The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2101-2113 งานประดับยนต์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by luziferclub, 2021-10-05 05:05:45

2101-2113 งานประดับยนต์

2101-2113 งานประดับยนต์

Keywords: 581666

สาระการเรียนรู้

1. อปุ กรณท์ ี่ใช้
2. ข้นั ตอนการปฏบิ ัติ
3. การน�ำสติกเกอร์ไปปิดลงบนงานท่จี ะตกแตง่
4. การแปะสตกิ เกอรใ์ สเคลือบ
5. การทำ� สติกเกอร์มากกวา่ หนง่ึ สี
6. ปัญหาในงานตดั สตกิ เกอร์
7. การทำ� สติกเกอรข์ นาดใหญโ่ ดยการแบง่ ยอ่ ย

สมรรถนะประจำ� บท

1. แสดงความร้ใู นเรอื่ งงานตกแตง่ ตัวถงั สตกิ เกอร์
2. ตดั สตกิ เกอรต์ กแตง่ ตวั ถงั รถใหส้ วยงาม

จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

1. อธบิ ายและปฏบิ ัตกิ ารใช้อปุ กรณท์ ี่ใชใ้ นงานตกแตง่ ตัวถงั ด้วยสติกเกอร์
2. ล�ำดับขนั้ ตอนการปฏิบัติการตกแตง่ ตวั ถังดว้ ยสติกเกอร์
3. ปฏบิ ัตกิ ารน�ำสติกเกอร์ไปปดิ ลงบนงานทีจ่ ะตกแตง่ และการแปะสตกิ เกอรใ์ สเคลอื บ
4. อธิบายและปฏบิ ตั กิ ารทำ� สติกเกอรม์ ากกว่าหนึง่ สี
5. ระบปุ ัญหาทีพ่ บในงานตัดสตกิ เกอร์
6. ลำ� ดบั ขน้ั ตอนและปฏิบตั ิการทำ� สตกิ เกอรข์ นาดใหญโ่ ดยการแบง่ ยอ่ ย

5บทท่ี งดาว้นยตสกตแกิตเง่ กตอัวรถ์ งั

วธิ ที ่ีงา่ ยทสี่ ุดสำ� หรบั งานประดับยนต์ คือ การตกแต่งดว้ ยสติกเกอร์ ซง่ึ สามารถทจ่ี ะเพม่ิ ลวดลาย
ข้อความทช่ี อบ หรือเพื่อการโฆษณาสนิ ค้าลงบนรถ ดงั รปู ที่ 5.1

รูปที่ 5.1 ตัวอย่างการตกแต่งรถด้วยสติกเกอร์

1. อุปกรณ์ท่ีใช้ รูปที่ 5.2 แผ่นสติกเกอร์
แผ่นสติกเกอร์

แผ่นสติกเกอร์ท่ัวไปจะมีขนาดประมาณกระดาษโปสเตอร์
หนึ่งแผ่น ดังรูปที่ 5.2 มีจ�ำหน่ายตามร้านขายเครื่องเขียน หรือ
แผนกเครื่องเขียนตามห้างต่าง ๆ หรืออาจจะมาเป็นม้วนก็ได้

94 บทที่ 5 งานตกแตง่ ตัวถังด้วยสตกิ เกอร์
สติกเกอร์แผ่นลักษณะนี้แบ่งตามลักษณะของสีได้สามประเภทใหญ่ ๆ ดังรูปที่ 5.3 คือ
1. สติกเกอร์สีพื้น เป็นสติกเกอร์สีพ้ืนทั่วไป เช่น สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีด�ำ สีขาว เป็นต้น
2. สติกเกอร์สีสะท้อนแสง มีลักษณะเหมือนกากเพชรสะท้อนแสงระยิบระยับ โดยทั่วไป
มักเป็นสีเงิน หรือสีทอง แต่ก็อาจมีบ้างท่ีเป็นสีอ่ืน เช่น ม่วง แดง เขียว เป็นต้น
3. สติกเกอร์ใส มีลกั ษณะใส คลา้ ยสก็อตช์เทปแผ่นใหญ่ แตเ่ นื้อเหนยี วและหนากวา่ มักเอาไว้
ใช้ปิดเคลือบสติกเกอร์ท่ีตัดแล้วอีกทีหน่ึง เพ่ือกันร่อน ลอก และกันการถูกแกะ
การตัดสติกเกอร์ส�ำหรับลวดลาย จะใช้
สติกเกอร์ประเภทแรกหรือประเภทสองเป็นหลัก
สว่ นสตกิ เกอรใ์ สมหี นา้ ทไ่ี วป้ ดิ เคลอื บงานทเ่ี สรจ็ แลว้
การตดั สตกิ เกอรใ์ นกรณนี จี้ ะใชส้ ตกิ เกอรผ์ วิ พลาสตกิ
เทา่ น้นั ไมแ่ นะน�ำสติกเกอร์ผวิ กระดาษ

รูปท่ี 5.3 ประเภทของสติกเกอร์

มีดตัดฉลุ คัตเตอร์ด้ามเล็ก มีดตดั ฉลุ หรอื คตั เตอร์ดา้ มเล็ก

รูปที่ 5.4 มีดตัดฉลุและคัตเตอร์ด้ามเล็ก มีดตัดฉลุและคัตเตอร์ด้ามเล็ก ดังรูปท่ี 5.4 ท้ัง
สองแบบ ใชใ้ นงานตดั สติกเกอรไ์ ด้ โดยทำ� หน้าทก่ี รดี ลง
ไปบนสตกิ เกอรเ์ พอื่ ให้เป็นลวดลายที่ต้องการ อย่างไร
กต็ าม แนะน�ำให้ใช้มีดตัดฉลมุ ากกว่า เนอ่ื งจากการตัด
สตกิ เกอรด์ ว้ ยมอื ตอ้ งเกรง็ แขนตอ่ เนอื่ งเปน็ ระยะเวลานาน
โดยเฉพาะมือและปลายนิ้ว มีดตดั ฉลุจะมรี ปู ทรงคลา้ ย
ปากกา ซง่ึ จะถนดั และสบายมอื มากกวา่ เวลาจบั ตอ่ เนอ่ื ง
นาน ๆ อีกประการหนึ่งคือ คัตเตอร์ด้ามเล็กมักจะ
ประคองใบมดี ได้ไม่นง่ิ เทา่ ไหร่ ซง่ึ ทำ� ใหค้ วบคุมทศิ ทาง
ยากกว่า ควบคู่กับคตั เตอร์ควรมแี ผ่นรองตัด ดงั รูปที่ 5.7
เพื่อรักษาความคมของใบมดี

แบบทจ่ี ะใช้ตดั สติกเกอร์

เปน็ แบบทเี่ ราจะใช้ติดลงบนสตกิ เกอร์ (ชัว่ คราว) เพือ่ ท่ีจะตัดตามรอยของแบบ ซึ่งจะวาดเอง จะ
ถา่ ยเอกสาร หรือจะพมิ พจ์ ากเคร่ืองพิมพ์กไ็ ด้ โดยมีข้อแนะน�ำดงั นี้
- ควรเปน็ กระดาษพมิ พ์งานปกติ (กระดาษ 70 - 80 แกรม) ซึง่ มคี วามหนาก�ำลงั ดี ไม่เปือ่ ยยุ่ย
ง่ายเกินไปเมื่อโดนความชื้นจากกาว

งานประดบั ยนต์ 95

- ไม่ว่าจะวาดเอง หรือพิมพ์ หรือถ่ายเอกสารก็ตาม หมึกท่ีใช้ควรเป็นหมึกที่ทนน�้ำเท่าน้ัน
เชน่ ถ้าเปน็ การพิมพ์ อยา่ เปน็ การพมิ พ์จาก Inkjet Printer หรอื ถา้ วาดเองกอ็ ยา่ วาดจากปากกาเคมี
ทโ่ี ดนนำ้� แลว้ หมกึ กระจาย เปน็ ตน้ เพราะถา้ หมกึ ไมท่ นนำ้� เมอ่ื เจอกาวเขา้ ไปแลว้ จะเละจนดลู ายไมอ่ อก
ท�ำให้ยากต่อการตัด
- ภาพแบบที่ใช้ ควรเป็นลักษณะของเส้นที่ตัดกันชัดเจน เห็นได้ชัดว่าส่วนไหนจะตัด
ส่วนไหนจะลอกทิง้ ส่วนไหนจะคงไว้ (เชน่ ภาพตัวอยา่ ง ขาวด�ำ ชัดเจน ไม่มีสีเทา ไม่มี Gradient ฯลฯ)

กาวนำ�้ ใส และกระดาษกาว
ดงั รปู ท่ี 5.5 สองอยา่ งนอี้ าจจะดเู ปน็ ของหางา่ ยจนไมน่ า่ จะสำ� คญั ความจรงิ แลว้ สองอยา่ งนสี้ ำ� คญั มาก
และมากจนไม่แนะน�ำให้ใช้อย่างอ่ืนทดแทนด้วย เช่น กาวน�้ำใสก็ควรใช้กาวน�้ำใสลักษณะน้ีเท่านั้น
ไมส่ ามารถใชก้ าวลาเทก็ ซ์ แปง้ เปยี ก หรอื กาวยฮู้ ู (UHU) แทนได้ เน่ืองจากกาวประเภทน้ี มคี ุณสมบัติ
ตดิ แนน่ พอประมาณ แตเ่ วลาลอกกระดาษ (ภาพแบบ)
ที่ติดกับสติกเกอร์อยู่ กาวจะไม่ทำ� ใหก้ ระดาษติด
บนสตกิ เกอรเ์ ปน็ ขยุ ซึ่งหากใชก้ าวชนิดอืน่ ก็ต้อง
เช็ดคราบออก
ส่วนกระดาษกาว ก็มีคุณสมบัติคล้าย ๆ
กับกาวน�้ำ คอื มคี วามเหนยี วของกาวแค่พอจะ
ตดิ อะไรไดบ้ า้ ง แตเ่ มอื่ ถงึ เวลาจะดงึ ออก กส็ ามารถ กาวน�้ำใส
ดงึ ไดโ้ ดยงา่ ย แนะนำ� ใหใ้ ชก้ ระดาษกาวทม่ี ดี า้ นกวา้ ง กระดาษกาว

คอ่ นข้างกวา้ งประมาณ 1.5 - 2 น้วิ รูปท่ี 5.5 กาวน้�ำใสและกระดาษกาว

แผ่นรีดไล่ฟองอากาศ บัตรพลาสติก แผน่ รดี ไลฟ่ องอากาศ หรอื บตั รพลาสตกิ

รูปที่ 5.6 แผ่นรีดไล่ฟองอากาศ แผน่ รดี ไลฟ่ องอากาศ ดงั รปู ที่ 5.6
หรือบัตรพลาสติก เป็นแผ่นพลาสติกกึ่งแข็งกึ่งอ่อน ใช้ปาด
เพื่อรีดสติกเกอร์ให้ติดกับวัตถุอย่าง
เรียบท่ีสุด และเกิดฟองอากาศน้อยท่ีสุด
ถ้าหาไม่ไดใ้ ช้บัตรพลาสติกแทนได้ ส�ำหรบั
งานตัดสติกเกอร์ท่ัวไป ขนาดไม่ใหญ่โต
สามารถใช้แทนแผ่นรีดได้เลย

96 บทที่ 5 งานตกแต่งตวั ถงั ด้วยสติกเกอร์

แผน่ รองตัดสตกิ เกอร์
แผ่นรองตัดเป็นแผ่นโฟมสีเขียว ดังรปู ที่ 5.7 อยา่ งไรกด็ ี บางท่านอาจจะไมถ่ นัดแผน่ รองตัด
ลกั ษณะน้ี เนอ่ื งจากโฟมหนืดยึดตดิ กบั โตะ๊ และยดึ ส่งิ ท่จี ะตดั ดา้ นบนด้วยเวลาตดั สตกิ เกอร์ ซง่ึ บางคร้งั
ต้องหมุนแผ่นสติกเกอร์ในมุมท่ีถนัด
แผน่ รองตดั แบบนท้ี ำ� ใหห้ มนุ ยากกวา่ ปกติ
ด้วยเหตุนี้ บางทา่ นจึงนยิ มใชแ้ ผ่นรอง
ตดั สตกิ เกอรท์ ท่ี ำ� จากแผน่ พลาสตกิ แขง็
หรอื แผน่ กระจกเรียบ เนื่องจากมนั ไม่
ยึดเกาะส่ิงที่ตัดด้านบน อีกท้ังยังทน
รอยขูดขีดจากใบมีดได้ดี (โดยเฉพาะ แผ่นยางรองตัด แผ่นพลาสติกแข็ง

กระจก) รูปท่ี 5.7 แผ่นรองตัดสติกเกอร์

รูปท่ี 5.8 ตัดขอบภาพแบบ 2. ข้ันตอนการปฏิบัติ
ให้มีขนาดเหมาะสม ตัดขอบภาพแบบใหม้ ีขนาดเหมาะสม

ตวั อยา่ งดงั รปู ท่ี 5.8 จะเห็นวา่ ได้ตัดขอบด้านลา่ ง
ส่วนท่ีเป็นพ้ืนขาวท้ิง เหลือภาพแบบตรงกลาง โดยเว้น
ขอบดา้ นขา้ งฝง่ั ละประมาณหน่งึ นิว้ จะเหน็ วา่ ไดเ้ หลือพืน้ ท่ี
ใตป้ กี ครฑุ ทเี่ ป็นสีขาวไว้เยอะโดยไม่ตัดทิ้ง เพราะตอ้ งการ
เ ห ลื อ เ นื้ อ ท่ี บ า ง ส ่ ว น เ อ า ไ ว ้ เ พื่ อ ท า ก า ว น�้ ำ ภ า ย ห ลั ง
เวลาทาไปแล้ว ตอนตัดจะได้เหลือเน้ือท่ีให้กาวยึดแบบ
กบั สติกเกอร์ใหย้ งั อยู่ด้วยกนั ได้มากพอ

การทากาวดา้ นหลังแบบ

การทากาวมีค�ำแนะน�ำอยู่สองข้อส�ำคัญ คือ 1) พยายามทากาวใหท้ ว่ั แผน่ เทา่ ทจี่ ะทำ� ได้ และ
2) ทากาวใหน้ อ้ ยทสี่ ดุ เทา่ ทจี่ ะทำ� ใหก้ ระดาษตดิ ได้ ทต่ี อ้ งทาใหท้ วั่ แผน่ เพราะว่าเวลาตดั ไปนาน ๆ พนื้ ท่ี
สมั ผสั ระหวา่ งภาพแบบ สตกิ เกอร์ และกาวจะเหลอื นอ้ ยลงไปเรอื่ ย ๆ เมอ่ื ถงึ จดุ หนง่ึ ทผี่ วิ สมั ผสั นอ้ ยเกนิ ไป
อาจจะท�ำให้แบบเคลื่อนหรือหลุดได้ ดังน้ัน จึงจ�ำเป็นต้องทาให้ทั่วท่ีสุดต้ังแต่แรก เพ่ือลดโอกาสที่
แบบจะหลุดหรือเคลื่อนให้มากที่สุด และที่ต้องทากาวให้บางเข้าไว้เพราะการทากาวน้�ำชุ่มโชกเกินไป
จะท�ำให้เวลาติดแบบลงไปบนสติกเกอร์ ท�ำให้บางส่วนกระดาษช้ืน กาวไม่แห้ง พอกระดาษชื้น
ก็ท�ำให้ไม่สามารถตัดสติกเกอร์ได้นั่นเอง จากนั้นต้องรอให้กาวและกระดาษแห้งพอ จึงจะตัดได้

งานประดบั ยนต์ 97

เมื่อทากาวท่ัวด้านหลังแบบแล้วอย่ารอให้กาวแห้ง
ใหร้ ีบแปะแบบลงไปดา้ นบนของสตกิ เกอรท์ ันที ในข้นั ตอนน้ี
อาจใช้แผ่นรีดไล่ฟองอากาศ รีดแบบให้แนบสติกเกอร์
ดงั รปู ท่ี 5.9 อีกท้งั การรีดยังช่วยกระจายกาวใหท้ ัว่ แบบดว้ ย
พยายามอย่าแปะใหแ้ บบย่น หรอื เกดิ ฟองอากาศขนาดใหญ่
หากสังเกตเห็นปื้นสีคล�้ำ ๆ เป็นแนว ๆ น่ันก็คือ
รอยช้ืนจากกาวนำ�้ บางสว่ นท่ซี ึมเขา้ กระดาษ แสดงใหเ้ หน็ ถึง
ความช้นื ท่ีเกิดขนึ้ ในกระดาษแบบ และถา้ เอามือสมั ผสั ด้าน
บนแล้วรู้สกึ เย็น ๆ ชื้น ๆ แสดงว่าแบบยังมคี วามชน้ื สงู หาก
ฝืนกรีดลงไปโดยไม่รอให้กาวแห้ง/กระดาษแห้ง อาจท�ำให้
กระดาษเปอ่ื ยยยุ่ ทนั ทเี มอ่ื โดนใบมดี ตอ้ งรอใหก้ าวมนั แหง้ เอง
รปู ที่ 5.9 การรดี แบบลงบนสตกิ เกอร์ แลว้ คอ่ ยเร่มิ ตดั อาจจะตง้ั ไวเ้ ฉย ๆ ผึง่ ลมให้แหง้ ไมแ่ นะน�ำ

ใหผ้ ึ่งแดดเพราะอาจท�ำให้แผ่นสติกเกอร์มว้ นงอ ผดิ รูป หรืออาจจะวางทับไวใ้ นหนา้ หนังสือ/สมุดกไ็ ด้ รอ
จนกระท่งั เหน็ ว่าแถบสีคลำ�้ ๆ (ชื้น) บนกระดาษภาพแบบหายไป จึงคอ่ ยเร่ิมขน้ั ตอนตอ่ ไป
เมอ่ื กาวแหง้ เตรียมปลายมดี /ปลายคัตเตอร์ให้พร้อม ดังรูปท่ี 5.10 ถา้ เปน็ ไปได้ก็เปลีย่ น ปลาย
ใบมดี ใหมก่ บั ทกุ ๆ งานใหมจ่ ะดที สี่ ดุ ในกรณใี ชค้ ตั เตอรด์ า้ มเลก็ สามารถถอดตวั หกั ใบ (Cutter Snap off)
ท่อี ยู่สว่ นท้ายของคัตเตอร์ เอามาหกั ข้อใบคตั เตอร์ เพอื่ ใหป้ ลายคตั เตอร์คมใหม่ ระมดั ระวังขน้ั ตอนน้ดี ้วย

บดิ

้ถา ้ถท�าำท�ิผำด.ูถ..ก.อ..าก็จจจะะหัหักกตนาอมก ้ขรออ ่ตยอ้ขอ ่ตอ

หักเพือ่ ใหเ้ กิดคมใหม ่ เปลยี่ นใบมีด

รปู ท่ี 5.10 แสดงการเตรียมใบมีด

98 บทท่ี 5 งานตกแต่งตวั ถงั ด้วยสตกิ เกอร์

วธิ ีตัดอย่างง่าย
พิจารณารูปที่ 5.11 เป็นการตัดสติกเกอร์รูปหัวใจ เป็นรูปทรงท่ีไม่ซับซ้อนมากนัก จากแบบ
ต้องการท่ีจะตัดส่วนสีขาวของภาพแบบท้ิงและเหลือแต่ส่วนสีด�ำที่เป็นรูปหัวใจไว้
1. เร่ิมจากกรีดในส่วนสีขาวด้านในของ
แบบก่อน กรีดไปตามรอยเส้นตัดระหว่างสีขาวกับ
สีด�ำพยายามอย่าให้ปลายมีดกินเลยเข้าไปในพื้นที่
สีด�ำ และไม่ต้องออกแรงกรีดให้หนักจนถึงขั้นที่ตัว
กระดาษด้านหลังของสติกเกอร์ต้องขาดทะลุเป็นรู
กรีดพอแค่ให้สติกเกอร์กับกระดาษแบบด้านบน
ขาดเท่านั้น
2. เม่ือตัดจนครบรอบเส้นแล้ว จุดส้ินสุด
ของปลายใบมีดมาบรรจบท่ีจุดเร่ิมต้นกรีด ก็พร้อม
ท่ีจะแงะส่วนสีขาวที่ถูกตัดออก
3. คอ่ ย ๆ ใชป้ ลายใบมดี แซะลงไปทร่ี อยตดั
ตรงดา้ นใดดา้ นหนง่ึ แลว้ ใชป้ ลายมดี สะกดิ สว่ นเกนิ ออก
เอาออกมาทั้งกระดาษแบบด้านบนและตัวเนื้อ
สติกเกอร์ชน้ั กลาง แตไ่ ม่ต้องเอากระดาษ ชัน้ ล่างสดุ
ทป่ี ดิ สว่ นกาวของสตกิ เกอรอ์ อก
4. ท�ำซ้�ำขนั้ ตอน 1 - 3 ในสว่ นวงกลมสขี าว
ภายในหัวใจอีกส่วนหน่ึง
5. เม่ือท�ำส่วนสีขาวภายในท้ังหมดแล้ว รูปที่ 5.11 ตัวอย่างการตดั สติกเกอร์อยา่ งงา่ ย

สว่ นภายนอก หลักการก็คลา้ ยกับขน้ั ตอนที่ 1 และ 2 คอื ตดั เส้นรอบนอกท่ีเปน็ เส้นตัดระหว่างสีขาวและ
สีด�ำจนครบรอบ พยายามควบคุมปลายมีดไม่ให้กินเข้าไปในส่วนสีด�ำของแบบ และไม่ต้องออกแรงตัด
จนกระดาษด้านหลังทะลุ
6. เม่ือตัดครบรอบแล้ว เอาพ้ืนที่สีขาวทั้งกระดาษแบบและเน้ือสติกเกอร์ออกคล้ายกับ
ข้ันตอนที่ 3 ต่างกนั ตรงท่ีคราวนพ้ี ้นื ทส่ี ขี าว คือ ส่วนรอบนอกของภาพ ให้ลอกส่วนสขี าวรอบนอกออก
ทงั้ หมด ให้เหลือแต่ส่วนเนื้อภาพสติกเกอร์ท่ีต้องการ ซ่ึงอยู่ตรงกลาง
7. เม่ือลอกส่วนสีขาวรอบนอกสุดออกท้ังหมดแล้วจะได้สติกเกอร์ที่ตัดเสร็จ รอการน�ำไปติด
ประดับต่อไป
หลักการน้ีสามารถใช้ได้เสมอ แม้ว่าแบบท่ีจะตัดมีความซับซ้อนมาก นั่นคือ การพยายามตัด
สติกเกอร์ส่วนสีขาวทิ้งเอาส่วนสีด�ำไว้ ซึ่งต้องอาศัยความอดทน ความพยายาม และเวลาท่ีมากกว่า

งานประดบั ยนต์ 99

การเก็บรายละเอียด

ในการตัดสติกเกอร์ มีการตัดลักษณะหนึ่งที่ต้อง
อาศัยความละเอียดมากเป็นพิเศษ คือ การตัดลักษณะ
ที่วงไว้ ดังรูปท่ี 5.12 เป็นลักษณะของแบบที่เป็นส่วนสี
ด�ำท่ีแยกส่วนกับส่วนอื่น ๆ เช่น ถ้าในวงกลมจากภาพ
ตัวอย่าง จะเหน็ ว่าในพ้ืนทด่ี ังกล่าว มวี งรอี ยภู่ ายในพ้นื ท่อี นื่
อีกทีหนึ่ง ซ่ึงปัญหาที่จะพบเป็นดังนี้ (ดูรูปที่ 5.13
ประกอบ)

1. เรม่ิ ตดั จากวงนอกจนครบรอบวงกอ่ น (สว่ นสดี ำ�
คือส่วนที่จะเอาไว้ ส่วนสีขาวคือลอกทิ้ง)
2. ขณะทเ่ี รมิ่ ตดั วงใน ซง่ึ ในการตดั จะมกี ารออกแรง
กดปลายใบมีดลงไปด้วย แม้ปลายมีดจะคมมากแต่ต้องมี รูปท่ี 5.12 การเก็บรายละเอยี ด

การออกแรงลงไปอยู่ดี
3. ปัญหาอาจเกิดข้ึนตามภาพน้ี กล่าวคือ ด้วยแรงกดท่ีผลักผ่านปลายมีดลงไป มีโอกาสสูง
ที่จะท�ำให้สติกเกอร์ทั้งส่วนวงนอกและวงใน (เพราะตัดวงนอกเสร็จแล้วก่อนท่ีจะตัดวงใน จึงเป็น
ชิ้นเดียวกัน) หลุดออกมาได้พร้อมกัน โอกาสท่ีเกิดจะย่ิงสูงขึ้นถ้าขนาดพ้ืนที่ของวงนอกย่ิงมีขนาดเล็ก
เพราะพ้ืนท่ีของกาวท่ียึดกระดาษหลังสติกเกอร์อยู่มีขนาดเล็ก ย่ิงเล็กเท่าไหร่กาวย่ิงน้อย ความหนืดก็
ย่ิงน้อยตาม โอกาสท่ีจะล่ืน ลอก หลุด หรือเคล่ือนต�ำแหน่งจากจุดเดิมก็สูงตามไปด้วย

ปัญหาลักษณะน้ี หลีกเลี่ยงได้โดย
การตดั จากดา้ นในออกมาด้านนอก จากนั้น
ก็ตัดวงนอก (วงกลาง) ออกมาเปน็ สว่ นที่สอง
จะเหน็ ว่าส่วนสเ่ี หลยี่ มดา้ นใน (ซงึ่ เป็นส่วนท่ี
ตอ้ งลอกทง้ิ ) ไดใ้ ชป้ ลายมดี สะกิดออกไปแลว้
สขี าวตรงกลาง คอื สขี องกระดาษมนั ทร่ี อง
อยใู่ ตส้ ตกิ เกอรน์ นั่ เอง เสรจ็ แลว้ กต็ ดั วงนอกสดุ
เป็นข้ันตอนสุดท้าย

รูปที่ 5.13 ปัญหาในการตดั วงกลมซอ้ น

100 บทที่ 5 งานตกแตง่ ตวั ถังดว้ ยสตกิ เกอร์

มเี ทคนคิ ประการหนงึ่ เอาไวใ้ ชย้ ดึ สตกิ เกอร์ รูปท่ี 5.14 การยึดสตกิ เกอรท์ ี่มพี น้ื ท่เี ลก็ กนั หลดุ
ท่ีมีพ้ืนท่ีเล็กกันหลุดไปโดยไม่ตั้งใจ กลา่ วคอื เมอื่
ตัดสติกเกอร์ไปได้สักพักจนบริเวณน้ันไม่มีส่วนที่
ต้องตัดอีกแล้ว ซึ่งหมายความว่า กระดาษแบบ
บรเิ วณนนั้ สามารถดงึ ทง้ิ ไดแ้ ลว้ กใ็ หด้ งึ กระดาษแบบ
บริเวณน้ันออก โดยดึงเฉพาะส่วนท่ีไม่มีอะไร
ต้องตัดแล้วเท่าน้ันให้มีขนาดพอเหมาะ แล้วใช้
กระดาษกาวขนาดพอดีแปะทับลงไปในส่วนที่
อาจจะหลดุ ลอกได้ ตามรูปที่ 5.14 ทบั เผื่อไปถงึ
ส่วนท่ีเป็นสติกเกอร์รอบนอกด้วยเลยก็ได้ เพยี ง
แค่นก้ี จ็ ะไม่หลุดลอกออกแล้ว

อีกเทคนิคหน่ึงซ่ึงอาจจะเป็นประโยชน์ ให้พิจารณารูปท่ี 5.15 พ้ืนท่ีท่ีเป็นรอยหยักคล้าย
ฟันปลาเป็นส่วนสีขาวท่ีต้องลอกทิ้งตามแบบ จะเห็นว่าส่วนรอบพ้ืนท่ีค่อนข้างจะซับซ้อน มีหยักไปมา
ถ้าตัดตามแนวเส้นรอบรูป เวลาลอกออกจะยุ่งยากพอสมควร
พจิ ารณาเสน้ ท่จี ะท�ำการตัดแบ่งประกอบ จะเห็นว่าถ้าตัดตามเส้นรอบรูปเหมือนเดิม แต่ใชเ้ สน้
ตัดแบ่ง (ท่ีไมม่ ใี นภาพแบบ) เป็นแนวในการตดั เพอื่ แบ่งส่วนใหม้ ันเล็กลง การลอกสว่ นขาวออกจะง่าย
กวา่ เดมิ มาก แม้จะตอ้ งทำ� หลายครงั้ กว่า แต่กง็ ่ายกว่าและลดโอกาสท่ีสตกิ เกอรจ์ ะมีปญั หาขณะลอก
เทคนคิ แบบนีเ้ รยี ก แบง่ แลว้ ลอก (Divide & Conquer) เสมือนวา่ เปน็ การแบ่งปัญหาออก
เป็นส่วนย่อย ๆ แล้วจัดการทีละส่วน แต่ต้องไม่ลืมว่าการตัดลักษณะนี้เป็นการตัดเพื่อลอกทิ้งส่วนที่
ไมต่ อ้ งการออก ในการตดั สว่ นสดี ำ� (ตามแบบ) จะสามารถประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคนคิ แบง่ แลว้ ลอกไดต้ ามเหมาะสม
แต่ตอ้ งไม่ลมื กฎทว่ี า่ “อย่าตดั ให้เข้าเนือ้ สว่ นสีดำ� ตามแบบ หรอื อยา่ ใหส้ ว่ นสดี �ำขาดออกจากกนั ”

พื้นที่ที่ต้องลอกออก การลอกแบบออก

เส้นท่ีท�ำการตัดแบง่ หลงั จากผา่ นขน้ั ตอนการตดั เสรจ็
รปู ท่ี 5.15 แสดงเทคนิคการแบง่ แลว้ ลอก หมดแล้ว ข้ันตอนต่อมา คือ การลอก
ส่วนขอบนอกทั้งหมดออก เพอ่ื ใหเ้ หน็
เป็นรูปเป็นร่าง ดังรูปที่ 5.16 ถ้าตัด
เสร็จจนครบหมดแล้วท้ังวงในและ
วงนอก แบบส่วนท่ีเหลือก็ไม่จ�ำเป็น
อกี ตอ่ ไป สามารถดงึ ออกจากสตกิ เกอร์
ได้เลย โดยปกติกาวนำ�้ ใสจะไมเ่ หนยี ว

งานประดบั ยนต์ 101

จนถงึ ขน้ั ดงึ ไมอ่ อก เปน็ ขยุ หรอื ทำ� ใหส้ ตกิ เกอรล์ อกออกมาดว้ ย แตเ่ พอื่ ความปลอดภยั คอ่ ย ๆ ดงึ จะดที ส่ี ดุ
เพ่ือป้องกันกาวไปรงั้ สติกเกอร์ให้หลดุ ออกมาด้วย สามารถใช้เทคนิคแบ่งและลอกดังที่ไดก้ ล่าวไปแลว้
ช่วยในการลอกแบบได้

แกะแผน่ แบบออก ใชว้ ธิ แี บง่ สว่ นแลว้ ลอก ลอกแบบออกแลว้

รูปท่ี 5.16 การลอกแบบออก

3. การน�ำสติกเกอร์ไปปิดลงบนงานที่จะตกแต่ง

ขั้นตอนส�ำคัญต่อมา คือ การน�ำสติกเกอร์

ที่ตัดเสร็จแล้วไปติดบนวัตถุ อุปกรณ์ท่ีส�ำคัญที่สุด แปะเปน็ แถบไลจ่ าก แถวถดั ไปใหท้ บั แถวเดมิ
ส�ำหรับขั้นตอนนี้ คือ กระดาษกาว วิธีการคือ ใช้ ดา้ นใดดา้ นหนง่ึ 1 ซม.
กระดาษกาวแปะเปน็ เสน้ แนวตง้ั หรอื แนวนอนแลว้ แตถ่ นดั
แปะเป็นแถบ โดยเร่ิมจากด้านใดด้านหน่ึง (กรณีนี้ แปะจนเตม็ แผน่ สตกิ เกอร ์ ตดั ขอบกระดาษกาว
จะแปะแนวตั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้าย) ในขั้นตอน ใหเ้ สมอกนั
การแปะอาจใชแ้ ผน่ รดี ไลฟ่ องอากาศหรอื บตั รพลาสตกิ
ช่วยในการแปะ เพื่อท่ีจะได้แปะเทปกาวลงบนหน้า
สติกเกอร์ท่ีตัดแล้วให้เรียบที่สุด (ตอนรดี สตกิ เกอร์
ด้วยแผน่ รีดหรือบัตรพลาสตกิ ให้ระวงั แผ่นรดี ไปครูด
โดนสตกิ เกอรด์ ว้ ย)
การแปะกระดาษกาวใหเ้ ปน็ ไปตามรปู ที่ 5.17
เผ่อื ส่วนดา้ นบนไวห้ นอ่ ยตอนเร่มิ แปะ ส่วนด้านล่าง
ลากยาวมาจนช่วงปลาย ๆ ของตวั สติกเกอร์โดยรวม

รูปที่ 5.17 แสดงการแปะกระดาษกาวบนสตกิ เกอร์

102 บทที่ 5 งานตกแต่งตัวถงั ดว้ ยสติกเกอร์

เม่ือเสร็จแถวแรกแล้ว ให้แปะแถวต่อไปไล่ไปอีกด้านหนึ่งทีละนิด โดยแถวใหม่ที่แปะลงไป
ให้เหลือ่ มทบั กระดาษกาวแถวกอ่ นหน้าน้นั ประมาณ 1 ซม. เวลาแปะกระดาษกาวในแตล่ ะแถวถดั ๆ ไป
ให้ระวังแนวในการแปะอย่าให้เอียง จากน้ันตัดขอบกระดาษกาวที่เลยออกไปด้านบนและล่างออก
ให้เสมอกัน
ในบางกรณที อ่ี อกแรงกดมากเกนิ ไป หรอื ปลายมดี
คมมากจนทำ� ใหพ้ นื้ ดา้ นลา่ งสตกิ เกอรข์ าด หรอื เกอื บ ๆ ขาด
อาจแก้ปัญหาด้วยการใช้เศษสติกเกอร์แปะยึดส่วนที่จะ
ขาดเอาไว้ทางด้านหลังของสติกเกอร์ก็ได้
ในการตดิ สตกิ เกอรล์ งบนพื้นผิวทต่ี อ้ งการนนั้ พน้ื ผวิ
ที่จะติดสติกเกอร์ลงไปควรเป็นพ้ืนผิวเรียบไม่มีฝุ่นเกาะ
ไมม่ คี ราบนำ�้ คราบมนั หรอื คราบสกปรก โดยมีข้ันตอน
ในการตดิ ดังนี้ (ตามรูปที่ 5.18)

1. ลอกทั้งแผ่นสติกเกอร์และกระดาษกาวที่ รปู ท่ี 5.18 ข้ันตอนการตดิ สตกิ เกอร์
แปะทบั ไวเ้ ปน็ ชน้ั ๆ ออก แปะมมุ หนงึ่ ของกระดาษกาวลงไป
บนพนื้ ผิวให้มัน่ คง มอื อกี ข้างหน่ึงจบั สว่ นของสตกิ เกอรท์ ี่ยังไม่ไดแ้ ปะไว้ ระวังอยา่ ใหส้ ติกเกอรไ์ ปแตะกับ
พื้นผิวก่อน ถ้าสติกเกอร์บางส่วนเผลอแตะลงไปด้วยจะท�ำให้ต�ำแหน่งการติดไม่ตรง หากเป็นเช่นน้ี
ให้ค่อย ๆ ลอกฝั่งท่ีผิดออกช้า ๆ เพราะถ้าขาด หรือถ้ากาวเส่ือมจะไม่มีวิธีแก้ไข
2. เมอ่ื ขา้ งทต่ี ดิ ลงไปในขน้ั ตอนแรกมนั่ คงแลว้ ใหใ้ ช้แผน่ พลาสติกหรอื แผน่ รดี ไลฟ่ องอากาศคอ่ ย ๆ
รีดส่วนท่ียังไม่ติดกับพ้ืนผิว โดยรีดไล่มาจากฝั่งที่ติดแล้วมายังฝั่งที่ไม่ติดทีละนิด ส่วนมืออีกข้างท่ีจับ
สติกเกอร์ส่วนท่ีเหลือไว้ยังคงจับอยู่เช่นเดิม ระวังอย่าให้ติด
3. รีดไปเร่ือย ๆ เหมือนขั้นตอนที่ 2 ทันทีท่ีส่วนสติกเกอร์เรียบปกติดีแล้ว ส่วนท่ีเป็น
กระดาษกาวที่เหลือก็ไม่ต้องบรรจงรีดต่อก็ได้
4. แปะจนครบทั้งแผ่น
5. ลอกกระดาษกาวออกทลี ะแผน่ โดยลอกสวนลำ� ดบั กบั ตอนทแี่ ปะกระดาษกาว เชน่ ตอนแปะ
กระดาษกาวลงบนสตกิ เกอรแ์ ปะจากซ้ายมาขวา เวลาลอกออกกล็ อกจากขวามาซ้าย สวนกันทีละแผ่น
เวลาลอกกระดาษกาวออกอยา่ รบี ร้อน สงั เกตขณะลอกกระดาษกาวอยเู่ สมอวา่ กระดาษกาวดึงสติกเกอร์
ออกมาด้วยหรือไม่ ปกติกระดาษกาวจะมีความเหนียวของกาวไม่เยอะมาก จะสามารถลอกออก
โดยที่ไม่ดึงสติกเกอร์ออกมาด้วย แต่ถ้าสติกเกอร์ยังติดออกมาด้วยอาจเป็นเพราะกระดาษกาวนั้น
มีความเหนียวของกาวมากเกินไป แสดงว่าไม่เหมาะกับงานตัดสติกเกอร์ ครั้งต่อไปก็ให้หลีกเลี่ยง

งานประดบั ยนต์ 103

หรืออาจจะเป็นเพราะกาวของสติกเกอรไ์ มย่ ดึ ติดพน้ื ผิวท่ีจะตดิ อาจหมายถงึ พืน้ ผวิ สกปรก ยงั มคี ราบฝนุ่
คราบน้�ำ ฯลฯ หรือกาวบนสติกเกอร์ไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่ก�ำลังจะเกิดขึ้นน้ีมักจะแก้ไข
อะไรไม่ได้ ให้ระมัดระวังอย่างมาก
6. เมื่อลอกเสร็จสมบูรณ์ ก็จะได้ผลงานตามท่ีตัดเอาไว้

4. การแปะสติกเกอร์ใสเคลือบ

วธิ แี ปะสตกิ เกอรใ์ สเปน็ ทางเลอื กปฏบิ ตั อิ กี ทางหน่งึ เพอ่ื เคลอื บปอ้ งกนั ฝนุ่ หลุดลอก และการแงะ
มีข้ันตอนปฏิบัติ ดังนี้ (ดูรูปท่ี 5.19 ประกอบ)

1. เม่ือตัดสตกิ เกอรเ์ สรจ็ แลว้ อยา่ เพงิ่ แปะกระดาษกาว
หรอื ทำ� อะไรตอ่ ใหท้ ำ� ความสะอาดผวิ สตกิ เกอรท์ ต่ี ดั เสรจ็ แลว้
โดยการเช็ดคราบกาวน�้ำออก (ถ้าม)ี รวมถงึ ดงึ เศษกระดาษ
จากแบบออกให้หมด จากนั้นให้ตัดแผ่นสติกเกอร์ใสขนาด
ใหญก่ วา่ แบบ (หรืองานท่ีเสร็จแล้ว) ลอกแปะลงไป โดยมี
วิธีแปะคล้าย ๆ กับการแปะงานบนวัตถุ คือ เร่ิมยึดจาก
มุมใดมมุ หนึ่งก่อน
รปู ท่ี 5.19 การติดสตกิ เกอรใ์ ส

2. จากน้นั ใชแ้ ผ่นรีดรดี ให้เรยี บสนทิ กระทำ� อยา่ ง ไม่
รบี เรง่ เพราะสตกิ เกอรใ์ สมกั จะมคี วามเหนยี วของกาวคอ่ นขา้ ง
สูงมาก (สงู กว่ากระดาษกาวหลายเท่า) หากเกดิ การติดผดิ
อาจท�ำใหง้ านเสยี หายขนาดท่แี กไ้ ขไม่ได้เลย
3. เมื่อแปะเสร็จแล้ว ให้ใช้มีดตัดรอบนอกของ
ลายสติกเกอร์เดิม โดยเว้นช่วงให้ห่างจากงานเดิมเล็กน้อย
ประมาณ 1 ซม.
4. เม่อื เสรจ็ ใหล้ อกสว่ นนอกออก กจ็ ะไดส้ ติกเกอร์
ท่ีเคลอื บดว้ ยสตกิ เกอร์ใส

5. การท�ำสตกิ เกอรม์ ากกวา่ หนึ่งสี รปู ที่ 5.20 การทำ� สตกิ เกอรม์ ากกวา่ หนงึ่ สี

การท�ำสติกเกอร์ท่ีมีสีสันมากกว่าหนึ่งสี มีแนวทาง
ครา่ ว ๆ ดังนี้ (ดูรูปท่ี 5.20 ประกอบ)

104 บทท่ี 5 งานตกแตง่ ตวั ถังดว้ ยสตกิ เกอร์
1. เรม่ิ จากตัดสติกเกอร์เปน็ ช่วงลายเสน้ ทีต่ ้องการกอ่ น โดยปกติจะตัดเส้นด้วยสติกเกอร์สีด�ำ
เมือ่ ตดั เสร็จแล้ว ใหใ้ ชก้ ระดาษกาวลอกไปแปะบนสติกเกอรส์ ที ี่ตอ้ งการ
2. กรณจี ะเลน่ สีแคส่ ีเดยี ว (รวมกับสีของลายเส้นด้วยเป็นสองสี) ให้ตัดขอบวงนอกของแบบ
โดยแบบในท่ีนี้ไม่ใช่ภาพกระดาษทากาวอีกต่อไปแล้ว แต่คอื เส้นท่ีเห็นจากสติกเกอร์ในขั้นตอนแรก
ท่ีแปะอยู่ด้านบน เมอ่ื ตัดเสรจ็ ก็น�ำไปใช้ติดไดเ้ ลย
3. กรณีจะเล่นสีเพ่ิมอีก เมือ่ แปะลงไปในสที ่ีตอ้ งการแลว้ ก็ใหต้ ดั ส่วนท่ตี อ้ งการเปลี่ยนสีอน่ื ทิ้ง
จากนั้นท�ำซำ้� คลา้ ยขน้ั ตอนแรก คอื นำ� ไปแปะในสีที่ต้องการจนพอใจสีท่ีทำ� แล้ว คอ่ ยตดั ขอบนอกตาม
ข้ันตอนที่ 2

6. ปัญหาในงานตัดสติกเกอร์

นอกเหนอื จากปญั หาในขณะตดั สตกิ เกอรแ์ ลว้ ปญั หาสดุ ทา้ ยทมี่ กั พบบอ่ ยในงานตดั สตกิ เกอร์ คอื
ปญั หาเรอื่ งฟองอากาศ (Air Bubble) ซึง่ มลี ักษณะบวมนูนขึ้นมาจากในสตกิ เกอร์ท่ีแปะลงไปบนพืน้ ผวิ
มักเกิดจากการตดิ ลงพน้ื ผวิ ท่ผี ดิ จงั หวะ โดยเฉพาะสติกเกอร์แผ่นใหญ่ ๆ เวลาแปะย่งิ มโี อกาสเกดิ ฟอง
อากาศได้สงู หากเกดิ ข้นึ มีค�ำแนะน�ำในการปฏบิ ัติ ดังน้ี
1. กรณฟี องอากาศมขี นาดไมใ่ หญ่ (มขี นาดในจดุ นนั้ ๆ ไมเ่ กนิ 1 ตร.ซม.) และฟองอากาศบวม
นนู ขน้ึ มาไมม่ ากนกั ไมแ่ ขง็ จนกระทงั่ กดไมล่ ง กรณแี บบนอี้ าจใชป้ ลายมดี จมิ้ ฟองอากาศจดุ นนั้ ใหเ้ ปน็ รู แลว้
ใช้แผ่นรีดฯ รีดอากาศให้ออกมาทางรูที่จ้ิมเอาไว้ สติกเกอร์จะเป็นต�ำหนิเหมือนรอยถลอกเล็กน้อย
แตย่ ังคงพอรับได้
2. กรณฟี องอากาศขนาดใหญ่ (มากกวา่ 1 ตร.ซม.) แตฟ่ องอากาศกย็ งั ไมบ่ วมนนู จนถงึ ขนาด
กดไม่ลง กรณแี บบน้ถี า้ ใชป้ ลายมีดจมิ้ และพยายามรีดอากาศออกแล้ว แต่ยงั ไมห่ มด อาจตอ้ งจม้ิ มากกว่า
หนึ่งจุด ในบางกรณอี าจถงึ ขนั้ ตอ้ งกรดี เปดิ สตกิ เกอรต์ รงจดุ นน้ั เลก็ นอ้ ยแลว้ คอ่ ยรดี ถงึ จะแกไ้ ขได้
3. กรณีฟองอากาศขนาดใหญ่มาก หรือเป็นแนวยาวต่อเน่ือง หรือเป็นจุดท่ีฟองอากาศแข็ง
จนกดไม่ลง กรณีแบบน้มี ักจะแก้ไขลำ� บาก ใหล้ องแกไ้ ขตามสองกรณแี รกก่อน บางครั้งสามารถแกไ้ ขได้
ด้วยการกรดี ก็จริง แต่สติกเกอรม์ กั บดิ เบี้ยวไมส่ วยงามไปเลย ท้ังนี้ แล้วแตก่ รณแี ละขึ้นอยกู่ ับดุลยพนิ ิจ
ในการตดั สินใจ

7. การท�ำสติกเกอร์ขนาดใหญ่โดยการแบ่งย่อย

โดยส่วนใหญ่ ห้างร้านท่ีมีเครื่องมือในการตัดสติกเกอร์ท่ีทันสมัย ดงั รปู ท่ี 5.21 จะสามารถ
ตัดสติกเกอร์ขนาดใหญ่ได้จากการสั่งงานโดยตรงผ่านคอมพิวเตอร์ควบคุม กรณีไม่มเี ครอ่ื งมอื ดังกล่าว
ก็สามารถท�ำสติกเกอร์เพ่ือตกแต่งรถยนต์ได้ ด้วยวิธีแบ่งช้ินงานสติกเกอร์ออกเป็นส่วนย่อย แล้วน�ำ
มาต่อกันได้เช่นกัน โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังน้ี

งานประดบั ยนต์ 105
1. ถา่ ยรปู รถทต่ี อ้ งการจะตดิ สตกิ เกอร์ เลอื ก
ถ่ายบริเวณทจี่ ะติดให้เหน็ มุมกว้างท่ีสดุ ดงั รปู ที่ 5.22
แนะนำ� ใหถ้ า่ ยรปู ดว้ ยกลอ้ งดจิ ทิ ลั ซงึ่ สามารถสง่ ไฟลร์ ปู
เข้ากับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ได้

รูปที่ 5.21 เครือ่ งตดั สติกเกอรค์ วบคุม รปู ท่ี 5.22 ถ่ายรูปบรเิ วณท่ีจะตดิ สตกิ เกอร์
ดว้ ยคอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่

2. ใช้โปรแกรมแต่งรูป เชน่ Photoshop
ออกแบบลายที่ต้องการ ดังรูปที่ 5.23 สามารถ
ทำ� ออกมาไดห้ ลายลาย ดงั รปู ที่ 5.24 แนะนำ� ใหเ้ ลอื ก
ลายทีไ่ ม่ยากจนเกนิ ไป เพราะจะตดั ด้วยมือ

รปู ท่ี 5.23 การใชโ้ ปรแกรม Photoshop ออกแบบ รปู ที่ 5.24 การออกแบบลวดลาย

3. จากนนั้ ตอ้ งเอาแบบทท่ี ำ� การออกแบบไว้
มาพิมพ์ใส่กระดาษเพ่ือเอามาตัด วิธีการพิมพ์
แนะน�ำให้ใช้โปรแกรมท่ีสามารถพิมพ์กระดาษ A4
แลว้ นำ� มาตอ่ กนั ได้ เชน่ โปรแกรม Easy Poster Printer
ดังรูปที่ 5.25 เป็นต้น

รปู ท่ี 5.25 โปรแกรม Easy Poster Printer

106 บทที่ 5 งานตกแตง่ ตัวถงั ด้วยสตกิ เกอร์
4. เมอื่ พมิ พอ์ อกมาแลว้ ใหน้ ำ� มาเรยี งตอ่ กนั
ติดด้วยกระดาษกาว ดังรูปท่ี 5.26

รปู ท่ี 5.26 การเรยี งตอ่ กนั ของแบบ

5. จากนน้ั ลองเอาไปทาบทร่ี ถ เพอ่ื ตรวจสอบ
ขนาด ถ้าไม่พอดีให้พิมพ์ใหม่ให้พอดี

รปู ที่ 5.27 การทาบบนรถเพอ่ื เทยี บขนาด

6. แลว้ นำ� มาแปะลงสติกเกอร์ ดำ� เนนิ การ
ตดั ตามหัวข้อ 2 ที่ได้กล่าวไปแล้ว ดังรูปที่ 5.28


รปู ท่ี 5.28 การตดั สตกิ เกอรต์ ามแบบ

7. ลองทาบติดที่รถอีกคร้ัง เพื่อตรวจสอบก่อนติดจริง ดังรูปท่ี 5.29

รปู ท่ี 5.29 การลองทาบกอ่ นตดิ จรงิ

8. ติดสติกเกอร์ลงบนรถตามข้ันตอนในหัวข้อที่ 3 ได้ผลงานดังรูปที่ 5.30

รปู ที่ 5.30 งานตดิ สตกิ เกอรท์ เ่ี สรจ็ สมบรู ณ์

งานประดับยนต์ 107

8. การประมาณราคา

โดยท่ัวไป หากเปน็ สตกิ เกอร์ตกแต่งรถยนต์ ที่ผู้ใช้งานตัดกันเอง จะมีค่าใช้จา่ ยเฉพาะอปุ กรณ์
ทีใ่ ชเ้ ท่าน้นั หากไปยงั ร้านท่ีรับตัดสติกเกอร์ท่ัวไป ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามขนาด รูปแบบของงานท่ี
จา้ งตดั โดยทว่ั ไปราคาปกติ (ปี 2560) จะพอสรุปไดด้ งั นี้
1. อตั ราคา่ แรงติดต้ังงานพน้ื ท่ี 1 – 5 ตารางเมตร คดิ เปน็ ราคาเหมา 1,000 - 2,500 บาท หรือ
เป็นชน้ิ ราคาจะตกอยชู่ ้นิ งานละ 300 – 500 บาท
2. ราคาค่าแรงตดิ ตงั้ งานมากกว่า 5 ตารางเมตรขึน้ ไป ตารางเมตรละประมาณ 300 บาท
- อตั ราค่าบรกิ ารน้ยี ังไม่รวมคา่ เดินทางไปติดตั้งงานนอกสถานท่ี
- อตั รานเ้ี ป็นคา่ แรงตดิ ต้งั สติกเกอร์เทา่ น้นั
- กรณคี า่ ตดิ ตงั้ รวมกบั แผน่ สตกิ เกอร์ (เลอื กชนดิ ของสตกิ เกอร)์ จะตอ้ งทำ� การประเมนิ ราคา
พรอ้ มวัดขนาดทหี่ นา้ งานก่อนติดต้ัง 1 – 2 วัน

108 บทที่ 5 งานตกแตง่ ตวั ถงั ดว้ ยสติกเกอร์

5แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทักษะ บทท่ี

จงตอบคำ� ถามต่อไปน้ี
1. สติกเกอร์แผ่นแบ่งตามลักษณะของสีได้ก่ีประเภท อะไรบ้าง
2. การทากาวใสบนแผ่นสติกเกอร์เพ่ือแปะแบบลงไปนั้น มีค�ำแนะน�ำการปฏิบัติอย่างไรบ้าง
3. วิธีแปะสติกเกอร์ใสเป็นทางเลือกปฏิบัติอีกทางหนึ่ง เพื่อเคลือบป้องกันฝุ่น หลุดลอก และ
การแงะ มีข้ันตอนปฏิบัติอย่างไรบ้าง
4. การนำ� สตกิ เกอร์ทต่ี ัดเสรจ็ แล้วไปตดิ บนวัตถุ ต้องใช้กระดาษกาวแปะบนสติกเกอร์ แล้วลอก
ออกเพ่อื นำ� สติกเกอร์ไปแปะตามทตี่ อ้ งการ จงบอกหลักการแปะกระดาษกาวลงบนสติกเกอร์
มาพอสังเขป
5. จงบอกคำ� แนะน�ำในการแก้ปัญหาเร่อื งฟองอากาศ (Air Bubble) ที่เกิดขึ้นหลังแปะสติกเกอร์
มาพอสังเขป

งานประดบั ยนต์ 109

ใบงานที่ 5 การตกแตง่ รถยนตด์ ว้ ยสตกิ เกอร์

วตั ถปุ ระสงค์

เพ่ือให้นักศึกษาสามารถตกแต่งรถยนต์ด้วยสติกเกอร์ได้

เคร่ืองมอื และอุปกรณ์

1. แผ่นสติกเกอร์ สีท่ีต้องการ
2. มีดคัตเตอร์คม หรือมีดแกะลาย
3. กาวน้�ำใส
4. กระดาษท่ีใช้เขียนข้อความ (กระดาษขนาด70 แกรม A4)
5. กระดาษกาวหนังไก่ ขนาด 1.5 น้ิว
6. เคร่ืองคอมพิวเตอร์ (ถ้ามี)

ล�ำดับขน้ั การปฏบิ ตั ิงาน

1. ออกแบบตัวอักษร ข้อความ หรอื ลวดลายท่ตี อ้ งการตัด เปน็ ลักษณะลายเส้น (จะใชเ้ ขียน
หรอื สรา้ งจากคอมพิวเตอร์กไ็ ด้) แนะน�ำตัวอยา่ งดงั รูป

2. ใชก้ าวนำ�้ ใสทาดา้ นหลงั ของกระดาษทเ่ี ขยี นขอ้ ความไวใ้ หท้ วั่ แลว้ แปะทบั ลงบนแผน่ สตกิ เกอร์
3. รอใหก้ าวแห้งแล้วใชม้ ีดคตั เตอรก์ รดี ลงบนขอ้ ความท่เี ขียนไว้ ตามรอยเส้นอกั ษรโดยรอบ
(พยายามอยา่ กรดี ใหท้ ะลุถงึ กระดาษรองสตกิ เกอร์ จนท�ำใหห้ ลดุ ขาดออกมา)
4. เมอื่ กรดี หรอื ตดั ตามเสน้ ตวั อกั ษรโดยรอบแลว้ ใหใ้ ชป้ ลายมดี แกะสตกิ เกอรท์ ไ่ี มใ่ ชต่ วั อกั ษรออก
จนเหน็ เป็นพืน้ สีขาวของแผน่ กระดาษรองสตกิ เกอร์ จะคงเหลือแตข่ อ้ ความทตี่ อ้ งการเทา่ นั้น
5. ใช้กระดาษกาวหนังไกต่ ดิ ทบั ลงบนข้อความทีต่ ดั ไว้ให้ท่วั ตามแนวยาวใหเ้ ปน็ แผ่นเดยี วกนั
6. เมอื่ ตอ้ งการจะตดิ สตกิ เกอรล์ งบนพน้ื ทที่ ตี่ อ้ งการ กใ็ หด้ งึ กระดาษกาวหนงั ไกข่ น้ึ มา ตวั อกั ษร
ทตี่ ดั ไวก้ จ็ ะตดิ ขน้ึ มา ระวงั อยา่ ใหผ้ วิ หนา้ กาวมาแตะกนั พยายามจบั ปลายสองขา้ งใหต้ งึ ๆ แลว้ บรรจง
วางกระดาษกาวลงบนพน้ื ทท่ี ต่ี ้องการติด
7. ใช้ผา้ หรือมอื ลูบลงบนกระดาษกาวให้ทวั่ แล้วค่อย ๆ ดึงกระดาษกาวออกทีละแผ่น จะได้
สตกิ เกอรท์ ่มี ีข้อความสวยงามไวต้ กแต่งบนพน้ื ที่ที่ต้องการ

110 บทท่ี 5 งานตกแตง่ ตวั ถังด้วยสติกเกอร์

สรุปและวจิ ารณผ์ ลการปฏบิ ัติงาน

………………………………………………………………………………………………………………………………….....
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………....

ความเหน็ ของอาจารยผ์ ้สู อน

………………………………………………………………………………………………………………………………….....
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………....

งานประดบั ยนต์ 111

ใบประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงาน

ช่ืองาน...................................................................

จุดที่ ขอ้ กำ�หนด คะแนนเตม็ คะแนนทีไ่ ด้

1 ปฏบิ ัติงานไดถ้ ูกตอ้ งตามขัน้ ตอน

2 ชิ้นงานมีความเรียบร้อย

3 ทำ�งานโดยค�ำ นงึ ถึงความปลอดภัย

4 การตรงตอ่ เวลา

5 มีการบ�ำ รงุ รกั ษาเครอ่ื งมือ

6

7

8

9

คะแนนรวม (30 คะแนน)

ผลการประเมิน ดีมาก  ดี พอใช้ ตอ้ งปรับปรุง ตำ่� กว่าเกณฑ์

หมายเหตุ ผลการประเมิน
ผสู้ อนและผเู้ รยี นแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกนั เพอ่ื กำ�หนดขอบเขตการปฏบิ ตั กิ อ่ น ได้รอ้ ยละ 80-100 ดีมาก
ลงมอื ปฏิบตั ิงาน 70-79 ดี
60-69 พอใช้
50-59 ตอ้ งปรบั ปรุง
น้อยกว่า 50 ตำ่� กวา่ เกณฑ์

6บทท่ี กแรละะทยะาลง้อ

แนวคดิ

กระทะลอ้ (Rims) เปน็ ส่วนทย่ี ึดยางรถยนต์กบั ดมุ ล้อ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ขอบกระทะล้อ
และจานกระทะลอ้ แบ่งตามรปู แบบการสร้างได้ 3 แบบ คอื 1. กระทะล้อเหลก็ กลา้ อดั ขนึ้ รูป
2. กระทะลอ้ ซีล่ วด 3. กระทะลอ้ โลหะเบาผสม
คา่ ออฟเซต (Offset, ET) คอื คา่ ระยะหา่ งระหวา่ งเสน้ แบ่งครึ่งลอ้ ตามแนวขวาง (Wheel
Centerline) กบั หน้าแปลนของล้อ (Hub Mounting Surface) มหี นว่ ยเป็นมลิ ลิเมตร
ระยะพซี ีดี (P. C. D.) หมายถึง ระยะหา่ งของรนู อตบนตวั ล้อแม็ก มีหน่วยเป็นมลิ ลเิ มตร
ยางรถยนตเ์ ปน็ ส่วนเดยี วของรถยนต์ที่สัมผัสกบั พืน้ มีสิง่ ท่ีต้องพจิ ารณาในการเลอื กใชย้ างดังนี้
1. การเลอื กขนาด 2. เสน้ รอบวงของยาง 3. ขนาดหนา้ ยาง 4. ความสงู ของแกม้ ยาง 5. เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
กระทะลอ้ และยาง

สาระการเรียนรู้

1. ลักษณะทัว่ ไปของกระทะลอ้ 2. คา่ ออฟเซต
3. ระยะพีซดี ี 4. ประเภทของลอ้ แมก็ และแนวทางในการเลอื กใชง้ าน
5. ปญั หาทพี่ บของล้อแม็ก 6. การยดึ ลอ้ แม็กเข้ากับตวั รถ
7. แปน้ เกลยี วและสลกั เกลยี วแบบประดบั ยนต ์ 8. การเลือกและใชย้ าง
9. การดแู ลรกั ษาลอ้ และยาง 10. ขอ้ คิดเพ่ิมเติม

สมรรถนะประจำ� บท

1. แสดงความรเู้ กยี่ วกบั กระทะล้อ และ ยาง
2. เลอื กใชก้ ระทะล้อและยางไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและเหมาะสมกับรถแตล่ ะประเภท

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม

1. บอกลักษณะท่ัวไปของกระทะล้อ
2. เปรยี บเทยี บขอ้ ดแี ละข้อเสียของกระทะล้อแตล่ ะรปู แบบ
3. อธิบายเกย่ี วกบั การระบคุ า่ ออฟเซตแต่ละคา่
4. คำ� นวณหาระยะพีซดี ีของวงล้อ
5. จำ� แนกประเภทของล้อแม็กและแนวทางในการเลือกใช้งาน
6. ระบุปญั หาที่พบเก่ียวกับลอ้ แม็ก
7. ปฏิบตั กิ ารยดึ ล้อแม็กเข้ากับตวั รถ
8. อธบิ ายและยกตวั อย่างแป้นเกลียวและสลกั เกลียวแบบประดับยนต์
9. อธิบายการเลือกและใช้ยาง
10. ปฏิบัตกิ ารดูแลรกั ษาล้อและยาง

6บทท่ี กแรละะทยะาลง้อ

1. ลักษณะทั่วไปของกระทะล้อ

กระทะลอ้ (Rims) เปน็ สว่ นทย่ี ดึ ยางรถยนต์กบั ดมุ ลอ้ กระทะลอ้ ประกอบดว้ ย 2 สว่ นด้วยกัน
คือ ขอบกระทะล้อ และจานกระทะล้อ ดังรูปที่ 6.1 โดยขอบกระทะล้อเป็นส่วนท่ียึดยางรถยนต์กับ
จานกระทะล้อและยังท�ำหน้าที่ในการรกั ษารูปทรงของยางรถยนต์ สว่ นจานกระทะล้อท�ำหน้าท่ใี นการยดึ
ของกระทะลอ้ ให้ติดกบั ดุมลอ้ จานกระทะลอ้ จะมรี สู ำ� หรบั ยดึ นอตกบั ดมุ ลอ้ เพอื่ ความสะดวกในการถอดใส่
ล้อรถยนต์กับดุมล้อของรถยนต์

ครีบกงลอ้ ความกวา้ งกระทะล้อ บ่ากระทะลอ้ ขอบกระทะลอ้ หรอื กงลอ้ รลู อดนอตยดึ ลอ้
จานกระทะลอ้

ขนาดกระทะล้อ

ชุดเชือ่ ม

รปู ที่ 6.1 สว่ นประกอบของกระทะล้อ

กระทะลอ้ แบง่ ตามรปู แบบการสรา้ ง ได้ 3 แบบ คอื

1. กระทะล้อเหล็กกล้าอัดข้ึนรูป ดังรูปที่ 6.2 เป็นกระทะล้อท่ีนิยมกันอย่างแพร่หลาย
เนื่องจากมีความแข็งแรงและสามารถต้านทานการเกิดอุบัติเหตุที่มีแรงกระท�ำต่อล้อได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งกระทะล้อแบบนี้สามารถผลิตได้ง่ายคราวละมาก ๆ โครงสรา้ งของกระทะล้อชนดิ นป้ี ระกอบด้วย
2 ส่วน คือ ขอบกระทะล้อ และ จานกระทะล้อ โดยขอบกระทะล้อจะมีลักษณะต�่ำตรงกลาง
หรือเว้าตรงกลาง วัตถุประสงค์เพื่อให้ง่ายต่อการถอดใส่ยางรถยนต์ และด้านข้างของขอบกระทะล้อ

งานประดับยนต์ 115

จะมีลักษณะเป็นสันนูนยกข้ึน เพ่ือป้องกันการเล่ือนไถลหรือการหลุดของยางเมื่อยางมีลมอ่อน
และเป็นการช่วยป้องกันการรั่วซึมของลม ส่วนจานกระทะล้อหรือสไปเดอร์ (Spider) ตรงกลางของ
จานกระทะล้อจะมีรูเพื่อใส่กับดุมล้อ รอบ ๆ รูใส่
ดมุ ลอ้ จะมรี ไู วส้ ำ� หรบั รอ้ ยนอตยดึ ระหวา่ งกระทะลอ้
กับดุมล้อ โดยท่ัวไปรูเจาะร้อยนอตจะมีต้ังแต่
4 – 6 รแู ลว้ แต่ชนดิ ของดมุ ขอบกระทะล้อและ
จานลอ้ จะใชห้ มุดหรอื วิธีการเชือ่ มตดิ เพอื่ ยดึ ทง้ั
สองสว่ นเขา้ ดว้ ยกนั กระทะล้อทด่ี จี ะต้องไมเ่ บ้ยี ว
หรือแกว่งเพื่อป้องกันอันตรายท่ีเกิดขึ้นกับตัวล้อ
ขณะที่รถแล่น
รปู ท่ี 6.2 กระทะลอ้ แบบเหลก็ กลา้ อัดขนึ้ รูป

2. กระทะลอ้ ซลี่ วด (Wire Spokes Wheel) ดงั รปู ท่ี 6.3 กระทะล้อแบบน้ีนิยมใชก้ ับรถแขง่
รถสปอร์ต หรือรถจักรยานยนต์ ซ่ึงเป็นกระทะล้อที่มีน้�ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรงสูงมาก
สามารถถอดเปล่ียนล้อได้อย่างรวดเร็ว มีเกลียวล็อกล้ออยู่ตรงกลางอันเดียว รูปแบบของล้อแบบ

ซี่ประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนของขอบล้อ ซึ่ง
มีลักษณะคล้ายกับขอบกระทะล้อของกระทะล้อ
แบบเหล็กกล้าอัดขึ้นรูป ส่วนท่ีสอง คือ ซี่ลวดซ่ึง
ใชแ้ ทนจานกระทะลอ้ ในลอ้ แบบเหลก็ กลา้ อดั ขน้ึ รปู
ซลี่ วดทำ� ดว้ ยเหลก็ กลา้ ทมี่ คี วามแขง็ แรงสงู ใชว้ ธิ กี าร
ยึดแบบไขว้ไปมา โดยท่ัวไปซ่ีลวดจะรับแรงดึงได้
มากกว่าแรงกด ความแข็งแรงของกระทะล้อแบบ
ซลี่ วดนน้ั ขน้ึ อยกู่ บั ขอบกระทะลอ้ และการรอ้ ยซล่ี วด
ระหว่างปลอกสวมดุมล้อกับขอบกระทะล้อ

รปู ท่ี 6.3 กระทะลอ้ แบบซีล่ วด


3. กระทะลอ้ โลหะเบาผสม (Cast Light Alloy Wheel) หรอื ลอ้ แมก็ ดงั รปู ที่ 6.4 กระทะลอ้
แบบนี้ผลิตโดยการหล่อ โดยใช้โลหะเบาผสมกัน คือ อะลมู เิ นยี มกบั แมกนเี ซยี ม ซ่ึงท�ำให้กระทะล้อ
แบบนี้มีน้�ำหนักเบาและแข็งแรงกว่ากระทะล้อแบบเหล็กกล้า ปัจจุบันนิยมใช้ล้อชนิดน้ีกับรถยนต์น่ัง
ส่วนบุคคลมากข้ึน ในยุคแรก ๆ กระทะล้อถูกผลิตขึ้นมาด้วยวัสดุที่ท�ำจากแมกนีเซียม (Magnesium)
เพียงอย่างเดียว ด้วยคุณสมบัติหลัก คือ น้�ำหนักท่ีเบา ระบายความร้อนได้ดี รูปแบบสวยงาม
จึงน�ำมาใช้กับรถท่ีต้องการท�ำความเร็วหรือรถแข่งนั่นเอง แต่จากข้อด้อยในส่วนของต้นทุนท่ีราคาสูง

116 บทท่ี 6 กระทะลอ้ และยาง
และแมกนีเซียมมีการสึกกร่อนได้ง่ายจึงไม่
เหมาะที่จะน�ำมาใช้กับรถยนต์ในท้องตลาด
จึ ง ไ ด ้ มี ก า ร เ ส า ะ ห า วั ส ดุ ท่ี ร า ค า ไ ม ่ สู ง ม า
ทดแทน แตย่ งั คงคณุ สมบตั ทิ ่ใี กล้เคยี ง นั่นก็
คอื อะลมู เิ นยี มอลั ลอย (Aluminium Alloy)
ซึ่งใช้มาจนถึงปจั จุบนั น้ี แตย่ งั คงเรียกติดปาก
วา่ ลอ้ แมก็ (มาจากแมกนเี ซยี ม) กนั อยู่

รปู ที่ 6.4 กระทะลอ้ โลหะเบาผสม (อะลมู เิ นยี มอลั ลอย)
หรอื ล้อแม็ก

ข้อดีของกระทะล้อแบบนี้ คือ
1. มนี ำ้� หนกั เบา เมอื่ เทยี บกบั กระทะลอ้ แบบเหลก็ กลา้ เนอ่ื งจากการหลอ่ ผสมรวมของอะลมู เิ นยี ม
กับแมกนเี ซยี ม
2. มีความแข็งแรง จากที่กล่าวมาแล้ว โลหะผสมที่หล่อรวมกันท�ำให้ล้อมีน�้ำหนักเบา ส่งผลให้
ล้อแบบนีม้ ีหนา้ ตัดทห่ี นากว่ากระทะลอ้ แบบเหลก็ กลา้ จงึ ทำ� ใหก้ ระทะล้อแบบโลหะเบาผสมแขง็ แรงกว่า
ล้อแบบเหล็กกล้าอัดขึ้นรูป
3. ลอ้ แบบโลหะเบาผสมสามารถเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการเกาะถนน เนื่องจากมีพ้ืนท่ีของล้อมาก
และหน้ากงล้อกว้าง ท�ำให้สามารถใส่ยางหน้ากว้างได้ ซึ่งเป็นการเพ่ิมพ้ืนที่สัมผัสกับถนนมากขึ้น
ส่งผลท�ำให้รถช่วยเกาะถนนได้ดีข้ึน โดยเฉพาะเวลาที่รถเข้าโค้ง
4. การระบายความร้อนของล้อได้ดี เม่ือรถมีการเบรกหรือการเล้ียวโค้งท�ำให้เกิดความร้อน
ที่ล้อรถยนต์ โลหะผสมมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากเป็นตัวน�ำท่ีดี ท�ำให้ช่วยลด
ความร้อนได้อย่างรวดเร็วกว่ากระทะล้อแบบเหล็กกล้า
ส�ำหรับข้อเสียของล้อแบบโลหะเบาผสม กล่าวโดยสรุปได้ดังน้ี
1. มักจะท�ำปฏิกิริยากับละอองของเกลือ
2. มกั เกดิ การสกึ กรอ่ นเกยี่ วกบั การแยกตวั ทางไฟฟา้ ซง่ึ เกดิ จากการสมั ผสั ของเหลก็ กลา้ กบั โลหะเบา
แนวทางการแก้ไขโดยการป้องกันการสัมผัสของวัตถุทั้งสองชิ้น โดยการใช้จาระบีทาท่ี เกลียวยึดนอต
(Stud) ท่รี อ้ ยยดึ กระทะล้อกบั ดุมล้อ ส่วนในการถว่ งลอ้ ควรใชก้ าวติดตวั ถ่วงเพื่อปอ้ งกันการสัมผัสกัน
3. กระทะล้อแบบโลหะเบาผสม ถึงแม้จะมีน้�ำหนักเบาและแข็งแรง แต่เปราะ ดังนั้น เมื่อเกิด
การกระแทกหรือการปะทะอย่างแรงจะท�ำให้ช�ำรุดเสียหายได้ง่าย

งานประดบั ยนต์ 117

2. ค่าออฟเซต

ออฟเซต (Offset, ET) คือ ค่าระยะห่างระหว่าง เสน้ แบง่ ครงึ่ ลอ้ ตามแนวขวาง (Wheel
Centerline) กบั หนา้ แปลนของลอ้ (Hub Mounting Surface) โดยมหี นว่ ยเปน็ มลิ ลเิ มตร คา่ ออฟเซต
จะสง่ ผลโดยตรงกบั ระยะหรอื ตำ� แหนง่ ของลอ้ วา่ จะยน่ื ออกหรอื หบุ เขา้ ไปในตวั รถเพยี งใด ดงั นน้ั การเลอื ก
ลอ้ ท่ีมีคา่ ออฟเซตทถี่ ูกต้องเหมาะสมจงึ มีความจำ� เป็น
ค่าออฟเซตของล้อ โดยปกติระบุเป็น 3 ค่าด้วยกัน พิจารณารูปที่ 6.5 กล่าวคือ

รปู ท่ี 6.5 คา่ ออฟเซตของล้อ

1. ค่าออฟเซตเท่ากับศูนย์ (Zero Offset (0)) คือ ค่าระยะห่างของหน้าแปลนล้อ (Hub
Mounting Surface) ตรงกับเส้นแบ่งคร่ึงของล้อตามแนวขวางของล้อพอดี
2. ค่าออฟเซตเป็นบวก (Positive Offset (+)) คือ ระยะห่างของเส้นแบ่งคร่ึงล้อวัดไป
ถึงหน้าแปลนล้อมีทิศทางออกไปนอกตัวรถ วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็นบวก เช่น +20, +30,
+38, +45 เป็นต้น ซ่ึงมักพบกับล้อท่ีใช้กับรถขับเคล่ือนล้อหน้าเสียส่วนใหญ่
3. ค่าออฟเซตเป็นลบ (Negative Offset (-)) คือ ระยะห่างของเส้นแบ่งคร่ึงล้อวัดไป
ถึงหน้าแปลนลอ้ มที ิศทางเข้าไปในตวั รถ วดั ไดเ้ ป็นระยะเทา่ ไรนน้ั ถือค่าเปน็ ลบ เช่น -5, -10, -20 เป็นต้น
ซึง่ รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังมักก�ำหนดให้ใช้ล้อแม็กท่ีมีค่าออฟเซตเป็นลบ
การเลือกค่าออฟเซตท่ีไม่ตรงกับรถน้ัน ๆ ก็จะมีผลกระทบตามมา หรือหากมีการเปล่ียนขนาด
ความกว้างของล้อค่าออฟเซตก็เปล่ียนไปด้วย ดังนั้น จึงจ�ำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องรู้ค่าออฟเซตส�ำหรับ
รถแต่ละแบบว่ามีตัวเลขอยู่ที่เท่าไร เพ่ือจะได้ไม่สร้างปัญหาให้ต่อสมรรถนะการขับขี่ของรถ
ค่าออฟเซตของล้อแม็ก ส่วนใหญ่จะระบุเป็นตัวเลขไว้ที่ตัวล้อเองเลย ซึ่งมักสังเกตเห็นได้
จากตัวเลขท่ีมักจะตามตัวอักษร เช่น "ET 38" กห็ มายถงึ คา่ ออฟเซต (Offset) เปน็ 38 มม. นนั่ เอง
หรอื บางทกี อ็ าจมเี ฉพาะตวั เลข ไม่มีตัวอักษรน�ำหน้า เช่น "45" ก็หมายถงึ คา่ ออฟเซตเปน็ 45 มม.
เช่นกัน ดังตัวอย่าง ในรูปท่ี 6.6

118 บทที่ 6 กระทะลอ้ และยาง

รปู ที่ 6.6 คา่ ออฟเซตทร่ี ะบุบนล้อ

นอกจากค่า ET แล้ว ยังมีเคร่ืองหมายมาตรฐานท่ีอยู่บนล้ออื่น ๆ อีก เช่น
JWL ยอ่ มาจาก Japan Wheel Light Metal เป็นเคร่ืองหมายมาตรฐานส�ำหรับล้อรถยนต์นั่ง
ซึ่งออกโดยกระทรวงคมนาคมของประเทศญ่ีปุ่น
JWL-T ยอ่ มาจาก Japan Wheel Light Metal for Truck เป็นเครื่องหมายมาตรฐานส�ำหรับ
ล้อรถบรรทุกเล็ก ซ่ึงออกโดยกระทรวงคมนาคมของประเทศญ่ีปุ่น
VIA ยอ่ มาจาก Vehicle Inspection Association เป็นเคร่ืองหมายมาตรฐานจากสมาคม
ทดสอบยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ซ่ึงโรงงานผู้ผลิตล้อจะต้องผ่านการตรวจสอบจากสมาคมน้ีก่อน
จึงจะสามารถน�ำอักษรนี้มาปั๊มลงไปได้

3. ระยะพีซีดี

ระยะพซี ดี ี (P.C.D) ยอ่ มาจาก Pitch Circle Diameter หมายถึง ระยะหา่ งของรนู อตบน
ตวั ลอ้ แมก็ โดยวัดจากก่ึงกลางรูนอตทุกตัวลากเส้นเป็นวงกลม แล้ววัดผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง มีหน่วย
เป็นมลิ ลเิ มตร ถา้ เปน็ จำ� นวนเลขคู่ เชน่ 4 หรอื 6 รนู อตตอ่ 1 ลอ้ กส็ ามารถวดั จากกงึ่ กลางรนู อตดา้ นหนง่ึ
ไปยังด้านตรงข้ามได้เลย แต่ถ้าเป็นจ�ำนวนเลขค่ี เช่น 3 หรือ 5 รูนอต ต้องวัดจากแนววงกลม
กึง่ กลางรนู อตผา่ นเส้นผา่ ศูนย์กลาง รถยนต์ขนาดเลก็ มกั มี 4 รูนอตต่อ 1 ลอ้ และรถยนต์ขนาดใหญข่ ้นึ ไป
มักมี 5 ถึง 6 รูนอต เพื่อความแน่นหนาในการยึดล้อเข้ากับดุมล้อ
การวัดระยะ PCD แบบละเอียด สามารถกระท�ำได้ดังน้ี
1. ล้อ 4 รู และ 8 รู
พจิ ารณารปู ที่ 6.7 ประกอบการวดั สามารถ
วัดโดยวัดท่ีหน้าแปลนของดุมล้อด้านหลัง โดยทาบ
A B

ไม้บรรทดั จากจุด (A) ไปถงึ จุด (B) ดูระยะว่าเป็นเทา่ ไร 4 Holes

เช่น อ่านค่าได้เท่ากับ 100 มม. น่ันก็คือระยะ PCD
ของล้อวงนัน้ น่ันเอง
PCD

2. ล้อ 5 รู และ 10 รู
พิจารณารูปท่ี 6.8 ประกอบการวัดพีซีด ี
แบบละเอียดส�ำหรับล้อแม็กที่มี 5 รู หรือ 10 รู น้ัน PCD = A ~ B
คำ� นวณได้โดยการวดั ระยะ ดงั ตอ่ ไปนี้
รปู ท่ี 6.7 การวดั ระยะพซี ดี ขี องลอ้ 4 และ 8 รู

งานประดับยนต์ 119

C BC
B

A 5 Holes A

รปู ท่ี 6.8 การวัดระยะพซี ดี ี
ของลอ้ 5 และ 10 รู

PCD = (A / 2) + B + (C / 2)

(A) คือ ระยะของเส้นผ่านศูนย์กลาง (Center Bore) ของรูดุมล้อ
(B) คือ ระยะจากขอบรู ดุมล้อ กับขอบรูยึดนอต
(C) คือ ระยะของเส้นผ่านศูนย์กลางของรูยึดนอต
สูตรการคิด ระยะ PCD = ( A/2 ) + B + ( C/2 )
ตัวอย่างท่ี 6.1 ล้อแม็กชนิดหน่ึง วัดระยะต่าง ๆ ได้ดังน้ี A = 110 มม. B = 58.5 มม. และ
C = 13 มม. จงหาระยะพีซีดีของล้อวงน้ี
วิธีท�ำ แทนค่าในสูตร ระยะ PCD = ( A/2 ) + B + ( C/2 )
ระยะ PCD = (110/2) + (58.5) + (13/2)
ดังน้ัน ระยะ PCD = 120 มม.
การวัดพีซีดีแบบคร่าว ๆ สามารถพิจารณาวัดได้ดังรูปท่ี 6.9 ซ่ึงจะเป็นจ�ำนวนรูนอตของล้อ
ท่ีใช้เป็นมาตรฐานทั่วไป

ด้านหลงั รไู ป ระยะกลางของรู ดา้ นหลงั รูไป เหมอื นกับ 4 ร ู เหมอื นกับ 4 รู
จุดกลางของรถู ัดไป สองรทู อ่ี ย่ตู รงข้าม จดุ กลางของรตู รงขา้ ม

รปู ท่ี 6.9 การวัดพซี ีดีแบบคร่าว ๆ

120 บทท่ี 6 กระทะลอ้ และยาง

4. ประเภทของล้อแม็กและแนวทางในการเลือกใช้งาน

ชนดิ หรือประเภทของล้อแมก็
ดูจากโครงสร้างหรือรูปทรง ซ่ึงได้จ�ำแนกออกเป็น
2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

• ล้อแม็กแบบช้ินเดียว (1 Piece Wheel)
เป็นล้อที่มี ขอบลอ้ (Rim) กับ จานลอ้ (Disk) ถูกหล่อข้ึนมาเป็น
ชิ้นเดียว ตัวอย่างดังรูปที่ 6.10 สังเกตง่าย ๆ ว่าล้อชนิดนี้ไม่มี
รอยต่อปรากฏอยู่
รปู ท่ี 6.10 ลอ้ แมก็ แบบชิน้ เดยี ว
• ล้อแม็กแบบประกอบ (Assembly Wheel)
เป็นล้อที่มีขอบล้อและจานล้อมาประกอบกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1) ล้อแม็ก 2 ชนิ้ (2 Pieces Wheel) ดงั รปู ที่ 6.11 เปน็ ลอ้ ทมี่ ี 2 ชน้ิ สว่ นมาประกอบกนั
คือ ขอบล้อและจานล้อ อย่างละชิ้น

2) ล้อแม็ก 3 ช้ิน (3 Pieces Wheel)
เป็นล้อที่ประกอบเชื่อมส่วนที่เปน็ ขอบล้อ 2 ส่วน
กับจานล้อ 1 ส่วน เข้าด้วยกัน ดังรูปที่ 6.12

รปู ที่ 6.11 ลอ้ แม็ก 2 ชน้ิ รปู ที่ 6.12 ล้อแม็ก 3 ชิน้

3) ล้อแม็กชนิดซี่ลวด (Wire แนวทางในการเลอื กใชล้ ้อแม็ก
Wheel) คล้ายล้อของจักรยาน ดังรูปที่ 6.13
ค�ำถามที่คนส่วนใหญ่ มักมีข้อสงสัย
รปู ท่ี 6.13 ล้อแมก็ ชนดิ ซีล่ วด และซักถามเข้ามาเป็นประจ�ำ ก็คือ ขนาดของ
ล้อแม็กใดจึงจะเหมาะสม หากเปล่ียนขนาดให้
ใหญ่ขึ้นจะมีผลอะไรหรือไม่ แบบล้อ ลวดลาย
และสีแบบใด ถึงจะเหมาะสมกับรถ เป็นต้น

งานประดับยนต์ 121

การท่ีจะเปลี่ยนล้อแม็กวงใหม่นั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ล้อขนาดเดิมท่ีติด
มากบั รถ โดยมากเจ้าของรถมักจะมองว่าเลก็ ไปทำ� ให้ดูไม่สวย อันนี้ก็มีสว่ นแต่ไมท่ ง้ั หมดเพราะส่ิงท่ตี อ้ ง
ค�ำนึงถึง คือขนาดล้อและยางจะต้องมีความสัมพันธ์กัน เช่น ล้อเล็กยางก็จะหนา หากต้องการล้อแม็ก
ท่ีใหญ่ข้ึนยางก็จะบางลง เพื่อรักษาระดับเส้นผ่านศูนย์กลางต้องรักษาระดับความสูง ให้ใกล้เคียงกับ
ค่ามาตรฐานของรถรนุ่ น้นั ๆ มากทสี่ ดุ ดังน้นั ผลที่จะตอ้ งไดร้ บั ก็คือ ความนมุ่ นวลทีอ่ าจลดลง เป็นตน้
รูปแบบ ลวดลาย สีสัน ส่ิงน้ีเป็นเร่ืองความชอบของปัจเจกบุคคล ตัดสินใจได้ยาก ค�ำแนะน�ำ
คือ ต้องลองน�ำล้อแม็กไปทาบท่ีรถจะช่วยในการพิจารณาได้ ลองหลาย ๆ รูปแบบ หรือดูตัวอย่างจาก
แหล่งข้อมูลต่าง ๆ
องค์ประกอบต่อไปนี้ เป็นแนวทางในการเลือกล้อแม็กมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า กล่าวคือ
1. ความเหมาะสมทางดา้ นเทคนคิ
จ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องทราบว่า ล้อรถเดิมนั้น มีข้อมูลจ�ำเพาะ (Specification) อย่างไร เช่น
ขนาดล้อและขอบล้อกว้างกี่น้ิว จ�ำนวนรูก่ีรู ค่าพีซีดีและค่าออฟเซตเป็นเท่าไร เป็นต้น
ส่ิงที่ส�ำคัญท่ีต้องน�ำมาพิจารณาในการเลือกล้อแม็ก คือ
1.1 รู PCD ล้อใหม่ท่ีจะเลือกใช้ ต้องตรงกับข้อมูลจ�ำเพาะของรถยนต์คันนั้น ๆ ไม่ควร
ดัดแปลงใด ๆ ท้ังส้ิน อย่าเปลี่ยนล้อแม็กเพียงเพราะชอบความสวยงามเท่าน้ัน รูกลางของดุมล้อ
(Hub Diameter) ต้องพอดีกนั ไมค่ บั หรอื หลวมจนเกนิ ไป
1.2 การรับน�้ำหนัก ต้องเลือกล้อแม็กท่ีมีความสอดคล้องเหมาะสมกับการใช้งานหรือ
การบรรทุกน้�ำหนัก
1.3 การยึดล้อกับดุมล้อ ล้อที่จะเลือกใช้ รูท่ีใช้ยึดเข้ากับตัวหน้าแปลนดุมล้อ ต้องมีข้อมูล
จ�ำเพาะตรงกัน ในแต่ละประเภทที่ได้ถูกออกแบบไว้
1.4 ความสัมพันธ์ต่อช้ินส่วนอื่น ล้อแม็กท่ีจะเปลี่ยนใหม่ต้องไม่ไปกระทบหรือขัดขวาง
การท�ำงานกับชิ้นส่วนในช่วงล่างอ่ืน ๆ เช่น โช้คอัพ ขอบซุ้มล้อ หรือปีกนก เป็นต้น
2. รูปแบบ ความสวย กับ ความแข็งแรง
การเลอื กรปู แบบต้องให้สอดคล้องตอ่ การใช้งานและความปลอดภัย โดยปกตแิ ล้ว ลอ้ แมก็ ทุก
ประเภทท่ีถูกผลิตจากโรงงานช้ันน�ำ จะต้องผ่านการทดสอบเร่ืองของความแข็งแรงอยู่แล้ว อย่างไร
ก็ตาม การเลือกใช้งานอย่างเหมาะสมจะช่วยในเรื่องอายุการใช้งาน เช่น การไม่ใช้ล้อแม็กท่ีก้านเรียว
เล็กกับรถท่ีต้องบรรทุกหรือว่ิงในเส้นทางท่ีสภาพถนน ขรุขระ เป็นหลุมบ่อ เพราะอาจจะท�ำให้ล้อน้ัน
เกิดการช�ำรุดเสียหายได้ง่าย เป็นต้น

122 บทที่ 6 กระทะลอ้ และยาง
ตัวอย่างรูปแบบของล้อแม็กต่าง ๆ เพื่อ
รปู ที่ 6.14 ลอ้ แมก็ ประเภทจาน เป็นแนวทางต่อการใช้งานดังต่อไปน้ี
2.1 ประเภทจาน (Disc Type) ดัง
รูปที่ 6.14 ลักษณะแบบนี้ ถูกออกแบบมาเพ่ือ
การรองรับน้�ำหนักโดยเฉพาะ มกั พบมากกบั รถท่ี
ตอ้ งการบรรทกุ หรอื รบั นำ้� หนกั จากสง่ิ ของ สมั ภาระ
เป็นต้น

2.2 ประเภทก้านใหญ่ (Spoke Type)
ดังรูปท่ี 6.15 ลักษณะแบบนี้ โดยทั่วไปจะดูสวย
กว่าแบบจาน แต่ยังคงความสามารถในการรับ
น�้ำหนักได้ดีพอควร จึงใช้ได้ทุกสภาพถนนปกติ
และอาจเป็นรถน่ังขนาดใหญ่หรือซีดาน

รปู ท่ี 6.15 ลอ้ แมก็ ประเภทกา้ นใหญ่

2.3 ประเภทก้านเล็ก (Fin Type) ดัง
รปู ที่ 6.16 ออกแบบมาให้ดูสวยงาม กา้ นเรียวเลก็
แต่การแบกรับน้�ำหนักน้อยลง เหมาะกับการใช้
ตามถนนที่เรียบ และควรหลีกเลี่ยงสภาพถนน
ท่ีเป็นหลุมหรือค่ันขวางถนน

รปู ท่ี 6.16 ลอ้ แมก็ ประเภทกา้ นเลก็ รปู ที่ 6.17 ลอ้ แมก็ ประเภทตาขา่ ย

2.4 ประเภทตาข่าย (Mesh Type)
ดังรูปท่ี 6.17 ลักษณะเป็นการผสมผสานที่ยังคง
ใช้ก้านท่ีเล็ก แต่ก็ออกแบบให้มีก้านเพ่ิมมากข้ึน
เกาะเกี่ยวกันเป็นตาข่าย เพ่ือเพิ่มความแข็งแรง
แต่มักมีปัญหาในการท�ำความสะอาด

งานประดับยนต์ 123

3. องค์ประกอบอ่ืน ๆ
ราคาท่ีเหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป รูปแบบสวย เหมาะสม สีสันต้องเข้ากันกับรถ เพราะรถ
แต่ละรุ่น แต่ละสี ความสวยงามอาจไม่เหมอื นกนั ลวดลายของล้อตอ้ งไม่ยากเกินไปทีจ่ ะท�ำความสะอาด
เช่น ก้านถี่เกินไป ก้านลายตาข่ายเล็กมาก ท�ำให้มือหรือแปรงเข้าไปไม่ถึง หากเป็นล้อแม็กมือสอง
ตอ้ งเลือกท่ซี อ่ มหรือท�ำสีมาแล้วอยา่ งถูกวธิ ี หรือเลือกสภาพเดิม ๆ แล้วน�ำมาทำ� สีเองจะดีกว่า
ควรเลือกย่ีห้อล้อแม็กจากโรงงานผลิตที่ได้รับการยอมรับ เช่น ผ่านการรับรองจากสถาบัน
เกี่ยวกับยานยนต์ หรือสถาบันของล้อแม็กโดยเฉพาะ สังเกตดูว่าล้อน้ัน มีตราหรือสัญลักษณ์รับรอง
มาตรฐาน เช่น JWL, JWL-T, VIA อยู่ในล้อนั้นด้วย

5. ปัญหาที่พบของล้อแม็ก

ลอ้ แมก็ ใหม่ ๆ มักจะไม่ค่อยพบปัญหาในการใช้งาน ปัญหากับล้อแม็กส่วนใหญ่พบว่าเกิดจาก
ลอ้ แม็กทผี่ ่านการใช้งานมาแล้ว เกิดปัญหาแล้วได้รับการซ่อมหรือน�ำไปดัดแปลงโดยวิธีการทไ่ี ม่ถูกตอ้ ง
เช่น น�ำไปขัดขอบให้เงาเพียงเพื่อให้เกิดความสวยงาม แต่ไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าร้านซ่อมแม็กได้น�ำล้อ
ไปกลึงผิวล้อออกซึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบตามมา คือ
- ล้อมีอาการสั่นหลังจากใช้งานไปสักระยะ
- ล้อคดหรือดุ้ง โดยเฉพาะบริเวณขอบล้อที่ถูกกลึงออกไป
- มีข้ีเกลือ (Oxide) ขึ้น ณ บริเวณดังกล่าว
- ล้อเกิดการแตกร้าว (Crack) หรือ ลมรั่ว ซึมออก (Leak)
ล้อที่ถูกผลิตออกมานั้น ความหนาของลอ้ ไดถ้ ูกกำ� หนดให้เหมาะสมกับการแบกรับน�้ำหนกั ตาม
ข้อมูลเฉพาะรถน้ัน ๆ ซ่ึงหากมีการน�ำไปแก้ไขด้วยการกลึงออก ก็จะท�ำให้สมรรถนะในการรับน้�ำหนัก
ลดลง ดังรูปที่ 6.18 โดยทั่วไป ค่าความหนาของล้อควรจะอยู่ประมาณ 5 - 7 มม. แล้วแต่รูปทรง
ที่ออกแบบมา

ล้อเดมิ ความหนาขอบล้อ ปญั หาล้อคด แตกร้าว ตรวจสอบดลู ้อ ถูกกลึงเผอ่ื ผลท่ตี ามมา
วดั ได้อยปู่ ระมาณ 7 มม. ออกไปเหลือความหนาเพยี ง 2 มม. เทา่ น้ัน

รปู ท่ี 6.18 ลอ้ แม็กท่ถี ูกแก้ไขอย่างผดิ วิธี

124 บทท่ี 6 กระทะล้อและยาง

ดังนั้น ต้องพิจารณาเลือกร้านหรือผู้ที่เข้าใจ ก่อนท่ีจะส่งไปซ่อมแซมหรือดัดแปลง ควรค�ำนึง
ถึงเร่ืองความปลอดภัยเป็นส�ำคัญ
ปัญหาที่มักพบกับล้อแม็ก พอจะสรุปได้ดังน้ี
1. ลอ้ ดงุ้ คอื ลอ้ ทอ่ี าจมสี าเหตมุ าจากการกระแทก ไมว่ า่ จะเปน็ หลมุ บอ่ สนั รอยตอ่ ถนน ยางแตก
หรอื กระแทกกบั ขอบถนนจนทำ� ให้ล้อแมก็ สญู เสียความกลม (Roundness) ซง่ึ สามารถสงั เกตไดโ้ ดย
- ระหว่างการขับขี่ จะมีอาการสั่นผิดปกติเม่ือเทียบกับตอนแรกท่ีเริ่มใช้
- ตรวจดูด้วยตาหรือสังเกตที่ล้อ เช่น มองเห็นล้อดุ้ง เบี้ยว หากเป็นมากก็จะเห็นชัด โดย
เฉพาะด้านหน้าล้อ แต่หากเป็นด้านในล้อก็อาจมองเห็นยาก ซึ่งอาจต้องก้มเข้าไปดูใต้ท้องรถ หรือ
อาจข้ึนแม่แรงให้สูงจนล้อลอยพ้นจากพื้น แล้วปลดเป็นเกียร์ว่างและเบรกมือด้วย (ส�ำหรับล้อหลัง)
ต่อจากนั้นให้ท�ำการหมุนล้อดูด้วยความเร็วปานกลาง แล้วสังเกตทั้งด้านหน้าและด้านในว่ามีอาการ
แกว่ง โยน หรือไม่
- การตรวจด้วยเครอ่ื งมือ เชน่ นำ� ล้อเข้าไปเช็กทศ่ี นู ยบ์ รกิ ารมาตรฐาน ด้วยเครอ่ื งถว่ งล้อ
2. รอยครูด เกิดจากล้อแม็กกระทบหรือครูดกับขอบถนน ท�ำให้เน้ือล้อเป็นรอยหรือบางที
กินเข้าไปในเนื้อล้อซ่ึงสามารถเห็นได้ง่าย ท�ำให้ความสวยงามลดลง และหากปล่อยไว้นานโดยไม่
ท�ำการแก้ไขก็จะท�ำให้รอยน้ันเป็นขี้เกลือลามเข้าไปได้
3. ลมรั่ว อาการที่เกิดข้ึนคือ ยางจะเก็บลมไม่ค่อยอยู่ การสังเกตง่าย ๆ คือ ลมยางอ่อนลง
ต้องเติมลมบ่อยกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักไม่เกิดพร้อมกันกับยางท้ัง 4 วง แต่จะเกิดเป็นบางวงเท่าน้ัน
ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้
- เกดิ ลมร่ัว ซึมออกที่บริเวณขอบล้อและขอบยางท่ีมีการซ่อมมาแล้ว ซึ่งเกิดจากการกลงึ
ขอบท่ีท�ำใหข้ อบบางเกินไป มีสงิ่ แปลกปลอมตกค้าง ณ จุดนนั้ หรือขอบยางช�ำรุด เป็นตน้
- ลอ้ แม็กเกดิ การร้าว ทำ� ให้ลมแทรกออกมาตรงจดุ ท่รี า้ วได้
- ลอ้ แมก็ มีการซ่อมรอยแตกมาก่อน จนท�ำให้ขอบ ณ จุดน้ันไม่เรียบ มีช่องว่าง หรือเกิด
การรา้ วซำ�้ ซอ้ นไดห้ ากเกดิ ปญั หาน้ี ใหร้ ีบน�ำล้อเข้าทำ� การตรวจสอบและซ่อมแซมทนั ที
4. รอยแตกร้าว อันมีสาเหตุมาจากการกระแทกอย่างรุนแรง สภาพล้อมีการซ่อมและถูกกลึง
ใหข้ อบบางกวา่ ปกติ หรอื ลอ้ มคี ณุ ภาพและมาตรฐานตำ่� (มกั พบบอ่ ยกบั ลอ้ ทล่ี อกเลยี นแบบ) การตรวจสอบ
ใหส้ ังเกตดูรอยรา้ วดว้ ยสายตาทบ่ี รเิ วณขอบล้อ ซงึ่ ส่วนใหญ่มักเกิดทางด้านในมากกวา่ ดา้ นนอกตรวจดูท่ี
บรเิ วณกา้ นลอ้ วา่ แตกรา้ วหรอื ไม่ ตรวจดใู นรหู รอื บรเิ วณทย่ี ดึ นอตลอ้ วา่ มรี อยรา้ วหรอื ไม่ หากพบปญั หาน้ี
ใหร้ ีบน�ำล้อเข้าทำ� การตรวจสอบและซอ่ มแซมทนั ที

งานประดับยนต์ 125

6. การยึดล้อแม็กเข้ากับตัวรถ

การถอดประกอบล้อแม็กก็เป็นเรื่องท่ีไม่ควรมองข้าม โดยปกติความแน่น (Tightening) ของ
การขันแป้นเกลียว (Lug Nut) หรือสลักเกลียว (Bolt) ยึดล้อเข้ากับรถควรอยู่ในค่าที่ก�ำหนด ดูได้จาก
ตารางท่ี 6.1 และล�ำดับการถอดใส่เป็นไปตามรูปที่ 6.19 ซ่ึงอาจจะใช้ประแจบล็อกหรือปืนลมในการ
ถอดประกอบก็ได้ จากน้ันใช้ประแจวัดแรงบิด (Torque Wrench) ตรวจสอบแรงที่ขัน ดังรูปท่ี 6.20
จะเป็นการรักษาสภาพล้อและความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

ตารางท่ี 6.1 แรงท่ีใช้ให้เหมาะกับขนาดการขันสลักเกลียวหรือสกรูยึดล้อ

ขนาดของนอต/สกรู แรงในการขนั ให้แน่น จ�ำนวนเกลยี ว รอบตำ่� สดุ ท่ีควรขัน
Nuts/Bolts Size Torgue in (Ft/Lbs) Minimum Number of Turns

10 mm. 45 - 55 7 รอบ
12 mm x 1.25 6 รอบ
12 mm. x 1.50 70 - 80 8 รอบ

14 mm. x 1.50 85 - 90 7.5 รอบ

รูปท่ี 6.19 การล�ำดับถอดใสแ่ ป้นเกลียว

ใช้ปนื ลม ใช้ประแจบลอ็ ก ตรวจสอบด้วยประแจวัดแรงบดิ

รูปที่ 6.20 การยดึ ลอ้ แมก็ เขา้ กบั ตัวรถ

126 บทที่ 6 กระทะลอ้ และยาง

7. แป้นเกลียวและสลักเกลียวแบบประดับยนต์

ผูใ้ ช้รถส่วนใหญ่ มักไม่ทราบว่ารถของตัวเองน้ัน ควรใส่แป้นเกลียวหรือที่เรียกกันว่า นอตลอ้
ประเภทไหน ดังน้ัน การซ้ือหาล้อแม็กใหม่เพื่อท่ีจะน�ำมาเปลี่ยนกับล้อเดิม (ท่ีติดรถมา) จ�ำเป็นอย่างยิ่ง
ท่จี ะตอ้ งทราบวา่ ล้อใหม่ท่ีจะน�ำมาใส่นั้นมีข้อมูลจ�ำเพาะอย่างไร ในบางคร้ังนอตล้อเดิมก็ไม่สามารถ
นำ� กลบั มาใชก้ บั ลอ้ ใหมน่ นั้ ได้ จงึ ตอ้ งเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมเพอ่ื ความปลอดภยั มฉิ ะนนั้ จะทำ� ใหค้ วามแขง็ แรง
ในการยึดตดิ ระหว่างล้อกบั ดุมของรถลดลง ซง่ึ อาจก่อใหเ้ กิดอันตรายหรือเกดิ ความเสียหายกบั รถยนตไ์ ด้
อีกทง้ั ส่วนใหญน่ ยิ มเปลยี่ นนอตลอ้ เปน็ แบบประดบั ยนต์ ดงั รปู ที่ 6.21 เพอื่ เพม่ิ ความสวยงามอีกดว้ ย



รปู ท่ี 6.21 ตวั อย่างนอตล้อแบบประดับยนต์

ประเภทของนอตล้อ ดังรูปที่ 6.22 แบ่งคร่าว ๆ ได้ดังน้ี



รปู ที่ 6.22 ประเภทของนอตล้อ

1. ชนิดเรียวหรือกรวย (Taper/Cone/Acorn Type) ลักษณะของนอต ถูกออกแบบมาให้
มีมุมเฉียงที่ 60 องศา ซึ่งหากล้อถูกเจาะรูพีซีดีมาเป็นลักษณะเฉียงต้องใช้นอตล้อลักษณะนี้

งานประดบั ยนต์ 127

2. ชนิดกลม (Radius/Ball) นอตซ่ึงถูกออกแบบมาให้จุดนั่งหรือบ่าเป็นลักษณะทรงกลม ซ่ึง
หากล้อถูกเจาะรูพีซีดีมาเป็นลักษณะกลม ก็ต้องใช้นอตล้อให้เป็นแบบทรงกลมเช่นเดียวกัน
3. ชนิดราบ (Flat) ชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้บ่าเป็นลักษณะแบนราบ และอาจมีวงแหวน
ประกอบติดอยู่ด้วย อาจจะมีลักษณะฐานกว้างหรือแคบก็ได้

8. การเลือกและใช้ยาง

ยางรถยนต์เป็นส่วนเดียวของรถยนต์ที่สัมผัสกับพื้น สมรรถนะในการขับข่ี การยึดเกาะถนน
รวมท้ังความปลอดภัยจึงข้ึนอยู่กับยางรถยนต์ การเลือกใช้ยางรถยนต์มิใช่เพียงแค่การขับรถยนต์เข้าไป
แล้วเลือกย่ีห้อที่ม่ันใจ พร้อมบอกว่าใช้ขนาดเดิมและตั้งศูนย์ถ่วงล้อให้ด้วยเท่านั้น การทราบข้อมูล
รายละเอียดท่ีส�ำคัญเพ่ิมเติมจะช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ยางมาประกอบกับล้อแม็กได้ประสิทธิภาพ
สูงสดุ อีกด้วย

การเลือกขนาด

การหาข้อสรุปว่ายางขนาดใดดีที่สุดส�ำหรับรถยนต์ทุกรุ่นเป็นเรื่องยาก เพราะรถยนต์บางรุ่น
บริษัทผู้ผลิตเลือกขนาดยางโดยเน้นการลดต้นทุนเป็นหลัก จริงอยู่ท่ีว่า ขนาดยางท่ีติดต้ังมากับรถยนต์
บางรนุ่ จากโรงงานผลติ มคี วามเหมาะสมไดม้ าตรฐานอยแู่ ลว้ แตค่ วามเชอื่ ทวี่ า่ ไมส่ ามารถเปลย่ี นขนาดยาง
จากมาตรฐานเดิมได้ เพราะช่วงล่างจะสึกหรอเร็วนั้นไม่จริงเสมอไป พิสูจน์ได้จากรถยนต์ตัวถังเดียวกัน
แต่ต่างรุ่น เช่น 1.5, 1.6 หรอื 1.8 ลิตรยังใช้ยางมาตรฐานตา่ งขนาดกนั
ดงั นั้น ถ้าต้องการเปล่ียนขนาดยางเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการเกาะถนน ต้องพิจารณาถึงสภาวะ
การขับข่ีท่ีได้จากยางขนาดเดิมเสียก่อนว่าการใช้งานในห้วงเวลาท่ีผ่านมาเป็นอย่างไร รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ
ในชว่ งความเรว็ สงู หรอื ในทางโคง้ หรอื ไม่ การหา้ มลอ้ หยดุ สนทิ ดหี รอื ไม่ เปน็ ตน้ ถา้ ดอี ยแู่ ลว้ แนะนำ� วา่ อยาก
เปล่ียนลอ้ แมก็ เพ่ือให้รถดูสวยงาม ควรเลือกล้อแม็กทใี่ ช้ขนาดเดมิ ของยาง แตถ่ ้าอยากเพมิ่ ประสิทธิภาพ
การเกาะถนนโดยเพมิ่ ขนาดหนา้ ยาง ตอ้ งเลอื กอยา่ งมหี ลกั การและยอมรบั ผลกระทบดา้ นอนื่ ทต่ี ามมาดว้ ย
โดยต้องเน้นเรอ่ื งเส้นรอบวงของยางทเ่ี ปล่ยี นใหม่ใหใ้ กลเ้ คียงกบั ยางขนาดเดิมมากที่สุด

เสน้ รอบวงของยาง

เส้นรอบวงของยางเก่ียวข้องกับอัตราเร่ง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ความไม่แม่นตรงของการ
แสดงผลของมาตรวัดความเร็ว ช่องว่างระหว่างยางกับขอบบังโคลน ความสูงของรถยนต์ และความเร็ว
สูงสุด เพราะผู้ผลิตรถยนต์ก�ำหนดเส้นรอบวงของยางให้เหมาะสมกับอัตราทดเกียร์ เฟืองท้าย และรอบ
เครอ่ื งยนต์ไว้อยู่แล้ว เช่น ยางเดิมมีเส้นรอบวง 1,900 มิลลิเมตร ที่เกียร์ 5 เคร่ืองยนต์หมุน 3,000 รอบ
ตอ่ นาที ด้วยอัตราทดเกียร์ 1 : 1 เฟืองท้าย 4.0 : 1 ล้อจะหมุน 750 รอบต่อนาที ท�ำให้ได้ระยะทาง
1,900 × 750 = 1,425,000 มิลลิเมตร หรือ 1,425 เมตร เมื่อคิดเป็นเมตรต่อช่ัวโมง โดยการคูณด้วย

128 บทที่ 6 กระทะล้อและยาง
60 นาทีเข้าไปจะได้ 1,425 × 60 = 85,500 หรือ 85.5 กิโลเมตร/ชั่วโมง ดังนั้น มาตรวัดความเร็ว
อัตราเร่ง และความส้ินเปลืองก็จะเป็นไปตามการออกแบบ
1. การลดเส้นรอบวง
การเปล่ยี นยางใหมท่ ่มี ีขนาดเสน้ รอบวงลดลงโดยไม่เปลี่ยนองคป์ ระกอบอ่นื เชน่ ตวั รถยนต ์
เครื่องยนต์ เกียร์ และเฟืองท้าย จะมีผลกระทบในเรื่อง ความเร็วหลอก ท่ีเป็นเช่นน้ีเพราะไม่ว่ายาง
ถูกเปล่ียนเปน็ เส้นรอบวงเทา่ ไร ถ้าเคร่ืองยนต์หมนุ 3,000 รอบตอ่ นาที ทีเ่ กียร์ 4 แล้ว ลอ้ กย็ งั หมุน 750
รอบตอ่ นาที แตไ่ ด้ระยะทางทว่ี งิ่ ส้นั ลงจากระยะต่อ 1 รอบการหมนุ ของยาง ดงั น้นั มาตรวดั ความเร็วข้นึ
85.5 กิโลเมตรตอ่ ชว่ั โมงเท่าเดิม แต่นอ้ ยกวา่ ความเร็วจริง (เรียกว่า ไมลอ์ ่อน) และ ส้นิ เปลอื งเช้ือเพลงิ
มากขน้ึ เพราะเครอื่ งยนตท์ ำ� งานหนกั ขนึ้ ในทุกชว่ งความเร็ว
อัตราเร่งตอนต้นดีขึ้นเล็กน้อย เพราะล้อหมุนลากน้�ำหนักตัวถังได้ง่ายขึ้น ต้องเปล่ียนเกียร์เป็น
เกียรส์ ูงเรว็ ขน้ึ ในระยะทางสนั้ ลง เชน่ เกยี ร์ 1 ที่ 6,000 รอบต่อนาที เคยได้ระยะทาง 80 เมตร เม่อื เส้น
รอบวงยางลดลง แต่ใช้รอบเคร่ืองยนต์เท่าเดิม จะได้ระยะทางสั้นลง เช่น เหลือ 70 เมตร ก็ต้องเปล่ียน
ขึ้นสู่เกียร์สูงขึ้น นอกจากความเร็วปลายที่แท้จริงจะลดลง เช่น เกียร์ 5 ท่ี 5,000 รอบต่อนาทีล้อหมุน
1,500 รอบต่อนาที เคยได้ระยะทางยาวและความเร็ว 150 กิโลเมตร/ช่ัวโมง เม่ือเส้นรอบวงยางลดลง
ใช้รอบเครื่องยนต์เท่าเดิม จะได้ระยะทางและความเร็วจริงลดลง แต่มาตรวัดความเร็วชี้ 150 กิโลเมตร
ต่อชัว่ โมงเท่าเดิม
2. เพิ่มเส้นรอบวง
การเปลี่ยนยางใหม่ท่ีมีขนาดเส้นรอบวงเพิ่มขึ้นโดยไม่เปลี่ยนองค์ประกอบอื่น ในการ
คำ� นวณอาจจะเสมอื นว่าท�ำใหร้ ถยนต์มีความเรว็ เพม่ิ ข้นึ เพราะเครอ่ื งยนต์ เกียร์ และเฟอื งทา้ ย ท�ำงาน
ท่รี อบเคร่ืองยนต์เท่าเดิม แต่ได้ระยะทางจากการหมุนของยางต่อรอบมากข้ึน แต่ในความจริงไม่เป็น
เช่นน้ัน เพราะการเพิ่มเส้นรอบวงของยางเป็นการเพ่มิ ภาระใหก้ บั เครอื่ งยนต์ เน่อื งจากสง่ กำ� ลงั ใหย้ าง
หมนุ ครบรอบได้ยากข้นึ เชน่ รถยนต์ออฟโรด (Off Road) เปล่ียนไปใส่ยางล้อโต (Big Foot) จะท�ำให้
อตั ราเร่งแยล่ ง สิน้ เปลอื งเชอ้ื เพลิงมากขนึ้ บ่ันทอนอายุการใชง้ านของช่วงลา่ ง มาตรวดั ความเรว็ แสดง
ผลน้อยกวา่ ความเร็วจริง (ไมล์แข็ง) และไต่ขึ้นสู่ความเร็วสูงยาก เว้นเสียแต่ว่าได้ท�ำการปรับแตง่ เพิม่
กำ� ลงั ของเครอื่ งยนตห์ รอื เปลยี่ นเปน็ เครอื่ งยนตท์ ม่ี กี ำ� ลงั สงู ขน้ึ การเปลยี่ นยางทม่ี เี สน้ รอบวงมากขน้ึ จะชว่ ยให้
อตั ราเรง่ ตอนต้นไมจ่ ัดเกินไปและความเรว็ ปลายเพม่ิ ขน้ึ แตค่ วรลดอตั ราทดของเฟอื งทา้ ยลง (โดยเฉพาะ
รถขับเคล่อื นล้อหลัง)
3. ขนาดหน้ายาง
รหัสบนแก้มยางเปน็ ตัวระบุขนาดของหนา้ ยาง ตวั อยา่ งเช่น 185/70/R13 ตัวเลขชุดแรก
185 น้ัน คือ ความกว้างของหน้ายางจากซ้ายสุดถึงขวาสุด มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร แม้ระบุค่าเท่ากัน
แต่หน้าสัมผัสที่แทจ้ รงิ ในยางต่างรุ่นต่างย่ีห้ออาจจะคลาดเคล่อื นเลก็ น้อย

งานประดับยนต์ 129

ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มิได้เลือกความกว้างของหน้ายางที่จะให้สมรรถนะในการเกาะถนน
ของรถยนต์รุ่นน้ันสูงสุดเสมอไป เพราะมีหลายตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ถ้าเลือกยางหน้ากว้างพอ
ประมาณ จะได้ประสิทธิภาพการเกาะถนนช่วงความเร็วปานกลางถึงสูง (ไม่มาก) และในโค้งหนัก ๆ
ได้ดีมาก แต่ส่งผลให้พวงมาลัยหนักข้ึน ช่วงล่างเสียเร็วขึ้น อัตราเร่งลดลง ส้ินเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น
จากน�้ำหนักและแรงต้านการหมุน และท่ีส�ำคัญคือต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่รถยนต์ท่ีขายตามท้องตลาด
ส่วนใหญ่มีการใช้งานท่ัวไป ๆ ซ่ึงใช้ความเร็วไม่สูงจัดนัก
ด้วยเหตุผลข้างต้น ยางขนาดมาตรฐานของรถยนต์ท่ัวไป จึงอาจมีขนาดหน้ากว้างของยาง
น้อยกว่าขนาดท่ีจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงความเร็วสูงอยู่ประมาณ 10 ถึง 20 มิลลิเมตร เพ่ือให้
เหมาะกับการใช้งานปกติ ท�ำให้พวงมาลัยไม่หนัก ช่วงล่างทนทาน อัตราเร่งดี และประหยัดเชื้อเพลิง
เพราะมีน้�ำหนักและแรงต้านการหมุนน้อย รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต โดยยอมสูญเสียประสิทธิภาพ
การเกาะถนนในช่วงความเร็วสูงท่ีไม่ค่อยได้ใช้งานลงไป
ดงั น้ัน ถ้ารถยนต์น้ันถูกจ�ำกัดการใช้เฉพาะว่ิงในเมืองหรือไม่ได้ใช้งานด้วยความเร็วสูงจัดมาก
หนา้ ยางขนาดมาตรฐานมีความเหมาะสมอย่แู ล้ว แต่ถ้าตอ้ งการเพิ่มความม่นั ใจในชว่ งความเร็วปานกลาง
ถึงสูงมาก โดยยอมสูญเสียคุณสมบัติท่ีดีในช่วงความเร็วต่�ำถึงปานกลางไปบ้าง สามารถเลือกยาง
หนา้ กวา้ งขนึ้ สกั 10 มลิ ลเิ มตร (หรอื เพม่ิ เตม็ ที่ 20 มลิ ลเิ มตร) ใสก่ บั กระทะลอ้ เดมิ ได้ โดยผลเสยี ทเี่ พมิ่ ขน้ึ
มีน้อยมากและไม่ต้องกังวล แต่ต้องเก่ียวข้องกับซีรีส์ของแก้มยางที่ต้องเปล่ียนแปลง
การเพ่ิมขนาดหน้ายางข้ึน 10 มม. กับล้อเดิม ควรลดความสูงของแก้มยางลง 5 ซีรีส์
เพ่ือรกั ษาความสงู ของแกม้ ยางและเส้นรอบวงของยาง เชน่ ยางเดมิ ขนาด 185/70/R13 แก้มยาง
มคี วามสงู เทา่ กบั 185 × 0.70 = 129.5 มม. ถา้ เปลย่ี นเปน็ ยางหนา้ กวา้ งขน้ึ 10 มม. ควรลดแกม้ ยางลง
5 ซรี สี ์ จาก 70 เปน็ 65 ซรี สี ์ เปน็ ขนาด 195/65/R13 แกม้ ยางมคี วามสงู เทา่ กบั 195 × 0.65 = 126.75 มม.
ต่างจากแก้มยางเดมิ เพียง 129.5 - 126.75 = 2.75 มม. ซึง่ แทบไม่แตกตา่ ง แต่ยงั คงรกั ษาความนมุ่ นวล
และเส้นรอบวงของยางไว้ ท�ำให้คงอัตราเร่ง การแสดงผลของมาตรวัดความเร็ว และความส้ินเปลือง
เช้ือเพลงิ ไมเ่ ปลี่ยนแปลงมากนัก
ถ้าเพิ่มขนาดหน้ายางข้ึน 10 มม. กับขนาดล้อเดิม แต่ไม่ลดความสูงของแก้มยางลง แก้มยาง
จะสูงข้ึนเล็กน้อย แต่เป็นค่ามากกว่าการลดความสูงของแก้มยางลง 5 ซีรีส์ กล่าวคือ การเปล่ียนยาง
จากขนาด 185/70/R13 เป็นขนาด 195/70/R13 ซ่ึงมีซีรีส์เป็น 70 เท่าเดิม แก้มยางมีความสูงเท่ากับ
195 × 0.70 = 136.5 มม. สูงกว่าเดิมมากถึง 136.5 - 129.5 = 7 มม. ต่างจากการลดความสูงของ
แก้มยางลง 5 ซีรีส์ ท่ีเต้ียลงเพียง 2.75 มม. แกม้ ยางทสี่ ูงข้ึนมาก ในกระทะลอ้ ขนาดเท่าเดิมมีผลให้
อตั ราเรง่ ตำ่� ลง มาตรวดั ความเรว็ ชนี้ อ้ ยกวา่ ความเปน็ จรงิ (ไมลแ์ ขง็ ) และอาจสนิ้ เปลอื งเชอ้ื เพลงิ มากขน้ึ

130 บทที่ 6 กระทะล้อและยาง
การลดหน้ายางให้แคบกว่ามาตรฐานเดิม ไม่ควรกระท�ำอย่างยิ่ง แม้ในหลักการแล้วจะช่วยลด
ความส้ินเปลืองเชื้อเพลิงลงบ้าง จากน้�ำหนักและแรงต้านการหมุนท่ีลดลง แต่จะสูญเสียประสิทธิภาพ
การเกาะถนนลงเกอื บตลอดอายกุ ารใชง้ าน

ความสูงของแกม้ ยาง

ความสูงของแก้มยางดูได้จากเลขตัวกลางของรหัสบนแก้มยาง ตัวอย่างเช่น 185/70/R13
เลขตวั กลาง 70 คอื ความสงู ของแกม้ ยางเปน็ เปอรเ์ ซน็ ตจ์ ากความกวา้ งของหนา้ ยาง ตอ้ งผา่ นการคำ� นวณกอ่ น
จงึ จะทราบความสูงของแก้มยางที่แท้จริง กรณีนี้ คือ 185 × 0.70 = แก้มยางสงู 129.5 มม. เป็นต้น
ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วไปท่ีไม่ใช่รถสปอร์ตสมรรถนะสูง มักเลือกใช้ยางแก้มสูงเพื่อช่วยซึมซับแรง
สั่นสะเทือนจากพ้ืน ใหค้ วามน่มุ นวลโดยรวม ป้องกันกระทะล้อคดหรอื แตก และลดต้นทุนได้ทั้งยางและ
กระทะลอ้ อนั เปน็ การเลอื กทลี่ งตวั ดสี ำ� หรบั การใชง้ านปกติ ในชว่ งความเรว็ ปานกลางถงึ สงู แบบไมจ่ ดั นกั
แต่ผู้ใช้รถยนต์บางคร้ังยังมีความต้องการที่อยากเปลี่ยนขนาดยางและลดซีรีส์ความสูงของแก้มยางลงอีก
ดว้ ยหลายเหตุผล เชน่ อยากเพิ่มความสวย หรอื ลดการบิดตัวของแก้มยางขณะเปล่ียนเลน หรือตอ้ งการ
ใช้ความเรว็ สงู ซึง่ ต้องยอมรับผลเสีย คอื ความกระดา้ งจากแกม้ ยางทเ่ี ตีย้ ท�ำใหซ้ มึ ซับแรงส่ันสะเทือน
จากพืน้ ไดน้ ้อยลง และลอ้ แมก็ คดหรือแตกง่ายข้ึน
ทั้งหมดน้ีท�ำให้ได้ข้อสรุปว่า ยางแก้มสูงนุ่มนวล ราคาไม่แพง แต่บิดตัวมากในการเล้ียวหรือ
เปลย่ี นเลนอยา่ งรวดเรว็ และไมส่ วยเท่ายางแกม้ เต้ีย ขณะที่ยางแก้มเตยี้ กระดา้ ง เพราะมีชว่ งการซมึ ซบั
แรงส่นั สะเทอื นน้อย แตใ่ ห้ความฉับไวและแมน่ ยำ� ในการควบคุมบนทางโค้งหนกั ๆ เปล่ยี นเลนและสวย
ที่สำ� คญั คือมรี าคาแพงกวา่
ถ้าไม่เปล่ียนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของกระทะล้อ หรือไม่เพ่ิมความกว้างของหน้ายาง จะไม่
สามารถลดความสงู ของแกม้ ยางไดเ้ ลย เชน่ ถา้ ใชย้ างหนา้ กวา้ ง 175 มลิ ลเิ มตรกบั กระทะลอ้ 13 นวิ้ เทา่ เดมิ
หากเพ่ิมจากแก้มยาง 70 ซีรีส์ เป็น 80 ซีรีส์ เพราะต้องการเพิ่มความนุ่มนวลหรืออะไรก็ตาม แก้มยาง
จะสูงข้ึน 175 × 0.10 (คิดจาก 10 เปอร์เซ็นต์ที่สูงข้ึน) = 17.5 มม. หรือเกือบ 2 ซม. ในทางกลับกัน
อยากใหร้ ถยนตด์ เู ตย้ี โดยไมล่ ดความสงู ดว้ ยการเปลย่ี นชว่ งลา่ ง แตล่ ดแกม้ ยางลง 10 ซรี สี ์ แกม้ ยางกเ็ ตยี้ ลง
17.5 มม. เส้นรอบวงของยางจะเปล่ียนไปมาก ในท้ังกรณีลดและเพิ่มซีรีส์โดยไม่เปล่ียนขนาดของยาง
เป็นอ่ืน หากต้องการลดความสูงของแก้มยางเพื่อความสวยงามหรือลดการบิดตัว ต้องเปล่ียนขนาด
เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางของกระทะลอ้ ชดเชยกนั โดยตอ้ งคำ� นวณอยา่ งละเอยี ด เพอ่ื รกั ษาเสน้ รอบวงของยางไว้
โดยการประมาณคร่าว ๆ หากอยากลดความสูงของแก้มยางลง 10 ซีรีส์ ต้องเปลี่ยนขนาด
กระทะล้อเพ่ิมข้ึน + 1 นิ้ว หรือ 20 ซีรีส์ก็ + 2 นิ้ว ถ้าจะให้แน่นอนต้องค�ำนวณ หรือน�ำยางขนาดใหม่
มาตั้งเปรียบเทียบความสูงกับยางเส้นเดิมขนาดมาตรฐาน และอย่าลืมเผื่อระยะที่ดอกของยางเส้นเดิม
สึกหรอลงไปแล้วด้วย

งานประดบั ยนต์ 131

เส้นผ่านศูนยก์ ลางกระทะล้อและยาง

ขนาดของกระทะล้อดูได้จากเลขตัวสุดท้าย ตัวอย่างเช่น รหัสบนแก้มยาง 185/70/R13 เลข
ตัวสุดท้าย 13 คือ เส้นผ่านศูนย์กลางกระทะล้อมีหน่วยเป็นน้ิวส�ำหรับใส่ยางเส้นน้ัน ปัจจุบันนิยม
ขนาด 13 ถึง 18 นิ้วเป็นหลัก ในการใช้งานปกติไม่จ�ำเป็นต้องเปลี่ยนขนาด แต่ถ้ามีความต้องการ
เปลย่ี นในทางใหญ่ข้ึน คือ เปลี่ยนกระทะลอ้ เพื่อความสวยงาม หรืออยากใช้ยางแก้มเต้ยี ลงเพอื่ ความสวย
และลดการบิดตัว ซ่ึงมีราคาแพงข้ึนแต่คงเส้นรอบวงไว้ได้

9. การดูแลรักษาล้อและยาง
การถว่ งล้อ

เนอ่ื งจากลอ้ และยางทำ� งานดว้ ยการหมนุ รอบจดั และเปลย่ี นแปลงความเรว็ ตลอดการขบั ขี่ จงึ ตอ้ ง
มกี ารถว่ งสมดลุ การไมไ่ ดส้ มดลุ ในลอ้ หนา้ จะแสดงผลชดั เจนจากอาการพวงมาลยั สน่ั ในบางชว่ งความเรว็ ลอ้
ที่ไม่ไดส้ มดุลทั้งล้อหนา้ และหลงั จะทำ� ใหอ้ ายงุ านของช่วงลา่ ง โดยเฉพาะลกู ปืนลอ้ ส้ันลง
เม่ือเปล่ียนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากกระทะล้อเพ่ือปะหรือสลับระหว่างล้อหลังกับล้อหนา้
ตอ้ งมกี ารถว่ งสมดลุ เสมอ รวมทง้ั เมอื่ ใชง้ านไปสกั 40 - 50% ของอายกุ ารใชง้ านยาง ควรถอดมาถว่ งสมดลุ
เพราะการสึกหรออาจไม่สม�่ำเสมอกัน ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุลแล้วยังมีอาการส่ัน
ของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องขยับไปใช้วิธีถ่วงแบบจ้ี คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต ์
ซึ่งเป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ ยาง จานดิสก์เบรก เพลาขับ (ถ้าล้อนั้นมี) ลูกปืนล้อ และอุปกรณ ์
ที่เก่ียวข้อง แต่โดยทั่วไปการถอดล้อออกมาถ่วงภายนอกเพียงพอแล้ว

การวดั แรงดันลมยาง

วดั แรงดนั ลมใหไ้ ดม้ าตรฐาน หากยางปกตไิ มม่ กี ารรวั่ ซมึ ตรวจแรงดนั ลมทกุ สปั ดาหก์ พ็ อ แรงดนั ลม
มาตรฐานของยางรถยนตท์ ุกรุ่นมีระบไุ ว้ท่ตี ัวรถยนต์หรือคู่มือประจ�ำรถ ส่วนใหญ่อยใู่ นระดบั 28 - 32
ปอนดต์ ่อตารางนว้ิ (PSI) สำ� หรบั รถยนตน์ งั่ การวัดแรงดนั ลมยางต้องกระทำ� ในขณะทย่ี างยังเยน็ หรอื
รอ้ นไม่มาก (ขบั ไม่เกิน 2 - 3 กโิ ลเมตร)
แรงดันลมน้อย ท�ำให้ยางอ่อน แก้มยางมีการบดิ ตัวมากและร้อนงา่ ย สนิ้ เปลอื งเชอ้ื เพลิงมากข้ึน
และอัตราเร่งลดลงจากแรงต้านการหมุนท่ีเพ่ิมขึ้นหากยางอ่อนมาก ๆ โครงสร้างภายในจะหมดสภาพ
เร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณริมนอกซ้ายขวาของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง
แรงดันลมมาก ท�ำให้ยางแขง็ ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง ถ้ายางแข็งมาก ๆ เส่ียงต่อ
การระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้ายขวา

การสลบั ยาง

ทกุ 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้าหลังในแต่ละด้าน เพ่ือให้มีการสึกหรอ
ใกลเ้ คยี งกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางทใ่ี ส่กับล้อคูท่ ี่ขับเคลอ่ื นจะมกี ารสึกหรอมากกวา่ ยางอีกค่หู นึ่ง อย่าลืมดู
ทิศทางการหมุนและถว่ งสมดุลใหม่ดว้ ย ถ้าไม่สลับยางแลว้ มกี ารสกึ หรอไม่เท่ากัน

132 บทท่ี 6 กระทะลอ้ และยาง

หลีกเล่ียงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะจะท�ำให้ต้องเปล่ียนสลับคร้ังละคู่ไปเร่ือย ๆ
เสียเวลาและไม่ถูกต้อง ยางต้องเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น เพราะมีอายุการใช้งานเท่ากันทุกเส้น
และอย่าใช้ยางต่างรุ่นต่างดอกกันในล้อข้างซ้ายและขวาในคู่เดียวกัน เพราะประสิทธิภาพการเกาะถนน
จะลดลง ควรใช้ยางขนาดเดียวและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ ไม่มีความจ�ำเป็นต้องเลียนแบบรถแข่งที่ใช้
ยางหน้ากว้างกว่าในล้อขับเคล่ือน
ปกติแล้วยางทุกเส้นต้องมีการสึกหรอของดอกยางสม่�ำเสมอตลอดหน้ายางซ้ายจรดขวาและ
รอบวง แต่อาจอนุโลมได้บ้างส�ำหรับรถยนต์ท่ีใช้ช่วงล่างแบบอิสระในล้อซ้ายขวา ไม่ได้เป็นเพลาตรง
แท่งเดียวกัน หน้ายางด้านในอาจสึกหรอมากกว่าด้านนอกเพียงเล็กน้อย แต่ยังเรียบเป็นแนวตรง
เม่ือลูบมือผ่านต้องไม่สะดุด เพราะขณะขับข่ีช่วงล่างจะมีการยุบตัว ล้อเปลี่ยนมุมจากแนวตั้งฉากแบะ
(มมุ แคมเบอร์ลบ) ดา้ นล่างออก ดา้ นบนหบุ เข้า นำ�้ หนักกดลงทห่ี นา้ ยางด้านในมากกวา่ เล็กนอ้ ย
สำ� หรับรถยนต์ที่ใช้ช่วงล่างแบบอิสระในล้อซ้ายขวา และโหลดลดความสูงโดยไม่ได้ปรับให้ล้อ
ต้ังฉากกับพื้น (หรือปรับไม่ได้) ถ้าล้อแบะ (มุมแคมเบอร์ลบ) จะท�ำให้หน้ายางด้านในสึกหรอมากกว่า
ดา้ นนอกมากและใช้ยางได้ไม่คุ้ม ต้องสลับหน้ายางในออกนอกด้วยการถอดออกจากกระทะล้อทุก
10,000 - 20,000 กโิ ลเมตร นอกเหนอื จากการสลบั หน้าหลงั หากยางรนุ่ นนั้ ก�ำหนดทศิ ทางการหมนุ ต้อง
ใส่ให้ถูกต้อง หากไม่ได้ลดความสูงของตัวรถยนต์ แล้วมุมล้อมีมุมแคมเบอร์ลบหรือบวกผิด ต้องปรับต้ัง
ใหไ้ ดม้ าตรฐานด้วยวธิ ที ี่ถูกต้อง
ถา้ หนา้ ยางมกี ารสกึ หรอดา้ นใน - นอกไมเ่ ทา่ กนั และเปน็ บงั้ แสดงวา่ มมุ โทอนิ - โทเอาตผ์ ดิ ปกติ คอื
มุมล้อท่เี มือ่ มองจากดา้ นบนแลว้ ลอ้ ซ้าย - ขวาในแตล่ ะค่ตู ้องขนานกนั หรือเกอื บขนานกันตามมาตรฐาน

10. ข้อคิดเพิ่มเติม

ตลาดล้อแม็กท่ีเน้นความสวยในปัจจุบันเร่ิมท่ีขนาด 15 น้ิว ไล่ข้ึนไปถึง 16, 17 และ 18 น้ิว
หรือมากกว่านั้น ไม่ควรเลือกล้อแม็กขนาดเล็กกว่าความเหมาะสม ควรลองน�ำไปเทียบกับตัวรถ แล้ว
ถอยออกมามองห่าง ๆ เพอ่ื วเิ คราะห์ถึงความสวย โดยทว่ั ไปแลว้ น่าจะเร่มิ ที่ขนาด 15 - 16 น้วิ ข้นึ ไป
แนะน�ำล้อแมก็ วงโตทส่ี ดุ ทร่ี ถนน้ั จะใสไ่ ด้ เปล่ยี นแบบคร้ังเดียวจบ เพราะวา่ มีตัวอย่างมากมาย อาจดว้ ย
ความต้องการประหยดั หรือความกลวั อาการกระด้าง แต่ท้ายท่สี ุด สว่ นใหญ่ตอ้ งถอดล้อแมก็ ชุดนัน้ ออก
แล้วเปล่ียนใส่ชุดใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม โดยที่ชุดเดิมนั้นตีราคาขายเทิร์นได้น้อยมากหรือต้องฝากขาย
อันเป็นเร่ืองปกติของร้านขายล้อแม็ก ผลคือเสียเงินสองต่อเพราะความลังเล ล้อแม็กขนาด 15 และ
16 นิ้ว หรือขนาด 16 และ 17 นิ้ว เม่ือรวมราคาท้ังชุดเข้าไป มีความแตกต่างด้านราคาทั้งของล้อแม็ก
และยางน้อยมาก ถ้าชอบและใส่ได้ให้เลือกซ้ือไปเลย เพราะอย่างไรก็ถูกกว่าการตีราคาเทิร์นเปล่ียน
ล้อแม็กพร้อมยางในภายหลัง
อย่ากังวลกับจุดด้อยมากนัก ล้อแม็กย่ิงวงโตยิ่งคดง่าย ในการขับต้องตาไวมือไว หลบหลุม
หลบเนินให้ดี ส่วนยางน้ัน แก้มย่ิงเตี้ยย่ิงสวย แต่ก็ยิ่งซึมซับแรงส่ันสะเทือนได้น้อย ซ่ึงก็ไม่ได้น้อยมาก
จนน่าตกใจ

งานประดบั ยนต์ 133

อายกุ ารใชง้ านของระบบชว่ งลา่ งเมอ่ื ใสล่ อ้ แมก็ วงโตเขา้ ไปกไ็ มไ่ ดส้ น้ั ลงมากมาย เปรยี บเทยี บแลว้
ไม่น่าเกิน 10 - 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่เช่นนน้ั คงเห็นรถยนตท์ ใ่ี สล่ ้อแม็กวงโตหรอื ออฟโรด บิ๊กฟุต ชว่ งล่าง
พังคาถนนกันบ่อย ๆ
ล้อแมก็ ปลอมหรือเลียนแบบมีมากมาย เพราะล้อแม็กลายสวยรุ่นยอดนิยมของแท้มีราคาแพง
เม่ือน�ำมาลอกเลียนแบบก็ไม่ยาก และมีต้นทุนใกล้เคียงกับการผลิตล้อแม็กลวดลายพ้ืน ๆ ราคาถูก
และขาดความนิยม เพราะค่าแม่พิมพ์และวัสดุไม่เก่ียวข้องกับลวดลายของล้อแม็กมากนัก เม่ือต้นทุน
เท่ากันผู้ผลิตท่ีไม่ได้มาตรฐานจึงเลือกผลิตล้อแม็กของปลอมรุ่นยอดนิยม เมื่อมาตรฐานการผลิตไม่ได้
ล้อแม็กอาจคดหรือแตกง่าย และเม่ือมีการแลกเปลี่ยนหรือเทิร์นจะมีราคาเหลืออยู่น้อยมาก หรือ
ร้านไม่รับเทิร์นเลย
ควรเลือกล้อแม็กของแท้ยี่ห้อมาตรฐาน อาจไม่ใช่รุ่นหรือย่ีห้อท่ีนิยม แต่ม่ันใจได้ในคุณภาพ
ดูรายละเอียดได้ท่ีตัวล้อแม็ก โดยต้องมีตัวอักษรบอกยี่ห้อชัดเจน (มักเป็นตัวนูน) มีตัวอักษรย่อบอก
มาตรฐาน และสภาพโดยรวมต้องเรยี บรอ้ ย เชน่ JWL ฯลฯ เพราะล้อแมก็ ปลอม แมเ้ ลียนแบบได้เหมือน
แต่มักไม่ค่อยกล้าระบุย่ีห้อชัดเจน
ลอ้ แมก็ มอื สองอาจนา่ สนใจ ระหวา่ งลอ้ แมก็ มอื สองของแทก้ บั ลอ้ แมก็ มอื หนงึ่ ของปลอม ควรเลอื ก
แบบแรกหรอื ยห่ี อ้ ไมด่ งั แตเ่ ปน็ ของแทด้ กี วา่ อยา่ กงั วลมากนกั กบั คำ� รำ�่ ลอื วา่ ลอ้ แมก็ เกา่ นน้ั ตอ้ งถกู ยอ้ มแมว
เพราะลอ้ แมก็ ไม่ใช่อุปกรณ์ที่มีการสึกหรอ อาจบิดคดได้บ้าง แต่ถ้าไม่หนักหนาก็เรียกได้ว่ายังปกติ และ
ไม่มขี อบเขตด้านอายกุ ารใช้งาน แมว้ า่ อายุ 10 ปีก็ยังปรบั สภาพมาใชก้ นั ได้
ลอ้ แมก็ มอื สองมหี ลายสภาพ ทงั้ บดิ คดมาหนกั แลว้ ถกู นำ� มาซอ่ มยอ้ มแมว (มเี พยี ง 10 - 20 เปอรเ์ ซน็ ต์
ในตลาด) และแบบโทรมเฉพาะภายนอกแลว้ ตกแตง่ ไดเ้ หมอื นใหม่ การเปลย่ี นลอ้ แมก็ สว่ นใหญม่ กั มเี หตผุ ล
มาจากความอยากให้รถยนต์สวย ไม่ค่อยเปล่ียนเพราะล้อแม็กเสียหายมาก ๆ ซ่ึงถ้าเลือกอย่างรอบคอบ
ก็จะไดล้ ้อแมก็ มือสองสภาพดีในราคาเพยี ง 40 - 60 เปอรเ์ ซ็นตข์ องราคา ล้อแม็กใหม่ พจิ ารณาดูทุกมมุ
ในทุกวงล้อว่า วงไหนมีร่องรอยการกลึงเรียบจนมีสันเหลี่ยมแตกต่างจากวงอ่ืนไปหรือเปล่า ถ้ามอี ยา่ นำ�
มาใช้
ส�ำหรับล้อแม็กท่ีถูกเปลี่ยนออกเพราะอยากเปลี่ยนขนาดเพื่อความสวยต้ังแต่แรก เช่น รถยนต์
ใหม่หรือบางคันเปล่ียนล้อแม็กลายใหม่ไปแล้วไม่ประทับใจล้อแม็กเก่าก็น�ำมาตีเทิร์น กรณีน้ีน่าสนใจ
เพราะสภาพยังดีแต่ราคาไม่แพง
ลอ้ แมก็ มอี ายกุ ารใชง้ านยาวนาน ราว 10 - 20 ปี ถา้ ไมแ่ ตกสามารถซอ่ มแซมหรอื ปรบั สภาพได ้
ถ้าล้อแม็กมีสภาพทรุดโทรมลงจากกรดด่าง ปัสสาวะสุนัข หรือเพียงขอบบ่ิน ก็สามารถน�ำมาปรับ
สภาพได้ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ปัดเงาและพ่นสี ซึ่งอาจสลับแบบกันได้ เช่น เดิมพ่นสีมาเปล่ียน
เปน็ ปดั เงา หรอื เดมิ ปดั เงาเปลย่ี นเปน็ พน่ สี แลว้ แตเ่ นอื้ โลหะเดมิ หรอื ความเหมาะสม คา่ ใชจ้ า่ ยในการปรับ
สภาพประมาณวงละ 300 - 500 บาท รวมถึงการแตกและบิดคด ซ่อมได้เกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะ
เลือกล้อแม็กลวดลายใดก็ตาม อย่าเลือกเพราะความสวยเพียงอย่างเดียว ให้ค�ำนึงถึงความปลอดภัย
ให้มากท่ีสุด

134 บทที่ 6 กระทะลอ้ และยาง

11. การประมาณราคา

ในกรณีทซี่ อ้ื ยางหรือลอ้ อลั ลอยดจ์ ากตัวแทนจำ� หนา่ ย โดยทวั่ ไป ตัวแทนจำ� หน่ายจะให้บริการ
เปล่ยี นและติดต้งั รวมไปกับคา่ สินคา้ รวมไปถงึ การเปลีย่ นจุบ๊ เตมิ ลม ถว่ งล้อ เติมลมยาง ตง้ั ศนู ยล์ ้อ โดย
ไมม่ คี ่าใชจ้ า่ ยเพ่ิมเติม กรณีท่ีน�ำสินคา้ (ยางหรอื ลอ้ ) ไปใหร้ ้านรับบรกิ ารเปลีย่ นให้ จะต้องเสยี คา่ บรกิ าร
เปน็ ส่วน ๆ ไป คา่ ใช้จ่ายโดยประมาณ ในการตดิ ตั้งเปลย่ี นยาง โดยทั่วไปแลว้ จะมีคา่ ใช้จา่ ยดังนี้
- ถอดและใส่ ราคาค่าบริการโดยประมาณ คือ 50 บาทต่อล้อ
- ถ่วงลอ้ ราคาค่าบรกิ ารโดยประมาณ คือ 50 – 150 บาทต่อลอ้
- ตั้งศูนย์ลอ้ ราคาค่าบริการโดยประมาณ คือ 200 – 400 บาทต่อคนั
- รวมคา่ ตดิ ตง้ั ทงั้ หมด รวมทง้ั ถอดและใส่ ถว่ งลอ้ ตงั้ ศนู ย์ จะรวมอยทู่ ป่ี ระมาณ 600 – 1,200 บาท
ขนึ้ กบั การตอ่ รองกับรา้ นท่ใี ห้บรกิ าร

งานประดับยนต์ 135

แบบทดสอบและกิจกรรมการฝึกทักษะ 6บทที่

จงตอบคำ� ถามต่อไปนี้
1. จงอธิบายคณุ ลกั ษณะของกระทะลอ้ โลหะเบาผสม (Cast Light Alloy Wheel) หรอื ล้อแม็ก
มาพอสังเขป
2. ค่าออฟเซต (Offset, ET) ของล้อคืออะไร ระบุได้เป็นกี่ค่า อะไรบ้าง อธิบาย
3. ระยะพีซีดี (P.C.D) หมายถึงอะไร มีวิธีวัดอย่างไร
4. จากรูป จงเขียนเส้นบอกระยะ PCD

5. แนวทางในการเลือกล้อแม็กมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า ให้เกิดความเหมาะสมทางด้านเทคนิคน้ัน
สิ่งท่ีส�ำคัญที่ต้องน�ำมาพิจารณาในการเลือกล้อแม็ก คืออะไรบ้าง
6. นอตล้อมีกี่ประเภท อะไรบ้าง อธิบาย
7. ยางเดิมขนาด 195/50/R16 ถ้าต้องการเพ่ิมขนาดหน้ายาง 10 มิลลิเมตร ควรเลือกใช้ยาง
ขนาดใด ที่ยังคงรกั ษาความน่มุ นวลและเสน้ รอบวงของยางไว้ ทำ� ใหค้ งอตั ราเรง่ การแสดงผล
ของมาตรวัดความเร็ว และความส้ินเปลืองเชื้อเพลิงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อธิบายในเชิง
คณิตศาสตร์
8. ยางเดิมขนาด 195/50/R16 หากอยากลดความสูงของแก้มยางลง 10 ซีรีส์ โดยไม่เปล่ียน
ความกว้างหน้ายาง ต้องเปล่ียนขนาดกระทะล้อเป็นอย่างไร
9. แรงดันลมที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไปกว่ามาตรฐาน จะส่งผลอย่างไร
10. ปัญหาท่ีมักพบกับล้อแม็กบ่อย ๆ มีอะไรบ้าง อธิบาย

136 บทท่ี 6 กระทะล้อและยาง

ใบงานที่ 6 การทำ� สีล้อแมก็

วตั ถปุ ระสงค์

เพ่ือให้นักศึกษาสามารถท�ำสีล้อแม็กเบื้องต้นได้

เครอ่ื งมือและอปุ กรณ์

1. น�้ำยาลอกสี 2.5 ลิตร
2. ถุงมือยาง
3. กระดาษทราย
4. ทินเนอร์
5. สีรองพ้ืน
6. สีท่ีต้องการจะพ่นล้อแม็ก

ล�ำดบั ขัน้ การปฏบิ ัตงิ าน

1. ถอดล้อออกมาจากตัวรถ

ลอ้ ทต่ี ้องการจะท�ำสี

2. จากนัน้ เอาน�้ำยาลอกสีท่เี ตรยี มไวม้ าทาใหท้ ่ัวด้วยแปรงทาสี ใส่ถุงมอื ขณะทา เพราะน�้ำยา
ชนิดน้ีแรงมากอาจเป็นอันตรายกับผิวหนังได้ เมื่อทาเสร็จแล้วท้ิงไว้ให้น้�ำยาท�ำปฏิกิริยากับสีเดิม
กอ่ นที่จะขดู ออกแล้วนำ� ไปล้างนำ้�

การลอกสีเดมิ ออก

งานประดับยนต์ 137

3. ใช้กระดาษทรายที่เตรียมไว้มาขัดเก็บรอยให้หมด
4. ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อส่วนท่ีเป็นยางไว้เพื่อไม่ให้สีท่ีจะพ่นกระเด็นไปโดนได้

น�ำกระดาษหนงั สือพมิ พม์ าหมุ้ เพอ่ื ปอ้ งกนั
ไมใ่ หส้ กี ระเดน็ ไปโดนแลว้ พน่ สรี องพนื้ ลงไปกอ่ น

5. ทาทินเนอร์บนล้อแม็ก
6. เสร็จแล้วให้พ่นสีรองพ้ืนก่อนประมาณ 2 รอบ แล้วจึงพ่นสีจริงลงไปและข้อส�ำคัญ คือ
มือต้องน่งิ อยา่ พ่นมากจนสีเยมิ้ เพราะเมอ่ื แหง้ แล้วจะไมส่ วย หรอื ถา้ มรี อยเย้ิมให้เอากระดาษทราย
ขัดบริเวณนั้นอีกทีเพ่ือลบรอยแล้วจึงสาดสีเข้าไปใหม่

การพน่ สีจรงิ

7. รอจนสีแห้งดีแล้วจึงแกะกระดาษท่ีห่อไว้ออกแล้วประกอบเข้าไปกับตัวรถ

ทำ� สีเสร็จแลว้ รอประกอบกลับตัวรถ

138 บทที่ 6 กระทะลอ้ และยาง
8. กรณีที่อยากท�ำสีแบบสลับกับขอบเงาก็สามารถท�ำได้เช่นกัน โดยวิธีการท�ำเหมือนข้างต้น
ท่ีกล่าวไว้ เพียงแต่ก่อนลงสีรองพื้นนั้นให้เอาน�้ำมันเคร่ืองหรือจาระบีทาบริเวณท่ีอยากให้ขอบเงา
แลว้ พน่ สลี งไปไดเ้ ลยตามปกติ ทงิ้ ไวใ้ หแ้ หง้ เหมอื นเดมิ แลว้ จงึ เชด็ บรเิ วณทที่ านำ�้ มนั หรอื จาระบนี นั้ ออก
แล้วใช้ยาขดั เงา เช่น บรสั โซหรอื วนี อลขดั เก็บอีกครงั้

สรปุ และวิจารณผ์ ลการปฏิบัตงิ าน

………………………………………………………………………………………………………………………………….....
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………....

ความเห็นของอาจารย์ผู้สอน

………………………………………………………………………………………………………………………………….....
………………………………………………………………………………………………………………………………….....
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………....

งานประดบั ยนต์ 139

ใบประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงาน

ช่ืองาน...................................................................

จดุ ที่ ขอ้ ก�ำ หนด คะแนนเตม็ คะแนนทไี่ ด้

1 ปฏบิ ัติงานไดถ้ ูกตอ้ งตามขัน้ ตอน

2 ชิ้นงานมีความเรียบร้อย

3 ท�ำ งานโดยค�ำ นงึ ถึงความปลอดภัย

4 การตรงตอ่ เวลา

5 มีการบ�ำ รงุ รกั ษาเครอ่ื งมือ

6

7

8

9

คะแนนรวม (30 คะแนน)

ผลการประเมิน ดีมาก  ดี พอใช้ ตอ้ งปรับปรุง ต่ำ� กว่าเกณฑ์

หมายเหตุ ผลการประเมิน
ผสู้ อนและผเู้ รยี นแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกนั เพอ่ื กำ�หนดขอบเขตการปฏบิ ตั กิ อ่ น ได้รอ้ ยละ 80-100 ดีมาก
ลงมือปฏิบตั ิงาน 70-79 ดี
60-69 พอใช้
50-59 ตอ้ งปรบั ปรุง
น้อยกว่า 50 ต่�ำกวา่ เกณฑ์

7บทท่ี ออุปค�ำกวนราวณมยส์ ะดวกอ่นื ๆ

แนวคดิ

การตกแต่งรถยนต์ ยังมีอุปกรณ์อ�ำนวยความสะดวกอ่ืน ๆ อีก ได้แก่ กล้องหน้ารถยนต์
หมอนพิงศีรษะ ชดุ แต่งรอบคัน ไฟซนี อน ทอ่ ไอเสยี ไฟเดยไ์ ลต์ เบาะน่ัง เป็นตน้ การเลือกอุปกรณ์
ตกแตง่ และแนวคดิ ในการตกแตง่ เปน็ เรอ่ื งสำ� คญั ตอ้ งคำ� นวณเงนิ ทใ่ี ชว้ า่ มากนอ้ ยแคไ่ หน และอปุ กรณ์
ทเี่ ลือกจะสง่ ผลต่อประสิทธภิ าพของรถยนตอ์ ยา่ งไรบ้าง

สาระการเรียนรู้

1. กลอ้ งหน้ารถยนต์
2. หมอนพงิ ศรี ษะ
3. ชุดแต่งรอบคนั
4. ไฟซนี อน
5. การเปล่ียนสดี ้วยสตกิ เกอร์
6. ทอ่ ไอเสยี
7. ไฟเดยไ์ ลต์
8. เบาะนง่ั

สมรรถนะประจำ� บท

1. แสดงความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์อ�ำนวยความสะดวกอืน่ ๆ ในรถยนต์
2. เลือกใช้อุปกรณ์อ�ำนวยความสะดวกอ่ืน ๆ ในการตกแต่งรถยนต์ ได้เหมาะสมกับงบประมาณ
และประสทิ ธภิ าพของรถยนต์
3. ติดกลอ้ งหนา้ รถ

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม

1. ยกตัวอย่างอุปกรณ์อำ� นวยความสะดวกอ่ืน ๆ ในงานประดับยนต์
2. ระบุวิธกี ารเลือกอุปกรณอ์ �ำนวยความสะดวกอ่นื ๆ ในงานประดบั ยนต์
3. ปฏิบตั กิ ารติดตั้งอุปกรณอ์ �ำนวยความสะดวกอื่น ๆ ในงานประดบั ยนต์
4. เปรียบเทียบข้อดีขอ้ เสยี ของอปุ กรณอ์ ำ� นวยความสะดวกอ่นื ๆ ในงานประดบั ยนต์


Click to View FlipBook Version