หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ทย่ี ่งั ยนื ” i
หลกั สูตรโครงการ : พลังใจในมอื คณุ ..พลังทีย่ งั่ ยืน
โดย
ศาสตราจารยร์ ะพีพรรณ คำหอม ทปี่ รึกษา
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ชานนท์ โกมลมาลย์ หวั หนา้ โครงการ
อาจารยด์ ร. อจั ฉรา ชลายนนาวิน นกั วิจยั อาวุโส
ดร.ขนษิ ฐา บรู ณพันศกั ดิ์ นกั วจิ ยั อาวุโส
อาจารย์ ดร.ธิดารัตน์ ศักดว์ิ ีระกลุ นักวจิ ยั อาวโุ ส
นางสาวพรนิภา เดชแพ นกั วิจยั และผปู้ ระสานงาน
หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ท่ยี ่งั ยนื ” ii
สารบญั หนา้
1
บทนำ 3
หลกั สูตรการสรา้ งสัมพันธภาพ (R1) 4
5
- หลักการและเหตุผล 12
- ขอบเขตเนอ้ื หาหลักสตู ร
- กำหนดการหลกั สูตร 14
15
หลกั สตู รความคิดสร้างสรรคอ์ ยา่ งมวี จิ ารณญาณ (R2) 16
- หลกั การและเหตผุ ล 21
- ขอบเขตเนื้อหาหลักสตู ร
- กำหนดการหลกั สตู ร 27
28
หลกั สตู รเพิม่ พูนประสบการณ์แกป้ ัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ (R3) 29
- หลกั การและเหตผุ ล 34
- ขอบเขตเนอื้ หาหลักสูตร
- กำหนดการหลกั สตู ร 39
40
หลักสูตรการทำงานเป็นทมี (R4) 44
- หลกั การและเหตผุ ล 62
- ขอบเขตเนอื้ หาหลกั สูตร
- กำหนดการหลกั สูตร 65
66
หลกั สูตรพัฒนาทักษะทางสงั คม (R5) 67
- หลกั การและเหตผุ ล 78
- ขอบเขตเนื้อหาหลักสตู ร
- กำหนดการหลกั สูตร 89
90
หลักสตู รการเปน็ พเ่ี ลย้ี ง (R6) 92
- หลกั การและเหตผุ ล 141
- ขอบเขตเนื้อหาหลักสตู ร
- กำหนดการหลักสตู ร
สารบัญ (ต่อ)
หลกั สูตรการสง่ เสริมศกั ยภาพเยาวชน (R7) หน้า
- หลกั การและเหตผุ ล หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังที่ยัง่ ยืน” iii
- ขอบเขตเนอ้ื หาหลักสตู ร
- กำหนดการหลกั สตู ร 147
หลกั สตู รการสง่ เสริมศกั ยภาพพเ่ี ลยี้ ง (R8) 148
- หลกั การและเหตผุ ล 149
- ขอบเขตเนื้อหาหลกั สูตร 166
- กำหนดการหลกั สตู ร 170
171
ภาคผนวก 173
207
212
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ทย่ี งั่ ยืน” 1
บทนำ
โครงการพลังใจในมือคุณ..พลังที่ยั่งยืนเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิพลังที่ย่ังยืน และ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องค์กรภาคียุทธศาสตร์ทั้งสามแห่งประกอบด้วย มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน โรงพยาบาล
ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงร่วมมือ
กับดำเนินการโครงการพลังใจในมือคุณ..พลังท่ียั่งยืนโดยมีความมุ่งหมายสำคัญ 2 ประการ คือ เด็กมี social
smart มีศักยภาพ ในการใช้ชีวิตและมีทักษะชีวิตอย่างสมบูรณ์เตรียมพร้อมกลับสู่สังคมได้อย่างปลอดภัย พี่
เลี้ยงมีศักยภาพในการเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตและมีทักษะชีวิตอย่างสมบูรณ์ โดยเริ่มต้นจากพื้นที่นำร่องท่ี
จังหวัดปทุมธานีและขยายผลการดำเนินงานไปทั่วประเทศทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดของโครงการ คือ การสร้าง
สังคมใหม้ ีพลงั อย่างยั่งยนื
วัตถุประสงค์โครงการ ประกอบไปด้วย 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาตัวแบบการพัฒนาศักยภาพเด็ก
และเยาวชนอยา่ งเปน็ องค์รวมครบทุกมิติ (กาย-ความคดิ สตปิ ญั ญา-จิต-สังคม) อันจะนำไปสูก่ ารมคี ุณภาพชวี ิต
ที่ดีของตนเองและสังคม และ 2) เพื่อศึกษาและพัฒนาสมรรถนะคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพี่เลี้ยงเด็กและ
เยาวชนในการส่งเสริม พฒั นาศักยภาพเดก็ และเยาวชนอย่างเป็นองค์รวม
กระบวนการในการดำเนินงาน ลำดับแรก คือ คัดเลือกเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจพัฒนา
ศักยภาพจำนวนไม่เกิน 20 คน เข้าร่วมโครงการและคัดเลือกพี่เลี้ยง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ดูแลเด็ก นักสังคม
สงเคราะห์ นักจิตวิทยา ฯลฯ ที่มีความประสงค์จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในระยะยาวจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 คน
เข้าร่วมโครงการ ลำดับที่สอง คือ การศึกษาเอกสารต่าง ๆ ในประเด็นด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนรวมถึง
กลุ่มพี่เล้ียง 8 ประเด็น ประกอบด้วย การพัฒนาทักษะทางสงั คม การพัฒนาทักษะคดิ สร้างสรรค์ การคิดแก้ไข
ปัญหาและคิดวิจารณญาณ การสร้างสัมพันธภาพ การเป็น teamwork การเป็นพี่เลี้ยง การส่งเสริมศักยภาพ
เยาวชน การส่งเสริมศักยภาพพี่เลี้ยง เตรียมการทดลองหลักสูตรใช้จริงในพื้นที่นำร่อง ลำดับที่สาม คือ จัด
กจิ กรรมฝกึ อบรมทงั้ 8 ประเด็น จำนวน 24 ครั้ง (รายสัปดาห์ ๆ ละ 1 ครั้งๆ 6 ชั่วโมง รวม 24 ครง้ั ทงั้ กลุม่ เดก็
และเยาวชนและพี่เลี้ยง) ลำดับที่สี่ คือ ทดสอบและค้นหาแววของเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการว่ามี
เหมาะสมกบั งานด้านใด (ตามอาชีพทมี่ ลู นธิ พิ ลังทยี่ ง่ั ยืนกำหนด) และลำดบั สดุ ท้าย คอื จัดคา่ ยพัฒนาศักยภาพ
เด็กและเยาวชนและพี่เลี้ยง 1 ครั้ง (ทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับผิดชอบเฉพาะเนื้อหาของค่ายฝึกอบรม
มลู นิธพิ ลังท่ยี ั่งยืนรับผิดชอบค่าบรหิ ารจดั การ ตดิ ตอ่ ประสานงาน และคา่ ตอบแทนวทิ ยากรในค่าย)
โดยมีกรอบแนวคิดในการดำเนินการวิจัยดังภาพที่ปรากฏด้านล่างซึ่งเริ่มตั้งแต่การศึกษา
สถานการณ์เด็กและเยาวชนของสถานแรกรับเด็กหญิงบ้านธัญญพร จังหวัดปทุมธานี การตั้งกลุ่มเป้าหมาย
การตงั้ วัตถุประสงค์ การกำหนดตัวช้ีวดั จนกระทั่งการทำกจิ กรรมตามท่หี ลักสตู รแตล่ ะหลกั สตู รไดก้ ำหนดขึน้
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังทย่ี ัง่ ยนื ” 2
สำหรับหลักสูตรนั้นประกอบไปด้วยทั้งหมด 8 หลักสูตร คือ 1) หลักสูตรการสร้างสัมพันธภาพ
(R1) 2) หลักสูตรความคิดสร้างสรรค์อยา่ งมีวจิ ารณญาณ (R2) 3) หลกั สตู รเพ่ิมพูนประสบการณแ์ ก้ปญั หาอย่าง
สรา้ งสรรค์ (R3) 4) หลักสตู รการทำงานเปน็ ทีม (R4) 5) หลกั สตู รพฒั นาทกั ษะทางสังคม (R5)
6) หลักสูตรการเป็นพี่เลี้ยง (R6) 7) หลักสูตรการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (R7) และ 8) หลักสูตรการส่งเสริม
ศกั ยภาพพ่ีเล้ียง (R8)
การจัดทำหลักสูตรนั้นคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กและเยาวชนที่ผ่านโครงการได้รับการพัฒนา
ศักยภาพในการพ่งึ ตนเองเปน็ พลเมืองที่ดมี ีคณุ ภาพของประเทศ ถดั มาคอื หลักสตู รการพัฒนาศักยภาพเดก็ และ
เยาวชนในสถานสงเคราะห์ และ หลักสูตรพี่เลี้ยงฯเป็นที่ยอมรับในสังคมและกลายเป็นกรอบแนวทางในการ
ทำงานด้านนี้ของประเทศไทย และสุดท้ายคือ ปตท.เป็นผู้นำด้านการปฏิบัติงานด้าน CSR ยั่งยืนในด้านการ
ช่วยเหลือดูแลทั้งวิชาการและปฏิบัติการกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาทางสังคม/เด็กและเยาวชน
ยากลำบาก
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลังทีย่ ่งั ยนื ” 3
หลักสตู รการสรา้ งสมั พนั ธภาพ (R1)
โครงการ : พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ียงั่ ยืน
โดย ดร.ขนิษฐา บรู ณพนั ศกั ด์ิ
หลักสตู รการสร้างสัมพนั ธภาพ (R1)
โดย ดร.ขนษิ ฐา บูรณพนั ศกั ดิ์
หลักการและเหตผุ ล
บุคคลทุกคนมักต้อง มีกลุ่ม มีพวก ตัวอย่างกลุ่มหรือพวกของกลุ่มบุคคล เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง
ทีมงาน สมาคม ชมรม ผู้ทำงานในหน่วยงานเดียวกันหรือแม้กระทั่งการทำงานในองค์การธุรกิจก็จัดว่า เป็น
กลุ่มหรือพวกประเภทหน่ึงประกอบด้วยคนจำนวนมากมาอยู่ร่วมกนั และทำงานร่วมกนั ในบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลังทย่ี ง่ั ยนื ” 4
กันไป ซึ่งแต่ละคนมักมีเพื่อนฝูงร่วมงาน ทั้งที่อยู่ในระดับที่เหนือกว่า เท่ากัน และเพื่อนร่วมงานที่ต่ำกว่า ซึ่งไม่
ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด บุคคลเหล่านี้ต้องทำงานเกี่ยวข้องและติดต่อสัมพันธ์กันถ้าหากบรรยากาศของ
ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดีมักส่งผลให้บุคคลนั้นเป็นสุข สัมพันธภาพทั้งในแง่การอยู่ร่วมกับผู้อื่นและทำงาน
ร่วมกับผ้อู ื่นจงึ เป็นส่งิ สำคัญในการเขา้ สงั คม
อนึ่งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีนั้นต้องเริ่มจากภายในของแต่ละบุคคลก่อน กล่าวคือบุคคลน้ัน
จำเป็นต้องมีทักษะในการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ โดยพื้นฐานจึงจำเป็นต้องให้บุคคลต่าง ๆน้ัน
เข้าใจในความต่างทั้งความคิด ทัศนคติ และการใช้ชีวิตเพื่อนำไปสู่การสร้างสัมพันธ์ภาพที่มีคุณภาพต่อไป
หลกั สตู รน้ีจึงเน้นการเสริมทกั ษะตา่ ง ๆ ให้ผเู้ ข้าร่วมกิจกรรมไดม้ ที ักษะในการอยู่รว่ มกนั และภูมคิ ุ้มกนั ในการใช้
ชีวิตในสังคมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ให้เกิดข้ึนอย่างมคุณภาพและสานต่อสัมพันธภาพนั้น ๆ ให้ยืนยาวและ
เปน็ ประโยชนต์ อ่ การใช้ชวี ิตตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงค์
1. เพื่อเสริมสร้างทักษะสัมพันธภาพและทักษะการทำงานที่สำคัญซึ่งเป็นฐานในการดำเนินชีวิตและ
สร้างสัมพนั ธภาพใหม่ๆทง้ั ในระยะสัน้ และระยะยาว
2.เพื่อพัฒนาภูมิคุ้มกันทางสังคมผ่านการเพิ่มทักษะสัมพันธภาพและสามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่
รวมทงั้ เขา้ สังคมได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3. เพือ่ สรา้ งเครอื ข่ายการในระยะยาวในแงข่ องมติ รภาพและสนบั สนุนการทำงานตอ่ ไป
ระยะเวลาการฝึกอบรม
ระยะเวลา 3 วนั (18 ชวั่ โมง) โดยในแต่ละวนั น้ันจะแบง่ การอบรมเปน็ 2 ชว่ ง ชว่ งละ 3 ชว่ั โมงซ่ึงใน
การฝึกอบรมนน้ั จะถกู แบ่งตามหวั ข้อ ดงั น้ี
วันท่ี 1-2 Module 1 การสร้างสมั พันธภาพสำหรับผเู้ ขา้ ร่วมโครงการกลุม่ เดก็ และพ่ีเล้ยี ง
ผเู้ ขา้ รว่ มอบรม : กลุ่มเดก็ ทเ่ี ข้ารว่ มโครงการประมาณ 40 คน
กลุ่มพี่เลย้ี งประมาณ 15-20 คน
วันท3่ี Module 2 การสร้างสมั พนั ธภาพร่วมกนั เพอื่ สรา้ งเป้าหมายในอนาคต
ผ้เู ขา้ ร่วมอบรม : กลมุ่ เด็กท่ีเข้ารว่ มโครงการประมาณ 40 คน
กลุ่มพี่เลยี้ งประมาณ 15-20 คน
ขอบเขตเนอ้ื หาหลักสตู รการสรา้ งสัมพนั ธภาพ
ขอบเขตเนื้อหาหลักสูตรจะประกอบด้วย 8 หัวขอ้ ใหญ่ ดงั น้ี
หวั ข้อวชิ า/วิทยากร/กิจกรรม หวั ย่อย รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรุป
1. ทักษะสมั พนั ธภาพ (Life 1.1 การสร้างความสัมพันธ์ กิจกรรมละลายพฤติกรรม คือกระบวนการที่จัดขึ้น
Skill)
โดย อ.พดั ลม อนิ โนเวท ผ ่ า น ก ิ จ ก ร ร ม ล ะ ล า ย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสแสดงความเป็นตัวเองทำ
และคณะ
พฤตกิ รรม ความรู้จัก และเปิดเผยตัวเองออกมาให้สมาชิกแต่ละคนใน
กลุ่มได้รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเมื่อมนุษย์ได้เข้า
มาสู่สถานที่ใหม่หรือสังคมใหม่ มักจะสร้างกำแพงของตัวเอง
หวั ขอ้ วิชา/วิทยากร/กจิ กรรม หวั ยอ่ ย หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ทย่ี ่ังยืน” 5
1.2 ทักษะสมั พันธภาพ รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรุป
เพื่อป้องกันตัวเองด้วยสาเหตุต่าง ๆ ตามธรรมชาติ ทำให้เกิด
การปิดกั้นตัวเองก่อนการปรับตัวเพื่อเข้าสู่สภาพแวดล้อม
ใหม่ๆ
กิจกรรมละลายพฤติกรรมจึงเป็นเครื่องมือให้
ผูเ้ ข้ารว่ มกจิ กรรมไดม้ โี อกาส ทำความรู้จกั โดยการทำกจิ กรรม
ร่วมกัน และเปิดเผยความเป็นตัวเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดความ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน
เสริมสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรได้เร็วกว่าการให้ผู้เข้าร่วม
กิจกรรมปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เอง ซ่ึง
กระบวนการละลายพฤติกรรม ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่าง
ย่ิงกอ่ นเร่มิ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในการจดั การอบรม
ทักษะสัมพันธภาพ หมายถึงความสามารถเชิงสังคม
จิตวิทยา ที่จะช่วยให้บุคคลสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ
ในชวี ติ ประจำวนั ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพและมีความสามารถที่
จะปรับตัวได้ในอนาคต ทักษะสัมพันธภาพจะมีส่วนช่วยให้
วัยรุ่น สามารถนำความรู้ในเรื่องต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับ
ทัศนคติ ผ่านการคิดวเิ คราะห์ไตรต่ รองถึงผลที่จะเกดิ ขึ้น และ
ตัดสินใจปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสมได้ ทำให้เด็กและพ่ีเลี้ยง
สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและรับมือกับปัญหา
และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ซึ่งเป็นผลดีต่อการสร้าง
สัมพันธภาพ
หากเรายึดแนวคิดที่ได้รับความนิยมและความเชื่อถือในระดบั
สากลนั่นคือของ WHO (Ten Core Life Skills - WHO) ซ่ึง
ได้แบ่งทักษะสมั พันธภาพออกเปน็ 10 ประการดังน้ี
1.การตัดสินใจ คือ ความสามารถในการตัดสินใจ
เก่ียวกับเรอ่ื งราวต่าง ๆ ในชีวติ ได้อยา่ งรอบคอบ
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ทย่ี ั่งยนื ” 6
หวั ขอ้ วิชา/วทิ ยากร/กจิ กรรม หวั ย่อย รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรุป
2.การแก้ปัญหา คือ ความสามารถในการจัดการกับ
ปญั หาทเ่ี กิดข้ึนในชีวติ ได้อย่างมีระบบ ไม่เกิดความเครียด
3.การคิดวเิ คราะห์ คือ ความสามารถในการวิเคราะห์
แยกแยะข้อมูล ข่าวสาร ปัญหาและสถานการณ์ต่าง ๆ
รอบตัวได้
4.การคิดสร้างสรรค์ คือ ช่วยในการตัดสินใจและ
แก้ไขปัญหาโดยคิดสร้างสรรค์เพื่อค้นหาทางเลือกต่าง ๆ และ
ผลทจี่ ะเกิดขึน้ ในแตล่ ะทางเลือกและสามารถนำประสบการณ์
มาปรบั ใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้อย่างเหมาะสม
5.การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นความสามารถใน
การใช้คำพูดและท่าทางเพื่อแสดงออกถึงความคิดและ
ความรู้สึกของตนเอง เช่น การแสดงความคิดเห็น ความ
ต้องการ ความชื่นชม การขอร้อง การเจรจาต่อรอง
การตักเตือน การช่วยเหลอื การปฏิเสธ ฯลฯ
6.การสร้างสัมพันธภาพ คือความสามารถสร้าง
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล และรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้
ได้
7.การตระหนักรู้ในตน คือการรู้จักและเข้าใจตนเอง
เช่น รู้ข้อดี ข้อเสียของตนเอง รู้ความต้องการ และสิ่งที่ไม่
ต้องการของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้รู้ตัวเองเวลาเผชิญกับ
ความเครยี ด หรอื สถานการณ์ต่าง ๆ
8.ความเห็นใจผู้อื่น คือ เข้าใจความเหมือนหรือความ
แตกต่างระหว่างบุคคล ในด้านความสามารถ เพศ วัย ระดับ
การศกึ ษา ศาสนา ความเชอ่ื สีผวิ อาชีพ ฯลฯเขา้ ใจความรูส้ กึ
และยอมรับบคุ คลอ่ืนท่ีต่างจากตนเอง
9.การจัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ คือ รับรู้อารมณ์ของ
ตนเองและผู้อื่น รู้ว่าอารมณ์มีผลต่อการแสดงพฤติกรรม
อย่างไร รู้วิธีจัดการกับอารมณ์โกรธหรือโศกเศร้าที่ส่งผลทาง
ลบต่อร่างกาย และจติ ใจได้
10.การจดั การกับความเครยี ด คอื รบั รถู้ งึ สาเหตุของ
ความเครียด รู้วิธีผ่อนคลายความเครียดและแนวทางในการ
ควบคุมระดบั ความเครยี ด
1.3 ทักษะสัมพันธภาพคือ
ภูมคิ ุม้ กัน กิจกรรม Life Graph จะเป็นกิจกรรมทางจิตวิทยา
เพื่อค้นหาประเด็นที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดการ
ผลักดันไปข้างหน้าได้ และประเด็นที่กังวลอยู่ในใจส่วนลึกที่
จะฉุดรั้งไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า สิ่งทีจ่ ะเกิดข้ึนต่อจากน้ันคือการ
หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลังท่ยี งั่ ยืน” 7
หวั ข้อวิชา/วทิ ยากร/กิจกรรม หัวยอ่ ย รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรปุ
นำทักษะสัมพันธภาพมาสร้างถูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นด้วยการใช้
กระบวนการ Empowerment ในรูปแบบต่างเพื่อให้
ผู้เข้าร่วมก้าวข้ามสุดที่เป็นจุดด้อยและกล้าที่จะใช้ชีวิตอย่าง
ปกตแิ ละสรา้ งคณุ ค่าใหก้ บั สังคมได้ตอ่ ไป
2. ทกั ษะการทำงาน 2.1 กจิ กรรม Work Rally กิจกรรม Work Rally เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความ
โดยอ.พัดลม อินโนเวท และคณะ รักความผูกพัน สร้างความสามัคคี ลดความขัดแย้ง เน้นความ
สนุกสนานให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ระดมความคิด
ในการทำงานเป็นทีม ให้มีความคิดสร้างสรรค์ เปิดโลกทัศน์
ใหม่ๆ โดยมีการสอดแทรกทักษะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ
ทำงาน โดยเน้นการฝึกให้คิดในการเล่นกิจกรรมแล้วนำไป
ประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เน้นการกระตุ้นด้วยภารกิจที่
สร้างบรรยากาศในการทำกิจกรรมจะเต็มไปด้วยความ
สนุกสนาน แต่แฝงเร้นด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ ใน
การทำงานเป็นทีมที่ต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน โดยอาศัย
ทักษะการทำงานสำคญั
2.2 ทักษะการทำงาน ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานนั้นค่อนข้างสอดคล้อง
ทักษะสัมพันธภาพที่ได้เรียนรู้ไปในขั้นต้น และเมื่อนำแนวคิด
เรื่องทักษะการทำงานจากหลากหลายแหล่งข้อมูลพบกว่า
ทักษะสำคัญที่สุดของการทำงานนั้นจะประกอบด้วยทักษะ 5
ด้านอนั ประกอบด้วย
(1) ทกั ษะสอ่ื สาร
(2) ทกั ษะแกป้ ัญหา
(3) ทักษะวางแผน
(4) ทกั ษะการคิดเปน็ ระบบและเทคโนโลยี
(5) ทกั ษะทางดา้ นภาษา (ไทย/ต่างชาติ)
ซึ่งหลังจากการทำ Work Rally แล้วนั้นจะมีการ
ถอดรหัสเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นถึงทักษะที่ถูกซ่อนอย่าง
ชดั เจนและจำประสบการณเ์ พื่อการนำไปใชต้ อ่ ไป
3.การประยุกต์ใชท้ กั ษะ 3.1 แนวคิดการใช้ชวี ติ แงบ่ วก ทัศนคติของคนเราเป็นสิ่งที่มีพลังอย่างอัศจรรย์ มีผล
สมั พันธภาพและการทำงาน 3.2ทำงานอย่างไรให้เป็นสุข ของการคิดวิจัยในศาสตร์ของวิชาจิตวิทยามากมาย ที่ให้
โ ด ย อ . พ ั ด ล ม อ ิ น โ น เ ว ท / 3.3 การใช้ชวี ิตและการทำงาน บทสรุปซึ่งเชื่อถือได้ว่า ทัศนคติของคนแต่ละคนเป็นเสมือน
อ.น้ำตาล ภคพร และคณะ ในสังคมอย่างเปน็ สุข พลังขับเคลื่อนพลังชีวิตของคน ๆ นั้นและทัศนคติยังเป็น
เสมือนขั้วด้านหนึ่งของแม่เหล็กที่จะดึงดูดให้เราไปกองรวม
กับสิ่งที่ทัศนคติของเราเป็น อีกทั้งยังมีผลดึงดูดสิ่งที่เราคิด
ตามแง่มุมทศั นคติของเราเข้ามาหาตัวเราไดด้ ว้ ย
คนทุกคนย่อมต้องการประสบความสำเร็จและ
ก้าวหน้าในหน้าท่ีการงานที่ตนทำ การจะประสบความสำเร็จ
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังที่ยัง่ ยืน” 8
หวั ข้อวชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม หัวยอ่ ย รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรปุ
4. การเข้าใจความต่างของคน 4.1 เขา้ ใจพ้ืนฐานของคน ในการงานได้ กุญแจสำคัญนอกเหนือไปจากทักษะ
ตามแนวทาง DISC ความสามารถในการทำงาน และโอกาสแล้ว ทัศนคติเป็น
โดยอ.นำ้ ตาล ภคพร และคณะ องค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหลักที่สามารถทำให้เรา
ประสบความสำเร็จหรือลม้ เหลวในการทำงานได้ ศึกภายนอก
นั้นเราอาจจะควบคุมไม่ได้ แต่ศึกภายในก็สำคัญมากและเรา
ต้องควบคุมให้ได้ก่อน โดยการมี ทัศนคติแง่บวก ในการ
ทำงาน สิ่งน้ีจะช่วยให้เรามีความสุขกับงานที่เราต้องทำและ
อยูก่ บั งานไปอีกหลายปใี นช่วงชวี ติ ของเรา
เพื่อให้สะดวกต่อการจดจำจึงดึงแนวคิดออกมา
5 ประการ ดงั นี้
(1) รักในส่งิ ท่ีตนเองทำทกุ วัน
(2) ปรับทัศนคติในการใช้ชีวิตให้บวกเสมอ
(3) เห็นคุณคา่ ของตัวเองทกุ วนั
(4) มองแง่บวกกับทกุ เรื่อง
(5) เช่อื วา่ เราทำได้
ซึ่งหลักทั้ง 5 ประการนั้นจะสามารถเป็นแกนกลางใน
การประยุกต์ใช้ในการสร้างความคิดแง่บวกท้ังการใช้ชีวิตและ
การทำงานอีกด้วย ซึ่งจะมีการยกตัวอย่างและแสดงให้เห็น
อยา่ งชดั เจนในการฝึกอบรม
มนุษย์เรามีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายประการ เช่น
ต่างก็มีความต้องการ มีความรู้สึก มีอารมณ์แต่ใน
ขณะเดียวกันบุคคลแต่ละคนก็มีความแตกต่างจากคนอื่น ๆ
ได้หลายประการ เช่น มีรูปร่างต่างกัน มีสีของตา สีของผม
ต่างกัน บางคนมีความฉลาดบางคนโง่เขลาแม้แต่คู่แฝดยังมี
ความแตกต่างกัน เช่น แตกต่างกันในความคิดและอารมณ์
ฉะนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีผู้ใดจะมีความเหมือนกันไปเสีย
ทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์ทุกคนในโลกนี้จึงมีความแตกต่างกันทั้ง
ทางร่างกายและสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันและความแตกต่างของ
มนุษย์จึงเป็นเรื่องที่บุคคลควรเข้าใจและศึกษาเพ่ือให้เข้าใจ
เพื่อนมนุษย์โดยสามารถอธิบายได้ด้วยหลากหลายแนวคิด
เชน่
(1) กลุ่มจิตวิทยาพัฒนาการ
(2) กลุ่มจติ วทิ ยาการเรียนรู้
(3) กลุ่มแนวปรัชญา
ซึ่งจะแสดงความแตกต่างของคนใหเ้ หน็ ดว้ ยวิธีการใช้
กิจกรรมเพื่อจำลองเหตุการณ์ให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นสภาพจริง
และเขา้ ใจในเนอื้ หาดว้ ยประสบการณแ์ นวนเ้ี ปน็ แนวคดิ หนึง่ ท่ี
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ทยี่ งั่ ยืน” 9
หัวขอ้ วิชา/วิทยากร/กิจกรรม หัวยอ่ ย รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรปุ
4.2 DISC จะสามารถจำแนกบุคลิกภาพของมนุษย์ที่คิดค้นโดย
นักจิตวิทยา William Moulton Marston ซึ่งจะจำแนก
ลักษณะบุคลิกภาพออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ โดยพิจารณาจาก
ระดับคะแนนของรหัสลักษณะบุคลิกเด่น DISC ทั้ง 4 มักจะ
ใช้เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น นั่นคือรู้ว่าคนบุคลิกใด ควรติดต่อสื่อสารเช่นไร ซึ่ง
DISC มลี ักษณะเด่น ๆ ดงั นี้
(1) D หรือ Dominance – ชอบควบคุม ชอบเป็น
ผู้นำ มุง่ เปา้ ประสงค์
1. (2) I หรือ Influent – ชอบชักจูง ชอบเข้าสังคม มี
ความคิดสรา้ งสรรค์ ตอ่ ยอดเกง่
2. (3) S หรือ Steady – ชอบนิ่ง ๆ อยู่ในสภาวะที่รู้สึก
ปลอดภัย และคนุ้ เคย อนุรักษน์ ยิ ม เอื้อเฟือ้ อดทน
3. (4) C หรือ Conscientious – ชอบรายละเอียด อยู่
ในระเบยี บแบบแผน กฎระเบียบ
4.3 เข้าใจคนแล้วดอี ย่างไร 4.
5. การสร้างความสัมพันธ์ 5.1 การสร้างความสมั พนั ธ์ เมื่อเข้าสู่ Module 3 แล้วนั้นจะมีการรวมกลุ่มเด็ก
และพี่เลี้ยงเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันโดย
ระหว่างพี่เลี้ยงและผู้ร่วม ระหวา่ งกนั ได้เลือกกระบวนการทางกิจกรรม โดยเน้นกิจกรรมละลาย
พฤติกรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาส
โครงการ 5.2 การสร้างความเชอ่ื ใจ ทำความรู้จกั โดยการทำกจิ กรรมร่วมกันและเปิดเผยความเป็น
ตัวเองซึ่งจะก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มี
โ ด ย อ . พ ั ด ล ม อ ิ น โ น เ ว ท / ระหว่างกัน
อ.ตน้ ไทร อินโนเวท
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังที่ยัง่ ยืน” 10
หวั ข้อวชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม หัวย่อย รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรุป
6. การวางแผนงานเพอ่ื ตอ่ ยอด ความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เสริมสร้างบรรยากาศที่เป็น
อนาคต
โดยอ.พัดลม อนิ โนเวท / มิตรได้เร็วกว่าการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมปรับตัวเข้าสู่
อ.น้ำตาล ภคพร และคณะ
สภาพแวดล้อมใหม่ๆเอง ซึ่งกระบวนการละลายพฤติกรรม
ถือว่ามีความสำคญั เปน็ อยา่ งยิ่งก่อนเรม่ิ กจิ กรรมตา่ ง ๆ
6.1 การหาแนวทางร่วมกัน Workshop ที่แบ่งออกเป็น 2 ช่วงโดยช่วงแรกจะเป็น
เพื่อช่วยเหลือและพัฒนา การทำ Workshop ของกลุ่มเฉพาะเด็กและเฉพาะพี่เลี้ยง
รว่ มกัน เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้ระดมความคิดเพื่อต่อยอดอนาคตผ่าน
กระบวนการ Projective Technic (A-I-C , F.S.C.) และเม่ือ
เสร็จแล้วนั้นจะนำทั้ง 2 กลุ่มมารวมกันเพื่อระดมสมองต่อ
ยอดเพื่อสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้พันธ
สัญญาร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์และต่อยอดไปสู่อนาคต
ผา่ นความเช่ือใจท่ีดขี องท้ังพ่เี ล้ยี งและเดก็ ผเู้ ขา้ รว่ มโครงการ
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทีย่ ่ังยนื ” 11
กำหนดการ
หลักสตู รการสรา้ งสัมพันธภาพ (R1)
ณ สถานแรกรบั เด็กหญงิ บา้ นธญั ญพร จังหวดั ปทุมธานี
โดย ดร.ขนษิ ฐา บรู ณพนั ศกั ด์ิ
Module 1 การสร้างสัมพนั ธภาพสำหรับผ้เู ขา้ รว่ มโครงการกล่มุ เดก็ และพเ่ี ล้ยี ง
กิจกรรม วันที่ 1
08.30 – 09.00 น. ลงทะเบยี นและเตรียมความพร้อมสำหรบั การฝึกอบรม
09.00 – 10.30 น. การให้ความรเู้ รอ่ื ง “ทกั ษะสัมพันธภาพ”
- ละลายพฤตกิ รรมและกลมุ่ สัมพนั ธ์
- ทำความเขา้ ใจร่วมกนั
- อะไรคอื ทกั ษะสัมพันธภาพ
- กจิ กรรมทกั ษะสมั พันธภาพคอื ภูมิคุ้มกัน (Life Graph)
10.30 – 10.45 น. รบั ประทานอาหารว่าง
10.45 – 12.00 น. กิจกรรม “ช้อนไขเ่ ต่า”
12.00 – 13.00 น. รบั ประทานอาหารกลางวนั
13.00 – 14.30 น. กิจกรรม “Work Rally”
- กิจกรรมฐานรถไฟโป่ง
- กิจกรรมฐานจัดแถวใหม่
- กิจกรรมฐาน Spider ball
- กิจกรรมฐานยง่ิ สูงยง่ิ หนาว
14.30 – 14.45 น. รบั ประทานอาหารวา่ ง
14.45 – 16.00 น. สรุปผลการอบรมดว้ ยกระบวนการ Projective Techniques และตอ่ ยอด
กจิ กรรม วนั ที่ 2 ลงทะเบยี นและเตรียมความพรอ้ มสำหรบั การฝึกอบรม
08.30 – 09.00 น. กิจกรรมเข้าใจความต่างของคนด้วย DISC
09.00 – 10.30 น.
- ละลายพฤตกิ รรมและกลุ่มสัมพันธ์
10.30 – 10.45 น. - อะไรคือDISC
10.45 – 12.00 น. - ค้นหาตวั ตนในแบบของคุณ
รับประทานอาหารวา่ ง
12.00 – 13.00 น. กจิ กรรมเขา้ ใจความต่างของคนด้วย DISC (ตอ่ )
13.00 – 14.30 น. - กจิ กรรมไพย่ กั ษ์
- ปรบั ตัวเพื่อการพฒั นา
รับประทานอาหารกลางวัน
กจิ กรรม “สถานวี ัดใจ”
- กจิ กรรมเก้าอมี้ นษุ ย์
- กิจกรรม One Ball
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลงั ท่ียั่งยืน” 12
14.30 – 14.45 น. - กจิ กรรม One Mission
14.45 – 16.00 น. รบั ประทานอาหารวา่ ง
สรุปผลการอบรมดว้ ยกระบวนการ Projective Techniquesและตอ่ ยอด
Module 2 การสรา้ งสมั พนั ธภาพร่วมกนั เพือ่ สร้างเป้าหมายในอนาคต
08.30 – 09.00 น. ลงทะเบยี นและเตรยี มความพรอ้ มสำหรับการฝกึ อบรม
09.00 – 10.00 น. ละลายพฤติกรรม
10.00 – 10.15 น. ช้ีแจงกจิ กรรมแยกหอ้ ง
10.30 – 10.45 น. รับประทานอาหารว่าง
10.45 – 12.00 น. Workshop แยกกลุ่ม “สงั คมในฝันชว่ งท่ี 1”
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.30 น. Workshop รวม “สังคมในฝนั ช่วงที่ 2”
14.30 – 14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
14.45 – 15.30 น. Workshop “สานตอ่ เพื่ออนาคต”
15.30 – 16.00 น. กจิ กรรมพันธสญั ญาร่วมกนั
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลังทย่ี งั่ ยืน” 13
หลกั สตู รความคดิ สร้างสรรค์และการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ (R2)
(Creativity and Critical Thinking)
โครงการ : พลังใจในมือคุณ..พลังที่ยัง่ ยืน
โดย ดร.ธดิ ารัตน์ ศกั ดวิ์ ีระกุล
หลกั สตู รความคิดสรา้ งสรรค์และการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ (R2)
(Creativity and Critical Thinking)
โดย ดร.ธดิ ารตั น์ ศกั ด์วิ ีระกลุ
หลักการและเหตุผล
ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) เป็นสมรรถนะทางความคิดอย่างหนึ่งของมนษุ ย์ที่มีความสำคัญ
อย่างยิ่งต่อการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือแม้กระทั่งในการใช้ชีวิต ผู้ที่ประสบความสำเรจ็ ในชวี ติ
และมชี ือ่ เสยี งมกั จะเปน็ ผูท้ ี่มีความคิดแปลกใหม่ มีผลงานที่มคี วามเป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะตัวความคิดสร้างสรรค์
เป็นกระบวนการทางปัญญาที่ผสานหลายมิติเข้าด้วยกนั ทั้งในด้านอารมณ์ สังคม ประสบการณเ์ ดมิ การศึกษา
สังคมวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) เกิดจากการผสานแนวคิดใหม่ ๆ และจินตนาการ
(imagination) มาทำให้เกิดเป็นเรื่องจริง ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะของการรับรู้หรือมองโลกในมุมท่ี
ต่างออกไป ด้วยการค้นหารูปแบบอื่นท่ีซ่อนอยูใ่ นสิ่งเดิม เป็นการเชื่อมโยงปรากฏการณ์หรอื แนวคิดที่ดเู หมือน
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลงั ที่ยั่งยนื ” 14
จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาอยู่ด้วยกัน กระบวนการคิดสร้างสรรค์จึงเริ่มต้นจากการคิด (thinking) จากนั้นจึง
เป็นการผลิตหรือลงมือกระทำ (producing) หากมีเพียงความคิดแต่ไม่มีการลงมือกระทำใด ๆ สิ่งนั้นจะเป็น
เพยี งจนิ ตนาการ (imagination) แต่จนิ ตนาการนนั้ ไมไ่ ดเ้ ป็นสิ่งท่ไี มม่ ปี ระโยชนห์ รอื เป็นเร่ืองเพ้อฝนั เราจะเห็น
ได้ว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุคปัจจุบันหลายชนิด มีจุดเริ่มต้นมาจากจินตนาการทั้งจากความคิดของ
นักเขียนการ์ตูน นิทานหรือนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น นิยายวิทยาศาสตร์ของเซอร์อาร์ ซี.คลากร์ก (Sir Arthur
C.Clarke) ผู้แตง่ นิยายเรื่อง “Space Odyssey” ที่มจี นิ ตนาการถึงสิง่ ประดิษฐ์ทีล่ ้ำสมัยกา้ วหน้ากวา่ เทคโนโลยี
ในยุคสมัยนั้นและได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ได้นำแนวคิดนั้นมาผลิตจน
กลายเป็นความจริง อาทิ ยานอวกาศที่ใช้สำรวจดวงจันทร์ ดาวเทียม ลิฟต์อวกาศ และชื่อของเขายังได้ถูก
นำมาตั้งเป็นชื่อวงโคจรของดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศ คือ วงโคจรคลาร์ก (Clarke Belt) ซึ่ง
จะเห็นได้ว่าจากความคิดและจินตนาการเมื่อได้นำมาผสานกับความรู้และแนวทางทีเ่ หมาะสม มีระบบ จะช่วย
ให้เกิดความก้าวหน้าและการพัฒนาซึ่งจะมีคุณค่าต่อประเทศเป็นอย่างยิ่งการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะการคิด
ทั้งด้านการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) นั้น มี
ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากการแข่งขันด้านธุรกิจ การใช้ชีวิตและการมีสื่อข้อมูลท่ี
หลากหลาย เด็กและเยาวชนจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการคิดให้ก้าวทันกับความก้าวหน้าและการพัฒนาท่ี
รวดเรว็ และไมห่ ยดุ ยง้ั
ผู้ที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยกระตุ้น
ส่งเสริมและสร้างให้เด็กเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะการคิด และทำให้เด็กเกิดทักษะการคิดทั้งด้าน
การคิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดทั้งเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนา
คณุ ภาพเดก็ และการพฒั นาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
วัตถปุ ระสงค์
1. เพื่อให้เห็นความสำคญั ของการสง่ เสริมทักษะความคดิ สรา้ งสรรค์และการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ
2. เพื่อให้มคี วามรคู้ วามเข้าใจทถี่ กู ต้องในเร่อื งความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละการคิดอยา่ งวิจารณญาณ
3. เพอื่ ใหเ้ กดิ ทักษะการสร้างแรงจงู ใจและกระต้นุ ทักษะการคดิ ของเยาวชนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ระยะเวลาการฝกึ อบรม
ระยะเวลา 3 วัน (18 ชว่ั โมง) โดยในแต่ละวนั จะแบง่ การอบรมเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 3 ชวั่ โมง
เนือ้ หาในการฝกึ อบรม
1. หลกั การและความสำคัญของความคดิ สร้างสรรคแ์ ละความคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ
2. การบรหิ ารจดั การความคดิ สรา้ งสรรคอ์ ย่างเป็นระบบ
3. เทคนิคการสรา้ งแรงจงู ใจและกระตุน้ ความคิดสร้างสรรคเ์ พอื่ การพัฒนางาน
4. การสื่อสารและนำเสนอความคดิ อย่างสร้างสรรค์และมีประสทิ ธิภาพ
ผูเ้ ขา้ รว่ มอบรม
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลังทีย่ ั่งยืน” 15
กลุ่มพ่เี ลีย้ ง จำนวนประมาณ 15 – 20 คน
กล่มุ เด็กและเยาวชน จำนวนประมาณ 40 คน
ขอบเขตเนื้อหาหลักสตู รพฒั นาการคิด
ขอบเขตเนื้อหาหลักสตู รประกอบไปด้วยหัวข้อดังตอ่ ไปนี้
หวั ข้อ/วทิ ยากร หวั ข้อยอ่ ย รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรุป
1. การสง่ เสรมิ ความคดิ 1.1 ความสำคัญและ ความคิดสร้างสรรค์ (creativity)คือความสามารถ
สร้างสรรค์ (Creativity) ประโยชน์ของความคดิ ในการสร้างความคิดใหม่ ๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการ
โดย ดร.ธดิ ารตั น์ ศักด์ิวรี ะกุลและ สรา้ งสรรค์ ปฏิบัติซึ่งนับว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดความคิด
คณะ แปลกใหม่และมคี ุณคา่
ความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากการดึงพลังและ
ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ออกมาสร้างให้เกิดสิ่งใหม่ๆ
ทัง้ ในเชงิ วทิ ยาศาสตร์ ศิลปะ เทคโนโลยี คณติ ศาสตร์ การ
ทำอาหาร การเมือง การสอน การทำธุรกิจ การใช้
ความคิดที่ครอบคลุมไปในทุกแง่มุมนี้ ต้องใช้ทั้งความรู้
และความคดิ ทไ่ี ดร้ ับการกระตนุ้ และพัฒนาอยา่ งสม่ำเสมอ
จนกลายเปน็ ความเชยี่ วชาญชำนาญ
ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับการคิดสิ่งที่แปลก
ใหม่ขึ้นมาก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสิ่งใหม่
ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในมวลมนุษยชาติ หากแต่เป็น
ความคิดที่แปลกใหม่สำหรับเจ้าของความคิดนั้นที่จะ
สามารถคิดเชื่อมโยงผ่านกรอบอันจำกัดของวิทยาการ
แขนงใดแขนงหนึ่งและต้องอาศัยการเทียบเคียงกับสิ่งที่
เคยเกดิ ขึน้ มากอ่ นหน้านี้แล้ว
การมีความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หมายความว่าต้อง
เป็นความคิดหลุดโลกหรือการคิดอย่างไร้วินัย ไร้ขอบเขต
การใช้จินตนาการเป็นตัวกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ จะ
ช่วยก่อให้เกิดความคิดในสิ่งใหม่ ๆ ที่ก้าวข้ามข้อจำกัด
หรือกรอบของการใช้ชีวิตในแบบเดิม ๆ แต่อย่างไรก็ตาม
เด็กยังต้องรู้จักการใช้วิจารณญาณในการพิจารณาถึง
ความเหมาะสม ความเป็นเหตุเป็นผลหรือความคุ้มค่าของ
การคิดและสร้างสง่ิ เหล่าน้ันข้นึ มาหรอื ไม่
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามกับวินัยและ
การควบคุม ในทางตรงข้าม ความคิดสร้างสรรค์ไม่ว่า
สาขาใดก็ตามต้องอาศัยทั้งความรู้ลึกรู้จริงในรายละเอียด
ที่เป็นข้อเท็จจริงและทักษะในการลงมือทำให้ออกมาเป็น
รูปธรรม การปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องที่
หวั ขอ้ /วทิ ยากร หัวข้อยอ่ ย หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังที่ย่งั ยืน” 16
1.2 องค์ประกอบของ รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรปุ
ความคดิ สรา้ งสรรค์ น่าสนใจและท้าทายมากที่สุดสำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับ
เดก็ และเยาวชน
2.การสง่ เสริมจนิ ตนาการเพอ่ื 2.1 ความหมายของ
พัฒนางานและความคดิ ฺ จินตนาการ องค์ประกอบของความคดิ สรา้ งสรรค์
โดย ดร.ธดิ ารัตน์ ศักด์วิ รี ะกุลและ ความคิดสร้างสรรค์ มีองค์ประกอบที่สำคัญหลาย
คณะ
ด้าน พื้นฐานสำคัญของการคิดสร้างสรรค์ คือ จินตนาการ
เพราะจินตนาการเป็นความคิดที่ไม่มีจุดสิ้นสุดหรืออาจจะ
เรียกว่าเป็นความฝัน เป็นนิทานหรือเรื่องสมมติแต่
จินตนาการจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์มี
ความกล้าในการคิด การสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่จะให้เกิดการ
พัฒนาในวนั ข้างหนา้
ความคิดสร้างสรรค์เป็นความคิดในลักษณะอเนก
นยั (Divergent Thinking) ประกอบด้วยความคดิ ท่สี ำคัญ
4 ประเภท คอื
1. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency Thinking) คือ
ความสามารถในการคิดหาคำตอบได้ชัดเจน ตรงประเด็น
ไดม้ ากท่ีสุดโดยการนับจากปรมิ าณของความคดิ ที่ไม่ซ้ำกัน
ในเรือ่ งเดียวกัน
2. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility Thinking) คือ
ความสามารถในการปรับสภาพความคิดในสถานการณ์
ต่าง ๆ ได้ เป็นการต่อยอดจากความคิดคล่องแคล่ว วัด
จากรูปแบบการมีหลักการและเกณฑ์ในการจัดหมวดหมู่
ความคิด
3. ค ว า ม ค ิ ด ร ิ เ ร ิ ่ ม ( Originality Thinking) คื อ
ความสามารถในการคิดแปลกใหม่ต่างไปจากความคิดเดิม
ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาความรู้เดิมมาคิดดัดแปลงและ
ประยุกตเ์ ปน็ ส่ิงใหม่
4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration Thinking)
คือ ความสามารถในการมองเห็นสิ่งหน่ึงที่คนอื่นมองไม่
เห็นหรือนึกถึงรวมไปถึงการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ให้สัมพันธ์
กันอยา่ งมคี วามหมาย
จินตนาการ (imagination) คือ รากฐานสำคญั ของ
ความคิดสร้างสรรค์ มันคือความสามารถในการนึกถึงสิ่ง
ต่าง ๆ ทีไ่ ม่ไดป้ รากฏผ่านทางผสั สะของเรา หมายความว่า
“จินตนาการ” หรือเรียกว่ามุมมองความคิดจากภายใน
(Inner Visions) เป็นความสามารถเฉพาะที่มีในตัวของ
มนุษย์ทุกคน เป็นความสามารถด้านการคิด ความกล้าที่
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ยี งั่ ยืน” 17
หัวขอ้ /วิทยากร หวั ขอ้ ย่อย รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรปุ
จะเปิดมุมมองตั้งต้นค้นหาแนวทางที่ไม่ได้ยึดติดกับ
สถานการณ์ความเป็นจริง รูปแบบการแก้ปัญหาหรือการ
คิดแบบเดมิ ๆ จินตนาการจะนำเราไปสสู่ ง่ิ ใหม่ ๆ เสมอ
หลกั สำคญั ของจินตนาการ (imagination) คือ การ
ถ่ายทอดมุมมองความคิดจากภายในไม่ใช่การหาความรู้
รับข้อมูลจริงจากภายนอกเพื่อนำมาอธิบายปรากฏการณ์
ใด ๆ พลังของจินตนาการช่วยก่อให้เกิดการพัฒนาแนวคิด
ใหม่ ๆ ทีม่ ีความแตกตา่ งไปจากมุมมองเดมิ “จินตนาการ”
จึงเปน็ ความคดิ ท่ไี มม่ จี ดุ สน้ิ สุด
2.2 การสง่ เสรมิ ความคดิ และ การส่งเสริมให้เกิดจินตนาการ การพัฒนาให้เกิด
จนิ ตนาการ จินตนาการนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างย่ิงทีจ่ ะควรจะทำให้
เด็กและเยาวชนวิธีการที่จะช่วยส่งเสริมจินตนาการทำได้
หลายทาง เช่น
1. การเปิดโอกาสและกระตุ้นให้เด็กมีแรงผลักดัน
แรงจูงใจ กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ กระตุ้นให้เกิด
การใชค้ วามคิด เปลย่ี นมมุ มองและทศั นคติในการ
ตดั สินหรือลงมือปฏบิ ัตงิ านใด ๆ
2. การใช้ประสาทสมั ผสั ท้ังห้า ในการรับรขู้ ้อมูล รูป
รส กล่ิน เสียง สถานการณ์ต่าง ๆ รอบตวั
การกระตุ้นให้เด็กเกิดจินตนาการนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่
จะช่วยให้เด็กเกิดความกล้าในการคิด เช่น การคิดนอก
กรอบ การคิดหลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ
อยา่ งหน่ึงท่สี ่งเสริมการคิดสร้างสรรค์
3.กระบวนการพัฒนาความคดิ 3.1 การคิดเชิงวพิ ากษ์ การคิดเชิงวิพากษ์ (Criticism) คือ ความสามารถ
ในการวิเคราะห์ข้อมูลและความคิด พร้อมนำเสนอข้อ
อยา่ งมีวจิ ารณญาณ (Criticism) โต้แย้งและการตัดสินที่มีเหตุผลรองรับได้ เป็น
ความสามารถที่จะคิดได้อย่างกระจ่าง พิจารณาข้อโต้แย้ง
โดย ดร.ธดิ ารัตน์ ศกั ดิ์วรี ะกุล และ 3.2 การคดิ อย่างมี โดยอิงตรรกะและชั่งน้ำหนักหลักฐานสนับสนุนอย่าง
ปราศจากความลำเอียงนับเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันว่า
คณะ วิจารณญาณ (Critical สติปัญญาของมนุษย์นั้นสูงส่ง ความคิดเชิงวิพากษ์เป็น
ความสามารถในการตีความสิ่งที่ผู้อื่นต้องการสื่อ เป็น
Thinking) ความเข้าใจในบริบท เป็นการหยั่งถึงคุณค่าและความรู้สึก
ที่แฝงอยู่ข้างใน เป็นการมองไกลไปถึงแรงจูงใจ เป็น
ความสามารถในการแกะรอยตรวจจับความลำเอียงและ
นำเสนอออกมาเป็นข้อสรุปได้อย่างกระชับรัดกุมใน
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังท่ียั่งยืน” 18
หวั ขอ้ /วทิ ยากร หัวขอ้ ยอ่ ย รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรปุ
รูปแบบที่เหมาะสมซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนและ
การช้แี นะจากผเู้ ชี่ยวชาญ (Ken Robinson.2559 : 220)
3.3 หลกั การและความสำคญั การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ
ของการคดิ อยา่ งมี การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นความสามารถทาง
วจิ ารณญาณ สมองหรือกระบวนการคิดรูปแบบหนึ่งที่มีความซับซ้อน
กันหลายด้าน การส่งเสริมให้มีความสามารถด้านการคิด
3.4 กระบวนการพัฒนาการ อยา่ งมีวจิ ารณญาณจะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ
คดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ และสมำ่ เสมอ
กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ ข้ันตอนการ
พจิ ารณาเรือ่ งราวหรือข่าวสารเหตกุ ารณ์สถานการณ์
ต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การหาข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผลหรือ
เพื่อการตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างมีหลักการและ
เหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งกระบวนการประกอบด้วย
การศกึ ษาข้อมลู การระบุและนยิ ามประเดน็ ปญั หาหรือข้อ
โต้แย้ง การแสวงหาทางเลือก การลงข้อสรุป และการ
ประเมนิ ขอ้ สรปุ (สเุ มตตา คงสง.2553)
หมายเหตุ 1. เนือ้ หากจิ กรรมท้ังของพีเ่ ล้ียงและเด็กเป็นเนอื้ หาเดียวกนั
2. กจิ กรรมของพเ่ี ลี้ยงจะเพม่ิ เตมิ ด้านการใชเ้ ครื่องมอื และแนวทางการจดั กจิ กรรมเพ่อื
กระตนุ้ การคดิ ให้กับเยาวชน
กำหนดการ
หลกั สตู รความคิดสรา้ งสรรค์และการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ (R2)
Creativity and Critical Thinking
โดย ดร. ธดิ ารัตน์ ศักดว์ิ รี ะกลุ
กจิ กรรม คร้ังที่ 1 การสง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
08.30– 09.00 น. ลงทะเบยี นและเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกอบรม
09.00 – 09.30 น. กจิ กรรมละลายพฤตกิ รรม สร้างสัมพนั ธภาพ
วิทยากร: ดร.ธดิ ารตั น์ ศักดิว์ รี ะกลุ , คุณทิราวรรณ เดชชูตระกูล
คณุ สริ ิภทั รา ธานีรตั น์
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ทีย่ ่งั ยนื ” 19
09.30 – 10.30 น. - เกม Happy Bee Hives
กิจกรรมปฏบิ ตั ิการหัวขอ้ “สรา้ งแรงบันดาลใจใฝส่ รา้ งสรรค”์
10.30 – 10.45 น. วิทยากร : ดร.ธดิ ารัตน์ ศกั ด์ิวีระกุล, คุณทิราวรรณ เดชชูตระกลู
10.45 – 12.00 น. คณุ สริ ภิ ทั รา ธานีรัตน์
12.00 – 13.00 น. - กิจกรรม If we are…
13.00 – 15.00 น. - กิจกรรม “แทนความคดิ ดว้ ย Tangram”
รับประทานอาหารว่าง
15.00 – 15.30 น. การอบรมหัวข้อ “องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์”
15.30 – 16.00 น. วิทยากร : ดร.ธิดารตั น์ ศักดิ์วีระกลุ , คุณทิราวรรณ เดชชูตระกูล
คุณสริ ิภทั รา ธานรี ตั น์
- กิจกรรม “รอ้ ยส่ิงสร้างสรรค์ สารพนั ไอเดยี ” (ชว่ งท่ี 1)
รบั ประทานอาหารกลางวัน
การอบรมหวั ขอ้ “องคป์ ระกอบของความคิดสร้างสรรค์”
วทิ ยากร : ดร.ธิดารตั น์ ศักดวิ์ ีระกุล, คณุ ทริ าวรรณ เดชชูตระกลู
คุณสิรภิ ทั รา ธานีรตั น์
- กจิ กรรม “รอ้ ยส่งิ สรา้ งสรรค์ สารพนั ไอเดีย” (ช่วงที่ 2)
รบั ประทานอาหารวา่ ง
ทบทวนและสรุปกจิ กรรม
กจิ กรรม ครงั้ ที่ 2 การส่งเสริมจินตนาการเพอ่ื พัฒนางานและความคดิ
08.30– 09.00 น. ลงทะเบียนและเตรยี มความพร้อม
09.00 – 10.30 น. สนั ทนาการ ละลายพฤตกิ รรม
โดย ดร.ธดิ ารัตน์ ศกั ดวิ์ รี ะกุล, คณุ ทริ าวรรณ เดชชตู ระกลู
คณุ สริ ิภัทรา ธานรี ัตน์
- เกมใชห่ รือมวั่ ชัวรห์ รือไม่
อบรมหัวข้อ “ความหมายและความสำคัญของจนิ ตนาการ”
- กิจกรรม “เตมิ ฝันสรา้ งสรรค์จนิ ตนาการ”
10.30 – 10.45 น. รับประทานอาหารวา่ ง
10.45 – 12.00 น. กิจกรรม “จินตนาการกับการพัฒนาความคิด” (ช่วงที่ 1)
โดย ดร.ธดิ ารตั น์ ศักดิ์วีระกุล, คุณทริ าวรรณ เดชชตู ระกูล
คุณสิริภัทรา ธานีรัตน์
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 15.00 น. กิจกรรม “จนิ ตนาการกับการพัฒนาความคดิ ” (ช่วงที่ 2)
โดย ดร.ธดิ ารตั น์ ศกั ดว์ิ รี ะกลุ , คณุ ทริ าวรรณ เดชชูตระกูล
คณุ สริ ภิ ทั รา ธานรี ัตน์
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ยี ่งั ยนื ” 20
15.00 – 15.30 น. รับประทานอาหารว่าง
15.30 – 16.00 น. ทบทวนและสรุปกิจกรรม
หมายเหตุ กิจกรรมอาจมกี ารเปลยี่ นแปลงตามความเหมาะสม
กจิ กรรม ครงั้ ที่ 3 กระบวนการคดิ วิเคราะห์อย่างสรา้ งสรรค์
08.30– 09.00 น. ลงทะเบยี นและเตรยี มความพรอ้ มสำหรบั การฝึกอบรม
09.00 – 09.30 น. กิจกรรมสันทนาการผสานความคิด
วทิ ยากร: ดร.ธิดารัตน์ ศกั ด์ิวีระกุล, คณุ ทิราวรรณ เดชชตู ระกูล
09.30– 10.30 น.
คุณสิริภทั รา ธานรี ัตน์
10.30– 10.45 น.
10.45 – 12.00 น. - เกม “เรอื ลำนม้ี วี า่ งท่ีเดียว”
12.00 – 13.00 น. อบรมหัวข้อ “การคดิ สรา้ งสรรคเ์ ชิงวพิ ากษ์ (Creativity Criticism)”
13.00 – 15.00 น. วทิ ยากร: ดร.ธิดารตั น์ ศกั ด์ิวรี ะกุล, คุณทิราวรรณ เดชชตู ระกลู
15.00 – 15.30 น. คณุ สริ ภิ ทั รา ธานรี ตั น์
15.30 – 16.00 น. - กิจกรรม “มหศั จรรย์ของใช้ใกล้ตัว” (ชว่ งที่ 1)
รบั ประทานอาหารว่าง
อบรมหัวข้อ “การคดิ สร้างสรรค์เชงิ วิพากษ์ (Creativity Criticism)”
วทิ ยากร: ดร.ธดิ ารัตน์ ศกั ดว์ิ รี ะกุล, คุณทริ าวรรณ เดชชตู ระกูล
คุณสิริภัทรา ธานีรตั น์
- กิจกรรม “มหัศจรรยข์ องใช้ใกลต้ ัว” (ชว่ งที่ 2)
รับประทานอาหารกลางวัน
อบรมหัวข้อ “เติมความคดิ ..ชวี ติ ก็เปล่ยี น”
วทิ ยากร: ดร.ธดิ ารัตน์ ศกั ดว์ิ รี ะกลุ , คุณทิราวรรณ เดชชตู ระกูล
คุณสริ ิภทั รา ธานรี ัตน์
รับประทานอาหารวา่ ง
ทบทวนและสรปุ กิจกรรมภาพรวม
หมายเหตุ กิจกรรมอาจมกี ารเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทีย่ ่ังยนื ” 21
รายละเอียดกจิ กรรมตามกำหนดการอบรม
หลักสตู รความคิดสรา้ งสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
Creativity and Critical Thinking
โดย ดร.ธิดารตั น์ ศักด์ิวรี ะกลุ
กจิ กรรมคร้ังที่ 1 การสง่ เสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรค์ (Creativity)
วิทยากร : ดร.ธดิ ารตั น์ ศกั ดว์ิ ีระกุล, คณุ ทิราวรรณ เดชชูตระกูล คณุ สริ ภิ ทั รา ธานีรัตน์
- เกม Happy Bee Hives
(วิธีการเล่น: วิทยากรให้เด็กจับคู่ทำรังผึ้ง 2 คนในแต่ละรังจะต้องมีคนเป็นผึ้ง 1 คน เงื่อนไขของ
เกม เมื่อบอกว่าผึ้งเปลี่ยนรัง ให้ผึ้งออกจากรังเดิมและไปอยู่ในรังใหม่ ถ้ารังเปลี่ยนผึ้ง ให้ผึ้งอยู่ท่ี
เดิมรังเดินไปหาผึ้งตัวใหม่ ถ้าพูดว่า “รังระเบิด” ให้คู่ที่เป็นรังแยกออกจากกันและจับคู่ทำรังใหม่
ถา้ พูดว่า “รัง 3 ผงึ้ 2 หมายความว่า ตอ้ งมีคนเปน็ รงั 3 คน คนเปน็ ผ้งึ 2 คน ทำสลบั ไปเรือ่ ย ๆ
- กจิ กรรม If I were…
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเพื่อจุดประกายความคดิ สร้างสรรค์ และการสร้างสมั พันธภาพในกลุ่ม โดย
วิทยากรให้โจทย์ เช่น ให้ช่วยกันสร้าง “บ้าน” โดยใช้ร่างกายของสมาชิกทุกคนในกลุ่มเป็น
ส่วนประกอบของบ้าน ทุกคนต้องช่วยกันคิดและทำตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน เช่น เป็น
ประตู หน้าต่าง หลังคา ฯลฯ ตามจินตนาการและความคิดของเด็กที่จะช่วยกันสร้างเป็นบ้านซ่ึง
โจทย์การแปลงรา่ ง เช่น แปลงร่างเปน็ สวนสนุก ตน้ ไม้ รถยนต์ ฯลฯ
- กิจกรรม “แทนความคิดด้วย Tangram”
สื่ออปุ กรณ์ : Tangrams, กระดาษ A4, สีไม้ หรือสเี มจิก
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมกระตุ้นองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ เน้นการคิดคล่องแคล่ว
(Fluency Thinking) เด็กจะได้ tangrams จำนวนจำกดั และตอ้ งนำมาคดิ สรา้ งสรรค์เปน็ รูปภาพ
ต่าง ๆ ใหไ้ ด้มากทีส่ ุด กจิ กรรมนี้จะช่วยให้เด็กไดพ้ ัฒนาองคป์ ระกอบของความคิดสร้างสรรค์ ดา้ น
การใช้ความคิดคล่องแคล่ว พัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์และการคิดนอกกรอบ กิจกรรมเริ่มต้น
ด้วยการกิจกรรมเดี่ยวและเมื่อเด็กสามารถทำได้คล่องขึ้นจึงให้ทำเป็นกลุ่มโดยการนำ tangrams
มารวมกันและร่วมกนั สรา้ งรูปภาพใหม้ ีความหลากหลายมากยิ่งข้นึ
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ท่ยี ่ังยืน” 22
- กิจกรรม “ร้อยสง่ิ สรา้ งสรรค์ สารพันไอเดีย”
(เน้นการสร้างผลงานโดยการลงมือทำกิจกรรมเน้นการพัฒนาองค์ประกอบของความคิด
สร้างสรรค์ ด้านความคิดเชื่อมโยง ความคิดยืดหยุ่นและความคิดละเอียดลออ ผ่านการใช้ส่ือ
รูปทรงเรขาคณิตของ tangram มาต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันให้มีความน่าสนใจ
สามารถเพิ่มมูลค่าและนำไปจำหน่ายได้ในอนาคต วิธีการทำกิจกรรม เริ่มจากให้เด็กศึกษาจาก
ตัวอย่างที่วิทยากรนำเสนอและสังเกตของใช้ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน หาข้อดีและข้อจำกัดในการ
ใชง้ าน การสรา้ งจดุ เด่นและความน่าสนใจให้กบั สิง่ ของและลงมือทำกิจกรรมของตนเอง)
กิจกรรมคร้งั ที่ 2 การสง่ เสรมิ จนิ ตนาการเพอ่ื พฒั นางานและความคิด
วิทยากร : ดร.ธิดารัตน์ ศักดิ์วีระกุล, คุณทิราวรรณ เดชชตู ระกูล คณุ สริ ภิ ทั รา ธานรี ตั น์
- เกมใชห่ รอื มัว่ ชวั ร์หรอื ไม่
กิจกรรมกระตุ้นความคิดวิจารณญาณและการคิดวิเคราะห์ โดยใช้คำถามจากแหล่งความรู้
รอบตัวให้เด็กหาคำตอบร่วมกัน เช่น “รูม่านตาของแมวจะขยายเมื่ออยู่ในที่มืด ตอบ ใช่ /
ไม่ใช่” ฯลฯ การตั้งคำถามจากสิ่งรอบตัวง่าย ๆจะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจในการ
คน้ คว้าหาคำตอบและการหาความรู้เพม่ิ เตมิ กระตุ้นใหเ้ ดก็ เกิดความสนใจในการเรียนรู้
- กจิ กรรม “เตมิ ฝนั สรา้ งสรรคจ์ นิ ตนาการ”
กิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก โดยการดูภาพยนตร์ คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่เกี่ยวกับการ
สรา้ งสรรค์นวตั กรรมผ่านการจนิ ตนาการของผู้แต่ง อาทเิ ช่น ของวเิ ศษของโดเรมอน ตัวอย่าง
ของเด็กทีป่ ระสบความสำเร็จจากการสร้างสรรค์ผลงานผ่านจินตนาการและการลงมือทำตาม
ความฝนั ของตนเอง
- กิจกรรม “จินตนาการกบั การพฒั นาความคดิ ”
ชว่ งที่ 1เป็นการกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ความคิดจากภายในตนเองในการจินตนาการและ
ออกแบบสิ่งของ เครื่องใช้ที่มีในชีวิตประจำวันให้มีความพิเศษมากขึ้น ด้วยการผสาน
จินตนาการของตนเองเข้าไปโดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำผิด ซึ่งเด็กจะได้รับโจทย์ที่เป็นอุปกรณ์
ตา่ ง ๆ เช่น แกว้ น้ำ และอยากใหแ้ ก้วน้ำมคี วามพเิ ศษอยา่ งไร โดยการให้วาด ออกแบบ เขียน
อธบิ ายเชอื่ มโยงส่ิงทจ่ี ะทำให้แกว้ น้ำมคี วามพเิ ศษ เมื่อไดแ้ บบร่างแล้วจึงลงมอื ทำงานจริง
ช่วงที่ 2 ให้เด็กต่อยอดกิจกรรมในช่วงเช้า ด้วยการนำสิ่งของที่ตนเองประดิษฐ์มารวมเป็น
กิจกรรมกลุ่ม โดยต้องมีจุดเชื่อมโยงสิ่งของให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มหรือในเมืองที่ร่วมกันสร้างขึ้น
ใหม้ ีความลงตวั (กิจกรรมนีเ้ นน้ ที่การนำจินตนาการมาร่วมกระบวนการคิดสรา้ งสรรค์ เพื่อให้
เด็กได้เกิดการเรียนรู้ ความกล้าคิด กล้าทำ และสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ทำงานร่วมกัน
เป็นกลุม่ และเกิดความเขา้ ใจท่ถี ูกตอ้ งเก่ยี วกับจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์)
กิจกรรมครัง้ ท่ี 3 กระบวนการคดิ วเิ คราะหอ์ ยา่ งสรา้ งสรรค์
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ท่ยี ัง่ ยืน” 23
วทิ ยากร : ดร.ธิดารตั น์ ศักดิ์วรี ะกลุ , คณุ ทริ าวรรณ เดชชตู ระกลู คุณสริ ิภัทรา ธานีรตั น์
อบรมหวั ขอ้ “การคดิ สร้างสรรค์เชิงวิพากษ์ (Creativity Criticism)”
- เกม “เรอื ลำน้ีมวี า่ งท่เี ดียว”
กิจกรรมเน้นการคิดวิเคราะห์สถานการณ์ที่มีเงื่อนไขกำหนดชัดเจน ให้เด็กแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 6 คน
ทำกิจกรรมตามโจทย์ที่กำหนด เกมนี้เด็กจะตอ้ งร่วมมือกันวิเคราะห์เง่ือนไขของสถานการณ์ กลุ่ม
ไหนทำเสรจ็ ก่อนเปน็ ฝา่ ยชนะ
- กจิ กรรม “มหัศจรรยข์ องใช้ใกลต้ วั ”
กิจกรรมกลุ่ม ให้เด็กร่วมกันฝึกการคิดวิเคราะห์คุณสมบัติและการใช้งานของสิ่งของ อุปกรณ์
อำนวยความสะดวกในชวี ติ ประจำวันเพือ่ การพฒั นาต่อยอดของใช้ในชวี ติ ประจำวนั ให้มีมูลคา่ และ
สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ให้เด็กร่วมกันคิดหาวิธีการใช้ “ไม้แขวนเสื้อ”
ให้มีประโยชน์และหลากหลายมากขนึ้
- กจิ กรรม “เตมิ ความคิด..ชวี ิตกเ็ ปล่ียน”
กิจกรรมนี้เน้นใหเ้ ด็กได้เชื่อมโยงรปู แบบความคิดสร้างสรรค์มาสู่การปรับปรุงและพัฒนาของใช้ใน
ชวี ิตประจำวนั ใหม้ คี วามสะดวกสบายในการใชง้ านมากขน้ึ โดยกิจกรรมจะใหเ้ ด็กวิเคราะห์กิจวัตร
ประจำวันที่ต้องทำ เช่น การกวาดบ้าน การรดน้ำต้นไม้ หรือการทำความสะอาด ฯลฯ หลังจาก
นั้นจึงวิเคราะห์ถึงแนวทางที่จะทำให้การทำงานเหล่านั้นเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น โดยการพัฒนาหรือ
ปรับปรุงอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวก ลดเวลาในการทำงานแต่ยังคงประสิทธิภาพของการ
ทำงานได้เหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น “จะทำอย่างไรให้รดน้ำต้นไม้ได้ง่ายและรวดเร็ว
ขึ้น”
- กิจกรรมทบทวนและสรุปผลรวม
ให้เด็กทำแบบฝึกหัดและกิจกรรมการประเมินความคิดสร้างสรรค์รายบุคคล เพื่อดูความก้าวหน้า
ของการพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังท่ยี ง่ั ยืน” 24
หลกั สตู ร
เพ่ิมพนู ประสบการณ์การแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ (R3)
โครงการพลงั ใจในมือคุณ..พลงั ทย่ี ่งั ยนื
โดย ดร.ธดิ ารตั น์ ศักด์ิวรี ะกลุ
หลกั สูตรเพิ่มพูนประสบการณแ์ ก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (R3)
Creative Problem Solving
โดย ดร. ธิดารตั น์ ศักดิว์ ีระกลุ
หลกั การและเหตุผล
ในสังคมปัจจุบันมนุษย์ต้องพบกับปัญหาต่าง ๆ มากมายหลายรูปแบบ ซึ่งต้องหาทางแก้ไขที่มีความ
ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น วิธีการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ
หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลังที่ย่งั ยนื ” 25
ปัจจัยพื้นฐานหลาย ๆ อย่างอาทิ ความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์ของผู้เรียนเองแต่โดยส่วนใหญ่จะพบว่า
เด็กในปัจจุบันมักจะจำนนต่อปัญหา ไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ซึ่งปัญหานี้พบได้ทั้งจากเด็กทั่วไปและ
เด็กที่มีความสามารถพิเศษ อ้างอิงจากการศึกษาข้อมูลของเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมวินิจฉัยศักยภาพครบวงจร
ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพบว่าเด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าวัยและมี
ความสามารถพิเศษหลายด้านมีทักษะการคิดและการแก้ปัญหาไม่เหมาะสมกับความสามารถและระดับ
สตปิ ัญญา ซ่ึงสอดคล้องกับรายงานของกรมสขุ ภาพจติ ปี 2556 ที่พบวา่ เดก็ ในปัจจบุ นั ขาดทักษะการแก้ปัญหา
อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าและนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสมส่งผลต่อการใช้
ชีวิตประจำวันและเกิดผลกระทบด้านจิตใจที่มากมายไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่ เด็กหลายคนไม่สามารถ
แกป้ ัญหาไดจ้ นสง่ ผลกระทบต่อการเรียนและการใชช้ ีวิตประจำวนั
การส่งเสริมศักยภาพเด็กอย่างเหมาะสมนั้น ต้องทำควบคู่กันทั้งในส่วนของการส่งเสริมทักษะการ
เรียนรู้และทักษะชีวิต ทักษะการแก้ปัญหาเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญที่ควรส่งเสริมให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้
อย่างมีความสุข และนำความรู้นี้ไปเสริมใช้ควบคู่กับความฉลาดด้านสติปัญญาอย่างเต็มศักย ภาพ การจัด
หลักสูตรเพิ่มพูนประสบการณ์การแก้ปัญหาสำหรับพี่เลี้ยงและเยาวชนนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้
เด็กสามารถนำทักษะการแก้ปัญหาไปประยุกต์ใช้ในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและการ
ทำงานได้อย่างเหมาะสมต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่อื ให้เกิดความตระหนักและเขา้ ใจความสำคัญของการสง่ เสรมิ ความสามารถในการแกป้ ญั หา
2. เพ่อื ใหเ้ ด็กและเยาวชนไดพ้ ัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์
3. เพอื่ ใหผ้ ูเ้ ข้าร่วมอบรมได้แนวทางในการส่งเสริมความสามารถในการแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์
ระยะเวลาการฝกึ อบรม
ระยะเวลา 3 วนั (18 ช่วั โมง) โดยในแต่ละวนั จะแบง่ การอบรมเปน็ 2 ชว่ ง ชว่ งละ 3 ชั่วโมง
ผู้เขา้ รว่ มอบรม
กลุม่ พี่เล้ยี ง จำนวนประมาณ 15 – 20 คน
40 คน
กลมุ่ เด็กและเยาวชน จำนวนประมาณ
ขอบเขตเน้ือหา มดี งั ต่อไปน้ี
1. การทำความเขา้ ใจปัญหา (Problem Orientation) โดยรบั รู้วา่ ในสถานการณน์ ้นั ๆ มปี ัญหา
เกดิ ข้ึน
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทยี่ ่ังยนื ” 26
2. การวเิ คราะหป์ ัญหา (Problem Definition) โดยการรวบรวมขอ้ มลู ต่าง ๆ ท่เี กีย่ วกับปญั หาท่ี
เกิดข้นึ และทำความเข้าใจในปัญหานัน้ ๆ ตลอดจนกำหนดเปา้ หมายในการแกป้ ัญหา
3. การเลอื กแนวทางในการแกป้ ัญหา (Generation of alternative solutions) ให้มากทส่ี ดุ เทา่ ท่ี
จะเป็นไปได้เพ่ือหาแนวทางในการแกป้ ัญหาที่ดที ่สี ดุ
4. การตดั สินใจ (Decision Making) โดยการเปรยี บเทยี บและตัดสินใจเลอื กวิธกี ารแกป้ ัญหาทดี่ ี
ท่สี ุดเพอ่ื นำไปส่กู ารแก้ปัญหาได้สำเรจ็
ขอบเขตเนือ้ หาหลกั สตู รหลักสตู รพเี่ ลีย้ งและเยาวชนในสถานรองรับ
ขอบเขตเนื้อหาหลักสูตรประกอบดว้ ยเนือ้ หาดงั ตอ่ ไปน้ี
หวั ขอ้ /วิทยากร หวั ข้อย่อย รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรุป
1.ปัญหากับการแกป้ ัญหา
1.1 ปัญหาไมง่ า่ ยแกไ้ ดอ้ ยา่ งไร ความหมายและแนวทางในการแก้ปญั หา
1.2 ปญั หาแบบไหนแก้ “ปัญหา” หมายถึง สภาวะที่ไม่พึงประสงค์ท่ี
อยา่ งไรดี เกิดขึ้นและเป็นอุปสรรคหรือตัวขัดขวางระหว่าง
จุดมุ่งหมายหรือความสำเร็จและต้องใช้ความสามารถ
ในการคิดหรือวิธีการแนวทางหลายรูปแบบในการ
แกป้ ัญหาเพื่อใหอ้ ปุ สรรคนนั้ หมดไป
อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ (2554) ได้อธิบายเพิ่มเติม
วา่ ปัญหาเปน็ สถานการณ์ทต่ี อ้ งการการคิด การแก้ไข
ที่ได้มาจากการสังเคราะห์และความรู้ที่เคยเรียนรู้แต่
ก่อนมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ซึ่งมักจะ
เกีย่ วข้องกับสิง่ 3 สง่ิ คือ
1. การยอมรับว่าเป็นปัญหาหรือรู้ว่านี่คือปัญหาหรือ
สังเกตว่าเป็นสิ่งที่ควรได้รับการแก้ไขแม้ว่าคนอื่นอาจ
มองข้ามและคดิ ว่าเป็นเรื่องปกติ
2. อุปสรรคของปัญหาหรืออปุ สรรคของจุดมุ่งหมาย
3. สิง่ ท่ีเปน็ อุปสรรคจนเกดิ ความตอ้ งการท่ีจะแก้ไขให้
บรรลุจดุ มุง่ หมาย
ประเภทของปัญหา
ปัญหามีหลายประเภทขึ้นอยู่บริบทและ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งมิติของวิธีการแก้ปัญหา
ในระบบการศึกษานั้นจะพบว่า การให้โจทย์ปญั หาจะ
มีตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ไปถึงปัญหาที่แก้ยากและมีความ
ซับซ้อน อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ (2554) ได้แบ่งวิธีการ
แกป้ ญั หาเป็น 2 ประเภท คือ
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ยี ่งั ยนื ” 27
หัวข้อ/วทิ ยากร หวั ข้อย่อย รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรุป
2.ถามอย่างไรให้เจอคำตอบ 1. การแก้ปัญหาที่มีรูปแบบอยู่แล้ว (Solving
a Problem) เป็นการแก้ปัญหาที่รู้ชัดเจนว่ามีกติกา
หรือมีวิธีการอย่างไร เช่น การแก้โจทย์ปัญหา
คณิตศาสตร์ โจทย์ปัญหาเหล่านี้ผู้ถามและผู้ตอบจะรู้
กตกิ าวา่ คำตอบเป็นเชน่ ไร
2.กระบวนการแก้ปัญหา (Problem -
Solving) เป็นกลยุทธ์หรือกระบวนการทางความคิดที่
ไม่ได้มีกฎกติกาแนวทางที่ตายตัวว่าต้องหาทางแก้ไข
อย่างไรผู้ได้รับโจทย์ต้องหาหนทางที่ได้ผลอย่างมี
ประสิทธิภาพการแก้ปัญหาเช่นนี้หากมีการยึดติดกับ
วธิ ีคิดดั้งเดิมกไ็ ม่เรยี กวา่ เป็นกระบวนการแก้ปญั หาที่มี
หลายรปู แบบ เช่น ปัญหาขยะล้นโลก
2.1 รปู แบบการแกป้ ัญหาของ แนวทางการแกป้ ญั หา
เมคเกอร์ (Maker’s การแก้ปัญหา เป็นกระบวนการหน่ึงที่ต้องใช้
Problem Solving
Types) การคิดอย่างเป็นระบบและใช้หลายมุมมองในการทำ
ความเข้าใจและค้นหาประเด็นปัญหาที่แท้จริงในแต่
สถานการณ์ การตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการแก้ปัญหา
นั้น ได้มีนักการศึกษาได้คิดวิธีการได้หลายรูปแบบ
และรูปแบบหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่าง
แพร่หลายในการกระตุ้นความสามารถในการ
แก้ปัญหาของเด็ก คือ รูปแบบคำถามของเมคเกอร์
(Maker C.J.2003) ซงึ่ ประกอบดว้ ยคำถาม 6 รูปแบบ
ดังน้ี
รูปแบบที่ 1 เป็นรูปแบบการแก้ปัญหาข้ัน
พื้นฐานมีคำตอบตายตัว (Simple and Closed) คือ
ผู้สอนเป็นผู้กำหนดปัญหาซึ่งเป็นประเด็นปัญหาท่ี
ชัดเจน มีวิธีการคิดและมีคำตอบที่ถูกต้องแน่นอน
ตัวอย่าง เชน่ นทิ านเร่อื งนี้มีช่อื ว่าอะไร
รูปแบบที่ 2 เป็นรูปแบบการแก้ปัญหาข้ัน
พื้นฐานแบบปลายปิดมีคำตอบตายตัว (Simple and
Closed) โดยผู้สอนรู้ปัญหา รู้วิธีการและรู้คำตอบแต่
ผู้เรียนจะรู้เฉพาะปัญหาแต่ต้องค้นหาวิธีการหา
คำตอบด้วยตนเอง
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังทย่ี ัง่ ยนื ” 28
หัวขอ้ /วทิ ยากร หวั ข้อยอ่ ย รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรปุ
3.การแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์
รูปแบบที่ 3 เป็นรูปแบบการแก้ปัญหาที่ผู้สอน
และผู้เรียนรู้ปัญหาแต่มีวิธีการในการแก้ปัญหา
มากกว่าหน่งึ วิธี
รูปแบบที่ 4 ผู้สอนเป็นผู้กำหนดโจทย์ปัญหา
แต่ทั้งผู้สอนและผู้เรียนไม่รู้วิธีการและคำตอบ
ตัวอย่างเช่น “วิธีการใดที่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการข้าม
แม่น้ำ” จากโจทย์ปัญหานี้ผู้เรียนต้องใช้การรวบรวม
ค้นหารูปแบบวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาซึ่ง
อาจจะเป็นการคิดจะหาคำตอบโดยใช้ประสบการณ์
เดิมหรือค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้เป็น
หนทางสู่การแกป้ ญั หา
รูปแบบที่ 5 ปัญหา วิธีการและคำตอบไมไ่ ดม้ า
จากผู้สอนและผู้เรียนทั้งหมดโดยปัญหาไม่ได้ตั้งเป็น
ข้อคำถามที่ชัดเจนแต่จะเป็นกระบวนการตั้งคำถามท่ี
ทัง้ ผู้สอนและผเู้ รียนตอ้ งคน้ หาปัญหาและคำตอบ โดย
รูปแบบของปัญหานี้จะเป็นแบบเปิดกว้างและมีความ
ซับซ้อน เช่น “ในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่เป็นปัญหา
รนุ แรงที่สดุ ท่สี ่งผลกบั มนุษยค์ ืออะไรและจะแก้ปัญหา
นี้ได้อย่างไร” จากคำถามนี้ผู้สอนไม่อาจคาดเดาได้
ล่วงหน้าว่าผู้เรียนจะเลือกสถานการณ์ใดมาเป็น
ประเด็นในการค้นคว้าและผู้เรียนจะต้องเลือกวิธีการ
ในการค้นหา วิเคราะห์สถานการณ์และสร้างแนวทาง
ในการแก้ปัญหาเพื่อตอบในส่ิงทต่ี นเองเปน็ ผเู้ ลอื ก
รูปแบบที่ 6 ในรูปแบบนี้ ผู้เรียนจะเป็นผู้สร้าง
โจทย์ปัญหาขึ้นเองและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดใน
การแก้ปัญหาโดยใช้ประสบการณ์และความรู้เดิม
การค้นคว้าทฤษฎีหลักการ การหาความรู้ใหม่และ
วิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาทางเลือกที่ดีสุดในการ
แก้ปัญหา ซึ่งผู้สอนจะเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา แสดง
ความคิดเห็น สนับสนุนแหล่งการเรียนรู้ ตรวจสอบ
ความถกู ตอ้ งและความเหมาะสม
3.1ข้ันตอนและแนวทางการจัด ขัน้ ตอนการจดั กจิ กรรม
กิจกรรมเพื่อสง่ เสริม ขั้นที่ 1 ขั้นจุดประกาย เป็นกิจกรรม
ความสามารถในการ กระตุ้นและสร้างความสนใจในการเรียนรู้ให้กับ
แก้ปญั หา ผู้เรยี น ผ่านการทำกจิ กรรมภาษา เช่น การเลา่ เรอื่ ง ดู
การ์ตูน กำหนดสถานการณ์โดยครูเป็นกระตุ้น
ความคิดด้วยการตั้งคำถามที่ประยุกต์จากรูปแบบ
หวั ข้อ/วทิ ยากร หัวข้อยอ่ ย หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ท่ียง่ั ยนื ” 29
รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรุป
คำถามของเมคเกอร์ ซึ่งการตั้งคำถามจะเริ่มจาก
รูปแบบใดก่อนได้ เช่น รูปแบบที่ 5 “ผู้เรียนคิดว่าใน
สถานการณ์นี้มีปัญหาอะไรและจะมีแนวทางในการ
แกป้ ญั หาอยา่ งไร
ขั้นที่ 2 ขยายความคิด เป็นกระบวนการ
การเรียนรู้ที่ผู้เรียน ได้คิดหาแนวทางแก้ปัญหาต่อ
ยอดจากประเด็นคำถามในขั้นจุดประกายโดยผู้เรียน
สามารถเลือกรูปแบบการทำงานเองว่าต้องการทำ
กิจกรรมเดี่ยว จับคู่ทำงานกับเพื่อนหรือทำงานเป็น
กลุ่มย่อย การเขียนและสร้างองค์ประกอบ (Writing
and composition) การฟังและการพูด (Listening
and Speaking) ห ล ั ก ภ า ษ า ( Language Study)
ตัวอยา่ งคำถามทใ่ี ช้กระตุ้นความคิด เช่น
รูปแบบที่ 1“ใครคือตัวละครหลักของ
เรื่อง?”
รูปแบบที่ 2 “มีวิธีการช่วยแก้ปัญหาในคร้ัง
นี้กีว่ ิธี?”
รปู แบบที่ 3 “หนูจะแกป้ ัญหาน้อี ย่างไร?”
ขั้นที่ 3 พิชิตปัญหา ผู้เรียนสร้างทางเลือก
ในการแก้ปัญหา โดยระบุแนวทางที่ต้องการนำมาใช้
แก้ปญั หาและลงมอื ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมในขั้นนี้เป็นการ
เ ข ี ย น แ ล ะ ส ร ้ า ง อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ( writing and
composition) การฟังและการพูด (Listening and
Speaking) หลักภาษา (Language Study) คำถามท่ี
ใช้ เชน่
รูปแบบที่ 4 “คิดวิธีการที่เหมาะสมที่สุดใน
การแก้ปัญหาในคร้ังนี้?”
รปู แบบท่ี 5 “ถา้ เหตุการณ์นเ้ี กิดข้ึนกับตัวเอง
ผู้เรยี นจะแก้ปัญหาน้ีอย่างไร”
ขั้นที่ 4 แสวงหาข้อสรปุ เปน็ ขัน้ ตอนที่เด็ก
จะเป็นผู้ตัง้ คำถาม คิดประเด็นการตัดสินและประเมิน
ค่าแนวคิดที่เพื่อนนำเสนอในขั้นที่ 3 โดยผู้เรียนเป็นผู้
ร่วมกันประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการ
แก้ปัญหาในแต่ละสถานการณ์ การพูดการสื่อสาร
การวิเคราะหแ์ ละตีความคำถามท่ีใช้
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ียั่งยืน” 30
กำหนดการ
หลกั สตู รเพิ่มพนู ประสบการณก์ ารแก้ปญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ (R3)
Creative Problem Solving
โดย ดร.ธิดารตั น์ ศกั ดิว์ ีระกลุ
กิจกรรม ครง้ั ที่ 1
08.30– 09.00 น. ลงทะเบยี นและเตรยี มความพร้อมสำหรับการฝกึ อบรม
09.00 – 09.30 น. สนั ทนาการ ละลายพฤติกรรม
- เกม “เปด็ หาบา้ น”
09.30 – 10.30 น. การอบรมหวั ข้อ “ปญั หากบั การแก้ปัญหา”
วทิ ยากร : ดร.ธิดารตั น์ ศักด์วิ รี ะกลุ , คุณทิราวรรณ เดชชูตระกูล
คณุ สริ ภิ ทั รา ธานรี ัตน์
- กจิ กรรม “ไมม่ นี ้ำผึง้ สำหรบั พูห”์
10.30 – 10.45 น. รบั ประทานอาหารว่าง
10.45 – 12.00 น. การอบรมหัวข้อ “ปัญหาแบบไหนแก้อย่างไรดี”
วทิ ยากร : ดร.ธดิ ารัตน์ ศกั ด์วิ รี ะกุล, คณุ ทิราวรรณ เดชชูตระกูล
คณุ สริ ภิ ัทรา ธานรี ัตน์
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวนั
13.00 – 15.00 น. กิจกรรม “ดูใหด้ รี ปู น้ีมอี ะไรซอ่ นอย”ู่
วิทยากร : ดร.ธิดารัตน์ ศักดว์ิ รี ะกลุ , คณุ ทริ าวรรณ เดชชูตระกลู
คณุ สริ ภิ ทั รา ธานีรตั น์
15.00 – 15.30 น. รบั ประทานอาหารว่าง
15.30 – 16.00 น. ทบทวนและสรุปกิจกรรม
หมายเหตุ: รายละเอียดกจิ กรรมอาจมกี ารเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
กจิ กรรม ครั้งท่ี 2 ลงทะเบยี นและเตรยี มความพรอ้ มสำหรับการฝกึ อบรม
08.30 – 09.00 น. สนั ทนาการ ละลายพฤตกิ รรม
09.00 – 09.30 น. การอบรมหัวข้อ “รูปแบบการตง้ั คำถามเพื่อสง่ เสรมิ ทักษะการแก้ปัญหา”
09.30 – 10.30 น.
- กจิ กรรม “ถามอย่างไรใหไ้ ด้คำตอบ”
10.30 – 10.45 น. วิทยากร : ดร.ธดิ ารตั น์ ศกั ดิว์ ีระกลุ , คุณทิราวรรณ เดชชูตระกูล
คุณสริ ภิ ทั รา ธานรี ัตน์
รบั ประทานอาหารว่าง
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทีย่ ่ังยนื ” 31
10.45 – 12.00 น. การอบรมหัวขอ้ “รูปแบบการตัง้ คำถามเพ่ือส่งเสรมิ ทกั ษะการแก้ปัญหา”
- กจิ กรรม “ถว่ั วิเศษกับยกั ษ์เจา้ เล่ห”์
12.00 – 13.00 น.
13.00 – 15.00 น. วิทยากร : ดร.ธดิ ารตั น์ ศักดิ์วีระกลุ , คณุ ทิราวรรณ เดชชูตระกลู
คุณสิรภิ ัทรา ธานรี ัตน์
15.00 – 15.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
15.30 – 16.00 น. การอบรมหวั ขอ้ “รูปแบบการตง้ั คำถามเพื่อสง่ เสริมทักษะการแก้ปญั หา”
- กจิ กรรม “กาก้ากบั หมาแสนรกั ”
วิทยากร : ดร.ธิดารัตน์ ศักด์วิ ีระกลุ , คณุ ทริ าวรรณ เดชชูตระกลู
คณุ สิริภัทรา ธานีรัตน์
รับประทานอาหารวา่ ง
ทบทวนและสรปุ กิจกรรม
หมายเหตุ: รายละเอยี ดกิจกรรมอาจมกี ารเปลีย่ นแปลงตามความเหมาะสม
กจิ กรรม ครั้งที่ 3
08.30– 09.00 น. ลงทะเบียนและเตรียมความพรอ้ มสำหรับการฝกึ อบรม
09.00 – 09.30 น. สนั ทนาการ กระตนุ้ การเรยี นรู้
09.30 - 10.30 น. การอบรมหัวขอ้ “การแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์”
วิทยากร : ดร.ธิดารัตน์ ศักด์ิวีระกลุ , คุณทริ าวรรณ เดชชูตระกลู
10.30 – 10.45 น. คุณสิริภัทรา ธานีรัตน์
10.45 – 12.00 น.
- กิจกรรม “ตั้งคำถามกับแหลง่ เรยี นรใู้ กลต้ วั ” (ช่วงที่ 1)
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารวา่ ง
13.00 – 15.00 น. การอบรมหวั ขอ้ “การแก้ปญั หาอยา่ งสร้างสรรค์”
วทิ ยากร : ดร.ธดิ ารัตน์ ศักด์วิ รี ะกุล, คณุ ทริ าวรรณ เดชชูตระกลู
คุณสริ ิภทั รา ธานีรัตน์
- กิจกรรม “ตัง้ คำถามกับแหล่งเรยี นรใู้ กลต้ วั ” (ช่วงท่ี 1)
รบั ประทานอาหารกลางวัน
การกระตุ้นแรงบนั ดาลใจในการแกป้ ญั หา
- กจิ กรรม “แหลง่ เรยี นร้ใู กลต้ ัวไมก่ ลวั ปญั หา”
วทิ ยากร : ดร.ธิดารตั น์ ศักดวิ์ รี ะกุล, คณุ ทิราวรรณ เดชชูตระกลู
คุณสิรภิ ทั รา ธานรี ตั น์
15.00 – 15.30 น. รับประทานอาหารว่าง
15.30 – 16.00 น. ทบทวนและสรปุ กจิ กรรม
หมายเหตุ: รายละเอียดกิจกรรมอาจมีการเปล่ียนแปลงตามความเหมาะสม
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลงั ทีย่ ั่งยืน” 32
รายละเอยี ดกำหนดการ
หลักสตู รเพมิ่ พนู ประสบการณ์การแกป้ ัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ (R3)
Creative Problem Solving
โดย ดร.ธดิ ารตั น์ ศักด์วิ ีระกลุ
กจิ กรรม คร้งั ท่ี 1
- เกม “เป็ดหาบ้าน”
กจิ กรรมเนน้ ทกั ษะการสังเกต การใชไ้ หวพรบิ ในการสังเกตความเคลือ่ นไหวรอบตัว เด็กจะต้องยนื
ในจดุ ทีก่ ำหนดไวแ้ ละจะมีคนทไี่ ด้เลือกให้เปน็ เปด็ เปด็ จะตอ้ งเดินไปหาบา้ นที่ว่าง คนท่ียืนในบ้าน
ต้องคอยระวังและส่งสัญญาณให้กันเพื่อป้องกันไม่ให้เป็ดเข้าไปยืนในบ้านได้ เงื่อนไขคือ ไม่ให้พูด
หรอื สง่ เสียงบอกกนั ห้ามวิง่ หรอื กระโดดสามารถสง่ สญั ญาณได้แคก่ ารมองและใช้สายตาเทา่ นัน้
- กิจกรรม “ไม่มีน้ำผงึ้ สำหรับพหู ”์
เป็นกิจกรรมให้ความรู้เด็กเรื่องวิธีการแก้ปัญหาเป็นขั้นตอนต่าง ๆ การวิเคราะห์หาปัญหาที่
แท้จริง แนวทางการแก้ปัญหาท่ีเหมาะสม การเลือกแนวทางการแก้ปัญหาและการสรุปแนว
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ที่ยง่ั ยืน” 33
ทางการแก้ปัญหา ผ่านการดูการ์ตูนเรื่องวินนี่เดอะพูห์จากนั้นจึงเป็นการทำกิจกรรมกลุ่มให้เด็ก
รว่ มกนั วิเคราะหแ์ นวทางการแกป้ ัญหาตามโจทยท์ วี่ ิทยากรให้
- กจิ กรรม “ปัญหาแบบไหนแกอ้ ย่างไรดี”
เป็นการทำกิจกรรมและให้ความรู้เด็กเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบ
ของปัญหามีหลายรูปแบบและแต่ละแบบมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เช่น การ
แก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาหรือการใช้รูปแบบแนวคิดของความคิดสร้างสรรค์และความรู้ใน
สาขาวชิ าต่าง ๆ มาแกป้ ัญหาเพือ่ ให้การแกป้ ญั หามปี ระสิทธภิ าพมากขนึ้
- กจิ กรรม “ดูให้ดรี ปู นมี้ ีอะไรซอ่ นอย”ู่
กิจกรรมส่งเสริมทักษะการสงั เกต ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทักษะการแก้ปัญหา วิทยากรจะมี
รูปภาพให้เด็กช่วยกันสังเกตในเวลาที่กำหนดและจากนั้นจึงบอกรายละเอียดของภาพที่สังเกตได้
ให้ได้มากทสี่ ดุ จากนัน้ ทำกิจกรรมกลุ่มโดยใหเ้ ด็กทำภาพปริศนาและให้เพ่ือนกลุ่มอน่ื ทาย
กจิ กรรม ครัง้ ที่ 2
- กิจกรรม “ถามอย่างไรให้ไดค้ ำตอบ”
ใช้ทฤษฎีการตั้งคำถาม Six Types of Problem Solving ของ Maker ในการตั้งคำถามใน
รูปแบบต่าง ๆ 6 รูปแบบ เพื่อให้เด็กคิดหาวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาซ่ึง
รูปแบบคำถามจะมีตั้งแต่คำถามปลายปิดมีคำตอบชัดเจนไปจนถึงคำถามที่ไม่มีคำถามและผู้ตอบ
ตอ้ งคน้ หาแนวคดิ หลายวธิ ีการมาตอบดว้ ยตนเอง
- กจิ กรรม “ถัว่ วเิ ศษกับยกั ษเ์ จา้ เล่ห”์
กิจกรรมเน้นแก้ปัญหาด้วยการลงมือปฏิบัติและหาทางแก้ปัญหาโดยการวิ เคราะห์สถานการณ์
และสรา้ งส่งิ ประดษิ ฐท์ จ่ี ะช่วยเหลอื ตวั ละครในสถานการณท์ กี่ ำหนดลงมาใหไ้ ด้
- กิจกรรม “กาก้ากบั หมาแสนรัก”
เน้นการวิเคราะห์สถานการณ์และหาประเด็นปัญหารวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ตาม
กระบวนการแกป้ ญั หาของ Maker
กจิ กรรม ครง้ั ท่ี 3
การอบรมหัวขอ้ “การแก้ปญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค”์
- กจิ กรรม “ตั้งคำถามกับแหลง่ เรยี นรู้ใกลต้ ัว”
ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่มเป็นรูปแบบโครงงาน เริ่มจากการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ร่วมกัน
อภิปรายในกลุ่มหาสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขและเลือกสิ่งที่เป็นปัญหามา 1 อย่าง
ร่วมกันวิเคราะหป์ ัญหา แนวทางการแก้ปัญหา ลงมือแก้ปญั หาโดยใช้กระบวนการตามที่ได้เรียนรู้
มาทั้งหมดจากนั้นจึงนำเสนอแนวคิดโดยมีคณะกรรมการ คือ วิทยากรเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะและ
แนวทางการพัฒนาแนวคดิ
หมายเหตุ กิจกรรมนี้เปน็ กจิ กรรมในรูปแบบโครงการจึงใชเ้ วลาในการทำ 1 วนั เตม็ ทั้งชว่ งเชา้ และ
ชว่ งบ่าย
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลังท่ยี ั่งยนื ” 34
หลกั สตู รการทำงานเปน็ ทีม (R4)
(teamwork)
โครงการพลังใจในมือคณุ ..พลงั ที่ย่งั ยืน
โดย ดร. ขนิษฐา บูรณพนั ศกั ด์ิ
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ที่ยั่งยนื ” 35
หลักสตู รการทำงานเป็นทีม (R4)
(teamwork)
โดย ดร.ขนิษฐา บูรณพนั ศกั ด์ิ
หลกั การและเหตุผล
การทำงานเป็นทีมนับว่ามีความสำคัญมากในการใช้ชีวิตประจำวันของทุกเพศทุกวัย ทุกคนในสังคม
ซึ่งต้องตระหนักว่า ในยุคน้ีเราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้เพราะปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมีความซับซ้อนและ
จำนวนมากขึ้น มีความจำเป็นต้องใช้พลังของกลุ่มในการทำงาน โดยทีม “TEAM” คือ การที่บุคคลทำงาน
ร่วมกันอย่างประสานงานภายในกลุ่ม กล่าวคือเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพา อาศัยกันและกันการ
ทำงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จโดยมีวัตถุประสงค์การกำหนดทิศทางและเกิดประโยชน์ร่วมกัน ในการทำงานเพื่อ
เพิ่มประสิทธิภาพ รู้จักบทบาทหน้าที่สามารถทำหน้าที่แทนกันได้รับฟังและยอมรับความคิดเห็นของผู้อ่ืน
สร้างความเท่าเทียมกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ให้กำลังใจ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือ รู้จักการอภัย ให้เกียรติซึ่งกัน
และกนั รู้จกั ใชค้ วามคดิ ควบคมุ อารมณ์ตนเอง มเี หตุผลใช้สตสิ มั ปชัญญะในการพจิ ารณาและรู้จักประเมินและ
สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื เข้าใจหลักการกระบวนการทำงานเปน็ ทีม สามารถทำงานเปน็ ทมี และสรา้ งทมี ได้
2. เพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้เกิดการประสานงานและการดำเนินกิจกรรม
อยา่ งเปน็ ระบบและมีประสทิ ธภิ าพ
แนวคิดที่ใช้
1. แนวคดิ ในการมสี ว่ นร่วมและการประสานงานเชิงบวก
หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลังท่ยี ่งั ยืน” 36
2. ภาวะผู้นำและผู้ตามทีด่ แี ละการประยกุ ตใ์ ช้
3. ทักษะการทำงานเปน็ ทมี การวางแผน แบ่งงานกนั ทำ
ขอบเขตเนอื้ หาหลักสูตร
การทำงานเป็นทีมหรือทีมเวิร์ค (Teamwork) คือ การรวมตัวกันของคนหลายคนเพื่อร่วมกันทำงาน
ใหป้ ระสบความสำเรจ็ โดยมีเป้าหมายในการทำงานทเ่ี หมือนกัน มีความเขา้ ใจในจดุ ประสงคข์ องงานตรงกันโดย
มีความสามารถที่หลากหลายของแต่ละบุคคล โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานตามหน้าที่ ของตน
อย่างสอดคล้อง การทำงานเป็นทีมจำเป็นต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การมีส่วนร่วม
การขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การประสานความร่วมมือสม่ำเสมอ สัมพันธภาพและการสื่อสารที่ดี
ระหวา่ งกนั เปน็ ตน้ โดยสมาชกิ จำเป็นจะตอ้ งอาศยั เทคนิคการทำงานเปน็ ทีม ดงั นี้
1. คณุ ลกั ษณะของทีม
ทีมที่ดีควรมีการกำหนดโครงสร้างที่ชัดเจน รู้บทบาทและทำหน้าที่ตามความรู้ ความสามารถ
ความถนัดและความรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายของสมาชิก รวมถึงการกำหนดกฎ กติกาในการทำงาน
ร่วมกนั ทา้ ยที่สดุ คอื การกำหนดแผนการดำเนนิ งานที่สอดคล้องกับกลมุ่ และให้การทำงานสำเร็จได้งา่ ย
2. เทคนิคการทำงานเปน็ ทมี ให้เกดิ ประสิทธิภาพเพ่อื ใหก้ ารดำเนนิ กจิ กรรมโครงการของทีม
กล่มุ ให้ประสบผลสำเรจ็ มีดังน้ี
1) มีเป้าหมายของความสำเร็จร่วมกันและเมื่อเกิดผลสำเร็จเป็นผลสำเร็จของกลุ่มทุกคนมิใช่
ของคนใดคนหนึ่ง “การทำงานเป็นทีม " เป็นความร่วมมือร่วมใจของบุคคลเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
โดยมีองค์ประกอบ 3 ประการ (3 P) ได้แก่ มีวัตถุประสงค์ (Purpose) ต้องชัดเจน มีการจัดลำดับความสำคัญ
(Priority) ในการทำงาน มีผลการทำงาน (Performance)
2) มีการบริหารจัดการ โดยสร้างแรงบันดาลใจในการร่วมทำงาน กำหนดแผนปฏิบัติการ
โครงการ/กิจกรรม งบประมาณร่วมกัน มีการมอบหมายงานที่ทุกคนมีบทบาทหน้าที่ ร่วมรับผิดชอบการมี
โครงสร้างของทีม / กลุ่ม เป็นระบบพฤติกรรมซึ่งเป็นแบบแผนเฉพาะกลุ่มสมาชิกกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามกฎ
หรือมติของกลุ่มอาจจะเป็นกลุ่มแบบทางการ (Formal Group) หรือกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ (Informal
Group) ก็ได้ สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มย่อย อาจจะมี
กฎเกณฑแ์ บบไมเ่ ปน็ ทางการ มีความสนิทสนมกันอยา่ งใกล้ชิดระหว่างสมาชิกด้วยกนั
3) สร้างภาวะผู้นำและผู้ตามที่ดีเพื่อให้เกิดความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจในการดำเนินกิจกรรม
สมาชิกมีบทบาทและมีความรู้สึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแต่ละกลุ่ม จะมีความแตกต่างกันตาม
ลักษณะของกลุ่ม รวมทั้งความรู้ความสามารถของสมาชิก โดยการจัดแบ่งบทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบ
กระจายงานกนั ตามความรู้ ความสามารถ และความถนดั ของสมาชิก
4) สร้างพลังศักยภาพในการทำงาน ส่งเสริมให้สมาชิกแสดงพลังตามศักยภาพใช้ความสามารถที่
มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่ม การทำงานเป็นทีมเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะผลักดันให้ท่านเป็นผู้นำที่ดี ถ้าท่าน
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังทีย่ ัง่ ยนื ” 37
ประสงค์ที่จะนำทีมให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน ท่านจำเป็นต้องค้นหาคุณลักษณะของการทำงานเป็น
ทีมให้พบระลึกไว้เสมอว่าทุกคนมีอิสระในตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของทีม แล้วจึงนำเอากลยุทธ์ใน
การสร้างทีมเข้ามาใช้เพือ่ ให้ทุกคนทำงานรว่ มกนั และประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้เยาวชนจำเป็นจะต้องมีความรู้และมีด้านทักษะการนำนันทนาการซึ่งเป็นทักษะที่มี
ความสำคัญและมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกฝน สอดคล้องกับความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผลการศึกษา
เชิงปริมาณที่ว่าเยาวชนต้องการพัฒนาทักษะการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ที่แตกต่างไปจากการเรียนรู้ใน
ห้องเรียน อันเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาทักษะดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินกิจกรรมขอ งเยาวชนมี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสอดรับกับบทบาทหน้าที่ของเยาวชนในการส่งเสริม สนับสนุน และเป็นศูนย์กลางใน
การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละกิจกรรมล้วนแล้วแต่จะต้องใช้ทักษะการนันทนาการในการเป็นสื่อกลางและ
เป็นเครื่องมือในการสร้างปฏิสัมพันธ์รวมถึงจะต้องใช้ทักษะด้านนี้เพื่อแสดงศักยภาพตลอดจนแสดงออกถึง
ความเปน็ ผู้นำ ความมมี นุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผอู้ ืน่ สามารถทำงานรว่ มกับบคุ คลและองค์กรตา่ ง ๆ ได้อย่างดี โดย
การนำนนั ทนาการควรมที ักษะ ดังตอ่ ไปนี้
1. ต้องฝึกทักษะการนำให้คล่องแคล่วโดยฝึกฝนอยู่เสมอเริ่มจากทำตามขั้นตอนเป็นระบบ
จนกระท่ังสามารถใชไ้ ดอ้ ย่างคล่องแคล่ว
2. มมี นุษย์สมั พนั ธท์ ่ดี ี แจม่ ใสอยู่เสมอ
3. มีความคิดสร้างสรรค์สามารถดัดแปลงปรับปรุงให้เหมาะกับผู้เล่นและบรรยากาศได้อย่าง
รวดเรว็ เหมาะเจาะทำให้มีความตอ่ เนือ่ ง พรอ้ มแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ วิธีทดี่ คี ือนำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเปน็
ประโยชน์ ทำใหเ้ กดิ อารมณ์ขนั ตอ้ งร้จู กั ควบคุมอารมณต์ นเอง
4. เช่อื มั่นในตนเอง วิธีสร้างความเชอื่ มนั่ คอื เตรียมทุกอย่างใหพ้ ร้อมกอ่ นท่จี ะทำ
5. ตอ้ งมคี วามอดทน เสยี สละและสุภาพต้องมคี วามเปน็ กนั เอง
6. มคี วามรัก ความซ่ือสัตย์ จรงิ ใจแสดงออกกบั ทุกคนไม่ควรเจาะจงให้ทำให้คนอ่ืนสนุกสนาน
ลกั ษณะกิจกรรม
1. การบรรยาย (Lecture)
2. วิทยากรรับเชิญ (Invited Speaker) ให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เรียน ในความเป็น
ผ้เู ชี่ยวชาญเฉพาะดา้ นหรือความชำนาญในฐานะผู้รับผดิ ชอบหรอื ผปู้ ระกอบการ
3. ทีมผสู้ อน (Team Teaching) โดยทีมผ้สู อนที่มคี วามเช่ยี วชาญท่ีหลากหลาย
4. นกั เรียนเปน็ ผูส้ อน (Peer Teaching) มีรูปแบบการจัดหลากหลาย เช่น แบ่งกล่มุ ผเู้ รียนเปน็ กลุ่ม
ย่อยให้ผู้เรียนเรียนรู้จากกันและกันในรูปของกลุ่มอภิปรายรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยงนักเรียนรุ่นน้อง
5. การระดมสมอง (Brain Storming) เป็นการแสดงความคิดหลากหลายและเสรีโดย
ผ้เู รียน เชน่ เพอื่ หาวิธีแกป้ ัญหาแลว้ จึงหาขอ้ สรุปร่วมกนั
6. อภิปรายกล่มุ ยอ่ ย (Small Group Discussion) เพอื่ แลกเปลย่ี นความร้คู วามเหน็ โดยใหท้ กุ คนมี
สว่ นร่วมมากทส่ี ดุ ในหวั ขอ้ ท่กี ำหนด
7. การอภปิ รายโดยกลมุ่ วิทยากร (Panel Discussion) การนำเอาวทิ ยากรผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นตา่ ง ๆ
มาร่วมอภปิ รายในหัวขอ้ เดยี วกันโดยมผี นู้ ำอภิปรายเปน็ ผูน้ ำการประชมุ
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังท่ยี ่ังยืน” 38
8. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การประชุมเชิงปฏิบัติการต้องกำหนด วัตถุประสงค์ของ
การจดั ว่าจะให้ปฏิบัติการเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งใหส้ ำเร็จตามเป้าหมาย เร่ิมโดยการเชิญวิทยากรกลุ่มเล็กมา
ให้ความรู้แก่ผู้เข้าประชุมเพื่อเป็นการนำแล้วจึงแบ่งกลุ่มผู้เข้าประชุมเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อฝึก
ปฏิบัติการ โดยมีวิทยากรประจำกลุ่มคอยให้ความเห็นหรือวิจารณ์หรือชี้แนะจนกลุ่มสามารถ
ปฏิบตั ิการแลว้ เสร็จตามเปา้ หมาย
9. การจำลองแบบและการเล่นเกม (Simulation and Games) เพือ่ สรา้ งเรือ่ งหรือสร้าง
สถานการณจ์ ำลองเพ่อื ให้ผู้เรยี นได้ตระหนักลึกถงึ ประเด็นหรือปญั หา
10. การสาธิต (Demonstration) เพ่ือแสดงกระบวนการ แสดงการปรากฏจรงิ หรอื สร้างความ
เข้าใจจากหุน่ จำลอง
11. กรณีศกึ ษา (Case Study) เพื่อให้ผู้เรยี นไดเ้ รียนจากกรณีทีเ่ กดิ ขน้ึ จรงิ ในการประกอบการ อาจ
เนน้ ทีเ่ หตกุ ารณ์ ประเด็นหลักของกรณี ประวัติหรืองานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ งกไ็ ด้ ใช้กรณศี กึ ษาเพอ่ื การสอน
สาระของความรู้ สอนเทคนิควิธี สอนการตัดสินใจสอนการแก้ปัญหา สอนเจตคติและระบบคุณค่า
คณุ ธรรมกไ็ ด้
12. โครงงาน (Project Work) มีการเตรียมโครงสร้างและรูปแบบของสาระ การเรียนรู้เพื่อการ
แก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ทำให้กระบวนการเรียนรู้มาจากประสบการณ์จริงมีความหมาย มี
เปา้ หมาย ให้แรงกระตนุ้ และสร้างความกระตอื รอื รน้ ได้เป็นอย่างดี
รายช่ือวิทยากร
1. ดร.ขนษิ ฐา บรู ณพันศักด์ิ สงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ โรงยาบาลธรรมศาสตร์ฯ
2. นายโสภณ แก้วล้อมทรัพย์ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์
ปฏิบตั กิ าร กรมกิจการสตรแี ละครอบครวั
3. นางสาวปาณสิ รา สลากรธนวัฒน์ นักสังคมสงเคราะหช์ ำนาญการ สำนักงานสง่ เสริมวชิ าการ 2
ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั
1. ผเู้ ขา้ ร่วมกิจกรรมมีทกั ษะการทำงานเปน็ ทีม
2. ผู้เข้ารว่ มกจิ กรรมมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เกยี่ วกบั การทำงานเป็นทมี
3. ผู้เข้าร่วมกจิ กรรมสามารถอธบิ ายและประยุกตใ์ ชก้ ระบวนการทำงานเปน็ ทีมได้
4. ผูเ้ ขา้ รว่ มกิจกรรมสามารถทำงานเป็นทมี ร่วมกบั ผอู้ ่ืนไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
ขอบเขตเน้อื หาหลกั สูตรการทำงานเป็นทีม (R4) ของเยาวชน
ขอบเขตเนื้อหาประกอบดว้ ยหวั ข้อ ดังน้ี
หัวขอ้ วิชา/วิทยากร/กิจกรรม อุปกรณ์ รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรปุ
เพื่อเขา้ ใจหลักการกระบวนการทำงานเป็นทีม สามารถทำงานเป็นทมี และสร้างทีมได้
1.วันแรก-เช้า ขั้นเตรียมการ - ป้ายช่อื ของทุกคน - บอกตัวตนของแตล่ ะคน
เรียนรู้ - แบบทดสอบ “การทำงานเป็น -เน้อื หาครอบคลุมการทำงานเปน็ ทมี
ทำแบบทดสอบ Pre-test ทีม” ตามจำนวนผู้อบรม
หัวขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กิจกรรม อปุ กรณ์ หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังที่ย่ังยืน” 39
“การทำงานเปน็ ทมี ”
รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรุป
ทำสมุดบนั ทกึ ส่วนตวั เพอ่ื การ - สมุดสขี าว ไมม่ ีเสน้ กิจกรรมตกแต่งสมุดบันทึกแสดงความเป็นตัวตน
เรยี นร้ทู ่ีย่ังยนื และให้บันทึกทุกกิจกรรมที่ได้เรียนรู้ “การทำงานเป็น
ทีม” เป็นการประมวลความทรงจำว่ากิจกรรมนี้เรียนรู้
อะไรเพือ่ ใหท้ มี ประสบความสำเรจ็ และตวั เราได้พัฒนา
1.1 “เกมเปิดใจสร้างพลังเชิง - กระดาษรูปตา่ ง ๆ จำนวน 5 ชดุ เพ่อื พฒั นาทักษะการสื่อสารทางบวก รับฟังผูอ้ ่นื
บวก” เพื่อสร้างพลังการทำงานท่ี ชดุ ละ 2 สี (กระดาษแผน่ แปะ วิธีการดำเนนิ กิจกรรม:
สร้างสรรคร์ ว่ มกนั สวยงาม หัวใจ พระจนั ทร์ กิจกรรมนี้จะใช้สุนทรียสนทนาและใช้กิจกรรมบอดี้
(เวลา 1.30 ช.ม.) ดอกไม้) สแกน
รอบที่ 1 ให้ผู้เข้าอบรมเล่าเรื่องที่เป็นความสุขใน
ชีวติ โดยใหผ้ ู้เข้าอบรมจบั คู่ 2 คนตามสญั ลักษณ์
รอบที่ 2 ให้ผู้เข้าอบรมเล่าเรื่องที่เป็นความสุขใน
ชีวิต แบ่งกลุ่มผู้เข้าอบรมได้จำนวน 4 ทีม ๆ ละ 6 คน
ตามรปู ต่าง ๆ แบง่ ตามสีการฟังในกลมุ่ ที่ใหญ่ขึน้
ระหว่างทำกิจกรรมทั้งสองรอบผู้เข้าอบรมจะต้อง
สังเกตและฟังด้วยความตั้งใจที่เพื่อนเล่าความสุขและ
หลังจากนั้นให้ผู้ฟังได้เล่าเรื่องกลับให้เพื่อน ๆ ฟังมีการ
สนทนาเชงิ บวกและเดก็ ๆ ได้พดู แตเ่ รื่องดี ๆ ไม่มีการพดู
แทรก ไม่ถาม ไมต่ ัดสิน มีผสู้ ังเกตการณ์ 2 คน
สิ่งทีไ่ ด้รับจากกิจกรรม :
ให้ผเู้ ข้าอบรมเหน็ คณุ ค่าของการรับฟงั ฟังอยา่ ง
มีสติและประโยชน์ของการสื่อสารเชิงบวกสร้างพื้นที่
ปลอดภัยจะทำให้เด็กได้ฝึกการรับฟัง คิดทางบวก มี
มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะต้องยอมรบั
และปฏิบัติตามกลุ่มเป็นอย่างดีเป็นความร่วมมือ ร่วมใจ
ของบคุ คลเพ่ือทจี่ ะบรรลเุ ปา้ หมายรว่ มกัน
1.2 เกมคนละเรอ่ื งเดยี วกัน - กระดาษฟลิบชาร์ทและขาตั้ง 5 เพื่อการวางแผนร่วมกันทำให้ทีมประสบ
(เวลา 1.30 ช.ม.) ชดุ ความสำเรจ็ ไดใ้ นเวลาท่ีจำกดั สรา้ งจุดหมายรว่ มกัน
- ปากกาเมจิ 5 สี วิธีการดำเนินกจิ กรรม:
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ท่ียัง่ ยืน” 40
หัวขอ้ วชิ า/วิทยากร/กจิ กรรม อุปกรณ์ รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรุป
กติกา ให้ผู้เข้าอบรมยืนเข้าแถว ห้ามคุย หมุน
กระดาษฟลิบชาร์ทไปคนละทางกับแถว ไม่ทำตามกติกา
หักคะแนน ระหวา่ งทำกจิ กรรมต้องเงียบ
รอบท่ี1 ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดูคำพูด (เช่น คำ
ว่า เป็ด กระต่าย ปลาหมึก ช้าง) จากวิทยากรและให้
เด็กหยิบปากกาไปเขียนเส้นกระดาษฟลิบชาร์ทในสิ่งที่
เด็กเห็นคำพูดและส่งปากกาต่อให้เพื่อนโดยมีเวลาคนละ
5 วินาที (เงื่อนไข ไม่ให้พูดส่งเสียงใด ๆ) ผลลัพธ์ คือ ได้
ภาพตามการรับรู้ของแต่ละคน (ซึ่งไมม่ จี ุดหมายเดียวกัน)
รอบท่ี2 ให้ผู้เข้าอบรมดูคำพูดจากผู้นำกิจกรรม
ให้เวลาปรึกษาคุยกันและให้ผู้เข้าอบรมหยิบปากกาไป
เขียนเส้นที่กระดาษฟลิบชาร์ทในสิ่งที่ผู้เข้าอบรมเห็น
และส่งปากกาต่อให้เพื่อนโดยมีเวลาคนละ 5 วินาที
(เงื่อนไข – พูดคุยส่งเสียงหารือได้โดยพี่เลี้ยงเป็นคนบอก
พิมพ์เขียวสร้างเป้าหมายร่วมกัน) ผลลัพธ์ คือ ได้ภาพ
เดยี วกันจากผนู้ ำ
ส่งิ ทไ่ี ดร้ ับจากกิจกรรม :
ให้ผู้เข้าอบรมเห็นคุณค่าของการปรึกษาหารือทำให้
เกดิ การทำงานรว่ มกันเพ่ือทจี่ ะบรรลเุ ป้าหมายร่วมกนั
1.3 ทีมล่าหาสมบัติ (เวลา 1.30 - ผา้ สีสำหรับปิดตาทกุ คน เพือ่ พฒั นาทักษะการแก้ปัญหาร่วมกัน ผู้นำกับการ
ช.ม.) - สมบัติ เช่น กำไลตุ๊กตา หมวก สือ่ สาร
กระเปา๋ สะพาย นาฬกิ าขอ้ มอื วิธีการดำเนินกจิ กรรม:
วิทยากรจัดกลุ่ม ๆ ละ 6-8 คนโดยให้ผู้เข้าร่วม
กิจกรรมปิดตาทุกคนยกเว้นคนสุดท้าย (ที่ต้องสื่อสาร)
เพ่ือใหผ้ ู้เขา้ รว่ มกิจกรรมคนแรกของแถวหยบิ สมบัตใิ หไ้ ด้
สงิ่ ท่ีไดร้ ับจากกิจกรรม :
ให้ผู้เข้าอบรมเห็นคุณค่าของการเป็นผู้นำกับการ
สื่อสาร การใช้เทคนิคการสื่อสาร ผ่านสัญลักษณ์ อวัจ-
นภาษา
วนั แรก-บ่าย เพือ่ เรียนรู้การระดมสมอง ทำกจิ กรรมสรา้ งสรรค์
1.4 กจิ กรรมวนั ที่สอง – บ่าย 1. นกหวีด ร่วมกนั
“พลังทีมพลงั สรา้ งสรรค”์ 2. นมกล่องเล็ก วิธกี ารดำเนนิ กจิ กรรม :
3. หลอดกาแฟ วิทยากรอธิบายวิธีเล่น วิธีให้คะแนน พิจารณา
4. ไมไ้ อศกรีม จากคะแนน ความสูง ความแข็งแรง ความสวยงาม/
5. ไมล้ กู ชิน้ ความสร้างสรรค์ การนำเสนอ วิทยากรให้ทีมร่วมกัน
6. กาวตราช้าง ออกแบบประตมิ ากรรมตามความคิดสรา้ งสรรค์ของทมี
7. กระดาษโปสเตอรแ์ ขง็ -สเี มจิ สิง่ ท่ีได้รับจากกจิ กรรม :
หวั ข้อวิชา/วทิ ยากร/กิจกรรม อปุ กรณ์ หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ที่ย่งั ยนื ” 41
8. กรรไกร รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรปุ
ให้ผู้เข้าอบรมเห็นคุณค่าของการระดมสมอง
2. วันท่สี อง-เชา้ การวางแผน ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน กิจกรรมทำ
ให้เกิดความเพลิดเพลิน สร้างความเชื่อมั่นในการ
2.1 “งานของฉัน งานของเธอ ไม่มอี ปุ กรณ์ แสดงออกให้กับเด็กส่งเสริมการปรับตัว ให้รู้จักทำ
งานของเรา” กิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข ส่งเสริมการดำเนินชีวิต
ที่ต้องแก้ปัญหาการทำงาน รู้จักการปรับปรุงและ
2.2 “เกมโยนเสียงสร้างพลัง ไม่มีอปุ กรณ์ เปล ี่ยนแ ปล งพัฒนาค วาม คิดส ร้างส ร รค์ แล ะจินตนา
ทีม” การฝึกการสังเกต พัฒนาภาษาโดยการอธิบายผลงาน
ของตนเองได้
ทบทวนกิจกรรมการทำงานเปน็ ทมี ครัง้ ท่ี 1 “เกม
เปิดใจ..สร้างพลังเชิงบวก” เพื่อสร้างพลังการทำงานท่ี
สร้างสรรค์เกมคนละเรื่องเดียวกัน เกมตามล่าหาสมบัติ
เกมพลงั ทีมพลังสร้างสรรค์
เพื่อให้เห็นพลังของกลุ่มแสดงออกร่วมกัน ความ
รับผิดชอบแทนเพือ่ น การรบั ภาระแทนกันและกัน
วิธกี ารดำเนินกิจกรรม:
วิทยากรเดินไปสัมผัสผู้เข้าอบรมท่านใด ผู้อบรม
ท่านนั้นต้องอ่อนละทวยทำตัวอ่อนและเพื่อผู้เข้าอบรม
ทั้งสองข้างของเพ่ือนที่อ่อนละทวยต้องพยุงเพื่อนไว้เพื่อ
ไมใ่ หล้ ม้ ลงไปท้ังทมี
สิ่งที่ได้รับจากกิจกรรม : เปรียบเทียบการท่ีน้องปล่อย
ตัวลงตามสบาย แล้วให้เพื่อน 2 ข้างพยุงไว้เสมือนว่า
การทำงานปกติที่ทุกคนต้องทำงานแต่มีคนใดคนหนึ่งลา
งานไปแต่งานยังต้องเดินตามปกติทำให้เพื่อนคนอื่น ๆ
ต้องทำงานแทน ผลกระทบ คือ เพ่อื นจะทำงานหนักมาก
กว่าเดิมและถ้าหากงานมากกว่าคนทำงานก็จะทำให้งาน
นั้นมีมากมายและเป็นภาระซึ่งจริง ๆ ทุกคนควรจะต้อง
รับผิดชอบรว่ มกัน
เพื่อให้เห็นพลังของกลุ่มมีการวางแผนร่วมกัน
แสดงออกร่วมกนั
วธิ กี ารดำเนินกจิ กรรม:
1. ให้ผู้เข้าอบรมแบ่งกลุ่มตามกิจกรรมที่เราสร้างข้ึน
2.ให้ผู้เข้าอบรมร่วมคิด “ชื่อประจำทีม” พร้อมท่า
ประกอบของทีม
แตล่ ะกลมุ่ จะโยนชอ่ื กลมุ่ แขง่ กัน โดยเรม่ิ ท่ที มี ไหน
ก่อนก็ได้ (ผู้นำกิจกรรมเป็นผู้กำหนด) ทีมเริ่มต้นพูดชื่อ
กลุ่มตัวเอง 2 รอบตามด้วยชื่อกลุ่มต่อไปที่ต้องการจะส่ง
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ทีย่ ั่งยืน” 42
หัวขอ้ วิชา/วทิ ยากร/กิจกรรม อปุ กรณ์ รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรุป
ต่อ เมื่อทีม เช่น ถ้าทีม มดแดง ส่งไปให้ทีมช้างน้อยด้วย
2.3 “เกมปลาโลมา” ไมม่ อี ปุ กรณ์ การโยนว่า “มดแดง ๆ ช้างน้อย ๆ” แล้วทีมมดแดงจะ
โยนย้อนกลับมาที่ทีม ช้างน้อยไม่ได้เล่นอย่างนี้ต่อเนื่อง
วนั ทสี่ อง-บา่ ย -เบาะก้นั กระแทกขนาดใหญ่ ไปเรื่อย ๆ ทีมไหนพูดชื่อกลุ่มตัวเองผิดหรือหรือพูดช่ือ
2.4 กิจกรรม “สมั ผัสแหง่ ความ -ตุ๊กตาหรอื ของทร่ี ะลกึ ขนาด กลุ่มอื่นผิดถือว่าตกรอบ (ถ้าตกรอบแล้วถือว่าหมดสิทธิ์
ไวใ้ จ” พอเหมาะมือ เล่น ทีมไหนโยนไปให้ทีมที่ตกรอบแล้วก็จะตกรอบ
เช่นกัน) แรกพูดส่งไปทีมไหนให้ทีมนั้น ๆ ตะโกนรับด้วย
ชื่อกลุ่มตัวเอง 2 รอบตามด้วยชื่อกลุ่มต่อไปที่ต้องการจะ
ส่งต่อ มีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือทุกทีมไม่สามารถโยนคืนให้
กลุ่มที่โยนชื่อมาให้เราได้ (ถ้าตกรอบแล้วถือว่าหมดสิทธ์ิ
เล่น ทีมไหนโยนไปให้ทีมที่ตกรอบแล้วก็จะตกรอบ
เชน่ กัน)
เพ่อื ใหเ้ ห็นพลังของกลุ่ม มีสติ แสดงออกรว่ มกนั
วิธกี ารดำเนินกจิ กรรม:
(1) ผู้เข้าอบรมแต่ละทีมนัง่ เป็นวงกลม มีประโยค
ที่จะต้องพูดทั้งหมด 3 ประโยค สมาชิกในทีมผลัดกันพดู
คนละประโยค ใครเริ่มก่อนก็ได้แล้ววนไปในวงเรื่อย ๆ 3
ประโยคนั้น คือ 1. ปลาโลมา.... ตัว 2. กระโดด.....ที 3.
จ๋อม การพูดจะเพิ่มจำนวนไปเรื่อย ๆ ตามจำนวน
ปลาโลมาที่เพิ่มขึ้น เช่น ในรอบแรกเริ่มที่ปลาโลมาหน่ึง
ตัว - กระโดดหนึ่งที - จ๋อม หมดรอบแล้วก็เพิ่มทุกอย่าง
เป็นการทำ 2 ครั้ง เป็นปลาโลมา 2 ตัว- ปลาโลมา 2 ตัว
– กระโดดสองที - กระโดดสองที – จ๋อม – จ๋อม นับเพม่ิ
จำนวนไปเรื่อย ๆ ทีมที่ชนะ คือ ทีมที่สามารถพูดได้
จำนวนปลาโลมามากท่สี ุด
และในการทำงานเป็นทีมรวม 26 คนควรได้
ปลาโลมากระโดดลงน้ำจ๋อม 26 ตัวถือว่าประสบ
ความสำเร็จสุงสูด
หมายเหตุ เพื่อความสนุกควรมีเวลาให้แต่ละทีม
ซ้อมนิดหน่อยจากนั้นเมื่อแข่งขันจริง เล่นทีละทีม ขอ
ความร่วมมือจากสมาชิกทีมอื่นเป็นกรรมการร่วม
ตรวจสอบ ถา้ ทุกคนตระหนักและร่วมมือปญั หาจะไม่เกดิ
และงานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
เพื่อให้เห็นพลังของกลุ่มมีสติไว้วางใจกัน แสดงออก
ร่วมกนั
วิธีการดำเนนิ กจิ กรรม:
หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ท่ียงั่ ยนื ” 43
หัวข้อวชิ า/วิทยากร/กจิ กรรม อุปกรณ์ รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรุป
1.วิทยากรจัดเตรยี มอุปกรณแ์ ละสถานที่
2.5 การอบรมหัวข้อ “เกมวัน 2.นำของขวัญไวอ้ กี ฝงั หนึง่ ของเบาะ
3.วิทยากรอธบิ ายกติกา โดยให้ทมี สง่ ตัวแทนหยบิ
โลกแตก” ใชภ้ าพใน power point เพอื่ ของขวญั โดยผู้หยิบต้องยืนคนละฝ่ังกับของขวญั และ
เพือ่ นในทีมตอ้ งจับให้เพ่อื ผ้หู ยิบโน้มตัวไปอกี ฝังเพื่อหยิบ
(1.30 ช่วั โมง) สื่อสาร ของขวัญโดยต้องไม่ลม้ ลงเบาะ
ส่งิ ท่ีได้รบั จากกจิ กรรม :
2.6 การอบรมหัวข้อ “อำนาจ” ไมม่ ีอุปกรณ์
ให้ผู้เข้าอบรมแสดงพลังของทีมความร่วมมือร่วม
ใจทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันความไว้วางใจในทีม
แก้ปัญหารว่ มกันทำใหบ้ รรลุเป้าหมาย
เพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานเป็นทีม การคิด
วเิ คราะห์ การแกไ้ ขปัญหา การมงุ่ ความสำเร็จของงาน
วธิ กี ารดำเนนิ กิจกรรม:
วิทยากรเลา่ ถึงเหตุการณว์ ิบัติกำลังจะเกิดขึ้น ในทมี
จะต้องพิจารณาสมาชิกที่จะต้องไปกับเรือซึ่งเรือจะนั่งได้
แค่ 7 คนเท่านั้นสมาชิกจะต้องเลือกคนได้ตามที่กำหนด
โดยให้เหตุผลของการเลอื กดังกล่าว
สิ่งที่ได้รับจากกิจกรรม : การรับฟังความคิดเห็นและ
การพจิ ารณาเหตผุ ลของกนั และกนั เพ่ือให้เกดิ การทำงาน
เปน็ ทมี
เพ่อื แสดงพฤติกรรมท่ที ำใหเ้ ข้าใจการใช้อำนาจ
อยา่ งเหมาะสม วธิ กี ารดำเนนิ กิจกรรม :
วธิ กี ารดำเนินกิจกรรม:
วทิ ยากรอธิบาย โดย
1) ให้ทุกคนสมมุติเป็น A กับ B จากนั้นให้ A ยืน
และชี้หน้า B และให้ B นั่งลงที่พื้นมองหน้ารับ
ความรู้สึกจาก A จากนั้นวิทยากรถามความรสู้ ึก
ของ A ในฐานะของคนยืนรู้สึกอย่างไรและ
ถามความรู้สึกของ B ในฐานะของคนนั่งที่พื้น
รสู้ กึ อย่างไร
2) ให้ A กับ B สลับกันและถามความรู้สกึ อีกครัง้
อาจเปน็ คนเดิมหรือไมก่ ไ็ ด้
ในขั้นที่ 1) และ 2) อธิบายเชื่อมโยงกับ
ความสัมพันธ์ในการใช้ชีวิตกล่าว คือ คนยืน
เหมือนคนมีอำนาจสามารถออกคำสั่งต่าง ๆ ได้
เป็นอำนาจเหนือส่วนคนนั่งพื้นเปรียบเหมือน
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลงั ทย่ี ่งั ยืน” 44
หัวขอ้ วิชา/วิทยากร/กิจกรรม อปุ กรณ์ รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรปุ
3.วันที่สาม-เช้า คนอ่อนแอ อยู่ภายใต้อำนาจ ต้องพึ่งพา อ่อน
3.1 “เค้กเติมรัก” -ขนมเคก้ กลุ่มละ 1 ปอนดห์ ลาก แรงเปรียบเหมือนการใช้ชีวิตของคนเราที่มี
รส ความสมั พันธก์ บั อำนาจตลอดเวลา
-อปุ กรณ์ในการแตง่ หน้าเคก้ ตาม 3) ทั้ง A และ B ดึงมือกันขึ้นไปคนยืนดึงมือคนนั่ง
จำนวนกล่มุ ที่พื้นมาน่ังเก้าอี้ในระดับที่เท่าเทียมกันและถาม
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอธิบายให้เข้าใจถึงการใช้
อำนาจรว่ ม
ส่ิงทีไ่ ดร้ บั จากกจิ กรรม :
เกิดการเคารพให้เกยี รติกันและกันในทมี เอาใจ
เขามาใส่ใจเรา การใช้อำนาจร่วมเป็นเรื่องสำคัญใน
การใช้ชีวิตทเี่ กิดสมดุลและมีพลงั ชีวิต
ทบทวนกิจกรรมการทำงานเปน็ ทีม ครั้งที่ 1
(1) เกมเปดิ ใจ..สรา้ งพลังเชงิ บวก
(2) เกมคนละเรื่องเดียวกัน
(3) เกมตามลา่ หาสมบตั ิ
(4) เกมพลงั ทีมพลังสร้างสรรค์
ทบทวนกจิ กรรมการทำงานเปน็ ทมี ครงั้ ที่ 2
(1) เกมโยนเสียงสร้างพลังกลมุ่
(2) เกมปลาโลมา
(3) เกมเลโกม้ นษุ ย์
(4) เกมวันโลกแตก
(5) กิจกรรมอำนาจ
เพื่อเสรมิ สร้างทักษะการทำงานเป็นทมี ร่วมกนั
วิธีการดำเนินกิจกรรม:
วิทยากรให้เค้กและอุปกรณ์แต่งเค้ก กลุ่มละ 1
ชดุ และอธบิ ายกติกาในการทำเค้ก
ส่งิ ท่ีไดร้ ับจากกิจกรรม :
ในการทำงานตามบทบาทของผู้นำ คือ การแบ่ง
ง า น ก ร ะ จ า ย ง า น ใ ห ้ ส ม า ช ิ ก ท ุ ก ก ล ุ ่ ม ต า ม ค ว า ม รู้
ความสามารถสำหรับสมาชิกของทีมงานที่ได้รับการ
คัดเลือกให้เป็นผู้นำต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่ให้เหมาะสม
กับงานที่ได้รับมอบหมาย โดยการให้การสนบั สนุนนำทมี
ให้ประสบผลสำเร็จส่งเสริมให้มีบรรยากาศที่ดีในการ
ทำงานเป็นทีม มีการพัฒนาบุคลากรและทีมงาน
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ีย่งั ยืน” 45
หัวขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม อปุ กรณ์ รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรุป
3.2 “เกมเลโกม้ นษุ ย์ (20นาท)ี ไมม่ ีอปุ กรณ์ กิจกรรมทำให้เกิดความเพลิดเพลินชน่ื ชมในความ
สวยงาม สำนึกในคุณค่าของศิลปะ สร้างความเชื่อมั่นใน
วันทีส่ าม-บ่าย - แผ่นแปะสีสันสวยงาม การแสดงออกให้กับเด็กส่งเสริมการปรับตัวให้รู้จักทำ
3.2 “ทมี ในหัวใจ” - หวั ใจขนาดใหญ่จำนวน 1 ดวง กิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข ให้รู้จักใช้เวลาว่างให้
เป็นประโยชน์ ส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่ต้องแก้ปัญหา
การทำงาน รู้จักการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงพัฒนา
ความคิดสร้างสรรค์และจินตนา การฝึกการสังเกต
สามารถอธิบายผลงานของตนเองได้นับเป็นการพัฒนา
ภาษาอย่างหน่งึ
เพื่อให้เห็นพลังของกลุ่ม สร้างสรรค์ แสดงออก
รว่ มกนั
วิธีการดำเนินกิจกรรม: วิทยากรบอกโจทย์ชื่อ
สัตว์ สิ่งของ เทศกาลหรือสถานที่ สมาชิกในทีมจะต้อง
ชว่ ยกันต่อตัวเป็นรูปร่างประกอบกันให้ไดต้ ามโจทย์
ส่งิ ทไี่ ด้รบั จากกจิ กรรม : ใหผ้ เู้ ข้าอบรมแสดงพลงั
ของทมี ความรว่ มมอื ร่วมใจทำกิจกรรมต่าง ๆ รว่ มกัน มี
คุณธรรมสามคั คี ทำใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย
เพื่อระดมสมองจากการเรียนความรู้ทีมชนิดของ
ทีมงาน การแบ่งทีมในองค์กรสามารถที่จะแบ่งประเภท
ตามวตั ถุประสงค์
วธิ ีการดำเนนิ กจิ กรรม:
(1) แจกกระดาษแผ่นแปะสีสันสวยงามรูปทรง
ตา่ ง ๆ ให้ผู้เขา้ อบรม คนละ 1 แผ่น โดยผู้เข้าอบรมเขยี น
สิ่งที่ต้องตนเองได้เรียนรู้ในวันน้ีคนละหนึ่งประโยค ใน
เวลา 2 นาที จากนั้นให้ผู้เข้าอบรมนำแผ่นไปแปะใน
หัวใจของทีม
(2) วิทยากรอ่านและจัดกลุ่มความคิดเห็นและให้
ความรู้เพิ่มเติมเรื่ององค์ประกอบและคุณค่าของการ
ทำงานเปน็ ทีม
สง่ิ ที่ไดร้ บั จากกจิ กรรม :
ให้ผู้เข้าอบรมเห็นคุณค่าของการทบทวนองค์
ความรู้ เข้าใจองค์ประกอบในการทำงานเป็นทีมและ
ความสำคัญของการทำงานร่วมกันเห็นการเป็นผู้นำ
รูปแบบผู้นำ ผู้นำประเภทต่าง ๆ วิธีการวางแผนต่าง ๆ
ของทมี
หวั ขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม อปุ กรณ์ หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ทย่ี ัง่ ยืน” 46
รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรปุ
“บทสรปุ ”
1.วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเป้าหมายที่เห็น
พ้องต้องกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน ผู้นำ
และสมาชิกภายในทีมมีส่วนร่วมในการกำหนด
หน้าท่ี ความรับผิดชอบและวัตถุประสงค์ร่วมกันควร
กำหนดจดุ มุ่งหมายไว้ให้ชัดเจนทผ่ี ลงาน
ประโยชน์ของการกำหนดวัตถุประสงค์ เพ่ือใช้
เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ใช้เป็นเครื่องมือในการรวม
พลังในการทำงานและใช้เป็นเครื่องมือวัดความสำเร็จ
หรอื ความลม้ เหลวในงาน
คุณลักษณะของวัตถุประสงค์ที่ดี คือ เขียนเป็น
ลายลักษณ์อักษร เข้าใจง่าย สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ขัด
ต่อขอ้ บังคับและนโยบายอน่ื ๆ ในหนว่ ยงาน
2.สื่อสารเชิงบวก ประสานงานชัดเจน แนวด่ิง
แนวราบ ความเปิดเผยต่อกันและการเผชิญหน้าเพ่ือ
แก้ปัญหา เป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานเป็นทีมที่มี
ประสทิ ธภิ าพ สมาชิกจะต้องการแสดงความคดิ เห็นอย่าง
เปิดเผย ตรงไปตรงมา แก้ปัญหาอย่างเต็มใจและจริงใจ
เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี
โดยมีการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลอื่นในด้านความต้องการ
ความคาดหวัง ความชอบหรือไม่ชอ บ ความรู้
ความสามารถความสนใจความถนัด จุดเด่นจุดด้อยและ
อารมณร์ วมทงั้ ความร้สู กึ ความสนใจนิสยั ใจคอ
3.ภาวะผู้นำ (รู้นำ รู้ตาม) ที่เหมาะสม ผู้นำ
หรือ หัวหน้าทีมควรทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะประเด็นท่ี
สำคัญ ในการทำงานตามบทบาทของผู้นำ คือ การแบง่
ง า น ก ร ะ จ า ย ง า น ใ ห ้ ส ม า ช ิ ก ท ุ ก ก ล ุ ่ ม ต า ม ค ว า ม รู้
ความสามารถสำหรับสมาชิกของทีมงานที่ได้รับการ
คัดเลือกให้เป็นผู้นำ ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่ให้
เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมาย โดยการให้การ
สนับสนุนนำทีมให้ประสบผลสำเร็จส่งเสริมให้มี
บรรยากาศที่ดีในการทำงานเป็นทีม มีการพัฒนา
บคุ ลากรและทีมงาน
4.รู้บทบาทหน้าที่ ทุ่มเท กระบวนการทำงาน
และการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม งานที่มี
ประสิทธิภาพนั้นทุกคนควรจะคิดถึงงานหรือคิดถึง
ผลงานเปน็ อนั ดบั แรก
หวั ขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม อุปกรณ์ หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ที่ยง่ั ยนื ” 47
รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรุป
บทบาทของหัวหน้า/ผู้บริหารสำคัญที่การ
ตัดสินใจสั่งการเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานของการ
บริหารงาน
ขั้นตอนในการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ
ประกอบดว้ ยข้ันตอนทสี่ ำคัญ 4 ขัน้ ตอน คือ
1) ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในเหตุผล สำหรับ
การตดั สินใจ
2) วเิ คราะหล์ กั ษณะของปัญหาทจ่ี ะตัดสินใจ
3) ตรวจสอบทางเลือกต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา
โดยพิจารณาถึงผลท่ีอาจเกิดตามมาด้วย
4) การนำเอาผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ โดยมี
จัดสรรหน้าท่ีซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมตั้งแต่ร่วมคิด
ร่วมวิเคราะห์ปัญหา ร่วมหาทางออก ร่วมตัดสินใจ ร่วม
ดำเนนิ การ รว่ มรบั ผล
5.มีน้ำใจ เข้าใจ ช่วยเหลือ สนับสนุนและความ
ไว้ วางใจต่อกัน สมาชิกในทีมจะต้องไว้วางใจซึ่งกันและ
กันโดยแต่ละคนมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็นอย่าง
ตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องกลัวว่าได้รับผลร้ายที่จะมี
ต่อเนื่องมาภายหลังสามารถทำให้เกิดการเปิดเผยต่อกัน
และกล้าทีจ่ ะเผชิญหน้าเพ่ือแก้ปญั หาต่าง ๆ ไดเ้ ปน็ อย่าง
ดี
6.ใฝเ่ รียนรู้ เปิดใจ รับความรู้เพอื่ พัฒนาตนเอง
เสมอ โดยเปิดใจให้มีการตรวจสอบทบทวนผลงานและ
วิธีในการทำงานทีมงานที่ดีไม่เพียงแต่ดูจากลักษณะของ
ทีมและบทบาทที่มีอยู่ในองค์กรเท่านั้นแต่ต้องดูวิธีการท่ี
ทำงานด้วยการทบทวนงานแนะนำให้ทีมงานได้เรียนรู้
จาก ประสบการณท์ ่ีทำรจู้ กั คดิ การได้รบั ข้อมูลปอ้ นกลับ
เกี่ยวกับการปฏบิ ตั งิ านของแต่ละคนหรือของทีม
การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีมที่มี
ประสิทธิภาพ พยายามที่จะรวบรวมทักษะต่าง ๆ ของ
แต่ละคน การพัฒนาบุคลากรในองค์กรมักจะมองใน
เรื่องทักษะและความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่แล้วก็ทำการ
ฝึกอบรมพัฒนาคนใหม้ คี วามสามารถสูงขึน้ อันจะมีผลดี
ในการทำงานให้ดีขึ้น ผู้บริหารหรือผู้นำต้องมีความรู้ใน
การบริหารคน สามารถสอนพัฒนาคนให้มีลักษณะที่ดี
ขึ้น