The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียน ทช 21002 สุขศึกษา พลศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tati_palm, 2021-03-10 01:06:59

หนังสือเรียน ทช 21002 สุขศึกษา พลศึกษา

หนังสือเรียน ทช 21002 สุขศึกษา พลศึกษา

143

เร่ืองที่ 1 การปองกันอันตรายจากการประกอบอาชีพ

สขุ ภาพกบั การประกอบอาชีพมีความสัมพันธกนั อยา งมาก คอื
1. การประกอบอาชีพทําใหเรามีความเปนอยูที่ดีและในขณะเดียวกันการที่เราจะ

สามารถประกอบอาชีพไดจ ําเปน ตองมีสขุ ภาพทดี่ ีทง้ั รางกายและจติ ใจ ทง้ั สองสิ่งนี้ตองควบคกู นั ไปจึง
จะทํางานไดอยา งมีประสิทธภิ าพ

2. ความสัมพันธในทางลบ คอื การประกอบอาชพี สง ผลเสยี ตอ สขุ ภาพ ทําใหเ กดิ โรค
และอนั ตรายได ดงั นัน้ จึงจาํ เปนทตี่ องควบคมุ และปอ งกนั โรค รวมทัง้ อันตรายจากการประกอบอาชีพ
นอกจากนคี้ วรใหก ารศึกษาแกประชาชนใหประกอบอาชีพไดอยา งปลอดภัย

ปจจยั ทเ่ี ปน สาเหตขุ องการเกิดโรคและอันตรายจากการประกอบอาชีพ ปจจยั ท่ีสาํ คญั ไดแ ก
1. บุคคลผูป ฏบิ ตั งิ านและควบคมุ การทาํ งาน เปนผูควบคุม กําหนด และปฏิบัติการทาํ

ส่ิงตา ง ๆ องคป ระกอบตาง ๆ ของบคุ คลท่สี ง ผลใหเกดิ โรคหรอื อนั ตรายจากการทาํ งาน ไดแ ก
1.1 สภาวะทางรางกายและจิตใจ รางกายและจิตใจออนแอทําใหเกิดโรคหรือ

อันตรายได
1.2 ลักษณะนิสัยการทํางาน ตองรักการทํางาน ละเอียด รอบคอบ จึงจะไมเกิด

โรคหรืออนั ตราย
1.3 การขาดความรูความสามารถในการทาํ งานและประสบการณก็เปนอีกปจจัย

หน่งึ ทีท่ ําใหเ กดิ โรค
2. สภาพแวดลอมทางกายภาพ ไดแก สถานทท่ี ํางาน แสง เสียง ฯลฯ
3. สารเคมี เปน ส่ิงทมี่ ีประโยชนแ ละโทษในการประกอบอาชพี
4. เชอื้ โรคและพษิ ของเชอ้ื โรค เมือ่ เขาสรู างกายอาจเกดิ อนั ตรายได
5. เคร่ืองจักร เคร่อื งมอื และในการทาํ งาน หากใชอยา งไมถ ูกตอ ง อาจเกดิ อนั ตรายได

144

สภาพการณที่ไมปลอดภัย (Unsafe Conditions)
เครอ่ื งจกั ร : ไมม อี ุปกรณปองกนั สวนทีเ่ คลือ่ นไหว หรือมไี มเพียงพอ
เครอ่ื งมอื : อุปกรณช ํารุด เปนอันตราย
สิ่งของ : วสั ดุ วางไมเปนระเบยี บ
อาคาร : สง่ิ ปลูกสรางไมมัน่ คง
สารเคมี : วัตถุมพี ษิ ไมมีทเ่ี กบ็ โดยเฉพาะ
สภาพ ความรอน ความเยน็ แสงสวาง เสียงดัง ฝุนละออง ไอระเหย ฯลฯ

การกระทําท่ีไมปลอดภยั (Unsafe Acts)
 เดนิ เครอ่ื งจกั รหรือทาํ งานที่ไมใ ชหนา ทีข่ องตน หรือไมร ูงาน
 เดนิ เครอื่ งเรว็ เกินควร
 ถอดอปุ กรณป องกนั อันตรายออก
 ใชเ ครอื่ งมอื ไมถูกวิธี ไมเ หมาะสม หรอื ไมปลอดภยั
 ทา ปฏิบตั ิงานไมเหมาะสม
 ไมใชอ ุปกรณปองกันสวนบุคคล
 ประมาท มกั งา ย หรือหยอกลอ กนั ในขณะทํางาน
 จงใจฝาฝน กฎระเบยี บ
 อืน่ ๆ

1.1 ความปลอดภยั ท่วั ไปในบริเวณโรงงาน
ขอพึงปฏบิ ตั ิเพอ่ื ความปลอดภยั ในโรงงาน
1. หามสูบบุหร่ีในบรเิ วณโรงงาน ยกเวนบรเิ วณท่อี นุญาตใหส ูบได
2. หามท้ิงกนบหุ รีล่ งบนพนื้ ตอ งทงิ้ ลงในภาชนะทจ่ี ดั ไวใ หเทาน้ัน
3. หา มนาํ ไมขดี ไฟ หรือไฟแชค็ ชนดิ จงั หวะเดียวเขา ไปในบริเวณท่ีหามสูบบหุ ร่ี
4. หา มหุงตมอาหารในบรเิ วณท่ีหามสูบบุหรี่
5. หา มนําอาหารหรือเครื่องดืม่ เขา ไปในบริเวณทผ่ี ลิตสารเคมอี ันตรายและคลงั พสั ดุ
6. หามเก็บเสอื้ ผา รองเทา หมวก ถงุ มือ และของใชสว นตัวอื่น ๆ ไวในท่ีตามใจชอบ

ใหจ ดั เก็บไวใ นตูทจ่ี ดั ไวใ หเทา น้ัน
7. หามบว นน้ําลายลงบนพื้นโรงงาน หรอื ในบรเิ วณท่ที ํางาน
8. ใหท ้งิ ขยะมลู ฝอยในถังท่จี ดั ไวไหเทานั้น
9. ควรรกั ษาความสะอาดของเคร่ืองใชประจําตัวอยา งสมาํ่ เสมอ

145

10. ตองสวมเสือ้ ผา รองเทา ใหเรยี บรอ ยตลอดเวลาทท่ี ํางานในโรงงาน และสวม
หมวกพรอ มทง้ั อุปกรณป อ งกนั อันตรายอน่ื ๆ ท่จี าํ เปน เมื่อทํางานในโรงงาน

11.หากมอี ุบัตเิ หตเุ กิดขึ้น ใหรายงานตอผูบงั คับบัญชาทนั ที
12.หากรูส ึกเจบ็ ปว ยในเวลาทํางานใหร ีบรายงานตอผูบังคบั บัญชาเพอ่ื จะไดทําการ
รักษาพยาบาลทันที
13.ใหเดินตามทางทจ่ี ัดไวใ นโรงงาน อยา ว่งิ เมือ่ ไมม ีเหตุจาํ เปน
14.จดั เกบ็ และเรียงสิ่งของใหเ ปน ระเบียบ เพ่ือใหมีทางเดินหรอื ทาํ งานไดสะดวกและ
ปลอดภัย
15. หา มเลน เยา แหย หรอื หยอกลอกันในบริเวณท่ที าํ งาน
16. หา มฝกขับขี่ยานพาหนะในบริเวณโรงงาน
17. ตอ งเรียนรูถงึ วธิ ีการดบั เพลิงและการใชอ ปุ กรณด บั เพลงิ ประเภทตา ง ๆ
การใชแ ละเกบ็ รกั ษาเครือ่ งมอื อปุ กรณการทาํ งาน
1. ใหเก็บเครอ่ื งมอื และอุปกรณตาง ๆ ใหเ ปน ระเบียบเรียบรอยและเก็บรักษาใหอยู
ในสภาพท่ีดี เมอ่ื จะใชห รอื เตรยี มจะใช ตอ งวางไวใ นทีท่ ี่ไมเปนอันตรายแกบุคคลอ่ืน
2. ในขณะปฏิบัตงิ านบนที่สูงหามวางเคร่ืองมือหรืออุปกรณอื่นใดบนนั่งรานแทน
บนั ได หรือทสี่ งู เวนแตจะไดม ีทเ่ี กบ็ ไวไ มใหต ก
3. เคร่ืองมือไฟฟาชนิดมือถือหรือชนิดเคลื่อนยายได และไมมีฉนวนหุมสองช้ัน
จะตอ งมสี ายไฟฟา ชนิดสามสายและปลกั๊ ทีต่ อไปยังสายดนิ
4. ผูปฏิบตั งิ านทกุ คนเม่อื พบเห็นเครอ่ื งมือเคร่ืองใช หรืออุปกรณซ่ึงถาปลอยท้ิงไว
อาจกอ ใหเ กดิ อันตราย หรือพบเหน็ เครื่องมืออปุ กรณที่ใชปองกันอันตรายน้ันไมไดมาตรฐาน ใหแจง
ผูบังคบั บัญชาทราบโดยทันที
5. ในการปฏบิ ัตงิ านแตละครงั้ หา มผปู ฏบิ ตั ิงานใชเ ครอ่ื งมอื ทชี่ ํารุดบกพรอง

การใชอ ปุ กรณย กยายสิ่งของ
1. อุปกรณยกของจะตอ งไมบ รรทุกน้ําหนักเกินกวามาตรฐานการใชงานท่ีกําหนด
ไว
2. ผูป ฏิบตั งิ านทีท่ าํ งานเก่ยี วกบั อปุ กรณยกของจะตองสวมเครื่องปอ งกันอันตรายท่ี
เหมาะสมกบั งาน เชน หมวกนิรภัย รองเทานิรภัยและถงุ มือนริ ภยั ฯลฯ
3. การทํางานเกีย่ วกบั อปุ กรณยกของจําเปน ท่ีจะตองมกี ารประสานงานกับเจาหนา ท่ี
คนอน่ื ทท่ี าํ งานอยูใ นบริเวณเดียวกนั
4. ผูใชปนจ่ัน กวาน และเครน จะตองเปนผูท่ีมีหนาที่และไดรับอนุญาตจาก
ผูบงั คบั บัญชาแลวเทา นนั้

146

5. กอ นทําการใชปนจน่ั กวาน และเครนในแตล ะวัน ผใู ชจ ะตอ งตรวจสอบใหแ นใจ
วาปนจัน่ กวาน และเครนอยูในสภาพทเ่ี หมาะสมกับการใชงานและสามารถใชงานไดอยางปลอดภัย
เชน ตรวจหารอยราย รอยแตก การหลุดหลวมของนอตระบบไฮดรอลิกส ระบบควบคุมการทํางาน สมอ
เกีย่ ว โซ และเชอื ก เปนตน

6. ผูใชป น จน่ั จะตองไมยกของหนกั ขามศีรษะบคุ คลอ่นื นอกจากหัวหนางานจะส่ัง
และผูปฏิบัติงานที่ทํางานอยูใกล ๆ หรืออยูใตอุปกรณยกของนั้น จะตองระมัดระวังส่ิงของตกลงมา
ตลอดเวลา

7. ในขณะที่ปนจนั่ หรือเคร่อื งยกอ่นื ๆ กาํ ลงั ยกของคา งอยู ผใู ชจ ะตอ งเอาใจใสและ
ควบคมุ อยางดี

8. ในการปฏิบัติงาน ผูใชปน จนั่ หรือเครือ่ งยกอ่ืน ๆ ตอ งดูสัญญาณจากพนักงานผูมี
ความรูค วามชาํ นาญ และมหี นา ที่ในเรอ่ื งน้ีแตเ พยี งผูเดยี วเทานั้น

9. เม่ือใชปนจั่น กวาน และเครนในบริเวณที่มีสายไฟหรืออุปกรณไฟฟาที่มี
กระแสไฟฟาไหลผานอยู ผใู ชจะตอ งไมนาํ สวนหนึ่งสว นใดของปนจัน่ กวาน และเครนซ่ึงไมมีเคร่ือง
ปอ งกันเขาใกลส ายไฟหรอื อปุ กรณไฟฟา นอ ยกวา ระยะทีก่ ฎหมายกาํ หนดไว

10. สลิงที่ใชกับเคร่ืองยกตาง ๆ จะตองเปนชนิดที่ทําดวยลวด โซเหล็ก หรือเชือก
มะนลิ า

11. สลิงทุกเสนจะตองมีความแข็งแรงพอที่จะรับนํ้าหนักไดไมนอยกวา 8 เทาของ
สง่ิ ของทจี่ ะยก

12. กอ นทจ่ี ะใชส ลงิ จะตอ งตรวจดูใหละเอียดถีถ่ ว นวาจะใชไดอ ยางปลอดภยั หรือไม
หา มใชสลงิ ทหี่ งกิ งอหรือมเี สนเกลียวขาดจนทาํ ใหค วามแขง็ แรงนอ ยกวาทก่ี าํ หนดไวใ นขอ 11

13. เมื่อจะใชสลิงยกของที่มีขอบแข็งคม จะตองใชไมหรือสิ่งรองรับอื่น ๆ ที่
เหมาะสมรองกันไวไ มใ หส ลงิ ชาํ รดุ เสยี หาย

การใชเ ครื่องกลงึ
1. หามวางเคร่อื งมอื หรือวัตถตุ า ง ๆ ไวบ นแทน เลื่อนของเครอื่ งกลึง เวนแตเคร่ืองมือ
ทจี่ ําเปน ตอ งใชในงานท่กี าํ ลังทาํ อยเู ทานน้ั
2. จะตอ งจัดหาลงั ถงั หรือภาชนะอน่ื ๆ ท่ีเหมาะสมไวส ําหรับใสเศษวตั ถุ
3. ผูปฏิบัติงานทุกคนท่ีปฏิบัติงานกับเครื่องจักรกลจะตองสวมแวนตานิรภัยเพื่อ
ปอ งกันอนั ตรายซงึ อาจเกดิ ขนึ้ กับดวงตา และตองใชแ ผนปดหนาอกท่ีทําดวยผาท่ีมีสวนประกอบของ
ใยสังเคราะหนอ ยท่ีสดุ เพื่อปองกนั เศษโลหะท่ีรอ น ซ่งึ อาจจะกระเด็นถูกผิวหนงั หรือเส้อื ผา ทสี่ วมใส
4. หา มวัดขนาดชน้ิ งานขณะท่ีเครอ่ื งกลงึ กําลงั หมุน
5. หา มใชมอื ไปจบั เพ่ือดึงเศษโลหะออกจากชิ้นงาน โดยเฉพาะขณะทกี่ าํ ลงั กลึงอยู

147

การใชเคร่ืองขัดหรือหินเจียร
1. จะตองติดตงั้ เคร่อื งขัดหรอื หินเจียรใหยึดแนนกับพื้นโตะหรือฐานอื่น ๆ ท่ีมั่นคง
แข็งแรง
2. จะตองมีฝาครอบเคร่ืองขัดเพื่อปองกันไมใหผูปฏิบัติงานไดรับอันตรายจากเศษ
โลหะท่กี ระเด็นออกมา
3. จะตองไมตั้งอัตรารอบหมุนของจานขัดเกินอัตรารอบหมุนเร็วท่ีบริษัทผูผลิต
กําหนดไว
4. จะตองปรบั แผนรองขัด (Work Rest) ใหพอเหมาะโดยใหหางจากจานขัดไมเกิน
1/8 นว้ิ
5. จานขัดท่ีสึกมากจนใชการไดไ มด ี จะตอ งเปล่ียนใหมท ันที
6. จานขัดทชี่ าํ รุดจะตอ งท้งิ ไป อยานาํ กลบั มาใชอีก
7. ผูปฏบิ ัติงานทีป่ ฏิบตั ิงานกับเคร่ืองขัดจะตองสวมแวนนิรภัยเพื่อปองกันอันตราย
อนั อาจจะเกดิ ขึน้ กบั ดวงตา และสวมเครือ่ งกรองอากาศหายใจปองกันอันตรายจากฝุนที่อาจจะเกิดกับ
ระบบหายใจ และสวมถงุ มือปองกันเศษโลหะ

การใชเ ครอ่ื งตดั
1. ในการทํางานกับเคร่ืองตัด ผูปฏิบัติงานจะตองสวมเคร่ืองปองกันอันตรายสวน
บคุ คล เชน เคร่ืองปองกนั ดวงตา ถงุ มือ รองเทา ผาหรอื หนังกนั เศษโลหะ
2. เครอื่ งตดั จะตองมีเคร่อื งปองกันอันตรายประจําเครื่อง เชน แผนใสนิรภัยปองกัน
เศษชนิ้ งานกระเด็นเขาตา หรอื มฝี าครอบวงลอ
3. ในหองปฏิบัติงานจะตองมีระบบระบายอากาศท่ีเพียงพอ เพ่ือกําจัดฝุนโลหะท่ี
เกิดขึ้น ถา ไมม รี ะบบระบายอากาศ จะตองใหผูปฏิบัติงานสวมอุปกรณปองกันฝุนตลอดระยะเวลาท่ี
ปฏบิ ัติงานกับเคร่อื งตัดดงั กลา ว

การใชเ ครือ่ งปม โลหะ
1. ควรใชเ ครอื่ งปม ท่ีอยูในสภาพท่ีปลอดภัยตอการใชงาน หรือมีการติดตั้งอุปกรณ
ปองกนั อนั ตรายแลวเทา นัน้
2. ถา ตอ งปม งานชิน้ เล็กหรืองานท่ีคอนขางยุง ยาก ควรใชเครอ่ื งมือชวยจบั ช้นิ งาน
3. เมื่อตองการตดิ ต้งั เคลือ่ นยาย และปรบั แตงแมพ มิ พ ควรใชบลอ็ กนริ ภยั ทกุ คร้ัง
4. การติดตั้ง เคล่ือนยาย หรือปรับแตงแมพิมพ ตองกระทําโดยบุคคลท่ีไดรับการ
ฝกอบรมแลวเทา นัน้

148

การใชเ ครอ่ื งจกั รทวั่ ไป
1. ขจัดสวนที่เปนอันตรายทุกสวนของเครื่องจักรใหหมดไป (อาจใชหุนยนตชวย
ทาํ งานในจดุ ที่มีอนั ตราย เปน ตน ) หรอื ทําการปองกันสว นที่มีอนั ตรายน้ัน เชน ตดิ ต้งั ท่ปี อ งกัน หรือฝา
ครอบ หรอื ใชเคร่ืองจักรอตั โนมตั ิ
2. ทาํ งานตามระเบียบวธิ ปี ฏบิ ัติงานอยางเครง ครัด
3. สวมใสเสอ้ื ผา ท่รี ดั กมุ อยาสวมเสอื้ ปลอ ยชาย
4. สวมใสเคร่ืองปองกันและใชเคร่ืองมือที่ถูกตองและเหมาะสมกับงานท่ีทํา และ
ตอ งระวังในการใชถ งุ มือ เพราะถุงมือบางอยา งอาจจะไมเหมาะกับงานบางอยา ง
5. ในการตรวจสอบ ซอมแซม และทําความสะอาดเครื่องจักรน้ัน จะตองหยุด
เคร่อื งจักรใหเ รียบรอ ยและมเี ครื่องหมายช้ีบอกหรอื ตดิ ปายแขวนวา “หา มเดินเครอ่ื ง”
6. ใหตรวจตราเครื่องจักรกอนเดินเครื่องและตรวจสอบเปนระยะ ๆ และระวัง
อนั ตรายขณะตรวจตราเครอ่ื งจักรและกอนเริ่มเดนิ เครื่อง
7. เมื่อจะตองทํางานรวมกัน จะตองแนใ จวา ทุกคนเขาใจในสัญญาณเพื่อการสื่อสาร
ตา ง ๆ อยา งชัดเจนและถูกตองตรงกนั
8. อยาเขาไปในสวนท่ีเปนอันตรายของเครื่องจักร หรือสวนที่ทํางานเคลื่อนไหว
ตลอดเวลาถา จําเปนตองเขา ไปในบรเิ วณน้ัน ตอ งแนใจวาเครอ่ื งจกั รไดหยุดเดินเคร่ืองแลว

การใชเ คร่ืองมอื
1. เลือกใชเ คร่อื งมอื ทเี่ หมาะสมกบั งานทที่ ํา
2. รักษาเคร่อื งมือใหอยูในสภาพที่ดีอยูเสมอ โดยตรวจสอบสภาพกอนการใชงานทุก
ครงั้
3. ซอมแซมหรอื หาเครือ่ งมอื ใหมท ดแทนเครอื่ งมอื ท่ชี ํารดุ หรือแตกหักโดยทันที
4. ลา งนา้ํ มนั จากเครอื่ งมอื หรือชิ้นงาน เพือ่ ปองกนั อุบัติเหตจุ าการลื่นไถล
5. ตรวจสอบและปฏบิ ัตติ ามขอ แนะนําการใชเ ครื่องมือ
6. จับหรือถอื เครอื่ งมือใหก ระชบั การจบั แบบหลวม ๆ อาจกอใหเ กิดอุบตั ิเหตไุ ด
7. อยา เรม่ิ งานโดยไมต รวจสอบสภาพตา ง ๆ โดยรอบหรือบรเิ วณพน้ื ทีท่ ่ีทาํ งานกอน

การใชส ายพานลาํ เลยี ง
1. สายพานลาํ เลียงตอ งมีสวติ ซห ยุดฉกุ เฉิน และตองตรวจสอบใหรูจุดที่ติดตั้งสวิตซ
ฉุกเฉนิ กอนที่จะเริม่ ใชส ายพานลาํ เลียง
2. มีอปุ กรณค รอบหรือบังสวนทีห่ มุนไดของสายพาน เชน ลกู กล้งิ มเู ล ฯลฯ
3. ถาของทีล่ าํ เลียงมีโอกาสตกลงมาได ตอ งมีสวนปดหรือครอบปองกัน

149

4. อยา กาวหรือกระโดดขา มสายพานลาํ เลียงขณะทํางาน
5. เมอื่ จําเปน ตองซอ มหรือตรวจตราสายพานลาํ เลยี งเพราะมีการทํางานผิดพลาดตอง
ปดสวิตซทาํ งานกอนท่จี ะซอมหรอื ตรวจตราสายพานลําเลียงนน้ั

การเชื่อมโลหะ
1. ขณะทําการเช่ือมดวยไฟฟาภายในอาคาร จะตองใชฉากกั้นกําบังเพื่อเปนเครื่อง

ปอ งกนั อันตรายแกผ ูปฏิบัติงานคนอ่นื หรอื ผูท ีอ่ ยใู กลเ คียง
2. ขณะทาํ การเชื่อมหรือการตัดดวยกาซหรือไฟฟา ผูเชื่อมหรือตัดจะตองใชเครื่อง

กําลงั หนา ท่เี หมาะสม มีเลนสป อ งกนั นัยนต าตามประเภทของการเชอ่ื มหรอื การตดั นน้ั และตอ งสวมถุง
มอื หนังดว ย

3. จะตองมีเครื่องดับเพลิงประจําพ้ืนท่ี และพรอมท่ีจะใชไดเสมอในกรณีเกิดเพลิง
ไหม

4. เมือ่ จะใชเครอื่ งเช่ือมไฟฟา ผูทําการเชอื่ มจะตองมั่นใจวาตนไมไดสัมผัสกับพ้ืนที่
เปย กชืน้

5. หา มสวมถุงมอื ท่เี ปยกน้ํามันหรือจาระบหี ยิบจับเครือ่ งเช่อื ม
6. ถงั ออกซเิ จนและอะเซทิลีนจะตอ งมกี ารยึดใหแ นน เพอื่ ปองกนั การลม และจะตอง
ไมว างทออะเซทลิ ีนนอนราบกบั พื้นเปนอันขาด
7. ใหใชไกบังคับแรงเคลื่อน (Pressure Regulator) บังคับใหออกซิเจนและ
อะเซทลิ ีนไหลไปยังไฟเช่ือมอยางสมํา่ เสมอ
8. ในขณะทําการเปดลิ้นถังออกซิเจน หามผูปฏิบัติงานคนหน่ึงคนใดยืนอยูหนา
เคร่ืองบงั คับออกซเิ จน
9. หา มทําการเชือ่ ม ตดั หรอื บดั กรใี กลตวั ถงั หรอื ท่ีตัวถงั หรือภาชนะอื่น ที่เคยใสว ตั ถุ
ตดิ ไฟหรือวตั ถุที่เกดิ ระเบิดได จนกวาจะไดทําการระบายอากาศ หรือลางถังหรือภาชนะเหลานั้นให
สะอาดแลว
10. เม่อื ทาํ การเช่ือมหรือเผาหรือใหความรอนกับตะกั่ว แคดเมียม วัตถุอาบสังกะสี
หรือวัตถุอ่ืนใด รวมท้ังสารท่ีใชชวยในการเชื่อม จนทําใหเกิดควันขึ้น จะตองจัดใหมีระบบระบาย
อากาศที่ดีพอ เพือ่ ปอ งกนั มิใหผ ปู ฏบิ ตั ิงานสูดควันพิษท่ีเปนอันตรายเขาไป ถาหากไมสามารถทําการ
ระบายอากาศได จะตองสวมหนากากหรือเครื่องชวยหายใจที่ไดรับการรับรองแลวตลอดเวลาที่
ปฏิบตั งิ าน
11. เมื่อทําการเช่ือมในสถานท่ีอับอากาศจะตองมีการระบายอากาศออกอยางมี
ประสิทธิภาพ

150

คนละแหง 12. การเกบ็ รักษาถังออกซิเจนและถังอะเซทิลีนเปนจํานวนมาก จะตองแยกเก็บไว
การเชื่อม 13. การเชอ่ื มดว ยไฟฟาหรอื กา ซใกลกับแบตเตอรี่ ตองยกแบตเตอรใี่ หพน จากบรเิ วณ

การพน สี
1. ดวงโคม พัดลมดูดอากาศและสายไฟในหองพนสี จะตองใชชนิดที่มีความ

ทนทานตอไอระเหยของสีไดด ี
2. สวติ ซดวงโคม เตาเสยี บ หรอื อุปกรณอ ่นื ๆ ท่อี าจกอใหเ กดิ ประกายไฟ จะตองไม

ติดต้งั ไวภายในหองพนสี
3. หามสบู บหุ ร่ี จดุ ไฟหรือทาํ ใหเกิดประกายไฟภายในหองพน สี
4. ในขณะทําการพน สีในหองพนสี ผูปฏิบัติงานทุกคนจะตองสวมหนากาก หมวก

เส้อื แขนยาวไมพ บั แขน ถุงมอื กางเกงขายาว และรองเทาหุม สน
5. ขณะท่ีกําลังทําการพนสี ทุกคนที่อยูในหองพนสีจะตองสวมหนากากแบบที่มี

เครื่องกรอง หรอื ใชผา ปดปากและจมูก

การทํางานเกีย่ วกบั แบตเตอรี่
1. หามสูบบุหร่ี จุดไฟ หรือทําใหเกิดประกายไฟภายในหองอัดแบตเตอรี่ หรือใน

หอ งเกบ็ แบตเตอร่ี เพือ่ ปอ งกันการระเบดิ ของกา ซไฮโดรเจน
2. เมือ่ จะปฏิบตั กิ ารใด ๆ เกี่ยวกบั นํา้ กรด ผูปฏบิ ัติงานจะตองสวมถุงมือยาง แวนตา

นริ ภัย และผา กนั เปอ นทําดวยยาง
3. ในกรณที นี่ ้ํากรดหกหรอื กระเดน็ ถกู สวนหน่งึ สวนใดของรางกายใหใชน้ําสะอาด

ลางออกทันที แลวรีบไปพบแพทย
4. กอ นทําการตอ หรือปลดสายข้ัวแบตเตอร่ี ตองแนใ จวาไดต ดั วงจรไฟฟา แลว
5. ในการยกหรือเคลอื่ นยา ยแบตเตอรี่หรอื กลอ งบรรจุแบตเตอร่หี า มเอยี งหรือตะแคง

แบตเตอร่ี เพอ่ื ปองกันการหกหรอื กระเดน็ ของนํา้ กรด
6. ขว้ั ของแบตเตอรีข่ นาดใหญค วรปด กน้ั ดวยฉนวน เพ่อื ปองกนั การลดั วงจร
7. ในการเคล่อื นยา ยแบตเตอรตี่ อ งระมัดระวังไมใหแบตเตอร่ีกระทบซ่ึงกันและกัน

หรือกระแทกกับสงิ่ อน่ื ที่อาจจะทาํ ใหแตกหรอื ราวได และหามวางแบตเตอรีซ่ อนกันโดยเด็ดขาด

151

การใชเคร่อื งปอ งกนั นยั นตาและหู
1. เมอื่ ปฏิบัตงิ านในสถานที่ทีอ่ าจเกิดอันตรายกบั นยั นตา จะตองสวมเครื่องปองกัน

นยั นตาชนิดทไ่ี ดม าตรฐาน
2. ผปู ฏบิ ัติงานทท่ี าํ งานเกย่ี วกับการติดตั้งหรือซอมบํารุง และลักษณะงานเปนงานที่

กอใหเกดิ ประกายไฟฟา เศษวัตถุกระจาย จะตอ งสวมแวน นิรภัยปอ งกันนยั นตา
3. การปฏิบัติงานในที่ท่ีมีเสียงดังมาก ๆ จนเปนอันตรายตอระบบการไดยินของ

ผูป ฏิบตั ิงาน จะตอ งกําหนดใหผ ปู ฏิบัติงานทุกคนใชเคร่ืองปองกันอันตรายตอหูชนิดเสียบหรือชนิด
ครอบดวย

1.2 ความปลอดภยั ในการทํางานเกีย่ วกับไฟฟา
กฎขอบังคับทัว่ ไป
1. พนกั งานที่ทาํ งานเกี่ยวกบั การซอ ม ตอเติม ติดตัง้ อปุ กรณไ ฟฟาตองสวมเส้ือผาที่

แหงและสวมรองเทาพื้นยาง พรอมท้ังตัดกระแสไฟฟาท่ีมายังจุดท่ีทํางานตลอดระยะเวลาท่ีทํางาน
เกี่ยวกบั ไฟฟา

2. เครื่องมอื ทใี่ ชก ับงานไฟฟา ชนิดใชมือจบั ตอ งมฉี นวนซง่ึ อยใู นสภาพดหี มุ ทด่ี า มจับ
3. ในกรณีทีม่ กี ารปฏิบัตงิ าน ตรวจสอบ ซอ มแซม หรอื ติดต้งั ไฟฟา ที่เก่ียวกับการผลิต
ตอ งตัดสวิตซต ัวทเ่ี ก่ียวขอ ง พรอมลอ็ กกญุ แจปองกันการสบั สวิตซ

อุปกรณแ ละเคร่ืองจกั รไฟฟา
1. มอเตอรทใ่ี ชใ นบริเวณทม่ี ีวัตถไุ วไฟตองเปนชนิดกันระเบดิ
2. หลอดไฟฟา หรอื โคมไฟ ซ่ึงใชใ นบริเวณทมี่ ีวัตถุไวไฟ ตอ งเปนชนิดทม่ี ีฝาครอบ

มิดชิด และมตี ะแกรงโลหะหมุ รอบนอกอกี ชนั้ หนึง่
3. สวติ ซไ ฟฟา ในบริเวณท่ีมีวัตถุไวไฟตองเปนชนิดที่มีกลองโลหะหุมมิดชิด และ

เตาเสียบที่ใชตอ งเปนชนดิ ที่มีฝาปด
4. การติดตง้ั สวติ ซทกุ ตัวตอ งเลือกชนิดท่ีมีอัตราทนกระแสสูงพอที่จะใชกับกระแส

สูงสุดในวงจรที่ใชน ้ันได
5. การติดตงั้ แผงสวิตซตองมีตูปดมิดชิด และตองต้ังหางจากเครื่องจักรพอสมควร

สว นทีเ่ ปน โลหะของแผงสวติ ซตอ งตอ ลงดนิ
6. เมอ่ื ใชอ ุปกรณไ ฟฟา ท้ังหมดพรอมกนั ในวงจรแตล ะวงจร จะตองมีกระแสไฟฟา

ไมเ กนิ ขนาดของกระแสไฟฟาสงู สุดทย่ี อมใหใชก บั ไฟฟาของวงจรน้ัน

152

7. การติดต้ังซอมแซม หรือแกไขดัดแปลงหมอแปลงไฟฟา ซึ่งแปลงไฟจาก
ไฟฟาแรงสูงต้งั แต 12,000 โวลตขึน้ ไป ตอ งตดิ ตอขอความชวยเหลือหรือขอคําแนะนําจากเจาหนาท่ี
ของการไฟฟา เสยี กอ น

8. ตองมีการตรวจสอบ และทดสอบเคร่ืองกําเนิดไฟฟาฉุกเฉิน ใหอยูในสภาพท่ี
พรอ มจะใชงานไดอ ยา งปลอดภัยอยูเสมอ

9. หา มพนักงานทํางานเกยี่ วกบั หมอแปลงไฟฟาทมี่ คี วามดันต้ังแต 380 โวลตขึ้นไป
กอ นไดร บั อนญุ าตจากหัวหนาฝายซอมบาํ รุง

10. การซอมแซม ดดั แปลง หรอื แกไ ขอุปกรณและเคร่ืองจักรไฟฟาเปนหนาที่ของ
พนักงานหนวยซอ มบาํ รุงเทานั้น

วธิ ปี อ งกนั อันตรายจากไฟฟาช็อต
1. ผปู ฏบิ ตั ิงานที่เกย่ี วขอ งกบั ไฟฟา ตอ งมคี วามรูเ กี่ยวกับไฟฟา
2. เม่อื พบสงิ่ ผิดปกติตาง ๆ เกดิ ข้ึนกบั สายไฟ ตองแจงใหผ บู งั คับบัญชาทราบทันที
3. ในการปฏิบตั งิ านท่ีเกย่ี วของกบั ไฟฟา ตองใชผูชํานาญงานเทานัน้
4. ตองปดตูสวติ ซไฟฟา เสมอ และจะตอ งไมม สี ิง่ กดี ขวางวางอยูบรเิ วณตไู ฟฟา
5. ตอ งติดตงั้ สายดนิ เสมอ
6. ตรวจสอบอุปกรณป องกันไฟฟา ดดู ไฟฟารวั่ กอนใชอุปกรณไฟฟานนั้ ๆ เสมอ
7. การเปดหรอื ปดระบบไฟฟา ตอ งแนใ จกอนวาปลอดภัยแลว
8. เมื่อเลิกใชอ ปุ กรณไฟฟา แลว ใหเ ก็บเขา ท่ีเสมอ
9. ถา ตอ งทาํ งานอยใู กลระบบไฟฟา เชน มสี ายไฟฟาอยเู หนือศรี ษะตอ งระมดั ระวัง

อยาไปสมั ผสั ถูกสายไฟฟาดงั กลาว
10. หา มทํางานโดยไมส วมชดุ ปอ งกันไฟฟาดูดโดยเดด็ ขาด

1.3 ความปลอดภยั ในการทํางานกับวัตถอุ ันตราย
วัตถอุ ันตราย
วัตถุอันตราย หมายถึง วัตถุท่ีสามารถลุกไหมได ติดไฟได และระเบิดได วัตถุ

อันตรายตาง ๆ เหลานี้ มักจะมีกฎหมายควบคุมเปนพิเศษ และมีขอบังคับเพ่ือใหทํางานไดโดย
ปราศจากอบุ ตั เิ หตุ

153

วตั ถอุ ันตราย แบง ออกไดเปน
1. สารระเบดิ ได
สารเหลา น้จี ะลกุ ติดไฟไดงา ยและระเบิดขึ้นเม่อื มคี วามรอน มีการกระแทกหรือ

มีการเสียดสี สารระเบิดไดมีช่ือเรียกแตกตางกันไป ผูที่ทํางานกับสารเหลานี้ควรจะจดจําช่ือสาร
เหลา น้ใี หไ ดแ ละมกี ารตดิ ปา ยวา เปนสารอนั ตราย หรือวัตถุอันตราย นอกจากน้ียังควรรูถึงวิธีการใช
สารเหลา นีอ้ ยางถูกตอ งดวย

2. สารลุกไหมไ ด
สารลกุ ไหมไ ด เชน สารฟอสฟอรัสแดงและสารฟอสฟอรัสเหลืองสามารถลุก

ติดไฟไดเองเมอ่ื สมั ผสั กบั อากาศ ตัวอยางสารลุกไหมไ ด เชน พวกคารไบด และสารประกอบโลหะ
ของโซเดยี ม ซึง่ จะลุกตดิ ไฟไดเม่อื สมั ผสั กบั น้ํา

3. สารไวไฟ
กา ซไวไฟ เชน กาซถานหิน กาซอะเซทิลีน กาซโพรเพน ฯลฯ กาซเหลาน้ีมี

คุณสมบัติไวไฟและยังสามารถระเบิดไดอีกดวยหากกาซเหลานี้ผสมอยูในอากาศในสัดสวนที่
พอเหมาะ นอกจากนี้สารละลายไวไฟตาง ๆ เชน น้ํามัน ทินเนอร ก็ยังมีคุณสมบัติไวไฟและยัง
สามารถระเบิดอยา งรุนแรงไดอ ีกดว ย

สารเหลานจ้ี ะกอใหเ กดิ อุบัตเิ หตไุ ดง ายถา มีการเคล่อื นยา ยผิดวิธี ดงั นนั้ ผทู ที่ ําการ
ขนยา ยจะตอ งรูว ธิ ีขนยา ยทถี่ ูกตองดว ย

อันตรายของวตั ถอุ นั ตราย
1. กา ซคารบอนมอนอกไซด (Carbon Monoxide)
กาซคารบอนมอนอกไซดเกิดจากการเผาไหมท่ีไมสมบูรณ เกิดขึ้นไดทั้งใน

โรงงานและในสถานทที่ ํางาน กา ซคารบอนมอนอกไซดเ ปนกาซท่ีเบากวากา ซออกซิเจนเล็กนอย เปน
กา ซที่ไมมสี ี ไมม กี ล่ินและไมม ีการกระตนุ เตอื นใด ๆ จงึ เปนกาซทีอ่ ันตรายตอ รา งกาย เพราะกาซน้จี ะ
ทาํ ใหเ ม็ดเลือดขนถายออกซิเจนนอ ยลง เปนเหตุใหเกิดอาการขาดออกซเิ จน (Suffocation) ได

เมอ่ื ตอ งทํางานในสถานท่ที ม่ี ีกา ซคารบ อนมอนนอกไซด ควรปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1. กอนเริ่มงาน ตองตรวจดูความหนาแนนของกาซคารบอนไดออกไซดดวย
เคร่ืองตรวจวัดกาซกอน
2. ใหร ะบายอากาศออกจนกวาความหนาแนนของกาซคารบอนไดออกไซดจะ
ตํา่ กวา 50 ppm (0.005%)
3. ตอ งสวมใสห นากากกรองที่เหมาะสม
4. ถาความหนาแนนของกาซคารบอนมอนอกไซดสูง หรือความเขมขนของ
ออกซิเจนตา่ํ ใหใชเครื่องชวยหายใจ หรอื หนา กากแบบมอี ากาศเสรมิ

154

2. สารละลายอินทรยี  (Organic Solvents)
มีสารละลายอินทรียเปนจํานวนมากที่ใชในสถานที่ทํางานและบานพักอาศัย

สารละลายอนิ ทรยี เ หลา นีส้ ามารถแทรกซึมเขาสรู า งกายไดห ลายทางท้ังทางระบบหายใจในรูปของไอ
ระเหย เพราะเปนสารที่สามารถระเหยไดในอุณหภูมิปกติ และแพรผานผิวหนังไดเพราะเปนตัวทํา
ละลายไขมันนอกจากนี้ยังอาจทําใหหมดสติได เพราะจะไปรบกวนการทํางานของระบบประสาท
สวนกลาง ดังนั้นจึงจําเปนอยางยิ่งท่ีจะตองรูคุณสมบัติของสารละลายอินทรียที่จะใชเหลาน้ัน และ
จะตองใชอยา งถกู ตอ งเพอื่ ใหเ กดิ อนั ตรายนอ ยทีส่ ดุ

ระบายอากาศ วิธปี ฏิบตั ิงานกบั สารละลายอินทรียอ ยางปลอดภยั
ประกายไฟ 1. ระวงั อยาใหสารละลายอินทรียห ก
2. ปดฝาภาชนะบรรจุสารละลายอนิ ทรยี เสมอ
ทําได 3. ไมลางมอื ดว ยสารละลายอินทรยี 
4. ตรวจตราระบบระบายอากาศอยูเสมอ อยาใหมสี ่งิ ใดไปขดั ขวางทาง

5. หามใชส ารละลายอนิ ทรยี ใ กลบริเวณท่ีมไี ฟหรอื บรเิ วณทอ่ี าจเกดิ

6. สวมใสอ ุปกรณปอ งกนั ทีเ่ หมาะสมเสมอขณะใชสารละลายอนิ ทรีย
7. ตอ งใชระบบระบายอากาศเสมอในขณะใชสารละลายอนิ ทรีย
8. หลกี เล่ียงการสมั ผัสไอระเหยของสารละลายอนิ ทรยี ใหมากท่ีสดุ เทา ที่จะ

3. ฝนุ
ปกติโรคปอดท่เี กดิ จากฝนุ ที่หายใจเขาไปจะมชี ื่อเรยี กวา โรคปอดฝุนหรือนิวโม

โคนิซิส (Pneumoconiosis) ฝุนที่สูดดมเขามาจะฝงตัวอยูในปอดและปอดไมสามารถขจัดสิ่ง
แปลกปลอมเหลานไี้ ด เมอื่ มกี ารสะสมมากขึ้น ปอดจะรูสกึ แนน อดึ อดั ทาํ ใหหายใจไมออก วิธีแกไขท่ี
ดีท่สี ุด คอื การปอ งกันโรคนี้ไวกอน โดยปรับปรุงสภาพแวดลอมในบริเวณท่ีทํางานและปรับเปลี่ยน
วธิ ีการทาํ งาน เชน การขจดั ฝนุ ในสถานท่ีทํางาน หรอื การสวมใสห นากากปอ งกันฝุน

155

วิธีใชห นากากปอ งกนั ฝนุ อยา งถกู วธิ ี
1. หนา กากควรกระชบั กบั ใบหนา ซ่งึ ฝุนจะไมสามารถแทรกเขา ไประหวางรอง

ของหนา กากกบั ใบหนา ได
2. แมสภาพของสถานท่ที ํางานโดยท่ัวไปจะสะอาด แตอ าจจะมีฝุนขนาดเล็กอยู

ได จงึ ควรสวมหนากากปองกนั ฝุนไว ถาบริเวณน้นั มฝี นุ ขนาดเล็กอยไู ด จงึ ควรสวมหนา กากปอ งกัน
ฝุนไว ถาบรเิ วณนั้นมฝี นุ อยู

3. หามสวมหนากากกรองฝนุ ในบรเิ วณทอี่ บั อากาศ หรอื บริเวณท่ีมกี าซพิษ
4. ควรเก็บรักษาหนากากไวในที่ท่ีอากาศถายเทดี และเก็บอยางถูกหลักวิธี
รวมทั้งควรเปลี่ยนไสกรองเมือ่ จําเปน
5. หนา กากกันฝนุ โดยทว่ั ไปจะใชสําหรับงานชว่ั คราวเทาน้นั

4. สารเคมีจาํ เพาะ
สารเคมีจําเพาะจะถูกจัดเปนสารเคมีอันตราย เพราะจะกอใหเกิดอันตรายตอ

สุขภาพรางกาย เชน กอใหเกิดโรคมะเร็งจากการทํางาน โรงผิวหนัง ระบบประสาทเสื่อม ฯลฯ
ปจ จุบนั มีการใชสารเคมีอยูอยา งกวา งขวางในงานอุตสาหกรรมจงึ ตอ งระมัดระวงั เปนอยางยิง่

การปอ งกันอันตรายจากการใชส ารเคมีจาํ เพาะ
1. อยา ทาํ หกหรอื กระเด็นลงบนพนื้
2. กอ นเรม่ิ ทาํ งานตองสวมอุปกรณป องกันอันตรายสวนบุคคลหรือติดตั้งระบบ
ระบายอากาศทว่ั ไปในทีท่ าํ งาน
3. จัดการปฏิบตั งิ านใหเ ปน ไปตามระเบียบขอ บังคับของกฎหมาย
4. เม่ือตองการขนยายหรอื เกบ็ สารเคมีเหลา นนั้ จะตองบรรจุลงภาชนะที่เหมาะสม
ใหเ รียบรอ ย
5. หามสูบบหุ ร่ี รบั ประทานอาหาร หรอื ด่ืมนาํ้ ในขณะทก่ี าํ ลงั ทาํ งานกบั สารเคมี
6. หามสมั ผสั เส้ือผาที่เปอ นสารเคมี
7. จัดใหม ีการสวมชดุ ปอ งกนั หรืออุปกรณปอ งกันอนั ตรายจากสารเคมี
8. หามนําสารเคมนี อ้ี อกไปหรอื เขา ไปยงั หนว ยงานอนื่ โดยไมไ ดรบั อนุญาต
9. เส้ือผาที่สวมใสขณะทํางานยอมมีสารเคมีปนเปอนจึงควรท่ีจะชําระลาง
รา งกายเปลย่ี นเสือ้ ผาใหม กอนที่จะรบั ประทานอาหารหรือกอนกลับบาน และนําเสื้อผาท่ีใสทํางาน
น้นั ไปซักหรือทําความสะอาดทันที

156

5. สภาพไรอากาศหรืออบั อากาศ
อบุ ัตเิ หตุจากการขาดอากาศหายใจมกั เกดิ ขน้ึ ไดในบรเิ วณท่เี ปน ใตถุนอาคาร ถัง

หรือบริเวณอุโมงคขดุ เจาะ ฯลฯ
อาการขาดอากาศมีผลโดยตรงตอการทํางานของสมอง และบอยคร้ังท่ีนําไปสู

ความสูญเสยี อยา งใหญห ลวง ทั้งนเ้ี พราะการอยใู นท่แี คบหรืออับอากาศซ่ึงมักไมคอยมีคนไดเขาไปบอย
นกั กย็ ากท่จี ะพบหรอื ชว ยชวี ติ ไดทนั หากมอี บุ ัตเิ หตเุ กดิ ขน้ึ

วธิ ีปองกนั การขาดอากาศหายใจมีดงั น้ี
1. ตรวจสอบความหนาแนน ของออกซิเจนกอ นลงมือปฏิบตั ิงาน
2. จัดระบบระบายอากาศทีเ่ หมาะสม
3. มกี ารปฐมพยาบาลอยา งถูกตอ งและเหมาะสม

ขอพึงปฏบิ ตั เิ ม่ือตอ งทํางานในบริเวณทีม่ สี ภาพไรอากาศหรืออบั อากาศ
1. กอ นเขา บริเวณอนั ตรายที่มีออกซเิ จนนอ ยหรือออกซิเจนใกลหมด เชน

ในบอหรอื ถงั จาํ เปนตองจดั ใหมีระบบระบายอากาศท่ดี ี (อยา งไรกต็ ามกเ็ ปน อันตรายมากเชน กัน
ถา ใชออกซเิ จนบรสิ ุทธ์อิ ยางเดียว) ความหนาแนน ของออกซเิ จนทเี่ หมาะสมคอื ไมนอ ยกวา 18%

2. หา มเขา ไปในบริเวณทม่ี สี ภาพขาดออกซเิ จน ยกเวนผูมีหนาที่เก่ยี วขอ งเทานน้ั
3. ผูจะเขาไปในบริเวณอับอากาศ ตองมีการเฝาดูและติดตามโดยหัวหนางาน
หรือเพื่อนรว มงาน และระบบระบายอากาศจะตองจดั ใหม ีออกซเิ จนอยางนอ ย 18% ดว ย
4. ถา ลักษณะงานไมสามารถจดั ระบบระบายอากาศไดใหใชอุปกรณชวยหายใจ
ที่เหมาะสม เชน เคร่ืองกรองอากาศ หรอื ระบบสายลม
5. ถาสภาพที่ทํางานน้ันขาดอากาศมาก ๆ ใหสวมใสอุปกรณนิรภัย เชน
หนากาก เข็มขัดนริ ภยั หรือสายสงอากาศในขณะท่ปี ฏิบัติงานอยใู นบรเิ วณนนั้
6. ตรวจสอบอุปกรณป อ งกันทุกคร้งั กอ นเริม่ ทาํ งาน
7. ถาไดรับอุบัติเหตุจะขาดอากาศหายใจ ผูทําการชวยเหลือจะตองสวมใส
อุปกรณชวยหายใจท่ีมีระบบระบายอากาศท่ีดี ดังอธิบายไวในขอ 4 ขางตน (หนากากปองกันกาซ
ไมไ ดจ ัดไวส ําหรบั กรณีขาดอากาศ ควรขนยา ยผปู ว ยออกไปสทู โี่ ลงโดยเร็วท่ีสุด และชวยหายใจดวย
การเปา ปาก ฯลฯ )

การจดั ใหม ีระบบระบายอากาศ
เพื่อสขุ ภาพทีด่ ีควรจัดใหมีระบบระบายอากาศทเี่ หมาะสมในสถานประกอบการ
จําเปนอยางย่ิงที่จะตองจัดระบบระบายอากาศในสถานประกอบการที่มีอุณหภูมิและความรอนสูง

157

หรือมีกาซหรือไอท่ีเกิดข้ึนจากตัวทําละลายอินทรียหรือสารอ่ืน ๆ การปลอยปละละเลยท่ีจะจัดทํา
ระบบระบายอากาศจะเปน สาเหตุท่ีกอใหเกิดอาการปวดศีรษะและวิงเวียนศีรษะได และปญหาที่จะ
ตามมาก็คอื ความเจ็บปวยตา ง ๆ ที่มสี าเหตจุ ากสารเคมอี นั ตราย

การเปดหนาตางหรือประตูนั้นเปนการถายเทอากาศทั่วไปตามปกติ การติดตั้ง
ระบบระบายอากาศเฉพาะที่หรือในตําแหนงที่จําเปนนั้น ควรติดต้ังใหเหมาะสมกับลักษณะของ
สารเคมีอนั ตรายทจ่ี ะตอ งใช แตค วรตระหนักไววา ในบางครั้งการเปดหนาตางอาจใหผลที่ตรงขาม
กนั ก็ได

1.4 ความปลอดภยั ในการทํางานกับผลิตภณั ฑเ คมี
ขอพงึ ปฏบิ ตั ทิ ่วั ไปในการทํางานกับผลติ ภณั ฑเ คมี
1. กอนปฏิบัติงานตองทราบถึงชนิดของผลิตภัณฑและอันตรายที่อาจเกิดข้ึน ถา

สงสยั ใหปรึกษาผบู งั คบั บญั ชาท่เี กีย่ วของ
2. กอนขนยายผลิตภัณฑตองสังเกตวาหีบหอไมแตกหรือบุบสลายซ่ึงอาจจะทําให

ตกหลน สภู ายนอกได
3. หลีกเล่ยี งการสมั ผสั กบั ผลิตภณั ฑโดยตรง ใหสวมเครื่องปอ งกัน เชน ถงุ มือ

เสอ้ื คลมุ เครอื่ งกรองอากาศ หมวก แวน ตา ฯลฯ
4. หามรับประทานอาหาร เครอื่ งดมื่ หรอื สูบบุหร่ีในขณะปฏิบตั งิ าน
5. ขณะปฏิบัติงานหามใชมือขย้ีตา หรือใชมือสัมผัสกับปากจนกวาจะลางมือให

สะอาดเสียกอน
6. กอนรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ หรือเขาหองสุขา ตองถอดอุปกรณปองกัน

อันตรายและลางมือใหสะอาดเสยี กอน
7. หา มผทู ี่ไมม ีหนา ท่ีเก่ียวขอ งปฏิบตั งิ านเกย่ี วกับผลติ ภณั ฑเ คมี
8. หากเกิดอุบัติเหตุ ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑแตกเสียหาย ตองรีบรายงาน

ผบู งั คับบัญชาทีร่ บั ผดิ ชอบทนั ที หรือจดั การเกบ็ กวาด เชด็ ถบู ริเวณใหสะอาดตามวิธีที่กําหนด ไมควร
ปลอยทงิ้ ไว

9. ในขณะปฏบิ ตั ิงานหากพบวา มีการเจบ็ ปว ย หรอื วิงเวียนศีรษะใหหยุดปฏิบัติงาน
ทนั ที พรอมทงั้ รายงานใหผบู ังคับบญั ชาผรู ับผดิ ชอบทราบ หรือทําการปฐมพยาบาลอยางถูกตองแลว
รบี นาํ ไปพบแพทยพ รอ มนําฉลากหรอื ผลติ ภณั ฑไปดว ย

10. อุปกรณปองกันอันตรายท่ีใชแลวตองทําความสะอาดหรือทําลายท้ิงตาม
คําแนะนําทไ่ี ดกาํ หนดไว

158

11. เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานแตละครั้ง ตองลางมือ อาบน้ํา และผลัดเปล่ียน
เสอ้ื ผา ทสี่ ะอาด

ความปลอดภัยในการใชผลิตภณั ฑเคมีในการผลิต
1. พนักงานตอ งอานคําแนะนาํ ขา งกลองบรรจผุ ลติ ภัณฑเ คมีทกุ ชนิดใหละเอยี ดกอ น

ทจ่ี ะนาํ เขาโรงงานผลิต
2. กลองผลติ ภัณฑเ คมที ุกกลองทนี่ าํ เขา โรงงานผลิตตอ งอยูในสภาพดีไมแตกรว่ั
3. พนกั งานตองสวมถุงมือ เสื้อคลุมแขนยาว หนากาก รองเทาหุมสน กอนเปด

กลอ งสารเคมที จ่ี ะนํามาใชในการผลติ
4. ตองระมัดระวังเปน พิเศษในการบรรจผุ ลิตภัณฑเคมี พยายามใหฝุนหรือละออง

ของสารเคมปี ลิวกระจายนอ ยท่สี ดุ
5. กลอ งเปลา ของผลิตภณั ฑเคมี หลังจากใชแลวตองนําไปเก็บรวมกันในท่ีมิดชิด

(หากจําเปนตองมีกุญแจปด ) กอ นนําไปทาํ ลาย เผาทิ้งหรือฝงดิน
6. หลังจากท่ีพนักงานทํางานเรียบรอยแลว ใหลางมือ ลางหนาหรืออาบนํ้า และ

เปลยี่ นเสือ้ ผาใหมก อ นรับประทานอาหารหรอื สูบบหุ รี่
7. หา มสบู บุหรีข่ ณะปฏิบัตงิ าน
8. หามรับประทานอาหารหรือเครือ่ งดม่ื ในบรเิ วณโรงงานผลิตหรอื โรงงานบรรจุ

ความปลอดภยั ในการเก็บผลติ ภัณฑเ คมใี นคลงั พสั ดุ
1. พนกั งานตองอานฉลากผลติ ภณั ฑเ คมที กุ ครงั้ กอ นทาํ การเกบ็ เขา คลงั พัสดุ
2. ผลติ ภณั ฑเ คมีบางอยา งตองเกบ็ ในทแ่ี หง สะอาด มีอากาศถายเทดี และ มี
อุณหภูมิไมเ กนิ 46 C
3. ผลติ ภัณฑเ คมตี องเก็บใหห างจากอาหารและภาชนะบรรจุอาหาร
4. ไมค วรเกบ็ ผลติ ภณั ฑเ คมวี างซอนกันสงู เกินกวา 5 เมตร
5. หามสูบบุหรใี่ นคลังพัสดุ ยกเวนบรเิ วณทกี่ าํ หนดให
6. พนักงานตองสวมถุงมือ หนากาก รองเทาและเสื้อแขนยาวขณะปฏิบัติงานซ่ึง
สมั ผัสกบั สารเคมีโดยตรง
7. ผลิตภัณฑเคมีที่ตกหลนตามพื้นใหกวาดเก็บใสถังอยางระมัดระวังเพ่ือนําไป
ทาํ ลายหรอื ฝงดนิ ในบริเวณทีก่ าํ หนด ถา เปน ผลิตภัณฑช นดิ เหลวใหใ ชท รายแหง กลบแลวกวาดเก็บไป
ฝงดิน หามลา งดวยนาํ้
8. ผลติ ภัณฑเ คมที ุกชนดิ ตอ งปด ฉลากทกุ กลอ งกอ นนําเขาเก็บในคลังพัสดุ
9. คลังเกบ็ ผลติ ภัณฑเ คมี ตองปดกุญแจหลังจากเลิกงาน

159

การเกดิ ไอเคมีไวไฟ
การเกดิ ไอเคมีไวไฟในโรงงาน หมายถึง การปลอ ยไอเคมไี วไฟจํานวนมาก ซ่ึงอาจ

ลกุ ตดิ ไฟ หรือระเบดิ เมื่อมีแหลงทกี่ อใหเกดิ ประกายไฟ หรืออาจเกดิ จากการลุกไหมข องสารเคมีหรือ
กา ซท่ีมีจดุ วาบไฟ (Flash Point) ตํา่ และมีชว งไวไฟกวาง

จุดวาบไฟ (Flash Point) ของสารเคมเี หลว คือ อุณหภมู ิตํา่ สดุ ทีส่ ารเคมนี ั้นจะใหไอ
เคมที ่ีสามารถผสมกบั อากาศเปน สวนผสมท่พี รอมจะลุกไหมเม่ือมีแหลง เกิดประกายไฟ

ชวงไวไฟ (Flammability Limit) คือ ชว งระหวา งความเขมขนตาํ่ สุด และสูงสดุ ของ
ไอเคมใี นอากาศซ่งึ จะเกิดการลุกไหมไดเม่ือมีแหลง เกิดประกายไฟ สว นผสมของไอเคมีและอากาศที่
ตา่ํ กวาชว งไวไฟนี้จะเจือจางเกินไปท่ีจะลกุ ไหมได และในทาํ นองเดียวกนั สว นผสมทีส่ ูงกวา ชวงไวไฟ
นจ้ี ะเขมขน เกินไปที่จะติดไฟ

เมอ่ื เกดิ กลุมไอเคมจี าํ นวนมาก หามพนักงานเขาไปในบริเวณท่ีเกิดไอเคมีนั้น ควร
รบั แจง หนว ยดบั เพลิงประจาํ โรงงานเตรียมพรอ มเพื่อทาํ การชวยเหลอื ทันที

วิธปี ฏิบัตเิ มือ่ เกดิ กลุมไอเคมี
1. ปลอดภัยไวกอน เมื่อพบไอเคมีจํานวนมากไมวาจะเกิดจากการหกราดบนพ้ืน
หรือเกิดจากการรั่วจากทอสงเคมีหรือจากถังเคมีตาง ๆ หากมีขอสงสัยใหสมมุติไวกอนวากําลังเกิด
กลมุ ไอเคมีไวไฟ อยาเสียเวลาไปหาเครอ่ื งวัดประมาณไอเคมี เพราะกวา จะรู ประมาณไอและอากาศ
ก็มมี ากเพียงพอทจ่ี ะลุกไหมหรือระเบดิ ได และก็เปนเวลาท่ีทานไดเขาไปอยูในกลุมไอเคมีไวไฟเสีย
แลว
2. ออกไปใหพ น จากบริเวณทเ่ี กิดกลมุ ไอเคมีไวไฟทันที และรับแจงใหหัวหนางาน
หรอื ผูจดั การทราบ
3. ใหใชนํ้าฉีดเปนฝอยเพื่อไลไอเคมี โดยใชหัวฉีดนํ้าจากตูดับเพลิงในกรณีที่เกิด
กลมุ ไอเคมีไวไฟบริเวณรีแอกเตอร ใหเ ปดวาลวน้าํ ปลอยนา้ํ จากหัวฝกบวั ซึ่งติดตงั้ อยูเหนือรีแอกเตอร
เพอ่ื ไลไ อเคมี
4. หากกลุมไอเคมีไวไฟกาํ ลังลกุ ติดไฟใหฉีดนาํ้ หลอเครอ่ื งมอื เคร่อื งใชห รือถงั ตาง ๆ
ที่อยูรอบ ๆ บริเวณนั้น เพือ่ ปอ งกนั การลุกลามขยายตัวของไฟและการระเบิด อยาพยายามเขาไปดับ
ไฟที่จุดลุกไหม แตใหหาแหลงทมี่ าของไอเคมีและจัดการกําจัดตนตอของการเกิดไอเสียกอนโดยไม
ตอ ง เขาไปในกลุมไอเคมี แลวจงึ เขาทาํ การดับไฟ

160

1.4 ความปลอดภัยเกีย่ วกับอัคคภี ยั
การปองกนั อคั คีภยั ในบรเิ วณโรงงาน
พนักงานทุกคนจะตองปฏบิ ตั ดิ ังน้ี
1. รูจักคุณสมบัติเครื่องดับเพลิงทุกชนิดท่ีใชอยูในโรงงาน และสามารถนํามาใช

งานไดทนั ที และเหมาะสมกับลกั ษณะของไฟเมือ่ ตองการ
2. หามนําเครื่องดับเพลงิ มาฉีดเลน หรือหยอกลอกัน
3. ใหความสนใจกับเครื่องมอื ดบั เพลิงในแผนก และจะตองมีการตรวจสอบสภาพ

ของเคร่อื งดบั เพลงิ อยเู สมอ เมือ่ พบหรือสงสยั วาเครื่องดบั เพลิงเครื่องใดอยใู นสภาพชาํ รดุ หรอื น้าํ หนัก
พรอ งไป ใหรายงานผูบังคบั บัญชาตามลาํ ดบั ชั้นทนั ที

4. จะตองไมตดิ ตั้งหรอื วางเครื่องจักรหรือส่ิงของใด ๆ เอาไวในตําแหนงซ่ึงจะเปน
อปุ สรรคหรือกดี ขวางการนาํ เครื่องดับเพลิงมาใชโดยสะดวก

5. วัตถุซึ่งไวไฟหรือนาํ้ มันเชอ้ื เพลิงชนดิ บรรจุถัง เมอ่ื นํามาใชแลวจะตองปดฝาให
สนทิ และทภ่ี าชนะบรรจคุ วรจะมีเครอ่ื งหมายแสดงวาเปนสารไวไฟ

6. หา มนาํ นา้ํ มนั เช้อื เพลิง หรอื เคมีภณั ฑไวไฟใด ๆ ไปใชในการซกั ลา งเสื้อผา
7. พนกั งานทกุ คนจะตองทําความเขาใจกับวิธีปฏิบัติเม่ือเกิดเพลิงไหม พนักงานทุก
คนจะตอ งใหความรว มมือในการซอ มภาคปฏิบตั โิ ดยพรอ มเพรยี งกัน
8. ไมวาเพลิงจะเกิดจากอะไรก็ตาม หากเกิดขึ้นใกลกับสายไฟฟา เครื่องมือ
เคร่ืองใชห รือแผงสวติ ซไ ฟฟา ใหปลดสะพานไฟตัดวงจรไฟฟาทนั ที

เม่อื เกดิ เพลงิ ไหม
1. เมอ่ื เกดิ เพลงิ ไหมข ึน้ ในบริเวณท่ที ํางาน จงอยา ต่นื ตระหนกจนเสียขวญั พยายาม
รักษาขวญั และกาํ ลังใจไวใหม ่นั การตน่ื ตระหนกจนเสยี ขวญั อาจทาํ ใหเหตกุ ารณเลวรา ยลงอกี
2. รีบแจง ใหเพอ่ื นรวมงานทุกคนในบริเวณเพลิงไหมและหนวยดบั เพลิงทราบ เพ่ือ
ดาํ เนินการดบั เพลิงและแจงเหตเุ พลงิ ไหมไปยงั หนว ยดบั เพลงิ ของราชการ
3. พนกั งานผูไ มม ีหนา ที่เก่ียวของกับการดับเพลิงตองรีบออกจากตัวอาคารโดยเร็ว
ตามแผนอพยพหนีไฟ และไปรวมกันท่ีบริเวณหนาประตูทางเขาโรงงาน เพ่ือรอคําสั่งจากผู
ประสานงานดบั เพลิงตอไป
4. พนักงานทไี่ ดรบั มอบหมายใหเปนหนวยดับเพลิงโรงงาน จะตองเตรียมหัวฉีด
สายดับเพลิง เพอื่ ตอ เขากับขอตอ ทอ นาํ้ ดบั เพลิงและอยูในสภาพเตรียมพรอมโดยเร็วท่ีสุด ในกรณีที่
เพลงิ อยใู นตําแหนงที่หัวฉดี ใหญจ ะฉีดมาถงึ อาจไมจําเปนตองใชทอดับเพลิงและหัวเล็กฉีดตอ ท้ังน้ี
ใหข ้ึนอยกู บั ดลุ ยพินิจของหนวยดบั เพลิงโรงงาน

161

การปอ งกนั อัคคีภยั ในสํานักงาน
1. พนักงานทุกคนจะตองทราบขอ บังคับเกย่ี วกบั ความปลอดภัยในสํานกั งานเปน อยา งดี
2. พนักงานทกุ คนควรฝก ใชเ คร่ืองดับเพลงิ ใหเ ปน
3. พนักงานทุกคนตองปฏิบัติตามกฎขอบังคับความปลอดภัยในสํานักงานโดย
เครง ครดั เชน หามสบู บุหรใี่ นบริเวณหามสูบ
4. บริษัทอาจจัดใหมีการซอมดับเพลิงเมื่อเกิดเพลิงไหมหรือกรณีฉุกเฉิน ณ
สาํ นักงานรว มกบั เจาหนา ท่ีของทางราชการ พนักงานทุกคนจะตองใหความรวมมือในการซอมโดย
พรอ มเพรยี งกัน
5. หามวางส่ิงของกีดขวางทางออกฉุกเฉนิ

เมอื่ เกดิ เพลงิ ไหม
1. ใหพนักงานที่พบเพลิงไหมรีบดับเพลิงตามความสามารถทันทีหากเห็นวาไม
สามารถดับเพลิงดว ยตนเองได ใหรบี แจงผปู ระสานงานดับเพลิงทราบทนั ที
2. ผปู ระสานงานจะแจง ใหเจา หนา ที่บรหิ ารของบริษทั ทราบ และเปด สัญญาณเพลิงไหม
3. เมื่อมีสัญญาณเพลิงไหมใหพนักงานทุกคนหยุดปฏิบัติงานทันทีและจัดเก็บ
เอกสารท่สี าํ คัญพรอ มทงั้ ของมคี า ไวในท่ีปลอดภยั แลวรบี ออกจากบรเิ วณท่ีทาํ งานในทิศทางตรงขาม
กับบรเิ วณเกดิ เพลงิ ไหม
4. การออกจากอาคาร หา มวิ่งและหา มใชล ฟิ ตโดยเดด็ ขาด
5. ใหพ นกั งานที่ออกจากอาคารแลว ทกุ คนไปรวมกันในบริเวณท่ีจอดรถอาคารเพ่ือ
ตรวจสอบจํานวนและรอรับคาํ สงั่ จากผปู ระสานงานตอ ไป

1.5 ความปลอดภยั ในสํานกั งาน
พนื้ สํานกั งาน - ทางเดิน - ประตู
1. ควรใหพ ืน้ สาํ นกั งานมคี วามสะอาดอยเู สมอ
2. พื้นสํานักงานควรอยูในแนวระดับราบไมลาดเอียงหรืออยูตางระดับกัน หากไม

สามารถหลกี เลี่ยงได ใหใ ชส ีสันแสดงใหเ ห็นชดั เจน
3. ใหใชวัสดุกันล่นื ปูทบั บนกระเบื้องหรือพ้นื ขดั มันที่ล่ืน
4. ในขณะปฏบิ ตั ิงาน หามว่งิ หรอื ทําการลื่นไถลแทนการเดนิ
5. ในขณะท่ีมีการขัดหรือทําความสะอาดพื้น ผูปฏิบัติงานควรสังเกตปายคําเตือน

และเดินหรอื ปฏิบตั ิงานดว ยความระมัดระวังมากยิ่งขึน้
6. ในกรณีที่มีนํ้า น้ํามัน หรือสิ่งที่ทําใหเกิดการล่ืนบนพ้ืนสํานักงานใหแจง

เจาหนาทท่ี รี่ บั ผิดชอบโดยทนั ที โดยกอนแจงใหแ สดงเครือ่ งหมายเตอื นไวดว ย

162

7. ในกรณีที่พบเห็นวัสดุหรือเครื่องใชสํานักงาน เชน ดินสอ ที่หนีบกระดาษ
ยางลบ หรอื ส่ิงอ่ืนใดตกหลน อยูบ นพ้นื ใหเก็บโดยทนั ทีเพราะอาจเปนสาเหตใุ หล่นื หกลมได

8. ในขณะเดินถึงมุมตึกใหเดินทางดานขวาของทางเดิน และเดินอยางชา ๆ ดวย
ความระมัดระวงั เพื่อหลกี เลย่ี งการชนกับผอู ื่นซง่ึ กาํ ลงั เดนิ มาจากอกี มมุ หนง่ึ

9. ควรติดตัง้ กระจกเงาทํามุมในบรเิ วณมมุ อบั ทอ่ี าจเกดิ อุบัตเิ หตไุ ดงา ย
10. สายโทรศัพท สายเคร่ืองคิดเลข หรือสายไฟฟา ควรติดต้ังใหเรียบรอย เพ่ือ
ไมใหก ดี ขวางทางเดิน
11. อยายืนหรือเดินใกลบริเวณประตูท่ีปดอยู เพราะบุคคลอ่ืนอาจจะเปดประตูมา
กระแทกได
12. เม่ือจะผานเขา ออกบังตา หรือเปดปดประตูบานกระจก ควรเขาออกหรือเปดปด
ดวยความระมดั ระวงั อยางชา ๆ และในการใชบ งั ตาหรือประตูทเี่ ปด ปด สองบาน ใหใ ชบ ังตาหรือบาน
ประตูทางดานขวา
13. บังตาหรือประตูบานกระจกท่ีเปดปดสองทาง ใหติดเครื่องหมาย “ดึง” หรือ
“ผลัก” ใหช ัดเจน
14. ไมควรจัดเก็บวัสดุอุปกรณส่ิงของตาง ๆ หรือปลอยใหมีส่ิงกีดขวางบริเวณ
ทางเดนิ หรอื ชอ งประตู
การใชบนั ได
การใชบ นั ไดอยางปลอดภัย
1. กอนข้นึ หรือลงบนั ได ควรสังเกตส่งิ ที่อาจกอใหเกิดอนั ตรายขึน้ ได
2. ถาบริเวณบันไดมแี สงสวา งไมเพียงพอ หรือราวบันไดหรือขั้นบันไดชํารุด ให
แจงเจาหนาทเ่ี พ่ือทาํ การแกไ ขใหเรยี บรอ ย
3. อยา ปลอยใหม ีเศษวัสดชุ น้ิ เล็กชิ้นนอ ยตกอยูตามข้ันบันได เชน เศษกรวด เศษ
แกว ฯลฯ
4. ไมควรติดตั้งสิ่งท่ีดึงดูดความสนใจ เชน กระจกเงา ภาพโปสเตอร
เครื่องประดบั ตกแตง ตาง ๆ ไวบ ริเวณบันได
5. ควรจัดใหมีพรมหรอื ทเี่ ชด็ เทา บริเวณเชงิ บันได เพอื่ ความปลอดภัย
6. อยา ว่งิ ข้นึ หรอื ลงบนั ได ควรข้นึ ลงดวยความระมดั ระวัง
7. หามเลนหรอื หยอกลอกนั ในขณะข้นึ หรือลงบนั ได
8. การข้ึนลงบนั ได ใหข ึน้ ลงทางดา นขวาและจบั ราวบันไดทุกครั้ง
9. อยา ปลอ ยราวบนั ไดจนกวาจะมกี ารข้ึนหรอื ลงบนั ไดเปน ท่ีเรียบรอยแลว

163

10. ในขณะขึ้นหรือลงบันได ใหใชสายตามองข้ันบันไดที่จะกาวตอไปและหาม
กระทําสง่ิ ใด ๆ ในลักษณะทีจ่ ะกอใหเกดิ อันตราย เชน การอา นหนังสอื หรือคนสง่ิ ของในกระเปา ถอื
เปนตน

11. อยา ขึน้ หรอื ลงบันไดเปน กลมุ ใหญในเวลาเดียวกัน
การใชบ นั ไดพาดและบนั ไดยืนอยางปลอดภัย
1. กอนใชบันไดพาดหรือบันไดยืน ตองตรวจสอบความแข็งแรงโดยท่ัวไป ตอง
แนใ จวา ไมมรี อยหกั รอยราว และมียางกนั ล่ืน
2. เมอื่ ใชบ นั ไดพาดกับผนงั ตอ งพาดใหไ ดประมาณ 70 องศาและควรสงู กวาจดุ ทีจ่ ะ
ทาํ งานอยางนอย 60 เซนตเิ มตร
3. ถา เปน ไปได ควรยึดหวั และทายของบันไดดวยเชอื ก แตถา ทาํ ไมไ ดค วรใหคนอน่ื
ชว ยใชม อื จับยึดให
4. พ้ืนวางบันไดตอ งเรยี บ และปราศจากหลุม บอ หรอื โหนกนนู
5. ขณะปน บนั ไดข้ึนหรือลงใหม องไปขา งหนาและไมท าํ งานบนบันไดดวยทาทางท่ี
ไมเ หมาะสม
6. กรณีมแี ผนรองยืนบนบันไดยืน ขาของบันไดตองหางกันไมเกิน 1.8 เมตร และ
แผนรองยืนตองสงู ไมเกิน 2 เมตร
7. บนั ไดยนื ตอ งมีตัวล็อกขาท่กี างไวด วย
8. ถาใชบันไดยนื ในจดุ ทีไ่ มแ นใ จวาจะมีความปลอดภัยเพียงพอตองมีผูชวยคอยยึด
จับบนั ไดน้ันไว
9. อยายืนบนแผน รองยืน เมอ่ื ตอ งอยสู งู เกิน 1.2 เมตร
โตะ ทํางาน - เกาอ้ี - ตู
1. ตลอดเวลาการทํางานไมควรเปดลนิ้ ชกั โตะ ล้นิ ชกั ตเู อกสาร หรอื ตอู นื่ ใดคางไว
ใหป ดทุกคร้งั ทีไ่ มใชง าน
2. หา มวางพัสดุ สง่ิ ของ หรอื กลอ งใตโตะ ทํางาน
3. หามเอนหรือพิงพนกั เกา อี้ โดยใหรับนํา้ หนักเพยี งขางใดขางหนงึ่
4. ใหมพี นื้ ทเ่ี คล่อื นยา ยเกา อ้ี สาํ หรบั การเขา ออกทส่ี ะดวก
5. หา มวางพัสดุ สงิ่ ของตา ง ๆ บนหลังตเู พราะอาจตกหลน ลงมาเปนอนั ตราย
6. อยา เปดลน้ิ ชักตูเ อกสารในเวลาเดียวกนั เกนิ กวา หนึง่ ล้ินชัก
7. การจดั เอกสารใสในลิน้ ชกั ตู ควรจดั ใสเ อกสารจากช้ันลางสุดข้ึนไป เพ่ือเปนการ
ถวงดุลนา้ํ หนัก และใหหลีกเลยี่ งการใสเ อกสารในล้นิ ชกั มากเกนิ ไป
8. ใหใ ชห ูจบั ลิ้นชักทุกครั้งเม่ือจะเปด ปดลิน้ ชกั เพ่อื ปอ งกันนิว้ ถกู หนีบ
9. การจดั วางตูลนิ้ ชกั ตตู อ งไมเ กะกะชองทางเดนิ ในขณะที่ปดใชงาน

164

สายไฟฟา และเตาเสียบ
1. สายไฟฟา ท่มี รี อยฉกี ขาด หรอื ปล๊ักไฟฟาท่ีแตกราว ตองทําการเปล่ียนทันที หาม
พันดว ยเทปพนั สายไฟหรือดดั แปลงซอ มแซมอยา งใดอยา งหนึง่
2. เตาเสียบท่ีชํารุดจะตองทําการซอมแซมโดยทันที ในระหวางรอการซอมแซม
จะตองปดหรือครอบ เพ่อื ปอ งกนั ไมใหผูอื่นมาใชง าน
3. เครื่องมือหรืออุปกรณไ ฟฟาตาง ๆ ที่ใชภ ายในสาํ นักงาน ใหว างในตําแหนงท่ีใกล
เตาเสยี บมากที่สุด เพ่อื หลีกเล่ียงสายไฟฟาท่ีทอดยาวไปตามพ้ืน หรอื หลีกเลย่ี งการใชส ายตอ ในกรณีที่
ไมอาจวางในตําแหนงใกลเตาเสียบได ใหแสดงเคร่ืองหมายใหชัดเจนเพื่อปองกันการเดินสะดุด
สายไฟฟา
4. ในการใชอุปกรณไฟฟาใหแนใจวาแรงดันไฟฟาเหมาะสมกับความตองการ
แรงดนั ไฟฟา ของอุปกรณนั้น ๆ
5. การวางหรือเคลือ่ นยา ยเคร่อื งใชส าํ นักงาน ตองระวงั อยา ใหมีการวางหรือเคล่ือนยาย
ไปทบั ถกู สายไฟฟา

การใชเครือ่ งใชส าํ นกั งาน
1. ในขณะขนยายกระดาษควรระมดั ระวังกระดาษบาดมอื
2. ใหเกบ็ ปากกาหรอื ดินสอ โดยการเอาปลายชลี้ ง หรอื วางราบในชิน้ ชัก
3. ใหทาํ การหบุ ขากรรไกรที่เปดซองจดหมาย ใบมดี คัดเตอร หรอื ของมีคมอื่น ๆ ให
เขา ที่กอ นทําการเก็บ
4. การใชเ ครื่องตดั กระดาษ ตองระวงั น้วิ มอื ใหอ ยูหางจากใบมีด ขณะที่กําลังทําการ
ตดั กระดาษ และหลีกเลี่ยงการตัดกระดาษจํานวนมากเกินไปพรอมกันทีเดียว ถาไมไดใชงานใหลด
ใบมดี ลงใหต ่าํ ท่สี ดุ อยายกใบมดี คา งเอาไว
5. การแกะลวดเยบ็ กระดาษไมควรใชมือหรอื เลบ็ ใหใ ชท่ดี ึงลวดเย็บกระดาษทกุ ครงั้
6. เฟอรน ิเจอรทเ่ี ปน โลหะใหท าํ การลบมมุ ทกุ แหงเพ่อื ความปลอดภัย
7. ควรใชบันไดหรือช้ันเหยียบ เมื่อตองการหยิบของในที่สูง ไมควรยืนบนกลอง
โตะ หรอื เกา อตี้ ิดลอ
8. หลังเลกิ งานทกุ วัน ใหป ด ไฟฟาทุกดวงและตัดวงจรอุปกรณไฟฟาภายในหอ งทํางาน
ท้งั หมด
9. เครอ่ื งใชส ํานกั งานท่อี าจกอใหเกดิ อันตราย เชน สายพาน ลูกกลิ้ง เกียร เฟอง ลอ
ฯลฯ ถาไมมกี ารติดต้งั อุปกรณปอ งกันอนั ตรายเอาไว ใหตดิ ตัง้ อุปกรณป อ งกนั อนั ตรายน้ันใหเ รียบรอ ย
กอ นที่จะใชงาน

165

10. หามทําความสะอาด ปรับ แตง หรือเปลี่ยนแปลงสวนประกอบใด ๆ ของ
เคร่ืองใชสํานักงานที่อาจกอ ใหเกิดอันตรายในขณะที่เครอ่ื งกาํ ลังทํางาน

11. ตองทําการศกึ ษาวิธีใชและขอ ควรระวงั ของเคร่อื งใชสํานักงานที่มีอันตรายใหดี
กอ นปรบั แตง

12. ถามีผูปฏิบัติงานสองคน หรือมากกวาสองคนข้ึนไปทํางานกับเคร่ืองใช
สาํ นักงานทม่ี ีอันตรายเครอื่ งเดียวกัน ผูปฏบิ ตั งิ านแตละคนจะตองระมัดระวังซงึ่ กนั และกนั

13. อยาถอดอุปกรณปองกันอันตรายหรือเปดแผงเครื่องใชสํานักงานที่มีอันตราย
โดยเด็ดขาด กรณเี ครื่องขดั ขอ งใหต ิดตอชางเพอื่ มาทาํ การซอ มแซม

14. เคร่ืองใชสํานักงานท่ีใชกําลังไฟฟาและมิไดเปนชนิดที่มีฉนวนหุมสองชั้น
จะตองมรี ะบบสายดนิ ตดิ อยูที่ครอบโลหะผานปลั๊ก และหามมีการดัดแปลงปล๊ักเพ่ือตัดวงจรสายดิน
ออก

15. ใหต ัดกระแสไฟฟาของเครอื่ งใชสํานกั งานที่ใชไ ฟฟาทุกครั้งที่ไมใชหรือเมื่อจะ
ปรับแตงเครื่อง

การใชลิฟต
1. ในขณะเกิดเพลงิ ไหม หามทกุ คนใชล ิฟต ใหใชบ นั ไดหนีไฟเทานั้น
2. กอนใชลิฟตทุกครั้งใหสังเกตวาตัวลิฟตเล่ือนมาอยูในระดับเดียวกับพื้นแลว
หรือไม ถาตัวลิฟตอ ยูตางระดับกบั พ้นื ใหร ะมดั ระวังการสะดุดขณะเดินเขาลิฟต สําหรับสุภาพสตรีท่ี
สวมรองเทา สน สงู หรือสน เล็กตอ งกาวขา ม เพ่อื ปองกนั การลื่นและหกลม
3. ในการใชล ฟิ ต ใหเขา ลิฟตอ ยางรวดเรว็ และระมดั ระวัง อยาลงั เลใจ
4. หา มสบู บหุ ร่ีในลฟิ ต
5. เม่ือลิฟตเล่ือนถึงชั้นที่ตองการ ใหรอประตูลิฟตเปดเต็มท่ีแลวกาวออกจากลิฟต
อยา งรวดเรว็

166

6. หา มใชมอื จับหรือดันประตูลิฟตเพื่อใหลิฟตรอบุคคลอื่น ใหใชปุมควบคุมประตู
ลฟิ ตท ี่ตดิ ตัง้ อยูภายในลฟิ ต

7. ในกรณเี กิดเหตฉุ กุ เฉนิ ขณะอยูในลิฟต ใหปฏิบัติตามขอแนะนํา ซ่ึงติดอยูภายใน
ลิฟต พยายามควบคุมสติใหได อยาตกใจเปนอันขาด

กิจกรรม 5 ส สูความปลอดภยั
สถานทีท่ ํางานจะปลอดภัยดว ยการปฏบิ ัติ 5 ส
สถานทดี่ าํ เนินกิจกรรม 5 ส จะปลอดภัยกวา ถูกสุขอนามัยกวา และมีการผลิตดีกวา
ในการทาํ ใหส ถานที่ทาํ งานนา อยู นาดู สะดวกสบายและปลอดภยั นน้ั จะตอ งกําจัดส่ิงที่ไมตองใชแลว
ออกไปใหหมด และจดั ส่งิ ทจ่ี ะเก็บใหเปนหมวดหมู เพอ่ื ความสะดวก สะอาด และสวยงาม
กิจกรรม 5 ส
สะสาง : แยกรายการสิง่ ของทจี่ ําเปนและไมจ ําเปน ทง้ิ สิ่งของทไ่ี มจ าํ เปน

ออกไปใหม ากที่สดุ เทา ทีจ่ ะทาํ ได
สะดวก : เก็บเครื่องมืออุปกรณไวในที่ท่ีใชไดสะดวกและเก็บในสภาพที่
ปลอดภยั
สะอาด : จดั ระเบียบการดูแลความสะอาดของสถานที่ทํางาน เชน การกําจัด
ฝนุ ละออง
สุขลกั ษณะ : ดูแลเส้ือผาและรักษาสภาพสถานท่ีทํางานใหสะอาดเรียบรอย อยา
ปลอยใหสกปรกรกรุงรังเปนเดด็ ขาด
สรางนิสัย : ปฏิบัติ 4 ส ขา งตน จนเปนนิสัย

1.6 ความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ปจ จบุ นั การประกอบอาชพี เกษตรกรรม มีการนําเคร่อื งจักรกล เชน รถแทรกเตอร

167

รถไถนา เครื่องเก็บเก่ียว เครื่องผอนแรง เปนตน และสารเคมี เชน ปุยเคมี สารกําจัดศัตรูพืช สารฆา
แมลง เขา มาใชอยา งมากมาย เพ่อื ชว ยเพ่มิ ผลผลติ ซึ่งสิ่งเหลานี้หากนาํ ไปใชอยางไมถูกตองจะมีผลเสีย
ตอสุขภาพและชวี ติ อันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม มี 5 ประการ ดงั น้ี

ประการท่ี 1 สารเคมี เชน ปุย สารกําจัดศัตรูพืช สารฆาแมลง สารพิษปราบวัชพืช
สารกําจดั เช้อื รา สารกําจดั สตั ว สารพษิ กําจัดสาหราย ไสเ ดอื นฝอย หอยทาก สารเคมีเหลาน้ีหากใชถูก
วธิ กี ็มปี ระโยชน หากใชผ ดิ วิธีเปน โทษอยา งมากเชน กนั เกษตรกรจาํ เปนตองทราบสิง่ เหลานี้

 วธิ เี กบ็ การใช โดยอา นจากฉลากขา งภาชนะบรรจุ
 เมอ่ื ใชห มดแลว ตองทําลายภาชนะบรรจุโดยการเผาหรอื ฝง
 ไมควรสูบบหุ รขี่ ณะทําการฉดี พน
 ระวังการสัมผสั สารเคมีทผ่ี ิวหนงั เนอื่ งจากสามารถดูดซมึ ทางผวิ หนังได
 ระวังการสดู ดมหายใจเขาสทู างเดนิ หายใจ
 ไมยืนใตลมขณะฉดี พนสารเคมี
 เครอ่ื งใชตา ง ๆ สาํ หรบั การฉดี พน ตอ งดูแลไมใหเสอ่ื มสภาพ รว่ั ซมึ
 เวลาผสมยาหามใชมอื กวน

ประการที่ 2 อันตรายจากฝุนท่ีเกิดจากเกษตรกรรม ฝุนเกิดข้ึนจํานวนมากใน
กิจกรรมนวดขาว และกิจกรรมอน่ื ๆ ในนา ปญหาที่เกิดขึ้นคือ ฝุนจะเปนสวนที่รับเอาเช้ือรา ละออง
เกสรดอกไม และพวกสเปอรปะปนอยู และจะนําโรคสูคนได ทําใหผูสัมผัสเกิดเช้ือรา โรคปอดฝุนฝาย
โรคปอดชานออ ย โรคปอดชาวนา วธิ ีปองกัน คอื

 เกษตรควรสวมหนา กากปอ งกันฝุน
 รักษาความสะอาดของผิวหนงั หลงั เสรจ็ งานแลว
 ใชวิธีพน นํา้ เพ่ือลดการฟุง กระจายของฝุน
 หาความรูเพื่อปองกันตัวเอง รวมท้ังเพ่ือใหทราบถึงภัยตาง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

เชน อาการเกิดโรค จะไดส ามารถปองกันตัวเองไมใหเ กดิ โรคลุกลามตอไป

ประการท่ี 3 อนั ตรายจากการเปนโรคติดเชอ้ื จากสัตว ทส่ี าํ คญั คอื มา วัว ควาย แกะ
แพะ สกุ ร สนุ ขั สตั วปา ทก่ี ินเนอ้ื นก เปด ไก เปน ตน โรคติดเชื้อท่ีสําคัญ ไดแก โรคแอนแทรกซ โรค
กลวั นาํ้ บาดทะยัก เลพโตสไปโรซสี กลากเกลอ้ื น ของเช้ือรา วธิ ปี องกนั คอื

168

 เกษตรกรควรทราบแหลง โรค วธิ ีการแพรโรค
 เมือ่ สัตวปว ยตอ งเผาหรือฝง ทําลายเช้ือ ฉดี วัคซนี ปองกนั โรคแกสัตว
 รักษาความสะอาดของผิวหนัง ระวังมิใหสัมผัสกับผิวหนังของสัตวที่เปน

โรค
 ทําความสะอาดแผลทันทเี มื่อมีบาดแผลเกดิ ข้นึ

ประการที่ 4 อนั ตรายจากความรอน แสง เสยี ง ความสั่นสะเทอื น เกษตรกรอาจเปน
ตะครวิ ออนเพลีย หรอื เปนลม อนั เนอ่ื งมาจากการไดรบั ความรอนทีม่ าจากแสงอาทติ ย หรือไดร บั เสียง
ดงั จากเครื่องจักรกล ซึ่งมีผลตอสุขภาพจิตดวย รวมท้ังเกิดอาการหูตึง หรือหูหนวกได อันตรายจาก
แสงจา ซ่ึงพบมากทําใหเ กิดตอ สูญเสียการมองเห็น และในการใชเคร่อื งจักรกม็ ปี ญ หา การสน่ั สะเทือน
จากเคร่ืองจักร เชน รถแทรกเตอร เครอ่ื งเกีย่ วขา ว เคร่อื งไถ เคร่อื งเจาะ เล่ือยไฟฟา ความส่ันสะเทือนมี
อันตรายตอมอื และแขน ทําใหเ กดิ อาการปวดขอตอ เม่ือยลา ระบบยอยอาหารผิดปกติ กระดูกอักเสบ
วิธปี องกนั อนั ตรายเหลา นไี้ ดแก

 การสวมใสอ ปุ กรณปองกนั อันตรายสวนบคุ คล เชน ถงุ มือ อุดหู
 การปอ งกนั เก่ียวกบั ความรอน ทาํ ไดโ ดยใหส วมเสอื้ ผาหนา แขนยาว แตเปน

ผาท่รี ะบายอากาศไดด ี
 ดม่ื น้ําผสมเกลอื ใหเขม ขน ประมาณ 0.1%
 หยดุ พักระหวา งงานบอยขนึ้ หากอากาศรอนจัดมาก

ประการที่ 5 อุบัติเหตุในงานเกษตรกรรม เชน การถูกของมีคมบาด ไดแก มีด
ขวาน เคยี ว เมื่อเกิดบาดแผลเกษตรกรไมมีเวลาที่จะทําความสะอาดแผลหรือปฐมพยาบาลโดยทันที
โอกาสที่จะไดรับเชื้อโรค เชน โรคบาดทะยัก จึงพบบอย และเปนสาเหตุการตายท่ีสําคัญหรือการใช
เครื่องยนตท่ีใชไฟฟาก็อาจเกิดไฟฟา ดูด หรือเกิดการไหมต ามผวิ หนงั ข้ึนได ซึ่งควรตอ งเรยี นรูเ รอื่ งการ
ใชไ ฟฟา ใหถ ูกตองดวย นอกจากน้ียงั มีอันตรายจากการใชเครอ่ื งยนต เชน เชอื ก โซ สายพาน หนีบหรอื
บีบอัด ทาํ ใหม อี บุ ตั เิ หตุเกดิ ขึ้นที่นวิ้ มอื เปนสว นใหญ

โรคจากการทํางานท่ีสําคัญและพบบอยที่สุดในเกษตรกรคือ การปวดหลังจากการ
ทํางานอันเนอ่ื งมาจากทา ทางการทาํ งานทีฝ่ น ธรรมชาติ ทําใหเกิดอาการปวดเม่ือยกลามเน้ือ การปวด
เมือ่ ยกลามเนื้อท่เี กดิ ขน้ึ ซ้ํา ๆ ทกุ วนั เรียกวา โรคบาดเจ็บซํ้าซาก หรือโรคบาดเจ็บซํ้าบอย สามารถแกไข
ได ควรจะไดเรียนรวู ิธีการหาเครอ่ื งทุนแรงหรือประยุกตวิธีการทํางานเพื่อบรรเทาอาการเหลานั้นให
ลดนอ ยลง ตัวอยางเชน การใชเครือ่ งหวานเมลด็ พชื แทนการกม เงยในการหวานโดยคนก็จะทําใหการ
ทาํ งานเปน สุขขน้ึ ได

169

เร่ืองที่ 2 การปฐมพยาบาลเบือ้ งตน

การปฐมพยาบาล คือ การใหก ารชวยเหลือเบ้ืองตน ตอผปู ระสบอันตราย หรือเจบ็ ปว ย
ณ สถานทเี่ กดิ เหตกุ อนทีจ่ ะถงึ มอื แพทย หรอื โรงพยาบาล เพ่อื ปอ งกนั มิใหเ กดิ อนั ตรายแกชีวติ หรือ
เกดิ ความพิการโดยไมส มควร

วัตถุประสงคข องการปฐมพยาบาล
1. เพอ่ื ใหมชี วี ติ อยู
2. เพอื่ ไมใหไ ดร บั อันตรายเพมิ่ ขึ้น
3. เพอ่ื ใหกลับคืนสูส ภาพเดิมไดโดยเรว็

หลักท่ัวไปในการปฐมพยาบาล
1. อยาตืน่ เตน ตกใจ และอยา ใหคนมงุ เพราะจะแยง ผบู าดเจบ็ หายใจ
2. ตรวจดวู าผูบาดเจ็บยงั รสู ึกตวั หรือหมดสติ
3. อยา กรอกยา หรอื นา้ํ ใหแกผ ูบาดเจบ็ ในขณะทไ่ี มรูสกึ ตวั
4. รีบใหการปฐมพยาบาลตอ การบาดเจ็บทอี่ าจทาํ ใหเ กดิ อันตรายถงึ แกช ีวติ โดยเร็ว

กอ น สว นการบาดเจบ็ อืน่ ๆ ทไี่ มรนุ แรงมากนักใหด าํ เนนิ การปฐมพยาบาลในลําดบั ถดั มา

การบาดเจ็บที่ตอ งไดร บั การชว ยเหลือโดยเร็ว คอื
1. การขาดอากาศหายใจ
2. การตกเลือด และมอี าการชอ็ ก
3. การสมั ผัส หรอื ไดรับสง่ิ มพี ิษทรี่ นุ แรง

การปฐมพยาบาลเม่อื เกดิ อาการบาดเจบ็
ขอเคล็ด

สาเหตุ
เกดิ จากการฉกี ขาด หรือการยดึ ตวั ของเน้อื เย่ือ กลา มเน้ือ หรอื เสนเอน็ รอบขอตอ

อาการ
- เวลาเคลือ่ นไหวจะรูสกึ ปวดบริเวณขอ ตอ ท่ีไดรับอนั ตราย
- บวมแดงบริเวณรอบ ๆ ขอ ตอ

170

การปฐมพยาบาล
- อยาใหขอ ตอ บรเิ วณทีเ่ จบ็ เคลอื่ นไหว
- อยาใหของหนกั กดทบั บริเวณขอทเี่ จบ็
- ควรประคบดว ยความเย็นไวกอน
- ถา มีอาการปวดรนุ แรง ใหรีบนาํ ไปพบแพทย

ขดั ยอก
สาเหตุ

เกิดจากการทก่ี ลา มเน้ือยึดตวั มากเกินไป ซึง่ เกดิ ขนึ้ เพราะการเคล่ือนไหวอยางรนุ แรง
และรวดเรว็ มากเกนิ ไป
อาการ

เจบ็ ปวดบริเวณท่ไี ดรบั บาดเจบ็ ตอมามีอาการบวม
การปฐมพยาบาล

- ใหผ ูบาดเจบ็ นงั่ หรือนอนในทาที่สบาย และปลอดภัย
- ถาปวดมากอาจบรรเทาอาการโดยการประคบความเย็นกอ น แลวตอดวยประคบ
ความรอน

ตาบาดเจบ็
การปฐมพยาบาลเกยี่ วกับตานนั้ ควรใหการปฐมพยาบาลเฉพาะตาท่บี าดเจ็บเลก็ นอ ย
เทานนั้ ถาบาดเจ็บรนุ แรงใหหาผา ปดแผลสะอาดปด ตาหลวม ๆ แลว นาํ ผูบาดเจ็บสง โรงพยาบาล
โดยเร็ว

ผงเขาตา
สาเหตุ

- มีสิง่ แปลกปลอมเขาตา
- ระคายเคอื งตา คัน หรือปวดตา
การปฐมพยาบาล
- ใชน า้ํ สะอาดลางตาใหทั่ว
- ถา ผงไมอ อกใหห าผา สะอาดปดตาหลวม ๆ แลวนาํ ผบู าดเจบ็ ไปพบแพทย

171

สารเคมีเขาตา
สาเหตุ

กรด หรือดา งเขา ตา
อาการ

- ระคายเคอื งตา
- เจบ็ ปวด และแสบตามาก

การปฐมพยาบาล
- ใหลางตาดว ยนา้ํ ทส่ี ะอาดโดยวิธกี ารใหน ํ้าไหลผา นลกู ตา จนกวาสารเคมี

จะออกมา
- ใชผา ปดแผลทีส่ ะอาดปดตาหลวม ๆ แลวนําผูบาดเจ็บไปพบแพทย

โดยเร็วทส่ี ุด

ไฟไหม หรอื นาํ้ รอ นลวก
สาเหตุ

บาดแผลอาจจะเกดิ จากถูกไฟโดยตรง ประกายไฟ ไฟฟา วตั ถุที่รอ นจดั นาํ้ เดือด
สารเคมี เชน กรด หรอื ดา งทีม่ คี วามเขมขน
อาการ

แบงเปน 3 ลักษณะ
- ลกั ษณะที่ 1 ผิวหนังแดง
- ลกั ษณะท่ี 2 เกดิ แผลพอง
- ลักษณะที่ 3 ทําลายชน้ั ผิวหนงั เขา ไปเปน อนั ตรายถงึ เนือ้ เยือ่ ทีอ่ ยใู ตผิวหนงั
บางครง้ั ผูบ าดเจ็บจะมีอาการชอ็ ก

การปฐมพยาบาล
บาดแผลในลกั ษณะที่ 1 และ 2 ซงึ่ ไมส าหสั ใหปฐมพยาบาลดงั น้ี
- ประคบดว ยความเย็นทนั ที
- ใชน้าํ มนั ทาแผลได และปด แผลดวยผาทส่ี ะอาด ใชผ า พนั แผลพันแตอยา

ใหแนน มาก
บาดแผลในลักษณะที่ 3 ใหปฐมพยาบาลดงั นี้
- ถาผบู าดเจ็บมอี าการช็อก รีบใหก ารปฐมพยาบาลอาการชอ็ กกอ น

172

- หามดึงเศษผาทถ่ี ูกไฟไหมซึ่งตดิ อยูกับรา งกายออก
- นาํ ผูบาดเจ็บสงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สดุ เทาที่จะทาํ ได

กระดูกเคลือ่ น
สาเหตุ

กระดกู เคลื่อนเกดิ ขึน้ เพราะปลายกระดูกขางหนง่ึ ซ่ึงประกอบกันเขาเปน ขอ ตอ
เคลือ่ นทห่ี ลุดออกจากเสน เอ็นท่หี ุม หอ บรเิ วณขอ ตอไว
อาการ

- ตึงและปวดมากบรเิ วณขอตอทหี่ ลุด
- ขอตอ จะมรี ปู รา ง และตาํ แหนง ผิดไปจากเดมิ
การปฐมพยาบาล
- จดั ใหผบู าดเจ็บอยใู นทาทีส่ บายท่ีสุด
- หามกด หรอื ทําใหขอตอน้ันเคลื่อนไหวเปนอนั ขาด
- นําผบู าดเจ็บสง แพทยใ หเรว็ ท่ีสุด
- การเคลอื่ นยายผูบาดเจบ็ ควรใชเปลหาม

กระดูกหกั
กระดกู หกั มีอยู 2 แบบ คือ
1. กระดกู หกั ชนดิ ธรรมดา หรือชนดิ ปด ไดแ ก การมกี ระดกู หกั เพยี งอยา งเดยี ว
ไมแทงทะลผุ ิวหนังออกมา
2. กระดกู หักชนิดมีบาดแผล หรอื ชนิดเปด ไดแก การมกี ระดกู หักแลว แทงทะลุ
ผิวหนงั ออกมา หรอื วตั ถจุ ากภายนอกแทงทะลุผวิ หนงั เขาไปกระทบกบั กระดูก ทําใหก ระดกู หัก

อาการ
- บวม
- เวลาเคลื่อนไหวจะเจ็บบรเิ วณทไ่ี ดร บั อนั ตราย
- ถา จบั บริเวณที่ไดรบั อันตรายจะรสู ึกนุมนิ่ม และอาจมเี สยี งปลายกระดกู ทห่ี กั เสียด

สีกัน
- อวัยวะเบ้ยี วบดิ ผดิ รปู

173

การปฐมพยาบาล
- อยา เคล่อื นยา ยผปู ระสบอันตราย นอกจากจะจําเปน จรงิ ๆ การเคลือ่ นยาย

อาจทาํ ใหบ าดเจ็บมากขน้ึ ไปอกี
- คอยระวงั ใหป ลายกระดกู ทีแ่ ตกอยนู ิง่ ๆ
- ปองกันอยา ใหเ กดิ อาการช็อก
- ถากระดกู ทห่ี กั แทงทะลุผวิ หนังออกมาขางนอก ใหหา มเลือดโดยใชนว้ิ กด

หรือใชสายสาํ หรับรัดหามเลือด
- ใชผา ปดแผลทสี่ ะอาด ปดปากแผล หรอื กระดกู ทโ่ี ผลอ อกมา
- ถามคี วามจาํ เปน ทจี่ ะตอ งเคลือ่ นยา ยผูบาดเจบ็ ควรใชเ ฝอกช่ัวคราว

สายคลอ งแขน หมอน และเปลเฝอ กช่ัวคราวอาจทาํ ดวยวตั ถใุ ด ๆ ก็ไดท ่อี ยใู กลม อื เชน กระดาน มวน
หนงั สอื พิมพ มวนฟาง หรอื รม ใหผกู เฝอกกับแขน หรอื ขาตรงท่ีหักทั้งขางลาง และขา งบน และถา
สามารถทําไดใหผ กู มดั จากท่ี ๆ แตกไปทง้ั สองขา ง จะทําใหเฝอ กชว่ั คราวแขง็ แรงขนึ้ ใชก ระดาษ ผา
สําลี หรือวตั ถอุ น่ื ๆ ทคี่ ลายกันรองเฝอก เพือ่ ใหบรเิ วณที่ไดรบั อนั ตรายอยใู นระดบั เดยี วกัน ซง่ึ การทาํ
วธิ ีนี้เฝอกจะพอดี ไมก ดกระดกู บางแหง มากเกินไป สําหรบั การใสเ ฝอกทแ่ี ขนหรอื ขานนั้ ควรใสให
รอบทกุ ดา นดีกวาใสเ ฉพาะดานใดดา นหน่ึง และใหใ ชผ าเปนชน้ิ ๆ หรอื เชือกทีเ่ หนยี ว ๆ ผกู เฝอ ก แต
ผาสาํ หรบั ผูกในยามฉกุ เฉินทีด่ ที สี่ ุดก็คือ ผา พนั แถบยาว ๆ

- บางครงั้ กอนจะเขา เฝอกจําเปนตองเคล่อื นยายผบู าดเจบ็ บา งเล็กนอย ควรจะใหใคร
คนหนึ่งจับแขน หรอื ขาสว นท่อี ยเู หนอื และสวนทอี่ ยตู าํ่ กวาบรเิ วณทกี่ ระดกู นั้นหักใหอยูนงิ่ ๆ สวนคน
อื่น ๆ ใหชว ยกนั รบั นาํ้ หนักของรา งกายไว วิธที ่ีดที ่ีสดุ กค็ อื ใชเ ปลหาม

- กระดูกสันหลัง หรือคอหัก หรือสงสัยวาจะหัก จะตองใชความระมัดระวังเปน
พิเศษ ถาคนเจ็บหมดสติอาจจะไมรูวากระดกู คอ หรอื กระดกู สนั หลังหัก นอกจากผทู ําการปฐมพยาบาล
นั้นจะมีความรใู นเรอื่ งน้เี ปน พิเศษ กระดูกหักธรรมดาอาจจะกลายเปน กระดกู หกั ชนิดมีบาดแผลไดถา
หากไมร ะมดั ระวงั ในการเคล่อื นยา ยผูบาดเจบ็ ดังนั้น หากสามารถทาํ ไดค วรงดเวนการเคล่ือนยา ยใด ๆ
จนกวาแพทยจะมาทาํ การชว ยเหลอื

การเคลอ่ื นยายผทู กี่ ระดูกคอหกั
- เม่ือจะทําการเคลื่อนยายผูบาดเจ็บท่ีกระดูกคอหัก ใหเอาบานประตู หรือแผน

กระดานกวา ง ๆ มาวางลงขางคนเจ็บ ใหปลายกระดานเลยศีรษะคนเจ็บไปประมาณ 4 นิ้ว เปนอยาง
นอ ย

- ถาผบู าดเจ็บนอนหงาย ใหใ ครคนหนึ่งคกุ เขาลงเหนือศรี ษะ ใชมือทั้งสองจับศีรษะ
ไวใ หน ่ิง ๆ เพอื่ ใหศรี ษะ และหัวไหลเ คลอื่ นไหวเปน จังหวะเดียวกันกับรางกาย สวนคนอ่ืน ๆ จะเปน
คนเดียว หรอื หลายคนก็ไดชว ยกนั จับเส้อื ผาของผบู าดเจ็บตรงหวั ไหล และตะโพก แลว

174

คอ ย ๆ เลอื่ นผูบ าดเจบ็ นั้นวางลงบนแผน กระดาน หรือบานประตู ใหผูบาดเจ็บนอนหงายอยายกศีรษะ
ขึน้ และอยา ใหคอบดิ ไปมา

- ถาผูบาดเจ็บนอนคว่ําหนา ควรจะวางบานประตู หรือกระดานลงขาง ๆ ตัว
ผบู าดเจบ็ นนั้ เอาแขนเหยียดไปทางศีรษะ คกุ เขาลงเอามือจับขางศีรษะของผูบาดเจ็บ โดยใหมือปดหู
และมมุ ขากรรไกร แลวคอยพลิกคนเจ็บใหนอนหงายบนกระดาน เวลาพลิกใหนอนหงายจะตองให
ศรี ษะอยูน ิง่ ๆ และใหอยูระดบั เดยี วกับลําตวั ทัง้ ศีรษะ และลาํ ตัวจะตอ งพลิกใหพ รอ ม ๆ กนั

- ระหวา งท่ที ําการเคลอ่ื นยาย ควรจะใชหนังรัด หรือผาพันแผลก็ไดหลาย ๆ อัน รัด
รอบตวั ของผบู าดเจ็บใหตดิ แนน กับแผนกระดาษ หรอื ถา มีเปลกใ็ หใ ชเ ปลหาม

การเคลอ่ื นยา ยผูท ก่ี ระดูกสนั หลงั หกั
- อยารีบยกผูบาดเจ็บท่ีสงสัยวากระดูกสันหลังจะหัก ตองถามกอนวาสามารถ

เคล่อื นไหว ไดห รือไม ถาผบู าดเจ็บไมไดส ติ และสงสัยวา จะไดร ับอันตรายที่กระดูกสนั หลัง ใหปฏิบัติ
เชน เดยี วกบั ผทู กี่ ระดกู คอหกั

- ถาพบคนท่สี งสัยวากระดกู สันหลังหักนอนควํ่าหนาอยู คอย ๆ พลิกใหนอนหงาย
ลงบนแผน กระดาน หรือเปล แลว หาอะไรมารองสันหลงั ตอนลา ง

- ถา ผูบาดเจ็บนอนหงาย คอย ๆ เล่ือนใหนอนบนกระดาน โดยปฏบิ ัตเิ ชนเดยี วกับผูที่
กระดูกคอหัก

- ผูบาดเจ็บที่สงสยั วากระดูกสนั หลงั หัก หามยกในทานง่ั โดยเดด็ ขาด

กะโหลกศรี ษะแตก สมองไดรับความกระทบกระเทอื น

ผทู ่ีประสบอนั ตรายจนกะโหลกศรี ษะแตก หรือสะเทือน จะมีอาการเลือดออกทางหู
ตา และจมกู อาจมีของเหลวสีขาวไหลออกมาจากหู ตาดาํ อาจจะมีขนาดไมเทากัน หนาแดง หรือซีดก็
ได
การปฐมพยาบาล

- ถา หนามีสปี กติ หรอื สีแดง ควรวางผูบาดเจ็บนอนลง แลวหนนุ ศรี ษะใหส ูงเล็กนอย
ถาหนาซดี ควรวางศีรษะในแนวราบ

- พลกิ ศีรษะใหอ ยูในลักษณะทไ่ี มถูกทบั บริเวณท่ีสงสัยวากระดูกจะแตก
- ถามีบาดแผลปรากฏใหหามเลือด และปดบาดแผลดวยผาปดแผลท่ีสะอาด ผูก
ผา พนั แผลดานตรงขามกบั บาดแผล
- ใหความอบอุน แกผ ูบาดเจ็บอยเู สมอ และอยาใหส ารกระตุน ใด ๆ แกผบู าดเจบ็

175

การหา มเลอื ดเมอื่ เกดิ อนั ตรายจากของมคี ม
วธิ หี ามเลอื ดมีหลายวธิ ี ไดแ ก

1. การกดดว ยนิว้ มือ มีวธิ ปี ฏบิ ตั ดิ งั น้ี
- ในกรณีทบ่ี าดแผลเลือดออกไมม าก จะหา มเลอื ดโดยใชผาสะอาดปดท่บี าดแผลแลว

พนั ใหแนน ถายังมีเลอื ดไหลซึม ใหใ ชนิ้วมอื กดตรงบาดแผลดว ยกไ็ ด
- ในกรณีที่เสน โลหิตแดงใหญขาด หรือไดร บั อนั ตรายอยา งรุนแรงเปนบาดแผลใหญ

ควรใชนว้ิ มือกดเพ่อื หา มเลอื ดไมใ หไ หลออกมา และใหก ดลงบรเิ วณระหวางบาดแผลกบั หัวใจ เชน
- เลอื ดไหลออกจากหนังศีรษะ และสว นบนของศรี ษะ ใหกดทีเ่ สนเลือดบริเวณขมับ

ดา นที่มีบาดแผล
- เลอื ดไหลออกจากใบหนา ใหกดทีเ่ สน เลือดใตข ากรรไกรลา งดา นทม่ี ีบาดแผลหาง

จากมุมขากรรไกรไปขา งหนา ประมาณ 1 นวิ้
- เลือดไหลออกมาจากคอ ใหกดลงไปบริเวณตนคอขาง ๆ หลอดลมดานท่ีมี

บาดแผล แตก ารกดตาํ แหนงนนี้ านๆ อาจจะทาํ ใหผูถกู กดหมดสติได ฉะนั้นควรใชว ิธีนี้ตอเมอ่ื ใชว ธิ อี น่ื
ๆ ไมไดผลแลว เทา นัน้

- เลอื ดไหลออกมาจากแขนทอ นบน ใหก ดลงไปท่ไี หปลาราตอนบนสดุ ใกลหัวไหล
ของแขนดา นท่มี บี าดแผล

- เลือดไหลออกมาจากแขนทอนลาง ใหกดที่เสนเลือดบริเวณแขนทอนบนดานใน
กึง่ กลางระหวางหัวไหลก ับขอ ศอก

- เลือดออกทข่ี า ใหกดเสนเลอื ดบริเวณขาหนบี ดา นที่มบี าดแผล

2. การใชสายรดั หามเลอื ด
ในกรณีทเ่ี ลือดไหลออกจากเสน โลหติ แดงทแ่ี ขน หรอื ขา ใชนิ้วมือกดแลว เลือด

ไมห ยดุ ควรใชสายสําหรับหามเลือดโดยเฉพาะ
- สายรัดสําหรับแขน ใหใชรัดเสนโลหิตที่ตนแขน สายรัดสําหรับขาใหใชรัดเสน

โลหิตท่ีโคนขา
- อยา ใชส ายรัดผกู รัดใหแนนเกินไป และควรจะคลายออกเปนเวลา 3 วินาที ทุก ๆ 10

นาที จนกวาเลือดจะหยดุ
- ถาไมม ีสายรัดแบบมาตรฐาน อาจใชวัตถุท่ีแบน ๆ เชน เข็มขัด หนังรัด ผาเช็ดตัว

เนคไท หรอื เศษผา ทําเปน สายรัดได แตอยา ใชเ ชอื กเสน ลวด หรอื ดา ยทาํ เปนสายรัด เพราะอาจจะบาด
หรอื เปนอันตรายแกผ วิ หนงั บริเวณทีผ่ ูกได

176

3. การยกบรเิ วณทม่ี ีบาดแผลใหสงู กวาหัวใจ
ในกรณที ่ีมบี าดแผลเลอื ดออกทีเ่ ทา จดั ใหผบู าดเจ็บนอนลงแลวยกเทาขน้ึ

กิจกรรม ใหผ เู รยี นรวบรวมขอมูลการไดรบั อนั ตรายจากการทํางานของตนเอง สมาชกิ ใน
ครอบครวั และเพอ่ื นรว มงาน ดังน้ี

1. ขา พเจา เคยไดรบั อนั ตรายจากการทาํ งาน ดังน้ี
 งาน / หนาท่ที ี่ปฏิบตั ิ หรอื เคยปฏิบตั .ิ .....................................................................................
...........................................................................................................................................
 อันตรายที่เคยไดรบั
1. ....................................................................................................................................
2. ....................................................................................................................................
3. ....................................................................................................................................
 การปองกนั และแกไ ข
1. ....................................................................................................................................
2. ....................................................................................................................................
3. ....................................................................................................................................

2. สมาชกิ ในครอบครวั เคยไดรับอนั ตรายจาการทาํ งาน คอื .........................................................
 งาน / หนาท่ที ป่ี ฏิบัติ หรือเคยปฏบิ ัต.ิ .................................................................................
.................................................................................................... ......................................
 อันตรายท่เี คยไดรับ
1. ....................................................................................................................................
2. .....................................................................................................................................
3. ....................................................................................................................................
 การปอ งกนั และแกไ ข
1. .....................................................................................................................................
2. ....................................................................................................................................
3. .....................................................................................................................................

177

3. เพื่อนรวมงานท่ีเคยไดร ับอนั ตรายจากการทาํ งาน ดังนี้
 งาน / หนา ท่ีทปี่ ฏิบัติ หรอื เคยปฏิบัต.ิ .................................................................................
.................................................................................................... ......................................
 อนั ตรายท่เี คยไดรับ
1. .....................................................................................................................................
2. ....................................................................................................................................
3. .....................................................................................................................................
 การปอ งกนั และแกไข
4. ....................................................................................................................................
5. ....................................................................................................................................
6. ....................................................................................................................................

178

บทท่ี 9
ทักษะชวี ิตเพอื่ การส่อื สาร

สาระสําคญั
การมคี วามรคู วามเขาใจเกี่ยวกบั ทักษะท่ีจําเปนสําหรับชีวิตมนุษย โดยเฉพาะทักษะ

การส่อื สาร ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวา งบคุ คล ทกั ษะการเขาใจผูอื่น จะชวยใหบ ุคคลดํารงชวี ติ
อยใู นครอบครวั ชมุ ชน และสงั คมอยางมคี วามสุข

ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั เพอ่ื ใหผูเรยี น
1. มีความรูความเขาใจเก่ียวกับทักษะชีวิตที่จําเปน 3 ประการ ไดแก ทักษะการ

ส่ือสาร ทักษะการสรางสมั พนั ธภาพระหวางบคุ คล และทกั ษะการเขา ใจผอู น่ื
2. ประยกุ ตใชท กั ษะชวี ติ ในการดาํ เนนิ ชีวิต และในการทํางานอยา งมีประสทิ ธิภาพ

ขอบขา ยเนอื้ หา
เรอื่ งที่ 1 ความหมายของทักษะชีวิต
เรอ่ื งท่ี 2 ทกั ษะชวี ิตท่จี าํ เปน 3 ประการ

179

เรื่องท่ี 1 ความหมายของทกั ษะชวี ิต

คําวา ทักษะ (Skill) หมายถงึ ความชดั เจน และความชํานาญในเรอ่ื งใดเร่อื งหนง่ึ ซึ่ง
บคุ คลสามารถสรางขนึ้ ไดจากการเรยี นรู ไดแ ก ทักษะการอาชีพ การกฬี า การทํางานรวมกับผูอ่ืน การ
อาน การสอน การจัดการ ทักษะทางคณติ ศาสตร ทกั ษะทางภาษา ทักษะทางการใชเทคโนโลยี ฯลฯ ซ่ึง
เปน ทกั ษะภายนอกทส่ี ามารถมองเห็นไดชัดเจนจากการกระทํา หรือจากการปฏิบัติ ซึ่งทักษะดังกลาว
นั้นเปนทกั ษะท่ีจําเปนตอการดํารงชวี ิต ทีจ่ ะทาํ ใหผ ูมที ักษะเหลานั้นมีชีวิตที่ดี สามารถดํารงชีพอยูใน
สังคมได โดยมโี อกาสที่ดีกวาผไู มมีทักษะดังกลาว ซึ่งทักษะประเภทนี้เรียกวา Livelihood skill หรือ
Skill for living ซึ่งเปนคนละอยางกับทักษะชีวิต ที่เรียกวา Life skill (ประเสริฐ ตันสกุล) ดังนั้น
ทกั ษะชีวิต หรอื Life skill จงึ หมายถงึ คุณลกั ษณะ หรอื ความสามารถเชงิ สงั คม จิตวทิ ยา (Psychosocial
competence) ท่ีเปนทักษะภายในท่ีจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตาง ๆ ที่เกิดข้ึนใน
ชีวิตประจาํ วนั ไดอ ยางมีประสิทธภิ าพ และเตรียมพรอ มสําหรบั การปรบั ตวั ในอนาคต ไมวา จะเปนเรอ่ื ง
การดแู ลสุขภาพ เอดส ยาเสพตดิ ความปลอดภัย ส่ิงแวดลอม คุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ เพอ่ื ใหส ามารถมี
ชีวิตอยใู นสังคมไดอ ยา งมีความสุข หรือจะกลาวงา ย ๆ ทักษะชีวิต ก็คือ ความสามารถในการแกปญหา
ทีต่ อ งเผชิญในชีวติ ประจําวัน เพ่ือใหอ ยรู อดปลอดภยั และสามารถอยูร วมกับผอู น่ื ไดอยา งมีความสขุ

1.1 องคป ระกอบของทกั ษะชวี ิต
องคป ระกอบของทักษะชีวิต จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรม และสถานที่ แต

ทกั ษะชีวิตทจ่ี าํ เปนท่ีสุดที่ทุกคนควรมี ซ่ึงองคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจสําคัญใน
การดาํ รงชวี ิต คอื

1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เปนความสามารถในการตัดสินใจ
เกี่ยวกับเรือ่ งราวตาง ๆ ในชีวติ ไดอ ยางมีระบบ เชน ถา บคุ คลสามารถตัดสนิ ใจเกี่ยวกับการกระทําของ
ตนเองทเ่ี กย่ี วกับพฤติกรรมดา นสุขภาพ หรอื ความปลอดภยั ในชวี ติ โดยประเมินทางเลือก และผลที่ได
จากการตดั สินใจเลือกทางที่ถูกตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอ การมีสุขภาพที่ดีท้งั รา งกาย และจิตใจ

2. ทักษะการแกปญหา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจัดการกับ
ปญหาที่เกิดขึ้นในชวี ติ ไดอ ยางมีระบบ ไมเกิดความเครยี ดทางกาย และจิตใจ จนอาจลกุ ลามเปน ปญหา
ใหญโ ตเกินแกไข

3. ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative thinking) เปนความสามารถในการคิดที่จะ
เปนสวนชวยในการตัดสินใจ และแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพ่ือคนหาทางเลือกตาง ๆ
รวมท้ังผลทจี่ ะเกิดขน้ึ ในแตล ะทางเลอื ก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันได
อยา งเหมาะสม

180

4. ทกั ษะการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ (Critical thinking) เปนความสามารถใน การ
คดิ วเิ คราะหขอ มลู ตาง ๆ และประเมินปญ หา หรอื สถานการณท่ีอยูรอบตัวเรา ที่มีผลตอการ ดําเนิน
ชีวิต

5. ทักษะการส่ือสารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เปน
ความสามารถในการใชคําพูด และทาทาง เพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยาง
เหมาะสมกบั วฒั นธรรม และสถานการณต า ง ๆ ไมวาจะเปน การแสดงความคิดเห็น การแสดง ความ
ตองการ การแสดงความช่ืนชม การขอรอง การเจรจาตอรอง การตักเตือน การชวยเหลือการปฏิเสธ
ฯลฯ

6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship) เปน
ความสามารถในการสรางความสัมพันธที่ดีระหวางกันและกัน และสามารถรักษาสัมพันธภาพไวได
ยนื ยาว

7. ทักษะการตระหนักรูในตน (Self awareness) เปนความสามารถในการคน หารจู กั
และเขา ใจตนเอง เชน รขู อ ดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการ และส่ิงท่ีไมตองการของตนเอง ซึ่งจะ
ชว ยใหเรารูตวั เองเวลาเผชญิ กับความเครยี ด หรือสถานการณตา ง ๆ และทักษะน้ียงั เปนพืน้ ฐานของการ
พัฒนาทักษะอน่ื ๆ เชน การสอื่ สาร การสรางสมั พันธภาพ การตัดสนิ ใจ ความเห็นใจผอู ่ืน

8. ทักษะการเขาใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือน
หรอื ความแตกตางระหวา งบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วยั ระดับการศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สี
ผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอื่นที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอ่ืนท่ีดอยกวา
หรอื ไดร บั ความเดือดรอ น เชน ผตู ดิ ยาเสพตดิ ผตู ิดเชื้อเอดส

9. ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with emotion) เปนความสามารถในการ
รบั รูอารมณข องตนเอง และผูอ่ืน รูวาอารมณมีผลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับ
อารมณโ กรธ และความเศรา โศก ทีส่ ง ผลทางลบตอรา งกาย และจิตใจไดอยา งเหมาะสม

10. ทักษะการจดั การกบั ความเครยี ด (Coping with stress) เปน ความสามารถในการ
รับรูถึงสาเหตุของความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับ
ความเครยี ด เพื่อใหเกิดการเบ่ียงเบนพฤติกรรมไปในทางท่ีถูกตอง เหมาะสม และไมเกิดปญหาดาน
สขุ ภาพ

1.2 กลวธิ ีในการสรางทกั ษะชวี ิต
จากองคป ระกอบของทักษะชีวติ 10 ประการ เมอ่ื จะนาํ ไปใชพ ัฒนาทักษะชีวติ

สามารถแบงไดเปน 2 สวน ดงั น้ี

181

1. ทักษะชีวิตทั่วไป คือ ความสามารถพื้นฐานท่ีใชเผชิญปญหาปกติใน
ชีวิตประจําวัน เชน ความเครียด สุขภาพ การคบเพ่ือน การปรับตัว ครอบครัวแตกแยก การบริโภค
อาหาร ฯลฯ

2. ทักษะชวี ิตเฉพาะ คอื ความสามารถท่จี ําเปน ในการเผชญิ ปญหาเฉพาะ เชน ยาเสพ
ตดิ โรคเอดส ไฟไหม นา้ํ ทว ม การถูกลวงละเมิดทางเพศ ฯลฯ

เร่อื งท่ี 2 ทกั ษะชีวติ ทีจ่ ําเปน 3 ประการ

 ทักษะการส่ือสารอยา งมีประสทิ ธิภาพ (Effective communication)
 ทกั ษะการสรา งสัมพนั ธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship)
 ทักษะการเขาใจผูอ ่นื (Empathy)

2.1 ทักษะการส่ือสารอยางมีประสิทธภิ าพ
การสื่อสาร เปนกระบวนการสรางความเขาใจกันระหวางบุคคล โดยอาจเปนการ

สอ่ื สารทางเดียว (one-way communication) คอื การสอ่ื ขาวสารจากผูสงสาร ไปยังผูรับสาร โดยไมมี
การสอื่ สารกลบั หรือสะทอ นความรสู ึกกลับไปยังผสู งสารอกี ครัง้ สวนการสอื่ สารสองทาง (Two-way
Communication) เปน การสือ่ ขา วสารจากผูสง สารไปยังผูรับสาร และมีการส่ือสารกลับ หรือสะทอน
ความรสู ึกกลับจากผูรับสาร ไปยังผสู งสารอกี คร้งั จงึ เรียกวา เปนการสอ่ื สารสองทาง

การสื่อสารระหวางบุคคล นับวาเปนความจําเปนอยางย่ิง เพราะในการดําเนินชีวิต
ปกตใิ นปจจบุ ัน การสื่อสารเขามามบี ทบาทอยา งยิ่งในทุกกิจกรรม ไมวาจะเปนการสื่อสารดวย การ
พดู การเขียน การแสดงกริ ิยาทาทาง หรือการใชเคร่ืองมือสื่อสารที่เปนเทคโนโลยีสมัยใหม ตาง ๆ
เชน โทรศพั ท Internet e-mail ฯลฯ ทง้ั นี้ การสือ่ สารดวยวธิ ใี ด ๆ กต็ าม ควรทาํ ใหผูสง สาร และผูรับ
สารเกดิ ความเขาใจอนั ดตี อ กนั และเกิดสมั พันธภาพทดี่ ีตามมา ซึ่งทกั ษะท่ีจําเปนในการสื่อสาร ไดแก
การรจู ักแสดงความคดิ เหน็ หรอื ความตองการใหถกู กาลเทศะ และการรูจกั แสดงความชื่นชมผูอ ่ืน การ
รจู กั ขอรอ ง การเจรจาตอ รองในสถานการณคับขันจําเปน การตักเตือนดวยความจริงใจ และใชวาจา
สภุ าพ การรูจกั ปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนใหปฏิบัติในส่ิงที่ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี หรือผิดกฎหมาย
เปน ตน

การส่ือสารดวยการปฏเิ สธ
หลาย ๆ คนไมกลาปฏิเสธคาํ ชกั ชวนของเพ่ือน หรือคนรัก เม่ือไปทําในส่ิงทตี่ นเองไม

เหน็ ดว ย เชน การมเี พศสมั พันธที่ไมปลอดภัย การเที่ยวซองโสเภณี การเสพยาเสพติด ฯลฯ อันท่ีจริง
การปฏเิ สธเปนสทิ ธิของทุกคน การปฏเิ สธคําชกั ชวนของเพอ่ื น หรอื คนรกั เม่อื ทาํ ในส่งิ ท่ตี นเองไมเ ห็น

182

ดวยอยา งเหมาะสม และไดผลจะชวยปองกันการมีพฤติกรรมเสี่ยงได คนสวนใหญไมกลาปฏิเสธคํา
ชกั ชวนของเพอื่ น หรือคนรัก เพราะกลวั วาเพ่ือน หรือคนรักจะโกรธ แตถาสามารถปฏิเสธไดถูกตอง
ตามข้นั ตอนจะไมทาํ ใหเสียเพ่อื น

การปฏิเสธท่ดี ี
จะตองปฏิเสธอยางจริงจัง ท้ังทาทาง คําพูด และน้ําเสียง เพื่อแสดงความต้ังใจอยาง

ชดั เจนท่จี ะขอปฏิเสธ
การปฏเิ สธมี 3 ขั้นตอน คอื

1. บอกความรสู กึ เปน ขออางประกอบเหตุผล เพราะการบอกความรูสึกจะโตแยง ยาก
กวาการบอกเหตุผลอยางเดยี ว

2. การขอปฏิเสธเปนการบอกปฏเิ สธชัดเจนดว ยคําพูด
3. การถามความเห็นชอบเพ่ือรักษานํ้าใจของผูชวน และความขอบคุณเมื่อผูชวน
ยอมรับการปฏเิ สธ

ตัวอยางการปฏเิ สธเมื่อถกู ชวนไปเสพยาเสพตดิ
แดงเปน ผชู วน และแอมเปน ผปู ฏิเสธ

แดง : คนื น้ีมีปารต ที้ ่ีหอ ง แอม ไปใหไดน ะ มขี องดอี ยางวาใหม ๆ มาใหลอง
แอม : ของอยา งวา นั้นไมด ีตอสุขภาพ ขอไมล อง แดงคงไมว า นะ ขอบคณุ มากที่ชวน
แดง : ....................................

การหาทางออกเมื่อถูกเซาซี้ หรือสบประมาท บางครั้งผูชวนพูดเซาซี้เพื่อชวนให
สาํ เรจ็ ผูถ ูกชวนไมควรหวน่ั ไหวกบั คําพดู เพราะจะทาํ ใหข าดสมาธิในการหาทางออก ควรยืนยันการ
ปฏิเสธดว ยทา ทมี ั่นคง และหาทางออกโดยวธิ ีตอ ไปนี้

ปฏเิ สธซ้าํ โดยไมต อ งใชขอ อา ง พรอมท้ังบอกลา แลว เดนิ จากไปทันที
การตอ รอง โดยการชวนไปทํากจิ กรรมอืน่ ท่ีดกี วา
การผดั ผอน โดยการยดื ระยะเวลาออกไปเพอ่ื ใหผูชวนเปลยี่ นความตัง้ ใจ เชน

183

ขั้นตอน ตัวอยา งคาํ พดู
1. อางความรูสกึ ประกอบเหตผุ ล “ฉนั ไมชอบ มนั ไมดตี อสขุ ภาพ”
2. ขอปฏิเสธ “ขอไมไปนะเพื่อน”
3. การขอความเห็นชอบ “เธอคงเขาใจนะ”
4. ถูกเซา ซี้ หรือถกู สบประมาท “ไมล องดีกวา เราขอกลบั กอนนะ”
“ฉันคิดวา เรากลบั บานกันเลยดกี วา ”
4.1 การปฏิเสธซํา้ “แดงคิดวา เราควรรอไปอีกสักระยะหนึ่ง เมือ่ เราทงั้ สอง
4.2 การตอรอง พรอ มท่จี ะรับผดิ ชอบครอบครวั คอยคิดเรือ่ งน”้ี
4.3 การผดั ผอ น

สถานการณท่ีชวนไปเท่ยี วซอง
ชัยเปนผชู วน ยุทธเปน ผูปฏิเสธ
ชัย : วันนกี้ นิ ขาวเย็นแลว ไปเทยี่ วอยา งวากนั นะ
ยทุ ธ : เราไมช อบสถานทอี่ ยา งน้ัน กลัวติดโรคดว ย ขอไมไ ปนะเพอื่ น
ชยั : เราไปหลายหนไมเหน็ เปนอะไรเลย ชกั สงสัยแลว วา นายเปนผชู าย
เตม็ รอยหรือเปลา ชวนท่ีไรไมไ ปสกั ที
ยทุ ธ : ไมละ เอาไวค ราวหลงั พวกนายไปเท่ยี วทีอ่ น่ื เราจะไปดว ย
คร้ังน้ีขอตวั กอนนะ ขอบใจมากทช่ี วน

ในเรอ่ื งความรัก ผูหญิงเมื่อมีความรัก จะมีความรูสึกชอบ หรือรัก ตองการความรัก
ความอบอุน ความใกลชิดผูกพันทางใจ ไมคาดคิดวาฝายชายตองการอะไรจากความใกลชิด จึงขาด
ความระมดั ระวงั อาจเผลอตัวเผลอใจไปตามท่ีฝายชายตองการ เปนคานิยมของชาย โดยถือเปนเร่ือง
ปกติท่ีจะมีเพศสัมพันธกับหญิงบริการ หรือคนรักเพื่อปลดเปลื้องความใคร เพราะเมื่อผูชายรัก หรือ
ชอบผูหญิงมักจะตองการผกู พันทางกาย คือ ความรัก ความใคร เมื่อผูชายตองการผูกพันทางกายก็จะ
คดิ หาวธิ กี ารตาง ๆ เพอ่ื ทาํ ใหเกิดพฤติกรรมที่จะนาํ ไปสูส ิ่งทต่ี นตองการ โดยคิดวาฝายหญิงก็ตองการ
เชนกนั

การมีเพศสัมพันธครั้งแรก ฝายหญิงไมไดมีความสุขทางเพศอยางที่ฝายชายเขาใจ
ตรงกนั ขามจะมีความวิตกกังวล กลัวต้ังครรภ กลัวแฟนจะทอดทิ้ง หรือดูถูก กลัวเพื่อนรู กลัวพอแม
เสยี ใจ แตฝ ายชายจะมคี วามสขุ ทางเพศ และภูมิใจท่ีไดเปนเจาของ การมีเพศสัมพันธในคร้ังตอ ๆ มา
ฝายหญงิ มักจะยนิ ยอมเพราะความรกั ความผูกพัน ความกังวล กลัวถูกทอดท้ิงหากไมยอม แตฝายชาย

184

ถอื เปนเรอ่ื งปกติ เปนการหาความสุขรวมกัน ปญหาท่ีตามมาคือ การตั้งครรภ หรือโรคตาง ๆ ฉะน้ัน
การคบเพือ่ นตางเพศ ผูหญิงควรปฏิบตั ิตนอยา งไรบา ง เชน

- ไมควรอยูดว ยกนั ตามลาํ พังสองตอ สองในท่ลี บั ตา เพราะความใกลชดิ สามารถไปสู
การมีเพศสัมพนั ธไ ด

- ผูหญงิ ควรแตงกายมดิ ชดิ ไมแตงกายลอ แหลม
- ผูหญิงควรระมัดระวังตัวขณะอยูใกลชิดกับเพ่ือนตางเพศ ควรรักนวลสงวนตัว
ระวังการสัมผัส หรอื ถูกเนอ้ื ตองตัว
สําหรับผูช าย เมอื่ มีโอกาสอยกู ันตามลําพังสองตอสองควรยับยั้งชั่งใจ และไมคิดหา
วธิ ีตาง ๆ ที่จะทาํ ใหเกดิ พฤตกิ รรมท่จี ะนําไปสสู ง่ิ ทต่ี นตอ งการ โดยคาดคดิ เอาเองวา ฝา ยหญิงกต็ อ งการ
เชนเดียวกับตน

ตวั อยางการสื่อสารดวยการปฏเิ สธ
ปจจุบนั ปญหาการมเี พศสมั พันธกอ นวยั อันควร ลกุ ลาม รุนแรงถึงข้ันเปนปญหาการ

ตงั้ ครรภทไ่ี มพ งึ ประสงคเ พิ่มสูงขึ้นในกลุมวัยรนุ วยั เรยี น ทาํ ใหต องออกกลางคัน หรือแอบไปทําแทง
จนทําใหเกิดอันตรายถงึ แกช วี ติ เปนจํานวนมาก

ดังน้นั เรือ่ งทพ่ี อ แมไ มอ ยากใหเ กดิ เร่ืองหนึ่งคือ ไมอยากใหลูกมี “เซ็กส” กอนวัยอัน
ควร อยากใหเรยี นหนงั สอื จบ ใหเปน ผูใหญท รี่ ับผิดชอบตัวเองไดม ากกวานี้

แตข าวเดก็ วัยรนุ ตอนนก้ี ็ออกมามากเหลอื เกนิ วา เหน็ เร่ือง “เซ็กส” เปนเรื่องธรรมดา
ไมเ ห็นจะเสียหายตรงไหน บางคนเปลย่ี นคูเปนวา เลน บางคกู ็เชา หอพักอยดู ว ยกัน เชาไปเรียนดวยกัน
เย็นกลบั มานอนดวยกัน พอ แมอ ยูต า งจงั หวดั ไมร ูเรอื่ ง คิดวาลกู คงตง้ั ใจเรยี นอยา งเดียว ท่ีไหนได

เร่ืองน้ีพอแมจะทําเฉยไมไดแมลูกเราจะเปนเด็กเรยี บรอย ยังไมมีทีทาวาจะสนใจเพศ
ตรงขา มก็ตาม พอ แมก็ตองชวนคุยเม่ือมีโอกาส หากพอแมลูกดูโทรทัศนดวยกัน จะมีฉากอยางวาใน
ละครไทยอยูหลายเรื่อง เชน พระเอกเสียทีนางราย หรือนางเอกใจออนยอมพระเอกกอน แตสุดทาย
ไมไดแตงงานกัน พอแมก็ถือโอกาสน้ีชวนลูกคุยเสียเลย ไมวาจะเปนลูกชาย หรือลูกสาวก็ตองระวัง
เรอ่ื งน้ดี ว ยกนั ทง้ั น้ัน ซึ่งอาจแนะนาํ ลูกดงั นี้

อยาอยูก ันตามลําพงั สองตอ สองในท่ีลับตาคน แมอีกฝายจะชวนก็ไมตองตามใจ ให
รจู กั ปฏิเสธ

 ถา ดูแลว อกี ฝายจะผกู มดั โดยอา งวา “รกั จริงหวังแตง” หรืออะไรกแ็ ลว แต
ทจี่ ะสรรหามาพราํ่ พรรณนา ตอ งใหลูกเราพดู กับอีกฝายแบบเปดใจ เปด เผย ดวยทาทีที่ม่ันใจวา “ไม
ตองการใหม ีอะไรกนั เกนิ เลยกวา น้ี เพราะเรายังเด็กยังไมสมควร” หรือ “ยังไมพรอม” แมวาเราจะรัก
เขามากก็ควรคบกันแคเปน แฟนกอน เวลายังมีอกี ยาวนาน ใครจะรูวาคนน้ใี ชคูแ ทห รอื ไม

 ตองรจู ักหลีกเลยี่ ง หรอื กลา ปฏิเสธทจ่ี ะมเี พศสัมพนั ธ ถา อกี ฝา ยยงั ต้อื

185

ตอ งใหร จู กั เอาตวั รอดใหได
 ใหเ บยี่ งเบนความสนใจของอีกฝา ยไปยงั เรือ่ งอื่น เชน อาจชวนไปเลน กีฬา

หรอื ชวนคยุ ในเรอื่ งท่คี ดิ วา อีกฝา ยจะหยดุ ฟง
 ถา อกี ฝายยงั ไมย อมฟง เหตผุ ล โดยอาจจะมีขอ อางวา “ถา ไมยอม แสดงวา

ไมรกั จรงิ ” หากถงึ ขน้ั นลี้ ะกอ ตองใหลกู คิดใหมแ ลววา ควรจะคบกนั เปนแฟนตอไปอกี ไหม เพราะอีก
ฝา ยคงตองพยายามหาโอกาสอีกเรือ่ ย ๆ แลว แนใ จไหมวา ลกู จะไมใจออ นเขาสกั วัน

 ท่ีสาํ คัญ พอแมตองชวนลกู คยุ ถงึ ผลเสียของการมีเพศสมั พนั ธก อนวยั
อันควรดว ย

2.2 ทกั ษะการสรางสัมพันธภาพระหวา งบคุ คล
คงไดยินคาํ พูดนี้บอย ๆ วา “คนเราอยูคนเดียวในโลกไมได” เราตองพ่ึงพาอาศัยกัน

ซ่ึงจะตอ งมีสัมพันธภาพทด่ี ตี อ กนั
การที่จะสรา งสัมพนั ธภาพใหเกิดข้นึ ระหวางกนั นัน้ เปน เรือ่ งไมยาก แรกเริม่ คอื

1. มีการติดตอ พบปะกนั
เราจะตอ งมีการติดตอพบปะพูดคยุ กบั คนทตี่ องการมีสัมพันธภาพกับเขา ใหเวลากับ

เขา ทาํ งานรว มกัน ทํากิจกรรมรวมกนั เลน กีฬาดว ยกนั และในที่สดุ เราก็มโี อกาสสรางมิตรภาพท่ีดีตอ
กนั
2. มคี วามสนใจและประสบการณร วมกัน

ประสบการณเปนส่ิงท่ีนําคนสองคนใหมารวมมือกัน การชวยเหลือกันในระหวาง
การเลาเรียน หรือการทํางานดวยกัน มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน การรวมประสบการณ และ
แลกเปล่ียนประสบการณระหวา งกนั เปนการสรา งมติ รภาพที่ดใี หเกิดข้นึ ได
3. มีทศั นคติและความเชอื่ ที่คลา ยคลงึ กัน

ชวงวัยรุนเปนชวงท่ีความคิด ทัศนคติ และความรูสึกอาจมีการเปล่ียนแปลงอยาง
รวดเรว็ ถา คนไหนมคี วามคิดเหน็ คลา ยคลงึ กับเรา เราจะรูส ึกพอใจ แตถาคนไหนมคี วามคดิ แตกตางกบั
เรา เราจะรสู กึ ไมพอใจ แตในความเปนจริงตองเขา ใจวา คนสวนใหญไมไดมีความเห็นเหมือนกันทุก
เรอ่ื ง แมในคนทเี่ ปน มิตรตอ กนั เพยี งใดก็ตาม

จะสรา งสมั พันธภาพท่ีดีไดอ ยางไร
การเรียนรูวิธีการสรางสัมพนั ธภาพท่ีดีเปน สาํ คัญ และทุกคนควรจะคนหาเพ่ือใหเกิด

มิตรภาพ ดงั นี้
1. ความใสใจ เอาใจใสซ่ึงกันและกัน ดูแลกันทั้งยามสขุ ยามทกุ ข

186

2. ความไวเน้อื เช่อื ใจ การอยูก บั ผอู น่ื อยา งมคี วามสขุ เราตองไววางใจในตัวเขา
และตอ งใหเขาไวว างใจในตวั เราดว ย

3. การยอมรับ เราจะตอ งรจู กั ใหก ารยอมรับ และนับถอื คนอืน่ รูจ กั แสดงความ
ช่นื ชม และยนิ ดีกบั ความสําเรจ็ ของผอู ื่น

4. การมสี ว นรวม และการแบงปน สัมพนั ธภาพทด่ี ีคอื การไดมีสวนรวมแบงปนใน
ประสบการณ รูจ ักรับฟง ความคิด และยอมรบั ความจริงจากคนสว นมาก

5. การมคี วามยืดหยนุ คนทม่ี คี วามยืดหยุนจะเปนคนท่ีสามารถมีความสุข แมจะอยู
กับคนท่ีมีความเหน็ ตา งกนั

6. ความเห็นอกเห็นใจผูอ่ืน การแสดงความเห็นอกเห็นใจ จะทําไดงายถามี
สัมพนั ธภาพท่ีดีตอกัน เพราะจะไมเ กิดความเขาใจผิดตอกนั

จากการทคี่ นเราตอ งมสี มั พันธภาพที่ดกี ับผอู นื่ น้ัน ก็เพ่ือท่ีจะสามารถอยูรวมกับผูอ่ืน
ได โดยท่ีไดรับการชวยเหลือจากผูอ่ืนตามสมควร ไมวาจะเปนเพื่อน พอแม พ่ีนอง หรือคน อื่น ๆ
โดยเฉพาะการมสี ัมพนั ธภาพที่ดรี ะหวางพอแมกับลูกวัยรนุ เปนสิ่งทีส่ าํ คญั มาก เพอ่ื ลูกจะไดเติบโตเปน
ผูใหญทดี่ ี และประสบความสําเรจ็ ในชีวติ ตอไป

การสรางสมั พันธภาพดว ยการให
 การฝกใหเ ปน ผูเสียสละ หรอื เปนผใู หนน้ั พอแมจะตองสอนลูก หรือเปน

ตวั อยางในการเปน ผใู หเสมอ
 การใหโดยทัว่ ไปนน้ั เรามกั จะนึกถึงแตการใหส่งิ ของ หรอื เงนิ ทอง แตค วาม

จริงยงั มีส่ิงสําคญั ท่ที กุ คนควรใหแกก นั ไดแก การใหรอยย้ิม ใหค วามจริงใจ ใหการชวยเหลือ ให
คาํ ชมเชย ใหความเมตตา ใหอภยั ฯลฯ ซ่ึงการใหส ิง่ เหลานไ้ี มต องเสียเงนิ ทองซอื้ หา แตตอ งเปนการให
ท่ีออกมาจากใจจรงิ จะเปนการสรา งมติ รภาพท่ดี ตี อ กนั

 ใหน ึกเสมอวา จงเปน ผใู หเถิด ใหผ ูอ ่ืนใหม ากข้นึ รับใหน อยลง จึงจะเปน การ
ทาํ ใหค รอบครวั เรามคี วามสุข และสงั คมจะอบอุน เพือ่ ลูกไดซึมซับ และนาํ ไปใชในการเปนผูใหเสมอ
กับเพื่อน ๆ พี่ นอง และคนอนื่ ๆ ท่อี ยรู ว มกัน

การฝก ใหเ ปน คนนา รกั นา คบหา
เคยไดย นิ อาจารยท านหนึ่งพูดในรายการโทรทศั นน านมาแลววา “ลูกเราไมวาจะเปน

อยางไร มันก็ดนู า รักไปหมดในสายตาพอแม แตเ ราจะตอ งสอนลกู เราใหเ ปน คนนา รกั เพื่อท่ีคนอ่ืนเขา
จะไดรกั ลกู เราดว ย”

187

 พวกเราที่เปน ผใู หญคงเคยเหน็ เด็กประเภทน้ีบา ง เชน
- เหน็ ผใู หญแลวไมไ หว ทําเปน มองไมเหน็
- พูดจาไมเ พราะ หนา บ้งึ ตึง
- ไมรูจ กั กาลเทศะ
- เอาแตใ จตวั เอง
- ทําทา อวดดี
เด็กท่เี ปน อยางน้ี ผูใหญก จ็ ะมองวา ไมน า รกั เลย บางทีทําใหอดคิดไมไ ดว า

พอ แมค งไมม ีเวลาสัง่ สอน
 สวนในกลุมของเด็กวัยรุนดวยกัน ไดลองถามวาเพื่อนแบบไหนที่ไมอยากคบ

ดว ย ก็ไดคาํ ตอบวา
- ประเภทท่ีชอบดถู ูกเพ่ือน
- เอาเปรียบไมชวยงานกลมุ
- ขี้อิจฉาเพื่อน เหน็ เพ่อื นมดี ีไมไ ด
- ชอบพดู ใหค นอืน่ หนา แตก หมอไมร บั เยบ็
- คยุ โมโ ออ วดตนเอง และวา คนอ่นื
- ชอบแกลงเพอื่ น
ถา เปน อยางน้ีเพ่ือนก็ไมอยากคบหาสมาคม และไมอ ยากใหเ ขา รวมกลมุ

เพราะเขา ทีไ่ หนก็วงแตกกระเจงิ ทกุ ที จนเพื่อน ๆ เออื มระอา
 คนเปน พอแมค งเศรา ใจมาก ถาลูกเรากลายเปนคนนา รงั เกียจที่ไมม ใี คร

อยากคบ ดงั นัน้ พอ แมต อ งพยายามพดู คยุ ยกตวั อยางคนท่ีทําตัวนารัก และคนที่ทําตัวไมนารักให ลูก
เห็น เพ่ือเปรียบเทียบ และเอาเปนตัวอยาง ซ่ึงลักษณะของคนนารักน้ัน พระเทพวิสุทธิกวี แหง วัด
โสมนสั วิหาร กรงุ เทพมหานคร ไดกลา ววา คนท่นี า รักยอ มมคี ณุ สมบตั ิ 9 ประการ คอื

1. ไมเ ปน คนอวดดี
2. ไมพดู มากจนเขาเบอื่
3. เปนคนออ นนอ มถอมตน
4. รจู ักผอ นสั้นผอนยาว
5. พดู จาออ นหวาน
6. เปนคนเสยี สละ ไมเ อาเปรียบผูอนื่
7. เปนคนกตญั กู ตเวที
8. เปน คนไมม นี สิ ยั ริษยา เสยี ดสีผอู ่นื
9. เปนคนมีนิสยั สขุ ุมรอบคอบ ไมย กตนขมทาน

188

“พอ แมท ห่ี วังใหลกู เปนทร่ี ักของผใู หญ และเพื่อนฝงู ตองพยายามเพาะนสิ ัย
ดังกลา วใหก บั ลูก กจ็ ะทําใหการอยูรวมกับผูอ่ืนในสังคมเกิดเปนสัมพันธภาพท่ีดีระหวางกันและกัน
ทกุ คนกจ็ ะมแี ตความสขุ ”

2.3 ทกั ษะการเขา ใจผูอืน่
การที่บุคคลจะอยูในครอบครัว อยูในสังคมอยางมีความสุข จําเปนตองรูจักตนเอง

และรจู ักผูทต่ี นเกยี่ วขอ งสัมพันธด ว ย ดงั ภาษิตจนี ที่วา “รูเ ขา รูเรา รบรอ ยครงั้ ชนะรอยครั้ง”
ดงั นนั้ การทเี่ ราจะทําความรูจักผูอ่นื ซงึ่ เราจะตอ งเกย่ี วขอ งสัมพันธดวย ไมวาจะเปน

ภายในครอบครัวของเราเอง หรอื ในสถานศกึ ษา ในสถานทีท่ าํ งาน เพราะเราไมสามารถอยูคนเดียวได
ในทกุ ที ทกุ สถานการณ
หลกั ในการเขาใจผูอ ืน่ มีดังนี้

1. ตอ งคาํ นงึ วาคนทกุ คนมศี กั ดศ์ิ รีความเปนมนุษยเชนเดียวกับเรา จึงควรปฏิบัติกับ
เพือ่ นมนุษยทุกคนดว ยความเคารพในศกั ดิศ์ รขี องความเปน มนษุ ยเทา เทียมกนั ไมวาจะเปน คนจน
คนรวย คนแก เดก็ คนพิการ ฯลฯ

2. บุคคลทุกคนมีความแตกตางกัน ท้ังพื้นฐานความรู ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพ
ความเปน อยู ระดับการศึกษา การปลูกฝงคณุ ธรรม คา นยิ ม ระเบยี บ วินยั ความรับผิดชอบ ฯลฯ ดังนั้น
หากเรายอมรับความแตกตา งระหวา งบุคคลดงั กลาว จะทําใหเ ราพยายามทาํ ความเขา ใจเขา และส่ือสาร
กับเขาดว ยกิรยิ าวาจาสุภาพ ซึ่งหากยังไมเขาใจเรากจ็ ําเปน ตองอดทน และอธิบายดวยภาษาท่ีเขาใจงาย
ไมแ สดงอาการดูถูกดแู คลน หรือแสดงอาการหงุดหงดิ รําคาญ เปน ตน

3. การเอาใจเขามาใสใจเรา บุคคลท่ัวไปมักชอบใหคนอื่นเขาใจตนเอง ยอมรับ ใน
ความตองการ ควรเปน ตัวตนของตนเอง ดงั นั้นจึงมักมคี ําพูดตดิ ปากเสมอ เชน ฉันอยา งน้นั ฉันอยาง
นี้ ทาํ ไมเธอไมท าํ อยา งนน้ั ทําไมเธอไมทาํ อยางนี้ ทาํ ไมเธอถงึ ไมเ ขาใจฉัน ฯลฯ ซึ่งเปนการเอาใจเรา
ไปยดั เยียดใสใจเขา และมกั ไมพ ึงพอใจในทุกเรือ่ ง ทกุ ฝา ย ท้ังนใี้ นดา นกลบั กัน หากเราคดิ ใหม ปฏิบัติ
ใหม โดยพยายามทาํ ความเขาใจผอู ืน่ ไมวาจะเปน พอ แมเขา ใจลูก หรือลูกเขา ใจ พอแม เพือ่ นเขาใจ
เพอื่ น โดยการทําความเขาใจวา เขาหรือเธอมเี หตผุ ลอะไร ทาํ ไมจึงแสดงพฤติกรรมเชนนั้น เขามีความ
ตองการอะไร เขาชอบอะไร ฯลฯ เมื่อเราพยายามเขาใจเขา และปฏิบัติใหสอดคลองกับความชอบ
ความตอ งการของเขาแลว ก็จะทําใหการอยูรวมกัน หรือการทํางานรวมกันเปนไปดวยความราบร่ืน
และแสดงความสงบสนั ติสุขในครอบครัว ชุมชน และสงั คม

4. การรับฟงผูอ่ืน การท่ีเราจะเขาใจผูอื่นไดดีหรือไม ขึ้นอยูกับวาเรารับฟงความ
คิดเหน็ ความตองการของเขามากนอ ยเพียงใด บคุ คลท่ัวไปในปจจุบันไมชอบฟงคนอ่ืนพูด แตชอบที่
จะพดู ใหค นอนื่ ฟง และปฏบิ ัติตาม ดงั น้นั สิง่ สาํ คญั ท่ีเปน พ้ืนฐานที่จะทําใหเราเขาใจผูอื่นก็คือ ทักษะ
การฟง ซงึ่ จะตอ งเปนการฟงอยา งต้งั ใจ ไมขดั จงั หวะ หรือแสดงอาการเบ่ือหนาย และควรแสดงกิริยา

189

ตอบรบั เชน สบตา ผงกศรี ษะ ทั้งน้ี การฟงอยางตง้ั ใจ จะทําใหเรารับทราบความคดิ ความตองการ หรอื
ปญหาของผูท่ีเราเกี่ยวของดวย ไมวาจะเปนในฐานะลูกกับพอแม พอแมกับลูก นายจางกับลูกจาง
หวั หนา กบั ลูกนอ ง ฯลฯ ซึง่ จะทําใหเ ราเกดิ อาการเขา ใจ และสามารถแกป ญ หาไดอ ยา งถูกตองในทส่ี ุด

กจิ กรรม 1 ใหผ เู รยี นยกตัวอยาง วธิ กี ารสือ่ สารกบั พอแม และหัวหนางาน หรอื ลูกนอ ง ดังนี้

1. การสอ่ื สารกบั พอ แม กรณขี อไปเท่ยี วคา งคืนตา งจงั หวดั
.................................................................................................... .................................................
.................................................................................................... .................................................
......................................................................................................................................................

2. การสอื่ สารกบั หัวหนา งาน หรือลกู นอ ง กรณขี อข้นึ เงินเดือน หรือลดโบนสั
.................................................................................................... .................................................
.................................................................................................... .................................................
.....................................................................................................................................................

กจิ กรรม 2
ถา ทานมีลูกวัยรุนท่กี ําลังมีปญหาอกหัก ถูกแฟนบอกเลกิ ทานจะมีแนวทางชวยเหลือ

ลูกอยา งไร โดยใชท ักษะการสื่อสาร การสรา งสมั พันธภาพ และทักษะการเขา ใจผอู นื่
.................................................................................................... .................................................
......................................................................................................................................................
.................................................................................................... .................................................
....................................................................................................................... ..............................
.................................................................................................... .................................................
.................................................................................................... .................................................

190

บทท่ี 10
อาชพี แปรรูปสมุนไพร

สมุนไพรกบั บทบาททางเศรษฐกจิ
สมุนไพร หมายถึง พืชท่ีมีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตาง ๆ การใช
สมุนไพรสาํ หรบั รกั ษาโรค หรืออาการเจ็บปว ยตา งๆ นี้ จะตองนําเอาสมนุ ไพรตง้ั แตสองชนดิ ขนึ้ ไปมา
ผสมรวมกันซง่ึ จะเรยี กวา ยา ในตํารบั ยา นอกจากพชื สมุนไพรแลว ยังอาจประกอบดว ยสตั วและแรธ าตุ
อีกดวย เราเรียกพืช สัตว หรือแรธาตุท่ีเปนสวนประกอบของยานี้วา เภสัชวัตถุ สมุนไพรเปนสวน
หนึง่ ในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ กระทรวงสาธารณสุขไดดําเนิน โครงการ สมุนไพร
กับสาธารณสขุ มลู ฐาน โดยเนน การนาํ สมนุ ไพรมาใชบาํ บัดรักษาโรคใน สถานบรกิ ารสาธารณสขุ ของ
รฐั มากขึน้ และ สง เสรมิ ใหป ลูกสมุนไพรเพ่ือใชภ ายในหมูบ านเปนการสนบั สนุนใหม กี ารใชสมนุ ไพร
มากยิ่งขึ้น อันเปนวิธีหน่ึงที่จะชวยประเทศชาติประหยัดเงินตราในการส่ังซ้ือยาสําเร็จรูปจาก
ตางประเทศไดปล ะเปนจาํ นวนมาก

การผลิตสมนุ ไพรในรปู แบบการประกอบอาชีพ
ปจจุบันมีผูพยายามศึกษาคนควาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑสมุนไพรใหสามารถนํามาใชใน
รูปแบบท่ีสะดวกย่งิ ขน้ึ เชน นาํ มาบดเปนผงบรรจุแคปซูล ตอกเปนยาเม็ด เตรียมเปนครีมหรือยาขี้ผึ้ง
เพือ่ ใชทาภายนอก เปนตน ในการศึกษาวจิ ัยเพ่ือนําสมนุ ไพรมาใชเ ปน ยาแผนปจจบุ ันนั้น ไดมีการวิจัย
อยางกวางขวาง โดยพยายามสกัดสารสําคัญจากสมุนไพรเพื่อใหไดสารท่ีบริสุทธ์ิ ศึกษาคุณสมบัติ
ทางดานเคมี ฟสิกสของสารเพ่ือใหทราบวาเปนสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธ์ิดานเภสัชวิทยาใน
สัตวท ดลองเพ่ือดใู หไ ดผ ลดีในการรกั ษาโรคหรือไมเพียงใด ศึกษาความเปนพิษและผลขางเคียง เม่ือ
พบวาสารชนิดใดใหผ ลในการรกั ษาที่ดี โดยไมม พี ิษหรอื มพี ิษขางเคียงนอยจงึ นําสารนน้ั มาเตรียมเปน
ยารปู แบบท่เี หมาะสมเพื่อทดลองใชต อไป

การแปรรปู สมุนไพรเพอื่ การจาํ หนา ย
สมุนไพรถูกนาํ มาใชสารพดั ประโยชน และถูกแปรรูปออกมาในแบบตาง ๆ เพอื่ การจําหนา ย
ซ่ึงสามารถนํามาใชประกอบอาชีพ ทั่งอาชีพหลัก ละอาชีพเสริมได สิ่งสําคัญที่สุดของการแปรรูป
สมนุ ไพร คอื การปรงุ สมุนไพร
การปรุงสมุนไพร หมายถึง การสกัดเอาตัวยาออกมาจากเนื้อไมยา สารที่ใชสกัดเอาตัวยา
ออกมาทน่ี ิยมใชก ัน ไดแ ก นาํ้ และเหลา สมนุ ไพรที่นํามาปรงุ ตามภมู ปิ ญ ญาด้ังเดมิ มี 7 รปู แบบ คือ

191

1.การตม เปน การสกดั ตัวยาออกมาจากไมยาดวยน้ํารอน เปนวิธีที่นิยมใชมากที่สุด ใชกับ
สวนของเน้ือไมทแี่ นนและแข็ง เชน ลาํ ตนและราก ซง่ึ จะตองใชการตมจึงจะไดตัวยาที่เปนสารสําคัญ
ออกมา ขอดีของการตม คือ สะอาด ปลอดจากเชือ้ โรค มี 3 ลักษณะ

การตมกินตางนํ้า คือการตมใหเดือดกอนแลวตมดวยไฟออน ๆอีก 10 นาที หลังจากนั้น
นํามากินแทนนาํ้

การตม เคีย่ วคอื การตม ใหเดือดออ น ๆ ใชเวลาตม 20-30 นาที
การตม 3 เอา 1 คอื การตม จากนํ้า 3 สวน ใหเ หลือเพียง 1 สว น ใชเ วลาตม 30-45 นาที

2.การชง เปน การสกดั ตัวยาสมุนไพรดว ยนํ้ารอน ใชกับสวนท่ีบอบบาง เชน ใบ ดอก ท่ีไม
ตองการโดนนํ้าเดอื ดนาน ๆ ตวั ยากอ็ อกมาได วิธกี ารชง คือ ใหนํายาใสแกวเติมนํ้ารอนจัดลงไป ปด
ฝาแกว ทงิ้ ไวจ นเยน็ ลักษณะนีเ้ ปน การปลอยตัวยาออกมาเต็มท่ี

3. การใชน้ํามัน ตัวยาบางชนิดไมยอยละลายน้ํา แมวาจะตมเคี่ยวแลวก็ตาม สวนใหญยาที่
ละลายน้ําจะไมละลายในนํ้ามันเชนกัน จึงใชน้ํามันสกัดยาแทน แตเน่ืองจากยานํ้ามันทาแลวเหนียว
เหนอะหนะ เปอ นเส้อื ผา จงึ ไมนิยมปรุงใชกัน

4.การดองเหลา เปน การใชก บั ตวั ยาของสมุนไพรทไ่ี มล ะลายน้ํา แตละลายไดดีในเหลาหรือ
แอลกอฮอล การดองเหลามักมกี ล่ินแรงกวายาตม เน่ืองจากเหลามีกล่ินฉุน และหากกินบอย ๆอาจทํา
ใหตดิ ได จงึ ไมน ิยมกนิ กนั จะใชตอ เมื่อกินยาเมด็ หรอื ยาตม แลวไมไดผ ล

5.การตม ค้ันเอานํา้ เปนการนําเอาสวนของตนไมท่ีมีนํ้ามาก ๆ ออนนุม ตําแหลกงาย เชน
ใบ หัว หรือเหงา นํามาตําใหละเอียด และค้ันเอาแตนํ้าออกมา สมุนไพรที่ใชวิธีการน้ีกินมากไมได
เชนกัน เพราะน้ํายาที่ไดจะมีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรง ตัวยาเขมขนมาก ยากท่ีจะกลืนเขาไปท่ีเดียว
ฉะน้ันกินครงั้ ละหนึ่งถวยชากพ็ อแลว

6.การบดเปน ผง เปนการนําสมุนไพรไปอบหรือตากแหงแลวบดใหเปนผง สมุนไพรท่ีเปน
ผงละเอยี ดมากย่งิ มสี รรพคณุ ดี เพราะจะถูกดูดซึมสูลําไสงาย จึงเขาสูรางกายไดรวดเร็ว สมุนไพรผง
ชนิดใดท่กี นิ ยากก็จะใชปนเปนเม็ดท่ีเรียกวา "ยาลูกกลอน" โดยใชน้ําเชื่อมน้ําขาวหรือนํ้าผ้ึง เพื่อให
ติดกนั เปน เมด็ สวนใหญนยิ มใชนํ้าผึ้งเพราะสามารถเกบ็ ไวไ ดน านโดย ไมข ึ้นรา

7.การฝน เปนวิธีการที่หมอพื้นบานนิยมกันมาก วิธีการฝน คือ หาภาชนะใสน้ําสะอาด
ประมาณครง่ึ หน่งึ แลว นําหินลับมดี เล็ก ๆ จมุ ลงไปในหินโผลเหนือน้ําเล็กนอย นําสมุนไพรมาฝนจน
ไดน้ําสขี ุนเลก็ นอย กนิ ครั้งละ 1 แกว

192

อยางไรกต็ าม การแปรรปู ผลติ ภณั ฑส มนุ ไพร ควรแปรรปู ในลักษณะอาหารหรือเครื่องใชท่ี
ไมจัดอยใู นประเภทยารกั ษา คือไมมสี รรพคุณในการรักษาหรือปองกัน บรรเทา บําบัดโรค เน่ืองจาก
ผลิตภณั ฑประเภทยาจะตองผา นการตรวจสอบท่ีมมี าตรฐานสูงและถกู ตอง มผี ชู าํ นาญการทม่ี คี ณุ วฒุ ใิ น
การดําเนินการดวย

ลกั ษณะของผูท จี่ ะประกอบอาชพี ผลิตภณั ฑสมุนไพรในการปรุงผลิตภัณฑจากสมุนไพร ผู
ปรงุ จาํ เปน ตองรหู ลกั การปรงุ ผลติ ภัณฑจากสมนุ ไพร 4 ประการคอื

1. เภสัชวัตถุ ผูปรุงตองรูจักชื่อ และลักษณะของเภสัชวัตถุท้ัง 3 จําพวก คือ พืชวัตถุ สัตว
วัตถุ และธาตวุ ตั ถุ รวมทง้ั รปู สี กลิ่นและรสของเภสชั วตั ถุนั้นๆ ตัวอยางเชน กะเพราเปนไมพุมขนาด
เล็ก มี 2 ชนิด คือ กะเพราแดงและกะเพราขาว ใบมีกลิ่นหอม รสเผ็ดรอน หลักของการปรุงยาขอน้ี
จาํ เปน ตองเรียนรูจากของจริง

2. สรรพคุณเภสัช ผูปรุงตองรูจักสรรพคุณของยา ซึ่งสัมพันธกับรสของสมุนไพรเรียกวา
รสประธาน แบงออกเปน

2.1 สมนุ ไพรรสเยน็ ไดแ ก ยาที่ประกอบดวยใบไมที่รสไมเผ็ดรอนเชน เกสรดอกไม สัตว
เขา (เขาสตั ว 7 ชนิด) เนาวเขย้ี ว (เข้ยี วสตั ว 9 ชนิด) และของที่เผาเปนถาน ตัวอยางเชน ยามหานิล ยา
มหากาฬ เปนตน ยากลุมนใี้ ชสําหรับรกั ษาโรคหรอื อาการผิดปกติทางเตโชธาตุ
(ธาตุไฟ)

2.2 สมุนไพรรสรอน ไดแก ยาท่ีนําเอาเบญจกูล ตรีกฎก หัสคุณ ขิง และขามาปรุง
ตัวอยางเชน ยาแผนโบราณท่ีเรียกวายาเหลืองทั้งหลาย ยากลุมน้ีใชสําหรับรักษาโรคและอาการ
ผดิ ปรกตทิ างวาโยธาตุ (ธาตลุ ม)

2.3 สมนุ ไพรรสสุขมุ ไดแ ก ยาที่ผสมดว ย โกฐ เทยี น กฤษณา กระลําพกั ชะลดู อบเชย
ขอนดอก และแกนจันทนเ ทศ เปน ตน ตัวอยา งเชน ยาหอมทั้งหลาย ยากลมุ นใี้ ชร กั ษาความผดิ ปรกติ
ทางโลหิต

นอกจากรสประธานของสมนุ ไพรดงั ท่ีกลาวน้ีเภสัชวัตถยุ งั มรี สตา งๆ อีก 9 รสคอื รสฝาด รส
หวาน รสเบ่ือเมา รสขม รสมนั รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสเผ็ดรอน ในตําราสมุนไพรแผน
โบราณบางตาํ ราไดเพม่ิ รสจืดอีกรสหน่งึ ดว ย

3. คณาเภสัช ผูปรุงสมุนไพรตองรูจักเครื่องสมุนไพรที่ประกอบดวยเภสัชวัตถุมากกวา 1
ชนิด ท่ีนํามารวมกนั แลว เรยี กเปนช่อื เดียว ตวั อยา งเชน

ทเวคนั ธา หมายถึงเคร่อื งสมุนไพรท่ีประกอบดว ยเภสัชวตั ถุ 2 ชนิด คอื รากบนุ นาค และ
รากมะซาง


Click to View FlipBook Version
Previous Book
นิทานพื้นบ้าน
Next Book
1 MATH M1 อัตราส่วน 29-47