกแสนสวย รวมทง้ั ผหู ญงิ
ทเ่ี ปนเหย่อื ของความรนุ แรงประเภทตางๆ
เมอื่ เจาะลกึ ลงไปที่ “ขา วโทรทัศน” (Television news) ของไทย
สายสุรี จตุ ิกลุ และ กาญจนา แกวเทพ ไดสำรวจขาวโทรทศั น ในชวง
เดอื นพฤศจิกายน - ธันวาคม 2542 รวมระยะเวลา 2 เดือน (กาญจนา
แกว เทพ, สมสขุ หินวมิ าน, กำจร หลุยยะพงศแ ละรุจน โกมลบุตร, ใน
อมรา พงศาพชิ ญ, 2548, น.245) ผลสำรวจพบวา ในจำนวนขา ว 1,026
ชน้ิ มขี า วผหู ญงิ 12 ชน้ิ เทา นน้ั นบั เปนปรมิ าณท่นี อ ยมาก สว นผชู าย
ไดป รากฏตวั ในขา ว มากกวาผหู ญงิ เกือบ 5 เทา ลา สุดการศกึ ษาของ
117
กองทนุ พฒั นาสอื่ ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนกั ขาววทิ ยุและโทรทัศนไทย
ชเนตตี ทินนาม (2558) เร่ือง “นโยบายความเสมอภาคทางเพศใน
องคก รสถานโ� ทรทัศนไทย” ไดข อ คน พบที่ไมแตกตางออกไปจากการ
ศึกษาในอดีต ผลการศกึ ษาพบวา การสมั ภาษณผ ชู ายในฐานะของการ
เปน ผเู ชย่ี วชาญดา นตา งๆ มากกวา การสมั ภาษณผ หู ญงิ ผชู ายจะปรากฏ
อยูในสื่อในฐานะของแหลงขาว มากกวาผูหญิง ทั้งขาวการเมือง
เศรษฐกจิ สงคราม ความขดั แยง วทิ ยาศาสตรเ ทคโนโลยี และ กีฬา
โดยที่จำนวนการปรากฏตัวที่มากกวาของผูชายมีมากกวาผูหญิงใน
เกอื บทุกประเภทขา ว ยกเวนขา วกีฬาและวฒั นธรรม ท่ีไมมีความแตก
ตางในเชิงปรมิ าณเทาใดนกั
ขอ มูลเชงิ ประจักษเหลาน�้ ลวนชี้ใหเหน็ วา ในชว งทผ่ี านมาใน
พน้ื ที่ขา วยงั ขาดความหลากหลาย ท้งั ในแงข องเน้�อหา และ ในแงของ
แหลง ขา ว แมว า ปจ จบุ นั สถานการณจ ะคอ ย ๆ ดขี น้ึ มาบา ง อยา งไรกต็ าม
หากสือ่ มวลชนนกั ขา ว และ ผทู ีเ่ กี่ยวของกับกระบวนการขา ว มคี วามรู
ความเขา ใจในเรอ่ื งเพศสภาพ บทบาทความสมั พนั ธห ญงิ -ชาย กเ็ ชอ่ื ได
วา จะมคี วามหลากหลายปรากฏขน้ึ ทง้ั ในแงข องเนอ้� หาขา ว และ ตวั
แหลง ขาว ท้ังน�้ เพราะการเขา ใจออ นไหวตอ เพศสภาพ ไมใชก ารตดั สนิ
วาเพศใดเหน�อหรอื ดีกวาเพศใด หากแตเปน การเขาใจเพ่ือที่จะอยรู วม
กนั อยา งสนั ติ เทา เทยี ม เคารพศกั ดศ์ิ รี ไมเ อารดั เอาเปรยี บซง�ึ กนั และกนั
ไมว า จะอยูในเพศใดก็ตามซ�งึ ความเขา ใจพื้นฐานเหลาน้� จะนำไปสูก าร
คน พบเรอื่ งราว และ ผูคนท่ีหลากหลายในทสี่ ดุ
118
ทักษะนกั ขาวในยคุ ดจิ ิทัล
รายการอา งองิ
กาญจนา แกวเทพ. (2554). การสอ่ื สารกบั สตรี : ตามลาหาหวงโซ
ที่ขาดหาย. ใน กาญจนา แกวเทพ, นนั ทกา สุธรรมประเสรฐิ ,
เอกธิดา เสรมิ ทอง, ผูคนท่ีหลากหลายในการสื่อสาร : เดก็ สตรี
และ ผสู ูงวัย. (น. 268-374). กรงุ เทพฯ : ภาพพมิ พ.
กาญจนา แกว เทพ. (2554). การสอ่ื สารกบั สตรี : ตามลา หาหว งโซ
ที่ขาดหาย. ใน กาญจนา แกว เทพ, นันทกา สุธรรม
ประเสริฐ และเอกธดิ า เสรมิ ทอง, ผูคนท่ีหลากหลายในการสอื่ สาร:
เดก็ สตรี และผูสูงวยั . (น. 269-374).
กรุงเทพฯ : หจก. ภาพพมิ พ.
กาญจนา แกว เทพ. (2543). ความเรยี งวาดวยสตรีกับส่อื มวลชน.
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พม หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.
กาญจนา แกว เทพ, สมสขุ หินวิมาน, กำจร หลุยยะพงศ และ
รุจน โกมลบตุ ร. (2548). ผูห ญงิ ทำงานในสอื่ มวลชนไทย.”
ใน อมรา พงศาพชิ ญ, เพศสถานะ และ เพศวิถีในสงั คมไทย.
(น. 231-268). กรุงเทพฯ : แอคทฟี พรนิ้ ท.
กาญจนา แกวเทพ. (2547). เพศวถิ :ี วันวาน วันนแ้� ละวันพรุง
ที่จะไมเ หมอื นเดมิ . ใน กาญจนา แกวเทพ และ พริศรา
แซกว ย, เพศวิถี: วนั วาน วันน้�และวันพรงุ ที่จะไมเหมอื นเดิม.
(น. 2-12). กรงุ เทพฯ: อมรินทรพ ริ้นติ้งแอนดพับลิชชงิ� .
กาญจนา แกว เทพ. (2544). ศาสตรแหง ส่ือและวฒั นธรรมศกึ ษา.
กรงุ เทพฯ: เอดสิ นั เพรสโปรดักส.
กรงุ เทพธุรกจิ . (2560). 7 โจแกงเตะบอล ลากสาว 18 ขนึ้ รถหวงั
รุมโทรมคาถนนขาวตัง. สบื คน เม่อื 6มีนาคม 2564, จาก
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/751470)
จารุภา พานิชภกั ดิ.์ (2549). การสรา งภาพตวั แทนผหู ญงิ
ของกลมุ ผูผลิตละครโทรทัศน : การตอ สเู รอื่ งความหมาย.
(วทิ ยานพิ นธป ริญญาดษุ ฎบี ณั ฑติ ).มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,
สาขาวิชาสหวทิ ยาการ.
119
กองทนุ พฒั นาสอ่ื ปลอดภยั และสรางสรรค สมาคมนักขาววิทยแุ ละโทรทศั นไทย
ชนัญชี กาญจนอุไรโรจน. (2538). การศกึ ษาภาพลกั ษณข องสตรี
ในหนังสอื พมิ พ รายวันในชวงป 2528-2537.
(วทิ ยานพิ นธป รญิ ญามหาบณั ฑติ ).
จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ภาควชิ าการหนังสือพิมพ.
ชเนตตี ทินนาม. (2558). นโยบายความเสมอภาคทางเพศในองคก ร
สถาน�โทรทศั นไทย. UNESCO.
ณรงคก รรณ รอดทรัพย. (2555). ปต าธปิ ไตย: ภาพสะทอน
แหงความไมเ สมอภาคระหวางชายหญิงในสังคมเอเชยี .
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภฏั บุรรี ัมย, 4 (2)
กรกฎาคม-ธนั วาคม, น. 30-46.
พระเมษชยั ใจสำราญ. (2559). แนวคดิ ปตาธปิ ไตยในพระวินยั ปฎ ก.
(วทิ ยานพิ นธร ฐั ศาสตรม หาบัณฑิต).
มหาวิทยาลัยอุบล ราชธาน,� สาขาวชิ าการปกครอง.
ระววี รรณ ประกอบผล. (2535). ภาพรวมของสตรจี ากสื่อมวลชน
ในระดบั สากล. ใน กาญจนา แกว เทพ (รวบรวม),
ภาพลกั ษณข องผูหญงิ ในสื่อมวลชน. (น. 1-48).
กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพรผลงานวจิ ัย
ฝายวิจัย จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
วารณุ � ภูริสินสิทธ.ิ์ (2545). สตรีนยิ ม: กระบวนการและแนวคดิ
ในศตวรรษท่ี 20. กรงุ เทพฯ : โครงการจัดพมิ พคบไฟ.
สรยา รอดเพชร, ทศั น�ย ทานตวาณิช และ นัทธนัย ประสานนาม.
(2561). ผูหญิงกบั ปตาธปิ ไตยในนวนิยายของอุทิศ
เหมะมลู .วารสารวชิ าการคณะมนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร, 14 (1)
มกราคม – มถิ นุ ายน, 53-79.
สุวรรณ� สวุ รรณสันต. (2536). การวเิ คราะหเนอ�้ หาขาวขม ขนื
กระทำชำเรา. (วทิ ยานิพนธปริญญามหาบัณฑติ ).
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ภาควชิ าการสอ่ื สารมวลชน.
120
ทกั ษะนกั ขา วในยคุ ดจิ ทิ ัล
ประวตั ิผูเขียน
ธนานุช สงวนศักด์ิ
ผูส อ่ื ขาวอิสระ/ผผู ลติ สารคดอี สิ ระ ปจ จุบนั เปนหนึง� ในผูดำเนนิ รายการ
BigStory / เร่อื งใหญ ไทยพีบเี อส ออกอากาศทกุ วันพฤหสั บดี เวลา 21.00 น.
ทางสถานโ� ทรทัศน ไทยพีบเี อส
วทิ ยากรประจำรายการเวทคี วามคิด FM 96.5 ทกุ วนั พฤหสั บดี เวลา
20.30-21.00 น.
อดตี ผูส่ือขา ว / บรรณาธิการขาวสถาน�โทรทัศนเ นช�นั ทีวี
(2543-2560)
อดตี อุปนายกฝา ยวชิ าการ สมาคมนักขาววิทยแุ ละโทรทศั นไทย
121
ผรู ับสาร : แนวทางการศึกษาและใชป ระโยชน
สำหรับหองขา วยคุ ดิจทิ ัล
นิษฐา หรุน เกษม
ผรู ับสาร: แนวทางการศึกษาและใชประโยชน
สำหรบั หองขา วยคุ ดจิ ิทัล
“ไมวาส่อื จะผลติ อะไรออกมา ทกุ คนจะบริโภคส�ิงนน้ั ” ประโยคน้�
เปน จรงิ หรอื ไม และ ในปจ จบุ นั นเ้� ปน เชน ดงั ประโยคนน้ั หรอื ไม
หนง�ึ ในทฤษฎสี อ่ื สารมวลชนใน ยคุ แรก เชน Magic Bullet Theory
มคี วามเชอ่ื ในเรอ่ื งศกั ยภาพ และ พลงั อนั มหาศาลของส่ือมวลชน วา จะ
สามารถยงิ “กระสนุ ” หรอื “เนอ้� หาขา วสารแบบหนง�ึ ” ไปยงั กลมุ ผรู บั สาร
ทกุ กลมุ และกอ ใหเ กดิ ผลลพั ธอ ยา งฉบั พลนั และโดยตรงไดอ ยา งทผ่ี สู ง สาร
ตง้ั ใจเอาไว เนอ� งจากผรู บั สารสว นใหญไ มม อี ำนาจทจ่ี ะใชเ หตผุ ลตา นทาน
พลังของกระสุนขาวสารดังกลาวได อยางไรก็ตาม การปรับเปลี่ยน
กระบวนทัศนใหมไดแสดงใหเห็นวาสื่อสามารถสรางผลกระทบได
อยา งจำกดั ทง้ั น้� ในการสรา งผลกระทบกบั ผรู บั สารนน้ั สอ่ื มวลชนไมไ ด
เปนสาเหตุหลักของการกอใหเกิดผลกระทบ หากแตเปนเพียงปจจัย
เสรมิ หรอื ตวั แปรแทรกเทา นน้ั โดยตวั แปรทเ่ี ขา มาเกย่ี วขอ งคอื ลกั ษณะ
บุคลิกภาพของผูรับสารเองวาเปนคนอยางไร หรือ เปนผูมีปริมาณ
การใชสื่ออยางไรและการเลือกของผูรับสารเปนอยางไร รวมถึงการ
123
กองทนุ พัฒนาสื่อปลอดภัยและสรา งสรรค สมาคมนักขา ววทิ ยุและโทรทัศนไทย
เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศนจากแนวคิดการสื่อสาร จากมุมมองของ
นักวิชาการ S. Hall ทม่ี ีความเชอ่ื วาผรู บั สารลว นเปน “Active players”
ในการแปลความหมายตอสิ�งท่ีไดรบั มาจากส่ือ นำไปสูการใชตำแหนง
ถอดรหสั ทแ่ี ตกตางกันสามตำแหนง ท้งั คลอยตาม ตอ รอง ตอความ
หมายท่ีไดร ับจากสื่อและเห็นตา งในทิศทางทีต่ รงกนั ขามกนั (กาญจนา
แกว เทพ, 2543 ; Meijer & Kormelink, 2018; Robinson, 2019)
นอกเหน�อจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศนที่เกี่ยวของกับ
พลงั อำนาจของสื่อมวลชนแลว นน้ั การพัฒนาเทคโนโลยีในยคุ ดิจทิ ัลที่
สง ผลตอ การเกดิ ขน้ึ ของ “แพลตฟอรม ” ใหม ๆ ประกอบกบั ภมู ทิ ศั นส อ่ื
ทเี่ ปล่ยี นแปลงไปอยา งรวดเร็ว ยงั สงผลอยา งสำคญั ตอ พฤติกรรมการ
“เสพสอ่ื ” ของผรู บั สาร ตวั อยา งเชน “ ขอ มลู ” พฤตกิ รรมผบู รโิ ภค และ
อตุ สาหกรรมส่อื ไทยในป พ.ศ.2562 โดยการสำรวจของสำนกั งานคณะ
กรรมการกจิ การกระจายเสยี ง กจิ การโทรทศั น และกจิ การโทรคมนาคม
แหง ชาติ (กสทช.) รว มกบั ทมี วจิ ยั จากสถาบนั อาณาบรเิ วณศกึ ษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั พบวา พฤติกรรมการบริโภคสื่อในประเทศไทย มีความ
แตกตางกันระหวา งกลุม อายุ หรอื ทีเ่ รยี กวา “ความเหลือ่ มล้ำระหวาง
เจเนอเรชนั ” (Generation Divide) และ ชอ งวา งระหวา งวยั (Generation
Gap) ในขณะที่กลุมสูงวัย ยังคงติดตามขอมูลขาวสารจากสำนักขาว
ทง้ั ผา นหนงั สอื พมิ พ รายการทวี ี รายการวทิ ยุ และเวบ็ ไซตข องสำนกั ขา ว
ตา ง ๆ มากทส่ี ดุ แตส ำหรบั คนรนุ ใหมก ลบั นยิ มตดิ ตามขอ มลู ขา วสารจาก
การแชรของเพื่อนในสื่อสังคมออนไลนมากท่สี ุด รองลงมาคือ ตดิ ตาม
จากบัญชีผูใชของนักขาว บนทวิตเตอร เฟซบุก หรือ อินสตาแกรม
ในสว นของสอ่ื สง�ิ พมิ พ พบวา กลมุ คนรนุ ใหมห นั ไปบรโิ ภคหนงั สอื พมิ พ
ในรปู แบบออนไลนมากกวา (Brandbuffet, 2562)
การเปลย่ี นแปลงกระบวนทัศนเกีย่ วกับส่ือ และ พฒั นาการของ
เทคโนโลยีใหม ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนอยา งตอเนอ� ง นอกจากจะสงผลอยางสำคัญ
124
ทกั ษะนกั ขาวในยุคดจิ ิทัล
ถงึ การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมของ “ผูร บั สาร” ในหลากหลายมติ ิแลว น้นั
ยังสงผลอยางสำคัญถึงความพยายามที่จะรูจักและเขาใจถึงแนวโนม
พฤตกิ รรมของ “ผบู รโิ ภค” หรอื “ผรู บั สาร” ในยคุ ดจิ ทิ ลั อกี ดว ย โดยเฉพาะ
ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะหพฤติกรรมของผูรับสารใน
รปู แบบตา ง ๆ ดว ยวธิ กี ารใหม ๆ หรอื ดว ยเครอ่ื งมอื ใหม ๆ รวมถงึ การ
เปดโอกาสใหผูรับสารไดมีสวนรวมในกระบวนการสื่อสารอยางไรก็ตาม
ยงั คงมคี วามยากทจ่ี ะวเิ คราะหผ รู บั สารไดท ง้ั หมด เน�องจากพฤติกรรม
ของผรู บั สารมคี วามเปลย่ี นแปลงอยเู รอ่ื ย ๆ สลบั ซบั ซอ น และคาดเดา
ไดยากขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมของผูรับสารในยุคดิจิทัลยังมีลักษณะของ
“ผแู สวงหาขอมูลโดยเสร”ี (ศภุ ศลิ ป กลุ จติ ตเ จยี วงศ, 2560)
พัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน
สื่อที่สงผลใหโลกออนไลนและออฟไลนเชื่อมตอเขาหากันแทบจะ
ตลอดเวลานัน้ ยังกอใหเกิดโอกาสในการสรางความสัมพันธระหวาง
“องคกรสือ่ ” และ “ผูรบั สาร” ไดอยางเปดกวางและในทศิ ทางทลี่ กึ ขึ้น
อกี ดวย ดังนั้น นักขาว และ/หรอื องคก รส่ือมวลชนจึงจำเปน ตอ งใช
วธิ กี ารตาง ๆ ในการคนหาและวิเคราะหข อมลู เชิงลกึ (Insight) ของ
“ผรู บั สาร” และ ใชประโยชนจ ากขอมลู ดงั กลาวนั้น คิดคนเปน กลยทุ ธ
ตา ง ๆ ในการดำเนนิ การเพอ่ื ใหผ รู บั สาร เปน ผรู บั สารทต่ี ดิ ตามขอ มลู
การรายงานขา วอยา งตอ เนอ� งและสมำ่ เสมอ หรือคลิกดขู อ มูลมากข้นึ
หรอื ใชเวลากบั เรือ่ งราว (กับส่ือ) ใหม ากขน้ึ ทง้ั เพอ่ื ภารกจิ ในวชิ าชพี สอ่ื
ถึงคุณคาของขาวและเรื่องราวที่ไดนำเสนอนั้น อีกทั้งเพื่อประโยชน
ทางเศรษฐกจิ ขององคก รส่อื เอง
125
แนวคดิ เกี่ยวกบั “ผรู ับสาร”
ผรู บั สาร เปน องคป ระกอบสำคญั ในกระบวนการสอ่ื สาร เนอ� งจาก
ถึงแมวาขาวสารตาง ๆ จะไดรับการตระเตรียมมาอยางพิถีพิถัน ใชผู
ถา ยทอดทม่ี คี วามสำคญั และความนา เชอ่ื ถอื สงู หรอื ใชส อ่ื ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ
มากกต็ าม สง�ิ ตา ง ๆ เหลา นน้ั กม็ ไิ ดร บั ประกนั ความสำเรจ็ ของการสอ่ื สาร
หากผรู บั สารไมเ ปด รบั สารนน้ั ๆ (ศภุ ศลิ ป กลุ จติ ตเ จยี วงศ, 2560) ความ
สมั พนั ธร ะหวา งสอ่ื และผรู บั สาร นบั จากรปู แบบการสอ่ื สารมวลชนดง้ั เดมิ
จนกระทั�งเขาสูยุคดิจิทัลไดแสดงใหเห็นวาผูรับสารและสื่อมีบทบาท
สำคัญซึ�งกันและกนั มาโดยตลอด
“ผรู บั สาร” คอื ใคร และ “ใคร” คือผูร บั สาร
หากเราจะวเิ คราะห “ผรู บั สาร” มคี ำศพั ทม ากมายทเ่ี กย่ี วขอ งกบั
“ผูรับสาร” ทค่ี วรรจู กั ยกตวั อยา งเชน คำวา ผฟู ง ผอู า น หรอื จดุ หมาย
ปลายทางของการสือ่ สาร ซง�ึ แตละคำที่ใชเรยี กผรู ับสารน้ันลว นมนี ัยท่ี
สะทอ นถงึ ภาพในใจตอ ผูรบั สารแตกตา งกันไป
สำหรับคำวา “ผรู ับสาร” (Receiver) มคี วามหมายคลายคลึงกับ
คำวาผูบริโภคขาวสาร (Audience) ในภาษาอังกฤษ อยางไรก็ตาม
หลายคนมกั จะนกึ ถงึ คำวา “ผรู บั สาร” น้� ในความหมายเชงิ ลบ เนอ� งจาก
ใหความหมายถึงความเฉ�อยชาและรอรับขอมูลขาวสารจากสื่อมวลชน
หรอื “Passive audience” ในขณะท่ี “Active audience”จะมคี วามหมาย
ในเชิงบวกมากกวา เน�องจากหมายความถงึ ผรู บั สารท่ีมคี วามกระตอื
รอื รน เอาการเอางาน มสี ว นรว มในกระบวนการสอ่ื สารและเปน ผแู สวงหา
ขาวสารมากกวารอรับขอมูลขาวสารจากสื่อแตเพียงอยางเดียว
นอกจากนน้ั แลว ยงั มกี ารใชค ำวา “ผใู ชส อ่ื ” หรอื “User” หรอื คำใหม ๆ
ทเ่ี กีย่ วขอ งกบั พัฒนาการของสือ่ ออนไลน เชน “Subscribers” หรอื
“Viewers” เปน ตน
ในคำทีเ่ ก่ียวขอ งกับ “ผูรับสาร” หรือ “ผบู ริโภคขาวสาร” น้ัน
ยงั มอี กี คำทเ่ี กย่ี วขอ งและเปน สว นหนง�ึ ทส่ี ง ผลใหเ กดิ ปญ หาในกระบวน
126
ทักษะนกั ขา วในยุคดิจิทัล
การสอื่ สารขน้ึ คอื “Silence audience” หรือ “Absent audience” ใน
ความหมายถงึ ผรู บั สารทส่ี อ่ื ไมร บั รวู า มอี ยู เนอ� งจาก ไมเ คยแสดงตวั ตน
ในกรณข� องสอ่ื สง�ิ พมิ พ คอื ไมเ คยแสดงความคดิ เหน็ มาในรปู แบบของ
จดหมายหรอื โทรศพั ทม ายังส่อื หรอื ในกรณข� องสอ่ื ใหม ไมเ คยกดไลก
ไมเคยแสดงความคดิ เห็น หรือกดแบงปน ขอมูล เปน ตน ในขณะทส่ี ิ�งที่
สอ่ื ตอ งการ คอื ผรู บั สารท่ี “รจู กั และเหน็ หนา คา ตา” และพฤตกิ รรมหรอื
ปฏิสมั พนั ธข องผรู ับสาร (Engagement) ท่ี “Read further, click more
& spend more time” (Robinson, 2019)
นอกเหน�อจากน้นั แลว ในหนังสือเรื่อง “We the media” ของ
Dan Gillmore (Meijer & Kormelink, 2018) ยงั ไดแ สดงใหเ หน็ ถงึ คำ
ใหมที่เก่ยี วขอ งกับผรู ับสาร คอื คำวา “Produser” ซง�ึ ควบรวมระหวา ง
คำวา Producers กับ Users / Consumers เพื่อแสดงใหเหน็ วา เสน กัน้
ระหวางการเปนผูผลิตขาวสารโดยฝายเดียวจากสื่อมวลชนและการ
เปนผูรับขาวสารหรือบริโภคขาวสารแตเพียงฝายเดียวจากประชาชน
ทั�วไปไดเลือนหายไปแลว เมื่อภูมิทัศนสื่อ ไดเปลี่ยนแปลงเขาสูความ
เปนดิจิทัลมากย�งิ ขึน้ อกี ตวั อยา งหนง�ึ นน้ั คอื การเปลย่ี นแปลงการใชค ำ
ขององคก รสอ่ื เพ่อื เรยี กผูรบั สารของตน เชน Dutch news website De
Correspondent ใชค ำเรยี กผรู บั สารของตนเองวา “Participants” แทน
คำวาผูอ า น (Readers) และใชคำวา “Curious individual” แทนคำวา
กลมุ เปาหมาย (Target groups) (Meijer & Kormelink, 2018)
อยา งไรกต็ าม ในบทความน้จ� ะใชค ำวา “ผูร บั สาร” เน�องจากยัง
เปน คำท่ีมีชอ งวาง หลากหลายและเลอ่ื นไหลในตัวเอง ไมแตกตางจาก
พัฒนาการของเทคโนโลยี และบรบิ ทตาง ๆ ทย่ี ังคงเปลี่ยนแปลงอยาง
ตอเน�องและไมหยุดนิ�ง
การจำแนกประเภทของผรู ับสาร
เพอ่ื ใหเ ขา ใจถงึ คำวา “ผรู บั สาร” อยา งกระจา งมากยง�ิ ขน้ึ การทำ
ความเขาใจในลกั ษณะตา ง ๆ ของผูร ับสารจึงเปนเร่ืองจำเปน สำหรับ
127
กองทุนพัฒนาส่ือปลอดภยั และสรางสรรค สมาคมนักขา ววิทยุและโทรทศั นไทย
ลักษณะตา ง ๆ ของผรู บั สารทค่ี วรรจู กั โดยการจำแนกตามเกณฑต า ง ๆ
ไดแ ก (1) การใชเ กณฑการแปรไปของผูรบั สาร (2) การใชเกณฑการ
เขา ถึงสื่อของผรู บั สาร (3) การใชเกณฑเจเนอเรชนั ของผบู รโิ ภค และ
(4) การใชเ กณฑการอยูภ ายในหรือภายนอกองคก รขา ว ดงั น�้
1.การใชเ กณฑการแปรไปของผรู ับสารเปนตัวจำแนก
Nightingale (2003 อา งถึงใน กติ ติ กนั ภัย, 2556) ไดแ บง
ลักษณะเดนของผูรับสารโดยใชเกณฑการแปรไปของผูรับสารมา
จำแนกประเภท ไดแก
ผรู บั สารทเ่ี ปน การรวมกลมุ กนั ของประชาชน หมายถงึ กลมุ
ผรู ับสารทรี่ วมกันเพราะความสนใจในการนำเสนอ หรือผลผลิตของสอื่
หนึ�ง ๆ รวมกันในชว งเวลาหนึง� ผูรับสารกลมุ นเ�้ ปนท่รี จู ักกันในนาม
“ผชู ม” หรอื “Spectators”
ผรู บั สารทเ่ี ปน เปา หมาย หมายถงึ กลมุ คนทถ่ี กู คดิ / จนิ ตนาการ
ถงึ โดยผสู ือ่ สาร และ เปนผไู ดรบั สารทีถ่ ูกออกแบบเพอ่ื การเขาถึงโดย
เฉพาะ ผูรบั สารประเภทน�้รูจักกนั ในช่อื “ผถู ูกประทบั ตราใหช่ือ” หรือ
“ผตู กเปน ผูถูกกระทำ” (Inscribed or Interpellated audience)
ผรู บั สารประเภทขน้ึ อยกู บั สถานการณ หมายถงึ ผรู บั สารทม่ี ี
ประสบการณการเปดรับสารโดยลำพังหรือรวมกันกับผูอื่นผานการ
ปฏสิ ัมพนั ธ ในสถานการณต า ง ๆ ในชวี ิตประจำวันขึ้นอยูก บั บริบทและ
สถานที่
ผูรบั สารแบบมีสวนรวม หมายถึง ผูร บั สารท่ีมปี ระสบการณ
รว มกับการแสดง หรอื การนำเสนอของส่อื ไมวา จะเปนการมีสว นรวม
โดยทันที หรอื จากพ้นื ท่หี างไกล อยางไรกต็ ามการจัดประเภทของ
ผูรบั สารตามเกณฑน�้จะขึ้นอยกู บั สื่อท่ีเกย่ี วของและมมุ มองที่ใช
2 การใชเ กณฑก ารเขาถงึ ของผูร ับสาร
การจำแนกประเภทของผูรับสารโดยใชเกณฑการเขาถึงสื่อของ
ผรู ับสารมีอยา งนอ ย 6 แนวคิด (กติ ติ กันภยั , 2556) ดงั น้�
128
ทกั ษะนกั ขา วในยคุ ดิจทิ ลั
ผรู ับสารท่พี รอ ม หรอื ผรู ับสารทีม่ ีศกั ยภาพไดแกผ ูรบั สารที่
มที กั ษะพน้ื ฐาน เชน อา นออกเขยี นได หรอื มคี วามสามารถในการรบั สาร
ผูรับสารท่จี า ยเงินซ้ือส่อื ไดแ ก ผูร ับสารท่จี า ยเงนิ ซื้อสินคา
สอ่ื ไมว า จะเปน หนงั สอื พมิ พ ตว�ั ชมภาพยนตร คา สมคั รสมาชกิ เปน ตน
ผูร บั สารท่เี ปดรับเนอ�้ หาในสอ่ื ไดแ ก ผูรบั สารที่ อา น ดูฟง
ฯลฯ เนอ้� หาตา ง ๆ ในสื่ออยางแทจริง
ผรู บั สารแบบเจาะลกึ ไดแ ก ผรู บั สารทเ่ี ปด รบั เนอ้� หาบางชนดิ
บางประเภทอยา งเจาะลกึ เปนการเฉพาะ
ผูรบั สารเชิงจำนวน หมายถึง สัดสวนของผูรับสารทั้งหมด
ท่ีสื่อพรอมจะเขาถึงไดในระยะเวลาทก่ี ำหนด
ผูรับสารเปาหมาย หมายถึง สว นแบงของผูรับสารที่มี
ศักยภาพและแนวโนม ซง�ึ ถูกแยกออกมาเพอ่ื การเขา ถึงโดยผสู งสาร
เฉพาะ
3.การใชเกณฑเจเนอเรชันของผรู บั สารเปน ตวั จำแนก
การทำความเขาใจถึงพฤติกรรมของผูรับสารในยุคดิจิทัล
นอกเหน�อจากการแบงตามเกณฑการแปรไปของผูรับสารในขางตน
แลวนั้นอาจใชวิธีการทำความเขาใจถึงพฤติกรรมของผูรับสารผาน
แนวคิดทางการตลาดในการจัดกลุมลักษณะของพฤติกรรมผูบริโภค
โดยใชเ กณฑเ จเนอเรชนั ตา ง ๆ ไดอ กี แนวทางหนง�ึ (ปรชี ญา แมน มนิ ทร
และ นภวรรณ ตันติเวชกลุ , 2560) กลา วคอื
เจเนอเรชนั เบบบ้ี ูมเมอร หมายถงึ ผทู เ่ี กดิ ในชว ง พ.ศ. 2489 -
2507 ชว งปลายสงครามโลกครง้ั ท่ี 2 ลกั ษณะของคนเจเนอเรชนั น�้
จะมคี วามเปน อสิ ระสงู ชอบแสดงออก มองโลกในแงด ี มที ศั นคตเิ กย่ี วกบั
สงั คมในแบบของตน มลี กั ษณะของการอธบิ ายตนเองผา นอาชพี การงาน
ทำงานเต็มที่ โดยตองการผลงานที่ชัดเจน ยอมรับผูบังคับบัญชา
และตองการที่จะอยูในหนวยงานเปนเวลานาน และมีความคุนเคย
เปน อยา งดกี บั สื่อมวลชน
129
กองทนุ พัฒนาสอ่ื ปลอดภยั และสรางสรรค สมาคมนกั ขา ววทิ ยุและโทรทศั นไทย
เจเนอเรชนั X หมายถงึ ผูทเี่ กดิ ระหวางป พ.ศ. 2508-2523
เปน เจนเนอเรชน�ั ทเ่ี กดิ มาพรอ มความหลากหลายทางวฒั นธรรม และแบบ
โลกาภวิ ฒั น เตบิ โตมากบั โทรทศั นแ ละคอมพวิ เตอร เปน เจนเนอเรชนั ท่ี
ตอ งการเปน อสิ ระ เปด รบั ความแตกตา ง และ ชน่ื ชม ความเปนเอกเทศ
ตอ งการความสมดลุ ระหวา งชวี ติ การงาน และครอบครวั มากอ นอยา งอน่ื
เจเนอเรชัน Y หมายถงึ ผทู ี่เกดิ ระหวางป พ.ศ. 2524-2543
มีความเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม สนใจในเร่ืองราวของ
สงั คม และเกดิ มาพรอมกบั วิทยาการสมยั ใหม จงึ มปี ฏิสัมพนั ธก บั สอ่ื
หลายชนดิ สามารถทำกิจกรรมหลายอยา งไดในเวลาเดียวกนั ม�นั ใจใน
ตวั เอง มคี วามสามารถดา นธรุ กจิ เจนเนอเรชน�ั น้� ใจกวา ง มองโลกในแง
ดมี ีจุดมงุ หมาย และ มีแรงจงู ใจในการประสบความสำเรจ็ ตองการเปน
ที่ยอมรับของเพื่อนฝูง และสรางความเปนตัวตนผานภาพลักษณ
ตองการติดตอสื่อสารกับเพื่อนฝูงและเปนสวนหนึ�งของสังคมรวมทั้ง
สงั คมออนไลน
นอกเหนอ� จากนน้ั แลว ขอ มลู จากศนู ยส รา งสรรคง านออกแบบ
(2559) ยงั แสดงใหเ หน็ ถงึ ลกั ษณะพฤตกิ รรมของคนในเจเนอเรชนั อน่ื ๆ
นอกเหน�อจากเจเนอเรชนั เบบบ้ี ูมเมอร X และ Y ดังน�้
เจเนอเรชนั MILLENNIALS หรอื เกิดระหวาง พ.ศ. 2525 -
2547 คนกลุมน�้ใหคุณคากบั การพฒั นาตนเอง การจดั สมดุลการงาน
และชวี ติ มากกวา เงนิ ตรา และสถานภาพทางสงั คมใหค วามสำคญั เรอ่ื ง
การสำรวจและการผจญภัยและยังเปนกลุมที่มองหาประสบการณการ
ใชเ วลาท่มี ีคุณภาพมากกวาคลงั� ไคลในวตั ถุนิยม
เจเนอเรชัน Z หรือ เกดิ ระหวา งป พ.ศ. 2548 - 2552 อาจ
เรยี กไดอ กี อยา งวา กลมุ “ไอเจน (iGen)” หรอื บางครง้ั ถกู เรยี กวา Digital
native คนกลุมน�้ มีความสามารถในการเขาถึงขาวสาร และ รายลอม
ดวยสื่อดิจิทัลรอบดาน จึงเปนเจเนอเรชันที่เปดกวาง เชื่อมั�นในความ
เทา เทียมทางเพศ รวมถงึ เขา ใจความหลากหลายของผูคน
130
ทกั ษะนกั ขา วในยุคดจิ ิทัล
เจเนอเรชนั ALPHA GENERATION หรือ เกิดในระหวา ง
ป พ.ศ. 2553 - 2568 กลมุ อัลฟาน�้ สามารถปฏิสัมพนั ธกบั เทคโนโลยี
ต้งั แตย งั เลก็ มากกวาเจเนอเรชนั อืน่ ๆ คนกลุมน�้ จะไมค ดิ วา เทคโนโลยี
เปน เพยี งเครอ่ื งมอื แตจ ะรวมเทคโนโลยเี หลา นน้ั ไวเ ปน สง�ิ เดยี วกบั การ
ใชช ีวติ ดวยเหตนุ �้ จงึ ถกู เรยี กวา Screenagers หรอื Generation glass
4.การใชเ กณฑก ารอยภู ายใน หรอื ภายนอกหอ งขา วเปน ตวั จำแนก
Robinson (2019) ไดใ ชเ กณฑการอยูภายใน หรือภายนอกหอ ง
ขาวเปนตัวจำแนกลักษณะผูรับสาร โดยแบงออกเปนผูรับสารที่อยู
ภายในหอ งขา ว และผูรับสารทอ่ี ยภู ายนอกหอ งขาวราย ละเอียดดังน้�
ผูร ับสารท่อี ยูภายในหองขาว ประกอบดวย
The Institutional Audience ผูรับสารในลักษณะองคกรน้�
นอกเหน�อจากความหมายถึงผูบริหารขององคกร (หรอื เจาหนาท่ีของ
ธุรกจิ สื่อ)แลวน้ัน ยงั มีความหมายในทางธุรกิจอกี ดวย โดยเฉพาะการ
เปนผูรับสารองคกรที่เปนผูกำหนดมูลคาทางตัวเงินของธุรกิจดวยการ
โฆษณาหรือดวยผลประโยชนอ ่ืนใด (Big-Space buyers) ดวยเหตุน�้
ผรู บั สารในลักษณะองคกรนจ�้ งึ มีอทิ ธพิ ลอยา งมาก ทำใหน อกเหนอ� จาก
การนำเสนอขา วสารแลว สอ่ื ยงั ตอ งแสดงใหผ รู บั สารองคก รเหลา นเ้� หน็
อกี ดว ยวา “แมวา คนทัว� ไปจะซ้ือขาว แตค นธรรมดาเหลา น�ก้ ็มกี ำลังซอื้
เพือ่ ใหผรู ับสารองคซือ้ โฆษณา”
Editors บรรณาธกิ ารขา ว ในฐานะผรู บั สารนม้� คี วามสำคญั
เนอ� งจาก“ถา ขายงานใหบ รรณาธกิ ารได กจ็ ะขายงานใหค นทว�ั ไปอา นได”
บรรณาธิการขาวจึงมีความสำคัญในฐานะของผูรับสารดานแรกที่จะ
“ซือ้ ” หรอื อา นขา วหรอื เรอ่ื งราวนน้ั ๆ ในขณะทน่ี กั ขา วเองกพ็ ยายามท่ี
จะเรียนรูและนำเสนอเรื่องราวในลักษณะที่จะทำใหบรรณาธิการขาว
ตองการซื้องานหรือประเด็นขาวของตน
Colleagues and Peers เพอ่ื นรว มงานและเพอ่ื นรว มอาชพี
เปนอีกกลมุ ผูรบั สารสำคัญทกี่ ระจายตวั อยูในหองขา ว และเปน กลุม
อางอิงที่สำคัญกลุมหนึ�งในการทดสอบความนิยมของผูรับสารตอ
ประเด็นขาว หรือ เรอื่ งราวที่ตอ งการนำเสนอได
131
กองทุนพฒั นาสื่อปลอดภยั และสรา งสรรค สมาคมนักขา ววิทยแุ ละโทรทศั นไทย
Sources หรอื “แหลง ขาว” นับเปน กลุมผรู บั สารทีส่ ำคัญ
ของสอ่ื ดว ยเชน กนั เนอ� งจากขอ มลู ขา วสารท่ไี ดร บั มาจากแหลง ขา วนน้ั
มีผลกระทบโดยตรงตอ ความสำเรจ็ ของสื่อ โดยเฉพาะในสถานการณท่ี
สอ่ื ใหข อ มลู ทผ่ี ดิ พลาดไปจากขอ เทจ็ จรงิ และ มี “แหลง ขา ว” ทร่ี ดู ที ส่ี ดุ
ในเร่ืองน�้ไมพ อใจกับส�ิงที่สอ่ื นำเสนอ
ผรู ับสารท่อี ยภู ายนอกหองขา ว ประกอบดว ย
Friends and Family คนรจู ักใกลช ิดท่ีอยภู ายนอก
หอ งขา วน�เ้ ปน ผรู ับสารทีม่ อี ทิ ธพิ ลสำคญั สำหรบั สือ่ เชน กนั โดยเฉพาะ
เม่อื ไดร บั ขอ มูลตอบกลบั หรือฟด แบค เน�องจากมแี นวโนมทส่ี ่อื จะให
ความเชื่อถือและใหความสำคัญกับผูรับสารกลุมน�้มากกวาขอมูลตอบ
กลบั จากคนแปลกหนา หรือคนอื่น ๆ ทว�ั ไป
Reader หมายถงึ ผรู บั สารทว�ั ไปทม่ี กี าร “อา น/ด/ู ฟง ” และ
ตอบสนองตอ ส�งิ ที่สอ่ื สารออกมาในรูปแบบตาง ๆ อาจกลา วไดว า การ
ตอบสนองของผูรับสารน�้ เปน สง�ิ ทส่ี อ่ื ตอ งการมากทส่ี ดุ เนอ� งจากการ
ไดรบั ปฏิกริ ยิ าตอบสนองหรือฟด แบคจากผูอา น/ผดู /ู ผชู ม ฯลฯ จะเปน
หลักฐานอยา งดีวางานของสอื่ น้ันไดส รา งผลกระทบในทางใดทางหนงึ�
อาจสรุปขอมูลเกณฑก ารจำแนกลักษณะตา ง ๆ ของผูร บั สารไดด งั ตอไปน�้
ภาพท่ี 1 เกณฑการจำแนกประเภทของผูรบั สาร
132
ทักษะนกั ขาวในยคุ ดิจทิ ลั
ในการผลติ งานขา ว หรอื ปฏบิ ตั กิ ารสอ่ื สารอน่ื ๆ เราทกุ คนมกั มี
“ผรู ับสาร” อยูในใจของตนเอง ในขณะท่ีกำลงั เขยี นขา ว หรือผลติ งาน
ชน้ิ นน้ั ๆ แตโ ดยแทจ รงิ แลว ในขณะทเ่ี รากำลงั ผลติ งานสอ่ื อยนู น้ั เรายงั
ไมม ี “ผรู บั สาร” ทแ่ี ทจ รงิ ดงั นน้ั ในการศกึ ษาขอ มลู ในแงม มุ ตา ง ๆ ท่ี
เกย่ี วขอ งกบั “ผรู บั สาร” จะทำใหส อ่ื ไดข อ มลู ทส่ี ามารถนำมา “ถมชอ งวา ง”
ของ “ผูรบั สาร” ท่เี ราจนิ ตนาการกบั “ผรู ับสาร” ท่ีแทจ ริงของเราได
แนวทางในการศกึ ษาผูร ับสาร
พัฒนาการของเทคโนโลยีดจิ ทิ ัล ทำใหส่ือมีวธิ ีการใหม ๆ ทจี่ ะใช
เชอ่ื มตอ และทำความเขา ใจผรู บั สาร โดยวธิ กี ารใหม ๆ เหลา น้� สามารถ
กระทำได 2 ประเภท คอื การเรยี นรูจากผคู น (ดว ยการฟงและพูดคยุ กับ
ผูร บั สารโดยตรง) และการเรยี นรูจากขอ มลู (ดว ยการใชการวิจัยและ
เครื่องมือออนไลนเ พอื่ สรุปขอมลู เชิงลกึ ของผูร บั สาร)
รายละเอียดของแนวทางในการศกึ ษาผรู บั สาร มดี ังน้�
แนวทางทีห่ นึ�ง การใช “W”-questions
การใช “W”-questions น�้ เปนการตั้งคำถามที่ประยุกตจาก
ขอ คำถาม 5w1h ในการเขยี นขา ว และอกั ษรยอ ดงั กลา วน้� สามารถใชใ น
การตั้งคำถามเพือ่ วเิ คราะหผูรบั สารไดเชน เดียวกนั ทัง้ ดวยการฟงและ
พูดคยุ หรือ การสังเกตจากผรู ับสารโดยตรง ตัวอยาง เชน Who - เรา
เขยี นเรื่องน้�ใหก ับใครอาน ? Why - ทำไมเรอื่ งนจ้� ึงมคี วามสำคัญจน
เขาตอ งอา น ? หรือ What - อะไรในเร่ืองน�ท้ เ่ี ขาจะใหค วามสนใจ? โดย
Johnson-Sheehan (2005) ไดเ สนอชุดของขอ คำถาม เพื่อหาคำตอบ
เกย่ี วกับผูรับสาร ตวั อยา งเชน
133
กองทนุ พัฒนาสอ่ื ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนกั ขาววทิ ยแุ ละโทรทัศนไทย
Who are they?
What do they need?
Where will they be reading?
When will they be reading?
Why will they be reading?
How will they be reading?
ชดุ ของขอ คำถามทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ผรู บั สารตอ ไปนท้� จ่ี ะชว ยกำหนด
ทิศทางในการเขียนขาวหรือประเภทของเรื่องราวที่จะนำเสนอได
(Hansen & Paul, 2015) เชน
WHO ใครเปน ผอู า น หรอื ผดู ู ใครจะสนใจหวั ขอ น้� ใครหรอื
องคกรใดที่ควรจะรบั รูในประเดน็ น?้�
WHAT ผูมีโอกาสเปนผูชม ตองการทราบอะไรเกี่ยวกับ
หัวขอน�้ รายงานประเภทใดที่จะใหขอมูลหรือเปนประโยชนกับผูชม
มากท่สี ดุ หรือ ผรู บั สารรอู ะไรเกย่ี วกับเร่อื งน�้อยูแลว บาง
WHERE ผูรบั สารทีส่ นใจในหวั ขอน�้จะหาขอมลู ไดจากท่ีใด
อีกบาง
WHEN จะนำเสนอขา วหรอื เรอ่ื งราวน้ใ� หก บั ผรู บั สารในเวลา
ใดเชน นำเสนอในชวงขาวดวน หรอื ใชเปน ขอ มลู ในการนำเสนอชว ง
สรุปขา ว/สกปู ขาว เปน ตน
WHY ทำไมผรู บั สารถงึ ตอ งรบั รเู รอ่ื งน้� หรอื ทำไมคนดถู งึ
ไมส นใจในเร่อื งน�้
HOW จะสื่อสารในเรื่องน�้กับผูรับสารไดดีที่สุดอยางไร
ภมู ิหลงั ของผูร บั สารตองเปนแบบไหนจงึ จะเขา ใจในส�งิ ทีน่ ำเสนอ หรือ
ผรู บั สารจะตอบสนองตอ รายงานขาวน�อ้ ยา งไร
คำตอบตอคำถามในขางตนน�้ จะมีผลตอ การสรางภาพของ
ผูรับสารขึ้นในใจ และ มอี ทิ ธิพลตอ การจำกัดทางเลอื กตาง ๆ กลา วคือ
หัวขอท่ีจะเลือกมารายงานขา ว วิธกี ารรายงานขาวหรือวิธีการเลา เรื่อง
และเรอื่ งเลา ในประเดน็ หรอื หวั ขอท่ีจะเลอื กมาเลา
134
ทักษะนกั ขาวในยุคดิจทิ ัล
นอกเหน�อจากนน้ั แลว ยังมีการใชขอคำถาม 5W1H เพือ่ ระบุ
ตวั ตนของผรู บั สารไดอ กี แนวทางหนง�ึ ตวั อยางเชน
คำถาม WHO คือ การระบุขอ มลู ตัวตน และลักษณะทาง
ประชากรศาสตร เชน เพศ อายุ ภาษา ศาสนา สถานทีท่ ี่ผรู ับสาร
อาศยั อยู
คำถาม WAHT คอื การระบขุ อ มลู ความตอ งการ ความหวงั
ความกงั วล หรอื แรงบนั ดาลใจในชวี ติ ของผรู บั สารวา คอื อะไร
คำถาม WHY คอื การระบขุ อ มลู ความสนใจของผรู บั สารวา
ทำไมถึงตองรับรเู รอ่ื งน�้ หรือ สนใจในเรื่องน�้ ตลอดจนปจจยั เงื่อนไข
ตา ง ๆ ท่ีอาจสงเสรมิ หรอื เปนอุปสรรคตอ การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม
ของผรู บั สารวา คอื อะไร และ
คำถาม HOW คือ การระบุขอมลู วา ผูรบั สารกลมุ เปา หมาย
ของเรานัน้ เจอชองรายการหรือเพจของเราไดอ ยางไร อา น หรือดูขา ว
ของเราจากชองทางไหนบา ง ในชว งเวลาใดบา ง เปน ตน
ภาพที่ 2 การใช W- questions ในการศกึ ษาผูรับสาร
135
กองทนุ พฒั นาสือ่ ปลอดภยั และสรา งสรรค สมาคมนกั ขาววิทยแุ ละโทรทัศนไทย
แนวทางทส่ี อง การใชเคร่อื งมือการวิจยั
การใชเคร่ืองมอื ในการวจิ ัย เพอ่ื เกบ็ รวบรวมขอ มลู ของผรู บั สารน้�
อาจทำไดทั้งการสำรวจผูรับสารโดยทางตรง หรือใชขอมูลทางออม
เชน ขอ มลู จากงานวจิ ยั อน่ื ๆ หรอื การตดิ ตามในสอ่ื ออนไลนท ผ่ี รู บั สาร
กลมุ เปา หมายใชอ ยู การทำวจิ ยั จะทำใหส อ่ื สามารถทำความเขา ใจ และ
ระบขุ อ มลู ของผรู บั สารกลมุ เปา หมายไดเ ปน อยา งดี ตวั อยา งเชน ขอ มลู
จากการทบทวนงานวจิ ยั ทแ่ี สดงใหเ หน็ วา นกั ขา วโทรทศั นไมไ ด ‘รจู กั ’
ผูชมของพวกเขาดีเทาทค่ี วร นกั ขา วทเ่ี ปนกลุม ตวั อยางในการวจิ ยั น้�
“คิดวาผูชมจะสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ เพศ อาชญากรรม และความ
รุนแรงมากทีส่ ุด แตผูช มรายงานวา พวกเขาสนใจเรอื่ งราวทเ่ี ก่ยี วขอ ง
กับเศรษฐกิจบริโภคนิยมและการศึกษามากที่สุด” นอกจากนั้นแลว
ตัวอยา งการใชเ ครื่องมือการวิจัยดวยการสัมภาษณ และการสนทนา
กลุมจาก ProPublica ยังไดแสดงใหเห็นอีกดวยวา ผูรับสารกลุมเปา
หมายของสอ่ื นน้ั ไมใช “ทุกคน” หรือ “ประชาชนทว�ั ไป” ซึ�งขอมูล
เหลาน�้ไมปรากฏผลออกมาดวยเครอ่ื งมอื ในการวิจัยเชงิ ปรมิ าณ หรือ
การใชแบบสอบถามแตเ พยี งอยา งเดยี ว (Robinson, 2019) ดงั นน้ั
การใชเ ครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั เพอ่ื เกบ็ รวบรวมขอ มลู ของผรู บั สารจะเปน
ประโยชนโดยตรงในการไดข อ มลู เชงิ ลกึ โดยตรง (Insight) ของผรู บั สาร
กลุม เปา หมาย นำมาสูการเลือกประเดน็ / หัวขอ ขาว การรายงานขา ว
และกลยทุ ธก ารนำเสนอขา ว หรอื เรอ่ื งราวนน้ั ๆ ทม่ี แี นวโนม วา “โดนใจ”
ผูรับสารและนำไปสูพฤติกรรมของผูรับสารที่ตองการได (“Read
further, click more & spend more time”)
สำหรับเครื่องมือวิจัยที่สามารถนำมาใชเพื่อเก็บรวบรวมขอมูล
ของผูร บั สารที่บทความนเ้� ลอื กมานำเสนอ ไดแก (1) การสัมภาษณ (2)
การสนทนากลุม (3) แบบสอบถาม และ (4) Social media metrics มี
ดงั ตอ ไปน้�
136
ทักษะนักขา วในยคุ ดจิ ทิ ัล
1.การสัมภาษณ อาจใชวธิ ีการสัมภาษณแ บบตวั ตอ ตัว หรือ
ทางโทรศัพท หรอื ออนไลน เพอื่ ใหไดขอมูลเชงิ ลึกของผูร บั สารกลมุ
เปาหมายมากที่สุด ทั้งน�้ จะตองใชคำถามปลายเปดที่ใหคำตอบโดย
ละเอยี ดแทนการใชค ำถามปลายปดท่จี ะตอบแค “ใช” หรอื “ไมใช”
ในการเก็บขอมูลดวยการสัมภาษณน�้ สื่ออาจใชวิธีการสนทนาทาง
โทรศพั ทก บั ผรู บั สารทว�ั ไป หรอื “แหลง ขา ว” ในฐานะของผรู บั สารของ
ตนเองได นอกจากนแ�้ ลว ยงั มีวิธกี ารอืน่ ๆ เชน การพูดคยุ ผา นเฟซบุก
ไลฟในขณะที่สื่อกำลังตรวจสอบหรือคนหาขอมูลเพิ�มเติมเพื่อการ
รายงานขาว เปน ตน
2.การสนทนากลุม เปนการจัดสนทนากลุมกับผูรับสาร
กลมุ เปา หมายหลาย ๆ คนรว มกนั เพอ่ื ใหข อ มลู ความคดิ เหน็ และปฏกิ ริ ยิ า
ของผูรับสารกลุมเปาหมายที่เขารวมการสนทนากลุม ผานทางอวัจน
ภาษา เชน ภาษากาย หรือ การแสดงออกทางสหี นา เปนตน
สำหรับการใชเครื่องมือวิจัยในประเภทการสัมภาษณและ
การสนทนากลุมนนั้ ขอ มูลจาก Robinson (2019) ไดแสดงใหเห็นวา
องคก รสอ่ื หลาย ๆ องคก ร ในปจ จบุ นั เรม�ิ จดั กจิ กรรมใหน กั ขา วไดพ บปะ
กบั “แหลงขาว” หรอื ผคู นทส่ี อ่ื กำลงั เขยี นถงึ อยา งเปน ทางการมากขน้ึ
ตวั อยา งหนง�ึ คอื กจิ กรรม “ทวั รร ถบสั ” "Listening to America" ของ
Huffington Post เมอื่ ปพ.ศ. 2560 โดยมจี ุดมงุ หมายเพ่อื รับฟง ขอมลู
และความคิดเห็นโดยตรงจากผูรับสารวามีเรื่องราวอะไรบางที่สำคัญ
ทส่ี ดุ สำหรบั ชาวอเมรกิ นั อกี ตวั อยา งหนง�ึ นน้ั คอื การทอ่ี งคก รสอ่ื พยายาม
เกบ็ รวบรวมขอ มลู จากผรู บั สารในลกั ษณะของ “คณะกรรมการทป่ี รกึ ษา
ผอู า น” และจดั ประชมุ เพอ่ื รบั ฟง ความคดิ เหน็ ซง�ึ คลา ยกบั การจดั สนทนา
กลุม เปน ตน
“เปนประโยชนอยางยิ�ง สำหรับฉันที่ไดรับฟงผูคนจริง ๆ”
นักขาวกลาว “มันเยี่ยมมาก เพราะพวกเขาชอบ สิ�งที่ฉันคิดไมถึง”
(Robinson, 2019)
137
กองทุนพัฒนาส่ือปลอดภยั และสรา งสรรค สมาคมนกั ขาววทิ ยุและโทรทศั นไทย
3.การใชแ บบสอบถาม หมายถงึ รปู แบบของคำถามเปน
ชุด ๆ ที่ไดถูกรวบรวมไวอ ยา งมีหลกั เกณฑและเปน ระบบ อาจเปน การ
เกบ็ รวบรวมขอ มลู เกย่ี วกบั ความคดิ เหน็ หรอื ขอ เทจ็ จรงิ การเกบ็ ขอ มลู
ดวยแบบสอบถามสามารถทำไดดวยการสัมภาษณ ทั้งใหผูตอบดวย
ตนเองและทำในรูปแบบออนไลนไดอ กี ดวย
ขอมูลการสำรวจผูรับสารเยาวชนยุคอินเตอรเน็ททั�วโลก
จากบทความเรอื่ ง The Eight Net Gen Norms ทำใหไดขอสรปุ การ
ศึกษาทน่ี า สนใจเก่ยี วกับวถิ กี ารดำเนนิ ชวี ิตของเยาวชนคนรุน ใหม และ
สื่อสามารถนำขอมูลเหลาน�้มาประยุกตใชตอเปนขอมูลผูรับสาร
เยาวชน/กลมุ คนรนุ ใหมได (อศั วนิ เนตรโพธ์ิแกว , 2561) กลา วคอื
เสรีภาพ เยาวชนคนรนุ ใหม ใหค วามสำคญั กบั อสิ รเสรภี าพ
มากโดยเฉพาะเรอ่ื งอาชพี หนา ทก่ี ารงาน
การตามใจฉนั เยาวชนคนรนุ ใหม ไมช อบรปู แบบมาตรฐาน
ของโหล แตพอใจในสิ�งที่ดัดแปลงแกไขใหสะทอนตัวตนอัตลักษณได
มากกวา ซ�ึงแสดงวาลำพังคณุ คา เชงิ อรรถประโยชนข องสนิ คา บรกิ าร
ไมพ อเพยี งตอ ความตอ งการและความพงึ พอใจเพราะไมใชเ ครอ่ื งหมาย
แสดงความพเิ ศษของผูใ ช
การพินจิ พเิ คราะห เยาวชนคนรุนใหม เปนผูอยากรูอยาก
เหน็ ไมว าในประเด็นไหน เรื่องใด ความกระหายใครร ูใ นยคุ นส�้ ามารถ
ตอบสนองไดด ว ยเทคโนโลยกี ารสื่อสารอนั ทันสมยั
คณุ ธรรม เยาวชนคนรนุ ใหม มคี วามสำนกึ ในคณุ ธรรมความ
ซอ่ื สตั ยค วามเมตตากรณุ า ความโปรง ใส และยดึ มน�ั ตอ ขอ ผกู พนั
ความรว มมอื เยาวชนคนรนุ ใหม ใหค วามสนใจกบั การรว ม
มือประสานงานสานสมั พนั ธภาพตอ กนั โดยเฉพาะความสัมพนั ธอ อน
ไลนผานอินเตอรเ น็ต ซึ�งไมเ พยี งแตเปน พน้ื ทส่ี นทนายามวา งเทา น้ัน
แตยังมีการปรึกษาหารือเรื่องการเรียน การทำงาน ปญหาสวนตัว
และ/หรอื ทศั นคตติ อ สงั คมดวย
138
ทักษะนักขาวในยุคดิจทิ ัล
ความบันเทิง เยาวชนคนรุนใหม ใสใจกับความบนั เทิง แม
ในสถานท่ีทำงานหรือบรรยากาศทีเ่ ปนทางการ แตค วามสนกุ สนาน
ผอนคลายไดกลายเปนสวนหนึ�งของวิถีชีวิตการทำงานที่ลดละความ
เครยี ดและพยายามสรา งสขุ และชอบในสง�ิ ทท่ี ำ ทำในสง�ิ ทช่ี อบ มากกวา
การแบงงานและการพกั ผอนออกจากกัน
ความเรว็ เยาวชนคนรนุ ใหมเ ปน คนคดิ เรว็ ทำเรว็ และหวงั
ผลเรว็ เนอ� งจากสภาพแวดลอ มและปจ จยั ทางเทคโนโลยที ำใหก ารตดิ ตอ
ประสานงานเปน ไปดว ยความรวดเรว็ จนทำใหค วามเชอ่ื งชา กลายเปน
เรอ่ื งนา อดึ อดั ขดั ใจ ไมส อดรบั กบั ความอดทนตำ่ ทม่ี อี ยู ซง�ึ ทง้ั หมดนเ้� ปน
วิธชี ีวติ ท่ตี ิดแนน กับคนรนุ ใหม
นวตั กรรม เยาวชนคนรนุ ใหม ใฝห าสง�ิ ประดษิ ฐใหม ๆ และ
ความทนั สมัยอยูต ลอดเวลา การไขวค วา เพ่ือใหไดเปน เจาของแสดงถึง
สถานภาพทางสังคม และภาพลักษณตวั ตนเชงิ บวก
4.การวิเคราะหพฤติกรรมการใชสื่อสังคมออนไลนของผูรับสาร
(Social Media Analytics) อาจใชว ธิ กี ารวเิ คราะหข อ มลู ของผรู บั สารใน
สอ่ื สงั คมออนไลน เชน ดกู ารโพสตห รอื การโตต อบกบั เนอ้� หาเชน การคลกิ
และการแสดงความคดิ เหน็ หรอื ตอบกลบั ขอ มลู การวเิ คราะหผ รู บั สาร
ในลกั ษณะนเ้� ปน การเกบ็ รวบรวมขอ มลู ลกั ษณะ “Engagment” หรือ
การมปี ฏสิ มั พนั ธก บั เนอ้� หาขา ว/รายการขา วของผรู บั สารกลมุ เปา หมาย
(โดยเฉพาะการ clicks, shares, comments, time spent, และ return
visits) ในการวเิ คราะหขอ มลู ผานสือ่ สังคมออนไลนน้�อาจใหข อมลู ใน
เชิงบวก และสื่อสามารถทำไดเปนประจำในแพลตฟอรมของตนเอง
ในแบบไมเปน ทางการไดอ กี ดวย
ยกตวั อยาง เชน การใชก ูเกลิ เทรนด (Google Trends) ซงึ�
เปน เครื่องมอื ของกเู กลิ (Google) ทีช่ ว ยในการวเิ คราะหแ นวโนมคำ
คน หา (Keyword) ตา ง ๆ โดยนำปรมิ าณการคน หาคำบนชอ งทางตา ง ๆ
ทางออนไลนมาคำนวณ และแสดงผลของกรมสงเสริมการคาระหวาง
139
กองทุนพฒั นาสอื่ ปลอดภัยและสรา งสรรค สมาคมนกั ขา ววทิ ยุและโทรทัศนไทย
ประเทศ กระทรวงพาณิชย ท่ตี องการผลกั ดนั การขายสมนุ ไพรไทยให
กบั นักทองเท่ยี ว (ณัฐพล มวงทำ, 2563)
โจทยของกรมสง เสรมิ การคา ระหวางประเทศ กระทรวงพาณชิ ย
คือ ความตอ งการใหน กั ทอ งเทย่ี วจากตา งประเทศ ทเ่ี ขา มาทอ งเทย่ี วใน
ประเทศไทยสนใจสมุนไพร ทง้ั การซ้ือเปนของฝากกลบั ประเทศ หรือ
ซอ้ื ไวใชใ นระหวางการทอ งเทย่ี วอยูในประเทศไทย ดังน้ัน กรมสง เสรมิ
การคา ระหวา งประเทศ จงึ ไดใ ชก เู กลิ เทรนดเ พอ่ื คน หาขอ มลู วา เมอ่ื พดู
ถึงประเทศไทยแลวนั้นชาวตางชาติใหความสนใจกับเรื่องอะไรบาง
และ คน หาขอ มลู เกย่ี วกบั ประเทศไทยดว ยคำคน อะไรบา งทางออนไลน
ซง�ึ ขอ มลู ทพ่ี บ คอื ชาวตา งชาตจิ ดจำประเทศไทยไดใ นฐานะเปน สถานท่ี
ทอ งเทย่ี วตดิ อนั ดบั ตน ๆ ของโลก ตอ จากนน้ั กรมสง เสรมิ การคา ระหวา ง
ประเทศจงึ ทำแคมเปญเพอ่ื สอ่ื สารรณรงคก ารใชส มนุ ไพรไทย ทม่ี ชี อ่ื วา
“Wonder of Thai Herbs” โฆษณาสมนุ ไพรไทยออกมา โดยออกแบบ
การเลาเรื่องราวใหสอดคลองกับเรื่องที่นักทองเที่ยวสนใจและคนหา
ขอ มลู เกย่ี วกบั ประเทศไทย ตวั อยา งเชน เมอ่ื นกั ทอ งเทย่ี วชาวตา งชาติ
กำลงั คน หาเรอ่ื ง มวยไทย สง�ิ ทเ่ี ขาจะไดเ หน็ คือ คลปิ โฆษณาที่เปนการ
สอนรำมวยไทย โดยมคี วามเชอ่ื มโยงกบั สมนุ ไพรไทย นน�ั คอื ในระหวา ง
การเรียนรำมวยไทยสำหรับมือใหมนั้นอาจจะมีอาการเคล็ดขัดยอก
หลงั เดาะได และวธิ กี ารรักษาและบรรเทาอาการดงั กลา วไดก็คอื การใช
สมนุ ไพรไทย มีชื่อวา Plai หรือ “ไพล” นัน� เอง
140
ทักษะนักขาวในยคุ ดจิ ิทัล
ภาพที่ 3 แนวทางการศกึ ษาผูรบั สารโดยใชเครือ่ งมอื การวจิ ยั
141
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสรา งสรรค สมาคมนักขาววิทยุและโทรทศั นไทย
แนวทางการวเิ คราะหขอ มลู ผูรบั สาร
ในบทความน้� ไดป ระยกุ ตใชแ นวทางการวิเคราะหข อมลู ผูรับสาร
ดว ย 2 แนวทาง ประกอบดว ย (1) การสราง Persona ของผรู บั สาร
กลุมเปา หมาย และ (2) การสรางเสนทางการซ้อื สินคาหรอื customer
journey ของผูรบั สาร รายละเอียดดังตอไปน�้
(1) การสรา ง Persona ของผูรบั สารกลุม เปา หมาย
วธิ กี ารสรา ง Persona ของผรู บั สารกลมุ เปา หมาย ซง�ึ ในทน่ี ้�
จะเรยี กวา “Imagined readers” จากแนวคดิ ดานการตลาดในการสรา ง
Persona ของผซู อ้ื สนิ คา (Molek, 2560; Orn Smith, 2563 ; Robinson,
2019) เพื่อใชป ระโยชนในการวเิ คราะหผ ูรับสาร สำหรบั สือ่ มวลชนใน
ยคุ ดจิ ทิ ลั การทำ Persona ของผรู บั สารกลมุ เปา หมายนเ้� ปรยี บเสมอื นกบั
การมี “ภาพจำลอง” ของผูรบั สารในจินตนาการ (Imagined readers)
ทม่ี พี ฤตกิ รรมเฉพาะ มคี วามตอ งการและความปรารถนา ซง�ึ เปน ตวั แทน
ของผูรับสารบางสวนของสื่อที่จะชวยกระตุน และทำใหส อ่ื สามารถใช
ขอมูลน�้ในการนึกถึงผูรับสารของตนเองหรือเปนแผนที่นำทางเขาถึง
“ผูรบั สารเปา หมายตัวจรงิ ” ได
ขน้ั ตอนการทำ Personaของผรู ับสารกลุมเปาหมายมดี งั น้�
1.การสรปุ ขอมลู ผรู บั สารกลุม เปาหมาย หรือ “Imagined
readers” โดยขอมูลที่จะตองสรุปประกอบดวย ขอมูลเชิงประชากร
ศาสตรข องผูรบั สาร อาทิ ถิน� ที่อยู อายุ เพศ สถานภาพ ความสนใจ
เวบ็ ไซตห รอื แบรนดท ช่ี อบ อาชพี การศกึ ษา รายได ฯลฯ ขอ มลู เหลา น้�
เปน พื้นฐานที่สำคญั อยา งมากในการสรา ง Persona ของผูรับสาร
2.การตง้ั ชื่อให Persona ของผรู บั สารกลมุ เปา หมาย เพ่อื
ใหส่อื และผูมีสว นรวมในการวเิ คราะหผูรับสารรูสึกไดว า Persona หรือ
“Imagined readers” ที่จะวิเคราะหสังเคราะหขอมูลออกมานั้นคือ
ขอมูลของคนจริง ๆ ที่สื่อสามารถรับรูความรูสึกเขาใจมุมมองของ
ผรู บั สารกลุม เปาหมายน้�ไดง ายมากข้ึน
142
ทกั ษะนักขาวในยุคดจิ ิทัล
3.การวางตำแหนง Persona เมือ่ ไดอัตลักษณหรือลักษณะ
ของผูร บั สารเปา หมายหรือ “Imagined readers” ขน้ึ มาแลวใหทดลอง
สรางหรอื วางเรอ่ื งราวรอบตวั ของ Persona น้�ข้ึนมาจากขอ มูล (ที่ได
จากแนวทางการศึกษาผูรับสาร) วา มชี วี ติ ประจำวนั อยา งไร ทำงาน
แบบไหน ทำงานท่ไี หน ทำงานเวลาใดบา ง พกั ผอ นเวลาไหน ไปท่ีไหน
เวลาพกั ผอ นเปด รบั สอ่ื ประเภทใด ความตอ งการเกย่ี วกบั สอ่ื เปน อยา งไร
ใชสอ่ื ในเวลาใดบา ง ฯลฯ เพื่อใหเ ขา ใจความคดิ หรือพฤตกิ รรมในแตล ะ
วันของผรู บั สารกลมุ เปา หมาย
4.การสรา ง Demographic data ของ“Imagined readers”
โดยใชข อมลู จากขอ (1) การสรุปขอมูลผูรับสาร กลุมเปา หมายเพ่ือให
เหน็ ภาพชีวิต เหน็ เรือ่ งราวสวนตวั หรือ เปรียบเสมอื นกบั การสรางตวั
ละครตัวหนงึ� หรอื “การถมชอ งวาง” ของผูรบั สารที่ไดจนิ ตนาการไว
กบั ผูรับสารทแี่ ทจ รงิ ทจ่ี ะทำใหไ ดร ูว า ควรจะตอ งเลอื ก หวั ขอ ขา ว หรอื
เร่ืองราวประเภทใด หรือ จะตองตัดแตง ประเด็นและนำเสนอเร่ืองราว
นั้น ๆ อยางไร จึงจะเขาถึงผูร บั สารกลุม เปา หมายใน Persona แบบน้�
5.การตง้ั เปา หมายและอปุ สรรค สง�ิ สำคญั ในการวาง Persona
ของ “Imagined readers” น้� คือการเขาใจวาตวั ละครทีส่ รางขึ้นมานั้น
มีความตอ งการอยา งไรในชวี ติ มจี ุดมงุ หมายอยา งไร และ ความกงั วล
หรือความรูส กึ กลวั ของคนกลมุ น�้ คอื อะไร หรืออะไร คือ “Pain point”
หรอื ปญ หาของ Persona นเ้� มอ่ื อา นขา วหรอื เรอ่ื งราวจากสอ่ื อน่ื ๆ หรอื
ขา วเกา ๆ ของสอ่ื ทเ่ี คยรายงาน หรอื เลา เรอ่ื งมากอ นหนา น้� และเราจะ
สามารถแกป ญ หาทเ่ี กดิ ขน้ึ น้ไ� ดอ ยา งไร เพอ่ื นำเอาขอ มลู เหลา นม้� าสรา ง
ประเด็นขาวเรอ่ื งเลา การเขยี นขา ว หรอื กลยุทธในการนำเสนอเรอ่ื ง
ราวแบบใหม ๆ ซง�ึ ขอ มลู เหลา น้� ในกรณท� เ่ี ปน แนวคดิ ดา นการตลาดนน้ั
จะทำใหนักการตลาดสามารถแกปญหาของผูบริโภคไดอยางถูกจุด
หรอื รบั รูไดวาผบู ริโภคนั้นกำลงั ตอ งการอะไรจากแบรนด
143
กองทนุ พฒั นาสอื่ ปลอดภยั และสรา งสรรค สมาคมนกั ขา ววทิ ยแุ ละโทรทัศนไทย
6.การสรา งประเดน็ ขา ว การเขยี นขา วและการนำเสนอเรอ่ื ง
ราวนนั้ ๆ เพอ่ื ส่อื สารกับผูรับสารกลุมเปาหมายตวั จรงิ
ตวั อยา งการทำตารางระบขุ อ มูล Persona ดังน�้
การใสข อมูลในตาราง Persona นัน้ อาจใชคำตอบจากขอ มลู
คำถาม 5W1H ได ตวั อยางเชน คำถาม WHO คอื การระบขุ อ มลู
ตัวตนและลกั ษณะทางประชากรศาสตร คำถาม WAHT คือการระบุ
ขอมูลความตองการในชวี ิตของผรู บั สารวา คอื อะไร คำถาม WHY คือ
การระบุขอ มลู ความสนใจของผรู บั สารวา ทำไมถึงตองรบั รเู รอื่ งน�้ หรือ
สนใจในเร่ืองน้� และ คำถาม HOW คือ การระบุขอ มูลวาผรู บั สาร
กลุม เปาหมายของเรานั้นเจอชอ งรายการ หรอื เพจของเราไดอยางไร
อา น หรอื ดขู า วของเราจากชอ งทางไหนบา ง ในชว งเวลาใดบา ง เปน ตน
ภาพที่ 4 ตารางระบขุ อ มูล Persona ของผูรบั สาร
หรือ ตัวอยา งการเขียนขอมูล Persona ในลกั ษณะของการ
บรรยาย เชน
“ผรู ับสารคอื คุณเอ เปน เพศหญิง อายุประมาณ 50 ป แตง งาน
และมลี กู แลว ปจจบุ นั เปนอาจารยส อนหนังสืออยูทมี่ หาวทิ ยาลัยแหง
หนึง� แอพลเิ คชน�ั ที่ใชเปนประจำ ไดแก เฟซบุก อินสตราแกรม Netflix
และ ยทู บู สำหรบั เน้อ� หาขาวทีส่ นใจจะตองเปนขาวเบา ๆ เรื่องราว
ไมหนกั สมองและไมอ งิ การเมอื งมากเกนิ ไป เปนตน”
144
ทักษะนกั ขาวในยุคดจิ ิทลั
อีกตัวอยา งหนง�ึ น้นั คอื ตวั อยา งการทำผังขอมลู Persona ของ
hackastory ซง�ึ ประกอบไปดว ยขอ มลู เชงิ ประชากรศาสตร ของผรู บั สาร
นั้น ๆ และ ชอ งขอมลู ทีเ่ ก่ยี วของกับ “บคุ ลกิ ภาพ” ของผูรับสารผาน
การกระทำตา ง ๆ กลา วคอื “Do-Think/Feel-Hear-See” (hackastory,
n.d.) ดงั ตอ ไปน้�
ภาพท่ี 5 ตารางระบขุ อ มลู Persona ของผรู ับสาร ปรับปรงุ จาก hackastory (n.d.)
อาจกลา วโดยสรปุ ไดว า ประโยชนส งู สดุ ของการทำ Persona ของ
ผูรบั สารกลุม เปา หมาย คือ ในระหวางการนำขอ มลู ท่ีไดจ ากการศกึ ษา
ผรู ับสารมาลงในผงั Persona นนั้ จะทำใหสื่อ “กลายเปน” ผูรบั สาร
ของตนเอง และเขา ใจความรูส ึกความตองการของผรู ับสารทำใหข อมูล
ที่ไดรับเปนขอมูลในเชิงลึกมากกวาเพียงแคการอธิบายหรือพูดวา
ผรู บั สารของเราเปน อยา งไร (hackastory, n.d.)
145
กองทุนพัฒนาสอื่ ปลอดภยั และสรา งสรรค สมาคมนกั ขาววิทยุและโทรทัศนไทย
(2)การสรา งเสนทางการซือ้ สินคา หรอื customer journey ของ
ผรู ับสาร
นอกเหนอ� จากการทำ Persona ของผรู บั สารกลมุ เปา หมาย
ดงั ท่ีไดก ลา วถึงมาแลว นั้น การประยกุ ตใช “แนวทางการวิเคราะห
เสนทางการซ้อื สินคา หรอื customer journey ของผูบ รโิ ภค” ในทาง
การตลาดมาใชกับผูบริโภคขาวสารขององคกรสื่อจะทำใหสื่อรับรูและ
คาดทำนายเสนทางของพฤติกรรมในการอา น ดู หรือติดตามเรื่องราว
ผา นสอ่ื ได เชน เดยี วกบั การไดข อ มลู การซอ้ื สนิ คา ของผบู รโิ ภคในยคุ ดจิ ทิ ลั
วา กอนท่จี ะตดั สนิ ใจเลือกบริโภคหรือซือ้ สินคา ผลิตภัณฑ หรอื บริการ
ของแบรนดใดแบรนดห นง�ึ น้ัน ผูบริโภคมีกระบวนการและขั้นตอน
อยา งไรบา ง เริม� ตง้ั แตกอ นซ้ือไปจนถงึ หลังซ้อื (นฐมน กอ งธนานนท
และ คมจกั ร กำธรพสนิ �, 2560)
การประยุกตใ ช “เสน ทางการซ้อื สินคา” เพอ่ื ใชใ นหองขาว
สำหรับขั้นตอนและกระบวนการซอ้ื หรอื Customer journey
ตามแนวทางการตลาดที่สามารถนำมาประยุกตใชในหองขาวไดมี
รายละเอยี ดดังตอไปน้�
1.AWARENESS ขน้ั ตอนการทำความรจู กั สนิ คา ผลติ ภณั ฑ
หรือบรกิ าร ตลอดจนการรจู ักแบรนดแ ละองคกร ในขน้ั ตอนนผ้� ูบรโิ ภค
อาจจะยังไมรูจกั หรอื ไมค นุ เคยกบั สนิ คา ดงั นน้ั ผบู รโิ ภคจะคน หาขอ มลู
สนิ คา ไปเรอ่ื ย ๆ จากเครอื ขา ยสงั คมออนไลน ทง้ั จากแบรนดท ร่ี จู กั แลว ท่ี
เคยไดย นิ ชอ่ื หรอื ทย่ี งั ไมเ คยรจู กั ในขน้ั ตอนน้� สอ่ื จะตอ ง “ทำใหผ บู รโิ ภค
รูจกั สนิ คาผลิตภณั ฑ หรอื บริการตลอดจนการรจู ักแบรนดแ ละองคก ร”
โดยทำการสอ่ื สารการตลาดหรอื การโฆษณา และประชาสัมพันธเ พ่ือให
ผูบริโภคไดรูจัก ผานชองทางการสื่อสารดิจิทัลหรือเครือขายสังคม
ออนไลน เชน ยทู ูบ เฟซบุก อนิ สตาแกรม รวมถงึ กเู กิล
146
ทักษะนักขาวในยุคดจิ ิทัล
2. RESEARCH ขั้นตอนการคน หาขอมลู เพ่อื คดิ พิจารณา
เลือกซื้อสินคา ในขั้นตอนน�้เมื่อผูบริโภคไดรูจักกับสินคา ผลิตภัณฑ
หรอื บรกิ าร ตลอดจนการรจู กั แบรนดแ ละองคก รแลว หากผบู รโิ ภคสนใจ
และอยากรขู อ มลู ของสนิ คา เพม�ิ มากขน้ึ ขน้ั ตอนตอ มาทผ่ี บู รโิ ภคจะทำ
คือ “การคนหาขอ มูล” ดังนั้น ในขัน้ ตอนน�ส้ ือ่ จะตอ ง “ทำใหผูบรโิ ภคท่ี
รจู ักสนิ คา แลว สนใจ และตอ งการซือ้ สนิ คา ”
3. PURCHASE ขน้ั ตอนการตดั สนิ ใจซอ้ื สนิ คา ในขน้ั ตอนน้�
เม่ือผบู ริโภคไดรจู กั กับสนิ คา ผลติ ภัณฑ หรือบรกิ าร ตลอดจนการรจู กั
แบรนดและองคกร รวมถึงไดรับรูขอมูลของสินคาเพิ�มมากขึ้นแลว
ขั้นตอนตอมาที่ผูบริโภคจะทำคือ “การตัดสินใจวาจะซื้อหรือไมซื้อ
สนิ คา ” ในขน้ั ตอนนส้� อ่ื จะตอ ง “ทำใหผ บู ริโภคซ้อื สินคา” และถา ยทอด
เรอ่ื งราวหรือชวยบอกตอผา นเครอื ขา ยสังคมออนไลนอีกดวย
4. SHARE ขน้ั ตอนการบอกตอ ขอ มลู ของสนิ คา ในขน้ั ตอนน้�
เม่อื ผบู รโิ ภคไดร จู กั กับสนิ คา ไดร ับรขู อ มลู ของสนิ คา เกดิ ความสนใจ
และตอ งการซ้อื สินคา แลว ในขน้ั ตอนน�้ สิ�งที่สอ่ื จะตอ งทำคือ “ทำให
ผบู รโิ ภคทช่ี น่ื ชอบนำขอ มลู สนิ คา ไปบอกตอ ในเชงิ บวก” การบอกตอ หรอื
แบงปนเรื่องราวหรือการแชรขอมูลของผูบริโภคที่ซื้อสินคาจะเปน
การโฆษณาและประชาสมั พนั ธอ ยา งเปน ธรรมชาติและไดผ ลมากทีส่ ุด
สำหรบั การสรางเสนทางการซ้อื สนิ คา หรือ Customer journey
ของผูรับสารที่สามารถนำมาประยุกตใชกับหองขาวไดในขางตนนั้น
อาจเทียบเคียงไดก ับกระบวนในการแกไ ขปญ หาทั�วไป กลาวคอื ขอมลู
ของผูรับสารจากการศึกษาดวยแนวทางตาง ๆ จะทำใหนักขาว หรือ
สอ่ื /องคก รสอ่ื เขา ใจสถานการณท เ่ี กดิ ขน้ึ กบั ผรู บั สาร สามารถระบขุ อ มลู
หรอื สาเหตทุ แ่ี ทจ รงิ ไดว า เพราะเหตใุ ดหรอื ทำไม ผรู บั สารถงึ ตอบสนอง
ตอรายการขาวของเราในรูปแบบตาง ๆ อาทิ ดูรายการขาวของเรา
หรอื คลกิ ดเู พยี งครง้ั เดยี ว แลว ไมก ลบั มาดอู กี หรอื ไมเ คยกดไลก ไมเ คย
แสดงความคดิ เหน็ หรือ กดแบงปน ขอ มูลเลย และนำขอมลู ที่ไดร ับมา
147
กองทุนพฒั นาสื่อปลอดภยั และสรา งสรรค สมาคมนกั ขาววิทยุและโทรทัศนไทย
นั้นเพื่อวางแผนวิธีการแกไขและแผนปฏิบัติการที่แทจริงเพื่อทำให
ผูรับสารมีพฤติกรรม หรือปฏิสัมพันธของผูรับสาร (Engagement)
ทต่ี อ งการไดแก “Read further, click more & spend more time”
ดังนัน้ สง�ิ สำคญั ทส่ี ดุ ของกระบวนการวเิ คราะหน ้� จงึ อยทู แ่ี นวการศกึ ษา
ทจ่ี ะทำใหข อ มลู และพฤตกิ รรมตา ง ๆ ของผรู บั สารเปน ขอ มลู ดบิ ทว่ี ดั ผล
ไดแ ละวิเคราะหไดนน�ั เอง
การประยกุ ตใชแ นวทางการศึกษาผรู ับสารในงานขาว
ถึงแมวา ขา วสารตาง ๆ จะไดร บั การตระเตรียมมาอยางพิถีพิถนั
ใชผูถายทอดที่มีความสำคัญและความนาเชื่อถือสูง หรือใชสื่อที่มี
ประสทิ ธภิ าพมากกต็ าม หากผรู บั สารไมเ ปด รบั สารนน้ั ๆ ไมเ ปด อา นใน
สง�ิ ทน่ี กั ขา วเขยี น ขา วสารหรอื เรอ่ื งราวเหลา นน้ั กจ็ ะไรค วามหมาย จาก
จุดนเ้� อง “ผรู ับสาร” จึงเปน สว นหน�งึ ของสมการส่อื ทส่ี ำคญั นกั ขา ว/สอ่ื
ตองรูวาผูรับสารของตนเองเปนใคร และ รูขอมูลของผูรับสารใหมาก
ทส่ี ดุ ดงั นน้ั โจทยท ย่ี ากและทา ทายสำหรบั สอ่ื คอื สอ่ื จะเขา ถงึ ผรู บั สาร
ไดแ ละเขา ถงึ ไดถ ูกกลมุ ไดอ ยา งไร ทัง้ น้� ขอควรตระหนักสำหรบั สื่อ คือ
งานที่แตกตางกันในหองขาวเปนตัวกำหนดใหผูรับสารกลุมเปาหมาย
มีความแตกตางกันไป นอกจากนั้นแลว แนวความคิดที่ใหใชวิธีการ
เขยี นขา วแบบ "clickbait" เพอ่ื ใหเ ขา ถงึ กลมุ เปา หมายและเพม�ิ จำนวน
ยอดผอู า น/ผูช ม ไดนั้นเปนแนวคดิ ทีผ่ ดิ (Higgerson, 2015)
บทความน้�ไดน ำเสนอแนวทางการศกึ ษาผรู บั สารเพอ่ื ใหไ ดข อ มลู
ในแงม มุ ตา ง ๆ ที่เกี่ยวของกับ “ผรู ับสาร” ที่สอื่ จะสามารถนำขอมลู
ดงั กลา วมา “ถมชอ งวา ง” ของ “ผรู บั สาร” ทเ่ี ราจนิ ตนาการกบั “ผรู บั สาร”
ทแ่ี ทจ ริงของเราได ดวยวิธีการวิเคราะหผ า นการสรา ง Persona ของ
ผูรบั สารกลมุ เปา หมาย หรอื “Imagined readers” และการประยกุ ตใช
“เสน ทางการซอ้ื สินคา ” เพ่อื ใชในหอ งขาวไปแลว ดงั นั้น ในสวนน้�
จะแสดงใหเห็นวา นกั ขาว/สอื่ จะประยุกตใชข อ มลู ของผรู บั สารในงาน
ขา วไดอ ยา งไร
148
ทกั ษะนกั ขา วในยคุ ดิจทิ ลั
สำหรับขั้นตอนการใชประโยชนจากขอมูลของผูรับสารในงาน
ขาวน�้ ไดป รับประยกุ ตต ัวอยา ง และ รายละเอยี ดจากขัน้ ตอนการแกไข
ปญ หาโดยการใชผงั ตนไมข อง เคน วาตะนาเบะ (2552) รายละเอยี ด
ดังตอ ไปน�้
ขน้ั ตอนท่ี 1: ระบสุ าเหตขุ องปญ หาทน่ี า จะเปน ไปไดท ง้ั หมด
การระบุสาเหตุของปญหาที่นาจะเปนไปไดทั้งหมดโดยอาจ
เร�มิ ตนจากคำวา “ทำไม” เชน ทำไมคนถึงไมอ านงานเขยี น/งานขาว
ของเรา ทำไมไมดูรายการของเราและสรา งกรอบของปญหาข้นึ มาเพอ่ื
จดั กลมุ ของปญหาและจำแนกกลุมคน ตวั อยา งเชน
ผรู บั สารรูจักเพจ/รายการ/ฯลฯ ของเราหรอื ไม
ผรู บั สารเคยเขา ชม/อา น/ดเู พจ/รายการ/ฯลฯ ของเราหรอื ไม
ผรู บั สารเขา ชม/อา น/ดเู พจ/รายการ/ฯลฯ ของเราเปน ประจำ
หรือไม
จากสาเหตุของปญ หาในขางตน สิ�งที่สื่อตอ งทำตอ มา คือการตง้ั
คำถามตอ แลวพจิ ารณาวา คำถามน้ันจะมีคำตอบอยางไร คำตอบนน้ั
ใชหรอื ไมใช สามารถนำไปสคู ำอธิบายของเรอ่ื งราวทง้ั หมดไดห รอื ไม
หรอื นำไปสคู ำถามตอไป ตัวอยา งเชน
ทำไมผรู บั สารถึงไมรจู ักเพจ/รายการ/ฯลฯ ของเรา
ทำไมผูรับสารถึงไมเคยเขามาชม/อาน/ดูเพจ/รายการ/ฯลฯ
ของเรา ทง้ั ๆ ท่รี ูวา เพจ/รายการ/ฯลฯ ของเรามีอยู
ทำไมผรู บั สารถงึ ไมเ ขา มาชม/อา น/ดเู พจ/รายการ/ฯลฯ ของ
เราอกี (หรอื ทำไมเลิกติดตาม)
ขนั้ ตอนที่ 2 : ตงั้ สมมุตฐิ านและระบุสาเหตุท่แี ทจรงิ ของปญหา
สมมตุ ฐิ านของสาเหตทุ น่ี า จะเปน ไปได คอื การคาดคะเนถงึ คำตอบ
ลว งหนา วา จะเปน อยา งไร จากนน้ั รวบรวมขอ มลู เพอ่ื ทดสอบ/ตรวจสอบ
วาสมมุตฐิ านที่ไดต งั้ ไวถ ูกตองหรอื ไม
149
กองทนุ พัฒนาส่อื ปลอดภัยและสรางสรรค สมาคมนักขา ววิทยุและโทรทัศนไทย
การตั้งสมมตุ ฐิ าน
ตวั อยา งของการตั้งสมมุตฐิ าน เชน การท่ีผรู ับสารยังไมร ูจ กั
เพจ/รายการ/ฯลฯ ของเราเพราะเรายงั ไมไ ดป ระชาสมั พนั ธเ พจ/รายการ/
ฯลฯ ของเราใหม ากพอ เพราะหากวาผูรับสารไดรูจักเพจ/รายการ/ฯลฯ
ของเราก็จะเขา มาชม/อาน/ดู อยา งแนนอน เปนตน
การรวบรวมขอมูลเพือ่ ทดสอบสมมตุ ฐิ าน
กรณ�ที่ 1 มีคนมากแคไ หนท่รี บั รู
สื่ออาจเลือกใชวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลของผูรับสารดวย
การใชเ คร่ืองมอื วจิ ยั ประเภท “แบบสอบถาม” เพอ่ื คนหากลมุ คนทีร่ บั รู
หรือรูจกั เพจ/รายการ/ฯลฯ ของเรา โดยการจัดหมวดหมูกลุมคน เพื่อ
ความสะดวกในการวิเคราะหขอมูล เชน (1) กลุมคนที่ไมรูจักเพจ/
รายการ /ฯลฯ ของเรา (2) รจู กั เพจ/รายการ/ฯลฯ ของเราแตไ มเ คยเขา มา
ชม/อา น/ดู (3) เคยเขามาชม/อาน/ดูเพจ/รายการ/ฯลฯ ของเราเพียง
แคค รั้งเดียว และ (4) เขา มาชม/อา น/ดูเพจ/รายการ/ฯลฯ ของเราเปน
ประจำ
กรณท� ี่ 2 ทำไมคนทร่ี จู ักแตไ มช ม/อาน/ดู
สอ่ื อาจเลือกใชว ธิ กี ารหาคำตอบวา เพราะเหตใุ ด ผรู บั สาร
ที่รูจักเพจ/รายการ/ฯลฯ ของเราจึงไมเขามาชม/อาน/ดู ดวยการใช
เครื่องมือวิจัยประเภทการสัมภาษณหรือการสนทนากลุม โดยตั้งตน
จากขอมูลที่ไดรับในกรณ�ที่ (1) กลุมผูรับสารที่รูจักเพจ/รายการ/ฯลฯ
ของเรา แตไ มเ คยเขา มาชม/อาน/ดู ในการสัมภาษณ หรือสนทนากลุม
น้อ� าจใชช ดุ ของขอ คำถาม 5W1H เขามาประยุกตใชเพอ่ื ต้งั ประเดน็ ใน
การเก็บรวบรวมขอ มลู ได
การวิเคราะหขอ มลู ท่ีไดรบั
เปน การตรวจสอบผลลพั ธท ่ีแทจ ริง จากการเกบ็ รวบรวมขอมลู
วาสมมุตฐิ านที่ไดต้งั ไวถ ูกตองหรอื ไม ยกตัวอยา ง เชน กรณท� ่ผี รู ับสาร
ทร่ี ูจ กั เพจ/รายการ/ฯลฯ ของเราแลว แตไมเขามาชม/อาน/ดู อาจได
คำตอบมากมายหลายแบบ เชน
150