289
14.5 การวิเคราะหค์ วามเชื่อม่นั
การ วิเคราะห์ความเช่ือม่ัน เชิง คว ามสอดคล้องภายใน 4เป็นการวิ เคร าะห์ว่า แต่ละข้อ
คําถามในแบบสอบถามท่ีวัดค่าตัวแปรหน่ึง ๆ มีสอดคล้องกันหรือไม่ โดยเฉพาะแบบสอบถามท่ีมี
ลกั ษณะการให้คะแนนเปน็ แบบหลายค่า เช่น มาตรวดั แบบลิเคอร์ท การวิเคราะห์ทําได้โดยการหาค่า
“สัมประสทิ ธขิ์ องความเชื่อม่นั ” (coefficient of reliability) หรือค่า Cronbach's alpha
ตวั อย่างที่ 14.13ต้องการหาค่า Cronbach's alpha เพ่ือวิเคราะห์ความเชื่อมั่นเชิงความสอดคล้อง
ภายในของตัวแปรความผูกพันต่อองค์การท่ีวัดด้วยตัวชี้วัดหรือข้อคําถามจํานวน
10 ขอ้
การวเิ คราะหด์ ว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รปู
จากเมนู เลอื ก
Analyze
Scale
Reliability Analysis….
เลือกข้อคําถามลงในช่อง Items:
คลิก OK
ตารางท่ี 14.14 ผลการวิเคราะห์ความเชือ่ มั่นเชิงความสอดคลอ้ งภายในด้วยค่า Cronbach's alpha
Reliability Statistics
Cronbach's Alpha N of Items
.950 10
จากตารางท่ี 14.14 ผลการวิเคราะห์อธิบายได้ว่า ค่าสัมประสิทธ์ิความเชื่อม่ันของข้อคําถาม
จํานวน 10 ข้อท่ีใช้วัดตัวแปรความผูกพันต่อองค์การมีค่าเท่ากับ .95 ซึ่งสรุปได้ว่าข้อคําถามชุดน้ี
มีความเช่อื มัน่ อยใู่ นระดบั สูง
สรปุ
ปจั จุบันมีโปรแกรมคอมพวิ เตอร์จํานวนมากท่ีสามารถนํามาใช้ในการคํานวณค่าสถิติและ
วิเคราะห์ข้อมูลต้ังแต่ แผ่นตารางทําการ เช่น ExcelTM จนถึงโปรแกรมสําเร็จรูปสําหรับวิเคราะห์
ข้อมูลทางสถิติ เช่น MinitabTM, SASTM, SPSSTM และ StatviewTM เป็นต้น และโปรแกรมท่ีนิยมใช้
ในการวิจยั ทางธรุ กจิ ไดแ้ ก่ ExcelTM และ SPSSTM การใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์ตา่ ง ๆ เหล่าน้ีมีความ
สะดวก ง่าย และรวดเร็วมาก รวมถงึ ชว่ ยผ้วู ิจัยในการสร้างตาราง และแผนภูมิสาํ หรบั การนําเสนอได้ด้วย
4 ดรู ายละเอียดเพ่มิ เติมไดใ้ นหวั ขอ้ 10.1.1
290
อย่างไรก็ตามการใช้โปรแกรมดังกล่าวผู้วิจัยจะต้องตรวจสอบและจัดการข้อมูลให้ถูกต้อง ได้แก่
การบรรณาธิกรข้อมูล การจัดการข้อมูลท่ีไม่ตอบ การกําหนดรหัส และการสร้างคู่มือลงรหัส และที่สําคัญ
จะต้องเลอื กใช้สถิตแิ ละเทคนคิ วิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม ตลอดจนต้องตรวจสอบเงื่อนไขในการใช้สถิติ
ตา่ ง ๆ โปรแกรม SPSS เป็นโปรแกรมสําเร็จรูปท่ีได้รับความนิยมแพร่หลายมากในกลุ่มผู้วิจัยทางธุรกิจ
เน่ืองจากเปน็ โปรแกรมท่ีมีการใชง้ านสะดวกและมคี ําสง่ั ท่เี ขา้ ใจง่าย
เอกสารอา้ งอิง
Best, J. W. 1977. Research in Education. 3rd ed. New Jersey: Prentice-Hall.
Hair, J. F., Jr, Anderson, R. E., Tatham, R. L. and Black, W. C. 1995. Multivariate Data
Analysis with Readings. 4th ed. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Robson, C. 2002. Real World Research. 2nd ed. Oxford: Blackwell.
บทท่ี 15
การวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ
การวจิ ยั เชงิ คุณภาพเป็นการวิจยั ท่ีมีแนวทางในการดาเนินการวจิ ัยทม่ี ีลกั ษณะเฉพาะของ
ตัวเอง แตกต่างจากแนวทางของการวิจัยเชิงปริมาณ (ชาย โพธิสิตา, 2550: 24) เป็นการวิจัยที่ยึด
กระบวนทัศนป์ รากฏการณ์นยิ มในการแสวงหาความรู้เพ่ืออธิบายปรากฏการณ์ที่สนใจ เป็นการศึกษา
ความรสู้ ึกนึกคิดของบุคคลในปรากฏการณ์น้นั ๆ และเน้นความลุ่มลึกของข้อมูล ใช้ตัวอย่างจานวนน้อย
ที่มักได้จากการเลอื กแบบเจาะจง วเิ คราะหข์ อ้ มูลด้วยวิธอี ุปนัย และผลทีไ่ ด้จากการศึกษาจะอ้างอิงได้
เฉพาะกล่มุ ในการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ ผวู้ ิจยั ยังคงต้องตั้งคาถามหรือปัญหาการวิจัยข้ึนก่อนเช่นเดียวกับ
การวจิ ัยเชงิ ปริมาณ แต่ผู้วิจัยอาจยังไม่สามารถกาหนดกรอบแนวคิดและสมมติฐานการวิจัยที่ชัดเจนได้
จนกวา่ จะไดเ้ ก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมลู ซงึ่ เม่อื ตั้งสมมติฐานการวิจัยได้ก็จะต้องเก็บข้อมูลและวิเคราะห์
ขอ้ มูลใหมอ่ กี เพ่ือตรวจสอบสมมติฐานเป็นพลวตั รจนไดข้ อ้ สรุปและเสร็จส้ินการวจิ ัย การวิจัยเชิงคุณภาพ
จึงไม่สามารถแยกขั้นตอนการดาเนินการวิจัยได้ชัดเจนเหมือนการวิจัยเชิงปริมาณ (สุจิตรา บุณยรัตพันธุ์,
2535: 219) และแบบวิจัยอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ (Lincoln and Guba, 1985: 187-
188 อ้างถึงใน ชาย โพธสิ ิตา, 2550: 27) ท้ังน้ีขึ้นกับผู้วิจัย ผู้วิจัยจึงมีบทบาทสาคัญยิ่งในการวิจัยเชิงคุณภาพ
โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในขัน้ ตอนของการเก็บขอ้ มลู และวิเคราะห์ข้อมูล คุณภาพของงานวิจัยเชิงคุณภาพ
จึงข้ึนอยู่กับทักษะของผู้วิจัย ในบทนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดของการเลือกใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ
แบบการวิจัยเชิงคณุ ภาพ และการวเิ คราะหข์ ้อมูลเชงิ คณุ ภาพ
15.1 การเลอื กใชก้ ารวิจยั เชิงคณุ ภาพ
การวิจัยเชิงคุณภาพได้รับการยอมรับเพิ่มมากข้ึนในการวิจัยทางธุรกิจ เนื่องจากเรา
ไมส่ ามารถควบคมุ พฤติกรรมของคนและขององค์การให้คงท่แี ละไมส่ ามารถแยกเอาเฉพาะส่วนออกมา
ศกึ ษาได้ ดงั น้นั การใช้ตัวเลขเพอื่ วัดบางพฤติกรรมหรือบางเหตกุ ารณ์ทีเ่ กดิ ข้นึ ในองค์การอยา่ งการวิจัย
เชิงปริมาณอาจไม่สามารถสรุปความหมายได้อย่างสมเหตุสมผล (Greener, 2008: 80) การวิจัย
เชิงคุณภาพจึงเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งเหมาะท่ีจะนาไปใช้ในหลายสถานการณ์ในการวิจัยทางธุรกิจ
(Zikmund et al., 2010: 133) ได้แก่
1. เมอื่ วัตถุประสงค์หรือปัญหาการวิจัยยังไม่มีความชัดเจน เช่น เม่ือได้มีการสอบถาม
ความตอ้ งการจากลูกคา้ แลว้ เปน็ จานวนหลายรอบ แต่ก็ยังไม่สามารถทราบถึงความต้องการที่ชัดเจน
ของลกู คา้ ได้ ผู้วจิ ัยอาจจาเปน็ ต้องใช้การวิจยั เชิงคณุ ภาพด้วยการเก็บข้อมูลเชิงลกึ เพ่ือกาหนดประเด็น
คาถามทชี่ ัดเจนและค้นหาคาตอบตอ่ ไป
2. เมื่อผู้วิจัยต้องการศึกษาอย่างละเอียดและในเชิงลึกของปรากฏการณ์ใด
ปรากฏการณ์หน่งึ เช่น เรอ่ื งการจูงใจที่ตอ้ งการขอ้ มลู ของกจิ กรรมทีม่ ีความสมบูรณ์
292
3. เมอื่ ผู้วจิ ัยต้องการศึกษาปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ ตามสภาพที่เกิดข้ึนจริงตามธรรมชาติ
เช่น ต้องการทราบว่าลูกค้าช่ืนชอบผลิตภัณฑ์ของเราอย่างไร พนักงานบัญชีมีข้ันตอนในการ ออก
ใบกากบั สนิ คา้ อย่างไร เปน็ ตน้
4. เมื่อต้องการศกึ ษาในเรือ่ งของพฤติกรรมทเ่ี ปลี่ยนแปรไปตามบริบทหรือสถานการณ์
หรือเรื่องท่ีเป็นเหตุการณ์ใหม่ ๆ และไม่สามารถศึกษาด้วยวิธีเชิงปริมาณให้ได้ผลตามที่ต้องการ
เน่ืองจากการศกึ ษาด้วยวธิ ีเชงิ คุณภาพจะใหผ้ ลการศกึ ษาท่มี คี วามลกึ ซ้ึงมากกวา่
นอกจากน้ีด้วยการเติบโตของโลกสังคมออนไลน์จากพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทาให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น netnography, crowdsourcing,
marketing research online communities (MROCs) และ virtual groups ดังน้ันจึงมีความ
เป็นไปได้ว่าจะมีการนาวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมาใช้กันอย่างมากในการวิจัยทางธุรกิจในอนาคต
(Cooper and Schindler, 2014: 144)
15.2 แบบแผนการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ
วิธกี ารวจิ ยั เชิงคณุ ภาพมหี ลายแบบแผน โดยแต่ละแบบแผนจะมีจุดเน้นและนิยมใช้ในบริบท
ทแี่ ตกต่างกนั คอื
15.2.1 การวจิ ยั แบบชาติพนั ธวุ์ รรณนา
ราชบณั ฑิตยสถาน (2555) ได้ให้ความหมายของ “ชาติพันธุ์วรรณนา” (ethnography)
ไว้ว่า เป็นชาติพันธ์ุวิทยาและมานุษยวิทยาสาขาหน่ึงท่ีศึกษาและอธิบายวัฒนธรรมและพฤติกรรม
แบบตา่ ง ๆ ของกลุ่มคน ระบบ แบบแผนทางสังคม ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของ
กล่มุ คนน้นั ๆ ชาตพิ นั ธว์ุ รรณนาเป็นวธิ กี ารหนง่ึ ทน่ี กั มานษุ ยวทิ ยาใช้ศกึ ษา “วฒั นธรรม” ของคนในสังคม
การวจิ ัยแบบชาตพิ นั ธวุ์ รรณนาเป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพท่ีมุ่งการพรรณนาและตีความ
พฤติกรรมของกลุ่มคนรวมถึงระบบทางสังคมหรือทางวัฒนธรรม (Creswell, 1998) การวิจัยแบบ
ชาติพันธ์ุวรรณามีวิธีการเก็บข้อมูลหลากหลายวิธี โดยผู้วิจัยจะแฝงตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับ
ประชากรในชุมชนหรอื ทอ้ งถนิ่ ท่ศี ึกษาเพือ่ ใหไ้ ด้ข้อมูลทีเ่ กย่ี วข้องกับวัฒนธรรมและวิถีการดาเนินชีวิต
ท่ีเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมและการแสดงออกของความรู้สึกต่าง ๆ ของประชากร และนา
ข้อมูลที่ได้เหล่าน้ันไปวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล แล้วสร้างเป็นทฤษฎีเพ่ือใช้อธิบายพฤติกรรมทาง
วัฒนธรรมของประชากร วัฒนธรรมท่ีศึกษาอาจจะเป็นวัฒนธรรมในวงกว้าง เช่น วัฒนธรรมของ
ประเทศ หรือเปน็ วฒั นธรรมในวงแคบ เช่น วฒั นธรรมองค์การ วฒั นธรรมของกลมุ่ เปน็ ตน้
วิธกี ารหลกั ในการเก็บขอ้ มลู ในการวิจัยแบบชาติพันธ์ุวรรณนา คือ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม
(Zikmund et al., 2010: 138) โดยผู้วิจัยจะอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มตัวอย่างท่ีตนศึกษาเป็นเวลานาน ๆ
เพื่อซึมซับความเข้าใจในวิถีชีวิตและความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างน้ัน ๆ เสมือนว่าตนเป็นสมาชิก
ของกล่มุ เชน่ ผูว้ ิจัยทาตัวเปน็ พนักงานในองคก์ ารแห่งหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อศึกษาพฤติกรรม
การทางานของพนักงานคนอ่ืน (ดูรายละเอียดการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในบทท่ี 11) ถึงแม้การวิจัย
แบบชาตพิ ันธุ์วรรณนาไม่คอ่ ยนิยมนามาใช้ในการวิจัยทางธุรกิจมากนัก (Saunders et al., 2009: 150)
แต่จะเปน็ ประโยชน์มากในกรณีที่ต้องการศึกษาในเชิงลึกเฉพาะเรื่อง เช่น การศึกษาสภาพความเป็นอยู่
293
ของผู้บริโภคเพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือในกรณีท่ีเป็นการศึกษาในวัฒนธรรม
ท่ปี ระกอบดว้ ยบุคคลทไี่ ม่สามารถอธบิ ายความรสู้ ึกนกึ คิดของวัฒนธรรมนัน้ ได้ เช่น การศึกษาวัฒนธรรม
ของกล่มุ เด็ก ๆ โดยการบันทึกพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกอย่างเป็นตามธรรมชาติ (Zikmund et al.,
2010: 139) และหากจาเป็นตอ้ งใช้ ผ้วู ิจยั จะตอ้ งพิจารณาคัดเลอื กกลุ่มตวั อย่างทจี่ ะศึกษาอย่างรอบคอบ
เพ่อื ใหม้ น่ั ใจว่าจะไดข้ อ้ มูลทส่ี ามารถตอบคาถามการวิจัยและทาให้บรรลุวัตถุประสงคข์ องการวิจัย
จากการพัฒนาทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและการเปล่ียนแปลงของคนในสังคมปัจจุบัน
การวิจัยแบบชาติพันธ์ุวรรณาได้ถูกพัฒนามาใช้ศึกษาทาความเข้าใจวัฒนธรรมและชุมชนท่ีเกิดข้ึน
ผ่านการติดต่อสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์หรือบนสังคมออนไลน์ หรือที่เรียกว่า “netnography”1
(Kozinets, 2002: 62) netnography เป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่ศึกษาหรือทาความเข้าใจ
เก่ียวกับสภาพความเป็นอยู่และปัจจัยเชิงวัฒนธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์เช่นเดียวกับการวิจัย
แบบชาติพันธุ์วรรณา เพียงแต่ netnography มสี ถานท่ีในการทาวิจัยบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า
Web 2.0 ทรี่ วมไปถงึ เครือขา่ ยชมุ ชนออนไลน์ เช่น เวบ็ บอรด์ หรอื กระทตู้ า่ ง ๆ chat SMS LINE และ
รวมถึง social network อื่น ๆ แต่ การวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณาท่ีกล่าวข้างต้นทาการศึกษาบนโลก
offline หรือในสภาพจริง netnography ถูกนามาใช้ในการวิจัยการตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
การศกึ ษาพฤตกิ รรมของกล่มุ ผูบ้ รโิ ภคบนอินเทอร์เน็ต ซ่งึ เปน็ สถานทที่ ่ีผู้บริโภคมารวมกัน ทากิจกรรม
เพื่อตอบสนองเป้าหมายชีวิตของตัวเอง หรือของสังคมหรือกลุ่ม (Pongsakornrungsilp and
Schroeder, 2009)
15.2.2 การวิจัยแบบสรา้ งทฤษฎีจากข้อมูล
การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล (grounded theory study) เป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
ท่ีแรกเร่ิมถูกพัฒนาขึ้นโดย Glaser and Strauss (1967) ในสาขาทางการแพทย์ และต่อมาได้ถูก
นาไปใชใ้ นสาขาวชิ าอน่ื ๆ อย่างแพรห่ ลายรวมถงึ ทางสังคมศาสตร์
คาว่า “ทฤษฎี” ตามแนวคดิ ของการวิจยั แบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูลน้ีหมายถึง ความสัมพันธ์
ที่น่าจะมรี ะหวา่ งมโนทัศน์หรือชุดมโนทศั นท์ ี่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ ในขอบเขตที่จากัด
(Charmaz, 2000 อ้างถึงใน ชาย โพธิสิตา, 2550 : 177) ลักษณะเด่นของการวิจัยแบบสร้างทฤษฎี
จากข้อมูลคือ การวิจัยไม่ได้เร่ิมต้นจากทฤษฎีแต่จะสร้างทฤษฎีขึ้นจากข้อมูลท่ีศึกษา (Zikmund
et al., 2010: 139) ดังนั้นจึงอาจกล่าวอย่างง่ายได้ว่าแบบแผนการวิจัยแบบนี้คือ การสร้างคาอธิบาย
เชิงทฤษฎีหรือความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์จากข้อมูล (Saunders et al., 2009: 148) โดยเป้าหมาย
ที่สาคญั ของแบบการวิจัยนคี้ อื การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อสิ่งที่ศึกษาแต่ก็เปิดกว้างที่จะรับฟัง
คาแนะนาเพ่อื การแก้ไข (Turner, 1981: 226 อา้ งถึงใน Hussey and Hussey, 1997: 70)
ขั้นตอนของการวิจัยเพ่ือสร้างทฤษฎีจากข้อมูล เร่ิมจากการมีคาถามสาหรับการวิจัย
ท่ีชัดเจน ออกแบบกลุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลซ่ึงอาจเป็นข้อมูลท้ังเชิงปริมาณและคุณภาพ
1 ดูรายละเอียดเพ่มิ เตมิ ใน Kozinets, Robert V. (2002), The Field Behind the Screen: Using Netnography for Marketing
Research in Online Communities, Journal of Marketing Research, 39, 61-72. และ Kozinets, Robert V. (2007),
Netnography 2.0. in Handbook of Qualitative Research Methods in Marketing, ed. Russell W. Belk, Edward Elgar
Publishing.
294
นาข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้มาวิเคราะห์ (ดูรายละเอียดในหัวข้อที่ 15.5) เพ่ือสร้างมโนทัศน์และ
เชื่อมโยงมโนทัศนเ์ ปน็ สมมตฐิ านชั่วคราวแลว้ เกบ็ ข้อมลู ใหม่อีกครัง้ เพ่ือนามาตรวจสอบสมมติฐานและ
ปรับสมมติฐานให้สอดคล้องกับข้อมูลใหม่ และเม่ือได้สมมติฐานใหม่ผู้วิจัยก็จะต้องเก็บข้อมูลใหม่
และปรบั สมมตฐิ านใหมอ่ กี ดาเนินการเช่นน้ไี ปเรอ่ื ย ๆ จน ถงึ จุดที่ “นิ่ง” คือไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ที่จะ
นามาปรบั สมมติฐานใหมไ่ ดอ้ ีกตอ่ ไป จากนั้นจึงวเิ คราะหห์ าขอ้ สรปุ เปน็ คาอธิบายเชิงทฤษฎีในรูปแบบ
ความสัมพนั ธเ์ ชงิ เหตุผลระหวา่ งมโนทศั นห์ รือเป็นแผนภาพของทฤษฎี (ดงั ภาพที่ 15.1)
กาหนดคาถามการวิจัย
ออกแบบกลุม่ ตวั อยา่ ง
เกบ็ ขอ้ มลู
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
สร้างสมมตฐิ าน
เกบ็ ข้อมลู /ตรวจสอบสมตฐิ าน
ปรบั สมมติฐาน
ไม่นง่ิ สมมติฐานใหม่
สรปุ คนา่ิงอธบิ ายเชงิ ทฤษฎี
ภาพที่ 15.1 กระบวนการวจิ ัยแบบสรา้ งทฤษฎจี ากข้อมูล
ที่มา: ดดั แปลงจาก ชาย โพธิสิตา (2550: 183)
295
การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูลสามารถประยุกต์ใช้ได้ดีในการศึกษาวิจัยท่ีต้องการ
พยากรณ์และอธิบายพฤติกรรมของบุคคล (Goulding, 2002; Stern, 1994: 273 อ้างถึงใน Hussey
and Hussey, 1997:70) ตัวอย่าง เช่น ในการศึกษาเรื่องของ “ประสิทธิภาพในการทางานของ
พนักงานขายของกิจการเป็นอย่างไรตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา” ของ ไกเกอร์และเทอร์ลีย์
(Geiger and Turley, 2005) ดว้ ยแบบแผนการวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล ไกเกอร์และเทอร์ลีย์
ได้ศึกษาข้อมูลจากรายงานการทางานของพนักงานขายตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และจากการ
สัมภาษณ์พนักงานขายเก่ียวกับการทางานที่ผ่านมาในสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วนาข้อมูลมาวิเคราะห์
สร้างสมมติฐาน เกบ็ ขอ้ มูลใหมแ่ ละปรับสมมติฐานใหม่ตามขั้นตอนการวิจัยจนได้ข้อสรุปเชิงทฤษฎีว่า
การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือส่ือสารสมัยใหม่ท่ีเพ่ิมมากขึ้น เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ทาให้
พนักงานขายไม่ได้พบปะกับลูกค้าโดยตรงเหมือนกับท่ีเคยปฏิบัติใน 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความสัมพันธ์
ทีแ่ นบแนน่ ของพนักงานขายกับลกู คา้ หดหายไป เปน็ ตน้
15.2.3 วธิ ีการศกึ ษาเฉพาะกรณี
การศึกษาเฉพาะกรณี (case study approach) เป็นกระบวนการสืบค้นหาความรู้ความจริง
อย่างละเอียดถึงเรื่องราวหรือปรากฏการณ์ที่สนใจท่ีเกิดข้ึนภายในบริบทท่ีมีขอบเขตเฉพาะเจาะจง
(องอาจ นัยพฒั น์, 2554: 330) เพื่อใหไ้ ดข้ อ้ มูลอย่างลกึ ซงึ้ เกยี่ วกับภมู ิหลงั สถานภาพ และปฏิสัมพันธ์
กับส่ิงแวดล้อม (เกียรติสุดา ศรีสุขม, 2552) ซ่ึงสอดคล้องกับ เครสเวลล์ (Creswell 2007 อ้างถึงใน
Creswell, 2012: 465) ท่ีได้ใหค้ วามหมายของ “การศึกษาเฉพาะกรณี” ว่าเป็นการสารวจเชิงลึกใน
ปรากฏการณ์หนง่ึ ๆ ทีม่ ีบริบทและขอบเขตที่ชัดเจนทั้งในด้านของกิจกรรม เหตุการณ์ กระบวนการ
หรือบุคคล ด้วยข้อมูลที่ครอบคลุม ยิน (Yin, 2003) ได้ให้ความสาคัญกับคาว่า “บริบท” น้ี โดยช้ีให้เห็นว่า
ในการศกึ ษาเฉพาะกรณี ปรากฏการณ์ท่ศี ึกษาไม่สามารถแยกออกได้จากบริบทท่ีรอบล้อมปรากฏการณ์
ท่ีศึกษานั้น ซ่ึงแตกต่างอย่างมากจากการวิจัยเชิงทดลองท่ีบริบทจะถูกควบคุมและต่างจากการวิจัย
เชิงสารวจท่ีความสามารถในการทาความเขา้ ใจถึงบริบทของส่ิงท่ีศึกษาจะถูกจากัดด้วยตัวแปรที่สามารถ
เก็บรวบรวมขอ้ มูลไดเ้ ท่านัน้
ลักษณะสาคญั ของการศึกษาเฉพาะกรณีคือ จุดมุ่งหมายของการศึกษาเฉพาะกรณีไม่ใช่
เป็นเพยี งเพอ่ื สารวจปรากฏการณห์ น่งึ ๆ แตย่ ังมจี ดุ มุ่งหมายเพื่อทาความเข้าใจในปรากฏการณ์น้ัน ๆ
ภายใต้สถานการณ์หน่ึง ๆ ท่ีเฉพาะเจาะจง กรณีท่ีศึกษาอาจเป็นบุคคล ชุมชน หน่วยงาน เรื่องราว
เหตุการณ์ หรอื ปัญหา โดยศึกษาท้ังเชิงกว้างและเชิงลึก เก็บรวบรวมข้อมูลในเร่ืองน้ันอย่างละเอียดด้วย
เทคนิควิธีท่ีหลากหลาย (ชาย โพธิสิตา, 2550: 164) ท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เช่น การสัมภาษณ์
การสังเกต การศกึ ษาเอกสาร และรวมถึงแบบสอบถาม และมีการวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุท่ีแท้จริง
ของปัญหาท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซ้ึงและสามารถให้การปรึกษาในเร่ืองน้ันได้
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการเก็บข้อมูลในการศึกษาเฉพาะกรณีเป็นการเก็บข้อมูลแบบสามเส้า
(triangulation)2
2 การเกบ็ ขอ้ มลู แบบสามเสา้ หมายถงึ การใชเ้ ทคนคิ วธิ ีการเกบ็ ข้อมลู หลายวิธใี นการศกึ ษาเรือ่ งใดเรือ่ งหน่งึ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า
ข้อมูลทไี่ ดเ้ ปน็ ขอ้ มูลทผ่ี ใู้ หข้ ้อมูลตอ้ งการจะบอก (Saunders et al., 2009: 146)
296
การศึกษาเฉพาะกรณีมักถูกนามาใช้อย่างแพร่หลายในการวิจัยเชิงบุกเบิกที่มีลักษณะ
เปน็ การวจิ ัยนาร่อง เพอื่ คน้ หาประเด็นปัญหาท่ีแทจ้ รงิ ของปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหน่ึง โดยเฉพาะ
อยา่ งยง่ิ ในเร่อื งท่ียังไม่มคี วามชดั เจนในแนวคิดทฤษฎีและองค์ความรู้ (Hussey and Hussey, 1997: 66)
แต่อยา่ งไรก็ตามการศกึ ษาเฉพาะกรณกี ็ถกู นาไปใชใ้ นการวจิ ยั ลกั ษณะอนื่ เช่นกัน เช่น การศึกษาเฉพาะ
กรณีอาจถูกนามาใช้ในการวิจัยเชิงพรรณนาท่ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือต้องการพรรณนาสภาพการณ์ปัจจุบัน
และบริบทอยา่ งสมบรู ณข์ องปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ ไมเ่ นน้ การวิเคราะห์ หรือการการศึกษาเฉพาะกรณี
อาจถูกนามาใช้ในการวิจัยเชิงอธิบายเพ่ือศึกษาในเรื่องท่ีผู้วิจัยพอมีความรู้หรือคุ้นเคยกับเรื่องน้ันบ้างแล้ว
แต่ต้องการหาคาอธิบายที่ยังไม่เคยมีมาก่อนหรือมีแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ รวมถึงใช้ในการค้นหา
คาอธบิ ายกบั การศกึ ษาเชงิ ปริมาณท่ขี อ้ มูลเชิงปริมาณไม่สามารถให้คาอธิบายทีน่ า่ พอใจได้
การศึกษาเฉพาะกรณีนิยมใช้กันแพร่หลายในการวิจัยทางธุรกิจ โดยส่วนใหญ่จะเป็น
การพรรณนาเหตุการณ์ของธุรกิจหน่ึง ๆ ท่ีกาลังจะต้องตัดสินใจเรื่องสาคัญเรื่องใดเร่ืองหน่ึงหรือ
ขณะที่ธุรกิจกาลังเผชิญกับสถานการณ์ที่สาคัญ เช่น ธุรกิจกาลังจะออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เข้าสู่ตลาด
หรือ ธุรกจิ กาลงั มปี ัญหาการจดั การอย่างรุนแรง เป็นต้น
ขน้ั ตอนการศึกษาเฉพาะกรณี คือ
1. เลือกกรณีตัวอย่างสาหรับศึกษา ผู้วิจัยไม่จาเป็นต้องคัดเลือกกรณีตัวอย่างเพื่อเป็น
ตัวแทน เพราะการศึกษาเฉพาะกรณีไม่ต้องการนาผลท่ีได้ไปใช้ในวงกว้างหรืออ้างอิงไปยังประชากร
แต่ควรเลือกกรณีตัวอย่างที่มีองค์ประกอบของประเด็นที่สนใจท่ีจะศึกษาให้มีมากที่สุด (Hussy and
Hussey, 1997: 66) และเป็นกรณีที่มีขอบเขตชัดเจนสมบูรณ์ในตัวเอง ท้ังในแง่เนื้อหา เวลาและสถานที่
โดยท่ัวไปใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (ชาย โพธิสิตา, 2550: 169) และอาจเลือกมาศึกษามากกว่า
1 กรณีตวั อยา่ ง แตไ่ มค่ วรเกิน 4 กรณีตวั อยา่ ง (Creswell, 1998)
2. เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลดว้ ยหลากหลายวิธีเกี่ยวกับกรณีท่ีศึกษา ท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การศึกษาเอกสาร และรวมถึงแบบสอบถาม อย่างไรก็ตามมีผู้แนะนาว่า
กอ่ นการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยควรสร้างความคุ้นเคยกับบริบทของกรณีท่ีศึกษา (Bonoma, 1985 อ้างถึงใน
Hussey and Hussey, 1997: 67)
3. วเิ คราะห์และตีความข้อมูล ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันทีที่ลงมือเก็บรวบรวม
ข้อมูลมาได้จานวนหนึ่ง และผลการวิเคราะห์ข้อมูลในระยะแรกน้ีจะเป็นตัวกาหนดทิศทางการเก็บ
รวบรวมข้อมูลในระยะต่อไป ดังนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นกิจกรรม
ที่ดาเนินไปด้วยกันแบบเป็นพลวัตรและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (องอาจ นัยพัฒน์, 2554: 363)
การวิเคราะหข์ ้อมูลนยิ มใชว้ ธิ ีการตีความโดยตรง (direct interpretation) คือ การสืบค้นหาความหมาย
จากกรณตี ัวอยา่ งหรือเหตุการณท์ ่ีมีลกั ษณะโดดเด่นท่สี นใจเพียงเหตกุ ารณ์เดยี ว
15.3 การวเิ คราะห์ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ
การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นข้ันตอนท่ีสาคัญและยากในกระบวนการวิจัยโดยเฉพาะใน
การวเิ คราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (สุภางค์ จันทวานิช, 2539: 130-132) ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นข้อมูล
ท่ีมีลักษณะเป็นข้อความหรือเป็นการพรรณนาเกี่ยวกับความคิดเห็น ความเช่ือ ทัศนคติ ค่านิยม
พฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ โลกทัศน์ ความรู้ โครงสร้างทางสังคม กระบวนภายในกลุ่มหรือ องค์การ
297
รวมถึงการรับรู้ อารมณ์ความรู้สึก (Williamson and Long, 2005; ทวีศักด์ิ นพเกสร, 2549: 111)
ข้อมูลลกั ษณะดังกล่าวอาจพบได้ท้งั ในการวจิ ยั เชิงปรมิ าณและการวิจัยเชิงคุณภาพซ่ึงผู้วิจัยเก็บรวบรวม
มาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้แบบสอบถามแบบปลายเปิด การสัมภาษณ์ การสังเกต การค้นคว้า
จากเอกสารสิง่ พิมพ์ต่าง ๆ และการวิจัยปฏิบัติการแบบมสี ่วนร่วม (PAR)
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นกระบวนการตีความและสร้างข้อสรุปเชิงทฤษฎี
จากการศึกษาข้อมูลจานวนหนึ่ง (ชาย โพธิสิตา, 2550: 359) เป็นการนาเอาข้อมูลท่ีได้จากการเก็บ
รวบรวมมาได้ มาจัดทาใหเ้ ปน็ ระบบและหาความหมาย แยกแยะเปน็ ประเด็น รวมทั้งเช่ือมโยงและหา
ความสัมพันธ์ของข้อมูล เพ่ือให้สามารถนาไปสู่ความเข้าใจในส่ิงท่ีศึกษา (ชยันต์ วรรธนะภูติ, 2537)
ปญั หาสาคญั ของการวเิ คราะห์ขอ้ มูลเชิงคุณภาพคือ หลักเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่เป็น
ท่ียอมรับโดยท่ัวไปน้ันหาได้ค่อนข้างยาก (Miles and Huberman, 1994; Hussey and Hussey,
1997: 248) ต่างจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว และไม่ได้ใช้สถิติเป็นหลัก
ในการวเิ คราะหเ์ หมอื นเช่นการวิเคราะหข์ ้อมลู เชงิ ปริมาณเน่ืองจากขอ้ มูลส่วนใหญ่ไม่ใช่ตัวเลข หรือถ้าใช่
ก็ไม่ได้เป็นหลักในการวิเคราะห์ และถึงแม้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์ข้อมูล
เชงิ ปรมิ าณตา่ งต้องการที่จะอธิบายความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ แต่เป็นการอธิบายในมิติที่แตกต่างกัน
คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพมุ่งเน้นท่ีจะจาแนกให้เห็นความหลากหลาย ความหมายของ
ปรากฏการณ์ และสร้างข้อสรปุ จากข้อมูลจานวนหนึ่ง (เอ้ือมพร หลินเจริญ, 2555: 18) มากกว่าที่จะ
เสนอให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันและความสัมพันธ์ของตัวแปรที่วัดได้ด้วยค่าทางสถิติอย่างเช่น
ในการวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงปริมาณ
ดังได้กลา่ วมาแลว้ ว่าการวิจยั เชิงคณุ ภาพมีหลายแบบ ได้แก่ การวจิ ัยแบบชาติพนั ธ์ุวรรณนา
การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล และการศึกษาเฉพาะกรณี เป็นต้น โดยแต่ละแบบการวิจัยจะมี
แนวทางการดาเนินการวจิ ัยทเ่ี ป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง ดังน้ันวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัย
แต่ละ แบบดังกล่าวจึงมีความแตกต่าง กัน ซ่ึง ผู้วิจัยต้อง เลื อกแน วทาง ใน วิเคราะ ห์อย่างเหมาะ สม
(ชาย โพธสิ ติ า, 2550: 355) ซึ่งปจั จยั ท่มี ีความสาคัญย่ิงต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ ทักษะ
ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้วิจัย ผู้วิจัยจะต้องมีความรอบรู้ในเรื่องแนวคิด ทฤษฎี
อย่างกว้างขวาง มีความเป็นสหวิทยากรอยู่ในตัวเอง มีความสามารถทางภาษา สามารถเช่ือมโยง
ข้อความ และสร้างข้อสรุปเป็นกรอบแนวคิดและตีความหมายของข้อมูลได้หลาย ๆ แบบ (เอื้อมพร
หลนิ เจรญิ , 2555: 18)
หลักการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การมองภาพองค์รวม การอธิบาย
เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมของปรากฏการณ์ และการนาเอาทัศนะของ
ผู้ให้ข้อมูลมาอธิบายปรากฏการณ์ โดยให้ความสาคัญต่อมุมมองของผู้ให้ข้อมูลเนื่องจากเป็นผู้อยู่
ในเหตุการณน์ ้นั ๆ
ผลของการวเิ คราะหข์ ้อมลู เชงิ คณุ ภาพข้ึนอยูก่ ับตัวตนและการตีความของผู้วจิ ัยจึงเป็นไป
ได้ว่าผู้วิจัยสองคนอาจตีความข้อมูลเชิงคุณภาพชุดเดียวกันต่างกัน ด้วยเหตุนี้จึงพบว่าในอดีตผู้วิจัย
จานวนมากพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพหรือไม่ก็เลือกที่จะหาวิธีในการแปลงข้อมูล
เชิงคณุ ภาพให้เป็นขอ้ มูลเชงิ ปริมาณ เช่น การสร้างมาตรวัดทัศนคติ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการใช้
ข้อมูลเชิงคุณภาพในการวิจัยเพ่ิมมากขึ้นรวมทั้งการวิจัยทางธุรกิจและการจัดการ (Geoff, 2005: 164)
298
ดังนั้นจึงได้มีความพยายามของนักวิชาการในการพัฒนาเทคนิควิธีต่าง ๆ มากมายในการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงคุณภาพ3 โดยมุ่งเน้นไปท่ีการเพ่ิมความน่าเชื่อถือและความเท่ียงตรง เป้าหมายสาคัญของ
การวิเคราะห์เชิงคุณภาพคือ การหาแบบแผน การให้คาอธิบาย การให้ความหมาย และศึกษา
กระบวนการของปรากฏการณ์ การเลือกเทคนิควิธีในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพขึ้นอยู่กับหลาย
ปัจจัย เช่น ลักษณะของข้อมูล วัตถุประสงค์การวิจัย และงบประมาณ อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงคุณภาพอาจจาแนกได้ 2 แนวคิดหลัก (Hussey and Hussey, 1997: 249; Geoff,
2005: 162) คือ 1) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยแปลงข้อมูลเชิงคุณภาพให้เป็นข้อมูล
ท่ีสามารถแจงนับได้และวิเคราะห์ได้อย่างเชิงปริมาณ (quantifying methods of qualitative
data analysis) เช่น การวิเคราะห์เน้ือหา (content analysis) และ 2) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
แบบไม่ได้แสดงเป็นเชิงปริมาณ (non-quantifying methods of qualitative data analysis) เป็น
วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีไม่แปลงข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างเชิงปริมาณ
เพื่อใหค้ งความสมบูรณ์ของข้อมลู หรือหลีกเลยี่ งความยุ่งยากในการแปลงข้อมูล เช่น การนาเสนอและ
วเิ คราะห์ขอ้ มูล และการสรา้ งทฤษฎจี ากขอ้ มลู เปน็ ต้น
การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เน้ือหา การนาเสนอและวิเคราะห์ข้อมูล และ
การสรา้ งทฤษฎจี ากข้อมลู มีรายละเอยี ดดงั น้ี
15.3.1 การวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา
การวเิ คราะหเ์ นือ้ หา (content analysis) ได้ถูกนามาใช้อยา่ งแพร่หลายในการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Miles and Huberman, 1994; Cassell และ Symon อ้างถึงใน Geoff, 2005: 162)
วธิ ีการวเิ คราะห์จะผันแปรไปตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของผู้วิจัย สิ่งสาคัญของการวิเคราะห์คือ
ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจให้ชัดเจนก่อนว่าต้องการจะศึกษาหรือวัดอะไร แล้วจึงสร้างกรอบเพ่ือจาแนก
เนอ้ื หาท่ีสอดคล้องกับส่ิงท่ตี ้องการศึกษาแล้วแจงนับความถีข่ องเนือ้ หาน้ัน ตวั อยา่ งเช่น ถ้าผู้วิจัยสนใจ
ทจ่ี ะศึกษาถึง ความสาคัญของเงินต่อการจูงใจในการทางานของพนักงาน จากเนื้อหาข้อมูลที่ได้จาก
การสมั ภาษณ์ ในกรณนี ี้ ผู้วจิ ัยควรพจิ ารณาถงึ ความถี่ทผ่ี ู้ให้สัมภาษณ์ได้กล่าวถึงคาว่า “เงิน” เป็นต้น
อาจกลา่ วได้วา่ การวิเคราะห์เนือ้ หาเป็นการทาข้อมลู เชิงคุณภาพให้สามารถแจกนับแบบเชิงปริมาณได้
ประเด็นสาคัญของการวิเคราะห์เนื้อหาจึงอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะศึกษาอะไรแล้วค้นหาหรือจาแนก
“คา” หรือ “เหตุการณ์” ทจ่ี ะสามารถวัดสิง่ ที่ต้องการศึกษานั้น หรือท่ีเรียกว่า “การจัดทาหน่วยของ
ขอ้ มลู (unitizing)” ดงั เชน่ ตามตวั อย่างข้างต้นหน่วยของข้อมลู คอื “เงิน” ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจหาว่า
มหี นว่ ยของขอ้ มูลใดบ้างที่จะต้องถกู จาแนกมาวิเคราะห์ ท้ังนหี้ น่วยของขอ้ มลู ต่าง ๆ เหลา่ น้ันจะต้องมี
ความสอดคล้องกับลักษณะและวัตถุประสงค์ของการวิจัย การกาหนดกรอบเพ่ือจาแนกเนื้อหาและ
การตัดสินใจเลือกหน่วยของข้อมูลตามกรอบนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยท่ีผู้วิจัยควร
3 ได้แก่ การจาแนกและจัดระบบขอ้ มูล (typology and taxonomy) การวิเคราะหส์ รุปอปุ นยั (analytic induction) การเปรยี บเทียบ
เหตุการณ์ (constant comparison) การวิเคราะหส์ ่วนประกอบ (componential analysis) การวเิ คราะห์เนื้อหา (content
analysis) การวเิ คราะหส์ าเหตแุ ละผล (cause and effect analysis) การสร้างจนิ ตนาการเชิงสังคมวทิ ยา (sociology Imaginary)
การวเิ คราะห์การเล่าเร่ือง (narrative analysis) การวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis) และ การสร้างทฤษฎีจากขอ้ มูล
(grounded theory)
299
พิจารณาต้ังแต่ก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล ซ่ึงอาจได้มาจากแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวข้องหรือจาก
ประสบการณ์ของผูว้ จิ ัยเองกไ็ ด้ แต่อยา่ งไรก็ตามหน่วยของข้อมลู อาจมกี ารปรบั เปล่ียนให้เหมาะสมขึ้นได้
ในระหว่างการศึกษาวิจัยได้ และเมื่อได้วิเคราะห์จาแนกและแจกแจงหน่วยของข้อมูลได้แล้ว ผู้วิจัย
ก็จะสามารถระบุรูปแบบและความสัมพันธ์ระหว่างความถ่ีของหน่วยของข้อมูลเหล่านั้นซึ่งจะเป็น
แนวทางให้ผู้วจิ ยั สามารถอธิบายและสรปุ ผลได้จากรปู แบบและความสัมพนั ธ์นน้ั
15.3.2 การนาเสนอและวเิ คราะห์ข้อมูล
การนาเสนอและวิเคราะห์ข้อมูล (data display and analysis) เป็นแนวคิดการวิเคราะห์
ข้อมูลท่ีเสนอโดยไมล์และฮิวเบอร์แมน (Miles and Huberman, 1994 อ้างถึงใน Saunders et al.,
2009: 503) การนาเสนและวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน หรือ 3 องค์ประกอบหลัก คือ
1) การลดทอนข้อมลู 2) การนาเสนอข้อมูล และ 3) การสรุปและตีความ โดยทั้งสามข้ันตอนหรือสาม
องค์ประกอบนี้จะดาเนินการไปพร้อม ๆ กับการเก็บรวบรวมข้อมูลและอาจสลับขั้นตอนกันไปมา
ตลอดการวิจัย ดงั ภาพที่ 15.2
15.3.2.1 การลดทอนข้อมูล (data reduction) เป็นขั้นตอนแรกในการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการจัดระเบียบข้อมูลให้พร้อมสาหรับที่จะนาไปวิเคราะห์ (ชาย โพธิสิตา,
2550: 364) ซ่ึงต้องเรมิ่ ต้ังแต่การเตรียมข้อมูล การจาแนกหมวดหมู่ข้อมูล และการให้รหัสหน่วยของ
ข้อมูล
การเกบ็ รวบรวม การนาเสนอ
ข้อมลู ข้อมลู
การลดทอน การสรุปและตคี วาม
ข้อมลู
ภาพท่ี 15.2 ความสมั พนั ธข์ องขนั้ ตอนการวเิ คราะหข์ ้อมลู เชงิ คุณภาพ
ท่ีมา: ปรบั ปรุงจาก Miles and Huberman (1994)
1) การเตรียมข้อมูล ข้อมูลเชิงคุณภาพอาจมีท้ังที่ได้มาจากแบบสอบถาม
ปลายเปิด จากการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม กรณีที่เป็นข้อมูลจากแบบสอบถาม ผู้วิจัย
จะไดข้ อ้ มลู ท่ีผู้ใหข้ ้อมลู ได้เขียนไว้ให้ในแบบสอบถามหรืออาจได้จากการบันทึกจากผู้วิจัย (เช่น กรณี
300
สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์) แต่หากเป็นกรณีท่ีได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนาก ลุ่มท่ีมี
การบนั ทึกเสียงการสนทนาไว้ ผู้วจิ ยั จะต้องถอดข้อความเสียงการสนทนาเป็นข้อมูลท่ีเป็นลายลักษณ์
อักษรอย่างละเอียด (ตามละเอียดท่ีกล่าวในบทที่ 11) และข้อมูลท่ีได้ท้ังหมดจะต้องจัดเก็บอย่าง
เปน็ ระบบและปลอดภยั เพ่อื สะดวกในการเรียกมาใช้ภายหลัง ปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยให้
ผูว้ ิจยั สามารถจัดเก็บบันทึกข้อมลู จานวนมาก ๆ ไดส้ ะดวกและเรยี กกลบั มาใช้ไดง้ า่ ย4
2) การจาแนกหมวดหมู่ข้อมูล ก่อนการจาแนกข้อมูลผู้วิจัยจะต้อง
กาหนดวา่ จะจาแนกข้อมลู ออกเป็นหมวดหมู่ (category) หรือประเด็นหลัก (theme) อะไรบา้ ง ผู้วิจัย
อาจกาหนดประเด็นหลกั จากขอ้ มลู ท่ีเก็บรวบรวมมาได้ หรือจากแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง โดยอาจนา
วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั (Saunders et al., 2009: 492) คาถามการวจิ ัย กรอบแนวคิดในการวิจัย หรือ
แนวคาถามเพื่อการสัมภาษณ์มาใช้เป็นแนวทางกาหนดประเด็นหลัก (ชาย โพธิสิตา, 2550: 373)
ประเด็นหลักของข้อมูลที่สร้างขึ้นควรมีความเช่ือมโยงกันเพื่อท่ีจะทาให้ผู้วิจัยได้เห็นภาพรวมของ
งานวิจัยและจะช่วยในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล สาหรับชื่อที่จะใช้เรียกประ เด็นหลัก ผู้วิจัย
อาจกาหนดได้จากคาต่าง ๆ ที่พบในข้อมูล คาต่าง ๆ ท่ีผู้ให้ข้อมูลใช้ และคาต่าง ๆ ที่ใช้ในทฤษฎี
ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง (Strauss and Corbin, 2008)
3) การใหร้ หสั หนว่ ยของข้อมูล การให้รหัสหน่วยของข้อมูลเริ่มจาก
การคัดเลือกข้อความต่าง ๆ ที่ปรากฏในข้อมูลที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยคัดสรรเฉพาะข้อความที่มีความหมาย
เข้ากันไดก้ ับประเด็นหลักท่ีได้กาหนดข้ึนในขั้นตอนการจาแนกหมวดหมู่ ข้อความที่คัดสรรมาจะเป็น
“หนว่ ยของขอ้ มลู (unit of data)” ซ่ึงอาจมีขอ้ ความท่ียาวหลายบรรทัดหรือเป็นย่อหน้าหรือหลายย่อหน้า
ผวู้ จิ ัยสามารถคัดสรรหน่วยของขอ้ มูลด้วยการอ่านขอ้ มูลที่เก็บรวบรวมมาอย่างพินิจพิเคราะห์ โดยให้
ความสนใจกบั ข้อมลู ทม่ี ีความหมายสอดคล้องกบั ประเด็นหลกั จากนั้นหน่วยของข้อมูลเหล่าน้ันจะถูก
“ยอ่ ” หรือ “ทอนลง” และถูกแทนด้วยรหัสซงึ่ อาจเป็นตัวอักษรจานวนหน่ึงหรือเป็นวลีส้ัน ๆ เพื่อใช้
แทนความหมายข้อความน้ัน ๆ และจาแนกไปตามประเด็นหลักท่ีมีความหมายสอดคล้องกัน หลักสาคัญ
ในการกาหนดรหัสคอื หนว่ ยของข้อมูลท่ีมีความหมายอย่างเดียวกันจะต้องถูกกาหนดด้วยรหัสเดียวกัน
ไม่วา่ หน่วยของข้อมลู น้นั จะเปน็ ข้อความที่สั้นหรอื ยาว (Kvale, 1996 อ้างถึงใน ชาย โพธิสิตา, 2550:
371) การกาหนดรหัสแทนข้อความดังกล่าวน้ันก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล
เชน่ เดียวกบั การกาหนดตวั เลขแทนความหมายตวั แปรในการวเิ คราะห์ข้อมลู เชิงปริมาณ
การให้รหัสหน่วยของข้อมูลซ่ึงประกอบด้วยการคัดสรรและจาแนก
หน่วยของข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ผู้วิจัยได้เห็นแบบแผนของข้อมูล (pattern) ซึ่งอาจเป็นรูปแบบ
ความสัมพันธ์ของประเด็นหลัก และยังช่วยให้สามารถกาหนดทิศทางในการเก็บข้อมูลเพ่ิมเติม
(Saunders et al., 2009: 493) นอกจากน้ียังช่วยให้สามารถทบทวนประเด็นหลักที่ได้กาหนดไว้ก่อนแล้ว
กลา่ วคืออาจต้องรวมหรือแยกประเด็นหลักใหม่ (Dey, 1993: 95) เช่น พบว่ามีหน่วยวิเคราะห์จานวนมาก
ถูกจาแนกไปอยู่ในประเด็นหลักใดประเด็นหลักหน่ึงและเห็นว่าประเด็นหลักนั้นมีขอบเขตท่ีกว้าง
เกนิ ไป ผู้วจิ ัยอาจตดั สินใจแยกประเด็นหลักดังกล่าวเป็น 2-3 ประเด็น หรือกาหนดประเด็นหลักใหม่
เพิม่ เติมขึน้
4 ในกรณีท่ีจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรช์ ว่ ยวเิ คราะหข์ ้อมูลเชิงคณุ ภาพ หรอื Computer Assisted Qualitative Data (CAQDAS) เชน่
NVivo™, ATLAS.ti™, N6™ และ HyperRESEARCH™ ผู้วจิ ยั จะต้องบนั ทึกชอื่ แฟ้มข้อมลู ใหต้ รงตามทีโ่ ปรแกรมกาหนด
301
15.3.2.2 การนาเสนอข้อมูล (data display) หลังจากที่ได้จาแนกหน่วยของ
ข้อมลู พร้อมรหสั ไปตามประเดน็ หลกั แลว้ ขน้ั ตอ่ ไปก็จะเปน็ การนาเสนอขอ้ มลู ซ่งึ ดาเนนิ การโดยคัดเอา
หน่วยของข้อมูลท่ีมีรหัสเดียวกันเข้ามารวมกันตามความสัมพันธ์ของหน่วยของข้อมูลเพ่ือให้ได้กลุ่ม
ข้อมลู ทม่ี คี วามหมายใหม่ การนาเสนอข้อมูลจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาแบบแผน ความเช่ือมโยง
และแนวโน้มของสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยในการตีความ สร้างความเข้าใจ และตอบคาถามการวิจัยได้
โดยการนาเสนอข้อมูลอาจทาเป็นตารางบรรจุเนื้อหา (metrics) เครือข่ายของเหตุผล (causal
network) หรือแผนภมู ิ (chart)
15.3.2.3 การสรุปและตีความ (drawing conclusion) การสรุปและตีความ
เป็นการแสดงผลการศึกษาว่าได้มีข้อค้นพบที่เป็นสาระสาคัญว่ามีอะไรบ้าง มีความหมาย และมี
ความสาคัญอยา่ งไร
15.3.3 การสร้างทฤษฎีจากขอ้ มลู
ในหัวข้อท่ี 15.2.2 ได้กล่าวถึงการสร้างทฤษฎีจากข้อมูล (grounded theory) ว่าเป็น
แบบแผนการวจิ ยั เชิงคุณภาพแบบแผนหน่ึง สาหรบั หัวข้อนจ้ี ะเป็นการนาเสนอการใช้การสร้างทฤษฎี
จากข้อมลู ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ รูปแบบของการสร้างทฤษฎีจากข้อมูลถูกนามาใช้ครั้งแรก
ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดย กลาเซอร์ และสตรัส (Glaser and Strauss, 1967 อ้างถึงใน
Geoff, 2005: 163) และตอ่ มาได้เปน็ รปู แบบทีน่ ยิ มใช้กนั แพรห่ ลาย
การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างทฤษฎีจากข้อมูลตามรูปแบบของกลาเซอร์และสตรัส
เป็นการพฒั นารูปแบบความสัมพันธ์เชิงเหตุผลหรือแผนภาพของทฤษฎีประกอบด้วย 3 ข้ันตอน คือ
การเปิดรหัส การเช่ือมโยงรหัส และการคัดสรรรหัส (Saunders et al., 2009: 509; Strauss and
Corbin, 2008) ดังรายละเอียดดังต่อไปน้ี
ข้ันตอนท่ี 1 การเปิดรหัส (open coding) เป็นการจาแนกข้อมูลที่รวบรวมได้ให้เป็น
หมวดหมู่ที่มีความหมายแล้วกาหนดรหัสเพ่ือให้ได้เป็น “หน่วยของข้อมูลหรือมโนทัศน์” ท่ีสะท้อน
สงิ่ ท่ปี รากฏในข้อมูลน้นั โดยขั้นตอนการดาเนินการจะคล้ายคลึงกับการจาแนกข้อมูลในการวิเคราะห์
ขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพดว้ ยเทคนคิ วิธีอื่น ๆ
ข้ันตอนท่ี 2 การเชื่อมโยงรหัส (axial coding) เป็นการค้นหาความเช่ือมโยงระหว่าง
หน่วยของข้อมูลหรือมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่ได้จากการจากเปิดรหัส โดยความเช่ือมโยงต่าง ๆ ดังกล่าว
อาจพัฒนาเปน็ ขอ้ ความอย่างสมมติฐานเพื่อสามารถทดสอบความสัมพันธ์ได้
ขั้นตอนที่ 3 การคัดสรรรหัส (selective coding) เป็นการคัดสรรหน่วยของข้อมูลหรือ
มโนทศั น์หนึ่งที่เปน็ แก่นสาระ (core) ของการวจิ ยั และหาความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบกับหน่วยของ
ข้อมูลหรือมโนทัศน์อื่น ๆ โดยอาศัยแนวคิดของความสัมพันธ์จากขั้นตอนการเชื่อมโยงรหัส ในขั้นตอนนี้
ผู้วจิ ัยกจ็ ะสามารถสร้างข้อเสนอหรือญัตติทางทฤษฎีหรือสมมติฐานเพ่ืออธิบายปรากฏการณ์ท่ีศึกษา
และเมื่อสมมติฐานน้ันได้ถูกทดสอบด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์หรือจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาใหม่
ก็จะนาไปสู่การปรับปรุงสมมติฐานต่อไปตามข้ันตอนของการวิจัยแบบ การสร้างทฤษฎีจากข้อมูล
(ดงั รายละเอยี ดในหวั ข้อ 15.2.2)
302
15.4 การยนื ยันความถูกต้องของผลท่ไี ดจ้ ากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพ
มักมผี ู้สงสัยถึงความเทยี่ งตรงของกระบวนการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ซง่ึ ความเท่ยี งตรงดังกล่าวยอ่ มจะสง่ ผลถงึ ความถูกต้องของผลท่ีได้จากการวิเคราะห์ ท้ังนี้เน่ืองจากการเก็บ
ข้อมูลเชิงคุณภาพเน้นการใช้อัตวิสัย ไม่เหมือนกับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณที่เน้นการใช้วัตถุวิสัย และ
อาจมคี วามไม่มั่นใจในความลาเอียงของผู้วิจัยที่อาจเกิดขึ้นเม่ือได้ไปคลุกคลีกับปรากฏการณ์และผู้ให้
ข้อมลู (สภุ างค์ จันทวานิช, 2539: 128) ดงั นั้นผ้วู ิจยั จาเป็นตอ้ งตรวจสอบเพอ่ื ยนื ยันว่าผลที่ได้จากการ
วิเคราะห์มีความถูกต้องแม่นยา วิธีการตรวจสอบมีหลายวิธี ได้แก่ การตรวจสอบสามเส้า การตรวจสอบ
โดยสมาชกิ และ การตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบภายนอก
15.4.1 การตรวจสอบสามเส้า
การตรวจสอบสามเส้า (triangulation) เป็นการตรวจสอบว่าข้อมูลท่ีผู้วิจัยได้มานั้น
ถกู ตอ้ งหรือไมด่ ้วยการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล ได้แก่ บุคคล เวลา วิธีการรวบรวมข้อมูล และ
ทฤษฎี
15.4.1.1 การตรวจสอบสามเส้าดา้ นบุคคล เปน็ การตรวจสอบว่าข้อมูลท่ีได้รับ
เหมือนเดิมหรือไม่ เม่ือเปลี่ยนผู้ให้ข้อมูล เช่น ข้อมูลการสัมภาษณ์จากผู้บังคับบัญชากับจากเพ่ือน
รว่ มงาน เป็นต้น
15.4.1.2 การตรวจสอบสามเส้าด้านเวลา เป็นการตรวจสอบว่าถ้าเก็บข้อมูล
ข้อมูลในช่วงเวลาที่ต่างกัน ข้อมูลท่ีได้จะเหมือนกันหรือไม่ เช่น ข้อมูลจากการสังเกตผู้ปฏิบัติงาน
ในชว่ งเวลาเช้า และชว่ งเวลาบา่ ยหรอื ช่วงเวลาอืน่ ๆ เป็นต้น
15.4.1.3 การตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูล เป็นการตรวจสอบว่า
ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแตกต่างกัน ข้อมูลท่ีได้รับจะเหมือนเดิมหรือไม่ เช่น ข้อมูลจากสังเกต
กบั การสัมภาษณ์ เปน็ ต้น
15.4.1.4 การตรวจสอบสามเส้าด้านทฤษฎี เป็นการตรวจสอบว่าถ้ามีการใช้
ทฤษฎที ี่แตกตา่ งกันขอ้ มูลทไ่ี ด้มาจะเป็นไปในทศิ ทางเดยี วกันหรือไม่
15.4.2 การตรวจสอบโดยสมาชกิ
การตรวจสอบจากสมาชิก (member checking) เป็นวิธีการตรวจสอบที่ให้สมาชิกหรือ
ผู้ทมี่ ีสว่ นรว่ มในการวจิ ยั เช่น ประชากรทีศ่ ึกษา เป็นผ้ยู นื ยนั ความถกู ต้อง เชน่ นาผลการศึกษาท่ีได้ให้
ผู้ท่ีมีส่วนร่วมในการวิจัยได้ตรวจสอบในประเด็นต่าง ๆ เช่น เน้ือหามีความครบถ้วนและสะท้อน
ความเปน็ จรงิ หรอื ไม่ การตีความมคี วามยตุ ธิ รรมและมคี วามเป็นตวั แทนหรือไม่ เปน็ ตน้
15.4.3 การตรวจสอบโดยผูต้ รวจสอบภายนอก
การตรวจสอบโดยผูต้ รวจสอบภายนอก (external audit) เป็นวิธีการการตรวจสอบท่ีให้
บคุ คลภายนอกทีเ่ ปน็ ผูเ้ ช่ียวชาญได้พิจารณาตรวจสอบและใหค้ วามเห็น โดยการตรวจสอบอาจเกิดข้ึน
ทั้งระหวา่ งการศึกษาและเม่ือเสร็จสน้ิ การศึกษา มีผู้แนะนาว่าประเด็นที่ควรให้พิจารณา (Schwandt
and Halpern, 1988 อ้างถึงใน Creswell, 2012: 260) ได้แก่ ผลการศึกษาท่ีได้มีรากฐานมาจาก
303
ข้อมูลหรือไม่ การสรุปผลเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลหรือไม่ ผู้วิจัยมีความลาเอียงหรือไม่ มีข้อเสนอแนะ
ใด ๆ หรอื ไม่ทจ่ี ะช่วยทาใหผ้ ลการศึกษามคี วามนา่ เช่ือถือเพิ่มมากขนึ้
สรปุ
การวิจัยเชิงคุณภาพได้รับการยอมรับเพ่ิมมากขึ้นในหลายสถานการณ์ในการวิจัยทางธุรกิจ
เชน่ เมือ่ วัตถปุ ระสงค์หรือปญั หาการวิจัยยังไม่มีความชัดเจน เมื่อต้องการศึกษาอย่างละเอียดและใน
เชิงลึกของปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หน่ึง เม่ือต้องการศึกษาปรากฏการณ์หน่ึง ๆ ตามสภาพท่ี
เกดิ ข้ึนจริงตามธรรมชาติ และเมื่อต้องการศึกษาในเร่ืองของพฤติกรรมท่ีเปลี่ยนแปรไปตามบริบทหรือ
สถานการณ์ที่ไม่สามารถศึกษาด้วยวิธีเชิงปริมาณให้ได้ผลตามท่ีต้องการ วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมี
หลายแบบแผน เช่น การวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนา การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล และ
การศึกษาเฉพาะกรณี
การวจิ ัยแบบชาติพนั ธว์ุ รรณนาเป็นแบบแผนการวิจัยที่มุ่งการพรรณนาและตีความพฤติกรรม
ของกลุ่มคนรวมถึงระบบทางสังคมหรือทางวัฒนธรรม โดยผู้วิจัยจะแฝงตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับ
ประชากรในชุมชนหรือทอ้ งถน่ิ ท่ศี ึกษาเพอ่ื ให้ไดข้ อ้ มลู ทเ่ี กย่ี วข้องกับวัฒนธรรมและวิถีการดาเนินชีวิต
ทีเ่ ปน็ ปจั จัยที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมและการแสดงออกของความรู้สึกต่าง ๆ ของประชากร การวิจัย
แบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูลเป็นแบบแผนการวิจัยท่ีมุ่งสร้างคาอธิบายเชิงทฤษฎีหรือความสัมพันธ์
ระหว่างมโนทัศน์จากข้อมูล เหมาะกับการศึกษาวิจัยท่ีต้องการพยากรณ์และอธิบายพฤติกรรมของ
บคุ คล สว่ นการศึกษาเฉพาะกรณีเป็นกระบวนการสบื คน้ หาความรคู้ วามจริงอย่างละเอียดถึงเรื่องราว
หรอื ปรากฏการณท์ ีส่ นใจที่เกิดข้ึนภายในบริบทที่มีขอบเขตเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง
เกี่ยวกับภูมิหลัง สถานภาพ และปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เหมาะกับการศึกษาเพ่ือทาความเข้าใจ
หรอื คน้ หาประเด็นปญั หาที่แท้จริงของปรากฏการณอ์ ยา่ งใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเร่ืองท่ียัง
ไม่มีความชดั เจนในแนวคิดทฤษฎีและองคค์ วามรู้
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพมี 2 แนวคิดหลัก คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
โดยแปลงข้อมูลเชิงคุณภาพให้เป็นข้อมูลที่สามารถแจงนับได้และวิเคราะห์ได้อย่างเชิงปริมาณ
เช่น การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบไม่ได้แสดงเป็นเชิงปริมาณ เช่น
การนาเสนอและวเิ คราะห์ขอ้ มูล และการสรา้ งทฤษฎีจากข้อมลู เปน็ ตน้
เน่ืองจากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเน้นการใช้อัตวิสัย ไม่เหมือนกับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ
ที่เนน้ การใชว้ ัตถวุ สิ ยั และอาจมีความไม่มนั่ ใจในความลาเอยี งของผู้วิจัยที่อาจเกิดขึ้นเม่ือได้ไปคลุกคลี
กับปรากฏการณ์และผใู้ ห้ขอ้ มลู ดงั น้ันผวู้ ิจยั จาเป็นต้องตรวจสอบเพ่ือยืนยันว่าผลที่ได้จากการวิเคราะห์
มีความถกู ตอ้ งแม่นยาวธิ กี ารตรวจสอบซ่งึ ทาได้โดย การตรวจสอบสามเส้า การตรวจสอบโดยสมาชิก
และการตรวจสอบโดยผตู้ รวจสอบภายนอก
304
เอกสารอ้างอิง
เกียรติสดุ า ศรีสุข. 2552. ระเบียบวิธีวจิ ยั . เชยี งใหม:่ โรงพมิ พค์ รองชา่ ง.
ชยนั ต์ วรรธนะภตู .ิ 2537. "การวิเคราะห์ขอ้ มลู ในการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ." ใน อุทัย ดุลยเกษม
(บรรณาธกิ าร), คมู่ อื การวิจัยเชงิ คณุ ภาพเพ่ืองานพฒั นา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ:
สายส่งศึกษติ เคล็ดไทย.
ชาย โพธิสติ า. 2550. ศาสตรแ์ ละศิลป์แห่งการวิจยั เชิงคุณภาพ. กรุงเทพมหานคร: อมรนิ ทร์
พริ้นตงิ้ แอนพับลิชช่ิง.
ทวีศักดิ์ นพเกษร. 2549. วิธกี ารวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 2. นครราชสมี า: โชคเจริญ
มาร์เกต็ ต้ิง
ราชบณั ฑิตยสถาน. 2555. พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ:
นานมบี ๊คุ ส์พับลิเคชน่ั ส์.
สุจิตรา บณุ ยรตั พันธุ์. 2535. ระเบียบวิธีวิจยั สาหรับรัฐประศาสนศาสตร์. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3.
กรงุ เทพฯ: จนู พบั ลชิ ชิง่ .
สุภางค์ จันทวานชิ . 2539. การวจิ ัยเชงิ คณุ ภาพ. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 6. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
องอาจ นยั พฒั น์. 2554. การออกแบบการวิจยั : วธิ ีการเชิงปรมิ าณ เชิงคณุ ภาพ และผสมผสาน
วธิ กี าร. พมิ พ์ครงั้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
เอ้ือมพร หลนิ เจริญ. 2555. "เทคนิคการวิเคราะหข์ ้อมูลเชงิ คุณภาพ" วารสารการวัดผลการศกึ ษา.
17, 1(กรกฎาคม): 17-29.
Dey, I. 1993. Qualitative Data Analysis. London: Routledge.
Glaser, B. and Strauss, A. 1967. The Discovery of Grounded Theory. Chicago:
Aldine.
Geoff, L. 2005. Research Methods in Management: A Concise Introduction to
Research in Management and Business Consultancy. Butterworth:
Elsevier.
Goulding, C. 2002. Grounded Theory: A Practical Guide for Management.
Business and Market Researchers. London: Sage.
Greener, S. 2008. Business Research Methods. Ventus Publishing Aps.
Hussey, J. and Hussey, R. 1997. Business Research: A Practical Guide for
Undergraduate and Postgraduate Students. Wilshire: Antony Rowe.
Kvale, S. 1996. InterViews: An Introduction to Qualitative Research Interviewing.
Thousand Oaks, CA: Sage.
Lincoln, Y. S. and Guba, E. G. 1985. Naturalistic Inquiry. Beverly Hills, CA: Sage.
Miles, M. B. and Huberman, A. M. 1994. Qualitative Data Analysis: A Sourcebook
of New Methods. 2nd ed. London: Sage.
305
Saunders, M., Lewis, P. and Thornhill A. 2009. Research Methods for Business
Students. 5th ed. Harlow: FT Prentice Hall.
Scapens, R. W. 1990. "Reseaching Management Accounting Practice: The Role of Case
Study Methods." British Accounting Review. 22: 259-281.
Schwandt, T. A., and Halpern, E. S. 1988. Linking Auditing and Metaevaluation:
Enhancing Quality in Applied Research. Newbury Park, CA: Sage.
Stern, Phyllis N. 1994. "Eroding Grounded Theory." In Morse, Janice, M. (ed.)
Qualitative Research Methods, pp. 212-223. Thousand Oaks: Sage.
Strauss, A. and Corbin, J. 2008. Basics of Qualitative Research. 3rd ed. Thousand
Oaks, CA: Sage.
Turner, B. A. 1981. "Some Practical Aspects of Qualitative Data Analysis: One Way of
Organizing the Cognitive Processes Associated with the Generation of
Grounded Theory." Quality and Quantity 15, 3: 225-247.
Williamson, T., and Long, A. F. 2005. "Qualitative data analysis using data display."
Nurse Researcher. 12, 3: 7-19.
Yin, R. K. 2003. Case Study Research: Design and Methods. 3rd ed. London: Sage.
Zikmund, W. G., Babin B. J., Carr, J. C., Griffin, M. 2010. Business Research Methods.
8th ed. Ohio: South-Western/Cengage Learning.
บทท่ี 16
การเขยี นขอ้ เสนอโครงการวจิ ยั และรายงานการวจิ ัย
ในการวิจัยมีรายงานที่สาคญั ๆ อยา่ งน้อยสองฉบับท่ีผู้วิจัยต้องจัดทาคือ ข้อเสนอโครงการวิจัย
และรายงานการวิจยั ขอ้ เสนอโครงการวิจัยเป็นรายงานของแผนการดาเนินงานท่ีจัดทาข้ึนเพื่ออธิบาย
จดุ มงุ่ หมายของการศึกษาและรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนในการดาเนินงานวิจัย โดยผู้วิจัยจะต้อง
จัดทาก่อนลงมือทาวิจัย ส่วนรายงานการวิจัยเป็นรายงานท่ีแสดงวิธีการดาเนินการวิจัยและรวมถึง
ผลของการศึกษา ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะ โดยผู้วิจัยจะสามารถจัดทาได้ต้ังแต่เร่ิมดาเนินการวิจัย
จนถึงหลงั เสรจ็ สิ้นการดาเนินการวจิ ยั การดาเนินการวิจัยตามข้อเสนอโครงการวิจัยจะนาไปสู่ผลของ
การศึกษาท่ีตรงตามท่ีต้องการซึ่งจะไปเป็นเน้ือหาที่สาคัญในรายงานการวิจัย รายงานการวิจัยจึงมี
เน้อื หาหลายสว่ นที่คล้ายคลึงกับขอ้ เสนอโครงการวิจัย แต่ในข้อเสนอโครงการวิจัยจะไม่มีส่วนของผล
ของการศกึ ษาและขอ้ เสนอแนะ (Zikmund et al., 2010: 127)
ในบทนจ้ี ะกล่าวถงึ การเขยี นข้อเสนอโครงการวจิ ัย และการเขียนรายงานการวจิ ัย
16.1 การเขยี นข้อเสนอโครงการวิจยั
กอ่ นท่ีผู้วจิ ยั จะลงมอื ทาการวิจัย ผู้วิจัยจะต้องวางแผนงานเกี่ยวกับเรื่องท่ีจะทาการวิจัย
ด้วยการจัดทาข้อเสนอโครงการวิจัย (research proposal) ข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นรายงานของ
แผนการดาเนินงานทจี่ ัดทาขนึ้ เพ่ืออธิบายจดุ มุ่งหมายของการศึกษาและรายละเอยี ดของแต่ละขั้นตอน
ในการดาเนินงานวิจัย นอกจากน้ีข้อเสนอโครงการวิจัยยังใช้เป็นเอกสารในการเสนอเพื่อขออนุมัติ
ดาเนนิ การหรือเพ่อื พจิ ารณางบประมาณหรอื ทุนในการดาเนินการวิจัย
รูปแบบการเขียนขอ้ เสนอโครงการวิจัยของแต่ละหน่วยงานมีความแตกต่างกัน บางหน่วยงาน
ต้องการเพียงบทสรุปสั้น ๆ 1-2 หน้า แต่บางหน่วยงานอาจต้องการรายละเอียดมาก โดยทั่วไปข้อเสนอ
โครงการวจิ ัยทางธุรกจิ และทางสังคมศาสตร์มักประกอบด้วยหัวข้อสาคญั ๆ ดังต่อไปนี้
1. ช่ือเรื่องงานวจิ ัย
2. ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา
3. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั
4. ขอบเขตการวิจยั
5. การทบทวนวรรณกรรม
6. สมมติฐานและกรอบแนวคิดในการวิจัย
7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวจิ ยั
8. นยิ ามศพั ท์ในการวิจัย
9. ระเบียบวิธีดาเนนิ การวิจัย
10. ระยะเวลาในการดาเนนิ งานวิจัย
307
11. งบประมาณและค่าใชจ้ ่ายในการวจิ ยั
12. บรรณานุกรม
13. ภาคผนวก (ถ้าม)ี
14. ประวตั ขิ องผดู้ าเนนิ การวิจยั
16.1.1 ชือ่ เร่ืองงานวจิ ัย
ช่ือเร่ืองวิจัยเป็นจุดแรกท่ีจะดึงดูดให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ ดังน้ันการต้ังชื่อเร่ืองวิจัย
จึงต้องเขียนให้ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่เขียนอย่างคลุมเครือ และที่สาคัญต้องให้ผู้อ่านได้พอทราบถึง
เนอื้ หาหลกั ของงานวจิ ยั ได้ในระดับหนึ่ง การต้งั ชอ่ื เร่ืองวิจัยใหเ้ หมาะสมได้กลา่ วแลว้ ในบทที่ 3
16.1.2 ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หาเปน็ ส่วนที่จะบอกให้ผู้อา่ นงานวิจัยสามารถเข้าใจ
ได้ว่า เพราะเหตุใดถึงต้องทางานวิจัยน้ี งานวิจัยนี้มีความสาคัญอย่างไร และมีความคุ้มค่าท่ีจะทา
หรือไม่ (Saunders et al., 2009: 42) ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาควรประกอบด้วย
ภูมหิ ลัง ประวัติความเป็นมาของเหตกุ ารณ์ ขอ้ เทจ็ จรงิ และแนวความคดิ หรือทฤษฎที เ่ี กย่ี วข้องที่ทาให้
เร่ืองทีจ่ ะศกึ ษาวิจยั มคี วามนา่ สนใจ มคี วามสาคญั หรือมคี วามจาเป็นที่ต้องศึกษา รวมถึงควรกล่าวถึง
ผลท่ีจะได้จากการศึกษาวจิ ยั วา่ มีประโยชน์ตอ่ หนว่ ยงาน ต่อสังคม และการพฒั นาทางวชิ าการอยา่ งไร
และต้องแสดงใหเ้ ห็นว่างานวจิ ัยท่จี ะทามีความแตกตา่ งจากงานวิจัยในเรื่องเดียวกันที่มีผู้อื่นได้ทาการ
การศึกษาไว้แล้วอย่างไร การเขียนส่วนนี้ผู้วิจัยควรเขียนโดยมีการอ้างอิงหลักฐานหรือเหตุการณ์
ข้อเทจ็ จรงิ มากกว่าความคิดเหน็ ของผ้วู ิจยั เพียงอย่างเดียว
หลักการเขยี นความเป็นมาและความสาคัญของปัญหามีดังนี้ (สานักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาติ, 2547: 11-12)
1. ควรเขียนชี้แจงหรืออธิบายให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจและทราบว่าปัญหาที่จะทา
การวิจัยหรือศึกษานั้นมีความสาคัญอย่างไร หรือมีความเป็นมาอย่างไร โดยอาจอ้างอิงทฤษฎี หรือ
หลกั ฐานตา่ ง ๆ เชน่ ขอ้ มลู ทางสถิติทเี่ กย่ี วขอ้ ง เปน็ ตน้
2. ควรเขยี นให้ตรงปัญหาและตรงประเดน็ ไม่วกวนเยน่ิ เยอ้ หรือส้นั จนเกินไปจนไมเ่ หน็
ถงึ ประเดน็ ปญั หา
3. ควรเขียนให้ครอบคลุมทุกประเด็นของปัญหาที่จะศึกษา และเขียนให้เห็นถึง
ความสาคัญในทุกประเดน็
4. ไม่ควรมตี ัวเลขหรือตารางยาว ๆ หรือข้อมูลอ่นื ๆ ท่ไี มเ่ ก่ียวข้องมากนัก ควรมเี ฉพาะ
แตข่ ้อมูลตวั เลขที่สาคญั และเกี่ยวข้องจรงิ ๆ และเขียนสรปุ อย่างกระชับ
5. ควรเขียนให้เนื้อหามีความสัมพันธ์ต่อเน่ืองกัน เม่ือมีการย่อหน้าใหม่หรือตอนใหม่
ตอ้ งมีสว่ นเชือ่ มโยงกับตอนทผี่ ่านมา
6. ในส่วนท้ายของความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาจะต้องสรุปให้เช่ือมโยงกับ
วัตถุประสงค์และเห็นถึงความสาคัญท่ีต้องศึกษา อาจเขียนสรุปโดยมีข้อมูลสนับสนุนในลักษณะว่า
ปัญหาน้ี ทฤษฎีน้ี วิธีการนีย้ งั ไมม่ ผี ู้ศึกษามากอ่ น หรอื มกี ารศึกษาไวน้ อ้ ยมากจึงน่าทจ่ี ะตอ้ งศกึ ษา หรอื
ในทานองว่าการศกึ ษานจ้ี ะเกิดประโยชน์อยา่ งไร เป็นตน้
308
ตัวอยา่ งท่ี 16.1 การเขียนความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา การวิจัย เรื่อง “การนาเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย ”
(พรเลศิ อาภานุทตั และพรสิน สุภวาลย์, 2557)
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา
ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีวิสาหกิจรวมจานวนท้ังสิ้น 2,924,912 ราย ในจานวนนี้เป็นวิสาหกิจ
ขนาดกลางและขนาดย่อม หรอื SMEs จานวนทงั้ ส้นิ 2,913,167 ราย หรือคดิ เป็นร้อยละ 99.6 มีการจ้างงานจานวน
10,507,507 คน และมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม 3.75 ล้านล้านบาทหรือร้อยละ 37.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของ
ประเทศ โดยเป็นมูลค่าของผลิตภัณฑ์อาหารและเคร่ืองด่ืมท่ีผลิตจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจานวน
2.06 แสนลา้ นบาท หรือ ร้อยละ 17.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม, 2554) อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นหนึ่งวิสาหกิจขนาดกลางและ
ขนาดย่อมที่มีบทบาทสาคัญเป็นอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจไทยและเป็นอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ท่ัวประเทศ
ซึ่งสามารถสร้างรายได้กับประเทศท้ังในด้านของการ จ้างงานและการส่งออกและตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึง
เกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 80 และ
เป็นแหล่งท่ีนาเงินตราเข้าประเทศจากการส่งออกเป็นจานวนมาก อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารส่งออกของไทยได้มี
ขยายตัวอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากความได้เปรียบทางด้านวัตถุดิบท่ีมีความหลากหลายและมากเพียงพอ
รวมถึงการมีต้นทนุ การผลิตทีต่ า่
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในปัจจุบันมีความเปล่ียนแปลงไปอย่างมากและรวดเร็ว อุตสาหกรรมแปรรูป
อาหารของไทยกาลังเผชิญอยู่ภาวะที่ผันผวน เนื่องจากความได้เปรียบของไทยท่ีเคยมีมาในอดีตท้ังในด้านวัตถุดิบ
และคา่ จ้างแรงงานได้ลดน้อยลง ดังนั้นจึงมีความจาเป็นท่ีผู้ประกอบอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม
ตอ้ งหาเครอื่ งมือทจ่ี ะมาช่วยในการเพ่ิมขดี ความสามารถให้กับกิจการ
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศนับว่าเป็นเครื่องมือท่ีสาคัญสาหรับองค์การ เทคโนโลยีสารสนเทศ
(Information Technology : IT) หมายถึงการนาเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับสารสนเทศ ทาให้
สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานไดก้ วา้ งขวางมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ
ที่จะรวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งต่อ หรือส่ือสารระหว่างกัน เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องโดยตรงกับเคร่ืองมือ
เคร่ืองใช้ในการจัดการสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง ขั้นตอน วิธีการดาเนินการ
ซ่ึงเก่ียวข้องกับซอฟต์แวร์ เก่ียวข้องกับตัวข้อมูล เกี่ยวข้องกับบุคลากร เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการดาเนินงานเพ่ือให้
ขอ้ มูลเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากน้แี ลว้ ยงั รวมไปถงึ โทรทศั น์ วทิ ยุ โทรศัพท์ โทรสาร หนังสอื พมิ พ์ นิตยสารตา่ ง ๆ
เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นในเร่ืองของสารสนเทศทางการตลาด
สารสนเทศทางการบญั ชี และสารสนเทศทางการบริหารงานบุคลากร ได้ถูกนาไปประยุกต์ใช้เพื่อเพ่ิมศักยภาพและ
สร้างความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้เพราะสารสนเทศดังกล่าวสามารถนาไปใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจหรือ
สนบั สนนุ การปฏิบัติงานขององค์กรใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ดงั จะเห็นไดว้ า่ สถานประกอบการต่าง ๆ
รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมต่างได้ตระหนักและเห็นความสาคัญของเทคโนโลยี
สารสนเทศรวมถึงได้นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สถานประกอบการของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี
สารสนเทศมีระบบและกลไกที่กว้างและมีการพัฒนามาอย่างต่อเน่ือง จึงพบว่ากิจการอุตสาหกร รมแปรรูปอาหาร
ขนาดกลางและขนาดย่อมแต่ละแห่งได้นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในระดับที่แตกต่างกัน กล่าวคือ บางกิจการ
มกี ารใช้เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเปน็ ระบบและทันสมยั ในทุกหน่วยงานของกิจการ ในขณะท่ีบางกิจการนามาใช้เพียง
บางสว่ น หรอื บางกิจการไม่ไดน้ ามาใช้เลย
309
ดังน้ันหากทราบว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้กิจการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาดกลางและ
ขนาดย่อมนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้หรือไม่ในระดับใด ก็จะสามารถนามาเป็นข้อมูลในการกาหนด
แนวทางการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้กิจการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมนา
เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับกิจการอย่างเหมาะสม ถึงแม้จะมีการศึกษาลักษณะนี้บ้างแล้ว
ในตา่ งประเทศแต่ยงั ไม่ไดม้ ศี ึกษาในประเทศโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม ดังนั้น
จึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องศึกษาให้ทราบว่ามีปัจจัยใดบ้างท่ีส่งผลต่อกิจการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
ขนาดกลางและขนาดยอ่ มให้นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพอื่ เพมิ่ ขดี ความสามารถให้กบั กิจการ
16.1.3 วตั ถุประสงค์ของการวิจยั
การกาหนดวัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั เปน็ การนาเอาแนวความคิดของประเด็นปัญหาการวิจัย
มาขยายรายละเอียด โดยเรียบเรียงให้เป็นภาษาเขียนที่ชัดเจน เข้าใจง่าย การกาหนดวัตถุประสงค์
การวิจยั จะต้องเป็นการเขยี นจากปญั หาการวิจัยท่ีได้กาหนดไว้แล้ว ผู้วิจัยสามารถกาหนดวัตถุประสงค์
การวิจัยได้จากความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา วัตถุประสงค์การวิจัยเป็นส่วนท่ีสาคัญของ
การวิจัยที่จะบอกรายละเอียดและขอบเขตของความสาเร็จที่ต้องการของงานวิจัย การกาหนด
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัยทด่ี ีจะทาใหเ้ หน็ เป้าหมายและปัญหาของการวิจัยไดช้ ดั เจนซงึ่ จะช่วยให้ผู้วิจัย
สามารถกาหนดวิธีดาเนินการได้อย่างถูกต้อง รวมถึงอาจทาให้ทราบคุณลักษณะหรือตัวแปรที่ศึกษา
และประชากรเปา้ หมาย นอกจากนผ้ี ู้ควบคุมงานวิจัยจะได้ใช้ประโยชน์จากวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ในการประเมินความสาเร็จของโครงการวิจัย
ข้อพจิ ารณาในการเขยี นวตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั ที่ดมี ดี งั นี้
1. ควรระบเุ ป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจนเรียงตามลาดับเป็นประเด็น ๆ สอดคล้องกับความเป็นมา
และความสาคญั ของปญั หา วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัยไม่ควรมีมากหลากหลายประเด็นเพราะจะทาให้
ไม่เห็นจดุ สาคัญหลักของการวจิ ัย (Hussey and Hussey, 1997: 132)
2. ควรเขียนประโยคบอกเล่ามากกว่าท่ีจะเป็นประโยคคาถาม แต่อาจเขียนในรูปของ
การเปรียบเทยี บหรือความสัมพันธ์
3. ควรเขียนในลกั ษณะทีส่ ั้น กะทัดรัด ใชภ้ าษาทอ่ี ่านเขา้ ใจได้ง่าย
4. ควรหลีกเล่ยี งการใชค้ าทม่ี ีความหมายหลายความหมาย
5. วตั ถุประสงค์ทกุ ข้อทเ่ี ขียนไวจ้ ะตอ้ งสามารถดาเนินการได้
ทั้งนี้ผู้วิจัยต้องพึงระวังไม่นาประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมาเขียนไว้ในวัตถุประสงค์
การวจิ ยั เพราะวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ัยเป็นเร่อื งที่ต้องทา แต่ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับเป็นผลท่ีคาดว่า
จะเกดิ ข้นึ หลังจากสน้ิ สดุ การวจิ ัยแล้ว
ตัวอยา่ งท่ี 16.2 การเขียนวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย การวจิ ยั เร่ือง “การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน
อตุ สาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” (พรเลิศ อาภานุทัต
และพรสิน สภุ วาลย์, 2557)
310
วัตถุประสงคก์ ารวิจยั
1. เพื่อศึกษาการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม
ในประเทศไทย
2. เพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาด
กลางและขนาดยอ่ มในประเทศไทย
3. เพ่ือเสนอแนะเชิงนโยบายในการสร้างแรงจูงใจหรือกระตุ้นให้อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาด
กลางและขนาดยอ่ มนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
16.1.3 ขอบเขตการวิจยั
ขอบเขตการวิจัยเป็นส่วนที่กาหนดว่าการวิจัยนี้ครอบคลุมถึงอะไรบ้างและมีขอบเขต
กว้างขวางเพยี งใด เนื่องจากผวู้ ิจยั ไม่สามารถทาการศึกษาได้ครบถ้วนในทุกแง่มุมของปัญหาการวิจัย
เช่น ขอบเขตของช่วงเวลา ขอบเขตของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ขอบเขตของสถานที่หรือพื้นท่ี
ท่ีจะรวบรวมข้อมูล ขอบเขตที่เก่ียวกับคุณลักษณะของตัวแปร รวมถึงขอบเขตวิธีการและชนิดของ
เครอื่ งมือทีจ่ ะใช้ ท้ังนีเ้ พ่ือให้งานวิจัยมีความชัดเจนสามารถดาเนินการได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของ
การวจิ ยั ท่ีต้ังไว้ตามความเหมาะสมกบั งบประมาณ แรงงาน และเวลา
ตัวอยา่ งท่ี 16.3 การเขียนขอบเขตการวิจัย การวิจัยเร่ือง “การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน
อตุ สาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” (พรเลิศ อาภานุทัต
และพรสนิ สุภวาลย์, 2557)
ขอบเขตการวจิ ัย
ศกึ ษาเฉพาะกจิ การอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดยอ่ มในประเทศไทยตามเกณฑ์การจัด
ขนาดอุตสาหกรรมของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและเปน็ อตุ สาหกรรมประเภทแปรรปู อาหาร
16.1.5 การทบทวนวรรณกรรม
การทบทวนวรรณกรรมในข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นการทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้น
ทีเ่ ปน็ การวิเคราะหเ์ น้อื หาสาระหลัก ๆ ของทฤษฎแี ละงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้องทค่ี รอบคลมุ ประเด็นท่ีศึกษา
ส่ิงท่ีสาคัญมากประการหน่ึงที่ผู้วิจัยต้องไม่ลืมในการทบทวนวรรณกรรมคือจริยธรรมทางวิชาการ
ท่ีผู้วิจัยจะต้องระบุว่าส่วนใดของเนื้อหาสาระที่นามาใช้เป็นผลงานของนักวิชา การท่านใด
ด้วยการอ้างองิ (ดูรายละเอยี ดการทบทวนวรรณกรรมเพ่ิมเติมจากบทที่ 4)
16.1.6 สมมติฐานและกรอบแนวคิดในการวิจยั
สมมติฐานการวิจัยเป็นข้อความท่ีคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์หรือ
ตัวแปรทีศ่ กึ ษา กรอบแนวคิดในการวิจยั ได้มาจากการนาสมมติฐานการวิจัยมาเขียนรวมกันอย่างเป็น
ระบบและมีความเช่ือมโยงกัน กรอบแนวคิดในการวิจัยจึงเป็นการแสดงความเช่ือมโยงของตัวแปร
ท่ีเกิดจากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีและผลงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องตลอดจนถึงแนวคิดของผู้วิจัย
กรอบแนวคิดในการวิจัยนิยมแสดงเป็นแบบจาลองหรือแผนภาพ กรอบแนวคิดในการวิจัยท่ีดีต้อง
311
แสดงทิศทางความสมั พันธข์ องตวั แปรท่ีตรงประเดน็ สอดคลอ้ งกับความสนใจในเร่ืองที่วิจัยมีความง่าย
ไม่สลบั ซบั ซ้อน หลักการเขียนกรอบแนวคิดในการวิจัยคือ การเขียนตัวแปรอิสระไว้ด้านซ้ายมือและ
ตัวแปรตามอยู่ด้านขวามือแล้วเขียนลูกศรจากตัวแปรอิสระโยงไปยังตัวแปรตาม (ดูรายละเอียด
เพิ่มเติมในบทท่ี 6)
ตัวอยา่ งท่ี 16.4 การเขียนสมมติฐานการวิจัย การวิจัยเร่ือง “การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน
อุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” (พรเลิศ อาภานุทัต
และพรสิน สุภวาลย์, 2557)
สมมตฐิ านการวจิ ัย
1. ลักษณะของเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลต่อระดับการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน
อตุ สาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม
2. ลักษณะขององค์กรส่งผลต่อระดับการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร
ขนาดกลางและขนาดยอ่ ม
3. สภาพแวดล้อมภายนอกสง่ ผลต่อระดับการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร
ขนาดกลางและขนาดยอ่ ม
ตัวอย่างท่ี 16.5 การเขยี นกรอบแนวคิดในการวิจยั การวิจัยเร่อื ง “การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
ในอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” (พรเลิศ อาภานุทัต
และพรสิน สภุ วาลย์, 2557)
หกกรฟอกบแนวคิดการวิจยั
ลกั ษณะของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ประโยชนข์ องเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ความเข้ากันได้
- ความซบั ซ้อน
- ต้นทุน
ลักษณะขององคก์ าร ระดบั การนาเทคโนโลยี
- ความมงุ่ มน่ั ของผู้บรหิ าร สารสนเทศมาใช้
- ขนาดขององคก์ ร
ปัจจัยแวดล้อมภายนอก
- การรบั รถู้ ึงความสาคญั ของผู้มสี ่วนได้สว่ นเสยี
- การใช้เทคโนโลยีของคู่แข่งขนั
- การมปี ฏิสมั พันธก์ บั องคก์ รภายนอก
312
16.1.7 ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รับ
ผู้วิจัยจะต้องประเมินว่าเมื่อได้ศึกษาเร่ืองน้ีเสร็จสิ้นแล้วจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง
ท้ังในด้านวิชาการ เช่น การค้นพบความรู้ใหม่หรือทฤษฎีใหม่ หรือด้านการนาไปประยุกต์ใช้ เช่น
นาไปใชใ้ นการวางแผน การตดั สินใจ หรอื กาหนดนโยบาย
ข้อพิจารณาในการเขยี นประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั
1. เขยี นเปน็ ขอ้ ๆ เรียงตามลาดับความสาคัญ
2. ควรเขยี นให้เห็นวา่ ผลการการวจิ ัยจะเกิดประโยชน์กับคนกลุม่ ใด หรอื หน่วยงานใด
3. ควรแสดงให้เห็นว่าผลการศกึ ษานี้จะนาไปทาอะไรต่อได้อีกบ้าง
ตัวอย่างท่ี 16.6 การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ การวิจัยเร่ือง “การนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” (พรเลิศ
อาภานุทตั และพรสนิ สุภวาลย์, 2557)
ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รับ
1. ทาใหท้ ราบถึงสภาพของการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในธุรกิจแปรรูปอาหารขนาดกลาง
และขนาดยอ่ มของประเทศ
2. ทาให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในธุรกิจแปรรูปอาหาร
ขนาดกลางและขนาดยอ่ มของประเทศ
3. ขอ้ มูลทไ่ี ด้จากการศกึ ษาสามารถนาไปเปน็ แนวทางสาหรับธรุ กิจในการพัฒนาการนาเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ประโยชน์ในกิจการ และสาหรับหน่วยงานภาครัฐท่ีเกี่ยวข้องในการส่งเสริมและสนับสนุน
การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ในธรุ กจิ แปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาดยอ่ มของประเทศ
16.1.8 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะในการวจิ ยั
ในการวจิ ัยอาจมีคาบางคาทมี่ คี วามหมายหลายอย่างที่อาจเข้าใจไม่ตรงกัน หรือมีบางคา
ทผ่ี ูอ้ ่านอาจไม่คนุ้ เคย ดังน้ันผู้วจิ ยั ต้องนยิ ามคาตา่ ง ๆ เหล่าน้นั ใหช้ ดั เจนและเฉพาะเจาะจงในประเด็น
ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การวจิ ัย เพ่อื ใหผ้ ู้วจิ ยั และผูอ้ ่านงานวิจัยเขา้ ใจตรงกนั
ตัวอยา่ งท่ี 16.7 การเขียนนิยามศัพท์เฉพาะ การวิจัยเร่ือง “การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน
อตุ สาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” (พรเลิศ อาภานุทัต
และพรสนิ สุภวาลย์, 2557)
313
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
คาตา่ ง ๆ ทใี่ ชใ้ นการศึกษาครง้ั น้ีขอใหน้ ิยามความหมายดังตอ่ ไปน้ี
ธรุ กิจขนาดกลางและขนาดยอ่ ม หรือ วสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาด หมายถงึ กิจการอุตสาหกรรม
การผลติ กิจการคา้ สง่ และค้าปลีกและกจิ การบรกิ าร
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) หมายถึง การนาเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้าง
มูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศ ทาให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวางมากข้ึน ได้แก่
เครื่องคอมพวิ เตอร์ และอปุ กรณ์รอบขา้ ง ขั้นตอน วธิ กี ารดาเนินการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ เกี่ยวข้องกับ
ตัวข้อมลู เกย่ี วข้องกับบุคลากร เก่ยี วขอ้ งกบั กรรมวธิ ีการดาเนนิ งานเพ่อื ให้ขอ้ มูลเกดิ ประโยชน์สูงสดุ
อุตสาหกรรมอาหาร หมายถึง อุตสาหกรรมที่นาผลผลิตจากภาคเกษตรซึ่งได้แก่ ผลผลิตจากพืช
ปศสุ ัตว์ และ ประมง มาใช้เป็นวัตถดุ ิบหลกั ในการผลติ สนิ คา้ กง่ึ สาเรจ็ รูป หรือสนิ ค้าสาเรจ็ รูปที่มีอายุการเก็บ
รกั ษานานข้ึน และสามารถนาไปใช้ในขั้นต่อไป หรือนาบริโภค โดยผ่านกระบวนการแปรรูปท่ีประกอบด้วย
เทคโนโลยตี า่ ง ๆ
16.1.9 วิธดี าเนนิ การวิจัย
ในส่วนของวิธีการดาเนินการวิจัยในข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นส่วนที่ต้องมีรายละเอียด
ท่ีแสดงให้เหน็ อย่างชัดเจนว่าผวู้ ิจัยจะดาเนนิ การอะไรและอย่างไรเพื่อใหแ้ นใ่ จว่าจะสามารถบรรลุตาม
วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย (Saunders et al., 2009: 43) รายละเอียดของวธิ กี ารดาเนนิ การวจิ ยั ท่ีต้อง
นาเสนอควรประกอบด้วย
1. แบบการวจิ ยั ควรระบวุ ่าการศกึ ษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบใด ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพ
(แบบชาติพนั ธ์ุวรรณนา แบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล หรือ การศึกษาเฉพาะกรณี) การวิจัยเชิงปริมาณ
(เชิงสารวจ หรือ เชงิ ทดลอง) หรือการวจิ ัยแบบผสม
2. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ควรกล่าวถึงลักษณะและขนาดของประชากรที่ศึกษา
รวมถึงหน่วยวิเคราะหท์ ่ีสอดคล้องกับวตั ถุประสงคก์ ารวิจยั
3. กลุม่ ตัวอยา่ ง ควรกลา่ วถึงขนาดของกลุม่ ตัวอย่างและวิธกี ารคดั เลอื กหรอื สุ่มตัวอย่าง
พร้อมทัง้ ควรให้เหตผุ ลประกอบดว้ ยว่าเพราะเหตุใดจงึ ใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดเท่านั้น และเพราะเหตุใด
จงึ คดั เลือกหรือสมุ่ ตวั อย่างด้วยวิธกี ารน้นั
4. เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ควรกล่าวถึงลักษณะประเภทของเครื่องมือ เช่น
เปน็ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ หรือการสนทนากลุ่ม และควรระบุให้เห็นว่าเคร่ืองมือท่ีจะใช้ได้มา
อย่างไร ผู้วิจัยพัฒนาจะขึ้นเองหรือนามาจากงานวิจัยอื่น รวมถึงควรกล่าวถึงการทดสอบความ
เทย่ี งตรงและความเชื่อมัน่ ของเครอื่ งมอื ท่ีใช้
5. วธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูล ควรระบุว่าผวู้ จิ ัยจะเก็บข้อมลู อย่างไร จะเก็บตัวอย่างด้วย
ตนเองหรือเก็บขอ้ มูลทางไปรษณยี ์ จะเก็บจากท่ใี ด และในช่วงเวลาใด
6. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล ควรกลา่ วถึงเทคนิควิธีทางสถติ ทิ จี่ ะใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล
314
16.1.10 ระยะเวลาในการดาเนินการวจิ ยั
ผวู้ จิ ัยต้องระบุระยะเวลาท่จี ะใช้ในการดาเนินการวิจัยว่าจะใช้เวลานานเท่าใด โดยท่ัวไป
นิยมแสดงด้วย Gantt chart เพราะสามารถเข้าใจง่ายและเห็นระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละข้ันตอนของ
การดาเนินการวจิ ัย ดังตัวอย่างท่ี 16.8
ตวั อยา่ งที่ 16.8 Gantt chart แสดงระยะเวลาการดาเนินงาน
ระยะเวลาการดาเนนิ งาน
กจิ กรรม เดือน
ม.ี ค. เม.ย พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย.
1.ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั
ท่เี กย่ี วข้อง
2.สร้างเครอื่ งมือที่ใชใ้ นการวิจัย
3.ทดสอบเคร่อื งมือ
4.เกบ็ ข้อมูล
5.ประมวลผลและวิเคราะห์
ขอ้ มูล
6.เขียนรายงานการวิจยั
7.เสนอรายงานการวจิ ยั และ
เผยแพรง่ านวิจยั
16.1.11 งบประมาณและคา่ ใช้จา่ ยในการวจิ ัย
การกาหนดงบประมาณการวิจัยควรเสนอค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่ เช่น หมวด
ค่าตอบแทน หมวดค่าใช้สอย และหมวดค่าสาธารณูปโภค ท้ังน้ีในแต่ละหมวดควรให้รายละเอียด
เพ่ิมเติม เช่น หมวดค่าตอบแทน ได้แก่ ค่าตอบแทนที่ปรึกษา ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย เป็นต้น หมวด
คา่ ใช้สอย ไดแ้ ก่ คา่ ใชจ้ ่ายในการจดั เกบ็ ข้อมูล คา่ ใช้จา่ ยในการจดั ประชุม ค่าใช้จ่ายในวิเคราะห์ข้อมูล
ค่าใช้จา่ ยในการจัดทาเอกสาร เป็นต้น หมวดค่าสาธารณูปโภค ได้แก่ ค่าไปรษณีย์ โทรสาร โทรศัพท์
เป็นต้น
16.1.12 รายช่อื ประวตั ยิ ่อของผูว้ จิ ยั และผู้ร่วมวิจัย
ผู้ใหท้ นุ วิจยั มกั จะใช้ประวตั ขิ องผวู้ จิ ัยประกอบการพิจารณาให้ทุนวิจัย ประวัติของผู้วิจัย
ควรประกอบด้วยประวตั ิส่วนตวั (ได้แก่ ช่ือ สกลุ เพศ การศึกษา) ประวัติการทางาน และผลงานทาง
วชิ าการต่าง ๆ นอกจากน้ีกรณีท่ีมีผู้วิจัยร่วมกันหลายคนควรระบุตาแหน่งหน้าที่ของผู้วิจัยในการทา
วจิ ัยน้วี า่ ใครเป็นทป่ี รึกษาโครงการ ใครเป็นหัวหน้าโครงการ และใครเปน็ ผรู้ ว่ มโครงการ
315
16.2 การเขยี นรายงานการวจิ ยั
การเขียนรายงานการวจิ ยั เป็นการรายงานผลงานวิจัยเพ่ือเผยแพร่ให้ผู้อ่ืนรับทราบและ
เขา้ ใจถงึ สิ่งทไ่ี ดค้ ้นพบจากการวจิ ัยว่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้และหรือเป็นประโยชน์
ในการนาไปใช้หรือไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างไร การเขียนรายงานจึงมีความสาคัญมาก
ท่ีผู้วิจัยจะต้องมีทักษะในการเขียนท่ีสามารถสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างละเอียดได้ในทุกขั้นตอน
ของการดาเนินการวิจัย ต้ังแต่ความเป็นมาของปัญหา การทบทวนวรรณกรรม การต้ังสมมติฐาน
การออกแบบการวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล ตลอดจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและการสรุป
ผลการวจิ ัย
ผู้วิจัยควรลงมือบันทึกและเริ่มเขียนร่างรายงานการวิจัยในระหว่างการดาเนินการวิจัย
ไม่ควรรอจนเสร็จสิ้นงานวิจัยแล้วค่อยเริ่มเขียน (Hussey and Hussey, 1997: 276) สาหรับงาน
วิทยานพิ นธ์ของนักศึกษาพบบ่อยครั้งวา่ นกั ศึกษาจะผัดวันประกันพรุ่งท่ีจะการเขียนรายงานการวิจัย
มักรอเวลาจวนตัวแล้วจึงค่อยเขียน ทาให้เกิดปัญหาอุปสรรคอย่างมากและบางคนถึงกับไม่สาเร็จ
การศึกษา (Torrance, Thomas and Robinson, 1992 อ้างถึงใน Hussey and Hussey , 1997:
277) นักศึกษาบางคนไม่เริ่มเขียนรายงานการวิจัยเพราะยังต้องการทบทวนวรรณกรรมที่ทันสมัย
ต้องการข้อมูลใหม่ ๆ หรือตอ้ งการเก็บข้อมลู เพ่ิมเพราะเห็นว่าส่ิงต่าง ๆ ท่ีศึกษายังมีการเปล่ียนแปลง
ฮัสเซย์และฮัสเซย์ (Hussey and Hussey, 1997: 278) แนะนาว่านักศึกษาควรพิจารณาตัดสินใจยุติ
การทบทวนวรรณกรรมหรอื เกบ็ ขอ้ มลู เพิม่ เติม ณ จุดใดจุดหนึ่งที่เห็นว่ามีข้อมูลพอสมควรและไม่ต้อง
กังวลถึงการเปลี่ยนแปลงทจ่ี ะเกิดข้ึนหลงั จากนน้ั
16.2.1 สว่ นประกอบของรายงานการวิจยั
การเขียนรายงานการวจิ ยั อาจมีความแตกต่างกันตามลักษณะของงานวิจัย วัตถุประสงค์
การวจิ ยั และความตอ้ งการของผ้วู ิจยั แต่โดยท่วั ไปรายงานการวจิ ยั มกั ประกอบด้วย 3 สว่ น คอื
16.2.1.1 ส่วนประกอบตอนต้น ซึง่ มกั ประกอบดว้ ย
1) ชอื่ เรือ่ ง
2) กิตติกรรมประกาศ เป็นข้อความท่ีแสดงความขอบคุณแก่ผู้ท่ีมี
ส่วนชว่ ยให้การดาเนนิ การวิจัยนสี้ าเรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยดี
3) บทคัดย่อ นับเป็นส่วนท่ีสาคัญท่ีสุดเพราะผู้อ่านงานวิจัยทุกคน
จะต้องอ่านส่วนน้ีซึ่งเป็นส่วนสรุปสาระสาคัญ บทคัดย่อมักจะประกอบด้วยเน้ือหาที่สาคัญ ๆ ใน 4
ประเดน็ คือ วตั ถปุ ระสงค์หรือคาถามของการวจิ ัย วธิ ีวิจัย ข้อค้นพบท่ีสาคัญจากการวิจัย และผลสรุป
ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย (Saunders et al., 2009: 532) โดยทั่วไปควรมีความยาว 300-500
คา (Smith, 1991)
4) คานา เป็นส่วนทีก่ ลา่ วถึงความเป็นมาหรอื เหตผุ ลในการวิจยั
5) สารบญั รวมถงึ สารบัญตาราง และสารบญั รปู
316
ตวั อยา่ งท่ี 16.9 การเขยี นบทคดั ยอ่ การวิจัยเรอื่ ง “การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ้ นอุตสาหกรรม
อาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” (พรเลิศ อาภานุทัต และพรสิน
สุภวาลย,์ 2557)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ได้บูรณาการทฤษฎีสถาบัน ทฤษฎีการพึ่งพาทรัพยากร และทฤษฎีการยอมรับด้วย
คุณสมบัตขิ องนวัตกรรม มาพฒั นาเปน็ กรอบแนวคิดเพ่อื ศกึ ษาหาปจั จัยทสี่ ง่ ผลต่อการนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใช้ในกจิ การอตุ สาหกรรมแปรรปู อาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูลไดแ้ ก่แบบสอบถามโดยข้อมลู ได้มาจากกิจการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาด
ย่อมท่ัวประเทศจานวน 177 แห่งจากการส่งแบบสอบถามไปจานวน 800 แห่ง และการสัมภาษณ์ผู้บริหาร
จานวน 8 รายผลจากการทดสอบสมมติฐานด้วยวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นข้ันตอน (Stepwise
multiple regression) พบว่า ความเข้ากันได้ของเทคโนโลยีสารสนเทศกับปัจจัยพ้ืนฐานของกิจการความ
ไดเ้ ปรยี บเชงิ เปรียบเทียบ การรบั ร้ถู งึ ความสาคญั ของผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสียขนาดกิจการ ความมุ่งม่ันของผู้บริหาร
และค่าใชจ้ า่ ยในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกิจการ
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์สมมติฐานและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ
สามารถเสนอแนะในเชิงนโยบายได้ว่ารัฐควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างความรู้และความเข้าใจ
เกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศให้กับกจิ การอตุ สาหกรรมแปรรปู อาหารขนาดกลางและขนาดย่อม ควรสนับสนุน
กิจการอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน ตลอดจนควรมีมาตรการจูงใจกิจการท่ีมีความตั้งใจ และ
ยกระดบั การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ นกจิ การ ไดแ้ ก่ การใช้นโยบายทางภาษี หรอื การให้กู้ยืมเงินสาหรับ
การสรา้ งระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศในอัตราดอกเบ้ียที่ต่า
16.2.1.2 สว่ นเนอ้ื เรื่อง ซึง่ อาจเป็นบท ๆ ดงั นี้
1) บทท่ี 1 มักเป็นบทนาซ่ึงประกอบด้วย ท่ีมาและความสาคัญของ
ปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย ข้อตกลงเบื้องต้น (ถ้ามี) ขอบเขตการวิจัย ข้อจากัดของการวิจัย
และนิยามศพั ทเ์ ฉพาะในการวจิ ยั ผู้อ่านงานวิจัยหรือผู้ตรวจสอบงานวิทยานิพนธ์มักจะให้ความสนใจ
เป็นพิเศษกับบทนาและบทสรุปผลการวิจัย ดังนั้นผู้วิจัยหรือนักศึกษาควรเขียนหรือปรับปรุงบทนา
หลังจากท่ีเขียนบทสรุปผลการวิจัย เพราะสองบทนี้จะต้องมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน
นอกจากนี้คาถามการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยอาจมีความชัดเจนมากขึ้นระหว่างการทาวิจัย
ดงั นนั้ ผู้วิจัยไม่ควรคดั ลอกบทนาท้ังหมดมาจากข้อเสนอโครงการวิจัย (Hussey and Hussey, 1997:
287)
2) บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม ประกอบด้วยรายละเอียดของ
แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาสมมติฐานการวิจัย และกรอบแนวคิดในการวิจัย
(กล่าวแลว้ ในบทท่ี 4 และ 5)
3) บทที่ 3 ระเบียบวิธีและการดาเนินการวิจัย เป็นบทท่ีนาเสนอ
รายละเอยี ดของการดาเนินการวิจัยว่าจะดาเนินการอะไรและอย่างไร
จะเห็นได้ว่าในบทท่ี 1 ถึง 3 จะมีเนื้อหาบางส่วนเหมือนข้อเสนอ
โครงการวิจัย หากแต่การเขียนรายงานการวิจัยจะเขียนเป็นรูปอดีตกาลเนื่องจากเป็นการเขียน
317
ตามส่ิงที่ได้ทาสาเร็จไปแล้ว ต่างจากการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยท่ีเป็นการเขียนในรูปอนาคต
เนอ่ื งจากเปน็ แผนงานทผี่ วู้ จิ ยั จะทา
4) บทท่ี 4 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ซงึ่ ตอ้ งนาเสนออย่างละเอยี ดและจดั เรียงตามลาดับของวัตถปุ ระสงค์และสมมตฐิ านการวิจัย โดยเขียน
ใหไ้ ด้ใจความที่ชัดเจน กะทดั รดั ตรงไปตรงมา การนาเสนออาจมี แผนภูมิ หรอื ตารางประกอบ เพื่อให้
การตีความของข้อมูลมคี วามชัดเจนและง่ายตอ่ การทาความเขา้ ใจ
5) บทที่ 5 สรปุ ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ มีรายละเอียด
การเขยี นดังน้ี
(1) การสรุปผลการวิจัยเป็นการสรุปสาระสาคัญที่เกี่ยวกับ
การทาวิจัยทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบอย่างย่อ ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของงานวิจัยตั้งแต่ปัญหา
สาคัญ วิธีการศึกษา และผลการวิจัย การเขียนสรุปผลการวิจัยควรเขียนในประเด็นที่ สาคัญ ๆ
อย่างสมเหตสุ มผล อยู่ในกรอบของประชากรทีศ่ ึกษา และครอบคลุมวัตถุประสงค์และสมมตฐิ าน
(2) สว่ นการอภปิ รายผล เป็นการตีความข้อค้นพบที่ได้จากการ
วิจัย เพ่ืออธบิ ายยนื ยนั วา่ ขอ้ ค้นพบจากการวจิ ยั มีความสอดคล้องกบั หรือความแตกต่างจากสมมติฐาน
การวจิ ยั อย่างไร และข้อค้นพบน้ันสนับสนุนทฤษฎีที่เก่ียวข้องหรือไม่อย่างไร การเขียนการอภิปราย
ผลการวจิ ัยควรเขยี นดว้ ยเหตผุ ลและหลักฐาน ไมค่ วรใช้ความคดิ หรือความร้สู ึกสว่ นตัวของผู้วจิ ัย
(3) ข้อเสนอแนะ เปน็ สว่ นทผ่ี ู้วจิ ยั จะเสนอแนะเกีย่ วกับการวิจัย
โดยใช้ขอ้ มลู จากการวิจัยเป็นฐานในการเขียน เช่น การเสนอแนะถึงการนาข้อค้นพบท่ีได้ไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ หรอื เสนอแนะว่าควรทาวิจยั ในประเดน็ ใดตอ่ จากงานวจิ ยั น้ี เป็นต้น
16.2.1.3 ส่วนประกอบตอนท้าย ประกอบด้วยบรรณานุกรมและภาคผนวก
บรรณานุกรมเป็นส่วนท่นี าเสนอรายละเอียดของแหล่งท่ีมาของข้อความหรือเนื้อหาที่อ้างอิง สาหรับ
ภาคผนวกจะเป็นส่วนของเน้ือหาเพ่ิมเติมท่ีผู้วิจัยเห็นว่าผู้อ่านน่าจะสนใจท่ีจะรู้ (interesting to
know) มากกว่าจาเปน็ ท่ีตอ้ งรู้ (essential to know) เพราะเนือ้ หาทผี่ ู้อา่ นจาเปน็ ต้องรู้ควรอยู่ในส่วน
ของเนื้อเรื่อง เน้ือหาในภาคผนวกควรจะมีให้น้อยท่ีสุดเพราะเป็นส่วนที่ผู้อ่านบางคนอาจจะไม่อ่าน
(Saunders et al., 2009: 540) เน้ือหาที่นิยมใส่ไว้ในภาคผนวก ได้แก่ ตัวอย่างแบบสอบถาม และ/
หรือแบบสมั ภาษณ์
สรปุ
ข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นรายงานของแผนการดาเนินงานท่ีจัดทาขึ้นเพ่ืออธิบาย
จุดมุ่งหมายของการศึกษา และรายละเอียดแต่ละข้ันตอนในการดาเนินงานวิจัย โดยทั่วไปข้อเสนอ
โครงการวิจัยทางสังคมศาสตร์มักประกอบด้วยหัวข้อสาคัญ ๆ ได้แก่ ช่ือโครงการวิจัย ความเป็นมา
และความสาคัญของปัญหา วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย ขอบเขตการวจิ ยั ทฤษฎีและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง
หรือการทบทวนวรรณกรรม สมมติฐานและกรอบแนวคิดในการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
จากการวิจัย นิยามศัพท์ในการวิจัย ระเบียบวิธีดาเนินการวิจัย ระยะเวลาในการดาเนินงานวิจัย
งบประมาณและคา่ ใชจ้ ่ายในการวิจยั บรรณานกุ รม ภาคผนวก (ถ้าม)ี ประวตั ิของผดู้ าเนนิ การวจิ ยั
318
รายงานการวิจัย เป็นการรายงานผลงานวิจัยเพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นรับทราบและเข้าใจถึง
สิ่งที่ได้ค้นพบจากการวิจัยว่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้และหรือเป็นประโยชน์ในการ
นาไปใช้หรือไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างไร โดยทั่วไปรายงานการวิจัยมักประกอบด้วย
3 ส่วน คือ ส่วนประกอบตอนต้น ซึ่งมักประกอบด้วย ช่ือเร่ือง กิตติกรรมประกาศ บทคัดย่อ คานา
สารบัญ สารบัญตาราง และสารบัญรูป ส่วนเน้ือเรื่อง ซึ่งมักเขียนเป็นบท ๆ ได้แก่ บทที่ 1 มักเป็น
บทนา บทท่ี 2 การทบทวนวรรณกรรม กรอบแนวคิดในการวิจัย สมมติฐานการวิจัย (ถ้ามี) บทท่ี 3
ระเบยี บวิธแี ละการดาเนินการวจิ ัย บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล
และข้อเสนอแนะ และส่วนประกอบตอนท้าย ซึ่งมักประกอบด้วยการเขียนเอกสารอ้างอิงหรือ
บรรณานุกรม
เอกสารอา้ งองิ
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย. คณะอักษรศาสตร.์ ภาควชิ าบรรณารกั ษศาสตร์. 2538. การคน้ ควา้
และเขียนรายงาน. กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . บณั ฑิตวิทยาลัย. ม.ป.ป. การทาวิทยานพิ นธ์ [แผ่นดิสก]์ .
กรงุ เทพมหานคร: บัณฑิตวทิ ยาลัย.
พรเลศิ อาภานุทัต และคณะ. 2548. การศึกษาเชงิ ลกึ การมีงานทาของกาลังคนระดบั กลาง
และระดับสูง เพอื่ เพิม่ ผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ:
อตุ สาหกรรมอาหาร. รายงานการวจิ ยั . สานกั งานพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม.
พรเลิศ อาภานทุ ตั และพรสิน สภุ วาลย์. 2557. ปจั จัยท่ีสง่ ผลต่อการนาเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใชใ้ นอตุ สาหกรรมแปรรปู อาหารขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย.
รายงานการวิจยั มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร.
มหาวทิ ยาลยั มหิดล. บัณฑติ วทิ ยาลัย. 2541. ข้อกาหนดวิทยานพิ นธ.์ พิมพ์ครงั้ ที่ 2.
กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหิดล.
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร. 2557. คู่มือการเขียนผลงานทางวิชาการ. กรุงเทพฯ: โครงการ
ส่งเสรมิ และพัฒนาศกั ยภาพคณาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร.
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์. คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์. ภาควิชาบรรณารกั ษศาสตร.์
2538. การใชห้ อ้ งสมุดและทกั ษะการเรียน. พมิ พ์คร้งั ท่ี 3. ปตั ตาน:ี
มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร.์
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. บณั ฑิตวิทยาลัย. 2543. คมู่ อื การพมิ พว์ ิทยานพิ นธ์และเอกสาร
ทางวิชาการ. กรุงเทพมหานคร: กองบรกิ ารคาสอนและสิง่ พมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั
หอการคา้ ไทย.
สานักงานคณะกรรมการวิจยั แหง่ ชาต.ิ 2547. ตาราชดุ ฝกึ อบรมหลกั สตู ร “นักวจิ ยั ”.
พมิ พค์ รง้ั ที่ 2. ม.ป.ท.
Cooper, D. R. and Schindler, P. S. 2014. Business Research Methods. 12th ed.
Boston, MA and Burr Ridge, IL: McGraw-Hill.
Creswell, J. W . 2003. Research Design: Qualitative and Quantitative
319
Approaches. 2nd ed. Thousand Oaks: Sage.
Hussey, J. and Hussey, R. 1997. Business Research: A Practical Guide for
Undergraduate and Postgraduate Students. Wilshire: Antony Rowe.
Saunders, M., Lewis, P. and Thornhill A. 2009. Research Methods for Business
Students. 5th ed. Harlow: FT Prentice Hall.
Smith, C. B. 1991. A Guide to Business Research. Chicago, IL: Nelson-Hall.
Torrance, M., Thomas, G. V. and Robinson, E. J. 1992. "The Writing Experiences of
Social Science Research Students." Studies in Higher Education 17, 1:
155-67.
Zikmund, W. G., Babin B. J., Carr, J. C. and Griffin, M. 2010. Business Research
Methods. 8th ed. Ohio: South-Western/Cengage Learning.
บทท่ี 17
การเขยี นอางอิงและบรรณานกุ รม
ในการเขียนรายงานการวิจัย หากผูวิจัยไดหยิบยกเน้ือหาสาระหรือผลงานของผูอื่น
มากลาวอางในงานวิจัย ผูวิจัยจะตองบอกที่มาของขอความท่ีกลาวอางน้ันวามาจากบทความ หรือ
หนังสือเลมใด และเป%นผลงานของใคร โดยตองมีการอางอิงอยางถูกตองและครบถวนเพื่อทําให
ขอความที่กลาวถึงมีน้ําหนักและเพ่ือเป%นเกียรติแกเจาของผลงานนั้น ๆ ดวย การนําผลงานของผูอ่ืน
มากลาวโดยไมมีการอางอิงถือวาเป%นการผิดจรรยาบรรณทางวิชาการและยังเป%นการกระทําท่ีผิด
กฎหมายดวย
การเขียนอางองิ ในรายงานการวิจัยมี 2 ลกั ษณะ คือ การเขียนอางอิงแทรกในเน้ือหาและ
การเขียนเอกสารอางอิงหรือบรรณานุกรมที่อยูในสวนทายของรายงานการวิจัย การเขียนอางอิง
มีหลายรูปแบบ โดยแตละรูปแบบจะมีรายละเอียดเหมือนกันแตแสดงการเขียนแตกตางกัน ไดแก
แบบระบบฮาร3เวิร3ด (Harvard system) แบบระบบแวนคูเวอร3 (Vancouver system) เป%นตน
นอกเหนือจากระบบดังกลาว หนังสือและวารสารในแตละสํานักพิมพ3อาจมีรูปแบบการเขียนอางอิง
ของตนเองที่แตกตางกันไป อยางไรก็ตามไมวาจะเขียนอางอิงดวยวิธีรูปแบบใด หลักสําคัญของการเขียน
คือจะตองมีความถูกตองครบถวนสมบูรณ3 และมีรูปแบบอยางเดียวกันตลอดทั้งเลม บทน้ีจะกลาวถึง
การเขียนอางอิงแทรกในเน้ือหา และการเขียนเอกสารอางอิงหรอื บรรณานุกรมซึ่งจะใชเป%นแนวในการ
เขยี นท้งั ขอเสนอโครงการวจิ ัยและรายงานการวจิ ยั
17.1 การเขยี นอางองิ แทรกในเน้ือหา
การเขียนอางอิงแทรกในเนื้อหา (citation) เป%นการเขียนอางถึงเน้ือหา ขอมูล รายงาน
หรือแนวคิดของบุคคลอ่ืนแทรกลงในเน้ือหาของรายงานวิจัย ซึ่งจะเป%นลักษณะการอางถึงอยางยอ ๆ
เพื่อบอกวาสิ่งที่อางถึงน้ันอยูในทรัพยากรสารสนเทศใดและเป%นการใหเกียรติเจาของความคิดน้ัน ๆ
การอางอิงแทรกในเน้ือหา มี 2 ระบบ คือ ระบบนาม-ปL (author-date) และระบบหมายเลข (number
system) ในท่ีน้ีจะขอกลาวถงึ เฉพาะระบบนาม-ปL เพราะเป%นระบบทเ่ี ป%นมาตรฐานนิยมใชในปจQ จบุ ัน
17.1.1 หลกั การเขยี นอางอิงแทรกในเนื้อหาตามระบบนาม-ป"
การเขียนอางอิงระบบนาม-ปLประกอบดวยขอมูลสําคัญ 3 สวน คือ 1) ชื่อผูแตง ผูผลิต
หรือผูใหขอมูล 2) ปLที่พิมพ3 ปLท่ีผลิต ปLท่ีปรากฏขอมูล หรือปLที่เขาถึงขอมูล และ 3) เลขหนาท่ีใช
ในการอางองิ ซงึ่ มีรายละเอียดวิธีการเขยี นดงั น้ี
17.1.1.1 การเขยี นผแู ตง% ผูผลิต หรือผูใหขอมูล
1) ผเู ขียนหรือผแู ตงท่เี ป%นบคุ คล
(1) ผเู ขยี นเป%นคนไทยสามัญชน ใหเขยี นเฉพาะชื่อและตามดวย
ชอื่ สกลุ และหากเป%นชาวตางประเทศใหเขียนเฉพาะชื่อสกุล (surname) ไมตองลงคํานําหนานามบอกเพศ
321
(นาย นาง นางสาว) ตําแหนงทางวิชาการ (ศ. รศ. ผศ.) คุณวุฒิ (ดร.) และอาชีพ (เชน นายแพทย3
เป%นตน) รวมถึงยศทางทหาร (เชน พล.อ. เป%นตน) ดงั ตัวอยาง
รศ.ดร. ทิพวรรณ หลอสวุ รรณรตั น3 เขียน ทพิ วรรณ หลอสุวรรณรัตน3
นายแพทย3ประดษิ ฐ3 สนุ ทรรตั น3 เขียน ประดษิ ฐ3 สนุ ทรรัตน3
ดร.พิเชษฐ3 ดุรงคเวโรจน3 เขยี น พเิ ชษฐ3 ดุรงคเวโรจน3
Michael E. Porter เขยี น Porter
(2) ผูเขียนทเี่ ป%นพระมหากษัตริย3 พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ3
และผเู ขียนทมี่ ีบรรดาศักด์ิ และสมณศกั ดิ์ ใหเขียนดงั ตัวอยาง
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี
พระราชวรวงศเ3 ธอ กรมหม่นื พทิ ยาลงกรณ3
สมเด็จกรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ
ม.ล.มานิจ ชุมสาย
คุณหญิงจนิ ตนา ยศสุนทร
พระราชวรธรรมโกศล
2) ผูเขียนหรือผูจัดทําหรือผูเผยแพรขอมูลที่เป%นหนวยงาน เชน
หนวยราชการ สถาบัน สมาคม สโมสร องค3การ หรือบริษัท ใหใสชื่อหนวยงานน้ัน ๆ แทนบุคคล
โดยเขียนช่ือหนวยงานใหญกอนแลวตามดวยหนวยงานลําดับรองและตามดวยหนวยงานยอย ถาเป%น
สิ่งพิมพ3ของหนวยราชการใหใสช่ือหนวยงานท่ีมีฐานะอยางนอยที่สุดเป%นกรม หรือเทียบเทากรม
เป%นหลักแลวตามดวยหนวยงานลําดับรองและลําดับยอย โดยใชเคร่ืองหมายจุลภาค (,) คั่นระหวาง
หนวยงานแตละระดบั ดงั ตัวอยาง
กรมสงเสริมการปกครองทองถน่ิ , กองนโยบายและแผนงาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
สาํ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร3, คณะวิศวกรรมศาสตร3
ธนาคารกสกิ รไทย
สภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
17.1.1.2 การเขียน ป"ที่พิมพ( ป"ที่ผลิต หรือป"ที่ปรากฏขอมูล เอกสารภาษาไทย
ใสเฉพาะตัวเลขปL พ.ศ. เอกสารภาษาตางประเทศใสเฉพาะใชตัวเลขปL ค.ศ. ซ่ึงเป%นปLท่ีปรากฏอยูใน
การพิมพ3 และใชปLท่ีพิมพ3 หรือปLท่ีเผยแพร หรือปLลิขสิทธ์ิลาสุด ถาไมมีปLท่ีพิมพ3หรือปLลิขสิทธิ์ใหใช
ม.ป.ป. ซ่ึงยอมาจากคําเต็มวา “ไมปรากฏปLพิมพ3” หรือ n.d. ยอมาจาก “no date” ใสแทน ยกเวน
ถาเปน% ขอมูลจาก www. และไมปรากฏปทL ี่เผยแพรใหใชปLท่เี ขาถงึ ขอมูลแทน
17.1.1.3 การเขียนเลขหนาท่ีอางถึง ถามีหนาเดียวใหใสตัวเลขหนาน้ันเลย
ถามีหลายหนาใหใสเลขหนาใดถึงหนาใด หรือหากมีหนาตอเนื่องใหใสเลขหนา เชน 25, 45-50
เป%นตน สําหรับขอมูลที่ไดจากการสมั ภาษณแ3 ละโสตทัศนวัสดุ หากไมมีเลขหนากไ็ มตองใส
322
17.1.2 แนวทางในการเขียนอางอิงแทรกในเนือ้ หา
แนวทางในการเขียนอางองิ แทรกในเน้ือหาสามารถเขยี นได 2 ลกั ษณะ คอื
17.1.2.1 การเขียนโดยการใชเนื้อหาหรือขอความนํา ใหอางอิงหลังขอความ
โดยระบชุ ่ือผแู ตงปทL ่พี มิ พ3และเลขหนาในวงเล็บ
……..ขอความ………….(ชอื่ ผแู ตง,/ปLทีพ่ ิมพ3:/เลขหนา)
การเขียนลักษณะนี้เป%นท่ีนิยมมากกวา ดังตัวอยางเชน ......ความจําเป%น
ตองไดมาซ่ึงทรพั ยากรทาํ ใหเกดิ การพึง่ พาซึ่งกันและกันระหวางองค3การ (Salancik, 1978: 121)
17.1.2.2 การเขียนโดยการใชช่ือผูแต%งนํา ใหเร่ิมตนดวยช่ือผูแตง ตามดวย
ปทL พ่ี ิมพแ3 ละเลขหนาในวงเล็บแลวตามดวยขอความ
(ปทL พ่ี ิมพ3:/เลขหนา)……ขอความ…………….
ดงั ตวั อยาง เชน พลอยไพลิน แสงสุวรรณ (2548: 23) กลาววา ปQจจัย
ทส่ี ําคญั ตอการนาํ ระบบการจดั การส่งิ แวดลอมมาใชในหนวยงานคือความรวมมือของพนักงาน
17.1.3 ตวั อยา% งการเขียนอางอิงแทรกในเนือ้ หา
17.1.3.1 การอางอิงเอกสารหนึง่ เลมที่มีผแู ตง 1 คน ใหระบุช่อื ผูแตง ปทL ี่พิมพ3
และเลขหนา ตามลาํ ดบั ดังตัวอยาง
... ขอความ... (ทิพวรรณ หลอสวุ รรณรตั น3, 2549: 45)
Oliver (1998: 213) ไดเสนอความเหน็ ไววา ... ขอความ...
หรือ โอลิเวอร3 (Oliver, 1998: 213) ไดเสนอความเหน็ ไววา ... ขอความ...
17.1.3.2 การอางอิงเอกสารหน่ึงเลมที่มีผูแตง 2 คน ใหระบุชื่อผูแตงท้ัง 2 คน
และใชคาํ วา “และ” หรือ “and” เชอื่ มระหวางชื่อผูแตง แลวระบปุ Lท่พี ิมพ3 และเลขหนา ดงั ตัวอยาง
... ขอความ... (วนิ ิตา โชครุงเรือง และพรทิพย3 สุขสกลุ , 2544: 27)
วิลเลีย่ ม และสก็อตต3 (William and Scott, 1997: 116) กลาววา ... ขอความ...
17.1.3.3 การอางอิงเอกสารหนง่ึ เลมที่มผี แู ตง 3 คน กรณีที่เป%นการอางครั้งแรก
ใหระบุชื่อผูแตงท้ัง 3 คน โดยคั่นระหวางคนท่ี 1 กับคนท่ี 2 ดวยเคร่ืองหมายจุลภาค (,) และใหใชคําวา
“และ” หรือ “and” เชื่อมระหวาง คนที่ 2 กับคนที่ 3 และเมื่อเป%นอางถึงคร้ังตอไป ใหระบุชื่อผูแตง
คนแรก ตามดวยคําวา “และคณะ” หรือ “และคนอื่น ๆ” สําหรับเอกสารภาษาไทย และคําวา “et al.”
หรือ “and others” สาํ หรับเอกสารภาษาอังกฤษ แลวระบปุ ทL พ่ี มิ พ3 และเลขหนา ดังตวั อยาง
การอางคร้ังแรก
... ขอความ... (Collin, Kelvin and Porter, 1999: 58)
...ขอความ...(พเิ ชษฐ3 พนั ณรงค3, ไพบูลย3 ศานติชัย และวารุณี เจรญิ พงศ3, 2549: 34)
การอางครง้ั ตอมา
... ขอความ...(Collin et al., 1999: 82)
... ขอความ...(พเิ ชษฐ3 พนั ณรงค3 และคณะ, 2549: 14)
323
17.1.3.4 การอางองิ เอกสารหน่ึงเลมท่ีมีผูแตงมากกวา 3 คน ในการอางทุกครั้ง
ใหระบุชื่อผูแตงเฉพาะผูแตงคนแรก แลวตามดวยคําวา “และคนอ่ืน ๆ” หรือ “และคณะ” ในภาษาไทย
สวนในภาษาองั กฤษใชคาํ วา “and others” หรือ “et al.” แลวระบุปLทีพ่ มิ พ3 และเลขหนา ดังตวั อยาง
... ขอความ... (สมพงศ3 วทิ ยศกั ด์ิพนั ธุ3 และคนอืน่ ๆ, 2545: 100)
... ขอความ... (Worthington et al., 1996: 53)
17.1.3.5 การอางอิงเอกสารท่ีผูแตงเป%นสถาบัน ใหระบุช่ือผูแตงท่ีเป%นสถาบัน
ปทL พ่ี มิ พ3 และเลขหนา ตามลาํ ดับ ดงั ตวั อยาง
.... ขอความ... (สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหารและยา, 2549: 23-24)
.... ขอความ... (Department of Public Health, 2002: 49)
17.1.3.6 การอางองิ เอกสารหลายเลมทเ่ี ขียนโดยผแู ตงคนเดียว ใหระบุช่ือผูแตง
คร้ังเดียวแตปLที่พิมพ3และเลขหนาใหระบุจากทุกเลมโดยเรียงลําดับตามปLและใชเคร่ืองหมายอัฒภาค
(;) คน่ั ดังตัวอยาง
... ขอความ... (ตณิ ปรัชญพฤทธ3, 2543: 3; 2547: 12; 2549: 9)
... ขอความ... (ศิรวิ รรณ เสรีรัตนแ3 ละคณะ, 2538: 47; 2545: 45)
กรณีพิมพใ3 นปLเดยี วกันใหกําหนดตัวอักษร ก ข ค ... หรือ a b c ... หลังปLท่ีพิมพ3
... ขอความ...(สมหมาย เข็มทอง, 2547ก: 23; 2547ข: 12)
... ขอความ...(Pfeffer, 1989a: 123; 1989b: 12)
17.1.3.7 การอางอิงเอกสารหลายเลมที่เขียนโดยผูแตงท่ีแตกตางกัน ใหระบุ
ชื่อผูแตงเรียงตามอักษรพรอมปLที่พิมพ3และเลขหนาของแตละเลมโดยค่ันดวยเครื่องหมายอัฒภาค (;)
ค่ัน และใชคาํ วา และ นําหนาชือ่ ผูแตงคนสดุ ทาย ดงั ตัวอยาง
... ขอความ...(กิโรฒม3 ธรรมภาโร, 2553: 66; และพลอยกาญจน3 ชวลิต, 2549)
... ขอความ...(Adams, 2011: 34; Robbins, 2010: 45; and Sekaran, 2003: 27)
17.1.3.8 การอางอิงเอกสารที่ไมปรากฏชอ่ื ผูแตง
1) กรณีไมปรากฏชื่อผูแตง ใหระบุชื่อเร่ือง ปLท่ีพิมพ3และเลขหนา
เชน
... ขอความ... (การจดั การธุรกิจขนาดยอม, 2546: 12-13)
2) กรณีมีเฉพาะช่ือของบรรณาธิการ ผูแปล หรือผูรวบรวม ใหระบุ
ช่ือของบรรณาธิการ ผแู ปล หรอื ผูรวบรวมนั้น แลวตามดวยปทL พ่ี ิมพแ3 ละเลขหนา เชน
... ขอความ...(สมศรี ศรสี ม, ผแู ปล, 2547: 66)
... ขอความ...(สเุ ทพ พทิ ยาธรรม, บรรณาธิการ, 2547: 9)
... ขอความ...(Robbins, ed., 2003: 45)
3) กรณีท่ีเป%นบทวิจารณ3 ใหระบุช่ือผูวิจารณ3 ปLที่พิมพ3และเลขหนา
เชน
... ขอความ...(ศริ ริ ักษ3 วิเชียรไพศาล, 2534: 12)
324
17.1.3.9 การอางถึงสิ่งพิมพ3ในเอกสารอ่ืน การอางอิงท่ีไมไดอางอิงจากส่ิงพิมพ3
เลมแรกโดยตรง ใหเขียนคําวา “อางถึงใน” สําหรับเอกสารภาษาไทย หรือ “cited in” สําหรับ
เอกสารภาษาอังกฤษ ดงั ตวั อยาง
... ขอความ...(Oliver, 1998: 123 อางถึงใน พทิ ยา สุวรรณรตั น3, 2549: 49)
... ขอความ...(ดวงพร ศิริวัฒนา, 2549: ออนไลน3 อางถึงใน กิโรฒม3 สุขสมบูรณ3, 2550:
14)
… ขอความ…(Joseph, 2012: 35 cited in Kerlinger, 1998: 123-124)
17.1.3.10 การอางอิงจากการสัมภาษณ3 ใหระบชุ ่ือผใู หสัมภาษณ3 ตามดวยคําวา
“สัมภาษณ3” ตอดวยปทL สี่ มั ภาษณ3 ดังตวั อยาง
... ขอความ...(สุเมธ นามเมอื ง, สัมภาษณ3, 2546)
17.1.3.11 การอางอิงจากแหลงขอมูลอิเล็กทรอนิกส3 ระบบออนไลน3, ซีดีรอม
และไปรษณีย3อิเล็กทรอนิกส3 (e-mail) ใหระบุชื่อผูเขียน และปLท่ีเขียน (ช่ือสกุลผูเขียน ปLท่ีเขียน)
ดงั ตัวอยาง
... ขอความ... (นพดล รตั นะจาโร, 2549)
กรณีไมมีชื่อผูเขียน ระบุที่อยูของเว็บไซด3 (URL) แทน เชน ... ขอความ...
(http://www.nrft.or.th)
17.1.3.12 การอางอิงเอกสารที่มีลกั ษณะพิเศษ เชน โสตทัศนวัสดุ รายการวิทยุ
หรือโทรทัศน3 และแฟ~มขอมูลคอมพิวเตอร3 เป%นตน ใหระบุ ปL พ.ศ. หลังชื่อผูแตงหรือหนวยงาน
แลวตามดวยลกั ษณะของเอกสารทีอ่ างอิง ดังตัวอยาง
... ขอความ... (คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สงขลา, 2548, สไลด3)
17.2 การเขียนเอกสารอางองิ หรอื บรรณานกุ รม
เอกสารอางอิงหรือบรรณานุกรม (references or bibliography) เป%นสวนที่มีความสําคัญ
ของรายงานวิจัย เน่ืองจากเป%นสวนที่แสดงถึงการคนควาศึกษาอางอิงขอมูลจากแหลงสารสนเทศ
ตาง ๆ ท่ีนํามาเป%นขอมูลความรูประกอบในการทําวิจัย เพื่อบอกถึงแหลงที่มาของขอความเน้ือหาท่ีอางอิง
และมีการเรียงลําดับเอกสารตามลําดับตัวอักษรของผูเขียนชื่อแรก หากซ้ํากันจึงไลตามอักษรของ
ผูเขยี นชอ่ื ตอมา และปทL ่ีพิมพต3 ามลาํ ดบั
17.2.1 หลักการเขยี นเอกสารอางอิงหรอื บรรณานกุ รม
สวนประกอบของเอกสารอางอิง ไดแก ชื่อผแู ตง ปทL ีพ่ ิมพ3 ช่ือหนงั สือ ครั้งท่ีพิมพ3 สถานที่
พมิ พ3 และสํานักพิมพ3 ซ่ึงมีหลักการเขยี นดงั นี้
17.2.1.1 ช่อื ผูแต%ง มีหลักการเขียน คอื ผแู ตงอาจเปน% บุคคลหรือสถาบันก็ได
1) ถาเป%นบุคคลประเภทสามัญชน ใหเขียนเฉพาะช่ือและตามดวย
ช่ือสกุลไมตองใสคํานาํ หนานามเชนเดียวกบั การเขยี นอางองิ แทรกในเนื้อหา
2) ถาผูแตงเป%นชาวตางประเทศ ใหเขียนชื่อสกุลข้ึนกอนค่ันดวย
เคร่อื งหมายจุลภาคตามดวยชื่อตน และชื่อกลาง (ถามี)
325
3) ถาผูแตงมบี รรดาศกั ดิ์ ฐานนั ดรศกั ดิห์ รอื สมณศักดิ์ ใหเอาบรรดาศักดิ์
ฯลฯ ไวหลงั ชอ่ื กบั นามสกลุ คั่นดวยเครื่องหมายจลุ ภาค (,)
4) ถาผูแตงเป%นสถาบัน ใหเขยี นชอ่ื สถาบันนน้ั ๆ โดยเรยี งลาํ ดับจาก
หนวยงานใหญไปหาหนวยงานยอย ในกรณีเป%นหนวยงานของรัฐบาลอยางนอยตองอางถึงระดับกรม
หรอื เทยี บเทาระหวางช่อื หนวยงานคน่ั ดวยเครือ่ งหมายมหัพภาค (.)
17.2.1.2 การเขียนป"พิมพ( ใชหลักเกณฑ3เดียวกับการเขียนปLพิมพ3ในรายการ
อางอิงแทรกในเน้ือหา
17.2.1.3 การลงรายการชอ่ื หนงั สอื มหี ลักการเขยี นดังนี้
1) ช่ือหนังสอื ใหพิมพด3 วยตัวหนาและไมขดี เสนใต
2) ชื่อหนังสือท่ีเป%นภาษาตางประเทศ ใหข้ึนตนอักษรตัวแรกของ
ทุกคําดวยตัวพิมพ3ใหญทุกคํา ยกเวนกลุมคําประเภท บุพบท (prepositions) สันธาน (conjunctions)
และคาํ นําหนานาม (articles) ยกเวนนาํ หนาชื่อเรื่อง หรือนําหนาชื่อเรื่องรอง (ถามี) และกรณีมี
ช่ือเรอ่ื งรอง ใหพมิ พ3ตามหลังเครื่องหมายมหพั ภาคคู (:)
17.2.1.4 การเขียนคร้ังที่พิมพ( ใหเขียนเฉพาะท่ีเป%นการพิมพ3คร้ังท่ี 2 เป%นตนไป
เชน พิมพ3ครัง้ ท่ี 2 และ พิมพค3 รั้งท่ี 3 หรือ 2nd ed. และ 3rd ed. เป%นตน
17.2.1.5 การเขยี นสถานทพี่ ิมพแ( ละสํานักพิมพ(
1) สถานที่พิมพ3 หมายถึง ชื่อเมือง หรือจังหวัด ท่ีสํานักพิมพ3น้ัน
ตง้ั อยู ใหเขียนสถานท่ีพิมพ3ตามดวยเครื่องหมายมหัพภาคคู (:) โดยไมตองเวนระยะ แลวเวน 1 ระยะ
และตามดวยสํานักพมิ พ3
2) สํานกั พมิ พ3 ใหใสชอ่ื เฉพาะของสาํ นกั พมิ พ3 โดยตัดคําขยายช่ือเฉพาะ
ไดแก สํานกั พิมพ3 หางหนุ สวนจํากัด บริษทั Publishers Co., Ltd. เชน ดอกหญา McGraw-Hill.
3) กรณีที่ไมปรากฏสถานที่พิมพ3 ใหใช ม.ป.ท. ซ่ึงหมายถึง ไมปรากฏ
สถานที่พมิ พ3 หรอื n.p. ซึ่งหมายถงึ no place of publication
17.2.1.6 การพิมพ(บรรณานุกรม ใหเร่ิมพิมพ3แตละรายการ โดยพิมพ3ชิด
ขอบกระดาษดานซายถารายการไมจบใน 1 บรรทัด ใหพิมพ3บรรทัดตอมาโดยยอหนา 7 ชวงตัวอักษร
หรือ เริม่ พิมพ3อักษรตัวท่ี 8 ซ่งึ จะมรี ะยะหางในการตั้ง Tab ประมาณ 0.6 นว้ิ จนจบรายการนนั้ ๆ
การเวนระยะมีหลักเกณฑ3ดงั น้ี
หลังเครือ่ งหมาย มหพั ภาค (. period) เวน 2 ระยะ
หลังเครื่องหมาย อัญประกาศ (“___” quotation) เวน 2 ระยะ
หลังเคร่อื งหมาย จลุ ภาค (, comma) เวน 1 ระยะ
หลงั เคร่อื งหมาย อฒั ภาค (; semi-colon) เวน 1 ระยะ
หลังเครอ่ื งหมาย มหัพภาคคู (: colons) เวน 1 ระยะ
17.2.2 ตวั อย%างการเขยี นเอกสารอางอิงหรอื บรรณานกุ รม
17.2.2.1 หนังสอื ใชรูปแบบ
ชอ่ื ผแู ตง.//ปทL ีพ่ ิมพ3.//ช่อื เรือ่ ง.//คร้งั ท่ีพิมพ3(ถามี).//สถานท่ีพิมพ3:/สาํ นักพิมพ3.
326
1) กรณผี ูแตงคนเดียว ดงั ตวั อยาง
จินตนา บญุ บงการ. 2528. ธุรกิจเบ้อื งตน. พิมพ3ครง้ั ที่ 2. กรุงเทพฯ: ลิฟวิง่ .
Kotler, P. 2003. Marketing Management. 11th ed. Upper Saddle River, NJ: Prentice-
Hall.
2) ผแู ตงสองคน ใหใสคําวา “และ” เช่ือมระหวางคนที่ 1 กบั คนที่ 2
ดังตัวอยาง
ฉตั รวรุณ ตนั ตสิ มบูรณ3 และพรทพิ ย3 วไิ ลทอง. 2548. การพูดในทีช่ ุมชน. พิมพค3 ร้ังท่ี 3. กรุงเทพฯ:
เจริญอกั ษร.
Certo, S.C. and Graham, J. 1996. Strategic Management: A Focus on Process.
2nd ed. New York: McGraw-Hill.
3) ผูแตงสามคน ใหใสเคร่ืองหมายจุลภาค (,) คั่นระหวางคนที่ 1
และคนท่ี 2 และใสคาํ วา “และ”หนาคนที่ 3 ดังตวั อยาง
สุชาติ ประสิทธิร์ ฐั สนิ ธ3ุ, ลดั ดาวัลย3 รอดมณี และไพฑรู ย3 ภักดี. 2529. ระเบยี บวิธีวจิ ัย
ทางสงั คมศาสตร(. พิมพค3 รั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สถาบนั บัณฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร3.
Koontz, H., Kast, F. E. and Michael, Hughes. 1999. Principle of Sociology. 5th ed.
New York: Prentice-Hall.
4) ผแู ตงมากกวา 3 คน ใหเขียนชื่อผแู ตงคนแรก และตามดวยคําวา
และคณะ หรอื et al. สําหรบั ภาษาองั กฤษ ดงั ตัวอยาง
สมคิด มีสมบรู ณ3 และคณะ. 2540. เทคนิคการฝRกอบรมและการประชมุ . กรุงเทพฯ:
พัฒนาอกั ษรการพมิ พ3.
Simon, H..A. et al. 1994. Making Management and Decisions. New York:
Oxford University Press.
5) ผูแตงเป%นหนวยงาน ดงั ตัวอยาง
ราชบณั ฑิตยสถาน. 2530. พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. พิมพ3ครั้งที่ 3.
กรงุ เทพฯ: อักษรเจรญิ ทศั น3.
Food Safety Authority of India. 2002. A Strategy to facilitate an Increase in the
Adoption of Food Safety Management Systems Based on the Principle of
HACCP within Food Industry. Delhi: The First Press.
6) ไมปรากฏชือ่ ผแู ตง ใหลงชือ่ เร่ืองเป%นสําคัญ ดงั ตวั อยาง
รายงานผลการประชมุ สมั มนาเรอื่ งผลกระทบของการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองในยุโรป
ตอ% นโยบายการเกษตร. 2534. กรงุ เทพฯ: สถาบันวจิ ยั เพ่อื การพฒั นา ประเทศไทย.
Proceeding of the Workshop on Breastfeeding and Supplementary Foods. 1980.
Bangkok: The Institute of Nutrition and Department of Pediatrics.
327
7) ผูแตงคนเดียวกันแตไดนําหนังสือมาอางอิงไวหลายเลม ใหเขียน
บรรณานุกรมโดยระบุช่ือผูแตงเพียงคร้ังเดียวแลวตามดวยรายละเอียดอ่ืน ๆ สวนของหนังสือเลมที่
ถัดไปที่มีผูแตงคนเดียวกัน ก็ใหใชเสนขีดเทากับ 7 ชวงตัวอักษรแทนชื่อผูแตงแลวตามดวย
เครื่องหมายมหัพภาค (.) ตรงชวงตัวอักษรท่ี 8 โดยจะตองจัดลําดับของบรรณานุกรมที่มีชื่อผูแตง
คนเดยี วกันดวย ปLทพ่ี ิมพ3 ซึ่งจะเรียงลาํ ดับจากปLทเ่ี กามาปLท่ีใหม ดงั ตวั อยาง
ฉตั รทิพย3 นาภสุภา. 2543. องคก( ารและการจัดการ. กรุงเทพฯ: สุโขทัยการพมิ พ3.
. 2545. การบริหารองคก( าร. กรงุ เทพฯ: สุโขทยั การพิมพ3.
. 2547. การบรหิ ารการเปลยี่ นแปลง. กรุงเทพฯ: ศรเี กษม.
17.2.2.2 วารสาร ใชรูปแบบ
ชอื่ ผูเขียน.// ปทL พี่ ิมพ3.//“ชอื่ บทความ.”//ช่ือวารสาร./ปทL ี่,/ฉบบั ที่(เดอื น):/เลขหนา.
ดงั ตัวอยาง
สวุ มิ ล กีรติพิบลู . 2536. “อาหารปลอดภัย.” อนามัยอาหาร. 12, 3: 12-23.
Ouchi, William. 2001. “Organizational Culture.” Administrative Science Quarterly.
21, 4: 23-38.
17.2.2.3 หนงั สือพมิ พ( ใชรปู แบบ
ช่ือผูเขยี น.//ปLที่พิมพ3.//“ชอ่ื บทความหรือช่ือขาว.”//ช่ือหนังสือพิมพ(./(วัน เดอื น):/เลขหนา.
ดงั ตัวอยาง
ปราการ หวอง. 2546. “บทบาทของนักการเมืองในสังคมไทย.” มตชิ น. (21 เมษายน): 13.
Supara Jauchitfah. 1999. “Hearing the Public.” Bangkok Post. (11 April): 6.
17.2.2.4 วิทยานพิ นธ( ใชรปู แบบ
ชอ่ื ผูเขียน.//ปL.//ชือ่ วิทยานิพนธ(.//ระดับวทิ ยานพิ นธ3 ภาคนพิ นธ3 หรืองานคนควาอสิ ระ/ชอื่ สาขา/
ช่อื มหาวิทยาลัย.
ดังตวั อยาง
ไพศาล พัฒนปราการ. 2548. ปจa จยั ท่ีส%งผลต%อการมีส%วนรว% มทางการเมือง. ภาคนิพนธ3
ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั สงขลา.
นิยม อรุโณสกลุ ชัย. 2549. การพัฒนาสอ่ื การสอนในโรงเรียนอนุบาล. วทิ ยานิพนธค3 รุศาสตร
มหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏยะลา.
17.2.2.5 ฐานขอมูลออนไลน(จากอนิ เทอรเ( น็ต (World Wide Web) ใชรปู แบบ
ชื่อผเู ขียนหรอื หนวยงานทรี่ บั ผดิ ชอบ.//ปทL ่ีบนั ทกึ ขอมูล.//“ชอ่ื เรอ่ื งหรือชอ่ื บทความ.”//
(ระบบออนไลน3).//แหลงทม่ี า/ชื่อทอี่ ยูของอินเทอร3เน็ต (วนั เดือน ปLทสี่ ืบคน).
ดงั ตวั อยาง
มหาวิทยาลยั ราชภัฏสงขลา. 2549. “รายงานการประกนั คุณภาพภายในปL 2549.” (ระบบออนไลน3).
328
แหลงท่มี า http://www.skru.iqa.ac.th (วนั ทส่ี บื คนขอมูล 14 กันยายน 2550).
Sohrab, A. 2002. “Adoption of Food Safety Management System.” (Online).
Available at http://www.foodindia.org/newsletter/news (accessed 16 May 2003).
17.2.2.6 วัสดุส่ือโสตทัศน( ประเภทแถบบันทึกเสียง แผนเสียง แผนซีดี
ภาพยนตร3 ภาพเล่ือน ภาพนิง่ แผนที่ วดี ที ัศน3 ใชรูปแบบ
ชื่อผบู รรยายหรอื ผพู ูด.//ปLที่ผลติ .//ช่อื เร่อื ง.//(ประเภทของวัสดุ).//สถานท่ี:/ผูผลติ .
ดังตวั อยาง
สิปปนนท3 เกตุทัต. 2536. บทบาทของนักวจิ ยั ในสังคมปaจจุบัน. (เทปตลับ). กรงุ เทพฯ:
สํานกั หอสมดุ กลาง มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒประสานมิตร.
สํานกั งานสถิตแิ หงชาติ. 2547. สมดุ สถิตริ ายปป" ระเทศไทย บรรพ 47 2545. (ซีดี-รอม).
กรุงเทพฯ: สํานักงานสถิติแหงชาติ.
17.2.2.7 บทสัมภาษณ( ใชรปู แบบ
ชือ่ ผใู หสัมภาษณ3.//วันเดือนปLท่ีสัมภาษณ3.//ตําแหนง(ถามี).//สมั ภาษณ3.
ดงั ตัวอยาง
ศิริ ศาสตรม3 ลู . 6 มนี าคม 2546. เกษตรกรสวนทุเรียน. สมั ภาษณ3.
ปรดี ิยาธร เทวกุล. 28 มกราคม 2541. ม.ร.ว. ผวู าการธนาคารแหงประเทศไทย. สมั ภาษณ3.
Bryant, Paul. 8 July 2003. International Director, Cornell University. Interview.
17.2.2.8 บทความหรือบทหนึ่งของหนังสือ หรือ อางอิงจากหนังสือที่มีผูเขียน
หลายคนแบง% กันเขียนเปkนเรอ่ื ง ๆ และมีบรรณาธกิ ารเปkนผูรบั ผดิ ชอบ ใชรูปแบบ
ช่ือผูเขียน.//ปทL ี่พิมพ3.//“ช่ือบทความ.”//ใน(หรอื In)/ช่อื บรรณาธกิ าร (ถามี โดยระบคุ าํ วา
“บรรณาธิการ” หรือ “ed.” หรอื “eds.”),/ช่ือหนงั สือ,/เลขหนา(ใหระบุคําวา “หนา”
หรือ “p.” หรอื “pp.”).//สถานที่พิมพ3:/สาํ นกั พิมพ3.
ดังตวั อยาง
บปุ ผา ศริ ิรัศมี. 2541. “จรยิ ธรรมกับการวจิ ัย.” ใน เบญจา ยอดดําเนนิ -แอตŒ ตกิ ส3, บุปผา ศริ ิรศั มี
และวาทินี บญุ ชะลักษี (บรรณาธกิ าร), การศึกษาวิจยั เชงิ คณุ ภาพ : เทคนิคการวิจัย
ภาคสนาม, หนา 369-379. นครปฐม: โครงการเผยแพรขาวสารและการศึกษา
ดานประชากร สถาบนั วิจัยประชากรและสังคม มหาวทิ ยาลยั มหิดล.
Charmaz, K. 2000. Grounded Theory: Objectivist and Constructivist Method.
In N. K. Denzin and Y. S. Lincoln. (eds.), Handbook of Qualitative Research.
2nd ed., pp. 509-535. Thousand Oaks: Sage.
329
สรุป
การเขียนอางอิงในรายงานการวิจัยมี 2 ลักษณะ คือ การเขียนอางอิงแทรกในเน้ือหา
และ การเขียนเอกสารอางอิง หรือบรรณานุกรม ที่อยูในสวนทายของรายงานการวิจัย การเขียน
อางอิงมีหลายรูปแบบ ทั้งน้ีไมวาจะเขียนอางอิงดวยวิธีรูปแบบใด หลักสําคัญของการเขียนคือจะตอง
มคี วามถกู ตองครบถวนสมบรู ณ3 และมรี ปู แบบอยางเดยี วกันตลอดท้ังเลม
เอกสารอางอิง
จฬุ าลงกรณ3มหาวทิ ยาลยั . บณั ฑติ วิทยาลัย. ม.ป.ป. การทาํ วทิ ยานิพนธ(. [แผนดสิ ก3].
กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลัย.
มหาวิทยาลยั มหิดล. บัณฑิตวทิ ยาลัย. 2541. ขอกาํ หนดวิทยานพิ นธ(. พมิ พ3ครงั้ ที่ 2.
กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.
มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนคร. 2557. ค%ูมือการเขียนผลงานทางวชิ าการ. กรงุ เทพฯ:
โครงการสงเสรมิ และพฒั นาศักยภาพคณาจารย3 มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนคร.
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร3. คณะมนุษยศาสตรแ3 ละสังคมศาสตร3. ภาควิชาบรรณารักษศาสตร3.
2538. การใชหองสมดุ และทักษะการเรียน. พมิ พ3ครั้งท่ี 3. ปตQ ตานี:
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร3.
มหาวทิ ยาลยั หอการคาไทย. บัณฑติ วทิ ยาลัย. 2543. คมู% อื การพมิ พ(วทิ ยานพิ นธ(และเอกสาร
ทางวชิ าการ. กรงุ เทพฯ: กองบรกิ ารคาํ สอนและสงิ่ พิมพ3 มหาวทิ ยาลยั หอการคาไทย.
สํานกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แหงชาติ. 2547. ตําราชดุ ฝRกอบรมหลกั สูตร “นกั วิจยั ”.
พมิ พ3ครัง้ ที่ 2. ม.ป.ท.
331
บรรณานกุ รม
เกียรตสิ ุดา ศรสี ขุ . 2552. ระเบยี บวิธวี ิจัย. เชียงใหม: โรงพมิ พครองชาง.
จรัล จนั ทลักขณา และกษดิ ิศ อื้อเชย่ี วชาญกิจ. 2548. คัมภีรการวจิ ยั และการเผยแพรสูนานาชาติ.
นนทบรุ ี: นิติธรรมการพมิ พ.
จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย คณะอักษรศาสตร ภาควชิ าบรรณารักษศาสตร. 2538. การคนควาและ
เขยี นรายงาน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
_______. บณั ฑิตวทิ ยาลัย. ม.ป.ป. การทาํ วทิ ยานิพนธ. (แผนดิสก). กรงุ เทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลยั .
ชยนั ต วรรธนะภูติ. 2537. "การวิเคราะหขอ? มลู ในการวิจัยเชงิ คุณภาพ." ใน อทุ ัย ดุลยเกษม
(บรรณาธกิ าร), คมู อื การวิจยั เชิงคุณภาพเพื่องานพฒั นา. พมิ พครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ:
สายสงศึกษิตเคล็ดไทย.
ชาย โพธสิ ติ า. 2550. ศาสตรและศลิ ปแ) หงการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพรน้ิ ตง้ิ
แอนพับลชิ ชิ่ง.
ณรงค โพธพิ์ ฤษานนั ท. 2550. ระเบยี บวธิ วี ิจัย. กรุงเทพฯ: เอก็ เปอรเน็ท.
ทวีศักด์ิ นพเกษร. 2549. วธิ ีการวจิ ยั เชิงคุณภาพ เลม 2. พมิ พครั้งที่ 2. นครราชสีมา: โชคเจรญิ
มารเกต็ ต้งิ .
เทียนฉาย กีระนันท. 2541. สงั คมศาสตรวจิ ยั . กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
ธวชั ชยั วรพงศธร. 2543. หลกั การวจิ ยั ทางสาธารณสุขศาสตร. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลัย.
นงลกั ษณ วิรัชชยั . 2543. พรมแดนความรูดานการวจิ ยั และสถิติ. บรรณาธิการโดย เนาวรัตน
พลายนอ? ย, ชัยยนั ต ประดิษฐศลิ ปJ และจุฑามาศ ไชยรบ. ชลบุรี: วทิ ยาลัยการบริหารรัฐกิจ
มหาวทิ ยาลยั บรู พา.
นวลศริ ิ เปาโรหิตย. 2527. จติ วทิ ยาสังคมเบื้องตน. กรงุ เทพฯ: แผนกจิตวทิ ยา คณะศึกษาศาสตร
มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง.
นิสา ชูโต. 2545. การวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ. พิมพครัง้ ที่ 2. กรุงเทพฯ: แมท็ สปอยท.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545. การวจิ ัยเบื้องตน. พมิ พคร้งั ท่ี 7. กรุงเทพฯ: สวุ ีรยิ าสาสน.
ประภาเพญ็ สวุ รรณ. 2520. ทัศนคติ: การวดั การเปล่ียนแปลงและพฤติกรรมอนามัย. กรงุ เทพฯ:
ไทยวฒั นาพานิช.
พจน สะเพยี รชัย. 2516. หลักเบอื้ งตนสําหรับการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยวชิ า
การศึกษา ประสานมติ ร.
พรเลิศ อาภานุทัต และพรสิน สภุ วาลย. 2557. ป5จจัยท่ีสงผลตอการนาํ เทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช
ในอุตสาหกรรมแปรรปู อาหารขนาดกลางและขนาดยอมของไทย. รายงานการวจิ ยั
มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนคร.
พรเลศิ อาภานุทัต และคณะ. 2548. การศกึ ษาเชงิ ลึกการมีงานทําของกําลังคนระดับกลางและ
ระดบั สงู เพอ่ื เพิม่ ผลติ ภาพและความสามารถในการแขงขนั ของประเทศ: อุตสาหกรรม
อาหาร. รายงานการวิจัย สํานกั งานพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม.
332
พรเลศิ อาภานทุ ตั . 2546. ป5จจัยทีส่ งผลตอการนําระบบการจดั การสงิ่ แวดลอมมาใชของกจิ การ
อตุ สาหกรรมอาหารในประเทศไทย. ดุษฎีนิพนธ ปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต สถาบันบัณฑิต
พัฒนบริหารศาสตร
_______. 2551. ระเบียบวิธีวจิ ัย. สงขลา: เทมการพมิ พ.
พรศรี ศรีอษั ฏาพร และยวุ ดี วฒั นานนท. 2529. สถติ ิและการวจิ ัยเบื้องตน. กรงุ เทพฯ: สามเจรญิ
พานิช.
พันธทิพย รามสูตร. 2540. การวจิ ยั เชงิ ปฏิบัติการอยางมสี วนรวม. กรงุ เทพฯ: สถาบันพัฒนา
การสาธารณสุขอาเซยี น มหาวทิ ยาลยั มหิดล.
เพ็ญแข แสงแก?ว. 2541. การวจิ ยั ทางสังคมศาสตร. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.
มหาวิทยาลัยมหิดล บัณฑิตวิทยาลัย. 2541. ขอกาํ หนดวทิ ยานิพนธ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหดิ ล.
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร. 2557. คูมอื การเขยี นผลงานทางวชิ าการ. กรงุ เทพฯ: โครงการ
สงเสริมและพัฒนาศกั ยภาพคณาจารย มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนคร.
มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร คณะมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร ภาควิชาบรรณารกั ษศาสตร.
2538. การใชหองสมุดและทกั ษะการเรยี น. พิมพคร้ังท่ี 3. ปตQ ตานี: มหาวิทยาลยั สงขลา
นครนิ ทร.
มหาวทิ ยาลัยหอการค?าไทย บัณฑติ วทิ ยาลัย. 2543. คมู อื การพมิ พวิทยานิพนธและเอกสาร
ทางวิชาการ. กรุงเทพฯ: กองบรกิ ารคําสอนและสง่ิ พิมพ มหาวิทยาลยั หอการค?าไทย.
ราชบณั ฑิตยสถาน. 2555. พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ: นานมบี Rคุ ส
พับลิเคชั่นส.
ฤทยั รัตน ชิดมงคล และเปรมฤดี บรบิ าล. 2554. ป5จจัยที่มีผลตอแรงจูงใจใฝ?สัมฤทธขิ์ องนกั ศกึ ษา
พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี. รายงานการวจิ ยั วทิ ยาลัยพยาบาล
บรมราชชนนี อุดรธานี.
วาโร เพง็ สวัสดิ์. 2551. วธิ วี ิทยาการวิจยั . กรุงเทพฯ: สวุ ีริยาสาสน.
ศนู ยวจิ ัยนวตั กรรมอินเทอรเน็ตไทย. 2556. (ระบบออนไลน), สืบคน? เมือ่ วันท่ี 5 พฤษภาคม 2557,
แหลงทม่ี า http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=
9570000104059.
สํานักงานคณะกรรมการวจิ ัยแหงชาติ. 2547. ตาํ ราชดุ ฝกA อบรมหลกั สตู ร “นกั วจิ ยั ”. พิมพครัง้ ท่ี 2.
ม.ป.ท.
สาํ นกั สงเสรมิ วสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอม. 2554. รายงานประจาํ ปD 2553. กรงุ เทพฯ:
กระทรวงอุตสาหกรรม.
สนิ พนั ธุพนิ จิ . 2547. เทคนคิ การวจิ ัยทางสังคมศาสตร. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน.
สุจิตรา บณุ ยรตั พนั ธุ. 2535. ระเบยี บวิธีวิจยั สําหรับรัฐประศาสนศาสตร. พมิ พครงั้ ที่ 3. กรงุ เทพฯ:
จนู พบั ลชิ ช่งิ .
สุชาติ ประสิทธริ์ ัฐสินธุ. 2550. ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร. พิมพครั้งท่ี 14. กรุงเทพฯ: สามลดา.
333
สุภางค จนั ทวานชิ . 2531. การวเิ คราะหขอมลู ในการวิจัยเชงิ คุณภาพ. กรงุ เทพฯ: สํานกั พิมพ
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
_______. 2539. การวจิ ยั เชิงคุณภาพ. พมิ พคร้งั ท่ี 6. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
สวุ มิ ล วองวาณิช และนงลักษณ วริ ัชชยั . 2546. แนวทางการใหคาํ ปรกึ ษาวทิ ยานพิ นธ.
กรงุ เทพฯ: ศนู ยตําราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
องอาจ นัยพฒั น. 2554. การออกแบบการวจิ ยั : วธิ ีการเชงิ ปริมาณ เชิงคณุ ภาพ และผสมผสาน
วธิ กี าร. พิมพครั้งที่ 2. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
อภินนั ท จันตะนี. 2538. วธิ วี ิจยั ทางธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ: วี เจ พรนิ้ ตง้ิ .
อรพนิ ทร ชชู ม. 2552. "การวิจยั กึง่ ทดลอง Quasi – Experimental Research."
วารสารพฤติกรรมศาสตร. 15, 1(กันยายน)
อารง สทุ ธาศาสน. 2527. ปฏบิ ัตกิ ารวจิ ัยทางสังคมศาสตร. กรุงเทพฯ: เจา? พระยาการพิมพ.
อารียวรรณ อวมตานี. 2552. การตรวจสอบคุณภาพของข?อมลู เชิงคุณภาพ. (ระบบออนไลน),
สืบค?นเมือ่ วันที่ 30 มีนาคม 2557, แหลงท่มี า www.krupai.net.
อุทุมพร จามรมาน. 2537. การทําวิจัยเชิงสํารวจ. กรุงเทพฯ :ฟQนน่ีพบั ลชิ ช่ิง.
เอ้ือมพร หลินเจรญิ . 2555. "เทคนคิ การวิเคราะหข?อมูลเชงิ คณุ ภาพ." วารสารการวดั ผลการศกึ ษา.
17, 1(กรกฎาคม): 17-29.
Aaker, A. D., Kumar, V., Leone, P. R., and Day, S.G., 2013. Marketing Research.
Singapore: John Wiley & Sons.
Adams, G. and Schvaneveldt, J. 1991. Understanding Research Methods. 2nd ed.
New York: Longman.
Adams, J., Khan, T. A., Raeside, R. and White, D. 2007. Research Methods for
Graduate Business and Social Science Students. Thousand Oaks, CA: Sage.
Ajzen, I. 1988. Attitudes, Personality, and Behavior. Chicago: The Dorsey Press.
Arpanutud, P., Keeratipibul, S., Charoensupaya A. and Taylor, E. 2009. “Factors
Influencing Food Safety Management System Adoption in Thai Food
Manufacturing Firms: Model Development & Testing”. British Food Journal.
111(4): 364-375.
Babbie, E. 1989. The practice of social research. 5th ed. Belmont, Calif: Wadsworth.
Bell, J. 2005. Doing your Research Project. 4th ed. Buckingham: Open University
Press.
Bennett, R. 1991. "What is Management Research?" In N. C. Smith and P. Dainty
(eds.), The Management Research Handbook. London: Routledge.
Best, J. W. 1977. Research in Education. 3rd ed. New Jersey: Prentice Hall.
Boddy, C. 2005. ‘A rose by any other name may smell as sweet but “group
discussion” is not another name for “focus group” nor should it be’,
Qualitative Market Research. 8(3): 248–55.
334
Borg, W. R. and Gall, M. D. 1989. Educational Research. 5th ed. New York: Longman.
Bourque, L. B. and Clark, V. A. 1994. "Processing data: the survey example."
In M. S. Lewis-Beck (ed.), Research Practice. London: Sage.
Boyce, C. and Neale, P. 2006. Conducting In-Depth Interviews: A Guide for
Designing and Conducting In-Depth Interviews for Evaluation Input.
Massachusetts: Pathfinder International.
Bryman, A. 2006. "Integrating Quantitative and Qualitative Research: How is it done?"
Qualitative Research. 6: 97–113.
Campbell, D. T., and Stanley, J. C. 1963. Experimental and Quasi-experimental
Design for Research. Hope-Well, NJ: Houghton Mifflin.
Carson, D., Gilmore, A., Perry, C. and Grønhaug, K. 2001. Qualitative Marketing
Research. London: Sage.
Clough, P. and Nutbrown, C. 2002. A Student’s Guide to Methodology. London:
Sage.
Cooper, D. R. and Schindler, P. S. 2014. Business Research Methods. 12th ed.
Boston, MA and Burr Ridge, IL: McGraw-Hill.
Creswell, J. W. 2002. Qualitative, Quantitative, and Mixed Methods Approaches.
2nd ed. Thousand Oaks, CA: Sage.
_______. 2003. Research Design: Qualitative and Quantitative Approaches. 2nd ed.
Thousand Oaks: Sage.
_______. 2007. Qualitative Inquiry and Research Design: Choosing Among Five
Approaches. 2nd ed. Thousand Oaks, CA: Sage.
_______. 2008. Mixed Methods Research. Pretoria, Faculty of Education: University
of Pretoria.
_______. 2012. Educational Research : Planning, Conducting and Evaluating
Quantitative and Quantitative Research. 4th ed. Boston: Pearson.
Cronbach, L. J. 1975. "Beyond the Two Disciplines of Scientific Psychology."
American Psychologist. 30: 116–26.
deVaus, D. A. 2002. Surveys in Social Research. 5th ed. London: Routledge.
Dey, I. 1993. Qualitative Data Analysis. London: Routledge.
Dillman, D. A. 2007. Mail and Internet Surveys: The Tailored Design Method.
2nd ed. Hoboken, NJ: Wiley.
Easterby-Smith, M., Thorpe, R. and Jackson, P. 2008. Management Research:
An Introduction. 3rd ed. London: Sage.
335
Edwards, P., Roberts, I., Clarke, M., Di Giuseppe, C., Pratap, S.,Wentz, R. and Kwan, I.
2002. ‘Increasing Response Rates to Postal Questionnaires: Systematic
Review.’ British Medical Journal. 324(May): 1183–91.
Foddy, W. 1994. Constructing Questions for Interviews and Questionnaires.
Cambridge: Cambridge University Press.
Friedman, T. L. 2006. The World is Flat: The Globalized World in the Twenty-first
Century. London: Penguin Books.
Gall, M. D., Gall, J. P. and Borg, W. 2006. Educational Research: An Introduction.
8th ed. New York: Longman.
Geoff, L. 2005. Research Methods in Management: A Concise Introduction to
Research in Management and Business Consultancy. Butterworth: Elsevier.
Gill, J. and Johnson, P. 2002. Research Methods for Managers. 3rd ed. London:
Sage.
Glaser, B. and Strauss, A. 1967. The Discovery of Grounded Theory. Chicago:
Aldine.
Goulding, C. 2002. Grounded Theory: A Practical Guide for Management Business
and Market Researchers. London: Sage.
Green, J. and Hart, L. 1999. The Impact of Context on Data. In Barbour, R. S. and
Kitzinger (eds.), Developing Focus Group Research: Politics, Theory and
Practice. pp. 21-35. London: Sage.
Greener, S. 2008. Business Research Methods. Ventus Publishing Aps.
Grosof, M. S. and Sardy, H. 1985. A Research Primer for the Social and Behavioral
Sciences. Orlando: Academic Press.
Guba, E. and Lincoln, Y. 1994. ‘Competing Paradigms in Qualitative Research.’
In N. K. Denzin and Y. S. Lincoln (eds.). Handbook of Qualitative Research.
pp. 105–17. London: Sage.
Guest, G., Bunce, A. and Johnson, L. 2006. ‘How Many Interviews are Enough?
An Experiment with Data Saturation and Validity’ Field Methods. Vol. 18,
No. 1, pp. 59–82.
Hair, J. F., Jr, Anderson, R. E., Tatham, R. L. and Black, W. C. 1995. Multivariate Data
Analysis with Readings. 4th ed. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Healey, M. J. 1991. ‘Obtaining Information from Businesses.’ In M. J. Healey (ed.),
Economic Activity and Land Use. pp. 193-251. Harlow: Longman.
336
Healey, M.J. and Rawlinson, M.B. 1994. ‘Interviewing techniques in business and
management research’, in V.J. Wass, V.J. and P.E. Wells (eds) Principles and
Practice in Business and Management Research. Aldershot: Dartmouth,
pp. 123–46.
Henry, G. T. 1990. Practical Sampling. Newbury Park: CA: Sage.
Heron, J. 1996. Co-operative Inquiry: Research into the Human Condition.
London: Sage.
Hill, Charles W. L. and Gareth R. 2007. Strategic Management: An Integrated
Approach. 7th ed. Boston, M.A.: Houghton Mifflin.
Horst, P. 1968. Personality: Measurement of Dimensions. San Francisco: Jossey-
Bass.
Howard, K. and Sharp, J. A. 1994. The Management of a Student Research Project.
Aldershort: Gower.
Hussey, J. and Hussey, R. 1997. Business Research: A Practical Guide for
Undergraduate and Postgraduate Students. Wilshire: Antony Rowe.
Jankowicz, A .D. 2005. Business Research Projects. 4th ed. London: Thomson
Learning.
Kahn, R. and Cannell, C. 1957. The Dynamics of Interviewing. New York and
Chichester: Wiley.
Kerlinger, F. and Lee, H. 2000. Foundations of Behavioral Research. 4th ed.
Fort Worth, TX: Harcourt College.
Kerlinger, F. N. 1973. Foundations of Behavioral Research. 2nd ed. New York:
Holt, Rinehart and Winston.
_______. 1979. Behavioral Research: A Conceptual Approach. New York:
Holt, Rinehart and Winston.
_______. 1986. Foundations of Behavioral Research. 3rd ed. New York:
HarperCollins.
Kervin, J. B. 1999. Methods for Business Research. 2nd ed. New York:
HarperCollins.
Kidder, L. H. and Judd, C. H. 1986. Research Methods in Social Relations.
New York: Holt Rinehart and Winston.
King, N. 2004. ‘Using Interviews in Qualitative Research.’ In C. Cassell and G. Symon
(eds.), Essential Guide to Qualitative Methods in Organizational Research,
pp. 11-22. London: Sage.
Kothari, C. R., 2004. Research Methodology: Methods and Techniques. 2nd ed.
New Delhi: Newage International.
337
Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. 1970. “Determining Sample Size for Research
Activities.” Educational and Psychological Measurement. 30: 607-610.
Krueger, R. A. and Casey, M. A. 2000. Focus Groups: A Practical Guide for Applied
Research. 3rd ed. Thousand Oaks, CA: Sage.
Kvale, S. 1996. Interviews: An Introduction to Qualitative Research Interviewing.
Thousand Oaks, CA: Sage.
Leslie K. 1995. Survey Sampling. New York: John Wiley & Sons.
Lincoln, Y. S. and Guba, E. G. 1985. Naturalistic Inquiry. Beverly Hills, CA: Sage.
_______. 2000. Paradigmatic Controversies, Contradictions, and Emerging
Confluences. In N. K. Denzin and Y. S. Lincoln (eds.), Handbook of
Qualitative Research. 2nd ed. pp. 163-188. Thousand Oaks, CA: Sage.
Lobovitz, S. and Hagedon, R. 1981. Introduction to Social Research. 3rd ed.
New York: McGraw-Hill.
Maxwell, J. A. 1996. Qualitative Research Design: An Interactive Approach.
Thousand Oaks, CA: Sage.
_______. 2005. Qualitative Research Design: An Interactive Approach. Thousand
Oaks, CA: Sage.
Merriam, S. B. 1988. Case Study Research in Education: A Qualitative Approach.
San Francisco: Jossey-Bass.
Mertens, D. M. 1998. Research Methods in Educational and Psychology Integrating
Diversity with Quantitative and Qualitative Approaches. Thousand Oaks,
California: Sage.
Miles, M. B. and Huberman, A. M. 1994. Qualitative Data Analysis: A Sourcebook
of New Methods. 2nd ed. London: Sage
Milkovich, G. T. and Newman, J. M. 2005. Compensation. 8th ed. New York:
McGraw-Hill/Irwin.
Moody, P. E. 1988. Decision Making: Proven Methods for Better Decisions. 2nd ed.
Maidenhead, McGraw-Hill.
Morgan, G. 1979. "Response to Mintzberg." Administrative Science Quarterly.
24,1: 137-9.
Neale, I. M. and Liebert, R. M. 1986. Science and Behavior: An Introduction to
Methods of Research. 3rd ed. Eaglewood Cliffs, N.J.: Prentice-Hall.
Neuman, W. L. 2007. Basic of Social Research Methods: Qualitative and
Quantitative Approaches. 2nd ed. Boston: Allyn and Bacon.
Norman, L. M. 1971. Introduction to Psychology. Boston: Houghton Mufflin.
338
Oppenheim, A. N. 2000. Questionnaire Design, Interviewing and Attitude
Measurement. London: Continuum International.
Punpinij, S. 1990. “Role Performance of Sub-district Agricultural Extension
Officers in Northeastern Thailand” Doctoral Dissertation. Department of
Agricultural Education and Rural Studies, University of the Philippines Los
Banos.
Remenyi, D., Williams, B., Money, A. and Swartz, E. 1998. Doing Research in Business
and Management: An Introduction to Process and Method. London: Sage.
Robbins, Stephen P. 1990. Organization Theory : Structure Design and
Application. 3rd ed. New Jersey: Prentice-Hall.
Robinson, W. S. 1950. "Ecological Correlations and the Behavior of Individuals."
American Sociological Review. 15: 351-357.
Robson, C. 2002. Real World Research. 2nd ed. Oxford: Blackwell.
Roscoe, J. T. 1975. Fundamental Research Statistics for the Behavioral Science.
2nd ed. New York: Holt, Rinehart and Winston.
Saunders, M., Lewis, P. and Thornhill A. 2009. Research Methods for Business
Students. 5th ed. Harlow: FT Prentice Hall.
Scapens, R. W. 1990. "Researching Management Accounting Practice: The Role of Case
Study Methods." British Accounting Review. 22: 259-281.
Schwandt, T. A., and Halpern, E. S. 1988. Linking Auditing and Metaevaluation:
Enhancing Quality in Applied Research. Newbury Park, CA: Sage.
Schwandt, T.A. 1998. Constructivist, Interpretivist Approaches to Human Inquiry.
In: N.K. Denzin and Y.S. Lincoln (eds.), The Landscape of Qualitative
Research: Theories and Issues. pp. 221-259. London: Sage.
Sekaran, U. 2003. Research Method for Business: A Skill Building Approach.
4th ed. Danver, MA: John Wiley & Sons.
Sharp, J., Peters, J. and Howard, K. 2002. The Management of a Student Research
Project. 3rd ed. Aldershot: Gower.
Shelden, D. L., Angell, M. E., Stoner, J. B. and Roseland, B. D. 2010. "School Principals’
influence on Trust: Perspectives of Mothers of Children with Disabilities."
Journal of Educational Research. 103: 159–170.
Singleton, R. A., Straits, B. C. and Straits, M. M. 1993. Approach to Social Research.
New York: Oxford University.
Smith, C. B. 1991. A Guide to Business Research. Chicago, IL: Nelson-Hall.
Smith, H. 1981. Strategies of Social Research: The Methodological Imagination.
2nd ed. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
339
Smith, N. C. and Dainty, P. 1991. The Management Research Handbook. London:
Routledge.
Sreejesh, S., Mohapatra, S. and Anusree, M. R. 2014. Business Research Methods:
An Applied Orientation. London: Springer International.
Stern, Phyllis N. 1994. "Eroding Grounded Theory." In Morse, Janice, M. (ed.)
Qualitative Research Methods. pp. 212-223. Thousand Oaks: Sage.
Strauss, A. and Corbin, J. 2008. Basics of Qualitative Research. 3rd ed. Thousand
Oaks, CA: Sage.
Stutely, M. 2003. Numbers Guide: The Essentials of Business Numeracy. London:
Bloomberg Press.
Tashakkori, A. and Teddlie, C. 1998. Mixed Methodology: Combining Qualitative
and Quantitative Approaches. Thousand Oaks, CA: Sage.
Thurstone, L. L. 1974. The Measurement of Values. Chicago: The University of
Chicago Press.
Torrance, M., Thomas, G. V. and Robinson, E. J. 1992. "The Writing Experiences of
Social Science Research Students." Studies in Higher Education. 17, 1:
155-67.
Torrington, D. 1991. Management Face to Face. London: Prentice Hall.
Tranfield, D. and Denyer, D. 2004. ‘Linking Theory to Practice: A Grand Challenge for
Management Research in the 21st Century?’ Organization Management Journal.
1, 1: 10–14.
Turner, B. A. 1981. "Some Practical Aspects of Qualitative Data Analysis: One Way of
Organizing the Cognitive Processes Associated with the Generation of
Grounded Theory." Quality and Quantity. 15, 3: 225-247.
Wallace, M. and Wray, A. 2006. Critical Reading and Writing for Postgraduates.
London: Sage.
Weisner, T. S. 1996. "Why Ethnography Should be the Most Important in the Study of
Human Development.' In R. Jessor, A. Colby and R. A. Shweder (eds.),
Ethnography and Human Development: Context and Meaning in Social
Inquiry. pp. 305-324. Chicago: University of Chicago Press.
Williamson, T., and Long, A. F. 2005. "Qualitative data analysis using data display."
Nurse Researcher. 12, 3: 7-19.
Witmer, D. F., Colman, R. W. and Katzman, S. L. 1999. ‘From Paper and Pen to Screen
and Keyboard: Towards a Methodology for Survey Research on the Internet.’
In S. Jones (ed.), Doing Internet Research. pp. 145–62. Thousand Oaks, CA:
Sage.