ก การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพ แบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี วายุวัชร์ ศรีมา งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
ก การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพ แบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี นายวายุวัชร์ ศรีมา รหัสนักศึกษา 62100101128 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิด สร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย นายวายุวัชร์ ศรีมา สาขาวิชาภาษาไทย อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.กมลมาลย์ รักศรีอักษร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้รับ พิจารณาอนุมัติให้นับงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ..................................................................อาจารย์ที่ปรึกษา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.กมลมาลย์ รักศรีอักษร) ....................................................................ครูพี่เลี้ยง (นายภัณณุวัฒน์ ประทีป)
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิด สร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย นายวายุวัชร์ ศรีมา สาขาวิชาภาษาไทย อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.กมลมาลย์ รักศรีอักษร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนการคิด สร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียน เชิงสร้างสรรค์ และรูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 65/65 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 คน โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัด อุดรธานีโดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียน เชิงสร้างสรรค์จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เป็นแบบอัตนัย จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ และรูปแบบ การสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 67.50/69.57 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ: การพัฒนาทักษะ, การเขียนสร้างสรรค์และ รูปแบบการสอนแบบ PWIM
ข กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะเกิดจากความเพียรพยายาม และได้รับความเมตตากรุณา สนับสนุนจากบุคคลต่าง ๆ ซึ่งผู้วิจัย รำลึกถึงด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กมลมาลย์ รักศรีอักษร อาจารย์นิเทศก์และที่ ปรึกษาวิจัย ที่เมตตาให้คำปรึกษาและคอยชี้แนะแนะนำแนวทาง พร้อมทั้งตรวจทานแก้ไขข้อบกพร่อง ต่าง ๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งวิจัยเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่าน ที่อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ และติดตามให้กำลังใจเสมอมา ขอกราบขอบพระคุณนายภัณณุวัฒน์ ประทีป ครูพี่เลี้ยง ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับแผนการจัด การเรียนรู้ เครื่องมือวัดประเมินผล การติดต่อประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญ และให้ความ กรุณา เป็นผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาตรวจเครื่องมือในการวิจัย เพื่อให้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกจนกระทั่งวิจัยเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณนางสาวปิโยรส เดชาเลิศ และนางเจนจิรา พรมนอก ที่กรุณาเป็น ผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาตรวจเครื่องมือในการวิจัย เพื่อให้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีประสิทธิภาพ ขอกราบขอบพระคุณ บิดามารดาและสมาชิกทุกคนในครอบครัวของผู้วิจัย รวมถึงผู้ที่อยู่ เบื้องหลังของการทำวิจัยทุกท่านที่คอยช่วยเหลือ คอยสนับสนุนทุนทรัพย์ สนับสนุนทุนกำลังใจ ในการศึกษาค้นคว้ามาโดยตลอด ขอขอบคุณนายสุวิพงศกร โพธิ์สาระ เพื่อนนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 ให้คำชี้แจงเนื้อหาส่วนที่ผู้วิจัยไม่เข้าใจ กระตุ้น และให้กำลังใจ ทำให้ผู้วิจัยสามารถส่งผลงาน ฉบับนี้ได้สำเร็จ ขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ อำเภอสร้างคอม จังหวัด อุดรธานี จำนวน 8 คน ปีการศึกษา 2566 ที่ให้ความร่วมมืออย่างดีตลอดการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยในครั้งนี้ มวลประโยชน์และคุณค่าที่ได้รับจากการทำงานวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยขออำนาจ คุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกดลบันดาลให้บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านในการทำวิจัยครั้งนี้ อุดมด้วยจตุรพิธพรชัยเปรมปรีดิ์เกษมทุกสมัย กิจการ ก้าวไกลสุขสวัสดิ์พิพัฒน์ผลทุกประการ วายุวัชร์ ศรีมา
ค สารบัญ เรื่อง หน้า สารบัญ ......................................................................................................................................ก สารบัญตาราง.............................................................................................................................ค บทคัดย่อ.....................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................................ข สารบัญ .......................................................................................................................................ค สารบัญตาราง.............................................................................................................................ฉ สารบัญภาพ................................................................................................................................ช บทที่ บทนำ.................................................................................................................................1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา .............................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย....................................................................................................6 1.3 สมมติฐานการวิจัย..............................................................................................................6 1.4 ขอบเขตของการวิจัย...........................................................................................................6 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ................................................................................................................8 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ..................................................................................................9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ....................................................................................10 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ..กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับประถมศึกษา............................................................11 2.1.1 ความสำคัญของภาษาไทย.....................................................................................11 2.1.2 คุณภาพของผู้เรียน................................................................................................11 2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้...............................................................................12 2.2 แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์...................................................................13 2.2.1 ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์.................................................................13 2.2.2 ความสำคัญของการเขียนเชิงสร้างสรรค์................................................................15 2.2.3 ลักษณะของการเขียนเชิงสร้างสรรค์......................................................................15 2.2.4 จุดประสงค์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์.................................................................17 2.2.5 ประโยชน์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์....................................................................20 2.2.6 การวัดและประเมินผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์......................................................21 2.3 รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM................................................27 2.3.1 ความหมายของรูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ............27
ง สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 2.3.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน คิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM....................................................................29 2.4 แบบฝึกทักษะ...................................................................................................................33 2.4.1 ความหมายของแบบฝึก.........................................................................................33 2.4.2 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี.........................................................................................33 2.4.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก..................................................................................35 2.4.4 ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก...................................................................................37 2.4.5 ประโยชน์ของแบบฝึก............................................................................................38 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...........................................................................................................39 2.6 กรอบแนวคิดการวิจัย.......................................................................................................43 บทที่ 3 วิธีการดำเนินวิจัย.........................................................................................................45 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...............................................................................................45 3.2 แบบแผนการวิจัย.............................................................................................................45 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.................................................................................................45 3.4 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ..............................................................................46 3.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5..........................................................................46 3.4.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.................................................................47 3.4.3 การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน ...............................................48 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล......................................................................................................49 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................................49 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล..........................................................................................49 3.7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ......................................................49 3.7.2 สถิติพื้นฐาน...........................................................................................................50 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................51 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................51 4.2 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................52 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ..........................................................................56 5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย..................................................................................................56
จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 5.2 สมมติฐานของการวิจัย......................................................................................................56 5.3 สรุปผลการวิจัย.................................................................................................................57 5.4 อภิปรายผลการวิจัย..........................................................................................................57 5.5 ข้อเสนอแนะ.....................................................................................................................60 5.5.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป.................................................................................................60 5.5.2 ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป .......................................................................60 บรรณานุกรม.............................................................................................................................61 ภาคผนวก.................................................................................................................................66 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.........................................67 ภาคผนวก ข หนังสือเชิญเป็นผู้ตรวจเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.................................................69 ภาคผนวก ค ข้อมูลแสดงความสอดคล้องของเครื่องมือ...........................................................73 ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้.........................................................................................80 ภาคผนวก จ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน............................................................165 ภาคผนวก ฉ ภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้.........................................................................171 ภาคผนวก ช ผลงานนักเรียน.................................................................................................177 ประวัติย่อของผู้วิจัย...............................................................................................................185
ฉ สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่ 1 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ.....................................................................................................7 ตารางที่ 2 เกณฑ์วัดความสามารถในการเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ ตามระดับคะแนน (Rubric Scores).............................................................................26 ตารางที่ 3 การแปลผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์...............................................................................27 ตารางที่ 4 ตารางแบบแผนการวิจัย................................................................................................45 ตารางที่ 5 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้รูปแบบการสอนแบบ PWIM........................................................................52 ตารางที่ 6 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้ รูปแบบการสอนแบบ PWIM ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 65/65.................................53 ตารางที่ 7 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้รูปแบบการสอนแบบ PWIM....................54 ตารางที่ 8 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้รูปแบบการสอนแบบ PWIM โดยใช้วิธีการทดสอบค่าที (t-test) แบบไม่อิสระ...........................................................54
ช สารบัญภาพ เรื่อง หน้า ภาพที่ 1 ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนตาม PWIM....................................................................32 ภาพที่ 2 กรอบแนวคิดการวิจัย.......................................................................................................44
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนไทยในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติและ ยังเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญ เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างเอกภาพของชาติทำให้เกิดความรู้สึกเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน ตลอดจนเป็นเครื่องมือที่ใช้พัฒนาคนในชาติ เพราะการศึกษาเล่าเรียน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการถ่ายทอดความคิดศิลปวิทยาล้วนต้องใช้ภาษาทั้งสิ้น ดังนั้น การมีความรู้ด้านภาษาไทยจึงทำให้คนในชาติสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ใช้ภาษาไทยเพื่อการพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง และสามารถสืบทอดมรดกทางภาษา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชาติ มีความชื่นชมที่จะใช้ภาษาไทยได้อย่าถูกต้องและมีเจตนคติที่ดีต่อภาษาไทย (ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ, 2532: 76) อีกทั้งเพื่อพัฒนาความรู้ ความคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่า ควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (สำนักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา, 2551: 37) ผู้เรียนควรมีทักษะในการใช้ภาษาทั้ง 5 ด้าน คือ การอ่าน การเขียน การฟัง การดู และ การพูด หลักการใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรมจะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยส่งเสริมให้รู้จัก คิด รู้จักสังเกตภาษาของตนเองที่ใช้กันอยู่ในครอบครัว ในสังคม และในวงการอื่นทั่วประเทศ ความสามารถทางภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้ติดต่อสื่อสารเรื่องธุรกิจการค้าและเรื่อง ส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้ที่มีความสามารถทางภาษาทั้งทักษะในการรับสารและ ทักษะในการส่งสาร จะเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี (สุจริต เพียรชอบ, 2542: 61) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและ มาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยไว้ชัดเจน สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลัก ในการจัดการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานการคิด การแก้ปัญหา ซึ่งประกอบด้วย 5 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และ การพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม การที่ผู้เรียนจะมี ความรู้ความสามารถ ครูต้องมีวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้เน้นการฝึกฝนทักษะจนเกิดความชำนาญ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง (สำนัก วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 1) และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดให้สถานศึกษาจัดการศึกษา เพื่อมุ่งเน้นพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา เป็นบุคคล
2 ที่มีความรู้ดี มีทักษะกระบวน การคิด การจัดการ มีคุณธรรม จริยธรรม เลือกใช้คำได้อย่างเหมาะสม เห็นคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา, 2551: 4) ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่พบส่วนมากได้แก่เขียนได้ไม่ดี มีความเบื่อหน่ายในการเขียน ขาดการจัดลำดับความที่ดี ใช้ภาษาห้วน ขาดสุนทรียภาพทางภาษาใช้ภาษาไม่ถูกต้องกับกาลเทศะ และบุคคล (อัจฉรา ชีวพันธ์, 2553: 4) ผู้เรียนจึงไม่สามารถเขียนงานเขียนต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับหลักการเขียน ขาดความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาไทย ขาดความรู้ด้าน การใช้ภาษาไทย หรือวรรณศิลป์ทางภาษาไทย ซึ่งปัญหาดังกล่าว นลินี ติยะสันต์ (2546: 1) ได้แสดง ทรรศนะไว้หลายประการ ดังนี้ 1) ผู้เรียนไม่มีความคิดในการเขียน ไม่สามารถเขียนด้วยความคิดของ ตนเอง มักจะลอกเลียนแบบผู้อื่น 2) ผู้ที่มีความรู้ในด้านต่าง ๆ นั้นยังไม่สามารถเขียนได้ดี หากไม่มี ความคิดหรือขาดจินตนาการ 3) ผู้เรียนเขียนไม่ได้หรือเขียนได้ประมาณ 3-4 บรรทัดก็ไม่สามารถ เขียนต่อได้ บางครั้งเขียนเนื้อเรื่องไม่สัมพันธ์กับชื่อเรื่องเขียนเนื้อเรื่องกับภาพหรือหัวข้อที่กำหนดให้ ไม่สัมพันธ์กัน รวมทั้งภายาที่ใช้ในการเขียนขาดความสละสลวย ขาดสำนวนโวหารที่ดี 4) ผู้เรียน ยังขาดความสามารถในการลำดับความต่อเนื่องของข้อความจึงทำให้ผลงานการเขียนเรียงความ เชิงสร้างสรรค์ไม่ดีเท่าที่ควร 5) ผู้เรียนยังขาดทักษะในการเขียน ขาดความรู้และความคิดที่จะนำมา เขียนจึงทำให้ไม่สามารถที่จะเริ่มเขียนหรือถ่ายทอดความคิดออกมาให้เป็นงานเขียนได้ เหล่านี้เป็น ข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไขไม่ให้บกพร่องผิดพลาด การที่จะแก้ไขข้อบกพร่องในการเขียน ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นความสำคัญที่ตัวผู้เรียน สื่อการเรียนการสอนจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี โคยเฉพาะผู้เรียนในระดับประถมต้นเป็นวัยที่ชอบเล่นอยากรู้อยากเห็นและ ชอบใช้จินตนาการ ความฝัน สร้างสรรค์เรื่องราวต่าง ๆ การสนับสนุนส่งเสริมและฝึกฝนความคิด สร้างสรรค์จะทำให้ผู้เรียนเป็นคนมีอิสระทางความคิดมั่นใจในตนเองและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การจัดกิจกรรมการเขียนเชิงสร้างสรรค์จะเป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาและความคิด ให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ดังที่ สุพัตรา ศรีธรรมมา (2562) ได้ศึกษา การพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียน สะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ร่วมกับแผนผังความคิด มีจุดประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ร่วมกับแผนผังความคิด 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ร่วมกับแผนผังความคิด และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ร่วมกับแผนผังความคิด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 22 คน โรงเรียนวัดเทพประสิทธิ์คณาวาส เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดเรียนรู้โดยวิธีการสอน PWIM ร่วมกับแผนผังความคิด 2) แบบประเมินความสามารถการอ่านสะกดคำ 3) แบบประเมินความสามารถการเขียนสะกดคำ และ
3 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบPWIM ร่วมกับแผนผังความคิด สถิติทีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบทีที่แบบไม่เป็นอิสระ (T-Test Dependent Sample) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการประเมินความสามารถการอ่านสะกดคำของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ร่วมกับแผนผังความคิดหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการประเมินความสามารถการเขียนสะกด คำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ร่วมกับแผนผัง ความคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความคิดเห็นของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ร่วมกับแผนผังความคิดอยู่ใน ระดับมาก นอกจากนี้ยังพบงานวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถการอ่านและเขียนสะกดคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบ Picture Word Inductive Model (PWIM) กับวิธีการสอนปกติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถอ่านสะกด คำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบ PWIM กับการสอนปกติ (2) เปรียบเทียบความสามารถเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างสอนแบบ PWIM กับการสอนปกติ(3) เปรียบเทียบความสามารถอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบ PWIM ระหว่างก่อนและหลังเรียน 4) เปรียบเทียบความสามารถด้าน การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบ PWIM ระหว่างก่อนและ หลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดไทร จำนวน 60 คน โดย เลือกแบบเจาะจง แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ รวบรวมข้อมูล คือ 1) แผนการสอนแบบ PWIM และการสอนปกติอย่างละ 8 แผน 2) แบบประเมิน ความสามารถสะกดคำ 3) แบบประเมินความสามารถเขียนสะกดคำ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าทีแบบ Dependent Samples t-test และ Independent Samples t-test ผลการศึกษา พบว่า ความสามารถอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนแบบ PWIM สูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ความสามารถเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนแบบ PWIM สูงกว่า นักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสามารถอ่านสะกดคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนแบบ PWIM หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ความสามารถเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนแบบ PWIM หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ณริณฐ์พัชร คงแสงจันทร์ และ เด่นดาว ชลวิทย์, 2566) อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า ผลการวิจัยทั้ง 2 เรื่อง บรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ อักทั้งพบว่า ผลการพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนของผู้เรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
4 นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการจัดการเรียนรู้แบบ PWIM ดังนั้นรูปแบบการเรียนรู้รูปแบบ Picture Word Inductive Model จึงเหมาะสมที่จะนำมาพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ การจัดการเรียนรู้รูปแบบ Picture Word Inductive Model มีลักษณะเป็นการสอนอ่าน ที่ใช้รูปภาพที่นักเรียนรู้จักและคุ้นเคยเป็นสื่อในการเรียนรู้รูปภาพที่ใช้มักเป็นรูปภาพเกี่ยวกับวัตถุ หรือเป็นรูปภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์ สิ่งแวดล้อมรอบตัวนักเรียน เป็นต้น ซึ่ง จอห์น ซี. คาลฮูน (John C. Calhoun) มีความเชื่อในคำกล่าวที่ว่า “A Picture is Worth a Thousand Words” ซึ่งหมายถึง “ภาพ 1 ภาพมีค่าเท่ากับคำพันคำ” หรือการอ่านนั้นสามารถเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น (Calhoun, 1999) กล่าวได้ว่าวิธีการสอนนี้เป็นหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ภาพเป็นสื่อเชื่อมโยง คำศัพท์เป็นการกระตุ้นเชื่อมโยงประสบการณ์ที่มีอยู่โดยใช้ภาพทำให้เกิดภาษา เป็นวิธีการที่เน้น การอ่านออกเสียงและเขียนสะกดคำ ซึ่งมีรายละเอียดเป็นเรื่องราวที่นักเรียนคุ้นเคย นักเรียนดูภาพ สร้างคำอ่านจากคำศัพท์ นำไปสู่โครงสร้างหลักทางภาษาอื่น ๆ วิธีการสอนนี้ช่วยพัฒนามโนคติ พัฒนาทักษะทางภาษาผ่านการอ่าน และกิจกรรมพัฒนาทักษะทางภาษา (อิศเรศ พิพัฒน์มงคลพร และ วิไล พิพัฒน์มงคลพร, 2558) และนักเรียนมีความสามารถในการอ่านสะกดคที่ดีขึ้นจากขั้นตอน ที่ 3 การโยงภาพกับคำและออกเสียงสะกดคำ ซึ่งในขั้นตอนนี้นอกจากนักเรียนจะบอกคำศัพท์ที่สังเกต ได้จากรูปภาพ แล้วนักเรียนยังได้ฝึกทักษะในการฟังเสียงที่ออกเสียงของคำที่ถูกต้องได้จากครู หลังจากนั้นนักเรียนจึงฝึกสะกดคำตามครูทีละคำตามคำที่ครูเขียนไว้บนกระดานจาก การบอกคำของ นักเรียนที่ได้จากการสังเกตรูปภาพ และขั้นตอนที่ 7 อ่านและทบทวนประโยค เป็นขั้นตอนที่นักเรียน ได้ฝึกความสามารถในการอ่านสะกดคำ อ่านคำและอ่านประโยคในหน้าชั้นเรียนทีละคนจึงส่งผลให้ นักเรียนมีความสามารถในการอ่านที่ดีขึ้น (สุพัตรา ศรีธรรมมา, 2562) นอกจากนี้นักเรียนยังมีความกระตือรือร้นในการเรียนเมื่อมีรูปภาพ กล้าแสดงออก ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม สามารถเชื่อมโยงรูปภาพในการออกเสียง สามารถออกเสียงคำศัพท์ และสะกดคำ ได้อย่างถูกต้องเมื่อเห็นรูปภาพ เขียนวลีหรือแต่งประโยคสั้น ๆ ทบทวนประโยค และ คำศัพท์โดยใช้แผนภูมิรูปภาพได้ (สุนิสา มามีสุข, 2563) ดังนั้น การใช้ภาพเพื่อช่วยกระตุ้นความสนใจ ของผู้เรียนจึงมีความสำคัญและเป็นจุดเด่นของวิธีการสอนรูปแบบนี้ที่ช่วยเพิ่มความคงทนในการจดจำ (พิริยา หาญบำรุงธรรม, 2565) นักเรียนจึงจะได้เรียนรู้คำศัพท์จากภาพที่เห็นโดยได้ใช้ทักษะการอ่าน และการเขียนพร้อมทั้งสะกดคำ ที่จะช่วยให้การพัฒนาผลการเรียนรู้ในด้านภาษา การอ่านและ การเขียนได้ไวและถาวร ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้นักเรียนสามารถจดจำความหมาย รูปคำในการเขียนและ อ่านและเขียนสะกดคำได้มากขึ้น (กนกพร จันทะกล, 2564) อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า การจัดการเรียนรู้รูปแบบ Picture Word Inductive Model มีความเหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ การอ่านคำศัพท์ การเขียนคำศัพท์ นำไปสู่ การเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ได้ โดยนำคำที่ได้จากรูปภาพมาเรียบเรียงเป็นประโยค และใช้คำเชื่อม เชื่อมต่อประโยคเป็นเรื่องราวได้ ตามขั้นตอนของ PWIM ดังที่ สง่า วงค์ไชย (2562) กล่าวไว้ว่า
5 Picture Word Inductive Model (PWIM) เป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้แก้ไขปัญหา การอ่านการเขียน และการเรียนการสอนภาษาของผู้เรียนตั้งแต่ระดับพื้นฐาน โดยใช้รูปภาพเป็น สื่อกลางกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้คำศัพท์โดยใช้ทักษะการอ่านและการเขียนซึ่งเป็นทักษะการสื่อสารที่ ผู้เรียนใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความเข้าใจความหมายและรูปคำศัพท์แล้ว ก่อนไปสู่การสร้างข้อความ ประโยค และย่อหน้า นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความเข้าใจ โครงสร้างทางภาษาของเด็กที่เริ่มหัดอ่านและหัดเขียน อันเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ภาษาในระดับสูง ขึ้นไป ทั้งนี้ยังเผยแพร่รูปแบบดังกล่าวให้ครูและผู้ที่สนใจเพื่อเป็นแนวทางในการนำไปใช้พัฒนาทักษะ การอ่าน ทักษะการเขียน และการเรียนภาษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยเห็นว่าความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ ต้องพัฒนาเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนหลาย ประการ นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบว่าผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบ้านดอนเดื่อ สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 มีปัญหาทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียน เรื่องเชิงสร้างสรรค์จากการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนเรื่องจากภาพ (แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 - 9) ในภาคเรียนที่ 1 ผู้เรียนไม่สามารถเขียนเรื่องราวหรืองานเขียนได้ และขาดความสร้างสรรค์ ครูผู้สอนจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาความสามารถ ในการเขียนเรื่องจากภาพของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมี ความสามารถในการเขียนเรื่องจากภาพที่ดีขึ้น โดยครูผู้สอนต้องหาวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมาส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์ และมีทักษะทางภาษาทั้ง 5 ด้านดี ยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนภาษาไทย จึงใช้การเรียนรู้แบบ PWIM ( Picture Word Inductive Model) มาพัฒนาการเรียนรู้ด้านการเขียนเรื่องจากภาพให้แก่ผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Picture Word Inductive Model ผู้สอนควรเลือก รูปภาพที่สามารถสื่อความหมายได้ตรง เป็นเทคนิคการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ โดยผู้เรียนเป็นผู้ระบุสิ่งที่ พบเห็นจากในภาพ ผู้เรียนสามารถตรวจสอบหรือทบทวนคำศัพท์เหล่านั้นได้ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา จากแผนภูมิรูปภาพ โดยผู้สอนติดไว้ณ ตำแหน่งใดของห้องก็ได้(อิศเรศ พิพัฒน์มงคลพรและวิไล พิพัฒน์มงคลพร, 2558) จากเหตุผลที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงได้นำเอารูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM มาพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการเขียนเรื่องจากภาพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเรื่องจากภาพ และพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเขียน อันจะนำไปใช้เป็นพื้นฐานการศึกษาในระดับ ที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้วิจัยยังตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกทักษะการเขียน เรื่องจากภาพให้แก่ผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องการพัฒนาความสามารถในการเขียนเรื่องจากภาพ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย และเป็นการวางพื้นฐานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องจากภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันส่งผลต่อ
6 การรับส่งสารอย่างมีประสิทธิภาพของผู้เรียน ตลอดจนช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน สูงขึ้น อีกทั้งผู้เรียนยังสามารถแสวงหาความรู้เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาตนเอง และเป็นเครื่องมือใน การติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนเรียนและหลังเรียน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียน เชิงสร้างสรรค์และรูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 65/65 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1.3.1 ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จากการใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ และรูปแบบการสอนการคิด สร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 65/65 1.3.2 ผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ และรูปแบบการสอน การคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ พบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 65/65 1.4 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาความสามารถในการเขียนเรื่องจากภาพ ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM” ผู้วิจัย ได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1.4.1 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บ้านดอนเดื่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวนผู้เรียน รวม 8 คน ดังตารางที่ 1
7 ตารางที่ 1 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ เลขที่ รหัสนักเรียน ชื่อ นามสกุล 1 1754 เด็กชายณัฐวุฒิ อินทร์เจริญ 2 1759 เด็กชายพรหมพิริยะ ศรีคล้าย 3 1757 เด็กชายธนพล อานาม 4 1762 เด็กหญิงณิชกมล ธาตุมี 5 1764 เด็กหญิงนิตยา สุจินดา 6 1767 เด็กหญิงไอลดา หมอยา 7 1766 เด็กหญิงสุรัญชนา ภูกูล 8 1765 เด็กหญิงธัญพิชชา หินสูงเนิน จากตารางจะเห็นว่า มีประชากรและกลุ่มตัวอย่างรวม 8 คน ได้แก่ ผู้เรียนชายจำนวน 3 คน และผู้เรียนหญิงจำนวน 5 คน 1.4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1.4.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบการสอนการคิด สร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM 1.4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการเขียนเรื่องจากภาพและ ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพ แบบ PWIM 1.4.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นเนื้อหาตามหลักสูตร สถานศึกษา ของโรงเรียนบ้านดอนเดื่อ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เกี่ยวกับการ เขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เรื่อง 5 แผน ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เขียนอย่างไรให้สร้างสรรค์ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ฝึกคิดจินตนาการ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ฝึกให้คล่องลองเขียนเรื่องสร้างสรรค์ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง เขียนเรื่องอย่างสร้างสรรค์ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เขียนดีมีทักษะ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เขียนอย่างไรให้สร้างสรรค์ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ และเข้าใจหลักการหรือกระบวนการเขียนที่ถูกต้อง เพื่อให้งานเขียน มีประสิทธิภาพ และผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของแผนการจัดการเรียนรู้ คือ เข้าใจ หลักการเขียนเชิงสร้างสรรค์ (K) เขียนเรื่องตามที่กำหนดได้ (P) และ นำหลักการไปใช้ในงานเขียน (A) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ฝึกคิดจินตนาการ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนฝึกเลือกสรรคำที่มีความหมายเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า “สร้างสรรค์”
8 และสามารถเขียนงานเขียนได้ถูกต้องตามหลักการและสร้างสรรค์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ อธิบายหลักการเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้ (K) เขียนตามจินตนาการได้อย่างสร้างสรรค์ (P) และ มีความคิดสร้างสรรค์ (A) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ฝึกให้คล่องลองเขียนเรื่องสร้างสรรค์ เป็นแผนการจัด การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนฝึกฝนเขียนจากจินตนาการตามรูปภาพ และฝึกการเขียนให้สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดทักษะการเขียนอย่างสร้างสรรค์ ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ บอกความหมายของคำใน ประโยคได้ (K) เขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ได้ (P) และ มีมารยาทในการเขียน (A) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง เขียนเรื่องอย่างสร้างสรรค์ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนนำความรู้เรื่องหลักการเขียน การเขียนตามจินตนาการ และสร้างสรรค์ มาสังเคราะห์เป็นงาน เขียนที่สมบูรณ์ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ บอกความหมายของคำในประโยคได้ (K) เขียนเรื่อง เชิงสร้างสรรค์ได้ (P) และ นำหลักการไปใช้ในงานเขียน (A) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เขียนดีมีทักษะ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียน สามารถเขียนเรื่องได้อย่างมีทักษะและสร้างสรรค์ ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ บอกความหมาย ของคำในประโยคได้ (K) เขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ตามหลักการได้ถูกต้อง (P) และ เห็นความสำคัญ ของการเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ (A) จะเห็นว่า แผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5 แผน มีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่หลักการเขียน นำไปสู่การเขียนเป็นเรื่องราวตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามการลำดับความคิดและพัฒนาการของผู้เรียน จากเรื่องง่ายไปสู่เรื่องยาก ผู้เรียนจึงจะสามารถเข้าใจและนำไปใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ในการทดลองครั้งนี้ใช้เวลา 5 ชั่วโมง รวม 2 สัปดาห์กล่าวคือ สัปดาห์แรก 4 ชั่วโมง และสัปดาห์ที่สอง 1 ชั่วโมง 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนทั้งในการเรียนรู้คำศัพท์ด้านการอ่านและการเขียน ผู้เรียนสามารถนำคำศัพท์ที่ได้จากการเรียนรู้ไปพัฒนาในการเขียนคำ ประโยค และนำไปสู่การเขียน เล่าเรื่องได้ 1.5.2 การเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเขียนอธิบายเรื่องราว โดยใช้ความคิด ความเข้าใจ รวมถึงจินตนาการในการถ่ายทอดความคิดสู่การเขียนเป็นประโยค ให้เป็นเรื่องราว ที่สอดคล้องกับภาพ ต่อเนื่อง และมีลักษณะริเริ่มในทางที่ดี 1.5.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องจากภาพ หมายถึง แบบทดสอบการเขียนเรื่อง จากภาพก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีภาพให้ผู้เรียนสังเกตและเขียนเรื่องให้สอดคล้องกับภาพ 1.5.4 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม หมายถึง รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพ แบบ PWIM ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 65/65 ดังนี้
9 1) 65 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการซึ่งหาได้จากร้อยละของ คะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องจากภาพก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 65 ขึ้นไป 2) 65 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการซึ่งหาได้จากร้อยละของ คะแนนเฉลี่ยจากการวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเรื่องจากภาพหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 65 ขึ้นไป 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ทราบประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิง สร้างสรรค์ รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM และแบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ 1.6.2 ทราบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนและหลังเรียน ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียน เชิงสร้างสรรค์ และรูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 65/65
10 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยได้ศึกษาหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนภาษาไทย การเขียนเรื่องจากภาพ (การเขียนเรื่องตามจินตนาการ) รูปแบบการสอน การคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นพื้นฐานทางด้านความรู้ และแนวคิดในการพัฒนางาน ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยระดับประถมศึกษา 2.1.1 ความสำคัญของภาษาไทย 2.1.2 คุณภาพของผู้เรียน 2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.1 ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.2 ความสำคัญของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.3 ลักษณะของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.4 จุดประสงค์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.5 ประโยชน์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.6 องค์ประกอบของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.7 การวัดและประเมินผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.3 รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM 2.3.1 ความหมายของรูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM 2.3.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพ แบบ PWIM 2.4 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะ 2.4.1 ความหมายของแบบฝึก 2.4.2 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 2.4.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก 2.4.4 ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก
11 2.4.5 ประโยชน์ของแบบฝึก 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับประถมศึกษา 2.1.1 ความสำคัญของภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และการดำรงชีวิต ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ และ สร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นสื่อแสดง ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 37-44) 2.1.2 คุณภาพของผู้เรียน คุณภาพของผู้เรียนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีดังนี้ 1) อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอและ มีมารยาทในการอ่าน 2) มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียน จดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน 3) เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวนให้ ผู้อื่นปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด 4) สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์หน้าที่ของคำใน ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้อง จอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ 5) เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็น
12 วัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรอง ที่มีคุณค่าตามความสนใจได้ 2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วย 5 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน 1) อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความและบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง 2) อธิบายความหมายของคำและข้อความที่อ่าน 3) ตั้งคำถามและคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4) ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน 5) แสดงความคิดเห็นและคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน 6) อ่านหนังสือตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน 7) อ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ 8) มีมารยาทในการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ 1) การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด 2) เขียนเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ 3) เขียนเรื่องสั้น ๆ ตามจินตนาการ 4) มีมารยาทในการเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิดและความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ 1) ฟังคำแนะนำ ค่ำสั่งที่ซับซ้อน และปฏิบัติตาม 2) เล่าเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง 3) บอกสาระสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู 4) ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู 5) พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู 6) พูดสื่อสารได้ซัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ 7) มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด
13 สาระที่ 4 หลักการใช้กาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของกาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ ภาษาและพลังของกาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ 1) บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเลขไทย 2) เขียนสะกดค้ำและบอกความหมายของคำ 3) เรียบเรียงคำเป็นประโยคได้ตรงตามเจตนาของการสื่อสาร 4) บอกลักษณะคำคล้องจอง 5) เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1) ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรือการฟังวรรณกรรมสำหรับเด็ก เพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน 2) ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น 3) ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ 2.2 แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.2.1 ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนลักษณะหนึ่งซึ่งต้องอาศัยการคิดในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้งานเขียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถอธิบายความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้ ดังนี้ 1) การเขียน เป็นทักษะการสื่อสารประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนมุ่งแสดงความรู้ อารมณ์ ความรู้สึกและความคิดเห็นผ่านการบันทึกหรือถ่ายทอดเป็นตัวอักษรในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อช่วยให้คนอื่นรู้ความจริง เพื่อปลุกเร้าความรู้สึก ตลอดจนเพื่อกระตุ้น ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2) ความคิดสร้างสรรค์ เป็นการทำให้เกิดขึ้น ทั้งทางวัตถุและจิตใจ จากสิ่งที่ยังไม่เคย มีมาก่อนหรือมีเพียงต้นเค้าเดิมแล้วสามารถนำมาดัดแปลงให้เกิดสิ่งใหม่หรือความคิดใหม่ ซึ่งต้องใช้ จินตนาการ อาศัยความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคิดที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่า ต่อสังคม เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” จึงเป็นการเขียนที่แสดงถึง ความคิดริเริ่มของผู้เขียน ซึ่งอาจปรากฎออกมาในรูปแบบของ “เนื้อหา” คือ แนวคิดและ จินตนาการใหม่ หรือ “รูปแบบ” คือ กลวิธีการนำเสนอหรือการเล่าเรื่องด้วยวิธีการใหม่ที่ไม่ได้ซ้ำ แบบเดิมหรือหยุดย่ำอยู่กับที่ ทั้งนี้อาจเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดขึ้นเองไม่ได้ลอกเลียนแบบผู้อื่นหรือพัฒนามา จากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งการเขียนสร้างสรรค์จะต้องมี “คุณค่า” กล่าวคือ เป็นสิ่งที่จรรโลงใจ
14 ยกระดับความคิดและสติปัญญาแก่ผู้อ่านในแง่มุมใดมุมหนึ่ง ไม่ใช่คำนึงแต่เพียงความแปลกใหม่แต่ เพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจในเรื่องการสื่อความหมายในทางที่สร้างสรรค์ ยกตัวอย่างเช่น “วันเอ๋ย วันนี้ เป็นวันสำคัญกว่าวันไหน เป็นวันสำคัญกว่าวันใด วันอื่นใดไม่สำคัญเท่าวันนี้” ซึ่งเป็นการกล่าวที่ วกไปวนมาด้วยการเล่นคำ เพียงเพื่อให้เกิดความสละสลวยและแปลกโดยไม่สนใจเนื้อหาแต่อย่างใด ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเขียนเชิงสร้างสรรค์(เกศินี จุฑาวิจิตร, 2557) นอกจากนี้ มีผู้ให้ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ดังนี้ ราชบัณฑิตยสภา (2554) ให้ความหมายการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง มีลักษณะริเริ่ม ในทางที่ดี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะสร้างสรรค์ จุไรรัตน์ สุขสถาน (2558: 3) ได้กล่าวว่า การเขียนเป็นการใช้ทักษะซึ่งต้องอาศัยการนำ ถ้อยคำ ความรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ นำมาเรียบเรียงแล้วลำดับเป็นความคิดให้ต่อเนื่องกันจึงเป็น ส่วนหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ บันลือ พฤกษวัน (2533: 7) มีความเห็นการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นผลงานการคิดอิสระ โดยใช้ความคิดของนักเรียนเอง ซึ่งอาศัยพื้นฐานประสบการณ์จากการเรียนรู้จากหลายลักษณะ วัฒนะ บุญจับ (2541: 128) ได้กล่าวว่า เป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของมนุษย์ในเชิง แสดงออกโดยใช้ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ อาทิ เครื่องหมายที่ใช้ในการเขียนตัวเลข ภาพ และ แผนภาพ แผนภูมิ แผนสถิติ บันทึกถ่ายทอดเรื่องราว ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ แทนคำพูดเพื่อให้ผู้อื่น รับทราบและเกิดการตอบสนองตามที่ผู้เขียนต้องการ อรรณพา รัตนวิจารณ์(2542: 9) ได้กล่าวว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์นั้น หมายถึง การเขียน แบบใดก็ได้ที่เกิดจากความคิดและจินตนาการของผู้เขียนเองโดยที่มิได้ไปลอกเลียนแบบผู้อื่น ประไพศรีพุ่มจันทร์ (2542: 35) ได้กล่าวว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง การเขียนที่ ถ่ายทอดจินตนาการอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน ออกมาด้วยถ้อยคำที่สละสลวยสุภาพเป็นลักษณะ เฉพาะตัวของผู้เขียนในการสร้างสรรค์การเขียนในลักษณะของการคิดริเริ่ม โดยอาศัยประสบการณ์ และจินตนาการของผู้เขียนเอง สิริพร กอบแก้ว (2543: 39) ได้กล่าวว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง การเล่าเรื่องเล่า ประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ประสบการณ์ออกมาเป็น ตัวหนังสือด้วยถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงความคิดหรือข้อเสนอแนะที่น่าสนใจโดยมิได้เลียนแบบใคร ลัดดา แก้วประเสริฐชัย (2544: 7) ได้กล่าวว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์เกิดจากความสามารถ ในการแสดงออกมาเป็นความคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับของใคร โดยอาศัยประสบการณ์และจินตนาการ กลั่นกรองอย่างลึกซึ้งแสดงออกได้อย่างชัดเจนและงดงาม ทั้งการใช้ถ้อยคำความคิดอันเป็นเนื้อหา แก่นสารและใจความสำคัญของงานเขียน และ อัจฉรา ชีวพันธ์ (2547: 3) กล่าวว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนซึ่งมีลักษณะของ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยผู้เขียนจะต้องใช้จินตนาการและประสบการณ์ของตนเองมาเชื่อมโยง ความคิดในการเขียน
15 ชูศรี พิทักษ์ (2553: 14) ได้กล่าวว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง การสื่อความหมายโดย การเขียนถ่ายทอดความรู้ความรู้สึกความต้องการของผู้เขียนออกมาในการให้ผู้อื่นเข้าใจได้ในลักษณะ ที่เป็นสิ่งใหม่และแสดงลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โคยอาศัยประสบการณ์และจินตนาการของ ผู้เขียนเองรวมทั้งความคิดคล่องแคล่วความคิดยึดหยุ่นและความคิดริเริ่ม ดังนั้น สรุปได้ว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเขียนจากความคิด ความรู้สึก จินตนาการ เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยการเขียนเกี่ยวกับสิ่งใหม่ คิดริเริ่มสิ่งที่ดีและแปลกใหม่ ไม่คัดลอก ผลงานของใคร เขียนเรียบเรียงอย่างสละสลวย ซึ่งแสดงถึงลักษณะเฉพาะตนของผู้เขียน 2.2.2 ความสำคัญของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเขียนลักษณะหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้และ การพัฒนาการของมนุษย์ ดังที่ ฐะปะนีย์นาครทรรพ (2545: 1) ได้กล่าวว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเขียนที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลินใจ ส่งเสริมสติปัญญาและช่วยดำรงรักษาวัฒนธรรมไว้ และ ฉวีวรรณ จินดาพล (2528: 61 - 62) แสดงทรรศนะว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือฝึกทักษะ และการพัฒนาการใช้ภาษาในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของเด็กช่วยให้เด็ก รู้คำศัพท์มากขึ้น สามารถเลือกใช้ถ้อยคำ สำนวน วลี ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินในการเขียนทำให้เด็ก ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กให้ยอมรับนับถือตนเองขอมรับผู้อื่นและ ช่วยให้ครูรู้จักเข้าใจเด็กแต่ละคนมากขึ้นจากการเขียนแสดงความรู้สึกนึกคิด จะเห็นว่า ความสำคัญของการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาด้าน สติปัญญาของนักเรียน ช่วยให้นักเรียนสามารถเลือกใช้ถ้อยคำสำนวน วลี เขียนแสดงความรู้สึกนึกคิด ทำให้ผู้เรียนมีความเพลิดเพลินในการเขียน มีความภาดภูมิใจมีความเชื่อมั่นในตนเองเป็นการพัฒนา บุคลิกภาพของเด็ก และช่วยให้ครูรู้จักเข้าใจเด็กมากขึ้น (ชูศรี พิทักษ์, 2553: 15 - 16) ฉะนั้น การเขียนเชิงสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญต่อการเขียนและงานเขียนทุกประเภท เพื่อให้งานเขียน มีความแปลกใหม่ มีแนวคิด กลวิธีการเขียนที่น่าสนใจ รวมถึงเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการเขียน ของผู้เรียน สนับสนุนให้ผู้เรียนรักการเขียนและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2.3 ลักษณะของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์จะต้องมีลักษณะแปลกใหม่ด้วยการนำเสนอ เป็นการเขียนจาก ข้อสังเกตประสบการณ์ จินตนาการผู้เขียน มีความคิดริเริ่มแปลกใหม่ มีศิลปะการแสดงออกทางภาษา และความคิดที่ก่อให้เกิดปัญญาหรือช่วยให้ผู้อ่านเกิดความคิดที่ดีงามโดยไม่ลอกเลียนแบบใคร รวมทั้ง สามารถเขียนโน้มน้าวให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตาม และสะท้อนใจตามงานเขียนที่มีลักษณะเชิง สร้างสรรค์ตามไปด้วย (ชูศรี พิทักษ์, 2553: 18) สอดคล้องกับ ภาศรี สีหอำไพ (2531: 1-3) ที่ได้กล่าวถึงลักษณะการเขียนสร้างสรรค์ไว้ว่า เป็นลักษณะการเขียนเฉพาะตัวของผู้เขียนที่มีข้อสังเกต จากประสบการณ์ความนึกคิดความเห็นหรือจินตนาการของตนเอง มีความแปลกใหม่และมี
16 ความสามารถในการแสดงออก ทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพตามที่ตนต้องการได้ด้วยการใช้ถ้อยคำที่เป็น ลายลักษณ์อักษร งานเขียนเชิงสร้างสรรค์จึงเป็นการสื่อความหมายในท่วงทำนองที่แปลกใหม่ตาม สำนวนลีลาของผู้เขียนงานเขียนที่เกิดจากจินตนาการ เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย วนแต่อยู่ในลักษณะงาน เขียนเชิงสร้างสรรค์ทั้งสิ้น การเขียนสร้างสรรค์คุณภาพของงานอยู่ที่ความสามารถของผู้เขียนที่มีศิลปะในการเขียน อย่างแท้จริงจนถึงระดับกวีนิพนธ์ได้ ในงานเขียนประเภทร้อยกรองนอกจากจะเสนอแนวคิด โครงเรื่องที่แปลกใหม่แล้ว อาจจะไม่ขีดฉันทลักษณ์ ตามรูปแบบคำประพันธ์เดิมให้คุณค่าทางจิตใจ และสติปัญญา งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงแต่จะเสนอสิ่งแปลกใหม่หรือให้ความเพลิดเพลิน เท่านั้น แต่จะช่วยให้ผู้อื่นได้คิดและจินตนาการตามไปด้วยวิจารญาณ ก่อให้เกิดปัญญาและประโยชน์ ต่อสังคมส่วนรวม นอกจากนี้ กรมวิชาการ (2535: 1) กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการเขียนเชิง สร้างสรรค์ว่า ควรจะประกอบด้วยให้ความแปลกใหม่ใช้กาษาคมคายกะทัดรัดสามารถเร้าความรู้สึก ของผู้อ่านหรือผู้ฟังได้ เป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ ให้ข้อคิดที่เป็นคติ ในการดำรงชีวิต และก่อให้เกิดจินตนาการในทางที่ดีงาม หรือ ให้ความเพลิดเพลินแก่จิตใจออกมา ส่วน ฉวีวรรณ อินตาพล (2528: 60-61) ได้เสนอลักษณะของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ไว้หลายประการ ดังนี้ 1) การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีอิสระในการเขียน เด็กจะเขียนโคยไม่อยู่ภายใต้ การบังคับ ชักนำ หรือ อิทธิพลของใคร แต่เด็กจะเขียนในสิ่งที่เขารู้สึกว่าต้องการเขียนครูอาจจะ ให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กถามการสะกคคำบางคำ เป็นต้น 2) การเขียนจากความรู้สึกที่แท้จริงของเด็ก เด็กจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ที่มีต่อสิ่งที่เขาพบเห็น ประทับใจจินตนาการออกมาโคยครูอาจจะให้หัวข้อกระตุ้นให้เด็กคิด หรือ จัดสถานการณ์เพื่อให้เด็กรู้สึกจินตนาการมากพอที่จะเขียนได้ 3) การเขียนที่มีลักษณะเฉพาะตน เด็กแต่ละคนจะมีรูปแบบในการเขียนแตกต่างกัน ครูอาจจะช่วยแนะนำให้ใด้บ้างในการเขียนครั้งต่อ ๆ ไป 4) การเขียนร้อยกรอง จะเป็นงานที่เด็กใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้มากเพราะจะต้อง เลือกใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมาย มีเสียงดล้องของ มีสัมผัส รัดกุม จะเกิดภาพพจน์ตรงตามความคิด เด็กบางคนอาจติดร้อยกรองแบบง่าย ๆ ขึ้นเองได้แต่ไม่ได้หมายความว่าการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จะต้องสร้างรูปแบบการประพันธ์ขึ้นใหม่เสมอ และ กระทรวงศึกษาธิการ (2534: 17) ได้ระบุถึงลักษณะสำคัญของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ว่าควรประกอบไปด้วย 1) ความแปลกใหม่ หมายถึง ความคิดที่ไม่ซ้ำแบบหรือไม่ลอกเลียนแบบผู้อื่น มาเป็นความคิดของผู้เขียนเองหรือดัดแปลงมาอย่างแยบกายด้วยภูมิปัญญาของตน 2) ใช้ภาบาคมคายกะทัดรัด ทั้งนี้เป็นการใช้ภายาที่ไม่ผิดแปลกไปจากระเบียบ ของภาษาซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน
17 3) มีคุณค่าทางด้านจิตใจและสติปัญญา 4) เป็นประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่น ให้ข้อคิดที่เป็นคติต่อการดำรงชีวิต ชี้ให้เห็นคุณและโทษ แนะนำให้คนรู้จักสังเกตพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อให้เกิด จินตนาการในทางที่ดีงาม หรือ ให้ความเพลิดเพลินใจในลักษณะของนันทนาการ อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าลักษณะของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นลักษณะการเขียนที่มุ่งเน้น ให้เกิดความคิด หรือแนวคิดแปลกใหม่ มีการริเริ่มสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้เขียนและผู้อ่าน อันก่อให้เกิดการคิดรอบด้าน ซึ่งเนื้อหาในงานเขียนจะต้องดี มีข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ได้ และ สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านให้เกิดอารมณ์คล้อยตามได้ 2.2.4 จุดประสงค์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ แนวคิดเกี่ยวกับจุดประสงค์ของการเขียนนั้นได้มีผู้ให้คำอธิบายไว้ดังนี้ ดวงใจ ไทยอุบล (2543: 14) ได้กล่าวว่า จุดประสงค์ของการเขียนที่เกี่ยวข้องกับประเภท ของงานเขียนมีดังนี้ 1) เพื่อการเล่าเรื่อง เช่น การเล่าประวัติเล่าประสบการณ์หรือเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ 2) เพื่ออธิบายคำหรือความ เช่น อธิบายการทำอาหาร 3) เพื่อโฆษณาจูงใจ เช่น การโฆษณาสินค้า โฆษณาภาพยนตร์ 4) เพื่อปลุกใจ เช่น เพลงปลุกใจ บทความปลุกใจให้รักชาติ 5) เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือแนะนำ เช่น บทความเสนอแนะ 6) เพื่อสร้างจินตนาการ เช่น การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย บทร้อยกรอง 7) เพื่อล้อเลียนเสียดสีเช่น บทความล้อเลียนเสียดสีเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ 8) เพื่อประกาศ เช่น ประกาศแจ้งความ ประกาศเชิญชวน 9) เพื่อวิเคราะห์เช่น วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์เหตุการณ์ 10) เพื่อวิจารณ์เช่น วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์บทความ วิจารณ์สารคดีวิจารณ์ตำรา 11) เพื่อทำข่าว เช่น การเสนอข่าวประเภทต่าง ๆ คือ ข่าวการเมือง ข่าวธุรกิจ 12) เพื่อเขียนเฉพาะกิจ เช่น เขียนจดหมาย เขียนการ์ตูน เขียนธนาณัติ สุนีติ์ ภู่จิรฐาพันธุ์ (2555: 151-152) อธิบายจุดมุ่งหมายของการเขียนไว้ดังนี้ 1) เพื่อเล่าเรื่อง เป็นการเขียนเล่าเรื่องต่างๆ ให้ผู้อ่านทราบ เช่น เล่าเหตุการณ์ เล่าประสบการณ์หรือเล่าประวัติ ผู้เขียนต้องใช้วิธีการเล่าให้ชวนอ่านและเห็นภาพจึงจะทำให้ผู้อ่าน สนใจมากขึ้น 2) เพื่ออธิบาย เป็นการเขียนอธิบายแจกแจงข้อเท็จจริง ความรู้ หรืออธิบายวิธีการ หลักเกณฑ์และทฤษฎีต่าง ๆ มักปรากฏในงานเขียนประเภทวิชาการหรือตำรา การเขียนประเภทนี้ ต้องใช้ภาษากระชับรัดกุม ลำดับความอย่างมีขั้นตอนจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น
18 3) เพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนใจหรือคล้อยตาม เช่น การเขียนบทโฆษณาสินค้า บทความโน้มน้าวใจ การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจจะต้องใช้ภาษาให้น่าสนใจ มีความสละสลวยคล้องจอง สั้นกะทัดรัดและจดจำง่าย 4) เพื่อปลุกใจ เป็นการเขียนในรูปแบบของการปลูกจิตสำนึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเข้มแข็ง พร้อมเพรียง เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเขียนเพื่อปลุก ใจจะออกมาในรูปของบทความ บทเพลง บทละคร บทร้อยกรอง การเขียนลักษณะนี้จะต้องใช้คำที่มี น้ำหนัก ใช้ประโยคสั้น ๆ อาจมีการเน้นย้ำและยกตัวอย่างประกอบ 5) เพื่อแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์หรือแนะนำ เป็นการเขียนเพื่อ แยกแยะให้เข้าใจรายละเอียดหรือแก่นแท้ของเรื่อง การแสดงทรรศนะหรือนำเสนอความคิดใหม่ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมักเขียนออกมาในรูปของบทความ การเขียนประเภทนี้ผู้เขียนต้องคำนึงถึง ข้อเท็จจริง รวมทั้งใช้วิจารณญาณที่ถูกต้องยุติธรรม และการใช้ภาษาที่เรียบง่ายกะทัดรัด 6) เพื่อแสดงจินตนาการ เป็นการเขียนสร้างสรรค์ที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเกิด จินตนาการคล้อยตาม ดังนั้น ผู้เขียนจึงควรใช้ภาษาที่สร้างภาพพจน์เพื่อจูงใจ การเขียนเพื่อแสดง จินตนาการมักปรากฏในรูปของบทร้อยกรอง เรื่องสั้น นวนิยายหรือบทละคร 7) เพื่อกิจธุระ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำกิจใดกิจหนึ่ง เช่น การเขียนประกาศ การเขียนจดหมายร้องเรียน การเขียนบัตรเชิญ รูปแบบการเขียนและการใช้ภาษา จะแตกต่างกันไปตามโอกาสและประเภทของกิจนั้น ๆ เช่น การเขียนจดหมายราชการต้องใช้รูปแบบ ที่แน่นอนและใช้ภาษาแบบแผน หรือการเขียนประกาศทั่วไปไม่เน้นรูปแบบ แต่ถ้าเป็นการประกาศ อย่างเป็นทางการก็ต้องเขียนให้ถูกต้องตามรูปแบบ เป็นต้น 8. เพื่อล้อเลียนหรือเสียดสี เป็นการเขียนที่ต้องการหยิบยกเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาจ เป็นส่วนบกพร่องในสังคมมากล่าวตำหนิอย่างนุ่มนวล โดยการแทรกอารมณ์ขันด้วยถ้อยคำภาษาที เล่นทีจริงไม่รุนแรง ซึ่งแสดงออกได้หลายวิธี เช่น การเขียนล้อเลียนด้วยภาพและข้อความประกอบ หรืออาจจะเขียนเป็นข้อเขียนสั้น ๆ หรือเรื่องราวสั้น ๆ สอดคล้องกับ โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล (2555: 78-79) ได้อธิบายไว้ดังนี้ 1) เขียนเพื่อเล่าเรื่อง เป็นการเขียนที่มุ่งให้ข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้อ่านเพื่อให้เห็น เหตุการณ์ และภาพรวมทั้งได้รับอรรถรสในสิ่งที่ผู้เขียนได้ประสบมา เช่น เล่าเหตุการณ์ เล่าประสบการณ์ ฯลฯ 2) เขียนเพื่ออธิบายหรือให้ความรู้ เป็นการเขียนที่มุ่งให้สาระความรู้แก่ผู้อ่าน โดยการแจกแจงข้อเท็จจริง อธิบายวิธีการ ลำดับขั้นตอนต่าง ๆ การเขียนลักษณะนี้มักเป็นงานเขียน เชิงวิชาการ เช่น อธิบายขั้นตอนการตอนกิ่งต้นยางพารา อธิบายการทำขนมช่อม่วง อธิบายเทคนิค การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล ฯลฯ 3) เขียนเพื่อโฆษณาจูงใจ การเขียนแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อโน้มน้าวใจ หรือโฆษณา เพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม เห็นด้วยหรือเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก และทัศนคติ แล้วปฏิบัติตาม
19 คำแนะนำของผู้เขียน เช่น การเขียนคำขวัญเชิญชวนให้ไปเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเขียน ข้อความโฆษณาชวนเชื่อให้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่าง ๆ ฯลฯ 4) เขียนเพื่อปลุกใจ การเขียนประเภทนี้ ผู้เขียนมีเจตนาจะให้ผู้อ่านมีความคิดเห็น เหมือนกับตนเอง หรือปลุกเร้าความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น บทความปลุกใจให้คนไทยรู้รัก สามัคคี บทความปลุกใจให้ร่วมกันธำรงประชาธิปไตย เป็นต้น 5) เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น การเขียนลักษณะนี้มักเสนอในรูปของบทความทั่วไป ในเชิงวิพากษ์ วิจารณ์ แนะนำ หรือแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น การแนะนำหนังสือ แนะนำสถานที่ การวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล การวิเคราะห์สถานการณ์ความไม่สงบในสังคมไทย ฯลฯ 6) เขียนเพื่อสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนที่มุ่งให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการคล้อยตาม ผู้เขียนโดยที่ผู้เขียนนำเสนอภาพความคิดที่สร้างสรรค์ผ่านการใช้ภาษาซึ่งเลือกสรรแล้วอย่างประณีต เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น บทร้อยกรอง บทละคร ฯลฯ 7) เขียนเพื่อล้อเลียนเสียดสี เป็นการเขียนที่มุ่งให้ความรู้สึกในลักษณะล้อเลียน เสียดสีประชดประชัน ท้วงติง เหน็บแนม หรือหยอกล้อด้วยความปรารถนาดี อาจแทรกอารมณ์ขันใน การเขียนหรือมีรูปภาพประกอบบ้าง เช่น การเขียนอธิบายภาพการ์ตูนล้อเลียนการเมือง บทละคร เสียดสีสังคม การแสดงตลกของนักแสดง ฯลฯ สอดคล้องกับสมบัติ ศิริจันดา (2554: 88-89) ที่ได้อธิบายจุดมุ่งหมายของการเขียนไว้เช่นกันดังนี้ 1) เขียนเพื่อเล่าเรื่อง คือ การเขียนเพื่อบอกเล่าเรื่องราว เหตุการณ์หรือ ประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ เช่นการเขียนสารคดี การเขียนข่าว การเขียนอัตชีวประวัติ การเขียนชีวประวัติเป็นต้น 2) เขียนเพื่ออธิบาย คือ การเขียนเพื่อพรรณนา ชี้แจงบอกขั้นตอนวิธีการ ตลอดจน ตอบปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้เกิดความเข้าใจ เช่น การเขียนชี้แจงขั้นตอนการสลายม็อบที่ อำเภอตากใบ การเขียนอธิบายขั้นตอนวิธีการทำงานวิจัย การอธิบายวิธีการทำต้มยำกุ้ง อธิบายวิธีการ รับประทานยา หรือ การใช้ยาฆ่าแมลง เป็นต้น 3) เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น คือ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของ ผู้เขียนที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในเชิงวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ แนะน าหรือแสดงข้อมูลใหม่ที่คิดว่า เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติแก่ผู้อ่าน โดยมีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องมีเหตุผลรองรับ เช่น บทความวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งด้านการเงิน การเมือง สังคม เศรษฐกิจ หรือบทวิจารณ์ต่าง ๆ ในวงการเมือง วงการบันเทิง เป็นต้น 4) การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ คือการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยอมรับหรือปฏิบัติตาม การเขียนประเภทนี้ผู้เขียนต้องสามารถสร้างแรงจูงใจ ต่อผู้อ่านได้เป็นอย่างดี โดยชี้ให้เห็นประโยชน์ โทษ ข้อดีและข้อเสียต่าง ๆ ประกอบการชักจูงใจ
20 ซึ่งต้องมีการแสดงเหตุผล การเปรียบเทียบ การยกตัวอย่าง ให้ผู้อ่านได้เห็นอย่างชัดเจน การเขียนเพื่อ โน้มน้าวใจสามารถแบ่งออกได้ 3 ลักษณะดังนี้ 1) การเขียนเพื่อโฆษณา คือการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านสนใจในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการ อาจต้องการให้สนใจหรือเร่งเร้าให้ปฏิบัติก็ได้ เช่น โฆษณาขายสินค้า โฆษณาหาเสียง การรณรงค์ ป้องกันโรคเอดส์ เป็นต้น 2) การเขียนเพื่อปลุกปลอบใจ คือ การเขียนเพื่อกระตุ้นความรู้สึกให้คล้อยตามหรือ ให้เกิดร่วมกัน เช่น การเขียนเพื่อให้รักชาติรักแผ่นดิน การเขียนเร้าใจให้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม 3) การเขียนเพื่อจรรโลงใจให้แง่คิด คือการเขียนเพื่อให้แง่คิดหรือยกระดับจิตใจของ ผู้อ่านให้ดีขึ้น สร้างจิตสำนึกในทางที่ดีที่งาม เช่น การเขียนคำสั่งสอน คำชี้แนะ หลักธรรมะ เป็นต้น 4) การเขียนเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน คือ การเขียนเพื่อให้ผู้อ่านผ่อนคลาย ความเครียดของสมอง มุ่งให้เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจ เกิดความซาบซึ้งประทับใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ 1) การเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ คือ การเขียนที่สร้างจากจินตนาการของผู้เขียน และต้องการให้ผู้อ่านได้อ่านและจินตนาการตามเรื่องราวที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ เช่น นิทาน นิยาย นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ เป็นต้น 2) การเขียนเพื่อเสียดสี ยั่วล้อ คือ การเขียนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนุกสนาน เช่นเดียวกัน โดยผู้เขียนจะเขียนเสียดสีหรือยั่วล้อสังคม บุคคล หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยมุ่งเน้น ความสนุกสนานเป็นหลัก ไม่ได้หวังให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด ซึ่งในการเขียนอาจมี การสอดแทรกคติข้อเตือนใจหรือแนวคิดที่ไม่หนักสมองมากนัก รูปแบบการเขียนประเภทนี้ อาจใช้ลักษณะของตัวอักษรบรรยายภาพประกอบเช่นในหนังสือพิมพ์รายวัน หรือเขียนเป็นเรื่องราว แบบร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ได้ จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีจุดประสงค์ที่หลากหลาย เพื่อให้ ผู้อ่านได้อ่านงานเขียนตามความต้องการ หรือตามจุดประสงค์ แต่ทั้งนี้ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ผู้เขียนต้องเขียนสื่อสารให้ตรงตามจุดประสงค์เช่นกัน เพราะผู้อ่านจะได้เข้าใจสาระเนื้อหาในงานเขียน และสามารถตีความได้อย่างถูกต้องชัดเจน 2.2.5 ประโยชน์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ประโยชน์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ มีผู้แสดงทรรศนะไว้ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เปรมจิต ศรีสงคราม (2534: 12) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเขียนไว้ดังนี้ 1) ทำให้มีการพัฒนาความคิด ประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบมาและเขียนให้ผู้อื่นอ่าน เมื่ออ่านแล้วจะได้ความรู้ทางปัญญา สามารถนำความรู้ที่ได้มานั้นไปพัฒนาความคิดให้ก้าวไกล ไม่สับสน ในขณะเดียวกันก็นำความรู้นั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมต่อไป
21 2) ทำให้เขียนได้ถูกต้อง ข้อความใด ๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย เขียนเรียงความเขียนย่อความ เขียนบันทึกข้อความ เขียนคำโฆษณา ที่ได้อ่านนั้นจะช่วยทำให้เขียนได้ ถูกต้องในเรื่องตัวสะกดการันต์และในแต่ละครั้งที่อ่านจะช่วยให้จดจำคำต่าง ๆ ได้แม่นยำขึ้น 3 เกิดข้อคิดเห็นและความรู้ต่าง ๆ ที่ได้จากการอ่านข้อเขียนแบบต่าง ๆ ในบางครั้ง ผู้อ่านสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปเป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิต 4) ทำให้มีความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ในการอ่านข้อความที่เขียนในบทความ สารคดี หนังสือพิมพ์ฯลฯ นั้นผู้อ่านจะได้ความรู้ใหม่ ๆ คำศัพท์ใหม่ๆ สำนวนใหม่ๆ ที่ผู้อ่านไม่เคยพบมา ก่อน และสามารถนำมาใช้ได้ต่อเมื่อได้พิจารณาแล้วว่า สิ่งที่อ่านนั้นให้ประโยชน์ในขณะเดียวกัน และ คำศัพท์ใหม่ๆ นั้นจะต้องเป็นคำสุภาพและไพเราะด้วย สมปัต ตัญตรัยรัตน์และคนอื่น ๆ (2545: 9) กล่าวถึงประโยชน์ของการเขียนไว้ดังนี้ 1) การเขียนช่วยสร้างเสริมปัญญา บุคคลใช้สติปัญญาในการกระทำข้อมูลที่ได้รับ พร้อมกับจัดระบบเพื่อส่งออกด้วยการเขียน 2) ช่วยสร้างจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ 3) ช่วยถ่ายทอดความเข้าใจ และประสบการณ์ของบุคคลไปสู่สังคม 4) ช่วยผ่อนคลายและระบายความรู้สึก 5) ช่วยบันทึกผลการค้นคว้า 6) ช่วยในการเรียนรู้และพัฒนาคน สรุปได้ว่า ประโยชน์ของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ คือ การได้พัฒนาตนเองด้านการเขียน การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร รวมถึงการถ่ายทอดแนวคิดต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้อื่นรับรู้และวิจารณ์กัน อย่างกว้างขวางให้ผู้เขียนนำข้อบกพร่องมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น หรือการเขียนเชิงสร้างสรรค์นั้น เป็นการเขียนเพื่อระบายอารมณ์ความรู้สึกจนเกิดเป็นงานเขียนประเภทต่าง ๆ เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น บทกลอน เป็นต้น 2.2.6 การวัดและประเมินผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์ กรรณิการ์พวงเกษม (2533) ได้เสนอแนะวิธีการวัดผลด้านการเขียนเรียบเรียงคำ กลุ่มคำ การเขียนประโยคให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น การเขียนบรรยายภาพ เขียนเรื่องจากภาพ เขียนเรื่อง จากคำเขียนเรื่องจากประสบการณ์โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1) ประเมินผลตามจุดมุ่งหมาย โดยใช้ข้อสอบอัตนัยและตรวจให้คะแนนโดยวิธีการ จัดอันดับคุณภาพ วิธีนี้เป็นวิธีที่วัดได้ถูกต้องที่สุดเพราะสามารถวัดนักเรียนได้ตรงจุดมุ่งหมาย แต่มีปัญหาด้านการวัดผล คือ เรื่องความยุติธรรมในการให้คะแนนต้องเสียเวลา 2) ประเมินผลด้วยข้อสอบปรนัยตามแนวของ E.T.S. (Education Testing Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการทดสอบที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการวัดความสามารถด้านการเขียนดังนี้
22 1) ด้านความสามารถในการเขียน 2) ด้านความสามารถในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ 3) ด้านการรวบรวม และจัดระเบียบความคิดสมเหตุสมผล 4) ด้านความสามารถในการใช้ถ้อยคำสำนวนให้เหมาะสมกับความหมาย เสาวลักษณ์รัตนวิชช์ (2531: 54-5) ได้กำหนดเกณฑ์การตรวจให้คะแนนการเขียนเรื่อง ไว้ดังนี้ 1) การลำดับเรื่อง ได้แก่การเรียบเรียงเนื้อความอย่างต่อเนื่อง ไม่สับสน 2) การลำดับความคิด ได้แก่ การสื่อความคิดที่ชัดเจน ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจถึง ความต้องการของผู้เขียน 3) การใช้ภาษา ได้แก่การใช้คำ การผูกประโยค การสะกดคำ ไวยากรณ์ใช้อย่าง ถูกต้อง 4) การสื่อความหมาย ได้แก่การเขียนที่สามารถทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ ตามที่กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 281-283) ได้กำหนดเกณฑ์ในการเขียนเรียงความ เขียนเรื่องจากภาพ หรือมีภาพให้แล้วนักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นอาจพิจารณาจากเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1) องค์ประกอบ องค์ประกอบ หมายถึง ความถูกต้องตามลักษณะการเขียนเรียงความ ได้แก่ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป คะแนนเต็ม 2 คะแนน มีเกณฑ์ให้คะแนนดังนี้ คะแนน 0 ไม่มีเนื้อเรื่อง คะแนน 1 มีเนื้อเรื่อง แต่ขาดองค์ประกอบอื่น คะแนน 2 มีองค์ประกอบครบถ้วน คือ ชื่อเรื่อง คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป 2) เนื้อหา เนื้อหา หมายถึง เนื้อหาสาระสัมพันธ์กับชื่อเรื่องที่กำหนด มีประเด็นน่าสนใจและมี ข้อมูลสนับสนุนอย่างชัดเจน คะแนนเต็ม 4 คะแนน คะแนน 0 เนื้อหาสาระไม่สัมพันธ์กับชื่อเรื่องที่กำหนด คะแนน 1 เนื้อหาสาระสัมพันธ์กับชื่อเรื่องที่กำหนด คะแนน 2 เนื้อหาสาระสัมพันธ์กับชื่อเรื่องที่กำหนด มีข้อมูลสนับสนุน คะแนน 3 เนื้อหาสาระสัมพันธ์กับชื่อเรื่องที่กำหนด มีประเด็นน่าสนใจ มีข้อมูล สนับสนุน คะแนน 4 เนื้อหาสาระสัมพันธ์กับชื่อเรื่องที่กำหนด มีประเด็นน่าสนใจ มีข้อมูล สนับสนุนอย่างชัดเจน
23 3) ความคิดเชิงสร้างสรรค์ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง การนำเสนอน่าสนใจ สอดแทรกคติข้อคิด หรือ ข้อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติ มีแนวคิดที่แปลกใหม่ มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม คะแนนเต็ม 4 คะแนน มีเกณฑ์ให้ดังนี้ คะแนน 0 ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คะแนน 1 มีแนวคิดที่แปลกใหม่ คะแนน 2 มีแนวคิดที่แปลกใหม่และมีคุณค่าต่อตนเองและสังคม คะแนน 3 การนำเสนอน่าสนใจ มีแนวคิดที่แปลกใหม่ มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม คะแนน 4 การนำเสนอน่าสนใจ สอดแทรกคติข้อคิด ข้อเสนอแนะแนวทาง การปฏิบัติมีแนวคิดที่แปลกใหม่และมีคุณค่าต่อตนเองและสังคม 4) การใช้ภาษา การใช้ภาษา หมายถึง ใช้ภาษาถูกต้องสละสลวย ใช้สำนวน โวหาร หรือคำประพันธ์ ประกอบเหมาะสม สื่อความหมายชัดเจน และการลำดับความไม่วกวน คะแนนเต็ม 4 คะแนน มีเกณฑ์การให้ดังนี้ คะแนน 0 ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง คะแนน 1 ใช้ภาษาถูกต้อง คะแนน 2 ใช้ภาษาถูกต้องสละสลวย สื่อความหมายชัดเจน คะแนน 3 ใช้ภาษาถูกต้องสละสลวย สื่อความหมายชัดเจน การลำดับความไม่วกวน คะแนน 4 ใช้ภาษาถูกต้องสละสลวย ใช้สำนวนโวหาร หรือคำประพันธ์ประกอบ เหมาะสม สื่อความหมายชัดเจน การลำดับความไม่วกวน 5) อักขรวิธี อักขรวิธี หมายถึง การสะกดคำ ใช้อักษรย่อ ใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอน เป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทย คะแนนเต็ม 4 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ คะแนน 0 สะกดคำ ใช้อักษรย่อ ใช้สัญลักษณ์เครื่องหมายวรรคตอนผิด เกิน 12 แห่ง คะแนน 1 สะกดคำ ใช้อักษรย่อ ใช้สัญลักษณ์เครื่องหมายวรรคตอนผิด 10 - 12 แห่ง คะแนน 2 สะกดคำ ใช้อักษรย่อ ใช้สัญลักษณ์เครื่องหมายวรรคตอนผิด 7 - 9 แห่ง คะแนน 3 สะกดคำ ใช้อักษรย่อ ใช้สัญลักษณ์เครื่องหมายวรรคตอนผิด 4 - 6 แห่ง คะแนน 4 สะกดคำ ใช้อักษรย่อ ใช้สัญลักษณ์เครื่องหมายวรรคตอนผิด 1 - 3 แห่ง หมายเหตุการนับคำผิด ถ้าผิดซ้ำคำเดียวกันให้นับเป็น 1 แห่ง
24 6) ความสะอาด ความสะอาด หมายถึง ลักษณะโดยทั่วไปของชิ้นงานโดยภาพรวม ตัวอักษรอ่านง่าย สะอาด และเป็นระเบียบ คะแนนเต็ม 2 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ คะแนน 0 ตัวอักษรอ่านยาก หรือสกปรก คะแนน 1 ตัวอักษรอ่านง่าย สะอาด ขาดความเป็นระเบียบ คะแนน 2 ตัวอักษรอ่านง่าย สะอาด เป็นระเบียบ จากเกณฑ์ประเมินดังกล่าว สรุปได้ว่า เกณฑ์วัดประเมินผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์มีเกณฑ์ ได้แก่ องค์ประกอบ เนื้อหา ความคิดเชิงสร้างสรรค์ การใช้ภาษา อักขรวิธี และความสะอาด ซึ่งเป็น การวัดผลรอบด้าน ผู้เขียนต้องเขียนตามเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อให้งานเขียนมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเกณฑ์ข้างต้น ผู้วิจัยจึงนำเกณฑ์การให้คะแนนมาประยุกต์ ให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้และการวัดผล เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ (โดยใช้ภาพ เป็นกรอบคิด) โดยใช้เกณฑ์วัดความสามารถในการเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ตามระดับคะแนน ดังนี้ (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) 1) การตั้งชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่อง มีรายการประเมิน คือ 1) ชื่อเรื่องมีคำที่สื่อความหมายที่ตรงหรือ สอดคล้องกับประเด็นที่กำหนด และ 2) ใช้คำ วลี ประโยคหรือข้อความถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา ซึ่งกำหนดคะแนนเต็ม 2 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ คะแนน 0 ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือไม่ตั้งชื่อเรื่อง คะแนน 1 ตั้งชื่อเรื่องได้ตามเกณฑ์ 1 ข้อ คะแนน 2 ตั้งชื่อเรื่องได้ตามเกณฑ์ครบ 2 ข้อ 2) สาระสำคัญของเรื่อง สาระสำคัญของเรื่อง มีรายการประเมิน คือ 1) นำเสนอเนื้อหาตรงตามประเด็นหรือ รูปภาพที่กำหนด 2) เนื้อหามีความสัมพันธ์กับประเด็นหรือรูปภาพที่กำหนด 3) ลำดับความคิดอย่าง ต่อเนื่อง และ 4) มีความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งกำหนดคะแนนเต็ม 4 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ คะแนน 0 ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือไม่มีสาระสำคัญ คะแนน 1 เขียนเรื่องได้สาระสำคัญตามเกณฑ์ 1 ข้อ คะแนน 2 เขียนเรื่องได้สาระสำคัญตามเกณฑ์ 2 ข้อ คะแนน 3 เขียนเรื่องได้สาระสำคัญตามเกณฑ์ 3 ข้อ คะแนน 4 เขียนเรื่องได้สาระสำคัญตามเกณฑ์ครบ 4 ข้อ 3) การใช้ภาษา การใช้ภาษา มีรายการประเมิน คือ 1) เลือกใช้ภาษาสละสลวย 2) ใช้ประโยคสื่อ ความหมายได้ และ 3) เขียนเว้นวรรคตอนได้ถูกต้องและไม่เขียนฉีกคำ ซึ่งกำหนดคะแนนเต็ม 3 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
25 คะแนน 0 ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด คะแนน 1 ใช้ภาษาได้ตามเกณฑ์ 1 ข้อ คะแนน 2 ใช้ภาษาได้ตามเกณฑ์2 ข้อ คะแนน 3 ใช้ภาษาได้ตามเกณฑ์3 ข้อ คะแนน 4 ใช้ภาษาได้ตามเกณฑ์ครบ 4 ข้อ 4) การเขียนสะกดคำ การเขียนสะกดคำ มีการประเมิน คือ ตรวจหาคำผิดจากเรื่อง หากเขียนผิดซ้ำ ให้นับเป็น 1 คำ ซึ่งกำหนดคะแนนเต็ม 3 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ คะแนน 0 ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด คะแนน 1 เขียนผิด 3 คำ ขึ้นไป คะแนน 2 เขียนผิด 1 – 2 คำ คะแนน 3 เขียนถูกต้องทุกคำ 5) มารยาทในการเขียน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และถูกต้องตามคำชี้แจง ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและถูกต้องตามคำชี้แจง มีรายการประเมิน คือ 1) เขียน ตัวอักษรอ่านง่าย 2) สะอาดเรียบร้อย 3) เขียนได้ตามจำนวนที่กำหนด และ 4) ไม่เขียนคำหยาบหรือ ให้ร้ายผู้อื่น ซึ่งกำหนดคะแนนเต็ม 4 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ คะแนน 0 ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด คะแนน 1 เขียนได้ตามเกณฑ์ 1 ข้อ คะแนน 2 เขียนได้ตามเกณฑ์2 ข้อ คะแนน 3 เขียนได้ตามเกณฑ์ครบ 3 ข้อ 6) ความคิดเชิงสร้างสรรค์ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ มีรายการประเมิน คือ 1) มีการนำเสนอแนวคิดที่แปลกใหม่ 2) มีแนวคิดที่มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม 3) การนำเสนอน่าสนใจ และ 4) สอดแทรกคติข้อคิด ข้อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติซึ่งกำหนดคะแนนเต็ม 4 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ คะแนน 0 ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คะแนน 1 มีความคิดสร้างสรรค์ตามเกณฑ์ 1 ข้อ คะแนน 2 มีความคิดสร้างสรรค์ตามเกณฑ์ 2 ข้อ คะแนน 3 มีความคิดสร้างสรรค์ตามเกณฑ์ 3 ข้อ คะแนน 4 มีความคิดสร้างสรรค์ตามเกณฑ์ครบ 4 ข้อ จากเกณฑ์การให้คะแนน สามารถสรุปเป็นตารางระดับคะแนน (Rubric Scores) ดังตาราง ที่ 2
26 ตารางที่ 2 เกณฑ์วัดความสามารถในการเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ตามระดับคะแนน (Rubric Scores) รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การตั้งชื่อเรื่อง 1.1ชื่อเรื่องมีคำที่สื่อความหมายที่ตรงหรือ สอดคล้องกับประเด็นที่กำหนด 1.2ใช้คำ วลี ประโยคหรือข้อความถูกต้องตาม หลักการใช้ภาษา คะแนนเต็ม 2 คะแนน ตั้งชื่อเรื่องได้ตาม เกณฑ์ครบ 2ข้อ ตั้งชื่อเรื่องได้ตาม เกณฑ์ 1 ข้อ 2. สาระสำคัญของเรื่อง 2.1 นำเสนอเนื้อหาตรงตามประเด็นหรือ รูปภาพที่กำหนด 2.2 เนื้อหามีความสัมพันธ์กับประเด็นหรือ รูปภาพที่กำหนด 2.3 ลำดับความคิดอย่างต่อเนื่อง 2.4 มีความเป็นเหตุเป็นผล เขียนเรื่องได้ สาระสำคัญตาม เกณฑ์ครบ 4 ข้อ เขียนเรื่องได้ สาระสำคัญตาม เกณฑ์ 3 ข้อ เขียนเรื่องได้ สาระสำคัญตาม เกณฑ์ 2 ข้อ เขียนเรื่องได้ สาระสำคัญตาม เกณฑ์ 1 ข้อ 3. การใช้ภาษา 3.1 เลือกใช้ภาษาสละสลวย 3.2 ใช้ประโยคสื่อความหมายได้ 3.3 เขียนเว้นวรรคตอนได้ถูกต้องและไม่เขียน ฉีกคำ 3.4 เขียนถูกต้องตามอักขรวิธีไทย ใช้ภาษาได้ตาม เกณฑ์ครบ 4 ข้อ ใช้ภาษาได้ตาม เกณฑ์ครบ 3 ข้อ ใช้ภาษาได้ตาม เกณฑ์ 2 ข้อ ใช้ภาษาได้ตาม เกณฑ์ 1 ข้อ 4. การเขียนสะกดคำ (ตรวจหาคำผิดจากเรื่อง หากเขียนผิดซ้ำ ให้นับเป็น 1 คำ) คะแนนเต็ม 3 คะแนน เขียนถูกต้องทุกคำ เขียนผิด 1 – 2 คำ เขียนผิด 3 คำ ขึ้นไป 5. มารยาทในการเขียน ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย และถูกต้องตามคำชี้แจง 5.1 เขียนตัวอักษรอ่านง่าย 5.2 สะอาดเรียบร้อย 5.3 ไม่เขียนคำหยาบหรือให้ร้ายผู้อื่น คะแนนเต็ม 3 คะแนน เขียนได้ตามเกณฑ์ 3 ข้อ เขียนได้ตามเกณฑ์ 2 ข้อ เขียนได้ตามเกณฑ์ 1 ข้อ 6. ความคิดเชิงสร้างสรรค์ 6.1 มีการนำเสนอแนวคิดที่แปลกใหม่ 6.2 มีคติหรือแนวคิดที่มีคุณค่าต่อตนเองและ สังคม 6.3 มีโครงเรื่องที่น่าสนใจ - ตอนเปิดเรื่อง - ดำเนินเรื่อง - ตอนปิดเรื่อง 6.4 เนื้อหาและถ้อยคำไม่สื่อถึงอคติต่อผู้อื่น มีความคิด สร้างสรรค์ตาม เกณฑ์ครบ 4 ข้อ มีความคิด สร้างสรรค์ตาม เกณฑ์ 3 ข้อ มีความคิด สร้างสรรค์ตาม เกณฑ์ 2 ข้อ มีความคิด สร้างสรรค์ตาม เกณฑ์ 1 ข้อ จากตารางจะเห็นว่า มีรายการประเมินทั้งหมด 6 ประเด็น ได้แก่ 1) การตั้งชื่อเรื่อง 2) สาระสำคัญของเรื่อง 3) การใช้ภาษา 4) การเขียนสะกดคำ 5) มารยาทในการเขียน ความเป็น ระเบียบเรียบร้อย และถูกต้องตามคำชี้แจง และ 6) ความคิดเชิงสร้างสรรค์และมีระดับคะแนน 4 ระดับ คะแนนรวม 20 คะแนน ซึ่งมีการแปลผล ดังตารางที่ 3
27 ตารางที่ 3 การแปลผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เกณฑ์ของระดับคะแนน ระดับคะแนน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) การแปลผล ร้อยละ 75 – 100 15 – 20 ดีมาก ร้อยละ 50 – 74 10 – 14 ดี ร้อยละ 25 - 49 5 – 9 พอใช้ ร้อยละ 0 - 24 0 - 4 ปรับปรุง จากตาราง เป็นการวัดผลของคะแนนจากการวัดเป็นรายบุคคล จากนั้นนำคะแนนมาเทียบ กับเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น กำหนดให้ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับ ดี - ดีมาก สรุปได้ว่า เกณฑ์วัดความสามารถในการเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ตามระดับคะแนน (Rubric Scores) มีรายการประเมินทั้งหมด 6 ประเด็น ได้แก่ 1) การตั้งชื่อเรื่อง 2) สาระสำคัญของเรื่อง 3) การใช้ภาษา 4) การเขียนสะกดคำ 5) มารยาทในการเขียน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และ ถูกต้องตามคำชี้แจง และ 6) ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และมีระดับคะแนน 4 ระดับ คะแนนรวม 20 คะแนน และกำหนดให้ผ่านเกณฑ์การประเมินการแปลผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ในระดับ ดี - ดีมาก 2.3 รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM 2.3.1 ความหมายของรูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM Picture Word Inductive Model (PWIM) เป็นรูปแบบการสอนที่ Calhoun พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งขณะนั้น Calhoun เป็นอาจารย์สอนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย และยังเป็นที่ปรึกษาให้หน่วยงานบริการในฐานะผู้ประสานงานของ Geoegia League of Professional School ของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย โดยมีหน้าที่ประสานงาน ด้านภาษาศาสตร์ระดับปฐมวัยจนถึงประถมศึกษาทำให้ Calhoun เข้าใจสภาพการจัดการเรียน การสอนภาษาของเด็กระดับปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา จึงได้พัฒนา PWIM ขึ้นและนำไปทดลองใช้กับ เด็กระดับปฐมวัยและประถมศึกษา จากนั้นนำผลมาปรับปรุงแก้ไขกระบวนการของ PWIM ให้มี ประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนให้มากที่สุด รวมระยะเวลาประมาณ 20 ปี จากนั้นใน ปี ค.ศ. 1998 Calhoun ก็ได้เผยแพร่ PWIM ในหนังสือ "Model of Teaching" ฉบับปี ค.ศ. 1998 เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน Picture Word Inductive Model (PWIM) พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้คำศัพท์ และโครงสร้างทางภาษาของผู้เรียนระดับพื้นฐาน Calhoun (1999) เชื่อว่า ครูสามารถสอนให้เด็กมีจิตสำนึกและเกิดความใส่ใจได้ หากใช้กระบวนการสื่อสาร ได้แก่ ทักษะ การอ่านและการเขียน ซึ่งเป็นกระบวนกรรับสารและส่งสารที่ผู้เรียนสามารถทำได้ด้วยการใช้ทักษะ การอ่าน (อ่านสะกดคำ อ่านออกเสียง อ่านจับใจความ ฯลฯ) และเห็นผลได้ด้วยการใช้ทักษะการเขียน
28 (เขียนสื่อความ เขียนเรียงความ หรือเขียนสรุปความ ฯลฯ) จึงช่วยให้การเรียนการสอนภาษาเป็นแบบ ธรรมชาติ และสามารถนำไปใช้ชีวิตประจำวันได้ วัตถุประสงค์ของ PWIM สรุปได้ 3 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อรูปแบบการสอนอ่านและเขียนให้ผู้เรียนระดับพื้นฐาน 2) เพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนให้แก่ผู้เรียน 3) เพื่อติดตามผลการใช้ PWIM จากผู้เรียนและผู้สอน หรือผู้นำไปใช้ จากวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการข้างตัน ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 น่าจะ เป็นเหตุผลสำคัญที่ Calhoun ต้องการพัฒนา PWIM ขึ้นเพื่อให้เป็นรูปแบบการสอนอ่านและเขียน ให้แก่ผู้เรียนระดับพื้นฐานเพราะ Calhoun เป็นอาจารย์สอนระดับปฐมวัยและประถศึกษาของ มหาวิทยาลัยจอร์เจีย และยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์จึงเข้าใจปัญหาการอ่านและ การเขียนของผู้เรียนระดับพื้นฐานได้เป็นอย่างดี และอยากจะแก้ปัญหาดังกล่าว เมื่อ Calhoun ได้ พัฒนา PWIM ขึ้นและนำไปทดลองใช้แล้วนานกว่า 20 ปี จึงอยากเผยแพร่รูปแบบการสอนที่ตนเองได้ พัฒนาขึ้นแก่ผู้ที่สนใจ โดยหวังว่า PVIMจะสามารถช่วยให้ครูนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่านและการเขียนของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นได้ จึงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 กับวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นเหตุผลรองในการพัฒนารูปแบบการสอนครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ PWIM ไปสู่ผู้ที่สนใจนั้น แสดงให้เห็นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีงานวิจัย บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร หรือการนำเสนอทั้งในประเทศและต่างประเทศได้นำ PWIM ไปใช้ พัฒนาและแก้ปัญหาทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน และการเรียนรู้คำศัพท์ของผู้เรียนในระดับ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งข้อมูลนี้ เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า PWIM เป็นรูปแบบการสอนที่ สามารถนำมาใช้พัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดี ยิ่งขึ้นได้ รูปแบบการสอนเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบภายใต้แนวคิด ทฤษฎี หรือหลักการต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นพื้นฐาน PVIM เป็นรูปแบบการสอนที่ Calhoun พัฒนาขึ้น สรุปหลักการจัดการเรียนรู้ได้ 4 ประการ (Joyce, Weil and Calhoun, 2015: 102) ดังนี้ 1) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการแบบธรรมชาติของสังคม (a natural social process) การจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการแบบธรรมชาติของสังคม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้น กระบวนการสื่อสารแบบธรรมชาติ (whole language) คือ การใช้ทักษะภาษา ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนในชีวิตประจำวัน รวมทั้งสิ่งของ สิ่งประดิษฐ์ รูปภาพในการสอนคำศัพท์และ โครงสร้างของประโยค การเรียนรู้ตามหลักการข้อนี้ ผู้สอนจะต้องกระตุ้นและส่งเสริมทักษะทางภาษา ฝึกการใช้ภาษาในทุกขั้นตอนที่สัมพันธ์กับการสื่อสาร ซึ่งขั้นตอนของ PWIM จึงเริ่มจากการให้ผู้เรียน ได้สังเกตรูปภาพ พูดชื่อคำศัพท์จากภาพ อ่านทบทวนชื่อคำศัพท์ ฟังการอ่านออกเสียงและการสะกด คำ และนำคำศัพท์ที่ได้ไปสร้างเป็นข้อความหรือแต่งประโยคต่อไป ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้คำศัพท์ผ่านกระบวนการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนซึ่งเป็นกระบวนการ สื่อสารทางสังคมที่มนุษย์ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน
29 2) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นความต่อเนื่องของสมอง (the concept-wired brain) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นความต่อเนื่องของสมอง เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดเชิงอุปนัย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองของผู้เรียนในการสร้างองค์ความรู้ และสามารถแยกแยะ ข้อมูลได้ การจัดการเรียนรู้ตามหลักการข้อนี้ ผู้สอนจะต้องสังเกตจัดกลุ่มคำศัพท์ตามประเภทหรือ ชนิดของคำที่ระบุได้จากภาพซึ่งขั้นตอนดังกล่าว ผู้เรียนจะต้องใช้กระบวนการคิดเชิงอุปนัย ในการตีความและแยกแยะประเภทของข้อมูลให้สัมพันธ์กันมากที่สุด ดังนั้นในขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็น กระบวนการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการคิดที่สำคัญ 3) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการทำความเข้าใจจากความต้องการของผู้เรียน (a need to understand) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการทำความเข้าใจจากความต้องการของผู้เรียน เป็นการให้ ผู้เรียนนหาความหมาย โดยการรับรู้และสร้างความเข้าใจคำศัพท์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลในการอธิบาย ความหมาย แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนสืบค้นหาความหมายของคำศัพท์ เพื่อนำไปสู่การสร้าง ความเข้าใจความหมาย และเนื้อหาของคำศัพท์ผ่านกระบวนการคิด กระบวนการอ่านและการเขียน และในขั้นตอนนี้ผู้เขียนเห็นว่า ครูจะต้องส่งเสริมและกระตุ้นโดยการหาสื่อการเรียนรู้ เช่น ของจริง เพื่อกระตุ้นและเชื่อมโยงความรู้ของนักเรียนให้สามารถค้นหาความหมายของคำศัพท์ได้ และช่วยทำ ให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนได้ 4) การจัดเรียนรู้ที่เน้นการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (the interactive environment) การจัดเรียนรู้ที่เน้นการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เป็นการปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและ เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อช่วยขยายองค์ความรู้ในการอ่านระหว่างการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในห้องเรียน ทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ อันเป็นสำคัญต่อความสามารถในการคิดเชิงอุปนัย แนวคิดดังกล่าวช่วย ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นและผู้สอน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถแสดง ศักยภาพในการอ่านและการเขียนได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะการอ่านออกเสียง การอ่านสะกดคำ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้รูปแบบ PWIM จึงเป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้จากภาพ คำศัพท์ ความหมายของคำศัพท์ ซึ่งนำไปสู่การอ่านและการเขียนเป็นเรื่องราว ต่อไป 2.3.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM สง่า วงค์ไชย (2562) ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ช่วย ให้ผู้เรียนสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบการสอนที่กำหนดไว้ โดย Picture Word Inductive Model (PWIM) มีขั้นตอน (Calhoun, 1999: 23) ดังนี้ 1) เริ่มด้วยการเลือกภาพที่ประกอบด้วยที่มีวัตถุ สิ่งของ คน เหตุกรณ์ต่าง ๆ หรือมา จากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ใกล้ตัวของผู้เรียน เพื่อนำมาใช้เป็นแผนภูมิภาพ (picture word chart)
30 2) ผู้เรียนสังเกต และช่วยกันระบุชื่อคำศัพท์ของสิ่งที่พบในแผนภูมิภาพ อาจจะ สถานการณ์ เหตุการณ์หรือพฤติกรรมต่าง ๆ โดยนำบัตรคำศัพท์ติดให้ตรงกับสถานการณ์ เหตุการณ์ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในแผนภูมิภาพ 3) ผู้สอนเชื่อมโยงคำศัพท์ที่ผู้เรียนระบุไว้กับแผนภูมิภาพ จากนั้นให้ผู้เรียนอ่านออก เสียงและสะกดคำคำศัพท์ดังกล่าว โดยผู้สอนจะตรวจสอบและแนะนำวิธีการอ่านออกเสียงและ การสะกดคำที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ในครั้งต่อไป 4) ผู้เรียนอ่านและทบทวนคำศัพท์ที่ระบุไว้จากแผนภูมิภาพ 5) ผู้เรียนจัดกลุ่ม หรือจำแนกประเภทคำศัพท์ที่ได้ระบุไว้จากแผนภูมิภาพ เช่น คำที่ ออกเสียง /ch/ (cheese, peach, chilled,) คำที่ออกเสียง /ch/ 2 ตำแหน่ง เช่น church เป็นต้น คำศัพท์ดังกล่าวผู้เรียนยกตัวอย่างที่ปรากฏในรูปภาพ ในการจัดกลุ่มผู้สอนจะต้องคำนึงถึง ความสามารถและวัยของผู้เรียน เพื่อประโยชน์ในการคิดเชิงอุปนัย 6) ผู้เรียนอ่านและทบทวนคำศัพท์ที่ระบุไว้จากแผนภูมิภาพอีกครั้ง 7) ผู้สอนและผู้เรียนเพิ่มคำ (ถ้าต้องการเพิ่ม เพื่อให้สามารถเขียนได้สอดคล้องกับ เนื้อหาที่สอน) ในแผนภูมิภาพ 8) ผู้เรียนตั้งชื่อของแผนภูมิภาพ โดยพิจารณาจากรายละเอียดของสิ่งที่ปรากฏใน แผนภูมิภาพ และบรรยายเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏในแผนภูมิภาพ 9) ผู้เรียนนำคำศัพท์ที่ระบุไว้มาสร้างเป็นประโยค (ผู้สอนจะต้องคำนึงถึง ความสามารถและวัยของผู้เรียน) และจัดประเภทของประโยค เพื่อเรียบเรียงให้เป็นข้อความหรือ ย่อหน้า 10) ผู้เรียนอ่านและทบทวนการสร้างประโยค และการเขียนย่อหน้าที่สร้างขึ้น ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนข้างต้นเป็นขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน Calhoun (1993: 23) ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับผู้สอน ผู้เรียน และสภาพแวดล้อมในบริบทการสอนภาษาแม่ หรือ ภาษาที่หนึ่ง (first language) ผู้เขียนคิดว่าหากนำ PWIM มาประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอน ภาษาไทยให้สอดคล้องกับบริบททางการสอนของประเทศไทย ย่อมช่วยแก้ปัญหาการอ่านและ การเขียนภาษาไทยอันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญและเป็นเป้าหมายของมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2562: 9) ที่กำหนดไว้ให้แก่ผู้เรียนระดับประถมศึกษา ทั้งนี้ ผู้สอนจะต้องศึกษาบริบททางการสอนในระดับไมโคร (micro) ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน การจัด การเรียนการสอน และเนื้อหาสาระ (ทิศนา แขมมณี, 2561: 17) โดยเฉพาะธรรมชาติของภาษาไทย ที่มีระบบเสียง ระบบไวยากรณ์ และ ระบบความหมายแตกต่างจากภาษาอังกฤษสอดคล้องกับ พระยาอนุมานราชธน (2522:56) ได้กล่าวว่า ภาษาไทยจัดอยู่ในตระกูลภาษาคำโดด ขณะที่ ภาษาอังกฤษจัดเป็นภาษามีวิภัตติปัจจัย ด้วยเหตุนี้ การเรียนการสอนภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ จึงแตกต่างกัน ผู้วิจัยจึงปรับขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนของ PWIM เพื่อให้สอดคล้องกับ ธรรมชาติของภาษาไทย บริบททางการสอนของไทย และการจัดการศึกษาของไทย เพื่อให้ครู
31 ภาษาไทยหรือผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยนำมาจัดกลุ่มใหม่ได้ 4 ขั้นตอน โดยมีรายละเอียดแต่ละขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 เลือกและระบุคำศัพท์จากภาพ (select picture and identify words) 1.1 ผู้สอนเลือกรูปภาพที่ประกอบ ด้วยภาพวัตถุ สิ่งของ ฉากเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ที่นักเรียนรู้จักคุ้นเคย จากนั้นนำเสนอแผนภูมิรูปภาพ (Picture Word Chart) 1.2 ผู้สอนกระตุ้นด้วยกลวิธีต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนสังเกต และช่วยกันระบุสิ่งที่ ปรากฏในแผนภูมิภาพ หรือเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือการปฏิบัติที่ปรากฏในรูปภาพ (Words and Action) 1.3 ผู้เรียนอ่านออกเสียงคำศัพท์ เพื่อให้ผู้เรียนได้สังเกตและฝึกการออกเสียงรูปและ เสียงของคำให้ถูกต้อง และนำไปใช้ในการสะกดคำในขั้นตอนต่อไป ขั้นที่ 2 เชื่อมโยงคำศัพท์ (linking words) 2.1 ผู้สอนกระตุ้นโดยใช้กลวิธีต่าง เพื่อให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ เพื่อสามารถติดบัตรคำศัพท์ที่ผู้เรียนระบุให้ตรงกับสิ่งที่ปรากฏในแผนภูมิภาพ 2.2 ผู้เรียนอ่านสะกดคำศัพท์ เพื่อให้ผู้เรียนสังเกตรูปและเสียงของคำศัพท์เมื่อสะกด คำจะได้จดจำคำศัพท์นั้นได้ ขั้นที่ 3 จัดกลุ่มคำศัพท์ (classify words) 3.1 ผู้สอนกระตุ้นโดยใช้กลวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนช่วยกันจัดกลุ่มคำศัพท์ หรือจัด ประเภทของคำศัพท์ที่ระบุไว้จากแผนภูมิภาพ ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยอาจจำแนกได้ ดังนี้ 1) จำแนกตามเสียงพยัญชนะต้น (นอน, กาจ, พิณ หรือพยัญชนะท้าย (กิ่ง, มอง, คาง) 2) จำแนกตามไตรยางศ์ (อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ) 3) จำแนกตามชนิดของคำ (นาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ บุพบท สันธาน และอุทาน) ในการจัดกลุ่มคำศัพท์ ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงความสามารถและวัยของผู้เรียน เพื่อเป็น ประโยชน์สำหรับให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดเชิงอุปนัย (Inductive Thinking) โดยจัดกลุ่มคำศัพท์ไปหา กฎเกณฑ์หรือหลักการได้ 3.2 ผู้เรียนอ่านออกเสียงและอ่านสะกดคำศัพท์ เพื่อทบทวนอีกครั้ง ขั้นที่ 4 ประยุกต์ใช้คำศัพท์ (applied words) 4.1 ผู้สอนเพิ่มคำศัพท์ เพื่อให้สอดคล้องกับวัยของผู้เรียนในแผนภูมิภาพ (ถ้ามี) 4.2 ผู้สอนกระตุ้นโดยใช้กลวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนตั้งชื่อแผนภูมิภาพโดยพิจารณา จากรายละเอียดของสิ่งที่ปรากฏในแผนภูมิภาพ และบรรยายเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏในแผนภูมิภาพ
32 4.3 ผู้เรียนนำคำศัพท์ที่ระบุไว้มาสร้างเป็นประโยค (ผู้สอนจะต้องคำนึงถึง ความสามารถและวัยของผู้เรียน) และจัดประเภทของประโยค เพื่อนำไปสู่การเขียนข้อความ หรือ ย่อหน้า 4.4 ผู้เรียนอ่านทบทวนประโยคหรือข้อความจากงานเขียนที่ตนเองสร้างขึ้น เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของคำศัพท์ที่ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ จึงสรุปขั้นตอนที่นำเสนอข้างต้นโดยมีรายละเอียดดังแผนภาพ ภาพที่ 1 ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนตาม PWIM จะเห็นว่าขั้นตอน PWIM มีความเชื่อมโยงกันทั้ง 4 ขั้นตอน กล่าวคือ ขั้นที่ 1 เลือกและระบุ คำศัพท์จากภาพ เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนต้องสังเกตและระบุคำศัพท์เพื่อนำมาเชื่อมโยงความรู้ใหม่
33 ในขั้นที่ 2 จากนั้นจัดกลุ่มให้คำศัพท์ในขั้นที่ 3 เพื่อประยุกต์ใช้ในขั้นที่ 4 นำไปสู่การเขียน เชิงสร้างสรรค์ 2.4 แบบฝึกทักษะ 2.4.1 ความหมายของแบบฝึก กติกา สุวรรณสมพงษ์ (2541: 40) ได้กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง การจัดประสบการณ์การฝึกหัด โดยใช้วัสดุประกอบการสอนหรือเป็นกิจกรรมให้ผู้เรียนกระทำด้วย ตนเองเพื่อฝึกฝนเนื้อหาต่าง ๆ ที่ได้เรียนไปแล้วให้เข้าใจดีขึ้น และเกิดความชำนาญจนสามารถ ทำได้และนำไปใช้ได้โดยอัตโนมัติ ทั้งในการแก้ปัญหาระหว่างเรียนและในสถานการณ์อื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน พนมวัน วรดลย์ (2542: 37) ได้กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง งานกิจกรรมหรือ ประสบการณ์ที่ครูจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกหัดกระทำเพื่อเป็นการทบทวน ฝึกฝนเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ เรียนไปแล้วให้เกิดความจำ จนสามารถปฏิบัติได้ด้วยความชำนาญ และให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ ชีวิตประจำวันได้ สกุณา เลิกนอก (2545: 22) ได้กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง สื่อการสอนที่สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้นำความรู้ที่เรียนแล้วไปใช้เพื่อให้เกิดทักษะมากยิ่งขึ้น อุษา แข็งขัน (2545: 17) ได้กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะหรือแบบฝึกหัด หมายถึงงานหรือ กิจกรรมที่ครูมอบหมายให้ผู้เรียนทำ เพื่อเป็นการฝึกฝนหรือทบทวนความรู้ที่เรียนไปแล้วให้เกิด ความชำนาญ สุวิทย์ มูลคำ และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550: 3) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า เป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมและเข้าใจ ได้เร็วขึ้นชัดเจนขึ้น ทำให้การสอนของครูและการเรียนของผู้เรียนประสบผลสำเร็จ ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า แบบฝึก หมายถึง สื่อประเภทหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหา และเสริมทักษะให้ผู้เรียนใช้ฝึกปฏิบัติเพื่อเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปแล้วให้ถูกต้องคล่องแคล่ว แม่นยำ จนผู้เรียนเกิดความมั่นใจ และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยอัตโนมัติ 2.4.2 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี แบบฝึกนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นสื่อที่สามารถทำให้ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้รับการฝึกฝนที่เป็นขั้นตอนและเป็นระบบแบบฝึกจะมีประสิทธิภาพที่ดีต้อง คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน คำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และพื้นฐานในการสร้าง ให้มีความสอดคล้องกับทฤษฎีที่สำคัญ ดังนี้
34 2.4.2.1 ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2555: 18-19 อ้างอิงจาก Thorndike, 1996) เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองของผู้เรียนอย่าง ต่อเนื่อง โดยอาศัยกฎการเรียนรู้ 4 กฎ ดังนี้ 1) กฎแห่งความพร้อม กล่าวถึงสภาพความพร้อมของผู้เรียนทั้งทางด้าน ร่างกายและจิตใจ ถ้าร่างกายเกิดความพร้อมแล้ว ได้กระทำย่อมเกิดความพึงพอใจ แต่ถ้าหากผู้เรียน ถูกบังคับให้กระทำในขณะที่ไม่มีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจก็จะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจ 2) กฎแห่งการฝึกหัด กล่าวถึงความมั่นคงของการเชื่อมโยงระหว่าง สิ่งเร้ากับการตอบสนองที่ถูกต้อง โดยการฝึกหัดทบทวนบ่อย ๆ จนเกิดการเรียนรู้ที่มั่นคงอยู่ได้นาน คงทนถาวร 3) กฎแห่งผลที่พอใจ หมายถึง เมื่อแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้วได้รับผล เป็นที่พึงพอใจย่อมอยากจะเรียนรู้อีก แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจย่อมไม่อยากจะเรียนรู้ต่อไป 4) กฎแห่งการใช้ คนจะเรียนรู้ได้ดีถ้าได้ใช้อย่างสม่ำเสมอ ธอร์นไดค์ ตำหนิ การลงโทษและเสนอว่าควรมีการให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ เขาจะได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง จิตวิทยาการศึกษา 2.4.2.2 ทฤษฎีเสริมแรง เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างรางวัลกับ การตอบสนอง และระบุว่าการกระทำใดถ้ำได้รับการเสริมแรงก็มีแนวโน้มจะทำพฤติกรรมนั้นอีก (ชม ภูมิภาค, 2532: 165-170) ดังนี้ 1) การเสริมแรง เป็นการกระตุ้นทำให้เกิดการตอบสนองโดยมีลักษณะ ทางการสอนและการเรียนที่สัมพันธ์กันมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เกิดความพึงพอใจผู้สอน จึงจะต้องหาวิธีการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็นมากที่สุด 2) การฝึกฝน คือการให้ทำแบบฝึกหัดหรือการฝึกซ้ำ เพื่อให้เกิดทักษะ ในการอ่านการเขียน 3) การรู้ผลการกระทำ คือการที่สามารถให้ผู้เรียนได้รู้ผลการปฏิบัติหน้าที่ ได้ทันที เพื่อจะทำให้ผู้เรียนได้ปรับพฤติกรรมได้ถูกต้องอันเป็นการเรียนรู้ที่ดี 4) การสรุปเป็นกฎเกณฑ์ คือการจัดประสบการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถสร้าง ความคิดรวบยอด จนกระทั่งสรุปเป็นกฎเกณฑ์ที่จะนำไปใช้ได้ การสร้างแบบฝึก ต้องยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องมาสร้างแบบฝึก ซึ่งจะเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างบรรยากาศและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ (สุวิทย์ มูลคำ และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2550: 53) 1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความรู้ความถนัด ความสามารถ และความสนใจ ทางภาษาที่แตกต่างกันก่อนสอนควรมีการทดสอบความสามารถทางภาษาของเด็ก ผู้เรียนก่อน เด็กผู้เรียนคนใดมีทักษะทางภาษาที่ต่ำควรได้รับการสอนซ่อมเสริมให้เป็นพิเศษ ผู้เรียนคนใดมีความสามารถสูง ก็ให้การสนับสนุนให้มีทักษะสูงขึ้นไป
35 2. การเรียนรู้โดยการกระทำ ผู้เรียนสามารถฝึกทักษะได้คล่องแคล่ว เพราะมี ประสบการณ์จากการลงมือทำ จึงได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้มากที่สุด 3. การเรียนจากการฝึกฝน เป็นกฎการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์ ที่กล่าวว่า การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อได้ฝึกฝนหรือกระทำซ้ำ ผู้เรียนจะมีทักษะทางภาษาดี มีความรู้ความเข้าใจ และเกิดทัศนคติที่ดี ถ้าผู้เรียนได้ฝึกฝน ได้ทำแบบฝึกหัด ได้ใช้ภาษามากเท่าใด ก็จะช่วยให้มีทักษะดี มากขึ้นเท่านั้น 4. กฎแห่งผล ผู้เรียนเรียนแล้วย่อมต้องการทราบผลการเรียนของตนเองว่าเป็น อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อมีงานให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดครูควรรีบตรวจและคืนโดยเร็ว ผู้เรียน จะมีความพึงพอใจที่ได้รับผลการเรียน 5. แรงจูงใจ เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเป็นสิ่งเร้าเพื่อจูงใจให้ผู้เรียนตั้งใจฝึกฝนทักษะ และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน การศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะนี้ มีความสำคัญ เป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้แบบฝึกที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถของผู้เรียนทำให้เกิดความพึงพอใจ ที่จะเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ผู้เรียนเป็นแนวทาง ในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ได้รับประสบการณ์ตรงจากการได้ลงมือปฏิบัติจริง 2.4.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก ชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ (2539: 39) ได้แนะนำเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึก ดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรมีข้อแนะนำการใช้ 2. ควรมีตัวเลือกแบบตอบจำกัดและตอบแบบเสรี 3. คำสั่งหรือตัวอย่างไม่ควรยาวและเข้าใจยากเกินไป 4. แบบฝึกควรมีหลายรูปแบบและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน กรรณิการ์ พวงเกษม (2540: 8-9) กล่าวว่า แบบฝึกที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่ดีและ ถูกต้องควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. ควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ 2. ควรมีความหมายต่อผู้เรียน ตรงตามวัตถุประสงค์ของการฝึก 3. ภาษาและภาพที่ใช้ควรมีความเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. ควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป 5. ควรมีทั้งกำหนดคำตอบให้และแบบให้ตอบโดยเสรี การใช้คำ ข้อความ รูปภาพ ในแบบฝึกควรเน้นสิ่งที่ผู้เรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจ 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง 7. มีการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรมีตั้งแต่ง่าย ปานกลาง และยาก 8. เร้าความสนใจตั้งแต่กิจกรรมแรกจนถึงกิจกรรมสุดท้าย
36 9. ควรได้รับการปรับปรุงควบคู่ไปกับหนังสือเรียน 10. ควรเป็นแบบฝึกที่ให้ผู้เรียน ได้ฝึกทักษะแล้วประเมินความก้าวหน้าได้ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2545: 131) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรประกอบไปด้วย สิ่งต่อไปนี้ 1. เป็นสิ่งที่ผู้เรียนเรียนมา 2. เหมาะสมกับระดับวัย 3. มีคำชี้แจงสั้น ๆ 4. ใช้เวลาที่เหมาะสม คือ ไม่นานเกินไป 5. เป็นสิ่งที่หน้าสนใจและท้าทายให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกทั้งแบบตอบอย่างจำกัด และตอบอย่างเสรี 7. มีคำสั่งหรือตัวอย่างแบบฝึกที่ไม่ยาวเกินไปหรือไม่ยากแก่การเข้าใจ 8. ควรมีหลายรูปแบบ มีความหมายแก่ผู้เรียนที่ทำแบบฝึก 9. ใช้หลักจิตวิทยา 10. ใช้สำนวนภาษาที่เข้าใจง่าย 11. ฝึกให้คิดได้เร็วและสนุกสนาน 12. ปลุกความสนใจและเร้าใจ 13. เหมาะสมกับวัยและความสามารถ 14. สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2555: 56) ได้กล่าวว่า ลักษณะแบบฝึกที่ดีโดยยึดหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1. เหมาะสมกับวัย เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปัญหาของผู้เรียน 2. ต้องสอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ และลำดับขั้นตอนการเรียนของผู้เรียนคนที่ เริ่มเรียนหรือมีประสบการณ์น้อยจะต้องสร้างแบบฝึกที่น่าสนใจ และจูงใจผู้เรียนด้วยการเริ่มจากข้อที่ ง่ายไปหายาก เพื่อให้ผู้เรียนมีกำลังใจในการทำแบบฝึกทักษะ 3. ควรมีเนื้อหาสาระที่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ต้องการฝึกและมีเวลา เตรียมการไว้ล่วงหน้าอยู่เสมอ 4. ควรมุ่งส่งเสริมผู้เรียนแต่ละกลุ่มตามความสามารถที่แตกต่าง 5. แบบฝึกเสริมทักษะแต่ละชุดควรมีดำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจหรือมี ตัวอย่างแสดงวิธีทำจะช่วยให้เข้าใจดียิ่งขึ้น 6. แบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลายๆ แบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีแนวคิดที่หลากหลาย กว้างไกลอีกทั้งมิให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย 7. ต้องมีการฝึกผู้เรียนมากพอสมควรในเรื่องหนึ่ง ๆ ก่อนจะมีการเรียนเรื่องอื่น ๆ ต่อไป 8. ท้าทายให้ผู้เรียนใช้ความสามารถ และฝึกด้วยตนเอง
37 9. การฝึกแต่ละครั้งควรฝึกแบบเดียว และควรเป็นแบบสั้น ๆ สุวิทย์ มูลคำ (2550: 47) ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์การสร้างแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ใหม่ จากการส่งเสริมให้ผ่านการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอโดย การทำแบบฝึกบ่อย ๆ 2. การรักษาความรู้เดิมของผู้เรียน ต้องมีโอกาสฝึกฝนและทบทวนความรู้เดิม 3. การฝึกปฏิบัติจะช่วยทรงความรู้เดิม และเพิ่มพูนทักษะได้เป็นอย่างดี 4. การฝึกหลังจากการเรียนรู้ขั้นแรกเป็นระยะ ๆ จะได้ผลดีกว่า 5. แบบฝึกทักษะต้องสอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหาในบทเรียนนั้น 6. การรู้ผลการเรียน จะทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจ ใคร่รู้ใคร่ศึกษาต่อไป 7. การสร้างแบบฝึกทักษะ ควรมีรูปแบบที่น่าสนใจไม่ซ้ำซาก เพราะจะทำให้ผู้เรียน เกิดความเบื่อหน่าย จึงควรใช้รูปแบบสลับเปลี่ยนกันไปบ้าง ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะจะต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาและมี จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความสามารถและความแดกต่างระหว่างบุคคลของ ผู้เรียน สอดคล้องกับเนื้อหาของหลักสูตรอีกทั้งต้องมีลักษณะที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้อยาก เรียนรู้ ไม่เบื่อหน่าย 2.4.4 ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(2540: 146-147) ได้เสนอแนะไว้ ดังนี้ 1. สำรวจปัญหาและความต้องการ เมื่อทำกิจกรรมการเรียนการสอนไปแล้ว ครูผู้สอนย่อมทราบดีว่า บรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่ รวบรวมปัญหาและความต้องการใน การแก้ปัญหาหรือความต้องการที่พัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละจุดประสงค์ 2. กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกทักษะให้ชัดเจนเพื่อตอบคำถามว่า สร้าง แบบฝึกทักษะเพื่ออะไร ต้องการให้ผู้เรียนเป็นอย่างไร 3. วิเคราะห์คำที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ว่า ประกอบด้วย คำและความหมาย อย่างไร คำใดที่มักจะมีปัญหาในการอ่านและเขียน รวบรวมคำเหล่านั้นไว้ 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาการอ่านของผู้เรียนในแต่ละชั้นว่าเด็กแต่ละวัย มีความสนใจเรื่องอะไร 5. กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกทักษะว่า ควรประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง แต่ละ เรื่องควรมีลักษณะอย่างไร มีกิจกรรมอะไรบ้าง มีความยาวเพียงไร จะนำเสนอโดยใช้รูปภาพประกอบ หรือไม่ 6. ลงมือเขียนแบบฝึกทักษะแต่ละชุด 7. นำแบบฝึกนั้นไปให้ผู้ชำนาญการตรวจสอบความถูกต้อง ความตรงตามเนื้อหา
38 8. จัดพิมพ์หรืออัดสำเนาแบบฝึกทักษะ เพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้เสริมการเรียนการสอน ภาษาไทย วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2550: 24) ได้เสนอหลักในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ดังนี้ 1. สำรวจปัญหาและความต้องการ 2. วิเคราะห์เนื้อหาและทักษะที่เป็นปัญหา 3. เขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับปัญหา 4. สร้างแบบวัดซึ่งจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาหรือทักษะที่วิเคราะห์ 5. สร้างแบบฝึก เพื่อให้พัฒนาทักษะย่อยแต่ละทักษะ ซึ่งฝึกทักษะย่อยแต่ละชุด ควรมีคำชี้แจงสั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ 6. สร้างแบบทดสอบของแต่ละชุด พร้อมการอธิบายคำตอบ 7. สร้างแบบบันทึกความก้าวหน้า เพื่อใช้บันทึกผลการทดสอบ 8. นำแบบฝึกเสริมทักษะไปทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องของชุดฝึกและคุณภาพของ แบบวัด 9. ปรับปรุงแก้ไขแบบฝึกเสริมทักษะและแบบวัด 10. รวบรวมเป็นชุด จัดทำคำชี้แจง หรือคู่มือการใช้แบบฝึกทักษะ ทฤษฎีและข้อเสนอแนะดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกควรให้มีหลากหลาย รูปแบบ ต้องคำนึงถึงวัยและความรู้ความสามารถของผู้เรียน แบบฝึกต้องตรงกับจุดประสงค์ที่กำหนด รวมทั้งมีการประเมินผลและแจ้งผลความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบทันทีทุกครั้งผู้เรียนจะได้รับ ประโยชน์หรือคุณค่าจากการฝึกนั้น 2.4.5 ประโยชน์ของแบบฝึก พนมวัน วรดลย์ (2542: 38-39) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึก ดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วย ลดภาระของครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ 2. ช่วยเสริมทักษะทางการใช้ภาษา แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กฝึกทักษะ การใช้ภาษาได้ดี แต่ต้องอาศัยการส่งเสริมแตะเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษา แตกต่างกัน การให้เด็กทำแบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถจะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จใน ด้านจิตใจมากขึ้น 4. แบบฝึกช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทนโดยกระทำ ดังนี้ 4.1 ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องนั้น ๆ 4.2 ฝึกช้ำหลาย ๆ ครั้ง 4.3 เน้นเฉพาะเรื่องที่ต้องฝึก
39 5. แบบฝึกที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้หลักจากบทเรียนในแต่ละครั้ง 6. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้ เพื่อเป็นแนวทางและ ทบทวนด้วยตนเองได้ต่อไป 7. การให้เด็กทำแบบฝึกช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 8. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยู่ในหนังสือเรียน จะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝน อย่างเต็มที่ 9. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อย จะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลา ในการที่ จะต้องจัดเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึก จากตำราเรียนทำ ให้มีโอกาสฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ได้มากขึ้น 10. แบบฝึกหัดช่วยประหยัดคำให้ง่าย เพราะการขัดพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มแน่นอนย่อม ลงทุนต่ำกว่าที่จะพิมพ์ลงกระดาบไขทุกครั้ง ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของ ตนเองได้อย่างมีระบบระเบียบ มะลิ อาจวิชัย (2540: 25) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกที่ดีและมี ประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือน ผู้ช่วยที่สำคัญสำหรับครู ทำให้ลดภาระการสอนลงได้ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่และ เพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี ประภาพรรณ เส็งวงศ์(2550: 49) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน บรรยากาศการเรียนการสอนถึงสนุกสนาน 3. ทำให้บทเรียนน่าสนใจมากขึ้น 4. ช่วยลดเวลาในการสอน เนื่องจากการใช้นวัตกรรมจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่และได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกเสริมทักนะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง มีความเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย และสามารถประเมินผลงานของตัวเองได้ อีกทั้งยังช่วยลดเวลาในการสอนของครู แต่ต้องอาศัยการ ส่งเสริมและเอาใจใส่จากครูผู้สอนร่วมด้วย 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กนกพร จันทะกล (2564) ได้ศึกษา การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจาก ภาพ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
40 ปีที่ 4 ตามเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 3 คน จากทั้งหมด 8 คน ของโรงเรียนบ้านหนองขุ่น อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา มหาสารคาม เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 3 ชนิด ได้แก่ 1) แผนการ การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามรูปแบบการอ่านและการเขียนจากภาพ (Word Inductive Model, PWIM) เรื่อง แต่งได้เขียนได้ผ่านการอ่านมาตราตัวสะกด จำนวน 4 หน่วย หน่วยละ 4 ชั่วโมง รวม เป็น 16 ชั่วโมง โดยมีค่าเฉลี่ยผลรวม เท่ากับ 4.77 2) แบบทดสอบการอ่านโดยแบ่งเป็น 2 ตอน ตอน ที่ 1 เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ตอนที่ 2 แบบทดสอบที่มีเกณฑ์ การประเมินคือ การอ่านถูกต้องตามอักขรวิธี ความชัดเจนในการอ่าน และการอ่านในเวลาที่กำหนด จำนวน 10 ข้อ 3) แบบทดสอบการเขียนแบบทดสอบมีเกณฑ์คะแนนในการประเมินคือ การตั้งชื่อ เรื่อง สาระสำคัญของเรื่อง การใช้ภาษา การเขียนสะกดคำ และความเป็นระเบียบเรียบร้อย และถูกต้องตามคำชี้แจง จำนวน 1 ข้อ ซึ่งแบบทดสอบการอ่านและการเขียนมีความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหาที่ใช้ได้โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กมลชนก สุขสุวรรณ์(2559) ได้ศึกษา การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่องจากภาพเพื่อ ส่งเสริมทักษะการเขียนเรื่องจากภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่องจากภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนเรื่องจากภาพของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยด าเนินการสร้างแบบฝึก ทักษะการเขียนเรื่องจากภาพ แผนการสอน พร้อมทั้งสร้างแบบวัดทักษะการเขียนเรื่องจากภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้ t – test แบบ dependent ผลการวิจัย พบว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรื่องจากภาพ มีทักษะการเขียนเรื่องจากภาพ หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จุไรรัตน์ สุขสถาน (2558) ได้ศึกษา การสร้างและใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้าง แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภายาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/ 80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนเชิง สร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกบาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2556 โรงเรียนบ้านป่าติ้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกบาเชียงใหม่ เขต 2