หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ทย่ี ง่ั ยนื ” 98
หวั ข้อ / วทิ ยากร /กิจกรรม หัวขอ้ ย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
หลังจากที่เกิดความสัมพันธ์ขึ้นแล้วควร
จะต้องรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ ซึ่งก็ก็มีหลาย
วิธีการท่คี วรทำ เชน่ การสนใจเอาใจใสซ่ ่งึ กนั และ
กัน เห็นอกเห็นใจกัน การให้อภัยซึ่งกันและกัน
ยอมรับข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่ง เคารพสิทธิ
ห น ้ า ท่ี แ ล ะ ก า ร ใ ห ้ ค ว า ม ร ั ก ค ว า ม เ อ ื ้ อ อ า ท ร ก็
สามารถช่วยใหร้ กั ษาความสัมพันธ์ไวไ้ ด้
ลักษณะการสอื่ สารเพอ่ื ถนอม
ความสมั พันธ์ใหย้ ืนยาว
การถนอมความสัมพันธใ์ ห้ยืนยาวเป็นสิ่งท่ี
ทำได้ไม่ยาก หากแต่ว่าควรต้องเข้าใจและเห็น
ความสำคัญ เช่น รู้จักมีเวลาให้แก่กันและกัน
มองกนั ในแง่ดี มีอารมณข์ นั บ้าง รักษาสัญญาและ
ชมคนอนื่ ใหเ้ ป็น การไมว่ พิ ากษว์ ิจารณค์ นอื่น เขา้
ใจความเป็นจริงของชีวิตก็เป็นหนทางที่ช่วย
ถนอมความสัมพนั ธ์ได้
3.2 วิธีสร้างความร่วมมือและประสานพลัง เคล็ดลับ 8 วิธีเพื่อสร้างความร่วมมือใน
ในองค์กร (Team Collaboration) องค์กรมาฝาก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้า
กับองคก์ รทท่ี ่านทำงานอยู่ได้
Jeff Bezos ผู้กอ่ ตงั้ 1. สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นใน
amazon.com ได้ตั้งทฤษฎีที่น่าสนใจ องค์กร ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นสิ่งที่ช่วยให้การ
มากขึ้นมาทฤษฎหี น่ึงน่นั ก็คอื ดำเนินงานในองค์กรราบรื่ นก ารพูดคุย
"Two pizza rule" ประสานงานในแต่ละหน่วยงานล้วนมีผลมาจาก
ความสัมพันธ์ทั้งสิ้นซึ่งผู้บริหารสามารถสนับสนนุ
กิจกรรม ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรได้ทั้งทางตรง
1. บรรยาย และทางอ้อม เช่น การจัดกิจกรรมสัมพันธ์
2.วีดที ศั น์ รว่ มกนั เปดิ พนื้ ทีใ่ ห้พนักงานทำความรูจ้ กั กัน
3. เกมส์ 2. สร้างแบบอย่างของความร่วมมือและ
การมีส่วนร่วม สร้างแบบอย่างค่านิยมองค์กรให้
การประเมนิ ผล เกิดพฤติกรรมทางบวกที่จะส่งผลดีต่อการสร้าง
1.สงั เกต ความร่วมมือในองค์กรและชี้ให้เห็นว่าหากสิ่ง
2.สงั เกตการพฤตกิ รรมการตอบคำถาม เหล่านี้เกิดขึ้นกับองค์กรแล้วจะมีผลดีต่อการ
ปฏบิ ตั ิงานและพนกั งานในองค์กรอย่างไร
3.สร้างวัฒนธรรมของการแบ่งปันไม่ใช่
เพียงการให้ของขวัญแต่เป็นการให้คำปรึกษา
คำแนะนำ การช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ท่ียงั่ ยืน” 99
หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กิจกรรม หัวขอ้ ย่อย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
ร่วมกัน รวมถึงชืน่ ชมกันและกัน ให้กำลังใจกนั ใน
การทำงาน
4. ส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการ
ทำงาน ให้เกิดความชำนาญในทักษะงานที่ทำ
เพื่อพร้อมที่จะทำงานในส่วนของตนได้อย่าง
ราบรื่นและส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะการ
สอื่ สาร การสร้างความสัมพันธท์ ี่ดกี บั ผอู้ น่ื
5. สร้างความแข็งแกร่งในองค์กร ให้
เกิดการถ่ายทอดทักษะการทำงานในส่วนต่าง ๆ
ได้และจะดียิ่งขึ้นหากได้รู้และเข้าในแนวทางการ
ทำงานในส่วนต่าง ๆ รู้ปัญหาและอุปสรรคที่มี
ร่วมกนั
6. สร้างผู้นำที่เข้มแข็งและมีส่วน
ผลักดันด้านความสัมพันธ์ ความร่วมมือ ซึ่งไม่ได้
หมายถึงเฉพาะหัวหน้างานเองเท่านั้นแต่เปน็ ผู้นำ
ตามธรรมชาติในการสร้างความคิดทางบวก สาน
สัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่นและคอยผลักดัน คอยช่วยให้
บรรยากาศในการทำงานร่วมกันดีขึ้นหรืออาจจะ
เป็นผู้นำในการสร้างโครงการอบรม ผู้อาสา ผู้มี
ส่วนร่วมในคณะทำงานรับผิดชอบโครงการสร้าง
ความสัมพันธ์ทีมงาน อบรม Team Building
เป็นต้น
7. เชื่อมั่น ไว้ใจ ความเชื่อใจระหว่าง
กนั ช่วยใหก้ ารรว่ มมอื ประสบความสำเรจ็
8. เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน เมื่อแต่
ละส่วนงานต่างเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน เห็น
ความสำคัญในหน้าทท่ี ี่ทำวา่ มคี วามสำคัญอยา่ งไร
ย่อมทำให้ความร่วมมือในการทำงานประสบ
ความสำเรจ็
ทั้ง 8 ข้อนี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้นใน
การสร้างทีมเพื่อประสานความร่วมมือในองค์กร
ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาให้องค์กร
ก้าวหนา้ ตอ่ ไป
3.3 การมีความ สัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นเป็น 1. ทักษะการสรา้ งสมั พันธภาพท่ดี กี ับผู้อืน่
สง่ิ จำเป็นในการมีชีวติ อยขู่ องมนษุ ย์ การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นเป็น
ทม่ี า : ดร.เอมอร กฤษณะรังสรรค์ สิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ พัฒนาการ
หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทยี่ งั่ ยนื ” 100
รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
ทางสังคมและความคิดความเข้าใจของบุคคล
พ ั ฒ น า ข ึ ้ น จ า ก ก า ร ม ี ส ั ม พ ั น ธ ภ า พ ก ั บ ผ ู ้ อื่ น
เอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ความสำเร็จในอาชีพ
การค้นพบความหมายของชีวิตและสุขภาพจิต
ล้วนได้รับผลกระทบจากสัมพันธภาพระหว่าง
บุคคล
มนุษย์แต่ละคนถูกหล่อหลอมจาก
ประสบการณ์ให้มีความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ
และค่านิยมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเชื่อม
ความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คน จึงต้องอาศัย
ค ว า ม เ ข ้ า ใ จ ถ ึ ง ป ั จ จ ั ย ท ี ่ ส ำ ค ั ญ ท ี ่ ส ่ ง ผ ล ต่ อ
สัมพันธภาพที่มีระหว่างกันเพื่อบุคคลทั้งสองฝ่าย
จะไดป้ ระสบความสำเรจ็ ในการสร้างสัมพันธภาพ
ที่ดีตอ่ กนั
คณุ ค่าของสัมพนั ธภาพระหวา่ งบคุ คล
บุคคลเรียนรู้จักตนเองได้จากการมี
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น จากสัมพันธภาพนี้ บุคคล
จะได้รู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง รู้และเข้าใจ
ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งเรียนรู้
ความเป็นจริงของโลก โดยสัมพันธภาพอันดี
ระหว่างบุคคลจะช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปโดยไม่
บดิ เบอื นมีการยอมรับและเขา้ ใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่าง
ที่เป็นจริง ดังนั้นสัมพันธภาพอันดีระหว่างบุคคล
จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำบุคคลไปสู่การพัฒนา
เอกลักษณ์ของตนเอง การมีความรู้สึกว่าชีวิตมี
ความหมายและมีคุณค่าและการมีสุขภาพจิตที่ดี
และสามารถพัฒนาตนให้ไปถึงศักยภาพสูงสุด
ของตนไดแ้ ตบ่ คุ คลทีไ่ มส่ ามารถสร้างสัมพนั ธภาพ
ที่ดีกับผู้อื่นได้จะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เกิด
ความรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมาย และนำไปสู่
ความรู้สึกซึมเศร้าและท้อแท้ในชีวิต และการมี
พฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ เช่น พฤติกรรมแยกตัว
จากสงั คม การตดิ ยาเสพตดิ เปน็ ต้น
การสร้างและคงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ดีกับ
ผู้อื่นจะเกิดบรรลุผลได้ต้องอาศัยคุณลักษณะท่ี
สำคัญของบุคคลในการยอมรับและส่งเสรมิ ซึง่ กัน
และกันและนอกจากนี้ ปัจจัยที่สำคัญอีกประการ
หวั ขอ้ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ข้อย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังท่ียง่ั ยนื ” 101
รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
หนง่ึ คือ ทักษะการสร้างสัมพันธภาพกบั ผู้อน่ื อัน
ได้แก่ การเปิดเผยตนเอง การไว้วางใจซึ่งกันและ
กนั และการส่อื สารความเข้าใจ
คุณลักษณะสำคัญของบุคคลในการสร้าง
สัมพันธภาพ (Relationship or Rapport)
ความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คนจะเป็น
สัมพันธภาพที่ดีต่อกันต้องอาศัยคุณลักษณะ
ภายในหรือทัศนคติของบุคคลที่สำคัญบาง
ประการ ได้แก่
1. การยอมรบั และให้เกียรติ หมายถงึ การ
ยอมรับลักษณะส่วนตัวหรือลักษณะเฉพาะของ
บุคคลตามที่เขาเป็น ให้เกียรติและเคารพใน
คณุ คา่ ของบคุ คลมีความเป็นมิตรและความอบอ่นุ
ใจแก่ผู้อนื่
2. การเขา้ ใจสาระและความร้สู กึ หมายถึง
การเข้าใจในเนื้อหาสาระของสิ่งที่สื่อสารระหว่าง
กันและเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่นเสมือนเรา
เป็นตัวเขาซึ่งในสัมพันธภาพที่ขาดความเข้าใจ
ความรู้สึกซึ่งกันและกัน สัมพันธภาพนั้นไม่
สามารถดำเนนิ ไปถึงขั้นทลี่ ึกซึ้งได้
3. การจริงใจ หมายถึง การไม่เสแสร้งใน
การแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึกและทัศนคติ
ของตนเอง
คุณลักษณะของบุคคล 3 ประการน้ีจะ
ส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคลได้มากน้อย
เพียงใดนั้น ไม่ใช่เพียงแต่มีคุณลักษณะเช่นนี้ อยู่
ภายในเท่านั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ส ื ่ อ ห ร ื อ แ ส ด ง อ อ ก ถึ ง
คุณลักษณะเหล่านี้ออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยซึ่ง
ความสามารถในการแสดงออกหรือการสื่อสารให้
ผู้อ่ืนทราบถึงคุณลักษณะสำคัญเหล่านี้เรียกว่า
ทักษะการสร้างสมั พนั ธภาพทดี่ ีระหวา่ งบุคคล
2.ทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นเป็น
สิง่ จำเป็น
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเกิดขึน้ ไดห้ ลาย
รูปแบบ บางคู่เกิดขึ้นเป็นแค่เพียงความรู้จัก บาง
คู่เป็นความสนิทสนมกลายเป็นเพื่อนรัก คู่รัก
หวั ขอ้ / วิทยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ทย่ี ั่งยนื ” 102
รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
หรือคู่สมรส บางคู่สัมพันธภาพมีอันต้องสิ้นสุดลง
ด้วยความเบื่อหน่ายหรือทุกข์ใจซึ่งสัมพันธภาพ
ระหว่างบุคคลจะเร่ิมต้นและดำเนนิ ไปอย่างลกึ ซ้งึ
หรือมีอันต้องสิ้นสุดลงนั้นขึ้นกับทักษะการสร้าง
สัมพนั ธภาพระหว่างกนั
การเริ่มต้นของสัมพันธภาพที่ดีต่อกันจน
สัมพนั ธภาพนน้ั ได้พัฒนาต่อไปเปน็ ความแนน่
แฟ้นลึกซึ้งและรักษาให้สัมพันธภาพ อันดีนี้ยั่งยืน
ตลอดไปไม่ใช่เร่ืองงา่ ยหากแต่จะต้องอาศัยทักษะ
ที่สำคัญหลายประการด้วยกันซ่ึงทักษะแห่งการ
สร้าง สัมพันธภาพที่ดีต่อกันนี้มิใช่สิ่งที่จะเกิดข้ึน
ไ ด ้ เ อ ง แ ต ่ จ ะ ต ้ อ ง อ า ศ ั ย ก า ร ฝ ึ ก ฝ น ห ร ื อ ฝ ึ ก หั ด
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าทักษะการสร้างสัมพันธภาพ
ระหว่างบุคคลเปน็ สิ่งทจ่ี ำเปน็ สำหรับมนุษย์
มิตรภาพจะก่อเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเวลา
ความพยายามและทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่
ดตี อ่ กัน
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นอาจ
เป็นไปไดใ้ น 3 รปู แบบ คอื
รูปแบบที่ 1 เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุดคอื การ
รอคอยใหผ้ ู้อน่ื ก้าวเข้ามาผูกมิตรดว้ ย
รูปแบบที่ 2 เป็นรูปแบบที่ยากขึ้นคือการ
ขอให้ใครสักคนเป็นเพื่อนด้วยซึ่งเรามักจะรู้สึก
เส่ยี งตอ่ การถกู ปฏิเสธ
รูปแบบที่ 3 เป็นรูปแบบในการสร้าง
สัมพันธภาพท่ีดี ด้วยการให้มิตรภาพแก่ผู้อื่นซึ่ง
ความสัมพันธ์ของบุคคลในระยะยาว การสร้าง
สัมพนั ธภาพรปู แบบนี้ให้ผลทแี่ น่นอนทีส่ ุด
ดังที่ David W. Johnson (1997) กล่าว
ว่า
ถ้าท่านต้องการเพื่อนจงเป็นเพื่อนของ
ผ้อู น่ื
ถ้าท่านต้องการความห่วงใยจงให้ความ
ห่วงใยแก่ผู้อืน่
ถ้าท่านต้องการคำปลอบโยนจงให้คำ
ปลอบโยนแกผ่ ู้อนื่
หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อย่อย หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังทีย่ ่งั ยืน” 103
รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
น อ ก จ า ก น ี ้ เ มื่ อ โ อ ก า ส แ ห ่ ง ก า ร ส ร ้ า ง
มิตรภาพมาถึงสิ่งที่จะต้องมีอีกประการหนึ่ง คือ
ทักษะที่ใช้ในการสร้างและคงไว้ซึ่งมิตรภาพที่
ยั่งยนื ตอ่ ไป
ทักษะในสรา้ งสัมพันธภาพทจี่ ะกล่าวในที่น้ี
ได้แก่ การเปิดเผยตนเองและไว้วางใจซึ่งกันและ
การสอ่ื สารทเี่ ขา้ ใจตรงกนั ซึ่งประกอบด้วย ทักษะ
การฟัง ทักษะการทวนเนื้อหา ทักษะการสะท้อน
ความรู้สกึ และทกั ษะการถาม
3.การเปดิ เผยตนเอง (Self-Disclosure)
การเปิดเผยตนเอง หมายถึง การเปิดเผย
ให้ผู้อื่นรู้ถึงความรู้สึกหรือปฏิกิริยาที่ตนเองมีต่อ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันการเปิดเผยตนเอง
ไม่ได้หมายถึงการบอกถึงประวัติหรือเรื่องราวใน
อดีตของตนเองแต่เรื่องราวในอดีตก็อาจจะช่วย
ให้บุคคลอื่นเข้าใจสาเหตุหรือที่มาของความรู้สึก
ท่เี รามตี อ่ เหตุการณ์น้นั ๆ
ประโยชน์ของการเปิดเผยตนเอง
การเปิดเผยตนเองมีผลดีต่อการสร้างและ
คงไว้ซึ่งสัมพันธภาพระหว่างบุคคลหลายประการ
คือ
1. ทำให้ผู้อื่นรู้จักเรามากขึ้นเพิ่มโอกาสที่
ผู้อื่นจะชอบและเกิดความคุ้นเคยสนิทสนมมาก
ขึ้น
2. ทำให้สามารถทำกิจกรรมท่ี เป็น
เป้าหมายรว่ มกนั สนใจร่วมกนั
3. เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ
การรับรูข้ องตนเองกับผอู้ ืน่
4. ช่วยในการจัดการกับความเครียดและ
ความทุกข์
5. การเล่าหรือบอกความไม่สบายใจของ
ตนเองกับผู้อื่นจะช่วยให้เจ้าตัวมองเห็นปัญหา
ของตนเองชัดขึ้นละนอกจากนี้ ความห่วงใย
ปลอบโยนช่วยหาทางออกของเพื่อนจะเป็น
กำลังใจ ความอบอุ่นใจ ทำให้สัมพันธภาพของ
บุคคลทง้ั สองเพ่มิ ความสนิมสนมและลกึ ซ้งึ ยิง่ ขึน้
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ท่ยี ั่งยนื ” 104
หัวข้อ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
ความเหมาะสมของการเปิดเผยตนเอง
การเปิดเผยตนเองมากเกินไปหรือน้อย
เกินไป มีผลทำให้สูญเสียสัมพันธภาพไปได้
เช่นกัน การเปิดเผยตนเองที่มีผลทำให้เกิด
ส ั ม พั น ธ ภ า พ ท ี ่ ด ี แ ล ะ ย ั ่ ง ย ื น น ั ้ น ต ้ อ ง ม ี ค ว า ม
เหมาะสมของการเปดิ เผยในโอกาส ดังน้ี
1. เมื่อมีการเปิดเผยตนเองของซึ่งกันและ
กัน เมื่อบุคคลหนึ่งเปิดเผยตนเองก็มีความ
คาดหวังว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเปิดเผยตนเองด้วย แต่
ถ้าการเปิดเผยตนเองเกดิ ขึ้นฝา่ ยเดยี วก็ควรจำกดั
การเปดิ เผยตนเองไว้ในขอบเขตหนงึ่ เทา่ นั้น
2. การเปิดเผยตนเองควรเปน็ เกยี่ วข้องกับ
เร่อื งราวระหว่างบุคคลท่เี ป็นปัจจบุ นั
3. ผลของการเปิดเผยตนเองขึ้นกับบุคคล
อีกฝ่ายหนึ่งด้วย การเปิดเผยความรู้สึกของ
ตนเองของฝ่ายหนึ่งอาจกระทบกระเทือนอีกฝ่าย
หนึ่งได้ ดังนั้นจึงควรพิจารณาทัศนคติในมุมมอง
ของอีกฝา่ ยหนึง่ ท่มี ตี อ่ การเปิดเผยตนเองด้วย
4. การเปิดเผยตนเองควรเริ่มต้นจากระดับ
ทั่ว ๆ ไปแล้วค่อย ๆ ไปสู่การเปิดเผยตนเองใน
ระดับที่ลึกหรือเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น
อาจจะเริ่มต้นจากการพูดถึงงานอดิเรกกีฬาท่ี
ชอบ เหตุการณ์ปัจจุบันที่สนใจแล้วเมื่อมิตรภาพ
ดำเนินไปมีความคุ้นเคยมากขึ้นแล้ว การเปิดเผย
ตนเองจะค่อย ๆ ไปสู่เรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวกับ
ความรู้สึกท่ีลึกซึ้งมากขึ้น เช่น การเปิดเผยตนเอง
เกี่ยวกับความกลัว ความรักซึ่งการเปิดเผยในส่ิง
เหลา่ น้ีเมอ่ื สมั พนั ธภาพมคี วามใกลช้ ิดกันแลว้ กจ็ ะ
3.4 การสร้างความสัมพันธร์ ะหวา่ งบุคคล ยิ่งเพ่มิ ความลึกซึง้ ในสมั พันธภาพยิง่ ขึน้
ท่ีมา : https://sites. google.com 1.องค์ประกอบพืน้ ฐานในการสร้าง
site/reconflict/thbthwn- wrrnkrrm/kar- ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล
srang-khwam-samphanth- rahwang- หลักพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์
bukhkhl (สืบค้นเมอื่ 27/11/2559) ระหว่างบุคคลก็ คือ เพื่อความประทับใจร่วมกัน
ความรักใคร่ ความชอบพอกัน เป็นมิตรกัน เป็น
หนทางที่นำไปสู่มิตรภาพ การใช้ชีวิตร่วมกัน
ตลอดจนการทำงานร่วมกัน โดยความสัมพันธ์
ของบคุ คลเกิดจากองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังทย่ี ัง่ ยืน” 105
หวั ข้อ / วิทยากร /กจิ กรรม หัวข้อย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
1. ความใกล้ชิด การที่บุคคลอยู่ใกล้ชิดกัน
จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์มากกว่าบุคคลที่อยู่
หา่ งไกลกัน
2. ความเหมือนกันหรือความคล้ายกัน ซ่ึง
โดยทฤษฎีแล้วมนุษย์มีแนวโน้มที่จะสร้าง
ความสัมพันธ์และมีความชอบพอกับคนที่มีความ
เหมอื นหรอื คล้ายกับตัวเอง
3. สถานการณ์เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้
มนุษย์ เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เช่น การมี
โอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกที่ดีร่วมกัน การมี
โอกาสได้ปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่น ความ
กระตือรือร้นในการที่จะพบปะกับผู้อื่น การถูก
แยกตัวออกจากสังคมนาน ๆ และการเติมเต็ม
ความตอ้ งการของกนั และกัน
3.5 ทักษะสำคญั ของนักส่อื สารทด่ี ี
อา้ งองิ : 2.บทบาทหนา้ ทข่ี องการสือ่ สารระหว่างบุคคล
http://www.entraining.net/knowledge โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้นจะ
หมายถึงความใกล้ชิด ความสัมพันธ์และความ
สอดคล้องกันของผู้ส่งสาร แหล่งข้อมูลกับผู้รับ
สาร อันนำไปสู่ความหมายที่ร่วมกันสมบูรณ์แบบ
ดงั น้นั การสือ่ สารระหว่างบุคคลจงึ มีขน้ึ เพอ่ื
(1) การสร้างความเข้าใจร่วมกันก็คือการ
สื่อสารท่ีมุ่งเน้นให้ผู้ที่สื่อสารเข้าใจเนื้อหาหรือ
ข้อมูลร่วมกันอย่างถูกต้องลักษณะ เช่น การ
สื่อสารภายในองค์การเพื่อการปฏิบัตงิ านร่วมกนั
(2) การสื่อสารเพื่อสร้างความชื่นชอบ
การสื่อสารโดยทั่วไปมิใช่มุ่งเฉพาะสื่อสารแต่
ข้อมูลข่าวสารเท่าน้ัน การมีอารมณ์ร่วมและ
ความพึงพอใจจะช่วยสร้างสัมพันธภาพและ
ความรสู้ กึ ช่นื ชอบในการสอ่ื สารซึง่ กนั และกัน
(3) การสื่อสารเพื่อสร้างอิทธิพลต่อการมี
ทัศนคติร่วมกัน ความล้มเหลวในการสื่อสาร
บางครั้งเกิดจากความไม่เข้าใจในความคิดและ
ทัศนคติที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจะสร้างความ
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ทยี่ งั่ ยืน” 106
หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวขอ้ ย่อย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
เขา้ ใจร่วมกนั ให้ตรงกนั จงึ จะทำใหส้ ามารถดำเนิน
3.6 ความมมี นุษย์สัมพนั ธท์ ด่ี ี ชวี ิตอย่รู ว่ มกันได้
(4) การสื่อสารเพื่อยกระดับความสัมพันธ์
ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่สามารถส่งผลต่อ
ความสำเร็จในการสื่อสารก็คือความรู้สึกที่ดีต่อกัน
ดังนั้นการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
กันจะช่วยให้การสื่อสารในครั้งต่อ ๆ ไปมี
ประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ
(5) การสื่อสารเพื่อทำให้เกิดการกระทำ
ตามความต้องการ ในการสื่อสาร วัตถุประสงค์
อันหนึ่งที่มักจะเกิดตามขึ้นมาก็คือการสร้างความ
มุ่งหมายร่วมกันเพื่อให้เกิดความคิดเห็นร่วมกัน
และการกระทำร่วมกันในส่งิ ท่ีตอ้ งการ
3.การสือ่ สารเพื่อความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคล
โดยทั่วไปมนุษย์เราจะสื่อสารเพื่อสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็ต่อเมื่อ มี
บรรยากาศของความไว้ใจกนั ความเข้าใจกัน โดย
ความสัมพันธ์ของมนุษย์สามารแบ่งได้เป็น 2
ประเภทก็ คือ ความสัมพันธ์ด้านกายภาพ
(physical relationship) เช่น การอาศัยอยู่ใน
พื้นที่เดียวกันกลุ่มเดียวกันหรือที่ทำงานเดียวกัน
อีกประเภทหนึ่งก็คือความสัมพันธ์ด้าน
สภาพแวดล้อมทางสังคมและจิตใจ (climate or
social-psychological relationship)
โดยความสัมพันธ์จะพัฒนาขึ้นได้จะต้อง
ประกอบด้วยองค์ประกอบ คือ
(1) สภาพแวดล้อมทางสังคมและจิตใจ
การสร้างบรรยากาศของการสื่อสารให้เอื้อและ
สนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารจะช่วยเกิด
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เช่น การเป็นเพื่อน
เก่ากัน การเคยพบปะกันมาก่อน เคยทำงานงาน
ร่วมกนั หรือแมก้ ระทง่ั การเขา้ อกเขา้ ใจกนั
(2) ระยะเวลา ในการสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างกันเวลาจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิด
ความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นยิ่งเวลานานขึ้นก็จะทำ
ใหเ้ กดิ ความเข้าใจร่วมกนั ไวว้ างใจซง่ึ กนั และกนั
หวั ข้อ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ทย่ี ัง่ ยนื ” 107
รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
(3) การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารร่วมกัน
การแลกเปลี่ยนข่าวสารของมนุษย์เพื่อสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างกันสามารถแบ่งได้เป็น 2
แบบ คือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในแนวกว้าง
(breadth) และแนวลึก (depth) ในแนวกวา้ งนัน้
จะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั่ว ๆ ไปในระดับผิว
เผิน เช่น เพิ่งรู้จักกันก็จะคุยกันในหัวข้อท่ี
หลากหลายออกเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ อาหาร
การท่องเที่ยวแต่ถ้าเป็นแนวลึกก็จะเป็นเรื่องท่ี
เป็นส่วนตัวมากขึ้น อาจเกี่ยวกับครอบครัวและ
หน้าที่การงานซึ่งจะเกิดการสื่อสารขึ้นในแบบใด
นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้สื่อสารมีความตั้งใจที่จะให้เกดิ
ความสมั พนั ธข์ ้ึนในระดับใด
(4) การไวว้ างใจซ่งึ กันและกัน การทบี่ คุ คล
มีความไว้ใจ รู้สึกปลอดภัย สบายใจ ต่อบุคคลใด
บุคคลหนึ่งก็มีแนวโน้มที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์
ไดง้ า่ ยข้ึน
(5) ความรักและการควบคุมซึ่งกันและกัน
ความรัก ความเกลียด การควบคุม การชี้นำ การ
ช่วยเหลือกัน การร่วมมือกัน สามารถส่งผลให้
เกิดความสัมพันธ์ได้ใน 2 แบบ คือ การพึ่งพาซ่ึง
กันและกัน คือ ทั้งสองฝ่ายได้รับการตอบสนอง
จุดมุ่งหมายร่วมกันจากความสัมพันธ์และได้รับ
ผลประโยชน์ทั้งคู่ ในอีกแบบก็คือความสัมพันธ์
แบบถาวรโดยการสื่อสารทีเ่ กิดขึ้นบ่อย ๆ จะช่วย
สรา้ งความสมั พนั ธ์ท่ีเกดิ ใหย้ ืนยาวข้ึน
4. พลวตั ของความสมั พันธ์ระหวา่ งบุคคล
ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็
จะมีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เกิดขึ้นซึ่งโดย
เหตผุ ลทั่วไปก็จะมีอยู่ 3 ข้ันตอน คอื
1. ขั้นการเริ่มสร้างความสัมพันธ์ ถือเป็น
ขั้นตอนแรกของการสร้างความสัมพันธ์เพื่อที่จะ
สร้างความคุ้นเคยก่อนนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่
ลึกซึ้งต่อไปซึ่งก็จะเป็นการพูดคุยหรือสนทนาใน
เรอ่ื งสัพเพเหระทัว่ ๆ ไป
2. ขั้นการรักษาความสัมพันธ์ให้ยืนยาว
หลังจากที่เกิดความสัมพันธ์ขึ้นแรกก็จะก้าวเข้าสู่
หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลังท่ียั่งยืน” 108
รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
ขั้นของการรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้เพื่อให้เกิด
ความยั่งยืนและสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำ
ได้ยากและต้องใช้ความพยายามและมักจะต้อง
สร้างความสมดุลระหว่างบุคคลให้เกิดขึ้นเพื่อให้
เข้าใจซึ่งกันและกันและยังต้องใช้การเติมเต็ม
ความคาดหวังซึ่งกันและกันทำให้เกิดความรู้สึก
ทางบวกต่อกันและกันก็จะรู้สึกมีความคุ้มค่าที่ได้
มีความสมั พันธ์กัน
3. ข้ันหยดุ หรือเลิกความสัมพันธท์ ี่มีตอ่ กัน
ขั้นตอนนี้นับเป็นขั้นถดถอยหลังจากที่เกิด
ความสัมพันธ์ในขั้นสูงสุดแล้ว โดยจะเป็นการยุติ
ความสัมพันธ์ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
การบอกหยุดความสัมพันธ์โดยทางตรง
(directness) ซึ่งเป็นการให้เหตุผลโดยตรงและ
อาจทำให้เป็นการทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ อีก
ลักษณะหนึ่ง คือ การบอกหยุดความสัมพันธ์โดย
ทางอ้อม (indirectness) เป็นการให้เหตุผล
ทางอ้อมเพื่อเลี่ยงการทำร้ายความรู้สึกของอีก
ฝ่ายหน่งึ
5.ลักษณะการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์
ระหวา่ งบคุ คล
การเริ่มสร้างความสัมพันธ์ในการสร้าง
ความสัมพันธ์กับผูอ้ ื่นนั้น มีขั้นตอนที่เกีย่ วข้องอยู่
หลายประการที่จะสามารถช่วยให้เกิ ด
ความสัมพันธ์ เช่น การมีทัศนคติที่ดีต่อตัวเราเอง
เข้าใจตัวเอง การใช้ภาษาที่ดีทั้งคำพูดและกริยา
การแสดงออก ความมั่นใจในการเริ่มต้นสนทนา
การจดจำชื่อและให้ความสำคัญคู่สนทนา การ
เป็นผู้ฟังที่ดี การเปิดเผยตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นรู้จัก
ตวั ตนของเรา
6. การสานตอ่ ความสมั พนั ธ์
หลังจากที่เกิดความสัมพันธ์ขึ้นแล้ว ควร
จะต้องรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ซึ่งมีหลายวิธีการ
ที่ควรทำ เช่น การสนใจเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน
เห็นอกเห็นใจกัน การให้อภัยซึ่งกันและกัน
ยอมรับข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่ง เคารพสิทธิ
หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ข้อยอ่ ย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลงั ที่ยั่งยืน” 109
รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
ห น ้ า ที่ แ ล ะ ก า ร ใ ห ้ ค ว า ม ร ั ก ค ว า ม เ อ ื ้ อ อ า ท ร ก็
สามารถช่วยใหร้ กั ษาความสัมพนั ธ์ไว้ได้
7. ลักษณะการสื่อสารเพื่อถนอมความสัมพันธ์
ใหย้ ืนยาว
การถนอมความสมั พนั ธ์ให้ยืนยาวเป็นส่ิงท่ี
ทำได้ไม่ยาก หากแต่ว่าควรต้องเข้าใจและเห็น
ความสำคัญ เช่น รู้จักมีเวลาให้แก่กันและกัน
มองกันในแงด่ ี มีอารมณ์ขนั บ้าง รักษาสัญญาและ
ชมคนอื่นให้เป็น การไม่วพิ ากษ์วิจารณค์ นอนื่ เข้า
ใจความเป็นจริงของชีวิตก็เป็นหนทางที่ช่วย
ถนอมความสมั พนั ธไ์ ด้
การสื่อสารที่ดี ผู้ที่สื่อสารต้องให้
ความสำคัญกับผู้ฟังให้มากกว่า ตัวเราเองเพราะ
จุดประสงค์ของการสื่อสารคือ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจ
และคล้อยตามแนวความคิด ดังนั้นหากเรา
สื่อสารได้ตรงกับความต้องการของผู้ฟังแล้วย่อม
ทำให้การสื่อสารสมบูรณ์ การให้ความสำคัญใน
การพัฒนาตัวเองให้เป็นนักสื่อสารที่ดีควรพัฒนา
ทักษะ ดังนี้
1.การสร้างความสมั พนั ธ์ทด่ี ี
2.การพูดใหจ้ ูงใจผู้ฟงั
3.การรบั ฟังความต้องการของผฟู้ งั
4.การเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของ
มนุษย์
5.การมองผูฟ้ งั ด้วยทศั นคตเิ ชงิ บวก
การพัฒนาด้านการสื่อสารกับผู้อื่นต้อง
คอยจับสัญญาณการเชื่อมต่อระหว่างเรากับผู้ฟัง
ให้ได้ก่อน เพราะหากการเชื่อมต่อไม่สมบูรณ์การ
สื่อสารย่อมติดๆ ขัดๆ ตัวอย่างของการเชื่อมต่อ
เชน่
1.ผู้ฟงั ให้ความสนใจ
2.ผูฟ้ ังเหน็ ดว้ ยและมีสว่ นร่วม
3.ผ้ฟู ังเปิดเผยแนวความคิด
4.ทักษะของการสื่อสารที่ดี ควรได้รับการ
พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็จะกลายเป็น
ธรรมชาติในตัวเอง
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทยี่ ั่งยืน” 110
หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
3.7 เปน็ ผู้ท่ีมคี วามคดิ เชิงบวก (Positive 5.การสอ่ื สารท่ีดี คอื ผ้ฟู งั ไดป้ ระโยชน์จาก
Thinking)ทม่ี า: http://cms. เรอ่ื งทีเ่ ราสอื่ สารไป”
srivikorn.ac.th
6.การสร้างความสมั พนั ธท์ ่ีดี
7.นักสื่อสารจะสร้างความสัมพันธ์ก่อน
การสื่อสารโดยการเข้าใจความต้องการของผู้ฟัง
พูดในเรื่องที่ผู้ฟังสนใจอยู่ในโลกของผู้ฟังมีความ
รักให้กับผู้ฟัง อยากช่วยเหลือผู้ฟังมากกว่าความ
ต้องการของผู้สื่อสารเพียงอย่างเดียวทำให้ผู้ฟัง
เกิดความรู้สึกที่ดีและความเข้าใจในเจตนาของผู้
สื่อสารว่าต้องการสื่อสารเพื่อจุดประสงค์ใด ถ้าผู้
สื่อสารเปิดใจก่อนก็จะได้รับการเปิดใจจากผู้ฟัง
เช่นเดียวกัน
1. การพูดให้จูงใจผูฟ้ ัง
นักสื่อสารที่ดีจะเริ่มต้นการพูดน่าสนใจ มี
พลังในการสื่อสารกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความ
กระตือรือร้นที่จะรับฟัง โดยการทำให้ผู้ฟัง
มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน เห็นคุณค่าและ
ประโยชน์จะเกดิ ขึ้นเมอ่ื นำไปปฏิบัติ เปน็ เรอ่ื งราว
ที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟังมากกว่าเรื่องของผู้สื่อสาร
หากเป็นเรื่องของผู้สื่อสารก็เป็นเพียง
ประสบการณ์ที่อยากให้ผู้ฟังได้นำไปคิดและ
ประยุกตใ์ ช้ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อผฟู้ ังอกี ทีหนง่ึ
2. การรบั ฟงั ความต้องการของผฟู้ งั
นักสื่อสารบางคนพยายามที่จะสื่อสาร
ความต้องการของตัวเอง จนลืมทำหน้าที่รับฟัง
ทำให้ผู้ฟังปิดรับการสื่อสารด้วยเช่นกันเพราะ
ผู้ฟังก็อยากให้ผู้สื่อสารเข้าใจความต้องการของ
เขาด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นนักสื่อสารที่ดีจะสนใจ
ความต้องการของผู้ฟัง และสื่อสารข้อความหรือ
ข้อมูลท่ีตรงกับความต้องการ การสื่อสารกจ็ ะเกิด
ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ข้อมูลไม่ตกหล่น
เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผฟู้ งั ต้องการจะรบั ฟงั อยูแ่ ลว้
3. การเรียนร้แู ละเขา้ ใจธรรมชาติของมนษุ ย์
การสื่อสารที่ดีถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของ
มนุษย์ ซึ่งผู้ฟังอยากได้รบั ความสนใจ อยากได้รับ
หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวขอ้ ย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลังทีย่ ่ังยนื ” 111
รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
การยอมรบั และชอบคำชมมากกวา่ คำตำหนิ หาก
นักสื่อสารเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของผู้ฟั ง
และปฏิบัติตัว ดังที่มนุษย์ทุกคนต้องการก็จะทำ
ให้นักสื่อสารสามารถต่อเชื่อมกับผู้ฟังได้ง่ายและ
ตรงตามที่ผู้ฟังต้องการจะทำให้ข้อความหรือ
ข้อมูลและวิธีการที่ใช้ในการสื่อสารเหมาะสมกับ
ผู้ฟังมากยิ่งข้ึนแต่หากนักส่ือสารหลีกเลี่ยงหรือไม่
สนใจธรรมชาติของมนุษย์ สนใจในสิ่งที่ต้องการ
สื่อสารเพียงอย่างเดียวย่อมทำให้ไม่ได้รับการ
ตอบสนองจากผู้ฟงั เต็มประสิทธภิ าพ
4. การมองผู้ฟงั ด้วยทศั นคติเชิงบวก
การสื่อสารให้กับผู้อื่น ย่อมไม่ราบรื่นทุก
ครั้งไป เนื่องจากความคิดเห็นของแต่ละคนย่อม
ไม่เหมือนกัน ภาษาที่ใช้อาจถูกตีความไปอีกแบบ
หนง่ึ ได้ ดังน้ันนกั สอื่ สารต้องมองผูฟ้ งั ดว้ ยทัศนคติ
เชิงบวก ไม่ตีความด้านลบและไม่จินตนาการไป
เองว่าผู้ฟังรู้สึกอย่างไรเพราะมิเช่นนั้นนักสื่อสาร
ก็จะใช้น้ำเสียง สีหน้า กริยาและคำพูดที่เป็นเชิง
ลบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อต้านจากผู้ฟังด้วย
เช่นกัน คนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็น
เพราะ
(1) ความเชือ่ ไมเ่ หมอื นกัน
(2) คา่ นยิ มทย่ี ึดถอื แตกต่างกัน
(3) ประสบการณ์ในอดตี ไมเ่ หมอื นกัน
(4) กฎ-มาตรฐานทีเ่ กี่ยวข้องด้วยกนั
ดังนั้นหากต้องการให้การสื่อสารสมบูรณ์
และเกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย นักสื่อสารควรระวัง
แนวความคิดที่แตกต่างกันตรงน้ีไว้ด้วย
การพัฒนาการสื่อสารของตัวเองไม่ยาก
เพราะเรามีโอกาสที่จะสื่อสารกับบุคคลทั่ว ๆ ไป
อยู่ตลอดเวลาดังนั้นหากฝึกฝนและปรับปรุงให้ดี
ขึ้นไปเร่ือย ๆ ย่อมทำให้เรากลายเป็นนกั สอ่ื สารท่ี
ดใี นอนาคตแนน่ อน
ม น ุ ษ ย ส ั ม พ ั น ธ ์ จ ั ด เ ป ็ น ท ั ้ ง ศ า ส ต ร์
(Science) และศิลป์ (Art) เนื่องจากมีหลักการ
และทฤษฎีที่เป็นข้อความรู้และการนำหลักการ
หรือทฤษฎีไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จได้น้ัน
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ท่ีย่ังยืน” 112
หัวขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวขอ้ ยอ่ ย รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
3.8 การเสรมิ สรา้ งความสามคั คี ต้ อ ง อ า ศ ั ย เ ท ค น ิ ค ว ิ ธ ี ก า ร ซ ึ ่ ง ถ ื อ เ ป ็ น ศ ิ ล ป ะ
การประเมินผล คือ เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลจะสังเกตเห็นได้อย่าง
หนึ่งว่าคนแต่ละคนมีความสามารถในการติดต่อ
กับผู้อื่นไม่เท่ากัน บางคนเป็นที่พอใจของคนหมู่
มาก มีเพื่อนมากหน้าหลายตาและมีคนที่อยาก
พูดคุยติดต่อหรือทำงานร่วมกับเขามากมาย
ในขณะที่บางคนไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้าใกล้
หรือทำงานร่วมด้วย นั่นเป็นเพราะเขาขาดศิลปะ
ในการติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งอาจเป็นเพราะไม่รู้
หลักการว่าควรทำอย่างไรหรือเป็นเพราะนำ
หลักการไปใช้ไม่ ถูกวิธี ดังนั้นการที่คนเราจะมี
มนุษสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่นจึงจำเป็นต้องเรียนรู้
ทั้งภาคทฤษฎีและหม่ันฝึกฝนเพื่อให้เกิดความ
เชี่ยวชาญจนสามารถนำหลักการที่เป็นข้อ
ความรู้ทางทฤษฎีไปใช้ไดอ้ ย่างเป็นธรรมชาติ
มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง ความสัมพันธ์
ในทางสังคมระหว่างมนุษย์ซึ่งจะก่อให้เกิดความ
เ ข ้ า ใ จ อ ั น ด ี ต ่ อ ก ั น ม น ุ ษ ย ส ั ม พ ั น ธ์ เ ป ็ น ก า ร อ ยู่
ร่วมกนั ของมนษุ ย์เป็นหมเู่ ป็นคณะหรือกลุ่มโดยมี
การติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคลระหว่างกลุ่ม
เพื่อให้ทราบความต้องการของแต่ละบุคคลหรือ
กลุ่มรวมไปถึงวิธีการจูงใจและประสานความ
ต้องการของบุคคลและกลุ่มให้ผสมผสาน
กลมกลืนกันตามระบบที่สังคมต้องการ
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ( 2538 :
628 )
ที่มา: https://wiki.stjohn.ac.th/
1.มนุษยสมั พนั ธ์มีความสำคญั คือ
1. เพื่อให้มีความเข้าใจอันดีต่อมนุษย์
ดว้ ยกนั
2. เพ่ือให้เกดิ ความเชื่อถือรักใคร่ซึ่งกันและ
กนั
3. เพื่อให้เกิดความพอใจยินดีให้ความ
รว่ มมือในการทำงาน
4. เพื่อให้การคบหาสมาคมเป็นไปอย่าง
ราบร่ืน
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ีย่งั ยืน” 113
หวั ข้อ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ข้อยอ่ ย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
1. ปัจจยั ที่เก่ียวข้องกบั ความสามัคคใี น 5. เพื่อให้เกิดความสำเร็จในการที่มี
การทำงานร่วมกนั คืออะไร วตั ถุประสงคร์ ่วมกนั
2.หลักการมีมนษุ ยสัมพนั ธ์
1. สุภาพอ่อนโยน มีกิริยาที่สุภาพ พูดจา
ไพเราะ ไมโ่ ออ้ วด
2. มีน้ำใจทจี่ ะชว่ ยเหลอื ผอู้ ่นื
3. ยิ้มแย้มแจม่ ใส
4. รบั ผิดชอบ
5. ร่วมมือ รู้จักทำงานเปน็ ทมี
6. ไมท่ ำตัวมปี ญั หา
7. คดิ ก่อนพดู
8. ตรงตอ่ เวลา
9. ไม่นินทา
10. อย่าโอ้อวด
11. จรงิ ใจ
12. รู้จกั อาวุโส
13. ไมอ่ จิ ฉา
14. มนี ้ำใจเอื้อเฟอื้ เผ่ือแผ่
15. ไม่โกรธง่าย อดทน ควบคุมอารมณไ์ ด้
3.เทคนิคการสรา้ งมนษุ ย์สัมพันธ์ทีด่ ี
1. สุภาพอ่อนโยน มีกิริยาที่สุภาพ พูดจา
ไพเราะ ไม่โอ้อวด
2. มนี ำ้ ใจท่จี ะช่วยเหลอื ผู้อ่ืน
3. ยิม้ แยม้ แจ่มใส
4. รับผดิ ชอบ
5. รว่ มมอื รู้จักทำงานเป็นทีม
ฯลฯ
การมองโลกเชิงบวก (positive thinking)
จงึ หมายถึงการมองส่ิงต่าง ๆ อยา่ งเขา้ ใจ ยอมรับ
ได้ในด้านลบ มองปัญหา ความทุกข์ ความไม่
ร า บ ร ื ่ น เ ป ็ น เ ร ื ่ อ ง ธ ร ร ม ด า ห า ก ร ู ้ จ ั ก เ ล ื อ ก ใ ช้
ประโยชน์จากด้านบวกที่แฝงอยู่จากสิ่งนั้น ๆ ได้
เหตุการณ์บางอย่าง เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะ
ให้เกิดหรือไม่ให้เกิดแต่เมื่อเกิดขึ้นไปแล้ว เรา
เลือกไดว้ ่าจะมองและรสู้ กึ กบั มันอยา่ งไร
หวั ข้อ / วทิ ยากร /กิจกรรม หัวข้อย่อย หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังทีย่ ัง่ ยนื ” 114
รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
นายแพทย์เบอร์นี เอส.ซีเกล ผู้เขียน
หนังสือเรื่อง “ชนะโรคร้ายด้วยหัวใจสู้” (Love
medicine and Miracle) ได้กล่าวไว้ว่า ภาวะ
ทางจิตใจมีผลโดยตรงอย่างฉับพลันกับสภาพทาง
กายแต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายได้
โดยการจัดการกับวิธีคิด ถ้าเราปล่อยให้ใจเราจม
อ ย ู ่ ก ั บ ค ว า ม ผ ิ ด ห ว ั ง ร ่ า ง ก า ย ก ็ จ ะ ไ ด ้ ร ั บ แ ต่
"สัญญาณความตาย" แต่ถ้าเราต่อสู้กับความ
เจ็บป่วยและหาแนวทางแก้ไข ร่างกายก็จะได้รับ
"สัญญาณความต้องการอยู่รอด" แล้วระบบ
ภูมิคุ้มกันก็จะเริ่มทำงานทำให้มีการเปลี่ยนแปลง
ในทางท่ดี ขี น้ึ "
หลกั การมองโลกเชิงบวก
ก่อนที่คุณจะเรียนรู้ถึงวิธีคิดเชิงบวก ลอง
ถามตัวเองดูก่อนว่าคุณอยากเป็นคนที่มีความสุข
มากกว่านี้ไหมหรือกำลังมีความทุกข์เพราะ
ความคิดของตัวเองตลอดเวลาหรือเปล่าหาก
คำตอบคือ “ใช่” นั่นคือหัวใจสำคัญของการ
ฝกึ ฝนเพราะ “ความตง้ั ใจ” เท่าน้นั ทีจ่ ะทำให้การ
ฝึกหดั วธิ คี ดิ กลายเปน็ ผลสำเร็จได้
บันไดขั้นที่ 1 มองตวั เองว่าดี
การที่คนเราจะมองโลกหรือมองคนอื่นใน
แง่ดีได้ ต้องมาจากพื้นฐานที่มองและเชื่อว่า
ตัวเองดีเสียก่อนขั้นตอนเพื่อการมองตัวเองว่าดี
มีดงั ตอ่ ไปน้ี
1. หาข้อดีของตนเองลองสำรวจพิจารณา
ข้อดีของตนเอง (ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเอง) อาจ
เป็นความดีเล็ก ๆ น้อย เช่น พาคนแก่ข้ามถนน
ช่วยลูกนกที่ตกต้นไม้ ฯลฯ เพื่อให้เกิดความรัก
และความภาคภมู ใิ จในตัวเอง
2. ถ่อมตัว การมองเห็นความดีของตนเอง
นั้นมีไว้เพื่อบอกตัวเราเองให้เกิดความพอใจใน
ตัวเองรักตัวเองแต่ไม่ใช่เพื่อข่มหรือคุยทับคนอื่น
การถ่อมตัวจึงเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่พึงจะมี
ควบคกู่ นั
3. นอกจากจะรู้จุดแข็ง (ข้อดี) แล้วยังควร
ตอ้ งสำรวจจดุ ออ่ นของตนเองดว้ ย เมอื่ เรายอมรบั
หวั ขอ้ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ขอ้ ย่อย หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทย่ี ่ังยืน” 115
รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
ไดว้ ่านนั่ คือขอ้ บกพรอ่ งของเราจริง ๆ ก็จะนำไปสู่
การเปลย่ี นแปลงไดใ้ นทสี่ ุด
4. เพิ่มความดี แม้จะรู้ว่าตนมีข้อดีในด้าน
ใดบ้างก็ไม่ควรหยุดตัวเองไว้เพียงเท่านั้นแต่ควร
เพิ่มคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ดีให้มากยิ่งขึ้นอาจเริ่มต้น
โดยการตั้งเป้าหมายเป็นข้อ ๆ ว่าคุณอยากจะทำ
อะไรดี ๆ เพิ่มขึ้นบ้างแล้วค่อย ๆ ฝึกฝนไปทีละ
ข้อ
บนั ไดข้นั ท่ี 2 มองคนอน่ื ว่าดี
เมื่อผ่านบันไดขั้นแรกมาแล้วจะทำให้เรา
เริ่มตระหนักว่าคนทุกคนล้วนแต่ไม่สมบูรณ์ ย่อม
มีข้อบกพรอ่ งมากน้อยแตกตา่ งกันออกไป (แม้แต่
ตัวเราก็ยังมีข้อเสีย) ดังนั้นการมีชีวิตที่มีความสุข
จึงหมายถึงการอยู่ร่วมกันโดยเลือกมองและใช้
ประโยชน์จากความดีที่ผู้อื่นมีอยู่ โดยไม่ใช่การเส
แสรง้ แตม่ องเห็นความดขี องเขาจริง ๆ
บันไดขั้นที่ 3 มองสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่สิ่งท่ี
ขาดหาย
เม่อื เกดิ ปญั หาหรอื อปุ สรรคตา่ ง ๆ ขึ้นลอง
มองความทุกข์หรือปัญหานั้นเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วย่อมกลับไปแก้ไขไม่ได้
แต่เราสามารถนำมาพิจารณาได้ว่าในวิกฤติที่เรา
พบนนั้ มขี อ้ ดอี ะไรแฝงอยู่หรือจะใช้ประโยชน์จาก
ปัญหานั้นได้อย่างไรบ้าง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง
รู้สึกว่า รักตัวเองมากขึ้น เลิกทำอะไรไร้สาระ
แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจมาก
ขึน้ เช่น ฝกึ สมาธิ ช่วยเหลอื งานการกศุ ล เปน็ ตน้
บนั ไดขั้นที่ 4 : หม่ันบอกตัวเอง
ขึ้นชื่อว่าเป็นความคิดก็มักจะอยู่กับเราไม่
นานแต่ความคิดก็มักเป็นต้นทางและบ่อเกิดของ
การกระทำ ดังนัน้ เราจึงจำเปน็ ต้องทำใหค้ วามคิด
ดี ๆ อยู่กับเราตลอดเวลา เช่น บอกตัวเองว่าเป็น
คนเก่งทุกครั้งที่ทำอะไรสำเร็จ แม้จะเป็นเพียง
ความสำเร็จเล็กน้อย บอกตัวเองว่าเพื่อนร่วมงาน
ก็เป็นคนดีคนหนึ่งแม้เขาจะมีข้อบกพร่องอีก
หลายอย่าง บอกตัวเองว่าเราโชคดีที่ได้ทำงาน
หวั ข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หวั ข้อย่อย หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ทย่ี ง่ั ยนื ” 116
รายละเอยี ดรปู แบบกิจกรรม
ยาก ๆ แม้ค่าตอบแทนจะน้อยแต่ก็ทำให้เราได้
ประสบการณ์ทห่ี าไม่ไดง้ ่าย ๆ ฯลฯ
บันไดขั้นที่ 5 ใช้ประโยชน์จากคำว่า
ขอบคุณ
เคยมีคำสอนจากอาจารย์รศ.ดร.
ทศั นา แสวงศักด์ิกลา่ ววา่ เมื่อต้องพบเจอเรื่องร้าย
จงยิ้มแล้วกล่าวคำว่าคำขอบคุณเพราะนั่นคือบท
ทดสอบที่ดีของการมีชีวิตที่เข้มแข็ง หากมีคนด่า
ว่าคุณแทนที่จะโต้ตอบการกล่าวคำว่าขอบคุณ
แทนที่จะโตต้ อบจะช่วยลดท่าทีความรุนแรงลงได้
เกือบทั้งหมดทั้งยังทำให้บุคคลนั้นแปลกใจและ
อาจกลับไปพิจารณาพฤติกรรมของตัวเองได้โดย
ทค่ี ุณไม่ตอ้ งพูดอะไรสกั คำหากเราตั้งสติและพนิ ิจ
พิเคราะห์อุปสรรคต่าง ๆ อย่างมากพอ เราจะ
รสู้ กึ ขอบคณุ ตอ่ ข้อขดั ข้องเหล่านนั้ อย่างน้อยมันก็
ทำให้เราเรยี นรู้ที่จะเขม้ แข็งมากยิ่งขึ้น เข้าใจจาก
ความผิดพลาดว่าสิ่งใดไม่ควรทำ (แม้ยังไม่รู้ว่า
จะต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จก็ตาม) และช่วยให้
รอบคอบมากข้นึ เพอ่ื ไมผ่ ดิ พลาดซำ้ อกี
โธมสั อลั วา เอดสิ ัน เคยบอกกบั ผ้ชู ว่ ยของ
เขาในระหวา่ งการทดลองประดิษฐ์หลอดไฟฟา้ ว่า
“เราไม่ได้ล้มเหลวจากการทดลอง 700 กว่าคร้ัง
ที่ผ่านมาแต่เรากำลังเรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่าง
น้อยเราก็รู้แล้วว่ามี 700 วิธี ที่ไม่ควรทำและใกล้
จะพบคำตอบแลว้ ”
ความผิดพลาดจึงเป็นบันไดขั้นสำคัญใน
การเรียนรู้ หากรู้จักใช้ประโยชน์ก็ไม่ถือว่าสูญ
เปลา่ การมองโลกในแงด่ จี ึงเปน็ อีกหนึ่งวิธีคิดเพ่ือ
การใช้ชีวิตที่มีความสุขที่เริ่มต้นง่าย ๆ ได้จากตัว
คณุ นเี่ อง
ความสามัคคี ถือเป็นคุณธรรมที่สำคัญ
ประการหนึ่งที่คนในสังคมพึงมี สำหรับการ
ทำงานร่วมกันอย่างมีพลังและประสิทธิภาพและ
ทำให้คนในสังคมอยรู่ ว่ มกนั อย่างเป็นปกติสขุ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงมี
พระราชดำรัสถึงความสำคัญของความสามัคคี
เอาไว้ในคุณธรรม 4 ประการว่า “การที่แต่ละคน
หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ทยี่ ่ังยืน” 117
หวั ขอ้ / วิทยากร /กิจกรรม หวั ข้อย่อย รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
3.9 เปน็ ผูม้ ภี าวะผ้นู ำ (Smart ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันประสานงาน ประสาน
Leadership) ประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสําเร็จผลทั้งแก่ตน แก่
ผู้อื่นและแก่ประเทศชาติ” และในทางพุทธ
ศาสนาได้กล่าวถึงความสามัคคีว่าเป็นหลักธรรม
อันเป็นที่ตั้งแห่งความพร้อมเพียงกันของหมู่คณะ
ดังหลักสามัคคีธรรม 4 ที่ว่าด้วย การรู้จัก
ประนีประนอมยอมกัน ไม่ทะเลาะวิวาทแก่งแย่ง
กัน รู้จักตกลงกันด้วยไมตรีจิต มีความร่วมใจกัน
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแห่งหมู่คณะและหลักสา
ราณียธรรม 6 ที่ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันของคนใน
สังคมด้วยความรักความเข้าใจและสามัคคีกัน
อย่างปรองดองดังนั้นความสามัคคีจึงเป็น
คุณธรรมข้อหนึ่งที่มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมพึงมี
เพื่อให้สังคมมีความเป็นปกติสุข ไม่เกิดความ
แตกแยก ขัดแย้งที่รุนแรงตามมาจนกลายเป็น
ปัญหาสงั คม
จากผลการวิจัยพบว่าผู้นำทั้งหลายล้วน
เกิดมาพร้อมพรสวรรค์บางอย่าง แล้วพัฒนาจน
กลายเป็นจุดแข็ง โดยการเปลี่ยนสภาพพรสวรรค์
ให้กลายเป็นพลังอำนาจ 3 ประการ คือ พลังแหง่
จิต (Mind Power) พลังแห่งความสัมพันธ์
( Socialized Power) แ ล ะ พ ล ั ง แ ห ่ ง ค ว า ม
เชี่ยวชาญ (Expert Power) นี่คือพลังอำนาจที่
เปน็ เคล็ดลับของผ้นู ำทย่ี ิ่งใหญ่
ผู้นำสามารถสร้างพลังแห่งความสัมพันธ์
ไดด้ ว้ ยทักษะการโคช้ (Coaching) และการเปน็ พี่
เลี้ยง (Mentoring) คือ การบริหารงานให้ได้ผล
บริหารคนให้ได้ใจ เป็นทักษะสำคัญของผู้นำทุก
ระดับขององค์กรจำเป็นต้องมี นับว่าเป็นปัจจัย
สำคัญปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรได้อย่างมี
ประสิทธิภาพเพราะเน้นการปฏิสัมพันธ์ที่ดี
ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง ช่วยให้ลูกน้องสร้าง
ผลงานที่ดีกว่า ก้าวหน้าในอาชีพได้เร็วขึ้นและมี
ความสมดลุ ในชวี ติ และงาน
หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้าง
ลักษณะของผู้นำที่ยอดเยี่ยมด้วยการพัฒนาพลัง
อำนาจทั้งสามประการและเพิ่มทักษะการโค้ช
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ยี ่ังยืน” 118
หวั ข้อ / วิทยากร /กจิ กรรม หวั ข้อยอ่ ย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
โดยอาจารย์ ดร.วนิดา พลเดช และการเป็นพ่ีเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพให้กับ
ผู้จัดการ เพื่อการสร้างตน สร้างทีมและสร้าง
ตดิ ต่อ 086-983-4943 ผลงาน มุ่งสู่ความสำเร็จอันเป็นเลิศที่สามารถ
นำไปใช้ได้จริงที่และเหมาะสมกับบริบทของ
3.11 กลยทุ ธก์ ารสอื่ สารเพ่อื โนม้ น้าวการ สังคมไทย
ปฏิบตั ใิ นองคก์ ร
ภาวะผู้นำ คือ ปัจจัยหนึ่งในการนำองคก์ ร
สู่ความสำเร็จ เนื่องจากจะต้องเป็นผู้ที่มี
ความสามารถในการอธิบาย ชักจูง ให้เกิดการมี
ส่วนร่วมในการทำงาน ขณะเดียวกันก็ต้อง
ปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้ทันกับการ
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้นำจำเป็น
อย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ทฤษฎี หลักการ วิธีการ
เ ท ค น ิ ค ก า ร บ ริ ห า ร ง า น เ พ ื ่ อ ป ร ะ โ ย ช น ์ ต่ อ
หน่วยงานและองค์กรให้เจริญก้าวหน้า ผลักดัน
ให้หน่วยงานเป็นที่ ยอมรับนับถือ สร้างความ
ศรัทธา มีภาพลักษณ์ขององค์กรที่ดีต่อสังคมซึ่งก็
คือ “ความสำเร็จขององค์กรนน้ั เอง”
1) ภาวะผู้นำและคณุ ลกั ษณะของผนู้ ำ
- บทบาทหน้าทขี่ องผนู้ ำ
- การเขา้ ใจธรรมชาติพฤตกิ รรมของคน
- ประเภทและคุณลักษณะของผู้นำแบบ
ตา่ ง ๆ
- แบบวิเคราะห์ภาวะผ้นู ำของตนเอง
- เทคนิคการปรบั พฤติกรรมของผู้นำ
2) ผู้นำกบั การส่อื สารในงาน
- กระบวนการสื่อสารแบบปฏิสัมพันธ์
- เทคนคิ การสอ่ื สารเพ่ือมอบหมายงาน
- เทคนคิ การส่ือสารเพ่อื การสอนงาน
- เทคนิคการสื่อสารเพื่อสร้างความ
ร่วมมือ
- กรณศี กึ ษา การส่ือสารในงาน
3) คุณลักษณะและองค์ประกอบของทีมที่มี
ประสทิ ธภิ าพ
- บทบาทของผ้นู ำทีมงาน
- การประเมินศักยภาพของสมาชิก
ทมี งาน
- การสรา้ งและพัฒนาศักยภาพทมี งาน
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ท่ีย่งั ยนื ” 119
หัวข้อ / วิทยากร /กจิ กรรม หัวข้อยอ่ ย รายละเอียดรปู แบบกจิ กรรม
- ผนู้ ำกับการประสานงานทมี งาน
- กรณศี กึ ษา การบรหิ ารทมี งาน
4) ผูน้ ำกับการจูงใจ
- หลกั สำคัญของการจูงใจ
- ปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิผลของการจูง
ใจ
- การกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่พึง
ปรารถนา
- การควบคุมหรือลดพฤติกรรมที่ไม่พึง
ปรารถนา
- กรณศี กึ ษา การจงู ใจ
5) ผู้นำกับการแกไ้ ขปัญหาและตัดสินใจ
- บทบาทของผนู้ ำกบั การตดั สินใจ
- กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาและ
ตดั สนิ ใจ
- การสือ่ สารผลการตัดสินใจ
- กรณีศึกษา การวิเคราะห์ปัญหาและ
ตดั สนิ ใจ
6) ผู้นำกบั การให้คำปรกึ ษา
- บทบาทของผูน้ ำตอ่ การเป็นท่ีปรกึ ษา
- หลกั ของการให้คำปรึกษาท่ดี ี
- เทคนคิ ของการใหค้ ำปรึกษา
- กรณศี กึ ษา การใหค้ ำปรกึ ษา
4. เทคนคิ การเปน็ พ่ีเล้ยี ง 4.1 ความรู้และมีทักษะในการเป็นพเ่ี ลย้ี ง กรอบเนื้อหา ความรู้และมีทักษะในการ
(Coaching)
(Coaching) ในศตวรรษที่ 21 ใช้ชีวิตและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) ใน
(3ช.ม.)
อาจารย์ปกรณ์ วงค์รัตน เพื่อให้พรสวรรค์หรือความสามารถสร้าง ศตวรรษที่ 21
พบิ ลู ย์
คุณค่าแห่งตนที่ให้การทำงานเป็นพี่เลี้ยง เทคนิคการเป็นพี่เลี้ยงในการ สอนงาน
กิจกรรม
1.บรรยาย ไดร้ ับผลสำเรจ็ สร้างประโยชน์ตอ่ ผูอ้ ื่น โดยตรง ด้วยวิธีการให้คำแนะนำและสอนงาน
2.วดี ที ศั น์
3. บทบาทสมมุติ แบบสองทางเพื่อให้สามารถทำงานที่ได้รับ
การประเมนิ ผล มอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพและมีโอกาสได้
สังเกต
พฒั นาศักยภาพของตนเองไปพร้อม ๆ กัน
4.2 หัวใจสำคัญของการเป็นพี่เลี้ยง ก า ร เ ป ็ น พ ี ่ เ ล ี ้ ย ง เ ล ื อ ก จ า ก ผ ู ้ ท ี ่ มี
(Coach) ค ว า ม ส า ม า ร ถ เ ป ็ น ท ี ่ ย อ ม ร ั บ ใ น ก ล ุ ่ ม ม า ใ ห้
คำปรึกษาและแนะนำช่วยเหลือรุ่นน้องหรือกลุ่ม
ในเรื่องที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการทำงาน
เพื่อให้มีศักยภาพสูงข้ึน
หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังที่ยง่ั ยืน” 120
หัวข้อ / วทิ ยากร /กิจกรรม หวั ขอ้ ย่อย รายละเอยี ดรปู แบบกจิ กรรม
4.3 เทคนคิ การปฏบิ ัติตวั ในฐานะพเ่ี ล้ยี ง ทักษะชีวิตในการทำงาน : ความยืดหยุ่น
ในการปรับตัว ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ / ทักษะ
4.4 เทคนิคการสอนแนะ ปรึกษาและดแู ล สังคม ความสามารถในการทำงานข้ามวฒั นธรรม
เชื่อถือได้ มีภาวะผู้นำ มีความรับผิดชอบ ทักษะ
การเรียนรู้–นวัตกรรม สื่อสารได้ดี มีจินตนาการ
แก้ปัญหาเป็น ทำงานเป็นทีมได้ดี / ทักษะ
สารสนเทศ สืบค้นเป็น ประเมิน ประมวล
สารสนเทศเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ รอบรู้เท่า
ทนั ส่ือและเทคโนโลยี เปน็ ต้น
ซึ่งกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากใน
การพัฒนาเยาวชนคือ "พี่เลี้ยง" พี่เล้ียงต้องมีการ
ติดตามอย่างต่อเนื่องเข้าไปหนุนเสริมด้านความรู้
ทักษะและคอยกระตุ้นชวนคิด ชวนคุย โดยพี่
เลี้ยง ด้วยกระบวนการเสริมความรู้ เพิ่มทักษะ
และสร้างพลังให้พร้อมทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ใน
การทำงานกับเยาวชนเมื่อลงทำงานภาคสนามพ่ี
เลีย้ งจะมีบทบาทเปน็ โค้ช โดยเริม่ ติดตามเยาวชน
ตั้งแต่เข้ารับการฝึกอบรมจนก้าวสู่กระบวนการ
เวิร์คช้อปและลงพื้นที่ติดตามการทำงานเพ่ือ
ทบทวนความเข้าใจเยาวชนและสร้างการเรียนรู้
ตั้งแต่ชุมชนกับการแก้ปัญหาหรือต่อยอดภูมิ
ปัญญาของชุมชน นอกจากนั้นต้องบริหารทีม
เยาวชน ต่างพื้นฐานให้ได้เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งพี่
เลี้ยงต้องมีเทคนิคการสังเกตพฤติกรรมของ
เยาวชนกับประสบการณ์ต่าง ๆ เพราะแต่ละคน
ต่างมีศักยภาพแตกต่างกันแล้วนำมาออกแบบ
กิจกรรมได้อย่างเหมาะสม ทั้งด้านความรู้และ
ปัญหาอุปสรรคโดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้คิด
และลงมือทำด้วยตัวเอง ส่วนพี่เลี้ยงมีหน้าที่คอย
หนุนเสริมในสิ่งที่เยาวชนต้องการซึ่งทำให้พี่เลี้ยง
ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อหาความรู้ กิจกรรม เทคนิค
ต่าง ๆ มาเติมให้เยาวชนตลอดกระบวนการ พี่
เลี้ยงกับเยาวชนต่างค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน ด้วย
ก ร ะ บ ว น ก า ร เ ร ี ย น รู้ เ พ ื ่ อ ฝ ึ ก ฝ น แ ล ะ พ ั ฒ น า
ศักยภาพใหก้ บั เยาวชน
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังทย่ี ง่ั ยนื ” 121
หัวข้อ / วทิ ยากร /กจิ กรรม หัวข้อย่อย รายละเอียดรปู แบบกิจกรรม
4.5 ประโยชนข์ องการสร้างพเี่ ลย้ี งในการ ประโยชน์ของการสร้างกลุ่มคนที่มี
ความสามารถ ศักยภาพ ได้เร็วกว่าปกติ จูงใจ
ฝกึ อบรมเยาวชน เยาวชนท่ีมีผลปฏิบัตงิ านดี และมีศักยภาพในการ
ทํางานสูงให้คงอยู่กับหน่วยงาน กระตุ้นให้
เยาวชนสร้างผลงานมากขึ้น พร้อมท่ีจะทํางาน
หนักและท้าทายมากขึ้น สร้างบรรยากาศของ
การนําเสนอผลงานใหม่ ๆ หรือความคิดเห็นนอก
กรอบมากขึ้น - สร้างระบบการสื่อสารแบบสอง
ช่องทาง(Two Way Communication) ระหว่าง
พี่เลี้ยงและเยาวชน เพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทํางานเป็นทีมได้มากข้ึน
สรุป : การเป็น Coach ไม่ใช่การเป็นผู้
ตัดสินปัญหาและบอกทางแกป้ ัญหาให้แก่เยาวชน
แต่ต้องทำตัวเป็นเพื่อน พี่ ที่ปรึกษาที่เยาวชน
ไว้วางใจที่จะสนทนาด้วย ต้องใช้พลังในการฟัง
ถาม ให้แรงบันดาลใจจนเยาวชนประจักษ์ปัญหา
และเห็นทางออกของปัญหา อันจะนำไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงตนเองของเยาวชนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้การจะเป็น Coach ที่ดีต้องฝึกฝน
เรียนรู้ ส่วนจะต้องใช้เวลามากน้อยเป็น
ความสามารถเฉพาะตัวของ Coach แต่ละคน
ดว้ ย
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ทีย่ ง่ั ยืน” 122
กำหนดการหลักสูตร
การเปน็ พีเ่ ล้ียง (R6)
ณ สถานแรกรบั เดก็ หญงิ บ้านธัญญพร ปทุมธานี
โดย ดร อจั ฉรา ชลายนนาวิน
กจิ กรรม ครัง้ ที่ 1 ลงทะเบยี นและเตรียมความพรอ้ มสำหรับการฝกึ อบรม
08.00 – 09.00 น. ชี้แจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดโครงการโครงการพลังใจในมือคุณ...
09.30 – 10.15 น. พลงั ที่ยัง่ ยนื
10.30 – 12.00 น. หัวข้อ “คนไทยรว่ มรอ้ ยใจตามรอยเบอื้ งพระยุคลบาท”
โดย ดร. สุมิท แช่มประสิทธ์ิ, อาจารย์ ดร. อัจฉรา ชลายนนาวิน
12.00 – 13.00 น. และอาจารย์ ดร. นฤิ มน รัตนะรตั
13.00 – 14.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
หวั ขอ้ “เศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงรัชกาลที่ 9”
14.45 – 16.00 น. โดย ดร.สจุ ติ รา จำนงอุดม, อาจารย์ ดร. อจั ฉรา ชลายนนาวิน และ
อาจารย์ ดร. นฤิ มน รตั นะรตั
สรปุ ผลการอบรมและการถอดบทเรยี น
กิจกรรม ครั้งที่ 2 หมวดวชิ าที่ 2 เทคนิคเชงิ จติ วิทยาการเปน็ พ่เี ลี้ยง
09.00 – 10.15 น. ความสำคัญของการนำวิธีการจติ วทิ ยามาใชใ้ นการเปน็ พเี่ ลย้ี งเดก็ และ
เยาวชน
โดย อาจารย์ อภปิ ราย ดวงนอ้ ย, ดร. สกุ ิจ อย่ใู นธรรม, อาจารย์ ดร.
อัจฉรา ชลายนนาวิน และ อาจารย์ ดร. นิฤมน รตั นะรกั ษ์
10.30 – 12.00 น. ความสำคญั ของการนำวธิ ีการจติ วิทยามาใชใ้ นการเป็นพี่เลย้ี งเดก็ และ
เยาวชน (ต่อ)
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.30 น. นำเทคนคิ หรอื วธิ ีการเชิงจติ วทิ ยาในการเปน็ พ่เี ลี้ยงเด็กและเยาวชน โดย
14.45 – 16.00 น. หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังที่ยั่งยนื ” 123
- ฝึกปฏบิ ตั ติ บิ ทบาทสมมตุ ิ การเปน็ พีเ่ ลย้ี ง (Coaching)
โดย อาจารย์ อภปิ ราย ดวงนอ้ ย, ดร. สกุ จิ อยใู่ นธรรม, อาจารย์ ดร.
อจั ฉรา ชลายนนาวิน และ อาจารย์ ดร. นิฤมน รัตนะรตั
สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรียน
กจิ กรรม ครงั้ ที่ 3 หมวดวิชาท่ี 3. เทคนคิ การคดิ เชงิ วเิ คราะห์
09.00 – 10.15 น. ความสำคัญของการคิดเชิงวิเคราะห์สำหรับการเป็นพี่เลี้ยงเด็กและ
เยาวชน
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิริพรรณ ศรีมีชัย, อาจารย์ ดร. อัจฉรา
ชลายนนาวินและอาจารย์ ดร. นิฤมน รัตนะรัต
10.30 – 12.00 น. นยิ ามการคดิ เชิงวเิ คราะห์
12.00 – 13.00 น. รบั ประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.30 น. กระบวนการคิดเชิงเชิงวิเคราะห์
โดย ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ สิริพรรณ ศรีมชี ัย , อาจารย์ ดร. อัจฉรา
ชลายนนาวินและอาจารย์ ดร. นิฤมน รตั นะรัต
14.45 – 16.00 น. สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรยี น
กจิ กรรม คร้ังท่ี 4 หมวดวิชาท่ี 4 ทกั ษะทจี่ ำเป็นในการปฏบิ ัติงานของพ่ีเลยี้ ง
09.00 – 10.15 น. การสอื่ สารและสมั พันธภาพท่ีดขี องการเป็นพีเ่ ลี้ยง
โดย ดร. พิมพพ์ นั ธ์ุ ศรพี ิพิธ, อาจารย์ ดร. อัจฉรา ชลายนนาวิน และ
อาจารย์ ดร. นิฤมน รัตนะรตั
10.30 – 12.00 น. ความมีมนษุ ยสมั พันธ์ทด่ี ี
เป็นผู้ทีม่ ีความคดิ เชงิ บวก (Positive Thinking)
12.00 – 13.00 น. รบั ประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.30 น. - การเสรมิ สรา้ งความสามคั คี
- เปน็ ผู้มีภาวะผูน้ ำ (Smart Leadership)
- การพัฒนาบคุ ลิกภาพ
โดย ดร. พมิ พพ์ ันธ์ุ ศรพี ิพิธ , อาจารย์ ดร. อจั ฉรา ชลายนนาวิน
และอาจารย์ ดร. นฤิ มน รัตนะรัต
14.45 – 16.00 น. - ฝึกปฏิบตั ทิ ักษะการพูด
- สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรยี น
กิจกรรม ครัง้ ที่ 5 หมวดวชิ าที่ 5 ทกั ษะการให้คำปรึกษาแก่เดก็ และเยาวชน
09.00 – 10.15 น. เทคนิคการใหค้ ำปรกึ ษาแกเ่ ด็กและเยาวชน
อาจารย์ ดร.นราเขต ย้มิ สุข, นางสาวสมปรารถนา เอี่ยมประเสริฐ,
อาจารย์ ดร. อจั ฉรา ชลายนนาวิน และอาจารย์ ดร. นฤิ มน รัตนะ
รัต
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ท่ีย่งั ยืน” 124
10.30 – 12.00 น. ข้ันตอนการใหค้ ำปรึกษาแกเ่ ดก็ และเยาวชน ใช้คำว่า GATHER
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวนั
13.00 – 14.30 น. องค์ประกอบของกระบวนการใหค้ ำปรึกษา
- ฝึกปฎิบัติการใหค้ ำปรกึ ษาบทบาทสมมตุ ิ
14.45 – 16.00 น. อาจารย์ ดร.นราเขต ยม้ิ สุข, นางสาวสมปรารถนา เอี่ยมประเสรฐิ ,
อาจารย์ ดร. อัจฉรา ชลายนนาวนิ และอาจารย์ ดร. นิฤมน รตั นะรตั
สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรียน
กิจกรรม ครั้งท่ี 6 หมวดวิชาท่ี 6 ทักษะการเจรจา ต่อรอง โน้มนา้ ว สรา้ งแรงจงู ใจใหแ้ ก่พ่ีเล้ยี ง
09.00 – 10.15 น. เทคนิคการเจรจาตอ่ รองและเพอ่ื การโนม้ นา้ วจงู ใจ
10.30 – 12.00 น. การโนม้ น้าว และการสรา้ งแรงจงู ใจ
12.00 – 13.00 น. รบั ประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.30 น. ฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารเจรจาต่อรอง และโน้มน้าว สรา้ งแรงจงู ใจ
14.45 – 16.00 น. สรปุ ผลการอบรมและการถอดบทเรยี น
กจิ กรรม คร้งั ที่ 7 หมวดวชิ าที่ 7 เสริมสรา้ งทกั ษะด้านภาษาองั กฤษ ให้แกพ่ เ่ี ลี้ยง
09.00 – 10.15 น. ความเชอื่ มโยงการเป็น Coaching Asian
10.30 – 12.00 น. ฝกึ ภาษาองั กฤษเพ่อื การสื่อสารในการเตรยี มความพรอ้ มสปู่ ระชาคม
อาเซียน
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวนั
13.00 – 14.30 น. ฝึกภาษาอังกฤษเพ่ือการส่อื สารในการเตรยี มความพรอ้ มสปู่ ระชาคม
อาเซียน (ต่อ)
14.45 – 16.00 น. สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรียน
กิจกรรม คร้ังที่ 8 หมวดวิชาท่ี 8 นวตั กรรมทีเ่ กิดขึน้ ในสงั คมปจั จุบนั อาชีพ Thailand 4.0
09.00 – 10.15 น. โมเดล “ประเทศไทย 4.0”
10.30 – 12.00 น. นวัตกรรมด้านอาชีพ Thailand 4.0
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวนั
13.00 – 14.30 น. เทคโนโลยแี ละการส่ือสาร Thailand 4.0
14.45 – 16.00 น. สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรยี น
กิจกรรม ครง้ั ที่ 9 หมวดวิชาที่ 9 การศึกษาดูงานรบั ฟังบรรยายพิเศษผบู้ ริหารระดบั สงู
09.00 – 12.00 น. ศกึ ษาดงู าน กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย์
และรับฟังบรรยายพเิ ศษผู้บรหิ ารระดับสูง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวนั
13.00 – 16.00 น. สรปุ ผลการอบรมและการถอดบทเรียน
*หมายเหตุ : - ทกุ คร้ัง มีการประเมินก่อนการฝกึ อบรม (Pre-test) และประเมนิ ผลหลงั การฝึกอบรม (Post-
test)
หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคณุ ..พลังท่ีย่งั ยนื ” 125
- เวลา 10.15 - 10.30 น. และ 14.30 - 14.45 พกั รับประทานอาหารว่างและเครือ่ งดื่ม
รายละเอยี ดกจิ กรรม
หลักสตู รการเป็นพเ่ี ลย้ี ง (R6)
โดย ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวิน
หมวดที่ 1 ความสำนกึ ของประชากรไทยในการดำรงชีวติ ตามรอยพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ฯ ร.9
(3ชั่วโมง) แบง่ เป็น
หวั ยอ่ ยที่ 1.1 ความสำนึกของประชากรไทยในการดำรงชีวติ ตามรอยประบาท สมเด็จพระ
เจา้ อยหู่ ัวฯ ร.9
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังท่ยี ั่งยืน” 126
กจิ กรรม : การบรรยายปาฐกถาพิเศษ เรอื่ ง เยาวชนไทยรว่ มร้อยใจตามรอยเบอ้ื งพระยุคลบาท
โดยหม่อมหลวงปนดั ดา ดิศกลุ รัฐมนตรปี ระจำสำนักนายกรัฐมนตรี (1 ช่ัวโมง)
หัวยอ่ ยท่ี 1.2 จิตสำนกึ ความเป็นพลเมอื งไทยท่ีดี รกั และหวงแหนแผน่ ดนิ ไทย
กจิ กรรม : ฉนั คือพลเมืองไทย ฉันเป็นพลเมอื งดี (30 นาท)ี
หัวย่อยที่ 1.3 บทบาทและหน้าทขี่ องเยาวชนท่ีมีตอ่ สังคมและประเทศชาติ
กิจกรรม : เยาวชนที่ดตี ้องมอี ะไร (45 นาท)ี
หวั ย่อยท่ี 1.4 เศรษฐกิจพอเพียง
กิจกรรม : พอเพยี ง เพยี งพอ สานต่อ ทำตาม (45 นาที)
หมวดที่ 2 ความเปน็ มา บทบาทหนา้ ท่ี บคุ ลิกภาพและทักษะการเป็นพี่เล้ยี งที่ดี (6 ชั่วโมง) แบง่ เป็น
หวั ย่อยที่ 2.1 ความหมายของการเปน็ พี่เล้ียง
กิจกรรม : พ่ีเลยี้ งคือใคร (นาที)
หัวย่อยที่ 2.2 คุณลักษะของการเป็นพเ่ี ลย้ี งท่ีพึงประสงค์
กิจกรรม : พีเ่ ล้ียงทด่ี ีตอ้ งมีอะไร (นาท)ี
หวั ยอ่ ยที่ 2.3 บทบาทหน้าที่การเปน็ พเ่ี ลี้ยง
กิจกรรม : กิจกรรมกล่มุ สมั พันธแ์ บง่ ตามฐาน โดย
ฐานที่ 1 ฉนั คอื กระจกเงา (นาที)
ฐานที่ 2 ทัวร์ประสบการณ์ (นาที)
ฐานท่ี 3 กำลังใจจากใครหนอ (นาที)
ฐานท่ี 4 เปา้ หมายมไี วพ้ ่งุ ชน (นาท)ี
ฐานที่ 5 ฉนั มจี ดุ อ่อน ฉนั มีจดุ แขง็ (นาท)ี
*เวลารวมเดินเปลย่ี นฐาน
หัวย่อยท่ี 2.4 บทบาทการเปน็ พ่เี ล้ยี งโครงการอบรมเยาวชน
กิจกรรม : (นาที)
หวั ยอ่ ยที่ 2.5 บทบาทการสอนงานของพเ่ี ล้ียง
กจิ กรรม : (นาที)
หวั ยอ่ ยท่ี 2.6 จิตวิทยาการเปน็ พ่ีเลย้ี ง
กจิ กรรม : (นาท)ี
หมวดที่ 3 การสอ่ื สารและสมั พันธภาพท่ีดขี องการเป็นพ่เี ลีย้ ง
(6 ช่ัวโมง) แบ่งเปน็
หวั ยอ่ ยท่ี 3.1 การสื่อสารระหวา่ งบคุ คล (นาที)
หัวย่อยท่ี 3.2 วิธีสรา้ งความร่วมมอื และประสานพลงั ในองคก์ ร (นาที)
หวั ยอ่ ยที่ 3.3 การมีความสมั พนั ธอ์ นั ดีกบั ผ้อู ่นื เปน็ สิ่งจำเปน็ ในการมีชีวิตอยขู่ องมนษุ ย์(นาที)
หวั ย่อยที่ 3.4 การสรา้ งความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคล (นาท)ี
หวั ยอ่ ยที่ 3.5 ทกั ษะสำคัญของนกั สือ่ สารทีด่ ี
กิจกรรม : (นาท)ี
หวั ย่อยที่ 3.6 ความมมี นษุ ยส์ ัมพนั ธ์ทดี่ ี (นาท)ี
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ท่ยี ่งั ยนื ” 127
หัวย่อยที่ 3.7 เปน็ ผทู้ ม่ี คี วามคิดเชิงบวก (นาที)
หัวย่อยท่ี 3.8 การเสรมิ สร้างความสามัคคี (นาที)
หวั ย่อยที่ 3.9 เปน็ ผู้มภี าวะผู้นำ (นาที)
หัวย่อยท่ี 3.10 กลยุทธ์การส่ือสารเพ่ือโนม้ นา้ วการปฏิบตั ใิ นองค์กร (นาที)
หวั ยอ่ ยที่ 3.11 ผนู้ ำกับการบริหารทีมงาน (นาท)ี
หมวดท่ี 4 เทคนิคการเปน็ พีเ่ ล้ยี ง(Coaching) (3 ช่วั โมง)แบง่ เปน็
หวั ยอ่ ยท่ี 4.1 หัวใจสำคญั ของการเปน็ พเี่ ลี้ยง (นาที)
หัวย่อยท่ี 4.2 เทคนคิ การปฏิบตั ิตัวในฐานะพี่เลยี้ ง (นาท)ี
หัวยอ่ ยที่ 4.3 เทคนิคการสอน แนะนำ ปรกึ ษาและดูแล (นาท)ี
หลกั สูตรการสง่ เสรมิ ศักยภาพเยาวชน (R7)
โครงการพลงั ใจในมือคุณ..พลงั ที่ย่งั ยนื
โดย ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวนิ
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังที่ยง่ั ยนื ” 128
หลักสูตรการสง่ เสริมศกั ยภาพเยาวชน (R7)
โดย ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวนิ
หลกั การและเหตุผล
ในปัจจุบัน “เด็ก” เป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความสนใจและให้ความสำคัญเป็นอย่าง
มาก เนื่องจากการสร้างอนาคตของชาตยิ ่อมมาจากการพฒั นาคน โดยเฉพาะเดก็ และเยาวชน ทงั้ นี้จากรายงาน
สถานการณ์เด็ก เยาวชนและผูด้ ้อยโอกาสทางสังคมจากแผนปฏิบตั ิการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสร้างสงั คมแห่ง
ความเป็นธรรม ด้วยการสร้างอนาคตของชาติและด้านการพัฒนาคน เด็กและเยาวชนตามมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2554 พบวา่ มเี ด็กดอ้ ยโอกาสและเดก็ นอกระบบการศึกษาถึง 400,000 คน ซ่ึงอาจเป็น
ผลมาจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบให้ครอบครัวไม่
อาจทำหน้าทบ่ี าทบาทของตนได้อย่างสมบรู ณ์
จากสถานการณ์ปัจจุบันเด็กที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เมื่อเด็กเข้ามาอยู่ใน
ศูนย์พักพิง เด็กเหล่านี้ควรได้รับสวัสดิการพื้นฐานในด้านต่าง ๆ เช่น ปัจจัยสี่ การศึกษาและการฝึกอาชีพ
เพ่ือให้เดก็ มคี วามรู้ ความสามรรถและทักษะในการประกอบอาชพี สามารถพ่ึงตนเองไดแ้ ละสามารถอยู่ร่วมกับ
คนในสังคมไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพเมอ่ื กลับสสู่ ังคม
อย่างไรก็ดี มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลากหลายวิธีการ เช่น การจัดตั้งสถาน
สงเคราะห์หรือสถานพักพิงให้กับกลุ่มเด็กเร่ร่อนในเมืองพัทยา ซึ่งมูลนิธิบ้านจริงใจถือเป็นส่วนหนึ่งในการ
ช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยและการศึกษา เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ อย่างปกติสุข ทั้งนี้การ
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ที่ย่ังยนื ” 129
ชว่ ยเหลอื เด็กยังมีเรื่องของการประกอบอาชีพและรายไดเ้ ขา้ มาเก่ียวขอ้ ง ซงึ่ แมจ้ ะยงั มิใชว่ ยั ทำงานแต่การเสริม
พลงั ทกั ษะดา้ นการประกอบอาชพี ย่อมเป็นส่วนสำคญั ท่ที ำให้เดก็ และเยาวชนสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง
ต่อไปอยา่ งม่นั คง
ดังนั้น กลุ่มของพวกเราจึงคิดโครงการ “My Idol For Yourself” ขึ้นมาเพื่อช่วยค้นหา
เป้าหมายในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพผ่านบุคคลตัวอย่างในสังคม ซึ่งจะเปิดโอกาสและเปิดพื้นที่ให้
เด็กและเยาวชนได้เลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจรวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดย
กระบวนการดงั กล่าวจะเป็นสงิ่ ที่สร้างภาวะผนู้ ำใหก้ ับเด็กให้สามารถดูแลผู้อน่ื และดแู ลตนเองตอ่ ไปได้
เยาวชนส่วนใหญ่มีปัญหาหลายอย่างที่ตนอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง
สังคมต้องให้ความสำคัญ ให้โอกาสกับพวกเขาได้มีโอกาสในการแสดงความสามารถ ให้ได้รับความรู้ ได้รับ
คำปรึกษา ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจและมีความพร้อมสำหรับการปรับตัวใน
การแสดงออกอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะเป็นที่ยอมรับในสังคมสามารถเรียนรู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ การอยู่ร่วม
ปฏิสัมพันธก์ ับบุคคลอ่นื มมี นษุ ยส์ ัมพนั ธท์ ่ีดี มคี วามบากบั่น รู้จักคิดพบปัญหาสามารถแก้ไขไดม้ ีความเข้มแขง็ มี
ภูมคิ ุ้มกนั ร้จู ักดูแลตนเองและพึ่งตนเองได้
ปัจจุบันเยาวชนมีทักษะทางด้านอาชีพเฉพาะที่หน่วยงานต้องการ แต่ยังไม่พอต่อการปฏิบัติงาน
ยังจะต้องมีทักษะทางสังคมควบคู่ ประกอบด้วยการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร ความสามารถในการปรับตัว
ตามสถานการณ์ ความอดทน การโน้มน้าวใจผู้อื่น การบริหารจัดการเวลา การมีแรงกระตุ้นในการทำงาน เป็น
ต้น จึงต้องจัดฝึกอบรมทักษะทางสังคมให้แก่กลุ่มเยาวชนได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จใน
ชวี ติ และการทำงานต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพือ่ ใหผ้ เู้ ข้ารบั การฝึกอบรมเรียนรู้บคุ ลิกภาพและพัฒนาคุณสมบัตขิ องผู้มีทกั ษะทางสงั คมที่ดี
2. เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จในชีวิตและ
การปฏบิ ัตใิ นองคก์ ร
3. เพอื่ ให้ผู้เข้ารบั การอบรมมที ักษะทางสงั คมท่พี งึ ประสงคใ์ นการคดั เลอื กเข้าทำงานมอี าชีพท่ีเหมาะสม
4. เพ่อื ค้นหาและเปิดโอกาสให้เดก็ มีพน้ื ท่ใี นการแสดงออก
ขอบเขตเนอ้ื หาหลักสตู รทักษะทางสังคม (Soft skills)
ขอบเขตเนื้อหาประกอบด้วยหัวขอ้ ดังน้ี
1. ความเปน็ พลเมืองไทยทดี่ ี
2. ละลายพฤติกรรมกจิ กรรมกลุ่มสัมพนั ธ์ และ 4 ช.ม. คอื กจิ กรรมภาคกลางคนื
ขอบเขตเนอื้ หาหลกั สตู รทกั ษะทางสังคม (Soft skills)
ขอบเขตเน้ือหาประกอบด้วยหวั ขอ้ ดงั นี้
หัวขอ้ วิชา/วทิ ยากร/กิจกรรม หัวยอ่ ย รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรปุ
1. ความเป็นพลเมืองไทยทีด่ ี 1.1 ความสำนึกของประชากร แนวคิดที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังคน
ไทยในการดำรงชีวิตตาม รุ่นใหมใ่ ห้เดนิ ตามรอยพ่อของแผ่นดิน สรา้ งความเข้าใจให้
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลังที่ยงั่ ยนื ” 130
หัวขอ้ วชิ า/วิทยากร/กิจกรรม หวั ย่อย รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรปุ
โดย วิทยากรสร้างแรงบนั ดาลใจ รอยประบาท สมเด็จพระ เยาวชนได้รับรู้ว่า "ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง" สร้างแรง
คือ อรพิมพ์ รกั ษาผล หรอื เจ้าอย่หู ัวฯ ร.9 บันดาลใจให้เกิดจิตสำนึก ด้านคุณธรรม จริยธรรมแก่
มล.ปนดั า ดิศกุล หรอื คนอนื่ ๆ 1.2 จติ สำนึกความเป็น เยาวชน เสริมสร้างพลังความเข้มแข็งมีกำลังใจในการ
ตามความเหมาะสม โดยการ พลเมืองไทยทดี่ ี ปฏิบัติหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ให้ สังคมไทยงดงามและ
บรรยาย 3 ช.ม.โดยจดั รับฟัง พฒั นา ปจั จบุ นั
พร้อมกบั หลกั สูตรพเ่ี ลย้ี ง
2. ละลายพฤติกรรมกิจกรรม 2.1 ละลายพฤตกิ รรมกิจกรรม กิจกรรมละลายพฤติกรรม คือ กระบวนการที่จัด
กลุ่มสมั พันธ์ (Post Tagged with) ขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสแสดงความเป็น
(4 ช.ม. เป็นกจิ กรรมภาค ตัวเองทำความรู้จัก และเปิดเผยตัวเองออกมาให้สมาชิก
กลางคืน) แต่ละคนในกลุ่มได้รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว
โดย อาจารย์สุกิจ ศุภกิจเจริญ เมื่อมนุษย์ได้เข้ามาสู่สถานที่ใหม่หรือสังคมใหม่ มักจะ
ศูนย์พัฒนาบุคลากรสุกิจ ศุภกิจ สร้างกำแพงของตวั เองเพอ่ื ป้องกันตัวเองด้วยสาเหตุ
เจริญ, แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลัก ต่าง ๆ ตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการปิดกั้นตัวเองก่อนการ
ส่ี กรงุ เทพฯหรอื รชิ อนิ เตอร์ ปรบั ตวั เพือ่ เข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ
เทรนนิ่ง จำกัด 47 อาคาร เอ็มที กิจกรรมละลายพฤติกรรมจึงเป็นเครื่องมือให้
แอนด์ ที ชั้น 5 ห้องที่ 51 S ถนน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาส ทำความรู้จักโดยการทำ
สุขุมวิท 69 แขวงพระโขนงเหนือ กิจกรรมร่วมกัน และเปิดเผยความเป็นตัวเอง ซึ่งจะ
เขตวัฒนา กรงุ เทพฯ 10110 ก่อให้เกิดความเป็นอนั หนึ่งอันเดียวกนั มีความรู้สึกว่าเปน็
โทร. 02-381-4070-1 พวกเดียวกัน เสริมสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรได้เร็วกว่า
โทรสาร 02-381-4072 การให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่
มอื ถือ 09-8324-9492 เอง ซึ่งกระบวนการละลายพฤติกรรม ถือว่ามีความสำคัญ
เปน็ อย่างย่งิ ก่อนเริม่ กิจกรรมต่าง ๆ ในการจดั การอบรม
3. ทกั ษะทางสังคม(6 ช.ม.) 2.2 กิจกรรมกลมุ่ สมั พนั ธ์ กิจกรรมวอร์คแรลลี่เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความ
โดย ผศ.ดร.จรีลกั ษณ์ รัตนาพันธ์ (Walk Rally) รักความผูกพัน สร้างความสามัคคี ลดความขัดแย้ง เน้น
สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ ความสนุกสนานให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ระดม
มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช 3.1 เยาวชนกับทักษะทาง ความคิดในการทำงานเป็นทีม ให้มีความคิดสร้างสรรค์
สงั คม เปดิ โลกทศั น์ใหม่ ๆ ฝกึ ใหค้ ิดในการเลน่ กิจกรรมแล้วนำไป
ประยุกต์ใช้กับการทำงานในปัจจุบัน สร้างบรรยากาศใน
การทำกิจกรรมจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานแต่แฝงเร้น
ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ ในการทำงานเป็นทีมท่ี
ตอ้ งรว่ มมือร่วมแรงรว่ มใจกัน
ทักษะทางสังคมเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็น
ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม เป็นทักษะ
ที่จำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัยเพื่อใช้ในการ
ปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสารและการอยู่ร่วมกันของบุคคลใน
สังคม บุคคลที่มีทักษะทางสังคมดีจะสามารถอยู่ร่วมกับ
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ที่ยง่ั ยนื ” 131
หัวข้อวชิ า/วิทยากร/กิจกรรม หวั ยอ่ ย รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรปุ
บุคคลในครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างมีความสุข
ทักษะสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่าง
เป็นระบบเช่นเดียวกบั ทักษะอื่น ๆ
ทักษะทางสังคมเป็นความสามารถในการรู้จัก
เข้าใจ สร้างสรรค์และประสาน ความรู้สึก ความต้องการ
ความสัมพันธ์ ตลอดจนแก้ปัญหาและจัดการกับการ
ปฏิสัมพันธ์ของบุคคลที่มีต่อกัน ทักษะทางสังคม
ประกอบด้วยกลุ่มของทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์
และการสื่อสารระหว่างกันของบุคคลในสังคม ได้แก่
ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกัน
ความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย
กฎ กติกาต่าง ๆ ในสังคมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ใน
ทางบวกให้เกิดขึ้นเป็นความสามารถของบุคคลในการ
ปฏิบัติตนให้สามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น หรือทำสิ่งใดส่ิง
หนงึ่ รว่ มกบั บุคคลอื่นตามวตั ถุประสงค์ทก่ี ำหนดไว้ ภายใต้
ระเบียบกฎเกณฑข์ องสงั คมนน้ั ได้อย่างเหมาะสม
3.2 การพัฒนาทักษะทางสังคม อีริคสัน (Erik Erikson) นักจิตวิทยาอธิบาย
มีความเกี่ยวข้องกับการ เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะทางสังคมว่ามีความเกีย่ วข้องกับ
พัฒนาบคุ ลิกภาพ บุคคล การพัฒนาบุคลิกภาพ บุคคลจะมีการพัฒนาบุคลิกภาพ
ต ล อ ด ช ี ว ิ ต แ ล ะ เ ป ็ น ส ิ ่ ง ส ำ ค ั ญ ท ี ่ ม ี อ ิ ท ธ ิ พ ล ต ่ อ ก า ร มี
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหรือการมีสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ ใน
สังคมนั่นเอง อิริคสัน ได้จำแนกพัฒนาการทางบุคลิกภาพ
ของบุคคลไว้ 8 ข้นั คือ
ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้วางใจและความไม่ไว้วางใจ
(Trust VS Mistrust) จะเริ่มขึ้นระหว่างช่วงอายุแรกเกิด
ถึง 1 ขวบ ถ้าเด็กได้รับอาหาร ความรัก ความเอาใจใส่
และความใกล้ชิดจากมารดาหรือพี่เลี้ยงเป็นอย่างดี เด็ก
จะเกดิ ความรสู้ ึกไว้วางใจและความอบอนุ่ ม่ันคงในทางตรง
ข้ามหากถูกทอดทิ้งและไม่ได้ความรักจะเกิดความรู้สึกไม่
ไว้วางใจใครในวัยเดก็
ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองและความสงสัย
(Autonomy VS Doubt) ความรู้สึกนี้จะเกิดในช่วงปีท่ี
2 เด็กวัยนี้จะแสดงออกให้เห็นว่าตนเองมีความสามารถ
มีความเป็นตัวของตัวเอง ในทางกลับกันหากเด็กไม่ได้รับ
ความสำเร็จหรือความพอใจก็จะเกิดความอายและกลัว
การแสดงออก
หัวข้อวิชา/วิทยากร/กิจกรรม หวั ยอ่ ย หลกั สูตรโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลังที่ยัง่ ยนื ” 132
รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรุป
ขั้นที่ 3 การริเริ่มและความรู้สึกผิด (Initiative VS
Guilt) เป็นช่วงอายุ 3 ถึง 5 ปี เด็กวัยนี้จะเลียนแบบ
สมาชิกในครอบครัวชอบทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ถ้าทดลอง
แล้วผิดพลาดจะเกิดความขยาดและหวาดกลัวเป็นวัยที่มี
ปฏสิ ัมพนั ธ์กบั สมาชกิ ในครอบครวั และเดก็ ๆ นอกบา้ น
ขั้นที่ 4 ความรู้สึกรับผิดชอบและความรู้สึกปม
ด้อย (Industry VS Interiority) เกิดขึ้นในช่วงอายุ 6- 11
ปี เด็กวัยนี้จะเริ่มเกี่ยวข้องกับบุคคลนอกบ้านมากขึ้น
เป็นช่วงที่จะขยันเรียน ขยันอ่านหนังสือประเภทต่าง ๆ
พูดคุยและอวดโชว์ความเด่นและชอบแสดงความสามารถ
ของตนเพื่อให้เพื่อนยอมรับถ้าทำไม่ได้ก็จะผิดหวังและ
รสู้ กึ เป็นปมดอ้ ย
ขั้นที่ 5 บุคลิกภาพของตนและความไม่เข้าใจ
ตนเอง (Identity VS Identity Diffusion) อยู่ในช่วงอายุ
13-18 ปี เป็นระยะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นซึ่งต้องการสร้าง
เอกลักษณห์ รือบคุ ลกิ ภาพของตนโดยเลยี นแบบจาก
เพื่อน ๆ หรือผู้ใกล้ชิด ถ้ายังสร้างเอกลักษณ์ของตนไม่ได้
จะเกิดความว้าวุ่นและหมดหวังจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้
อยู่ใกล้ชิดต้องแสดงแบบอย่างที่ดีเพื่อให้เด็กสร้าง
บุคลกิ ภาพท่ีเหมาะสม
ขั้นที่ 6 ความเป็นผู้นำและความเปล่าเปลี่ยว
(Intimacy VS Isolation) ช่วงอายุ 19-40 ปี เป็นวัยท่ี
ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่มีความต้องการเป็นผู้นำต้องการ
ติดต่อและสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ จนเป็นเพื่อนสนิท
และหรือเป็นคู่ชีวิต หากไม่สามารถทำได้ตามที่คาดหวังก็
จะแยกตนเองออกจากสังคมหรืออยู่ตามลำพัง ในวัยนี้จะ
มีเพื่อนรัก เพื่อนรว่ มงานและเพอ่ื นสนิทเปน็ จำนวนมาก
ขั้นที่ 7 ความเสียสละและความเห็นแก่ตัว
(Generativity VS Self Absorption) เปน็ ชว่ งวยั กลางคน
เป็นวัยท่ีมีความรับผิดชอบมีครอบครัวมีการให้กำเนิดบุตร
ให้การอบรมเลี้ยงดู ให้การศึกษา ให้ความรักและความ
เอาใจใส่เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่บุตรหลานและ
สมาชิกในครอบครัว
ขั้นที่ 8 ความมั่นคงของชีวิตและความสิ้นหวัง
(Integrity VS Despair) อยู่
หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมือคุณ..พลงั ท่ยี ง่ั ยนื ” 133
หวั ขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กิจกรรม หัวย่อย รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรปุ
3.3 คุณสมบัติของผู้มีทักษะ 1. มีคุณลักษณะส่วนบุคคลที่ดี คุณลักษณะส่วน
ทางสงั คมทด่ี ี บุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลให้การพัฒนาทั กษะทาง
สังคมของบุคคลสามารถดำเนินการไปได้จนประสบผล
ตามที่กำหนดไว้ คุณลักษณะส่วนบุคคลที่ควรได้รับการ
ส่งเสริมให้มีขึ้น ได้แก่ ความมุ่งม่ันตั้งใจ ความมีระเบียบ
วินัย ความรับผิดชอบ ความขยันหมั่นเพียรและอดทน
ความซ่ือสตั ย์
2. มีทักษะการสื่อสารดี มีหลายทักษะแต่ท่ีจำเป็น
เบื้องต้นสำหรับผู้เรียนต้องการพัฒนาทักษะทางสังคม
ได้แก่ การพัฒนาทักษะการฟังและการพูด ทักษะการ
สังเกตและการตีความภาษาทา่ ทาง เปน็ ตน้
3. มีทักษะการจัดการกับตนเองดี ได้แก่ การรู้จัก
และยอมรับตนเอง การวางแผนการทำงาน การควบคุม
ตนเอง เปน็ ต้น
4. มีการตระหนักรู้ทางสังคม เป็นความสามารถ
ของบุคคลในการแสดงออกถึงการรับรู้เกี่ยวกับตนเองว่า
เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสิ่งแวดล้อม การแสดง
พฤติกรรมอย่างเหมาะสมในการสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างตนเองกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถ
อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข คุณสมบัติข้อนี้ ได้แก่ การ
เป็นผู้รู้จักกาลเทศะและมีมารยาททางสังคมที่เหมาะสม
เป็นต้น การจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ทาง
สังคมควรเป็นเรื่องจริงที่เกี่ยวข้องกับผู้ทำกิจกรรม โดย
เริ่มจากเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวไปสู่เรื่องที่ไกลตัวออกไป ได้แก่
การเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในที่ทำงาน ชุมชน
และสิ่งแวดล้อม
3.4 การพัฒนาทักษะทางสังคม 1) การแสดงพฤติกรรมทเี่ หมาะสม
เพื่อใช้กับเพื่อนร่วมงาน 2) ลกั ษณะนสิ ยั การทำงาน ได้แก่
หรอื บุคคลอืน่ -การฟัง การพูด
-ความมุ่งม่ันเอาใจใส่ความขยันอดทนในการ
ทำงาน
-การทำตามคำแนะนำและปฏบิ ัติตามกฎระเบียบ
-การยอมรับผลทเ่ี กดิ ข้นึ จากการปฏิบตั ิของตนเอง
3) การจัดการกับความคับข้องใจและความโกรธ
ในการเรียนรู้หรือปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นอาจ
ก่อให้เกิดความคับข้องใจขึ้นได้ ดังนั้นส่ิงที่ควรฝึกให้บุตร
หลานปฏิบัติ คือ การจัดการกับความขับข้องใจหรือความ
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ที่ยัง่ ยืน” 134
หวั ข้อวชิ า/วทิ ยากร/กิจกรรม หวั ยอ่ ย รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรุป
4. กระบวนการเสริมสร้าง 4.1 การเสริมสร้างพลังอำนาจ โกรธที่เกิดขึ้น เป็นการฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง
การกลา่ ววาจาท่ีเปน็ เหตุผลในทางบวก
อำนาจในชมุ ชนเชงิ จิตวทิ ยา รว่ มกับผเู้ ข้ารบั การ
การเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับผู้ใช้บริการหรือ
ฝึกอบรม (Empower Empower With หมายความถึงการเสรมิ สร้างพลงั อำนาจ
ร่วมกับผู้ใช้บริการ โดยที่ทั้งผู้ดำเนินการ (ผู้นำ) จะต้องมี
With) ส่วนร่วมในกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม (ในทีนี้หมายถึงเด็กและเยาวชน
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม) นัยหนึ่งอาจหมายรวมได้ถึงการ
ประคับประคองซึ่งกันและกันเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
รู้สึกได้ว่าตนไม่ได้เผชิญสภาวะยากลำบากอยู่เพียงลำพัง
ยังมีคนคอยรับฟังและให้กำลังใจก่อให้เกิดความรู้สึก
ตระหนักร่วมและความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งนี้
ยังเป็นการเปิดทัศนะมุมมอง เรียนรู้ตัวตน ทำความเข้าใจ
และยอมรับในตัวตนของท้ังผู้เข้าร่วมกิจกรรม รับรู้ถึง
ความแตกต่าง ความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคลและ
เคารพสิทธิส่วนบุคคลนั้น กับทั้งทำความเข้าใจและยอม
รันในความเป็นตัวเองของผูด้ ำเนนิ กิจกรรมอีกด้วย
การเสริมสร้างพลังอำนาจร่วนกับผู้ใช้บริการหรือ
Empower With จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง
ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างผู้ร่วมกิจกรรมและผู้ดำเนิน
กิจกรรม อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อ
ใจ อันน้ำมาซึ่งความเข้าใจในตัวตน สภาวะทางกาย
อารมณ์ สังคมและจิตใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมกัน
ป้องกันและแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกับ
สภาวะทางสังคมเพื่อเป็นพลวัตและความเปลี่ยนแปลงท่ี
อาจจะเกิดขึ้นหรือต้องเจอนอกศูนย์ฝึกอบรมเด็กและ
เยาวชนต่อไปในอนาคต
4.2 การเสรมิ สร้างพลังอำนาจ การเสริมสร้างพลังอำนาจจากภายใน หรือ
จากภายใน (Empower Empower within คือ การเสริมพลังอำนาจที่มีจาก
Within) ภายในตวั ของผู้ใช้บรกิ ารเอง
ในกรณีนี้ การทำให้ผู้รับบริการได้เกิดการสร้าง
พลังใจให้กับตัวเอง โดยการฝึกอาชีพเพื่อให้ผู้ใช้บริการ
รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความภาคภูมิใจในตัวเองและ
สามารถนำไปเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งการ
เสริมพลังในตัวเองจะทำให้ผู้ใช้บริการไม่มองว่าตนเองไร้
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทีย่ ัง่ ยืน” 135
หัวข้อวชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม หวั ย่อย รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรปุ
ค่า ถึงแม้จะเคยผ่านเหตุการณ์ที่ผิดพลาดมาก็ยังคงมีพลัง
ทีจ่ ะใชช้ ีวิตตอ่ ไปในอนาคตได้
กระบวนการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมในทีนี้จะ
สามารถแบ่งการดำเนนิ งานออกได้เปน็ 3 ขน้ั ตอน คือ
ขั้นตอนการสร้างความรู้ (Appreciation) หรือ A
เนอ่ื งจากเด็กและเยาวชนในศูนยฝ์ กึ อบรมเดก็ และเยาวชน
ดำเนินชีวิตอยู่การ ภายใต้การฝึกอบรมเป็นเวลานาน บาง
คนอาจจะเกิดการปรับตัวหรือขาดทักษะในการใช้ชีวิต
ร่วมกับสังคมภายนอกซึ่งอาจจะส่งผลให้กลับไปกระทำผิด
ซ้ำได้ ดังนั้นการเสริมสร้างทักษะให้แก่เด็กและเยาวชนได้
มีทักษะและภูมิคุ้มกันในตนเองและสามารถนำไปต่อยอด
ใช้ชีวิตได้ ซึ่งโครงการนี้นอกจากเด็กและเยาวชนจะได้รับ
ประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมแล้วยังได้นับการลดวัน
ฝึกอบรมและได้รับคะแนนความดีอีกด้วย จึงเป็นแรงจงู ใจ
ในการเสริมสร้างพลังอำนาจให้เด็กและเยาวชนอยากเข้า
ร่วมกจิ กรรมมากขึน้
4.3 กระบวบการวางแผนอยา่ ง
มีสว่ นร่วม (AIC) ขั้นตอนการสร้างแนวทางการพัฒนา (Influence)
หรือ I คือการใช้ทุนทางสังคม เครือข่ายภายนอกที่ใช้
ติดต่อประสานงานในการฝึกอบรมครั้งนี้ คือ มูลนิธิลูก
พระดาบสเป็นสถานที่ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับศูนย์
ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน จึงได้ติดต่อประสานงานให้เข้า
มามีส่วนร่วมในการฝึกทักษะด้านวิชาชีพให้แก่เด็กและ
เยาวชนที่กำลังจะพ้นโทษตามคำสั่งศาลให้มีทักษะด้าน
อาชีพติดตัวออกไปโดยการเรียนรู้หลักสูตรการทำอาหาร
เป็นแนวทางในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวอย่าง
พอเพียงหรือมูลนิธิแพลนวางแผนเพี่อคุณภาพของ
เยาวชนเป็นมลู นธิ ิท่ีประสานงานกับศนู ย์ฝึกอบรมเด็กและ
เยาวชนชายบ้านกรุณาเข้ามาเปิดโอกาสให้เด็กและ
เยาวชนได้ฝึกทักษะในการเรียนรู้การทำดอกไม้จันทน์
เพี่อให้เด็กและเยาวชนได้นำทักษะดังกล่าวไปเป็นทุนใน
การดำเนินชีวิต เครือข่ายภายในศูนย์ฝึก เช่น นักสังคม
สงเคราะห์จะต้องดำเนินงานร่วมกับครูที่ปรึกษา
นักจิตวิทยาและพ่อบ้านเพื่อขออนุญาตนำเด็กและ
เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก
ศูนย์ฝึก จึงเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงหรือผู้ที่คอยสนับสนุน
ชี้แนะแนวทางให้เด็กและเยาวชนได้เห็นคุณค่าของการมี
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลังท่ยี ่ังยนื ” 136
หัวข้อวชิ า/วิทยากร/กจิ กรรม หวั ยอ่ ย รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรุป
ทักษะทางด้านวิชาชีพเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตขั้นตอน
4.4 การประยกุ ตเ์ ช่อื มโยงจาก การสร้างแนวทางปฏิบัติ (Control) หรือ C ผู้เข้ารับการ
ทฤษฎี (ทฤษฎีการ ฝึกอบรมจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ จึงเกิดขึ้นจาก
เสรมิ สรา้ งพลงั อำนาจของ ความร่วมมือจากภายในและภายนอกองค์กรที่กล่าวไว้ใน
กบ๊ิ สัน) (Gibson. หัวข้อขั้นตอนการสร้างแนวทางการพัฒนา (Influence)
๑๙๙๑) หรือ I
4.5 การเสริมสร้างพลังอำนาจ กบิ๊ สนั (Gibson, ๑๙๙๑) ได้กล่าวถงึ การเสรมิ สรา้ ง
แบบ Empower พลังอำนาจว่าเป็นแนวคิดที่อธิบายกระบวนการทางสังคม
Leadership การแสดงถึงการยอมรับและชื่นชม การส่งเสริม การ
พัฒนาและเสริมสร้างความสามารถของบุคคลในการ
ตอบสนองความต้องการของตนเองและแก้ปัญหาด้วย
ตนเอง รวมถึงความสามารถในการใช้ทรัพยากรที่จำเป็น
ในการดำรงชีวิต เพื่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเอง
และรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจสามารถควบคุมความเป็นอยู่
หรือวิถีชวี ิตของตนเองได้
นอกจากนี้ กิ๊บสัน ได้กล่าวว่า การเสริมสร้างพลัง
อำนาจเป็นแนวคิดแบบพลวัตร (Dynamic concepts) ท่ี
มีทั้งการให้และการรับมีการแลกเปลี่ยนและมีการ
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สร้างความเข้มแข็งให้กับบุคคล เพี่อ
มุ่งเน้นการแก้ปัญหา โดยมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ด้าน
ผู้ใช้บริการ ด้านผู้ให้บริการและด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการซึ่งผู้จัดโครงการสามารถนำ
องค์ประกอบทงั้ 3 ดา้ น มาประยุกต์ ได้ดงั น้ี
1. ผใู้ ชบ้ รกิ าร กล่าวคอื ผเู้ ขา้ ร่วมโครงการจะเป็นผู้
ที่ได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจจากผู้ให้ความรู้และ
วิทยากร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
ควบคุมตนเองได้ มแี รงจงู ใจที่ดี เกิดการสร้างกระบวนการ
เรียนรู้ มีสัมพันธ์ที่ดีกับบริบทแวดล้อม การปรับปรุง
คุณภาพชวี ติ ให้ดขี น้ึ มีสุขภาพที่ดีข้ึนและมีจิตสำนึกในการ
รบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
2. ด้านการให้บริการ อาจจะกล่าวได้ว่า วิทยากร
ผู้ดำเนินโครงกร ผู้จัดโครงการ ตลอดจนประสานงานล้วน
แต่เป็นผู้เสริมสร้างพลังอำนาจให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ
ทั้งสิ้น อาจจะมีบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือในด้านการ
สนับสนุน การให้คำปรึกษา การอบรม การทำกิจกรรม
หวั ข้อวชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม หัวย่อย หลกั สูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลังทีย่ ัง่ ยนื ” 137
รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรุป
อำนวยความสะดวก ด้านทรัพยากร พิทักษ์สิทธิประโยชน์
ตลอดจนประสานการจัดกิจกรรมให้สำเร็วลุล่วงไปได้
ดว้ ยดี
3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการ
นับว่ามีความจำเป็นและมีความสำคัญที่สุดตั้งแต่เริ่มไป
จนถึงการสิ้นสุดกระบวนการซึ่งการสร้างสัมพันธภาพต้อง
เริ่มจากผู้ดำเนินโครงการ วิทยากรตลอดจนผู้จัดท่ี
เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดแก่
ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อตัวผู้ให้
ความรู้ โดยเฉพาะการสร้างความไว้วางไจให้ผู้เข้าร่วมรู้สึก
เชื่อถือในตัวของผู้ให้บริการ มีการนำหลักการมีส่วนร่วม
เข้ามาประยุกต์ในการดำเนินกิจกรรมมีส่วนร่วมในการ
ตัดสินใจ วางเป้าหมายร่วมกัน ทำงานร่วมกันให้ความ
ร่วมมือกัน นอกจากนี้การดำเนินโครงการต้องมีการ
จัดการอยา่ งเปน็ ระบบและมีความชอบธรรม
เห็นว่าผู้จัดโครงการ ผู้ดำเนินงานและวิทยากรมี
บทบาทสำคัญในการเสริมสร้างพลังอำนาจโดยการดึงเอา
แหล่งประโยชน์ทั้งภายในตนเองและแหล่งประโยชน์ใน
สิ่งแวดล้อมของผู้เข้าอบรมมาใช้ในการสร้างเสริมให้ผู้นับ
บรกิ ารสามารถปรบั ตวั เองได้และเหน็ คุณคา่ ในตนเอง
ต่อมากิ๊บสัน (Gibson, 1995) ได้ทำการวิจัยเชิง
คุณภาพเกี่ยวกับกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจใน
มารดาที่ดูแลเด็กป่วยเรื้อรัง จากผลการวิจัยดังกล่าว ก๊ิบ
สันได้สรุปรูปแบบกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจเป็น
ขั้นตอน ดังน้ี
ขั้นตอนที่ 1 กา รค้นพบสภาพการณ์จริง
(Discovering reality) เป็นการรับรู้และทำความเข้าใจ
และ ยอมรับเหตุการณ์และสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน
ตามสภาพที่เป็นจริง ทำความเข้าใจข้อมูลข่าวสารที่
ถูกต้อง ในขั้นนี้จะมีการตอบสนองของบุคคล 3 ด้าน คือ
ด้านอารมณ์ ดา้ นการคิดรู้ และดา้ นพฤตกิ รรม
ก า ร ต อ บ ส น อ ง ด ้ า น อ า ร ม ณ ์ ( Emotional
response) เมื่อบุคคลรับรู้และต้องเผชิญกับปัญหาท่ี
เกิดขึ้น จะเกิดความรู้สึกสับสน ไม่แน่ไจ ต่อต้าน วิตก
กังวล กระวนกระวาย กลัว โกรธ ความรู้สึกดังกล่าวเกิด
จากการที่บุคคลไม่สามารถยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นใน
สภาพของความเป็นจริงได้ เนื่องจากการขาดความรู้
หวั ขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กจิ กรรม หวั ยอ่ ย หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลงั ทย่ี ั่งยืน” 138
รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรุป
ความเข้าใจในการดูแลที่จะเกิดขึ้น ทำให้บุคคลรู้สึกคับ
ข้องใจคิดว่าตนเองป่วยและไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะ
สุขภาพที่ดีได้แต่ถ้าบุคคลมีการเปลี่ยนความคิดโดยมี
ความหวังว่าตนเองมีโอกาลที่จะมีอาการดีขึ้นได้ แต่
อาจจะต้องอาศัยเวลาเป็นตัวช่วย การคิดในลักษณะนี้จะ
ช่วยให้บุคคลมีกำลังใจดีขึ้น พยายามค้นหาปัญหา สาเหตุ
ที่เกิดขึ้นตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งจะช่วยให้สามารถดูแล
ตนเองได้อยา่ งถกู ต้องแลเหมาะสม
ก า ร ต อ บ ส น อ ง ท า ง ก า ร ค ิ ด ร ู ้ ( Cognitive
responses) เมื่อบุคคลรู้สึกสูญเสียความสามารถหรือไม่
มั่นใจในการดูแลตนเอง ระยะนี้บุคคลจะแสวงหาความ
ช่วยเหลือจากสิ่งรอบข้าง โดยการหาข้อมูลความรู้ให้
ไดม้ ากทีส่ ุดเท่าทจี่ ะเป็นไปได้ ไมว่ า่ จะเปน็ การอ่านหนังสือ
การถามแพทย์ พยาบาล ผูป้ ว่ ยอ่ืน ๆ ซงึ่ ประสบเหตกุ ารณ์
ที่คล้ายคลึงกัน เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจเหตุการณ์และ
สถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในระยะนี้บุคคลจะใช้ข้อมูล
ความรูท้ ้ังหมดทไี่ ด้จากการแสวงหาจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้
ประกอบการตัดสินใจในการแก้ปัญหาและสถานการณ์
ตา่ ง ๆ ตอ่ ไป
การตอบสนองทางพฤติกรรม ( Behavioral
responses) โดยบุคคลจะรับรู้และตระหนักว่าการดูแล
ตนเองเปน็ หน้าท่แี ละความรนั ผิดชอบของตน การทบ่ี คุ คล
คิดว่าสิ่งที่ได้ทำเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ ขณะน้ัน
และมองปญั หาทเี่ กดิ ข้ึนในแงด่ ี พยายามทำความเข้าใจกับ
ปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนสามารถรู้ชัดเจนว่าส่ิง
ที่ตนเองต้องการการดูแลอย่างแท้จริงคืออะไร เกิดความ
เข้าใจ ชัดเจนในการดูแล ตระหนักถึงความสำคัญของ
ตนเอง ใช้ประสบการณ์การแก้ปัญหาที่ผ่านมา มา
ประยกุ ตก์ ับสถานการณ์ใหม่ ในข้ันนี้การกระทำของบุคคล
จะได้รับข้อมูลย้อนกลับจากบุคคลที่เก่ียวข้องว่า ความ
วิตกกังวลจนเกินไปจะทำให้รู้สึกสับสน คับข้องใจและไม่
มั่นใจจนในที่สุดบุคคลจะตระหนักได้เองถึงสภาพปัญหาท่ี
เกิดขึ้นและเปลี่ยนความคิดเป็นเชิงบวกว่าปัญหาทุกอย่าง
กจ็ ะสามารถแก้ไขได้
ขั้นตอนที่ 2 การสะท้อนความคิดอย่างมีวิจาร
ญาณ (Critical reflection) การสะท้อนความคิดอย่างมี
วิจารณญาณเป็นการทบทวนเหตุการณ์ สถานการณ์อย่าง
หวั ขอ้ วิชา/วทิ ยากร/กจิ กรรม หัวยอ่ ย หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลังทีย่ งั่ ยนื ” 139
รายละเอียดเนอ้ื หาโดยสรปุ
รอบคอบเพื่อการตัดสินใจและจัดการกับปัญหาได้อย่าง
เหมาะสม เป็นการฝึกทักษะในการทำความเข้าใจกับ
สถานการณ์ปัญหา เมื่อบุคคลเกิดความรู้สึกคับข้องใจใน
การดูแล สามารถค้นหาสภาพการณ์จริง แสวงหา
ทางเลือกการพินิจพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ เกิด
มุมมองใหม่จะส่งผลให้บุคคลได้พัฒนาตนเองช่วยให้
กลับมามองปัญหา ประเมินและคิดวิเคราะห์ถึง
สถานการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในแง่มุมต่าง ๆ ทำให้
เข้าใจมากขึ้น นำไปสกู่ ารแกป้ ัญหาหรือการเปลีย่ นแปลงท่ี
ดีขึ้น ในขั้นนี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาความรู้สึกมีพลัง
อำนาจในการควบคุมตนเอง ( Sense of personal
control) ถ้าบุคคลผ่านขั้นตอนนี้ไปได้จะทำให้บุคคลรู้สึก
เขม้ แข็ง มีความสามารถและมพี ลงั เพ่มิ ขึ้น
ขั้นตอบที่ 3 การตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติกิจกรรมที่
เหมาะสมและลงมือปฏิบัติ (Taking charge) ใน ขั้นตอน
นี้ บุคคลจะตัดสินใจเลือกวิธีการปฏิบัติที่ตนเองคิดว่า
เหมาะสมและดที ีส่ ุด การที่บุคคลจะมีทางเลอื กไดห้ ลายวิธี
ก็ขึ้นกับการแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของบุคคล
นั้น ถ้าบุคคลมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่นเพื่อเป็นสิ่งท่ี
ช่วยประกอบการตัดสินใจด้วยตนเอง การตัดสินใจเลือก
ปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมเพี่อควบคุมและจัดการกับ
ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดการยอมรับตนเอง (Self-
determination) การจะตัดสินใจเลือกวิธีการปฏิบัติที่
ตนเองคิดวา่ เหมาะสมและดที ี่สุดจะอยู่ภายใต้เง่ือนไข ดังน้ี
1) เป็นวิธีที่แก้ปัญหาให้ตนเอง 2) สอดคล้องกับการดูแล
รักษาของทีมสุขภาพ 3) ได้รับการเอาใจใส่และสามารถ
ตอบสนองความต้องการของตนเอง 4) ผ่านการปรึกษา
และยอมรับจากทีมสุขภาพแล้ว และ 5) เป็นวิธีที่ยอมรับ
ได้ และเปิดกว้างให้บุคคลอื่นนำไปใช้ได้ ดังนั้นในขั้นตอน
นี้ ทั้งพยาบาลและผู้รับบริการต้องมีส่วนร่วมกนั หาข้อมลู
มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมอภิปรายกับ
ทีมสุขภาพและร่วมกันตัดสินปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้บคุ คลเกดิ ความเชื่อมั่นในตนเองมากขน้ึ
ขน้ั ตอนท่ี 4การคงไว้ซ่ึงการปฏบิ ัติท่ีมปี ระสิทธิภาพ
(Holding on) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ
เสริมสร้างพลังอำนาจ ในระยะนี้เมื่อเกิดปัญหาพยาบาล
และผู้รับบริการจะร่วมมือแก้ไขปัญหา เมื่อนำวิธีการที่
หลักสูตรโครงการ “พลังใจในมอื คณุ ..พลงั ทย่ี ่ังยนื ” 140
หวั ข้อวิชา/วทิ ยากร/กิจกรรม หัวยอ่ ย รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรุป
เลือกใช้ไปปฏิบัติแล้วเกิดประสิทธิภาพหรือประสบ
ความสำเร็จ บุคคลก็รู้สึกมั่นใจ รู้สึกมีพลังอำนาจ มี
ความสามารถและถือว่าเป็นข้อผูกพันในการปฏิบัติที่จะ
คงไว้ซงึ่ พฤติกรรมการแกป้ ญั หานนั้ สำหรบั ใชใ้ นครง้ั ต่อไป
การเสริมสร้างพลังอำนาจทั้ง 4 ขั้นตอน เป็น
กระบวนการระหว่างบุคคลที่มีความเชื่อมโยงและมีความ
ตอ่ เน่ืองกัน การทบ่ี ุคคลจะผ่านแต่ละขนั้ ตอน บคุ คลตอ้ งมี
พลังใจ พลังความคิดจากปัจจัยต่าง ๆ มาช่วยกันสร้าง
เสริมแรงใจให้บุคคลรู้สึกมั่นไจที่จะแก้ปัญหาให้ได้ด้วย
ตนเอง อย่างไรก็ตามผลการวิจัยดังกล่าวมีข้อจำกัดที่ไม่
ส า ม า ร ถ น ำ ไ ป อ ้ า ง อ ิ ง ก ั บ ก ล ุ ่ ม ป ร ะ ช า ก ร ไ ด้ เ น ื ่ อ ง จ า ก
กระบวนการดังกล่าวเป็นข้อค้นพบจากกลุ่มตั วอย่าง
เฉพาะกลุ่มซึ่งต้องมีการพัฒนาโดยการวิจัยเชิงปริมาณ
ก่อนนำกระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจดังกล่าวมาใช้
เป็นแนวคิด (Concept) ที่ใช้ได้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ
ต่อไป
สาระสำคัญ
ชีวิตของคนเราแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันบน
เส้นทางชีวิตของแต่ละคนที่ดำเนินมาตั้งแต่เกิดจนถึง
ปัจจุบันมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น บางช่วงเวลามีความ
4.6 ตัวอย่างกจิ กรรมทเ่ี ลือกใช้ ทุกข์ ความเศร้า เส้นทางชีวิตที่ผ่านมาและกำลังจะเดินไป
(กิจกรรม Road of Life ข้างหน้าก็เปรียบเสมือนถนนแห่งชีวิตของเราแต่ละคนซึ่ง
ถนนแห่งชวี ิต) ทุกคนย่อมมีเส้นทางเป็นของตนเองซึ่งจะต้องรับผิดชอบ
ในการเดินทางบนถนนชีวิต ดังนั้นบนเส้นทางของชีวิตนี้
กลุม่ เป้าหมาย :วัยรนุ่ ตอนปลาย เราต้องมีชีวิตอย่างมีสติอยู่กับปัจจุบันให้ถูกต้องซึ่งจะ
อายุ 12-18 ปี ส่งผลต่ออนาคตที่งดงาม ในขณะเดียวกันถนนชีวิตนี้เรา
ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวถ้าเปิดใจให้กว้างมองหาสิ่งที่ดีงามใน
วัตถุประสงค์ ระหว่างเส้นทางของชีวิต เราก็จะพบว่าชีวิตนี้จะไม่ได้อยู่
1. เพื่อให้เด็กและเยาวชนมี เพียงตัวคนเดียว มีเพื่อนที่ดีได้ที่จะสามารถร่วมแบ่งปัน
ความเข้าใจชีวิตและความ ความทกุ ขแ์ ละความสุข เราจะพบความสุขงา่ ย ๆ ได้ถ้าเรา
เปน็ มาของชวี ิตตนเอง รู้จักเลือก เช่น การมีความสุขได้โดยใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
2. เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ มองโลกในแงด่ ี สงิ่ เหลา่ นสี้ ามารถเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากตนเอง เรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่นและพร้อมที่จะพัฒนา
การดำเนินชีวิตที่ผ่านมากับ ตนเองเพ่อื มุ่งสูถ่ นนชีวติ ทด่ี งี ามได้
สมาชิกภายในกล่มุ วิธีการดำเนนิ การ
1. ผูน้ ำกลุ่มและสมาชกิ นง่ั เรียงกันเปน็ วงกลม
หลกั สตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลังทีย่ ัง่ ยนื ” 141
หัวขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กิจกรรม หัวย่อย รายละเอียดเนอื้ หาโดยสรปุ
3. เพื่อเสริมสร้างแนวคิดการมี 2. ผู้นำกลุ่มเริ่มเปิดประเด็นโดยสรุปสิ่งที่ได้
ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมี หลังจากการแนะนำตนเองว่าหลังจากที่ทุกคนรู้จกั กันแลว้
คุณค่า ควรทำอย่างไรจึงจะรู้จักกันมากขึ้น โดยให้สมาซิกในกลุ่ม
4. เพื่อให้เด็กและเยาวชน ได้แสดงความคดิ เห็น หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าประเด็นว่าชีวติ
สามารถพัฒนาตนเองตาม คนเราที่ผ่านมาเปรียบเสมือนถนนชีวิตที่มีทั้งสุขและทุกข์
เป้าหมายของชีวิตที่ตั้งไว้ มีส่ิงที่สมหวังและผิดหวังปะปนกันไปจึงขอให้ทุกคนใน
และมีความรับผิดชอบต่อ กลุ่มวาดถนนชีวิตตั้งแต่จำความได้ จนถึงปัจจุบันว่าในแต่
ชีวิตของตนเอง ละช่วงชวี ติ ที่ผ่านมาของตนน้ันเป็นอยา่ งไร
3. เมื่อทุกคนทำเสร็จแล้วผู้นำกลุ่มก็จะให้สมาชิก
วสั ดุอุปกรณ์ แต่ละคนอธิบายถนนชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเท่าที่จำความได้วา่
1. กระดาษเปลา่ จำนวนเท่า อยู่กับใครบา้ งในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่อนบุ าล ประถมศึกษา
สมาชกิ มัธยมศึกษา จนถึงปัจจุบันว่าชีวิตเป็นอย่างไรและถนน
2. ดินสอดำ หรือปากกา ชีวิตที่จะเดินทางต่อไปนั้นมีเป้าหมายของชีวิตอย่างไรโดย
3. ดนิ สอสหี ลายๆ สี ผ้นู ำกล่มุ จะต้องดูว่าสมาชิกแต่ละคนนน้ั พูดถงึ ประเดน็
ระยะเวลาในการดำเนินการ ต่าง ๆ ในถนนชีวิตครบถ้วนหรอื ถ้าไม่ครบผู้นำกลุ่มจะต้อง
30-45 นาที กระตุน้ โดยใช้คำถามให้สมาชิกอธิบายอกี ครั้ง
4. เมื่อครบทุกคนแล้วผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแต่ละคน
สรุปสิ่งที่ได้จากถนนชีวิตของตนเองและสมาชิกภายใน
กลุ่ม โดยผู้นำกลุ่มจะต้องกระตุ้นและเสริมในประเด็นท่ี
ขาด
ผลการจัดกิจกรรม
สมาชิกทุกคนสามารถวาดถนนชีวิตตั้งแต่จำความ
ได้จนถึงปัจจุบันให้มีความเข้าใจชีวิตและความเป็นมาของ
ชีวิตตนเอง มีการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ประสบการณ์ของชวี ติ
ที่ผ่านมา และสามารถบอกถึงเป้าหมายชีวิตตนเองใน
เบ้ืองต้นได้
ข้อจำกัดในการดำเนนิ กจิ กรรม
1. สมาชิกในกลุ่มอาจจะยังไม่ให้ความร่วมมอื ได้เต็มที่
2. ในช่วงวัยรุ่นนั้นมักจะมีความรู้สึกเขินอายในตัวเอง
และยังไม่กลา้ ที่จะบอกเรอ่ื งราวของตนเองให้ผ้อู น่ื ทราบ
เป็นการกระตุ้น ชี้นำ ผลักดันให้เห็นถึงสภาพ
ปัญหา เป็นผู้ที่มีปญั หาเดียวกันมีจุดมุง่ หมายเดียวกนั โดย
Empower Leadership ได้แบ่งออกเป็น ผู้นำ ผู้ตาม
สถานการณ์ โดยมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมโครงการ
เตรียมความพร้อมก่อนปล่อยของเยาวชนผู้กระทำ
ความผิด การจัดกิจกรรมต้องใช้กระบวนการกลุ่มที่มี
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ทยี่ งั่ ยืน” 142
หวั ขอ้ วชิ า/วทิ ยากร/กิจกรรม หัวย่อย รายละเอยี ดเนอื้ หาโดยสรุป
ระบบพี่เลี้ยงเป็นตัวช่วยในการดำเนินการกลุ่ม การมีผู้นำ
5. ส่งเสรมิ สมั มาอาชวี ะสู่เดก็ 5.1 วัตถปุ ระสงค์ ในการทำกิจกรรมโดยวิทยากรดำเนนิ การ โดยจะมี
และเยาวชน
วทิ ยากร : สถาบันพฒั นาฝมี อื 5.2 เนือ้ หาหลักสตู ร/เวลา/ ผูน้ ำ คอื ผนู้ ำกลุ่มหรือหวั หนา้ กล่มุ ที่คอยนำสมาชกิ
แรงงาน เทคนิค (ปรบั ตามความ กลุ่มในการทำกิจกรรม
เหมาะสม)
ผู้ตาม คือ สมาชิกในกลุ่มหรือเยาวชนที่เข้าร่วม
5.3 เทคนคิ โครงการคอยทำกิจกรรมตามแผนท่ไี ด้จัดขน้ึ
สถานการณ์ คือ เยาวชนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
คือเคยกระทำผิดเหมือนกัน และอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง
มาอยูใ่ นทเ่ี ดยี วกบั ทำให้มคี วามเข้าใจซงึ่ กนั และกนั มากขน้ึ
สถานการณ์สามารถเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันและกำลังจะ
ก้าวสู่สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตคือการก้าว
ออกไปสูส้ ังคมภายนอก
1. เพื่อเสริมสร้างความรู้ในการประกอบอาชีพ
ให้แก่เด็กและเยาวชนตามความถนดั และความสนใจ
2. เพอื่ เสรมิ สรา้ งทกั ษะในการดำเนินชวี ติ เมื่อส้ินสดุ การ
อุปการะเลยี้ ง
หมวดท1ี่ การฝกึ อาชพี
1.1 การทำแบบสอบถามบุคลิกภาพความถนัด
ความสนใจและบุคลิกภาพ 1 ชัว่ โมง
1.2 บรรยายให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการ
ประกอบอาชพี ตา่ ง ๆ 1 ช่ัวโมง
1.3 ฝึกอาชพี
1.3.1 การเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการทำ
กาแฟ และเครือ่ งดื่ม 3 ช่วั โมง
1.3.2 การเรียนรู้และฝึกทักษะการทำขนม
3 ช่ัวโมง
1.3.3 การเรียนรู้และฝึกทักษะการบริการ
การโรงแรม 3 ชัว่ โมง
1.3.4 การเรยี นร้แู ละฝกึ ทักษะการตัดผม
6 ชัว่ โมง
หมวดที่ 2 การเสริมสร้างทกั ษะในการดำเนนิ ชีวติ
2.1 เสริมสร้างทักษะในการดำเนินชีวิตและการ
ปรับตัวอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมภายนอก
2.2 การปรับบุคลิกภาพในการทำงาน 3 เดือน/12
ช่วั โมง
การใช้ Empower และ Delegation ในแตล่ ะขัน้ ตอน
หลักสตู รโครงการ “พลังใจในมอื คุณ..พลงั ที่ยงั่ ยนื ” 143
หวั ข้อวชิ า/วทิ ยากร/กิจกรรม หัวยอ่ ย รายละเอยี ดเนอ้ื หาโดยสรุป
- การบรรยาย
- กระบวนการกลมุ่
- การสาธติ
6. ฝึกปฏิบตั กิ ารพัฒนาทกั ษะ 6.1 วทิ ยากรดำเนนิ การตามช้นั ประเมนิ การเปลย่ี นแปลงดว้ ยการสังเกต
ทางสงั คม WORKSHOP ตอนตามแผนพัฒนา
เพื่อเสริมสร้างทักษะด้าน ทกั ษะทางสงั คม
อาชีพให้แก่เด็กและเยาวชน ให้มี 6.2 ประเมนิ ผลการ
ศักยภาพและสามารถนำความรู้ เปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม
ไป ต่อยอดได้ ทางดา้ นทกั ษะทางสงั คม
เพื่อให้เด็กและเยาวชนมี
ทักษะการใช้ชีวิตและสามารถ
กำหนดทางเลือกให้แก่ตนเอง
อย่างมคี ณุ ภาพ
หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมือคุณ..พลงั ที่ยง่ั ยืน” 144
กจิ กรรม ครง้ั ท่ี 1 กำหนดการหลักสูตร
08.30 – 09.00 น. การเสริมสร้างศกั ยภาพเยาวชน (R7)
09.00 – 10.30 น.
โดย ดร.อัจฉรา ชลายนนาวนิ
10.30 – 10.45 น.
10.45 – 12.00 น. ลงทะเบียนและเตรียมความพรอ้ มสำหรับการฝกึ อบรม
การให้ความรู้เรื่องการบรรยายปาฐกถาพิเศษ เรื่อง เยาวชนไทยร่วมร้อยใจ
12.00 – 13.00 น. ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท โดยหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรี
13.00 – 14.30 น. ประจำสำนกั นายกรัฐมนตรี
14.30 – 14.45 น.
14.45 – 16.00 น. - ละลายพฤตกิ รรมและกลมุ่ สมั พนั ธ์
รับประทานอาหารวา่ ง
กิจกรรม ครั้งที่ 2 กิจกรรมการรับฟังทอล์กโชว์เสริมสร้างจิตสำนึกในหน้าที่พลเมือง ตามรอย
08.30 – 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวรชั กาลท่ี 9 ใน โดย คุณอรพิมพ์ รักษาผล
09.00 – 10.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
กจิ กรรม กิจกรรมกลุ่มสมั พนั ธ์
10.30 – 10.45 น. รับประทานอาหารวา่ ง
10.45 – 12.00 น. สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรียนต่อวัน
12.00 – 13.00 น.
13.00 – 14.30 น. ลงทะเบยี นและเตรยี มความพรอ้ มสำหรับการฝึกอบรม
14.30 – 14.45 น. กจิ กรรมการบรรยายเรอ่ื งเยาวชนกบั ทักษะทางสงั คม
14.45 – 16.00 น.
- ละลายพฤตกิ รรมและกลุ่มสัมพันธ์
กิจกรรม ครัง้ ที่ 3 รบั ประทานอาหารวา่ ง
08.30 – 09.00 น. กจิ กรรมคณุ สมบัติของผมู้ ที ักษะทางสงั คมท่ดี ี
09.00 – 10.30 น. รบั ประทานอาหารกลางวนั
กิจกรรมการพฒั นาทักษะทางสังคมเพอื่ ใช้กับเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลอนื่
10.30 – 10.45 น. รบั ประทานอาหารวา่ ง
10.45 – 12.00 น. สรุปผลการอบรมและการถอดบทเรยี นต่อวัน
ลงทะเบียนและเตรียมความพรอ้ มสำหรับการฝึกอบรม
กิจกรรมบรรยายให้ความรูเ้ รื่องกระบวนการเสรมิ สร้างอำนาจในชุมชนเชงิ
จิตวทิ ยา
- ละลายพฤติกรรมและกลุม่ สัมพันธ์
รบั ประทานอาหารวา่ ง
กจิ กรรมส่งเสรมิ สัมมาอาชวี ะสเู่ ดก็ และเยาวชน
หลักสูตรโครงการ “พลงั ใจในมอื คุณ..พลงั ที่ย่ังยนื ” 145
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวนั
13.00 – 14.30 น. กิจกรรมฝกึ ปฏบิ ัติการพฒั นาทักษะทางสังคมเพอ่ื เสรมิ สรา้ งทักษะด้าน
อาชพี ให้แก่เดก็ และเยาวชน
14.30 – 14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
14.45 – 16.00 น. สรปุ ผลการอบรมและการถอดบทเรียนตอ่ วัน
รายละเอยี ดกจิ กรรม
หลักสตู รการสง่ เสริมศักยภาพเยาวชน (R7)
โดย ดร.อจั ฉรา ชลายนนาวิน
หลักสูตร การส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (Soft skills)
หมวดที่ 1 ความเปน็ พลเมืองไทยทดี่ ี (3ชวั่ โมง) แบ่งเป็น
หลกั สตู รโครงการ “พลังใจในมือคณุ ..พลงั ที่ยงั่ ยืน” 146
หัวย่อยท่ี 1.1 ความสำนกึ ของประชากรไทยในการดำรงชีวิตตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั
(รชั กาลที่ 9)
กจิ กรรม : การบรรยายปาฐกถาพเิ ศษ เรื่อง เยาวชนไทยรว่ มรอ้ ยใจตามรอยเบอ้ื งพระยุคลบาท
โดยหมอ่ มหลวงปนดั ดา ดศิ กุล รฐั มนตรีประจำสำนกั นายกรฐั มนตรี
หวั ยอ่ ยที่ 1.2 จติ สำนึกความเปน็ พลเมืองไทยทีด่ ี
กจิ กรรม : การรับฟงั ทอล์กโชวเ์ สริมสรา้ งจติ สำนึกในหน้าทพี่ ลเมือง ตามรอยพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยหู่ ัวรัชกาลที 9 ในหัวขอ้ โดย คุณอรพมิ พ์ รกั ษาผล (เบสท)์
หมวดท่ี 2 ละลายพฤติกรรม กจิ กรรมกลุ่มสัมพนั ธ์ (4 ช่ัวโมง) เป็นกจิ กรรมภาคกลางคืน โดยแบง่ เป็น
หวั ย่อยที่ 2.1 ละลายพฤตกิ รรม (1 ชัว่ โมง)
หวั ย่อยท่ี 2.2 กิจกรรมกลมุ่ สมั พันธ์ (2 ชวั่ โมง)
หมวดที่ 3 ทักษะทางสังคม (6 ชัว่ โมง) แบ่งเปน็
หวั ย่อยท่ี 3.1 เยาวชนกับทักษะทางสังคม
หัวยอ่ ยที่ 3.2 การพฒั นาทกั ษะทางสงั คมมีความเกี่ยวขอ้ งกับการพัฒนาบุคลิกภาพ บคุ คล
(30 นาท)ี
หัวยอ่ ยที่ 3.3 คณุ สมบตั ขิ องผู้มีทกั ษะทางสงั คมทด่ี ี (30 นาที)
หวั ยอ่ ยที่ 3.4 การพัฒนาทักษะทางสังคมเพ่อื ใช้กับเพอื่ นรว่ มงานหรอื บุคคลอื่น
หมวดที่ 4 กระบวนการเสริมสร้างอำนาจในชมุ ชนเชิงจิตวิทยา (ไมร่ ะบุชัว่ โมง) แบ่งเป็น
หวั ยอ่ ยท่ี 4.1 การเสริมสรา้ งพลังอำนาจรว่ มกบั ผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรม(Empower With-30 นาท)ี
หัวย่อยที่ 4.2 การเสรมิ สรา้ งพลงั อำนาจจากภายใน (Empower Within) (30นาท)ี
หวั ยอ่ ยที่ 4.3 กระบวบการวางแผนอย่างมีส่วนรว่ ม (AIC) (30 นาท)ี
หวั ย่อยที่ 4.4 การประยุกต์เช่ือมโยงจากทฤษฎี (ทฤษฎกี ารเสริมสร้างพลงั อำนาจของกิบ๊ สัน)
(30นาท)ี
หัวยอ่ ยที่ 4.5 ตวั อยา่ งกจิ กรรมที่เลือกใช้ (กิจกรรม Road of Life ถนนแหง่ ชีวติ ) ( 30นาท)ี
หัวย่อยที่ 4.6 การเสรมิ สรา้ งพลงั อำนาจแบบ Empower Leadership ( 30 นาท)ี
หมวดที่ 5 ส่งเสรมิ สมั มาอาชวี ะสู่เดก็ และเยาวชน (ไมร่ ะบุช่วั โมง) แบง่ เป็น
หัวยอ่ ยท่ี 5.1 วัตถปุ ระสงค์ (10 นาท)ี
หวั ยอ่ ยที่ 5.2 เนอ้ื หาหลักสตู ร/เวลา/เทคนคิ ปรับตามความเหมาะสม (15 นาที)
หัวย่อยที่ 5.3 เทคนคิ ( 35 นาที)
หมวดที่ 6 ฝกึ ปฏิบัตกิ ารพฒั นาทกั ษะทางสงั คมเพ่ือเสริมสร้างทกั ษะด้านอาชีพใหแ้ กเ่ ด็กและเยาวชน (ไม่
ระบุชั่วโมง)แบ่งเปน็
หวั ย่อยที่ 6.1 วทิ ยากรดำเนินการตามช้นั ตอนตามแผนพฒั นาทักษะทางสังคม (30 นาท)ี
หัวยอ่ ยท่ี 6.2 ประเมินผลการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมทางดา้ นทักษะทางสังคม: (30 นาที)
หลักสตู รโครงการ “พลงั ใจในมอื คณุ ..พลงั ท่ีย่ังยนื ” 147
หลกั สูตร