The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ซัลมา รัตนเยี่ยม, 2023-06-14 01:11:09

เอกสารประกอบการสอน ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

เอกสารประกอบการสอน ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๘๗ ๑. ข้อเท็จจริง-มนุษย์ต้องอดทนต่อค าล่วงเกินของผู้อื่นจึงจะเป็นสุข ๒. ข้อคิดเห็น-ผู้ปฏิบัติได้จะเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เปิดประตูแห่งความสงบ ได้โดยง่าย ๓. ข้อความที่ฟัง เป็นงานเขียนประเภทร้อยแก้ว เชิงธรรมะ ๔. เนื้อหาของข้อความเกี่ยวกับความเมตตากรุณา ความอดทนอดกลั้น ๕. ข้อความนี้มีวิธีการเสนอโดยใช้ค าบรรยายง่ายๆ โดยมีเหตุผลอธิบาย ๖. ข้อความนี้เสนอภาพเกี่ยวกับความอดทนในหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย โดยต้องใช้ เมตตา กรุณาและอดทนอดกลั้น ๗. เหตุผลของผู้อดทนต่อการล่วงเกินในบุคคลอื่นๆ เช่น อดทนต่อค าล่วงเกินของผู้สูงกว่าเพราะความกลัว อดทนต่อค าล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นพอสู้กันได้ อดทนต่อค าล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนได้ เราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุด ๘. “ประตูแห่งความสงบ” ในที่นี้หมายถึง หนทางแห่งความสุข การฟังเพื่อตีความ การตีความขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ตีความ ผู้ฟังจะต้องรู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ ข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็น มีพื้นฐานความรู้และอ่านหลายๆ ครั้ง แล้วท าความเข้าใจกับข้อความ นั้นว่าหมายถึงอะไร เป็นอย่างไร สิ่งใดเป็นภูมิหลังของข้อความนี้ ผู้เขียนมีความรู้สึกอย่างไร เจตนาของผู้เขียนเป็นอย่างไร มหานคร นะค่อนอนาถ เพราะอัมพาต ที่เพิ่มที่พูน เวลาหล่นหาย เสียดายอาดูร สิ้นแล้วแววจรูญ สิ้นสูญดวงใจ ดึกดื่นเอ๋ย แม่ใครมาน้ าตาใครไหล มีข้าวกี่ห่อ มีมะละกอส้มต าไหม มีแต่เหงื่อไคล ติดกายแม่มาเอย (ศิวกานต์ปทุมสูติ “รถติด”) ตารางที่ ๓.๕ การฟังเพื่อตีความ


๘๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๑. ข้อความที่ฟังเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร กรุงเทพฯ รถติด ๒. เหตุใดผู้แต่งจึงเขียนว่า “เวลาหล่นหาย เสียดายอาดูร” ผู้แต่งเสียดายเวลาที่เสียไปกับรถติด ๓. เมื่อฟังข้อความนี้ท่านมีความรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยกับผู้เขียนเกี่ยวกับกรณีรถติดและอยู่ร่วมในชะตากรรมนี้ด้วย ๔. “ดึกดื่นเอย แม่ใครมา น้ าตาใครไหล” ผู้เขียนต้องการบอกอะไรแก่ผู้อ่าน รถติดท าให้แม่กลับดึกดื่น ลูกรอคอยแม่ เป็นสภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ๕. “มีแต่เหงื่อไคล ติดกายแม่มาเอย” ผู้เขียนเจตนาส่งสารอย่างไร ต้องการชี้ให้เห็นสภาพชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับรถติดและชีวิตคือการต่อสู้ ๖. พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไร เมื่อวิเคราะห์ข้อความแล้วจะเห็นว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง คือ การยอมรับที่กรุงเทพฯ มีการจราจรติดขัด แต่เวลาที่เสียไปกับรถติดนั้นควรท าอย่างไรไม่ให้ กระวนกระวายใจ หรือให้ยอมรับว่าชีวิตในกรุงเทพฯ คือชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ มีความอดทน ต่อการจราจรติดขัดสูง แต่คุณธรรมของแม่คือการมาหาลูกกับการรอคอยของลูก ความสัมพันธ์ ระหว่างแม่กับลูกก็ยังมีอยู่ ฉะนั้น ถ้าเราสามารถปรับชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ก็จะท าให้เรา สุขกายสบายใจได้แม้รถจะติด ลูกจะรออยู่ที่บ้าน ส่วนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้อื่นและสังคมส่วนรวมจากผลของการจราจรติดขัด ทุกคนป ระสบปัญ ห าเหมือนๆ กัน ทุกคน รู้จักต่อสู้กับ ชีวิต ไม่อารมณ์ เสียใส่กัน ผู้ อื่น และสังคมส่วนรวมก็จะสงบสุขได้โดยรวม การฟังเพื่อประเมินค่า การฟังเพื่อประเมินค่าเป็นการฟังอย่างมีวิจารณญาณ คือ ฟังหลายๆ ครั้งและไตร่ตรอง ใคร่ครวญอย่างรอบคอบ แล้วจึงตัดสินสิ่งที่ได้ฟังว่ามีคุณค่าน่าเชื่อถือเพียงใด หรือดีหรือด้อยเพียงใด อาจอาศัยเกณฑ์ในการตัดสินหรือเปรียบเทียบกับข้อความที่ฟังในงานอื่นๆ ในเรื่องเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย! วาจาสุภาษิตย่อมไม่มีประโยชน์แก่ผู้ไม่ท าตาม เหมือนดอกไม้ที่มีสีสวย สัณฐานดีแต่หากลิ่นมิได้ แต่วาจาสุภาษิตจะมีประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ท าตาม เหมือนดอกไม้สีสวย มีสัณ ฐานงามและมีกลิ่นหอม ภิกษุทั้งหลาย! ธรรมที่เรากล่าวดีแล้วนั้นย่อมไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์ไพศาลแก่ผู้ไม่ท าตามโดยเคารพ แต่จะมีผลมาก มีอานิสงส์ไพศาลแก่ผู้ซึ่งกระท า โดยนัยตรงข้าม มีการฟังโดยเคารพ เป็นต้น (พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน) ตารางที่ ๓.๖ การฟังเพื่อประเมินค่า


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๘๙ ๑. ข้อความนี้มีประโยชน์ในเรื่องใด - ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับค าพูดที่มีวาจาเป็นสุภาษิต - เป็นเรื่องที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามสิ่งที่คิดว่าดีแล้ว ๒. เรื่องนี้น่าเชื่อถือเพียงใด น่าเชื่อถือ เพราะเป็นพุทธโอวาทก่อนปรินิพพานซึ่งพิสูจน์แล้วว่าดี ๓. ข้อความนี้มีวิธีเสนออย่างไร ใช้ค าง่ายๆ ยกความขึ้นเปรียบเทียบอุปมาให้เห็นจริง ๔. ข้อความนี้กล่าวเกี่ยวกับอะไร กล่าวเกี่ยวกับการใช้วาจาเป็นสุภาษิตว่ามีประโยชน์ส าหรับผู้กระท าตาม ๕. ข้อความนี้ตรงกับพุทธพจน์ว่าอย่างไร ผู้ที่ปฏิบัติธรรมย่อมมีผลกับผู้กระท าตาม ผู้ใดเคารพเรา ก็จงปฏิบัติธรรมของเรา (พระพุทธเจ้า) ๖. พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไร การพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง คือ เมื่อได้ฟังพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้า แล้วยอมรับ ยึดถือเป็นแบบอย่างและใช้ค าพูดให้เป็นวาจาสุภาษิตได้ ก็ย่อมได้รับความเคารพ และนับถือจากผู้อื่น ส่วนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อื่นและสังคมส่วนรวม คือ เมื่อตนใช้วาจา เป็นสุภาษิต ตนเองได้รับการนับถือก็จะมีผลกระทบต่อผู้อื่น คือ ท าให้ผู้อื่นสุขกาย สบายใจ และมีผลต่อสังคมส่วนรวม ท าให้สังคมเต็มไปด้วยบุคคลที่ท าดี สังคมก็จะดีตามไปด้วย หลักการฟังที่ดี การเป็นผู้ฟังที่ดีนั้นจะน ามาซึ่งประโยชน์แก่ผู้ฟัง ดังนั้นผู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีควรจะต้องมี หลักการฟังที่ดีเพื่อใช้เป็นวิธีในการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสรุปการฟังที่ดีได้ ดังนี้ ๑. มีสมาธิในการฟัง การมีสมาธิในการฟัง ก็คือ การไม่ปล่อยให้ความคิดอื่นเข้ามา แทรกแซงในขณะฟัง ผู้ฟังจะต้องฝึกฝนสมาธิการฟังให้กับตนเอง พยายามให้ความสนใจในเรื่องที่ฟัง ๒. สนใจในเรื่องที่ฟัง ขณะฟังจะต้องให้ความสนใจ ความสนใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เรื่องที่ฟังอยู่ในวงประสบการณ์ ของผู้ฟัง ฉะนั้น ผู้ฟังจะต้องอ่านมาก ฟังมาก เห็นมาก เพื่อให้มีประสบการณ์กว้างขวาง จะท าให้ความสนใจการฟังของผู้ฟังกว้างขวางขึ้น ๓. มีจุดมุ่ งหม ายใน ก า รฟั ง ผู้ฟังจ ะต้ องตั้งจุดมุ่งห ม ายใน ก ารฟังจึงจ ะท าให้ การฟังมีประสิทธิภาพ การตั้งจุดมุ่งหมายการฟังขึ้นอยู่กับหัวข้อเรื่องที่จะฟัง เนื้อเรื่องที่จะฟัง วิธีการพูดของบุคคล จุดมุ่งหมายการฟังอาจจะแบ่งได้หลายประการ เช่น ฟังเพื่อติดต่อสื่อสาร ในชีวิตประจ าวัน ฟังเพื่อแสวงหาความรู้และความรอบรู้ ฟังเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน และความซาบซึ้ง และฟังเพื่อให้ได้ข้อคิด วิธีการฟังบางประเภทอาจไม่ต้องการสมาธิมากนัก ได้แก่ การฟังดนตรี การฟังเพลง การฟังนิยาย เป็นต้น


๙๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๔. มีความสามารถในการจับใจความ ผู้ฟังต้องสามารถจับใจความและจับประเด็นส าคัญ ของเรื่องที่ฟังได้ แล้วส รุปเป็นความคิดออกมา ตลอดจนท ราบแน วคว ามคิดของผู้พูด การสรุปสาระส าคัญอาจใช้การจดบันทึกหรือย่อความประกอบด้วยก็ได้ ๕. พิจารณ าไตร่ตรองเรื่องที่ฟั ง นั่นคือ ฟังแล้ววิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จจริง และความคิดเห็นของผู้พูด พิจารณาด้วยเหตุผลและประเมินค่าเรื่องที่ฟัง ๖. มีความพร้อมในการฟัง ความพร้อมในการฟัง ได้แก่ ความพร้อมทางกาย คือ การรับรู้ ทางเสียงดี หูไม่ตึง สุขภาพร่างกายไม่ปวดศีรษะ เป็นไข้ หรือหิวโหย ทางจิตใจ คือ มีความตั้งใจ ในการฟัง มีความสนใจที่จะฟัง อารมณ์ไม่เครียด ไม่มีความหวาดวิตก นอกจากนั้น บรรยากาศ หรือสภาพแวดล้อมในการฟังดี ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีกลิ่นรบกวน อากาศไม่ร้อนอบอ้าว เป็นต้น ๗. มีคุณธรรม ไม่มีอคติต่อผู้พูดและต่อเรื่องที่ฟัง การฟังโดยมีความล าเอียง หรือมีอคติ ต่อผู้พูดหรือเรื่องที่ฟัง จะท าให้การพินิจพิจารณาเรื่องที่ฟังมีความล าเอียงไปด้วย ๘. จดบันทึกสิ่งที่ฟังและน าไปใช้ประโยชน์ ผู้ฟังควรจดบันทึกสาระส าคัญไว้เตือนความจ า เพื่อน าเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ๙. ฟังอย่างส ารวมและมีมารยาทอันดีงาม ผู้ฟังต้องมีอาการส ารวมและมีมารยาทการฟัง เช่น ไม่ลุกเดินเข้าเดินออกโดยไม่จ าเป็น ถ้าจ าเป็นต้องลุกออกจากที่ประชุมและกลับเข้าห้อง ควรจะท าความเคารพผู้เป็นประธานของที่ประชุม ๑๐.ให้เกียรติและให้ก าลังใจแก่ผู้พูด ในขณะที่ผู้พูดก าลังพูด ไม่ควรคุยหรือหยอกล้อกัน เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้พูดและเป็นการเสียมารยาทในการฟัง ถึงแม้ผู้พูดจะขาดเทคนิคการพูด ก็ต้องอดทนฟังอย่างมีมารยาท ควรเคารพและยอมรับฟังเกี่ยวกับเรื่องที่ก าลังพูด แม้ว่าผู้พูด จะมีวัยวุฒิและคุณวุฒิน้อยกว่าก็ตาม ๑๑.ฟังอย่างสร้างสรรค์-สร้างปัญญา เป็นการฟังเพื่อสั่งสมความรู้และให้เกิดความคิด ใหม่ๆ ต้องรู้จักเลือกแหล่งการฟังให้เกิดประโยชน์ ฟังแล้วต้องคิดพิจารณาด้วยตนเอง แยกแยะ ให้เห็นเหตุเห็นผล เห็นคุณเห็นโทษ เห็นข้อดีข้อเสียของเรื่องที่ฟัง ต้องตริตรองให้เห็นชัด แล้วจึงตกลงปลงใจที่จะเชื่อถือข้อความนั้นด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา การฟังเช่นนี้จึงจะท าให้ เกิดปัญญา สรรค์สร้างให้เกิดความคิดที่เป็นคุณประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม กล่าวโดยสรุป การฟังที่ดีนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งในการติดต่อให้เกิดความเข้าใจอันดี ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนให้เกิดในตนและปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นเป็นล าดับ ได้ อาจประเมินผลด้วยตนเองหรืออาจมีผู้อื่นช่วยติชม วิเคราะห์ว่าบรรลุวัตถุประสงค์ตามเกณฑ์ ที่ก าหนดไว้หรือไม่ ซึ่งหากปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีศิลปะในการฟังที่ดีแล้วย่อมก่อให้เกิดปัญญา เป็นผู้ที่ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๙๑ อุปสรรคของการฟังเพื่อการสื่อสาร ก า รฟังไม่ส าม า รถพั ฒ น าไปได้ อ าจมี ส าเห ตุ จ ากตั วผู้ รับ ส า รแ ล ะปั จจั ยอื่น ๆ จิรวัฒน์ เพชรรัตน์และอัมพร ทองใบ (๒๕๕๕)ได้สรุปอุปสรรคของการฟังไว้ ดังนี้ ๑. ตัวผู้รับสาร อุปสรรคของการฟัง หากพิจารณาจากองค์ประกอบของการสื่อสารแล้ว พบว่า ปัญหาการฟังที่ส าคัญอยู่ที่ตัวผู้รับสารในด้านต่างๆ ดังนี้ ๑.๑ ผู้ฟังขาดนิสัยที่ดีในการฟัง ได้แก่ สนใจฟังเฉพาะเรื่องที่ตนเองชอบ ชอบฟังแต่เพลง หรือฟังแต่เรื่องสนุกสนาน ไม่ชอบฟังเรื่องที่เป็นความรู้ หลีกเลี่ยงเรื่องที่ต้องใช้ความคิด มีสาระยาก และข้อมูลซับซ้อนเป็นตัวเลข หรือความคิดเชิงปรัชญา ท าให้ผู้ฟังหลีกเลี่ยง ไม่พยายามที่จะฟัง ๑.๒ ผู้ฟังจะฟังเฉพาะผู้พูดที่มีชื่อเสียงหรือเป็นนักพูดเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้ฟัง เชื่อถือผู้ส่งสารมากกว่าสนใจฟังสาร ท าให้ขาดโอกาสที่จะรับสารจากผู้พูดคนอื่นๆ ที่อาจจะ มีความสามารถมากกว่า ๑.๓ ไม่ชอบฟังเรื่องซ้ าๆ เคยฟังเรื่องใดมาแล้วก็มักจะคิดว่าถ้าฟังเรื่องเดิมอีก จะท าให้เสียเวลา ไม่ได้คุณค่าสาระเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งที่การฟังเรื่องซ้ าจะท าให้เก็บประเด็น และใจความได้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้พูดอาจมีข้อสังเกตและทรรศนะที่แปลกใหม่ อันเป็นรายละเอียด น ามาพูดเพิ่มเติม แตกต่างจากการพูดที่ฟังเป็นครั้งแรกก็ได้ ๑.๔ มีช่วงความสนใจสั้น เนื่องจากขาดการฝึกฝนหรือขณะฟังมีความกังวลใจ ในเรื่องอื่นๆ จึงไม่อดทนฟังเรื่องยาวๆ ได้ เมื่อจ าเป็นต้องฟังก็จะรู้สึกหงุดหงิดร าคาญใจ ๑.๕ ชอบใช้ช่องว่างของอัตราความเร็วระหว่างความคิดกับการพูด คิดในเรื่องอื่น ในลักษณะของการฝันกลางวัน ซึ่งถ้ารู้สึกเบื่อหน่ายไม่สนใจจะฟังก็จะเกิดช่องว่าง ท าให้คิด ไปถึงเรื่องอื่นๆ การรับสารจะถูกขัดจังหวะ ไม่ต่อเนื่องตลอดเรื่อง ๑.๖ อวัยวะในการรับเสียงของผู้ฟังผิดปกติ เช่น อวัยวะหู แก้วหูบกพร่อง ท าให้ได้ยิน ไม่ชัดเจน จึงมีส่วนท าให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคในการฟังได้เช่นกัน ๒. วิธีการฟัง ถ้าผู้ฟังใช้วิธีการฟังที่ไม่ดี ก็เป็นอุปสรรคในการฟังได้เช่นกัน ดังนี้ ๒.๑ ฟังไม่ถูกวิธี ไม่เหมาะกับสารและจุดมุ่งหมายในการฟัง ท าให้เสียเวลา ฟังไป โดยเปล่าประโยชน์ เช่น เปิดวิทยุโทรทัศน์ดูรายการข่าว แต่กลับฟังอย่างพักผ่อนแทนที่จะฟัง อย่างตั้งใจหรือใช้วิจารณญาณวิเคราะห์ข่าวสาร เป็นต้น ๒.๒ จดจ่อฟังแต่เสียง หรือเพ่งเล็งความสนใจอยู่ที่ตัวผู้พูด ไม่ได้ฟังจับใจความของสาร และอวัจนภาษาที่ผู้พูดแสดงออก ท าให้ไม่สามารถรับรู้ว่าสารคืออะไร มีความหมายอย่างไร ๒.๓ ฟังผ่านๆ ไม่ใช้กระบวนการคิด เป็นการรับรู้เพียงว่ามีการสื่อส าร แต่ไม่ได้ คิดวิเคราะห์ข่าวสารหรือคุณค่าสาระของสารที่ฟังว่าเป็นอย่างไร จึงรับสารอย่างผิวเผิน ท าให้ หลงเชื่อและคล้อยตามกลวิธีการพูดของผู้พูดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์


๙๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๒.๔ เข้าใจผิดว่าการได้ยินเป็นวิธีการฟังอย่างหนึ่ง จึงฟังเสียง ไม่ได้ฟังสัมพันธ์ กับกระบวนการคิด รับสารที่เป็นใจความส าคัญไม่ได้ ไม่รู้ว่าผู้พูดต้องการอะไรและส่งสารอะไร มาถึงผู้ฟัง ๒.๕ ฟังอย่างประเมินคุณค่าตลอดเวลา ขณะฟังจะวิเคราะห์สา ร ตัดสินคุณค่า สาระ กลวิธีการพูด และบุคลิกของผู้พูด ท าให้ตีความหมายและเข้าใจสารผิดจากวัตถุประสงค์ ของผู้พูด ดังเช่น ผู้พูดต้องการส่งสารที่ตลกขบขันเพื่อความสนุกสนาน แต่ถ้าผู้ฟังฟังอย่างประเมิน คุณค่าก็จะไม่ได้รับสาระบันเทิงจากเรื่องดังกล่าว ๒.๖ ฟังโดยคิดเอาเองล่วงหน้า คิดว่าฟังเรื่องท านองนี้มาแล้ว รู้ว่าเรื่องจะเริ่มต้นอย่างไร และจบลงอย่างไร คาดเดาเรื่องล่วงหน้าตั้งแต่ฟังการแนะน าผู้พูด จึงคิดว่าไม่คว รฟังต่อไป การคิดล่วงหน้าเช่นนี้จะท าให้มองประเด็นเรื่องผิดไปเพราะผู้พูดอาจจะเสนอเรื่องในท านองอื่น เป็นคนละเรื่องกับที่ผู้ฟังคาดเดาไว้ก็ได้ ๒.๗ ไม่มีสมาธิในการฟัง เนื่องจากพะวงกับปัญหาส่วนตัว คิดและวิตกกังวล อยู่กับปัญหาของตัวเอง มีอารมณ์และภาวะจิตใจ จึงไม่พร้อมที่จะรับสารอื่นได้ เมื่อจ าเป็นต้องฟัง จะไม่มีสมาธิและแสดงกิริยาอาการกระวนกระวาย ก่อให้เกิดความร าคาญแก่คนฟังคนอื่นๆ ด้วย ๓. ปัญหาและอุปสรรคจากปัจจัยอื่นๆ ปัญหาและอุปสรรคในการฟังอาจมีสาเหตุจากปัจจัยภายนอกซึ่งเกิดจากผู้ส่งสาร สื่อ สถานการณ์ และสภาพแวดล้อมในขณะฟัง ดังต่อไปนี้ ๓.๑ ผู้ส่งสารหรือผู้พูด ในกรณีที่ผู้พูดไม่มีสมรรถภาพในการพูด เช่น ออกเสียงผิดๆ ใช้ถ้อยค าภาษาไม่ชัดเจน พูดเสียงคลุมเครือ พูดเสียงเบาไป หรือพูดเร็วไปจนผู้ฟังฟังไม่ทัน หรือพูดช้าไปจนผู้ฟังร าคาญ ไม่ถูกต้อง ก ากวม ล าดับเรื่องวกวน เป็นต้น ผู้ฟังจะไม่สามารถเข้าใจ ความหมายของถ้อยค าภาษา อาจตีความหมายผิดหรือเบื่อหน่ายที่จะฟัง การสื่อสารย่อมล้มเหลว ๓.๒ สื่อ หากสื่อเกิดขัดข้อง บกพร่องหรือช ารุดใช้การไม่ได้ ท าให้สารด้อยคุณภาพ หรือถูกดัดแปลงให้เพี้ยนไป เช่น เครื่องรับวิทยุช ารุดบกพร่อง การฟังสารไม่ชัดเจน เสียงขาด เป็นห้วงๆ กระท่อนกระแท่น หรือเกิดเสียงพร่า เป็นต้น ๓.๓ สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออ านวยในการรับสาร เช่น เสียงรบกวน ที่เกิดจากการพูดคุย แสงสว่างไม่เพียงพอ อุณหภูมิร้อนหรือเย็นจัดเกินไป สถานที่โล่งแจ้ง ห รือคับ แคบไม่เหม าะกับ จ าน วนคนฟัง บ รรย าก าศที่เกิดจ ากตั วผู้พู ดแล ะผู้ฟังมีส่ วน สร้างให้บรรยากาศเป็นกันเองหรือเคร่งเครียด เป็นต้น ๓.๔ อุปสรรคที่เกิดจากเนื้อเรื่องที่น ามาพูด ได้แก่ เนื้อหาที่น ามาพูดไม่น่าสนใจ หรือเป็นเรื่องล้าสมัย เรื่องที่น ามาพูดยาวเกินไป หรือเรื่องที่ฟังนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ฟังเคยฟังมาหลายครั้ง แล้ว หรือเรื่องที่น ามาพูดเป็นเรื่องอุจาด ไม่น่ารับฟัง เป็นต้น กล่าวได้ว่า ปัญหาและอุปสรรคของการฟัง ได้แก่ ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากตัวผู้รับ สาร คือ นิสัยในการฟังและวิธีการฟัง นอกจากนี้ ก็มีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากตัวผู้ส่งสาร สื่อ สถ านก ารณ์ และสิ่งแวดล้อมในขณ ะฟัง ห ากต้องก ารพัฒ น าสมรรถภ าพในการฟัง


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๙๓ หรือเป็นการเพิ่มพูนความสามรถในการฟัง อาจจะได้แนวปฏิบัติจากลักษณะนิสัยที่ดีในการฟัง ที่ต้องปรับปรุงและเสริมสร้างให้เกิดมีขึ้นตามแนวพัฒนาดังกล่าวมานี้ จะช่วยให้การรับสาร มีประสิทธิภาพและผู้รับสารมีบทบาทในกระบวนการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล


๙๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร สรุป การฟังนั้นเป็นทักษะที่เราสามารถฝึกฝนให้ดีได้ โดยเริ่มจากการรู้จักกระบวนการในการฟัง อย่างถูกวิธี และควรฟังในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต สิ่งที่ส าคัญเราควรรู้จักเลือกรับฟังข้อความ และใช้วิจารณญาณว่าข้อความที่ที่ฟังนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ และมีคุณค่าเพียงไร หากเราหมั่นฝึกฝน และพัฒนาการเป็นผู้ฟังได้ด้วยการฝึกฟังเรื่องง่ายๆ ที่เราสนใจ และฝึกการฟังในขั้นสูงขึ้นไป ก็จะสามารถเป็นผู้มีทักษะในการฟังที่ดีและได้รับประโยชน์จากการฟังอย่างแท้จริง


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๙๕ กิจกรรมประจ าบทที่ ๓ ๑. ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน อภิปรายหัวข้อ “การฟังกับชีวิตประจ าวัน” ๒. ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน ท า Mind Map การฟังในชีวิตประจ าวัน ๓. ให้นักศึกษาฟังข่าวทางวิทยุหรือโทรทัศน์ จากนั้นให้สรุปใจความส าคัญของข่าวตามหลัก ๕W๑H ๔. ให้นักศึกษาฟังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วสรุป ใจความส าคัญลงสมุด ๕. ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน เลือกบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว แล้วตีความด้านเนื้อหาและด้านน้ าเสียง พร้อมน าเสนอหน้าชั้นเรียน


๙๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร เอกสารอ้างอิง กุสุมา รักษมณี และคณะ. (๒๕๓๖). “องค์ประกอบของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร” ใน หนังสือภาษาไทย รายวิชา ท ๔๐๑-ท๔๐๒ ทักษะสื่อสาร ๑. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า. คณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ . (๒๕๕๑). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. จิตต์นิภา ศรีไสย์. (๒๕๔๙). ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ และอัมพร ทองใบ. (๒๕๕๕). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มส าราญ, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : พี. เพรส. ชลชิรา กลัดอยู่ และคณะ. (๒๕๑๗). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย. ธิดา โมสิกรัตน์. (๒๕๓๘). “ประเภทของการฟัง” ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การใช้ภาษาไทย (ฉบับปรับปรุง) หน่วยที่ ๑-๘. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธิดา โมสิกรัตน์ และศรีสุดา จริยากุล. ( ๒๕๔๖). “การฟัง” ใน เอกสารการสอนชุดวิชา ภาษาไทย หน่วยที่ ๑-๘. กรุงเทพฯ : ประชุมช่าง. นภดล จันทร์เพ็ญ. (๒๕๕๗). หลักการใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : เจเนซิส มีเดียคอม. ปรีชา ช้างขวัญยืน. (๒๕๑๗). พื้นฐานของการใช้ภาษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. มาลี บุญศิริพันธ์. (๒๕๓๑). หลักการท าหนังสือพิมพ์เบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. วิจิตรวาทการ, หลวง. (๒๕๔๓). กุศโลบาย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์. ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. สนิท สัตโยภาส. (๒๕๔๕). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น. กรุงเทพฯ : เซ็นจูรี่. สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย์. (๒๕๓๘). วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุวัฒนา เลี่ยมประวัติ. (๒๕๕๐). "ลักษณะทั่วไปของภาษาไทย." ใน ภาษากับการสื่อสาร, ๒๓-๒๔.


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๙๗ แผนการจัดการเรียนรู้ บทที่ ๔ การพูดเพื่อการสื่อสาร วัตถุประสงค์ทั่วไป ๑. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเพื่อการสื่อสาร ๒. เห็นความส าคัญของการพูดเพื่อการสื่อสาร ๓. สามารถใช้ทักษะการพูดในที่ชุมชนได้ ๔. น าความรู้ด้านการพูดและสถานการณ์การการพูดไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ๑. อธิบายความหมายและความส าคัญของการพูดเพื่อการสื่อสารได้ ๒. วิเคราะห์องค์ประกอบและประเภทของพูดได้ ๓. ฝึกทักษะการพูดในที่ชุมชนได้ ๔. ประยุกต์ใช้การพูดและสถานการณ์การพูดในชีวิตประจ าวันได้ สาระการเรียนรู้ ๑. การพูดเพื่อการสื่อสาร ๒. ความหมายของการพูดเพื่อการสื่อสาร ๓. ความส าคัญของการพูดเพื่อการสื่อสาร ๔. จุดมุ่งหมายของการพูดเพื่อการสื่อสาร ๕. องค์ประกอบของการพูดเพื่อการสื่อสาร ๖. ประเภทของการพูดเพื่อการสื่อสาร ๗. ลักษณะของผู้พูดที่ดี ๘. ข้อบกพร่องของการพูด ๙. กระบวนการพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสาร ๑๐. มารยาทในการพูด ๑๑. การวิเคราะห์ผู้ฟัง โอกาส และกาลเทศะ ๑๒. การประเมินการพูด กิจกรรมการเรียนการสอน ๑. การบรรยาย ๒. การรายงาน ๓. การศึกษาด้วยตนเอง ๔. การอภิปราย ๕. การพูดหน้าชั้นเรียน


๙๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน ๒. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ อาทิ คอมพิวเตอร์ สไลด์ ซีดี วีดีทัศน์ ๓. แบบฝึกหัด การวัดและการประเมินผล ๑. ตรวจแบบฝึกหัดและการพูดหน้าชั้นเรียนของผู้เรียน ๒. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมผู้เรียน ๓. ทดสอบผลการเรียนรู้


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๙๙ บทที่ ๔ การพูดเพื่อการสื่อสาร ความหมายของการพูดเพื่อการสื่อสาร การพูดมีบทบาทส าคัญในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจ าวัน นักวิชาการหลายท่านให้นิยาม การพูดไว้อย่างหลากหลาย สามารถสรุปได้ ดังนี้ สวนิต ยมาภัย และถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์ (๒๕๓๕ : ๗) ให้ค านิยามการพูด หมายถึง “การใช้ถ้อยค า น้ าเสียง รวมทั้งกิริยาอาการ ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึก และความต้องการ ของผู้พูด ให้ผู้ฟังรับรู้และเกิดการตอบสนอง...” ลักษณา สตะเวทิน (๒๕๓๖ : ๑–๒) ให้ค าจ ากัดความว่า “การพูดเป็นการแสดงถึงลักษณะ และวิธีการของมนุษย์ที่น าเอาภาษาหรือถ้อยค ามาใช้ให้เกิดความหมาย และสื่อสารไปยังผู้ฟัง ตามวัตถุประสงค์ของตนด้วยบุคลิกภาพที่น่าสนใจ ชวนติดตาม ถ้าผู้ฟังมีความรู้ ความสามารถ รู้จักใช้ถ้อยค าเหมาะสมกับบุคคล เวลา และสถานที่ ก็นับเป็นบันไดขั้นแรกของการสมาคม และเป็นแนวทางไปสู่ความส าเร็จได้” เอกฉัท จารุเมธีชน (๒๕๓๙ : ๗๒) กล่าวว่า “การพูด คือ พฤติกรรมในการสื่อความหมาย ของมนุษย์โดยการใช้เสียงให้เป็นภาษาที่สามารถฟังเข้าใจได้ บางครั้งอาจใช้อากัปกิริยาท่าทาง ประกอบด้วยเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปยังผู้ฟัง...” ปรัชญา อาภากุล และการุณันทน์ รัตนแสนวงค์ (๒๕๔๐ : ๑๑) ให้ค าจ ากัดความการพูด ว่า หมายถึง “การถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ทัศนคติ ประสบการณ์และอื่นๆ จากผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังรับรู้และเกิดการสนองตอบตรงตามจุดประสงค์ของผู้พูด” นิพนธ์ ศศิธร และคณะ (๒๕๔๐ : ๑) ให้ความหมายของการพูดว่า “การพูด (Speech) หมายถึง การติดต่อสื่อความหมายระหว่างมนุษย์ด้วยการใช้สัญลักษณ์ คือ เสียง ภาษา ท่าทาง สีหน้า แววตา เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความเข้าใจจากผู้พูดไปยังผู้ฟังให้เป็นที่เข้าใจกัน” กองเทพ เคลือบพณิชกุล (๒๕๔๒ : ๔๓) ได้นิยามการพูดว่า “การพูด คือ การที่มนุษย์ เปล่งเสียงเป็นถ้อยค าภาษาออกมาเพื่อแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการของผู้พูด ให้ผู้ฟังได้ยินและเข้าใจโดยอาศัยภาษา น้ าเสียง และอากัปกิริยาท่าทางเป็นสื่อ และมีการตอบสนอง จากผู้ฟัง” อ าไพ สุจริตกุล และธิดา โมสิกรัตน์ (๒๕๔๖ : ๓๙๗) กล่าวถึงความหมายของการพูด ว่า “การพูด คือ การถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึก หรือความต้องการด้วยถ้อยค า น้ าเสียง และกิริยาท่าทางให้ผู้ฟังรับรู้และตอบสนองตามที่ผู้ฟังต้องการ” ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน์ (๒๕๔๖ : ๖) กล่าวว่า “ค าว่า Speech นั้นแปลได้หลายๆ อย่าง เช่น วาทการ วาทศิลป์ วาทศาสตร์ การพูด ฯลฯ”


๑๐๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร กล่าวโดยสรุป การพูด คือ กระบวนการสื่อความหมายของผู้พูดโดยใช้วัจนภาษาในลักษณะ ภาษาพูด ควบคู่กับการใช้อวัจนภาษา ซึ่งได้แก่ กิริยาอาการ ท่าทาง สีหน้าแววตา ตลอดจน การใช้น้ าเสียงไปยังผู้ฟัง จนเกิดการรับรู้และเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้พูด และเกิดการตอบสนอง จากผู้ฟังจนท าให้เข้าใจความหมายร่วมกันระหว่างสองฝ่าย ความส าคัญของการพูดเพื่อการสื่อสาร การพูดเป็นการสื่อสารของมนุษย์ที่มีความส าคัญต่อการด าเนินชีวิตประจ าวันในหลายๆ ด้านโดยสามารถสรุปได้ ดังนี้ ๑. การพูด เป็นสิ่งจ าเป็นและส าคัญมากในชีวิตประจ าวัน เพราะเราต้องติดต่อกับผู้อื่น อยู่ตลอดเวลาโดยใช้การพูดควบคู่ไปกับการฟัง ๒. การพูด ช่วยในด้านการงานหรืออาชีพได้ อาชีพบางอาชีพจึงจ าเป็นต้องอาศัยการพูด เป็นหลักส าคัญ เช่น นักกฎหมาย นักบริหาร นักธุรกิจ และครูอาจารย์ หรือแม้ประกอบอาชีพอื่น หากมีศิลปะในการพูดที่ดี ก็จะท าให้ธุรกิจการงานเจริญก้าวหน้าและประสบความส าเร็จในชีวิต ๓. การพูด ท าให้เกิดความโน้มน้าวได้ง่าย เห็นได้จากเรื่องศาสนาและการเมือง ต้องอาศัย การพูดโน้มน้าวให้คนส่วนมากมีอารมณ์คล้อยตาม ซึ่งเป็นทางน าไปสู่ความเข้าใจและควรปฏิบัติตาม ๔. การพูด ท าให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย นอกจากเสียงที่ท าให้เกิดอารมณ์คล้อยตามแล้ว หน้าตาท่าทางของผู้พูดจะท าให้เกิดความเข้าใจดียิ่งขึ้น เช่น การบรรยายในชั้นเรียน ถ้าเรา น าค าบรรยายไปอ่าน อาจจะไม่เกิดความเข้าใจได้ดีเท่ากับเราไปนั่งฟังด้วยตนเอง วันดี ชวดนุช (๒๕๔๙ : ๒) สรุปความส าคัญของการพูดในแง่ของการศึกษาวิชาการพูด ว่ามีความจ าเป็นและมีประโยชน์แก่ผู้เรียนอย่างมาก ดังนี้ ๑. ให้รู้จักสื่อสารด้วยค าพูดที่ถูกต้อง เพราะมนุษย์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่อยู่ร่วมกัน ตลอดเวลาเพื่อท ากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจ าวัน จึงจ าเป็นต้องพูดกันให้เข้าใจ ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ปัญหาต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น ๒. เพื่อการเป็นผู้น าที่ดี ลักษณ ะของบุคคลที่ จะเป็นผู้น าที่ดีนั้นจะต้องใช้สมอง หรือสติปัญญาคิดไตร่ตรอง วางแผนและสั่งการงานต่างๆ จึงต้องรู้จักใช้การสื่อสารด้วยค าพูด ที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ด้วย ๓. เพื่อเป็นการวางรากฐานสังคมประชาธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนต้องเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออก “ต้องรู้จักพูด รู้จักเสนอแนะ และต้องรู้จักคัดค้าน” ในสังคมประชาธิปไตย พลเมืองมีเสรีภาพในอันที่จะแสดงออกเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เมื่อมีโอกาสเช่นนี้ ถ้าพูดไม่เป็นหรือไม่รู้จักพูดก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ๔. เพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์ มนุษย์ในสังคมต้องรู้จักสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน พึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและกัน จึงจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ฉะนั้น การสร้างมิตรภาพด้วยปากหรือค าพูด จึงมีความส าคัญอย่างยิ่ง


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๐๑ ๕. เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ การฝึกพูดต่อหน้าที่ประชุมชนจะช่วยเสริมสร้างบุคลิกลักษณะ ของผู้พูดให้เด่นขึ้น ให้ รู้จักแสดงกิริยาท่าท างที่เหมาะสมในการป รากฏตัวต่อหน้ าผู้ฟัง เป็นจ านวนมาก เช่น การวางท่าทาง การเดิน การยืน การนั่ง การเคลื่อนไหวต่างๆ ฯลฯ ซึ่งจะ สร้างความเคยชินและท าให้ผู้พูดมีบุคลิกภาพที่ดีติดตัวตลอดไป การพูดเป็นทักษะทางการสื่อสารที่ส าคัญ เป็นทักษะที่มนุษย์ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการพูดเป็นทักษะที่สามารถถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจได้สะดวกและรวดเร็ว และเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจและความสงบสุขร่วมกันของคนในสังคม ผู้ที่มีทักษะทางการพูด ดีนั้น มักจะประสบความส าเร็จในการประกอบกิจการงานต่างๆ จุดมุ่งหมายของการพูดเพื่อการสื่อสาร การพูดทุกครั้ง ผู้พูดควรตั้งจุดมุ่งหมายไว้ให้ชัดเจนว่าจะพูดเรื่องอะไร เพื่ออะไร และพูดอย่างไร การพูดที่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ตรงกับความต้องการ ของผู้พูด มีผู้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการพูดโดยทั่วไปไว้หลากหลาย จิรวัฒ น์ เพชรรัตน์ และอัมพร ทองใบ (๒๕๕๕) สรุปไว้ ดังนี้ ๑. เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ หรือเรื่องราวที่ควรรู้แก่ผู้ฟัง เป็นการพูด เพื่อให้ความรู้หรือเพื่อบอกเล่า เป็นการเสนอข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็น เพื่อให้ผู้ฟัง เกิดความรู้ความเข้าใจโดยการบรรยาย อธิบาย แนะน า เล่าเรื่อง สั่งสอน ฯลฯ ๒. เพื่อสร้างความบันเทิงใจให้แก่ผู้ฟัง ตามธรรมดา ทุกคนย่อมพอใจที่จะได้ฟังเรื่องราว ที่ท าให้ตนเกิดความรู้สึกสนุกสนาน ร่าเริง หรือขบขัน ซึ่งอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัว ข้อบกพร่อง หรือนิสัยของตนเองที่ท าให้ผู้อื่นเห็นความน่าขันตลอดเวลา การพูดที่เกี่ยวกับ การผจญภัย ความรัก ความส าเร็จในชีวิต และเรื่องราวภูตผีปีศาจ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ฟัง รู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ สนุกสนาน และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตประจ าวันได้ดี ๓. เพื่อจรรโลงใจ เป็นการพูดที่ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและความงาม ความดี ที่ก่อให้เกิด ความรู้สึกและยกระดับจิตใจ หรือท าให้เกิดความเบิกบานใจ เช่น การพูดในโอกาสวันส าคัญต่างๆ ได้แก่ วันไหว้ครุ วันแม่แห่งชาติ วันขึ้นปีใหม่ ฯลฯ ท าให้ผู้ฟังมีความบันเทิงใจ ได้รับข้อคิดที่ดี หรือมองเห็นสิ่งที่ดีงามและคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่สามารถน าไปเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ แก่ตนเอง ๔. เพื่อโน้มน้าวใจผู้ฟัง เป็นการพูดที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับหากเชื่อถือและปฏิบัติ และชี้ให้เห็นโทษหากไม่เชื่อถือและไม่ปฏิบัติตาม ผู้พูดจะพูดชักจูงใจผู้ฟังให้เกิดการยอมรับความคิด และการกระท าของผู้พูด มีความเห็นคล้อยตาม ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด หรือการกระท า เช่น การพูดหาเสียง การพูดขายสินค้า การพูดบริจาคเงินเพื่อการกุศล เป็นต้น การพูดแบบนั้น ผู้พูดต้องสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟังและพูดอย่างมีเหตุผล มีความจริงใจ และมีความปรารถนาดีไปพร้อมกันด้วย


๑๐๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๕. เพื่อค้นหาค าตอบ เป็นการพูดเพื่อขจัดข้อสงสัย คลี่คลายปัญหาโดยการสอบถาม ขอค าปรึกษาจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง หรือเป็นการพูดเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ฟัง เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาของบุคคลและส่วนรวม เช่น การสอบถามข้อมูลความรู้ การปรึกษาปัญหา สุขภาพ การพูดสนทนา เป็นต้น ผู้พูดจะพูดแสดงประเด็นปัญหาและใช้ค าถามที่ท าให้ผู้ฟังคิดค้นหา ค าตอบหรือวิธีการแก้ปัญหานั้น การพูดครั้งหนึ่งๆ ไม่ว่าในโอกาสหรือสถานการณ์แบบใดก็ตาม ผู้พูดมักจะก าหนด จุดมุ่งหมายในการพูดทุกครั้ง ทั้งโดยจงใจหรือไม่จงใจ จุดมุ่งหมายในการพูดโดยทั่วไป คือ เพื่อให้ความรู้ เพื่อความบันเทิงใจ เพื่อจรรโลงใจ เพื่อโน้มน้าวใจ และเพื่อค้นหาค าตอบ ซึ่งในบางครั้ง ผู้พูดอาจจะก าหนดจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลัก และมีจุดมุ่งหมายอื่นๆ แทรกอยู่ด้วย เช่น พูดจูงใจให้บริจาคเงินช่วยเหลือกาชาดโดยแทรกความรู้เกี่ยวกับกาชาดด้วย เป็นต้น องค์ประกอบของการพูดเพื่อการสื่อสาร องค์ประกอบของการพูด มีดังนี้ ๑. ผู้พูด หรือผู้ส่งสาร เป็นผู้ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึก และความต้องการต่างๆ ของตนไปยังผู้ฟัง และท าให้ผู้ฟังเกิดปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งตามจุดประสงค์ของตน ลักษณะ ของผู้พูดที่ดีควรมีความน่าประทับใจ มีเหตุผลที่ดีในการพูดและมีอารมณ์ร่วมกับผู้ฟัง ๒. สาร เนื้อเรื่อง เรื่องราว ข้อความ เป็นถ้อยค า เรื่องราว ที่เป็นสาระที่ผู้พูดแสดงออก ควบคู่ไปกับน้ าเสียงและกิริยาท่าทางเพื่อใช้เป็นสื่อหรือเครื่องมือถ่ายทอดสู่ผู้ฟังตามวัตถุประสงค์ ของตน สารที่ดีต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน มีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ มีความยากง่ายเหมาะสม กับระดับของผู้ฟัง เป็นเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจ ให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง และควรเป็นเรื่องราวที่ผู้พูด มีความรู้ มีประสบการณ์ หรือมีความสนใจ เหมาะสมกับผู้ฟัง เหมาะสมกับเวลา โอกาส สถานที่ และประสบการณ์ ๓. สื่อ ช่องทาง หรือวิธีการสื่อสาร เป็นเครื่องมือที่ผู้พูดใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ความคิด ฯลฯ ไปสู่ผู้ฟัง ช่องทางหรือสื่อการสื่อสารนั้นมีหลายทาง เช่น สื่อธรรมชาติ ได้แก่ อากาศ คลื่นเสียง แสงสว่าง ฯลฯ หรือสื่อทางมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ ภ าพยน ต ร์ วารส าร ฯลฯ ตลอดจน ค าพูดห รือภ าษ า สีหน้ า แววต า ท่ าท างของผู้พู ด และโสตทัศนูปกรณ์อื่นๆ ลักษณะของสื่อหรือเครื่องมือที่ใช้พูดที่ดี ควรอยู่ในสภาพพร้อมที่จะน าสารไปสู่ผู้ฟัง ได้อย่างมีประสิทธิผลเสมอและอยู่ในสภาพที่ไม่มีสิ่งต่างๆ รบกวน ๔ . ผู้ฟั งห รื อ ผู้ รับ ส า ร เป็ น ผู้ รับ เนื้ อ ห า ส า ร ะ จ าก ผู้พู ด ได้ ยิ น ส า รจ าก ผู้พู ด แล้วมีการแสดงออก ตอบโต้ซึ่งกันและกัน อย่างสอดคล้องกับเรื่องราวที่ก าลังพูดกันอยู่ อาจเป็นบุคคลเดียวหรือหลายคนก็ได้ เช่น นักศึกษาในชั้นเรียน ผู้เข้าร่วมสัมมนา ฯลฯ


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๐๓ ลักษณะของผู้ฟังที่ดี ควรมีความสามารถในการรับฟังถ้อยค าต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และรู้เรื่อง ทั้งนี้โดยจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ถ้อยค ามากพอสมควร และควรมีความรู้ ในเรื่องที่ก าลังฟังอยู่บ้าง จะช่วยให้สามารถติดตามเรื่องและเข้าใจเรื่องได้ดีขึ้น ตลอดจนควร มีความสนใจเรื่องที่ก าลังพูดและฟังอย่างมีไหวพริบ ผู้ฟังควรมีสมาธิที่มั่นคง มีความสาม ารถ ในการจับใจความส าคัญที่ผู้พูดพูดได้ และควรจดบันทึกไว้เพื่อเตือนความจ า ตลอดจนสามารถน าไป ถ่ายทอดแก่ผู้อื่นได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง ๕. ผลการพูด ผลของการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม ของผู้รับสาร หรือเป็นการกระท าตอบโต้ของผู้ฟังที่แสดงให้ผู้พูดทราบระหว่างพูดหรือเมื่อพูดเสร็จ แล้วว่า การพูดครั้งนั้นเป็นอย่างไร เป็นต้นว่า สนุก ไม่เข้าใจ น่าร าคาญ หรือน่าเบื่อหน่าย ลักษณะของผลการพูดที่ดี ควรมีความตรงไปตรงมา มีเจตนาไปในทางสร้างสรรค์ ปราศจากอคติและคิดท าลายกัน ๖. ประสบการณ์ ร่วม เป็นความจัดเจนที่เกิดจากการกระท า หรือการที่ได้ประสบ พบเห็นมาแล้วของทั้งผู้พูดและผู้ฟังเกี่ยวกับพื้นฐานด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติและค่านิยม การพูดทุกครั้งจะสมบูรณ์ได้ ต้องถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบที่ส าคัญ อันได้แก่ ผู้พูด สาร สื่อ ผู้ฟัง ผลการพูด และประสบการณ์ร่วมดังกล่าวแล้ว ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการฟังอย่างเป็นระบบ และเป็นขั้นตอน ดังแผนภูมิต่อไปนี้ การโต้ตอบกลับไปยังผู้รับสาร (ผู้ฟัง) การตอบสนองของผู้รับสาร (ผู้ฟัง) ภาพที่ ๔.๑ แสดงกระบวนการพูด ผู้ส่งสาร (ผู้พูด) - ความรู้ ความคิด - ความรู้สึก และ ประสบการณ์ ของผู้พูด สาร - การเปลี่ยน ความรู้ ความคิด ความรู้สึก เป็นค าพูด หรือ สัญลักษณ์ วิธีส่งสาร - การส่งสาร ด้วยการใช้ ถ้อยค า ส านวนภาษา ท่าทางหรือ อื่นๆ ผู้รับสาร (ผู้ฟัง) - การรับสาร และตีความสาร ที่ได้รับและ ท าความเข้าใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ ร่วมของผู้ฟัง


๑๐๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร จากแผนภูมิข้างต้นนี้ จะเห็นว่าการพูดเป็นการสื่อสารที่มีขั้นตอนและสัมพันธ์กับการฟัง อย่างเป็นระบบ ถึงแม้ว่าผู้พูดจะเป็นผู้ที่มีความรู้และความคิดที่ดีเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่สามารถ หาวิธีสื่อสารให้ผู้ฟังรับรู้และเข้าใจในสารที่ส่งไปได้ ก็ถือว่าการสื่อสารนั้นล้มเหลว ดังนั้น การพูดทุกครั้งควรจะมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ จึงควรฝึกหัดวิธีการพูดเพื่อช่วยให้การสื่อสาร ประสบผลส าเร็จตามที่ต้องการ ประเภทของการพูดเพื่อการสื่อสาร มีการแบ่งประเภทของการพูดตามเกณฑ์ที่หลากหลายแตกต่างกันไปหลายประเภท เช่น ๑. แบ่งตามวัตถุประสงค์ ได้แก่ การพูดเพื่อให้ความรู้ การพูดเพื่อชักจูง การพูดเพื่อความเพลิดเพลิน ๒. แบ่งตามลักษณะของการพูดหรือวิธีพูด ได้แก่ การพูดแบบไม่เตรียมตัว การพูดแบบอ่าน การพูดแบบท่องจ า การพูดแบบมีบันทึก ๓. แบ่งตามการพูดในที่ประชุมชน ๓.๑ การพูดตามวิธีการพูด แบ่งออกได้เป็น ๔ แบบ คือ ๑) การพูดปากเปล่าโดยไม่มีการเตรียมล่วงหน้า (การพูดแบบสอนสด) ๒) การพูดปากเปล่าโดยมีการเตรียมล่วงหน้า ๓) การพูดโดยการท่องจ า ๔) การพูดโดยการอ่านจากต้นฉบับ ๓.๒ การพูดตามจุดมุ่งหมาย แบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ ๓ ชนิด คือ ๑) การพูดเพื่อความบันเทิง ๒) การพูดให้ความรู้หรือเล่าข้อเท็จจริง ๓) การพูดเพื่อชักจูงหรือโน้มน้าวใจ ๔. แบ่งตามการพูดในโอกาสต่างๆ ตามลักษณะของการพูด ได้แก่ การพูดแบบเป็นทางการ หรือเรียกว่า การพูดในที่ชุมชน การพูดแบบไม่เป็นทางการ หรือเรียกว่า การพูดระหว่างบุคคล ในที่นี้จะกล่าวถึงประเภทของการพูดตามที่ อ าไพ สุจริตกุล และธิดา โมสิกรัตน์ (๒๕๔๖ : ๔๑๙–๔๓๗) จ าแนกไว้เป็น ๔ ประเภท ได้แก่


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๐๕ ๑. จ าแนกตามรูปแบบการพูด ๒. จ าแนกตามโอกาส ๓. จ าแนกตามวัตถุประสงค์ ๔. จ าแนกตามลักษณะการพูด ๑. จ าแนกตามรูปแบบการพูด การพูด เป็นการสื่อสารด้วยถ้อยค าภาษาและอากัปกิริยาท่าทาง การพูดจึงเป็น กระบวนการสื่อสารของมนุษย์ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ป ระเภท คือ ๑) การพูดระหว่างบุคคล ๒) การพูดในกลุ่ม และ ๓) การพูดในที่ชุมนุมชน ๑) การพูดระหว่างบุคคล การพูดระหว่างบุคคลเป็นการสื่อสารขั้นพื้นฐานที่สุด ของมนุษย์ ซึ่งทุกคนจะใช้การสื่อสารรูปแบบนี้ตลอดเวลา ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะ อาชีพ วัย หรือเพศ อย่างไรก็ตาม ทุกคนจะต้องใช้การพู ดระหว่างบุคคลในชีวิตประจ าวันที่พบปะ กับบุคคลต่างๆ อาจทักทาย พูดคุย ถกเถียง ปรึกษาหารือกับพ่อแม่ ครู เพื่อน หรือคนอื่นๆ การพูดระหว่างบุคคลมีลักษณะการพูดที่ส าคัญ คือ ผู้พูด พูดได้โดยไม่มีข้อจ ากัดในเรื่องของช่วงเวลา ที่ใช้ในการพูดและกฎเกณฑ์ หรือหลักการพูดไม่เคร่งครัด เพียงแต่ใช้เกณฑ์การพูดเกี่ยวกับกาลเทศะ โอกาส และบุคคล เช่น การสนทนา การสัมภาษณ์ การซักถาม ฯลฯ ๒) การพูดในกลุ่ม การพูดในกลุ่ม มีพฤติกรรมการพูดในลักษณะของการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นซึ่งกันและกันในหัวข้อปัญหาต่างๆ เช่น การอภิปรายในการประชุม การสนทนา ที่มีผู้ร่วมสนทนามากกว่า ๒ คน เป็นต้น จุดประสงค์ส าคัญของการพูดในกลุ่ม คือ การปรึกษาหารือ ร่วมกัน เพื่อช่วยกันวางแผนการท างานหรือหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน ลักษณะการพูดในกลุ่ม นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยกันแล้ว ก็อาจจะมีการโต้เถียงแสดงเหตุผล เพื่อให้คนอื่นๆ มีความเห็นคล้อยตามและตกลงใจร่วมกัน แก้ไขปัญหาตามวิธีการที่เสนอแนะไว้ ตัวอย่างการพูดในกลุ่ม ได้แก่ การประชุมกลุ่ม การประชุมคณะกรรมการ การเจรจาหารือ การอภิปรายโต๊ะกลม เป็นต้น การพูดในกลุ่ม ผู้พูดในกลุ่มจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้พูดและผู้ฟัง ๓) การพูดในที่ชุมนุมชน การพูดในที่ชุมนุมชนเป็นการพูดในที่สาธารณะต่อหน้าผู้ฟัง เป็นจ านวนมาก ผู้พูดจะต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดีคือ เตรียมเรื่องที่จะพูด ก าหนดจุดมุ่งหมาย ในการพูด วิเคราะห์ผู้ฟัง ใช้เทคนิคการพูดทั้งเชิงวัจนะและอวัจนะ ตลอดจนสามารถปรับเปลี่ยน วิธีการพูดในขณะพูดให้เหมาะสมกับโอกาส กาลเทศะ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่ก าลังพูด การพูดในที่ชุมนุมชนมีลักษณะการสื่อสารที่แยกบุคคลเป็น ๒ ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายผู้พูดกับฝ่ายผู้ฟัง ผู้พูดจะเป็นฝ่ายพูดโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ฟังจะมีโอกาสพูดเมื่อผู้พูด พูดจบแล้วในลักษณะของการซักถามและอภิปรายเพิ่มเติม ซึ่งเป็นช่วงเวลาค่อนข้างจ ากัดที่ก าหนด ไว้แน่นอนโดยประมาณ ๕–๓๐ นาทีรูปแบบการพูดในที่ชุมนุมชนโดยทั่วไป ได้แก่ การบรรยาย การปาฐกถา การอภิปรายแบบต่างๆ การโต้วาที การพูดหาเสียง การโฆษณา เป็นต้น


๑๐๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๒. จ าแนกตามโอกาส การจ าแนกประเภทการพูดตามโอกาสเป็นการจัดประเภทโดยค านึงถึง “โอกาส” เป็นส าคัญ แบ่งได้เป็น ๑) การพูดเป็นทางการ และ ๒) การพูดไม่เป็นทางการ ๑) การพูดเป็นทางการ เป็นการพูดต่อที่ชุมนุมชนหรือต่อที่ประชุม การพูดมีลักษณะ เป็นแบบแผน ผู้พูดต้องเตรียมตัว เตรียมวิธีพูด และต้องฝึกฝนการพูด จะได้พูดได้ดี สามารถใช้ ถ้อยค าภาษาได้สุภาพและเป็นมาตรฐาน ผู้พูดจึงต้องมีบุคลิกภาพที่ชวนเลื่อมใสศรัทธาจากผู้ฟัง ๒) การพูดไม่เป็นทางการ เป็นการพูดที่ใช้ในชีวิตประจ าเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูด ระหว่างบุคคลหรือการพูดในกลุ่มและในที่ชุมนุมชน ลักษณะของผู้พูดจะมีความเป็นกันเอง ซึ่งผู้พูด อาจจะใช้ภาษาปากก็ได้ การสื่อสารเช่นนี้แสดงให้เห็นได้ เช่น ในการสนทนาของผู้ที่สนิทสนมกัน หรือระหว่างผู้ที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี ภาษาที่ใช้เป็นภาษาปาก ๓. จ าแนกตามวัตถุประสงค์ ก ารจ าแน กป ระเภทก ารพูดต าม วัตถุป ระ สงค์ แบ่งได้เป็น ๓ ป ระเภ ท คือ ๑) เพื่อบอก-เล่า ชี้แจง ๒) เพื่อจรรโลงใจ และ ๓) เพื่อจูงใจและปลุกใจ ๑) เพื่อบอก-เล่า ชี้แจง การพูดเพื่อบอก-เล่า ชี้แจงแถลงความ มีวัตถุประสงค์ เพื่อบอกเล่าข่าวสาร เรื่องราวต่างๆ ซึ่งผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังรับทราบหรือได้สารประโยชน์จากการฟัง การพูดเพื่อบอก-เล่า ชี้แจงแถลงความ หรืออรรถกถา ได้แก่ การพรรณนา การบรรยาย การอธิบาย การชี้แจง การสาธิต เป็นต้น กลวิธีการพูดเพื่อบอก-เล่า ชี้แจงแถลงอรรถ คือ การพูดถึงเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ประสบการณ์ หรือเรื่องราวต่างๆ ต่อเนื่องกันไปตามล าดับ ผู้ฟังจะได้ความรู้ เกิดความเข้าใจ และมองเห็นภาพในใจตามถ้อยค าของผู้พูด นอกจากนี้ ผู้พูดอาจใช้กลวิธีการพูดที่ช่วยให้บรรยากาศ การฟังน่าสนใจขึ้นโดยการใช้อารมณ์ขันหรือใช้บทสนทนา ตลอดจนใช้อากัปกิริยาท่าทาง ประกอบการพูดก็จะดียิ่ง ๒) เพื่อจรรโลงใจ เป็นการพูดที่ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและความรู้สึกที่สูงส่งดีงาม ในการพูด เพื่อจรรโลงใจ ผู้พูดอาจจะกล่าวถึงอุดมคติและแนวทางในการด าเนินชีวิตเพื่อให้ผู้ฟังเกิดก าลังใจ ที่จะกระท าความดี หรือผู้พูดอาจจะพูดให้ข้อคิด คติต่างๆ ในการด ารงชีวิต ซึ่งผู้ฟังสามารถน าไป ปฏิบัติจนเกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม ท าให้ชีวิตของตนมีคุณค่าและเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น การพูดเพื่อจรรโลงใจ ผู้พูดจะมีเป้ าหมายเพื่ อให้ผู้ฟังเกิดความพึงพอใจ ได้ผ่อนคลายอารมณ์ มีความสุข เพลิดเพลิน และมีก าลังใจที่จะปฏิบัติตามค าพูด การพูดเพื่อจรรโลง ใจ ได้แก่ การกล่าวอวยพรในงานมงคลต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ อวยพรวันเกิด งานมงคลสมรส การให้โอวาท และการกล่าวค าปราศรัยในโอกาสต่างๆ อาทิ การกล่าวต้อนรับ การกล่าวเปิด หรือปิดการประชุมอบรม หรือสัมมนา การกล่าวเชิญชวน ดื่มถวายพระพร เป็นต้น กลวิธีการพูดเพื่อจรรโลงใจนั้น ผู้พูดควรพูดให้เหมาะกับกาลเทศะและผู้ฟัง ก าหนดหัวข้อขั้นตอนสั้นๆ กะทัดรัด แต่ครอบคลุมเนื้อหาสาระที่จะตอบค าถามได้ว่า เรื่องอะไร เกี่ยวกับใคร ที่ไหน เมื่อไร ท าไม และอย่างไร แล้วเรียบเรียงเป็นบทพูด เตรียมการพูดอย่างดี


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๐๗ อาจใช้ถ้อยค าส านวน ตัวอย่างที่เหมาะสมกับประสบการณ์ ความสนใจ และทัศนคติของผู้ฟัง หรือแทรกอารมณ์ขันให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง ๓) เพื่อจูงใจและปลุกใจ เป็นการพูดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้ฟังเชื่อถือค าพูด ของผู้พูด มีความคิดเห็นคล้อยตาม ตลอดจนอาจจะกระท าตามถ้อยค าของผู้พูด บางครั้งผู้ฟัง จะเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อมั่นเดิมไปด้วย การพูดเพื่อจูงใจและปลุกใจ เช่น การพูดหาเสียง การพูดโต้แย้ง การพูดขอร้องวิงวอน เป็นต้น กลวิธีการพูดเพื่อจูงใจและปลุกใจนั้นอาจใช้หลักจิตวิทยาที่ดี “มนุษย์กระท า เพื่อตอบสนองความต้องการของตน” ดังนั้น ผู้พูดจะพูดจูงใจให้เห็นว่าผู้ฟังเชื่อหรือกระท าตามค าพูด แล้ ว ย่อมได้ รับ ผลดี อย่ างแน่น อน ก ารพูดแบบนี้ ผู้พูดจะต้องใช้ค วามรู้ค วา มส าม ารถ ในด้านการใช้ถ้อยค า ส านวนอย่างมีประสิทธิภาพ มีทักษะในการพูดอย่างสูง ใช้ถ้อยค าที่เร้าอารมณ์ ยกตัวอย่าง เล่าเรื่องเป็นอุทาหรณ์ อาจอ้างสถิติ หลักฐานอ้างอิงต่างๆ เพื่อให้ค าพูดของตนหนักแน่น น่าเลื่อมใส และเสริมสร้างความรู้สึกประทับใจ ความเชื่อถือ จึงจะสามารถโน้มน้าวใจ จูงใจ หรือปลุกใจผู้ฟังได้ สิ่งส าคัญของการพูดเพื่อจูงใจและปลุกใจ คือ ผู้พูดต้องตระหนักถึงผลของการพูด จึงควรพูดจูงใจและปลุกใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังหรือต่อส่วนรวม ไม่ควรพูดโดยหวังประโยชน์ ส่วนตัวของผู้พูด หรือโดยไม่ค านึงถึงความถูกต้องตามท านองคลองธรรม ๔. จ าแนกตามลักษณะการพูด การพูดในที่ชุมนุมชน มีวิธีการพูดที่ส าคัญ ๔ วิธี คือ ๑) การพูดโดยฉับพลัน ๒) การพูดโดยเตรียมตัวล่วงหน้า ๓) การพูดโดยท่องจ า และ ๔) ก ารพูดโดยอ่านจ ากต้นฉบับ ผู้พูดจะเลือกใช้วิธีการพูดใดๆ ก็ตาม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโอกาสในการพูด ๑) การพูดโดยฉับพลัน เป็นการพูดที่ผู้พูดไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อน ผู้พูดส่วนมาก จะเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญให้ออกไปพูดเพื่อเป็นเกียรติในงานสังคม เช่น การกล่าวขอบคุณ การกล่าวอวยพร การกล่าวต้อนรับ หรือบางคนอาจต้องไปพูดในงานสังสรรค์ศิษย์เก่า ในนาม ศิษย์เก่าที่ไปในงานนั้น หรือพูดในงานมงคลสมรส โดยที่เจ้าภาพอาจจะเชิญให้พูดอวยพร เจ้าบ่าวเจ้าสาวโดยมิได้นัดหมายกันล่วงหน้า เป็นต้น การพูดโดยฉับพลันที่ดีและน่าฟังมีลักษณะที่ส าคัญ คือ ใช้เวลาพูดชมสั้นๆ ไม่พูดยาว เกินไป ซึ่งจะท าให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายได้ เนื้อหาสาระกะทัดรัด เหมาะกับเวลาและโอกาส ในการพูด ใช้ภาษาสละสลวยที่ประทับใจผู้ฟัง และผู้พูดพูดด้วยความเต็มใจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง ใช้เทคนิคการพูดที่สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง ใช้อวัจนสารประกอบการพูด เช่น สีหน้า นัยน์ตา การเคลื่อนไหว กิริยาอาการ และน้ าเสียงพูด เป็นต้น ๒) การพูดโดยเตรียมตัวล่วงหน้า เป็นการพูดที่ผู้พูดรู้ล่วงหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และใครเป็นคนฟัง ดังนั้น ผู้พูดสามารถที่จะเตรียมเนื้อหาสาระที่จะพูด และจดเค้าโครงหัวข้อใส่กระดาษขนาดกะทัดรัดหรือบัตรขนาดย่อมเพื่อช่วยเตือนความจ า และใช้เป็นข้ออ้างอิงที่สนับสนุนการพูดให้ถูกต้องและมีน้ าหนักที่เชื่อถือได้


๑๐๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร การเตรียมตัวล่วงหน้าจะท าให้ผู้พูดมีความมั่นใจในการพูด ไม่มีความกังวล และจะประสบผลส าเร็จในการพูดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะผู้พูดได้เตรียมตัวล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ทั้งเนื้อหาที่จะพูด กลวิธีการพูด ซึ่งผู้พูดบางคนอาจจะเตรียมสื่อประกอบที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้การพูดน่าสนใจและชวนให้ติดตามฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ๓) การพูดโดยท่องจ า เป็นวิธีการพูดที่ผู้พูดต้องท่องจ าเรื่องที่จะพูดทั้งหมด รวมทั้งพยายามจดจ าสิ่งที่จะพูด ตั้งแต่อารัมภบท ค าน า เนื้อเรื่อง และบทสรุป รวมทั้งต้องจ าข้อมูล ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความส าคัญ ตัวเลข สถิติ หรือรายละเอียดขยายประเด็นส าคัญของเรื่อง ขณะพูดต้องใช้น้ าหนักเสียงสูงต่ า หนักเบาให้เสมือนการพูด มิใช่ท่องจ า การพูดแบบนี้เหมาะส าหรับ การแสดงละครที่มีการเตรียมท่องบทและฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว ส่วนดีของการพูดโดยท่องจ า คือ ผู้พูดไม่ต้องกังวลใจว่าเมื่อออกมาพูดต่อหน้า ประชุมชนแล้วจะพูดไม่ออกหรือพูดตะกุกตะกักเพราะคิดเรียบเรียงประโยคออกมาเป็นค าพูดช้า หรือนึกไม่ออก การท่องจ าเรื่องที่พูดล่วงหน้าจะท าให้ผู้พูดมั่นใจว่าสามารถพูดได้ตามล าดับเรื่องราว พูดไม่ติดขัด และไม่สับสนวกวน อย่างไรก็ตาม การพูดด้วยวิธีท่องจ าอาจมีปัญหาในการสื่อสาร โดยเฉพาะการหลงลืมข้อความหรือเรื่องราวบางตอนไป จะท าให้การพูดจะหยุดชะงัก ๔) การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ เป็นการพูดที่ผู้พูดมีการเตรียมเนื้อหาสาระ ร่างไว้ และน าข้อความนั้นไปอ่านให้เหมือนพูดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด เหมาะกับการพูด ที่ใช้เฉพาะในพิธีการต่างๆ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี การรายงานข่าว การแถลงการณ์ การประกาศของทางราชการ เป็นต้น การพูดชนิดนี้มักใช้ในโอกาสที่เป็นพิธีการ ส่วนดีของการพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ คือ ผู้พูด โฆษก หรือพิธีกร ไม่ต้องคิดหา ถ้อยค ามาพูดเอง แต่อ่านตามต้นฉบับหรือบทที่ตนเองหรือบุคคลอื่นเตรียมไว้แล้วอย่างถูกต้อง ท าให้การพูดไม่ผิดพลาด นอกจากนี้ ยังสามารถพูดจบตามเวลาที่ก าหนดไว้แน่นอน แต่ผลเสีย คือ การอ่านจากต้นฉบับ สายตาของผู้พูดจะไม่สื่อกับผู้ฟัง ถ้าผู้พูดไม่ได้ลองฝึกซ้อมอ่านก่อนออกไปพูด จริง ย่อมเกิดปัญหาอ่านป ระโยคซ้ ากันหรือออกเสียงไม่เป็นธรรมช าติ ไม่มีท่วงท านอง ของการสนทนา อาจท าให้ผู้ฟังเสื่อมศรัทธาในตัวผู้พูดได้ ลักษณะของผู้พูดที่ดี ลักษณะของการพูดที่ดีนั้น จิตรจ านง สุภาพ (๒๕๓๐ : ๒๙) ได้เสนอทฤษฎี ๓ สบายไว้ว่า เมื่อจะพูด จงท าให้การพูดของเรา แม้จะฟังก็สบายๆ แม้จะดู (บุคลิกลักษณะอาการที่พูด) ก็สบายตา และก็พาสบายใจเมื่อได้ประโยชน์จากเนื้อหาสาระหรือเรื่องราวที่พูด”


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๐๙ ภาพที่ ๔.๒ ทฤษฎี ๓ สบาย ส่วน นิพนธ์ ศศิธร (๒๕๒๑ : ๑๑) ได้กล่าวถึงการพูดที่ดีต่อชุมชนว่ามีองค์ประกอบที่ส าคัญ อยู่ ๔ ประการ คือ ๑. การพูดที่มีถ้อยค าดี ได้แก่ ๑.๑ ถ้อยค าที่เป็นความจริง ๑.๒ ถ้อยค าที่มีประโยชน์ ๑.๑ ถ้อยค าที่เป็นที่พึงใจแก่ผู้ฟัง ๒. การพูดที่มีความเหมาะสม ได้แก่ ๒.๑ ความเหมาะสมกับกาลสมัย ๒.๒ ความเหมาะสมกับเวลาที่ก าหนดให้ ๒.๓ ความเหมาะสมกับโอกาส ๓. การพูดที่มีความมุ่งหมาย ได้แก่ ๓.๑ ความมุ่งหมายทั่วไป ๓.๒ ความมุ่งหมายเฉพาะบุคคล ทฤษฎี ๓ สบาย (The Theory of Three Pleasant Speech) ดูสบายตา Pleasant to Eyes พาสบายใจ Pleasant to Mind ฟังสบายหู Pleasant to Ears การจัดระเบียบความคิด การเตรียมการพูด การเลือกเรื่อง จังหวะ เสียง ถ้อยค าภาษา วจีสุจริต ศิลปะการแสดงการพูด บุคลิกภาพ การสร้างโครงเรื่อง ความส าเร็จของการพูดเบื้องต้น


๑๑๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๔. การพูดที่มีศิลปะการแสดงดี ๔.๑ การใช้กิริยา สีหน้า และท่าทาง ให้สอดคล้องกับเรื่อง ๔.๒ การใช้เสียงดังชัดเจน มีการเน้นย้ า และจังหวะวรรคตอน จะเห็นได้ว่า การพูดที่ดีนั้นจะต้องเป็นการพูดด้วยถ้อยค าดี มีน้ าเสียงและบุคลิกภาพ ที่สอดคล้องกับเนื้อความที่พูด รวมทั้งยังต้องรู้จักใช้กิริยามารยาทและประเพณีนิยมอันดีงาม มาใช้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีคุณประโยชน์ให้แก่ผู้ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณลักษณะของผู้พูด กุสุมา รักษมณี และคณะ (๒๕๓๖ : ๑๖๐–๑๖๑) กล่าวว่า หากประสงค์จะเป็นนักพูดที่ดี ควรรีบฝึกฝนตนเองให้มีคุณลักษณะของนักพูด ดังต่อไปนี้ ๑. ต้องมีความศรัทธา คือ มีความเลื่อมใสและประสงค์ที่จะเป็นนักพูดที่ดีอยู่เสมอ เกิดความชื่นชมเมื่อพบเห็นบุคคลที่มีความสามารถด้านการพูดและปรารถนาที่จะมีความสามารถ เช่นนั้นบ้าง ๒. ต้องศึกษาเกี่ยวกับวิชาการพูด คือ สนใจหมั่นศึกษาค้นคว้า หาแนวทางที่ดีที่สุด ส าหรับการพูดจากต าราการพูดที่ผู้รู้แต่งไว้ พยายามปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องจากหลักการพูด ที่ได้ศึกษา หรืออาจขอค าแนะน าจากครูอาจารย์ผู้สอนและนักพูดที่มีความเชี่ยวชาญ ข้อบกพร่องของการพูด ผู้พูดที่มีศิลปะการพูดย่อมสร้างศรัทธาให้แก่ผู้ฟัง แต่ผู้พูดบางคนไม่ประสบความส าเร็จ ในการพูดเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะยังมีข้อบกพร่องของการพูดหลายประการ ดังต่อไปนี้ ๑. พูดติดค าเอ้อ-อ้า ค า “เอ้อ-อ้า” นี้ เป็นค าที่ไม่มีความหมาย ไม่มีค าแปล มีแต่เสียง ที่ท าให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายและร าคาญ ดังนั้น จึงควรตัดค าเอ้อ-อ้าออกให้หมดขณะพูด ๒. พูดเร็วเกินไป นอกจากจะท าให้ผู้พูดรู้สึกเหนื่อยเร็วแล้ว ยังจะท าให้ผู้ฟังรู้สึกเหนื่อย ตามไปด้วย ผลที่ตามมาอีกประการหนึ่ง คือ ผู้ฟังอาจจะไม่สนใจเรื่องที่ผู้พูดพูดก็ได้เนื่องจากผู้พูด พูดเร็วติดต่อกันโดยไม่มีวรรคตอน ไม่เป็นจังหวะ และไม่รู้จักเน้นเสียงตรงค าหรือใจความส าคัญ ๓. พู ดช้ าเกินไป ก ารพูดยืดย าดเกินไป ก็อาจท าให้ ผู้ฟังรู้สึก ร าค าญ แล ะเกิด ความเบื่อหน่ายได้ ๔. พูดเสียงราบเรียบ เสียงพูดที่ดีที่สุด คือ เสียงท่วงท านองสนทนา มีระดับสูง-ต่ า ดัง-ค่อย จึงจะมีชีวิตชีวา ๕. พูดใช้ท่าทางประกอบมากเกินไป จนบ างครั้งดูไม่ส ารวม ห รือบางครั้งผู้พูด อาจใช้ท่าทางประกอบการพูดไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับเรื่องราวที่จะพูด ๖. พูดภาษาต่างประเทศปนมากเกินไป และใช้ภาษาต่างประเทศเป็นภาษาสแลง โดยที่ค านั้นไม่ใช่ศัพท์บัญญัติที่ทางราชการได้ก าหนดขึ้นใช้ทั่วประเทศ อาจท าให้คนฟังบางกลุ่ม ไม่เข้าใจได้ และเบื่อหน่ายที่จะฟังต่อไป


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๑๑ ๗. พูดซ้ าซาก เนื่องจากผู้พูดมีอาการตื่นเต้นหรือประหม่า จึงใช้ค าพูดบางค าซ้ าซาก อยู่ตลอดเวลา ย่อมท าให้การพูดไม่น่าสนใจ ๘. พูดก้าวร้าวและดูถูกผู้ฟั ง เป็นการใช้ค าพูดที่ไม่เหม าะสมกับเวลา สถานที่ และกับสถานะของบุคคล บางครั้งในภาษาสแลงหรือภาษาตลาด ตลอดจนใช้ค าสาบานติดปาก และใช้ภาษาหยาบคาย รวมทั้งยกค าอ้างอิง ค าพังเพยและสุภาษิตไม่ถูกต้อง ถือเป็นการไม่ยกย่อง หรือไม่ให้เกียรติผู้ฟัง ผู้ฟังย่อมเสื่อมศรัทธาในตัวผู้พูดได้ ๙. พูดอย่างไม่มีความ รู้ หม ายถึง ไม่มีความ รู้ในเรื่องที่พูดดีพอ พูดนอกเรื่อง ไม่ตรงประเด็นหรือพูดวกวน จึงอธิบายด้วยถ้อยค ากะทัดรัดไม่ได้ ล าดับความในเนื้อเรื่องไม่ดี ไม่อ้างเหตุผลให้เห็นจริง เตรียมเนื้อเรื่องไม่เหมาะกับเวลา ให้รายละเอียดมากหรือน้อยเกินไป หรือเนื้อเรื่องไม่เหมาะสมกับผู้ฟัง ๑๐.พูดอย่างไม่สร้างบรรยากาศที่ดี ขาดอารมณ์ขันหรืออารมณ์สนุกที่จะพูดกับผู้ฟัง มัวแต่เพ่งเล็งเนื้อหาที่จะพูดเนื่องจากระวังตัวมากเกินไป ท าให้ไม่สามารถสร้างบรรยากาศที่ดี ในการพูดได้ จากข้างต้นจะเห็นว่า ข้อบกพร่องในการพูดมีหลายประการ ได้แก่ ปัญหาการใช้เสียง ในลักษณะต่างๆ การใช้ภาษาในการพูด การใช้อากัปกิริยา บุคลิกลักษณะท่าทางประกอบค าพูด ข้อบกพร่องเหล่านี้สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ เช่น ถ้าพูดช้าหรือเร็วเกินไป ก็ควรฝึกพูดให้ได้จังหวะ เว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง ถ้าพูดค าเอ้อ-อ้า ก็ควรตัดออกให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่เหลือเลยยิ่งดี ถ้าเสียงเบา อาจเกิดจากความไม่มั่นใจ ก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมทุกเรื่อง ฝึกพูดให้ดังพอดีๆ หมั่นฝึกซ้อมจนเกิดความเชื่อมั่นใจ ก็จะท าให้การพูดประสบผลส าเร็จ กระบวนการพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสาร กระบวนการพัฒนาทักษะการพูดที่จะน าเสนอต่อไปนี้ จะเน้นเฉพาะการพูดต่อที่ประชุมชน หรือต่อคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งผู้พูดจะต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดีเพื่อให้การพูดในครั้งนั้นประสบความส าเร็จ ตามที่มุ่งหมายไว้โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการพัฒนาทักษะการพูดจะมี ๓ ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ขั้นที่ ๑ ขั้นก่อนพูด ขั้นที่ ๒ ขั้นขณะพูด ขั้นที่ ๓ ขั้นหลังพูด ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดของการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ ๑ ขั้นก่อนพูด เป็นขั้นเตรียมตัวก่อนพูด ผู้พูดจะต้องเตรียมการกับเรื่องต่อไปนี้ ๑.๑ วิเคราะห์ สิ่งที่ผู้พูดต้องพิจารณาก่อนพูดจะมี ๑.๑.๑ ผู้ฟั ง ผู้พูดต้องศึกษาก่อนว่าผู้ฟังเป็นใคร เป็นชาวนา พ่อค้า ข้าราชการ ครู นักศึกษา กลุ่มแม่บ้าน หรือเยาวชน ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อจะเตรียมการพูดให้สอดคล้อง กับอาชีพ ความรู้พื้นฐาน ตลอดจนความสนใจหรือความต้องการของเขา แม้แต่จ านวนของผู้ฟัง


๑๑๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร เพศของผู้ฟัง อายุของผู้ฟัง ตลอดจนเจตคติของผู้ฟังก็ส าคัญไม่น้อยที่จะเป็นปัจจัยในการเตรียมการ พูดให้เหมาะสมและน าไปพูดจริงๆ ได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ๑.๑.๒ เวลา ผู้พูดต้องทราบก่อนว่าการพูดครั้งนั้นๆ จะใช้เวลานานเท่าไร เวลาเช้า สาย บ่ายหรือเย็น ทั้งนี้เพื่อจะได้บรรจุสาระส าคัญที่จะน าไปพูดให้เหมาะสมกับเวลา ๑.๑.๓ กาลเทศะ ควรพิจารณาว่าการพูดครั้งนั้นๆ พูดในโอกาสอะไร มีใครร่วมพูดหรือไม่ ใครพูดก่อนหรือหลังเราบ้าง และสถานที่ที่จะไปพูดเป็นที่ไหน ในห้องประชุม ศาลาวัดหรือกลางแจ้ง ห้องเล็กหรือห้องใหญ่ มีเครื่องขยายเสียงหรือไม่ ทั้งนี้จะได้เตรียมตัว ได้เหมาะสมนั่นเอง ๑.๒ เตรียมเรื่องที่จะพูด ควรท าตามล าดับต่อไปนี้ ๑.๒.๑ เลือกเรื่องที่จะพูด ควรเลือกเรื่องที่ผู้พูดมีความรู้ มีประสบการณ์ เรื่องที่น่าสนใจ เหมาะกับผู้ฟัง เหมาะกับเวลาและโอกาส ๑.๒.๒ รวบรวมข้อมูล เมื่อทราบหรือตกลงใจจะพูดเรื่องอะไรแล้ว ผู้พูด ควรได้เตรียมรวบรวมข้อมูลให้พร้อม อาจรวบรวมจากประสบการณ์ของผู้พูดเอง จากการอ่าน จากการสัมภาษณ์ หรือจากการสังเกตจดจ ามา เอามารวมไว้ในที่เดียวกันก่อน ๑.๒.๓ วางโครงเรื่อง เป็นชั้นที่น าข้อมูลซึ่งรวบรวมได้มาจัดหมวดหมู่ ให้เนื้อหาประเภทเดียวกันไว้รวมกัน แล้วเรียงล าดับประเด็นต่างๆ ให้เป็นระเบียบ อาจมีตัดทอน เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงได้ตามควร การท าโครงเรื่องก่อนพูดจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ฟังและผู้พูด คือ ผู้พูดก็จะพูดได้ครบถ้วนตามล าดับก่อนหลัง ไม่วกวน และได้เนื้อความสมบูรณ์ ส่วนผู้ฟัง ก็จะท าความเข้าใจง่าย ไม่สับสน จับประเด็นได้ง่าย โครงเรื่องควรประกอบด้วยการล าดับขั้นตอน การพูด มีดังนี้ (๑) ค าปฏิสันถารกับผู้ฟัง (Address) (๒) การน าเข้าสู่เรื่อง (Approach) (๓) เนื้อเรื่อง (Body) (๔) สรุป (Conclusion) (๑) ค าปฏิสันถารกับผู้ฟัง ได้แก่ การกล่าวทักทายที่ประชุมตอนเริ่มพูด อันเป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติผู้ฟัง เป็นการช่วยสร้างบรรยากาศความเป็นมิตร พร้อมที่จะพูดกับผู้ฟังต่อไป การทักทายที่ประชุม มี ๒ แบบใหญ่ๆ คือ (๑.๑) แบบทั่วไป แบบนี้จะใช้ในโอกาสที่พูดต่อชุมนุมชนในห้องประชุม ที่จัดไว้ เพื่อบรรยายปาฐกถา อภิปราย หรือสัมมนา การทักทายจะทักตามล าดับอาวุโสจากสูงสุด ลงมาตามล าดับ หรือจะทักผู้อาวุโสสูงสุดคนเดียวแล้วต่อด้วยทักรวมก็ได้ โดยใช้การเอ่ยต าแหน่ง หน้าที่หรือฐานะในสังคมโดยไม่มีค าว่า “เรียน” “กราบเรียน” หรือ “สวัสดี” น าหน้า เมื่อทักผู้ใด ให้เบนหน้าไปยังผู้ที่ถูกทัก เช่น


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๑๓ “ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาล และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย…” “ท่านรัฐมนตรี และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน…” “ท่านอธิการบดี ท่านคณาจารย์ และนักศึกษาที่รักทุกท่าน…” แต่ ถ้ าผู้ฟังเป็ นบุคค ลกลุ่มเดีย วกัน ผู้พู ดค วรได้ส รรห าค าม าทักท ายให้มีค ว ามหม าย และสมกับคุณสมบัติของผู้ฟังส่วนใหญ่ก็จะยิ่งดี เช่น “เพื่อนชาวพิฆเนศวรที่รักทุกท่าน…” “ท่านทหารกล้าทุกท่าน...” “คุณผู้หญิงผู้รักความงามทุกท่าน...” (๑.๒) แบบเฉพา ะ ถ้ าเป็ น กิ จก ร รมเฉพ าะ เช่ น ก ารป ราศ รัย ในท้องสนามหลวง ลานวัด หรือหน้าศาลากลางจังหวัด การทักทายนิยมใช้ว่า “สวัสดีพี่น้องร่วมชาติที่รักทั้งหลาย…” “สวัสดีพี่น้องชาวเชียงใหม่ทั้งหลาย…” (๒) การน าเข้าสู่เรื่อง เมื่อพูดทักทายที่ประชุมแล้ว ควรน าเข้าสู่เรื่องทันที โดยการพูดเกริ่นน าเพื่อกระตุ้น เร่งเร้าให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและตั้งใจฟังต่อไป การพูดน าเข้าสู่เรื่อง มีหลายแบบ คือ (๒.๑) แบบพาดหัวข่าว เป็นการเริ่มที่เร้าใจ ตื่นเต้น และสอดคล้อง กับเรื่องที่ก าลังพูด เช่น “วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๑ มีคนฆ่าตัวตายหนีจนที่อ าเภอบางระก า จังหวัดพิษณุโลก ถึง ๒ รายซ้อน…” (พูดเรื่อง “ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ”) (๒.๒) แบบถ าม ก ารเริ่มแบบนี้จะเป็นก ารดึงค วามสนใจผู้ฟัง ให้หยุดสนใจเรื่องอื่น แล้วหันมาสนใจเรื่องที่ก าลังพูดเท่านั้น และยังเป็นกา รท้าทายความคิด ของผู้ฟังให้ร่วมค้นหาค าตอบในใจด้วย เช่น “ถ้ามีคนถามท่านว่า ระหว่างล้มละลายกับยากจน ท่านจะเลือกเอาอย่างไหน…” “ท่านทราบเคล็ดลับไหมว่า เหตุใดคนบางคนจึงแลดูหนุ่มสาวกว่าวัยอย่างไม่น่าเชื่อ…” “ท่านเชื่อหรือไม่ว่า คนกินคนมีจริง…” (๒.๓) แบบรื่นเริง การเริ่มแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างบรรยากาศ ตอนเริ่มพูดให้เบิกบานด้วยการเล่าเรื่องชวนหัวสั้นๆ ก่อน เช่น “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เมื่อผมได้รับเชิญให้มาพูดกับท่าน ผมรู้สึกดีใจและตื่นเต้น เป็นพิเศษถึงกับเอาไปฝัน ผมได้น าความฝันไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง เพื่อนได้ท านายว่าผมมาพูด กับท่านวันนี้จะได้ลาภจากสัตว์สี่เท้า แต่ระวังให้ดีเพราะมันจะมาทีละเท้า...” (จิตรจ านงค์ สุภาพ) (๒.๔) แบบเชิงกวี หมายถึง การน าเอาบทกวีมาเริ่มน า อาจเป็นค าคม ของนักปราชญ์ หรือเป็นค าคล้องจอง สุภาษิต ค าพังเพย โคลง กลอนต่างๆ ที่สอดคล้อง กับเรื่องที่ก าลังจะพูด เช่น


๑๑๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร “ประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี เช้าดี รุ่งอรุณดี…” (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ ข้อ ๕๙๕) (๒.๕) แบบมีตัวอย่าง หมายถึง การน าเอาเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับสาระที่พูด ซึ่งเกิดมาแล้วจริงๆ มาเกริ่นน าก่อน แล้วโยงเข้าสู่ตัวเรื่อง เช่น “ท่านผู้มีเกีย รติทั้งหล าย ทุกท่ านคงได้ข่าวจ ากหน้ าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แล้ ว เรื่องนักศึกษ าแพทย์ของมห าวิทยาลัยแห่งหนึ่งฆ่าคน รักแล้ วแล่เนื้ อออกเป็น ชิ้นๆ… ” (พูดเรื่อง “ความรู้ต้องคู่คุณธรรม”) ทั้งหมดนี้เป็นการเริ่มต้นที่ได้ผลมาแล้ว แต่มีการเริ่มต้นที่ไม่ได้ผลและพึงหลีกเลี่ยงก็มี เช่น ก ารถ่อมตั ว ก ารออกตั วว่าไม่พ ร้อมจะพูด ก ารพูดอ้อมค้อม วกวน ก ารกล่ าวขออภั ย การพูดหมิ่นประมาทหรือก้าวร้าวผู้ฟัง และการพูดนอกเรื่อง เป็นต้น (๓) เนื้อเรื่อง หรือตัวเรื่อง ส่วนนี้จะมีความส าคัญที่สุดเพราะเป็นส่วน ที่สร้างความเข้าใจ โดยผู้พูดจะพยายามเสนอเรื่องราว สาระ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่พูดให้ฟัง ได้เข้าใจตามที่ตั้งจุดหมายไว้ วิธีการจัดเตรียมตัวเรื่องควรกระท าดังนี้ (๓.๑) เรีย งล าดับ ส า ระขอ งเรื่อ งให้เป็น ล าดับขั้น ตอนที่ ง่าย ต่อการเข้าใจ วางแผนว่าจะกล่าวอะไรก่อน อะไรตาม และอะไรจะกล่าวสุดท้าย และจะเรียบเรียง ถ้อยค าภาษาอย่างไรจึงจะเหมาะเจาะ กะทัดรัด ไม่วกวนจนท าให้ผู้ฟังไขว้เขวและจับสาระส าคัญ ไม่ได้ การล าดับสาระที่นิยมกระท า คือ เรียงจากความง่ายไปหาความยาก เรียงตามหัวข้อใหญ่ไปหาหัวข้อย่อย เรียงตามหมวดหมู่ของเรื่อง เรียงจากเหตุไปหาผล เรียงจากผลไปหาเหตุ เรียงตามเส้นทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้าย เรียงตามความส าคัญจากมากไปหาน้อย เรียงจากการเสนอปัญหาไปหาวิธีการแก้ไขปัญหา ฯลฯ (๓.๒) ก าหนดประเด็นให้ชัดเจน และพูดอยู่ในประเด็นเท่านั้น ไม่ขยายความมากจนจับประเด็นไม่ได้ (๓.๓) เต รียมเน้นตอนส าคัญให้เด่นชัดด้วยการพูดซ้ า พูดย้ า หรือหยุดนิดหนึ่งก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสนใจเป็นพิเศษ (๓.๔) การน าตัวอย่างมาประกอบเนื้อเรื่องต้องให้มีความเหมาะสม และตัวเรื่องจะต้องพอเหมาะกับเวลาที่พูด ยุติการพูดตรงเวลาหรือก่อนเวลาเล็กน้อยก็ดี ทั้งนี้เพราะเป็นมารยาทในการพูดด้วย


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๑๕ (๔) สรุป ห รือค าลงท้ าย เป็นส่ วนที่มีความต่อเนื่องมาจากตัวเรื่อง ซึ่งท าหน้าที่สร้างความประทับใจด้วยการกล่าวสรุปจบหรือค าลงท้าย ส่วนนี้จะต้องพูดสั้นๆ ซึ่งท าได้ หลายแบบ คือ (๔.๑) แบบสรุปความ การสรุปแบบนี้ไม่ใช่ย่อเรื่องทั้งหมดมาพูดซ้ าอีกที แต่เป็นการเน้นย้ าเฉพาะจุดส าคัญที่สุดของเรื่องอีกครั้ง เช่น “ความรู้เรื่องประชาธิปไตยที่ดิฉันกล่าวมาในวันนี้ พอสรุปได้ว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงก็คือ ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน…” “เราจะช่วยชาติในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจตอนนี้ได้อย่างไร ตามที่ดิฉันเสนอมาในวันนี้ ก็เห็นจะได้แก่ การที่เราทุกคนร่วมใจกันปฏิบัติตามค าขวัญที่ว่า กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ร่วมใจประหยัด…” (๔.๒) แบบคารมปาก คือ การจบด้วยการน าเอาสุภาษิต ค าพังเพย โคลงกลอน หรือ ถ้อยค าคมคายมากล่าวจบเพื่อตรึงใจผู้ฟัง เช่น “ชีวิตครูนี้หนามีค่ายิ่ง ท าทุกสิ่งเพื่อเด็กไทยได้สุขสันต์ เหมือนแสงเทียนส่องฟ้าผาสุกครัน ชุบชีวันเด็กไทยให้ไพบูลย์…” (๔.๓) แบบฝากให้คิด เช่น “...ท่านผู้มีเกียรติ เท่าที่กระผมเสนอแนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์ มาทั้งหมดนี้ กระผมคิดว่า ท่านคนหนึ่งละที่มีส่วนท าให้การปฏิรูปการศึกษา อันเป็นความฝันของแผ่นดิน ให้เป็นจริงได้ ท่านจะท าอย่างไร…” (๔.๔) แบบชักชวนให้ท า เช่น “ท่านผู้มีเกียรติคะ การแสดงความรักและความภูมิใจในความเป็นไทยนั้นท าได้หลายอย่าง อย่างหนึ่งที่ท าง่ายนิดเดียว คือ เรามาร่วมกันแต่งกายพื้นเมืองทุกวันศุกร์กันเถอะ…” “เรามาร่วมกันประหยัดสิ่งฟุ่มเฟือยกันดีกว่า แต่อย่าประหยัดการท าดีต่อกัน…” (๔.๕) แบบชวนขบขัน หมายถึง การจัดสรรหรือพลิกแพลงถ้อยค า ข้อความ ให้เกิดอารมณ์สนุก เช่น การโต้วาทีในญัตติที่ว่า “นมจากเต้าดีกว่าเหล้าจากกลม” ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอคนที่หนึ่ง สรุปว่า “นมจากเต้าดีกว่าเหล้าจากกลม” ถ้าฝ่ายค้านงี่เง่ามัวงมเหล้าจากกลม ก็อย่าหวังว่าจะได้ ชื่นชมนมสองเต้า…” (จิตรจ านง สุภาพ) การพูดสรุปจบทั้ง ๕ แบบนี้ใช้ได้ผลดี ไม่ควรสรุปอย่างไร้ผล เช่น บอกว่า “คงจะ ได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย” “ขออภัยที่พูดไม่ดีเพราะก าลังไม่สบาย” “ขอจบเพียงเท่านี้” “สมควร แก่เวลาแล้วขอขอบคุณ” “เรื่องที่พูดก็มีแค่นี้มีใครจะถามอะไรไหม” “สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกๆ คนที่ตั้งใจฟังจนจบ” เป็นต้น


๑๑๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ในการวางโครงเรื่องดังกล่าว จะต้องจัดสัดส่วนของการน าเข้าสู่เรื่อง เนื้อเรื่อง และสรุป ให้พอเหมาะ กล่าวคือ ควรให้การทักทายผู้ฟังกับการน าเข้าสู่เรื่องไม่เกินร้อยละ ๑๐ เนื้อเรื่อง ควรเป็นร้อยละ ๘๐-๘๕ ของการพูดทั้งหมด ส่วนสรุปควรมีร้อยละ ๕-๑๐ ดังนี้ ตัวอย่าง “โครงเรื่อง” และการขยายโครงเรื่องให้เป็นเรื่องเต็มจนได้ “บทพูด” ที่สมบูรณ์ ดังนี้ โครงเรื่อง “การแสดงโอวาท” ของ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แสดงแก่บัณฑิตใหม่ในงานปัจฉิมนิเทศ ปี ๒๕๕๙ ๑. การปฏิสันถารกับผู้ฟัง ๒. การน าเข้าสู่เรื่อง–การกล่าวแสดงความยินดีต่อบัณฑิตใหม่ทุกคน ๓. เนื้อเรื่อง–ฝากปัจฉิมโอวาทถึงบัณฑิตทุกคนให้ยึด “พลังสี่อย่าง” ๓.๑ พลังศรัทธา ๓.๒ พลังมานะ ๓.๓ พลังสติ ๓.๔ พลังสมาธิ ๔. สรุป–กล่าวเน้นให้ยึดพลังทั้งสี่ในการด าเนินชีวิตและจบด้วยค าอวยพร ตารางที่ ๔.๑ โครงเรื่อง จากโครงเรื่อง ให้ขยายเป็น “บทพูด” อย่างสมบูรณ์ด้วยการพูดอธิบาย ขยายความ หรือ ยกตัวอย่างประกอบ ดังตัวอย่าง ค าทักทายผู้ฟัง และการน าเข้าสู่เรื่อง ๑๐ % เนื้อเรื่อง ๘๕ % สรุป ๕ %


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๑๗ ย่อหน้าที่ ข้อความขยายจากในโครงเรื่อง ประเด็นในโครงเรื่อง ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ท่านน ายกสภ ามหาวิทยาลัย คณ าจารย์ ผู้มีเกียรติ และบัณฑิตทุกท่าน ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่งที่คณ ะกรรมการ จัดงาน ของมห าวิท ย าลัย ราชภัฏ อุด รธานี ร่วมใจกัน จัดงานปัจฉิมนิเทศขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อแสดงความยินดี ต่อบัณฑิตรุ่นใหม่ และเพื่อจะได้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกัน รวมถึงความผูกพัน สมานฉันท์กันตลอดไป ข้าพเจ้าขอฝากปัจฉิมโอวาทถึงบัณฑิตทุกท่านว่า… “บัณฑิต” นอกจากจะเป็นผู้มีความรู้ มีปัญญาแล้ว บัณฑิตควรต้องมี “พลังสี่อย่าง” ด้วยกัน คือ พลังที่หนึ่ง ได้แก่ พลังศรัทธา ในตนและงานที่ท า ว่าตนมีความสามารถที่จะท างานที่เอื้อประโยชน์ต่อส่วนรวม และชาติบ้านเมืองได้ พลังที่สอง ได้แก่ พลังมานะบากบั่น ที่จะท าให้ ความปรารถนาสูงสุดที่จะเห็นความดี ความงาม ความส าเร็จ เกิดขึ้นจริงได้ พลังที่สาม ได้แก่ พลังสติ บัณฑิตควรมีสติรอบคอบ คอยติดตามตรวจสอบอยู่เสมอว่าสิ่งที่ท าไปนั้นเป็นสิ่งดี มีประโยชน์ต่อตนและส่วนรวมหรือไม่ พ ลังที่สี่ ได้แก่ พ ลั งสม าธิ ที่ จ ะมี จิต แน่ วแน่ ให้ ตน คิ ด ดี คิ ด ถูก ท าถูก เพื่ อ ยังป ระโย ช น์ แห่งต น และส่วนรวมอยู่เสมอ ดังนั้น ขอทุกท่ านจงถึงพร้อมด้วยพลังศรัทธา พลังมานะบากบั่น พลังสติ พลังสมาธิ ในการด าเนินชีวิต และการปฏิบัติงานในหน้าที่ให้ประสบความส าเร็จอย่าง งดงามด้วย โอกาสอันเป็นมงคลนี้ ขอแสดงความชื่นชมยินดีกับบัณฑิต ทั้งหลาย และขอให้ท่านประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป สวัสดี ๑. ปฏิสันถารกับผู้ฟัง ๒. กล่าวแสดงความ ยิ น ดี ต่ อ บั ณ ฑิ ต ใหม่ ๓. ฝากปัจฉิมโอวาท ให้ ยึ ด “ พ ลัง สี่ อย่าง” ๓.๑ พลังศรัทธา ๓.๒ พลังมานะ ๓.๓ พลังสติ ๓.๔ พลังสมาธิ ๔. เน้นให้ยึดพลังทั้งสี่ ในการด าเนินชีวิต ๕. กล่าวอวยพร ตารางที่ ๔.๒ บทพูดฉบับสมบูรณ์ มารยาทในการพูด นิพนธ์ ศศิธร และคณะ (๒๕๔๐ : ๓๗-๓๘) กล่าวถึงข้อควรปฏิบัติในการพูดตามขั้นตอน ก่อนพูด เมื่อเริ่มต้นพูด ระหว่างที่พูด และหลังจากพูดจบ สรุปได้ดังนี้ ๑. ก่อนพูด หากมีผู้พูดหลายคน ผู้พูดหลักควรน าคณะไปยังเวที ประธานในที่นั้นตามไป เป็นคนสุดท้าย หากจัดไว้เป็นล าดับล่วงหน้าก็จะท าให้เป็นระเบียบ ไม่ขลุกขลัก


๑๑๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ถ้าเป็นผู้พูดคนแรก เมื่อจบแล้วไม่ควรจะลุกไปไหน ควรมีมารยาทด้วยการนั่งฟังอย่างสนใจ ถ้าเป็นคนพูดหลังๆ ก็ควรแสดงความสนใจที่จะฟังการพูดของคนก่อนๆ เช่นกัน อย่ามัวหมกมุ่นอยู่กับ การห่วงจดข้อความย่อหรือการเตรียมตัวเรื่องที่จะพูดของตนโดยเฉพาะโดยไม่สนใจในการพูดของคนอื่น เพราะผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังทุกคนในที่นั้นตั้งใจฟัง ผู้พูดจะได้ไม่เสียสมาธิ ๒. เมื่อเริ่มพูด เมื่อประธานเริ่มแนะน า ให้ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉงโดยอาการสงบอย่างปกติ และก้าวเดินไปยังที่พูด อย่ารอจนแนะน าเสร็จแล้วจึงพรวดพราดลุกขึ้น เดินไปยังที่พูด เมื่อถึงที่แล้ว หยุดเว้นระยะไว้เล็กน้อย หันไปกล่าวค าปฏิสันถารประธานด้วยค าว่า “ท่านประธาน” แล้วจึงกล่าว ค าปฏิสันถารผู้ฟัง เช่น “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย” หรือ “ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ” ปกติไม่จ าเป็นต้องแยกแยะกลุ่มผู้ฟัง เช่น “ท่านประธาน ท่านเลขาธิการ ท่านผู้ว่า ราชการจังหวัด ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ และท่านสุภาพสตรีสุภาพบุรุษทั้งหลาย” ซึ่งเป็นการยืดยาด มากความเสียเวลาเปล่าๆ อย่างไรก็ตาม ผู้พูดควรจะมีท่าทีเป็นมิตร มีความสุภาพ ไม่โอ้อวด มีอารมณ์ขันบ้าง และรู้จักให้เกียรติผู้ฟัง หรือรู้จักน าสิ่งที่ผู้ฟังสนใจหรือผู้ฟังเคยมีประสบการณ์มาเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมกัน หากผู้พูดใช้หลักจิตวิทยาบ้าง ผู้ฟังจะมีท่าทีต่อผู้พูดในทางที่ดี หรือมีความเลื่อมใสที่จะติดตามการพูดต่อไป ขณะพูด พยายามหลีกเลี่ยงการจับโน่นจับนี่ หากจะกลัดกระดุมเสื้อ ขยับเนกไท กระแอม กระไอให้ล าคอคล่อง ฯลฯ ก็ควรท าเสียก่อนตั้งแต่ยังอยู่ในที่นั่ง อย่าไปท าหยุกหยิกเมื่อไปถึงที่พูด แล้ว เพราะเป็นการรบกวนความสนใจของผู้ฟังให้วอกแวกตามที่จับขยุกขยิกนั้น ท าให้ความสนใจ ต่อเรื่องที่จะพูดน้อยลง และเมื่อเดินไปถึงที่พูดแล้ว ถ้าบังเอิญป ระธานไม่ได้แนะน าว่า จะพูดเรื่องอะไร ก็สามารถเริ่มประโยคแรกของค าน าที่ต้องการได้ทันที ๓. ระหว่างที่พูด ต้องสนใจอยู่ที่ความคิดและผู้ฟัง ไม่ต้องสนใจกับตัวเองว่าท่าทาง เป็นอย่างไร คนปรบมือให้หรือไม่ จงคิดแต่เรื่องที่จะพูดให้ดีที่สุดเท่านั้น ห ากพู ด ๆ ไป แ ล้ วเกิด ลืม เรื่องห รือค ว ามคิดที่ได้เต รียมม าพู ด อย่ างก ะทั นหั น ก็ไม่ต้องตื่นตระหนก ชะลอการพูดแล้วเริ่มคิดทันที หากควบคุมสติไม่ได้ ให้พยายามเหลือบดูที่จด ย่อๆ ไว้แล้วกล่าวจุดส าคัญที่อื่นต่อไป อย่ากังวลใจว่าได้ข้ามบางตอนไป ซึ่งถ้าไม่ใช่สาระส าคัญนัก ผู้ฟังอาจไม่ได้สังเกตด้วยซ้ าไป ๔. หลังจากพูดจบ เวลาจบไม่ควรพูดค าว่า “ขอบคุณ” เว้นแต่ว่าเป็นคนขอขึ้นมาพูด หรือขอมาพูดเอง ถ้าพูดได้ดีจริง ผู้ฟังควรจะเป็นผู้ขอบคุณ เมื่อพูดค าสุดท้ายแล้วก็หยุดนิดหนึ่ง ก้มศีรษะเล็กน้อยให้แก่คนฟังแล้วกลับไปนั่งที่ หรือเพื่อเป็นการโอภาปราศรัยอาจกล่าวค าว่า “สวัสดี” แทนค า “ขอบคุณ” ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ย่อมไม่เป็นการเสียหายที่จะกล่าวค าขอบคุณ ถ้าต้องการกล่าวค าว่า “ขอบคุณ” หรือ “สวัสดี” นั้นก็เพื่อเป็นมารยาท และเท่ากับเป็นการบอก ผู้ฟังว่าผู้พูดพูดจบแล้ว เมื่อการพูดจบแล้ว ควรประเมินการพูด ผู้พูดควรส ารวจตนเองเพื่อทราบข้อดี ข้อบกพร่อง นั่นคือ เป็นการประเมินผลหลังการพูดเพื่อจะได้น ามาแก้ไขปรับปรุงตนเองในการพูดครั้งต่อไป


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๑๙ ซึ่งวิธีประเมินการพูดอาจประเมินโดยการประเมินผลการพูดด้วยตนเองโดยการส ารวจตนเองว่า ขณะพูดมีการประหม่าหรือไม่ การล าดับเรื่องที่พูดสับสนหรือราบรื่นดี การแสดงท่าทางประกอบ เหมาะสมดี ตลอดจนความสนใจ ความพอใจของผู้ฟังว่าเป็นอย่างไร นอกจากประเมินผลการพูดด้วยตนเองแล้ว อาจประเมินผลการพูดจากการวิพากษ์วิจารณ์ ของบุคคลอื่น ได้แก่ การประเมินผลการพูดจากผู้ฟังที่เป็นผู้วิจารณ์การพูด โดยเริ่มพิจารณา ตั้งแต่บุคลิกภาพในการพูด การแสดงออกทางสีหน้า แววตา น้ าเสียง กิริยาท่าทาง การเคลื่อนไหว การแต่งกาย และการใช้ภาษา ดังที่ ผะอบ โปษะกฤษณะ (๒๕๓๒ : ๑๓๗) ได้ให้หลักไว้ว่า “การประเมินการพูดนั้น คือ การพิจารณาถึงผู้พูดว่าพูดอะไร ผู้พูดพูดอย่างไร เรื่องที่พูดมีคุณค่า หรือไม่” ๓. ตอนหลังพูด สมบัติ จ าปาเงิน (๒๕๒๖ : ๕๖–๕๘) กล่าวถึงขั้นตอนหลังพูดว่ามี ๒ ระยะ คือ เมื่อพูดจบ กระแสความลงไปแต่ยังไม่จบเรื่องทีเดียว อาจมีการซักถามข้อสงสัยระยะหนึ่ง กับจบเรื่อง เลิกพูดแล้วจริงๆ กลับบ้าน แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป เมื่อพูดจบตอนในระยะแรก ผู้พูดมักเปิดโอกาสให้ผู้ฟังซักถาม ถ้าเป็นไปตามปกติก็ไม่น่า จะมีปัญหาอะไรเพราะผู้พูดจะได้มีโอกาสตอบข้อสงสัยให้หมดไป แต่บางทีผู้ถามได้ก่อปัญหาขึ้น ผู้ตอบต้องใช้ไหวพริบนอกเหนือไปจากความรู้ความสามารถที่มีอยู่ บางท่านถามเพราะอยากรู้ อวดรู้ ระบายอารมณ์ ฯลฯ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการพูดหลายท่านได้แนะน าวิธีแก้ไขปัญหาไว้อย่างหลากหลาย เช่น ถ้าถามเพราะอยากรู้ ผู้ตอบควรตอบด้วยน้ าใจงาม แนะน าให้เขารู้อย่างครบถ้วน แต่ถ้าถาม เพราะอวดรู้ ลองภูมิ ไม่ได้สงสัยอะไรจริงจัง มีอารัมภบทมาก พูดจาถากถาง ก็ต้องใช้วิธีการตอบ ด้วยศัพท์ทางเทคนิคที่ลึกซึ้งหรือสูงกว่า ยากยิ่งกว่า จนกระทั่งผู้ถามรู้ไม่เท่าทัน คือ แม้เราจะตอบ แล้ว เขาก็ไม่อาจเข้าใจได้ บางท่านถามแบบระบายอารมณ์ ผู้ตอบควรตอบแบบ “รับอารมณ์” ส่วนมากเป็นค าถามมาจากผู้มองโลกในแง่ร้าย คนถามมีความสุขตรงที่ได้ระบายอารมณ์ ถ้าผู้ตอบ ท าให้เขาคลายอารมณ์ได้ด้วย เขายิ่งสบายใจมากขึ้น ส าหรับหลังพูดระยะจบเรื่อง เลิกพูดแล้ว ก็จะถึงตอนติชมหรือที่เรียกว่าการวิจารณ์ เป็นการประเมินผลการพูดเพราะจะช่วยให้การพูดได้พัฒนาดีขึ้น การวิจารณ์หรือติชมอาจท าได้ โดยการติชมด้วยตนเองหรือมีผู้อื่นติชม วิธีที่มีผู้อื่นติชมจะช่วยปรับปรุงข้อบกพร่องที่ตัวเรา มองไม่เห็นและเสนอแนะว่าควรแก้ไขอย่างไร การวิจารณ์จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้วิจารณ์ติชมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ พูดด้วยความสุจริตใจ แม้ว่าจะไม่ดีก็ต้องบอกเพื่อไม่ให้หลงผิด รู้จักเสนอแนะในทางดี กรณีที่มีข้อเสีย ไม่ควรติเฉยๆ แต่ต้องเสนอแนะว่าควรท าอย่างไร ผู้วิจารณ์ไม่จ าเป็นต้องเป็น ผู้มีความสามารถในการพูด แต่ควรสามารถบอกได้ว่าประทับใจอะไรหรือไม่เข้าใจเพราะอะไร ส่วนผู้พูดต้องไม่ใช้อารมณ์ ในเมื่อผู้วิจารณ์ชี้ข้อบกพร่องให้ก็ควรจะขอบคุณ ผู้พูด ต้องมีจิตใจกว้างพอที่จะรับค าติชมเพราะแสดงว่าเขาซื่อตรง เราจะได้ทราบส่วนดีส่วนเสีย ผู้พูดที่เก่ง ยังต้องการการติชม ผู้พูดที่มีความสามารถยิ่งต้องการผู้ติชมที่เก่งกาจและสิ่งส าคัญมาก คือ


๑๒๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร เมื่อได้รับค าติชมแล้ว ผู้พูดจะต้องปรับปรุงตนเอง มิฉะนั้นจะไม่มีประโยชน์ หัวข้อที่ควรติชม เพื่อการประเมินผลหลังการพูด ควรประเมินทั้งในด้านผู้พูด สาร ผู้ฟัง และผลส าเร็จในการพูด ผู้พูด อาจแยกพิจารณาเป็นส่วนๆ ดังนี้ ๑. จุดมุ่งหมาย ๒. การเตรียมตัว ๓. วิธีการน าเสนอ ๔. คุณธรรม (พูดตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ด้วยความเที่ยงธรรม) ๕. การใช้ภาษา (วัจนภาษาและอวัจนภาษา) สาร ในด้านสาร อาจพิจารณา ดังนี้ ๑. เนื้อหา ๒. ปริมาณ ๓. การจัดล าดับ ผู้ฟั ง ในด้ านผู้ฟัง สิ่งส าคัญ ที่ควรวิเคราะห์ คือ พิ จ ารณ าว่าผู้ฟังมีค วามสนใจ และตอบสนองหรือไม่ อาจพิจารณา ดังนี้ ๑. ความสนใจ มีมากน้อยเพียงไร ๒. มารยาท คุยกัน หรือลุกออกไปก่อนหรือไม่ ๓. ตั้งค าถามเพื่ออยากรู้หรือลองภูมิ ค าถามเสนอหรือช่วยให้เกิดข้อคิดอะไรหรือไม่ ผลส าเร็จในการพูด ได้ผลเพียงไร ทั้งหมดนี้พิจารณาจากปฏิกิริยาของผู้ฟังเป็นส าคัญ กล่าวโดยสรุป ในการติ-ชม ประเมินการพูด เราควรจะประเมินตามหัวข้อ ทั้งในด้านผู้พูด สาร (เนื้อหา) ผู้ฟัง และผลส าเร็จในการพูด กล่าวเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ ๑. ผู้พูด มีจุดมุ่งหมายชัดเจนหรือไม่เพียงใด ผู้พูดได้เตรียมตัวอย่างดีหรือไม่ การน าเสนอ เหมาะสมกับเนื้อหา ผู้ฟัง และโอกาสเพียงใด ผู้พูดมีจรรยามารยาท รวมทั้งความจริงใจ ความปรารถนาดีต่อผู้ฟังเพียงใด ผู้พูดใช้ภาษาเหมาะสมกับผู้ฟังหรือไม่ เพียงใด การใช้ภาษาถูกต้อง ตามแบบแผนและความนิยมหรือไม่ การใช้ท่าทางประกอบเหมาะสม เข้ากับบรรยากาศหรือไม่ เพียงไร ผู้พูดมีความเชื่อมั่นในตนเองมากน้อยเพียงใด ๒. สาร เนื้อหาของสารเหมาะสมกับโอกาสหรือไม่ เพียงใด มีประโยชน์แก่ผู้ฟังมากน้อย เพียงใด เหมาะกับพื้นฐานระดับความรู้ของผู้ฟังหรือไม่ ปริมาณของสารพอดีกับเวลาหรือไม่ การจัดล าดับสารเป็นระเบียบดีหรือไม่ เพียงใด เนื้อเรื่องมีจุดหมายที่แน่นอนถูกต้องตามข้อเท็จจริง หรือไม่ มีสาระเพียงใด เหตุผลเหมาะสมหรือไม่ ๓. ผู้ฟัง มีปฏิกิริยาตอบสนองตรงตามความมุ่งหมายของผู้พูดเป็นอย่างดีหรือไม่ เพียงใด ผู้ฟังให้ความสนใจผู้พูดมากน้อยเพียงใด ผู้ฟังมีจรรยามารยาท รวมทั้งการตั้งค าถามอย่างไร ประสงค์ที่จะรู้และถามในโอกาสที่เหมาะสมหรือไม่ เป็นต้น


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๒๑ ๔. ผลส าเร็จในการพูด พิจารณาจากปฏิกิริยาของผู้ฟังเป็นส าคัญ กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการพูดเชิงปฏิบัติการ แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ คือ ขั้นก่อนพูด ขั้นขณะพูด และขั้นหลังพูด ขั้นก่อนพูด ผู้พูดจะต้องด าเนินการเตรียมตัว เตรียมเนื้อเรื่อง ผู้พูดต้องมีความเชื่อมั่น คิดถึงผู้ฟัง ไม่หวั่นไหว รู้จักฝึกฝนหรือซักซ้อม ขั้นขณ ะพูด ควรปฏิบัติตนต ามที่ได้ฝึกไว้ แก้ปัญห าเฉพ าะหน้ า มีม ารย าท และข้อควรค านึง คือ พูดให้ถูกแบบของเรื่อง วิเคราะห์และแก้ปัญห าผู้ฟังให้ทันท่วงที การสร้างความชื่นชอบ การสร้างความสนใจ มีอารมณ์ขัน ขั้นหลังพูด มี ๒ ระยะ คือ ตอบค าถามโดยใช้ปฏิภาณไหวพริบและประเมินผลการพูด หากปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นแล้ว เชื่อว่าย่อมจะสามารถพัฒนาการพูดให้บรรลุ วัตถุประสงค์ได้ทุกประการ การวิเคราะห์ผู้ฟัง โอกาส และกาลเทศะ การพูดจะได้ผลดีหรือไม่เพียงไรนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับผู้พูดแต่ฝ่ายเดียว แม้ผู้พูดจะมีความรู้ ความสามารถดีเด่นเพียงไรก็ตาม หากไม่รู้จักกลุ่มผู้ฟังหรือไม่รู้ว่าจะไปพูดเนื่องในโอกาสอะไร กาลเทศะและสถานการณ์อย่างไร ผู้พูดจะไม่ประสบผลส าเร็จในการพูด ฉะนั้น ผู้พูดที่ดี จึงควรรู้จักวิเคราะห์การพูด ดังที่ ศักดา ปั้นเหน่งเพ็ชร (๒๕๓๗) อ าไพ สุจริตกุล และธิดา โมสิกรัตน์ (๒๕๔๖) ได้สรุปไว้ดังนี้ ๑. การวิเคราะห์ผู้ฟัง ผู้ฟังเป็นส่วนส าคัญในการพูด การวิเคราะห์ผู้ฟังมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รู้จักผู้ฟัง ทั้งในการสื่อสารในชีวิตประจ าวันหรือก่อนการพูดในที่ชุมชนในโอกาสต่างๆ การรู้รายละเอียด ของผู้ฟังมากเท่าใดย่อมเป็นประโยชน์กับผู้พูดมากเท่านั้น ดังนั้น จึงควรรู้จักคิดวิเคราะห์ผู้ฟัง ในเรื่องต่างๆ ดังนี้ ๑.๑ จ านวนผู้ฟัง ผู้พูดจะต้องทราบจ านวนผู้ฟังล่วงหน้าเพื่อจะได้วางแผนการพูด ก าหนดสาระ และคาดหมายถึงผลที่จะได้รับจากการพูดได้ จ านวนผู้ฟังมีอิทธิพลต่อการพูด กล่าวคือ ถ้ามีจ านวนน้อย เป็นกลุ่มขนาดเล็ก ผู้พูดย่อมสามารถเสนอเนื้อหาสาระสนองความต้องการของผู้ฟัง แต่ละคนได้ทั่วถึง และสามารถปรับการพูดให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความสนใจของผู้ฟังได้ดี แต่ถ้าผู้ฟังมีจ านวนมาก เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ ผู้พูดต้องเตรียมเนื้อหาสาระ เทคนิคการเสนอเนื้อหา และอื่นๆ ที่สนองความต้องการของผู้ฟังส่วนใหญ่ให้ได้ ๑.๒ เพศของผู้ฟัง หญิงกับชายมีความสนใจแตกต่างกัน ผู้หญิงสนใจเรื่องสังคมชั้นสูง ดาราภาพยนตร์ โทรทัศน์ แฟชั่น ศิลปะดนตรี ฯลฯ ส่วนผู้ชายสนใจเรื่องการเมือง การกีฬา การผจญภัย เครื่องยนต์กลไก เทคโนโลยี เป็นต้น ก่อนพูดจึงต้องรู้เสียก่อนว่าจะพูดให้เพศไหนฟัง ถ้ามี ๒ เพศปะปนกัน ก็ควรจะเลือกเรื่องพูดให้เหมาะแก่บรรยากาศ เช่น หนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน การเป็นสามีภรรยาที่ดี ฯลฯ การพูดกับเพศชายซึ่งเป็นผู้มีจิตใจหนักแน่นอาจจะใช้เหตุผล กฎเกณฑ์


๑๒๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร มีค าพูดที่แสดงให้เห็นจริง เชื่อถือได้ เพราะผู้ชายจูงใจยากกว่าหญิง ส่วนเวลาพูดกับกลุ่มผู้หญิง ควรใช้ค าสุภาพกว่าชายเพราะเพศหญิงเป็นเพศที่อยู่ในระเบียบวินัย อ่อนไหวง่าย ๑.๓ วัยของผู้ฟั ง อายุของผู้ฟังเป็นข้อมูลที่อาจบ่งชี้ ว่าผู้ฟังมีพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ ความต้องการ ความสนใจ ความเข้าใจ และสมาธิในการฟังแตกต่างกัน กล่าวคือ “วัยเด็ก” ต้องพูดเรื่องสนุกสนาน มีตลกขบขันประกอบ ไม่เป็นวิชาการจนเกินไป ช่วงเวลาพูด ไม่ควรนานนักเพราะความสนใจของเด็กมีช่วงเวลาสั้น ถ้าเป็น “วัยหนุ่มสาว” หรือ “วัยรุ่น” เป็นวัยที่ต้องการการยอมรับจากสังคม อยากทดลอง ชอบวิธีโลดโผน ก็ต้องพูดแบบเร้าอารมณ์ ชวนฝัน และตื่นเต้นทันสมัย น่าสนใจ ส่วน “วัยกลางคน” ต้องพูดแบบมีเหตุผล มีน้ าหนัก ชักจูงใจผู้ฟังให้เห็นคล้อยตาม เพราะวัยนี้มีความคิดอ่านกว้างขวาง มักสนใจสร้างหลักฐานและความก้าวหน้าด้านการงาน พอถึง “วัยชรา” เป็นวัยที่เริ่มห่วงกังวลในสวัสดิภาพของตนและครอบครัว ส่วนใหญ่มีแนวโน้มไปในทางเอาจริงเอาจัง เต็มไปด้วยเหตุผล ยึดคุณธรรมเป็นหลัก จึงควรพูด เรื่องธรรมะ เรื่องลูกหลาน งานอดิเรก งานบุญกุศล หรือการรักษาวัฒนธรรมที่ดีงาม แต่หากผู้พูดต้องการพูดให้คนหลายกลุ่มฟัง เช่น มีทั้งเด็ก หนุ่มสาว วัยกลางคน ผู้สูงอายุ ก็คงจะต้องพูดเรื่องที่ทุกคนฟังได้ เช่น เรื่องการตัดต้นไม้ท าลายป่า เรื่องผู้ลี้ภัย จากแผ่นดินไหว เป็นต้น ๑.๔ อาชีพและกลุ่มสังคมของผู้ฟัง การที่ผู้พูดทราบอาชีพและฐานะของผู้ฟัง ย่อมจะได้ประโยชน์ในการเตรียมเนื้อหาและการใช้ภาษาพูดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น ถ้าพูดให้ทหาร ฟังก็ควรจะใช้ภาษาหรือยกตัวอย่างเกี่ยวกับทหารบ้าง ถ้าพูดให้พนักงานขายฟังก็ต้องใช้ภาษา หรือยกตัวอย่างเรื่องสินค้าที่เขาขายอยู่ให้ฟังได้ เป็นต้น นอกจากนี้ การเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคมหรือการนับถือศาสนาของผู้ฟัง จะช่วยบอกถึงความสนใจและอคติที่ผู้ฟังกลุ่มนั้นมีอยู่ และยังชี้ให้เห็นถึงลักษณะส่วนใหญ่ หรือความสามารถพิเศษของคนกลุ่มนั้น เช่น กลุ่มเลขานุการ กลุ่มนักการธนาคาร กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น เมื่อผู้พูดทราบว่าผู้ฟังมีอาชีพอะไรหรืออยู่ในกลุ่มสังคมใด จะช่วยให้ได้แนวทาง ในการวิเคราะห์ผู้ฟังกลุ่มนั้นมากขึ้น ๑.๕ ระดับการศึกษาและประสบการณ์ของผู้ฟัง ผู้พูดควรจะทราบระดับการศึกษา รวมทั้งประสบการณ์ของผู้ฟังโดยเฉลี่ยด้วย เพื่อจะได้รู้จักระดับความเข้าใจ เนื้อหาสาระของผู้ฟัง คนที่มีระดับการศึกษาสูงจะเข้าใจเรื่องราวที่ยากและหนักไปในทางวิชาการได้เร็ว มีทัศนคติ กว้างขวางกว่าคนที่มีระดับการศึกษาต่ า ผู้พูดจึงต้องเตรียมเนื้อหาสาระ หลักฐานข้อเท็จจริงต่างๆ มาอ้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของผู้ฟังก็มีความส าคัญเช่นเดียวกัน ถ้าหากกล่าวถึง เรื่องที่ผู้ฟังมีประสบการณ์อยู่ แม้ผู้ฟังกลุ่มนั้นจะมีระดับการศึกษาต่ าก็ย่อมเข้าใจได้ เช่น พูดเรื่องระบบเครื่องยนต์ให้กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ฟัง กลุ่มนี้อาจจะเข้าใจได้มากกว่าพูดให้นักศึกษา ในคณะครุศาสตร์ฟัง เป็นต้น


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๒๓ ๑.๖ พื้นความเกี่ยวกับเรื่องที่พูด ถ้าผู้พูดทราบว่ากลุ่มผู้ฟังโดยเฉลี่ยมีความรู้ ในเรื่องที่จะพูดเพียงใด รู้ในแง่มุมใดบ้างแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมเรื่องพูดให้แตกต่าง ไปจากแง่มุมที่กลุ่มผู้ฟังทราบอยู่แล้ว ผู้ฟังจะได้สนใจ ไม่เบื่อหน่าย บางครั้งผู้พูดจ าเป็นต้องใช้ศัพท์เฉพาะและศัพท์วิชาการ ผู้ฟังที่มีพื้นความรู้เกี่ยวกับ ศัพท์เหล่านี้อยู่บ้าง ผู้พูดจะไม่ต้องอธิบายมาก แต่ถ้าผู้ฟังไม่มีพื้นความรู้เลย ผู้พูดจะต้องยกตัวอย่าง ต้องอธิบาย และใช้กลวิธีที่จะท าให้ผู้ฟังเข้าใจ ดังนั้น การพูดในแต่ละครั้ง ผู้พูดจึงควรตั้ง วัตถุประสงค์ไว้ว่าจะพูดถึงสาระในขอบเขตพื้นความรู้โดยเฉลี่ยของกลุ่มผู้ฟังเพื่อผู้ฟังจะได้เข้าใจโดย ทั่วถึง ๑.๗ ความสนใจในเรื่องที่ฟั ง ผู้ฟังมักจะเชื่อและสนใจในเรื่องที่ตนอยากเชื่ อ อยากสนใจอยู่แล้ว ผู้พูดจึงควรเตรียมการพูดให้ถูกจุดที่ผู้ฟังสนใจโดยพูดเข้าสู่ประเด็นได้ทันที และพยายามดึงความสนใจของผู้ฟังไว้ให้ตลอดเป็นระยะ แต่ถ้าเรื่องที่พูดนั้นมีผู้ฟังสนใจน้อยมาก หรือไม่สนใจเลยและผู้พูดก็จ าเป็นต้องพูดเรื่องนั้น ผู้พูดจะต้องใช้กลวิธีต่างๆ ที่จะดึงความสนใจ ของผู้ฟังมาสู่เรื่องที่จะพูดให้ได้โดยพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวที่เกี่ยวกับความสนใจของผู้ฟัง เช่น อาจพูดเรื่องที่ผู้ฟังก าลังสนใจข่าวที่ก าลังครึกโครมอยู่ในขณะนั้นแล้วพาเข้าสู่เรื่องที่พูด อาจท าให้ ผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดสนใจเรื่องที่เขาสนใจเช่นกัน ผู้ฟังจะเกิดศรัทธาในตัวผู้พูดขึ้นบ้าง หรือผู้พูดอาจจะ พยายามเร้าความสนใจโดยใช้วิธีต่างๆ ก็ได้ อาจใช้วิธีการยั่วยุให้ผู้ฟังสนใจติดตาม ชี้ให้เห็นประโยชน์ ของการฟังเรื่องที่พูด ชี้ให้เห็นโทษ ชี้ข้อเท็จจริงซึ่งไม่มีคนทราบมาก่อน เป็นต้น ๑.๘ ทัศนคติของผู้ฟัง ถ้าผู้พูดสามารถทราบทัศนคติและความเชื่อของกลุ่มผู้ฟัง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่พูดและในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผู้พูดแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมเรื่อง อย่างมาก ผู้ฟังบางกลุ่มมีทัศนคติและความเชื่ออยู่ในใจ เช่น ผู้ฟังบางกลุ่มเชื่อมั่นในศาสนา บางกลุ่ม ยึดถือความซื่อสัตย์ เป็นต้น ถ้าผู้พูดสามารถแสดงให้เห็นว่ามีทัศนคติเช่นเดียวกัน หรือเรื่องที่พูดไป สนับสนุนทัศนคติ ความเชื่อของผู้ฟังแล้ว การพูดครั้งนั้นย่อมเป็นที่สนใจและประสบความส าเร็จ ถ้าผู้พูดสามารถหาสาระที่ตรงกับใจผู้ฟังหรือน าไปใช้ได้ หรือเข้ากับกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในใจผู้ฟัง ย่อมจะ เป็นที่เชื่อถือของผู้ฟังมากขึ้น ส่วนทัศนคติเกี่ยวกับตัวผู้พูดนั้น ผู้พูดควรจะถามตนเองว่าผู้ฟังมีทัศนคติต่อตน อย่างไร โดยพิจารณาว่าการที่ได้รับเชิญให้พูดนั้นเป็นเพราะอะไร อาทิ เป็นเพื่อนกับผู้พูด หรือเป็นเพราะผู้เชิญนับถือความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ก าหนดให้พูด หรือเป็นเพราะความนิยม ในตัวผู้พูดเท่านั้น ถ้าได้ค าตอบก็จะได้ทัศนคติที่เกี่ยวกับผู้พูดกว้างๆ ผู้พูดจะได้เตรียมปรับตนเอง ปรับเนื้อหา และวิธีการพูดได้ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนคติของผู้ฟังได้บ้าง ๑.๙ ความคาดหวังของผู้ฟัง เมื่อผู้ฟังจะไปฟังเรื่องราวใดก็ตาม ผู้ฟังมักจะมุ่งหวังว่าจะ ได้รับประโยชน์หรือได้แง่คิดจากการฟังไว้ล่วงหน้า ผู้พูดควรระลึกเสมอว่าจะต้องพยายามปรับ เรื่องราวที่เสนอให้คล้อยตามผู้ฟังเพื่อไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย ผู้พูดจึงควรค้นหาความคาดหวัง ของผู้ฟังว่าผู้ฟังคาดหวังสิ่งใดไว้ในเรื่องที่พูดและพยายามตอบสนองความต้องการของผู้ฟังให้ได้ ซึ่งจะท าให้การพูดสัมฤทธิ์ผล


๑๒๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟังเป็นการพิจารณาภาพรวมของกลุ่มผู้ฟังในด้านต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลส าหรับเตรียมการพูดให้เหมาะสมกับผู้ฟังในเรื่องเพศ วัย อาชีพ ระดับการศึกษา ความสนใจ จ านวนคน ทัศนคติ และความคาดหวัง การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟังตามหัวข้อดังกล่าวนี้ เมื่อเวลาปฏิบัติจริงผู้พูดอาจจะวิเคราะห์ผู้ฟังได้ไม่ครบทุกหัวข้อ แต่ถ้าสามารถวิเคราะห์ผู้ฟังได้มาก เท่าใด ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ฟังได้มากเท่าใด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้พูดมากเท่านั้น ๒. การวิเคราะห์โอกาส โอกาสที่พูดเป็นสิ่งส าคัญที่ผู้พูดควรทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมการพูดทั้งเนื้อหาและวิธีพูด ให้เหมาะสม มีผู้ให้หลักการวิเคราะห์โอกาสไว้ที่ไม่ต่างกันนัก จิรวัฒน์ เพชรรัตน์และอัมพร ทองใบ (๒๕๕๕) ได้ประมวลไว้ ดังนี้ ๑. โอกาสในการพูดนั้นเป็นอย่างไร มีความมุ่งหมายอย่างไร เพื่อจะได้ไม่พูดผิดที่ และโอกาส อย่างน้อยผู้พูดควรจะทราบแน่ชัดว่าไปพูดในงานอะไร เช่น งานมงคลสมรส งานวันเกิด งานประชุมทางวิชาการ เป็นต้น การใช้ถ้อยค า ตลอดจนการแต่งกายย่อมเปลี่ยนไป ผู้พูดที่ดี จึงควรจะทราบมาก่อนว่าตนจะพูดในโอกาสอะไรเพื่อจะได้เตรียมตัวได้ถูกต้องและใช้วิธีการน าเสนอ ได้อย่างเหมาะสม ๒. มีรายการอื่นๆ อีกหรือไม่ ผู้พูดต้องทราบไว้เพื่อจะได้เตรียมตัวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น พูดคนเดียวหรือพูดหลายคน ถ้าพูดหลายคนต้องสืบสาวให้ได้เค้าว่าผู้อื่นจะพูดอะไรบ้าง ท านอง ไหน จะได้หลีกเลี่ยงไม่พูดซ้ ากัน และเราเป็นผู้พูดคนที่เท่าไรของรายการที่พูด ในการพูดช่วงนี้ เรามี ฐานะเป็นส่วนส าคัญ เป็นผู้ด าเนินรายการ หรือเป็นส่วนประกอบของรายการพูดทั้งหมด และหากมี รายการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการพูดปะปนอยู่ด้วย เช่น การแข่งขันกีฬา ดนตรี การแสดง เป็นต้น ก็ย่อม ยากที่จะเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังได้เต็มที่ ผู้พูดต้องใช้ความสามารถพิเศษในการพูดคราวนั้น ๓. เวลาที่ก าหนดให้ มีความส าคัญมากในการเตรียมการพูดให้เหมาะสม ถ้าสามารถ ก าหนดเรื่องที่จะพูดได้ ควรเลือกเรื่องที่สามารถพูดได้ครบพอดีกับเวลาที่ก าหนดไว้ ไม่ควรเลือกเรื่อง ที่กว้างเกินไป แม้พูดได้ครบก็อาจคลุมเครือหรือเป็นการพูดโดยทั่วๆ ไปอย่างธรรมดาๆ ถ้าเวลาที่ก าหนดให้สั้นมากก็เลือกพูดแต่เนื้อความส าคัญ การได้ทราบว่าใช้เวลาพูด นานเพียงใดจะช่วยให้การเตรียมเนื้อหาให้เหมาะกับเวลา ผู้พูดสามารถวางแผนในการพูดได้ว่าควร จะจัดสัดส่วนของเนื้อหาอย่างไร เช่น การขยายรายละเอียดหรือการย่อเนื้อหาโดยไม่เสียสาระส าคัญ กล่าวได้ว่า การพูดในโอกาสต่างๆ มีความส าคัญแตกต่างกัน วัตถุประสงค์ ของการพูด การฟังย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย การวิเคราะห์โอกาสในการพูดนั้น ผู้พูดต้องรู้ ว่าเป็นการพูดที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสใด เช่น กล่าวอวยพร กล่าวต้อนรับ เป็นต้น การพูด ด้วยจุดประสงค์และโอกาสที่ไม่เหมือนกันนี้ย่อมจะใช้ค าปฏิสันถาร เนื้อหา ค าลงท้าย การใช้ภาษา ที่แตกต่างกันไปและจะพูดในเวลาใด ถ้าพูดช่วงเช้า ผู้ฟังจะตั้งใจมากเพราะยังมีอารมณ์แจ่มใส แต่ถ้าพูดตอนใกล้เวลาอาหารหรือตอนเย็น ผู้ฟังจะสนใจน้อยลง การพูดในช่วงนี้จึงตองรวบรัด และไม่พูดเกินเวลา ถ้าพูดหลังอาหารกลางวัน ผู้ฟังก าลังง่วงนอน ควรเตรียมน าเรื่องเบาๆ หรือสอดแทรกอารมณ์ขันเพื่อช่วยคลายความง่วงของผู้ฟัง


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๒๕ การวิเคราะห์โอกาส นอกจากผู้พูดจะได้เรียนรู้และศึกษาโอกาสและวัตถุประสงค์ ของการพูดไว้เพื่อจะได้พูดไม่ผิดที่ ผิดโอกาสแล้ว ผู้พูดจะได้เตรียมเนื้อหา ตัวอย่าง ส านวนภาษา ให้เข้ากับผู้ฟังในงานนั้นๆ ทั้งนี้ควรทราบรายการที่มีก่อน-หลังก ารพูดของเราว่าเป็นใคร และพูดเรื่องอะไร จะได้ไม่พูดซ้ ากัน และพูดส่งต่อไปได้อย่างกลมกลืนกัน ๓. การวิเคราะห์กาลเทศะ กาลเทศะ เป็นสถานการณ์ เวลา และสถานที่ที่จัดไว้ส าหรับการพูด รวมทั้งบรรยากาศ ในขณะนั้น ผู้พูดควรวิเคราะห์กาลเทศะ ดังนี้ ๑. ผู้พูดควรศึกษาและท าความคุ้นเคยกับสถานที่ที่จะไปพูดว่าเป็นห้องเล็กหรือห้องใหญ่ มีเครื่องขยายเสียงหรือไม่ ต้องการทราบว่ายืนบนเวทีหรือพื้นห้อง แสงไฟมีพอหรือไม่ ระยะห่าง ระหว่างผู้พูดและผู้ฟังเป็นอย่างไร การได้ศึกษาสถานที่ นอกจากจะช่วยให้เกิดความคุ้นเคยแล้ว ยังเป็นการช่วยในการเตรียมแต่งกาย การใช้ภาษา ตลอดจนการปรับตัวให้เหมาะกับสถานที่ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศในการพูดได้ดียิ่งขึ้น ๒. สิ่งที่ผู้พูดควรค านึงซึ่งจะละเลยไม่ได้ คือ ห้องจะเล็กหรือใหญ่เพียงใดก็ตาม ต้องเป็นที่ที่ผู้พูดสามารถพูดให้ผู้ฟังได้ยินโดยทั่วกันทุกคน ๓. สถานที่แบบเป็นกันเอง สามารถที่จะพูด-ฟังอย่างเป็นกันเองอย่างสนิทสนมได้ เช่น พูดคุยเรื่องสนุกสนาน ๔. เวลาที่ก าหนดให้พูด ถ้ามีเวลาสั้นควรเลือกพูดแต่เนื้อหาส าคัญๆ ดีกว่าพูดเร็วๆ เพื่อให้หมดเนื้อหา ซึ่งคนฟังจะไม่รู้เรื่องเพราะฟังไม่ทัน ดังนั้น ควรพูดให้พอดีกับเวลาที่ก าหนดไว้ กล่าวได้ว่า ผู้พูดที่ดีต้องค านึงถึงวัน เวลา และสถานที่ที่พูดด้วยเพราะเป็นองค์ประกอบ ส าคัญในการสร้างบรรยากาศ ในการพูดนั้น ถ้าเลือกสถานที่ที่เหมาะสมจะท าให้ผู้ฟังมีสมาธิ ในการฟัง นอกจากนั้น ผู้พูดที่ดีควรพิจารณาสถานการณ์แวดล้อมเพื่อปรับลักษณะการพูด ให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ แนวทางในการประเมินการพูดเพื่อการสื่อสาร การประเมินการพูด หมายถึง การให้ข้อมูลย้อนกลับในการพูด เปรียบเสมือนกระจก ที่ช่วยสะท้อนภาพการพูดแต่ละครั้งว่าผู้พูดประสบความส าเร็จเพียงใด มีสิ่งใดเป็นข้อดีที่ควรรักษาไว้ ข้อใดเป็นจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไขเพื่อจะได้เป็นนักพูดที่ดีต่อไป (ธนรัชฏ์ ศิริสวัสดิ์ และคณะ, ๒๕๓๘ : ๓๔๔–๓๔๖) เกณฑ์ทั่วไปในการประเมินผลการพูด กุสุมา รักษมณี และคณะ (๒๕๓๖ : ๑๗๐-๑๗๑) กล่าวถึงในการประเมินผลการพูดนั้นว่า ผู้ประเมินหรือผู้วิจารณ์จะต้องอาศัยความรู้พื้นฐานทางวิชาการพูดเพื่อน ามาวิเคราะห์วิจารณ์การพูด ดังต่อไปนี้


๑๒๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร ๑. ความพร้อม โดยสังเกตดูความกระตือรือร้นและความพร้อมของผู้พูดที่จะติดต่อสื่อสาร กับผู้ฟังว่ามีมากน้อยเพียงใด ๒. การปรับตัว โดยสังเกตดูความสามารถของผู้พูดในการปรับตัวให้เข้ากับผู้ฟัง และบรรยากาศทั่วๆ ไปของสถานที่พูดได้มากน้อยเพียงใด ๓. เนื้อหาสาระ โดยวิเคราะห์ดูว่าผู้พูดมีจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ที่แน่นอนหรือไม่ พูดได้ตรงตามจุดมุ่งหมาย การเลือกเรื่องเหมาะสมดี มีสาระหรือมีคุณค่าและถูกต้องตามข้อเท็จจริง หรือไม่ น่าสนใจและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพียงใด ๔. การจัดระเบียบเรื่อง โดยพิจารณาดูว่าผู้พูดล าดับขั้นตอนหรือรู้จักโยงความคิด จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างเหมาะสมแยบคาย และสามารถสรุปได้อย่างรัดกุมเพียงใด ๕. การใช้ภาษา โดยพิจารณ าดูว่าผู้พูดสามารถใช้ภาษาได้กระชับ ชัดเจนเด่นชัด และมีรสนิยมที่ดีในการใช้ภาษาเพียงใด ๖. การออกเสียง โดยสังเกตดูท่วงท านอง ลีลาการใช้เสียงของผู้พูดว่ามีท่วงท านอง เหมือนการสนทนาในชีวิตประจ าวันหรือไม่ และสามารถออกเสียงได้ถูกต้องชัดเจนเพียงใด ๗. อากัปกิริยา โดยสังเกตดูก ารใช้กิริยาท่ าท างป ระกอบขณ ะพูดว่าเหม าะสม หรือมากเกินไป น้อยเกินไปเพียงใด ๘. การสื่อสายตา โดยสังเกตดูว่าผู้พูดสามารถสื่อประสานสายตากับผู้ฟังได้เพียงใด ๙. การรักษาเวลาที่ก าหนดให้พูด โดยพิจารณาดูว่าผู้พูดใช้เวลาได้เหมาะสมเพียงใด เป็นต้นว่า พูดจบก่อนเวลา เกินเวลา พอดีกับเวลาที่ก าหนดให้ หรือมีเวลาเหลือให้ผู้ฟังซักถาม ข้อข้องใจบางประการหรือไม่ ๑๐.ความสนใจของผู้ฟัง โดยอาจสังเกตดูว่าฟังและตั้งค าถามมากน้อยเพียงใด ๑๑.มารยาทของผู้ฟั ง โดยสังเกตผู้ฟังว่ามีการคุยกัน นั่งหลับ รับป ระทานขนม หรือลุกออกไปกลางคันหรือไม่ ๑๒.การตั้งค าถามของผู้ฟัง โดยพิจารณาดูว่าผู้ฟังถามเพื่อลองภูมิหรือค าถามนั้น ก่อให้เกิดข้อคิดใดหรือไม่ ๑๓.ผลส าเร็จของการพูด โดยพิจารณาดูว่าผลของการพูดครั้งนั้นเป็นอย่างไร อาจสังเกต ได้จากปฏิกิริยาของผู้ฟังเป็นส าคัญ ๑๔.สรุปผลรวมทั้งหมดของการพูด โดยพิจารณาว่าการพูดครั้งนั้นควรจะจัดอยู่ในระดับใด เป็นต้นว่า ดีมาก ดี พอใช้ ยังต้องปรับปรุง หรือยังใช้ไม่ได้ หลักปฏิบัติของผู้ประเมินผลการพูด ในการประเมินผลหรือวิจารณ์การพูดนั้น ควรปฏิบัติต่อผู้พูดโดยยึดถือหลักดังต่อไปนี้ ๑. มีใจเป็นธรรม ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ไม่เอาใจช่วยหรือคอยซ้ าเติม และมีไหวพริบ ๒. เน้นข้อบกพร่องที่ส าคัญๆ ก่อน ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ควรรอไว้กล่าวภายหลัง ๓. บอกจุดเด่นของผู้พูดด้วย มิใช่บอกแต่ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียว ๔. มีความรู้สึกเป็นมิตร และปรารถนาที่จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของผู้พูดหรือเพื่อนๆ


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๒๗ ๕. บอกค าแนะน าในการแก้ไขปรับปรุงให้กระจ่างชัดเจน ถ้าสามารถท าได้ หลักปฏิบัติของผู้พูด เมื่อมีการประเมินผลการพูด ผู้พูดควรปฏิบัติโดยยึดถือหลักดังต่อไปนี้ ๑. อ่านหรือฟังข้อวิจารณ์ หรือการประเมินผลอย่างละเอียด ๒. หากไม่เข้าใจค าวิจารณ์ ควรขอให้ผู้วิจารณ์อธิบายใหม่ให้ชัดเจน ๓. เก็บผลการประเมินหรือการวิจารณ์เอาไว้เพื่อดูพัฒนาการการพูดในโอกาสต่อไป ๔. แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องให้ได้อย่างน้อยหนึ่งข้อทุกครั้งที่ออกไปพูด โดยเริ่มแก้ไข ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เสียก่อน แล้วจึงค่อยแก้ไขข้อที่ส าคัญมากขึ้นตามล าดับ ๕. พยายามสังเกตการพูดของบุคคลอื่นๆ ที่มีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับตนว่าบุคคลเหล่านั้น มีวิธีแก้ปัญหาการพูดอย่างไรและพัฒนาดีขึ้นหรือไม่ แนวทางในการประเมินการพูด ธนรัชฏ์ศิริสวัสดิ์ และคณะ (๒๕๓๘ : ๑๔๖) กล่าวถึงแนวทางในการประเมินผลการพูด เพื่อจะสามารถประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ดังนี้ ๑. ให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีที่มีโอกาส เพราะหากยิ่งเวลาผ่านไป ข้อมูลที่จะให้กับผู้พูด จะยิ่งด้อยคุณค่าลงเพราะผู้พูดจ าเหตุการณ์ไม่ได้แล้ว ๒. พิจารณาความต้องการของผู้พูดด้วยว่าผู้พูดต้องการข้อมูลนี้หรือไม่ พร้อมที่จะรับข้อมูล หรือไม่ และสามารถจะจัดการกับข้อมูลได้อย่างไร ๓. การให้ข้อมูลต้องชัดเจนและจะต้องสังเกตอย่างมีข้อมูลประกอบ ทั้งควรแยก ความคิดเห็นส่วนตัวและข้อเท็จจริงออกจากกัน ๔. ควรจะบอกเหตุการณ์ในการประเมินล่วงหน้า เพราะผู้พูดจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อทราบว่า จะต้องถูกประเมินเรื่องใดบ้าง ๕. เสนอทั้งข้อดีและข้อบกพร่องที่ได้พบ โดยปกติมักจะเริ่มด้วยข้อดีก่อน แล้วค่อยบอก สิ่งที่ควรปรับปรุง ๖. พยายามประเมินโดยอาศัยหลักพัฒนาผู้พูดเป็นส าคัญ อาจจะช่วยเสนอวิธีการพัฒนา ทักษะให้ผู้พูดไปฝึกเพิ่มเติม ๗. มุ่งประเมินที่พฤติกรรมที่ปรากฏเป็นส าคัญ ไม่ควรจะประเมินในสิ่งที่ผู้พูดไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ เช่น ความสูงหรือเตี้ย เป็นต้น ๘. ควรสังเกตอารมณ์ของผู้พูดขณะให้ข้อมูล และควรใช้ความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และความนับถือความสามารถของผู้อื่นให้มากกว่าความพยายามอธิบายข้อมูลเพียงประการเดียว การประเมินการพูดเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่ผู้พูด โดยเฉพาะผู้ก าลังฝึกฝนตนเอง ให้เป็นนักพูดที่ดีต่อไปในอนาคต การประเมินการพูดเป็นเรื่องที่แม้ว่าจะมีประโยชน์มาก แต่การที่ จะได้ข้อมูลที่ดี ผู้ประเมินจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในการประเมินพอสมควร และการที่ จะสามารถประเมินได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นกลางนั้นก็ต้องอาศัยรูปแบบของการประเมิน ที่เหมาะสมด้วย


๑๒๘ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร รูปแบบของการประเมินการพูด รูปแบบของการประเมินการพูดที่น ามาใช้มีหลายลักษณะ ได้แก่ ๑ . ป ระเมินก ารพูดด้วยวาจ า คื อ การป ระเมินโดยบอกข้อมูลแก่ผู้พูดโดยต รง ตามที่ผู้ประเมินเห็นหรือรู้สึก อาจบันทึกไว้ย่อๆ แล้วเสนอข้อมูลตามนั้นโดยมิได้ก าหนดประเด็น ที่จะประเมิน ผู้ประเมินสังเกตพบเรื่องใดก็จะแจ้งให้ทราบเป็นเรื่องๆ ๒. ป ระเมิน ก ารพู ดด้ วยก ารใช้เค รื่องมื อ คือ ใช้เครื่องมื อที่เลือกหรือส ร้ างขึ้น เพื่อช่วยให้ข้อมูลที่จะเสนอผู้ฟังมีประเด็นที่ชัดเจนและมีความเป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังจะช่วยให้ผู้พูด เองได้ทราบล่วงหน้าถึงเกณฑ์การประเมิน ท าให้เข้าใจตรงกัน การประเมินก็จะยอมรับได้ง่าย และเห็นภาพชัดเจนขึ้นด้วย เครื่องมือที่จะใช้ประเมิน นิยมสร้างเป็นแบบบันทึกข้อมูลและแบบประเมินค่า แต่ละแบบ มีความเหมาะสมที่ใช้ประเมิน ดังที่ ธนรัชฏ์ ศิริสวัสดิ์ และคณะ (๒๕๓๘) ได้สรุปไว้ ดังนี้ ๑. แบบบันทึกข้อมูล เป็นแบบสอบถามที่มีการล าดับประเด็นที่ต้องการประเมินไว้เป็นข้อๆ แล้วเว้นที่ว่างไว้ให้ผู้ประเมินบันทึกพฤติกรรมของผู้พูดลงไป ผู้ประเมินจะสังเกตการพูด พร้อมกับบันทึกไว้ด้วย การใช้เครื่องมือแบบบันทึกข้อมูลนี้สร้างง่าย บันทึกได้สะดวก แต่หากผู้ประเมิน ขาดสมาธิหรือใช้เวลาบันทึกบางส่วนอยู่ อาจจะไม่ทันสังเกตได้ละเอียด หรือพฤติกรรมของผู้พูด บางอย่าง อาจจะตัดสินใจล าบาก ผู้ประเมินจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ๒. แบบประเมินค่า เป็นการประเมินที่มีระบบชัดเจนและมีความเป็นปรนัยสูงหากสร้างได้ อย่างรัดกุมถูกต้องและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประเมิน ดังนั้น จึงนิยมประเมิน ในลักษณะนี้ โดยเฉพาะการประเมินอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ผู้พูดก็จะพอใจการประเมิน ลักษณะนี้เนื่องจากแบบประเมินค่าจะระบุสิ่งที่ต้องการประเมินชัดเจนและประเมินระดับ การให้คะแนนเป็น ๑, ๒ และ ๓ หรือ ๑, ๒, ๓, ๔ และ ๕ ซึ่งล าดับค่าของคะแนนก็จะนิยมใช้ว่า ๓ ดีมาก ๒ ดี ๑ ต้องปรับปรุง หรือ ๕ ดีมาก ๔ ดี ๓ ปานกลาง ๒ พอใช้ และ ๑ ต้องปรับปรุง รายละเอียดในแบบป ระเมินการพูด ผู้ป ระเมิ นอาจสร้างป ระเด็นเพิ่มเติมได้ ตามความต้องการและความเหมาะสมในแต่ละครั้ง แบบการประเมินการพูดแต่ละประเภท จะมีรายละเอียดต่างกันเนื่องจากการพูดแต่ละประเภทมีจุดเน้นที่ต่างกัน ดังนั้น การจะประเมินข้อมูล ตามแบบใด มากหรือน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับผู้ประเมินเป็นส าคัญ


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๒๙ ตัวอย่างแบบบันทึกข้อมูลการประเมินการพูดเพื่อแจ้งให้ทราบ ชื่อผู้พูด………………………………………………………………..นามสกุล…………………………………………………………..... พูดเรื่อง…………………………………………….เป็นการพูดแจ้งให้ทราบประเภท……………………………………………..... ๑. การน าเสนอตรงกับจุดประสงค์ของผู้พูด……………………………………………………………...…………………............ …………………………………………………………………………………………………………………........................................... ๒. การทักทายกับผู้ฟัง………………………………………..………………………………………………….................................... ……………………………………………………………………………………................................................................................ ๓. การกล่าวน าเพื่อเข้าเนื้อหาที่พูด……………………………………...………………………………........................................ ………………………………………………………………………………………………………………………………………............... ๔. ความชัดเจนของการเสนอเนื้อหาในการแจ้งให้ทราบ………………………………………………………………….......... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………......... ๕. การยกตัวอย่างประกอบการพูดช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อหา…………………...…………………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ๖. ภาษาที่ใช้ชัดเจนเหมาะสมกับผู้ฟังและเนื้อหาที่พูด………………………………………………………………………..... …………………………………………………………………………………………………………………………………………............ ๗. การใช้ท่าทางประกอบการพูด…………………………………...………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………............... ๘. การออกเสียงถูกต้องตามอักขรวิธีและมีการใช้ระดับเสียง……………………………………………………………........ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………..... ๙. การใช้อุปกรณ์ประกอบการพูด……………………………………………………………………………………………….......... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ๑๐.การสรุปชัดเจน และตรงประเด็น………………………………………………………………………………………………...... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ๑๑.ประโยชน์ที่ผู้ฟังได้รับ…………………..…………………..……………………………………………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ๑๒.ความสัมฤทธิ์ผลในการพูดครั้งนี้………..………………………………………….………………………………....... ……………………………………………………………………………………………………………………………………..... ความคิดเห็นอื่นๆ...………………………………………………………………………………………………………….... ……………………………………………………………………………………………………………………………………….. ตารางที่ ๔.๓ แบบประเมินการพูดแต่ละประเภท


๑๓๐ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร แบบประเมินผลการพูด เรื่อง…………………………………………………… โอกาสที่พูด………………………………………………….. วันที่.……....เดือน…………..…………...พ.ศ. ………….. ระยะเวลาที่ก าหนดให้พูด………………………..นาที ระยะเวลาที่ใช้พูด…………………………………...นาที หัวข้อที่พิจารณา คะแนน ข้อวิจารณ์ ข้อบกพร่อง ๑. การตรงต่อเวลา ๒. ความมั่นใจในการปรากฏตัว ๓. การแต่งกายที่เหมาะสม ๔. การเริ่มเรื่องที่เหมาะสม ๕. การตอบสนองค าเริ่มต้นจากผู้ฟังตามคาดหมาย ๖. ความเป็นธรรมชาติของกระแสเสียงและน้ าเสียง ๗. การใช้สายตา ๘. การใช้ท่าทางประกอบค าพูด ๙. การเรียบเรียงเรื่องตามล าดับขั้นตอน ๑๐.การใช้ภาษาและถ้อยค า ๑๑.ความประทับใจในการสรุปจบ ๑๒.คุณค่าของเนื้อหาสาระ ๑๓.ปฏิกิริยาของผู้ฟังโดยทั่วไป ๑๔.การรักษาเวลาในการพูด ๑๕.การบรรลุความมุ่งหมายในการพูด คะแนนรวม การให้คะแนน : ดี = ๓, พอใช้ = ๒, ต้องปรับปรุง = ๑ ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………ผู้วิจารณ์ ตัวอย่าง ๔.๔ แบบประเมินการฝึกพูด


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๓๑ สรุป การพูดนับเป็นทักษะการสื่อสารที่ใช้มากเป็นอันดับต้นๆ ในชีวิตประจ าวันของมนุษย์ นอกจากนี้การพูดยังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อชีวิตของเราอย่างรอบด้าน กล่าวคือ หากเราได้รู้จักกลวิธีการพูดและฝึกฝนทักษะการพูด ก็จะสามารถท าให้การสื่อสาร ในชีวิตประจ าวันของเราเป็นไปอย่างราบรื่นตลอดจนสร้างมนุษยสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง ได้อีกด้วย ดังข้อความตอนหนึ่งจากกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่ที่ว่า “เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ”


๑๓๒ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร กิจกรรมประจ าบทที่ ๔ ๑. ให้นักศึกษาพูดหน้าชั้นเรียน คนละ ๓-๕ นาที ตามสถานการณ์การพูดที่ก าหนดให้ จากหัวข้อต่อไปนี้ - กล่าวเปิดงาน - กล่าวขอบคุณ - กล่าวอวยพร - กล่าวค าอ าลา ๒. จากการพูดในข้อ ๑ ให้นักศึกษาประเมินการพูดและวิจารณ์การพูดเพื่อนหน้าชั้นเรียน ๓. ให้นักศึกษาจับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน พูดอภิปรายหน้าชั้นเรียนในหัวข้อ “การพูด อย่างมีศิลปะ” ๔. ให้นักศึกษาจับคู่กัน พูดสนทนาทางโทรศัพท์ตามหัวข้อที่ก าหนดให้ - ทักทายในชีวิตประจ าวัน - เจรจาธุรกิจ - สอบถามข้อมูล - สัมภาษณ์ ๕. ให้นักศึกษาดูวีดีทัศน์การพูดในที่ชุมชนของนักพูด แล้วให้จับกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน วิจารณ์การพูด


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๓๓ เอกสารอ้างอิง กองเทพ เคลือบพณิชกุล. (๒๕๔๒). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. กุสุมา รักษมณี และคณะ. (๒๕๓๖). “องค์ประกอบของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร” ใน หนังสือภาษาไทย รายวิชา ท ๔๐๑-ท๔๐๒ ทักษะสื่อสาร ๑. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า. จิตรจ านงค์ สุภาพ. (๒๕๓๐). การพูดระบบการทูต. กรุงเทพฯ : สุทธิสารการพิมพ์. จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ และอัมพร ทองใบ. (๒๕๕๕). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน์. (๒๕๔๖). วาทนิพนธ์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามค าแหง. ธนรัชฏ์ ศิริสวัสดิ์ และคณะ. (๒๕๓๘). “กระบวนการพูดเชิงปฏิบัติ” ใน เอกสารการสอน ชุ ด วิ ช า ก า รใช้ ภ า ษ าไท ย (ฉ บั บ ป รั บ ป รุ ง) ห น่ ว ย ที่ ๑ - ๘ . น น ท บุ รี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นิพนธ์ ศศิธร. (๒๕๒๑). หลักการพูดต่อชุมนุมชน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. นิพนธ์ ศศิธร และคณะ. (๒๕๔๐). หนังสือเรียนภาษาไทย ท๐๑๑ การพูดระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ปรัชญา อาภากุล และการุณันทน์ รัตนแสนวงศ์. (๒๕๔๐). ศิลปะการใช้ภาษาการพูด การเขียน. กรุงเทพฯ : ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ฝ่ายเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยศรีปทุม. ผะอบ โปษะกฤษณะ. (๒๕๓๒). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. กรุงเทพฯ : บ ารุงสาส์น. ลักษณา สตะเวทิน. (๒๕๓๖). หลักการพูด. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. วันดี ชวดนุช. (๒๕๔๙). การพูดในอาชีพสื่อมวลชน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามค าแหง. ศักดา ปั้นเหน่งเพ็ชร. (๒๕๓๗). “การวิเคราะห์ผู้ฟัง” ใน ประมวลสาระชุดวิชาการพัฒนา ทักษะทางภาษา หน่วยที่ ๗-๑๐. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมบัติ จ าปาเงิน. (๒๕๒๖). ท๓๔๑ การพูดและการเขียนเชิงสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช. สวนิต ยมาภัย และถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์. (๒๕๓๕). หลักการพูดขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : คณะนิเทศศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อ าไพ สุจริตกุล และธิด า โมสิกรัตน์ . (๒๕๔๖ ). “ห ลักก ารพูด” ใน เอกส ารการสอน ชุดวิชาภาษาไทย หน่วยที่ ๑-๘. กรุงเทพฯ : ประชุมช่าง. เอกฉัท จารุเมธีชน. (๒๕๓๙). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.


๑๓๔ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร


ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร | ๑๓๕ แผนการจัดการเรียนรู้ บทที่ ๕ การอ่านเพื่อการสื่อสาร วัตถุประสงค์ทั่วไป ๑. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการอ่านเพื่อการสื่อสาร ๒. เห็นความส าคัญของการอ่านเพื่อการสื่อสาร ๓. สามารถใช้ทักษะการอ่านจับใจความ ตีความ และวิเคราะห์ได้ ๔. น าความรู้ด้านการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ๑. อธิบายความหมายและกระบวนการอ่านเพื่อการสื่อสารได้ ๒. วิเคราะห์กระบวนการอ่านได้ ๓. ฝึกทักษะการอ่านจับใจความ อ่านตีความ และอ่านวิเคราะห์ได้ ๔. ประยุกต์ใช้การอ่านในชีวิตประจ าวันได้ สาระการเรียนรู้ ๑. การอ่านเพื่อการสื่อสาร ๒. ความหมายของการอ่านเพื่อการสื่อสาร ๓. ความส าคัญของการอ่านเพื่อการสื่อสาร ๔. ประโยชน์ของการอ่านเพื่อการสื่อสาร ๕. จุดมุ่งหมายของการอ่านเพื่อการสื่อสาร ๖. ประเภทของการอ่านเพื่อการสื่อสาร กิจกรรมการเรียนการสอน ๑. การบรรยาย ๒. การรายงาน ๓. การศึกษาด้วยตนเอง ๔. การอภิปราย สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารประกอบการสอน ๒. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ อาทิ คอมพิวเตอร์ สไลด์ ซีดี วีดีทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ อาทิ วารสาร หนังสือพิมพ์ บทความ ๓. แบบฝึกหัด


๑๓๖ | ภ า ษ า ไ ท ย เ พื่ อ ก า ร สื่ อ ส า ร การวัดและการประเมินผล ๑. ตรวจแบบฝึกหัด ๒. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมผู้เรียน ๓. ทดสอบผลการเรียนรู้ ๔. รายงานการวิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่าการฟังตามสถานการณ์ที่ก าหนด


Click to View FlipBook Version