แผนการจัดการเรยี นรู้
แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
วชิ า งานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนิกสเ์ บอ้ื งตน้ รหัส 20100-1005
หน่วยกิต 3 จำนวน 5 ช่วั โมง/สปั ดาห์
หลักสตู ร ประกาศนียบตั รวชิ าชพี พุทธศักราช 2562
ประเภทวชิ า ช่างอตุ สาหกรรม
สาขาวชิ า อิเลก็ ทรอนกิ ส์
จัดทำโดย
นางสาวธารวิมล วงศ์โอษฐ์
ปีการศกึ ษา 2564
วิทยาลัยเทคนคิ มนี บรุ ี สถาบนั การอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ก
คำนำ
แผนการสอนวิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น รหัสวิชา 20100-1005 จัดทำขึ้น
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรยี นการสอน วิชาช่างอุตสาหกรรม ตามหลักสูตรประกาศนยี บัตร
วชิ าชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
ดำเนินการจัดการเรยี นการสอนท้ังหมด 18 สัปดาห์ สปั ดาหล์ ะ 4 ชั่วโมง เน้ือหาภายในแบ่ง
ออกเป็น 12 บท ประกอบด้วย กฎของโอห์ม พลังงานไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น วงจรไฟฟ้าแสง
สวา่ ง การควบคุมมอเตอร์เบอื้ งต้น อปุ กรณ์ปอ้ งกันไฟฟ้าและการตอ่ สายดนิ อปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ R
L C หม้อแปลงไฟฟ้า รีเลย์ไมโครโฟน ลำโพง อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ การบัดกรี การใช้มัลติมิเตอร์
เครอื่ งกำเนดิ สัญญาณ ออสซิลโลสโคปการประกอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์เบอื้ งตน้
การจัดทำแผนการจดั การเรยี นรูน้ ้ี มงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพและบรู ณาการปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง ขอขอบพระคณุ ผ้ทู ่มี ีส่วนทำให้แผนการสอนฉบับนีเ้ สรจ็ สมบูรณ์ดว้ ยดี และหวังว่า
แผนการสอนฉบับนจ้ี ะเกิดประโยชนต์ อ่ ผู้ทนี่ ำไปใช้และเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้ดี
ยิ่งขนึ้
ธารวิมล วงศ์โอษฐ์
ข
สารบญั
คำนำ....................................................................................................................................................ก
สารบญั .................................................................................................................................................ข
รายละเอียดรายวชิ า ............................................................................................................................ ค
1. จดุ ประสงค์รายวิชา......................................................Error! Bookmark not defined.
2. สมรรถนะรายวชิ า ........................................................Error! Bookmark not defined.
3. คำอธิบายรายวิชา ........................................................Error! Bookmark not defined.
ตารางวิเคราะหร์ ายละเอยี ดหนว่ ยการเรียนรแู้ ละชว่ั โมงเรยี น ..............................................................ง
แผนการสอน/การเรียนร้ภู าคทฤษฎีท่ี 1.............................................................................................. 1
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎีท่ี 2............................................................................................ 22
แผนการสอน/การเรยี นรู้ภาคทฤษฎีท่ี 3............................................................................................ 50
แผนการสอน/การเรยี นร้ภู าคทฤษฎีที่ 4............................................................................................ 73
แผนการสอน/การเรยี นรภู้ าคทฤษฎีท่ี 5..........................................................................................104
แผนการสอน/การเรยี นรู้ภาคทฤษฎีท่ี 6..........................................................................................132
แผนการสอน/การเรยี นรภู้ าคทฤษฎีที่ 7..........................................................................................159
แผนการสอน/การเรียนรภู้ าคทฤษฎีที่ 8..........................................................................................187
แผนการสอน/การเรยี นรภู้ าคทฤษฎีท่ี 9..........................................................................................215
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎีที่ 10 .......................................................................................247
แผนการสอน/การเรียนรภู้ าคทฤษฎีที่ 11 .......................................................................................272
แผนการสอน/การเรยี นรภู้ าคทฤษฎีท่ี 12 .......................................................................................299
รายละเอยี ดรายวิชา ค
รหัสวิชา 20100-1005 ชอ่ื วชิ า งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์เบื้องต้น จำนวน 2 หน่วยกติ
พุทธศักราช 2562
4 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ หลักสูตร ประกาศนียบตั รวชิ าชีพ
สาขาวชิ า/แผนกวิชา อเิ ลก็ ทรอนิกส์
จุดประสงค์รายวชิ า เพอ่ื ให้
1. รู้ เข้าใจ และนำไปใช้งานเกี่ยวกับหลักการทำงาน ระบบความปลอดภัย ในงานไฟฟ้าและ
อเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ บอ้ื งต้น
2. มีทักษะเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือวัดทดสอบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การเตรียม
อุปกรณป์ ระกอบ ทดสอบวงจรไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนกิ ส์ เลอื กเคร่อื งใชไ้ ฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกส์
3. มีเจตคติและกิจนิสัยที่ดีในการทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบ ปลอดภัย เป็นระเบียบ
สะอาด ตรงต่อเวลา มคี วามซอื่ สตั ย์ รบั ผดิ ชอบ และรักษาสภาพแวดลอ้ ม
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงหลักการวดั ทดสอบ ประกอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์เบ้ืองต้นและความ
ปลอดภัย
2. ประกอบและตรวจสอบวงจรไฟฟา้ เบ้ืองตน้
3. ต่อวงจรและอปุ กรณค์ วบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าเบ้อื งต้น
4. ต่อวงจรและตรวจสอบอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์เบอ้ื งต้น
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาและปฏิบัติงานเกี่ยวกับหลักความปลอดภัยในการปฏิบัติงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
แหล่งกำเนิดไฟฟา้ กฎของโอหม์ พลังงานไฟฟ้า วงจรไฟฟา้ เบื้องตน้ วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง การควบคุม
มอเตอร์เบื้องต้น อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าและการต่อสายดิน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ R L C หม้อแปลง
ไฟฟ้า รีเลย์ไมโครโฟน ลำโพง อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ การบัดกรี การใช้มัลติมิเตอร์ เครื่องกำเนิด
สญั ญาณ ออสซลิ โลสโคปการประกอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ บือ้ งตน้
ง
ตารางวิเคราะหร์ ายละเอยี ดหนว่ ยการเรียนรแู้ ละชวั่ โมงเรยี น
รหสั วชิ า 20100-1005 ชือ่ วิชา งานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนิกส์เบื้องต้น จำนวน 2 หน่วยกิต
พทุ ธศักราช 2562
4 ช่ัวโมง/สปั ดาห์ หลักสตู ร ประกาศนยี บัตรวิชาชพี
สาขาวชิ า/แผนกวิชา อิเลก็ ทรอนกิ ส์
หนว่ ยท่ี ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ จำนวน สปั ดาหท์ ่ี
ชัว่ โมง
1 ระบบความปลอดภัยในไฟฟ้า
2 เคร่อื งมอื วดั ไฟฟ้าเบือ้ งตน้ 41
3 แหลง่ กำเนิดไฟฟา้ และประเภทของไฟฟ้า 8 2-3
4 กฎของโอหม์ กำลังไฟฟา้ และพลังงานไฟฟา้ 44
5 วงจรไฟฟ้าและเซลล์ไฟฟ้า 8 5-6
6 มอเตอรแ์ ละการควบคุมเบื้องต้น 47
7 อุปกรณ์ปอ้ งกันไฟฟ้าและการตอ่ สายดนิ 48
8 ตัวตา้ นทาน 49
9 ตัวเกบ็ ประจุ 8 10-11
10 ตัวเหนี่ยวนำและหม้อแปลงไฟฟ้า 8 12-13
11 อปุ กรณ์ท่เี กย่ี วข้อในงานไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ 8 14-15
12 วงจรอเิ ล็กทรอนกิ ส์เบ้ืองต้น 4 16
8 17-18
1
แผนการจดั การเรยี นรมู้ ุ่งเนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 1
ช่ือวชิ า งานไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์เบอื้ งตน้ สอนสัปดาหท์ ่ี 1
รหสั วิชา 20100-1005 จำนวน 2 หน่วยกิต
หลักสูตร ประกาศนียบัตรวชิ าชพี (ปวช.) พทุ ธศักราช 2562
ชือ่ หน่วย ระบบความปลอดภยั ในไฟฟ้า จำนวน 4 ชัว่ โมง/สปั ดาห์
1. สาระสำคญั
การปฏิบัติงานทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ปลอดภัย ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องทราบและเข้าใจ
คุณสมบตั ิทางไฟฟ้า ตอ้ งระมัดระวัง ไมป่ ระมาท ทำงานอยา่ งเปน็ ระบบและรอบคอบ คำนงึ ถงึ กฎแห่งความ
ปลอดภยั ขณะทำงาน
การช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ต้องกระทำอย่างถูกวิธี
รวดเรว็ รอบคอบ และระมัดระวัง ทำใหผ้ ูป้ ระสบอนั ตรายมโี อกาสรอดพ้นจากอันตราย
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
2.1 ดา้ นพุทธพิ สิ ัย
1. อธิบายอนั ตรายของไฟฟ้าต่อรา่ งกายมนษุ ย์ ได้
2. ยกตัวอย่างการปฏิบัติงานทางดา้ นไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ท่ีปลอดภยั
3. ยกตัวอย่างการปฏบิ ัตงิ านทางดา้ นการซอ่ มบำรุงเกย่ี วกับไฟฟ้าได้
2.2 ด้านทักษะพิสยั
1. บอกวิธีการชว่ ยเหลอื ผู้ประสบอนั ตรายจากไฟฟ้าได้
2. สาธติ การปฐมพยาบาลผู้ถูกไฟฟ้าดดู
2.3 ด้านจติ พสิ ยั
1. เตรยี มความพรอ้ มด้าน วัสดุ อปุ กรณ์สอดคลอ้ งกบั งานไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
2. ปฏบิ ตั ิงานไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอยา่ งมเี หตุและผลตามหลกั ปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง
3. สาระการเรียนรู้
1. คุณสมบัติของไฟฟ้า
2. อนั ตรายของไฟฟ้าต่อรา่ งกายมนษุ ย์
3. ขอ้ ควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าอย่างถกู ต้องปลอดภัย
4. การปฏิบตั งิ านดา้ นไฟฟ้าที่ปลอดภัย
5. การชว่ ยเหลือผปู้ ระสบอันตรายจากไฟฟา้ ดูด
6. การปฐมพยาบาลผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าดูด
2
4.เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
• ด้านความรู้(ทฤษฎี)
1.1 คณุ สมบัติของไฟฟา้
ไฟฟ้าจัดเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ช่วยอำนวยความสะดวกแก่มวลมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์บนโลกมี
ความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น โดยใช้ไฟฟา้ เป็นแหล่งพลังงานจ่ายไปให้กบั อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ให้
สามารถทำงานได้ ปัจจบุ นั มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในการดำเนินชวี ิต ประจำวัน และทำกิจกรรมต่าง
ๆ เพ่มิ มากขนึ้ ทกุ ขณะ สง่ ผลตอ่ การก่อใหเ้ กดิ โอกาสที่จะขาดแคลนพลังงานไฟฟา้ เพราะไมส่ ามารถหาแหล่ง
ผลิตพลงั งานไฟฟา้ มาเพิม่ เติมไดเ้ พยี งพอ การผลติ ไฟฟ้าและการนำไฟฟ้าไปใชง้ าน แสดงดงั รปู ท่ี 1.1
รูปที่ 1.1 การผลิตไฟฟ้าและการนำไฟฟ้าไปใช้งาน
ไฟฟา้ เปน็ พลงั งานท่ีสามารถเปล่ียนแปลงรูปพลังงานได้ โดยอาศยั ค่าแรงดนั และกระแส จ่ายไปให้
อปุ กรณ์ เคร่ืองมือ และเครื่องใชไ้ ฟฟ้าให้เกิดการทำงาน โดยจา่ ยไปในรูปกระแสไหล ไฟฟ้าเคลือ่ นท่ีได้ดีใน
วัตถุตัวนำจำพวกโลหะชนิดต่าง ๆ เช่น ทองคำ ทองแดง เงิน เหล็ก ตะกั่ว และอะลูมิเนียม เป็นต้น ไฟฟา้
ไมส่ ามารถเคล่อื นที่ผ่านไปไดห้ รือเคลื่อนท่ีไปได้ลำบากในวตั ถุที่เป็นพวกฉนวน เช่น พลาสตกิ ยาง แก้ว ไม้
และเซรามิก เป็นต้น ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่สามารถรับรู้ได้นอกจากไปสัมผัสโดยตรง ก่อให้เกิด
อันตรายต่อผู้สัมผัสถูกไฟฟ้า จึงมักเรียกว่าภัยมืด การทดสอบว่าสายไฟฟ้ามีไฟฟ้าหรือไม่ หรืออุปกรณ์
ไฟฟ้าท่ตี ิดต้ังพรอ้ มใช้งานมีไฟฟ้าหรือไม่ จะตอ้ งทดลองใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านนั้ หรือใช้เคร่ืองมือวัดไฟฟ้า
ตรวจวดั ทดสอบดู
ไฟฟ้ามีประโยชน์อนันต์และมีโทษมหันต์ เป็นคำกล่าวที่ทันสมัยอยู่เสมอ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าทุกคน
จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานทุกครั้ง และใช้งานด้วยความระมัดระวัง โดยไม่ตกอยู่ใน
ความประมาท
1.1.1 ประโยชนข์ องไฟฟ้า
3
ประโยชน์ของไฟฟ้า มีมากมายมหาศาล ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป เช่น งาน
การผลิตทางอุตสาหกรรม งานทางการเกษตร งานด้านสื่อสารโทรคมนาคม งานด้านให้บริการ งานด้าน
อำนวยความสะดวก และการให้ความรู้ ความบันเทงิ เป็นต้น ประโยชนข์ องไฟฟา้ เมื่อพจิ ารณาทางด้านการ
นำไปใช้งาน แบ่งออกได้ดงั น้ี
1. ให้ความร้อน โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นความร้อน เช่น เตาไฟฟ้า เตาอบ เตารีด
ไฟฟ้า หมอ้ หุงข้าวไฟฟา้ เครอื่ งเปา่ ผม และหัวแรง้ บัดกรี เป็นตน้
2. ให้ความเย็น โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นความเย็น เช่น ตู้แช่แข็ง ตู้เย็น ตู้น้ำเย็น
และเครื่องปรบั อากาศ เปน็ ต้น
3. ให้พลังงานกล โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานกล เช่น มอเตอร์ พัดลม
สว่านไฟฟ้า เคร่ืองซักผ้า และเครอื่ งดูดฝุ่น เป็นต้น
4. ใหอ้ ำนาจแม่เหล็ก โดยเปล่ียนพลงั งานไฟฟ้าให้เปน็ สนามแม่เหลก็ เช่น กระด่ิง ไฟฟา้ หม้อ
แปลงไฟฟ้า ลำโพง และแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น
5. ให้แสงสว่าง โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นแสงสว่าง เช่น ไฟฉาย หลอดไฟฟ้า และ
การเกิดประกายไฟจากการเชื่อมไฟฟ้า เปน็ ตน้
6. ให้ความสะดวกสบาย โดยจ่ายพลังงานไฟฟา้ ไปใหอ้ ปุ กรณอ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส์ ทำให้เกิดการ
ทำงานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ เชน่ เครื่องรบั วทิ ยุ เครอ่ื งรับโทรทัศน์ เครอ่ื งขยายเสยี ง เคร่ือง
เลน่ วีดีทศั น์ คอมพิวเตอร์ โทรศพั ท์ และวิทยุส่ือสาร เปน็ ตน้
1.1.2 โทษของไฟฟ้า
โทษของไฟฟ้ามมี ากมายมหาศาลเช่นเดียวกนั ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าอย่างผิดวธิ ี
ขาดความระมัดระวงั หรอื ใชไ้ ฟฟา้ ดว้ ยความประมาทเลนิ เลอ่ ก่อให้เกดิ อันตรายตามมาอย่างมากมาย ท้ัง
ต่อทรัพยส์ ิน เช่น อุปกรณ์ไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนกิ สช์ ำรุดเสียหาย และทำให้เกิดเพลงิ ไหม้ เป็นต้น หรือต่อ
รา่ งกายมนุษย์ เช่น ร่างกายพกิ าร และเสียชวี ิต เป็นต้น จึงจำเป็นตอ้ งมีการป้องกนั อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาก
การใช้ไฟฟา้ อันตรายเกดิ จากไฟฟ้าแบ่งออกได้เปน็ 2 ลกั ษณะ คอื ไฟฟา้ ช็อต (Short Circuit) และไฟฟ้าดูด
(Electric Shock) ทัง้ สองลกั ษณะนี้มสี าเหตุของการเกิดที่ต่างกนั และอันตรายทไ่ี ด้รบั ก็ต่างกันด้วย
4
1. ไฟฟา้ ชอ็ ต หรือเรยี กอีกช่ือ
วา่ ไฟฟา้ ลัดวงจร คือ สภาวะท่กี ระแสไฟฟ้าไหลได้
ครบวงจร โดยไม่ผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า เครอ่ื ง ใช้
ไฟฟา้ หรือภาระ (Load) ผลของไฟฟ้าชอ็ ต จะ
ทำให้เกิดความรอ้ นสูง เม่อื ความร้อนถงึ จดุ ลุก
ไหม้ ทำให้เกิดเพลงิ ไหมข้ ึ้นได้ การเกิดไฟฟ้า ช็อต
แสดงดังรปู ที่ 1.2
รปู ท่ี 1.2 เพลงิ ไหมเ้ กิดจากไฟฟ้าชอ็ ต
2. ไฟฟ้าดูด คือ สภาวะที่กระแสไฟฟ้า
ไหลผ่านร่างกายมนุษย์ลงพื้นดิน หรือไหลผ่าน
ร่างกายมนุษย์ครบวงจร จะก่อให้เกิดอาการเกร็ง
ของกล้ามเนื้อ จนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถด้ิน
หรือสะบัดให้หลุดออกจากไฟฟ้าได้ ผลท่ีเกิดจาก
ไฟฟา้ ดดู อาจทำใหพ้ กิ าร หรอื ถึงเสียชวี ิตได้ การ
เกิดไฟฟ้าดดู แสดงดงั รูปที่ 1.3
รปู ที่ 1.3 ไฟฟ้าดดู
1.2 อนั ตรายของไฟฟา้ ตอ่ ร่างกายมนษุ ย์
ไฟฟา้ เปน็ พลังงานที่สามารถเคลื่อนทไี่ ด้ การนำไฟฟ้าไปใช้งานโดยใชป้ ริมาณของแรงดนั ท่แี หลง่ กำเนิด
ไฟฟา้ ผลิตข้ึนมา และปรมิ าณของกระแสที่เกิดจากภาระต้องการใช้งาน คณุ สมบัติของไฟฟ้า คือกระแสไหล
ผ่านได้ดีในวัตถุตัวนำจำพวกโลหะทุกชนิด โดยที่ขณะกระแสไหลไม่สามารถมองเห็น เพียงแต่รับรู้ได้จาก
การที่อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเกิดการทำงาน และจากการตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดทดสอบ
ทางไฟฟ้า หรือจากการสมั ผัสโดยตรงของร่างกายมนุษย์ที่ทำใหเ้ กิดกระแสไหลครบวงจร นัน่ คือเป็นผลของ
การเกดิ ไฟฟ้าดดู ร่างกายมนษุ ยเ์ ป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นเดยี วกบั ตัวนำอื่น ๆ ไฟฟ้าสามารถผา่ นร่างกายไปได้อยา่ ง
สะดวก ดงั น้ันจงึ ควรระมดั ระวงั ไมใ่ หร้ ่างกายทุกสว่ นสัมผัสถกู ตัวนำไฟฟ้าที่ตอ่ รบั พลงั งานอยกู่ บั แหล่งกำเนิด
ไฟฟ้า หรือในขณะที่มีกระแสไหลผ่านตัวนำไฟฟ้าเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะท่ีส่วนหนึ่งส่วนใดของ
ร่างกายมนษุ ยส์ ัมผัสอยู่กบั พืน้ นำ้ พ้นื ดิน พนื้ ปนู หรือโลหะทต่ี ่อถึงพนื้ ดนิ หรอื พื้นน้ำ กระแสสามารถไหล
ผ่านร่างกายลงสูพ่ ืน้ ดินหรือพืน้ น้ำไดส้ ะดวก หรือในอีกกรณหี นึ่งที่ร่างกายมนษุ ย์สมั ผสั ถูกสายตัวนำไฟฟ้า
พร้อมกันมากกว่าหนึ่งเส้น ร่างกายมนุษย์จะกลายเป็นภาระไฟฟ้าทันทีแทนเครื่องใช้ไฟฟ้า จะทำให้เกิด
กระแสไหลผา่ นร่างกายมนุษย์ครบวงจร เรยี กการเกิดกระแสไหลในลักษณะนี้ว่าไฟฟ้าดูด การถูกไฟฟ้าดูด
5
ของรา่ งกายมนษุ ย์จากการสมั ผัสส่วนทมี่ ีไฟฟ้า สามารถแยกตามลักษณะของการสมั ผัสไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ
การสัมผสั โดยตรง (Direct Contact) และการสมั ผัสโดยอ้อม (Indirect Contact)
1.2.1 การสัมผสั ไฟฟา้ โดยตรง รูปที่ 1.4 การสมั ผัสไฟฟ้าโดยตรง
การสัมผัสไฟฟ้าโดยตรง คือ เป็น
กรณที ส่ี ว่ นของร่างกายคนสมั ผัสถกู สว่ นท่ีมีไฟฟ้าจ่าย
มาโดยตรง เช่น สายไฟฟ้ารว่ั เพราะฉนวนชำรุด มคี นใช้
มือจับสายไฟฟ้าทรี่ วั่ และจากการท่ีใช้นิ้วมือหรือโลหะ
ขนาดเล็ก เชน่ ลวด ไขควง หรอื โลหะอน่ื ๆ แหยเ่ ข้าไป
ในรูเต้ารับไฟฟ้า เป็นต้น ลักษณะการสัมผัสไฟฟ้า
โดยตรงนี้ จะมีผลให้เกิดกระแสจำนวนมากไหลผ่าน
เข้าสู่ร่างกายคนไปลงดิน ทำให้เกิดอันตรายมาก คน
อาจพิการหรือถึงเสียชีวิตได้ การสัมผัสไฟฟ้าโดยตรง
แสดงดงั รูปท่ี 1.4
1.2.2 การสัมผัสไฟฟา้ โดยออ้ ม
การสัมผัสไฟฟ้าโดยอ้อม เป็นการ
สัมผสั ที่คนไม่ได้สัมผัสกบั ส่วนท่มี ไี ฟฟ้าโดยตรง แต่เกิด
จากคนสัมผัสกับอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ ไฟฟ้า
ตามปกติ ซึ่งโดยปกติจะไม่มีไฟฟ้าจ่ายออกมาที่ตัวถัง
โลหะ แต่ถา้ เมอ่ื อปุ กรณ์ไฟฟ้า หรือเคร่อื งใช้ ไฟฟ้าเกิด
ไฟฟ้ารั่ว จึงมีไฟฟ้าจ่ายอยู่ที่ตัวถังโลหะของอุปกรณ์
ไฟฟา้ หรอื เคร่ืองใชไ้ ฟฟา้ นั้น เมื่อคนไปสัมผัสจึงเกิด
กระแสไหลผา่ นเข้าสูร่ า่ งกายคนไปลงดิน เชน่ เดยี วกบั
การสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้า การสัมผัสไฟฟ้าโดยอ้อมมี รูปที่ 1.5 การสมั ผัสไฟฟ้าโดยออ้ ม
อนั ตรายสงู มาก เพราะจาก
การขาดความระมัดระวังของผู้ใชง้ าน การสมั ผสั ไฟฟา้ โดยอ้อม แสดงดงั รูปท่ี 1.5
ร่างกายคนเมื่อถูกไฟฟ้าดูด จะเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจนไม่มีแรงสะบัดให้หลุดออกจาก
ไฟฟ้าได้ ผลของไฟฟ้าดูดอาจทำให้บาดเจ็บ พิการ หรืออาจถึงเสียชีวิตได้ อันตรายที่เกิดขึ้นจะมากหรือ
นอ้ ยข้นึ อยูก่ ับขนาดของกระแสทีไ่ หลผ่านร่างกายไป กระแสไหลผ่านน้อยเกดิ อันตรายน้อย กระแสไหลผ่าน
6
มากเกิดอันตรายมาก ความสมั พนั ธ์ของปริมาณกระแสไหลผา่ นร่างกายคนมีผลตอ่ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น แสดง
ดังตารางที่ 1.1
ตารางท่ี 1.1 ความสมั พนั ธ์ของปริมาณกระแสไหลผ่านร่างกายคนมีผลตอ่ ปฏกิ ิริยาทเี่ กดิ ข้ึน
ปริมาณกระแสไหลผ่าน ปฏกิ ิรยิ าท่เี กิดขึน้
ร่างกายคน
ยังไม่มผี ลหรือไมร่ ูส้ กึ
ตำ่ กวา่ 0.5 มลิ ลิแอมป์ (mA) รูส้ ึกจั๊กจหี้ รือกระตุกเลก็ น้อย
1 mA รู้สึกส่ันเล็กน้อย แตไ่ ม่เจบ็ คนส่วนใหญ่สามารถหนีได้ แต่
5 mA การเคล่อื นท่ีอย่างไม่ระวงั จะทำให้เกิดอันตรายได้
รู้สึกเจ็บปวด สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ นี่คือปริมาณ
6 – 25 mA (ผู้หญิง) กระแสทร่ี า่ งกายไม่สามารถขยบั เขยื้อนได้
9 – 30 mA (ผชู้ าย) ได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก อวัยวะที่เกี่ยวกับการ
หายใจหยุดทำงาน กล้ามเนื้อหดตัวอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อข้อ
50 – 150 mA ตอ่ จะแข็ง ทำให้เสยี ชีวิตได้
หวั ใจหยดุ เตน้ กล้ามเนอ้ื หดตวั เส้นประสาทถกู ทำลาย ทำ
1 – 4.3 แอมแปร์ (A) ให้เสียชีวิต
10 A หัวใจหยดุ เตน้ และถกู เผาไหมอ้ ย่างรุนแรง เสียชีวติ
15 A กระแสเกินค่าต่ำสุดที่ฟิวส์ หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์จะตัด
วงจร
นอกจากนั้นระยะเวลาที่กระแสไหลผ่านร่างกายคน จะส่งผลถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นน้อยหรือมาก
ดว้ ย กระแสไหลผ่านใช้เวลาน้อยเกิดอันตรายน้อย กระแสไหลผ่านใช้เวลามากเกิดอนั ตรายมาก ระยะเวลาที่ถูก
ไฟฟ้าดดู ดังน้นั ถ้าไมม่ บี ุคคลอนื่ ชว่ ยเหลืออย่างทันท่วงที อนั ตรายทีไ่ ด้รับก็จะสาหัสมากข้ึน คือหวั ใจเต้นรัว
เร็วหรอื ชา้ ซ่ึงอาจได้รบั อนั ตรายถึงเสยี ชวี ิต เม่ือระยะเวลาที่ถูกไฟฟ้าดูดนานเกินกว่าระยะเวลากำหนดที่
บอกไว้ แสดงดังตารางท่ี 1.2
ตารางที่ 1.2 ความสัมพนั ธ์ของปริมาณกระแสไหลผ่านรา่ งกายคนกับระยะเวลาที่ทำใหเ้ สยี ชีวติ
ปรมิ าณกระแสไหลผ่าน ระยะเวลา หมายเหตุ
ร่างกายคน 2 นาที เสยี ชวี ิต
15 mA นานกว่า
7
20 mA นานกวา่ 1 นาที
30 mA นานกว่า 35 วนิ าที
100 mA นานกวา่ 3 วินาที
500 mA นานกวา่ 0.11 วินาที
1 A นานกว่า 0.01 วินาที
1.3 ขอ้ ควรปฏิบัตใิ นการใช้ไฟฟ้าอยา่ งถกู ต้องปลอดภัย
การใช้ไฟฟ้าทุกครั้งควรคำนึงถึงความปลอดภัย ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า เกิด
ประโยชน์สูงสุด และใช้อย่างประหยัด ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังมีผลดีต่อ
ส่วนรวมของประเทศในแง่ของการอนุรกั ษธ์ รรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม ยังช่วยลดภาวะโลกรอ้ นได้อกี ด้วย ผู้ใช้
ไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องเรียนรูว้ ิธีการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องปลอดภยั
ปฏบิ ตั ิได้ดงั นี้
1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนจ้างงานหรือทำสัญญากับบริษัท หรือช่างที่จะดำเนินการออกแบบ
และเดนิ สายไฟติดตง้ั ระบบไฟฟา้ วา่ เปน็ ผู้ที่มีประสบการณ์ มคี วามรคู้ วามชำนาญเช่อื ถือได้เท่านัน้
2. อุปกรณ์การติดตั้งทางไฟฟ้าต้องเป็นชนิดที่ได้รับการรับรองจากมาตรฐานต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือ
เชน่ สำนักงานมาตรฐานผลติ ภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.), UL, VDE และ IEC เป็นตน้ เคร่อื งหมายมาตรฐาน
อุปกรณ์ไฟฟ้าประเทศต่าง ๆ แสดงดงั รปู ที่ 1.6
มอก. มาตรฐานไทย มาตรฐานอเมรกิ า มาตรฐานเยอรมัน มาตรฐานยุโรป
รูปที่ 1.6 เคร่อื งหมายมาตรฐานอุปกรณไ์ ฟฟา้ ประเทศตา่ ง ๆ
3. การเดินสายไฟ และตดิ ตั้งอปุ กรณ์ไฟฟ้า ต้องเปน็ ไปตามกฎการเดินสายและติดตัง้ อุปกรณ์ไฟฟ้า
ของการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าที่การไฟฟ้าทั้งสอง
ยอมรับ
4. ก่อนใชเ้ ครอ่ื งใช้ไฟฟ้า ผู้ใชต้ ้องอา่ นและศึกษาคู่มอื แนะนำการใชง้ านใหเ้ ข้าใจ และปฏิบัติตาม
คำแนะนำอย่างเครง่ ครัด
8
5. ทกุ ครง้ั ที่จะใช้เครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ควรตรวจสอบสายไฟ เต้าเสยี บ และเต้ารบั ท่ีจะใชง้ านว่ามรี ่องรอย
ของการชำรุดหรือไม่
6. เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าทม่ี ีเปลือกหุ้มภายนอกทำดว้ ยโลหะทกุ ชนิด หรือเครื่องใชไ้ ฟฟ้าทอี่ าจมี
ไฟฟ้ารั่วมากับน้ำ จำเป็นต้องต่อสายดินของเครื่องใช้
ไฟฟ้าเข้ากับระบบสายดิน หมายถึงจะต้องมีการติดตั้ง
ระบบสายดินที่ถูกต้องภายในบ้าน และใช้เตาเสียบชนิดมี
ขั้วสายดิน กับเต้ารับชนิดมีขั้วสายดินที่เป็นมาตรฐาน
เดียวกัน เครื่องใชไ้ ฟฟ้าเหล่าน้ี เช่น ตู้เย็น เตารีด หม้อหงุ
ข้าว เตาไมโครเวฟ เตาไฟฟา้ กระทะไฟฟา้ หม้อต้มนำ้ ร้อน
เครื่องทำน้ำอุน่ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า เป็น
ตน้ ลักษณะเต้าเสียบเต้ารับชนิดมีขั้วสายดิน แสดงดังรูปท่ี
1.7 รปู ท่ี 1.7 เต้าเสยี บเตา้ รบั ชนิดมีข้วั สาย
ดนิ
7. เมื่อร่างกายเปียกชื้น ห้ามแตะต้องส่วนที่มี รปู ท่ี 1.8 เครอ่ื งทำนำ้ อนุ่ ที่มรี ะบบตดั
ไฟฟา้ หรือเคร่ืองใช้ไฟฟา้ โดยเด็ดขาด เพราะอาจมีไฟรั่วท่ี ไฟรว่ั
อุปกรณ์เหล่านั้น และความต้านทานตอ่ ไฟฟ้าของผวิ หนัง
ที่เปียกชื้นจะลดลงอย่างมาก ทำให้กระแสไฟฟ้าสามารถ
ไหลผ่านร่างกายได้สะดวก ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า
ขณะทรี่ ่างกายเปยี กช้นื เช่น การใชเ้ ครอ่ื งทำน้ำอนุ่ ในการ
อาบน้ำ นอกจากจะต้องติดตั้งสายดินแล้ว จะต้องติดตั้ง
เครื่องตัดไฟรั่วช่วยเสริมการทำงานร่วมกับสายดินให้
ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีระบบตัดไฟร่ัว
แสดงดังรปู ที่ 1.8
8. ในการเดินสายไฟ หรือลากสายไฟไปใช้งานนอกอาคารเป็นการชั่วคราว หรือถาวร เช่น งาน
ก่อสร้าง ต่อเติม ปรับปรุงนอกอาคาร นอกจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าต้องเป็นชนิดที่กันน้ำและ
ทนทานตอ่ สภาวะแวดลอ้ มทางกลและแสงแดดแล้ว วงจรไฟฟา้ หรือเต้ารบั นน้ั ตอ้ งมเี ครอื่ งตดั ไฟรวั่ ด้วยจึงจะ
ปลอดภัย
9. ควรแยกวงจรไฟฟ้าที่น้ำอาจท่วมถึงออกต่างหาก เช่น ในบริเวณชั้นล่างของอาคาร เพื่อให้
สามารถปลดไฟออกได้ทนั ทีเมื่อเกดิ น้ำท่วม หรอื อาจตดิ ต้งั เครอ่ื งตดั ไฟร่ัวรว่ มด้วยกไ็ ด้
10. หมัน่ ตรวจสอบอุปกรณต์ ิดตง้ั ทางไฟฟา้ และเครื่องใชไ้ ฟฟา้ เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 คร้ัง
9
11. ฝึกใหเ้ ปน็ คนช่างสังเกตส่ิงผดิ ปกติจากสี
กลิ่น เสียง และการสัมผัสอุณหภูมิ รวม ทั้งการใช้
เครื่องมือง่าย ๆ ในการตรวจสอบ เช่น ไขควงลองไฟ
เป็นต้น การสังเกต เช่น สีของสายไฟเปลี่ยนไป มี
กล่นิ เหมน็ ไหม้ มีรอยเขม่า หรอื รอยไหม้ มือจบั สวิตช์
ไฟหรือเต้าเสียบแล้วรู้สึกอุ่น เป็นต้น เหล่านี้แสดงวา่
มคี วามร้อนผดิ ปกติเกดิ ขน้ึ อาจเกดิ จากจดุ ต่อต่าง ๆ
ไมแ่ นน่ เตา้ เสยี บ เต้ารับหลวม เป็นต้น การใช้ไขควง
ลองไฟทดสอบไฟรวั่ แสดงดังรปู ท่ี 1.9
รปู ท่ี 1.9 การใชไ้ ขควงลองไฟทดสอบไฟรวั่
12. อย่าพยายามใช้ไฟฟ้าหรือเปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลมระบายอากาศในบริเวณที่มีไอของ
สารระเหยหรือก๊าซท่ีไวไฟปกคลมุ อยู่เต็มพนื้ ที่ เชน่ กา๊ ซหงุ ต้ม ทนิ เนอร์ หรอื ไอน้ำมนั เบนซนิ เปน็ ต้น
13. ระมัดระวังการใช้อปุ กรณ์ไฟฟา้ ราคาถกู จากบางประเทศทีผ่ ลิตแบบไมไ่ ดม้ าตรฐาน นอกจากจะ
มอี ายกุ ารใชง้ านสน้ั แล้ว อาจไม่ปลอดภยั ในการใช้งานโดยเฉพาะในเร่ืองของอคั คีภยั
14. อุปกรณ์ที่มีการเสียบปลั๊กทิ้งไว้นาน ๆ
โดยไม่มีผู้ดูแล เช่น หลอดไฟทางเดิน หรือบันได
หม้อแปลงไฟขนาดเล็ก (อะแดปเตอร์) และเครื่อง
ชาร์จแบตเตอรี่ขนาดเล็ก เป็นต้น หากมีความจำเป็น
ต้องใช้ให้หลีกเลี่ยงการใช้ในบริเวณที่มีวัสดุที่ติดไฟได้
ง่ายอยู่ใกล้ ๆ
15. ทุกครั้งที่เลิกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ควรปิด
สวิตช์ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าก่อน และถอดเต้าเสียบออก
จากเต้ารับทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด
เสียหายงา่ ย การถอดเตา้ เสยี บออกจากเต้ารับทุกครั้ง
เมื่อเลิกใช้งานเคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า แสดงดังรูปท่ี 1.10
16. อย่าพยายามซ่อมเคร่ืองใช้ไฟฟ้าดว้ ยตัวเอง หรือโดยช่างซ่อมที่มีความรูค้ วามชำนาญไมเ่ พียงพอ
เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ บางประเภทจำเปน็ ต้องอาศยั อุปกรณ์ตรวจสอบด้านความปลอดภัย เชน่ เตาไมโครเวฟ ต้อง
มีการตรวจสอบการร่วั ออกมาของคลืน่ ไมโครเวฟ ไมใ่ ห้มมี ากเกนิ อตั ราทก่ี ำหนดหรือเคร่อื งใช้ทมี่ ีสายดินต้อง
ตรวจสอบความต่อเนื่องและฉนวนของสายดินกับสายศนู ย์ เปน็ ต้น
17. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าใน
ขณะที่มีฝนตกฟ้าคะนอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็น
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์ อุปกรณ์
10
สื่อสาร โทรทัศน์ เครื่องเล่นวีดีทัศน์ เครื่องเสียง
และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกัน
ไม่ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ชำรุดเสียหาย เมื่อมี
ฟ้าผ่าเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียง ให้ปิดเครื่องถอด
เต้าเสียบออก รวมทั้งสายอากาศ และสายโทรศัพท์
ออกจากเครื่องทุกครั้ง การเกิดฟ้าผ่า แสดงดังรูป
ท่ี 1.11
รูปที่ 1.11 การเกิดฟ้าผา่
18. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปิด
ปิดด้วยปุ่มสัมผัสอิเล็กทรอนิกส์ หรือรีโมท
คอนโทรล เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่นวีดีทัศน์
เครื่องเสียง และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้เมื่อปิดเครื่องแล้วยังมี
ไฟเลี้ยงวงจรควบคุมภายในเครื่องอยู่ตลอด
เวลา จึงมีโอกาสทำให้เกิดอุปกรณ์ควบคุม
ภายในชำรุดได้ หรือบางครั้งอาจทำให้เกิด
เพลิงไหม้ทรัพย์สินเสียหายได้ ดังนั้นจึงควร
ถอดเตา้ เสียบออก หรอื ติดต้งั วงจรสวติ ช์ตัดต่อ
วงจร เพื่อตัดไฟออกทุกครั้งที่เลิกใช้งาน การ
รูปที่ 1.12 การเกดิ เพลิงไหม้เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ เกิดเพลิงไหม้ของคอมพิวเตอร์ แสดงดังรูปที่
1.12
19. เม่อื ไฟฟ้าท่ีจา่ ยมาจากการไฟฟา้ ดบั ให้ดับสวติ ช์เครื่องใชไ้ ฟฟา้ ทกุ ชนดิ ท่เี ปิดคา้ งอยทู่ ันที เพื่อ
ปอ้ งกนั สาเหตทุ จี่ ะเกิดข้นึ ดังน้ี
เครือ่ งใชไ้ ฟฟ้าชำรุดจากแรงดนั ท่ผี ิดปกติขณะไฟฟ้าดับไม่สนทิ แรงดนั อาจตำ่ กว่าปกติ
หรือขณะทีเ่ ร่มิ มไี ฟฟา้ กลับเขา้ มาใหม่ แรงดนั อาจมากเกินปกติ
อปุ กรณ์ตัดวงจรอาจทำงานอีกครง้ั เมื่อมไี ฟกลับเข้ามา และมีเครื่องใชไ้ ฟฟ้าที่กินไฟใน
การเรม่ิ ทำงานมากเปิดใชง้ านอยู่ จะทำให้เกิดไฟดบั อกี ครัง้ ได้
อันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนติดค้างอยู่ เช่น เตารีด และเตาไฟฟ้า เป็นต้น
ในขณะทมี่ ไี ฟกลับเขา้ มาโดยไม่รูต้ วั
11
20. ฝึกฝนให้รู้จักวิธีแก้ไขและป้องกันรวมทั้งช่วยเหลือปฐมพยาบาล เมื่อมีอุบัติเหตุทางไฟฟ้า
เกดิ ขน้ึ
1.4 การปฏบิ ตั งิ านดา้ นไฟฟ้าทีป่ ลอดภยั
การสัมผัสจับต้องไฟฟ้าถือเป็นอันตรายต่อร่างกายคนอย่างร้ายแรง ดังนั้นการปฏิบตั ิงานทางดา้ นท่ี
ต้องเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าจำเป็นต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก ต้องมั่นใจว่าเกิดความปลอดภัย ขณะ
ปฏบิ ัตงิ านจะต้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และอปุ กรณ์ป้องกันอันตรายที่เพยี งพอ ตอ้ งปฏิบัตงิ านใหถ้ ูก
ข้นั ตอน ทำงานอยา่ งเปน็ ระบบและมีความรอบคอบ หลกั การปฏบิ ตั ิ งานทางดา้ นไฟฟา้ ที่ปลอดภัย มดี งั น้ี
1. ควรคำนึงถึงกฎแห่งความปลอดภัยทุกครั้ง ขณะทำงานหรือซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์
ไฟฟ้า และอยา่ ทำงานด้วยความประมาท
2. ก่อนการปฏบิ ตั ิงานเก่ียวกบั ไฟฟ้า ตอ้ งถือ
ว่าเครอื่ งใช้ไฟฟ้า อปุ กรณ์ไฟฟ้าเหลา่ นัน้ มีไฟฟา้ จ่ายอยู่
ต้องตรวจสอบจนแน่ใจก่อนว่าไม่มีไฟฟ้าจ่ายให้แล้ว
ตัดไฟฟ้าทุกครั้งก่อนการปฏิบัติงาน แสดงดังรูปที่
1.13
3. จะปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าเรื่องใด ต้องมี
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นก่อนการปฏิบัติงาน
หรือถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจควรสอบถามผู้รู้ และให้ผู้รู้เป็น รูปท่ี 1.13 ตดั ไฟฟ้าทุกครั้งก่อนการ
ผกู้ ระทำ ปฏบิ ัตงิ าน
4. อุปกรณ์และเครื่องมือทีใ่ ช้ในการปฏิบัตงิ าน หากมีสว่ นชำรดุ หรอื ไมส่ มบรู ณ์ไม่ควรนำมาใชง้ าน
5. อย่าปฏิบัติงานเมื่อรู้สกึ เหนื่อย อ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือรับประทานยาทำใหเ้ กดิ อาการง่วง
ซมึ
6. อย่าปฏิบัติงานในขณะมือเปียกน้ำ หรือ
ยืนอยู่บนพื้นที่เปียกน้ำ ทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย
อนั ตรายเกดิ จากไฟฟ้ากบั นำ้ แสดงดงั รปู ท่ี 1.14
7. ถ้าจำเป็นต้องปฏิบัตงิ านในบริเวณที่มคี น
พลุกพล่าน หรือมีการปฏิบัตงิ านอื่น ๆ ร่วมด้วย ต้อง
แขวนป้ายหรือเขียนป้ายแสดงการงดใช้ไฟฟ้าไว้ให้
มองเห็นชัดเจนทุกครง้ั กอ่ นเริม่ การปฏบิ ัตงิ าน
รูปท่ี 1.14 อันตรายเกิดจากไฟฟ้ากับนำ้
12
8. ถ้าจำเป็นต้องปฏิบัติงานในบริเวณที่ไม่
สามารถตัดไฟออกได้ ต้องกั้นบริเวณหรือป้องกัน
ไมใ่ ห้ผู้ไมเ่ ก่ยี วขอ้ งเขา้ ใกล้ได้
9. การปฏิบัติงานถ้ามีการละงานไปชั่วคราว เช่น พักเที่ยง เมื่อกลับมาปฏิบัติงานต่อ ต้อง
ตรวจสอบสวติ ชต์ ัดตอน สะพานไฟ ตลอดจนเครอื่ งหมายต่าง ๆ ทที่ ำไวต้ อ้ งอยู่ในสภาพเดิมก่อนปฏิบัติงาน
ต่อไป
10. การปฏิบตั งิ านแตล่ ะครงั้ ควรมีผู้รว่ มปฏบิ ตั ิงานดว้ ยอยา่ งน้อย 2 คน
11. การปฏิบัตงิ านเก่ียวกบั ไฟฟ้าแรงสูง ควรใชเ้ ครอ่ื งชว่ ยป้องกันไฟฟ้าให้มากข้นึ กว่าปกติ เชน่ ใช้
เส่อื ยางฉนวนปพู ้ืน สวมถุงมือฉนวน และปลอกแขนฉนวน เปน็ ต้น กอ่ นการปฏิบตั ิ งานทุกครั้ง
1.5 การช่วยเหลอื ผูป้ ระสบอนั ตรายจากไฟฟา้ ดดู
การชว่ ยเหลือผปู้ ระสบอันตรายจากไฟฟ้าดดู นบั เปน็ ส่ิงจำเปน็ และสำคญั อย่างย่งิ ท่ีต้องกระทำด้วย
ความรวดเร็วอย่างถูกวิธี มีความรอบคอบ และด้วยความระมัดระวงั เพื่อให้ผูป้ ระสบอันตรายมีโอกาสรอด
พน้ จากอันตรายขัน้ รา้ ยแรง และผู้ใหค้ วามชว่ ยเหลือเกิดความปลอดภัยไมเ่ ป็นอันตรายตามไปดว้ ย ส่งิ สำคัญ
คือผใู้ ห้ความช่วยเหลอื ตอ้ งรจู้ ักวธิ ีใหค้ วามชว่ ยเหลอื ทถ่ี ูกตอ้ ง และถูกวธิ ี การปฏบิ ัตทิ ำไดด้ ังนี้
1. อยา่ ใชม้ อื เปล่าแตะต้องตัวผูท้ ่ีกำลังตดิ อยู่กบั สายไฟฟ้า หรอื ตวั นำไฟฟา้ ท่ีมกี ระแสไหลผ่าน เพื่อ
ปอ้ งกันไม่ใหผ้ ใู้ หค้ วามช่วยเหลือเกิดอันตรายตามไปดว้ ยอีกคน
2. รีบหาทางตัดทางเดินของไฟฟ้าก่อน โดยถอดเต้าเสียบ ตัดสวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติ หรือสวิตช์
ประธาน ถ้าทำไม่ได้ให้ใช้วัสดุที่ไม่เป็นสื่อตัวนำไฟฟ้า เช่น ผ้าแห้ง เชือกแห้ง ไม้แห้ง สายยางแห้ง หรือผ้า
พลาสติกที่แห้งสนิท ลากตัวผู้ประสบอันตรายให้พ้นจากสิ่งที่มีไฟฟ้า หรือใช้ไม้แห้งเขี่ยสายไฟฟ้าให้หลุดพ้น
ออกจากตัวผู้ประสบอันตราย หรือเขี่ยส่วนของร่างกายผู้ประสบอันตรายให้หลุดพ้นออกจากสายไฟฟ้า
โดยเรว็
การช่วยผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าดูด แสดงดัง
รูปที่ 1.15
รปู ท่ี 1.15 การช่วยผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้า 3. เมื่อไม่สามารถทำวธิ อี ื่นใดไดแ้ ล้ว ให้
ดูด ใช้มดี ขวาน หรือของมคี มทม่ี ดี ้ามไม้หรือด้ามที่
เป็นฉนวน ฟันสายไฟฟ้าให้ขาดหลุดออกจาก
ผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด และต้องแน่ใจว่า
สามารถทำไดด้ ว้ ยความปลอดภยั
4. ในกรณีที่มกี ระแสอยู่ในบริเวณที่มีน้ำ
ขัง อย่าลงไปในน้ำ ให้หาทางเขี่ยสายไฟฟ้า
13
ออกไปใหพ้ ้นน้ำ หรอื ตัดไฟฟา้ ออกกอ่ นจะลงไป
ช่วยผ้ปู ระสบอนั ตรายที่อย่ใู นบรเิ วณนน้ั
5. ถ้ากรณีที่เป็นสายไฟฟ้าแรงสูง ให้พยายามหลีกเลี่ยงอย่าเข้าไปใกล้ และรีบแจ้งการไฟฟ้าท่ี
รบั ผิดชอบใหท้ ราบโดยเรว็ ท่ีสดุ
1.6 การปฐมพยาบาลผ้ปู ระสบอันตรายจากไฟฟา้ ดดู
ผู้ประสบอันตรายจากกระแสไฟฟ้าดูด ส่วนมากจะหมดสติไม่รู้สึกตัว ซึ่งอาจจะไม่หายใจ และมี
สภาวะหัวใจหยุดเต้น สังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นดังนี้ ริมฝีปากเขียว สีหน้าซีดเขียวคล้ำ ทรวงอก
เคลื่อนไหวน้อยมากหรือไม่เคลื่อนไหว ชีพจรเต้นช้าและเบามาก หากหัวใจหยุดเต้นจะคลำชีพจรไม่พบ
ม่านตาขยายค้างไม่หดเล็กลง การหมดสติเช่นนี้ต้องรีบให้การปฐมพยาบาลทันที เพื่อให้ปอดและหัวใจ
ทำงาน เรียกการช่วยเหลือนี้ว่า การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardio Pulmonary Resuscitation ; CPR)
โดยวิธกี ารชว่ ยฟืน้ คืนชพี ขนั้ พ้ืนฐาน (Basic Life Support ; BLS) ได้แก่ การผายปอดดว้ ยการให้ลมหายใจ
ทางปากที่เรยี กว่าการเป่าปาก รว่ มกับการนวดหัวใจภายนอก ก่อนนำผู้ปว่ ยสง่ แพทย์
1.6.1 การผายปอดดว้ ยการใหล้ มหายใจทางปาก
ภาวะหยุดหายใจ (Respiratory Arrest) เป็นภาวะที่มีการหยุดการทำงานของอวัยวะใน
ระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียนของโลหิต ส่วนมากมักจะพบว่ามีการหยุดหายใจก่อนเกิดภาวะหัวใจ
หยุดเต้น และถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง จะทำให้เสียชีวิตได้ การผายปอดด้วยการให้ลมหายใจ
ทางปาก เปน็ วธิ ีพืน้ ฐานทจ่ี ำเป็นตอ้ งปฏิบตั ใิ นเบ้ืองตน้ ทำได้ดงั นี้
1. ใหผ้ ้ปู ว่ ยนอนหงายราบกบั พ้ืน
จัดท่านอนให้เหมาะสม เพื่อเปิดทางให้มีอากาศ
เข้าสูป่ อดไดส้ ะดวก โดยผ้ปู ฐมพยาบาลจะอยู่ทาง
ด้านขวา หรือด้านซ้ายบริเวณศีรษะของผู้ป่วยก็
ได้ ลักษณะการจัดท่านอนที่ถูกต้องเหมาะสมให้
ผู้ปว่ ย แสดงดงั รูปที่ 1.16
2. ใช้มือข้างหนึ่งดึงคางผู้ป่วย
หรอื ดนั ใต้คอพรอ้ มกับใช้มืออีกข้างดันหน้าผากให้
หน้าแหงน เปน็ วิธีปอ้ งกนั ไม่ให้ล้นิ ตกไปอดุ รูปท่ี 1.16 การจัดทา่ นอนที่ถกู ต้องเหมาะสมให้
ผปู้ ว่ ย
14
ปิดทางเดินหายใจ และต้องระวังไม่ใหน้ ิ้วมือที่ดึง
คางนั้น กดลกึ ลงไปในสว่ นของเนอ้ื ใต้คาง เพราะ
จะทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในเด็กเล็ก สำหรับในเด็กแรกเกิด ไม่ควรหงาย
คอมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดหลอดลม
แฟบ และเกิดอุดตันทางเดินหายใจได้ ลักษณะ
การใช้มือจับศีรษะผู้ป่วยให้หน้าแหงน แสดงดัง
รูปที่ 1.17 การใช้มือจบั ศีรษะผู้ป่วยให้หนา้ แหงน รปู ท่ี 1.17
3. สอดนวิ้ หัวแมม่ อื เข้าในปากผู้ปว่ ย จับขากรรไกรล่างยกข้ึนจนปากอ้าออก
4. ล้วงเอาสง่ิ อนื่ ๆ ท่ีอาจมตี ดิ ค้างอยู่ในปากและลำคอออกให้หมด เช่น ฟนั ปลอม และเศษ
อาหาร เป็นต้น เพื่อไมใ่ ห้ขวางทางลม
5. ตรวจสอบการหายใจของ
ผู้ปว่ ย โดยเอยี งหน้ามองไปทางปลายเท้าผู้ป่วย ให้
หูชิดปากผู้ป่วย เพื่อฟังเสียงหายใจ ตาดูการ
เคลื่อนไหวของทรวงอก ถ้าผู้ป่วยหายใจได้เอง
อย่างเพียงพอ ให้จัดท่านอนให้ผู้ป่วยใหม่ โดยจัด
ให้นอนตะแคงกึ่งคว่ำเพื่อนอนพัก การจัดท่า
นอนให้ผู้ป่วยนอนตะแคงกึ่งคว่ำ แสดงตาม
ขัน้ ตอนท่ี 1 – 4 ตามรปู ที่ 1.18 รปู ที่ 1.18 การจดั ท่านอนใหผ้ ปู้ ่วยนอนตะแคง
กึ่งควำ่
6. ถ้าผู้ป่วยไม่หายใจ ให้ผู้ปฐมพยาบาลทำการผายปอดด้วยการเป่าปากผู้ป่วย ผู้ปฐม
พยาบาลอ้าปากให้กว้างหายใจเข้าปอดเต็มท่ี มอื ข้างหน่งึ บบี จมกู ผู้ป่วยใหแ้ น่นสนิท มอื อีกข้างหนึ่งยังอยู่ท่ี
คางผ้ปู ว่ ยอยู่ แลว้ จงึ ประกบปากปิดปากผปู้ ว่ ยใหส้ นทิ พร้อมกับเป่าลมเขา้ ไป
เป็นจังหวะประมาณ 12 – 15 ครั้ง/นาที ในเด็ก
เล็กประมาณ 20 – 30 ครั้ง/นาที การผายปอด
ด้วยการเปา่ ลมเข้าปาก แสดงดงั รปู ท่ี 1.19
รูปท่ี 1.19 การผายปอดด้วยการเป่าลมเข้า
ปาก
15
7. ขณะทำการเป่าปากผู้ป่วย ตาต้องเหลือบดู
ด้วยว่า หน้าอกผู้ป่วยมีอาการขยายขึ้นลงหรือไม่
หากไม่มีการกระเพื่อมขึ้นลงอาจเป็นเพร าะ ท่า
นอนไมด่ หี รือมีสิง่ กีดขวางทางเดนิ หายใจ ซึ่งต้อง
รีบแก้ไขจัดท่าใหม่ และอย่าให้มีสิ่งกีดขวาง
ทางเดินหายใจ การดูหน้าอกผู้ป่วยขยายขึ้นลง
แสดงดงั รปู ท่ี 1.20
8. ถ้ากรณีที่ไม่สามารถอ้า
ปากของผู้ป่วยได้ ให้ใช้มือปิดปากผู้ป่วยให้สนิท
และเป่าลมเข้าทางจมูกแทน โดยใช้วิธีการ
ปฏิบัติในทำนองเดียวกับการเป่าปาก
9. ขณะนำส่งโรงพยาบาล
ให้ทำการเป่าปากไปด้วยจนกว่าผู้ป่วยจะฟ้ืน
หรือเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์เป็นท่ี
เรียบรอ้ ยแล้ว
รูปท่ี 1.20 การดูหน้าอกผปู้ ว่ ยขยายข้นึ ลง
1.6.2 การนวดหัวใจภายนอก
ภาวะหัวใจหยุดเต้น หมายถึงการไหลเวียนเลือดหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทราบได้จากการ
หมดสตไิ ม่มีการเคลือ่ นไหว ไม่มอี าการไอ คลำชีพจรไม่ได้ ไม่มีการหายใจอยา่ งท่ีเปน็ ตามปกติ ภาวะหัวใจ
หยุดเต้น เกิดขึ้นหลังจากภาวะหยุดหายใจ คนที่หยุดการหายใจและหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว ยังมีโอกาสฟน้ื
ขน้ึ ได้ ต้องรีบทำการช่วยใหห้ ัวใจกลบั เต้นข้นึ มาทันทดี ้วยการนวดหัวใจ มวี ธิ ีการปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1. ให้ผู้ป่วยนอนราบกับพื้นแข็ง ๆ หรือ
ใชไ้ ม้กระดานรองหลงั ของผปู้ ่วย ผปู้ ฐมพยาบาลน่งั คกุ เข่า
ลงขา้ งขวา หรอื ข้างซา้ ยบรเิ วณหนา้ อกผูป้ ่วย
2. คลำหาส่วนล่างสุดของกระดูกอกที่
ต่อกับกระดูกซ่ีโครง โดยใช้สองน้ิวสัมผัสสว่ นล่างกระดูกอก
ใช้ฝ่ามอื อีกขา้ งวางไลข่ ้นึ มา ถา้ คกุ เข้าข้างขวาใช้มือขวาคลำ
หาสว่ นล่างกระดูกอก หากคกุ เขา่ ข้างซา้ ยใช้มอื รปู ที่ 1.21 ตำแหนง่ การวางมือเพ่อื นวด
หัวใจ
ซ้ายคลำหาสว่ นล่างกระดูกอก ตำแหนง่ การวางมือเพือ่ นวดหัวใจ แสดงดังรูปที่ 1.21
3. วางมืออีกข้างทับบนหลังมือที่วางไว้
แล้วในตำแหน่งที่ถูกต้อง เหยียดนิ้วมือตรง และ
16
เกยี่ วนวิ้ มือ 2 ข้างเข้าด้วยกัน เหยยี ดแขนตรงโน้ม
ตัวตั้งฉากกับหน้าอกผู้ป่วย ทิ้งน้ำหนักลงบนแขน
ขณะกดหน้าอกผปู้ ่วยใหก้ ระดูกลดระดับลง 1.5 – 2
นิ้ว หรือ 4 – 5 ซม. เมื่อกดสุดให้ผ่อนมือขึ้นทันที
โดยที่ตำแหน่งมือไม่ต้องเลื่อนจากจุดที่กำหนด
ขณะกดหน้าอกนวดหัวใจ ห้ามใช้นิ้วมือกดลงบน
รปู ท่ี 1.22 ตำแหน่งการวางมือบนหน้าอกผูป้ ่วย ซ่ีโครงผปู้ ่วย ลักษณะการวางมือ
บนหน้าอกผู้ป่วย แสดงดังรูปที่ 1.22
4. ขณะท่ีกดหน้าอกแต่ละคร้งั ต้องนับจำนวนคร้งั ท่ีกดดังน้ี หน่งึ และสอง และ
สาม และสี่ และห้า ….. โดยกดหน้าอกทุกครั้งที่นับตัว
เลข และปล่อยมือจากการกดตอนคำว่า “และ” สลับกัน
ไปใหไ้ ด้อตั ราการกดประมาณ 90 – 100 ครง้ั /นาที การกด
หนา้ อกผปู้ ่วย แสดงดังรูปที่ 1.23
5. ถ้าผู้ปฏิบัติมีคนเดียว ให้นวดหัวใจ
15 ครั้ง สลบั กับการเป่าปาก 2 คร้ัง ทำสลับกนั เชน่ น้ีจน
ครบ 4 รอบ แล้วตรวจชีพจรและการหายใจ หากคลำ
ชพี จรไม่ได้ตอ้ งนวดหวั ใจต่อ แต่ถา้ คลำชีพจรได้ รปู ที่ 1.23 การกดหน้าอกผปู้ ่วย
และยังไมห่ ายใจต้องเปา่ ปากต่อไปอยา่ งเดยี ว
6. ถ้ามีผู้ปฏิบัติ 2 คน ให้นวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง โดยขณะที่เปา่
ปาก อีกคนต้องหยดุ นวดหัวใจ
7. ในกรณีช่วยเหลือเด็กอ่อน หรือเด็ก
แรกเกิด การนวดหัวใจให้ใช้นิ้วเพียง 2 นิ้ว กดบริเวณ
กึ่งกลางกระดูกหน้าอกให้ได้อัตราการกด 100 – 120
คร้ัง/นาที การนวดหวั ใจเดก็ อ่อน แสดงดังรปู ที่ 1.24
8. การนวดหัวใจไม่ว่าผู้ใหญ่ หรือเด็ก
ต้องทำอย่างระมัดระวัง และถูกวิธี มิเช่นนั้นอาจทำให้
กระดูกซ่ีโครงหกั ตับแตก และม้ามแตกได้ โดยเฉพาะใน
เดก็ เล็กตอ้ งใช้ความระมดั ระวังเปน็ พเิ ศษ
รปู ที่ 1.24 การนวดหัวใจเดก็ อ่อน
17
1.7 บทสรปุ
ไฟฟ้าเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง มีทั้งโทษและประโยชน์ในเวลาเดียวกัน หากใช้ถูกวิธีจะเกิดประโยชน์
มากมายมหาศาล หากใช้ผิดวิธีจะมีโทษมากมายมหาศาลเช่นเดียวกัน ไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ดีในวัตถุตัวนำ
จำพวกโลหะชนิดต่าง ๆ ไฟฟ้าไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้ลำบากในวัตถุที่เป็นพวก
ฉนวน ไฟฟา้ สามารถไหลผ่านรา่ งกายคนได้อยา่ งสะดวก เกิดไฟฟ้าดดู หรือไฟฟ้าช็อต ปริมาณกระแสที่ไหล
ผ่านร่างกายแตกต่างกัน เกิดอันตรายต่อร่างกายแตกต่างกันไป กระแสไหลผ่านน้อยเป็นอันตรายน้อย
กระแสไหลผา่ นมากเปน็ อนั ตรายมาก มผี ลทำใหบ้ าดเจ็บ พิการ หรือถงึ เสยี ชีวิตได้
การปฏบิ ตั ิงานทางด้านไฟฟ้าท่ีปลอดภัย ผใู้ ช้ไฟฟา้ จะต้องทราบและเข้าใจคุณสมบัติของไฟฟ้า ต้อง
ระมัดระวัง ไม่ประมาท ทำงานอย่างเป็นระบบและรอบคอบ คำนึงถึงกฎแห่งความปลอดภัยขณะทำงาน
ผู้ใช้ไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง และเรียนรู้ข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าอย่าง
ถูกต้องปลอดภัย
ผู้ประสบอันตรายจากกระแสไฟฟ้าดูด ส่วนมากจะหมดสติไม่รู้สึกตัว ซึ่งอาจจะไม่หายใจ และมี
สภาวะหัวใจหยุดเต้นด้วย การหมดสติเช่นนี้ต้องรีบให้การปฐมพยาบาลทันที เพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน
เรียกการช่วยเหลือนี้ว่า การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) โดยวิธีการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (BLS)
ได้แก่ การผายปอดด้วยการให้ลมหายใจทางปาก ร่วมกับการนวดหัวใจภายนอก ก่อนนำผู้ป่วยส่งแพทย์
การช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น สำคัญอย่างยิ่ง ต้องกระทำอย่างถูกวิธี รวดเร็ว
รอบคอบ และระมัดระวัง ทำใหผ้ ปู้ ระสบอนั ตรายมีโอกาสรอดพ้นจากอนั ตราย
5. กิจกรรมการเรียนการสอน
5.1 การนำเขา้ สบู่ ทเรยี น
1. แนะนำรายวชิ า วิธีการใหค้ ะแนน และการประเมนิ ผลที่ใช้กบั วิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
เบอื้ งตน้
2. แจ้งสมรรถนะประจำหนว่ ยและจดุ ประสงค์การเรยี นรปู้ ระจำหน่วยที่ 1 ระบบความปลอดภัย
5.2 การเรียนรู้
1. เปดิ หนังสือเรียนวชิ า งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนกิ ส์เบื้องต้น หนว่ ยท่ี 1 ระบบความปลอดภัย
2. เปิดงานนำเสนอวิชา งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์เบ้ืองต้น หน่วยที่ 1 ระบบความปลอดภัย
3. ตอบคำถาม ข้อสงสยั ของผ้เู รียนระหวา่ งเรียน
5.3 การสรุป
1. ทบทวนความเขา้ ใจและสรปุ เน้อื หาร่วมกบั ผู้เรยี นในหน่วยท่ี 1 ระบบความปลอดภัย
2. ผ้เู รยี นทำใบงานที่ 1 แผนฝึกปฏิบตั งิ านหนว่ ยที่ 1 และแบบฝกึ หัดหน่วยที่ 1
5.4 การวดั และประเมินผล
1. ใบงานท่ี 1
18
2. แผนฝึกปฏิบัตงิ านหน่วยที่ 1
3. แบบฝกึ หดั หน่วยท่ี 1
6. ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
6.1 สอื่ สิ่งพิมพ์
1.หนังสอื เรียนวชิ า งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกสเ์ บื้องต้น หน่วยที่ 1 ระบบความปลอดภัย
6.2 ส่ือโสตทศั น์ (ถ้าม)ี
1. งานนำเสนอวชิ า งานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์เบือ้ งตน้ หน่วยที่ 1 ระบบความปลอดภัย
7. การวัดและประเมนิ ผล
7.1 กอ่ นเรียน
1. เข้าเรียนตรงต่อเวลา
2. เตรียมหนงั สือรายวิชา งานไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกส์เบ้ืองตน้
7.2 ขณะเรียน
1. ใหค้ วามสนใจและตัง้ ใจฟงั ผสู้ อนอธิบาย
2. ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมระหวา่ งการเรยี นการสอน
7.3 หลังเรียน
1. ใบงานหนว่ ยท่ี 1
2. แบบฝึกปฏิบัติหนว่ ยที่ 1
3. แบบฝึกหัดหน่วยท่ี 1
8. กจิ กรรมเสนอแนะ/งานทม่ี อบหมาย
8.1 กจิ กรรมเสนอแนะ
8.2 งานที่มอบหมาย
แบบฝกึ หดั หน่วยที่ 1
1. ขอ้ ควรคำนึงเปน็ อบั ดับแรกในการใช้ไฟฟา้ คอื อะไร
ก. ความคุม้ ค่า ข. ความประหยดั ค. ความปลอดภัย ง. เกิดประโยชน์
สูงสุด
2.ไฟฟา้ ดดู หมายถงึ อะไร
19
ก. เกดิ สนามไฟฟ้ากระโดดขา้ มจากสายไฟเส้นหน่ึงไปยังอีกเสน้ หน่ึง
ข. มกี ระแสไหลผา่ นในวงจรไฟฟา้ ตลอดเวลา
ค. สนามแมเ่ หล็กไฟฟา้ สามารถดึงดดู โลหะจำพวกเหลก็ ได้
ง. เกดิ กระแสไหลผา่ นรา่ งกายคน
3. วสั ดชุ นิดใดทกี่ ระแสไหลผ่านได้งา่ ย
ก. ไม้แหง้ ข. แก้วน้ำ ค. พลาสตกิ ง. ยางเปียก
4. กระแสไหลผา่ นร่างกายมนษุ ย์ลงสูพ่ นื้ ชนิดใดได้ลำบากท่ีสดุ
ก. พ้นื ไม้ ข. พืน้ ดนิ ค. พนื้ ปูน ง. พืน้ ทราย
5. การสัมผสั ไฟฟ้าแบบใดเรียกวา่ การสัมผสั ไฟฟ้าโดยตรง
ก. ใชม้ อื จบั สายไฟท่ีมฉี นวนห้มุ ข. ใชต้ ะปแู หยเ่ ขา้ ไปในรูเตา้ รับท่ีมีไฟฟา้
ค. จับตัวถงั โลหะเครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ ที่มีไฟฟา้ รัว่ อยู่ ง. ขณะนำเต้าเสียบเสียบเข้าเต้ารับมีไฟฟ้ารั่วผ่าน
รา่ งกาย
6. การสัมผัสไฟฟ้าแบบใดเรยี กว่าการสมั ผัสไฟฟ้าโดยออ้ ม
ก. ขณะอาบน้ำด้วยเครื่องทำน้ำอุ่นเกิดอาการชาตามร่างกาย ข. ขณะเปิดตู้เย็นรู้สึกเจ็บปวดตาม
ร่างกาย
ค. ขณะล้างอ่างเล้ียงปลาเกิดอาการชาเหมือนถูกไฟฟ้าดดู ง. ถกู ทุกขอ้
7. การเลือกซือ้ เครื่องใช้ไฟฟา้ มาใช้งานอย่างไรถูกตอ้ งทีส่ ุด
ก. สินค้านำเข้า ข. ราคาถกู ใชง้ านดี ค. มเี ครื่องหมาย มอก. ง. ยี่ห้อที่กำลังเป็นที่นิยม
ใช้
8. การปฏิบัตงิ านดา้ นไฟฟา้ ทีป่ ลอดภัยข้อใดถกู ต้องท่สี ุด
ก. ปฏิบตั งิ านเก่ียวกับไฟฟา้ แตล่ ะครง้ั ควรทำคนเดียวโดยลำพงั
ข. อปุ กรณ์และเคร่อื งไฟฟา้ ชำรดุ เพยี งเล็กน้อยยงั สามารถใชง้ านได้ปกติ
ค. การปฏิบตั ิงานเกยี่ วกับไฟฟ้าทำไดท้ ันทีโดยไม่ตอ้ งตรวจสอบไฟฟ้าในระบบ
ง. การปฏบิ ัติงานเกีย่ วกับไฟฟ้าเม่ือรู้สกึ ออ่ นเพลยี เหน่ือย หรอื งว่ งนอนไม่ควรทำงาน
9. ขณะไฟฟ้าไหลผา่ นร่างกายคน เพราะเหตใุ ดจงึ ไม่สามารถชว่ ยตัวเองใหห้ ลุดพน้ จากไฟฟ้าได้
ก. เลือดในรา่ งกายหยุดการไหลเวยี น ข. ไม่มแี รงพอและกลา้ มเน้ือเกิดการหดตัว
ค. เกิดอาการอ่อนเพลยี ง่วงนอนและนอนหลบั ง. สมองสับสนไม่สามารถบังคบั และควบคุมตนเอง
ได้
10. การช่วยเหลอื ผ้ปู ระสบอนั ตรายจากไฟฟ้าขอ้ ใดถกู ต้องเหมาะสม
ก. ใช้มือจบั ฉนวนสายไฟฟา้ ออกจากตัวผูป้ ระสบภัยโดยเรว็
ข. รบี ลงไปช่วยเหลอื ทันทเี มือ่ ผูป้ ระสบภัยถูกไฟฟา้ ดดู ในนำ้
ค. ใช้มีด ขวาน ของมคี มมดี า้ มเปน็ ฉนวนฟนั สายไฟฟ้าให้ขาด
ง. ตัดก่ิงไม้ยาว ๆ มาเขย่ี สายไฟฟา้ ออกจากตัวผปู้ ระสบภัยทันที
20
9. การบรู ณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
9.1 ความมเี หตผุ ล
1. จัดเตรียมวสั ดุ - อปุ กรณแ์ ละสือ่ การสอนท่ีใช้ในการเรียนการสอน ให้เหมาะสมกับกิจกรรมและ
จำนวนผเู้ รยี น
9.2 ความพอประมาณ
1. เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นและเป็นส่วนช่วยให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำให้กิจกรรมดำเนินบรรลุ
วัตถปุ ระสงค์
2. เพื่อให้งานออกมาสำเร็จตามเปา้ หมายที่กำหนด
9.3 การมีภมู ิค้มุ กนั ในตวั ท่ีดี
1. วางแผนการทำงานร่วมกันภายในกลมุ่ ดว้ ยความรอบคอบ
2. ระมดั ระวังการใช้อปุ กรณไ์ มใ่ ห้เกิดอันตรายและความเสยี หาย
3. จดั เกบ็ อุปกรณ์ให้เปน็ ระเบียบหลังการใช้งาน
9.4 เงอื่ นไขความรู้
1. นกั เรียนมีความรู้เก่ยี วกับระบบความปลอดภัย
9.5 เงอ่ื นไขคณุ ธรรม
1. เปน็ ผูม้ ีความอดทนในการทำงานรว่ มกบั ผ้อู ่นื
2. เป็นผู้มีความรบั ผดิ ชอบงานทไี่ ด้รับมอบหมาย
3. เปน็ ผ้มู นี ำ้ ใจ เออ้ื เฟอ้ื
4. การทำงานเปน็ ทมี
5. เปน็ ผูม้ ีความเพียรและใฝร่ ู้
10. เอกสารอ้างองิ /บรรณานกุ รม
พันธศ์ กั ดิ์ พุฒมิ านิตพงศ์ และคณะ. งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนกิ สเ์ บอ้ื งตน้ . กรงุ เทพฯ : สำนักพมิ พ์ศนู ย์
ส่งเสรมิ อาชีวะ
ประพันธ์ พิพัฒนสขุ และคณะ. ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนกิ ส์เบือ้ งตน้ . นนทบุรี : สำนักพิมพ์ศนู ย์ส่งเสรมิ
อาชีวะ
11. บนั ทกึ หลงั การจัดการเรยี นรู้ รหัสวชิ า สัปดาห์ท่ี
รายวิชา สาขาวิชา
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ระดบั ชั้น กลมุ่
11.1 ผลการจัดการเรียนรู้
21
11.2 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนกั เรยี น/นกั ศกึ ษา
นกั เรยี นสอบ มคี ะแนนสอบแตล่ ะหน่วยการเรียน
คะแนนสูงกวา่ รอ้ ยละ 60 ข้นึ ไป จำนวน คน
คน
คะแนนต่ำกวา่ รอ้ ยละ 60 ลงไป จำนวน
11.3 ปัญหาและอปุ สรรค
11.4 แนวทางแก้ไข
11.5 ขอ้ เสนอแนะ
ลงชอ่ื
(นางสาวธารวมิ ล วงศโ์ อษฐ์)
ผู้สอน
.
22
แผนการจดั การเรยี นรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 2
ช่ือวิชา งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์ สอนสปั ดาห์ท่ี 2-3
เบอื้ งตน้
รหัสวิชา 20100-1005 จำนวน 2 หน่วยกิต
หลกั สูตร ประกาศนียบตั รวิชาชพี (ปวช.) พุทธศักราช 2563
ชอื่ หนว่ ย เครือ่ งมอื วัดไฟฟา้ เบอ้ื งต้น จำนวน 8 ช่วั โมง/สปั ดาห์
1. สาระสำคญั
มัลติมิเตอร์เป็นมเิ ตอร์ใช้วัดปรมิ าณไฟฟา้ หลายชนดิ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกตอ่
ผูใ้ ช้ โครงสรา้ งของมัลตมิ ิเตอร์ประกอบด้วยส่วนประกอบของอุปกรณ์หลายชนิดแต่ละชนิดมีขนาดเล็กและ
บอบบาง ย่งิ ในส่วนเคลอ่ื นไหวยงิ่ ต้องระมดั ระวงั เพราะชำรุดเสียหายไดง้ ่าย หากถกู กระทบกระเทือนแรง ๆ
การนำไปใช้งานต้องมีความระมัดระวงั ในเรื่องปรมิ าณไฟฟ้าท่ีจะวัด ตอ้ งไมม่ ากเกินกว่าย่านที่ต้ังวัด กรณีที่
ไมท่ ราบคา่ ปรมิ าณไฟฟ้าทจ่ี ะวดั ควรตง้ั ยา่ นวัดสูงสุดไว้ก่อน
การวัดปริมาณไฟฟา้ ชนิดไฟกระแสตรง ( DC ) ไม่ว่าเป็นแรงดันหรือกระแส ขณะต่อมัลติมิเตอร์วดั
วงจรไฟฟา้ นน้ั ๆ ต้องคำนึงถึงข้วั ของมลั ติมเิ ตอร์ และข้วั แรงดันของแหลง่ จ่ายในวงจร ต้องเหมือนกันโดยยึด
หลกั การต่อวดั ดงั น้ี ใกล้บวกต่อบวก ใกล้ลบต่อลบ จงึ สามารถวัดคา่ ปริมาณนั้น ๆได้ ส่วนปริมาณไฟฟ้าชนิด
ไฟกระแสสลับ ( AC ) ไม่ว่าเป็นแรงดนั หรือกระแสขณะตอ่ มลั ตมิ ิเตอร์วัดวงจรไฟฟ้านนั้ ๆ ไม่ตอ้ งคำนึงถึงขว้ั
ของมัลตมิ เิ ตอรแ์ ละขวั้ แรงดันของแหลง่ จา่ ยในวงจร
ความสำคัญอกี ประการหนง่ึ คือการต้ังยา่ นวัดปรมิ าณไฟฟ้า ต้องตัง้ ยา่ นวดั ปริมาณให้ถกู ต้องตามชนิด
ของปริมาณไฟฟ้านนั้ ๆ เพราะการตง้ั ยา่ นวัดผิดชนิดอาจมีผลทำให้มัลติมเิ ตอร์ชำรุดเสียหายได้ และการต้ัง
ย่านวัดที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน จะช่วยใหก้ ารอ่านค่าการวัดมีความถูกต้องมากข้ึน การวัดปรมิ าณ
ไฟฟ้าบางอย่างตอ้ งทำการปรับแตง่ มิเตอร์ก่อนการวัดคา่ เสมอ เชน่ การวดั ความต้านทาน การวัดจะถูกต้อง
ได้ กอ่ นการวัดคา่ ต้องปรบั แตง่ มเิ ตอรก์ ่อนทกุ คร้งั
ออสซลิ โลสโคป สร้างข้นึ มาเพือ่ วดั แรงดันของสัญญาณ วัดเวลาของสัญญาณ วัดความถ่ีของสัญญาณ
และดูรูปร่างของสัญญาณ ออสซิลโลสโคปที่ผลิตขึ้นมามีหลายรุ่น หลายแบบและหลายยี่ห้อ จำเป็นต้อง
ทำการศกึ ษาคมู่ อื การใชเ้ ครือ่ งให้เขา้ ใจกอ่ นนำออสซิลโลสโคปไปใช้งาน
เครื่องกำเนิดสัญญาณและความถ่ี ทำหน้าที่ให้กำเนิดสัญญาณรูปร่างต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นสัญญาณที่มี
มาตรฐาน สามารถควบคุมปรับแต่งได้ทั้งระดับความแรง และความถี่ โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิด
สญั ญาณมาตรฐาน เพื่อใชง้ านในการตรวจสอบปรบั แตง่ วัดเปรียบเทยี บค่าหรอื ใชอ้ ้างอิง
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
2.1 ดา้ นพุทธิพสิ ัย
1. บอกชนดิ เคร่ืองมือวัดไฟฟา้ เบือ้ งต้นได้
23
2. บอกสว่ นประกอบมลั ติมเิ ตอร์ชนดิ แอนะลอกได้
3. บอกสว่ นประกอบสเกลหน้าปดั มัลติมิเตอรช์ นิดแอนะลอกได้
4. อธิบายการใช้งานมลั ติมิเตอรช์ นดิ แอนะลอกได้
5. บอกส่วนประกอบมัลติมิเตอร์ชนดิ ดิจติ อลได้
6. อธิบายการใช้งานมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลได้
2.2 ดา้ นทักษะพิสัย
1. การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมลั ติมเิ ตอร์
2. การวัดแรงดนั กระแสตรงด้วยมัลตมิ เิ ตอร์
3 .การวดั ความต้านทานด้วยมลั ติมิเตอร์
2.3 ด้านจิตพิสัย
1. เตรียมความพรอ้ มด้าน วสั ดุ อุปกรณ์สอดคลอ้ งกบั งานได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
2. มีความรบั ผิดชอบ ปฏิบตั งิ านได้อย่างถูกต้องในเร่ืองเคร่อื งมอื วัดไฟฟ้าเบอ้ื งตน้ และสำเรจ็
ภายใน เวลาทกี่ ำหนดอย่างมเี หตุและผลตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
3. สาระการเรียนรู้
1. ชนิดเครื่องมือวดั ไฟฟา้ เบอ้ื งตน้
2. มัลตมิ เิ ตอร์ชนดิ แอนะลอก
3. สเกลหนา้ ปัดมลั ตมิ ิเตอรช์ นิดแอนะลอก
4. การใชง้ านมัลติมเิ ตอร์ชนิดแอนะลอก
5. มลั ตมิ เิ ตอร์ชนดิ ดจิ ิตอล
6. การใชง้ านมลั ตมิ ิเตอรช์ นิดดิจิตอล
4.เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
• ดา้ นความรู้(ทฤษฎี)
2.1 ชนิดเคร่อื งมือวัดไฟฟ้าเบอื้ งต้น
การศึกษาหรอื การเกี่ยวข้องทางด้านไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์ จำเปน็ ต้องเกย่ี วข้องกับปริมาณไฟฟ้า
หลายชนิด เช่น แรงดัน กระแส ความต้านทาน และกำลังไฟฟ้า เป็นต้น ปริมาณไฟฟ้าเหล่านี้ไม่สามารถ
ตรวจสอบตรวจวัดค่าได้ด้วยการสัมผัส การได้ยินด้วยหู การดูด้วยตา หรือการดมกลิ่น การจะตรวจสอบ
ตรวจวดั ปริมาณไฟฟ้าเหลา่ นีไ้ ด้ จำเป็นตอ้ งใช้เครื่องมือวดั ไฟฟา้ (Electrical Instruments) ชว่ ยในการวัดและ
ช่วยในการแสดงค่าปรมิ าณไฟฟ้าท่ถี กู ตอ้ งออกมา
24
เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรทราบ ได้แก่ (ก) มัลตมิ ิเตอรช์ นิดแอนะลอก
มัลตมิ เิ ตอร์ (Multimeter) ซงึ่ ถือได้วา่ เปน็ เครอ่ื งมอื วดั
ไฟฟ้าที่จำเป็นต่อช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ และ (ข) มัลตมิ ิเตอรช์ นดิ ดิจิตอล
ช่างที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับปริมาณไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่ง รปู ท่ี 2.1 มลั ติมิเตอรแ์ ตล่ ะชนดิ
สามารถวดั ปรมิ าณไฟฟ้าไดห้ ลายชนิด มรี าคาถูก เล็ก
กะทัดรัด พกพาไปได้สะดวก มัลติมิเตอร์ที่ผลิตมาใช้
งานแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ มัลติมิเตอร์ชนิด
แอนะลอก (Analog Multimeter) เปน็ มลั ตมิ ิเตอร์ท่ีการ
แสดงค่าปริมาณไฟฟ้าใช้เข็มชี้บ่ายเบนชี้ค่าปริมาณ
ไฟฟ้าที่วัดได้ออกมา และมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล
(Digital Multimeter) เป็นมัลติมิเตอร์ที่การแสดงค่า
ปริมาณไฟฟ้า ใช้แสดงค่าด้วยตัวเลขบอกค่าปริมาณ
ไฟฟ้าท่ีวัดได้ออกมา รูปรา่ งลักษณะ มลั ติมิเตอร์แต่ละ
ชนิด แสดงดงั รูปท่ี 2.1
มัลติมิเตอร์เป็นมิเตอร์ที่สามารถนำไปใช้วัด
ปริมาณไฟฟ้าได้หลายชนิด การใช้งานจำเป็นต้องตอ่
ขว้ั วดั และปรับแตง่ คา่ ใหถ้ กู ตอ้ งก่อนนำไปใช้งาน
2.2 มลั ติมเิ ตอร์ชนิดแอนะลอก
มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก หรือมัลติมิเตอร์ชนิดเข็มชี้ เป็นมัลติมิเตอร์พื้นฐานที่ถูกนำมา ใช้งาน
ยาวนานหลายสิบปีแล้ว จนถงึ ปัจจุบนั กย็ งั เป็นทน่ี ยิ มใช้งานอยู่ เพราะด้วยคุณสมบัติที่ดีหลายประการของมัล
ติมิเตอร์ชนิดนี้ ที่พิเศษคือ สามารถวัดตรวจสอบดี เสีย ชนิด และขา ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หลาย
ประเภท การจะนำมัลตมิ ิเตอร์ชนดิ แอนะลอกไปใชง้ าน จำเป็นตอ้ งศึกษาทำความเขา้ ใจในสว่ นประกอบ และ
รายละเอียดต่าง ๆ ของมัลติมิเตอร์ชนิดนี้ก่อนการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง เกิด
ความปลอดภยั ในการใชง้ าน ลกั ษณะรปู ร่างและสว่ นประกอบของมลั ติมเิ ตอรช์ นดิ แอนะลอกแบบหนึง่ แสดง
ดงั รปู ท่ี 2.2
มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกตามรูปที่ 2.2
เป็นมัลติมเิ ตอร์แบบหนึง่ ทม่ี ีขายทวั่ ไป มีราคาถูก
ใช้งานได้ดี ส่วนประกอบต่าง ๆ ไม่แตกต่างไป
จากมัลติมิเตอร์แอนะลอกแบบอื่น ตัวเลขท่ีช้ี
แสดงไว้ บอกชื่อของส่วนประกอบ หน้าที่การ 2 25
ทำงาน และการใช้งาน มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 3
1
หมายเลข 1 เป็นหน้าปัดแสดงสเกล 4
บอกคา่ ต่าง ๆ ของปริมาณไฟฟา้ ท่ีวดั ได้ 6 5
7 8
หมายเลข 2 เป็นไดโอดเปล่งแสง (LED) 9
จะเปล่งแสงสว่างออกมา แสดงถึงการต่อวงจร
(Continuity) เมอื่ ต้งั ย่านวัดโอห์ม (Ω) ทยี่ ่าน x1
ในขณะช็อตปลายสายวัดเข้าด้วยกนั
หมายเลข 3 เปน็ เข็มช้ขี องมเิ ตอร์
รูปที่ 2.2 สว่ นประกอบมัลตมิ เิ ตอร์ชนิด
แอนะลอก
หมายเลข 4 เปน็ สกรูใช้ปรับแต่งใหเ้ ขม็ ช้ีในสภาวะมิเตอร์ไมท่ ำงาน ชที้ ี่ตำแหนง่ ซา้ ยมือสุดของสเกล
พอดี (ท่ี , 0 V, 0 A) ช่วยใหม้ เิ ตอร์อย่ใู นสภาวะพร้อมใชง้ าน และขณะใช้งานจะแสดงคา่ ท่ีวัดได้ออกมามี
ค่าถกู ต้อง
หมายเลข 5 เปน็ ปมุ่ ปรบั ให้เข็มช้ีของมิเตอร์ชที้ ี่ตำแหนง่ ศูนย์โอห์มพอดี (0 Ω.ADJ) ใช้ร่วมกับการต้ัง
ย่านวัดโอหม์ (Ω) โดยขณะท่ีชอ็ ตปลายสายวดั มิเตอรเ์ ขา้ ดว้ ยกัน เข็มมเิ ตอร์จะ ต้องบ่ายเบนไปทางขวามือ
ชท้ี ต่ี ำแหน่ง 0 Ω พอดี ถา้ เข็มชไ้ี มอ่ ยู่ท่ตี ำแหนง่ 0 Ω พอดีต้องปรับปุม่ นช้ี ่วย เพื่อทำใหก้ ารวัดความต้านทาน
มคี า่ ถกู ต้อง
หมายเลข 6 เปน็ ข้ัวต่อเอาตพ์ ุต (OUTPUT) ใชส้ ำหรบั วัดความดงั ของเสียงจากเคร่ืองขยายเสียง
หรือเครือ่ งรบั วทิ ยุ วัดออกมาเปน็ หนว่ ยเดซเิ บล (dB) ใช้งานรว่ มกบั ขวั้ หมายเลข 9
หมายเลข 7 เปน็ สวิตชป์ รับเลอื กย่านวดั ค่าปริมาณไฟฟ้าทเ่ี หมาะสม สามารถปรบั หมนุ ได้รอบตวั
หมายเลข 8 เปน็ ขวั้ ต่อสายวดั มเิ ตอรข์ ั้วบวก (+) ใช้สำหรบั ต่อสายวัดสแี ดง
หมายเลข 9 เปน็ ขั้วตอ่ สายวัดมิเตอรข์ วั้ ลบ (-COM) ใช้สำหรบั ต่อสายวัดสดี ำ
2.3 สเกลหน้าปัดมัลตมิ ิเตอรช์ นิดแอนะลอก
สเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก หรือชนิดเข็มชี้ จะมีสเกลแสดงค่าปริมาณไฟฟ้าหลาย
ชนิด ปริมาณไฟฟ้าแต่ละชนิดแสดงค่าออกมาแตกต่างกัน ทำให้สเกลที่กำหนดไว้ที่หน้าปัดแต่ละสเกลมี
ความแตกตา่ งกัน ถกู แยกออกเป็นสเกลหลายช่องหลายแถว แตล่ ะช่องแต่ละแถวใชแ้ สดงปรมิ าณไฟฟ้าแต่ละ
26
ชนิดโดยเฉพาะ การใช้งานและการอ่านค่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพื่อการใช้งานมีความถูกต้อง
ลกั ษณะสเกลหนา้ ปดั ของมัลตมิ ิเตอร์ชนิดแอนะลอก แสดงดงั รูปที่ 2.3
สเกลหน้าปัดมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ตามรูปที่ 2.3 แสดงสเกลค่าปริมาณไฟฟ้าแต่ละชนิด
ของมัลตมิ เิ ตอรแ์ บบหนง่ึ ถูกกำกบั ไวด้ ว้ ยหมายเลข เพ่อื บอกช่ือปรมิ าณไฟฟา้ แต่ละส่วนอธิบายรายละเอียด
ไดด้ งั น้ี
หมายเลข 1 คือสเกลโอห์ม
() ใช้สำหรับอ่านค่าความต้านทานที่
วัดได้ออกมา เมื่อตั้งย่านวัดความ 1 8
2
ตา้ นทานหรอื ยา่ น 3 5
หมายเลข 2 คือสเกลแรงดัน 4 6
7
ไฟตรง กระแสไฟตรง และแรงดันไฟ
สลบั (DCV, A & ACV) ใช้สำหรับอ่านค่า
แรงดนั ไฟตรง เม่ือตัง้ ย่านวดั แรงดนั รปู ท่ี 2.3 สเกลหนา้ ปดั มัลตมิ ิเตอร์ชนดิ แอนะลอก
ไฟตรง (DCV) ใช้สำหรับอ่านค่ากระแสไฟตรง เมื่อตั้งย่านวัดกระแสไฟตรง (DCmA) และใช้สำหรับอ่านค่า
แรงดันไฟสลับ เมอื่ ตัง้ ย่านวดั แรงดนั ไฟสลับ (ACV)
หมายเลข 3 คือสเกลแรงดันไฟสลับเฉพาะย่าน 10 โวลต์ (AC 10 V) ใช้สำหรับอ่านค่าแรงดันไฟ
สลบั เมอื่ ตงั้ ย่านวดั ท่ี 10 ACV
หมายเลข 4 คือสเกลค่าอัตราขยายกระแสไฟตรงของตัวทรานซิสเตอร์ (hFE) ใช้สำหรับอ่านค่า
อัตราขยายกระแสไฟตรงของตัวทรานซิสเตอร์เมื่อตัง้ ยา่ นวดั โอห์ม () ที่ตำแหน่ง x10 (hFE)
หมายเลข 5 คอื สเกลคา่ กระแสร่วั ไหล (Leakage Current) ของตัวทรานซิสเตอร์ (ICEO) ใช้สำหรับ
อ่านค่ากระแสร่ัวไหลของตัวทรานซสิ เตอร์ที่ขาคอลเลกเตอร์ (C) และขาอิมิตเตอร์ (E) เมื่อขาเบส (B) เปิด
ลอย ขณะตั้งย่านวัดโอห์ม () ที่ x1 (150 mA), x10 (15 mA), x100 (1.5 mA) และ x1k (150 A)
นอกจากนั้นยังใช้แสดงค่ากระแสภาระ (Load Current) ในการวัดไดโอด (LI) ใช้สำหรับอ่านกระแสภาระท่ี
ไหลผ่านไดโอด เมอ่ื วดั ดว้ ยย่านวดั โอหม์ ()
หมายเลข 6 คอื สเกลคา่ แรงดันภาระ (Load Voltage) ในการวดั ไดโอด (LV) ใชส้ ำหรับอา่ นแรงดัน
ภาระท่ีตกคร่อมไดโอด เม่อื วัดด้วยยา่ นวัดโอหม์ () เปน็ การวัดคา่ ในเวลาเดียวกับการวดั LI
หมายเลข 7 คือสเกลค่าความดังของสัญญาณเสียง บอกค่าการวัดออกมาเป็นเดซิเบล (dB) ใช้
สำหรับอา่ นคา่ ความดังของสัญญาณเสียง เม่ือต้ังย่านวัดท่แี รงดนั ไฟสลับ (ACV)
หมายเลข 8 คือกระจกเงา ใช้สะท้อนเขม็ ชี้ เพ่ือชว่ ยใหก้ ารอ่านปริมาณไฟฟ้าค่าต่าง ๆ มีความถูก
ตอ้ งท่สี ดุ โดยขณะอ่านค่าต้องให้ตำแหน่งเขม็ ชจ้ี รงิ และเข็มช้ีในกระจกเงาซ้อนทับกันพอดี
27
2.4 การใชง้ านมัลตมิ เิ ตอร์ชนดิ แอนะลอก
มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก สามารถใช้วัดหาปริมาณไฟฟ้าค่าต่าง ๆ ได้หลายชนิด เช่น แรงดันไฟ
ตรง (DCV) แรงดันไฟสลับ (ACV) กระแสไฟตรง (DCmA) และความต้านทาน () เป็นต้น สิ่งสำคัญใน
การใช้งานของมัลติมิเตอร์ชนิดนี้ อยู่ท่ีค่าที่อ่านออกมาได้จากการบ่ายเบนไปของเข็มชี้ ถูกแสดงค่าออกมา
เป็นสเกลที่แบ่งไว้ การอ่านค่าที่ถูกต้องของคา่ ที่เข็มชี้ชีบ้ อกไว้จำเป็นต้องใช้คา่ การแบ่งออกเป็นอัตราส่วน
จากคา่ ตัวเลขที่บอกไว้ในตำแหนง่ ใกล้เคียงทง้ั ด้าน ซา้ ยและดา้ นขวาของเข็มช้ี อัตราส่วนท่ีแบ่งออกมีความ
แตกต่างกนั ไปในแต่ละสเกลและแต่ละค่า ซงึ่ สิง่ นี้เองเป็นผลทำให้การอ่านค่าเกิดความผดิ พลาดได้ง่าย การจะ
นำมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกไปใช้งาน จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจการใช้งานและการอ่านค่าให้ถูกต้อง
เสียกอ่ น
2.4.1 การวัดแรงดนั ไฟตรง (DCV)
การวัดแรงดันไฟตรง โดยปรับสวติ ช์เลอื กยา่ นวัดไปที่ DCV มลั ตมิ เิ ตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่น
มาตรฐาน จะมยี ่านวัดแรงดนั ไฟตรงท้ังหมด 7 ยา่ นวัดเตม็ สเกล คอื ย่าน 0.1 V, 0.5 V, 2.5 V, 10 V, 50
V, 250 V และ 1,000 V การตงั้ ย่านวดั ที่ DCV แสดงดังรปู ท่ี 2.4 การอา่ นค่าแรงดันไฟตรง อ่านท่ีหน้าปัด
รูปที่ 2.3 หมายเลข 2 สเกล DCV, A & ACV ขัน้ ตอนการวัดค่าปฏิบัติดังน้ี
-+
รูปที่ 2.4 ยา่ นวัดแรงดนั ไฟตรง (DCV) รูปท่ี 2.5 การตอ่ มัลตมิ ิเตอร์วัดแรงดันไฟตรง (DCV)
1. เสียบสายวดั สแี ดงเข้าที่ขั้วตอ่ ขว้ั บวก (+) เสียบสายวดั สีดำเข้าท่ีขว้ั ต่อขว้ั ลบ (-COM) ของมิเตอร์
นำสายวดั ทงั้ สองเส้นไปวัดคา่ แรงดนั ไฟตรงที่ตอ้ งการ
2. ปรบั สวติ ช์เลือกย่านวัด DCV ไปย่านท่ีเหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดนั ไฟตรงที่ต้อง การวัด ให้
ปรับตั้งย่านวดั ไปท่ีย่านสูงสดุ ไว้กอ่ นทีย่ ่าน 1,000 V
3. การวัดแรงดันไฟตรง ตอ้ งนำมิเตอรไ์ ปต่อวัดแบบขนานกบั วงจร (ต่อคร่อมอุปกรณ)์ และขณะวัด
ต้องคำนึง ถึงขว้ั ของมเิ ตอร์ให้ตรงกับขวั้ ของแรงดันท่วี ัด โดยยึดหลกั ดังน้ี ใกลบ้ วกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัด
ด้วยข้ัวบวก (+) ของมเิ ตอร์ ใกล้ลบแหลง่ จ่ายแรงดัน ต่อวัดดว้ ยขั้วลบ (–) ของมเิ ตอร์ การต่อมัลติมิเตอร์วัด
แรงดนั ไฟตรง แสดงดงั รปู ท่ี 2.5
28
4. การตง้ั ย่านวัด การใช้สเกล และการอา่ นค่า แสดงได้ตามตารางท่ี 2.1
ตารางท่ี 2.1 การต้ังยา่ นวดั การใชส้ เกล และการอา่ นค่า แรงดันไฟตรง (DCV)
ยา่ นตง้ั วดั สเกลใชอ้ า่ น การอ่านค่า ค่าที่วดั ได้ หมายเหตุ
0.1 V 0 – 10 ใช้ 0.01 คณู ค่าท่ีอ่านได้ 0 – 0.1 V ใชส้ เกลสีดำใต้
0.5 V 0 – 50 ใช้ 0.01 คณู ค่าทอ่ี า่ นได้ 0 – 0.5 V กระจกเงา 3 ยา่ น
2.5 V 0 – 250 ใช้ 0.01 คณู ค่าทอ่ี ่านได้ 0 – 2.5 V คอื 0 – 10,
10 V 0 – 10 0 – 10 V
50 V 0 – 50 อา่ นโดยตรง 0 – 50 V 0 – 50
250 V 0 – 250 อา่ นโดยตรง 0 – 250 V และ 0 – 250
0 – 10 อ่านโดยตรง 0 – 1,000 V
1,000 V ใช้ 100 คูณค่าท่อี ่านได้
ตัวอยา่ งที่ 2.1 ต้งั ยา่ นมัลติมเิ ตอร์ไว้ที่ DCV เพือ่ วัดแรงดันไฟตรง เข็มชี้มเิ ตอร์ชี้ค่าออกมาตามรปู ที่ 2.6 จง
อ่านคา่ แรงดนั ไฟตรงทุกย่านวัดบนสเกลหน้าปดั
วธิ ที ำ รูปท่ี 2.6 เข็มช้ีแสดงค่าย่านวดั แรงดันไฟตรง
อา่ นคา่ แตล่ ะย่านวัดเตม็ สเกล (สเกลสีดำใต้กระจกเงา (DCV) ใช้ในตวั อยา่ งที่ 2.1
DCV)
ย่าน 0 – 10 V อ่านได้ = 6.4 V
ย่าน 0 – 50 V อา่ นได้ = 32 V
ย่าน 0 – 250 V อ่านได้ = 160 V
ตอบ
2.4.2 การวัดแรงดนั ไฟสลบั (ACV)
การวัดแรงดันไฟสลบั โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวดั ไปที่ ACV มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก
รุ่นมาตรฐาน จะมีย่านวัดแรงดันไฟสลับทั้งหมด 4 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 10 V, 50 V, 250 V และ
1,000 V การตั้งย่านวัดที่ ACV แสดงดังรูปที่ 2.7 การอ่านค่าแรงดันไฟสลับ อ่านที่หน้าปัดรูปที่ 2.3
หมายเลข 2 สเกล DCV, A & ACV และหมายเลข 3 สเกล AC 10 V ข้นั ตอนการวดั ค่าปฏิบัติดงั น้ี
29
รปู ที่ 2.7 ย่านวัดแรงดนั ไฟสลับ รปู ที่ 2.8 การตอ่ มลั ตมิ ิเตอร์วดั แรงดนั ไฟสลับ (ACV)
(ACV)
1. เสยี บสายวดั สแี ดงเข้าที่ขั้วตอ่ ขว้ั บวก (+) เสียบสายวดั สีดำเข้าท่ีขัว้ ตอ่ ข้ัวลบ (-COM) ของมิเตอร์
นำสายวดั ทั้งสองเสน้ ไปวดั ค่าแรงดนั ไฟสลบั
2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัด ACV ไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟสลับที่จะวัด ให้ต้ัง
ย่านวัดไปท่ีย่านสูงสุดไวก้ อ่ นท่ี 1,000 V
3. การวดั แรงดันไฟสลับ ต้องนำมิเตอรไ์ ปต่อวัดแบบขนานกับวงจร (ต่อครอ่ มอปุ กรณ)์ และขณะวดั
ไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งคำนึงถงึ ข้วั ของมิเตอร์ สามารถวัดสลบั ขวั้ ได้ การตอ่ มัลตมิ ิเตอรว์ ัดแรงดนั ไฟสลับ แสดงดงั รูป
ที่ 2.8
4. ก่อนต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับค่าสูง ควรตัดไฟของวงจรที่จะวัดออกก่อน เมื่อต่อมัลติ
มเิ ตอรเ์ ข้าวงจรเรียบรอ้ ยแล้ว จึงจา่ ยไฟเข้าวงจรทีต่ ้องการวัด
5. อยา่ จับสายวัดหรอื ตวั มัลตมิ ิเตอร์ขณะวัดแรงดันไฟสลบั ค่าสงู เมอ่ื วดั เสร็จเรียบร้อยควรตัดไฟที่
ทำการวัดเสยี ก่อน จงึ ปลดสายวดั ของมลั ตมิ เิ ตอร์ออกจากวงจร
6. การตง้ั ย่านวดั การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางท่ี 2.2
ตารางที่ 2.2 การต้ังยา่ นวัด การใชส้ เกล และการอา่ นค่าแรงดนั ไฟสลับ (ACV)
ยา่ นตง้ั วดั สเกลใชอ้ ่าน การอา่ นคา่ ค่าท่วี ดั ได้ หมายเหตุ
10 V 0 – 10 อ่านโดยตรง
50 V 0 – 50 อา่ นโดยตรง 0 – 10 V ใช้สเกล AC 10 V
250 V 0 – 250 อา่ นโดยตรง
0 – 10 ใช้ 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 50 V ใชส้ เกลสีดำใต้กระจก
1,000 V
0 – 250 V เงา 3 ย่าน คอื 0 – 10,
0 – 1,000 V 0 – 50 และ 0 – 250
ตวั อยา่ งท่ี 2.2 ตงั้ ย่านมลั ติมิเตอรไ์ วท้ ่ี ACV เพอื่ วดั แรงดันไฟสลับ เข็มชมี้ เิ ตอร์ชคี้ า่ ออกมาตามรูปที่ 2.9 จง
อา่ นคา่ แรงดันไฟสลบั ทกุ ยา่ นวดั บนสเกลหน้าปดั
30
วธิ ที ำ
อา่ นค่าแต่ละย่านวัดเตม็ สเกล (สเกลสีดำใต้กระจกเงา
ACV และสเกลสีแดง AC 10 V ด้านลา่ ง )
ยา่ น 0 – 10 V อ่านได้ = 3.6 V
ยา่ น 0 – 50 V อา่ นได้ = 18 V
ยา่ น 0 – 250 V อ่านได้ = 90 V รูปท่ี 2.9 เข็มชี้แสดงค่าย่านวดั แรงดนั ไฟสลับ
ย่าน AC 10 V อา่ นได้ = 3.8 V (ACV) ใชใ้ นตวั อยา่ งที่ 2.2
ตอบ
2.4.3 การวัดกระแสไฟตรง (DCmA)
การวัดกระแสไฟตรง โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวดั ไปที่ DCmA มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก
รุ่นมาตรฐาน จะมีย่านวัดกระแสไฟตรงทั้งหมด 4 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 50 A, 2.5 mA, 25 mA
และ 250 mA (0.25 A) การตั้งย่านวัดที่ DCmA แสดงดังรูปที่ 2.10 การอ่านค่ากระแสไฟตรง อ่านท่ี
หนา้ ปดั รปู ที่ 2.3 หมายเลข 2 สเกล DCV, A & ACV ขัน้ ตอนการวัดคา่ ปฏบิ ัติดงั น้ี
-+
รูปที่ 2.10 ย่านวดั กระแสไฟตรง รูปท่ี 2.11 การตอ่ มัลตมิ เิ ตอรว์ ดั กระแสไฟตรง (DCmA)
1. เสียบสายวัดสแี ดงเข้าทข่ี ั้วต่อขัว้ บวก (+) เสียบสายวัดสดี ำเขา้ ที่ขวั้ ต่อขัว้ ลบ (-COM) ของมิเตอร์
นำสายวดั ทั้งสองเสน้ ไปวัดค่ากระแสไฟตรง
2. ปรับสวิตชเ์ ลอื กย่านวัด DCmA ไปยา่ นทเ่ี หมาะสม หากไมท่ ราบคา่ กระแสไฟตรงทจ่ี ะวัด ให้ต้ัง
ยา่ นวดั ไปทีย่ ่านสูงสุดไว้กอ่ นท่ี 250 mA
3. การวดั กระแสไฟตรง ต้องนำมเิ ตอรไ์ ปตอ่ อนกุ รมกบั วงจร (ตดั วงจรออกนำมเิ ตอร์เขา้ ไปต่อร่วม
เปน็ สว่ นหนึ่งของวงจร) และขณะต่อวัดต้องคำนึงถงึ ขั้วของมิเตอร์ให้ตรงกับขว้ั ของแรงดนั แหลง่ จ่าย โดยยึด
หลักดังน้ี ใกล้บวกแหล่งจา่ ยแรงดันต่อวดั ด้วยขัว้ บวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วย
ขว้ั ลบ (–) ของมิเตอร์ การต่อมลั ติมิเตอร์วดั กระแสไฟตรง แสดงดังรูปท่ี 2.11
4. ย่านวัดกระแสไฟตรง 50 A เป็นย่านเดียวกับย่านวัดแรงดันไฟตรง 0.1 V ในย่านนี้ทำหน้าที่
เปน็ ท้งั มิเตอร์วดั แรงดันไฟตรงเตม็ สเกล 0.1 V และเป็นมิเตอร์วัดกระแสไฟตรงเตม็ สเกล 50 A
31
5. การตัง้ ย่านวัด การใชส้ เกล และการอา่ นค่า แสดงได้ตามตารางท่ี 2.3
ตารางท่ี 2.3 การต้งั ย่านวัด การใชส้ เกล และการอ่านค่ากระแสไฟตรง (DCmA)
ย่านตง้ั วัด สเกลใชอ้ า่ น การอา่ นคา่ คา่ ทว่ี ัดได้ หมายเหตุ
50 A 0 – 50 อ่านโดยตรงในหน่วย A
2.5 mA 0 – 250 ใช้ 0.01 คูณค่าท่ีอา่ นไดใ้ นหนว่ ย mA 0 – 50 A ใชส้ เกลสีดำใต้
25 mA 0 – 250 ใช้ 0.1 คูณค่าทีอ่ า่ นได้ในหน่วย mA 0 – 2.5 mA กระจกเงา 3
0 – 25 mA ย่าน คือ 0 –
0.25 A 0 – 250 อ่านโดยตรงในหนว่ ย mA
10, 0 – 50
0 – 250 mA และ 0 –
250
ตัวอย่างที่ 2.3 ตั้งย่านมัลติมิเตอร์ไว้ที่ DCmA เพื่อวัดกระแสไฟตรง เข็มชี้มิเตอร์ชี้ค่าออกมาตามรูปท่ี
2.12 จงอา่ นคา่ กระแสไฟตรงทกุ ย่านวดั บนสเกลหน้าปัด
วิธีทำ รปู ที่ 2.12 เขม็ ช้แี สดงคา่ ยา่ นวัดกระแสไฟตรง
อ่านค่าแต่ละย่านวดั เต็มสเกล (สเกลสีดำใต้กระจกเงา (DCmA) ใช้ในตัวอย่างที่ 2.3
DCmA ทใี่ ชม้ ี 2 ยา่ น คือ 50, 250)
ย่าน 0 – 50 mA อา่ นได้ = 46 mA
ยา่ น 0 – 250 mA อา่ นได้ = 230 mA
ตอบ
2.4.4 การวัดความตา้ นทาน ()
การวัดความตา้ นทาน โดยปรับสวิตช์เลอื กย่านวัดไปท่ี มัลติมิเตอร์ชนดิ แอนะลอก
รุ่นมาตรฐาน จะมีย่านวัดความตา้ นทานท้ังหมด 4 ถึง 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน x1, x10, x100, x1k
และ x10k (บางรุ่นไม่มีย่าน x100 และบางรุ่นไม่มีย่าน x10k ) การตั้งย่านวัดที่ แสดงดังรูปที่ 2.13
การอ่านค่าความต้านทาน อ่านทห่ี น้าปัดรปู ที่ 2.3 หมายเลข 1 สเกล ขน้ั ตอนการวดั คา่ ปฏบิ ัติดงั น้ี
32
1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+)
เสยี บสายวดั สดี ำเข้าที่ข้วั ต่อขว้ั ลบ (-COM) ของมเิ ตอร์ นำ
สายวดั ทัง้ สองเส้นไปวัดค่าความต้านทาน
2. ปรับสวิตช์เลือกไปย่านวัด ก่อนนำโอห์ม
มิเตอร์ไปใช้วัดตัวต้านทานทุกครั้ง ในทุกย่านวัดที่ตั้งวดั
โอหม์ ต้องปรบั แตง่ เข็มช้ีของมิเตอร์ให้ช้ีค่าท่ี 0 ก่อน
รูปท่ี 2.13 ย่านวัดความตา้ นทาน () เสมอ โดยช็อตปลายสายวัดทั้งสองเส้นของมิเตอร์เข้า
ด้วยกนั ปรบั แตง่ ปุ่มปรับ 0 ADJ จนเขม็ ช้ขี อง
มิเตอร์ชี้ทตี่ ำแหนง่ 0 พอดี ลกั ษณะการปรับแต่งโอห์มมิเตอรใ์ ห้พร้อมใช้งาน แสดงดังรปู ท่ี 2.14
3. นำโอห์มมเิ ตอร์ไปวดั ค่าความต้านทานได้ตามตอ้ งการอยา่ งถกู ต้อง ค่าทอี่ ่านออกมาได้จากโอห์ม
มิเตอร์ คือ ค่าความต้านทานของตัวต้านทานตัวที่วัด ลักษณะการวัดตัวต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ ชนิด
แอนะลอก แสดงดงั รปู ที่ 2.15
4. การตั้งยา่ นวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่ 2.4
0
รปู ที่ 2.14 การปรบั แตง่ โอหม์ มเิ ตอรใ์ หช้ ้ีที่ 0 รปู ที่ 2.15 การวดั ความต้านทานดว้ ยโอหม์ มเิ ตอร์
พอดี
33
ตารางที่ 2.4 การตงั้ ย่านวัด การใช้สเกล และการอา่ นคา่ ความต้านทาน ()
ย่านต้ังวัด สเกลใชอ้ ่าน การอ่านค่า ค่าท่ีวัดได้ หมายเหตุ
1 อา่ นโดยตรง 0 – 2 kΩ ใชส้ เกลสีดำ
10 ใช้ 10 คณู คา่ ที่อ่านได้ 0 – 20 kΩ เหนือกระจก
100 0 – ใช้ 100 คณู ค่าท่ีอา่ นได้ 0 – 200 kΩ เงายา่ นเดยี ว
1k อา่ นโดยตรงในหนว่ ย kΩ 0 – 2 MΩ คอื 0 –
10k ใช้ 10 คณู คา่ ทอ่ี า่ นไดใ้ นหน่วย kΩ
0 – 20 MΩ
ตัวอย่างที่ 2.4 ตั้งย่านมลั ติมิเตอร์ไวท้ ี่ เพื่อวัดความตา้ นทาน เข็มชี้มิเตอร์ชี้ค่าออกมาตามรปู ที่ 2.16
จงอ่านความต้านทานทแ่ี สดงบนสเกลหนา้ ปัดทุกหมายเลขเขม็ ช้ี
วิธีทำ 3 2
อา่ นค่าทกุ หมายเลขเข็มชี้ (สเกลสดี ำเหนอื 4 1
กระจกเงา )
รปู ที่ 2.16 เขม็ ช้ีแสดงคา่ ย่านวดั ความตา้ นทาน
หมายเลข 1 อา่ นได้ = 1.4 () ใชใ้ นตวั อย่างท่ี 2.4
หมายเลข 2 อ่านได้ = 8.5
หมายเลข 3 อ่านได้ = 42
หมายเลข 4 อ่านได้ = 180
ตอบ
2.5 มลั ติมิเตอร์ชนดิ ดิจิตอล
มัลตมิ ิเตอรช์ นิดดิจิตอล สามารถใชว้ ัดหาปริมาณไฟฟ้าค่าต่าง ๆ ได้หลายชนดิ เช่นเดียวกับ มัลตมิ ิเตอร์
ชนิดแอนะลอก เช่น แรงดันไฟตรง (DCV) แรงดันไฟสลับ (ACV) กระแสไฟตรง (DCmA) และความ
ตา้ นทาน () เปน็ ตน้ สงิ่ สำคัญในการใช้งานของมัลตมิ ิเตอรช์ นดิ นี้ อยทู่ ่ีการแสดงค่าออกมาเปน็ ตัวเลขอ่าน
ค่าไดโ้ ดยตรง อ่านได้รวดเรว็ มคี วามถูกต้อง เทย่ี งตรง เกิดความสะดวก การจะนำมลั ติมิเตอร์ชนดิ ดจิ ิตอลไปใช้
งาน จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในส่วนประกอบ และรายละเอยี ดตา่ ง ๆ ก่อนการใช้งาน เพื่อทำให้ผู้ใช้
สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง เกิดความปลอดภัย ทั้งตัวมัลติมิเตอร์และตัวผู้ใช้งาน รูปร่างและ
สว่ นประกอบของมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล แสดงดงั รปู ที่ 2.17
34
มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลตามรูปที่ 2.17
เป็นมัลติมิเตอร์แบบหน่ึงที่มีขายท่ัวไป มีราคาถูก 1 9
ส่วนประกอบไม่แตกต่างไปจากมัลติมิเตอร์ชนิด 7
ดจิ ติ อลแบบอื่น ๆ มากนัก (บางรุน่ มีขัว้ วดั ปริมาณ 10
ไฟฟ้าอน่ื ๆ ได้เพม่ิ ขึน้ ) ตัวเลขที่ชี้แสดงไว้ บอกชื่อ 8 12
ของส่วนประกอบ หน้าที่การทำงาน และการใช้ 2 13
งาน มรี ายละเอยี ดดังนี้ 11 4
3 5
หมายเลข 1 เป็นหน้าปัดแสดงผลการวัด 6
ค่าปรมิ าณไฟฟ้า แสดงเปน็ ตัวเลขจำนวน 3 1/2 14
หลักและตวั อักษร จอเป็นครสิ ตอลเหลว (LCD)
หมายเลข 2 เป็นสวิตช์เลือกค่าปริมาณ
ไฟฟ้าทต่ี ้องการวดั ปรับหมนุ ไปซา้ ยหรือขวาได้
รูปท่ี 2.17 ส่วนประกอบมลั ติมิเตอร์ชนดิ ดจิ ิตอล
อยา่ งอสิ ระ
หมายเลข 3 เป็นขั้วเสียบไว้สำหรับวัดตัวทรานซิสเตอร์ เพื่อหาค่าอัตราขยายกระแส (hFE) ของตัว
ทรานซสิ เตอร์ ใช้ทำงานร่วมกับตำแหนง่ หมายเลข 13 ย่าน hFE
หมายเลข 4 เป็นขั้วต่อสายวัดมิเตอร์สีแดง เพื่อใช้วัดค่ากระแสไฟตรงค่าสูง (10A ) วัดค่าได้
สูงสดุ 10 A ใชท้ ำงานร่วมกับข้วั ตอ่ หมายเลข 6 และตำแหนง่ หมายเลข 12 ย่าน 10 A
หมายเลข 5 เป็นขั้วต่อสายวัดมิเตอร์สีแดง เพื่อใช้วัดค่าแรงดันไฟตรง (DCV) แรงดัน ไฟสลับ
(ACV) กระแสไฟตรงค่าต่ำ (DCmA) และความตา้ นทาน () ใชท้ ำงานรว่ มกับขัว้ ต่อหมายเลข 6
หมายเลข 6 เป็นข้ัวต่อสายวดั มิเตอร์สีดำ (COM) เป็นขว้ั ตอ่ สายวัดขว้ั รว่ ม ใช้ร่วมกบั ขั้วหมายเลข 4
และขัว้ หมายเลข 5 ใช้วดั คา่ ปริมาณไฟฟา้ ต่าง ๆ
หมายเลข 7 เป็นตำแหน่งเลือกการปิดสวิตช์หยุดใช้งานมิเตอร์ (OFF) เพื่อหยุดการจ่าย ไฟให้
มิเตอร์ เป็นการหยุดทำงานของมิเตอร์
หมายเลข 8 เปน็ ตำแหนง่ เลอื กการทำงานเป็นโวลตม์ ิเตอรไ์ ฟตรง (V ) วัดแรงดันไฟตรงได้สูงสุด
1,000 V
หมายเลข 9 เปน็ ตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นโวลต์มิเตอรไ์ ฟสลับ (V~) วดั แรงดันไฟสลับได้สูงสุด
750 V
หมายเลข 10 เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นแอมมิเตอร์ไฟตรง (A ) วัดกระแสไฟ ตรงได้
สูงสดุ 200 mA
หมายเลข 11 เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นโอห์มมิเตอร์ () วัดความต้านทานได้สูงสุด
2,000 k
35
หมายเลข 12 เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นแอมมิเตอร์ไฟตรงค่าสงู (10A) วัดกระแสไฟตรงไดส้ ูงสุด 10
A
หมายเลข 13 เป็นตำแหน่งเลือกใช้มิเตอร์ทำงานเป็นเครื่องวัดอัตราขยายกระแส (hFE) ของตัว
ทรานซิสเตอร์ ใชท้ ำงานรว่ มกบั ตำแหน่งหมายเลข 3
หมายเลข 14 เป็นตำแหน่งเลือกใชม้ เิ ตอรท์ ำงานเปน็ เครื่องวัดตวั ไดโอด
2.6 การใชง้ านมัลตมิ เิ ตอรช์ นดิ ดิจิตอล
การนำมัลติมิเตอร์ชนดิ ดิจติ อลไปใชง้ าน ใชไ้ ดเ้ ช่นเดียวกับมลั ตมิ ิเตอร์ชนดิ แอนะลอก เมื่อต้องการ
วัดปริมาณไฟฟ้าชนิดใด กป็ รบั สวติ ช์เลอื กยา่ นวดั หมายเลข 2 ของรปู ที่ 2.17 ไปยา่ นปรมิ าณไฟฟ้าที่ต้องการวัด
ถ้าไม่ทราบค่าปริมาณไฟฟ้านั้นให้ตั้งค่าที่ย่านวัดสูงสุดไว้ก่อน และค่อย ๆ ปรับต่ำลงมาในย่านที่เหมาะสม
มลั ตมิ ิเตอร์ชนิดดิจิตอลจะแสดงค่าปรมิ าณไฟฟ้าออกมาเป็นตวั เลขอ่านคา่ ได้ทนั ที การจะนำมัลติมิเตอร์ชนิด
ดจิ ติ อลไปใชง้ าน จำเป็นต้องศกึ ษาทำความเขา้ ใจการใช้งานและการอ่านค่าใหถ้ ูกต้องเสียก่อน การวัดปริมาณ
ไฟฟา้ ชนดิ ตา่ ง ๆ ทำได้ดงั น้ี
2.6.1 การวัดแรงดันไฟตรง (DCV)
การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่
แรงดันไฟตรง (V ) มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลรุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 2.17 มีย่านวัดแรงดันไฟตรงทั้งหมด 5
ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200 mV, 2,000 mV, 20 V, 200 V และ 1,000 V ตัวเลขที่แสดงให้เห็นบน
หน้าปัดขณะวดั ค่า คอื คา่ แรงดันไฟตรงที่วดั ได้ การต่อวดั คา่ โดยยึดหลกั ดังน้ี ใกล้บวกแหล่งจ่ายแรงดนั ต่อ
วดั ดว้ ยขัว้ บวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่ายแรงดนั ตอ่ วดั ดว้ ยขว้ั ลบ (–) ของมิเตอร์ กรณีท่ีวัดค่าแล้ว
เกิดเคร่อื งหมายลบ (–) แสดงอยูด่ ้านหนา้ ตัวเลขท่ีบอกค่าไว้ บอกให้ทราบว่าการต่อสายวัดแรงดันไฟตรงผิด
ขั้ว ให้สลับขั้วสายวัดใหม่ การตั้งย่านวัดและการต่อมลั ติมิเตอร์ชนดิ ดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรง แสดงดังรูปที่
2.18
-+
36
รปู ที่ 2.18 การตอ่ มลั ติมเิ ตอร์ชนดิ ดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรง
2.6.2 การวัดแรงดันไฟสลบั (ACV)
การวัดแรงดันไฟสลับด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่โวลต์
มเิ ตอรไ์ ฟสลับ (V~) มลั ติมิเตอร์ชนิดดจิ ิตอลรนุ่ ทใ่ี ชง้ านตามรปู ท่ี 2.17 มยี ่านวัดแรงดนั ไฟสลับท้ังหมด 2 ยา่ น
วดั เต็มสเกล คือ ย่าน 200 V และ 750 V ขณะวัดคา่ มิเตอร์จะแสดงคา่ ทว่ี ัดได้ออกมา การวัดแรงดันไฟสลับ
ไม่จำเป็นต้องคำนงึ ถึงข้ัววดั ของมเิ ตอร์ ใช้สลับขัว้ วัดได้ การตงั้ ยา่ นวดั และการต่อมัลตมิ ิเตอร์ชนิดตัวเลขวัด
แรงดันไฟสลบั แสดงดังรปู ที่ 2.19
รปู ท่ี 2.19 การต่อมัลตมิ เิ ตอรช์ นดิ ดจิ ิตอลวัดแรงดันไฟสลับ
2.6.3 การวดั กระแสไฟตรง (DCA)
การวัดกระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปท่ี
แอมมเิ ตอร์ไฟตรง (A ) มัลตมิ เิ ตอร์ชนดิ ดิจิตอลรุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 2.17 มีทั้งหมด 5 ยา่ นวัดเต็มสเกล คือ
ย่าน 200 A, 2,000 A, 20 mA, 200 mA และ 10 A การต่อวัดกระแสไฟตรงต้องต่อแบบอนกุ รม ตัว
เลขทแี่ สดงใหเ้ หน็ บนหนา้ ปดั ขณะวัดค่า คือค่ากระแสไฟตรงที่วัดได้ การต่อวดั ค่าโดยยึดหลักดังน้ี ใกล้บวก
แหลง่ จ่ายแรงดัน ตอ่ วัดดว้ ยขัว้ บวก (+) ของมิเตอร์ ใกลล้ บแหล่งจา่ ยแรงดนั ต่อวดั ดว้ ยข้วั ลบ (–) ของมเิ ตอร์
กรณีที่วัดค่าแล้วเกิดเครื่องหมายลบ (–) แสดงอยู่ด้านหน้าตัวเลขที่บอกค่าไว้ บอกให้ทราบว่าการต่อสายวัด
กระแสไฟตรงผิดขั้ว ให้สลับขั้วสายวัดใหม่ และเมื่อต้องการวัดกระแสไฟตรงค่าสูงเป็นแอมแปร์ตั้งที่ 10 A
เปลี่ยนตำแหน่งขั้วต่อสายวัดเส้นสแี ดง ไปเสียบที่ขว้ั ต่อหมายเลข 4 ตามรูปที่ 2.17 การต้ังย่านวัดและการ
ต่อมลั ติมิเตอร์ชนดิ ดิจิตอลวัดกระแสไฟตรง แสดงดังรูปที่ 2.20
37
-+
รูปที่ 2.20 การต่อมัลติมเิ ตอร์ชนดิ ดิจิตอลวัดกระแสไฟตรง
2.6.4 การวัดความต้านทาน ()
การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยตั้งสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่โอห์ม
มิเตอร์ () มลั ติมเิ ตอรช์ นิดดจิ ติ อลรุ่นทใี่ ช้งานตามรปู ที่ 2.17 มที ั้งหมด 5 ยา่ นวดั เต็มสเกล คือ ยา่ น 200,
2,000, 20 k, 200 k และ 2,000 k การวดั คา่ ความต้านทานด้วยโอห์มมิเตอร์ชนดิ ดิจติ อล ไมจ่ ำเปน็ ต้องชอ็ ตป
ลายสายวัดเข้าด้วยกัน เพื่อปรับแต่งความถูกต้อง สามารถนำไปวัดค่าได้เลยในทุกย่านวัด ตัวเลขที่แสดงให้
เห็นคือค่าความต้านทานที่วัดได้ การตั้งย่านวัด และการต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล วัดค่าความต้านทาน
แสดงดงั รปู ท่ี 2.21
รูปท่ี 2.21 การต่อมลั ตมิ เิ ตอร์ชนดิ ดิจิตอลวัดค่าความต้านทาน
38
2.7 บทสรุป
เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรทราบ ได้แก่ มัลติมิเตอร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องมือวัดไฟฟ้าท่ี
จำเปน็ ต่อชา่ งไฟฟ้า ช่างอิเลก็ ทรอนกิ ส์ และชา่ งท่จี ำเปน็ ตอ้ งเก่ียวข้องกับปริมาณไฟฟา้ ตา่ ง ๆ มัลติมิเตอร์
สามารถวัดปริมาณไฟฟ้าไดห้ ลายชนิด มีราคาถกู เล็กกะทัดรดั พกพาไปไดส้ ะดวก มลั ตมิ ิเตอร์ที่ผลิตมาใช้
งานแบง่ ออกได้เป็น 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ มลั ตมิ เิ ตอร์ชนดิ แอนะลอก และมลั ติมเิ ตอรช์ นิดดจิ ติ อล
การวัดปริมาณไฟฟ้าชนิดไฟตรง (DC) ไม่ว่าเป็นแรงดันหรือกระแส ขณะต่อมัลติมิเตอร์วัด
วงจรไฟฟ้าน้ัน ๆ ต้องคำนงึ ถึงขั้วของมัลติมเิ ตอร์ และข้วั แรงดันของแหลง่ จ่ายในวงจร ตอ้ งเหมือนกันโดย
ยดึ หลกั การต่อวดั ดงั นี้ ใกล้บวกต่อบวก ใกล้ลบต่อลบ จงึ สามารถวัดค่าปรมิ าณไฟฟา้ นั้น ๆ ได้ ส่วนปริมาณ
ไฟฟา้ ชนิดไฟสลบั (AC) ไม่ว่าเป็นแรงดันหรือกระแส ขณะต่อมัลติมเิ ตอรว์ ัดวงจรไฟฟ้านน้ั ๆ ไม่ต้องคำนึงถึง
ขัว้ ของมัลติมเิ ตอรแ์ ละข้ัวแรงดนั ของแหลง่ จา่ ยในวงจร
สง่ิ สำคัญท่ีต้องคำนึงถึงก่อนนำมัลติมิเตอร์ไปใช้งาน คอื การตัง้ ย่านวัดปริมาณไฟฟ้า ต้องตั้งย่านวัดให้
ถูกต้องตามชนิดของปริมาณไฟฟา้ น้นั ๆ เพราะการต้งั ย่านวัดผิดชนิดอาจมีผลทำให้ มลั ติมเิ ตอรช์ ำรดุ เสียหาย
ได้ และการตัง้ ยา่ นวัดในคา่ ทีเ่ หมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน จะช่วยให้การอ่านคา่ การวดั มคี วามถูกต้องมาก
ขนึ้ การวัดปริมาณไฟฟ้าบางชนิดต้องทำการปรับแต่งมิเตอร์ก่อนการวัดค่าเสมอ เชน่ การวัดความต้านทาน ซึ่ง
การวัดจะถูกต้องได้ ก่อนการวดั คา่ ต้องปรบั แตง่ มิเตอรก์ อ่ นการใชง้ านทุกครัง้
5. กิจกรรมการเรยี นการสอน
5.1 การนำเข้าสูบ่ ทเรียน
1. จัดเตรียมเอกสารและสื่อการสอน พร้อมกับอธิบายวิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียนเรื่อง
เครือ่ งมอื วัดไฟฟ้าอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
2. ผู้สอนแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นของหน่วยท่ี 2 เร่อื ง มัลตมิ เิ ตอร์
3. ผูส้ อนใหผ้ เู้ รียนยกตัวอย่างสว่ นประกอบของมลั ติมิเตอร์
4. ผู้สอนให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดหน่วยที่ 2 เรื่อง มัลติมิเตอร์แล้วให้นักศึกษาสลับกันตรวจ
คำตอบ และให้คะแนน
5.2 การเรยี นรู้
1. เปดิ หนังสอื เรียนวิชา งานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกสเ์ บอ้ื งต้น หนว่ ยที่ 2 เรือ่ ง มัลติมิเตอร์
2. เปดิ งานนำเสนอวชิ า งานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนิกสเ์ บ้ืองต้น หนว่ ยที่ 2 เร่อื ง มัลตมิ เิ ตอร์
3. ตอบคำถาม ข้อสงสัยของผเู้ รียนระหวา่ งเรยี น
5.3 การสรุป
1. ทบทวนความเข้าใจและสรุปเน้อื หารว่ มกับผู้เรียนในหนว่ ยท่ี 2 เรอ่ื ง มลั ตมิ เิ ตอร์
2. ผเู้ รยี นทำใบงานท่ี 2.1 , 2.2 , 2.3 แบบฝึกหัดเรยี นบทท่ี 2
39
5.4 การวดั และประเมินผล
1. ใบปฏบิ ตั งิ านที่ 2.1
2. ใบปฏิบตั งิ านท่ี 2.2
3. ใบปฏบิ ัติงานท่ี 2.3
4. ทำแบบฝึกหัดบทที่ 2
6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้
6.1 สอ่ื สิง่ พมิ พ์
1.หนงั สอื เรียนวิชา งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์เบ้ืองตน้ หนว่ ยท่ี 2 มัลตมิ ิเตอร์
6.2 ส่ือโสตทัศน์ (ถ้ามี)
1. งานนำเสนอวชิ า งานไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์เบ้อื งต้น หนว่ ยท่ี 2 มัลตมิ เิ ตอร์
7. การวดั และประเมินผล
7.1 กอ่ นเรยี น
1. เข้าเรียนตรงต่อเวลา
2. เตรียมหนังสือรายวชิ า งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนกิ สเ์ บอ้ื งตน้
7.2 ขณะเรียน
1. ใหค้ วามสนใจและตั้งใจฟงั ผู้สอนอธิบาย
2. ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมระหว่างการเรียนการสอน
7.3 หลงั เรียน
1. ใบงานหน่วยที่ 2.1 , 2.2 , 2.3
2. แบบฝกึ ปฏิบัตหิ นว่ ยท่ี 2
3. แบบฝกึ หัดหนว่ ยท่ี 2
8. กจิ กรรมเสนอแนะ/งานท่ีมอบหมาย
8.1 กจิ กรรมเสนอแนะ
40
8.2 งานทีม่ อบหมาย
แบบฝกึ หดั บทที่ 2
เครื่องมือวัดไฟฟา้ เบื้องตน้
วัตถปุ ระสงค์ เพอื่ ประเมนิ ความรู้เดมิ ของนกั ศึกษาเกีย่ วกับเรอ่ื ง เคร่อื งมือวัดไฟฟ้าเบอ้ื งตน้
เขยี นเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในขอ้ ท่ถี กู ต้องทีส่ ุด
1. มัลติมเิ ตอร์คือมเิ ตอร์อะไร
ก. มเิ ตอรว์ ัดแรงดนั กระแส และความต้านทานได้ในตัวเดยี ว
ข. มเิ ตอร์ที่สรา้ งข้นึ มาเพื่ออำนวยความสะดวกในการใชง้ าน
ค. มิเตอร์วดั ปรมิ าณไฟฟ้าไดห้ ลายชนดิ
ง. ถกู ทกุ ข้อ
2. มัลตมิ เิ ตอรท์ ส่ี รา้ งมาใช้งาน ไมส่ ามารถวดั ปรมิ าณไฟฟ้าอะไรได้
ก. กระแส ข. แรงดนั
ค. กำลังไฟฟา้ ง. ความต้านทาน
3. นำมลั ตมิ ิเตอรไ์ ปวัดค่าแรงดนั ของแบตเตอรีร่ ถยนต์ตอ้ งต้ังมเิ ตอร์ยา่ นใด
ก. DCmA ข. DCV
ค. ACV ง.
4. การวดั ปริมาณไฟฟ้าทต่ี อ้ งใชม้ เิ ตอร์ตอ่ อนุกรมกับวงจรต้องตงั้ มิเตอร์ยา่ นใด
ก. DCmA ข. DCV
ค. ACV ง.
5. มลั ติมิเตอรช์ นดิ แอนะลอก ท่ีต้องปรับแต่งมเิ ตอรก์ อ่ นการวดั ค่าเสมอ เพอื่ ใช้วดั ปรมิ าณไฟฟ้าอะไร
ก. ความตา้ นทาน ข. กำลังไฟฟา้
ค. แรงดนั ง. กระแส
6. ปุ่มปรับ 0 ADJ ของมลั ติมิเตอร์ ใช้งานร่วมกบั มเิ ตอร์ชนดิ ใด
ก. โวลตม์ เิ ตอร์ ข. โอห์มมเิ ตอร์
ค. แอมมเิ ตอร์ ง. ถกู ทุกขอ้
7. ต้องการวดั ความต้านทานของอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ควรใช้มเิ ตอร์ชนดิ ใดเหมาะสมทีส่ ุด
ก. วัตต์มเิ ตอร์ ข. แอมมิเตอร์
ค. โอห์มมิเตอร์ ง. โวลตม์ เิ ตอร์
8. กระจกเงาท่หี น้าปัดมลั ตมิ ิเตอรช์ นดิ แอนะลอกมไี วเ้ พอื่ อะไร
ก. เพิม่ ความสวยงามใหม้ ัลตมิ ิเตอร์
ข. ช่วยสะท้อนแสงส่องเขม็ ชี้ให้เห็นชัดเจนข้นึ
41
ค. แยกสเกลแสดงค่าปรมิ าณไฟฟ้าออกจากกัน
ง. ช่วยใหก้ ารอ่านปริมาณไฟฟ้ามีความถูกต้องที่สุด
9. จากรปู การต้งั ย่านวัดของมลั ตมิ เิ ตอร์ชนิดดิจติ อลเพ่อื วัดคา่ อะไร
ก. กระแส
ข. แรงดนั
ค. ตัวไดโอด
ง. ความต้านทาน
10. จากรูปข้อ 9 บนหน้าปัดเลือกย่านวัดของมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล ค่าตัวเลขต่าง ๆ ที่กำกับไว้บอกถึง
อะไร
ก. ค่าตำ่ สุดของการใชง้ าน
ข. ค่าสูงสดุ ทว่ี ัดได้ในยา่ นน้นั
ค. ค่าเหมาะสมท่ีใช้วัดปริมาณไฟฟา้
ง. คา่ ตายตัวในการใช้วัดปรมิ าณไฟฟ้า
ใบปฏิบัติงาน การวัดแรงดนั ไฟตรง
2.1 ดว้ ยมลั ตมิ ิเตอร์
จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1 เครอ่ื ง
1 เครอ่ื ง
1. วดั คา่ แรงดนั ไฟตรงดว้ ยมลั ติมเิ ตอรช์ นิดแอนะลอกได้
2. อ่านค่าแรงดนั ไฟตรงดว้ ยมลั ตมิ เิ ตอรช์ นิดแอนะลอกได้
3. เกดิ ความรกั สามคั คีในหมู่คณะ
เคร่ืองมือและอปุ กรณ์
1. มัลตมิ ิเตอร์ชนิดแอนะลอก (ชนดิ เขม็ ช้)ี
2. แหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟตรงปรบั ค่าได้ 0 – 30 V หรือมากกวา่
ลำดบั ขนั้ การทดลอง
42
1. เตรียมมัลตมิ ิเตอรช์ นิดแอนะลอกให้พรอ้ มใชง้ าน ตั้งยา่ นวดั ของมเิ ตอร์ไวท้ ่ี 50 VDC
2. เตรียมแหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟตรงใหพ้ รอ้ มใช้งาน ปรบั ปุ่มปรับกระแส (Current) ไปในทิศทางตาม
เข็มนาฬกิ าสุด ปรับปุม่ แรงดนั (Voltage) ไปทศิ ทางทวนเข็มนาฬิกาสุด
3. ประกอบวงจรตามรปู ท่ี 2.1
รปู ท่ี 2.1 การต่อมลั ติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดแรงดันไฟตรง
4. ปรับแหล่งจา่ ยแรงดันไฟตรงจากค่าต่ำไปหาค่าสงู ตามค่าทกี่ ำหนดให้ในตารางท่ี 2.1 ทกุ ค่า วัด
และอา่ นค่าแรงดนั ดว้ ยมลั ติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก พร้อมท้งั ปรับย่านวดั ใหเ้ หมาะสม บันทึกค่าไว้ในตารางท่ี
2.1 ทกุ คา่ แรงดัน โดยต้ังยา่ นวดั ของมัลตมิ เิ ตอร์ใหส้ งู กวา่ ค่าแรงดนั ท่จี ะวดั ค่าเสมอ
ตารางท่ี 2.1 วดั แรงดันไฟตรงดว้ ยมลั ตมิ ิเตอร์ชนดิ แอนะลอก
คา่ แรงดัน ยา่ นวดั ทต่ี ้ัง (DCV)
แหลง่ จา่ ย 0.5 V 2.5 V 10 V 50 V
0.4 V
1V
2.3 V
4V
8.6 V
12.5 V
23 V
29 V
43
สรุปผลการทดลอง
คำถามและการวเิ คราะห์
1. การอ่านค่าแรงดนั ด้วยมัลติมิเตอร์ชนดิ แอนะลอกมคี วามยากงา่ ยประการใด
ใบปฏิบตั ิงาน การวัดกระแสไฟตรง
2.2 ด้วยมัลติมิเตอร์
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. วดั คา่ กระแสไฟตรงด้วยมลั ตมิ ิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้
2. อา่ นค่ากระแสไฟตรงดว้ ยมลั ตมิ ิเตอร์ชนดิ แอนะลอกได้
3. เกดิ ความร่วมมอื ร่วมใจในการทำงาน
เครอื่ งมือและอปุ กรณ์
1. ตวั ตา้ นทาน 200 Ω ; 10 W 1 ตวั
2. มลั ติมเิ ตอร์ชนดิ แอนะลอก (ชนิดเข็มชี)้ 1 เครื่อง
3. แหล่งจา่ ยแรงดันไฟตรงปรับคา่ ได้ 0 – 30 V หรือมากกว่า 1 เคร่อื ง
4. สายต่อวงจร 1 ชุด
ลำดบั ขั้นการทดลอง
1. เตรียมมลั ตมิ ิเตอรช์ นิดแอนะลอกให้พร้อมใช้งาน ตงั้ ย่านวัดของมิเตอรไ์ ว้ที่ 2.5 mA
44
2. เตรียมแหล่งจา่ ยแรงดันไฟตรงใหพ้ รอ้ มใช้งาน ปรับป่มุ ปรบั กระแส (Current) ไปในทศิ ทางตาม
เขม็ นาฬิกาสุด ปรับปุ่มแรงดัน (Voltage) ไปทิศทางทวนเข็มนาฬกิ าสดุ
3. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 2.2
รปู ท่ี 2.2 การต่อมลั ติมิเตอรช์ นดิ แอนะลอกวัดกระแสไฟตรง
4. ปรบั แหลง่ จา่ ยแรงดนั ไฟตรงจากคา่ ตำ่ ไปหาค่าสูง ตามคา่ ท่กี ำหนดให้ในตารางที่ 2.2 ทกุ คา่ วัด
และอ่านคา่ แรงดนั ด้วยมลั ตมิ เิ ตอร์ชนิดแอนะลอก พรอ้ มทัง้ ปรบั ยา่ นวัดให้เหมาะสม บนั ทกึ คา่ ไว้ในตารางที่
2.2 ทกุ คา่ กระแส โดยตง้ั ยา่ นวัดกระแสของมัลตมิ เิ ตอรใ์ หส้ ูงไวก้ ่อนและค่อย ๆ ปรับลดค่าตำ่ ลงมา
ตารางท่ี 2.2 วดั กระแสไฟตรงด้วยมัลติมเิ ตอร์ชนดิ แอนะลอก
คา่ แรงดนั ยา่ นวดั ทต่ี ้ัง (DCmA)
แหล่งจ่าย 2.5 mA 25 mA 250 mA
0.4 V
1.5 V
2V
4.4 V
10 V
18 V
26 V
30 V
สรปุ ผลการทดลอง