The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หนังสือ, 2023-09-25 04:01:12

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

ตำราองค์ประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร ไกลโคไซต์ น้ำมันหอมระเหย กรดอินทรีย์ เรซิน บาลซัม โดย นันทิยา จ้อยชะรัด

43 สําหรับสารประกอบอนุพันธคูมารินสชนิดตางๆ นั้น เกิดขึ้นจากการที่มีหมูแทนที่ (substitutents) ตางๆ มาเกาะอยูบนโครงสรางพื้นฐานหลักซึ่งเปนนิวเคลียสของ benzo--pyrones ทําใหสามารถจําแนก ชนิดของสารประกอบคูมารินสตามความแตกตางของโครงสรางทางเคมีไดเปนชนิดตางๆ เชน simple coumarins (รูปที่2.12A), furanocoumarins (รูปที่2.12B) และ pyranocoumarins (รูปที่2.12C) O O OH HO H 3 CO O O O O O O A B C รูปที่2.12 โครงสรางทางเคมีของสารอนุพันธคูมารินส; A : simple coumarins B : furanocoumarins C : pyranocoumarins คุณสมบัติทางเคมี สารประกอบคูมารินสเมื่อละลายในดางและทิ้งไวสักพักภายใตรังสีอัลตราไวโอเลต จะมีการเรืองแสง เนื่องจากสารประกอบคูมารินสจัดอยูในกลุมของพวก lactones เมื่อทําปฏิกิริยากับดางจะเกิดการเปดวงของ lactones และไดเปน alkali salts ของสารประกอบ cis-o-hydroxycinnamic acids หรือ cis-cinnamate ซึ่งเมื่อถูกกระตุน (irradiation) ดวยรังสีอัลตราไวโอเลตจะเปลี่ยนไปเปน cis-trans isomerization และความ เขมของการเรืองแสงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มที่ก็เพราะวาเกิดการเปลี่ยนจาก cis-form เปน trans-form (รูป ที่ 2.13) ยกเวนกรณีสารประกอบที่เปนอนุพันธของคูมารินสซึ่งมีหมูไฮดรอกซิลอยูในโครงสรางจะเรืองแสง ไดเองเมื่อสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลต ไมวาจะละลายอยูในดางหรือไมก็ตาม เชน umbelliferone หรือ esculetin (รูปที่2.14) O O HO O OH - H + hv O OH coumarin cis-cinnamic acid trans-cinnamic acid รูปที่ 2.13 ปฏิกิริยาการเรืองแสงของสารคูมารินส


44 HO O O HO O O HO A B รูปที่2.14 โครงสรางทางเคมีของสาร; A : umbelliferone และ B : esculetin ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ coumarin glycosides นั้นจะขึ้นกับสวนของอะไกลโคนเปนหลัก ฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยาที่นาสนใจ ไดแก ฤทธิ์ขยายหลอดเลือด (vasodilation) ฤทธิ์ตานการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) ฤทธิ์คลายฮอรโมนเอสโตรเจน (estrogenic–like activity) ฤทธิ์ทําใหผิวหนังมีความไวตอ แสง (photosensitizers) ฤทธิ์ระงับประสาท (sedative effect) ฤทธิ์แกปวด และลดไข (analgesicantipyretic effects) ตัวอยางสารสําคัญกลุมนี้ เชน สาร coumarin และสาร scopoletin มีฤทธิ์ตอการ คลายตัวของกลามเนื้อเรียบของมดลูกในหนูขาว และมีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวปกติของกลามเนื้อเรียบของลําไส ในสัตวทดลอง สาร psoralens และ bergapten มีฤทธิ์เปน photosensitizers ใชประโยชนในการรักษาโรค สะเก็ดเงิน (psoriasis) และ โรคดางขาว (vitiligo) สาร dicoumarol มีฤทธิ์ตานการแข็งตัวของเลือด การกระจายตัวในธรรมชาติ ในธรรมชาตินั้นสารประกอบคูมารินสอาจจะเกิดอยูไดทั้งในสภาพคูมารินสอิสระ หรือเกิดอยูในสภาพ ที่ไมแตกตัว (bound forms) ซึ่งโดยมากจะอยูในรูปไกลโคไซด โดยบทบาทในตนพืชนาจะเกี่ยวของกับการทํา หนาที่เปนสารควบคุมการเจริญเติบโต (growth regulators) วงศของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคูที่พบวา สมาชิกสวนใหญในวงศมีคูมารินสเกิดอยูเปนองคประกอบ ไดแก Graminaceae, Orchidaceae, Apiaceae, Asteraceae, Fabaceae, Lamiaceae และ Rutaceae นอกจากนี้ยังพบคูมารินสบางใน Pterophyta ไดแก วงศ Polypoiaceae และ Lindsayoidae ใน Gymnospermae ไดแก วงศ Cupressaceae และ Pinaceae ตัวอยางเครื่องยาจากพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน ชะลูด มหาหิงคุ และยอ ชะลูด ชื่อสามัญ : White Cinnamon ชื่อวิทยาศาสตร: Alyxia reinwaratii Bl. ชื่อวงศ : Apocynaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคูมารินสไกลโคไซด: ตนชะลูดมีสารประกอบคูมารินสที่สําคัญ ไดแก coumarin และ scopoletin (รูปที่2.15)


45 สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เปลือกชั้นใน ใชบํารุงกําลัง เนื้อไม ใชบํารุงหัวใจ ใบ ดอก ผล และ ราก ใชแกไข HO O O H 3 CO รูปที่2.15 โครงสรางทางเคมีของสาร scopoletin มหาหิงคุ ชื่อสามัญ : Asafoetida ชื่อวิทยาศาสตร: Ferula assa-foetida L. ชื่อวงศ : Apiaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคูมารินสไกลโคไซด: มหาหิงคมีสารประกอบคูมารินสที่สําคัญ คือ umbelliferone สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ยางจากรากหรือลําตนมีรสเผ็ดขม กลิ่นฉุนเฉพาะตัว ใชเปนยาเตรียม ในรูปทิงเจอรมหาหิงคุเปนยาขับลม แกอาการจุกเสียดแนนทอง ทองอืดทองเฟอ แกอาหารไมยอย ยอ ชื่อสามัญ : Great Morinda, Noni, Indian Mulberry, Beach Mulberry ชื่อวิทยาศาสตร: Morinda citrifolia L. ชื่อวงศ : Rubiaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคูมารินสไกลโคไซด: ผลยอมีสารประกอบคูมารินสที่สําคัญ คือ scopoletin สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ผลยอ มีไกลโคไซดหลายชนิด เชน สาร scopoletin มีฤทธิ์ในการ ขยายหลอดเลือดที่หดตัว ทําใหความดันโลหิตลดลงจนเปนปกติ สาร anthraquinone ชวยกระตุนทําใหลําไส ใหญมีการบีบตัวเพิ่มขึ้นจึงชวยระบายทอง ทําใหขับถายไดสะดวก และสาร asperuloside ชวยแกอาการ คลื่นไสอาเจียน 4. Quinone glycosides [1,4-6] สารประกอบ quinone glycosides คือ สารอินทรียที่มีโครงสรางควิโนนอยูเปนสวนอะไกลโคนใน โมเลกุล โดยเปนสารกลุมเล็กไมคอยแพรหลายในธรรมชาติอาจอยูในรูปเบนโซควิโนน (benzoquinone) แนพโทควิโนน (naphthoquinone) หรือแอนทราควิโนน (anthraquinone) (รูปที่ 2.16A–C) สารประกอบ ควิโนนที่พบอยูในธรรมชาติเปนกลุมใหญที่สุด คือ แอนทราควิโนนโดยอาจอยูในรูปอิสระหรือไกลโคไซดซึ่ง เรียกวา anthraquinone glycosides สวนใหญใชเปนยาระบาย หรือยาถายที่ออกฤทธิ์ในรูปอะไกลโคนอิสระ


46 O O O O o–quinone p–quinone รูปที่ 2.16A โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ benzoquinone O O O O o–naphthoquinone p–naphthoquinone รูปที่ 2.16B โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ naphthoquinone O O รูปที่ 2.16C โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ anthraquinone คุณสมบัติทางเคมีของ Anthraquinone glycosides - โมเลกุลอะไกลโคนของไกลโคไซดนี้ประกอบดวย 3-ring system โดยมีวงเบนซีน 2 วงเกาะอยูคน ละดานของ quinone nucleus - ในธรรมชาติจะพบแอนทราควิโนนในรูปของไกลโคไซดซึ่งโดยสวนใหญเปนชนิด O-glycosides สวนนอยพบเปน C-glycosides - อนุพันธของแอนทราควิโนนพบไดหลายแบบซึ่งในพืชชั้นสูงสวนใหญจะเปนอนุพันธของ 1,8- dihydroxyanthraquinones (รูปที่ 2.17)


47 O O OH OH 8 1 รูปที่ 2.17 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ 1,8-dihydroxyanthraquinone - สวนน้ําตาลของ anthraquinone glycosides ที่พบสวนมากเปน glucose และ rhamnose การ เกาะของน้ําตาลกับอะไกลโคนเกิดขึ้นไดทุกตําแหนงบนอะไกลโคน โดย glucose มักเกาะที่ตําแหนง C-8 ในขณะที่ rhamnose มักเกาะที่ C-6 - ในธรรมชาติจะพบอนุพันธของแอนทราควิโนนซึ่งเปนโครงสรางที่ถูกรีดิวซ ไดแก oxanthrones, anthranols และ anthrones ซึ่งทั้ง anthranols และ anthrones สามารถเกิดปฏิกิริยาไอโซเมอไรเซซัน (isomerization reaction) เปลี่ยนกลับไปมาระหวางกันได (รูปที่ 2.18) นอกจากนี้การเกิดออกซิเดชันของ anthrones 2 โมเลกุล จะไดเปน dianthrones ซึ่งจัดเปนแอนทราควิโนนในรูปอะไกลโคนอิสระที่พบเปน สารสําคัญในเครื่องยาหลายชนิดของพืชสกุล Cassia spp., Rheum spp. และ Rhamnus spp. O O O H H anthraquinone anthrone anthranol O H OH O O dianthrone รูปที่ 2.18 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบแอนทราควิโนนและอนุพันธ OH oxanthrone


48 ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ที่สําคัญของสาร anthraquinone glycosides ก็คือการออกฤทธิ์เปนยาระบายหรือยาถายที่ ออกฤทธิ์ในรูปอะไกลโคนอิสระโดยอนุพันธที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ anthranol ซึ่งจะออกฤทธิ์ตรงบริเวณ ผนังลําไสใหญสวนปลาย โดยคาดหมายวากลไกการออกฤทธิ์จะเกี่ยวของกับการยับยั้งคลอไรดชันแนล (Clchannels) สงผลใหเกิดการกระตุนและเพิ่มการบีบตัวของลําไสใหญ ผลที่เกิดตามมาคือลดการดูดซึมน้ํา จากลําไสและทําใหกากอาหารมีปริมาณมากขึ้นรวมทั้งจะออนตัวลงและระบายหรือถายออกมาไดงาย การถาย จะเกิดขึ้นหลังจากรับประทานยาไปแลว ประมาณ 6-10 ชั่วโมง การกระจายตัวในธรรมชาติของ Anthraquinone glycosides การกระจายตัวในพืชชั้นสูงกลุมพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocots) จะพบเฉพาะในวงศ Liliaceae ในรูป ของ C-glycosides สวนกลุมพืชใบเลี้ยงคู (eudicots) พบมีมากในพืชวงศตางๆ ไดแก Rubiaceae, Fabaceae, Scrophulariaceae, Polygonaceae, Rhamnaceae, Verbenaceae และ Bignoniaceae อีกทั้งยังพบในเชื้อรา (Penicillium, Aspergillus) ไลเคน และแบคทีเรีย (ตารางที่ 2.1) สมุนไพรในงาน สาธารณสุขมูลฐานหลายชนิดที่ใชสําหรับรักษาอาการโรคทองผูก โดยการนําสวนที่ใชเปนยามาตมหรือ คั้นน้ําดื่ม สวนใหญมักมีแอนทราควิโนนเปนสารออกฤทธิ์ [7] ตัวอยางเครื่องยาจากพืชสมุนไพร ที่มีสารประกอบกลุมนี้และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน มะขามแขก ยาดําจากยางวานหางจระเข โกฐน้ําเตา คูน ชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ดไทย และแสมสาร ตาราง 2.1 แสดงการกระจายตัวในพืชของ Anthraquinone glycosides Sources Family Genus Plant samples Monocots Asphodelaceae Aloe Aloe spp. Eudicots Polygonaceae Rhamnaceae Fabaceae Rubiaceae Scrophulariaceae Verbenaceae Bignoniaceae Hypericaceae Rheum, Rumex Rhamnus Cassia Senna Rubia Digitalis Tectona Handroanthus Hypericum Rhubarb Cascara, Buckthorn, Frangular Cassia pods Alexandria senna Siamese senna Radix rubiae Purple foxglove Teak Lapacho tree St. John’s wort


49 มะขามแขก ชื่อสามัญ : Senna ชื่อวิทยาศาสตร: Senna alexandrina Mill. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด: ใบ และฝก พบวามีสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ sennoside-A และ B (รูปที่ 2.19) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ใบและฝกของมะขามแขกใชเปนยาถายในคนที่ทองผูกเปนประจํา ในงานสาธารณสุขมูลฐานใชใบแหง 1-2 กํามือครึ่ง หรือใชฝก 4-5 ฝก ตมกับน้ําดื่มรักษาอาการทองผูก OH OH COOH O O COOH 10 10' H H O O O OH OH HO HO O OH OH HO HO รูปที่ 2.19 โครงสรางทางเคมีของสาร sennoside-A (10,10'–trans) และ –B (10,10'–meso) ยาดํา ชื่อสามัญ : Aloes ชื่อวิทยาศาสตร: ไดจากยางของวานหางจระเข 3 ชนิด ไดแก 1. Aloe barbadensis Mill. (Aloe vera (L.) Burm.f.) 2. Aloe ferox Mill. 3. Aloe perryi Baker ชื่อวงศ : Asphodelaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด : สารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ barbaloin (รูปที่ 2.20) โดยสารนี้จะถูกแบคทีเรียบริเวณลําไสใหญยอยสลายใหอยูในรูปอนุพันธที่ถูกรีดิวซ ซึ่งจะออกฤทธิ์ทําให เกิดการระคายเคืองตอลําไสใหญ และสงผลกระตุนการขับถาย [9]


50 สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ยาดํา ลักษณะเปนกอนแข็ง สีดําหรือสีน้ําตาลเขม ผิวมัน เปราะ ทึบแสง มีรสเบื่อและเหม็นขม กลิ่นฉุน ไดจากการนําน้ํายางที่กรีดไดจากใบวานหางจระเขไปเคี่ยวจนน้ําระเหย ออกหมด โดยยาดําชนิดที่ใชทางยาสวนใหญไดจากวานหางจระเขชนิด Aloe ferox และ Aloe barbadensis ตําราสรรพคุณยาโบราณกลาววา ยาดํามีสรรพคุณถายลมเบื้องสูงใหลงต่ํา กัดฟอกเสมหะและโลหิต ทําลาย พรรดึก เปนยาถาย ยาระบาย แกโรคทองผูก ใชเปนยาแทรกในยาระบายหลายตํารับ ยาดําอาจทําใหเกิด อาการไซรทองได ดังนั้นเวลาปรุงยาควรใสลูกกระวานหรือลูกจันทนเทศดวย ควรระวังหากรับประทานยานี้ มากเกินไปจะทําใหทองเสียและปวดทองอยางรุนแรง ไตอักเสบ และมีอาการแทรกซอนอื่นๆ ได OH O OH CH 2 OH O HO HO OH HO รูปที่ 2.20 โครงสรางทางเคมีของสาร barbaloin โกฐน้ําเตา ชื่อสามัญ : Rhubarb ชื่อวิทยาศาสตร: ไดจากพืช 2 ชนิด ในวงศ Polygonaceae คือ 1. Chinese Rhubarb (Rheum officinale Baillon) 2. Indian Rhubarb (Rheum palmatum L.) องคประกอบทางเคมีกลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด : เหงา พบวามีสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ chrysophanol, emodin, aloe-emodin, physcion และ rhein (รูปที่ 2.21) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนเหงาของโกฐน้ําเตาใชเปนยาระบายที่มีฤทธิ์สมานธาตุในตัว หรือ ที่เรียกกันในศาสตรการแพทยแผนไทยวา “รูถายรูปดเอง” เพราะนอกจากมีแอนทราควิโนนเปนองคประกอบ แลว ในสวนเหงาของโกฐน้ําเตายังมีสารองคประกอบอื่นที่มีฤทธิ์ฝาดสมานในกลุมฟนอลิก เชน glucogallin, catechin, gallic acid และสารอนุพันธ ในเภสัชตํารับ BP/EP มีขอกําหนดวาโกฐน้ําเตาที่นํามาใชเปนยาตอง มีปริมาณสารอนุพันธของ hydroxyanthraquinones ไมนอยกวา 2.2% โดยรายงานเปนคาเทียบเทากับสาร rhein การใชโกฐน้ําเตาเปนยาระบาย สวนใหญใชวิธีการนําเหงามาตมกับน้ําเปนยาดื่ม ไมนิยมใชในคนไขที่มี ประวัติทองผูกเรื้อรัง


51 OH O OH R 2 O R 1 รูปที่ 2.21 โครงสรางทางเคมีของสารสําคัญในโกฐน้ําเตา คูน ชื่อสามัญ : Golden Shower, Purging Cassia, Alexandrian Purging ชื่อวิทยาศาสตร: Cassia fistula L. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด : สวนตางๆ ของตนคูน ไดแก ใบ เปลือกราก และ เนื้อในฝกมีสารแอนทราควิโนน โดยเฉพาะสวนเนื้อในฝกมีสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ rhein, barbaloin และ sennoside-A และ B (รูปที่ 2.20 และ 2.21) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ฝก ใบ และเปลือกราก ใชเปนยาระบายสําหรับคนที่ทองผูกเปน ประจํา ใชไดปลอดภัยทั้งในเด็กและสตรีมีครรภในงานสาธารณสุขมูลฐานใชเนื้อในฝกแกกอนเทาหัวแมมือ ตม กับน้ําใสเกลือเล็กนอย ดื่มกอนนอนหรือตอนเชากอนอาหารสําหรับรักษาอาการทองผูก ชุมเห็ดเทศ ชื่อสามัญ : Ringworm Senna ชื่อวิทยาศาสตร: Senna alata (L.) Roxb. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด: ใบ ลําตน เปลือก ราก พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ chrysophanol และ rhein ในขณะที่ฝกและเนื้อไม พบสารประกอบ aloe-emodin (รูปที่ 2.21) chrysophanol R1 = H, R2 = CH3 aloe-emodin R1 = H, R2 = CH2OH rhein R1 = H, R2 = CO2H emodin R1 = OH, R2 = CH3 physcion R1 = OCH3 , R2 = CH3


52 สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ทุกสวนของชุมเห็ดเทศใชในงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยเฉพาะสวน ใบใชเปนยาระบายที่รูถายรูปดเอง โดยใชในรูปแบบยาตม หรือยาชง และใชรักษากลากเกลื้อน โดยนํามาตํา คั้นน้ํา แลวผสมกับหัวกระเทียมและปูนแดง ใชทาบริเวณที่เปนจนหาย และหายแลวทาตออีก 7 วัน ชุมเห็ดไทย ชื่อสามัญ : Foetid Cassia ชื่อวิทยาศาสตร: Senna tora (L.) Roxb. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด : เมล็ด พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ chrysophanol และ emodin (รูปที่ 2.21) สวนที่ใชประโยชนทางยาสรรพคุณ : เมล็ดมีฤทธิ์เปนยาระบายออนๆ เหมาะสําหรับคนที่ทองผูกเปนประจํา แสมสาร ชื่อสามัญ : Sa-Mae-San ชื่อวิทยาศาสตร: Senna garrettiana (Craib) H.S.Irwin & Barneby ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมแอนทราควิโนนไกลโคไซด: ใบ พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ aloe-emodin แกน พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ chrysophanol (รูปที่ 2.21) และ chrysophanol dianthrone (รูปที่ 2.22) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : แกน ใบ และดอก ใชเปนยาระบาย OH O OH CH 3 OH O OH CH 3 รูปที่ 2.22 โครงสรางทางเคมีของสาร chrysophanol dianthrone


53 5. Flavonoid glycosides [1,4-5,8] สารประกอบ flavonoid glycosides คือ สารอินทรียซึ่งมีสวนอะไกลโคนเปนสารจําพวก ฟลาโวนอยดเชื่อมตออยูกับสวนไกลโคนหรือน้ําตาล ทั้งนี้ฟลาโวนอยด คือ กลุมสารประกอบเคมีที่มีสูตร โครงสรางพื้นฐานเปน C6-C3-C6 โดยจะประกอบดวย substituted benzene rings จํานวน 2 หมู เชื่อมตอกันดวย aliphatic chain ของคารบอน 3 อะตอม ความแตกตางของ oxidation state ของ aliphatic chain ของอะตอมคารบอนทั้งสาม ตลอดจนความผันแปรไปของรูปแบบของโครงสราง C6-C3-C6 จะทําใหไดสารประกอบฟลาโวนอยดชนิดตางๆ เกิดขึ้น ซึ่งไดแก flavones, flavonols, flavanones, flavanonols, anthocyanidins, flavan-3,4-diols และ flavan-3-ols ทั้งนี้สารประกอบฟลาโวนอยด ดังกลาวขางตนเหลานี้ในโมเลกุลจะมีโครงสรางเคมีเปน 2-phenylbenzopyran หรือเรียกชื่อวา flavan (รูปที่ 2.23) ซึ่งแตละชนิดจะมีความแตกตางกันของ oxidation state ของ central pyran ring นอกจากนี้ยังมี สารประกอบฟลาโวนอยดบางชนิดที่มีโครงสรางแปรไปเนื่องจากไมมีนิวเคลียสของ flavan อยูในโครงสราง โมเลกุล แตก็มีความเกี่ยวพันธกันเพราะวาในโครงสรางโมเลกุลยังคงประกอบดวยโครงสรางหลักคือ C6-C3-C6 ของฟลาโวนอยดอยูซึ่งไดแก chalcones, aurones และ isoflavones โดยสูตรโครงสรางพื้นฐาน หลักของสารประกอบฟลาโวนอยดชนิดตางๆ แสดงดังรูปที่2.24 O รูปที่ 2.23 โครงสรางเคมีของ 2-phenylbenzopyran (flavan) คุณสมบัติทางเคมี สารประกอบฟลาโวนอยดจะมีการละลายในตัวทําละลายตางๆ ที่แตกตางกันไป บางชนิดละลายใน อีเทอรและแอลกอฮอลได (เชน สวนอะไกลโคนของฟลาโวนอยดกลุม hydroxyflavone, flavanone และ isoflavone) หรือบางชนิดโดยเฉพาะพวกไกลโคไซดจะละลายน้ําได ไมละลายในอีเทอร เปนตน สารประกอบฟลาโวนอยดทุกชนิดสามารถดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตไดโดยใหสเปคตรัมการดูดกลืน ประกอบดวย 2 พีก โดยทุกชนิดจะใหคาการดูดกลืนของพีกแรกซึ่งเปนการดูดกลืนคลื่นรังสีของวง-เอ (Aring) อยูในชวงความยาวคลื่นระหวาง 220-270 nm และพีกหลังซึ่งเปนการดูดกลืนคลื่นรังสีของวง-บี (Bring) ที่ชวงความยาวคลื่นที่แตกตางกันไปตามชนิดของสารประกอบฟลาโวนอยดชนิดนั้นๆ (anthocyanins 500-530 nm, flavones และ flavonols 330-375 nm, flavanones 250-300 nm, leuco-


54 anthocyanidins และ catechins 280 nm, isoflavones 250-290 nm, chalcones และ aurones 370- 410 nm) คุณสมบัติทางเคมีทั่วไปของ flavonoid glycosides มีดังตอไปนี้ 1. สารประกอบฟลาโวนอยดชนิดตางๆ เมื่ออยูในสารละลายที่เปนดางจะใหสีที่แตกตางกัน เชน - สารประกอบ anthocyanidins จะใหสีมวง-น้ําเงิน - สารประกอบ flavones และ flavonols จะใหสีเหลือง - สารประกอบ flavanones จะใหเปนสีสม-แดง - สารประกอบ flavanonols จะใหสีสม-น้ําตาล - สารประกอบ chalcones และ aurones จะใหสีแดง-มวง 2. น้ําตาลที่พบในสวนไกลโคนของ flavonoid glycosides มีไดหลายชนิด เชน ชนิด mono-, di-, trisaccharides และ acylated sugar ตําแหนงของการเกาะเชื่อมของน้ําตาลกับสวนอะไกลโคนของ flavonoid glycosides แตละชนิดคอนขางจะแตกตางกันไป ทั้งนี้ชนิดและตําแหนงการเกาะของสวนน้ําตาลที่ แตกตางกันจะทําใหไดสารประกอบ flavonoid glycosides ที่มีความหลากหลายแตกตางกันไป 3. สารประกอบ flavonoid glycosides ที่พบในธรรมชาติโดยสวนใหญจะเปนประเภท Oglycosides และการเชื่อมตอระหวางสวนอะไกลโคนกับน้ําตาลของ flavonoid glycosides โดยทั่วไปจะเปน แบบพันธะเบตา (beta- ; -) 4. ตําแหนงการแทนที่ของหมูไฮดรอกซิลในโครงสรางโมเลกุลของสารประกอบฟลาโวนอยดอาจมี ความจําเพาะในพืชเปนกลุมๆ ไป โดยขึ้นกับ วงศ สกุล หรือชนิดของพืชนั้นๆ แตโดยทั่วๆ ไป ฟลาโวนอยด ชนิดที่ในโมเลกุลมีโครงสรางเคมีพื้นฐานเปน 2-phenylbenzopyran มักจะพบวามีหมูไฮดรอกซิลอยูใน ตําแหนง 5, 7 และ 4' ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารประกอบฟลาโวนอยดไดมีการศึกษากันอยางกวางขวาง พบวามีฤทธิ์ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (สารประกอบกลุม anthocyanins, leucoanthocyanins หลายชนิด และกลุม flavanones; lupinifolin) ฤทธิ์ฆาพยาธิ (สารประกอบกลุม chalcones) ฤทธิ์ตานเชื้อไวรัส (เชน quercetin, apigenin, hesperetin, rutin, morin, leucocyanidin) ฤทธิ์ตานเชื้อรา (เชน quercetin, naringenin, flemiflavanone D) ฤทธิ์คลายฮอรโมนเอสโตรเจน (สารประกอบกลุม isoflavones; genistein, daizein, biochanin-A และ -B) ฤทธิ์เพิ่มความตานทานของเสนเลือดฝอย (rutin และพวก related flavanones; hesperidin และ eriodictyol) ฤทธิ์ตานการอักเสบ (สารประกอบกลุม flavones, flavonols หลายชนิด เชน apigenin, luteolin, quercetin, kaempferol, morin และกลุม flavan–3–ols เชน catechin) ฤทธิ์ตานออกซิเดชัน (สารประกอบกลุม flavones และ flavonols หลายชนิด เชน luteolin, quercetin) และฤทธิ์ตานมะเร็ง (สารประกอบกลุม flavones, flavonols และ isoflavones หลายชนิด เชน chrysoeriol, doismetin, quercetin, myricetin, sylibin, genistein)


55 O O O O OH O O flavone flavonol flavanone O O OH O OH + O OH OH flavanonol anthocyanidin flavan–3,4–diol O OH O flavan–3–ol chalcone O CH O O O aurone isoflavone รูปที่ 2.24 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบฟลาโวนอยดชนิดตางๆ


56 การกระจายตัวในธรรมชาติ ในธรรมชาติทั่วไปอาจพบสารประกอบฟลาโวนอยดไดทั้งในสภาพอะไกลโคนอิสระหรือไกลโคไซด ถา หากอยูในสภาพไกลโคไซดโดยมากจะพบมีอยูในสวนของใบ ดอก และผล สวนอะไกลโคนอิสระจะพบไดใน สวนเนื้อไมมากกวา แตฟลาโวนอยดบางชนิดที่ในโครงสรางโมเลกุลของอะไกลโคนชนิดนั้นๆ ไมมีหมู ไฮดรอกซิลอยูเลย ก็อาจจะไมพบวาอยูในสภาพไกลโคไซด สารประกอบฟลาโวนอยดถือวาเปนกลุมสารเคมีที่ เปนตัวใหสีแกตนพืชที่สําคัญที่สุด โดยเฉพาะสวนกลีบดอกของตนพืชจะมีสีตางๆ กัน เชน สีสม สีแดงเขม สีมวงอมน้ําเงิน สีน้ําเงิน สีเหลือง สีงาชาง และสีครีม เปนตน ซึ่งสีในสวนของกลีบดอกมีสวนสําคัญคือจะ ทําหนาที่ลอแมลง นกและสัตวอื่นๆ ใหชวยในการผสมเกสรและกระจายเมล็ดออกไป จึงเปนการขยายพันธุใน ธรรมชาติของพืชโดยทางออม สารประกอบฟลาโวนอยดสวนใหญแลวจะพบมากในพืชชั้นสูง ในขณะที่พบ คอนขางจํากัดในแบคทีเรีย เชื้อรา สาหราย (algae) รวมถึงพืชจําพวกเฟนสและมอสส โดยสารประกอบ ฟลาโวนอยดชนิดตางๆ จะพบคอนขางจํากัดในพืชเปนกลุมๆ ไป ในพืช Gymnosperms นั้นจะพบวามี สารประกอบฟลาโวนอยดชนิดตางๆ คลายๆ กันกับที่พบในพวกเฟนส สวนพืช Angiosperms ไมวาจะเปน กลุมพืชใบเลี้ยงเดี่ยวหรือใบเลี้ยงคูนับไดวาเปนพืชที่มีพัฒนาการสูงสุด สารประกอบฟลาโวนอยดที่พบจะมีอยู เกือบทุกชนิด และมักเปนประเภทที่มีโครงสรางซับซอน โดยฟลาโวนอยดที่พบเปนสวนใหญในพืชชั้นสูง ทั้งหลาย ไดแก สารประกอบ anthocyanidins ซึ่งเปนสารประกอบฟลาโวนอยดที่จัดเปนพวก pigments ของพืชซึ่งจะใหสีตางๆ กัน จะพบอยูมากในสวนของดอกซึ่งอาจพบมีปริมาณสูงถึง 30% สารประกอบ flavones เปนฟลาโวนอยดที่พบเปนสารองคประกอบที่มีลักษณะเดนมากในพืชลมลุก เชน พืชในวงศ Apiaceae, Lamiaceae และ Asteraceae เปนตน สารประกอบ flavonols เปนฟลาโวนอยดที่มีบทบาท สําคัญในการทําหนาที่เปน co-pigments มักเกิดอยูรวมกับพวก anthocyanidins ในสวนดอก นอกจากนี้ยัง พบไดในสวนของใบ และสารประกอบ leucoanthocyanidins พบทั่วไปในไมยืนตน สวนใหญพบมากอยูใน สวนเนื้อไมแตอาจพบอยูในสวนของใบดวย ในขณะที่สารประกอบ flavanones และ flavanonols เปน สารประกอบฟลาโวนอยดที่พบไดนอยเมื่อเทียบกับฟลาโวนอยดอื่นๆ ทั้งนี้สารประกอบ flavanones ที่พบใน สภาพไกลโคไซดจะพบมากในสวนเปลือกผลของพืชสกุล Citrus โดยเปนสารใหรสขมของพืชสกุลนี้โดยเฉพาะ พวก grapefruit ตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน กรัก กวาวเครือ หางไหลแดง และคําฝอย กรัก ชื่อสามัญ : Jack Fruit Tree ชื่อวิทยาศาสตร: Artocarpus heterophyllus Lam. ชื่อวงศ : Moraceae องคประกอบทางเคมีกลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด: กรัก (แกนขนุนละมุด) มีสารสําคัญ คือ morin(รูปที่2.25)


57 สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : แกน มีรสหวานชุมขม บํารุงกําลังและโลหิต สมานแผล แกกามโรค O OH OH O HO HO OH รูปที่2.25 โครงสรางทางเคมีของสาร morin หางไหลแดง ชื่อสามัญ : Tuba Root, Derris ชื่อวิทยาศาสตร: Derris elliptica (Wall.) Benth. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด: สวนรากและสวนที่อยูใตดินมีสารสําคัญ คือ rotenone (รูปที่2.26) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : รากหรือเถาใชเปนยาเบื่อปลาและยาฆาแมลงที่มีความปลอดภัยสูง O O O H 3 C CH 2 O OCH 3 H 3 CO รูปที่2.26 โครงสรางทางเคมีของสาร rotenone กวาวเครือ ชื่อสามัญ : White Kwao Krua ชื่อวิทยาศาสตร: Pueraria candollei var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ชื่อวงศ : Fabaceae


58 องคประกอบทางเคมีกลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด : หัวใตดินพบ isoflavones (daidzein, genistein, kwakhurin, kwakhurin hydrate) และ isoflavone glycosides (daidzin, genistin, mirificin, puerarin) (รูปที่2.27) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : กวาวเครือมีสารในกลุมเดียวกับ phytoestogen นั่นคือจะแสดงฤทธิ์ เชนเดียวกับฮอรโมนเอสโตรเจน ดังนั้นจึงใชเปนฮอรโมนทดแทนในเพศหญิง ทั้งนี้หากใชในคนหนุมสาว สาร isoflavones จะรบกวนสมดุลฮอรโมนไดจึงแนะนําใหใชในผูสูงอายุเทานั้น O O OH R 3 R 2 R 1 R1 R2 R3 daidzein H OH H daidzin H glucose H genistein H OH OH genistin H glucose OH mirificin glucose–apiose OH H puerarin glucose OH H O O H 3 C HO OH HO OCH 3 CH 3 O O H 3 C HO OCH 3 CH 3 OH HO OH kwakhurin kwakhurin hydrate รูปที่2.27 โครงสรางทางเคมีของสารสําคัญในกวาวเครือ


59 คําฝอย ชื่อสามัญ : Safflower ชื่อวิทยาศาสตร: Carthamus tinctorius L. ชื่อวงศ : Asteraceae องคประกอบทางเคมีกลุมฟลาโวนอยดไกลโคไซด: ดอกมีสารสําคัญ คือ carthamin (รูปที่2.28) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สารสีแดงกลุม chalcone ชื่อ carthamin ในดอกคําฝอย ใชปริมาณ เล็กนอยเพื่อแตงสีเครื่องดื่มตางๆ และเครื่องสําอางใหมีสีแดง-สม นอกจากนี้สารสําคัญในคําฝอยยังมีฤทธิ์ตาน อนุมูลอิสระ ฤทธิ์ตานเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย จากผลการวิจัยในสัตวทดลองและในคนพบวาน้ํามันจาก เมล็ดคําฝอยชวยทําใหปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดลดลง ตามตํารายาไทยใชดอกคําฝอยเปนยาบํารุงโลหิต ของสตรี บํารุงหัวใจ บํารุงประสาท แกโรคผิวหนัง ขับระดู แกดีพิการ เปนตน O OH O OH O O O OH HO O OH O glucose glucose รูปที่2.28 โครงสรางทางเคมีของสาร carthamin 6. Stilbene glycosides [1,4-5,8] สารประกอบ stilbene glycosides คือ สารอินทรียกลุมเล็กๆ จากธรรมชาติ โครงสรางทางเคมีจะ ประกอบขึ้นดวยสวนอะไกลโคนซึ่งเปนสารประกอบสทีลบีนที่มีโครงสรางพื้นฐานประกอบดวยวงแหวน อะโรมาติกจํานวน 2 วง เชื่อมตอกันโดยอาศัยคารบอน 2 อะตอม (C6–C2 -C6 ) และเชื่อมตออยูกับสวน ไกลโคนที่เปนพวกน้ําตาล โดยไกลโคไซดประเภทนี้เปนกลุมสารประกอบเคมีที่พบวาเกิดอยูในพืชหลายวงศ ซึ่งโดยมากมักพบในสวนของแกนไมมากกวาสวนอื่นๆ ของตนพืช ในธรรมชาติพบทั้งในสภาพอะไกลโคนอิสระ และในสภาพไกลโคไซด โครงสรางพื้นฐานหลักของไกลโคโซดประเภทนี้แสดงดังรูปที่ 2.29


60 sugar O รูปที่ 2.29 โครงสรางพื้นฐานหลักของสารประกอบ stilbene glycosides คุณสมบัติทางเคมี โครงสรางของสารประกอบกลุมนี้สวนใหญจะมีพันธะที่ไมอิ่มตัวอยูระหวางวงแหวนอะโรมาติก-เอ (aromatic A–ring) กับวงแหวนอะโรมาติก-บี (aromatic B–ring) มีเพียงสวนนอยที่ไมพบพันธะดังกลาว โดยสารประกอบสทีลบีนมีทั้งชนิด trans–isomer และ cis–isomer ทั้งนี้trans–stilbene จะมีความคงตัว มากกวาชนิด cis–stilbene และไกลโคไซดประเภทนี้มักจะมี hydroxylation pattern คลายคลึงกับ สารประกอบในกลุมฟลาโวนอยด ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา สารประกอบเคมีในกลุมสทีลบีนมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่นาสนใจหลายอยาง เชน ฤทธิ์ตานการอักเสบ ฤทธิ์ตานมะเร็ง ฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ตานการเกาะกลุมของเกล็ดเลือด ฤทธิ์ตานเชื้อแบคทีเรีย และมี ความเปนพิษที่คอนขางสูงตอเชื้อรา ปลา และแมลง นอกจากนี้การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในสัตวทดลอง พบวาสารประกอบเคมีในกลุมนี้บางชนิดโดยเฉพาะอยางยิ่ง rhaponticin และ resveratrol มีฤทธิ์กระตุนใหมี ความกําหนัด และมีฤทธิ์ทําใหผิวขาวไดมากขึ้น [10] การกระจายตัวในธรรมชาติ สารประกอบ stilbene glycosides มีบทบาททางสรีรวิทยาที่สําคัญในตนพืชในการเปนสารยับยั้ง การเจริญเติบโต (growth inhibitors) และเปนตัวปกปองตนพืชใหรอดพนจากการบุกรุกจากพวกเชื้อรา โดย สวนใหญจะพบอยูในสภาพอะไกลโคนอิสระ การกระจายตัวในธรรมชาตินั้นพบไดในพืชไมกี่วงศ ทั้งนี้วงศของ พืชชั้นสูงที่พบไกลโคไซดชนิดนี้เปนองคประกอบ เชน Liliaceae, Myrtaceae, Fabaceae, Moraceae และ Polygonaceae เปนตน ตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน มะหาด และ Chinese rhapontic มะหาด ชื่อสามัญ : Monkey Jack, Monkey Fruit ชื่อวิทยาศาสตร: Artocarpus lakoocha Roxb. ชื่อวงศ : Moraceae


61 องคประกอบทางเคมีกลุมสทีลบีนไกลโคไซด: แกนของตนเมื่อนํามาตมเคี่ยวกับน้ําจนเกิดฟอง ชอนฟองใสใน ผาขาวบาง ทําใหสะเด็ดน้ํา แลวนํามาตากใหแหง จะไดผงสีนวลจับกันเปนกอน นําไปยางไฟจนเหลือง เรียก กอนที่ไดวา “ปวกหาด” ปวกหาดนี้จะมีสารประกอบสทีลบีน คือ 2,4,3',5'-tetrahydroxystilbene (oxyresveratrol) (รูปที่2.30) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ผงปวกหาด รสรอนเมาเบื่อ ใชถายพยาธิ โดยเฉพาะไดผลดีในพยาธิ ปากขอ ตัวตืด และเสนดาย ในงานสาธารณสุขมูลฐานใชผงปวกหาดผสมกับน้ําสุกที่เย็นแลว รับประทานกอน อาหารเชา หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ใหรับประทานยาถายตามเพื่อถายตัวพยาธิออกมา OH OH OH HO รูปที่2.30 โครงสรางทางเคมีของสาร 2,4,3',5'-tetrahydroxystilbene Chinese Rhapontic ชื่อสามัญ : Rhapontic Rhubarb ชื่อวิทยาศาสตร: Rheum rhaponticum L. ชื่อวงศ : Polygonaceae องคประกอบทางเคมีกลุมสทีลบีนไกลโคไซด : สวนรากมีสารสําคัญ คือ rhapontin (รูปที่2.31) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนรากใชแกอาการผิดปกติกอนมีประจําเดือน (premenstrual syndrome) และอาการของสตรีในวัยหมดระดู (menopausal complaints) OH OCH 3 OH glucose O รูปที่2.31 โครงสรางทางเคมีของสาร rhapontin


62 7. Iridoid glycosides [1,4-5,8] สารประกอบ iridoid glycosidesคือ สารอินทรียในกลุม monoterpenoids ที่มีสวนอะไกลโคนเปน โครงสราง cyclopentanpyran ring system และเชื่อมอยูกับสวนของไกลโคนหรือน้ําตาล ทั้งนี้สารประกอบ iridoid glycosides อาจจําแนกประเภทออกตามลักษณะโครงสรางเคมีไดเปน 2 ประเภท คือ real iridoids และ secoiridoids ดังนี้ - ไกลโคไซดประเภท real iridoids : สารประกอบอิริดอยดประเภทนี้ในโครงสรางโมเลกุลจะ ประกอบดวย cyclopentanpyran ring system ที่สมบูรณ โดยโครงสรางพื้นฐานแสดงดังรูปที่ 2.32 O O glucose รูปที่ 2.32 โครงสรางพื้นฐานทางเคมีของ real iridoid glycosides - ไกลโคไซดประเภท secoiridoids : สารประกอบไกลโคไซดประเภทนี้เกิดขึ้นจากการ cleavage ของ cyclopentane ring ของ iridoid structure ตรงตําแหนงอะตอมคารบอนที่ C-7-C-8 bond และตาม ดวยการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอยาง เชน การเกิด functionalization เปนตน จนไดเปน secoiridoids ประเภทตางๆ ไดแก sweroside type, morroniside type, oleuropein type และ alkaloidal glucoside type ทั้งนี้โครงสรางพื้นฐานของสารประกอบ secoiridoids แสดงดังรูป 2.33 O O glucose รูปที่ 2.33 โครงสรางพื้นฐานทางเคมีของ secoiridoids glycosides คุณสมบัติทางเคมี คุณสมบัติทางเคมีทั่วไปของสารประกอบ iridoid glycosides มีดังตอไปนี้คือ


63 - สารประกอบอิริดอยดที่พบในธรรมชาติโดยมากมักจะเกิดอยูในสภาพไกลโคไซดชนิด -Dglucosides ดังนั้นจึงละลายน้ําไดดี - สวนอะไกลโคนของสารประกอบอิริดอยดจะมีโครงสรางเปนแบบ cyclopentanpyran ring system ซึ่งประกอบดวย pyran ring ที่เกาะเชื่อมอยูกับ cyclopentane ring และการเชื่อมตอเขาดวยกัน ของอะไกลโคนกับน้ําตาลซึ่งโดยทั่วไปคือกลูโคส พบวามักเกิดขึ้นตรงคารบอนตําแหนงที่ 1 เสมอ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารประกอบ iridoid glycosides ทั้งในสภาพของสารสกัด (plant extracts) ที่มีสารประกอบหลักเปนอิริดอยด และสภาพของสารบริสุทธิ์ (pure compounds) พบวามีฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยาในดานตางๆ คือ ฤทธิ์ตานจุลินทรีย (antimicrobial activity; bacteria, virus, fungi) ฤทธิ์ลด ความดันโลหิตสูง (antihypertensive activity) ฤทธิ์ลดอาการปวด (analgesic activity) ฤทธิ์ตานการ อักเสบ (anti-inflammatory activity) ฤทธิ์ตานมะเร็ง (anticancer activity) ฤทธิ์เปนยาระบาย (laxative activity) และฤทธิ์สงบประสาท (sedative activity) การกระจายตัวในธรรมชาติ สารประกอบเคมีประเภท iridoid glycosides สวนมากจะมีบทบาทในพืชเปนสารไลแมลง (insectrepellant) สารลอแมลง (insect attractant) สารยับยั้งการเจริญ (bacteriostatic) และสารฆาเชื้อ (bactericide) แบคทีเรีย และสารยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช (plant growth inhibitors) โดยมักจะพบ การกระจายตัวในสวนตางๆ ของพืช คือ สวนใบ เมล็ด เปลือก และราก สารประกอบอิริดอยดในสภาพอิสระ และในสภาพไกลโคไซดจะพบวาเกิดอยูเปนองคประกอบสําคัญของพืชวงศตางๆ เชน Apocynaceae, Gentianaceae, Lamiaceae, Plantaginaceae, Rubiaceae และ Scrophulariaceae ทั้งนี้ไกลโคไซด ประเภท secoiridoids จะพบมากในพืชวงศ Gentianaceae ตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้และ นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน เจียนเชียน ยอ เสลดพังพอนตัวผู ผักกาดน้ํา และไขเนา เจียนเชียน ชื่อสามัญ : Great Yellow Gentian ชื่อวิทยาศาสตร: Gentiana lutea L. ชื่อวงศ : Gentianaceae องคประกอบทางเคมีกลุมอิริดอยดไกลโคไซด : สวนเหงาและรากมีสารสําคัญ คือ gentiopicrin (รูปที่ 2.34) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนเหงาและรากมีไกลโคไซดรสขมใชเปนเครื่องดื่มบํารุงกําลัง (bitter tonic) ในทางการแพทยแผนโบราณ ใชเปนยารักษาโรคในระบบทางเดินอาหาร ตานการอักเสบและ สมานแผล นอกจากนี้ยังมีขอมูลรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เชน ฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ปกปองตับ และ ฤทธิ์ตานเชื้อรา


64 O O O O glucose OH รูปที่ 2.34 โครงสรางทางเคมีของสาร gentiopicrin ยอ ชื่อสามัญ : Great Morinda, Tahitian Noni, Indian Mulberry, Beach Mulberry ชื่อวิทยาศาสตร: Morinda citrifolia L. ชื่อวงศ : Rubiaceae องคประกอบทางเคมีกลุมอิริดอยดไกลโคไซด : สวนผลมีสารสําคัญ คือ asperuloside (รูปที่2.35) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สารสําคัญในผลยอมีฤทธิ์ชวยแกอาการคลื่นไสอาเจียน ในงาน สาธารณสุขมูลฐานใชผลดิบที่คั่วใหเหลืองกรอบ มาบดเปนผง แลวชงกับน้ําเดือดใหมๆ กรองเอาแตน้ําจิบ บอยๆ เมื่อมีอาการคลื่นไสอาเจียน O O O O glucose O O รูปที่ 2.35 โครงสรางทางเคมีของสาร asperuloside เสลดพังพอนตัวผู ชื่อสามัญ : Hop Headed Barleria ชื่อวิทยาศาสตร: Barleria lupulina Lindl. ชื่อวงศ : Acanthaceae องคประกอบทางเคมีกลุมอิริดอยดไกลโคไซด : สวนใบมีสารสําคัญ คือ shanshiside (รูปที่2.36) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนใบใชแกพิษแมลงสัตวกัดตอย รักษาอาการแพและลมพิษ ขอมูล การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ผานมาพบวาสารสกัดเมทานอลจากสวนใบมีฤทธิ์ตานการอักเสบในสัตวทดลอง


65 O O glucose COOH HO CH 3 HO รูปที่ 2.36 โครงสรางทางเคมีของสาร shanshiside ผักกาดน้ํา ชื่อสามัญ : Common Plantain ชื่อวิทยาศาสตร: Plantago major L. ชื่อวงศ : Plantaginaceae องคประกอบทางเคมีกลุมอิริดอยดไกลโคไซด : ทั้งตนรวมทั้งในสวนเมล็ดมีสารสําคัญ คือ aucubin (รูปที่ 2.37) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ทั้งตนและสวนเมล็ดใชขับปสสาวะ ขับเสมหะ ใบใชหามเลือด (antihaemorrhagic property) ขอมูลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ผานมาพบวาสารสําคัญในผักกาดน้ํา โดยเฉพาะ aucubin มีคุณสมบัติลดการอักเสบและบวมได O O glucose HO HOH 2 C รูปที่ 2.37 โครงสรางทางเคมีของสาร aucubin ไขเนา ชื่อสามัญ : Khai-Nao ชื่อวิทยาศาสตร: Vitex glabrata R. Br. ชื่อวงศ : Verbenaceae องคประกอบทางเคมีกลุมอิริดอยดไกลโคไซด : สวนเปลือกตนมีสารสําคัญ คือ agnuside (รูปที่ 2.38) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เปลือกใชเปนยาฝาดสมาน ขับพยาธิไสเดือนในเด็กและรักษาโรคใน ระบบทางเดินอาหาร เชน ทองเสีย และบิด


66 O O O HO HO O glucose รูปที่ 2.38 โครงสรางทางเคมีของสาร agnuside 8. Cardiac glycosides [1,4-6] สารประกอบ cardiac glycosides เปนสารอินทรียที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว จะออกฤทธิ์ตอกลามเนื้อ หัวใจโดยตรงซึ่งจะทําใหหัวใจเตนชาลง การออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจะขึ้นกับโครงสรางของอะไกลโคน รวมถึง ขึ้นกับชนิดและจํานวนของน้ําตาลที่เกาะอยูกับอะไกลโคน หากจําแนกประเภท cardiac glycosides โดย พิจารณาถึงโครงสรางของอะไกลโคนเปนหลัก อาจจําแนกออกเปน 2 กลุมใหญๆ ไดแก cardenolides และ bufanolides ดังนี้ - Cardenolides (รูปที่ 2.39) คือ ชนิดที่มีอะไกลโคนประกอบดวยคารบอนจํานวน 23 อะตอม ซึ่ง ในโมโลกุลเปนโครงสรางสเตอรอยดที่มีคารบอนตําแหนงที่ 17 เชื่อมตอกับโครงสราง butenolide (fivemembered unsaturated lactone ring) และที่คารบอนตําแหนงที่ 14 มีการแทนที่ดวยหมูเบตาไฮดรอกซิล (–hydroxyl group) O O OH O 17 3 sugar รูปที่ 2.39 โครงสรางทางเคมีของ cardenolides - Bufanolides (bufadienolides หรือ scilladienolides; รูปที่ 2.40) คือ ชนิดที่มีอะไกลโคน ประกอบดวยคารบอนจํานวน 24 อะตอม ซึ่งในโมโลกุลเปนโครงสรางสเตอรอยดที่มีคารบอนตําแหนงที่ 17 เชื่อมตอกับโครงสราง pentenolide (six-membered unsaturated lactone ring) และที่คารบอนตําแหนง ที่ 14 มีการแทนที่ดวยหมูเบตาไฮดรอกซิล (–hydroxyl group)


67 OH O 17 3 O O sugar รูปที่ 2.40 โครงสรางทางเคมีของ bufanolides คุณสมบัติทางเคมี สารประกอบอินทรียประเภทนี้จัดอยูในกลุมสาร sterols โดยในโมเลกุลของอะไกลโคนมีนิวเคลียส cyclopentanoperhydrophenanthrene และมีวง unsaturated lactone ring ซึ่งอาจเปนชนิด butenolide หรือ pentenolide เชื่อมตอตรงตําแหนงคารบอนที่ 17 จึงมีชื่อเรียกวา cardenolides และ bufanolides ตามลําดับ สวนน้ําตาลของ cardiac glycosides เปนน้ําตาลชนิด deoxy sugar หรือ methoxy sugar ซึ่งเปนน้ําตาลที่พบนอยในพืชและเปนลักษณะเฉพาะของไกลโคไซดประเภทนี้ ตัวอยาง น้ําตาลเหลานี้ เชน digitalose, thevetose, digitoxose และ cymarose เปนตน อาจพบน้ําตาลมากกวา 1 หนวยตอหนึ่งโมเลกุลของไกลโคไซด โดยมักพบการเชื่อมตอของน้ําตาลเหลานี้กับน้ําตาลที่พบในพืชทั่วไป เชน glucose ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา สารประกอบ cardiac glycosides จะออกฤทธิ์ตรงผนังเนื้อเยื่อของเซลลโดยการยับยั้งเอนไซม ATPase สิ่งนี้จะรบกวนตอการขนสงของธาตุที่มีประจุบวก ทําใหเกิดการคั่งของโซเดียมภายในเซลล และเกิด การสูญเสียโพแทสเซียม จึงเกิดการลดอัตราการเตน แตเพิ่มแรงบีบตัวของกลามเนื้อหัวใจทําใหปริมาณเลือดที่ ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังกดการนํากระแสไฟฟาในบันเดิลออฟฮิส (bundle of His) และลดอัตราการเตนของไซโนเอเตรียลโนด (Sinaoatrial node) หรือเอสเอโนด (SA node) ทําใหกลามเนื้อ หัวใจเกิดการเราไดไวและเตนผิดปกติได ดังนั้นเมื่อไดรับยาเกินขนาด หัวใจอาจเกิดการหยุดเตน หรือเกิด อาการหัวใจวายและตายได โดยการออกฤทธิ์ของไกลโคไซดประเภทนี้จะขึ้นกับคุณสมบัติทางเคมีของ อะไกลโคนซึ่งจะมีผลตอเวลาของการออกฤทธิ์ยา (onset) และชวงระยะเวลาการออกฤทธิ์ (duration) ประโยชนทางยาจะใชรักษาโรค congestive heart failure, atrialflutter, fibrillation, paroxysmal atrial tachycardia เปนตน สารประกอบ cardiac glycosides ที่มีการนํามาใชประโยชนทางยาและเภสัชกรรม เชน สาร digoxinซึ่งสกัดจากใบ Digitalis lanata มีสรรพคุณในการเพิ่มการหดตัวของหัวใจและไดรับการยอมรับ เพื่อการรักษาภาวะหัวใจหองบนเตนผิดจังหวะ และภาวะหัวใจวาย


68 การกระจายตัวในธรรมชาติ พบการกระจายอยูเฉพาะใน Angiospermae และพบไดในพืชหลายวงศดวยกัน โดยเฉพาะพืชในวงศ Apocynaceae และ Asclepiadaceae ซึ่งพบวาพืชหลายสกุลในวงศดังกลาวมีสารประกอบ cardiac glycosides เปนองคประกอบ โดยวงศของพืชที่พบ cardiac glycosides ชนิด cardenolides เปน องคประกอบ เชน Apocynaceae, Asclepiadaceae, Liliaceae, Ranunculaceae, Moraceae, Cruciferae, Sterculiaceae, Euphorbiaceae, Tiliaceae, Celastraceae, Fabaceae และ Scrophulariaceae เปนตน ในขณะที่วงศของพืชที่พบชนิด bufanolides เปนองคประกอบ เชน Liliaceae และ Ranunculaceae เปนตน ตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้และนํามาใชประโยชนทาง เภสัชกรรม เชน Digitalis spp. Strophanthus kombe ยางนองเครือ ยี่โถ รําเพย ตีนเปดทราย และขอย Strophanthus ชื่อสามัญ : Strophanthus ชื่อวิทยาศาสตร: Strophanthus kombe oliver ชื่อวงศ : Apocynaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด: เมล็ด พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ strophanthin หรือ K-strophanthin ซึ่งเปนไกลโคไซดผสมของของไกลโคไซดหลายชนิด ไดแก K-strophanthoside, Kstrophanthin-, cymarin และ erysimoside (รูปที่2.41) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เมล็ด กระตุนกลามเนื้อหัวใจ เพิ่มความดันโลหิต และขับปสสาวะ O O CH3 CHO OH RO OH K-strophanthoside R = glucose – glucose– cymarose K-strophanthin- R = glucose – cymarose cymarin R = cymarose erysimoside R = glucose – 2,6-dideoxy--D-ribo-hexopyranosyl รูปที่2.41 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ cardiac glycosides จาก Strophanthus


69 Digitalis ชื่อสามัญ : Purple Foxglove Leaves, Digitalis Folium ชื่อวิทยาศาสตร: Digitalis purpurea L. ชื่อวงศ: Scrophulariaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด : ใบ พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ purpurea glycosides A–B, glucogitaloxin, desacetyl-lanatoside C, digitoxin, gitoxin, gitaloxin, digoxin, digitoxigenin, gitoxigenin, gitaloxigenin, digoxigenin (รูปที่2.42) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ใบ ใชเตรียมเปนยารักษาโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคหัวใจลมเหลวจาก เลือดคั่ง O O O O O O O O O O OH OH OH OH HO HO OH H H H R 1 OH R 2 R 1 = H, R 2 = H, digitoxigenin R 1 = H, R 2 = OH, gitoxigenin R 1 = H, R 2 = OCHO, gitaloxigenin R 1 = OH, R 2 = H, digoxigenin D-glucose D-digitoxose D-digitoxose D-digitoxose R 1 = H, R 2 = H, digitoxin R 1 = H, R 2 = OH, gitoxin R 1 = H, R 2 = OCHO, gitaloxin R 1 = OH, R 2 = H, digoxin R 1 = H, R 2 = H, purpureaglycoside A R 1 = H, R 2 = OH, purpureglycoside B R 1 = H, R 2 = OCHO, glucogitaloxin R 1 = OH, R 2 = H, desacetyl-lanatoside C รูปที่2.42 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ cardiac glycosides ในใบ Digitalis purpurea L.


70 Digitalis lanata ชื่อสามัญ : Grecian Foxglove ชื่อวิทยาศาสตร: Digitalis lanata L. ชื่อวงศ : Scrophulariaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด: ใบ พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ lanatosides A-E และอนุพันธชนิดตางๆ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสรางสวนไกลโคนในโมเลกุลของ lanatosides A-E เชน acetyldigitoxin, acetylgitoxin, acetyldigoxin, acetyldiginatin, acetylgitaloxin (รูปที่2.43) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ใบ ใชเตรียมเปนยารักษาโรคหัวใจเชนเดียวกับใบของ Digitalis purpurea L. O O O O O O O O O O O OH OH OH HO HO OH H H H R 1 OH R 2 O R 1 = H, R 2 = H, digitoxigenin R 1 = H, R 2 = OH, gitoxigenin R 1 = H, R 2 = OCHO, gitaloxigenin R 1 = OH, R 2 = H, digoxigenin R 1 = OH, R 2 = OH, diginatigenin R 1 = H, R 2 = H, acetyldigitoxin R 1 = H, R 2 = OH, acetylgitoxin R 1 = H, R 2 = OCHO, acetylgitaloxin R 1 = OH, R 2 = H, acetyldigoxin R 1 = OH, R 2 = OH, acetyldiginatin 3-acetylD-digitoxose D-glucose D-digitoxose D-digitoxose R 1 = H, R 2 = H, lanatoside A R 1 = H, R 2 = OH, lanatoside B R 1 = H, R 2 = OCHO, lanatoside E R 1 = OH, R 2 = H, lanatoside C R 1 = OH, R 2 = OH, lanatoside D รูปที่2.43 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ cardiac glycosides ในใบ Digitalis lanata L.


71 ยางนองเครือ ชื่อสามัญ : Yang-Nong-Klur ชื่อวิทยาศาสตร: Strophanthus scandens Roem & Schult. ชื่อวงศ : Apocynaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด: เมล็ด พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ G-strophanthin หรือ ouabain (รูปที่2.44) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เมล็ด ใชเปนยาบํารุงหัวใจ O O OH O OH HO HO HO O OH OH CH OH 3 รูปที่2.44 โครงสรางทางเคมีของสาร ouabain ยี่โถ ชื่อสามัญ : Oleander ชื่อวิทยาศาสตร: Nerium indicum L. ชื่อวงศ : Apocynaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด: ใบ พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ oleandrin และ neriine (รูปที่2.45) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ใบ มีสารประกอบในกลุม cardiac glycosides หลายตัวที่ออกฤทธิ์ เชนเดียวกับ digitalis นํามาใชเปนยาบํารุงและรักษาโรคหัวใจ และใชตมกินเพื่อลดอาการบวม แตควรใชดวย ความระมัดระวังเนื่องจากมีความเปนพิษสูงโดยหากมีการกลืนกินใบแหงเพียง 0.005% ของน้ําหนักตัวอาจ สามารถทําใหเกิดพิษตอหัวใจและระบบอื่นๆ รวมถึงทําใหถึงตายได [11] นอกจากนี้สวนดอกและผล ใช ปริมาณนอยๆ มีฤทธิ์บํารุงหัวใจและหากรับประทานเกินขนาดจะเปนพิษตอหัวใจ ในขณะที่สวนเมล็ดและยาง มีความเปนพิษอยางมากตอหัวใจ ดังนั้นจึงไมแนะนําในการนํามาปรุงเปนยา


72 O O OH O O OH OCH 3 CH 3 O O รูปที่2.45 โครงสรางทางเคมีของสาร oleandrin รําเพย ชื่อสามัญ : Yellow Oleander ชื่อวิทยาศาสตร: Thevetia peruviana Schum. ชื่อวงศ : Apocynaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด: เมล็ด พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ thevetin A และ thevetin B เนื้อในเมล็ดพบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ peruvoside (รูปที่2.46) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เมล็ด ใชเล็กนอยบํารุงหัวใจ แตถาใชมากเปนพิษเนื่องจากจะทําให หัวใจเปนอัมพาต ลําไสเล็กบีบตัวมากขึ้น อุณหภูมิรางกายต่ําลงและถึงตายได O O CH 3 R 1 OH R 2 O R1 R2 thevetin A CHO thevetose – gentiobiose thevetin B CH3 thevetose – gentiobiose peruvoside CHO thevetose รูปที่2.46 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ cardiac glycosides จากรําเพย


73 ตีนเปดทราย ชื่อสามัญ : Sea Mango ชื่อวิทยาศาสตร: Cerbera manghas L. ชื่อวงศ : Apocynaceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด : เมล็ด พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ cerberin, neriifolin และ thevetin (รูปที่2.47) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เมล็ด ใชบํารุงหัวใจ ถาใชขนาดสูงจะมีอันตราย เนื้อในเมล็ด ใชทํา ใหอาเจียนและปนยาถาย O O OR 1 R 2 O รูปที่2.47 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ cardiac glycosides จากตีนเปดทราย ขอย ชื่อสามัญ : Siamese Rough Bush, Tooth Brush Tree ชื่อวิทยาศาสตร: Streblus asper Lour. ชื่อวงศ : Moraceae องคประกอบทางเคมีกลุมคารดิแอกไกลโคไซด: เปลือกราก พบสารประกอบทางเคมีหลายชนิดที่มีฤทธิ์เปนยา บํารุงหัวใจ เชน glucostrebloside, asperoside และ strebloside (รูปที่2.48) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เปลือกราก ใชเปนยาบํารุงหัวใจ R1 R2 cerberin acetyl thevetose neriifolin H thevetose thevetin H diglucose – thevetose


74 O O OH OH O O O O H 3 CO OCH 3 H 3 C O HO HO OH OH glucostrebloside O O O OH CH 3 OR 1 OR 2 O OH H 3 CO OCH 3 H 3 C รูปที่2.48 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ cardiac glycosides จากขอย 9. Saponin glycosides [1,4-6] สารประกอบ saponin glycosides คือ สารอินทรียซึ่งสวนอะไกลโคนอาจเปนสารจําพวกสเตอรอยด (steroidal sapogenin; C27) หรือไตรเทอรพีนอยด (triterpenoid sapogenin; C30) ซึ่งตอกับสวนไกลโคน คือโมเลกุลของน้ําตาลหนึ่งหนวยหรือมากกวาหนึ่งหนวยก็ไดโดยไกลโคไซดประเภทนี้พบไดทั้งในพืชและสัตว แตโดยมากจะพบไดในพืช มีคุณสมบัติคลายสบูคือ เกิดฟองไดเมื่อเขยากับน้ําและมีคุณสมบัติเปนสารลดแรง ตึงผิว โครงสรางทางเคมีของ saponin glycosides สามารถแบงออกเปน 2 กลุมใหญ ตามโครงสรางทางเคมี ของอะไกลโคน ดังนี้ - Steroidal saponins : มีอะไกลโคนเปนสารประกอบที่มีคารบอนจํานวน 27 อะตอมโดยมี โครงสรางเปน steroid nucleus และมี spiroketal junction ที่วง E และ F (รูปที่ 2.49A) R1 R2 asperoside CH3 H strebloside CHO OH


75 - Triterpene saponins : มีอะไกลโคนเปนสารประกอบที่มีคารบอนจํานวน 30 อะตอมโดยมี โครงสรางเปนแบบ pentacyclic triterpenoids (รูปที่ 2.49B) O O O sugar A sugar O B รูปที่ 2.49 โครงสรางทางเคมี; A : steroidal saponinและ B : triterpene saponin คุณสมบัติทางเคมี - เมื่อถูกไฮโดรไลซิสโดยกรดจะได sapogenins ซึ่งจะหมดคุณสมบัติในการทําใหเม็ดเลือดแดงแตก - เมื่อทําปฏิกิริยากับการทดสอบ Liebermann-Burchard โดยทั่วไป steroidal saponins จะให ผลบวกเปนสีน้ําเงินหรือเขียวอมน้ําเงิน ในขณะที่ triterpene saponin จะใหผลบวกเปนสีชมพูอมสมหรือ มวงแดง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พืชสมุนไพรหลายชนิดที่มีซาโปนินเปนสารองคประกอบไดมีการนํามาใชเปนยาพื้นบานในการปองกัน และรักษาอาการเจ็บปวยหลายอยาง ทั้งนี้ saponin glycosides มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่หลากหลาย ไดแก ฤทธิ์ ตานจุลินทรีย ฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ลดการดูดซึมของไขมัน ฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล ฤทธิ์ตานอาการแพ และฤทธิ์ตานมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเปนสารกําจัดศัตรูพืชและโรคพืช และมีการนํามาใชเปนยาเบื่อ


76 ปลาเนื่องจากสามารถทําใหเกิดอัมพาต (paralysis) ที่เหงือกในสัตวเลือดเย็น ไกลโคไซดกลุมนี้จะแสดงความ เปนพิษสูงเมื่อไดรับเขาสูรางกายดวยการฉีดโดยจะทําใหเกิดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงได นอกจากนี้ saponin glycosides หลายชนิดมีความเปนพิษ เชน จาก Soapberry มีความเปนพิษถากลืนเขาไปและเปน สาเหตุของผื่นคันที่ผิวหนังได การกระจายตัวในธรรมชาติ จากความพยายามของนักวิทยาศาสตรที่จะคนหาสารตั้งตนในการสังเคราะหสเตอรอยดฮอรโมนชนิด หนึ่ง ชื่อวา “cortisone” จากแหลงธรรมชาติ ทําใหในปจจุบันมีรายงานวาพบ saponin glycosides ในพืช มากกวา 100 วงศ โดย steroidal saponins สวนใหญจะพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เชน วงศ Amarylidaceae, Dioscoreaceae และ Liliaceae ในขณะที่ triterpene saponins สวนใหญพบในพืชใบเลี้ยงคู เชน วงศ Caryophyllaceae, Polygalaceae, Sapindaceae และ Sapotaceae ตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบ กลุมนี้และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรมเชน Agave sisalana Dioscorea spp. บัวบก ชะเอมเทศ และ ชะเอมไทย เปนตน โดยบัวบก ชะเอมเทศ และชะเอมไทย เปนเครื่องยาสมุนไพรที่มีสารสําคัญในกลุม triterpene saponins และพบการใชไดบอยในยาไทย Agave ชื่อสามัญ : Agave ชื่อวิทยาศาสตร: Agave sisalana Perrine. วงศ : Amaryllidaceae องคประกอบทางเคมีกลุมซาโปนินไกลโคไซด: ใบ พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ hecogenin (รูปที่ 2.50) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สาร hecogenin ที่พบในน้ําคั้นจากสวนใบใชเปนสารตั้งตนในการ สังเคราะหสเตอรอยดคอรติโซน HO O O O รูปที่ 2.50 โครงสรางทางเคมีของสาร hecogenin


77 Dioscorea ชื่อสามัญ : Maxican Yams ชื่อวิทยาศาสตร : Dioscorea spp. (Dioscorea composita Hemsl., Dioscorea floribunda M. Martens & Galeotti, Dioscorea mexicana Guillem., Dioscorea villosa L.) วงศ : Dioscoreaceae องคประกอบทางเคมีกลุมซาโปนินไกลโคไซด : เหงา พบสารประกอบทางเคมีที่สําคัญ คือ dioscin, diosgenin และ botogenin (รูปที่2.51) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : องคประกอบทางเคมีที่พบในเหงา โดยเฉพาะอยางยิ่ง botogenin และ diosgenin ใชเปนสารตั้งตนในการสังเคราะหพวกสเตอรอยดคอรติโซน ฮอรโมนเพศและยาคุมกําเนิด O O R 2 R 1 R1 R2 dioscin H Rhamnose O Rhamnose Glucose diosgenin H OH botogenin O OH รูปที่ 2.51 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ saponin glycosides ใน Dioscorea spp. บัวบก ชื่อสามัญ : Centella ชื่อวิทยาศาสตร: Centella asiatica (L.) Urb. วงศ : Apiaceae องคประกอบทางเคมีกลุมซาโปนินไกลโคไซด: ใบ พบสารสําคัญ คือ asiaticoside (รูปที่2.52) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : บัวบกใชรักษาแผลเปอยอักเสบเนื่องจากซาโปนินในใบจะแสดงฤทธิ์ ตานการอักเสบและกระตุนใหแผลหายเร็วขึ้น (wound healing) [12] สารสําคัญในบัวบกยังมีรายงานฤทธิ์


78 ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ เชน ฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ ฤทธิ์เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ฤทธิ์ตานมะเร็ง และฤทธิ์ตาน เชื้อแบคทีเรีย จากขอมูลการศึกษาที่ผานมาพบวาสารสกัดบัวบกไมมีความเปนพิษในการทดลองทางพิษวิทยา กับสัตวทดลอง ปจจุบันพบวามีการนําสารสกัดบัวบก หรือสารออกฤทธิ์ในบัวบกไปใชเปนสวนประกอบสําหรับ การผลิตยารักษาโรคของหลอดเลือดดํา แผนแปะสําหรับแผลในชองปาก ยาสําหรับริดสีดวงทวาร รวมถึงเปน สวนประกอบในผลิตภัณฑเสริมอาหาร หรือเวชสําอาง O HO O HO O HO OH H OH CH 3 O O HO OH O HO O OH HO OH HO รูปที่ 2.52 โครงสรางทางเคมีของสาร asiaticoside ชะเอมเทศ ชื่อสามัญ : Licorice, Chinese Licorice, Russian Licorice, Spanish Licorice ชื่อวิทยาศาสตร: Glycyrrhiza glabra L. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมซาโปนินไกลโคไซด: ราก พบสารสําคัญ คือ glycyrrhizin (รูปที่2.53) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนรากใชรักษาอาการเจ็บคอ อาการอักเสบตางๆ เชน คออักเสบ ผิวหนังอักเสบ จากขอมูลการศึกษาที่ผานมาพบวาสารสกัดจากรากและสารบริสุทธิ์จากชะเอมเทศ โดยเฉพาะ อยางยิ่งในกลุม triterpene saponins (สาร glycyrrhizin และ glycyrrhetinic acid) และกลุม flavonoids จําพวก chalcones จะแสดงฤทธิ์ตานอักเสบโดยเกิดผานกลไกที่สําคัญคือการยับยั้งสารสื่อกลางในการอักเสบ


79 เชน TNF, MMPs และ PGE2 ซึ่งจะไปมีบทบาทในการกระตุนใหมีปฏิกิริยาที่เกี่ยวของกับกระบวนการอักเสบ รวมถึงมีฤทธิ์สําคัญในการสงเสริมการอักเสบ [13] COOH O O O O HOOC HO HO HOOC HO OH HO O รูปที่ 2.53 โครงสรางทางเคมีของสาร glycyrrhizin ชะเอมไทย ชื่อสามัญ : Cha–Em–Thai ชื่อวิทยาศาสตร: Albizia myriophylla Benth. ชื่อวงศ : Fabaceae องคประกอบทางเคมีกลุมซาโปนินไกลโคไซด: เถา พบสารประกอบทางเคมี คือ albiziasaponins A-E (รูปที่ 2.54) ซึ่งบางชนิดใหความหวานมากกวาน้ําตาลซูโครสถึง 600 เทา [14] สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เนื้อไม (ตน, เถา) รสหวาน แกโรคในลําคอ แกเลือดออกตามไรฟน แกน้ําลายเหนียว แกไอ ขับเสมหะ บํารุงกําลัง บํารุงกลามเนื้อใหเจริญ แกโรคตา แกริดสีดวงทวาร แกปวด เมื่อยตามรางกาย ลดไข หมอพื้นบาน 3 จังหวัดภาคใต (ปตตานียะลา นราธิวาส) ใชเนื้อไมรักษาอาการ อักเสบภายในชองปากที่มีสาเหตุจากบาดแผลหรือการเนาเปอยของแผลในชองปาก [15] ชนบางชนเผาใน อินเดีย นํามาใชรักษาวัณโรค หลอดลมอักเสบ และหอบหืด การแพทยพื้นบานในภาคใตของไทยมีการใช ชะเอมไทยเปนสมุนไพรองคประกอบในตํารับยารักษาโรคปวดฟนซึ่งมีสาเหตุจากฟนผุ ตํารับยารักษา โรคเบาหวาน และตํารับยารักษาโรคผิวหนัง จากขอมูลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สัมพันธกับอาการ อักเสบในหองปฏิบัติการของนันทิยา จอยชะรัดและคณะ (unpublished data) พบวาสารสกัดเอทานอล ของเนื้อไมชะเอมไทยมีความสามารถในการตานอนุมูลอิสระไดในระดับดีมาก (DPPH, IC50 46.23 – 67.95 µg/ml; FRAP, 380.53 – 847.31 mM FeSO4/g) ซึ่งดีกวาสารสกัดน้ําจากเนื้อไมของพืชชนิดนี้ และพบวา สารในกลุมฟลาโวนอยดชื่อวา 8-methoxy-7,3',4'-trihydroxyflavone ซึ่งแยกจากสวนเนื้อไมชะเอมไทย


80 แสดงฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH ไดดีมาก เทียบเทากับสารมาตรฐาน ascorbic acid นอกจากนี้จาก ผลการวิจัยเบื้องตนยังพบวาสารสกัดเอทานอลจากชะเอมไทยที่ความเขมขน 15% w/v ในอะซีโตน สามารถ ยับยั้งการอักเสบที่ใบหูหนูไดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) ทุกชวงเวลาของการทดสอบ เชนเดียวกับยา มาตรฐาน indomethacin เมื่อทดสอบดวยวิธี EPP-induced rat ear edema [16-18] O O H COOH OH OH O COOH OH OH O H O H OH OH OH O CH3 CH2OH C O O O O H COOH OH OH O COOH OH OH O H O H OH OH OH O CH3 CH2OH COOH albiziasaponin A albiziasaponin B O O H COOH OH OH O CH2OH OH O O H O CH2OH OH OH H OH O H OH OH OH O CH3 CH2OH C O O O O H COOH OH OH O CH2OH OH O O H O H OH OH H OH O H OH OH OH O CH3 CH2OH C O O albiziasaponin C albiziasaponin D รูปที่ 2.54 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ saponin glycosides ในชะเอมไทย


81 10. Cyanogenic glycosides [1,4-6,19] สารประกอบ cyanogenic glycosides คือ ไกลโคไซดที่ให hydrocyanic acid (HCN) หรือเรียกอีก ชื่อวา prussic acid ออกมาเมื่อถูกไฮโดรไลซดวยกรดเจือจางหรือเอนไซมที่อุณหภูมิสูงกวาปกติ โดยทั่วไปแลว hydrocyanic acid ที่พบอยูในพืชตามธรรมชาติในสภาพกรดอิสระจะพบไดคอนขางนอยมาก สวนใหญอยูใน สภาพไกลโคไซดและกรดชนิดนี้เปนกรดที่กอใหเกิดความเปนพิษไดตอมนุษยการแบงชนิดของ cyanogenic glycosides นิยมยึดตามธรรมชาติทางเคมีของสวนอะไกลโคนซึ่งเกี่ยวของกับแหลงกําเนิดทางชีวสังเคราะห (ตารางที่ 2.2) พืชที่คนบริโภคหลายชนิดมีสารประกอบกลุมนี้ เชน มันสําปะหลัง หนอไม กลอย เปนตน ใน ประเทศไทยพบมีรายงานพิษไซยาไนดเนื่องจากการกินมันสําปะหลังไดบางพอสมควร และบางรายถึงกับทําให เสียชีวิต โครงสรางทางเคมีของ cyanogenic glycosides นั้นจะเปนอนุพันธของ 2-hydroxynitrite หรือ อนุพันธของ cyanohydrin ที่ในโครงสรางพื้นฐานประกอบดวยหมูฟงกชัน คือ หมูไซยาโน (cyano, –CN) และหมูไฮดรอกซิล (hydroxyl, –OH) เกาะเชื่อมอยูกับอะตอมของคารบอนเดียวกัน (รูปที่ 2.55) ความ แตกตางของโครงสรางสารประกอบกลุมนี้ในแตละชนิดจะขึ้นอยูกับปจจัยหลายอยาง คือ - ธรรมชาติของสวนน้ําตาลที่เกาะเชื่อมกับ cyanohydrin น้ําตาลสวนใหญที่เปนองคประกอบใน โมเลกุลของ cyanogenic glycosides มักเปน monosaccharides อาจพบเปน disaccharides ไดบาง โดย การเชื่อมพันธะระหวางโมเลกุลของอะไกลโคนและน้ําตาลอาศัยธาตุออกซิเจนโดยเปนชนิดพันธะการเชื่อม แบบเบตา - ธรรมชาติของหมูแทนที่ในโมเลกุล cyanogenic glycosides โดยหมู R1 มักเปน aliphatic groups หรือ aromatic groups สําหรับหมู R2 นั้นโดยทั่วไปเปนอะตอมของธาตุไฮโดรเจน และอาจพบเปน หมู methyl และ ethyl ได C C OH R 1 R 2 N รูปที่ 2.55 โครงสรางทางเคมีของสารประกอบ cyanohydrin คุณสมบัติทางเคมี - การไฮโดรไลซิสดวยกรดเจือจางและอุณหภูมิสูงเล็กนอยจะเกิดการสลายพันธะไกลโคไซด - การไฮโดรไลซิสดวยกรดเขมขนจะเกิดการสลายหมู nitrite ได 2-hydroxy acid และ NH3 - การไฮโดรไลซิสดวยดางออนโดยสวนมากจะเกิดการสลายหมู nitrite และหมู carboxyl


82 - การไฮโดรไลซิสดวยเอนไซม -glucosidase ซึ่งพบในเนื้อเยื่อของพืชที่มี cyanogenic glycosides ทําใหไดน้ําตาล และกรดไฮโดรไซยานิก ตารางที่2.2 ชนิดของ cyanogenic glycosides ตามแหลงกําเนิดทางชีวสังเคราะห ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ไกลโคไซดประเภทนี้มีการนํามาใชในทางการรักษาหรือใชเปนยานอยมาก โดย hydrocyanic acid ที่ เกิดขึ้นจากไกลโคไซดกลุมนี้ จะกอความเปนพิษตอคนและสัตว [19] พิษของไซยาไนดจะทําใหระบบหายใจ ลมเหลวและเสียชีวิตไดเนื่องจากไซยาไนดไอออนจะออกฤทธิ์โดยจับกับอะตอมของธาตุโลหะซึ่งเปน องคประกอบของเอนไซมในระบบทางเดินหายใจ นําไปสูการหมดฤทธิ์ของเอนไซมดังกลาว นอกจากนี้ยังพบวา สัตวเคี้ยวเอื้องที่กินสารกลุมนี้ในปริมาณที่ต่ํากวา lethal dose จะทําใหเกิดอาการคอพอกได การกระจายตัวในธรรมชาติ สารประกอบ cyanogenic glycosides มีการกระจายตัวมากในอาณาจักรพืช ตัวอยางวงศพืชที่มัก พบวาสมาชิกในวงศหลายชนิดมีสารกลุมนี้เปนองคประกอบอยู เชน Rosaceae, Fabaceae, Graminae, Araceae, Asteraceae, Euphorbiaceae และ Passifloraceae ตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้ และนํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน เมล็ดอัลมอนด แบล็คเชอรรี่และผักหนาม เมล็ดอัลมอนด (Almond) ชื่อสามัญ : Bitter Almond ชื่อวิทยาศาสตร: Prunus amygdalus Batch var. amara (DC.) Focke ชื่อวงศ : Rosaceae องคประกอบทางเคมีกลุมไซยาโนเจนิกไกลโคไซด: สวน kernel พบ amygdalin (รูปที่2.56) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : น้ํามันจากเมล็ดอัลมอนดใชรับประทานเปนยาระบายออนๆ รวมถึง นําไปใชในตํารับยาและเครื่องสําอางตางๆ ชนิดกรดอะมิโนตนกําเนิด ตัวอยางไซยาโนเจนิกไกลโคไซด valine, isoleucine lanamarin, lotaustralin phenylalanine amygdalin, vicianin, lucumin, prunasin, sambunigrin, holocalin, zierin tyrosine proteacin, triglochinin, trilochinin methylester leucine proacacipetalin, heterodendrin, cardiospermin


83 O C N O OH HO HO HO HO OH OH รูปที่ 2.56 โครงสรางทางเคมีของสาร amygdalin แบล็คเชอรรี่ (Black Cherry) ชื่อสามัญ : Wild Black Cherry, Mountain Black Cherry, Rum Cherry ชื่อวิทยาศาสตร: Prunus serotina Ehrh. ชื่อวงศ : Rosaceae องคประกอบทางเคมีกลุมไซยาโนเจนิกไกลโคไซด: สวนใบ กิ่ง เปลือก และเมล็ด พบ prunasin (รูปที่ 2.57) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : สวนเปลือกใชเปนยาขับเสมหะ และมีฤทธิ์ทําใหงวงในตํารับยาแกไอ O O HO HO OH OH C N รูปที่ 2.57 โครงสรางทางเคมีของสาร prunasin ผักหนาม ชื่อสามัญ : Lasia ชื่อวิทยาศาสตร: Lasia spinosa Thw. ชื่อวงศ : Areceae องคประกอบทางเคมีกลุมไซยาโนเจนิกไกลโคไซด: สวนใบออน พบ triglochinin (รูปที่2.58) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : ใบออน ใชเปนยาแกปวดทอง แกไอ เหงา ใชขับเสมหะ ราก ใชแก เจ็บคอ HO HO O O CN O O OH OH OH HO รูปที่ 2.58 โครงสรางทางเคมีของสาร triglochinin


84 11. Glucosinolates [1,4,6] สารประกอบ glucosinolates คือ สารอินทรียประเภทหนึ่งในกลุมไกลโคไซดซึ่งในโครงสรางมีน้ําตาล กลูโคสจับกับสารประกอบที่มีอะตอมของธาตุซัลเฟอรและธาตุไนโตรเจนเปนสวนประกอบ ซึ่งเมื่อถูกไฮโดรไลซ ดวยเอนไซม myrosinase จะไดสารประกอบไอโซไทโอไซยาเนท (isothiocyanate, –R–NCS) น้ําตาล กลูโคส และสารประกอบซัลเฟต มักพบในพืชผักวงศ Brassicaceae (Cruciferous vegetables) เชน บร็อคโคลี่ กะหล่ําปลี และคะนา โดยแบคทีเรียในระบบยอยอาหารจะเปลี่ยนสาร glucosinolates ไปเปน isothiocyanates ซึ่งเปนสารที่ชวยปองกันมะเร็งบางชนิดได คุณสมบัติทางเคมี โครงสรางทางเคมีของ glucosinolates จะประกอบดวยอะไกลโคนเชื่อมตอกับน้ําตาลโดยอาศัย - thioglucosidic linkage สวนน้ําตาลที่พบในโมเลกุลของไกลโคไซดนี้พบวาเปนน้ําตาลกลูโคสชนิดเดียวเทานั้น ในสวนอะไกลโคนประกอบดวยหมูซัลเฟตจึงทําใหไกลโคไซดประเภทนี้มีประจุประจําตัวเปนประจุลบ (anionic glycosides) ดังนั้นโดยสวนใหญจะพบ glucosinolates รวมตัวอยูกับธาตุหรือหมูอื่นซึ่งมีประจุบวก (รูปที่ 2.59) เมื่อถูกไฮโดรไลซิสจะทําใหเกิดสารประกอบตางๆ เกิดขึ้น ทั้งนี้อาจเปนสารประกอบ isothiocyanates ซึ่งมีกลิ่นฉุนและรสรอนแรง หรือในพืชบางชนิดจะไดสารประกอบไทโอไซยาเนท (thiocyanate, –R–S–CN) เกิดขึ้นแทน ในธรรมชาติพบไกลโคไซดกลุมนี้บางชนิดสามารถตกผลึกได เชน sinigrin และ sinalbin ซึ่งพบในพืชวงศ Brassicaceae โดยลักษณะผลึกจะไมมีสี และละลายดีในน้ํา O HO HO OH OH O S O - O O S N R รูปที่2.59 โครงสรางทั่วไปของสารประกอบ glucosinolates ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา สารประกอบไกลโคไซดกลุมนี้สลายตัวแลวจะไดสวนอะไกลโคน คือ สารประกอบ isothiocyanates ซึ่งระเหยได และมีกลิ่นฉุน รวมถึงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สําคัญ คือ ฤทธิ์ตานเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์ตานเชื้อรา ฤทธิ์ตานแมลง และทําใหเกิดอาการคอพอก นอกจากนี้ยังมีรายงานวิจัยพบวามีฤทธิ์ชวยกระตุนการทํางานของ ตับในการผลิตเอนไซม และชวยสลายสารกอมะเร็ง อนุมูลอิสระ และสารพิษได ในสัตวที่ไดรับ isothiocyanates ในปริมาณที่คอนขางสูงจะพบอาการระคายเคือง การอาเจียน และทองเดินได


85 การกระจายตัวในธรรมชาติ ในปจจุบันพบวามีการกระจายตัวอยูมากในกลุมพืชดอกจําพวกพืชใบเลี้ยงคู (dicotyledon) วงศของ พืชที่พบวาทุก species มีไกลโคไซดกลุมนี้ประกอบอยู ไดแก Cruciferae, Capparaceae, Tovariaceae, Resedaceae และ Moringaceae นอกจากนี้พืชบางวงศที่พบวามีบาง species มีไกลโคไซดกลุมนี้ประกอบ อยู ไดแก Caricaceae, Euphorbiaceae, Limnanthaceae, Phytolaccaceae, Plantaginaceae, Salvadoraceae, Tropaeolaceae และ Gyrostemonaceae โดยพบทั้งในราก ใบ ดอก และเมล็ด โดยเฉพาะในเอมบริโอของเมล็ดจะพบไดในปริมาณคอนขางสูงตัวอยางพืชสมุนไพรที่มีสารประกอบกลุมนี้และ นํามาใชประโยชนทางเภสัชกรรม เชน เมล็ดมัสตารดดํา (Black Mustard) และ เมล็ดมัสตารดขาว (White Mustard) Mustard ชื่อสามัญ : Mustard ชื่อวิทยาศาสตร: Black Mustard : Brassica juncea (L.) Czem. et Coss. White Mustard : Sinapis alba Linn. ชื่อวงศ : Brassicaceae องคประกอบทางเคมีกลุมกลูโคซิโนเลท : สวนเมล็ดของ Black Mustard พบ sinigrin และสวนเมล็ดของ White Mustard พบ sinalbin (รูปที่2.60A–B) สวนที่ใชประโยชนทางยาและสรรพคุณ : เมล็ดใชภายนอกมีฤทธิ์ทําใหผิวหนังรอนแดง กระตุนการไหลเวียน โดยเปนสวนประกอบของยาทาถูนวดบรรเทาอาการปวดกลามเนื้อ และใชเปนยาภายนอกในโรคปวดตามขอ สารกลูโคซิโนเลทที่มีอยูในเมล็ดมัสตารดเมื่อสลายตัวจะไดสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนท (allyl isothiocyanate) ซึ่งเปนสารที่มีกลิ่นใชสําหรับแตงกลิ่นอาหารและเครื่องดื่ม O HO HO OH OH O S O - O O S N O HO HO OH OH O S O - O O S N OH A B รูปที่ 2.60 โครงสรางทางเคมีของสาร; A : sinigrin และ B : sinalbin ตัวอยางเครื่องยาจากพืชสุมนไพรที่มีสารสําคัญในกลุมไกลโคไซดเปนองคประกอบ ดังตารางที่ 2.3


86 ตารางที่ 2.3 พืชสมุนไพรที่มีไกลโคไซดเปนองคประกอบ สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ กําลังเสือโครง Betula alnoides Buch.- Ham. ex D. Don (Betulaceae) phenolic glycosideโกฐพุงปลา Terminalia chebula Retz. (Combretaceae) gallotannic acid ขนุน Artocarpus heterophyllus Lam. (Moraceae) morin ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby (Fabaceae) barakol, chrysophaemodin, rhein, sennosides A-B คําฝอย Carthamus tinctorius L. (Asteraceae) carthamin คูน Cassia fistula L. (Fabaceae) rhein, sennosides Aจันทรแดง (จันทนผา) Dracaena lourieri Gagnap. (Dracaenaceae) stilbenes


สวนที่ใช สรรพคุณ เอกสารอางอิง s เปลือกตน ตานการอักเสบ 20, 21 ปูดบนกิ่งออน ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซมที่มีผลตอปริมาณ คอลลาเจน 22 แกน ตานอนุมูลอิสระ ตานแบคทีเรีย 23 anol, ใบ ยาระบาย ยาถาย 24 ดอก บํารุงโลหิต ลดไขมันในเลือด 25 A-B เนื้อในฝก ยาระบาย ยาถาย 26 แกนที่มีราอยู แกปวด แกอักเสบ แกไข 27, 28


87 ตารางที่ 2.3 พืชสมุนไพรที่มีไกลโคไซดเปนองคประกอบ (ตอ) สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ เจตมูลเพลิงแดง Plumbago indica L. (Plumbaginaceae) plumbagin ชะเอมเทศ Glycyrrhyza glabra L. (Fabaceae) glycyrrhizin ชะเอมไทย Albizia myriophylla Benth. (Fabaceae) 8-methoxy-7,3',4'- trihydroxyflavone ชุมเห็ดเทศ Senna alata (L.) Roxb. (Fabaceae) aloe-modin, emodchrysophanol, rheiตีนเปดน้ํา Cerbera odollam Gaertn. (Apocynaceae) cerberin แตโคว (กากเมล็ดชา) Camellia sinensis (L.) Kuntze (Theaceae) triterpene saponin ถั่วเหลือง Glycine max (L.) Merr. (Fabaceae) -sitosterol, stigmasterol ทองพันชั่ง Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz (Acanthaceae) rhinacanthins ทับทิม Punica granatum L. (Punicaceae) gallotannin


สวนที่ใช สรรพคุณ เอกสารอางอิง ราก ยาบํารุง ยาฆาเชื้อโรค 29 รากและเนื้อไม ขับเสมหะ ตานการอักเสบ 30 เนื้อไม ตานอนุมูลอิสระ ตานการอักเสบ 16-18, 31 in, n ใบและดอก รักษาอาการทองผูก 32 ยางและเมล็ด กระตุนหัวใจ 33 เมล็ด ตานการอักเสบ 34 เมล็ด ปองกันการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอล 35 ใบ รักษากลากเกลื้อน 36 เปลือกผล แกทองเสีย 37


88 ตารางที่ 2.3 พืชสมุนไพรที่มีไกลโคไซดเปนองคประกอบ (ตอ) สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ เทียนกิ่ง Lawsonia inermis L. (Lythraceae) gawsone เทียนบาน Impatiens balsamina L. (Balsaminaceae) lawsone เบญกานี Quercus infectoria G. Olivier (Fagaceae) gallotannic acid ปวกหาด Artocarpus lacucha Roxb. (Moraceae) oxyresveratrol ฝรั่ง Psidium guajava L. (Myrtaceae) tannin ฝาง Caesalpinia sappan L. (Fabaceae) brazilin มหาหิงคุ Ferula assa-foetida L. (Apiaceae) umbelliferone, ferulic acid มะขามแขก Senna alexandrina Mill. (Fabaceae) sennosides A-D, emodin, rhein มะคําดีควาย Sapindus rarak DC. (Sapindaceae) sapimukoside


สวนที่ใช สรรพคุณ เอกสารอางอิง ใบสด ตานแบคทีเรีย ตานเชื้อรา 38, 39 ใบสด รักษาแผลฝพุพอง เล็บถอด 40 nutgalls แกทองเสีย ตานการอักเสบ 41, 42 สารสกัดดวยน้ํา ถายพยาธิ 43 ใบและผล แกทองเสีย 44 แกน ตานการอักเสบ ระงับหอบหืด 45 oleogumresin แกทองอืด ทองเฟอ 46 ใบและฝก ยาระบาย ยาถาย 47 เมล็ดแก รักษาชันนะตุ 48


89 ตารางที่ 2.3 พืชสมุนไพรที่มีไกลโคไซดเปนองคประกอบ (ตอ) สมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร สารสําคัญ มังคุด Garcinia mangostana L. (Clusiaceae) mangostin มัสตารดดํา Brassica juncea (L.) Czem. et Coss. (Cruciferae) sinigrin มัสตารดขาว Sinapis alba Linn. (Cruciferae) sinalbin ยอ Morinda citrifolia L. (Rubiaceae) asperuoside ยางนองเครือ Strophanthus caudatus (L.) Kurz (Apocynaceae) K-strophantoside ยาดํา Aloe vera (L.) Burm.f. (Asphodelaceae) barbaloin ยี่โถ Nerium oleander L. (Apocynaceae) oleandrin ลูกซัด Trigonella foenum-graecum L. (Fabaceae) trigonelline


Click to View FlipBook Version