The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2560 หลักสูตรปตท. พลังใจในมือคุณ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nongtata2254, 2021-05-29 21:14:44

2560 หลักสูตรปตท. พลังใจในมือคุณ

2560 หลักสูตรปตท. พลังใจในมือคุณ

หวั ข้อวิชา/วิทยากร/กิจกรรม อปุ กรณ์ หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังท่ยี ่งั ยนื ” 48

รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรปุ
7. สู้ด้วยกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ความร่วมมือ
และการให้ความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ ผู้นำกลุ่มหรือ
ทีมจะต้องทำงานอย่างหนักในอันที่จะทำให้เกิดความ
รว่ มมอื
การสร้างความร่วมมือ กับบุคคลอื่นในการ
สร้างความร่วมมือเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกันและมี
บุคคลอยู่สองฝ่าย คือ ผู้ขอความร่วมมือและผู้ให้ความ
ร่วมมือ ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายผู้ให้เต็มใจ
และยินดีจะให้ความร่วมมือเหตุผลที่ทำให้ขาดความ
ร่วมมือไม่ช่วยเหลือกันคือการขัดผลประโยชน์ ไม่อยาก
ให้คนอื่นได้ดีกว่าสัมพันธภาพไม่ดี วัตถุประสงค์ของทั้ง
สองฝ่ายไม่ตรงกัน ไม่เห็นด้วยกันวิธีทำงานขาดความ
พร้อมที่จะร่วมมือหรืองานที่ขอความร่วมมือนั้นเสี่ยงภัย
มากเกินไปหรือเพราะความไม่รับผิดชอบต่อผลงาน
สว่ นรวม
การขัดแย้ง หมายถึง ความไม่ลงรอยกันตาม
ความคิด หรือการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างสองคนขึ้นไป
หรือระหว่างกลุ่มโดยมีลักษณะที่ไม่สอดคล้อง ขัดแย้ง
ขัดขวาง ไม่ถูกกันจึงทำให้ความคิดหรือการทำกิจกรรม
ร่วมกันนั้นเสียหายหรือดำเนินไปได้ยากไม่ราบรื่น ทำให้
การทำงานเป็นทมี ลดลง นับเป็นปญั หา อปุ สรรคทีส่ ำคัญ
ยิ่งอันเนือ่ งมาจาก

1) สาเหตุของความขัดแย้งผลประโยชน์ขดั กัน
2) ความคดิ ไม่ตรงกนั หรอื องคก์ รขดั แย้งกนั
3) ความรู้ความสามารถตา่ งกันทำให้มีลักษณะ
การทำงานต่างกนั
4) การเรียนรู้ต่างกัน ประสบการณ์ที่มีมาไม่
เหมือนกัน
5) เป้าหมายต่างกนั
วิธีแก้ความขัดแย้ง การแก้ความขัดแย้งเป็น
เรื่องของทักษะเฉพาะบุคคล การแก้ปัญหาความ
ขัดแยง้ ในการทำงานเปน็ ทมี ควรใช้
วิธีการแก้ปญั หาร่วมกันไม่พูดในลักษณะท่แี ปล
ความหรือมุ่งตัดสินความไม่พูดในเชิงวิเคราะห์ไม่พูดใน
ลักษณะที่แสดงตนเหนือกว่าผู้อื่นหรือไม่พูดในลักษณะที่

หัวข้อวิชา/วทิ ยากร/กิจกรรม อปุ กรณ์ หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลังท่ีย่งั ยนื ” 49

รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรปุ
ทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด เสียหน้า อับอาย เจ็บใจ หรือการ
พยายามพูดหาประเดน็ ความขัดแย้ง ไม่กล่าวโจมตวี า่ ใคร
ผิดใครถูก

8. ทันเหตุการณ์ มีการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของ
ทมี และวเิ คราะห์โอกาสและอุปสรรคจากภายนอกได้

9. สมานสามัคคี พร้อมใจกัน ทำงานร่วมกันอย่าง
มคี วามสุข

การทำงานเปน็ ทมี ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ

1. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเป้าหมายที่เห็นพ้องต้องกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน ท่ี
ต้องการทำให้องคก์ รบรรลผุ ลสำเร็จที่คาดหวงั ไวใ้ นการดำเนนิ งานให้เปน็ ไปตามภารกิจขององค์การการกำหนด
วัตถุประสงค์ที่ดี โดยผู้นำและสมาชิกภายในทีม มีส่วนร่วมในการกำหนดหน้าท่ี ความรับผิดชอบและ
วัตถุประสงคร์ ่วมกัน ควรกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ให้ชดั เจนท่ผี ลงานมากกว่าการกระทำประโยชนข์ องการกำหนด
วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ใช้เป็นเครื่องมือในการรวมพลังในการทำงานและใช้เป็น
เครื่องมือวัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวในงานคุณลักษณะของวัตถุประสงค์ที่ดี คือ เขียนเป็นลายลักษณ์
อกั ษร เขา้ ใจงา่ ย สามารถปฏิบัติได้จรงิ ไม่ขดั ตอ่ ขอ้ บังคับและนโยบายอนื่ ๆ ในหน่วยงาน

2. ความเปิดเผยต่อกันและการเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหา เป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานเป็นทีม ที่มี
ประสทิ ธภิ าพสมาชกิ จะต้องการแสดงความคิดเห็นอยา่ งเปิดเผย ตรงไปตรงมา แก้ปัญหาอย่างเต็มใจและจริงใจ
เพือ่ ให้สามารถอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกนั เป็นอยา่ งดี โดยมกี ารเรยี นรเู้ กยี่ วกับบุคคลอ่ืนในดา้ นความต้องการ
ความคาดหวัง ความชอบหรือไม่ชอบ ความรู้ความสามารถความสนใจความถนัด จุดเด่นจุดด้อยและอารมณ์
รวมท้ังความรูส้ ึกความสนใจนสิ ัยใจคอ

3. การสนับสนุนและความไว้วางใจต่อกัน สมาชิกในทีมจะต้องไว้วางใจซึ่งกันและกันโดยแต่ละ
คนมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องกลัวว่าได้รับผลร้ายที่จะมีต่อเนื่องมาภายหลัง
สามารถทำใหเ้ กิดการเปิดเผยต่อกันและกลา้ ที่จะเผชิญหน้าเพื่อแก้ปญั หาตา่ ง ๆ ได้เป็นอยา่ งดี

หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ทยี่ ั่งยืน” 50

4. ความร่วมมือและการให้ความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ ผู้นำกลุ่มหรือทีมจะต้องทำงานอย่าง
หนกั ในอันท่ีจะทำให้เกิดความร่วมมือ ดังนี้

4.1 การสรา้ งความรว่ มมือกับบคุ คลอ่ืนในการสร้างความร่วมมือเพ่ือความเข้าใจซ่ึงกันและกัน
และมีบุคคลอยู่สองฝ่าย คือ ผู้ขอความร่วมมือและผู้ให้ความร่วมมือ ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายผู้ให้เต็ม
ใจและยินดีจะให้ความร่วมมือเหตุผลที่ทำให้ขาดความร่วมมือไม่ช่วยเหลือกันคือการขัดผลประโยชน์ ไม่อยาก
ให้คนอื่นได้ดีกว่าสัมพันธภาพไม่ดี วัตถุประสงค์ของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน ไม่เห็นด้วยกันวิธีทำงานขาดความ
พร้อมที่จะร่วมมือหรืองานที่ขอความร่วมมือนั้นเสี่ยงภัยมากเกินไปหรือเพราะความไม่รับผิดชอบต่อผลงาน
สว่ นรวม

4.2 การขัดแย้ง หมายถึง ความไม่ลงรอยกันตามความคิดหรือการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่าง
สองคนขึ้นไปหรือระหวา่ งกลุม่ โดยมลี กั ษณะทีไ่ ม่สอดคลอ้ ง ขัดแยง้ ขดั ขวาง ไมถ่ กู กนั จงึ ทำให้ความคิดหรือการ
ทำกิจกรรมร่วมกันนั้นเสียหายหรือดำเนินไปได้ยากไม่ราบรื่นทำให้การทำงานเป็นทีมลดลง นับเป็นปัญหา
อุปสรรคที่สำคัญยิ่งอันเนื่องมาจาก 1) สาเหตุของความขัดแย้งผลประโยชน์ขัดกัน 2) ความคิดไม่ตรงกัน หรือ
องค์กรขัดแย้งกัน 3) ความรู้ความสามารถต่างกันทำให้มีลักษณะการทำงานต่างกัน 4) การเรียนรู้
ต่างกัน ประสบการณ์ท่ีมมี าไมเ่ หมือนกนั 5) เป้าหมายต่างกนั

4.3 วิธีแก้ความขัดแย้ง การแก้ความขัดแย้งเป็นเรื่องของทักษะเฉพาะบุคคล การแก้ปัญหา
ความขัดแย้ง ในการทำงานเป็นทีม ควรใช้วิธีการแก้ปัญหาร่วมกันไม่พูดในลักษณะที่แปลความหรือมุ่งตัดสนิ
ความไม่พูดในเชิงวิเคราะหไ์ ม่พดู ในลักษณะที่แสดงตนเหนอื กว่าผูอ้ น่ื หรือไมพ่ ดู ในลักษณะท่ีทำใหผ้ ูอ้ ื่นเจ็บปวด
เสยี หนา้ อับอาย เจ็บใจหรือการพยายามพูดหาประเด็นความขดั แย้ง ไมก่ ล่าวโจมตวี า่ ใครผิดใครถกู

5. กระบวนการทำงาน และการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม งานที่มีประสิทธิภาพนั้นทุกคน
ควรจะคดิ ถงึ งานหรอื คิดถึงผลงานเปน็ อนั ดบั แรก ต่อมาควรวางแผนวา่ ทำอย่างไรงานจงึ จะออกมาดีได้ดงั ท่ีเรา
ต้องการ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะตัดสินใจนั้นจุดมุ่งหมายควรจะมีความขัดแย้งและสมาชิกทุกคนควรมีความ
เข้าใจในจุดมุ่งหมายของการทำงานเป็นอย่างดีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนถือเป็นหัวใจสำคัญด้วยเหตุน้ี จุดมุ่งหมาย
ควรต้องมีความชัดเจนและสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจอย่างดีเพราะจะนำไปสู่แนวทางในการทำงานว่าต้องทำ
อย่างไรจึงจะบรรลุตามเป้าหมายของงาน ให้ได้ผลของงานออกมาได้อย่างดีที่สุด การตัดสินใจสั่งการเป็น
กระบวนการขั้นพื้นฐานของการบริหารงาน ผู้บริหารหรือผู้นำทีมเป็นบุคคลสำคัญในการที่จะมีส่วนในการ
ตัดสนิ ใจ วธิ กี ารทผี่ บู้ รหิ ารใช้ในการตดั สนิ ใจหลายวิธี คือ ผ้บู ริหารตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหา โดยไม่ต้องซักถามคน
อื่นหรือผู้บริหารจะรับฟังความคิดเห็นก่อนตัดสินใจ กล่าวคือ ผู้บริหารยังคงตัดสินใจด้วยตนเองแต่ขึ้นอยู่กับ
ความคิดเห็นและข้อมูลอื่น ๆ ที่ผู้บริหารได้รับมาจากสมาชิกของทีม บางครั้งผู้บริหารอาจจะตัดสินใจร่วมกับ
ทีมงานท่ีคัดเลอื กมา โดยท่ีผู้บรหิ ารนำเอาปญั หาให้ทีมงานอภิปราย แลว้ ให้ทมี งานตัดสนิ ใจหรือทมี งาน อาจจะ
มอบหมายการตัดสินใจให้คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มย่อม ที่เห็นว่าเหมาะสมก็ได้ ขั้นตอนในการตัดสินใจที่มี
ประสิทธิภาพ ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 4 ขั้นตอน คือ 1) ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในเหตุผล สำหรับ
การตัดสินใจ 2) วิเคราะห์ลักษณะของปัญหาที่จะตัดสินใจ 3) ตรวจสอบทางเลือกต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาโดย
พจิ ารณาถงึ ผลท่ีอาจเกิดตามมาด้วย 4) การนำเองผลการตดั สินใจไปปฏิบัติ

หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังท่ียัง่ ยนื ” 51

6. ภาวะผู้นำที่เหมาะสม ผู้นำ หรือ หัวหน้าทีมควรทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะประเด็นที่สำคัญ ในการ
ทำงานตามบทบาทของผู้นำ คือ การแบ่งงานกระจายงานให้สมาชิกทุกกลุ่มตามความรู้ ความสามารถสำหรับ
สมาชิกของทีมงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำ ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับ
มอบหมาย โดยการให้การสนับสนุนนำทีมให้ประสบผลสำเร็จส่งเสริมให้มีบรรยากาศที่ดีในการทำงานเป็นทีม
มีการพัฒนาบุคลากรและทีมงาน

7. การตรวจสอบทบทวนผลงานและวิธีในการทำงานทีมงานที่ดีไม่เพียงแต่ดูจากลักษณะของทีม
และบทบาทที่มอี ยใู่ นองค์กรเท่านั้นแต่ตอ้ งดูวิธีการท่ที ำงานดว้ ยการทบทวนงานแนะนำให้ทมี งานได้เรียนรู้จาก
ประสบการณท์ ที่ ำรจู้ ักคดิ การได้รับข้อมูลปอ้ นกลบั เกี่ยวกบั การปฏิบตั งิ านของแต่ละคนหรือของทมี

8. การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพพยายามท่ีจะรวบรวมทักษะต่าง ๆ ของ
แต่ละคน การพัฒนาบุคคลากรในองค์กรมักจะมองในเรื่องทักษะและความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่แล้วก็ทำการ
ฝึกอบรมพัฒนาคนให้มีความสามารถสูงขึ้นอันจะมผี ลดีในการทำงานใหด้ ีขึ้น ผู้บริหารหรือผู้นำต้องมีความร้ใู น
การบรหิ ารคน สามารถสอนพัฒนาคนใหม้ ลี กั ษณะที่ดีข้ึน

คุณลักษณะของทีม ทีมที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานคือกลุ่มของบุคคลที่ทำงาน
รว่ มกนั เพอ่ื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายของ ทมี ตอ่ ไปนีเ้ ป็นสิ่งที่ท่านและเพ่อื นรว่ มทมี จะต้องยึดถอื เป็นกรอบเพ่ือทำงาน
ร่วมกัน คือ 1) มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน 2) จัดการด้วยตนเอง 3) พึ่งพาตัวเอง 4) ขนาดของกลุ่มที่พอเหมาะ
มีความเป็นหนึ่งเดียวกันสมาชิกของทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุก
คนจะถูกดึงเข้ามาในทิศทางเดียวกันเพื่อให้บรรลุความสำเร็จในงาน และ/ หรือบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
โดยทั่วไปแล้วงาน และ/หรือเป้าหมายอาจบรรลุได้เมื่อทำงานร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างทำ ทีมงานที่มี
ประสิทธิภาพจะมีลักษณะโดดเด่นและสมาชิกทุกคนมีความรู้สึกวา่ ตนเองมีส่วนร่วมในความสำเรจ็ ดว้ ย จัดการ
ดว้ ยตนเอง

ทีมงานที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมีแนวโน้มว่าจะสร้างโครงสร้างเฉพาะตนขึ้นมา
เนื่องจากสมาชิกยอมรับบทบาทของตนในเวลาต่าง ๆ กัน คล้อยตามความจำเป็น ความต้องการและ
ความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่างจึงอาจเป็นคนจัดการให้คนอื่น ๆ ทำตาม
คนอื่น ๆ ก็จะทำหน้าที่ในกิจกรรมของตนไปในงานที่เขาคุ้นเคย พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกพัฒนาไปในแนวของ
โครงสร้างองค์กรและสมาชิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามพึ่งพาตัวเองสมาชิกของทีมที่ประสบความสำเร็จในการ
ทำงานจะร่วมมือกับคนอื่น ๆ เพื่อทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือทำให้เป้าหมายสำเร็จอย่างไม่หลีกเลี่ยง ร่วมกัน
ทำงานตามกำลงั ความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเมื่อจำเป็น ร่วมประสานงานในหนา้ ที่
และแกไ้ ขปญั หาอปุ สรรคร่วมกัน ทุกคนตา่ งเอื้ออาทรช่วยเหลอื กันและมีความเปน็ หน่งึ เดียวกนั ถ้ามีบคุ คลหน่ึง
บุคคลใดทำงานเกินกำลังหรือประสบปัญหายุ่งยากอันใดพวกเขาจะร่วมมือกัน เช่น อาจปกปิดคนที่มาทำงาน
สายหรือ เลิกงานก่อนเวลา ขนาดของกลุม่ ที่พอเหมาะโดยทัว่ ไปแล้วทีมงานท่ีประสบความสำเร็จในการทำงาน
มักจะมีขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่โตเกินไปนัก เพื่อให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสร้างสรรค์
และจัดการด้วยตัวเองได้ แบง่ งานกันทำอย่างยุตธิ รรม แบ่งปันความคิดเห็นและความร้สู ึกอย่างเปดิ เผย ร่วมกนั
คิดแก้ปัญหาอย่างฉับไวและทันกาล สมาชิกสัก 5 คนต่อทีมเป็นขนาดที่กำลังพอดี ถ้ามากไปกว่านั้นอาจ
เสียเวลาในการอภิปรายกลุ่ม ในขณะที่สมาชิกคนหนึ่งหรือสองคนกำลังทำงาน คนอื่น ๆ อาจไม่เข้าไปมีส่วน
รว่ มมากนกั อาจมีการจัดกลุ่มท่ีมีสมาชกิ นอ้ ยกวา่ 5 คน ซง่ึ จะมีบุคคลทม่ี ีความสามารถไม่เพยี งพอหรือมีความรู้

หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ทีย่ งั่ ยืน” 52

ไม่เพียงพอรวมทั้งความเชี่ยวชาญในงานก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้งานสำเร็จอย่างเรียบร้อยแต่ไม่ว่ากลุ่มจะมี
สมาชิกมากน้อยเพียงใดก็ตาม ท่านอาจไม่อยู่ในสถานะที่จะคัดเลือกได้ จำนวนสมาชิกเลขคี่จะดูสมเหตุสมผล
กว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญปัญหาเสียงครึ่งหนึ่งเห็นอย่างหนึ่งเสียงอีกครึ่ งหนึ่งเห็นอีกแบบหนึ่งในการตัดสิน
ปัญหาใด ๆ การรู้จักเพื่อนร่วมทีมอีกอย่างหนึ่งที่ควรจำก็คือท่านไม่ควรมีทัศนะต่อเพื่อนร่วมทีมทุกคนว่าจะมี
ประสิทธิภาพเป็นแบบเดียวกัน เพราะทุกคนจะมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไป จึงควรพิจารณาให้ต่างทัศนะกัน
ไป อย่างไรก็ตามบางคนก็อาจมีบุคลิกที่คล้ายคลึงกันแบบที่เราจะกล่าวต่อไป แต่โปรดระมัดระวังอย่าไปคิดว่า
คุณลักษณะที่สมบูรณ์ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันทีเดียวนักเพราะว่าเขาหรือเธออาจมีเพียงบางอย่างที่
สอดคลอ้ งกนั จงึ จำเปน็ ต้องร้จู ักคนแต่ละคนเป็นอยา่ งดสี มาชิกของทมี มกั จะเป็นดงั ตอ่ ไปนี้

เป็นนักคิด สมาชิกประเภทนี้อาจเรียกว่าเป็น " คนเจ้าความคิด " เขามักเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งท่ี
จะต้องกระทำและมักจะมีความคิดความอ่านและมีข้อเสนอแนะต่าง ๆ มากมาย นักคิดมักไม่ค่อยสนใจใน
รายละเอียดมากนัก โดยปกติแล้วสมาชิกของทีมประเภทนี้จะต้องถูกจัดการอย่างระมัดระวัง ให้เกียรติ ให้
กำลงั ใจและแมแ้ ต่การยกย่องใหเ้ กดิ ความภาคภูมใิ จเพือ่ ป้องกนั ไม่ให้เขาถอนตัวออกไปจากทีมเสียกอ่ น

เป็นนักจัดองค์กร การทำงานร่วมกับนักคิดที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้นซึ่งอาจเป็นนักจัดองค์กร ผู้ซึ่งชอบ
เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของทีมงานเสมอเพื่อไปจัดการและจัดสรรงานและหน้าที่ต่าง ๆ เป็นคนเจ้า
หลักการและเจา้ ระเบยี บแตก่ เ็ ป็นผู้ทำงานทมี่ ีประสิทธิภาพดี นักจัดองคก์ รบางคร้งั ก็ได้รบั การยอมรับว่าเป็นผู้มี
ความคิดกว้างไกลแต่ไม่ค่อยยืดหยุน่ นกั ในการทำงานเขามักจะประสบกับปัญหาสภาพแวดล้อมท่ีเปลี่ยนแปลง
และและมคี วามไม่แนน่ อน ทา่ นจะตอ้ งมแี ผนการปฏบิ ตั ิงานท่ีชัดเจนเพือ่ ประสานงานกับเขาอยา่ งสมำ่ เสมอ

เป็นนักปฏิบัติการ สมาชิกประเภทนี้เป็นนักสร้างงาน และมีทัศนคติที่จะตั้งใจทำงานเพื่อให้มี
ผลงานเกิดขึ้น เป็นคนเปิดเผย หุนหันพลันแล่น ไม่อดทนหากการตัดสินใจล่าช้าหรือถูกดูแล ควบคุมการ
ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดและมักจะผิดหวังเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ ท่านจะต้องใช้ความพยายาม
ควบคมุ หน่วงเหนีย่ วเขาไวเ้ พื่อไม่ใหร้ ับผลกระทบจากความรุนแรงท่ีเกิดขึน้

เป็นสมาชิกของทีม ไม่น่าแปลกใจนักที่สมาชิกของทีมจะเป็นผู้ที่กระตือรือร้นในการทำงาน
เพ่อื ใหท้ ีมงานประสบความสำเรจ็ และมกี ารกระทำท่ีสนบั สนนุ และสามัคคีกลมเกลียวต่อเพ่ือนร่วมทีมเป็นอันดี
พยายามที่จะพัฒนาและเสนอแนวความคิดของกลุ่มมากกว่าแนวความคิดของตัวเอง สมาชิกของทีมมักไมช่ อบ
การเผชิญหน้าและการทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ต้องการต่อต้านใครคนใดคนหนึ่ง บางครั้งสมาชิกของทีมก็ไม่
ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควรจึงพยายามปลีกตนเองออกจากคนอื่น ๆ ท่านจะต้องกระตุ้นและชักจูงให้เขา
เสนอความคดิ เหน็ หรือให้ข้อแนะนำและมองในด้านบวกอยูเ่ สมอ

เป็นนักตรวจสอบ นักตรวจสอบหรอื นกั ตรวจซำ้ มกั ชอบจับตาดวู า่ มีงานอะไรบ้างทก่ี า้ วหน้า เขา
มักคิดว่าตนเองเป็นคนยุติธรรมและมีความพิถีพิถันแต่คนอื่น ๆ อาจมองว่าเขาเป็นคนชอบใช้อำนาจและและ
เป็นพวกเผด็จการ นักตรวจสอบมีบทบาทที่ต้องคอยเตือนให้ทีมงานรู้สึกถึงความจำเป็นต้องใช้ความรีบด่วน
ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง เพื่อให้งานก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมายทันเวลา ท่านอาจต้องเข้าไปประสานกับนัก
ตรวจสอบหรือทำหน้าท่ปี ระนีประนอมเม่ือเขามคี วามขดั แยง้ กับเพอื่ นรว่ มทีมคนอืน่ ๆ

เป็นนักประเมินผล สมาชิกประเภทนี้เป็นผู้ที่สร้างสมดุลอย่างดียิ่งระหว่างนักคิดและนัก
ปฏิบัติการ ชอบความเป็นอิสระและมักจะแยกตัวออกจากทีมมีความระมัดระวังและรอบคอบในการเข้าไป
ประเมินหรือวิเคราะห์ข้อมูลหรือสถานการณ์ถึงแม้ว่านักประเมินผลจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของสมาชิกบางคน แต่
ทัศนะของเขาก็ไดร้ บั การยอมรับนบั ถอื จากสมาชกิ รว่ มทมี คนอ่ืน ๆ

กลยุทธ์ในการสร้างทีมงาน โดยแนวความคิดแล้วท่านและเพื่อนร่วมทีมย่อมต้องการเป็นทีมที่
ประสบความสำเรจ็ ในการทำงาน โดยมที า่ นเป็นผนู้ ำทมี มขี น้ั ตอนหลายขนั้ ตอนทท่ี า่ นควรนำมาใช้เพื่อให้บรรลุ

หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ทีย่ งั่ ยนื ” 53

กระบวนการ อันได้แก่ สร้างทีมย่อย ๆ ขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าท่านสามารถช่วยได้ในการกระตุ้นให้ทีมที่ประสบ
ความสำเร็จสามารถพัฒนาสมาชิกอันมีจำกัดได้เมือ่ ต้องการ บางทีก็สัก 5 คนซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรบั
สภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไป ท่านจำเป็นต้องคิดถึงบุคคลซึ่งประกอบกันเข้าเป็นทีมคงไม่เหมาะสมนักที่จะให้มี
พนักงานสองคนซึ่งเป็นนักคิดเข้าร่วมทีมจะทำให้เกิดกรณีพิพาทขึ้นภายในทีมเพราะการริเริ่มและทัศนะที่ไม่
สอดคล้องกัน ฉันใดก็ฉันนั้นเราไม่ควรมีนักปฏิบัติการมากนัก เพราะแต่ละคนจะทำงานไปคนละทางสองทาง
ดังนั้นจึงควรนำเอาอัตราส่วนผสมท่ีเหมาะสมเข้ามาใช้ในการสร้างทีมให้มีนักคิด นักจัดองค์กร นักปฏิบัติการ
และอ่ืน ๆ ซึ่งจะสนับสนุนซงึ่ กนั และกนั และตรวจสอบกันเองเป็นไปตามความเหมาะสม

เห็นชอบในเป้าหมาย ให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนรู้ว่างานของตนคืออะไร มาตรฐานและเป้าหมาย
คืออะไรและจะก้าวไปในทิศทางใด บุคลากรแต่ละหน่วยงานจะต้องพยายามรวมกลุ่มเข้าด้วยกันเพื่อทำงานใน
หน้าที่อย่างดีที่สุดและให้อยู่ในทีมเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนจัดรูปงานของตนเข้ากับงาน
ของคนอ่ืน ๆ เพอ่ื ให้บรรลเุ ปา้ หมายรวมอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและทนั เวลา ตอ้ งใหส้ มาชิกทุกคนเหน็ ด้วยกับส่ิงที่
ตนกระทำอยู่ว่ากำลังทำอะไร ทำเมื่อใด ทำอย่างไรเพราะจะช่วยให้เกิดการประสานงานและทำงานด้วยกัน
อย่างสามัคคกี ลมเกลยี ว

ร้จู กั สมาชกิ เปน็ รายตวั

เป็นที่กระจ่างชัดว่าท่านจะต้องรู้จักสมาชิกแต่ละคนในทีมเป็นอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อทจี่ ะสามารถระบุไดว้ ่าสมาชิกแตล่ ะคนมลี ักษณะสำคญั และองคป์ ระกอบอยา่ งใด ทราบจดุ แข็งและจุดอ่อน
ของแต่ละคน ท่านจะต้องติดต่อกับแต่ละคนในลักษณะที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น นักปฏิบัติการจะต้องถูก
กระตุ้นให้ทำงานช้าลง รอคอย คิดและรับฟังคนอื่นก่อนที่จะทำงานต่อ ในบางครั้งท่านจะต้องเข้าไปไกล่เกลี่ย
สมาชิกของท่าน เช่น ระหว่างนักปฏิบัติการกับนักตรวจสอบ ให้ทั้งสองฝ่ายนั่งลงเจรจากัน รับฟังความคิดเห็น
ของแตล่ ะฝา่ ยและยอมรับทัศนะของอกี ฝ่ายหนงึ่ บา้ ง

รักษาไวซ้ งึ่ การตดิ ตอ่ สือ่ สารท่ดี ี

การติดต่อสื่อสารระหว่างท่านและทีมงานและระหว่างทีมด้วยกันเองมีความสำคัญในการพัฒนา
เพื่อนำไปสู่การเป็นทีมที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน การติดต่อสื่อสารสองทางอย่างต่อเนื่องและผลท่ี
ได้รับกลับมาจะช่วยหยุดการซุบซิบนินทา ลดความสับสน ระงับปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและฟื้นฟู
สัมพันธภาพโดยรวม นับเป็นความจำเป็นที่ทุกคนในองค์กรจะต้องพูดจากับคนอื่น ๆ ทั้งในการประชุมปกติท่ี
เป็นทางการและอย่างไม่เปน็ ทางการ เพื่อก้าวไปขา้ งหนา้ ยอมรบั คำแนะนำต่าง ๆ รบั ฟงั และแลกเปล่ียนความ
คิดเห็นระหว่างกัน แบบสอบถามต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ว่าท่านและทีมงานมีการติดต่อสื่อสารกันดี

พอหรือไม่ อย่างใดที่จะต้องปรับปรุงบ้าง เอาใจเขามาใส่ใจเรา การทำงานเป็นทีมจะทำให้เกิดพลังของทีม

และเกดิ พลังใจในแตล่ ะบุคคลดว้ ย

หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังทยี่ ั่งยนื ” 54

กำหนดการกจิ กรรม
หลักสตู รหลักสูตรการทำงานเป็นทีม Teamwork (R4-1)

ณ สถานแรกรบั เด็กหญิงบ้านธัญญพร ปทุมธานี

โดย ดร.ขนษิ ฐา บูรณพนั ศักดิ์

กิจกรรม วนั ที่ 1 (ครง้ั ท่ี 10)

08.31– 09.00 น. ลงทะเบียนและเตรียมความพร้อมสำหรบั การฝกึ อบรม
09.00 – 12.00 น. ทำแบบทดสอบ Pre-test “การทำงานเปน็ ทมี ”
ทำสมุดบนั ทึกส่วนตัว เพอ่ื การเรียนร้ทู ีย่ ั่งยืน (กิจกรรมตกแต่งสมดุ บนั ทกึ
12.00 – 13.00 น. แสดงความเปน็ ตวั ตน และให้บนั ทึกทกุ กจิ กรรมที่ต้องเรยี นร้)ู
กิจกรรม “เปิดใจ...สร้างพลังเชิงบวกในทีม ” (กิจกรรมละลาย
พฤติกรรม ให้อยู่กับลมหายใจ มีสติการเรียนรู้บูรณาการเทคนิคการสอนท่ี
หลากลาย การบรรยายเชิงปฏิบัติการที่เน้นเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร
ทางบวก เรื่องดี มีประโยชน์ ไม่ทำร้ายใคร ถูกกาลเทศะ รับฟังผู้อื่น การ
ยอมรับฟังกันและกันในทีม และเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้น
ระหว่างผู้เขา้ รว่ มกจิ กรรมกับวทิ ยากร)
กิจกรรม “คนละเรอ่ื งเดยี วกนั ”(กิจกรรมละลายพฤติกรรมผสม
การบรรยาย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เน้นการวางแผนร่วมกันทำให้ทีมประสบ
ความสำเร็จได้ในเวลาที่จำกดั พัฒนาทกั ษะการทำงานเปน็ ทมี )

โดย.. ดร.ขนิษฐา บูรณพนั ศกั ด์ิ อ.โสภณ แก้วลอ้ มทรพั ย์ และ
อ.ปาณสิ รา สลากธนวัฒน์

รบั ประทานอาหารกลางวนั

หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ทย่ี ่งั ยนื ” 55

13.00 – 16.00 น. กจิ กรรม “ทมี ล่าหาสมบัต”ิ (กจิ กรรมละลายพฤตกิ รรมผสมการบรรยาย
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้เพือ่ พฒั นาทกั ษะการแกป้ ญั หารว่ มกนั ผนู้ ำกบั การ
ส่อื สาร ในทีม)

กิจกรรม “พลังทมี ...พลงั สรา้ งสรรค”์ สรุปกจิ กรรมและต่อยอด
(กิจกรรมร่วมกันคิด วางแผน สร้างประติมากรรมที่มีความสูง สวย
สร้างสรรค์ที่สรุปผลให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นทีม รับฟัง วางแผน
แกป้ ัญหารว่ มกัน ) โดย.. ดร.ขนษิ ฐา บรู ณพันศักดิ์ และคณะ

หมายเหตุ : - 10.30 – 10.45 น. และ14.30 – 14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
- กจิ กรรมอาจมีการเปลีย่ นแปลงตามความเหมาะสม

กิจกรรม วนั ที่ 2 (คร้ังท่ี 11) ลงทะเบยี นและเตรียมความพร้อมสำหรบั การฝึกอบรม
08.30– 09.00 น. กจิ กรรม “งานของฉนั งานของเธอ งานของเรา”
09.00 – 12.00 น.
“เกมโยนเสยี งสร้างพลังทีม”
12.00 – 13.00 น.
13.00 – 16.00 น. “เกมปลาโลมา”
(กิจกรรมละลายพฤติกรรมผสมการบรรยาย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้เห็น
พลังของกลุม่ มกี ารวางแผนรว่ มกนั แสดงออกอยา่ งเหมาะสม พัฒนาทักษะ
การทำงานเปน็ ทมี )

โดย.. ดร.ขนิษฐา บรู ณพนั ศกั ดิ์ และคณะ

รบั ประทานอาหารกลางวนั
กิจกรรม “สัมผัสแห่งความไว้ใจ” (กิจกรรมสร้างความไว้ใจผ่านการจับ
ของทีมเพอื่ น เพอ่ื ให้เพ่อื นทต่ี ัวจับตัวโน้มตัวจบั ของขวัญท่ีเตรยี มไวใ้ ห้)

กิจกรรม“เกมวันโลกแตก”(กิจกรรมละลายพฤติกรรมผสมการบรรยาย
แลกเปลีย่ นเรยี นรเู้ พือ่ เสริมสรา้ งทักษะการทำงานเป็นทีม การคดิ วิเคราะห์
การแกไ้ ขปญั หาการมุ่งความสำเร็จของงาน)

กิจกรรม “อำนาจ”(กิจกรรมเพื่อแสดงพฤติกรรมที่ทำให้เข้าใจการใช้
อำนาจอยา่ งเหมาะสม ทำใหเ้ กิดการเคารพ ให้เกียรตกิ ันและกันในทีม)

สรปุ กจิ กรรมและตอ่ ยอด (กิจกรรมทีส่ รุปผลใหเ้ หน็ ถึงองค์ประกอบของทมี
คุณลกั ษณะของทีม บทบาทหน้าทข่ี องสมาชิกในทมี )

โดย.. ดร.ขนิษฐา บรู ณพนั ศักดิ์ และคณะ

หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทยี่ ั่งยืน” 56

หมายเหตุ : - 10.30 – 10.45 น. และ14.30 – 14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
- กจิ กรรมอาจมกี ารเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

กจิ กรรม วนั ท่ี 3 (คร้งั ที่ 12)

08.31– 09.00 น. ลงทะเบยี นและเตรียมความพรอ้ มสำหรับการฝึกอบรม
09.00– 12.00 น. กจิ กรรม “เคก้ เตมิ รกั ”
(กจิ กรรมเสริมสร้างทกั ษะการทำงานเปน็ ทมี รว่ มกัน ผ่านศิลปะ
การทำอาหาร)
กิจกรรมหัวข้อ “เกมเลโก้มนุษย์” (กิจกรรมละลายพฤติกรรมผสมการ
บรรยาย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อแสดงเสริมสร้างทักษะการทำงานเป็นทีม
พลงั ของทมี ความรว่ มมอื ร่วมใจ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกนั ทำใหบ้ รรลุ
เป้าหมาย)

โดย.. ดร.ขนิษฐา บรู ณพันศักดิ์ และคณะ

12.00 – 13.00 น. รบั ประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 16.00 น. กจิ กรรม “ทมี ในหัวใจ”
(กิจกรรมละลายพฤติกรรมผสมการบรรยาย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อระดม
สมองจากการเรยี นความรู้เรอ่ื งทีม ทกั ษะการทำงานเปน็ ทีม)
สรุปกิจกรรมและต่อยอด
(กิจกรรมที่สรุปผลให้เห็นถึงทีมที่มีประสิทธิภาพ เกิดจากตัวเราได้รับการ
พฒั นาทกั ษะการทำงานเปน็ ทมี )

โดย.. ดร.ขนษิ ฐา บรู ณพันศักด์ิ และคณะ

หมายเหตุ : - 10.30 – 10.45 น. และ14.30 – 14.45 น. รบั ประทานอาหารวา่ ง

- กิจกรรมอาจมีการเปลยี่ นแปลงตามความเหมาะสม

หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลังทย่ี ่งั ยืน” 57

หลกั สตู รพัฒนาทักษะทางสังคม (R5)
(Social Skill Training program)

โครงการพลงั ใจในมอื คุณ..พลังทยี่ ่ังยืน
โดยนางสาวยศวดี อยู่สุข

หลกั สูตรพัฒนาทกั ษะทางสงั คม (R5)
(Social Skill Training program)

โดยนางสาวยศวดี อยสู่ ขุ

หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังท่ยี ั่งยืน” 58

หลักการและเหตผุ ล

ทักษะทางสังคม หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนต่อ
ผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทักษะทางสังคมประกอบไปด้วยความสามารถในการเขา้ ใจตนเอง เข้าใจและยอมรบั
ผู้อืน่ ทักษะในการติดตอ่ สือ่ สารทมี่ ีประสิทธภิ าพ ความคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์ และทกั ษะการแกไ้ ขปญั หาได้อยา่ งมี
เหตุผล ความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่าง ๆ ในสังคม โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้น การเสริมสร้างและพัฒนาทักษะทางสังคม สามารถกระทำได้ด้วย
การปลูกฝัง และฝึกฝนให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปสู่ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) การ
พัฒนาทักษะทางสังคมให้เกิดประสิทธิผลควรปลูกฝังและพัฒนาให้เกิดมีตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก เพื่อพัฒนาสู่วัยร่นุ
ที่เป็นวัยแห่งการเปล่ยี นแปลงและเปล่ียนผ่านสวู่ ัยผใู้ หญ่ การพัฒนาทักษะทางสังคมให้แก่วัยรุ่นและเยาวชนจึง
มคี วามสำคญั อย่างยิ่งทจ่ี ะสรา้ งประชากรทีม่ ปี ระชากรทมี่ ีคณุ ภาพและมคี ุณค่าแกส่ ังคมสบื ต่อไป

วตั ถปุ ระสงค์

1. เพอ่ื ให้เดก็ และเยาวชนผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรมไดเ้ รียนร้แู ละพัฒนาทักษะทางสังคม ในประเดน็

ดงั ตอ่ ไปนี้ ทกั ษะการตดิ ต่อส่ือสาร ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทกั ษะการปฏิเสธและการเจรจาต่อรอง ทักษะ
การกล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสม ทกั ษะการเห็นอกเห็นใจผูอ้ นื่ และทักษะการทำงานเปน็ ทีม

2. เพือ่ ใหเ้ ด็กและเยาวชนผู้เข้ารบั การฝกึ อบรมสามารถนำความรู้และทักษะที่ไดร้ บั การอบรม ไป

ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดำเนนิ ชีวิตประจำวนั ได้
3. เพือ่ กระตนุ้ ให้เด็กและเยาวชนผู้เขา้ ร่วมอบรมไดพ้ ัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์ ก่อให้เกดิ ความรูส้ กึ ใน

ด้านบวกกับตนเองและเสริมสรา้ งความภาคภมู ิใจในตนเอง (Self-esteem)
4. เพอ่ื สรา้ งทัศนคติและสรา้ งความเข้าใจใหแ้ ก่พ่ีเล้ยี งและผู้ดแู ล เพ่ือสามารถนำไปประยุกต์ใชเ้ พ่อื

การส่งเสริมและพฒั นาทกั ษะทางสงั คมให้แกเ่ ดก็ และเยาวชนในความดูแล

ขอบเขตและเนือ้ หาหลกั สตู รทักษะทางสังคม (Social Skill)

ขอบเขตเนือ้ หาประกอบดว้ ยหวั ข้อ ดงั น้ี

หวั ข้อ / วิทยากร /กจิ กรรม หัวข้อยอ่ ย รายละเอยี ด เน้อื หาหลักสตู รโดยสรุป

1.กิจกรรมละลายพฤตกิ รรม 1.1 แนะนำตัว ทำความรู้จัก กิจกรรมละลายพฤติกรรมเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มได้
และกจิ กรรมกล่มุ สมั พันธ์
โดย ทมี วทิ ยากรจาก รพ. ระหวา่ งสมาชิกในกลุ่ม ทำความรู้จักคุ้นเคย และสร้างสัมพันธภาพกับสมาชิกคน
จุฬาลงกรณ์
อื่น ๆ ในกลุ่ม เพื่อลดความเขินอาย ด้วยการใช้กิจกรรม

สันทนาการ เพื่อกระตุ้นความกล้าแสดงออกโดยมี

วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนผู้เข้าร่วมฝึกอบรม

เรียนรู้ทักษะในการสร้างสัมพันธภาพและการปรับตัวเข้า

กับสถานการณ์ที่มีความแปลกใหม่และกิจกรรมละลาย

หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังท่ยี ั่งยนื ” 59

หัวขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวขอ้ ย่อย รายละเอียด เนอ้ื หาหลักสูตรโดยสรุป

พฤติกรรมยังสามารถก่อให้เกิดบรรยากาศสนุกสนานเป็น
มิตรและความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสมาชิก
ในกล่มุ

1.2 แนะนำตวั กิจกรรมแนะนำตนเอง โดยการประดิษฐ์และตบแตง่

น ำ เ ส นอ จุดเ ด่น และ ป้ายชื่อ ที่แสดงความเป็นตัวเอง เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง

แสดงความเป็นตัวของ ความเป็นตัวเองให้แก่สมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มได้รู้จักมี

ตัวเองของสมาชิกใน วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และการ

กลมุ่ กระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจ (Self-esteem) การเลือก

แสดงออกถงึ จดุ เด่นในเชงิ บวก

2.พัฒนาทกั ษะการ 2.1 ทักษะการติดต่อสื่อสาร ทักษะการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร นบั เปน็ ทกั ษะทางสังคมท่ีมี

ติดต่อส่ือสาร และทักษะการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอัน ความสำคัญเปน็ อยา่ งยิ่งทีจ่ ะทำให้มนุษย์เรียนรู้ทจี่ ะปรับตัว

สรา้ งสมั พนั ธภาพ ดี เน้นพัฒนาทกั ษะการฟงั ให้เข้ากับสภาพสังคมและสภาวะแวดล้อม การสื่อสารที่มี

โดย ทีมวทิ ยากรจากโรงพยาบาล (listening Skills) ประสทิ ธิภาพ ขน้ึ อย่กู บั ผ้รู บั สารและผู้สง่ สารและปจั จัย

จุฬาลงกรณ์ อื่น ๆ อย่างไรก็ดีการติดต่อสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ

อันดีระหว่างบุคคลพึงยึดหลักที่เรียกว่า “ปากเล็ก หูใหญ่”

ซึ่งมีความหมายถึงการเปิดใจรับฟังและให้ความสำคัญกับ

สารที่ผู้ส่งสารพยายามสื่อสารออกมา มากกว่าการแสดง

ความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์ นอกจากนี้การเปิดใจ

รับฟังเพื่อนหรือผู้ใกล้ชิดโดยอาศัยความเข้าใจจะช่วยให้

การติดต่อสื่อสารนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ส่งสาร

และผูร้ ับทราบ เกดิ ความเขา้ ใจอนั ดรี ะหวา่ งกัน

ทักษะการฟัง (Listening Skills) คือ การได้รับสาร

ที่ส่งมาและทำความเข้าใจความหมายของสารที่รับมาได้

อย่าง “เขา้ ใจตรงกนั ”

ความสำคญั ของการฟัง

(1) ชว่ ยใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจทต่ี รงกนั

(2) ชว่ ยพัฒนาความรู้

(3) ชว่ ยใหส้ บายใจ

(4) ช่วยระบายความรสู้ ึก

(5) ช่วยให้พดู ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

การไดย้ นิ VS การฟงั

(1) การได้ยิน เป็นการรับสารแบบนิ่งเฉย

(Passive Listening) ไม่ต้องใช้ความพยายาม

ในการทำความเข้าใจมากนัก

(2) การฟัง (Listening) เป็นการฟังอย่างตั้งใจ

ตอ้ งใช้สมาธิ ทักษะและการฝึกฝน

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ท่ียั่งยืน” 60

2.2 ทักษะการสร้าง รายละเอียด เนือ้ หาหลักสตู รโดยสรปุ
สมั พันธภาพ ในทุก ๆ การฟัง จะมี “ความจริง” (fact) และ
“ความรูส้ ึก” (Feeling) ซึ่งผู้ฟังตอ้ งใช้ทักษะในการฟังเพ่อื
จับประเด็น
ลกั ษณะการฟังทดี่ ี
(1) ต้ังสติ เตรียมพรอ้ ม มสี มาธทิ จ่ี ะฟัง
(2) ไมใ่ ชอ้ คติ
(3) ฟังอย่างตั้งใจ ไม่พดู แทรก
(4) กระตือรือร้นในการรบั ฟัง
(5) สังเกตวจั นภาษาและอวัจนภาษาประกอบ
(6) ถามเมอื่ ไม่เขา้ ใจหรอื ไมก่ ระจา่ ง
(7) ทบทวนเพื่อความเข้าใจทต่ี รงกนั
ทมี่ า
www.http://thaiforcommunication.weebly.com

การสร้างสัมพันธภาพและการมีความสัมพันธ์อันดี
กับผู้อื่นเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของชีวิตมนุษย์ การ
เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คน จึงต้องอาศัยความ
เข้าใจถึงปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลสัมพันธภาพที่มีระหว่างกัน
เพอ่ื บคุ คลทง้ั สองฝา่ ย จะได้ประสบความสำเร็จในการสร้าง
สัมพันธภาพที่ดีต่อกัน คุณค่าของสัมพันธภาพระหว่าง
บุคคล บุคคลเรียนรู้จักตนเองได้จากการมีความสัมพันธ์กับ
ผู้อื่น จากสัมพันธภาพนี้ บุคคลจะได้รู้จดเด่น และจุดด้อย
ของตนเอง รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
รวมทั้งเรียนรู้ความเป็นจริงของโลก โดยสัมพันธภาพอันดี
ระหว่างบุคคล จะช่วยให้การเรียนรู้ เป็นไปโดยไม่บิดเบือน
มีการยอมรับและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นจริง ดังนั้น
สัมพันธภาพอันดีระหว่างบุคคล จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะ
นำบุคคลไปสู่ การพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเอง การมี
ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายและมีคุณค่าและการมี
สุขภาพจิตที่ดีและสามารถพัฒนาตนให้ไปถึงศักยภาพ
สงู สดุ ของตนได้
ทีม่ า: ดร.เอมอร กฤษณะรงั สรรค์ จาก
http://www.novabizz.com/NovaAce/Relationship/
Skill.ht

หลักการสรา้ งสมั พนั ธภาพท่ีดี

หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ทย่ี ัง่ ยนื ” 61

หัวข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย รายละเอยี ด เนื้อหาหลักสตู รโดยสรุป

3.ทกั ษะการปฏเิ สธและการ 3.1 ทักษะการปฏิเสธและการ (1) ยอมรบั และใหเ้ กียรติผอู้ ่ืน
เจรจาต่อรอง ทกั ษะการกลา้ เจรจาตอ่ รอง (2) เอาใจใส่และเห็นอกเหน็ ใจผู้อื่น
แสดงออกอย่างเหมาะสม (3) ความมีนำ้ ใจและการเอื้อเฟื้อเผอ่ื แผ่
โดย ทมี วิทยากรจากโรงพยาบาล (4) ความไวว้ างใจ
จุฬาลงกรณ์ (5) ความยดื หยนุ่
หลักการสรา้ งสมั พนั ธภาพที่ดเี กิดมีได้จากการฝึกฝน
และการเห็นประโยชน์ของการนำไปปฏิบัติเพื่อปรับตัวเข้า
กับผู้อื่นและสังคมในภาพรวม นอกจากนี้ยังเกิดได้จากการ
เรียนรู้จากบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ บิดา มารดาหรือผู้ปกครอง
หรือผู้ที่เป็นต้นแบบทางความคิดและพฤติกรรม เด็กและ
เยาวชนจะสามารถเรียนรู้และซึมซับจากบุคคลใกล้ชิดได้
เป็นอย่างดี
เด็กและเยาวชนในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการ
เปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งด้านร่างกาย และอารมณ์จิตใจ
ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม (Psychosocial
Development) ของ Erik Erikson เด็กและเยาวชน จัด
อยูใ่ นพฒั นาการขัน้ ท่ี 5 อยู่ระหวา่ งการพฒั นาความเปน็
อัตลักษณ์กับความสับสนในบทบาท (Identity vs. Role
Confusion) ซึ่งในลำดับขั้นของพัฒนาการนี้ เป็นการกา้ วสู่
การเป็นผู้ใหญ่ การเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของผู้ใหญ่ ที่จะ
นำไปสู่การพัฒนาเป็นอัตลักษณ์แห่งตน เด็กและเยาวชนท่ี
ได้รับการพัฒนาและประสบความสำเร็จในลำดับขั้นนี้ จะ
นำไปสู่การเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ใน
ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่าง
เหมาะสมจะก่อให้เกิดความสับสนในบทบาทแห่งตน และ
เกิดความไมเ่ ชือ่ ม่ันในตนเอง ขาดความม่นั ใจในตนเอง
ท่ีมา :http://www.simplypsychology.org/Erik-
Erikson.html
เมื่อการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายถูกพัฒนา
อย่างมากในช่วงวัยรุ่น ประกอบกับสภาพสังคมปัจจุบันที่มี
สิ่งยั่วยุ และสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงได้อย่าง
ง่ายดาย และปราศจากการควบคุมดูแลอย่างทั่วถึง ทำให้
เด็กและเยาวชนจำนวนมากถูกชักจูงไปสู่สถานการณ์ที่มี
ความเสย่ี งตอ่ อนั ตรายได้ อาทิ การมเี พศสัมพนั ธก์ อ่ นวัยอัน
ควร นำไปสู่ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การใช้สาร
เสพติด เป็นต้น การให้ความรูค้ วามเข้าใจและพัฒนาทักษะ
ในการปฏิเสธและการเจรจาต่อรองเพื่อให้ตนเองรอดพ้น

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อยอ่ ย หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ทย่ี ัง่ ยนื ” 62

รายละเอยี ด เนื้อหาหลักสูตรโดยสรุป
จากสถานการณท์ ี่สุ่มเสีย่ งอันตรายหรือข้องแวะกบั ส่ิงที่เป็น
อันตรายต่อร่างกายและจิตใจ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ทีค่ วรพัฒนาใหเ้ กิดมีในตัวเด็กและเยาวชน
การปอ้ งกนั ตัวเอง / การเอาตัวรอดจากสถานการณ์เสี่ยง
ตอ้ งอาศยั

(1) ทักษะการตัดสนิ ใจพจิ ารณาจากบริบทรอบขา้ ง
ว่าสิ่งที่ถูกชักชวนนั้นดีหรือไม่ ตนเองรู้สึกดี
หรือไม่? ถ้าทำตามที่ถูกชักจูงหรือไปยังสถานที่
นน้ั ๆ จะมผี ู้ใหญร่ บั ร้แู ละช่วยเหลอื ไดห้ รือไม่?

(2) ทักษะการปฏิเสธใหเ้ หตุผลที่ไมส่ ามารถทำตาม
คำชักชวนนั้น ๆ ได้ หรือ ร้องเสียงดังว่า “ไม่”
หรือ “ชว่ ยดว้ ย”

ท่ีมา : http://www.thaichildrights.org
การปฏิบัติตนเพื่อหลีกเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดย

ไม่คาดคิด การเข้าสู่วัยรุ่นเป็นภาวะปกติที่สภาพร่างกาย
ต้องมีการเจริญเติบโต และมีการเปลี่ยนแปลง มีการหล่ัง
ฮอร์โมนเพศ ทำให้มีความต้องการทางเพศ และมีความ
สนใจในเพื่อนต่างเพศ การปฏิบัติตนที่เหมาะสมเพื่อ
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์จึงควร
กระทำในท้งั วัยรนุ่ ชายและหญงิ

(1) ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัวและไม่ประพฤติตน
ทไี่ ม่เหมาะสม

(2) ผู้ชายควรให้เกียรติผู้หญิงและช่วยปกป้อง
อนั ตราย

(3) ไม่ควรอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการมี
เพศสัมพันธ์

(4) ไม่ควรไวใ้ จเพศตรงข้ามเกินไป
(5) การพึงพอใจเพศตรงข้ามต้องปฏิบัติตามจารีต

ประเพณขี องสงั คมไทย
(6) ไมค่ วรเท่ียวตามสถานเริงรมย์ต่าง ๆ
(7) ไมค่ วรไปเที่ยวค้างคนื กับผู้ชายตามลำพงั

วธิ ปี ฏเิ สธยาเสพติด
วัยรุ่นเป็นวยั แห่งการอยากร้อู ยากลอง “ยาเสพติด”

เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นให้ความสนใจและมักถูกชักจูงหรือ
ล่อลวงให้ทดลองได้ง่าย ซึ่งวิธีการปฏิเสธมีหลายวิธีง่าย
ดงั น้ี โดยสามารถเลือกใชไ้ ดต้ ามสถานการณ์ที่พบ คือ

หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังท่ยี ่งั ยนื ” 63

หัวข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หัวข้อยอ่ ย รายละเอียด เนื้อหาหลักสูตรโดยสรปุ

(1) เดินเลี่ยงไปเหมอื นไม่ไดย้ ิน
(2) ปฏิเสธตรง ๆ สั้นๆ หรือและพูดเสียงดังให้ผู้อื่น

ได้ยนิ
(3) หากสนิทสนมกัน นอกจากปฏิเสธแล้วควร

ชักชวนหรอื ดุด่าใหเ้ ลิกด้วย
(4) หากไม่สนิทสนมหรือเป็นกลุ่มอิทธิพล ควร

ปฏิเสธแบบผดั ผ่อนหรืออ้างเหตตุ า่ ง ๆ
(5) เปล่ียนเปน็ พดู เร่อื งอ่ืนแทรกขนึ้ มาทันทแี ทนการ

ปฏเิ สธ
(6) ชักชวนให้ทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เล่นกีฬา เล่น

ดนตรี หรอื อื่น ๆ
(7) ปฏิเสธเพราะกลัวโทษที่จะได้รับจากผู้ปกครอง

โรงเรียน หรือกฎหมาย
(8) ปฏเิ สธวา่ มโี รคประจำตวั ทไ่ี มส่ ามารถใชย้ า

ต่าง ๆ ได้หรอื แพย้ างา่ ยหรือไมส่ บาย
(9) ปฏิเสธโดยชี้ถึงบาป บุญ คุณ โทษและศาสนา

หรือสงสารพอ่ แม่
(10) ทำเป็นไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดชักชวนหรือพูดวกวน

จนผู้ชวนหลกี ไปเอง
ทม่ี า :http://www.sahavicha.com/

3.2 ทักษะการกล้าแสดงออก ลักษณะของการกลา้ แสดงออกอยา่ งเหมาะสม

อยา่ งเหมาะสม เฟสเตอร์ฮิม (Fensterheim & Bear, 1978) กล่าว

ว่าบุคคลที่มีความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมจะต้องมี

ลกั ษณะ 4 ประการ ดังน้ี

1. ร้สู ึกอิสระทจ่ี ะเปดิ เผยตนเอง ไม่วา่ จะเปน็ การพูด

หรอื การกระทำ

2. สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลได้ทุกระดับ และ

ทุกประเภท เช่น คนแปลกหน้า เพื่อนฝูง คนในครอบครัว

โดยทกี่ ารตดิ ตอ่ นั้นเป็นไปอย่างเปดิ เผยและตรงไปตรงมา

3. มคี วามกระตอื รือรน้ ในการดำเนินชีวติ พยามยาม

ทำสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตนเองคิดและต้องการ ไม่นั่งคอยว่า

อะไรจะเกดิ ข้นึ กับตนเองและไมต่ อ้ งรอคอยให้ใครมาช่วย

4. กระทำในสิ่งที่ทำให้ตนเองภูมิใจอย่างที่สุด

ยอมรับความสามารถและข้อจำกัดของตนเอง แต่ใน

ขณะเดียวกันก็พยามนำตนเองไปสู่ความสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะ

ล้มเหลวกย็ ังนบั ถือตนเอง

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ทีย่ ั่งยนื ” 64

4.ทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน รายละเอียด เนือ้ หาหลกั สตู รโดยสรุป
และทกั ษะการทำงานเป็นทีม
โดย ทมี วทิ ยากรจากโรงพยาบาล การพัฒนาพฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่าง
จุฬาลงกรณ์ เหมาะสม (Developing Assertiveness)

การฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม มี
หลักสำคญั 3 ประการ ดังนี้

1.การตระหนักรู้ตนเอง (Self – awareness) เป็น
การสำรวจตรวจสอบพฤติกรรมการแสดงออกของตนเอง
พิจารณาผลที่เกิดขึ้น อาจขอรับข้อมูลย้อนกลับจากผู้อ่ืน
หรอื การสำรวจด้วยตนเอง

2.การฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก เป็นกระบวนการ
ฝึกทักษะการกล้าแสดงออก ทั้งความรู้สึก ความคิดและ
การติดต่อสื่อสาร เช่น ทักษะการแสดงการเห็นด้วยกับ
สาระสำคัญที่ได้รับการวิพากษ์ ทักษะการตอบสนองผู้
วิพากษ์ ทกั ษะการยอมรับการวพิ ากษ์ หรอื ทักษะการแสดง
ความมั่นคงในความคิดและความรู้สึกของตน เป็นต้น การ
ฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก ประกอบด้วยความรู้ความ
เขา้ ใจและการฝกึ หัดใหเ้ กิดความคล่องตวั

3.การพัฒนาพฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่าง
เหมาะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการฝึกทักษะที่จำเป็นจน
ชำนาญแล้ว ควรพัฒนาเพิ่มพูนทักษะให้มากขึ้น รวมทั้ง
การรักษาให้เป็นพฤติกรรมคงทนต่อไป โดยการฝึกหัด
แสดงออกและตอบสนองกับผู้ที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์
ต่าง ๆ

ซัลเทอร์ (Salter, 1949) ได้สรุปว่า บุคคลผู้มี
พฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมจะสามารถแสดง
พฤติกรรมต่อไปนี้ได้ ได้แก่ การแสดงความรู้สึกพดู เกี่ยวกบั
ตัวท่านเอง การพูดทักทายปราศรัย การยอมรับคำชมเชย
การแสดงออกทางสหี นา้ ที่เหมาะสม การแสดงความไม่เห็น
ด้วยอย่างสุภาพ การขอร้องให้แสดงความกระจ่างแจ้ง การ
ถามหาเหตุผล การแสดงความไม่เห็นด้วยขณะนั้น การ
กล่าววาจาเพื่อรักษาสิทธิ การแสดงความมั่นคง หลีกเลี่ยง
ท่จี ะตอ้ งแสดงเหตผุ ลในทุก ๆ ความเห็น

ความเห็นอกเห็นใจ เป็นความสามารถในการใส่ใจ
กับผู้อื่น เป็นความคิดความเข้าใจ ในพฤติกรรมและไอเดีย
ของอีกฝ่ายหนึ่งที่แม้จะแตกต่างจากเราก็ตาม เมื่อเราใส่ใจ
กับเรื่องความสัมพันธ์ในชีวิต การมีทักษะในความเห็นอก
เห็นใจนั้นสำคัญมาก ๆ เมื่อเราเห็นใจผู้อื่น เราจะลดการ

หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลงั ท่ยี ัง่ ยนื ” 65

หัวขอ้ / วิทยากร /กจิ กรรม หัวขอ้ ย่อย รายละเอยี ด เนือ้ หาหลกั สูตรโดยสรปุ

ตัดสิน ลดความหงุดหงิด ความโกรธ หรือความผิดหวัง
และเราจะมีความอดทนมากขึ้น เราจะเพิ่มพันธะผูกพัน
ความสนิทสนมมากขึ้น และเมื่อเรานั้นได้ตั้งใจฟังจริง ๆ ใน
มุมมองของผู้อื่น ก็จะพบว่าพวกเขาก็จะต้ังใจฟังเรามากขึ้น
เช่นกัน ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นสำคัญต่อความสุขของคนเรา
ดังนั้นการฝึกที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจึงสำคัญมาก อันนี้ก็
รวมไปถึงเรื่องความเมตตาที่มีให้กับตนเอง งานวิจัยของ
Dr. Kristin Neff ได้ชี้ว่า คนที่มีความเมตตาต่อตนเองนั้น
จะมีสุขภาพที่ดีกว่า มีผลลัพธ์ในชีวิตมากกว่าคนที่ชอบ
วพิ ากษ์วิจารณต์ นเอง
ทม่ี า www.happify.com

4.1.ทักษะการเห็นอกเห็นใจ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเสมือนการ “เอาใจ

ผู้อนื่ เขามาใส่ใจเรา” เป็นการยอมรับ และการรับฟังความ

คิดเห็นของผู้อื่น เพื่อประนีประนอม การพัฒนาความเห็น

อกเห็นใจผอู้ นื่ ควรมีแนวทางฝึกปฏบิ ัติ ดังนี้

1. ให้ความสนใจในการแสดงออกของผู้อื่นโดย

การสังเกตสีหน้า แววตา ท่าทาง การพูด ถ้อยคำ น้ำเสียง

ตลอดจนการแสดงออกอื่น ๆ ฝึกสังเกตบ่อย ๆ จะเห็น

อารมณ์ของเขาจากสิ่งต่าง ๆ เราสังเกตเฉพาะสีหน้า แวว

ตา จะสงั เกตไดง้ ่ายกว่าจุดอน่ื

2. การอ่านอารมณ์ความรู้สึกของเขาจากสิ่งท่ี

สังเกตเห็นว่าเขากำลังมีอารมณ์ ความรู้สึกใด ตรวจสอบ

โดยการถามความรู้สึกเขาแต่จะตรวจสอบต้องทำในสภาพ

เหมาะสม มิฉะนั้นอาจเป็นการทำลายความรู้สึกกันได้ ถ้า

เราได้ฝึกการให้ความสนใจและการสังเกตบ่อย ๆ จะมี

ความชำนาญในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกและการอ่าน

ความรู้สกึ ของบุคคลมากขึน้

3.ทำความเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของบุคคลตาม

สภาพท่ีเขาเผชิญอย่หู รือที่เรียกกันทั่วไปคือ เอาใจเขามาใส่

ใจเรา ถึงแม้จะไม่ถูกต้องทุกประการแต่ก็จะมีความ

คล้ายคลึงหรือใกลเ้ คยี งกนั บา้ ง

4.แสดงการตอบสนองอารมณ์ ความรู้สึกของผู้อน่ื

ที่เป็นการแสดงว่าเข้าใจ เห็นใจกัน ทำให้เกิดอารมณ์

ความรู้สึกทด่ี ีแตก่ นั

ที่มา :นันทนา วงษ์อินทร์ (2543).”การพัฒนาอารมณ์” ใน

รวมบทความวิชาการ E.Q.บรรณาธิการโดย อัจฉรา

หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ทย่ี ง่ั ยนื ” 66

หวั ขอ้ / วิทยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย รายละเอียด เน้อื หาหลักสตู รโดยสรปุ
4.2.ทกั ษะการทำงานเปน็ ทมี
สุขารมณ์,วิลาสลักษณ์ ชัววัลลีและอรพินทร์ ชูชม.หน้า
136.กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์เดสก์ทอ็ ป.

ก า ร ฝ ึ ก ฝ น ท ั ก ษ ะ ค ว า ม เ ห ็ น อ ก เ ห ็ น ใ จ น้ั น
ประกอบด้วยข้นั ตอนทีส่ ำคัญ 3 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

1.การอ่านอารมณ์และความรู้สึก คือ การรับรู้
อารมณ์และความรู้สกึ ของผู้อืน่ โดยรับรูจ้ ากการสังเกตจาก
อารมณแ์ ละความร้สู ึกท่แี สดงออกมาทางสหี น้าทา่ ทาง หรอื
การใชน้ ำ้ เสยี งการพดู

2.การฝึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา คือ การคาดเดา
ความรู้สึกของผู้อื่น โดยการลงมติว่าทำแล้วอยู่ใน
สถานการณ์นั้นด้วย เช่น เราสังเกตเห็นว่าสีหน้าเพื่อนไม่
ค่อยสบายใจ เมื่อสอบถามทราบว่าเพื่อนมีปัญหาถูก
เจ้านายตำหนิว่าไม่มีความรับผิดชอบ ทำให้งานเกิดความ
เสียหายมาก ตรงจุดนี้เราอ่านความรู้สึกจากทางสีหน้าและ
ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราถูกเจ้านายตำหนิแบบนี้เราจะมี
ความรสู้ ึกอย่างไร

3.การตอบสนองที่สอดคล้อง คือ การแสดงออก
ของเราที่เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นซึ่งการ
แสดงออกถึงความเข้าใจและเห็นใจนั้น อาจจะออกมาใน
รูปของคำพดู ทแี่ สดงถงึ ความเหน็ ใจและใหก้ ำลังใจ
ที่มา : ประสงค์ สังขไชย. (2545). การเรียนรู้ด้วยตนเอง
เพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ความฉลาดทาง
อารมณ์, EQ อีคิว : ความฉลาดทางอารมณ์ .หน้า 55-56.
กรุงเทพฯ

การทำงานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันทำงาน
ของสมาชิกที่มากกว่า 1 คน โดยที่สมาชิกทุกคนนั้นจะต้อง
มีเป้าหมายเดียวกันจะทำอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับ
รว่ มกนั มีการวางแผนการทำงานร่วมกนั

การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญในทุกองค์กรการ
ทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลของการบริหารงานการทำงานเป็นทีมมี
บทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานที่ต้องอาศัย
ความร่วมมือของกลุ่มสมาชกิ เป็นอยา่ งดี
ทมี่ า : http://www.local.moi.go.th/team.html

การสรา้ งบรรยากาศทีมที่ดี

หัวข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หัวข้อย่อย หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ทีย่ ง่ั ยนื ” 67

รายละเอยี ด เนอื้ หาหลกั สูตรโดยสรปุ
(1) มีเป้าหมายร่วมกันและยอมรับเป้าหมาย

ร่วมกนั
(2) การมีสว่ นรว่ มของทุกฝ่าย
(3) ความไวว้ างใจ เช่ือใจ
(4) มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจนแต่สามารถ

ขา้ มมาได้บ้าง (ช่วย)
(5) การประเมินผลระหว่างกลางและติดตามงาน
(6) การยอมรบั ความผิดพลาดและปรับเปลยี่ น
(7) การปรบั เปลยี่ นเปา้ หมายร่วมกัน

องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีมที่ดี ประกอบดว้ ย
(1) มีจิตใจมุ่งไปทางเดียวกัน สมาชิกต้องมีความ
ตอ้ งการและความเชอื่ ไปสเู่ ป้าหมายเดียวกนั
(2) สนับสนุนซึ่งกันและกัน สมาชิกต้องพยายาม
ช่วยในส่วนที่สมาชิกคนอื่นขาดเพื่อให้ทีม
ทำงานได้
(3) สมาชิกตอ้ งมีความต้องการท่จี ะทำงานร่วมกัน
เพื่อความสำเร็จตามเป้าหมาย พร้อมที่จะทำ
ทุกอย่างเพื่อความสำเร็จและรวมพลังเพ่ือ
ความสำเร็จ
(4) สร้างบรรยากาศที่สนับสนุนให้เกิดการทำงาน
เปน็ ทีม สมาชกิ ต้องยอมเสยี ความสะดวกบ้าง
(5) สมาชิกต้องใจกว้างยอมรับความเห็นท่ี
แตกตา่ งของผอู้ นื่
(6) ทีมต้องหาโอกาสพบกันบ่อย ๆ ทั้งแบบเป็น
ทางการและไม่เป็นทางการ

ท่มี า : เอกสารประกอบการบรรยายโดย นพ.ธิติวฒั น์
ประชาธำรงพิวัฒน์

ทักษะการทำงานเป็นทีม เป็นเสมือนการนำทักษะ
ต่าง ๆ มาผสมผสานและแสดงออกอย่างเหมาะสมในการ
ทำงานร่วมกับผู้อื่น กล่าวคือ การทำงานเป็นทีมเพื่อให้
ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ สมาชิกใน
ทีมต้องใช้ทักษะการเห็นอกเห็นใจและทักษะในการ
ติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ทักษะการเจรจาต่อรอง
อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อให้กิจกรรมของกลุ่มดำเนิน
ไปได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ และประสบความสำเรจ็

หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังที่ยั่งยืน” 68

กำหนดการ
หลกั สูตรพัฒนาทกั ษะสงั คม (R5)
ณ สถานแรกรบั เด็กหญิงบา้ นธัญญพร จังหวัดปทมุ ธานี

โดย คณุ ยศวดี อยสู่ ุข

กจิ กรรม ครง้ั ท่ี 1 ลงทะเบยี นและเตรยี มความพรอ้ มสำหรบั การฝกึ อบรม
08.30 - 09.00 น. เพลงสันทนาการ กระชบั ความสัมพนั ธ์
09.00 - 09.30 น. โดย ทมี วิทยากร “ผู้นำสันทนาการ” (นักศกึ ษาจากคณะสงั คมสงเคราะห์
ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์)
09.30 - 10.30 น. กิจกรรม ประดษิ ฐ์ปา้ ยช่ือ และแนะนำตัว
โดย นางสาวยศวดี อยสู่ ุข นกั สงั คมสงเคราะห์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาด
10.30 – 10.45 น. ไทยและคณะ
10.45 - 11.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง
บรรยาย หวั ข้อ “ความสำคญั ของทกั ษะการตดิ ตอ่ ส่อื สาร เน้น การฟัง”
11.15 – 12.00 น.
โดย นางสาวยศวดี อยู่สุข นักสังคมสงเคราะห์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาด
12.00 – 13.00 น. ไทยและคณะ
13.00 -13.15 น. กจิ กรรมพัฒนาทกั ษะสงั คม
13.15 -13.45 น.
• “1 พยางค์ สรา้ งความเข้าใจ”

• “กระซิบกระซาบ”
ดำเนินกิจกรรม พร้อมสรุปบทเรยี นจากกจิ กรรม โดย ทมี วิทยากร และทมี
ผ้นู ำสันทนาการ
พกั รับประทานอาหารกลางวัน
เพลงสนั ทนาการ กระชบั ความสัมพนั ธ์ โดย ทมี วิทยากร
“ผู้นำสันทนาการ”
บรรยาย หัวขอ้ “หลักการสร้างสัมพนั ธภาพท่ีดี”

หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังท่ีย่ังยืน” 69

13.45 –14.30 น. โดย นางสาวปยิ ะนุช รอดสการ นักสงั คมสงเคราะห์ โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์
สภากาชาดไทย

กจิ กรรม พัฒนาทกั ษะสังคม

• “รถไฟฟ้า มาหานะเธอ”

• “4 ห้องหัวใจ”

ดำเนนิ กจิ กรรม พรอ้ มสรปุ บทเรียนจากกจิ กรรม โดย ทีมวิทยากร และทีมผู้นำสันทนาการ

14.30 – 14.45 น. พักรบั ประทานอาหารว่าง

14.45 – 16.00 น. ล้อมวงสนทนา (สรปุ กิจกรรม เปิดเวทแี ลกเปลี่ยนความคิดเห็น)

ทมี วทิ ยากรจากโรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ สภากาชาดไทย

กจิ กรรม ครั้งที่ 2

08.30 - 09.00 น. ลงทะเบยี นและเตรยี มความพร้อมสำหรบั การฝกึ อบรม
09.00 - 09.15 น. เพลงสันทนาการ กระชับความสมั พนั ธ์ โดย ทีมวิทยากร
09.15 - 09.45 น. บรรยาย หวั ข้อ “ทักษะการปฏิเสธและการเจรจาตอ่ รอง”
โดย นางสาวยศวดี อยู่สุข นักสังคมสงเคราะห์ รพ.จุฬาลงกรณ์
09.45 – 10.15 น. สภากาชาดไทย
10.15 – 10.30 น. สมาชิกกลมุ่ ประชมุ กลุ่มวางแผนการแสดงบทบาทสมมติตามโจทย์
10.30 – 12.00 น. พกั รบั ประทานอาหารว่าง
12.00 – 13.00 น. แสดงบทบาทสมมติ และรว่ มแลกเปล่ียนความคดิ เห็นหัวข้อการแสดง
13.00 – 13.15 น. รับประทานอาหารกลางวนั
13.15 – 13.45 น. เพลงสันทนาการ กระชับความสัมพันธ์ โดย ทีมวทิ ยากร “ผู้นำสนั ทนาการ”
บรรยาย หัวข้อ “ทักษะการกล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสม”
13.45 – 14.15 น. โดย นางสาวณิชชา ลี้ประเสรฐิ นักสังคมสงเคราะห์ รพ.จฬุ าฯ
14.15 – 14.30 น. สมาชกิ กลมุ่ ประชุมกลมุ่ วางแผนการแสดงบทบาทสมมติตามโจทยท์ ่ีไดร้ บั
14.30 – 16.00 น. พักรบั ประทานอาหารวา่ ง
แสดงบทบาทสมมติ และร่วมแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ หวั ข้อการแสดง

กจิ กรรม ครง้ั ท่ี 3 ลงทะเบยี นและเตรยี มความพร้อมสำหรบั การฝึกอบรม
08.30 - 09.00 น. เพลงสันทนาการ กระชับความสัมพนั ธ์ โดย ทมี วทิ ยากร
09.00 - 09.15 น. “ผูน้ ำ สันทนาการ”
09.15 – 09.45 น. บรรยาย หัวขอ้ “การเห็นอกเหน็ ใจผอู้ ่นื และการทำงานเปน็ ทีม
โดย นางสาวปยิ ะนชุ รอดสการ นกั สงั คมสงเคราะห์ โรงพยาบาล
09.45 – 10.45 น. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
กจิ กรรม พฒั นาทกั ษะสงั คม

• “กู้ระเบิด”

หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ีย่งั ยนื ” 70

10.45 – 11.00 น. • ”ส่ายตะกรา้ รับบอล”
11.00 – 12.00 น. ดำเนินกิจกรรม พร้อมสรปุ บทเรยี นจากกิจกรรม โดย ทมี วิทยากร และทมี ผู้นำ
สนั ทนาการ
12.00 - 13.00 น.
13.00 – 13.15 น. พกั รบั ประทานอาหารว่าง
13.15 - 14.00 น. กิจกรรม พัฒนาทักษะสงั คม
14.00 - 14.15 น.
14.15 – 16.00 น. • “พาลูกโปง่ ข้ามแดน”

• “กำลังปลายนว้ิ ”
ดำเนินกิจกรรม พร้อมสรุปบทเรียนจากกิจกรรม โดย ทีมวทิ ยากร และทมี ผู้นำ
สันทนาการ
รับประทานอาหารกลางวนั
เพลงสนั ทนาการ กระชับความสัมพนั ธ์ โดย ทีมวิทยากร “ผนู้ ำสันทนาการ”
กิจกรรม พัฒนาทักษะสงั คม “ประทับใจในเธอ”
โดย ทีมวิทยากร และทมี ผู้นำสนั ทนาการ

พกั รบั ประทานอาหารวา่ ง
กิจกรรม “ล้อมวงทบทวน”
( เปิดเวทแี ละเปลย่ี นความคิดเหน็ ประสบการณแ์ ละประโยชนท์ ่ไี ด้รบั จากการ
ฝกึ อบรมตลอดหลกั สตู รทั้งหมดท่ผี า่ นมา)

รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
หลักสูตรการพัฒนาทกั ษะทางสงั คม (R5)

โดย นางสาวยศวดี อย่สู ุข

หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังทยี่ ัง่ ยนื ” 71

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม

1.กิจกรรมละลายพฤตกิ รรม 1.3 แนะนำตัว ทำความรจู้ กั - ผู้นำกจิ กรรมใช้เพลงสันทนาการ ให้ผูเ้ ข้าร่วมอบรมได้

และกิจกรรมกลุม่ สมั พันธ์ ระหว่างสมาชิกในกล่มุ ทำความร้จู กั สมาชิกแต่ละคนรวมท้งั ทมี วทิ ยากรดว้ ย

ทีมวทิ ยากรจาก รพ. กิจกรรม “ตามลา่ หาชื่อ”

จุฬาลงกรณ์ จุดประสงค์ รู้จักกันละกันมากกว่าแค่ชื่อ

อุปกรณ์ กระดาษตามลา่ คนละแผ่น

รปู แบบกจิ กรรม เวลา 10 นาที
• กจิ กรรมเกมส์
• กิจกรรม สันทนาการ จำนวนผูเ้ ล่น ไม่จำกัด

วิธีเล่น เขียนชื่อตัวเองบนหัวมุมขวาของกระดาษ

เดินไปรอบ ๆ พูดคุยกับคนที่คุณไม่รู้จักแล้วบันทึกความ

คล้ายคลึง (อาทิ ชอบเล่นหมากรุกเหมือนกัน) และต่างกัน

(อาทิ ชอบใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันแต่ว่าเพื่อนใหม่ชอบใส่

แบบขาสนั้ ) ท่คี ณุ มกี ับเพ่ือนใหม่ใหไ้ ด้ 5-10 คน

ตัวอยา่ ง ชือ่ ความเหมอื น ความตา่ ง

1.4 แนะนำตวั กจิ กรรม “เกมส์หนงั สอื พมิ พ์”

นำเสนอจุดเด่นและแสดง จุดประสงค:์ รู้จักชอ่ื กันและกัน

ความเป็นตัวของตัวเอง อุปกรณ์: หนงั สือพิมพ์

ของสมาชิกในกลุม่ เวลา: 20 นาที

จำนวนผู้เลน่ : กลุ่มละสบิ คน

วิธีเล่น: แบ่งผู้เล่นเป็นกลุ่มย่อยสิบคน ให้คนหน่ึง

อยู่กลางวงพร้อมกับกระดาษหนังสือพิมพ์ม้วน ให้คนที่น่ัง

ล้อมวงพูดชื่อเพื่อน คนที่ถูกเรียกชื่อคนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ

คนตรงกลางต้องรีบใช้หนังสือพิมพ์แตะขาเพื่อนคนท่ี

เรียกชื่ออย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะเรียกชื่อคนอื่นต่อไป ถ้า

คนที่ถูกเรียกช่ือพูดช้า ถกู แตะ ก็จะต้องมายนื กลางวงแทน

หลังจากกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมอบรมได้รู้จักสมาชิก

คนอืน่ แล้วลำดับตอ่ ไป คอื กิจกรรมแนะนำตัว เสนอจดุ เด่น

และเอกลักษณ์ของตนเอง ให้สมาชิกได้รู้จักตัวตนมากกวา่

รู้จักชื่อ โดยการให้ผู้เข้าร่วมอบรม ออกแบบป้ายชื่อของ

ตนเองที่ไม่ใช่การเขียนเพียงชื่อที่เป็นตัวอักษรแต่ให้วาด

ภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของตนเองและเขียนชื่อตนเองไว้

ด้านล่างซึ่งภาพวาดนั้นสามารถแสดงถึงตัวตนของเจ้าของ

ชอ่ื

และให้สมาชิกแต่ละคนโชว์ผลงานป้ายชื่อ (ที่ต้องมี

ติดตัวตลอดการเข้าร่วมอบรม ทั้ง 3 ครั้ง) และอธิบายถึงที่

ความหมายของภาพวาดที่ตนเองเลือกมาเป็นตัวแทนของ

ตนเอง

หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ท่ียง่ั ยนื ” 72

หัวขอ้ / วิทยากร /กิจกรรม หัวขอ้ ย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม

อปุ กรณ์ กระดาษ สี และเชือกเจาะหอ้ ยปา้ ยชือ่

2.พฒั นาทักษะการ 2.1 ทักษะการติดต่อสื่อสาร วิท ยากรบรรยายความ ส ำคั ญ ของท ักษ ะ ก า ร

ติดตอ่ สอื่ สารและทกั ษะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดี ติดตอ่ สอ่ื สารเน้น “การฟงั ” โดย Slide ประมาณ 30 นาที

การสรา้ งสัมพนั ธภาพ เน้นพัฒนาทักษะการฟัง กจิ กรรม “1 พยางค์ สร้างความเข้าใจ”

โดยทีมวิทยากรจาก (listening Skills) จดุ ประสงค์ เหน็ ความสำคัญของการส่ือสาร

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อุปกรณ์ ไม่มี

เวลา 15-20 นาที

รปู แบบกจิ กรรม จำนวนผู้เลน่ ไม่จำกัด

• Slide บรรยาย วิธีการเล่น วิทยากรจะเล่าข่าว สถานการณ์ปัจจุบัน

• กจิ กรรมเกมส์ หรือเรื่องเล่า / นิทาน ให้ผู้เล่นฟังเพียง 1 รอบและให้ผูเ้ ลน่
• กิจกรรมสนั ทนาการ ล้อมวงเป็นวงกลม ให้สมาชิกทุกคนช่วยกันเล่าข่าวหรือ
เรื่องราวที่ได้รับฟังจากวิทยากรแต่สามารถพูดได้เพียง 1

พยางค์เท่านั้น โดยมีตัวแทนจากสมาชิกทีมอื่น คอยจด

บันทึกแต่ละพยางค์และนำมาอ่านให้สมาชิกในกลุ่มผู้เล่น

ฟังในตอนจบว่าเนื้อความเป็นเช่นไรและมีการจับเวลาว่า

กลุ่มใดสามารถส่อื สารได้ครบถว้ นและใชเ้ วลานอ้ ยที่สุดเป็น

ฝ่ายชนะ

2.2 ทกั ษะการสรา้ ง กจิ กรรม “กระชิบกระซาบ”
“สมั พนั ธภาพ” จุดประสงค์ เห็นความสำคัญของการสอื่ สาร
อปุ กรณ์ ไมม่ ี
เวลา 15-20 นาที
จำนวนผู้เล่น ไม่จำกดั
วิธีการเล่น ให้ผู้เล่นแบ่งกลุ่มและเข้าแถวตอนลึก ผู้
เล่นที่อยู่หัวแถวจะได้รับชุดข้อความที่เตรียมไว้และจดจำ
ข้อความดังกล่าวเพื่อกระซิบส่งต่อข้อความนั้นไปยังสมาชกิ
คนถัดไปและกระซิบต่อกันไปเรื่อย ๆ จนถึงสมาชิกคน
สุดท้ายจะเป็นผู้ออกมาเล่าข้อความที่ถูกบอกต่อมาจาก
สมาชกิ ทด่ี ้านหนา้ ซึ่งวิทยากรจะเป็นผู้เฉลยข้อความตน้ ทาง
ว่าเหมือนหรือคลาดเคลื่อนไปจากข้อความต้นฉบับมาก
หรือน้อยอยา่ งไร
วิทยากรบรรยายถึงหลักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีโดย
Slide บรรยายประมาณ 15 นาที
กจิ กรรม “รถไฟฟ้า มาหานะเธอ”
จุดประสงค์ สร้างสัมพันธภาพ สังเกตจุดเด่นของ
สมาชิก
อุปกรณ์ ไม่มี

หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ทย่ี ั่งยืน” 73

หัวข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อย่อย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม

เวลา 15-20 นาที

จำนวนผูเ้ ล่น ไม่จำกดั

วิธีการเล่น วิทยากรอธิบายว่ารถไฟ 1 ขบวน

ประกอบด้วยหลายโบกี้ ใหผ้ ู้เขา้ รว่ มหน่งึ คนแทนด้วย

1 โบก้ี

เมอื่ วิทยากรบอกให้ต่อกนั เป็น 4 โบกี้ ผู้เข้าร่วมก็

ต้องต่อแถวกัน 4 คน โดยผู้นำกิจกรรมต้องกำหนดเพ่ิมเติม

ว่าหัวขบวนต้องเป็นคนลักษณะใดโดยเปรียบเทียบกับคน

ในขบวนของตนเอง เช่น คนทีส่ งู ทีส่ ุด ผมยาวทสี่ ุด ตอ้ งเปน็

ผู้หญิงหรือน่ารักที่สุด เป็นต้น ซึ่งต้องกำหนดเวลาด้วย

อาจจะรอบละ 30 วินาที เมื่อหมดเวลาก็เป่าสัญญาณ

นกหวีดและขบวนใดที่ช้าหรือทำไม่ถูกกติกาก็อาจจะมีการ

คดั ออกเพ่ือหาผ้ชู นะตอ่ ไป

เล่นในลักษณะเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ โดยเปลี่ยนคำส่ัง

เป็น 5 โบกี้ หรือ 6 โบก้ีรวมทั้งต้องบอกถึงลักษณะพิเศษ

ของคนท่จี ะเป็นหัวขบวนด้วยจนกว่าวิทยากรเหน็ สมควรจึง

ยุติการเลน่

3.ทักษะการปฏเิ สธและการ

เจรจาตอ่ รอง ทกั ษะการ 3.1 ทักษะการปฏิเสธและการ กิจกรรม “4 หอ้ งหัวใจ”

กลา้ แสดงออกอยา่ ง เจรจาต่อรอง จุดประสงค์ สร้างสมั พนั ธภาพ

เหมาะสม อปุ กรณ์ กระดาษตัดเปน็ รปู หัวใจ ปากกา

โดย ทมี วทิ ยากรจาก หรือสเี มจกิ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เวลา 15-20 นาที

จำนวนผู้เล่น ไม่จำกดั

วิธีการเล่น แจกรูปหัวใจให้กับผู้เข้าร่วมคนละ 1 ดวง

รูปแบบกิจกรรม พรอ้ มปากกาหรอื สเี มจกิ ให้ผู้เข้าร่วมแบง่ หัวใจออกเป็น

• Slideบรรยาย 4 ช่องและเขียนหมายเลขกำกับไว้ซึ่งแล้วแต่การออกแบบ

• กิจกรรมเกมส์ ของแตล่ ะคน
ผู้นำกิจกรรมกล่าวว่าหัวใจของคนเรามี 4 ห้อง แล้ว
• กิจกรรมสนั ทนาการ
ในวันนี้เราจะมอบหัวใจให้กับเพื่อนใหม่ของเราซึ่งเรา
• การแสดงบทบาทสมมติ จะต้องเข้าไปพูดคุยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ แล้วเขียนชื่อ
( Role Play) พร้อมกับชื่อหมู่บ้าน โรงเรียนหรือหน่วยงานของเพื่อนซึ่ง

เพื่อนก็ต้องเขียนชื่อเราด้วยลงในหัวใจช่องเดียวกัน ซ่ึง

จะต้องหาให้ครบทั้ง 4 ช่อง ตามเวลาที่กำหนดโดยยกเว้น

คนทมี่ าจากทีเ่ ดียวกนั

หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลังที่ยง่ั ยนื ” 74

หัวขอ้ / วิทยากร /กจิ กรรม หวั ข้อย่อย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม

3.2 ทักษะการกล้าแสดงออก ผู้นำกิจกรรมสุ่มถาม 1 คนแล้วให้คนนั้นบอกช่ือ

อยา่ งเหมาะสม เพ่ือนพร้อมกับชื่อหมู่บ้าน โรงเรียนหรือหน่วยงานซึ่งต้อง

“โดยใช้วิธีการแสดงบทบาท ทายดว้ ยว่าเปน็ ใครแล้วก็ให้คนท่ีถกู เอ่ยช่อื น้ันบอกช่อื เพ่ือน

สมมติ” อกี 1 คน

ถามในลักษณะเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าผู้นำ

กิจกรรมเห็นสมควรจงึ ยุติการถาม

วิทยากรให้ความรู้ด้วยการบรรยายการป้องกัน

ตนเอง / การเอาตัวรอดจากสถานการณ์เสี่ยง การปฏิบัติ

ตนเพื่อหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คาดคิด และการ

4.ทักษะการเห็นอกเห็นใจ ปฏเิ สธยาเสพตดิ ประมาณ 30 นาที

ผู้อื่น และทักษะการทำงาน

เป็นทมี กิจกรรมแสดงบทบาทสมมติ

โดย วทิ ยากรจาก วิทยากรมีโจทย์สถานการณ์ในประเด็นที่มีการให้

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ความรู้ไปก่อนหน้าให้ผู้เข้าร่วมอบรมซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม ได้

ร่วมวางแผนการแสดงบทบาทสมมติและออกมาแสดง

รูปแบบกิจกรรม บทบาทสมมติตามโจทย์ที่ได้รับให้แก่สมาชิกจากกลุ่มอื่น ๆ

• Slideบรรยาย ได้ดูและชว่ ยกนั แลกเปลยี่ นความคิดเหน็ หลังการแสดงออก

• กิจกรรมเกมส์ ของแต่ละกลุ่มจบลงเพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้มีส่วนร่วมใน
• กิจกรรมสนั ทนาการ การแสดงออกและแสดงความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับ
• กิจกรรมกลุม่ การปฏิเสธและการเจรจาตอ่ รอง

วิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะและ

ลักษณะการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม

ทกั ษะการเหน็ กิจกรรมแสดงบทบาทสมมติ

อกเหน็ ใจผูอ้ ื่น วิทยากรกำหนดโจทย์เป็นสถานการณ์เกี่ยวกับ

และทกั ษะการทำงานเปน็ ทมี การเป็นพนักงานบริการในสถานีบริการน้ำมัน โดยให้

สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันวางแผนการจัดการปัญหาตาม

สถานการณ์ที่ได้รับ ในบทบาทหน้าที่ที่ต่างกันและแสดงให้

สมาชิกในกลุ่มอื่น ๆ ดูและช่วยกันแลกเปลี่ยนความคิดเหน็

หลังการแสดงออกของแต่ละกลุ่มจบลงเพื่อให้ผู้เข้าร่วม

อบรมได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกและแลกเปลี่ยนความ

คิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการสถานการณ์ปัญหาด้วยการ

แสดงออกทีเ่ หมาะสม

วิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการเห็น

อกเห็นใจผู้อื่น และทักษะการทำงานเป็นทีม ประมาณ 30

นาที

กจิ กรรม “ก้รู ะเบดิ ”

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ข้อย่อย หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลังทยี่ ่ังยืน” 75

รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
จดุ ประสงค์ สรา้ งความสามคั คีและการทำงานเปน็ ทีม
อุปกรณ์ หนังยาง เชอื กฟาง ขวดน้ำพลาสติก
เวลา 15-20 นาที
จำนวนผู้เลน่ ไมจ่ ำกดั

วิธีการเล่น แบ่งสมาชิกเป็นกลุ่มให้สมาชิกทุก
คนผูกเชือกฟางไว้ที่เอวของตนเองกับหนังยางจำนวน 1 วง
ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสมาชิกทุกคนในกลุ่มซึ่งสมาชิกทุก
คนในกลุ่มต้องเคลื่อนไหวพร้อมกันเป็นวงกลมและบังคับ
ทิศทางเพื่อให้หนังยางไปครอบลงที่ขวดน้ำพลาสตกิ และดงึ
ขวดน้ำพลาสติกและย้ายขวดน้ำเสมือนการกู้ระเบิด โดย
สมาชิกทุกคนต้องวางแผนในการเคลื่อนท่ีและเคลื่อนไหว
ดว้ ยความพรอ้ มเพรยี งกัน

กจิ กรรม “ส่ายตะกร้ารับบอล”
จดุ ประสงค์ สร้างความสามคั คีและการทำงานเป็นทีม
อปุ กรณ์ หนงั ยาง เชือกฟาง ขวดนำ้ พลาสตกิ
เวลา 15-20 นาที
จำนวนผู้เลน่ ไมจ่ ำกดั

วิธีการเล่น แบ่งสมาชิกเป็นกลุม่ ให้สมาชิกทกุ คน
ผูกเชือกฟางไวท้ เ่ี อวของตนเองกับตะกร้าจำนวน 1 ใบ ผูน้ ำ
กิจกรรมจะโยนลูกบอลไปยังกลุ่ม ให้สมาชิกในกลุ่มวิ่งเข้า
หาลกู บอล โดยห้ามใช้ มอื /แขน ปดั ลกู บอลลงตะกร้า

กจิ กรรม “พาลกู โปง่ ขา้ มแดน”
จดุ ประสงค์ สร้างความสามคั คี และการทำงานเป็นทมี
อปุ กรณ์ ลกู โปง่
เวลา 15-20 นาที
จำนวนผูเ้ ลน่ ไม่จำกัด

วิธีการเล่น ให้สมาชิกทุกคนเข้าแถวตอนลึก
และลำเลียงลกู โป่งไปยงั เส้นชยั โดยใช้ลำตัวพยุงลูกโป่ง โดย
ห้ามใช้มือหรือแขนในการช่วยพยุงเพื่อให้เกิดความสามัคคี
ในการกำหนดระยะการก้าวเพื่อไม่ให้ลูกโป่งหล่นลงพ้ืน
หากทีมไหนทำลูกโป่งหล่นลงพื้น ต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้น
ใหม่

กิจกรรม “กำลังปลายนิ้ว”
จดุ ประสงค์ สรา้ งความสามัคคี และการทำงานเป็นทมี

หวั ขอ้ / วิทยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลังที่ยงั่ ยืน” 76

รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
อปุ กรณ์ ท่อพวี ซี ี
เวลา 15-20 นาที
จำนวนผู้เลน่ ไม่จำกัด

วิธีการเล่น ให้สมาชิกในแต่ละทีมหันหน้าเข้าหา
กันและให้เพียงนิ้วชี้นิ้วเดียวช่วยกันประคองไม่ให้ท่อตกลง
ที่พื้น กลุ่มไหนสามารถประคองท่อน้ำไว้ได้เป็นเวลานาน
ทสี่ ดุ เปน็ ฝา่ ยชนะ

กจิ กรรม “ประทบั ใจในเธอ”
จดุ ประสงค์ สรา้ งความมคี ุณคา่ และการชืน่ ชมในผูอ้ น่ื
อปุ กรณ์ ไม่มี
เวลา 20-30 นาที
จำนวนผเู้ ล่น ไม่จำกดั
วิธีการเล่น ให้สมาชิกในกลุ่มเล่าสถานการณ์

หรือความประทับใจต่อสมาชิกคนอื่นในกลุ่มจนกว่าเจ้าตัว
คนที่ถูกอ้างถึงจะรู้สึกและแสดงตัวออกมาว่าเป็นตนเอง
และให้คนท่ีถูกกล่าวว่าเป็นที่ประทับใจให้บอกเล่าถึงความ
ประทับใจท่ีมตี อ่ เพื่อนอกี คนหน่ึง

กจิ กรรม “ล้อมวงทบทวน”
เป็นกิจกรรมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมเปิดใจ

แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้สึกตลอดระยะเวลา
การเข้าร่วมอบรมที่ผ่านมาเพื่อให้สมาชิกแต่ละคนได้
ทบทวนความรู้สึกและทบทวนความรู้ที่ได้รับจากกิจกรรม
ต่าง ๆ เพื่อนำไปปรบั ประยุกตใ์ ชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ตอ่ ไป

หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังท่ยี ั่งยนื ” 77

หลกั สูตรการเปน็ พีเ่ ลยี้ ง (R6)

โครงการพลงั ใจในมอื คณุ มือ..พลงั ท่ียง่ั ยนื
โดย ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวิน

หลกั สูตรการเปน็ พเ่ี ลยี้ ง (R6)
โดย ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวนิ

หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลังท่ยี ั่งยนื ” 78

หลักการและเหตผุ ล

พ่เี ลยี้ ง (Coaching) เป็นผู้ท่มี คี วามรู้ ความสามารถเป็นตัวแบบท่ีดีมีอทิ ธพิ ลเปน็ ที่ยอมรับในกลุ่ม
สามารถให้คำปรกึ ษาแนะนำชว่ ยเหลือใหเ้ กิดการเรยี นรูแ้ ละเปน็ แบบอย่างท่ีดี รวมทง้ั พเี่ ล้ียงจะต้องดูแลเอาใจ
ใส่กลุ่มการทำงานเมื่อมีปัญหา เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์แล้วยังจะต้องเป็นบุคคลที่มีทัศนคติหรือ
ความคิดเชงิ บวก (Positive Thinking) มคี วามประพฤตดิ ี สามารถปฏิบัตติ นให้เป็นตัวอย่างทดี่ ี สามารถช้แี นะ
แนวทางในการปฏิบัติตนให้กลุ่มปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรและการติดตามผลการทำงานของกลุ่ม ให้
ความรู้ ความเข้าใจกับผู้ทำงานใหม่หรือผู้ร่วมงาน รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถ
สรา้ งสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ทเ่ี หมาะสมกบั องคก์ ร สภาพแวดล้อมและการทำงาน

พี่เลี้ยงยังเป็นกลไกสำคัญในการร่วมพัฒนาศักยภาพเยาวชนในศูนย์พักพิงของกระทรวงพั ฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์เนื่องจากเป็นผู้ที่เป็นกลุ่มเดียวกันกับเยาวชน มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน มี
ความตระหนัก เห็นความสำคัญของตนเองในการเป็นผู้แสวงหาความรู้และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการ
ถา่ ยทอดองค์ความร้ตู า่ ง ๆ เพ่อื ฝึกอาชีพแกเ่ ยาวชนในสถานพกั พิง

หากพี่เลี้ยงในศูนย์พักพิงได้รับการพัฒนาศักยภาพ ให้มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอด
ทักษะ ด้านการฝึกอาชีพ ได้แล้วจะทำให้การฝึกอาชีพเยาวชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เยาวชนสามารถนำ
ความรู้และทักษะการประกอบอาชีพสามารถช่วยเหลือตนเองได้และสามารถนำองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่เยาวชน
ในศูนย์พักพิงได้

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความเข้าใจให้ความสำคัญของการเป็นพี่เลี้ยง นำเทคนิคการ

สอนแนะการใหค้ ำปรึกษาและดูแล
2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเรียนรู้บุคลิกภาพและทักษะการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) ที่พึง

ประสงค์
3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ในหน้าที่การเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) ในสายท่ี

รับผดิ ชอบและเรยี นร้วู ิธีการเปน็ พเี่ ลยี้ งในรูปแบบตา่ ง ๆ
4. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีทักษะในการวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและสามารถให้

คำปรกึ ษาแนะนำรวมทัง้ สามารถสรา้ งนวตั กรรมใหม่ ๆ ทีเ่ หมาะสมกบั องค์กรและสภาพแวดล้อมยิง่ ขนึ้
5. เพอื่ ให้ผเู้ ข้ารับการฝึกอบรมมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในบทบาทของการเป็นพเี่ ล้ียงสามารถปฏิบัติ

ตัวได้อยา่ งเหมาะสมกบั บทบาทดงั กล่าว

คุณลักษณะของการเปน็ พี่เล้ยี ง (Coaching) ท่ีพึงประสงค์

1. ทักษะการสื่อสารและการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี (Interpersonal Skills) นำไปสู่เป็นรูปแบบ
หน่ึงของการโคช้ หรือสอนงาน (Coaching) กไ็ ด้ทักษะการสรา้ งส่งเสรมิ และบรรยากาศสนทนาให้เกิดความร่วม
แรงรว่ มใจกนั ในการพฒั นางานเปน็ กระบวนใหใ้ จและรว่ มใจ

หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทย่ี งั่ ยืน” 79

2. การมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น (Influence Skills) เช่น เป็นผู้ที่วางตัวแบบ ได้รับไว้วางใจได้ดีการ
เปน็ ตัวอยา่ งที่ดีในด้านทัศนคติและความประพฤติและกระตนุ้ จูงใจให้เรียนร้ไู ด้ดี

3. การตระหนักถึงผลสำเร็จในการทำงานของผู้อื่น (Recognized other’s accomplishment)
เชน่ เป็นผู้ปรบั ตัวเข้ากบั วฒั นธรรมอนื่ ไดง้ า่ ย

4. การมีทักษะของการบังคับบัญชาที่ดี (Supervisory Skills) แต่ไม่มีเรื่องอำนาจหน้าที่เข้ามา
เกย่ี ว (Power-free)

5. มคี วามรู้ในสายวชิ าชพี หรอื สายงานของตน (Technical Knowledge)
6.เป็นผู้ที่ชอบช่วยเหลือและพัฒนาผู้อื่น เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันที่มีความจริงใจ มั่นใจ ใจกว้าง
มเี มตาธรรมต่อกนั โยมเี ปา้ หมายความสำเร็จเดยี วกนั
7. ทกั ษะการฟงั และการตดิ ตาม เกิดการสะท้อนกลบั และใหค้ ำปรกึ ษา

ขอบเขตเนอ้ื หาการฝกึ อบรม “การเปน็ พ่ีเลีย้ ง”ประกอบด้วยหัวข้อ ดังนี้
1.ความสำนึกของประชากรไทยในการดำรงชีวติ ตามรอยประบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวฯ ร.9

(3ช.ม.) โดยหม่อมหลวงปนัดดา ดศิ กลุ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรฐั มนตรหี รือวิทยากรสรา้ งแรงบันดาลใจ
2. ความเป็นมา บทบาทหน้าที่บุคลิกภาพและทักษะการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) ที่ดี (6ช.ม.)

โดยอาจารย์จาก พม.
3. การสอื่ สารและสมั พนั ธภาพที่ดีของการเปน็ พ่ีเลีย้ ง (Coaching) ใช้เวลาท้ังหมด 6 ชัว่ โมง โดย

อาจารย์ ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวนิ
4. เทคนิคการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) ใช้เวลา 6ช.ม. โดย อาจารย์จตุพร วิศิษฐ์โชติอังกูร จาก

สถาบัน Thai Coach : Trainer Club Thailand เพ่ือการเรียนรู้ร่วมกันหรอื อาจารยป์ กรณ์ วงศ์รตั นพบิ ลู ย์

ขอบเขตเนอื้ หาหลักสตู รการเป็นพ่ีเลีย้ ง
ขอบเขตเนือ้ หาหลกั จะประกอบไปดว้ ยขอบเขต ดังนี้

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ข้อยอ่ ย รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม

1. ความสำนกึ ของ 1.1 ความสำนึกของประชากรไทยในการ แนวคิดที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจ ปลุก

ประชากรไทยในการ ดำรงชีวิตตามรอยพระบาทสมเด็จพระ พลังคนรุ่นใหม่ให้เดินตามรอยพ่อของแผ่นดิน

ดำรงชวี ติ ตามรอยประบาท เจา้ อยูห่ วั ฯ ร.9 สร้างความเข้าใจให้เยาวชนได้รับรู้ว่า "ทำไมคน

สมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั ฯ ร.9 ไทยถึงรกั ในหลวง"

ใชเ้ วลาทง้ั หมด 3 ช.ม. กิจกรรม

โดย หม่อมหลวงปนัดดา 1. บรรยาย

ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนัก 2. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้ผู้เข้าร่วม

นายก รัฐมนตรี หรือ วิทยากร อบรมค้นหาเป้าหมายในชีวิตรวมทั้งได้ลงมือ

สร้างแรงบนั ดาลใจ ปฏิบัติจริง นอกนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

และถอดบทเรยี นรว่ มกนั

3.วดี ที ศั น์

หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังท่ยี ั่งยืน” 80

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ยอ่ ย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม

การประเมิน
1.สังเกต
2.คำถาม

1.2 จิตสำนึกความเปน็ พลเมืองไทยทด่ี ี รัก สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดจิตสำนึก ด้าน
และหวงแหนแผ่นดินไทย คุณธรรม จริยธรรมแก่เยาวชน เสริมสร้างพลัง
กจิ กรรม ความเข้มแข็งมีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่าง
1. บรรยาย สร้างสรรค์ให้ สังคมไทยงดงามและพัฒนา
2. บทบาทสมมุตแิ ละเกม ปจั จุบนั
3. วีดที ัศน์
การประเมิน
1. สงั เกต
2. คำถาม

1.3 บทบาทและหนา้ ท่ีของเยาวชนท่มี ตี ่อ เยาวชนกับการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
สังคมและประเทศชาติ และประเทศชาติ เยาวชน หมายถึง คนหนุ่มสาว
ที่มีพลังอันสำคัญที่จะสามารถช่วยกันเสริมสร้าง
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา
ประเทศชาติในอนาคต

เยาวชนท่ดี ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมในการ
ดำเนนิ ชวี ิต
2. เคารพสทิ ธเิ สรภี าพของผู้อ่นื
3. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมาย
4. เป็นผู้ที่มีเหตุผล รับฟังความคิดเห็น
ของผ้อู ่นื
5. ปฏิบัติตามแบบอย่างวัฒนธรรม
ประเพณีทด่ี งี าม
6. ปฏิบัติตามกูฏข้อบังคับของชุมชน
อย่างเครง่ ครัด
7. มีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามา
แกป้ ญั หาและพัฒนาชุมชน
คณุ ลกั ษณะของเยาวชนที่ดี
เยาวชนที่ดีควรจะเป็นผู้มีคุณธรรม
จริยธรรม กล่าวคือ จะต้องมีธรรมะในการดำเนิน
ชีวิต ไดแ้ ก่

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ข้อยอ่ ย หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ท่ีย่ังยืน” 81

1.4 เศรษฐกิจพอเพียง รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
1. การเสียสละต่อส่วนรวม เป็นคุณธรรม
ที่ช่วยในการพัฒนาประเทศชาติให้มีความ
เจริญก้าวหน้า เพราะถ้าสมาชิกในสังคมเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนร่วมและยอมเสียสละผลประโยชน์
ส่วนตนจะทำให้สังคมพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
และม่ันคง
2. การมีระเบียบวินัยและรับผิดชอบต่อ
หน้าที่ เป็นคุณธรรมที่ช่วยให้คนในสังคมอยู่
ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะถ้าสมาชิกในสังคม
ยดึ มั่นในระเบียบวนิ ยั รแู้ ละเขา้ ใจสิทธิของตนเอง
ไม่ละเมินสิทธิผู้อื่นและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตน
ใหด้ ที ี่สุด
3. ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมที่มี
ความสำคัญเพราะหากสมาชิกในสังคมยึดมั่นใน
ความซื่อสัตย์สุจริต เช่น ไม่ลักทรัพย์ ไม่
เบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่นก็จะทำให้สังคมมี
แต่ความเจรญิ ประชาชนมแี ตค่ วามสุข
ทม่ี า:https://54041041n.wordpress.com/fl
ush-style/

เ ศ ร ษ ฐ ก ิ จ พ อ เ พ ี ย ง ( Sufficiency
Economy) คือ ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงชี้แนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ปวง
ชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลานาน ในช่วงตั้งแต่
กอ่ นการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเพอื่ มงุ่ ใหพ้ สกนิกรได้
ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคงและปลอดภัย
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตาม
กระแสโลกาภวิ ัตน์

หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพยี ง
การพัฒนาตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจ
พอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
ทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง
ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้าง
ภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวตลอดจนใช้ความรู้ความ
รอบคอบและคุณธรรม ประกอบการวางแผน
การตดั สินใจและการกระทำ

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ทย่ี ่ังยนื ” 82

รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
ความพอเพียง หมายถึง ความ
พอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจำเป็นท่ี
จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อ
การมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในทั้งนี้จะต้อง
อาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความ
ระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มา
ใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน
และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ
ของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐนัก
ทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกใน
คุณธรรม ความซื่อสัตย์สจุ ริตและให้มีความรอบรู้
ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความ
เพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้
สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม
สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้
เป็นอยา่ งดี
(ประมวลและกล่ันกรองจากพระราชดำรัส
ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั เรือ่ งเศรษฐกิจ
พอเพียง ซึ่งพระราชทานในวโรกาสตา่ ง ๆ รวมท้งั
พระราชดำรัสอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไป
เผยแพร่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เพ่ือ
เป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชน
โดยทัว่ ไป)

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลัก
พิจารณาอยู่ 5 สว่ น ดังนี้

1. กรอบแนวความคิด
เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่
และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐาน
มาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถ
นำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมอง
โลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤตเพื่อความ
ม่ันคงและความยั่งยืนของการพฒั นา

หวั ข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หัวข้อยอ่ ย หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ที่ยง่ั ยนื ” 83

รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
2. คณุ ลกั ษณะ
เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมา
ประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับโดย
เน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนา
อยา่ งเปน็ ข้นั ตอน
3. คำนิยาม
ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3
คุณลกั ษณะพร้อม ๆ กนั ดงั นี้
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีท่ี
ไมน่ อ้ ยเกนิ ไปและไม่มากเกนิ ไปโดยไม่เบียดเบียน
ตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคท่ี
อยู่ในระดับพอประมาณ
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจ
เกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้อง
เป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัย
ที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะ
เกิดขนึ้ จากการกระทำนั้น ๆ อยา่ งรอบคอบ
การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การ
เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึง
ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่า
จะเกิดขึ้นในอนาคตทัง้ ใกล้และไกล
4. เงือ่ นไข
การตัดสินใจและการดำเนนิ กิจกรรม
ต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัยทั้ง
ความรู้ และคณุ ธรรมเปน็ พ้ืนฐาน กลา่ วคือ
เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้
เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมา
พิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการ
วางแผนและความระมัดระวงั ในข้นั ปฏิบตั ิ
เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้าง
ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรมมี
ความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความ
เพียร ใชส้ ติปญั ญาในการดำเนินชวี ิต
5. แนวทางปฏิบตั แิ ละผลที่คาดว่าจะไดร้ บั

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อยอ่ ย หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทย่ี ั่งยืน” 84

รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
ผลจากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน
พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้าน
เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และ
เทคโนโลยี

เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตาม
แนวพระราชดำริ

เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของ
ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่
ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ
อย่างเป็นข้ันตอนโดยลดความเสี่ยงเก่ียวกับความ
ผันแปรของธรรมชาติหรือการเปลี่ยนแปลงจาก
ปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณและ
ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้
ความเพียรและความอดทน สติและปัญญา การ
ชว่ ยเหลอื ซ่ึงกนั และกนั และความสามัคคี

การสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พอเพยี ง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอให้
ริเริ่มการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พอเพียงเพื่อสานต่อความคิดและเชื่อมโยงการ
ขยายผลที่เกิดจากการนำหลักปรัชญา ฯ ไปใช้
อย่างหลากหลาย รวมทั้งเพื่อจุดประกายให้เกิด
ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การ
ยอมรับ และการนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผล
ในทางปฏิบัติในทุกภาคส่วนของสังคมอย่าง
จริงจัง

จากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส
ของพระองค์ นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา จะ
พบว่าพระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการ
พัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความ
พอมพี อกินพอมีพอใช้ การรจู้ กั ความพอประมาณ
การคำนงึ ถึงความมเี หตุผล การสรา้ งภูมคิ ุ้มกันท่ีดี
ในตัวและทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้
ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับ
ขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการตลอดจนมี

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ข้อย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลังทีย่ งั่ ยืน” 85

รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
คุณธรรมเป็นกรอบในการดำรงชีวิตซึ่งทั้งหมดนี้
เปน็ ที่ร้กู ันภายใตช้ อ่ื ว่า เศรษฐกจิ พอเพยี ง

สศช. จงึ ไดเ้ ชิญผูท้ รงคณุ วุฒิจากสาขา
ตา่ ง ๆ มาร่วมกันกลัน่ กรองพระราชดำรสั ฯ สรุป
เป็นนิยาม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและได้
อัญเชิญมาเป็นปรัชญานำทางในการจัดทำ
แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 9 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน
ทุกระดับมีความเข้าใจและนำไปประกอบการ
ดำเนนิ ชวี ิต

ก า ร ข ั บ เ ค ล ื ่ อ น เ ศ ร ษ ฐ ก ิ จ พ อ เ พ ี ย ง มี
เป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายเรียนรู้ ให้มีการ
นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นกรอบ
ความคิดเป็นแนวทางในการปฏิบัติตลอดจนเป็น
ส่วนหนึ่งของวถิ ชี ีวิตของคนไทยในทกุ ภาคส่วน

วัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนเพื่อสร้าง
ค ว า ม ร ู ้ ค ว า ม เ ข ้ า ใ จ ท ี ่ ถ ู ก ต ้ อ ง เ ก ี ่ ย ว ก ั บ ห ลั ก
เศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนทุกคนสามารถนำ
หลักปรัชญา ฯ ไปประยุกต์ให้ได้อย่างเหมาะสม
และปลูกฝัง ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการ
ดำรงชีวิตให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง
ตลอดจนนำไปสู่การปรับแนวทางการพัฒนาให้
อยูบ่ นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพยี ง

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการ
เสริมพลังให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้
อ ย ่ า ง ม ั ่ น ค ง ภ า ย ใ ต ้ ก ร ะ แ ส โ ล ก า ภ ิ ว ั ต น์ โ ด ย ใ ห้
ความสำคัญกับการสร้างฐานรากทางเศรษฐกิจ
และสังคมให้เข้มแข็ง รักษาความสมดุลของทุน
และทรัพยากรในมิติต่าง ๆ ตลอดจนสามารถ
ปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้
อย่างเท่าทันและนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขของ
ประชาชนชาวไทย

การขับเคลื่อนจะเป็นลักษณะเครือข่าย
และระดมพลังจากทุกภาคส่วน แบ่งเป็น 2
เครือข่ายสนับสนุนตามกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น
ไดแ้ ก่

(1) เครอื ขา่ ยด้านประชาสงั คมและชมุ ชน
(2) เครือข่ายธุรกิจเอกชน

หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ท่ยี งั่ ยืน” 86

หัวข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ข้อยอ่ ย รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
(3) นอกจากนีแ้ ลว้ ยงั มีเครอื ข่าย
2.ความเป็นมา บทบาท 2.1 ความหมายของการเปน็ พเ่ี ลย้ี ง
หน้าที่ บุคลิกภาพและทักษะ (Coaching) สนบั สนุนตามภารกิจ ไดแ้ ก่
การเป็นพี่เลย้ี ง (Coaching) 3.1 เครือข่ายวิชาการ
ทด่ี ี 3.2เครอื ข่ายสรา้ งกระบวนการเรยี นรู้
ใช้เวลา 6 ช่วั โมง 3.3 เครอื ขา่ ยเผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธ์
โดย พ.ม. หรืออัญชลี ธรรมะ ทั้งนี้แกนกลางขับเคลื่อนมี 3 ระดับ ได้แก่
วธิ ีกุล ศึกษานเิ ทศก์เชีย่ วชาญ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการ
ติดตอ่ ได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงและกลุ่มงาน
email:[email protected] เศรษฐกิจพอเพียงใน สศช. ซึ่งจะเป็นหน่วย
ปฏิบัติงานในการขับเคลื่อนและจะทูลเกล้า
2.2 คณุ ลกั ษะของการเปน็ พเ่ี ลี้ยง ทูลกระหม่อมถวายผลการดำเนินงานเพื่อเฉลิม
(Coaching) ทพ่ี งึ ประสงค์ พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่อง
ในวโรกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา
กจิ กรรม ครบรอบ 80 พรรษา ในเดือนธันวาคม 2550
1.บรรยาย ท่ีมา : บรษิ ทั สนุก ออนไลน์ จำกัด
2.วีดที ัศน์ (http://guru.sanook.com/)
3.บทบาสมมุติ
พี่เลี้ยง (Coaching) หมายถึง ผู้ที่เป็นผู้
ท่ีมคี วามรู้ ความสามารถเปน็ ทยี่ อมรบั ทีส่ ามารถ
ให้คำปรึกษาและแนะนำช่วยเหลือ ให้กลุ่มได้
พัฒนาศักยภาพสูงขึ้นหรือสามารถจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ได้อย่างมคี ณุ ภาพเป็นระบบที่พี่จะต้อง
ดูแลเอาใจใส่น้อง คอยให้ความช่วยเหลือและให้
คำปรึกษาแนะนำ เมื่อมีปัญหาจะต้องเป็นบุคคล
ที่มีทัศนคติหรือความคิดในเชิงบวก (Positive
Thinking) มีความประพฤติดีสามารถปฏิบัติตน
ให้เป็นตัวอย่างที่ดีเป็นผู้ให้คำปรึกษาและชี้แนะ
แนวทางในการปฏิบัติตนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับ
วัฒนธรรมองคก์ ร

คณุ ลักษณะของพ่เี ลีย้ ง
ชอบเรื่องคนเมื่อต้องยุ่งเกี่ยวกับการ
พัฒนาคนแน่นอนโค้ชจะต้องชอบเรื่องคนและมี
จติ วทิ ยาในการรู้จกั คนและอยรู่ ่วมกับคน
มี Ethic (จริยธรรม) พี่เลี้ยงนอกจากจะ
เห็นจุดเด่น (ศักยภาพ) แล้วพี่เลี้ยงก็ต้องสร้าง
ความไว้วางใจ มีภาวะความเป็นผู้นำ ในแง่ที่ต้อง

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อยอ่ ย หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ทยี่ ั่งยืน” 87

การวัดผล รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
1. สังเกต มีส่วนร่วมในการกระตุ้น จูงใจและช่วยเหลือแนะ
2. คำถาม แนวตามความจำเป็นเพื่อให้ Coachee บรรลุ
เป้าหมายรว่ มกนั

(1) ทกั ษะทส่ี ำคญั ของพเี่ ลยี้ ง
(2) การใชค้ ำถามท่ีดี (Questioning)
(3) การรับฟงั อย่างตงั้ ใจ (Listening)
(4) การให้ขอ้ มลู ป้อนกลบั เชิงบวก
(Positive Feedback)
(5) การจูงใจและใหก้ ำลังใจ
(Motivation)
(6) การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน (Goal
Setting)
การใช้คำถามและการรับฟังอย่างตั้งใจ
เป็นทักษะที่พี่เลี้ยงควรพัฒนาเป็นอย่างยิ่งเพราะ
พลังในการใช้คำถามที่ดีจะทำให้โค้ชชี่ (หรือกลุ่ม
เยาวชนในที่นี้) มองเห็นตัวเอง กระตุ้นให้โค้ชชี่
เ ก ิ ด ค ว า ม อ ย า ก เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง แ ล ะ ม ุ ่ ง ม ั ่ น กั บ
เป้าหมายมากขึ้นซึ่งเทคนิคการใช้คำถามที่ดีและ
ถูกต้องก็จะช่วยให้โค้ชชี่พัฒนาตัวเองได้ดียิ่งข้ึน
การรับฟังอย่างตั้งใจ คือ การฟังเรื่องที่โค้ชชี่
พูดคุยหรือเล่าให้ฟังโดยไม่มีการพูดแทรกหรือ
แสดงความคิดเห็นใด ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าโค้ชช่ี
พูดจบแล้วจึงค่อยพูด และควรหลีกเลี่ยงที่จะให้
แนวความคิดในทันที แต่ใช้คำถามเพิ่มเติมจน
แน่ใจว่าโค้ชชี่อยากได้แนวคามคิดของพี่เลี้ยง จึง
จะให้มุมมองแต่ก็ต้องย้ำว่า โค้ชชี่ต้องเป็นผู้คิดว่า
จะนำไปใช้หรือไม่ด้วยตัวโค้ชชี่เอง การแสดง
ความสนใจฟังจะทำให้โค้ชชี่รู้สึกผ่อนคลายท่ีได้
พูดคุยกับพี่เลี้ยงมากขึ้นและฟังให้เข้าใจ
ความรู้สึกของโค้ชชี่เป็นหลัก ไม่ควรใช้ความคิด
ของตวั เองระหว่างการฟงั โคช้ ชี่พูด
การใหค้ วามคิดเหน็ ป้อนกลับในเรื่อง
ต่าง ๆ ควรใช้ภาษาหรือแนวคิดที่เป็นเชิงบวก
ไม่ใช่การตำหนิ หรือแสดงตัวเหนือโค้ชชี่แต่เป็น
การให้มุมมองและแนวความคิดที่เป็นประโยชน์
เพื่อให้โค้ชชี่ สนใจและอยากนำไปประยุกต์ใช้กับ
ตัวโค้ชชี่เอง และควรระบุให้ชัดว่าพี่เลี้ยงให้

หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ท่ยี ่งั ยนื ” 88

หวั ข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หัวข้อยอ่ ย รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม

2.3 บทบาทหนา้ ทกี่ ารเป็นพเ่ี ลยี้ ง แนวความคิดเห็นป้อนกลับในเรื่องที่เกี่ยวกับด้าน
(Coaching) ใด เชน่

(1) แนวความคิดของโคช้ ชี่
(2) วิธกี ารที่โคช้ ชป่ี ฏบิ ัติ
(3) พฤตกิ รรมการแสดงออก
(4) เร่ืองทีก่ ำลงั โค้ชช่ิงอยู่
(5) ผลลพั ธท์ ี่เกดิ ขึน้
ท่ีมา
http://www.coachatwork.in.th/coach_kno
wledge1.php

พี่เลี้ยงจึงเป็นบทบาทที่สำคัญและทำงาน
ได้ดีที่สุดเมื่อเขารู้และเข้าใจกลุ่มโดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งพี่เลี้ยงจำเป็นต้องรู้จักบุคลิกของกลุ่ม วิธีการ
เรียนรู้ นิสัยและพฤติกรรมเพื่อการแก้ไขให้ดีข้ึน
ได้

บทบาทของการเป็นพี่เลี้ยง คือ โค้ชควร
ใช้บทบาทนี้อย่างสม่ำเสมอระหว่างการโค้ชชิ่ง
คือ

1. การเป็นกระจกเงา สะท้อนให้โค้ชชี่
มองเหน็ ตัวเอง

2. การเป็นไกด์ทัวร์ บอกเล่าเรื่องราวที่
เปน็ ประสบการณ์ของเราให้ฟงั

3. การเป็นเทียนไข คอยให้กำลังใจและ
ให้พลังแกเ่ ขาเพือ่ ก้าวขา้ มอุปสรรค

4. การเป็นแผนที่ กำหนดเป้าหมายและ
แผนงานรว่ มกบั เขา

บทบาทหน้าที่ของพ่เี ลย้ี ง
5.เป็นผู้แนะแนวแก่กลุ่ม ในการ

ระมัดระวังอันตรายหรือปัญหาอุปสรรคต่อการ
เรียนรู้หรือการทำงานที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุ
ตามเป้าหมายที่กำหนดได้ช่วยให้กลุ่มมองเห็น
ภาพ ในอนาคต เพื่อให้กลุ่มทบทวนการปฏิบัติท่ี
ผ่านมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเขาได้ใช้ทักษะ
วิธีการและพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร
นอกจากนั้นจะตั้งคำถามที่กระตุ้นให้กลุ่มหา
คำตอบที่จะทำให้กลุ่มสามารถมองเห็นกลยุทธ์
และเทคนิคใหม่ที่จะนำไปใช้ในการจัดกิจกรรม

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อยอ่ ย หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทยี่ ั่งยืน” 89

รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
การเรียนรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ สู่การสร้าง
องค์กรแหง่ การเรียนรู้

6. เป็นพันธมิตรที่คอยให้ข้อมูลแต่ละคน
ในกลุ่มเกี่ยวกับจุดอ่อน จุดแข็งของแต่ละคนโดย
วิธีการให้เล่าถึงปัญหาของตน พี่เล้ียงจะฟังอย่าง
ตั้งใจ เห็นอกเห็นใจและให้ข้อมูลความเห็นท้ัง
ด้านดีและด้านไม่ดีอย่างตรงไปตรงมาและเป็น
มติ ร

7.เป็นผู้มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์
สามารถให้แนวทางแก่กลุ่มให้กิจกรรมการเรยี นรู้
ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้และจะเป็น
ผู้ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับบุคลากรผู้จัดฝึกอบรมให้
ปฏบิ ตั ิงานได้

ส่ิงทพี่ ่ีเลยี้ งตอ้ งทำ
ท ำ ใ ห ้ ผู้ อ ื ่ น ม อ ง เ ห ็ น ต ั ว ข อ ง เ ข า เ อ ง ถึ ง
ศักยภาพที่ถูกใช้หรือติดอยู่กับหลุมพรางทาง
ความคิดทเ่ี ปน็ อปุ สรรคตอ่ การทำงาน
ทำให้เขายอมรับในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ด้วยตัว
เขาเองเปน็ ผยู้ อมรบั ดว้ ยตัวเขาเอง
กระตุ้นให้เขาอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองใน
สิ่งที่เขาคิดว่าไม่มีประโยชน์กับตัวเขาและ
มองเห็นประโยชน์ในกรณีที่เขาเปลี่ยนแปลง
ตัวเองใหม่เพื่อจูงใจให้เขาตัดสินใจเลือกการ
ปฏบิ ตั กิ ับตัวเองใหม่ (เขาต้องเป็นผ้เู ลอื ก)
กำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน
เพื่อให้เขาเกิดความเชื่อมั่นว่าเขาทำได้และได้รับ
กำลังใจจากโค้ชและวางแผนดำเนินการร่วมกัน
จากท่ีเกิดจากการร่วมกันคิดแต่คนตัดสินใจ
นำไปใช้ต้องเปน็ ตวั เขาเอง
ภาวะผู้นำในตัวโค้ชต้องสูงเพื่อให้เขา
เชื่อถือและมั่นใจ ไว้วางใจซึ่งกันและกันและเขา
เลือกทีจ่ ะพฒั นาไม่ได้มีการบงั คบั ใด ๆ
การรับฟังอย่างตั้งใจเพื่อให้เขาพูดในสิ่งที่
เขาติดขัดหรือสิ่งที่เขากังวล การรับฟังจะกระตุ้น
ให้เขาพูดข้อเท็จจริงมากขึ้นและเขาจะยอมรับพี่
เลี้ยงมากขึ้น พี่เลี้ยงให้คำแนะนำหรือแนวคิดใด

หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ท่ีย่งั ยนื ” 90

หัวขอ้ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ข้อย่อย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม

เขาก็จะอยากนำไปพิจารณาเพราะรู้สึกว่าพี่เลี้ยง
สนใจเขา

2.4 บทบาทการเปน็ พ่เี ล้ยี งโครงการอบรม การเป็นพี่เลี้ยงเยาวชนในโครงการ
เยาวชน ฝกึ อบรมท่ีดนี ั้น ควรมีบทบาท ดงั ตอ่ ไปน้ี

บทบาทเป็นที่ปรึกษา หมายถึง เป็นคนท่ี
สามารถให้ความเชื่อมั่นแก่เยาวชนสามารถ
เป็นได้ทั้งพี่ เพื่อนและผู้ให้คำแนะนำ ทั้งนี้ต้อง
อาศัยเวลาในการทำความรู้จักกันพอสมควรที่จะ
ทำให้เหน็ อปุ นิสัยและสามารถประเมนิ เยาวชนได้
ว่าพี่เลี้ยงควรมีท่าทีอย่างไรเพราะแต่ละคนก็
จำเป็นตอ้ งใช้ทา่ ทที ่ีต่างกัน

การโน้มน้าวใจ ถือเป็นศิลปะในการ
ทำงานทุกประเภทและก็สามารถนำมาใช้กับการ
ทำงานเยาวชนไดเ้ ปน็ อยา่ งดีเพราะเยาวชนคนรุ่น
ใหม่ในปัจจุบันนั้นมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก
ซึ่งยากเหลือเกินที่จะปรับเปลี่ยนความคิดความ
ต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ การโน้มน้าวอย่างมี
เหตุผลและสามารถชใ้ี หเ้ ห็นถงึ ประโยชน์ท่ีเกิดข้ึน
ได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พี่เลี้ยงจะต้องมองเห็นและ
สามารถชี้ประเดน็ ให้กบั เยาวชนได้เพื่อให้เกิดการ
ปรับความเข้าใจและความคาดหวังที่ตรงกัน
ส่งผลให้เกิดงานที่มีประโยชน์ มีคุณค่าและคุ้มค่า
มากที่สุดและต้องสามารถ “ประนีประนอม”
เพื่อลดความขดั แย้งใหม้ ากท่ีสุดเชน่ กนั

ความเอาใจใส่ หมายถึง การให้ความ
สนใจในงานของเยาวชนโดยละเอียดไม่ใช่เป็น
เพียงแค่ผู้ประสานงานที่ทำให้มีกิจกรรมต่าง ๆ
เกิดขึ้นแต่ต้องเป็นผู้ที่คอยชี้ช่องว่างและหาวิธีท่ี
จะเติมเต็มให้กับเยาวชนได้เห็นถึงปัญหาและ
วิธีการแก้ไขได้ นอกจากนั้นยังต้องมีการติดตาม
ความก้าวหน้าเป็นระยะว่าเยาวชนติดปัญหา
อะไรในการทำงานเพื่อที่จะได้ร่วมกันหาทาง
จัดการปัญหาให้คลี่คลายไปได้ รวมถึง “การให้
กำลังใจ”

ทักษะการตั้งคำถาม หมายถึง พี่เลี้ยง
จะต้องมีความสามารถในการตั้งคำถามเพื่อสร้าง

หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังท่ีย่งั ยนื ” 91

หัวข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
การเรียนรู้ให้เข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องทำ
2.5 บทบาทการสอนงานของพ่เี ล้ียง สามารถช้แี จงให้กับเยาวชน ดว้ ยเหตุผลที่ดีพอให้
(Coaching) เกิดความเข้าใจว่าทำไมต้องทำแต่พี่เลี้ยงมีหน้าที่
มาชวนให้เยาวชนคิดว่าจะต้องทำอะไรและทำไม
ถึงต้องทำจึงจะทำให้เยาวชนเข้าใจและสามารถ
เอาไปประยกุ ตใ์ ช้ได้

ก า ร ม ี ช ุ ด ต ั ว อ ย ่ า ง / ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์
หมายถึง ในการชี้ประเด็นให้กับเยาวชนหรือพ่ี
เลี้ยงสามารถนำประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาเล่า
ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นภาพเพื่อให้เยาวชนได้คิด
ตาม รวมถึงในบางครั้งพี่เลี้ยงเองอาจจะต้องทำ
ให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วมีการชวนคุยว่าเห็นในสิ่ง
ทพ่ี ่ีทำแลว้ รสู้ ึกอยา่ งไร

ความสามารถในการประเมิน หมายถึง
สามารถประเมินสถานการณ์และศักยภาพของ
น้องเยาวชนว่าสามารถทำได้ในระดับไหนเพ่ือ
ปรับลดความคาดหวังในการทำงานลงและ
หาทางในการเพิ่มศักยภาพตัวน้องเยาวชนให้เกิด
การพัฒนาขึ้น ความอดทนน่าจะเป็นสิ่งสำคัญ
ที่สุดของพี่เลี้ยงในการทำงานกับเยาวชนเพราะ
ภูมิหลัง ประสบการณ์ ทักษะความรู้ท่ีแตกต่าง
กัน ทำให้เยาวชนแต่ละคนเกิดการเรียนรู้ไม่
เท่ากันการเป็นพี่เลี้ยงในกลุ่มที่มีความ
หลากหลายของสมาชิกเป็นความทา้ ทายที่พี่เลี้ยง
จะต้องเจอดังนั้นต้องอาศัยความอดทนในการ
บอก การอธิบายหรือการสอนให้เยาวชนเกิด
พัฒนาการแต่ต้องอาศัยความร่วมมือ การเปิดใจ
และความอดทนของเยาวชนที่จะมีใจในการ
เรียนรดู้ ้วยเช่นกัน
ทมี่ า:ศทุ ธิวัต นสั การ
https://www.scbfoundation.com/

Coaching เป็นเทคนิคในการพัฒนาการ
เรียนรู้ของบุคลากรในองค์กรที่ต้องการจะให้
องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ด้วยวิธีการให้
คำแนะนำและสอนงานแบบสองทาง (Two Way
Communication) เพื่อให้สามารถทำงานที่

หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทย่ี ัง่ ยืน” 92

รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
ไ ด ้ ร ั บ ม อ บ ห ม า ย อ ย ่ า ง ม ี ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ แ ล ะ มี
โอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนเองไปพร้อม ๆ
กัน ส่วนการเป็นพี่เลี้ยงเลือกจากผู้ที่มี
ความสามารถเป็นที่ยอมรับมาให้คำปรึกษาและ
แนะนำช่วยเหลือรุ่นน้องในเรื่องที่เป็นประโยชน์
โดยตรงต่อการทำงานเพื่อให้มีศักยภาพสูงขึ้นซ่ึง
Coaching ก็เป็นเทคนิคในการพัฒนาทรัพยากร
มนษุ ยท์ ่จี ะทำให้การทำงานมศี กั ยภาพ

การสร้างระบบพี่เลี้ยงในที่ทำงานจะเป็น
ประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่
หรือพนักงานที่อยู่ในองค์กร พี่เลี้ยงและองค์กร
โดยน้องเลี้ยง (Mentee หรือ Protégé) ก็จะได้
ปรับปรุงการทำงานได้รับความช่วยเหลือและ
ค ำ แ น ะ น ำ เ พ ื ่ อ ส ร ้ า ง ค ว า ม ก ้ า ว ห น ้ า ใ น อ า ชี พ
( Career Path) โ ด ย ไ ด ้ ร ั บ Feedback แ บ บ
รายบุคคลสามารถกำหนดเป้าหมายทางอาชีพที่
เป็นไปได้จริงและบรรลุเป้าหมายนั้นได้รับการฝกึ
ภาวะความเป็นผู้นำเป็นโอกาสในการสร้าง
เครือข่ายและบทบาททั้งภายในและภายนอก
หน่วยงาน เข้าใจวัฒนธรรมและค่านิยมของ
องค์กรมากขึ้นไดฝ้ กึ งานกับตน้ แบบอยา่ งใกล้ชิดมี
โอกาสได้รับมอบหมายงานที่ท้าทายและได้รับ
การสนับสนุนให้ก้าวหน้าได้มากขึ้น สำหรับพี่
เลี้ยงจะได้รับรู้มุมมองใหม่ ๆ พัฒนาภาวะผู้นำ
หรือการเป็นพี่เลี้ยงที่ดีและทักษะการสื่อสารและ
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่นขยาย
เ ค ร ื อ ข ่ า ย ค ว า ม ร ่ ว ม ม ื อ ใ ห ้ ก ว ้ า ง ข ว า ง ข ึ ้ น เ ป็ น
ต้นแบบที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมจาก
ทรัพยากรบคุ คลในองค์กรในแง่ขององค์กร การมี
ระบบพี่เลี้ยงเป็นกระบวนการสร้างกลุ่มคนที่มี
ศักยภาพในการทำงานสงู และรกั ษาคนเก่งคนดไี ว้
ในองค์กรโดยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ท่ี
ส่งเสริมให้กล้าแสดงความคิดเห็น มีความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์พร้อมรับความท้าทายใหม่ ๆ ที่
จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้าง
ความสัมพนั ธ์ที่ดใี นองค์กร

หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังท่ยี ง่ั ยืน” 93

หัวขอ้ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ข้อย่อย รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม

นอกจากนี้พี่เลี้ยงยังเป็นที่ปรึกษาให้แก่ผู้

อยู่ในความดูแลเมื่อมีปัญหาหรือเกิดความสับสน

และทส่ี ำคญั พเ่ี ล้ยี งจะต้องเป็นแบบอยา่ งที่ดีทั้งใน

เรื่องพฤติกรรม จริยธรรมและการทำงานให้

สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร

ด้วย ดังนั้นกิจกรรมต่าง ๆ ของระบบพี่เลี้ยงนั้น

มีเปา้ หมายทงั้ ในระดับองคก์ รและระดับบคุ คล

ทม่ี า : วรรณวรางค์ ทพั เสนยี ์ หนงั สอื กระแส

คน กระแสโลก สำนกั งาน ก.พ. สบื ค้นจาก

https://www.gotoknow.org/posts/416234

2.6 จติ วทิ ยาการเป็นพีเ่ ลยี้ ง

พ ี ่ เ ลี้ ย ง ค ื อ ผ ู ้ ท ี ่ ส า ม า ร ถ จ ู ง ใ จ ผ ู ้ อ ื ่ น ดึ ง

ศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ให้มากที่สุดเพราะ

ตามทฤษฎีแล้วคนเรายงั ใชศ้ กั ยภาพของตัวเองไป

น้อยมากไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ดังนั้นหาก

โค้ชสามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงตัวเอง

โดยการใช้ศักยภาพของตัวเองมากขึ้นก็จะเกิด

ผลดีต่อเขาหรอื อาจกล่าวไดว้ ่า ให้ความสำคัญกับ

เทคนิคการจูงใจให้ทีมงานเกิดการเปลี่ยนแปลง

กระตุ้นจูงใจให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ ใช้

ศักยภาพของตวั เองอย่างเต็มที่

3. การส่ือสารและ 3.1 การสื่อสารระหว่างบคุ คล ปัจจุบันปัญหาที่มักพบในหน่วยงานตา่ ง ๆ

สัมพันธภาพทด่ี ีของการเปน็ คือ ปัญหาการสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพ

พเี่ ลี้ยง (Coaching) (6ช.ม.) กจิ กรรม ระหว่างบุคคลซึ่งเป็นสาเหตุสำคญั ที่เป็นอุปสรรค

โดยอาจารย์ ดร.อัจฉรา 1. บรรยายแนะนำ ต่อการทำงาน การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง

ชลายนนาวิน หรือ ดร. อนันท์ 2.กิจกรรมการปฏิบัติเช่นจับคู่สนทนาหรือผู้ พนักงานใหม่ พนักงานเดิมกับหัวหน้างาน ช่วย

งามสะอาดและกมลรัฐ อินทร ที่ติดต่อสื่อสารจะทำให้จับใจความการตั้ง ให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดปัญหา

ทศั น์ และ พรทพิ ย์ เยน็ จะบก คำถามไม่เจาะจง การตั้งคำถามเพื่อให้คู่ ความบาดหมางท่ีเคยเกดิ ขึน้ จะลดลง อันจะส่งผล

สนทนาตอบโดยประเด็นคำถามพุ่งไปสู่คู่ ต่อผลงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อ

สนทนารู้สึกว่าเขากำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ องคก์ ร

จากอีกฝา่ ยหนง่ึ แต่คำถามก็มีขอ้ ดีตรงที่ว่าทำ ดังนั้นพี่เลี้ยง (Coaching) จึงมีความ

ให้คู่สนทนาฟงั ดว้ ยเหตุผลมากข้นึ จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิค วิธีการสื่อสารและการ

อย่าใช้วิธีสะท้อนความรู้สึกสะท้อน สร้างสัมพันธภาพกับระหว่างบุคคล เช่น

เนื้อหาคำพูดของคู่สนทนาเพื่อแสดงความ ผู้ปฏิบัติงานด้วยกันและผู้เกีย่ วข้องโดยต้องเข้าใจ

เข้าใจ วิธีสะท้อนความรู้สึกหรือสะท้อน ความคาดหวังและความแตกต่างระหว่างบุคคล

เนื้อหาคำพูดของคู่สนทนานัน้ เป็นวิธีการของ เข้าใจรากฐานของสมั พนั ธภาพท่ดี ีกับบคุ คลอ่ืน

หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ที่ยัง่ ยนื ” 94

หวั ข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ข้อย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม

นักจิตวิทยาใช้วิธีสะท้อนความรู้สึกหรือ 1.องคป์ ระกอบพนื้ ฐานในการสรา้ ง

สะท้อนเนื้อหาคำพดู ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคล

หลักพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์

ระหว่างบุคคลก็คือเพื่อความประทับใจร่วมกัน

ความรักใคร่ ความชอบพอกัน เป็นมิตรกัน เป็น

หนทางที่นำไปสู่มิตรภาพ การใช้ชีวิตร่วมกัน

ตลอดจนการทำงานร่วมกนั โดยความสัมพันธ์ของ

บุคคลเกิดจากองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ

(1) ความใกล้ชิด การที่บุคคลอยู่ใกล้ชิด

กันจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์มากกว่าบุคคลที่อยู่

หา่ งไกลกนั

(2) ความเหมือนกันหรือความคล้ายกันซึ่ง

โดยทฤษฎีแล้วมนุษย์มีแนวโน้มที่จะสร้าง

ความสมั พนั ธ์ และมีความชอบพอกับคนที่มีความ

เหมอื นหรอื คลา้ ยกับตัวเอง

(3) สถานการณ์เป็นอกี ตัวแปรหนึ่งที่ทำให้

มนุษย์ เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เช่น การมี

โอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกที่ดีร่วมกัน การมี

โอกาสได้ปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่น ความ

กระตือรือร้นในการที่จะพบปะกับผู้อื่น การถูก

แยกตัวออกจากสังคมนาน ๆ และการเติมเต็ม

ความต้องการของกันและกัน

2.บทบาทหนา้ ท่ขี องการส่ือสารระหว่างบคุ คล
โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้น จะ
หมายถึงความใกล้ชิด ความสัมพันธ์และความ
สอดคล้องกันของผู้ส่งสาร แหล่งข้อมูลกับผู้รับ
สารอันนำไปสู่ความหมายที่ร่วมกันสมบูรณ์แบบ
ดงั นัน้ การส่ือสารระหว่างบุคคลจึงมีขึ้น

การสร้างความเข้าใจร่วมกันก็คือการ
สื่อสารที่ทุ่งเน้นให้ผู้ที่สื่อสารเข้าใจเนื้อหาหรือ
ข้อมูลร่วมกันอย่างถูกต้องลักษณะ เช่น การ
สอื่ สารภายในองคก์ ารเพ่อื การปฏบิ ัตงิ านรว่ มกัน

การสื่อสารเพื่อสร้างความชื่นชอบ การ
สื่อสารโดยทั่วไปมิใช่มุ่งเฉพาะสื่อสารแต่ข้อมูล
ข่าวสารเท่าน้ัน การมีอารมณ์ร่วมและความพึง

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ข้อยอ่ ย หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทีย่ ั่งยืน” 95

รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
พอใจจะช่วยสร้างสัมพันธภาพและความรู้สึกชื่น
ชอบในการส่อื สารซงึ่ กันและกัน

การสื่อสารเพื่อสร้างอิทธิพลต่อการมี
ทัศนคติร่วมกัน ความล้มเหลวในการสื่อสาร
บางครั้งเกิดจากความไม่เข้าใจในความคิดและ
ทัศนคติที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจะสร้างความ
เข้าใจร่วมกันใหต้ รงกนั จงึ จะทำใหส้ ามารถดำเนิน
ชีวิตอยรู่ ่วมกันได้

การสื่อสารเพื่อยกระดับความสัมพันธ์
ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่สามารถส่งผลตอ่
ความสำเร็จในการสื่อสารก็คือความรู้สึกที่ดีต่อ
กัน ดังนั้นการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างกันจะชว่ ยให้การสื่อสารในครั้งต่อ ๆ ไปมี
ประสิทธิภาพมากขึน้

การสื่อสารเพื่อทำให้เกิดการกระทำตาม
ความต้องการ ในการสื่อสาร วัตถุประสงค์
อันหนึ่งที่มักจะเกิดตามขึ้นมาก็คือการสร้างความ
มุ่งหมายร่วมกันเพื่อให้เกิดความคิดเห็นร่วมกัน
และการกระทำรว่ มกันในส่งิ ทต่ี ้องการ

3.การสือ่ สารเพือ่ ความสมั พนั ธ์ระหว่างบุคคล
โดยทั่วไปมนุษย์เราจะสื่อสารเพื่อสร้าง

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็ต่อเมื่อ มี
บรรยากาศของความไวใ้ จกนั ความเขา้ ใจกัน โดย
ความสัมพันธ์ของมนุษย์สามารแบ่งได้เป็น 2
ประเภทก็ คือ ความสัมพันธ์ด้านกายภาพ
(Physical Relationship) เช่น การอาศัยอยู่ใน
พื้นที่เดียวกัน กลุ่มเดียวกันหรือที่ทำงานเดียวกัน
อีกประเภทหนึ่งก็คือความสัมพันธ์ด้าน
สภาพแวดล้อมทางสังคมและจิตใจ (Climate or
Social-Psychological Relationship)

โดยความสัมพันธ์จะพัฒนาขึ้นได้จะต้อง
ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ คือ

สภาพแวดล้อมทางสังคมและจิตใจ การ
สร้างบรรยากาศของการสื่อสารให้เอื้อและ
สนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารจะช่วยเกิด
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เช่น การเป็นเพื่อน

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ข้อย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังทย่ี งั่ ยนื ” 96

รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
เก่ากัน การเคยพบปะกันมาก่อนเคยทำงาน
รว่ มกนั หรอื แม้กระท่งั การเขา้ อกเข้าใจกัน

ระยะเวลา ในการสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างกันเวลาจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิด
ความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นยิ่งเวลานานขึ้นก็จะทำ
ให้เกดิ ความเขา้ ใจร่วมกนั ไวว้ างใจซึ่งกนั และกัน

การแลกเปลี่ยนข้อมลู ขา่ วสารรว่ มกนั การ
แลกเปลี่ยนข่าวสารของมนุษย์เพื่อสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างกัน สามารถแบ่งได้เป็น 2
แบบ คือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในแนวกว้าง
(Breadth) และแนวลึก (Depth) ในแนวกว้าง
นั้นจะเปน็ การแลกเปล่ยี นข้อมลู ท่ัว ๆ ไปในระดบั
ผิวเผิน เช่น เพิ่งรู้จักกันก็จะคุยกันในหัวข้อที่
หลากหลายออกเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ อาหาร
การท่องเที่ยวแต่ถ้าเป็นแนวลึกก็จะเป็นเรื่องที่
เป็นส่วนตัวมากขึ้น อาจเกี่ยวกับครอบครัวและ
หน้าที่การงานซึ่งจะเกิดการสื่อสารขึ้นในแบบใด
นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้สื่อสารมีความตั้งใจที่จะให้เกดิ
ความสัมพันธข์ ึ้นในระดับใด

การไว้วางใจซึ่งกันและกัน การที่บุคคลมี
ความไว้ใจ รู้สึกปลอดภัย สบายใจต่อบุคคลใด
บุคคลหนึ่งก็มีแนวโน้มที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์
ไดง้ ่ายข้ึน

ความรักและการควบคุมซึ่งกันและกัน
ความรัก ความเกลียด การควบคุม การชี้นำ การ
ช่วยเหลือกัน การร่วมมือกัน สามารถส่งผลให้
เกิดความสัมพันธ์ได้ใน 2 แบบ คือ การพึ่งพาซ่ึง
กันและกัน คือ ทั้งสองฝ่ายได้รับการตอบสนอง
จุดมุ่งหมายร่วมกันจากความสัมพันธ์และได้รับ
ผลประโยชน์ทั้งคู่ ในอีกแบบก็คือความสัมพันธ์
แบบถาวรโดยการสื่อสารที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ จะช่วย
สรา้ งความสมั พันธ์ท่ีเกิดใหย้ นื ยาวขนึ้
4.พลวัตของความสัมพันธ์ระหวา่ งบุคคล

ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็
จะมกี ารเปลยี่ นแปลงความสมั พันธ์เกิดขนึ้ ซึ่งโดย
เหตุผลท่ัวไปกจ็ ะมอี ยู่ 3 ขน้ั ตอน คือ

หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลังท่ียงั่ ยืน” 97

รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
(1) ขั้นการเริ่มสร้างความสัมพันธ์ ถือเป็น
ขั้นตอนแรกของการสร้างความสัมพันธ์เพื่อที่จะ
สร้างความคุ้นเคยก่อนนำไปสู่ความสัมพันธ์ท่ี
ลึกซึ้งต่อไปซึ่งก็จะเป็นการพูดคุยหรือสนทนาใน
เรอ่ื งสัพเพเหระทั่ว ๆ ไป
(2) ขั้นการรักษาความสัมพันธ์ให้ยืนยาว
หลังจากที่เกิดความสัมพันธ์ขึ้นแรกก็จะก้าวเข้าสู่
ขั้นของการรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ เพื่อให้เกิด
ความยั่งยืนและสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำ
ได้ยากและต้องใช้ความพยายามและมักจะต้อง
สร้างความสมดุลระหว่างบุคคลให้เกิดขึ้น เพื่อให้
เข้าใจซึ่งกันและกัน และยังต้องใช้การเติมเต็ม
ความคาดหวังซึ่งกันและกันทำให้เกิดความรู้สึก
ทางบวกต่อกันและกันก็จะรู้สึกมีความคุ้มค่าที่ได้
มีความสมั พันธ์กนั
(3) ขั้นหยุดหรือเลิกความสัมพันธ์ที่มีต่อ
กัน ขั้นตอนนี้นับเป็นขั้นถดถอยหลังจากที่เกิด
ความสัมพันธ์ในขั้นสูงสุดแล้วโดยจะเป็นการยุติ
ความสัมพนั ธ์ แบ่งออกได้เปน็ 2 ลกั ษณะคอื การ
บอกหยุดความสัมพนั ธโ์ ดยทางตรง (Directness)
ซึ่งเป็นการให้เหตุผลโดยตรงและอาจทำให้เป็น
การทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ อีกลักษณะหนึ่ง
คือการบอกหยุดความสัมพันธ์โดยทางอ้อม
(Indirectness) เป็นการให้เหตุผลทางอ้อมเพื่อ
เล่ยี งการทำรา้ ยความรสู้ ึกของอีกฝา่ ยหน่ึง
5. ลักษณะการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล
การเร่มิ สรา้ งความสัมพนั ธ์
ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น มี
ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการที่จะสามารถ
ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ เช่น การมีทัศนคติที่ดี
ต่อตัวเราเองเข้าใจตัวเอง การใช้ภาษาที่ดีท้ัง
คำพูดและกริยาการแสดงออก ความมั่นใจในการ
เริ่มต้นสนทนา การจดจำชื่อและให้ความสำคัญคู่
สนทนา การเป็นผู้ฟังที่ดี การเปิดเผยตัวเอง
เพ่อื ให้ผอู้ นื่ รู้จกั ตวั ตนของเรา
การสานต่อความสมั พนั ธ์


Click to View FlipBook Version