๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
ช่ือหนังสือ : ๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา
วิถีชีวิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวิญญาณ
เรยี บเรียง : ปราณชลี
เลขมาตรฐานสากลประจ�ำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๔๗๙-๐๑๓-๑
พมิ พ์คร้งั แรก : ตุลาคม ๒๕๖๔
ท่ีปรึกษา : ผู้ว่าราชการจงั หวดั นราธิวาส
นางสาวสุกัญญา โพธเิ สถยี ร วฒั นธรรมจังหวดั นราธิวาส
บรรณาธกิ ารบรหิ าร : นายชมุ ศกั ดิ์ นรารตั นว์ งศ์
คณะบรรณาธกิ าร : นางสาวอลษิ า ดาโอะ๊ นายดลู รอมนั สะนิ นายอรรณพ เจะ๊ สโุ หลง
นายปราโมทย์ สวุ รรณ
ผปู้ ระสานงาน : นางสาวอาภสั สร ศรใี ส นกั วชิ าการวฒั นธรรมชำ� นาญการ
ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ : นางสาวแวซยั นะห์ แวมซู อ ผ้อู ำ� นวยการกลมุ่ ยทุ ธศาสตรแ์ ละ
เฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรม
ภาพประกอบ : ประชาสมั พนั ธจ์ งั หวดั นราธวิ าส สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส
เทศบาลเมอื งนราธวิ าส นายสมมาตร เทพพรหม นายเกรน่ิ เขยี นชนื่
นายเพาซี ยะซงิ นายสไุ ลมาน เจะ๊ แม ปราณชลี Sahat Madahee
ออกแบบปก-รปู เลม่ : เดยี รด์ ไี ซน์
พสิ จู นอ์ กั ษร : นางสาวพชั รนิ ทร์ เวชสทิ ธิ์
พมิ พท์ ี่ : หสม.พงศน์ ราการพมิ พ์ โทร. ๐๙ ๐๗๑๘ ๖๗๑๔
จดั พมิ พโ์ ดย : สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส (Narathiwat Provincial Cultural
Office) ศาลากลาง (หลงั เกา่ ) ถนนพชิ ติ บำ� รงุ ตำ� บลบางนาค อำ� เภอเมอื ง
นราธวิ าส จงั หวดั นราธวิ าส ๙๖๐๐๐ โทร. ๐๗๓ ๕๑๒ ๘๓๓
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
น้ำ� ตกปาโจ ในพ้นื ท่อี ทุ ยานแหง่ ชาติบูโด - สไุ หงปาดี
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
บรรยากาศฝง่ั แมน่ ำ�้ บางนรายามโพลเ้ พลช้ า่ งสวยงาม โดยเฉพาะ
เมอื่ แสงอาทติ ยส์ าดแสงพลวิ้ เปน็ เงาไหวในสายนำ้� มฉี ากหลงั เปน็ เทอื กเขา
บโู ดเดน่ เปน็ ลายเสน้ เขยี นฟา้
ขณะผ่านไปอีกวัน บรรยากาศยามเช้าริมชายหาดนราทัศน์
บรเิ วณทแี่ มน่ ำ้� บางนราไหลมาบรรจบกบั ทอ้ งทะเลอา่ วไทย อาทติ ยด์ วง
โตกำ� ลงั โผลพ่ น้ นำ�้ ปรากฏภาพผคู้ นมาออกกำ� ลงั ตกปลา หรอื ตงั้ ใจมา
ชนื่ ชมดมื่ ดำ่� ในธรรมชาติ โดยมภี าพเรอื กอและของชาวประมงพนื้ บา้ น
แลน่ ผา่ น ทง้ิ เงาวบู ไหวเปน็ ระลอกคลน่ื ยาวเขยี นสายนำ้�
เหลา่ นค้ี อื ตน้ ทนุ ทางธรรมชาตขิ องจงั หวดั นราธวิ าส ควบคกู่ บั
ทนุ ทางวฒั นธรรม ทงั้ เชงิ ประวตั ศิ าสตร์ วถิ ชี วี ติ ศรทั ธาความเชอ่ื ศลิ ป
วฒั นธรรม และประเพณี ทถ่ี กู หลอมรวมจนเปน็ เอกลกั ษณเ์ ดน่ ประจำ� ถน่ิ
หนงั สอื “๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา” คอื การสะทอ้ นรากเหงา้ สำ� คญั
สว่ นหนงึ่ ของพน้ื ท่ี แฝงฝงั ไวด้ ว้ ยภาพวถิ กี ารดำ� รงอยู่ ปรชั ญาชวี ติ และ
ความรกั ความผกู พนั ของผคู้ นทด่ี ำ� เนนิ ตอ่ เนอ่ื งมายาวนาน
ดว้ ยขอ้ จำ� กดั ในการรวบรวมขอ้ มลู จดั ทำ� ชว่ งเกดิ สถานการณ์
การแพรร่ ะบาดของเชอื้ ไวรสั โคโรนา ๒๐๑๙ (โควดิ – ๑๙) ทำ� ใหก้ ารลง
เกบ็ ขอ้ มลู พนื้ ทเี่ ปน็ ไปดว้ ยความยากลำ� บากพอควร สว่ นหนง่ึ คณะผจู้ ดั
ทำ� จงึ ใชฐ้ านขอ้ มลู เดมิ ทม่ี อี ยู่ ประกอบกบั การคน้ ควา้ รวบรวม เรยี บเรยี ง
๖ วถิ ชี ีวติ ศิลปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
จากแหลง่ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ เพื่อน�ำมาประกอบสรา้ งให้ภาพและเน้ือหาใน
หนังสือเล่มน้ีเกิดความสมบูรณ์ก่อประโยชน์มากท่ีสุด โอกาสนี้ จึงขอ
ขอบคุณที่มาของทุกแหล่งข้อมูลและภาพถ่ายซ่ึงถูกน�ำมาร้อยเรียงน�ำ
เสนออยใู่ นหนงั สอื เลม่ นี้ และตอ้ งกราบขออภยั หากขอ้ มลู มคี วามคลาด
เคลื่อนผิดพลาด หรือไม่เท่าทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงท่ีมีต่อ
เส้นทางการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพ้ืนถ่ินของแต่ละท้องท่ี ที่มีการ
เปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ยคุ สอ่ื สงั คม (Social Media) ในโลกยคุ ใหม่
คณะผจู้ ดั ทำ� เชอ่ื วา่ เรอ่ื งราวเนอื้ หาในหนงั สอื ๑๐ วฒั นธรรม
เดน่ เมอื งนรา จะกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ กท่ กุ คนทกุ ฝา่ ย ทง้ั ทเ่ี ปน็ คนตน้
เร่ือง คนเดินเรื่อง หรือผู้สนใจเรียนรู้ท้ังในฐานะนราธิวาสเป็นถ่ินเกิด
หรอื อาคนั ตกุ ะผมู้ าเยอื น เพอ่ื จะกอ่ ใหเ้ กดิ ความรกั ความเขา้ ใจในแผน่ ดนิ
ผกู พนั ในการใชช้ วี ติ ของผคู้ นตา่ งศาสนา ดว้ ยความรกั บนแผน่ ดนิ ทงี่ ดงาม
นามวา่ “บางนรา – นราธวิ าส”
บรรณาธกิ าร
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๗
คำ� นำ� .................................................................................................................................................
สารบญั .................................................................................................................................................
สารจากผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นราธวิ าส .................................................................................................
สารจากวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส .................................................................................................
บทนำ� ..................................................................................................................................................
บทที่ ๑ “กรอื โตะ๊ ” เสยี งดนตรสี ะทอ้ นรกั สามคั คี ..............................................................................
บทท่ี ๒ “กลองบานอ” กอ้ งกงั วานในความรน่ื รมย์ ..............................................................................
บทท่ี ๓ “ตารอี นี า” นาฏลลี าของการผสมผสาน ..............................................................................
บทท่ี ๔ “บญุ บง้ั ไฟ” รวมใจอสี านหนง่ึ เดยี วในภาคใต้ .........................................................................
บทท่ี ๕ “รบั เจา้ เขา้ เมอื ง” เพอ่ื คมุ้ ครองใหอ้ ยดู่ มี สี ขุ .........................................................................
บทท่ี ๖ “คเณศจตรุ ถ”ี พธิ ปี ระทานพรอนั ประเสรฐิ .........................................................................
บทที่ ๗ “ศาลเจา้ โกว้ เลง่ จ”่ี ศนู ยร์ วมจติ วญิ ญาณสรา้ งขวญั กำ� ลงั ใจ ...................................................
บทท่ี ๘ “ศาลเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ” วถิ ธี รรม ความดี เมตตา บารมี ............................................................
บทที่ ๙ “เรอื กอและ เรอื ยาว และเรอื ยอกอง” จากรากเหงา้ สรู่ ากลกึ แหง่ ศรทั ธา .............................
บทที่ ๑๐ “ประชนั นกเขาชวา” สรา้ งเสยี ง สรา้ งสขุ ในงานของดเี มอื งนรา ........................................
................................................................................................................................................... ๖
................................................................................................................................................... ๘
................................................................................................................................................... ๑๐
................................................................................................................................................... ๑๒
................................................................................................................................................... ๑๗
................................................................................................................................................... ๒๙
................................................................................................................................................... ๔๓
................................................................................................................................................... ๖๕
................................................................................................................................................... ๘๑
................................................................................................................................................... ๙๕
................................................................................................................................................... ๑๐๕
................................................................................................................................................... ๑๑๗
................................................................................................................................................... ๑๒๙
................................................................................................................................................... ๑๔๑
................................................................................................................................................... ๑๕๙
“นราธวิ าส” เปน็ หนงึ่ ในจงั หวดั ชายแดนภาคใตท้ ม่ี อี าณาเขต
ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย มีพ้ืนที่ท้ังหมดประมาณ ๔,๔๗๕.๔๓๐
ตารางกิโลเมตร ต้ังอยู่บนชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของแหลมมลายู
สภาพภมู ปิ ระเทศโดยทวั่ ไปเปน็ ปา่ และภเู ขาประมาณ ๒ ใน ๓ ของพนื้ ที่
จงั หวดั นราธวิ าส มแี มน่ ำ้� สำ� คญั ๔ สาย คอื แมน่ ำ�้ สายบรุ ี แมน่ ำ�้ บางนรา
แมน่ ำ�้ ตากใบ และแมน่ ำ้� สไุ หงโก-ลก ประชากรสว่ นใหญน่ บั ถอื ศาสนา
อสิ ลาม และศาสนาอน่ื ๆ ทำ� ใหม้ ลี กั ษณะเดน่ ทสี่ บื ทอดกนั มาจากรนุ่ สรู่ นุ่
ทง้ั เชงิ วถิ ชี วี ติ ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณี และประวตั ศิ าสตร์
ชอ่ื เดมิ ของจงั หวดั นราธวิ าสคอื “บา้ นบางนรา” หรอื “มะ
นาลอ” เปน็ เพยี งหมบู่ า้ นชาวประมงแหง่ หนงึ่ ตงั้ อยปู่ ากแมน่ ำ�้ บางนรา
ติดชายทะเลอ่าวไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ บ้านบางนราถูกจัดอยู่ในเขตปกครองของ
เมืองสายบุรี คร้ันต่อมาเม่ือปัตตานีได้รับการยกฐานะเป็นมณฑล
บ้านบางนราจึงย้ายมาสังกัดการปกครองของเมืองระแงะซ่ึงเป็นเมือง
หนง่ึ ในมณฑลปตั ตานี ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๓๕๕ มกี ารจดั วางนโยบายดแู ล
เมอื งปตั ตานเี ปน็ ๗ หวั เมอื ง ประกอบดว้ ย เมอื งปตั ตานี เมอื งหนองจกิ
เมอื งยะลา เมอื งรามนั เมอื งระแงะ เมอื งสายบรุ ี และเมอื งยะหรง่ิ กระทง่ั
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๓ มีการย้าย
ท่ีว่าราชการจากบ้านระแงะมาต้ังใหม่ท่ีต�ำบลตันหยงมัส หรืออ�ำเภอ
ระแงะในปจั จบุ นั
วนั ท่ี ๒๗ กรกฎาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๔๗ ในสมยั พระบาทสมเดจ็
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ มปี ระกาศพระบรมราชโองการ
ให้แยก ๗ หัวเมืองออกจากมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑล
ปตั ตานี และในเวลานเี้ องทไี่ ดม้ กี ารยา้ ยทวี่ า่ การจากเมอื งระแงะมาตงั้ ที่
บา้ นมะนาลอ
พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๘ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
รชั กาลที่ ๖ เสดจ็ ประพาสมณฑลปกั ษใ์ ต้ เมอ่ื ไดเ้ สดจ็ พระราชดำ� เนนิ มา
ถงึ บา้ นบางนราในวนั ท่ี ๑๐ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๔๕๘ ไดพ้ ระราชทานชอื่
เมอื งใหมว่ า่ “เมอื งนราธวิ าส” อนั มคี วามหมายวา่ “ทอ่ี ยอู่ นั ยงิ่ ใหญข่ อง
ประชาชน” ถดั มาในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๖๕ มกี ารปรบั ปรงุ ระเบยี บบรหิ าร
ราชการส่วนภูมิภาคครั้งใหญ่ โดยการเปล่ียนชื่อเมืองมาเป็นจังหวัด
เมอื งนราธวิ าสจงึ เปลย่ี นมาเปน็ “จงั หวดั นราธวิ าส” นบั แตน่ น้ั เปน็ ตน้ มา
เรอ่ื งราวในหนงั สอื “๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา” คอื บนั ทกึ
หนา้ หนงึ่ ของจงั หวดั นราธวิ าส สะทอ้ นเรอ่ื งราวดี ๆ ทเี่ ปน็ เอกลกั ษณ์
เด่น ส�ำหรับให้ผู้สนใจได้ศึกษา เกิดความภาคภูมิใจ สามารถกระตุ้น
ดา้ นการศกึ ษา ศลิ ปวฒั นธรรม และการทอ่ งเทยี่ วไดอ้ ยา่ งดี และทส่ี ำ� คญั
จะนำ� ไปสกู่ ารเรยี นรดู้ า้ นอน่ื ๆ ตอ่ ไป
ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นราธวิ าส
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา ๑๑
นราธวิ าสเปน็ จงั หวดั ชายแดนใต้ ตง้ั อยบู่ นฝง่ั ทะเลดา้ นตะวนั
ออกของแหลมมลายู หา่ งจากกรงุ เทพมหานครโดยทางรถยนต์ ๑,๑๔๙
กิโลเมตร และทางรถไฟประมาณ ๑,๑๑๖ กิโลเมตร สุดชายแดน
ประเทศไทย – มาเลเซยี ทส่ี ถานรี ถไฟสไุ หงโก - ลก ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ
เปน็ ปา่ และภเู ขาประมาณ ๒ ใน ๓ ของพน้ื ทท่ี ง้ั หมด มภี เู ขาหนาแนน่
แถบทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตจ้ ดเทอื กเขาสนั กาลาครี ี เปน็ แนวกน้ั พรมแดน
ไทย-มาเลเซยี ประชากรนบั ถอื ศาสนาอสิ ลามประมาณ ๘๒ เปอรเ์ ซน็ ต์
นับถือศาสนาพุทธประมาณ ๑๗ เปอรเ์ ซ็นต์ นับถอื ศาสนาครสิ ต์และ
ศาสนาอนื่ ๆ อกี ประมาณ ๑ เปอรเ์ ซน็ ต์
ดว้ ยประชากรใชภ้ าษาพดู คอ่ นขา้ งหลากหลาย เพราะมหี ลาย
กลุ่มมาต้ังถิ่นฐานสร้างตัว ท�ำให้มีความโดดเด่นเชิงศิลปวัฒนธรรม
มกี ารสบื สานตอ่ เนอ่ื งกนั มาจนเปน็ เอกลกั ษณแ์ ตกตา่ งจากพน้ื ทอี่ นื่ ๆ
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส กระทรวงวฒั นธรรม ใน
ฐานะทเี่ ปน็ องคก์ รดำ� เนนิ งานดา้ นศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม มพี นั ธกจิ
ตามแผนแมบ่ ทวฒั นธรรมแหง่ ชาติ ในการอปุ ถมั ภ์ คมุ้ ครอง และสง่ เสรมิ
ศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรมของชาติ และความหลากหลายทางวฒั นธรรม
ท้องถ่ินให้คงอยู่อย่างมั่นคง จึงได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ สืบสาน
เผยแพรม่ รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของทอ้ งถนิ่ ทงั้ การดำ� เนนิ งาน
๑๒ วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวิญญาณ
เรอ่ื งพพิ ธิ ภณั ฑเ์ มอื งนราธวิ าส การรวบรวมฐานความรภู้ มู ปิ ญั ญาของชาว
บา้ น รวมถงึ จดั กจิ กรรมสรา้ งสรรคอ์ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ฯลฯ
การจดั ทำ� หนงั สอื “๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา” คอื พนั ธกจิ
สำ� คญั หนง่ึ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชว่ งสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของเชอ้ื ไวรสั โคโรนา
๒๐๑๙ (โควดิ – ๑๙) ซงึ่ กอ่ ใหเ้ กดิ การชะงกั งนั ในหลาย ๆ ดา้ น หากทวา่
ดว้ ยจดุ เดน่ ของพน้ื ที่ ดว้ ยปจั จยั สำ� คญั ดา้ นองคค์ วามรู้ ครอบคลมุ ทงั้ วถิ ี
ชวี ติ ของผคู้ นในทกุ เชอื้ ชาติ ศาสนา สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส
จงึ ตง้ั ใจจดั ทำ� หนงั สอื เลม่ นข้ี น้ึ ภายใตแ้ ผนงานบรู ณาการขบั เคลอ่ื นการ
แกไ้ ขปญั หาจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ เพอ่ื รวบรวมเรอ่ื งราวตา่ ง ๆ อยา่ ง
เปน็ ระบบ มเี นอ้ื หาและภาพประกอบสวยงาม มงุ่ สอ่ื สารสำ� หรบั บคุ คล
ทวั่ ไปทงั้ ในและนอกพนื้ ท่ี
ประการสำ� คญั เพอื่ ไวเ้ ปน็ คมู่ อื สำ� หรบั ผสู้ นใจเรอื่ งราวดี ๆ ใน
จงั หวดั นราธวิ าส อนั จะนำ� ไปสคู่ วามรกั ความเขา้ ใจ ของผคู้ นตา่ งศาสนา
ตา่ งวฒั นธรรม ทอี่ าศยั อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ สามารถรกั ษารากเหงา้ ทาง
วฒั นธรรมไวใ้ หล้ กู หลานเกดิ ความรกั และหวงแหนในมรดกทางวฒั นธรรม
ที่ได้รับสืบทอดกันมายาวนาน แฝงด้วยคุณค่าประโยชน์ในหลากมิติ
ทจี่ ะกอ่ ประโยชนแ์ กท่ กุ ฝา่ ยรว่ มกนั
นางสาวสกุ ญั ญา โพธเิ สถยี ร ๑๓
วฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
อรณุ รุ่ง ณ ชายหาดบ้านทอน อำ� เภอเมอื งนราธวิ าส จังหวัดนราธวิ าส
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา
วงเวียนหวอถิ ชีนวี าติ ฬิกศาลิ ใปจวกฒั ลนาธงเรมรือมงแนลระาจธิติววาญิ สญในาอณดตี
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
ปากน้ำ� บางนรา
๑๘ วิถชี ีวติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ
บา้ นเมอื งกเ็ หมอื นชวี ติ ผคู้ น ตา่ งมรี ากเหงา้ สำ� นกึ จติ วญิ ญาณ
ทด่ี ำ� เนนิ ไปตามวถิ แี ละสภาพแวดลอ้ ม
“นราธวิ าส” คอื พนื้ ทห่ี นง่ึ ในสามของจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
อนั ประกอบดว้ ย ยะลา ปตั ตานี และนราธวิ าส ในฐานะทต่ี งั้ อาณาจกั ร
โบราณนาม “ลงั กาสกุ ะ” ศนู ยอ์ ำ� นาจตงั้ อยบู่ รเิ วณเมอื งโบราณยะรงั
อ�ำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ในปัจจุบัน พื้นท่ีค่อย ๆ พัฒนาจาก
เมอื งทา่ ขนาดเลก็ ของชาวพน้ื เมอื ง เตบิ โตเปน็ ชมุ ชน เปน็ เมอื ง เปน็ รฐั
เมอื่ ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๗ กระทงั่ รงุ่ เรอื งกา้ วหนา้ กลายเปน็ ศนู ยก์ ลาง
การคา้ ทางทะเลชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ เชอื่ มระหวา่ งโลกตะวนั ตกและ
โลกตะวนั ออก สอดคลอ้ งกบั สง่ิ ท่ี กษมาณชั ย์ นติ ยิ ารมย์ ผเู้ ชย่ี วชาญดา้ น
ประวตั ศิ าสตร์ หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาตเิ ฉลมิ พระเกยี รติ สมเดจ็ พระนาง
เจา้ สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ นี าถ ยะลา บอกเลา่ วา่ แหลง่ โบราณคดสี ว่ น
ใหญข่ องจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ นอกจากเสน้ ทางทไ่ี ปแวง้ - สคุ ริ นิ แลว้
เสน้ ทางสำ� คญั อกี เสน้ หนงึ่ คอื เสน้ ไปจากสายนำ้� ของปตั ตานแี ละสายบรุ ี
“จากแหลง่ โบราณคดที เี่ หลา่ น้ี ทำ� ใหเ้ หน็ ความตอ่ เนอื่ งของยคุ
กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ แรกเรมิ่ ประวตั ศิ าสตร์ จนกระทง่ั เชอื่ มถงึ ปจั จบุ นั ”
ช่วงท่ีผ่านมา แม้จะยังไม่มีการส�ำรวจทางโบราณคดีอย่าง
เป็นทางการในพื้นท่ีจังหวัดนราธิวาส แต่มีการค้นพบโบราณวัตถุ
สมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตรป์ ระเภทขวานหนิ ขดั อายรุ าว ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปี
ตามแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี เขตรอยต่ออ�ำเภอแว้งและ
อำ� เภอสคุ ริ นิ ดว้ ยตง้ั อยใู่ นพน้ื ทลี่ มุ่ นำ�้ ปตั ตานแี ละสายบรุ ีทางฝง่ั ตะวนั ออก
ของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ลุ่มน�้ำแห่งนี้ครอบคลุมพ้ืนที่
สามจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ สนั นษิ ฐานวา่ มนษุ ยย์ คุ กอ่ นประวตั ศิ าสตร์
เลือกใช้พื้นท่ีซึ่งเป็นถ�้ำและเพิงผาของภูเขาหินปูนเป็นท่ีอยู่อาศัยและ
ประกอบกจิ กรรมตา่ ง ๆ เชน่ บรเิ วณเทอื กเขาสนั กาลาครี ใี นเขตพน้ื ที่
ต้นลุ่มน�้ำปัตตานีและสายบุรี ประกอบด้วยถ้�ำและเพิงผาในเขต
อำ� เภอเบตง อำ� เภอธารโต อำ� เภอยะหา จงั หวดั ยะลา และเขตอำ� เภอแวง้
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมืองนรา ๑๙
อ�ำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส รวมท้ังกลุ่มเขาหินปูนท่ีอยู่บริเวณ
ตอนกลาง – ปลายลมุ่ นำ�้ ปตั ตานี เขตอำ� เภอเมอื งยะลา จงั หวดั ยะลา
ความตอ่ เนอ่ื งในทางประวตั ศิ าสตร์ แนน่ อนวา่ ยอ่ มสมั พนั ธก์ บั
การเคลอ่ื นตวั ของผคู้ นจากทวั่ ทกุ สารทศิ
ข้อมูลจากห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส กล่าวถึง
กลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นพนื้ ทจี่ งั หวดั นราธวิ าสวา่ กลมุ่ ชาตพิ นั ธม์ุ ลายู มเี ลอื ด
ผสมระหว่างชนพ้ืนเมืองหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกเรียกในปัจจุบันว่า
“โอรงั อสั ล”ี รวมถงึ อนิ เดยี จนี และอาหรบั เปน็ สว่ นใหญ่ ทำ� ใหล้ กั ษณะ
หนา้ ตาและผวิ พรรณของชาวมลายมู คี วามหลากหลาย รวมทง้ั มคี วาม
หลากหลายทางศลิ ปะและวฒั นธรรมดว้ ย
ชาวมลายสู ่วนใหญ่นับถอื ศาสนาอสิ ลาม ตั้งถน่ิ ฐานกระจาย
อยทู่ ว่ั ไปในทกุ พนื้ ที่ สว่ นกลมุ่ ชาตพิ นั ธส์ุ ยามนนั้ ถงึ แมจ้ ะเรยี กเปน็ กลมุ่
ชาตพิ นั ธส์ุ ยาม แตส่ ว่ นหนง่ึ สนั นษิ ฐานวา่ นา่ จะเปน็ กลมุ่ ชาตพิ นั ธม์ุ ลายู
พ้ืนเมืองด้ังเดิมท่ีไม่ได้เปลี่ยนมารับศาสนาอิสลามเหมือนชาวมลายู
สว่ นใหญ่ เพราะเปน็ คนพนื้ เมอื งทอ่ี ยใู่ นดนิ แดนแถบนมี้ านาน มลี กั ษณะ
หน้าตาและอุปนิสัย วิถีชีวิต ที่ไม่แตกต่างจากกลุ่มมลายูมุสลิมมาก
นกั ยกเวน้ เรอ่ื งประเพณแี ละความเชอื่ ทางศาสนา เชน่ กลมุ่ บา้ นเจะ๊ เห
อำ� เภอตากใบ กลมุ่ บา้ นลำ� ภู อำ� เภอเมอื งนาธวิ าส และกลมุ่ บา้ นทงุ่ คา
อำ� เภอยง่ี อ
ภายใตค้ วามหลากหลายทางชาตพิ นั ธศ์ุ าสนา กอ่ นมกี ารแบง่
เสน้ เขตแดนหรอื กอ่ นทจี่ ะเปน็ รฐั ชาตสิ มยั ใหมเ่ หมอื นอยา่ งเชน่ ปจั จบุ นั
ดนิ แดนแถบนกี้ ป็ ระกอบไปดว้ ยผคู้ นหลากหลายชาตพิ นั ธอ์ุ าศยั อยรู่ ว่ มกนั
ในพ้ืนท่ีต่าง ๆ อาทิ กลุ่มชนซ่ึงอาศัยอยู่ในป่าลึก และชาวมลายูซ่ึง
ในระยะแรกนับถือส่ิงเหนือธรรมชาติ ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ
ต่อมาชาวมลายูส่วนใหญ่เปล่ียนมานับถือศาสนาอิสลาม
ท�ำให้ชาวมลายูส่วนหนึ่งที่ยังคงนับถือศาสนาพุทธถูกเรียกโดยรวมว่า
“โอรงั สยาม”
๒๐ วถิ ชี วี ติ ศลิ ปวฒั นธรรม และจติ วญิ ญาณ
ทั้งน้ี ช่วงแรก ๆ ของศาสนาอิสลามที่เข้ามาในแหลมมลายู
เป็นศาสนาอิสลามแบบซูฟี จนปรับเปลี่ยนมาเป็น “อะห์ลีซุนนะห์
วัลญามาอะห์” และมีการปรับเปลี่ยนอีกหลายครั้งจากกระแส
อสิ ลามานวุ ฒั น์
ต่อมา เมื่อการค้าทางทะเลมีความส�ำคัญมากข้ึน และท่ีต้ัง
แหลมมลายทู อี่ ยรู่ ะหวา่ งเสน้ ทางเดนิ เรอื ระหวา่ งจนี และอนิ เดยี รวมทงั้
การทีป่ าตานี เป็นเมืองท่าที่สำ� คญั ในช่วงครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี ๑๖ ท�ำให้
เกดิ การยา้ ยมาตงั้ ถน่ิ ฐานตามเสน้ ทางการคา้ ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะบรเิ วณ
ปากแมน่ ำ้� รมิ ชายฝง่ั ทะเล และตามแหลง่ ทรพั ยากรสำ� คญั
จากหลกั ฐานทางโบราณคดแี สดงใหเ้ หน็ วา่ ในบรเิ วณจงั หวดั
นราธวิ าส เคยเปน็ ทตี่ ง้ั ของชมุ ชนโบราณทน่ี บั ถอื ศาสนาพทุ ธ เนอื่ งจาก
พบพระพุทธรูปศิลปะอินเดียใต้แบบอมราวดีที่อ�ำเภอสุไหงโก - ลก
จงั หวดั นราธวิ าส อายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๐ - ๑๑ นอกจากนย้ี งั มกี าร
สำ� รวจพบแหลง่ โบราณคดซี ง่ึ มอี ายกุ อ่ นพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙ เชน่ แหลง่
โบราณคดโี คกอฐิ และแหลง่ โบราณคดเี ขากง
ยอ้ นไปในสมยั อาณาจกั รศรวี ชิ ยั เจรญิ รงุ่ เรอื งชว่ งพทุ ธศตวรรษ
ที่ ๑๓ - ๑๔ อาณาจกั รลงั กาสกุ ะและบรรดาเมอื งทา่ ทงั้ หลายทางฝง่ั
ตะวันออกของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ก็อยู่ภายใต้อ�ำนาจ
ทางการเมืองและวัฒนธรรม จนเมื่ออาณาจักรศรีวิชัยอ่อนก�ำลังลง
เมอื่ ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙ บทบาทของอาณาจกั รลงั กาสกุ ะจงึ ปรากฏ
ขึ้นอีกครั้ง ต่อมาราวต้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ อาณาจักรลังกาสุกะ
หมดอำ� นาจลงเนอ่ื งจากสภาพภมู ปิ ระเทศเปลย่ี นแปลง เมอ่ื ไมส่ ามารถ
ทำ� มาหากนิ ไดด้ งั เดมิ ชาวเมอื งจงึ พากนั อพยพไปอยทู่ อี่ น่ื ทำ� ใหอ้ าณาจกั ร
ลงั กาสกุ ะคอ่ ย ๆ เลอื นหายไป เกดิ เปน็ รฐั ปาตานดี ารสุ สาลามเขา้ มา
แทนที่
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา ๒๑
กระทั่งล่วงสู่ยุครัตนโกสินทร์
ผ่านวันผ่านคืน ผ่านความความรักและ
ผกู พนั ระหวา่ งกนั เกดิ การหลอมรวมผคู้ น
ทกุ เชอ้ื ชาตศิ าสนาทอี่ าศยั อยรู่ ว่ มกนั ในพนื้ ที่
จงั หวดั ปตั ตานี ยะลา และนราธวิ าส
จากสายธารชาติพันธุ์พื้นเมือง
(โอรังอัสลี) กับรากความเชื่อแบบด้ังเดิม
สกู่ ระแสธารศรทั ธาฮนิ ดู - พทุ ธ อสิ ลาม จนี
ครสิ ต์ สะทอ้ นวถิ คี วามงดงามในความเปน็
“สงั คมพหวุ ฒั นธรรม” ในทส่ี ดุ
ประการสำ� คญั ไมว่ า่ จะเปน็ กลมุ่
คนเช้ือชาติศาสนาใด ต่างมีชีวิต ศรัทธา
ความเชอื่ ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณี โดดเดน่
เปน็ เอกลกั ษณม์ ากดว้ ยเสนห่ ์ สามารถบอก
เลา่ ถงึ วถิ แี ละเพมิ่ สสี นั ใหเ้ มอื งนราอยา่ งตรา
ตรงึ ใจ
๒๒ วิถีชีวติ ศิลปวัฒนธรรม และจติ วญิ ญาณ
บรรยากาศการซอ้ มแข่งเรอื ในแม่นำ้� บางนรา
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๒๓
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
บรรยากาศเมืองนราธวิ าส บรเิ วณหนา้ พพิ ิธภณั ฑ์เมืองนราธวิ าส
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมอื งนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
ยามค�ำ่ คนื บริเวณแยกเสด็จ ในเมอื งนราธวิ าส
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๑
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา
๓๐ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ
เมื่อหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวประมาณเดือนกุมภาพันธ์และ
เดอื นมนี าคมมาถงึ ...
ภายใต้ความร้อนของแผ่นดินยามแล้ง บนฟากฟ้ากลับถูก
แตง่ แตม้ ดว้ ยสสี นั ของวา่ วนานาชนดิ
และในวาระวา่ งเวน้ จากการงานอนั แสนเหนด็ เหนอ่ื ย สงิ่ ทจี่ ะมา
ชดเชยความรสู้ กึ ไดป้ ระการหนง่ึ กค็ อื การแสวงหาการละเลน่ ทใ่ี หค้ วาม
บนั เทงิ สนกุ สนานมาแทนท่ี แถมยงั แฝงปรชั ญาวถิ ถี นิ่ ไวอ้ กี ดว้ ย
เร่ืองราวเกี่ยวกับ “กรือโต๊ะ” ซึ่งในภาษามลายูแปลว่า
“การตี” จึงเกิดขึ้น และถูกเรียกขานกันต่อมาว่า “กลองกรือโต๊ะ”
การละเลน่ พนื้ บา้ นชนดิ หนง่ึ ของชาวไทยมสุ ลมิ ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
ที่มีต้นก�ำเนิดอยู่ในพ้ืนท่ีจังหวัดนราธิวาสเท่าน้ัน กระทั่งได้รับการ
ขนึ้ ทะเบยี นเปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม สาขาศลิ ปะการแสดง
เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๖
กำ� เนดิ กรอื โตะ๊
ถน่ิ กำ� เนดิ ของกรอื โตะ๊ กอ่ นจะกลายเปน็ แหลง่ นยิ มเลน่ กนั มาก
คอื ในพนื้ ที่ ๓ อำ� เภอของจงั หวดั นราธวิ าส ประกอบดว้ ย อำ� เภอแวง้
อำ� เภอสไุ หงปาดี และอำ� เภอสไุ หงโก - ลก นอกจากนยี้ งั มคี วามพยายาม
ฟน้ื ฟอู นรุ กั ษก์ ารละเลน่ สมยั โบราณนจี้ ากชาวบา้ นหมู่๓ตำ� บลมะรอื โบออก
อำ� เภอเจาะไอรอ้ ง จงั หวดั นราธวิ าส อกี ดว้ ย
ต�ำนานชาวบ้านมะรือโบออกให้รายละเอียดว่า “กรือโต๊ะ”
เปน็ คำ� ภาษามาลายู ใชเ้ รยี กการละเลน่ ชนดิ หนงึ่ ซง่ึ ทำ� จากลกู มะพรา้ ว
แห้งกับไม้ใช้ตีให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า ค�ำ
“กรือโต๊ะ” ไม่มีความหมาย แต่น่าจะเป็นชื่อท่ีแยกเลียนเสียงการตี
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา ๓๑
๓๒ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ
อปุ กรณไ์ ลน่ กชนดิ หนงึ่ เมอื่ ๒๐๐ กวา่ ปมี าแลว้ เดมิ ทเี กดิ จากภมู ปิ ญั ญา
ชาวบา้ นโตะ๊ แบ ตำ� บลมะรอื โบออก ในจงั หวดั นราธวิ าส ทค่ี ดิ คน้ วธิ กี ารไล่
ไก่ เป็ด และนก ไม่ให้มากัดกินท�ำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวของชาวนา
โดยการขดุ หลมุ กลมขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง ๒๐ เซนตเิ มตร ลกึ ๒๕ - ๓๐
เซนตเิ มตร แลว้ นำ� ไมไ้ ผท่ ผ่ี า่ ครง่ึ แลว้ จำ� นวน ๕ ทอ่ นมาพาดไวบ้ นหลมุ
๑ ทอ่ น เรยี กวา่ “ใบกรอื โตะ๊ ” ทเี่ หลอื ๔ ทอ่ น นำ� มาปกั ทขี่ อบดา้ นนอกหลมุ
ให้ชิดกับใบกรือโต๊ะเพ่ือกันไม่ให้เคลื่อนท่ี ใช้ก้านมะพร้าวเป็นไม้ตี
เนอ่ื งจากหางา่ ยและใหเ้ สยี งทด่ี งั ไปไกล ไลน่ กไดผ้ ลดี
ต่อมาเม่ือประชากรเพ่ิมขึ้น ท�ำให้ต้องขยายพ้ืนท่ีท�ำนา
ไปไกล ๆ การขดุ หลมุ จงึ กลายเปน็ เรอ่ื งยงุ่ ยาก ทส่ี ำ� คญั หากมฝี นตกก็
ใช้การไม่ได้ ชาวบ้านจึงคิดค้นอุปกรณ์ไล่นกแบบใหม่ที่สามารถพก
พาไปไดท้ กุ ท่ี โดยเลยี นแบบจากของเดมิ มกี ารใชล้ กู มะพรา้ วมาแทน
การขดุ หลมุ เพอ่ื วตั ถปุ ระสงคเ์ ดยี วกนั วธิ กี ารคอื ใชม้ ะพรา้ วทถ่ี กู กระรอก
กัดกินเนื้อข้างในจนหมด เพราะโดยธรรมชาติกระรอกจะกัดบริเวณ
กน้ ลกู มะพรา้ วทลี ะนดิ จนถงึ เนอื้ มะพรา้ ว กนิ เนอื้ ดา้ นในจนหมด จากนน้ั
มะพรา้ วจะตกจากตน้ เอง ชาวบา้ นนำ� ลกู มะพรา้ วมาตดั กน้ ตรงทกี่ ระรอก
กดั กนิ ออกใหก้ วา้ งประมาณ ๑ ใน ๔ ของขนาดมะพรา้ ว แลว้ ใชร้ ปู แบบ
เดยี วกนั กบั การขดุ หลมุ คอื หงายสว่ นทตี่ ดั ขนึ้ นำ� ไมไ้ ผผ่ า่ ครง่ึ ๑ ทอ่ น
มาวางพาดสว่ นทตี่ ดั ไว้ เรยี กวา่ “ใบกรอื โตะ๊ ” แลว้ นำ� ซไี่ มไ้ ผ่ ๒ ทอ่ น
มาผกู ตดิ กบั ลกู มะพรา้ วดว้ ยเชอื กปกั เปน็ เสา ๒ ขา้ ง ยดึ ใบกรอื โตะ๊ ไว้
ด้านใดด้านหน่ึง อีกด้านเจาะรูแล้วยึดด้วยซ่ีไม้ไผ่ขนาดเล็กปักไว้กับ
ฐานรอง และผกู ยดึ ตดิ กบั ลกู มะพรา้ วเชน่ กนั ใชก้ า้ นมะพรา้ วเปน็ ไมต้ ี
เม่ือมีการใช้กรือโต๊ะอย่างแพร่หลายมากข้ึน และเสียง
กรอื โตะ๊ ของแตล่ ะคนกม็ เี อกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั (ขน้ึ อยกู่ บั ลกู มะพรา้ วและ
ไมไ้ ผ)่ เลยมกี ารจดั การประชนั ขนึ้ จนกลายเปน็ การแขง่ ขนั ทม่ี กี ฎเกณฑข์ นึ้
๒ เกณฑ์ โดยทว่ั ไปแลว้ จะดู ๒ อยา่ ง คอื ๑.ความสวยงามในการตกแตง่
กรอื โตะ๊ ๒.ความดงั และทำ� นองในการทำ� เพลง
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา ๓๓
จากนน้ั มากรอื โตะ๊ กลายเปน็ อปุ กรณก์ ารละเลน่ ชนดิ หนง่ึ ทน่ี ยิ ม
เลน่ และสง่ ทมี เขา้ รว่ มแขง่ ขนั ในงานตา่ ง ๆ แตเ่ มอื่ เวลาผา่ นไปนานมขี อง
เลน่ ใหมเ่ พมิ่ มากขนึ้ ทำ� ใหก้ รอื โตะ๊ คอ่ ย ๆ หายไป ปจั จบุ นั หาดไู ดย้ าก
กอ่ นจะเปน็ “กลองกรอื โตะ๊ ”
พฒั นาการในการทำ� กลองกรือโต๊ะในแตล่ ะพน้ื ทปี่ รบั เปลย่ี น
ไปตามยคุ สมยั สง่ิ สำ� คญั คอื การใชว้ สั ดอุ ปุ กรณท์ ม่ี อี ยใู่ นพนื้ ทอ่ี ยแู่ ลว้
เพยี งแตน่ ำ� มาประกอบ ดดั แปลง หรอื ปรบั เปลยี่ นใหเ้ หมาะสมตามสภาพ
ส�ำหรับวิธีการท�ำอุปกรณ์ส�ำคัญในการละเล่นกรือโต๊ะของ
ชาวบา้ นอำ� เภอแวง้ อำ� เภอสไุ หงปาดี และอำ� เภอสไุ หงโก-ลก จะทำ� กรอื
โตะ๊ จากไมเ้ นอื้ แขง็ เชน่ ไมต้ ะเคยี น ไมต้ าแปด หรอื ไมห้ ลมุ พอ ซง่ึ ในอดตี
หาไดไ้ มย่ ากนกั เพราะมพี น้ื ทต่ี ดิ กบั ปา่ แถบเทอื กเขาสนั กาลาครี ี หรอื ในเขต
ผนื ปา่ ฮาลา - บาลา อนั กวา้ งใหญ่
กรอื โตะ๊ ประกอบดว้ ย ๓ สว่ นดว้ ยกนั คอื ตวั กรอื โตะ๊ เดา๊ ว์
หรือใบ และไม้ตีตัวกรือโต๊ะ ท�ำจากไม้เนื้อแข็งเรียกว่า “ไม้ตาแป”
ทกุ อยา่ งถกู นำ� มาประกอบกนั เขา้ อยา่ งลงตวั
วิธีการท�ำ เริ่มแรกน�ำไม้ตาแปมาตากแดดให้แห้งสนิท
เสรจ็ แลว้ ตดั ใหไ้ ดข้ นาด จากนน้ั ใชส้ วิ่ ขดุ ใหเ้ ปน็ หลมุ ลกั ษณะของหลมุ ที่
นยิ มคอื หลมุ ปากแคบและปอ่ งตรงกลาง ภายนอกตกแตง่ หรอื กลงึ อยา่ ง
สวยงาม มกี ารทาสที นี่ ยิ ม คอื สฟี า้ สขี าว สเี หลอื ง หรอื ทานำ้� มนั ชกั เงา
ใหส้ วยงาม เดา๊ ว์ หรอื เรยี กวา่ ใบ หรอื ลนิ้ เสยี ง ทำ� จากไมต้ าแปทแี่ หง้ สนทิ ดี
เชน่ เดยี วกบั กรอื โตะ๊ กรอื โตะ๊ ใบหนงึ่ ๆ มเี ดา๊ ว์ ๓ อนั ขนาดความยาว
ประมาณ ๒ - ๓ ฟตุ กวา้ งประมาณ ๖ - ๘ นว้ิ ทำ� เปน็ เสยี งตำ่� เสยี งกลาง
และเสยี งสงู อยา่ งละอนั ความยาวจะขนึ้ อยกู่ บั ความชำ� นาญของผใู้ ชเ้ ลน่
๓๔ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วญิ ญาณ
นอกจากตวั กลองกรอื โตะ๊ แลว้ ยงั มสี ว่ นไมต้ ใี นภาษามลายเู รยี ก
วา่ “มโู ก” ทำ� จากไมเ้ นอื้ แขง็ ขนาดไมพ้ อจบั ถอื ไดถ้ นดั ยาวประมาณ ๑
ฟตุ ปลายดา้ มทใี่ ชต้ พี นั ดว้ ยเสน้ ยางพาราใหห้ นา ลกั ษณะเปน็ หวั กลม
ขนาดโตกวา่ กำ� ปน้ั เลก็ นอ้ ย
หลงั อปุ กรณต์ า่ ง ๆ ถกู ประกอบรา่ งกลายเปน็ กลองกรอื โตะ๊ แลว้
เมอื่ ทกุ อยา่ งพรอ้ ม การแสดงกเ็ รม่ิ ตน้ ...
เปา้ หมายและคณุ คา่ ของการเลน่
“ตมู้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”
เสียงกลองกรือโต๊ะดังกังวานสอดประสานเสียงไปทั่วชุมชน
คนถือมูโกแต่ละคนใบหน้าเปื้อนเหง่ือ หากทว่าดวงตามุ่งมั่นและเต็ม
ไปดว้ ยความสขุ เชน่ เดยี วกบั กลมุ่ ผชู้ มตา่ งมรี อยยมิ้ อมิ่ สขุ กนั ถว้ นหนา้
ตา่ งลนุ้ ตา่ งเชยี ร์ อยา่ งสนกุ สนาน มกั มกี ารตกี รอื โตะ๊ แขง่ ขนั วา่ ของใคร
จะมเี สยี งดงั กวา่ หรอื มเี สยี งนม่ิ นวลกลมกลนื กนั และความพรอ้ มเพรยี ง
ในการตสี ะทอ้ นความสมคั รสมานสามคั คกี นั ในทมี
การเลน่ กรอื โตะ๊ นยิ มเลน่ กนั ในวนั สำ� คญั ของหมบู่ า้ น ทง้ั งาน
ฉลอง งานเทศกาล หรอื ในวนั สำ� คญั อนื่ ๆ หรอื หลงั จากเกบ็ เกยี่ วขา้ ว
ในนาเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ ตกราวเดอื นกมุ ภาพนั ธห์ รอื มนี าคม และนยิ ม
เลน่ กนั ในคนื เดอื นหงาย เพราะไมร่ อ้ นและบรรยากาศชวนใหส้ นกุ สนาน
ในการแขง่ ขนั กรอื โตะ๊ ถอื เปน็ วนั สำ� คญั ของหมบู่ า้ น แตล่ ะหมบู่ า้ นหรอื
ตำ� บลหนง่ึ จะมกี รอื โตะ๊ ของหมบู่ า้ นและตำ� บลคณะเดยี ว หากหมบู่ า้ น
หรอื ตำ� บลของตนชนะกเ็ กดิ ความภาคภมู ใิ จทไี่ ดร้ บั เกยี รตแิ หง่ ความเปน็
ผชู้ นะ เพราะแตล่ ะหมบู่ า้ นจะนำ� กรอื โตะ๊ ทมี่ อี ยปู่ ระมาณ ๕ - ๑๐ ใบ
หรอื แลว้ แตต่ กลงมาตปี ระชนั แขง่ ขนั กนั เปน็ ทมี ทมี ไหนทมี่ ผี ตู้ กี รอื โตะ๊ ได้
เสยี งดงั มคี วามพรอ้ มและอดทนในการตกี รอื โตะ๊ ไดน้ านกวา่ ทมี อน่ื กจ็ ะเปน็
ฝา่ ยชนะ ผลชนะของทมี เสมอื นวา่ เปน็ การชนะของคนทง้ั หมบู่ า้ นทเี ดยี ว
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา ๓๕
๓๖ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ
โดยสรุปจงึ อาจกลา่ วได้วา่ การตกี รือโตะ๊ นอกจากเพ่ือความ
สนกุ สนานแลว้ ยงั สะทอ้ นความสมานสามคั คขี องคนในชมุ ชนอกี ดว้ ย
ถอื เปน็ การเลน่ ทส่ี ง่ เสรมิ ความรกั ความสามคั คขี องผเู้ ลน่ เพราะถา้ หาก
ผู้เล่นมีความพร้อมเพรียงกันในการตีกรือโต๊ะก็จะมีเสียงดังท่ีนิ่มนวล
เขา้ จงั หวะกนั และทำ� ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาน
รว่ มสบื สานเสยี งสะทอ้ นรกั สามคั คี
เปน็ ทนี่ า่ เสยี ดายวา่ ปจั จบุ นั กรอื โตะ๊ มจี ำ� นวนลดนอ้ ยลง ทง้ั ดา้ น
การทำ� เครอ่ื งดนตรแี ละความนยิ มของผเู้ ลน่ เนอ่ื งจากการทำ� กรอื โตะ๊
ต้องใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่มาขุดเจาะเป็นตัวกรือโต๊ะ ซ่ึงด้วยข้อจ�ำกัด
ดา้ นสภาพแวดลอ้ มและทรพั ยากรธรรมชาตปิ า่ ไม้ ทำ� ใหห้ าไมเ้ นอ้ื แขง็
ขนาดใหญไ่ ดย้ าก ประกอบกบั ความเปลยี่ นแปลงทางสงั คมทค่ี นในสงั คม
ใหค้ วามนิยมในสอ่ื บันเทิงแบบใหม่ คนส่วนใหญย่ ึดความเปน็ อยแู่ บบ
ตา่ งคนตา่ งอยใู่ นลกั ษณะครอบครวั เดย่ี ว ตา่ งคนตา่ งดนิ้ รนเอาตวั รอด
ทำ� ใหไ้ มค่ อ่ ยมกี จิ กรรมทางสงั คมรว่ มกนั
การเล่นกรือโต๊ะนับวันก�ำลังเลือนหายไปจากสังคม กระทั่ง
หลายคนเกรงวา่ วนั หนง่ึ จะถงึ วนั “สนิ้ เสยี งกลอง” เพราะทกุ วนั นจี้ ะมกี าร
แสดงบา้ งกช็ ว่ งตอ้ นรบั แขกบา้ นแขกเมอื งระดบั ผใู้ หญ่หรอื งานเทศกาลสำ� คญั
ดังนน้ั หากตอ้ งการใหก้ รอื โต๊ะดำ� รงอยใู่ นสงั คม ทกุ ภาคสว่ น
ทงั้ ภาครฐั เอกชน และภาคประชาชน จำ� ตอ้ งรว่ มกนั อนรุ กั ษแ์ ละสบื สาน
การท�ำกรือโต๊ะและการเล่นกรือโต๊ะ ผ่านประสบการณ์ผู้อาวุโสหรือ
คนรุ่นเก่า ผสานกับพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อกรือโต๊ะในฐานะ
ศลิ ปะโบราณจะไดอ้ ยคู่ สู่ งั คมชายแดนใตส้ บื ไป
เมอื่ หลงั ฤดเู กบ็ เกยี่ วขา้ วประมาณเดอื นเดอื นกมุ ภาพนั ธแ์ ละ
เดือนมีนาคมมาถึงอีกครา ย่อมเป็นสัญญาใจของพวกเราว่าจะได้ไป
รว่ มเลน่ กรอื โตะ๊ ดว้ ยกนั อกี ครงั้ เพอ่ื รว่ มสบื สานเสยี งสะทอ้ นรกั สามคั คี
ทห่ี ลอ่ หลอมผกู พนั หวั ใจของเราทกุ คนไวด้ ว้ ยกนั มาเนน่ิ นาน
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมอื งนรา ๓๗
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
ลกั ษณะเดน่ และการแขง่ ขนั “กรอื โตะ๊ ”
ขนาดกรอื โตะ๊
กรอื โตะ๊ มี ๓ ขนาด คอื
๑.รนุ่ เลก็ มสี ว่ นลกึ ไมเ่ กนิ ๒๐ เซนตเิ มตร
๒.รนุ่ กลาง มสี ว่ นลกึ ไมเ่ กนิ ๒๔ เซนตเิ มตร
๓.รนุ่ ใหญ่ มสี ว่ นลกึ ไมเ่ กนิ ๓๐ เซนตเิ มตร
จงั หวะการตี
การตกี รอื โตะ๊ แบง่ เปน็ ๓ จงั หวะ คอื
๑.จงั หวะโหมโรง หมายถงึ จงั หวะกอ่ นเรมิ่ เลน่ กรอื โตะ๊ ไมว่ า่ จะเปน็
การแสดงหรอื การประชนั เพอื่ ทดสอบความสมบรู ณแ์ ละความพรอ้ มของอปุ กรณ์
๒.จงั หวะลลี า หมายถงึ การตจี งั หวะทส่ี นกุ สนาน ผสมลลี าการตที ่ี
เรา้ ใจ สรา้ งสสี นั ใหผ้ ชู้ ม
๓.จงั หวะประชนั หมายถงึ จงั หวะทตี่ อ้ งใชก้ ำ� ลงั ในการตี เพราะสง่ิ ท่ี
ประชนั คอื เสยี งของกรอื โตะ๊ ของตวั เอง ตอ้ งไปกลบเสยี งตขี องคแู่ ขง่ ใหไ้ ด้ หากวง
ใดตดี งั และสามารถกลบเสยี งคแู่ ขง่ ไดจ้ ะเปน็ ฝา่ ยชนะ
ลกั ษณะการบรรเลง
๑.ในการแข่งขันแต่ละคร้ัง จะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากถึง ๓๐ ทีม
จะแบง่ สายการแขง่ ขนั โดยคณะกรรมการอาวโุ สอยา่ งนอ้ ย ๓ คน
๒.คณะกรรมการจะทำ� การแบง่ รนุ่ การแขง่ ขนั เปน็ ๓ รนุ่ ประกอบดว้ ย
รนุ่ เลก็ รนุ่ กลาง และรนุ่ ใหญ่
๓.กรอื โตะ๊ คณะหนงึ่ จะมผี เู้ ลน่ อยา่ งนอ้ ย ๗ คน ประกอบดว้ ย หวั หนา้
คณะ ทำ� หนา้ ทตี่ กี รอื โตะ๊ ใบเอก บอกสญั ญาณการเรมิ่ ตน้ และหยดุ และผรู้ ว่ มตมี อื
๒ และมอื ๓ ทำ� หนา้ ทใ่ี หส้ ญั ญาณเรง่ จงั หวะหรอื ลดจงั หวะ สว่ นผรู้ ว่ มตที เี่ หลอื ทำ�
หนา้ ทต่ี ใี หเ้ ขา้ กบั จงั หวะ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
ลกั ษณะการจดั วาง
๑.การจัดวางกรือโต๊ะท้ัง ๗ ใบ มีรูปแบบตายตัว คือ มี ๒ แถว
แถวท่ี ๑ มี ๔ ใบ แถวที่ ๒ มี ๓ ใบ วางกรอื โตะ๊ แตล่ ะใบหา่ งกนั พอสมควร เพอื่ ไว้
สำ� หรบั การยนื ตแี ละเปลย่ี นใบไดอ้ ยา่ งสะดวก สว่ นฝา่ ยคแู่ ขง่ จะวางแถวใกล้ ๆ กนั
๒.กรรมการจะนง่ั ฟงั ตดั สนิ เสยี งหา่ งจากสถานทแี่ ขง่ ขนั ๓๐–๕๐เมตร
๓.เมอ่ื เรม่ิ การแขง่ ขนั กรรมการจะใหค้ ณะทแี่ ขง่ ขนั ทมี แรกตี ๓ พกั
หรอื ๓ เพลงตอ่ เนอ่ื ง เพลงละ ๑ – ๒ นาที หลงั จากตเี สรจ็ เรยี บรอ้ ยอกี คณะก็
เรม่ิ ตเี ชน่ เดยี วกนั จากนนั้ กรรมการกจ็ ะตดั สนิ คณะทชี่ นะ สำ� หรบั คณะทแ่ี พต้ อ้ ง
เปลยี่ นใบอนั ใหมจ่ นกวา่ คณะใดเปลย่ี นใบครบ ๓ อนั กถ็ อื วา่ เปน็ ผแู้ พใ้ นทส่ี ดุ
การตดั สนิ ของกรรมการ
กรรมการตดั สนิ จะพจิ ารณาจากเสยี งของกรอื โตะ๊ ทตี่ อี อกมาวา่ ดงั
นมุ่ นวล กลมกลนื และในคณะมคี วามพรอ้ มเพรยี งกวา่ คณะทผ่ี า่ นเกณฑด์ งั กลา่ ว
จะเปน็ ฝา่ ยชนะ
ท่ีมา : งานวิจัยการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการละเล่นกรือโต๊ะ อ�ำเภอแว้ง
จงั หวดั นราธวิ าส โดย ซาฮฎี นี นติ ภิ าค และคณะ, ๒๕๖๑.
วถิ ชี ีวติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๒
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา
๔๔ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ
เสยี งกระหนำ�่ กลองบานอดงั สะทา้ นกอ้ งกงั วานไป
ไกลทว่ั ชมุ ชนในหบุ เขา
ชาวบา้ นซงึ่ กำ� ลงั ทำ� ภารกจิ ตามทอ้ งไรท่ อ้ งนาหรอื
ในเรือนเคหาแสนอบอุ่น ต่างหยุดนิ่งพร้อมต้ังใจเง่ียหูฟัง
หลายคนแสดงอากปั กริ ยิ าพยกั หนา้ รบั รู้ ตามมาดว้ ยภาพ
สะทอ้ นอารมณเ์ ปย่ี มสขุ อาบใบหนา้ เพราะรดู้ วี า่ สญั ญาณ
นค้ี อื ทมี่ าของนดั หมายเขา้ รว่ มงานรน่ื เรงิ หรอื กจิ กรรมสำ� คญั
ซงึ่ กำ� ลงั จะเกดิ ขน้ึ ในชมุ ชนของตนในเรว็ วนั น้ี
การส่งสัญญาณเช่นน้ีใช่ว่าจะมีอยู่ทุกพ้ืนที่ทุก
แห่งหน หากทว่ากลับปรากฏอยู่บางพื้นที่ในชายแดนใต้
สดุ ของประเทศไทยเทา่ นน้ั โดยเฉพาะในจงั หวดั นราธวิ าส
พนื้ ทรี่ อยตอ่ ชายแดนไทย-มาเลเซยี ซง่ึ มเี ทอื กเขาสนั กาลาครี ี
เปน็ เสน้ แบง่ พรมแดน แตห่ าไดแ้ บง่ แยกรากรว่ มเชงิ วถิ ชี วี ติ
และศลิ ปวฒั นธรรม
นราธิวาสมีปัจจัยเชิงพื้นท่ีที่มีทรัพยากรป่าไม้
อดุ มสมบูรณ์ ท้งั ปา่ ดิบชืน้ หรอื ปา่ ฝนเขตร้อน (Tropical
Rain Forest) ในเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ ฮาลา-บาลา รวมถงึ
เขตอทุ ยานแหง่ ชาตบิ โู ด-สไุ หงปาดี เชงิ วถิ ชี วี ติ ผคู้ นมสี งั คม
และวฒั นธรรมประเพณที ห่ี ลากหลาย ศลิ ปะการแสดงหรอื
การละเลน่ พน้ื บา้ น ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ หรอื มรดกรว่ มของ
ชาวบ้าน และเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา
อสิ ลาม จงึ สะท้อนวิถีมสุ ลิมท้ังตามพ้นื ฐานการด�ำรงชีวิต
ความคดิ และการแสดงออก กลายเปน็ เสนห่ แ์ ละเอกลกั ษณ์
ประจ�ำถิ่นผ่านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ศรัทธาความเช่ือ
สภาพแวดลอ้ ม ทรพั ยากรธรรมชาตติ ามสภาพภมู ศิ าสตร์
หรอื ทำ� เลทต่ี ง้ั
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๔๕
เช่นท่ี อ.ประพนธ์ เรืองณรงค์ กล่าวถึงศิลปะการแสดง
พน้ื บา้ นในหนงั สอื บหุ งาปตั ตานี : คตชิ นไทยมสุ ลมิ ชายแดนภาคใตว้ า่
แบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๑๐ ประเภท หนง่ึ ในนนั้ คอื “บานอร”์ หรอื “บานอ”
เคร่ืองดนตรีพ้ืนเมืองสะท้อนอัตลักษณ์ความภาคภูมิใจของ
ชาวบา้ นในจงั หวดั นราธวิ าส มปี ระวตั คิ วามเปน็ มายาวนาน กอปรดว้ ย
เรอ่ื งเลา่ ตำ� นาน ความรกั ความผกู พนั เชงิ พน้ื ทแ่ี ละผคู้ น นบั ตง้ั แตอ่ ดตี
นบั เนอื่ งจนถงึ ปจั จบุ นั
เสน้ ทางศลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ
กลองบานอมีจุดเร่ิมต้นในฐานะเป็นการละเล่นในท้องถิ่น
ผ่านการสั่งสมจนกลายเป็นภูมิปัญญาสร้างความภาคภูมิใจให้คนใน
ชมุ ชน มตี ำ� นานเลา่ ขานมายาวนานผา่ นคำ� บอกเลา่ สบื ทอดกนั มารนุ่ สรู่ นุ่
นบั เนอ่ื งกวา่ ๑๐๐ ปมี าแลว้ ดงั ปรากฏเรอื่ งเลา่ ตอ่ กนั มาวา่ แรกเรม่ิ
เดมิ ทนี น้ั มโี ตะ๊ ลอื บาผหู้ นงึ่ ชอ่ื “นอร”์ เรม่ิ มแี นวคดิ คน้ สรา้ งกลองขน้ึ
มาดว้ ยการตดั ทอ่ นไมก้ ลมทมี่ รี อู ยดู่ า้ นใน เจาะตอ่ เตมิ ใหร้ นู น้ั กวา้ งออก
ไปยาวประมาณ ๒ ฟตุ จากนน้ั จงึ นำ� หนงั ควายทรี่ ดี ขนออกจนเรยี บบาง
มาวางปิดปากไม้ จัดการขึงให้ตึงโดยใช้เชือกหวาย เวลาตีด้วยมือ
จะทำ� ใหม้ เี สยี งดงั กงั วานมาก เรมิ่ แรกสรา้ งเพยี งลกู เดยี ว แตด่ ว้ ยเขา้ ใจดี
ถงึ ขอ้ จำ� กดั ของการสอื่ สารในชมุ ชน จากทตี่ อ้ งการใหส้ ามารถปรบั เสยี ง
ไดม้ ากขนึ้ และดงั ขน้ึ จงึ เพมิ่ จำ� นวนกลองเปน็ ๖ - ๙ ลกู
ในสมยั กอ่ นยงั ไมม่ เี ทคโนโลยชี ว่ ยดา้ นการสอื่ สาร ประกอบกบั
การตง้ั ถนิ่ ฐานอาคารบา้ นเรอื นมกั อยหู่ า่ งกนั ตามสภาพพน้ื ที่ เปา้ หมาย
ของการสรา้ งกลองจงึ มเี พอื่ ชว่ ยเรอื่ งการสอื่ สารแจง้ ขา่ ว เมอ่ื เจา้ ของงาน
แจง้ กำ� หนดวนั จดั งานพธิ ตี า่ ง ๆ เชน่ พธิ เี ขา้ สหุ นตั พธิ แี ตง่ งาน โดยมี
การตปี ระโคมเสมอื นเปน็ สญั ญาณบอกใหร้ วู้ า่ ขณะนถี้ งึ วนั งานของตน
แลว้ รวมถงึ เพอ่ื ใหก้ ารจดั งานนนั้ ๆ มคี วามสนกุ สนานยงิ่ ขนึ้ ดว้ ย
๔๖ วิถีชวี ิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
ต่อมากลองท่ีถูกสร้างขึ้นมาจึงถูกเรียกจนติดปากคนทั่วไป
จนถงึ ทกุ วนั นว้ี า่ “บานอ” หรอื “บานอร”์ อนั มที ม่ี าจาก “โตะ๊ ลอื บา”
ชอื่ “นอร”์ ซง่ึ เปน็ ผสู้ รา้ งกลองประเภทนข้ี น้ึ มานนั่ เอง
บ้างก็บอกเล่าสืบกันมาว่า กลองบานอเป็นกลองชนิด
หนง่ึ เปน็ ศลิ ปะการแสดงทไี่ ดร้ บั ความนยิ มในหมชู่ าวไทยมสุ ลมิ ของ
จงั หวดั ชายแดนภาคใต้ รวมถงึ ชาวมาเลเซยี ในรฐั กลนั ตนั และตรงั กานู
แรกเริ่มได้รับอิทธิพลมาจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย “บานอ”
เป็นค�ำมาจากภาษามาเลเซียว่า “รือบานอ” เป็นกลองขนาดใหญ่
ทพ่ี ฒั นามาจาก “กลองเดาะต”ุ๊ ซงึ่ เปน็ ของชาวนครเมกกะสมยั โบราณ
ในอดีตใช้ตีเพ่ือนัดหมายหรือส่งสัญญาณ ปัจจุบันใช้ในการละเล่น
เพื่อความร่ืนเริง นิยมกันมากแถบอ�ำเภอสุไหงโก-ลก อ�ำเภอแว้ง
อำ� เภอสไุ หงปาดี จงั หวดั นราธวิ าส แตด่ เู หมอื นนบั วนั จะยงิ่ หาชมไดย้ าก
เพราะมกี ลมุ่ สบื ทอดการแสดงนอ้ ยลง
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา
๔๘ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ