132 พันธะคูของลิพิด 100 สวนโดยน้ําหนัก ดังนั้นคาเลขไอโอดีนจึงมีประโยชนสําหรับวัดปริมาณความไม อิ่มตัวของสารในกลุมกรดอินทรีย น้ํามัน (fixed oil) ไขมัน (fat) และไข (wax) รางกายไมสามารถ สังเคราะหกรดไขมันไมอิ่มตัวขึ้นมาเองได กรดไขมันไมอิ่มตัวจึงจัดวาเปนกรดไขมันที่จําเปน (essential fatty acid) ซึ่งสามารถแบงกรดไขมันชนิดนี้ออกเปน 2 กลุม ไดแก – Olefinic fatty acids : เปนกรดไขมันที่คารบอนตอกันดวยพันธะเดี่ยวและมีพันธะคูอยาง นอย 1 พันธะในโมเลกุล ซึ่งกรดไขมันกลุมนี้อาจมีโครงสรางเปนแบบโซตรงไมอิ่มตัว (ตารางที่ 4.3) ตัวอยางเชน กรดไลโนเลอิก (lionleic acid) กรดโอเลอิก (oleic acid) กรดไลโนเลนิก (linolenic acid) กรดอะราคิโดนิก (arachidonic acid) เปนตน หรือเปนแบบวงแหวนไมอิ่มตัว (ตารางที่ 4.4) ซึ่งพบได นอยกวาชนิดแรก เชน hydnocarpic acid เปนตน – Acetylenic fatty acids : เปนกรดไขมันที่มีโครงสรางคลายคลึงกับกรดไขมันไมอิ่มตัวทั่วไป ตางกันที่จะมีพันธะสามอยางนอย 1 พันธะในโมเลกุล คาดวามีวิถีชีวสังเคราะหจาก olefinic fatty acids โดยเกิดจากปฏิกิริยาการดึงไฮโดรเจน (dehydrogenation) ออกจากพันธะคูของกรดไขมันที่สอดคลอง กัน โดยกรดไขมันกลุมนี้มีรายงานพบในรากลุม Basidiomycetes และในพืชวงศ Asteraceae, Araliaceae และ Apiaceae ตัวอยางเชน crepenylic acid ซึ่งแยกไดเปนครั้งแรกจากน้ํามันในสวนเมล็ด ของพืชสกุล Crepis spp. พบวาเกิดจากปฏิกิริยา dehydrogenation ที่พันธะคูของคารบอนในตําแหนง ที่ 12 และ 13 ของ linolenic acid (รูปที่ 4.5) ตารางที่ 4.2 กรดไขมันอิ่มตัว (Straight-chain saturated acids) ชื่อสามัญ ชื่อตามระบบสากล สูตรโมเลกุล Butyric n-Tetranoic CH3 [CH2 ]2COOH Isovavleric 3-Methyl-butanoic (CH3 )2CHCH2COOH Caproic n-Hexanoic CH3 [CH2 ]4COOH Caprylic n-Octanoic CH3 [CH2 ]6COOH Capric n-Decanoic CH3 [CH2 ]8COOH Lauric n-Dodecanoic CH3 [CH2 ]10COOH Myristic n-Tetradecanoic CH3 [CH2 ]12COOH Palmitic n-Hexadecanoic CH3 [CH2 ]14COOH Stearic n-Octadecanoic CH3 [CH2 ]16COOH Arachidic n-Eicosanoic CH3 [CH2 ]18COOH
133 ตารางที่4.3 กรดไขมันชนิดโซตรงไมอิ่มตัว (Straight-chain unsaturated acids) ชื่อสามัญ พันธะคู สูตรโมเลกุล Palmitoleic 1 CH3 [CH2 ]5CH=CH[CH2 ]7COOH Oleic 1 CH3 [CH2 ]7CH=CH[CH2 ]7COOH Petroselinic 1 CH3 [CH2 ]10CH=CH[CH2 ]4COOH Ricinoleic 1 CH3 [CH2 ]5CH(OH)CH2CH=CH[CH2 ]7COOH Erucic 1 CH3 [CH2 ]7CH=CH[CH2 ]11COOH Linoleic 2 CH3 [CH2 ]4CH=CHCH2CH=CH[CH2 ]7COOH Linolenic 3 CH3CH2CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CH[CH2 ]7COOH Arachidonic 4 CH3 [CH2 ]4CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CH[CH2 ]3COOH ตารางที่ 4.4 กรดไขมันชนิดวงแหวนไมอิ่มตัว (Cyclic unsaturated acid) ชื่อสามัญ สูตรโมเลกุล Hydnocarpic Chaulmoogric Gorlic ชีวสังเคราะหของกรดไขมันไมอิ่มตัว กรดไขมันไมอิ่มตัวมีวิถีชีวสังเคราะหมาจาก acetate pathway โดยมีสารตั้งตน (precursors) คือ acetic acid และ malonic acid โดยสารดังกลาวมี active form ในรูปของ acetyl CoA และ malonyl CoA ตามลําดับ ปฏิกิริยาตางๆ ในขั้นตอนของการสังเคราะหดังรายละเอียดตามรูปที่ 4.2 โดย ปฏิกิริยา 3-7 อาจเกิดซ้ําๆ กัน เปนการเพิ่มความยาวของ fatty acid chain ครั้งละ 2 คารบอนอะตอม ซึ่งไดจาก malonyl ACP โดยพันธะคูใน olefinic fatty acids คาดวาจะเกิดจากปฏิกิริยาการ ดึงไฮโดรเจน (dehydrogenation) ออกจากโมเลกุลของกรดไขมันอิ่มตัว ในพืชชั้นสูง (higher plants) CH CH CH2 CH2 CH2 [CH2 ]10COOH CH CH CH2 CH2 CH2 [CH2 ]12COOH CH CH CH2 CH2 CH2 [C12H22 ]COOH
134 พบวากรดไขมันอิ่มตัวคือ stearic acid (active form คือ stearoyl-S-ACP) จะถูกใชเปนสารตั้งตนใน ระบบของเอนไซมที่ใชในการสังเคราะหกรดไขมันไมอิ่มตัว (desaturase system) โดยตําแหนงของพันธะ คูในโมเลกุลของกรดไขมันจะมีความจําเพาะกับชนิดของเอนไซมที่เขาทําปฏิกิริยาในวิถีชีวสังเคราะห แตการเกิดปฏิกิริยาการดึงไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลจะเกิดเฉพาะแบบ cis เทานั้น ซึ่งเปนการ ดึงไฮโดรเจนที่ทําใหไฮโดรเจนที่เหลือบนคารบอนอะตอมที่เกิดพันธะคูกันอยูในระนาบเดียวกันของ โมเลกุลสาร (รูปที่ 4.3) Preparation steps 1 and 2 (activation and carboxylation of Acetyl CoA) H 3 C OH O H 3 C S-CoA O + AMP + PPi ATP CoASH mitochondia CO 2 , biotin acetylCoA carboxylase malonylCoA-ACP transacylase acetylCoA malonylCoA S-ACP O HOOC S-CoA O HOOC H 3 C S-ACP O acetylACP malonylACP CO 2 + ACP-SH Step 4- condensation S-ACP O H 3 C O Step 5- reduction S-ACP O H 3 C OH -hydroxybutyrylACP acetoacetylACP -ketoacetylACP reductase NADP+ NADPH -ketoacylACP synthetase Step 3- Transfer of acetyl and malonyl groups to ACP-SH acetylCoA-ACP transacylase Step 6- dehydration -hydroxyacylACP dehydrase S-ACP O H 3 C NADPH NADP+ S-ACP O H 3 C crotonylACP Step 7- reduction butyrylACP Repeat steps 3-7 six more times to get palmitylACP, then palmityl deacylase cleaves palmitate from ACP รูปที่ 4.2 แสดงวิถีชีวสังเคราะหของกรดไขมัน (Biosynthesis pathway of fatty acids)
135 รูปที่ 4.3 ขั้นตอนการสังเคราะหกรดไขมันไมอิ่มตัวในพืช นอกจากนี้กรดไขมันไมอิ่มตัวยังอาจสังเคราะหมาจากกรดไขมันไมอิ่มตัวชนิด medium chainlength ซึ่งจะเกิดผานสารตัวกลาง (intermediate) แบบ ,-unsaturated acid มากกวา ,- unsaturated acid (รูปที่ 4.4) Intermediate -hydroxy acid of fatty acid synthesis รูปที่ 4.4 การสังเคราะหของกรดไขมันไมอิ่มตัวโดยผานสารตัวกลางบางชนิด acetate + malonate CH3 (CH2 ) 14COOH CH3 (CH2 ) 16COOH CH3 (CH2 )7CH CH(CH2 )7COOH CH CH(CH2 ) CH CH CH2 CH CH CH2 7COOH CH3 CH2 CH(CH2 ) CH3 (CH2 )4CH CH CH2 CH 7COOH Palmitic Stearic Oleic Linoleic Linolenic cis cis cis cis cis cis -2H -2H -2H CH3 (CH2 ) CH 7CH2CH CHCH2CO S CoA 3 (CH2 )7CH2CH CHCO S CoA - H2O Steric acid Oleic acid Reduction and further addition of 3xC2 units Addition of 3xC2 units CH3 (CH2 )7CH2 CH CH2CO OH S CoA -H2O
136 รูปที่ 4.5 การสังเคราะห acetylenic fatty acids บางชนิด COOH COOH OH OH COOH OCH 3 OCH 3 COOH OH HO OH benzoic acid protocathechuic acid veratric acid gallic acid CH CHCOOH cinnamic acid -coumaric acid ferulic acid CH CHCOOH OH CH CHCOOH OH OCH 3 CH CHCOOH OH OH HO COOH OH HO OH OH HO OH COOH caffeic acid quinic acid shikimic acid รูปที่ 4.6 กรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (aromatic acids) CH3 (CH2 )4CH CH CH2 CH C C CH2 CH CH(CH2 ) CH 7COOH 3 (CH2 )2CH CH CH(CH2 )7COOH 2H CH3 (CH2 )4C C CH2 CH(CH2 ) CH 7COOH -2H Linoleic acid Dehydrocrepenynic acid Crepenynic acid -2H -2H
137 กรดอินทรียกลุมอะโรมาติก กรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (รูปที่ 4.6) ที่พบทั่วไป คือ benzoic acid และ cinnamic acid โดย พบไดทั้งในรูปอิสระ และที่พบเปนองคประกอบรวมกับสารอื่นๆ เชน ที่พบในบาลซัม ตัวอยางของ สารกลุมนี้ ไดแก truxillic acid ซึ่งเปนพอลิเมอรของ cinnamic acid พบในใบโคคา กรดอื่นที่พบบางใน ธรรมชาติและมีโครงสรางเปนฟนอลิก เชน salicylic acid, protocatechulic acid (พบในหอม และ กระเทียม), veratric acid, gallic acid และ 3,4,5-trimethoxybenzoic acid เปนตน นอกจากนั้นยังมี กรดอื่นที่มีโครงสรางสัมพันธกับ cinnamic acid เชน p-coumaric acid, ferrulic acid, caffeic acid เปนตน กรดอินทรียที่มีหมูฟงกชันเปนแอลกอฮอล เชน quinic acid ซึ่งพบในเปลือกตนซิงโคนา และพืช เมล็ดเปลือย (gymnosperms) และ shikimic acid พบในโปยกั๊ก และเปนสารตัวกลางที่สําคัญใน กระบวนการสังเคราะหสารอื่นๆ เปนตน กรดที่เกิดจากปฏิกิริยารวมตัวกันของกรดอื่น 2 ชนิด เชน chlorogenic acid หรือ caffeotannic acid ซึ่งเกิดจาก caffeic acid รวมตัวกับ quinic acid พบไดใน กาแฟ และจันทนเทศ 2. กรดไดคารบอกซิลิก (Dicarboxylic acid) เปนกลุมของกรดอินทรียจากพืชที่ในโมเลกุลมีหมูคารบอกซิลิก 2 หมูตัวอยางเชน - oxalic acid, (COOH)2 พบในมากในพืชวงศ Oxalidaceae - malonic acid, CH2 (COOH)2 พบมากในพืชตระกูลถั่ว วงศ Fabaceae - succinic acid, (CH2 )2 (COOH)2 พบมากในสวนเหนือดิน (shoots) ของ lucerne - fumaric acid, COOH-CH=CH-COOH เปนกรดไมอิ่มตัวที่มีพันธะคูในโมเลกุลและมี โครงสรางสัมพันธกับ malonic acid พบมากในสวนลําตนของดอกทานตะวัน และยังพบใน พืชจําพวก Fumaria spp. - malic acid, COOH-CH2 -CHOH-COOH พบเปนองคประกอบหลักที่ใหรสเปรี้ยวในผลไม หลายชนิด เชน แอปเปล มะขาม และผลไมตระกูลเบอรรี 3. กรดไตรคารบอกซิลิก (Tricarboxylic acid) เปนกลุมของกรดอินทรียจากพืชที่ในโมเลกุลมีหมูคารบอกซิลิก 3 หมูกรดเหลานี้บางชนิดจัดเปน โมเลกุลที่สําคัญในวัฏจักรเครบส ตัวอยางเชน citric acid ซึ่งมักพบในน้ําผลไม isocitric acid และ aconitic acid ซึ่งพบในพืชสกุล Aconitum spp. ในวงศ Ranunculaceae ประโยชนของกรดอินทรีย กรดอินทรียพบในอาหารทั่วไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในผลไมที่มีรสเปรี้ยวหลายชนิด เชน สม มะนาว มะขาม มะเฟอง เปนตน สวนใหญมีฤทธิ์ตานจุลินทรีย (antimicrobial activity) จึงถูกนํามาใชใน การถนอมอาหาร (food preservation) หรือใชเปนสารกันเสีย (preservative) ในอาหารหรือ เครื่องสําอาง เชน กรดแลคติก (lactic acid) กรดแอซีติก (acetic acid) กรดมาลิก (malic acid) และ กรดซิตริก (citric acid) เปนตน จากขอมูลรายงานวิจัยพบวากรดอินทรียมีคุณสมบัติในการละลายเสมหะ
138 ตานอนุมูลอิสระ และตานการอักเสบ ในทางการแพทยแผนไทย ซึ่งมีการจําแนกสรรพคุณของเภสัชวัตถุ (meteria medica) ตามรสยา โดยพืชสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีรสเปรี้ยว มักมีสรรพคุณชวยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ และลดอาการเจ็บคอ ซึ่งอาจเปนไปไดวาเนื่องจากการมีกรดอินทรียเปนสวนหนึ่งของ องคประกอบหลักทางเคมี(major active constituents) ตัวอยางกรดอินทรียที่พบไดบอยและนํามาใช ประโยชน ดังนี้ - กรดแอซีติก (acetic acid) ใชเปนวัตถุเจือปนอาหารเพื่อปรุงแตงกลิ่นรสของอาหาร หรือ เปนสารกันเสีย นอกจากนี้กรดแอซีติกเขมขนยังใชเปนตัวทําละลายในการผลิตพลาสติกและเสนใย สังเคราะห ในทางการแพทยแผนไทย มีการใชน้ําสมสายชูซึ่งมีกรดแอซีติกเปนองคประกอบเคมีที่สําคัญ เปนน้ํากระสายยา ซึ่งกระสายยาจากน้ําสมสายชูมีรสเปรี้ยว และมีสรรพคุณยาโบรานในการขับลมใหแลน ทั่วรางกาย - กรดฟอรมิก (formic acid) พบในสวนขน (hairs) ของ stinging nettle สวนใหญไดจากการ สังเคราะห ใชเปนวัตถุเจือปนอาหารเพื่อเปนสารกันเสีย และใชในอุตสาหกรรมฟอกหนังและอุตสาหกรรม ยอมผา - กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) มาจากคําวา Salix ซึ่งเปนชื่อภาษาละตินของตนวิลโล (Willow tree) มีโครงสรางเปนอนุพันธของกรดเบนโซอิก (benzoic acid) โดยมีหมูไฮดรอกซิล (hydroxyl group) 1 หมู แทนที่ตรงตําแหนงออรโทของโครงสรางกรดเบนโซอิก กรดซาลิไซลิกพบได ทั่วไปในผักและผลไม มีหนาที่เปนฮอรโมนในพืช (plant hormone) กรดชนิดนี้มีฤทธิ์ตานการอักเสบ แกปวด ลดไข นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ตานเชื้อจุลินทรีย นํามาใชในทางการแพทยเปนยารักษาโรคผิวหนัง บางชนิด และนํามาใชในผลิตภัณฑรักษาสิว รวมถึงใชเปนสารกันเสียในเครื่องสําอางทั่วไป - กรดแอลฟาไฮดรอกซี หรือเอเอชเอ (alpha hydroxy acids; AHAs) บางครั้งเรียกวา กรดผลไม ที่พบบอยๆ คือ กรดแลกติก (lactic acid) ไดจากการหมักขาวบารเลย กรดไกลโคลิก (glycolic acid) ไดจากออย กรดมาลิก (malic acid) ไดจากแอปเปล กรดทารทาริก (tartaric acid) ไดจากองุน กรดซิตริก ไดจากมะนาว สับปะรด มีฤทธิ์ในการผลัดเซลลผิว (skin rejuvenation) โดยกรดเหลานี้ที่ ความเขมขนนอยๆ จะถูกใชเปนสวนผสมในเครื่องสําอาง - กรดลอริก (luaric acid) จัดเปนกรดไขมันสายกลาง (medium chain fatty acid) ชนิด อิ่มตัว พบเปนองคประกอบหลักทางเคมีในน้ํามันมะพราว (coconut oil) และน้ํามันจากเนื้อในเมล็ด ปาลม (palm kernel oil) รวมถึงพบในน้ํานมมารดา และน้ํานมสัตว (วัว และแพะ) กรดลอริกมีฤทธิ์ตาน เชื้อจุลินทรีย (แบคทีเรีย รา และไวรัส) และตานอนุมูลอิสระ มักใชในอุตสาหกรรมสบูและเครื่องสําอาง - กรดโปรโตคาเทชูอิค (protocatechuic acid) จัดเปนกรดอินทรียกลุมอะโรมาติกที่มี โครงสรางคลายคลึงกับสารตานอนุมูลอิสระที่รูจักกันดี ไดแก gallic acid, caffeic acid และ vanillic acid พบเปนสารสําคัญในพืชสมุนไพรหลายชนิด เชน โปยกั๊ก (Illicium verum Hook.f.) สะระแหนฝรั่ง (Melissa officinalis L.) อบเชยจีน (Cinnamomum aromaticum Nees) กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus
139 sabdariffa L.) และ แปะกวย (Ginkgo biloba L.) จากขอมูลรายงานวิจัยพบวากรดโปรโตคาเทชูอิคมี ฤทธิ์ในการรักษาและการปองกันโรคที่เกี่ยวของกับภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) เรซินและบาลซัม (Resin and Balsam) [1-4] เรซิน (resin) เปนผลิตภัณฑธรรมชาติที่ไดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของพืช โดยจะถูกขับ ออกมาอยูในชองวางระหวางเซลลซึ่งอาจมีรูปรางเปนทอยาวหรือเปนโพรงขนาดใหญ ชองวางระหวาง เซลลอาจเกิดจากการที่เซลลอยูหางกัน (schizogenous cavities or ducts) หรือเปนชองวางที่เกิดจาก การที่เซลลเสื่อมสลายไป (schizolysigenous cavities or ducts) และถูกขับออกสูภายนอก (excretion) ทางรอยแตกของเปลือกไมหรือตามบาดแผล เรซินมีรูปรางไมแนนอน (amorphous) ไม ระเหยที่อุณหภูมิหอง สวนมากแข็งและเปราะ อาจมีเนื้อโปรงใส (transparent) หรือทึบแสง (translucent) ก็ได เมื่อไดรับความรอนจะเหนียวหนืด ออน และคอยๆ หลอมละลาย เรซินสวนมากไม ละลายน้ํา ละลายไดดีในน้ํามันหอมระเหย (volatile oil) น้ํามัน (fixed oil) แอลกอฮอล และตัวทําละลายอินทรียที่ขั้วต่ํา เชน คลอโรฟอรม และเอทิลอะซิเตต เรซินมีชีวสังเคราะหสัมพันธใกลชิดกับ เทอรพีน อนุพันธฟนิลโพรพีน (C3 -C6 ) และน้ํามันหอมระเหย เรซินทนตอการเนาเสีย มีหลักฐานวาเรซิน ดํารงอยูในโลกมานานแลว ตัวอยางฟอสซิลของเรซิน เชน อําพัน ซึ่งเปนฟอสซิลสน (conifer resin) เรซินที่รูจักกันดีและนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ ชันสน (colophony) และ หยูเฮียง (mastic) สารในเรซินประกอบดวยของผสม (mixture) ซึ่งสารเคมีหลักในเรซินสามารถแบงไดดังนี้ เรซินแอซิด (resin acids) สวนใหญมีองคประกอบเปนสารประเภทกรดออกซี่ (oxy acid) ซึ่งมี คุณสมบัติของกรดคารบอกซิลิก (carboxylic acid) และฟนอล (phenol) มาประกอบกัน อาจพบในรูป อิสระ หรือเอสเทอรก็ไดสามารถละลายไดในสารละลายที่มีฤทธิ์เปนดาง เมื่อรวมตัวกับโลหะบางชนิดจะ ไดสารประกอบประเภทเรซิเนท (resinates) ซึ่งมีประโยชนในการทําสบูและน้ํามันชักเงา ตัวอยางของ เรซินแอซิด ไดแก กรดอะบิติก (abietic acid) ซึ่งพบในชันสน กรดโคไพวิก (copaivic acid) ในโคไพบา (copaiba) และกรดคอมมิโฟลิก (commiphoric acid) ในมดยอบ (myrrh) เปนตน เรซินแอลกอฮอล (resin alcohols) เปนสารประกอบเชิงซอนจําพวกแอลกอฮอลที่มีน้ําหนัก โมเลกุลสูง อาจอยูในรูปอิสระ หรือเอสเทอรก็ได โดยจะไปเกิดปฏิกิริยากับกรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (เชน benzoic acid, salicylic acid, cinnamic acid, umbellic acid) ประกอบดวย - เรซินอแทนนอล (resinotannols) เปนกลุมสารที่สามารถเกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกับแทนนิน (tannin reaction) ไดแก aloeresinotannol จากวานหางจระเข peruresinotannol จาก Perubalsam siaresinotannol และ sumaresinotannol จากกํายาน (benzoin) toluresinotannol จาก Tolu-balsam - เรซินอล(resinols) เปนกลุมสารที่ไมสามารถเกิดปฏิกิริยาแบบแทนนิน ไดแก benzoresinol จากกํายาน storesinol จาก Storax
140 เรซีน (resenes) เปนสารที่ไมวองไวตอการเกิดปฏิกิริยา มีโมเลกุลซับซอน ไมมีคุณสมบัติทางเคมี ที่แนนอน ไมเกิดเกลือหรือเอสเทอร ไมละลายในน้ํา และไมสามารถยอยไดดวยดาง พบเปนองคประกอบ ในเรซินบางชนิด เชน ตะเคียนชันตาแมว (dammar penak) และชันสน (colophony) ไกลโคเรซิน (glycoresins) คือ สารผสมระหวางเรซิน และน้ําตาล เชน ipurganol จาก Jalap ชีวสังเคราะหของเรซิน เรซินเปนสารประกอบที่มีรูปรางไมแนนอน พบวาเรซินหลายชนิดมีองคประกอบเคมี หรือเปน พอลิเมอร(polymer) ของสารกลุมเทอรพีนอยดจึงคาดวาสารประเภท acetate และ mevalonate ซึ่ง เปนสารตั้งตนในวิถีชีวสังเคราะหแบบ acetate pathway จะเปนสารที่มีบทบาทสําคัญในกระบวนการ ชีวสังเคราะหของเรซิน อยางไรก็ตามยังมีสารประกอบอื่น เชน กรดอินทรียประเภทกรดอะโรมาติก (aromatic acid) ที่พบไดในบาลซัม ซึ่งมีวิถีชีวสังเคราะหแบบ shikimate pathway ปจจุบัน วิถีชีวสังเคราะหที่แทจริงของเรซินจึงยังไมเปนที่ทราบแนชัด [2-3] ตัวอยางเรซิน (ตารางที่ 4.5) ที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม [2-6] 1. หยูเฮียง (Mastic) หยูเฮียงเปนเรซินที่มีชื่อสามัญวา mastic ซึ่งมาจากภาษากรีก หมายถึง การเคี้ยว เนื่องจาก สมัยกอนเคยใชทําหมากฝรั่ง พืชแหลงกําเนิดของหยูเฮียง คือ Pistacia lentiscus L. วงศ Anacardiaceae คําวา pistacia มาจากภาษาเปอรเซีย pistah ซึ่งเปนชื่อตนไม pistachio tree สวน คําวา lentiscus หมายถึง lenticular cavity ซึ่งเปนทางใหเรซินไหลออกมา พืชชนิดนี้ไมมีในประเทศไทย โดยจะพบมากแถบทะเลเมดิเตอรเรเนียน เรซินจะสะสมในรองของเปลือกชั้นใน (inner bark) เมื่อกรีด เปลือกจะทําใหเรซินไหลออกมาเปนหยดที่บาดแผล และจะแข็งตัวเปนกอนขนาดเล็กๆ สารเคมีที่พบสวน ใหญ 90% เปนเรซิน ไดแก -resin (mastichic acid) ซึ่งละลายไดดีในแอลกอฮอล และ -resin (mastichin) ซึ่งไมละลายในแอลกอฮอล ใชประโยชนทางทันตกรรมโดยนําไปอุดฟนชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีรายงานวิจัยพบวา หยูเฮียงมีประสิทธิภาพในการปองกันฟนผุและโรคเหงือกอักเสบ [7] 2. โพโดฟลลุมเรซินหรือโพโดฟลลิน (Podophyllum resin or Podophyllin) โพโดฟลลุม (Podophyllum) (ชื่ออื่น : Mayapple, Mandrake) เปนสมุนไพรที่ไดจากสวน ลําตนใตดินและรากของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตรวา Phodophyllum peltatum L. วงศ Berberidaceae โดย mandrake ในภาษากรีกแปลวาคลายเทา สวน peltatum แปลวาคลายโลห โดยเปนไมลมลุกหลาย ป (perennial herb) ปลูกมากแถบอเมริกากลาง เวอรจิเนีย (Virginia) และนอรทแคโรไลนา (North Carolina) วิธีการเตรียมโพโดฟลลุมเรซิน เริ่มดวยการขุดรากของพืชในชวงตอนตนของฤดูใบไมผลิ หรือ ฤดูใบไมรวงหลังจากที่สวนเหนือดินแหงตายไป นํามาหมักดวยแอลกอฮอลและตกตะกอนดวยกรด แลว ลางดวยน้ํา ทําใหแหง บดเปนผง จะไดผงสีตางๆ กัน เชน น้ําตาล เขียวเหลือง หรือออกดํา มีลักษณะเบา มีรสขม มีความระคายเคืองตอตาและเยื่อเมือก (mucous membrane) มาก สารเคมีที่พบ ไดแก เรซินซึ่งมีอยูระหวาง 3.5-6% โดยในเรซินจะมีสารสําคัญอยูในรูปของลิกแนน (lignan) ซึ่งประกอบดวย
141 podophyllotoxin (20%) -peltatin (10%) และ -peltatin (5%) ในธรรมชาติอาจพบในรูปลิกแนนไกลโคไซด(lignan glycoside) ก็ได ซึ่งในรูปไกลโคไซดจะสามารถละลายน้ําได โพโดฟลลุมเรซินเคยถูก นํามาใชเปนยาถายอยางแรง แตในปจจุบันไมนิยมใชแลว เนื่องจากระคายเคืองตอลําไสเล็กมาก มักใช ระงับการแบงตัวของเซลล และใชเปนยากัดหูดและตาปลา โดยรูปแบบยาเตรียมที่ใชมี 2 แบบ ดวยกัน คือ ใช25% podophyllum ใน benzoin tincture หรือ 25% podophyllum ใน alcohol 70% หรือ alcohol 96% ผลิตภัณฑที่มีจําหนายเชน Colloid Merck® , Podophyllum® , Bilstan® , PodBen® และ Podoben® เปนตน 3. จาแล็ป (Jalap) จาแล็ปเปนเครื่องยาที่ไดจากสวนรากสะสมอาหาร (tuberous root) ของ Exogonium purga Benhaham วงศ Convolvulaceae โดยพืชนี้จัดเปนพันธุไมเลื้อยพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้ยังปลูกมากที่อินเดีย รวมถึงหมูเกาะอินเดียตะวันตก การเตรียมจาแล็ปเรซิน (Jalap resin) ทํา โดยนํารากแหงของ E. purga มาสกัดดวยตัวทําละลายผสมของแอลกอฮอลและน้ํา (hydroalcoholic mixture) แลวนํามาทําแหง บดเปนผง จะไดลักษณะผงสีน้ําตาลซีด มาตรฐานเภสัชตํารับของ สหรัฐอเมริกากําหนดขอมูลสารเคมี คือ ตองมีเรซินไมนอยกวา 7% แตโดยทั่วไปในจาแล็ปจะมีเรซิน 8- 12% ซึ่งองคประกอบทางเคมีในเรซินสวนใหญเปนไกลโคไซด เชน ipurganol ซึ่งเปน phytosterol glycoside และ jalapin ซึ่งเปนสารผสมของ acidic glycoside เปนตน นอกจากองคประกอบที่เปน เรซินแลว ในจาแล็ปยังพบน้ํามันหอมระเหย แปง น้ําตาล กัม กรดไขมัน (palmitic acid และ stearic acid) และ -methyl esculetin เครื่องยานี้นํามาใชประโยชนเปนยาถายอยางแรง และบางครั้งนํามาใช รักษาอาการอักเสบของชองทอง (abdominal inflammation) โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (gastritis) โรคบิด (dysentery) โรคเยื่อหุมสมองอักเสบ (meningitis) และแผลเปอย จากขอมูลการศึกษาที่ผานมา พบวาไกลโคไซดในเรซินของจาแล็ปมีคุณสมบัติตานการอักเสบได และพบการแยกสารประกอบไกลโคไซด ซึ่งมีสวนอะไกลโคนเปนกรดไขมันที่มีหมูไฮดรอกซี (hydroxy fatty acid) จากจาแล็ปเรซินไดหลายชนิด ดวยเทคนิคโครมาโทกราฟของเหลวสมรรถนะสูง (high-performance liquid chromatography; HPLC) [8] 4. ตะเคียนชันตาแมว (Dammar penak) ตะเคียนชันตาแมวเปนเรซินที่ไดจาก Neobalanocarpus heimii (King) P. Ashton วงศ Dipterocarpaceae พืชนี้เปนไมยืนตนขนาดใหญ เปลือกแตกลอนเปนสะเก็ดตามแนวยาว น้ํายางสีขาวใส ในประเทศไทยพบการกระจายพันธุตามปาดิบชื้นทางภาคใตของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดยะลา และ นราธิวาส เนื้อไมมีความแข็งและคงทนใชประโยชนในการสรางบาน และเครื่องเรือนตางๆ ชันตะเคียนมี ลักษณะเปนกอนสีน้ําตาลเหลืองใส รูปรางไมแนนอน เปราะแตกหักงาย และมีกลิ่นหอมเล็กนอย นํามาใช ประโยชนปรุงเปนยารักษาแผลเรื้อรัง ใชยาเรือ ผสมน้ํามันใชทาไมและน้ํามันขัดเงา [9]
142 5. ชันสน (Rosin, Colophony) ชันสนเปนเรซินแข็งที่ไดจาก Pinus palustris Miller และ Pinus spp. อื่นอีกหลายชนิดในวงศ Pinaceae ที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด ไดแก สนสองใบ (Pinus mercusii Jungh. & de Vriese) และ สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon) โดยทั่วไปชันสนมีลักษณะเปนกอน รูปรางไมแนนอน เปน เหลี่ยม เปนมุม เปนมันวาว มีสีอําพันโปรงแสง จะมีผงสีเหลืองๆ เคลือบอยูภายนอก เปราะแตกหักงาย มี กลิ่นและรสคลายยางสน ละลายไดในแอลกอฮอล อีเทอร เบนซีน คารบอนไดซัลไฟด (carbon disulfide) กรดแอซีติก น้ํามัน และสารละลายดาง สารองคประกอบหลักในชันสน คือ แอนไฮไดรดของกรดอะบีติก (abietic anhydride) พบประมาณ 80-90% และพบสารเคมีอื่น ไดแก กรดซิลวิก (sylvic acid) กรดไพมาริก (pimaric acid) และเรซีน (resene) ในทางการคาชันสนมีหลายเกรด มีสีตั้งแตสีอําพัน ออนๆ จนถึงสีดํา โดยชนิดที่ใชทางยาเปนชนิดสีออนใส (light-colored transparent) นํามาใชประโยชน เปนสารชวยใหผลิตภัณฑแข็งตัว (stiffening agent) เชน ในยาเตรียมขี้ผึ้งและพลาสเตอร และยังใชเปน ยาขับปสสาวะสําหรับสัตวอีกดวย 6. กัญชา (Cannabis, Indian hemp, Marijuana, Pot) กัญชาไดจากยอดชอดอกแหงเพศเมีย (pistillate flower heads) ของ Cannabis sativa L. วงศ Cannabidaceae โดยเปนไมลมลุกปเดียว (annual herb) มีถิ่นกําเนิดในทวีปเอเชีย แลวแพรไป ทั่วโลก เรซินที่ไดจากกัญชา เรียกวาแฮชฮิส (Hashish) ในยุคกษัตริยนโปเลียนไดถูกนํามาใชเปนเครื่องยา ในยุโรปและอเมริกา ประเภทของกัญชาอาจจําแนกตามองคประกอบทางเคมี ไดเปน 2 ชนิด คือ Drug type ซึ่งเปนชนิดที่ใหสารที่มีฤทธิ์ทางยามาก (rich in THC) และ Hemp type ซึ่งเปนชนิดที่ใหสารที่ออก ฤทธิ์นอย แตจะใหเสนใยที่ยาวและเหนียวเหมาะแกการทําสิ่งทอ โดยพบวาถาแหลงปลูกเปนเขตที่มี อากาศเย็นจะไดแบบ Hemp type ถาแหลงปลูกเปนเขตที่มีอุณหภูมิสูงหรือเขตรอนจะใหกัญชาแบบ Drug type โดยทั่วไปปริมาณเรซินที่เปนองคประกอบจะลดลงในเขตที่มีสภาพอากาศที่หนาวเย็น (more temperate climates) ดังนั้น Indian cannabis จึงมีปริมาณเรซินที่สูงกวาและมีฤทธิ์ทางยาที่แรงกวา Mexican cannabis โดย Indian cannabis ประกอบดวยเรซิน 15-20% โดยพบวาสาร (-) -∆ 9 -transtetrahydrocannabinol (∆ 9 -THC) เปนสารเคมีหลักที่แสดงฤทธิ์ทําใหเคลิ้มสุข (eupholic activity) ผลิตภัณฑที่มีจําหนาย คือ Marinol® โดยนํามาใชทางการแพทยเพื่อรักษาอาการขางเคียง เชน อาเจียน (nausea) จากการรักษาโรคมะเร็งดวยเคมีบําบัด (cancer chemotherapy) ทั้งนี้ยังมีองคประกอบเคมี อื่นที่แสดงฤทธิ์ดังกลาวในกัญชา ไดแก (-) -∆ 8 -trans-tetrahydrocannabinol (∆ 8 -THC), cannabinol, canabidinol, canabidiolic acid, cannabichromene โดยสาร 2 ชนิดหลัง ยังแสดงฤทธิ์ระงับ ประสาท (sedative activity) อีกดวย กัญชาเปนพืชที่ทําใหเสพติด การเสพกัญญาโดยการสูดดมอาจเกิด ความเสี่ยงในการเปนมะเร็งปอด โอเลโอเรซิน (oleo-resin) คือ เรซินที่มีสวนผสมของน้ํามันหอมระเหย (volatile oil) อยูดวย อาจจะมากหรือนอยก็ได ลักษณะเหนียวและหนืดมากกวาเรซิน มีทั้งที่เปนของเหลว กึ่งแข็ง และของแข็ง
143 บางครั้งอาจจะบอกความแตกตางจากเรซินไดยาก เพราะในเรซินอาจมีน้ํามันหอมระเหยปนอยูบาง เล็กนอย โอเลโอเรซินในธรรมชาติมักเกิดจากพืชถูกรบกวน หรือถูกทําราย (pathologic product) จะพบ ที่เกิดขึ้นเองนอยมาก ตัวอยางโอเลโอเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม ไดแก 1. น้ํามันยาง (Gurjan oil) น้ํามันยางไดจากยางของตนยางหลายชนิด (Dipterocarpus spp.) ในวงศ Dipterocarpaceae โดยเฉพาะ Dipterocarpus turbinatus Gaertn. f. (ยางแดง) ซึ่งถือเปนแหลงสําคัญของน้ํามันยาง นอกจากนี้ยังมีตนยางชนิดอื่นที่สามารถใหผลผลิตรอยละ (% yield) ของน้ํามันยางในปริมาณสูง เชน D. alatus (ยางนา) และ D. tuberculatus (ยางพลวง) เปนตน ลักษณะของน้ํามันยางเปนของเหลวขน มีสี คลายน้ํานม เมื่อตั้งทิ้งไวจะแยกเปน 2 ชั้น ชั้นบนเปนน้ํามันมีสีน้ําตาล ชั้นลางเปนอิมัลชันสีเทาอมขาว การผลิตน้ํามันยางนิยมทํากันในตอนหนาแลง โดยการเจาะโพลงเขาไปในลําตนเปนแนวลาดเฉียงลง ใหสูง จากพื้นดินประมาณ 1 เมตร แลวใชไฟลนที่รอยเจาะเพื่อเหนี่ยวนําใหเกิดการไหลของน้ํายาง จากนั้นทิ้งไว ใหมีน้ํายางไหลออกมาขังอยูในโพลงที่เจาะเอาไวซึ่งมีลักษณะเปนแอง แลวเก็บน้ํายางไปใชโดยการตัก รวมกันใสในปบ น้ํามันยางเมื่อนํามากลั่นดวยไอน้ําจะไดน้ํามันหอมระเหยในปริมาณที่คอนขางสูง มีลักษณะสีเหลืองออน มีกลิ่นของยางไมหอม ซึ่งตนยางแตละชนิดอาจใหคาผลผลิตรอยละของน้ํามัน หอมระเหยที่ตางกันไดตั้งแต 33-85% โดยองคประกอบเคมีสวนใหญเปนสารกลุมเซสควิเทอรพีน เชน caryophyllene, humulene, -gurjunene, -gurjunene, aromadendrene และ alloaromadendrene เปนตน น้ํามันยางถูกนํามาใชรักษาโรคผิวหนังติดเชื้อ เชน แผลมีหนอง กลาก (ring worm) ใชเปนยาขับเสมหะ ใชเปนยาฆาเชื้อแทนโคไพบาในการรักษาโรคหนองใน (gonorrhea) และใช เปนยาขับปสสาวะ ประโยชนในดานอื่นๆ ใชทําเครื่องจักรสาน ผสมกับชันอื่นๆ สําหรับยาเรือ และทําไต สําหรับจุดไฟ นอกจากนี้น้ํามันหอมระเหยที่กลั่นไดจากน้ํามันยาง มีการนํามาใชรักษาโรคในระบบทาง เดินปสสาวะ (genitourinary diseases) ใชเปนยาขับเสมหะ ยาขับปสสาวะ ใชรักษาโรคระดูขาว (leucorrhoea) โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) และโรคเรื้อน (leprosy) 2. โคไพบา (Copaiba) โคไพบาไดจากพืชหลายชนิดในสกุล Copaifera L. วงศ Fabaceae ซึ่งมีถิ่นกําเนิดในทวีป อเมริกาใต เชน Copaifera reticulata Ducke ซึ่งชนิดนี้ใชในทางการแพทยพื้นบานของบราซิลในการ ตานการอักเสบ และสมานแผล พืชในสกุลนี้ชนิดอื่นๆ ที่สําคัญ เชน C. guayanensis Benth, C. multijuga Hayna, C. officinalis L., C. vartii var. rigida และ C. coriacea โคไพบามีลักษณะเปน ของเหลวหนืด สีเหลืองออนถึงสีน้ําตาลเหลือง มีกลิ่นเฉพาะ รสขมและเผ็ด ไมละลายน้ํา ละลายไดบางใน แอลกอฮอล ละลายเกือบหมดในแอลกอฮอลสัมบูรณ ละลายไดดีในคลอโรฟอรม อีเทอร น้ํามัน และ น้ํามันหอมระเหย องคประกอบเคมีเปนน้ํามันหอมระเหย ทั้งนี้ปริมาณผลผลิตรอยละอาจมีความแตกตาง กันตั้งแต 40-90% ขึ้นอยูกับชนิดของพืชที่นํามาเตรียม โดยสวนใหญสารเคมีที่เปนองคประกอบในน้ํามัน หอมระเหยเปนสารกลุมไฮโดรคารบอนเซสควิเทอรพีน (hydrocarbon sesquiterpenes) โดยเฉพาะ
144 อยางยิ่งสาร -caryophyllene ซึ่งพบมากถึง 40-57% สารเคมีอื่นๆ ในโคไพบา ไดแก กรดเรซิน (resin acids) เชน copaivic acid (35-40%) และสารที่มีรสขมจํานวนเล็กนอย โคไพบาใชเปนยากระตุนและ ยาฆาเชื้อในโรคเกี่ยวกับการอักเสบของทางเดินปสสาวะ เชน กระเพาะปสสาวะอักเสบ จากขอมูลรายงาน วิจัยพบวาโคไพบามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เชน ฤทธิ์ปกปองเซลลประสาท (neuroprotective effects) ตานการอักเสบ ระงับปวด ตานมะเร็ง ตานจุลินทรีย และสมานแผล [10] 3. ยางสน (Turpentine) ยางสนมีลักษณะเปนกอน รูปรางไมแนนอน ทึบแสง สีสมอมเหลืองถึงสีเหลือง ภายในมีสีขาวอม เหลืองหรือออนกวา คอนขางจะเปนมัน เมื่อทําใหรอนจะเหนียว เมื่อเย็นจะเปราะ มีกลิ่นหอมและรส เผ็ดรอนเฉพาะตัว ไดจากชันหรือกอนของยางที่ขับออกมาจากทอน้ํายาง (schizogenous ducts) ใน เนื้อไมใบและรากของตนสนหลายชนิด เชน Pinus palustris Miller (P. australis Michaux), P. echinata Miller, P. cariboea Morelet, P. toeda L., P. cubensis Grisebach และ P. maritima Lamarck เปนตน สารเคมีที่พบ ไดแก น้ํามันหอมระเหย 10-30% เรซิน 70-80% และสารที่มีรสขม ยางสนนํามาใชประโยชนเปนสวนผสมของยาถูนวดบรรเทาอาการปวด การกลั่นยางสนจะไดน้ํามันสน (turpentine oil) ซึ่งเปนของเหลวใส ไมมีสี มีกลิ่นและรสเผ็ดรอนเฉพาะตัว โดยมีองคประกอบหลักทาง เคมีเปน - และ -pinene 4. พริก (Capsicum) ผลสุกแหงของพริกชนิดตางๆ (Capsicum spp.) วงศ Solanaceae เชน Capsicum frutescens L. (African chillies), C. annuum L. var. enonoids Irish (Tabasco pepper), C. annuum var. longum sendt (Louisiana long pepper) มีองคประกอบเคมีไดแก แคปไซซิน (capsaicin, 0.02%) น้ํามันหอมระเหย (1.5%) น้ํามัน แคโรทีนอยด และวิตามินซี (0.2%) โดย องคประกอบหลักที่ใหรสเผ็ดรอน (pungency) ในพริก คือ แคปไซซิน ซึ่งจัดเปนสารประกอบฟนอลิกที่ พบมากในสวนไสผล (dissepiment) โดยทั่วไปพริกที่ปลูกในภูมิอากาศเขตรอน (tropical climate) จะ ใหสารที่มีรสเผ็ดรอนมาก โดย African chillies จะใหรสเผ็ดรอนมากกวา Tabasco pepper และ Louisiana long pepper ทั้งผลสุกแหงและโอเลโอเรซิน (Capsicum oleoresin) จากพริกมีรสเผ็ดรอน และออกฤทธิ์ทําใหรอนแดง (rubefacient) นํามาใชประโยชนเปนสวนผสมของยาเตรียมสําหรับใช ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดขอ ปวดกลามเนื้อ เชน Rub , Heet , Infra-Rub , Omega oil และ Sloan’s เปนตน [11] 5. ขิง (Ginger) เหงาแหงของขิง (Zingiber officinale Roscoe) วงศ Zingiberaceae มีองคประกอบเคมี ไดแก น้ํามันหอมระเหย (1-3%) ที่มีสารองคประกอบหลักในกลุมเซสควิเทอรพีน 3 ตัว คือ ซิงจิเบอรีน (zingiberene) ซิงจิเบอรอล (zingiberol) และ ไบซาโบลีน (bisabolene) และโอเลโอเรซินที่มีกลิ่นฉุน และรสเผ็ดรอนในปริมาณสูง โดยโอเลโอเรซินจากขิง (Ginger oleoresin) ประกอบดวยสารองคประกอบ
145 ที่สําคัญในกลุมอะโรมาติกคีโตน 2 ตัว คือ โวกาออล (shogaol) และซิงเจอโรน (zingerine) ขิงขยายพันธุ โดยการใชเหงา ในทางการคารูจักกันในชื่อ Jamica ginger, African ginger และ Cochin ginger ขิง และโอเลโอเรซินจากขิงนํามาใชประโยชนในการแตงกลิ่น ใชเปนเครื่องเทศ ยากระตุน และขับลม [12] กัมเรซิน (gum-resin) เปนสารจําพวกเรซิน (resin) ที่มีสารประเภทกัม (gum) ปนอยูดวย ปกติ มักมีน้ํามันหอมระเหยปนอยูในปริมาณเล็กนอย กัมเรซินมีลักษณะกึ่งเหนียว กึ่งแข็ง ละลายน้ําไดเปน บางสวน ตัวอยางกัมเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน รง (gamboge) หรือรงทอง ไดจาก น้ํายางสีเหลืองที่กรีดไดจากลําตนของพืชในสกุล Garcinia บางชนิด ในวงศ Clusiaceae ซึ่งมีถิ่นกําเนิด ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต ไดแก Garcinia hanburyi Hk. f. ซึ่งพบกระจายพันธุในไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม โดยพืชชนิดนี้ใหรงทองสยาม (Siamese gamboge) และ G. morella Desr. ใหรงทอง อินเดีย (Indian gamboge) สวนใหญที่พบในทองตลาดเปนรงชนิดแทงรูปทรงกระบอก (pipe gamboge) ลักษณะภายนอกสีน้ําตาลแดงถึงสมคล้ํา แข็ง เปราะ ผิวรอยหักสีสมแดง ไมมีกลิ่น รสเผ็ดรอน เล็กนอย ละลายไดบางในอีเทอรและละลายไดเกือบหมดในแอลกอฮอลเมื่อบดกับน้ําจะใหสารละลาย สีเหลืองขุนเนื่องจากมีตะกอนเปนเม็ดเล็กๆ ลอยแผกระจายอยู เมื่อนําอิมัลชันของรงไปทําปฏิกิริยากับ น้ํายาแอมโมเนียจะเปลี่ยนเปนสีแดงสมและใส สารเคมีที่พบ ไดแก สวนที่เปนกัมละลายน้ําได (soluble gum) 15-20% ซึ่งประกอบดวย เถา 4% กรดยูโรนิก 9% เพนโตส 47% เมทิลเพนโตส 1% เฮกโซส 39% และสวนที่เปนเรซินพบวาเปนกรดแอลฟา-เบตา-และแกมมา-การซิโนลิก ที่เรียกรวมกันเปนกรด แกมโบจิก (gambogic acid) มีประมาณ 65-75% ซึ่งเปนสารในกลุมแซนโทน (xanthone) รงมีฤทธิ์แรง มากแมใชในปริมาณเพียงเล็กนอย การนําไปใชปรุงยาในทางการแพทยแผนไทย ตองมีการฆาฤทธิ์เพื่อให รงมีฤทธิ์ออนลงโดยใชความรอนเสียกอน โบราณใชเปนยาถายอยางแรง นิยมใชกับวัว ควาย ในปจจุบัน เลิกใชกับคน ประโยชนในดานอื่น ใชเปนสีน้ําเพื่อใหสีเหลือง ใชยอมผาไหม เปนหมึกเขียนบนกระดาษ ขอยสีดํา โอเลโอกัมเรซิน (oleo-gum resin) เปนของผสมของเรซิน กัม และน้ํามันหอมระเหย และอาจ พบสารอื่นๆ อีกเล็กนอย ตัวอยางที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน 1. มดยอบ (Myrrh) มดยอบถูกนํามาใชตั้งแตสมัยอียิปต โดยใชเปนยาดองศพเพื่อทํามัมมี่ (embalming material) มักใชทําใหเกิดควันในพิธีกรรมตางๆ ไดจาก Commpiphora molmol Engler, C. abyssinica Engler วงศ Burseraceae โดยจะไหลออกมาเอง หรือเมื่อพืชถูกรบกวน ขณะที่ไหลออกมาจะเปนสี เหลือง และเมื่อแข็งตัวจะซีด มีกลิ่นหอม สารเคมีที่พบ ไดแก กัม 60% น้ํามันหอมระเหย 2.5-8% เรซิน 25-40% ซึ่งประกอบดวยเรซินแอซิด (,,-commiphoric acid) เรซีน และสารประกอบฟนอลิก (protocatechuic acid, pyrocatechin) นํามาใชประโยชนเปนยาขับเสมหะ ขับปสสาวะ ขับลม และใช ผสมในน้ํายาอมบวนปากและกลั้วคอ เพราะมีฤทธิ์ฝาดสมาน (astringent) [13]
146 2. มหาหิงคุ(Asafoetida) มหาหิงคุไดจากยางที่หลั่งจากสวนของราก หรือลําตนใตดินของพืชในสกุล Ferula หลายชนิด ในวงศApiaceae ชนิดที่สําคัญคือ Ferula assa-foetida L. มหาหิงคุมีลักษณะเปนกอนแข็งและเหนียว มีรูปทรงไมแนนอน จะมีหยดสีน้ํานมอยูภายในกอน ถาใหมกอนจะมีสีขาวเหลืองใส แลวคอยๆ เปลี่ยนเปน สีชมพูมวง สุดทายจะเปลี่ยนเปนสีน้ําตาลดํา มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว รสเผ็ดรอนและเบื่อ สารเคมีที่พบ ไดแก กัม 25% น้ํามันหอมระเหย 4-20% (isobutylpropanyl disulfide, terpene) เรซิน 40-65% (assaresinnotannol อิสระ หรือรวมกับ ferulic acid) นอกจากนี้ยังพบสารอัมเบลลิเฟอโรน (umbelliferone) มหาหิงคุนํามาใชเปนยาในรูปแบบทิงเจอรมีสรรพคุณขับลม ขับเสมหะ ระงับการ หดเกร็งของกลามเนื้อ (antispasmodic) ชวยยอย (digestive) และชวยระบาย (laxative) การนํา มหาหิงคุไปใชปรุงยาในทางการแพทยแผนไทย ตองนํามาสะตุใหไดฤทธิ์ที่เหมาะสมเสียกอน โบราณใช มหาหิงคุผสมกับแอลกอฮอล เปนยาทาภายนอก เพื่อลดอาการทองอืด ทองเฟอ และปวดทองในเด็ก โดย ใชทาบริเวณหนาทอง งานวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ของมหาหิงคุ เชน ชวยใหนอนหลับดี (sedative) แกปวดอยางออน (antinociceptive) ฆาเชื้อเฉพาะที่ (antiseptic) และฆาพยาธิ(antihelmintic) [14] บาลซัม (balsam) คือ เรซินที่ละลายในน้ํามันหอมระเหย จึงมีกลิ่นหอม จะมีสัดสวนของน้ํามัน หอมระเหยมากกวาเรซินทั่วไป และมีสารองคประกอบสวนใหญเปนกรดอินทรียกลุมอะโรมาติกโดยชนิดที่ มักพบในบาลซัม คือ benzoic acid และ cinnamic acid โดยพบทั้งในรูปอิสระ หรือเปนสารเอสเทอร ของกรดทั้งสองชนิด บาลซัมอาจมีลักษณะเปนของเหลวหนืด หรือของแข็ง ละลายไดบางในน้ํารอน เชน สโทแรกซ (Storax) เปรูบาลซัม (Peru balsam) โทลูบาลซัม (Tolu balsam) และ กํายาน (benzoin) 1. สโทแรกซ (Storax) Storax (ชื่ออื่น liquid storax หรือ styrax) คือ บาลซัมที่ไดจากลําตนของพืชในวงศ Altingiaceae ที่มีชื่อวิทยาศาสตรวา Liquidambar orientalis Miller โดยพืชชนิดนี้ใหบาลซัมซึ่งในทาง การคารูจักกันในชื่อ Lavant storax หรืออาจไดจาก L. styraciflua L. ในทางการคาใหบาลซัมที่รูจักกัน ในชื่อ American storax คําวา styrax มาจากภาษาอาระเบีย (Arabian) แปลวา ยางที่มีกลิ่นหอมหวาน สวนคํา liquidambar มาจากภาษาละตินและภาษาอาระเบีย แปลวา ของเหลวที่มีสีอําพัน โดย L. orientalis เปนไมยืนตนสูงไดถึง 15 เมตร และพบไดในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต สวน L. styracifluaเปนไมยืนตนสูงไดถึง 40 เมตร และพบไดในตอนใตของอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และตอน เหนือของอเมริกาใต ซึ่ง Lavant storax มีลักษณะเปนของกึ่งเหลว เหนียว สีเทาถึงเทาอมน้ําตาล จะถูก สรางขึ้นเมื่อมีการเหนี่ยวนําใหเกิดบาดแผลอาจโดยการเจาะโพลงที่เปลือกตนของพืชในชวงตนฤดูรอน หลังจากนั้นในชวงฤดูใบไมรวง เปลือกตนที่อิ่มตัวไปดวยบาลซัม จะถูกลอกออกมาคั้นเอาบาลซัม และนํา บาลซัมที่ไดไปทําเปนกอน สวน American storax มีลักษณะเปนของกึ่งเหลวสีเหลืองออนเกือบใส และ จะคอยๆ แข็งและมีสีเขมขึ้น จะผลิตมากในแถบอเมริกากลางซึ่งเปนแหลงที่พบปลูก L. styraciflua มาก โดยบาลซัมจะถูกขับมายังชองที่อยูระหวางเปลือกและเนื้อไมและอาจออกมายังโพลงที่เจาะนอกเปลือกได
147 โดยการเจาะโพลงและตอทอเขาไปยังชองที่เก็บบาลซัม และเก็บบาลซัมในภาชนะรองรับ สโทแรกซถา เปนแผนบางจะมีเนื้อโปรงใส มีกลิ่นหอม รสเผ็ด ไมละลายน้ํา แตละลายเกือบหมดในแอลกอฮอลโดย อาศัยความรอนเล็กนอย สารเคมีใน Lavant storax ประกอบดวย resin alcohols 50% (-storesin และ -storesin) อาจอยูในรูปอิสระ หรือเอสเทอรของ cinnamic acid องคประกอบอื่นๆ ดังนี้ storesin cinnamate (10-20%), styracin หรือ cinnamyl cinnamate (5-10%), phenylpropyl cinnamate (10%), volatile oil (0.5-1%), cinnamic acid (2-5%) และ vanillin เล็กนอย สวน American strolax มีสารประกอบเคมีที่คลายคลึงกับ Lavant storax โดยพบ volatile oil (7%), cinnamic acid (28%), cinnamein (23%), resin esters (35%), resin acids (2%) โดยสโทแรกซที่ใช ทางยาสวนใหญไดจากประเทศตุรกี และประเทศฮอนดูรัส นํามาใชเปนองคประกอบในทิงเจอรกํายาน (compound benzoin tincture) มีฤทธิ์กระตุน ขับเสมหะ และฆาเชื้อ ประโยชนในดานอื่น ใชเปนสาร แตงกลิ่นรสในอุตสาหกรรมยาสูบ 2. เปรูบาลซัม (Peru balsam) Peru balsam (ชื่ออื่น Balsam of Peru) ไดจากการกรีดเปลือกของตน Myroxylon pereirae (Royle) Klotzsch วงศFabaceae ซึ่งเปนพืชที่พบมากแถบชายฝงประเทศเอลซัลวาดอร(El Salvador) ในอเมริกากลาง บาลซัมชนิดนี้มีลักษณะเปนของเหลวหนืด มีสีน้ําตาลเขม เมื่อทําใหเปนแผนบางอาจมีสี น้ําตาลแดงและโปรงใส มีกลิ่นหอมคลายวานิลลา มีรสขมติดทนนาน สารเคมีที่พบ ไดแก cinnamein ประมาณ 60% (benzyl cinnamate เปนสวนใหญ และ benzyl benzoate บางเล็กนอย), resin esters 30-38% (peruresinotannol cinnamate และ peruresinotannol benzoate), cinnamic acid, vanillin, peruviol และองคประกอบอื่นๆ อีกเล็กนอย นํามาใชภายนอกเปนยาฆาเชื้อและรักษา บาดแผล ใชเปนยาฆาเชื้อปรสิตในโรคผิวหนังบางชนิด และใชเปนสวนผสมของยาเตรียมสําหรับรักษา โรคริดสีดวงทวาร (hemorrhoids) 3. โทลูบาลซัม (Tolu balsam) Tolu balsam (ชื่ออื่น Balsam of Tolu) ไดจากการกรีดสวนเปลือกและกระพี้ไมของตน Myroxylon balsamum (L.) Harms. วงศFabaceae ซึ่งมีถิ่นกําเนิดในทวีปอเมริกาใต โดยพบมากใน ประเทศโคลัมเบีย บาลซัมชนิดนี้มีลักษณะคลายกับพลาสติกแข็ง มีสีน้ําตาล หรือน้ําตาลเหลือง ถาเปน แผนบางจะมีลักษณะโปรงใส เมื่อแหงและเก็บไวนานๆ ในที่เย็น จะเปราะ และภายในจะมีผลึกของ cinnamic acid อยูเปนจํานวนมาก มีกลิ่นคลายวนิลา มีรสซาและเผ็ดเล็กนอยสารเคมีที่พบ ไดแก resin ester 75-80% (toluresinotannol cinnamate และ toluresinotannol benzoate), volatile oil 7- 8% (benzyl benzoate), cinnamic acid 12-15%, benzoic acid 2-8%, vanillin และองคประกอบ อื่นๆ อีกเล็กนอย นํามาใชประโยชนเปนสารประกอบในทิงเจอรกํายาน (compound benzoin tincture) อาจพบการใชเปนยาขับเสมหะไดบาง สวนใหญมักใชเปนสารแตงกลิ่นในยาน้ําเชื่อม หมากฝรั่ง และ น้ําหอม
148 4. กํายานญวน (Siam benzoin) เปนบาลซัมที่ไดจากเปลือกตน Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwich วงศ Styraceae พืชนี้มีถิ่นกําเนิดในเวียดนาม-ลาว กํายานญวนมีลักษณะ เปนเม็ดรูปรางกลมรี เวาดานหนึ่งและนูนดานหนึ่ง (concavo-convex tear) มีทั้งชนิดเม็ดไมติดกัน และ ชนิดที่เม็ดติดกันเปนกอน มีสีน้ําตาลคอนขางเหลืองถึงสีน้ําตาลแดง เปราะ เมื่อแตกจะมีสีขาวน้ํานมบนผิว จะหลอมเมื่อถูกความรอน จะเหนียวเปนพลาสติกเมื่อเคี้ยว และมีกลิ่นหอมคลายวานิลลา องคประกอบ ทางเคมีประกอบดวยผลึก coniferyl benzoate 60-80%, benzyl cinnamate ในรูปของเหลว และมี free benzoic acid 10%, siaresinolic acid 6% และ vanillin 0.3% (เปน oxidation product ของ coniferyl alcohol) สวนใหญนํามาใชประโยชนทางดานเครื่องสําอาง เครื่องหอม สวนทางดานยา ใชเปน สวนผสมในการเตรียมยาพื้นขี้ผึ้ง ใชขับเสมหะ และฆาเชื้อโรค 5. กํายานสุมาตรา (Sumatra benzoin) เปนบาลซัมที่ไดจากเปลือกตน Styrax spp. โดยเฉพาะจาก Styrax benzoin Dryander วงศ Styraceae พืชนี้มีถิ่นกําเนิดในสุมาตราและชวา กํายานสุมาตรามีลักษณะเปนกอนเหลี่ยมหรือมีรูปทรงไมแนนอน จะมีหยดสีน้ํานมหลายๆ ขนาดอยู ภายใน โดยกอนจะทึบแสง มีสีน้ําตาลแดงคลายกํายานญวนแตจะมีสีอมเทามากกวา เมื่อนํามาใหความ รอนจะออนตัวลง เมื่อเคี้ยวจะเปราะและแตกเปนเม็ดหยาบเล็กๆ มีกลิ่นหอม และมีรสเผ็ดขม องคประกอบทางเคมีประกอบดวยกรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (cinnamic acid 10% และ benzoic acid เล็กนอย) และองคประกอบอื่นๆ ไดแก coniferyl cinnamate, coniferyl benzoate, cinnamyl cinnamate, phenyl propyl cinnamate, triterpene acid (19-OH-oleanolic และ 6-OHoleanolic), vanillin, phenylethylene กํายานสุมาตราจะนิยมนํามาใชประโยชนทางยามากกวา กํายานญวน โดยใชเปนยาฆาเชื้อโรค ฝาดสมาน ขับเสมหะ ขับปสสาวะ และใชเปนสวนประกอบใน ทิงเจอรกํายาน โดยใชสูดดมไอระเหยจากทิงเจอรกํายาน เพื่อฆาเชื้อโรคในทางเดินหายใจ ทําใหหายใจ สะดวกขึ้น และในทางทันตกรรมใชทิงเจอรกํายานทาเหงือกรักษาอาการอักเสบและเหงือกเปนหนอง
149 ตารางที่ 4.5 ตัวอยางเรซินและบาลซัมที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ กัญชา (Cannabis) Cannabis sativa L. (Cannabidaceae) (-) -∆ 9 -transtetrahydrocannabinol กํายานญวน (Siam benzoin) Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwich (Styraceae) coniferyl benzoate, becinnamate, benzoic acsiaresinolic acid กํายานสุมาตรา (Sumatra benzoin) Styrax benzoin Dryand. (Styraceae) balsalmic acid, conifercinnamate, coniferyl benzoate, cinnamyl cinnamate ขิง (Ginger) Zingiber officinale Roscoe (Zingiberaceae) gingerol, shogaol, zingerone ชันสน (Rosin, Colophony) Pinus palustris Miller (Pinaceae) abietic anhydrides ตะเคียนชันตาแมว (Dammar penak) Neobalanocarpus heimii (King) P. Ashton (Dipterocarpaceae) resin
สวนที่ใช สรรพคุณ เอกสารอางอิง ยอดของชอดอกแหง เพศเมีย ฤทธิ์ทําใหเคลิ้มสุข (eupholic activity) 4-5 enzyl cid, บาลซัมจากเปลือก ขับเสมหะ ฆาเชื้อโรค 4-5 ryl บาลซัมจากเปลือก ขับเสมหะ ขับปสสาวะ ฆาเชื้อโรค 4-5 โอเลโอเลซินจากเหงา ยากระตุน ขับลม 5, 12 เรซินหรือกากที่เหลือ จากการกลั่นน้ํามันสน ใชเปนสารชวยให ผลิตภัณฑแข็งตัว 4-5 ชันตะเคียน ใชเปนสวนผสมของยา รักษาแผลเรื้อรัง 9
150 ตารางที่ 4.5 ตัวอยางเรซินและบาลซัมที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม (ตอ) สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ น้ํามันยาง (Gurjan oil) Dipterocarpus spp. (Dipterocarpaceae) caryophyllene, humu-gurjunene พริก (Capsicum) Capsicum spp. (Solanaceae) capsaicin, volatile oil, carotenoid มดยอบ (Myrrh) Commiphora molmol Engler C. abyssinica (Berg) Engler (Burseraceae) volatile oil 2.5-8%, res40% มหาหิงคุ (Asafoetida) Ferula assafoetida L. (Apiaceae) volatile oil 4-20%, resi65%, gum 25% ยางสน (Turpentine) Pinus palustris Miller (Pinaceae) volatile oil 10-30%, resin 70-80% รงทอง (Gamboge) Garcinia hanburyi Hook. f. (Clusiaceae) gambogic acid 65-75%หยูเฮียง (Mastic) Pistacia lentiscus L. (Anacardiaceae) resin 90% (-resin, -re
สวนที่ใช สรรพคุณ เอกสารอางอิง lene, โอเลโอเรซินจากยาง รักษาแผลเปอย กลาก และโรคผิวหนังอื่นๆ 4-5 โอเลโอเรซินจากผลสุก แหง ระงับปวด 5, 11 sin 25- โอเลโอกัมเรซินจาก เปลือก ฤทธิ์ฝาดสมาน ฤทธิ์ตานอักเสบ บรรเทาอาการปวด 5, 13 in 40- โอเลโอกัมเรซินจากราก และเหงา ขับลม ขับเสมหะ ระงับการหดเกร็งของ กลามเนื้อ ระบายทอง 4, 14 โอเลโอเรซินจากยาง สวนผสมในยาถูนวด บรรเทาอาการปวด 4-5 % กัมเรซินในทอที่พบใน ชั้นเปลือก ยาถายอยางแรง 4-5, 15 esin) เรซินจากเปลือกชั้นใน ใชอุดฟน 5, 16
151 สรุป กรดอินทรียจากพืชเปนสารประกอบอินทรียที่มีหมูฟงกชันคือหมูคารบอกซิลิกซึ่งเปนองคประกอบที่ใหความเปนกรด กรดอินทรียที่พบโดยทั่วไปในพืช แบงเปนกลุมตางๆ ตามจํานวนหมูคารบอกซิลิก ไดแก (1) กรดโมโนคารบอกซิลิก (2) กรดไดคารบอกซิลิกและ (3) กรดไตรคารบอกซิลิก สารกลุมนี้มักพบ เปนสารสําคัญที่เปนตัวออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการละลายเสมหะ ตาน จุลินทรียตานอนุมูลอิสระ และตานการอักเสบ ตัวอยางผลิตภัณฑที่มีกรดอินทรียเปนสารสําคัญและ นํามาใชประโยชนทางการแพทยแผนไทย เชน น้ําสมสายชูใชเปนน้ํากระสายยามีสรรพคุณในการขับลม น้ํานมสัตว (วัว และแพะ) ใชเปนน้ํากระสายยามีสรรพคุณในการบํารุงกําลัง และน้ํามันมะพราว ใชในการ สกัดตัวยาในตํารับยาสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง เรซินเปนยางหรือชันไมที่ไดจากกระบวนการเมแทบอลิซึม ของพืช โดยประกอบดวยสารผสมของเรซินแอซิด เรซินแอลกอฮอลเรซีน และไกลโคเรซิน เรซินที่รูจัก กันดีและนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ ชันสน ใชเปนสารชวยใหผลิตภัณฑแข็งตัว และ หยูเฮียง ใช ทางทันตกรรม หากเรซินมีสวนผสมของน้ํามันหอมระเหยอยูดวยจะเรียกวาโอเลโอเรซิน ตัวอยางโอเลโอเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ น้ํามันยาง ใชรักษาโรคผิวหนังติดเชื้อ และ ยางสน ใชเปน สวนผสมของยาถูนวดบรรเทาอาการปวด หากเรซินมีสารประเภทกัมปนอยูดวยจะเรียกวากัมเรซิน ตัวอยางกัมเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ รงทอง ใชเปนยาถายอยางแรง ในทางการแพทย แผนไทยพบการใชรงทองเปนเครื่องยาในตํารับยารักษามะเร็ง หากเรซินมีสวนผสมของกัมและน้ํามันหอมระเหยอยูดวยจะเรียกวาโอเลโอกัมเรซิน ตัวอยางโอเลโอกัมเรซินที่นํามาใชประโยชนทางการแพทยแผนไทย เชน มหาหิงคุใชผสมกับแอลกอฮอล ทาบริเวณหนาทองเพื่อลดอาการทองอืด ทองเฟอ และปวดทอง บาลซัม คือ เรซินที่ละลายในน้ํามันหอมระเหย และมีสารองคประกอบสวนใหญเปนกรดอินทรียกลุมอะโรมาติกโดยชนิดที่พบไดมาก คือ benzoic acid และ cinnamic acid ตัวอยางบาลซัมที่นํามาใชประโยชน ทางเภสัชกรรม เชน กํายานสุมาตรา ใชเปนสวนประกอบในทิงเจอรกํายาน โดยการสูดดมไอระเหย เพื่อ ฆาเชื้อโรคในทางเดินหายใจ
152 เอกสารอางอิง [1] Harborne, J.F. 1973. Phytochemical Methods. Chapman and Hall Ltd., England. [2] Evans, W.C. 1996. Trease and Evans’ Pharmacognosy, 14th ed. WB Saunders, Co. Ltd., England. [3] Trease, G.E., Evans, W.C. 1983. Pharmacognosy, 12nd ed. Bailliere Tindall, London. [4] Tyler, V.E., Brady, L.R., Robbers, J.E. 1988. Pharmacognosy, 9th ed. Lea & Febiger, USAs. [5] Evans, W.C. 2009. Trease and Evans’ Pharmacognosy, 16th ed. Saunders, London. [6] รัตนา อินทรานุปกรณ. 2547. การตรวจสอบและสกัดแยกสารสําคัญจากสมุนไพร. กรุงเทพฯ: บริษัทแอคทีฟ พริ้นท จํากัด. [7] สนั่น ศุภธีรสกุล. 2540. สมุนไพรจากผลิตภัณฑของพืช. สงขลา: คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. [8] Castañeda-Gómez, J., Pereda-Miranda, R. 2011. Resin glycosides from the herbal drug jalap (Ipomoea purga). J Nat Prod. 74: 1148-1153. [9] Appanah, S. and Turnbull, J.M. 1998. A Review of Dipterocarps: Taxonomy, Ecology and Silviculture. CIFOR, Bogor, Indonesia. [10] Guimarães-Santos, A., Santos, D.S., Santos, I.R., Lima, R.R., Pereira, A., de Moura, L.S., Carvalho, R.N. Jr., Lameira, O., Gomes-Leal, W. 2012. Copaiba oil-resin treatment is neuroprotective and reduces neutrophil recruitment and microglia activation after motor cortex excitotoxic injury. Evid Based Complement Alternat Med. doi: 10.1155/2012/918174. [11] Srinivasan, K. 2017. Biological activities of red pepper (Capsicum annuum) and its pungent principle capsaicin: a review. Crit Rev Food Sci Nutr. 56: 1488-1500. [12] Bailey-Shaw, Y.A., Williams, L.A., Junor, G.A., Green, C.E., Hibbert, S.L., Salmon, C.N., Smith, A.M. 2008. Changes in the contents of oleoresin and pungent bioactive principles of Jamaican ginger (Zingiber officinale Roscoe.) during maturation. J Agric Food Chem. 56: 5564-5571. [13] Chen, Y., Zhou, C., Ge, Z., Liu, Y., Feng, W., LI, S., Chen, G., Wei, T. 2013. Composition and potential anticancer activities of essential oils obtained from myrrh and frankincense. Oncol Lett. 6: 1140-1146.
153 [14] Bagheri, S.M., Dashti-R. M.H., Morshedi, A. 2014. Antinociceptive effect of Ferula assa-foetida oleo-gum-resin in mice.Res Pharm Sci. 9: 207-212. [15] Jia, B., Li, S., Hu, X., Zhu, G., Chen, W.2015. Recent research on bioactive xanthones from natural medicine: Garcinia hanburyi. AAPS PharmSciTech. 16: 742-758. [16] Paraschos, S., Mitakou, S., Skaltsounis A.L. 2012. Chios gum mastic: a review of its biological activities. Curr Med Chem. 19: 2292-2302.
154 5 การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสําคัญจากพืชสมุนไพร (Phytochemical Screening) พืชสมุนไพรที่นํามาใชเปนยารักษาโรคจะประกอบดวยสารประกอบทางเคมีหลายชนิด ทั้งนี้ สามารถจําแนกกลุมสารเคมีในพืชตามลักษณะความจําเปนที่พืชสรางขึ้นไดเปน 2 กลุมใหญ คือ สารปฐมภูมิ (primary metabolites) ไดแก คารโบไฮเดรต (carbohydrate) โปรตีน (protein) ลิพิด (lipid) และสารทุติยภูมิ (secondary metabolites) ไดแก น้ํามันหอมระเหย (volatile oil) เทอรพีนอยด (terpenoid) แอลคาลอยด (alkaloid) ไกลโคไซด (glycoside) เรซิน (resin) และบาลซัม (balsam) สารเหลานี้บางชนิดมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา (pharmacological activity) ซึ่งมักเรียกวา สารสําคัญ (active constituents / active substances) ซึ่งจะเปนตัวกําหนดสรรพคุณและประสิทธิผล ในการรักษาของพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ สารสําคัญในสมุนไพรโดยเฉพาะกลุมสารทุติยภูมิเปรียบเสมือน ลายพิมพนิ้วมือ (fingerprint) ของสมุนไพรทางเคมี โดยมีลักษณะเฉพาะ (pattern) ของสารในสมุนไพร แตละชนิด สามารถนํามาใชประโยชนตอมนุษยไดมากมาย ทั้งในดานยา อาหาร และเครื่องสําอาง การ ตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสกัดในพืช มักจะใชทดสอบวาในพืชหรือสมุนไพรนั้นมีสารเคมีกลุม ใดบางที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ทําใหสามารถวางแผนการสกัดแยกตามคุณสมบัติทางเคมีของสารกลุมนั้นๆ ได ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะการตรวจสอบกลุมสารสําคัญบางชนิดที่พบบอยๆ ในผลิตภัณฑธรรมชาติ (natural products) ไดแก แอลคาลอยด คารดิแอกไกลโคไซด (cardiac glycosides) ซาโปนิน (saponin glycosides) แอนทราควิโนน (anthraquinone glycosides) ฟลาโวนอยด (flavonoid glycosides) คูมารินส(coumarin glycosides) อิริดอยด(iridoid glycosides) ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (cyanogenic glycosides) แทนนิน (tannins) และ เทอรพีนอยด (terpenoids) [1-5] การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารกลุมตางๆ ในพืช วิธีที่ใชในการตรวจสอบควรเปนวิธีที่งาย ใชเวลานอย และคอนขางจําเพาะกับกลุมสารเคมีที่ตองการ สวนใหญนิยมเตรียมสารสกัดที่จะใชตรวจสอบ โดยใชแอลกอฮอลหรือสวนผสมของแอลกอฮอลและน้ําความเขมขนรอยละ 80 เปนตัวทําละลาย เนื่องจากละลายไดทั้งสารที่มีขั้ว (polar) และไมมีขั้ว (non-polar) การตรวจสอบอาจใชปฏิกิริยาการเกิดสี หรือการเกิดตะกอน และการตรวจสอบโดยใชเทคนิคทินเลเยอรโครมาโทกราฟ (Thin Layer Chromatography; TLC) ดังนี้ [6-11] การตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอน การตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอนโดยใชปฏิกิริยาทางเคมีงายๆ ซึ่งจะใหผลเปน สีตางๆ หรือเกิดการขุน หรือเกิดตะกอน จัดเปนวิธีที่งาย รวดเร็ว มีความไวสูง แตไมจําเพาะเจาะจงกับ กลุมสารที่ตองการ อาจเกิดผลบวกอําพราง (false-positive reaction) เนื่องจากสารอื่นที่ใหผล เชนเดียวกับสารตัวอยาง หรือ ผลลบอําพราง (false-negative reaction) เนื่องจากสารอื่นที่ไมใหผล
155 เชนเดียวกับสารตัวอยาง การตรวจสอบกลุมสารสําคัญโดยเฉพาะสารกลุมทุติยภูมิที่พบบอยๆ (รูปที่ 5.1) ในผลิตภัณฑธรรมชาติ ดังนี้ การตรวจสอบกลุมแอลคาลอยด[11-17] การตรวจเอกลักษณของแอลคาลอยดเบื้องตน มักจะใชทดสอบวาตัวอยางพืชหรือสมุนไพรนั้นมี แอลคาลอยดเปนองคประกอบอยูหรือไม หรืออาจทดสอบไดวาเปนแอลคาลอยดกลุมใด หรือทดสอบไดวา เปนแอลคาลอยดชนิดใดเลยก็อาจเปนได ผลการทดสอบมีทั้งการเกิดตะกอน (precipitation) หรือเกิดสี (color reaction) ระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบแอลคาลอยด การตรวจสอบทางเคมีของ แอลคาลอยดอาจจําแนกเปน (1) การตรวจสอบแอลคาลอยดทั่วไป และ (2) การตรวจสอบแอลคาลอยด เฉพาะกลุม ดังนี้ 1. การตรวจสอบแอลคาลอยดทั่วไป (General test for alkaloids) เปนการตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของแอลคาลอยด มักจะใชทดสอบวาในพืชหรือสมุนไพรนั้นมี แอลคาลอยดหรือไม โดยการทดสอบการเกิดตะกอน (precipitation test) ซึ่งอาศัยหลักการการเกิด ตะกอน และการใหสี ระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบแอลคาลอยดเนื่องจากแอลคาลอยดมี ไนโตรเจนอยูในสูตรโครงสราง ซึ่งเปนสวนหนึ่งที่เกิดปฏิกิริยาเคมี เชน เกิดเกลือที่ไมละลายน้ํากับกรดอินทรีย หรือกรดอนินทรียและเกิดสารประกอบเชิงซอนที่ไมละลายน้ํากับโลหะหนัก เปนตน การทดสอบการเกิดตะกอนจะตองเตรียมแอลคาลอยดใหอยูในรูปของสารละลายกรดเจือจาง (dilute acid extract) เสียกอน ตะกอนที่เกิดขึ้นไดจากการเติมน้ํายาที่ใชทดสอบ 2-3 หยด ลงใน สารละลายของสิ่งสกัดจากพืช หรือสารละลายของแอลคาลอยดที่ตองการตรวจสอบ โดยแอลคาลอยดทํา ปฏิกิริยากับน้ํายาตกตะกอนแอลคาลอยด (alkaloid precipitating reagents) หลายชนิด เกิดเปน ตะกอนที่ไมละลาย โดยกลไกการเกิดตะกอนระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีมีหลายแบบ ซึ่งขึ้นกับชนิด ของน้ํายานั้นๆ (ตารางที่ 5.1) ตะกอนที่ไดอาจเปนตะกอนของเกลือของแอลคาลอยดกับกรดอินทรีย กรดอนินทรีย หรือตะกอนของสารประกอบพวก halogenated หรือเปนสารประกอบเชิงซอนระหวาง แอลคาลอยดกับน้ํายาที่ใชทดสอบ อยางไรก็ตามน้ํายาตกตะกอนแอลคาลอยดคอนขางไมจําเพาะเจาะจง เนื่องจากสารประกอบอื่นๆ ในพืช เชน ไกลโคไซด กรดอะมิโน โปรตีน อาจใหตะกอนหรือสีกับน้ํายา ดังกลาวได ดังนั้นการตรวจสอบแอลคาลอยดโดยวิธีการทดสอบการเกิดตะกอนจึงอาจใหผลการทดลองที่ เปนผลบวกลวง (false positive test) ได ซึ่งการปองกันอาจทําไดโดยการกําจัดสารปนเปอนอื่นออกจาก แอลคาลอยด โดยการนําสารละลายที่เปนกรดของแอลคาลอยด มาทําใหเปนดางแลวสกัดดวย ตัวทําละลายอินทรีย นําสิ่งสกัดที่ไดมาระเหยใหแหงแลวนํามาละลายในกรดเจือจางใหมกอนนํามาทดสอบ กับน้ํายาทดสอบอีกครั้ง นอกจากนี้แอลคาลอยดหลายชนิดมีความไวตอน้ํายาทดสอบชนิดตางๆ ไมเทากัน ดังนั้นเพื่อปองกันผลการทดลองที่เปนผลลบลวง (false negative test) จึงควรยืนยันผลการทดสอบดวย น้ํายาเคมีหลายๆ ชนิด ที่มีกลไกการเกิดปฏิกิริยากับแอลคาลอยดตางๆ กัน
156 ตารางที่ 5.1 กลไกการเกิดตะกอนระหวางน้ํายาเคมีชนิดตางๆ กับแอลคาลอยด กลไกการเกิดตะกอน น้ํายาตกตะกอนแอลคาลอยด (alkaloid precipitating reagents) สีตะกอน แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กับกรดออกซิเจนที่มี น้ําหนักโมเลกุลสูงใน สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปนเกลือที่ไม ละลายน้ํา - Bertand’s reagent (Silicotungstic acid) - Scheibler’s reagent (Phosphotungstic acid) - Sonnenschein’s reagent (Phosphomolybdic acid) ขาว ขาว ขาว แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กั บ โ ล ห ะ ห นั ก ใ น สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปน addition product ที่ไมละลายน้ํา - Dragendorff’s reagent (Bismuth potassium iodide) - Marme’s reagent (Cadmium potassium iodide) - Mayer’s reagent (Mercuric potassium iodide) - Valser’s reagent (Mercuric iodide) - Kraut’s reagent (Bismuth iodide in inorganic base) สม ขาว ขาว-ครีม ขาว-ครีม น้ําตาลแดง แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กั บ ก ร ด อิ น ท รี ย ใ น สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปนเกลือที่ไม ละลายน้ํา - Hager’s reagent (Saturated solution of picric acid) - Tannic acid solution เหลือง ขาวน้ําตาล แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กับอะตอม halogen ใน สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปนสารประกอบ เชิงซอนที่ไมละลายน้ํา - Wagner’s reagent (Iodine in potassium iodide) น้ําตาล 2. การตรวจสอบแอลคาลอยดเฉพาะกลุม (Specific test for alkaloids) การทดสอบแยกประเภทของแอลคาลอยดโดยการทดสอบการเกิดสี (color test) เปนวิธีที่ใชกัน มาก สามารถใชพิสูจนเอกลักษณไดวาเปนแอลคาลอยดกลุมใด หรือเปนแอลคาลอยดชนิดใด โดยใชเวลา ไมมากนัก วิธีนี้อาศัยปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีที่เหมาะสม สวนมากเปน ปฏิกิริยาการสูญเสียน้ํา (dehydration) หรือออกซิเดชัน (oxidation) ของแอลคาลอยด น้ํายาเคมีที่ใชใน
157 การทดสอบแอลคาลอยด ไดผลเปนสีตางๆ นั้น มีหลายชนิด (ตารางที่ 5.2) จัดเปนน้ํายาทดสอบ แอลคาลอยดเฉพาะตัว (specific alkaloidal reagents) นอกจากนี้ยังใชกรดอนินทรียเขมขนชนิดตางๆ เชน กรดดินประสิว (nitric acid) กรดกํามะถัน (sulphuric acid) และ กรดฟอสฟอริก (phosphoric acid) เปนตน สีจากน้ํายาทดสอบเหลานี้กับแอลคาลอยดแตละชนิด จะใหสีลักษณะเฉพาะตัว สีที่เกิดขึ้น อาจมีหลายขั้นตอน เนื่องจากปฏิกิริยาเกิดสารที่ไมคงตัว (intermediate) หลายชนิด แตละชนิดใหสีตางๆ กัน จนถึงสารประกอบตัวสุดทาย จึงใหสีคงทน การทดสอบแอลคาลอยดกลุมตางๆ ซึ่งจําแนกตาม โครงสรางเคมีดังนี้ ตารางที่5.2 น้ํายาเคมีที่ใชทดสอบแอลคาลอยดเฉพาะกลุม (specific alkaloidal reagents) น้ํายาทดสอบ แอลคาลอยด ผลการเกิดสี Mandelin’s reagent papaverine มวง เขียวปนน้ําเงิน น้ําเงิน Murexide’s reagent caffeine มวง Schaer’s reagent atropine เขียว Vitali-Morin reagent atropine มวงแดง Dichromate-sulphuric acid strychnine มวงน้ําเงิน มวงแดง หรือ แดงสด สม หรือ เหลือง brucine สม น้ําตาลปนมวง Sulphuric acid strychnine ไมมีสี brucine ไมมีสี papaverine ไมมีสี มวง-น้ําเงิน Nitric acid strychnine เหลือง brucine แดง papaverine เหลืองอมเขียว สม 2.1 Non-heterocyclic alkaloids (Alkaloidal amines) การทดสอบแอลคาลอยด ephedrine แอลคาลอยดephedrine จัดอยูในกลุม Alkaloidal amines ซึ่งเปนแอลคาลอยดที่มีอะตอม ของไนโตรเจน (N) ไมอยูใน heterocyclic ring แตมี N อยูในแขนงขาง (side chain) ตัวอยางปฏิกิริยา การเกิดสีที่ใชตรวจสอบ ephedrine เชน Chen’s test และ Ninhydrin test นอกจากนี้ยังใชการ ทดสอบการเกิดผลึก (Microcrystal test) ในการตรวจสอบผลึกซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวดวยกลอง จุลทรรศน
158 1. Chen’s test เปนการทดสอบสารประกอบเอมีน ทําโดยนําสารละลายของแอลคาลอยด ephedrine มาใสในหลอดทดลอง เติมกรดน้ําสมเจือจาง 1 หยด และสารละลาย 10% copper sulphate จํานวน 2 หยด เขยาใหเขากัน แลววางไวสักครู เติมสารละลาย 20% sodium hydroxide จํานวน 1 มิลลิลิตร ผสมใหเขากันจะเกิดสีมวงแดง ซึ่งเมื่อเติมอีเทอรลงไป แลวเขยา สีมวงแดงจะละลาย ในชั้นของอีเทอร 2. Ninhydrin test เปนการทดสอบสารประกอบเอมีน จําพวก acyclic secondary amine ทํา โดยนําสารละลายที่เปนดางของแอลคาลอยด ephedrine ในหลอดทดลอง มาเติมสารละลาย 1% ninhydrin ลงไป 3-4 หยด นําหลอดทดลองไปแชในหมออังไอน้ํา จะไดสารละลายสีมวง เมื่อเติม amyl alcohol ลงไป แลวเขยา สีมวงแดงจะละลายในชั้นของ amyl alcohol 3. Microcrystal test ทําโดยนําผลึกแอลคาลอยด ephedrine มาละลายดวยกรดเจือจาง แลว หยดลงบนแผนสไลด 1 หยด เติม Dragendorff’s reagent จํานวน 1 หยด ตั้งทิ้งไวใหตกผลึก จากนั้น ตรวจดูผลึกลักษณะเปนรูปเข็มสีสมรวมกันเปน rosette ภายใตกลองจุลทรรศน 2.2 Heterocyclic alkaloids Heterocyclic alkaloids เปนแอลคาลอยดที่มีอะตอมของไนโตรเจนในสวนของ heterocyclic ring ซึ่งสามารถแบงเปนกลุมยอยตามสูตรโครงสรางพื้นฐานของแอลคาลอยดไดหลายกลุม ในที่นี้จะ กลาวถึงการทดสอบเพื่อจําแนกประเภทของแอลคาลอยดกลุมนี้ที่มีสูตรโครงสรางพื้นฐานบางชนิด ไดแก แอลคาลอยดกลุม purine, quinoline, indole, tropane และ isoquinoline ดังนี้ การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Purine แอลคาลอยดกลุมนี้ประกอบดวยสวนของ pyrimidine กับ imidazole เปนแกนโครงสราง (nucleus structure) แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด caffeine, theophylline และ theobromine เปนตน ตัวอยางปฏิกิริยาการเกิดสีที่ใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้ คือ Murexide test ทําโดยนําผลึกของแอลคาลอยด ใสในถวยกระเบื้องเคลือบ (evaporating dish) หยดกรดเกลือเขมขน 1-2 หยด เติมผลึกของ potassium chlorate เล็กนอย (หรือใช hydrogen peroxide 10 หยด) ผสมให เขากัน นําไประเหยใหแหงบนหมออังไอน้ํา นําถวยกระเบื้องเคลือบออกมาทําใหเย็น แลวนํามาอังไอของ แอมโมเนีย (หรือหยดสารละลายของแอมโมเนียมไฮดรอกไซดลงไป) จะไดสีมวงบนรอยคราบของแอลคาลอยดนั้น การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Quinoline แอลคาลอยดกลุมนี้ประกอบดวยสวนของ benzopyridine เปนแกนโครงสราง (nucleus structure) แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด quinine และ quinidine เปนตน ตัวอยาง ปฏิกิริยาการเกิดสีที่ใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้ คือ Erythroquinine test นอกจากนี้ยังใชการ ตรวจสอบคุณสมบัติการเรืองแสง (Fluorescence test) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของแอลคาลอยดในกลุมนี้ อีกดวย
159 1. Erythroquinine test เปนการทดสอบความแตกตางระหวางแอลคาลอยด quinine และ quinidine โดย quinidine ใหผลบวกกับปฏิกิริยานี้ ทําโดยนําสารละลายของแอลคาลอยดในหลอด ทดลอง เติมน้ํายาโบรมีน (bromine water) จนไดสีเหลืองออนๆ ที่คงตัว เติม chloroform 1 มิลลิลิตร เขยาใหเขากัน เติมสารละลาย 10% potassium ferrocyanide 1 หยด ถามีแอลคาลอยด quinidine จะ ใหสีแดงในสารละลายชั้นลางซึ่งเปนชั้นของ chloroform [18] 2. Fluorescence test เปนการทดสอบคุณสมบัติการเรืองแสงของแอลคาลอยด quinine หรือ quinidineโดยเมื่อแอลคาลอยดทั้ง 2 ชนิด อยูในรูปของเกลือ acetate หรือเกลือ sulphate จะเรืองแสง เปนสีฟาเมื่อถูกแสงอัลตราไวโอเลต ในขณะที่ถาอยูในรูปเกลือกับกรดที่ไมมีออกซิเจนในโมเลกุลจะไม สามารถเรืองแสงได ทําโดยนําสารละลายแอลคาลอยดใสในจานกระเบื้องหลุม (spotting plate) หรือ ถวยกระเบื้องเคลือบที่แหงสนิท เติมกรดกํามะถันเขมขน 1 หยด นําไปสองภายใตแสงอัตราไวโอเลตที่ 366 นาโนเมตร จะเรืองแสงสีฟา เมื่อปรับสภาพสารละลายใหเปนดางดวย 20% NaOH จะไมเรืองแสง จากนั้นปรับใหเปนกรดดวยกรดกํามะถันเขมขน นําไปสองภายใตแสงอัตราไวโอเลต จะเห็นการเรืองแสง สีฟาอีกครั้ง การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Indole แอลคาลอยดกลุมนี้ประกอบดวยสวนของ benzopyrrole เปนแกนโครงสราง (nucleus structure) แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด strychnine และ brucine จาก โกฐกะกลิ้ง (nux vomica) การตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้อาศัยปฏิกิริยาการเกิดสีกับ กรดกํามะถันเขมขน (conc. H2SO4 ) หรือกรดดินประสิวเขมขน (conc. HNO3 ) สําหรับการทดสอบความ แตกตางระหวางแอลคาลอยดstrychnine และ brucine จะใชปฏิกิริยากับกรดกํามะถัน และ โพแทสเซียมโครเมต (Dichromate-sulphuric acid test) [19] 1. Sulphuric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีกับกรดกํามะถันเขมขน ทําโดยนํา ผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดกรดกํามะถันเขมขน 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันที แอลคาลอยด strychnine และ brucine จะใหสารละลายไมมีสี 2. Nitric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีกับกรดดินประสิวเขมขน ทําโดยนําผลึก ของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดกรดดินประสิวเขมขน 1-2 หยด สังเกตสีที่ เกิดขึ้นทันที ถาเปนแอลคาลอยด strychnine จะใหสารละลายสีเหลือง สวนแอลคาลอยด brucine จะให สารละลายสีแดง 3. Dichromate-sulphuric acid test เปนการทดสอบความแตกตางระหวางแอลคาลอยด strychnine และ brucine ทําโดยนําผลึกแอลคาลอยดมาละลายดวยกรดกํามะถันเขมขน 1-2 หยด ใน ถวยกระเบื้องเคลือบ เติมผลึกของโพแทสเซียมโครเมตลงไปเล็กนอย ใชแทงแกวลากผลึกนี้ผานสารละลาย ของแอลคาลอยด ถาเปนแอลคาลอยด strychnine จะเกิดสีมวง - น้ําเงิน และเปลี่ยนเปนสีมวงแดง
160 สีแดงสด และเปนสีสม หรือสีเหลือง เมื่อตั้งทิ้งไวนานๆ สวนแอลคาลอยด brucine ในปฏิกิริยานี้ จะเกิด สีสม และเปลี่ยนเปนสีน้ําตาลปนสม การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Tropane แอลคาลอยดกลุมนี้มีแกนโครงสราง (nucleus structure) เปนโมเลกุลที่มี 2 วงแหวน (bicyclic molecule) ซึ่งประกอบดวยสวนของ piperidine กับ pyrrolidine เชื่อมกันดวยอะตอมของไนโตรเจน (nitrogen bridge) สวนใหญแอลคาลอยดในกลุมนี้จะไดจากพืชวงศ Solanaceae (Solanaceous alkaloids) และพืชสกุล Erythroxylum (Coca alkaloids) ในวงศ Erythoxylaceae แอลคาลอยดที่ สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด atropine, hyosyamine, hyoscine และ cocaine เปนตน ตัวอยาง ปฏิกิริยาการเกิดสีที่ใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้ คือ Vitali – Morin test และ Schaer test 1. Vitali – Morin test เปนการทดสอบที่มักใหผลบวกกับแอลคาลอยดจากพืชวงศ Solanaceae เทานั้น ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยด ใสในถวยกระเบื้องเคลือบ หยดกรด ดินประสิวเขมขนชนิดที่เปนควัน (fuming nitric acid) หรือกรดดินประสิวเขมขนใหมๆ ที่มีสีเหลือง 2- 3 หยด นํามาระเหยบนหมออังไอน้ําใหแหง ตั้งพักไวใหเย็นสักครู แลวเติมสารละลาย 3% alcoholic potassium hydroxide จะไดสีมวงแดงที่รอยคราบของแอลคาลอยด 2. Schaer test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับ Schaer’s reagent (hydrogen peroxide ใน conc. sulphuric acid) ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยด จํานวน เล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยด 30% H2O2 1 หยด กับกรดกํามะถันเขมขน 1 หยด แอลคาลอยด ในกลุม tropane จะใหสีเขียวกับการทดสอบนี้ การทดสอบแอลคาลอยดจากฝน (Opium alkaloids) แอลคาลอยดกลุมนี้จัดเปนแอลคาลอยดกลุมใหญ ที่มีความหลากหลายในดานโครงสรางทางเคมี เปนอยางมาก โดยอาจแบงเปนกลุมยอยตามชนิดของแกนโครงสราง (nucleus structure) ไดหลายกลุม เชน กลุม hydrophenanthrene, benzylisoquinoline และ berberine เปนตน แตอยางไรก็ตาม แอลคาลอยดเหลานี้จะมีชีวสังเคราะหคลายคลึงกัน คือ สวนใหญไดจากการรวมตัวกันของอนุพันธของ phenylethyamine และอนุพันธของ phenylacetaldehyde [15] แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด morphine, codeine และ papaverine จากฝน (Opium Poppy) ซึ่งการตรวจสอบ แอลคาลอยดเหลานี้อาศัยปฏิกิริยาการเกิดสีกับน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบชนิดตางๆ เชน กรดดินประสิวเขมขน กรดกํามะถันเขมขน และน้ํายาทดสอบ Mandelin (Mandelin’s reagent; ammonium vanadate ใน conc. sulphuric acid) โดยแอลคาลอยดจากฝน จะใหสีตางๆ ดังนี้ 1. Nitric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับกรดดินประสิวเขมขน ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบ 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันที แอลคาลอยด morphine จะใหสารละลายสีแดงปนสม
161 และเปลี่ยนไปเปนสีเหลือง สวนแอลคาลอยด codeine จะใหสารละลายสีเหลืองสม และแอลคาลอยด papaverine จะใหสารละลายสีเหลืองอมเขียว และเปลี่ยนไปเปนสีสม 2. Sulphuric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับกรดกํามะถันเขมขน ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบ 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันที แอลคาลอยด morphine จะใหสารละลายสีสมออน และเปลี่ยนไปเปนสีมวงแดง สวนแอลคาลอยด codeine จะใหสารละลายสีฟาปนเขียว ในขณะที่แอลคาลอยดpapaverine จะใหสารละลายไมมีสี และเปลี่ยนไปเปนสีมวง-น้ําเงิน 3. Mandelin’s test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาทดสอบ Mandelin ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบ 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันทีแอลคาลอยด morphine จะใหสารละลายสีเหลือง และเปลี่ยนไปเปนสีมวงน้ําตาล สวนแอลคาลอยด codeine จะใหสารละลายสีเขียว และเปลี่ยนไปเปน สีน้ําเงิน ในขณะที่แอลคาลอยดpapaverine จะใหสารละลายสีมวง เปลี่ยนไปเปนสีเขียวน้ําเงิน และเมื่อ ตั้งทิ้งไวจะไดสีน้ําเงิน การตรวจสอบกลุมไกลโคไซด[4,12,20-22] โครงสรางสวนอะไกลโคนของไกลโคไซดจะเปนสารอินทรียซึ่งมีสูตรโครงสรางแตกตางกันหลาย แบบ จึงทําใหสามารถแบงไกลโคไซดไดเปนประเภทตางๆ ไดหลายกลุม ในที่นี้จะกลาวถึงการทดสอบ เบื้องตนของไกลโคไซดบางกลุมที่มีความสําคัญทางเภสัชกรรม ดังนี้ คารดิแอกไกลโคไซด (cardiac glycosides) ซาโปนิน (saponin glycosides) แอนทราควิโนนไกลโคไซด (anthraquinone glycosides) ฟลาโวนอยดไกลโคไซด (flavonoid glycosides) คูมารินสไกลโคไซด (coumarin glycosides) อิริดอยดไกลโคไซด (iridoid glycosides) ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (cyanogenic glycosides) และแทนนิน (tannins) กลุมคารดิแอกไกลโคไซด (cardiac glycosides) : การตรวจสอบสารกลุมนี้ไมมีน้ํายาทดสอบ เฉพาะ จึงจําเปนตองอาศัยปฏิกิริยาที่ใชทดสอบแตละสวนในโครงสรางของคารดิแอกไกลโคไซดเปนหลัก ซึ่งโครงสรางทางเคมีของ cardiac glycosides ประกอบดวย 3 สวนหลัก คือ (1) steroid nucleus, (2) unsaturated lactone ring และ (3) deoxy sugar ดังนั้นการตรวจสอบ จึงตองตรวจใหพบทั้ง 3 สวน จึงจะสรุปไดวาเปนไกลโคไซดประเภทนี้โดยมีวิธีการทดสอบ ดังนี้ (1) สวนของโครงสราง steroid nucleus ทดสอบไดดวย Liebermann-Burchard test ทําการ ทดลองโดยนําสารละลายของสารสกัดพืชที่ตองการทดสอบมาหยดลงบนจานกระเบื้องหลุม ประมาณ 3-4 หยด ตั้งทิ้งไวใหสารละลายแหง เติม acetic anhydride 2 หยด ผสมใหเขากันแลวคอยๆ เติม conc. H2SO4 1 หยด ลงดานขางของจานกระเบื้องหลุม ปลอยใหกรดไหลไปสัมผัสสารละลาย โดยไมตองผสม หรือเขยา สังเกตสีที่เกิดขึ้น โดยผลการทดสอบที่เปนบวก คือ จะไดสีเขียว หรือ สีน้ําเงิน
162 (2) สวนของโครงสราง unsaturated lactone ring ทดสอบไดดวยน้ํายาทดสอบ Kedde (2% 3,5-dinitrobenzoic acid ใน ethanol) ซึ่งเกิดปฏิกิริยาในดาง ทําการทดลองโดยนําสารละลายของสาร สกัดพืชที่ตองการทดสอบมาหยดลงบนจานกระเบื้องหลุม ประมาณ 3-4 หยด ตั้งทิ้งไวใหสารละลายแหง เติมน้ํายาทดสอบ Kedde 10 หยด ตามดวย 5% alcoholic potassium hydroxide 2 หยด สังเกตสีที่ เกิดขึ้น โดยผลการทดสอบที่เปนบวก คือ จะไดสีมวงแดงทันที (3) สวนโครงสรางที่เปน deoxy sugars ทดสอบไดดวยการทดสอบ Keller-Kiliani (KellerKiliani test) ทําการทดลองโดยนําสารละลายของสารสกัดพืชที่ตองการทดสอบประมาณ 1 มิลลิลิตร ใส ในหลอดทดลอง เติมกรดน้ําสมเขมขน 1 มิลลิลิตร สารละลาย 10% FeCl3 ประมาณ 1-2 หยด เขยา หลอดทดลองเพื่อผสมใหเขากัน ทิ้งไวสักครู เอียงหลอดทดลองทํามุม 45 ๐ C แลวคอยๆ ริน conc. H2SO4 ลงดานในของหลอดทดลองใหสารละลายแยกเปนสองชั้น โดยไมเขยา โดยผลการทดสอบที่เปนบวก คือ ตรงรอยตอของสารละลายจะไดวงแหวนสีน้ําตาลแดง และในชั้นของกรดน้ําสม (ชั้นบน) เปนสีเขียว หรือ สีเขียวน้ําเงิน (ในบางครั้งอาจเปนสีแดง) ขึ้นกับความเขมขนของ deoxy sugars และลักษณะโครงสราง ของ cardiac glycosides กลุมซาโปนินไกลโคไซด (saponin glycosides) : เตรียมสารสกัดที่จะใชทดสอบโดยนําพืชที่จะ ทดสอบประมาณ 2 กรัม ตมกับ ethyl alcohol 20 มิลลิลิตร จนเดือดแลวตมตอไปอีก 2-3 นาที กรองให ไดสารละลายใส การตรวจสอบ saponins ทําไดงายโดยอาศัยคุณสมบัติการเปนสารลดแรงตึงผิว คือ เมื่อ ทดสอบดวย Froth test ซึ่งทําการทดลองโดยนําสารละลายของสารสกัดพืชที่ตองการทดสอบมาใสใน หลอดทดลองประมาณ 0.5 มิลลิลิตร เติมน้ําประมาณ 3 มิลลิลิตร เขยาแรงๆ นานประมาณ 30 วินาที สังเกตลักษณะฟองที่เกิดขึ้น และระยะเวลาที่ฟองคงอยู ไกลโคไซดประเภท saponins จะเกิดฟองที่คงทน นานกวา 30 นาที และลักษณะฟองคลายรังผึ้ง สวนการทดสอบเพื่อจําแนกประเภท saponins นั้น ใชการ ทดสอบ Liebermann-Burchard สังเกตสีที่เกิดขึ้น สารพวก steroidal sapogenin จะใหสีน้ําเงินถึงสี เขียว สวนสารพวก triterpenoid sapogenin จะใหสีแดง ชมพู หรือมวง กลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด (anthraquinone glycosides) : สารกลุมนี้ในรูปอะไกลโคน คือ anthraquinones จะใหผลการทดสอบที่เปนบวกกับการทดสอบ Borntrager (Borntrager’s test) หลักการก็คือ เมื่อไฮโดรไลซิสไกลโคไซดดวยกรด แลวสกัดแยกอะไกลโคนออกมาดวยตัวทําละลายอินทรีย หลังจากนั้นเติมดางลงไป อะไกลโคนจะละลายในดางใหสีชมพู หรือสีแดง ในขณะที่ anthraquinone glycosides ที่อยูในรูป C-glycosides หรือที่มีอะไกลโคนเปน anthrones, anthranols หรือ dianthrones จะไมใหผลการทดสอบที่เปนบวกกับการทดสอบ Borntrager จะตองใชการทดสอบที่ เรียกวา Modified Borntrager’s test โดยในขั้นตอนการไฮโดรไลซิสจะตองใชสารที่ทําใหเกิดปฏิกริยา ออกซิเดชัน (oxidizing agents) เชน hydrogen peroxide หรือ ferric chloride รวมดวยเพื่อเปลี่ยน สารประกอบเหลานี้ใหอยูในรูปของ anthraquinones กอนจึงจะสกัดแยกดวยตัวทําละลายอินทรียและ ทดสอบดวยดางตอไป
163 กลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด (flavonoid glycosides) : การตรวจหาโครงสราง 2- phenylbenzopyrone ในโมเลกุลของฟลาโวนอยดบางชนิด เชน flavones, flavonols และ flavanones นิยมใช cyanidin reaction (magnesium + conc. HCl) หรือเรียกวา “Shinoda’s test” วิธีการตรวจสอบทําโดยละลายสารตัวอยางดวยเอทานอล 1-2 หยด เติมผงหรือแผน magnesium 4-5 แผน หยดกรดเกลือ (5 N HCl) 2-3 หยด สารฟลาโวนอยดจะเกิดปฏิกิริยามีฟองฟู โดยฟลาโวนอยด ที่มีแกนโครงสรางเปน 2-phenylbenzopyrone จะใหสีตางๆ กัน โดย flavanones และ dihydroflavonols จะใหสีแดงหรือสีชมพูชัดเจน แตฟลาโวนอยดกลุมอื่นๆ ใหผลไมชัด [23] กลุมคูมารินส (coumarin glycosides) : การตรวจสอบ coumarin ทําไดโดยอาศัยคุณสมบัติ การเรืองแสงไดของสารกลุมนี้วิธีที่นิยมใชในการตรวจสอบ คือ Fluorescence test ทําโดยละลายสาร ตัวอยางดวยน้ําเล็กนอย ใชความรอนทําใหคูมารินสระเหยออกจากสารสกัด แลวดักจับไอดวยกระดาษ กรองชุบดาง จากนั้นนําไปสองดวยแสงอัลตราไวโอเลต (UV light) ที่ความยาวคลื่น 366 นาโนเมตร โดย คูมารินสสามารถดูดกลืนแสง UV และเรืองแสงเปนสีเขียวอมเหลือง (coumarin ที่ไมมีhydroxyl group ใน benzene ring) หรือสีฟา (coumarin ที่มีhydroxyl group ใน benzene ring) กลุมอิริดอยดไกลโคไซด (iridoid glycosides) : การทดสอบ iridoid อาศัยหลักการที่ iridoid เมื่อถูกยอย (hydrolyse) ดวยกรด จะเกิดเปนสารประกอบในรูป iridodial ซึ่งสามารถเกิดสารประกอบ เชิงซอนซึ่งมีสีน้ําเงินหรือเขียว กับน้ํายาทดสอบ iridoid (Wieffering reagent; สารละลาย 2% cupric sulphate 2 สวน : conc. acetic acid 20 สวน : conc. hydrochloric acid 1 สวน) กลุมไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (cyanogenic glycosides) : การทดสอบ cyanogenic glycosides อาศัยหลักการ คือ เมื่อทําการไฮโดรไลซิสไกลโคไซดประเภทนี้แลวจะไดhydrocyanic acid ซึ่งสามารถเกิด Grignard’s reaction ไดเปนสารประกอบ sodium isopurpurate ซึ่งเปนสารสีแดงอิฐ ที่ เกิดจาก sodium picrate ทําปฏิกริยากับ hydrocyanic acid วิธีการตรวจสอบทําโดยนําตัวอยางพืชสด ที่หั่นเปนชิ้นเล็กๆ ประมาณ 2-3 กรัม ใสในหลอดทดลอง ทําใหตัวอยางชื้นดวยการหยดน้ําลงไปเล็กนอย ตามดวยการหยดคลอโรฟอรม 1-2 หยด เพื่อเรงปฏิกิริยาของเอนไซม จากนั้นนํากระดาษกรองซึ่งตัดเปน แถบเล็กๆ มาชุบสารละลาย picric acid ทําใหแหง ตามดวยการทําใหกระดาษกรองชื้นดวยสารละลาย 10% NaCO3 แลวนํามาแขวนกับลวดที่ติดบนจุกคอรก ปดหลอดทดลองดวยจุกคอรกที่มีกระดาษกรอง แขวนอยู แลวนําไปอุนในหมออังไอน้ํา สังเกตการเกิดสีแดงอิฐบนกระดาษกรอง กลุมแทนนิน (tannins) : การตรวจสอบแทนนินทําไดงายโดยอาศัยคุณสมบัติการตกตะกอนของ สารกลุมนี้เมื่อใหทําปฏิกิริยากับสารละลายเจลาตินซึ่งเปนโปรตีน การตรวจสอบเบื้องตนจะใช gelatin solution สวนการตรวจสอบเพื่อแยกระหวางไฮโดรไลเซเบอแทนทิน (hydrolysable tannin) และ คอนเดนซแทนนิน (condensed tannin) จะใชน้ํายาทดสอบตอไปนี้ คือ ferric chloride, bromine water, formalin-HCl, vanillin-HCl และ lime-water วิธีการตรวจสอบทําโดยละลายสารตัวอยาง ดวยน้ํา ตมใหเดือดประมาณ 4-5 นาที กรองเอาเฉพาะสวน filtrate แบงใสหลอดทดลองแยกเปน
164 6 หลอด แลวนําไปเติมน้ํายาทดสอบ ดังนี้ หลอดที่ 1 เติม gelatin solution 2-3 หยด หลอดที่ 2 เติม ferric chloride 2-3 หยด หลอดที่ 3 เติม bromine water 5-6 หยด หลอดที่ 4 เติม formalin-HCl (40% formalin 3 หยด และ 10% HCl 6 หยด) หลอดที่ 5 เติม vanillin-HCl (vanillin reagent 15 หยด และ conc. HCl 1 หยด) หลอดที่ 6 เติมน้ําปูน (lime-water) 2-3 หยด ผลการทดสอบในหลอดที่ 1 สารแทนนินจะทําปฏิกิริยากับโปรตีนตกตะกอนออกจากน้ํา ผลการทดสอบในหลอดที่ 2 กลุม hydrolysable tannin ซึ่งมีไฮดรอกซิลอิสระ 3 หมู ตอวงแหวนอะโรมาติก 1 วง เมื่อทําปฏิกิริยากับ สารละลาย ferric chloride จะใหสีน้ําเงิน ในขณะที่ condensed tannin มีไฮดรอกซิลอิสระ 2 หมู ตอ วงแหวนอะโรมาติก 1 วง เมื่อทําปฏิกิริยากับสารละลาย ferric chloride จะใหสีเขียว [20-23] และผล การทดสอบในหลอดที่ 3-6 กลุม hydrolysable tannin จะใหผลกับน้ําปูน (หลอดที่ 6) เทานั้น สวนการ ตรวจสอบดวยน้ํายาอื่น (หลอดที่ 3-5) จะใหผลกับ condensed tannins เทานั้น การตรวจสอบกลุมเทอรพีนอยด การตรวจสอบสารกลุมนี้อาศัยหลักการเกิดสีกับน้ํายาทดสอบบางชนิด เชน การทดสอบลีเบอร- แมนเบอรชารด (Liebermann-Burchard test) ซึ่งน้ํายาทดสอบนี้ประกอบดวยแอซีติกแอนไฮไดรด-กรด ซัลฟวริก (acetic anhydride-sulphuric acid) วิธีการตรวจสอบทําโดยละลายสารตัวอยางดวยเอทานอล 1-2 หยด ระเหยสารละลายจนแหงในถวยกระเบื้องเคลือบ หยด acetic anhydride และ conc. sulphulic acid อยางละ 1-2 หยด โดยผลการทดสอบถาเปนไตรเทอรพีนอยดจะใหสีแดง ชมพู หรือ มวงแดง สวนสเตอรอยดจะใหสีน้ําเงิน หรือ น้ําเงินเขียว หรืออาจใชการทดสอบซาลโควสกี (Salkowski test) ซึ่งใชน้ํายากรดกํามะถันเขมขน วิธีการตรวจสอบทําโดยนําสารสกัดคลอโรฟอรมของตัวอยางพืชมา ระเหยใหแหงในถวยกระเบื้องเคลือบ หยดกรดกํามะถันเขมขน 1-2 หยด ผลการทดสอบถาเปนไตรเทอร- พีนอยดจะใหสีเหลือง สวนสเตอรอยดจะใหสีแดง [23-24] การตรวจสอบโดยใชทินเลเยอรโครมาโทกราฟ (Thin Layer Chromatography; TLC) ทินเลเยอรโครมาโทกราฟหรือทีแอลซีจัดเปนเทคนิคทางโครมาโทกราฟแบบ Liquid-solid chromatography ซึ่งมีวัฏภาคคงที่เปนของแข็ง และวัฏภาคเคลื่อนที่เปนของเหลว ที่นิยมนํามาใช วิเคราะหหาสารสําคัญจากพืชสมุนไพรเบื้องตนวานาจะเปนสารกลุมใด โดยการตรวจสอบดวยน้ํายาพน ชนิดเฉพาะเจาะจง และภายใตแสงอัลตราไวโอเลต หรือในกรณีที่มีสารอางอิง (reference substance) หรือสารมาตรฐาน (standard substance) มาเปรียบเทียบกับสารตัวอยาง จะทําใหทราบวาสารสกัดจาก พืชสมุนไพรที่ตองการตรวจสอบ มีสารเหมือนกับสารอางอิงหรือสารมาตรฐานหรือไม โดยประเมินจาก คา Rf (Relative front, Retardation factor) สี และความเขมของสี เทคนิคทีแอลซีจัดเปนวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และแมนยํา มีขอดีกวาการตรวจสอบดวยปฏิกิริยาสี และตะกอน คือเปนการแยกสารและ ตรวจสอบสารไปพรอมๆ กัน ทําใหทราบวาในสารสกัดตัวอยางมีสารอยางนอยกี่ชนิด หรือมีสารใดเปน สารหลัก โดยประเมินจากจํานวนและความเขมของแถบสารหรือจุดที่เกิดขึ้นในทีแอลซีโครมาโทแกรม (TLC chromatogram) นอกจากเทคนิคทีแอลซีจะใชวิเคราะหหาองคประกอบสําคัญจากพืชสมุนไพร
165 เบื้องตนวามีกี่ชนิด และเปนสารประเภทใดแลว ยังสามารถนํามาประยุกตใชเพื่อศึกษาสารสําคัญจากพืช สมุนไพรในดานอื่นๆ เชน ใชเปนวิธีวิเคราะหเบื้องตนเพื่อหาระบบตัวทําละลายสําหรับคอลัมนโครมาโทกราฟ (Column chromatography) เพื่อแยกสารปริมาณมาก ใชตรวจสอบแฟรกชัน (fraction) ที่แยก ไดจากคอลัมนโครมาโทกราฟเพื่อรวมแฟรกชันที่เหมือนกัน และใชแยกสารผสมที่มีปริมาณนอย หรือแยก สารปริมาณมากซึ่งแยกโดยคอลัมนโครมาโทกราฟไมไดผล เทคนิคทีแอลซียังเปนวิธีที่นิยมนํามา ประยุกตใชในการควบคุมคุณภาพทางเคมีของเครื่องยา (crude drugs) โดยในเภสัชตํารับของประเทศ ตางๆ ไดกําหนดใหใชเปนวิธีวิเคราะหทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณของสารสําคัญในเครื่องยาชนิดตางๆ อีกดวย [9,13,24] เทคนิคทีแอลซีใชแยกองคประกอบตางๆ ออกจากกันโดยอาศัยความแตกตางของการกระจายตัว (distribution of partition) ของสารตัวอยาง (solute) ระหวาง 2 เฟสที่ไมผสมเปนเนื้อเดียวกัน คือ วัฏภาคคงที่ (stationary phase) และ วัฏภาคเคลื่อนที่ (mobile phase) สารจะเคลื่อนที่ไปบนวัฏภาคคงที่โดยการพาของวัฏภาคเคลื่อนที่ ซึ่งอัตราการเคลื่อนที่ของสารไมเทากัน ทั้งนี้ขึ้นกับคุณสมบัติทาง กายภาพและทางเคมีของสารแตละชนิดที่มีอยูในสารผสมที่ตองการแยก ซึ่งจะสงผลตอคาความแรงของ ปฏิกิริยาระหวางสารตัวอยางกับวัฏภาคคงที่ และกับวัฏภาคเคลื่อนที่ ทําใหสารตัวอยางมีความจําเพาะ เจาะจง (selectivity) ตอเฟสทั้งสองตางกัน สารที่มีความจําเพาะเจาะจงกับวัฏภาคคงที่มากกวาวัฏภาคเคลื่อนที่ สารนั้นจะเคลื่อนที่ไปไดชา ทําใหมีการแยกเกิดขึ้นซึ่งแสดงออกมาในรูปของตําแหนงแถบสาร (band) หรือจุด (spot) ตางๆ ของสารบนแผนทีแอลซี โดยการแยกสารอาจเกิดผานกระบวนการตางๆ เชน การดูดซับที่ผิว (adsorption) การกระจายตัว (partition) หรือการสรางพันธะกับวัฏภาคเคลื่อนที่ เปนตน โดยตําแหนงของจุดหรือแถบสารบนทีแอลซีโครมาโทแกรม จะแสดงโดยคา Rf ซึ่งเปนคาที่ไดจาก ระยะทางเคลื่อนที่ของสารหารดวยระยะทางเคลื่อนที่ของวัฏภาคเคลื่อนที่คาที่ไดเปนจุดทศนิยม บางครั้ง จึงใชคา hRf แทน โดย hRf = 100Rf [9,13,24-25] ชนิดของทินเลเยอรโครมาโทกราฟ เทคนิคทีแอลซีจําแนกตามความเปนขั้วของวัฏภาคคงที่ และวัฏภาคเคลื่อนที่ สามารถแบงไดดังนี้ - Normal phase TLC : ชนิดนี้จะมีวัฏภาคคงที่ซึ่งมีขั้วมากกวาวัฏภาคเคลื่อนที่ โดยการดีเวลลอปเมนท (development) นั้นจะคอยๆ เพิ่มความมีขั้วของตัวทําละลายขึ้นไปเรื่อยๆ โดยลําดับความมี ขั้วของตัวทําละลายจากนอยไปมาก ดังนี้ petroleum ether, cyclohexane, carbon tetrachloride, trichloroethylene, toluene, benzene, dichloromethane, chloroform, ethyl ether, ethyl acetate, acetone, n-propanol, ethanol, methanol และ น้ํา - Reversed phase TLC : ชนิดนี้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวดูดซับใหลดความมีขั้วลง อาจทํา โดยนําตัวดูดซับไปเคลือบดวยสารซึ่งไมมีขั้วกลุมไฮโดรคารบอน ดังนั้นโครมาโทกราฟชนิดนี้วัฏภาคคงที่ จะมีขั้วนอยจึงใชกับตัวทําละลายที่มีขั้วมากกวา เชน น้ํา methanol และ acetonitrile เปนตน [9,24]
166 วัฏภาคเคลื่อนที่ (mobile phase) : เทคนิคทีแอลซีใชวัฏภาคเคลื่อนที่เปนของเหลวเทานั้น โดย อาจเรียกวาตัวทําละลาย (solvent) ดีเวลลอปเปอร (developer) หรือ ตัวชะ (eluent) ทําหนาที่ชะลาง หรือพาสารเคลื่อนที่ผานวัฏภาคคงที่ โดยทั่วไปการใชวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เปนตัวทําละลายเดี่ยวไมสามารถ แยกองคประกอบในสารผสมไดดี ดังนั้นจึงนิยมใชวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เปนของผสม 2-4 ชนิด โดยวิธีการใช จะกําหนดในอัตราสวนที่รวมกันแลวเปน 100 หรือเปน 10 ทั้งนี้ตองคํานึงถึงการผสมเขากันไดของตัวทําละลายตางๆ ดวย โดยหากวัฏภาคเคลื่อนที่เปนของผสมหลายตัว การเตรียมจะตองมีลําดับการผสมที่ เหมาะสมเพื่อปองกันการขุนของวัฏภาคเคลื่อนที่ โดยใหเติมตัวทําละลายที่มีขั้วมากที่สุดและปริมาณนอย ที่สุดกอน แลวจึงเติมตัวทําละลายที่มีขั้วนอยและปริมาณมากเปนลําดับสุดทาย โดยสัดสวนของวัฏภาคเคลื่อนที่ที่นิยมใชกันจะเปนแบบคงที่ (isocratic system) มากกวาแบบที่มีการเปลี่ยนแปลง (gradient system) วัฏภาคเคลื่อนที่ที่ดีตองมีคุณลักษณะ เชน ละลายสารตัวอยางได ทําใหสารองคประกอบใน ตัวอยางสารผสมเกิดการแยกไดในวัฏภาคคงที่ มีความคงตัว และมีความเปนพิษต่ํา การเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมในการใชงานอาจตองพิจารณาหลายปจจัยรวมกัน เชน ชนิดของสารตัวอยาง ปฏิกิริยา ระหวางสารกับวัฏภาคคงที่และวัฏภาคเคลื่อนที่ และคุณสมบัติของวัฏภาคเคลื่อนที่ เปนตน ทั้งนี้หาก เลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ไดเหมาะสม จะทําใหตัวอยางสารผสมเกิดการแยกออกจากกันและกระจายอยูทั่วทั้ง แผนทีแอลซี และสารมาตรฐานจะมีคา hRf อยูระหวาง 20-80 การเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมอาจ ทําโดยนําขอมูลการสืบคนจากเภสัชตํารับ หนังสือ และวารสารตางๆ มาปรับใชใหเหมาะสมกับงานที่ ตองการทํา ตัวอยางวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมในการใชงานทีแอลซีแบบตางๆ เชน - กรณี Normal phase TLC วัฏภาคเคลื่อนที่จะเปนสวนผสมของตัวทําละลายที่ไมมีขั้วหรือมี ขั้วนอย - กรณี Reverse phase TLC วัฏภาคเคลื่อนที่จะเปนสวนผสมของตัวทําละลายที่มีขั้ว - กรณีวัฏภาคคงที่เปนซิลิกาเจลเคลือบบนวัสดุรองรับ (supporters) ซึ่งอาจเปนแผนอลูมิเนียม กระจก หรือพลาสติก อาจพิจารณาวัฏภาคเคลื่อนที่จากความแรงของตัวทําละลาย (elution strength) โดยตัวทําละลายที่เหมาะสมจะใหทีแอลซีโครมาโทแกรมที่มีคา hRf ของสารที่ตองการอยูระหวาง 20-80 - กรณีการเกิดจุดหรือแถบสารที่เปนหาง (tailing) บนทีแอลซีโครมาโทแกรม ซึ่งมักมีสาเหตุจาก สารที่มีคุณสมบัติเปนกรด เชน tannins หรือสารที่มีคุณสมบัติเปนดาง เชน alkaloids สามารถแกไขโดย การปรับคาพีเอชของวัฏภาคเคลื่อนที่ใหเหมาะสม โดยการเติมกรด เชน formic acid หรือดาง เชน ammonia จะทําใหประสิทธิภาพในการแยกสารดีขึ้น [24-25] วัฏภาคคงที่ (stationary phase) : เทคนิคทีแอลซีจะมีวัฏภาคคงที่เปนของแข็ง ซึ่งอาจเรียกวา ตัวดูดซับ (adsorbent) โดยในระบบ normal phase TLC ตัวดูดซับที่นิยมใช ไดแก silica gel, alumina และ cellulose โดย silica gel มีคุณสมบัติเปนกรด (pH 4-5) เหมาะสําหรับแยกสารที่เปนกรดและ เปนกลาง สวน alumina มีคุณสมบัติเปนดาง (pH 9) เหมาะสําหรับแยกสารที่เปนดาง และ cellulose เหมาะสําหรับแยกสารที่มีขั้วมากไดดี และสามารถนําไปแยกสารที่เปนโมเลกุลไครัล (chiral molecule)
167 ได ในขณะที่ในระบบ reverse phase TLC ตัวดูดซับที่นิยมใชเชน RP-2, RP-8 และ RP-18 จะมีการ สังเคราะหใหกลุมไฮโดรคารบอนจับกับโครงสรางพื้นฐานที่เปนซิลิกา ทําใหโครงสรางโมเลกุลของตัวดูดซับ เหลานี้มีคุณสมบัติความเปนขั้วนอยลง และนิยมใชแยกสารกลุมที่มีขั้ว [9,13,24-26] ขั้นตอนการวิเคราะหดวยเทคนิคทีแอลซี[9,13,24-26] การเตรียมตัวอยางสารสกัด : อาจเตรียมโดยชั่งตัวอยางสมุนไพร 1 กรัม สกัดดวยตัวทําละลาย 10 มิลลิลิตร โดยการเขยาดวยเครื่อง หรือ ตั้งบนหมออังไอน้ํา 30 นาที กรอง และระเหยตัวทําละลาย ออก ละลายสารสกัดที่ไดดวยตัวทําละลาย 200 ไมโครลิตร หรืออาจนําสารสกัดที่ไดไปผานขั้นตอนการ แยกใหบริสุทธิ์ขึ้น ดวยตัวทําละลายตางๆ ที่เหมาะสม เชน การเตรียมตัวอยางสารสกัดเพื่อการตรวจสอบ แอลคาลอยดโดยใชเทคนิคทีแอลซี โดยทั่วไปจะนําสารสกัดที่ไดไปผานขั้นตอนการแยกองคประกอบที่ ไมใชแอลคาลอยดออกโดยการพารทิชันกับกรด-ดาง ใหไดเปนแอลคาลอยดในรูปอิสระ (free base) เสียกอน แลวจึงนําไปละลายในตัวทําละลายอินทรียและทดสอบในขั้นตอนตอไป โดยใชน้ํายาทดสอบ คือ Dragendorff’s reagent ชนิดที่ใชพน (spraying reagent) ซึ่งใหผลบวกเปนสีสมกับแอลคาลอยด การหยดสารตัวอยาง : ละลายสารตัวอยางในตัวทําละลายที่เหมาะสม โดยทั่วไปเปนตัวทําละลาย ชนิดเดียวกันกับที่ใชสกัดสาร หรือพิจารณาจากกฎทั่วไปวา "like dissolve like" คือสิ่งที่เหมือนกันยอม ละลายในกันและกัน เชน สารตัวอยางที่ตองการตรวจสอบเปนสารมีขั้ว ก็ควรเลือกตัวทําละลายที่มีขั้ว เชนกัน โดยทั่วไปจะเตรียมสารตัวอยางในความเขมขน 10-100 มิลลิกรัม/มิลิลิตร ปริมาตรที่หยดบน ทีแอลซีชนิดธรรมดาที่มี Siliga gel 60 เปนวัฏภาคคงที่ ประมาณ 0.5-5 ไมโครลิตร ทั้งนี้การหยดสาร ความเขมขนที่พอเหมาะจะเห็นการแยกบนทีแอลซีโครมาโทแกรมอยางชัดเจน รูปแบบการหยดสาร อาจ ทําโดยหยดเปนจุดกลม (spot) หรือใชวิธีขีด (streak) เปนแถบความยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร โดย ตําแหนงของการหยดสารจะอยูหางจากขอบลางและดานขางของแผนทีแอลซีประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ชวงหางระหวางตัวอยางประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร ระยะทางสําหรับดีเวลลอปเมนทในงานที่ไมตองการ ความละเอียดมาก อาจใช 7 เซนติเมตร แตปกติใชความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร อุปกรณที่นิยมใชใน หองปฏิบัติการสําหรับการหยดสารแบบใชมือหยด คือหลอดแกวรูเล็ก (capillary tube) ชนิดไมมีขีดบอก ปริมาตร ซึ่งกอนนํามาใชตองนํามาหลอมดวยเปลวไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล แลวดึงใหปลายมีขนาดเล็ก ตามตองการ เพื่อใหไดจุดหรือแถบสารที่มีขนาดเล็ก หลอดแกวรูเล็กที่ใชหยดสารสามารถนํากลับมาใช ใหมไดโดยการลางดวยตัวทําละลายที่เหมาะสมหลายๆ ครั้ง การหยดใหใชหลอดแกวจุมในสารละลาย ตัวอยาง โดยจับหลอดแกวในแนวตั้งฉากกับพื้น แลวนําไปแตะเบาๆ บนแผนทีแอลซี เพื่อปองกันแผนมี รอย จากนั้นทําใหหยดสารแหงในบรรยากาศหอง หรือใชลมรอน การทําใหภาชนะบรรจุอิ่มตัวดวยวัฏภาคเคลื่อนที่ : หากบรรยากาศในภาชนะบรรจุไมอิ่มตัว จะ ทําใหแถบสารในทีแอลซีโครมาโทแกรมเคลื่อนที่ไดในแตละแถบไมเทากัน อาจเกิดแถบสารลักษณะเปน รูปทองชาง และจะตองใชระยะเวลาในการพัฒนาแผนที่นานกวาภาชนะบรรจุในสภาวะอิ่มตัว ทําโดยตัด กระดาษกรองที่มีขนาดเล็กกวาภาชนะบรรจุเล็กนอย จากนั้นนํามาใสในภาชนะบรรจุวัฏภาคเคลื่อนที่ ทํา
168 ใหกระดาษกรองแนบกับผนังภาชนะโดยการเทวัฏภาคเคลื่อนที่ไปบนแผนกระดาษกรอง ปดฝาภาชนะ แลวตั้งทิ้งไวประมาณ 30 นาที ดีเวลลอปเมนท : ทําไดหลายวิธี ที่นิยมใชคือการพัฒนาเพียงครั้งเดียว (single development) กรณีใหผลการแยกไมดีเทาที่ควร อาจใชการพัฒนาหลายครั้ง (multiple development) โดยใชวัฏภาคเคลื่อนที่เหมือนเดิม หรือเปลี่ยนชนิดก็ได โดยหามขยับหรือเคลื่อนยายแทงก (tank) ในขั้นตอนนี้ เพราะ จะทําใหเกิดการเคลื่อนที่ที่ไมสม่ําเสมอของวัฏภาคเคลื่อนที่ การประเมินทีแอลซีโครมาโทแกรม : ระบุตําแหนงของสารบนโครมาโทแกรมดวยคา Rf ซึ่งเปน คาเฉพาะของสารหนึ่งๆ ในสภาวะการทดสอบหนึ่งๆ ระบุจํานวนชนิดสารดวยการประเมินจํานวนแถบสาร บนโครมาโทแกรม ระบุจํานวนสารหลัก (major compounds) และสารรอง (minor compounds) ดวย การประเมินความเขมขนของแถบสารบนโครมาโทแกรม ระบุประเภทของสารบนโครมาโทแกรมดวยการ ประเมินสีของแถบสารภายหลังการตรวจสอบดวยน้ํายาพนชนิดเฉพาะเจาะจง วิธีการบอกตําแหนงของสารที่แยกไดหรือบอกวาสารที่แยกไดเปนสารกลุมใด 1. กรณีสารที่มีสี : ตรวจสอบภายใตแสงธรรมชาติ 2. กรณีสารที่ในโครงสรางมี chromophore : ตรวจสอบภายใตแสงอัลตราไวโอเลต ความยาว คลื่น 254 นาโนเมตร จะเห็นแถบสารเปนสีดําบนพื้นสีเขียวของแผนทีแอลซี 3. กรณีสารที่มีคุณสมบัติเรืองแสงได : ตรวจสอบภายใตแสงอัลตราไวโอเลต ความยาวคลื่น 366 นาโนเมตร จะเห็นแถบสารที่สามารถดูดกลืนแสงได เรืองแสงเปนสีตางๆ 4. กรณีสารไมมีสี และไมสามารถตรวจสอบโดยใชแสงอัลตราไวโอเลต : ตรวจสอบดวยสารเคมี โดยใชน้ํายาทดสอบชนิดพน ซึ่งโดยทั่วไปหลังจากพนแลวจะตองนําไปอบที่ 105 °C เปนเวลา 10-15 นาที จึงจะเกิดสี อาจจําแนกชนิดของน้ํายาพนได ดังนี้ - น้ํายาทดสอบแบบทั่วไป (general detecting reagent) : การตรวจสอบโดยใชน้ํายาพนกลุม นี้จัดเปนวิธีการตรวจสอบแบบทั่วไป (general detection) ของสารสําคัญทางพฤกษเคมี ชนิดที่ใชมากคือ 10-30% H2SO4 เปนน้ํายาเคมีซึ่งใชกําหนดตําแหนงของสารบนแผนทีแอลซี (TLC plate) ได แตไม สามารถบอกไดวาเปนสารอะไร วิธีการตรวจสอบแบบทั่วไปยังรวมถึงการนําแผนทีแอลซีที่มี phosphor (F) ซึ่งเปนสารเรืองแสงที่ผสมในตัวดูดซับที่เปนซิลิกาเจล โดย F มี 2 ชนิด คือ F254 และ F366 ตัวเลขที่ กํากับ F หมายถึงความยาวคลื่นที่สารเรืองแสง ไปสองภายใตแสงอัลตราไวโอเลตที่ความยาวคลื่น 254 และ 366 นาโนเมตร เพื่อตรวจสอบทีแอลซีโครมาโทแกรมอีกดวย - น้ํายาทดสอบแบบจําเพาะเจาะจง (specific detecting reagent) : การตรวจสอบโดยใช น้ํายาพนกลุมนี้จัดเปนวิธีการตรวจสอบแบบจําเพาะเจาะจง (specific detection) ของสารสําคัญ ทางพฤกษเคมี โดยน้ํายาเคมีที่ใชจะใหปฏิกิริยาเฉพาะกับสารบางกลุม ซึ่งนอกจากจะบอกตําแหนงยังทํา ใหทราบวาเปนสารกลุมใดได โดยการประเมินจากสีของแถบสารบนทีแอลซีโครมาโทแกรม หลังจากพน ดวยน้ํายาทดสอบกลุมนี้
169 ในการศึกษาสารสําคัญทางพฤกษเคมีที่ไมมีขอมูลจากการสืบคนเกี่ยวกับชนิดของแผนทีแอลซีที่ใช ในการทดลองมักเริ่มตนลองทําการทดลองโดยใชแผนทีแอลซีชนิดแผนอลูมิเนียมที่เคลือบดวยวัฏภาคคงที่ เปน Siliga gel 60 ซึ่งสามารถตัดเปนชิ้นเล็กๆ ไดตามความตองการ โดยใชมีดคัตเตอร หรือเครื่องตัดแผน ทีแอลซี ซึ่งแผนทีแอลซีชนิดธรรมดา (ขนาดตัวดูดซับประมาณ 11 ไมครอน) จะแยกสารไดดีตองมีระยะ ทางการเคลื่อนที่ของวัฏภาคเคลื่อนที่ประมาณ 10 เซนติเมตร และกอนนํามาใชงานตองทําการกระตุน แผน (activation) โดยนําแผนทีแอลซีใสในถาดแลวนําไปอบที่ 120 °C 30 นาที ในที่นี้ขอยกตัวอยางการ ใชเทคนิคทีแอลซีเพื่อตรวจสอบสารในกลุมเทอรพีนอยดในหองปฏิบัติการ ซึ่งทําการทดลองโดยนําแผน ทีแอลซีมากําหนดตําแหนงที่จะหยดสารที่ตองการตรวจสอบ โดยวัดระยะจากปลายลาง ประมาณ 1 ซม. หรือสูงกวาระดับของตัวทําละลายในแทงก และปลายบน (solvent front) 0.5-1 ซม. แลวทํา เครื่องหมายเบาๆ ไวทั้ง 2 แหง ใชหลอดแกวที่มีปลายเรียวเล็กจุมตัวอยางและสารละลายมาตรฐานเบตาซิโตสเตอรอล (-sitosterol) มาทําการจุด (spot) หรือการขีด (streak) เปนแถบ (ความเขมขน 10-100 mg/ml; spot 1-10 µl; ≤ 2.5 mm.; band 0.5-5 µl; ≤ 5 mm.) ลงบนวัฏภาคคงที่ โดยใหแถบ ของสารตัวอยาง และสารมาตรฐานอยูหางกันประมาณ 0.5 ซม. รอใหหยดสารแหงในอุณหภูมิหอง แลว จึงนําแผนทีแอลซีใสในแท็งกซึ่งบรรจุวัฏภาคเคลื่อนที่หรือระบบตัวทําละลายแบบคงที่ของ Hexane : Acetone (8:2) ปลอยใหตัวทําละลายไหลซึมผานแผนทีแอลซีจากดานลางขึ้นมาดานบน (ascending method) จนถึง solvent front เรียกกระบวนการนี้วา“ดีเวลลอปเมนท” จากนั้นนําแผนทีแอลซีออกมา วางทิ้งใหแหงที่อุณหภูมิหอง โดยหลังจากดีเวลลอปเมนทจะเกิดการแยกสารประกอบตางๆ ออกจากกัน เมื่อตรวจสอบทางเคมีโดยใชน้ํายาพน anisaldehyde/sulphuric acid จะใหผลบวกเปนสีมวง มวงน้ําเงิน และสีเขียว กับสารกลุมเทอรพีนอยดโดยหากแถบสารหรือจุดใดๆ ก็ตามที่ปรากฏบนโครมาโทแกรมของ สารสกัดตัวอยางมีคา Rf สี และความเขมเชนเดียวกับสารมาตรฐาน จะแสดงวา สารสกัดตัวอยางนั้น อาจมีสารเหมือนกับสารมาตรฐานชนิดนั้น ทั้งนี้ควรทําการทดลองโดยใชวัฏภาคเคลื่อนที่อยางนอย 3 ระบบ ที่มีขั้วแตกตางกัน ในการยืนยันวาสารสําคัญในสารสกัดตัวอยางนั้นเปนสารชนิดเดียวกับสารมาตรฐานหรือไม ซึ่งในกรณีของสารมาตรฐาน -sitosterol อาจใชระบบตัวทําละลายที่มีขั้วตางกัน 3 ระบบ ดังนี้ (1) Hexane : Acetone; 8:2, (2) Hexane : EtOAc; 9:1 และ (3) Hexane: CH2Cl2 ; 7:3 โดยวัฏภาคเคลื่อนที่ทั้ง 3 แบบนี้จะใหทีแอลซีโครมาโทแกรมที่มีคา hRf ของสารมาตรฐาน -sitosterol อยู ระหวาง 20-80 [23] ตัวอยางการตรวจสอบสารกลุมตางๆ โดยใชเทคนิคทีแอลซีรวมกับน้ํายาทดสอบ ชนิดที่ใชพน ที่ใหปฏิกิริยาแบบเฉพาะเจาะจงกับสารบางกลุม รวมถึงวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมของสาร กลุมตางๆ แสดงไวดังตารางที่ 5.3 [9,24-28]
170 ตารางที่ 5.3 ตัวอยางการตรวจสอบสารกลุมตางๆ โดยใชทินเลเยอรโครมาโทกราฟรวมกับน้ํายาทดสอบ ชนิดที่ใชพน (spraying reagent) [9,24-28] สารประกอบ (chemical group) ระบบตัวทําละลาย (solvent system) น้ํายาตรวจสอบชนิดพน (spraying reagent) alkaloids Toluene : EtOAc : Diethylamine (70:20:10) Dragendorff’s reagent orange anthraquinone glycosides Hexane : EtOAc : Glacial acetic acid (75:25:1) Ammonia vapour reddish purple coumarin glycosides EtOAc : Formic acid : Glacial acetic acid : Water (100:11:11:26) KOH หรือ NH4OH blue หรือ green (UV 366 nm) essential oils Hexane : Ethyl acetate : Formic acid (60:30:5) Vanillin sulphuric acid red, yellow, brown หรือ blue flavonoids Chloroform : EtOAc (60:40) Natural products –Polyethylene glycol yellow, orange หรือ green (UV 366 nm) saponin glycosides Chloroform : Glacial acetic acid : Methanol : Water (64:32:12:8) Vanillin sulphuric acid blue tannins Chloroform : Methanol (95:5) 1% FeCl3 green หรือ blue triterpenes Hexane : Acetone (80:20) Anisaldehyde sulphuric acid blue, reddish purple หรือ orange
171 รูปที่ 5.1 แผนภูมิแสดงการตรพืชสดหั่นแช่ด้วย 95% Ethanol ตมกับ 2% H2SO4 ทําใหเย็น Wieffering reagent สกัดดวย CHCl3 ตมเดือด 1 นาที เขยากับ 10% NH4OH TEST FOR IRIDOIDS +ve = Blue solution TEST FOR ANTHRAQUINONES (Borntrager’s test) +ve = Pink or Red TEST FOR ALKALOIDS (Dragendorff’s reagent) +ve = Orange ppt TEST FOR FLAVONOIDS (Shinoda’s test) (5 N HCl+Mg ribbon) +ve = Orange to margenta bubble TEST FOR STEROIDS & TRITERPENOIDS (Liebermann-burchard test) (Acetic anhydride+conc. H2SO4 ) +ve = Blue, Green, Red, or Violet สกัดด้วย CHCl3 TEST FOR TANNINS (1% Ferric chloride) +ve = Green to blue solution
รวจสอบสารสําคัญทางพฤกษเคมีเบื้องตน นละเอียด ใสใน Test tube เติมน้ําเล็กนอย ใสใน Test tube เติม CHCl3 เล็กนอย ปดดวยกระดาษกรองชุบ 10% NaOH ตม 5 นาที TEST FOR COUMARINS (Fluorescence test) +ve = UV 365 nm : Blue or Green fluorescence ปดดวยกระดาษกรองชุบ sodium picrate อุน 15 นาที – 1 ชั่วโมง TEST FOR CYANOGENIC GLYCOSIDES (Grignard test) +ve = Brick red TEST FOR CARDIAC GLYCOSIDES 1. Keller-Killiani’s test (Glac. acetic acid+FeCl3+conc. H2SO4 ) +ve = Reddish-brown ring 2. Liebermann-Burchard test +ve = Green 3. Kedde reagent +ve = Pink violet to blue
172 สรุป การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสกัดในพืช มักจะใชทดสอบวาในพืชหรือสมุนไพรนั้นมีสารเคมี กลุมใดบางที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา วิธีที่ใชในการตรวจสอบควรเปนวิธีที่งาย ใชเวลานอย และคอนขางจําเพาะ กับกลุมสารเคมีที่ตองการ สวนใหญนิยมเตรียมสารสกัดที่ตองการตรวจสอบโดยใชแอลกอฮอลหรือสวนผสม ของแอลกอฮอลและน้ํา การตรวจสอบอาจใชปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอน และการตรวจสอบโดยใช เทคนิคทินเลเยอรโครมาโทกราฟหรือทีแอลซี โดยวิธีการตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนนั้นนิยมใชตรวจสอบ สารสําคัญโดยเฉพาะกลุมสารทุติยภูมิที่พบบอยๆ ในพืชสมุนไพร ไดแก แอลคาลอยด ไกลโคไซด และเทอรพี- นอยด การตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอนเปนการใชปฏิกิริยาทางเคมีงายๆ ซึ่งจะใหผลเปนสี ตางๆ หรือเกิดการขุน หรือเกิดตะกอน โดยน้ํายาเคมีที่ใชตรวจสอบสารสําคัญทางพฤกษเคมีกลุมตางๆ โดยวิธี นี้ อาจเปนน้ํายาทดสอบที่ใชในการตรวจสอบแบบทั่วไป (general test) ซึ่งน้ํายากลุมนี้มักจะใชทดสอบวาใน ตัวอยางพืชนั้นมีสารสําคัญที่ตองการตรวจสอบอยูหรือไม หากตองการจําแนกประเภทของสารสําคัญในแตละ กลุมจะตองใชน้ํายาทดสอบที่ใชในการตรวจสอบแบบจําเพาะเจาะจง (specific test) ซึ่งอาศัยปฏิกิริยาการ เกิดสีที่มีลักษณะเฉพาะตัวระหวางสารตัวอยางที่ตองการตรวจสอบกับน้ํายาเคมีที่เหมาะสม ตัวอยางเชน การ ตรวจสอบแอลคาลอยดทั่วไปซึ่งเปนการทดสอบวาในพืชสมุนไพรนั้นมีแอลคาลอยดหรือไม มักใชน้ํายาทดสอบ คือ Dragendorff’s reagent ซึ่งใหผลบวกเปนตะกอนสีสม ในขณะที่หากตองการพิสูจนเอกลักษณวาใน ตัวอยางสารสกัดพืชเปนแอลคาลอยดกลุมใด หรือเปนแอลคาลอยดชนิดใด อาจใชน้ํายา Murexide ซึ่งใช ตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมพิวรีน (purine) น้ํายาทดสอบ Erythroquinine reaction ซึ่งใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมควิโนลีน (quinolone) หรือน้ํายา Dichromate-sulphuric acid ซึ่งใชตรวจสอบแอลคาลอยด กลุมอินโดล (indole) ในขณะเดียวกันการตรวจสอบเพื่อจําแนกประเภทของไกลโคไซด เชน แทนนิน ฟลาโวนอยดไกลโคไซด แอนทราควิโนนไกลโคไซด และอิริดอยดไกลโคไซด ก็จะมีน้ํายาทดสอบเฉพาะตัวที่ใหผลแบบ จําเพาะเจาะจงกับสวนอะไกลโคนของไกลโคไซดประเภทตางๆ เหลานี้ สําหรับการตรวจสอบทางเคมีเบื้องตน ของสารสกัดในพืชโดยใชเทคนิคทีแอลซีนั้นนิยมนํามาใชวิเคราะหหาสารสําคัญจากพืชสมุนไพรวานาจะเปน สารกลุมใด โดยการตรวจสอบดวยน้ํายาพนชนิดเฉพาะเจาะจง และระบุประเภทของสารบนโครมาโทแกรม ดวยการประเมินคา Rf และสีของแถบสาร ในกรณีที่มีสารมาตรฐานมาเปรียบเทียบกับสารตัวอยาง จะทําให ทราบวาสารสกัดจากพืชสมุนไพรนั้นมีสารเหมือนกับสารมาตรฐานหรือไม ทั้งนี้ควรยืนยันผลโดยใชวัฏภาคเคลื่อนที่อยางนอย 3 ระบบ ที่มีขั้วแตกตางกัน และจากการที่เทคนิคทีแอลซีเปนการแยกสารและตรวจสอบ สารไปพรอมๆ กัน จึงมีขอดีกวาการตรวจสอบดวยปฏิกิริยาสี และตะกอน คือทําใหคาดการณไดวาในสารสกัด ตัวอยางมีสารอยางนอยกี่ชนิด หรือมีสารใดเปนสารหลักและสารรองไดทั้งนี้การเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ที่ เหมาะสมในการใชงานทีแอลซีแบบตางๆ อาจทําไดโดยการปรับใชขอมูลที่มีรายงานไวในเภสัชตํารับ หนังสือ หรือวารสารวิชาการตางๆ ได
173 เอกสารอางอิง [1] Heinrice, M., Barnes, J., Gibbons, S., Williamson, E.M. 2004. Fundamentals of Pharmacognosy and Phytotherapy. Churchill Livingstone, Hungary. [2] Balunas, M.J., Kinghorn, A.D. 2005. Drug discovery from medicinal plants. Life Sci. 78: 431-441. [2] Pan, L., Chai, H., Kinghorn, A.D. 2010. The continuing search for antitumor agents from higher plants. Phytochem Lett. 3: 1-8. [3] Tan, B.K.H., Bay, B.H., Zhu, Z. 2004. Novel Compounds from Natural Products in The New Millennium Potential and Challenges. World Scientific Publishing Co. Pte. Ltd., Singapore. [4] Bruneton, J. 1999. Pharmacognosy Phytochemistry Medicinal Plants, 2nd ed. Lavoisier Publishing, France. [5] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2554. พฤกษเภสัชภัณฑ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [6] Evans, W.C. 1996. Trease and Evans’ Pharmacognosy, 14th ed. WB Saunders, Co. Ltd., England. [7] Trease, G.E., Evans, W.C. 1983. Pharmacognosy, 12nd ed. Bailliere Tindall, London. [8] Tyler, V.E., Brady, L.R., Robbers, J.E. 1988. Pharmacognosy, 9th edition. Lea & Febiger, USAs. [9] รัตนา อินทรานุปกรณ. 2547. การตรวจสอบและสกัดแยกสารสําคัญจากสมุนไพร. กรุงเทพฯ: บริษัท แอคทีฟ พริ้นท จํากัด. [10] Harborne, J.F. 1973. Phytochemical Methods. Chapman and Hall Ltd., England. [11] Samuels, G. 1999. Drugs of Natural Origin: A Textbook of Pharmacognosy, 4th revised ed. Swedish Pharmaceutical Press, Sweden. [12] Bhat, S.V., Nagasampagi, B.A., Sivakunar, M. 2005. Chemistry of Natural Products. Narosa Publishing House, India. [13] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2534. ยาเละผลิตภัณฑธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [14] กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ. 2547. เอกสารการสอนชุดวิชา เภสัชพฤกษศาสตร (Pharmaceutical Botany) หนวยที่ 4-5. นนทบุรี: สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
174 [15] Dewick, P.M. 2009. Medicinal Natural Products: A Biosynthesis Approach, 3rd ed. John Wiley & Sons, England. [16] ถนอมจิต สุภาวิตา. 2534. คูมือปฏิบัติการวิชาพฤกษเคมี. สงขลา: คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร [17] Farnsworth, N.R. 2006. Biological and phytochemical screening of plants. J Pharm Sci. 55: 225-276. [18] Karawya, M.S., Diab, A.M. 1977. Colorimetric assay of quinine and quinidine in raw materials, formulations, and biological fluids. J Pharm Sci. 66: 1317-1319. [19] Kokate, C.K., Purohit, A.P., Gokhale, S.B. 2008. Pharmacognosy, 42nd ed. Nirali Prakashan, India. [20] สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธุ. 2531. ตําราเภสัชเวท พฤกษธาตุ: ไกลโคไซด. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพโอเดียนสโตร. [21] สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธุ. 2531. ตําราเภสัชเวท พฤกษธาตุ: กลัยโคไซด เลม 2. เชียงใหม: ภาควิชา เภสัชเวท คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. [22] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2536. สารฟลาโวนอยดและสมุนไพร. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะ เภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [23] Joycharat, N., Limsuwan, S., Subhadhirasakul, S., Voravuthikunchai, S.P., Pratumwan, S., Madahin, I., Nuankaew, W., Promsawat, A. 2012. The anti-Streptococcus mutans efficacy of Thai herbal formula used as a remedy for dental caries. Pharm Biol. 50: 941-947. [24] นพมาศ สุนทรเจริญนนท อุทัย โสธนะพันธ ประไพ วงศสินมั่นคง. 2551. ทีแอลซี: วิธีอยางงายในการ วิเคราะหเครื่องยาไทย. นนทบุรี: สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและ การแพทยทางเลือก. [25] นพมาศ สุนทรเจริญนนท และนงลักษณ เรืองวิเศษ. 2551. วิเคราะห วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. พิมพ ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: คอนเซ็พท เมดิคัส. [26] Wagner, H., Bladt, S. 2009. Plant Drug Analysis: A Thin Layer Chromatography Atlas, 2nd ed. Springer, New York. [27] Joycharat, N., Boonma, C., Thammavong, S., Yingyongnarongkul, B., Limsuwan, S. Voravuthikunchai, S.P. 2016. Chemical constituents and biological activities of Albizia myriophylla wood. Pharm Biol. 54: 62-73. [28] Atta-ur-Rahman. 2000. Studies in Natural Products Chemistry: Bioactive Natural Products (Part B). volume 21. Elsevier Science B.V., The Netherlands.
175 ดรรชนี(ภาษาไทย) ก กรดไขมัน 4, 5, 131, 132 กรดไขมันไมอิ่มตัว 4, 131, 132, 133, 134, 135 กรดไขมันอิ่มตัว 4, 6, 131, 134 กรดชิคิมิก 7, 106 กรดซาลิไซลิก 138 กรดไดคารบอกซิลิก 128, 129, 130, 137, 151 กรดไตรคารบอกซิลิก 128, 129, 130, 137, 151 กรดโปรโตคาเทชูอิค 138, 139 กรดฟอรมิก 138 กรดโมโนคารบอกซิลิก 128, 129, 130, 131, 151 กรดลอริก 138 กรดอินทรียจากพืช 3, 128, 131, 137, 151 กรดแอซีติก 137, 138, 142 กรดแอลฟาไฮดรอกซี 138 กรัก 56, 114, 148 กลุมคีโตน 105, 123 กลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด 56, 57, 58, 59, 163 กลุมฟนอล 105, 123 กลุมอะโรมาติกเอซิด 131 กลุมอะลิฟาติก 101 กลุมเอสเทอร 105, 123 กลุมแอลกอฮอล 102, 123 กลุมแอลดีไฮด 102, 123 กลูโคซิโนเลท 35, 85, 92 กวาวเครือ 26, 56, 57, 58 กัญชา 142, 149
176 กัม 3, 4, 18, 19, 29, 145, 146, 151 กัมเรซิน 18, 19, 145, 150, 151 การกลั่น 106, 107, 108, 109, 112, 123, 144, 149 การกลั่นดวยน้ํา 106, 107 การกลั่นดวยน้ําและไอน้ํา 107 การกลั่นดวยไอน้ํา 107 การกลั่นทําลาย 109 การควบคุมคุณภาพ 2, 100, 112, 165 การตรวจสอบ 25, 29, 33, 112, 124, 152, 154, 155, 157, 158, 159, 160, 161, 162, 163, 164, 167, 168, 169, 170, 172, 173 การบีบเย็น 108, 123 การแพทยพื้นบาน 2, 79, 143 การเรืองแสง 43, 158, 159, 163 การสกัดไกลโคไซด 34 การสกัดดวยคารบอนไดออกไซด 108, 123 การสกัดโดยใชไขมัน 108, 123 การสกัดโดยใชตัวทําละลาย 108, 123 การสกัดน้ํามันหอมระเหย 106, 107, 108, 109, 123 การสุม 2 กํายานญวน 19, 148, 149 กํายานสุมาตรา 19, 148, 149, 151 โกฐน้ําเตา 40, 48, 50, 51 ไกลโคไซด 19, 22, 28, 32, 33, 34, 36, 39, 42, 44, 56, 59, 67, 92, 141, 154, 155, 172 ไกลโคเรซิน 140, 151 ข ขนที่มีตอมน้ํามัน 175 ขอย 68, 73, 74, 145
177 ขิง 4, 19, 100, 101, 106 ไข 4, 6, 132, 110, 113, 115, 119, 123, 144, 145, 149 ไขเนา 63, 6 ไขมัน 4, 5, 6, 8, 26, 27, 75, 86, 99, 108, 112, 114, 118, 123, 131, 132, 133, 134, 135, 138, 141 ค คารดิแอกไกลโคไซด 35, 68, 69, 70, 71, 72, 73, 92, 154, 161 คารโบไฮเดรต 3, 4, 28, 154 คําฝอย 56, 59, 86 คูน 48, 51, 86 คูมารินส 42, 43, 44, 45, 92, 154, 161, 163 คูมารินสไกลโคไซด 35, 44, 45, 92 เคมีอนุกรมวิธาน 8 เครื่องยา 1, 28, 34, 35, 36, 40, 44, 47, 48, 76, 85, 92, 141, 142, 151, 165, 174 โคไพบา 139, 143, 144 จ เจียนเชียน 63 ช ชะลูด 44 ชะเอมเทศ 20, 35, 76, 78, 87, 92 ชะเอมไทย 35, 76, 79, 80, 87, 92 ชันสน 18, 139, 140, 142, 149, 151 ชีวสังเคราะห 9, 81, 82, 105, 133, 140, 160 ชุมเห็ดเทศ 35, 40, 48, 51, 52, 87, 92 ชุมเห็ดไทย 48, 52 ซ ซาโปนินไกลโคไซด 35, 76, 77, 78, 79, 92, 162
178 ซูโครส 3, 4, 79 เซลลน้ํามัน 100 เซลลูโลส 3, 4 เซสควิเทอรพีน 101, 102, 110, 123, 143, 144 ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด 35, 82, 83, 154, 161, 163 ต ตะเคียนชันตาแมว 18, 140, 141, 149 ตํารามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 100 ตีนเปดทราย 68, 73 ท ทดสอบการเกิดตะกอน 155 ทอน้ํามัน 100 ทินเลเยอรโครมาโทกราฟ 25, 109, 112, 154, 164, 165, 170, 172 เทคนิคทีแอลซี 30, 164, 165, 166, 167, 169, 172 เทอรพีน 101, 102, 123, 139 เทอรพีนไฮโดรคารบอน 123 เทอรพีนอยด 23, 24, 28, 101, 140, 150, 164, 169 แทนนิน 22, 23, 26, 28, 35, 38, 39, 40, 41, 42, 92, 139, 154, 161, 163, 164, 172 โทลูบาลซัม 146, 147 น น้ําผึ้ง 3, 4 น้ํามันคาโมมายล 17 น้ํามันจากผักชี 17, 18 น้ํามันจากผักชีฝรั่ง 18 น้ํามันชีโนโพเดียม 18, 105 น้ํามันโปยกั๊ก 17, 102, 105 น้ํามันมดยอบ 18 น้ํามันมัสตารด 17, 28, 115