The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หนังสือ, 2023-09-25 04:01:12

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

ต าราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซด์น า้มนัหอมระเหย กรดอนิทรยี ์เรซนิบาลซมั นันทิยา จ้อยชะรัด ได ้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับที่ 11/2560


ตําราองคประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซด น้ํามันหอมระเหย กรดอินทรีย เรซิน บาลซัม นันทิยา จอยชะรัด คณะการแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ไดรับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร อันดับที่ 11/2560


ตําราองคประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซดน้ํามันหอมระเหย กรดอินทรีย เรซิน บาลซัม ผูแตง : ผูชวยศาสตราจารย นันทิยา จอยชะรัด จํานวนหนา : 190 หนา ครั้งที่พิมพ : 1 จํานวนที่พิมพ : 100 เดือน ป ที่พิมพ : มกราคม 2561 จัดพิมพโดย : บริษัท กราฟฟกเน็กซ จํากัด 234/53 ถ.ศุภสารรังสรรค อ.หาดใหญ จ.สงขลา 90110 ภาพหนาปก : เกศริน มณีนูน ออกแบบปก : กวีวัชร เสถียร


คํานํา ปจจุบันสารสกัดจากสมุนไพรไดจากพืชเปนสวนใหญ และสารสกัดที่ยอมรับในเภสัชตํารับโดยมาก แลวมักไดจากพืชวัตถุทั้งสิ้น สวนสารสกัดที่ไดจากสัตววัตถุและธาตุวัตถุนั้น ยังไมเปนที่แพรหลายใน ประเทศไทยมากนัก พืชสมุนไพรที่นํามาใชเปนยารักษาโรคจะประกอบดวยสารประกอบทางเคมีหลาย ชนิด สารเหลานี้จะเปนตัวกําหนดสรรพคุณของพืชสมุนไพรชนิดนั้น ๆ ซึ่งชนิดและปริมาณของสารสําคัญ จะแปรตามชนิดของพืชสมุนไพร การพัฒนายาแผนโบราณและยาพื้นบานโดยเฉพาะที่มีตัวยาเปน พืชสมุนไพรใหเปนที่ยอมรับในระดับสากล ตองอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตรสนับสนุน ซึ่งเกณฑหนึ่งที่ สําคัญที่ใชประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของพืชสมุนไพรคือขอมูลทางเคมี โดยจะตองมีการ ศึกษาวิจัยสารสําคัญโดยเฉพาะสารออกฤทธิ์หลักในพืชสมุนไพรซึ่งจะเปนเครื่องบงชี้ศักยภาพดานฤทธิ์ทาง ชีวภาพ และ/หรือความเปนพิษของพืชสมุนไพร ตํารานี้ไดเรียบเรียงขึ้นเพื่อใชประกอบการเรียนในรายวิชาองคประกอบทางเคมีในเภสัชวัตถุ (Chemical Constituent in Materia Medica) ซึ่งจัดอยูในกลุมวิชาพื้นฐานวิชาชีพทางดานวิทยาศาสตร สําหรับนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปที่ 2 หลักสูตรการแพทยแผนไทยบัณฑิต คณะการแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร โดยตํารา “องคประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร : ไกลโคไซด น้ํามันหอมระเหย กรดอินทรีย เรซิน บาลซัม” เลมนี้ ใหรายละเอียดเนื้อหาวิชาในหัวขอตาง ๆ ดังนี้ (1) กลุม สารสําคัญในพืชสมุนไพร (Active Substance Groups in Medicinal Plants) (2) ไกลโคไซด (Glycosides) (3) น้ํามันหอมระเหย (Essential Oil) (4) กรดอินทรียจากพืช เรซิน และบาลซัม (Plant Acid, Resin and Balsam) และ (5) การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสําคัญจากพืชสมุนไพร (Phytochemical Screening) ทั้งนี้เพื่อใหนักศึกษาสามารถใชเปนแหลงคนควาหาความรูเพื่อมาประกอบ ความรูที่ไดรับจากการเรียนในชั้น ในขณะเดียวกันก็อาจจะเปนประโยชนทางวิชาการแกนักศึกษา วิทยาศาสตรสุขภาพในสาขาอื่น ๆ ตลอดจนผูสนใจทั่วไปได ผูเขียนขอขอบพระคุณอยางสูงตอบุพการีและครูอาจารยทุกทานซึ่งไดอบรมสั่งสอนใหผูเขียนมี วิชาความรูและความประพฤติที่ดีงาม ตลอดจนผูนิพนธผลงานทุกชิ้นในหนังสือและวารสารทางวิชาการ ตาง ๆ ที่ผูเขียนไดนํามาใชอางอิง ที่มีสวนในการสนับสนุนและใหกรอบแนวคิดที่เปนประโยชนตอเนื้อหา ของตํารา ทายที่สุดผูเขียนหวังวาเนื้อหาที่ไดเรียบเรียงมาในตําราเลมนี้จะเปนประโยชนตอนักศึกษาและ ผูสนใจเปนอยางดี และหากมีสิ่งใดในตําราเลมนี้จะตองปรับปรุง ผูเขียนขอนอมรับในขอเสนอแนะและจะ นําไปแกไขหรือพัฒนาใหถูกตองสมบูรณยิ่งขึ้นตอไป นันทิยา จอยชะรัด คณะการแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร มกราคม 2561


สารบัญ บทที่ หนา 1 กลุมสารสําคัญในพืชสมุนไพร (Active Substance Groups in Medicinal Plants) 1 - สารปฐมภูมิ (Primary metabolite) 3 - สารทุติยภูมิ (Secondary metabolite) 7 - สรุป 28 - เอกสารอางอิง 29 2 ไกลโคไซด(Glycosides) 32 - ฟนอลิกไกลโคไซด (Phenolic glycosides) 35 - แทนนิน (Tannins) 38 - คูมารินสไกลโคไซด (Coumarin glycosides) 42 - แอนทราควิโนนไกลโคไซด (Anthraquinone glycosides) 45 - ฟลาโวนอยดไกลโคไซด (Flavonoid glycosides) 53 - สทีลบีนไกลโคไซด (Stilbene glycosides) 59 - อิริดอยดไกลโคไซด (Iridoid glycosides) 62 - คารดิแอกไกลโคไซด (Cardiac glycosides) 66 - ซาโปนินไกลโคไซด (Saponin glycosides) 74 - ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (Cyanogenic glycosides) 81 - กลูโคซิโนเลท (Glucosinolates) 84 - สรุป 92 - เอกสารอางอิง 93 3 น้ํามันหอมระเหย (Essential Oil) 99 - องคประกอบทางเคมีของน้ํามันหอมระเหย 100 - วิธีการสกัดน้ํามันหอมระเหย 106 - ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของน้ํามันหอมระเหย 112 - สรุป 123 - เอกสารอางอิง 124 4 กรดอินทรียจากพืช เรซิน และบาลซัม (Plant Acid, Resin and Balsam) 128 - กรดอินทรียจากพืช (Plant acid) 128 - เรซิน (Resin) 139


- บาลซัม (Balsam) 146 - สรุป 151 - เอกสารอางอิง 152 5 การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสําคัญจากพืชสมุนไพร (Phytochemical Screening) 154 - การตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอน 154 - การตรวจสอบโดยใชทินเลเยอรโครมาโทกราฟ 164 - สรุป 172 - เอกสารอางอิง 173 ดรรชนี (ภาษาไทย) 175 ดรรชนี (ภาษาอังกฤษ) 183


1 1 กลุมสารสําคัญในพืชสมุนไพร (Active Substance Groups in Medicinal Plants) การใชสมุนไพรในการรักษาโรคและบํารุงสุขภาพของมนุษยชาติเปนมรดกทางภูมิปญญาดาน สมุนไพรที่ไดรับการถายทอดถึงชนรุนหลัง เมื่อพูดถึงสมุนไพรในความรูสึกของบุคคลทั่วไป มักจะนึกถึงยา ที่ไดจากพืชเทานั้น “สมุนไพร” ตามพระราชบัญญัติยา หมายถึง “ยาที่ไดจากพืช สัตว หรือแร ซึ่งยัง ไมไดผสม ปรุง หรือเปลี่ยนสภาพ” เชน พืชก็ยังเปนสวนของ ราก ลําตน ใบ ดอก ผล ฯลฯ ซึ่งยังไมได ผานขั้นตอนการแปรรูปใดๆ แตในทางการคาสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปแบบตางๆ เชน ถูกหั่นให เปนชิ้นเล็กลง บดเปนผงละเอียด หรืออัดเปนแทง สมุนไพรจะถูกใชเปนเครื่องยา (crude drugs) สําหรับปรุงยาตางๆ ทั้งนี้ “เครื่องยา” หมายถึง สิ่งที่นํามาผสมกันเพื่อปรุงเปนยา ไมวาจะเปนยาบําบัด โรคหรือเปนยาพิษ อาจไดจากพืช สัตว หรือแรธาตุก็ได[1] ในปจจุบันสารสกัดจากสมุนไพรไดจากพืช เปนสวนใหญ และสารสกัดที่ยอมรับในเภสัชตํารับก็ลวนแตมาจากพืชทั้งสิ้น สวนสารสกัดที่มาจากสัตว และแรธาตุ ยังไมเปนที่แพรหลายในประเทศไทย และใชในโรคบางชนิดเทานั้น ซึ่งจะไมกลาวถึงในที่นี้ ในการเลือกชนิดของพืชเพื่อนํามาใชเปนพืชสมุนไพรนั้น ตองคํานึงถึงสรรพคุณในการรักษาโรค ชนิดของ สารออกฤทธิ์ และพืชที่นํามาใชนั้นตองไดรับการทดสอบแลววาไมเปนพิษและสามารถถูกนํามาใชรักษา อาการของโรคที่มีการวินิจฉัยโรคแลวได รวมถึงเปนพืชที่หาไดงายในทองถิ่น และมีการนําสวนตางๆ มา ใชประโยชน หรือเตรียมสวนตางๆ เพื่อนํามาใชประโยชนไดงาย พืชสมุนไพรที่นํามาใชเปนยารักษาโรค จะประกอบดวยสารประกอบทางเคมีหลายชนิด สารเหลานี้จะเปนตัวกําหนดสรรพคุณของพืชสมุนไพร ชนิดนั้นๆ ซึ่งชนิดและปริมาณของสารสําคัญจะแปรตามชนิดของพืชสมุนไพร [2-8] สมุนไพรชนิดเดียวกัน จะมีปริมาณสารสําคัญตางกันได ขึ้นกับแหลงปลูก ระยะเวลาที่เก็บเกี่ยว และเงื่อนไขการเก็บรักษา ระหวางศตวรรษที่ 20 ทิศทางงานวิจัยของสมุนไพรมุงเนนการสกัดแยกสารบริสุทธิ์จากพืช การหาสูตร โครงสราง การสํารวจคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา พิษวิทยาและการศึกษาผลทางคลินิก งานวิจัยที่สําคัญ คือ การคนพบแอลคาลอยดจากตนแพงพวยฝรั่ง (Catharanthus roseus (L.) G.Don, Apocynaceae) เมื่อป ค.ศ. 1970 คือ vincristine และ vinblastine ซึ่งในปจจุบันการแพทยแผนปจจุบันใชแอลคาลอยด ทั้งสองชนิดรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ในเด็ก และมะเร็งตอมน้ําเหลือง (lymphoma) ปจจุบันทิศทางงานวิจัยไดปรับเปลี่ยนไปจากเดิม โดยนิยมเริ่มตนจากการสํารวจผลทางคลินิกเบื้องตน เพื่อคัดเลือกสมุนไพรที่จะนํามาศึกษาวิจัยทางเคมีและเภสัชวิทยา งานวิจัยที่สําคัญในทิศทางนี้คือ งานวิจัยสมุนไพร ชิงเฮา (Artemisia annua L., Asteraceae) สามารถแยกสาร artemisinin ซึ่งใน การแพทยแผนปจจุบันใชเปนยารักษาโรคมาลาเรียที่เกิดจากเชื้อ Plasmodium falciparum ที่ดื้อตอยา chloroquine ได[9-10] ทั้งนี้เบาะแสของสารออกฤทธิ์ตางๆ มีไดจากหลายแหง [11] โดยทั่วไปเกณฑที่ ใชในการคัดเลือกพืชที่จะนํามาศึกษาวิจัยทางเคมีและเภสัชวิทยา ไดแก


2 1. การใชขอมูลทางพฤกษศาสตรพื้นบาน (ethnobotany) : การคัดเลือกพืชสมุนไพรที่มีขอมูล ทางภูมิปญญาพื้นบานเกี่ยวของกับการนํามาใชเปนยารักษาโรค โดยเบาะแสของสารออกฤทธิ์ตางๆ จาก พืชที่ถูกคัดเลือกโดยวิธีนี้ เชน ยาจากการแพทยพื้นบาน (folk medicine) ในทองถิ่นตางๆ หรือขอมูลการ ใชประโยชนทางยาของพืชสมุนไพรที่ถูกบันทึกไวในภาพวาดหรือวรรณกรรมตางๆ 2. การใชขอมูลทางพฤกษอนุกรมวิธาน (systematic sampling) : การคัดเลือกพืชที่อยูในสาย วิวัฒนาการ (phylogeny) เดียวกับพืชที่เคยมีขอมูลการรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพ หรือเปนพืชสมุนไพรที่มี การใชมาอยางชานานในทางการแพทยพื้นบาน วิธีนี้อาศัยความสัมพันธของพืชในเชิงอนุกรมวิธาน เนื่องจากพืชที่อยูในสกุลหรือวงศเดียวกันมักพบสารสําคัญที่มีโครงสรางใกลเคียงกันหรือเปนสารกลุม เดียวกัน 3. การสุม (random sampling) : การคัดเลือกพืชทั่วไปเพื่อนํามาคัดกรองฤทธิ์ซึ่งขึ้นกับความพึง พอใจของผูเก็บเปนสําคัญ โดยพืชที่เลือกนั้นไมเกี่ยวของกันทางอนุกรมวิธานกับพืชที่เคยมีรายงานขอมูล ฤทธิ์ทางชีวภาพไวแลว หรือไมเกี่ยวของกับพืชสมุนไพรที่มีการใชประโยชนทางการแพทยพื้นบาน ภูมิปญญาดั้งเดิม (traditional wisdom) เปนพื้นฐานในการคัดเลือกสมุนไพรที่เหมาะสม และ ชวยใหงานวิจัยสมุนไพรประสบผลสําเร็จ การพัฒนายาจากพืชสมุนไพรหรือผลผลิตจากสมุนไพรเพื่อให เปนที่ยอมรับในตลาดโลกนั้น การควบคุมคุณภาพเปนสิ่งสําคัญที่ตองคํานึงถึง เพื่อเปนการประเมินคุณคา วาเปนยาจากสมุนไพรที่ถูกตองตามตองการ รวมถึงมีการแสดงฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสม่ําเสมอ อีกทั้ง เปนตัวกําหนดราคาของยาจากสมุนไพรนั้นๆ ดวย [11-12] การวิเคราะหปริมาณสารหรือกลุมสารสําคัญที่ แสดงฤทธิ์หรือมีความสัมพันธโดยตรงกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจัดเปนขอกําหนดหนึ่งที่สําคัญของมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพสารสกัดจากสมุนไพรแตละชนิด สารบริสุทธิ์ที่แสดงคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา สนับสนุนประสิทธิภาพของสมุนไพรและแยกไดจากสมุนไพร (specific active compound) มี ความสําคัญตอการควบคุมคุณภาพสมุนไพร ซึ่งเมื่อนํามาใชในการควบคุมคุณภาพสมุนไพรจะเรียกสาร ดังกลาววา specific marker compound ปริมาณ specific marker compound ที่สม่ําเสมอใน สมุนไพร และการเปรียบเทียบ fingerprint chromatogram เปนวิธีการควบคุมคุณภาพสมุนไพรเชิง ปริมาณ (quantitative) และเชิงคุณภาพ (qualitative) ตามลําดับ [9] ตัวอยางพืชสมุนไพรไทยที่ใช สารสําคัญเปนตัวกําหนดมาตรฐาน เชน ฟาทะลายโจร (Andrographis paniculata(Burm.f.) Nees, Acanthaceae) ใชสารกลุมไดเทอรพีนอยด (diterpenoid) คือ andrographolide มะขามแขก (Senna alexandrina Mill., Fabaceae) ใชสารกลุมแอนทราควิโนน (anthraquinone) คือ sennosides A และ B ขมิ้นชัน (Curcuma longa L., Zingiberaceae) ใชสารกลุมเคอรคูมินอยด (curcuminoid) เปนตน [9,13] สมุนไพรที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร (preclinic-laboratory evidence) สนับสนุน หากไดรับ การพัฒนาเปนพฤกษเภสัชภัณฑ(herbal medicinal products) และผานการประเมินประสิทธิภาพใน ผูปวยโดยแพทย (clinical evidence) จะทําใหการใชสมุนไพรรักษาโรค (phytotherapeutics) ผสมผสานกับการแพทยแผนปจจุบันไดอยางเหมาะสม (integrative medicine) สารสําคัญในสมุนไพร


3 เปนสารจากธรรมชาติ (natural products) ที่มีน้ําหนักโมเลกุลต่ํา ระหวาง 200-700 ดาลตัน สารสําคัญ เหลานี้มีลักษณะเฉพาะในสมุนไพรแตละชนิด อาจเรียกไดวาคือ fingerprint ทางเคมีของสมุนไพร ปจจุบันนักวิทยาศาสตรไดยอมรับวามีสารหลายชนิดในพืชสมุนไพรที่กําหนดประสิทธิภาพหรือสรรพคุณ ของสมุนไพร ดังปรากฏในผลงานวิจัยของสารสกัดสมุนไพรดานพฤกษเคมี และคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา ในวารสารตางๆ [4,9-10] ทั้งนี้สามารถจําแนกกลุมสารเคมีในพืชตามลักษณะความจําเปนที่พืชสรางขึ้นได เปน 2 กลุมใหญ คือ สารปฐมภูมิ (primary metabolite) และสารทุติยภูมิ (secondary metabolite) 1. สารปฐมภูมิ(primary metabolite) เปนสารที่พบไดทั่วไปในพืชทุกชนิด จําเปนตอการ เจริญเติบโต และการดํารงชีวิตของพืช ซึ่งหากขาดไป พืชนั้นจะไมอาจดํารงอยูได ตัวอยางสารปฐมภูมิ ไดแก คารโบไฮเดรต (carbohydrate) กรดนิวคลิอิก (nucleic acid) กรดอะมิโน (amino acid) โปรตีน (protein) และลิพิด (lipid) เปนตน สารกลุมนี้บางชนิดออกฤทธิ์ในการรักษาโรค บางชนิดไมมีฤทธิ์ โดยตรง แตอาจมีผลตอการละลาย การดูดซึมของสารสําคัญที่แสดงฤทธิ์[14-18] 1.1 คารโบไฮเดรต (carbohydrate) เปนผลิตผลที่ไดจากกระบวนการสังเคราะหแสง (photosynthesis) มักพบเปนอาหาร และเปนแหลงพลังงานที่พืชเก็บสะสมไวในรูปแปง โดยสะสมไวตาม สวนตางๆ เชน หัว ราก ใบ เมล็ด คารโบไฮเดรตและอนุพันธคารโบไฮเดรตที่นํามาใชประโยชนในทาง เภสัชกรรม เชน เซลลูโลสวุน และสารเมือกจําพวกกัมและมิวซิเลจ คารโบไฮเดรตมักพบการใชเปนอาหาร ใชเปนยาระบาย และชวยในการขับถาย เปนตน คารโบไฮเดรตอาจจําแนกไดเปน 3 กลุมใหญๆ ตามขนาดโมเลกุล ดังนี้ (1) มอโนแซ็กคาไรด(monosaccharides) เปนหนวยที่เล็กที่สุดของคารโบไฮเดรต มีสูตร อยางงาย (empirical formula) คือ (CH2O)n โดยคา n มีจํานวนตั้งแต 3 ขึ้นไป (ที่พบมากคือ 5 และ 6 แตอาจมีคาไดถึง 9) (2) โอลิโกแซ็กคาไรด(oligosaccharides) เปนพอลิเมอรที่ประกอบไปดวยมอโนแซ็กคาไรด ในชวง 2-10 หนวย ที่รูจักกันดีคือ พวกที่ประกอบดวยมอโนแซ็กคาไรด2 หนวย (disaccharides) เชน น้ําตาลซูโครส น้ําตาลมอลโทส และน้ําตาลแล็กโทส เปนตน (3) พอลิแซ็กคาไรด (polysaccharides) เปนพอลิเมอรที่มีโครงสรางคลายกับ โอลิโกแซ็กคาไรดแตมีจํานวนหนวยของมอโนแซ็กคาไรดมากกวา คือ ประกอบดวยมอโนแซ็กคาไรดตั้งแต 10 โมเลกุลขึ้นไปจนถึงจํานวนหลายรอยโมเลกุล ประเภทคารโบไฮเดรตและอนุพันธของคารโบไฮเดรตที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม 1. น้ําตาลและผลิตภัณฑที่มีองคประกอบของน้ําตาล : ซูโครส (sucrose) เดกซโทรส (dextrose) ฟรักโทส (fructose) แล็กโทส (lactose) ไซโลส (xylose) น้ําผึ้ง 2. ผลิตภัณฑที่มีองคประกอบของสารที่มีโครงสรางสัมพันธกับน้ําตาล : กรดอินทรียจากพืช (citric, lactic, tartaric acids) แมนนิทอล (mannitol) ซอรบิทอล (sorbitol)


4 3. พอลิแซ็กคาไรดและผลิตภัณฑที่มีองคประกอบของพอลิแซ็กคาไรด : แปงจําพวกตางๆ (ขาวโพด สาลี และมันฝรั่ง) อินูลิน (inulin) เดกซแทรน (dextran) สําลีบริสุทธิ์กัมอะคาเซีย วุน เพคติน ตัวอยางผลิตภัณฑบางชนิดจากคารโบไฮเดรต เชน - ซูโครส (sucrose) พบมากในบีทรูท (Beta vulgaris L.) และออย (Saccharum officinarum L.) ใชเปนสารแตงความหวาน (sweetening agent) และใชเตรียมยาน้ําเชื่อม (syrup) - แปง (starch) ใชเปนสารเพิ่มปริมาณ (excipients) และสารชวยการแตกตัวของยาเม็ด (disintegrating agent) - น้ําผึ้ง (honey) ประกอบดวยกลูโคส และ ฟรุกโทส เปนสวนใหญ ใชเปนสวนประกอบใน ยาเม็ด ใชเตรียมยาน้ําเชื่อม และมีฤทธิ์เปนยาระบายออนๆ ในทางเภสัชกรรมไทยซึ่งเปนสวนหนึ่งของ การแพทยแผนไทย น้ําผึ้งถูกใชเปนทั้งอาหารและยา ใชเปนน้ํากระสายยา ใชผสมกับผงยาเพื่อปนเปนยา ลูกกลอน ใชทาแผล และกินเปนยารักษาโรค - วุน (agar) ประกอบดวย agarose ซึ่งเปนสวนที่ทําใหวุนแข็งตัว และ agaropectin ซึ่ง เปนสวนที่เกี่ยวกับความหนืดของวุน สกัดไดจากสาหรายสีแดง ใชเปนสารชวยเพิ่มความคงตัวของ ผลิตภัณฑ (stabilizing agent) สารชวยในการเตรียมอิมัลชัน (emulsifying agent) และใชเปนยาระบาย - กัม (gum) เปนของเหนียวที่พืชสรางขึ้นเมื่อไดรับอันตรายหรือเปนแผล เชน กัมอะคาเซีย (acacia gum) จากตน Acacia senegal (L.) Willd. ใชประโยชนในอุตสาหกรรมอาหารและยา เปนสาร ชวยแขวนตะกอน (suspending agent) เปนสารชวยยึดเกาะในยาเม็ด (binding agent) และสารที่ทําให ชุมคอ (demulcent) - เซลลูโลส (cellulose) เปนสวนประกอบของผนังเซลลพืช ใชเปนยาระบาย และสารชวย แขวนตะกอน - สารเมือก (mucilage) พบในวานหางจระเข (Aloe vera L.) Burm.f.) แมงลัก (Ocimum × africanum Lour.) ใชเปนสารใหความชุมชื้นแกผิว และเปนยาระบาย 1.2 ลิพิด (lipid) เปนสารประกอบเคมีจําพวกเอสเทอร(ester) ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหวาง กรดไขมันโมเลกุลยาว (long chain fatty acid) กับแอลกอฮอลหรือโพลีออล (polyol) กรดไขมัน องคประกอบแบงออกไดเปนกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) และกรดไขมันไมอิ่มตัว (unsaturated fatty acid) มีคุณสมบัติไมระเหยในอุณหภูมิปกติ ไมละลายน้ํา ละลายในตัวทําละลาย อินทรีย (organic solvent) ตัวอยางลิพิดไดแก น้ํามันไมระเหย (fixed oil) ไขมัน (fat) และ ไข (wax) ลิพิดมีบทบาทหนาที่ทางชีวภาพ ไดแก เปนสวนประกอบที่สําคัญของเยื่อหุมเซลล เปนแหลงสะสม พลังงาน และชวยขนสงสารอาหารที่ละลายไดในไขมัน เชน วิตามินและฮอรโมนบางชนิด เปนตน


5 ตารางที่ 1.1 ตัวอยางของน้ํามันพืชบางชนิดที่มีกรดไขมันเปนองคประกอบ [17] ชื่อน้ํามัน (Name) พืช (Plant sources) สวนที่ใช (Part used) องคประกอบ (Components) ประโยชน (Uses) Caster oil Ricinus communis (Euphorbiaceae) seed Ricinoleic, Ol., Ln. ยาระบาย ทําสบู Coconut oil Cocos nucifera (Palmae) kernel La., My., Pa., Ol., Ca., Cap., St. อาหาร ทําสบู แชมพู Corn oil Zea mays (Graminae) embryo Ln., Ol., Pa., St. อาหาร ตัวทําละลายยาฉีด Olive oil Olea europaea (Oleaceae) fruit Ln., Ol., Pa., St. อาหาร ใชภายนอก เพื่อใหความชุมชื้น สารหลอลื่น ยาระบาย Sesame oil Sesamum indicum (Pedaliaceae) seed Ln., Ol., Pa., St. อาหาร ทําสบู ตัวทําละลายยาฉีด Soya oil Glycine max (Fabaceae) seed Ln., Ol., Pa., St. อาหาร ตัวทําละลายยาฉีด Sunflower oil Helianthus annuus (Asteraceae) seed Ln., Ol., Pa., St. อาหาร Theobroma oil Theobroma cacao (Sterculiaceae) kernel Ln., Ol., Pa., St. สวนประกอบใน ยาเหน็บทวาร Cotton seed oil Gossypium hirsutum (Malvaceae) seed Ln., Ol., Pa., St. สบู ตัวทําละลายยาฉีด Linseed oil Linum usitatissimum (Linaceae) seed -Linolenic, Ol., Ln., Pa., St. ตัวทําละลายใน ยาทาภายนอก Ca.= capric, Cap.= caprylic, La.= lauric, Ln.= linoleic, My.= myristic, Ol.= oleic, Pa.= palmitic, St.= stearic


6 น้ํามันไมระเหย (fixed oil) หรือเรียกวาน้ํามัน (oil) คือ เอสเทอรของกลีเซอรอลกับกรดไขมัน ทั้งชนิดอิ่มตัวและไมอิ่มตัว มีจุดหลอมเหลวต่ํา มีสถานะเปนของเหลวที่อุณหภูมิหอง โดยคุณสมบัติที่ แตกตางกันไปของน้ํามันแตละชนิดจะขึ้นกับกรดไขมันที่เปนองคประกอบ วิธีการสกัดทําไดหลายวิธี เชน การบีบ การเคี่ยวดวยความรอน และการแชหมักดวยตัวทําละลายอินทรียชนิดไมมีขั้ว น้ํามันจากพืชสวน ใหญพบใน endosperm ของเมล็ด น้ํามันจากพืชหลายชนิด (ตารางที่ 1.1) นํามาใชประโยชนหลายอยาง เชน ใชเปนอาหาร ใชเปนยาภายในและภายนอก ใชเปนตัวทําละลายในยาฉีดเขากลาม เปนองคประกอบ สําคัญใชทําสบู ครีม และโลชั่น เปนตน ไขมัน (fat) คือ เอสเทอรของกลีเซอรอลกับกรดไขมันซึ่งสวนใหญเปนกรดไขมันอิ่มตัวตั้งแต 10 อะตอมขึ้นไป มีสถานะกึ่งของแข็งกึ่งของเหลว หรือเปนของแข็งที่อุณหภูมิหอง สวนมากไดมาจากสัตว ทําหนาที่เปนโครงสรางหลักของเยื่อหุมเซลล เปนแหลงพลังงานของสิ่งมีชีวิต (ไขมัน 1 กรัมใหพลังงาน 9 กิโลแคลอรี) และละลายวิตามินบางชนิดที่ละลายไดในลิพิด ไดแก วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และ วิตามินเค ตัวอยางผลิตภัณฑที่มีองคประกอบของไขมัน เชน Theobroma oil และ Lanolin เปนตน ไข (wax) คือ เอสเทอรระหวางกรดไขมันและแอลกอฮอลโซยาว โครงสรางมีจํานวนอะตอม คารบอนตั้งแต 14-36 อะตอม มีลักษณะกึ่งของแข็งกึ่งของเหลว ไขมีคุณสมบัติกันน้ําได (waterresistant property) ทําหนาที่เปนสารเคลือบผม และขนสัตวตางๆ ชวยทําใหผิวหนัง รวมทั้งเสนผมมี ความชุมชื้น และมันเงา ในทางเภสัชกรรมเปนสารที่ใชชวยทําใหแข็ง (hardener) ในการเตรียมยาขี้ผึ้ง และครีม ตัวอยางไข เชน คารเนาบาแวกซ (carnauba wax) ขี้ผึ้ง (bee’s wax) และไขปลาวาฬ (spermaceti) เปนตน 1.3 โปรตีน (protein) เปนมหโมเลกุล (macromolecule) ที่พบมากที่สุดในสิ่งมีชีวิต ประกอบดวยธาตุ C, H, N, O เปนองคประกอบหลัก อาจพบธาตุอื่น เชน S, P, Fe, Zn และ Cu ได โครงสรางของโปรตีนเปนพอลิเพปไทดของกรดอะมิโนที่ตอกันเปนลําดับเฉพาะตัวสําหรับโปรตีนแต ละชนิด นอกจากพันธะเพปไทดหรือพันธะเอไมดแลว ยังมีพันธะชนิดอื่นๆ เชน พันธะไฮโดรเจน แรง แวนเดอรวาลส เปนตน ที่ชวยยึดโครงสรางในสามมิติของโปรตีนใหม ีโครงรูปที่เหมาะสมตอการทําหนาที่ ทางชีวภาพ โปรตีนมีบทบาทสําคัญในกระบวนการทางชีวเคมีของสิ่งมีชีวิต โดยสามารถแบงตามหนาที่ได หลายชนิด เชน เอนไซม ฮอรโมน โปรตีนปองกัน โปรตีนขนสง เปนตน แหลงโปรตีนในธรรมชาติที่ไดจาก สัตวจะพบมากในเนื้อสัตวทุกชนิด เชน หมู เปด ไก ปลา กุง หอย นม ไข เปนตน และที่ไดจากพืชจะพบ มากในพืชจําพวกถั่วเมล็ดแหง เชน ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง รวมทั้งผลิตภัณฑจากถั่ว เชน เตาหู เตาเจี้ยว เตาฮวย เปนตน นอกจากนี้ยังมีโปรตีนจากพืชที่นํามาใชประโยชนทางการแพทย เชน เอนไซม ตางๆ ไดแก chymopapain papain และ bromelain โดยเอนไซมเหลานี้มีประโยชนใชเปน สวนประกอบยาชวยยอยอาหาร ใชเปนยาภายนอกชวยลดอาการอักเสบของผิวหนัง และใชเปนสวนผสม ในน้ํายาทําความสะอาดคอนแทคเลนส ในทางการแพทยแผนไทยมีการใชสัตววัตถุหลายอยาง ซึ่งมี


7 กรดอะมิโนและโปรตีนเปนสารสําคัญสําหรับการเตรียมยาไทย เชน รังนกนางแอน เขากวาง เขากุย น้ํานมวัว และน้ํานมควาย เปนตน ตัวอยางผลิตภัณฑจากโปรตีนที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน - นมผึ้ง (royal jelly) ไดจาก hypopharyngeal gland ของผึ้งงาน (Apis mellifera L.) วงศApidae พบวานมผึ้งประกอบดวยกรดอะมิโนหลายชนิด มีสรรพคุณบํารุงสมอง เพิ่มภูมิคุมกัน ชะลอ ความแก - รังนกนางแอน (swiftlet’s nest) ไดจากรังของนกอีแอนกินรัง (Collocalia fucifaga (Gmelin), C. maxima Hume) วงศ Apodidae โดยรังนกมีสารองคประกอบหลักเปนโปรตีน มี สรรพคุณบํารุงรางกาย เปนยาอายุวัฒนะ - ไหม (silk) ไดจากรังของหนอนไหม (Bombyx mori L.) วงศBombycidae พบสาร องคประกอบคือ fibroin มีสรรพคุณ ลดคลอเรสเตอรอลและน้ําตาลในเลือด ชวยการทํางานของตับ กระตุนการทํางานของสมองในผูสูงอายุใชทําไหมเย็บแผล - เอนไซม papain ไดจากยางของผลดิบและใบของมะละกอ (Carica papaya. L.) วงศ Caricaceae ใชรักษาความผิดปกติเกี่ยวการยอยอาหาร (digestive disorders) ใชเปนยาสําหรับอาการ อาหารไมยอย (dyspepsia) และใชรักษาแผลในเยื่อบุชองปาก (buccal lesions) 2. สารทุติยภูมิ (secondary metabolite) เปนสารเคมีที่พืชสรางขึ้นตามธรรมชาติโดยไมได มีความจําเปนในขั้นวิกฤติตอการเจริญเติบโต และการดํารงชีวิตของพืชโดยตรง ในธรรมชาติสารทุติยภูมิ ทําหนาที่ปกปองพืชจากการทําลายของศัตรู สารทุติยภูมิบางชนิดที่ทําใหพืชมีกลิ่นหอม และมีสีสัน สวยงาม จะชวยในกระบวนการสืบพันธุของพืช เชน ลอแมลงใหมาผสมเกสร เปนตน การกระจายตัวของ สารเหลานี้จะแตกตางกันไปตามวงศพืชซึ่งเปนลักษณะเฉพาะตัว คาดหมายวาเกิดจากกระบวนการ ชีวสังเคราะห (biosynthesis) ที่มีเอนไซมเขารวม วิถีชีวสังเคราะห (biosynthetic pathway) ของสาร ทุติยภูมิในพืช คือ กระบวนการทางชีวเคมีที่พืชใชสรางสารทุติยภูมิชนิดตางๆ โดยมีสารปฐมภูมิบางชนิด โดยเฉพาะกรดชิคิมิก (shikimic acid) และแอซีติก (acetic acid) เปนสารตั้งตน ทั้งนี้สารทุติยภูมิบาง กลุมโดยเฉพาะสารอะโรมาติก (aromatic compound) บางชนิด เชน กลุมฟนอลิก (phenol) และกลุม ควิโนน (quinone)อาจไดจากวิถีชีวสังเคราะหที่แตกตาง หรือสารทุติยภูมิบางกลุม เชน กลุมฟลาโวนอยด (flavonoid) จะมีโครงสรางทางเคมีในแตละสวนของสารไดจากวิถีชีวสังเคราะหตางกัน เรียกวามีวิถีชีวสังเคราะหแบบผสม (mixed biosynthesis) วิถีชีวสังเคราะหหลัก (major biosynthetic pathways) ในพืชที่ใชในการสรางสารทุติยภูมิ(รูป ที่1.1) จําแนกได 3 วิถี [17-18] ดังนี้ 1. วิถีกรดชิคิมิก (shikimic acid pathway) : มีกรดชิคิมิกเปนสารตั้งตน โดยในลําดับแรกกรด ชิคิมิกจะถูกนําไปสรางเปนกรดอะมิโนอะโรมาติก (aromatic amino acid) ซึ่งในลําดับตอมาจะถูกนําไป สรางสารทุติยภูมิที่มีโครงสรางเปนอะโรมาติก เชน สารกลุม phenylpropanoid, lignin, coumarin, quinone เปนตน


8 2. วิถีกรดแอซีติก (acetic acid pathway) : มีแอซีติกเปนสารตั้งตน บางตําราเรียกวา “วิถีโพลิคิไทด (polyketide pathway)” ซึ่งนําไปสูการสรางสารทุติยภูมิหลายชนิด ไดแก กรดไขมัน และ สารอะโรมาติกบางชนิด 3. วิถีกรดเมวาโลนิก (mevalonic acid pathway) : มีอนุพันธของแอซีติก คือ กรดเมวาโลนิก (mevalonic acid) เปนสารตั้งตน ซึ่งวิถีนี้นําไปสูการสรางสารกลุม terpenoid และ steroid CO 2 + H 2 O Respiration Photosynthesis O 2 O 2 Monosaccharides Carbohydrates Pyruvic acid Aliphatic amino acids Acetic acid Aromatic amino acids Aromatic compounds Peptides Proteins Alkaloids Polyketides Fatty acids Polyacetylenes Aromatic compounds Macrolides Aromatic compounds Polyethers Mevalonic acid Terpenoids Steroids Shikimic acid pathway Acetic acid pathway Mevalonic acid pathway Shikimic acid รูปที่1.1 วิถีชีวสังเคราะหหลักของสารทุติยภูมิในพืช[17] สวนใหญสารทุติยภูมิจะมีสรรพคุณยา การสกัดสารเหลานี้จากพืชจึงสามารถนํามาใชประโยชน ทางการแพทยได นอกจากนี้สารเหลานี้ยังมีการกระจายตัวอยางจํากัดในพืชแตละชนิดจึงสามารถนํามาใช ประโยชนในดานเคมีอนุกรมวิธาน (plant chemotaxonomy) ของพืชได ตัวอยางสารทุติยภูมิที่สําคัญ ในพืช ดังนี้


9 2.1 กลุมแอลคาลอยด (alkaloid) แอลคาลอยดหมายถึง สารประกอบอินทรียที่มีไนโตรเจน (N) อยูภายในโมเลกุล โดยสวน ใหญจะมีไนโตรเจนอยางนอย 1 อะตอมในโมเลกุลอยูในสวน heterocyclic ring สารกลุมนี้มีโครงสราง ทางเคมีที่ซับซอน และมักพบในพืชชั้นสูง ปจจุบันพบแอลคาลอยดมากกวา 5,000 ชนิด คุณสมบัติของ แอลคาลอยด คือ สวนใหญมีรสขม มีฤทธิ์เปนดาง แอลคาลอยดในรูปอิสระจะไมละลายน้ํา แตละลายได ในตัวทําละลายอินทรีย ลักษณะของ N-bonding และโครงสราง ตลอดจนสภาพแวดลอมที่ทําให ไนโตรเจนเปนดางมากหรือนอยจะสงผลตอฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของแอลคาลอยด โดยสารแอลคาลอยด บางชนิดในกลุมที่มีไนโตรเจนมาจากกรดอะมิโนจะไดมาจากวิถีกรดชิคิมิก เชน quinoline alkaloid มี สารตั้งตนในการสังเคราะหคือ anthranilic acid ซึ่งเปนอนุพันธของกรดชิคิมิก หรือ indole alkaloid สังเคราะหจากกรดอะมิโน tryptophan ซึ่งมีสารตั้งตนในการสังเคราะหคือ anthranilic acid เชนกัน แอลคาลอยดแบงตามลักษณะทางเคมีและสารตั้งตนในชีวสังเคราะหไดเปน 3 ประเภท [2,6,8] ดังนี้ (1) Protoalkaloids หมายถึง สารประกอบที่ไนโตรเจนไมไดอยูใน heterocyclic ring และ ไนโตรเจนนั้นมาจากกรดอะมิโน เชน capsaicinoids จาก Capsicum spp., ephedrine จาก Ephedra spp. และ colchicine จากหัวและผลของดองดึง (Gloriosa superba L.) เปนตน รูปที่1.2 โครงสรางพื้นฐานของ True alkaloids N H Pyrrole N N H Imidazole N H Piperidine N H Pyrrolidine N Pyridine N CH3 Tropane N H Indole N Isoquinoline N Aporphine N Pyrrolizidine N Quinoline N N NH N Purine


10 (2) True alkaloids หรือ Eualkaloids หมายถึง สารประกอบที่ไนโตรเจนอยูใน heterocyclic ring อาจแบงเปนกลุมยอยตามสูตรโครงสรางพื้นฐาน (รูปที่ 1.2) ดังนี้ pyridine, piperidine, pyrrolidine, pyrrole, imidazole, purine, pyrrolizidine, quinoline, isoquinoline, tropane, aporphine, nor-lupinane และ indole (3) Pseudoalkaloids หมายถึง สารประกอบที่โครงสรางไมไดมาจากกรดอะมิโนโดยตรง แตมาจาก polyketide pathway สวนไนโตรเจนมาจาก amino-transfer reaction จาก glutamine หรือ glutaminic acid เชน aconitine ซึ่งเปน diterpene alkaloids พบในพืชวงศ Ranunculaceae แสดงฤทธิ์กระตุนระบบประสาท ทําใหเกิดอาการชาที่ปลายประสาทรับความรูสึก นํามาใชประโยชนใน การรักษาโรคปลายประสาทอักเสบ (peripheral neuropathy) มีรายงานพบวา aconitine ขนาด 3-6 มิลลิกรัม มีพิษมากขนาดทําใหเสียชีวิตได สารในกลุมแอลคาลอยดมีประโยชนในการรักษาโรคอยางกวางขวาง โดยมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ครอบคลุมเกือบทุกระบบของรางกาย เชน ตานมาลาเรีย (antimalarial) ระงับปวด (analgesic) รักษา แผลในกระเพาะ และลําไส (antiulcer) ระงับอาการไอ (antitussive) แกหอบหืด (antiasthma) ลดความดันโลหิต (antihypertensive) ขยายหลอดลม (bronchodilator) ตานมะเร็ง (antitumor) ควบคุมการเตนของหัวใจ (anti-arrhythmic) ลดน้ํามูก แกหวัด (decongestant) เปนตน โดยสวนใหญ แอลคาลอยดจะแสดงฤทธิ์แรงตอระบบประสาท และในขนาดสูงจะเปนพิษ วงศพืชที่มีรายงานวามี แอลคาลอยด ไดแก Berberidaceae, Menispermaceae, Papaveraceae, Erythroxylaceae, Fabaceae, Rutaceae, Loganiaceae, Apocynaceae, Rubiaceae, Asteraceae และ Colchicaceae โดยการกระจายตัวของแอลคาลอยดกลุมตางๆ ในพืชสมุนไพร และการนํามาใชประโยชน ในทางเภสัชกรรม เชน Pyridine-Piperidine alkaloids Nicotin : เปนแอลคาลอยดกลุม pyridine ไดจากใบยาสูบ (Nicotiana tabacum L.) วงศ Solanaceae ออกฤทธิ์ตอระบบประสาทอัตโนมัติ ทําใหกลามเนื้อเปนอัมพาต มักใชเปนยาฆาแมลง Piperine : เปนแอลคาลอยดกลุม piperidine จากผลและเมล็ดของพริกไทย (Piper nigrum L.) มีฤทธิ์ขับเหงื่อ ขับปสสาวะ และฆาแมลง Pelletierine : เปนแอลคาลอยดกลุม piperidine จากเปลือกรากทับทิม (Punica granatum L.) วงศ Lythraceae มีฤทธิ์ขับพยาธิตัวตืด Arecoline : เปนแอลคาลอยดกลุม piperidine จากเมล็ดหมากสง (Areca catechu L.) วงศ Arecaceae มีฤทธิ์ขับพยาธิในสัตว


11 nicotin piperine pelletierine arecoline Tropane alkaloids Cocaine : เปนแอลคาลอยดกลุม tropane จากใบโคคา (Erythroxylon coca Lam.) วงศ Erythroxylaceae ใชเปนยาชาเฉพาะที่ที่ใชภายนอก (local anesthetics) Hyoscine : เปนแอลคาลอยดกลุม tropane จากใบลําโพง (Datura metel L.) วงศ Solanaceae มีฤทธิ์ลดอาการปวดเกร็งในชองทอง และลดอาการเมารถเมาเรือได cocaine hyoscine Isoquinoline alkaloids Morphine และ Codeine : เปนแอลคาลอยดกลุม isoquinoline พบในยางที่กรีดจากผล ของตนฝน (Papaver somniferum L.) วงศ Papaveraceae ใชเปนยาระงับปวดในการผาตัดตางๆ Quinine และ Quinidine: เปนแอลคาลอยดกลุม quinoline จากเปลือกตนของ Artemisia annua วงศ Asteraceae ใชรักษาไขมาลาเรีย (antimalarial agent) และ ใชรักษาโรคหัวใจ (antiarrhythmic agent) ตามลําดับ N CH3 N N O O O N CH3 O H N H3C O CH3 O H3 C N O O CH3 O O O O CH3 H3 C N O O OH O


12 Emetine : เปนแอลคาลอยดกลุม isoquinoline จากเปลือกรากของปรู (Alangium salviifolium (L.f.) Wangerin) วงศCornaceae มีฤทธิ์ฆาเชื้อบิด และเปนสารกระตุนใหอาเจียนในการ รักษาผูปวยที่ไดรับสารพิษ Palmatine : เปนแอลคาลอยดกลุม isoquinoline จากเถาบอระเพ็ด (Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson) วงศ Menispermaceae มีฤทธิ์เปนยาขมเจริญอาหาร (bitter tonic) และ ลดน้ําตาลในเลือด Berberine : เปนแอลคาลอยดกลุม isoquinoline จากเถาขมิ้นเครือ (Arcangelisia flava (L.) Merr.) วงศ Menispermaceae มีฤทธิ์เปนยาขมเจริญอาหาร แกไข และแกทองเสีย morphine codeine quinine quinidine emetine palmatine O N HO CH3 HO O N H3CO CH3 HO N N H3CO HO N N H3CO HO N HN OCH3 OCH3 H3CO H3CO N + H3CO H3CO OCH3 OCH3


13 berberine vasicine Quinazoline alkaloids Vasicine : เปนแอลคาลอยดกลุม quinazoline จากใบเสนียด (Justicia adhatoda L.) วงศ Acanthaceae มีฤทธิ์ขยายหลอดลม ลดอาการหอบหืด และแกไอ Indole alkaloids Mitragynine : เปนแอลคาลอยดกลุม indole จากใบกระทอม (Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.) วงศ Rubiaceae มีฤทธิ์กดประสาทสวนกลาง (CNS depressant) แกปวด Strychnine และ Brucine : เปนแอลคาลอยดกลุม indole จากโกฐกะกลิ้ง (Strychnos nux-vomica L.) วงศ Strychnaceae มีฤทธิ์กระตุนระบบประสาทสวนกลาง ลดความออนเพลีย และ ชวยยอยอาหาร โดยโกฐกะกลิ้งมีฤทธิ์แรงจึงเปนพิษไดงาย ในยาไทยกอนที่จะนํามาปรุงเปนยาจะมี กรรมวิธีในการฆาฤทธิ์เสียกอน และมีการใชในขนาดนอยๆ เทานั้น หากใชมากเกินไปจะเปนโทษถึงตายได Reserpine : เปนแอลคาลอยดกลุม indole จากรากระยอม (Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz) วงศ Apocynaceae มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต และระงับประสาท mitragynine strychnine brucine N + O O H3CO OCH3 N N OH N H3CO HN O OCH3 H3CO H3C N O N O N O N O H3CO H3CO


14 reserpine Purine alkaloids Caffeine : เปนแอลคาลอยดกลุม purine จากใบชา (Camellia sinensis (L.) Kuntze) วงศ Theaceae มีฤทธิ์กระตุนระบบประสาทสวนกลาง ขับปสสาวะ และขยายหลอดลม Nor-lupinan alkaloids Dioscorine : เปนแอลคาลอยดซึ่งเปนสารพิษจะมีฤทธิ์กดระบบประสาทสวนกลาง จัดอยูใน กลุม nor-lupinan alkaloid ไดจากสวนลําตนใตดินของกลอย (Dioscorea hispida Dennst.) วงศ Dioscoreaceae เนื่องจากสาร dioscorine สามารถละลายน้ําไดดี ดังนั้นหากใชน้ําละลายสารพิษออกมา ไดหมดก็สามารถนํากลอยมาใชประโยชนในดานตางๆ ได โดยในตํารายาไทย มีขอมูลการใชประโยชนจาก สวนหัวใตดินซึ่งมีรสเบื่อเมา เชน ใชแกเปนเถาเปนดาน เปนกอนในทอง แกน้ําเหลืองเสีย ขับปสสาวะ แกปวดตามขอ และใชรวมกับหัวขาวเย็นเหนือและขาวเย็นใตรักษาโรคซิฟลิส เปนตน Steroidal alkaloids Solasodine : เปนกลุม steroidal alkaloid จากผลมะแวงตน (Solanum indicum L.) วงศ Solanaceae มีฤทธิ์แกไอ ขับเสมหะ Conessine : เปนกลุม steroidal alkaloid จากเปลือกโมกหลวง (Holarrhena pubescens Wall. ex G.Don) วงศ Apocynaceae มีฤทธิ์แกบิด Alkaloidal amines Ephedrine : เปนแอลคาลอยดกลุม alkaloidal amine จากลําตนของมั่วอึ๊ง (Ephedra spp.) วงศ Ephedraceae มีฤทธิ์ลดอาการคัดจมูก บรรเทาอาการหอบหืด และลดภาวะหลอดลมหดเกร็ง เนื่องจากอาการแพตางๆ Colchicine : เปนแอลคาลอยดกลุม alkaloidal amine จากลําตนใตดินของดองดึงหัวขวาน (Gloriosa superba L.) วงศ Colchicaceae มีฤทธิ์ลดอาการปวดขอ และใชในการรักษาโรคเกาต N NH OCH3 OCH3 O H3CO O O OCH3 OCH3 OCH3


15 caffeine dioscorine ephedrine colchicine conessine solasodine 2.2 น้ํามันหอมระเหย (essential oil, volatile oil, ethereal oil) น้ํามันหอมระเหยซึ่งกลั่นหรือสกัดไดจากสวนตางๆ ของพืช (ตารางที่ 1.2) เชน ดอก ใบ ผล กลีบเลี้ยง เปนตน มีลักษณะเปนน้ํามันที่มีองคประกอบเคมีสวนใหญเปนสารผสมชนิด lipophilic และ ระเหยไดงายที่อุณหภูมิหอง น้ํามันหอมระเหยมีกลิ่นและรสที่มีลักษณะเฉพาะ ในน้ํามันหอมระเหยอาจมี สารตางๆ มากกวา 50 ชนิด ปจจุบันไดมีการแยกสารตางๆ จากน้ํามันหอมระเหยไดมากกวา 1500 ชนิด N N N N O O CH3 CH3 H3C O N CH3 O CH3 N CH3 OH CH3 H HN O CH3 H3CO H3CO OCH3 H3CO O N N H3C CH3 CH3 CH3 H3C O HN HO CH3 CH3 CH3 CH3


16 ตารางที่1.2 สวนของพืช (plant parts) ชนิดตางๆ ที่พบน้ํามันหอมระเหย สารดังกลาวอาจแบงไดเปน 2 กลุมใหญ คือ (1) กลุม terpenoid ไดแก monoterpenes, sesquiterpenes และ (2) กลุม aromatic ซึ่งโดยมากเปนสารกลุมฟนิลโพรพานอยด (phenylpropanoid) โดยสารทั้ง 2 กลุมดังกลาวอาจมีหมูแทนที่ (substitution) ตางๆ เชน linear hydrocarbon, alcohol, phenol, aldehyde, short chain carboxylic acid, ester, ether, sulfur และ nitrogen น้ํามันหอมระเหยจําแนกตามชนิดขององคประกอบไดหลายกลุม [6-7,12] ดังนี้ (1) Hydrocarbon volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกไฮโดรคารบอนเปน องคประกอบหลัก เชน limonene ในน้ํามันกระวาน (cardamom oil), pinene ในน้ํามันสน (turpentine oil) และในน้ํามันไพล เปนตน (2) Alcohol volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกแอลกอฮอลเปน องคประกอบหลัก เชน geraniol ในน้ํามันดอกกุหลาบ (rose oil), mental ในน้ํามันสะระแหน (peppermint oil) เปนตน (3) Aldehyde volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกอัลดีไฮดเปน องคประกอบหลัก เชน citronellal ในน้ํามันตะไครหอม (citronella oil), cinnamaldehyde ในน้ํามัน อบเชย (cinnamon oil) เปนตน (4) Ketone volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกคีโตนเปนองคประกอบหลัก เชน carvone ในน้ํามันเทียนตากบ (caraway oil) เปนตน Plant parts Sources Berries Allspice, Juniper, Anise Leaves Basil, Bay leaf, Cinnamon, Common sage, Eucalyptus, Lemongrass, Melaleuca, Oregano, Patchouli, Peppermint, Pine, Rosemary, Spearmint, Tea tree, Thyme, Wintergreen Flowers Cannabis, Chamomile, Clary sage, Clove, Scented geranium, Hops, Hyssop, Jasmine, Lavender, Manuka, Marjoram, Orange, Rose, Ylang-ylang Seeds Almond, Aniseed, Celery, Cumin, Nutmeg oil Bark Cassia, Cinnamon, Sassafras Rhizome Galangal, Ginger Peel Bergamot, Grapefruit, Lemon, Lime, Orange, Tangerine Resin Frankincense, Myrrh Root Valerian, Vetiver


17 (5) Phenol volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกฟนอลเปนองคประกอบหลัก เชน eugenol ในน้ํามันกานพลู (clove oil), thymol ในไธมออยด (thyme oil) เปนตน (6) Phenolic ether volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกฟนอลิกอีเทอรเปน องคประกอบหลัก เชน anethole ในน้ํามันจันทนแปดกลีบหรือน้ํามันโปยกั๊ก (anise oil) เปนตน (7) Oxide volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกออกไซดเปนองคประกอบหลัก เชน eucalyptol ในน้ํามันยูคาลิปตัส และในน้ํามันเสม็ดขาว เปนตน (8) Ester volatile oils คือ น้ํามันหอมระเหยที่มีสารจําพวกเอสเทอรเปนองคประกอบหลัก เชน methyl salicylate ในน้ํามันระกํา (wintergreen oil) เปนตน น้ํามันหอมระเหยมีฤทธิ์เฉพาะที่โดยตรง (direct local) และรีแฟล็กซทางออม (indirect reflex) รูปแบบการใชน้ํามันหอมระเหยมี 2 แนวทางใหญๆ คือ โดยการสูดดม เชน ใสในเตาระเหย และ โดยการสัมผัสทางผิวหนัง เชน ผสมในน้ํามันนวดตัว รวมทั้งใชผสมลงในผลิตภัณฑตางๆ เชน สบู ยาสีฟน ครีม โลชั่น เปนตน หากแบงน้ํามันหอมระเหยตามลักษณะของกลิ่น สามารถแบงไดเปน 5 กลุม คือ (1) กลิ่นสม (2) กลิ่นดอกไม (3) กลิ่นเนื้อไม (4) กลิ่นสมุนไพร (5) กลิ่นเครื่องเทศ พืชที่มีน้ํามันหอมระเหย ที่เปนประโยชนทางเภสัชกรรม จะมีน้ํามันหอมระเหยอยางนอย 0.1% ตัวอยางของน้ํามันหอมระเหยที่มี คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาดังนี้ 1. น้ํามันมัสตารด (mustard oil) : สกัดไดจากเมล็ดของมัสตารด (Brassica spp.) วงศ Brassicaceae มีสรรพคุณตานอาการขออักเสบ (rheumatoid) 2. น้ํามันโปยกั๊ก (star anise oil) : สกัดไดจากผลสดหรือแหงของโปยกั๊ก มีกลิ่นเผ็ดฉุน คลายเหลา และหอมหวานรุนแรง มีสรรพคุณฆาเชื้อ (antiseptic) แกทองอืด ทองเฟอ ขับลม (carminative) ขับเสมหะ (expectorant) บํารุงหัวใจ (cardiotonic) 3. น้ํามันยูคาลิปตัส : สกัดไดจากใบ และกิ่งออนของตนยูคาลิปตัส มีกลิ่นรุนแรง สดชื่น มี สรรพคุณขับเสมหะ ฆาเชื้อรา ตานไวรัสและแบคทีเรีย 4. น้ํามันจากผักชี (coriander oil) : สกัดไดจากเมล็ดสุกบดละเอียด หรือไดจากใบสด และใบแหงของตนผักชี มีกลิ่นหอมหวาน และเผ็ดรอนของเปลือกไม มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวด (analgesic) ลดอาการไขขออักเสบ ชวยเจริญอาหาร (tonic) ขับลม ชวยยอย บํารุงหัวใจ 5. น้ํามันสะระแหน (peppermint oil) : สกัดไดจากใบ ตน ดอกของสะระแหน มีกลิ่นหอม สดชื่น ฉุนโลงสบาย มีฤทธิ์ฝาดสมาน (astringent) ตานอักเสบ (anti-inflammatory) บรรเทาปวด ชวย คลายกลามเนื้อ ชวยเจริญอาหาร ฆาเชื้อ ตานไวรัส ขับเสมหะ ขับลม ขับพยาธิ (antihelmintic) 6. น้ํามันคาโมมายล(chamomile oil) : สกัดไดจากดอกคาโมมายลมีกลิ่นหอมหวานของ ผลไมและสมุนไพร มีสรรพคุณบรรเทาปวด ตานอักเสบ ฆาเชื้อ ตานแบคทีเรีย แกทองอืดทองเฟอ ชวย ยอย ระงับประสาท (sedative) ชวยใหนอนหลับ


18 7. น้ํามันมดยอบ (myrrh oil) : สกัดไดจากเรซินของตน Commiphora molmol วงศ Burseraceae มีสรรพคุณฆาเชื้อ 8. น้ํามันชีโนโพเดียม (chenopodium oil) : สกัดไดจากเมล็ดของ Chenopodium anthelminticum วงศ Chenopodiaceae มีสรรพคุณขับพยาธิ 9. น้ํามันจากผักชีฝรั่ง (petroselly oil) : สกัดไดจากตน Petroselinum crispum วงศ Apiaceae มีสรรพคุณขับปสสาวะ (diuretic) 10. น้ํามันลาเวนเดอร (lavender oil) : สกัดไดจากยอดดอกสดของตนลาเวนเดอร มีกลิ่น หอมหวานของผลไมและสมุนไพร มีสรรพคุณแกปวด ลดอาการไขขออักเสบ บรรเทากลามเนื้อเกร็ง กระตุก ตานจุลินทรีย บํารุงหัวใจ ระงับประสาท 2.3 เรซินและบาลซัม (resins and balsams) สารในกลุมนี้ประกอบดวยเรซินและสารประกอบที่มีเรซินเปนองคประกอบ ไดแก กัมเรซิน (gum-resin), โอเลโอเรซิน (oleo-resin), โอเลโอกัมเรซิน (oleo-gum-resin) และ บาลซัม (balsam) พืชที่ใหเรซินชนิดที่มีความสําคัญพบในวงศ Anacardiaceae, Apiaceae, Burseraceae, Dipterocarpaceae, Clusiaceae, Fabaceae, Pinaceae และ Stryracaceae เปนตน [7,19] เรซิน (resin) หรือที่เรียกวา ยางหรือชัน เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของน้ํามันหอมระเหย ชนิดตางๆ ในพืช โดยในพืชแตละชนิดจะมีองคประกอบเคมีในเรซินแตกตางกันแลวแตวาเรซินนั้นเกิด จากน้ํามันหอมระเหยชนิดใด เมื่อพืชสรางเรซิน เรซินก็จะถูกขับไปตามทอน้ํายาง (resin duct หรือ resin canal) และขับออกมาสูภายนอกทางรอยแตกของเปลือกไมหรือตามบาดแผล เมื่อเรซินถูกกับ อากาศ น้ําในเรซินจะคอยๆ ระเหยออกไป ทําใหเรซินแข็งและจับตัวเปนกอน เรซินเปนสารประกอบที่ เกิดจากสารเคมีหลายชนิด ไดแก resin acids, resin alcohols, resenes และ esters มาผสมกันใน อัตราสวนที่ไมคงที่ มีลักษณะเปนกอนแข็งที่มีรูปรางไมแนนอน (amorphous) ไมละลายน้ํา ละลายใน ตัวทําละลายอินทรียมีฤทธิ์เปนยาฆาเชื้อ ตัวอยางเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน - Rosin (ชันสน, colophony) : ไดจากสน (Pinus spp.) หลายชนิดในวงศ Pinaceae ใช เปนสารชวยใหผลิตภัณฑแข็งตัว (stiffening agent) และเปนยาขับปสสาวะในสัตว - Mastic (หยูเฮียง) : ไดจาก Pistacia lentiscus (Anacardiaceae) ใชประโยชนทาง ทันตกรรม - Dammar penak (ตะเคียนชันตาแมว) : ไดจาก Neobalanocarpus heimii (Dipterocarpaceae) ใชปรุงเปนยารักษาบาดแผล กัมเรซิน (gum-resin) พืชบางชนิดสรางและขับเรซิน ออกมาปนกับกัมเรียกสารนี้วา gumresin มีลักษณะกึ่งเหนียวกึ่งแข็ง กัมเรซินละลายน้ําไดเปนบางสวน ตัวอยางที่นํามาใชประโยชนทาง เภสัชกรรม เชน รง (gamboge) ไดจากพืชสกุล Garcinia ใชเปนยาถายอยางแรง ในวัว ควาย


19 โอเลโอเรซิน (oleo-resin) พืชบางชนิดสรางและขับเรซินออกมาปนกับน้ํามันหอมระเหย เรียกวา oleo-resin มีลักษณะเหนียวและหนืด มีทั้งที่เปนของเหลว กึ่งแข็ง และของแข็ง ตัวอยางที่ นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน - Gurjan oil (น้ํามันยาง) : ไดจากยางของตนยางหลายชนิด (Dipterocarpus spp.) วงศ Dipterocarpaceae ใชภายนอกเปนยารักษาโรคผิวหนัง ใชภายในเปนยาแกไอ - Capsicum (พริก) : ไดจากผลสุกแหงของพริกชนิดตางๆ (Capsicum spp.) วงศ Solanaceae ใชเปนยาขับลม (carminative) - Ginger (ขิง) : ไดจากเหงาแหงของขิง (Zingiber officinale) วงศ Zingiberaceae ใชขับลม แตงกลิ่นและรส ตานการอักเสบของกลามเนื้อขอและกระดูก โอเลโอกัมเรซิน (oleo-gum-resin) เปนสารผสมระหวางกัมและโอเลโอเรซิน ตัวอยางที่ นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน มหาหิงคุ (asafetida หรือ gum asafetida) ไดจากรากและเหงา ของพืชสกุล Ferula วงศ Apiaceae มีฤทธิ์เปนยาระบาย ชวยขับลม ขับเสมหะ และคลายกลามเนื้อ (antispasmodic) บาลซัม (balsam) เปนพวก oleo-resins ที่มี benzoic acid และ cinnamic acid ปนอยู มีกลิ่นหอม เมื่อกลั่นจะไดน้ํามันหอมระเหย ใชประโยชนทางยา และอุตสาหกรรมน้ําหอม บาลซัมที่ใช ในทางเภสัชกรรม เชน กํายาน (benzoin) ซึ่งไดจากเนื้อไมของ Styrax tonkinens และ S. benzoides วงศ Styraceae ในทางการคารูจักกันดีในชื่อของกํายานญวน และกํายานสุมาตรา ตามลําดับ ลักษณะ เปนกอนแข็ง เปนประกาย มีกลิ่นหอมคลายวนิลา ใชเปนยาขับเสมหะ ยารมฆาเชื้อ ประโยชนดานอื่น ใชทําน้ําหอม สบู โลชั่น ผงขัดฟน น้ํายาลางหองน้ํา 2.4 ไกลโคไซด (glycosides) สารกลุมนี้เปนสารประกอบอินทรียที่มีโครงสรางโมเลกุลประกอบดวยสวน aglycone หรือ genin จับกับน้ําตาลหรืออนุพันธของน้ําตาลหรือเรียกสวน glycone จัดเปนสารกลุมใหญอีกกลุมหนึ่งที่ นํามาใชประโยชนเปนยารักษาโรคอยางกวางขวาง และบางชนิดมีฤทธิ์เปนสารพิษ โดยทั่วไปไกลโคไซดจะ ละลายไดในตัวทําละลายมีขั้วขึ้นกับจํานวนและชนิดของน้ําตาลในโครงสราง glycone โดยไกลโคไซด สามารถจําแนกประเภทตามโครงสรางของ aglycone ที่แตกตางกัน ไดแก cardiac glycosides, saponin glycosides, anthraquinone glycosides, cyanogenic glycosides, isothiocyanate glycosides (glucosinolates), flavonoid glycosides, coumarin glycosides, iridoid glycosides, xanthone glycosides และ stilbene glycosides ตัวอยางไกลโคไซดบางประเภท [6,8,12-13,20-23] ดังนี้ (1) Cardiac glycosides มี aglycone เปนสเตอรอยดนิวเคลียส (steroid nucleus) คือ มี โครงสรางเปนวงแหวนไซโคเพนทาโนเพอไฮโดรฟแนนทรีน (cyclopentanoperhydrophenanthrene ring; รูปที่ 1.3) อยูในโมเลกุล มีฤทธิ์ตอระบบหัวใจและหลอดเลือด เชน digoxin จากใบของพืชสกุล


20 ดิจิทาลิส (Digitalis lanata Ehrh. หรือ Digitalis purpurea L.) ในวงศ Scrophulariaceae และ oleandrin จากใบยี่โถ (Nerium incidum Mill) ในวงศ Apocynaceae ใชรักษาอาการโรคหัวใจที่มีการ เตนผิดปกติของหัวใจ และนํามาใชบําบัดอาการภาวะหัวใจลมเหลว รูปที่1.3 โครงสรางทางเคมีของวงแหวนไซโคเพนทาโนเพอไฮโดรฟแนนทรีน (2) Saponin glycosides มีคุณสมบัติเมื่อละลายน้ําและเขยาจะเกิดฟอง ทําใหน้ํามันรวมกับ น้ํา (emulsify) ทําใหเม็ดเลือดแดงแตก และรวมกับสเตอรอล (sterol) ในเอทานอลทําใหเกิดตะกอนที่ ละลายยาก ซาโปนินมีฤทธิ์ตานเชื้อรา ขับเสมหะ ทําใหแผลแหง (antiexudative) และขับปสสาวะ โดย aglycone ของซาโปนินมีโครงสรางได 2 ประเภท (รูปที่1.4) ดังนี้ - penta- และ tetracyclic triterpenes เชน สาร glycyrrhyzin จากรากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra L.) วงศ Fabaceae มีฤทธิ์ลดการอักเสบและตานไวรัส สาร asiaticoside กับ madecassoside จากใบบัวบก (Centella asiatica Urban) วงศ Apiaceae ชวยสมานแผล (wound healing) และตานการอักเสบ - steroids เชน สาร dioscin ซึ่งไดจากพืชสมุนไพรหลายชนิด เชน จากเมล็ดลูกซัด (Trigonella foenum-graecum L.) วงศ Fabaceae จากหัวขาวเย็นเหนือ (Smilax corbularia Kunth) และขาวเย็นใต (S. glabra Roxb.) วงศSmilacaceae จากหัวบุกหรือกลอยในสกุล Dioscorea spp. วงศ Dioscoreaceae โดยสารนี้เมื่อเกิด hydrolysis จะได diosgenin ใชเปนสารตัวกลาง (intermediate) ในขบวนการสังเคราะหยาคุมกําเนิดและผลิตฮอรโมนเพศ รูปที่1.4 โครงสรางอะไกลโคน 2 ประเภท ของซาโปนิน Steroid skeleton Pentacyclic triterpenoid skeleton


21 (3) Anthraquinone glycosides เปนสารประกอบควิโนน (quinone) ที่มี aglycone เปน อนุพันธ anthracene (tricyclic ring system; รูปที่ 1.5) มักมีฤทธิ์เปนยาระบาย ยาขับปสสาวะ แกโรค ผิวหนัง สวนใหญที่พบในพืชชั้นสูงจะอยูในรูป glycosides เชน sennoside-B จากใบและฝกของ ตนมะขามแขก (Senna alexandrina Mill.) วงศ Fabaceae และ barbaloin จากใบวานหางจระเข (Aloe vera (L.) Burm.f.) วงศ Asphodelaceae มีฤทธิ์เปนยาระบาย (laxative) และยาถาย (purgative) ตามลําดับ รูปที่1.5 โครงสรางทางเคมีของวงแหวนแอนทราซีน (4) Cyanogenic glycosides มี aglycone เปน hydrocyanic acid (HCN) หรือ cyanide ถูกทําลายไดโดยใชความรอน สารกลุมนี้มีรสขม มีความเปนพิษ เมื่อทําปฏิกิริยากับเอนไซมในสิ่งมีชีวิต จะทําใหเอนไซมเสียสภาพ (denature) เมื่อคนหรือสัตวกินเขาไปจะเกิดอันตราย โดยทําใหระบบหายใจ ลมเหลวและเสียชีวิตได ที่พบในพืชทั่วไปสวนใหญอยูในรูป glycosides เชน lotaustralin จากรากมันสําปะหลัง (Manihot esculenta Crantz) วงศ Euphorbiaceae (5) Flavonoid glycosides เปนสารประกอบกลุม polyphenol ที่พบในสวนตางๆ ของพืช มี aglycone เปนสารกลุมฟลาโวนอยดซึ่งมีทั้งแบบที่มีโครงสรางเปน true flavonoids [แกนโครงสราง (core structure) เปนฟนิลเบนโซไพโรน (2-phenylbenzopyrone); รูปที่ 1.6] และแบบที่มีโครงสราง สัมพันธกับฟลาโวนอยด ไดแก chalcones, aurones และ isoflavones ฟลาโวนอยดในธรรมชาติมี ประมาณ 2000 ชนิด มักมีสีครีมถึงสีเหลือง (flavonoid มาจากคําวา flavus หมายถึงสีเหลือง) O รูปที่1.6 โครงสรางทางเคมีของฟนิลเบนโซไพโรน ตัวอยางสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในกลุมฟลาโวนอยด เชน สาร catechin จากชาเขียวและ แอปเปล มีฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ (antioxidant activity) สาร anthocyanins จาก cocoa, berries, cinnamon และ red grapes มีฤทธิ์ปองกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases) สาร


22 morin จากกิ่งและใบหมอน (Morus alba L.) วงศ Moraceae มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต (antihypertensive activity) สาร rutin จากใบอีหรุด (Ruta graveolens L.) วงศ Rutaceae ชวย เพิ่มความแข็งแรงของเสนเลือดฝอย สารจําพวก flavonoid glycosides เชน daidzein และ genistein จากเมล็ดถั่วเหลือง (Glycine max (L.) Merr.) วงศ Fabaceae มีฤทธิ์คลายฮอรโมนเอสโตรเจน (estrogen-like activity) ใชในผูหญิงวัยทอง เปนตน (6) Coumarin glycosides มี aglycone เปน coumarin ซึ่งมีแกนโครงสรางเปน 1,2-เบนโซไพโรน (1,2-benzopyrone; รูปที่ 1.7) หรือ -chromone (carbonyl group อยูตําแหนง ใน pyrone ring) มีลักษณะเฉพาะตัวคือ เปนสารที่มีกลิ่นหอม พบทั่วไปในพืชชั้นสูงทั้งหลายโดยเฉพาะพืชใน วงศ Rubiaceae, Poaceae, Fabaceae และ Apiaceae สารประกอบ coumarin มีคุณสมบัติคลาย การเกร็งตัวของกลามเนื้อ (spasmolytic) ชวยใหหลับและทําใหหมดสติ ขยายหลอดเลือด ลดอาการบวม ตานการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) และกระตุนตอมน้ําเหลือง ใชภายนอกชวยบํารุงและตาน อักเสบออนๆ โดยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ coumarin มักจะขึ้นกับสวน aglycone เปนหลัก เชน สาร 4- phenylcoumarin จากดอกสารภี (Ochrocarpus siamensis T. Anders) วงศ Clusiaceae มีฤทธิ์ ขยายหลอดเลือด เปนตน รูปที่1.7 แสดงโครงสรางทางเคมีของ 1,2-เบนโซไพโรน (7) Iridoid glycosides มี aglycone เปนไซโคลเพนเทน (cyclopentane; รูปที่ 1.8) ปจจุบันพบสารอิริดอยดเกือบ 300 ชนิด สวนมากพบในรูปไกลโคไซด เชน aucubin จากตนผักกาดน้ํา (Plantago major L.) ในวงศ Plantaginaceae มีฤทธิ์ตานจุลชีพ เปนตน รูปที่1.8 โครงสรางทางเคมีของไซโคลเพนเทน 2.5 แทนนิน (tannins) สารกลุมนี้เปนสารจําพวก polyphenols ที่พบในพืชทั่วไป มีรสฝาด มีฤทธิ์ฝาดสมาน ฤทธิ์ฆา เชื้อแบคทีเรีย แกทองเสีย ใชฟอกหนัง (tanning) ทําใหหนังสัตวไมเนาเปอย และเปนองคประกอบสําคัญ O O


23 ในกลิ่นและรสชาติของเครื่องดื่มจําพวกชา กาแฟ ไวน และเบียร แทนนินสามารถแบงเปน 2 ชนิด คือ (1) hydrolysable tannins (เมื่อทําปฏิกิริยา hydrolysis โมเลกุลสามารถแตกออกไดเนื่องจากสารกลุมนี้ เกิดจากการเชื่อมกันของหนวยยอยคือ gallic acid หรือ ellagic acid ดวย ester bond) พบมากในสวน ใบ ฝก และสวนที่ปูด (gall) ออกมาจากปกติเมื่อตนไมไดรับอันตราย (2) condensed tannins (เมื่อทํา ปฏิกิริยา hydrolysis โมเลกุลไมสามารถแตกออกไดเนื่องจากสารกลุมนี้เกิดจากการเชื่อมกันของหนวย ยอยคือสารฟลาโวนอยดบางชนิด เชน catechin ดวย C-C bond) สวนใหญพบไดในสวนเปลือกตน และ แกนไม สมุนไพรที่มี tannins เชน ใบฝรั่ง ใบเทียนกิ่ง เปลือกทับทิม เนื้อของกลวยน้ําวาดิบ เปนตน ตัวอยาง hydrolysable tannins ไดแก ellagitannins และ punicalagins จากผลและเปลือกตนของ ทับทิม (Punica granatum L.) วงศ Lythraceae มีฤทธิ์แกทองเสีย (antidiarrhea) แกบิด (antidysentery) ตัวอยาง condensed tannins ไดแก catechutannic acid จากใบและกิ่งออนของ สีเสียดเทศ (Uncaria gambir Roxb.) วงศ Rubiaceae มีฤทธิ์ฝาดสมาน แกทองเสีย 2.6 เทอรพีนอยด (terpenoids) สารกลุมนี้พบกระจายทั่วไปในสิ่งมีชีวิต ไดแก พืช เชื้อรา แมลง จุลินทรีย สิ่งมีชีวิตในทะเล สารทุติยภูมิกลุมนี้ไดจากวิถีกรดเมวาโลนิก (mevalonate pathway) โดยเปนสารประกอบที่ ประกอบดวยหนวยยอย (building block) ที่เรียกวา isoprene units หรือ isoprenoids (รูปที่ 1.9) ซึ่ง อาจเชื่อมเขาดวยกันแบบหัวไปหาง (head to tail) หรือแบบหางไปหาง (tail to tail) รูปที่1.9 โครงสรางของไอโซพรีน (isoprene) ประเภทของเทอรพีนอยดแบงตามจํานวนของ isoprene units ที่เชื่อมเขาดวยกัน (ตารางที่ 1.3) ไดดังนี้ (1) Hemiterpenoids ประกอบดวย 1 isoprene unit สารกลุมนี้จึงมีคารบอน 5 อะตอม เชน isoprene ซึ่งเปนสารระเหยได พบในพืชบางชนิด สวนใหญมักพบสาร hemiterpenoid เปน หนวยยอยในสารทุติยภูมิกลุมอื่นๆ เชน สารกลุม terpenoid ในลําดับสูงขึ้นไป กลุม indole alkaloid กลุม quinone และกลุม flavonoid เปนตน (2) Monoterpenoids ประกอบดวย 2 isoprene units เชื่อมกันแบบ head to tail ได เปน geraniol (C10) ซึ่งเปนสารตัวกลางในวิถีชีวสังเคราะหของ monoterpene เชน สารกลุม pyrethrin จากดอกไพรีทรัม (Chrysanthemum cinerariifolium (Trevir.) Vis.) วงศ Asteraceae ใชเปนสาร H2C CH2 CH3 Head Tail


24 ไลแมลง นอกจากนี้สาร monoterpenoids ยังมักพบเปนองคประกอบของน้ํามันหอมระเหย รวมถึงเรซิน และบาลซัมอีกดวย ตารางที่1.3 สารเทอรพีนอยดกลุมตางๆ จําแนกตามจํานวนของ isoprene units (3) Sesquiterpenoids ประกอบดวย 3 isoprene units เชื่อมกันแบบ head to tail ได เปน farnesol (C15) ซึ่งเปนสารตัวกลางในวิถีชีวสังเคราะหของ sesquiterpene เชน สาร artemisinin จากตนชิงเฮา (Artemisis annua L.) วงศ Asteraceae ใชรักษาโรคมาลาเรีย สาร gossypol ในเมล็ด ฝาย (Gossypium spp.) วงศ Malvaceae ใชเปนสารคุมกําเนิดและตานไวรัส เปนตน (4) Diterpenoids ประกอบดวย 4 isoprene units เชื่อมกันแบบ head to tail ไดเปน geranylgeraniol (C20) ซึ่งเปนสารตัวกลางในวิถีชีวสังเคราะหของ diterpene เชน สาร ginkgolide B จากใบแปะกวย (Ginkgo biloba L.) วงศ Ginkgoaceae ใชรักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต สาร paclitaxel (taxol ) จากเปลือกไมของพืชสกุล Taxus เชน Taxus brevifolia Nutt วงศ เทอรพ ีนอยดจ ํานวน ไอโซพรีน จ ํานวน คารบอน โครงสราง Hemiterpenoid 1 1x5 = 5 isoprene Monoterpenoid 2 2x5 = 10 OH geraniol Sesquiterpenoid 3 3x5 = 15 OH farnesol Diterpenoid 4 4x5 = 20 OH geranylgeraniol Sesterterpenoid 5 5x5 = 25 OH geranylfarnesol Triterpenoid 6 6x5 = 30 squalene (farnesol+farnesol แบบ tail to tail) Tetraterpenoid 8 8x5 = 40 geranylgeraniol + geranylgeraniol แบบ tail to tail


25 Taxaceae ใชเปนยาตานมะเร็ง สาร andrographolide จากทุกสวนของฟาทลายโจร (Andrographis paniculata(Burm.f.) Nees) วงศ Acanthaceae มีฤทธิ์กระตุนภูมิคุมกัน ใชบรรเทาอาการจากโรคหวัด สาร plaunotol จากใบเปลานอย (Croton stellatopilosus H. Ohba) วงศ Euphorbiaceae ใชรักษา แผลในกระเพาะอาหาร สาร stevioside จากใบหญาหวาน (Stevia rebaudiana (Bertoni) Bertoni) วงศ Asteraceae ใชเปนสารแตงรสหวาน (sweetening agent) เปนตน (5) Triterpenoids ประกอบดวย 6 isoprene units เชื่อมกันแบบ tail to tail ไดเปน squalene (C30) ซึ่งเปนสารตัวกลางในวิถีชีวสังเคราะหของ triterpene เชน สาร ginsenoside Rg1 พบ ในโสม (Panax spp.) วงศ Araliaceae มีฤทธิ์คลายฮอรโมนเอสโตรเจน (estrogen-like activity) สาร จําพวก ganoderic acids หลายชนิดจากเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum (Curtis) P. Karst.) วงศ Ganodermataceae มีฤทธิ์ตานออกซิเดชัน ตานมะเร็ง ปองกันการทําลายเซลลตับ ปรับระบบภูมิคุมกัน และลดความดันโลหิตสูง [24] (6) Tetraterpenoids ประกอบดวย 8 isoprene units เชื่อมกันแบบ tail to tail ไดเปน phytoene (C40) ซึ่งเปนสารตัวกลางในวิถีชีวสังเคราะหของ tetraterpene เชน สาร -carotene ซึ่ง เปนสารสีสมจากรากสะสมอาหารของแครอท (Daucus carota L.) วงศ Apiaceae ใชเปนสารตาน ออกซิเดชันในผลิตภัณฑเสริมอาหาร ในธรรมชาติสารกลุม tetraterpene มักพบสะสมในสวนตางๆ ของ พืช เชน ใบ (พืชผักใบเขียวทั่วไป) กลีบดอก (สีเหลืองของดอกดาวเรือง) ในเปลือกผลและเนื้อเมล็ด (พริกขี้หนู มะเขือเทศ และมะละกอ) และในเมล็ด (ขาวโพด) เปนตน (7) Polyterpenoids ประกอบดวย isoprene unit มากกวา 8 หนวย เชน ยาง (rubber) สารสําคัญที่มีอยูในพืชสมุนไพรจะมีลักษณะเฉพาะของสารในสมุนไพรแตละชนิด และสามารถ สงผลตอประสิทธิภาพและความปลอดภัยของพืชสมุนไพรที่มนุษยนํามาใชประโยชนเพื่อเปนยา อาหาร หรือเครื่องสําอาง ตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารสําคัญกลุมตางๆ และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม แสดงดังตารางที่ 1.5 ปกติมนุษยจะไดรับสารสําคัญจากพืชโดยการบริโภคเปนอาหารประจําวันหรือเพื่อ เปนสมุนไพรในการรักษาโรคและบํารุงสุขภาพ งานวิจัยสมุนไพรทําใหมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร สนับสนุนคุณสมบัติการปองกันและรักษาโรคของพืชสมุนไพรเหลานี้ ทั้งนี้หากตองการทราบวาพืชสมุนไพร นั้นๆ มีสารเคมีกลุมใดบางที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา (pharmacological activity) อาจทําไดโดยการ ตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอน และการตรวจสอบโดยใชทินเลเยอรโครมาโทกราฟ (Thin Layer Chromatography; TLC) ซึ่งรายละเอียดการตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของกลุม สารประกอบทุติยภูมิที่พบบอยๆ ในพืช ไดแสดงไวในบทที่ 5 ของตําราเลมนี้


26 ตารางที่ 1.5 ตัวอยางพืชสมุนไพรที่ใชในยาและสารสําคัญ สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สวนที่ใช สากระเทียม Allium sativum L. (Liliaceae) เหงา น้ําอะเอนกลวยน้ําวา Musa ABB cv. Kluai 'Namwa' (Musaceae) ใบ ตน แทกวาวเครือขาว Pueraria candollei var. mirifica (Fabaceae) เหงา แซแทสาขมิ้นชัน Curcuma longa L. (Zingiberaceae) เหงา น้ําเคอตังกุย Angelica archangelica L. (Apiaceae) ราก น้ําคูมเถาวัลยเปรียง Derris scandens Roxb. (Benth.) (Fabaceae) เถา ราก ฟล


ารสําคัญ สรรพคุณ เอกสารอางอิง ามันหอมระเหย ะลิซิน นไซมอัลลิเนส แกทองอืด ทองเฟอ แกโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ลดไขมันและน้ําตาลในเลือด ลดความดันโลหิต 25 ทนนิน เพคติน รักษาแผลในกระเพาะ ใชเปนยาระบาย 26 ซนโทฟลล ทนนิน ารฟนอลิก ตานอนุมูลอิสระ บํารุงกําลัง ทําใหผิวพรรณเตงตึง 27 ามันหอมระเหย อรคูมิน แกโรคกระเพาะ แกอาการผื่นคัน ตานอนุมูลอิสระ 28 ามันหอมระเหย มารินส ขับลม แกทองอืด ทองเฟอ 29 ลาโวนอยด บํารุงกําลัง ยาอายุวัฒนะ ตานอนุมูลอิสระ 30


27 ตารางที่ 1.5 ตัวอยางพืชสมุนไพรที่ใชในยาและสารสําคัญ (ตอ) สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สวนที่ใช สาบัวบก Centella asiatica(L.) Urban (Apiaceae) ใบ ma-casxaเปลานอย Croton fluviatilis Esser (Euphorbiaceae) ใบ plaฝรั่ง Psidium guajava L. (Myrtaceae) ใบ ผล แทน้ําฟาทลายโจร Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall. ex Nees (Acanthaceae) ใบ ตน anมะขามปอม Emblica officinalis Gaertn. (Euphorbeaceae) ผล สาฟลมะแวง Solanum indicum L. (Solanaceae) ผล sosoวานหางจระเข Aloe vera (L.) Burm.f. (Asphodelaceae) วุนเมือก (ใบ) ไก


ารสําคัญ สรรพคุณ เอกสารอางอิง adecassic acid carotene iatic acid nthophyll สมานแผล รักษาแผลไฟไหม น้ํารอนลวก แผลสด แผลเรื้อรัง ตานอนุมูลอิสระ 31 aunotol รักษาแผลในกระเพาะอาหารและ ในลําไส 32 ทนนิน ามันหอมระเหย แกทองเสีย ลดการอักเสบในปาก 33 ndrographolide แกไข แกทองรวงและบิดงูสวัด รักษาแผลไฟไหม น้ํารอนลวก 34 ารฟนอลิก แทนนิน ลาโวนอยด แกไอ ละลายเสมหะ ลดไขมันในเลือด 35 olasodine, solanine, olanidine, diogenin แกไอ ขับเสมหะ 36 ลโคโปรตีน สมานแผล สรางเนื้อเยื่อใหม ลดการอักเสบ 37


28 สรุป ปจจุบันนักวิทยาศาสตรไดยอมรับกันโดยทั่วไปวามีสารเคมีหลายชนิดในพืชสมุนไพรที่กําหนด ประสิทธิภาพหรือสรรพคุณของสมุนไพร สารเหลานี้บางชนิดแสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มักถูกเรียกวา “สารสําคัญ (active substances)” ทั้งนี้สามารถจําแนกกลุมสารสําคัญในพืชสมุนไพรตามลักษณะความ จําเปนที่พืชสรางขึ้นได เปน 2 กลุมใหญ คือ สารปฐมภูมิ และสารทุติยภูมิ สารปฐมภูมิไดแก คารโบไฮเดรต ลิพิด และโปรตีน สารกลุมนี้บางชนิดออกฤทธิ์ในการรักษาโรค บางชนิดไมมีฤทธิ์โดยตรง แตอาจมีผลตอการ ละลายและการดูดซึมของสารสําคัญที่แสดงฤทธิ์ ตัวอยางผลิตภัณฑจากพืชสมุนไพรที่มีสารสําคัญในกลุม สารปฐมภูมิและนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน กัม มักพบการใชเปนยาระบาย น้ํามันไมระเหยหลาย ชนิด นํามาใชเปนตัวทําละลายยาฉีด และเอนไซมบางชนิด ใชเปนสวนประกอบยาชวยยอยอาหาร เปนตน สารทุติยภูมิ ไดแก แอลคาลอยด ไกลโคไซด แทนนิน เทอรพีนอยด น้ํามันหอมระเหย เรซินและบาลซัม สวน ใหญสารกลุมนี้จะมีสรรพคุณยา การสกัดสารทุติยภูมิจากพืชจึงสามารถนํามาใชประโยชนทางการแพทยได ตัวอยางเครื่องยาจากพืชสมุนไพรที่มีสารสําคัญในกลุมสารทุติยภูมิและนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน ใบแปะกวย ใชรักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต ผลและเปลือกตนของทับทิม ใชแกทองเสีย ถั่วเหลือง มีฤทธิ์คลายฮอรโมนเอสโตรเจนใชในผูหญิงวัยทอง ใบและฝกมะขามแขก ใชเปนยาระบาย ใบบัวบก ชวยสมานแผลและตานการอักเสบ ดิจิทาลิส ใชรักษาโรคหัวใจ กํายาน ใชเปนยาขับเสมหะ รงทอง ใชเปนยา ถาย รากระยอม ใชลดความดันโลหิตสูง และน้ํามันมัสตารด ใชบรรเทาอาการขออักเสบ เปนตน


29 เอกสารอางอิง [1] ชยันต พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส. 2556. คูมือเภสัชกรรมแผนไทย เลม 1 น้ํากระสายยา. พิมพ ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร พริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง จํากัด (มหาชน). [2] Bruneton, J. 1999. Pharmacognosy Phytochemistry Medicinal Plants, 2nd ed. Lavoisier Publishing, France. [3] Govil, J.N., Singh, V.K., Siddiqui, N.T. 2007. Recent Progress in Medicinal Plants: Natural Products II. Volumne 18. Studium Press, LLC., USAs. [4] Pan, L., Chai, H., Kinghorn, A.D. 2010. The continuing search for antitumor agents from higher plants. Phytochem Lett. 3: 1-8. [5] Tan, B.K.H., Bay, B.H., Zhu, Z. 2004. Novel Compounds from Natural Products in The New Millennium Potential and Challenges. World Scientific Publishing Co. Pte. Ltd., Singapore. [6] Evans, W.C. 1996. Trease and Evans’ Pharmacognosy, 14th ed. WB Saunders, Co. Ltd., England. [7] Trease, G.E., Evans, W.C. 1983. Pharmacognosy, 12nd ed. Bailliere Tindall, London. [8] Tyler, V.E., Brady, L.R., Robbers, J.E. 1988. Pharmacognosy, 9th ed. Lea & Febiger, USAs. [9] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2554. พฤกษเภสัชภัณฑ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [10] Balunas, M.J., Kinghorn, A.D. 2005. Drug discovery from medicinal plants. Life Sci. 78: 431-441. [11] Heinrice, M., Barnes, J., Gibbons, S., Williamson, E.M. 2004. Fundamentals of Pharmacognosy and Phytotherapy. Churchill Livingstone, Hungary. [12] รัตนา อินทรานุปกรณ. 2547. การตรวจสอบและสกัดแยกสารสําคัญจากสมุนไพร. กรุงเทพฯ: บริษัท แอคทีฟ พริ้นท จํากัด. [13] Samuelsson, G. 1999. Drugs of Natural Origin: A Textbook of Pharmacognosy, 4th revised ed. Swedish Pharmaceutical Press, Sweden. [14] Bhat, S.V., Nagasampagi, B.A., Sivakunar, M. 2005. Chemistry of Natural Products. Narosa Publishing House, India. [15] สุนันทา วิบูลยจันทร. 2539. เคมีอินทรีย. นนทบุรี: เอ็นดับบลิว มีเดีย จํากัด [16] Garrett, R.H., Grisham, C.M. 2005. Biochemistry, 3rd ed. Thomson Learning, Inc., USAs.


30 [17] กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ. 2547. เอกสารการสอนชุดวิชา เภสัชพฤกษศาสตร (Pharmaceutical Botany) หนวยที่ 4-5. นนทบุรี: สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. [18] Dewick, P.M. 2009. Medicinal Natural Products: A Biosynthesis Approach, 3rd ed. John Wiley & Sons, England. [19] สนั่น ศุภธีรสกุล. 2540. สมุนไพรจากผลิตภัณฑของพืช. สงขลา: คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. [20] สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธุ. 2531. ตําราเภสัชเวท พฤกษธาตุ: ไกลโคไซด. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพโอเดียนสโตร. [21] สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธุ. 2531. ตําราเภสัชเวท พฤกษธาตุ: กลัยโคไซดเลม 2. เชียงใหม: ภาควิชาเภสัชเวท คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. [22] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2536. สารฟลาโวนอยดและสมุนไพร. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะ เภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [23] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2534. ยาเละผลิตภัณฑธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [24] Hsu, C.L., Yen, G.C. 2014. Ganoderic acid and lucidenic acid (triterpenoid).Enzymes. 36: 33-56. [25] Bayan, L., Koulivand, P.H., Gorji, A. 2014. Garlic: a review of potential therapeutic effects. Avicenna J Phytomed. 4: 1-14. [26] Santos, J.M. dos, Campesatto, E.A., Bastos, M.L.A., Santos, R.M. dos, Lúcio, I.M.L., Conserva, L.M. 2012. Evaluation of biological activity of Musa spp (banana): integrative literature review. J Nurs UFPE on line. 6: 1948-1957. [27] Udomsuk, L., Chatuphonprasert, W., Monthakantirat, O., Churikhit, Y., Jarukamjorn, K. 2012. Impact of Pueraria candollei var. mirifica and its potent phytoestrogen miroestrol on expression of bone-specific genes in ovariectomized mice. Fitoterapia. 83: 1687-1692. [28] He, Y., Yue, Y., Zheng, X., Zhang, K., Chen, S., and Du, Z. 2015. Curcumin, inflammation, and chronic diseases: how are they linked? Molecules. 20: 9183-9213. [29] Murphy, E.M., Nahar, L., Siakalima, M., Rahman, M., Byres, M., Gray, A.I., Sarker, S.D. 2004. Coumarins from the seeds of Angelica sylvestris and their distribution within the genus Angelica. Biochem Syst Ecol. 32: 203-207.


31 [30] Laupattarakasem, P., Houghton, P.J., Hoult, J.R.S. 2004. Anti-inflammatory isoflavonoids from the stems of Derris scandens. Planta Med. 70: 496-501 [31] Gohil, K.J., Patel, J.A., Gajjar, A.K. 2010. Pharmacological review on Centella asiatica: a potential herbal cure-all. Indian J Pharm Sci. 72: 546-556. [32] Wada, K., Kamisaki, Y., Nakamoto, K., Kishimoto, Y., Ashida, K., Itoh, T. 1997. Effect of plaunotol on gastric injury induced by ischaemia-reperfusion in rats. J Pharm Pharmcol. 49: 903-907. [33] Gonçalves, F.A., Andrade, N.M, Bezerra, J.N., Macrae, A., Sousa, O.V., Fonteles-Filho, A.A., Vieira, R.H. 2008. Antibacterial activity of guava, Psidium guajava Linnaeus, leaf extracts on diarrhea-causing enteric bacteria isolated from Seabob shrimp, Xiphopenaeus kroyeri (Heller). Rev Inst Med Trop Sao Paulo. 50: 11-15. [34] Hossain, Md.S., Urbi, Z., Sule, A., Rahman, K.M.H. 2014. Andrographis paniculata (Burm. f.) Wall. ex Nees: a review of ethnobotany, phytochemistry, and pharmacology. Sci World J. http://dx.doi.org/10.1155/2014/274905. [35] Variya, B.C., Bakrania, A.K., Patel, S.S. 2016. Emblica officinalis (Amla): a review for its phytochemistry, ethnomedicinal uses and medicinal potentials with respect to molecular mechanisms. Pharmacol Res. 111: 180-200. [36] Emmanuel, S., Ignacimuthu, S., Perumalsamy, R., Amalraj, T. 2006. Anti-inflammatory activity of Solanum trilobatum. Fitoterapia. 77: 611-612. [37] Surjushe, A., Vasani, R., Saple, D.G. 2008. Aloe Vera: a short review. Indian J Dermatol. 53: 163-166.


32 2 ไกลโคไซด (Glycosides) ไกลโคไซด(glycosides) หมายถึง สารประกอบอินทรียที่มีโครงสรางแบงเปน 2 สวน ซึ่งเกิดจากสวน ที่ไมไดเปนน้ําตาล ที่เรียกชื่อวาอะไกลโคน (aglycone) หรือเจนิน (genin) จับกับสวนที่เปนน้ําตาลที่เรียกชื่อ วาไกลโคน (glycone) การที่มีน้ําตาลทําใหสารกลุมนี้ละลายน้ําไดดี สวนโครงสรางของอะไกลโคนจะเปน สารอินทรียซึ่งมีสูตรโครงสรางแตกตางกันหลายแบบ และสวนอะไกลโคนนี้เองที่ทําใหคุณสมบัติทาง เภสัชวิทยาของไกลโคไซดแตกตางกันไป และทําใหสามารถแบงไกลโคไซดไดเปนหลายประเภท ไกลโคไซดมี การกระจายตัวอยูทั่วไปในอาณาจักรพืช ตั้งแตพืชดอก (angiosperm) ลงไปจนถึงพืชชั้นต่ํา เชน เชื้อรา (fungi) และสาหราย (algae) สวนในอาณาจักรสัตวนั้นไมคอยพบ โดยไกลโคไซดนับเปนสารประกอบกลุมหนึ่ง ที่พบมากในพืชที่นํามาใชประโยชนเปนยา เริ่มตั้งแตไดมีการคนพบไกลโคไซดชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเปนผงสีขาว รสขม ชื่อวา salicin (2-(hydroxymethyl)phenyl-1--D-glucopyranoside) จากเปลือกตนหลิว (Salix alba L.) ซึ่งสามารถรักษาอาการไข และแกปวดได เมื่อป ค.ศ. 1838 เปนตนมา ทําใหมีการศึกษาสารใน กลุมนี้กันอยางกวางขวางมากยิ่งขึ้น ปจจุบันไดมีการคนพบไกลโคไซดประเภทตางๆ ในพืชวงศตางๆ มากมาย โดยเปนสารองคประกอบซึ่งโดยทั่วไปจะสะสมในแวคิวโอล (vacuoles) ในเกือบทุกสวนของตนพืชแตจะพบ มากในสวน ใบ เปลือก และ เมล็ด มากกวาสวนอื่น ซึ่งบทบาทของไกลโคไซดในพืชคาดวาอาจจะชวยในการ สงผานหรือขนสงสวนอะไกลโคนในตนพืช และชวยลดความเปนพิษของอะไกลโคนบางชนิดในขณะที่มีการ กักเก็บหรือขนสงในตนพืช ทั้งนี้ไกลโคไซดจัดเปนสารกลุมใหญที่นํามาใชประโยชนทางยารักษาโรคอยาง กวางขวาง บางชนิดมีฤทธิ์เปนสารพิษ [1-7] พืชสมุนไพรที่มีสารกลุมไกลโคไซดเปนองคประกอบหลายชนิด เปนที่รูจักและมีความสําคัญตอเศรษฐกิจของประเทศไทย เชน วานหางจระเข (Aloe vera (L.) Burm. f.) บัวบก (Centella asiatica (L.) Urb.) และ กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.) เปนตน การเรียกชื่อ คําวา “ไกลโคไซด” เปนคําศัพทเทคนิคที่ใชเรียกสารประกอบอินทรียประเภทสารทุติยภูมิ (secondary metabolites) ทั้งหลายที่มีคุณสมบัติจําแนกอยูในสารประกอบกลุมไกลโคไซด จากการคนพบ กอนหนานี้มีการเรียกชื่อตางๆ กัน และมักจะลงทายดวยคําวา “in” เปนสวนใหญ ปจจุบันการเรียกชื่อ สารประกอบกลุมนี้ตามสากลนิยมนั้นจะลงทายดวยคําวา “oside” [6] เพื่อเลี่ยงการซ้ําซอนกับการเรียกชื่อ ของสารกลุมแอลคาลอยดโดยชื่อไกลโคไซดมักจะตั้งชื่อตามแหลงพฤกษศาสตรที่พบไกลโคไซดชนิดนั้นๆ เปน องคประกอบอยู ซึ่งอาจตั้งชื่อตามชื่อสกุล (genus) หรือชนิด (species) ก็ไดเชน sennoside จาก Senna angustifolia, asiaticoside จาก Centella asiatica หรือ ginsenoside จาก Panax ginseng เปนตน


33 คุณลักษณะทางกายภาพ [1,4-6] โดยทั่วๆ ไป ไกลโคไซดละลายดีในน้ํา ละลายไดบางในเอทานอล เมทานอล หรือน้ํายาผสมของน้ํากับ แอลกอฮอลโดยมีปจจัยที่มีอิทธิพลตอการละลาย ดังนี้ - จํานวนและชนิดของแซ็กคาไรด (saccharides) ในโครงสรางสวนไกลโคน เชน โมเลกุลของ ไกลโคไซดที่มีแซ็กคาไรดชนิดที่มีหมูไฮดรอกซิล (OH) หลายหมู จะมีความมีขั้วสูง จึงละลายไดดีในตัวทําละลายชนิดมีขั้ว (polar solvent) ในทางตรงขามหากแซ็กคาไรดเปนชนิดที่มีหมู OH จํานวนนอย จะละลาย ในตัวทําละลายชนิดมีขั้วไดนอยลง - โครงสรางโมเลกุลของอะไกลโคนในโมเลกุลไกลโคไซด เชน โครงสรางอะไกลโคนที่ประกอบดวย หมูฟงกชันชนิดมีขั้วสูงจะละลายไดดีในตัวทําละลายชนิดมีขั้ว คุณลักษณะทางเคมี[1,4-6] โดยทั่วๆ ไป สารประกอบไกลโคไซดจะมีคุณลักษณะทางเคมีดังนี้ 1. ไกลโคไซดมี stereoisomer อยู 2 แบบ คือ แอลฟา–ไกลโคไซด (–glycosides) และ เบตา– ไกลโคไซด(–glycosides) (รูปที่ 2.1A–B) ในธรรมชาติที่พบมากจะเปนแบบเบตา–ไกลโคไซด O CH 2 OH H OH H OR H OH H H O CH 2 OH H OH OR H H OH H H A B รูปที่ 2.1 รูปแบบ stereoisomer ของไกลโคไซด; A : –glycosides และ B : –glycosides 2. การไฮโดรไลซิสของไกลโคไซด ซึ่งเปนวิธีการทําใหสวนไกลโคนแยกตัวออกจากสวนอะไกลโคน สามารถทําได ดังนี้ - วิธีการทางเคมี นิยมใชกรดในการไฮโดรไลซิสมากกวาปฏิกิริยาเคมีอื่นๆ - วิธีการทางชีวเคมี โดยการใชเอนไซมและจุลชีพซึ่งจะมีความตางกับวิธีการทางเคมีตรงที่เอนไซมที่ เรงปฏิกริยาการไฮโดรไลซิสจะคอนขางมีความจําเพาะกับการไฮโดรไลซิสไกลโคไซดแตละชนิด การตรวจสอบเบื้องตน [1,4-6] วิธีปฏิบัติในการตรวจสอบหาไกลโคไซดจะเริ่มดวยการตรวจหาน้ําตาลในสารสกัดของพืชตัวอยาง การตรวจสอบน้ําตาลโดยวิธีการทางเคมี อาจทําไดโดยใชปฏิกิริยา Benedict’s reaction หรือ Fehling’s reaction หากพบตะกอนสีแดงอิฐของคิวปรัสออกไซด (CuO2 ) เกิดขึ้น แสดงไดวาสารตัวอยางนั้นๆ นาจะมี องคประกอบทางเคมีเปนสารประกอบในกลุมไกลโคไซด ทั้งนี้ตัวอยางการเตรียมสารสกัดของพืชตัวอยางกอน นํามาตรวจหาน้ําตาลมีขั้นตอน ดังนี้


34 1. ทําการไฮโดรไลซิสดวยกรดเกลือ (HCl) หรือกรดกํามะถัน (H2SO4 ) โดยการนําสารละลายเจือจาง ของกรดดังกลาวมาตมกับพืชตัวอยางนานประมาณ 30-45 นาที 2. นําสารสกัดที่ไดไประเหยแหงภายใตความดันต่ํา 3. นําสารสกัดแหงมาเจือจางดวยน้ําและสกัดดวยตัวทําละลายอินทรียเพื่อแยกสวนอะไกลโคนออกไป 4. นําสวนของชั้นน้ํามาทําใหเปนกลางดวยดาง เชน แบเรียมไฮดรอกไซด หรือแบเรียมคารบอเนต 5. ทําใหเขมขนภายใตความดันต่ําจนไดสารละลายขนเหนียว (slurry) วิธีการสกัดไกลโคไซด [1,4-6] การสกัดไกลโคไซดอาจทําโดยสกัดในสภาพอะไกลโคนอิสระ หรือในสภาพไกลโคไซดซึ่งมีวิธีการสกัด ดังนี้ - การสกัดในรูปไกลโคไซด การสกัดทําโดยแชตัวอยางสมุนไพรในตัวทําละลายที่มีขั้วสูง เชน เอทานอล (ethanol) เมทานอล (methanol) หรือสารละลายผสมของน้ํากับแอลกอฮอล (hydroalcoholic mixture) และตองทําลายฤทธิ์ เอนไซมในพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการไฮโดรไลซิสโดยอาจจุมพืชตัวอยางลงในน้ําตมเดือดหรือแอลกอฮอลตมเดือด ประมาณ 10-20 นาที กอนการสกัด - การสกัดในรูปอะไกลโคน การสกัดทําโดยการสลายพันธะที่เชื่อมตออยูระหวางสวนไกลโคนและอะไกลโคนในโมเลกุลไกลโคไซด ดวยปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (hydrolysis reaction) จากนั้นสกัดสวนอะไกลโคนออกมาดวยตัวทําละลายอินทรีย เชน diethyl ether, ethyl acetate และ chloroform เปนตน การจําแนกประเภทของไกลโคไซด[1,4-6] ประเภทของไกลโคไซดจําแนกออกไดหลายวิธีดวยกัน โดยอาจจําแนกประเภทตามชนิดของพันธะ ที่เชื่อมตอระหวางสวนไกลโคนและสวนอะไกลโคน หรือ จําแนกประเภทตามลักษณะโครงสรางทางเคมีของ สวนอะไกลโคน ดังนี้ การจําแนกประเภทตามชนิดของพันธะที่เชื่อมตอระหวางไกลโคนและอะไกลโคน จะแบงยอยไดเปน 4 แบบ คือ 1. O-glycosides ซึ่งมีการเชื่อมของไกลโคนและอะไกลโคนผานอะตอมของธาตุออกซิเจน 2. C-glycosides ซึ่งมีการเชื่อมของไกลโคนและอะไกลโคนผานอะตอมของธาตุคารบอน 3. S-glycosides ซึ่งมีการเชื่อมของไกลโคนและอะไกลโคนผานอะตอมของธาตุกํามะถัน 4. N-glycosides ซึ่งมีการเชื่อมของไกลโคนและอะไกลโคนผานอะตอมของธาตุไนโตรเจน การจําแนกประเภทตามลักษณะโครงสรางทางเคมีของสวนอะไกลโคน ดังนี้ 1. ฟนอลิกไกลโคไซด (phenolic glycosides) เครื่องยา (crude drugs) ที่มีสารประกอบกลุมนี้มักมี ฤทธิ์ลดไข ตานการอักเสบ เชน เปลือกตนหลิว (willow bark) แกนฝาง


35 2. แทนนิน (tannins) เครื่องยาที่มีสารประกอบกลุมนี้มักมีฤทธิ์เปนยาฝาดสมาน (astringents) เชน เบญกานี สีเสียดเหนือ 3. คูมารินสไกลโคไซด (coumarin glycosides) สารประกอบกลุมนี้มักพบในน้ํามันหอมระเหยที่มี ฤทธิ์ทําใหผิวหนังไวตอแสง (photosensitizers) เชน Bergamot oil จากเปลือกสม 4. แอนทราควิโนนไกลโคไซด (anthraquinone glycosides) เครื่องยาที่มีสารประกอบกลุมนี้มักมี ฤทธิ์เปนยาระบาย ยาฆาเชื้อ เชน ใบมะขามแขก ใบชุมเห็ดเทศ ใบวานหางจระเข 5. ฟลาโวนอยดไกลโคไซด (flavonoid glycosides) สารประกอบกลุมนี้มักพบเปนสารสําคัญที่แสดง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเครื่องยาหลายชนิด เชน รากชะเอมเทศ เนื้อไมชะเอมไทย 6. สทีลบีนไกลโคไซด (stilbene glycosides) เครื่องยาที่มีสารประกอบกลุมนี้และมีฤทธิ์ถายพยาธิ เชน ปวกหาด 7. อิริดอยดไกลโคไซด (iridoid glycosides) เครื่องยาที่มีสารประกอบกลุมนี้และมีฤทธิ์แกอาเจียน เชน ผลยอ 8. คารดิแอกไกลโคไซด (cardiac glycosides) เครื่องยาที่มีสารประกอบกลุมนี้มักมีฤทธิ์ตอระบบ กลามเนื้อหัวใจ และระบบการไหลเวียนของโลหิต เชน ใบตน Purple Foxglove ใบยี่โถ 9. ซาโปนินไกลโคไซด (saponin glycosides) สารประกอบกลุมนี้มักใชเปนสารตั้งตนในการ สังเคราะหยาคุมกําเนิดและผลิตฮอรโมนเพศ ตัวอยางเครื่องยา เชน Dioscorea, Agave 10. ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (cyanogenic glycosides) สารกลุมนี้เมื่อถูกยอยจะไดสารจําพวก ไซยาไนด มักพบในรากมันสําปะหลัง และพืชวงศกุหลาบ (Rosaceae) 11. กลูโคซิโนเลท (glucosinolates) สารประกอบกลุมนี้มักพบในเครื่องเทศที่ใหรสเผ็ดรอน เชน เมล็ดมัสตารด สําหรับเนื้อหาในบทนี้จะเปนการบรรยายถึงความหมาย โครงสราง คุณสมบัติทางเคมี ฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยา และการกระจายตัวในธรรมชาติของไกลโคไซดชนิดตางๆ ที่จําแนกประเภทตามลักษณะโครงสราง ทางเคมีของสวนอะไกลโคน ไดแก phenolic glycosides, tannins, coumarin glycosides, quinone glycosides, flavonoid glycosides, stilbene glycosides, iridoid glycosides, saponin glycosides, cardiac glycosides, cyanogenic glycosides และ glucosinolates รวมถึงตัวอยางพืชสมุนไพรที่มี ไกลโคไซดประเภทตางๆ เปนสารองคประกอบและนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม 1. Phenolic glycosides [1,4-5] สารประกอบ phenolic glycosides จัดเปนสารเคมีในกลุม aromatic alcohol ที่ประกอบดวย สวนอะไกลโคนเปนสารประกอบฟนอลิก (phenolic compounds) ซึ่งไมมีไนโตรเจนในโมเลกุลและมีสูตร โครงสรางพื้นฐานทางเคมีประกอบดวย aromatic ring ที่ในโมเลกุลมีหมูแทนที่เปน hydroxyl group อยาง นอย 1 หมู ไดแก สารจําพวกฟนอล (simple phenols) หรือกรดฟนอลิก (phenolic acids) และอนุพันธ


36 เชื่อมตอกับสวนไกลโคนซึ่งอาจเปนน้ําตาลมอโนแซ็กคาไรดหรือไดแซ็กคาไรด สารประกอบประเภทนี้ใน ธรรมชาติพบไดทั้งในสภาพอะไกลโคนอิสระ และสภาพไกลโคไซด ทั้งนี้โครงสรางทางเคมีของสารจําพวก simple phenols และ phenolic acids แสดงดังรูปที่ 2.2A-B OH COOH OH A B รูปที่ 2.2 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบฟนอลิก; A : simple phenol และ B : phenolic acid คุณสมบัติทางเคมี สารประกอบฟนอลิกในพืชโดยทั่วไปแสดงคุณสมบัติเปนกรด ซึ่งจะสรางพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุล อื่นๆ และพบบอยคือสามารถทําปฏิกิริยากับพันธะเพปไทดของโปรตีน สารประกอบฟนอลิกบางตัวยังสามารถ จับกับแรธาตุประจุบวก (chelate) เชน เหล็ก สังกะสี ทองแดง และแมงกานีส เปนตน ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา สารประกอบฟนอลิกหลายชนิดมีการนํามาใชประโยชนทางยา และเภสัชกรรม เชน สาร phloroglucinol ใชเปนยารักษาโรคนิ่วในทางเดินน้ําดี(gallstones) และอาการเจ็บปวดจากการหดเกร็ง (spasmodic pain) ของกลามเนื้อ สาร salicin นํามาใชสังเคราะหแอสไพริน (aspirin) ซึ่งเปนยารักษาอาการ อักเสบ ลดไขและสาร vanillin ใชเปนสารแตงกลิ่นหอมในยา และเครื่องสําอาง เปนตน การกระจายตัวในธรรมชาติ สารประกอบ phenolic glycosides มีการกระจายตัวมากในอาณาจักรพืช ตัวอยางวงศพืชที่มีสาร กลุมนี้เปนองคประกอบอยู เชน Rosaceae, Ericaceae, Salicaceae, Betulaceae, Fabaceae และ Passifloraceae ตัวอยางเครื่องยาจากพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้และนํามาใชประโยชนทาง เภสัชกรรม เชน เปลือกตน Willow น้ํามันระกําจากตน Wintergreen และ แกนฝาง เปลือกตน Willow ชื่อสามัญ : Willow Bark ชื่อวิทยาศาสตร: - White Willow : Salix alba L. - Purple Willow : S. purpurea L. ชื่อวงศ: Salicaceae


37 องคประกอบทางเคมีกลุมฟนอลิกไกลโคไซด: เปลือก พบ salicin (รูปที่ 2.3) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนเปลือกใชเปนตัวยาลดไข ตานการอักเสบ โดยตัวอยางยา แผนปจจุบันที่โครงสรางถูกดัดแปลงมาจากสาร salicin และใชเปนยาลดไขที่รูจักกันดี คือ aspirin CH 2 OH O glucose รูปที่ 2.3 โครงสรางทางเคมีของสาร salicin น้ํามันระกํา ชื่อสามัญ : Wintergreen Oil, Sweet Birth Oil ชื่อวิทยาศาสตร: - Gaultheria procombens L. (วงศ Ericaceae) - Betula lenta L. (วงศ Betulaceae) องคประกอบทางเคมีกลุมฟนอลิกไกลโคไซด: สวนใบของตน Wintergreen และสวนเปลือกตน Sweet birth พบ gaultherin (รูปที่2.4) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนใบของตน Wintergreen กลั่นใหน้ํามันระกําซึ่งเปนนํ้ามันใส สีเหลืองออน มีกลิ่นและรสฉุน เปนตัวยาสําคัญในตํารับยานวดคลายกลามเนื้อ แกปวดเมื่อยและเคล็ดขัดยอก OCH 3 O O primeverose รูปที่ 2.4 โครงสรางทางเคมีของสาร gaultherin ฝาง ชื่อสามัญ : Sappan ชื่อวิทยาศาสตร: Caesalpinia sappan L. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมฟนอลิกไกลโคไซด: สวนแกน พบ brazillin (รูปที่2.5) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : แกนใชเปนยาแกปวดบวม แกไขตัวรอน แกอาการหืดหอบ


38 O OH HO OH OH HO รูปที่ 2.5 โครงสรางทางเคมีของสาร brazilin 2. Tannins [1,4-5] สารประกอบ tannins จัดเปนสารเคมีในกลุมโพลีฟนอล (polyphenol) ที่มีน้ําหนักโมเลกุลสูง และ โครงสรางซับซอน ละลายไดในน้ํา และแอลกอฮอล แทนนินทั่วไปจะมีสีเหลืองหรือน้ําตาล พบไดทั้งใน สภาพอะไกลโคนอิสระและในสภาพไกลโคไซดในพืชทั่วไปเกือบทุกชนิด โดยพบไดปริมาณมากในเปลือกไม มีคุณสมบัติเปนสารฝาดสมาน (astringents) คือ สามารถตกตะกอนโปรตีน มีฤทธิ์ทําใหผิวหนังหดตัว ลดการ อักเสบ ทําใหน้ําเมือกและสารคัดหลั่งตางๆ ลดลง จึงมีการนํามาใชประโยชนในดานตางๆ อยางกวางขวาง เชน ใชเปนยาฝาดสมาน ยาแกทองเสีย ใชในอุตสาหกรรมฟอกหนังและอาหาร โดยสามารถแบงไดเปน 2 ชนิด ดังนี้ 2.1 Hydrolyzable tannins เปนชนิดของแทนนินที่ประกอบดวยโครงสรางของสาร 2 กลุม คือ สวนที่เปนน้ําตาล ไดแก น้ําตาลกลูโคส หรือสารประกอบโพลีออล จับกับสวนที่เปนกรดฟนอลิก ไดแก กรด แกลลิก (gallic acid) กรดเฮกซะไฮดรอกซิลไดฟนิก (hexahydroxydiphenic acid; HHDP) หรืออนุพันธของ HHDP สารกลุมนี้เปนสารที่สามารถถูกไฮโดรไลซิสดวยกรดหรือเอนไซม แบงออกเปนชนิดยอยได 2 ชนิด ดังนี้ – Gallotannins เปนชนิดที่ประกอบดวยกรดแกลลิกเชื่อมตอกับน้ําตาลดวยพันธะเอสเทอร เมื่อ สลายตัวจะไดกรดแกลลิก และน้ําตาลกลูโคส ตัวอยางโครงสรางทางเคมีของสารในกลุมนี้แสดงดังรูปที่2.6 OH HO HO O O glucose รูปที่2.6 โครงสรางทางเคมีของสารกลุม gallotannins


39 – Ellagitannins เปนชนิดที่ประกอบดวยโครงสรางของ HHDP เชน chebulic acid หรืออนุพันธซึ่ง อยูในรูปสารออกซิไดส เชน กรดดีไฮโดรเฮกซะไฮดรอกซิไดฟนิก (dehydro-hexahydroxydiphenic acid) ที่ รวมอยูกับน้ําตาล สารกลุมนี้เมื่อสลายตัวจะไดHHDP และเกิดปฏกิริยาที่ไดกรดแอลลาจิก (ellagic acid) ตามมา ตัวอยางโครงสรางทางเคมีของสารในกลุมนี้แสดงดังรูปที่ 2.7 OH O O O OH HO HO OH O O HO OH OH OH O O O O OH HO OH OH HO HO O O O OH HO O รูปที่ 2.7 โครงสรางทางเคมีของสารกลุม ellagitannins 2.2 Condensed tannins เปนสารประกอบ polyphenol ที่มีความซับซอน โดยเปน polymer ของ flavan ซึ่งเกิดจากโมเลกุลของ flavan-3-ol จับกันผาน carbon-carbon bond มีสภาพความคงตัวสูง สลายตัวดวยน้ํายากกวาชนิด hydrolyzable tannins ตัวอยางโครงสรางทางเคมีของสารในกลุมนี้แสดงดังรูป ที่ 2.8 คุณสมบัติทางเคมี – แทนนินสวนมากไมสามารถตกผลึกได จึงเปนสารที่แยกใหบริสุทธิ์ไดยาก – สารละลายแทนนินสามารถตกตะกอนโลหะหนัก แอลคาลอยด ไกลโคไซด ไปรตีนและเจลาตินได – แทนนินสามารถละลายไดดีในน้ํา แอลกอฮอล อะซิโตน สารละลายดางเจือจาง ไมละลายใน อีเทอรคลอโรฟอรม – สารละลายแทนนินทําปฏิกิริยากับเกลือของเหล็ก (FeCl3 ) ไดสารประกอบสีน้ําเงินหรือสีเขียว


40 ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แทนนินเปนสารใหรสฝาด (astringency) และรสขม (bitter) ใชรักษาอาการอักเสบที่ปากและ คอ ใชเปนสวนผสมในตํารับยาแกทองเสีย แกบิด ใชกับบาดแผลที่ผิวหนัง เพื่อใหแผลหายเร็วขึ้น ใชเปนยาแก พิษจากโลหะหนัก แอลคาลอยด และไกลโคไซดบางชนิด มีฤทธิ์เปนสารกันเสีย (preservative) ยับยั้งการ เจริญของแบคทีเรียและเชื้อราได แทนนินสามารถรวมตัวกับโปรตีน และทําปฏิกิริยากับกรดหรือเอนไซมไดดี หากรางกายไดรับแทนนินในระบบทางเดินอาหารมากๆ จะมีผลทําใหทองอืด ทองผูก อาหารไมยอย และอาจ เปนสาเหตุใหเกิดมะเร็งได O OH HO OH OH OH HO O OH OH OH OH รูปที่ 2.8 โครงสรางทางเคมีของสารกลุม condensed tannins การกระจายตัวในธรรมชาติ แทนนินพบไดทั่วไปในอาณาจักรพืชทั้งพืชกลุมสนและพืชชั้นสูง พบไดในพืชใบเลี้ยงคูมากกวาพืช ใบเลี้ยงเดี่ยว โดยพบไดในทุกสวนของพืช ไดแก ใบ ราก ลําตน แกนไม ดอก เชื่อวามีสวนสัมพันธกับความอยู รอดของพืชนั้นๆ โดยชวยปองกันโรคและการเขาทําลายของศัตรูพืช แหลงของ gallotannins ในพืช ไดจาก โกฐน้ําเตา กานพลู กุหลาบแดง เปนตน แหลงของ ellagitannins ในพืช ไดจาก ผลทับทิม ผลสมอไทย ตนโอค ตนยูคาลิปตัส เปนตน และแหลงของ condensed tannins ในพืช ไดจาก อบเชย ชินโคนา เบญกานี โกโก และใบชา สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานหลายชนิดมีแทนนินเปนสารออกฤทธิ์ เชน ใบและผลออน ฝรั่ง ใบชุมเห็ดเทศ กลวยน้ําวาดิบ เปลือกมังคุด และเปลือกผลทับทิม [7] ตัวอยางเครื่องยาจากพืชสมุนไพรที่มี สารประกอบกลุมนี้และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน เบญกานีสมอไทย และสีเสียดเหนือ เบญกานี ชื่อสามัญ : Nutgalls ชื่อวิทยาศาสตร: Quercus infectoria Oliv.


41 ชื่อวงศ : Fagaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแทนนิน : Nutgalls ที่สวนใบ พบ gallotannic acid ประมาณ 50-70% (รูปที่2.9) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : Nutgalls มีรสขมฝาด เปนยารอนเล็กนอย ใชแกอาการทองรวง แกทองเสีย แกบิด สมานแผล O O O O O O O O O O O O HO OH HO HO OH O O OH OH OH OH OH O O O HO OH HO OH OH O O OH HO OH OH OH O O HO HO OH OH HO รูปที่ 2.9 โครงสรางทางเคมีของสาร gallotannic acid สมอไทย ชื่อสามัญ : Chebulic Myrobalans ชื่อวิทยาศาสตร: Terminalia chebula Retz. ชื่อวงศ : Combretaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแทนนิน : ปูดบนกิ่งออนของตนสมอไทย(โกฐพุงปลา) และสวนผล พบ gallotannic acid (รูปที่ 2.9) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนผลใชเปนยาระบาย และเปนยาฝาดสมาน แกอาการทองเสีย แก ทองรวง แกบิด ชวยสมานแผลในชองปากและในลําไส


42 สีเสียดเหนือ ชื่อสามัญ : Back Catechu ชื่อวิทยาศาสตร: Acacia catechu (L.f.) Willd. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแทนนิน : สารสกัดดวยน้ําจากสวนแกน พบ catechin (รูปที่ 2.10) และ phlobatannins สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : แกน และเปลือกตนมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใชเปนยาแกทองรวง สมานแผล กอนสีเสียด คือ แกนสีเสียดที่ถูกนํามาสับเปนชิ้นเล็กๆ ตมเคี่ยวดวยไฟออนๆ กับน้ํา จะไดยางสีน้ําตาลดํา มี ลักษณะเหนียว นํามาปนเปนกอน ทิ้งไวจนแหงแข็ง ไมมีกลิ่น มีรสขมและฝาดจัด ใชเปนยามีสรรพคุณชวย ปดธาตุ คุมธาตุ แกอาการทองเสีย แกบิดมูกเลือด ใชเปนยาสมานบาดแผล หรือรักษาบาดแผล O OH HO OH OH OH รูปที่ 2.10 โครงสรางทางเคมีของสาร catechin 3. Coumarin glycosides [1,4-5,8] สารประกอบ coumarin glycosides จัดเปนสารเคมีที่ไดจากธรรมชาติในกลุมของพวกสารประกอบ lactones ซึ่งมีสวนอะไกลโคนเปนสารประกอบอนุพันธของ benzo--pyrones ที่เชื่อมตอกับสวนไกลโคน หรือน้ําตาลดวยพันธะเชื่อมไกลโคไซดที่มักจะเชื่อมผานอะตอมออกซิเจน โดยคําวา “coumarin” คือชื่อที่ เรียกกันทั่วๆไป (trivial name) ของสารประกอบเคมีกลุม lactones ที่มีสูตรโครงสรางหลักพื้นฐาน แสดงดัง รูปที่ 2.11 ทั้งนี้สารประกอบคูมารินสเปนสารเคมีที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือ มีกลิ่นหอม พบไดทั้งในพืชทั่วไป ในสัตวและจุลชีพ ในธรรมชาติพบทั้งในสภาพอะไกลโคนอิสระและในสภาพไกลโคไซด O O รูปที่ 2.11 โครงสรางหลักพื้นฐานของคูมารินส


Click to View FlipBook Version