ในคำ่� คนื วนั น้ี ชาวบา้ นจะรวมตวั กนั รอบเสาระธาหรอื เสาไม้
แฉกทม่ี รี าวไวป้ กั เทยี น นำ� ขา้ วสารมาโปรยรอบระธา ๓ ครง้ั พรอ้ มกบั
นำ� เรอ่ื งบชู าเปน็ ไมเ้ หลาทมี่ ดั ดอกไมแ้ ละเศษผา้ พรอ้ มกบั เสยี บเปลอื ก
มะพร้าวสามเหล่ียมไว้บนยอด เรียกว่า “ธงทิว” หรือ “ธงเทียว”
มาดว้ ย
นอกจากมพี ธิ กี รรมแบบพทุ ธแลว้ งานประเพณรี บั เจา้ เขา้ เมอื ง
ยังมีการท�ำพิธีแบบพราหมณ์โบราย โดยภายหลังพิธีพราหมณ์ ชาว
บา้ นจะนำ� ผา้ คลมุ ศรี ษะและลำ� ตวั ไว้ จากนน้ั พระสงฆจ์ ะนำ� ตาลปตั ร
มาแตะหวั ชาวบา้ นเปน็ พธิ ที อดผา้ ปา่ และหลงั เสรจ็ พธิ ี ชาวบา้ นกจ็ ะนำ�
เทยี นจากตน้ ระธาไปจดุ หนา้ บา้ นจนเทยี นหมดเลม่ รวมทง้ั ธงเทยี วกจ็ ะ
นำ� กลบั ไปเสยี บไวห้ นา้ ประตบู า้ นดว้ ย
ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม ๑๓
นเรศศรรี ตั น์ไดก้ ลา่ วถงึ ประเพณรี บั เจา้ เขา้ เมอื งวา่ “รบั เจา้ เขา้ เมอื ง”หรอื
“รบั ป”ี เปน็ พธิ ตี อ้ นรบั เทพยดาหรอื นางสงกรานตป์ ระจำ� ศกั ราชใหม่
ตามแบบเดมิ ของไทย ซง่ึ กำ� หนดตามจนั ทรคติ คอื วนั แรม ๑ คำ�่ เดอื น ๕
หรือตามสุริยคติ ราววันที่ ๑๓ – ๑๔ – ๑๕ เมษายนของแต่ละปี
เพอ่ื ขอใหเ้ ทพยดาหรอื นางสงกรานตป์ ระจำ� ศกั ราชนน้ั ๆ ชว่ ยคมุ้ ครอง
ผคู้ นและสตั วเ์ ลย้ี งใหอ้ ยดู่ มี สี ขุ ไมม่ โี รคภยั ไขเ้ จบ็ มาเบยี ดเบยี นทง้ั ฝนกต็ ก
ถกู ตอ้ งตามฤดกู าล และพชื พรรณธญั ญาหารกอ็ ดุ มสมบรู ณ์ เปน็ ตน้
ผคู้ นจงึ มารว่ มประกอบพธิ ตี อ้ นรบั เทพยดาหรอื นางสงกรานต์
ประจำ� ศกั ราชในวนั แรม ๑ คำ่� เดอื น ๕ ซงึ่ ถอื เปน็ วนั เรม่ิ ศกั ราชใหม่
ของแตล่ ะปี
การประกอบพธิ ขี องผคู้ นแตล่ ะหมบู่ า้ น ตา่ งนำ� ดอกไม้ ธปู
เทยี น เทยี ว (ธงทวิ ) อาหารคาวหวาน และผลไมต้ า่ ง ๆ ตามทห่ี าได้
มารวมกันตอนหัวค�่ำวันแรม ๑ ค่�ำ เดือน ๕ ณ ที่ใดที่หนึ่งซ่ึงเป็น
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา ๙๙
๑๐๐ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
ศนู ยก์ ลางของชมุ ชนในหมบู่ า้ นนนั้ ๆ เชน่ ทวี่ ดั หรอื สถานทแี่ หง่ ใด
แห่งหนึ่งที่นัดแนะกันไว้ จากน้ันจึงเอาอาหารที่น�ำมาน้ีใส่ภาชนะ
ตามความเหมาะสม วางบนเสอ่ื ทป่ี ลู าดไว้ เมอ่ื พรอ้ มเพรยี งกนั แลว้ ตา่ ง
กจ็ ดุ ธปู เทยี น ชว่ ยกนั ตดิ เทยี นและเทยี ว (ธงทวิ ) ทสี่ ว่ นตา่ ง ๆ ของระธา
(ดอกไมไ้ ฟ) แลว้ ยกระธาขน้ึ ปกั กบั พน้ื พรอ้ มทง้ั ปกั ธปู และวางอาหาร
คาวหวาน ตลอดทง้ั ผลไมท้ เี่ ตรยี มมาทโี่ คนระธา พรอ้ มกบั มอบภารกจิ
ให้หวั หน้าหรอื ผนู้ ำ� การชมุ นุมกันนั้นอา่ นประกาศสงกรานต์ประจ�ำปี
ซง่ึ ทางราชการประกาศไวแ้ ลว้ ใหท้ กุ คนทราบ
เม่ืออา่ นจบก็พูดเปรย ๆ ขึน้ มาเชงิ อ้อนวอนนางสงกรานต์
ใหช้ ว่ ยคมุ้ ครอง และบนั ดาลใหผ้ คู้ นและสตั วเ์ ลย้ี งในชมุ ชนนน้ั ๆ อยดู่ ี
มสี ขุ ฝนตกถกู ตอ้ งตามฤดกู าล และพชื พรรณธญั ญาหารอดุ มสมบรู ณ์
เปน็ ตน้
เมอื่ เสรจ็ แลว้ ผคู้ นทไ่ี ปรว่ มชมุ นมุ กนั ตา่ งโหร่ อ้ งและโปรย
ขา้ วสารเขา้ ไปทโ่ี คนระธา ๓ ครง้ั ทง้ั นเี้ พอ่ื เปน็ การคารวะนางสงกรานต์
ประจำ� ปนี น้ั ๆ หลงั จากนน้ั ผทู้ น่ี ำ� เทยี ว (ธงทวิ ) มาจากบา้ นกจ็ ะนำ� เทยี ว
ของตนกลบั ไปปกั ไวท้ ส่ี ว่ นใดสว่ นหนงึ่ ของหลงั คาบา้ น เพอื่ เปน็ สริ มิ งคล
แกต่ นและครอบครวั
คำ่� คนื ทา่ มกลางความมดื มดิ แสงไฟจากเทยี วหรอื ธงทวิ ทต่ี ง้ั
เรยี งราย กลบั พลว้ิ ไหวดว้ ยแรงลมพดั บางเบา ขณะสาดแสงใหค้ วาม
สว่างไสวร่มเย็น เป็นเสมือนการ “รับเจ้าเข้าเมือง” เพ่ือเสริมขวัญ
กำ� ลงั ใจใหผ้ คู้ นไดย้ นื หยดั ในการดำ� เนนิ ชวี ติ อยา่ งถกู ทำ� นองคลองธรรม
ในวถิ พี ทุ ธทตี่ นยดึ มน่ั ศรทั ธา และคอยคมุ้ ครองใหช้ วี ติ อยดู่ มี สี ขุ
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมืองนรา ๑๐๑
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๖
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา
๑๐๖ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
หลายคนอาจสงสัยว่าท�ำไมจังหวัดนราธิวาสถึงมี
“องคพ์ ระพฆิ เนศ” หรอื “พระคเณศ” เทพเจา้ ทมี่ คี นบชู าอยา่ งแพร่
หลายทส่ี ดุ ในกลมุ่ คนหลากชาตหิ ลายภาษา มคี วามเชอื่ กนั วา่ พระองค์
เปน็ เทพเจา้ แหง่ ความสำ� เรจ็ แถมรำ�่ ลอื กนั วา่ พระพฆิ เนศทนี่ ราธวิ าส
สวยงามทส่ี ดุ ในประเทศไทยอกี ดว้ ย
หากสืบสาวย้อนกลับไปพินิจเชิงประวัติศาสตร์ อาจไม่
แปลกใจนกั เมอื่ พบวา่ ตงั้ แตก่ อ่ นพทุ ธศตวรรษท่ี ๖ หรอื ๗ ดนิ แดน
ท่ีเป็นประเทศไทยในปัจจุบันมีอารยธรรมท่ีก่อร่างสร้างตัวมาจาก
ศาสนาพราหมณ์ โดยพน้ื ทภ่ี าคใตไ้ ดร้ บั อทิ ธพิ ลจากอนิ เดยี ตงั้ แตพ่ ทุ ธ
ศตวรรษที่ ๗ – ๘ ดงั มหี ลกั ฐานวา่ “รากเหงา้ ” ของพนื้ ทต่ี งั้ แตส่ มยั ราช
อาณาจกั รลงั กาสกุ ะ แรกเรมิ่ เดมิ ทพี นื้ ทส่ี ามจงั หวดั ชายแดนภาคใตไ้ ด้
รบั สายธารอารยธรรมฮนิ ดู–พราหมณ์มากอ่ นและเมอื่ ถงึ ยคุ ทอี่ งั กฤษมา
ครอบครองสหพันธรัฐมลายา ต้ังอาณานิคมช่องแคบหรือ
สเต็ทส์เซ็ทเทิลเมนต์ (Straits Settlements) ก็เร่ิมมีทั้งชาวจีน
ชาวอนิ เดยี อพยพมาใชแ้ รงงานในเหมอื งแรด่ บี กุ หรอื เปน็ แรงงานใน
สวนยางพาราในสหพันธรัฐมลายาหรือมาเลเซียในปัจจุบัน และ
สว่ นหนงึ่ เดนิ ทางขา้ มชายแดนมาสพู่ น้ื ทจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใต้
ดังเช่นมีการตั้งวัดซิกข์แห่งเดียวย่านถนนรวมมิตร
จงั หวดั ยะลา มพี อ่ คา้ อนิ เดยี จากเมอื งมทั ราส เมอื งทา่ ชายฝง่ั ตะวนั ออก
ของอนิ เดยี เดนิ ทางขา้ มนำ้� ขา้ มทะเลมาสรา้ งหลกั ปกั ฐานอยหู่ นา้ ตลาด
เทศววิ ฒั น์ จงั หวดั ปตั ตานี และทจี่ งั หวดั นราธวิ าส สายสมั พนั ธข์ อง
ชาวฮนิ ดทู ปี่ รากฏ คอื การมาเปน็ เจา้ ของกจิ การจำ� หนา่ ยผา้ ชอื่ ดงั ใน
เมอื งนราธวิ าส และทำ� กจิ กรรมดี ๆ หลายอยา่ ง หนง่ึ ในนนั้ คอื การรเิ รมิ่
จดั สรา้ งองคพ์ ระพฆิ เนศองคใ์ หญ่
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมอื งนรา ๑๐๗
องคพ์ ระพฆิ เนศ จงั หวดั นราธวิ าส มกี ารรเิ รม่ิ จดั สรา้ งขน้ึ โดย
ชาวนราธวิ าสกลมุ่ หนง่ึ ภายใตก้ ารนำ� ของ นายอนิ ดารแ์ ซล บศุ รี เจา้ ของ
กจิ การจำ� หนา่ ยผา้ “หา้ งดวี รรณพาณชิ ย”์ ในอำ� เภอเมอื งนราธวิ าส
ดว้ ยความเลอื่ มใสศรทั ธาในองคพ์ ระพฆิ เนศเทพเจา้ แหง่ ศลิ ปะความเมตตา
และความสำ� เรจ็ ตามความเชอื่ ของศาสนาฮนิ ดู เพอื่ เปน็ ทส่ี กั การบชู า
สำ� หรบั ผเู้ คารพศรทั ธา ทง้ั ในพนื้ ทจ่ี งั หวดั นราธวิ าสและพน้ื ทใ่ี กลเ้ คยี ง
นอกจากนี้ยังหวังให้เป็นสถานท่ีท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส จึงได้
นำ� เรอื่ งไปปรกึ ษาหารอื กบั ทาง “วดั บางนรา” และ “คณะกรรมการ
ศาลเจา้ โกว้ เลง้ จ”ี่ จนไดร้ บั อนญุ าตใหส้ รา้ งขนึ้ ในสถานทข่ี องวดั บางนรา
บรเิ วณศาลเจา้ โกว้ เลง้ จ่ี เขามงคลพพิ ธิ (ซง่ึ ทางศาลเจา้ โกว้ เลง้ จ่ี ไดเ้ ชา่
ถอื ครองจากวดั บางนราอยใู่ นปจั จบุ นั ) ใกลโ้ รงเรยี นอนบุ าลนราธวิ าส
ตำ� บลบางนาค ถนนพพิ ธิ ครี ี อำ� เภอเมอื งนราธวิ าส จงั หวดั นราธวิ าส
ในทส่ี ดุ การสรา้ งองคพ์ ระพฆิ เนศ จงั หวดั นราธวิ าส จงึ มแี กน
หลกั คอื นายอนิ ดารแ์ ซล บศุ รี และคณะ มอี าจารยเ์ จรญิ ชยั ตน้ ครอง
จนั ทร์ เปน็ ผอู้ อกแบบและดแู ลงานศลิ ป์ หวั หนา้ ชา่ งปน้ั นายสมหมาย
เยน็ บตุ รและทมี งาน สว่ นหวั หนา้ ฝา่ ยกอ่ สรา้ ง คอื นายยกู ฟี รอื ลี มะแซ
และทีมงาน ใช้ระยะเวลาก่อตั้งตั้งแต่เร่ิมลงเสาเข็มและวางรากฐาน
ชว่ งปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ถงึ พ.ศ. ๒๕๕๕ รวมเปน็ ระยะเวลา ๙ ปี
หลงั กอ่ สรา้ งองคพ์ ระพฆิ เนศจนเสรจ็ เรยี บรอ้ ย ไดม้ กี ารทำ� พธิ ี
เบกิ เนตรเมอื่ วนั ท่ี ๑๙ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ในขนั้ ตอนการเบกิ เนตร
มีทั้งการท�ำพิธีตามประเพณีศาสนาฮินดู และมีการนิมนต์พระสงฆ์
มารว่ มประกอบพธิ เี บกิ เนตรดว้ ย โดยพราหมณท์ ปี่ ระกอบพธิ เี บกิ เนตร
ตามประเพณศี าสนาฮนิ ดู คอื บณั ฑติ วทิ ยาธร ศกุ ละ ประธานฮนิ ดู
ปโุ รหติ แหง่ ประเทศไทย พรอ้ มดว้ ยคณะพราหมณจ์ ากกรงุ เทพฯ และ
บณั ฑติ ลลติ โมฮนั วยาสเทพมณเฑยี ร สมาคมฮนิ ดสู มาซ กรงุ เทพฯ สว่ น
๑๐๘ วถิ ีชีวติ ศลิ ปวัฒนธรรม และจติ วิญญาณ
พระสงฆท์ ป่ี ระกอบพธิ เี บกิ เนตร นำ� โดย พระเทพศลี วสิ ทุ ธ์ิ เจา้ คณะ
จงั หวดั นราธวิ าส วดั ประชมุ ชลธารา พรอ้ มดว้ ย พระครสู ริ วิ ราภรณ์
เจา้ คณะอำ� เภอเมอื ง – ยง่ี อ – บาเจาะ / เจา้ อาวาสวดั กำ� แพง พระครู
ประภสั สรสริ คิ ณุ เจา้ อาวาสวดั เขากง พระครสู ตุ ธรรมโชติ เจา้ อาวาส
วดั พนาสณฑ์ พระครปู ญั ญาภริ มย์ เจา้ อาวาสวดั ประชาภริ มย์ พระครู
สวุ ัฒนากร เจา้ อาวาสวัดทุ่งกง พระครวู สิ ฐิ พรหมคณุ เจ้าอาวาสวัด
พรหมนิวาส พระครูบริหารสังฆานุวัตร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด
นราธวิ าส วดั ประชมุ ชลธารา และทา่ นแจง้ พระวดั บางนรา
ลกั ษณะองคพ์ ระพฆิ เนศจงั หวดั นราธวิ าสมขี นาดหนา้ ตกั กวา้ ง
๗ เมตร สงู ๑๖ เมตร ประทบั นง่ั ในทา่ ลลติ าสนะ (ทา่ นงั่ พบั ขาซา้ ย และ
หอ้ ยขาขวาลงพนื้ ) สวมศริ าภรณ์ (เครอื่ งประดบั ศรี ษะ) มงกฎุ ประดบั
โมเสคแกว้ หลากสี มพี วงมาลยั เปน็ ดอกไมห้ ลากสคี ลอ้ งพระศอ (คอ)
เป็นการบูชา งวงเยื้องไปทางขวาและเวียนกลับมาทางซ้ายขององค์
เหนือพระนาภี (สะดือ) มีสายธุร�ำ (ลักษณะคล้ายสายสังวาลหรือ
ดา้ ยทพ่ี ราหมณค์ ลอ้ งเฉวยี งบา่ ) เปน็ งแู ผพ่ งั พานใตพ้ ระถนั (เตา้ นม)
ดา้ นซา้ ย พระกรมี ๔ กร พระหตั ถข์ วาบนถอื ดอกบวั อนั เปน็ สญั ลกั ษณ์
แทนสตปิ ญั ญา พระหตั ถข์ วาลา่ งตดิ ศลิ าปดิ ทองคำ� เปน็ คำ� วา่ “โอม”
และถอื ประคำ� แสดงทา่ ประทานพรให้ประสบความสำ� เรจ็ พระหตั ถ์
ซา้ ยบนถอื ปรศุ (ขวาน) และขอชา้ ง รวมกนั เพอื่ เปน็ สญั ลกั ษณฝ์ า่ ฟนั
ปัญหาอุปสรรค ให้ความคุ้มครองและน�ำทิศทางการเดินไปสู่ความรู้
โดยปราศจากมายา พระหตั ถซ์ า้ ยลา่ งถอื ชามขนมโมทกะ เปน็ สญั ลกั ษณ์
รางวลั แหง่ ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง ความอดุ มสมบรู ณพ์ ลู ทรพั ย์ งอพระชานุ
(เขา่ ) ซา้ ย วางราบบนพระเพลา (ขาตกั ) หอ้ ยพระบาท (เทา้ ) ขวาลงสู่
เบอื้ งลา่ งบนฐานดอกบวั รปู แบบถนมิ พมิ พาภรณ์ (เครอ่ื งประดบั รา่ งกาย)
ใชแ้ บบไทย ประดบั ดว้ ยโมเสคแกว้ หลากสี หม่ พสั ตราภรณ์ (เสอ้ื ผา้
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๑๐๙
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
เครอื่ งนงุ่ หม่ ) แบบอนิ เดยี ผา้ คาดสะโพกใชเ้ ปน็ ลายเสอื ซงึ่ เปน็ การ
แสดงถงึ การเปน็ บตุ รพระศวิ ะ ทอ่ี งคพ์ ระศวิ ะนงุ่ หม่ หนงั เสอื ทปี่ ระทบั
แท่นประทับอยู่บนดอกบัว มีผ้าคลุมรองน่ังแสดงรอยพับย่นเป็นริ้ว
เลอื กใชผ้ า้ เพราะทางหา้ งดวี รรณพาณชิ ยข์ องผจู้ ดั สรา้ งเปน็ รา้ นจำ� หนา่ ยผา้
สงิ่ ทนี่ า่ สนใจสำ� หรบั ผเู้ ลอ่ื มใสศรทั ธาองคพ์ ระพฆิ เนศ จงั หวดั
นราธวิ าส สามารถเขา้ มสี ว่ นรว่ มได้ คอื การเดนิ ทางเขา้ รว่ มงาน “เทศกาล
คเณศจตรุ ถ”ี ของพนี่ อ้ งชาวอนิ เดยี ในจงั หวดั นราธวิ าส ณ เทวสถาน
องคพ์ ระพฆิ เนศ บรเิ วณเขามงคลพพิ ธิ เปน็ งานเทศกาลทยี่ ง่ิ ใหญท่ สี่ ดุ
ของการบชู าพระพฆิ เนศ เพราะถอื วา่ เปน็ “วนั ประสตู ”ิ ของพระพฆิ เนศ
ตรงกบั วนั แรม ๔ คำ�่ เดอื น ๙ และวนั แรม ๔ คำ�่ เดอื น ๑๐
เชอ่ื กนั วา่ พระองคจ์ ะเสดจ็ ลงมาสโู่ ลกมนษุ ย์ เพอื่ ประทานพร
อนั ประเสรฐิ สงู สดุ แกผ่ ศู้ รทั ธาพระองคท์ า่ น เทศกาลนมี้ กี ารจดั พธิ กี รรม
บูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วอินเดียและท่ัวโลก มีการจัด
สรา้ งเทวรปู พระพฆิ เนศขนาดใหญโ่ ตมโหฬารเพอ่ื เขา้ พธิ บี ชู า จากนนั้
จะแหอ่ งคเ์ ทวรปู ไปทวั่ เมอื ง และมงุ่ หนา้ ไปสแู่ มน่ า้ํ ศกั ดสิ์ ทิ ธสิ์ ายตา่ ง ๆ
ถนนหนทางท่ัวทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่องค์เทวรูป
นบั รอ้ ยนบั พนั องค์ ผศู้ รทั ธาทกุ คนแตง่ ชดุ สา่ หรสี สี นั สวยงาม ขบวนแห่
จะไปสิ้นสุดที่แม่น้�ำศักดิ์สิทธ์ิ เช่น แม่น�้ำคงคา แม่น�้ำสรัสวตี ฯลฯ
แลว้ ทาํ พธิ ลี อยเทวรปู ลงสแู่ มน่ า้ํ หรอื ทะเล
องค์พระพิฆเนศ จังหวัดนราธิวาส จึงเป็นหนึ่งในจุดหมาย
ปลายทางแหง่ ศรทั ธาของผคู้ นทต่ี า่ งเดนิ ทางมารว่ มงานสำ� คญั ซงึ่ จดั เปน็
ประจำ� ทกุ ปี
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑๑๑
ความเปน็ มาของ “พระพฆิ เนศ”
ความเปน็ มาทม่ี หี ลกั ฐานในคมั ภรี ฤ์ คเวท (แตง่ ขนึ้ ประมาณ๑๐๐–๕๐๐ปีกอ่ น
พทุ ธกาล) ในสมยั นน้ั พระพฆิ เนศ ยงั ไมไ่ ดห้ มายถงึ เทพทม่ี เี ศยี รเปน็ ชา้ ง ทพ่ี บวา่ มเี ศยี รเปน็
ชา้ งกย็ งั ไมใ่ ชพ่ ระพฆิ เนศ ในคมั ภรี เ์ กา่ มนสู มฤตกิ ลา่ ววา่ พระพฆิ เนศเปน็ เทพเจา้ ของชนชนั้
ตำ่� คอื ศทู ร
ตอ่ มาในสมยั ปรุ าณะไดร้ บั การยกยอ่ งเปน็ เทพผปู้ ระทานความสำ� เรจ็ มคี วาม
หมายมากขน้ึ และไดเ้ ปน็ พระพฆิ เนศชดั เจนในสมยั คปุ ตะ (พทุ ธศตวรรษที่ ๙ – ๑๑) ทม่ี ี
รปู แบบพระพฆิ เนศทม่ี เี ศยี รเปน็ รปู ชา้ งทเี่ กา่ แกท่ สี่ ดุ แตข่ ณะนนั้ ยงั ไมม่ กี ารสวมมงกฎุ อาจ
จะพบไดท้ งั้ เศยี รเดยี ว มกี ร ๒ กร หรอื เศยี รเดยี วมกี ร ๔ กร
สมยั ตอ่ มา จงึ มรี ปู แบบเพมิ่ เศยี ร กร เครอื่ งประดบั มากขน้ึ รปู เคารพมกั ทำ� จาก
ปนู ไม้ โลหะ แตไ่ มม่ สี กี ายทเี่ ปน็ หลกั ฐานนกั
วถิ ชี ีวติ ศลิ ปวฒั นธรรม และจติ วญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๗
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา
๑๑๘ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
ณ เขามงคลพพิ ธิ ถอื เปน็ สถานทมี่ งคลของจงั หวดั นราธวิ าส
แหง่ หนง่ึ รอบ ๆ บรเิ วณมลี กั ษณะเปน็ โขดหนิ ซอ้ นเรยี งกนั ขน้ึ เปน็ เนนิ
เปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานพระพทุ ธบาทจำ� ลอง และพระพทุ ธรปู พระสงั กจั จายน์
รวมถงึ ศาสนสถานอนื่ ๆ ทส่ี ำ� คญั จนกลายเปน็ ศนู ยร์ วมศรทั ธาของผคู้ น
“ศาลเจา้ โกว้ เลง้ จ”่ี นราธวิ าส เปน็ หนง่ึ ในศาสนสถานสำ� คญั ทตี่ งั้ อยู่
ในบริเวณพื้นท่ีต่อเนื่องกับเขามงคลพิพิธ เป็นศาลเจ้าแห่งแรกของ
เมอื งบางนราเดมิ เปน็ ศาลเจา้ ไมเ้ กา่ แก่มกี ารขอใชพ้ น้ื ทบี่ รเิ วณเขามงคลพพิ ธิ
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เพื่อก่อสร้างศาลเจ้า และก่อสร้างแล้วเสร็จ
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยพ่ีน้องชาวจีนทุกภาษาที่อาศัยอยู่ใน
จังหวัดนราธิวาส ร่วมสมทบทุนในการก่อสร้าง มีชาวจีนแต้จิ๋วเป็น
ผกู้ อ่ ตง้ั และไดเ้ ปดิ ศาลเจา้ ฯ อยา่ งเปน็ ทางการในปี พ.ศ. ๒๔๙๙
ภายในศาลเจ้ามีปูนปั้นองค์เทพเจ้าต่าง ๆ สลักลวดลาย
สวยงาม ภายนอกเป็นปูนปั้นวิจิตรสวยงาม บอกเล่าเรื่องราว
ทางขนบธรรมเนยี มประเพณี วฒั นธรรมจนี ตามตำ� นานพงศาวดารจนี
ซงึ่ หาชมไดย้ ากในปจั จบุ นั นอกจากนศี้ าลเจา้ แหง่ นย้ี งั มลี กั ษณะทแ่ี ปลก
กวา่ ศาลเจา้ อนื่ เนอื่ งดว้ ยมเี จา้ ทหี่ รอื เจา้ ศาลเปน็ “หวั มงั กรคาบแกว้ ”
ซง่ึ มลี ำ� ตวั ใหญย่ าวมาก คอยปกปกั รกั ษาดแู ลลกู หลานชาวไทย และ
ประดษิ ฐานหลวงพอ่ ทวดเหยยี บนำ้� ทะเลจดื ปลกุ เสกโดยหลวงปทู่ มิ
หรอื พระครวู สิ ยั โสภณ วดั ชา้ งให้ ทำ� ใหแ้ ตล่ ะวนั จะมคี นมากราบไหว้
บนบานศาลกลา่ วขอพรเปน็ ประจำ�
ศาลเจา้ แหง่ นก้ี ลายเปน็ ศนู ยร์ วมทางวญิ ญาณและขวญั กำ� ลงั
ใจของบรรพชนในจงั หวดั นราธวิ าส มอี าณาเขตครอบคลมุ ถงึ บรเิ วณ
เขามงคลพพิ ธิ ทช่ี าวนราธวิ าสตา่ งเชอื่ วา่ เปน็ เขาศกั ดส์ิ ทิ ธคิ์ บู่ า้ นคเู่ มอื ง
บางนรามาชา้ นาน
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑๑๙
๑๒๐ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
ยอ้ นไปในอดตี มกี ารจดั งานครบรอบ ๑๐ ปศี าลเจา้ โกว้ เลง้
จี่ เมอ่ื วนั ท่ี ๒ – ๕ สงิ หาคม ๒๕๐๙ (วนั ท่ี ๑๗ เดอื น ๖ ของชาวจนี )
จดั งานสมโภชครบ ๑๐ ปี โดยทา่ นพระครวู สิ ยั โสภณ (อาจารยท์ มิ ธมั มธโร)
แหง่ วดั ชา้ งให้ ไดม้ าทำ� พธิ ปี ลกุ เสก ในพธิ ดี งั กลา่ วยงั มวี ตั ถมุ งคล คอื
เหรยี ญพระยไู ล เหรยี ญพระโพธสิ ตั วก์ วนอมิ รว่ มในพธิ ปี ลกุ เสกเดยี่ ว
เมอื่ วนั ท่ี ๒ สงิ หาคม ๒๕๐๙ เวลา ๑๐.๐๐ น.
หลงั ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ จนถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เปน็ เวลากวา่ ๑๘ ปี
ทก่ี ลายเปน็ ศาลเจา้ รา้ ง ไมม่ ผี ดู้ แู ล
ตอ่ มา นายวารนิ ทร์ รตั นพธิ าน พรอ้ มเพอื่ น ไดเ้ ขา้ มาบรู ณะ
ซ่อมแซมศาลเจ้าโก้วเล้งจ่ี นราธิวาส เน่ืองจากคนจีนในยุคน้ันได้
โยกยา้ ยถน่ิ ฐาน อกี ทง้ั บางสว่ นกเ็ สยี ชวี ติ ทำ� ใหศ้ าลเจา้ ไมม่ คี นคอยดแู ล
และคอยดำ� เนนิ การ ปลอ่ ยทง้ิ รา้ ง จงึ ไดร้ ว่ มบรู ณะซอ่ มแซมศาลเจา้ ให้
กลบั มาใหมอ่ กี ครงั้ หนง่ึ โดยเรม่ิ จดั งานแหพ่ ระลยุ ไฟตามปฏทิ นิ จนี คอื
ในวนั ท่ี ๑๗ เดอื น ๖ ของจนี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เปน็ ตน้ มาจนถงึ ปจั จบุ นั
เปน็ เวลากวา่ ๓๐ ปที ศ่ี าลเจา้ โกว้ เลง้ จ่ี นราธวิ าส ไดด้ ำ� เนนิ
การเปดิ ศาลและดำ� เนนิ งานมาโดยตลอด ใหอ้ ยคู่ กู่ บั ชาวนราธวิ าสสบื ไป
ชาวไทยเชอ้ื สายจนี ในจงั หวดั นราธวิ าสและพน้ื ทใี่ กลเ้ คยี ง ตา่ งรวมพลงั
ศรทั ธาจดั งานสมโภชแหพ่ ระ ลุยไฟ ศาลเจ้าโก้วเลง้ จี่ อย่างยิง่ ใหญ่
เปน็ ประจำ� ทกุ ปี ในนามมลู นธิ ศิ าลเจา้ โกว้ เลง้ จ่ี เพอื่ รว่ มสบื สานประเพณี
ที่ดีงามและเป็นสริ ิมงคลแกป่ ระชาชนในพ้ืนท่ี โดยมีพธิ กี รรมต่าง ๆ
เพอื่ ความเปน็ สริ มิ งคลแกป่ ระชาชน ทง้ั ยงั เปน็ การกระตนุ้ การทอ่ งเทย่ี ว
และสรา้ งเสรมิ ภาพลกั ษณท์ ดี่ ขี องจงั หวดั นราธวิ าส
ทงั้ นี้ ศาลเจา้ โกว้ เลง้ จี่ มอี ายรุ วมกวา่ ๑๐๐ ปี เรม่ิ จดั งาน
ประเพณสี มโภช แหพ่ ระ – ลยุ ไฟ มาตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๐๙ หลงั การ
จดั งานจะนำ� รายไดม้ าซอ่ มแซมบรู ณะศาลเจา้ ฯ และองคพ์ ระภายใน
ศาลเจา้ ฯ ใหม้ คี วามมนั่ คงถาวร เพอื่ ความเปน็ สริ มิ งคล
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา ๑๒๑
การจดั งานแตล่ ะครงั้ ในงานจะมพี ธิ สี ำ� คญั เชน่ พธิ อี ญั เชญิ ยก
เสาเทวดา พธิ อี ภเิ ษกบชู าองคพ์ ระพฆิ เนศ พระหนมุ าน และไสบาบา
โดยพราหมณ์ พธิ อี ญั เชญิ องคเ์ ทพขน้ึ ประทบั เกย้ี ว พธิ แี หพ่ ระ รอบเขต
เทศบาลเมอื งนราธวิ าส และพธิ ลี ยุ ไฟ พธิ ที งิ้ กระจาด และการมอบรถ
เขน็ วลี แชรใ์ หก้ บั ผพู้ กิ ารในพนื้ ที่ รวมถงึ กจิ กรรมเพอื่ สาธารณกศุ ลอน่ื ๆ
อกี มากมาย นอกจากนยี้ งั มพี ธิ เี ดนิ ธปู เวยี นเทยี นสะเดาะเคราะหเ์ ปน็ ทกุ
คนื เพอ่ื ความเปน็ สริ มิ งคลแกผ่ มู้ ารว่ มงาน ทงั้ ยงั มกี ารแสดงเชดิ สงิ โต
แหม่ งั กร การแสดงบนเทวี และมอี าหารเจใหก้ บั ผมู้ จี ติ ศรทั ธารว่ มทำ� บญุ
ตลอดการจดั งานอกี ดว้ ย
๑๒๒ วถิ ีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจติ วญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๑๒๓
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๘
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา
๑๓๐ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
วนั ท่ี ๒๓ เดอื น ๓ ตามปฏทิ นิ จนี
อำ� เภอสไุ หงโก-ลก จงั หวดั นราธวิ าส
บรรยากาศกลางเมืองสุไหงโก-ลก ยามบ่ายเป็นไปอย่าง
คึกคัก ดูเหมือนว่าถนนทุกสายมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือ
อ�ำเภอสุไหงโก-ลก ผ่านศรัทธาอันแรงกล้าเพ่ือมาสักการบูชา
องค์เจ้าแม่โต๊ะโมะท่ีประทับอยู่ในศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ซ่ึงการดูแล
รบั ผดิ ชอบประกอบดว้ ยคณะกรรมการบรหิ ารศาลเจา้ มนี ายกสมาคม
ชาวจนี และคณะกรรมการสมาคมทงั้ ๔ สมาคม ไดแ้ ก่ สมาคมฮกเกยี้ น
สมาคมแตจ้ วิ๋ สมาคมฮากกา และสมาคมไหหลำ� โดยตำ� แหนง่ ประธาน
ศาลเจา้ แมจ่ ะสลบั หมนุ เวยี นใหน้ ายกแตล่ ะสมาคมมาบรหิ ารวาระละ ๒ ปี
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ใครจะมาด�ำรงต�ำแหน่งประธาน
ศาลเจา้ กต็ าม แนน่ อนวา่ เมอื่ ถงึ วนั ท่ี ๒๓ เดอื น ๓ ตามปฏทิ นิ จนี ซง่ึ
เปน็ วนั คลา้ ยวนั เกดิ ขององคเ์ จา้ แม่ ยอ่ มถอื เอาวนั ดงั กลา่ วเปน็ วนั ฉลอง
“สมโภชองคเ์ จา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ” ทจ่ี ดั ขนึ้ เปน็ ประจำ� ทกุ ปี และในทกุ ๆ ๕ ปี
จะมงี านฉลองครง้ั ยงิ่ ใหญเ่ ปน็ พเิ ศษ
สิ่งพิเศษที่จะเกิดขึ้นในวันงานก็คือ การมีโอกาสได้สัมผัส
การแสดงท่ีหาชมได้ยาก เป็นการแสดงจากหน่วยงานภาครัฐและ
ภาคเอกชน ชมรม โรงเรยี น และกลมุ่ คณะบคุ คลตา่ ง ๆ ประกอบดว้ ย
การเชดิ สงิ โตและมงั กร รำ� มวยไทเกก๊ อปุ รากรจนี เอง็ กอ กลองยาว
ดเิ กรฮ์ ลู ู รำ� ไทย การแสดงวงโยธวาทติ การประทบั รา่ งทรงองคเ์ จา้ แม่
และการแสดงอน่ื ๆ อกี มากมาย เปน็ การสอ่ื ใหเ้ หน็ ถงึ ประเพณแี ละ
วฒั นธรรมไทย จนี มสุ ลมิ ทสี่ บื สานและอยรู่ ว่ มกนั มาอยา่ งสมคั รสมาน
สามคั คยี าวนาวนบั รอ้ ย ๆ ปี
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมืองนรา ๑๓๑
๑๓๒ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
ในวันแห่ ช่วงเช้ามีพิธีอัญเชิญเจ้าแม่ประทับลงเกี้ยวเพ่ือ
ลยุ ประทดั อนั ตนื่ ตาตนื่ ใจ ณ บรเิ วณหนา้ ลานศาลเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะชว่ งบา่ ย
จะมีขบวนแห่องค์เจ้าแม่ไปรอบเมืองให้ประชาชนท่ัวไปได้สักการ
บชู า เพอื่ ความเปน็ สริ มิ งคล พรอ้ มกบั มกี ารแสดงทยี่ งิ่ ใหญต่ ระการตา
ไปทวั่ เมอื งสไุ หงโก-ลก
ผคู้ นจากทว่ั สารทศิ ตา่ งเดนิ ทางมารวมตวั กนั อยู่ณ พนื้ ทแ่ี หง่ น้ี
ดว้ ยพลงั ความรกั และศรทั ธาในชว่ งเวลาของการจดั งาน “สมโภชเจา้ แม่
โตะ๊ โมะ” ซง่ึ เปน็ ทศี่ รทั ธายงิ่ ของพน่ี อ้ งชาวไทยเชอ้ื สายจนี
ความศรทั ธานย้ี อ่ มมที ม่ี าทไี่ ป ...
พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๓
เหมืองแร่ทองค�ำบ้านโต๊ะโมะ ต�ำบลภูเขาทอง อ�ำเภอสุคิริน
จงั หวดั นราธวิ าส
บา้ นโตะ๊ โมะ เดมิ ...
หว้ งเวลากอ่ นจะเกดิ สงคราเอเชยี บรู พา มชี าวฝรงั่ เศสกลมุ่ หนง่ึ
ไดม้ ารบั สมั ปทานทำ� เหมอื งแรท่ องคำ� ท่ี “บา้ นโตะ๊ โมะ” โดยไดว้ า่ จา้ งให้
“กปั ตนั ควิ ” เปน็ หวั หนา้ งาน
กัปตันคิว เป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธา “เจ้าแม่มาจู่”
มากอ่ นแลว้ เพราะฉะนน้ั กอ่ นทจ่ี ะทำ� การขดุ สำ� รวจแรท่ องคำ� กจ็ ะตอ้ ง
ทำ� พธิ ปี ระทบั รา่ งทรงเจา้ แมเ่ พอ่ื หาแรท่ องคำ� กอ่ นทกุ ครงั้ และหากมี
คนงานหรือชาวบ้านคนใดเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะท�ำพิธีประทับร่างทรง
เจา้ แมเ่ พอื่ ทำ� การบำ� บดั รกั ษาจนหาย ทง้ั นเี้ นอื่ งจากเขาโตะ๊ โมะตงั้ อยู่
ในเขตปา่ เขาสงู การคมนาคมไมส่ ะดวก การทจ่ี ะลำ� เลยี งผปู้ ว่ ยลงจาก
ปา่ เขามารกั ษาในเมอื งเปน็ ไปไดย้ าก เกรงวา่ จะไมท่ นั การณ์
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา ๑๓๓
๑๕ มกราคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๕
ศาลเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ อำ� เภอสไุ หงโก-ลก จงั หวดั นราธวิ าส
วนั มงคลฤกษ์ หรอื วนั แรกของการเรม่ิ ตน้ กอ่ สรา้ งศาลเจา้ แม่
โตะ๊ โมะใน อำ� เภอสไุ หงโก-ลก จงั หวดั นราธวิ าส
ถอื เปน็ สายธารศรทั ธาทเ่ี คลอ่ื นจากแผน่ ดนิ จนี สปู่ ระเทศไทย
จากสคุ ริ นิ สสู่ ไุ หงโก-ลก ดว้ ยปจั จยั แวดลอ้ มและเหตกุ ารณส์ ำ� คญั ทเ่ี กดิ ขนึ้
โดยเฉพาะผลพวงจากการเกดิ สงครามเอเชยี บรู พาซง่ึ เรม่ิ ตงั้ แตต่ น้ เดอื น
ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
ในช่วงที่เกิดสงครามเอเชียบูรพา ชาวบ้านได้หลบหนี
ภยั สงครามจากโตะ๊ โมะ ทำ� ให้ “ศาลเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ” ทช่ี าวบา้ นสรา้ งขน้ึ
เพื่อท�ำการสักการบูชาและเป็นขวัญก�ำลังใจช่วงต่ืนทองโต๊ะโมะ
จำ� ตอ้ งถกู ทง้ิ รา้ งไวเ้ ปน็ เวลานาน จนกระทง่ั สงครามไดส้ น้ิ สดุ ลง บรเิ วณ
เหมอื งทองโตะ๊ โมะจงึ ฟน้ื คนื กลบั มามชี วี ติ ชวี าอกี ครงั้
เวลานนั้ “กำ� นนั ฟา้ ” บตุ รของกปั ตนั ควิ แหง่ ตำ� บลเจะ๊ เหม
อำ� เภอแวง้ ไดเ้ ดนิ ทางขน้ึ เขาโตะ๊ โมะเพอ่ื ทจ่ี ะไปบรู ณะศาลเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ
แตไ่ มพ่ บองคจ์ ำ� ลองเจา้ แม่ เหลอื แตเ่ พยี งกระถางธปู เทา่ นนั้ จงึ ไดอ้ ญั เชญิ
กระถางธูปเจ้าแม่โต๊ะโมะลงมาไว้ท่ีต�ำบลเจ๊ะเหม และสร้างศาลเจ้า
ไวใ้ หป้ ระชาชนสกั การบชู า ซง่ึ ตอ่ มา “ผใู้ หญจ่ กุ ไท”้ แหง่ บา้ นสามแยก
อำ� เภอแวง้ ไดไ้ ปอญั เชญิ กระถางธปู เจา้ แมม่ าไวท้ บี่ า้ นสามแยก และ
ทำ� การสรา้ งศาลเจา้ แหง่ ใหม่ อกี ทงั้ ยงั ไดส้ รา้ งองคจ์ ำ� ลองเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ
ขน้ึ มาใหม่ พรอ้ มจดั งานสมโภชองคเ์ จา้ แมโ่ ตะ๊ โมะเปน็ ประจำ� ทกุ ปี
จนกระทง่ั ตอ่ มา เจา้ แมไ่ ดท้ รงบอกวา่ เมอ่ื ฉลองครบ ๕ ปแี ลว้
ใหน้ ำ� องคจ์ ำ� ลองของทา่ นพรอ้ มกระถางธปู ไปไวท้ ่ี “อำ� เภอสไุ หงโก-ลก”
โดยใหน้ ายปงี ไค บญุ หรอื “เถา้ แกก่ งั ” คหบดขี องเมอื งสไุ หงโก-ลก
ไปหาที่ดินท่ีเป็นเนินสูงและด้านหน้าเป็นธารน้�ำไหลธรรมชาติ ซึ่ง
จะส่งผลให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข และการท�ำมาหากินสมบูรณ์
๑๓๔ วิถีชีวิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ
อีกทั้งเป็นส่ิงศักด์ิสิทธ์ิท่ีคอยปกปักรักษาบ้านเมืองและส่ิงยึดเหน่ียว
จติ ใจใหก้ บั ประชาชนไดก้ ราบไหวบ้ ชู า
คืนหนึ่ง นางสงวน สรรกุล ชาวสุไหงโก-ลก ได้ฝันว่ามี
หญงิ สาวชาวจนี แตง่ กายดว้ ยชดุ จนี โบราณ มาเขา้ ฝนั หาผบู้ รจิ าคทดี่ นิ
เพอื่ สรา้ งศาลเจา้ เมอื่ นำ� มาเลา่ ใหผ้ รู้ ใู้ นกลมุ่ คนจนี ไดฟ้ งั จงึ เชอ่ื กนั วา่
เปน็ องคเ์ จา้ แมโ่ ตะ๊ โมะมาเขา้ ฝนั นางจงึ ไดบ้ รจิ าคทดี่ นิ เพอ่ื สรา้ งศาล
และพ่อค้าประชาชนชาวไทยเช้ือสายจีนในสุไหงโก-ลก ก็ได้ร่วมกัน
บรจิ าคทรพั ยส์ นิ เงนิ ทองเพอื่ สรา้ งศาลเจา้ โดยนายสมาน เลศิ วณชิ ซง่ึ
ขณะนั้นด�ำรงต�ำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดนราธิวาส เป็นผู้น�ำในการ
กอ่ สรา้ ง
ถอื เอาวนั มงคลฤกษ์ คอื วนั ท่ี ๑๕ มกราคม ๒๔๙๕ เปน็
วนั เรมิ่ กอ่ สรา้ งศาลเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ ตงั้ อยเู่ ลขที่ ๑๕ ถนนเจรญิ เขต ซอย ๓
อำ� เภอสไุ หงโก-ลก จงั หวดั นราธวิ าส
หลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงได้ท�ำพิธีอัญเชิญองค์
จำ� ลองเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ พรอ้ มดว้ ยกระถางธปู มาประทบั แลว้ ตงั้ ชอื่ วา่
“ศาลเจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ” โดยถอื เอาวนั ท่ี ๒๓ เดอื น ๓ ของปฏทิ นิ จนี ซงึ่ เปน็
วนั เกดิ ของเจา้ แม่ จดั งานฉลองเปน็ ประจำ� ทกุ ปตี ดิ ตอ่ กนั มาจนถงึ ปจั จบุ นั
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
เจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะ (เจา้ แมม่ าจ)ู่
เปน็ ตำ� นานเลา่ สบื ตอ่ กนั มาชา้ นานวา่ เจา้ แมโ่ ตะ๊ โมะเดมิ มเี ชอื้ สายจากบรรพบรุ ษุ
ในราชวงศต์ งั๋ เปน็ บตุ รคนที่ ๖ จากจำ� นวนพนี่ อ้ ง ๖ คนของผตู้ รวจราชการเมอื งฮกเกย้ี น
หลงั จากเจา้ แมไ่ ดจ้ ตุ มิ าสโู่ ลกไดค้ รบ ๑ ขวบ กไ็ มเ่ คยรอ้ งไหแ้ มแ้ ตค่ รงั้ เดยี ว และเปน็ เดก็ ท่ี
ฉลาด เมอื่ อายไุ ด้ ๖ ขวบ มอี าจารยม์ าสอนวชิ าให้ สามารถทอ่ งตำ� ราครง้ั เดยี วกจ็ ำ� ไดห้ มด
เมอ่ื อายไุ ด้ ๑๖ ปี ขณะทเี่ จา้ แมก่ บั สาวใชเ้ ดนิ เลน่ ในสวนใกลบ้ อ่ นำ�้ ไดม้ เี ซยี น
ตนหนงึ่ คอ่ ย ๆ ปรากฏรา่ งจากบอ่ นำ�้ ลอยตวั ขนึ้ สทู่ อ้ งฟา้ สาวใชต้ า่ งวงิ่ หนกี นั หมด เหลอื แต่
เจา้ แมท่ ยี่ งั ยนื สงบนง่ิ แลว้ คกุ เขา่ ลง เซยี นจงึ ไดม้ อบคมั ภรี ใ์ หเ้ ลม่ หนงึ่ เจา้ แมไ่ ดศ้ กึ ษาคมั ภรี ์
จนชวี ติ ไดเ้ ปลยี่ นแปลงไปอยา่ งพสิ ดาร ชว่ ยปกปอ้ งขจดั มาร คมุ้ ครองชาวประชา เหนิ ฟา้ ไป
ตามทอ้ งทะเล ชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบภยั ทางทะเล จนชาวบา้ นทอ่ี าศยั อยรู่ มิ ทะเลซาบซงึ้ ในใจ
และความดขี องเจา้ แม่ จงึ รว่ มกนั สรา้ งศาลไวเ้ พอ่ื สกั การบชู า
กระทง่ั ปี พ.ศ. ๑๕๒๓ (ตรงกบั วนั ที่ ๘ เดอื น ๘ ของปฏทิ นิ จนี ) เจา้ แมเ่ บอ่ื
ความวนุ่ วายทางโลก อยากจะอยอู่ ยา่ งสงบ จงึ ไดเ้ ดนิ ทางสเู่ หมยซาน(ภเู ขาเหมย)บรรดาญาติ
พนี่ อ้ งเหน็ เจา้ แมเ่ ดนิ เหมอื นมกี อ้ นเมฆปรากฏใตฝ้ า่ เทา้ มลี มพดั ผา่ นจนรา่ งเจา้ แมค่ อ่ ย ๆ
หายไปในกลบี เมฆ จนไมเ่ หน็ รอ่ งรอยตง้ั แตน่ นั้ มา รวมเวลาพนั กวา่ ปมี าแลว้
วถิ ชี ีวิต ศิลปวฒั นธรรม และจติ วญิ ญาณ
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา
วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ
๙
๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา
๑๔๒ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
สายนำ�้ ทแี่ ลเหน็ เบอื้ งหนา้ ดนู งิ่ สงบ ฉากเบอ้ื งหลงั ทเี่ หน็ อยไู่ ม่
ใกลไ้ มไ่ กล คอื ขนุ เขาตนั หยง วางตวั ตระหงา่ นผสานกบั ผนื ฟา้ และสายนำ�้
แมน่ ำ�้ สายนเ้ี ชอื่ มทะเลกวา้ ง จากตน้ ธารปา่ เขยี วเขาสงู รวมเปน็ ลำ� ธาร
ใหญ่น้อย ไหลผ่านป่าเขาชุมชนก่อนไหลเลียบสู่ปากอ่าวทะเลกว้าง
เปน็ แมน่ ำ�้ ทส่ี ะทอ้ นวถิ ชี วี ติ ผกู พนั ของผคู้ นตง้ั แตอ่ ดตี กาลกบั สายนำ�้ ใหญ่
ดงั่ จะไหลอยเู่ ปน็ นริ นั ดร เพอ่ื หลอ่ เลย้ี งสรา้ งความสมบรู ณพ์ นู สขุ แกผ่ นื ดนิ
บางนราสดุ ปลายดา้ มขวาน
ประการสำ� คญั ... แมน่ ำ�้ สายนก้ี ลบั กลายเปน็ เสมอื นสง่ิ รอ้ ย
รดั ดวงใจหลากหลายผนู้ ามทเี่ ปย่ี มลน้ ดว้ ยความจงรกั ภกั ดตี อ่ สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ์ โดยเฉพาะชว่ งปลายเดอื นสงิ หาคม - กนั ยายนของ
ทกุ ปนี บั ตง้ั แตป่ พี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘ เปน็ ตน้ มา
แมน่ ำ�้ สายนช้ี อื่ วา่ “บางนรา”
“แม่น�้ำบางนรา” เป็น ๑ ใน ๔ แม่น้�ำส�ำคัญของ
จงั หวดั นราธวิ าสเปน็ แมน่ ำ�้ ทแี่ ยกจากแมน่ ำ้� สไุ หงโก-ลกทตี่ ำ� บลเกาะสะทอ้ น
อำ� เภอตากใบ แลว้ ไหลไปทางตะวนั ตก ไดร้ บั นำ�้ จากคลองสไุ หงปาดี
คลองยะกัง และคลองตันหยงมัส วกข้ึนเหนือลงสู่ทะเลอ่าวไทยท่ี
ต�ำบลบางนาค อำ� เภอเมืองนราธิวาส รวมความยาวทัง้ สน้ิ ประมาณ
๕๕ กิโลเมตร ส่วน “แม่น้�ำสุไหงโก - ลก” มีต้นธารจากเขาเยลี
ในทวิ เขาสนั กาลาครี ีเปน็ แมน่ ำ�้ กนั้ พรมแดนระหวา่ งประเทศไทย-มาเลเซยี
ไหลผา่ นอำ� เภอแวง้ อำ� เภอสไุ หงโก-ลก ไหลลงสอู่ า่ วไทยในตำ� บลเจะ๊ เห
อำ� เภอตากใบ มคี วามยาวประมาณ ๑๐๓ กโิ ลเมตร
ส�ำหรับล�ำน�้ำส�ำคัญของจังหวัดนราธิวาสอีกสายหน่ึง คือ
“แมน่ ำ�้ ตากใบ” แมน่ ำ้� ทเ่ี กดิ จากสนั ทรายนอกรมิ ฝง่ั ทะเลเปน็ แนวยาว
ปดิ กนั้ ใหน้ ำ้� ไหลออกทางเดยี วทป่ี ากแมน่ ำ้� สไุ หงโก-ลกบรเิ วณบา้ นตาบา
อยชู่ ายฝง่ั ตะวนั ออกในพนื้ ทต่ี ำ� บลศาลาใหม่ ตำ� บลเจะ๊ เห ยาวประมาณ
๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา ๑๔๓
๑๔๔ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ
๑๔ กโิ ลเมตร และสดุ ทา้ ยคือ “แม่น้�ำสายบุรี” มีต้นน้�ำอยู่ระหว่าง
เขาอลุ กาโอกบั เขาตาโปใ้ นทวิ เขาสนั กาลาครี เี ขตอำ� เภอสคุ ริ นิ ไหลผา่ น
อำ� เภอจะแนะ อำ� เภอศรสี าคร อำ� เภอรอื เสาะ จงั หวดั นราธวิ าส และ
อำ� เภอรามนั จงั หวดั ยะลา ลงสอู่ า่ วไทยทอี่ ำ� เภอสายบรุ ี จงั หวดั ปตั ตานี
ความยาวประมาณ ๑๙๕ กโิ ลเมตร
ด้วยเหตุนราธิวาสท่ีเป็นจังหวัดที่ต้ังอยู่ริมแม่น้�ำส�ำคัญถึง
๔ สาย การเคล่ือนไหวของล�ำน้�ำผ่านซอกซอนไปในแทบทุกพ้ืนที่
จงึ มผี ลใหว้ ถิ ชี วี ติ ของผคู้ นในพนื้ ทลี่ ว้ นผกู พนั อยา่ งแนน่ แฟน้ กบั สายนำ�้
มายาวนาน
ยามเช้า เย็นย�่ำ และค่�ำคืน เม่ือทัศนาทัศนียภาพจากริม
ฝั่งแม่น้�ำบางนรา จะเห็นวิถีชีวิตผู้คนที่เก่ียวพันกับล�ำน้�ำสายน้ีอย่าง
แยกกนั ไมอ่ อก โดยเฉพาะภาพเรอื ใหญน่ อ้ ยลอยลอ่ งเขา้ ออกเปน็ ระยะ ๆ
จากแมน่ ำ�้ บางนราสทู่ ะเลกวา้ งและจากปากนำ้� กลบั คนื สแู่ ผน่ ดนิ บางนรา
๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา ๑๔๕
เพลาที่เรือเคล่ือนตัวสู่ทะเลกว้างอ่าวไทยคือห้วงยาม
แหง่ ความหวงั และโมงยามทเ่ี รอื หวนกลบั ฝง่ั นนั่ หมายถงึ คลงั อาหาร
ทะเลเต็มท้องเรือท่ีอาจน�ำมาแปรเปล่ียนเป็นได้ทั้งอาหารส�ำหรับ
ครอบครวั และจำ� หนา่ ยจา่ ยแจกในทอ้ งตลาดโดยทวั่ ไป
นคี่ อื วถิ ชี วี ติ ของชาวประมงในจงั หวดั นราธวิ าสทดี่ ำ� รงสบื เนอ่ื ง
มายาวนาน ทำ� ใหเ้ กดิ ชมุ ชนประมงสำ� คญั ในเมอื งนราธวิ าส ๓ แหง่ คอื
ท่ีหมู่บ้านยะกังซ่ึงเป็นชุมชนท่ีอยู่อาศัยของชาวประมงเชื้อสายจีน
นบั ถอื ศาสนาอสิ ลามทม่ี าตงั้ ถน่ิ ฐานบกุ เบกิ เนน่ิ นานมาแลว้ ปจั จบุ นั
มฮี วงซยุ้ อยกู่ ลางหมบู่ า้ นปรากฏใหเ้ หน็ เปน็ หลกั ฐาน อกี ชมุ ชนหนง่ึ เปน็
ชมุ ชนทชี่ าวพนื้ เมอื งอาศยั อยตู่ งั้ แตส่ มยั โบราณเชน่ เดยี วกนั คอื ชมุ ชน
ประมงบา้ นบาเละฮเี ล ซง่ึ เปน็ ยา่ นการคา้ ขายอาหารสด ทง้ั ปู ปลา กงุ้
หอย ทเ่ี รอื ประมงชายฝง่ั ขนาดเลก็ หามาได้ และใกล้ ๆ กบั ชมุ ชนแหง่
นคี้ อื ทตี่ ง้ั ของ “มสั ยดิ กลาง” ทต่ี ง้ั อยโู่ ดดเดน่ เปน็ สงา่ มองเหน็ ไดแ้ ตไ่ กล
ชมุ ชนประมงสดุ ทา้ ยคอื “หมบู่ า้ นทอน” หมบู่ า้ นชาวประมง
ไทยมสุ ลมิ ซง่ึ ปจั จบุ นั กลายเปน็ แหลง่ ผลติ เรอื กอและทงั้ ของจรงิ และของ
จำ� ลองขนาดเลก็
เรือหาปลาของชาวประมงในท้องที่จังหวัดสงขลา สตูล
ปัตตานี และนราธิวาส ตลอดจนชาวมาเลเซียมาต้ังแต่สมัยโบราณ
ถูกเรียกขานกันว่า “เรือกอและ” เป็นเรือประมงชายฝั่งขนาดเล็ก
ความยาว๒๕,๒๒และ๒๐ศอกมลี กั ษณะเดน่ คอื เปน็ เรอื ทถี่ กู สรา้ งใหส้ ว่ น
หัวและท้ายเรือสูงขึ้นจากล�ำเรือจนเป็นเอกลักษณ์มาช้านาน และ
ตกแตง่ หวั เรอื และทา้ ยเรอื ดว้ ยลวดลายสสี นั สวยงาม ผสมผสานระหวา่ ง
ลายมลายู ลายชวา และลายไทย โดยมสี ดั สว่ นของลายไทยมากทส่ี ดุ เชน่
ลายกระหนก ลายบวั ควำ่� บวั หงาย ลายหวั พญานาค หนมุ านเหริ เวหา
รวมทง้ั ลายหวั นกในวรรณคดี เชน่ “บหุ รงซงี อ” หรอื สงิ หปกั ษี ฯลฯ
วถิ ีชวี ิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
ยามว่างเว้นจากการประกอบอาชีพในท้องทะเลในฤดูน้�ำ
หลาก ไมว่ า่ จะเปน็ ทใี่ ดกต็ าม เหลา่ ชาวเรอื มกั จะมกี จิ กรรมการแขง่ เรอื
เพอ่ื ความสนกุ สนาน เสรมิ สรา้ งความสามคั คี และเปน็ การพกั ผอ่ นไปใน
ตวั ดงั เชน่ เคยปรากฏเปน็ เรอ่ื งราวตง้ั แตค่ รง้ั สโุ ขทยั เปน็ ราชธานถี งึ สมยั
กรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ พระมหานคร ปรากฏความจากหนงั สอื คำ� ใหก้ ารชาว
กรงุ เกา่ ทก่ี ลา่ วถงึ ประเพณแี ขง่ เรอื ในพระราชพธิ เี ดอื นสบิ เอด็ วา่
“...พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเรือพระท่ีนั่งก่ิงล�ำหน่ึง
พระอคั รมเหสลี ำ� หนงึ่ แขง่ เรอื กนั แลว้ โปรดใหเ้ สนาอำ� มาตยท์ ง้ั หลาย
แขง่ เรอื กนั โดยลำ� ดบั พระราชพธิ นี ท้ี ำ� กนั เมอ่ื ขน้ึ ๑๔ คำ่� จนแรม ๑ คำ�่
รวมสามวัน พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเคร่ืองขาวพระมหามงกุฎท�ำ
ด้วยเงิน เวลากลางคืนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะเสด็จลงลอยประทีป
อทุ ศิ ถวายพระพทุ ธเจา้ แลว้ เสดจ็ ลงเรอื พระทน่ี งั่ ประทบั ยนื ไปในเรอื
พรอ้ มดว้ ยเสนาอำ� มาตยอ์ นั ประดบั ดว้ ยประทปี แหเ่ สดจ็ รอบพระนคร
มีการเลี้ยงดูขุนนางและข้าราชการทั้งปวงเสด็จไปพระราชทานกฐิน
ตามพระอารามในกรงุ ...”
ในจงั หวดั นราธวิ าสนนั้ วา่ กนั วา่ ประเพณกี ารแขง่ ขนั เรอื เคยมี
ปรากฏอยู่ แตห่ ว้ งเวลาหนงึ่ กลบั ถกู ทอดทง้ิ ใหห้ ายสาบสญู ไปพรอ้ มกบั
อดตี กาล กระทง่ั ประเพณกี ารแขง่ ขนั เรอื กอและชงิ ถว้ ยพระราชทาน
หน้าพระท่ีนั่งได้รับการฟื้นฟูใหม่นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ หลัง
การก่อสร้างพระต�ำหนักทักษิณราชนิเวศน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
มหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม
ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระบรม
วงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชด�ำเนินแปรพระราชฐานมาประทับ
แรม ณ พระต�ำหนักทักษิณราชนิเวศน์เป็นประจ�ำแทบทุกปี
และการเสด็จพระราชด�ำเนินแต่ละคร้ัง จะเสด็จเยี่ยมราษฎร
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑๔๗
ในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียงทุกหมู่เหล่าอย่างต่อเนื่อง
ไมว่ า่ จะเปน็ ถนิ่ ทรุ กนั ดารเพยี งใด เมอ่ื รบั ทราบปญั หาของพสกนกิ รแลว้ ก็
ทรงวางโครงการนอ้ ยใหญเ่ พอื่ แกป้ ญั หาเหลา่ นน้ั ยงั ความสขุ สงบรม่ เยน็
โดยถว้ นหนา้ ตลอดมา
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันมากล้น ชาวจังหวัดนราธิวาส
ไดต้ ระหนกั และระลกึ อยเู่ สมอมา
กระทง่ั ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘ ขา้ ราชการ พอ่ คา้ ประชาชน
จึงต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสมควรจัดให้มีการแข่งขันเรือกอและอัน
เป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดนราธิวาสท่ีก�ำลังสูญหายไปจาก
สงั คม ถวายทอดพระเนตรเพอื่ เทดิ พระเกยี รตใิ นพระมหากรณุ าธคิ ณุ
อันล้นพ้น และเป็นการฟื้นฟูประเพณีการแข่งขันเรือกอและ
ด้วยฝีพายท่ีว่างเว้นมานมนาน กระทั่งมีพระบรมราชานุญาตให้
จดั การแขง่ ขนั เรอื กอและดว้ ยฝพี ายหนา้ ทนี่ งั่ ขนึ้ เมอ่ื วนั ที่ ๑๐ มนี าคม
พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘ อกี ทงั้ ไดพ้ ระราชทานถว้ ยรางวลั แกท่ มี เรอื ทช่ี นะ
การแข่งขันด้วย โดยผลการแข่งขันเรือกอและฯ คร้ังแรกปี ๒๕๑๘
ทีมท่ีชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานคือเรือชื่อ สิงห์ภักดี ของ
กลุ่มชาวประมงบ้านบาเละฮิเล จังหวัดนราธิวาส หัวหน้าทีมคือ
นายศริ ิ อบั ดลุ สาและ
นบั แตน่ น้ั มาจงั หวดั นราธวิ าสจงึ ไดจ้ ดั เปน็ ประเพณสี บื ตอ่ มา
ตลอดทกุ ปี จดั ใหอ้ ยใู่ นกองงานหนง่ึ ใน ๕ กองงานของ “งานประเพณี
ของดเี มอื งนรา” ซงึ่ กำ� หนดจดั งานระหวา่ งวนั ที่ ๒๑-๒๕ กนั ยายนของ
ทกุ ปี จนกลายเปน็ ประเพณยี ง่ิ ใหญอ่ ยา่ งหนงึ่ ของจงั หวดั นราธวิ าส โดย
ในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๒๒ จงั หวดั นราธวิ าสไดร้ เิ รมิ่ ใหเ้ พมิ่ การแขง่ ขนั เรอื
ยาวเขา้ ไปอกี ประเภทหนงึ่ งานจงึ เปลย่ี นเปน็ “งานประเพณแี ขง่ ขนั กอ
และ และเรอื ยาวหนา้ พระทนี่ งั่ ” เพอื่ ชงิ ถว้ ยพระราชทานประจำ� ปนี น้ั ๆ
และจัดเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ภายหลังมีเรือเข้าร่วม
๑๔๘ วถิ ีชีวิต ศลิ ปวัฒนธรรม และจติ วิญญาณ