The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หนังสือ, 2023-09-25 04:01:12

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

132 พันธะคูของลิพิด 100 สวนโดยน้ําหนัก ดังนั้นคาเลขไอโอดีนจึงมีประโยชนสําหรับวัดปริมาณความไม อิ่มตัวของสารในกลุมกรดอินทรีย น้ํามัน (fixed oil) ไขมัน (fat) และไข (wax) รางกายไมสามารถ สังเคราะหกรดไขมันไมอิ่มตัวขึ้นมาเองได กรดไขมันไมอิ่มตัวจึงจัดวาเปนกรดไขมันที่จําเปน (essential fatty acid) ซึ่งสามารถแบงกรดไขมันชนิดนี้ออกเปน 2 กลุม ไดแก – Olefinic fatty acids : เปนกรดไขมันที่คารบอนตอกันดวยพันธะเดี่ยวและมีพันธะคูอยาง นอย 1 พันธะในโมเลกุล ซึ่งกรดไขมันกลุมนี้อาจมีโครงสรางเปนแบบโซตรงไมอิ่มตัว (ตารางที่ 4.3) ตัวอยางเชน กรดไลโนเลอิก (lionleic acid) กรดโอเลอิก (oleic acid) กรดไลโนเลนิก (linolenic acid) กรดอะราคิโดนิก (arachidonic acid) เปนตน หรือเปนแบบวงแหวนไมอิ่มตัว (ตารางที่ 4.4) ซึ่งพบได นอยกวาชนิดแรก เชน hydnocarpic acid เปนตน – Acetylenic fatty acids : เปนกรดไขมันที่มีโครงสรางคลายคลึงกับกรดไขมันไมอิ่มตัวทั่วไป ตางกันที่จะมีพันธะสามอยางนอย 1 พันธะในโมเลกุล คาดวามีวิถีชีวสังเคราะหจาก olefinic fatty acids โดยเกิดจากปฏิกิริยาการดึงไฮโดรเจน (dehydrogenation) ออกจากพันธะคูของกรดไขมันที่สอดคลอง กัน โดยกรดไขมันกลุมนี้มีรายงานพบในรากลุม Basidiomycetes และในพืชวงศ Asteraceae, Araliaceae และ Apiaceae ตัวอยางเชน crepenylic acid ซึ่งแยกไดเปนครั้งแรกจากน้ํามันในสวนเมล็ด ของพืชสกุล Crepis spp. พบวาเกิดจากปฏิกิริยา dehydrogenation ที่พันธะคูของคารบอนในตําแหนง ที่ 12 และ 13 ของ linolenic acid (รูปที่ 4.5) ตารางที่ 4.2 กรดไขมันอิ่มตัว (Straight-chain saturated acids) ชื่อสามัญ ชื่อตามระบบสากล สูตรโมเลกุล Butyric n-Tetranoic CH3 [CH2 ]2COOH Isovavleric 3-Methyl-butanoic (CH3 )2CHCH2COOH Caproic n-Hexanoic CH3 [CH2 ]4COOH Caprylic n-Octanoic CH3 [CH2 ]6COOH Capric n-Decanoic CH3 [CH2 ]8COOH Lauric n-Dodecanoic CH3 [CH2 ]10COOH Myristic n-Tetradecanoic CH3 [CH2 ]12COOH Palmitic n-Hexadecanoic CH3 [CH2 ]14COOH Stearic n-Octadecanoic CH3 [CH2 ]16COOH Arachidic n-Eicosanoic CH3 [CH2 ]18COOH


133 ตารางที่4.3 กรดไขมันชนิดโซตรงไมอิ่มตัว (Straight-chain unsaturated acids) ชื่อสามัญ พันธะคู สูตรโมเลกุล Palmitoleic 1 CH3 [CH2 ]5CH=CH[CH2 ]7COOH Oleic 1 CH3 [CH2 ]7CH=CH[CH2 ]7COOH Petroselinic 1 CH3 [CH2 ]10CH=CH[CH2 ]4COOH Ricinoleic 1 CH3 [CH2 ]5CH(OH)CH2CH=CH[CH2 ]7COOH Erucic 1 CH3 [CH2 ]7CH=CH[CH2 ]11COOH Linoleic 2 CH3 [CH2 ]4CH=CHCH2CH=CH[CH2 ]7COOH Linolenic 3 CH3CH2CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CH[CH2 ]7COOH Arachidonic 4 CH3 [CH2 ]4CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CH[CH2 ]3COOH ตารางที่ 4.4 กรดไขมันชนิดวงแหวนไมอิ่มตัว (Cyclic unsaturated acid) ชื่อสามัญ สูตรโมเลกุล Hydnocarpic Chaulmoogric Gorlic ชีวสังเคราะหของกรดไขมันไมอิ่มตัว กรดไขมันไมอิ่มตัวมีวิถีชีวสังเคราะหมาจาก acetate pathway โดยมีสารตั้งตน (precursors) คือ acetic acid และ malonic acid โดยสารดังกลาวมี active form ในรูปของ acetyl CoA และ malonyl CoA ตามลําดับ ปฏิกิริยาตางๆ ในขั้นตอนของการสังเคราะหดังรายละเอียดตามรูปที่ 4.2 โดย ปฏิกิริยา 3-7 อาจเกิดซ้ําๆ กัน เปนการเพิ่มความยาวของ fatty acid chain ครั้งละ 2 คารบอนอะตอม ซึ่งไดจาก malonyl ACP โดยพันธะคูใน olefinic fatty acids คาดวาจะเกิดจากปฏิกิริยาการ ดึงไฮโดรเจน (dehydrogenation) ออกจากโมเลกุลของกรดไขมันอิ่มตัว ในพืชชั้นสูง (higher plants) CH CH CH2 CH2 CH2 [CH2 ]10COOH CH CH CH2 CH2 CH2 [CH2 ]12COOH CH CH CH2 CH2 CH2 [C12H22 ]COOH


134 พบวากรดไขมันอิ่มตัวคือ stearic acid (active form คือ stearoyl-S-ACP) จะถูกใชเปนสารตั้งตนใน ระบบของเอนไซมที่ใชในการสังเคราะหกรดไขมันไมอิ่มตัว (desaturase system) โดยตําแหนงของพันธะ คูในโมเลกุลของกรดไขมันจะมีความจําเพาะกับชนิดของเอนไซมที่เขาทําปฏิกิริยาในวิถีชีวสังเคราะห แตการเกิดปฏิกิริยาการดึงไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลจะเกิดเฉพาะแบบ cis เทานั้น ซึ่งเปนการ ดึงไฮโดรเจนที่ทําใหไฮโดรเจนที่เหลือบนคารบอนอะตอมที่เกิดพันธะคูกันอยูในระนาบเดียวกันของ โมเลกุลสาร (รูปที่ 4.3) Preparation steps 1 and 2 (activation and carboxylation of Acetyl CoA) H 3 C OH O H 3 C S-CoA O + AMP + PPi ATP CoASH mitochondia CO 2 , biotin acetylCoA carboxylase malonylCoA-ACP transacylase acetylCoA malonylCoA S-ACP O HOOC S-CoA O HOOC H 3 C S-ACP O acetylACP malonylACP CO 2 + ACP-SH Step 4- condensation S-ACP O H 3 C O Step 5- reduction S-ACP O H 3 C OH -hydroxybutyrylACP acetoacetylACP -ketoacetylACP reductase NADP+ NADPH -ketoacylACP synthetase Step 3- Transfer of acetyl and malonyl groups to ACP-SH acetylCoA-ACP transacylase Step 6- dehydration -hydroxyacylACP dehydrase S-ACP O H 3 C NADPH NADP+ S-ACP O H 3 C crotonylACP Step 7- reduction butyrylACP Repeat steps 3-7 six more times to get palmitylACP, then palmityl deacylase cleaves palmitate from ACP รูปที่ 4.2 แสดงวิถีชีวสังเคราะหของกรดไขมัน (Biosynthesis pathway of fatty acids)


135 รูปที่ 4.3 ขั้นตอนการสังเคราะหกรดไขมันไมอิ่มตัวในพืช นอกจากนี้กรดไขมันไมอิ่มตัวยังอาจสังเคราะหมาจากกรดไขมันไมอิ่มตัวชนิด medium chainlength ซึ่งจะเกิดผานสารตัวกลาง (intermediate) แบบ ,-unsaturated acid มากกวา ,- unsaturated acid (รูปที่ 4.4) Intermediate -hydroxy acid of fatty acid synthesis รูปที่ 4.4 การสังเคราะหของกรดไขมันไมอิ่มตัวโดยผานสารตัวกลางบางชนิด acetate + malonate CH3 (CH2 ) 14COOH CH3 (CH2 ) 16COOH CH3 (CH2 )7CH CH(CH2 )7COOH CH CH(CH2 ) CH CH CH2 CH CH CH2 7COOH CH3 CH2 CH(CH2 ) CH3 (CH2 )4CH CH CH2 CH 7COOH Palmitic Stearic Oleic Linoleic Linolenic cis cis cis cis cis cis -2H -2H -2H CH3 (CH2 ) CH 7CH2CH CHCH2CO S CoA 3 (CH2 )7CH2CH CHCO S CoA - H2O Steric acid Oleic acid Reduction and further addition of 3xC2 units Addition of 3xC2 units CH3 (CH2 )7CH2 CH CH2CO OH S CoA -H2O


136 รูปที่ 4.5 การสังเคราะห acetylenic fatty acids บางชนิด COOH COOH OH OH COOH OCH 3 OCH 3 COOH OH HO OH benzoic acid protocathechuic acid veratric acid gallic acid CH CHCOOH cinnamic acid -coumaric acid ferulic acid CH CHCOOH OH CH CHCOOH OH OCH 3 CH CHCOOH OH OH HO COOH OH HO OH OH HO OH COOH caffeic acid quinic acid shikimic acid รูปที่ 4.6 กรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (aromatic acids) CH3 (CH2 )4CH CH CH2 CH C C CH2 CH CH(CH2 ) CH 7COOH 3 (CH2 )2CH CH CH(CH2 )7COOH 2H CH3 (CH2 )4C C CH2 CH(CH2 ) CH 7COOH -2H Linoleic acid Dehydrocrepenynic acid Crepenynic acid -2H -2H


137 กรดอินทรียกลุมอะโรมาติก กรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (รูปที่ 4.6) ที่พบทั่วไป คือ benzoic acid และ cinnamic acid โดย พบไดทั้งในรูปอิสระ และที่พบเปนองคประกอบรวมกับสารอื่นๆ เชน ที่พบในบาลซัม ตัวอยางของ สารกลุมนี้ ไดแก truxillic acid ซึ่งเปนพอลิเมอรของ cinnamic acid พบในใบโคคา กรดอื่นที่พบบางใน ธรรมชาติและมีโครงสรางเปนฟนอลิก เชน salicylic acid, protocatechulic acid (พบในหอม และ กระเทียม), veratric acid, gallic acid และ 3,4,5-trimethoxybenzoic acid เปนตน นอกจากนั้นยังมี กรดอื่นที่มีโครงสรางสัมพันธกับ cinnamic acid เชน p-coumaric acid, ferrulic acid, caffeic acid เปนตน กรดอินทรียที่มีหมูฟงกชันเปนแอลกอฮอล เชน quinic acid ซึ่งพบในเปลือกตนซิงโคนา และพืช เมล็ดเปลือย (gymnosperms) และ shikimic acid พบในโปยกั๊ก และเปนสารตัวกลางที่สําคัญใน กระบวนการสังเคราะหสารอื่นๆ เปนตน กรดที่เกิดจากปฏิกิริยารวมตัวกันของกรดอื่น 2 ชนิด เชน chlorogenic acid หรือ caffeotannic acid ซึ่งเกิดจาก caffeic acid รวมตัวกับ quinic acid พบไดใน กาแฟ และจันทนเทศ 2. กรดไดคารบอกซิลิก (Dicarboxylic acid) เปนกลุมของกรดอินทรียจากพืชที่ในโมเลกุลมีหมูคารบอกซิลิก 2 หมูตัวอยางเชน - oxalic acid, (COOH)2 พบในมากในพืชวงศ Oxalidaceae - malonic acid, CH2 (COOH)2 พบมากในพืชตระกูลถั่ว วงศ Fabaceae - succinic acid, (CH2 )2 (COOH)2 พบมากในสวนเหนือดิน (shoots) ของ lucerne - fumaric acid, COOH-CH=CH-COOH เปนกรดไมอิ่มตัวที่มีพันธะคูในโมเลกุลและมี โครงสรางสัมพันธกับ malonic acid พบมากในสวนลําตนของดอกทานตะวัน และยังพบใน พืชจําพวก Fumaria spp. - malic acid, COOH-CH2 -CHOH-COOH พบเปนองคประกอบหลักที่ใหรสเปรี้ยวในผลไม หลายชนิด เชน แอปเปล มะขาม และผลไมตระกูลเบอรรี 3. กรดไตรคารบอกซิลิก (Tricarboxylic acid) เปนกลุมของกรดอินทรียจากพืชที่ในโมเลกุลมีหมูคารบอกซิลิก 3 หมูกรดเหลานี้บางชนิดจัดเปน โมเลกุลที่สําคัญในวัฏจักรเครบส ตัวอยางเชน citric acid ซึ่งมักพบในน้ําผลไม isocitric acid และ aconitic acid ซึ่งพบในพืชสกุล Aconitum spp. ในวงศ Ranunculaceae ประโยชนของกรดอินทรีย กรดอินทรียพบในอาหารทั่วไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในผลไมที่มีรสเปรี้ยวหลายชนิด เชน สม มะนาว มะขาม มะเฟอง เปนตน สวนใหญมีฤทธิ์ตานจุลินทรีย (antimicrobial activity) จึงถูกนํามาใชใน การถนอมอาหาร (food preservation) หรือใชเปนสารกันเสีย (preservative) ในอาหารหรือ เครื่องสําอาง เชน กรดแลคติก (lactic acid) กรดแอซีติก (acetic acid) กรดมาลิก (malic acid) และ กรดซิตริก (citric acid) เปนตน จากขอมูลรายงานวิจัยพบวากรดอินทรียมีคุณสมบัติในการละลายเสมหะ


138 ตานอนุมูลอิสระ และตานการอักเสบ ในทางการแพทยแผนไทย ซึ่งมีการจําแนกสรรพคุณของเภสัชวัตถุ (meteria medica) ตามรสยา โดยพืชสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีรสเปรี้ยว มักมีสรรพคุณชวยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ และลดอาการเจ็บคอ ซึ่งอาจเปนไปไดวาเนื่องจากการมีกรดอินทรียเปนสวนหนึ่งของ องคประกอบหลักทางเคมี(major active constituents) ตัวอยางกรดอินทรียที่พบไดบอยและนํามาใช ประโยชน ดังนี้ - กรดแอซีติก (acetic acid) ใชเปนวัตถุเจือปนอาหารเพื่อปรุงแตงกลิ่นรสของอาหาร หรือ เปนสารกันเสีย นอกจากนี้กรดแอซีติกเขมขนยังใชเปนตัวทําละลายในการผลิตพลาสติกและเสนใย สังเคราะห ในทางการแพทยแผนไทย มีการใชน้ําสมสายชูซึ่งมีกรดแอซีติกเปนองคประกอบเคมีที่สําคัญ เปนน้ํากระสายยา ซึ่งกระสายยาจากน้ําสมสายชูมีรสเปรี้ยว และมีสรรพคุณยาโบรานในการขับลมใหแลน ทั่วรางกาย - กรดฟอรมิก (formic acid) พบในสวนขน (hairs) ของ stinging nettle สวนใหญไดจากการ สังเคราะห ใชเปนวัตถุเจือปนอาหารเพื่อเปนสารกันเสีย และใชในอุตสาหกรรมฟอกหนังและอุตสาหกรรม ยอมผา - กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) มาจากคําวา Salix ซึ่งเปนชื่อภาษาละตินของตนวิลโล (Willow tree) มีโครงสรางเปนอนุพันธของกรดเบนโซอิก (benzoic acid) โดยมีหมูไฮดรอกซิล (hydroxyl group) 1 หมู แทนที่ตรงตําแหนงออรโทของโครงสรางกรดเบนโซอิก กรดซาลิไซลิกพบได ทั่วไปในผักและผลไม มีหนาที่เปนฮอรโมนในพืช (plant hormone) กรดชนิดนี้มีฤทธิ์ตานการอักเสบ แกปวด ลดไข นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ตานเชื้อจุลินทรีย นํามาใชในทางการแพทยเปนยารักษาโรคผิวหนัง บางชนิด และนํามาใชในผลิตภัณฑรักษาสิว รวมถึงใชเปนสารกันเสียในเครื่องสําอางทั่วไป - กรดแอลฟาไฮดรอกซี หรือเอเอชเอ (alpha hydroxy acids; AHAs) บางครั้งเรียกวา กรดผลไม ที่พบบอยๆ คือ กรดแลกติก (lactic acid) ไดจากการหมักขาวบารเลย กรดไกลโคลิก (glycolic acid) ไดจากออย กรดมาลิก (malic acid) ไดจากแอปเปล กรดทารทาริก (tartaric acid) ไดจากองุน กรดซิตริก ไดจากมะนาว สับปะรด มีฤทธิ์ในการผลัดเซลลผิว (skin rejuvenation) โดยกรดเหลานี้ที่ ความเขมขนนอยๆ จะถูกใชเปนสวนผสมในเครื่องสําอาง - กรดลอริก (luaric acid) จัดเปนกรดไขมันสายกลาง (medium chain fatty acid) ชนิด อิ่มตัว พบเปนองคประกอบหลักทางเคมีในน้ํามันมะพราว (coconut oil) และน้ํามันจากเนื้อในเมล็ด ปาลม (palm kernel oil) รวมถึงพบในน้ํานมมารดา และน้ํานมสัตว (วัว และแพะ) กรดลอริกมีฤทธิ์ตาน เชื้อจุลินทรีย (แบคทีเรีย รา และไวรัส) และตานอนุมูลอิสระ มักใชในอุตสาหกรรมสบูและเครื่องสําอาง - กรดโปรโตคาเทชูอิค (protocatechuic acid) จัดเปนกรดอินทรียกลุมอะโรมาติกที่มี โครงสรางคลายคลึงกับสารตานอนุมูลอิสระที่รูจักกันดี ไดแก gallic acid, caffeic acid และ vanillic acid พบเปนสารสําคัญในพืชสมุนไพรหลายชนิด เชน โปยกั๊ก (Illicium verum Hook.f.) สะระแหนฝรั่ง (Melissa officinalis L.) อบเชยจีน (Cinnamomum aromaticum Nees) กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus


139 sabdariffa L.) และ แปะกวย (Ginkgo biloba L.) จากขอมูลรายงานวิจัยพบวากรดโปรโตคาเทชูอิคมี ฤทธิ์ในการรักษาและการปองกันโรคที่เกี่ยวของกับภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) เรซินและบาลซัม (Resin and Balsam) [1-4] เรซิน (resin) เปนผลิตภัณฑธรรมชาติที่ไดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของพืช โดยจะถูกขับ ออกมาอยูในชองวางระหวางเซลลซึ่งอาจมีรูปรางเปนทอยาวหรือเปนโพรงขนาดใหญ ชองวางระหวาง เซลลอาจเกิดจากการที่เซลลอยูหางกัน (schizogenous cavities or ducts) หรือเปนชองวางที่เกิดจาก การที่เซลลเสื่อมสลายไป (schizolysigenous cavities or ducts) และถูกขับออกสูภายนอก (excretion) ทางรอยแตกของเปลือกไมหรือตามบาดแผล เรซินมีรูปรางไมแนนอน (amorphous) ไม ระเหยที่อุณหภูมิหอง สวนมากแข็งและเปราะ อาจมีเนื้อโปรงใส (transparent) หรือทึบแสง (translucent) ก็ได เมื่อไดรับความรอนจะเหนียวหนืด ออน และคอยๆ หลอมละลาย เรซินสวนมากไม ละลายน้ํา ละลายไดดีในน้ํามันหอมระเหย (volatile oil) น้ํามัน (fixed oil) แอลกอฮอล และตัวทําละลายอินทรียที่ขั้วต่ํา เชน คลอโรฟอรม และเอทิลอะซิเตต เรซินมีชีวสังเคราะหสัมพันธใกลชิดกับ เทอรพีน อนุพันธฟนิลโพรพีน (C3 -C6 ) และน้ํามันหอมระเหย เรซินทนตอการเนาเสีย มีหลักฐานวาเรซิน ดํารงอยูในโลกมานานแลว ตัวอยางฟอสซิลของเรซิน เชน อําพัน ซึ่งเปนฟอสซิลสน (conifer resin) เรซินที่รูจักกันดีและนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ ชันสน (colophony) และ หยูเฮียง (mastic) สารในเรซินประกอบดวยของผสม (mixture) ซึ่งสารเคมีหลักในเรซินสามารถแบงไดดังนี้ เรซินแอซิด (resin acids) สวนใหญมีองคประกอบเปนสารประเภทกรดออกซี่ (oxy acid) ซึ่งมี คุณสมบัติของกรดคารบอกซิลิก (carboxylic acid) และฟนอล (phenol) มาประกอบกัน อาจพบในรูป อิสระ หรือเอสเทอรก็ไดสามารถละลายไดในสารละลายที่มีฤทธิ์เปนดาง เมื่อรวมตัวกับโลหะบางชนิดจะ ไดสารประกอบประเภทเรซิเนท (resinates) ซึ่งมีประโยชนในการทําสบูและน้ํามันชักเงา ตัวอยางของ เรซินแอซิด ไดแก กรดอะบิติก (abietic acid) ซึ่งพบในชันสน กรดโคไพวิก (copaivic acid) ในโคไพบา (copaiba) และกรดคอมมิโฟลิก (commiphoric acid) ในมดยอบ (myrrh) เปนตน เรซินแอลกอฮอล (resin alcohols) เปนสารประกอบเชิงซอนจําพวกแอลกอฮอลที่มีน้ําหนัก โมเลกุลสูง อาจอยูในรูปอิสระ หรือเอสเทอรก็ได โดยจะไปเกิดปฏิกิริยากับกรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (เชน benzoic acid, salicylic acid, cinnamic acid, umbellic acid) ประกอบดวย - เรซินอแทนนอล (resinotannols) เปนกลุมสารที่สามารถเกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกับแทนนิน (tannin reaction) ไดแก aloeresinotannol จากวานหางจระเข peruresinotannol จาก Perubalsam siaresinotannol และ sumaresinotannol จากกํายาน (benzoin) toluresinotannol จาก Tolu-balsam - เรซินอล(resinols) เปนกลุมสารที่ไมสามารถเกิดปฏิกิริยาแบบแทนนิน ไดแก benzoresinol จากกํายาน storesinol จาก Storax


140 เรซีน (resenes) เปนสารที่ไมวองไวตอการเกิดปฏิกิริยา มีโมเลกุลซับซอน ไมมีคุณสมบัติทางเคมี ที่แนนอน ไมเกิดเกลือหรือเอสเทอร ไมละลายในน้ํา และไมสามารถยอยไดดวยดาง พบเปนองคประกอบ ในเรซินบางชนิด เชน ตะเคียนชันตาแมว (dammar penak) และชันสน (colophony) ไกลโคเรซิน (glycoresins) คือ สารผสมระหวางเรซิน และน้ําตาล เชน ipurganol จาก Jalap ชีวสังเคราะหของเรซิน เรซินเปนสารประกอบที่มีรูปรางไมแนนอน พบวาเรซินหลายชนิดมีองคประกอบเคมี หรือเปน พอลิเมอร(polymer) ของสารกลุมเทอรพีนอยดจึงคาดวาสารประเภท acetate และ mevalonate ซึ่ง เปนสารตั้งตนในวิถีชีวสังเคราะหแบบ acetate pathway จะเปนสารที่มีบทบาทสําคัญในกระบวนการ ชีวสังเคราะหของเรซิน อยางไรก็ตามยังมีสารประกอบอื่น เชน กรดอินทรียประเภทกรดอะโรมาติก (aromatic acid) ที่พบไดในบาลซัม ซึ่งมีวิถีชีวสังเคราะหแบบ shikimate pathway ปจจุบัน วิถีชีวสังเคราะหที่แทจริงของเรซินจึงยังไมเปนที่ทราบแนชัด [2-3] ตัวอยางเรซิน (ตารางที่ 4.5) ที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม [2-6] 1. หยูเฮียง (Mastic) หยูเฮียงเปนเรซินที่มีชื่อสามัญวา mastic ซึ่งมาจากภาษากรีก หมายถึง การเคี้ยว เนื่องจาก สมัยกอนเคยใชทําหมากฝรั่ง พืชแหลงกําเนิดของหยูเฮียง คือ Pistacia lentiscus L. วงศ Anacardiaceae คําวา pistacia มาจากภาษาเปอรเซีย pistah ซึ่งเปนชื่อตนไม pistachio tree สวน คําวา lentiscus หมายถึง lenticular cavity ซึ่งเปนทางใหเรซินไหลออกมา พืชชนิดนี้ไมมีในประเทศไทย โดยจะพบมากแถบทะเลเมดิเตอรเรเนียน เรซินจะสะสมในรองของเปลือกชั้นใน (inner bark) เมื่อกรีด เปลือกจะทําใหเรซินไหลออกมาเปนหยดที่บาดแผล และจะแข็งตัวเปนกอนขนาดเล็กๆ สารเคมีที่พบสวน ใหญ 90% เปนเรซิน ไดแก -resin (mastichic acid) ซึ่งละลายไดดีในแอลกอฮอล และ -resin (mastichin) ซึ่งไมละลายในแอลกอฮอล ใชประโยชนทางทันตกรรมโดยนําไปอุดฟนชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีรายงานวิจัยพบวา หยูเฮียงมีประสิทธิภาพในการปองกันฟนผุและโรคเหงือกอักเสบ [7] 2. โพโดฟลลุมเรซินหรือโพโดฟลลิน (Podophyllum resin or Podophyllin) โพโดฟลลุม (Podophyllum) (ชื่ออื่น : Mayapple, Mandrake) เปนสมุนไพรที่ไดจากสวน ลําตนใตดินและรากของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตรวา Phodophyllum peltatum L. วงศ Berberidaceae โดย mandrake ในภาษากรีกแปลวาคลายเทา สวน peltatum แปลวาคลายโลห โดยเปนไมลมลุกหลาย ป (perennial herb) ปลูกมากแถบอเมริกากลาง เวอรจิเนีย (Virginia) และนอรทแคโรไลนา (North Carolina) วิธีการเตรียมโพโดฟลลุมเรซิน เริ่มดวยการขุดรากของพืชในชวงตอนตนของฤดูใบไมผลิ หรือ ฤดูใบไมรวงหลังจากที่สวนเหนือดินแหงตายไป นํามาหมักดวยแอลกอฮอลและตกตะกอนดวยกรด แลว ลางดวยน้ํา ทําใหแหง บดเปนผง จะไดผงสีตางๆ กัน เชน น้ําตาล เขียวเหลือง หรือออกดํา มีลักษณะเบา มีรสขม มีความระคายเคืองตอตาและเยื่อเมือก (mucous membrane) มาก สารเคมีที่พบ ไดแก เรซินซึ่งมีอยูระหวาง 3.5-6% โดยในเรซินจะมีสารสําคัญอยูในรูปของลิกแนน (lignan) ซึ่งประกอบดวย


141 podophyllotoxin (20%) -peltatin (10%) และ -peltatin (5%) ในธรรมชาติอาจพบในรูปลิกแนนไกลโคไซด(lignan glycoside) ก็ได ซึ่งในรูปไกลโคไซดจะสามารถละลายน้ําได โพโดฟลลุมเรซินเคยถูก นํามาใชเปนยาถายอยางแรง แตในปจจุบันไมนิยมใชแลว เนื่องจากระคายเคืองตอลําไสเล็กมาก มักใช ระงับการแบงตัวของเซลล และใชเปนยากัดหูดและตาปลา โดยรูปแบบยาเตรียมที่ใชมี 2 แบบ ดวยกัน คือ ใช25% podophyllum ใน benzoin tincture หรือ 25% podophyllum ใน alcohol 70% หรือ alcohol 96% ผลิตภัณฑที่มีจําหนายเชน Colloid Merck® , Podophyllum® , Bilstan® , PodBen® และ Podoben® เปนตน 3. จาแล็ป (Jalap) จาแล็ปเปนเครื่องยาที่ไดจากสวนรากสะสมอาหาร (tuberous root) ของ Exogonium purga Benhaham วงศ Convolvulaceae โดยพืชนี้จัดเปนพันธุไมเลื้อยพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้ยังปลูกมากที่อินเดีย รวมถึงหมูเกาะอินเดียตะวันตก การเตรียมจาแล็ปเรซิน (Jalap resin) ทํา โดยนํารากแหงของ E. purga มาสกัดดวยตัวทําละลายผสมของแอลกอฮอลและน้ํา (hydroalcoholic mixture) แลวนํามาทําแหง บดเปนผง จะไดลักษณะผงสีน้ําตาลซีด มาตรฐานเภสัชตํารับของ สหรัฐอเมริกากําหนดขอมูลสารเคมี คือ ตองมีเรซินไมนอยกวา 7% แตโดยทั่วไปในจาแล็ปจะมีเรซิน 8- 12% ซึ่งองคประกอบทางเคมีในเรซินสวนใหญเปนไกลโคไซด เชน ipurganol ซึ่งเปน phytosterol glycoside และ jalapin ซึ่งเปนสารผสมของ acidic glycoside เปนตน นอกจากองคประกอบที่เปน เรซินแลว ในจาแล็ปยังพบน้ํามันหอมระเหย แปง น้ําตาล กัม กรดไขมัน (palmitic acid และ stearic acid) และ -methyl esculetin เครื่องยานี้นํามาใชประโยชนเปนยาถายอยางแรง และบางครั้งนํามาใช รักษาอาการอักเสบของชองทอง (abdominal inflammation) โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (gastritis) โรคบิด (dysentery) โรคเยื่อหุมสมองอักเสบ (meningitis) และแผลเปอย จากขอมูลการศึกษาที่ผานมา พบวาไกลโคไซดในเรซินของจาแล็ปมีคุณสมบัติตานการอักเสบได และพบการแยกสารประกอบไกลโคไซด ซึ่งมีสวนอะไกลโคนเปนกรดไขมันที่มีหมูไฮดรอกซี (hydroxy fatty acid) จากจาแล็ปเรซินไดหลายชนิด ดวยเทคนิคโครมาโทกราฟของเหลวสมรรถนะสูง (high-performance liquid chromatography; HPLC) [8] 4. ตะเคียนชันตาแมว (Dammar penak) ตะเคียนชันตาแมวเปนเรซินที่ไดจาก Neobalanocarpus heimii (King) P. Ashton วงศ Dipterocarpaceae พืชนี้เปนไมยืนตนขนาดใหญ เปลือกแตกลอนเปนสะเก็ดตามแนวยาว น้ํายางสีขาวใส ในประเทศไทยพบการกระจายพันธุตามปาดิบชื้นทางภาคใตของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดยะลา และ นราธิวาส เนื้อไมมีความแข็งและคงทนใชประโยชนในการสรางบาน และเครื่องเรือนตางๆ ชันตะเคียนมี ลักษณะเปนกอนสีน้ําตาลเหลืองใส รูปรางไมแนนอน เปราะแตกหักงาย และมีกลิ่นหอมเล็กนอย นํามาใช ประโยชนปรุงเปนยารักษาแผลเรื้อรัง ใชยาเรือ ผสมน้ํามันใชทาไมและน้ํามันขัดเงา [9]


142 5. ชันสน (Rosin, Colophony) ชันสนเปนเรซินแข็งที่ไดจาก Pinus palustris Miller และ Pinus spp. อื่นอีกหลายชนิดในวงศ Pinaceae ที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด ไดแก สนสองใบ (Pinus mercusii Jungh. & de Vriese) และ สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gordon) โดยทั่วไปชันสนมีลักษณะเปนกอน รูปรางไมแนนอน เปน เหลี่ยม เปนมุม เปนมันวาว มีสีอําพันโปรงแสง จะมีผงสีเหลืองๆ เคลือบอยูภายนอก เปราะแตกหักงาย มี กลิ่นและรสคลายยางสน ละลายไดในแอลกอฮอล อีเทอร เบนซีน คารบอนไดซัลไฟด (carbon disulfide) กรดแอซีติก น้ํามัน และสารละลายดาง สารองคประกอบหลักในชันสน คือ แอนไฮไดรดของกรดอะบีติก (abietic anhydride) พบประมาณ 80-90% และพบสารเคมีอื่น ไดแก กรดซิลวิก (sylvic acid) กรดไพมาริก (pimaric acid) และเรซีน (resene) ในทางการคาชันสนมีหลายเกรด มีสีตั้งแตสีอําพัน ออนๆ จนถึงสีดํา โดยชนิดที่ใชทางยาเปนชนิดสีออนใส (light-colored transparent) นํามาใชประโยชน เปนสารชวยใหผลิตภัณฑแข็งตัว (stiffening agent) เชน ในยาเตรียมขี้ผึ้งและพลาสเตอร และยังใชเปน ยาขับปสสาวะสําหรับสัตวอีกดวย 6. กัญชา (Cannabis, Indian hemp, Marijuana, Pot) กัญชาไดจากยอดชอดอกแหงเพศเมีย (pistillate flower heads) ของ Cannabis sativa L. วงศ Cannabidaceae โดยเปนไมลมลุกปเดียว (annual herb) มีถิ่นกําเนิดในทวีปเอเชีย แลวแพรไป ทั่วโลก เรซินที่ไดจากกัญชา เรียกวาแฮชฮิส (Hashish) ในยุคกษัตริยนโปเลียนไดถูกนํามาใชเปนเครื่องยา ในยุโรปและอเมริกา ประเภทของกัญชาอาจจําแนกตามองคประกอบทางเคมี ไดเปน 2 ชนิด คือ Drug type ซึ่งเปนชนิดที่ใหสารที่มีฤทธิ์ทางยามาก (rich in THC) และ Hemp type ซึ่งเปนชนิดที่ใหสารที่ออก ฤทธิ์นอย แตจะใหเสนใยที่ยาวและเหนียวเหมาะแกการทําสิ่งทอ โดยพบวาถาแหลงปลูกเปนเขตที่มี อากาศเย็นจะไดแบบ Hemp type ถาแหลงปลูกเปนเขตที่มีอุณหภูมิสูงหรือเขตรอนจะใหกัญชาแบบ Drug type โดยทั่วไปปริมาณเรซินที่เปนองคประกอบจะลดลงในเขตที่มีสภาพอากาศที่หนาวเย็น (more temperate climates) ดังนั้น Indian cannabis จึงมีปริมาณเรซินที่สูงกวาและมีฤทธิ์ทางยาที่แรงกวา Mexican cannabis โดย Indian cannabis ประกอบดวยเรซิน 15-20% โดยพบวาสาร (-) -∆ 9 -transtetrahydrocannabinol (∆ 9 -THC) เปนสารเคมีหลักที่แสดงฤทธิ์ทําใหเคลิ้มสุข (eupholic activity) ผลิตภัณฑที่มีจําหนาย คือ Marinol® โดยนํามาใชทางการแพทยเพื่อรักษาอาการขางเคียง เชน อาเจียน (nausea) จากการรักษาโรคมะเร็งดวยเคมีบําบัด (cancer chemotherapy) ทั้งนี้ยังมีองคประกอบเคมี อื่นที่แสดงฤทธิ์ดังกลาวในกัญชา ไดแก (-) -∆ 8 -trans-tetrahydrocannabinol (∆ 8 -THC), cannabinol, canabidinol, canabidiolic acid, cannabichromene โดยสาร 2 ชนิดหลัง ยังแสดงฤทธิ์ระงับ ประสาท (sedative activity) อีกดวย กัญชาเปนพืชที่ทําใหเสพติด การเสพกัญญาโดยการสูดดมอาจเกิด ความเสี่ยงในการเปนมะเร็งปอด โอเลโอเรซิน (oleo-resin) คือ เรซินที่มีสวนผสมของน้ํามันหอมระเหย (volatile oil) อยูดวย อาจจะมากหรือนอยก็ได ลักษณะเหนียวและหนืดมากกวาเรซิน มีทั้งที่เปนของเหลว กึ่งแข็ง และของแข็ง


143 บางครั้งอาจจะบอกความแตกตางจากเรซินไดยาก เพราะในเรซินอาจมีน้ํามันหอมระเหยปนอยูบาง เล็กนอย โอเลโอเรซินในธรรมชาติมักเกิดจากพืชถูกรบกวน หรือถูกทําราย (pathologic product) จะพบ ที่เกิดขึ้นเองนอยมาก ตัวอยางโอเลโอเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม ไดแก 1. น้ํามันยาง (Gurjan oil) น้ํามันยางไดจากยางของตนยางหลายชนิด (Dipterocarpus spp.) ในวงศ Dipterocarpaceae โดยเฉพาะ Dipterocarpus turbinatus Gaertn. f. (ยางแดง) ซึ่งถือเปนแหลงสําคัญของน้ํามันยาง นอกจากนี้ยังมีตนยางชนิดอื่นที่สามารถใหผลผลิตรอยละ (% yield) ของน้ํามันยางในปริมาณสูง เชน D. alatus (ยางนา) และ D. tuberculatus (ยางพลวง) เปนตน ลักษณะของน้ํามันยางเปนของเหลวขน มีสี คลายน้ํานม เมื่อตั้งทิ้งไวจะแยกเปน 2 ชั้น ชั้นบนเปนน้ํามันมีสีน้ําตาล ชั้นลางเปนอิมัลชันสีเทาอมขาว การผลิตน้ํามันยางนิยมทํากันในตอนหนาแลง โดยการเจาะโพลงเขาไปในลําตนเปนแนวลาดเฉียงลง ใหสูง จากพื้นดินประมาณ 1 เมตร แลวใชไฟลนที่รอยเจาะเพื่อเหนี่ยวนําใหเกิดการไหลของน้ํายาง จากนั้นทิ้งไว ใหมีน้ํายางไหลออกมาขังอยูในโพลงที่เจาะเอาไวซึ่งมีลักษณะเปนแอง แลวเก็บน้ํายางไปใชโดยการตัก รวมกันใสในปบ น้ํามันยางเมื่อนํามากลั่นดวยไอน้ําจะไดน้ํามันหอมระเหยในปริมาณที่คอนขางสูง มีลักษณะสีเหลืองออน มีกลิ่นของยางไมหอม ซึ่งตนยางแตละชนิดอาจใหคาผลผลิตรอยละของน้ํามัน หอมระเหยที่ตางกันไดตั้งแต 33-85% โดยองคประกอบเคมีสวนใหญเปนสารกลุมเซสควิเทอรพีน เชน caryophyllene, humulene, -gurjunene, -gurjunene, aromadendrene และ alloaromadendrene เปนตน น้ํามันยางถูกนํามาใชรักษาโรคผิวหนังติดเชื้อ เชน แผลมีหนอง กลาก (ring worm) ใชเปนยาขับเสมหะ ใชเปนยาฆาเชื้อแทนโคไพบาในการรักษาโรคหนองใน (gonorrhea) และใช เปนยาขับปสสาวะ ประโยชนในดานอื่นๆ ใชทําเครื่องจักรสาน ผสมกับชันอื่นๆ สําหรับยาเรือ และทําไต สําหรับจุดไฟ นอกจากนี้น้ํามันหอมระเหยที่กลั่นไดจากน้ํามันยาง มีการนํามาใชรักษาโรคในระบบทาง เดินปสสาวะ (genitourinary diseases) ใชเปนยาขับเสมหะ ยาขับปสสาวะ ใชรักษาโรคระดูขาว (leucorrhoea) โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) และโรคเรื้อน (leprosy) 2. โคไพบา (Copaiba) โคไพบาไดจากพืชหลายชนิดในสกุล Copaifera L. วงศ Fabaceae ซึ่งมีถิ่นกําเนิดในทวีป อเมริกาใต เชน Copaifera reticulata Ducke ซึ่งชนิดนี้ใชในทางการแพทยพื้นบานของบราซิลในการ ตานการอักเสบ และสมานแผล พืชในสกุลนี้ชนิดอื่นๆ ที่สําคัญ เชน C. guayanensis Benth, C. multijuga Hayna, C. officinalis L., C. vartii var. rigida และ C. coriacea โคไพบามีลักษณะเปน ของเหลวหนืด สีเหลืองออนถึงสีน้ําตาลเหลือง มีกลิ่นเฉพาะ รสขมและเผ็ด ไมละลายน้ํา ละลายไดบางใน แอลกอฮอล ละลายเกือบหมดในแอลกอฮอลสัมบูรณ ละลายไดดีในคลอโรฟอรม อีเทอร น้ํามัน และ น้ํามันหอมระเหย องคประกอบเคมีเปนน้ํามันหอมระเหย ทั้งนี้ปริมาณผลผลิตรอยละอาจมีความแตกตาง กันตั้งแต 40-90% ขึ้นอยูกับชนิดของพืชที่นํามาเตรียม โดยสวนใหญสารเคมีที่เปนองคประกอบในน้ํามัน หอมระเหยเปนสารกลุมไฮโดรคารบอนเซสควิเทอรพีน (hydrocarbon sesquiterpenes) โดยเฉพาะ


144 อยางยิ่งสาร -caryophyllene ซึ่งพบมากถึง 40-57% สารเคมีอื่นๆ ในโคไพบา ไดแก กรดเรซิน (resin acids) เชน copaivic acid (35-40%) และสารที่มีรสขมจํานวนเล็กนอย โคไพบาใชเปนยากระตุนและ ยาฆาเชื้อในโรคเกี่ยวกับการอักเสบของทางเดินปสสาวะ เชน กระเพาะปสสาวะอักเสบ จากขอมูลรายงาน วิจัยพบวาโคไพบามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เชน ฤทธิ์ปกปองเซลลประสาท (neuroprotective effects) ตานการอักเสบ ระงับปวด ตานมะเร็ง ตานจุลินทรีย และสมานแผล [10] 3. ยางสน (Turpentine) ยางสนมีลักษณะเปนกอน รูปรางไมแนนอน ทึบแสง สีสมอมเหลืองถึงสีเหลือง ภายในมีสีขาวอม เหลืองหรือออนกวา คอนขางจะเปนมัน เมื่อทําใหรอนจะเหนียว เมื่อเย็นจะเปราะ มีกลิ่นหอมและรส เผ็ดรอนเฉพาะตัว ไดจากชันหรือกอนของยางที่ขับออกมาจากทอน้ํายาง (schizogenous ducts) ใน เนื้อไมใบและรากของตนสนหลายชนิด เชน Pinus palustris Miller (P. australis Michaux), P. echinata Miller, P. cariboea Morelet, P. toeda L., P. cubensis Grisebach และ P. maritima Lamarck เปนตน สารเคมีที่พบ ไดแก น้ํามันหอมระเหย 10-30% เรซิน 70-80% และสารที่มีรสขม ยางสนนํามาใชประโยชนเปนสวนผสมของยาถูนวดบรรเทาอาการปวด การกลั่นยางสนจะไดน้ํามันสน (turpentine oil) ซึ่งเปนของเหลวใส ไมมีสี มีกลิ่นและรสเผ็ดรอนเฉพาะตัว โดยมีองคประกอบหลักทาง เคมีเปน - และ -pinene 4. พริก (Capsicum) ผลสุกแหงของพริกชนิดตางๆ (Capsicum spp.) วงศ Solanaceae เชน Capsicum frutescens L. (African chillies), C. annuum L. var. enonoids Irish (Tabasco pepper), C. annuum var. longum sendt (Louisiana long pepper) มีองคประกอบเคมีไดแก แคปไซซิน (capsaicin, 0.02%) น้ํามันหอมระเหย (1.5%) น้ํามัน แคโรทีนอยด และวิตามินซี (0.2%) โดย องคประกอบหลักที่ใหรสเผ็ดรอน (pungency) ในพริก คือ แคปไซซิน ซึ่งจัดเปนสารประกอบฟนอลิกที่ พบมากในสวนไสผล (dissepiment) โดยทั่วไปพริกที่ปลูกในภูมิอากาศเขตรอน (tropical climate) จะ ใหสารที่มีรสเผ็ดรอนมาก โดย African chillies จะใหรสเผ็ดรอนมากกวา Tabasco pepper และ Louisiana long pepper ทั้งผลสุกแหงและโอเลโอเรซิน (Capsicum oleoresin) จากพริกมีรสเผ็ดรอน และออกฤทธิ์ทําใหรอนแดง (rubefacient) นํามาใชประโยชนเปนสวนผสมของยาเตรียมสําหรับใช ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดขอ ปวดกลามเนื้อ เชน Rub , Heet , Infra-Rub , Omega oil และ Sloan’s เปนตน [11] 5. ขิง (Ginger) เหงาแหงของขิง (Zingiber officinale Roscoe) วงศ Zingiberaceae มีองคประกอบเคมี ไดแก น้ํามันหอมระเหย (1-3%) ที่มีสารองคประกอบหลักในกลุมเซสควิเทอรพีน 3 ตัว คือ ซิงจิเบอรีน (zingiberene) ซิงจิเบอรอล (zingiberol) และ ไบซาโบลีน (bisabolene) และโอเลโอเรซินที่มีกลิ่นฉุน และรสเผ็ดรอนในปริมาณสูง โดยโอเลโอเรซินจากขิง (Ginger oleoresin) ประกอบดวยสารองคประกอบ


145 ที่สําคัญในกลุมอะโรมาติกคีโตน 2 ตัว คือ โวกาออล (shogaol) และซิงเจอโรน (zingerine) ขิงขยายพันธุ โดยการใชเหงา ในทางการคารูจักกันในชื่อ Jamica ginger, African ginger และ Cochin ginger ขิง และโอเลโอเรซินจากขิงนํามาใชประโยชนในการแตงกลิ่น ใชเปนเครื่องเทศ ยากระตุน และขับลม [12] กัมเรซิน (gum-resin) เปนสารจําพวกเรซิน (resin) ที่มีสารประเภทกัม (gum) ปนอยูดวย ปกติ มักมีน้ํามันหอมระเหยปนอยูในปริมาณเล็กนอย กัมเรซินมีลักษณะกึ่งเหนียว กึ่งแข็ง ละลายน้ําไดเปน บางสวน ตัวอยางกัมเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน รง (gamboge) หรือรงทอง ไดจาก น้ํายางสีเหลืองที่กรีดไดจากลําตนของพืชในสกุล Garcinia บางชนิด ในวงศ Clusiaceae ซึ่งมีถิ่นกําเนิด ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต ไดแก Garcinia hanburyi Hk. f. ซึ่งพบกระจายพันธุในไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม โดยพืชชนิดนี้ใหรงทองสยาม (Siamese gamboge) และ G. morella Desr. ใหรงทอง อินเดีย (Indian gamboge) สวนใหญที่พบในทองตลาดเปนรงชนิดแทงรูปทรงกระบอก (pipe gamboge) ลักษณะภายนอกสีน้ําตาลแดงถึงสมคล้ํา แข็ง เปราะ ผิวรอยหักสีสมแดง ไมมีกลิ่น รสเผ็ดรอน เล็กนอย ละลายไดบางในอีเทอรและละลายไดเกือบหมดในแอลกอฮอลเมื่อบดกับน้ําจะใหสารละลาย สีเหลืองขุนเนื่องจากมีตะกอนเปนเม็ดเล็กๆ ลอยแผกระจายอยู เมื่อนําอิมัลชันของรงไปทําปฏิกิริยากับ น้ํายาแอมโมเนียจะเปลี่ยนเปนสีแดงสมและใส สารเคมีที่พบ ไดแก สวนที่เปนกัมละลายน้ําได (soluble gum) 15-20% ซึ่งประกอบดวย เถา 4% กรดยูโรนิก 9% เพนโตส 47% เมทิลเพนโตส 1% เฮกโซส 39% และสวนที่เปนเรซินพบวาเปนกรดแอลฟา-เบตา-และแกมมา-การซิโนลิก ที่เรียกรวมกันเปนกรด แกมโบจิก (gambogic acid) มีประมาณ 65-75% ซึ่งเปนสารในกลุมแซนโทน (xanthone) รงมีฤทธิ์แรง มากแมใชในปริมาณเพียงเล็กนอย การนําไปใชปรุงยาในทางการแพทยแผนไทย ตองมีการฆาฤทธิ์เพื่อให รงมีฤทธิ์ออนลงโดยใชความรอนเสียกอน โบราณใชเปนยาถายอยางแรง นิยมใชกับวัว ควาย ในปจจุบัน เลิกใชกับคน ประโยชนในดานอื่น ใชเปนสีน้ําเพื่อใหสีเหลือง ใชยอมผาไหม เปนหมึกเขียนบนกระดาษ ขอยสีดํา โอเลโอกัมเรซิน (oleo-gum resin) เปนของผสมของเรซิน กัม และน้ํามันหอมระเหย และอาจ พบสารอื่นๆ อีกเล็กนอย ตัวอยางที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน 1. มดยอบ (Myrrh) มดยอบถูกนํามาใชตั้งแตสมัยอียิปต โดยใชเปนยาดองศพเพื่อทํามัมมี่ (embalming material) มักใชทําใหเกิดควันในพิธีกรรมตางๆ ไดจาก Commpiphora molmol Engler, C. abyssinica Engler วงศ Burseraceae โดยจะไหลออกมาเอง หรือเมื่อพืชถูกรบกวน ขณะที่ไหลออกมาจะเปนสี เหลือง และเมื่อแข็งตัวจะซีด มีกลิ่นหอม สารเคมีที่พบ ไดแก กัม 60% น้ํามันหอมระเหย 2.5-8% เรซิน 25-40% ซึ่งประกอบดวยเรซินแอซิด (,,-commiphoric acid) เรซีน และสารประกอบฟนอลิก (protocatechuic acid, pyrocatechin) นํามาใชประโยชนเปนยาขับเสมหะ ขับปสสาวะ ขับลม และใช ผสมในน้ํายาอมบวนปากและกลั้วคอ เพราะมีฤทธิ์ฝาดสมาน (astringent) [13]


146 2. มหาหิงคุ(Asafoetida) มหาหิงคุไดจากยางที่หลั่งจากสวนของราก หรือลําตนใตดินของพืชในสกุล Ferula หลายชนิด ในวงศApiaceae ชนิดที่สําคัญคือ Ferula assa-foetida L. มหาหิงคุมีลักษณะเปนกอนแข็งและเหนียว มีรูปทรงไมแนนอน จะมีหยดสีน้ํานมอยูภายในกอน ถาใหมกอนจะมีสีขาวเหลืองใส แลวคอยๆ เปลี่ยนเปน สีชมพูมวง สุดทายจะเปลี่ยนเปนสีน้ําตาลดํา มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว รสเผ็ดรอนและเบื่อ สารเคมีที่พบ ไดแก กัม 25% น้ํามันหอมระเหย 4-20% (isobutylpropanyl disulfide, terpene) เรซิน 40-65% (assaresinnotannol อิสระ หรือรวมกับ ferulic acid) นอกจากนี้ยังพบสารอัมเบลลิเฟอโรน (umbelliferone) มหาหิงคุนํามาใชเปนยาในรูปแบบทิงเจอรมีสรรพคุณขับลม ขับเสมหะ ระงับการ หดเกร็งของกลามเนื้อ (antispasmodic) ชวยยอย (digestive) และชวยระบาย (laxative) การนํา มหาหิงคุไปใชปรุงยาในทางการแพทยแผนไทย ตองนํามาสะตุใหไดฤทธิ์ที่เหมาะสมเสียกอน โบราณใช มหาหิงคุผสมกับแอลกอฮอล เปนยาทาภายนอก เพื่อลดอาการทองอืด ทองเฟอ และปวดทองในเด็ก โดย ใชทาบริเวณหนาทอง งานวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ของมหาหิงคุ เชน ชวยใหนอนหลับดี (sedative) แกปวดอยางออน (antinociceptive) ฆาเชื้อเฉพาะที่ (antiseptic) และฆาพยาธิ(antihelmintic) [14] บาลซัม (balsam) คือ เรซินที่ละลายในน้ํามันหอมระเหย จึงมีกลิ่นหอม จะมีสัดสวนของน้ํามัน หอมระเหยมากกวาเรซินทั่วไป และมีสารองคประกอบสวนใหญเปนกรดอินทรียกลุมอะโรมาติกโดยชนิดที่ มักพบในบาลซัม คือ benzoic acid และ cinnamic acid โดยพบทั้งในรูปอิสระ หรือเปนสารเอสเทอร ของกรดทั้งสองชนิด บาลซัมอาจมีลักษณะเปนของเหลวหนืด หรือของแข็ง ละลายไดบางในน้ํารอน เชน สโทแรกซ (Storax) เปรูบาลซัม (Peru balsam) โทลูบาลซัม (Tolu balsam) และ กํายาน (benzoin) 1. สโทแรกซ (Storax) Storax (ชื่ออื่น liquid storax หรือ styrax) คือ บาลซัมที่ไดจากลําตนของพืชในวงศ Altingiaceae ที่มีชื่อวิทยาศาสตรวา Liquidambar orientalis Miller โดยพืชชนิดนี้ใหบาลซัมซึ่งในทาง การคารูจักกันในชื่อ Lavant storax หรืออาจไดจาก L. styraciflua L. ในทางการคาใหบาลซัมที่รูจักกัน ในชื่อ American storax คําวา styrax มาจากภาษาอาระเบีย (Arabian) แปลวา ยางที่มีกลิ่นหอมหวาน สวนคํา liquidambar มาจากภาษาละตินและภาษาอาระเบีย แปลวา ของเหลวที่มีสีอําพัน โดย L. orientalis เปนไมยืนตนสูงไดถึง 15 เมตร และพบไดในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต สวน L. styracifluaเปนไมยืนตนสูงไดถึง 40 เมตร และพบไดในตอนใตของอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และตอน เหนือของอเมริกาใต ซึ่ง Lavant storax มีลักษณะเปนของกึ่งเหลว เหนียว สีเทาถึงเทาอมน้ําตาล จะถูก สรางขึ้นเมื่อมีการเหนี่ยวนําใหเกิดบาดแผลอาจโดยการเจาะโพลงที่เปลือกตนของพืชในชวงตนฤดูรอน หลังจากนั้นในชวงฤดูใบไมรวง เปลือกตนที่อิ่มตัวไปดวยบาลซัม จะถูกลอกออกมาคั้นเอาบาลซัม และนํา บาลซัมที่ไดไปทําเปนกอน สวน American storax มีลักษณะเปนของกึ่งเหลวสีเหลืองออนเกือบใส และ จะคอยๆ แข็งและมีสีเขมขึ้น จะผลิตมากในแถบอเมริกากลางซึ่งเปนแหลงที่พบปลูก L. styraciflua มาก โดยบาลซัมจะถูกขับมายังชองที่อยูระหวางเปลือกและเนื้อไมและอาจออกมายังโพลงที่เจาะนอกเปลือกได


147 โดยการเจาะโพลงและตอทอเขาไปยังชองที่เก็บบาลซัม และเก็บบาลซัมในภาชนะรองรับ สโทแรกซถา เปนแผนบางจะมีเนื้อโปรงใส มีกลิ่นหอม รสเผ็ด ไมละลายน้ํา แตละลายเกือบหมดในแอลกอฮอลโดย อาศัยความรอนเล็กนอย สารเคมีใน Lavant storax ประกอบดวย resin alcohols 50% (-storesin และ -storesin) อาจอยูในรูปอิสระ หรือเอสเทอรของ cinnamic acid องคประกอบอื่นๆ ดังนี้ storesin cinnamate (10-20%), styracin หรือ cinnamyl cinnamate (5-10%), phenylpropyl cinnamate (10%), volatile oil (0.5-1%), cinnamic acid (2-5%) และ vanillin เล็กนอย สวน American strolax มีสารประกอบเคมีที่คลายคลึงกับ Lavant storax โดยพบ volatile oil (7%), cinnamic acid (28%), cinnamein (23%), resin esters (35%), resin acids (2%) โดยสโทแรกซที่ใช ทางยาสวนใหญไดจากประเทศตุรกี และประเทศฮอนดูรัส นํามาใชเปนองคประกอบในทิงเจอรกํายาน (compound benzoin tincture) มีฤทธิ์กระตุน ขับเสมหะ และฆาเชื้อ ประโยชนในดานอื่น ใชเปนสาร แตงกลิ่นรสในอุตสาหกรรมยาสูบ 2. เปรูบาลซัม (Peru balsam) Peru balsam (ชื่ออื่น Balsam of Peru) ไดจากการกรีดเปลือกของตน Myroxylon pereirae (Royle) Klotzsch วงศFabaceae ซึ่งเปนพืชที่พบมากแถบชายฝงประเทศเอลซัลวาดอร(El Salvador) ในอเมริกากลาง บาลซัมชนิดนี้มีลักษณะเปนของเหลวหนืด มีสีน้ําตาลเขม เมื่อทําใหเปนแผนบางอาจมีสี น้ําตาลแดงและโปรงใส มีกลิ่นหอมคลายวานิลลา มีรสขมติดทนนาน สารเคมีที่พบ ไดแก cinnamein ประมาณ 60% (benzyl cinnamate เปนสวนใหญ และ benzyl benzoate บางเล็กนอย), resin esters 30-38% (peruresinotannol cinnamate และ peruresinotannol benzoate), cinnamic acid, vanillin, peruviol และองคประกอบอื่นๆ อีกเล็กนอย นํามาใชภายนอกเปนยาฆาเชื้อและรักษา บาดแผล ใชเปนยาฆาเชื้อปรสิตในโรคผิวหนังบางชนิด และใชเปนสวนผสมของยาเตรียมสําหรับรักษา โรคริดสีดวงทวาร (hemorrhoids) 3. โทลูบาลซัม (Tolu balsam) Tolu balsam (ชื่ออื่น Balsam of Tolu) ไดจากการกรีดสวนเปลือกและกระพี้ไมของตน Myroxylon balsamum (L.) Harms. วงศFabaceae ซึ่งมีถิ่นกําเนิดในทวีปอเมริกาใต โดยพบมากใน ประเทศโคลัมเบีย บาลซัมชนิดนี้มีลักษณะคลายกับพลาสติกแข็ง มีสีน้ําตาล หรือน้ําตาลเหลือง ถาเปน แผนบางจะมีลักษณะโปรงใส เมื่อแหงและเก็บไวนานๆ ในที่เย็น จะเปราะ และภายในจะมีผลึกของ cinnamic acid อยูเปนจํานวนมาก มีกลิ่นคลายวนิลา มีรสซาและเผ็ดเล็กนอยสารเคมีที่พบ ไดแก resin ester 75-80% (toluresinotannol cinnamate และ toluresinotannol benzoate), volatile oil 7- 8% (benzyl benzoate), cinnamic acid 12-15%, benzoic acid 2-8%, vanillin และองคประกอบ อื่นๆ อีกเล็กนอย นํามาใชประโยชนเปนสารประกอบในทิงเจอรกํายาน (compound benzoin tincture) อาจพบการใชเปนยาขับเสมหะไดบาง สวนใหญมักใชเปนสารแตงกลิ่นในยาน้ําเชื่อม หมากฝรั่ง และ น้ําหอม


148 4. กํายานญวน (Siam benzoin) เปนบาลซัมที่ไดจากเปลือกตน Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwich วงศ Styraceae พืชนี้มีถิ่นกําเนิดในเวียดนาม-ลาว กํายานญวนมีลักษณะ เปนเม็ดรูปรางกลมรี เวาดานหนึ่งและนูนดานหนึ่ง (concavo-convex tear) มีทั้งชนิดเม็ดไมติดกัน และ ชนิดที่เม็ดติดกันเปนกอน มีสีน้ําตาลคอนขางเหลืองถึงสีน้ําตาลแดง เปราะ เมื่อแตกจะมีสีขาวน้ํานมบนผิว จะหลอมเมื่อถูกความรอน จะเหนียวเปนพลาสติกเมื่อเคี้ยว และมีกลิ่นหอมคลายวานิลลา องคประกอบ ทางเคมีประกอบดวยผลึก coniferyl benzoate 60-80%, benzyl cinnamate ในรูปของเหลว และมี free benzoic acid 10%, siaresinolic acid 6% และ vanillin 0.3% (เปน oxidation product ของ coniferyl alcohol) สวนใหญนํามาใชประโยชนทางดานเครื่องสําอาง เครื่องหอม สวนทางดานยา ใชเปน สวนผสมในการเตรียมยาพื้นขี้ผึ้ง ใชขับเสมหะ และฆาเชื้อโรค 5. กํายานสุมาตรา (Sumatra benzoin) เปนบาลซัมที่ไดจากเปลือกตน Styrax spp. โดยเฉพาะจาก Styrax benzoin Dryander วงศ Styraceae พืชนี้มีถิ่นกําเนิดในสุมาตราและชวา กํายานสุมาตรามีลักษณะเปนกอนเหลี่ยมหรือมีรูปทรงไมแนนอน จะมีหยดสีน้ํานมหลายๆ ขนาดอยู ภายใน โดยกอนจะทึบแสง มีสีน้ําตาลแดงคลายกํายานญวนแตจะมีสีอมเทามากกวา เมื่อนํามาใหความ รอนจะออนตัวลง เมื่อเคี้ยวจะเปราะและแตกเปนเม็ดหยาบเล็กๆ มีกลิ่นหอม และมีรสเผ็ดขม องคประกอบทางเคมีประกอบดวยกรดอินทรียกลุมอะโรมาติก (cinnamic acid 10% และ benzoic acid เล็กนอย) และองคประกอบอื่นๆ ไดแก coniferyl cinnamate, coniferyl benzoate, cinnamyl cinnamate, phenyl propyl cinnamate, triterpene acid (19-OH-oleanolic และ 6-OHoleanolic), vanillin, phenylethylene กํายานสุมาตราจะนิยมนํามาใชประโยชนทางยามากกวา กํายานญวน โดยใชเปนยาฆาเชื้อโรค ฝาดสมาน ขับเสมหะ ขับปสสาวะ และใชเปนสวนประกอบใน ทิงเจอรกํายาน โดยใชสูดดมไอระเหยจากทิงเจอรกํายาน เพื่อฆาเชื้อโรคในทางเดินหายใจ ทําใหหายใจ สะดวกขึ้น และในทางทันตกรรมใชทิงเจอรกํายานทาเหงือกรักษาอาการอักเสบและเหงือกเปนหนอง


149 ตารางที่ 4.5 ตัวอยางเรซินและบาลซัมที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ กัญชา (Cannabis) Cannabis sativa L. (Cannabidaceae) (-) -∆ 9 -transtetrahydrocannabinol กํายานญวน (Siam benzoin) Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwich (Styraceae) coniferyl benzoate, becinnamate, benzoic acsiaresinolic acid กํายานสุมาตรา (Sumatra benzoin) Styrax benzoin Dryand. (Styraceae) balsalmic acid, conifercinnamate, coniferyl benzoate, cinnamyl cinnamate ขิง (Ginger) Zingiber officinale Roscoe (Zingiberaceae) gingerol, shogaol, zingerone ชันสน (Rosin, Colophony) Pinus palustris Miller (Pinaceae) abietic anhydrides ตะเคียนชันตาแมว (Dammar penak) Neobalanocarpus heimii (King) P. Ashton (Dipterocarpaceae) resin


สวนที่ใช สรรพคุณ เอกสารอางอิง ยอดของชอดอกแหง เพศเมีย ฤทธิ์ทําใหเคลิ้มสุข (eupholic activity) 4-5 enzyl cid, บาลซัมจากเปลือก ขับเสมหะ ฆาเชื้อโรค 4-5 ryl บาลซัมจากเปลือก ขับเสมหะ ขับปสสาวะ ฆาเชื้อโรค 4-5 โอเลโอเลซินจากเหงา ยากระตุน ขับลม 5, 12 เรซินหรือกากที่เหลือ จากการกลั่นน้ํามันสน ใชเปนสารชวยให ผลิตภัณฑแข็งตัว 4-5 ชันตะเคียน ใชเปนสวนผสมของยา รักษาแผลเรื้อรัง 9


150 ตารางที่ 4.5 ตัวอยางเรซินและบาลซัมที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม (ตอ) สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ น้ํามันยาง (Gurjan oil) Dipterocarpus spp. (Dipterocarpaceae) caryophyllene, humu-gurjunene พริก (Capsicum) Capsicum spp. (Solanaceae) capsaicin, volatile oil, carotenoid มดยอบ (Myrrh) Commiphora molmol Engler C. abyssinica (Berg) Engler (Burseraceae) volatile oil 2.5-8%, res40% มหาหิงคุ (Asafoetida) Ferula assafoetida L. (Apiaceae) volatile oil 4-20%, resi65%, gum 25% ยางสน (Turpentine) Pinus palustris Miller (Pinaceae) volatile oil 10-30%, resin 70-80% รงทอง (Gamboge) Garcinia hanburyi Hook. f. (Clusiaceae) gambogic acid 65-75%หยูเฮียง (Mastic) Pistacia lentiscus L. (Anacardiaceae) resin 90% (-resin, -re


สวนที่ใช สรรพคุณ เอกสารอางอิง lene, โอเลโอเรซินจากยาง รักษาแผลเปอย กลาก และโรคผิวหนังอื่นๆ 4-5 โอเลโอเรซินจากผลสุก แหง ระงับปวด 5, 11 sin 25- โอเลโอกัมเรซินจาก เปลือก ฤทธิ์ฝาดสมาน ฤทธิ์ตานอักเสบ บรรเทาอาการปวด 5, 13 in 40- โอเลโอกัมเรซินจากราก และเหงา ขับลม ขับเสมหะ ระงับการหดเกร็งของ กลามเนื้อ ระบายทอง 4, 14 โอเลโอเรซินจากยาง สวนผสมในยาถูนวด บรรเทาอาการปวด 4-5 % กัมเรซินในทอที่พบใน ชั้นเปลือก ยาถายอยางแรง 4-5, 15 esin) เรซินจากเปลือกชั้นใน ใชอุดฟน 5, 16


151 สรุป กรดอินทรียจากพืชเปนสารประกอบอินทรียที่มีหมูฟงกชันคือหมูคารบอกซิลิกซึ่งเปนองคประกอบที่ใหความเปนกรด กรดอินทรียที่พบโดยทั่วไปในพืช แบงเปนกลุมตางๆ ตามจํานวนหมูคารบอกซิลิก ไดแก (1) กรดโมโนคารบอกซิลิก (2) กรดไดคารบอกซิลิกและ (3) กรดไตรคารบอกซิลิก สารกลุมนี้มักพบ เปนสารสําคัญที่เปนตัวออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการละลายเสมหะ ตาน จุลินทรียตานอนุมูลอิสระ และตานการอักเสบ ตัวอยางผลิตภัณฑที่มีกรดอินทรียเปนสารสําคัญและ นํามาใชประโยชนทางการแพทยแผนไทย เชน น้ําสมสายชูใชเปนน้ํากระสายยามีสรรพคุณในการขับลม น้ํานมสัตว (วัว และแพะ) ใชเปนน้ํากระสายยามีสรรพคุณในการบํารุงกําลัง และน้ํามันมะพราว ใชในการ สกัดตัวยาในตํารับยาสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง เรซินเปนยางหรือชันไมที่ไดจากกระบวนการเมแทบอลิซึม ของพืช โดยประกอบดวยสารผสมของเรซินแอซิด เรซินแอลกอฮอลเรซีน และไกลโคเรซิน เรซินที่รูจัก กันดีและนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ ชันสน ใชเปนสารชวยใหผลิตภัณฑแข็งตัว และ หยูเฮียง ใช ทางทันตกรรม หากเรซินมีสวนผสมของน้ํามันหอมระเหยอยูดวยจะเรียกวาโอเลโอเรซิน ตัวอยางโอเลโอเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ น้ํามันยาง ใชรักษาโรคผิวหนังติดเชื้อ และ ยางสน ใชเปน สวนผสมของยาถูนวดบรรเทาอาการปวด หากเรซินมีสารประเภทกัมปนอยูดวยจะเรียกวากัมเรซิน ตัวอยางกัมเรซินที่นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม คือ รงทอง ใชเปนยาถายอยางแรง ในทางการแพทย แผนไทยพบการใชรงทองเปนเครื่องยาในตํารับยารักษามะเร็ง หากเรซินมีสวนผสมของกัมและน้ํามันหอมระเหยอยูดวยจะเรียกวาโอเลโอกัมเรซิน ตัวอยางโอเลโอกัมเรซินที่นํามาใชประโยชนทางการแพทยแผนไทย เชน มหาหิงคุใชผสมกับแอลกอฮอล ทาบริเวณหนาทองเพื่อลดอาการทองอืด ทองเฟอ และปวดทอง บาลซัม คือ เรซินที่ละลายในน้ํามันหอมระเหย และมีสารองคประกอบสวนใหญเปนกรดอินทรียกลุมอะโรมาติกโดยชนิดที่พบไดมาก คือ benzoic acid และ cinnamic acid ตัวอยางบาลซัมที่นํามาใชประโยชน ทางเภสัชกรรม เชน กํายานสุมาตรา ใชเปนสวนประกอบในทิงเจอรกํายาน โดยการสูดดมไอระเหย เพื่อ ฆาเชื้อโรคในทางเดินหายใจ


152 เอกสารอางอิง [1] Harborne, J.F. 1973. Phytochemical Methods. Chapman and Hall Ltd., England. [2] Evans, W.C. 1996. Trease and Evans’ Pharmacognosy, 14th ed. WB Saunders, Co. Ltd., England. [3] Trease, G.E., Evans, W.C. 1983. Pharmacognosy, 12nd ed. Bailliere Tindall, London. [4] Tyler, V.E., Brady, L.R., Robbers, J.E. 1988. Pharmacognosy, 9th ed. Lea & Febiger, USAs. [5] Evans, W.C. 2009. Trease and Evans’ Pharmacognosy, 16th ed. Saunders, London. [6] รัตนา อินทรานุปกรณ. 2547. การตรวจสอบและสกัดแยกสารสําคัญจากสมุนไพร. กรุงเทพฯ: บริษัทแอคทีฟ พริ้นท จํากัด. [7] สนั่น ศุภธีรสกุล. 2540. สมุนไพรจากผลิตภัณฑของพืช. สงขลา: คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. [8] Castañeda-Gómez, J., Pereda-Miranda, R. 2011. Resin glycosides from the herbal drug jalap (Ipomoea purga). J Nat Prod. 74: 1148-1153. [9] Appanah, S. and Turnbull, J.M. 1998. A Review of Dipterocarps: Taxonomy, Ecology and Silviculture. CIFOR, Bogor, Indonesia. [10] Guimarães-Santos, A., Santos, D.S., Santos, I.R., Lima, R.R., Pereira, A., de Moura, L.S., Carvalho, R.N. Jr., Lameira, O., Gomes-Leal, W. 2012. Copaiba oil-resin treatment is neuroprotective and reduces neutrophil recruitment and microglia activation after motor cortex excitotoxic injury. Evid Based Complement Alternat Med. doi: 10.1155/2012/918174. [11] Srinivasan, K. 2017. Biological activities of red pepper (Capsicum annuum) and its pungent principle capsaicin: a review. Crit Rev Food Sci Nutr. 56: 1488-1500. [12] Bailey-Shaw, Y.A., Williams, L.A., Junor, G.A., Green, C.E., Hibbert, S.L., Salmon, C.N., Smith, A.M. 2008. Changes in the contents of oleoresin and pungent bioactive principles of Jamaican ginger (Zingiber officinale Roscoe.) during maturation. J Agric Food Chem. 56: 5564-5571. [13] Chen, Y., Zhou, C., Ge, Z., Liu, Y., Feng, W., LI, S., Chen, G., Wei, T. 2013. Composition and potential anticancer activities of essential oils obtained from myrrh and frankincense. Oncol Lett. 6: 1140-1146.


153 [14] Bagheri, S.M., Dashti-R. M.H., Morshedi, A. 2014. Antinociceptive effect of Ferula assa-foetida oleo-gum-resin in mice.Res Pharm Sci. 9: 207-212. [15] Jia, B., Li, S., Hu, X., Zhu, G., Chen, W.2015. Recent research on bioactive xanthones from natural medicine: Garcinia hanburyi. AAPS PharmSciTech. 16: 742-758. [16] Paraschos, S., Mitakou, S., Skaltsounis A.L. 2012. Chios gum mastic: a review of its biological activities. Curr Med Chem. 19: 2292-2302.


154 5 การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสําคัญจากพืชสมุนไพร (Phytochemical Screening) พืชสมุนไพรที่นํามาใชเปนยารักษาโรคจะประกอบดวยสารประกอบทางเคมีหลายชนิด ทั้งนี้ สามารถจําแนกกลุมสารเคมีในพืชตามลักษณะความจําเปนที่พืชสรางขึ้นไดเปน 2 กลุมใหญ คือ สารปฐมภูมิ (primary metabolites) ไดแก คารโบไฮเดรต (carbohydrate) โปรตีน (protein) ลิพิด (lipid) และสารทุติยภูมิ (secondary metabolites) ไดแก น้ํามันหอมระเหย (volatile oil) เทอรพีนอยด (terpenoid) แอลคาลอยด (alkaloid) ไกลโคไซด (glycoside) เรซิน (resin) และบาลซัม (balsam) สารเหลานี้บางชนิดมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา (pharmacological activity) ซึ่งมักเรียกวา สารสําคัญ (active constituents / active substances) ซึ่งจะเปนตัวกําหนดสรรพคุณและประสิทธิผล ในการรักษาของพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ สารสําคัญในสมุนไพรโดยเฉพาะกลุมสารทุติยภูมิเปรียบเสมือน ลายพิมพนิ้วมือ (fingerprint) ของสมุนไพรทางเคมี โดยมีลักษณะเฉพาะ (pattern) ของสารในสมุนไพร แตละชนิด สามารถนํามาใชประโยชนตอมนุษยไดมากมาย ทั้งในดานยา อาหาร และเครื่องสําอาง การ ตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสกัดในพืช มักจะใชทดสอบวาในพืชหรือสมุนไพรนั้นมีสารเคมีกลุม ใดบางที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ทําใหสามารถวางแผนการสกัดแยกตามคุณสมบัติทางเคมีของสารกลุมนั้นๆ ได ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะการตรวจสอบกลุมสารสําคัญบางชนิดที่พบบอยๆ ในผลิตภัณฑธรรมชาติ (natural products) ไดแก แอลคาลอยด คารดิแอกไกลโคไซด (cardiac glycosides) ซาโปนิน (saponin glycosides) แอนทราควิโนน (anthraquinone glycosides) ฟลาโวนอยด (flavonoid glycosides) คูมารินส(coumarin glycosides) อิริดอยด(iridoid glycosides) ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (cyanogenic glycosides) แทนนิน (tannins) และ เทอรพีนอยด (terpenoids) [1-5] การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารกลุมตางๆ ในพืช วิธีที่ใชในการตรวจสอบควรเปนวิธีที่งาย ใชเวลานอย และคอนขางจําเพาะกับกลุมสารเคมีที่ตองการ สวนใหญนิยมเตรียมสารสกัดที่จะใชตรวจสอบ โดยใชแอลกอฮอลหรือสวนผสมของแอลกอฮอลและน้ําความเขมขนรอยละ 80 เปนตัวทําละลาย เนื่องจากละลายไดทั้งสารที่มีขั้ว (polar) และไมมีขั้ว (non-polar) การตรวจสอบอาจใชปฏิกิริยาการเกิดสี หรือการเกิดตะกอน และการตรวจสอบโดยใชเทคนิคทินเลเยอรโครมาโทกราฟ (Thin Layer Chromatography; TLC) ดังนี้ [6-11] การตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอน การตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอนโดยใชปฏิกิริยาทางเคมีงายๆ ซึ่งจะใหผลเปน สีตางๆ หรือเกิดการขุน หรือเกิดตะกอน จัดเปนวิธีที่งาย รวดเร็ว มีความไวสูง แตไมจําเพาะเจาะจงกับ กลุมสารที่ตองการ อาจเกิดผลบวกอําพราง (false-positive reaction) เนื่องจากสารอื่นที่ใหผล เชนเดียวกับสารตัวอยาง หรือ ผลลบอําพราง (false-negative reaction) เนื่องจากสารอื่นที่ไมใหผล


155 เชนเดียวกับสารตัวอยาง การตรวจสอบกลุมสารสําคัญโดยเฉพาะสารกลุมทุติยภูมิที่พบบอยๆ (รูปที่ 5.1) ในผลิตภัณฑธรรมชาติ ดังนี้ การตรวจสอบกลุมแอลคาลอยด[11-17] การตรวจเอกลักษณของแอลคาลอยดเบื้องตน มักจะใชทดสอบวาตัวอยางพืชหรือสมุนไพรนั้นมี แอลคาลอยดเปนองคประกอบอยูหรือไม หรืออาจทดสอบไดวาเปนแอลคาลอยดกลุมใด หรือทดสอบไดวา เปนแอลคาลอยดชนิดใดเลยก็อาจเปนได ผลการทดสอบมีทั้งการเกิดตะกอน (precipitation) หรือเกิดสี (color reaction) ระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบแอลคาลอยด การตรวจสอบทางเคมีของ แอลคาลอยดอาจจําแนกเปน (1) การตรวจสอบแอลคาลอยดทั่วไป และ (2) การตรวจสอบแอลคาลอยด เฉพาะกลุม ดังนี้ 1. การตรวจสอบแอลคาลอยดทั่วไป (General test for alkaloids) เปนการตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของแอลคาลอยด มักจะใชทดสอบวาในพืชหรือสมุนไพรนั้นมี แอลคาลอยดหรือไม โดยการทดสอบการเกิดตะกอน (precipitation test) ซึ่งอาศัยหลักการการเกิด ตะกอน และการใหสี ระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบแอลคาลอยดเนื่องจากแอลคาลอยดมี ไนโตรเจนอยูในสูตรโครงสราง ซึ่งเปนสวนหนึ่งที่เกิดปฏิกิริยาเคมี เชน เกิดเกลือที่ไมละลายน้ํากับกรดอินทรีย หรือกรดอนินทรียและเกิดสารประกอบเชิงซอนที่ไมละลายน้ํากับโลหะหนัก เปนตน การทดสอบการเกิดตะกอนจะตองเตรียมแอลคาลอยดใหอยูในรูปของสารละลายกรดเจือจาง (dilute acid extract) เสียกอน ตะกอนที่เกิดขึ้นไดจากการเติมน้ํายาที่ใชทดสอบ 2-3 หยด ลงใน สารละลายของสิ่งสกัดจากพืช หรือสารละลายของแอลคาลอยดที่ตองการตรวจสอบ โดยแอลคาลอยดทํา ปฏิกิริยากับน้ํายาตกตะกอนแอลคาลอยด (alkaloid precipitating reagents) หลายชนิด เกิดเปน ตะกอนที่ไมละลาย โดยกลไกการเกิดตะกอนระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีมีหลายแบบ ซึ่งขึ้นกับชนิด ของน้ํายานั้นๆ (ตารางที่ 5.1) ตะกอนที่ไดอาจเปนตะกอนของเกลือของแอลคาลอยดกับกรดอินทรีย กรดอนินทรีย หรือตะกอนของสารประกอบพวก halogenated หรือเปนสารประกอบเชิงซอนระหวาง แอลคาลอยดกับน้ํายาที่ใชทดสอบ อยางไรก็ตามน้ํายาตกตะกอนแอลคาลอยดคอนขางไมจําเพาะเจาะจง เนื่องจากสารประกอบอื่นๆ ในพืช เชน ไกลโคไซด กรดอะมิโน โปรตีน อาจใหตะกอนหรือสีกับน้ํายา ดังกลาวได ดังนั้นการตรวจสอบแอลคาลอยดโดยวิธีการทดสอบการเกิดตะกอนจึงอาจใหผลการทดลองที่ เปนผลบวกลวง (false positive test) ได ซึ่งการปองกันอาจทําไดโดยการกําจัดสารปนเปอนอื่นออกจาก แอลคาลอยด โดยการนําสารละลายที่เปนกรดของแอลคาลอยด มาทําใหเปนดางแลวสกัดดวย ตัวทําละลายอินทรีย นําสิ่งสกัดที่ไดมาระเหยใหแหงแลวนํามาละลายในกรดเจือจางใหมกอนนํามาทดสอบ กับน้ํายาทดสอบอีกครั้ง นอกจากนี้แอลคาลอยดหลายชนิดมีความไวตอน้ํายาทดสอบชนิดตางๆ ไมเทากัน ดังนั้นเพื่อปองกันผลการทดลองที่เปนผลลบลวง (false negative test) จึงควรยืนยันผลการทดสอบดวย น้ํายาเคมีหลายๆ ชนิด ที่มีกลไกการเกิดปฏิกิริยากับแอลคาลอยดตางๆ กัน


156 ตารางที่ 5.1 กลไกการเกิดตะกอนระหวางน้ํายาเคมีชนิดตางๆ กับแอลคาลอยด กลไกการเกิดตะกอน น้ํายาตกตะกอนแอลคาลอยด (alkaloid precipitating reagents) สีตะกอน แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กับกรดออกซิเจนที่มี น้ําหนักโมเลกุลสูงใน สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปนเกลือที่ไม ละลายน้ํา - Bertand’s reagent (Silicotungstic acid) - Scheibler’s reagent (Phosphotungstic acid) - Sonnenschein’s reagent (Phosphomolybdic acid) ขาว ขาว ขาว แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กั บ โ ล ห ะ ห นั ก ใ น สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปน addition product ที่ไมละลายน้ํา - Dragendorff’s reagent (Bismuth potassium iodide) - Marme’s reagent (Cadmium potassium iodide) - Mayer’s reagent (Mercuric potassium iodide) - Valser’s reagent (Mercuric iodide) - Kraut’s reagent (Bismuth iodide in inorganic base) สม ขาว ขาว-ครีม ขาว-ครีม น้ําตาลแดง แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กั บ ก ร ด อิ น ท รี ย ใ น สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปนเกลือที่ไม ละลายน้ํา - Hager’s reagent (Saturated solution of picric acid) - Tannic acid solution เหลือง ขาวน้ําตาล แอลคาลอยดทําปฏิกิริยา กับอะตอม halogen ใน สวนประกอบของน้ํายาเคมี ไดเปนสารประกอบ เชิงซอนที่ไมละลายน้ํา - Wagner’s reagent (Iodine in potassium iodide) น้ําตาล 2. การตรวจสอบแอลคาลอยดเฉพาะกลุม (Specific test for alkaloids) การทดสอบแยกประเภทของแอลคาลอยดโดยการทดสอบการเกิดสี (color test) เปนวิธีที่ใชกัน มาก สามารถใชพิสูจนเอกลักษณไดวาเปนแอลคาลอยดกลุมใด หรือเปนแอลคาลอยดชนิดใด โดยใชเวลา ไมมากนัก วิธีนี้อาศัยปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาเคมีที่เหมาะสม สวนมากเปน ปฏิกิริยาการสูญเสียน้ํา (dehydration) หรือออกซิเดชัน (oxidation) ของแอลคาลอยด น้ํายาเคมีที่ใชใน


157 การทดสอบแอลคาลอยด ไดผลเปนสีตางๆ นั้น มีหลายชนิด (ตารางที่ 5.2) จัดเปนน้ํายาทดสอบ แอลคาลอยดเฉพาะตัว (specific alkaloidal reagents) นอกจากนี้ยังใชกรดอนินทรียเขมขนชนิดตางๆ เชน กรดดินประสิว (nitric acid) กรดกํามะถัน (sulphuric acid) และ กรดฟอสฟอริก (phosphoric acid) เปนตน สีจากน้ํายาทดสอบเหลานี้กับแอลคาลอยดแตละชนิด จะใหสีลักษณะเฉพาะตัว สีที่เกิดขึ้น อาจมีหลายขั้นตอน เนื่องจากปฏิกิริยาเกิดสารที่ไมคงตัว (intermediate) หลายชนิด แตละชนิดใหสีตางๆ กัน จนถึงสารประกอบตัวสุดทาย จึงใหสีคงทน การทดสอบแอลคาลอยดกลุมตางๆ ซึ่งจําแนกตาม โครงสรางเคมีดังนี้ ตารางที่5.2 น้ํายาเคมีที่ใชทดสอบแอลคาลอยดเฉพาะกลุม (specific alkaloidal reagents) น้ํายาทดสอบ แอลคาลอยด ผลการเกิดสี Mandelin’s reagent papaverine มวง เขียวปนน้ําเงิน น้ําเงิน Murexide’s reagent caffeine มวง Schaer’s reagent atropine เขียว Vitali-Morin reagent atropine มวงแดง Dichromate-sulphuric acid strychnine มวงน้ําเงิน มวงแดง หรือ แดงสด สม หรือ เหลือง brucine สม น้ําตาลปนมวง Sulphuric acid strychnine ไมมีสี brucine ไมมีสี papaverine ไมมีสี มวง-น้ําเงิน Nitric acid strychnine เหลือง brucine แดง papaverine เหลืองอมเขียว สม 2.1 Non-heterocyclic alkaloids (Alkaloidal amines) การทดสอบแอลคาลอยด ephedrine แอลคาลอยดephedrine จัดอยูในกลุม Alkaloidal amines ซึ่งเปนแอลคาลอยดที่มีอะตอม ของไนโตรเจน (N) ไมอยูใน heterocyclic ring แตมี N อยูในแขนงขาง (side chain) ตัวอยางปฏิกิริยา การเกิดสีที่ใชตรวจสอบ ephedrine เชน Chen’s test และ Ninhydrin test นอกจากนี้ยังใชการ ทดสอบการเกิดผลึก (Microcrystal test) ในการตรวจสอบผลึกซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวดวยกลอง จุลทรรศน


158 1. Chen’s test เปนการทดสอบสารประกอบเอมีน ทําโดยนําสารละลายของแอลคาลอยด ephedrine มาใสในหลอดทดลอง เติมกรดน้ําสมเจือจาง 1 หยด และสารละลาย 10% copper sulphate จํานวน 2 หยด เขยาใหเขากัน แลววางไวสักครู เติมสารละลาย 20% sodium hydroxide จํานวน 1 มิลลิลิตร ผสมใหเขากันจะเกิดสีมวงแดง ซึ่งเมื่อเติมอีเทอรลงไป แลวเขยา สีมวงแดงจะละลาย ในชั้นของอีเทอร 2. Ninhydrin test เปนการทดสอบสารประกอบเอมีน จําพวก acyclic secondary amine ทํา โดยนําสารละลายที่เปนดางของแอลคาลอยด ephedrine ในหลอดทดลอง มาเติมสารละลาย 1% ninhydrin ลงไป 3-4 หยด นําหลอดทดลองไปแชในหมออังไอน้ํา จะไดสารละลายสีมวง เมื่อเติม amyl alcohol ลงไป แลวเขยา สีมวงแดงจะละลายในชั้นของ amyl alcohol 3. Microcrystal test ทําโดยนําผลึกแอลคาลอยด ephedrine มาละลายดวยกรดเจือจาง แลว หยดลงบนแผนสไลด 1 หยด เติม Dragendorff’s reagent จํานวน 1 หยด ตั้งทิ้งไวใหตกผลึก จากนั้น ตรวจดูผลึกลักษณะเปนรูปเข็มสีสมรวมกันเปน rosette ภายใตกลองจุลทรรศน 2.2 Heterocyclic alkaloids Heterocyclic alkaloids เปนแอลคาลอยดที่มีอะตอมของไนโตรเจนในสวนของ heterocyclic ring ซึ่งสามารถแบงเปนกลุมยอยตามสูตรโครงสรางพื้นฐานของแอลคาลอยดไดหลายกลุม ในที่นี้จะ กลาวถึงการทดสอบเพื่อจําแนกประเภทของแอลคาลอยดกลุมนี้ที่มีสูตรโครงสรางพื้นฐานบางชนิด ไดแก แอลคาลอยดกลุม purine, quinoline, indole, tropane และ isoquinoline ดังนี้ การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Purine แอลคาลอยดกลุมนี้ประกอบดวยสวนของ pyrimidine กับ imidazole เปนแกนโครงสราง (nucleus structure) แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด caffeine, theophylline และ theobromine เปนตน ตัวอยางปฏิกิริยาการเกิดสีที่ใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้ คือ Murexide test ทําโดยนําผลึกของแอลคาลอยด ใสในถวยกระเบื้องเคลือบ (evaporating dish) หยดกรดเกลือเขมขน 1-2 หยด เติมผลึกของ potassium chlorate เล็กนอย (หรือใช hydrogen peroxide 10 หยด) ผสมให เขากัน นําไประเหยใหแหงบนหมออังไอน้ํา นําถวยกระเบื้องเคลือบออกมาทําใหเย็น แลวนํามาอังไอของ แอมโมเนีย (หรือหยดสารละลายของแอมโมเนียมไฮดรอกไซดลงไป) จะไดสีมวงบนรอยคราบของแอลคาลอยดนั้น การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Quinoline แอลคาลอยดกลุมนี้ประกอบดวยสวนของ benzopyridine เปนแกนโครงสราง (nucleus structure) แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด quinine และ quinidine เปนตน ตัวอยาง ปฏิกิริยาการเกิดสีที่ใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้ คือ Erythroquinine test นอกจากนี้ยังใชการ ตรวจสอบคุณสมบัติการเรืองแสง (Fluorescence test) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของแอลคาลอยดในกลุมนี้ อีกดวย


159 1. Erythroquinine test เปนการทดสอบความแตกตางระหวางแอลคาลอยด quinine และ quinidine โดย quinidine ใหผลบวกกับปฏิกิริยานี้ ทําโดยนําสารละลายของแอลคาลอยดในหลอด ทดลอง เติมน้ํายาโบรมีน (bromine water) จนไดสีเหลืองออนๆ ที่คงตัว เติม chloroform 1 มิลลิลิตร เขยาใหเขากัน เติมสารละลาย 10% potassium ferrocyanide 1 หยด ถามีแอลคาลอยด quinidine จะ ใหสีแดงในสารละลายชั้นลางซึ่งเปนชั้นของ chloroform [18] 2. Fluorescence test เปนการทดสอบคุณสมบัติการเรืองแสงของแอลคาลอยด quinine หรือ quinidineโดยเมื่อแอลคาลอยดทั้ง 2 ชนิด อยูในรูปของเกลือ acetate หรือเกลือ sulphate จะเรืองแสง เปนสีฟาเมื่อถูกแสงอัลตราไวโอเลต ในขณะที่ถาอยูในรูปเกลือกับกรดที่ไมมีออกซิเจนในโมเลกุลจะไม สามารถเรืองแสงได ทําโดยนําสารละลายแอลคาลอยดใสในจานกระเบื้องหลุม (spotting plate) หรือ ถวยกระเบื้องเคลือบที่แหงสนิท เติมกรดกํามะถันเขมขน 1 หยด นําไปสองภายใตแสงอัตราไวโอเลตที่ 366 นาโนเมตร จะเรืองแสงสีฟา เมื่อปรับสภาพสารละลายใหเปนดางดวย 20% NaOH จะไมเรืองแสง จากนั้นปรับใหเปนกรดดวยกรดกํามะถันเขมขน นําไปสองภายใตแสงอัตราไวโอเลต จะเห็นการเรืองแสง สีฟาอีกครั้ง การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Indole แอลคาลอยดกลุมนี้ประกอบดวยสวนของ benzopyrrole เปนแกนโครงสราง (nucleus structure) แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด strychnine และ brucine จาก โกฐกะกลิ้ง (nux vomica) การตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้อาศัยปฏิกิริยาการเกิดสีกับ กรดกํามะถันเขมขน (conc. H2SO4 ) หรือกรดดินประสิวเขมขน (conc. HNO3 ) สําหรับการทดสอบความ แตกตางระหวางแอลคาลอยดstrychnine และ brucine จะใชปฏิกิริยากับกรดกํามะถัน และ โพแทสเซียมโครเมต (Dichromate-sulphuric acid test) [19] 1. Sulphuric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีกับกรดกํามะถันเขมขน ทําโดยนํา ผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดกรดกํามะถันเขมขน 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันที แอลคาลอยด strychnine และ brucine จะใหสารละลายไมมีสี 2. Nitric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีกับกรดดินประสิวเขมขน ทําโดยนําผลึก ของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดกรดดินประสิวเขมขน 1-2 หยด สังเกตสีที่ เกิดขึ้นทันที ถาเปนแอลคาลอยด strychnine จะใหสารละลายสีเหลือง สวนแอลคาลอยด brucine จะให สารละลายสีแดง 3. Dichromate-sulphuric acid test เปนการทดสอบความแตกตางระหวางแอลคาลอยด strychnine และ brucine ทําโดยนําผลึกแอลคาลอยดมาละลายดวยกรดกํามะถันเขมขน 1-2 หยด ใน ถวยกระเบื้องเคลือบ เติมผลึกของโพแทสเซียมโครเมตลงไปเล็กนอย ใชแทงแกวลากผลึกนี้ผานสารละลาย ของแอลคาลอยด ถาเปนแอลคาลอยด strychnine จะเกิดสีมวง - น้ําเงิน และเปลี่ยนเปนสีมวงแดง


160 สีแดงสด และเปนสีสม หรือสีเหลือง เมื่อตั้งทิ้งไวนานๆ สวนแอลคาลอยด brucine ในปฏิกิริยานี้ จะเกิด สีสม และเปลี่ยนเปนสีน้ําตาลปนสม การทดสอบแอลคาลอยดกลุม Tropane แอลคาลอยดกลุมนี้มีแกนโครงสราง (nucleus structure) เปนโมเลกุลที่มี 2 วงแหวน (bicyclic molecule) ซึ่งประกอบดวยสวนของ piperidine กับ pyrrolidine เชื่อมกันดวยอะตอมของไนโตรเจน (nitrogen bridge) สวนใหญแอลคาลอยดในกลุมนี้จะไดจากพืชวงศ Solanaceae (Solanaceous alkaloids) และพืชสกุล Erythroxylum (Coca alkaloids) ในวงศ Erythoxylaceae แอลคาลอยดที่ สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด atropine, hyosyamine, hyoscine และ cocaine เปนตน ตัวอยาง ปฏิกิริยาการเกิดสีที่ใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมนี้ คือ Vitali – Morin test และ Schaer test 1. Vitali – Morin test เปนการทดสอบที่มักใหผลบวกกับแอลคาลอยดจากพืชวงศ Solanaceae เทานั้น ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยด ใสในถวยกระเบื้องเคลือบ หยดกรด ดินประสิวเขมขนชนิดที่เปนควัน (fuming nitric acid) หรือกรดดินประสิวเขมขนใหมๆ ที่มีสีเหลือง 2- 3 หยด นํามาระเหยบนหมออังไอน้ําใหแหง ตั้งพักไวใหเย็นสักครู แลวเติมสารละลาย 3% alcoholic potassium hydroxide จะไดสีมวงแดงที่รอยคราบของแอลคาลอยด 2. Schaer test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับ Schaer’s reagent (hydrogen peroxide ใน conc. sulphuric acid) ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยด จํานวน เล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยด 30% H2O2 1 หยด กับกรดกํามะถันเขมขน 1 หยด แอลคาลอยด ในกลุม tropane จะใหสีเขียวกับการทดสอบนี้ การทดสอบแอลคาลอยดจากฝน (Opium alkaloids) แอลคาลอยดกลุมนี้จัดเปนแอลคาลอยดกลุมใหญ ที่มีความหลากหลายในดานโครงสรางทางเคมี เปนอยางมาก โดยอาจแบงเปนกลุมยอยตามชนิดของแกนโครงสราง (nucleus structure) ไดหลายกลุม เชน กลุม hydrophenanthrene, benzylisoquinoline และ berberine เปนตน แตอยางไรก็ตาม แอลคาลอยดเหลานี้จะมีชีวสังเคราะหคลายคลึงกัน คือ สวนใหญไดจากการรวมตัวกันของอนุพันธของ phenylethyamine และอนุพันธของ phenylacetaldehyde [15] แอลคาลอยดที่สําคัญในกลุมนี้ เชน แอลคาลอยด morphine, codeine และ papaverine จากฝน (Opium Poppy) ซึ่งการตรวจสอบ แอลคาลอยดเหลานี้อาศัยปฏิกิริยาการเกิดสีกับน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบชนิดตางๆ เชน กรดดินประสิวเขมขน กรดกํามะถันเขมขน และน้ํายาทดสอบ Mandelin (Mandelin’s reagent; ammonium vanadate ใน conc. sulphuric acid) โดยแอลคาลอยดจากฝน จะใหสีตางๆ ดังนี้ 1. Nitric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับกรดดินประสิวเขมขน ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบ 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันที แอลคาลอยด morphine จะใหสารละลายสีแดงปนสม


161 และเปลี่ยนไปเปนสีเหลือง สวนแอลคาลอยด codeine จะใหสารละลายสีเหลืองสม และแอลคาลอยด papaverine จะใหสารละลายสีเหลืองอมเขียว และเปลี่ยนไปเปนสีสม 2. Sulphuric acid test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับกรดกํามะถันเขมขน ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบ 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันที แอลคาลอยด morphine จะใหสารละลายสีสมออน และเปลี่ยนไปเปนสีมวงแดง สวนแอลคาลอยด codeine จะใหสารละลายสีฟาปนเขียว ในขณะที่แอลคาลอยดpapaverine จะใหสารละลายไมมีสี และเปลี่ยนไปเปนสีมวง-น้ําเงิน 3. Mandelin’s test เปนการทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสีระหวางแอลคาลอยดกับน้ํายาทดสอบ Mandelin ทําการทดลองโดยนําผลึกของแอลคาลอยดปริมาณเล็กนอย ใสในจานกระเบื้องหลุม หยดน้ํายาเคมีที่ใชทดสอบ 1-2 หยด สังเกตสีที่เกิดขึ้นทันทีแอลคาลอยด morphine จะใหสารละลายสีเหลือง และเปลี่ยนไปเปนสีมวงน้ําตาล สวนแอลคาลอยด codeine จะใหสารละลายสีเขียว และเปลี่ยนไปเปน สีน้ําเงิน ในขณะที่แอลคาลอยดpapaverine จะใหสารละลายสีมวง เปลี่ยนไปเปนสีเขียวน้ําเงิน และเมื่อ ตั้งทิ้งไวจะไดสีน้ําเงิน การตรวจสอบกลุมไกลโคไซด[4,12,20-22] โครงสรางสวนอะไกลโคนของไกลโคไซดจะเปนสารอินทรียซึ่งมีสูตรโครงสรางแตกตางกันหลาย แบบ จึงทําใหสามารถแบงไกลโคไซดไดเปนประเภทตางๆ ไดหลายกลุม ในที่นี้จะกลาวถึงการทดสอบ เบื้องตนของไกลโคไซดบางกลุมที่มีความสําคัญทางเภสัชกรรม ดังนี้ คารดิแอกไกลโคไซด (cardiac glycosides) ซาโปนิน (saponin glycosides) แอนทราควิโนนไกลโคไซด (anthraquinone glycosides) ฟลาโวนอยดไกลโคไซด (flavonoid glycosides) คูมารินสไกลโคไซด (coumarin glycosides) อิริดอยดไกลโคไซด (iridoid glycosides) ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (cyanogenic glycosides) และแทนนิน (tannins) กลุมคารดิแอกไกลโคไซด (cardiac glycosides) : การตรวจสอบสารกลุมนี้ไมมีน้ํายาทดสอบ เฉพาะ จึงจําเปนตองอาศัยปฏิกิริยาที่ใชทดสอบแตละสวนในโครงสรางของคารดิแอกไกลโคไซดเปนหลัก ซึ่งโครงสรางทางเคมีของ cardiac glycosides ประกอบดวย 3 สวนหลัก คือ (1) steroid nucleus, (2) unsaturated lactone ring และ (3) deoxy sugar ดังนั้นการตรวจสอบ จึงตองตรวจใหพบทั้ง 3 สวน จึงจะสรุปไดวาเปนไกลโคไซดประเภทนี้โดยมีวิธีการทดสอบ ดังนี้ (1) สวนของโครงสราง steroid nucleus ทดสอบไดดวย Liebermann-Burchard test ทําการ ทดลองโดยนําสารละลายของสารสกัดพืชที่ตองการทดสอบมาหยดลงบนจานกระเบื้องหลุม ประมาณ 3-4 หยด ตั้งทิ้งไวใหสารละลายแหง เติม acetic anhydride 2 หยด ผสมใหเขากันแลวคอยๆ เติม conc. H2SO4 1 หยด ลงดานขางของจานกระเบื้องหลุม ปลอยใหกรดไหลไปสัมผัสสารละลาย โดยไมตองผสม หรือเขยา สังเกตสีที่เกิดขึ้น โดยผลการทดสอบที่เปนบวก คือ จะไดสีเขียว หรือ สีน้ําเงิน


162 (2) สวนของโครงสราง unsaturated lactone ring ทดสอบไดดวยน้ํายาทดสอบ Kedde (2% 3,5-dinitrobenzoic acid ใน ethanol) ซึ่งเกิดปฏิกิริยาในดาง ทําการทดลองโดยนําสารละลายของสาร สกัดพืชที่ตองการทดสอบมาหยดลงบนจานกระเบื้องหลุม ประมาณ 3-4 หยด ตั้งทิ้งไวใหสารละลายแหง เติมน้ํายาทดสอบ Kedde 10 หยด ตามดวย 5% alcoholic potassium hydroxide 2 หยด สังเกตสีที่ เกิดขึ้น โดยผลการทดสอบที่เปนบวก คือ จะไดสีมวงแดงทันที (3) สวนโครงสรางที่เปน deoxy sugars ทดสอบไดดวยการทดสอบ Keller-Kiliani (KellerKiliani test) ทําการทดลองโดยนําสารละลายของสารสกัดพืชที่ตองการทดสอบประมาณ 1 มิลลิลิตร ใส ในหลอดทดลอง เติมกรดน้ําสมเขมขน 1 มิลลิลิตร สารละลาย 10% FeCl3 ประมาณ 1-2 หยด เขยา หลอดทดลองเพื่อผสมใหเขากัน ทิ้งไวสักครู เอียงหลอดทดลองทํามุม 45 ๐ C แลวคอยๆ ริน conc. H2SO4 ลงดานในของหลอดทดลองใหสารละลายแยกเปนสองชั้น โดยไมเขยา โดยผลการทดสอบที่เปนบวก คือ ตรงรอยตอของสารละลายจะไดวงแหวนสีน้ําตาลแดง และในชั้นของกรดน้ําสม (ชั้นบน) เปนสีเขียว หรือ สีเขียวน้ําเงิน (ในบางครั้งอาจเปนสีแดง) ขึ้นกับความเขมขนของ deoxy sugars และลักษณะโครงสราง ของ cardiac glycosides กลุมซาโปนินไกลโคไซด (saponin glycosides) : เตรียมสารสกัดที่จะใชทดสอบโดยนําพืชที่จะ ทดสอบประมาณ 2 กรัม ตมกับ ethyl alcohol 20 มิลลิลิตร จนเดือดแลวตมตอไปอีก 2-3 นาที กรองให ไดสารละลายใส การตรวจสอบ saponins ทําไดงายโดยอาศัยคุณสมบัติการเปนสารลดแรงตึงผิว คือ เมื่อ ทดสอบดวย Froth test ซึ่งทําการทดลองโดยนําสารละลายของสารสกัดพืชที่ตองการทดสอบมาใสใน หลอดทดลองประมาณ 0.5 มิลลิลิตร เติมน้ําประมาณ 3 มิลลิลิตร เขยาแรงๆ นานประมาณ 30 วินาที สังเกตลักษณะฟองที่เกิดขึ้น และระยะเวลาที่ฟองคงอยู ไกลโคไซดประเภท saponins จะเกิดฟองที่คงทน นานกวา 30 นาที และลักษณะฟองคลายรังผึ้ง สวนการทดสอบเพื่อจําแนกประเภท saponins นั้น ใชการ ทดสอบ Liebermann-Burchard สังเกตสีที่เกิดขึ้น สารพวก steroidal sapogenin จะใหสีน้ําเงินถึงสี เขียว สวนสารพวก triterpenoid sapogenin จะใหสีแดง ชมพู หรือมวง กลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด (anthraquinone glycosides) : สารกลุมนี้ในรูปอะไกลโคน คือ anthraquinones จะใหผลการทดสอบที่เปนบวกกับการทดสอบ Borntrager (Borntrager’s test) หลักการก็คือ เมื่อไฮโดรไลซิสไกลโคไซดดวยกรด แลวสกัดแยกอะไกลโคนออกมาดวยตัวทําละลายอินทรีย หลังจากนั้นเติมดางลงไป อะไกลโคนจะละลายในดางใหสีชมพู หรือสีแดง ในขณะที่ anthraquinone glycosides ที่อยูในรูป C-glycosides หรือที่มีอะไกลโคนเปน anthrones, anthranols หรือ dianthrones จะไมใหผลการทดสอบที่เปนบวกกับการทดสอบ Borntrager จะตองใชการทดสอบที่ เรียกวา Modified Borntrager’s test โดยในขั้นตอนการไฮโดรไลซิสจะตองใชสารที่ทําใหเกิดปฏิกริยา ออกซิเดชัน (oxidizing agents) เชน hydrogen peroxide หรือ ferric chloride รวมดวยเพื่อเปลี่ยน สารประกอบเหลานี้ใหอยูในรูปของ anthraquinones กอนจึงจะสกัดแยกดวยตัวทําละลายอินทรียและ ทดสอบดวยดางตอไป


163 กลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด (flavonoid glycosides) : การตรวจหาโครงสราง 2- phenylbenzopyrone ในโมเลกุลของฟลาโวนอยดบางชนิด เชน flavones, flavonols และ flavanones นิยมใช cyanidin reaction (magnesium + conc. HCl) หรือเรียกวา “Shinoda’s test” วิธีการตรวจสอบทําโดยละลายสารตัวอยางดวยเอทานอล 1-2 หยด เติมผงหรือแผน magnesium 4-5 แผน หยดกรดเกลือ (5 N HCl) 2-3 หยด สารฟลาโวนอยดจะเกิดปฏิกิริยามีฟองฟู โดยฟลาโวนอยด ที่มีแกนโครงสรางเปน 2-phenylbenzopyrone จะใหสีตางๆ กัน โดย flavanones และ dihydroflavonols จะใหสีแดงหรือสีชมพูชัดเจน แตฟลาโวนอยดกลุมอื่นๆ ใหผลไมชัด [23] กลุมคูมารินส (coumarin glycosides) : การตรวจสอบ coumarin ทําไดโดยอาศัยคุณสมบัติ การเรืองแสงไดของสารกลุมนี้วิธีที่นิยมใชในการตรวจสอบ คือ Fluorescence test ทําโดยละลายสาร ตัวอยางดวยน้ําเล็กนอย ใชความรอนทําใหคูมารินสระเหยออกจากสารสกัด แลวดักจับไอดวยกระดาษ กรองชุบดาง จากนั้นนําไปสองดวยแสงอัลตราไวโอเลต (UV light) ที่ความยาวคลื่น 366 นาโนเมตร โดย คูมารินสสามารถดูดกลืนแสง UV และเรืองแสงเปนสีเขียวอมเหลือง (coumarin ที่ไมมีhydroxyl group ใน benzene ring) หรือสีฟา (coumarin ที่มีhydroxyl group ใน benzene ring) กลุมอิริดอยดไกลโคไซด (iridoid glycosides) : การทดสอบ iridoid อาศัยหลักการที่ iridoid เมื่อถูกยอย (hydrolyse) ดวยกรด จะเกิดเปนสารประกอบในรูป iridodial ซึ่งสามารถเกิดสารประกอบ เชิงซอนซึ่งมีสีน้ําเงินหรือเขียว กับน้ํายาทดสอบ iridoid (Wieffering reagent; สารละลาย 2% cupric sulphate 2 สวน : conc. acetic acid 20 สวน : conc. hydrochloric acid 1 สวน) กลุมไซยาโนเจนิกไกลโคไซด (cyanogenic glycosides) : การทดสอบ cyanogenic glycosides อาศัยหลักการ คือ เมื่อทําการไฮโดรไลซิสไกลโคไซดประเภทนี้แลวจะไดhydrocyanic acid ซึ่งสามารถเกิด Grignard’s reaction ไดเปนสารประกอบ sodium isopurpurate ซึ่งเปนสารสีแดงอิฐ ที่ เกิดจาก sodium picrate ทําปฏิกริยากับ hydrocyanic acid วิธีการตรวจสอบทําโดยนําตัวอยางพืชสด ที่หั่นเปนชิ้นเล็กๆ ประมาณ 2-3 กรัม ใสในหลอดทดลอง ทําใหตัวอยางชื้นดวยการหยดน้ําลงไปเล็กนอย ตามดวยการหยดคลอโรฟอรม 1-2 หยด เพื่อเรงปฏิกิริยาของเอนไซม จากนั้นนํากระดาษกรองซึ่งตัดเปน แถบเล็กๆ มาชุบสารละลาย picric acid ทําใหแหง ตามดวยการทําใหกระดาษกรองชื้นดวยสารละลาย 10% NaCO3 แลวนํามาแขวนกับลวดที่ติดบนจุกคอรก ปดหลอดทดลองดวยจุกคอรกที่มีกระดาษกรอง แขวนอยู แลวนําไปอุนในหมออังไอน้ํา สังเกตการเกิดสีแดงอิฐบนกระดาษกรอง กลุมแทนนิน (tannins) : การตรวจสอบแทนนินทําไดงายโดยอาศัยคุณสมบัติการตกตะกอนของ สารกลุมนี้เมื่อใหทําปฏิกิริยากับสารละลายเจลาตินซึ่งเปนโปรตีน การตรวจสอบเบื้องตนจะใช gelatin solution สวนการตรวจสอบเพื่อแยกระหวางไฮโดรไลเซเบอแทนทิน (hydrolysable tannin) และ คอนเดนซแทนนิน (condensed tannin) จะใชน้ํายาทดสอบตอไปนี้ คือ ferric chloride, bromine water, formalin-HCl, vanillin-HCl และ lime-water วิธีการตรวจสอบทําโดยละลายสารตัวอยาง ดวยน้ํา ตมใหเดือดประมาณ 4-5 นาที กรองเอาเฉพาะสวน filtrate แบงใสหลอดทดลองแยกเปน


164 6 หลอด แลวนําไปเติมน้ํายาทดสอบ ดังนี้ หลอดที่ 1 เติม gelatin solution 2-3 หยด หลอดที่ 2 เติม ferric chloride 2-3 หยด หลอดที่ 3 เติม bromine water 5-6 หยด หลอดที่ 4 เติม formalin-HCl (40% formalin 3 หยด และ 10% HCl 6 หยด) หลอดที่ 5 เติม vanillin-HCl (vanillin reagent 15 หยด และ conc. HCl 1 หยด) หลอดที่ 6 เติมน้ําปูน (lime-water) 2-3 หยด ผลการทดสอบในหลอดที่ 1 สารแทนนินจะทําปฏิกิริยากับโปรตีนตกตะกอนออกจากน้ํา ผลการทดสอบในหลอดที่ 2 กลุม hydrolysable tannin ซึ่งมีไฮดรอกซิลอิสระ 3 หมู ตอวงแหวนอะโรมาติก 1 วง เมื่อทําปฏิกิริยากับ สารละลาย ferric chloride จะใหสีน้ําเงิน ในขณะที่ condensed tannin มีไฮดรอกซิลอิสระ 2 หมู ตอ วงแหวนอะโรมาติก 1 วง เมื่อทําปฏิกิริยากับสารละลาย ferric chloride จะใหสีเขียว [20-23] และผล การทดสอบในหลอดที่ 3-6 กลุม hydrolysable tannin จะใหผลกับน้ําปูน (หลอดที่ 6) เทานั้น สวนการ ตรวจสอบดวยน้ํายาอื่น (หลอดที่ 3-5) จะใหผลกับ condensed tannins เทานั้น การตรวจสอบกลุมเทอรพีนอยด การตรวจสอบสารกลุมนี้อาศัยหลักการเกิดสีกับน้ํายาทดสอบบางชนิด เชน การทดสอบลีเบอร- แมนเบอรชารด (Liebermann-Burchard test) ซึ่งน้ํายาทดสอบนี้ประกอบดวยแอซีติกแอนไฮไดรด-กรด ซัลฟวริก (acetic anhydride-sulphuric acid) วิธีการตรวจสอบทําโดยละลายสารตัวอยางดวยเอทานอล 1-2 หยด ระเหยสารละลายจนแหงในถวยกระเบื้องเคลือบ หยด acetic anhydride และ conc. sulphulic acid อยางละ 1-2 หยด โดยผลการทดสอบถาเปนไตรเทอรพีนอยดจะใหสีแดง ชมพู หรือ มวงแดง สวนสเตอรอยดจะใหสีน้ําเงิน หรือ น้ําเงินเขียว หรืออาจใชการทดสอบซาลโควสกี (Salkowski test) ซึ่งใชน้ํายากรดกํามะถันเขมขน วิธีการตรวจสอบทําโดยนําสารสกัดคลอโรฟอรมของตัวอยางพืชมา ระเหยใหแหงในถวยกระเบื้องเคลือบ หยดกรดกํามะถันเขมขน 1-2 หยด ผลการทดสอบถาเปนไตรเทอร- พีนอยดจะใหสีเหลือง สวนสเตอรอยดจะใหสีแดง [23-24] การตรวจสอบโดยใชทินเลเยอรโครมาโทกราฟ (Thin Layer Chromatography; TLC) ทินเลเยอรโครมาโทกราฟหรือทีแอลซีจัดเปนเทคนิคทางโครมาโทกราฟแบบ Liquid-solid chromatography ซึ่งมีวัฏภาคคงที่เปนของแข็ง และวัฏภาคเคลื่อนที่เปนของเหลว ที่นิยมนํามาใช วิเคราะหหาสารสําคัญจากพืชสมุนไพรเบื้องตนวานาจะเปนสารกลุมใด โดยการตรวจสอบดวยน้ํายาพน ชนิดเฉพาะเจาะจง และภายใตแสงอัลตราไวโอเลต หรือในกรณีที่มีสารอางอิง (reference substance) หรือสารมาตรฐาน (standard substance) มาเปรียบเทียบกับสารตัวอยาง จะทําใหทราบวาสารสกัดจาก พืชสมุนไพรที่ตองการตรวจสอบ มีสารเหมือนกับสารอางอิงหรือสารมาตรฐานหรือไม โดยประเมินจาก คา Rf (Relative front, Retardation factor) สี และความเขมของสี เทคนิคทีแอลซีจัดเปนวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และแมนยํา มีขอดีกวาการตรวจสอบดวยปฏิกิริยาสี และตะกอน คือเปนการแยกสารและ ตรวจสอบสารไปพรอมๆ กัน ทําใหทราบวาในสารสกัดตัวอยางมีสารอยางนอยกี่ชนิด หรือมีสารใดเปน สารหลัก โดยประเมินจากจํานวนและความเขมของแถบสารหรือจุดที่เกิดขึ้นในทีแอลซีโครมาโทแกรม (TLC chromatogram) นอกจากเทคนิคทีแอลซีจะใชวิเคราะหหาองคประกอบสําคัญจากพืชสมุนไพร


165 เบื้องตนวามีกี่ชนิด และเปนสารประเภทใดแลว ยังสามารถนํามาประยุกตใชเพื่อศึกษาสารสําคัญจากพืช สมุนไพรในดานอื่นๆ เชน ใชเปนวิธีวิเคราะหเบื้องตนเพื่อหาระบบตัวทําละลายสําหรับคอลัมนโครมาโทกราฟ (Column chromatography) เพื่อแยกสารปริมาณมาก ใชตรวจสอบแฟรกชัน (fraction) ที่แยก ไดจากคอลัมนโครมาโทกราฟเพื่อรวมแฟรกชันที่เหมือนกัน และใชแยกสารผสมที่มีปริมาณนอย หรือแยก สารปริมาณมากซึ่งแยกโดยคอลัมนโครมาโทกราฟไมไดผล เทคนิคทีแอลซียังเปนวิธีที่นิยมนํามา ประยุกตใชในการควบคุมคุณภาพทางเคมีของเครื่องยา (crude drugs) โดยในเภสัชตํารับของประเทศ ตางๆ ไดกําหนดใหใชเปนวิธีวิเคราะหทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณของสารสําคัญในเครื่องยาชนิดตางๆ อีกดวย [9,13,24] เทคนิคทีแอลซีใชแยกองคประกอบตางๆ ออกจากกันโดยอาศัยความแตกตางของการกระจายตัว (distribution of partition) ของสารตัวอยาง (solute) ระหวาง 2 เฟสที่ไมผสมเปนเนื้อเดียวกัน คือ วัฏภาคคงที่ (stationary phase) และ วัฏภาคเคลื่อนที่ (mobile phase) สารจะเคลื่อนที่ไปบนวัฏภาคคงที่โดยการพาของวัฏภาคเคลื่อนที่ ซึ่งอัตราการเคลื่อนที่ของสารไมเทากัน ทั้งนี้ขึ้นกับคุณสมบัติทาง กายภาพและทางเคมีของสารแตละชนิดที่มีอยูในสารผสมที่ตองการแยก ซึ่งจะสงผลตอคาความแรงของ ปฏิกิริยาระหวางสารตัวอยางกับวัฏภาคคงที่ และกับวัฏภาคเคลื่อนที่ ทําใหสารตัวอยางมีความจําเพาะ เจาะจง (selectivity) ตอเฟสทั้งสองตางกัน สารที่มีความจําเพาะเจาะจงกับวัฏภาคคงที่มากกวาวัฏภาคเคลื่อนที่ สารนั้นจะเคลื่อนที่ไปไดชา ทําใหมีการแยกเกิดขึ้นซึ่งแสดงออกมาในรูปของตําแหนงแถบสาร (band) หรือจุด (spot) ตางๆ ของสารบนแผนทีแอลซี โดยการแยกสารอาจเกิดผานกระบวนการตางๆ เชน การดูดซับที่ผิว (adsorption) การกระจายตัว (partition) หรือการสรางพันธะกับวัฏภาคเคลื่อนที่ เปนตน โดยตําแหนงของจุดหรือแถบสารบนทีแอลซีโครมาโทแกรม จะแสดงโดยคา Rf ซึ่งเปนคาที่ไดจาก ระยะทางเคลื่อนที่ของสารหารดวยระยะทางเคลื่อนที่ของวัฏภาคเคลื่อนที่คาที่ไดเปนจุดทศนิยม บางครั้ง จึงใชคา hRf แทน โดย hRf = 100Rf [9,13,24-25] ชนิดของทินเลเยอรโครมาโทกราฟ เทคนิคทีแอลซีจําแนกตามความเปนขั้วของวัฏภาคคงที่ และวัฏภาคเคลื่อนที่ สามารถแบงไดดังนี้ - Normal phase TLC : ชนิดนี้จะมีวัฏภาคคงที่ซึ่งมีขั้วมากกวาวัฏภาคเคลื่อนที่ โดยการดีเวลลอปเมนท (development) นั้นจะคอยๆ เพิ่มความมีขั้วของตัวทําละลายขึ้นไปเรื่อยๆ โดยลําดับความมี ขั้วของตัวทําละลายจากนอยไปมาก ดังนี้ petroleum ether, cyclohexane, carbon tetrachloride, trichloroethylene, toluene, benzene, dichloromethane, chloroform, ethyl ether, ethyl acetate, acetone, n-propanol, ethanol, methanol และ น้ํา - Reversed phase TLC : ชนิดนี้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวดูดซับใหลดความมีขั้วลง อาจทํา โดยนําตัวดูดซับไปเคลือบดวยสารซึ่งไมมีขั้วกลุมไฮโดรคารบอน ดังนั้นโครมาโทกราฟชนิดนี้วัฏภาคคงที่ จะมีขั้วนอยจึงใชกับตัวทําละลายที่มีขั้วมากกวา เชน น้ํา methanol และ acetonitrile เปนตน [9,24]


166 วัฏภาคเคลื่อนที่ (mobile phase) : เทคนิคทีแอลซีใชวัฏภาคเคลื่อนที่เปนของเหลวเทานั้น โดย อาจเรียกวาตัวทําละลาย (solvent) ดีเวลลอปเปอร (developer) หรือ ตัวชะ (eluent) ทําหนาที่ชะลาง หรือพาสารเคลื่อนที่ผานวัฏภาคคงที่ โดยทั่วไปการใชวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เปนตัวทําละลายเดี่ยวไมสามารถ แยกองคประกอบในสารผสมไดดี ดังนั้นจึงนิยมใชวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เปนของผสม 2-4 ชนิด โดยวิธีการใช จะกําหนดในอัตราสวนที่รวมกันแลวเปน 100 หรือเปน 10 ทั้งนี้ตองคํานึงถึงการผสมเขากันไดของตัวทําละลายตางๆ ดวย โดยหากวัฏภาคเคลื่อนที่เปนของผสมหลายตัว การเตรียมจะตองมีลําดับการผสมที่ เหมาะสมเพื่อปองกันการขุนของวัฏภาคเคลื่อนที่ โดยใหเติมตัวทําละลายที่มีขั้วมากที่สุดและปริมาณนอย ที่สุดกอน แลวจึงเติมตัวทําละลายที่มีขั้วนอยและปริมาณมากเปนลําดับสุดทาย โดยสัดสวนของวัฏภาคเคลื่อนที่ที่นิยมใชกันจะเปนแบบคงที่ (isocratic system) มากกวาแบบที่มีการเปลี่ยนแปลง (gradient system) วัฏภาคเคลื่อนที่ที่ดีตองมีคุณลักษณะ เชน ละลายสารตัวอยางได ทําใหสารองคประกอบใน ตัวอยางสารผสมเกิดการแยกไดในวัฏภาคคงที่ มีความคงตัว และมีความเปนพิษต่ํา การเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมในการใชงานอาจตองพิจารณาหลายปจจัยรวมกัน เชน ชนิดของสารตัวอยาง ปฏิกิริยา ระหวางสารกับวัฏภาคคงที่และวัฏภาคเคลื่อนที่ และคุณสมบัติของวัฏภาคเคลื่อนที่ เปนตน ทั้งนี้หาก เลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ไดเหมาะสม จะทําใหตัวอยางสารผสมเกิดการแยกออกจากกันและกระจายอยูทั่วทั้ง แผนทีแอลซี และสารมาตรฐานจะมีคา hRf อยูระหวาง 20-80 การเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมอาจ ทําโดยนําขอมูลการสืบคนจากเภสัชตํารับ หนังสือ และวารสารตางๆ มาปรับใชใหเหมาะสมกับงานที่ ตองการทํา ตัวอยางวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมในการใชงานทีแอลซีแบบตางๆ เชน - กรณี Normal phase TLC วัฏภาคเคลื่อนที่จะเปนสวนผสมของตัวทําละลายที่ไมมีขั้วหรือมี ขั้วนอย - กรณี Reverse phase TLC วัฏภาคเคลื่อนที่จะเปนสวนผสมของตัวทําละลายที่มีขั้ว - กรณีวัฏภาคคงที่เปนซิลิกาเจลเคลือบบนวัสดุรองรับ (supporters) ซึ่งอาจเปนแผนอลูมิเนียม กระจก หรือพลาสติก อาจพิจารณาวัฏภาคเคลื่อนที่จากความแรงของตัวทําละลาย (elution strength) โดยตัวทําละลายที่เหมาะสมจะใหทีแอลซีโครมาโทแกรมที่มีคา hRf ของสารที่ตองการอยูระหวาง 20-80 - กรณีการเกิดจุดหรือแถบสารที่เปนหาง (tailing) บนทีแอลซีโครมาโทแกรม ซึ่งมักมีสาเหตุจาก สารที่มีคุณสมบัติเปนกรด เชน tannins หรือสารที่มีคุณสมบัติเปนดาง เชน alkaloids สามารถแกไขโดย การปรับคาพีเอชของวัฏภาคเคลื่อนที่ใหเหมาะสม โดยการเติมกรด เชน formic acid หรือดาง เชน ammonia จะทําใหประสิทธิภาพในการแยกสารดีขึ้น [24-25] วัฏภาคคงที่ (stationary phase) : เทคนิคทีแอลซีจะมีวัฏภาคคงที่เปนของแข็ง ซึ่งอาจเรียกวา ตัวดูดซับ (adsorbent) โดยในระบบ normal phase TLC ตัวดูดซับที่นิยมใช ไดแก silica gel, alumina และ cellulose โดย silica gel มีคุณสมบัติเปนกรด (pH 4-5) เหมาะสําหรับแยกสารที่เปนกรดและ เปนกลาง สวน alumina มีคุณสมบัติเปนดาง (pH 9) เหมาะสําหรับแยกสารที่เปนดาง และ cellulose เหมาะสําหรับแยกสารที่มีขั้วมากไดดี และสามารถนําไปแยกสารที่เปนโมเลกุลไครัล (chiral molecule)


167 ได ในขณะที่ในระบบ reverse phase TLC ตัวดูดซับที่นิยมใชเชน RP-2, RP-8 และ RP-18 จะมีการ สังเคราะหใหกลุมไฮโดรคารบอนจับกับโครงสรางพื้นฐานที่เปนซิลิกา ทําใหโครงสรางโมเลกุลของตัวดูดซับ เหลานี้มีคุณสมบัติความเปนขั้วนอยลง และนิยมใชแยกสารกลุมที่มีขั้ว [9,13,24-26] ขั้นตอนการวิเคราะหดวยเทคนิคทีแอลซี[9,13,24-26] การเตรียมตัวอยางสารสกัด : อาจเตรียมโดยชั่งตัวอยางสมุนไพร 1 กรัม สกัดดวยตัวทําละลาย 10 มิลลิลิตร โดยการเขยาดวยเครื่อง หรือ ตั้งบนหมออังไอน้ํา 30 นาที กรอง และระเหยตัวทําละลาย ออก ละลายสารสกัดที่ไดดวยตัวทําละลาย 200 ไมโครลิตร หรืออาจนําสารสกัดที่ไดไปผานขั้นตอนการ แยกใหบริสุทธิ์ขึ้น ดวยตัวทําละลายตางๆ ที่เหมาะสม เชน การเตรียมตัวอยางสารสกัดเพื่อการตรวจสอบ แอลคาลอยดโดยใชเทคนิคทีแอลซี โดยทั่วไปจะนําสารสกัดที่ไดไปผานขั้นตอนการแยกองคประกอบที่ ไมใชแอลคาลอยดออกโดยการพารทิชันกับกรด-ดาง ใหไดเปนแอลคาลอยดในรูปอิสระ (free base) เสียกอน แลวจึงนําไปละลายในตัวทําละลายอินทรียและทดสอบในขั้นตอนตอไป โดยใชน้ํายาทดสอบ คือ Dragendorff’s reagent ชนิดที่ใชพน (spraying reagent) ซึ่งใหผลบวกเปนสีสมกับแอลคาลอยด การหยดสารตัวอยาง : ละลายสารตัวอยางในตัวทําละลายที่เหมาะสม โดยทั่วไปเปนตัวทําละลาย ชนิดเดียวกันกับที่ใชสกัดสาร หรือพิจารณาจากกฎทั่วไปวา "like dissolve like" คือสิ่งที่เหมือนกันยอม ละลายในกันและกัน เชน สารตัวอยางที่ตองการตรวจสอบเปนสารมีขั้ว ก็ควรเลือกตัวทําละลายที่มีขั้ว เชนกัน โดยทั่วไปจะเตรียมสารตัวอยางในความเขมขน 10-100 มิลลิกรัม/มิลิลิตร ปริมาตรที่หยดบน ทีแอลซีชนิดธรรมดาที่มี Siliga gel 60 เปนวัฏภาคคงที่ ประมาณ 0.5-5 ไมโครลิตร ทั้งนี้การหยดสาร ความเขมขนที่พอเหมาะจะเห็นการแยกบนทีแอลซีโครมาโทแกรมอยางชัดเจน รูปแบบการหยดสาร อาจ ทําโดยหยดเปนจุดกลม (spot) หรือใชวิธีขีด (streak) เปนแถบความยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร โดย ตําแหนงของการหยดสารจะอยูหางจากขอบลางและดานขางของแผนทีแอลซีประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ชวงหางระหวางตัวอยางประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร ระยะทางสําหรับดีเวลลอปเมนทในงานที่ไมตองการ ความละเอียดมาก อาจใช 7 เซนติเมตร แตปกติใชความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร อุปกรณที่นิยมใชใน หองปฏิบัติการสําหรับการหยดสารแบบใชมือหยด คือหลอดแกวรูเล็ก (capillary tube) ชนิดไมมีขีดบอก ปริมาตร ซึ่งกอนนํามาใชตองนํามาหลอมดวยเปลวไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล แลวดึงใหปลายมีขนาดเล็ก ตามตองการ เพื่อใหไดจุดหรือแถบสารที่มีขนาดเล็ก หลอดแกวรูเล็กที่ใชหยดสารสามารถนํากลับมาใช ใหมไดโดยการลางดวยตัวทําละลายที่เหมาะสมหลายๆ ครั้ง การหยดใหใชหลอดแกวจุมในสารละลาย ตัวอยาง โดยจับหลอดแกวในแนวตั้งฉากกับพื้น แลวนําไปแตะเบาๆ บนแผนทีแอลซี เพื่อปองกันแผนมี รอย จากนั้นทําใหหยดสารแหงในบรรยากาศหอง หรือใชลมรอน การทําใหภาชนะบรรจุอิ่มตัวดวยวัฏภาคเคลื่อนที่ : หากบรรยากาศในภาชนะบรรจุไมอิ่มตัว จะ ทําใหแถบสารในทีแอลซีโครมาโทแกรมเคลื่อนที่ไดในแตละแถบไมเทากัน อาจเกิดแถบสารลักษณะเปน รูปทองชาง และจะตองใชระยะเวลาในการพัฒนาแผนที่นานกวาภาชนะบรรจุในสภาวะอิ่มตัว ทําโดยตัด กระดาษกรองที่มีขนาดเล็กกวาภาชนะบรรจุเล็กนอย จากนั้นนํามาใสในภาชนะบรรจุวัฏภาคเคลื่อนที่ ทํา


168 ใหกระดาษกรองแนบกับผนังภาชนะโดยการเทวัฏภาคเคลื่อนที่ไปบนแผนกระดาษกรอง ปดฝาภาชนะ แลวตั้งทิ้งไวประมาณ 30 นาที ดีเวลลอปเมนท : ทําไดหลายวิธี ที่นิยมใชคือการพัฒนาเพียงครั้งเดียว (single development) กรณีใหผลการแยกไมดีเทาที่ควร อาจใชการพัฒนาหลายครั้ง (multiple development) โดยใชวัฏภาคเคลื่อนที่เหมือนเดิม หรือเปลี่ยนชนิดก็ได โดยหามขยับหรือเคลื่อนยายแทงก (tank) ในขั้นตอนนี้ เพราะ จะทําใหเกิดการเคลื่อนที่ที่ไมสม่ําเสมอของวัฏภาคเคลื่อนที่ การประเมินทีแอลซีโครมาโทแกรม : ระบุตําแหนงของสารบนโครมาโทแกรมดวยคา Rf ซึ่งเปน คาเฉพาะของสารหนึ่งๆ ในสภาวะการทดสอบหนึ่งๆ ระบุจํานวนชนิดสารดวยการประเมินจํานวนแถบสาร บนโครมาโทแกรม ระบุจํานวนสารหลัก (major compounds) และสารรอง (minor compounds) ดวย การประเมินความเขมขนของแถบสารบนโครมาโทแกรม ระบุประเภทของสารบนโครมาโทแกรมดวยการ ประเมินสีของแถบสารภายหลังการตรวจสอบดวยน้ํายาพนชนิดเฉพาะเจาะจง วิธีการบอกตําแหนงของสารที่แยกไดหรือบอกวาสารที่แยกไดเปนสารกลุมใด 1. กรณีสารที่มีสี : ตรวจสอบภายใตแสงธรรมชาติ 2. กรณีสารที่ในโครงสรางมี chromophore : ตรวจสอบภายใตแสงอัลตราไวโอเลต ความยาว คลื่น 254 นาโนเมตร จะเห็นแถบสารเปนสีดําบนพื้นสีเขียวของแผนทีแอลซี 3. กรณีสารที่มีคุณสมบัติเรืองแสงได : ตรวจสอบภายใตแสงอัลตราไวโอเลต ความยาวคลื่น 366 นาโนเมตร จะเห็นแถบสารที่สามารถดูดกลืนแสงได เรืองแสงเปนสีตางๆ 4. กรณีสารไมมีสี และไมสามารถตรวจสอบโดยใชแสงอัลตราไวโอเลต : ตรวจสอบดวยสารเคมี โดยใชน้ํายาทดสอบชนิดพน ซึ่งโดยทั่วไปหลังจากพนแลวจะตองนําไปอบที่ 105 °C เปนเวลา 10-15 นาที จึงจะเกิดสี อาจจําแนกชนิดของน้ํายาพนได ดังนี้ - น้ํายาทดสอบแบบทั่วไป (general detecting reagent) : การตรวจสอบโดยใชน้ํายาพนกลุม นี้จัดเปนวิธีการตรวจสอบแบบทั่วไป (general detection) ของสารสําคัญทางพฤกษเคมี ชนิดที่ใชมากคือ 10-30% H2SO4 เปนน้ํายาเคมีซึ่งใชกําหนดตําแหนงของสารบนแผนทีแอลซี (TLC plate) ได แตไม สามารถบอกไดวาเปนสารอะไร วิธีการตรวจสอบแบบทั่วไปยังรวมถึงการนําแผนทีแอลซีที่มี phosphor (F) ซึ่งเปนสารเรืองแสงที่ผสมในตัวดูดซับที่เปนซิลิกาเจล โดย F มี 2 ชนิด คือ F254 และ F366 ตัวเลขที่ กํากับ F หมายถึงความยาวคลื่นที่สารเรืองแสง ไปสองภายใตแสงอัลตราไวโอเลตที่ความยาวคลื่น 254 และ 366 นาโนเมตร เพื่อตรวจสอบทีแอลซีโครมาโทแกรมอีกดวย - น้ํายาทดสอบแบบจําเพาะเจาะจง (specific detecting reagent) : การตรวจสอบโดยใช น้ํายาพนกลุมนี้จัดเปนวิธีการตรวจสอบแบบจําเพาะเจาะจง (specific detection) ของสารสําคัญ ทางพฤกษเคมี โดยน้ํายาเคมีที่ใชจะใหปฏิกิริยาเฉพาะกับสารบางกลุม ซึ่งนอกจากจะบอกตําแหนงยังทํา ใหทราบวาเปนสารกลุมใดได โดยการประเมินจากสีของแถบสารบนทีแอลซีโครมาโทแกรม หลังจากพน ดวยน้ํายาทดสอบกลุมนี้


169 ในการศึกษาสารสําคัญทางพฤกษเคมีที่ไมมีขอมูลจากการสืบคนเกี่ยวกับชนิดของแผนทีแอลซีที่ใช ในการทดลองมักเริ่มตนลองทําการทดลองโดยใชแผนทีแอลซีชนิดแผนอลูมิเนียมที่เคลือบดวยวัฏภาคคงที่ เปน Siliga gel 60 ซึ่งสามารถตัดเปนชิ้นเล็กๆ ไดตามความตองการ โดยใชมีดคัตเตอร หรือเครื่องตัดแผน ทีแอลซี ซึ่งแผนทีแอลซีชนิดธรรมดา (ขนาดตัวดูดซับประมาณ 11 ไมครอน) จะแยกสารไดดีตองมีระยะ ทางการเคลื่อนที่ของวัฏภาคเคลื่อนที่ประมาณ 10 เซนติเมตร และกอนนํามาใชงานตองทําการกระตุน แผน (activation) โดยนําแผนทีแอลซีใสในถาดแลวนําไปอบที่ 120 °C 30 นาที ในที่นี้ขอยกตัวอยางการ ใชเทคนิคทีแอลซีเพื่อตรวจสอบสารในกลุมเทอรพีนอยดในหองปฏิบัติการ ซึ่งทําการทดลองโดยนําแผน ทีแอลซีมากําหนดตําแหนงที่จะหยดสารที่ตองการตรวจสอบ โดยวัดระยะจากปลายลาง ประมาณ 1 ซม. หรือสูงกวาระดับของตัวทําละลายในแทงก และปลายบน (solvent front) 0.5-1 ซม. แลวทํา เครื่องหมายเบาๆ ไวทั้ง 2 แหง ใชหลอดแกวที่มีปลายเรียวเล็กจุมตัวอยางและสารละลายมาตรฐานเบตาซิโตสเตอรอล (-sitosterol) มาทําการจุด (spot) หรือการขีด (streak) เปนแถบ (ความเขมขน 10-100 mg/ml; spot 1-10 µl; ≤ 2.5 mm.; band 0.5-5 µl; ≤ 5 mm.) ลงบนวัฏภาคคงที่ โดยใหแถบ ของสารตัวอยาง และสารมาตรฐานอยูหางกันประมาณ 0.5 ซม. รอใหหยดสารแหงในอุณหภูมิหอง แลว จึงนําแผนทีแอลซีใสในแท็งกซึ่งบรรจุวัฏภาคเคลื่อนที่หรือระบบตัวทําละลายแบบคงที่ของ Hexane : Acetone (8:2) ปลอยใหตัวทําละลายไหลซึมผานแผนทีแอลซีจากดานลางขึ้นมาดานบน (ascending method) จนถึง solvent front เรียกกระบวนการนี้วา“ดีเวลลอปเมนท” จากนั้นนําแผนทีแอลซีออกมา วางทิ้งใหแหงที่อุณหภูมิหอง โดยหลังจากดีเวลลอปเมนทจะเกิดการแยกสารประกอบตางๆ ออกจากกัน เมื่อตรวจสอบทางเคมีโดยใชน้ํายาพน anisaldehyde/sulphuric acid จะใหผลบวกเปนสีมวง มวงน้ําเงิน และสีเขียว กับสารกลุมเทอรพีนอยดโดยหากแถบสารหรือจุดใดๆ ก็ตามที่ปรากฏบนโครมาโทแกรมของ สารสกัดตัวอยางมีคา Rf สี และความเขมเชนเดียวกับสารมาตรฐาน จะแสดงวา สารสกัดตัวอยางนั้น อาจมีสารเหมือนกับสารมาตรฐานชนิดนั้น ทั้งนี้ควรทําการทดลองโดยใชวัฏภาคเคลื่อนที่อยางนอย 3 ระบบ ที่มีขั้วแตกตางกัน ในการยืนยันวาสารสําคัญในสารสกัดตัวอยางนั้นเปนสารชนิดเดียวกับสารมาตรฐานหรือไม ซึ่งในกรณีของสารมาตรฐาน -sitosterol อาจใชระบบตัวทําละลายที่มีขั้วตางกัน 3 ระบบ ดังนี้ (1) Hexane : Acetone; 8:2, (2) Hexane : EtOAc; 9:1 และ (3) Hexane: CH2Cl2 ; 7:3 โดยวัฏภาคเคลื่อนที่ทั้ง 3 แบบนี้จะใหทีแอลซีโครมาโทแกรมที่มีคา hRf ของสารมาตรฐาน -sitosterol อยู ระหวาง 20-80 [23] ตัวอยางการตรวจสอบสารกลุมตางๆ โดยใชเทคนิคทีแอลซีรวมกับน้ํายาทดสอบ ชนิดที่ใชพน ที่ใหปฏิกิริยาแบบเฉพาะเจาะจงกับสารบางกลุม รวมถึงวัฏภาคเคลื่อนที่ที่เหมาะสมของสาร กลุมตางๆ แสดงไวดังตารางที่ 5.3 [9,24-28]


170 ตารางที่ 5.3 ตัวอยางการตรวจสอบสารกลุมตางๆ โดยใชทินเลเยอรโครมาโทกราฟรวมกับน้ํายาทดสอบ ชนิดที่ใชพน (spraying reagent) [9,24-28] สารประกอบ (chemical group) ระบบตัวทําละลาย (solvent system) น้ํายาตรวจสอบชนิดพน (spraying reagent) alkaloids Toluene : EtOAc : Diethylamine (70:20:10) Dragendorff’s reagent orange anthraquinone glycosides Hexane : EtOAc : Glacial acetic acid (75:25:1) Ammonia vapour reddish purple coumarin glycosides EtOAc : Formic acid : Glacial acetic acid : Water (100:11:11:26) KOH หรือ NH4OH blue หรือ green (UV 366 nm) essential oils Hexane : Ethyl acetate : Formic acid (60:30:5) Vanillin sulphuric acid red, yellow, brown หรือ blue flavonoids Chloroform : EtOAc (60:40) Natural products –Polyethylene glycol yellow, orange หรือ green (UV 366 nm) saponin glycosides Chloroform : Glacial acetic acid : Methanol : Water (64:32:12:8) Vanillin sulphuric acid blue tannins Chloroform : Methanol (95:5) 1% FeCl3 green หรือ blue triterpenes Hexane : Acetone (80:20) Anisaldehyde sulphuric acid blue, reddish purple หรือ orange


171 รูปที่ 5.1 แผนภูมิแสดงการตรพืชสดหั่นแช่ด้วย 95% Ethanol ตมกับ 2% H2SO4 ทําใหเย็น Wieffering reagent สกัดดวย CHCl3 ตมเดือด 1 นาที เขยากับ 10% NH4OH TEST FOR IRIDOIDS +ve = Blue solution TEST FOR ANTHRAQUINONES (Borntrager’s test) +ve = Pink or Red TEST FOR ALKALOIDS (Dragendorff’s reagent) +ve = Orange ppt TEST FOR FLAVONOIDS (Shinoda’s test) (5 N HCl+Mg ribbon) +ve = Orange to margenta bubble TEST FOR STEROIDS & TRITERPENOIDS (Liebermann-burchard test) (Acetic anhydride+conc. H2SO4 ) +ve = Blue, Green, Red, or Violet สกัดด้วย CHCl3 TEST FOR TANNINS (1% Ferric chloride) +ve = Green to blue solution


รวจสอบสารสําคัญทางพฤกษเคมีเบื้องตน นละเอียด ใสใน Test tube เติมน้ําเล็กนอย ใสใน Test tube เติม CHCl3 เล็กนอย ปดดวยกระดาษกรองชุบ 10% NaOH ตม 5 นาที TEST FOR COUMARINS (Fluorescence test) +ve = UV 365 nm : Blue or Green fluorescence ปดดวยกระดาษกรองชุบ sodium picrate อุน 15 นาที – 1 ชั่วโมง TEST FOR CYANOGENIC GLYCOSIDES (Grignard test) +ve = Brick red TEST FOR CARDIAC GLYCOSIDES 1. Keller-Killiani’s test (Glac. acetic acid+FeCl3+conc. H2SO4 ) +ve = Reddish-brown ring 2. Liebermann-Burchard test +ve = Green 3. Kedde reagent +ve = Pink violet to blue


172 สรุป การตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนของสารสกัดในพืช มักจะใชทดสอบวาในพืชหรือสมุนไพรนั้นมีสารเคมี กลุมใดบางที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา วิธีที่ใชในการตรวจสอบควรเปนวิธีที่งาย ใชเวลานอย และคอนขางจําเพาะ กับกลุมสารเคมีที่ตองการ สวนใหญนิยมเตรียมสารสกัดที่ตองการตรวจสอบโดยใชแอลกอฮอลหรือสวนผสม ของแอลกอฮอลและน้ํา การตรวจสอบอาจใชปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอน และการตรวจสอบโดยใช เทคนิคทินเลเยอรโครมาโทกราฟหรือทีแอลซี โดยวิธีการตรวจสอบทางเคมีเบื้องตนนั้นนิยมใชตรวจสอบ สารสําคัญโดยเฉพาะกลุมสารทุติยภูมิที่พบบอยๆ ในพืชสมุนไพร ไดแก แอลคาลอยด ไกลโคไซด และเทอรพี- นอยด การตรวจสอบปฏิกิริยาการเกิดสีหรือการเกิดตะกอนเปนการใชปฏิกิริยาทางเคมีงายๆ ซึ่งจะใหผลเปนสี ตางๆ หรือเกิดการขุน หรือเกิดตะกอน โดยน้ํายาเคมีที่ใชตรวจสอบสารสําคัญทางพฤกษเคมีกลุมตางๆ โดยวิธี นี้ อาจเปนน้ํายาทดสอบที่ใชในการตรวจสอบแบบทั่วไป (general test) ซึ่งน้ํายากลุมนี้มักจะใชทดสอบวาใน ตัวอยางพืชนั้นมีสารสําคัญที่ตองการตรวจสอบอยูหรือไม หากตองการจําแนกประเภทของสารสําคัญในแตละ กลุมจะตองใชน้ํายาทดสอบที่ใชในการตรวจสอบแบบจําเพาะเจาะจง (specific test) ซึ่งอาศัยปฏิกิริยาการ เกิดสีที่มีลักษณะเฉพาะตัวระหวางสารตัวอยางที่ตองการตรวจสอบกับน้ํายาเคมีที่เหมาะสม ตัวอยางเชน การ ตรวจสอบแอลคาลอยดทั่วไปซึ่งเปนการทดสอบวาในพืชสมุนไพรนั้นมีแอลคาลอยดหรือไม มักใชน้ํายาทดสอบ คือ Dragendorff’s reagent ซึ่งใหผลบวกเปนตะกอนสีสม ในขณะที่หากตองการพิสูจนเอกลักษณวาใน ตัวอยางสารสกัดพืชเปนแอลคาลอยดกลุมใด หรือเปนแอลคาลอยดชนิดใด อาจใชน้ํายา Murexide ซึ่งใช ตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมพิวรีน (purine) น้ํายาทดสอบ Erythroquinine reaction ซึ่งใชตรวจสอบแอลคาลอยดกลุมควิโนลีน (quinolone) หรือน้ํายา Dichromate-sulphuric acid ซึ่งใชตรวจสอบแอลคาลอยด กลุมอินโดล (indole) ในขณะเดียวกันการตรวจสอบเพื่อจําแนกประเภทของไกลโคไซด เชน แทนนิน ฟลาโวนอยดไกลโคไซด แอนทราควิโนนไกลโคไซด และอิริดอยดไกลโคไซด ก็จะมีน้ํายาทดสอบเฉพาะตัวที่ใหผลแบบ จําเพาะเจาะจงกับสวนอะไกลโคนของไกลโคไซดประเภทตางๆ เหลานี้ สําหรับการตรวจสอบทางเคมีเบื้องตน ของสารสกัดในพืชโดยใชเทคนิคทีแอลซีนั้นนิยมนํามาใชวิเคราะหหาสารสําคัญจากพืชสมุนไพรวานาจะเปน สารกลุมใด โดยการตรวจสอบดวยน้ํายาพนชนิดเฉพาะเจาะจง และระบุประเภทของสารบนโครมาโทแกรม ดวยการประเมินคา Rf และสีของแถบสาร ในกรณีที่มีสารมาตรฐานมาเปรียบเทียบกับสารตัวอยาง จะทําให ทราบวาสารสกัดจากพืชสมุนไพรนั้นมีสารเหมือนกับสารมาตรฐานหรือไม ทั้งนี้ควรยืนยันผลโดยใชวัฏภาคเคลื่อนที่อยางนอย 3 ระบบ ที่มีขั้วแตกตางกัน และจากการที่เทคนิคทีแอลซีเปนการแยกสารและตรวจสอบ สารไปพรอมๆ กัน จึงมีขอดีกวาการตรวจสอบดวยปฏิกิริยาสี และตะกอน คือทําใหคาดการณไดวาในสารสกัด ตัวอยางมีสารอยางนอยกี่ชนิด หรือมีสารใดเปนสารหลักและสารรองไดทั้งนี้การเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ที่ เหมาะสมในการใชงานทีแอลซีแบบตางๆ อาจทําไดโดยการปรับใชขอมูลที่มีรายงานไวในเภสัชตํารับ หนังสือ หรือวารสารวิชาการตางๆ ได


173 เอกสารอางอิง [1] Heinrice, M., Barnes, J., Gibbons, S., Williamson, E.M. 2004. Fundamentals of Pharmacognosy and Phytotherapy. Churchill Livingstone, Hungary. [2] Balunas, M.J., Kinghorn, A.D. 2005. Drug discovery from medicinal plants. Life Sci. 78: 431-441. [2] Pan, L., Chai, H., Kinghorn, A.D. 2010. The continuing search for antitumor agents from higher plants. Phytochem Lett. 3: 1-8. [3] Tan, B.K.H., Bay, B.H., Zhu, Z. 2004. Novel Compounds from Natural Products in The New Millennium Potential and Challenges. World Scientific Publishing Co. Pte. Ltd., Singapore. [4] Bruneton, J. 1999. Pharmacognosy Phytochemistry Medicinal Plants, 2nd ed. Lavoisier Publishing, France. [5] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2554. พฤกษเภสัชภัณฑ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [6] Evans, W.C. 1996. Trease and Evans’ Pharmacognosy, 14th ed. WB Saunders, Co. Ltd., England. [7] Trease, G.E., Evans, W.C. 1983. Pharmacognosy, 12nd ed. Bailliere Tindall, London. [8] Tyler, V.E., Brady, L.R., Robbers, J.E. 1988. Pharmacognosy, 9th edition. Lea & Febiger, USAs. [9] รัตนา อินทรานุปกรณ. 2547. การตรวจสอบและสกัดแยกสารสําคัญจากสมุนไพร. กรุงเทพฯ: บริษัท แอคทีฟ พริ้นท จํากัด. [10] Harborne, J.F. 1973. Phytochemical Methods. Chapman and Hall Ltd., England. [11] Samuels, G. 1999. Drugs of Natural Origin: A Textbook of Pharmacognosy, 4th revised ed. Swedish Pharmaceutical Press, Sweden. [12] Bhat, S.V., Nagasampagi, B.A., Sivakunar, M. 2005. Chemistry of Natural Products. Narosa Publishing House, India. [13] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2534. ยาเละผลิตภัณฑธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [14] กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ. 2547. เอกสารการสอนชุดวิชา เภสัชพฤกษศาสตร (Pharmaceutical Botany) หนวยที่ 4-5. นนทบุรี: สํานักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.


174 [15] Dewick, P.M. 2009. Medicinal Natural Products: A Biosynthesis Approach, 3rd ed. John Wiley & Sons, England. [16] ถนอมจิต สุภาวิตา. 2534. คูมือปฏิบัติการวิชาพฤกษเคมี. สงขลา: คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร [17] Farnsworth, N.R. 2006. Biological and phytochemical screening of plants. J Pharm Sci. 55: 225-276. [18] Karawya, M.S., Diab, A.M. 1977. Colorimetric assay of quinine and quinidine in raw materials, formulations, and biological fluids. J Pharm Sci. 66: 1317-1319. [19] Kokate, C.K., Purohit, A.P., Gokhale, S.B. 2008. Pharmacognosy, 42nd ed. Nirali Prakashan, India. [20] สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธุ. 2531. ตําราเภสัชเวท พฤกษธาตุ: ไกลโคไซด. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพโอเดียนสโตร. [21] สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธุ. 2531. ตําราเภสัชเวท พฤกษธาตุ: กลัยโคไซด เลม 2. เชียงใหม: ภาควิชา เภสัชเวท คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. [22] วีณา จิรัจฉริยากูล. 2536. สารฟลาโวนอยดและสมุนไพร. กรุงเทพฯ: ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะ เภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. [23] Joycharat, N., Limsuwan, S., Subhadhirasakul, S., Voravuthikunchai, S.P., Pratumwan, S., Madahin, I., Nuankaew, W., Promsawat, A. 2012. The anti-Streptococcus mutans efficacy of Thai herbal formula used as a remedy for dental caries. Pharm Biol. 50: 941-947. [24] นพมาศ สุนทรเจริญนนท อุทัย โสธนะพันธ ประไพ วงศสินมั่นคง. 2551. ทีแอลซี: วิธีอยางงายในการ วิเคราะหเครื่องยาไทย. นนทบุรี: สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและ การแพทยทางเลือก. [25] นพมาศ สุนทรเจริญนนท และนงลักษณ เรืองวิเศษ. 2551. วิเคราะห วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. พิมพ ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: คอนเซ็พท เมดิคัส. [26] Wagner, H., Bladt, S. 2009. Plant Drug Analysis: A Thin Layer Chromatography Atlas, 2nd ed. Springer, New York. [27] Joycharat, N., Boonma, C., Thammavong, S., Yingyongnarongkul, B., Limsuwan, S. Voravuthikunchai, S.P. 2016. Chemical constituents and biological activities of Albizia myriophylla wood. Pharm Biol. 54: 62-73. [28] Atta-ur-Rahman. 2000. Studies in Natural Products Chemistry: Bioactive Natural Products (Part B). volume 21. Elsevier Science B.V., The Netherlands.


175 ดรรชนี(ภาษาไทย) ก กรดไขมัน 4, 5, 131, 132 กรดไขมันไมอิ่มตัว 4, 131, 132, 133, 134, 135 กรดไขมันอิ่มตัว 4, 6, 131, 134 กรดชิคิมิก 7, 106 กรดซาลิไซลิก 138 กรดไดคารบอกซิลิก 128, 129, 130, 137, 151 กรดไตรคารบอกซิลิก 128, 129, 130, 137, 151 กรดโปรโตคาเทชูอิค 138, 139 กรดฟอรมิก 138 กรดโมโนคารบอกซิลิก 128, 129, 130, 131, 151 กรดลอริก 138 กรดอินทรียจากพืช 3, 128, 131, 137, 151 กรดแอซีติก 137, 138, 142 กรดแอลฟาไฮดรอกซี 138 กรัก 56, 114, 148 กลุมคีโตน 105, 123 กลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด 56, 57, 58, 59, 163 กลุมฟนอล 105, 123 กลุมอะโรมาติกเอซิด 131 กลุมอะลิฟาติก 101 กลุมเอสเทอร 105, 123 กลุมแอลกอฮอล 102, 123 กลุมแอลดีไฮด 102, 123 กลูโคซิโนเลท 35, 85, 92 กวาวเครือ 26, 56, 57, 58 กัญชา 142, 149


176 กัม 3, 4, 18, 19, 29, 145, 146, 151 กัมเรซิน 18, 19, 145, 150, 151 การกลั่น 106, 107, 108, 109, 112, 123, 144, 149 การกลั่นดวยน้ํา 106, 107 การกลั่นดวยน้ําและไอน้ํา 107 การกลั่นดวยไอน้ํา 107 การกลั่นทําลาย 109 การควบคุมคุณภาพ 2, 100, 112, 165 การตรวจสอบ 25, 29, 33, 112, 124, 152, 154, 155, 157, 158, 159, 160, 161, 162, 163, 164, 167, 168, 169, 170, 172, 173 การบีบเย็น 108, 123 การแพทยพื้นบาน 2, 79, 143 การเรืองแสง 43, 158, 159, 163 การสกัดไกลโคไซด 34 การสกัดดวยคารบอนไดออกไซด 108, 123 การสกัดโดยใชไขมัน 108, 123 การสกัดโดยใชตัวทําละลาย 108, 123 การสกัดน้ํามันหอมระเหย 106, 107, 108, 109, 123 การสุม 2 กํายานญวน 19, 148, 149 กํายานสุมาตรา 19, 148, 149, 151 โกฐน้ําเตา 40, 48, 50, 51 ไกลโคไซด 19, 22, 28, 32, 33, 34, 36, 39, 42, 44, 56, 59, 67, 92, 141, 154, 155, 172 ไกลโคเรซิน 140, 151 ข ขนที่มีตอมน้ํามัน 175 ขอย 68, 73, 74, 145


177 ขิง 4, 19, 100, 101, 106 ไข 4, 6, 132, 110, 113, 115, 119, 123, 144, 145, 149 ไขเนา 63, 6 ไขมัน 4, 5, 6, 8, 26, 27, 75, 86, 99, 108, 112, 114, 118, 123, 131, 132, 133, 134, 135, 138, 141 ค คารดิแอกไกลโคไซด 35, 68, 69, 70, 71, 72, 73, 92, 154, 161 คารโบไฮเดรต 3, 4, 28, 154 คําฝอย 56, 59, 86 คูน 48, 51, 86 คูมารินส 42, 43, 44, 45, 92, 154, 161, 163 คูมารินสไกลโคไซด 35, 44, 45, 92 เคมีอนุกรมวิธาน 8 เครื่องยา 1, 28, 34, 35, 36, 40, 44, 47, 48, 76, 85, 92, 141, 142, 151, 165, 174 โคไพบา 139, 143, 144 จ เจียนเชียน 63 ช ชะลูด 44 ชะเอมเทศ 20, 35, 76, 78, 87, 92 ชะเอมไทย 35, 76, 79, 80, 87, 92 ชันสน 18, 139, 140, 142, 149, 151 ชีวสังเคราะห 9, 81, 82, 105, 133, 140, 160 ชุมเห็ดเทศ 35, 40, 48, 51, 52, 87, 92 ชุมเห็ดไทย 48, 52 ซ ซาโปนินไกลโคไซด 35, 76, 77, 78, 79, 92, 162


178 ซูโครส 3, 4, 79 เซลลน้ํามัน 100 เซลลูโลส 3, 4 เซสควิเทอรพีน 101, 102, 110, 123, 143, 144 ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด 35, 82, 83, 154, 161, 163 ต ตะเคียนชันตาแมว 18, 140, 141, 149 ตํารามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 100 ตีนเปดทราย 68, 73 ท ทดสอบการเกิดตะกอน 155 ทอน้ํามัน 100 ทินเลเยอรโครมาโทกราฟ 25, 109, 112, 154, 164, 165, 170, 172 เทคนิคทีแอลซี 30, 164, 165, 166, 167, 169, 172 เทอรพีน 101, 102, 123, 139 เทอรพีนไฮโดรคารบอน 123 เทอรพีนอยด 23, 24, 28, 101, 140, 150, 164, 169 แทนนิน 22, 23, 26, 28, 35, 38, 39, 40, 41, 42, 92, 139, 154, 161, 163, 164, 172 โทลูบาลซัม 146, 147 น น้ําผึ้ง 3, 4 น้ํามันคาโมมายล 17 น้ํามันจากผักชี 17, 18 น้ํามันจากผักชีฝรั่ง 18 น้ํามันชีโนโพเดียม 18, 105 น้ํามันโปยกั๊ก 17, 102, 105 น้ํามันมดยอบ 18 น้ํามันมัสตารด 17, 28, 115


Click to View FlipBook Version