39
2002) รวมถึงหวั ข้อการวิจยั ท่ีต้องใช้งบประมาณหรือใชเ้ วลาในการศึกษามากเกินไป
3.1.2.3 ความนา่ สนใจและการทนั ตอ่ เหตุการณ์ หวั ข้อการวิจยั ควรเปน็ หัวขอ้
ทกี่ าลังไดร้ ับความสนใจ รวมถงึ ผลการวิจัยสามารถนาไปใช้ประโยชน์หรือใชแ้ ก้ไขปัญหาได้ทนั การณ์
3.1.2.4 ความสามารถและความสนใจของผู้วิจัย หัวข้อการวิจัยควรเป็น
หัวข้อท่ีผู้วิจัยสนใจ และมีความรู้และทักษะท่ีเพียงพอที่จะทาได้ (Saunders et al., 2009: 24)
เพราะจะเปน็ ส่ิงท่ที ้าทายท่ีจะทาให้ผู้วิจัยเกิดความวิริยะอุตสาหะในการศึกษาค้นคว้าและมุ่งม่ันที่จะ
ทางานวจิ ยั ให้สาเร็จ สาหรับนักศึกษาที่จะทางานวิจัย แจนโควิคซ์ (Jankowicz, 2005) เสนอว่าควร
เลือกหัวข้อการวิจัยในเร่ืองหรืองานที่ตนเองเคยทาคะแนนได้ดี หรือหัวข้อที่เก่ียวกับงานท่ีนักศึกษา
ตอ้ งการจะทาเม่ือสาเร็จการศกึ ษา
3.1.3 เทคนคิ ในการช่วยเลอื กหวั ขอ้ การวิจัย
มีนักวิชาการได้เสนอแนะเทคนิคพิเศษบางประการที่จะช่วยเลือกหัวข้อการวิจัย เช่น
การระดมสมอง (Saunders et al., 2009: 28) เทคนิคการเปรียบเหมือน เทคนิคแผนภูมิต้นไม้
สัมพันธ์ และเทคนิคแผนท่ีความคิด (Howard and Sharp, 1994 อ้างถึงใน Hussey and Hussey,
1997: 83-90)
3.1.3.1 การระดมสมอง (brain storming) เป็นวิธีการแสวงหาความคิดต่อ
เรื่องใดเรอื่ งหน่งึ ใหไ้ ดม้ ากทส่ี ุดภายในเวลาท่ีกาหนด การระดมสมองจะมปี ระสิทธิภาพมากท่ีสุดเม่ือใช้
กบั กลมุ่ ทีไ่ มร่ ้จู กั กนั ไมเ่ กรงใจกนั หรอื ไมส่ นทิ สนมกันมากเกนิ ไป และจานวนสมาชิกที่ร่วมระดมสมอง
ถา้ จะใหม้ ีประสิทธภิ าพมากท่ีสุดควรอยรู่ ะหว่าง 4 ถึง 9 คน ข้ันตอนการระดมสมองมีดังน้ี (Moody,
1988 อา้ งถึงใน Saunders et al., 2009: 28)
1) กาหนดหวั ข้ออย่างกวา้ ง ๆ
2) รบั ฟังข้อเสนอแนะในเร่อื งทีเ่ กย่ี วข้องจากสมาชกิ
3) พยายามบันทึกข้อเสนอแนะทุกข้อท้ังหมด โดยห้ามวิพากษ์
วิจารณห์ รือประเมินขอ้ เสนอแนะทีส่ มาชกิ เสนอ
4) รวบรวมและพจิ ารณาวา่ มีข้อเสนอแนะใดบา้ งที่น่าสนใจ
5) วเิ คราะห์และตัดสินใจเลือกข้อเสนอแนะและหัวข้อท่ีผู้วิจัยสนใจ
มากทส่ี ดุ
3.1.3.2 เทคนิคการเปรียบเหมือนหรือการเทียบเคียง (analogy) เป็นเทคนิค
ทีอ่ าศยั การเทียบเคยี ง คอื การที่เราจะรเู้ รือ่ งใหมจ่ ากสิ่งที่เรารู้ว่ามีความคล้ายคลึงกับส่ิงที่เรารู้มาก่อน
นนั่ กค็ ือเราต้องรู้สิ่งหนง่ึ อย่างดีก่อนและรู้ว่าอีกสิ่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับสิ่งแรกท่ีเรารู้อย่างดีมาแล้ว
เราจึงสรุปหรือเทียบเคียงว่าสิ่งหลังน่าจะมีอะไรเหมือนกับสิ่งแรกอย่างไร ในบริบทของการวิจัย
หมายถงึ การหยิบยืมแนวคิดและวิธีการวิจัยจากงานวิจัยหน่ึงที่ผู้วิจัยเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับสิ่งท่ี
ผู้วิจัยสนใจที่จะทา จึงศึกษางานวิจัยดังกล่าวแล้วนามาเทียบเคียงและขยายผลต่อในงานวิจัยของ
ผู้วจิ ัย
3.1.3.3 แผนภมู ิต้นไม้สัมพันธ์ (relevance tree) เป็นแผนภูมิคล้ายโครงสร้าง
องค์การ (organization chart) ท่ีแสดงข้อมูลเชื่อมโยงเป็นลาดับข้ัน (hierarchy) ลดหล่ันกันลงมา
40
จากหัวข้อที่กว้างหรือยังไม่ชัดเจนในระดับบนแล้วแตกก่ิงก้านสาขาเป็นหัวข้อท่ีมีความเฉพาะเจาะจง
มากข้ึนลงมาระดับล่าง แผนภูมิต้นไม้สัมพันธ์จะช่วยบอกได้ว่ามีหัวข้อใดบ้างทเ่ี กี่ยวข้อง หัวข้อใด
ควรศึกษาก่อนหัวข้อใดควรศึกษาภายหลัง และหัวข้อใดมีความน่าสนใจ (Saunders et al., 2009: 39)
ดังตัวอย่างภาพที่ 3.1 ปัจจุบันมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการสร้างแผนภูมิต้นไม้สัมพันธ์
หลายโปรแกรม เช่น Inspiration และ MindGenius เปน็ ต้น
3.1.3.4 แผนท่ีความคิด (mind maps) เป็นแผนภาพบันทึกความคิดที่เริ่มจาก
ประเด็นหลกั แล้วตอ่ ดว้ ยประเด็นรองตอ่ ๆ ไป เป็นวิธกี ารบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพของความคิด
ท่ีหลากหลายมุมมองท่ีกว้างและท่ีชัดเจน โดยยังไม่จัดระบบระเบียบความคิด เป็นการเขียนตาม
ความคิด การเขียนมลี ักษณะเหมอื นต้นไม้แตกกง่ิ ก้านสาขาออกไปเรื่อย ๆ ดังตัวอย่างภาพท่ี 3.2 และ
3.3
ผลตอบแทน
รวม
ค่าตอบแทน
คา่ ทตาองบตแรทง น ท้งั หมด ค่าตอบแทน
คา่ทตาองบอ้อแมทน ความสัมพันธ์
ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนจงู ความ การได้รบั การ
พน้ื ฐาน ใจ มัน่ คง ยอมรับ
คา่ รกั ษา ในงาน
คา่ จ้าง เงินเดอื น งานทท่ี า้ ทาย
โบนสั พยาบาล ประกนั ชีวิต
ค่านายหน้า สว่ นแบง่ กาไร บาเหน็จ/บานาญ
ภาพท่ี 3.1 ตัวอยา่ งแผนภูมิต้นไมส้ มั พันธ์
ทีม่ า: ดดั แปลงจาก Milkovich and Newman (2005)
41
ปฏฐิ านนิยม การวจิ ัยเชงิ ปริมาณ
ปรากฏการณ์นยิ ม
กระบวนทศั น์การวจิ ัย การวจิ ยั เชงิ คุณภาพ
นักวิจยั การวจิ ยั การออกแบบวจิ ยั
จรรยาบรรณ ประสบการณ์ วิธีวจิ ยั
การเกบ็ ขอ้ มลู การวิเคราะห์ข้อมูล
ภาพท่ี 3.2 ตวั อยา่ งแผนทคี่ วามคิดการวจิ ยั
ท่มี า: ดดั แปลงจาก Hussey and Hussey (1997)
คาบรรยายลักษณะงาน การสรรหาภายนอก
การสรรหาภายใน
ทดสอบความรู้
การสรรหาและคดั เลือก
การคัดเลือก การสรรหา
วธิ กี ารสรรหา
คณุ สมบตั ิผ้ปู ฏิบัตงิ าน
อินเทอรเ์ นต็
สมั ภาษณ์ มหาวทิ ยาลยั หนงั สือพมิ พ์
ทดสอบปฏิบตั ิ บรษิ ทั จดั หางาน
ภาพที่ 3.3 ตวั อย่างแผนทคี่ วามคิดการสรรหาและคดั เลอื ก
42
ปัจจุบันมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการสร้างแผนที่ความคิดหลายโปรแกรม เช่น
XMind, Edraw Mind Map และ Freemind เปน็ ตน้
อย่างไรก็ตาม ลอว์เร้นซ์ นิวแมน (Neuman, 2007: 85-86) ได้เสนอแนะเกี่ยวกับการ
เลอื กหัวข้อการวิจัยไว้ว่า “ไม่มีสูตรสาเร็จในการคัดเลือกหัวข้อการวิจัย แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้วิจัยท่ีมี
ประสบการณ์มานาน หรือเป็นผู้วิจัยมือใหม่ท่ีเพ่ิงเร่ิมทางานวิจัย คุณควรเลือกทางานวิจัยในหัวข้อ
ทีต่ นเองมีความสนใจมากท่ีสุด”
3.2 การกาหนดปัญหาการวจิ ัย
การเลือกหัวข้อการวิจัยเป็นเพียงจุดเร่ิมต้นของการวิจัย แต่ผู้วิจัยไม่ได้ทาการวิจัยจาก
หวั ขอ้ การวิจยั ผวู้ จิ ยั จะตอ้ งพัฒนาหัวข้อการวิจัยท่ีได้เลือกไว้ให้แคบและมีจุดเน้นท่ีชัดเจน (narrowed
and focused) เป็นปัญหาการวิจัย (research problem) และสามารถตั้งเป็นคาถามการวิจัย (research
question) ได้ตอ่ ไป
ปัญหาการวิจัย หมายถึง ประเด็นที่ผู้วิจัยสงสัยหรือท่ีเป็นปัญหาและต้องการหาคาตอบ
ที่เป็นแนวทางท่ีดีท่ีสุดในการตอบข้อสงสัยหรือแก้ปัญหาน้ันภายใต้สถานการณ์แวดล้อมหน่ึง ๆ
(Kothari, 2004: 25) โดยประเด็นปัญหานั้นไม่สามารถหาคาตอบได้ด้วยสามัญสานึก ทั้งนี้หัวข้อ
การวจิ ยั หนงึ่ ๆ อาจมหี ลายประเด็นปญั หาการวจิ ยั ผู้วจิ ยั จะตอ้ งกาหนดว่าจะศึกษาในประเด็นปัญหาใด
เช่น ผ้วู จิ ยั สนใจทีจ่ ะศกึ ษาในหัวข้อทเี่ กยี่ วกับการใช้เทคโนโลยีและการส่ือสารในวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม (SMEs) ในกรณีน้ีอาจมีได้หลายประเด็นปัญหา เช่น ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการนา
เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน SMEs หรือ ผลประกอบการของ SMEs กับการนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใช้ หรือ ปญั หาและอปุ สรรคในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน SMEs เป็นต้น ธุรกิจสามารถ
กาหนดประเด็นปัญหาการวิจัยได้เม่ือวิเคราะห์สถานการณ์แล้วพบว่ามีความแตกต่างระหว่างสภาพ
ทีเ่ ป็นอยูจ่ รงิ กบั สภาพที่คาดหวังหรือท่ีควรจะเป็น เช่น ผลการดาเนินงานของธุรกิจต่ากว่าเป้าหมาย
ที่ตั้งไว้ สนิ คา้ คงคลงั มีจานวนมากเกินไป พนักงานขาดขวัญและกาลังใจในการทางาน เป็นตน้
ได้มีผู้กล่าวไว้ว่าหากสามารถกาหนดประเด็นปัญหาได้ชัดเจนเท่ากับสามารถแก้ปัญหานั้น
ไดส้ าเร็จไปแลว้ คร่ึงหนึง่ ความชัดเจนของปญั หาการวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูล
ใดบ้างท่ีต้องการและข้อมูลใดท่ีไม่ต้องการ และช่วยกาหนดกรอบและทิศทางในการศึกษาวิจัย (Kothari,
2004: 26) การเกบ็ ขอ้ มลู ในขณะท่ปี ญั หาการวจิ ยั ไม่มีความชัดเจนอาจจะทาให้ได้ข้อมูลท่ีไม่มีประโยชน์
ใด ๆ เลยต่อการวิจัย (Zikmund et al., 2010: 64) ดังน้ันการกาหนดปัญหาการวิจัยให้ชัดเจนและ
มคี วามเหมาะสมจงึ เปน็ เรื่องทสี่ าคัญยง่ิ
แนวทางการกาหนดปัญหาการวิจัย ความซับซ้อนในการกาหนดปัญหาการวิจัย มีรายละเอียด
ดังน้ี
3.2.1 แนวทางการกาหนดปญั หาการวจิ ยั
ผู้วจิ ยั สามารถกาหนดประเด็นปญั หาการวิจยั ไดด้ ว้ ยวิธีการทีเ่ รยี กวา่ “การศึกษาเบ้ืองต้น
(preliminary study)” (Bennett, 1991) การศกึ ษาเบ้ืองต้นหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การทบทวน
วรรณกรรมเบ้อื งตน้ ” การศกึ ษาเบื้องตน้ ไดแ้ ก่
43
3.2.1.1 การศึกษาวรรณกรรมต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือ วารสาร งานวิจัยหรือ
วทิ ยานิพนธ์ รวมถงึ เอกสารรายงานต่าง ๆ เช่น รายงานทางการเงิน และข้อมูลของคู่แข่งขัน เป็นต้น
งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ท่ีเก่ียวข้องกับหัวข้อการวิจัยอาจช่วยให้ผู้วิจัยพบประเด็นปัญหาการวิจัย
ท่ีน่าสนใจโดยที่ในงานวิจัยน้ันไม่ได้มีการกล่าวถึง หรือผู้วิจัยอาจสนใจที่จะศึกษาเพื่อขยายหรือ
เพ่ิมเติมต่อจากสิ่งท่ีได้ศึกษาไว้ในงานวิจัยน้ัน หรือผู้วิจัยอาจต้องการทาซ้างานวิจัยน้ันในบริบท
หรือสภาพแวดล้อมใหม่ หรือใช้ทฤษฎีอ่ืนท่ีแตกต่างในการอธิบาย หรือจากข้อเสนอแนะสาหรับ
การทาวจิ ยั จากรายงานการวจิ ัยนั้น
3.2.1.2 การสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กบั ผทู้ มี่ คี วามรใู้ นเรอื่ งเก่ยี วกับหัวข้อการวจิ ยั ทผ่ี วู้ ิจยั สนใจท่ีจะศึกษา วิธีการสัมภาษณ์ที่นิยมใช้ ได้แก่
การสมั ภาษณ์แบบเจาะลึก (probe) หรือแบบสืบสาวเร่ืองราวกับผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างย่ิง
กับผู้ท่ีเป็นผู้ตัดสินใจหลัก วิธีการสัมภาษณ์แบบนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจสภาพปัญหา โดยคาถาม
ทส่ี าคญั ท่ีสดุ คาถามหน่ึงทีผ่ ้วู ิจัยควรต้องถามในการสมั ภาษณค์ ือ “มีอะไรท่ีเก่ียวข้องกับหัวข้อการวิจัยบ้าง
ที่เปลีย่ นแปลงไป” เชน่ ลูกค้า ค่แู ขง่ สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกหน่วยงาน สถานการณ์ของ
การเปลยี่ นแปลงทีเ่ กิดขึน้ เมื่อนาไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงท่ีคาดหวังหรือ
ทีต่ ้องการให้เกิดจะทาใหท้ ราบถึงช่องว่างระหว่างการเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง
ซ่ึงก็หมายถึงสภาพปัญหาน่ันเอง (Zikmund et al., 2010: 115) เมื่อทราบสภาพปัญหา ผู้วิจัย
อาจสัมภาษณ์แบบเจาะลึกต่อเพื่อหาสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแ ปลงนั้นต่อไปได้
จากความเขา้ ใจถึงสภาพปญั หาและการคาดเดาถึงสาเหตุของการเปลยี่ นแปลงทีเ่ ป็นต้นเหตุของปัญหา
จะทาให้ผู้วิจัยสามารถกาหนดประเด็นปัญหาได้ชัดเจนข้ึน รวมถึงอาจสามารถระบุคาถามการวิจัย
และตวั แปรทีเ่ กี่ยวขอ้ งเบือ้ งตน้ ไดด้ ้วย (Zikmund et al., 2010: 115)
ในกรณีที่เปน็ การศกึ ษาในองคก์ รใดองค์กรหนึ่ง ผู้วิจัยจาเป็นต้องศึกษาเพ่ือทาความเข้าใจ
ถึงสภาพท่ัวไปและภูมิหลังขององค์กรนั้นซึ่งจะช่วยทาให้เห็นภาพของปัญหาการวิจัยได้ชัดข้ึน
(Kervin, 1999)
3.2.2 ความซับซ้อนในการกาหนดปญั หาการวิจัย
คุณภาพของการวิจัยทจ่ี ะไปเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจของผู้บริหารขึ้นอยู่กับความสามารถ
ในการกาหนดปัญหาการวจิ ัยไดอ้ ย่างเหมาะสม และความยุ่งยากหรือความซับซ้อนในการกาหนดปัญหา
การวจิ ัยจะข้ึนอยู่กับลักษณะของสถานการณ์ของปญั หา (Zikmund et al., 2010: 110-111) ดังน้ี
3.2.2.1 ความถ่ีของการเกิดของสถานการณ์ สถานการณ์ทางธุรกิจหรือ
ในการจัดการหลายสถานการณ์มักเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกเป็นวัฏจักร ในกรณีเช่นนี้การกาหนด
ประเดน็ ปัญหาจะทาไดง้ า่ ยและบางครง้ั การแกป้ ญั หาเหลา่ นั้นอาจนาวธิ กี ารแก้ปัญหาท่ีเคยใช้ได้ผลมา
ใช้โดยไมจ่ าเปน็ ต้องทาวิจัยเพ่ิมเติม เช่น สถานการณ์อัตราการเข้าพักของโรงแรมในช่วงนอกฤดูกาล
(low season) ซ่งึ เกิดขนึ้ เปน็ ประจาอยทู่ ุกปี เปน็ ตน้
3.2.2.2 การเปล่ียนแปลงของสถานการณ์ ผู้วิจัยจะสามารถกาหนดปัญหา
การวจิ ัยได้งา่ ยสาหรบั สถานการณท์ ่มี กี ารเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็วและเหน็ ไดช้ ัดมากกว่าสถานการณ์
ทเ่ี ปล่ียนแปลงอยา่ งชา้ ๆ ในช่วงระยะเวลาทีย่ าว เชน่ สถานการณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์จากการออก
44
นโยบายรถคันแรกของรัฐบาล เป็นตน้
3.2.2.3 ความซับซ้อนของสถานการณ์ ผู้วิจัยจะกาหนดประเด็นปัญหาได้
ค่อนข้างยุ่งยากหากสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนมีความซับซ้อนและมีหลายเหตุการณ์เกิดข้ึนพร้อม ๆ กัน
ตวั อยา่ งเชน่ ปญั หาท่เี กดิ ขึ้นพรอ้ ม ๆ กนั ในฝา่ ยผลติ เชน่ มขี ้อรอ้ งเรียนเรื่องปัญหาคุณภาพของสินค้า
ต้นทนุ การผลติ สงู ข้นึ และประสิทธภิ าพการทางานลดลง เป็นตน้
3.2.2.4 ความคลมุ เครือของสถานการณ์ ผ้วู ิจยั จะกาหนดประเด็นได้ค่อนข้าง
ยุ่งยากหากสถานการณท์ ่ีเกิดขึ้นมีทิศทางไม่ชัดเจนและคลุมเครือ เช่น สถานการณ์ที่ยอดขายเพิ่มขึ้น
แตก่ าไรกลับลดลง เป็นตน้
3.3 การต้ังคาถามการวจิ ัย
คาถามการวิจัยเป็นหัวใจของการออกแบบการวิจัย (ชาย โพธิสิตา, 2550: 116) ผู้วิจัย
สามารถตั้งคาถามการวิจัยได้จากปัญหาการวิจัย คาถามการวิจัยเป็นข้อความที่ผู้วิจัยเขียนข้ึนมา
เพื่อบอกให้รู้ว่าผู้วิจัยอยากรู้อะไรเก่ียวกับประเด็นปัญหาของเร่ืองที่ต้องการศึกษา คาถามการวิจัย
มีความคล้ายคลึงกับวัตถุประสงค์การวิจัย กล่าวคือ ท้ังคาถามการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย
ตา่ งกาหนดมาจากปัญหาการวิจัย การกาหนดวัตถุประสงค์การวิจัยเป็นการนาเอาแนวความคิดของ
ประเด็นปัญหาวิจัยมาขยายรายละเอียดโดยเรียบเรียงให้เป็นภาษาเขียนท่ีชัดเจนและเข้าใจง่าย
คาถามการวิจยั จึงสะท้อนถงึ วัตถุประสงคข์ องการวิจยั (Zikmund et al., 2010: 121)
การต้ังคาถามการวิจัยมีประโยชน์อยู่ 3 ประการ คือ 1) ช่วยสร้างจุดเน้นที่ชัดเจนของ
การวิจัย เน่ืองจากผู้วิจัยไม่สามารถทาวิจัยทุก ๆ ประเด็นได้ในเวลาเดียวกัน 2) ช่วยกาหนดวิธีการ
ดาเนนิ การวจิ ยั เนอื่ งจากคาถามทแี่ ตกตา่ งกนั อาจตอ้ งใช้วธิ ีการวิจัยที่แตกต่างกัน และ 3) ช่วยสื่อสาร
ให้ผ้ทู ี่มีส่วนเกี่ยวขอ้ งไดท้ ราบถึงเป้าหมายของการวิจัย (Maxwell, 2005) นอกจากนี้คาถามการวิจัย
ยังมีส่วนอยา่ งมากในการกาหนดกรอบการทบทวนวรรณกรรมและการสรา้ งกรอบแนวคิดการวจิ ยั
การต้ังคาถามการวิจัยควรเร่ิมจากตั้งคาถามหลักข้ึนเพียงคาถามเดียวก่อน เพราะหาก
เร่ิมจากหลายคาถามจะทาให้หาจุดเน้นของการวิจัยได้ยาก แต่สามารถมีคาถามรองหรือคาถาม
ต่อเนือ่ งทีม่ ีรายละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึน้ ไดจ้ านวนหน่ึง1 (Creswell, 2007: 118) คาถามรอง
ไม่ควรเกิน 5-7 คาถาม (Hussey and Hussey, 1997: 125) ทั้งนี้จะมีจานวนคาถามมากน้อยเพียงใด
ข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย การมีคาถามการวิจัยจานวนมากไม่ได้แสดงถึงคุณภาพของงานวิจัย
แต่หากมีจานวนมากเกินไปอาจกลับแสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยยังไม่มีความชัดเจนในวัตถุประสงค์ ของ
งานวิจัยของตนเอง (ชาย โพธิสิตา, 2550: 118) นอกจากนี้คาถามการวิจัยจะต้อง “มีความเหมาะสม
(just right)” ไม่ “ใหญ่เกินไป (too big)” “เลก็ เกินไป (too small)” หรอื “ร้อนเกินไป (too hot)”
(Clough and Nutbrown, 2002) กล่าวคือ คาถามวิจัยที่ใหญ่เกินไปอาจทาให้ต้องใช้งบประมาณ
จานวนมากในการทาวิจัย คาถามวิจัยที่เล็กเกินไปอาจทาให้ได้ผลงานวิจัยที่ไม่เพียงพอที่จะนาไปใช้
ให้เกิดประโยชน์ได้ คาถามวิจัยที่ร้อนเกินไปอาจเป็นลักษณะของงานวิจัยที่มีความอ่อนไหว
1 Clough and Nutbrown, (2002) เปรียบเทียบลักษณะของคาถามหลกั และคาถามรองนเี้ หมอื น “ตกุ๊ ตารัสเซีย (Russian doll)”
ท่ีมตี ุก๊ ตาตัวเลก็ ๆ หลายตวั ซอ่ นเป็นช้ัน ๆ อยู่ขา้ งในตกุ๊ ตาตวั ใหญ่
45
(sensitive) ส่วนคาถามวิจัยที่เหมาะสมจะหมายถึงคาถามวิจัยที่เหมาะสม ณ เวลาและสถานการณ์น้ัน
(Clough and Nutbrown, 2002: 34)
คา ถ า ม ก า ร วิจัย ใ น ก า ร วิจัย เ ชิง ป ร ิม า ณ มัก เ ป็ น คา ถ า ม ที่ต้อ ง ก า ร ท ร า บ ถึง ส า เ ห ตุ
เปรียบเทียบ หรือหาความสัมพันธ์ คาถามการวิจัยในการวิจัยเชิงปริมาณควรมีเนื้อหาที่แสดง
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งตัวแปร มีความชดั เจน ไม่กากวม และมีนัยยะท่ีแสดงให้เห็นว่าสามารถทดสอบ
เชิงประจักษ์ได้ (Kerlinger, 1986 อ้างถึงใน Hussey and Hussey, 1997: 127) ตัวอย่างเช่น “ปัจจัย
อะไรบ้างท่ีส่งผลต่อการนาระบบการจัดการสิง่ แวดลอ้ มมาใช้ของโรงงานอุตสาหกรรม” เป็นต้น และพบ
บ่อยครั้งท่ีคาถามการวิจัยถูกนามาต้ังเป็นสมมติฐาน ส่วนคาถามการวิจัยในการวิจัยเชิงคุณภาพมัก
เป็นคาถามที่ถามเพื่อการอธิบาย การสารวจ การพรรณนา และการตีความ ตัวอย่างเช่น
“สถานการณ์การจัดการส่ิงแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมท่ีต้ังอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการเป็นอย่างไร
บ้าง” เป็นต้น คาถามการวิจัยในการวิจัยเชิงคุณภาพควรหลีกเล่ียงการใช้คาท่ีแสดงความสัมพันธ์
ระหวา่ งตวั แปร (Hussey and Hussey, 1997: 127) เช่น “สง่ ผลต่อ” หรือ “ส่งผลกระทบต่อ” เป็นต้น
ในบางกรณีคาถามการวิจยั ของการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพอาจเกดิ ขึน้ ในระหวา่ งการวิจยั (ดังตารางท่ี 3.1)
ตารางท่ี 3.1 ตัวอย่างหัวขอ้ การวิจัย ปญั หาการวิจัย และคาถามการวิจยั
หัวขอ้ การวจิ ัย ปญั หาการวจิ ัย คาถามการวิจัย
กว้าง (ทัว่ ไป)
การสรรหาบุคคล - การใชอ้ ินเทอรเ์ น็ตเปน็ ช่องทางใหม่ แคบ (เฉพาะเจาะจง)
เชิงรุก ในการประชาสมั พันธก์ ารสรรหา
บุคคล - ประสทิ ธภิ าพของการประชาสมั พันธ์
การจดั การ การสรรหาบคุ คลโดยการใช้
สง่ิ แวดล้อม - โรงงานอตุ สาหกรรมจานวนมาก อนิ เทอร์เน็ตเป็นอย่างไรบา้ ง
ในโรงงาน ไม่มรี ะบบการจัดการส่งิ แวดลอ้ มท่ีดี
อุตสาหกรรม - การสรรหาบุคคลแบบผา่ นทาง
- โรงงานอตุ สาหกรรมแต่ละแหง่ อนิ เทอร์เนต็ กบั แบบดงั้ เดมิ
การฝึกอบรม มรี ะบบการจดั การส่ิงแวดล้อม แตกต่างกนั อย่างไร
กบั ประสทิ ธภิ าพ ในระดับทีแ่ ตกต่างกัน
ในการทางาน - สถานการณก์ ารจัดการสิ่งแวดล้อม
- พนกั งานตอ้ งได้รับการฝกึ อบรม ของโรงงานอุตสาหกรรมเปน็ อยา่ งไร
เพือ่ เพิม่ ประสทิ ธภิ าพ บา้ ง
- ปจั จัยอะไรบา้ งทสี่ ่งผลต่อระดบั
การนาระบบการจัดการส่ิงแวดลอ้ ม
มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม
- หลักสูตรการฝึกอบรมพนักงาน
เพือ่ เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการทางาน
ควรเป็นอยา่ งไร
46
3.4 การตงั้ ชือ่ เร่ืองการวิจยั
ช่ือเรื่องวิจัย (research title) เปน็ จดุ แรกทผ่ี ูอ้ ่านพิจารณาว่างานวิจัยน้ีน่าสนใจที่จะอ่าน
หรือไม่ และคาต่าง ๆ ในช่ือเรื่องจะถูกนาไปจาแนกประเภทงานวิจัยและถูกใช้เป็นคาหลักใน การ
สืบค้นต่อสาหรับผู้ที่สนใจ ชื่อเรื่องจึงมีความสาคัญอย่างย่ิงที่ผู้วิจัยจะต้องต้ังให้เหมาะสม ชื่อเรื่อง
งานวิจัย โดยทั่วไปประกอบด้วยช่ือตัวแปรที่สาคัญของงานวิจัย ประชากรเป้าหมาย หรือสถานที่
ที่ศึกษา ดังนั้นจากชื่อเรื่องงานวิจัยจะสามารถบอกให้ผู้อ่านได้เข้าใจในระดับหน่ึงว่างานวิจัยน้ัน
เป็นการศึกษาในเรอื่ งอะไร ที่ไหน และอยา่ งไร
ข้อพจิ ารณาในการต้งั ชอื่ เรอื่ งงานวิจัยหรือชือ่ เร่ืองงานวิจยั สานักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาติ (2547: 17) ไดใ้ ห้แนวคดิ ไว้ดงั น้ี
1. ชื่อเรือ่ งงานวจิ ัยควรมีความกะทัดรัด ชดั เจน เข้าใจง่าย ครอบคลุมเน้ือหาสาระที่ทา
การวจิ ัยแตไ่ มค่ วรจะสน้ั เกนิ ไปจนทาให้ขาดความหมายทางวชิ าการ
2. มักขึ้นต้นด้วยคานามมากกว่ากริยา เช่น แทนท่ีจะใช้คาว่า ศึกษา เปรียบเทียบ สารวจ
ก็ควรใชค้ าท่มี ีลกั ษณะเป็นคานามนาหนา้ เชน่ การศึกษา การเปรียบเทยี บ การสารวจ เปน็ ตน้
3. ไม่ควรเขียนภาษาตา่ งชาตแิ ทรกในภาษาไทย
4. ใหค้ วามหมายท่ีจงู ใจ น่าสนใจ
5. สามารถสอ่ื ใหผ้ ้อู า่ นคาดคะเนเร่อื งราวที่จะทาการวิจยั ไดอ้ ยา่ งใกลเ้ คยี ง
ฮัสเซย์ และฮัสเซย์ (Hussey and Hussey, 1997: 132) เสนอว่าช่ือเร่ืองงานวิจัยไม่ควรยาว
ควรตัดคาที่ไม่จาเป็น เครสเวลล์ (Creswell, 2003) เสนอว่าช่ือเรื่องงานวิจัยไม่ควรเกิน 12 คา
อย่างไรก็ตาม ชื่อเร่ืองงานวิจัยอาจมีการเปล่ียนแปลงได้ภายหลังเมื่อได้มีการดาเนินการวิจัย แต่ช่ือ
เบื้องต้นในข้อเสนอโครงการวิจัยควรสะท้อนเน้ือหาในข้อเสนอโครงการวิจัย (Saunders et al.,
2009: 42)
สรุป
การกาหนดหัวข้อการวิจัยประกอบด้วย การเลือกหัวข้อการวิจัย การกาหนดปัญหาการวิจัย
และการตั้งคาถามการวิจยั การเลือกหัวขอ้ การวิจยั เป็นการกาหนดขอบเขตหรือประเด็นเร่ืองกว้าง ๆ
ที่ผู้วิจัยมีความสนใจ โดยผู้วิจัยสามารถพิจารณาเลือกหัวข้อการวิจัยได้จากแหล่งต่าง ๆ เช่น จากตัวของ
ผูว้ จิ ยั จากเจ้าของทนุ วจิ ยั จากหนว่ ยงานท่ผี ู้วิจยั ทางานอยู่ จากข่าวสารในสื่อต่าง ๆ จากการสนทนา
กับเพ่ือนฝูง และจากทฤษฎีท่ีผู้วิจัยสงสัยและสนใจที่จะศึกษา ข้อท่ีควรพิจารณาในการตัดสินใจ
เลือกหัวข้อการวิจัยได้แก่ ความสาคัญและคุณค่าที่จะได้รับ ความเป็นไปได้ในการดาเนินการวิจัย
ความนา่ สนใจและการทันตอ่ เหตุการณ์ ความสามารถและความสนใจของผู้วิจัย รวมถึงความซ้าซ้อน
กับหัวข้อการวิจัยท่ีผู้อื่นได้เคยวิจัยไว้แล้ว ผู้วิจัยสามารถใช้เทคนิคพิเศษบางประการมาประยุกต์ใช้
ในการชว่ ยเลือกหวั ข้อการวิจัย เช่น การระดมสมอง เทคนิคการเปรียบเหมือน เทคนิคแผนภูมิต้นไม้
สมั พันธ์ และเทคนิคแผนทคี่ วามคดิ เป็นต้น
การเลอื กหัวข้อการวิจัยเปน็ เพียงจุดเรม่ิ ต้นของการวจิ ยั ผวู้ ิจยั ไมไ่ ดท้ าการวิจัยจากหัวข้อ
การวิจัย ผู้วิจัยจะต้องพัฒนาหัวข้อการวิจัยที่ได้เลือกไว้ให้แคบและมีจุดเน้นที่ชัดเจนเป็นปัญหา
การวิจัย และสามารถต้ังเป็นคาถามการวิจัยได้ต่อไป ผู้วิจัยสามารถกาหนดปัญหาการวิจัยได้ด้วยวิธีการ
47
ทีเ่ รยี กวา่ “การศกึ ษาเบ้อื งตน้ ” หรอื “การทบทวนวรรณกรรมเบ้อื งต้น” ความยุ่งยากและความซับซ้อน
ในการกาหนดปัญหาการวจิ ยั จะขน้ึ อย่กู บั ลกั ษณะของสถานการณข์ องปญั หา
คาถามการวจิ ยั เปน็ หัวใจของการออกแบบการวิจัย คาถามการวิจัยเป็นข้อความท่ีผู้วิจัย
เขยี นขึน้ มาเพ่ือบอกให้รวู้ า่ ผู้วิจัยอยากรอู้ ะไรเกยี่ วกับประเด็นปัญหาของหวั ข้อทตี่ อ้ งการศกึ ษา คาถาม
การวิจัยจะสะท้อนถึงวัตถุประสงคข์ องการวิจยั แตเ่ ขยี นในรปู ของคาถาม
เอกสารอา้ งอิง
ชาย โพธิสติ า. 2550. ศาสตรแ์ ละศลิ ปแ์ ห่งการวจิ ัยเชงิ คุณภาพ. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รนิ้ ติง้
แอนพับลชิ ชง่ิ .
พรเลิศ อาภานุทัต. 2551. ระเบียบวธิ ีวจิ ัย. สงขลา: เทมการพิมพ์.
Bennett, R. 1991. "What is Management Research?" In N. C. Smith and P. Dainty (eds.),
The Management Research Handbook. London: Routledge.
Clough, P. and Nutbrown, C. 2002. A Student’s Guide to Methodology. London: Sage.
Cooper, D. R. and Schindler, P. S. 2014. Business Research Methods. 12th ed.
Boston, MA and Burr Ridge, IL: McGraw-Hill.
Creswell, J. W . 2003. Research Design: Qualitative and Quantitative Approaches.
2nd ed. Thousand Oaks: Sage.
_______. 2007. Qualitative Inquiry and Research Design: Choosing Among Five
Approaches. 2nd ed. Thousand Oaks, CA: Sage.
Gill, J. and Johnson, P. 2002. Research Methods for Managers. 3rd ed. London: Sage.
Howard, K. and Sharp, J. A. 1994. The Management of a Student Research
Project. Aldershort: Gower.
Jankowicz, A .D. 2005. Business Research Projects. 4th ed. London: Thomson
Learning.
Kerlinger, F. N. 1986. Foundations of Behavioral Research. 3rd ed. New York:
HarperCollins.
Kervin, J. B. 1999. Methods for Business Research. 2nd ed. New York:
HarperCollins.
Kothari, C. R., 2004. Research Methodology: Methods and Techniques. 2nd ed.
New Delhi: Newage International.
Maxwell, J. A. 2005. Qualitative Research Design: An Interactive Approach.
Thousand Oaks, CA: Sage.
Milkovich, G. T. and Newman, J. M. 2005. Compensation. 8th ed. New York:
McGraw-Hill/Irwin.
48
Moody, P. E. 1988. Decision Making: Proven Methods for Better Decisions.
2nd ed. Maidenhead, McGraw-Hill.
Neuman, W. L. 2007. Basic of Social Research Methods: Qualitative and
Quantitative Approaches. 2nd ed. Boston: Allyn and Bacon.
Saunders, M., Lewis, P. and Thornhill A. 2009. Research Methods for Business
Students. 5th ed. Harlow: FT Prentice Hall.
Sekaran, U. 2003. Research Method for Business: A Skill Building Approach.
4th ed. Danver, MA: John Wiley & Sons.
Smith, N. C. and Dainty, P. 1991. The Management Research Handbook. London:
Routledge.
Zikmund, W. G., Babin B. J., Carr, J. C. and Griffin, M. 2010. Business Research
Methods. 8th ed. Ohio: South-Western/Cengage Learning.
บทที่ 4
การทบทวนวรรณกรรม
การทบทวนวรรณกรรม เปนกิจกรรมสําคัญกิจกรรมหนึ่งในการวิจัยไมวาจะดําเนินการวิจัย
ดวยวิธีแบบใด ฐานคติของการทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยคือ เราสามารถเรียนรูและสรางสม
ความรูจากความรูที่ผูอ่ืนไดสรางเอาไวแลว การเรียนรูจากผูอื่นชวยกระตุนใหเกิดแนวความคิดใหม
และการศึกษาหาความรูใหมในป0จจุบันลวนอาศัยพื้นฐานจากความรูเดิมในอดีต (Neuman, 2007: 70)
การทบทวนวรรณกรรมเปนกิจกรรมท่ีเกิดขึ้นไดอยางตอเนื่องในข้ันตอนตาง ๆ ของการวิจัยต้ังแต
เริ่มลงมือทําการวิจัยจนถึงการเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณB โดยเฉพาะอยางย่ิงในสองข้ันตอน
หลัก ๆ ของการวิจัย คือ ในข้ันตอนของการกําหนดหัวขอการวิจัยและสรางความชัดเจนของหัวขอ
การวิจัย ซึง่ ไดกลาวไปแลวในบทที่ 3 และอีกในข้นั ตอนหน่ึงเปนข้ันตอนการทบทวนวรรณกรรมท่ีเปน
การทบทวนวรรณกรรมอยางมีวิจารณญาณ (Sharp, Peters and Howard, 2002) ซ่ึงเปนลักษณะ
ของการทบทวนวรรณกรรมท่ีจะกลาวในบทน้ีโดยจะกลาวถึงความหมายและแนวคิดของการทบทวน
วรรณกรรม ประเภทของวรรณกรรม วัตถุประสงคBของการทบทวนวรรณกรรม ประโยชนBของการทบทวน
วรรณกรรม ข้ันตอนการทบทวนวรรณกรรม การสืบคนขอมูลสารสนเทศบนอินเทอรBเน็ต การเขียน
ทบทวนวรรณกรรม และการลอกเลียนงานวิชาการและวรรณกรรมโดยมชิ อบ
4.1 ความหมายและแนวคดิ ของการทบทวนวรรณกรรม
“วรรณกรรม (literature)” หมายถึง งานหนังสือ งานประพันธB บทประพันธBทุกชนิด
ทั้งที่เปนรอยแกวและรอยกรอง งานนิพนธBที่ทําขึ้นทุกชนิด ไมวาจะแสดงอยูในรูปแบบใด
(ราชบณั ฑิตยสถาน, 2555)
“การทบทวนวรรณกรรม (literature review)” โดยทั่วไปในการวิจัย หมายถึง
การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวของกับเร่ืองท่ีทําวิจัยที่ไดมีผูอื่นศึกษาไวแลว ซึ่งไดแก ผลงานวิจัย
แนวความคิด หรอื ทฤษฎีตาง ๆ
ไดมีผูใหความหมายและแนวคดิ เก่ียวกับการทบทวนวรรณกรรมไวแตกตางกนั ดังนี้
องอาจ นัยพัฒนB (2554: 24) ไดกลาวถึงการทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวของวา หมายถึง
“กระบวนการสืบคนหา ศึกษาทบทวน และเขียนขอสรุปผลงานทางวิชาการที่กระทําในอดีตและ
ปจ0 จุบันที่เกยี่ วของกบั ปญ0 หาการวิจัย”
เครสเวลลB (Creswell, 2012: 80) ใหความหมายของการทบทวนวรรณกรรมไววา
หมายถงึ การเขยี นสรปุ จากบทความในวารสาร หนังสือ หรือเอกสารอ่ืน ๆ ที่บรรยายขอมูลท้ังในอดีต
และป0จจุบนั ทเี่ ก่ยี วของกบั หัวขอการวจิ ัย
ซิคมันดB และคณะ (Zikmund et al., 2010: 65) กลาววา การทบทวนวรรณกรรม
หมายถึง การคนหาผลงานท่ีไดมีการเผยแพร ไดแก ส่ิงพิมพB หนังสือ ที่มีเนื้อหาท้ังที่เปนทฤษฎีและ
ขอมูลเชงิ ประจักษBท่ีเก่ียวของกบั หวั ขอการวิจยั
50
กิลลB และจอนหBสัน (Gill and Johnson, 2002: 21) เสนอแนะวา “การทบทวนวรรณกรรม
ควรประกอบดวยเน้ือหาที่มีความทันสมัย (state of the art) และเก่ียวของกับประเด็นคําถามหลัก
ของเรือ่ งทศี่ ึกษา”
เมอรBเร่ียม (Merriam, 1988: 6 อางถึงใน Hussey and Hussey, 1997:109) ไดเสนอ
ความเหน็ วา “การทบทวนวรรณกรรมเปนการตคี วามและการสังเคราะหBงานวจิ ัยทีม่ กี ารตีพิมพBอยู”
บอรBก และกอลลB (Borg and Gall, 1989: 114) ไดเสนอความหมายของการทบทวน
วรรณกรรมในเชิงกิจกรรมวา “เปนกิจกรรมเก่ียวกับการคนหาแหลง อาน และประเมินวรรณกรรม
พรอมนาํ เสนอรายงานเชิงเหตุและผลจากส่ิงทศ่ี กึ ษาพรอมแสดงความคดิ เหน็ ”
อาจกลาวสรุปไดวา การทบทวนวรรณกรรม หมายถึง การศึกษา คนควา รวบรวม
ตีความ และสังเคราะหBผลงานทางวิชาการที่เก่ียวของกับงานวิจัยท่ีกําลังจะทําอยางเปนเหตุเปนผล
จากวรรณกรรมที่เกยี่ วของ
การทบทวนวรรณกรรมไมใชเปนจัดทํารายงานสรุปธรรมดาทั่ว ๆ ไป แตเปนการพรรณนา
และวิเคราะหBอยางมีวิจารณญาณในส่ิงท่ีผูรูไดเสนอไว (Jankowicz, 2005) กลาวคือ ผูวิจัยตองอาน
และคดิ วิเคราะหBและสังเคราะหBวรรณกรรมท่ีเก่ียวของแลวนําเสนอโดยแสดงใหเห็นถึงความเช่ือมโยง
กับส่ิงท่ีจะวิจัย เปนกิจกรรมที่ชวยเสนอแนะแนวทางการวิจัย โดยช้ีใหเห็นถึงประเด็นท่ีนาสนใจ
ท่ีงานวิจัยอ่ืนไมไดกลาวถึง รวมถึงจุดดอยหรือขอบกพรองของงานวิจัยอื่น แลวนํามาเปนแนวทาง
ในการวิจัย ทั้งน้ีประเด็นหน่ึงที่สําคัญในการทบทวนวรรณกรรมคือ ผูวิจัยตองแนใจวาไดศึกษา
วรรณกรรม แนวคดิ ทฤษฎขี องนักวิชาการหลักท่ีเปนผูท่ีมีช่ือเสียง หรือเปนผูรู ผูเชี่ยวชาญและเปนท่ี
ยอมรับในเร่ืองที่ศึกษา เชน ระบบราชการของ Max Weber หรือ การแพรกระจายนวัตกรรมของ
Everett Roger เปนตน
การทบทวนวรรณกรรมมีความสําคัญอยางมากตอคุณภาพของผลงานการวิจัย การทบทวน
วรรณกรรมจะสามารถบอกไดในระดับหน่ึงวาผูวิจัยไดมีความรอบรูในเร่ืองท่ีวิจัยมากหรือนอย
ในระดบั ใด และสามารถบอกไดวางานวจิ ัยมีความนาเชื่อถอื หรอื ไมเพียงใด
4.2 ประเภทของวรรณกรรม
วรรณกรรมอาจแบงไดเปน 3 ประเภทตามแหลงที่มาของวรรณกรรม ไดแก วรรณกรรม
ปฐมภมู ิ วรรณกรรมทุติยภูมิ และวรรณกรรมตติยภูมิ โดยแตละประเภทวรรณกรรมจะมีรายละเอียด
ของเนอ้ื หาและระยะเวลาท่จี ะตีพิมพแB ตกตางกนั แตมคี วามคาบเก่ยี วกนั ดงั ภาพที่ 4.1
4.2.1 วรรณกรรมปฐมภมู ิ
วรรณกรรมปฐมภูมิ (primary literature) หมายถึง วรรณกรรมท่ีเปนเรื่องราวใหมที่ได
มาจากการเขียนเรียบเรียงขึ้นเปนคร้ังแรกจากประสบการณBของผูเขียนหรือจากผลการศึกษาวิจัย
ถึงแมในป0จจุบันจะสามารถสืบคนและเขาถึงวรรณกรรมประเภทน้ีไดบางทางอินเทอรBเน็ต แตก็ยังมี
ขอบเขตที่จํากัดและเขาถึงไดคอนขางยาก เน่ืองจากอาจมีขอจํากัดในเร่ืองลิขสิทธ์ิ แหลงของวรรณกรรม
ปฐมภูมิ ไดแก วิทยานิพนธB เอกสารรายงานการประชุมทางวิชาการ เอกสารรายงานของหนวยงานตาง ๆ
ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เอกสารสิทธิบัตร วรรณกรรมการคา เอกสารมาตรฐาน เอกสารการ
51
ปฏิบตั งิ าน จดหมายเหตุ เอกสารเร่ืองราวของเหตุการณBที่บันทึกไวโดยผูรูท่ีเก่ียวของกับเหตุการณBน้ัน
โดยตรง รวมถงึ ภาพถายทางอากาศและภาพถายดาวเทยี ม เปนตน
ปฐมภูมิ ทตุ ิยภูมิ ตติยภูมิ
วทิ ยานพิ นธ& หนังสือ พจนานุกรม
รายงานการประชุม ตาํ รา ดัชนกี ารอา2 งถงึ
วารสารวชิ าการ บรรณานกุ รม
ทางวิชาการ นิตยสาร(แมกาซีน) ดชั นวี ารสาร
เอกสารรายงานของ บทคัดยอ) งานวิจยั
บทวจิ ารณ&หนงั สอื
หนว) ยงานตา) ง ๆ
มาก รายละเอยี ดของเนอื้ หา นอย
เร็ว ระยะเวลาท่ีจะตพี มิ พB นาน
ภาพท่ี 4.1 ประเภทของวรรณกรรมตามแหลงท่ีมาของวรรณกรรม
ทม่ี า: ดดั แปลงจาก Saunders et al. (2009: 69)
4.2.2 วรรณกรรมทตุ ิยภูมิ
วรรณกรรมทุติยภูมิ (secondary literature) หมายถึง วรรณกรรมที่ไดมาจากการนําขอมูล
จากวรรณกรรมปฐมภูมิมาสังเคราะหBและเรียบเรียงข้ึนใหมเพื่อเสนอขอคิดหรือแนวโนมบางประการ
เปนวรรณกรรมที่สามารถเขาถึงไดงายกวาวรรณกรรมปฐมภูมิ แตอาจมีความทันสมัยนอยกวาแหลงของ
วรรณกรรมทุติยภูมิ ไดแก หนังสือ ตํารา วารสารวิชาการ หนังสือคูมือการทํางาน รายงานความกาวหนา
ทางวิทยาการ หนังสือแผนท่ี เอกสารขอมูลสถติ ิ นติ ยสาร เปนตน
4.2.3 วรรณกรรมตตยิ ภมู ิ
วรรณกรรมตติยภูมิ (tertiary literature) หมายถึง วรรณกรรมท่ีไดมาจากการรวบรวม
จัดหมวดหมูเพ่ือช้ีแนะแหลงท่ีอยูของวรรณกรรมปฐมภูมิและทุติยภูมิ แหลงของวรรณกรรมตติยภูมิ
ไดแก ดัชนีและบรรณานุกรม พจนานุกรม ดัชนีการอางอิง (citation index) ดัชนีวารสาร (journal
index) และรวมบทคัดยอ (abstract) เปนตน ป0จจุบันไดมีการจดั ทาํ ดัชนกี ารอางอิง และดัชนีวารสาร
เปนฐานขอมูลอิเลก็ ทรอนิกสBท่ีสามารถเขาถึงและสืบคนไดไมยากผานทางอินเทอรBเน็ตหรือฐานขอมูล
ในหองสมุดมหาวิทยาลัย เชน Business Periodicals Index, Social Science Citation Index
(SSCI) และ ศูนยBดัชนีการอางอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Center: TCI) เปนตน
โดยการสบื คนจะใชคําหลักตาง ๆ เชน ชือ่ ผแู ตง ช่ือวารสาร ชื่อเรือ่ ง และเดอื นปทy ต่ี ีพมิ พB เปนตน
52
วรรณกรรมท้ังสามประเภทมีความคาบเกี่ยวกันไมไดแบงแยกกันอยางเด็ดขาด เชน
รายงานการประชุมทางวิชาการซึ่งเปนวรรณกรรมปฐมภูมิอาจปรากฏในวารสารวิชาการ หรือในหนังสือ
บางเลมอาจมีดัชนีชี้แนะวรรณกรรมปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ วรรณกรรมแตละประเภทและแตละแหลง
จะมีระดับความนาเชื่อถือแตกตางกัน โดยทั่วไปวรรณกรรมปฐมภูมิเปนวรรณกรรมที่ดี มีความ
นาเช่ือถือในเรื่องความถูกตองตามขอเท็จจริงมากกวาวรรณกรรมทุติยภูมิและวรรณกรรมตติยภูมิ
วารสารวิชาการที่มีคณะกรรมการกล่ันกรองจะมีความนาเช่ือถือมากกวานิตยสาร สวนหนังสือและตํารา
จะมีความนาเช่ือถือเนื่องจากเปนแหลงวรรณกรรมที่เขียนโดยผูรูและมีการกล่ันกรองโดยผูทรงคุณวุฒิ
ในระดับหน่ึง แตหนังสือและตํารามักมีขอบเขตท่ีกวางเพื่อท่ีจะใหมีผูอานไดหลายกลุม และการเขียน
และเรียบเรียงหนังสือและตําราใชเวลาคอนขางนาน หนังสือและตําราจึงมีความเฉพาะเจาะจงและ
ทันสมัยนอยกวาวารสารทางวิชาการ (Greener, 2008: 21) และเปนที่สังเกตวาแหลงวรรณกรรมใด
เชน หนังสือ วารสารวิชาการ ไดรับการอางอิงบอยคร้ัง แสดงวาแหลงวรรณกรรมน้ันคอนขางเปนสากล
และนาเชือ่ ถือ (Hussey and Hussey, 1997: 95)
4.3 แหลง) ของวรรณกรรมท่นี ิยมใช2
แหลงวรรณกรรมท่นี ยิ มใช ไดแก
4.3.1 ดชั นีและบรรณานุกรม
ดัชนี (index) เปนรายการของหัวขอที่จัดเรียงตามหมวดหมู สวนบรรณานุกรม
(bibliography) เปนรายการชื่อส่ิงพิมพBท้ังหนังสือ ตํารา หรือวาสารทางวิชาการ ท่ีมีรายละเอียดของ
ชื่อผูแตง ปyท่พี ิมพB และสํานกั พมิ พB ในหองสมุดท่ัวไปจะมีฐานขอมูลดัชนีและบรรณานุกรมที่ใชสําหรับ
สืบคนหนงั สอื ตํารา หรอื วารสารที่มีอยมู ากมายในหองสมดุ
4.3.2 พจนานกุ รม
พจนานุกรม (dictionary) มีประโยชนBมากในการใหคําจํากัดความของคําสําคัญหรือ
คําหลักของงานวิจัยรวมถึงคําท่ีมีความหมายคลายกัน สําหรับคําในภาษาไทยนิยมใชพจนานุกรม
ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานซ่ึงสามารถสืบคนไดทางอนิ เทอรBเน็ต
4.3.3 หนงั สอื และตาํ รา
การเริ่มตนทบทวนวรรณกรรมดวยหนังสือหรือตํารา (book and textbook) เปน
จุดเริ่มตนที่ดี เพราะนอกจากมีเนื้อหาทฤษฎีที่เปนพื้นฐานแลว ผูวิจัยยังอาจใชประโยชนBจากรายการ
อางอิงท่ีเปนรายช่ือหนังสือ ช่ือบทความและวารสารที่ปรากฏอยูทายบทหรือทายเลมของตําราหรือ
หนังสือเพ่ือสืบคนตอ ผูวิจัยควรศึกษาหนังสือและตําราหลายเลมที่เขียนโดยผูเขียนท่ีแตกตางกัน
เพอื่ ใหไดความเหน็ ในหลายมุมมอง
4.3.4 วารสารวิชาการ
วารสารวิชาการ (academic journal หรือ periodicals) หมายถึง วารสารที่มีการตีพิมพB
เผยแพรเปนระยะ ๆ อยางสมํ่าเสมอ และบทความท่ีนําเสนอในวารสารจะผานการตรวจคุณภาพโดย
53
ผูรูในสาขาวิชานั้น ๆ วารสารประเภทน้ีจึงถูกเรียกอีกอยางหน่ึงวา “วารสารผานการทบทวนโดยผูรู
เสมอกัน (peer-reviewed periodical)” วารสารวิชาการเปนเวทีสําหรับการแนะนําและนําเสนอ
ผลงานคนควาวิจัยหรือความเห็นทางวิชาการใหม ๆ เพื่อรับการตรวจสอบและการวิพากษBวิจารณB
ในหมูผูรดู วยกนั ในวารสารวชิ าการ นอกเหนอื จะประกอบดวยบทความทางวิชาการแลวอาจมีเน้ือหา
ทางวิชาการในลักษณะอ่ืน ๆ เชน บทความปริทัศนB1 และการวิจารณBหนังสือ เปนตน บทความ
ในวารสารทางวิชาการจะใหขอมูลและความรูที่มีความเฉพาะเจาะจงตามความสนใจของผูเขียน
วารสารวิชาการจะมีการตีพิมพBเผยแพรตอเนื่องหลายฉบับในแตละปyตางจากหนังสือและตํารา
จึงมีความทันสมัยมากกวา และผูวิจัยสามารถใชประโยชนBจากรายการอางอิงที่เปนรายชื่อหนังสือ
ชื่อบทความ และชื่อวารสารที่อยูตอนทายของแตละบทความเพ่ือสืบคนขอมูลท่ีเกี่ยวของเพ่ิมเติมได
เชนกัน
4.3.5 บทคัดยอ)
บทคัดยอ (abstract) เปนเนื้อหาสรุปการศึกษางานวิจัยหรืองานวิชาการเรื่องหน่ึง ๆ
ซงึ่ โดยทั่วไปจะมีเนื้อหาที่เพียงพอสําหรับผูวิจัยที่จะใชในการตัดสินใจวางานวิจัยหรืองานวิชาการ
เรื่องนั้น ๆ เก่ียวของกับส่ิงที่ผูวิจัยกําลังศึกษาอยูหรือไมมากนอยเพียงใด และหากมีความเก่ียวของ
ผวู ิจยั กค็ วรที่จะหาบทความหรอื รายงานฉบบั สมบรู ณใB นเรื่องน้นั มาศึกษาเพม่ิ เติมในรายละเอียดตอไป
4.3.6 ผลงานวจิ ัยท่นี าํ เสนอในทปี่ ระชมุ วชิ าการ
ผลงานวิจัยที่นําเสนอในที่ประชุมวิชาการ (conference proceedings) หมายถึง ชุดเอกสาร
ท่ีตีพิมพBเพ่ือใชประกอบการประชุมสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้นเพื่อแลกเปล่ียนความรู ความคิดเห็น
และมีการนําเสนอผลงานวิจัยใหม ๆ ซึ่งประกอบดวยบทความวิจัย บทคัดยอที่ไดนําเสนอใน
การประชุม โดยอาจจัดทําเปนรูปเลมหรือเปนแผนซีดี ผลงานวิจัยที่นําเสนอในที่ประชุมวิชาการ
นับเปนแหลงวรรณกรรมที่มีความทันสมัยที่สุด นอกจากน้ีการประชุมนําเสนอผลงานวิจัยเปนเวที
ท่ีมีประโยชนBทีผ่ วู ิจยั อาจมโี อกาสไดหารือกับผเู ช่ียวชาญในเร่อื งท่ศี กึ ษาในทป่ี ระชุม
4.3.7 วิทยานิพนธ&
วิทยานิพนธB (thesis) เปนบทนิพนธBหรือรายงานทางวิชาการท่ีเรียบเรียงหรือเขียนข้ึน
โดยนักศึกษาเพื่อเสนอเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามเงื่อนไขของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา
เปนวรรณกรรมที่มีเนื้อหาท่ีมีความเปนพิเศษเฉพาะเรื่อง และมีขอมูลท่ีมีรายละเอียดท่ีคอนขาง
สมบรู ณB
4.3.8 แผนและนโยบายตา) ง ๆ ท่เี กี่ยวข2อง
แผนและโยบายตางๆ ไดแก นโยบายรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
แผนกลยทุ ธBของแตละหนวยงาน เปนตน
1 บทความปริทศั นB (review article) เปนบทความท่เี รียบเรยี งโดยมกี ารวิเคราะหB วิจารณB เปรยี บเทยี บ และสังเคราะหวB รรณกรรม
ในเร่ืองใดเรือ่ งหน่งึ ทม่ี ีการดําเนินการมาแลวจนถึงปจ0 จบุ นั เพื่อใหเหน็ ถึงสถานภาพและความกาวหนา
54
4.3.9 ข2อมลู ทเี่ ปน= รายงานหรือสถิตติ )าง ๆ
เชน ขอมูลสถิติของสํานักงานสถิติแหงชาติ รายงานทางเศรษฐกิจของธนาคารแหง
ประเทศไทย และรายงานประจาํ ปyของหนวยงานตาง ๆ เปนตน
นอกจากนี้ก็ยังมีแหลงวรรณกรรมอื่น ๆ ที่ผูวิจัยสามารถศึกษาหาขอมูลได เชน
หนังสอื พิมพB นติ ยสาร เอกสารราชการ เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา หนังสือคูมือ และรายงาน
การประชุม เปนตน
4.4 ประโยชนข& องการทบทวนวรรณกรรม
การทบทวนวรรณกรรม มปี ระโยชนดB ังน้ี
1. ชวยในการกําหนดประเด็นป0ญหาการวิจัย ข้ันตอนแรกของการวิจัยคือการกําหนด
หัวขอการวิจัย และเมื่อไดหัวขอการวิจัยแลวผูวิจัยจะตองดําเนินการพัฒนาหัวขอการวิจัยท่ีเปนประเด็น
ท่ีกวางใหเปนประเด็นป0ญหาการวิจัยที่แคบลงและชัดเจนจนสามารถกําหนดเปนคําถามการวิจัย
ซ่ึงการดําเนินการดังกลาวสามารถทําไดโดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรม เราอาจเรียกการทบทวน
วรรณกรรมในข้นั ตอนน้ีวาเปนการศกึ ษาขน้ั ตน (Bennett, 1991)
2. ชวยทําใหทราบวามีองคBความรูอะไรบางท่ีเก่ียวของกับเรื่องที่ศึกษา เชน แนวคิด
ทฤษฎี ตัวแปร และ ประเด็นป0ญหาที่เกี่ยวของ เพ่ือเปนแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติมและพัฒนาเปน
กรอบแนวคิดการวิจยั ตอไปได รวมถงึ การออกแบบการวิจยั การวัดตัวแปร และการวเิ คราะหBขอมลู
3. ชวยทําใหทราบวาเรื่องท่ีจะทําการศึกษานั้นไดมีใครศึกษาไวบางแลวหรือไมอยางไร
เพ่ือจะไดไมตองทําซํ้า เวนเสียแตผูวิจัยมีความไมแนใจในผลของการศึกษาเดิมและตองการพิสูจนB
หรืออาจเกิดจากการทบทวนวรรณกรรมแลวเห็นวามีประเด็นท่ีนาสนใจและแตกตางจากการศึกษาเดิม
เชน ในประเด็นดานสถานที่ ประชากร หรือระเบียบวิธีวิจัย หรือเห็นวาจะสามารถสรางองคBความรู
เพม่ิ เติมตอยอดการศกึ ษาเดิมได เปนตน
4. ชวยกระตุนใหผูวิจัยเกิดความคิดสรางสรรคBและความอยากรูอยากเห็นรวมถึงชวยเพ่ิม
ความมั่นใจใหกับตัวผูวิจัยเองในการท่ีจะดําเนินการวิจัยตอไปเม่ือผูวิจัยมีความรูความเขาใจในเรื่อง
ทีจ่ ะศึกษาเพ่ิมมากขน้ึ จากการทบทวนวรรณกรรม
5. การศึกษาวรรณกรรมท่ีเปนบทความวิจัยท่ีตีพิมพBเผยแพรจะชวยใหผูวิจัยไดเห็น
รูปแบบ และแนวการเขียนบทความวิจัย ซ่ึงจะเปนตัวอยางที่ดีสําหรับผูวิจัยในการพัฒนาทักษะ
การเขียน และการตพี ิมพBเผยแพรงานวจิ ยั
6. ชวยเพ่ิมความนาเชอื่ ถอื ใหกบั งานวิจยั เมือ่ มกี ารทบทวนวรรณกรรมเปนอยางดี
4.5 การทบทวนวรรณกรรม
การทบทวนวรรณกรรมเกิดขึ้นในหลายขั้นตอนท้ังในการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัย
เชิงคุณภาพ ซ่งึ มคี วามแตกตางกนั ดงั นี้
55
4.5.1 การทบทวนวรรณกรรมในการวิจยั เชิงปริมาณ
การทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยเชิงปริมาณเปนแนวทางการวิจัยแบบอนุมานท่ีเกิดข้ึน
ในหลายขัน้ ตอนของกระบวนการวิจยั ต้งั แตเร่มิ ตนการวจิ ยั ดงั น้ี (Creswell, 2012: 80)
4.5.1.1 ในขั้นตอนของการกําหนดประเด็นป@ญหาการวิจัย ผูวิจัยอาจ
ทบทวนวรรณกรรมในเรอ่ื งทเ่ี ก่ียวของกับหัวขอการวิจัยเพื่อใหเห็นความสําคัญของสิ่งที่ศึกษาและเกิด
ความชัดเจนจนสามารถกําหนดเปนประเดน็ ปญ0 หาสาํ หรับการวิจัย
4.5.1.2 ในขั้นตอนของการเสนอแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข2อง
จะเปนการทบทวนวรรณกรรมเพื่อนําไปสูการกําหนดและนิยามความหมายของคําสําคัญหรือตัวแปร
ตาง ๆ และความสัมพันธBระหวางตัวแปรเหลาน้ัน รวมถึงการตั้งสมมติฐานและกรอบแนวคิดการวิจัย
เน้อื หาสาระในสวนนีจ้ ะมีคอนขางมาก ในการวิจัยเชิงปริมาณจึงนิยมเขียนไวเปนบทหน่ึงของการวิจัย
ซึ่งมกั เรยี กชอื่ บทนว้ี า การทบทวนวรรณกรรม หรือ วรรณกรรมที่เกยี่ วของ
4.5.1.3 ในข้ันตอนของการยืนยันผลการศึกษา ผูวิจัยอาจนําผลการศึกษา
วิจัยมาเปรียบเทียบวามีความเหมือนหรือความตางกับสิ่งท่ีไดจากการทบทวนวรรณกรรม เชน
ผลการศึกษาที่มีกอนหนานี้ รวมถึงมีความสอดคลองหรือขอขัดแยงกับแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวของอยางไร
ดวยเหตุผลใด เน้อื หาสาระในสวนนี้มักจะอยใู นสวนของการอภปิ รายผลของรายงานการวิจัย
4.5.2 การทบทวนวรรณกรรมในการวจิ ัยเชิงคุณภาพ
การทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยเชิงคุณภาพเปนแนวทางการวิจัยแบบอุปมานท่ีผูวิจัย
จะเก็บรวบรวมขอมูลแลวพัฒนาเปนแนวคิดทฤษฎีโดยเช่ือมโยงกับการทบทวนวรรณกรรม
(Saunders et al., 2009) การทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยเชิงคุณภาพเกิดขึ้นในหลายขั้นตอนของ
กระบวนการวิจัยเชนเดียวกบั การวจิ ัยเชงิ ปริมาณแตตางกนั บางในบางประเดน็ ดงั นี้
4.5.2.1 ขั้นตอนของการกําหนดประเด็นป@ญหาการวิจัย เพื่อทําใหเกิดความ
ชัดเจนของประเด็นป0ญหา และแสดงถึงความสําคัญของสิ่งที่ตองศึกษาเชนเดียวกับในการวิจัยเชิง
ปริมาณ (Shelden, Angell, Stoner and Roseland, 2010 อางถึงใน Creswell, 2012: 80) แตจะไม
ศึกษาทบทวนในวงกวางมากนกั
4.5.2.2 ข้ันตอนของการนําเสนอแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข2อง
การทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีลักษณะยืดหยุนหรือมีลักษณะที่เปนทางการ
นอยกวาการทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยเชิงปริมาณ โดยท่ัวไปจะไมคอยเขมขนเทาและจะดําเนินการ
อยางระมัดระวังเพราะไมตองการใหไปมีอิทธิพลหรือโนมนาวแนวคิดหรือความเช่ือของผูวิจัย รวมถึง
จะนิยมรับฟ0งความคิดเห็นจากผูท่ีมีสวนเก่ียวของ เนื้อหาสาระในสวนน้ีนิยมเขียนไวเปนบทหน่ึงของ
รายงานการวจิ ัยเชนเดยี วกบั ในการวิจยั เชิงปริมาณ
4.5.2.3 ขั้นตอนของการใช2เปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิจัย ผูวิจัยอาจ
นําเสนอผลวิจัยวาไดสนับสนุนหรือไดขยายแนวความคิดใหมเพิ่มเติมจากวรรณกรรมที่ไดศึกษา
ทบทวนไวหรอื ไม อยางไร
สําหรับการทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยแบบผสม จะขึ้นอยูกับลักษณะการผสม
วธิ กี ารวิจยั วาเปนอยางไร ถาแบบการวิจยั เปนแบบใชวธิ กี ารวิจยั เชิงปรมิ าณเปนหลักแลวใชวธิ กี ารวิจัย
56
เชิงคุณภาพพรรณนาตอเพิ่มเติมจากผลการวิจัยเชิงปริมาณ การทบทวนวรรณกรรมควรยึดแบบ
การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ แตหากแบบการวิจยั เปนแบบใชวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเปนหลักแลวใชวิธีการวิจัย
เชงิ ปรมิ าณตรวจสอบขอสรุปของผลที่ไดจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ควรยึดแนวทางการทบทวนวรรณกรรม
แบบการวิจยั เชิงคณุ ภาพ และหากแบบวิจัยเปนแบบใชทั้งสองวิธีพอ ๆ กัน ผูวิจัยจะตองพิจารณาเอง
ดวยความเหมาะสมวาจะทบทวนวรรณกรรมแบบการวิจัยเชิงปริมาณหรือแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ
ท้ังน้ีอาจพิจารณาเร่ืองท่ีวิจัย ความถนัดของผูวิจัย และความคาดหวังของผูอานงานวิจัย (องอาจ
นยั พฒั นB, 2554: 48-49)
4.6 ข้นั ตอนการทบทวนวรรณกรรม
การทบทวนวรรณกรรมที่ดีควรทบทวนเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวของกับประเด็นป0ญหา
การวิจัย และไมวาจะเปนการทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยเชิงปริมาณหรือในการวิจัยเชิงคุณภาพ
หรือเปนการทบทวนวรรณกรรมทเี่ ปนการศกึ ษาข้นั ตนตางมขี นั้ ตอนหลกั ๆ ที่คลายคลงึ กนั ดังนี้
4.6.1 วางแผนการทบทวนวรรณกรรม
การวางแผนการทบทวนวรรณกรรม ไดแก กําหนดขอบเขตการศึกษา (เชน สาขาวิชา
พ้ืนที่ที่จะศึกษา และประเภทของอุตสาหกรรม) ระยะเวลาที่จะใชในการสืบคน จะสืบคนจากสถานที่ใด
(เชน หองสมดุ ฐานขอมูลออนไลนB) จะสืบคนยอนหลังไปก่ีปy (เชน ไมเกิน 10 ปy) และจะบันทึกขอมูล
และการอางอิงอยางไร เปนตน
4.6.2 ระบคุ ําหลัก (keywords) ตา) ง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ2 ง
ระบุคําหลักตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของรวมถึงคําอ่ืน ๆ ที่มีความหมายคลายคลึงกับคําหลัก
“คําหลกั ” ในทนี่ ี้ หมายถงึ คําหรือกลมุ คาํ ท่ีสนั้ กะทัดรัดที่ผูวจิ ัยกาํ หนดขน้ึ เปนประเด็นหลักเพื่อใชเปน
ตัวแทนเน้ือหาสารสนเทศ ผูวิจัยตองเลือกคําหลักอยางระมัดระวังเพราะคําหลักเหลานั้นจะเปน
จดุ เริ่มตนที่สําคัญในการสืบหาวรรณกรรมที่เก่ียวของ (Bell, 2005) คําหลักเหลานั้นอาจไดมาจากคํา
ในชื่อเรื่องการวิจัยท่ีผูวิจัยลองเขียนรางขึ้น (working title) เชน “ป0จจัยที่สงผลตอการนําระบบการ
จัดการความปลอดภัยดานอาหารมาใชในอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดยอม” คําหลัก
ไดแก ความปลอดภัยดานอาหาร อุตสาหกรรมอาหาร และ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดยอม เปนตน
นอกจากน้ีอาจไดคาํ หลักจากคําทอ่ี ยใู นคําถามการวจิ ัย หรือจากคาํ ทพ่ี บบอยในบทความใหม ๆ ที่เขียน
โดยนกั วิชาการหลกั ในสาขาทีเ่ กยี่ วของกับหวั ขอการวจิ ัย
4.6.3 ค2นหาวรรณกรรม
นําคําหลักหรือคาํ เหมือนตาง ๆ ไปคนหาวรรณกรรมที่เกย่ี วของ คําหลักที่ใชในการคนหา
วรรณกรรมจะชวยกําหนดขอบเขตของเน้ือหาท่ีเกี่ยวของซึ่งจะชวยคัดกรองเน้ือหาท่ีไมเกี่ยวของ
ออกไปไดระดับหน่ึง ผูวิจัยสามารถคนหาวรรณกรรมจากแหลงวรรณกรรมประเภทตาง ๆ ท่ีมีอยู
จํานวนมากและหลายรูปแบบ (กลาวแลวในหัวขอ 4.2) และควรเร่ิมการสืบคนจากวรรณกรรม
ประเภทตติยภูมิซึง่ เปนวรรณกรรมทชี่ แ้ี นะแหลงของวรรณกรรมปฐมภูมิและวรรณกรรมทุตยิ ภูมิ
57
ป0จจุบันผูวิจัยสามารถคนหาวรรณกรรมจากคําหลักไดทางอินเทอรBเน็ตซึ่งเปนวิธีการ
ท่ีสะดวกและดําเนินการไดรวดเร็ว แตผูวิจัยจะตองพิจาณาถึงความเหมาะสมและความนาเช่ือถือ
ของแหลงวรรณกรรม
4.6.4 คดั กรองวรรณกรรม
ผูวิจัยจะตองพิจารณาคัดกรองวรรณกรรมท่ีคนหามาไดใหเหลือเฉพาะวรรณกรรม
ที่เหมาะสมกับการวิจัย โดยผูวิจัยตองมีเกณฑBการประเมินในการคัดกรองอยางชัดเจน (Tranfield, and
Denyer, 2004) เชน มีเนอ้ื หาตรงกบั ประเด็นวิจัย มีความทันสมัยเปนป0จจุบัน ผูเผยแพรหรือเจาของ
วรรณกรรมเปนผูท่ีไดรับการยอมรับ และแหลงของวรรณกรรมมีความนาเชื่อถือ รวมถึงมีปริมาณ
ท่เี พียงพอท้ังดานเนื้อหา ระเบียบวิธีวจิ ัย เครอื่ งมือ และการอภิปรายผล เปนตน
ผูวิจัยสามารถประเมินเพ่ือคัดกรองวรรณกรรมไดดวยการอานบทคัดยอของบทความ
หรือรายงานการวิจัย เนื่องจากโดยทั่วไปบทคัดยอจะประกอบดวยวัตถุประสงคBของการวิจัย
วธิ ีวทิ ยาการวิจัย และขอคนพบ ซ่ึงเปนขอมูลท่ีเพยี งพอทีผ่ วู ิจยั สามารถใชในการพจิ ารณาคัดกรอง
4.6.5 อา) นวรรณกรรม
เปนข้นั ตอนการอานวรรณกรรมที่ไดคัดกรองมาแลวอยางละเอียดท้ังฉบับ การอานวรรณกรรม
จะตองอานอยางมีวจิ ารณญาณหรืออยางวิเคราะหBวิจารณB (critical reading)2 โดยผูวิจัยจะตองระลึก
ไวเสมอวาวรรณกรรมท่ีกําลังอานอยูนั้นมีความเกี่ยวของและจะมีประโยชนBกับงานวิจัยท่ีทําอยางไร
และสงิ่ ทนี่ าํ เสนอในวรรณกรรมมคี วามนาเชื่อถือมากนอยเพียงใด หรือผูเขียนไดแสดงท่ีมาท่ีไปของส่ิง
ท่เี ขียนในวรรณกรรมน้ันอยางมีเหตุมีผลนาเช่ือถือหรือไมเพียงใด (Wallace and Wray, 2006) ทั้งนี้
ผูวิจัยอาจกําหนดเปนประเด็น ๆ ไวกอนลวงหนากอนการอานแตละวรรณกรรม เชน แนวคิดทฤษฎี
แบบการวิจัย การวัดและมาตรวัด การระบุประชากรและการเลือกตัวอยาง สถิติที่ใชในการวิเคราะหB
ขอคนพบ รวมถึงขอเสนอแนะ เปนตน
4.6.6 สืบค2นหาวรรณกรรมเพิ่มเตมิ
เม่ือศึกษาวรรณกรรมที่เก่ียวของแลวผูวิจัยควรใชรายการอางอิงหรือบรรณานุกรมท่ีปรากฏ
ในทายวรรณกรรมน้ันไปสืบคนหาวรรณกรรมอื่นในประเด็นที่เกี่ยวของเพ่ิมเติมตอจนไดขอมูล
ท่ีสมบูรณBครบถวน มีผูเรียกกระบวนการสืบคนวรรณกรรมเพิ่มเติมในลักษณะนี้วา “สโนวBบอลลิ่ง
(snowballing)” รายการอางอิงหรือบรรณานุกรมท่ีปรากฏในทายวรรณกรรมจะเปนตัวช้ีวัดหน่ึง
ที่แสดงถึงคุณภาพของวรรณกรรมซึง่ ใหขอมูลวาผปู ระพนั ธBวรรณกรรมน้ันไดอางอิงใชขอมูลจากวรรณกรรม
ประเภทใดและจากแหลงใด เนื่องจากประเภทและแหลงของวรรณกรรมสามารถบอกถึงความนาเช่ือถือได
ในระดบั หน่ึง
2 การอานอยางมีวิจารณญาณหรืออยางวิเคราะหBวิจารณBเปนการอานที่ผูอานตองไมเชื่อสิ่งที่อานจนกวาจะไดตรวจสอบ ทบทวน
อยางใครครวญ พรอมทัง้ ทาทาย โตแยง และเสนอทางเลอื กใหม อยางมีเหตมุ ีผล
58
4.6.7 จดบนั ทกึ รายละเอยี ด
ในขณะที่อานวรรณกรรมผูวิจัยจะตองจดบันทึกรายละเอียดในสวนท่ีเก่ียวของ ส่ิงที่
ผูวิจัยควรจดบันทึกมี 3 สวน คือ รายละเอียดบรรณานุกรม เน้ือหาโดยสรุป และ ขอมูลเสริมอื่น
เก่ียวกับตัววรรณกรรม เชน ISBN3, D.D.C.4, วรรณกรรมนั้นไดมาจากท่ีใด, สืบคนผานทางอินเทอรBเน็ต
มาไดเม่ือใด เปนตน การจดบนั ทกึ อาจจดั ทาํ โดยการเขียนในแผนการดB (index card) หรือ การบันทึก
ในคอมพิวเตอรBดวยโปรแกรมสําเร็จรูป เชน Microsoft Access, Reference Manager for
Windows หรือ EndNote เปนตน
4.6.8 สังเคราะหว& รรณกรรม
การทบทวนวรรณกรรมไมใชเปนเพียงการสรุปหรือเปรียบเทียบขอมูลตาง ๆ ท่ีไดจาก
การอานวรรณกรรม แตผูวิจัยจะตองรวบยอดความคิด สังเคราะหB เสนอแนวคิดใหม รวมถึงสราง
สมมติฐาน โดยแสดงประเด็นความโตแยงและความเช่ือมโยงระหวางวรรณกรรมตาง ๆ กับงานวิจัย
อยางมเี หตมุ ผี ล
4.7 การสืบค2นข2อมูลสารสนเทศผ)านอนิ เทอร&เนต็
อินเทอรBเน็ต (internet) หมายถึง เครือขายคอมพิวเตอรBขนาดใหญท่ีเชื่อมตอกันเปน
ระบบระหวางเครือขายตาง ๆ จํานวนมากครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัยโครงสรางระบบสื่อสาร
โทรคมนาคมเปนตวั กลางในการแลกเปล่ียนขอมูลและสารสนเทศ5 ผูใชอินเทอรBเน็ตสามารถใชงานได
หลากหลายผานเครือขายอินเทอรBเน็ต เชน ไปรษณียBอิเล็กทรอนิกสB (e-mail) การสนทนา (chat)
การอานหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอรBด (web blog) การติดตามขาวสาร การสืบคนขอมูล
การเรียนแบบออนไลนB (e-learning) การประชุมทางไกลผานอินเทอรBเน็ต (video conference)
และเครือขายสงั คมออนไลนB (social network) เปนตน
ป0จจุบันอินเทอรBเน็ตเขามามีบทบาทและมีความสําคัญอยางยิ่งในการทําวิจัย เนื่องจาก
ผูวิจัยสามารถใชอินเทอรBเน็ตเปนเคร่ืองมือในการเขาถึงขอมูลสารสนเทศท่ีมีอยูจํานวนมากมาย
ไดอยางสะดวกและรวดเร็ว แตอยางไรก็ตามขอมูลสารสนเทศเหลานั้นมีความหลากหลายทั้งเน้ือหา
และคุณภาพ อีกท้ังยังมีการเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลาแทบทุกวินาที ดังน้ันผูวิจัยที่จะนําขอมูล
สารสนเทศบนอินเทอรBเน็ตมาใชควรกําหนดขอบเขตการสืบคนท่ีชัดเจนเพื่อใหผลการสืบคนที่ได
มีความนาเช่อื ถือและมปี รมิ าณทีเ่ พียงพอตามวัตถปุ ระสงคขB องการวิจัย
3 ISBN (International Standard Book Number) หมายถงึ เลขมาตรฐานสากลประจําหนังสือ เปนรหัสเฉพาะกาํ หนดขึน้ เพ่อื ใหเปน
เอกลกั ษณBของหนังสอื แตละชือ่ เร่ือง โดยมสี ํานกั งานใหญอยทู ก่ี รุงลอนดอน ประเทศองั กฤษ เปนผูกําหนดเลขใหแตละประเทศทวั่ โลก
และมอบหมายใหหนวยงานในแตละประเทศเปนผูบรกิ ารเลข ISBN สาํ เรจ็ รปู ใหกบั สํานกั พิมพB สาํ หรบั ประเทศไทยมอบใหสํานกั หอสมุด
แหงชาติ เปนผบู ริการเลข ISBN การทราบเลข ISBN จะเปนประโยชนBในการยมื หนงั สือระหวางหองสมดุ
4 D.D.C (Dewey Decimal Classification) เปนระบบการจดั หมวดหมูหนังสอื ในหองสมดุ ทีน่ ิยมระบบหน่ึง การทราบ D.D.C จะเปน
ประโยชนBในการคนหาหนังสอื เลมอ่ืน ๆ ในสาขาวิชาเดยี วกัน
5 ขอมลู (data) หมายถงึ ขอเท็จจรงิ หรอื เร่ืองราวทเ่ี กดิ ขนึ้ ซง่ึ อาจอยูในรปู ของ ตัวเลข ขอความ ภาพ หรอื เสยี ง สวนสารสนเทศ
(information) หมายถงึ ขอมูลท่ีไดผานการประมวลผลใหมีความหมายและสามารถนาํ ไปใชประโยชนBได
59
4.7.1 ชอ) งทางการสบื ค2นขอ2 มลู สารสนเทศผ)านอนิ เทอร&เนต็
ผวู จิ ัยสามารถสบื คนขอมูลสารสนเทศผานทางอนิ เทอรเB น็ตไดหลายชองทาง ไดแก
4.7.1.1 การสืบค2นผ)านโปรแกรมช)วยในการสืบค2น เครื่องมือที่สําคัญใน
การสืบคนคือ โปรแกรมคนหา หรือ เสิรBชเอนจ้ิน (search engine) ขอมูลที่สืบคนไดมีท้ังท่ีเปนขอความ
รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟตBแวรB แผนท่ี ขอมูลบุคคล กลุมขาว และอ่ืน ๆ โปรแกรมคนหา
สวนใหญจะคนหาขอมูลจากคําหลักท่ีผูใชป~อนเขาไป จากน้ันโปรแกรมก็จะแสดงรายการผลลัพธB
ท่ีคิดวาผูใชนาจะตองการข้ึนมา แลวผูใชก็เลือกขอมูลเหลาน้ันมาใช ดังนั้นผูวิจัยควรกําหนดคําหลัก
และวิธกี ารสรางเง่ือนไขสําหรับการปอ~ นคําหลกั ในการสบื คนเพื่อสามารถสืบคนไดอยางมีประสิทธิภาพ
โปรแกรมที่ชวยในการสืบคนที่นิยมใชทั่วไป ไดแก google (www.google.com) yahoo (www.yahoo.com)
MSN (www.msn.com) about (www.about.com) และ sanook (www.sanook.com) เปนตน
4.7.1.2 การสืบค2นผ)านเว็บไซต&6ของหน)วยงานต)าง ๆ ท้ังของภาครัฐและ
ภาคเอกชนท่รี วบรวมขอมลู บทวเิ คราะหB และผลงานวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจไว เชน กระทรวง ทบวง กรม
องคกB รธุรกิจ รวมถงึ องคBกรเอกชนท่ีไมแสวงหากาํ ไร เปนตน ดังตัวอยางในตารางที่ 4.1
ตารางที่ 4.1 ตวั อยางรายชื่อหนวยงาน เวบ็ ไซตB และเนอื้ หาขอมูล
หนว) ยงาน ชอ่ื เว็บไซต& เนอื้ หาข2อมูล
กระทรวงพาณิชยB www.moc.go.th
สาํ นักงานพฒั นาเศรษฐกจิ www.nesdb.go.th ขอมลู เกีย่ วกบั เศรษฐกจิ การคา
และสังคมแหงชาติ นโยบายและแผนพัฒนา
ประเทศ บทความและการ
กรมโรงงานอุตสาหกรรม www.diw.go.th วเิ คราะหBการพัฒนาประเทศ
สํานกั งานกองทุนสนับสนนุ www.trf.or.th
การวิจัย (สกว.) ฐานขอมลู โรงงานอุตสาหกรรม
www.nrct.go.th บทความและผลงานวิจยั ที่ สกว.
สํานักงานคณะกรรมการวจิ ัย ใหทุนสนบั สนุน
แหงชาติ (วช.) www.nso.go.th
สาํ นกั งานสถติ แิ หงชาติ บทความและผลงานวจิ ยั ที่ วช.
ใหทนุ สนับสนนุ
สถาบนั วิจยั เพ่อื การพฒั นา www.tdri.or.th สถติ ขิ อมลู และรายงานการ
ประเทศไทย (ทดี ีอารไB อ) พฒั นาตาง ๆ ของประเทศ
บทวิเคราะหวB ิจยั การเงนิ และ
การลงทนุ
4.7.1.3 การสืบค2นผ)านฐานข2อมูลออนไลน& ฐานขอมูลออนไลนB หมายถึง
ฐานขอมูลที่ใหบริการผานเครือขายคอมพิวเตอรB ไดแก ฐานขอมูลของวารสารวิชาการ วิทยานิพนธB
6 เว็บไซตB (web site) คือ แหลงที่เก็บรวบรวมขอมลู เอกสารและสอ่ื ประสมตาง ๆ ทง้ั ทีเ่ ปน ภาพ เสยี ง ขอความ ของแตละหนวยงาน
60
และบทความทางวิชาการ ฐานขอมูลดังกลาวอาจแบงไดเปน 2 ประเภท คือ ฐานขอมูลของบทคัดยอ
(abstract database) และ ฐานขอมลู ของรายงานฉบบั เต็ม (full-text database)
ผูวิจัยสามารถเขาไปสืบคนและดึงขอมูลมาใชจากฐานขอมูลออนไลนBทั้งท่ีเปน
ของรัฐบาลหรอื หนวยงานของรัฐหรือของมหาวิทยาลัยไดโดยไมเสียคาใชจาย แตบางฐานขอมูลท่ีเปน
ของเอกชน ผูวิจัยอาจตองลงทะเบียนและเสียคาใชจายโดยเฉพาะอยางย่ิงฐานขอมูลที่เปนแหลงรวม
ของวารสารวิชาการและ/หรอื บทความทางวิชาการทมี่ ีช่ือเสยี งและทม่ี ี “คาปจ0 จัยกระทบของวารสาร”
หรือ “journal impact factor (JIF)7” สูง วารสารวิชาการเหลานี้จะเปนวารสารท่ีมีการตีพิมพBมาเปน
ระยะเวลายาวนาน บทความท่ีจะไดรับการลงตีพิมพBจะมีการพิจารณาอยางเขมงวดท้ังในเชิงระเบียบ
วิธีวิจัยและการสรางองคBความรูใหม ๆ จึงเปนวารสารที่ไดรับยอมรับอยางกวางขวางในวงวิชาการ
ในศาสตรBนนั้ ๆ
ฐานขอมลู ทเี่ ปนทยี่ อมรับและสามารถสบื คนขอมลู ไดมดี งั นี้
1) ฐานขอมลู ในประเทศ ไดแก
(1) ThaiLis (http://www.thailis.or.th/tdc/) เปนฐานขอมูล
วทิ ยานิพนธBอเิ ลก็ ทรอนกิ สB ทจี่ ดั ทาํ โดยสาํ นกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา
(2) Journal Link (http://www.journallink.or.th) เปนฐาน
ขอมูลที่เชื่อมโยงแหลงวารสารทางวิชาการในประเทศไทย เปนความรวมมือระหวางหองสมุดตาง ๆ
ทวั่ ประเทศ
(3) ฐานขอมูลวทิ ยานิพนธBไทย (http://thesis.stks.or.th) เปน
ฐานขอมูลที่รวบรวมรายช่ือและบทคัดยอวิทยานิพนธBไทยของมหาวิทยาลัยท่ัวประเทศ จัดทําโดย
ศูนยบB รกิ ารสารสนเทศทางเทคโนโลยี (ศสท.)
2) ฐานขอมูลในตางประเทศท่ีเก่ียวของกับดานบริหารธุรกิจและ
การจัดการ ไดแก ABI/INFORM, Wilson Business Periodicals Index, Business Source
Complete (EBSCO HOST), Emerald Management Plus, JSTOR, ProQuest Dissertation &
Theses (PQDT) เปนตน
4.7.2 เทคนิคการสืบคน2 ข2อมูลสารสนเทศจากคําหลกั
การสืบคนวรรณกรรม สารสนเทศ หรือขอมูลบนอินเทอรBเน็ตจากคําหลัก มีเทคนิค
ที่นิยมใชกันมาก คือ การสืบคนแบบบูลีน (Boolean search) เปนการคนหาโดยจะดึงเอกสารท่ีเปน
ผลจากการเปรยี บเทียบทางตรรกะระหวางคําท่ีเชื่อมโยงกันดวยคําทางตรรกะ ไดแก AND (และ) OR
(หรอื ) และ NOT (ไมใช/ไมรวมถึง) ดังตารางที่ 4.2
7 impact factor คือ ตัววดั ความถีข่ องบทความวารสารโดยเฉลี่ยทถี่ ูกนําไปอางถงึ ในปหy นึ่ง ๆ โดยเปรียบเทยี บจาํ นวนวารสารทต่ี ีพิมพB
ในวารสารดงั กลาวระยะเวลา 2 ปทy ่ีผานมา คา impact factor สามารถใชบงบอกถงึ คณุ ภาพของบทความวจิ ยั ทตี่ พี มิ พB และใช
เปรียบเทียบและจดั อันดับวารสาร
61
ตารางท่ี 4.2 คาํ เชื่อมในการสบื คนขอมูลบนอนิ เทอรเB น็ตตามเทคนิค Boolean
คาํ เช่ือม วัตถุประสงค& ตวั อยา) งคาํ หลัก ผลลัพธ&
AND สบื คนแบบแคบ
recruitment AND จะไดเอกสาร/บทความที่มคี ําหลกั
OR สืบคนแบบกวาง selection AND skill ทง้ั สามคาํ
NOT แยกสวนที่ไม recruitment OR จะไดเอกสาร/บทความท่ีมีคําหลัก
ตองการ selection อยางนอยหนงึ่ คาํ
recruitment NOT จะไดเอกสาร/บทความที่มีคาํ วา
selection recruitment และไมมีคาํ วา
selection
เครื่องหมาย * ใชสวนหนง่ึ ของคํา motivat*
ในการสบื คน จะไดเอกสาร/บทความท่มี คี าํ วา
motivation motivate และ
motivating เปนตน
ทมี่ า: ดัดแปลงจาก Saunders et al. (2009: 84)
4.7.3 ข2อพจิ ารณาในการใชข2 2อมลู สารสนเทศจากอินเทอรเ& น็ต
การสืบคนขอมูลทางอินเทอรBเน็ตในป0จจุบันมีความสะดวกสบายมากยิ่ง เนื่องจากไดมี
การพัฒนาระบบเครือขายที่ทําใหการสืบคนมีความรวดเร็วและสามารถเขาถึงขอมูลไดทุกท่ีทุกเวลา
ที่ตองการ แตป0ญหาของการสืบคนขอมูลสารสนเทศทางอินเทอรBเน็ตคือ ความนาเช่ือถือของขอมูล
เนื่องจากการนําขอมูลขึ้นบนเว็บไซตBสามารถทําไดอยางอิสระและงาย รวมถึงไมมีหนวยงานใด
ตรวจสอบความถูกตองของขอมูล ซ่ึงในการทําวิจัยขอมูลตาง ๆ ท่ีใชจะตองมีความนาเช่ือถือเพื่อให
ผลการวิจัยออกมามีความนาเชื่อถือและเปนท่ียอมรับ ดังนั้นจึงมีความจําเปนที่ผูวิจัยจะตองพิจารณา
เลือกนาํ ขอมูลที่นาเชอ่ื ถือมาใชในการวจิ ัยซ่ึงมขี อควรพิจารณาดงั น้ี
4.7.3.1 ผู2เผยแพร) ผูวิจัยตองประเมินวาผูเผยแพรขอมูลมีความนาเชื่อถือหรือไม
มากนอยเพียงใด ซ่ึงอาจพิจารณาไดจาก ชื่อเสียง คุณวุฒิการศึกษา การดํารงตําแหนงทางวิชาการ
การไดรบั ทนุ สนับสนุนการทาํ วจิ ัย การมีผลงานวจิ ัยและการตีพิมพBในวารสารทม่ี ชี ื่อเสยี ง เปนตน
4.7.3.2 ประเภทของเว็บไซต& ผูวิจัยตองประเมินความนาเชื่อถือของเว็บไซตB
หรือแหลงที่มาของขอมูลวาเปนเว็บไซตBสวนตัว เว็บไซตBเพื่อการคา เว็บไซตBหนวยงานรัฐ เว็บไซตB
องคBกรไมแสวงกําไร หรือ เว็บไซตBสถาบันการศึกษา ซ่ึงแตละเว็บไซตBจะมีระดับความนาเชื่อถือหรือ
มีขอมูลที่มีความลําเอียงแตกตางกัน เชน ขอมูลจากเว็บไซตBสวนตัว และเว็บไซตBเพื่อการคา อาจมี
ความลําเอียงตามคานิยม ความเชื่อ และผลประโยชนBของแตละบุคคลหรือของแตละกิจการ
สวนขอมูลจากเว็บไซตBหนวยงานของรัฐ (เชน ท่ีมีนามสกุล go.th) องคBกรไมแสวงหากําไรขนาดใหญ
(เชน UNDP, UNFPA, WHO, World Bank หรือท่ีมีนามสกุล or.th ) และสถาบันการศึกษา (เชน
edu, ac.th) จะคอนขางมีความนาเชือ่ ถอื
4.7.3.3 ความทนั สมัย ขอมลู สารสนเทศท่ีปรากฏอยูในเว็บไซตBจะเปนประโยชนB
ตอผูใชงานก็ตอเม่ือขอมูลนั้นเปนขอมูลท่ีใหม ทันตอสถานการณBและไดรับการปรับปรุงแกไขตาม
62
ระยะเวลาอยางเหมาะสม ดงั นัน้ ผูวิจยั ตองประเมนิ ความทนั สมัยของขอมูลในเว็บไซตB ซึ่งอาจพิจารณา
ไดจาก วันที่ปรับปรุงขอมูลคร้ังลาสุด ซึ่งมักจะปรากฏในสวนใดสวนหนึ่งของเว็บไซตBที่มีมาตรฐาน
โดยมักเขียนขอความ เชน ปรับปรุงลาสุด วันพฤหัสที่ 7 กุมภาพันธB 2556 หรือ Last updated :
7/02/2013 เปนตน
4.7.3.4 เน้อื หาและขอ2 มลู ผวู จิ ยั ตองประเมนิ วาเน้ือหาของขอมูลมีความนาเช่ือถือ
เพียงใด ซึ่งอาจพิจารณาไดจากการเรียบเรียงและการนําเสนอขอมูลที่มีการอางอิงอยางถูกตอง ระบุวา
สวนใดของขอมูลมาจากแหลงใดอยางชัดเจน และมีรายละเอียดมากเพียงพอใหผูอานสามารถติดตาม
ขอมูลหรอื ผูแตงท่เี ปนตนฉบับได
4.8 การเขยี นทบทวนวรรณกรรม
การเขียนเปนงานท่ีตองอาศัยทักษะท่ีผูเขียนตองเรียนรูและพัฒนา การอานบทความ
งานวิจัยจํานวนมาก ๆ และหลากหลายรูปแบบจะชวยใหผูวิจัยไดเห็นตัวอยางและแนวทางในการเขียนได
เชน รูปแบบการใชภาษา รูปประโยค และการใชคําเชื่อม เปนตน และงานเขียนไมอาจเสร็จสิ้น
ในการเขียนคราวเดียว ผูวิจัยจําเปนตองยอนกลับมาอานทบทวนวางานท่ีเขียนสามารถสื่อความหมาย
ถึงผูอานไดตรงตามท่ีผูวิจัยตองการจะสอื่ สารหรอื ไม
นอกจากตัวเน้ือหาสาระแลวผูวิจัยยังตองคํานึงถึงรูปแบบของงานเขียนดวย ในหัวขอนี้
จะกลาวถึงรูปแบบหรือสวนประกอบของงานทบทวนวรรณกรรมและขอท่ีควรพิจารณาในการเขียน
ทบทวนวรรณกรรม
4.8.1 สว) นประกอบของบททบทวนวรรณกรรม
บททบทวนวรรณกรรมมกั ประกอบดวย 3 สวนคือ
4.8.1.1 ส)วนบทนํา เปนสวนที่บรรยายแนวคิดสําคัญ ๆ ของหัวขอที่ศึกษา
และปญ0 หาการวิจัย รวมถงึ ระบุขอบขายของการศึกษา เพ่ือใหผูอานไดเห็นโครงสรางเน้ือหาสาระของ
รายงาน
4.8.1.2 สว) นเน้อื หาสาระ ซ่ึงประกอบดวย
1) นิยามความหมายของคําสําคัญตาง ๆ ท่ีเปนประเด็นหลักของ
การวจิ ัย
2) แนวความคดิ และทฤษฎีท่ีเกีย่ วของ เพอ่ื ใหผูอานทราบถึงแนวคิด
ทฤษฎที ่ีใชเปนฐานคดิ ในการแสวงหาความรเู พ่ือนาํ ไปสกู ารตอบป0ญหาการวจิ ัย
3) ผลงานการวิจยั ท่เี กีย่ วของ เพื่อใหผูอานไดทราบสภาวการณBของ
เร่ืองที่ผูวิจัยกําลังศึกษาวามีใครไดศึกษาไวแลวบางอยางไร กาวหนาไปแลวมากนอยเพียงใด และ
เชอื่ มโยงกบั เร่อื งท่ีกําลังศึกษาอยางไร
4.8.1.3 ส)วนบทสรุปและอภิปราย เปนสวนของการเขียนสรุปและอภิปราย
โดยการสังเคราะหBประเด็นตาง ๆ จากที่นําเสนอในสองสวนแรกเพื่อใหผูอานไดเห็นภาพรวมของ
ผลการศึกษาทบทวนวรรณกรรม รวมถึงชี้ใหเห็นถึงจุดดอย ชองวางของความรูที่ขาดหาย และ
ความขดั แยงระหวางผลวิจัยตาง ๆ ทค่ี นพบพรอมแนะนาํ สวนทค่ี วรนํามาวิจัย
63
ในการเขียนทบทวนวรรณกรรมที่ตองนําเน้ือหาสาระสวนใดสวนหนึ่งมาจาก
ผลงานของนักวิชาการทานอื่น ผูวิจัยจะตองเขียนอางอิงวาเปนผลงานของผูใดซ่ึงสามารถเขียนได
2 รูปแบบคือ การเขียนโดยการนําดวยชื่อผูแตง เชน “พลอยกาญจนB ธรรมานุพร และคณะ (2549: 23)
ไดศึกษาเรื่องป0จจัยที่มีอิทธิพลตอการนําระบบการจัดการสิ่งแวดลอมมาใชในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
พบวา..........” หรือ การเขียนโดยการใชเนือ้ หานํา เชน “หลักการสําคัญของการส่ือสารภายในองคBกร
คือ.......... (กิโรฒมB ธรรมจาโร, 2548: 17)” เปนตน (ดูรายละเอียดการเขียนอางอิงเพิ่มเติมในบทที่
16)
4.8.2 ข2อพจิ ารณาในการเขียนทบทวนวรรณกรรม
ขอควรพจิ ารณาในการเขียนทบทวนวรรณกรรมมดี ังนี้
4.8.2.1 ควรเลอื กเฉพาะเนอ้ื หา ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข2องกับงานวิจัย
ทฤษฎีและงานวิจัยหรือวรรณกรรมใดท่ีไมเกี่ยวของหรือหาจุดเช่ือมโยงกับงานวิจัยท่ีกําลังศึกษาอยู
ไมได ไมควรกลาวถึง วรรณกรรมท่ีไมเกี่ยวของเหลานี้จะสรางป0ญหาใหกับผูวิจัย (Gall, Gall, and
Borg, 2006) เพราะนอกจากจะทําใหเสียเวลาแลวยังอาจทําใหผูอานเกิดความสับสน ไขวเขว และ
อาจคาดหวังวาจะมีประเด็นเหลานั้นถูกศึกษาอยูในงานวิจัยดวย แตจริง ๆ แลวไมไดมีการศึกษา
งานวิจัยที่คําถามการวิจัยเปนเรื่องใหมอาจหาวรรณกรรมที่เกี่ยวของไดยาก ผูวิจัยก็จะสามารถ
ทบทวนวรรณกรรมไดอยางกวาง ๆ สวนงานวิจัยที่คําถามการวิจัยเปนเร่ืองท่ีไดมีการศึกษามานาน
พอสมควรแลวผูวจิ ยั ก็จะสามารถทบทวนวรรณกรรมทีเ่ ก่ยี วของใกลเคยี งกับเรอ่ื งทศ่ี กึ ษามาก ๆ ได
4.8.2.2 วรรณกรรมท่ีทบทวนและนํามาเขียนควรมีเนื้อหาและปริมาณ
ทเี่ พียงพอ โดยไดมีผเู สนอแนะวาวรรณกรรมท่ีไดทบทวนมีความเพยี งพอแลวหรอื ไมน้ันใหพิจารณาวา
รายการอางอิงในวรรณกรรมท่ีผูวิจัยไดทบทวนเพิ่มเติมสวนใหญเปนวรรณกรรมท่ีผูวิจัยไดศึกษา
ทบทวนมาแลว
4.8.2.3 ควรเลือกทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข2องที่ใหม) คือมีชวงระยะเวลา
ใกลกับป0จจุบันมากท่ีสุด เชน ระยะเวลาไมเกิน 10 ปy (Saunders et al., 2009: 75) เพราะวรรณกรรม
ที่เกาเกนิ ไป แนวคดิ ทฤษฎี หรือผลงานวิจัยอาจจะลาสมัยไปแลว
4.8.2.4 ควรอธิบายอยา) งมเี หตุผลถึงที่มาของความสัมพันธ&ของตัวแปรท่ีอย)ู
ในกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณีของการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการอธิบายนั้น
จะตองมีรากฐานจากทฤษฎีหรือจากขอคนพบจากการศึกษาทม่ี ีการศึกษามากอนหนาน้ี
4.8.2.5 ควรแสดงความคดิ เหน็ และสรปุ ทฤษฎีของงานวิจัยที่ทบทวนในแต)ละ
ประเดน็ เพ่อื ใหผอู านไดทราบถงึ จุดยนื และทิศทางของงานวิจัย
4.8.2.6 ไม)ควรให2ความสําคัญหรือท)ุมเทให2กับแนวคิดของผ2ูอื่นมากจนเกินไป
จนครอบงําความคิดใหม ๆ ที่อาจจะเกิดข้ึนจากงานวิจัยของตนเอง โดยเฉพาะอยางย่ิงในการวิจัย
เชงิ คณุ ภาพ
64
4.9 การลอกเลยี นงานวิชาการและวรรณกรรมโดยมิชอบ
การลอกเลียนงานวิชาการและวรรณกรรมโดยมิชอบ (plagiarism) หมายถึง การนํางาน
หรือความคิดของบุคคลอื่นมานําเสนอเปนงานของตนเองโดยไมอางอิงแหลงที่มา (citation) หรือ
ประกาศเกียรติคุณ (acknowledgment) (Easterby-Smith,Thorpe and Jackson 2008: 50)
การลอกเลียนงานวิชาการและวรรณกรรมโดยมิชอบเปนเรื่องที่เกิดขึ้นอยางกวางขวางเนื่องจาก
การเขาถึงขอมูลทางอินเทอรBเน็ตท่ีทําไดงาย สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งไดกอใหเกิดป0ญหาอยางรุนแรง
ในทางวิชาการ โดยเฉพาะในเชิงการคัดลอกผลงานของผูอ่ืน หรือการละเมิดทรัพยBสินทางป0ญญา
และเปนประเดน็ ท่ีมกี ารกลาวขานกนั มากขึ้นในป0จจบุ นั
ในการเขียนทบทวนวรรณกรรม ผูวิจัยจําเปนตองกลาวถึงความคิดของนักวิชาการทานอื่น
อยางหลีกเล่ียงไมได ดังน้ันการนําความคิดเหลานั้นมาเขียนในงานการทบทวนวรรณกรรม ผูวิจัยจําเปน
ตองทําดวยความระมัดระวัง ตองอางอิงหรือแสดงที่มาของความคิดน้ัน ๆ และตองเขียนการอางอิงได
อยางถูกตอง (จะกลาวถึงในบทที่ 17) เพอ่ื ไมใหเกดิ ปญ0 หาการลอกเลียนวรรณกรรมโดยมชิ อบ
ลักษณะที่อาจกลาวไดวาเปนการลอกเลียนงานวิชาการและวรรณกรรมโดยมิชอบ
(http://stang.sc.mahidol.ac.th/plagiarism.htm) ไดแก
1. การนําเอาตนฉบบั ของผอู ่นื มาเขยี นใหมแลวใสเปนชอื่ ตนเอง
2. การคัดลอกขอความหรือความคดิ ของผอู ่นื มาใชโดยไมอางองิ
3. การใหขอมูลเก่ียวกบั แหลงที่มาของขอมลู อยางไมถกู ตอง
4. การไมใสเครอ่ื งหมายคําพดู (“....”) กับขอความท่ียกมาจากของผูอ่นื
5. การปรับเปล่ยี นถอยคําจากขอความของผอู ืน่ แตยังคงแนวคิดเดมิ ไวโดยไมอางองิ
ป0จจุบันมีโปรแกรมตรวจสอบการลอกเลียนงานวิชาการหลายโปรแกรมท้ังท่ีเป‡ดบริการ
แบบออนไลนBโดยไมมีคาใชจาย เชน Best Plagiarism Checker & Proofreader, eTBLAST, Dupli
Checker และเปนโปรแกรมท่มี ลี ขิ สทิ ธิ์ เชน Turnitin เปนตน
สรุป
การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของ เปนขั้นตอนของการศึกษาผลงานวิจัย แนวความคิด
หรือทฤษฎตี าง ๆ ท่เี ก่ยี วของกับเร่ืองที่ทําวิจัย ซึ่งจะเปนขอมูลในการเลือกตัวแปร กําหนดสมมติฐาน
การวิจัย สรางกรอบแนวคิดในการวิจัยตลอดจนถึงการเลือกแบบการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม
มีความสาํ คญั อยางมากตอคุณภาพของผลงานการวิจยั และยงั เปนสิ่งท่ีสามารถบอกไดในระดับหนึ่งวา
ผูวิจัยไดมีความรอบรูในเรื่องที่วิจัยมากหรือนอยในระดับใด รวมถึงสามารถบอกไดวางานวิจัย
มีความนาเช่ือถือหรือไมเพียงใด วรรณกรรมแบงไดเปน 3 ประเภทตามแหลงท่ีมาของวรรณกรรม
ไดแก วรรณกรรมปฐมภมู ิ วรรณกรรมทุตยิ ภูมิ และ วรรณกรรมตตยิ ภูมิ
การทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยเชงิ ปริมาณเปนแนวทางการวิจัยแบบอนุมานท่ีเกิดขึ้น
ในหลายข้ันตอนของกระบวนการวิจัยต้ังแตเริ่มตนการวิจัย สวนการทบทวนวรรณกรรมในการวิจัย
เชิงคุณภาพเปนแนวทางการวิจัยแบบอุปมาน ท่ีผูวิจัยจะเก็บรวบรวมขอมูลแลวพัฒนาเปนแนวคิด
ทฤษฎีโดยเชื่อมโยงกับการทบทวนวรรณกรรม อยางไรก็ตามท้ังสองแบบการวิจัยมีขั้นตอนหลัก ๆ
ในการทบทวนวรรณกรรมที่เหมือนกัน คือ วางแผนการทบทวนวรรณกรรม ระบุคําหลัก คนหาวรรณกรรม
65
จากคาํ หลัก คัดกรองวรรณกรรม อานวรรณกรรม สืบคนหาวรรณกรรมเพ่ิมเติม จดบันทึกรายละเอียด
และสังเคราะหวB รรณกรรม
ป0จจุบันผูวิจัยสามารถใชอินเทอรBเน็ตเปนเครื่องมือในการเขาถึงขอมูลสารสนเทศที่มีอยู
จํานวนมากมายไดอยางสะดวกและรวดเร็ว แตอยางไรก็ตามขอมูลสารสนเทศเหลานั้นมีความหลากหลาย
ทั้งเน้ือหาและคุณภาพ อีกทั้งยังมีการเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลาแทบทุกวินาที ดังนั้นผูวิจัยที่จะนํา
ขอมูลสารสนเทศบนอินเทอรBเน็ตมาใชควรกําหนดขอบเขตการสืบคนท่ีชัดเจนและพิจารณาเลือก
ขอมูลท่ีมคี วามนาเชือ่ ถือ
ในการเขียนทบทวนวรรณกรรม ผูวิจัยควรเลือกเขียนเฉพาะเน้ือหา ทฤษฎี และงานวิจัย
ท่ีเก่ียวของกับงานวิจัย และเขียนใหมีเน้ือหาและปริมาณที่เพียงพอ โดยควรเขียนอธิบายอยางมีเหตุผล
ถงึ ท่มี าของความสมั พันธBของตัวแปรท่ีอยใู นกรอบแนวคิด และควรแสดงความคิดเห็น และสรุปทฤษฎี
และงานวิจัยท่ีทบทวนในแตละประเด็นเพ่ือใหผูอานไดทราบถึงจุดยืนและทิศทางของงานวิจัย และ
ในกรณที นี่ ําความคิดของนักวิชาการทานอื่นมาเขียนในงานการทบทวนวรรณกรรมจะตองอางอิงหรือ
แสดงทีม่ าของความคิดน้ัน ๆ และตองเขียนการอางอิงไดอยางถูกตอง เพ่ือไมใหเกิดป0ญหาการลอกเลียน
วรรณกรรมโดยมชิ อบ
เอกสารอ2างอิง
ราชบัณฑติ ยสถาน. 2555. พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ:
นานมีบุ‰คสBพบั ลเิ คช่นั สB.
วาโร เพง็ สวสั ด์ิ. 2551. วิธวี ทิ ยาการวิจัย. กรุงเทพฯ: สวุ รี ยิ าสาสนB .
องอาจ นยั พฒั นB. 2554. การออกแบบการวิจัย: วธิ กี ารเชิงปริมาณ เชงิ คุณภาพ และผสมผสาน
วิธกี าร. พิมพBครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณBมหาวิทยาลัย.
Adams, J., Khan, T. A., Raeside, R. and White, D. 2007. Research Methods for
Graduate Business and Social Science Students. Thousand Oaks, CA: Sage.
Bell, J. 2005. Doing your Research Project. 4th ed. Buckingham: Open University
Press.
Bennett, R. 1991. "What is Management Research ?" In N. C. Smith and P. Dainty (eds.),
The Management Research Handbook. London: Routledge.
Borg, W. R. and Gall, M. D. 1989. Educational Research. 5th ed. New York:
Longman.
Creswell, J. W. 2012. Educational Research : Planning, Conducting, and
Evaluating Quantitative and Quantitative Research. 4th ed. Boston:
Pearson.
Easterby-Smith, M., Thorpe, R. and Jackson, P. 2008. Management Research:
An Introduction. 3rd ed. London: Sage.
Gall, M. D., Gall, J. P. and Borg, W. 2006. Educational Research: An Introduction.
8th ed. New York: Longman.
66
Gill, J. and Johnson, P. 2002. Research Methods for Managers. 3rd ed. London:
Sage.
Greener, S. 2008. Business Research Methods. Ventus Publishing Aps.
Hussey, J. and Hussey, R. 1997. Business Research: A Practical Guide for
Undergraduate and Postgraduate Students. Wilshire: Antony Rowe.
Jankowicz, A .D. 2005. Business Research Projects. 4th ed. London: Thomson
Learning.
Merriam, S. B. 1988. Case Study Research in Education: A Qualitative Approach.
San Francisco: Jossey-Bass.
Neuman, W. L. 2007. Basic of Social Research Methods: Qualitative and
Quantitative Approaches. 2nd ed. Boston: Allyn and Bacon.
Saunders, M., Lewis, P. and Thornhill A. 2009. Research Methods for Business
Students. 5th ed. Harlow: FT Prentice Hall.
Sharp, J., Peters, J. and Howard, K. 2002. The Management of a Student Research
Project. 3rd ed. Aldershot: Gower.
Shelden, D. L., Angell, M. E., Stoner, J. B. and Roseland, B. D. 2010. "School
Principals’ influence on Trust: Perspectives of Mothers of Children with
Disabilities." Journal of Educational Research. 103: 159–170.
Tranfield, D. and Denyer, D. 2004. ‘Linking Theory to Practice: A Grand Challenge for
Management Research in the 21st Century?’ Organization Management
Journal.1, 1: 10–14.
Wallace, M. and Wray, A. 2006. Critical Reading and Writing for Postgraduates.
London: Sage.
Zikmund, W. G., Babin B. J., Carr, J. C. and Griffin, M. 2010. Business Research
Methods. 8th ed. Ohio: South-Western/Cengage Learning.
บทท่ี 5
การออกแบบการวิจัย
ในการกอสรางตึกหลังหน่ึงเราจะไมสามารถกําหนดไดวาจะสรางอยางไรและระยะเวลา
ที่จะใชในการกอสรางจะนานเทาใดจนกวาจะไดแบบพิมพ#เขียวที่แสดงรายละเอียดวาจะสรางตึก
เป&นแบบใดและขนาดเทาไร การวิจัยก็เชนเดียวกับการกอสรางที่จะตองมีแบบพิมพ#เขียวซ่ึงก็หมายถึง
แบบของการวิจัยนั่นเอง แบบของการวิจัยจะเป&นโครงรางหรือกรอบของงานวิจัยทั้งหมดท่ีจะบอกวา
ในการวิจัยจะตองทําอะไรบาง ทําอยางไร มีขอบเขตเพียงใด และดวยวิธีการอยางไรเพื่อใหไดขอมูล
ที่ครบถวนมาวิเคราะห#จนสามารถตอบโจทย#ป/ญหาการวิจัยได การออกแบบการวิจัยจึงเป&นการวางแผน
หรือการสรางแบบการวิจัยดังกลาวนั่นเอง อยางไรก็ตามการออกแบบการวิจัยไมใชเป&นเพียง
การวางแผนงานการวิจัยเพื่อใหผูวิจัยยึดเป&นแนวทางในการดําเนินการวิจัยใหเสร็จสิ้นตามแบบที่ออกไว
เทานั้น แตจะตองใหความม่ันใจไดวาผลงานการวิจัยจะสามารถตอบโจทย#การวิจัยท่ีต้ังไวไดโดยปราศจาก
ขอสงสัยไดมากท่ีสุดเทาท่ีจะเป&นไปได ในบทน้ีจะเสนอเฉพาะความหมายของการออกแบบการวิจัย
องค#ประกอบของแบบการวิจัย แบบและการเลือกแบบการวิจัย สวนรายละเอียดของการดําเนินการวิจัย
ในแบบตาง ๆ จะนําเสนอในบทถดั ๆ ไป
5.1 ความหมายของการออกแบบการวิจัย
ไดมีผูนิยามความหมายของคําวา “การออกแบบการวิจัย (research design)”
ไวในขอบเขตที่แตกตางกัน (Cooper and Schindler, 2014: 125) กลาวคือ นักวิชาการบางทานให
ความหมายท่ีครอบคลุมกระบวนการวิจัยท้ังหมดตั้งแตการตั้งป/ญหาการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม
การออกแบบคาํ ถามการวิจยั การเก็บรวบรวมขอมูล จนถึงการวิเคราะห#ขอมูลและการเขียนรายงานสรุป
ในขณะท่ีบางทานใหความหมาย “การออกแบบการวิจัย”วาเป&นเพียงเฉพาะสวนของการเก็บขอมูล
และการวิเคราะห#ขอมลู ดงั เชน
การออกแบบการวิจยั เปน& การวางแผนเก่ียวกับสิ่งท่ีตองทําในการวิจัย โดยบอกวาจะตอง
ทําอะไร อยางไร ตั้งแตจุดเริ่มตนจนสุดทาย เพื่อใหบรรลุถึงจุดมุงหมายของการวิจัยที่วางไว (Maxwell,
1996 อางถงึ ใน ชาย โพธสิ ติ า, 2550: 106)
การออกแบบการวจิ ัย หมายถึง การกําหนดกิจกรรมและรายละเอียดของกิจกรรมตาง ๆ
ที่ผูวิจัยจะตองทํา รวมถึงกําหนดวิธีการและแนวทางตาง ๆ ท่ีจะใชเพื่อใหไดมาซึ่งขอมูลที่จะนํามาใช
ในการตอบป/ญหาของการวิจัยตามวัตถุประสงค#ท่ีกําหนดไวอยางถูกตอง แมนยํา มีความเป&นปรนัย
และประหยดั (สุชาติ ประสทิ ธิ์รัฐสินธุ#, 2550: 147-148)
การออกแบบการวิจัย เป&นการวางแผนท่ัว ๆ ไปสําหรับผูวิจัยท่ีจะใชในการหาคําตอบ
การวจิ ัย (Saunders et al., 2009: 136)
การออกแบบการวิจยั เปน& การจัดทําแผนแมบทท่ีประกอบดวยข้ันตอนและวิธีการที่จะใช
สําหรับการเก็บและวิเคราะห#ขอมูลที่ตองการ วัตถุประสงค#ตาง ๆ ของการศึกษาที่ถูกกําหนดไวใน