The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นางสาวธารวิมล วงศ์โอษฐ์_วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by transuay, 2021-10-28 09:03:07

นางสาวธารวิมล วงศ์โอษฐ์_วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

นางสาวธารวิมล วงศ์โอษฐ์_วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

45

คำถามและการวิเคราะห์
1. การอ่านค่ากระแสด้วยมลั ติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกมคี วามยากงา่ ยประการใด

ใบปฏบิ ัตงิ าน การวดั ความตา้ นทาน
2.3 ดว้ ยมลั ติมิเตอร์

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. วดั ค่าความตา้ นทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้
2. อา่ นความตา้ นทานดว้ ยมัลติมิเตอร์ชนดิ แอนะลอกได้
3. เกดิ ความขยันขันแขง็ ในการปฏบิ ตั ิงาน

เครอ่ื งมือและอปุ กรณ์

1. ตวั ตา้ นทานชนดิ รหสั สี 4 แถบ ค่าตา่ งกนั จากต่ำไปหาสงู 10 ตัว
2. มลั ติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก (ชนิดเขม็ ชี้) 1 เคร่ือง

ลำดับขั้นการทดลอง

1. ตอ่ สายวดั สแี ดงเข้าทีข่ วั้ ต่อขวั้ บวก (+) และสายวดั สีดำเข้าที่ขว้ั ต่อขว้ั ลบ (-COM) ของ มลั ตมิ เิ ตอร์

ชนดิ แอนะลอก ต้งั ย่านวดั ของมเิ ตอร์ไว้ทีโ่ อหม์ มเิ ตอร์ (Ω) ยา่ น 1
2. นำปลายสายวดั ทั้งสองของมิเตอร์ชอ็ ตเข้าดว้ ยกนั ปรับปุ่มปรบั 0Ω ADJ จนเขม็ ชี้ของมิเตอร์ชี้

ท่ี 0 Ω พอดี การปรบั แตง่ 0 Ω ของโอหม์ มเิ ตอร์ แสดงดังรูปที่ 2.3

46

0

รปู ที่ 2.3 ปรับแตง่ โอหม์ มิเตอร์ให้ช้ี 0  พอดี รปู ที่ 2.4 การวัดความต้านทานด้วยโอห์มมิเตอร์

3. นำโอห์มมเิ ตอร์ทปี่ รบั แตง่ เรียบรอ้ ย ไปวัดคา่ ความตา้ นทานของตัวตา้ นทานท่ีเตรยี มไวท้ ง้ั 10 ตัว
วัดค่าคร้งั ละ 1 ตวั ตามลำดับ การวัดค่าความต้านทาน แสดงดังรปู ท่ี 2.4

4. วัดและบันทึกค่าความต้านทานทั้ง 10 ตัวตามลำดับ บันทึกค่าลงในตารางที่ 2.3 แต่ละค่า
พร้อมท้ังบนั ทกึ รหสั สีของตวั ต้านทานแตล่ ะตวั ทว่ี ดั ไว้ดว้ ย

5. การเปล่ยี นยา่ นวดั โอหม์ มิเตอร์ทุกครงั้ จะต้องปรับแตง่ โอห์มมิเตอร์ให้พร้อมใช้งานใหม่ทุกครั้ง
เพือ่ เปน็ การตรวจสอบความพรอ้ มในการใชง้ านของโอห์มมเิ ตอร์ และทำให้การวัดคา่ มีความถกู ต้อง

6. ข้อควรระวัง ขณะตั้งย่านวัดโอห์มมิเตอร์ที่ย่าน 1k และ 10k การวัดความต้านทาน ห้ามใช้
มือทง้ั สองจับปลายขั้ววัดทงั้ สองข้ัวของโอห์มมิเตอร์ เพราะจะทำใหก้ ารวัดความตา้ นทานเกิดความผดิ พลาด

ตารางที่ 2.3 วัดความต้านทานของตวั ต้านทานด้วยมลั ติมเิ ตอร์ชนิดแอนะลอก

ตวั ต้านทาน รหัสสี สที ่ี 4 ย่านวดั ตัวเลขที่ คา่ จริงทอ่ี ่าน
ตวั ที่ สีท่ี 1 สีที่ 2 สีท่ี 3 โอหม์ ท่ตี ้งั อ่านได้บน ได้จาก
หน้าปัด มิเตอร์
0 แดง แดง ดำ
00 เหลอื ง มว่ ง สม้ ทอง 1 22 22 Ω
1
2 เงนิ 1k 47 47 kΩ
3
4
5

47

6
7
8
9
10

สรปุ ผลการทดลอง

คำถามและการวเิ คราะห์

1. การอ่านค่าความต้านทานด้วยมัลตมิ ิเตอร์ชนดิ แอนะลอกมีความยากงา่ ยประการใด

9. การบรู ณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
9.1 ความมเี หตผุ ล
1. จัดเตรยี มวัสดุ - อปุ กรณ์และสื่อการสอนท่ีใช้ในการเรียนการสอน ใหเ้ หมาะสมกับกิจกรรมและ

จำนวนผู้เรียน
9.2 ความพอประมาณ
1. เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นและเป็นส่วนช่วยให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำให้กิจกรรมดำเนินบรรลุ

วัตถปุ ระสงค์
2. เพอ่ื ใหง้ านออกมาสำเร็จตามเปา้ หมายท่ีกำหนด

9.3 การมีภมู คิ มุ้ กันในตัวทด่ี ี
1. วางแผนการทำงานร่วมกนั ภายในกลุ่มดว้ ยความรอบคอบ
2. ระมดั ระวังการใช้อุปกรณ์ไมใ่ ห้เกิดอนั ตรายและความเสียหาย
3. จัดเกบ็ อปุ กรณ์ใหเ้ ปน็ ระเบยี บหลงั การใช้งาน

9.4 เงอ่ื นไขความรู้
1. นักเรยี นมคี วามรู้เก่ียวกับระบบความปลอดภัย

9.5 เงอื่ นไขคุณธรรม

48

1. เปน็ ผู้มคี วามอดทนในการทำงานรว่ มกับผอู้ ื่น
2. เปน็ ผู้มีความรับผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย
3. เป็นผู้มนี ำ้ ใจ เอ้ือเฟือ้
4. การทำงานเป็นทีม
5. เป็นผูม้ คี วามเพยี รและใฝ่รู้

10. เอกสารอ้างอิง/บรรณานกุ รม
พันธ์ศักด์ิ พฒุ ิมานติ พงศ์ และคณะ. งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สำนักพมิ พ์ศนู ย์
สง่ เสริมอาชีวะ
ประพันธ์ พิพัฒนสขุ และคณะ. ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบือ้ งต้น. นนทบุรี : สำนักพมิ พ์ศูนย์ส่งเสริม
อาชวี ะ

11. บนั ทึกหลงั การจัดการเรยี นรู้ รหสั วชิ า สปั ดาห์ท่ี
รายวิชา สาขาวิชา
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ระดับชั้น กลมุ่
11.1 ผลการจัดการเรยี นรู้

11.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรียน/นักศึกษา

นกั เรยี นสอบ มีคะแนนสอบแตล่ ะหนว่ ยการเรียน

คะแนนสูงกว่า ร้อยละ 60 ขน้ึ ไป จำนวน คน
คน
คะแนนตำ่ กว่า ร้อยละ 60 ลงไป จำนวน

11.3 ปัญหาและอุปสรรค

11.4 แนวทางแก้ไข

11.5 ข้อเสนอแนะ 49

. ลงชือ่
(นางสาวธารวิมล วงศโ์ อษฐ์)
ผู้สอน

50

แผนการจัดการเรยี นรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 3

ชื่อวชิ า งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์ สอนสัปดาห์ที่ 4

เบื้องต้น

รหสั วิชา 20100-1005 จำนวน 2 หนว่ ยกติ

หลกั สูตร ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ พทุ ธศักราช 2563

(ปวช.)

ชอื่ หนว่ ย แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ และประเภทของไฟฟ้า จำนวน 4 ชัว่ โมง/สปั ดาห์

1. สาระสำคัญ

แหล่งกำเนิดไฟฟ้าคือแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ป้อนให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นการให้

พลังงานแกอ่ ิเลก็ ตรอนอสิ ระ ทำให้อเิ ล็กตรอนอสิ ระวิ่งเคลอ่ื นท่ีไปตามอะตอมต่างๆได้ เกดิ การเปลี่ยนแปลง

พลังงานในรูปต่างๆ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน พลังงานแสง เป็นต้น ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จาก

แหลง่ กำเนดิ หลายชนดิ แตกตา่ งกันไป

ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่ถูกค้นพบมานานกว่า 2,000 ปี เกิดขึ้นได้จาก

การนำวตั ถุต่างกัน 2 ชนดิ มาขดั สีกัน ทำใหเ้ กิดความไม่สมดุลขึน้ ของประจไุ ฟฟ้าในวตั ถุทงั้ สองชนดิ วัตถุทั้ง

สองแสดงศักยไ์ ฟฟ้าออกมาชนดิ หนึ่งเปน็ ศักยบ์ วกอกี ชนดิ หนึ่งเปน็ ศักย์ลบ การเกิดไฟฟ้าแบบนี้มกั เรยี กวา่

ไฟฟ้าสถิต

ไฟฟ้าเกดิ จากการทำปฏิกิริยาทางเคมี ทำไดโ้ ดยใช้แท่งโลหะ2 แท่ง จุ่มลงในกรดกำมะถันเจือจาง

ทำให้เกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้าขนึ้ เกดิ ความไมส่ มดุลของประจุไฟฟา้ ขึน้ กับแท่งโลหะทงั้ สอง โลหะแทง่

หน่ึงมศี กั ยไ์ ฟฟ้าบวก โลหะอีกแทง่ หนง่ึ มีศักย์ไฟฟ้าลบ

ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน ทำได้โดยใช้โลหะ 2 ชนิดเชื่อมติดกนั ที่ปลายดา้ นหนึง่ เม่ือให้ความรอ้ นท่ี

ปลายด้านต่อติดกันของโลหะ ทำให้เกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้า เกิดศักย์ไฟฟ้าขึ้นที่ปลายด้านเปิดของ

โลหะ อปุ กรณ์สร้างใชง้ านจริงถูกเรยี กวา่ เทอร์โมคับเปลิ

ไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง ถูกกำเนิดขึ้นได้จากอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ เป็นอุปกรณ์จำพวกสารกึ่ง

ตัวนำ เม่อื มแี สงอาทิตย์หรือแสงสว่างมาตกกระทบ ทำให้เกิดการเคลอ่ื นทขี่ องอิเล็กตรอนอสิ ระ

ไฟฟ้าเกดิ จากแรงกดดนั ผลติ ขนึ้ ไดจ้ ากแร่ควอตซ์ เมอื่ มีแรงกดดันหรือแรงส่นั สะเทอื นให้แร่ควอตซ์

แรค่ วอตซ์จะทำให้เกดิ ไฟฟ้าขน้ึ มา

ไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก โดยการตัดผ่านกันของเส้นลวดตัวนำและสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิด

แรงดนั ไฟฟา้ ชกั นำขึน้ ทข่ี ดลวดตวั นำ

ไฟฟา้ สถิตเปน็ ไฟฟา้ ท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ หรอื เกดิ จากการเสียดสีของวตั ถุ 2 ชนดิ ส่วนไฟฟ้า

กระแสเกิดขน้ึ จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนดิ ขณะเกดิ ไฟฟ้าต้องมีการเคลื่อนท่ขี องอเิ ลก็ ตรอนตลอดเวลา

ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้าที่ทิศทางการไหลของกระแสมีทิศทางเดียว ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับมที ิศ

ทางการไหลของกระแสไฟฟา้ สลับไปสลบั มาตลอดเวลา

51

2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
2.1 ดา้ นพุทธิพสิ ยั
1. บอกโครงสรา้ งอะตอมเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าได้
2. อธิบายวิธีการเกิดไฟฟ้าจากการเสียดสีได้
3. อธิบายวธิ ีการเกิดไฟฟ้าจากแรงกดดนั ได้
4. อธบิ ายวธิ ีการเกดิ ไฟฟ้าจากความร้อนได้
5. อธบิ ายวิธีการเกิดไฟฟา้ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมไี ด้
6. อธิบายวธิ กี ารเกดิ ไฟฟา้ จากแสงสวา่ งได้
7. อธิบายวธิ กี ารเกิดไฟฟา้ จากสนามแมเ่ หลก็ ได้
8. บอกประเภทของไฟฟ้าได้
2.2 ด้านทักษะพสิ ัย
1. มีทักษะและแสดงความรู้ไฟฟา้ เกดิ จากสนามแมเ่ หลก็
2.3 ดา้ นจิตพิสยั
1. เตรียมความพร้อมด้าน การเรยี นรู้ ความสนใจใฝ่รู้ สอดคล้องกับเน้อื หาและงานไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
2. มีความรบั ผิดชอบ ตรงต่อเวลา ฝกึ ความมนี ้ำใจกับเพ่ือนในห้องเรียนตั้งแต่เร่ิมเข้าเรยี นตลอดจน

การปฎบิ ตั กิ จิ กรรมตา่ ง ๆสำเรจ็ ภายใน เวลาที่กำหนดอยา่ งมีเหตุและผลตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง

3. สาระการเรียนรู้
1. อะตอมกบั ไฟฟ้า
2. ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี
3. ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดนั
4. ไฟฟ้าเกดิ จากความร้อน
5. ไฟฟ้าเกดิ จากปฏิกิริยาเคมี
6. ไฟฟา้ เกดิ จากแสงสวา่ ง
7. ไฟฟา้ เกิดจากสนามแม่เหล็ก
8. ประเภทไฟฟา้

4.เน้ือหาสาระการสอน/การเรยี นรู้
• ด้านความรู้(ทฤษฎี)

3.1 อะตอมกบั ไฟฟ้า

52

โครงสร้างภายในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลก เช่น วัตถุ (Material) ธาตุ (Element) หรือสสาร
(Matter) ประกอบด้วยส่วนประกอบเล็ก ๆ หลายส่วนรวมกัน เมื่อนำมาวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีอะตอม
(Atomic Theory) พบว่าโครงสร้างภายในสิ่งเหล่านั้นประกอบไปด้วย โมเลกุล (Molecule) อะตอม
(Atom) นิวเคลียส (Nucleus) โปรตอน (Proton) นิวตรอน (Neutron) และอิเล็กตรอน (Electron)
เหมือนกัน แต่สิ่งที่เรามองเห็นจากโครงสร้างภายนอกของวัตถุ ธาตุ หรือสสาร มีลักษณะที่แตกต่างกันไป
เพราะสิง่ เหลา่ น้ันมสี ว่ นประกอบของส่วนท่เี ล็กท่ีสุดที่เรียกว่าโมเลกุล จะมจี ำนวนโปรตอน นิวตรอน และ
อิเล็กตรอนไม่เหมือนกนั ไม่เทา่ กัน เชน่ โมเลกุลของน้ำ (H2O) ใน 1 โมเลกลุ ประกอบดว้ ยอะตอมของธาตุ
ไฮโดรเจน (H) 2 อะตอม และอะตอมของธาตุออกซิเจน (O) 1 อะตอม หรือโมเลกุลของก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ใน 1 โมเลกุล ประกอบด้วยอะตอมของธาตุคาร์บอน (C) 1 อะตอม และอะตอม
ของธาตุออกซิเจน (O) 2 อะตอม เป็นต้น โครงสร้าง 1 โมเลกุลของน้ำ (H2O) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(CO2) แสดงดงั รูปที่ 3.1

HOH HOH OCO OCO

(ก) 1 โมเลกุลของน้ำ (H2O) (ข) 1 โมเลกุลของก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2)

รปู ที่ 3.1 โครงสรา้ ง 1 โมเลกุลของน้ำ (H2O) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

ส่วนประกอบภายในโครงสร้างแต่ละส่วนของวัตถุ ธาตุ หรือสสาร ที่อยู่ในรูปของโมเลกุล อะตอม

นิวเคลยี ส โปรตอน นิวตรอน และอเิ ลก็ ตรอน มคี ณุ สมบัติทแ่ี ตกต่างกนั ดงั นี้
1. โมเลกุล คือ ส่วนที่เลก็ ทส่ี ุดของวัตถุ ธาตุ หรอื สสาร ทย่ี งั คงแสดงคุณสมบัติเดมิ อยู่ ทั้งทางด้าน

เคมีและฟสิ ิกส์
2. อะตอม คือ สว่ นท่เี ล็กท่ีสุดของธาตุ แสดงโครงสร้างเดมิ ของธาตนุ นั้ ๆ ออกมา เช่น นำ้ เมื่อแยกตัว

ออกจนเป็นโมเลกุลยังคงสภาพเป็นนำ้ อยู่ แตถ่ ้าแยกตัวออกไปอกี จะแสดงค่าอยู่ในรปู อะตอม มองเห็นเป็น
ธาตเุ ดมิ ทีม่ าประกอบร่วมกนั จะประกอบดว้ ยด้วย ธาตุออกซิเจน (O) และธาตไุ ฮโดรเจน (H) เป็นตน้

3. นิวเคลยี ส คอื ส่วนท่ีอยู่ใจกลางของอะตอม อยนู่ ง่ิ ไม่เคลื่อนไหว ภายในนวิ เคลียสยังประกอบด้วย
โปรตอน และนวิ ตรอน

4. นิวตรอน คือ ส่วนที่อยู่ภายในนิวเคลียส อยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่มีประจุไฟฟ้า ไม่มีส่วนสำคัญ
ทางด้านไฟฟา้

53

5. โปรตอน คือ ส่วนที่อยูภ่ ายในนิวเคลียส อยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว มีประจุไฟฟ้าเป็นบวก (+) มีบทบาท
และมสี ่วนสำคญั ทางดา้ นไฟฟ้า เกดิ อำนาจดงึ ดดู กับอเิ ลก็ ตรอน

6. อิเล็กตรอน คือ ส่วนที่วิ่งเคลือ่ นทีร่ อบนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ (–) มีบทบาทและมีสว่ น
สำคัญทางด้านไฟฟ้า โดยจะถูกดึงดูดด้วยโปรตอน เนื่องจากอิเล็กตรอนมีน้ำหนักเบาและวิ่งเคลื่อนที่รอบ
นิวเคลยี สตลอดเวลา เมื่อมพี ลงั งานจากภายนอกมากระตุ้น อิเล็กตรอนจะสามารถวิง่ เคลื่อนท่ีไปยงั อะตอม
อื่น ๆ ไดโ้ ดยงา่ ย

อะตอมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของธาตุ ภายในอะตอมมีส่วนประกอบหลายส่วน รวมกันอยู่ในรูป
โครงสรา้ งอะตอม (Atomic Structure) ซงึ่ ประกอบดว้ ยนิวเคลยี สอยู่ตรงกลางอะตอม ภายในนวิ เคลียสบรรจุ
ไว้ด้วยโปรตอน และนิวตรอนรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม มีอิเล็กตรอนวิ่งเคลื่อนที่วนรอบนิวเคลียสตลอดเวลา วง
โคจรของอิเล็กตรอนที่วิ่งวนรอบนิวเคลียสมีหลายวงซ้อนทับกันอยู่ ถูกเรียกว่าชั้นวงโคจร (Shell) การ
เคลอ่ื นทขี่ องอเิ ลก็ ตรอนรอบนิวเคลยี ส และชัน้ วงโคจรอิเล็กตรอน แสดงดงั รปู ที่ 3.2

- - -
- - -

- +N+N+NN+N++NN+ - +7 -
-
-
- -

-

(ก) การเคลอ่ื นท่ีของอเิ ล็กตรอนรอบนิวเคลยี ส (ข) ชนั้ วงโคจรอเิ ลก็ ตรอน

รูปที่ 3.2 โครงสร้างอะตอม

จากรูปท่ี 3.2 แสดงโครงสรา้ งอะตอม รูปที่ 3.2 (ก) แสดงในลักษณะการเคลอื่ นท่ีของอิเล็กตรอน
รอบนิวเคลียส ส่วนรูปที่ 3.2 (ข) แสดงในลักษณะวงโคจรของอิเล็กตรอนที่วิ่งวนรอบนิวเคลียสแต่ละวงจะ
สามารถบรรจุจำนวนอิเลก็ ตรอนไดไ้ ม่เทา่ กนั วงในสดุ บรรจไุ ด้น้อย และวงห่างออกมาจะบรรจไุ ด้เพ่ิมขึ้นเป็น
ลำดบั แต่ละวงโคจรแบ่งจำนวนอิเลก็ ตรอนออกได้ดังน้ี วงท่ี 1 มี 2 ตัว วงที่ 2 มี 8 ตวั วงท่ี 3 มี 18 ตัว และ
วงท่ี 4 มี 32 ตวั เปน็ ตน้

พลังงานไฟฟ้ากำเนิดขึ้นมาได้จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนิด จากการค้นคว้าทดลองของ
นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน และตง้ั เป็นทฤษฎอี ะตอมขึ้นมา ซึง่ กล่าวไว้ว่า ในวตั ถุ ธาตุ หรอื สสารทุกชนิด มี
ประจไุ ฟฟ้าทง้ั บวกและลบเป็นส่วนประกอบในโครงสร้างทุก ๆ อะตอม ท่สี ภาวะปกตวิ ตั ถุ ธาตุ หรือสสาร
ต่าง ๆ ไม่แสดงอำนาจไฟฟ้าหรือศักย์ไฟฟ้าออกมา เพราะเกิดความสมดุลของประจุไฟฟ้าในทุก ๆ อะตอม

54

การจะทำใหม้ ีการแสดงอำนาจไฟฟ้าหรือศกั ยไ์ ฟฟ้าออกมา ต้องทำใหอ้ ะตอมเหล่านั้นเกิดความไมส่ มดลุ ของ
ประจไุ ฟฟา้ พลงั งานไฟฟ้าสามารถกำเนิดขนึ้ มาได้จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนดิ แตกต่างกนั แบง่ ออกได้ 6
ชนิด ดังนี้คือ เกิดจากการเสียดสี เกิดจากแรงกดดัน เกิดจากความร้อน เกิดจากปฏิกิริยาเคมี เกิดจากแสง
สว่าง และเกิดจากสนาม แม่เหล็ก แหล่งกำเนิดไฟฟ้าแต่ละชนิด สามารถให้กำเนิดไฟฟ้าออกมามากน้อย
แตกตา่ งกนั ไป

3.2 ไฟฟ้าเกดิ จากการเสยี ดสี

ไฟฟ้าเกดิ จากการเสยี ดสี เป็นไฟฟา้ ท่ีถูกคน้ พบมาเป็นเวลายาวนานแลว้ เกดิ ขึน้ ได้จาก

การนำวัตถุต่างกัน 2 ชนิดที่เหมาะสมกนั มาขัดสีกัน

ในบริเวณที่มีอากาศแห้ง เช่น จากการใช้แท่งยาง

กับผ้าขนสัตว์ แท่งแก้วกับผ้าแพร หวีกับผมและ

แผ่นพลาสติกกับผ้าสำลี เป็นต้น ผลของการขัดสี

ดังกล่าวทำให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นของประจุไฟฟ้า

ในวัตถุทั้งสอง เนื่องจากเกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้า

ในขณะเสียดสีกัน วัตถุทั้งสองจะแสดงศักย์ ไฟฟ้า

ออกมาแตกต่างกัน วัตถุชนิดหนึ่งแสดงศักย์ ไฟฟ้า

บวก (+) ออกมา วัตถุอีกชนิดหนึ่งแสดงศักย์ ไฟฟ้า

ลบ (–) ออกมา ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี แสดงดงั

รูปที่ 3.3 รูปท่ี 3.3 ไฟฟา้ เกดิ จากการเสียดสี

จากรูปที่ 3.3 แสดงไฟฟา้ เกดิ จากการเสยี ดสี โดยนำผ้าขนสัตวก์ ับแท่งยางมาเสยี ดสีกนั ทำให้ประจุ
ไฟฟา้ ลบ (–) จากผ้าขนสตั ว์ว่งิ เคลือ่ นทเี่ ขา้ ไปในแทง่ ยาง ส่งผลให้ผา้ ขนสัตว์มีศักย์บวก (+) มากกวา่ แสดง
ศักยไ์ ฟฟา้ บวก (+) ออกมา และแทง่ ยางมศี กั ยล์ บ (–) มากกวา่ แสดงศกั ยไ์ ฟฟ้าลบ (–) ออกมา การตรวจสอบ
ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี โดยนำแท่งยางไปดูดเศษวัสดุช้ินเลก็ ๆ เบา ๆ เช่น เศษกระดาษชิน้ เล็ก ๆ หรือ
เสน้ ผม เปน็ ตน้ สามารถดดู ส่งิ เหล่าน้ีได้ นำหลกั การไฟฟ้าเกิดจากการเสยี ดสีไปใช้สร้างเครอื่ งกำเนิดไฟฟ้า
สถติ

3.3 ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน

ไฟฟ้าเกดิ จากแรงกดดัน เปน็ ไฟฟ้าทเ่ี กิดข้นึ จากการใชว้ สั ดุที่สามารถเกิดไฟฟ้าขน้ึ มาได้เม่ือมีแรงไป
กดลงบนวัสดุนัน้ วัสดุที่นิยมนำมาใช้งาน ได้แก่ผลึกแร่ควอตซ์ (Quartz Crystal) โดยนำผลึกแร่ควอตซ์ไป

55

ทำเป็นแผ่นบาง นำแผ่นโลหะประกบติดด้านบนและด้านล่างของผลึกแร่ควอตซ์ เชื่อมต่อสายไฟออกจาก
แผ่นโลหะทั้งสอง เป็นขั้วจ่ายแรงดันไฟฟ้าออกมา ไฟฟ้าถูกกำเนดิ ขึ้นในผลึกแร่ควอตซใ์ นขณะมีแรงกดดัน
หรือแรงสั่นสะเทือนไปกระทำท่ีผลึกแร่ควอตซ์ การตรวจสอบไฟฟ้าที่เกิดจากผลึกแร่ควอตซ์ ทำได้โดยใช้
โวลตม์ เิ ตอรว์ ดั แรงดนั ไปวัดคร่อมที่ข้วั โลหะท้งั สอง โวลต์มิเตอร์จะแสดงคา่ แรงดนั ออกมา โครงสรา้ งผลึก
แรค่ วอตซก์ ำเนิดไฟฟ้า แสดงดงั รปู ท่ี 3.4

- DCmV+

(ก) ผลึกแรค่ วอตซ์ (ข) ทดสอบการเกิดไฟฟา้ จากผลึกแร่ควอตซ์

รูปท่ี 3.4 ไฟฟ้าเกดิ จากแรงกดดนั

ผลึกแร่ควอตซ์ในขณะที่ไม่มีแรงกดดนั หรอื ไมม่ แี รงสนั่ สะเทอื นมากระทำ จะยังไมก่ ำเนิดไฟฟ้าขึ้นมา
เนื่องจากอิเล็กตรอนในแต่ละอะตอมมีพลังงานไม่เพียงพอไม่เกิดการเคลื่อนที่ เมื่อมีแรงกดดันห รือ
แรงสั่นสะเทอื นไปกระทำที่แผ่นโลหะท้ังสอง ส่งไปให้ผลึกแร่ควอตซม์ ีพลังงานมากระตุ้นให้อเิ ล็กตรอนใน
แต่ละอะตอมเกิดการเคลื่อนที่ระหว่างอะตอม ทำให้แผ่นโลหะทั้งสองเกิดความไม่สมดุลของศักย์ไฟฟ้าข้ึน
แสดงเป็นแรงดันส่งออกมาที่ขั้วต่อ สามารถนำผลึกแร่ควอตซ์ไปผลิตเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าได้หลายชนิด เช่น
ลำโพงครสิ ตอล คริสตอลไมโครโฟน และตัวกำเนิดความถ่ีครสิ ตอล (Crystal Oscillator) เปน็ ตน้

3.4 ไฟฟา้ เกดิ จากความร้อน

ไฟฟา้ เกิดจากความร้อน เป็นไฟฟ้าทเี่ กดิ ขึน้ จากการใชล้ วดโลหะต่างชนิดกนั 2 เส้น หรอื ใชแ้ ผ่นโลหะ
ต่างชนดิ กัน 2 แผ่น เช่น ทองแดง และเหล็ก นำปลายด้านหนึง่ ของโลหะทัง้ สองหมนุ ตีเกลียวหรือประกบ
ติดกนั ยดึ ใหแ้ น่นด้วยการเชือ่ มหรอื ใชห้ มดุ ยดึ ติด ปลายโลหะทเ่ี หลอื อีกด้านทำใหแ้ ยกหา่ งออกจากกัน เม่อื
ใช้ความร้อนเผาที่ปลายด้านติดกันของโลหะทั้งสอง ส่งผลให้โลหะทั้งสองบริเวณปลายด้านได้รับความร้อน
เกดิ การแยกตัวของประจไุ ฟฟา้ จ่ายศักยไ์ ฟฟา้ ออกมา การตรวจสอบไฟฟา้ ท่เี กดิ จากโลหะทง้ั สอง ทำไดโ้ ดยใช้
โวลต์มิเตอร์วัดแรงดัน ไปวัดคร่อมที่ขวั้ โลหะทั้งสองด้านปลายแยกห่างจากกัน โวลต์มเิ ตอรจ์ ะแสดงค่าแรงดนั
ออกมา อุปกรณ์ทีส่ รา้ งใชง้ านจริงของไฟฟา้ เกิดจากความรอ้ น มีชอื่ เรียกวา่ เทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple)
โครงสร้างไฟฟ้าเกิดจากความร้อน แสดงดงั รปู ที่ 3.5

56

- DCmV+

(ก) เทอรโ์ มคัปเปิล (ข) ทดสอบการเกิดไฟฟ้าจากเทอรโ์ มคัปเปลิ

รูปท่ี 3.5 ไฟฟ้าเกดิ จากความร้อน

ในขณะที่เทอร์โมคัปเปิลยังไม่ได้รับความร้อนที่รอยต่อ จะยังไม่กำเนิดไฟฟ้าขึ้นมา เป็นเพราะ
อิเล็กตรอนในแต่ละอะตอมของโลหะมีพลังงานไม่เพียงพอไม่เกิดการเคลื่อนที่ เมื่อมีความร้อนจ่ายให้ท่ี
รอยต่อ มีพลังงานมากระตนุ้ ใหอ้ เิ ลก็ ตรอนในแต่ละอะตอมเกดิ การเคล่ือนที่ระหวา่ งอะตอม ทำให้แผ่นโลหะ
ทั้งสองเกิดความไมส่ มดลุ ของศักยไ์ ฟฟ้าขน้ึ แสดงเปน็ แรงดันส่งออกทข่ี ว้ั ต่อ นำหลกั การไปใช้ผลิตอุปกรณ์
ไดห้ ลายชนดิ เชน่ เครอื่ งตรวจวดั อณุ หภูมิ และอปุ กรณ์ควบคุมการทำงานด้านอณุ หภมู ิ เป็นตน้

3.5 ไฟฟา้ เกิดจากปฏิกริ ิยาเคมี

ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมี เป็นไฟฟ้าเกิดขึ้นจากการนำแท่งโลหะต่างกันมา 2 ชนิด เช่น แท่ง
ทองแดง และแทง่ สงั กะสี จมุ่ ลงในกรดกำมะถนั เจอื จาง (H2SO4) ท่ีบรรจลุ งในถว้ ยแก้ว ผลดังกล่าวทำให้เกิด
การแยกตัวของประจุไฟฟา้ ข้ึนทแี่ ท่งโลหะทง้ั สอง มีประจุไฟฟา้ ลบ (–) ไปรวมตัวอยู่ดา้ นแทง่ สังกะสี ทำให้
แทง่ สงั กะสีแสดงศักย์ไฟฟา้ ลบ (–) ออกมา มปี ระจุไฟฟา้ บวก (+) ไปรวมตวั อยดู่ ้านแท่งทองแดง ทำให้แทง่
ทองแดงแสดงศักย์ไฟฟ้าบวก (+) ออกมา การตรวจสอบไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมี ทำได้โดยใช้โวลต์
มิเตอร์วัดแรงดัน วัดคร่อมที่ขั้วโลหะทั้งสอง โวลต์มิเตอร์จะแสดงค่าแรงดันออกมา ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยา
เคมีแบบพื้นฐานมีช่ือเรียกว่า โวลตาอิกเซลล์ (Voltaic Cell) ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่ผลิตมาออกมาใช้
งานจรงิ มชี ือ่ เรียกว่า แบตเตอร่ี (Battery) ไฟฟา้ เกิดจากปฏิกิรยิ าเคมี แสดงดงั รูปท่ี 3.6

57

(ก) ทดสอบการเกดิ ไฟฟ้าจากปฏกิ ริ ิยาเคมี (ข) แบตเตอร่ี

รปู ท่ี 3.6 ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิรยิ าเคมี

แบตเตอรี่เปน็ อุปกรณ์ให้กำเนิดไฟฟ้าเกดิ จากปฏิกิรยิ าทางเคมี ทผ่ี ลิตขนึ้ มาใชง้ านจริง ใช้หลักการ
ทำงานของโวลตาอกิ เซลล์ มาพัฒนาโดยสร้างใหม้ ีจำนวนเซลล์ไฟฟ้าภายในเพมิ่ มากขึน้ นำเซลลไ์ ฟฟ้ามาต่อ
ร่วมกัน ทำใหไ้ ด้ค่าแรงดันและกระแสเพิ่มสงู ข้ึน นำไปใช้งานกันอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้
อย่างกวา้ งขวางมากมาย

3.6 ไฟฟ้าเกดิ จากแสงสวา่ ง

ไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง เป็นไฟฟ้าเกิดขึ้นจากการใช้อุปกรณ์จำพวกสารกึ่งตัวนำ ( Semi
conductor) ที่มีความไวต่อแสงมาต่อใชง้ าน เมื่อมีแสงมาตกกระทบบนสารกึง่ ตัวนำ จะสามารถให้กำเนิด
ไฟฟ้าออกมาได้ อุปกรณ์ที่นำมาใช้งานอย่างแพร่หลายมีชื่อเรียกว่า เซลล์แสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์
(Solar Cell) โครงสรา้ งเซลล์แสงอาทิตย์ ผลติ มาจากสารกึ่งตัวนำต่างชนดิ กนั 2 ชนิด ต่อชนกัน ชนิดหนึ่งมี
ศกั ย์ไฟฟ้าบวก (+) อกี ชนิดหน่งึ มีศกั ยไ์ ฟฟ้าลบ (–) เมอ่ื มแี สงสอ่ งมาตกกระทบสารกง่ึ ตัวนำที่ต่อชนกัน จะทำ
ใหเ้ กดิ การแยกตวั ของศักยไ์ ฟฟา้ จ่ายเปน็ แรงดันออกมา ไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง แสดงดังรปู ที่ 3.7

58

+ DCV-

N
P

(ก) เซลล์แสงอาทิตย์ (ข) ทดสอบการเกิดไฟฟ้าจากแสงสว่าง

รปู ท่ี 3.7 ไฟฟ้าเกดิ จากแสงสว่าง

เซลลแ์ สงอาทิตย์ ผลิตมาจากสารกึ่งตวั นำซิลคิ อน (Silicon ; Si) มี 2 ชนดิ คือ ชนิด P ทม่ี ีโปรตอน
หรือศักย์ไฟฟ้าบวก (+) มากกว่าปกติ และสารชนิด N ที่มีอิเล็กตรอน หรือศักย์ไฟฟ้าลบ (–) มากกว่าปกติ
นำมาประกบติดกัน สว่ นนอกของสารชนิด P และสารชนิด N ถูกปดิ ด้วยแผ่นโลหะอีกชัน้ ใช้ต่อเป็นขั้วจ่าย
แรงดนั ออกมา ดา้ นสารชนิด P มีข้ัวไฟฟา้ ออกมาเป็นบวก (+) ดา้ นสารชนดิ N มขี ั้วไฟฟ้าออกมาเป็นลบ (–)
แผ่นโลหะด้านสารชนิด N เจาะเป็นช่องมีฉนวนโปร่งใสปิดทับด้านบนอีกชั้น เพื่อใช้รับแสงให้ส่องมาตก
กระทบสารกึง่ ตัวนำชนิด N

3.7 ไฟฟา้ เกดิ จากสนามแมเ่ หล็ก

ไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก เกิดขึ้นได้จากการใช้เส้นลวดตัวนำเคลื่อนที่ตัดผ่านสนาม แม่เหล็ก
หรือใช้สนามแม่เหล็กเคล่ือนท่ีตดั ผา่ นเส้นลวดตัวนำ ผลการเคลื่อนที่ตัดผ่านกันทำให้เส้นลวดตวั นำกำเนิด
แรงดันขน้ึ มา เรยี กว่าแรงเคลื่อนไฟฟา้ เหนี่ยวนำ (Induced Electromotive Force ; Induced EMF) การ
เคล่ือนทีต่ ัดผ่านกันของสนามแมเ่ หล็กและเสน้ ลวดตัวนำ จะต้องทำอยา่ งตอ่ เนื่องตลอดเวลา ไฟฟ้าเกิดจาก
สนามแม่เหล็ก เปน็ การกำเนิดไฟฟ้าที่มีความสำคญั ต่อการใช้งานมาก ถกู นำไปใชง้ านอย่างกว้างขวาง และ
แพร่หลาย อุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นมาใช้งานจริงมีชื่อเรียกว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ไฟฟ้าเกิดจาก
สนามแม่เหล็ก แสดงดังรูปที่ 3.8

59

(ก) เครื่องกำเนิดไฟฟา้ (ข) ทดสอบการเกิดไฟฟ้าจากสนามแม่เหล็ก

รปู ที่ 3.8 ไฟฟ้าเกิดจากสนามแมเ่ หลก็

3.8 ประเภทไฟฟ้า

ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นมาใช้งาน สามารถให้กำเนิดขึ้นมาได้จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนิด
แตกต่างกันดังที่กล่าวมา แต่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าออกมาเหมือนกัน เพียงแต่พลังงานไฟฟ้าที่ได้ออกมามี
คุณสมบัติในตัวเองที่แตกต่างกนั ไป ในรูปแบบของไฟฟ้าท่ีกำเนิดขึ้นมา ซึ่งสามารถแบ่งไฟฟ้าออกได้เป็น 2
ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ไฟฟ้าสถิต (Static Electricity) และไฟฟ้ากระแส (Current Electricity) ไฟฟ้าท้ัง
สองประเภทมคี ณุ ลกั ษณะของการให้กำเนดิ และการนำไฟฟ้าไปใชป้ ระโยชนท์ ีแ่ ตกตา่ งกัน

3.8.1 ไฟฟ้าสถติ

ไฟฟ้าสถิต เป็นไฟฟา้ ทเี่ กิดขึน้ ไดเ้ องตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟา้ ผา่ และจากการ
เสียดสีของวัตถุแตกตา่ งกัน 2 ชนิด เป็นต้น การเกิดไฟฟ้าสถิต สาเหตุเกิดมาจากความไม่สมดุลของประจุ
ไฟฟา้ บวก (+) และประจุไฟฟ้าลบ (–) ท่ีสองตำแหนง่ แตกต่างกนั หรอื ทวี่ ัตถุ 2 ชนดิ แตกต่างกัน เกิดความ
ตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ข้นึ มาพร้อมจะถ่ายเทประจุไฟฟ้าเข้าหากนั เมือ่ มีความต่างศักย์ไฟฟ้ามากพอ แสดงให้เห็นได้
จากปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขน้ึ ในขณะฝนฟา้ คะนอง จะเกดิ การถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหวา่ งก้อนเมฆที่อยู่
ใกลก้ ัน เรยี กวา่ ฟ้าแลบ และการถ่ายเทประจไุ ฟฟา้ จากก้อนเมฆลงส่พู ้นื ดนิ เรียกว่า ฟา้ ผา่ การเกดิ ฟา้ แลบ
และฟ้าผา่ แสดงดงั รปู ท่ี 3.9

นอกจากนั้นไฟฟ้าสถิตยังสามารถผลิตขึ้นมาได้ด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสถิต มีชื่อเรียกว่า
เครื่องกำเนดิ ไฟฟา้ สถติ แวนเดอกราฟ (Van de Graaff Static Generator) ใช้หลักการเสยี ดสีกันของวัตถุต่าง

60

ชนิดที่เหมาะสมกัน 2 ชนิด ทำให้เกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้าบวก (+) และประจุไฟฟ้าลบ (–) เกิดเป็น
ความต่างศกั ยไ์ ฟฟา้ ข้ึนมา เคร่อื งกำเนิดไฟฟ้าสถิตแวนเดอกราฟ แสดงดงั รูปท่ี 3.10

รปู ท่ี 3.9 การเกิดฟ้าแลบและฟ้าผ่า รปู ท่ี 3.10 เครื่องกำเนิดไฟฟา้ สถติ แวนเดอก
ราฟ

ไฟฟ้าสถิต ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานอย่างแพร่หลาย นิยมนำไปใช้งานโดยอาศัยคุณสมบัติ
ประจไุ ฟฟา้ ตา่ งกันจะดูดกัน ไปใชด้ ดู วัสดุชิน้ เล็ก ๆ ใหไ้ ปเกาะกับส่งิ ท่ีต้องการ สามารถพฒั นาไปใช้ประโยชน์
กับอุปกรณ์ไฟฟา้ ชนิดต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องกำจัดฝุ่นละออง เครื่องทำ
อากาศบรสิ ุทธ์ิ เครอ่ื งพ่นสี และเคร่อื งผลติ กระดาษทราย เป็นตน้

3.8.2 ไฟฟ้ากระแส

ไฟฟา้ กระแส เป็นไฟฟา้ ทผ่ี ลิตขน้ึ มาใชง้ านจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแตกต่างกนั แต่การจ่าย
ไฟฟา้ ไปใชง้ าน จะตอ้ งเกดิ จากการเคลอื่ นทีข่ องอิเล็กตรอนในเวลาใช้งานเหมือนกนั โดยจะมกี ระแสไหลใน
วงจรไฟฟ้า ป้อนไปให้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ ทำงาน เกิดประโยชน์ต่อการใช้งานอย่างกว้างขวาง ถูก
นำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current)
และไฟฟ้ากระแสสลบั (Alternating Current)

1. ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นไฟฟ้าที่กำเนิดขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ที่มีขั้วไฟฟ้าจ่าย
ศักย์ไฟฟ้าออกมาแน่นอนตายตัว คือ มีศักย์บวก (+) ขั้วหนึ่ง และมีศักย์ลบ (–) อีกขั้วหน่ึง แน่นอนไม่
เปลีย่ นแปลง เม่อื นำไปใชง้ านจะเกิดกระแสไหลในทิศทางเดียวตลอดเวลา และมีระดบั แรงดนั จ่ายออกมาคงท่ี
ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน แหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงที่ผลิตออกมาใช้งาน เช่น ถ่านไฟฉาย และแบตเตอร่ี
รถยนต์ เปน็ ต้น แหล่งจา่ ยแรงดันไฟตรง แสดงดงั รูปที่ 3.11

61

+ +12 V
-

0

(ก) แบตเตอร่ี (ข) สัญลกั ษณ์ (ค) ระดับแรงดันไฟตรงจา่ ยออกมา

รูปท่ี 3.11 แหลง่ จ่ายแรงดันไฟตรง

2. ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นไฟฟ้าที่กำเนิดขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ที่มีขั้วไฟฟ้าจ่าย
ศักย์ไฟฟ้าออกมาไม่แน่นอน แต่ละขั้วไฟฟ้าสามารถจ่ายศักย์ไฟฟ้าออกมาเปลี่ยนแปลงสลับไปสลับมาท้ัง
ศักย์ไฟฟ้าบวก (+) และศักย์ไฟฟ้าลบ (–) เมื่อนำไปใช้งานจะเกิดกระแสไหลมีทิศทางกลับไปกลับมา
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีระดับแรงดันจ่ายออกมาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่คงที่ บางเวลามีค่าสูง
บางเวลามคี ่าต่ำ แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้ากระแสสลับท่ีผลิตมาใช้งาน ได้แก่ เคร่ืองกำเนิดไฟฟา้ กระแสสลับ (AC
Generator) แหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟสลบั แสดงดงั รปู ท่ี 3.12

+311 V
0

-311 V

(ก) เครอ่ื งกำเนดิ แรงดันไฟสลบั (ข) (ค) ระดบั แรงดันไฟสลบั จา่ ยออก
สญั ลักษณ์

รูปท่ี 3.12 แหล่งจา่ ยแรงดันไฟสลับ

62

ไฟฟ้ากระแสสลับเป็นไฟฟ้าที่ถูกนำไปใช้งานในปริมาณมากที่สุด มีบทบาท มีความสำคัญต่อ
การใช้งาน การคดิ ค้นวิธีผลิตไฟฟ้าขน้ึ มาใช้งานจึงเปน็ เรอื่ งทา้ ทาย การให้กำเนดิ แรงดันไฟสลบั จะสามารถ
ใช้พลังงานในการขบั เคลื่อนเคร่ืองกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับให้ทำงานได้หลายวิธี เช่น ใช้พลังน้ำ สร้างไวใ้ น
รูปเข่อื นเก็บกักนำ้ ใช้พลังลม สร้างไวใ้ นรปู กังหันลม และใช้เชอ้ื เพลงิ หลายชนิด เชน่ ถ่านหนิ ก๊าซธรรมชาติ
น้ำมัน ก๊าซชีวภาพ และปรมาณู เป็นต้น ไปขับเคลื่อนให้เครื่องจักรกลทำงาน ส่งไปขับเคลื่อนเครื่องกำเนิด
ไฟฟ้ากระแสสลับ การกำเนดิ ไฟฟา้ ดว้ ยเข่อื น และกังหนั ลม แสดงดงั รปู ท่ี 3.13

(ก) กำเนิดไฟฟ้าด้วยเขอื่ น (ข) กำเนดิ ไฟฟ้าด้วยกงั หนั ลม

รปู ที่ 3.13 วิธกี ารผลิตไฟฟ้ากระแสสลับ

การเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อน นอกจากไว้สำรองน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ช่วย
ขับเคลื่อนกังหันไปปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ให้กำเนิดไฟฟ้าขึ้นมา ถือเป็นแหล่ง กำเนิดไฟฟ้าท่ี
สำคัญของประเทศแหล่งหนึง่

แต่ดว้ ยการสร้างเขอื่ นมีความยงุ่ ยากหลายประการ และการสร้างเขอ่ื นเพ่ิมขึ้นใหมท่ ำได้ยากมากขึ้น
จึงหันมาหาวิธกี ารกำเนิดไฟฟ้าวิธีอืน่ ชว่ ยทดแทน และเพื่อให้ทันกับความต้องการใช้งานทีม่ ีเพ่ิมมากข้นึ ทุก
ขณะ การใชก้ ังหนั ลมช่วยในการขบั เคลอ่ื นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ จึงถกู พฒั นามาใชง้ าน เพราะทำได้
งา่ ยกวา่ และลมในประเทศไทยก็มมี ากพอในการขบั เคล่ือนกงั หันช่วยป่ันให้กำเนิดไฟฟ้าขึ้นมา

3.9 บทสรุป

แหล่งกำเนิดไฟฟ้าคือแหล่งให้กำเนิดพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ป้อนอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ ไปทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานไปอยู่ในรปู พลังงานต่าง ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกำเนิดหลายชนิดแตกต่าง
กันไป แบง่ ออกได้เป็น 6 ชนิด คอื ไฟฟา้ เกิดจากการเสียดสี เกดิ ขน้ึ จากการนำวตั ถุตา่ งกนั 2 ชนิดมาเสียดสี
กัน ไฟฟ้าเกิดจากการทำปฏกิ ิริยาทางเคมี ทำได้โดยใช้แท่งโลหะ 2 แท่ง จุ่มลงในกรดกำมะถันเจือจาง ไฟฟ้า
เกิดจากความร้อน ทำได้โดยใช้โลหะ 2 ชนิดเชอ่ื มติด กันทป่ี ลายด้านหนึ่ง และใหค้ วามร้อนทีป่ ลายด้านเชื่อม

63

ติดกันนั้น ไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง กำเนิดขึ้นได้จากอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ เป็นอุปกรณ์จำพวกสารก่ึง
ตัวนำ ไฟฟา้ เกดิ จากแรงกดดนั ผลิตไดจ้ ากแร่ควอตซ์ เมื่อมแี รงกดดนั หรอื แรงสั่นสะเทอื นใหแ้ ร่ควอตซ์ และ
ไฟฟา้ เกดิ จากสนาม แมเ่ หลก็ โดยการตดั ผ่านกนั ของเส้นลวดตวั และสนามแม่เหล็ก

ไฟฟ้าสถิตเป็นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการเสียดสีของวัตถุ 2 ชนิด ส่วนไฟฟ้า
กระแสเกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนิด ขณะเกิดไฟฟ้าต้องมีการเคลื่อนที่ของอเิ ล็กตรอนตลอดเวลา
ไฟฟา้ กระแสตรงเปน็ ไฟฟา้ ทที่ ศิ ทางการไหลของกระแสมีทิศทางเดียว ส่วนไฟฟา้ กระแสสลบั มที ิศทางการไหล
ของกระแสไฟฟ้าสลับไปสลบั มาตลอดเวลา

5. กจิ กรรมการเรียนการสอน
5.1 การนำเข้าสู่บทเรียน
1. จดั เตรียมเอกสารและส่อื การสอน พร้อมกบั อธบิ ายวธิ กี ารใหค้ ะแนน
2. ผู้สอนแจง้ จุดประสงค์การเรยี นของหนว่ ยที่ 3 เร่อื ง แหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าและประเภทของไฟฟา้
3. ผสู้ อนให้ผูเ้ รยี นยกตวั อยา่ งส่วนประกอบของมัลตมิ เิ ตอร์
4. ผ้สู อนใหผ้ เู้ รยี นทำแบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 3 เรือ่ ง แหลง่ กำเนิดไฟฟา้ และประเภทของไฟฟ้าแล้ว

ใหน้ กั ศกึ ษาสลับกนั ตรวจคำตอบ และให้คะแนน
5.2 การเรยี นรู้
1. เปดิ หนังสือเรียนวชิ า งานไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์เบือ้ งตน้ หนว่ ยท่ี 3 เรอ่ื ง แหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้า

และประเภทของไฟฟา้
2. เปดิ งานนำเสนอวชิ า งานไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ บ้อื งตน้ หน่วยท่ี 3 เร่อื ง แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้า

และประเภทของไฟฟ้า
3. ตอบคำถาม ขอ้ สงสัยของผู้เรยี นระหวา่ งเรียน

5.3 การสรุป
1. ทบทวนความเข้าใจและสรุปเนื้อหาร่วมกับผู้เรียนในหน่วยที่ 3 เรื่อง แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและ

ประเภทของไฟฟา้
2. ผเู้ รียนทำใบงานท่ี 3.1,3.2 และแบบฝึกหดั บทที่ 3

5.4 การวัดและประเมนิ ผล
1. ใบปฏบิ ตั งิ านท่ี 3.1
2. ใบปฏบิ ตั ิงานที่ 3.2
3. แบบฝกึ หดั บทท่ี 3
4. ทดสอบไฟฟ้าเกิดจากสนามแมเ่ หลก็

6. ส่ือและแหล่งการเรียนรู้

6.1 สือ่ สิง่ พมิ พ์

64

1.หนงั สือเรียนวิชา งานไฟฟา้ และอิเล็กทรอนกิ สเ์ บอ้ื งตน้ หนว่ ยท่ี 3 แหลง่ กำเนดิ ไฟฟา้ และ
ประเภทของไฟฟ้า

2. ใบปฏิบัติงานท่ี 3.1
3. ใบปฏิบัตงิ านที่ 3.2
4. แบบฝึกหัดบทท่ี 3
6.2 ส่ือโสตทัศน์ (ถา้ มี)
1. งานนำเสนอวชิ า งานไฟฟา้ และอิเล็กทรอนกิ ส์เบ้ืองต้น หน่วยท่ี 3 แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและ
ประเภทของไฟฟ้า

7. การวดั และประเมนิ ผล

7.1 กอ่ นเรียน
1. เขา้ เรียนตรงต่อเวลา
2. เตรยี มหนงั สอื รายวิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบอื้ งต้น

7.2 ขณะเรยี น
1. ให้ความสนใจและตัง้ ใจฟงั ผสู้ อนอธิบาย
2. ใหค้ วามร่วมมือในการทำกิจกรรมระหว่างการเรียนการสอน

7.3 หลังเรียน
1. ใบปฏบิ ตั งิ านท่ี 3.1
2. ใบปฏิบตั งิ านท่ี 3.2
3. แบบฝึกหดั บทท่ี 3

8. กจิ กรรมเสนอแนะ/งานที่มอบหมาย
8.1 กจิ กรรมเสนอแนะ

8.2 งานทีม่ อบหมาย

แบบฝึกหัดบทท่ี 3
แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ และประเภทของไฟฟา้

65

วัตถุประสงค์ เพอ่ื ประเมินความรเู้ ดมิ ของนักศึกษาเก่ยี วกบั เร่ือง เคร่ืองมอื วัดไฟฟา้ เบอ้ื งตน้
เขยี นเครือ่ งหมายกากบาท (X) ลงในขอ้ ทถ่ี กู ต้องทีส่ ดุ

1. จากทฤษฎีอะตอมกล่าวว่า ส่วนท่ีเลก็ ท่ีสุดของวัตถุหรือสสาร ทยี่ ังคงแสดงคณุ สมบัตขิ องวัตถุ หรือสสาร

เดิมอย่คู อื ส่วนใด

ก. นิวเคลยี ส ข. โมเลกุล

ค. อะตอม ง. ธาตุ

2. ภายในอะตอมของวตั ถหุ รอื สสาร สว่ นที่เคลอ่ื นท่ตี ลอดเวลาคืออะไร

ก. นิวเคลียส ข. โปรตอน

ค. นวิ ตรอน ง. อิเลก็ ตรอน

3. วตั ถุ หรือสสาร ทุกชนิดมีประจไุ ฟฟา้ ภายในตัวเอง เหตใุ ดในสภาวะปกติจึงไม่แสดงอำนาจไฟฟ้าออกมา

ก. ศักย์ของประจไุ ฟฟ้าเกิดสภาวะสมดลุ ข. พลงั งานภายนอกมีแรงตา้ นมากกวา่

ค. ศักย์ไฟฟ้าถูกซ่อนเกบ็ ไว้ ง. ประจไุ ฟฟ้าเส่อื มสภาพ

4. ถา่ นไฟฉายใชห้ ลักการผลติ ไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าชนดิ ใด

ก. ความร้อน ข. แรงกดดัน

ค. ปฏิกริ ิยาเคมี ง. สนามแม่เหลก็

5. อปุ กรณ์ทีใ่ ห้กำเนดิ ไฟฟา้ จากการสั่นสะเทือนคืออะไร

ก. ผลึกแรค่ วอตซ์ ข. เทอรโ์ มคปั เปลิ

ค. โวลตาอกิ เซลล์ ง. โซลาร์เซลล์

6. การหมนุ ของกงั หันลมผลิตไฟฟ้าใช้หลกั การผลิตไฟฟา้ จากแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าชนดิ ใด

ก. ความรอ้ น ข. แรงกดดนั

ค. การเสียดสี ง. สนามแม่เหลก็

7. อุปกรณท์ ่ใี หก้ ำเนดิ ไฟฟ้าจากความร้อนคอื อะไร

ก. ผลึกแร่ควอตซ์ ข. เทอรโ์ มคัปเปิล

ค. โวลตาอิกเซลล์ ง. โซลารเ์ ซลล์

8. เครอ่ื งทำอากาศบรสิ ุทธ์ิใช้หลกั การทำงานจากแหล่งกำเนิดไฟฟา้ ชนดิ ใด

ก. ความรอ้ น ข. แรงกดดัน

ค. การเสียดสี ง. สนามแม่เหลก็

9. สาเหตทุ ่ที ำใหเ้ กิดฟา้ ผ่าคอื อะไร
ก. การถา่ ยเทประจุไฟฟา้ จากก้อนเมฆลงสูพ่ น้ื ดนิ
ข. เกดิ ความตา่ งศกั ย์ไฟฟ้าระหว่างสองจุด
ค. การถ่ายเทประจไุ ฟฟา้ ระหวา่ งกอ้ นเมฆ
ง. เกิดความไมส่ มดลุ ของประจุไฟฟา้

66

10. แหล่งกำเนิดไฟฟ้าทจี่ ัดอยใู่ นประเภทไฟฟา้ สถติ คือไฟฟา้ กำเนดิ ได้จากอะไร

ก. ความรอ้ น ข. แรงกดดัน

ค. การเสียดสี ง. สนามแม่เหลก็

ใบปฏิบัตงิ าน 3.1 แหลง่ กำเนิดไฟฟา้ จากมะนาว

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. บอกข้ันตอนการสรา้ งแหลง่ กำเนิดไฟฟ้าจากลูกมะนาวได้
2. แสดงวิธีการทดสอบค่าแรงดนั ท่เี กิดขึ้นได้
3. เกดิ ความประหยัดในการปฏบิ ตั ิงาน

เครอ่ื งมือและอปุ กรณ์

1. ลูกมะนาวสด 3 ผล
2. ตะปยู าว 4 ซม. 3 ตวั
3. ลวดทองแดงยาว 4 ซม. 3 ทอ่ น
4. ไดโอดเปลง่ แสง (LED) 1 ตวั
5. ดจิ ิตอลมัลตมิ ิเตอร์
6. สายต่อวงจร 1 เคร่ือง
1 ชดุ
ลำดบั ข้นั การทดลอง

1.นำตะปู และลวดทองแดง เสยี บลงในลกู มะนาว ให้มรี ะยะหา่ งจากกนั ของโลหะทั้งสองมากที่สดุ ทัง้ 3 ผล จะได้ข้ัว
แรงดนั ออกมา ดา้ นตะปูเป็นข้ัวลบ (–) ดา้ นลวดทองแดงเป็นขั้วบวก (+)

2. ตอ่ วงจรแหลง่ กำเนิดแรงดนั จากลูกมะนาวแบบอนกุ รมกนั ตามรูปที่ 3.1
3. ใชด้ จิ ติ อลมลั ตมิ เิ ตอร์ต้งั ค่าทด่ี ีซโี วลต์มิเตอรย์ ่านโวลต์ตำ่ นำไปวัดที่ขว้ั โลหะทั้งสองของแหลง่ กำเนิดแรงดันชุด
แรกทต่ี ำแหน่งวดั 1 – 2 ขัว้ ลบมิเตอร์วัดทตี่ ะปู (–) ขัว้ บวกมิเตอร์วัดทล่ี วดทองแดง (+) อา่ นคา่ แรงดันท่วี ัดได้ บนั ทึกค่าลง
ในตารางที่ 3.1 ชอ่ งตำแหนง่ ทวี่ ัด 1 – 2
4. วัดแรงดันตามตำแหน่งในตารางที่ 3.1 ช่องตำแหน่งที่วัดทีเ่ หลือทั้งหมด ตามลำดับ บันทึกค่าลงในตารางท่ี
3.1

+ DCV- 2 3 67
+-
1 4
- +- +

รปู ท่ี 3.1 แหลง่ กำเนิดไฟฟ้าจากมะนาว

ตารางท่ี 3.1 แรงดันทวี่ ัดได้จากแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าจากมะนาว

ตำแหนง่ ทีว่ ัดท่ี 1–2 2–3 3–4 1–3 1–4

แรงดัน (V)

5. นำ LED มาต่อแทนดจิ ิตอลมลั ตมิ ิเตอร์ ทดสอบครั้งแรกให้ LED เปลง่ แสงกอ่ น โดยนำขาทงั้ สองของ LED คร่อม
ทขี่ ้วั แหลง่ กำเนิดแรงดันตำแหนง่ 1 – 3 สลบั ขา K และขา A ไปมา ใชต้ ำแหน่งที่ LED เปลง่ แสงสว่างขน้ึ มา ย้ายขา LED มา
ตอ่ ทีข่ า 1 – 2 ต่อวงจรตามรูปที่ 3.2

LED 2 3
KA +-

1 4
- +- +

รปู ที่ 3.2 ทดสอบกระแสไหลผา่ นไดโอดเปลง่ แสง

ตารางท่ี 3.2 ความสวา่ งของไดโอดเปลง่ แสง

ตำแหนง่ ที่วัดท่ี 1–2 1–3 1–4
ความสวา่ งของ LED

68

สรปุ ผลการทดลอง

______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________

คำถามและการวเิ คราะห์

1. ค่าแรงดันที่เกิดขึ้นจากลูกมะนาวแต่ละลูกเทา่ กนั หรือแตกต่างกันอยา่ งไร แรงดันที่ต่ออนกุ รมกนั มคี า่ เพ่ิมขน้ึ
หรอื ไม่ เพราเหตใุ ดจงึ เป็นเช่นนนั้

______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________

ใบปฏิบัติงาน แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าจากมะเขือเทศ
3.2

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. บอกขั้นตอนการสรา้ งแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าจากมะเขือเทศได้
2. แสดงวิธกี ารทดสอบคา่ แรงดนั ทเ่ี กดิ ข้ึนได้
3. มีความรับผิดชอบในการปฏบิ ัตงิ าน

69

เคร่อื งมอื และอุปกรณ์

1. ลกู มะเขอื เทศสด 3 ผล
2. ตะปยู าว 4 ซม. 3 ตวั
3. ลวดทองแดงยาว 4 ซม. 3 ท่อน
4. ไดโอดเปล่งแสง (LED) 1 ตัว
5. ดิจติ อลมัลติมิเตอร์
6. สายต่อวงจร 1 เครือ่ ง
1 ชุด
ลำดบั ข้นั การทดลอง

1.นำตะปู และลวดทองแดง เสียบลงในลกู มะเขอื เทศ ให้มีระยะห่างจากกนั ของโลหะท้งั สองมากทีส่ ดุ ท้งั 3 ผล
จะไดข้ ้ัวแรงดนั ออกมา ดา้ นตะปเู ปน็ ขัว้ ลบ (–) ด้านลวดทองแดงเปน็ ขัว้ บวก (+)

2. ตอ่ วงจรแหลง่ กำเนดิ แรงดนั จากลูกมะเขอื เทศแบบอนกุ รมกนั ตามรปู ที่ 3.3
3. ใช้ดิจิตอลมลั ตมิ เิ ตอรต์ ง้ั คา่ ทด่ี ซี โี วลตม์ ิเตอร์ยา่ นโวลต์ต่ำ นำไปวดั ทข่ี ั้วโลหะท้ังสองของแหลง่ กำเนิดแรงดันชุด
แรกทีต่ ำแหนง่ วัด 1 – 2 ขว้ั ลบมิเตอรว์ ดั ทตี่ ะปู (–) ขวั้ บวกมเิ ตอร์วดั ทีล่ วดทองแดง (+) อา่ นค่าแรงดันทว่ี ดั ได้ บันทึกค่าลง
ในตารางท่ี 3.3 ชอ่ งตำแหนง่ ทวี่ ดั 1 – 2
4. วัดแรงดันตามตำแหน่งในตารางท่ี 3.3 ชอ่ งตำแหน่งทว่ี ดั ท่เี หลอื ทั้งหมด ตามลำดบั บันทึกคา่ ลงในตารางท่ี 3.3

+ DCV- 2 3
+-
1 +- 4
- +

รปู ท่ี 3.3 แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าจากมะเขือเทศ

ตารางที่ 3.3 แรงดันทว่ี ดั ไดจ้ ากแหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ จากมะเขอื เทศ

ตำแหน่งทว่ี ัดท่ี 1–2 2–3 3–4 1–3 1–4

แรงดัน (V)

70

5. นำ LED มาตอ่ แทนดจิ ติ อลมลั ติมิเตอร์ ทดสอบครัง้ แรกให้ LED เปลง่ แสงกอ่ น โดยนำขาทงั้ สองของ LED คร่อม
ทข่ี ้วั แหลง่ กำเนิดแรงดันตำแหนง่ 1 – 3 สลบั ขา K และขา A ไปมา ใช้ตำแหนง่ ท่ี LED เปลง่ แสงสวา่ งขึน้ มา ยา้ ยขา LED มา
ตอ่ ที่ขา 1 – 2 ตอ่ วงจรตามรูปท่ี 3.4

LED

KA 2 3
+-
1- + - 4
+

รปู ท่ี 3.4 ทดสอบกระแสไหลผา่ นไดโอดเปล่งแสง
ตารางที่ 3.4 ความสวา่ งของไดโอดเปลง่ แสง

ตำแหน่งที่วัดที่ 1–2 1–3 1–4
ความสว่างของ LED

สรุปผลการทดลอง

______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________

คำถามและการวเิ คราะห์

1. ค่าแรงดนั ทเ่ี กดิ ข้ึนจากลกู มะเขือเทศแต่ละลูกเท่ากันหรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร แรงดันทตี่ อ่ อนกุ รมกันมคี า่ เพ่มิ ขึ้น
หรือไม่ เพราเหตใุ ดจงึ เปน็ เช่นนน้ั

______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________

71

______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________

9. การบรู ณาการกบั หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
9.1 ความมเี หตผุ ล
1. จดั เตรียมวัสดุ - อปุ กรณ์และสื่อการสอนที่ใชใ้ นการเรียนการสอน ใหเ้ หมาะสมกบั กิจกรรมและ

จำนวนผู้เรียน
9.2 ความพอประมาณ
1. เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นและเป็นส่วนช่วยให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำให้กิจกรรมดำเนินบรรลุ

วตั ถปุ ระสงค์
2. เพ่ือให้งานออกมาสำเรจ็ ตามเปา้ หมายทีก่ ำหนด

9.3 การมภี ูมิคุ้มกันในตวั ที่ดี
1. วางแผนการทำงานรว่ มกนั ภายในกล่มุ ด้วยความรอบคอบ
2. ระมดั ระวงั การใช้อุปกรณไ์ ม่ใหเ้ กิดอนั ตรายและความเสยี หาย
3. จัดเก็บอุปกรณ์ใหเ้ ปน็ ระเบียบหลงั การใช้งาน

9.4 เงือ่ นไขความรู้
1. นักเรียนมคี วามรู้เกยี่ วกับระบบความปลอดภัย

9.5 เง่ือนไขคุณธรรม
1. เป็นผมู้ คี วามอดทนในการทำงานรว่ มกับผอู้ นื่
2. เป็นผมู้ ีความรบั ผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
3. เป็นผมู้ ีน้ำใจ เอ้อื เฟ้อื
4. การทำงานเปน็ ทีม
5. เป็นผ้มู คี วามเพียรและใฝ่รู้

10. เอกสารอา้ งอิง/บรรณานกุ รม
พนั ธ์ศักดิ์ พุฒิมานติ พงศ์ และคณะ. งานไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกส์เบอ้ื งต้น. กรงุ เทพฯ : สำนกั พิมพศ์ ูนย์
ส่งเสรมิ อาชวี ะ
ประพันธ์ พิพัฒนสขุ และคณะ. ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนกิ ส์เบื้องต้น. นนทบุรี : สำนักพมิ พ์ศนู ยส์ ่งเสริม
อาชีวะ

11. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ รหสั วชิ า 72
รายวชิ า สาขาวิชา สปั ดาห์ท่ี
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ระดับช้นั
11.1 ผลการจัดการเรยี นรู้ กลุ่ม

11.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน/นักศึกษา

นักเรียนสอบ มีคะแนนสอบแต่ละหน่วยการเรยี น

คะแนนสูงกว่า รอ้ ยละ 60 ข้ึนไป จำนวน คน
คน
คะแนนตำ่ กวา่ ร้อยละ 60 ลงไป จำนวน

11.3 ปญั หาและอุปสรรค

11.4 แนวทางแกไ้ ข

11.5 ขอ้ เสนอแนะ

ลงชอ่ื
(นางสาวธารวมิ ล วงศ์โอษฐ์)
ผู้สอน

73

73

แผนการจัดการเรยี นรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 4
ชอื่ วิชา งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์ สอนสัปดาห์ที่ 5-6
เบื้องต้น
รหสั วิชา 20100-1005 จำนวน 2 หนว่ ยกติ
หลกั สูตร ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี (ปวช.) พุทธศักราช 2563

ชอ่ื หนว่ ย กฎของโอห์ม กำลงั ไฟฟา้ และพลงั งานไฟฟา้ จำนวน 8 ชั่วโมง/สัปดาห์

1. สาระสำคญั

กฎของโอห์มกำหนดขึ้นมาจากความสัมพันธ์ของแรงดัน กระแส และความต้านทาน เกิดขึ้นตาม

ความเป็นจริงของการทำงานในวงจรไฟฟา้ คือวงจรไฟฟ้าต้องประกอบด้วยสว่ นประกอบอยา่ งน้อย 3 ส่วน

คือแรงดัน กระแส และความต้านทาน วงจรไฟฟ้าจึงสามารถทำงานได้ ความสัมพันธเ์ ป็นดังนี้ จำนวนของ

กระแสทไ่ี หลในวงจรไฟฟา้ เปลีย่ นแปลงไปตามคา่ แรงดนั ท่ีจ่ายใหก้ บั วงจรนนั้ แตเ่ ปล่ียนแปลงเป็นส่วนกลับ

กับความต้านทานในวงจร กฎของโอห์มเขียนออกมาเปน็ สูตรได้ I = E / R

2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
2.1 ด้านพุทธพิ ิสยั
1. เพ่อื ให้มคี วามรู้ ความเข้าใจคณุ สมบตั ิของศักยไ์ ฟฟ้าและประจุไฟฟา้
2. เพ่อื ใหม้ ีความรู้ ความเข้าใจสมการกฎของโอหม์
3. เพื่อใหม้ คี วามรู้ ความเข้าใจการคำนวณแก้ปญั หาวงจรไฟฟ้าดว้ ยกฎของโอหม์
4. เพอ่ื ใหม้ ีความรู้ ความเข้าใจการเขียนสมการกำลังไฟฟ้าสัมพันธ์กบั กฎของโอห์ม
5. เพือ่ ใหม้ คี วามรู้ ความเข้าใจวธิ แี ปลงหน่วยปรมิ าณไฟฟา้
6. เพื่อใหม้ ีความรู้ ความเข้าใจการคำนวณค่ากำลังไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้

2.2 ดา้ นทักษะพสิ ยั
1. มีทกั ษะในการเขียนสมการกฎของโอหม์ การแก้ปญั หาวงจรไฟฟา้ ดว้ ยกฎของโอหม์ และคา่

กำลงั ไฟฟ้าบวกเมตรกิ ซ์
2. แสดงวธิ ีการคำนวณแก้ปัญหาวงจรไฟฟา้ ด้วยกฎของโอห์ม
3. แสดงวิธกี ารคำนวณหาค่ากำลงั ไฟฟ้า

2.3 ด้านจติ พสิ ัย
1. เพ่อื ใหม้ ีเจตคติทดี่ ตี ่อการเตรยี มความพร้อมด้านการเตรยี ม วัสดุ อปุ กรณ์ และการปฏบิ ตั ิงาน

อย่างถูกตอ้ ง สำเรจ็ ภายในเวลาทก่ี ำหนด มเี หตุและผลตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. เตรียมความพร้อมดา้ น วัสดุ อปุ กรณ์สอดคลอ้ งกับงานไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

74

3. ปฏิบตั ิงานได้อยา่ งถูกต้อง และสำเรจ็ ภายใน เวลาทกี่ ำหนดอย่างมเี หตุและผลตามหลกั ปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง
3. สาระการเรยี นรู้

1. อะตอมกบั ไฟฟา้
2. ไฟฟา้ เกิดจากการเสียดสี
3. ไฟฟา้ เกิดจากแรงกดดนั
4. ไฟฟ้าเกิดจากความรอ้ น
5. ไฟฟา้ เกดิ จากปฏิกิรยิ าเคมี
6. ไฟฟ้าเกดิ จากแสงสวา่ ง
7. ไฟฟ้าเกิดจากสนามแมเ่ หล็ก
8. ประเภทไฟฟา้

4.เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้
ดา้ นความรู้(ทฤษฎี)

4.1 ศกั ย์ไฟฟา้ และประจุไฟฟ้า

ประจุไฟฟ้า (Electric Charge) และศักย์ไฟฟ้า (Electric Potential) เป็นปริมาณทางไฟฟ้าที่เกิด
ข้นึ มาในเวลาพรอ้ มกัน มคี วามสมั พันธ์และเกยี่ วขอ้ งกันอย่างใกล้ชิด จนไม่สามารถแยกปรมิ าณท้งั สองออก
จากกันได้ การกล่าวถึงศักย์ไฟฟ้าจะต้องมีประจุไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และถ้ากล่าวถึงประจุไฟฟ้า
จะต้องมศี กั ย์ไฟฟ้าเข้ามาเกีย่ วข้องด้วยเช่นกัน ปรมิ าณไฟฟ้าทั้งสองเปน็ ตัวแสดงให้ทราบถึงจำนวนไฟฟ้าท่ี
กำเนิดข้นึ มาวา่ มีมากนอ้ ยเพยี งไร ความหมายของประจุไฟฟา้ และศกั ยไ์ ฟฟ้า เปน็ ดงั นี้

ประจุไฟฟ้า คือ ขั้วของไฟฟ้าที่แตกต่างกนั แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วบวก (+) หรือประจุบวก
(Positive Charge) และขั้วลบ (–) หรือประจุลบ (Negative Charge) ในทุกๆ อะตอมจะประกอบด้วย
ประจุบวกหรือโปรตอน และประจุลบหรืออิเล็กตรอนรวมกันอยู่ ในสภาวะปกติประจุไฟฟ้าทั้งสองมีค่ า
สมดุลกัน หรอื เทา่ กนั

ศักย์ไฟฟ้า คือ ค่าของไฟฟ้า หรือปริมาณของไฟฟ้าที่แสดงออกมาในขณะเกิดความไม่สมดุลของ
ประจุไฟฟ้า แบ่งออกได้เป็น 2 ค่า คือ ศักย์บวก (Positive Potential) หมายถึง การมีประจุไฟฟ้าบวก
มากกว่าประจุไฟฟ้าลบ และศักย์ลบ (Negative Potential) หมายถึง การมีประจุไฟฟ้าลบมากกว่าประจุ
ไฟฟ้าบวก

ประจุไฟฟ้าและศกั ย์ไฟฟา้ มีพลังงานในตัวเอง สามารถเคลื่อนที่และเปลีย่ นแปลงคา่ ได้ และพร้อม
จะเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงค่าตลอดเวลา เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสมและเอื้ออำนวย ประจุไฟฟ้าหรือ

75

ศักย์ไฟฟ้ามีอำนาจไฟฟ้าแผ่ออกรอบตวั เองในรปู ของเสน้ แรง (Line of Force) เรยี กวา่ เส้นแรงสนามไฟฟ้า
(Electric Field Lines) สง่ ผลต่อพลังงานหรือแรงท่ีเกิดขึน้

เส้นแรงสนามไฟฟ้าเกิดขึ้นที่ประจุไฟฟ้ามีลักษณะดงั น้ี ถา้ เปน็ ประจุไฟฟ้าบวก (+) เส้นแรงสนามไฟฟ้า
จะเคลือ่ นทอ่ี อกจากประจุ ถ้าเป็นประจุไฟฟ้าลบ (–) เส้นแรงสนามไฟฟ้าจะเคลื่อนที่เขา้ หาประจุ เส้นแรง
สนามไฟฟา้ จะเกิดข้ึนมากหรือนอ้ ย ขึ้นอยู่กับปรมิ าณศักย์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น เส้นแรงสนามไฟฟ้าที่เกิดขึ้นรอบ
ประจไุ ฟฟ้า แสดงดังรูปที่ 4.1

+-

(ก) ประจไุ ฟฟ้าบวก (ข) ประจุไฟฟ้าลบ

รูปท่ี 4.1 เส้นแรงสนามไฟฟ้าเกดิ ขึน้ รอบประจุไฟฟ้า

คณุ สมบตั ขิ องประจไุ ฟฟ้าและศกั ยไ์ ฟฟ้าแต่ละชนิด เปน็ ดังน้ี
➢ ประจุไฟฟ้าและศักย์ไฟฟ้ามีค่าต่างกันจะดูดกัน เช่น ประจุไฟฟ้าบวกดูดกับประจุไฟฟ้าลบ เกิด
เสน้ แรงสนามไฟฟ้ารวมกนั จากประจไุ ฟฟ้าท้ังสองรวมเป็นชุดเดียวกัน
➢ ประจุไฟฟ้าและศักย์ไฟฟา้ มคี ่าเหมอื นกันจะผลักกนั เช่น ประจุไฟฟ้าบวกผลักกับประจุไฟฟ้าบวก
หรอื ประจไุ ฟฟา้ ลบผลักกับประจุไฟฟ้าลบ เกิดเสน้ แรงสนามไฟฟา้ แยกจากกันของประจุไฟฟ้าแตล่ ะตัว การ
ดงึ ดดู กันและการผลกั กนั ของประจุไฟฟ้า แสดงดงั รปู ที่ 4.2

+- 76

++

(ก) ประจุไฟฟ้าต่างกนั ดูดกนั (ข) ประจุไฟฟ้าเหมอื นกันผลกั กัน

รูปท่ี 4.2 การดึงดดู กนั และการผลักกันของประจุไฟฟ้า

4.2 กฎของโอห์ม

กฎของโอห์ม (Ohm’s Law) ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ จอร์จ ไซมอน โอห์ม
(George Simon Ohm) กฎของโอห์มกำหนดขึ้นมาจากความสัมพันธ์ของแรงดัน กระแส และความ
ต้านทาน เกิดขน้ึ ตามความเปน็ จริงของการทำงานในวงจรไฟฟ้า คือ วงจรไฟฟ้าวงจรหน่ึงตอ้ งประกอบด้วย
ส่วนประกอบอยา่ งนอ้ ย 3 สว่ น คือ แรงดนั กระแส และความต้านทาน จึงจะสามารถทำใหว้ งจรไฟฟ้าวงจรน้ัน
ทำงานได้ เม่ือมีการเปลี่ยนแปลงไปของแต่ละส่วนที่สัมพันธ์กัน ย่อมมีผลต่อการทำให้วงจรไฟฟ้าทำงาน
เปลีย่ นแปลงไปด้วย

ความสัมพันธ์ของปริมาณไฟฟ้าทั้งสามเกี่ยวข้องกัน ตามหน่วยมาตรฐาน คือ กระแสมีหน่วยเป็น
แอมแปร์ (A) แรงดันมีหน่วยเป็นโวลต์ (V) และความต้านทานมีหน่วยเป็นโอห์ม () มีความสัมพันธ์กัน
ดังนี้ จำนวนกระแสท่ไี หลในวงจรไฟฟา้ เปลย่ี นแปลงตามคา่ แรงดนั ทจี่ ่ายให้กับวงจรน้ัน แต่เปลี่ยนแปลง
เปน็ ส่วนกลับกับความต้านทานในวงจร คำกลา่ วนี้สามารถเขยี นออกมาเปน็ สภาวะการทำงานได้ 2 สภาวะ
ดังน้ี

1. ถ้ากำหนดให้ความต้านทาน (R) ในวงจรคงท่ี กระแส (I) ในวงจรจะไหลได้มากเมื่อจ่ายแรงดัน
(E) ใหว้ งจรมาก และกระแส (I) ในวงจรจะไหลไดน้ ้อย เมอ่ื จ่ายแรงดัน (E) ในวงจรนอ้ ย เขียนความสัมพันธ์
ออกมาได้ดงั รปู ที่ 4.3 และเขยี นเปน็ สมการไดด้ ังสมการท่ี (4 – 1)

I = 0.3 A + I = 0.6 A 77

+ RE R
10  6 V 10 
E
3V

-

-

(ก) แรงดันนอ้ ยกระแสไหลนอ้ ย (ข) แรงดันมากกระแสไหลมาก

รปู ที่ 4.3 เมื่อความต้านทานคงที่ กระแสไหลเปลี่ยนแปลงตามแรงดนั

I  E เมื่อ R คงที่ .....(4-1)

2. ถ้ากำหนดให้แรงดัน (E) ในวงจรคงที่ กระแส (I) ในวงจรจะไหลได้มากเมื่อต่อตัวต้านทานใน
วงจรมีค่าความต้านทาน (R) น้อย และกระแส (I) ในวงจรจะไหลได้น้อยเมื่อต่อตัวต้านทานในวงจรมีค่า
ความตา้ นทาน (R) มาก เขียนความสัมพันธ์ออกมาได้ดงั รูปท่ี 4.4 และเขียนเป็นสมการได้ดงั สมการที่ (4 – 2)

+ + R
10 
I = 0.3 A I = 0.6 A

E RE
6V 20  6 V

--

(ก) ความต้านทานมากกระแสไหลน้อย (ข) ความต้านทานนอ้ ยกระแสไหลมาก

78

รปู ที่ 4.4 เมอื่ แรงดนั คงที่ กระแสไหลเปล่ียนแปลงตามความตา้ นทาน

I  1 เม่ือ E คงท่ี .....(4-2)
R

จากสมการที่ (4 – 1) และ (4 – 2) นำมาเขียนเปน็ สมการทางไฟฟ้า เรียกวา่ กฎของโอหม์ เขยี น
เปน็ สมการไดด้ ังน้ี

I = E .....(4-3)
R

เมอื่ I = กระแส หน่วยแอมแปร์ (A)

E = แรงดนั หนว่ ยโวลต์ (V) E
R = ความต้านทาน หนว่ ยโอหม์ () IR

จากสมการที่ 4-3 เป็นการหาค่ากระแส (I) โดย รปู ท่ี 4.5 วงกลมสมการกฎของโอหม์
สามารถย้ายสมการเพื่อหาค่าแรงดัน (E) หรือค่าความ
ต้านทาน (R) ได้เช่นเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น จะนำ
สมการกฎของโอหม์ มาเขยี นไวใ้ นวงกลม แสดงดงั รูปท่ี 4.5

การหาสมการในแต่ละส่วนของวงกลม ทำได้โดยใชน้ ว้ิ มือปิดส่วนทต่ี ้องการหาไว้ สว่ นทีเ่ หลือคือสูตร
ที่ใช้ในการคำนวณ สมการที่ได้ถ้าอยู่ในแถวเดียวกันเป็นการคูณกัน และถ้าสมการที่ได้อยู่ต่างแถวกันเป็น
การหารกัน การหาค่าแรงดัน กระแส และความตา้ นทาน จากวงกลมสมการกฎของโอหม์ แสดงไดด้ งั รูป
ท่ี 4.6

79

E E=IR
IR

(ก) สมการหาค่าแรงดนั (E)

E I=ER
IR

(ข) สมการหาคา่ กระแส (I)

E R=EI
IR

(ค) สมการหาค่าความต้านทาน (R)
รปู ท่ี 4.6 การหาค่าแรงดนั กระแส และความต้านทานจากวงกลมสมการกฎของโอหม์

4.3 การแกป้ ัญหาวงจรไฟฟ้าด้วยกฎของโอหม์
เราสามารถนำกฎของโอห์มไปชว่ ยแก้ปัญหาการคำนวณค่าต่างๆ ในวงจรไฟฟ้าได้ โดยการแทนค่า

ปรมิ าณไฟฟา้ ด้วยกฎของโอหม์ คำนวณหาค่าปรมิ าณไฟฟา้ ทต่ี อ้ งการออกมา ชว่ ยให้เกดิ ความสะดวกตอ่ การ
ทำงานทางไฟฟ้า ช่วยลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานลง และทำให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานของ
วงจรไฟฟ้า สิ่งสำคัญของการใช้กฎของโอห์ม คือการแทนค่าในการคำนวณทุกครั้ง จำเป็นต้องทำให้ค่า
ปริมาณไฟฟ้าทั้งหมดทีใ่ ช้คำนวณ อยู่ในหนว่ ยมาตรฐานท่ีถกู ต้อง จึงจะทำให้ค่าทีค่ ำนวณได้มีความถกู ตอ้ ง

80

ส่วนผลลัพธท์ ี่คำนวณได้ควรแสดงค่าตัวเลข ให้มีหลักที่เหมาะสม และบอกบทที่เหมาะสมกำกับไว้ เพื่อลด
ความผิดพลาดจากการเขียนค่า และการอ่านค่าเหลา่ นั้น

ตวั อย่างที่ 4.1 เตาไฟฟ้าใชแ้ รงดันไฟสลับ 220 V มกี ระแสไหลผ่าน 5 A จงหาคา่ ความต้านทานของเตาไฟฟ้า
เครื่องนี้

I=5A R=?

E
220 V

รูปที่ 4.7 วงจรเตาไฟฟ้าตอ้ งการหาคา่ ความตา้ นทาน

วิธที ำ

สตู ร R = E
เมือ่ R = ? I

E = 220 V

I = 5A

แทนค่า R = 220 V = 44 
5A

 ความต้านทานของเตาไฟฟ้า = 44  ตอบ

ตัวอย่างที่ 4.2 กระติกต้มน้ำไฟฟ้ามีความต้านทาน 16 Ω ใช้กับแรงดันไฟสลับ 220 V จะมีกระแสไหลผ่าน
กระติกนำ้ ร้อนเทา่ ไร

I=?A

R = 16  E
220 V

รูปท่ี 4.8 วงจรกระตกิ นำ้ รอ้ นตอ้ งการหาค่ากระแส

81

วธิ ีทำ

สตู ร I = E
เมือ่ I = ? R

E = 220 V

R = 16 Ω

แทนค่า I = 220 V = 13.75 A
16 

 กระแสไหลผา่ นกระติกตม้ นำ้ ไฟฟ้า = 13.75 A ตอบ

ตวั อย่างที่ 4.3 เครอ่ื งขยายเสียงมีความต้านทาน 240 Ω ขณะทำงานมีกระแสไหลในวงจร 0.5 A จะมีแรงดัน
จ่ายให้เครือ่ งขยายเสยี งเท่าไร

I = 0.5 A

R = 240  +

E=?V

-

รปู ท่ี 4.9 วงจรเครื่องขยายเสียงตอ้ งการหาค่าแรงดัน

วธิ ีทำ E = IR
สูตร

เมอื่ E = ?

I = 0.5 A

R = 240 Ω

แทนคา่ E = 0.5 A  240 Ω = 120 V

 แรงดนั จา่ ยให้เครื่องขยายเสยี ง = 120 V ตอบ

4.4 กำลังไฟฟา้ สมั พันธก์ บั กฎของโอหม์
กำลัง (Power) คือ อัตราการทำงานในหนึ่งหน่วยเวลา โดยกำลังจะมีความสัมพันธ์กับเวลาเสมอ

กำลงั มหี น่วยเป็นวัตต์ (W) เมอื่ กำลังถูกใช้งานทางด้านไฟฟ้า จึงเรยี กว่า กำลงั ไฟฟ้า (Electrical Power ; P)
คือ อัตราการใช้พลงั งานไฟฟา้ (W) มีหน่วยเป็นจูล (J) ทำใหอ้ เิ ลก็ ตรอนเคลือ่ นที่จากจุดหนึง่ ไปยังอกี จุดหน่ึง
ในเวลา (t) มหี น่วยเปน็ วนิ าที (s) เขียนออกมาเปน็ สมการได้ดงั นี้

82

P = W .....(4-4)
t

เมื่อ P = กำลังไฟฟ้า หน่วยวัตต์ (W)

W = พลงั งานไฟฟา้ หรืองาน หนว่ ยจลู (J)

t = เวลา หน่วยวนิ าที (s)

กำลังไฟฟ้าเมื่อถูกนำมาใช้งานร่วมกับกฎของโอห์ม สามารถเขียนความสัมพันธ์กันได้ดังน้ี
กำลังไฟฟ้า (P) 1 วัตต์ (W) คือ อัตราของงานที่ถูกกระทำในวงจรไฟฟ้าซึ่งเกิดกระแส (I) ไหล 1
แอมแปร์ (A) เมอื่ มแี รงดัน (E) จ่ายใหว้ งจร 1 โวลต์ (V) กำลงั ไฟฟ้าหาไดจ้ ากผลคูณของแรงดัน มีหน่วย
เป็นโวลต์ คูณดว้ ยกระแส มีหน่วยเป็นแอมแปร์ เขยี นเปน็ สมการไดด้ ังน้ี

P = EI .....(4-5)

เมื่อ P = กำลงั ไฟฟ้า หน่วยวตั ต์ (W)

E = แรงดัน หนว่ ยโวลต์ (V)

I = กระแส หน่วยแอมแปร์ (A)

จากสมการที่ 4 – 5 เป็นการหาค่ากำลังไฟฟ้า P
EI
(P) เราสามารถย้ายสมการเพื่อหาค่าแรงดัน (E) หรือ

ค่ากระแส (I) ไดเ้ ช่นเดียวกนั เพอ่ื ใหเ้ ข้าใจงา่ ยขน้ึ โดย

นำสมการหาค่ากำลังไฟฟ้ามาเขียนไว้ในวงกลม แสดง

ดังรูปที่ 4.10

รูปที่ 4.10 วงกลมสมการกำลงั ไฟฟ้า

83

ต้องการหาคา่ ปรมิ าณไฟฟา้ ใด ใหใ้ ช้น้ิวมือปิด
ปริมาณไฟฟ้านั้นไว้ ส่วนที่เหลือคือค่าสมการที่หาได้
สมการที่ไดอ้ ยู่ในแถวเดยี วกัน คือการคูณกนั

สมการท่ีได้อยู่ต่างแถวกนั คือการหารกัน

เมื่อนำกฎของโอห์มมาแทนค่าลงในสมการหากำลังไฟฟ้า ทำให้สมการใช้คำนวณกำลัง ไฟฟ้าเกิด

การเปลีย่ นแปลงไป สมการมคี วามสัมพันธก์ ัน แสดงให้เหน็ ได้ดงั ตวั อย่างดงั น้ี

จากสมการกำลังไฟฟา้ P = EI

นำสมการกฎของโอหม์ I = E แทนค่าลงไป
R
E2
จะได้ P = E E = R เป็นตน้
R
เม่ือนำสมการกฎของโอห์มและสมการกำลังไฟฟา้ มาเขยี นรวมกันในรูปวงกลม สามารถเขียนออกมา

ไดห้ ลายคา่ แสดงดงั รปู ที่ 4.11

P I(W) E2 P P (A)
R EE
I2R R
EI R
E RPR E2
P EP
IR P I2 I
(V) I ()

รปู ท่ี 4.11 วงกลมสมการกฎของโอหม์ สมั พนั ธ์กบั กำลงั ไฟฟ้า

4.5 การแปลงหนว่ ยปรมิ าณไฟฟ้า
ปรมิ าณไฟฟ้าทง้ั 4 คา่ ได้แก่ แรงดัน กระแส ความต้านทาน และกำลังไฟฟา้ ทีน่ ำไป ใช้งาน หรอื

ใช้ในการคำนวณค่า โดยปกตหิ น่วยของปรมิ าณไฟฟา้ เหล่านัน้ จะต้องอยู่ในหนว่ ยมาตรฐาน คือแรงดัน (E) มี
หน่วยเป็นโวลต์ (V) กระแส (I) มีหน่วยเป็นแอมแปร์ (A) ความต้านทาน (R) มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ω) และ
กำลังไฟฟ้า (P) มีหน่วยเป็นวัตต์ (W) แต่การใช้งานแต่ละครั้งมีโอกาสใช้หน่วยปริมาณไฟฟ้าที่แตกต่างไป

84

จากหน่วยปกติ จึงจำเป็นต้องแปลงหน่วยใช้งานให้อยู่ในหน่วยปกติก่อนการคำนวณค่าเสมอ เพราะถ้าใช้
หนว่ ยไมถ่ ูกต้อง จะทำให้ผลลัพธ์ท่ีคำนวณได้เกดิ ความผิดพลาด หน่วยของปริมาณไฟฟ้าท้งั 4 ค่า แบ่งย่อย
ออกได้ดังน้ี

1. หน่วยแรงดัน แบ่งออกเป็นหน่วยย่อย คือ ไมโครโวลต์ (V) มิลลิโวลต์ (mV) โวลต์ (V) กิโล
โวลต์ (kV) และเมกะโวลต์ (MV) ความสมั พนั ธ์ของหน่วยยอ่ ยเปน็ ดงั น้ี

1 โวลต์ (V) = 1,000 มิลลโิ วลต์ (mV) = 1  103 มิลลโิ วลต์ (mV)

= 1,000,000 ไมโครโวลต์ (V) = 1  106 ไมโครโวลต์ (V)
= 1  10-3 โวลต์ (V)
1 มลิ ลิโวลต์ (mV) = 1 โวลต์ (V) = 1  10-6 โวลต์ (V)
1 ไมโครโวลต์ (V) 1,000 = 1  103 โวลต์ (V)
1 กิโลโวลต์ (kV)
= 1 โวลต์ (V)
1,000,000

= 1,000 โวลต์ (V)

1 เมกะโวลต์ (MV) = 1,000,000 โวลต์ (V) = 1  106 โวลต์ (V)

2. หน่วยกระแส แบง่ ออกเปน็ หน่วยย่อย คอื ไมโครแอมแปร์ (A) มิลลแิ อมแปร์ (mA) แอมแปร์
(A) กโิ ลแอมแปร์ (kA) และเมกะแอมแปร์ (MA) ความสัมพนั ธ์ของหน่วยย่อยเปน็ ดงั น้ี

1 แอมแปร์ (A) = 1,000 มิลลิแอมแปร์ (mA) = 1  103 มิลลิแอมแปร์ (mA)

= 1,000,000 ไมโครแอมแปร์ (A) = 1  106 ไมโครแอมแปร์ (A)

1 มลิ ลแิ อมแปร์ (mA) = 1 แอมแปร์ (A) = 1  10-3 แอมแปร์ (A)
1 ไมโครแอมแปร์ (A) 1,000 = 1  10-6 แอมแปร์ (A)
1 กโิ ลแอมแปร์ (kA)
= 1 แอมแปร์ (A)
1,000,000

= 1,000 แอมแปร์ (A) = 1  103 แอมแปร์ (A)

1 เมกะแอมแปร์ (MA) = 1,000,000 แอมแปร์ (A) = 1  106 แอมแปร์ (A)

85

3. หนว่ ยความตา้ นทาน แบง่ ออกเปน็ หนว่ ยยอ่ ย คอื ไมโครโอหม์ (Ω) มลิ ลิโอหม์ (mΩ) โอห์ม
(Ω) กิโลโอหม์ (kΩ) และเมกะโอหม์ (MΩ) ความสัมพนั ธข์ องหนว่ ยย่อยเป็นดังนี้

1 โอห์ม (Ω) = 1,000 มลิ ลิโอห์ม (mΩ) = 1  103 มิลลิโอห์ม (mΩ)
= 1  106 ไมโครโอหม์ (Ω)
1 มิลลโิ อหม์ (mΩ) = 1,000,000 ไมโครโอหม์ (Ω) = 1  10-3 โอหม์ (Ω)
1 ไมโครโอหม์ (Ω)
1 กโิ ลโอหม์ (kΩ) = 1 โอห์ม (Ω) = 1  10-6 โอห์ม (Ω)
1 เมกะโอห์ม (MΩ) 1,000 = 1  103 โอหม์ (Ω)
= 1  106 โอห์ม (Ω)
= 1 โอหม์ (Ω)
1,000,000

= 1,000 โอห์ม (Ω)

= 1,000,000 โอหม์ (Ω)

4. หนว่ ยกำลงั ไฟฟา้ แบ่งออกเปน็ หนว่ ยย่อย คือ มลิ ลิวตั ต์ (mW) วัตต์ (W) กโิ ลวตั ต์ (kW) และเม
กะวตั ต์ (MW) ความสมั พนั ธ์ของหนว่ ยย่อยเปน็ ดงั น้ี

1 วตั ต์ (W) = 1,000 มลิ ลิวัตต์ (mW) = 1  103 มิลลิวัตต์ (mW)
1 มลิ ลวิ ตั ต์ (mW) = 1  10-3 วตั ต์ (W)
1 กิโลวัตต์ (kW) = 1 วัตต์ (W) = 1  103 วัตต์ (W)
1 เมกะวัตต์ (MW) 1,000 = 1  106 วัตต์ (W)

= 1,000 วตั ต์ (W)

= 1,000,000 วัตต์ (W)

ตัวอยา่ งที่ 4.4 แปลงหน่วยปริมาณไฟฟา้ ให้อยูใ่ นบททีต่ อ้ งการ
(1) 632,850 V ให้เปน็ หน่วย kV

(2) 412,900 V ใหเ้ ปน็ หนว่ ย mV

(3) 25,800 V ใหเ้ ปน็ หน่วย V
(4) 5,620 mA ให้เป็นหนว่ ย A
(5) 0.075 A ใหเ้ ป็นหนว่ ย mA

86

(6) 4,750,000 A ให้เปน็ หนว่ ย A

(7) 2.65 MΩ ให้เปน็ หนว่ ย Ω

(8) 68.5 kΩ ให้เป็นหนว่ ย Ω

(9) 560,000 Ω ใหเ้ ปน็ หนว่ ย kΩ

(10) 8,490,000 W ใหเ้ ปน็ หนว่ ย MW

(11) 42,800 mW ใหเ้ ป็นหนว่ ย W

(12) 560 MW ให้เป็นหนว่ ย kW

วิธีทำ

(1) เป็นหนว่ ย kV 632,850 V = 632,850 V = 632.85 kV
1,000
412,900
(2) เปน็ หนว่ ย mV 412,900 V = 1,000 mV = 412.9 mV

(3) เปน็ หนว่ ย V 25,800 V = 25,800 V = 0.0258 V
1,000,000
5,620
(4) เป็นหนว่ ย A 5,620 mA = 1,000 A = 5.62 A

(5) เปน็ หน่วย mA 0.075 A = 0.075  1,000 mA = 75 mA

(6) เปน็ หน่วย A 4,750,000 A = 4,750,000 A = 4.75 A
1,000,000

(7) เป็นหน่วย Ω 2.65 MΩ = 2.65  1,000,000 Ω = 2,650,000 Ω

(8) เปน็ หน่วย Ω 68.5 kΩ = 68.5  1,000 Ω = 68,500 Ω
(9) เปน็ หน่วย kΩ = 560 kΩ
560,000 Ω = 560,000 kΩ
(10) เปน็ หนว่ ย MW 1,000 = 8.49 MW
(11) เปน็ หน่วย W 8,490,000 = 42.8 W
(12) เปน็ หน่วย kW 8,490,000 W = 1,000,000 MW = 560,000 kW ตอบ

42,800 mW = 42,800 W
1,000

560 MW = 560  1,000 kW

4.6 การคำนวณค่ากำลงั ไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้

ส่วนใหญ่กำลังไฟฟ้าจะถูกบอกคา่ กำกับไว้ท่ีเคร่ืองใช้ไฟฟ้าตา่ งๆ เช่น เตาไฟฟ้า กระติกต้มนำ้ ไฟฟ้า
เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เตาไมโครเวฟ และหลอดไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนั้นยงั ถูกบอกไว้กับอุปกรณ์
อิเลก็ ทรอนกิ สอ์ ีกหลายชนดิ เชน่ เคร่ืองเสียง ลำโพง ตวั ตา้ นทาน และหวั แร้งไฟฟ้า เปน็ ตน้ กำลังไฟฟา้ ของ

87

อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เป็นตัวบอกให้ทราบถึงค่าการใช้กระแสของอุปกรณ์ไฟฟ้า และ
เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น ทำให้ทราบถึงค่าความสิ้นเปลืองการใช้ไฟฟ้า การคำนวณหาค่ากำลังไฟฟ้าทำได้
หลายวธิ ีด้วยกัน โดยใช้สูตรคำนวณในวงกลมสมการกฎของโอห์มสมั พนั ธ์กับกำลังไฟฟา้ ตามรูปที่ 4.11

ตัวอย่างที่ 4.5 หมอ้ หุงข้าวไฟฟา้ ใชแ้ รงดนั 220 V มีกระแสไหลผ่าน 7.5 A จงหาค่ากำลังไฟฟ้าของหม้อหุง
ขา้ วไฟฟา้ เครือ่ งนี้

I = 7.5 A

P=?W E
220 V

รูปที่ 4.12 หม้อหุงข้าวไฟฟ้าตอ้ งการหาคา่ กำลงั ไฟฟ้า

วิธีทำ = 1,650 W ตอบ
สูตร P = EI = 1,650 W

เมอ่ื P = ?
E = 220 V
I = 7.5 A

แทนคา่ P = 220 V  7.5 A

 หม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้กำลังไฟฟ้า

ตวั อย่างท่ี 4.6 เตารดี ไฟฟ้ามคี วามต้านทาน 24.2 Ω ใช้กบั แรงดนั 220 V จงหาค่ากระแส และกำลังไฟฟ้า
ของเตารดี ไฟฟ้าเคร่อื งนี้

88

P=?W I=?A
R = 24.2 
E
220 V

รปู ที่ 4.13 เตารีดไฟฟ้าต้องการหาค่ากระแส และกำลังไฟฟ้า

วธิ ีทำ I = E
R
1. หากระแสทไี่ หลในวงจร จากสตู ร
เมือ่ I = ?

E = 220 V

R = 24.2 

แทนคา่ I = 220 V = 9.09 A
24.2

2. หากำลังไฟฟา้ ของเตารีดไฟฟา้ จากสูตร P = E2
R
เมื่อ P = ?

E = 220 V

R = 24.2 

แทนคา่ P = (220 V)2 = 48,400 V2 = 2,000 W
24.2  24.2 

 กระแสท่ไี หลในวงจร = 9.09 A

 กำลงั ไฟฟ้าของเตารดี ไฟฟ้า = 2,000 W ตอบ

ตวั อยา่ งท่ี 4.7 หลอดไฟฟ้าขนาด 108 W เมอ่ื ทำงานมีกระแสไหลผ่าน 9 A จงหาคา่ แรงดนั ทีจ่ า่ ยให้วงจร
และค่าความตา้ นทานของหลอดไฟฟ้าหลอดน้ี

89

I=9A

+ R=?
P = 108 W
E=?V

-

รูปที่ 4.14 หลอดไฟฟา้ ต้องการหาค่าแรงดนั และความต้านทาน

วธิ ที ำ

1. หาแรงดันทีจ่ ่ายใหว้ งจร จากสูตร E = P
เม่อื E = ? I

P = 108 W

I = 9A

แทนคา่ E = 108 W = 12 V
9A

2. หาความต้านทานของหลอดไฟฟ้า จากสูตร R = P
I2
เมอ่ื R = ?

P = 108 W

I = 9A R = 108 W = 108 W = 1.33 
แทนค่า (9A)2 81 A2

 แรงดันทีจ่ ่ายใหว้ งจร = 12 V

 ความต้านทานของหลอดไฟฟ้า = 1.33  ตอบ

4.7 พลังงานไฟฟ้า
พลังงาน (Energy) คือ ความสามารถของสิ่งใดๆ ที่เม่อื ทำงานแล้วได้งาน (Work) ออกมา เมอ่ื พลงั งาน

ถกู ใชง้ านทางดา้ นไฟฟ้า จงึ เรียกว่า พลงั งานไฟฟ้า (Electrical Energy ; W) คอื พลงั งานทตี่ อ้ งการสำหรบั
เคลอ่ื นยา้ ยประจุไฟฟ้า จำนวน 1 คูลอมบ์ (C) ผา่ นเข้าไปในทมี่ ีความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์ (V) หรือ 1 คู
ลอมบ์ โวลต์ (CV)

90

อีกความหมายหนึ่งของพลังงานไฟฟ้า คือ พลังงานที่ใช้ไปหรือสรา้ งขึ้นมาใหม่จากกำลัง ไฟฟ้าที่ส่ง
เข้ามาหรือส่งออกไป โดยมคี วามสัมพนั ธ์กับเวลา เช่นใช้กำลงั ไฟฟ้า 1 วตั ต์ (W) ตอ่ เนื่อง กนั เป็นเวลา 1 วินาที
(s) หรอื 1 วัตต์ วนิ าที (Ws) ปกติพลงั งานไฟฟ้าแสดงหนว่ ยไวเ้ ป็นจลู (J) เขียนออกมาเป็นสมการได้ดังนี้

W = Pt .....(4-6)

เม่ือ W = พลังงานไฟฟา้ หน่วยจูล (J)

P = กำลงั ไฟฟ้า หนว่ ยวัตต์ (W)

t = เวลา หนว่ ยวินาที (s)

ไฟฟ้ากระแสสลบั ท่ีถกู จ่ายไปใช้งานตามบ้านเรือน และในงานอุตสาหกรรมตา่ งๆ อย่าง แพร่หลาย
ในปัจจุบันถูกผลิตขึ้นมาจากหน่วยงานที่ผลิตไฟฟ้าออกจำหน่าย เช่น การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้า
ส่วนภูมิภาค เป็นต้น การนำไฟฟ้ามาใช้งานจำเป็นต้องซื้อไฟฟ้ามาใช้ การคิดค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไป ไม่ได้
บอกหน่วยพลังงานไฟฟ้าออกมาเป็นจลู (J) แตจ่ ะบอกออกมาในหน่วยกโิ ลวัตต์ – ชว่ั โมง (Kilowatt – Hour
; kWh) มักจะถูกเรียกว่า หน่วย หรือยูนิต (Unit) โดยใช้เครื่องวัดพลังงานไฟฟ้า มีชื่อเรียกว่า วัตต์อาวร์
มิเตอร์ (Watthour Meter) ติดตั้งไว้ตามฝาผนังบ้านเรือน หรือเสาไฟฟ้าใกล้บ้าน รูปร่างและการติดต้งั วัตต์
อาวรม์ เิ ตอร์ แสดงดังรูปที่ 4.15

(ก) รปู ร่าง (ข) การตดิ ตงั้ ใชง้ าน
รูปท่ี 4.15 วตั ตอ์ าวร์มิเตอร์

91
การคำนวณหาคา่ พลังงานไฟฟา้ ใน 1 หน่วย หรอื 1 ยนู ิต ทีว่ ัดออกมาไดด้ ้วยวัตตอ์ าวรม์ เิ ตอร์ โดย
การวัดค่าการใช้พลังงานไฟฟ้าไป 1 กิโลวัตต์ (kW) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง (h) ใช้สูตรคำนวณในสมการที่ (4 –
6) ได้ดังน้ี

W = Pt

เมือ่ W = พลังงานไฟฟา้ หนว่ ยกิโลวตั ต์-ช่วั โมง (kWh) หรือหน่วย, ยนู ติ

P = กำลงั ไฟฟ้า หนว่ ยกิโลวัตต์ (kW)

t = เวลา หนว่ ยชัว่ โมง (h)

ตวั อย่างท่ี 4.8 เตาไมโครเวฟขนาด 1,600 W ใช้งานเปน็ เวลา 25 ชวั่ โมง จะใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ไปเทา่ ไร และ
ค่าพลังงานไฟฟา้ หนว่ ยละ 3.1381 บาท จะต้องเสียคา่ ใชจ้ า่ ยเทา่ ไร

P = 1,600 W E
220 V

รูปท่ี 4.16 วัตต์อาวรม์ เิ ตอร์

วธิ ที ำ

1. หาพลังงานไฟฟ้าทีใ่ ชไ้ ป จากสูตร W = Pt

เมอื่ W = ?

P = 1,600 W = 1,600W = 1.6 kW
1,000
t = 25 h

แทนคา่ W = 1.6 kW  25 h = 40 หน่วย

2. หาคา่ ใชจ้ ่ายในการใช้ไฟฟา้

คา่ พลังงานไฟฟ้าหนว่ ยละ 3.1381 บาท

ใช้ไฟฟ้าไป 40 หน่วย

92

เสียค่าใช้จา่ ยในการใช้ไฟฟา้ = 3.1381 บาท  40 หน่วย = 125.52 บาท
 พลงั งานไฟฟ้าทีใ่ ชไ้ ป = 40 หนว่ ย ตอบ
 เสียค่าใช้จา่ ยในการใชไ้ ฟฟ้า = 125.52 บาท

4.8 บทสรปุ

กฎของโอหม์ กำหนดขน้ึ มาจากความสัมพนั ธ์ของ แรงดนั กระแส และความต้านทาน การทำงาน
ในวงจรไฟฟ้าต้องประกอบด้วยส่วนประกอบอย่างน้อย 3 ส่วน คือ แรงดัน กระแส และความต้านทาน
วงจรไฟฟ้าจงึ สามารถทำงานได้ กฎของโอห์มเขยี นออกมาเป็นสูตรได้ E = IRหนว่ ยปรมิ าณไฟฟ้าต้องอยู่ใน

หนว่ ยพ้นื ฐาน คอื กระแสเปน็ แอมแปร์ (A) แรงดันเป็นโวลต์ (V) และความต้านทานเปน็ โอหม์ ()
กำลังไฟฟา้ (P) 1W คือ อัตราของงานที่ถูกกระทำในวงจรซึ่งเกดิ กระแส (I) 1A เมื่อมีแรงดัน (E)

1V เขียนเป็นสูตรออกมาได้ P = EI นอกจากนั้นยังสามารถนำสมการกฎของโอห์มมาแทนค่าสมการของ
กำลงั ไฟฟา้ (P) ได้ ทำให้สูตรใช้ในการคำนวณทางไฟฟา้ เพม่ิ ขึน้

พลังงานไฟฟ้า (W) คือ พลังงานที่ถูกใช้ไปหรือถูกสร้างข้ึนมาใหม่ จากกำลังไฟฟ้าที่ส่งเข้ามาหรือ
ส่งออกไป โดยมีความสัมพันธ์กับเวลา พลังงานไฟฟ้าที่ถูกนำมาใช้งานตามบ้านเรือนอยู่ในรูปไฟฟ้า
กระแสสลับ จะคิดออกมาเป็นกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดยใช้เครื่องวัดพลังงานไฟฟ้า เรียกว่า วัตต์อาวร์
มเิ ตอร์

การคำนวณหาค่าพลังงานไฟฟา้ ใน 1 หน่วย หรอื 1 ยนู ิต ทีว่ ดั ออกมาไดด้ ้วยวตั ต์อาวร์มิเตอร์ โดย
การวัดค่าการใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ไป 1 กิโลวัตต์ (kW) เป็นเวลา 1 ชวั่ โมง (h) เขียนเป็นสตู รออกมาได้ W = Pt

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
5.1 การนำเขา้ สบู่ ทเรยี น
1. จัดเตรียมเอกสารและสื่อการสอน พร้อมกับอธบิ ายวธิ กี ารใหค้ ะแนน
2. ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วยที่ 4 เรื่อง กฎของโอห์ม กำลังไฟฟ้า และพลังงาน

ไฟฟา้
3. ผสู้ อนให้ผ้เู รยี นทำแบบฝึกหัดหน่วยท่ี 4 เรื่อง กฎของโอหม์ กำลังไฟฟา้ และพลังงานไฟฟ้า

แล้วให้นักศกึ ษาสลบั กนั ตรวจคำตอบ และใหค้ ะแนน
5.2 การเรยี นรู้
1. เปิดหนังสือเรียนวิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น หน่วยที่ 4 เรื่อง กฎของโอห์ม

กำลังไฟฟา้ และพลงั งานไฟฟ้า
2. เปิดงานนำเสนอวิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น หน่วยที่ 4 เรื่อง กฎของโอห์ม

กำลังไฟฟ้า และพลงั งานไฟฟา้
3. ตอบคำถาม ข้อสงสัยของผู้เรยี นระหวา่ งเรียน

93

5.3 การสรปุ
1. ทบทวนความเข้าใจและสรปุ เนอ้ื หาร่วมกับผู้เรียนในหนว่ ยท่ี 4 เรอ่ื ง กฎของโอหม์ กำลังไฟฟ้า

และพลงั งานไฟฟา้
2. ผ้เู รียนทำใบงานท่ี 4.1,4.2 และแบบฝกึ หัดบทที่ 4

5.4 การวดั และประเมินผล
1. เขียนสมการกฎของโอห์ม

2. แสดงวธิ กี ารคำนวณแกป้ ัญหาวงจรไฟฟ้าดว้ ยกฎของโอห์ม

3. แสดงวธิ ีการคำนวณหาค่ากำลงั ไฟฟ้า
4. ใบปฏบิ ัติงานท่ี 4.1
5. ใบปฏิบตั งิ านที่ 4.2
6. แบบฝกึ หดั บทท่ี 4

6. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้

6.1 ส่อื ส่ิงพิมพ์
1.หนังสือเรยี นวชิ า งานไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ บอ้ื งต้น หน่วยที่ 4 กฎของโอห์ม กำลงั ไฟฟ้า และ

พลงั งานไฟฟา้
2. ใบปฏิบตั ิงานที่ 4.1
3. ใบปฏบิ ัตงิ านที่ 4.2
4. แบบฝึกหัดบทที่ 4

6.2 ส่ือโสตทัศน์ (ถา้ ม)ี
1. งานนำเสนอวชิ า งานไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนิกส์เบอ้ื งตน้ หน่วยที่ 4 กฎของโอหม์ กำลังไฟฟ้า และ
พลังงานไฟฟา้

7. การวดั และประเมนิ ผล

7.1 กอ่ นเรยี น
1. เข้าเรียนตรงตอ่ เวลา
2. เตรียมหนังสอื รายวชิ า งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ สเ์ บอ้ื งต้น

7.2 ขณะเรียน
1. ให้ความสนใจและต้งั ใจฟังผ้สู อนอธบิ าย
2. ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมระหว่างการเรียนการสอน

7.3 หลังเรยี น
1. ใบปฏิบัตงิ านที่ 4.1
2. ใบปฏบิ ัตงิ านที่ 4.2


Click to View FlipBook Version