ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๓๗ บทที่ ๕ การอ่านเพื่อการสื่อสาร ในการด าเนินชีวิตประจ าวันของเรานั้น การอ่านนับเป็นอีกหนึ่งทักษะที่มีความส าคัญ และเอื้อประโยชน์ในหลายๆ ด้านแก่ชีวิต อาทิ การช่วยเพิ่มพูนความรู้ การพัฒนาสติปัญญา การให้ความบันเทิง ตลอดจนการจรรโลงใจให้แก่ผู้อ่าน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดประกอบอาชีพอันใด ก็จ าเป็นจะต้องอาศัยการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพของตนเองตลอดเวลา ดังนั้น เราจึงไม่ควรละเลยการอ่านและเรียนรู้วิธีการพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ความหมายของการอ่านเพื่อการสื่อสาร ก่อ สวัสดิพานิชย์ (๒๕๑๑ : ๓) กล่าวว่า “การอ่านเป็นการแปลความหมายของตัวอักษร ออกมาเป็นความคิด และน าความคิดนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ ตัวอักษรเป็นเครื่องหมายแทนค าพูด และค าพูดก็เป็นเพียงเสียงที่ใช้แทนของจริงอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น หัวใจของการอ่านอยู่ที่การเข้าใจ ความหมายของค า” ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๑๔๐๕) ได้นิยามค าว่า “อ่าน” ว่า “อ่าน ก. ว่าตามตัวหนังสือ, ออกเสียงตามตัวหนังสือ, ดู หรือเข้าใจความ จากตัวหนังสือ; สังเกตหรือพิจารณาดูเพื่อให้เข้าใจ...” โกชัย สาริกบุตร (๒๕๒๑ : ๑๖) ได้สรุปความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน คือ การมองดูตัวอักษรให้ชัดเจน + การเข้าใจความหมายของค า + การพิจารณา เลือกเอาความหมายที่ดีที่สุดซึ่งเหมาะกับข้อความและเนื้อหาตรงนั้น + การน าความหมายไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ ดังนั้น การอ่านจึงหมายถึง การมองดูตัวอักษรแล้วถ่ายทอดความหมายจากตัวอักษร ออกมาเป็นความคิด จากนั้นจึงน าความรู้ ความคิด หรือสิ่งที่ได้จากการอ่านไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ในด้านต่างๆ เมื่อถึงเวลาอันควร ความส าคัญของการอ่านเพื่อการสื่อสาร “ รากฐ าน ของตึกคืออิฐ ราก ฐานของชีวิตคือหนังสือ” ข้อค วามนี้เป็นค าขวัญ เนื่องในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจ าปี ๒๕๒๐ อันมีนัยแห่งความหมายที่บ่งชี้ให้เห็นคุณค่า ของการอ่านหนังสือ การรู้จักเลือกอ่านหนังสือดีๆ นั้นจะช่วยสร้างเสริมความรู้ ความคิด ให้เป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีประสบการณ์ที่รู้เท่าทันโลกให้แก่ผู้อ่าน และยังประโยช น์ นานาประการ อาจจะประมาณค่ามิได้ เพราะหนังสือเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ ความคิด วิทยาการ ต่างๆ ทุกด้านไว้ ดังพระราชด ารัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (๒๕๒๕) ที่ว่า
๑๓๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ...หนังสือเป็นเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราว ความรู้ ความคิด วิทยาการทุกด้านทุกอย่าง ซึ่งมนุษย์ได้เรียนรู้ ได้คิด อ่าน และพากเพียรพยายามบันทึกรักษาไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือแพร่ไปถึงที่ใด ความรู้ความคิดก็แพร่ไปถึงที่นั่น ... หนังสือเป็นสิ่งส าคัญ ส าหรับการพัฒนา ทั้งกาย ทั้งอาชีพ ทั้งการค้นคว้า และในที่สุดความพอใจ... สมเด็จพ ระเทพ รัตนราชสุด าฯ สย ามบ รมราชกุม ารี (๒๕๒๖ ) ได้นิพน ธ์บทกวี “ฉันชอบหนังสือ” ไว้ว่า หนังสือ มีมากมาย หลายชนิด น าดวงจิต เริงรื่น ชื่นสดใส ให้ความรู้ ส าเริง บันเทิงใจ ฉันจึงใฝ่ ใจสมาน อ่านทุกวัน มีวิชา หลายอย่าง ต่างจ าพวก ล้วนสะดวก ค้นได้ ให้สุขสันต์ วิชาการ สรรมา สารพัน ชั่วชีวัน ฉันอ่านได้ ไม่เบื่อเลย จ ากข้ างต้นจะเห็นได้ว่ า ปัจจุบันนี้ สังคมของเราเป็น สังคมแห่งข้อมูล ข่ าวส าร ในการด าเนินชีวิตประจ าวันนั้นเราจะต้องเผชิญกับข้อมูลข่าวสารมากมาย ดังนั้น การอ่าน จึงมีความพันธ์ต่อการด าเนินชีวิตประจ าวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ การอ่านต าราเรียน การอ่านประกาศข่าวสารและโฆษณา ตลอดจนการอ่านนิตยสาร นิยาย และวรรณกรรม โดยความส าคัญของการอ่านสามารถสรุปได้ ดังนี้ ๑. การอ่านช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้ มีความรอบรู้ ไม่แคบอยู่เฉพาะเรื่อง ยิ่งถ้าได้อ่าน หนังสือพิมพ์ วารสาร หรือนิตยสารเป็นประจ าอยู่แล้ว ก็จะท าให้ผู้อ่านเป็นคนทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก เมื่อเข้าวงสนทนากับใครก็จะร่วมสนทนาได้เข้าใจ และเข้าสังคมได้โดยไม่ขัดเขิน ๒. การอ่านจะช่วยพัฒนาความคิดและช่วยยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้น และเมื่ออ่านมาก ย่อมรู้มาก เมื่อมีความรู้มากย่อมก่อให้เกิดสติปัญญาที่แหลมคม ฉลาดปราดเปรื่อง และอาจถึง ขั้นเชี่ยวชาญในเรื่องที่สนใจและติดตามอ่านก็ได้ ๓. การอ่านเป็นเครื่องมือส าคัญของการศึกษา เพราะไม่ว่านักเรียนนักศึกษาจะเรียนวิชาใด ล้วนต้องอาศัยการอ่านช่วยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเพิ่มเติมจากการเรียนในชั้นเรียนทั้งสิ้น ๔. การอ่านช่วยให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ เพราะการประกอบอาชีพทุกอาชีพย่อมอาศัย ความรู้ความสามารถ ความช านาญในการท างาน ถ้าบุคคลใดพยายามแสวงหาความรู้ความสามารถ ใส่ตนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับวิทยาการใหม่ๆ อยู่เสมอ ย่อมมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ มากกว่าผู้ที่ไม่พัฒนาตนเอง และวิธีการส าคัญประการหนึ่งที่จะได้ความรู้ ประสบก ารณ์ และความสามารถในวิทยาการใหม่ๆ ก็คือ “การอ่าน”
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๓๙ ๕. การอ่านช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้ดีได้ ด้วยเหตุที่มีหนังสือในกลุ่มที่มีเนื้อหา ซึ่งเสนอแนะเกี่ยวกับการวางตน การพูดจา การเข้าสังคม การแต่งกาย ตลอดจนการแนะน า การปฏิบัติตนไปในทางที่เหมาะสมและทันสมัยมีอยู่มากมาย ถ้าผู้อ่านได้น าข้อแนะน าเหล่านั้นมา ทดลองปฏิบัติตาม ก็จะท าให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ ๖. การอ่านช่วยแก้ไขปัญหาในใจได้ เพราะปัญหาที่เราประสบในชีวิตประจ าวันอาจมี วิธีแก้ไขในหนังสือที่อ่าน ก็จะสามารถน ามาประยุกต์แก้ปัญหาของเราได้ เช่น ปัญหาชีวิต ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเลี้ยงดูแลลูก ปัญหากฎหมาย เรื่องจากสิบแปดมงกุฎ หรือปัญหาเกี่ยวกับ การประกอบอาชีพ เป็นต้น ๗. การอ่านท าให้เกิดความจรรโลงใจ ได้รับความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ช่วยให้จิตใจ ได้พักผ่อนหลังจากที่ได้เคร่งเครียดจากงานมา ถ้าได้อ่านเรื่องเบาสมอง เรื่องชวนหัว หรืองานเขียน ประเภทบันเทิงคดี ก็จะคลายลงได้ ๘. การอ่านช่วยให้เราใช้เวลาอย่างมีคุณค่าหรือที่เรียกว่า การอ่านช่วยฆ่าเวลาให้มีค่า แทนที่จะใช้เวลาไปในทางไร้ค่า ไม่ถูกไม่ควร ประโยชน์ของการอ่านเพื่อการสื่อสาร เราสามารถสรุปประโยชน์ของการอ่านหนังสือไว้ได้ ดังนี้ ๑. ประโยชน์ในฐานที่เป็นวรรณคดีคือ ผู้อ่านได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์สะเทือนใจและความนึกฝันไปตามท้องเรื่อง ๒. ประโยชน์อันเกิดแก่ผู้เขียนเอง ได้แก่ การระบายอารมณ์ การแสดงความคิด การให้ทัศนะหลักเกณฑ์ชีวิตแก่ผู้อ่าน ๓. ประโยชน์ในฐานที่เป็นเครื่องบันเทิง ทั้งยังมีการประยุกต์เป็นละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น ๔. ป ระโยชน์ใน ด้ าน คว าม รู้ เช่น สภ าพ ค วามเป็น อยู่ ภูมิ ฐ าน ของบ้ านเมื อง วัฒนธรรม ฯลฯ หรือเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตในเรื่องที่แต่งก็ได้ เช่น เหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์จะท าให้ผู้อ่านทราบรายละเอียดของชีวิตบุคคลส าคัญที่ท าคุณประโยชน์ เพื่อประเทศชาติ ๕. ประโยชน์ในด้านภาษา ผู้อ่านจะได้รับรสไพเราะทางภาษาที่ร้อยกรองไว้อย่างประณีต บรรจงแล้ว ๖. ประโยชน์ทางด้านคติธรรม เป็นเครื่องช าระจิตใจผู้อ่าน ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ถ้าเป็นวรรณคดีที่ดี ๗. ประโยชน์ทางการเมือง อาจท าให้การเมืองผันแปรได้ โดยผู้แต่งใช้นวนิยาย เป็นสื่อคัดค้านความอยุติธรรมและท าให้ผู้อ่านเห็นด้วยได้ นอกจากนี้ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ (๒๕๔๖ : ๕๖–๕๗) กล่าวถึงประโยชน์ของการ อ่าน สรุปได้ดังนี้
๑๔๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๑. ท าให้มีความรู้ในวิชาการด้านต่างๆ อาจเป็นความรู้ทั่วไปหรือความรู้เฉพาะด้านก็ได้ ๒. ท าให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ซึ่งนอกจากจะท าให้รู้ทันข่าวสารบ้านเมือง และสภาพการณ์ต่างๆ ในสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศแล้ว ยังจะได้ทราบข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง บทความวิจารณ์ ตลอดจนการโฆษณาสินค้าต่างๆ อีกด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการปรับความเป็นอยู่ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพสังคมของตนในขณะนั้นๆ ๓. ท าให้ค้นหาค าตอบที่ต้องการได้ การอ่านหนังสือจะช่วยตอบค าถามที่เราข้องใจ สงสัยต้องการรู้ได้ เช่น อ่านพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของค า อ่านหนังสือกฎหมาย เพื่อต้องการรู้ข้อปฏิบัติ เป็นต้น ๔. ท าให้เกิดความเพลิดเพลิน การอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาดี น่าอ่าน น่าสนใจ ย่อมท าให้ ผู้อ่านมีความสุข ความเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์คล้อยตามอารมณ์ของเรื่องนั้นๆ ผ่อนคลาย ความตึงเครียด ได้ข้อคิด และยังเป็นการยกระดับจิตใจผู้อ่านให้สูงขึ้นได้อีกด้วย ๕. ท าให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน ผู้ที่อ่านหนังสือสม่ าเสมอย่อมเกิด ความช านาญในการอ่าน สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ง่าย จับใจความได้ถูกต้อง เข้าใจประเด็นส าคัญของเรื่อง และสามารถประเมินคุณค่าเรื่องที่อ่านได้อย่างสมเหตุสมผล ๖. ท าให้ชีวิตมีพัฒนาการเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ผู้ที่อ่านมากย่อมรู้เรื่องราวต่างๆ มาก เกิดความรู้ความคิดที่หลากหลายกว้างไกล สามารถน ามาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตน ให้ชีวิตมีคุณค่าและมีระเบียบแบบแผนที่ดียิ่งขึ้น ๗. ท าให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเสริมสร้างบุคลิกภาพ ผู้อ่านมากย่อมรอบรู้มาก มีข้อมูลต่างๆ สั่งสมไว้มาก เมื่อสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ขัดเขินเพราะมีภูมิรู้ สามารถ ถ่ายทอดความรู้ ให้ค าแนะน าแก่ผู้อื่นในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ผู้รอบรู้จึงมักได้รับการยอมรับ และเป็นที่เชื่อถือจากผู้อื่น จุดมุ่งหมายของการอ่านเพื่อการสื่อสาร นักวิชาการด้านการอ่านหลายท่านได้จ าแนกจุดมุ่งหมายของการอ่านอย่างกว้างๆ พอสรุปได้ดังนี้ ๑. อ่านเพื่อหาความรู้หรือเพิ่มพูนความรู้ เป็นความรู้จากหนังสือประเภทต ารา ทางวิชาการ สารคดีทางวิชาการ การวิจัยประเภทต่างๆ หรือการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การอ่านจากหนังสือที่มีสาระเดียวกันควรอ่านจากผู้เขียนหลายๆ คนเพื่อเป็นการตรวจสอบ ความถูกต้องแม่นย าของเนื้อหา ผู้อ่านจะมีความรอบรู้ ได้แนวคิดที่หลากหลาย การอ่านเพื่อศึกษา หาความรู้นี้เป็นการอ่านเพื่อสั่งสมความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่าน ๒. อ่านเพื่อให้ทราบข่าวสาร ความคิด เป็นการอ่านเพื่อให้ทราบข่าวสารความคิด เข้าใจ แนวคิด ซึ่งได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทบทวิจารณ์ข่าว รายงานการประชุม ผู้อ่านไม่ควรเลือก อ่านหนังสือที่สอดคล้องกับความคิดและความชอบของตน ควรเลือกอ่านอย่างหลากหลาย จะท าให้ มีมุมมองที่กว้างขึ้น จะช่วยให้เรามีเหตุผลอื่นๆ มาประกอบการวิจารณ์-วิเคราะห์ได้ลุ่มลึกมากขึ้น
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๔๑ ๓. อ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรือเพื่อความบันเทิง ความชื่นชม การอ่านเป็นอาหารใจ ให้เกิดความบันเทิง อ่านแล้วเกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน การอ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดี เช่น นวนิยาย เรื่องสั้นหรืออ่านบทละคร อ่านบทกวีนิพนธ์ บทเพลง บทข าขัน เป็นต้น นอกจาก จะเพลิดเพลินไปกับภาษาและเรื่องราวที่สนุกสนานแล้ว ยังได้ความรู้และคติข้อคิดควบคู่ไปด้วย ๔. อ่านเพื่อพัฒนาวิจารณญาณและค่านิยม การอ่านเพื่อพัฒนาวิจารณญาณและค่านิยม จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนในระดับที่สูงขึ้น และมีการเพิ่มพูน ประสบการณ์ทางโลกและชีวิตที่เจนจัดมากขึ้น นักเรียนจึงจะเข้าใจคติธรรมที่แทรกอยู่ในวรรณกรรม ที่อ่านด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างสมเหตุสมผล สามารถเลือกและประยุกต์สิ่งที่มีคุณค่า มาพัฒนาตนเอง ให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพและด ารงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า สามารถรับใช้สังคมและประเทศชาติให้เจริญ ก้าวหน้าตามก าลังสติปัญญ าที่เพิ่มพูนขึ้น อันสืบเนื่องมาจากนักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจสภาพแวดล้อมของชีวิตในด้านที่เป็นสัจธรรม ความจริงสมบูรณ์ขึ้น (กุสุมา รักษมณี และคณะ, ๒๕๓๖ : ๗๙) ๕. การอ่านเพื่อกิจธุระหรือประโยชน์อื่นๆ การอ่านเพื่อกิจธุระอื่นๆ นอกเหนือจาก จุดมุ่งหมายที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นการอ่านเพื่อประโยชน์เฉพาะกิจ เช่น อ่านแบบฟอร์มต่างๆ อ่านหนังสือสัญญาเงินกู้ จ านองและซื้อขาย อ่านใบสมัครและระเบียบการ อ่านค าสั่งและสัญญาณ บ่งบอกที่มีความหมายต่างๆ เป็นต้น เราถือว่าสารเหล่านี้จะมีแบบแผนและรายละเอียดเฉพาะกลุ่ม เฉพาะองค์การหรือเฉพาะสังคม ซึ่งการติดต่อสื่อสารในโลกปัจจุบัน เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการอ่านสิ่งนี้ ได้เลย หากอ่านผิดพลาดหรือไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริง อาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือเสียผลประโยชน์ของเราได้ จากข้างต้น จุดประสงค์ของการอ่านแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามความต้องการ ผู้อ่าน จะก าหนดจุดประสงค์ของการอ่านเพื่อตอบสนองความต้องการโดยเฉพาะตนเอง การอ่านแต่ละครั้ง ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านทั้งสิ้น ข้อควรค านึงส าหรับผู้ที่อยู่ในวัยเรียน คือ ควรใช้ วิจารณญาณในการเลือกเรื่องที่จะอ่าน และรู้จักแยกแยะน าสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการอ่านไปใช้ ในการประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินชีวิตในแต่ละด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจัดเป็น ปัจจัยส าคัญที่จะเสริมสร้างสัมฤทธิ์ผลของการอ่านให้บรรลุจุดมุ่งหมายแต่ละข้อตามที่กล่าวมา ประเภทของการอ่านเพื่อการสื่อสาร การอ่านสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ในการพิจารณา ถ้าหากพิจารณาการอ่านโดยดูจากจุดมุ่งหมายของผู้อ่านเป็นหลัก เราอาจจะแบ่ง ได้ดังนี้ (อัมพร ทองใบ, ๒๕๔๐ : ๑๘–๑๙) ๑. อ่านผ่านๆ หรืออ่านเอาเรื่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้อ่าน เช่น การพลิกต ารา บ างเล่มเพื่ อดู ว่าเนื้ อห าค รอบคลุมเรื่องที่ จะค้นค ว้าห รือไม่ อ าจจะอ่ าน เพี ยงหั วเรื่อง หรืออ่านหน้าสารบัญ หรืออ่านหน้าผนวกท้ายเล่ม เป็นต้น
๑๔๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๒. อ่านวิเคราะห์ เมื่อมีความประสงค์จะรู้เรื่องโดยละเอียด การอ่านแบบนี้อาจจะต้อง บันทึกเรื่องย่อไว้ด้วยเพื่อทบทวนความจ า ๓. อ่านตีความ เมื่ออ่านรู้เรื่องก็ต้องมีการตีความ ซึ่งการตีความนั้นจะขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ของแต่ละคน ผู้อ่านหลายๆ คนที่อ่านเรื่องเดียวกันแล้วอาจตีความไม่เหมือนกันก็ได้ ศรีสุดา จริยากุล (๒๕๔๕ : ๙–๑๐) ได้แบ่งประเภทของการอ่านโดยพิจารณาจากลักษณะ การอ่านเป็นหลัก โดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ การอ่านออกเสียง และการอ่านในใจ ๑. การอ่านออกเสียง เป็นการอ่านให้ผู้อื่นฟัง ถ้าเป็นการอ่านออกเสียงธรรมดา ผู้อ่านจะต้องระวังควบคุมการออกเสียง ตัวสะกด ตัวควบกล้ า ลีลา จังหวะวรรคตอนให้ถูกต้อง ลีลา จังหวะเป็นสิ่งส าคัญอย่างหนึ่ง แม้จะอ่านถูกอักขรวิธี แต่ถ้าลีลาการอ่านไม่ดีไม่มีจังหวะจะโคน การแบ่งวรรคตอนการอ่านไม่ถูกต้องก็จะท าให้เรื่องที่อ่านเสียไป ๒. การอ่านในใจ เป็นการอ่านเพื่อเก็บใจความและเพื่อท าความเข้าใจ อ่านเพื่อแสวงหา ความรู้ความบันเทิงให้แก่ตนเอง ผู้อ่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับค าศัพท์และสามารถเข้าใจเรื่องราว ที่ได้อ่านโดยตลอด การอ่านหนังสือเมื่ออ่านไปโดยตลอดก็พอจะเก็บใจความได้ว่าเรื่องที่อ่าน มีเนื้อหาเรื่องราวว่าอย่างไร หากมีบางตอนที่อาจจะไม่เข้าใจเพราะเรื่องที่อ่านนั้นยากเกินความรู้ ของผู้อ่านที่จะท าความเข้าใจได้ ผู้อ่านควรจะพยายามเอาชนะด้วยการอ่านอย่างมีสมาธิและรับรู้ ความหมายทุกถ้อยค าจนเกิดความเข้าใจเนื้อเรื่องได้ตลอด สอางค์ ด าเนินสวัสดิ์ และคณะ (๒๕๔๖ : ๘๘) แบ่งลักษณะการอ่านเป็น ๕ ชนิด คือ ๑. การอ่านอย่างคร่าวๆ เป็นการอ่านเพื่อส ารวจว่าควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียด ต่อไปหรือไม่ โดยอ่านเพียงชื่อเรื่อง หัวข้อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ค าน า หรือการอ่านเนื้อหาบางตอน โดยรวดเร็ว ๒. การอ่านเพื่อจับใจความส าคัญ เป็นการอ่านเพื่อเก็บแนวคิดที่ต้องการและอ่าน ข้ามตอนที่ไม่ต้องการ ๓. การอ่านเพื่อส ารวจเนื้ อห า เป็นการอ่านเพื่อท าเป็นบันทึกย่อห รือทบทวน เพื่อสรุปสาระส าคัญของเรื่องทั้งหมด ๔. การอ่านเพื่อศึกษาอย่างลึกซึ้ง เป็นการอ่านละเอียดเพื่อให้เข้าใจเรื่องที่อ่าน อย่างชัดเจน ๕. การอ่านเพื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ เป็นการอ่านละเอียดเพื่อวิเคราะห์เนื้อหา ว่ามีความหมายและมีความส าคัญอย่างไร รวมทั้งแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่ อ่าน ประเภทของการอ่าน สามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ ๑. อ่านเพื่อเก็บความรู้ส าคัญ ๒. อ่านเพื่อจับใจความส าคัญ ๓. อ่านเพื่อตีความ ๔. อ่านเพื่อวิเคราะห์
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๔๓ ๑. การอ่านเพื่อเก็บความรู้ส าคัญ หมายถึง การอ่านหนังสือประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความรู้หลากหลายอยู่ในเรื่องเดียวกันนั้น เช่น อาจจะมีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ สุขภาพอนามัย การเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา หากผู้อ่านประสงค์จะเก็บความรู้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง เช่น จะเก็บความรู้ส าคัญเฉพาะวิทยาศาสตร์ ผู้อ่านก็จะเก็บความรู้เฉพาะนั้นๆ ไว้โดยการบันทึกข้อความ ส่วนด้านอื่นๆ ของเรื่องนั้น ผู้อ่านก็ผ่านเลยไป ไม่จ าเป็นต้องบันทึก วิธีนี้เรียกว่า การอ่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเก็บข้อความที่เป็นความรู้เฉพาะที่ผู้อ่านสนใจเป็นด้านๆ ไป วิธีการนี้เหมือนกับ ผู้อ่านเดินอยู่ตามชายหาดในทะเลที่กว้างใหญ่ แล้วผู้อ่านก็เลือกเก็บแต่เฉพาะก้อนหินสีสวยๆ หรือเลือกเก็บเฉพาะเปลือกหอยสีสวยงาม ส่วนอื่นๆ เช่น ทราย น้ าทะเล แมงกะพรุน มะพร้าว ฯลฯ ผู้อ่านไม่เลือกเก็บไว้ ชายหาดในทะเลเหมือนหนังสือหรือเรื่องๆ หนึ่งของผู้อ่าน ส่วนสิ่งของต่างๆ บริเวณชายหาด เหมือนกับความรู้ในด้านต่างๆ ซึ่งผู้อ่านเลือกเก็บด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว หรือ ๒–๓ ด้านเท่านั้นที่ผู้อ่านคิดว่าส าคัญ ไม่จ าเป็นต้องเก็บความรู้ทั้งหมด ๒. การอ่านเพื่อจับใจความส าคัญ หมายถึง เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องนั้นๆ แล้วสามารถ จับประเด็นส าคัญของข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดของเรื่องนั้นได้อย่างสมบูรณ์ และสรุปอย่างย่อๆ โดยรู้จักแยกแยะประเด็นส าคัญว่าอะไรเป็นประเด็นหลัก อะไรเป็นประเด็นส าคัญรองลงมาได้ ถูกต้อง แล้วสามารถมีความคิดที่เป็นระบบ โดยน าข้อความมาเรียบเรียงต่อเนื่องกันโดยใช้ภาษา ของผู้จับใจความส าคัญเอง ในแต่ละย่อหน้าจะมีใจความส าคัญ ดังที่ จิตต์นิภา ศรีไสย์ (๒๕๔๙) ได้สรุปไว้ ดังนี้ ๑. ใจความส าคัญหรือประเด็นหลัก คือ ข้อความส าคัญที่สุดในแต่ละย่อหน้า ตัดข้อความส าคัญนั้นออกไม่ได้เพราะจะไม่ได้ความหมาย ขาดส่วนส าคัญไป คัดทิ้งไม่ได้ จะผิดความหมายทันที อย่างนี้เรียกว่าใจความส าคัญ ๒. ใจความรองหรือประเด็นรอง หมายถึง ข้อความส าคัญรองๆ ลงไป สามารถตัดทิ้งได้ ไม่ได้ท าให้ข้อความในย่อหน้านั้นเปลี่ยนความหมายไป อย่างนี้เรียกว่าใจความส าคัญรองๆ ลงมา ถ้าเปรียบใจความส าคัญจะเหมือน “หัวใจ” ของคนเรา ตัดออกไม่ได้ ตัดแล้วคนไม่สามารถมีชีวิต อยู่ได้ ส่วนใจความส าคัญรองเปรียบเหมือนแขนขาของคน เมื่อตัดแล้วยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้นั่นเอง เพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย จงเป็นสุขเถิด อย่ามีเวรแก่กัน เพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย จงเป็นสุขเถิด อย่าเจ็บไข้ได้ยาก เพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย จงเป็นสุขเถิด อย่ามีทุกข์กายทุกข์ใจ เพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย จงสุขกายสบายใจ รักษาตนให้พ้นทุกข์ภัยทั่วกัน ตารางที่ ๕.๑ ตัวอย่างการจับใจความ ใจความส าคัญที่สุดหรือประเด็นหลัก คือ ข้อความที่พิมพ์ตัวหนา ตัดออกไม่ได้ ความหมาย เปลี่ยน ใจความส าคัญรองลงมาหรือประเด็นรอง คือ ข้อความนอกเหนือจากการขีดเส้นใต้ ตัดออกได้ ความหมายไม่เปลี่ยน
๑๔๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร เมื่อน าข้อความมาเรียบเรียงใหม่ด้วยภาษาของผู้เขียนเอง จะได้ว่า “เพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย อย่ามีเวรแก่กัน อย่าเจ็บไข้ อย่าทุกข์ จงสุขกายสบายใจ” สักครู่หนึ่งถึงกลางป่าช้า พระราชาทอดพระเนตรสิ่งซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจต่างๆ อยู่ล้อมรอบ กองไฟซึ่งเผาศพใหม่ๆ ภูตผีปีศาจปรากฏแก่ตารอบข้าง เสือค ารามอยู่ก็มี ช้างฟาดงวง อยู่ก็มี หมาไนซึ่งขนเรืองๆ ในที่มืดก็กินซากศพซึ่งกระจัดกระจายเป็นชิ้นเป็นท่อน หมาจิ้งจอกต่อสู้ กัน แย่งอาหารคือเนื้อและกระดูกมนุษย์ หมีก็ยืนและคอยเป็นอันมาก ทั้งมีเสียงลมและฝน เสียง สุนัขเห่าหอน เสียงนกเค้าแมวร้อง และเสียงกระแสน้ าไหลกลบกันไป (นิทานเวตาล ของ น.ม.ส.) ตารางที่ ๕.๒ ตัวอย่างการจับใจความ ใจความส าคัญ คือ ข้อความที่ขีดเส้นใต้ ตัดออกไม่ได้ ความหมายเปลี่ยน ใจความส าคัญรองลงมา คือ ที่เหลือจากไม่ขีดเส้นใต้ สามารถตัดทิ้งออกได้ เมื่อน าข้อความมาเรียงโดยใช้ภาษาของผู้อ่านเอง จะได้ดังนี้ พระราชาทอดพระเนตรสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวมากเมื่อเสด็จกลางป่าช้า ถ้าข้อความมีหลายข้อความ ผู้อ่านสามารถจับประเด็นส าคัญของแต่ละข้อความดังข้อความ ที่กล่าวข้างบนนี้ แล้วน าใจความส าคัญของแต่ละย่อหน้ามาสรุป เรียบเรียงใหม่ให้เป็นร้อยแก้ว ที่สละสลวย สั้น ได้ใจความ ข้อความใดรุงรังหรือสามารถใช้ค าใหม่ให้ดีกว่าได้ก็ให้ใช้ค าให้สั้น กะทัดรัด แต่ต้องคงความหมายเดิมไว้ เทคนิคการจับใจความส าคัญ ของแต่ละย่อหน้า มีดังนี้ ๑. ร้อยแก้ว ๑.๑ ใจความส าคัญที่สุดอยู่บรรทัดแรก นอกนั้นเป็นพลความหรือใจความส าคัญรองๆ ลงไป ตัวอย่างที่ ๑ (ใจความส าคัญอยู่ตรงบรรทัดแรก) (บรรทัดแรก) (ใจความส าคัญ) วัดกับคนไทยมีความเกี่ยวพันต่อกัน อย่างลึกซึ้งตลอดมา ในสมัยก่อน วัดเป็นทุกสิ่ง ทุกอย่างในชีวิตประจ าวันของเรา เช่น โรงเรียน อบรมสั่งสอนเด็ก เป็นศาลไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง ของผู้ใหญ่ เป็นที่ประกอบพิธีทุกอย่างตั้งแต่เกิด จนตาย (วัดไทย…) ๑.๒ ใจความส าคัญที่สุดอยู่บรรทัดสุดท้าย นอกนั้นเป็นพลความขยายข้อความ ให้เด่นชัดขึ้น
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๔๕ (บรรทัดสุดท้าย) (ใจความส าคัญ) ตัวอย่างที่ ๒ (ใจความส าคัญอยู่บรรทัดสุดท้าย) หยาบผ้า หยาบกระดาษ หยาบหินและ หยาบอื่นๆ สารพัดหยาบ ถึงแม้จะหยาบก็ยังมี ประโยชน์แก่โลก ใช้ตรงนี้ไม่ได้ก็โยกเอาไปใช้ตรง โน้นให้ถูกเรื่องราวก็ได้ประโยชน์คุ้มค่า หยาบไม่ เป็นเรื่องเป็นราว หยาบเสนียดบ้านเสนียดเมือง มี หยาบอยู่หยาบเดียว คือ หยาบค าพูด (พูดนั้นส าคัญไฉน) ๑.๓ ใจความส าคัญที่สุดอยู่ตรงกลางของข้อความในย่อหน้าหนึ่งๆ ตัวอย่างที่ ๓ ขอทุกท่านจงได้รับพรและไมตรีจิต ของข้าพเจ้า เช่นเดียวกับความพร้อมเพรียงเป็น น้ าหนึ่งใจเดียวกันที่ทุกคนทุกฝ่ายแสดงให้เห็น ท า ให้ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณธรรมข้อหนึ่งที่อุปถัมภ์ และผูกพันคนไทยให้ร่วมกันเป็นเอกภ าพ สามารถธ ารงชาติบ้านเมืองให้มั่นคง เป็นอิสระ ยั่งยืนมาช้านาน คุณธรรมข้อนั้นคือไมตรี ความมีเมตตาความดีให้กันและกัน คนที่มีไมตรีต่อกันจะ คิดอะไรก็คิดแต่ในทางสร้างสรรค์ ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน จะพูดอะไรก็ใช้เหตุผลเจรจากันด้วย ความเข้าอกเข้าใจกัน จะพูดอะไรก็ช่วยเหลือร่วมมือกันด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ข้าพเจ้า จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาทบทวนให้ทราบตระหนักแก่ใจอีกครั้งหนึ่งว่า ในกายในใจคนไทย ของเรา ยังมีคุณธรรมข้อนี้อยู่หนักแน่นเพียงใด (พระราชด ารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๒) ๑.๔ ใจความส าคัญที่สุดอยู่ที่บรรทัดแรกและบรรทัดสุดท้าย เพื่อเน้นย้ าข้อความซึ่งกัน และกัน ตัวอย่างที่ ๔ ครอบครัวที่ดีมีสุข มีสุขภาพจิตดี เวลาอาหารจะอยู่กันพร้อมหน้าทั้งบ้าน ทุกคน อารมณ์ดีพูดคุยกันสนุกสนาน ไม่มีการพูดจาบ่น ว่ากัน ไม่ขัดแย้งกัน อาหารก็อร่อย ได้กินอาหาร อร่อย ไม่ได้อยู่เฉพาะการรู้รสของลิ้นเท่านั้น ต้องได้กลิ่น สภาพแวดล้อมดี อยู่กันพร้อมหน้า และมีจิตใจอารมณ์ดีด้วย (หนังสือเกร็ดจากกล่องยาชุดที่สองของนายแพทย์เสนอ อินทรสุขศรี) (ตรงกลาง) ใจความส าคัญ (บรรทัดแรก) (บรรทัดสุดท้าย) ใจความส าคัญ ใจความส าคัญ
๑๔๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๒. ร้อยกรอง ๒.๑ โคลงสี่สุภาพ ใจความส าคัญที่สุด ส่วนใหญ่จะอยู่ที่บาทสุดท้าย ตัวอย่างที่ ๑ มหาสมุทรสุดลึกล้น คณนา สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้ เขาสูงอาจวัดวา ก าหนด จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง (โคลงโลกนิติ) ใจความส าคัญอยู่ที่บาทสุดท้าย พัฒนาคุณภาพชีวิตให้หยั่งรู้ว่าจิตใจมนุษย์นั้นยากที่จะหยั่งถึง ให้ระมัดระวังเอาไว้ ๒.๒ ใจความส าคัญที่สุดที่อยู่ที่บาทแรกของโคลงสี่สุภาพ นอกนั้นเป็นบทขยาย ตัวอย่างที่ ๒ ทรัพย์มีสี่ส่วนไซร้ ปูนปัน ภาคหนึ่งพึงเกียดกัน เก็บไว้ สองส่วนเบ็ดเสร็จสรรพ์ การกิจ ใช้นา ยังอีกส่วนควรให้ จ่ายเลี้ยงตัวตน (โคลงโลกนิติ) พัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านการรู้จักใช้จ่ายให้เป็น ๒.๓ ใจความส าคัญที่สุดอยู่ที่บาทที่ ๑ และบาทที่ ๒ นอกนั้นเป็นพลความ ตัวอย่างที่ ๓ แม้นมีความรู้ดั่ง สัพพัญญู (๑) ผิบ่มีคนชู ห่อนขึ้น (๒) หัวแหวนค่าตราตรู ตรึงโลก ทองบ่รองรับพื้น ห่อนแก้วมีศรี (โคลงโลกนิติ) พัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านการมีคนส่งเสริมเชิดชู ๓. กลอน ใจความส าคัญอยู่ที่สาระของบทกลอนว่ามีน้ าหนักอยู่ตรงวรรคใด ตัวอย่าง การรถไฟไปรษณีย์มีในชาติ พระเลิกทาสประทานสุขดับทุกข์เข็ญ ทาสสู่ไทยได้สู่ธรรมสิ้นล าเค็ญ พระจึงเป็นพ่อหลวงของปวงชน พัฒนาคุณภาพชีวิตต่อสังคมส่วนสวม คือ รัชกาลที่ ๕ ทรงบ าเพ็ญประโยชน์ เพื่อส่วนรวม สมควรเป็นแบบอย่าง ๔. กาพย์ ใจความส าคัญอยู่ตรงวรรคใด สรุปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับน้ าหนักของถ้อยค าว่าจะอยู่ วรรคใด
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๔๗ ตัวอย่าง สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม (กาพย์เห่เรือ) ใจความส าคัญ คือ เรือสุวรรณหงส์สวยงาม พัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านเมืองไทยมีศิลปะ และสถาปัตยกรรมไทยที่มีโขนเรือเป็นรูปต่างๆ แสดงความสวยงามและเอกลักษณ์ไทย ควรรักษาไว้ ๕. ฉันท์ ก็เช่นเดียวกัน ใจความส าคัญที่สุดขึ้นอยู่กับน้ าหนักของถ้อยค าว่าจะเน้นที่วรรคใด ตัวอย่าง สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร (สามัคคีเภทค าฉันท์) ใจความส าคัญ คือ กล่าวถึงวัดไทยที่มีส่วนประกอบสวยงาม จะเห็นว่าวิธีที่จะจับใจความ ส าคัญของค าประพันธ์จะต้องดูเนื้อหาที่เป็นประเด็นหลัก ส่วนบทขยาย คือ ประเด็นรองที่จะขยาย ค าประพันธ์นั้นๆ ให้เข้าใจมากขึ้น ขั้นตอนของการอ่านเพื่อจับใจความตามที่ผู้เขียนเสนอแนะ ควรมีดังนี้ ๑. ควรอ่านข้อความทั้งหมด ๑ ครั้ง ๒. ถ้าเป็นข้อความที่มีค าถามอยู่ข้างล่าง ให้อ่านข้อความที่เป็นค าถามอย่างคร่าวๆ ๓. เมื่อดูค าถามแล้ว ให้กลับไปอ่านข้อความนั้นอีกครั้ง ๔. อ่ าน ค ว รจ ะแยกแ ย ะป ระเด็นให้ได้ว่ า ข้อค ว ามใดเป็ นใจค ว ามส าคัญ ที่ สุ ด หรือประเด็นหลัก ข้อความใดเป็นประเด็นรอง ๕. จับใจค ว ามส าคัญ โด ยเรียบ เรียงเป็ นภ าษ าของผู้ อ่ าน เองให้ สั้น ก ะทั ด รัด และได้ความหมายครบถ้วน หรือตอบค าถามถ้ามีค าถาม ๖. ถ้าสารที่อ่านมีหลายย่อหน้า ให้จับใจความส าคัญทีละย่อหน้า แล้วน าใจความส าคัญ ของทุกย่อหน้ามาเรียบเรียงถ้อยค าให้ต่อเนื่องเป็นเรื่อง ตัดค าฟุ่มเฟือยออก ตัวอย่างเช่น “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่างมาก” ควรใช้ว่า “เรื่องนี้น่าเกลียด น่ากลัวมาก” หรือ “เรื่องนี้น่ากลัวมาก” เป็นต้น นอกจากนี้ เทคนิคการอ่านเมื่อจับใจความส าคัญซึ่ง เอมอร ชิตะโสภณ (๒๕๒๙ : ๗๔) กล่าวว่า ทฤษฎีที่กล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรงค่อนข้างจะหายาก จึงขอเสนอทฤษฎีความจ าตาม แนวจิตวิทยาเพื่อน าขั้นตอนต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับการจับใจความส าคัญ คือ ผู้จับใจความส าคัญ ต้องค านึงถึงกฎ S Q 3R ดังนี้ ๑. S มาจาก Survey คือ ส ารวจอย่างกว้าง หมายถึง พิจารณาบทความหรือข้อความ อย่างกว้างๆ เพื่อให้ทราบว่าข้อความหรือบทความนั้นมีสาระโดยรวมอย่างไร ๒. Q มาจาก Question คือ การตั้งค าถามต่างๆ เกี่ยวกับข้อความนั้นๆ
๑๔๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๓. 3R มาจาก Read, Review และ Recite นั่นคือ Read–การอ่านข้อความหรือบทความนั้นๆ เพื่อหาค าตอบหรือทราบความคิดเห็นของ ผู้เขียน ตลอดจนน าประเด็นไปพูดอภิปรายหรือสนทนา Review–ทบทวนส่วนต่างๆ ที่ได้อ่านมาแล้วจนแน่ใจว่าเข้าใจหรือรู้สาระของข้อความ นั้น Recite–การจ าโดยเอาเนื้อหาของประเด็นหลักมาเรียบเรียงให้สัมพันธ์กับความคิดหลัก ที่ได้เรียนรู้มา ๓. การอ่านเพื่อตีความ ค าว่า ตีความ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๕๐๒) หมายถึง ชี้หรือก าหนดความหมาย ให้ความหมาย หรืออธิบายให้เข้าใจเจตนาและความมุ่งหมาย วิเคราะห์ ถ้อยค าหรือข้อความ เพื่อก าหนดความหมายที่แท้จริงของถ้อยค าหรือข้อความนั้นๆ ฉะนั้น การอ่านเพื่อตีความจึงหมายถึง การอ่านเพื่อให้เข้าใจความหมาย ความรู้สึก ความสะเทือนอารมณ์จากบทประพันธ์ที่อ่าน ซึ่งจะเข้าใจได้ลึกซึ้งเพียงใดขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิม และความสามรถของผู้อ่าน พื้นฐานของการตีความนั้นจะต้องใช้ความรู้พื้นฐานความสามารถ ในการแปลความ การจับใจความส าคัญ การสรุปความ รวมทั้งการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ ของข้อความ โดยผู้อ่านต้องอ่านหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น ได้ และใช้พื้นฐานความรู้หลายๆ อย่างประกอบกันจึงจะตีความได้ ปัจจัยส าคัญในการตีความ คือ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้เขียนและความหมาย ของสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนขึ้น การแสดงเจตนาของผู้เขียน มีทั้งการแสดงเจตนาอย่างชัดเจน และการแสดงเจตนาอย่างซ่อนเร้น การแสดงเจตนาอย่างชัดเจน หมายถึง การแสดงเจตนาของผู้เขียนอย่างชัดเจน จนผู้อ่าน สามารถเข้าใจได้ทันทีที่อ่านโดยไม่ต้องพิจารณ ามากนั ก ในกรณีนี้ผู้เขียนจะใช้ค าอุทาน หรือถ้อยค าในข้อความแสดงเจตนาของผู้เขียน ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของผู้เขียนอย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ ๑ โธ่เอ๋ย! น่าสงสารแท้ๆ เด็กตัวเล็กๆ วิ่งขายพวงมาลัยอยู่ข้างถนน โดยไม่รู้ว่า ในอนาคตหรือในกาลเวลาใดที่เด็กๆ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ (จิตต์นิภา ศรีไสย์) ค าอุทานที่บอกเจตนาของผู้เขียนคือค าว่า “โธ่เอ๋ย! น่าสงสารแท้ๆ” แสดงว่าผู้เขียนเจตนา จะส่งสารว่า “สงสารเด็กขายพวงมาลัย”
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๔๙ ตัวอย่างที่ ๒ อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า มาถนอม สูงสุดมือมักตรอม อกไข้ เด็ดแต่ดอกพยอม ยามยาก ชมนา สูงก็สอยด้วยไม้ อาจเอื้อม เอาถึง (โคลงโลกนิติ) แปลค าศัพท์ ดอกฟ้า หมายถึง ผู้ที่มีศักดิ์ชาติสูงกว่าเรา ดอกพยอม หมายถึง ผู้ที่มีฐานะธรรมดา แปลความ อย่าเอื้อมมือไปเด็ดดอกฟ้า (หญิงที่มีตระกูลสูง) มาเพื่อถนอม เพราะดอกฟ้านั้นอยู่สูง เกินมือเอื้อมถึง เราอาจจะตรอมใจจนเจ็บไข้ได้ ถ้าจะเด็ดก็ควรจะเด็ดดอกพยอม (ผู้หญิงธรรมดา) ในยามยาก แม้ดอกพะยอมจะอยู่สูง แต่ก็สามารถสอยด้วยไม้หรือเอื้อมมือเด็ดดอกพยอมได้ถึง ขยายความ อย่าไปเอื้อมมือเพื่อเด็ดดอกฟ้าหรือหญิงสูงศักดิ์เพื่อน ามาทะนุถนอมเป็นคู่ครอง เพราะฐานะ ชาติตระกูลของเธอสูงกว่าเราและดอกฟ้านั้นอยู่สูงสูดเอื้อม แม้เอื้อมเด็ดดอกฟ้าได้ ก็อาจจะตรอมใจได้เพราะนางอาจไม่สนใจเราหรือญาติพี่น้องอาจดูถูกเรา ท าให้เราตรอมตรมใจ หรือป่วยไข้ได้เพราะรักหญิงที่สูงกว่า ถ้าจะเด็ดดอกไม้ก็ควรเด็ดดอกพยอมหรือหญิงที่มีตระกูล ธรรมดาหรือหญิงที่มีตระกูลเสมอกันกับเรามาชื่นชมยามยาก แม้ดอกพะยอมจะอยู่สูงแต่ก็สามารถ ใช้ไม้สอยหรือเอามือเอื้อมเด็ดดอกพยอมมาชื่นชมได้โดยไม่ยากนัก ตีความ ให้แง่คิดว่าคนเราควรรู้จักประมาณตนในการเลือกคู่ครอง คุณภาพชีวิต คือ ได้รู้จักเลือก คู่ครองให้เหมาะสมกับตน ขั้นตอนในการตีความ มีดังนี้ ๑. อ่านข้อความนั้นๆ หลายๆ ครั้งอย่างละเอียด ๒. พยายามจับประเด็นส าคัญของเรื่องให้ได้ ๓. พยายามท าความเข้าใจกับข้อความที่มีความส าคัญนั้นๆ ๔. ดูบริบทข้อความที่แวดล้อมด้วย ๕. คิดหาเหตุผลใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ๖. น าข้อความมาประมวลกับความคิดของเรา ๗. ตีความไปตามความรู้ประสบการณ์ของผู้อ่าน ซึ่งอาจไม่ตรงกับความคิดของผู้ใดทั้งสิ้น แต่ต้องมีเหตุผลประกอบให้ชัดเจน ๘. ผู้ที่มีประสบการณ์มากและผู้มีความรู้สูงๆ ย่อมมีการตีความที่กว้างขวางลึกซึ้งกว่า ผู้มีประสบการณ์น้อย
๑๕๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๙. การตีความจะสามารถบอกเจตนาของผู้เขียนหรอข้อคิดที่ผู้เขียนส่งสารบอกผู้อ่านได้ ๔. การอ่านเพื่อวิเคราะห์ พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๑๑๑๕) ได้นิยามการวิเคราะห์ ไว้ว่า การวิเคราะห์ หมายถึง ใคร่ครวญ เช่น วิเคราะห์เหตุการณ์แยกออกเป็นส่วนๆ เพื่อศึกษา ให้ถ่องแท้ เช่น วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ วิเคราะห์ข่าว เป็นต้น การอ่านเพื่อการวิเคราะห์จึงหมายถึง การอ่านหลายๆ ครั้งอย่างไตร่ตรอง พิจารณา อย่างถี่ถ้วน สามารถแยกแยะข้อความออกได้เป็นข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และสามารถสรุปได้ว่าสิ่งใด เป็นวิชาการและสิ่งใดเป็นการแสดงทรรศนะของผู้เขียน ประโยชน์ของการวิเคราะห์ ๑. สามารถแยกแยะได้ว่าข้อความส่วนใดเป็นความจริงและส่วนใดเป็นข้อคิดเห็น ๒. ท าให้ผู้อ่านมีความคิดที่กว้างไกลลึกซึ้งจากการอ่านวิเคราะห์ ๓. เมื่อวิเคราะห์แล้วสามารถประเมินค่าของสิ่งที่อ่านได้ว่าน่าเชื่อถือเพียงใดจากการวิเคราะห์ ในการอ่าน ๔. ผู้วิเคราะห์เก่งจะไม่หลงเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของข่าว หรือการโฆษณาอื่นใด หากวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ การสร้างนิสัยรักการอ่าน การสร้างนิสัยรักการอ่านเป็นเป็นสิ่งส าคัญอย่างยิ่งส าหรับผู้อ่าน โดยผู้อ่านควรหมั่นฝึกฝน และสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นกับตนเอง การจะสร้างนิสัยรักการอ่านได้นั้น ผู้อ่านต้องวิเคราะห์ ตนเองว่ามีอุปสรรคในการอ่านอย่างไรบ้างเพื่อหาแนวทางแก้ไขให้มีนิสัยรักการอ่านขึ้นในตนเอง ต่อไป ถนอมวงศ์ ล้ ายอดมรรคผล (๒๕๓๘ : ๕๘–๖๗) และฐะปะนีย์ นาครทรรพ (๒๕๔๖ : ๙๒๙–๙๓๓) กล่าวถึงวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน สามารถท าได้หลายวิธี พอสรุปได้ดังต่อไปนี้ ๑. สร้างแรงจูงใจ การสร้างแรงจูงใจเพื่อน าไปสู่นิสัยรักการอ่าน อาจท าได้หลายวิธี ได้แก่ ๑.๑ ให้สัญญา รางวัล หรือลงโทษตนเอง โดยให้สัญญาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น ก าหนดว่า “ถ้าอ่านเล่มนี้จบ จะไปเที่ยว” หรือ “ถ้าอ่านบทนี้ไม่จบ จะไม่ยอมลุกไปกินข้าว” ข้อควร ระวังในการสัญญากับตนเอง คือ อย่าให้สัญญาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มิฉะนั้นจะเสียสัตย์ต่อตัวเอง และจะท าให้ไม่ได้ผลในคราวต่อไป ถ้าท าไม่ได้จะท าให้เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่อยากท าต่อไป ๑.๒ ตระหนักถึงประโยชน์และโทษจากการไม่อ่านอยู่เสมอ เช่น “ไม่อ่านป้ายจราจร ท าให้ถูกปรับ” หรือ “ไม่อ่านฉลากยา อาจใช้ยาผิด” “อ่านประกาศรับสมัครงานบ่อยๆ เป็นการเพิ่ม โอกาสให้ได้ท างานเร็วขึ้น”
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๕๑ ๑.๓ ชักชวนให้ผู้อื่นอ่านเรื่องเดียวกัน แล้วน าสาระมาสนทนากัน วิธีนี้ท าให้เกิด ความรู้สึกว่ามีแนวร่วม จะเกิดการอ่านวิเคราะห์ หลายด้าน เป็นการเพิ่มป ระสบการณ์ และการร่วมมือกันคิด ๑.๔ จัดแข่งขันการท่านกับผู้อื่น เช่น แข่งขันกับเพื่อนๆ หรือกับคนในครอบครัว อาจจะเริ่มจากการอ่านเป็นหน้า เป็นบท เป็นเรื่อง และเป็นเล่มตามล าดับ ๒. สร้างโอกาสและหาเวลาอ่าน สามารถท าได้โดยไปยังแหล่งวัสดุการอ่าน เช่น ห้องสมุด ร้านขายหนังสือ หรือศูนย์หนังสือต่างๆ และเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน เช่น เข้าร่วมกิจกรรม การอ่านในโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ ที่จัดขึ้น ๓. เริ่มต้นจากการอ่านเรื่องที่ตนเองชอบหรือสนใจ การเริ่มต้นจากการอ่านเรื่องที่ตนชอบ หรือสนใจ หรือเป็นประโยชน์ต่อตนเองก่อน ในขณะที่อ่านควรเปรียบเทียบประโยชน์ของเรื่อง ที่อ่านตามใจตนเองกับการอ่านเรื่องที่มีคุณค่าอื่นๆ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกอ่านต่อไป ให้มีความรู้หลากหลาย ไม่อยู่ในวงจ ากัดเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจเท่านั้น ๔. สมาคมกับนักอ่านหรือผู้ที่ชอบท่านหนังสือ เพื่อที่จะได้รับการชักน า หรือค าแนะน า ที่ถูกวิธี และจะได้เห็นตัวอย่างการอ่านจากผู้อื่นจนเกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยรักการอ่าน ในที่สุด ๕. ตั้งความหวังไว้กับตนเอง โดยวางเป้ าหม ายว่าจะพัฒน าการอ่านให้เกิดผล อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวังผลส าเร็จสูงและเร็วเกินไปเพื่อจะได้มีก าลังใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถ บรรลุผลตามที่ตั้งเอาไว้ ๖. ฝึกพิจารณา ฝึกท าความเข้าใจเรื่องราวที่อ่านทุกครั้ง แล้วบันทึกผลการอ่าน นับตั้งแต่ ที่มาของหนังสือ สาระส าคัญของเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อ่าน ถ้อยค าที่คมคาย ชวนคิด ฯลฯ เพื่อจะได้น าไปใช้ประโยชน์ต่อไปตามโอกาสอันควร ๗. ฝึกฝนและพัฒนาความสามารถในการอ่านขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะปฏิบัติตามค าแนะน า ของต าราห รือบุคคลผู้มีความส าม ารถในการอ่ านก็ได้ พยาย ามปฏิบัติอย่ างสม่ าเสมอ และเกิดความก้าวหน้าเป็นระยะไป เช่น อ่านได้เร็วขึ้น จับสาระเรื่องราวที่อ่านได้ดีขึ้น เป็นต้น ๘. เลือกบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออ านวย ถ้าจ าเป็นต้องเลือกสถานที่อ่าน ควรหา สถานที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่อับชื้นมีกลิ่นเหม็น ไม่อึกทึกหรือมีบรรยากาศที่รบกวนสมาธิ ในการอ่าน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรฝึกอ่านให้ได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเสียงดังเพียงใดก็ตาม เพราะถ้าฝึกฝนจนเกิดสมาธิแน่วแน่แล้วก็อาจไม่ได้ยินเสียงรบกวน ๙. หยุดอ่านเมื่อไม่พร้อมที่จะอ่าน เมื่อไม่พร้อมที่จะอ่านหรือเมื่อเกิดอุปสรรค ควรพัก การอ่านไว้ก่อนและส ารวจว่าสาเหตุคืออะไร และจะแก้ไขได้อย่างไร หรือจะขอความช่วยเหลือ จากคนอื่น ซึ่งอาจได้ค าแนะน าที่น่าสนใจอันควรแก่การน าไปคิดให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของเราก็ได้
๑๕๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร อย่างไรก็ตาม การสร้างนิสัยรักการอ่านอาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง ซึ่งจ าเป็นจะต้องขจัดปัญหา ให้หมดสิ้นก่อนฝึกนิสัยรักการอ่าน อุปสรรคเหล่านี้ ได้แก่ ๑. ไม่ชอบอ่าน ชอบท ากิจกรรมอื่นมากกว่า หรือเกียจคร้านที่จะอ่าน ๒. มีปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจ เช่น สายตาไม่ดี เครียด กังวล ๓. สภาพแวดล้อมไม่ดี เช่น สถานที่ไม่เหมาะ อุณหภูมิไม่พอดี แสงสว่างไม่พอ ๔. ขาดทักษะทางภาษา อ่านแล้วไม่เข้าใจ ๕. พื้นความรู้เดิมมีจ ากัดเนื่องจากการศึกษาน้อย ๖. ไม่มีเวลาอ่าน ๗. อ่านช้า ไม่ช านาญในการอ่าน ๘. ไม่เห็นประโยชน์ของหนังสือ
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๕๓ สรุป การอ่านมีความส าคัญต่อการด าเนินชีวิตประจ าวันของมนุษย์ ในการเสริมสร้างความรู้ ความคิดของมนุษย์ โดยการอ่านนั้นสัมพันธ์กับด้านต่างๆ ในชีวิตของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่ได้กล่าวไว้ในความส าคัญของการอ่าน ดังนั้น เราในฐานะ “ผู้อ่าน” จึงควรเรียนรู้ที่จะอ่าน ให้เป็น และสร้างนิสัยรักการอ่าน เพราะถ้าเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่านแล้วจะท าให้เกิดแรงจูงใจ ในการอ่านหนังสือ อันเป็นหนทางไปสู่ความเป็นคนรอบรู้มากขึ้น นอกจากนี้ เรายังควรเรียนรู้ วิธีการอ่านที่ท าให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อสามารถน าทักษะการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ตลอดจนใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราต่อไปได้
๑๕๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร กิจกรรมประจ าบทที่ ๕ ๑. ให้นักศึกษ าอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์คนละ ๒ ข่าว แล้วสรุปใจความส าคัญ โดยใช้หลัก ๕W๑H ๒. ให้นักศึกษาอ่านบทความจากวารสาร จากนั้นให้วิเคราะห์สารประเภทข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็น ๓. ให้นักศึกษาท า Mind Map ในหัวข้อ ประโยชน์ของการอ่าน ๔. ให้นักศึกษาอ่านบทเพลงหรือบทกวีนิพนธ์คนละ ๑ บท แล้วตีความด้านเนื้อหา และน้ าเสียง ๕. ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน อภิปราย หัวข้อ “การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ”
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๕๕ เอกสารอ้างอิง กุสุมา รักษมณี และคณะ. (๒๕๓๖). “องค์ประกอบของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร” ใน หนังสือภาษาไทย รายวิชา ท ๔๐๑-ท๔๐๒ ทักษะสื่อสาร ๑. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า. โก ชั ย ส า ริ ก บุต ร. (๒ ๕ ๒ ๑ ). ก า ร ส ร า ง ค ว า ม ส า ม า ร ถใน ก า ร อาน . เชี ยงให ม : สถาบันราชภัฏเชียงใหม. ก่อ สวัสดิพานิชย์. (๒๕๑๑). วิวัฒนาการเทคนิคและเทคโนโลยีการสอน. พระนคร : กรมวิชาการ. จิตต์นิภา ศรีไสย์. (๒๕๔๙). ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (๒๕๔๖). “การพัฒนาสมรรถภาพทางภาษาโดยต่อเนื่อง” ใน เอกสาร การสอนชุดวิชาไทย ๑ (หน่วยที่ ๙-๑๕). กรุงเทพฯ : ประชุมช่าง. ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ. (๒๕๔๖). หนังสือเรียนช่วงชั้นที่ ๓ ภาษาไทย ม. ๑. นนทบุรี : ไทยร่มเกล้า. ถนอมวงศ์ ล้ ายอดมรรคผล. (๒๕๓๘). “การพัฒนาสมรรถภาพในการอ่าน” ใน เอกสารการสอน ชุ ด วิ ช า ก า รใช้ ภ า ษ าไท ย ห น่ ว ย ที่ ๙ -๑๕ (ฉ บั บ ป รั บ ป รุ ง). น น ท บุ รี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ราชบัณ ฑิ ตยสถ าน . (๒๕๕๖ ). พ จน านุก รมฉบับ ราชบัณ ฑิ ตยสถ าน พ .ศ . ๒๕๕๔ . กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. ศรีสุดา จริยากุล . (๒๕๔๕). “ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับการอ่าน” ใน เอกสารการสอน ชุดวิชาภาษาไทย–การอ่าน (หน่วยที่๑-๕). นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สอางค์ ด าเนินสวัสดิ์ และคณะ. (๒๕๔๖). หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ภาษาไทย ม. ๔. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ. อัมพร ทองใบ. (๒๕๔๐). เอกสารเสริมทักษะการอ่าน และแบบฝึกหัดการอ่านส าหรับนักเรียน ระดับมัธยมศึกษ า. เพช รบุ รี : หมวดวิชาภ าษ าไทย โรงเรียนเบญ จมเทพอุทิศ จังหวัดเพชรบุรี. เอมอร ชิตะโสภณ. (๒๕๔๙). ภาษาพูด-ภาษาเขียน. เชียงใหม่ : มิ่งเมือง.
๑๕๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๕๗ แผนการจัดการเรียนรู้ บทที่ ๖ การเขียนเพื่อการสื่อสาร วัตถุประสงค์ทั่วไป ๑. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเขียนเพื่อการสื่อสาร ๒. เห็นความส าคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสาร ๓. น าความรู้ด้านการเขียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ๑. อธิบายความหมายและความส าคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสารได้ ๒. ฝึกเขียนย่อหน้า เรียงความ และจดหมายได้ ๓. ประยุกต์ใช้การเขียนในชีวิตประจ าวันได้ สาระการเรียนรู้ ๑. การเขียนเพื่อการสื่อสาร ๒. ความหมายของการเขียนเพื่อการสื่อสาร ๓. ความส าคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสาร ๔. จุดประสงค์ของการเขียนเพื่อการสื่อสาร ๕. กระบวนการพัฒนาทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสาร ๖. การเขียนเรียงความ ๗. การเขียนบทความ ๘. การเขียนจดหมาย กิจกรรมการเรียนการสอน ๑. การบรรยาย ๒. การรายงาน ๓. การศึกษาด้วยตนเอง ๔. การอภิปราย สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน ๒. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ อาทิ คอมพิวเตอร์ สไลด์ ซีดี วีดีทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ อาทิ วารสาร หนังสือพิมพ์ บทความ วรรณกรรม ๓. แบบฝึกหัด
๑๕๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร การวัดและการประเมินผล ๑. ตรวจแบบฝึกหัดและงานเขียน ๒. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมผู้เรียน ๓. ทดสอบผลการเรียนรู้
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๕๙ บทที่ ๖ การเขียนเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน ทักษะการเขียนนั้นเป็นทักษะที่ยากและซับซ้อนกว่าทักษะอื่นๆ ที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน เพราะการที่เราจะเป็นเขียนได้ดีนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่ฟังมาก อ่านมาก มีความรู้และประสบการณ์ กว้างขวาง ทั้งยังสามารถเลือกใช้ถ้อยค า ส านวน มาเรียบเรียงเป็นภาษาเขียนได้อย่างถูกต้อง และสละสลวย ดังนั้นเราจึงจะต้องเรียนรู้ และฝึกฝนการเขียนอย่างสม่ าเสมอ โดยเริ่มจาก การเขียนย่อหน้าอย่างง่ายไปจนถึงการเขียนเรื่องที่มีความยาวขึ้น ซึ่งหากเราเรียนรู้และฝึกทักษะ การเขียนอย่างถูกวิธีเราก็จะสามารถกลายเป็นผู้เขียนที่ดีได้ ความหมายของการเขียนเพื่อการสื่อสาร สนิท ตั้งทวี (๒๕๓๘) กล่าวว่า การเขียน คือการแสดงความคิด ความรู้สึกซึ่งอยู่ในใจออกมา ให้ผู้อื่นรับรู้ โดยวิธีการใช้สัญลักษณ์ที่เรียกว่าตัวหนังสือ หรือตัวอักษร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนา ของผู้เขียน ผู้อ่านจะสามารถรับรู้ความในใจของผู้เขียนได้ดีหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ว่า ผู้เขียนมีทักษะ ในการใช้ภาษาเขียนได้ดีเพียงไร นภ ดล จันท ร์เพ็ ญ (๒๕๕๗ : ๙๑ ) กล่ าวว่า “ก ารเขียน คือ ก ารแสดงออกใน การติดต่อสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์โดยอาศัยภาษาตัวอักษรเป็นสื่อเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความต้องการและความในใจของเราให้กับผู้อื่นทราบ การเขียนมีลักษณะการสื่อสารที่ถาวร สามารถ คงอยู่นาน ตรวจสอบได้ เป็นหลักฐานอ้างอิงนับพันหมื่นปีถ้ามีการเก็บรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ได้” ดวงใจ ไทยอุบุญ และกวิสรา รัตนาการ (๒๕๔๐) กล่าวว่า การเขียนคือการสื่อความหมาย อย่างหนึ่งไปยังผู้อ่าน โดยใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือในการส่งสารเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบความรู้ ความคิด และความรู้สึกของผู้เขียน ดังนั้น การเขียนจึงหมายถึงกระบวนการสื่อความหมายโดยใช้ตัวอักษรและสัญลักษณ์ ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ และข่าวสาร จากผู้เขียนไปยังผู้อ่าน ความส าคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนและรวดเร็ว ผู้เขียนขอเสนอความส าคัญของการเขียน เป็นข้อๆ ดังนี้ ๑. การเขียนมีความส าคัญในแง่ที่เป็นเครื่องมือสื่อสารของมนุษย์ที่มนุษย์ใช้ในการถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิดและสติปัญญาต่อกันและกัน ๒. การเขียนเป็นเครื่องมือส าคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรม อันเป็นมรดกด้านภูมิปัญญา ของมนุษย์ ๓. การเขียนช่วยเผยแพร่และกระจายความรู้ ความคิด และข่าวสารได้อย่างกว้างไกล และรวดเร็ว
๑๖๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๔. การเขียนเป็นการบันทึกทางสังคมที่ให้คุณค่า อ านวยประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ ชนรุ่นหลังทั้งปัจจุบันและอนาคต ๕. การเขียนสามารถสร้างความรักสามัคคีในมนุษยชาติได้เมื่องานเขียนนั้นมีความหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างความรักเพื่อนมนุษย์ เป็นงานเขียนที่สร้างสรรค์สันติสุขแก่สังคมโลก ๖. การเขียนสามารถยึดเป็นงานอาชีพที่ส าคัญอย่างหนึ่งได้ในปัจจุบัน ๗. การเขียนสามารถท าให้บุคคลป ระสบความส าเร็จในชีวิตได้ โดยเฉพาะด้าน การศึกษาเล่าเรียน จุดประสงค์ของการเขียนเพื่อการสื่อสาร โดยทั่วไปแล้ว ผู้เขียนจะสร้างสรรค์งานเขียนเพื่อจุดประสงค์ดังต่อไปนี้ ๑. เขียนเพื่อบอกเล่าหรืออธิบาย เป็นงานเขียนที่มุ่งให้ผู้อ่านรับทราบ เข้าใจในเรื่องราว เหตุการณ์ วิธีการหรือความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เช่น เขียนข่าว อธิบายความหมายของค าศัพท์ อธิบายวิธีตอนกิ่งล าไย อธิบายหลักเกณฑ์การสมัครงาน เขียนเล่าประวัติบุคคลส าคัญ เขียนประกาศ ต่างๆ เขียนเล่าเหตุการณ์ประทับใจ และเขียนอธิบายความรู้ทางวิชาการ เป็นต้น ๒. เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นงานเขียนที่ผู้เขียนเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยมีหลักฐานข้อมูลและเหตุผลประกอบ เช่น การเขียนชี้แจง การเขียนบทความ แสดงความคิดเห็น การเขียนตอบข้อสอบแบบความเรียง เขียนวิเคราะห์งานเขียน เขียนวิเคราะห์ ข่าว หรือเขียนวิจารณ์เหตุการณ์ต่างๆ เป็นต้น ๓. เขียนเพื่อจูงใจ โน้มน้าวใจ เป็นการเขียนที่ต้องการให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามจนเกิด การปฏิบัติ เช่น การเขียนในงานประชาสัมพันธ์ เขียนบทโฆษณาสินค้า เขียนบทโฆษณาหาเสียง เขียนโฆษณาภาพยนตร์ หรือเขียนค าขวัญของหน่วยงานหรือกิจกรรมบางอย่าง และเขียนสารคดี ที่ให้แนวคิด เป็นต้น ๔. เขียนเพื่อสร้างจินตนาการและความเพลิดเพลิน เช่น บทร้อยกรอง เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร สารคดี เป็นต้น ดวงใจ ไทยอุบุญ (๒๕๕๐) ได้สรุปจุดประสงค์ของการเขียนไว้ดังนี้ ๑. เพื่อการเล่าเรื่อง เช่น การเล่าประวัติ เล่าประสบการณ์ หรือเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ๒. เพื่ออธิบายค าหรือความ เช่น อธิบายการท าอาหาร อธิบายค านิยาม อธิบายเรื่อง การงาน ๓. เพื่อโฆษณาจูงใจ เช่น การโฆษณาสินค้า โฆษณาภาพยนตร์ ๔. เพื่อปลุกใจ เช่น เพลงปลุกใจ บทความปลุกใจให้รักชาติ ปลุกใจให้มีระเบียบวินัย ๕. เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือแนะน า เช่น บทความเสนอแนะ บท ความแสดง ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ การเขียนแนะน าสถานที่ แนะน าเพลง แนะน าหนังสือ แนะน าบุคคล ๖. เพื่อสร้างจินตนาการ เช่น การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย บทร้อยกรอง
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๖๑ ๗. เพื่อล้อเลียนเสียดสี เช่น บทความล้อเลียนหรือเสียดสีเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ ๘. เพื่อประกาศ เช่น ประกาศแจ้งความ ประกาศเชิญชวน ๙. เพื่อวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์เหตุการณ์ วิเคราะห์สารคดี วิเคราะห์ บทความ วิเคราะห์วรรณกรรม ๑๐. เพื่อวิจารณ์ เช่น วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์บทความ วิจารณ์สารคดี วิจารณ์ต ารา วิจารณ์ ศิลปะ วิจารณ์ภาพยนตร์ ๑๑.เพื่อท าข่าว เช่น การเสนอข่าวป ระเภทต่างๆ คือ ข่าวก ารเมือง ข่าวธุรกิจ ข่าวเศรษฐกิจ ๑๒. เพื่อเขียนเฉพาะกิจ เช่น เขียนจดหมาย เขียนการ์ตูน เขียนธนาณัติ กระบวนการพัฒนาทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสาร การพัฒนาทักษะการเขียนหรือการฝึกทักษะการเขียน มีขั้นตอนการฝึกคล้ายทักษะอื่นๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้ว คือ ขั้นที่ ๑ ขั้นก่อนเขียน ขั้นที่ ๒ ขั้นลงมือเขียน ขั้นที่ ๓ ขั้นหลังเขียน ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดของการปฏิบัติแต่ละขั้นตอน ในล าดับนี้ ขั้นที่ ๑ ขั้นก่อนเขียน เป็นขั้นเริ่มแรกที่ผู้เขียนมีด าริว่าจะสร้างสรรค์งานเขียน เมื่อคิดว่า จะเขียนอะไรแล้ว ผู้เขียนควรได้เตรียมการก่อนเขียนเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ ๑.๑ ศึกษารูปแบบ และหลักการเขียนงานเขียนนั้นๆ ก่อน เช่น เขียนย่อความ เขียนจดหมายส่วนตัว เขียนจดหมายธุรกิจ เขียนจดหมายราชการ หรือเขียนรายงานทางวิชาการ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ปฏิบัติการเขียนงานนั้นๆ ได้ถูกต้องและมีคุณภาพ ส าหรับรูปแบบและหลักการเขียน งานแต่ละประเภทดังกล่าวจะได้กล่าวถึงอีกครั้งในล าดับต่อไป ๑.๒ ค้นคว้าหาข้อมูลที่จะใช้ในการเขียน โดยเฉพาะงานเขียนที่เป็นรายงาน ทางวิชาการ ผู้เขียนจะต้องค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนด้วยการอ่าน การฟัง การสังเกต การสัมภาษณ์จากผู้รู้หรือค้นจากอินเทอร์เน็ต (Internet) เมื่อได้ข้อมูลมากพอแล้วจึงจะลงมือเขียน ๑.๓ เขียนโครงเรื่อง ของเรื่องที่จะเขียนไว้ก่อน โดยบอกว่าจะกล่าวถึงอะไร ก่อนจะกล่าวถึงอะไรในล าดับต่อมา เช่น ถ้าเป็นการเขียนจดหมาย โครงเรื่องก็จะได้แก่ อะไร เป็นสาเหตุของการเขียนจดหมายและอะไรเป็นจุดประสงค์ของการเขียนจดหมาย ทั้งสองประการนี้ จะต้องเตรียมไว้ ถ้าเป็นรายงานทางวิชาการ โครงเรื่องก็จะเป็นการก าหนดหัวข้อใหญ่ หัวข้อรอง และหัวข้อย่อยในการน าเสนอเรื่องนั้นๆ แล้วจึงขยายด้วยรายละเอียดตอนลงมือเขียนอีกครั้งหนึ่ง
๑๖๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ตารางที่ ๖.๑ การเขียนโครงเรื่อง ขั้นที่ ๒ ขั้นลงมือเขียน จากที่ได้เตรียมการก่อนเขียนไว้แล้วในขั้นที่ ๑ พอถึงขั้นลงมือเขียน ผู้เขียนก็จะได้น าโครงเรื่องที่วางไว้แล้วมาเขียนขยายให้ เป็นงานเขียนที่มีรูปแบบถูกต้อง และมีเนื้อความสมบูรณ์ด้วยการพูดอธิบาย ขยายความ หรือยกตัวอย่างประกอบในกรณีที่ เขียนจดหมายและเขียนรายงานทางวิชาการ แต่ถ้าเป็นเขียนย่อความซึ่งเป็นงานเขียนที่ไม่ต้อง ขยายความก็จะมีวิธีการเขียนพิเศษออกไปอีก ซึ่งจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง ขั้นที่ ๓ ขั้นหลังเขียน ผู้เริ่มฝึกเขียนโดยทั่วๆ ไปควรได้อ่านตรวจทานเรื่องที่เขียนไปแล้ว หลายๆ ครั้งเพื่อพิจารณางานเขียนของตนเกี่ยวกับเนื้อความว่าตรงกับจุดประสงค์ของการเขียน หรือไม่ เนื้อหามีความสมบูรณ์หรือไม่ การใช้ค า ประโยค ส านวนภาษาและการใช้ค าเชื่อมถูกต้อง เหมาะสมไหม ถ้าพบข้อบกพร่องส่วนใดก็รีบแก้ไขให้ถูกต้องและสมบูรณ์ในขั้นนี้ ก่อนที่จะน าผลงาน ออกสู่สาธารณชนหรือน าไปใช้จริง หลักการพัฒนาทักษะการเขียน ๑. ทักษะการเขียนเกิดจากการฝึกฝนและจะต้องท าอย่างมีระบบ คือ ๑.๑ ต้องฝึกฝนอย่างสม่ าเสมอ ๑.๒ ต้องใช้เวลาฝึกนานพอควรจึงจะเกิดความช านาญ ๑.๓ ต้องฝึกให้ถูกวิธีและถูกหลักเกณฑ์ ๑.๓ .๑ ต้องสะกดค าให้ถูก เรียบเรียงถ้อยค าให้สื่อความหมายได้ชัดเจน และรู้จักการแบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง ๑.๓.๒ ต้องรู้จักเทคนิคเฉพาะในการเขียนเรื่องประเภทต่างๆ เช่น การเขียน เรียงความ บทความ ทั้งในแง่วัตถุประสงค์และเทคนิคการเขียน ๒. รู้จักแสดงออกโดยก ารเขียนเรียบเรียงค วามรู้และความรู้ สึกนึกคิดออกม า อย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจตรงตามที่ต้องการ ปัญหาเยาวชน ๑. ความหมายของค าว่าเยาวชน ๒. สภาพบ้านเมืองในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาเยาวชน ๓. ลักษณะของปัญหา ๓.๑ ปัญหาด้านความประพฤติ ๓.๒ ปัญหายาเสพติด ๓.๓ ปัญหาอาชญากรรม ๔. สาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาแต่ละประเภท ๕. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเยาวชน ๖. การป้องกันไม่ให้เยาวชนเกิดปัญหาดังกล่าวเป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่จะท าอย่างไร
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๖๓ ๓. การเขียนเป็นการใช้ภาษา ซึ่งต้องอาศัยการสั่งสมความรู้ความคิดจากการอ่าน และการฟัง ถ้าฟังมากอ่านมากจะท าให้ผู้เขียนมีความรู้ เกิดความคิดกว้างไกล สามารถน าไปใช้ ในการเขียนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ๔. การเขียนเป็นหลักฐานที่ผู้อื่นสามารถอ่านและน าไปอ้างอิงได้ ดังนั้น จึงควรเขียน ด้วยความระมัดระวังและต้องรู้จักการสรรหาถ้อยค ามาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม ๕. งานเขียนจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อท าให้ผู้อ่านพัฒนาความรู้ ความคิดและอารมณ์ งานเขียนที่มีคุณค่าประกอบด้วย ๕.๑ ให้ความรู้แก่ผู้อ่าน ๕.๒ ให้ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีงามแก่ผู้อ่านอย่างมีเหตุผล ๕.๓ ให้ผู้อ่านมีพัฒนาการทางอารมณ์และความรู้สึกไปในทางที่ดี ๖. งานเขียน จะต้องค านึงถึงระดับค วาม รู้ ความคิด แล ะสติปัญ ญ าของผู้อ่ าน จึงควรระมัดระวังเรื่องการใช้ถ้อยค าภาษา การเสนอความรู้และความคิดที่ผู้อ่านอาจไม่มีพื้นฐาน ในเรื่องนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีหลักการเขียนที่ผู้เขียนควรค านึงถึง สามารถสรุปได้ ดังนี้ ๑. มีความชัดเจน ผู้เขียนจะต้องใช้ค าที่มีความหมายชัดเจน ใช้ประโยคไม่คลุมเครือหรือก ากวม ผู้เขียน ต้องค านึงเสมอว่าการที่จะท าให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องตรงกับผู้เขียนนั้นขึ้นอยู่ที่การใช้ค า การใช้ประโยค และการใช้ถ้อยค าส านวน ๒. มีความถูกต้อง ผู้เขียนต้องค านึงถึงระเบียบการใช้ภาษาและเขียนให้ถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ ๓. มีความกระชับ ผู้เขียนต้องรู้จักเลือกสรรถ้อยค ามาใช้ รู้จักใช้ส านวนโวหาร ภาพพจน์ อุปมาอุปไมย สุภาษิต ค าพังเพย รู้จักการรวมประโยคให้ข้อความชัดเจนและมีน้ าหนักเพื่อให้ประโยค มีความกระชับ ๔. มีความเรียบง่ายในการใช้ภาษา ผู้เขียนต้องรู้จักใช้ค าธรรมดาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช้ค าฟุ่มเฟือย ไม่ใช้ค าปฏิเสธซ้อนค าปฏิเสธ เพราะสิ่งเหล่านี้จะท าให้ผู้อ่านเบื่อหน่าย ๕. มีความรับผิดชอบในความถูกต้องของเนื้อหา ผู้เขียนต้องแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล พินิจพิจารณาปัญหาด้วยความละเอียด ถี่ถ้วน ลึกซึ้ง มุ่งจะให้เกิดความรู้และทัศนคติที่ดีอันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ๖. มีความประทับใจ การใช้ถ้อยค าส านวนที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจท าให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ ซึ่งเป็นผลอันเกิดจากการใช้ค าที่ไพเราะ การเรียงล าดับค าในประโยค การใช้ค าที่ท าให้เกิดภาพพจน์ เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่ประทับใจ และชวนให้ติดตามอ่าน
๑๖๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๗. มีความไพเราะในการใช้ภาษา ผู้เขียนควรใช้ภาษาสุภาพ มีความประณีตในการใช้ภาษา ตลอดจนมีความประณีต ในการเสนอเนื้อหา อ่านแล้วไม่สะดุดหรือขัดหู การเขียนเรียงความ ความหมายของเรียงความ เรียงความ หมายถึง งานเขียนที่มุ่งถ่ายทอดความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จากผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน โดยเรื่องนั้นอาจก าหนดชื่อเรื่องเอาไว้แล้ว หรือก าหนดเฉพาะแนวคิด ไว้ให้ผู้เขียนตั้งชื่อเรื่องเองก็ได้ ประเภทของเรียงความ งานเขียนประเภทเรียงความสามารถเขียนให้เป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ได้ ถ้าจ าแนก ตามลักษณะดังกล่าวก็จ าแนกได้ ๒ ประเภทนั้น แต่ในที่นี้จะจ าแนกโดยยึดเนื้อความที่จะเขียน เป็นหลัก เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนเรียงความแต่ละประเภทให้มีลีลาเฉพาะตามเนื้อหา ซึ่งจ าแนกได้ ๖ ประเภท ดังนี้ ๑. เรียงความข้อความตามนึกคิด เป็นเรียงความประเภทที่เมื่อผู้เขียนทราบหัวเรื่อง ที่จะเขียนแล้วก็เขียนตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดที่ง่าย ไม่ซับซ้อน กะทัดรัด ใช้ภาษาเขียนที่ง่ายๆ ๒. เรียงความจากจินตนาการ เป็นเรียงความที่เกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนมองเห็นภาพลักษณ์ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนได้ตามที่มองเห็นนั้น โดยจะต้องอธิบาย รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับความคิดให้แจ่มชัด ผู้อ่านอ่านแล้วไม่ต้องตีความให้ยุ่งยาก ๓. เรียงความแสดงความคิดเห็น เรียงความประเภทนี้สร้างสรรค์จากความคิดเห็น ที่เกิดขึ้นในใจผู้เขียน เนื่องด้วยมีเหตุการณ์ที่ปรากฏในสังคมเป็นแรงผลักดันให้ผู้เขียนมีความคิดเห็น ต่อสิ่งนั้น ดังนั้น เหตุการณ์เดียวกัน ผู้เขียนแต่ละคนอาจเขียนเรียงความโดยมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน ก็ได้เพราะแต่ละคนมีความคิดไม่เหมือนกัน ดังนั้น ผู้เขียนควรตระหนักไว้เสมอว่าความคิดเห็น ของตนนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ๔. เรียงความเล่าเรื่อง เป็นเรียงความที่เกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนไปพบ รู้เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วมาเขียนเล่าสิ่งนั้นให้ผู้อ่านได้รับทราบ เช่น เดินทางไปที่ใดที่หนึ่ง พบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เขียน ต้องเขียนเล่าความให้เป็นไปตามล าดับจึงช่วยให้เรียงความนั้นชวนอ่าน ๕. เรียงความเล่าเรื่องประวัติบุคคล เมื่อผู้เขียนต้องการเล่าประวัติของบุคคลส าคัญๆ แก่ผู้อ่านก็สามารถเขียนเป็นเรียงความได้โดยเรียงล าดับเนื้อหาออกเป็นเรื่องๆ เพื่อให้เขียนง่าย อ่านเข้าใจง่าย เช่น วัยเด็ก วัยศึกษา การประกอบอาชีพ ชีวิตครอบครัว และอุปนิสัย
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๖๕ ๖. เรียงความเล่าเหตุการณ์ในชีวิต เรียงความประเภทนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เขียนต้องการ เล่าเหตุการณ์ตื่นเต้นหรือประทับใจในชีวิตให้ผู้อ่านทราบ อาจตื่นเต้น ตกใจ เศร้าใจ ภู มิใจ เพื่อให้ผู้อ่านเพลิดเพลินและได้สาระบ้างตามสมควร ความส าคัญของเรียงความ เนื่องจากเรียงความเป็นงานเขียนที่ค่อนข้างแสดงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลหรือสะท้อน ความเป็นตัวตนของผู้เขียน จึงมีความส าคัญที่ค่อนข้างจะให้ประโยชน์ต่อบุคคลผู้นั้นเป็นส าคัญ พิมาน แจ่มจรัส (๒๕๕๓) ได้กล่าวอ้างความเห็นของบุคคลส าคัญๆ ของชาติในด้านภาษา และวรรณกรรมที่กล่าวถึงความส าคัญของเรียงความแต่ละบุคคลไว้ดังนี้ ๑. พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กล่าวถึงความส าคัญ ของเรียงความว่า ด้วยวิชาการที่ได้ร่ าเรียนและฝึกฝนมานั้น ช่วยให้ท่านสามารถสอบเข้าศึกษา ที่วิทยาลัยเบเลียล มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษได้เป็นผลส าเร็จ หากจะขยายความ ต่อไป ก็จะเห็นว่าในปัจจุบันการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับสูงหรือสอบคัดเลือกเข้าท างานนั้น หลายหน่วย งานใช้วิธีการสอบโดยการเขียนเรียงความ หากผู้ใดมีความสามารถในด้านนี้ ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะ ประสบความส าเร็จในการสอบเข้าศึกษาต่อหรือสอบเข้าท างาน ๒. หลวงส าเร็จวรรณกิจ ได้กล่าวว่า ผู้ที่มีความสามารถเขียนเรียงความได้ดีย่อม ประสบผลดีในหลายๆ ทาง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ช่วยในการสอบ ในการเขียน การพูด และการจ า ๓. ชัยนันท์ นันทพันธุ์ กล่าวว่า การเขียนเรียงความเป็นการฝึกให้รู้จักใช้ความคิด ความเห็น และความรู้ของตน ถ่ายทอดให้ผู้อ่านทราบ ค ากล่าวเช่นนี้ขยายความต่อไปได้อีกว่า การเขียนเรียงความนั้นจะช่วยให้ผู้เขียนเป็นคนที่ถ่ายทอดเรื่องราวได้ดี มีล าดับ ขั้นตอน และเข้าใจง่าย ๔. สุวัฒน์ วรดิลก กล่าวว่า เรียงความนับว่ามีความส าคัญและเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ในการใช้ภาษาไทย ๕. วิลาศ มณีวัต กล่าวว่า เรียงความเป็นความจ าเป็นอย่างหนึ่งที่ส าคัญยิ่งส าหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นนักอักษรศาสตร์ นักบัญชี แพทย์ ทนายความ ที่สามารถใช้ภาษาไทยเขียนเรียงความ ได้ดีนั้น ย่อมสื่อความหมายได้ตามวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ลักษณะเฉพาะของเรียงความ โดยทั่วไป เรียงความมีอยู่ ๒ ชนิด คือ ชนิดที่นักเรียนฝึกเขียนกันในโรงเรียน โดยมีครูเป็นผู้ให้ค าแนะน าและแก้ไขให้ ซึ่งนับว่าเป็นการเขียนต ามหัวข้อที่ก าหนดให้ และอีกชนิดหนึ่งเป็นเรียงความที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนที่ปรารถนาจะแสดง ให้ผู้อื่นทราบ (เปลื้อง ณ นคร, ๒๕๑๖) เมื่อกล่าวถึงลักษณะเฉพาะของเรียงความที่แตกต่าง จากงานเขียนอื่นๆ สรุปได้ ๔ ประการดังนี้
๑๖๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๑. เป็นเรื่องที่มุ่งเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ อาจเกิดจากการได้รับมอบหัวเรื่อง ให้เขียน หรือเกิดจากความต้องการจะเขียนเรื่องนั้นๆ ของผู้เขียนก็ได้ ๒. อาจเขียนเรื่องที่มีเนื้อหาสาระอยู่ในช่วงสมัยหนึ่ง หรือเขียนให้เห็นพัฒนาการ ของเรื่องนั้นจากสมัยหนึ่งมาสู่อีกสมัยหนึ่ง หรือเขียนเปรียบเทียบเรื่องนั้นระหว่างช่วงสมัยก็ได้ ๓. ลักษณะภาษาที่ใช้จะเป็นภาษาเขียนที่เป็นแบบแผน สุภาพ ราบรื่น ไม่หวือหวา ในลักษณะชักจูงให้อ่านหรือให้กระท าสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อีกทั้งต้องสุภาพ ถูกต้อง และเหมาะสม ๔. มักมีรูปแบบในการเขียนที่ก าหนดไว้อย่างชัดเจน เช่น ชื่อเรื่องต้องเขียนให้โดดเด่น กลางหน้ากระดาษ เขียนหรือพิมพ์ให้ถูกต้อง ชัดเจน เขียนลงบนกระดาษหน้าเดียว วัตถุประสงค์ในการเขียนเรียงความ ในการเขียนเรียงความโดยทั่วไป ผู้เขียนอาจมีวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ของการเรียน การสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือก เพื่อแสดงความรู้และความคิดของตนใน เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็น ได้รู้เอาไว้เป็นหลักฐาน และเพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง การเขียนเรียงความภาคปฏิบัติ วรวรรธน์ ศรียาภัย (๒๕๕๗) เสนอกระบวนการฝึกเขียนเรียงความภาคปฏิบัติโดยมีประเด็น ส าคัญ ๔ ประเด็น คือ ลักษณะของเรียงความที่ดี องค์ประกอบของเรียงความ สัดส่วนเนื้อหา ของเรียงความ ๑ เรื่อง และขั้นตอนการเขียนเรียงความ ๑. ลักษณะของเรียงความที่ดี เรียงความซึ่งมีลักษณะเป็นเรียงความที่ดีนั้น ผู้เขียนต้องใช้เวลาในการฝึกฝนพอสมควร เราไม่อาจจะเขียนเรียงความให้ดีได้ในครั้งเดียวหรือครั้งแรกๆ อีกทั้งไม่สามารถเขียนให้ดีได้ ในขั้นตอนเดียว ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขมาก่อนจึงจะเป็นเรียงความที่ดี โดยทั่วไปคุณลักษณะ ของเรียงความที่ดีต้องมีความดี ๓ ด้าน คือ ด้านรูปแบบ ด้านเนื้อหา และด้านภาษา กล่าวดังนี้ ๑.๑ ด้านรูปแบบ รูปแบบของเรียงความที่ดีเริ่มตั้งแต่การใช้กระดาษ ควรใช้กระดาษหน้าเดียว ตัวอักษรให้ใช้หมึกสีเข้มไม่ว่าเขียนหรือพิมพ์ หัวข้อเรื่องเขียนไว้กลางหน้ากระดาษ เว้นบรรทัด ประมาณ ๑-๒ บรรทัดเพื่อให้หัวข้อโดดเด่น จากนั้นจึงเขียนเนื้อความโดยแบ่งเป็นย่อหน้าที่เด่นชัด ให้ค านึงเสมอว่ารูปแบบของเรียงความเป็นสิ่งส าคัญลักษณะหนึ่งที่ต้องตระหนัก ๑.๒ ด้านเนื้อหา เนื้อหาของเรียงความที่ดีควรมีลักษณะดีเด่น ๓ ประการ ต่อไปนี้ ๑.๒.๑ มีเอกภาพ คือ มีความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน เรียงความเรื่องหนึ่งๆ จะต้อง มีใจความและจุดมุ่งหมายส าคัญเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ประเด็นที่น ามาเขียนจะต้องเกี่ยวข้อง สอดคล้องในประเด็นเดียวกันหรือช่วยเสริมให้เนื้อเรื่องมีความเด่นชัดขึ้น เรียงความที่ขาดเอกภาพ คือ เรียงความที่มีประเด็นต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องสอดคล้องกัน
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๖๗ ๑.๒.๒ มีสัมพันธภาพ คือ มีการเชื่อมโยงความต่างๆ ให้เป็นไปตามล าดับ มีเหตุมีผลรับกันโดยใช้กลวิธีการเชื่อมโยงความในสัมพันธสาร เรียงความที่มีสัมพันธภาพ จะต้องมีเนื้อเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน เนื้อความต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ ๑.๒.๓ มีสารัตถภาพ คือ มีการเน้นใจความที่ส าคัญให้เด่นชัดขึ้นมา ส่วนที่ เป็นใจความรองจะต้องช่วยสนับสนุนใจความส าคัญให้โดดเด่นขึ้น ถ้าเรียงความมีใจความรอง มากเกินไปจนใจความหลักไม่โดดเด่น จะเรียกว่าขาดสารัตถภาพ ๑.๓ ด้านภาษา การใช้ภาษ าในการเขียนเรียงความต้องเป็นภ าษ าเขียนที่เป็นมาตรฐาน หรือเป็นภาษาราชการมีความถูกต้อง กะทัดรัด ชัดเจน สุภาพ เหมาะสม เช่น ใช้ค ากะทัดรัด เข้าใจง่าย มีความหมายชัดเจน ตรงความหมาย เหมาะสมกับเรื่อง ไม่ใช้ภาษาพูด ภาษาถิ่น หรือค าสแลง ไม่ใช้ศัพท์บัญญัติศัพท์ทางวิชาการที่ไม่รู้จักกันดี ค าทับศัพท์โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่นิยมในขณะนั้น ไม่ใช้ส านวนภาษาต่างประเทศ ไม่ใช้ค าย่อหรืออักษรย่อ ตลอดจน ไม่ใช้ค าแบบภาษาโฆษณาหรือภาษาหนังสือพิมพ์ ๒. องค์ประกอบของเรียงความ งานเขียนทุกชนิดจ าเป็นต้องมีองค์ประกอบซึ่งอาจเหมือนหรือต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะ จ าเพาะของงานเขียนนั้น เรียงความเป็นการเขียนเพื่อการสื่อสารประเภทหนึ่งที่มีองค์ประกอบ ซึ่งคล้ายคลึงกับการเขียนและการพูดบางลักษณะ องค์ประกอบของเรียงความมี ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ ค าน า เนื้อหา และสรุป แต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๒.๑ ค าน า ส่วนค าน าของเรียงความเป็นส่วนแรกของข้อเขียนที่ใช้เปิดประเด็นเข้าสู่ เนื้อเรื่องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บอกผู้อ่านว่าจะเขียนเรื่องอะไร มีขอบเขตอย่างไร มีประโยชน์ อันใดบ้าง หรือเชิญชวนโน้มน้าวให้ผู้อ่านสนใจ ติดตามอ่านเนื้อหาที่จะกล่าวในล าดับต่อไป ส่วนมาก ส่วนค าน านี้มักจะเขียนย่อหน้าเดียว ๒.๒ เนื้อหา ส่วนเนื้อหานี้นับว่าเป็นส่วนส าคัญที่สุด หรือเป็นหัวใจของเรียงความเรื่อง นั้นเพราะเป็นส่วนที่ผู้เขียนจะได้เสนอสาระความรู้ ความคิดของตนให้ผู้อ่านทราบ การเขียนส่วนนี้ ต้องใช้กลวิธีการเขียนลักษณะต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านสนใจติดตามอ่านตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเนื้อหานี้ จะประกอบด้วยประเด็นความคิดหลายประเด็น ส่วนมากจะเขียนแยกเป็นประเด็นละ ๑ ย่อหน้า ๒.๓ สรุป ส่วนสรุปของเรียงความนับว่าเป็นส่วนส าคัญอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเขียน อย่างระมัดระวังและให้ผู้อ่านประทับใจ จ าได้ เป็นส่วนที่เน้นย้ าสาระส าคัญอย่างสั้นๆ มีความส าคัญ เท่าๆ กับส่วนน า เป็นการเน้นหรือเสริมให้เรียงความนั้นมีคุณค่ายิ่งขึ้น ส่วนมากแล้วส่วนนี้ มักจะเขียนย่อหน้าเดียว
๑๖๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ภาพที่ ๖.๑ องค์ประกอบของเรียงความ ๓. สัดส่วนเนื้อหาของเรียงความ ๑ เรื่อง จากองค์ประกอบของเรียงความตามกล่าวไปแล้วข้างต้นรวมทั้งชื่อเรื่อง ต่างก็เป็น ส่วนหนึ่งของเรียงความ รวมเป็น ๔ ส่วน ได้แก่ ชื่อเรื่อง ค าน า เนื้อหา สรุป แต่ละส่วนมีสัดส่วน เนื้อหาไม่เท่ากัน ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง (๒๕๕๓ : ๙๑) อธิบายสัดส่วนเนื้อหาในเรียงความของทั้ง ๔ ส่วน ไว้ดังนี้ ๓.๑ ชื่อเรื่อง เป็นข้อความสั้นๆ ไม่ควรยาวเกิน ๑ บรรทัด ๓.๒ ค าน า ควรมีสัดส่วนเนื้อหาประมาณร้อยละ ๕-๑๐ ของเนื้อหาทั้งหมด ๓.๓ เนื้อหา เป็นส่วนที่มีเนื้อหามากที่สุดของเรื่อง อยู่ในอัตราประมาณร้อยละ ๘๐-๙๐ ของเนื้อหาทั้งหมด ๓.๔ สรุป ในส่วนสรุปเนื้อหาควรมีอัตราใกล้เคียงกับค าน า คือประมาณร้อยละ ๕-๑๐ ของเนื้อหาทั้งหมด ๔. ขั้นตอนการเขียนเรียงความ ใน ขั้น ป ฏิ บั ติ ก า รเขี ย น เรียงค ว าม เป็ น ส่ วน ที่ ผู้ เขี ย น ต้ องตั้งใจเป็ น พิ เศ ษ และเพื่อให้พัฒนาการของทักษะการเขียนเรียงความด าเนินไปได้เป็นอย่างดีนั้น ผู้เขียนควรฝึกเขียน ตามล าดับขั้นตอน ๖ ขั้นต่อไปนี้ คือ เลือกประเด็นเรื่อง ตีความและก าหนดขอบเขตของเรื่อง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม วางโครงเรื่อง ลงมือเขียน และตรวจทานและแก้ไข กล่าวดังนี้ ค าน า สรุป เนื้อหาประเด็นที่ ๑ เนื้อหาประเด็นที่ ๔ เนื้อหาประเด็นที่ ๓ เนื้อหาประเด็นที่ ๒
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๖๙ ๔.๑ เลือกประเด็นเรื่อง ในการเขียนเรียงความ กรณีที่ผู้เขียนมีสิทธิ์ที่จะเลือกประเด็นเรื่องหรือหัวข้อเรื่อง เอง ก็ต้องเลือกอย่างมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (๒๕๒๒ : ๑) ได้เสนอหลักการเลือก หัวข้อเรื่องในการเขียนเรียงความไว้ ๕ ประการ ซึ่งมีผู้น ามาเป็นแนวทางในการเขียนเรียงความ และอ้างอิงกันอย่างกว้างขวางมาตราบจนปัจจุบัน หลักการนั้นกล่าวได้ดังนี้ ๔.๑.๑ ควรเลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี การที่ผู้เขียนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่จะน ามาเขียนเรียงความดีอยู่แล้ว ทั้งในด้านแนวคิด ทฤษฎี และการปฏิบัติ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งในเนื้อหาและความเชี่ยวชาญในการน าไปประยุกต์ เมื่อน าเรื่องนั้น มาเขียนเป็นเรียงความก็จะเขียนได้อย่างผู้มีความรู้จริงและปฏิบัติได้จริง เช่น อาจารย์สอนวิชา ภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีย่อมมีความรู้เกี่ยวกับปัญหาการสอนภาษาไทยแก่นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นอย่างดี เป็นต้น ๔.๑.๒ ควรเลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีประสบการณ์มามาก การมีประสบการณ์ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมามากหรือยาวนาน เมื่อกล่าวถึงเรื่องนั้นย่อมกล่าวได้อย่างลึกซึ้ง หรือน าตัวอย่าง ที่ได้พบเห็นและบันทึกจดจ าไว้มาแสดงย่อมเกิดความสมจริงสมจัง มีเหตุผล เช่น ผู้เป็นบรรณารักษ์ ในส านักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงปัจจุบันย่อมจะ เขียนเรียงความเรื่อง “ปัญหาสภาพแวดล้อมกับการส่งเสริมประสิทธิภาพการอ่าน” หรือ “ทิศทางการพัฒนาส านักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีสู่ความเป็นเลิศ” ได้ดี เป็นต้น ๔.๑.๓ ควรเลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้ว ในการเขียน เรียงความ หากผู้เขียนมีความสนใจในเรื่องนั้นๆ ก็เท่ากับมีความพอใจที่จะเขียน ก็เท่ากับว่าผู้เขียน มี “ฉันทะ” ซึ่งเป็นหลักธรรมส าหรับการท างานให้ประสบความส าเร็จ และการที่มีความสนใจ เป็นพิเศษนี้มิใช่จะเกิดขึ้นในช่วงที่จะเขียนเรียงความครั้งนั้น หากแต่สน ใจเรื่องดังกล่าว และเก็บข้อมูลมาโดยตลอด ครั้นมีโอกาสการเขียนเรียงความครั้งนั้นก็เกิดเป็นความบรรจบกัน จากความสนใจพิเศษมาก่อน จนเป็นฐานข้อมูลอย่างครบถ้วน เช่น นักศึกษามีความสนใจเป็นพิเศษ เรื่องศิลปะความงามทางภาษาในบทร้อยกรองไทย ก็จะเขียนเรียงความเรื่อง “อลังการทางภาษา ในร้อยกรองไทย” ได้เป็นอย่างดี ๔.๑.๔ ควรเลือกเรื่องที่เป็นนามธรรม ในกรณีที่ไม่มีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะแต่ต้องเลือกเรื่องที่จะเขียนเรียงความเรื่องหนึ่ง ก็ควรเลือกเรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น ความสามัคคี ความเป็นธรรม และความรัก เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องอาศัยความรู้ที่ตายตัว ผู้เขียน สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ เพียงแต่อาศัยเหตุผลและความคิดของตนประกอบ ก็จะเขียนได้ดี ๔.๑.๕ ควรเลือกเรื่องที่มีขอบข่ายแคบที่สุด หัวข้อเรื่องที่จะเลือกสรรมาเขียน เรียงความ หากเลือกหัวข้อที่มีเนื้อหาแคบ ก็จะเขียนได้ชัดเจน จ ากัดขอบเขตของเนื้อหาได้และจะ เขียนเรียงความได้ดี เช่น
๑๗๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร “ความงามทางภาษาไทย” เป็นหัวข้อกว้าง “ความงามในบทร้อยกรองไทย” เป็นหัวข้อที่แคบ “ความงามในวรรณคดีร้อยกรองไทย” เป็นหัวข้อที่แคบเข้ามา “ความงามในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี” เป็นหัวข้อที่แคบเข้ามาอีก “ความงามในบทชมโฉมพระอภัยมณี” เป็นหัวข้อที่แคบเข้ามาอีกกว่าเดิม ๔.๒ ตีความและก าหนดขอบเขตของเรื่อง ขอบเขตของเรื่องมีความสัมพันธ์กับหัวข้อเรื่อง กล่าวคือ ขอบเขตของเรื่อง เป็นการจ ากัดขอบข่ายเนื้อหาของหัวข้อเรื่อง ท าให้เนื้อเรื่องชัดเจน ไม่กว้างเกินไป มีขนาด ตรงตามที่ก าหนดให้เขียน และมีจุดมุ่งหมายที่เด่นชัด ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง (๒๕๕๓ : ๙๔) กล่าวถึงตัวอย่างของการก าหนดขอบเขตของเรื่อง ที่ประกอบการท าความเข้าใจในประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดีว่า หากก าหนดให้นักศึกษาเขียนเรียงความ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ความยาวประมาณ ๒ หน้ากระดาษ เอ ๔ จะเห็นได้ว่าหัวข้อนี้ กว้างเกินไป เพราะแม้นักศึกษาจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ ๒๐ ปีแต่นักศึกษามีประสบการณ์ชีวิตส าคัญ ถึง ๒ ช่วง คือ วัยเด็ก และวัยรุ่น หากเลือกเขียนถึง ๒ ช่วงนี้ ก็จะไม่พอหน้ากระดาษที่ก าหนด ดังนั้น จึงต้องเลือกเพียงช่วงเดียว สมมุติหากนักศึกษาเลือกประสบการณ์ชีวิตวัยรุ่น ถ้าจะกล่าวถึงครอบครัว การด าเนิน ชีวิตก็จะกว้าง ข าดจุดน่ าสนใจ ดังนั้น จึงควรก าหนดเนื้อห าให้ แคบลงม า เป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจในช่วงวัยรุ่น จะท าให้เรื่องมีจุดมุ่งหมายในการเขียนที่ชัดเจน แต่ถ้าหากเห็นว่าประสบการณ์ชีวิตนั้นกว้างไป ยังไม่ทราบว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก็อาจก าหนดให้ แคบลงมาอีก เป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจในช่วงการเป็นนักศึกษา ๔.๓ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ในการเขียนเพื่อการสื่อสารทุกชนิด ไม่เฉพาะแต่การเขียนเรียงความ ส าหรับ การเขียนเรียงความหลังจากที่เลือกเรื่องหรือได้รับเรื่องมาแล้วและได้ก าหนดขอบข่ายของเรื่องแล้ว ผู้เขียนต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมแม้ว่าเรื่องนั้นตนเองจะรู้ดีอยู่แล้วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อจะได้พิจารณา ความทันสมัยของสิ่งที่ตนเองรู้และได้ตรวจสอบข้อมูลไปในตัวด้วย วิธีการค้นข้อมูลเพิ่มเติมมีดังนี้ ๔.๓.๑ อ่านและศึกษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาจากเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ตด้วย นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร และสื่ออื่นๆ ในสถานให้บริการ ค้นคว้า ๔.๓.๒ สัมภาษณ์ผู้รู้ การอ่านหนังสือหรือค้นคว้าข้อมูลต่างๆ แม้ว่าจะมาก สักเพียงใดก็ตาม หากได้สัมภาษณ์ผู้รู้เพิ่มเติมก็จะท าให้ข้อมูลนั้นครอบคลุมยิ่งขึ้น เพราะบุคคล ผู้ให้สัมภาษณ์ย่อมจะได้อธิบายหรือให้ความเห็นเพิ่มเติมจากเอกสาร ๔.๓.๓ สังเกตหรือติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยตนเอง ถือว่าเป็น การค้นคว้าข้อมูลที่น่าเชื่อถืออีกวิธีหนึ่งเพราะผู้เขียนได้สัมผัสโดยตรง
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๗๑ ๔.๔ วางโครงเรื่อง โครงเรื่อง คือ ประเด็นความคิดที่ผู้เขียนสร้างขึ้นเพื่อจะเขียนขยายความให้ละเอียด ชัดแจ้ง แล้วจัดเรียงตามล าดับก่อนและหลังตามความเหมาะสม การเขียนโครงเรื่องทั้งส าหรับ การเขียนเรียงความและการเขียนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ท าได้ ๒ ลักษณะ คือ วางโครงเรื่องไว้ก่อน แล้วไปค้นคว้า ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้เขียนมักมีความรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว และไปค้นคว้าข้อมูลก่อน แล้วน ามาจัดวางเป็นโครงเรื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะวางโครงเรื่องแบบใด โครงเรื่องนั้น ก็ยังมิตายตัว หากพบข้อมูลใหม่และส าคัญ ก็สามารถปรับแก้โครงเรื่องได้ ตามที่กล่าวไปแล้วในข้อ ๔.๒ เกี่ยวกับการตีความและก าหนดขอบเขตของเรื่อง ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง (๒๕๕๓ : ๙๖) ได้สรุปว่า นักศึกษาควรเขียนเรื่องประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจ ในช่วงการเป็นนักศึกษา แล้วได้แสดงการวางโครงเรื่องในหัวข้อดังกล่าวไว้ดังนี้ ประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจในช่วงการเป็นนักศึกษา ๑. เกริ่นน าถึงการเรียนกับการช่วยเหลือสังคม ๒. การเริ่มเข้ามาเป็นอาสาสมัครในมูลนิธิแห่งหนึ่ง ๓. กิจกรรมในมูลนิธิ ๔. สนิทสนมกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งในมูลนิธิ ๕. กล่าวถึงความดีและความสามารถของเด็กคนนั้น ๖. มีความรักความผูกพันเหมือนเพื่อนต่างวัย ๗. จบกิจกรรม ไม่ได้ไปมูลนิธิ แต่ยังคิดถึงที่นั่น รวมทั้งเด็กคนนั้น ๘. กลับไปมูลนิธิอีกครั้งเพื่อร่วมงานปีใหม่ ๙. อยากพบเด็กผู้ชายคนนั้น ๑๐.สุดท้ายได้พบ และได้ทราบว่า เด็กคนนั้นเป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้าย ๑๑.เสียใจมาก ๑๒.ฝากข้อคิดมายังผู้อ่าน ๔.๕ ลงมือเขียน เมื่อผู้เขียนได้โครงเรื่องแล้ว ล าดับถัดมาคือการลงมือเขียน โดยปฏิบัติการเขียน ตามโครงเรื่องที่ก าหนดไว้ ข้อควรค านึงในการเขียนเรียงความ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเรียงความต้องค านึงอยู่ตลอดเวลาว่าการเขียนเนื้อหาแต่ละตอน ที่ปรากฏในแต่ละย่อหน้านั้น ตนเขียนได้ดีแล้วหรือยัง โดยยึดหลักการตอบค าถาม ๗ ข้อ ต่อไปนี้
๑๗๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๑. จะเขียนเกี่ยวกับอะไร ๒. ผู้อ่านเรียงความเป็นใคร ๓. ควรเสนอรายละเอียดอะไรแก่ผู้อ่านบ้าง ๔. ประโยคใจความส าคัญในย่อหน้าคืออะไร ดีหรือไม่ ๕. ย่อหน้าได้จัดเรียงล าดับความตามแบบใด เช่น เวลา สถานที่ ความส าคัญของสาระ ๖. ในย่อหน้าใช้กลวิธีอะไรที่จะท าให้ประโยคใจความส าคัญเป็นที่ยอมรับของผู้อ่าน กลวิธีนี้ เหมาะที่จะน ามาใช้ในการเสนอความคิดของเรากับผู้อ่านหรือไม่ ๗. ถ้าเป็นย่อหน้าในเรียงความที่มุ่งจะโน้มน้าวใจผู้อ่านหรือโต้แย้งความเห็นของผู้อื่น รายละเอียดของใจความรองต่างๆ ที่น ามาสนับสนุนประโยคใจความหลักมีน้ าหนักเพียงพอ ที่จะโน้มน้าวใจให้ผู้อื่นเชื่อถือได้หรือไม่ การเขียนบทความ ความหมายของบทความ บทค วาม หม ายถึง งานเขียนใน ลักษณ ะเรียงค วามห รือค ว ามเรียงที่เขียน ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอข้อเท็จจริงที่สามารถอ้างอิงได้ โดยเรื่องนั้นเกี่ยวกับข่าว เหตุการณ์ สถานการณ์ เรื่องราว ที่เกิดขึ้นในสังคม และผู้เขียนต้องสอดแทรกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เชิงสร้างสรรค์ ประเภทของบทความ จากการศึกษาเอกสาร ต ารา หนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความพบว่า นักวิชาการ ได้จัดจ าแนกประเภทไว้อย่างหลากหลาย มีทั้งที่เหมือนกันและต่างกัน เช่น ประภาศรี สีหอ าไพ และคณะ (๒๕๓๑ : ๘๖-๘๗) แบ่งบทความไว้ ๕ ประเภท ได้แก่ บทความแสดงความคิดเห็น บทความสัมภาษณ์ บทความกึ่งชีวประวัติ บทความวิชาการ และบทความรายงานเหตุการณ์ หรือการท่องเที่ยว จิตต์นิภา ศรีไสย์ (๒๕๔๙ : ๑๕๕) แบ่งบทความออกเป็น ๓ ชนิด ได้แก่ บทความเชิงสาระ บทความเชิงปกิณกะ และบทความชีวประวัติ และประสิทธิ์ กาพย์กลอน (๒๕๑๘ : ๑๙๗-๑๙๘) แบ่งบทความออกเป็น ๗ ชนิด ได้แก่ บทความรายงาน บทความเชิงโต้แย้ง บทความบรรยาย บทความร่างบุคลิกของบุคคล บทความสัมภาษณ์ บทความอธิบายวิธีท าอะไร อย่างหนึ่ง และบทความแสดงความคิดใหม่ จากความหลากหลายของการจ าแนกประเภทบทความของนักวิชาการดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่ามีลักษณะเหมือนและต่างกัน ทั้งนี้อาจเนื่องจากยุคสมัยที่แตกต่างกันหรือเกณฑ์ที่ใช้ แตกต่างกัน จึงได้ประเภทของบทความในลักษณะดังกล่าว ธิดา โมสิกรัตน์ (๒๕๔๘ : ๖๐-๖๒) เห็นว่าเป็นการจ าแนกบทความโดยอาศัยเนื้อหาเป็นเกณฑ์ ทั้งครอบคลุมและชัดเจนเป็นอย่างดี ซึ่งจ าแนกบทความไว้ ๖ ประเภท ดังนี้
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๗๓ ๑. บทความวิชาการ (Academic Articles) คือ งานเขียนหรือข้อเขียนที่เสนอความรู้ หรือแนวคิดทางวิชาการใหม่ๆ อันเป็นผลจากการศึกษา ค้นคว้า สังเกต สัมภาษณ์ เป็นความรู้ และข้อคิดที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อวงวิชาการอันก่อให้เกิดการระดมความคิดและการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นก่อนที่จะน าไปรวบรวมเรียบเรียงเป็นต าราหรือวางกฎเกณฑ์ในหลักวิชาต่อไป ๒. บทความวิเคราะห์ (Analytical Articles) คือ บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ เหตุการณ์ ปัญหา หรือวิกฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และมีผลกระทบต่อบุคคล หรือสังคมในวงกว้าง โดยมีการวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ น าเสนอข้อมูลที่มีน้ าหนัก ผู้อ่านยอมรับ และเชื่อถือ เป็นข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างเที่ยงตรง มีเหตุผล ไม่วิเคราะห์ด้วยอคติ หรือเจตนา ที่บิดเบือนให้หลงผิดหรือชักจูงไปในทางที่ผิดๆ ๓. บทความแสดงความคิดเห็น (Opinion Articles) คือ บทความที่เขียนขึ้นเพื่อแสดง ความคิดเห็นที่มีต่อประเด็นปัญหา เหตุการณ์ วิกฤตการณ์ หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยผู้เขียน ได้ส ารวจปัญหา ศึกษาที่มาของเรื่องและข้อมูลต่างๆ มาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วน ามาเขียนแทรก ด้วยความคิดเห็นของตนที่มีต่อเรื่องที่น าเสนอ เป็นทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนที่อาจจะสอดคล้อง หรือขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนอื่น บทความที่ดีจะต้องเป็นความคิดเห็นที่ ยังไม่มีใครคิด กันมาก่อนหรือเป็นความคิดที่ยังไม่มีการเผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ไม่เป็นความคิดที่ซ้ าซาก ซึ่งได้กล่าวกันมาก่อนแล้ว แต่ความเห็นนั้นต้องจุดประเด็นความคิดของผู้อ่าน เป็นประโยชน์ ในทางสร้างสรรค์ต่อสังคมโดยส่วนรวม ๔. บทความเชิงวิจารณ์ (Critical Articles) คือ บทความที่มีเนื้อหาติชมและวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ และการแสดงต่างๆ ผู้วิจารณ์จะต้องใช้หลักเกณฑ์หรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาประเมินคุณค่า ตามเหตุผลและทฤษฎีในศาสตร์นั้นๆ ๕. บ ท ค ว าม ส า รค ดี (Feature Articles) คื อ บ ท ค ว าม ที่ มี เนื้ อ ห าเป็ น ค ว าม รู้ และประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนด้วยการค้นพบหรือประสบพบเห็นด้วยตนเอง เป็นข้อมูล จากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยการอ่านหรือการสัมภาษณ์ น ามารวบรวมเรียบเรียงเป็นเนื้อเรื่อง ที่สมบูรณ์ เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ น่าสนใจ ๖. บทความสัมภาษณ์ (Interview Articles) คือ บทความซึ่งมีเนื้อหาที่เขียนจากข้อมูลที่ได้ จากการสัมภาษณ์ จึงเป็นบทความที่มีเนื้อหาสาระแสดงความคิดเห็นของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่ท าให้รู้ว่าคนเหล่านั้นมีความรู้สึกหรือมีทัศนะต่อปัญหา เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไร ผู้อ่านจะมีความรู้ความเข้าใจและมองเห็นแนวโน้มจากทัศนคติของบุคคลที่มีต่อปัญหา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
๑๗๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ความส าคัญของบทความ บทความเป็นงานเขียนที่เริ่มต้นจากผู้เขียนเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น จากนั้นจะน าไปเผยแพร่ ในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสารเพื่อให้บุคคลส่วนใหญ่ได้รับทราบความรู้ ความคิดจากผู้เขียน อันจะน าไปปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ดังนั้น ความส าคัญ ของบทความจึงมีอย่างกว้างขวาง ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ ๓ ด้าน ต่อไปนี้ ๑. ความส าคัญต่อผู้เขียน ด้วยการเขียนบทความประเภทต่างๆ นั้นจ าเป็นต้องอาศัยข้อมูล ที่เพียงพอทั้งด้านกว้างและด้านลึก โดยผู้เขียนต้องเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จากการได้ศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งนี้เองจะช่วยให้ผู้เขียนมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดีเยี่ยม และเมื่อได้ศึกษาบ่อยๆ หลากหลายประเด็น ก็จะกลายเป็นผู้ถึงแก่ความรู้ในสรรพวิชา อีกทั้งความสามารถร้อยเรียงและถ่ายทอดสาระความคิดให้ผู้อ่านเข้าใจได้นั้น แสดงว่าเป็นผู้มีความรู้ หรือภูมิปัญญาระดับสูง ๒. ความส าคัญต่อผู้อ่าน เมื่อบทความจากผู้เขียนได้ถ่ายทอดมาสู่ผู้อ่าน ผู้อ่านก็จะได้รับ ทั้งความรู้ ความคิดของผู้เขียนที่เชื่อถือได้เพราะผ่านกระบวนการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี ท าให้ผู้อ่านเข้าใจสาระของเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้งเกือบเท่ากับที่ผู้เขียนรู้ หากได้อ่านบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นผู้มีความรู้และความรอบรู้ ๓. ความส าคัญต่อสังคม เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องราวอันเป็นประโยชน์จากบทความมากๆ บุคคลผู้นั้นก็จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคม การที่จะคิดหรือท าการสิ่งใดก็ย่อม เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าไปด้วย ลักษณะเฉพาะของบทความ บทค วามเป็ นงาน เขียนที่มุ่งเสน อข้อเท็ จจ ริงที่ มีห ลัก ฐ าน อ้ างอิงอย่ างชัดแจ้ง และมีการสอดแทรกความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียนเอาไว้ด้วย เมื่อกล่าวถึงลักษณะเฉพาะ ของบทความที่แตกต่างจากงานเขียนประเภทอื่นๆ กล่าวได้ ๕ ประการ ดังนี้ ๑. ต้องมีสาระ มีแก่นสาร อ่านแล้วได้ความรู้ ความคิดเพิ่มเติม ไม่เป็นเรื่องเลื่อนลอย ไร้น้ าหนัก ๒. เนื้อหาสาระและวิธีการเขียนเหมาะกับผู้อ่านที่มีการศึกษา ๓. ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากก าลังสนใจอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหา ที่คนก าลังประสบอยู่หรือก าลังเฝ้ารอดูอยู่ว่าเรื่องนั้นจะด าเนินไปอย่างใด หรือมีผลอย่างไร ๔. ต้องเป็นเรื่องที่ผู้เขียนแสดงทัศนะ ข้อคิดเห็น หรือข้อวินิจฉัยแทรกอยู่ด้วย ๕. วิธีการเขียนต้องมีศิลปะในก ารถ่ายทอดเพื่อชวนให้อ่าน ท าให้ได้รับความรู้ ความเพลิดเพลินและชวนให้คิดไปในขณะเดียวกัน ศิลปะในการเขียนนี้ต้องประกอบด้วยกลวิธีขั้นสูง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้ฝึกหัดเขียนอยู่เป็นประจ า
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๗๕ วัตถุประสงค์ในการเขียนบทความ การเขียนบทความ ผู้เขียนย่อมต้องตั้งวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนแรก โดยวัตถุประสงค์ในการเขียนบทความแต่ละครั้งไม่จ าเป็นต้องเหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อหา และความต้องการของผู้เขียนว่าจะน าเสนอในลักษณะใด มาลี บุญศิริพันธ์ (๒๕๓๐) ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความไว้อย่างครบถ้วน จ านวน ๘ ประการ ได้แก่ ๑. เพื่ออธิบาย เป็นบทความที่มุ่งให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างละเอียดด้วยการเรียบเรียง เรื่องราวความเป็นมาให้อ่านเข้าใจง่ายเพื่ออธิบายเรื่องราวหรือเหตุการณ์ข่าวที่อาจมีความซับซ้อน จนท าให้ผู้อ่านจับต้นชนปลายไม่ถูก ผู้เขียนต้องรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านแล้วเรียบเรียง ตามล าดับเหตุการณ์หรือความส าคัญ เป็นบทความที่ต้องแปลความซับซ้อนนั้นให้เข้าใจง่าย ด้วยกลวิธีต่างๆ ๒. เพื่อวิเคราะห์ เป็นบทความที่น าเสนอข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ปัจจุบันหรือสถานการณ์ ปัจจุบันให้ผู้อ่านทราบโดยให้ข้อเท็จจริง ชี้ประเด็นปัญหา แล้ววิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ตามหลักวิชาการหรือตามเกณฑ์ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ชี้ข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบ โดยมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือประกอบการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ๓. เพื่อวิจารณ์ เป็นบทความที่เน้นความคิดของผู้เขียนเป็นหลัก ส่วนมากผู้เขียน อาจแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์จากประสบการณ์ที่มีมาแต่อดีต จากความรู้ที่มีอยู่เดิม หรือสามัญส านึก แม้บทความนี้จะไม่อาศัยหลักการอย่างเจาะจง แต่ก็ต้องวิจารณ์ด้วยความส านึกที่ดี ๔. เพื่อชี้ทางแก้ไข เป็นบทความที่มุ่งอธิบาย สาธยายเหตุผล ข้อเท็จจริง ที่มาของปัญหา ตลอดจนผลกระทบ พร้อมกับวิเคราะห์ในทุกมุมมองเพื่อน าไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหา ได้ถูกประเด็น บางครั้งอาจชี้ทางออกมากกว่าหนึ่งทาง ๕. เพื่อโน้มน้าว เป็นบทความที่ผู้เขียมมุ่งโน้มน้าวให้สังคมปฏิบัติหรือคล้อยตามความคิด ของตนที่เสนอนั้น โดยมีความมุ่งหมายแฝงที่แสดงถึงความจ าเป็นในการโน้มน้าวให้ประชาชน มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จะน าไปสู่สาธารณประโยชน์ ๖. เพื่อรายงานหรือกระตุ้น เป็นบทความที่มุ่งให้เกิดความสนใจและเกิดการปฏิบัติ ในกลุ่มผู้รับสาร มีลักษณะคล้ายกับการเขียนเพื่ออธิบายหรือวิเคราะห์เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ ในการรายงานหรือบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมให้ รับรู้ อาจน ามาจากการรายงานข่าว โดยให้ข้อเท็จจริงในแง่มุมอื่นที่ยังไม่ปรากฏในข่าว หรือการรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ ที่หลุดจากกระแสความสนใจของสาธารณชนก็ได้ ๗. เพื่อให้ความรู้ เป็นบทความที่มุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งความรู้ นั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่เกร็ดความรู้เรื่องเล็กไปจนถึงความรู้เชิงวิชาการ ๘. เพื่อความเพลิดเพลิน เป็นการสร้างอารมณ์ขันให้ผู้อ่านได้ผ่อนคลายจากเรื่องหนัก ทางการเมืองและเศรษฐกิจ บทความลักษณะนี้จะไม่ยาวนัก มุ่งจับแง่มุมที่จะสามารถสร้างสีสัน หรือรอยยิ้มให้แก่ผู้อ่าน ลีลาการเขียนไม่เคร่งขรึมและไม่เป็นทางการจนเกินไป
๑๗๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร การเขียนบทความภาคปฏิบัติ วรวรรธน์ ศรียาภัย(๒๕๕๗) กล่าวว่า บทความกับเรียงความมีความคล้ายคลึงกันมาก เพียงแต่บทความจะเน้นความเป็นเหตุเป็นผล และความมีเหตุผลเชิงวิชาการมากกว่า อีกทั้งข้อคิดเห็นของผู้เขียนก็อยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผล และมีความเป็นวิชาการมากกว่า เรียงความ หลักการเขียนบทความโดยทั่วไปใช้หลักการเดียวกันกับเรียงความได้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่าน เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ผู้เขียนจึงเสนอหลักการเขียนบทความเป็นประเด็นหนึ่งแยกออกจาก การเขียนเรียนความ โดยมีสาระส าคัญ ๕ ประเด็นได้แก่ ลักษณะของบทความที่ดี องค์ประกอบ ของบทความ โครงสร้างของบทความ ข้อควรค านึงในการเขียนบทความ และขั้นตอนการเขียน บทความ ๑. ลักษณะของบทความที่ดี บทความที่ดีต้องมีคุณค่าในเชิงวิชาการ วรรณกรรม ปรัชญา ภาษา และอื่นๆ เมื่อผู้อ่าน อ่านบทความแล้วเกิดความคิดที่ดี สร้างสรรค์ สร้างปัญญา โดยสรุปบทความที่ดีควรมีคุณลักษณะ ดังนี้ ๑.๑ เป็นเรื่องที่ให้ก าลังใจคน ๑.๒ เนื้อเรื่องมีสาระ มีแก่นสาร มีหลักฐานข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ๑.๓ มีขนาดกะทัดรัดไม่ยาวจนเกินไป ๑.๔ แทรกทัศนะที่กว้างขวางและลึกซึ้ง ๑.๕ มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ ๑.๖ ตั้งชื่อเรื่องได้เหมาะกับกาลเทศะ แปลกใหม่ จ าง่าย และคลุมเนื้อหาทั้งหมด ๑.๗ ใช้ภาษาเร้าใจผู้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ๒. องค์ประกอบของบทความ ถ้าจะกล่าวว่าองค์ประกอบพื้นฐานของบทความมีลักษณะเหมือนกันกับเรียงความ คือ ประกอบด้วยค าน า เนื้อหา และสรุปก็ได้ หากแต่บทความมีคุณลักษณะพิเศษมากกว่าเรียงความ ตรงที่แนวคิดและการมีหลักฐานอ้างอิงตามที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้น การศึกษาสังเคราะห์องค์ประกอบ ของบทความเพื่อเป็นประโยชน์ส าหรับการเขียนที่เหมาะสมมากกว่าค าน า เนื้อหา และสรุป จึงน่าจะ อ านวยประโยชน์มากกว่า องค์ประกอบของบทความที่จะกล่าวในที่นี้ประกอบด้วย ๓ ลักษณะ คือ เนื้อหา ความคิดเห็น และวิธีการเขียน ดังนี้ (ธิดา โมสิกรัตน์, ๒๕๔๘ : ๕๘-๕๙) ๒.๑ เนื้อหา บทความจะต้องมีเนื้อหาที่ถูกต้อง ชัดเจน เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องสมมุติ และเขียนโดยใช้ความรู้ที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ข้อมูลที่น ามาเขียนมักมาจากการศึกษาค้นคว้า จากเอกสารต่างๆ และประสบการณ์ตรงของผู้เขียน การเลือกเรื่องมาเขียนบทความอาจพิจารณา จากความสนใจของผู้อ่าน เป็นเรื่องที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ หรือเกิดจากความต้องการของผู้เขียน ที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ ความคิดของตนไปสู่ผู้อ่านเพื่อสะท้อนและกระตุ้นให้ผู้อ่านตระหนักถึง สาระส าคัญที่เสนอในบทความ อาจน าเรื่องที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีใครเขียนมาก่อนมาเสนอ ในบทความ บางเรื่องเกิดขึ้นในอดีตแต่ยังไม่มีผู้ใดเขียนถึงมาก่อน เนื้อหาของบทความไม่มีขอบเขต
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๗๗ จ ากัด มีทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม เหตุการณ์สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นต้น หลักการส าคัญในการเลือกประเด็นเนื้อหามาเขียนบทความ คือ เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ น่าสนใจ และมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ๒.๒ ความคิดเห็น ลักษณะของความเห็นในบทความนับว่าเป็นองค์ประกอบส าคัญ ประการหนึ่ง ควรเป็นความเห็นที่แปลกใหม่ เที่ยงตรง และสร้างสรรค์ ซึ่งเกิดจากการส ารวจข้อมูล หรือปัญหาแล้ววิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ความเห็นที่แสดงออกมาควรน่าสนใจ มีสาระ มีเหตุผล มิใช่การแสดงความเห็นอย่างพื้นๆ ที่ใครๆ ก็คิดได้ และไม่ได้เกิดจากอคติส่วนตัว สร้างสรรค์ น าไปสู่ การแก้ปัญหาได้ ๒.๓ วิธีการเขียน องค์ประกอบด้านวิธีเขียนของบทความนั้นต้องเป็นวิธีเขียนที่ดี ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านตั้งแต่ต้นไปจนจบ มีการใช้ภาษาที่ดี คือ ถูกต้อง กะทัดรัด ชัดเจน เหมาะสม อย่างไรก็ตาม บทความมีหลายประเภทตามที่กล่าวแล้วข้างต้นซึ่งมีกลวิธีการเขียน ที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทเหล่านั้น เช่น บทความวิชาการจะต้องมีการอ้างอิงที่ถูกต้อง มีการใช้ทฤษฎีและข้อมูลต่างๆ อย่างมีเหตุผล มีการใช้ค าศัพท์เฉพาะ ใช้ภาษาที่สื่อความหมาย อย่างตรงไปตรงมา ๓. โครงสร้างของบทความ บทความที่เขียนขึ้นทุกบทนั้น ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดและเผยแพร่ลงในสื่อใด ย่อมต้องมี โครงสร้าง หากขาดซึ่งโครงสร้างแล้วก็จะเป็นงานเขียนทั่วไปที่มิใช่บทความ แม้จะเป็นงานเขียน ทั่วไปก็เป็นงานเขียนที่ไม่มีคุณลักษณะของงานเขียนที่ดี โดยทั่วไป บทความทุกประเภทย่อมต้อง ประกอบด้วยหลัก ๔ ประการ คือ ชื่อเรื่อง ความน า เนื้อเรื่อง และบทสรุป (มาลี บุญศิริพันธ์, ๒๕๔๘ : ๓๒๗-๓๒๘) ๓.๑ ชื่อเรื่อง (Title) เป็นข้อความที่เขียนขึ้นเพื่อบอกให้ผู้อ่านทราบว่าเรื่องที่เขียน เกี่ยวกับอะไร การตั้งชื่อเรื่องที่ดีควรบอกใจความส าคัญ ประเด็นหลักของเรื่อง สามารถดึงดูด ความสนใจจากผู้อ่าน อาจใช้วิธีการตั้งแบบสรุปเนื้อหา แบบค าถาม แบบค าพูด แบบอุปมาอุปไมย ๓.๒ ความน า (Introduction) คือ ส่วนเริ่มเรื่อง ความน าที่ดีต้องสามารถดึงดูดใจ ให้ผู้อ่านอยากอ่านบทความตั้งแต่ต้น ต้องเขียนด้วยลีลาภาษาที่น่าสนใจ ไม่ยืดยาดเยิ่นเย้อจนเกินไป แต่ควรกระชับเพื่อสื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าสมควรอ่านต่อไปหรือไม่ อาจใช้กลวิธีเขียนแบบต่างๆ เช่น แบบพรรณนา แบบบรรยาย แบบค าถาม แบบค าพูด แบบเปรียบเทียบ ซึ่งผู้อ่านควรเลือ ก ตามความถนัดของตน ทั้งนี้ต้องค านึงถึงเสมอว่า บทความนี้จะต้องท าหน้าที่ชักจูงให้ผู้อ่าน อ่านเนื้อหาที่จะกล่าวต่อไป ๓.๓ เนื้อเรื่อง (Content) คือ ส่วนหลักที่ผู้เขียนต้องน าเสนอข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระ อย่างครบถ้วนซึ่งได้มาจากการค้นคว้า รวบรวม แสวงหาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยผ่านการเรียบเรียง ข้อมูลความคิดอย่างเป็นระบบ ส่วนเนื้อเรื่องนี้เป็นส่วนที่ผู้อ่านคาดหวังว่าจะได้รับรายละเอียด ที่เป็นประโยชน์ต่อตนทั้งข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น ดังนั้น การน าเสนอข้อมูล นอกจากต้องให้ ต่อเนื่องเป็นเรื่องราวเดียวกันแล้วยังต้องให้มีความน่าเชื่อถือด้วย
๑๗๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๓.๔ บทสรุป (Conclusion) เป็นส่ วนท้ ายสุดของเรื่องแต่มีความส าคัญ ม าก เพราะเป็นส่วนที่ผู้เขียนสามารถใช้ภาษาและเทคนิคการเขียนให้ผู้อ่านประทับใจได้มากน้อยเพียงใด ตามปกติ บทสรุปจะมีประสิทธิภาพเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับลีลาการน าเสนอความคิดของผู้เขียน ตั้งแต่ต้นว่าสามารถโน้มน้าวให้ผู้อ่านคล้อยตามจนเกิดความเห็นด้วยห รือแย้ง บางครั้ง การเขียนบทสรุปก็เป็นไปตามธรรมชาติที่ลื่นไหลมาจากการน าเสนอเนื้อหาอย่างมีตรรกะหรือผู้เขียน เจตนาจะหักมุมให้ข้อคิด บางครั้งการเขียนสรุปอาจเป็นงานยากหากผู้เขียนขาดเป้าหมาย ในการเดินเรื่องที่ชัดเจนจนน าไปสู่ภาวะจบไม่ลง โครงสร้างของบทความตามที่กล่าวในข้างต้นทั้ง ๔ ส่วน ได้แก่ ชื่อเรื่อง ความน า เนื้อเรื่อง และบทสรุป ชื่อเรื่องมักจะตั้งให้จบในบรรทัดเดียว นอกจากมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือกลวิธีที่ต้องการเป็นพิเศษ ความน าก็มีย่อหน้าเดียวและไม่ยาวจนเกินไป ส่วนเนื้อหา ควรเขียนเป็นย่อหน้าๆ แยกรายละเอียดไปตามประเด็นของโครงเรื่อง และส่วนสรุปก็มีย่อหน้าเดียว ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับองค์ประกอบของเรียงความนั่นเอง ๔. ข้อควรค านึงในการเขียนบทความ ในการเขียนบทความ นอกจากเขียนตามหลักการดังที่ได้เสนอไว้แล้ว ผู้เขียน ควรตระหนักในข้อควรค านึงต่อไปนี้ ๔.๑ ตั้งชื่อเรื่องได้น่าสนใจและเหมาะสมเพียงใด ๔.๒ มีจุดมุ่งหมายในการเขียนที่แน่นอนแล้วหรือยัง ๔.๓ เป็นเรื่องที่ผู้อ่านก าลังสนใจหรือเป็นเรื่องที่ก าลังอยากรู้ว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร จะด าเนินการอย่างไรและจะมีผลเช่นไร ๔.๔ มีสาระ อ่านแล้วได้ความรู้และเกิดความคิดสร้างสรรค์แล้วหรือยัง ๔.๕ มีข้อคิดเห็น ข้อวิเคราะห์ของผู้เขียนแทรกอยู่ด้วยแล้วหรือไม่ ๔.๖ มีการจัดล าดับความอย่างมีระบบหรือยัง ๔.๗ โครงสร้างต้องประกอบด้วย (ชื่อเรื่อง) ค าน า เนื้อเรื่อง และสรุป เช่นเดียวกับ เรียงความแล้วหรือไม่ ๔.๘ มีเนื้อหา วิธีการเขียน และการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับผู้อ่านหรือยัง ๔.๙ มีวิธีการเขียนที่เร้าความสนใจของผู้อ่านให้อยากติดตามอ่านจนจบ ท าให้เกิด ความเพลิดเพลินและมีข้อชวนให้คิดเพียงไร ๕. ขั้นตอนการเขียนบทความ ในภาคปฏิบัติของการเขียนบทความ ผู้เขียนต้องตั้งใจเป็นพิเศษเพื่อให้พัฒนาการ ของทักษะการเขียนบทความด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพเพราะการเขียนบทความจะยากกว่า การเขียนเรียงความ ดังนั้น ผู้เขียนจึงควรฝึกเขียนตามล าดับขั้นตอน ๖ ขั้นต่อไปนี้ คือ เลือกประเด็น เรื่อง ตีความและก าหนดขอบเขตของเรื่อง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม วางโครงเรื่อง ลงมือเขียน และตรวจทานและแก้ไข กล่าวดังนี้
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๗๙ ๕.๑ เลือกประเด็นเรื่อง ในขั้นนี้ ผู้เขียนใช้หลักการเดียวกันกับการเลือกประเด็นเรื่อง ในการเขียนเรียงความตามที่เสนอไว้ ๕ วิธี ได้แก่ ๕.๑.๑ ควรเลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี ๕.๑.๒ ควรเลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีประสบการณ์มามาก ๕.๑.๓ ควรเลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้ว ๕.๑.๔ ควรเลือกเรื่องที่เป็นนามธรรม ๕.๑.๕ ควรเลือกเรื่องที่มีขอบข่ายแคบที่สุด ๕.๒ ตีความและก าหนดขอบเขตของเรื่อง หลังจากได้ประเด็นเรื่องที่จะเขียนบทความ แล้ว จากนั้นน ามาตีความและก าหนดขอบเขตของเรื่อง ซึ่งผู้เขียนใช้วิธีการเดียวกันกับการตีความ และก าหนดขอบเขตของเรื่องในการเขียนเรียงความตามที่เสนอไว้ข้างต้น ๕.๓ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม การหาข้อมูลเพิ่มเติมในการเขียนบทความ ผู้เขียนสามารถ ด าเนินการตามวิธีเดียวกันกับการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในการเขียนเรียงความ กล่าวคือ ๕.๓.๑ อ่านและศึกษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาจากเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ตด้วย ๕.๓.๒ สัมภาษณ์ผู้รู้ ๕.๓.๓ สังเกตหรือติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยตนเอง ๕.๔ วางโค รงเรื่อง เช่นเดียวกันกับการเขียนเรียงความที่ต้องวางโครงเรื่อง ก่อน ก า รเขี ยนบ ท ค ว าม ซึ่งวิธีก ารว างโค รงเรื่องใช้ วิ ธีเดี ย วกัน กับ ก ารว างโค รงเรื่อง ในการเขียนเรียงความ โดยเขียนไว้เป็นข้อๆ ตัวอย่างเช่น ถนนไปสู่ดวงดาวบนฟากฟ้าภาษาและวรรณกรรมไทย ทิศทางจากฐานรากของ ผศ. เสาวภา ธานีรัตน์ และ ผศ. แอบ ชามทอง ๑. บทน า ๒. วาทกรรมผศ. เสาวภา ธานีรัตน์ และ ผศ. แอบ ชามทอง ๓. ผศ. เสาวภา และ ผศ. แอบ กับผม ผองเพื่อน และศิษย์ ๔. ปรัชญาบนดวงดาวบนฟากฟ้าภาษาและวรรณกรรมไทย ๕. อุปสรรคและปัญหาบนถนนไปสู่ดวงดาว ๖. ทิศทางการพัฒนาจากรากฐานของ ผศ. เสาวภา ธานีรัตน์ และ ผศ. แอบ ชามทอง ๗. บทสรุป ตารางที่ ๖.๑ การวางโครงเรื่อง ๕.๕ ลงมือเขียน ในการลงมือเขียนบทความโดยเขียนตามโครงเรื่องที่ก าหนดไว้ ในขั้นนี้ นอกจากผู้เขียนสามารถใช้วิธีการเขียนเดียวกับเรียงความได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังมีแนวการเขียน และข้อควรระวังเฉพาะในการเขียนบทความ ดังนี้
๑๘๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๕.๕.๑ แนวการเขียนเฉพาะบทความ มี ๖ ข้อ ดังนี้ ๑) ต้องมีสาระ ได้เรื่องได้ราว ข้อความตลอดทั้งเรื่องต้องสอดคล้องกัน ๒) แต่ละย่อหน้ามีสาระส าคัญพอที่จะสรุปออกมาได้อย่างแน่นอน ๓) ข้อมูล เหตุการณ์ต่างๆ ต้องมีพื้นฐานมาจากความเป็นจริงเท่านั้น ๔) แยกแยะระหว่างความคิดส่วนตัวกับข้อเท็จจริงอย่างเด่นชัด ๕) แสดงจุดมุ่งหมายให้ชัดแจ้ง มิฉะนั้นผู้อ่านจะจับประเด็นไม่ได้ ๖) ตัวอย่าง การเปรียบเทียบ สถิติ หรืออื่นๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้เนื้อหา สมบูรณ์และเด่นชัด ๕.๕.๒ ข้อควรระวังเฉพาะในการเขียนบทความ มี ๗ ข้อ ดังนี้ ๑) ระวังการเขียนซ้ าซาก วกวน สับสน ๒) ขยายความไม่ชัดเจน แสดงว่าผู้เขียนมีความรู้น้อย ความคิดคับแคบ ๓) หากใช้ค าฟุ่มเฟือยเกินความจ าเป็น ให้ตัดออก ๔) เขียนประโยคสั้นๆ กะทัดรัด เลือกใช้ค าง่ายๆ ความหมายชัดเจน ๕) เลือกใช้ค าให้เหมาะกับความและใช้ค าที่ช่วยให้ความกระจ่างชัด ๖) โวหารต้องเหมาะสมกับเรื่องและต้องเป็นโวหารที่ตนถนัดเขียน ๗) รู้จักความหมายของค าทุกค าก่อนที่จะลงมือเขียน ไม่ใช้ค าไร้น้ าหนัก ๕.๖ ตรวจทานและแก้ไข ขั้นสุดท้ายของการเขียนบทความ คือ การตรวจทาน และหากพบจุดใดผิดหรือบกพร่องก็ให้ด าเนินการแก้ไขโดยทันที ซึ่งสาระแนวทางการปฏิบัติการ เขียนขั้นนี้ให้ใช้แนวทางเดียวกันนี้ในการเขียนเรียงความดังกล่าวข้างต้น การเขียนจดหมาย การเขียนจดหมายเป็นวิธีการสื่อสารที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถ ท าความเข้าใจกันได้อย่างถูกต้องตรงกัน มีหลักฐานชัดเจนด้วยสามารถบรรจุรายละเอียดได้ ตามที่ผู้เขียนต้องการ ทั้งยังเก็บไว้เป็นหลักฐานตามกฎหมายได้ การเขียนจดหมายอาจแบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆ ได้ ๓ ประเภท คือ จดหมายส่วนตัว จดหมายธุรกิจ จดหมายราชการ (หนังสือราชการ) ๑. จดหมายส่วนตัว จดหมายส่วนตัว คือ จดหมายที่มีติดต่อถึงกันระหว่างญาติสนิทมิตรสหายและคนคุ้นเคย ใช้ไต่ถามทุกข์สุขส่วนตัวหรือแจ้งธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ซองและกระดาษที่ใช้เขียนควรมีสีสุภาพ เรียบร้อยไม่ยับย่น การจ่าหน้าซองต้องเขียนให้ชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อสะดวกในการน าส่ง
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๘๑ การใช้ภาษาในจดหมายส่วนตัวถึงแม้จะไม่เคร่งครัดนัก แต่ก็ต้องค านึงถึงความเหมาะสม เรียบร้อย ถูกกาลเทศะ โดยเฉพาะค าขึ้นต้น และค าลงท้ายต้องเหมาะสมกับบุคคล เช่น บุคคลผู้รับจดหมาย ค าขึ้นต้น ค าลงท้าย ญาติผู้ใหญ่ ครู , หัวหน้างาน พระสงฆ์ น้อง , เพื่อน กราบเท้า.......ที่เคารพอย่างสูง กราบเรียน.......ที่เคารพ นมัสการ....... .......ที่รัก , สวัสดี.......ที่รัก ด้วยความเคารพอย่างสูง ด้วยความเคารพ นมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง ด้วยความรัก , รักและคิดถึง ตารางที่ ๖.๒ ค าขึ้นต้น-ค าลงท้ายในจดหมายส่วนตัว จดหมายส่วนตัวไม่มีรูปแบบการเขียนที่ตายตัวเหมือนจดหมายประเภทอื่นๆ บางครั้ง ก็ออกมาในลักษณะของการ “บันทึกสั้น” แต่ส่วนมากจะนิยมเขียนจดหมายที่มีแบบฟอร์มง่ายๆ ที่นิยมเขียนกันทั่วไป ดังตัวอย่าง ๖๐ ถ.โชตนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๓๐๐ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ สุพิศเพื่อนรัก ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีมา เราต่างคนต่างก็ท างานกัน ไม่มีเวลาได้พบปะสังสรรค์เลย ฉันคิดถึงเธอมาก ด้วยแรงคิดถึงวันนี้จึงส่งหนังสือ “ข้อคิด ค าคม เกี่ยวกับคติธรรม” มาให้เธออ่าน ยามว่าง ฉันอ่านจบแล้ว และเห็นว่าเป็นหนังสือดีมีคุณค่า และมีเนื้อห าเหมาะกับเธอ สมัยที่ เรียนหนังสือด้วยกัน ฉันแอบเห็นเธออ่านหนังสือประเภทนี้บ่อยๆ จริงไหมล่ะ ดังนั้นวันนี้ เธอได้ของถูกใจแล้ว ที่สุดนี้ ฉันขอฝากความเคารพรักและร าลึกถึงมายังคุณพ่อและคุณแม่ของเธอด้วย เอาละขอยุติก่อนนะ หวังว่าเธอคงอยู่ดีมีสุข ฉันสบายดี รัก และคิดถึง พนิต ตารางที่ ๖.๓ จดหมายส่วนตัวที่มีแบบฟอร์มสมบูรณ์ ๒. จดหมายธุรกิจ จดหมายธุรกิจเป็นจดหมายติดต่อด้านธุรกิจต่างๆ ระหว่างห้างร้านและบริษัท หรือใช้ติดต่อระหว่างเอกชนกับห้างร้าน บริษัท จดหมายประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นจดหมาย กึ่งราชการหรือ จดหมายแบบราชการ ซึ่งเขียนในโอกาสต่างๆ ดังนี้
๑๘๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๒.๑ จดหมายโฆษณาขายสินค้าและบริการ คือ จดหมายที่บริษัทห้างร้านมีไปถึงลูกค้า เพื่อแนะน าชักชวนให้ลูกค้าสนใจสินค้าและบริการของบริษัท ในเนื้อความของจดหมายจะเรียกร้อง ให้ผู้อ่านสนใจ พอใจและเข้าใจในสินค้าและบริการด้วยการบอกคุณภาพของสินค้า บอกราคา ตลอดจนผลดีและความสะดวกสบายต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าหรือบริการนั้นๆ ในตอนท้าย จะพยายามใช้ค าพูดยั่วยุให้ลูกค้าปรารถนาจะซื้อสินค้าและใช้บริการ เช่น มีส่วนลดพิเศษ มีของแถม มีบริการเงินผ่อน มีบริการถึงบ้าน หรือทดลองใช้ไม่ดีคืนเงิน เป็นต้น ๒.๒ จดหมายสอบถามและตอบการสอบถาม คือ จดหมายธุรกิจที่มีเนื้อความต้องการ ทราบเรื่องราวหรือรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ราคาสินค้า อัตราส่วนการลดราคา ระยะเวลาประกัน คุณภาพ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการตอบจดหมายประเภทนี้จะต้องตอบให้ตรงค าถาม ถ้าเป็นไปได้ ควรแนบใบปลิวโฆษณาหรือรายละเอียดของสินค้าไปด้วย ตอนท้ายของจดหมายอย่าลืมขอบคุณ และหวังว่าบริษัทจะได้รับใช้หรือให้บริการอีก ๒.๓ จดหมายสั่งซื้อสินค้าและตอบรับการสั่งซื้อสินค้า คือ จดหมายที่มีเนื้อความ แสดงความต้องการซื้อสินค้า การเขียนจะต้องบอกรายละเอียดให้ชัดเจนว่าต้องการสินค้าชนิดใด จ านวนเท่าไร ราคาเท่าไร ส่งไปให้ใคร ที่ไหนและจะจัดเก็บค่าสินค้าได้อย่างไร เมื่อทางห้างร้าน ได้จดหมายนี้แล้วก็จัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อได้เลย แต่ถ้าเกิดการล่าช้าเพราะความจ าเป็น ทางห้างร้าน ต้องตอบให้ผู้สั่งซื้อทราบก่อนเพื่อผู้ซื้อจะได้ไม่เกิดความกังวลใจ ๒.๔ จดหมายต่อว่าเรื่องสินค้าและปรับความเข้าใจ คือ จดหมายในวงการธุรกิจ ที่มีเนื้อความต่อว่ากันภายหลังที่ลูกค้าได้รับสินค้าล่าช้าหรือผิดประเภท ช ารุดเสียหายหรือได้ไม่ครบ จ านวน แต่ก็ไม่ควรใช้ส านวนภาษาที่รุนแรง ต้องพูดอย่างระมัดระวัง พูดให้นุ่มนวลหรือไม่พูดออกมา ชัดเจนว่าเป็นความผิดของใคร แต่ควรเขียนให้ได้ความกระจ่างว่าสินค้าชนิดใด เครื่องหมายอะไร ราคาเท่าไร ขนาดไหน เสียหายอย่างไร หรือขาดจ านวนไปเท่าไร เมื่อบริษัทได้รับจดหมายต่อว่าแล้ว ก็ควรเขียนจดหมายปรับความเข้าใจส่งไปยังลูกค้าด้วยเนื้อความที่นุ่มนวลและชัดเจนเช่นกัน ๒.๕ จดหมายขอเปิดเครดิตและสอบถามเครดิต คือ จดหมายที่ลูกค้ามีถึงบริษัทห้างร้าน เพื่อขอเปิดบัญชีสินเชื่อในการซื้อสินค้า ผู้เขียนจะต้องบอกต าแหน่งหน้าที่การงาน สถานที่ท างาน และรายชื่อบุคคลที่น่าเชื่อถือที่จะให้การรับรองแก่ตนได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบ การพิจารณาของฝ่ายที่จะให้เปิดเครดิต การตอบจดหมายประเภทนี้มี ๒ ลักษณะ คือ ตอบรับ กับตอบปฏิเสธ ตอบรับไม่มีปัญหานัก แต่ถ้าตอบปฏิเสธผู้ตอบจะต้องพูดอย่างนุ่มนวลมิให้ลูกค้า เกิดความขุ่นเคืองใจ อาจกล่าวน าด้วยการขอบคุณที่เชื่อถือในคุณภาพของสินค้าและบริการ ของบริษัท จากนั้นจึงอ้างเหตุผลที่ไม่อาจยินยอมให้เปิดบัญชีเงินเชื่อ บอกถึงข้อดีของการซื้อเงินสด ในตอนท้ายอาจให้ความหวังว่าในเวลาอันใกล้นี้ทางบริษัทอาจจะสนองความต้องการนี้ได้
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๘๓ ๒.๖ จดหมายทวงหนี้ คือ จดหมายที่บริษัทห้างร้านมีไปทวงหนี้ที่ลูกค้าละเลย ในการช าระหนี้ การเขียนจะต้องเท้าความถึงเรื่องที่เคยตกลงกันไว้แต่เดิม แล้วจึงบอกสาเหตุ ที่ต้องเตือนมาด้วยภาษาที่นุ่มนวล ไม่พูดเชิงดูหมิ่น ให้พูดเชิงขอร้อง ขอความร่วมมือ ลูกค้าบางราย อาจเพิกเฉยกับจดหมายทวงหนี้ ทางเจ้าหนี้อาจมีไปทวงสองหรือสามครั้ง ครั้งสุดท้ายจึงบอกว่า จ าเป็นต้องด าเนินการตามกฎหมาย ๒.๗ จดหมายสมัครงาน เป็นจดหมายที่บุคคลภายนอกเขียนไปสมัครท างานกับบริษัท ห้างร้านหรือองค์กรต่างๆ ตามที่พบในประกาศของหน่วยงานนั้นๆ การเขียนจดหมายประเภทนี้ จะต้องพยายามเรียกร้องความสนใจนายจ้างหรือผู้รับสมัครด้วยการเลือกใช้กระดาษและซองอย่างดี ระวังเรื่อการสะกดการันต์และวางรูปแบบจดหมายให้ถูกต้อง ข้อความในจดหมายสมัครงานควรมีสิ่งต่อไปนี้ (ก) ส่วนน า ควรบอกว่าได้ทราบข่าวการรับสมัครจากที่ใด ตนมีความสนใจ และคิดว่ามีคุณสมบัติตามผู้รับต้องการ (ข) บอก รายล ะเอียดส่ วนตั ว เช่น อายุ สภ าพสม รส ก ารศึกษ าโดยย่อ ความสามารถพิเศษ เช่น พูดภาษาต่างประเทศได้ พิมพ์ดีดได้ ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เป็นต้น (ค) ประสบการณ์ ถ้ามีให้บอกด้วย ถ้าเพิ่งจบการศึกษามาก็อาจจะพูดถึง ประสบการณ์ในการท ากิจกรรมในสถานศึกษาที่เอื้อต่อการท างานนี้ก็ได้ (ง) ผู้รับรอง ควรเป็นหัวหน้างานที่เราเคยไปฝึกงานด้วย อาจเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่เคยสอนเรามา โดยแจ้งชื่อ ต าบล ที่อยู่พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับรองให้ชัดเจน เพื่อนายจ้างจะได้ติดต่อได้ (จ) ข้อความย่อหน้าสุดท้าย ควรเขียนเป็นท านองให้ผู้รับสมัครเกิดความต้องการ เราเป็นพิเศษ อาทิ ขอทดลองงานให้ดูก่อน และก่อนจบจดหมายควรกล่าวแสดงความหวัง ที่จะได้รับพิจารณา (ฉ) ค าลงท้ าย ให้ใช้ขอแสดงความนับถือ พร้อมกับเซ็นชื่อบ รรทัดต่อไป และอย่าลืมวงเล็บ ชื่อ–สกุลด้วยตัวบรรจงด้วย
๑๘๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๔๗ หมู่ ๕ ต าลบหมากแข้ง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ๔๑๐๐๐ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ เรื่อง ขอสมัครงานในต าแหน่งประชาสัมพันธ์ เรียน ผู้จัดการฝ่ายบุคคล บริษัทสนุกโฮม สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. รูปถ่าย ๒ รูป ๒. ส าเนาใบรายงานผลการศึกษา ๑ ฉบับ ๓. ส าเนาใบรับรองผลการท างาน ๑ ฉบับ ดิฉันได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ฉบับลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ว่าทางบริษัทฯ ต้องการพนักงานประชาสัมพันธ์ ๑ ต าแหน่ง ดิฉันมีความสนใจและใคร่ขอสมัครเพื่อรับการพิจารณาบ รรจุ ในต าแหน่งดังกล่าว ดิฉันอายุ ๒๓ ปี เป็นโสด สุขภาพสมบูรณ์ มีภูมิล าเนาอยู่จังหวัดอุดรธานี ส าเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี สาขาประชาสัมพันธ์ จากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้คะแนน ตลอดหลักสูตร ๓.๐๑ ดิฉันสามารถพูด เขียนภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นได้ดีพอสมควร ระหว่างศึกษาดิฉันมีส่วนร่วมในกิจกรรมของคณะวิชาทุกกิจกรรม และได้เคยทดลองปฏิบัติงาน ด้านประชาสัมพันธ์ที่โรงแรมบ้านเชียง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตลอดภาคเรียนฤดูร้อน ปีการศึกษา ๒๕๕๘ จากผลการฝึกประสบการณ์ครั้งนี้ท าให้ดิฉันมีประสบการณ์หลายด้านและมั่นใจว่าจะปฏิบัติงานของท่าน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งดิฉันยินดีที่จะให้ทางบริษัทฯ พิสูจน์ความสามารถก่อนที่จะตกลงรับเข้าท างาน ท่านสามารถสอบถามประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ความประพฤติและประสบการณ์ การท างานของข้าพเจ้าได้จากบุคคลต่อไปนี้ ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์นราธร สุจริต คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ๔๑๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๔๒-๔๑๒๕๔๔ ๒. คุณนภาลัย สวยสุด หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมบ้านเชียง ถนนศรีสุข ต าบล หมากแข้ง อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ๔๑๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๔๒-๒๑๗๖๖๐ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะได้รับการพิจารณาจากท่านให้ดิฉันได้เข้ารับการสัมภาษณ์ ตามวัน เวลาที่ท่านสะดวก ดิฉันตั้งใจจะท างานให้บริษัทอย่างสุดความสามารถ เพื่อความก้าวหน้าของบริษัทฯ ท่านติดต่อเรียกตัวดิฉันได้ตามที่อยู่ข้างต้น ขอขอบคุณในความกรุณาของท่านมา ณ โอกาสนี้ ขอแสดงความนับถือ (นางสาวโสมอุษา สิทธิโชค) ตารางที่ ๖.๔ จดหมายสมัครงาน ๓. จดหมายราชการ จดหมายราชการหรือหนังสือราชการ คือเอกสารที่ท าเป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่ หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ หนังสือที่มีติดต่อระหว่างส่วนราชการกับหน่วยงานหรือบุคคล ที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือเอกสารที่ทางราชการท าขึ้นเป็นหลักฐาน เป็นระเบียบข้อบังคับ หรือกฎหมาย หนังสือราชการมี ๖ ชนิด คือ (๑) หนังสือภายนอก เป็นหนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการกับบุคคล หรือหน่วยงานที่มิใช่ส่วนราชการ ใช้กระดาษตราครุฑ มีวิธีเขียนที่เป็นแบบพิธี
ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๘๕ (๒) หนังสือภ ายใน คือ หนังสือติดต่อภ ายในกระท รวง ทบวง กรม จังห วัด หรือหน่วยงานเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึกข้อความ (๓) หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้า ส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงชื่อย่อ ก ากับตรา มักใช้กับกรณีที่ไม่ใช่เรื่องส าคัญ เช่น การบอกรายละเอียดเพิ่มเติม การตอบรับ เป็นต้น ใช้กระดาษตราครุฑ (๔) หนังสือสั่งการ มีค าสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ (๕) หนังสือประชาสัมพันธ์ มีประกาศ แถลงการณ์ ข่าว (๖) หนังสือที่เจ้าหน้าที่ท าขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐาน มีหนังสือรับรองรายงานการประชุม และบันทึก แต่ในที่นี้จะกล่าวเน้นเฉพาะหนังสือภายนอก หนังสือภายใน และหนังสือประทับตรา แทนการลงชื่อเท่านั้น คือ ๓.๑ หนังสือภายนอก คือหนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธี ใช้กระดาษตราครุฑ มีแบบฟอร์มและรายละเอียดดังนี้ ที่ หมายถึงล าดับที่ของหนังสือให้ลงรหัสตัวพยัญชนะ และเลขประจ า ของเจ้าของเรื่อง ทับ (/) เลขทะเบียนหนังสือส่ง เขียนไว้ด้านบน ซ้ายสุด เช่น ที่ ศธ.๐๖๐๒/๓๐ หมายถึง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ) กรมวิชาการ (๐๖) กองวิจัยทางการศึกษา (๐๒) ล าดับเลขทะเบียน หนังสือส่งออกที่ ๓๐ ส่วนราชการเจ้าของหนังสือ ให้ลงชื่อส่วนราชการ สถานที่ราชการ หรือคณะกรรมการซึ่งเป็น เจ้าของหนังสือนั้น เขียนไว้ทางด้านบนขวาสุดบรรทัดเดียวกับ “ที่” วัน–เดือน–ปี คือ วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือ ให้เขียนเฉพาะตัวเลขของวันที่ ชื่อเต็มของเดือน และตัวเลขของปีพุทธศักราชไว้กึ่งกลางตราครุฑ เช่น ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เรื่อง ให้เขียนชื่อเรื่องย่อที่สั้นกะทัดรัดแต่ได้ความสมบูรณ์ ถ้าเป็นหนังสือ ต่อเนื่องให้ใช้ชื่อเรื่องหนังสือฉบับเดิม ค าขึ้นต้น ให้ใช้ตามฐานะของผู้รับจดหมาย แล้วลงต าแหน่งของผู้รับหนังสือนั้น โดยใช้ “เรียน” กับต าแหน่งหน้าที่ของบุคคลธรรมดา “กราบเรียน” กับต าแหน่งประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานรัฐสภา และประธาน ศาลฎีกา อ้างถึง (ถ้ามี) เป็นการอ้างถึงหนังสือที่เคยมีติดต่อกัน ให้ลงเลขล าดับที่ของหนังสือ ฉบับสุดท้ายที่ติดต่อกันเพียงฉบับเดียว เว้นแต่จะมีสาระอ้างถึง หนังสือฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอีก
๑๘๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร สิ่งที่ส่งมาด้วย (ถ้ามี) ให้ลงชื่อสิ่งของ เอกสารหรือบรรณสารที่ส่งมาพร้อมหนังสือฉบับนี้ ข้อความ มีหลักการเขียน คือ ย่อหน้าแรก เป็นข้อความที่เป็นเหตุของการของการเขียนจดหมาย มักขึ้นต้นด้วยค าว่า “ด้วย” “เนื่องด้วย” “ตามที่” ย่อหน้าที่สอง เป็นข้อความที่เป็นวัตถุประสงค์ของการเขียน จ ด ห ม าย ฉบั บ นี้ เช่น เพื่ อ ข อ ค ว าม ร่ วม มื อ เพื่ อให้ เข้ าใจ เพื่อให้พิจารณา หรือเพื่อทราบ ค าลงท้าย ให้ใช้ตามฐานะของผู้รับหนังสือนั้น โดยใช้ “ขอแสดงความนับถือ” กับบุคคลธรรมดา “ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง” กับประธาน องคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธาน วุฒิสภา ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา ลงชื่อ ให้ลงรายมือชื่อเจ้าของหนังสือ และพิมพ์ชื่อ นามสกุลของเจ้าของ ลายมือชื่อไว้ใต้ลายมือชื่อ โดยใส่ไว้ในวงเล็บ ต าแหน่ง ให้ลงต าแหน่งของเจ้าของหนังสือ ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ให้ลงส่วนราชการหรือหน่วยงานที่ออกหนังสือนั้น พร้อมหมายเลข โทรศัพท์และหมายเลขโทรสารด้วย ชั้นความลับ (ถ้ามี) ให้ลงค าว่า “ลับ” หรือ “ปกปิด” ไว้ด้านบนตราครุฑ ชั้นความเร็ว (ถ้ามี) ให้ลงค าว่า “ด่วน” “ด่วนมาก” หรือ “ด่วนที่สุด” ไว้ด้านบน ของเลขล าดับที่ของหนังสือและมุมซองด้านบนซ้ายข้างตราครุฑ