The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

10 วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Alisa daoh, 2021-10-25 22:56:59

10 วัฒนธรรม

10 วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา

หวั ใจสำ� คญั ของบานอ
ขนั้ ตอนการทำ� กลองบานอจำ� เปน็ ตอ้ งเลอื กใชว้ สั ดซุ ง่ึ เปน็ ไม้
เนอ้ื แขง็ ประเภท “ไมห้ ลมุ พอ” เปน็ องคป์ ระกอบหลกั สว่ นใหญเ่ ปน็ ตน้ ไม้
ขนาดใหญท่ ห่ี กั หรอื โคน่ ลม้ เองตามธรรมชาติไมล้ กั ษณะนใี้ นจงั หวดั นราธวิ าส
มกั จะเจอมากแถบพนื้ ท่ี อำ� เภอแวง้ อำ� เภอสไุ หงปาดี หรอื อำ� เภอสคุ ริ นิ
เขตรอยต่อเทือกเขาสันกาลาคีรีระหว่างชายแดนไทย - มาเลเซีย
สว่ นเครอื่ งประกอบอน่ื ๆ ตอ้ งใช้ “หวาย” ทงั้ ขนาดใหญ่ ยาว และหวาย
ที่มีขนาดเล็ก มาผสมผสานกันในการรัดตัวกลอง ซ่ึงในพื้นที่
กม็ อี ยู่มากมายเชน่ เดียวกัน
ประการสำ� คญั ปรากฏเรอื่ งเลา่ เกยี่ วกบั ขนั้ ตอนกอ่ นจะเปน็
กลองบานอสักลูก มีองค์ประกอบที่เก่ียวข้องอยู่หลายประการ เช่น
เช่ือว่าไม้ทนี่ ำ� มาท�ำกลองบานอมีผเี จ้าไม้สถิตอยู่ ตอ้ งเปน็ ไม้หลุมพอ
ทถ่ี กู ฟา้ ผา่ ยนื ตาย เพราะเชอื่ วา่ ทำ� ใหเ้ สยี งดงั ดี กอ่ นเดนิ ทางไปแขง่ ขนั
หมอตอ้ งทำ� พธิ บี วงสรวงเชญิ ผเี จา้ ไมใ้ หม้ าประจำ� อยใู่ นกลอง นอกจากน้ี
หมอยังใช้ข้าวสารมาต�ำกับขม้ิน เสกคาถาเสร็จแล้วเอาเก็บไว้กับตัว
ถึงเวลาลงสนามแข่งขัน หมอจะน�ำข้าวสารท่ีต�ำกับขม้ินมาขัดกลอง
เชอ่ื วา่ เปน็ การไลแ่ ละปอ้ งกนั เสนยี ดจญั ไรทฝี่ า่ ยตา่ งขา้ มอาจจะกระทำ�
ตอ่ ฝา่ ยตน
เครอ่ื งมอื ทใี่ ชท้ ำ� กลองบานอมหี ลายประเภทดว้ ยกนั สว่ นใหญ่
เปน็ เครอื่ งมอื ทช่ี าวบา้ นใชเ้ ปน็ ปกตใิ นชวี ติ ประจำ� วนั เปน็ การสรา้ งสรรค์
ขนึ้ โดยใชภ้ มู ิปญั ญาท้องถิ่นผลิตขน้ึ มาเอง โดยเฉพาะคอ้ นไมส้ �ำหรับ
ตหี รอื เคาะซง่ึ มขี นาดแตกตา่ งกนั รวมถงึ คอ้ นเหลก็ ขวาน หรอื มดี ชนดิ
ตา่ ง ๆ โดยระยะเวลาในการผลติ กลองบานอใชเ้ วลาประมาณ ๓ เดอื น
ตอ่ ๑ ใบ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา ๔๙

ส�ำหรับข้ันตอนและวิธีการเล่น เริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์
ในการละเล่น ไดแ้ ก่ กลองบานอ ไมต้ กี ลอง โดยบานอ ๑ ทีมจะมี
กลองบานอ ๖ ตวั (เดมิ จำ� นวนกลอง ๗ ตวั แตเ่ นอื่ งจากไมท้ ำ� กลอง
หายาก ปจั จบุ นั จงึ ลดจำ� นวนกลองเปน็ ๖ ตวั ) จากนน้ั แตง่ เสยี งกลอง
โดยใชค้ อ้ นไมข้ นาดใหญป่ รบั แตง่ ลม่ิ ไมด้ า้ นหลงั กลอง ใชเ้ วลาตี ๓ รอบ
๑ รอบใชเ้ วลา ๕ นาที สว่ นชว่ งเวลาเลน่ นยิ มตอนกลางคนื จำ� นวน
ผเู้ ลน่ กลองบานอ ๑ ใบใชผ้ ตู้ จี ำ� นวน ๒ คน ดงั นนั้ กลองบานอ ๑ ทมี
มกี ลองบานอ ๖ ใบ ใชผ้ ตู้ ที งั้ หมด ๑๒ คน เปน็ ผตู้ นี ำ� ๑ คน ผตู้ ขี ดั จงั หวะ
๑ คน และผตู้ ตี าม ๑๐ คน รายละเอยี ดการแขง่ ขนั วธิ กี ารและเกณฑ์
การตดั สนิ ทมี ทแี่ ขง่ ขนั จะตกี ลองทมี ละ ๓ รอบ รอบละ ๕ นาที ตสี ลบั กนั
ทงั้ ๒ ทมี แตล่ ะทมี สามารถปรบั แตง่ เสยี งกลองทมี ของตนเพอ่ื ใหเ้ สยี ง
ดงั กอ้ งกงั วานและเสยี งดกี วา่ อกี ฝา่ ยหนงึ่ และในรอบท่ี ๔ ตพี รอ้ มกนั
ทง้ั ๒ ทมี หากทมี ใดรตู้ วั วา่ สไู้ มไ่ ดก้ ว็ างไมย้ อมแพ้ เรอ่ื งกรรมการตดั สนิ
ทงั้ ผฟู้ งั และผเู้ ลน่ จะทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ กรรมการตดั สนิ กนั เองหากทมี ใดรตู้ วั วา่
สู้ไม่ได้ก็วางไม้ยอมแพ้ ส่วนรางวัลในการแข่งขันมักเป็นเงินรางวัล
เปน็ สว่ นใหญ่
เหตผุ ลสำ� คญั ประการหนง่ึ ทที่ ำ� ใหศ้ ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ
ยังคงเป็นท่ีนิยมกันในบางกลุ่มหรือบางชุมชน และพร้อมจะ
ปลุกจิตส�ำนึกร่วมอนุรักษ์สืบสานกันต่อไป ด้านหนึ่งเป็นเพราะเป็น
การละเลน่ พน้ื บา้ นทถี่ กู สบื ทอดกนั มานบั รอ้ ยปี ผา่ นวธิ กี ารเลน่ ทคี่ ดิ คน้
สรา้ งสรรคโ์ ดยชาวบา้ นดว้ ยกนั เอง ประกอบกบั มเี ปา้ หมายการละเลน่
ท่ีก่อประโยชน์ต่อบุคคลและสังคมส่วนรวม รวมถึงการซ่อนคุณค่า
ความหมายไว้มากมายในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การคิดค้น การสร้าง
การตี การละเลน่ หรอื การแขง่ ขนั โดยเฉพาะสงิ่ เนน้ ยำ้� เรอ่ื งความรกั
และสามคั คขี องผคู้ นในสงั คม
๕๐ วถิ ชี ีวติ ศลิ ปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ

รว่ มอนรุ กั ษส์ บื สานศลิ ปข์ องแผน่ ดนิ
“การสร้างกลองบานอ ถือได้ว่าเป็นการสืบทอดรักษา
ภูมิปัญญามรดกทางวัฒนธรรมพื้นถ่ินของเราให้ยังคงอยู่ การได้อยู่
กับเสียงกลองบานอมีความสุขมาก ทุกครัง้ ท่ไี ด้ยินเสียงกลองเหมอื น
เสยี งพรของพระเจา้ ทำ� ใหพ้ วกเราไมล่ มื วฒั นธรรมของเรา ขอเพยี งแคม่ คี น
สนใจมาทำ� หรอื มาตกี ลองบานอ พรอ้ มทจี่ ะถา่ ยทอดและสานตอ่ เทา่ ท่ี
ยงั มแี รงและมลี มหายใจ ขอใหย้ งั ไดย้ นิ เสยี งกลองบานอดงั กงั วาน เพอื่
ใหว้ ฒั นธรรมคงอยกู่ บั เราตอ่ ไป”
นายสูดิน ดอเลาะ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ๒๕๖๐ กล่าวถึง
ความรสู้ กึ ทมี่ ตี อ่ กลองบานอ พรอ้ มยอ้ นความหลงั วา่ สมยั อายุ ๑๔ ปี
ยังเด็กมาก มีโอกาสฝึกท�ำกลองบานอตามผู้ใหญ่ ท�ำกับพ่อและทีม
งานไมก่ คี่ น ปจั จบุ นั รว่ มทำ� หลายคน รสู้ กึ สนกุ กวา่ ชว่ งอดตี ผนู้ ำ� ชมุ ชน
ก็ชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมกัน เป็นการส่งเสริมเด็กวัยรุ่นให้อนุรักษ์
กลอง ๗ ใบ คนตี ๑๔ คน สลบั กนั ตี เลน่ กนั หลายคน ทำ� ใหเ้ กดิ ความ
รกั และสนกุ สนานตอ่ กนั
จนถึงปัจจุบัน ความนิยมใช้กลองบานอเป็นสัญญาณ
ก�ำลังเส่ือมความนิยมลงไป เน่ืองจากความเจริญของเทคโนโลยี
การส่ือสารที่ท�ำให้การติดต่อด้วยวิธีต่าง ๆ ท�ำได้รวดเร็ว
เสียงของกลองบานอจึงค่อย ๆ เลือนรางเงียบหายไป คงมีให้เห็น
แตเ่ พยี งในจงั หวดั นราธวิ าส ไดแ้ กท่ ่ี อำ� เภอสไุ หงโก - ลก อำ� เภอแวง้ และ
อำ� เภอสไุ หงปาดี ผคู้ นทอ่ี าศยั อยบู่ รเิ วณพน้ื ทด่ี งั กลา่ วรสู้ กึ รกั หวงแหน
และผูกพัน สัญญาณเสียงกลองบานอ ทันทีที่ได้ยินมีความหมาย
ดงั่ ตอ้ งมนตร์ พรอ้ มปลกุ ชวี ติ และจติ วญิ ญาณเสรขี องผคู้ นใหล้ อ่ งลอย
ไปพรอ้ มจนิ ตนาการกวา้ งไกล
เร่ืองการถ่ายทอดและการสืบสานเป็นเร่ืองน่ายินดีว่า
ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์

๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา ๕๑

๕๒ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ

สืบสาน เผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลองบานอ
โดยใหป้ ระชาชนในทอ้ งถนิ่ มสี ว่ นรว่ มในการอนรุ กั ษ์ สบื สาน เผยแพร่
สรา้ งความภาคภมู ใิ จและสรา้ งชมุ ชนวฒั นธรรม นำ� ไปสชู่ มุ ชนเขม้ แขง็
ด้านวัฒนธรรม จึงจัดให้มีโครงการฟื้นฟูภูมิปัญญามรดกวัฒนธรรม
ทอ้ งถน่ิ “กลองบานอ” อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ
เครอื ขา่ ยในการสบื สาน อนรุ กั ษ์ ศลิ ปวฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ
ใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มสรา้ งชมุ ชนวฒั นธรรม นำ� ไปสชู่ มุ ชนเขม้ แขง็ ดา้ น
วฒั นธรรม เพอื่ ถา่ ยทอด สบื สาน องคค์ วามรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ใหค้ งอยู่
ช่วงที่ผ่านมามีการประกาศให้คุณค่าแก่บุคคล ประเภท
ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ดา้ นศลิ ปะการแสดงและดนตรี ทเี่ กย่ี วขอ้ งสมั พนั ธ์
โดยตรงกบั “กลองบานอ” จำ� นวน ๓ ทา่ น ประกอบดว้ ย นายสดู นิ
ดอเลาะ ชาวบา้ น “บา้ นยะหอ” ปจั จบุ นั อยบู่ า้ นเลขที่ ๗/๑ หมทู่ ี่ ๓
ตำ� บลแมด่ ง อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส มปี ระสบการณก์ ารทำ� งาน
เคยท�ำบานอที่บ้านแม่ดง มีแนวคิดและอุดมคติว่า การสร้าง
กลองบานอถอื เปน็ การสบื ทอดใหแ้ กเ่ ยาวชนรนุ่ หลงั ไดช้ ม ทำ� ใหไ้ มล่ มื
วัฒนธรรมของชุมชน เป็นการสร้างมิตรภาพกับคนในหมู่บ้าน และ
ฟื้นฟูวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป รวมถึงนายยายิ มะตาแฮ ชาวบ้าน
“บ้านยะหอ” ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๓๒/๑ หมู่ที่ ๓ ต�ำบลแม่ดง
อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าสและนายยะปามะแซชาวบา้ น“บา้ นยะหอ”
ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๒๐ หมู่ท่ี ๓ ต�ำบลแม่ดง อ�ำเภอแว้ง
จงั หวดั นราธวิ าส ซง่ึ ตา่ งมแี นวคดิ และอดุ มคตคิ ลา้ ยคลงึ กนั
ผา่ นมาหลายชวั่ อายคุ น ทกุ วนั นเ้ี สยี งกลองบานออาจแผว่ โผย
โรยแรงลงมาก ดว้ ยบรบิ ทแวดลอ้ มทางสงั คมเปลย่ี นแปลงไป ทวา่ ยงั คง
มอี กี จำ� นวนหนง่ึ ทย่ี งั คงยดึ มนั่ พรอ้ มทมุ่ เทหวั ใจใหก้ บั การสบื สานอนรุ กั ษ์
ภมู ปิ ญั ญาพนื้ ถน่ิ การแสดงพนื้ บา้ นใหค้ งอยู่ เพราะบานอเปรยี บเสมอื น
เสยี งของความหวงั ทย่ี งั คงกอ้ งกงั วานไปไกล ตา่ งรว่ มมอื กนั พยายามหา

๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา ๕๓

๕๔ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ

ทางตอ่ ลมหายใจการละเลน่ ทปี่ รากฏอยใู่ น
จงั หวดั นราธวิ าสหนงึ่ เดยี วเทา่ นนั้
ประการส�ำคัญ แม้จะเป็น
การแสดงพื้นบ้านแบบง่าย ๆ หากทว่า
การแข่งขันกลองบานอ ได้แฝงเป้าหมาย
คณุ คา่ ไวห้ ลายประการ ทง้ั การรจู้ กั แพ้ รจู้ กั
ชนะ เพราะผู้เล่น ผู้ฟัง ตัดสินกันเอง
หากทมี ใดรตู้ วั วา่ เสยี งกลองทต่ี สี อู้ กี ฝา่ ยไมไ่ ด้
กจ็ ะวางไมย้ อมรบั ความพา่ ยแพ้ เปน็ การฝกึ
ขัดเกลาจิตใจให้ผู้เล่นมีจิตใจเยือกเย็น
มีความละเอียดถี่ถ้วน ซ่ึงเป็นผลจาก
การปรับแต่งเสียงบานอในทีมเพ่ือให้ได้
โทนเสียงตามต้องการ นอกจากน้ียังก่อ
ให้เกิดความสามัคคี เพราะการละเล่น
บานอเลน่ เปน็ ทมี ผเู้ ลน่ ตอ้ งมคี วามสามคั คี
จึงจะเล่นได้พร้อมเพรียง รวมถึงได้
ความสนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ และสขุ ภาพทด่ี ี
จากการไดอ้ อกกำ� ลงั ขณะกระหนำ่� ตกี ลอง
“กลองบานอ” จึงเป็นหน่ึงใน
ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านทรงคุณค่าของ
พื้นที่จังหวัดนราธิวาสและพ้ืนท่ีชายแดน
ภาคใต้ เป็นการแสดงที่หาชมได้ยากและ
แฝงไวซ้ งึ่ ความงดงาม ทงั้ ผชู้ มยงั ไดส้ มั ผสั ได้
ถงึ หวั ใจผคู้ นทห่ี ลอ่ หลอมความรกั ความเขา้ ใจ
ความสามคั คี และการผสานความแตกตา่ ง
ทางวฒั นธรรมใหเ้ ปน็ เนอ้ื เดยี วกนั

๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๕๕

ขนั้ ตอน/วธิ กี ารทำ� กลองบานอ
ขนั้ ตอนการเตรยี มไม้
๑. นำ� ไมท้ ไ่ี ดม้ าตดั เปน็ กอ้ น โดยวดั ขนาดใหพ้ อดกี บั ทต่ี อ้ งการ
๒. ซอยเปลอื กไมอ้ อก พรอ้ มกบั ทำ� ใหเ้ ปน็ รปู ทรงกลม
๓. นำ� ไมก้ ลบั มายงั สถานทท่ี ำ� กลองใชข้ วานเซาะหรอื เจาะเนอ้ื ไมข้ า้ งในทำ� เปน็ รู
คดั เนอ้ื ไมใ้ หเ้ รยี บรอ้ ยทง้ั ภายในโพรงไมแ้ ละภายนอก จากนนั้ แกะบนเนอ้ื ไมภ้ ายนอกใหเ้ ปน็
เสน้ รวมประมาณ ๖ เสน้ เพอื่ ไวส้ ำ� หรบั รดั แผน่ หนงั ใหต้ ดิ กบั ตวั ไม้ เปน็ อนั วา่ เสรจ็ สมบรู ณใ์ น
ขน้ั ตอนนี้
ขน้ั ตอนการเตรยี มหวาย
๑. นำ� หวายเสน้ เลก็ ทไ่ี ดม้ าจากปา่ ขงึ หรอื ดงึ ไวก้ บั ตน้ ไม้ เพอ่ื ใหห้ วายมลี กั ษณะ
เปน็ เสน้ ตรง
๒. หวายทด่ี ดั ใหเ้ ปน็ เสน้ ตรงแลว้ นำ� มาสอดในเครอื่ งมอื ทจี่ ะทำ� ใหห้ วายกลาย
เปน็ หวายเสน้ แบบ
๓. หวายทม่ี ขี นาดใหญ่ นำ� มาดดั ใหเ้ ปน็ วงกลม
วธิ ที ำ� กลองบานอ
ตวั กลองซง่ึ ทำ� จากไมเ้ นอ้ื แขง็ เชน่ ไมห้ ลมุ พอ ใชว้ ธิ นี ำ� ไมต้ รงโคนตน้ มาตดั
เปน็ ทอ่ น ความยาวประมาณ ๒ ฟตุ เจาะตรงกลางใหก้ ลวงทะลถุ งึ กนั ทงั้ หวั -ทา้ ย โดยมี
ความกวา้ งของหนา้ กลอง เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ ๒๔ นว้ิ (วงในสดุ ของหนา้ กลองใช้
สำ� หรบั ตมี คี วามกวา้ ง ๑๗ นว้ิ ขอบกลองถดั ออกไปมคี วามกวา้ ง ๔ นว้ิ และขอบกลองนอกสดุ
มคี วามกวา้ ง ๒ นว้ิ ) และเสน้ รอบวงหนา้ กลองประมาณ ๕๐ นวิ้ ตวั กลองมลี กั ษณะเรยี วไป
ทางดา้ นหลงั หลงั กลองมเี สน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ ๑๗ นว้ิ

วิถชี วี ิต ศลิ ปวัฒนธรรม และจติ วิญญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา

หนงั ทใี่ ชใ้ นการหมุ้ กลอง
๑. ใชห้ นงั ควายจำ� นวน๒ ตวั ตอ่ กลองบานอ๑ ใบ กอ่ นนำ� หนงั ควายมาประกอบ
ตอ้ งนำ� ไปแชน่ ำ้� กอ่ น เพอ่ื ใหห้ นงั นม่ิ
๒. จากนน้ั นำ� ไปตากแดดเพอ่ื ใหห้ นงั ตงึ แลว้ จงึ เจาะรรู อบ ๆ หนงั ขงึ ดว้ ยหวาย
ขอ้ ดำ� กบั ตวั กลอง
๓. นำ� หนงั ควาย (แผน่ แรก) ทยี่ ดื หยนุ่ แลว้ มาหมุ้ ไมห้ ลมุ พอ มดั ดว้ ยเชอื ก ทงิ้ ไว้
ประมาณ ๑ สปั ดาห์ เพอื่ ใหห้ นงั ควายมรี ปู ทรงตามไมห้ ลมุ พอทเี่ ตรยี มไว้
๔. เมอื่ หนงั ควายแผน่ แรกไดร้ ปู ทรงตามทตี่ อ้ งการแลว้ นำ� มดี ปลายแหลมมาตดั
ขอบหนงั ควายออกใหเ้ หลอื ขนาดหนา้ กลอง
๕. นำ� หนงั ควายแผน่ ทส่ี องมาทบั บนหนงั ควายแผน่ แรก
๖. นำ� ตะปเู จาะรมู าเจาะรอบขอบหนงั ควาย โดยแตล่ ะรมู รี ะยะหา่ งประมาณ
๑ นว้ิ แลว้ ทง้ิ ไวป้ ระมาณ ๒ - ๓ วนั
๗. นำ� หนงั ควายไปแชน่ ำ�้ เพอื่ ใหห้ นงั นม่ิ ทงิ้ ไว้ ๑ คนื
๘. นำ� หนงั ควายขา้ งตน้ มาคลงึ ใหต้ งึ กบั ไมห้ ลมุ พอ โดยใชห้ วายขนาดกลางยดึ ไว้
ดา้ นใน แลว้ ขงึ ใหต้ งึ ทงิ้ ไวป้ ระมาณ ๑ สปั ดาห์
๙. แกะหวายทดลองทงิ้ แลว้ นำ� ไมม้ าเสยี บแทนทเ่ี พอ่ื รกั ษาใหห้ นา้ กลองอยตู่ วั
๑๐. แกะไมท้ เี่ สยี บรอู อก แลว้ นำ� หวายทเ่ี หลาเสรจ็ แลว้ มารอ้ ยยดึ กบั ตวั กลอง
๑๑. นำ� ไมส้ ำ� หรบั ปรบั เสยี งมาเสยี บตามชอ่ งดา้ นหนงั ตวั กลองโดยเวน้ ระยะหา่ ง
เทา่ ๆ กนั
๑๒. เมอ่ื เสยี บไมป้ รบั เสยี งครบทกุ ชอ่ งแลว้ นำ� ผา้ เปยี กมาวางบนชายหนงั ควาย
ใหเ้ กดิ ความนมิ่ งา่ ยตอ่ การตดั ออก
๑๓. เมอ่ื ประกอบชนิ้ สว่ นเสรจ็ แลว้ ทาสกี ลองใหม้ สี สี นั สะดดุ ตา
วิถีชีวิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา

วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๖๑

ลกั ษณะกลองบานอทเ่ี สรจ็ สมบรู ณ์
กลองบานอทเ่ี สรจ็ สมบรู ณ์ ดา้ นหลงั กลองจะมลี ม่ิ ไมข้ นาดใหญซ่ ง่ึ เปน็
ไมเ้ นอื้ แขง็ มกั ทำ� จากไมต้ น้ ลางสาด ยน่ื ออกมาทง้ั หมด ๑๗ อนั ลม่ิ ไมแ้ ตล่ ะอนั มี
ความยาวประมาณ ๒๐ นว้ิ ไวส้ ำ� หรบั การปรบั แตง่ เสยี งกลองโดยใชค้ อ้ นไมข้ นาด
ใหญต่ อกลม่ิ เพอื่ ปรบั แตง่ เสยี ง และลมิ่ ไมท้ ง้ั ๑๗ อนั นจี้ ะใชเ้ ปน็ ขาตงั้ กลองบานอ
ไปในตวั ดว้ ย สว่ นขาตงั้ ดา้ นหนา้ จะแยกตา่ งหากจากตวั กลอง มคี วามสงู ประมาณ
๑๕ นว้ิ นอกจากนยี้ งั มหี ว่ งสำ� หรบั ใชไ้ มส้ อดและใชแ้ รงคน ๒ คน หามไมส้ อดคนละ
ดา้ นเพอ่ื เคลอ่ื นยา้ ยกลอง
ขนั้ ตอนการทำ� ไมต้ กี ลองบานอ
นอกจากตัวกลองแล้ว วิธีตีกลองบานอยังต้องใช้ไม้ตีซ่ึงทำ� มาจากไม้
เนอ้ื แขง็ ความยาวประมาณ ๑ ฟตุ หวั ไมต้ กี ลองจะพนั ดว้ ยยางพาราเพอื่ ทำ� ใหเ้ กดิ
การกระดอนขณะตี จากนน้ั ใชเ้ ชอื กไนลอนหมุ้ ทบั อกี ชนั้ หนงึ่ ทง้ั น้ี รายละเอยี ดของ
การทำ� กลองบานอ อาจจะแตกตา่ งกนั ไปตามผทู้ ำ� แตล่ ะราย ทง้ั เรอ่ื งของการใชไ้ ม้
หวาย หนงั หมุ้ กลอง หรอื การทำ� ไมต้ กี ลองบานอ รวมถงึ การใชส้ หี รอื ลวดลายทมี่ ี
เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั เฉพาะกลมุ่

วิถชี ีวติ ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา

วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ



๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา

๖๖ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ

การแสดง “ตารอี นี า” (Tari Ena) ของเหลา่ เดก็ หญงิ ในชดุ
สวยงาม ลลี ารา่ ยรำ� ออ่ นชอ้ ยงดงาม แตล่ ะทว่ งทา่ แตกตา่ งกนั ไป เชน่
ทา่ ลอดสะพานโคง้ ทา่ ดอกไมบ้ าน ตลี งั กา ทา่ ตอ่ ตวั มว้ นตวั การใช้
ปากคาบสง่ิ ของทว่ี างบนพน้ื ประกอบจงั หวดั ดนตรี ลว้ นแลว้ แตไ่ ดส้ รา้ ง
ความประทบั ใจใหผ้ ชู้ ม
โดยเฉพาะท่าร่ายร�ำสุดท้าย คือ ท่าสะพานโค้งและใช้
ปากหยบิ วตั ถหุ รอื สง่ิ ของทพ่ี น้ื เปน็ ทว่ งทา่ ทฝ่ี กึ คอ่ นขา้ งยาก ทำ� ใหผ้ ชู้ ม
ตา่ งสนใจวา่ เดก็ หญงิ เหลา่ นฝ้ี กึ ฝนมาจากทใี่ ด ทำ� อยา่ งไรถงึ รา่ ยรำ� แตล่ ะ
ทา่ ไดง้ ดงามยง่ิ นกั
หากตามรอยการแสดงตารีอีนา คงต้องติดตามเรื่องราว
ที่เกิดข้ึน ณ พ้ืนท่ีหมู่ ๖ บ้านสามแยก หรือ “บ้านวากัฟซีกู”
ตำ� บลกายคู ละ อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส ชมุ ชนทส่ี ามารถสบื สาน
ศิลปวัฒนธรรมท้องถ่ินที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นปรากฏท่ีนี่เพียงหน่ึง
เดยี วของประเทศไทย เปน็ ชมุ ชนทส่ี ามารถอนรุ กั ษส์ บื สานการแสดง
ซงึ่ นบั วนั จะสญู หายไปเนอ่ื งจากขาดผสู้ บื ทอด โดยไดร้ บั การสนบั สนนุ
จากองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลกายคู ละ ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำ� เภอแวง้ และหนว่ ยงานอน่ื ๆ
“การแสดงตารอี นี าเปน็ เสมอื นการแสดงทผี่ สมผสานระหวา่ ง
ซลี ะกบั มโนราห์ สมยั กอ่ นผชู้ ายนยิ มเลน่ กนั แตป่ จั จบุ นั ตอ้ งเปลยี่ นมา
เปน็ เดก็ ผหู้ ญงิ เพราะรา่ งกายออ่ นชอ้ ยสวยงามกวา่ ตอ้ งใชเ้ วลาในการ
ฝกึ กนั ประมาณ ๓ - ๔ เดอื น” มะยะโกะ๊ ยโู ซะ๊ ครภู มู ปิ ญั ญาพน้ื บา้ น
ศนู ยศ์ ลิ ปวฒั นธรรมบา้ นสามแยกตำ� บลกายคู ละ กลา่ ว
นายมะยะโก๊ะ ยูโซ๊ะ คือลูกศิษย์ของ “เปาะนิโก๊ะ” หรือ
นายยะโก๊ะ อาแวอาแซ ชาวรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย อาจารย์
ผู้เช่ียวชาญด้านซีละและตารีอีนา ซ่ึงเดินทางมาเย่ียมญาติท่ีบ้าน
สามแยกหรอื บา้ นวากัฟซกี ู การมาในคร้งั นนั้ ทา่ นได้สอนทง้ั ซลี ะและ

๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมอื งนรา ๖๗

ตารอี นี าแกช่ าวบา้ นทสี่ นใจฝกึ หดั ศลิ ปะ ๒ ชนดิ นร้ี วม ๔ คนทก่ี ลายเปน็
ศษิ ยร์ นุ่ บกุ เบกิ กระทงั่ ตอ่ มาจงึ เปน็ ทม่ี าของการกอ่ ตง้ั ตารอี นี าคณะ
“ฮตี ำ� มานสิ ” ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖
นบั จากนนั้ การแสดงตารอี นี ากเ็ ปน็ ทเี่ ชดิ หนา้ ชตู าของชมุ ชน
แม้จะมีบางช่วงเคยเงียบหาย แต่เวลาน้ีก�ำลังกลับฟื้นตัวขึ้นมาใหม่
มกี ารสบื ทอดการแสดงใหล้ กู หลานอยา่ งไมข่ าดสาย
ทงั้ น้ี นายมะยะโกะ๊ ยโู ซะ๊ ทายาทผรู้ บั มรดกสำ� คญั ของการ
แสดงศลิ ปะชนดิ น้ี ไดพ้ ฒั นาทา่ การรา่ ยรำ� ใหง้ ดงามยง่ิ ขนึ้ และไดส้ อน
ใหก้ บั เดก็ นกั เรยี นและเยาวชนในหมบู่ า้ น จนชำ� นาญพอทจี่ ะเดนิ ทาง
ไปแสดงตามทตี่ า่ ง ๆ ได้ เขาบอกวา่ ปกตแิ ลว้ การแสดงตารอี นี านยิ ม
แสดงในงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรืองานมงคลต่าง ๆ
การแสดงชดุ นต้ี อ้ งใชท้ กั ษะและความสามารถพเิ ศษของเดก็ ๆ ซง่ึ จะเปน็
การสบื สานและอนรุ กั ษต์ อ่ ไปเปน็ รนุ่ ๆ เพอ่ื การอนรุ กั ษก์ ารแสดงนไี้ ว้
ไมใ่ หส้ ญู หายไป
๖๘ วิถชี วี ิต ศิลปวัฒนธรรม และจติ วิญญาณ

รากศพั ทข์ องคำ� “ตารอี นี า” เปน็ ภาษามลายู มคี วามหมาย
โดยรวมแปลวา่ รำ� หากแยกคำ� คำ� วา่ “ตาร”ี แปลวา่ เทยี น และ
“อนี า” แปลวา่ ดอกไมท้ สี่ ตรชี าวมลายนู ยิ มนำ� มาตำ� หรอื บดเพอ่ื สกดั เอา
สมี าทาประดบั ทเ่ี ลบ็ เปา้ หมายของการรำ� ตารอี นี าในเวลานนี้ ยิ มรำ� กนั
ในพธิ เี ขา้ สหุ นตั (การขรบิ ปลายอวยั วะเพศชายมสุ ลมิ ) หรอื งานแตง่ งาน
การร่ายร�ำแต่ละครั้งจะจบลงโดยการท่ีผู้ร�ำน�ำดอกเทียนมาทาที่เล็บ
ของบา่ วสาว หรอื เดก็ ทจี่ ะเขา้ พธิ สี หุ นตั
การร�ำตารีอีนาเป็นนาฏศิลป์ของชาวมลายูปาตานี ได้รับ
อทิ ธพิ ลจากรฐั กลนั ตนั ประเทศมาเลเซยี และอนิ โดนเี ซยี มคี วามเปน็
มายาวนานรว่ ม ๒๐๐ ปี เดมิ จะทำ� การรา่ ยรำ� ภายในวงั ของสลุ ตา่ น
หรือเจ้าเมืองเท่านั้น แต่ปัจจุบันพบการร�ำชนิดนี้ได้ในงานมงคลโดย
ทวั่ ไป เพยี งแตส่ งิ่ ทแี่ ตกตา่ งคอื ในอดตี ผรู้ ำ� มกั เปน็ ชายลว้ น แตป่ จั จบุ นั
เป็นหญิงล้วน แต่งกายคล้ายชุดมะโย่งซ่ึงเป็นศิลปะการแสดง
อกี ประเภทหนง่ึ ของชาวมลายู มผี รู้ ำ� ๓ - ๕ คนโดยประมาณ ประกอบ
ดว้ ยเครอ่ื งดนตรที ง้ั สนิ้ ๖ ชนดิ คอื กลองมลายใู หญ่ กลองมลายเู ลก็ ฉงิ่
ปช่ี วา ฆอ้ งคู่จานงั มลี กั ษณะการแสดงอยู่๓ รปู แบบดว้ ยกนั คอื ตารอี นี า
มะโยง่ ตารอี นี าซลี ตั ตารอี นี ามโนราห์
เรอื่ งเลา่ ขานวา่ กษตั รยิ ป์ ระเทศมาเลเซยี มกั สง่ ศลิ ปะตารอี นี า
มาแสดงใหเ้ จา้ เมอื งฝง่ั ไทยในวโรกาสตา่ ง ๆ ดงั นน้ั ศลิ ปะตารอี นี าจงึ
เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยหรือในพ้ืนที่ภาคใต้ กระทั่งครั้งหนึ่ง
มคี รมู โนราหค์ นหนง่ึ ไดม้ าอาศยั อยใู่ นดนิ แดนมลายา (มาเลเซยี ) และ
มเี พอ่ื นสนทิ เปน็ อาจารยด์ กี า หรอื “ซลี ตั ” ทง้ั สองไดแ้ ลกเปลยี่ นความรู้
ระหว่างกัน ในท่ีสุดได้ร่วมกันประยุกต์ท่าร่ายร�ำอันอ่อนช้อยงดงาม
ของการรำ� มโนราหร์ ว่ มกบั ทา่ รา่ ยรำ� ซลี ะ ศลิ ปะการตอ่ สดู้ ว้ ยมอื เปลา่
ทมี่ กี ารเคลอ่ื นไหวอยา่ งสงา่ งามของชาวมลายทู ม่ี มี าชา้ นาน

๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมืองนรา ๖๙

เปน็ การผสมผสานระหวา่ งวฒั นธรรมพทุ ธกบั วฒั นธรรมมลายู
มสุ ลมิ เขา้ ดว้ ยกนั กลายเปน็ ทา่ รำ� ตารอี นี าทคี่ ณะมโนราหช์ าวไทยพทุ ธ
มกั เรยี กวา่ “มโนราหม์ ลาย”ู
สำ� หรบั “อำ� เภอแวง้ ” ซงึ่ ปรากฏเรอ่ื งราวเกยี่ วกบั การแสดง
ตารีอีนาน้ันเดิมชื่อ “อ�ำเภอโต๊ะโม๊ะ” ตั้งอยู่บริเวณพ้ืนที่ภูเขาทอง
ปัจจุบันเป็นต�ำบลหน่ึงของอ�ำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส
ปีพ.ศ. ๒๔๔๒ มีการย้ายที่ว่าการอ�ำเภอโต๊ะโม๊ะมาตั้งที่
“อำ� เภอฆอเลาะ” ปจั จบุ นั เปน็ ตำ� บลหนง่ึ ของอำ� เภอแวง้ และลว่ งถงึ
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้ย้ายท่ีว่าการอ�ำเภอมาต้ังท่ีบ้านแว้ง
(ต�ำบลแว้งในปัจจุบัน) พร้อมกับเปล่ียนชื่ออ�ำเภอจาก “อ�ำเภอโต๊ะ
โมะ๊ ” มาเปน็ “อำ� เภอแวง้ ” ใหถ้ กู ตอ้ งตามชอ่ื สถานทตี่ ง้ั ทวี่ า่ การอำ� เภอ
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ มพี นื้ ทที่ งั้ หมดประมาณ ๓๕๙,๘๗๕ ไร่ เปน็ ๑
ใน ๑๓ อำ� เภอของจงั หวดั นราธวิ าสในปจั จบุ นั
ขอ้ มลู จากศนู ยข์ อ้ มลู กลางทางวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
สะทอ้ นวา่ ศลิ ปะในประเทศไทยระยะแรกไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากความเชอ่ื
เรอ่ื งดวงวญิ ญาณและอำ� นาจลลี้ บั ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ กอ่ นการรำ� แสดงจะ
มพี ธิ ไี หวค้ รู ศลิ ปะตารอี นี าสว่ นใหญจ่ งึ เกดิ จากแรงผลกั ดนั ของศาสนา
และความเชอื่ ของคนสมยั กอ่ น วา่ สามารถใชใ้ นพธิ ตี า่ ง ๆ เชน่ พธิ กี าร
บำ� บดั ผปู้ ว่ ย หรอื จะเรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ ดนตรบี ำ� บดั
อยา่ งไรกต็ าม ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั ศลิ ปะตารอี นี าอยา่ งลกึ ซงึ้
คงตอ้ งเรยี นรศู้ ลิ ปะตารอี นี าโบราณซง่ึ ชว่ ยหลอ่ หลอมลกั ษณะเฉพาะ
ของศลิ ปะตารอี นี าในปจั จบุ นั ในฐานะเปน็ ศลิ ปะการรา่ ยรำ� ทอี่ อ่ นชอ้ ย
มอี ยนู่ อ้ ยคนมากทม่ี คี วามสามารถในการแสดงเหลา่ นไี้ ด้ จงึ อาจเปน็
สาเหตทุ ท่ี ำ� ใหศ้ ลิ ปะชนดิ นค้ี อ่ ย ๆ สญู หายไป
นายมสุ ตอปา เจะ๊ มะ ผอู้ ำ� นวยการโรงเรยี นไมฝ้ าด กลา่ ววา่
เดมิ การแสดงตารอี นี ามผี แู้ สดง ๑ - ๓ คน สว่ นทา่ รา่ ยรำ� กม็ ไี มก่ ท่ี า่
เน้นที่ความอ่อนช้อยของผู้ร�ำ ด้วยข้อจ�ำกัดประการใดประการหน่ึง
๗๐ วถิ ชี ีวติ ศลิ ปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่วงท่าในการร่ายร�ำซึ่งค่อนข้างยาก หลักศรัทธา
ความเชอื่ ฯลฯ จงึ สง่ ผลใหก้ ารแสดงตารอี นี าเกอื บเลอื นหายไปจากชมุ ชน
ตอ่ มาจากอทิ ธพิ ลการแสดง “มโนราห”์ การแสดงวฒั นธรรม
ทอ้ งถน่ิ ภาคใตข้ องไทย โดยมคี รมู โนราหค์ นหนง่ึ เดนิ ทางไปพำ� นกั อาศยั
ในประเทศมาเลเซยี ขณะเดยี วกนั มเี พอ่ื นรกั เปน็ อาจารยส์ อน “ดกี า”
หรอื “ซลี ะ” สหายทง้ั สองไดแ้ ลกเปลย่ี นความรรู้ ะหวา่ งกนั นำ� ไปสู่
การรว่ มประยกุ ตท์ า่ รา่ ยรำ� มโนราหร์ วมกบั ทา่ รา่ ยรำ� ซลี ะ กลมกลนื
กลายเปน็ ทา่ รา่ ยรำ� ตารอี นี ายคุ ใหม่ พรอ้ มกบั ไดร้ วมเครอื่ งดนตรขี อง
ทง้ั สองประเภทมาเปน็ เครอื่ งดนตรสี ำ� หรบั ตารอี นี าโดยเฉพาะเพอ่ื เปดิ แสดง
ในงานตา่ ง ๆ โดยเฉพาะความนยิ มแสดงในพธิ กี ารสำ� คญั
ลว่ งถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ นายยะโกะ๊ อาแวอาแซ หรอื
“เปาะนโิ กะ๊ ” ชาวกลนั ตนั ประเทศมาเลเซยี อาจารยผ์ เู้ ชย่ี วชาญดา้ น
ซลี ะและตารอี นี า ไดเ้ ดนิ ทางมาเยยี่ มญาตทิ บี่ า้ นสามแยก ตำ� บลกายคู ละ
อ�ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส การมาในคร้ังน้ีน�ำความเปลี่ยนแปลง
คร้ังส�ำคัญมาด้วย เน่ืองเพราะท่านได้สอนท้ังซีละและตารีอีนา
แกช่ าวบา้ นสามแยกทสี่ นใจจนสามารถสบื ทอดสานตอ่ มาจนถงึ ทกุ วนั น้ี
จดุ เปลยี่ นสำ� คญั อกี ครง้ั หนงึ่ เกดิ ขน้ึ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เมอื่
นายมสุ ตอปา เจะ๊ แม ไดย้ า้ ยมาเปน็ ผชู้ ว่ ยครใู หญโ่ รงเรยี นบา้ นสามแยก
จงึ รว่ มกบั นายอาหะมะ ยะเอร์ และนายมะยะโกะ๊ ยโู ซะ๊ ผชู้ ำ� นาญดา้ น
ซลี ะและตารอี นี า นำ� การแสดงทงั้ สองประเภทมาฝกึ สอนใหก้ บั นกั เรยี น
โรงเรยี นบา้ นสามแยกโดยการบรรจเุ ปน็ หลกั สตู รทอ้ งถนิ่ เพอื่ อนรุ กั ษ์
ศลิ ปะทง้ั สองประเภทนใ้ี หม้ กี ารสบื ทอดตลอดไป
ปจั จบุ นั นายมะยะโกะ๊ ยโู ซะ ซง่ึ เปน็ ศษิ ยเ์ ปาะนโิ กะ๊
ได้พัฒนาท่าการร่ายร�ำให้งดงามย่ิงข้ึน สอนนักเรียนและเยาวชนใน
หมบู่ า้ นจนชำ� นาญสามารถไปแสดงตามทตี่ า่ ง ๆ กระทงั่ ไดร้ บั เชญิ ใหไ้ ป
แสดงตามงานตา่ ง ๆ อยเู่ ปน็ ประจำ�

๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา ๗๑

ถงึ วนั น้ี นอกจากจะมจี ดุ เดน่ เชงิ ศลิ ปวฒั นธรรมแลว้ เรอ่ื งราว
เกย่ี วกบั ตารอี นี านบั วา่ ยงั มนี ยั สำ� คญั ตอ่ ผคู้ น ชมุ ชน สงั คมอยา่ งลกึ ซง้ึ
ดงั โครงการวจิ ยั “การมสี ว่ นรว่ มของผนู้ ำ� สเ่ี สาหลกั ในการบรหิ ารจดั การ
สง่ เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ : กรณศี กึ ษา “ตารอี นี า” ตำ� บลกายคู ละ
อ�ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดย สุรชัย ไวยวรรณจิตร และคณะ
ทำ� การศกึ ษาพบวา่ ผนู้ ำ� สเ่ี สาหลกั ใหค้ วามสนใจสนบั สนนุ เปน็ อยา่ งดี
โดยมมี มุ มองวา่ “ชมุ ชนตอ้ งเปน็ เสมอื นครอบครวั เดยี วกนั ” โดยเฉพาะ
ผนู้ ำ� ธรรมชาติ (ปราชญช์ าวบา้ น) องคก์ รเยาวชน (ผนู้ ำ� ทอ้ งท)ี่ และกำ� นนั
(ผนู้ ำ� ทอ้ งถนิ่ ) ไดด้ ทู กุ ครงั้ เวลาคณะตารอี นี าไดจ้ ดั การแสดงจะไมค่ อ่ ย
มบี ทบาทมากนกั กเ็ หน็ จะเปน็ ผนู้ ำ� ทางจติ วญิ ญาณ (โตะ๊ อหิ มา่ ม) แตก่ ็
ไมไ่ ดห้ า้ ม แมม้ องวา่ ประเดน็ ทางศาสนาจะทำ� ไดห้ รอื ไมใ่ นการแสดง
ส�ำหรับประเด็นประวัติความเป็นมาของตารีอีนาในฐานะ
มรดกทางวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ สรปุ ไดว้ า่ “ตารอี นี าเปน็ การแสดงทม่ี อี ยู่
เพยี งแหง่ เดยี วในประเทศไทย ถา้ ไมม่ กี ารสบื ทอด อกี ไมน่ านตารอี นี า
กจ็ ะหายไปในทส่ี ดุ สงิ่ ทนี่ า่ สนใจของตารอี นี า คอื บคุ คลทเ่ี รยี นตารอี นี า
ในอดตี ทง้ั หมดจะมี ๔ คน แตค่ นอน่ื ไมไ่ ดร้ บั การถา่ ยทอด มแี คค่ นเดยี ว
ทไ่ี ดท้ ำ� การถา่ ยทอด คอื เจะ๊ (มะยะโกะ๊ )
เจะ๊ เลา่ วา่ ไดห้ ยดุ เลน่ เปน็ เวลา ๒๒ ปี แตก่ ไ็ ดเ้ รม่ิ เลน่ ตอ่ อกี
เนอ่ื งจากมคี นเรยี กรอ้ งใหเ้ ลน่ เพราะคนบนบานไว้ สงิ่ ทต่ี ารอี นี าไมไ่ ด้
แตกตา่ งจากการแสดงอนื่ ๆ ทว่ั ไป คอื กอ่ นการเลน่ ตอ้ งมกี ารไหวค้ รู
กอ่ นเพอื่ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ ขา้ อารมณใ์ นการแสดงทน่ี า่ สนใจ อกี ประการหนง่ึ
คอื จดุ เรมิ่ ตน้ ของการเลน่ ตารอี นี าเปน็ ผชู้ ายทงั้ หมด ตอ่ มาเปลยี่ นเปน็
ผหู้ ญงิ หมด ผชู้ ายเปลย่ี นมาเปน็ การแสดงสลิ ะ พอ่ แมข่ องลกู ในสมยั กอ่ น
ไมไ่ หล้ กู หลานของตนแสดงตารอี นี า เพราะกลวั วา่ เปน็ อนั ตราย (เอวหกั )
เพราะโดยปกตใิ ชเ้ วลาในการซอ้ มยาวนานประมาณ ๑๐๐ วนั จดุ เดน่
ของตารอี นี า คอื การรำ� ทำ� ทา่ สะพานโคง้ ถา้ ใครมคี วามสามารถทดี่ ที ส่ี ดุ
๗๒ วิถชี วี ิต ศิลปวัฒนธรรม และจติ วญิ ญาณ

จะสามารถทำ� ทา่ สะพานโคง้ แลว้ หยบิ เหรยี ญบาทได้ ทเ่ี ดน่ อกี กวา่ นนั้
คอื ทำ� ทา่ สะพานโคง้ แลว้ หยบิ ธนบตั รทว่ี างเหรยี ญอยดู่ า้ นบน แลว้ หยบิ
มาใหห้ มดโดยการรวบทเี ดยี ว สำ� หรบั ทม่ี าทไ่ี ปตารอี นี าเรมิ่ แรกมาจาก
เจา้ สาวใหใ้ ส่ “เฮนนา่ ” แลว้ อยบู่ นบลั ลงั ก์ ใหค้ นมารำ� “ตาร”ี รอบบลั ลงั ก์
จงึ มกี ารเรยี ก “ตารอี นี า”
ประเด็นแนวทางในการส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ตารีอีนา
สบื ตอ่ ไป จะเหน็ วา่ ทกุ กลมุ่ ภาคสว่ นเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั วา่ อยากใหผ้ นู้ ำ�
ทั้งส่ีเสาหลักได้เข้ามามีบทบาทในการมีส่วนร่วมต่อการส่งเสริมให้
มากทสี่ ดุ เพราะปจั จบุ นั นก้ี ารสนบั สนนุ สว่ นใหญเ่ กดิ จากผนู้ ำ� ทอ้ งถนิ่
ผู้น�ำธรรมชาติ และผู้น�ำท้องที่ เป็นหลัก แต่ก็เป็นไปในลักษณะ
การสง่ เสรมิ ทางความรสู้ กึ ไมไ่ ดม้ สี ว่ นของงบประมาณในการสนบั สนนุ
ทผี่ า่ นมางบประมาณและการสนบั สนนุ ตา่ ง ๆ ไดจ้ ากการนำ� เยาวชนไป
แสดงของครภู มู ปิ ญั ญา สงิ่ สำ� คญั ทที่ กุ คนเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั คอื ควรมี
การสร้างเครือข่ายสืบทอดสนับสนุนตารีอีนาให้เยาวชนทั้ง ๕ รุ่น
ทผ่ี า่ นมา ไดม้ ารวมตวั กนั เพอ่ื ผลกั ดนั การสบื ทอดใหร้ นุ่ นอ้ ง ๆ ตอ่ ไป
สงิ่ ทน่ี า่ สนใจคอื การจะสบื สานการแสดงตารอี นี าใหค้ งอยตู่ อ่
ไป ตอ้ งใชห้ ลาย ๆ องคป์ ระกอบรว่ มกนั เพราะมขี อ้ จำ� กดั หลายประการ
“พอมคี นรวู้ า่ ชมุ ชนของเรามกี จิ กรรมแบบนี้ กม็ คี นตดิ ตอ่ ให้
ไปแสดงอยเู่ สมอ ซง่ึ จดุ เดน่ ของการแสดงชดุ นก้ี ค็ อื การรา่ ยรำ� ทสี่ วยงาม
ผู้แสดงท่ีเอวอ่อนท�ำท่าสะพานโค้งกลับหลัง แล้วใช้ปากรับส่ิงของท่ี
มอบใหก้ บั พน้ื เหมอื นกบั การแสดงกายกรรม กจิ กรรมเหลา่ นนี้ อกจาก
จะทำ� ใหเ้ ดก็ ๆ ตำ� บลของเราหา่ งไกลจากปญั หายาเสพตดิ แลว้ ยงั สรา้ ง
ความสามคั คใี หเ้ กดิ ขนึ้ กบั เดก็ ๆ ในแตล่ ะหมบู่ า้ นภายในตำ� บลของเรา
อกี ทางหนงึ่ ”

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา ๗๓

แบลี หรือ นายสุไลมาน เจ๊ะแม ผู้ดูแลคณะคนส�ำคัญให้
ข้อมูลว่า “คณะฮีต�ำมานิส” ถือเป็นตารีอีนาคณะเดียวในพื้นที่ ๓
จงั หวดั ชายแดนภาคใตห้ รอื ของประเทศไทย ทย่ี งั มกี ารสบื ทอดและมี
การตระเวนไปแสดงตามงานตา่ ง ๆ อยเู่ สมอ รวมถงึ เปน็ ตวั แทนของ
จงั หวดั ดา้ นศลิ ปวฒั นธรรม ในคณะมผี รู้ ำ� อยู่ ๒ รนุ่ ดว้ ยกนั คอื รนุ่ เลก็
(เดก็ ประถม) และรนุ่ ใหญ่ (เดก็ มธั ยม) รวมกนั ประมาณ ๒๕ คน รวมถงึ
นกั ดนตรอี กี ๗ คน
“การรำ� ของคณะฮตี ำ� มานสิ นน้ั เปน็ การผสมผสานระหวา่ ง
ทา่ รำ� ดง้ั เดมิ ของตารอี นี า มโนราห์ และซลี ตั เขา้ ดว้ ยกนั ครผู สู้ อนคอื
นายมะยะโกะ๊ ฯ มคี วามพยายามทจ่ี ะรกั ษาศลิ ปะชนดิ นไี้ ว้ โดยการสอน
ใหก้ บั เดก็ ภายในหมบู่ า้ นในเวลากลางคนื แมต้ วั ทา่ นจะมงี านประจำ�
ตอ้ งทำ� มาหาเลย้ี งชพี ดว้ ยการกรดี ยาง และเปน็ ครสู อนโรงเรยี นตาดกี า
อย่ดู ว้ ยกต็ าม จงึ นบั ว่าได้สร้างคณุ ประโยชนใ์ ห้แกผ่ ้คู น ชมุ ชน และ
การสานตอ่ ศลิ ปะการแสดงชนดิ นเ้ี ปน็ อยา่ งมาก”
ผลประโยชนส์ บื เนอื่ งทต่ี ดิ ตามมาอยา่ งเปน็ รปู ธรรม นอกจาก
จะธำ� รงรกั ษาไวซ้ งึ่ ศลิ ปะชนดิ นแี้ ลว้ คอื การทเ่ี ดก็ และเยาวชนสามารถ
มรี ายไดจ้ ากการไปแสดงตามงานตา่ ง ๆ มโี อกาสเดนิ ทางไปเปดิ หเู ปดิ ตา
ในสถานทท่ี ไ่ี ปทำ� การแสดง เชน่ กรงุ เทพฯ ภเู กต็ กระบ่ี สงขลา และ
ประเทศมาเลเซีย นับเป็นประเด็นส�ำคัญในการสร้างความภูมิใจให้
เด็กและเยาวชน พ่อแม่ รวมถึงชาวบ้านในพื้นท่ีได้อีกทางหน่ึง
นอกเหนือจากการมุ่งสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันดีงามท่ีบ่งบอกถึง
อัตลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของโลกมลายูที่ได้รับการสืบทอดต่อเน่ืองกัน
มายาวนาน

๗๔ วิถชี ีวติ ศลิ ปวัฒนธรรม และจติ วญิ ญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๗๑

คณุ สมบตั กิ ารแสดงและวธิ กี ารแสดง
การแสดงตารอี นี า มอี งคป์ ระกอบหลายประการประกอบเขา้ ดว้ ยกนั อยา่ งลงตวั
ทงั้ ในตวั นกั แสดง นกั ดนตรี รวมถงึ การแตง่ กาย หรอื ทา่ รา่ ยรำ�
เพศและประเภทของทา่ รำ�
เดมิ วา่ กนั วา่ ในสมยั กอ่ นการแสดงตารอี นี ามกั จะเปน็ ผชู้ าย แตต่ อ่ มาตอ้ งเปลยี่ น
เปน็ เดก็ ผหู้ ญงิ เพราะรา่ งกายจะมลี ลี าออ่ นชอ้ ยงดงามกวา่ ซงึ่ การอนรุ กั ษส์ บื สานวฒั นธรรม
การแสดงพนื้ บา้ นตารอี นี าโดยเยาวชนจากทกุ หมบู่ า้ นในตำ� บลกายคู ละ (รวม ๙ หมบู่ า้ น)
อำ� เภอแวง้ จะสมคั รใจมากนั เองโดยมคี รอบครวั รว่ มสนบั สนนุ สว่ นใหญเ่ รมิ่ ฝกึ กนั ตงั้ แตเ่ รยี น
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๓ และจะซอ้ มและแสดงกนั ไปกระทงั่ เรยี นจบชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ โดยใช้
สถานทขี่ อง “ศนู ยศ์ ลิ ปวฒั นธรรมบา้ นสามแยก” ทกุ วนั ตงั้ แตเ่ วลา ๒๐.๐๐ – ๒๒.๐๐ น.

วถิ ีชวี ติ ศลิ ปวฒั นธรรม และจติ วญิ ญาณ

สำ� หรบั ทา่ รา่ ยรำ� ในการแสดงตารอี นี า ประกอบดว้ ย
๑. ทา่ รำ� วงมาตรฐาน (สดายม)
๒. รา่ ยรำ� ทา่ อนิ ทรยี ์ (แลลาแย)
๓. รา่ ยรำ� ทา่ พระรามเดนิ (สฆามอ)
๔. ตงั้ หลกั ทา่ ยนื (ตารฆี าแฆ)
๕. ทา่ รำ� พญาหงส์ (สอื รามอ)
๖. ทา่ รำ� สะพานโคง้
๗. ทา่ รำ� ตารซี ลี ะ
๘. ทา่ รำ� ลาเกาะซอื เมาะ
๙. ทา่ รำ� นอรอ
๑๐. ทา่ รำ� ตารแี ล
๑๑. ทา่ รำ� ตารซี อื รามอ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา

จดุ เดน่ ของการรำ� ตารอี นี า
จดุ สำ� คญั อยทู่ ท่ี า่ รา่ ยรำ� ออ่ นชอ้ ยสวยงามสอดคลอ้ งไปกบั จงั หวะดนตรบี รรเลง
สดชวนเรา้ ใจ ผสานดว้ ยความแขง็ แกรง่ ของรา่ งกาย โดยเฉพาะทา่ รำ� สะพานโคง้ ซง่ึ มงุ่ แสดง
ใหเ้ หน็ ความสามารถในการใชป้ ากคาบธนบตั รหรอื เหรยี ญทวี่ างไวก้ บั พนื้ โดยผชู้ มตง้ั ใจมอบให้
การแตง่ กายของนางรำ� และนกั ดนตรี
การแตง่ กายของนางรำ� ประกอบดว้ ย กางเกง เนน้ ใหม้ คี วามยาวถงึ ตาตมุ่
เสอ้ื นยิ มตดั เยบ็ ในลกั ษณะแขนสามสว่ น เขม็ ขดั ผา้ รดั เอว บหุ งา ใชส้ ำ� หรบั ประดบั ผมให้
สวยงาม ไมค้ าดผมสลิ ะแน หรอื ผา้ พนั รอบเอวกรองกรอง ใชส้ วมทบั เสอ้ื อกี ครง้ั เลบ็ นางรำ�
ใชส้ วมใสน่ วิ้ มอื เพอ่ื เสรมิ การรา่ ยรำ� ใหด้ สู วยงามยงิ่ ขน้ึ
เครอื่ งแตง่ กายนกั ดนตรี ประกอบดว้ ย ชดุ นกั ดนตรสี ลิ ะแน หรอื ผา้ พนั รอบเอว
หมวกคลมุ เขม็ ขดั ผา้ รดั เอว
เครอื่ งดนตรี
๑. ปช่ี วา
๒. กลองมลายใู หญ่ (กลองตวั ผ)ู้
๓. กลองมลายเู ลก็ (กลองตวั เมยี )
๔. ฉง่ิ ฉาบ
๕. ฆอ้ งคู่
๖. จานงั
วธิ กี ารรำ�
เรม่ิ จาก “การไหวค้ ร”ู มลี กั ษณะ ๒ แบบดว้ ยกนั คอื การไหวค้ รแู บบยาว และ
แบบสน้ั รา่ ยรำ� ทำ� เปน็ รปู วงกลม (สดายม) รา่ ยรำ� ทา่ อนิ ทรยี ์ (แลลาแย) รา่ ยรำ� ทา่ พระราม
เดนิ (สฆามอ) การทำ� ทา่ สะพานโคง้ ซง่ึ จะเปน็ ในลกั ษณะตา่ ง ๆ ในการโคง้ หยบิ เหรยี ญและ
ธนบตั ร และการเขา้ สตู่ ำ� แหนง่ เดมิ เพอื่ เปน็ การไหวค้ รอู กี ครง้ั ตอนจบ

วถิ ชี ีวิต ศลิ ปวัฒนธรรม และจติ วิญญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา

วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ



๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา

๘๒ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ

หากเดนิ ทางจากตวั จงั หวดั นราธวิ าส ใชเ้ วลาประมาณชวั่ โมง
กวา่ ๆ กบั ระยะทางประมาณ ๘๐ กโิ ลเมตร กจ็ ะถงึ พน้ื ทชี่ ายขอบของ
“สุคิริน” อ�ำเภอตอนล่างด้านใต้สุดของจังหวัดนราธิวาส และพ้ืนท่ี
ใตส้ ดุ ของประเทศไทย มพี รมแดนตดิ ประเทศมาเลเซยี ๒ ดา้ น คอื
ทศิ ใตต้ ดิ กบั อำ� เภอเจอลี รฐั กลนั ตนั อำ� เภอกรกิ รฐั เปรคั และทศิ ตะวนั ตก
ตดิ ตอ่ กบั อำ� เภอกรกิ รฐั เปรคั ประเทศมาเลเซยี
เมอ่ื ใชเ้ วลาลดั เลาะผา่ นแมกไมส้ ายธารอกี หลายโคง้ สมั ผสั
ภาพเทอื กเขายาวเหยยี ดทเ่ี หมอื นจะโอบอมุ้ ชมุ ชนเลก็ ๆ ไวใ้ นออ้ มอก
พรรณไมน้ านาสง่ ผลใหอ้ ากาศเยน็ สบาย และในทส่ี ดุ สง่ิ ทจ่ี ะไดส้ มั ผสั
บรเิ วณจดั งานทภ่ี าพเบอ้ื งหนา้ กลายเปน็ สงิ่ แปลกตาไปทนั ที
งาน “บญุ บงั้ ไฟ” ของชาวบา้ นตำ� บลภเู ขาทอง อำ� เภอสคุ ริ นิ
จังหวัดนราธิวาส อัตลักษณ์อีสานด�ำรงอยู่อย่างคงมั่นในพ้ืนท่ี
จงั หวดั ชายแดนภาคใตซ้ งึ่ ผคู้ นสว่ นใหญล่ ว้ นนบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม
กอ่ เกดิ เปน็ ความสวยงามในความหลากหลาย การดำ� รงอยทู่ ่ี
เหมอื นแปลกแยกหากทวา่ กลบั มเี อกภาพ
“อำ� เภอสคุ ริ นิ ” มคี ำ� ขวญั วา่ “หลายประเพณี ทส่ี รา้ งตน
ต้นล�ำธาร หวานผลไม้ ใต้เหมืองทอง” เน่ืองจากพ้ืนที่ส่วนใหญ่
มสี ภาพเปน็ ปา่ สมบรู ณ์ โอบลอ้ มดว้ ยขนุ เขาและสายนำ้� ภายใตเ้ นอ้ื ที่
ประมาณ ๕๑๗ ตารางกโิ ลเมตร หรอื ประมาณ ๓๑๙,๘๔๙ ไร่ ในขณะท่ี
จากเดมิ เคยเปน็ กงิ่ อำ� เภอหนงึ่ ทจ่ี ดั ตงั้ ขน้ึ พ.ศ. ๒๔๗๔ ชอ่ื กงิ่ อำ� เภอปาโจ
ขนึ้ กบั อำ� เภอโตะ๊ โมะ (อำ� เภอแวง้ ในปจั จบุ นั )
เดิมพ้ืนท่ีแถบนี้เป็นป่าดงดิบรกเรื้อ เต็มไปด้วยภยันตราย
นานปั การ กระทงั่ เมอ่ื ถงึ ยคุ “ตน่ื ทอง” จงึ เกดิ ความเปลยี่ นแปลงอยา่ ง
ขนานใหญ่ เพราะมชี าวฝรงั่ เศสเขา้ มาขอสมั ปทานทำ� เหมอื งแรท่ องคำ�

๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมืองนรา ๘๓

บรเิ วณเทือกเขาลีซอหรือเขาลิโชทต่ี �ำบลโต๊ะโมะ กลายเป็นแมเ่ หลก็
ดงึ ดดู ผคู้ นใหอ้ พยพเขา้ มาอยเู่ ปน็ จำ� นวนมาก ทางราชการจงึ ไดพ้ จิ ารณา
จดั ตงั้ พนื้ ทแี่ ถบนเี้ ปน็ “กง่ิ อำ� เภอ” เพอื่ ใหส้ ะดวกแกก่ ารปกครอง พรอ้ ม
ทั้งดูแลผลประโยชน์การจัดเก็บภาษีอากรและให้บริการประชาชน
โดยแบ่งเขตการปกครองเป็น ๒ ต�ำบล คือ ต�ำบลโต๊ะโมะและ
ตำ� บลมาโมง
จุดเปล่ียนแปลงครั้งส�ำคัญเกิดข้ึนอีกระลอกหนึ่ง เมื่อเกิด
สงครามอินโดจีนในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ชาวฝร่ังเศสเจ้าของกิจการ
เหมืองแร่ทองค�ำตัดสินใจหนีภัยสงคราม ทิ้งเหมืองแร่ทองค�ำไว้เป็น
ความหลัง รัฐบาลไทยโดยกรมโลหกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ง
ตงั้ “พระอดุ มธรณศี าสตร”์ มาเปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การเหมอื งแรท่ องคำ� แทน
ประมาณปเี ศษเกดิ เหตกุ ารณไ์ มส่ งบบรเิ วณเหมอื งแรท่ องคำ� ตอ่ มาจงึ
ต้องล้มเลิกกิจการไป คนไทยท่ีอาศัยอยู่บริเวณน้ีต่างตัดสินใจพากัน
อพยพหลบหายออกจากพนื้ ท่ี
ถึงเวลานี้ดูเหมือนว่าความเงียบสงบวังเวงจะมาเยือนพ้ืนที่
แถบนอี้ กี ครง้ั หากทวา่ การณก์ ลบั ไมเ่ ปน็ เชน่ นน้ั
วนั ท่ี ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖ คณะรฐั มนตรี มมี ตใิ หก้ รม
ประชาสงเคราะห์จัดต้ังนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส
เพื่ออพยพราษฎรที่มีฐานะยากจนและไม่มีท่ีดินท�ำกินจากท้องท่ี
ตา่ ง ๆ เขา้ มาประกอบอาชพี เขตนคิ มครอบคลมุ พนื้ ท่ี ๒ อำ� เภอ คอื
อำ� เภอสคุ ริ นิ และอำ� เภอจะแนะ พรอ้ มกบั มปี ระกาศพระราชกฤษฎกี า
ก�ำหนดแนวเขตจัดต้ังตามพระราชบัญญัติจัดท่ีดินเพ่ือการครองชีพ
พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๗ วัตถุประสงค์ของ
การจดั ตง้ั เพอ่ื บรรจรุ าษฎรทมี่ ฐี านะยากจนไมม่ ที ท่ี ำ� กนิ เปน็ ของตนเอง
เขา้ ทำ� ประโยชนใ์ นทดี่ นิ จดั สรรพฒั นาพนื้ ทบี่ รเิ วณชายแดนไทย-มาเลเซยี
ทมี่ สี ภาพรกรา้ งใหเ้ กดิ ประโยชนท์ างเศรษฐกจิ และพฒั นาความมนั่ คงทงั้
ทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คมและการเมอื งในภมู ภิ าคชายแดนไทยตอนใตส้ ดุ
๘๔ วถิ ชี ีวติ ศิลปวัฒนธรรม และจติ วิญญาณ

พน้ื ทนี่ คิ มสรา้ งตนเองสคุ ริ นิ จงั หวดั นราธวิ าส เนอื้ ทป่ี ระมาณ
๒๙๓,๗๔๔ ไร่ แยกเป็นพ้ืนท่ีท่ีต้ังอยู่เขตจังหวัดนราธิวาส ในท้องท่ี
อำ� เภอสคุ ริ นิ ตำ� บลมาโมง ตำ� บลสคุ ริ นิ ตำ� บลเกยี ร์ ตำ� บลภเู ขาทอง
ตำ� บลรม่ ไทร เนอ้ื ทป่ี ระมาณ ๒๓๔,๓๗๔ ไร่ และทอ้ งทอ่ี ำ� เภอจะแนะ
ตำ� บลจะแนะ ตำ� บลชา้ งเผอื ก เนอ้ื ทปี่ ระมาณ ๕๙,๓๗๐ ไร่ มที ท่ี ำ� การ
นคิ มตงั้ อยใู่ นพน้ื ทห่ี มู่ ๖ ตำ� บลมาโมง อำ� เภอสคุ ริ นิ จงั หวดั นราธวิ าส
ลกั ษณะการจดั ทดี่ นิ แบบหมบู่ า้ น จดั สรรใหส้ มาชกิ นคิ มฯ ครอบครวั
๑๘ ไร ่ แยกเปน็ ทที่ ำ� กนิ ๑๖ ไร่ ทอี่ ยอู่ าศยั ๒ ไร่ และแบบเรยี งราย
จดั สรรใหส้ มาชกิ นคิ มฯ ครอบครวั ๑๘ ไร่ แยกเปน็ ทที่ ำ� กนิ ๑๖ ไร่
ทอ่ี ยอู่ าศยั ๒ ไร่
นบั จากนนั้ มามผี คู้ นจากดนิ แดนทร่ี าบสงู ทงั้ บรุ รี มั ย์ สรุ นิ ทร์
สกลนคร นครราชสีมา และอุบลราชธานี รวมถึงภาคเหนือและ
ภาคกลาง พากันอพยพลงมาสร้างหลักปักฐานอยู่อาศัยจ�ำนวนมาก
เน่ืองจากเขตนิคมฯ มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการปลูกพืช
ยนื ตน้ เชน่ ยางพารา และไมผ้ ลนานาชนดิ สภาพภมู ปิ ระเทศเปน็ ภเู ขา
สงู ชนั และปา่ ทบึ ลกั ษณะดนิ อดุ มสมบรู ณ์ มแี หลง่ นำ�้ ตามธรรมชาติ
เชน่ แมน่ ำ�้ สายบรุ ี มเี กาะแกง่ ลำ� ธารตา่ ง ๆ ไหลผา่ นตามหมบู่ า้ นแทบ
ทกุ แหง่ สมาชกิ สว่ นใหญไ่ ดอ้ าศยั แหลง่ นำ้� ดงั กลา่ วใชส้ อยในชวี ติ ประจำ� วนั
ตราบกระทง่ั ลว่ งสวู่ นั ท่ี ๑ มนี าคม พ.ศ.๒๕๒๐ กระทรวง
มหาดไทยไดป้ ระกาศจดั ตง้ั กง่ิ อำ� เภอสคุ ริ นิ ขนึ้ ประกอบดว้ ย ๒ ตำ� บล
คอื ตำ� บลมาโมง และตำ� บลสคุ ริ นิ และเมอ่ื วนั ท่ี ๒๐ มนี าคม ๒๕๒๙
ไดป้ ระกาศยกฐานะกง่ิ อำ� เภอสคุ ริ นิ เปน็ “อำ� เภอสคุ ริ นิ ” มคี วามหมาย
วา่ “พรรณไมง้ ามเขยี วชอมุ่ ” จนถงึ ปจั จบุ นั
นอกจากการอพยพลงมาปักหลักตั้งถิ่นฐานสร้างชีวิตใหม่
บนผนื แผน่ ดนิ ทมี่ พี รรณไมง้ ามเขยี วชอมุ่ สมชอ่ื แลว้ สง่ิ ทพ่ี นี่ อ้ งจากดนิ
แดนท่ีราบสูงนับพันครอบครัวน�ำติดตัวมา ก็คืออัตลักษณ์ความเป็น
“ลกู อสี าน” สะทอ้ นผา่ นวถิ ชี วี ติ ภาษา ศลิ ปวฒั นธรรม และประเพณี

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา ๘๕

วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ

หนึ่งในภาพส�ำแดงความเป็นลูกอีสานขนานแท้ คือการริเร่ิม
จัดงาน “ประเพณีบุญบ้ังไฟ” ประจ�ำปีของชาวบ้านต�ำบลภูเขาทอง
ปรากฏครง้ั แรกเมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ถงึ ปจั จบุ นั รวมเวลากวา่ ๓๐ ปมี าแลว้
โดยเฉพาะปี ๒๕๕๘ เนอื่ งในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปจี งั หวดั นราธวิ าส จงึ มี
การจดั งานใหญเ่ ปน็ พเิ ศษ ชว่ งเชา้ ของวนั งาน ชาวบา้ นจะพากนั ไปถวาย
ภตั ตาหารใหแ้ กพ่ ระสงฆ์ นอกจากนช้ี าวบ้านในหมบู่ า้ น ทง้ั ผู้เฒา่ ผแู้ ก่
หนมุ่ สาว และเดก็ ๆ ในแตล่ ะหมบู่ า้ น รว่ มกนั คดิ คน้ วาดลวดลายความ
สวยงาม จดั รว้ิ ขบวนแหบ่ ง้ั ไฟพญานาคไปตามทอ้ งถนนเพอ่ื ประชนั ขนั แขง่
สรา้ งบรรยากาศใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาน
ทกุ ครงั้ ทถ่ี งึ ชว่ งงานประเพณบี ญุ บง้ั ไฟในอำ� เภอสคุ ริ นิ นอกจาก
ผเู้ ขา้ รว่ มจะไดย้ นิ ไดส้ มั ผสั เสยี งดนตรสี นกุ สนานตามตำ� รบั “อสี านสไตล”์
แลว้ คอื ภาพสะทอ้ นสสี นั ฉดู ฉาดของขบวนแหบ่ งั้ ไฟ ทงั้ จากรถแหบ่ ง้ั ไฟ
ประกวดทถี่ กู ตกแตง่ อยา่ งสวยงามและเสอื้ ผา้ อาภรณจ์ ากคนเฒา่ คนแก่
หนมุ่ สาว หรอื รนุ่ ลกู หลาน
หลายคนแตง่ ชดุ ผา้ ซนิ่ สไบเฉยี ง บา้ งออกอาการรำ� เซงิ้ ดดี ดนิ้
กนั อยา่ งสนกุ สนาน ขบวนแถวทเ่ี ดนิ จากถนนใหญค่ อ่ ย ๆ เลย้ี วเขา้ สพู่ น้ื ท่ี
ดา้ นหนา้ เวทใี หญ่ แลว้ ไปตง้ั แถวรายเรยี ง บนเวทใี หญป่ ระกอบดว้ ยแขก
ผมู้ เี กยี รติ ผหู้ ลกั ผใู้ หญ่ รวมถงึ นกั ทอ่ งเทย่ี วจากประเทศมาเลเซยี ทส่ี นใจ
เดนิ ทางมาชมประเพณบี ญุ บง้ั ไฟมากขนึ้ ทกุ ปี
เมอ่ื ผา่ นพน้ พธิ กี ารสำ� คญั ไปแลว้ จงึ เขา้ สชู่ ว่ งสำ� คญั เมอ่ื เรม่ิ
มกี ารจดุ บง้ั ไฟแสนพงุ่ ขน้ึ สทู่ อ้ งฟา้ เหนอื เทอื กสนั กาลาครี ี ทา่ มกลางเสยี ง
กองเชยี รโ์ หร่ อ้ งรอบสนามฟตุ บอล หลงั จากนน้ั บงั้ ไฟขนาดเลก็ ซงึ่ ถกู ผลติ
โดยลูกหลานชาวอีสานในพื้นที่ถูกทยอยน�ำไปติดตั้งบนฐานจุดบ้ังไฟ
กอ่ นจดุ ขนึ้ สฟู่ ากฟา้ เปน็ ระยะลกู แลว้ ลกู เลา่ ภายใตค้ วามเชอื่ เรอ่ื งการขอฝน
จากพญานาคราชซง่ึ ไดร้ บั การนบั ถอื วา่ เปน็ “เทพเจา้ แหง่ ฝน” เพยี งแต่
บุญบั้งไฟที่สุคิรินกลับถูกสืบสานเพื่อขอให้ฝนตกน้อยให้เหมาะสม
สอดคลอ้ งกบั อาชพี และวถิ ที แ่ี ทจ้ รงิ เนอ่ื งจากพนื้ ทนี่ ลี้ อ้ มรอบดว้ ยขนุ เขา
มคี วามอดุ มสมบรู ณด์ อี ยแู่ ลว้

๑๐ วฒั นธรรมเด่นเมอื งนรา ๘๗

๘๘ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ

ทุกวันนี้ ประเพณีบุญบ้ังไฟหน่ึง
เดยี วในภาคใต้ เริ่มไดร้ ับการสนบั สนุนจาก
หน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น
จังหวัดนราธิวาส ศูนย์อ�ำนวยการบริหาร
จงั หวดั ชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)การทอ่ งเทย่ี ว
แหง่ ประเทศไทยจงั หวดั นราธวิ าส กระทรวง
วฒั นธรรม กระทรวงการทอ่ งเทยี่ วและกฬี า
กรมพลศกึ ษา กระทรวงการพฒั นาสงั คมและ
ความมนั่ คงของมนษุ ย์ สภาวฒั นธรรมจงั หวดั
นราธวิ าส อำ� เภอสคุ ริ นิ องคก์ ารบรหิ ารสว่ น
ตำ� บลภเู ขาทอง ฯลฯ และไดร้ บั ความสนใจ
จากผคู้ นทหี่ ลง่ั ไหลมารว่ มสมั ผสั กจิ กรรมใน
แตล่ ะปมี ากขนึ้
จากคนอีสานรุ่นแรก สืบทอดมา
สู่ผู้คนรุ่นท่ี ๒ และ ๓ ประเพณีบุญบ้ังไฟ
ซึ่งเป็นประหนึ่งสัญลักษณ์ของคนอีสาน
ในพื้นท่ีชายแดนใต้ ยังคงได้รับการสานต่อ
อยา่ งมน่ั คง โดยผหู้ ลกั ผใู้ หญใ่ นชมุ ชนจะสอน
ใหเ้ ดก็ รนุ่ ใหมไ่ ดร้ ไู้ ดเ้ ขา้ ใจทมี่ าทไี่ ป รจู้ กั ราก
เหง้าตนเอง ท�ำให้เกิดความภาคภูมิใจและ
อยากจะสานตอ่ ประเพณแี ละวฒั นธรรมดี ๆ
เอาไวท้ า่ มกลางความหลากหลายทส่ี วยงาม
ของวถิ ชี วี ติ และผคู้ นในดนิ แดนโอบกอดของ
เทอื กสนั กาลาครี ี

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา ๘๙

ดเู หมอื นวา่ ทกุ ๆ เดอื น ๖ ของทกุ ปี หรอื ประมาณสปั ดาห์
ที่ ๒ ของเดอื นพฤษภาคม ผคู้ นจะกลบั มารวมตวั กนั ทน่ี อี่ กี ครง้ั หนง่ึ
เพอื่ สมั ผสั กบั อตั ลกั ษณอ์ สี านสดุ ถนิ่ ใต้ กบั บง้ั ไฟหนงึ่ เดยี วทส่ี อ่ งแสง
สวา่ งเหนอื ทวิ เขาสนั กาลาครี ี
๙๐ วิถชี วี ิต ศลิ ปวัฒนธรรม และจิตวญิ ญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา

วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมืองนรา

วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ



๑๐ วัฒนธรรมเดน่ เมอื งนรา

๙๖ วถิ ชี วี ติ ศิลปวฒั นธรรม และจติ วิญญาณ

แม้ผู้คนในพ้ืนท่ีจังหวัดนราธิวาสส่วนใหญ่จะนับถือศาสนา
อสิ ลาม แตค่ วามเปน็ “พทุ ธ” หรอื ศรทั ธาเนอ่ื งในศาสนาอน่ื ๆ กอ็ ยู่
เคยี งขา้ งกนั อยา่ งงดงามลงตวั เวลามงี านสำ� คญั ทางศาสนาของแตล่ ะ
ศาสนาและความเชอื่ ตา่ งประกอบพธิ กี รรมแหง่ ตนอยา่ งเคารพศรทั ธา
และบางงานบางกจิ กรรมมกี ารปฏสิ มั พนั ธร์ ว่ มกนั ชว่ ยเหลอื กนั ฉนั มติ ร
สหายหรอื พนี่ อ้ งรว่ มแผน่ ดนิ
ประเพณีของไทยพุทธในจังหวัดนราธิวาส เป็นเช่นพ้ืนที่
อน่ื ๆของประเทศไมว่ า่ จะเปน็ ชงิ เปรตเนอ่ื งในเทศกาลวนั สารทเดอื นสบิ
ประเพณีลากพระหรือชักพระในวันแรม ๑ ค�่ำเดือน ๑๑ รวมถึง
ประเพณีลาซังอันเก่ียวเนื่องกับแม่โพสพ หรือประเพณีการกินวาน
เมื่อต้องการไหว้วานเพื่อนบ้านมาช่วยกันลงแรงท�ำงานอย่างใด
อย่างหนึ่ง และหนึ่งในงานประจ�ำปีท่ีกลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของ
ชาวไทยพทุ ธในจงั หวดั นราธวิ าส กค็ อื กจิ กรรมสบื สาน “ประเพณรี บั เจา้
เขา้ เมอื ง” ซง่ึ ทางสำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส จะไปรว่ มจดั งาน
กับหน่วยงานในพ้ืนที่ ภายใต้โครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์
ฟื้นฟู ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดนราธิวาส
เปน็ ประจำ� ทกุ ปี
ประเพณรี บั เจา้ เขา้ เมอื ง จดั กนั ในคนื วนั แรม ๑ คำ�่ เดอื น
๕ ชาวบา้ นจะนำ� อาหาร เชน่ ขนมโค และผลไมต้ ามฤดกู าล ไปถวาย
พระและรวมตวั กนั กลางลานวดั ในตอนกลางคนื เพอื่ กราบไวส้ งิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์
ใหค้ มุ้ ครองดแู ลหมบู่ า้ น มกี ารจดั ในหลายสถานท่ี เชน่ วดั ชลธาราวาส
หมู่ท่ี ๒ ต�ำบลตันหยงมัส อ�ำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส หรืออีก
สถานทหี่ นง่ึ คอื บา้ นตอหลงั หมทู่ ่ี ๓ ตำ� บลไพรวนั อำ� เภอตากใบ
จังหวัดนราธิวาส ซึ่งนับเป็นวันข้ึนปีใหม่ของชาวไทยส�ำเนียงตากใบ
ฯลฯ

๑๐ วฒั นธรรมเดน่ เมอื งนรา ๙๗

วถิ ชี วี ิต ศลิ ปวฒั นธรรม และจิตวญิ ญาณ


Click to View FlipBook Version