ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๓๗ ๑.๕.๒ ค าบุพบท ของ แห่ง ใช้ค าน าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น น้องของฉัน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศของเราก าลังต้องการความร่วมมือ เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ ๑.๕.๓ ค าบุพบท ข้าง ชิด ติด ชาย ริม ที่ ใน ใต้ บน ล่าง ใช้น าหน้าเพื่อบอก สถานที่ เช่น บ้านของเขาอยู่ข้างบ้านฉัน บ้านของฉันอยู่ชิดถนนใหญ่ บ้านของเพี่อนอยู่ชายทะเล บ้านของหล่อนอยู่ริมแม่น้ า แม่อยู่ที่บ้าน เด็กนอนบนเบาะ ๑.๕.๔ ค าบุ พ บ ท ด้ ว ย โด ย ใช้ น าห น้ าค าที่ เป็ น เค รื่องมื อ เค รื่ องใช้ และบอกความสัมพันธ์ เช่น คุณพ่อเดินทางโดยเครื่องบิน ผ้าตีนจกผืนนี้ทอด้วยมือ คนพิการวาดรูปด้วยปาก ๑.๖ การใช้ค าสันธาน สันธาน แปลว่า เครื่องต่อ การต่อ ดังนั้น ค าสันธานจึงหมายถึง ค าที่ใช้เชื่อมถ้อยค าให้ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกัน หรือใช้เชื่อมค าให้สละสลวย การใช้สันธานต้องระวัง เพราะถ้าใช้ผิดก็จะท าให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นในประโยคหรือข้อความได้ ค าสันธานมีทั้งเป็นค าเดียว เช่น กับ และ แต่ ฯลฯ และค าสันธานที่เป็นกลุ่ม เช่น เพราะฉะนั้น แต่ทว่า ฉันใด…ฉันนั้น ถ้า…ก็ ฯลฯ ลักษณะการเชื่อมของสันธานมีดังนี้ ๑.๖.๑ สันธานที่เชื่อมความให้คล้อยตามกัน เช่น พ่อและแม่ไปท างานทุกวัน ฉันเรียนภาษาไทยแล้วก็ไปเรียนภาษาอังกฤษ เธอกับฉันไปโรงเรียน เมื่อถึงบ้านฝนจึงตก พออาจารย์เข้าห้องนักเรียนก็ยืนตรงแสดงความเคารพ
๓๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๑.๖.๒ สันธานเชื่อมความที่ขัดแย้งกัน เช่น ถึงเขาร้ายฉันก็จะรักเขา พ่อดูโทรทัศน์แต่แม่นอนหลับ สิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น หล่อนเป็นคนสวยแต่ทว่ายังหาคนรักไม่ได้ ๑.๖.๓ สันธานเชื่อมความที่เป็นเหตุผล เช่น ชาวนาเดือดร้อนเพราะว่าฝนไม่ตกตามฤดูกาล ฉันชอบกินขนมหวานจึงเป็นคนอ้วน น้องของฉันขยันดูหนังสือดังนั้นเขาจึงสอบเข้าได้ หล่อนกินอาหารไม่ตรงเวลาฉะนั้นจึงเป็นโรคกระเพาะ ๑.๖.๔ สันธานที่เชื่อมความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เธอจะถูบ้านหรือล้างจาน ฉันคงไปเรียนเมืองนอกหรือไม่ก็เรียนโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย เขาต้องแต่งงานกับหล่อนมิฉะนั้นเขาจะถูกฟ้องข้อหาพรากผู้เยาว์ ๑.๖.๕ สันธานที่เชื่อมความให้แยกต่างตอน เช่น เราตั้งค่ายอยู่เหนือลมส่วนข้าศึกอยู่ใต้ลม ขณะที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจฝ่ายพรรคการเมืองตรงข้ามก็พยายาม หาช่องโจมตี ๑.๖.๖ สันธานที่เชื่อมความแบ่งรับแบ่งสู้ เช่น ถ้าฝนตกฉันก็จะไม่ไปโรงเรียน ถ้าเธอขยันเรียนอีกนิดเธอจะไม่สอบตกเช่นนี้ ถ้าเธอบอกความจริงแก่ฉัน ฉันจะไม่เอาผิดเธอ ถ้าหากฝนไม่ตกฉันจะไปดูหนังกับเธอ ๑.๖.๗ สันธานที่เชื่อมความให้สละสลวย เช่น อย่างไรก็ตาม เธอกับเขาก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อันความรักเป็นของดีส าหรับคนรู้จักรัก เขาจะพูดหว่านล้อมอย่างไรก็ดีหล่อนก็ไม่ยอมเชื่อ ๑.๖.๘ สันธานที่เชื่อมความแสดงการเปรียบเทียบ เช่น เธอวิ่งเร็วเหมือนพายุ เขาเดินอย่างนางแบบ น้องเดินช้าราวกับเต่าคลาน จะเห็นได้ว่าค าสันธานมีความส าคัญต่อการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารเป็นอย่างมาก เพราะสันธานช่วยท าให้ข้อความเชื่อมต่อกันเป็นเอกภาพและมีใจความสมบูรณ์ ทั้งยังช่วย เน้นข้อความ และช่วยให้ข้อความมีความไพเราะสละสลวยยิ่งขึ้นอีกด้วย
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๓๙ ๒. ใช้ค าให้ถูกต้องตามความหมาย การสื่อสารของมนุษย์จะต้องรู้ความหมายของค าที่สื่อสารกันเป็นอย่างดี ค าบางค าใน ภาษาไทยมีเสียงคล้ายกัน บางค ามีความหมายคล้ายกันแต่ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะจะท าให้ข้อความ ที่ต้องการสื่อนั้นมีความหมายผิดไป ค าในภาษาไทยบางค ามีความหมายไม่คงที่ เมื่ออยู่ตามล าพังมี ความหมายอย่างหนึ่ง เมื่อเข้าประโยคหรือข้อความความหมายอาจเปลี่ยนไป ความหมายของค า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความคิดและความคิดที่เกี่ยวกับความหมายมีหลายประการ สามารถสรุปได้ ดังนี้ ๒.๑ ความหมายหลัก บางต าราเรียกว่า ความหมายตรง หรือ ความหมายโดยอรรถ เป็นความหมายเดิมของค าที่ก าหนดไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ เช่น กามีขนสีด า : กา น. ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวด า ร้องกาๆ อีกาก็เรียก กระดูกปลาเรียกว่าก้าง : กระดูก น. โครงร่างกายมีลักษณะแข็ง ฉันกินขนมปังกับไข่ดาว : ไข่ดาว น. ไข่ทอดทั้งลูกไม่ต้องตีไข่แดงกับไข่ขาว ให้เข้ากัน ชาวนาไม่ใช้ควายไถนาแล้ว : ควาย น. ชื่อสัตว์เคี้ยวเอื้อง...รูปร่างใหญ่ สีด า เขาโค้งยาว เก้าอี้ตัวนี้ขาหักแล้ว : เก้าอี้ น. ม้านั่ง ที่นั่งมีขา ๔ ขา มักท าด้วยไม้ มีดาวเต็มท้องฟ้า : ดาว น . สิ่งที่เห็นเป็น ดวงมีแสงระยิบ ระยับ ในท้องฟ้าเวลามืด น้องเด็ดดอกหญ้ามาปักแจกัน : ดอกหญ้ า น . ส่ วนหนึ่งของต้นหญ้ ามีเกส ร และเรณูใช้สืบพันธุ์ คนจีนนิยมใช้ตะเกียบคีบอาหาร : ตะเกียบ น. เครื่องใช้ส าหรับคีบอาหารท าด้วยไม้ หรืองาเป็นคู่ๆ จิ้งหรีดกินน้ าค้างบนใบหญ้า : น้ าค้าง น. ไอน้ าในอากาศถูกความเย็นแล้วหยาด ลงม าค้ างบนใบไม้ใบหญ้ าในเวล ากล างคืน หรือเช้ามืด แม่หมักปลาร้าในไห : ปลาร้า น. ปลาหมักเกลือใส่ข้าวคั่ว ใช้เป็น เครื่องจิ้ม น้าเป็นมะเร็งที่ปอด : ปอด น. อวัยวะท าหน้าที่เกี่ยวกับการหายใจ อยู่ในร่างกายคนหรือสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังเป็น ส่วนมาก เปรตมีปากเท่ารูเข็ม : เปรต น. สัตว์พวกหนึ่งเกิดในอบายภูมิ, ผีเลว ๒.๒ ความหมายโดยนัยหรือความหมายแฝง หมายถึง ความหมายที่ชักน าความคิด ให้เกี่ยวโยงไปถึงสิ่งอื่น ความหมายแฝงของค าอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ หลายอย่าง เช่น ความรู้สึก ความเคยชิน กาลเทศะ บุคคล ความสุภาพของภาษาและเจตนาของผู้ส่งสาร ผู้รับสาร จะต้อง พิจารณาให้ดีจึงจะเข้าใจความหมายแฝงของค านั้นๆ เช่น
๔๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ลูกไม่ยอมกินข้าวตัวเป็นตะเกียบแล้ว : ตะเกียบ หมายถึง ผอมสูง ผอมมีแต่โครง กระดูก ฉันเคยเป็นดาวของมหาวิทยาลัยนะ : ดาว หมายถึง ความเด่น สวยเด่น ความสูงสง่า เมฆหมอกที่ผ่านชีวิตเธอก็หมดแล้ว : เมฆหมอก หมายถึง อุปสรรค ปัญหา ขอมอบดอกไม้ให้คุณ : ด อ ก ไม้ ห ม า ย ถึ ง ค ว า ม รั ก ผู้ ห ญิ ง ความปรารถนาดี ดอกฟ้ากับหมาวัด : ดอกฟ้ า ห ม ายถึง ผู้ห ญิงสูงส่ง ห ม าวัด หมายถึง ชายผู้ต่ าต้อย น้ าใจเธอประดุจน้ าค้าง : น้ าค้ าง หม ายถึง บ ริสุท ธิ์ ดี ใส แจ่มใส ไม่แน่นอน แม่ค้าปากปลาร้าฉันไม่อยากพูดด้วย : ปลาร้า หมายถึง ชอบพูดค าหยาบ ไม่ดี เลว ด่าเก่ง ตอนอยู่ต่อหน้าต ารวจฉันปอดจริงๆ : ปอด หมายถึง ใจไม่สู้ดี ชักจะหวาดๆ กลัว คนเปรตพวกนี้ไม่น่าคบด้วย : เปรต หมายถึง เลว ไม่ดี ชั้นต่ า พวกเกเร ๒.๓ ความหมายตามบริบท คือ ความหมายของค าที่มีข้อความหรือประโยค เป็นตัวก าหนด ซึ่งเมื่อไปอยู่ในประโยคหนึ่งก็มีความหมายอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อไปปรากฏในอีก ประโยคหนึ่งก็จะมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าความหมายของค าเปลี่ยนไปตามบริบท หรือข้อความที่ห้อมล้อม เช่น รถยนต์ก าลังขึ้นภูเขา (หมายถึง เคลื่อนไปข้างบน) ต้นกล้าในนาขึ้นแล้ว (หมายถึง งอก แตกต้นอ่อน) หมู่นี้หล่อนก าลังมือขึ้น (หมายถึง เจริญ โชคดี) ดวงอาทิตย์ขึ้นตอนหกโมงเช้า (หมายถึง ผุด โผล่) นายพรานขึ้นหน้าไม้ (หมายถึง ก่ง โก่ง) สินค้าในตลาดขึ้นราคามาก (หมายถึง เพิ่ม) ลูกไม่ควรขึ้นเสียงกับพ่อแม่ (หมายถึง ออกเสียงด้วยความโกรธ เสียงแข็ง) ๒.๔ ความหมายตามจิตประวัติ ได้แก่ ความหมายที่เกี่ยวเนื่องกับประสบการณ์ ความรู้ ภูมิหลัง หรือเจตคติของแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อได้ยินค าว่า “หมู” เพียงค าเดียว คนจะมี ความรู้สึกตอบสนองต่อเสียงของค านี้ไม่เหมือนกัน เป็นต้นว่า แม่ค้าพ่อค้า จะนึกถึง เขียงหมู การขายเนื้อหมู ข้าวขาหมู แหนม หมูยอ เด็กๆ จะนึกถึง ลูกหมูตัวน้อยๆ นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว หมูออมสิน คนเลี้ยงหมู จะนึกถึง เล้าหมูการเลี้ยงหมู การขายหมู ความร่ ารวย พระสงฆ์ จะนึกถึง บาปกรรม สงสารหมู การแผ่เมตตา นักกินเจ จะนึกถึง โรคที่เกิดจากการกินหมู บาปกรรม สงสารหมู
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๔๑ ๓. ใช้ค าให้ถูกต้องตามระดับของภาษา การใช้ภาษาในชีวิตประจ าวันไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน ผู้ใช้ภาษาจ าเป็นต้องคัดสรร ถ้อยค ามาใช้ให้เหมาะสมกับกฎเกณฑ์ ระเบียบของภาษา โอกาส กาลเทศะ และความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ใช้ภาษาด้วยกันด้วย จึงจะท าให้การสื่อสารส าเร็จตามเป้าประสงค์ ดังนั้น ในการนี้ “ระดับของภาษา” ซึ่งหมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยค าและการเรียบเรียงถ้อยค าให้เหมาะสม จึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ระดับของภาษาแบ่งอย่างกว้างๆ ได้ ๔ ระดับ คือ ๓.๑ ภาษาแบบแผน หรือ ภาษาที่ใช้เป็นทางการ เป็นพิธีการ ส่วนมากใช้ในการเขียน มากกว่าการพูด เช่น การปาฐกถา โอวาท สุนทรพจน์ การประกาศเกียรติคุณ การกล่าวเปิด–ปิด การประชุม การกล่าวต้อนรับ การกล่าวอวยพร ค าปราศรัย การกล่าวถวายพระพร การเขียนต ารา แบบเรียน บทความทางวิชาการ ประกาศของราชการ จดหมายราชการและการเขียนความเรียง ในสถานศึกษา เป็นต้น ๓.๒ ภาษากึ่งแบบแผน มีใช้ทั้งในการพูดและการเขียนที่ไม่เป็นพิธีการนัก เช่น ภาษาสนทนาระหว่างผู้มีการศึกษา ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกัน หรือผู้ต่างฐานะ ต่างต าแหน่ง ต่างคุณวุฒิกัน การพูดในที่ประชุมกับผู้ฟังทั่วไป การแนะน าตัวบุคคล การเขียนจดหมายธุรกิจ ข้อเขียนในวารสาร หรือนิตยสาร บทความในสื่อมวลชน ประกาศแจ้งความของส่วนบุคคล นวนิยาย เรื่องสั้น ข่าว ลงในหนังสือพิมพ์รายวัน ตอบข้อสอบแบบอัตนัย เป็นต้น ๓.๓ ภาษาปากหรือภาษาพูด ส่วนมากใช้ในการพูดมากกว่าการเขียน มักใช้พูด ในชีวิตประจ าวันเป็นส่วนใหญ่ ไม่เคร่งครัดเรื่องกฎเกณฑ์ระเบียบของภาษามากนัก เช่น ภาษาที่ใช้ ในการโฆษณา ภาษาที่ใช้ในการละเล่นบางอย่าง ภาษาที่ใช้ในการสนทนาระหว่างบุคคลที่คุ้นเคย ภาษาที่แทรกในบางส่วนของข้อเขียน นวนิยาย เรื่องสั้น ละคร เพื่อความสมจริง การเขียนจดหมาย ส่วนตัว ลักษณะของภาษาปากมักมีค าแสลง ค ากร่อน ค าต่างประเทศปะปน ๓.๔ ภาษาต่ า ภาษาในระดับนี้ถือเป็นค าไม่สุภาพ ค าหยาบ ค าด่า ส่วนมากจะใช้พูดกัน ระหว่างเพื่อนวัยเดียวกัน ไม่นิยมเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่จะมีแทรกบ้างในงานเขียน ประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตัวละคร หรือสภาพสังคมในเรื่อง เท่านั้น ตัวอย่าง การใช้ภาษาต่างระดับในข้อความที่มีเนื้อความท านองเดียวกัน ภาษาแบบแผน หญิงสาวหน้าตาสะสวยตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ภาษากึ่งแบบแผน สาวสวยมีครรภ์ทั้งที่ยังไม่มีสามี ภาษาปาก หล่อนมีท้องแต่ไม่มีผัว ภาษาต่ า นางนั่นท างามหน้ามาก ท้องป่องแต่หาผัวไม่ได้
๔๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ตัวอย่างระดับของภาษา ภาษาปาก ภาษากึ่งแบบแผน ภาษาแบบแผน กิน, หม่ า รับทาน, ทาน, กิน รับประทาน โรงพัก โรงพัก สถานีต ารวจ โม้, โกหก พูดปด พูดเท็จ แม่ คุณแม่ มารดา พ่อ คุณพ่อ บิดา คนไม่สบาย คนป่วย คนป่วย, คนไข้ หนู, ฉัน, กัน ฉัน, ดิฉัน ข้าพเจ้า ผม กระผม ข้าพเจ้า ตาย, สิ้น ตาย, เสียชีวิต, สิ้นใจ, จบชีวิต ถึงแก่กรรม หมอ คุณหมอ แพทย์ ออกลูก คลอดลูก คลอดบุตร ผัว สามี สามี, คู่ครอง เมีย ภรรยา ภรรยา, คู่ครอง กินเหล้า ดื่มเหล้า ดื่มสุรา เรียก, ตาม เชิญ เรียนเชิญ บอก เรียน กราบเรียน, เรียน เชย ล้าสมัย ไม่ทันสมัย หัว หัว ศีรษะ ตารางที่ ๒.๓ ระดับภาษา ๔. ใช้ค าให้มีน้ าหนัก ให้พิจารณาเปรียบเทียบประโยค ดังต่อไปนี้ “คุณพ่อได้ให้ความสนใจในงานของฉันเป็นพิเศษ” “คุณพ่อสนใจงานของฉันเป็นพิเศษ” จะเห็นได้ว่าประโยคทั้งสองมีความหมายเหมือนกัน แต่ประโยคที่สองไม่มีค าว่า “ได้ให้ ความ” และ “ใน” เหมือนประโยคที่หนึ่ง จึงท าให้เนื้อความกระชับ และถ้ามองหาค าที่จะตัดออกอีก ในประโยคที่สองนั้นไม่มีแล้ว เรียกว่า ค าทุกค าที่เหลืออยู่ในประโยคที่สองมีประโยชน์ มีคุณค่า อย่างนี้เรียกว่าใช้ค าอย่างมีน้ าหนัก วิธีการใช้ค าให้มีน้ าหนักท าได้หลายวิธี คือ ๔.๑ ใช้ค ากระชับ คือ ใช้ค าตรงไปตรงมา รู้จักกระชับความโดยใช้ค าหรือวลีที่เป็น การรวมความหมาย เช่น “หล่อนเป็นเด็กไม่มีพ่อแม่” ควรใช้ค าว่า “เด็กก าพร้า” “คนใช้นอนสลบไสลไม่รู้สึกตัว” ควรใช้ค าว่า “หมดสติ” “เขาเป็นคนมีเมียหลายคนเห็นผู้หญิงเป็นต้องจีบ” ควรใช้ค าว่า “เจ้าชู้”
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๔๓ ๔.๒ ไม่ใช้ค าฟุ่มเฟือย คือ ไม่ใช้ค าเกินความจ าเป็น ได้แก่ ใช้ค ามากแต่ได้ความหมาย เท่าเดิม เช่น “นิกรเดินมาคนเดียวไม่มีใครตามมาเลย” ตัดค าว่า “ไม่มีใครตามมาเลย” ออกได้ “เพื่อนๆ รักใคร่และให้ความนับถือฉันเป็นอย่างมาก” ตัดค าว่า “ให้ความ” “เป็นอย่าง” ออกได้ “เขาได้รับความพอใจที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าชั้น” ตัดค าว่า “ได้รับความ” ออกได้ “ทุกคนตายหมดไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน” ตัดค าว่า “ทุกคนตายหมด” ออกได้ “เขาเป็นคนชรามีอายุมาก” ตัดค าว่า “มีอายุมาก” ออกได้ “ต ารวจชันสูตรศพคนตาย” ตัดค าว่า “คนตาย” ออกได้ ๔.๓ ไม่ย่อค าจนเกินไปจนเกิดความหมายก ากวม บางคนชอบพูดหรือเขียนด้วย การละค าไว้ในฐานที่เข้าใจมากไป ทั้งๆ ที่ตอนต้นไม่ได้อ้างอิงไว้ เช่น “โปรดเดินตามแผนที่มีอยู่แล้ว” มีความหมายได้ ๒ อย่าง คือ ก. โปรดเดินตามแผนการที่มีอยู่แล้ว ข. โปรดเดินตามแผนที่ซึ่งมีอยู่แล้ว “ฉันไม่กินข้าวเย็น” มีความหมายได้ ๒ อย่าง คือ ก. ฉันไม่กินข้าวมื้อเย็น ข. ฉันไม่กินข้าวที่เย็นแล้ว “ฉันขายกระเป๋าแดงไปแล้ว” มีความหมายได้ ๒ อย่าง คือ ก. ฉันขายกระเป๋าของแดงไปแล้ว ข. ฉันขายกระเป๋าสีแดงไปแล้ว “หล่อนเป็นคนใช้ผม” มีความหมายได้ ๒ อย่าง คือ ก. หล่อนเป็นคนใช้ให้ผมท า ข. หล่อนเป็นคนรับใช้ของผม ๔.๔ ใช้ค าซ้ าเพื่อเน้นน้ าหนัก การใช้ค าซ้ า ถ้าจะให้มีน้ าหนักจะต้องซ้ าในข้อความ ที่ต่างกันจึงจะมีน้ าหนัก คือ “บุคลิกภาพของครูเด็กเล็กนั้นจะต้องแต่งกายดี พูดจาดี มนุษยสัมพันธ์ดี อากัปกิริยาดี นิสัยดีใจดี และวินัยดี” “บุคคลที่ประพฤติดังที่เล่ามานี้เป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์และมีบารมี” ๕. ใช้ค าที่คนทั่วไปเข้าใจและยอมรับ การใช้ภาษาไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนที่มุ่งสื่อสารกับคนทั่วไป ควรพยายามใช้ค า ที่คนทั่วไปเข้าใจความหมายได้ อย่าใช้ค าประเภทที่ผู้ส่งสารเข้าใจความหมายคนเดียว ผู้รับสารอ่าน หรือฟังแล้วไม่เข้าใจ ค าที่มีลักษณะดังกล่าวมีด้วยกันหลายจ าพวก คือ
๔๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๕.๑ ค าศัพท์เฉพาะวงการ คือ ค าศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่ใช้เฉพาะแขนงวิชานั้นๆ เช่น ศัพท์ทางจิตวิทยา ศัพท์ทางแพทย์ ศัพท์ทางการศึกษา ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งค าศัพท์เหล่านี้ คนทั่วไปจะไม่ค่อยเข้าใจความหมาย แต่ถ้าจ าเป็นต้องใช้ก็ควรเขียนค าอธิบายก ากับไว้ด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ศัพท์ทหาร ขบวนสัมภาระ (Train) จู่โจม (Attack) พลแม่นปืน (Snarp Shooter) โพยมยาน (Balloon) ศัพท์บัญญัติทางการศึกษา เชาวน์ (Intelligence) กระสวน (Pattern) บุคลากร (Personnel) อนุเฉท (Paragraph) ศัพท์บัญญัติทางวิชาบรรณารักษศาสตร์ บรรณนิทัศน์ (Book Review) แผนภูมิ (Chart) หนังสือแบบฉบับ (Classic) หนังสืออัญญพจน์ (Book of Quotation) พาดหัวยักษ์ (Banner Heading) ฉบับสืบเนื่อง (Sequence) ศัพท์แพทย์ พาหะ (Carrier) เข่าแอ่น (Backknee) ภูมิเบื้องหลัง (Background) มานทะลุน (Anasarea) ๕.๒ ค าพ้นสมัย ได้แก่ ค าศัพท์ที่มีใช้กันมาแต่โบราณ เดี๋ยวนี้ไม่ใช้แล้ว หากน ามาใช้ อาจสื่อความหมายไม่ได้ หรือเข้าใจความหมายคลาดเคลื่อน เช่นค าว่า ลางที แล อยู่ข้างจะ เบื้องหัวนอน สู ตู เขือ เผือ ชดานหิน สุนักข์ ทะนงองอาจ์ หมากส้มหมากหวาน เป็นต้น ๕.๓ ค าที่ใช้เฉพาะในบทประพันธ์ คือ ค าหรือข้อความที่มีใช้ในการแต่งค าประพันธ์ เท่านั้น ไม่น ามาใช้ในภาษาพูดและเขียนโดยทั่วไป เช่น เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย (อะไร) เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า (ชมโฉม , โลก) สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ (หลับ , หรือ) สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ (ฉัน) (ลิลิตพระลอ) น้ าใสไหลเย็นเห็นตัวปลา แหวกว่ายปทุมมาอยู่ไหวไหว (ดอกบัว) ครั้นสิ้นแสงสุริยนสนธยา มาเฝ้าแก้วเกศราอยู่พร้อมกัน (ดวงอาทิตย์) (พระอภัยมณี) ๕.๔ ค าย่อ ค าย่อที่มีใช้เฉพาะแห่ง ไม่เป็นที่เข้าใจกันทั่วไป ไม่ควรน ามาใช้ เช่น อตร. สภอ. ต.ย. อจ. กม.ยห. สบม. ฯลฯ แต่ถ้าเป็นอักษรย่อหรือค าย่อที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปแล้ว ก็น ามา ใช้ได้ เช่น พ.ศ. (พุทธศักราช) ป.ล. (ปัจฉิมลิขิต) ภ.ป.ร. (ภูมิพลอดุลยเดชบรมราชาธิราช) กรุงเทพฯ (กรุงเทพมหานคร) โปรดเกล้าฯ (โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม) ฯพณฯ (พณหัวเจ้าท่าน) เป็นต้น
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๔๕ ๕.๕ ค าตัดสั้น ค าตัดสั้นมักพบว่าใช้กันมากในหมู่วัยรุ่น ถ้าใช้ภาษาส าหรับคนทั่วไป ไม่ควรน ามาใช้ เช่น ยัน (ยืนยัน) ฟื้น (รื้อฟื้น) มหา’ลัย (มหาวิทยาลัย) มอ (มหาวิทยาลัย) วิทย์แวด (วิทยาศาสตร์แวดล้อม) กรมพระยาด ารงฯ (กรมพระยาด ารงราชานุภาพ) เป็นต้น ๕.๖ ค าต่างประเทศ ไม่ควรใช้ค าต่างประเทศที่ใช้ทับศัพท์ทั้งๆ ที่มีค าภาษาไทย ใช้อยู่แล้ว เช่น ระบ าบัลเล่ต์ ควรใช้ว่า ระบ าปลายเท้า โรลม้วนผม ควรใช้ว่า หลอดม้วนผม กระโปรงพริ้ต ควรใช้ว่า กระโปรงอัดจีบ มีคอนเซปต์ ควรใช้ว่า มีความคิดรวบยอด เครดิต ควรใช้ว่า หน่วยกิต ดีไซน์ ควรใช้ว่า ออกแบบ สไตล์ ควรใช้ว่า แบบ ดินเนอร์ ควรใช้ว่า อาหารเย็น นัมเบอร์ ควรใช้ว่า ตัวเลข, เลขที่ แบงก์ ควรใช้ว่า ธนาคาร บิล ควรใช้ว่า ใบเสร็จรับเงิน ก อปปี้ ควรใช้ว่า คัดลอก เปย์ ควรใช้ว่า จ่าย ทรัสต์ ควรใช้ว่า สถาบันการเงิน ไกด์ ควรใช้ว่า มัคคุเทศก์ โอที ควรใช้ว่า ท างานล่วงเวลา แคชเชียร์ ควรใช้ว่า พนักงานรับเงิน เลคเชอร์ ควรใช้ว่า บรรยาย แสตมป์ ควรใช้ว่า ดวงตราไปรษณียากร โฮเต็ล ควรใช้ว่า โรงแรม แต่ถ้าค าทับศัพท์ค าใดไม่มีค าภาษาไทยใช้แทน ให้ใช้ค าทับศัพท์นั้นได้ เช่น เสื้อเชิ้ต ฟุตบอล ปิงปอง กอล์ฟ เทนนิส คาราเต้ ก าซ ฟิล์ม ลิฟต์ ลิปสติก วัคซีน ฮอร์โมน คอมพิวเตอร์ เลนส์ ฟาร์ม เนคไท การ์ตูน สวิตช์ไฟ ปลั๊กไฟ ดีเซล ครีม ไอศกรีม พลาสติก ซุป ช็อคโกแลต ก วยเตี๋ยว ฯลฯ ๕.๗ ค าภาษาถิ่น ได้แก่ ค าที่ใช้ตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นใต้ ค าเหล่านี้มักจะเข้าใจกันในหมู่คนในท้องถิ่นของตนเท่านั้น หรือแม้บางครั้งจะเป็น ที่เข้าใจกันแพร่หลายก็ไม่ควรน ามาใช้เป็นมาตรฐานในการพูดและการเขียน ดังตัวอย่าง
๔๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ภาษาถิ่นเหนือ แอ่ว (ไปเที่ยว) ล า (อร่อย) ฯลฯ ภาษาถิ่นอีสาน ไปไส (ไปไหน) แซบ (อร่อย) ฯลฯ ภาษาถิ่นใต้ ท าผรื่อ (ท าอะไร) แหล่หนัง (ดูภาพยนตร์) ฯลฯ ๖. ข้อบกพร่องในการใช้ค า ในสถานการณ์การสื่อสารนั้น เรื่องของการใช้ค าเป็นเรื่องส าคัญประการหนึ่งที่ท าให้เกิด อุปสรรคในการสื่อสาร เช่น เข้าใจความหมายไม่ตรงกัน หรือการเลือกใช้ค าไม่รื่นหู ไม่ถูกกาลเทศะ ดังข้อบกพร่องในเรื่องการใช้ค าที่โครงการบริหารวิชาบูรณ าการ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (๒๕๔๖) ได้สรุปไว้ดังนี้ ๖.๑ การใช้ค าผิดความหมาย ได้แก่ การน าค าที่มีความหมายอย่างหนึ่งไปใช้ ในความหมายอย่างอื่น ทั้งนี้มักเป็นไปด้วยความไม่ตั้งใจเนื่องจากในภาษาไทยนั้นมีถ้อยค า จ านวนมากที่มีรูปค าใกล้เคียงกันแต่มีความหมายต่างกัน หรือมีความหมายใกล้เคียงกันแต่ใช้แทนกัน ไม่ได้ ผู้ใช้อาจใช้ค าผิดความหมายโดยไม่ตั้งใจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ หนาแน่น แน่นหนา คับคั่ง จอแจ แออัด - เช้าวันนี้การจราจรในถนนทุกสายหนาแน่นเป็นพิเศษ ควรเปลี่ยนเป็น คับคั่ง หนาแน่น (ว.) คับคั่ง, แออัด นิยมใช้บอกจ านวนประชากร หรือป่าไม้ เช่น - กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น - ป่าซึ่งเคยมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นปัจจุบันถูกท าลายไปจนบางตา แน่นหนา (ว.) มั่นคง, แข็งแรง นิยมใช้กับโครงสร้างต่างๆ เช่น - บ้านหลังนี้มีโครงสร้างแข็งแรง ประตูหน้าต่างก็แน่นหนา คับคั่ง (ก.) แออัด, ยัดเยียด, เบียดเสียดกัน นิยมใช้กับการจราจร, ผู้คนจ านวนมากที่มารวมกันเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น - งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้มีผู้มาร่วมงานคับคั่ง - หน้าเทศกาลการจราจรจะคับคั่งมาก จอแจ (ว.) มีผู้คนคับคั่งและมีเสียงเซ็งแซ่ นิยมใช้กับผู้คนจ านวนมาก ซึ่งมาอยู่ ณ บริเวณเดียวกัน ส่งเสียงดังเซ็งแซ่ และมักจะมีจุดประสงค์แตกต่างกัน เช่น - มีผู้คนจอแจมาเลือกซื้อเสื้อผ้าและของกินของใช้ในตลาด แออัด (ว.) ยัดเยียด, แน่น นิยมใช้กับผู้คนจ านวนมากเกินกว่าภาวะปกติ ในบริเวณจ ากัดจนท าให้รู้สึกอึดอัด (มากกว่าคับคั่ง) ใช้ได้ทั้งกรณีที่มาอยู่รวมกันเฉพาะคราว หรืออยู่ประจ าในที่พักอาศัย เช่น - ในชุมชนนี้มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างแออัด - มีผู้สนใจมาชมคอนเสิร์ตจนห้องประชุมแออัดไปถนัดตา
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๔๗ ๖.๒ การใช้กลุ่มค าหรือส านวนไม่ถูกต้อง ได้แก่ การน าส านวนไทยที่มีมาแต่เดิมมาใช้ ผิดไปจากเดิม ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความไม่รู้ การตีความผิดหรือจ ามาผิดๆ เช่น ๑) ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ที่ถูกคือ ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด ความหมายของส านวนจะบอกโดยนัยอยู่แล้วว่าปิดเท่าไหร่ก็ปิดไม่มิด เพราะช้างตัวใหญ่แต่ใบบัวเล็ก นิดเดียว แม้จะใช้ใบบัวจ านวนมากก็ยังคงปิดไม่มิดอยู่ดี เพราะเมื่อช้างเน่าก็จะส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง ไปทั่วบริเวณ เปรียบเสมือนคนเราเมื่อท าความชั่ว แม้จะพยายามปิดบังซ่อนเร้นเท่าไหร่ สักวัน ก็จะต้องถูกเปิดเผยออกมา ยิ่งความชั่วร้ายแรงมากเท่าใด ก็ยิ่งปิดบังอ าพรางได้ยากมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ๒) ลืมตาอ้าปาก ที่ถูกคือ เงยหน้าอ้าปาก ส านวนนี้ที่มีผู้ใช้ผิดเพราะอาจจ ามาผิดๆ หรือเข้าใจเอาเองว่าปากและตาคืออวัยวะบนใบหน้า เมื่ออ้าปากก็ควรจะสัมพันธ์กับลืมตาเช่นนั้น ซึ่งเป็ นค ว ามเข้ าใจที่ ต่ างไป จ ากโบ ร าณ ที่ ก ว่ าจ ะอ้ าป ากได้ ก็ต้ องเงยห น้ าได้เสี ยก่อน ส านวนเงยหน้าอ้าปากนี้ หมายความว่า มีฐานะดีขึ้นกว่าเดิมพอทัดเทียมเพื่อน ๓) ปัญญาเท่าฝาหอย ที่ถูกคือ ปัญญาแค่หางอึ่ง กับ ตีนเท่าฝาหอย ส านวนนี้มี ผู้ใช้ผิดเพราะความไม่รู้จริง อาจเคยได้ยินได้ฟังมา แต่เมื่อตนจะพูดกลับน าส านวน ๒ ส านวน มาปนเปกัน “ปัญญาแค่หางอึ่ง” หมายถึง มีความรู้น้อย, โง่ ส่วน “ตีนเท่าฝาหอย” หมายถึง เด็กทารก ซึ่งอนุมานเอาจากเท้าของเด็กทารกว่ามีขนาดเล็กเท่าฝาหอย จึงอาจเป็นเพราะเหตุแห่ง ความหมายนี้ ที่ท าให้ผู้ไม่รู้ทึกทักเอาว่า เด็กทารกซึ่ง ตีนเท่าฝาหอยนั้น ยังขาดการเรียนรู้ และประสบการณ์ จึงน าเอาขนาดของฝาหอยมาเปรียบกับผู้มีปัญญาน้อยว่า ปัญญาเท่าฝาหอย ๔) ปากกัดตีนถีบ ที่ถูกคือ ตีนถีบปากกัด ส านวนนี้คงใช้ผิดเพราะจ ามาผิด ว่าควรจะใช้ค าไหนขึ้นก่อน โดยปกติแล้วคนเราจะใช้มือเป็นอวัยวะส าคัญในการท างาน รองลงมา ก็คือใช้เท้า ในส านวนนี้จะเน้นที่เท้า (ตีน) และปาก แสดงให้เห็นว่าโบราณประสงค์ที่จะแสดงภาพ การท างานที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันด้วยความวิริยะอุตสาหะมากกว่าคนทั่วไป ส านวนนี้หมายความว่า มีมานะเพียรพยายามท างานทุกอย่างเพื่อปากท้องโดยไม่ค านึงถึงความเหนื่อยยาก ๕) แก้ผ้าเอาหน้ารอด ที่ถูกคือ ขายผ้าเอาหน้ารอด ส านวนนี้มีความหมายตาม พจนานุกรมว่า ยอมเสียสละแม้แต่ของจ าเป็นที่ตนมีอยู่เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนไว้ ท าให้ส าเร็จลุล่วง ไปเพื่อรักษาชื่อเสียงของตนไว้ ค าว่า ผ้า ในส านวนนี้ก็คือ เสื้อผ้า ความหมายของส านวน แสดงให้เห็นว่าบุคคลตกอยู่ในภาวะจ ายอม เช่น จ าเป็นต้องใช้จ่ายทรัพย์สินในอันที่จะช่วยรักษา เกียรติยศชื่อเสียงของตน ถึงกับต้องใช้เสื้อผ้าที่มีหรือเปลื้องเสื้อผ้าอันเป็นของจ าเป็นแก่ร่างกายออก ให้ไว้เป็นประกันหรือเป็นไหมทดแทนแก่บุคคลอื่นด้วย ความหมายนี้จึงอาจท าให้บางคนเพ่งเล็ง ที่กิริยาเปลื้องผ้า จึงน ามาใช้ผิดเป็น แก้ผ้าเอาหน้ารอด ๖.๓ การใช้ถ้อยค าหรือส านวนภาษาต่างประเทศ ได้แก่ การน าค าภาษาต่างประเทศ เข้ามาใช้ทั้งๆ ที่มีค าไทยหรือมีศัพท์บัญญัติทางภาษาไทยที่เหมาะสมใช้แทนอยู่แล้ว (ในหัวข้อนี้จะไม่ เพ่งเล็งไปถึงศัพท์บัญญัติที่ไม่ได้รับความนิยม เช่น คณิตกร (Computer) ส่วนเครื่อง ส่วนอุปกรณ์ (Hardware) ส่วนชุดค าสั่ง (Software) ฯลฯ และการน าส านวนภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ ในภาษาไทย กล่าวคือ เขียนด้วยถ้อยค าภาษาไทย แต่ความหมายในการใช้หรือการเรียบเรียง
๔๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ประโยคใช้ลีลาภาษาต่างประเทศ) การใช้ถ้อยค าภาษาในลักษณะนี้อาจมีผลกระทบต่อการสื่อสาร บ้างไม่มากนัก แต่ในวัฒนธรรมการใช้ภาษาไทยแล้วถือว่าด้อยในเรื่องแบบแผนและความไพเราะ สละสลวยตามธรรมเนียมนิยมในทางภาษาไทย เช่น การใช้ค าต่างประเทศ ๑) การสอบรับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศในคราวนี้ มีแคนดิเดตจ านวนมาก ควรเปลี่ยนเป็น ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก ๒) การถ่ายท าภาพยนตร์รักโรแมนติก ควรหาโลเกชั่นที่สวยงาม ควรเปลี่ยนค า โลเกชั่นเป็น สถานที่, บริเวณ หรือบริเวณที่มีทัศนียภาพ ซึ่งอาจตัดค าใช้เพียง “ทัศนียภาพ” ก็ได้ ส่วนค า รักโรแมนติก อาจเปลี่ยนเป็น รักหวานชื่น ได้ แต่ค า โรแมนติก เป็นค าที่ใช้ในวงวิชาการ ด้านวรรณกรรมมานานและได้รับการยอมรับมากกว่า จึงไม่จ าเป็นต้องเปลี่ยน ๓) ในการท างานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ทุกคนควรจะต้องมีปาติซิเปตร่วมกัน ควรเปลี่ยนเป็นปฏิสัมพันธ์ หมายถึงมีส่วนร่วม ๔) ในการท างานทางธุรกิจให้ประสบความส าเร็จนั้น จะต้องรู้จักแปลนนิ่งที่ดีแล้ว ใช้วิธีการแมเนจที่เหมาะสม ควรเปลี่ยน แปลนนิ่ง เป็นการวางแผน และเปลี่ยน แมเนจ เป็นจัดการ ๕) การพิจารณาตัดสินสิ่งใด ควรเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมที่สุด อย่าให้มีไบแอสใดๆ เกิดขึ้นในใจได้เป็นอันขาด ควรเปลี่ยน ไบแอส เป็นอคติ การใช้ส านวนภาษาต่างประเทศ ๑) รถไฟออกหกโมงเย็น ผมมาสายไปสิบนาทีจึงพลาดรถขบวนนี้ ต้องรออีก สองชั่วโมงจึงจะจับรถไฟไปเชียงใหม่ได้ ตัวอย่างนี้ไม่ได้ใช้ค าภาษาต่างประเทศ แต่ใช้ค าไทย ซึ่งแปลตรงตัวจากค าภาษาอังกฤษคือ สาย มาจาก late พลาด มาจาก miss และ จับ มาจาก catch อันเป็นส านวนภาษาอังกฤษ ไม่สอดคล้องกับส านวนภาษาไทย จึงควรเปลี่ยน สาย เป็น มาช้า และหากไม่มีข้อความขยาย “ไปสิบนาที” ก็อาจเปลี่ยนเป็น มาไม่ทัน ก็ได้ พลาด ควรเปลี่ยนเป็น ไม่ทันหรือไม่ได้โดยสาร หากต้องการภาษาปากก็เปลี่ยนเป็น ตก ส่วน จับ ควรเปลี่ยนเป็นโดยสาร ๒) เขาท าหน้ายุ่งราวกับแบกโลกไว้บนบ่า ควรเปลี่ยนเป็น แบกโลกไว้ทั้งโลก ตามที่ใช้ในส านวนภาษาไทย มีข้อสังเกตว่าการกระท าในภาษาอังกฤษเมื่อมีกรรมมักจะระบุกรรมไว้ เสมอ แต่ในส านวนภาษาไทยถ้าอวัยวะไหนกระท าอาการตามปกติของมันก็มักจะไม่ระบุอวัยวะนั้น เว้นแต่ใช้อวัยวะนั้นๆ ผิดประเภทจึงจะระบุ เช่น “เขาแบกของหนัก” แสดงว่าใช้บ่าเป็นอวัยวะ ส าหรับแบกตามปกติจึงไม่ระบุ “เขาใช้เท้าหยิบสิ่งของส่งให้ฉัน” ต้องระบุว่า ใช้เท้าหยิบ เพราะเท้ามิใช่อวัยวะที่ใช้ส าหรับหยิบ เป็นต้น ๓) เขาถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการให้เป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ควรเปลี่ยนเป็น เขาได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการให้เป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในส านวนภาษาไทยจะใช้ค า ถูก ในความหมายที่ไม่ดีเท่านั้น เช่น ถูกนินทา ถูกกล่าวหา ถูกเตะ ถูกเอาเปรียบ ฯลฯ แต่จะใช้ค าว่า ได้รับ ในความหมายที่ดี เช่น ได้รับการกล่าวขวัญ ได้รับเกียรติ ได้รับคัดเลือก ได้รับเชิญ ฯลฯ
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๔๙ ส่วน โดย ในประโยคนี้ เป็นลักษณะของประโยค Passive Voice ในภาษาอังกฤษ แต่ในภาษาไทย ไม่มีโครงสร้างเช่นนั้น จึงใช้ โดย ในความหมายอื่น ประโยคนี้จึงควรเปลี่ยน โดย เป็น จาก ๔) ในอนาคตอันใกล้นี้ กรุงเทพฯ ก็จะมีรถไฟฟ้าใช้แล้ว ควรเปลี่ยนเป็น ในเร็วๆ นี้ หรือในไม่ช้านี้ ตามแบบส านวนภาษาไทย ๕) การด าเนินงานภายใต้การควบคุมของบริษัทก่อสร้างนี้จะต้องเป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ประโยคนี้เรียบเรียงถ้อยค าตามแบบส านวนภาษาอังกฤษท าให้ดูเยิ่นเย้อ ประโยคภาษาไทยนั้นจะเรียงค ากะทัดรัด นิยมเน้นประธาน กริยา กรรม ตามล าดับ จะมีบ้างที่เน้น กริยาห รือกรรม แต่ก็ยังคงเน้นความกะทัดรัดเช่นเดิม ป ระโยคนี้จึงอาจเปลี่ยนได้เป็น “บริษัทก่อสร้างนี้จะต้องควบคุมการด าเนินงานให้เรียบร้อย” หรือเน้นกรรม เช่น “การด าเนินงาน ซึ่งบริษัทก่อสร้างนี้เป็นผู้ควบคุมจะต้องเรียบร้อย” ทั้ง ๒ ตัวอย่างนี้จะเห็นว่าค า “ภายใต้ การควบคุม” ซึ่งเป็นส านวนภาษาอังกฤษ มาจากค า “under control” หายไป ๖.๔ การใช้ค าผิดระดับหรือต่างระดับ ได้แก่ การเลือกใช้ถ้อยค าไม่เหมาะสมกับ ระดับภาษาหรือไม่สอดคล้องกับกาลเทศะและบุคคล เช่น ๑) บิดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตนานแล้ว คุณแม่จึงเลี้ยงดูข้าพเจ้าแต่เพียงล าพัง บิดากับคุณแม่ เป็นค าต่างระดับ ควรเปลี่ยน คุณแม่ เป็น มารดา เพื่อให้สัมพันธ์กับบิดาและข้าพเจ้า ๒) พี่ชายของเธอโกรธกระฟัดกระเฟียดเมื่อถูกขัดใจ ค า กระฟัดกระเฟียด เป็นค าแสดงอาการของผู้หญิง จึงไม่ควรน ามาใช้ในประโยคนี้ อาจเปลี่ยนเป็น โกรธจัด โกรธจนเลือด ขึ้นหน้า ๓) เมื่อลูกๆ ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวของเขามาก จนเกินไป ค า ยุ่มย่าม ใช้ไม่ถูกกับบุคคลคือ พ่อแม่ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการสอดส่องดูแล ความประพฤติของลูกๆ ค านี้จึงควรเปลี่ยนเป็น ก้าวก่าย ๔) ปกติแล้วคุณพ่อแกชอบปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกเขาไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น สุนัขหรือแมว ค า แก และ เขา ไม่ควรน ามาใช้กับ คุณพ่อ แม้ว่าจะเป็นภาษาพูดก็ตาม จึงควรเปลี่ยนทั้ง ๒ ค านี้เป็น ท่าน ๕) การขับรถในเวลาอาทิตย์อัสดงนั้น ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไม่มากพอ และแสงไฟจากรถไม่สามารถท างานได้เต็มที่ อาจท าให้ ทอดทัศนาทัศนียภาพเบื้องหน้าได้ไม่ชัดเจน ข้อความนี้เป็นภาษาระดับกึ่งทางการ มุ่งเพื่อบอกเล่า อย่างเป็นงานเป็นการ จึงไม่ควรใช้วลีที่ขีดเส้นใต้นั้น เพราะเป็นลักษณะส านวนภาษาการประพันธ์ ควรเปลี่ยนเป็น …ในเวลาพลบค่ า… อาจท าให้มองภาพเบื้องหน้า… หรือ …มองเส้นทางเบื้องหน้า… ๖.๕ การตัดค า ได้แก่ การใช้ค าห รือกลุ่มค าไม่เต็มรูป อาจท าให้การสื่อสาร ไม่ชัดเจน เพราะเกิดความก ากวมขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น ๑) เสื้อที่ซื้อยกโหลมานั้น ขาดไป ๒ ตัว อาจตีความได้ ๒ อย่างคือ ขาดจ านวน คือ ได้มาเพียง ๑๐ ตัว หรืออาจเย็บไม่ดี ท าให้เสื้อ ๒ ตัวมีรอยขาดก็ได้ จึงควรใช้ค าขยายประกอบ เข้าไปให้ชัดเจน
๕๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๒) ขอให้ท่านกรรมาธิการทุกท่านน าข้อมูลที่ได้ไปพิณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะประชุม ครั้งต่อไป ควรออกเสียงเป็น พิจารณา ให้เต็มค า เพื่อให้ฟังรื่นหูและเสียงของค าถูกต้อง ๓) มหาลัยเกษตรศาสตร์เป็นมหาลัยที่ได้รับความนิยมจากนักเรียนที่สมัคร เข้าศึกษาในปัจจุบันเป็นจ านวนมาก ควรออกเสียงเป็น มหาวิทยาลัย ให้เต็มค าเพื่อให้ฟังรื่นหู และเสียงของค าถูกต้อง ๔) เด็กคนนี้แข็งแรงสมบูรณ์และฉลาดมีไหวพริบดีเพราะพ่อเลี้ยงดี ควรใช้ค าว่า เลี้ยงดู ให้เต็มค า ไม่ควรตัดค าเพราะตีความ ๒ อย่างได้ คือ พ่อเลี้ยง (บิดาบุญธรรม) และเลี้ยง (เลี้ยงดู) ๕) แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเคยมีชื่อเสียงในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีใครสนแล้ว ควรใช้ค าว่า สนใจ ให้เต็มค าเพราะการตัดค าท าให้ฟังดูห้วนและไม่สุภาพ ๖.๖ การใช้ค าบุพบทไม่ถูกต้อง ค าบุพบทแปลว่าค าหน้าบท (พระยาอุปกิตศิลปสาร ๒๕๓๓ : ๙๗) ทั้งนี้ได้แก่ค าที่วางไว้หน้าบทต่างๆ เพื่อบอกหน้าที่ของบทนั้น และเพื่อให้สามารถ เชื่อมโยงกับเนื้อความข้างต้นได้ไม่ขาดตอน เช่น ฉันรับประทานอาหารด้วยช้อนส้อม ค า ด้วย เป็น บุพบท วางไว้หน้าค า ช้อนส้อม เพื่อบอกหน้าที่ของช้อนส้อม และเชื่อมโยงให้สัมพันธ์กับค าว่า รับประทาน การใช้บุพบทแต่ละค าจะมีที่ใช้เฉพาะแตกต่างกัน การใช้บุพบทผิดบางทีก็อาจก่อให้เกิด ความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารได้ แต่ส่วนใหญ่จะท าให้ฟังขัดหูมากกว่าเพราะไม่เป็นไป ตามแบบแผนของธรรมเนียมการใช้ภาษา เช่น ๑) เขายื่นค าร้องกับคณบดี ควรเปลี่ยนเป็น ต่อ เพราะกับใช้ในกรณีที่ท าร่วมกัน ๒) ครูให้ของขวัญแด่นักเรียน ควรเปลี่ยนเป็น แก่ เพราะผู้ใหญ่ใช้กับเด็ก ควรใช้ค า ให้สัมพันธ์กับบุคคล ๓) เขาเห็นเหตุการณ์มาด้วยตา ควรเปลี่ยนเป็น กับ เพราะการเห็นต้องเห็นด้วยตา อยู่แล้วจึงไม่จ าเป็นต้องใช้ แต่การใช้ กับ จะแสดงอาการกระชับว่าเห็นมาจริงๆ มิใช่เห็น จากภาพถ่ายหรือเพียงได้ยินได้อ่านมา ๔) คณะนักศึกษ าเดินท างด้วยรถยนต์โดยสารปรับอากาศ ในป ระโยคนี้ แม้จะคล้ายกับประโยคตัวอย่าง “ฉันรับประทานอาหารด้วยช้อนส้อม” ก็ตาม ก็มิได้ใช้บุพบท เหมือนกัน สังเกตได้ว่าค าที่ตามหลัง ด้วย มักจะเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือ แต่ส าหรับพาหนะ ใน ก ารเดินท างจ ะแยกใช้ ออกไป ต่ างห ากเป็ น โด ย เป็ น คณะนั กศึกษ าเดินท างโด ย รถยนต์โดยสารปรับอากาศ ในกรณีของสิ่งที่เป็นนามธรรม ควรสังเกตตัวอย่างต่อไปนี้ - เขาท างานด้วยความเหนื่อยยาก - เขาท างานโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ข้อสังเกต ตัวอย่างแรกเน้นความรู้สึกให้เฉพาะเจาะจงลงไป ส่วนตัวอย่างหลัง จะให้ความรู้สึกกลางๆ
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๕๑ ๕) ส าหรับตัวข้าพเจ้าแล้วไม่มีค าพูดใดในเวลานี้ที่จะท าให้เปลี่ยนใจได้เลย ค า ส าหรับ เป็น บุพบทที่เชื่อมกับบทอื่นเพื่อบอกลักษณะการเป็นผู้รับ จึงจ าเป็นต้องมีบทที่กล่าว ก่อนเพื่อแสดงความเป็นผู้รับรองค าที่ตามหลังค าว่า ส าหรับ ได้ชัดเจน เช่น ของขวัญนี้ส าหรับ น้องคนเล็ก อาหารส าหรับผู้ป่วย การใช้ประโยคเพื่อการสื่อสาร ๑. ชนิดของประโยค หากพิจารณาโครงสร้างของประโยคเป็นเกณฑ์ สามารถจ าแนกประโยคได้ ๓ ประเภท ดังนี้ ราตรี ธันวารชร (๒๕๕๒ : ๙๘-๑๐๗) ประโยคแบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ ๑.๑ ประโยคความเดียว ๑.๒ ประโยคความรวม ๑.๓ ประโยคความซ้อน ๑.๑ ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีหน่วยกริยา ๑ หน่วย มีหน่วยนาม ๑ หน่วย หรือมากกว่านั้น และอาจจะมีหน่วยเสริมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ ตัวอย่าง เขาท าการบ้าน เด็กนักเรียนวิ่งเล่น เราเรียก ค านาม และค าที่ใช้ขยายนาม ดังที่ขีดเส้นใต้ว่า หน่วยนาม ตัวอย่าง ม้าวิ่งเร็วมาก นกบิน เราเรียก ค ากริยา และค าที่ใช้ขยายกริยา ดังที่ขีดเส้นใต้ว่า หน่วยกริยา หน่วยนามที่อยู่ในประโยคความเดียวจะท าหน้าที่เป็นประธาน หรือกรรมตรง หรือกรรมรอง ตัวอย่าง ครูให้การบ้านนักเรียน ประโยคข้างต้นมี ครู เป็น ประธาน การบ้าน เป็น กรรมตรง นักเรียน เป็น กรรมรอง
๕๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร โครงสร้างของประโยคความเดียว มีโครงสร้างดังนี้ ประธาน + กริยา ± กรรมตรง ±กรรมรอง นอกจากนี้ประโยคความเดียวอาจมีส่วนขยายประธาน ขยายกริยา หรือขยายกรรม เพิ่มขึ้น จะมีโครงสร้างดังนี้ ประธาน + ขยายประธาน + กริยา ± กรรม ±ขยายกรรม±ขยายกริยา เครื่องหมาย ± หน้ากรรมตรงและกรรมรอง ส่วนขยายประธาน ขยายกริยา และขยายกรรม หมายความว่าค าเหล่านั้นอาจมีหรือไม่มีก็ได้ สรุปได้ว่า ประโยคความเดียวที่เป็นประโยคสมบูรณ์ จะต้องมีประธานอยู่ ต้นประโยคเสมอ ส่วนกรรมตรงและกรรมรองซึ่งอยู่หลังกริยานั้นจะปรากฏหรือไม่ก็ได้ ภาคประธาน ภาคแสดง ประธาน กริยา กรรมตรง กรรมรอง ๑. ฝน ๒. แม่ ๓. เด็ก ๔. ช่าง ๕. เขา ๖. ครู ๗. เขา ตก ตกใจมาก ท า ทา เคยพูด ให้ ยื่น - - การบ้าน สี - รางวัล ค าร้อง - - - - กับฉัน นักเรียน ต่อศาล ตารางที่ ๒.๔ ประโยคความเดียว ประธาน ขยายประธาน กริยา กรรม ขยายกรรม ขยายกริยา ๑. พ่อครัว ๒. เด็ก คนนี้ นักเรียน ท า ท า อาหาร การบ้าน มื้อนี้ เลข อร่อยมาก เสร็จแล้ว ตารางที่ ๒.๕ ประโยคความเดียวกับส่วนขยาย ๑.๒ ประโยคความรวม ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาประโยคความเดียวตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไป มาไว้ด้วยกันโดยมีค าเชื่อมประโยค ประโยคความเดียวแต่ละประโยคที่อยู่ในประโยคความรวม จะมีเนื้อความสมบูรณ์ที่เป็นอิสระต่อกัน คือ เมื่อแยกออกจากกันแล้วก็ยังสามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ ในที่นี้เราเรียกประโยคความเดียวแต่ละประโยคที่มีลักษณะดังกล่าวว่า ประโยคย่อย
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๕๓ ประโยคความรวม ประโยคย่อย ค าเชื่อม ๑. ฉันและน้องไปเที่ยว ๒. แม่ท าของคาวก่อนแล้วจึงท าของหวานทีหลัง ๓. พอได้ออกก าลังกายเราก็แข็งแรง ๔. กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ๕. ครูตรวจแก้การบ้าน ฉันไปเที่ยว น้องไปเที่ยว แม่ท าของคาวก่อน แม่ท าของหวานทีหลัง (เรา) ได้ออกก าลังกาย เราแข็งแรง ถั่วจะสุก งาไหม้ ครูตรวจการบ้าน ครูแก้การบ้าน และ แล้วจึง พอ…ก็ กว่า…ก็ - ตารางที่ ๒.๖ ประโยคความรวม ๑.๓ ประโยคความซ้อน นววรรณ พันธุเมธา (๒๕๕๘) ได้อธิบายลักษณะของประโยคความซ้อนว่า ประโยคความซ้อนก็เช่นเดียวกับประโยคความเดียว คือ มีหน่วยกริยา ๑ หน่วย มีหน่ วยน าม ๑ หน่ วย หรือม ากก ว่านั้น แล ะอาจจะมีหน่ วยเส ริมอยู่ด้ วยห รื อไม่ก็ได้ ประโยคความซ้อนต่างกับประโยคความเดียวตรงที่หน่วยขยายของหน่วยนามหรือหน่วยกริยา ในประโยคความซ้อนไม่ใช่ค าแต่เป็นประโยค เราอาจกล่าวได้ว่าประโยคความซ้อนเกิดจาก การน าประโยคมาขยายหน่วยนามหรือหน่วยกริยาในประโยคความเดียว ดังตัวอย่าง ๑) คุณนิตยาเป็นคนดี ๒) ฉันชอบเพื่อนคุณ เราอาจน าค ามาขยายหน่วยนามหรือหน่วยกริยาในประโยคข้างต้นได้ดังนี้ ๓) คุณนิตยาน้องสาวคุณอดุลย์เป็นคนดี ๔) ฉันชอบเพื่อนคุณคนสูงๆ หรืออาจน าประโยคมาขยายก็ได้ ดังนี้ ๕) คุณนิตยาที่เป็นน้องสาวคุณอดุลย์เป็นคนดี ๖) ฉันชอบเพื่อนคุณคนที่สูง ๆ ประโยคที่ ๑–๔ เป็นประโยคความเดียว ส่วนประโยคที่ ๕–๖ เป็นประโยค ความซ้อน เพราะมีประโยคขยาย ประโยคที่ใช้ขยายค านามถือเป็นส่วนประกอบของหน่วยนาม ส่วนประโยค ที่ใช้ขยายค ากริยาถือเป็นส่วนประกอบของหน่วยกริยา
๕๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร เราสามารถแยกประโยคความซ้อนได้ ๓ ชนิด ตามการขยายประโยค ดังนี้ ๑) ประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายในหน่วยนาม ประโยคขยายในหน่วยนามจะมีค าเชื่อม ที่ ซึ่ง อัน น าหน้า ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายในหน่วยนาม ประโยคความซ้อน ประโยคหลักและประโยคขยาย ค าเชื่อม ๑. หมวกที่คุณสวมอยู่สวยมาก ๒. คนคนนี้มีความรู้ ซึ่งหาได้ยาก ๓. เราหวงแหนแผ่นดินไทยอันเป็น บ้านเกิดเมืองนอนของเรา ๔. คนทะเลาะกันก่อความร าคาญ ให้เพื่อนบ้าน หมวก…สวยมาก คุณสวมอยู่ คนคนนี้มีความรู้ (คนมีความรู้)หาได้ยาก เราหวงแหนแผ่นดินไทย (แผ่นดินไทย) เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา คนทะเลาะกัน คน…ก่อความร าคาญให้เพื่อนบ้าน ที่ ซึ่ง อัน - ตารางที่ ๒.๗ ประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายในหน่วยนาม (ประโยคที่พิมพ์ตัวหนาคือประโยคหลัก ประโยคที่พิมพ์ตัวธรรมดาคือประโยคขยาย) ๒) ประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายในหน่วยกริยา ประโยคขยายในหน่วยกริยาอาจมีค าเชื่อม ว่า หรือ ที่ น าหน้าประโยคขยาย ไม่จ าเป็นต้องอยู่ชิดกริยาที่เป็นหน่วยหลัก อาจอยู่ท้ายประโยคโดยมีค าอื่นคั่นระหว่างหน่วยหลัก และประโยคขยายก็ได้ ประโยคความซ้อน ประโยคหลักและประโยคขยาย ค าเชื่อม ๑ .เร าเห็ น ว่ าคุณ ได้ท าป ระโย ชน์ แก่บริษัทมาเป็นเวลานาน ๒. อาจารย์บอกนิสิตว่าอย่ามาสาย ๓. เรายินดีด้วยที่คุณได้รางวัล ๔. อาจารย์ถามนักเรียน เลขข้อนี้ ยากเกินไปไหม เราเห็น… คุณได้ท าประโยชน์แก่บริษัทมาเป็นเวลานาน อาจารย์บอกนิสิต (นิสิต) อย่ามาสาย เรายินดีด้วย… คุณได้รางวัล อาจารย์ถามนักเรียน เลขข้อนี้ยากเกินไปไหม ว่า ว่า ที่ - ตารางที่ ๒.๘ ประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายในหน่วยกริยา
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๕๕ นอกจากนี้ ยังมีค าเชื่อมที่ท าหน้าที่เชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคขยาย โดยประโยคขยายจะท าหน้าที่เหมือนค าวิเศษณ์ขยายค ากริยาหรือขยายค าวิเศษณ์ ค าเชื่อมเหล่านี้ ได้แก่ เมื่อ จน เพราะ ตาม ราวกับ ให้ กว่า ระหว่างที่ เพราะเหตุว่า เหมือน ดุจดัง เสมือน ฯลฯ ประโยคความซ้อน ประโยคหลักและประโยค ขยาย ค าเชื่อม ๑. เด็กๆ กลับไปเมื่องานเลิกแล้ว ๒. นายอ าเภอท างานหนักจนป่วยไปหลายวัน ๓. เขานอนตัวสั่นเพราะกลัวเสียงปืน ๔. คนเจ็บกินยาตามหมอสั่ง ๕. เขาท าท่าราวกับเขาเป็นเจ้าของบ้าน ๖. เขาพูดให้ฉันเข้าใจผิด ๗. พี่ท างานเรียบร้อยกว่าน้อง ๘. เขาอ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างที่นั่งรอเพื่อน เด็กๆ กลับไป งานเลิกแล้ว นายอ าเภอท างานหนัก (นายอ าเภอ) ป่วยไปหลายวัน เขานอนตัวสั่น (เขา) กลัวเสียงปืน คนเจ็บกินยา หมอสั่ง เขาท าท่า เขาเป็นเจ้าของบ้าน เขาพูด ฉันเข้าใจผิด พี่ท างานเรียบร้อยกว่าน้อง น้อง (ท างาน) เขาอ่านหนังสือพิมพ์ (เขา) นั่งรอเพื่อน เมื่อ จน เพราะ ตาม ราวกับ ให้ กว่า ระหว่างที่ ตารางที่๒.๙ ประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายท าหน้าที่เหมือนค าวิเศษณ์ขยายค ากริยาหรือขยายค าวิเศษณ์ ๓) ประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายในหน่วยนามและหน่วยกริยา ทั้งหน่วยนามและหน่วยกริยาในประโยคความซ้อนอาจมีประโยคขยาย และหน่วยนามหรือหน่วยกริยาในประโยคขยายเองก็อาจมีประโยคขยายด้วย ท าให้ประโยคซับซ้อน ยิ่งขึ้นอีก
๕๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ประโยคความซ้อน ประโยคหลักและประโยคขยาย ค าเชื่อม ๑. จดหมายที่เขียนอาจแสดงความรู้สึก ที่มีต่อผู้รับว่าให้เกียรติเขาหรือไม่ ๒. ฉันเดินไปยังหลังห้องซึ่งจัดไว้ส าหรับ ผู้โดยสารที่ไม่สูบบุหรี่ ๓. ชายที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนี้ได้แต่งงาน กั บ ห ญิ ง ส า ว ค น ห นึ่ ง ซึ่ งได้ รั บ การศึกษาปานกลาง จดหมาย…แสดงความรู้สึก… เราเขียน (จดหมาย) (ความรู้สึก) มีต่อผู้รับ เราให้เกียรติเขาหรือไม่ ฉันเดินไปยังหลังห้อง… (หลังห้อง) จัดไว้ส าหรับผู้โดยสาร (ผู้โดยสาร) ไม่สูบบุหรี่ ชาย…ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง… ข้าพเจ้ากล่าวถึงนี้ (หญิงสาวคนหนึ่ง) ได้รับการศึกษาปาน กลาง ที่, ที่, ว่า ซึ่ง, ที่ ที่, ซึ่ง ตารางที่ ๒.๑๐ ประโยคความซ้อนที่มีประโยคขยายในหน่วยนามและหน่วยกริยา ข้อบกพร่องในการใช้ประโยคเพื่อการสื่อสาร สนิท สัตโยภาส (๒๕๔๒ : ๓๕-๓๗) ได้กล่าวว่า การใช้ภาษาไทยในปัจจุบันเน้นการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารเป็นส าคัญ โดยถือว่าประโยคที่ใช้ในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพควรมีความหมาย สมบูรณ์ชัดเจน ผู้เขียนขอเสนอว่าการใช้ภาษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะใช้ประโยคที่มี ความหมายชัดเจนแล้ว ควรเป็นประโยคที่ถูกไวยากรณ์ ไม่ก ากวม กะทัดรัด สละสลวย ค าในประโยคควรสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีด้วย และพึงหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ๑. ประโยคไม่สมบูรณ์ คือ ประโยคที่ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ท าให้เนื้อความไม่สมบูรณ์ เช่น “นักศึกษาที่คิดว่าการเรียนเป็นการเล่น” ควรแก้เป็น “นักศึกษาที่คิดว่าการเรียนเป็นการเล่นนั่นแหละเขาเป็นคนไม่รักตนเอง” “คนที่ชอบฟังเพลงไทยเดิมซึ่งมีท านองช้า” ควรแก้เป็น “คนที่ชอบฟังเพลงไทยเดิมส่วนมากเป็นคนอารมณ์ดี” ๒. ประโยคที่ใช้ส านวนภาษาต่างประเทศ ในที่นี้จะกล่าวถึงประโยคที่เลียนแบบ ภาษาอังกฤษเท่านั้น คือ พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย หรือเรียกอีกอย่างว่า “ส านวนพันทาง” เช่น “เขาจับเครื่องบินไปสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ก่อน” ควรแก้เป็น “เขาโดยสารเครื่องบินไปสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ก่อน” “ฉันถูกเชิญไปเป็นวิทยากรให้หน่วยงานภายนอกบ่อยๆ” ควรแก้เป็น “ฉันได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้หน่วยงานภายนอกบ่อยๆ”
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๕๗ “หนังสือเล่มนี้ถูกแต่งโดยจิตร ภูมิศักดิ์” ควรแก้เป็น “จิตร ภูมิศักดิ์แต่งหนังสือเล่มนี้” “เขาเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับกระเช้าดอกไม้” ควรแก้เป็น “เขาถือกระเช้าดอกไม้เข้ามาในห้องเรียน” “มันเป็นความจ าเป็นที่รัฐบาลต้องลดค่าเงินบาท” ควรแก้เป็น “รัฐบาลจ าเป็นต้องลดค่าเงินบาท” “สองนักเรียนไทยคว้าเหรียญทองโครงงานวิทยาศาสตร์” ควรแก้เป็น “นักเรียนไทย ๒ คน คว้าเหรียญทองโครงงานวิทยาศาสตร์” “การท างานตามโครงการนี้อยู่ภายใต้การน าของคณบดีทั้ง ๔ ท่าน” ควรแก้เป็น “คณบดีทั้ง ๔ ท่านเป็นผู้น าในการท างานตามโครงการนี้” ๓. ประโยคที่เรียงล าดับค าผิด เพราะลักษณะของประโยคที่ถูกไวยากรณ์จะเรียงล าดับ จากประธาน กริยา กรรม หรือถ้ามีบทขยายก็ให้ค าขยายอยู่ใกล้ค าที่ถูกขยายมากที่สุด เช่น “ขนมมีสีย้อมผ้าใส่ในจานนี้” ควรแก้เป็น “ขนมจานนี้ใส่สีย้อมผ้า” “ตอนเช้าเด็กๆ ต้องรีบอาบน้ า เก็บที่นอน แต่งตัวกินข้าวแล้วไปโรงเรียน” ควรแก้เป็น “เด็กๆ ต้องรีบเก็บที่นอน อาบน้ า แต่งตัว กินข้าวแล้วจึงไปโรงเรียน” “กระทรวงศึกษาธิการ กรมการศึกษานอกโรงเรียนเป็นผู้จัดท าหนังสือเรียน ส าหรับชาวเขา” ควรแก้เป็น “กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้จัดท าหนังสือเรียน ส าหรับชาวเขา” ๔. ประโยคก ากวม คือ ประโยคที่มีความหมายไม่ชัดเจนและสามารถตีความไปได้หลายนัย สามารถแก้ไขด้วยการย้ายค าภายในประโยค ตัดค า เติมค า หรือเติมข้อความเข้าไป ก็จะท าให้ ความหมายชัดเจนได้ เช่น “ห้ามย้ายผึ้งเลี้ยงในเวลากลางวัน” ควรแก้เป็น “เวลากลางวันห้ามย้ายรังผึ้งเลี้ยง” “พนิดารับจ้างพิมพ์รายงานนักศึกษา” ควรแก้เป็น “พนิดารับจ้างนักศึกษาพิมพ์รายงาน” หรือ “นักศึกษาจ้างพนิดาพิมพ์รายงาน” “ฉันขายบ้านพี่” ควรแก้เป็น “ฉันขายบ้านให้พี่” หรือ “ฉันขายบ้านของพี่” “ขับช้าๆ อันตราย” ควรแก้เป็น “ควรขับรถช้าๆ เพราะขับเร็วอาจเกิดอันตรายได้” ๕. ประโยคที่ใช้ค าหรือข้อความฟุ่มเฟือย หรือ ใช้ค าเกินความจ าเป็น เช่น “ชายชาติทหารยอมพลีชีพเพื่อชาติ ตายเพื่อชาติ” ควรแก้เป็น “ชายชาติทหารยอมพลีชีพเพื่อชาติ”
๕๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร “มักเกิดอัคคีภัยไฟไหม้ในวันตรุษจีนทุกปี” ควรแก้เป็น “มักเกิดไฟไหม้ในวันตรุษจีนทุกปี” “พอคุณแม่เข้าบ้านก็ท าการดุลูกๆ เป็นการใหญ่” ควรแก้เป็น “พอคุณแม่เข้าบ้านก็ดุลูกๆ ใหญ่” “พูดถึงความสามารถของนักร้องแล้ว สมชายมีความสามารถมากทีเดียว” ควรแก้เป็น “พูดถึงความสามารถของนักร้องแล้วสมชายมีมากทีเดียว” “ธุรกิจการท่องเที่ยวปีนี้ดูซบเซาไปมาก” ควรแก้เป็น “ธุรกิจท่องเที่ยวปีนี้ดูซบเซาไปมาก” “ฉันรู้สึกพอใจในการที่ได้รับเลือกเป็นผู้อ านวยการ” ควรแก้เป็น “ฉันรู้สึกพอใจที่ได้รับเลือกเป็นผู้อ านวยการ” “ต ารวจก าลังชันสูตรศพผู้ตาย” ควรแก้เป็น “ต ารวจก าลังชันสูตรศพ” ๖. ประโยคที่เว้นวรรคผิดหรือไม่เว้นวรรคในที่ควรเว้น เช่น “ไม่พบกันเสียนาน นมโตขึ้นเป็นกองเลย” ควรแก้เป็น “ไม่พบกันเสียนานนม โตขึ้นเป็นกองเลย” “เนื่องจากคนไทยเป็นคนเจ้าบท เจ้ากลอนชอบพูดค าคล้องจอง” ควรแก้เป็น “เนื่องจากคนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบพูดค าคล้องจอง” “สถาบันภาษาไทยกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้จัดท าวารสารนี้” ควรแก้เป็น “สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้จัดท าวารสารนี้” การใช้ส านวนเพื่อการสื่อสาร ค าว่า “ส านวน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๑๒๒๗) ให้ความหมายว่า “ส านวน น. ถ้อยค าที่เรียบเรียง, โวหาร, บางทีก็ใช้ว่าส านวนโวหาร; คดี เช่น ปิดส านวน; ถ้อยค าที่ไม่ถูกไวยากรณ์แต่รับใช้เป็นภาษาที่ถูกต้อง, การแสดงถ้อยค าออกมา เป็นข้อความพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่งๆ” ดังนั้น “ส านวนไทย” จึงหมายถึง ถ้อยค าในภาษาไทย ที่ใช้พูดจาสื่อสารกันโดยมีความหมายเป็นนัย กินความหมายกว้างลึกซึ้ง หาใช่แปลความหมาย ของค าตามอรรถหรือตรงตัว แต่เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ โดยหมายรวมไปถึงค าคม ค าพังเพย สุภาษิต คติพจน์และโวหารต่างๆ ด้วย ความเป็นมาของส านวนไทย ส านวนไทย เกิดมาพร้อมกับคนไทยด้วยเหตุที่คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบพูดจา ด้วยถ้อยค าที่มีสัมผัสคล้องจองกัน ดังนั้น ส านวนไทยจึงเกิดในภาษาพูดก่อน และเมื่อเราเริ่มมี ภาษาเขียนขึ้นครั้งแรกในสมัยสุโขทัยซึ่งจารึกไว้เป็นหลักฐานในศิลาจารึกของพ่อขุนรามค าแหง จึงมีส านวนไทยปรากฏเป็นภาษาเขียนหลายแห่ง เช่น
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๕๙ “ในน้ ามีปลา ในนามีข้าว” หมายถึง บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ “เจ็บท้องข้องใจ” หมายถึง มีเรื่องเดือดร้อน “ไพร่ฟ้าหน้าใส” หมายถึง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข และส านวนไทยยังปรากฏในหนังสือ “สุภาษิตพระร่วง” อีก ถึงแม้ถ้อยค าส านวน จะไม่เหมือนสมัยสุโขทัยทั้งหมดแต่ก็เชื่อว่าน่าจะมีเค้าของเดิมอยู่บ้าง ส านวนไทยที่ปรากฏ ใน “สุภาษิตพระร่วง” ที่ยังใช้กันมาจนทุกวันนี้มีเป็นจ านวนมาก เช่น “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่ อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน อย่าริร่านแก่ความ ประพฤติตามบูรพบอบ เอาแต่ชอบเสียผิด อย่ากอบกิจเป็นพาล อย่าอวดหาญแก่เพื่อน เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่านอนใจ ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน การเรือนตนเร่งคิด อย่านั่งชิดผู้ใหญ่ อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์. . .” “ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย. . .” “เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว น้ าเชี่ยวอย่าขวางเรือ. . .” “มีสินอย่าอวดมั่ง ผู้เฒ่าสั่งจงจ าความ. . .” “ครูบาสอนอย่าโกรธ. . . สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์. . .” “อย่าเบียดเสียดแก่มิตร. . . อย่าขอของรักมิตร. . .” “ภายในอย่าน าออก ภายนอกอย่าน าเข้า. . .” “ยอครูยอต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ. . .” “ยอมิตรเมื่อลับหลัง ลูกเมียยังอย่าสรรเสริญ” “อย่าผูกมิตรคนจร. . . คิดแล้วจึงเจรจา. . . หิ่งห้อยอย่าแข่งไฟ. . .” “ผิจะบังบังจงลับ ผิจะจับจับจงมั่น ผิจะคั้นคั้นจงตาย ผิจะหมายหมายจงแท้ ผิจะแก้แก้จงกระจ่าง. . .” “อย่าตีงูให้กากิน อย่าตีปลาหน้าไซ. . . อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่าน้ า อย่ารักถ้ ากว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน. . . เป็นต้น ในหนังสือกฎ มณ เฑี ย รบ าลของเก่ าก็มีส าน วนไท ยป รากฏ อยู่ห ล ายแห่ง เช่น ข้าวเหลือเกลืออิ่ม มะพร้าวห้าวยัดปาก ตีให้หลาบปราบให้กลัว น้องก็ว่าจะจี่พี่ก็ว่าจะเผา เป็นอาทิ นอกจากนี้ ส านวนไทยยังมีแทรกอยู่ในวรรณคดีเล่มส าคัญๆ มากมาย ถ้าเยาวชนได้เรียน วรรณคดีนั้นๆ แล้วก็จะจดจ าส านวนที่ปรากฏอยู่ได้โดยไม่ต้องท่องจ า เพราะส านวนไทยเป็นข้อความ ที่สะดุดหู สะดุดตา สะดุดใจ และเป็นค าสอนค าเตือนที่ทรงคุณค่าเด่นชัด เช่น อุปมาเหมือนงาระคนถั่ว ประดังไฟใส่คั่วกระเบื้องนั่น งาร้อนฤๅจะผ่อนให้ทั่วทัน พอถั่วสุกก็จะอันตรายงา (กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้)–ขุนช้างขุนแผน
๖๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร อันทุกข์โศกโรคภัยในมนุษย์ ไม่สิ้นสุดลงที่ตรงไหน เหมือนกงเกวียนก าเกวียนเวียนระไว จงหักใจเสียเถิดเจ้าเยาวมาลย์ (กงเกวียนก าเกวียน)–พระอภัยมณี อย่าจับปลาสองหัตถ์จะพลัดพลาด จับให้ลงคงให้ขาดว่าเป็นผัว (อย่าจับปลาสองมือ)–สุภาษิตสอนหญิง ส านวนไทยนับเป็นการแสดงภูมิปัญญาเกี่ยวกับความสามารถในการคัดสรรเรียงร้อยถ้อยค า ของมนุษ ย์ออกม าเป็นภ าษ าที่ไพเราะ สละสล วย กินค วามหม ายกว้าง ลึกซึ้งคมค าย สร้างความประทับใจแก่ผู้ฟังผู้อ่านมิรู้ลืม ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงประเภทของส านวนไทยทีละประเภท ประเภทของส านวนไทย ๑. สุภาษิต พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๑๒๔๕) กล่าวว่า “สุภาษิต น. ค าพูดที่เป็นคติ. . . ถ้อยค าที่กล่าวดีแล้ว” ดังนั้น “สุภาษิต” จึงหมายถึง ค าพูดที่ กล่าวดีเป็นคติน่าปฏิบัติตาม เพราะในถ้อยค าของสุภาษิตจะแสดงหลักความจริง แนะน าสั่งสอน เตือนสติให้คิดแนะ ให้ใช้วิจารณญาณ สุภาษิตไทยส่วนใหญ่มักจะได้จากหลักธรรมทางพุทธศาสนา หลักคุณธรรม และหลักการด าเนินชีวิตที่ถูกต้องของคนไทย ดังตัวอย่าง กงเกวียนก าเกวียน หมายถึง กรรมสนองกรรม, ท าแก่เขาอย่างไรก็มีผู้ท า กับเราอย่างนั้น ก่อแล้วต้องสาน หมายถึง เริ่มท าอะไรแล้วต้องท าต่อให้เสร็จ น้ าพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกื้อกูลอาศัยกันและกัน คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ หมายถึง จะคบใครให้พิจารณาเสียก่อน เข้าตามตรอก ออกตามประตู หมายถึง ท าตามธรรมเนียมประเพณี เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด หมายถึง ประพฤติตามอย่างผู้ใหญ่ย่อมปลอดภัย ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ หมายถึง ให้รู้จักพิจารณาผู้หญิงที่จะเลือกเป็นคู่ครอง ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ หมายถึง ความรักเป็นสาเหตุของความทุกข์ กล้านักมักบิ่น หมายถึง กล้าเกินไปมักจะเป็นอันตราย น้ าขุ่นไว้ใน น้ าใสไว้นอก หมายถึง แม้ไม่พอใจก็ให้แสดงสีหน้ายิ้มแย้ม บัวไม่ให้ช้ า น้ าไม่ให้ขุ่น หมายถึง จงรู้จักผ่อนปรนเข้าหากัน รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ หมายถึง รักจะอยู่ด้วยกันนานๆ ให้ตัดความคิดอาฆาต พ ย าบ าท อ อ ก ไป รั ก จ ะ อ ยู่ กัน ไม่ ยืด ให้คิดอาฆาตพยาบาทกันไว้ ช้าเป็นการนานเป็นคุณ หมายถึง ค่อยๆ คิดค่อยๆ ท าดีกว่าด่วนท า ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม หมายถึง ค่อยๆ คิดค่อยๆ ท าแล้วจะส าเร็จ รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หมายถึง ใฝ่ดีจะมีความสุขความเจริญ ใฝ่ชั่วจะได้รับ ความล าบาก
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๖๑ ซื้อควายหน้านา ซื้อผ้าหน้าหนาว หมายถึง ซื้อของที่ไม่ค านึงถึงกาลเวลาย่อมได้ของแพง น้ าขึ้นให้รีบตัก หมายถึง มีโอกาสดีควรรีบท า ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย หมายถึง ก่อนจะท าอะไรจงคิดให้รอบคอบ จะได้ ไม่เสียใจภายหลัง ท าดีได้ดี ท าชั่วได้ชั่ว หมายถึง ท าความดีก็ได้ดี ท าความชั่วก็ได้ชั่ว เอาใจเขามาใส่ใจเรา หมายถึง จงเห็นอกเห็นใจกันและกัน นกน้อยท ารังแต่พอตัว หมายถึง ท าอะไรให้พอตัว อย่าท าเกินเหตุ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หมายถึง เราต้องช่วยเหลือตัวเอง ๒. ค าพังเพย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๘๒๗) กล่าวว่า “พังเพย น. ค ากลางที่กล่าวไว้ให้ตีความเข้ากับเรื่อง” ดังนั้น ค าพังเพย จึงหมายถึง ถ้อยค าที่กล่าว แสดงความเป็นจริง แสดงความคิดเห็นหรือแสดงสถานการณ์ไว้เป็นกลางๆ เพื่อให้น าไปใช้ ประกอบการพูดหรือการเขียนให้เข้ากับเรื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ถ้อยค าที่กล่าวได้ความหมายลึกซึ้ง และได้ความที่เด่นชัดยิ่งขึ้น ค าพังเพยส่วนมากจะมีลักษณะเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจ ดังตัวอย่าง กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา หมายถึง เน รคุณ , ลักลอบได้ลูกส าวผู้มีพ ระคุณ เป็นภรรยา กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง หมายถึง รู้ดีแล้วแกล้งท าเป็นไม่รู้ กินปูนร้อนท้อง หมายถึง ท าอาการมีพิรุธขึ้นเอง กินน้ าใต้ศอก หมายถึง เมียน้อยที่ต้องยอมให้กับเมียหลวง กินเศษกินเลย หมายถึง ยักเอาส่วนที่เหลือไว้เป็นของตน ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า หมายถึง บังคับขืนใจผู้อื่นให้ท าตามตนต้องการ ขวานผ่าซาก หมายถึง โผงผางไมเกรงใจใคร ของหายตะพายบาป หมายถึง ของหายแล้วเที่ยวโทษผู้อื่นเอาไป คลื่นกระทบฝั่ง หมายถึง เรื่องราวที่ครึกโครมมาแล้วกลับเงียบหายไป คลื่นใต้น้ า หมายถึง เห ตุ ก ารณ์ ที่ ก รุ่น อยู่ภ ายใน ภ ายน อก ดูเหมือนสงบเรียบร้อย จับงูข้างหาง หมายถึง ท าสิ่งที่เสี่ยงต่ออันตราย จับเสือมือเปล่า หมายถึง แสวงหาประโยชน์โดยตนเองไม่ต้องลงทุน ดินพอกหางหมู หมายถึง ปล่อยงานคั่งค้างไว้เรื่อยๆ จนท าไม่ทัน ได้ที่ขี่แพะไล่ หมายถึง ซ้ าเติมเมื่อผู้อื่นเพลี่ยงพล้ าลง น้ าซึมบ่อทราย หมายถึง หาได้มาเรื่อยๆ น้ ามาปลากินมด น้ าลดมดกินปลา หมายถึง ทีใครที่มัน ปลาติดหลังแห หมายถึง พลอยได้รับเคราะห์กรรมร่วมกับผู้อื่น ปลูกเรือนคร่อมตอ หมายถึง กระท าสิ่งที่ล่วงล้ า ก้าวก่ายสิทธิผู้อื่น
๖๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด หมายถึง ความชั่วหรือความผิดร้ายแรงที่คนรู้ทั่ว กันแล้ว จะปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด เสียก าได้กอบ หมายถึง เสียส่วนน้อยไปก่อนแล้วจะได้มากภายหลัง เสือในร่างสมัน หมายถึง คนร้ายที่ปลอมมาในร่างของคนดี ๓. ค าคม คือ ถ้อยค าที่หลักแหลมชวนให้คิด ถ้อยค าที่เป็นคารมคมคาย เป็นค าพูด ที่หลักแหลม เป็นแง่คิดที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจ อาจเป็นของที่เกิดขึ้นใหม่หรือนักปราชญ์พูดไว้ ก็ได้ ค าคมต่างจากค าพังเพยและสุภาษิตตรงที่เป็นของเฉพาะตัวและมีความหมายใช้ในวงแคบกว่า ผู้ใช้ภาษาทุกคนสามารถสร้างค าคมขึ้นใช้เองได้ หรือจะยืมค าคมของผู้อื่นที่กล่าวไว้มาใช้ก็ได้ ดังตัวอย่าง “คนทุกคน จะมีความสุขมากน้อยเพียงใด สุดแล้วแต่ใจของเขาเอง. . .” (อับราฮัม ลินคอล์น–Abraham Lincoln) “ความส าเร็จของมนุษย์เป็นผลโดยตรงจากความคิดของเขาเอง มนุษย์จะก้าวหน้า ประสบชัยชนะหรือความส าเร็จก็โดยการยกความคิดของเราให้สูงขึ้น. . .” (เจมส์ แอลเล็น–James Allen) “ชีวิตของเรา จะเป็นไปตามความคิดของเรา. . .” (มารุคุส ออรีลิยุส–มหาจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน) “มนุษย์ไม่ปวดร้าวอะไรนักต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ปวดร้าวเพราะเอามาคิดต่างหาก. . .” (มองตาญ–Montaige นักปราชญ์ชาว ฝรั่งเศส) “เราอยู่ในโลกแห่งความคิด ถ้าเราเปลี่ยนความคิดได้ ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนไป และลักษณะความเป็นอยู่ของโลกก็จะพลอยเปลี่ยนไปด้วย. . .” (ราชกฤษนัน–Radhakrishnan) “ถ้าเรายังมีความเชื่อในสิ่งที่เป็นความหวังของเราว่าจะเกิดขึ้นเป็นจริง หัวใจของเราก็จะอดทน พากเพียรต่อไปด้วยความชื่นชมยินดี” (ลักษณะชีวิตสู่ความส าเร็จ ๑–เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) “ลักษณะชีวิตที่ดีเปรียบประดุจความหวังที่รังสรรค์ประโยชน์แก่สังคม” (ลักษณะชีวิตสู่ความส าเร็จ ๒–เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) “เรือนที่มุงเรียบร้อย ฝนย่อมไหลย้อยเข้าไม่ได้ ใจที่อบรมเป็นอย่างดี ราคีไม่มีวันเข้าครอบง า” (พุทธวจนะ)
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๖๓ ๔. คติพจน์ คือ ถ้อยค าที่เป็นแบบอย่าง เป็นคติเฉพาะคนใดคนหนึ่งที่ยึดถือประจ าใจ บางคนก็ใช้ของเก่าที่เป็นสุภาษิต ค าพังเพย แต่บางคนก็คิดขึ้นเอง เช่น “ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ” “เกิดมาทั้งทีต้องเอาดีให้ได้” “เป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์” “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยาชูก าลัง” หลักการใช้ส านวนไทย การใช้สุภาษิต ค าพังเพย ค าคม และคติพจน์ในการพูดหรือการเขียนนั้น เราจะต้อง พิจารณาใคร่ครวญให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสุภาษิต ค าพังเพย หรือค าคมใดควรน ามาใช้กับการพูด หรือการเขียนเพื่อให้เกิดความชัดเจน มีรสชาติยิ่งขึ้น โดยการใช้ส านวนไทยควรค านึงถึงหลักการใช้ ต่อไปนี้ ๑. ใช้ให้ตรงกับเรื่อง และพูดเชื่อมให้เข้ากับเรื่องอย่างกลมกลืน คือ เมื่อใช้แล้วจะท าให้ เรื่องที่ก าลังพูดหรือเขียนอยู่มีความชัดเจนขึ้นมีน้ าหนักมากขึ้น พร้อมกับพูดเชื่อมให้ส านวนไทย ที่น ามาใช้กลมกลืนกันสนิทกับเรื่องที่ก าลังกล่าว ดังตัวอย่าง “เขาเป็นคนโลเลเหมือนไม้หลักปักเลนเอาอะไรแน่นอนไม่ได้” “ผู้กองคนนี้เขาเป็นคนรักเมียมาก เธออย่าไปพยายามจีบเลยไม่ส าเร็จหรอก ถึงส าเร็จ ก็จะต้องไปกินน้ าใต้ศอกเขา” “ส.ส. คนนี้พูดจาโผงผางไม่เกรงใจใคร เป็นคนขวานผ่าซากจริงเชียว” “เธอสร้างหอพักให้นักศึกษาเช่าดีแล้วล่ะ หอพักเปรียบได้กับน้ าซึมบ่อทรายนะเธอ หากินได้ชั่วลูกชั่วหลานเลยล่ะ” ๒. ใช้ให้เหมาะสมกับระดับการศึกษา เพราะการใช้สุภาษิต ค าพังเพยหรือค าคมต้องค านึงถึง ผู้รับสารด้วย ถ้าผู้รับสารมีระดับการศึกษาต่ าอาจจะไม่เข้าใจส านวนไทยที่เราใช้ถ้าคิดว่าผู้รับสาร จะไม่เข้าใจความหมายก็เว้นที่จะใช้เสีย แต่ถ้าเห็นว่าผู้รับสารมีระดับการศึกษาสูง สามารถ ท าความเข้าใจได้ ก็สมควรน ามากล่าว ๓. ใช้ส านวนไทยให้ถูกต้องตามของเดิมที่ใช้กันอยู่ เพราะบางคนพูดส านวนไทยผิดท าให้ งานเขียนหรือถ้อยค าที่พูดหย่อนรสชาติไป เช่น “เขาพยายามกดขี่และจ ากัดเสรีภาพของพวกเรา ไม่ให้เราลืมหน้าอ้าปากได้” (ลืมหน้าอ้าปาก ไม่มี มีแต่ ลืมตาอ้าปาก หรือ เงยหน้าอ้าปาก) “ทางที่น าไปสู่ความส าเร็จในชีวิตมิได้ปูลาดด้วยดอกกุหลาบ” (ปูลาดด้วยดอกกุหลาบ ไม่มี มีแต่ ปูลาดด้วยกลีบกุหลาบ) “ร าไม่ดีหมูไม่อ้วน” (ร าไม่ดีโทษปี่โทษกลอง) “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินปลาดุก” (กินน้ าแกง) “ชักน้ าเข้าลึก ชักปลาหมึกเข้าหม้อ” (ชักน้ าเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน)
๖๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร “ขิงก็รา ข่าก็แห้ง” (ขิงก็รา ข่าก็แรง) “ไก่เห็นนมงู งูเห็นตีนไก่” (ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่) “ต าข้าวสารใส่หม้อ” (ต าข้าวสารกรอกหม้อ) “ชักเรือให้ใบเสีย” (ชักใบให้เรือเสีย) “ปลาติดล่างแห”(ปลาติดหลังแห) หากเราสามารถน าส านวนไทยไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างถูกต้องตามโอกาส และสถานการณ์ในชีวิตประจ าวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ก็นับเป็นอีกหนทางหนึ่งใน การสืบทอดและอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภาษาของไทยเอาไว้ ทั้งยังท าให้การพูดหรืการเขียน มีความไพเราะสละสลวย มีความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ และสร้างความประทับใจให้ผู้รับสารได้เป็น อย่างดี การใช้โวหารเพื่อการสื่อสาร โวหาร คือ ถ้อยค าที่ใช้ในการสื่อสารด้วยการเรียบเรียงอย่างมีวิธีการ มีศิลปะและมีชั้นเชิง ในการเขียน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและรับรู้ข่าวสารที่เป็นความรู้ ความคิด ประสบการณ์ โดยให้เกิด จินตภาพตรงกับที่ผู้เขียนต้องการ โวหารที่นิยมใช้มี ๕ ประเภท คือ ๑) บรรยายโวหาร ๒) พรรณนาโวหาร ๓) เทศนาโวหาร ๕) สาธกโวหาร ๕) อุปมาโวหาร ธนู ทดแทนคุณ และกุลวดี แพทย์พิทักษ์ (๒๕๔๘ : ๑๘) ได้ให้รายละเอียดของโวหาร แต่ละประเภท ดังนี้ ๑) บรรยายโวหาร หมายถึง การใช้ถ้อยค าอย่างมีชั้นเชิงเพื่อเล่าเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์นั้นๆ ตามล าดับอย่างชัดเจน เพื่อถ่ายทอดให้ผู้อ่านรับรู้อย่างชัดเจน และตรงไปตรงมา มีหลักในการเขียน คือ ๑) เรื่องที่เขียนต้องแสดงข้อเท็จจริงใกล้เคียงความจริงมากที่สุด มีความชัดเจน ในเนื้อเรื่อง ๒) ภาษาต้องเข้าใจง่าย ๓) มีการจัดล าดับความคิดอย่างต่อเนื่อง และเขียนอย่างมีสาระไม่เยิ่นเย้อ ตัวอย่างงานเขียนที่นิยมใช้บรรยายโวหาร เช่น นิทาน ประวัติ หรือต านานของบุคคล จดหมายเหตุ ต ารา วิทยานิพนธ์ ฯลฯ
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๖๕ ตารางที่ ๒.๑๑ บรรยายโวหาร ๒) พรรณนาโวหาร หมายถึง การใช้ถ้อยค าอย่างมีชั้นเชิงเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเหตุการณ์ จากอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียนในการกล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของต่างๆ โดยเน้นให้เห็นภาพและรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ อย่างชัดเจน ท าให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ ซาบซึ้ง สะเทือนอารมณ์ คล้อยไปตามความรู้สึกของผู้เขียน มีหลักในการเขียน คือ ๑) ผู้เขียนต้องรู้จักการเลือกใช้ถ้อยค าที่สื่อความหมาย สื่ออารมณ์ และสื่อภาพ ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งการใช้ภาษาภาพพจน์ (Figure of Speech) ซึ่งหมายถึง การใช้ถ้อยค าที่เป็น ส านวนโวหาร ท าให้นึกเห็นเป็นภาพ มีเจตนาให้มีประสิทธิผลต่อความคิด ความเข้าใจ ให้จินตนาการ และถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้งกว่าการบอกเล่าที่ตรงไปตรงมา เช่น ใช้อุปมา บุคลาธิษฐาน การซ้ าค า การเล่นเสียง หรือการใช้สัญลักษณ์ เป็นต้น ๒) ผู้เขียนใช้วิธีสร้างภาพให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการและมีความรู้สึกคล้อยตาม ตัวอย่างงานเขียนที่นิยมใช้พรรณนาโวหาร เช่น การชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ สถานที่ บุคคล อารมณ์ของบุคคล หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก ความโหดร้าย ความเศร้า เป็นต้น การฟอกไหมเป็นการท าความสะอาดเส้นไหมเพื่อละลายกาวและขี้ผึ้งที่ หุ้มเส้นไหมอยู่ พร้อมทั้งละลายปุ่มปมที่เรียกว่าขี้ไหม ท าให้ได้เส้นไหมที่เรียบ ละเอียดและสวยงาม ส าหรับวิธีการฟอกไหมในประเทศไทยที่ได้ท าสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้ง โบราณนั้น ใช้สารละลายที่เรียกว่าน้ าด่างเป็นตัวท าละลายฟอกไหม เริ่มจากน าไจไหมไปแช่ไว้ในน้ าด่างให้ท่วมเส้นไหม พักไว้ประมาณหนึ่ง คืน หรือสักครึ่งวัน จากนั้นน ามาต้มประมาณ ๑ ชั่วโมง จนกระทั่งกาวที่เคลือบไหมละลาย เส้นไหมเปลี่ยนจากสีเหลืองทองเป็นสีมันปู น าไปล้างในน้ าสะอาดหลายๆ หน จนกระทั่งน้ าใส ไม่มีสีเหลีองเจือปน และเส้นไหมหมดเมือกลื่น ตากทิ้งไว้ประมาณ ๑ วันก็จะแห้ง สามารถน าไปใช้ได้ (นิตยสารพลอยแกมเพชร)
๖๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ตารางที่ ๒.๑๒ พรรณนาโวหาร ๓) เทศนาโวหาร หมายถึง การใช้ถ้อยค าอย่างมีชั้นเชิงเพื่อสั่งสอน โน้มน้าว ชักชวน โดยแสดงเหตุผล มีหลักฐานอ้างอิง ชักจูงโน้มน้าวให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือและปฏิบัติตาม อาจใช้ คติธรรมและสัจธรรมมาเป็นอุทาหรณ์ มาประกอบด้วย มีหลักในการเขียน คือ ๑) ใช้ภาษากระชับ เข้าใจง่าย มีน้ าหนัก และเร้าความสนใจต่อผู้อ่าน ๒) มีเทคนิควิธีใช้เหตุผล อ้างอิงประกอบหลักฐานในการท าให้เนื้อหามีความน่าเชื่อถือ อย่างมีล าดับขั้นตอนที่เหมาะสม ตัวอย่างงานเขียนที่นิยมใช้เทศนาโวหาร เช่น การอธิบายหลักธรรม ค าแนะน าสั่งสอน การสอนจริยธรรม และค าชี้แจงเหตุผลต่างๆ พระอาทิตย์ก าลังขึ้น ทอแสงสีทองตามแผ่นน้ างามระยับ ท้องฟ้า แจ่มใส นกกาที่ท ารังบนต้นไม้ใหญ่สิงฝั่งล าชีส่งเสียงร้องเหมือนจะพลอยเบิก บานกับน้อย น้ าชีใสสะอาดไหลเอื่อยไปทางทิศใต้ มีระลอกน้อยๆ กระทบ ชายหาดท าให้ก้อนกรวดเล็กๆ ใต้พื้นน้ าที่ริมฝั่งไหวไปมา ลมเย็นพากลิ่นอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าหอมระรื่น น้อยแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามอย่างเป็นสุข ทุกเย็น เมื่อเสร็จงาน น้อยน าอาหารมาเลี้ยงปลา เธอนอนแช่น้ าอันเย็น ฉ่ า มองดูปลากินอาหาร บางตัวว่ายแฉลบไปมาจนเห็นท้องขาว น้อยจ าปลาของ เธอได้ทุกตัว ปลาก็คุ้นเคยกับน้อย มันจะว่างมาเคล้าเคลียอยู่ใกล้ๆ ใช้ปากตอด ตามมือตามแขนเหมือนกับว่ามันก าลังเล่นกับเธอ พ่อเก็บสาหร่ายและพืชน้ ามา ไว้ที่มุมตาข่ายให้เป็นทั้งที่อยู่และอาหารของมัน พ่อกับแม่มีความสุขที่เห็นน้อย เบิกบาน (ทางช้างเผือก)
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๖๗ ตารางที่ ๒.๑๓ เทศนาโวหาร ๔) สาธกโวหาร หมายถึง การใช้ถ้อยค าอย่างมีชั้นเชิงเพื่อยกตัวอย่าง หรือยกเรื่องราว มาประกอบเนื้อเรื่อง เป็นการท าให้เนื้อเรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น ผู้อ่านสามารถเข้าใจในเนื้อเรื่อง ได้อย่างชัดเจน มีหลักในการเขียนคือ ๑) ภาษาที่ใช้ต้องเข้าใจง่ายและมีความชัดเจน ๒) เรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างประกอบเนื้อเรื่องจะต้องมีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง อย่างเหมาะสมกลมกลืน ท าให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างงานเขียนที่ใช้สาธกโวหาร เช่น นิทานชาดก นิทานอีสป วรรณคดี ต านานต่างๆ จุดหมายปลายทางของพุทธสาสนาอยู่ที่ความหลุดพ้นจากกิเลสอัน ท่านเรียกว่า วิมุติ ความหลุดพ้นจักมีได้ก็โดยการปฏิบัติชอบตามทางที่พระบรม ครูได้ทรงแสดงไว้ ทางนั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นทางสายกลางนี่เอง การปฏิบัติเป็นกิจที่ทุกคนจักต้องกระท า ใครท าแทนใครไม่ได้ ผู้ต้องการความ หลุดพ้นจักต้องพยายามด้วยตนเอง ฉะนั้น สิ่งที่ทุกคนจักต้องสนใจก็คือ ต้องรู้ว่าตนเองก าลังอยู่ในที่คุมขัง อันเต็มไปด้วยความมืดบอด คือ ความทุกข์และสิ่งอื่นๆ แวดล้อมเป็นก าแพง ปิดกั้นตนอยู่ ในการอยู่ภายในกรงขังนั้นอาจมองไม่เห็นแสงสว่างของชีวิต แต่ ความจริงมีอยู่ แสงสว่างในด้านนอกมีอยู่ ถ้าเพียงแต่ตั้งต้นเปิดประตูและออก เดินไปเท่านั้น ก็จะเริ่มพบแสงสว่างทีละน้อย และถ้าเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ท่านผู้เดินทางก็จะถึงจุดหมายปลายทางได้ ฉะนั้น จึงเป็นการจ าเป็นที่ผู้ต้องการพ้นจากความทุกข์พึงตั้งต้นและ เดินต่อไป เดินตามทางที่ผู้พ้นทุกข์เคยเดินและได้พ้นทุกข์มาแล้ว การเดินก็ต้อง เดินด้วยความพยายามอันแรงกล้าเพื่อถึงจุดหมายปลายทาง การเป็นอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการนี้ เราจักต้องมี ความระมัดระวังในการเป็นอยู่ให้มาก เพราะความพลั้งเผลอเพียงนิดเดียวก็เกิด ความล าบากแล้ว ชีวิตของชาวโลกเหมือนการยืนอยู่ที่ปากเหวอันลึก ถ้า ประมาทก็อาจตกลุงไปในเหวนั้นทันที ความชั่วร้ายที่มีอยู่ในสังคมของชาวโลก เหมือนกับเหวที่ลึก ที่เต็มไปด้วยอันตราย ความเป็นอยู่เหมือนการยืนอยู่ปาก เหว บางทีถึงไม่ตกลงไปในเหว ความไม่ดีก็อาจมาแปดเปื้อนเราได้ จึงต้องใช้ ความระมัดระวังในการเป็นอยู่ให้ดีเป็นพิเศษสักหน่อย ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ในหมู่คนนี้มาจากไหนกัน ตอบว่ามาจากความคิดสร้างสรรค์ของคนนั่นเอง (ทางสายกลาง)
๖๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ตารางที่ ๒.๑๔ สาธกโวหาร ๕) อุปมาโวหารหมายถึง การใช้ถ้อยค าอย่างมีชั้นเชิง เพื่อที่จะเปรียบเทียบสิ่งที่ คล้ายคลึงกัน ก่อให้ผู้อ่านเกิดภาพ อารมณ์ห รือความรู้สึกและเข้าใจเนื้อเรื่องมาก ยิ่งขึ้น ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม มีหลักในการเขียนคือ ๑) เขียนประกอบกับโวหารชนิดอื่น เช่น บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เทศนาโวหาร ๒) ภาษาที่ใช้ต้องมีความสละสลวย อาจใช้ภาพพจน์ต่างๆ มาประกอบให้ผู้อ่าน เห็นภาพตาม ๓) เรื่องที่น ามาเปรียบเทียบต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กันกับเนื้อหา ตัวอย่างงานเขียนที่ใช้อุปมาโวหาร เช่น หลักธรรม ค าสั่งสอน งานเขียนทั่วๆ ไป ทุกขะโต ทุกขะฐานัง “ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตน” มีนายพรานคนหนึ่ง พาหมาห้าตัวไปล่าเนื้อในป่า นายพรานพบเนื้อ เตรียมตัวก าลังจะยิง บังเอิญมีพระธุดงค์เดินตัดหน้านายพรานจึงยิงไม่ทัน นายพรานโกรธพระหาว่าพระขัดลาภ จึงยุหมาให้ไล่กัดพระ พระวิ่งหนีรีบปีนขึ้น ต้นไม้ นายพรานวิ่งมาติดๆ มองเห็นพระอยู่บนต้นไม้ซึ่งไม่สูงนัก จึงใช้ลูกศรเข้า ไปแหย่เท้าพระ พอพระเจ็บจีวรหล่นลงคลุมร่างนายพราน หมาไม่ทันดูนึกว่า พระตกแล้ว จึงเข้าไปรุมกัดนายพราน นายพรานถึงแก่ความตายคาผ้าเหลือง พระ นี่แหละให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ใครก็ตามชอบให้ทุกข์แก่คนอื่น ริษยาคนอื่น ขอให้ระวังเอาไว้นะเพราะสมัยนี้กรรมมันติดจรวด ให้ผลเร็วมาก ไม่นานเกินรอจะโดนจรวดเข้าสักวัน ประเดี๋ยวจะหาว่าพระไม่เตือน (พระ พะยอม กัลยาโณ, ๒๕๔๖ : ๑๔)
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๖๙ ตารางที่ ๒.๑๕ อุปมาโวหาร “...อีกประการหนึ่งเจ้าก็หาความสุขในความเป็นหนุ่มตามอ าเภอใจมา ช้านานแล้ว ทรัพย์สมบัติก็สั่งสมไว้พอแก่ที่จะบ าเรอบ ารุงตระกูลได้เป็นปึกแผ่น จึงเป็นการสมควรที่เจ้าจะตั้งหน้าหาทายาทสืบตระกูลต่อไป เพื่อให้แผนการ ชนิดนี้สะดวกแก่เจ้า พ่อได้เลือกหาหญิงตระกูลมาเป็นภริยาเจ้าส ารองไว้แล้ว หญิงคนนี้เป็นธิดาคนเอื้อยของสญชัยพ่อค้าใหญ่ พึ่งจะแตกเนื้อสาวในเร็วๆ นี้ ดังนี้ เจ้าจะเห็นได้ว่าเมียที่พ่อจัดหาให้มีตระกูล สมชาติ สมเชื้อกันดี เพราะ ตระกูลของเราก็มั่งมี มีคนนับหน้าถือตา ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายบิดามารดาของนางก็ บริบูรณ์ รูปร่างงามหาต าหนิมิได้ผมด าราวกับแมลงผึ้ง หน้าเปล่งปลั่งดั่งดวง จันทร์ เนตรประหนึ่งตากวาง จมูกแม้นดอกงา ฟันเทียบไข่มุก รีมปีปากเพียงผล ต าลึงสุก เสียงหวานปานนกโกลิลา ขาคือล ากล้วย เอวเหมาะเจาะไม่อ้วนเกิน เวลาย่างเดินแคล่วคล่องมีสง่าเสมอช้างทรง เพราะฉะนั้น เจ้าจะหาทางต าหนิ ขัดข้องมิได้เลย…” (กามนิต (ภาคพื้นดิน))
๗๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร สรุป ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าภาษาคือเครื่องมือสื่อสารในชีวิตประจ าวันของมนุษย์ การที่เรา ในฐานะผู้ส่งสารและผู้รับสารรู้และเข้าใจภาษา การใช้ค าในภาษา การใช้ประโยค ตลอดจน ก ารใช้ส าน วน แล ะโวห ารใน ก ารสื่อส ารอย่ างถ่องแท้ เราก็จะส าม ารถเป็น ผู้ใช้ภ าษ า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสืบสานการใช้ภาษาไทยซึ่งเป็นมรดกประจ าชาติให้คงอยู่ได้ ต่อไป
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๗๑ กิจกรรมประจ าบทที่ ๒ ๑. ให้นักศึกษาอภิปรายหัวข้อ “ภาษาไทยกับการเป็นมรดกทางวัฒนธรรม” ๒. ให้นักศึกษาสังเกตการใช้ค า ประโยค และส านวนไทยที่ จากสื่อต่างๆ ที่พบใน ชีวิตประจ าวัน ว่าใช้ได้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร จากนั้นน ามาอภิปรายในชั้นเรียน ๓. ให้นักเรียนเลือกส านวนไทยคนละ ๑ ส านวน หาความหมาย สร้างสถานการณ์ พร้อมภาพประกอบ และน าเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน ๔. ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน วิเคราะห์โวหารจากสื่อสิ่งพิมพ์ในชีวิตประจ าวัน ๕. ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน ท า Mind Map หัวข้อ ศิลปะการใช้ภาษา และน าเสนอในชั้นเรียน
๗๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร เอกสารอ้างอิง โครงการบริหารวิชาบูรณาการ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (๒๕๔๙). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ธนู ทดแทนคุณ และกุลวดี แพทย์พิทักษ์. (๒๕๔๘). ภาษาไทย ๑. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. นววรรณ พันธุเมธา. (๒๕๕๘). ไวยากรณ์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. ราตรี ธันวารชร. (๒๕๕๒). “ประโยค.” บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๓ : ชนิดของค า วลี ประโยค และสัมพันธสาร, ๙๑-๑๑๖. กรุงเทพฯ : สถาบันภาษาไทย ส านักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ. สนิท สัตโยภาส. (๒๕๔๕). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น. กรุงเทพฯ : เซ็นจูรี่.
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๗๓ แผนการจัดการเรียนรู้ บทที่ ๓ การฟังเพื่อการสื่อสาร วัตถุประสงค์ทั่วไป ๑. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการฟังเพื่อการสื่อสาร ๒. เห็นความส าคัญของการฟังเพื่อการสื่อสาร ๓. สามารถใช้ทักษะการฟังจับใจความ ตีความ และวิเคราะห์ได้ ๔. น าความรู้ด้านการฟังและสถานการณ์การฟังไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ๑. อธิบายความหมายและความส าคัญของการฟังเพื่อการสื่อสารได้ ๒. วิเคราะห์กระบวนการฟังได้ ๓. จับใจความ ตีความ และวิเคราะห์การฟังได้ ๔. ประยุกต์ใช้การฟังและสถานการณ์การฟังในชีวิตประจ าวันได้ สาระการเรียนรู้ ๑. ความหมายของการฟังเพื่อการสื่อสาร ๒. ความส าคัญของการฟังเพื่อการสื่อสาร ๓. จุดมุ่งหมายของการฟังเพื่อการสื่อสาร ๔. กระบวนการฟังเพื่อการสื่อสาร ๕. ประเภทของการฟังเพื่อการสื่อสาร ๖. การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ ๗. การฟังเพื่อความเข้าใจ ๘. การฟังเพื่อวิเคราะห์ ๙. การฟังเพื่อตีความ ๑๐. การฟังเพื่อประเมินค่า ๑๑. หลักการฟังที่ดี ๑๒. อุปสรรคของการฟังเพื่อการสื่อสาร กิจกรรมการเรียนการสอน ๑. การบรรยาย ๒. การรายงาน ๓. การศึกษาด้วยตนเอง ๔. การอภิปราย ๕. กิจกรรมกลุ่ม (Mind Map ตีความบทเพลง)
๗๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน ๒. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ อาทิ คอมพิวเตอร์ สไลด์ ซีดี วีดีทัศน์ ๓. แบบฝึกหัด การวัดและการประเมินผล ๑. ตรวจแบบฝึกหัดและผลงานผู้เรียน ๒. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมผู้เรียน ๓. รายงานการวิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่าการฟังตามสถานการณ์ที่ก าหนด
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๗๕ บทที่ ๓ การฟังเพื่อการสื่อสาร การฟังเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความส าคัญต่อชีวิตประจ าวันของมนุษย์ โดยการฟังนั้นนับเป็น ทักษะที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ สติปัญญา ให้ข้อมูลข่าวสาร จรรโลงใจ และช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ให้แก่ผู้ฟังได้ง่ายที่สุด เมื่อครั้งโบราณกาลเราเชื่อว่าการฟังนั้นเป็นหนึ่งในหัวใจนักปราชญ์ ๔ ประการ ได้แก่ สุ. (สุตะ คือ ฟัง) จิ. (จินต คือ คิด) ปุ. (ปุจฉา คือ ถาม) ลิ. (ลิขิต คือ เขียน) โดยผู้ฟังมากนั้นจะได้รับการยกย่องว่าเป็น“พหูสูต” นอกจากนี้ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสาร เข้ามามีบทบาทในการด าเนินชีวิตประจ าวันเรามากขึ้น เราจึงจ าเป็นต้องรู้จักการเลือกฟังในสิ่งที่ดี มีประโยชน์และมีสาระ ตลอดจนการใช้วิจารณญ าณในการฟังท่ามกลางกระแสข่าวสาร ในโลกโซเชียลมีเดียเพื่อท าให้การฟังเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ความหมายของการฟังเพื่อการสื่อสาร ชลชิรา กลัดอยู่ และคณะ (๒๕๑๗) ได้ให้ความหมายของการฟังไว้ สรุปได้คือ การฟัง แปลว่า ได้ยินแล้ว ได้ฟังแล้ว เป็นหัวใจส าคัญประการแรกในหัวใจนักปราชญ์ คือ “สุต” การฟัง จึงนับได้ว่าเป็นการเสริมความรู้ได้อย่างกว้างขวางทางหนึ่งนอกเหนือจากการอ่าน เพราะทั้งการอ่าน และการฟังเป็นขบวนการที่เรารับเอาข้อมูลหรือความรู้เข้ามาทางสมอง นภดล จันทร์เพ็ญ (๒๕๕๗) ได้กล่าวถึงความหมายของการฟังไว้ ซึ่งสรุปได้ว่า การฟัง หมายถึง การที่มนุษย์ได้ยินเรื่องราวโดยผ่านประสาทสัมผัสทางหู อาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้ว่า ถ้าเรื่องราวที่ฟังเป็นเรื่องที่สื่อความหมายได้ และมนุษย์สามารถน าไปคิดหรือปฏิบัติได้ถูก ถือว่า เป็นกระบวนการฟังที่สมบูรณ์ สนิท สัตโยภาส (๒๕๔๕) ได้กล่าวถึงความหมายของการฟังว่า การฟัง หมายถึง การที่เรา ได้ยินเสียงของถ้อยค า พร้อมทั้งติดตามเรื่องราวที่ได้ยินจนเกิดความเข้าใจ สามารถจับใจความส าคัญ แล้วน าไปไตร่ตรองได้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๘๕๘) เขียนไว้ว่า การฟัง หมายถึง ตั้งใจสดับ คอยรับเสียงด้วยหู ได้ยิน กล่าวโดยสรุป การฟังจึงหมายถึงกระบวนการตั้งใจรับเสียงโดยใช้โสตประสาททางหู จากนั้นท าความเข้าใจเรื่องราว แปลความหมาย ตีความหมาย ตลอดจนใช้วิจารณญาณ ประเมินคุณค่าเรื่องราวที่ฟัง และน าสิ่งที่ฟังไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจ าวัน ความส าคัญของการฟังเพื่อการสื่อสาร เนื่องจากก ารฟังเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ม ากที่สุดในชีวิตป ระจ าวัน ดังการวิจัยของ John W. Keltner พบว่ามนุษย์ใช้ทักษะการฟัง ๔๒% พูด ๓๒% และการอ่าน ๑๕% และการเขียน
๗๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๑๑% การที่มนุษย์ฟังมาก อ่านมาก จะท าให้เป็นผู้รอบรู้ ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ซึ่งหากเราเรียนรู้ ที่จะฟังอย่างฉลาด ฟังอย่างถูกวิธี ก็ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตอย่างมาก ทั้งประโยชน์ต่ออาชีพ การงาน การศึกษา ตลอดจนการด ารงชีวิตอย่างมีคุณภาพ นภดล จันทร์เพ็ญ (๒๕๕๗) กล่าวถึงความส าคัญของการฟัง สรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ ๑. การฟังท าให้คนรอบรู้ เป็นการส่งเสริมปัญญา ๒. ผู้ที่ฟังมากจะได้แนวความคิดและความรอบรู้ไปใช้ในการพูดและการเขียน ๓.ผู้รู้จักฟังจะเกิดความสุขในชีวิตประจ าวัน เช่น เลือกฟังรายการที่มีสาระและบันเทิง ก็จะเกิดประโยชน์ เป็นการพักผ่อนหย่อนใจได้ด้วย ธิดา โมสิกรัตน์ (๒๕๓๘) ได้กล่าวเกี่ยวกับความส าคัญของการฟังว่า การฟังจะช่วยพัฒนา สมรรถภาพของการใช้ภาษ าด้านอื่นๆ กล่าวคือ การฟังช่วยให้ผู้ฟังเรียนรู้และมีความรู้ อย่างกว้างขวาง มีความมั่นใจในตนเอง กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น และสามารถน าไปพัฒนา สมรรถภาพการอ่านและการเขียนของตนอีกด้วย การฟังเป็นพื้นฐานให้เกิดสมรรถภาพทางความคิด ช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย์ (๒๕๓๘) ได้กล่าวถึงความส าคัญของการฟัง ไว้เช่นกันว่า ถ้านักเรียนได้รับการฝึกฝนและการแนะแนวในด้านการฟังอย่างถูกต้องเหมาะสม นักเรียนก็จะมีความสามารถในการฟังอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับประโยชน์เต็มที่จากการฟัง หากนักเรียนขาดการฝึกทักษะแล้วก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากการฟังเท่าที่ควร จุดมุ่งหมายของการฟังเพื่อการสื่อสาร การฟังเรื่องราวต่างๆ ของแต่ละบุคคลนั้นย่อมมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับ ประเภทของเรื่องที่ฟังและจุดมุ่งหมายของผู้ฟัง จิรวัฒน์ เพชรรัตน์และอัมพร ทองใบ (๒๕๕๕) ได้สรุปจุดมุ่งหมายของการฟังไว้ ดังนี้ ๑. ฟังเพื่อติดต่อสื่อสารในชีวิตประจ าวัน การฟังชนิดนี้เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ อยู่แล้ว เช่น ฟังพ่อแม่ ฟังญาติพี่น้อง-เพื่อน ครูบาอาจารย์ หรือคนที่เราติดต่อเกี่ยวข้องด้วย การฟัง ชนิดนี้มีความส าคัญเพราะท าให้มนุษย์มีความสัมพันธ์ที่ดีตลอดไป อันจะท าให้ด ารงชีวิตอยู่ร่วมกัน ได้อย่างเป็นสุข ๒. ฟั งเพื่ อแสวงห าความรู้และความรอบ รู้ เป็นก ารฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ วิช า การ ฟังการอธิบายของครู ฟังข่าวสาร ฟังค าแนะน าต่างๆ ผู้ฟังจะต้องให้เกิดความเข้าใจ จดจ า สาระส าคัญ วิเคราะห์ ตีความ สังเคราะห์ และประเมินค่าเรื่องที่ฟังด้วย การฟังเพื่อแสวงหาความรู้นี้ จะต้องจดบันทึกข้อความที่ฟังไว้ด้วย การฟังเพื่อหาความรู้ จะต้องให้ครบองค์ ๔ ของการแสวงหาความรู้ คือ สุ จิ ปุ ลิ คือ สุตะ (การฟัง) จินต (การคิด-ติดตาม ไปด้วย) ปุจฉา (การถาม-เมื่อเกิดข้อสงสัย) และลิขิต (การเขียน-จดบันทึกเพื่อกันลืม)
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๗๗ ๓. ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน การฟังประเภทนี้เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทางด้านจิตใจ ผู้ฟังจะได้รับความเพลิดเพลินใจ อารมณ์เบิกบาน ได้แก่ การฟังดนตรี ฟังเพลง ชมภาพยนตร์ ชมการแสดงและการละเล่นต่างๆ ท าให้เราเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ชวนให้เกิดความนึกฝันหรือจินตนาการ ความเพลิดเพลินเกิดจากการได้ฟังเสียงของผู้พูด ผู้อ่าน เนื้อเรื่อง แก่นของเรื่อง ความไพเราะของถ้อยค าท านอง ช่วยผ่อนคลายความเครียด เป็นความสุข ทางใจที่ผู้ฟังได้รับจากการฟัง ๔ . ฟั งเพื่ อ ค ติ ชี วิ ต แ ล ะค ว าม จ ร รโล งใจ เป็ น ก า รฟังที่ ก่ อให้ เกิด ส ติปั ญ ญ า และเป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นในทางความดี ความงาม หรือความจริง ได้แก่ การฟัง พระธรรมเทศนา ค าสอน โอวาท การฟังประเภทนี้จะได้รับความรู้และได้ข้อคิด คติชีวิต แนวทาง การด าเนินชีวิตที่ดีงาม สามารถสร้างสรรค์ตนเองและสังคม เป็นการฟังที่มีประโยชน์มาก แต่ผู้ฟัง ควรใช้ความคิดพิจารณาถึงเหตุผลว่า ควรเชื่อไม่ควรเชื่อด้วย และผู้ฟังจะต้องพิจารณาข้อคิด น าสิ่งที่ได้ไปปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย ๕. ฟังเพื่อการบ าบัดรักษา การฟังลักษณะนี้ ผู้ฟังต้องค านึงถึงอารมณ์และข้อเท็จจริง ของเนื้อหาที่ผู้พูดกล่าวถึงและกระแสเสียง ตลอดจนท่าทาง การเคลื่อนไหวร่างกาย การแสดงสีหน้า ส่งสายตา เพื่อกระตุ้นให้ผู้พูดเล่าปัญหาความคับข้องใจ ตัวอย่างเช่น เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่น ที่มีปัญหาทางอารมณ์ ครูจะต้องเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือรับฟังปัญหาข้อข้องใจ ให้ก าลังใจ ทั้งนี้ครูอาจ ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อขอค าแนะน าปรึกษาด้วยก็ได้ นอกจากนี้เราสามารถสรุปจุดมุ่งหมายของการฟังได้ ๔ ด้าน ดังต่อไปนี้ ๑. ฟังเพื่อความรู้ ได้แก่ การฟังอภิปราย ฟังค าบรรยาย ฟังการสัมมนา ฟังปาฐกถา ฟังข่าว บทความ สารคดี ที่สามารถให้สาระความรู้ที่น าไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อฟังแล้วควรจดบันทึกทุกครั้ง เพื่อเตือนความจ า ๒. ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน ได้แก่ ฟังแล้วมีความรู้สึกสุขกายสุขใจ ได้แก่ การฟังเพลง ฟังเรื่องข าขัน ฟังเรื่องเล่าจากผู้มีประสบการณ์ ฟังการอ่านท านองเสนาะต่างๆ ฟังดนตรีไทย ดนตรี สากล ฟังนิทาน นิยาย ฟังปริศนาค าทาย เป็นต้น ๓. ฟังเพื่อจรรโลงใจ ได้แก่ การฟังที่ท าให้จิตใจสูงขึ้น ประณีตขึ้น เช่น ฟังธรรมะ ฟังพระธรรมเทศนา พระบรมราโชวาท สุนทรพจน์ ค าปราศรัย เป็นต้น ๔. ฟังเพื่อได้ข้อมูลข่าวสาร ได้แก่ การฟังข่าวจากวิทยุโทรทัศน์ การฟังประกาศ การฟังแถลงการณ์ เป็นต้น
๗๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการผลิตออกซิเจนกระป๋องจ าหน่ายกันมาหลายปี ปัจจุบันมีขนาดบรรจุ ๕ ลิตร ก าลังขายดีมากมีอยู่หลายยี่ห้อ ราคาเมื่อคิดเป็นตัวเลขไทยก็ตกประมาณ ๑๓๐–๑๘๐บาท นอกจากนี้ พ่อค้าหัวใสใช้วิธีไปตั้งเคาน์เตอร์จ าหน่ายออกซิเจนในห้างสรรพสินค้า ผู้มาใช้บริการต้องสวมหน้ากากแล้วเริ่มสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ๆ ราว ๓ นาที จ่ายเงินรวม ๑๙ บ าท ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ เป็นผู้ใช้แรงงานบอกว่าสูดแล้วห ายเหนื่อย สดชื่นมาก เหมือนชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ๆ ดังนั้น ๒ ในสิ่งที่โลกไม่ต้องซื้อจึงเหลือสิ่งเดียว คือ น้ าฝนจาก ธรรมชาติ (สามนาทีมีสาระของธนาคารกสิกรไทย) ตารางที่ ๓.๑ การฟังเพื่อความรู้ ใจความส าคัญ คือ ๑. ใคร : พ่อค้าญี่ปุ่น ๒. ท าอะไร : ผลิตออกซิเจนกระป๋องจ าหน่าย ๓. ที่ไหน : ญี่ปุ่น ๔. อย่างไร : บรรจุกระป๋องขนาด ๕ ลิตร ราคา ๑๓๐–๑๘๐ บาท ผู้ใช้บริการเป็นผู้ใช้แรงงาน ๕. เมื่อไร : หลายปีมาแล้วถึงปัจจุบัน ๖. พัฒนาคุณภาพชีวิต–ให้ความรู้ พัฒนาปัญญาให้รู้มากขึ้นกว่าเดิม ข้อแตกต่างระหว่างการได้ยินกับการรับฟัง ธิดา โมสิกรัตน์ (๒๕๓๘) กล่าวไว้ว่า “การได้ยินเป็นการรับรู้เสียงซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติ ของมนุษย์ที่มีประสาทการรับเสียงสมบูรณ์ เป็นกระบวนการฟังขั้นต้น การได้ยินเกิดขึ้นเมื่อ คลื่นเสียงกระทบอวัยวะการรับเสียงในหูส่วนต่างๆ ผ่านเส้นประสาทรับเสียง แล้วถ่ายทอดไปสู่สมอง ซึ่งแปล ความหมายของคลื่นเสียงในระดับว่าเป็นเสียงอะไร เสียงที่ได้ยินอาจท าให้ผู้ได้ยินตอบสนอง หรือไม่สนใจเสียงก็ได้” ส่วนการฟัง หมายถึง การรับรู้เสียงอย่างตั้งใจและสนใจฟังเสียงนั้นๆ ผู้ฟังจะใช้สมอง แปลความหมายของเสียงและแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียง การฟังจึงเป็นการใช้สมรรถภาพ ทางหู(สมอง) และจิตใจ ฉะนั้น จะเห็นว่าการได้ยินเป็นกระบวนการแรกของการฟัง ส่วนการฟังที่มีประสิทธิภาพ สมบูรณ์จะต้องรับสารด้วยการฟัง การดู การสังเกต จึงจะได้ความหมายสมบูรณ์และได้ประโยชน์ สูงสุด
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๗๙ กระบวนการฟังเพื่อการสื่อสาร อัญชลี ลีสวรรค์ (๒๕๒๒)อ้างถึงใน ธิดา โมสิกรัตน์ และศรีสุดา จริยากุล, ๒๕๔๖ : ๓๒๑; คณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ, ๒๕๕๑ : ๑๖) กล่าวว่า มนุษย์มีกระบวนการฟัง สรุปได้ดังนี้ ๑. ขั้นได้ยิน เป็นขั้นต้นของการฟัง ซึ่งมนุษย์สามารถกระท าได้ง่าย โดยรับฟังเสียงได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็รับฟังได้ ๒. ขั้นแยก เป็นขั้นของการแยกเสียง แยกพยางค์ โดยใช้ความสามารถของผู้ฟังจับเทียบเข้าคู่ หรือเทียบเคียงเสียงที่ได้ยินว่าเหมือนกัน หรือแตกต่างกัน ๓. ขั้นยอมรับ รับรู้ เป็นขั้นล าดับต่อมาจากขั้นแยก ซึ่งผู้ฟังอาจยอมรับหรือปฏิเสธว่า ข้อความที่ได้ยินสื่อความหมายได้ในภาษา หากเป็นเสียงภาษาที่ผู้ฟังรู้จัก จะเกิดการรับรู้หรือยอมรับ เสียงนั้น แต่หากเป็นเสียงในภาษาที่ผู้ฟังไม่รู้จัก เสียงที่ผ่านเข้ามาจะไม่เกิดความหมายใดๆ ๔. ขั้นตีความ เป็นขั้นที่ผู้ฟังแปลความหมาย หรือตีความหมายของประโยคหรือสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง และตีความเสียงที่ได้ยินออกมาเป็นความหมายต่างๆ ตามความสามารถทางการใช้ ภาษาของผู้ฟังแต่ละคน ๕. ขั้นเข้าใจ เป็นขั้นการฟังซึ่งผู้ฟังสามารถเข้าใจความหมายของใจความส าคัญของผู้พูด ได้อย่างถ่องแท้ ๖. ขั้นพิจารณา/ขั้นเชื่อ เป็นขั้นที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ฟังที่จะตัดสินว่าประโยค หรือสิ่งที่ได้ยินมานั้นมีความจริงเพียงใด เชื่อถือได้อย่างไร ยอมรับได้หรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง หรือไม่ ๗. ขั้นน าไปใช้ เมื่อพิจารณาสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ฟังจะน าความรู้ความเข้าใจที่ได้ จากการฟังไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองในด้านใดด้านหนึ่งต่อไป ประเภทของการฟังเพื่อการสื่อสาร การจ าแนกประเภทของการฟัง อาจท าได้หลายวิธี กุสุมา รักษมณี และคณะ (๒๕๓๖ : ๖๑) แบ่งประเภทการฟังออกได้เป็น ๓ ประเภท สรุปได้ดังนี้ ๑. การฟังโดยมีการสื่อสารโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เป็นการสื่อสารที่ผู้พูด และผู้ฟัง อาจแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ การสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ และการสื่อสารที่เป็นทางการ ๑.๑ การสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ เป็นการพูดจาสนทนากันตั้งแต่บุคคลสองคนขึ้นไป การสื่อสารประเภทนี้ ผู้ส่งสารกับผู้รับสารจะมีการโต้ตอบกันและกัน การฟังต้องใช้วิจารณญาณ หรือฟังอย่างพินิจ ผู้ฟังต้องใช้ความคิด ตีความ วิเคราะห์ข้อความที่ฟัง ประเมินค่าสิ่งที่ฟังเพื่อให้ การสนทน าโต้ตอบตรงกัน การสื่อสารจะต้องเลือกสรรค าให้ตรงกับเรื่องราวที่ฟัง ที่พูด ใช้ถ้อยค าสุภาพ เข้าใจง่าย มีมารยาทการสื่อสารในสังคม จึงจะท าให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ ๑.๒ การสื่อสารที่เป็นทางการ เป็นการประชุมกลุ่มเล็กๆ เช่น การประชุมอภิปราย การประชุมวางแผนงาน การประชุมปรึกษาหารือ เป็นต้น ผู้ฟังจะต้องสามารถสรุปประเด็นส าคัญ
๘๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ของการประชุม สรุปมติของที่ประชุมได้ ผู้ฟังจะต้องมีความอดทนที่จะฟังความคิดเห็น ฟังอย่างสงบ ด้วยความสุภาพ การฟังต้องพินิจใคร่ครวญความคิดเห็นที่ฟัง การอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็น ต้องตรงจุด การสื่อสารต้องมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน ๒. การฟังโดยไม่มีการสื่อสารโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เป็นการสื่อสาร ทางเดียว เช่น การฟังเทศน์ การฟังปาฐกถา การโฆษณา การชี้แจงในที่ประชุม การฟังประเภทนี้ เป็นการฟังในที่สาธารณะ ผู้ฟังต้องตั้งใจฟังหรือติดตามเรื่องราว ผู้ฟังไม่มีโอกาสโต้ตอบกับผู้ส่งสาร ผู้ ฟังจ ะเป็ น ผู้ รับ ส า ร อ ย่ างเดี ย ว แ ต่ บ างค รั้งผู้ พู ด อ า จ เปิ ด โอ ก าสให้ ผู้ ฟังอ ภิ ป ร า ย หรือแสดงความคิดเห็น การฟังประเภทนี้จะได้รับข้อคิด ความรู้ และข้อเท็จจริง ๓. การฟังจากสื่อสารมวลชน ได้แก่ การฟังจากวิทยุ โทรทัศน์ แถบบันทึกเสียง สื่อเหล่านี้ เป็นการฟังทางเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ผู้ฟังต้องรู้จักเลือกฟังสื่อในรายการที่ต้องการ ซึ่งอาจมีรายการที่ให้ความรู้หรือให้ความเพลิดเพลิน เป็นต้น กล่าวได้ว่า ในกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคล ผู้ฟังมีส่วนร่วมโดยตรง เป็นทั้งผู้รับสาร แล ะผู้ส่งส าร จึงต้องฟังด้ วยค ว ามสนใจแล ะมีเจตคติที่ ดี เพื่ อให้ ก ารสื่อส ารด าเนินไป อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในกระบวนการสื่อสารสาธารณะ ผู้ฟังไม่มีส่วนร่วมโดยตรง เป็นการรับสาร ท างเดียว จึงต้องมีสม าธิในก ารฟัง รู้จัก วางตั วให้เหม าะสมกับก าลเทศะ และก ารฟัง จากสื่อสารมวลชนที่ผู้รับสารทางเดียว ผู้ฟังต้องรู้จักลักษณะของสื่อที่ฟังและเลือกใช้วิธี การฟังให้เหมาะสมกับสื่อแต่ละป ระเภท เพื่อพัฒน าความรู้และความคิดจากสารที่ฟัง และเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคม นอกจากนี้ จูดิธ เอ ชิเกแดนซ์ และคณะ (Judith A. Schickedenz and others, ๑๙๗๗) (อ้างถึงใน จิตต์นิภา ศรีไสย์, ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต, ๒๕๔๙) ได้แบ่งประเภทการฟังไว้ ๔ ประเภท สรุปได้ดังนี้ ๑. การฟังแบบไม่เอาใจใส่ (Marginal Listening) เป็นการฟังสองอย่างพร้อมกัน เช่น ฟังเพลงในขณะที่ก าลังเล่น ๒. การฟังแบบซาบซึ้ง (Appreciative Listening) เป็นการฟังที่เด็กตั้งใจเพราะสิ่งที่ฟัง นั้นสนุก น าความเบิกบานมาให้ ใช้สมาธิเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องใช้เลย เช่น เมื่อฟังดนตรี ละคร ๓. การฟังแบบตั้งใจ (Attentive Listening) เป็นการฟังที่ต้องก าจัดสิ่งรบกวนให้หมด เพื่อเด็กจะได้สามารถพุ่งความสนใจไปในสิ่งที่ฟังอย่างแท้จริง เช่น การฟังวิธีการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ๔. การฟังแบบวิเคราะห์ (Analytical Listening) เป็นการฟังที่ซับซ้อนที่สุด ซึ่งไม่เพียงแต่ ต้องการการตอบสนองจากผู้ฟังเท่านั้น แต่เริ่มจากการฟังแบบไม่เอาใจใส่ ฟังแบบซาบซึ้ง ฟังแบบ ตั้งใจ จากนั้นจึงเป็นการฟังแบบวิเคราะห์ ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ฟังต้องฟังแล้วชั่งน้ าหนักข้อมูล ข่าวสาร หาเหตุผลสนับสนุนหรือหาหลักฐานมาขัดแย้ง แล้วตัดสินใจจนสามารถอ้างอิงได้ในที่สุด จากข้างต้น เราสามารถแบ่งประเภทการฟังแตกต่างกันออกไปตามจุดมุ่งหมายของการฟัง และวิธีการฟัง โดยเราต้องสามารถเข้าใจสิ่งที่ฟังได้ หากจะฟังให้เกิดประโยชน์ จะต้องฟังแล้ว วิเคราะห์ วิจารณ์ และวิจารณญาณในการตัดสินการฟังว่าควรเชื่อถือสิ่งที่ฟังมากน้อยเพียงใดอีกด้วย
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๘๑ การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสรุปได้ ดังนี้ ๑. ฟังอย่างมีสม าธิ คือ ตั้งใจฟังและมีใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟังเพียงอย่างเดียว ค าว่า “สมาธิ” หมายถึง “ความตั้งมั่นแห่งจิต ความส ารวมใจได้แน่วแน่ เพื่อให้จิตใจสงบ เพื่อให้เกิด ปัญญา” การท าใจให้สงบนั้นจะต้องฝึกใจให้ใจใส ใจเบิกบาน ใจผ่องแผ้วที่จะตั้งใจฟัง รับความรู้ ถ้าใจขุ่นมัวหรือว่าใจฟุ้งซ่าน (คิดหลายอย่างในเวลาเดียวกัน) ๒. ฟังแล้วจับใจความส าคัญของเรื่องได้ โดยฟังเรื่องให้ตลอดแล้วจับใจความได้ว่า เป็นเรื่องอะไร ใคร ท าอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร สามารถฟังแล้วรู้ว่าตอนใดส าคัญ ตอนใด เป็นส่วนขยาย ๓. พึงฟังในสิ่งที่ควรฟัง เนื่องจากมีเรื่องที่ให้ฟังมาก หากจะฟังทั้งหมดต้องใช้เวลามาก ฉะนั้นจึงต้องเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดโดยพิจารณาเรื่องที่ฟังว่าให้คุณค่ามากน้อย เพียงใด ผู้ฟังต้องรู้จักเลือกสิ่งที่จะฟังว่าเรื่องอะไรควรจะฟัง เรื่องอะไรไม่ควรฟัง ถ้าเราเห็นว่า ไร้สาระ สิ่งนั้นยังไม่ดีพอก็ไม่ควรฟัง ๔. ฟังโดยไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ การตกเป็นทาสของอารมณ์ท าให้เป็นผู้ไร้เหตุผล การฟังโดยใช้อารมณ์ของตนเป็นที่ตั้งจะก่อให้เกิดความทุกข์แก่ตนเอง และก่อให้เกิดภัยแก่ส่วนรวม และแก่ชาติศาสนา ฉะนั้น การฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงต้องสืบสวนดูข้อเท็จจริงหรือมีเหตุผลประกอบ ไม่ควรหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่หลงเชื่อด้วยอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ดังพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ว่า “อีกหนึ่งไป่เชื่อถ้อย ค าคน ลือแฮ บอกเล่าข่าวเหตุผล เรื่องร้าย ลือชอบประกอบจน แจ่มเท็จ จริงนา ยังบ่ด่วนยักย้าย ตื่นเต้นก่อนกาล” ๕. ฝึกการฟังให้เป็นนิสัย คือ ฟังเป็นกิจวัตร ฟังโดยไม่ต้องบังคับฝืนใจ ไม่ว่าเรื่องนี้เคยฟัง มาแล้วหรือไม่ เป็นการฟังที่ดีเยี่ยม ถ้ามีนิสัยชอบติดตามเรื่องต่างๆ อยู่เสมอจะท าให้เป็นผู้รอบรู้ ทันโลก ทันเหตุการณ์ และได้รับประสบการณ์อย่างกว้างขวาง สามารถน ามาใช้แก้ปัญหา ในชีวิตประจ าวันได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อฟังมากก็ย่อมมีความรู้มาก ๖. ฟังอย่างมีศิลปะ หลวงวิจิตรวาทการ (๒๕๔๓) เขียนศิลปะการฟังในหนังสือกุศโลบายว่า “ศิลปะการฟังเท่าๆ กับศิลปะการพูด ศิลปะการฟังไม่ใช่หมายถึงการฟังอย่างเดียว แต่หมายถึงแสดง ให้เขาเห็นว่าก าลังฟังเขาอย่างตั้งใจและอยากรู้ อยากฟังจริงๆ รู้จักสอดค าถามตามโอกาส ที่เหมาะสม รู้จักปล่อยให้ผู้พูดได้พูดจนจบกระแสความ และรู้จักช่วยผู้พูดที่หมดเรื่องพูดให้กลับ มีเรื่องพูดขึ้นมาใหม่ แล้วฟังด้วยความตั้งใจให้เขาเห็นว่าตั้งใจฟัง วิธียกย่องคนหรือวิธียอคนนั้น ไม่มีอะไรดีกว่าการตั้งใจฟังค าพูดเขา” การฟังจึงต้องอาศัยการฝึกฝนโดยต้องฝึกให้รู้จักฟังเป็น
๘๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ลักษณะของการฟังเป็น มีดังนี้ ๑. รู้จุดมุ่งหมายของการฟังว่าในการฟังครั้งหนึ่งๆ มีจุดมุ่งหมายอย่างไร จะฟัง เพื่อความเพลิดเพลินให้คลายเครียดหรือจะฟังเพื่อความรู้ หรือจะฟังธรรมะเพื่อค้ าชูจิตใจให้ดีขึ้น ๒. รู้จักเลือกเรื่องที่จะฟัง ถ้ามีการฟังในเวลาเดียวกัน ๒ อย่าง ผู้ฟังต้องรู้จักเลือกฟัง สิ่งที่มีคุณค่ากับตนมากที่สุด ๓. รู้จักแยกแยะข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นได้ ในเวลาฟังถ้าสามารถฟังแล้วรู้ว่าสิ่งนั้นๆ เป็นข้อเท็จจริง ผู้ฟังก็อาจจะถามความคิดเห็นของผู้พูดได้ว่าส่วนใดเป็นข้อคิดเห็นและควรเชื่อถือ ความคิดเห็นนั้นเพียงใด ๔. รู้จักจับใจความส าคัญในเรื่องที่ฟังได้ ๕. สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าสิ่งที่ฟังได้ ๖. สามารถน าสิ่งที่ฟังไปพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาปัญญาของตนได้ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพ ของผู้อื่นและสังคมโดยส่วนรวมได้ ๗. รู้จักจดบันทึกสิ่งที่ได้ฟังไว้เพื่อป้องกันการลืมหรือเพื่อน าไปใช้อ้างอิง โดยมีสมุดบันทึก ข้อความสิ่งที่ได้ฟัง ๘. ฟังแล้วควรจดบันทึกด้วย การฟังที่มีประสิทธิภาพจะต้องฟังอย่างตั้งใจตลอดเรื่อง และจดบันทึกข้อความส าคัญไว้เป็นหลักฐาน มิฉะนั้น เมื่อนานไปก็อาจจะลืมได้ ในการจะบันทึก อาจสรุปประเด็นย่อๆ หรือจดบันทึกค าคมต่างๆ ที่ประทับใจจากการฟัง เช่น “โครงการสลบมาฟื้น ไป” หรือข้อความเตือนผู้ขับรถว่า “เมาไม่ขับ” เป็นต้น ๙. ฟังอย่างมีวิจารณญาณ คือ ฟังแล้วพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าผู้พูดมีจุดมุ่งหมาย อย่างไร ยกเหตุผลน่าเชื่อถือเพียงใด ค าว่า “วิจารณญาณ” หมายถึง การคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ด้วยการใช้ความรอบรู้ของตนเอง คือ ฟังอะไรต้องใช้ความคิดพิจารณาเรื่องที่ฟังอย่างรอบคอบถ้วนถี่ อย่าเชื่อทันทีทันใด นอกจากนี้ ยังมีส านวนไทยเกี่ยวกับการฟังอย่างมีวิจารณญาณต่างๆ ดังนี้ “ยุให้ร า ต าให้รั่ว” (ยุให้แตกกัน ยุให้ผิดใจกัน) หมายถึง ในการฟังต้องพิจารณาให้รอบคอบ อย่าเชื่อค าคนจนเกิดความเสียหายต่อตนเองและประเทศชาติ ส านวน “มากหมอ มากความ” (มากคนมากเรื่อง แต่ละคนออกความเห็นกันไป คนละอย่าง) หมายถึง ในการฟังต้องใช้วิจารณญาณ วิเคราะห์เหตุผลก่อนแล้วจึงเชื่อ การใช้ความคิดพิจารณาในการฟังก่อนแล้วจึงเชื่อ เป็นการฝึกความคิด การใช้ความคิด ท าให้เกิดสติปัญญาแตกฉาน เฉลียวฉลาด การฟังอย่างเดียวไม่ได้ผล ต้องฟังแล้วคิดพิจารณา ไตร่ตรอง จะได้ทั้งความรู้ สติปัญญา และความสุข การฟังแล้วคิดเป็นข้อหนึ่งของหัวใจนักปราชญ์ ๑๐. การน าสิ่งที่ได้ฟังมาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สุขกายสบายใจ โดยรู้จักน าสิ่งที่ได้ฟังมาใช้ กับชีวิตประจ าวัน โดยน าสิ่งที่ได้ฟังมาสัมพันธ์กับชีวิตส่วนตัว อาชีพการงาน โดยคิดว่าสิ่งที่ได้ฟังมา นั้นมีประโยชน์แก่ตนในทางใด ถ้าน าสิ่งที่ได้ฟังแล้วมาปฏิบัติจะท าให้ชีวิตพัฒนาขึ้นหรือไม่ การฟังเช่นนี้ก็จะมีประโยชน์และมีคุณค่าส าหรับตนยิ่งนัก
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๘๓ ในการฟัง ควรยึดอิทธิบาท ๔ มาเป็นแนวในการฟังให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้ ๑. ฉันทะ คือ ความพอใจในการฟัง ๒. วิริยะ คือ ความพยายามในการฝึกการฟังจนเป็นนิสัย ๓. จิตตะ คือ ความเอาใจฝักใฝ่ในการฝึกการฟัง ๔. วิมังสา คือ การพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผลในการฟังว่าควรเชื่อถือหรือไม่เพียงใด การฟังเพื่อความเข้าใจ การฟังเพื่อความเข้าใจ คือ การฟังที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาข้อมูลและความรู้ ที่ได้จากเรื่อง ซึ่งจัดเป็นความเข้าใจที่จ าเป็นระดับพื้นฐาน เพราะหากต้องการมีทักษะการฟัง ในระดับที่สูงขึ้น ผู้ฟังควรฟังแล้วสามารถวิเคราะห์ ตีความ และประเมินค่าของเรื่องได้ การฝึกฟังในขั้นนี้จึงเป็นการฟังเพื่อเข้าใจเรื่องที่ได้ฟังอย่างตรงไปตรงมา คือ ฝึกฟังเรื่อง ที่ยังมีเนื้อหาไม่ซับซ้อน ฟังแล้วสามารถบอกได้ว่าเรื่องที่ฟังนั้นมีข้อเท็จจริงว่าอย่างไร ข้อเท็จจริงนั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และความสัมพันธ์นั้นมีเหตุผลใดสนับสนุนบ้าง การจะเชื่อมโยงความคิด เหล่านี้ได้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากตัวผู้ฟังเอง เพราะผู้พูดให้ข้อเท็จจริงได้ ให้เหตุผลได้ แต่ให้ความเข้าใจ ที่เกิดจากการเชื่อมโยงความคิดในใจแก่ผู้ฟังไม่ได้ การฟังเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจจึงยากกว่า การอ่านเพื่อความเข้าใจ เนื่องจากในการอ่าน ผู้อ่านอาจละจากข้อความบ้างก็ได้ แต่การฟัง ไม่อาจท าเช่นนั้น ถ้าเผลอหรือไม่ตั้งใจฟังตอนหนึ่งตอนใดแล้ว ย่อมไม่อาจกลับไปฟังใหม่ อย่างการอ่านหนังสือได้ ผู้ฟังจึงต้องติดตามฟังอยู่ทุกขณะ (ปรีชา ช้างขวัญยืน, ๒๕๑๗ : ๘๕) การฟังเพื่อแสวงหาข้อมูลและความรู้นี้ หากแบ่งตามแหล่งที่มาของข้อมูลและความรู้ที่ได้ ในชีวิตประจ าวัน อาจแบ่งได้อย่างกว้างๆ ๓ กลุ่ม คือ การประชาสัมพันธ์ ข่าว และสารคดี ๑. การประชาสัมพันธ์ ในที่นี้หมายถึงการสื่อสารผ่านเสียงเพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับข้อมูล บางประการ ซึ่งอาจมีเจตนาการเชิญชวน หรือการขอให้ปฏิบัติตาม ๒. ข่าว คือ รายงานเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการเห็นพ้องต้องกันว่า มีความน่าสนใจ มีความส าคัญ และเป็นข้อเท็จจริงที่มีความสดทันสมัยส าหรับผู้รับสาร (มาลี บุญศิริพันธ์, ๒๕๓๑ : ๑๘-๑๙) ในชีวิตประจ าวันของเรามักจะต้องได้ฟังข่าวจากสื่อ อาจเป็นวิทยุ โทรทัศน์หรือผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต การฟังข่าวสารเป็นประโยชน์ในด้านที่ท าให้เรารู้ทัน เหตุการณ์ และได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ใน ที่ นี้ จ ะเน้ น ก า รฟังข่า วที่ผ่าน สื่ อ วิท ยุ เพ ร าะ กา รฟังข่ า วผ่าน สื่อโท รทั ศ น์ หรือสื่ออินเทอร์เน็ต เป็นการฟังประกอบการดูภาพต่างๆ ซึ่งนับเป็นอวัจนภาษาที่มีส่วนช่วยให้เข้าใจ สารได้มาก แต่การฟัง ผ่านสื่อวิทยุจะต้องมีสมาธิจดจ่อกับเสียงที่ได้ยินเท่านั้น จึงจะจับสาระส าคัญ ของเรื่องที่ฟังได้
๘๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ข่าววิทยุมีทั้งที่เป็นรายการข่าวที่มีการน าข่าวมาสรุปแล้วมีการวิเคราะห์วิจารณ์ ซึ่งจะมีความคิดเห็นของผู้จัดรายการสอดแทรกอยู่ด้วย ท าให้การเสนอข่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด ข่าวลักษณะนี้ผู้ฟังต้องใช้วิจารณญาณให้มาก ต้องมีการหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติม แต่การที่จะฟัง ระดับที่ใช้วิจารณญาณแยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นได้ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่นั้น ขั้นแรกจะต้องฟัง แล้วจับสาระส าคัญให้ได้ก่อน ฉะนั้นในบทนี้ การฝึกฟังข่าวจึงจะเน้นไปที่ข่าวซึ่งเสนอตามข้อเท็จจริง ที่สถานีวิทยุทุกสถานีมักจะน าเสนอช่วงต้นชั่วโมงคั่นรายการต่างๆ เพราะข่าวลักษณะนี้ นักศึกษา มีโอกาสได้ฟังมากกว่ารายการข่าวโดยเฉพาะ บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จ ากัด (มหาชน) หรือรถไฟฟ้าบีทีเอสแจ้งว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ได้จัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป เดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ฟรี ระหว่างวันนี้จนถึงวันที่ ๑๕ เมษายน… ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐-๒๔.๐๐ น. เพียงแสดง บัตรประจ าตัวประชาชนแก่พนักงานสถานีเพื่อติดต่อขอรับคูปองโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสฟรีได้ ทุกสถานี รวมทั้งสถานีส่วนต่อขยาย ทั้งสายสุขุมวิทและสายสีลมที่กรุงเทพมหานครดูแลอยู่ ส่วนเด็กที่มีความสูงไม่เกิน ๙๐ ซม. ก็สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้ฟรีเช่นเดียวกัน ตารางที่ ๓.๒ การฟังข่าว ที่มา : เกาะติดข่าวสั้นต้นชั่วโมง สถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือ ข่าวข้างต้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอสในช่วงเทศกาล สงกรานต์สาระส าคัญที่เราต้องการจากข่าวนี้ คือ ให้บริการอะไร แก่ใคร อย่างไร ให้บริการอะไร ให้บริการขึ้นรถไฟฟ้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จนถึงวันที่ ๑๕ เมษายน ให้บริการแก่ใคร ผู้มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป และเด็กที่มีความสูงไม่เกิน ๙๐ เซนติเมตร ให้บริการอย่างไร ผู้ มี อายุ ๖๐ ปีใช้บ ริก า รโด ยไม่ เสี ย ค่ าใช้ จ่ ายได้ ด้ ว ย ก า ร แสดงบัตรประจ าตัวประชาชนเพื่อขอรับคูปองจากพนักงานสถานี ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ในการฟังข่าวสั้นทางวิทยุ คือ สาระส าคัญของข่าวมักอยู่ช่วงต้น และช่วงท้ายของข่าว ช่วงกลางมักเป็นรายละเอียดซึ่งไม่ได้ยาวมาก เพราะข่าวลักษณะนี้ จะมีเวลาน าเสนอจ ากัด จึงมุ่งให้ผู้ฟังได้สาระส าคัญโดยเร็ว ผู้รายงานข่าวจึงมักจะรายงานข่าว ด้วยความรวดเร็วเพื่อให้พอดีกับเวลา ผู้ฟังจึงต้องตั้งใจฟังโดยไม่อาจละความสนใจไปท าอย่างอื่น พร้อมกันได้หากต้องการได้สาระส าคัญครบถ้วน ๓. สารคดี หมายถึง เรื่องที่เป็นเรื่องจริง เน้นให้ความรู้เป็นหลักและให้ความเพลิดเพลิน เป็นรอง (สุวัฒนา เลี่ยมประวัติ, ๒๕๕๐ : ๑๐๗) สารคดีโดยทั่วไปจะเป็นการให้ความรู้เรื่อง ที่คนทั่วไปสนใจ ทันสมัย สามารถน าไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบันได้ สารคดีทางวิทยุจะมีขนาดไม่ยาวมาก เพราะถ้าเรื่องยาวเกินไป ผู้ฟังอาจถูกสิ่งอื่นมา ท าให้ลดความสนใจจากการฟังไปทั้งๆ ที่ยังฟังไม่จบ ประโยชน์ที่ผู้สร้างสรรค์สารคดีคาดหวังให้ผู้ฟัง
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๘๕ ได้รับจะได้เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ ฉะนั้น ความยาวของสารคดีทางวิทยุจึงมักมีความยาวประมาณ ๒-๕ น าที และเนื้อห าของส ารคดีก็มุ่งให้ ค วาม รู้อย่ างกระชับแล ะต รงไปต รงม าโดยมี การแทรกความคิดเห็นน้อยหรือไม่มีเลย และไม่เน้นการใช้ลีลาโวหาร แตกต่างกับสารคดี ในนิตยสารต่างๆ ที่มีพื้นที่เอื้อให้ผู้เขียนสอดแทรกความคิดเห็น และใช้ลีลาโวหารเพื่อดึงดูดผู้อ่านให้ อ่านจนจบโดยที่ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน หัวเราะเพิ่มความสุข …เพลงเปิดรายการ ๗ วินาที… สวัสดีค่ะคุณผู้ฟัง รายการจิตวิทยาเพื่อคุณกลับมาพบกันทุกวันเช่นเคย และวันนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. คัคนางค์ มณีศรี จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฝาก เคล็ดลับเกี่ยวกับการสร้างความสุขมาฝากคุณผู้ฟังค่ะ คุณผู้ฟังทราบไหมคะว่า เคล็ดลับที่จะท าให้เรามีความสุขก็คือการหัวเราะค่ะ นักวิจัย ทั้งทางด้านจิตวิทยาและด้านการแพทย์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการหัวเราะมีประโยชน์ต่อทุกๆ คน หลายอย่าง การหัวเราะท าให้ร่างกายหลั่งสารที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และรักษา ความเจ็บป่วยบางอย่างได้ และที่ส าคัญกว่าอะไรทั้งหมด คือ เมื่อหัวเราะท่านจะรู้สึกดี ไม่ว่าจะเป็น การหัวเราะคิกคักหรือหัวเราะอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่คุณผู้ฟังอาจเกิดค าถามนะคะว่าท่าน จะท าอย่างไรให้หัวเราะ ในเมื่อเราจะหัวเราะก็เฉพาะเมื่อมีเรื่องตลกขบขัน เราไม่สามารถบังคับ ตัวเองให้หัวเราะเวลาที่เราไม่รู้สึกข าได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นความจริง แต่แค่บางส่วนเท่านั้นค่ะ เพราะท่านสามารถจี้เส้นตัวเองได้หลายวิธีและตักตวงประโยชน์ที่จะได้รับจากการหัวเราะ อารมณ์ขันไม่ได้สงวนไว้เฉพาะเรื่องข าขัน ภาพยนตร์หรือดาวตลกเท่านั้น แต่ให้คุณผู้ฟัง มองอารมณ์ขันว่าเป็นเรื่องของทัศนคติ การเปิดใจกับเรื่องไม่เป็นสาระ ท่านต้องไม่เพียงแค่ ป้อนเรื่องข าๆ ให้กับตนเองเท่านั้นนะคะ แต่ต้องเปิดใจกับความพิลึกพิลั่นของทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าท่านก าลังเผชิญกับความเครียดที่ท างาน หรือก าลังเลิกกับแฟน หากท่านมองเห็นแง่ข าขันก็จะ ช่วยให้ท่านมองประเด็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และอาจช่วยปลดปล่อยความโกรธ ความช้ าใจผิดหวัง หรือเสียใจได้ด้วย แต่ต้องระวังนะคะ อย่าไปหัวเราะผิดที่ผิดทางเข้า แทนที่เรื่องร้ายจะกลายเป็นดี อาจจะกลายเป็นความเดือดร้อนให้กับตนเองได้ เอาล่ะค่ะ เตือนตัวเองไว้เสมอไว้นะคะว่าอย่าจริงจังกับชี วิตจนเกินไป ให้หัวเราะ กับสิ่งรอบๆ ตัว แล้วความสุขจะอยู่ในก ามือคุณค่ะ พบกันใหม่พรุ่งนี้กับจิตวิทยาเพื่อคุณ สวัสดีค่ะ …เพลง “สุขใจ” ของวสันต์ โชติกุล ๒๐ วินาที… ตารางที่ ๓.๓ การฟังสารคดี ที่มา : สารคดีทางวิทยุความยาว ๓ นาที รายการ “จิตวิทยาเพื่อคุณ” คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๘๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร เมื่อได้ฟังสารคดีเรื่องนี้แล้ว เพื่อทดสอบความเข้าใจของนักศึกษา ขอให้นักศึกษา ตอบค าถามต่อไปนี้ ๑. การหัวเราะมีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไร ๒. การสร้างอารมณ์ขันท าได้อย่างไร ๓. สารคดีเรื่องนี้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการหัวเราะอย่างไร ค าตอบ ของค าถ ามข้อแ รก คือ ก ารหั วเราะท าให้ ร่างก ายห ลั่งส ารที่ ช่ วยด้ าน การคิดสร้างสรรค์ และช่วยรักษาอาการป่วยบางอย่าง ค าตอบของค าถามข้อที่สอง คือ นอกจากการได้ดูหรือฟังเรื่องข าขันแล้ว ที่ส าคัญคือ การสร้างทัศนคติใหม่ให้เป็นคนเปิดใจกว้าง ยอมรับทุกเรื่องได้โดยไม่เคร่งเครียด ด้วยการพยายาม มองปัญหาทุกเรื่องในแง่ข าขัน ค าตอบของค าถามข้อที่สาม คือ ผู้เขียนสารคดีเสนอแนะว่าถึงแม้การหัวเราะจะมีประโยชน์ ต่อร่างกายและก่อให้เกิดความสุขแล้ว แต่ก็ควรหัวเราะให้เหมาะกับกาลเทศะด้วย เมื่อนักศึกษาประมวลค าตอบได้ครบถ้วนแล้ว จะสามารถน ามาสรุปเป็นสาระส าคัญ ของเรื่องที่ผู้น าเสนอสารคดีต้องการจะบอกแก่ผู้ฟัง คือ การหัวเราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะท าให้ร่างกายหลั่งสารที่ช่วยด้านการคิดสร้างสรรค์และช่วยรักษาอาการป่วยบางอย่าง ฉะนั้น จึงควรสร้างเสียงหัวเราะด้วยการเปิดใจยอมรับทุกเรื่องอย่างไม่เคร่งเครียด และพยายาม มองทุกเรื่องในแง่ข าขัน โดยหัวเราะให้เหมาะกับกาลเทศะก็จะพบความสุขได้อย่างแน่นอน การฟังเพื่อวิเคราะห์ การฟังอย่างวิเคราะห์เป็นการฟังอย่างแยกแยะเรื่องหรือข่าวออกมาใน ด้านรูปแบบ เนื้อหาวิธีน าเสนอ และส านวนภาษา ผู้ฟังจึงต้องใช้ความสามารถในการฟังและคิดพิจารณาแยกแยะ การฟังเพื่อความเข้าใจ การฟังเพื่อวิเคราะห์ควรฟังหลาย ๆ ครั้งและจับป ระเด็นให้ได้ แล้วจึงใช้ความรู้พื้นฐานแยกแยะออกเป็นส่วนๆ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ผู้อดทนต่อค าล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัว อดทนต่อค าล่วงเกิน ของผู้เสมอกันเพราะเห็นพอสู้กันได้และผู้อดทนต่อค าล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนได้ เราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุด ผู้มีความอดทน มีเมตตา ย่อมเป็นผู้ที่มีลาภยศอยู่เป็นสุข เป็นที่รัก ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เปิดประตูแห่งความสงบได้โดยสามารถปิดมูลเหตุแห่ง การทะเลาะวิวาทเสียได้คุณธรรมทั้งมวล มีศีลและสมาธิ เป็นต้น ย่อมเจริญงอกงามแก่ ผู้มีความอดทนทั้งสิ้น ภิกษุทั้งหลาย! เมตตากรุณาเป็นพรอันประเสริฐในตัวมนุษย์” (ธรรมปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า) ตารางที่ ๓.๔ การฟังเพื่อวิเคราะห์