หนังสือเลมนี้เรยี บเรียงตามจดุ ประสงครายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวชิ า หลักสูตรประกาศนยี บัตรวิชาชีพ (ปวช.)
พทุ ธศักราช 2556 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ
รหัสวิชา 2101-2113
ไดผ านการตรวจการประเมนิ คุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ประจำปง บประมาณ พ.ศ. 2561 คร้ังท่ี 1
ประเภทวชิ าอุตสาหกรรม กลุมทกั ษะวิชาชพี เลอื ก ประกาศลำดับท่ี 13
งาน
ผศ. น.อ. รามจิตติ ฤทธิศร 80.-
งานประดบั ยนต์
รหัสวชิ า 2101 - 2113
หลกั สตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี พทุ ธศกั ราช 2556
ประเภทวชิ าอุตสาหกรรม สาขาวิชาชา่ งยนต์
ส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา (สอศ.)
กระทรวงศึกษาธกิ าร
เรียบเรยี งโดย
ผศ. น.อ. รามจิตติ ฤทธิศร
วท.บ. (ทอ. วศิ วกรรมเครือ่ งกล)
M.Sc. (Mechanical Engineering)
งานประดบั ยนต์
เลขรหัสมาตรฐานสากลประจำ� หนังสอื ISBN 978-616-211-942-2
จัดพมิ พแ์ ละจดั จำ� หน่ายโดย...
บรษิ ทั วังอกั ษร จำ� กัด
69/3 ถนนอรณุ อมรินทร์ แขวงวดั อรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรงุ เทพฯ 10600
Tel. 0-2472-3293-5 Fax 0-2891-0742
Mobile 08-8585-1521
http://www.wangakson.com
e-Mail : [email protected]
Facebook : ส�ำนักพิมพ์ วงั อกั ษร
ID Line : wangaksorn
พิมพ์ครงั้ ที่ 1 พ.ศ. 2561 จ�ำนวนทีพ่ มิ พ์ 3,000 เล่ม
สงวนลขิ สิทธต์ิ ามพระราชบญั ญตั ิลขิ สิทธ์ิ พ.ศ. 2537
โดยบริษัทวังอกั ษร จ�ำกัด หา้ มนำ� ส่วนใดส่วนหน่งึ ของหนังสือเล่มนี้ไปท�ำซ�้ำ
ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ไม่ว่ารูปแบบใด ๆ นอกจากได้รับอนุญาต
เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรลว่ งหนา้ จากทางบรษิ ทั ฯ เทา่ นน้ั
ชอื่ และเครอื่ งหมายการคา้ อน่ื ๆ ทอ่ี า้ งองิ ในหนงั สอื ฉบบั น้ี
เปน็ สทิ ธโิ ดยชอบดว้ ยกฎหมายของเจา้ ของแตล่ ะราย
โดยบรษิ ทั วงั อกั ษร จำ� กดั มไิ ดอ้ า้ งองิ ความเปน็ เจา้ ของแตอ่ ยา่ งใด
งานประดบั ยนต์ รหัสวชิ า 2101-2113
จุดประสงค์รายวิชา
เพื่อให้
1. เขา้ ใจกระบวนการงานประดับยนต์และการประมาณราคา
2. ใช้เครื่องมือเลือกใช้วสั ดุในงานประดับยนต์
3. เพื่อใหม้ กี ิจนสิ ยั ในการท�ำงานทดี่ มี ีความประณีตรอบคอบปลอดภยั และมีจติ ส�ำนกึ
ในการรกั ษาสภาพแวดล้อม
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรู้เก่ียวกับหลักการงานประดบั ยนต์
2. ติดฟิลม์ กรองแสงและสติกเกอรร์ ถยนต์
3. สร้างชนิ้ งานและอปุ กรณเ์ พื่อการตกแต่งรถยนต์
4. ตดิ ตัง้ ระบบเคร่ืองเสยี งและอุปกรณ์ปอ้ งกันการขโมยรถยนต์
5. ประมาณราคาคา่ บรกิ ารงานประดบั ยนต์
ค�ำอธิบายรายวิชา
ศกึ ษาและปฏิบตั ิเกี่ยวกับการใช้เครือ่ งมอื ประดับยนต์ การตดิ ฟลิ ม์ กรองแสง สติกเกอร์
ถอดและติดตั้งระบบเครื่องเสียง อุปกรณ์ป้องกันขโมย อุปกรณ์ตกแต่ง อุปกรณ์อ�ำนวย
ความสะดวกและการประมาณราคาคา่ บริการ
ตารางวิเคราะหส์ มรรถนะรายวชิ า
วิชา งานประดบั ยนต์ รหัสวชิ า 2101-2113
ท - ป - น 1 - 3 - 2 จ�ำนวน.......4.. . . .. . . .. . ค า บ / ส ปั ด า ห ์ ร ว ม . . . .. .7..2........คาบ
สมรรถนะรายวชิ า
แสดงความ ูร้เ ่กียว ักบหลักการงานประ ัดบยน ์ต
หน่วยที่ ติด ิฟ ์ลมกรองแสงและสติกเกอ ์รรถยน ์ต
ส ้ราง ิ้ชนงานและ ุอปกรณ์เ ่ืพอการตกแ ่ตงรถยน ์ต
1. อปุ กรณ์ในระบบเสียงรถยนต์ ิตด ้ตังระบบเครื่องเสียงและอุปกรณ์ ้ปองกันการ
2. ประเภทระบบเสียงรถยนต์ ขโมยรถยน ์ต
3. ฟิลม์ กรองแสงรถยนต์ ประมาณราคาค่าบ ิรการงานประดับยน ์ต
4. อปุ กรณ์ปอ้ งกันการโจรกรรมรถยนต์
5. งานตกแต่งตวั ถังดว้ ยสตกิ เกอร์ √
6. กระทะลอ้ และยาง √
7. อปุ กรณอ์ �ำนวยความสะดวกอนื่ ๆ
√
√
√
√
√√
คำ� น�ำ
วชิ างานประดบั ยนต์ รหสั วชิ า 2101 - 2113 จดั อยใู่ นหมวดวชิ าทกั ษะวชิ าชพี กลมุ่ ทกั ษะวชิ าชพี เลอื ก
สาขางานยานยนต์ ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ ตามหลักสูตรประกาศนียบัตร
วิชาชีพ พุทธศักราช 2556 สำ�นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
ผเู้ ขยี นไดบ้ รหิ ารสาระการเรยี นรแู้ บง่ เปน็ 8 บทเรยี น ไดจ้ ดั แผนการจดั การเรยี นร/ู้ แผนการสอนทเ่ี นน้
ฐานสมรรถนะ (Competency Based) และการบูรณาการ (Integrated) ตรงตามจดุ ประสงค์
รายวชิ า สมรรถนะรายวชิ า คำ�อธบิ ายรายวชิ า ในแตล่ ะบทเรยี นมงุ่ ใหค้ วามสำ�คญั สว่ นทเ่ี ปน็ ความรู้ ทฤษฎี
หลักการ กระบวนการ ตัวอย่าง แบบฝึกปฏิบัติ และคำ�ถามเพื่อการทบทวน เพื่อฝึกทักษะ
ประสบการณ์ เรง่ พฒั นาบทบาทของผเู้ รยี นเปน็ ผจู้ ดั การแสวงหาความรู้ (Explorer) เปน็ ผสู้ อนตนเองได้
สร้างองคค์ วามรใู้ หม่ และบทบาทของผ้สู อนเปลี่ยนจากผใู้ หค้ วามรู้เป็นผู้ชแ้ี นะ (Teacher Roles)
จดั สิง่ แวดล้อมเอ้ืออำ�นวยตอ่ ความสนใจเรยี นรแู้ ละเปน็ ผู้ร่วมเรียนรู้ (Co-Investigator) จดั หอ้ งเรียน
เป็นสถานทท่ี ำ�งานรว่ มกัน (Learning Context) จัดกลุ่มเรียนรู้ให้รู้จักทำ�งานรว่ มกัน (Grouping)
ฝกึ ความใจกวา้ ง มงุ่ สรา้ งสรรคค์ นรนุ่ ใหม่ สอนความสามารถทน่ี ำ�ไปใชง้ านได้ (Competency) สอนความรกั
ความเมตตา (Compassion) ความเชือ่ มัน่ ความซือ่ สัตย์ (Trust) เป้าหมายอาชีพอันยังเป็นประโยชน์
(Productive Career) และชวี ติ ท่มี ศี ักดศ์ิ รี (Noble Life) เหนอื สงิ่ อืน่ ใด เปน็ คนดี ท้ังกาย วาจา ใจ
มีคุณธรรม จรรยาบรรณทางธุรกิจและวิชาชีพ
สง่ เสรมิ สนบั สนุนยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบคุณวฒุ วิ ชิ าชีพ (Vocational Qualification
System) สอดคลอ้ งตามมาตรฐานอาชีพ (Occupational Standard) สร้างภูมิค้มุ กนั เพมิ่ ขดี ความ
สามารถในการแข่งขันของประเทศ กำ�ลังแรงงาน การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานระดับชาติ
(National Benchmarking) และการวิเคราะห์หน้าที่การงาน (Functional Analysis) เพื่อให้
เกดิ ผลสำ�เรจ็ ในภาคธุรกิจ อตุ สาหกรรม ทกุ สาขาอาชพี เปน็ การเตรยี มความพรอ้ มเขา้ สปู่ ระชาคมอาเซียน
ขอขอบพระคุณทา่ นอาจารย์ผู้สอน ผู้ประสาทวิชาความรู้ เอกสาร หนังสอื ท่ใี ช้ประกอบในการ
เรียบเรียงไว้ ณ โอกาสน้ี
ผศ. น.อ. รามจิตติ ฤทธศิ ร
สารบญั
บทท่ี 1 อปุ กรณใ์ นระบบเสยี งรถยนต ์ 1 บทท่ี 2 ประเภทระบบเสียงรถยนต์ 28
อปุ กรณใ์ นระบบเสียงรถยนต์ 3 ระบบเสียงทใ่ี ชไ้ ฮเพาเวอร์อย่างเดยี ว 30
แหล่งตน้ เสยี ง (Head Unit) 3 ระบบเสยี งผสมระหวา่ งไฮเพาเวอร์ 31
ดิจทิ ลั 6 กบั แอมป์ภายนอก 32
การทำ� งานของซีด-ี ออดิโอ 8 ระบบเสียงที่ใช้เพาเวอร์แอมป์ภายนอก 33
ภาคจดั การเสียง (Signal Processor) 11 อยา่ งเดยี ว 34
ภาคขยายกำ� ลงั เสยี ง (Power Amplifier) 12 การแบ่งชว่ งความถี่ในระบบ 38
ตัวทำ� ให้เกิดเสยี ง (Speaker) 16 การวางแผนระบบเสยี งรถยนต์ 39
อปุ กรณ์ส่วนควบ (Accessories) 21 ระบบเสียงทสี่ มบรู ณ์ 41
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝึกทกั ษะ 21 การประมาณราคา 42
ใบงานท่ี 1 แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ
การเปลย่ี นฟรอนตเ์ ครอ่ื งเสียงชุดเกา่ 22 ใบงานที่ 2 การตดิ ตง้ั เพาเวอรแ์ อมป์
บทที่ 3 ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 46 บทท่ี 4 อุปกรณ์ป้องกัน
การโจรกรรมรถยนต์ 70
วิธีการโจรกรรมรถยนต์ 72
โครงสร้างของฟิล์มกรองแสง 48 ประเภทของอุปกรณ์ป้องกนั โจรกรรม 74
ประเภทของฟิล์มกรองแสง 49
การลดพลงั งานความร้อน 50 การตดิ ตัง้ อุปกรณ์กนั ขโมย 74
เทคโนโลยลี า่ สดุ
ข้อดีของการตดิ ฟลิ ์มกรองแสง 52 ในการป้องกนั ขโมยรถยนต์แบบต่าง ๆ 80
การลอกฟลิ ์มแบบทวั่ ไป 53
การเป่าฟิล์ม 55 การประมาณราคา 84
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝึกทกั ษะ 85
การติดแผน่ ฟลิ ม์ 57 ใบงานที่ 4 การติดต้งั สญั ญาณกนั ขโมย 86
ขอ้ ควรปฏบิ ตั ใิ นการดแู ลรกั ษาฟลิ ม์ กรองแสง 59
ข้อบกพรอ่ งและวธิ กี ารแกไ้ ข
ขณะติดตง้ั ฟลิ ม์ กรองแสง 60
การเลอื กฟิลม์ กรองแสง 61
การประมาณราคา 65
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝกึ ทกั ษะ 66 บทท่ี 6 กระทะล้อและยาง 112
ใบงานท่ี 3 การตดิ ฟิลม์ กรองแสง 67 ลักษณะทว่ั ไปของกระทะลอ้ 114
บทที่ 5 งานตกแต่งตัวถัง คา่ ออฟเซต 117
ด้วยสติกเกอร์ ระยะพซี ีดี 118
91 ประเภทของลอ้ แมก็ และ
อุปกรณ์ท่ใี ช้ 93 แนวทางในการเลือกใชง้ าน 120
ขัน้ ตอนการปฏบิ ัต ิ 96
การนำ� สตกิ เกอรไ์ ปปดิ ลงบนงานทจ่ี ะตกแตง่ 101 ปัญหาทีพ่ บของล้อแม็ก 123
การยึดล้อแม็กเขา้ กบั ตวั รถ 125
การแปะสตกิ เกอร์ใสเคลือบ 103 แปน้ เกลยี วและสลกั เกลยี วแบบประดบั ยนต ์ 126
การท�ำสตกิ เกอรม์ ากกวา่ หน่งึ ส ี 103
ปัญหาในงานตดั สตกิ เกอร ์ 104 การเลอื กและใช้ยาง 127
การดูแลรักษาลอ้ และยาง 131
การทำ� สตกิ เกอรข์ นาดใหญโ่ ดยการแบง่ ยอ่ ย 104 ขอ้ คิดเพิม่ เตมิ 132
การประมาณราคา 107
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทักษะ 108 การประมาณราคา 134
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝกึ ทักษะ 135
ใบงานที่ 5 การตกแตง่ รถยนตด์ ว้ ยสตกิ เกอร ์ 109 ใบงานที่ 6 การทำ� สีลอ้ แมก็ 136
บทท่ี 7 อุปกรณ์ คำ� ถามเพอื่ การทบทวน 162
อ�ำนวยความสะดวกอื่น ๆ 140 คำ� ศัพท์ประจ�ำบท 166
บรรณานุกรม 171
กลอ้ งหนา้ รถยนต ์ 142
หมอนพงิ ศีรษะ 144
ชุดแตง่ รอบคัน 146
ไฟซนี อน 147
การเปลีย่ นสีด้วยสตกิ เกอร์ 149
ท่อไอเสีย 150
ไฟเดย์ไลต ์ 153
เบาะนั่ง 153
แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝึกทักษะ 157
ใบงานที่ 7 การตดิ กล้องหน้ารถ 158
1บทท่ี อใุปรนกถรรยะณบนบต์ เ์ สยี ง
แนวคดิ
ระบบเสียงรถยนต์มีองคป์ ระกอบสำ� คัญอยู่ 4 ส่วน ไดแ้ ก่ แหล่งต้นเสยี ง แหลง่ ปรงุ แต่งเสียง
แหลง่ ขยายก�ำลงั เสียง และตวั ท�ำให้เกิดเสยี ง
แหลง่ ตน้ เสยี งเปน็ องคป์ ระกอบหลกั และหวั ใจของระบบ ทำ� หนา้ ทใี่ นการใหก้ ำ� เนดิ คลนื่ เสยี งเพลง
โดยผ่านส่อื ประเภทแผ่น (CD) ตลบั (Tape Cassette) คล่ืนอากาศ (Radio)
อปุ กรณเ์ สรมิ ประสทิ ธภิ าพของคณุ ภาพเสยี ง มหี นา้ ทใ่ี ชง้ านทหี่ ลากหลาย อปุ กรณใ์ นองคป์ ระกอบ
สามารถต่อใช้งานร่วมกนั ได้หลาย ๆ ชนิ้ ขนึ้ อยูก่ บั วา่ ตอ้ งการวางระบบในรูปแบบใด
อปุ กรณท์ อ่ี ยใู่ นองคป์ ระกอบการขยายกำ� ลงั เสยี งมอี ยู่ 2 แบบ ไดแ้ ก่ ภาคขยายกำ� ลงั สงู ในวทิ ยซุ ดี ี
และเพาเวอร์แอมป์
ตวั ทำ� ใหเ้ กดิ เสยี งเปน็ องคป์ ระกอบทสี่ ำ� คญั ทำ� หนา้ ทเ่ี ปลยี่ นสญั ญาณคลน่ื ตา่ ง ๆ จากเพาเวอรแ์ อมป์
ให้กลายเปน็ คลน่ื เสียง
สาระการเรียนรู้
1. อปุ กรณใ์ นระบบเสียงรถยนต์
2. แหล่งตน้ เสียง (Head Unit)
3. ดจิ ิทัล
4. การทำ� งานของซีดี - ออดิโอ
5. ภาคจัดการเสียง (Signal Processor)
6. ภาคขยายก�ำลงั เสียง (Power Amplifier)
7. ตวั ท�ำให้เกิดเสียง (Speaker)
8. อุปกรณ์สว่ นควบ (Accessories)
สมรรถนะประจำ� บท
1. แสดงความรเู้ กี่ยวกับระบบเสยี งรถยนตแ์ ละอุปกรณ์ในระบบเสียงรถยนต์
2. เลือกอปุ กรณ์ในระบบเสยี งรถยนต์ทเ่ี หมาะสม
3. เปลีย่ นชดุ เครอื่ งเสยี งรถยนต์
จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1. ระบุอุปกรณใ์ นระบบเสยี งรถยนตแ์ ละแหล่งต้นเสยี ง (Head Unit)
2. อธิบายความหมายของดจิ ทิ ลั และความได้เปรียบของการบันทกึ แบบดจิ ิทัล
3. อธบิ ายและยกตัวอยา่ งอตั ราสว่ นความถ่สี มุ่ (Sampling Rate) และบติ
4. สรุปการทำ� งานของซีดี - ออดโิ อ
5. อธบิ ายภาคจดั การเสียง (Signal Processor) และภาคขยายกำ� ลงั เสยี ง (Power Amplifier)
6. ยกตัวอย่างตัวทำ� ให้เกดิ เสียง (Speaker)
7. อธบิ ายและยกตวั อยา่ งอปุ กรณ์สว่ นควบ (Accessories)
1บทท่ี อใุปรนกถรรยะบณนบต์ เ์สยี ง
1. อุปกรณ์ในระบบเสียงรถยนต์
ระบบเสียงรถยนตม์ ีองค์ประกอบสำ� คัญอยู่ 4 สว่ น ได้แก่ แหล่งต้นเสียง แหลง่ ปรุงแตง่ เสียง
แหลง่ ขยายกำ� ลังเสยี งและตัวทำ� ใหเ้ กดิ เสยี ง จะกล่าวถงึ สว่ นประกอบย่อยในแต่ละองคป์ ระกอบ เพอ่ื ให้
ทราบว่าอุปกรณ์ใดอยู่ในหมวดองค์ประกอบใด จะได้น�ำไปใช้ประกอบขึ้นเป็นระบบเสียงโดยไม่สับสน
รวมไปถึง อุปกรณ์ส่วนควบ (Accessories) ทีใ่ ช้ในการเช่อื มโยงแต่ละองค์ประกอบเข้าดว้ ยกนั เชน่
สายตา่ ง ๆ หัวข้ัวต่อตา่ ง ๆ
2. แหล่งต้นเสียง (Head Unit)
เปน็ องค์ประกอบหลักและหวั ใจของระบบ ท�ำหน้าที่ในการให้ก�ำเนิดคลื่นเสียงเพลง โดยผ่าน
สอื่ ประเภทแผน่ (CD) ตลบั (Tape Cassette) คลน่ื สง่ วทิ ยุ (Radio) ในปจั จบุ นั แหลง่ ตน้ เสยี งสว่ นใหญ่
มักรวมเอาการจัดการเสียงและการขยายก�ำลังเสียงมาให้ด้วย หรือการขยายกำ� ลงั เสยี งภายนอกส�ำหรับ
การปรับแต่งที่มากลักษณะกว่า รวมถึงก�ำลังขยายท่ีมากกว่า
ในปจั จบุ นั น้ี แหลง่ ตน้ เสยี งมอี ยมู่ ากมายหลายลกั ษณะดว้ ยกนั แบง่ ตามความสามารถในการเลน่
•และลักษณะของสัญญาณที่ให้ก�ำเนิด กล่าวคือ
วทิ ยซุ ดี แี ผน่ เดยี ว (AM/FM CD Player) หมายถึง เคร่ืองเล่นทส่ี ามารถใชง้ านเป็นภาครับ
วทิ ยุ AM/FM และเลน่ แผ่นซีดที เ่ี ปน็ แผน่ เพลงมภี าคขยายก�ำลังขับสงู (Hi - Power) ในตวั พรอ้ มชว่ ย
ต่อผ่านสญั ญาณออก ในบางร่นุ สามารถควบคุมตเู้ ชนเจอร์ได้ และรับสญั ญาณต่อเข้าจากภายนอกได้
4 บทท่ี 1 อุปกรณ์ในระบบเสยี งรถยนต์
• วิทยุเทปคาสเซต (AM/FM Cassette
Player) ดังรูปที่ 1.1 หมายถึง เคร่ืองเล่นที่สามารถ
ใช้งานเป็นภาครับวิทยุ AM/FM และเล่นตลับเทป
คาสเซต มีภาคขยายก�ำลังสูงในตัว พร้อมช่องต่อ
สัญญาณออก บางรุ่นสามารถควบคุมตู้เชนเจอร์ได้
•และรับสัญญาณต่อเข้าจากภายนอกได้ รูปท่ี 1.1 Nakamichi : TD - 45z เคร่ืองเลน่ วิทยุ
วทิ ยซุ ดี ี - เทปแบบ 2 ชนั้ (2 - DIN AM/ เทปคาสเซต ควบคุมตู้เชนเจอรไ์ ด้ พร้อมตัวรีโมต
FM/CD/Cassette Player) หมายถงึ เครอ่ื งเลน่ คอนโทรล
ทม่ี คี วามสงู เปน็ 2 เทา่ จากขนาดปกติ สามารถใชง้ านเปน็ ภาครบั วทิ ยุ AM/FM เลน่ แผน่ ซดี ที เี่ ปน็ แผน่ เพลง
เล่นตลบั เทปคาสเซต มภี าคขยายกำ� ลังสูงในตวั พรอ้ มช่องตอ่ ผ่านสัญญาณออก บางรนุ่ สามารถควบคมุ
•ตเู้ ชนเจอรไ์ ด้ และรบั สญั ญาณตอ่ เขา้ จากภายนอกได้
วทิ ยซุ ดี /ี เอม็ พี 3/วนิ โดวไ์ ฟล์ แบบแผน่ เดยี ว
(AM/FM CD/MP3/WMA Player) หมายถงึ เครอื่ งเลน่
ทส่ี ามารถใชง้ านเปน็ ภาครบั วทิ ยุ AM/FM และเลน่
แผน่ ซดี ที เี่ ปน็ แผน่ เพลง แผน่ บบี อดั MP3 แผน่ บบี
อดั ไฟล์ WMA มภี าคขยายกำ� ลงั ขบั สงู ในตวั พรอ้ มชอ่ งตอ่
ผา่ นสญั ญาณออก บางรนุ่ สามารถควบคมุ ตเู้ ชนเจอรไ์ ด้ รูปที่ 1.2 ECLIPSE ; CD 3424 เคร่ืองเล่นวิทยุซีดี
และรับสัญญาณต่อเข้าจากภายนอกได้ ตัวอย่าง แผ่นเดียว พร้อมฟังก์ชันส�ำหรับเล่น MP3
•ดงั รปู ท่ี 1.2
วิทยุซีดี/เอ็มพี 3/วินโดว์ไฟล์/เอ็มดี
แบบ 2 ชนั้ (2 - DIN AM/FM/CD/MP3/WMA/MD
Player) หมายถึง เคร่อื งเล่นท่ีมีความสูงเปน็ 2 เท่า
จากขนาดปกติ สามารถใชง้ านเปน็ ภาครบั วทิ ยุ AM/
FM เล่นแผ่นซีดที ่ีเป็นแผ่นเพลง แผน่ บบี อดั MP3
แผน่ บบี อดั ไฟล์ WMA เลน่ แผน่ ดจิ ทิ ลั ขนาดเลก็ (MD :
MiniDisc) มภี าคขยายกำ� ลงั สงู ในตวั พรอ้ มชอ่ งตอ่ ผา่ น
สัญญาณออก บางรุ่นสามารถควบคุมตู้เชนเจอรไ์ ด้ รูปท่ี 1.3 Bostwick BMA 7200 : เครอ่ื งเลน่
วิทยุดวี ดี ี แบบ 2 ชนั้ พรอ้ มจอภาพ และภาครับ
•และรบั สัญญาณตอ่ เข้าจากภายนอกได้ โทรทัศน์ สามารถเล่น VCD และ MP3 ได้
วทิ ยซุ ดี แี ผน่ เดยี ว พรอ้ มตวั ประมวลเสยี ง (AM/FM CD Player with AC - PROCESSOR II)
หมายถงึ เครอ่ื งเลน่ ทส่ี ามารถใชง้ านเปน็ ภาครบั วทิ ยุ AM/FM และเลน่ แผน่ ซดี ีท่ีเป็นแผน่ เพลง พร้อมตัว
ประมวลผลเสียงแบบดิจิทัล มีภาคขยายก�ำลังขับสูงในตัว พร้อมช่องต่อผ่านสัญญาณออก บางรุ่น
สามารถควบคุมต้เู ชนเจอรไ์ ด้ และรับสัญญาณต่อเข้าจากภายนอกได้
งานประดบั ยนต์ 5
• วทิ ยซุ ดี /ี เอม็ ดี แผน่ เดยี ว (MD/CD Receiver) หมายถงึ เครอื่ งเลน่ ทสี่ ามารถใชง้ านเปน็ ภาครบั
วทิ ยุ AM/FM และเลน่ แผน่ ซดี ที เี่ ปน็ แผน่ เพลง เลน่ แผน่ ดจิ ทิ ลั ขนาดเลก็ มภี าคขยายกำ� ลงั ขบั สงู ในตวั พรอ้ ม
•ชอ่ งตอ่ ผา่ นสญั ญาณออก บางรนุ่ สามารถควบคมุ ตเู้ ชนเจอรไ์ ด้ และรบั สญั ญาณตอ่ เขา้ จากภายนอกได้
วิทยุซีดี แบบ 3 แผ่น (3D Shuttle Tuner) หมายถึง เคร่ืองเล่นที่สามารถใช้งานเป็น
ภาครับวิทยุ AM/FM และเล่นแผ่นซีดีที่เป็นแผ่นเพลง บรรจุได้ครั้งละ 3 แผ่น พร้อมช่องต่อผ่าน
•สัญญาณออก บางรุ่นสามารถควบคุมตู้เชนเจอร์ได้ และรับสัญญาณต่อเข้าจากภายนอกได้
วทิ ยซุ ดี ี มฮี ารด์ ดสิ ก์ (4 ch Hi-Power CD/Receiver with Built-in Hard Disk Drive)
หมายถงึ เครอ่ื งเลน่ ทสี่ ามารถใชง้ านเปน็ ภาครบั วทิ ยุ AM/FM และเลน่ แผน่ ซดี ที เี่ ปน็ แผน่ เพลง แผน่ บบี อดั
MP3 ทงั้ สามารถบันทึกเพลงเกบ็ ไวใ้ นฮารด์ ดสิ ก์ภายในเครอ่ื ง และรับข้อมูลจากส่ือบันทึกดิจิทัลอ่ืน ๆ
เช่น Memory Stick มภี าคขยายก�ำลงั สงู ในตวั พรอ้ มช่องต่อผ่านสัญญาณออก บางรนุ่ สามารถควบคมุ
•ตู้เชนเจอร์ได้ และรบั สัญญาณตอ่ เขา้ จากภายนอกได้
วทิ ยซุ ดี /ี ดวี ดี /ี วซี ดี ี แบบแผน่ เดยี ว (4 ch Hi-Power DVD/VCD/CD Receiver) หมายถงึ เครอื่ งเลน่
ทส่ี ามารถใชง้ านเปน็ ภาครบั วทิ ยุ AM/FM และเลน่ แผน่ ซดี ที เี่ ปน็ แผน่ เพลง แผน่ ภาพดวี ดี ี (DVD) แผน่ ภาพ
วซี ดี ี (VCD) มภี าคขยายก�ำลงั สูงในตัว พร้อมช่องต่อผา่ นสญั ญาณออกทัง้ ภาพและเสยี ง บางรนุ่ สามารถ
•ควบคุมตู้เชนเจอร์ได้ และรบั สญั ญาณตอ่ เขา้ จากภายนอกทงั้ ภาพและเสยี งได้
ตู้ซีดีเชนเจอร์แบบบรรจุได้ทีละหลายแผ่น
(X-Disc CD Changer) หมายถึง เคร่ืองเล่นซีดีท่ี
สามารถบรรจุแผน่ ซีดีไดค้ ร้งั ละหลายแผน่ เชน่ 6 แผน่ ,
10 แผน่ , 12 แผน่ , 18 แผน่ ควบคมุ การทำ� งานผา่ นวทิ ยซุ ดี ี
หรอื ตวั ควบคมุ ทแี่ ยกอสิ ระ บางรนุ่ มชี อ่ งตอ่ ผา่ นสญั ญาณ รปู ท่ี 1.4 Nakamichi : MF - 51 ตซู้ ดี เี ชนเจอร์
•ดจิ ทิ ลั ออก ตัวอย่างดังรูปท่ี 1.4 แบบ 5 แผ่น โหลดแผ่นแบบ Slot-in
ตัวควบคุมตู้ซีดีพร้อมตัวส่งคลื่นเข้าทาง FM (CD Changer Controller with FM
Modulator) หมายถงึ ตวั ควบคมุ ตซู้ ดี ที ม่ี ตี วั รบั ตวั แสดงผลขนาดกะทดั รดั เพอื่ ตดิ ตงั้ ไวใ้ นหอ้ งโดยสาร
และกลอ่ งผสมคลนื่ FM เพอ่ื การเชอื่ มโยงเขา้ กบั วทิ ยเุ ทปซดี ใี นรถยนต์ ผา่ นทางภาครบั วทิ ยุ FM สามารถ
•กำ� หนดชอ่ งความถท่ี ต่ี อ้ งการได้
ตู้เอ็มดีเชนเจอร์ (MD Changer) หมายถึง เครื่องเล่นแผ่นดิจิทัลขนาดเล็กที่สามารถ
บรรจุแผ่นซีดีได้ครั้งละหลายแผ่น ควบคุมการท�ำงานผ่านวิทยุซีดี หรือตัวควบคุมท่ีแยกอิสระ บางรุ่น
•มีช่องต่อผ่านสัญญาณดิจิทัลออก
ตู้ดีวีดี/วีซีดี/ซีดีเชนเจอร์แบบบรรจุได้ทีละหลายแผ่น (X-Disc Multi-DVD/VCD/CD
Changer) หมายถงึ เครอื่ งเลน่ ซดี ที ส่ี ามารถบรรจแุ ผน่ ดวี ดี /ี วซี ดี /ี ซดี ไี ดค้ รงั้ ละหลายแผน่ เชน่ 6 แผน่ , 10 แผน่ ,
12 แผ่น และ 18 แผ่น ควบคุมการท�ำงานผ่านวิทยุซีดี หรือตัวควบคุมที่แยกอิสระ บางรุ่นมีช่องต่อ
ผ่านสัญญาณดิจิทัลออก
6 บทท่ี 1 อปุ กรณใ์ นระบบเสียงรถยนต์
3. ดิจิทัล
ความหมายของดจิ ิทัล
คำ� วา่ “ดจิ ทิ ลั ” (Digital) เปน็ อกี คำ� หนงึ่ ทพ่ี บเหน็ กนั บอ่ ยสำ� หรบั องคป์ ระกอบของแหลง่ ตน้ เสยี ง
เป็นการโยงใยการใช้รูปแบบของรหัสในเร่ืองต่าง ๆ เช่น การแปลงสัญญาณเสียงแอนะล็อกให้ไปอยู่
ในรปู แบบสญั ญาณรหสั ดจิ ทิ ลั รวมถงึ การใชไ้ มโครโพรเซสเซอรใ์ นการควบคมุ การทำ� งานตา่ ง ๆ ซง่ึ ปจั จบุ นั
กระแสในเร่ืองของระบบดิจิทัลจะขยายบทบาทเขา้ สู่แวดวงเคร่อื งเสียงมากข้นึ เป็นลำ� ดับ ท้งั ในสว่ นของ
แหล่งต้นเสียง แหลง่ ปรงุ แตง่ เสยี ง รวมไปถึงแหล่งขยายสัญญาณเสียง เป็นตน้
ดจิ ทิ ลั นนั้ อาจเทยี บไดก้ บั นว้ิ มอื ของคนเรา เพราะผคู้ นโดยสว่ นใหญจ่ ะใชน้ วิ้ มอื ในการนบั ตวั เลขตา่ ง ๆ
เปน็ พน้ื ฐานกอ่ นทจ่ี ะมกี ารใชเ้ ครอื่ งคำ� นวณ คำ� วา่ “ดจิ ทิ ลั ” จงึ มาจากความหมายของ “ตวั เลข” ทสี่ ามารถ
ทำ� ความเขา้ ใจกนั ไดง้ า่ ยดว้ ย “นว้ิ มอื ” จากเหตทุ ค่ี นเรามนี วิ้ มอื ทงั้ หมด 10 นวิ้ จำ� นวนนบั ในระบบหลกั สบิ
จงึ นิยมใชใ้ นแต่ละนว้ิ จะใชน้ บั เป็น หนึ่ง สอง สาม สี่ หา้ หก เจด็ แปด เก้า และสบิ เมื่อใดท่ีตอ้ งการ
นบั เป็น 11 (สบิ เอด็ ) จะตอ้ งใชถ้ งึ สองครงั้ โดยจำ� นวนทเี่ พม่ิ ขนึ้ อกี หนงึ่ นน้ั จะมาจากการนบั ครงั้ ทส่ี อง หรอื
หมายถงึ 10 บวกกับอกี 1 น่ันเอง การบันทึกสัญญาณดจิ ิทัลจะเหมอื นกับการ “เขียน” ตัวเลขลงไป
บนกระดาษแต่ละแผ่น โดยใช้รหัสแทนกลุ่มตัวเลขต่าง ๆ แต่ตัวเลขเหล่าน้ันจะถูกถอดรหัสเพ่ือน�ำไป
แสดงให้เหน็ ถงึ จำ� นวนของกระแสไฟฟา้ ตามรปู แบบแอนะลอ็ ก ซงึ่ เปน็ กระแสไฟฟา้ ทมี่ ขี นึ้ จากเทปตน้ แบบ
ตวั เลขในเทปแบบดจิ ทิ ลั ในชว่ งทเ่ี ปน็ พลั ส์ - ระดบั สงู จะถกู สอ่ื ความหมายแทนดว้ ยจำ� นวน “1” และระดบั ตำ�่
จะส่ือความหมายด้วยจ�ำนวน “0” อยา่ งในแผ่นซดี ี หัวอ่านเลเซอรจ์ ะท�ำหน้าทอ่ี ่านรปู แบบของจ�ำนวน
จดุ ตา่ ง ๆ บนแผน่ ซดี อี อกมา การเปลยี่ นแปลงจากบรเิ วณทเ่ี ปน็ แผน่ เรยี บ (ไมม่ กี ารบนั ทกึ ) ไปยงั ตำ� แหนง่
ของจดุ หรอื บติ ทมี่ กี ารบนั ทกึ ปรากฏอยจู่ ะเปน็ “1” สว่ นทไ่ี มม่ ี
ความได้เปรยี บของการบันทกึ แบบดจิ ทิ ลั
คณุ สมบตั ขิ องการบนั ทกึ เสยี งทดี่ ี คอื เสยี งทไ่ี ดจ้ ะตอ้ งเหมอื นกบั คณุ สมบตั ขิ องตน้ แบบทกุ ประการ
การบนั ทึกเสยี งที่ไมม่ คี ุณภาพ เชน่ การมีเสียงอ่ืนเพ่มิ แทรกเขา้ ไปจะถอื วา่ ใช้ไม่ได้ รวมถงึ การมเี สยี ง
ไมเ่ พยี งพอ หรอื บางครง้ั กเ็ กดิ เสยี งในแตล่ ะระดบั ทด่ี งั มากหรอื เบามากเมอื่ เทยี บกบั เสยี งอน่ื ๆ เสยี งทม่ี เี พม่ิ ขนึ้
มกั จะเปน็ เสยี งรบกวนตา่ ง ๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ เชน่ เสยี งฮสิ (Hiss) เสยี งฮมั (Hum) และความพลาดเพย้ี นของสญั ญาณ
มกั ปรากฏอยทู่ กุ สว่ นของเสยี ง อาจเปน็ เสยี งทเ่ี หมอื นกบั ไมร่ าบเรยี บ หรอื เสยี งดงั แครก ๆ สาเหตอุ นื่ ๆ เชน่
ความเร็วของเส้นเทปช้าไปบา้ งเรว็ ไปบา้ ง หรือเกิดอาการวาลว์ และฟลตั เตอร์ผิดปกติ
การบันทึกในแบบดิจิทัลจะมีเสียงรบกวนที่ต่�ำ ความพลาดเพ้ียนของสัญญาณน้อย ไม่มีการ
แปรเปลี่ยนทางด้านความเร็ว และไมเ่ กดิ อาการวาลว์ และฟลัตเตอรข์ น้ึ อยา่ งไรกต็ าม เสยี งรบกวนและ
ความเพยี้ นของสญั ญาณจะขน้ึ อยกู่ บั มาตรฐานของการบนั ทกึ สญั ญาณวา่ มคี วามละเอยี ดของจำ� นวนหลัก
ในการนับมากน้อยแค่ไหน ส่วนการตอบสนองความถี่ก็จะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของความถี่สุ่ม และ
งานประดบั ยนต์ 7
ถ้าหากข้อมูลดิจิทลั เกิดการสูญหายในระหวา่ งการถา่ ยเทหรือการบันทึก ยังสามารถน�ำกลับคืนมาได้ โดย
ใช้กลุ่มรหัสและการถ่ายแบบของข้อมูลจากกลุ่มรหัสใหญ่ เพ่ือจะท�ำการละเว้นไม่นับรวมเข้าด้วยกัน
จึงท�ำให้ไม่เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ เลย ถ้าจ�ำนวนหลักในการนับ (Quantization) มีความละเอียดต�่ำ
เสียงรบกวนและความเพี้ยนของสัญญาณก็จะเกิดขึ้นสูง การลดจ�ำนวนหลักในการนับลงไป 1 บิต
จะเพ่ิมเสียงรบกวนขึ้น 6 dB
อัตราส่วนความถส่ี ุม่ (Sampling Rate)
ในการบนั ทึกแบบดิจทิ ลั เทยี บการท�ำงานไดก้ บั เคร่อื งวดั แรงกดอากาศ อัตราส่วนของความถ่ีสมุ่
คือ ความเร็วขณะท่ีใช้วัดแรงอากาศ มีหน่วยเป็น Hz (รอบต่อวินาที) ถ้าเครื่องบันทึกได้หน่ึงคร้ังใน
แตล่ ะวนิ าที จะไดอ้ ตั ราสว่ นของความถสี่ มุ่ เปน็ 1 Hz และหากวดั ได้ 100 ครงั้ ในแตล่ ะวนิ าที กจ็ ะกลายเปน็
อตั ราสว่ นของความถีส่ มุ่ 100 Hz และจากเหตุที่การบันทึกเสียงทั่วไปจะเป็นแบบสเตอริโอ อัตราส่วน
ของความถ่สี ุ่มกจ็ ะใชแ้ ยกกันในแตล่ ะแชนเนล เชน่ ในการบนั ทกึ บนแผน่ ซดี มี าตรฐานอตั ราสว่ นความถสี่ มุ่
เปน็ 88,200 คร้งั ต่อวนิ าที (88,200 Hz) แต่ในการท�ำงานจริงจะเป็น 44,100 Hz เพราะเปน็ อัตราสว่ น
แตล่ ะแชนเนล การใชค้ วามถส่ี มุ่ ทร่ี วดเรว็ สามารถบนั ทกึ ยา่ นความถส่ี งู ไดด้ ี การบนั ทกึ ทส่ี มบรู ณโ์ ดยใชห้ ลกั
ของไนควสิ ต์ (Nyquist) คอื แตล่ ะสว่ นของคลนื่ เสยี งจะมกี ารใชค้ วามถสี่ มุ่ ซำ้� เปน็ สองครง้ั ดงั นนั้ หากพยายาม
ทจี่ ะบนั ทกึ เสยี งกบั ยา่ นความถส่ี งู ทม่ี คี า่ เปน็ ครงึ่ หนง่ึ เมอื่ เทยี บกบั อตั ราสว่ นของความถสี่ มุ่ กอ็ าจมผี ลใหเ้ กดิ
ความผดิ พลาดทางเสยี ง ตวั อยา่ งเชน่ (ดรู ปู ท่ี 1.5 ประกอบ) เมอื่ ทำ� การบนั ทกึ เสยี งทคี่ วามถี่ 30,000 Hz โดย
ใชอ้ ตั ราสว่ นของความถส่ี มุ่ เปน็ 40,000 Hz ขอ้ ผดิ พลาดของเสยี งจะมขี นึ้ ทคี่ วามถ่ี 10,000 Hz เรยี กกนั วา่
ขอ้ ผดิ พลาดแอบแฝง เพราะเสยี งตน้ แบบเกิดการสญู หายไปและมีข้อผดิ พลาดบางประการปรากฏขึน้ ใน
บริเวณนนั้ การหลกี เล่ียงข้อผดิ พลาดแอบแฝงนี้ จะใช้การบนั ทึกแบบดจิ ิทลั กับกระบวนการประมวลผล
เปน็ ตัวบังคบั เสียงทกุ เสียงให้มคี วามสงู มากกว่าครง่ึ หน่ึง โดยนับเทียบกบั อัตราส่วนของความถ่สี มุ่ และ
ใช้การเคล่ือนย้ายสัญญาณในข้ันตอนขณะกรองสัญญาณทางดิจิทัลเป็นแอนะล็อกในการคืนสภาพเสียง
ท่ีสมบรู ณ์
16 - Bit
24 - Bit
24 - Bit
44 kHz 44 kHz 96 kHz
ภาพแสดงใหเ้ หน็ ความแตกต่างระหวา่ งการแปลงสัญญาณเปน็ ดิจิทัลทีร่ ะดับค่าความถ่ีสมุ่ ทแ่ี ตกต่างกนั จะเห็นได้ว่า
ย่ิงมคี วามถ่ีสูงเท่าใด (ดูจากจ�ำนวนแท่งท่เี ห็นในกราฟ) ความละเอียดในการแปลงก็จะยงิ่ มากข้นึ เท่านัน้
รปู ที่ 1.5 ภาพแสดงให้เห็นความแตกตา่ งระหว่างการแปลงสญั ญาณ
เป็นดจิ ิทัลที่ระดบั คา่ ความถสี่ มุ่ ทแ่ี ตกตา่ งกัน
8 บทที่ 1 อปุ กรณใ์ นระบบเสยี งรถยนต์
บติ
“บิต (Bits)” เป็นส่วนย่อยสุดส�ำหรับใช้เรียกกลุ่มตัวเลขแบบไบนารี (หรือเลขหลักสอง)
โดยท่ีตัวเลขศูนย์ (0) เป็นเลขตัวหน่ึงในระบบไบนารี และหนึ่ง (1) ก็เป็นเลขตัวหนึ่งในระบบไบนารี
เช่นกัน ในระบบไบนารีมีเลขเพียงสองหลักคือ 1 และ 0 ดังนั้น ในการเพ่ิมจ�ำนวนให้สูงข้ึนจะใช้
“หลักหรือต�ำแหน่ง” มาเป็นตัวช่วย คุณภาพเสียงของระบบดิจิทัลจะถูกจ�ำกัดด้วยจ�ำนวนของบิต
ที่สามารถรองรับได้ บิตที่มากกว่า หมายถึง ความเพี้ยนของสัญญาณที่ต�่ำและเสียงรบกวนต่�ำกว่าบิต
จะใช้เปน็ ตัวเทียบในการวัดระดบั ของสญั ญาณ การใช้บิตมากก็ได้รับเสียงท่ีดัง และให้ความถกู ต้องไดส้ งู
ในระบบของดิจิทัลน้ัน จะไม่มีระบบหลักสิบในการนับจ�ำนวนเหมือนการนับของมนุษย์ แต่จะใช้
จ�ำนวนนับเป็นหลักสองเหมือนคอมพิวเตอร์ แสดงการเปรียบเทียบตัวเลขของหลักสิบ (Decimal)
กับหลักสอง (Binary) ดังน้ี
ตัวอย่างเช่น
0 = 00000000000
1 = 00000000001
3 = 00000000011
7 = 00000000111
15 = 00000001111
23 = 00000010111
8 36 = 01101000100
4. การทำ� งานของซดี -ี ออดโิ อ
คอมแพกตด์ สิ ก์ (CD : Compact Disc) ทใี่ ชเ้ ปน็ สอ่ื ซดี ี - ออดโิ อ มลี กั ษณะเปน็ แผน่ ขนาดกะทดั รดั
เสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 12 เซนตเิ มตร เรยี กว่า แผ่นซีดี โครงสร้างดงั รปู ที่ 1.6 โดยด้านบนสดุ เป็นช้นั พลาสตกิ
ปอ้ งกนั การขดี ขว่ น ถดั ลงมาเปน็ ชน้ั เกบ็ สญั ญาณหรอื ขอ้ มลู มลี กั ษณะเปน็ ฟลิ ม์ อะลมู เิ นยี มบาง ๆ สามารถ
สะท้อนแสงได้ดี โดยช้ันนี้จะประกอบด้วยพิต (Pit) และแลนด์ (Land) ต่อจากน้ันเป็นช้ันโปร่งใส
ทำ� หน้าท่ีปอ้ งกันชนั้ เกบ็ ข้อมูลและช่วยในการรวมแสง ชน้ั นม้ี ีดัชนหี กั เห 1.5 หนา 1.2 มิลลิเมตร เม่ือ
แสงเลเซอร์มจี ุดโฟกสั ก่อนท่จี ะผ่านชัน้ นีม้ ขี นาดประมาณ 0.8 – 1.0 มลิ ลิเมตร เมื่อผา่ นช้นั โปร่งใสแล้ว
จะลดจุดโฟกัสลงเหลือเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.7 ไมโครเมตร การท�ำเช่นน้ีจะสามารถลดความผิดพลาด
ในการอ่านข้อมูล จากเศษฝ่นุ ละออง รอยขีดขว่ น หรือรอยนวิ้ มอื ตา่ ง ๆ ท่ปี รากฏบนแผ่นซดี ี ซ่งึ หาก
มีขนาดไมโ่ ตไปกวา่ 0.5 มิลลิเมตร กไ็ มท่ �ำให้เกิดความผดิ พลาดในการอ่านสญั ญาณ
งานประดบั ยนต์ 9
Lacquer Layer
Lands Pits Pregrooves Laser creates
(highs) (lows) Metal Layer a mound where
Organic Dye it strikes the dye.
Plastic
Laser Beam Substrate
รปู ท่ี 1.6 แสดงโครงสร้างของแผ่นซดี ี
แผน่ ซดี เี พลงสำ� เรจ็ ทใี่ ชก้ นั ทกุ วนั น้ี สามารถเลน่ ไดเ้ พยี งอยา่ งเดยี ว การบนั ทกึ สญั ญาณจะทำ� มาจาก
โรงงาน ดว้ ยขัน้ ตอนการตดั แผ่นใหเ้ กดิ พติ และแลนด์ มีข้นั ตอนท่ีสลบั ซับซอ้ นและตอ้ งมคี วามแม่นยำ� มาก
สัญญาณจะถูกบันทึกเรียงกันเป็นรูปก้นหอยจากใจกลางออกสู่ขอบนอกของแผ่น โดยแต่ละวงจะอยู่
ห่างกัน 1.6 ไมโครเมตร (1 ไมโครเมตร = เศษ 1 ส่วนล้านเมตร หรือ เศษ 1 ส่วน 1,000 มิลลิเมตร)
และที่ความกว้างจากขอบในสุดถึงขอบนอกสุด (ของพื้นท่ีท่ีเก็บสัญญาณ) มีความยาว 33 มิลลิเมตร
สามารถแยกออกได้ถึง 22,188 แทร็ก บันทกึ ขอ้ มลู ได้ 15 พันล้านบิต (15 × 109 บติ ) ถ้าหากน�ำเอา
พ้ืนท่ีในการเก็บสัญญาณที่เป็นรูปก้นหอยออกมาคลี่ออกแล้วเหยียดเป็นเส้นตรงก็จะได้ระยะทาง
ยาวถึง 5.7 กโิ ลเมตรเลยทเี ดียว
ในการบนั ทกึ จากแผน่ ตน้ แบบลงบนแผน่ ซดี จี ะเกบ็ ไวใ้ นลกั ษณะของตวั เลข โดยการใชเ้ ลขฐานสอง
ซ่งึ มี 1 กบั 0 โดยให้ 1 แทนสว่ นทมี่ ีข้อมูล และ 0 แทนชอ่ งวา่ ง แผน่ ซีดีในปจั จุบันเปน็ แบบ 16 - 24 บิต
โดยจะใช้งานในด้านรหสั ทางดจิ ทิ ลั ของเสยี งเพลงไดแ้ ค่ 14 - 22 บติ ทีเ่ หลอื อกี 2 บติ เป็นโคด้ (Code)
เอาไวเ้ พื่อตรวจสอบความผดิ พลาดในการอ่านขอ้ มลู การเล่นกลับใน เคร่ืองเล่นซีดีจะเป็นแบบ D to A
(Digital to Analog) โดยหมนุ จากวงในออกสวู่ งนอกดว้ ยความเรว็ เร่ิมต้น 500 รอบตอ่ นาที และคอ่ ย ๆ
ลดความเร็วลงมาจนถึง 200 รอบต่อนาที
หัวใจหลกั ของซีดมี ดี ว้ ยกัน 4 ส่วน คือ หวั เข็มเลเซอรห์ รอื ล�ำแสงเลเซอร์ (Laser Optics) ระบบ
เซอร์โว ระบบแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีท�ำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลไปเป็น
แอนะล็อก ดงั รปู ที่ 1.7 โครงสรา้ งของหวั เขม็ เลเซอร์ ดังรปู ท่ี 1.8 จะประกอบไปดว้ ยแหลง่ ก�ำเนิดล�ำแสง
เลเซอร์ หรอื เลเซอรอ์ ยูใ่ นต�ำแหนง่ จุดโฟกัสของเลนส์คอลลิเมเตอร์ (Collimator Lens) ทำ� ใหไ้ ด้ลำ� แสง
เลเซอร์ท่กี ลายเปน็ ลำ� ขนาน เมอื่ ผ่านเข้าสเู่ ลนสว์ ัตถุ (Objective Lens) ซ่งึ เปน็ เลนสว์ ตั ถทุ ่ีมคี วามยาว
โฟกัสที่ส้ันกว่า จะบีบล�ำแสงเลเซอร์ให้มีขนาดจุดโฟกัสลดลงมาจนมคี า่ ประมาณ 0.8 - 1.0 มิลลิเมตร
เนอื่ งจากแสงเลเซอรเ์ ปน็ แสงทมี่ คี วามยาวคลนื่ คา่ เดยี ว และสามารถควบคุมการท�ำงานที่ความเร็วสูง ๆ ได้
จดุ โฟกสั จากแสงชนดิ นจี้ งึ มคี วามคมชดั มาก และสามารถสรา้ งจดุ โฟกสั ขนาดเลก็ ไดเ้ หนอื คอลลเิ มเตอรเ์ ลนส์
10 บทที่ 1 อุปกรณใ์ นระบบเสียงรถยนต์
ข้นึ ไปเปน็ แม่เหลก็ และขดลวดปรบั โฟกสั โดยสว่ นน ้ี
จะมกี ารเชอ่ื มตอ่ กบั ระบบเซอรโ์ ว เพอ่ื ทำ� การควบคมุ
จุดโฟกัสให้ได้ขนาด 1.7 ไมโครเมตร ซึ่งลักษณะ
หรอื วธิ ีการเซอรโ์ วกม็ อี ยหู่ ลายแบบ แต่ที่นิยมใช้กัน
คือ เลเซอร์บีมเดยี วกับระบบหัวอา่ น 3 บีม
จากรปู ที่ 1.9 จะเหน็ วา่ บรเิ วณชนั้ เกบ็ ขอ้ มลู รปู ที่ 1.7 แสดงวงจรอเิ ล็กทรอนิกสท์ ่ที �ำ
ประกอบดว้ ยพติ คอื บรเิ วณทแี่ สงไมส่ ะทอ้ นเลย และ หน้าทแี่ ปลงสญั ญาณดจิ ทิ ัลไปเปน็ แอนะลอ็ ก
อกี จดุ หนงึ่ คอื แลนด์ ซง่ึ กค็ อื บรเิ วณทแี่ สงสะทอ้ นมาก
จะเหน็ วา่ จดุ ทเี่ ปลยี่ นจากแลนดเ์ ปน็ พติ และพิตเป็น
แลนด์ จะได้ค่าไบนารีเปน็ “1” สว่ นบรเิ วณทไี่ มม่ ี
การเปลยี่ นแปลงจะไดค้ า่ ไบนารเี ปน็ “0” และลำ� แสง
ทส่ี ะทอ้ นจากแผน่ ซดี จี ะผา่ นปรซิ ึมได้ครึง่ เดียว และ
จะสะทอ้ นแสง 50% เข้าสู่โฟโตดีเทกเตอร์ไดโอด
ท�ำให้เกิดสัญญาณดิจิทัลจากการท่ีเกิดแลนด์และ
พิตมาท�ำการ “On” และ “Off” ท่โี ฟโตดีเทกเตอร์
ไดโอด โดยสัญญาณที่ออกจากภาคน้ีจะยังเป็น
สัญญาณดิจิทัล จากนั้นจะมาท�ำการเปลี่ยนเป็น รูปที่ 1.8 แสดงโครงสร้างของหวั เข็มเลเซอร์
แอนะลอ็ กอกี ทหี น่ึงแลว้ จึงจะได้สญั ญาณเสยี งทม่ี ีคุณภาพสงู
แผ่นดิสก์
แม่เหลก็ เลนสว์ ตั ถุ
ขดลวดปรับโฟกัส คอลลิเมเตอร์เลนส์
ปรซิ มึ
โฟโตดีเทกเตอร์ เลเซอร์ไดโอด
รูปที่ 1.9 แสดงการอ่านค่าของแผน่ ซดี ีโดยหวั เข็มเลเซอร์
งานประดบั ยนต์ 11
5. ภาคจดั การเสียง (Signal Processor)
อุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพของคุณภาพเสียง มีหน้าที่ใช้งานท่ีหลากหลายกันไป อุปกรณ์ใน
องคป์ ระกอบนสี้ ามารถตอ่ ใชง้ านรว่ มกนั ไดห้ ลาย ๆ ชน้ิ เชน่ ตอ่ ปรแี อมปเ์ ขา้ อคี วอไลเซอรแ์ ละครอสโอเวอร์
หรือตอ่ อคี วอไลเซอร์เขา้ ปรีแอมปแ์ ละครอสโอเวอร์ หรือตอ่ อีควอไลเซอร์เข้าครอสโอเวอรแ์ ละปรแี อมป์
ขึน้ อยู่กับว่าต้องการวางระบบไว้ในรูปแบบใด โดยมีจดุ สงั เกตในเรอ่ื งระดบั สัญญาณเข้า/ออกทีเ่ หมาะสม
•(Input/Output Level)
ปรแี อมปป์ รบั ตงั้ เสยี งได้ (Pre-Amp/Eq/Parametric/Tone/Cross)
รปู ที่ 1.10 เปน็ อปุ กรณท์ ม่ี กั มขี นาดความสงู
เปน็ ½ DIN สามารถติดตั้งไวด้ ้านล่างตวั วิทยซุ ีด ี
หรืออาจมขี นาดและรปู ทรงอ่นื ๆ ตามการออกแบบ
มีคุณลักษณะส�ำคัญในเรื่องการขยายระดับสัญญาณ
เสยี ง และสามารถปรบั ตั้งเสยี งได้จากปมุ่ ปรบั เสยี ง
3 - 4 ปมุ่ (โทนคอนโทรล) 5 - 7 ป่มุ (อีควอไลเซอร)์
ปรับความถ่ีกลางแต่ละปุ่มได้อิสระ (พาราเมตริก)
รวมถึงในบางเครือ่ งยังมีภาคตดั แบง่ เสยี ง ส�ำหรับซับ รูปท่ี 1.10 แสดงปรีแอมป์ที่มีภาคโทนคอนโทรล
พาราเมตรกิ อคี วอไลเซอร์ และครอสโอเวอร์
•วฟู เฟอร์ และ/หรอื สำ� หรับชดุ กลาง - แหลมหนา้ หลงั ทัง้ แบบ Hi - Pass และ Low - Pass
ครอสโอเวอร์แบ่งเสียง 2/3/4 ทาง
(Crossover 2/3/4 Way)
เปน็ อุปกรณท์ อ่ี าจมีขนาดความสูงเปน็ ½ DIN หรือขนาดครึง่ กระดาษ A4 หรอื ขนาดอื่นตาม
การออกแบบ มีคุณลักษณะส�ำคัญในเร่ืองการแบ่งส่วนความถี่เสียงเพื่อการจัดระบบเสียงในประเภท
ตา่ ง ๆ อาทิ ไบแอมป์ ไตรแอมป์ ควอดแอมป์ รวมถงึ อาจมีคณุ ลักษณะในการตดั คลื่นซับโซนิก การปรับ
•เลอื่ นระดับเฟสเสียง การปรับเบสโมโน/สเตอริโอ หรอื อ่ืน ๆ ตามการออกแบบ
กราฟิกอีควอไลเซอร์ (Graphic Equalizer)
เปน็ อปุ กรณ์ทีม่ ักมีขนาดประมาณกระดาษ A4 หรอื ขนาดอื่น ๆ ตามการออกแบบ มคี ณุ ลักษณะ
สำ� คัญในเร่ืองการปรับตั้งคล่ืนความถใ่ี นระดบั ½ อ็อกเทฟ (15 แบนด์) 1/3 ออ็ กเทฟ (30 แบนด์) 1/6
ออ็ กเทฟ (60 แบนด์) โดยสังเกตได้จากจ�ำนวนปุ่มปรับระดับเพ่ิม/ลดความถ่ีที่ปรากฏบนเคร่ือง ซึ่งใน
การออกแบบอ่นื ๆ อาจรวมถงึ คณุ ลกั ษณะทเ่ี ปน็ การแบ่งคลืน่ เสยี ง การตดั คลนื่ ซับโซนกิ การปรับเลอ่ื น
•ระดับเฟสเสยี งตามความเหมาะสม
อิเล็กทรอนิกส์ - ครอสโอเวอร์
ครอสโอเวอร์ เปน็ อปุ กรณท์ ี่ท�ำหนา้ ท่หี ลักในการแบง่ ย่านความถอ่ี อกเป็นส่วน ๆ จะเปน็ กีย่ ่าน
ความถ่ีก็ตามแต่งานออกแบบ และมักเรียกรวมกันว่าเป็นครอสโอเวอร์ ส�ำหรับอิเล็กทรอนิกส์ - ครอส
12 บทที่ 1 อปุ กรณใ์ นระบบเสียงรถยนต์
โอเวอร์ ดงั รูปท่ี 1.11 น้นั ท�ำงานไดโ้ ดยอาศยั แรง
ดันไฟที่ป้อนเข้าไปในตัวมันเหมือนเพาเวอร์แอมป์
และจะถูกต่ออยู่ระหว่างเพาเวอร์แอมป์กับวิทยุซีดี
หรอื ตอ่ หลงั จากปรแี อมป์ ดังนนั้ ถา้ ใช้ครอสโอเวอร์
แบบ 2 ทาง กจ็ ะตอ้ งใชเ้ พาเวอรแ์ อมปข์ บั เสยี งยา่ น
สูงหนง่ึ ชดุ (2 แชนเนล) และใชเ้ พาเวอร์แอมปข์ บั
เสยี งยา่ นตำ่� อกี หนงึ่ ชดุ (2 แชนเนล) และเรยี กกนั วา่
เปน็ ระบบประเภทไบแอมป์ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ - ครอส
โอเวอรท์ ใี่ ชง้ านในขน้ั มอื อาชพี จะสามารถปรับจุด
ตัดความถี่ได้อย่างต่อเนื่องจากจุดตัดค่าหน่ึงไปยัง รปู ที่ 1.11 อเิ ลก็ ทรอนกิ สค์ รอสโอเวอร์แบบ 3 ทาง
อีกค่าหนึ่ง เชน่ จาก 50 Hz ถงึ 400 Hz ซึ่งในยา่ นระหวา่ งนเี้ ราสามารถเปลีย่ นจดุ ตัดไปได้ตามล�ำดับ
สามารถชว่ ยแกป้ ญั หาในหลาย ๆ ดา้ นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
6. ภาคขยายก�ำลังเสียง (Power Amplifier)
• อปุ กรณท์ อี่ ยใู่ นองคป์ ระกอบการขยายกำ� ลงั เสยี งนนั้ ในปจั จบุ นั มใี หเ้ หน็ อยู่ 2 แบบหลกั ๆ ไดแ้ ก่
ภาคขยายก�ำลังสูงในวิทยุซีดี
เปน็ อปุ กรณย์ อ่ ยทป่ี ระกอบเอาไวใ้ นวทิ ยซุ ดี ี มรี ปู ลกั ษณก์ ารทำ� งานทเ่ี ปน็ “ไอซ”ี แบบหลายขาตอ่
•และมกี ารบริดจเ์ พื่อเพมิ่ กำ� ลงั ขยายใหส้ ูงขน้ึ ปจั จบุ นั สามารถท�ำก�ำลังวัตต์สูงสุดได้ถึง 50 - 60 วตั ต์
เพาเวอร์แอมป์
ดังรูปท่ี 1.12 เป็นอุปกรณ์เพ่ิมก�ำลังทาง
เสยี งใหเ้ พยี งพอตอ่ ความตอ้ งการฟงั โดยจะมมี าตรวดั
กำ� ลงั ขบั ทเ่ี ปน็ RMS จงึ ใหก้ ำ� ลงั ทางเสยี งทคี่ รบถว้ น
สมบูรณ์ระดับไฮฟิเดลิตี แตกต่างกับภาคขยาย
ก�ำลังสูงที่มีในวิทยุซีดีเพราะมักใช้มาตรวัดก�ำลังขับ
เป็นพีก (Peak) มีลักษณะการออกแบบแตกต่าง
กันไปเป็น 2 แชนเนล 4 แชนเนล 5 แชนเนล
5.1 แชนเนล 6 แชนเนล 7.1 แชนเนล และ 8
แชนเนล ตามทผ่ี ู้วางระบบตอ้ งการเลอื กใช้งาน รูปท่ี 1.12 เพาเวอรแ์ อมป์
นอกจากนนั้ ในปจั จบุ นั มกี ารออกแบบเพาเวอรแ์ อมปท์ ใ่ี ชท้ รานซสิ เตอรแ์ บบไบโพลารเ์ ปน็ ตวั ขยาย
ใช้หลอดสุญญากาศ และแบบผสมร่วมระหว่างหลอดสุญญากาศกับทรานซิสเตอร์ โดยมีการท�ำงาน
งานประดบั ยนต์ 13
ทั้งคลาส - เอ คลาส - เอบี คลาส - ดี และคลาส - ที ใหเ้ ลอื กใชต้ ามความเหมาะสม ทีส่ ำ� คญั ที่สดุ
ในปจั จบุ นั เพาเวอรแ์ อมปห์ ลาย ๆ รนุ่ หลาย ๆ ยหี่ อ้ มกี ารตดิ ตงั้ ภาคการจดั การเสยี งตา่ ง ๆ มาใหด้ ว้ ย เชน่
มคี รอสโอเวอรใ์ นตวั มีตวั ปรับตดั คลนื่ ซบั โซนิก มีตวั ปรบั เฟสเสยี ง และมวี งจรป้องกันความเสยี หายจนมี
เสถียรภาพการทำ� งานทเ่ี ยยี่ มยอด
การพัฒนาของเพาเวอรแ์ อมป์
ในช่วงต้น ๆ ทศวรรษที่ 70 หรือประมาณ พ.ศ.2513 ได้เริ่มมีการตระหนักกันแล้วว่า ระบบ
เสียงรถยนต์น้ันไม่ค่อยมีส่วนใดสอดคล้องกับมาตรฐานระบบเสียงบ้านเลย แม้จะเร่ิมมีการพัฒนาใน
เรอื่ งลำ� โพงออกมา แต่ก�ำลังขยายก็ยังไม่ถึงระดับขั้นไฮฟิเดลิตี จนกระท่งั มกี ารออกแบบการขยายกำ� ลงั
เสยี งช้นิ แรกออกมา โดยถกู เรียกว่า ตวั เพ่ิมเสียง (Booster) โดยบริษทั ทีน่ ำ� เอาเทคโนโลยนี ีม้ าเผยแพร ่
กค็ ือ Pioneer และ Craig รวมถึงบริษัทอ่ืน ๆ ก็ได้น�ำเอาตัวเพิ่มเสียงน้ีออกมาจ�ำหน่าย ตวั เพิม่ เสยี ง
เหล่าน้ีสามารถตอ่ เข้าไปได้โดยตรงกบั ภาคขยาย 3 - 4 วตั ต์ ท่มี ีอยู่ในแหลง่ ต้นเสยี ง และได้กำ� ลงั ขับเพ่มิ
ขึ้นมาเปน็ 10 ถึง 20 วัตต์ต่อแชนเนล
สมัยก่อนการเพิ่มก�ำลังขยายด้วยตัวเพ่ิมเสียงท่ีว่านี้มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ
1. ตอ่ วงจรขยายขนาดเล็ก 2 วงจรเข้าด้วยกันในลักษณะของการเชื่อมสะพานเสียง (หรือ
การบริดจ์ภาคขยาย) โดยใช้วงจรขยายท้ังสองขับข้ัวบวกและข้ัวลบของล�ำโพงในล�ำดับท่ีตรงกันข้าม
(เฟสตรงข้ามกัน) ท�ำให้ขนาดของแรงดันที่ออกไปยังล�ำโพงมีเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า และได้ก�ำลังขับตาม
ทฤษฎเี ปน็ ส่เี ท่า ดงั นัน้ เม่อื นำ� เอาวงจรขยายขนาด 4 - 5 วตั ต์ มาทำ� ในลักษณะนีก้ ็จะมีก�ำลงั ขับขาออก
เป็น 16 - 20 วัตต์
2. วิธีต่อมาจะเกย่ี วข้องกับแหล่งจ่ายกำ� ลังไฟของตวั เพิม่ เสยี ง โดยทีป่ ระสทิ ธผิ ลของแรงดนั ใน
รูปคล่ืนไซน์ (Sine Wave) ถูกน�ำมาใช้ในการค�ำนวณหาก�ำลังขาออก คือ หาแรงดันที่แกว่งจากจุด
ยอดถึงยอดในวงจรขยาย หารด้วย 2.828 ซ่งึ แบตเตอรี่รถยนต์ทมี่ ีขนาดแรงดัน 12 โวลต์ จงึ ถกู จำ� กดั
แรงดันแกว่งเอาไวท้ ่ี 12 โวลต์ ดังน้ัน ประสทิ ธผิ ลของแรงดันจงึ มีค่าประมาณ 4 โวลต์กว่า ๆ กำ� ลังขับท่ี
ออกลำ� โพงทม่ี อี มิ พแี ดนซ์ 4 โอหม์ จงึ มคี า่ เทา่ กบั 4 วตั ต์ ตามสตู ร E2 ÷ R หรอื เทา่ กบั (4)2 ÷ 4 = 4 วตั ต์
ดังนั้น วิธีการที่จะเพ่ิมก�ำลังขับได้ก็คือการท�ำให้แรงดันของแหล่งจ่ายไฟฟ้าตรงที่ได้จาก
แบตเตอร่ี 12 โวลตใ์ หเ้ พมิ่ ขนึ้ โดยแปลงใหก้ ลายเปน็ แรงดนั ไฟฟา้ สลบั ดว้ ยวงจรกระตนุ้ ทำ� หนา้ ทเ่ี ปดิ - ปดิ
ทรานซสิ เตอรก์ ระแสสงู ซงึ่ กระบวนการพลั สก์ บั ไฟตรงเชน่ นี้ ทำ� ใหไ้ ดแ้ รงดนั ในลกั ษณะของแรงดนั ไฟสลบั
ท�ำใหส้ ามารถน�ำไปเพ่มิ หรือลดแรงดันไดด้ ้วยหมอ้ แปลง เมื่อแรงดนั ไฟฟ้าสลบั นถ้ี กู ป้อนผา่ นหมอ้ แปลง
ก็จะถูกแปลงให้มีค่าแรงดันเพิ่มขึ้นพร้อมกับเรียงตามลักษณะไฟฟ้าตรงอีกคร้ังด้วย วงจรเรียงกระแส
(Rectifier) และ วงจรกรอง (Filter) แบบเดียวกันกับที่ใช้ในแหล่งจ่ายก�ำลังไฟของระบบเสียงบ้าน
ดังน้ัน จึงได้แรงดันไฟของแหล่งจ่ายที่มีค่าสูงขึ้น ท�ำให้ได้ก�ำลังเสียงท่ีออกไปสู่ล�ำโพงสูงขึ้นตามไปด้วย
เราเรียกตัวเพ่ิมเสียงใหม่ในช่ือ เพาเวอร์แอมป์ แสดงช้ินส่วนภายในของเพเวอร์แอมป์ดังรูปท่ี 1.13
14 บทท่ี 1 อุปกรณ์ในระบบเสียงรถยนต์
เพราะด้วยก�ำลังขับทสี่ งู ข้นึ กว่าเดิมตามคา่ แรงดันไฟฟา้ ทีเ่ พิม่ ขนึ้ เพาเวอร์แอมปร์ ุ่นแรก ๆ ของ Pioneer
ก็น�ำเทคนิคการเพ่ิมไฟน้ีมาใช้เพื่อให้ได้ก�ำลังขับออกมา 15 - 20 วัตต์ต่อแชนเนล โดยมีความถี่ในการ
เปิด - ปิดทรานซสิ เตอรท์ ่ี 400 Hz (หรือ 400 ครง้ั ต่อวินาที)
รปู ท่ี 1.13 ชิน้ สว่ นภายในของเพาเวอรแ์ อมป์
เทคโนโลยีอีกช้ินหน่ึงที่ก�ำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 70 น้ี ก็คือ วงจรขยายก�ำลังแบบใช้ ไอซี
(IC : Integrate Circuit) เพราะทำ� ใหม้ ขี นาดเลก็ กะทดั รดั ตดิ ตงั้ งา่ ย ภายในตวั วทิ ยเุ ทปใชไ้ อซเี พยี ง 2 ตวั
ต่อหน่ึงแชนเนล ก็ได้ก�ำลังขับออกมา 15 - 20 วตั ต์ นอกจากนัน้ ยงั มกี ารบรรจภุ าคชดเชยเสียงร่วมกบั
ภาคขยายเสียงดว้ ย โดยอาศัยผลพวงของเทคโนโลยไี อซที ่ีวา่ น้ี
การพลิกโฉมท่แี ทจ้ ริงเกดิ ขน้ึ เม่ือแหลง่ จา่ ยกำ� ลงั ไฟฟา้ หนั มาใชแ้ บบเปิด/ปิดดว้ ยค่าตัวเลข และ
มปี ระสทิ ธภิ าพการทำ� งานสงู ขน้ึ ผลติ ภณั ฑช์ นิ้ แรกทน่ี ำ� เอาเทคโนโลยนี ม้ี าใช้ คอื เพาเวอรแ์ อมปข์ อง a/d/s
รนุ่ 2001 ท่นี �ำออกสู่ทอ้ งตลาดดว้ ยแถบความถ่ที ีก่ ว้างและมีกำ� ลงั ขบั 50 วตั ต์ต่อแชนเนล ซ่ึงในชว่ งน ี้
ก็มีอีกหลายบริษัทที่เอาแนวความคิดใหม่น้ีไปท�ำการผลิตเพาเวอร์แอมป์รถยนต์ อาทิ AudioMobile,
Linear Power และ Fosgate
แต่เมอื่ ลองพิจารณาประสิทธิภาพการท�ำงานของเพาเวอร์แอมป์อกี ครง้ั จะพบว่า มปี ระสทิ ธภิ าพ
การทำ� งานแค่ 50% ถา้ ใหก้ ำ� ลงั ที่ 100 วัตต์ จะไดก้ �ำลังออกมาเพยี ง 50 วัตต์ ดังนน้ั ถ้าตอ้ งการกำ� ลังขับ
ออกท่ีลำ� โพง 100 วัตตเ์ ตม็ กจ็ ะต้องใช้เพาเวอรแ์ อมปท์ มี่ ีก�ำลังถึง 200 วัตต์ ซ่งึ แหล่งก�ำลงั ในเพาเวอร์
แอมป์จะท�ำไดก้ ็ต้องใชแ้ บบสวิตชงิ และถา้ ภาคจา่ ยไฟมปี ระสทิ ธิภาพแค่ 70% แสดงว่าทรานซิสเตอร์ที่
ท�ำหน้าท่ีเปิด/ปิดจะต้องสามารถรับ/จ่ายก�ำลังได้เกือบ ๆ 300 วัตต์ ซึ่งเมอ่ื แปลงออกมาเป็นคา่ กระแส
กจ็ ะสูงถึง 30 แอมแปรท์ เี ดียว ในเมอ่ื ทรานซสิ เตอรแ์ ละหมอ้ แปลงมีขนาดเลก็ เกินไป มนั จงึ ไมส่ ามารถ
ทำ� งานตามท่ตี ้องการนไี้ ด้
AudioMobile นา่ จะเปน็ บริษทั แรกท่ีผลติ เพาเวอร์แอมปข์ นาดกำ� ลงั ขับ 100 วัตต์ต่อแชนเนล
ได้เปน็ ผลส�ำเร็จ โดยใชแ้ หลง่ จา่ ยไฟทส่ี ามารถจ่ายกำ� ลังออกมาไดอ้ ย่างต่อเน่ืองถงึ 600 วัตต์ ความสำ� เร็จ
ของ AudioMobile ข้นึ อยู่กบั ปจั จัยสองอยา่ งดว้ ยกนั คอื
1. เพ่ิมประสิทธิภาพการท�ำงาน โดยใช้ความถ่ีในการเปิด/ปิดทรานซิสเตอร์สูงขึ้น (ประมาณ
25 - 35 kHz)
งานประดับยนต์ 15
2. ใช้อุปกรณ์ทรานซิสเตอร์เพื่อการเปิด/ปิดท่ีสามารถรับกระแสได้สูง ๆ
การออกแบบของ AudioMobile จึงให้ประสิทธิภาพการท�ำงานได้สูงถึง 80% ด้วยการใช้
ทรานซิสเตอร์แบบไบโพลาร์ที่มีข้อจ�ำกัดทางกระแสที่ 80 แอมแปร์
ปจั จบุ นั เพาเวอรแ์ อมปร์ ถยนตม์ คี วามนา่ เชอื่ ถอื สงู ขนึ้ ใหป้ ระสิทธภิ าพการทำ� งานท่ดี ีกว่าแต่ก่อน
ภาคจา่ ยไฟกม็ กี ารปรบั ปรงุ ใหด้ ขี นึ้ ทรานซสิ เตอรม์ ขี นาดใหญแ่ ละเปดิ /ปดิ ไดเ้ รว็ ขน้ึ และกระแสกส็ งู ขนึ้ ตาม
มีการน�ำเอา FET ที่มีขีดจำ� กัดของก�ำลงั สงู มากมาใช้ เพราะ FET จะท�ำหน้าที่เป็นสวติ ชเ์ ปิด/ปดิ ไดด้ กี ว่า
ทรานซสิ เตอรแ์ บบไบโพลาร์ นำ� กระแสไดด้ กี วา่ ทงั้ ยงั ตอ่ FET ขนานกนั ไดห้ ลาย ๆ ตวั เชน่ ในเพาเวอรแ์ อมป์
a/d/s ท่ีมีก�ำลังขับ 200 วัตต์ต่อแชนเนล จะใช้ FET ถึง 14 ตัวต่อขนานกนั เพือ่ ใหส้ ามารถผา่ นกระแส
ไดส้ งู ถงึ 100 แอมแปร์ และจา่ ยกำ� ลงั ออกไปได้อย่างตอ่ เนือ่ งถงึ 800 วตั ต์
การใช้กำ� ลังขบั สูง ๆ จากเพาเวอร์แอมป์มิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพ่ือการฟังดัง ๆ สนองความ
ต้องการแบบสูงสุดเท่าน้ัน แต่แท้จริงแล้วหมายถึง ระดับของเสียงท่ีลอยตัวอยู่เหนือเสียงรบกวนใด ๆ
ทง้ั เสยี งจากสภาพแวดลอ้ มภายนอกหอ้ งโดยสาร หรอื แมแ้ ตเ่ สยี งรบกวนภายในคลน่ื เสยี งเอง และใหร้ ะดบั ขน้ั
การฟังที่เป็น “ไฮฟิเดลิตี” ซึ่งจะพบว่า มีความแตกต่างไปจากเสียงท่ีรับฟังได้จากการใช้ ภาคขยาย
ในตวั ทมี่ อี ยใู่ นเครอื่ งเลน่ วทิ ยเุ ทปอยา่ งสนิ้ เชงิ ความสมบรู ณแ์ ละความสมจรงิ มมี ากกวา่
ระดับการทำ� งานของเพาเวอรแ์ อมป์
คนท่ัวไปมักคิดว่าเพาเวอร์แอมป์จะให้การท�ำงานเต็ม 100% เมอื่ ปอ้ นสัญญาณเขา้ ไป แต่ใน
ความจริงเพาเวอร์แอมป์มีการสลายก�ำลัง (ในรูปแบบของความร้อน) และมีความผิดเพ้ียนในระดับ
สญั ญาณเสยี ง อนั เปน็ ปจั จยั หลกั สองปจั จยั ทมี่ ผี ลกบั ประสทิ ธภิ าพทำ� งานของเพาเวอรแ์ อมป์ การออกแบบ
วงจรเพาเวอร์แอมปจ์ ึงตอ้ งเลือกระดับชั้น (Class) ในการท�ำงานของเพาเวอร์แอมป์ และแตล่ ะระดับชนั้
•ก็มีคุณสมบัตทิ เ่ี ปน็ ประสิทธภิ าพเฉพาะตัว
Class A ถูกก�ำหนดไว้เพื่อคุณภาพของเสียงท่ีสูงสุด แต่ด้วยเหตุท่ีมันมีโครงสร้างพื้นฐาน
เป็นทรานซิสเตอรท์ งั้ หมดเพาเวอร์แอมปค์ ลาส - เอ จึงไร้ประสิทธิผลและร้อนในขณะท�ำงาน เพราะวา่
แม้ในขณะท่ีไม่มีสัญญาณเสียงป้อนเข้ามา ทรานซิสเตอร์เอาต์พุตก็ยังคงมีกระแสไหลผ่านตัวมันตลอด
กระแสท่ีไหลผ่านตลอดเวลานเ้ี องที่ท�ำใหเ้ กิดความรอ้ นโดยไม่จ�ำเป็นและ “สญู เสยี ” พลงั งานไปอยา่ งมาก
เพาเวอร์แอมป์ในยุคหลัง ๆ จึงมักใช้วงจรคลาส - เอที่เป็นวงจรผสมของ Class A/Class AB เพ่ือลด
•ปัญหาความร้อน
Class AB เป็นการออกแบบที่ยอมให้เอาต์พุตทรานซิสเตอร์มีกระแสไหลผ่านขณะท่ีไม่มี
สญั ญาณเสยี งปอ้ นเขา้ มาในระดบั ตำ่� มาก ๆ จงึ ใหป้ ระสทิ ธผิ ลทมี่ ากกวา่ คลาส - เอ โดยทมี่ คี วามผดิ เพย้ี นตำ่�
และมคี วามนา่ เช่ือถือสงู
16 บทที่ 1 อุปกรณ์ในระบบเสียงรถยนต์
• Class D เปน็ การใชเ้ อาตพ์ ตุ ทรานซสิ เตอรท์ ำ� งานแทนสวติ ช์ เพอื่ ควบคมุ การปอ้ นจา่ ยกำ� ลงั
โดยทรานซสิ เตอรจ์ ะหยดุ ทำ� งานเมอื่ มแี รงดนั ไฟปรมิ าณมาก ๆ ตกครอ่ มอยทู่ ี่ตวั มนั วงจรคลาส - ดีจึงให้
ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ การทำ� งานมคี วามรอ้ นตำ�่ สดุ และให้การไหลของกระแสได้มากกวา่ วงจรคลาส - เอบี
เพาเวอร์แอมป์คลาส - ดีจะมีความผิดเพี้ยนสูงกว่าคลาสเอบี เนอ่ื งมาจากการปิด/เปดิ อยา่ งรวดเรว็ ของ
ทรานซิสเตอร์ แต่ก็มักเกิดขึ้นท่ีย่านความถี่สูง ดังน้ัน โดยปกติมักจะใช้การกรองความถี่ให้ผ่านเฉพาะ
•ย่านความถี่ต่ำ� มาใชง้ าน
Class T เป็นการใชก้ ารจดั เรียงคลื่นเสยี งโดยใช้ข้อเดน่ ของวงจรคลาส - เอบี ผสมเข้ากับ
ประสทิ ธภิ าพทางกำ� ลงั ทส่ี งู และการทำ� งานทม่ี คี วามรอ้ นนอ้ ยของคลาส - ดี เพาเวอรแ์ อมปค์ ลาส - ที จงึ สามารถ
ใหก้ �ำลงั วัตต์ทีส่ งู กว่าเปน็ 2 - 4 เทา่ ตวั เมอื่ เทยี บกนั ในขนาดเทา่ ๆ กนั ของเพาเวอร์แอมปค์ ลาส - เอบี
7. ตัวท�ำให้เกิดเสียง (Speaker)
ตัวท�ำให้เกิดเสียงเป็นองค์ประกอบที่ส�ำคัญ
รองจากแหล่งตน้ เสียง เพราะท�ำหน้าท่เี ปลีย่ นสัญญาณ
คลนื่ ตา่ ง ๆ จากเพาเวอร์แอมป์ให้กลายเป็นคล่ืนเสียง
โดยใช้หลักการท�ำงานท่ีเป็นเชิงกลที่แปรเปลี่ยนไปตาม
สญั ญาณคลน่ื จากเพาเวอรแ์ อมป์ ใชภ้ าษาเรยี กกนั งา่ ย ๆว่า
ลำ� โพง ดว้ ยหลกั การทำ� งานทเี่ ปน็ เชงิ กลนเี้ อง ทำ� ใหม้ ีการ
แยกแยะล�ำโพงออกเป็นหลาย ๆ ส่วนประกอบ และ
มชี อ่ื เรยี กขานทีแ่ ตกต่างกันออกไป ดงั นี้ (ดูรูปท่ี 1.14
•ประกอบ)
รปู ที่ 1.14 ตวั อยา่ งล�ำโพงชนดิ ต่าง ๆ
ซูเปอร์ทวีตเตอร์ (Super Tweeter)
รบั หน้าทีข่ บั เสียงในย่านความถี่สูงมาก ๆ เพ่อื แบง่ เบาภาระของทวตี เตอร์ และช่วยให้ล�ำโพงเสยี งแหลม
ขับเสียงแหลมในย่านน้ัน ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การขับเสียงแหลมที่เกินคุณสมบัติเสียง
ที่เปล่งออกมาจะเกิดฮาร์มอนิกมากมาย ท�ำให้เสยี งแตกพร่า ฟงั แลว้ เกิดความร�ำคาญ ล�ำโพงซเู ปอร์
•ทวตี เตอร์โดยทวั่ ไปจะมีรปู ร่างเป็นวงกลมขนาดเลก็
ทวีตเตอร์ (Tweeter) รับหน้าท่ีขับเสียงในย่านความถ่ีสูงรองมาจากซูเปอร์ทวีตเตอร์
โดยทวตี เตอรท์ วั่ ไปมขี นาดกะทดั รดั และสามารถออกแบบเปน็ กรวยหรอื โดมกไ็ ด้ บางรนุ่ เปน็ แบบรบิ บอน
•หรอื แผน่ ไดอะแฟรม ขณะท่ีบางรนุ่ กเ็ ปน็ ฮอร์นขนาดเล็กส�ำหรบั ใชใ้ นรถยนต์
มิดเรนจ์ (Midrange) รับหนา้ ทขี่ บั เสยี งในยา่ นความถ่ีกลาง ๆ มีขนาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง
ประมาณ 2 - 5 นว้ิ
งานประดับยนต์ 17
• วูฟเฟอร์ (Woofers) รับหน้าท่ีขับเสียงในย่านความถ่ีต�่ำ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
•ประมาณ 6 นิ้วขน้ึ ไป บางรุ่นท�ำเปน็ รูปวงรขี นาดมาตรฐาน 6 × 9 นิว้
ซับวฟู เฟอร์ (SubWoofers) รับหน้าทข่ี บั เสียงในยา่ นความถต่ี ำ่� มาก ๆ ตั้งแต่ 80 Hz ลงไป
จนถงึ ความถ่ตี �ำ่ สดุ มขี นาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางประมาณ 8 - 18 นิว้
นอกจากนแี้ ลว้ ในปจั จบุ นั ลำ� โพงมอี ยดู่ ว้ ยกนั หลายรนุ่ หลายแบบตามแตค่ วามเหมาะสมและรปู แบบ
•การนำ� ไปตดิ ตงั้ ทส่ี ามารถแยกแยะได้อีก ดังนี้
ลำ� โพงฟลู เรนจ์ (Full Range) เป็น
ล�ำโพงที่สามารถขับเสียงในทุกย่านความถ่ี ต้ังแต่
•ความถ่ีต�่ำไปจนถึงความถส่ี ูงในตวั ขับเพียงตัวเดียว
ลำ� โพง 2 ทาง (Two Way) ดงั รปู ท่ี 1.15
เป็นล�ำโพงที่ประกอบด้วยมิดวูฟเฟอร์ 1 ตัว และ
ทวีตเตอร์อีก 1 ตวั มกี ารตดั แบง่ ความถแี่ บบครา่ ว ๆ
เพ่ือป้อนความถ่ีท่ีเหมาะสมให้กับมิดวูฟเฟอร์และ
ทวีตเตอร์ ล�ำโพงสองทางนม้ี ีผผู้ ลิตออกมาจ�ำหน่าย รปู ที่ 1.15 ลำ� โพงแกนร่วมแบบ 2 ทาง
มากมาย บางรุ่นใช้ทวีตเตอร์วางอยู่บนมิดวูฟเฟอร ์
ในแนวแกนเดียวกัน เรียกอีกอย่างหน่ึงวา่ ลำ� โพง
แบบแกนรว่ ม หรือ โคแอกเชยี ล (Coaxial) โดย
•แยกวอยซ์คอยลค์ นละชดุ
ล�ำโพง 2 ทางแยกชิ้น (Two Way
Component) ดงั รปู ที่ 1.16 เปน็ ลำ� โพงทปี่ ระกอบ
ด้วยมิดวูฟเฟอร์ 1 ตัวและทวีตเตอร์ 1 ตัว แต่มี
ตัวแบ่งความถี่ที่มีประสิทธิภาพสูง แยกเป็นกล่อง
ตา่ งหาก เพอื่ แยกปอ้ นความถท่ี เ่ี หมาะสมใหก้ บั มดิ วเู ฟอร์
และทวีตเตอร์ โดยสามารถแยกติดต้ังมิดวูฟเฟอร์
รูปท่ี 1.16 ล�ำโพงแบบแยกช้นิ 2 ทาง
•และทวตี เตอรใ์ นตำ� แหน่งท่แี ตกตา่ งกันได้
ลำ� โพง 3 ทาง (Three Way) ดงั รปู ท่ี
1.17 เป็นล�ำโพงที่ประกอบด้วยมิดวูฟเฟอร์ 1 ตวั
มดิ เรนจ์ 1 ตวั และทวตี เตอร์ 1 ตวั รวมเปน็ ลำ� โพง
ชนิด 3 ทาง แต่ละตัวรับหน้าท่ีขับความถี่แยกกัน
รนุ่ ทใี่ ชท้ วตี เตอร/์ มดิ เรนจว์ างอยบู่ นตวั มดิ วฟู เฟอรใ์ น
แนวแกนเดยี วกนั เรยี กวา่ ไตรแอกเชยี ล (Tri-axial) รปู ท่ี 1.17 ลำ� โพงแบบแกนร่วม 3 ทาง
18 บทท่ี 1 อุปกรณใ์ นระบบเสยี งรถยนต์
• ลำ� โพง 3 ทางแยกชน้ิ (Three Way
Component) ดงั รปู ที่ 1.18 เป็นล�ำโพงทีป่ ระกอบ
ด้วยมดิ วฟู เฟอร์ 1 ตวั มิดเรนจ์ 1 ตวั และทวีตเตอร์
1 ตัว แต่มีตวั ตัดแบง่ ความถม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพสูงแยก
เป็นกล่องต่างหากเพื่อแยกป้อนความถี่ที่เหมาะสม
ให้กับมิดวูฟเฟอร์/มิดเรนจ์/ทวีตเตอร์ โดยสามารถ
แยกติดต้ังมิดวูฟเฟอร์, มิดเรนจ์ และทวีตเตอร์ใน
ต�ำแหน่งทแี่ ตกต่างกนั ได้
ระบบเสยี งในรถยนต์ ลำ� โพงจะเปน็ อปุ กรณ์ รปู ที่ 1.18 ล�ำโพงแบบแยกชน้ิ 3 ทาง
ทซี่ งึ่ ทำ� หนา้ ทใ่ี หเ้ สยี งออกมา จงึ เปน็ ดชั นชี ว้ี ดั คณุ ภาพเสยี งทง้ั ระบบ การออกแบบลำ� โพงสำ� หรบั การใชง้ าน
ในรถยนตม์ กั ตอ้ งพง่ึ พาเทคโนโลยขี นั้ สงู อยเู่ สมอ ๆ ไมว่ า่ จะเปน็ การทำ� ใหม้ นี ำ�้ หนกั เบาแตม่ คี วามแขง็ แกรง่
พอเพียง และยังต้องท�ำให้ได้ผลการตอบสนองของเสียงท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วัสดุ
หลากหลายชนดิ จงึ ถกู คน้ คดิ ขน้ึ เพอื่ นำ� มาประกอบเปน็ ลำ� โพงรถยนต์ ทง้ั แบบซบั วฟู เฟอร์ วฟู เฟอร์ มดิ เรนจ์
และทวตี เตอร์ วสั ดุประเภทไททาเนยี ม ถกู คิดคน้ มาเพอื่ ใช้กบั ทวตี เตอร์หรอื มิดเรนจ์ เนื่องจากใหเ้ สียง
แหลมไดเ้ ฉยี บคม ทนทานตอ่ การให้เสียง ตดิ ตั้งง่าย และไมเ่ กะกะ
การติดต้งั ล�ำโพงในรถยนตแ์ บบงา่ ยทสี่ ดุ คือใช้ล�ำโพงแบบโคแอ็คเชยี ล หรือไตรแอ็คเชยี ล เพราะ
ตดิ ต้งั ล�ำโพงตัวเดียวเสมือนกับการติดต้งั ล�ำโพงท้งั 2 หรอื 3 ประเภทไว้ด้วยกัน น่ันหมายถึงในช่องล�ำโพง
ขนาด 5 หรือ 6 นิ้ว สามารถติดต้ังล�ำโพงท้ังหมดไว้ในช่องเดียวกัน และให้ความสะดวกสบายในการ
เช่ือมโยงสายล�ำโพงท่ที ำ� เพียงครง้ั เดียว แตค่ ณุ ภาพเสยี งที่ไดจ้ ะดเี พียงระดบั หนง่ึ เพราะต�ำแหน่งเสยี ง
ตา่ งๆ ถกู บังคับ ซง่ึ จะผดิ กับการเลอื กใช้ล�ำโพงแบบแยกชนิ้ 2 หรือ 3 ทาง ทสี่ ามารถกำ� หนดทศิ ทางที่มา
ของแตล่ ะเสียงไดอ้ ิสระ ท�ำใหโ้ ฟกัสรวมของเสยี งในหอ้ งโดยสารมผี ลลัพธท์ ีด่ กี วา่ หากแต่ก็มีความยุง่ ยาก
ในการติดตั้งมากกวา่
นอกจากนแ้ี ล้ว ล�ำโพงแบบแยกชน้ิ 2 หรือ 3 ทาง มีตวั ดดั แปลง ตกแตง่ เสียง หรอื ครอสโอเวอร์
ท่มี ีประสิทธภิ าพสงู กว่าท�ำหน้าท่แี บ่งยา่ นเสยี งให้เหมาะสมส�ำหรบั วูฟเฟอร์ มิดวฟู เฟอร์ มดิ เรนจ์ และ
ทวตี เตอร์ โดยการเช่ือมต่อสายล�ำโพงจากครอสโอเวอร์ไปยงั มดิ วฟู เฟอร์ มดิ เรนจ์ และทวีตเตอร์ ท�ำให้
ไดค้ ณุ ภาพเสยี งทส่ี มบรู ณก์ วา่ ลำ� โพงแบบโคแอค็ เชยี ลหรอื ไตรแอค็ เชยี ล แตใ่ นรถยนตบ์ างรนุ่ บางยหี่ อ้ นนั้
การติดต้ังล�ำโพงแบบโคแอ็คเชียลอาจสามารถท�ำให้การแผ่กระจายของเสียงครอบคลุมได้ท้ังห้อง
โดยสาร แต่ถ้าไม่สามารถท�ำได้ ล�ำโพงแบบแยกช้ินก็สามารถน�ำมาใช้เพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะ
การแยกตำ� แหนง่ ติดต้ังของมดิ วฟู เฟอร์ มิดเรนจ์ และทวีตเตอร์ท�ำไดอ้ ยา่ งอิสระ ทำ� ใหส้ ามารถก�ำหนด
บรเิ วณทจ่ี ะใชต้ ดิ ตงั้ เพอ่ื ใหไ้ ดม้ มุ แผก่ ระจายเสยี งภายในหอ้ งโดยสารสมบรู ณท์ สี่ ดุ ดงั นน้ั ลำ� โพงแบบแยกชน้ิ
จึงเป็นทางออกทีเ่ หมาะสมส�ำหรับชดุ เครื่องเสยี งท่ีตอ้ งการไปใหถ้ งึ ข้นั สูงทีส่ ุดของคณุ ภาพเสียง
งานประดับยนต์ 19
8. อุปกรณ์ส่วนควบ (Accessories)
เป็นอุปกรณป์ ลกี ยอ่ ยท่นี ำ� มาใช้รว่ มกบั งานติดตั้งระบบเสียงรถยนต์ อนั ไดแ้ ก่ หวั ข้ัวแบตเตอร่ี
•กระบอกฟิวส์ มีลักษณะทีแ่ ตกต่างกันไป ดังนี้
สายน�ำสัญญาณ (Signal Cable) ดงั รปู ท่ี 1.19 รบั
หนา้ ทใี่ นการเชอ่ื มโยงสญั ญาณระหวา่ งแหลง่ ตน้ เสยี ง (วทิ ย)ุ – แหลง่
จดั การเสยี ง(อคี วอไลเซอร)์ –การขยายกำ� ลงั เสยี ง(เพาเวอรแ์ อมป)์ เพื่อ
ใหเ้ กิดเป็นระบบทส่ี มบูรณ์ ปจั จบุ ันจะเนน้ สายน�ำสัญญาณท่เี ปน็
•แบบเกลยี วถกั (Woven)
รูปที่ 1.19 สายน�ำสญั ญาณ
หวั แจก็ RCA แบบต่าง ๆ (RCA Connector &
Adapter) ดงั รปู ที่ 1.20 เป็นหวั ข้ัวเสยี บท่ีใชก้ บั บริเวณปลายของ
สายนำ� สญั ญาณทั้งสองดา้ น เพอ่ื ผนกึ เข้ากบั ข้วั RCA ที่อยกู่ บั ตัว
วทิ ยซุ ีดหี รือเพาเวอรแ์ อมป์ สำ� หรบั หัวขอ้ ตอ่ ตัวแอล (L) ใชต้ ่อเข้า
•เพาเวอร์แอมป์ทีม่ ีพื้นทีบ่ ริเวณหัวแจก็ แคบ
สายลำ� โพง (Speaker Cable) ดงั รปู ท่ี 1.21 เปน็ สาย
ทีใ่ ช้เชือ่ มโยงระหว่างเพาเวอร์แอมป์กบั ชุดล�ำโพง มรี ูปแบบใหเ้ ลอื ก
ใช้มากมาย ในกรณที ี่มีเสียงรบกวนเข้าทางพาสซีฟ ครอสโอเวอร์
รูปที่ 1.20 หวั แจ็ก RCA
•อาจจำ� เปน็ ตอ้ งใชส้ ายลำ� โพงแบบถกั เกลยี วชว่ ยแกไ้ ข
สายไฟและสายกราวด์ (Power & Ground Cable)
เป็นสายที่ใช้ในการเดินน�ำก�ำลังไฟจากแบตเตอรี่ส่งไปยังอุปกรณ์
ตา่ ง ๆ ในระบบเสียง มีขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม
โดยค�ำนวณจากอัตราการกินกระแส หากมีการใช้สายเบอร์ต�่ำกว่า
ทีค่ วรนนั้ จะเกดิ ความต้านทานอยา่ งรุนแรง ทำ� ใหแ้ รงดนั ไฟตกลง
•อยา่ งมาก
รปู ที่ 1.21 สายล�ำโพง
ขวั้ แบตเตอรี่ (Battery Clamp) ดงั รปู ท่ี 1.22 ใน
บางกรณีส�ำหรับระบบเสียงท่ีมีอัตราการกินกระแสมาก ๆ ขั้ว
แบตเตอรท่ี งั้ บวกและลบของเดิมติดมากับรถ อาจมสี ภาพการนำ�
กระแสทีไ่ ม่เหมาะสม จำ� เปน็ ตอ้ งเปลีย่ นมาใช้หวั ขว้ั แบตเตอร่ีแบบ
เฉพาะใช้กบั ระบบเสยี งท่ีมีความตา้ นทานต�่ำกว่า และใหก้ ารจ่าย
กระแสทม่ี เี สถยี รภาพกวา่
รูปที่ 1.22 ข้ัวแบตเตอรี่
20 บทท่ี 1 อปุ กรณใ์ นระบบเสยี งรถยนต์
• ตวั แยกสายไฟ (Distribution Block) ทำ� หนา้ ทแี่ บ่งแยกการจา่ ยไฟจากสายไฟแรงดนั
ขนาดใหญ่ที่เดินมาจากแบตเตอรไ่ี ปเปน็ ขนาดทีเ่ ลก็ ตามความเหมาะสมของอปุ กรณ์แตล่ ะชน้ิ ในระบบ
• ตัวแยกสายไฟพร้อมฟิวส์ (Fused Distriution Block) ในการแบง่ แยกการจ่ายไฟนั้น
บางครง้ั อาจใชเ้ พอื่ แยกไฟให้กับตวั เพาเวอร์แอมปแ์ ต่ละตวั ซึ่งอาจจะไม่มชี ดุ ฟิวส์บรรจอุ ยูท่ ่เี ครอ่ื ง หรือ
ระยะหา่ งระหวา่ งตัวแบ่งแยกกับเพาเวอรแ์ อมป์มีระยะท่ีเกนิ ความปลอดภัย จงึ ควรใช้ฟิวสเ์ สรมิ เพอ่ื สร้าง
มาตรการความปลอดภัยใหก้ ับระบบ
• ตลับฟิวส์ (Fuse Holder) ใช้ส�ำหรับชดุ ไฟแรงดันหลักโดยตดิ ตง้ั ในบรเิ วณหอ้ งเคร่ือง หลัง
จากต่อเข้าแบตเตอร่ีในระยะประมาณไมเ่ กิน 18 นิว้ มหี น้าท่ปี ้องกนั ในกรณีที่สายไฟแรงดนั ส่วนทอ่ี ยตู่ อ่
หลงั จากตลบั ฟวิ สม์ กี ารลดั วงจรเกดิ ขนึ้ ปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กดิ สปารก์ อยา่ งรนุ แรงทแี่ บตเตอรี่ มรี ปู แบบใหเ้ ลอื ก
ตามอตั ราการกนิ กระแสของระบบ
• ขัว้ สายไฟใหญ่ (Ring Terminal) เปน็ อปุ กรณ์หัวขั้วใหญ่ สำ� หรับเช่ือมโยงสายไฟแรงดัน
ขนาดใหญ่ (ต้งั แตเ่ บอร์ 8 ขึ้นไป) เขา้ กับขวั้ แบตเตอรี่ เพือ่ ให้สามารถขันแนน่ เข้ากบั ขั้วแบตเตอรีโ่ ดยตรง
ใหก้ ารนำ� กระแสท่สี มบรู ณส์ �ำหรบั ระบบเสียงทมี่ อี ตั ราการกินกระแสคอ่ นขา้ งสูง
• หวั ขั้วกลม (Seamless Ring Terminal) เปน็ อุปกรณห์ วั ขวั้ กลม สำ� หรับเช่อื มโยงสายไฟ
แรงดนั ขนาดกลางเขา้ ขวั้ แบตเตอร่ี หรอื ใชใ้ นกรณเี ปน็ หวั ขวั้ สายไฟกราวดท์ ขี่ นั แนน่ เขา้ กบั ตวั ถงั รถเพอื่ สรา้ ง
ระบบกราวด์ที่สมบรู ณ์แบบ
• หัวข้ัวหางปลา (Barrier Spade) เปน็ อุปกรณห์ วั ขัว้ หางปลา เพือ่ เชื่อมโยงสายล�ำโพงเข้า
กับเพาเวอร์แอมป์ หรือใช้เข้าสายไฟแรงดันกับขัว้ เพาเวอรแ์ อมป์และอุปกรณอ์ ื่น ๆ ท่มี เี ต้ารบั กบั หวั ขวั้
แบบน้ี
• แบตเตอรี่พเิ ศษ (Extreme Duty Battery) เป็นแบตเตอรที่ อี่ อกแบบมาเพื่อการจ่ายไฟ
ทรี่ ุนแรงสำ� หรับระบบเสียงขนาดใหญ่ มที ้ังแบบใชท้ ดแทนแบตเตอร่ีรถไดโ้ ดยตรง และแบบที่ต้องตดิ ตั้ง
เสรมิ เขา้ ไปกับแบตเตอรเี่ ดมิ ของรถ
• ตัวส�ำรองไฟ (Capacitor) เป็นอุปกรณป์ ระเภทคาปาซเิ ตอร์ เพ่ือใช้เก็บและคายประจแุ รง
ดันไฟขนาดมาก ๆ อย่างรวดเรว็ ตามความตอ้ งการของอปุ กรณใ์ นระบบเสยี ง โดยสามารถจา่ ยไฟปริมาณ
มาก ๆ ได้ในเวลาไม่เกิน 3 วินาที
• เบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ในกรณที รี่ ะบบเสยี งมอี ตั รากนิ กระแสสงู มาก ๆ เชน่ เกนิ กวา่
120 แอมแปรข์ นึ้ ไป ไมค่ วรใชต้ ลบั ฟวิ สเ์ พราะใหก้ ารนำ� กระแสไดไ้ มด่ ี ใหเ้ ลอื กใชเ้ บรกเกอรแ์ ทน ซงึ่ สามารถ
รับกับกระแสได้สูงถงึ 200 แอมแปร์
• แผ่นทึบเสียง (Damping Mat) วัสดุทึบเสียง (Dead Sound) ท่ีรีดเป็นแผ่นเรียบขนาด
ต่าง ๆ เพือ่ ความสะดวกในการน�ำไปใช้งานกบั ระบบเสียงรถยนต์
งานประดบั ยนต์ 21
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทักษะ 1บทท่ี
จงตอบคำ� ถามตอ่ ไปนี้
1. จงบอกคุณลักษณะของแหล่งต้นเสียงดังรูป มาพอสังเขป
2. จงบอกข้อดีของการบันทึกเสียงแบบดิจิทัล มาพอสังเขป
3. หัวใจหลักของซีดี มีด้วยกันก่ีส่วน อะไรบ้าง อธิบาย
4. จงอธิบายการเกิด “ข้อผิดพลาดแอบแฝง” และวิธีการหลีกเล่ียง มาพอเข้าใจ
5. อธิบายคุณลักษณะของเพาเวอร์แอมป์ ระดับ Class D มาพอสังเขป
6. การแบ่งล�ำโพงออกเป็นขนาดต่าง ๆ และรับความถี่ย่านต่าง ๆ นั้น แบ่งได้เป็นอะไรบ้าง
อธิบาย
7. อธิบายคุณลักษณะของล�ำโพง 2 ทาง มาพอสังเขป
8. อธิบายหน้าที่ และหลักการท�ำงานของอิเล็กทรอนิกส์ - ครอสโอเวอร์
9. อธิบายคณุ ลักษณะของปรแี อมปป์ รบั ต้งั เสียงได้ (Pre-Amp/Eq/Parametric/Tone/Cross)
มาพอสังเขป
10. จงบอกอุปกรณ์ส่วนควบที่ใช้กับระบบเครื่องเสียงรถยนต์มา 5 รายการ
22 บทท่ี 1 อปุ กรณ์ในระบบเสียงรถยนต์
ใบงานท่ี 1 การเปลยี่ นฟรอนตเ์ ครอื่ งเสียงชุดเกา่
วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อให้นักศึกษาสามารถเปลี่ยนฟรอนต์เครื่องเสียงหน้ารถได้
เครือ่ งมือและอปุ กรณ์
1. ชุดฟรอนต์ (Front) เคร่อื งเสยี งหนา้ รถ
2. เครื่องมือช่างพ้ืนฐาน
ล�ำดบั ข้ันการปฏิบตั ิงาน
แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1. เอาเคร่ืองเสียงชุดเก่าออกมา
2. การติดต้ังเคร่ืองเสียงชุดใหม่
3. จบการท�ำงาน
ระลกึ ไวเ้ สมอวา่ ระบบของรถบางรนุ่ อาจจะซบั ซอ้ นกวา่ รนุ่ อน่ื หรอื แตกตา่ งจากรนุ่ อนื่ ทส่ี ำ� คญั อยา่ ลืม
อา่ นคูม่ อื การตดิ ตงั้ เครื่องเสียงชดุ ใหม่ทุกครง้ั ก่อนจะลงมอื ท�ำจริง
ส่วนท่ี 1 : เอาเครื่องเสียงชุดเก่าออกมา
1. ดงึ เบรกมอื ขนึ้ และดงึ สายไฟขวั้ ลบออกจากแบตเตอร่ี ตอ้ งทำ� ทกุ ครงั้
เพอ่ื ปอ้ งกนั ไฟฟา้ ลดั วงจรขณะตดิ ตงั้ สำ� หรบั คำ� แนะนำ� เรอื่ งการถอดขว้ั
แบตเตอร่ี ใหด้ ูทคี่ ่มู ือวิธีการถอดแบตเตอรร่ี ถยนต์
2. ไขสกรูทุกตัวท่ียึดกรอบหน้าท่ีครอบเอาไว้ออก ตรวจสอบ
ให้ดีทุกครั้งว่าไขสกรูออกครบทุกตัวแล้ว มิฉะน้ันอาจจะเสียหายได้
งานประดบั ยนต์ 23
3. ดึงกรอบทค่ี รอบตรงเคร่อื งเสียงเอาไวอ้ อก ส�ำหรบั รถบางคนั
อาจต้องเอากรอบพลาสติกออกด้วย ส่วนใหญ่ท�ำได้ง่าย ๆ เมือ่ แกะ
จากลา่ งขึน้ บน
- ถ้าจ�ำเป็นต้องเอาปุ่มหรือล้ินชักออก ให้ท�ำก่อนท่ีจะดึงกรอบออก
- ใชม้ อื หรอื อุปกรณ์ทใ่ี ชง้ ัดแงะในการช่วยแกะ อปุ กรณอ์ อกแบบมาเพอ่ื การแกะโดยเฉพาะ
และจะไม่ท�ำให้ช้ินส่วนน้ันพัง
4. ดงึ ชนิ้ สว่ นอน่ื ๆ ทส่ี ำ� คญั ออก หากจำ� เปน็ ตอ้ งดงึ ชน้ิ สว่ นอนื่ ออก
กอ่ นทจี่ ะนำ� เครอ่ื งเสยี งออกมา ให้ท�ำการปลดสายไฟที่เชื่อมต่อออก
ถ่ายรูปเอาไวว้ า่ แต่ละสายเช่ือมต่อยังไง ปอ้ งกนั การลมื เวลาตอ่ กลบั
5. นำ� เครอ่ื งเสยี งออกมา รถแตล่ ะรนุ่
จะมีตัวยึดในต�ำแหน่งที่ไม่เหมือนกันและจ�ำนวนไม่เท่ากัน
- หากเครื่องเสียงถูกยึดไว้ด้วยสกรูหรือนอต ให้ไขออก
ด้วยเคร่ืองมือท่ีเหมาะสม เช่น ไขควง หรือประแจ
- ถา้ หากเครอ่ื งเสยี งไมไ่ ดถ้ กู ยดึ ไวด้ ว้ ยสกรหู รอื นอต แสดงวา ่
ต้องใช้อุปกรณ์หรือกุญแจส�ำหรับถอดเคร่ืองเสียงโดยเฉพาะ อุปกรณ์น้ีจะพบได้กับรถบางย่ีห้อ
มักจะเป็นลักษณะเหมือนเกือกม้ายาว ๆ หรือเป็นวงกลมด้านหน่ึง ส่วนอีกด้านเป็นแท่งมีแฉก
สามารถหาซอื้ ได้ตามรา้ นอะไหล่รถยนต์ทวั่ ไป
- สอดกญุ แจเขา้ ไปในชอ่ งเลก็ ๆ ด้านหนา้ สองช่องของเครือ่ งเสยี ง ตอ้ งปลอ่ ยใหเ้ ครอื่ งเสยี ง
อยู่กับที่ จากนั้นเล่ือนกุญแจเข้าไปให้ลงล็อกจนกระท่ังรู้สึกว่าตัวเครื่องเสียงหลุดออกมาแล้ว
เพียงเท่านี้ก็สามารถดึงออกมาได้อย่างง่ายดาย
6. ดึงเครื่องเสียงออกมาจากช่องใส่ สามารถใช้คีมปากแหลม
คีบเอาไว้ท่ีขอบเพื่อช่วยดึงออกมาได้ คอ่ ย ๆ ดึงออกมาเบา ๆ และ
ถ้าหากดงึ ออกมาไมไ่ ด้ ลองเช็กดวู า่ ลมื ถอดสกรูตัวไหนหรือไม่
24 บทท่ี 1 อุปกรณ์ในระบบเสียงรถยนต์
7. ถ่ายรูปแบบการเช่ือมต่อสายไฟเข้ากับเครื่องเสียง น่ีเป็น
ขั้นตอนที่ส�ำคัญเพราะรูปภาพที่ถ่ายไว้จะช่วยให้ต่อวงจรเครื่องเสียง
ชุดใหม่ได้ถูกต้อง
8. ถอดสายไฟท่ีเชื่อมต่ออยู่ออก จะเห็นได้ว่ามีชุดสายไฟเช่ือม
ต่อเอาไว้ ต้องปลดมันออก
- อย่างแรกใหถ้ อดสายอากาศออก ส่วนใหญ่จะเป็นสายไฟ
เสน้ หนาทตี่ อ่ แยกจากอนั อนื่ ถา้ ถอดมนั แลว้ จะสามารถขยบั ตวั เครอื่ งเสยี ง
ไดง้ า่ ยขึ้น
- ขนั้ ตอนตอ่ ไปใหป้ ลดชดุ สายไฟออก จะเปน็ สายไฟทีถ่ กู มัดรวมกันเอาไวแ้ ละเช่ือมติดกัน
ดว้ ยหวั พลาสตกิ โดยทห่ี วั พลาสตกิ จะมปี มุ่ ใหก้ ดเขา้ ไปเพอื่ คลายตวั ลอ็ ก
ส่วนที่ 2 : การติดต้ังเคร่ืองเสียงชุดใหม่
1. จบั คสู่ ายไฟของรถกบั เครอ่ื งเสยี งชดุ ใหม่ ซง่ึ หวั ตอ่ แตล่ ะหวั อาจจะเหมอื นหรอื แตกตา่ งกนั ไป
- เพ่อื ความปลอดภยั ตรวจสอบแผนผงั วงจรทั้งของรถยนตแ์ ละเคร่ืองเสียงเพอ่ื ใหแ้ นใ่ จวา่
ต่อถูกต้อง
- หากไม่ได้มัดสายไฟรวมกันไว้เป็นชุด จะต้องเชื่อมต่อสายไฟด้วยตนเอง สายไฟจะม ี
สีเฉพาะของมัน แต่ก็เป็นไปได้ที่สีของสายไฟจะไม่ตรงกัน เป็นการดีท่ีสุด ถ้าศึกษาผังวงจรที่มีมา
ใหพ้ รอ้ มกับเคร่ืองเสียง
- ตอ่ สายไฟเข้าดว้ ยกนั ซึ่งจะมีวิธีการอยู่สองแบบ คือ ใชค้ ลปิ หนีบสายไฟ หรือบัดกรี
การหนีบให้ติดกันจะง่ายและเร็วกว่า แต่การบัดกรีจะคงทนและ
ปลอดภัยกว่า ขอให้แน่ใจว่าใช้ตัวหนีบท่ีมีขนาดพอเหมาะและอย่า
พยายามพันสายไฟด้วยเทปธรรมดา เพราะมันจะหายเหนียวและ
หลุดออกเอง ให้รัดไว้ด้วยเทปพันสายไฟดีกว่า
2. ใสอ่ ปุ กรณก์ ารตดิ ตง้ั ถ้ายงั ไมม่ ปี ระสบการณใ์ นการติดต้ัง ใหท้ ำ�
ตามขนั้ ตอนในคมู่ อื ซงึ่ โดยทว่ั ๆ ไปเปน็ แคก่ ารตดิ อปุ กรณเ์ ขา้ กบั แผน่ ยดึ
เครอ่ื งเสยี ง กดลงไปบริเวณใกล้เคยี งกับชอ่ งใสส่ กรขู ณะไขเพ่อื ให้แน่ใจ
วา่ แผน่ ยดึ จะอยใู่ นตำ� แหนง่ ทถี่ กู ตอ้ ง
งานประดับยนต์ 25
3. ต่อเข้ากับระบบไฟฟ้า โดยท่ัว ๆ ไปถ้ามีชุดสายไฟอยู่แล้ว
ก็เพียงแค่ต่อมันเข้ากับช่องเสียบเท่าน้ัน ถ้าไม่ได้ใช้ชุดสายไฟที่มัด
รวมกันไว้จะต้องต่อเข้ากับระบบด้วยตนเอง ลองดูว่าระบบของรถ
เปน็ แบบสลับ (มักจะเป็นสีแดง) หรอื เป็นแบบตรง (มักจะเป็นสเี หลอื ง)
ซ่ึงส�ำหรับรถบางรุ่นอาจจะมีทั้งสองอย่าง ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
ให้ติดต่อบริษัทผู้ผลิต
4. ตอ่ สายดนิ
- ถา้ เปน็ ชดุ สายไฟ สายดนิ จะเชอื่ มตอ่ เมอื่ เสยี บชดุ สายไฟเขา้
ดว้ ยกนั
- ถ้าไม่ได้เป็นชุดสายไฟ จะต้องหาข้อตอ่ สายไฟ และสกร ู
ท่ีใส่อยู่กับโครงรถหรือแชสซี คลายเกลียวออกแล้วสอดสายดิน
(ปกติจะมสี ีดำ� ) เข้าไปขา้ งใต้ แล้วคอ่ ยไขกลบั ใหแ้ นน่
- ค�ำนึงอยู่เสมอว่าการต่อสายดินจะส�ำคัญมากต่อคุณภาพเคร่ืองเสียง ถ้าสายดินไมไ่ ด้
เช่ือมตอ่ อย่กู บั โครงเหล็กเปลือย มนั จะไมท่ �ำงาน และถา้ หากไขไมแ่ น่นพอ อาจจะท�ำใหเ้ สียงทไ่ี ด้
ออกมาไม่ดี สามารถนำ� กระดาษทรายมาขดั บริเวณนัน้ เพอ่ื ให้แนใ่ จวา่ เช่ือมต่อได้อย่างดี
5. ต่อสายไฟอ่ืน ๆ ต่อสายอากาศและหม้อแปลงเครื่องเสียง
เข้ากับชุดสายไฟของรถยนต์ ต่อสายเปลี่ยนสัญญาณที่เข้ากับระบบ
เครอ่ื งเสยี งรถยนตไ์ ด้ ถา้ ตอ้ งการ
6. ทดสอบเคร่ืองเสียงรถยนต์ เปดิ เครอ่ื งเสยี งรถยนตแ์ ละลอง
ระบบวทิ ยุ AM และ FM รวมทั้งการเลน่ แผน่ ซดี ี ทดสอบการตั้งคา่
ความดงั และบาลานซข์ องเสียง เพ่ือให้แน่ใจวา่ ใชง้ านกับล�ำโพงไดป้ กติ
เมอื่ แนใ่ จแล้วกป็ ิดเคร่อื งเสยี ง
26 บทที่ 1 อุปกรณ์ในระบบเสยี งรถยนต์
ส่วนที่ 3 : จบการท�ำงาน
1. ใสเ่ ครอื่ งเสยี งเขา้ ไปในชอ่ ง เมอื่ ใสเ่ ขา้ ไปจนถงึ ตำ� แหนง่ ทถ่ี กู ตอ้ ง
ควรจะได้ยินเสียงคลิก
2. ประกอบส่วนตา่ ง ๆ กลับเข้าไปเหมือนเดมิ ใส่สกรกู ลบั เขา้ ไป
ท่เี ดมิ เพอื่ ล็อกให้เคร่อื งเสียงอยกู่ บั ท่ี ต่อสายไฟใหเ้ ปน็ เหมือนเดมิ และ
ใส่ปมุ่ กดหรอื ลนิ้ ชักทีถ่ อดออกมากลบั เข้าท่ี
3. ใส่กรอบหน้าบริเวณเคร่ืองเสียงกลับเข้าไปเหมือนเดิม
ตรวจสอบอีกคร้ังว่าสกรูและกรอบทุกอย่างอยู่ในลักษณะท่ีถูกต้อง
ของมัน
4. ลองเครอื่ งเสียงตวั ใหม่ บดิ กญุ แจใหม้ ไี ฟฟ้าเข้าหรือสตาร์ตรถ
อีกคร้งั และลองเลน่ เครื่องเสียงดู รวมทง้ั การตั้งค่าตา่ ง ๆ ต้องแน่ใจวา่
ทกุ อยา่ งสามารถท�ำงานได้อยา่ งปกติ
สรปุ และวจิ ารณผ์ ลการปฏิบัตงิ าน
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
ความเหน็ ของอาจารย์ผู้สอน
……………………………………………………………………………………………………………………………………....
……………………………………………………………………………………………………………………………………....
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
งานประดับยนต์ 27
ใบประเมินผลการปฏิบัติงาน
ชือ่ งาน...................................................................
จุดท่ี ขอ้ ก�ำ หนด คะแนนเต็ม คะแนนที่ได้
1 ปฏิบัตงิ านได้ถูกตอ้ งตามข้ันตอน
2 ช้นิ งานมคี วามเรยี บร้อย
3 ท�ำ งานโดยค�ำ นงึ ถงึ ความปลอดภยั
4 การตรงตอ่ เวลา
5 มีการบ�ำ รงุ รกั ษาเครื่องมอื
6
7
8
9
คะแนนรวม (30 คะแนน)
ผลการประเมนิ ดีมาก ดี พอใช้ ตอ้ งปรบั ปรงุ ต่�ำกว่าเกณฑ์
หมายเหตุ ผลการประเมนิ
ผสู้ อนและผเู้ รยี นแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกนั เพอ่ื กำ�หนดขอบเขตการปฏบิ ตั กิ อ่ น ได้ร้อยละ 80-100 ดีมาก
ลงมือปฏิบตั งิ าน 70-79 ดี
60-69 พอใช้
50-59 ตอ้ งปรับปรงุ
น้อยกวา่ 50 ตำ�่ กว่าเกณฑ์
2บทท่ี ปรรระะถบเภบยทนเสตีย์ ง
แนวคิด
ระบบเสียงรถยนตแ์ บง่ ออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1. ระบบเสียงทีใ่ ช้ไฮเพาเวอร์อยา่ งเดียว หมายถงึ ระบบที่ใชภ้ าคขยายในตัววทิ ยุซดี ี ท�ำหนา้ ท่ี
ในการขับดนั ชดุ ลำ� โพงแต่เพยี งอยา่ งเดยี ว โดยไม่มกี ารใชเ้ พาเวอรแ์ อมป์ภายนอก
2. ระบบเสียงผสมระหว่างไฮเพาเวอร์กับแอมป์ภายนอก หมายถึง ระบบท่ีใช้ภาคขยาย
ในตวั วทิ ยซุ ดี ี รว่ มกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกตั้งแต่ 2 แชนเนลขึ้นไป
3. ระบบเสียงที่ใช้เพาเวอร์แอมป์ภายนอกอย่างเดียว หมายถึง ระบบท่ีใช้เพาเวอร์แอมป์
ภายนอกรับหน้าที่ในการขับชุดล�ำโพงต่าง ๆ รวมถงึ ซบั วฟู เฟอร์ ซึ่งในวิทยุซีดีบางรนุ่ จะมสี วติ ชต์ ัด
การป้อนไฟเขา้ ภาคขยายไฮเพาเวอรใ์ นตัวได้ดว้ ย
สาระการเรียนรู้
1. ระบบเสยี งท่ีใช้ไฮเพาเวอรอ์ ยา่ งเดยี ว
2. ระบบเสียงผสมระหว่างไฮเพาเวอรก์ บั แอมป์ภายนอก
3. ระบบเสียงที่ใช้เพาเวอรแ์ อมปภ์ ายนอกอยา่ งเดยี ว
4. การแบ่งชว่ งความถีใ่ นระบบ
5. การวางแผนระบบเสียงรถยนต์
6. ระบบเสยี งทสี่ มบรู ณ์
สมรรถนะประจำ� บท
1. แสดงความรู้เก่ยี วกับระบบเสียงรถยนต์แต่ละประเภท
2. เลอื กใช้ระบบเสยี งรถยนตท์ ่ใี ห้ประโยชนใ์ ชง้ านได้จรงิ ๆ และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกจิ
3. ตดิ ต้งั เพาเวอร์แอมป์
จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. ระบุประเภทของระบบเสียงรถยนต์
2. อธิบายระบบเสยี งรถยนตแ์ ต่ละประเภท
3. สรุปการแบ่งช่วงความถี่ในระบบ
4. บอกข้นั ตอนการวางแผนระบบเสียงรถยนต์
5. อธบิ ายและยกตวั อย่างระบบเสยี งท่สี มบรู ณ์
2บทท่ี ปรรระะถบเภยบทนเสตยี ์ ง
อุปกรณ์ระบบเสียงได้กล่าวไปแล้วในบทท่ี 1 ในบทนี้จะกล่าวถึงการจัดระบบเสียงรถยนต์
ซึ่งสามารถแยกประเภทออกไดห้ ลายประเภท โดยเฉพาะระบบเสียงรถยนต์ในเมืองไทยน้ัน มีทง้ั ระบบ
เสียงหลกั และเสยี งประยกุ ตเ์ กดิ ขึน้ มากมายตลอดชว่ งระยะเวลา 20 กวา่ ปที ผ่ี า่ นมา โดยประเภทของ
ระบบเสยี งรถยนต์ที่น�ำมาเสนอนี้ จะเนน้ ไปท่ีระบบให้ประโยชน์ใช้งานได้จริง ๆ และเหมาะสมกบั สภาพ
เศรษฐกจิ ของเมืองไทย
ระบบเสียงรถยนต์สามารถท่ีจะแยกประเภทออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
1. ระบบเสียงท่ีใช้ไฮเพาเวอร์อย่างเดียว
2. ระบบเสียงผสมระหว่างไฮเพาเวอร์กับเพาเวอร์แอมป์ภายนอก
3. ระบบเสียงท่ีใช้เพาเวอร์แอมป์ภายนอกอย่างเดียว
1. ระบบเสียงท่ีใช้ไฮเพาเวอร์อย่างเดียว
หมายถึง ระบบที่ใช้ภาคขยายในตัววิทยุซีดีท�ำหน้าที่ในการขับดันชุดล�ำโพงแต่เพียงอย่างเดียว
โดยไม่มีการใชเ้ พาเวอรแ์ อมปภ์ ายนอก แบ่งออกเป็นระบบย่อย ๆ ไดด้ งั น้ี (ดูรูปท่ี 2.1 ประกอบ)
ระบบไฮเพาเวอรห์ นา้ - หลัง ระบบไฮเพาเวอรฟ์ รอนต์สเตจ
รปู ท่ี 2.1 แสดงระบบเสยี งทใี่ ช้ไฮเพาเวอร์อย่างเดยี ว
งานประดับยนต์ 31
• ไฮเพาเวอร์หน้า - หลัง เปน็ ระบบทใ่ี ชภ้ าคขยายในตวั 4 แชนเนล ใช้ 2 แชนเนลแรกขับ
ชดุ ล�ำโพงหน้า และใชอ้ กี 2 แชนเนลขบั ชุดล�ำโพงหลงั โดยเสยี งทไ่ี ปปรากฏกบั ชุดลำ� โพงหนา้ และหลัง
จะเปน็ คลื่นเสยี งแบบฟูลเรนจ์ (ต้ังแตต่ ำ�่ ถึงสูง)
• ไฮเพาเวอรฟ์ รอนตส์ เตจ เป็นระบบทีใ่ ชภ้ าคขยายในตัว 4 แชนเนล พรอ้ มกบั ครอสโอเวอร์
ตดั ความถส่ี งู /ตำ�่ ในตวั วทิ ยซุ ดี ี ทำ� หนา้ ทแ่ี ยก 2 แชนเนล แรกรบั ความถย่ี า่ นสงู เพอ่ื ขบั ชดุ ลำ� โพง แยกชน้ิ คหู่ นา้
และแยก 2 แชนเนลหลัง รับความถ่ีย่านต่�ำขับซับวูฟเฟอร์ที่ไม่กินวัตต์มาก (บางทีอาจใช้วอยซ์คู่)
มีค่าความไวระดบั 94 เดซเิ บล ขน้ึ ไป
2. ระบบเสียงผสมระหว่างไฮเพาเวอร์กับแอมป์ภายนอก
หมายถงึ ระบบท่ีใช้ภาคขยายในตวั วิทยซุ ีดี รว่ มกับเพาเวอรแ์ อมปภ์ ายนอกต้งั แต่ 2 แชนเนล
ข้ึนไป สามารถใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการทางเสียง และช่วยประหยัดงบประมาณในส่วนท่ีมี
ความสำ� คัญรองลงไป แบ่งออกเปน็ ระบบย่อย ๆ ได้ดงั น้ี (ดูรปู ท่ี 2.2 ประกอบ)
ระบบฟรอนต์สเตจไตรแอมป/์ ระบบฟรอนต์สเตจไตรแอมป/์
ระบบไฮเพาเวอร์พ่วงซบั วูฟเฟอร ์ ไฮเพาเวอรเ์ รียร์ฟิลด์ ไฮเพาเวอร์เรียร์ฟลิ ด์
รูปที่ 2.2 แสดงระบบเสียงผสมระหวา่ งไฮเพาเวอรก์ ับแอมปภ์ ายนอก
• ไฮเพาเวอร์พ่วงซับวฟู เฟอร์ เป็นระบบที่ใชภ้ าคขยายในตัว 4 แชนเนล ใช้ 2 แชนเนลแรก
ขบั ชุดล�ำโพงหนา้ แยกช้นิ และใช้อีก 2 แชนเนลขบั ชดุ ลำ� โพงหลัง โดยเสียงท่ไี ปปรากฏกับชุดลำ� โพงหน้า
และหลงั จะเป็นคล่นื เสยี งแบบฟลู เรนจ์ (ตัง้ แต่ต�่ำถึงสูง) หรอื ยา่ นความถ่สี งู (ถา้ ในวิทยซุ ดี ีครอสโอเวอร์
ในตัว) และปล่อยสัญญาณเอาต์พุตจากวิทยุซีดีเข้าไปยังเพาเวอร์แอมป์ที่ควรมีครอสโอเวอร์ ตดั เฉพาะ
•ย่านความถตี่ ่�ำในตัวเพอื่ ใช้ขับซบั วูฟเฟอร์
ฟรอนต์สเตจไบแอมป/์ ไฮเพาเวอร์เรียร์ฟิลด์ เป็นระบบที่ใช้สัญญาณเอาต์พุตชุดหน้าของ
วิทยซุ ีดี ปอ้ นเขา้ เพาเวอร์แอมป์ 2 หรือ 4 แชนเนล ทม่ี คี รอสโอเวอร์แยกย่านความถ่ีสงู และยา่ นความ
ถตี่ �่ำภายใน โดยใช้ 2 แชนเนลแรกขับชดุ ลำ� โพงหนา้ แยกช้ิน และใชอ้ กี 2 แชนเนลบรดิ จ์ขับซับวูฟเฟอร์
(หรือแยกแชนเนลขับกรณีใช้ซับวูฟเฟอร์วอยซ์คอยล์คู่) ส�ำหรับล�ำโพงคู่หลังใช้ขับด้วยชุดภาคขยาย
ไฮเพาเวอรใ์ นตวั วิทยุซดี ี
32 บทท่ี 2 ประเภทระบบเสียงรถยนต์
• ฟรอนตส์ เตจไตรแอมป์/ไฮเพาเวอรเ์ รียรฟ์ ิลด์ เป็นระบบท่ีใชส้ ัญญาณเอาต์พุตชดุ หน้าของ
วทิ ยุซดี ี ป้อนเข้าเพาเวอรแ์ อมป์ 4 แชนเนล 1 เครอ่ื ง และ 2 แชนเนลอีก 1 เครื่อง ที่มีครอสโอเวอร์
แยกย่านความถสี่ งู และยา่ นความถต่ี ำ�่ ภายใน แอมป์ 4 แชนเนล จะใช้ 2 แชนเนลแรกขบั ชดุ ล�ำโพงหนา้
แยกชน้ิ และใชอ้ กี 2 แชนเนลขบั วฟู เฟอร์ สญั ญาณอีกชดุ จากวทิ ยุซีดปี ้อนเขา้ เพาเวอรแ์ อมป์ 2 แชนเนล
เพื่อบริดจ์ขับซับวูฟเฟอร์ (หรือแยกแชนเนลขับ กรณีใช้ซับวูฟเฟอร์วอยซ์คอยล์คู่) ส�ำหรับลำ� โพงคหู่ ลัง
ใชข้ บั ด้วยชดุ ภาคขยายไฮเพาเวอร์ในตัววิทยุ
3. ระบบเสียงที่ใช้เพาเวอร์แอมป์ภายนอกอย่างเดียว
หมายถึง ระบบทใี่ ชเ้ พาเวอรแ์ อมปภ์ ายนอกรบั หนา้ ทใี่ นการขบั ชดุ ลำ� โพงตา่ ง ๆ รวมถึงซบั วฟู เฟอร์
ซงึ่ ในวทิ ยซุ ดี บี างรนุ่ จะมสี วติ ซต์ ดั การปอ้ นไฟเขา้ ภาคขยายไฮเพาเวอรใ์ นตวั ไดด้ ว้ ย จงึ มสี ภาพเปน็ เหมอื นวทิ ยุ
ซดี ใี บ้ หรอื เสมอื นแบบไมม่ ไี ฮเพาเวอร์ แบง่ ออกเปน็ ระบบยอ่ ย ๆ ไดด้ งั น้ี (ดรู ปู ที่ 2.3 ประกอบ)
ระบบซงิ เกิลแอมป์หนา้ - หลงั ระบบไบแอมป์ (ฟรอนตส์ เตจ)
ระบบไตรแอมป์ (ฟรอนตส์ เตจ) ระบบควอดแอมป ์ ระบบเพนตาแอมป์
รปู ที่ 2.3 แสดงระบบเสียงท่ใี ชเ้ พาเวอรแ์ อมป์ภายนอกอย่างเดยี ว
• ซงิ เกลิ แอมปห์ นา้ - หลงั เปน็ ระบบทใี่ ชเ้ พาเวอรแ์ อมป์ 4 แชนเนล รบั สญั ญาณเอาตพ์ ตุ ชดุ
หนา้ - หลงั จากวทิ ยซุ ดี ี เพอ่ื ขบั ชดุ ลำ� โพงหนา้ แยกชนิ้ 2 แชนเนล และขบั ชดุ ลำ� โพงหลงั 2 แชนเนล โดย
•สญั ญาณทป่ี รากฏกบั ลำ� โพงหนา้ หลงั จะเปน็ ฟลู เรนจ์ หรอื เฉพาะยา่ นความถสี่ งู ถา้ ในแอมปม์ คี รอสโอเวอร์
ไบแอมป์ (ฟรอนต์สเตจ) เป็นระบบท่ีใช้สัญญาณเอาต์พุตชุดหน้าของวิทยุซีดีป้อนเข้า
เพาเวอร์แอมป์ 2 หรือ 4 แชนเนล ท่มี คี รอสโอเวอร์แยกยา่ นความถี่สูงและยา่ นความถต่ี ่�ำภายใน โดย
ใช้ 2 แชนเนลแรกขับชุดลำ� โพงหนา้ แยกชิน้ และใชอ้ กี 2 แชนเนลบรดิ จข์ ับซบั วูฟเฟอร์ (หรอื แยกแชนเนล
ขับกรณีใชข้ ับวูฟเฟอร์วอยซค์ อยล์ค่)ู
งานประดบั ยนต์ 33
• ไตรแอมป์ (ฟรอนต์สเตจ) เป็นระบบท่ีใช้สัญญาณเอาต์พุตชุดหน้าของวิทยุซีดีป้อนเข้า
เพาเวอร์แอมป์ 4 แชนเนล 1 เครอ่ื ง และ 2 แชนเนลอกี 1 เครอื่ งท่มี ีครอสโอเวอรแ์ ยกย่านความถสี่ ูง
และยา่ นความถีต่ �่ำภายใน แอมป์ 4 แชนเนลจะใช้ 2 แชนเนลแรกขับชดุ ทวตี เตอร์ และใช้อกี 2 แชนเนล
ขบั มดิ วูฟเฟอร์ สัญญาณอีกชุดจากวิทยุซีดีป้อนเข้าเพาเวอร์แอมป์ 2 แชนเนล เพ่อื บรดิ จข์ บั ซับวฟู เฟอร์
•(หรอื แยกแชนเนลขับ กรณีใชซ้ ับวูฟเฟอรว์ อยซ์คอยลค์ ู)่
ควอดแอมป์ เปน็ ระบบทใ่ี ชส้ ญั ญาณเอาตพ์ ตุ ของวทิ ยซุ ดี ี ปอ้ นเขา้ ครอสโอเวอร์ (อเิ ลก็ ทรอนกิ ส)์
เพอ่ื แยกสว่ นเสยี งออกเปน็ ยา่ นสงู /ยา่ นกลาง/ยา่ นกลางตำ่� /ยา่ นซบั วฟู เฟอร์ โดยใชเ้ พาเวอรแ์ อมป์ 4 แชนเนล
1 เคร่ือง และ 2 แชนเนล อีก 2 เคร่ือง ท่ีจะมีครอสโอเวอร์แยกย่านความถ่ีสูงและย่านความถี่ต�่ำ
ภายในหรือไม่ก็ได้ โดยที่แอมป์ 4 แชนเนลจะใช้ 2 แชนเนลแรกรับสัญญาณย่านสูงขับชุดทวีตเตอร์
และใชอ้ ีก 2 แชนเนลรบั สญั ญาณย่านกลางขบั มิดเรนจ์ และใชแ้ อมป์ 2 แชนเนล รับสญั ญาณกลางตำ่�
ขับวูฟเฟอร์ สัญญาณย่านซับวูฟเฟอร์จะป้อนเข้าเพาเวอร์แอมป์ 2 แชนเนลเพื่อบริดจ์ขับซับวูฟเฟอร์
•(หรือแยกแชนเนลขับ กรณีใช้ซับวูฟเฟอร์วอยซ์คอยล์คู่)
เพนตาแอมป์ เปน็ ระบบทใี่ ชส้ ญั ญาณเอาตพ์ ตุ ของวทิ ยซุ ดี ปี อ้ นเขา้ ครอสโอเวอร์ (อเิ ลก็ ทรอนกิ ส)์
เพอื่ แยกสว่ นเสยี งออกเปน็ ยา่ นสงู /ยา่ นกลาง/ยา่ นกลางตำ�่ /ยา่ นเบสสงู /ยา่ นซบั วฟู เฟอร์ โดยใชเ้ พาเวอรแ์ อมป์
4 แชนเนล 1 เครือ่ ง และ 2 แชนเนล อีก 3 เครอื่ ง ทจ่ี ะมีครอสโอเวอร์แยกยา่ นความถีส่ ูงและยา่ นความ
ถี่ต่�ำภายในหรือไมก่ ็ได้ โดยทีแ่ อมป์ 4 แชนเนลจะใช้ 2 แชนเนลแรกรบั สญั ญาณย่านสูงขบั ชุดทวีตเตอร์
และใช้อีก 2 แชนเนลรบั สัญญาณยา่ นกลางขบั มดิ เรนจ์ และใช้แอมป์ 2 แชนเนลตัวที่หนึ่งรับสัญญาณ
กลางตำ่� ขบั มดิ วฟู เฟอร์ และใชแ้ อมป์ 2 แชนเนลตวั ทส่ี องรบั สญั ญาณเบสสงู ขบั วฟู เฟอร์ และสญั ญาณยา่ น
ซบั วฟู เฟอรจ์ ะปอ้ นเขา้ เพาเวอรแ์ อมป์ 2 แชนเนลตวั ทส่ี ามเพอื่ บรดิ จข์ บั ซบั วฟู เฟอร์ (หรอื แยกแชนเนลขบั
กรณใี ชซ้ ับวฟู เฟอร์วอยซ์คู่)
4. การแบ่งช่วงความถี่ในระบบ
ในการจดั ระบบในแบบมลั ตแิ อมปห์ รอื ใชเ้ พาเวอรแ์ อมปม์ ากกวา่ 2 แชนเนลขนึ้ ไปในการรบั เฉพาะสว่ น
ยา่ นความถเ่ี พอ่ื ขบั ลำ� โพงทเี่ หมาะสมจะตอ้ งมกี ารตดั แบง่ ยา่ นความถอี่ อกเปน็ สว่ น ๆ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเหมาะสม
โดยสัดส่วนและการตดั แบง่ ชว่ งความถน่ี น้ั อาจพิจารณาไดจ้ ากรปู ที่ 2.4
34 บทที่ 2 ประเภทระบบเสยี งรถยนต์
รปู ท่ี 2.4 แสดงการแบง่ ช่วงความถี่ในระบบ
5. การวางแผนระบบเสียงรถยนต์
ไม่ว่าจะซื้อรถคันใหม่ หรือคิดวางแผนระบบเสียงให้กับรถคันเดิมก็ตาม สิ่งแรกท่ีจะต้อง
พิจารณาก็คอื รูปแบบทตี่ ้องการว่าจะทำ� การติดตั้งด้วยตวั เอง หรอื เปน็ การตดิ ตัง้ โดยมืออาชีพทางดา้ นนี้
ซง่ึ ร้านท่จี ำ� หนา่ ยเครอื่ งเสยี งรถยนต์ โดยทั่วไปมักจะมีบริการทางด้านน้ีให้อยู่แล้ว และทางท่เี ป็นไปได้
กค็ วรใหก้ ารตดิ ตงั้ ระบบเสยี งในรถยนตเ์ ปน็ ภารกิจหนา้ ทข่ี องชา่ งมอื อาชพี ดว้ ยวา่ พวกเขามีประสบการณ์
พ้ืนฐานในการใชเ้ ครอ่ื งมือมากกวา่ จึงเปน็ เหตุผลหน่งึ ว่าท�ำไม “ช่างติดต้ังมอื อาชีพ” จงึ เป็นท่ีปรารถนา
ของนักเลน่ เครือ่ งเสยี งรถยนต์
การตดิ ตัง้
การตดิ ตงั้ ระบบเสยี งในรถยนต์นั้น จ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมกี ารตัดเจาะบางสว่ นของตวั ถงั รถ
ซ่งึ การกระท�ำเชน่ นไ้ี ดก้ ็ตอ้ งมเี คร่ืองมอื พเิ ศษ เช่น “ตวั แทะ” (Nibber) ซง่ึ เป็นเคร่ืองมือเฉพาะทางซึ่งจะ
กระทบต่ออปุ กรณห์ รือช้ินสว่ นในรถน้อยที่สดุ
การติดต้งั จะต้องมีการวางแผนการตดิ ตงั้ เสยี งทจ่ี ะได้ยินข้ึนอยู่กับตำ� แหน่งของลำ� โพง ชา่ งติด
ตัง้ มืออาชีพจากร้านที่มมี าตรฐาน ดังรปู 2.5 จะร้ดู ีว่า ต�ำแหนง่ ติดตงั้ ล�ำโพงของระบบควรอยูต่ รงไหนท่ี
จะทำ� ใหไ้ ดย้ ินเสยี งท้งั หมด ไม่ใชแ่ คเ่ พียงบางสว่ น องค์ประกอบส�ำคญั ของการติดต้ังระบบเสยี งไม่ใช่แค่
เพยี งการเดนิ สายให้ถกู ตอ้ งเท่านน้ั แต่ยงั รวมถงึ ขนาดและชนดิ ของสายทใ่ี ช้ ซึ่งจะต้องถูกขนาดเหมาะสม
อกี ดว้ ย
งานประดับยนต์ 35
รูปที่ 2.5 แสดงการติดตัง้ เคร่อื งเสียงจากช่างมอื อาชีพและร้านทไ่ี ดม้ าตรฐาน
ค่าใชจ้ ่ายในการตดิ ตั้ง
เนอื่ งจากปจั จยั ในหลายๆอย่างเช่นประเภทของเครื่องเสยี งทนี่ ำ� มาตดิ ตง้ั ชนดิ ของรถยนตท์ ีน่ �ำมา
ตดิ ตงั้ เหล่าน้ี จึงท�ำใหร้ าคาค่าแรงมีความเปลยี่ นแปลง รวมถึงฝมี ือและประสบการณ์ของชา่ งท่ีแตกต่าง
กันด้วย โดยทว่ั ไป ค่าใชจ้ า่ ยในการตดิ ต้งั จะอยู่ประมาณ 15 - 30% จากราคารวมของชิ้นอปุ กรณใ์ นระบบ
ความเขา้ กันไดข้ องอุปกรณร์ ะบบเสียง
ระบบเสียงแยกช้ินอุปกรณ์ประกอบส�ำหรับรถยนต์น้ัน เป็นการน�ำเอาข้อได้เปรียบของระบบ
แยกชิน้ แบบระบบไฮไฟในบ้านมาจ�ำลองใช้ จึงทำ� ให้สามารถวางแผนระบบเอาไว้ เพ่ือสามารถหาอปุ กรณ์
เสรมิ เพมิ่ เตมิ เข้าไปไดใ้ นภายหลัง
มอี ยสู่ องวธิ ใี นการเพมิ่ เตมิ ระบบเสยี งรถยนต์ โดยเลอื กใชอ้ ปุ กรณป์ ระกอบจากผผู้ ลติ เพยี งรายเดยี ว
เพราะสามารถท�ำงานร่วมกนั ไดเ้ ป็นอยา่ งดี วิธที ่สี องคือ ใชอ้ ุปกรณเ์ สริมจากผผู้ ลิตคนละราย กรณนี ี้
จำ� เปน็ ตอ้ งมคี วามรู้ และประสบการณ์ เพอ่ื ใหแ้ นใ่ จวา่ ระบบเครอ่ื งเสยี งนนั้ จะทำ� งานรว่ มกนั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
การใช้สายน�ำสญั ญาณ
สายน�ำสัญญาณปกติธรรมดาทั่วไป มักจะไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการเช่ือมโยงระหว่าง
ช้ินอุปกรณ์ การเชื่อมโยงจะตอ้ งเปน็ สายทม่ี ีเบอรถ์ ูกต้องเพือ่ ปอ้ งกันการสูญเสยี ของสญั ญาณ อาจจ�ำเป็น
ต้องมกี ารผนึกเป็นอย่างดเี พื่อปอ้ งกนั การเก็บเอาสญั ญาณรบกวนเขา้ มา หรอื ตอ้ งมีการพนั เกลยี วอย่าง
ถูกตอ้ งเพือ่ กันคลื่นสนามแม่เหลก็ เข้ามารบกวน ต้องมเี ปลอื กหุ้มที่ท�ำจากวสั ดุท่ีเป็นฉนวนเพ่ือปอ้ งกันไม่
ให้ฝุ่น สิง่ สกปรก นำ�้ มนั หรอื ไขมนั ตา่ ง ๆ เล็ดลอดเข้ามา ท้ายทส่ี ดุ ตัวสายนำ� สญั ญาณทใ่ี ชเ้ ชือ่ มโยงน้นั
จะต้องต่อเข้ากับหัวแจ็คท่ีแน่นหนาที่ปลายทั้งสองทั้งอินพุตและเอาท์พุตเพราะตัวรถมีการส่ันสะเทือน
การเช่ือมถงึ กนั อยา่ งหลวม ๆ จะใหผ้ ลท่ีไมด่ ี ดังนนั้ การเช่ือมโยงด้วยสายนำ� สญั ญาณจงึ มีผลกบั เรอื่ ง
ของเสียงรบกวน การสญู เสยี ของสัญญาณ และในบางครงั้ มนั จะท�ำใหร้ ะบบเสยี งท้งั ระบบทำ� งานอย่างไม่
สมบูรณ์ได้
36 บทท่ี 2 ประเภทระบบเสยี งรถยนต์
ผลของตำ� แหนง่ ตดิ ตั้ง
ชิน้ อปุ กรณร์ ะบบเสียงในรถยนต์ สามารถท่จี ะท�ำการตดิ ต้ังได้ทั้งในแผงหน้าปัด ใตแ้ ผงหนา้ ปัด
หรือใช้ท้งั สองตำ� แหน่ง อีกทั้งสามารถใชพ้ ้ืนทีใ่ นหอ้ งสมั ภาระส�ำหรบั ชน้ิ อปุ กรณท์ ี่ไมต่ ้องปรบั แตง่ อกี หลงั
จากติดต้ังไปแลว้ แผงหน้าปดั ทง้ั หมดต้องถกู จดั เอาไว้ใหม้ องดูไม่ระเกะระกะ อปุ กรณท์ ่ีอย่ใู นแผงหน้าปดั
จะต้องงา่ ยต่อการใชง้ านของผขู้ ับข่ี ทง้ั ยงั ต้องมีประโยชน์ ถา้ ตอ้ งมีการควบคมุ ปรับแต่งกนั บอ่ ย ๆ
พจิ ารณารูปท่ี 2.6 ประกอบจะเหน็ ว่า การติดตง้ั ในแผงหนา้ ปัดมักมปี ญั หาอยู่เสมอ ซึ่งส่วนมาก
มกั มีช้นั วางขนาดกะทัดรัด พนื้ ท่ที ใ่ี ห้เลอื กใชง้ านในการตดิ ตั้งจึงมีอยนู่ อ้ ย การติดตั้งในแผงหน้าปดั จงึ
ยากกวา่ การติดตัง้ ใตแ้ ผงหนา้ ปัด พนื้ ที่ดา้ นหลังของแผงหน้าปัดโดยปกติจะยุ่งเหยิงไปดว้ ยสายไฟทใี่ ชก้ ับ
ระบบไฟในรถ และบางคร้งั ยากทจี่ ะเคลือ่ นย้ายสายเหลา่ นั้น ยิ่งไปกว่านั้น รถยนตบ์ างรุ่นไมอ่ าจท่จี ะขยาย
เนอื้ ที่ออกไปได้ ดงั น้นั ข้อได้เปรียบเดยี วของการติดตั้งเอาไวใ้ ตแ้ ผงหน้าปัดคอื ความสะดวกงา่ ยดายใน
การตดิ ต้ัง และง่ายตอ่ การถอดหากมกี ารเปลีย่ นแปลงแก้ไขดว้ ย แต่หากพิจารณาในแง่ความสวยงามแลว้
จะส้กู ารตดิ ตง้ั ในแผงหนา้ ปัดไม่ได้ ซึ่งส�ำหรับรถยนตใ์ นรนุ่ ใหม่ๆ แล้วไมค่ อ่ ยมีปญั หานี้มากนัก เพราะมี
ชอ่ งสำ� หรับใส่วทิ ยซุ ีดีมาให้พรอ้ มอย่แู ล้ว
รปู ท่ี 2.6 ต�ำแหน่งการติดตัง้ เครอื่ งเสียงบริเวณหนา้ ปัดรถยนต์
เลอื กล�ำโพงท่ีเหมาะสม
ขน้ั ตอนแรกในการเลอื กลำ� โพงใหก้ ับระบบเสียงที่ไดว้ างแผงไว้ คอื การตดั สนิ ใจวา่ ตอ้ งใชล้ ำ� โพง
วางในตำ� แหนง่ ใดบา้ ง และใชใ้ นขนาดเทา่ ใดจงึ จะเหมาะกบั ชอ่ งลำ� โพงของรถ การใชล้ ำ� โพงแค่ 2 ตำ� แหนง่
(ซา้ ย/ขวา) จะจา่ ยเงนิ นอ้ ยกวา่ และงา่ ยตอ่ การตดิ ตงั้ โดยไม่ท�ำให้เกิดปัญหาใด ๆ อีกทั้งการใช้ล�ำโพงแค่
2 ต�ำแหนง่ กย็ งั ไมต่ อ้ งวุน่ วายกับการตดิ ต้งั เพาเวอรแ์ อมป์ด้วย เพราะในวทิ ยซุ ดี ี มกั มกี ำ� ลงั ขยายใหอ้ ยแู่ ลว้
แตท่ งั้ นตี้ อ้ งเปน็ กรณที ไี่ มไ่ ดค้ าดหวงั วา่ จะซอื้ เพาเวอรแ์ อมปใ์ นอนาคตดว้ ย
อย่างไรก็ดี การใช้ล�ำโพง 4 ต�ำแหน่งจะให้เสียงดังกว่ามาก เพราะล�ำโพงท้ัง 4 ต�ำแหน่ง
(ซ้าย/ขวา/หนา้ /หลงั ) จะทำ� ใหไ้ ดร้ บั ผลของเสยี งลอ้ มรอบหอ้ งโดยสาร และผโู้ ดยสารตอนหลงั กไ็ ดย้ นิ เสยี ง
เพลงได้ดดี ว้ ย และล�ำโพงที่ติดต้ังบนแผงหลังก็มักให้เสียงเบสได้ดีกว่าทางตอนหน้า แต่การใช้ล�ำโพง
งานประดับยนต์ 37
4 ตำ� แหนง่ กท็ ำ� ใหต้ อ้ งเพม่ิ คา่ แรงตดิ ตงั้ ตามไปดว้ ย และตอ้ งเลอื กวทิ ยซุ ดี ที มี่ กี ำ� ลงั ขยาย 4 แชนเนล เพอ่ื ไม่
ใหเ้ กดิ ความเสยี หายขนึ้ กบั ระบบ
ระบบไบแอมป์
ระบบ 2 ทาง คอื ลำ� โพงมดิ วฟู เฟอรแ์ ละทวตี เตอรถ์ กู ขบั ดว้ ยเพาเวอรแ์ อมปข์ นาดกำ� ลงั ขบั ประมาณ
60 วตั ต์ × 2 เมื่อปอ้ นสัญญาณเพ่อื การฟังปกติ แต่เมอ่ื เพิ่มปริมาณความดังเสียงให้มากขน้ึ จากเดิมไปจน
ถงึ ระดบั ท่เี พาเวอรแ์ อมป์มีการคลิปยอดสญั ญาณ อันหมายถงึ ความต้องการทางพลงั เสียงดนตรีนัน้ เกนิ
ขีดความสามารถทีร่ ะบบจะตอบสนองได้ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงกบั ความถีใ่ นระดับที่ต�่ำกวา่ 90 Hz ลงไปน้นั
ความสมบรู ณข์ องเสียงจะเสียไป
ในขณะทรี่ ะบบไบแอมป์ ดงั รปู ที่ 2.7 ซง่ึ เปน็ ระบบทน่ี ยิ มในปจั จบุ นั จะใชเ้ พาเวอรแ์ อมป์ 2 แชนแนล
ตวั หนึ่งในการขับเฉพาะล�ำโพงมดิ วูฟเฟอร์กบั ทวีตเตอร์ โดยรบั ความถเี่ ฉพาะยา่ นความถีส่ งู (ปกติตงั้ แต่
90 Hz ข้นึ ไป) จากครอสโอเวอร์หรืออปุ กรณ์ทต่ี ัดแบ่งความถี่ใดๆ และใช้เพาเวอร์แอมป์ 2 แชนแนลอกี
ตวั หนงึ่ ในการขับเฉพาะลำ� โพงความถต่ี ำ่� (ซบั วฟู เฟอร)์ โดยรบั ความถเ่ี ฉพาะยา่ นความถี่ตำ�่ (ปกตติ ง้ั แต่
90 Hz ลงไป) เม่ือมีการเพิม่ ปริมาณความดงั เสียงใหม้ ากข้ึน เสยี งท้งั หมดจะยังคงความเปน็ ดนตรไี ด้อย่าง
ชัดเจนข้ึน เพราะเพาเวอรแ์ อมปแ์ ต่ละตัวไม่ตอ้ งทำ� งานในยา่ นเสยี งรวมท้งั หมด แตร่ ับผิดชอบเพยี งเฉพาะ
ในย่านความถีท่ ก่ี �ำหนดเทา่ นั้น อาการคลปิ ยอดสัญญาณจงึ แทบไมม่ ีเกิดขึน้ ซึง่ ประโยชนจ์ ริงๆ ของระบบ
ไบแอมป์นนั้ มอี ยู่ด้วยกนั 3 ขอ้ หลกั ๆ คอื
1. เลอื กใช้ล�ำโพงซบั วูฟเฟอร์ความถตี่ �่ำกับล�ำโพงกลาง/แหลมทม่ี ีคณุ สมบัติเฉพาะได้
2. เลือกซบั วูฟเฟอร์และล�ำโพงกลาง/แหลมที่มีความไวตอบสนองแตกตา่ งกนั ได้
3. ให้ประสิทธภิ าพของเฮดรูมและไดนามคิ เรนจท์ ด่ี ีมาก
(CH 1 - 2) MULTIMEDIA HEAD UNIT กลอ้ งมองหลงั
TUBE AMP (CH 3 - 4)
(CH 5 - 6)
FRONT FRONT . AMP
SUB
REAR REAR
2 - WAY System 2 WAY Coaxial
รปู ที่ 2.7 ระบบจดั ชุดเคร่อื งเสียงแบบไบแอมป์
ผลทไี่ ดจ้ ากการจัดระบบเปน็ ไบแอมปเ์ หลา่ นี้ ด้วยงบประมาณที่เทา่ ๆ กันน้ัน หากสามารถจดั ให้
อยู่ในรปู แบบไบแอมปไ์ ด้ จะไดเ้ ปรียบกวา่ ระบบชงิ เกล้ิ แอมป์ท่วั ไป บอ่ ยครง้ั จะพบวา่ การเลือกใช้สนิ ค้า
38 บทท่ี 2 ประเภทระบบเสียงรถยนต์
คุณภาพปานกลางแต่จดั ระบบเปน็ ไบแอมป์ อาจจะให้ผลดกี ว่าเลอื กสินคา้ คณุ ภาพสงู แต่วางระบบเป็น
ซิงเกลิ้ แอมป์
6. ระบบเสียงที่สมบูรณ์
ระบบเสยี งท่สี มบูรณ์ คอื “คุณภาพน�้ำเสยี ง” (Tone Quality) ซ่ึงสำ� หรับระบบท่ีมกี ารจัดระบบ
อยา่ งดแี ลว้ จะใหค้ วามรสู้ กึ ทมี่ ชี วี ติ ชวี าของเสยี งเพลงไดด้ ี นนั่ หมายความวา่ ระบบเสยี งนนั้ จะตอ้ งนำ� เสนอ
เสยี งเพลงไดต้ ้งั แต่ยา่ น 20 Hz – 20,000 Hz ระบบเสยี งทีด่ จี ะให้การตอบสนองความถีไ่ ดอ้ ยา่ งราบรน่ื
สมำ่� เสมอ
ระดบั เสยี งดนตรี (System Loudness)
ระดับเสยี งของดนตรเี ริ่มจากระดับความดงั 35 dB ไปจนถึง 115 dB (คอื ระดบั ของช้นิ ดนตรี
ที่เบาสุดกบั ชิ้นดนตรที ่ีดังสุด) ความแตกต่างกนั ของระดบั เสยี งดนตรนี ี้ จะแฝงอยใู่ นทกุ ยา่ นความถี่ ใน
ระบบเสียงที่ดีจะต้องให้พลังขับดันระดับเสียงทั้งจากช้ินดนตรีท่ีเบาสุด และช้ินดนตรีท่ีดังสุดในระดับ
ความเพย้ี นของสญั ญาณแบบ THD ทไ่ี มเ่ กนิ 0.003% โดยไมจ่ ำ� กดั อยทู่ ช่ี น้ิ ดนตรเี บาหรอื ดงั หมายความวา่
ไมว่ า่ จะเปน็ เสยี งตบเบส (Slap Bass ) เสยี งกลองใหญร่ วั (Rail Bass Drum) หรอื เสยี งฉาบ (Ride Cambell)
จะตอ้ งมีระดบั ความเพีย้ นไมเ่ กิน 0.003%
จินตภาพเสียง 3 มิติ (Stereo Imaging)
คือ ความกว้าง-สูง-ลึกของเสียงท่ีได้ยินจากระบบ ขึ้นอยู่กับต�ำแหน่งของการติดตั้งล�ำโพงและ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลำ� โพงกบั หูผูฟ้ งั ระบบเสียงทีด่ จี ะตอ้ งอาศยั การตดิ ต้งั ตวั ขับเสยี งหรอื ล�ำโพงให้ผล
ตามตำ� แหนง่ ของผูฟ้ ังจนไดค้ วามกวา้ ง-ลกึ ตามต้องการ ความถกู ต้องของต�ำแหน่งลำ� โพงซา้ ย-ขวา ด้าน
หน้า-หลัง รวมถึงความสูง/ต�่ำของการติดตั้งล�ำโพง สิ่งเหล่านี้คือความส�ำคัญส�ำหรับการได้ยินเสียงท่ี
สะอาดชัด และไม่บดบงั ความเปน็ สเตอริโอ สงั เกตได้จากการฟังระบบเสียงนั้น ว่าเสียงเพลงที่ไดย้ ินน้ันมี
การแยกช้นิ ดนตรีแตล่ ะชนดิ และในต�ำแหน่งท่ถี ูกต้องหรอื ไม่
บรรยากาศรายลอ้ ม (Ambience)
นอกเหนือจากการจัดต�ำแหน่งล�ำโพงเพ่ือให้การตอบสนองที่ชัด ให้ความกว้าง - สูง - ลึกของ
ดนตรีแล้ว ยงั ตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ความรสู้ กึ ทม่ี ตี อ่ บรเิ วณปลอดแหลง่ เสยี ง ทเี่ รยี กวา่ บรรยากาศรายลอ้ ม หรอื
แอมเบยี นซ์ (Ambience) ในการบันทกึ เสียงดว้ ย สิ่งนเี้ องที่เราเรยี กกนั ว่า ความมีชวี ิตชวี าของเสยี ง
ยามใดกต็ ามทไี่ ดร้ สู้ กึ เหมอื นอยใู่ น “งานแสดงดนตรจี รงิ ๆ” แสดงวา่ ระบบเสยี งชดุ นน้ั ๆ ใหก้ ารผสมผสาน
ทศิ ทางของเสียงจากล�ำโพง และผลการสะท้อนของเสยี งจากภายในหอ้ งโดยสารในรถคันนัน้ ได้อยา่ งดี
การผสานทศิ ทางจากเสยี งของลำ� โพงกบั เสยี งทส่ี ะทอ้ นในหอ้ งโดยสาร เปน็ เรอ่ื งทต่ี อ้ งระมดั ระวงั พอสมควร
งานประดับยนต์ 39
ในระบบเสียงทยี่ อดเย่ียมจะต้องให้ความสมดุลทางธรรมชาตขิ องเสียงจากล�ำโพงโดยตรงได้ 80% และ
เสยี งจากการสะทอ้ นภายในหอ้ งโดยสารอกี 20% อนั ยงั ผลใหเ้ กดิ นำ�้ เสยี งในลกั ษณะใกลเ้ คยี งกบั การแสดง
ดนตรีจรงิ ๆ
7. การประมาณราคา
เครือ่ งเสยี งติดรถยนต์สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ระดบั คอื
- เครื่องเสยี งระดับมาตรฐาน (Standard Grade) เปน็ เคร่อื งเสียงติดรถยนตท์ ่ีอยใู่ นระดบั ท่ี
ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในตลาดเครื่องเสียง ระดับราคาของเครื่องเสียงในระดับนี้จะมีราคาต�่ำกว่า
15,000 บาทต่อเครอ่ื งเสียง 1 ชุด
- เคร่อื งเสียงระดับเกนิ มาตรฐาน (Upper Standard) เปน็ เครื่องเสยี งทม่ี คี ณุ ภาพที่สูงกว่า
ระดับมาตรฐาน ซึ่งเป็นเครอ่ื งเสียงทีเ่ กินความจำ� เป็นทีจ่ ะใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ราคาจะอยทู่ ีร่ ะดับ 15,000
– 50,000 บาทตอ่ เครอ่ื งเสยี ง 1 ชุด
- เคร่อื งเสียงระดบั พรีเมย่ี ม (Premium Grade) เป็นเครอื่ งเสยี งที่ใหค้ ุณภาพของเสียงหรอื
ภาพทส่ี ูงมาก ราคาจะอยู่ที่ระดับมากกว่า 50,000 บาทต่อเครื่องเสยี ง 1 ชดุ
โดยทวั่ ไป ตวั แทนจำ� หนา่ ยจะรวมคา่ ตดิ ตง้ั ไวก้ บั ชดุ เครอ่ื งเสยี งไวอ้ ยแู่ ลว้ ยกเวน้ กรณที ล่ี กู คา้ เตรยี ม
ชดุ เสียงไปเอง โดยจะคดิ คา่ ตดิ ต้งั อปุ กรณต์ า่ ง ๆ (ซึ่งรวมถึงตวั ต้ทู ่ีอาจจะต้องสร้างขนึ้ มาตา่ งหาก) แยก
ออกไป ราคามาตรฐานตามแต่จะตกลงกัน พอจะสรุปไดด้ งั น้ี (ราคาปี 2560)
- ท�ำแผงเสริมสำ� หรบั ล�ำโพงขนาด 6 x 9 ราคาประมาณ 1,000 บาท
- ท�ำแผงเสริมสำ� หรบั ลำ� โพง 6 นิ้ว แยกช้นิ ราคา 1,000 บาท
- ท�ำแผงซาวดเ์ ต็มตู้ ราคาประมาณ 2,500 บาท
- หลอ่ เบา้ ทวิสเตอร์ เสาหนา้ คู่ ราคาประมาณ 2,500 บาท
- ท�ำเบา้ หชู ้าง ราคาประมาณ 1,500 บาท
- ซาวด์ประตูเต็ม คู่ละ (รถกระบะ) ราคาประมาณ 2,000 บาท
- ซาวด์ประตู ธรรมดา ราคาประมาณ 1,500 บาท
- ท�ำแผงแอมปฝ์ ังซา้ ยขวา ราคาประมาณ 2,000 บาท
- ค่าแรงติดตงั้ TV แบบปอ็ บอัพ ราคาประมาณ 800 บาท
- คา่ แรงตดิ ตงั้ ปรีแอมป์ ราคาประมาณ 500 บาท
- ตีตู้สูตรส�ำหรับซับวฟู เฟอร์ 2 ดอก ตูเ้ ปิดหรือตู้ปดิ ราคาประมาณ 3,500 บาท
- ตตี ู้สูตรส�ำหรับซับวฟู เฟอร1์ ดอก ต้เู ปิดหรือตูป้ ิด ราคาประมาณ 2,500 บาท
- ท�ำแผงซาวดห์ น้าตู้ซบั วฟู เฟอร์ ราคาประมาณ 1,500 บาท
40 บทท่ี 2 ประเภทระบบเสยี งรถยนต์
- ค่าแรงติดตัง้ ล�ำโพงคูห่ นา้ ประมาณ 300 บาท
- ค่าแรงตดิ ตัง้ ลำ� โพงคู่หลัง ประมาณ 300 บาท
- ค่าแรงตดิ ตั้งวทิ ยุ ประมาณ 300 บาท
- คา่ แรงตดิ ต้ังเพาเวอรแ์ อมป์ ตัวละประมาณ 500 บาท
- ค่าแรงเดินระบบไฟฟา้ ประมาณ 1,500 บาท
- คา่ สายไฟ สายสญั ญาณตามท่ใี ช้
งานประดบั ยนต์ 41
แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทักษะ 2บทท่ี
จงตอบคำ� ถามต่อไปนี้
1. ระบบเสียงรถยนต์สามารถท่ีจะแยกประเภทออกได้เป็นก่ีประเภท อะไรบ้าง
2. อธิบายการจัดชุดเคร่ืองเสียงรถยนต์แบบไฮเพาเวอร์ฟรอนต์สเตจ มาพอสังเขป
3. อธิบายการจัดชุดเครื่องเสียงรถยนต์แบบฟรอนต์สเตจไตรแอมป์/ไฮเพาเวอร์เรียร์ฟิลด์
มาพอสังเขป
4. อธิบายการจัดชุดเคร่ืองเสียงรถยนต์แบบควอดแอมป์ มาพอสังเขป
5. อธิบายการต่อชดุ เคร่อื งเสยี งรถยนตแ์ บบระบบไบแอมป์ และประโยชน์ท่ีได้จากการต่อแบบน้ี
6. การเพ่ิมอุปกรณ์เข้าไปในระบบเครื่องเสียงเดิมน้ัน ต้องพิจารณาส่ิงใดก่อนเสมอ
7. ระบบเสยี งทสี่ มบรู ณ์ วดั ในเชงิ ของฟสิ กิ ส์ (ไมใ่ ชเ่ ชงิ ของความพอใจสว่ นตวั ) พิจารณาได้จากอะไร
8. อธิบายความส�ำคัญของ “ระดับเสียงดนตรี” มาพอสังเขป
9. การผสมผสานทิศทางของเสียงจากล�ำโพง และผลการสะทอ้ นของเสยี งจากภายในหอ้ งโดยสาร
ในรถได้อย่างดีน้ัน มีอัตราส่วนที่เหมาะสมเป็นอย่างไร
10. อธิบายความหมายของจินตภาพเสียง 3 มิติ มาพอสังเขป