139
ใหคะแนนแสดงระดับความเห็นดวยหรือไมเห็นดวยกับขอความหน่ึง ๆ ที่เก่ียวกับเร่ืองท่ีตองการ
ใหแสดงความคิดเห็น แตก็มีการพัฒนาไปถามในลักษณะอื่น ๆ เชน เชื่อหรือไมเช่ือ ชอบหรือไมชอบ
เคยหรือไมเคย เป1นตน ดังตัวอยางตารางท่ี 9.4
มาตรวัดทัศนคติแบบลเิ คอร$ทมีจํานวนชวงหรือกลุมที่ใหผูตอบตอบไดตํ่าสุด คือ
2 ชวง หรือ 2 กลุม คือ เห็นดวย กับ ไมเห็นดวย แตการมีคําตอบใหเลือกเพียงสองกลุมอาจหยาบเกินไป
ในงานวิจยั ทีต่ องการความละเอียดกส็ ามารถเพม่ิ ชวงของความคิดเห็นได เชน อาจเพ่ิมเป1น 5 ชวง คือ
เห็นดวยอยางย่ิง เห็นดวย เฉย ๆ ไมเหน็ ดวย และไมเหน็ ดวยอยางย่ิง หรือหากผูวิจัยตองการความละเอียด
มากข้ึนอีกก็สามารถพัฒนาเป1น 7 หรือ 10 ชวงได แตอยางไรก็ตาม หากแบงชวงมากเกินไป อาจทําให
แยกความหมายไดไมชัดเจน และอาจสรางความสับสนใหกับผูตอบได (Neuman, 2007: 130) และ
ที่นิยมใชกันมากจะเป1น 5 ชวง ขอความหรือคําถามที่จะใชถามตามแบบมาตรวัดของลิเคอร$ทควรมี
การตรวจสอบความเท่ียงตรงของโครงสรางกอนที่จะนําไปใชเก็บขอมูลจริง ขอความที่ถามควรมีท้ัง
ขอความท้งั ทางบวกและทางลบ (อาจมีอยางละครงึ่ ) เพื่อปyองกันปญw หาที่เรียกวา “halo effect”2
ตัวอยางเชน คําถามในการศึกษาเกี่ยวกับการนําระบบการจัดการส่ิงแวดลอม
มาใชในโรงงานอุตสาหกรรม
ขอความทางบวก :
การมรี ะบบการจัดการส่ิงแวดลอมเปน1 การสรางภาพลักษณ$ที่ดีใหกับกจิ การ
เหน็ ด.วยอย'างย่งิ เห็นดว. ย ไมแ' นใ' จ ไมเ' หน็ ด.วย ไมเ' ห็นดว. ยอย'างย่งิ
ขอความทางลบ :
การลงทุนใหมีระบบการจดั การส่งิ แวดลอมตองใชงบประมาณทคี่ อนขางสูง
เหน็ ดว. ยอยา' งยงิ่ เห็นด.วย ไม'แนใ' จ ไม'เห็นดว. ย ไมเ' หน็ ดว. ยอยา' งยิง่
การใหคะแนนแสดงระดับความคิดเห็นจะตองไปทางเดียวกับลักษณะของ
ขอความ ดังตวั อยางการใหคะแนนในตารางท่ี 9.2
ตารางที่ 9.2 ตวั อยางการใหคะแนนแสดงระดบั ความคิดเหน็
ความคดิ เห็น ขอ% ความทางบวก ข%อความทางลบ
เหน็ ดวยอยางยง่ิ 5 1
เห็นดวย 42
ไมแนใจ 33
ไมเหน็ ดวย 2 4
ไมเหน็ ดวยอยางย่งิ 1 5
คะแนนเฉล่ียของมาตราการวัดของลิเคอร$ทแบบ 5 ชวง อาจประเมินตามแนวคิด
ของเบส (Best, 1977) ไดดังน้ี
2 halo effect เปน1 ความคลาดเคลื่อนจากผใู หขอมูลเกิดจากการรบั รใู นอดตี สงผลตอการรบั รูในปwจจุบนั
140
ชวงคะแนนเฉล่ยี ความหมาย
1.00-1.79 ระดับนอยทสี่ ุด
1.80-2.59 ระดบั นอย
2.60-3.39 ระดบั ปานกลาง
3.40-4.19 ระดบั มาก
4.20-5.00 ระดับมากทส่ี ุด
หรือประเมนิ ตามแนวทางของพนั ธ$ุพนิ จิ (Punpinij, 1990: 46) ดงั น้ี
ชวงคะแนนเฉล่ยี ความหมาย
1.00-1.50 ระดับนอยท่สี ุด/ไมเหน็ ดวยอยางย่งิ
1.51-2.50 ระดบั นอย/ไมเหน็ ดวย
2.51-3.50 ระดับปานกลาง/ไมแนใจ
3.51-4.50 ระดับมาก/เห็นดวย
4.51-5.00 ระดบั มากทส่ี ดุ /เหน็ ดวยอยางย่ิง
ตารางที่ 9.3 ตวั อยางมาตราการวดั แบบลิเคอรท$ ลักษณะตาง ๆ
คณุ ภาพ (quality)
เยีย่ มยอด ดี ปานกลาง ไมดี
(excellent)
(good) (fair) (poor)
ดีมาก
(very good) คอนขางดี ปานกลาง คอนขางไมดี ไมดเี ลย
สงู กวาคาเฉลย่ี มาก
(well above (fairly good) (neither good or bad) (not very good) (not good at all)
average)
สูงกวาคาเฉลยี่ เทาคาเฉลยี่ ต่าํ กวาคาเฉลยี่ ตาํ่ กวาคาเฉลีย่ มาก
สําคญั มาก
(very important) (above (average) (below average) (well below
นาสนใจอยางมาก average) average)
(very interested)
ความสําคัญ (importance)
พงึ พอใจอยางมาก
(completely คอนขางสาํ คัญ ปานกลาง คอนขางไมสําคญั ไมสาํ คัญ
satisfied)
พึงพอใจมาก (fairly important) (neutral) (not so important) (not at all
(very satisfied)
important)
ความนา' สนใจ (interest)
นาสนใจบาง ไมนาสนใจ
(somewhat interested) (not very interested)
ความพงึ พอใจ (satisfaction)
พงึ พอใจบาง เฉย ๆ ไมคอยพึงพอใจ ไมพึงพอใจอยางมาก
(somewhat (neither satisfied (completely (somewhat
satisfied) nor dissatisfied) dissatisfied) dissatisfied)
คอนขางพึงพอใจ พึงพอใจเล็กนอย ไมพึงพอใจ
(quite satisfied) (somewhat (not at all
satisfied) satisfied)
141
ตารางที่ 9.3 ตวั อยางมาตราการวัดแบบลิเคอร$ทลักษณะตาง ๆ (ตอ)
ความถ่ี (frequency)
ตลอดเวลา บอยครงั้ มาก บอยครงั้ เป1นบางครงั้ นาน ๆ ครงั้
(hardly ever)
(all of the time) (very often) (often) (sometimes)
ไมเคย
บอยครั้งมาก บอยครง้ั บางครง้ั นาน ๆ ครงั้ (never)
(very often) (often) (sometimes) (rarely) ไมมคี วามเป1น
เอกลักษณ$
ตลอดเวลา ใชเวลาสวนใหญ ใชเวลาบางสวน เพิง่ ครงั้ แรก (not at all
unique)
(all of the time) (most of the time) (some of the (just now and
time) then)
ความเปนN จริง (truth)
เปน1 จรงิ อยางมาก เป1นจริงบาง ไมเปน1 จรงิ อยางมาก ไมเป1นจรงิ เลย
(very true) (somewhat true) (Not very true) (not at all true)
ใชแนนอน บางคร้ังใช บางครง้ั ไมใช ไมใชท้งั หมด
(definitely yes) (most of the time) (probably no) (definitely no)
ความเปนN เอกลักษณ0 (uniqueness)
แตกตางกนั อยางมาก แตกตางกันบาง แตกตางกัน ไมแตกตางกนั เลย
(very different) (somewhat เลก็ นอย (not at all different)
different) (slightly
different)
มีความเปน1 เอกลกั ษณ$ มคี วามเปน1 มคี วามเปน1 มีความเป1นเอกลักษณ$
อยางเตม็ ที่ เอกลักษณม$ าก เอกลกั ษณบ$ าง เพยี งเล็กนอย
(extremely unique) (very unique) (somewhat (slightly unique)
unique)
ทีม่ า: ดดั แปลงจาก Zikmund et al.. (2010: 319)
9.6.1.4 มาตรวัดแบบใช%คําท่ีมีความหมายตรงกันข%าม (semantic differential
scale) หรือมีช่ือเรียกอีกอยางหนึ่งวา “มาตรวัดแบบออสกูด (Osgood scale)” มีมาตราการวัดระดับ
ชวง3 ท่ีพัฒนาข้ึนโดย C.E. Osgood (1957) เพ่ือใชวัดทัศนคติ ประกอบดวยคําคุณศัพท$ท่ีบรรยาย
ลักษณะของส่ิงท่ีตองการวัดที่ตรงกันขามกัน เชน ดี – เลว, ขยัน – ขี้เกียจ, สวย – ขี้เหล เป1นตน
โดยท่ัวไปจะกําหนดใหระหวางคําคุณศัพท$ท้ังคูนี้มีชวงหางกัน 7 ชวงช้ัน แลวใหผูตอบเลือกวา
ความรสู กึ ที่ผตู อบมตี อสิ่งท่ีตองการวดั นัน้ อยูในชวงช้ันใด โดยคะแนนที่ใหคือ 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 หรือ
+3, +2, +1, 0, -1, -2, -3 (คะแนน 1 หรือ -3 หมายถึง ความรูสึกทางลบ และคะแนน 7 หรือ +3
หมายถงึ ความรสู กึ ทางบวก)
3 ผูวิจยั สวนใหญเห็นวาเป1นมาตราการวัดชวงเพราะเหน็ วาชวงหางระหวางคะแนนคอนขางมีความใกลเคยี งกัน แตมีผวู ิจยั บางคนแยงวา
เปน1 มาตราการวัดระดบั อนั ดบั เทาน้นั เพราะเหน็ วาชวงของคะแนนถกู กําหนดขน้ึ ตามอาํ เภอใจ (Zikmund et al., 2010: 321)
142
ตวั อยางเชน
มีประสทิ ธิภาพ (efficient) :__:__:__:__:__:__:__: ไรประสิทธภิ าพ (inefficient)
7654321
สวย (beautiful) :__:__:__:__:__:__:__: ขี้เหล (ugly)
7654321
นาเบอื่ (boring) :__:__:__:__:__:__:__: นาสนใจ (interesting)
1234567
เครยี ด (tense) :__:__:__:__:__:__:__: ผอนคลาย (relax)
1 234567
มาตรวัดแบบใชคําท่ีมีความหมายตรงกันขามน้ีสามารถนําประยุกต$เพื่อใชเปรียบเทียบ
ผลิตภณั ฑห$ รอื การใหบริการของบริษทั กบั คแู ขง
ตัวอยางเชน การเปรียบเทียบการใหบริการของสายการบิน 3 สายดวยการวัดความคิดเห็น
เกีย่ วกับการใหบรกิ าร 10 คู (ภาพที่ 9.2)
7654321
บนิ ตรงเวลา :__:__:__:__:__:__:__: เสยี เวลาบอย
มเี ท่ยี วบินใหเลอื กมาก :__:__:__:__:__:__:__: มเี ทยี่ วบนิ ใหเลอื กนอย
เครื่องบนิ มสี ภาพใหม :__:__:__:__:__:__:__: เคร่อื งบนิ มีสภาพเกา
พื้นทบ่ี นเคร่อื งกวางขวาง :__:__:__:__:__:__:__: พ้ืนท่บี นเครื่องคบั แคบ
พนักงานมีอธั ยาศยั ดี :__:__:__:__:__:__:__: พนักงานไมมีอธั ยาศยั
การใหบริการบนเคร่ืองดี :__:__:__:__:__:__:__: การใหบรกิ ารบนเคร่ืองไมดี
ราคาถกู :__:__:__:__:__:__:__: ราคาแพง
มน่ั ใจในความปลอดภัย :__:__:__:__:__:__:__: ไมมน่ั ใจในความปลอดภยั
การเชค็ อินรวดเร็ว :__:__:__:__:__:__:__: การเช็คอินชาเสียเวลา
การส่ังจองตั๋วทําไดงาย :__:__:__:__:__:__:__: การสง่ั จองตั๋วมีความยงุ ยาก
สายการบิน A
สายการบนิ B
สายการบิน C
ภาพท่ี 9.2 การเปรยี บเทยี บการใหบริการของสายการบนิ 3 สาย ดวยมาตรวัดแบบใชคําทม่ี ี
ความหมายตรงกนั ขาม
143
9.6.1.5 มาตรวัดแบบมีคําตอบยืนพ้ืน (stapel scale) มีมาตราการวัดระดับชวง
ท่ีประกอบดวยแบบคําถามที่ใหผูตอบตอบในประเด็นท่ีตองการแตละประเด็นวามีความเห็นเป1นบวก
หรอื ลบตอประเดน็ เหลานนั้ อยางไร โดยมรี ะดับตงั้ แต - 5 ถงึ + 5
ตวั อยางเชน ความพึงพอใจของลกู คาที่มีตอหางสรรพสนิ คา
-5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5
- บรกิ ารที่สุภาพ
- มีสินคาที่หลากหลาย
- ทจ่ี อดรถสะดวก
9.6.1.6 มาตรวัดแบบแบ'งคะแนนรวม (fixed or constant sum scale)
มีมาตราการวัดระดับอัตราสวนท่ีผูวิจัยจะกําหนดคะแนนเต็มใหกับส่ิงที่ตองการวัด แลวใหผูตอบ
กระจายคะแนนใหกับรายการหรอื ลกั ษณะของสิ่งท่ีวัดจนครบตามจํานวนเต็ม
ตัวอยางเชน
ในการเลอื กซ้ือตว๋ั เครอื่ งบนิ เพ่ือเดินทางภายในประเทศ ทานใหความสําคัญกับปwจจัยตาง ๆ
ขางลางนแ้ี ตละรายการในสัดสวนเทาใดจากคะแนนเตม็ 100
ปQจจัย คะแนน
ความเหมาะสมของราคา __________
ความมน่ั ใจในความปลอดภยั __________
การใหบรกิ ารบนเคร่ือง __________
เง่ือนไขในเปล่ยี นแปลงการเดินทางได __________
ความสะดวกในการจองหรอื ซื้อต๋วั __________
คะแนนรวม 100
9.6.2 มาตรวัดแบบจัดอนั ดบั
มาตรวัดแบบจัดอันดับ (ranking scales) เป1นมาตรวัดแบบท่ีขอใหผูตอบเปรียบเทียบ
หรือจัดลําดับส่ิงของ กิจกรรม เหตุการณ$ หรือบุคคลท่ีกําลังศึกษา มาตรวัดแบบจัดอันดับท่ีนิยมใช
ในการวิจัยธุรกิจและการจดั การ ไดแก
- มาตรวดั แบบเทียบเปน1 คู
- มาตรวัดแบบบังคับเลือก
9.6.2.1 มาตรวัดแบบเทียบเปNนค'ู (paired comparison scale) เป1นมาตรวัด
แบบจัดอันดับท่ีใหผูตอบเปรียบเทียบทีละคูของรายการ วัตถุ หรือส่ิงตาง ๆ เชน สินคา หรือ บริการ
ท่ใี หมาจาํ นวนหนงึ่ วาชอบหรอื พงึ พอใจอนั ไหนมากกวาจนครบทุกรายการ
ตัวอยางเชน ใหนักทองเที่ยวเปรียบเทียบความพึงพอใจในการใหบริการของบริษัทนําเที่ยว
จาํ นวน 4 บรษิ ัท
144
รายการคูการเปรียบเทียบจะประกอบดวย บริษัทที่ 1 กับ บริษัทท่ี 2 บริษัทท่ี 1
กับ บรษิ ทั ที่ 3, บรษิ ัทท่ี 1 กบั บริษทั ที่ 4, บริษัทท่ี 2 กับ บริษัทท่ี 3, บริษัทท่ี 2 กับ บริษัทท่ี 4, และ
บริษัทที่ 3 กับ บริษัทท่ี 4 จํานวนคูท่ีเปรียบเทียบจะเทากับ n(n-1)/2 (n คือจํานวนสิ่งที่ตองการ
เปรียบเทยี บทงั้ หมด)
สมมตวิ า เม่อื ใหนักทองเที่ยวจาํ นวน 100 คน เปรียบเทยี บความพึงพอใจในการ
ใหบรกิ ารของบริษทั นําเท่ยี วจาํ นวน 4 บรษิ ทั แลวพบวา
ระหวางบรษิ ทั ที่ 1 กบั บริษัทท่ี 2 ผตู อบจาํ นวน 60 คน เลอื กบรษิ ัทท่ี 1 และ 40 คน
เลอื กบรษิ ัทที่ 2
ระหวางบรษิ ทั ท่ี 1 กับบริษัทที่ 3 ผูตอบจาํ นวน 70 คน เลอื กบริษัทท่ี 1 และ 30 คน
เลือกบริษัทท่ี 3
ระหวางบริษัทที่ 1 กับบริษัทที่ 4 ผูตอบจํานวน 55 คน เลือกบริษัทที่ 1 และ 45 คน
เลือกบรษิ ทั ท่ี 4
ระหวางบริษัทท่ี 2 กับบริษัทที่ 3 ผูตอบจํานวน 65 คน เลือกบริษัทที่ 2 และ 35 คน
เลือกบรษิ ทั ที่ 3
ระหวางบริษัทที่ 2 กับบริษัทที่ 4 ผูตอบจํานวน 55 คน เลือกบริษัทที่ 2 และ 45 คน
เลอื กบริษัทท่ี 4
ระหวางบริษัทที่ 3 กับบริษัทท่ี 4 ผตู อบจาํ นวน 45 คน เลือกบรษิ ัทที่ 3 และ 55 คน
เลือกบริษัทท่ี 4
และเมื่อรวมคะแนนแลวพบวาบริษัทที่ผูตอบมีความพึงพอใจในการใหบริการ
มากท่ีสุดคือบริษัทท่ี 1 มีคะแนนรวม 185 รองลงมาเป1นบริษัทท่ี 2 มีคะแนนรวม 165 บริษัทที่ 4
มีคะแนนรวม 145 และ บรษิ ัทที่ 3 มคี ะแนนรวม 110 ตามลําดับ ดงั ตารางที่ 9.4
ตารางที่ 9.4 ตวั อยางผลการเปรยี บเทียบผลการเลือกของผูตอบทัง้ หมดเป1นรายคู
บริษทั ท่ี 1 บริษทั ที่ 1 บริษทั ที่ 2 บริษัทท่ี 3 บริษทั ท่ี 4
บรษิ ทั ท่ี 2 - 40 30 45
บริษทั ท่ี 3 60 - 35 45
บรษิ ัทท่ี 4 70 65 - 55
55 55 45 -
รวม 185 165 110 145
จัดลาํ ดับ 1 2 4 3
9.6.2.2 มาตรวัดแบบบังคับเลือก (forced ranking scale) เป1นมาตรวัดแบบ
จัดอันดับท่ีใหผูตอบเรยี งลาํ ดับความชอบ ความพึงพอใจ หรือความสําคัญของรายการตาง ๆ จากมากที่สุด
ไปนอยทีส่ ดุ
145
ตัวอยางเชน มีแชมพูสระผมจํานวน 5 ยี่หอมาใหเรียงลําดับความพึงพอใจในคุณภาพ
โดยใสเลข 1 กับยี่หอท่ีทานพึงพอใจมากที่สุด ใสเลข 2 กับยี่หอที่พึงพอใจรองลงมา และใส เลข 5
ใหกบั ย่ีหอท่ีพงึ พอใจนอยท่ีสุด
แชมพูสระผม ลาํ ดบั ทเี่ ลือก
ยีห่ อท่ี 1 1
ยี่หอท่ี 2 4
ยห่ี อที่ 3 2
ยี่หอที่ 4 5
ย่หี อที่ 5 3
จากตัวอยางผูตอบพึงพอใจแชมพูสระผมย่ีหอท่ี 1 มากที่สุด รองลงมาเป1นยี่หอที่ 3, 5,
2 และ 4 ตามลําดบั
สรปุ
การวดั หมายถึง กระบวนการใหความหมายและกําหนดตัวเลขอยางมีกฎเกณฑ$ใหกับส่ิงท่ีจะวัด
ในบริบทของการวัด ตัวแปรมี 2 ประเภทใหญ ๆ คือ ตัวแปรที่สังเกตได ที่สามารถระบุความหมาย
และสังเกตวัดไดเป1นตัวเลข และตัวแปรแฝงที่มีลักษณะนามธรรมไมสามารถสังเกตวัดไดโดยตรง
ตองอาศัยอางอิงจากขอมูลของตัวแปรที่สังเกตวัดได กระบวนการวัดแบงไดเป1น 2 ขั้นตอน คือ
การนิยามเชิงมโนทศั นซ$ ่ึงเป1นการนิยามความหมายตามพจนานุกรมหรอื ปทานุกรม และแนวคิดทฤษฎี
และการนิยามเชิงปฏิบัติการซึ่งเป1นการอธิบายความหมายตัวแปรที่ไดนิยามความหมายไวแลว
ใหสามารถนาํ ไปปฏิบตั ิการไดหรือสามารถสังเกตและวัดคาเปน1 ตัวเลขได
มาตรวดั เปน1 เคร่อื งมอื ที่สรางขึ้นเพื่อใชวัดหรือจําแนกวาในตัวแปรหรือส่ิงท่ีศึกษามีความ
แตกตางกันอยางไร โดยวัดคาออกมาเป1นตัวเลขท่ีมีการกําหนดไวแนนอนวาคุณสมบัติใดควรจะได
คะแนนเทาใด มาตรวัดแบงออกไดเป1น 4 ประเภทตามระดับมาตราการวัด คือ มาตราการวัดระดับกลุม
หรือนามบัญญัติ มาตราการวัดระดับอันดับ มาตราการวัดระดับชวงหรือระดับอันตรภาค และมาตรา
การวัดระดับอัตราสวน มาตราการวัดแตละระดับมีคุณสมบัติ กฎเกณฑ$และความยากงายของการวัด
ท่ีแตกตางกัน ตัวแปรท่ีระดับมาตราการวัดท่ีแตกตางกันจะมีผลตอการเลือกวิธีการทางสถิติที่จะ
นํามาใชในการวิเคราะห$ขอมูล ผูวิจัยจะตองเลือกลักษณะตัวแปรและระดับมาตราการวัดไดถูกตอง
สอดคลองกบั ความตองการของการวจิ ัย
การวิจัยทางธุรกิจนิยมนํามาตรวัดทัศนคติมาประยุกต$ใชวัดตัวแปรท่ีไมสามารถวัดได
โดยตรง เราจะพบตัวแปรทัศนคติจํานวนมากในการวิจัยทางธุรกิจ ผูวิจัยจะตองวัดทัศนคติ ซ่ึงเป1น
ตัวแปรท่ีเก่ียวกับความคิดเห็นหรือความรูสึกของบุคคลตอสิ่งท่ีกําลังศึกษา มาตรวัดทัศนคติที่นิยม
ใชกันอยางกวางขวางมี 2 ประเภท คือ มาตรวัดแบบการใหคะแนน ไดแก มาตรวัดอยางงาย มาตรวัด
แบบหลายคา มาตรวัดแบบลิเคอร$ท มาตรวัดแบบใชคําที่มีความหมายตรงกันขาม มาตรวัดแบบมี
คาํ ตอบยืนพื้น และมาตรวัดแบบแบงคะแนนรวม เป1นตน และมาตรวัดแบบจัดอันดับ ไดแก มาตรวัด
แบบเทียบเปน1 คู และมาตรวดั แบบบังคบั เลือก เปน1 ตน
146
เอกสารอา% งองิ
นวลศริ ิ เปาโรหติ ย$. 2527. จิตวทิ ยาสังคมเบื้องตน% . กรุงเทพฯ: แผนกจติ วทิ ยา
คณะศกึ ษาศาสตร$ มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง.
ประภาเพ็ญ สวุ รรณ. 2520. ทัศนคติ: การวดั การเปล่ยี นแปลงและพฤตกิ รรมอนามัย.
กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ .
ราชบัณฑิตยสถาน. 2555. พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ:
นานมบี ุคb สพ$ บั ลิเคชนั่ ส$.
ฤทัยรตั น$ ชดิ มงคล และเปรมฤดี บรบิ าล. 2554. ปจQ จยั ทม่ี ผี ลต'อแรงจูงใจใฝXสัมฤทธิ์ของ
นกั ศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อดุ รธานี. รายงานการวิจัย
วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อดุ รธานี.
สนิ พนั ธ$ุพนิ จิ . 2547. เทคนิคการวจิ ัยทางสังคมศาสตร0. กรงุ เทพฯ: วทิ ยพฒั น$.
อทุ ุมพร จามรมาน. 2537. การทาํ วิจยั เชงิ สาํ รวจ. กรุงเทพฯ: ฟนw นี่พับลชิ ชิง่ .
Ajzen, I. 1988. Attitudes, Personality, and Behavior. Chicago: The Dorsey
Press.
Best, J. W. 1977. Research in Education. 3rd ed. New Jersey: Prentice Hall.
Cooper, D. R. and Schindler, P. S. 2014. Business Research Methods. 12th ed.
Boston, MA and Burr Ridge, IL: McGraw-Hill.
Grosof, M. S. and Sardy, H. 1985. A Research Primer for the Social and
Behavioral Sciences. Orlando: Academic Press.
Kerlinger, F. N. 1973. Foundations of Behavioral Research. 2nd ed.
New York: Holt, Rinehart and Winston.
Kerlinger, F. N. 1986. Foundations of Behavioral Research. 3rd ed.
New York: HarperCollins.
Neuman, W. L. 2007. Basic of Social Research Methods: Qualitative and
Quantitative Approaches. 2nd ed. Boston: Allyn and Bacon.
Norman, L. M. 1971. Introduction to Psychology. Boston: Houghton Mufflin.
Oppenheim, A. N . 2000. Questionnaire Design, Interviewing and Attitude
Measurement. new ed. London: Continuum International.
Punpinij, S. 1990. “Role Performance of Sub-district Agricultural Extension
Officers in Northeastern Thailand” Doctoral Dissertation.
Department of Agricultural Education and Rural Studies, University of
the Philippines Los Banos.
Sekaran, U. 2003. Research Method for Business: A Skill Building Approach.
4th ed. Danver, MA: John Wiley & Sons.
147
Singleton, R. A., Straits, B. C. and Straits, M. M. 1993. Approach to Social
Research. New York: Oxford University.
Thurstone, L. L. 1974. The Measurement of Values. Chicago: The University
of Chicago Press.
Zikmund, W. G., Babin B. J., Carr, J. C. and Griffin, M. 2010. Business Research
Methods. 8th ed. Ohio: South-Western/Cengage Learning.
บทที่ 10
คณุ ภาพของเครื่องมือวดั
เครื่องมือวัดมีส่วนสาคัญย่ิงต่อคุณภาพของงานวิจัย ผู้วิจัยจะต้องทาการตรวจสอบคุณภาพ
ของเครื่องมือวัดก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าเคร่ืองมือวัดที่ผู้วิจัยได้พัฒนาข้ึนสามารถวัดสิ่งท่ีต้องการวัดได้ถูกต้อง
และเชอ่ื ถือได้ แตอ่ ย่างไรกต็ ามผู้วจิ ยั ไม่สามารถทจ่ี ะพัฒนาเครอื่ งมือวัดให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ได้
เครื่องมือวัดย่อมต้องมีความคลาดเคลื่อน (Sekaran, 2003: 203) ดังนั้น จึงจาเป็นต้องประเมินคุณภาพ
ของเคร่ืองมอื วดั เพื่อพจิ ารณาถงึ ความเหมาะสมในการใช้เคร่ืองมือนั้น คุณลักษณะท่ีใช้ในการประเมิน
คุณภาพของเครื่องมือวัดมีหลากหลายและแตกต่างกันไปตามลักษณะของเคร่ืองมือ ในบทนี้จะกล่าวถึง
คุณลักษณะที่สาคัญ ๆ ท่ีใช้ประเมินคุณภาพของเครื่องมือวัด ได้แก่ ความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรง
ความยากงา่ ย และความมอี านาจจาแนก
10.1 ความเช่ือมน่ั
ความเช่ือมั่นและความเที่ยงตรงเป็นคุณลักษณะท่ีถูกนามาใช้อย่างแพร่หลายในการประเมิน
คุณภาพเครื่องมือวัด โดยทั้งความเชื่อม่ันและความเท่ียงตรงมีวิธีการประเมินได้หลายวิธี ดังภาพท่ี
10.1 สาหรบั หัวขอ้ น้ีจะกล่าวถึงความเชอื่ มนั่ กอ่ นและจะกลา่ วถึงความเที่ยงตรงในหัวข้อถดั ไป
ความเชอื่ มัน่ (reliability) หมายถึง ความคงเสน้ คงวาของเคร่อื งมือวัด ซ่งึ แสดงให้เห็นถึง
ความคงที่ของผลท่ีได้จากการวัด กล่าวคือหากเครื่องมือวัดมีความเชื่อมั่น ผลที่ได้จากการวัดจะเหมือนกัน
หรือสอดคล้องกันทุกคร้ังเม่ือวัดส่ิงเดียวกัน เช่น เคร่ืองชั่งน้าหนักท่ีมีความเชื่อม่ันหมายถึงว่าทุกคร้ังท่ีชั่ง
วัตถชุ นิ้ เดียวกันจะอ่านค่าน้าหนักได้เท่ากัน หรือกรณีของเทปวัดความยาว หากเป็นเทปวัดท่ีทาด้วยเหล็ก
เมอื่ นามาวดั ความยาวของไมช้ ิ้นหนึ่งได้ความยาวเทา่ กับ 10 นิ้ว และเมื่อวัดซ้าก็จะได้ความยาวเท่ากับ
10 น้ิวทุกคร้ัง แสดงว่าเทปวัดความยาวท่ีทาด้วยเหล็กมีความเช่ือมั่นสูง แต่หากเทปวัดทาด้วยผ้ายืด
ความยาวทวี่ ัดแต่ละครัง้ อาจแตกตา่ งกนั เนอ่ื งจากเทปผ้ายดื มีการยืดหรือหดตามอุณหภูมิและความชื้น
มากกว่าเหลก็ รวมถงึ จากการดึงเทปด้วยแรงที่มากหรอื นอ้ ยในขณะวดั เทปวดั ความยาวท่ีทาด้วยผ้ายืด
จงึ มีความเช่อื มน่ั ต่ากวา่ เทปวัดที่ทาด้วยเหลก็ ระดับความเช่ือม่ันของเครื่องมือวัดหนึ่ง ๆ เป็นระดับความ
เช่ือมั่นของเครื่องมือท่ีวัดส่ิงเดียวกันและวัดภายใต้สถานการณ์เดียวกันเท่านั้น การวัดส่ิงอื่น ๆ หรือ
ภายใตส้ ถานการณท์ แ่ี ตกต่างไประดบั ความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัดยอ่ มเปลี่ยนแปลงไป
บริบทของการวัดในการวิจัย ความเช่ือม่ันของเคร่ืองมือวัดจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการนิยาม
เชงิ ปฏบิ ตั ิการ ซึ่งหมายถึงวา่ เครือ่ งมือวัดทปี่ ระกอบด้วยขอ้ คาถามหรือตัวช้ีวัดต่าง ๆ ในแบบสอบถาม
ที่ได้จากการนิยามเชิงปฏิบัติการน้ันมีความสอดคล้องกันหรือไม่ และผลการวัดจะยังคงเหมือนเดิม
เมื่อวัดในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเดิมหรือไม่ ผู้วิจัยจาเป็นต้องประเมินความเชื่อม่ันของเครื่องมือวัด
ก่อนนาไปใช้จริงโดยการนาไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างท่ีมีลักษณะตรงกับลักษณะประชากรของ
งานวจิ ัยท่ีศกึ ษาและภายในบริบทที่มลี กั ษณะเดียวกับบริบทของงานวิจัยท่ีศกึ ษาด้วย
149
คุณภาพของ ความเชอ่ื ม่นั ความเช่อื ม่ันเชงิ วธิ ีการแบ่งครง่ึ
เครอ่ื งมอื วดั ความเท่ยี งตรง ความสอดคลอ้ ง
วิธกี ารความสอดคล้อง
ความเชอ่ื ม่นั เชงิ ระหว่างข้อคาถาม
ความคงที่ วิธกี ารวดั ซ้า
วิธีการแบบคขู่ นาน
ความเทย่ี งตรงเชงิ ความเท่ยี งตรงเชงิ ความเที่ยงตรงเชงิ
เนอื้ หา ความสัมพันธ์ โครงสรา้ ง
ภาพที่ 10.1 คณุ ภาพของเคร่ืองมือวัด
ท่ีมา: ดดั แปลงจาก Sekaran (2003: 204)
ระดับความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัดพิจารณาได้จากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
(correlation coefficient) ซึ่งมีค่าระหว่าง -1.00 ถึง +1.00 แต่การประเมินความเช่ือมั่นจะประเมินค่า
อยู่ต้งั แต่ .00 – 1.00 เคร่อื งมือวดั ทมี่ คี า่ สมั ประสทิ ธิ์ความเช่อื มัน่ ย่ิงใกล้ 1.00 ก็จะยิง่ มีความเชื่อมั่นสูง
เกณฑ์การแปลผลความเช่ือม่ันจากค่าสัมประสิทธ์ิความเชื่อม่ันมีดังน้ี (Garrett อ้างถึงใน เกียรติสุดา
ศรีสุข, 2552: 144)
.00 – .20 มีความเชอ่ื มัน่ ตา่ มาก
.21 – .40 มีความเชื่อมน่ั ตา่
.41 -- .70 มีความเชอ่ื มั่นปานกลาง
.71 – 1.00 มคี วามเชื่อม่ันสูง
ความเชื่อม่ันของเคร่ืองมือวัดจาแนกได้ 2 ประเภท คือ ความเชื่อม่ันเชิงความสอดคล้อง
ภายใน และความเชอ่ื ม่ันเชิงความคงท่ี ซึ่งแตล่ ะประเภทมีวิธกี ารประเมนิ ดงั น้ี
10.1.1 ความเชอ่ื มน่ั เชงิ ความสอดคล้องภายใน
ความเช่ือมั่นเชิงความสอดคล้องภายใน (internal consistency) เป็นการแสดงถึงว่า
ข้อคาถามต่าง ๆ ในเคร่ืองมือวัดหรือแบบสอบถามมีความสอดคล้องกันหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
หรือหมายถึงว่าคาตอบของข้อคาถามแต่ละข้อในแบบสอบถามกับคาตอบของข้อคาถามอื่น ๆ
ในแบบสอบถามนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซ่ึงก็คือการตรวจสอบความสอดคล้องของคาตอบของ
150
ข้อคาถามต่าง ๆ ทั้งหมดหรือของกลุ่มของข้อคาถามในแบบสอบถามนั่นเอง (Saunders et al.,
2009: 374) การตรวจสอบความเชื่อมั่นเชิงความสอดคล้องภายในเป็นวิธีการประเมินความเชื่อมั่น
ที่นยิ มใช้กนั มากท่สี ดุ มวี ิธีการตรวจสอบอยู่ 2 วธิ ี คอื
10.1.1.1 วิธีการแบ่งครึ่ง (split-half method) วิธีนี้ทาโดยนาเคร่ืองมือวัด
มาแบ่งข้อคาถามเป็น 2 ชุดที่เท่าเทียมกัน เช่น แบ่งเป็นชุดข้อคู่กับข้อค่ี หรือแบ่งครึ่งแรกกับครึ่งหลัง
แล้วนาไปวัดกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นนาคาตอบที่ได้จากการวัดทั้งสองชุดมาหาค่าสัมประสิทธิ์
ความเชื่อมั่นด้วยการคานวณค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างคะแนนท้ังสองชุด ถ้าค่า
สัมประสิทธิ์ความเช่ือม่ันสูงแสดงว่าความสอดคล้องภายในมีมาก ถ้าค่าสัมประสิทธ์ิความเช่ือม่ันต่า
ต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไข สูตรการคานวณค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์หรือค่าสัมประสิทธิ์ความเช่ือม่ัน
มดี ังน้ี
rtt = 2r
1 r
เมือ่ r = nXY - XY
[nX2 - (X)2][nY2 - (Y)2]
rtt = คา่ สมั ประสิทธ์คิ วามเชือ่ มั่นของเครื่องมือท้ังชดุ
r= คา่ สมั ประสิทธิ์ความเช่อื มั่นของเครอ่ื งมือชดุ ที่แบ่งครึง่
ตัวอย่างท่ี 10.1 จากแบบสอบถามที่สอบถามวัดทัศนคติท่ีมี 5 ระดับคะแนน (ให้ผู้ตอบเลือกตอบ
จากระดับคะแนน 1 ถึง 5) จานวน 20 ข้อ มีผู้ตอบแบบสอบถาม 25 คน ตาม
ตาราง จงหาคา่ สมั ประสิทธคิ์ วามเช่อื มนั่ ของแบบสอบถามชุดนี้
วธิ ที า แบ่งคาตอบของแต่ละคนเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกเป็นคาตอบของข้อ 1 ถึง 10
และส่วนที่สองเปน็ คาตอบของข้อ 11 ถึงข้อ 20 คะแนนรวมของคาตอบข้อท่ี 1 ถึง
10 ของแต่ละคนอยู่ในช่อง X และคะแนนรวมของคาตอบข้อที่ 11 ถึง 20 อยู่ใน
ช่อง Y
151
คนที่ คะแนนรวม คะแนนรวมข้อ XY X2 Y2
ข้อ 1-10 (X) 11-20 (Y)
825 1,089 625
1 33 25 1,089 324
100
2 33 18 594 100 100
169 2,304
3 10 10 100 2,401 1,296
2,209 900
4 13 10 130 1,600 1,444
2,500 576
5 49 48 2,352 961 2,209
2,025 1,681
6 47 36 1,692 1,936 361
1,089 1,369
7 40 30 1,200 1,681 1,089
1,369 1,936
8 50 38 1,900 2,025 100
225 441
9 31 24 744 961 1,849
1,156 1,369
10 45 47 2,115 1,296 1,936
1,600 625
11 44 41 1,804 1,600 900
1,225 1,369
12 33 19 627 2,025 1,600
2,025 1,089
13 41 37 1,517 1,764 27,592
36,120
14 37 33 1,221
15 45 44 1,980
16 15 10 150
17 31 21 651
18 34 43 1,462
19 36 37 1,332
20 40 44 1,760
21 40 25 1,000
22 35 30 1,050
23 45 37 1,665
24 45 40 1,800
25 42 33 1,386
รวม 914 780 31,057
152
จากสตู ร r= nXY - XY
[nX2 - (X)2][nY2 - (Y)2]
= 25(31,057) - (914)(780)
[25(36,120) - (914)2][25(27,592) - (780)2]
= 0.8561
rtt = 2r
= 1 r
=
2(0.8561)
1 + 0.8561
.92
คา่ สัมประสิทธ์ิความเช่ือม่ันของแบบสอบถามมีค่าเท่ากับ .92 ซ่ึงสรุปได้ว่าแบบสอบถาม
ชุดนีม้ คี วามเชอื่ ม่ันอยู่ในระดบั สงู
10.1.1.2 วิธีการวัดความสอดคล้องระหว่างข้อคาถาม (interitem consistency)
วธิ ีการนท้ี าโดยการนาคาตอบของผูต้ อบคาถามในทุกขอ้ คาถามทใ่ี ชว้ ัดตัวแปรแต่ละตัวมาตรวจสอบว่า
มีความสอดคล้องกันหรือไม่ วิธีที่นิยมใช้ในการตรวจสอบความสอดคล้องนี้ ได้แก่ วิธีการใช้ค่า
สัมประสิทธิ์แอลฟุาของครอนบาค และวธิ กี ารของคเู ดอร์รชิ าร์ด
1) วิธีการใช้ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟุาของครอนบาค (Cronbach's alpha
coefficient) เป็นวิธีการตรวจสอบที่ใช้กับแบบสอบถามที่มีลักษณะการให้คะแนนเป็นแบบหลายค่า
เช่น มาตรวัดแบบลเิ คอรท์
สตู รคานวณ = ( k )(1- si2 )
เม่ือ = k - 1 st2
=
k = คา่ สมั ประสทิ ธิ์แอลฟุาของครอนบาค
จานวนขอ้ ของเครอื่ งมือ
si2 = ความแปรปรวนของแตล่ ะขอ้
ความแปรปรวนของคะแนนท้งั ฉบบั
s 2
t
153
ตัวอยา่ งที่ 10.2 จากข้อมูลการตอบแบบสอบถามวัดทัศนคติจานวน 10 ข้อของพนักงานจานวน
25 คน ตามตารางข้างล่าง ให้คานวณหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของ
แบบสอบถาม 10 ขอ้ น้ี
คนท่ี 1 2 3 4 ขอ้ ที่ 7 8 9 รวม X2
56 10 X
1,521
1 4 4 5 3 4 5 4 5 3 2 39 2,025
1,764
2 5 5 5 5 5 4 5 4 3 4 45 1,225
1,156
3 2 5 5 5 4 4 5 4 4 4 42 1,600
1,296
4 4 4 5 5 2 3 2 2 4 4 35 1,369
5 4 4 4 4 4 2 4 1 4 3 34 961
225
6 4 4 5 4 4 3 3 4 4 5 40 2,025
1,369
7 4 3 4 4 3 3 4 2 4 5 36 1,681
1,089
8 5 3 4 4 4 4 2 4 4 3 37 1,600
2,025
9 4 4 4 4 4 2 2 1 4 2 31 961
2,500
10 3 2 2 2 1 1 1 1 1 1 15 1,849
2,209
11 4 5 5 5 3 4 5 4 5 5 45 2,401
169
12 4 4 4 4 3 4 3 4 3 4 37 100
1,024
13 3 4 5 4 2 4 5 4 5 5 41 1,089
35,233
14 5 4 4 4 5 2 2 1 4 2 33
15 4 4 3 4 4 4 3 4 5 5 40
16 5 4 4 5 5 4 5 3 5 5 45
17 4 4 4 4 2 2 3 2 4 2 31
18 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 50
19 5 5 5 5 3 4 5 3 4 4 43
20 5 5 5 5 4 4 5 4 5 5 47
21 5 5 5 5 4 5 5 5 5 5 49
22 2 1 2 1 2 1 1 1 1 1 13
23 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 10
24 4 3 4 4 3 3 3 2 3 3 32
25 4 3 4 4 3 3 2 2 4 4 33
903
s2 1.12 1.33 1.19 1.33 1.41 1.52 2.17 2.08 1.52 2.09
i
154
จากสตู ร = ( k )(1- )si2
s2 =
k - 1 st2
t
X2 - (X)2
= n-1
35,233 - (903)2
25 - 1
= 109.03
s2 = 1.12 + 1.33 + 1.19 + …+ 1.52 + 2.09
i
= 15.77
= ( 10 )(1- 15.77 )
10 - 1 109.03
= .95
คา่ สัมประสิทธค์ิ วามเชื่อมน่ั ของแบบสอบถามมีค่าเท่ากับ .95 ซ่ึงสรุปได้ว่าแบบสอบถาม
ชุดนีม้ ีความเชื่อมั่นอยใู่ นระดบั สูง
2) วิธีการของคูเดอร์ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) เป็นวิธีการตรวจสอบ
ท่ีใช้กับแบบสอบถามท่ีมีลักษณะการให้คะแนนเป็นแบบ 2 ค่า (dichotomous) หรือคะแนนแบบ 0
และ 1
สตู รคานวณ rtt ( k )(1- pq )
เมือ่ rtt = k - 1 st2
=
k = คา่ สมั ประสิทธค์ิ วามเช่อื มนั่ ของคเู ดอร์ริชาร์ดสนั
= จานวนขอ้ ของเครอ่ื งมือ
p สดั ส่วนของผตู้ อบถกู จากผูต้ อบทง้ั หมด
= สดั สว่ นของตอบผดิ จากผู้ตอบทัง้ หมด
q ความแปรปรวนของคะแนนท้ังฉบับ
s 2
t
155
10.1.2 ความเชอ่ื มั่นเชงิ ความคงที่
ความเชื่อม่ันเชิงความคงท่ี (stability) เป็นการแสดงถึงว่าผลท่ีได้จากการวัดมีค่าคงท่ี
เม่ือมีการวัดซ้าด้วยเคร่ืองมือเดิม หรือหมายความว่าเครื่องมือวัดสามารถวัดได้ผลที่คงท่ีหรือไม่
ความเชอ่ื ม่นั เชงิ ความคงท่ีมีวธิ กี ารประเมนิ ได้ 2 วธิ ี คือ วธิ ีการวัดซ้า และวธิ ีการแบบคูข่ นาน
10.1.2.1 วธิ กี ารวัดซ้า (test-retest method) เป็นวธิ ีการทใ่ี หผ้ ้ตู อบกลุ่มเดียว
ทาแบบสอบถามจากเครื่องมือวัดชุดเดียวกันสองครั้งในเวลาห่างกันพอสมควร เช่น 3 เดือน หรือ
6 เดือน แล้วนาคะแนนทั้งสองครั้งมาหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ (r) ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) น้ี
จะมีค่าอยู่ระหว่าง +1 ถึง -1 โดยถ้าค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์มีค่าสูง แสดงว่าเคร่ืองมือน้ันมีความ
เช่อื ม่ันสงู ซึง่ หมายความวา่ เครอ่ื งมอื มีความคงท่ีถงึ แม้เวลาจะผ่านไป
สูตรการคานวณคา่ สมั ประสิทธ์ิสหสมั พันธม์ ดี งั น้ี
จากสูตร rtt = nXY - XY
[nX2 - (X)2][nY2 - (Y)2]
เม่อื rtt = คา่ สัมประสิทธ์สิ หสมั พนั ธ์
= คะแนนทดสอบครง้ั แรก
X = คะแนนทดสอบคร้งั ที่สอง
Y = จานวนผู้ตอบ
n
ตวั อยา่ งที่ 10.3 จากการวดั ทศั นคตสิ องครงั้ ของผูต้ อบจานวน 10 คนจากคาถามข้อหน่ึงตามตาราง
ขา้ งล่างนใ้ี หห้ าสมั ประสิทธ์ขิ องความเชอื่ ม่นั ของเคร่อื งมือทีใ่ ช้วัดคาถามข้อนี้
คนที่ วดั ครง้ั แรก วัดครัง้ ท่สี อง XY X2 Y2
XY
1 4 4 16 16 16
2 5 5 25 25 25
3 5 5 10 4 25
4 4 4 16 16 16
5 4 4 16 16 16
6 4 4 16 16 16
7 4 3 12 16 9
8 5 3 15 25 9
9 4 4 16 16 16
10 3 2 6 9 4
42 38 163 180 152
156
rtt = nXY - XY
[nX2 - (X)2][nY2 - (Y)2]
= 10(163) - (42)(38)
[10(180) - (42)2][10(152) - (38)2]
= .65
ค่าสัมประสิทธิ์ความเช่ือม่ันของแบบสอบถามมีค่าเท่ากับ .65 ซ่ึงสรุปได้ว่า
แบบสอบถามชุดนี้มีความเชอ่ื ม่ันอยใู่ นระดับปานกลาง
การตรวจสอบความเช่ือม่ันเชิงความคงท่ีด้วยวิธีการวัดซ้ามีจากัดบางประการ
(Cooper and Schindler, 2014: 260) คือ
1. หากการวัดทั้งสองคร้ังมรี ะยะเวลาสั้นเกนิ ไป ผตู้ อบอาจให้คาตอบคร้ังท่ีสอง
เหมอื นคาตอบครง้ั แรกเพราะจาคาตอบทตี่ อบคร้งั แรกได้
2. หากการวัดสองคร้ังมีระยะเวลาห่างกันมาก ความคิดเห็นของผู้ตอบ
อาจเปลี่ยนไปเพราะได้รับขอ้ มลู ขา่ วสารใหม่ ๆ มากขน้ึ ทาให้คาตอบคร้งั ทส่ี องมคี วามแตกต่างไป
3. ทัศนคติของผู้ตอบแบบสอบถามอาจเปล่ียนไปเนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถาม
อาจได้เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องท่ีถูกถามมากขึ้นหลังจากได้อ่านและตอบแบบสอบถามในครั้งแรก
จึงอาจจะทาใหค้ าตอบครง้ั ทีส่ องแตกตา่ งไป
อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยอาจหลีกเลี่ยงข้อจากัดของการตรวจสอบความเช่ือม่ันด้วย
วิธีนี้โดยการกาหนดให้ระยะเวลาระหว่างการวัดท้ังสองครั้งอยู่ระหว่าง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน (Cooper
and Schindler, 2014: 261) หรืออาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจสอบนี้กับแบบสอบถามหรือแบบวัด
ที่วดั ตวั แปรบางประเภท กล่าวคือ วิธีนี้อาจไม่เหมาะสาหรับแบบวัดท่ีวัดตัวแปรท่ีเปล่ียนแปลงได้ง่าย
เช่น ตัวแปรท่ีเก่ียวกับทัศนคติ แต่เหมาะสาหรับแบบวัดท่ีวัดตัวแปรที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เช่น
ตัวแปรเก่ยี วกับสภาพ และลักษณะองค์การ เปน็ ตน้
10.1.2.2 วิธีการแบบคู่ขนาน (parallel-form) เป็นวิธีการท่ีนาแบบสอบถามหรือ
แบบวัด 2 ชดุ ท่สี รา้ งข้ึนให้มีลกั ษณะคลา้ ยคลงึ กันซง่ึ เรียกว่า “แบบคู่ขนาน” ไปวัดผู้ตอบกลุ่มเดียวกัน
ในเวลาเดียวกัน แล้วนาคะแนนทั้งสองชุดมาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) โดยถ้าค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์มีค่าสูง แสดงว่าเคร่ืองมือน้ันมีความเช่ือมั่นสูง ในทางปฏิบัติการสร้างเคร่ืองมือวัดสองชุด
ใหว้ ดั ของส่ิงเดยี วกัน ท่ีมวี ตั ถุประสงคเ์ หมอื นกนั ความยากง่ายเท่าเทียมกัน แบบคู่ขนานน้ันทาได้ยาก
การตรวจสอบความเชอื่ มนั่ วิธีน้ีจงึ ไม่คอ่ ยนยิ มใช้ แต่สามารถแก้ปัญหาในเร่ืองของระยะเวลา
157
10.2 ความเทย่ี งตรง
ในบทที่ 7 ได้กล่าวถึง ความเท่ียงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอกซึ่งมีความสาคัญ
ตอ่ คณุ ภาพของงานวิจัยแบบทดลอง แต่ความเท่ียงตรงที่จะกล่าวต่อไปน้ีเป็นความเท่ียงตรงในการวัด
ในบริบทของการวัด ความเท่ียงตรง (validity) หมายถึง ระดับความสามารถของเครื่องมือวัดในการวัด
ส่งิ ท่ตี ้องการวัดได้ตรงและครบถว้ นตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือตามท่ีต้องการศึกษาได้มากน้อย
เพียงใด เครื่องมือที่ไม่มีความเชื่อมั่นจะไม่มีความเที่ยงตรง แต่เคร่ืองมือท่ีมีความเช่ือมั่นก็ไม่ได้
หมายความว่าจะมีความเที่ยงตรงเสมอไป เช่น เครื่องชั่งน้าหนักท่ีช่ังน้าหนักนาย ก ได้ถูกต้องและ
ตรงกนั ทกุ ครัง้ แสดงว่าเคร่ืองชงั่ มีท้งั ความเชือ่ ม่ันและความเที่ยงตรง แต่ถ้าทุกคร้ังท่ีช่ัง น้าหนักนาย ก
จะเกินมา 5 กิโลกรัม แสดงว่าเครื่องชั่งมีความเช่ือม่ันแต่ไม่มีความเท่ียงตรง และถ้าน้าหนักท่ีช่ังแต่ละครั้ง
ไม่ตรงกันเลย แสดงว่าเคร่ืองชั่งไม่มีทั้งความเชื่อม่ันและความเท่ียงตรง เป็นต้น ความเที่ยงตรงในการวัด
มีความสาคัญต่อคุณภาพของงานวิจัยในทุกประเภทท้ังการวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงการทดลอง เชิงพรรณนา
และเชงิ การประเมิน เคอร์ลนิ เจอร์ (1973) ได้แบ่งความเที่ยงตรงเป็น 3 ชนิด คือ ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา
ความเท่ยี งตรงเชงิ ความสัมพนั ธ์กบั เกณฑ์ และความเท่ียงตรงเชิงโครงสรา้ ง
10.2.1 ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา
ความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (content validity) หมายถึง ระดับความสามารถของเครื่องมือวัด
ในการวดั ส่ิงท่ีต้องการวดั ได้ตรงและครอบคลุมตามเนื้อหาที่ต้องการวัดมากน้อยเพียงใด เช่น ต้องการ
ทดสอบความรู้นักศึกษาในบทที่ 1-5 แบบทดสอบท่ีมีความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาก็จะต้องมีเนื้อหา
ท่ีครอบคลุมทั้ง 5 บทไม่ขาดเน้ือหาของบทใดบทหน่ึงหรือมีเน้ือหาในบทอื่น ๆ ปะปนมา หรือเช่น
การรับรู้ของผู้บริโภคต่อคุณค่าที่ได้รับจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มี 2 ด้าน คือ ด้านความเพลิดเพลิน
ทางอารมณ์ (hedonic shopping value) และคุณค่าทางด้านประโยชน์ใช้สอย (utilitarian shopping
value) หากต้องการวัดการรับรู้ของผู้บริโภคต่อคุณค่าท่ีได้รับจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ผู้วิจัยก็จะต้อง
ออกแบบแบบสอบถามให้มีข้อคาถามท่ีครอบคลุมท้ังด้านความเพลิดเพลินทางอารมณ์และด้านประโยชน์
ใชส้ อย เปน็ ต้น
การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหานิยมใช้ผู้เช่ียวชาญในสาขาที่เก่ียวข้องเป็นผู้พิจารณา
โดยอาจพิจารณาจากความสอดคล้องและความครอบคลุมของข้อคาถามของเครื่องมือกับนิยามเชิง
มโนทัศน์และนิยามเชิงปฏิบัติการ ผู้วิจัยสามารถตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาได้ด้วยการคานวณ
ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา หรือค่าดัชนีความสอดคล้อง ซ่ึงโดยท่ัวไปค่าดัชนีความเที่ยงตรง
เชงิ เนื้อหาทยี่ อมรบั ได้คอื .80 ข้ึนไป และ คา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งทย่ี อมรบั ได้คอื .50 ขึน้ ไป
10.2.1.1 ค่าดัชนีความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (content validity index หรือ CVI)
เป็นค่าที่ใช้ในการพิจารณาความสอดคล้องของเคร่ืองมือ กล่าวคือเป็นการพิจารณาว่าข้อคาถามกับ
คานิยามหรือกรอบทฤษฎีมีความสอดคล้องกันหรือไม่ โดยให้ผู้เช่ียวชาญเป็นผู้พิจารณาและให้ความเห็น
ใน 4 ระดับ คอื
1 หมายถงึ คาถามไมส่ อดคลอ้ งกับคานิยามเลย
2 หมายถงึ คาถามจาเป็นต้องได้รับการพิจารณาทบทวนและปรับปรุงอย่างมาก
จงึ จะมีความสอดคล้องกับคานิยาม
158
3 หมายถงึ คาถามจาเป็นต้องได้รับการพิจารณาทบทวนและปรับปรุงเล็กน้อย
จึงจะมคี วามสอดคล้องกบั คานยิ าม
4 หมายถึง คาถามมีความสอดคลอ้ งกับคานยิ าม
แล้วนาผลการแสดงความเห็นของผู้เช่ียวชาญมาคานวณค่าดัชนีความเท่ียงตรง
เชงิ เน้ือหา (CVI) ดงั นี้
CVI = จานวนคาถามทีผ่ ู้เช่ยี วชาญทุกคนให้คะแนนระดับ 3 และ 4
จานวนคาถามท้ังหมด
โดยท่ัวไปค่า CVI ที่ยอมรับคือ .8 ขึ้นไป (Davis, 1992: 104 อ้างถึงใน บุญใจ
ศรีสถิตย์นรากูร, 2547)
ตัวอย่าง 10.4 แบบสอบถามระดับการมีส่วนร่วมประกอบด้วยคาถามจานวน 12 คาถาม เมื่อนาไป
ให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านพิจารณา ผู้เช่ียวชาญได้ให้ความคิดเห็นตามตารางข้างล่าง
จงหาคา่ CVI
ระดบั ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
คาถามข้อท่ี คนท่ี 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คนที่ 4 คนที่ 5
12341234123 41234123 4
1 /////
2 // / //
3/ / / //
4 // // /
5 / // / /
6 // / //
7/ /// /
8 / / // /
9 // // /
10 / / // /
11 / / / / /
12 / / / / /
159
เม่ือวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พบว่าจานวนคาถามที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคน
ใหค้ วามคดิ เห็นในระดบั 3 และ 4 มีรวม 10 ข้อ คือ ขอ้ 1, 2, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 11, 12 จาก 12 ขอ้
CVI = 10 = .83
12
10.2.1.2 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (index of item objective congruence:
IOC) เป็นค่าดัชนีที่ใช้วัดความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอีกตัวหน่ึงซึ่งสามารถคานวณหาได้โดยนาเคร่ืองมือ
หรือแบบสอบถามท่ีสร้างขึ้นไปให้ผู้เช่ียวชาญพิจารณาความสอดคล้องของข้อคาถามโดยกาหนดให้
ผเู้ ชีย่ วชาญแสดงความคิดเห็นเปน็
+1 เมือ่ เห็นด้วยว่าข้อคาถามมีความสอดคลอ้ ง
0 เม่อื ไม่แน่ใจว่าขอ้ คาถามมคี วามสอดคล้อง
-1 เม่อื ไม่เหน็ ด้วยวา่ ขอ้ คาถามมีความสอดคลอ้ ง
สูตรการคานวณคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องมดี ังนี้
IOC = ผลรวมความคิดเหน็ ผเู้ ช่ียวชาญ
จานวนผู้เชีย่ วชาญ
โดยท่ัวไป คา่ IOC ทีย่ อมรบั คือ .50 ขน้ึ ไป
ตัวอย่าง 10.5 แบบสอบถามที่ประกอบด้วย 5 คาถาม เม่ือนาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน พิจารณา
ความสอดคลอ้ งของข้อคาถาม พบข้อมูลตามตารางข้างล่าง จงหาคา่ IOC
คาถาม คนที่ 1 ความคิดเห็นของผเู้ ชยี่ วชาญ คนท่ี 5 ผลรวม IOC แปลผล
ข้อท่ี คนที่ 2 คนที่ 3 คนท่ี 4
1 +1 +1 +1 +1 0 4 .80 ใชไ้ ด้
2 0 +1 0 0 +1 2 .40 ใช้ไม่ได้
3 -1 0 0 0 +1 0 .00 ใช้ไมไ่ ด้
4 +1 +1 +1 +1 +1 5 1.00 ใชไ้ ด้
5 0 0 +1 -1 -1 -1 -.20 ใชไ้ มไ่ ด้
10.2.2 ความเท่ียงตรงเชงิ ความสมั พนั ธก์ ับเกณฑ์
ความเท่ยี งตรงเชิงความสมั พนั ธ์กับเกณฑ์ (criterion related validity) หมายถึงว่า เคร่ืองมือ
ที่นามาใช้วัดสามารถวัดได้สอดคล้องหรือสัมพันธ์กับเกณฑ์มาตรฐาน (criterion) ที่มีอยู่เพียงไร
หากค่าท่ีวัดได้มีความสัมพันธ์หรือสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานมากแสดงว่าเครื่องมือท่ีใช้วัดมี ความ
เทีย่ งตรงเชิงความสมั พนั ธก์ บั เกณฑ์ ความเทยี่ งตรงชนิดนม้ี ี 2 แบบ คือ
160
10.2.2.1 ความเที่ยงตรงเชิงความสอดคล้องกับเกณฑ์ปัจจุบัน (concurrent
validity) หมายถึงว่า เคร่ืองมือท่ีใช้วัดสามารถวัดได้สอดคล้องกับสภาพแท้จริงในปัจจุบันหรือไม่
เพียงใด โดยพิจารณาจากค่าท่ีวัดได้กับเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ในขณะน้ัน เช่น ผู้วิจัยอาจตรวจสอบ
ความเที่ยงตรงแบบน้ีกับเคร่ืองมือท่ีสร้างข้ึนสาหรับวัดสติปัญญา (IQ) โดยพิจารณาความสอดคล้อง
ของค่าที่วัดได้จากเคร่ืองมือท่ีสร้างข้ึนน้ีกับค่าท่ีวัดได้จากแบบทดสอบมาตรฐาน IQ จากกลุ่มตัวอย่าง
เดียวกัน หากมคี วามสอดคล้องกนั กแ็ สดงว่าเคร่อื งมอื มีความเที่ยงตรง
10.2.2.2 ความเทีย่ งตรงเชิงพยากรณ์ (predictive validity) หมายถึงวา่ เคร่ืองมือ
ที่ใช้วดั สามารถวัดคา่ ในปจั จบุ นั ไดส้ อดคลอ้ งกับสภาพท่ีแท้จริงในอนาคตหรือไมเ่ พยี งไร เช่น ความเท่ียงตรง
เชิงพยากรณ์ของแบบทดสอบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หากข้อสอบมีความเท่ียงตรงเชิง
พยากรณ์สูงก็อาจพยากรณ์ได้ว่านักเรียนที่สอบได้คะแนนสูงจะมีผลการเรียนดีเม่ือเข้าไปเรียนใน
มหาวิทยาลยั
ความเท่ยี งตรงเชงิ ความสมั พันธก์ ับเกณฑ์มขี อ้ เสียอยู่บางประการคือ เนื่องจากว่า
ความเท่ียงตรงชนิดน้ีเป็นการพิจารณาถึงความสอดคล้องระหว่างค่าท่ีวัดได้กับเกณฑ์ จึงมีคาถามว่า
ผู้วิจัยควรจะเลือกใช้เกณฑ์มาตรฐานใดจึงจะเหมาะสม หรือหากไม่มีเกณฑ์ใด ๆ ที่เหมาะสมจะดาเนินการ
อย่างไร
10.2.2 ความเท่ยี งตรงเชงิ โครงสรา้ ง
ความเท่ียงตรงเชิงโครงสร้าง (construct validity) ส่วนใหญ่จะใช้ในการประเมินคุณภาพ
เคร่ืองมือวัดท่ีวัดตัวแปรแฝงหรือตัวแปรท่ีมีลักษณะนามธรรมท่ีประกอบด้วยตัวชี้วัดหรือข้อคาถาม
หลายข้อ เช่น ตัวแปรท่ีเกี่ยวกับค่านิยม ความเช่ือ ตัวอย่างเช่น ขวัญและกาลังใจในการปฏิบัติงาน
แรงจูงใจใฝสุ มั ฤทธ์ิ เปน็ ตน้ โดยเปน็ การตรวจสอบว่าตัวช้ีวัดต่าง ๆ เหล่าน้ันครอบคลุมลักษณะของตัวแปร
ได้ตรงตามทฤษฎีหรือไม่ การตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงโครงสร้างทาได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้คือ
การวิเคราะห์องค์ประกอบ
การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบ (factor analysis) เป็นการวเิ คราะหท์ างสถิติที่มีวัตถุประสงค์
เพ่ือลดปริมาณข้อมูลหรือลดจานวนตัวแปรในการวิจัย โดยอาศัยการรวมตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กัน
มาสร้างเป็นองค์ประกอบ (factor) ท่ีอยู่เบ้ืองหลังตัวแปรเหล่าน้ัน การวิเคราะห์องค์ประกอบแบ่งออกเป็น
2 ชนดิ คือ การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบเชงิ สารวจ และการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชงิ ยืนยนั
การวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบเชงิ สารวจ (explorative factor analysis : EFA) เปน็ การวเิ คราะห์
องค์ประกอบท่ีผู้วิจัยไม่ทราบล่วงหน้าว่าองค์ประกอบท่ีจะได้ควรมีจานวนเท่าใดและองค์ประกอบ
แต่ละด้านมีตัวแปรใดบ้าง ส่วนการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (confirmatory factor analysis)
เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบท่ีผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมและแนวคิดทฤษฎีแล้วจนทราบโครงสร้าง
องค์ประกอบว่าจานวนองค์ประกอบควรมีเท่าใด และแต่ละองค์ประกอบมีตัวแปรใดบ้าง ผู้วิจัยจึง
วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันนี้เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของโครงสร้างองค์ประกอบ การวิเคราะห์
องค์ประกอบเชงิ ยนื ยนั จึงนามาใช้ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชงิ โครงสร้าง
161
10.3 ความคลาดเคลื่อนในการวดั
ในการวัดทุกคร้ังมักจะเกิดความผิดพลาดหรือความคลาดเคลื่อนขึ้นเสมอ ตามทฤษฎี
การวัด (measurement theory) กล่าวว่าค่าท่ีวัดได้เชิงประจักษ์ (empirical observation : O)
ประกอบด้วย ค่าที่แท้จริง (true construct : T) ความคลาดเคล่ือนแบบสุ่ม (random error : R) และ
ความคลาดเคลอื่ นแบบเปน็ ระบบ (systematic error : S) ดงั นั้น O = T + R + S
ความคลาดเคล่ือนแบบสุ่ม เป็นความผิดพลาดท่ีเกิดข้ึนอย่างไม่เป็นระบบ ไม่สามารถ
คาดเดาได้ และเป็นการเกิดข้ึนโดยบังเอิญ เช่น ความผิดพลาดท่ีเกิดจากความไม่ตั้งใจหรือไม่อยาก
ตอบคาถามของผู้ตอบบางคน จากคาชีแ้ จงท่ีไม่ชัดเจนของแบบสอบถาม (ทาให้ผู้ตอบคาถามแต่ละคน
มีความเข้าใจไม่ตรงกัน) หรือจากการลงข้อมูลผิดพลาด เป็นต้น ซึ่งทาให้คาตอบท่ีได้รับมีความคลาดเคลื่อน
แต่เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเฉพาะบางรายเท่าน้ัน ความคลาดเคลื่อนแบบสุ่มจะส่งผลกระทบ
ต่อความเช่ือม่ัน จากภาพท่ี 10.2 ภาพ ก แสดงความคลาดเคลื่อนแบบสุ่มที่ลูกปืนกระจายไปรอบ ๆ เปูา
อยา่ งไมม่ รี ะบบ
ความคลาดเคลื่อนแบบเป็นระบบ เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบมีทิศทาง
ท่ีแน่นอนและเกิดจากความลาเอียง (bias) ซึ่งจะส่งผลต่อคาตอบของผู้ตอบท้ังหมด เช่น ความผิดพลาด
จากการใช้ตัวช้ีวัดที่ไม่มีความเท่ียงตรง หรือมีการนิยามเชิงปฏิบัติการตัวแปรท่ีไม่ถูกต้อง เป็นต้น
ความคลาดเคลื่อนแบบเป็นระบบน้ีจะส่งผลกระทบมากกว่าความคลาดเคล่ือนแบบสุ่ม โดย
ความคลาดเคลื่อนแบบเปน็ ระบบจะส่งผลกระทบมากต่อความเท่ียงตรง แต่จะส่งผลกระทบไม่มากนัก
ต่อความเช่ือม่ัน จากภาพ ข แสดงความคลาดเคล่ือนแบบเป็นระบบท่ีลูกปืนเบนไปจุดใดจุดหน่ึง
ทแ่ี นน่ อนแต่ไม่ตรงเปูา
ก ข ค
ความเชอ่ื มนั่ ต่า ความเชอ่ื ม่นั สูง ความเชือ่ มนั่ สูง
ความเที่ยงตรงต่า ความเท่ยี งตรงตา่ ความเทีย่ งตรงสูง
ความคลาดเคล่อื นแบบสมุ่ สงู ความคลาดเคล่อื นแบบส่มุ ตา่ ความคลาดเคลือ่ นแบบสุม่ ตา่
ความเคลือ่ นแบบเป็นระบบต่า ความเคลื่อนแบบเปน็ ระบบสงู ความเคลื่อนแบบเปน็ ระบบต่า
ภาพที่ 10.2 ความสมั พันธ์ระหว่างความเช่อื มนั่ ความเท่ียงตรง และความคลาดเคล่ือนจากการวดั
ทมี่ า: ดัดแปลงจาก Babbie (1989)
162
ความคลาดเคลื่อนในการวัดทั้งสองแบบเกิดข้ึนได้ตลอดเวลาในทุกแบบการวิจัย
ความคลาดเคล่อื นในการวดั อาจเกดิ ไดจ้ าก 4 แหล่ง คอื (Cooper and Schindler, 2014: 256)
1. ความคลาดเคล่ือนท่ีเกิดจากเคร่ืองมือ (instrument error) เคร่ืองมือท่ีมีข้อบกพร่อง
จะส่งผลให้เกิดความคลาดเคล่ือน เช่น แบบสอบถามท่ีข้อคาถามไม่ชัดเจน กากวม หรือมีคาถาม
ที่ช้นี า เป็นตน้
2. ความคลาดเคล่ือนท่ีเกิดจากผู้ใช้เคร่ืองมือ (interviewer error) เช่น ผู้ใช้เครื่องมือ
ไม่มีความเข้าใจในการใช้เครื่องมือ ในกรณีเคร่ืองมือเป็นการสัมภาษณ์ หากใช้ผู้สัมภาษณ์หลายคน
และแต่ละคนมีความเขา้ ใจไม่ตรงกนั ก็อาจทาใหข้ ้อมลู ท่ีไดม้ ีความคลาดเคลอื่ น
3. ความคลาดเคล่ือนที่เกิดจากตัวผู้ถูกวัดหรือตอบ (response error) เช่น ผู้ตอบ
ไม่เข้าใจในขอ้ คาถาม ผ้ตู อบตอบแบบไมต่ ้งั ใจ เดา หรอื ตอบตามผูอ้ ืน่ เป็นตน้
4. สถานการณ์ (situation) สถานการณ์ที่ตึงเครียดในระหว่างการให้ข้อมูลย่อมส่ง
ผลกระทบต่อความร่วมมือในการให้ข้อมูล เช่น มีการขัดจังหวะ หรือมีบุคคลอื่นอยู่ด้วยในระหว่าง
การให้ข้อมูล
นอกจากความเชอ่ื มัน่ และความเท่ยี งตรงทีเ่ ปน็ คุณลักษณะที่จาเป็นของเครื่องมือวัดแล้ว
ยังมีคุณลักษณะอีกสองด้านท่ีนิยมใช้ตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือที่เป็นแบบทดสอบ คือ
ความยากงา่ ยและความมอี านาจจาแนก
10.4 ความยากงา่ ย
เครื่องมือที่ใช้วัดหรือทดสอบสาหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ดีต้องมีความยากง่าย
(difficulty) พอเหมาะกับผู้ตอบ ถ้ายากเกินไปจนผู้ตอบตอบผิดหมด เครื่องมือน้ันก็จะไม่สามารถวัด
สิ่งที่ต้องการวัดได้ ระดับความยากง่ายเป็นการแสดงถึงว่าแบบทดสอบน้ันมีคนทาถูกมากหรือน้อย
เพยี งใด ถา้ มีคนทาถูกมากก็เป็นขอ้ สอบง่าย ถ้ามีคนทาถูกน้อยก็เป็นข้อสอบยาก การหาค่าความยากง่าย
มักใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบความรู้หรอื แบบวัดผลทางการศึกษาหรือการฝึกอบรม
เปน็ การวเิ คราะห์รายขอ้ (item analysis) นิยมเขยี นแทนดว้ ย P ซง่ึ คานวณไดจ้ ากสูตร
P= H L
2N
เม่อื P = ความยากงา่ ยของแบบทดสอบ
= จานวนผูต้ อบถูกในกลุ่มสงู
H = จานวนผู้ตอบถกู ในกลมุ่ ตา่
L = จานวนผู้ตอบทง้ั หมดในกลมุ่ ใดกล่มุ หน่ึง
N
ค่าความยากง่ายหรือค่า P ท่ีคานวณได้จะมีค่าระหว่าง .00 ถึง 1.00 โดยแต่ละช่วง
มคี วามหมายดงั นี้
ค่า P ระหว่าง .80 - 1.00 หมายความว่า แบบทดสอบมคี วามง่ายมาก เป็นแบบทดสอบ
ท่ตี ้องปรับปรงุ
163
ค่า P ระหว่าง .60 - .79 หมายความว่า แบบทดสอบมีความง่าย เป็นแบบทดสอบ
ที่พอใช้ได้
ค่า P ระหว่าง .40 - .59 หมายความว่า แบบทดสอบมีความยากง่ายปานกลาง เป็น
แบบทดสอบทด่ี มี าก
ค่า P ระหว่าง .20 - .39 หมายความว่า แบบทดสอบมีความยาก เป็นแบบทดสอบ
ท่พี อใช้
ค่า P ระหวา่ ง .00 - .19 หมายความวา่ แบบทดสอบมีความยากมาก เปน็ แบบทดสอบ
ทีต่ ้องปรับปรงุ
สรุปได้ว่า แบบทดสอบที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลควรเป็นแบบทดสอบที่มีความยากง่าย
ปานกลางคือ ประมาณ .5 ทั้งนโี้ ดยท่ัวไประดบั ความยากงา่ ยทยี่ อมรับจะมีค่าอย่รู ะหวา่ ง .2 - .8
10.5 ความมอี านาจจาแนก
ความมีอานาจจาแนก (discrimination) คือ ความสามารถของแบบทดสอบในการจาแนก
ความแตกต่างของผู้ตอบ เช่น จาแนกกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน หากแบบทดสอบมีอานาจจาแนกสูงแล้ว
ผทู้ ่อี ยู่ในกลุ่มเกง่ จะตอบแบบทดสอบข้อนั้น ๆ ได้ถูกต้องมากกว่าผู้ตอบในกลุ่มอ่อน ค่าอานาจจาแนก
ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบเป็นการวิเคราะห์รายข้อ นิยมเขียนแทนด้วย r ซ่ึงคานวณได้
จากสูตร
r= H -L
N
เม่ือ r = อานาจจาแนก
= จานวนผู้ตอบถกู ในกลมุ่ สงู
H = จานวนผู้ตอบถกู ในกลุม่ ตา่
L = จานวนผตู้ อบท้ังหมดในกลมุ่ ใดกลุ่มหน่งึ
N
ค่าความมีอานาจจาแนก (r) ท่คี านวณได้จะมีค่าระหว่าง -1.00 ถึง +1.00 โดยแต่ละช่วง
มคี วามหมายดงั น้ี
คา่ r เท่ากบั .40 ขน้ึ ไป หมายความวา่ แบบทดสอบมีอานาจจาแนกสูงมาก เป็น
แบบทดสอบท่มี คี ุณภาพดีมาก
ค่า r ระหว่าง .30 - .39 หมายความว่า แบบทดสอบมีอานาจจาแนกสูง เป็นแบบทดสอบ
มีคณุ ภาพดีพอสมควร
คา่ r ระหว่าง .20 - .29 หมายความว่า แบบทดสอบมีอานาจจาแนกปานกลาง เปน็ แบบทดสอบ
มคี ณุ ภาพพอใช้แตค่ วรปรับปรงุ
ค่า r ต่ากว่า .20 หมายความว่า แบบทดสอบมีอานาจจาแนกต่า เป็นแบบทดสอบไม่มี
คุณภาพควรปรับปรุง
ค่า r ติดลบ หมายความว่า แบบทดสอบมอี านาจจาแนกกลบั
โดยท่วั ไป ค่า r ท่ยี อมรบั ไดจ้ ะมคี า่ อยูร่ ะหว่าง .2 – 1.00
164
ตัวอยา่ ง 10.6 จากแบบทดสอบความรู้เก่ียวกับการทางานเป็นทีมซ่ึงมีจานวนคาถาม 15 ข้อ ท่ีนาไป
ทดสอบกับพนักงานท่ีรับการอบรมจานวน 60 คน ตามขั้นตอนและได้ข้อมูลตาม
ตารางข้างล่างน้ี จงหาคา่ ความยากง่ายและความมอี านาจจาแนก
วธิ ที า
ข้ันตอนท่ี 1 หลังจากท่ีนาแบบทดสอบไปทดสอบพนักงานจานวน 60 คนแล้ว นาผล
คะแนนของพนักงานทัง้ 60 คน มาเรียงลาดับคะแนนจากคะแนนสูงสดุ ไปคะแนนต่าสดุ
ขน้ั ตอนที่ 2 จาแนกพนักงานออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มท่ีมีคะแนนสูง กลุ่มท่ีมีคะแนน
ปานกลาง และกลุ่มท่ีคะแนนตา่ โดยแบง่ ใหก้ ลมุ่ ท่คี ะแนนสงู และคะแนนต่ามีจานวนร้อยละ 25
จากตัวอย่างนี้จะแบ่งได้กลุ่มที่มีคะแนนสูง 15 คน กลุ่มคะแนนปานกลาง 30 คน และ
กลุม่ ทีม่ ีคะแนนต่าอีก 15 คน
ขัน้ ตอนที่ 3 นาผลการทดสอบรายข้อของกลมุ่ ที่มคี ะแนนสูงและกลุ่มท่ีมีคะแนนต่ามาทา
เป็นตาราง
ตารางแสดงข้อท่ีตอบถูกของกลุ่มคะแนนสูง
ขอ้ คนที่ รวมผู้ท่ี
ท่ี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ตอบถูก
1√ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 14
2 √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 14
3 √√√√√√√ √ √9
4 √√√√√√√√ √ 9
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
12 √ √ √ √ .. √ √ √ √ 8
13 √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 10
14 √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 12
15 √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 11
165
ตารางแสดงข้อที่ตอบถูกของกลุ่มคะแนนต่า
ขอ้ คนที่ รวมผู้ท่ี
ท่ี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ตอบถูก
1 √ √√ √√ √ 6
2 √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 13
3 √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 12
4√ √ √ √ √√ √ 7
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
12 √ √ √√√ √√ 7
13 √ √ √ √ √ √ √ √ √ 9
14 √ √ √ √ √ √ √ √ √ √ 10
15 √ √ √ √ √ √6
ข้นั ตอนท่ี 4 คานวณค่าความยากง่ายและค่าอานาจจาแนก
ข้อสอบข้อท่ี 1
ความยากง่าย (P) = H L = 14 + 6 = 0.76
2N 2(15)
อานาจจาแนก (r) = H -L = 14 - 6 = 0.53
N 15
แสดงว่าข้อสอบขอ้ 1 มีความยากงา่ ยพอใช้ได้ มอี านาจจาแนกสูงเปน็ ขอ้ สอบทม่ี คี ณุ ภาพ
ข้อสอบขอ้ ท่ี 2
ความยากง่าย (P) = H L = 14 +13 = 0.90
2N 2(15)
อานาจจาแนก (r) = H -L = 14 -13 = 0.13
N 15
166
แสดงว่าข้อสอบขอ้ 2 มีความง่ายมาก และมีอานาจจาแนกตา่ เป็นข้อสอบทไี่ มม่ คี ณุ ภาพ
ขอ้ สอบขอ้ ที่ 3
ความยากง่าย (P) = H L = 9 +12 = 0.70
2N 2(15)
อานาจจาแนก (r) = H -L = 9 -12 = -0.20
N 15
แสดงว่าข้อสอบข้อ 3 มีความยากง่ายพอใช้ แต่มีอานาจจาแนกกลับ เป็นข้อสอบที่ไม่มี
คุณภาพ
สรปุ
คุณภาพของเครื่องมือที่จะใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นประเด็นที่สาคัญยิ่ง ผู้วิจัยจะต้อง
ทาการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือก่อน เพ่ือให้แน่ใจว่าเคร่ืองมือมีคุณภาพสามารถนาไปเก็บข้อมูล
ถูกต้องและเชื่อถือได้ คุณภาพของเครื่องมือพิจารณาได้จากคุณลักษณะสาคัญ ๆ ได้แก่ ความเช่ือม่ัน
ความเท่ียงตรง ระดบั ความยากง่าย และความมีอานาจจาแนก ความเชื่อม่ันเป็นความคงเส้นคงวาของ
เครื่องมือและแสดงให้เห็นถึงความคงท่ีของผลท่ีได้จากการวัด ความเท่ียงตรงเป็นความตรงประเด็น
ของเคร่ืองมือในการวัดส่ิงที่ต้องการจะวัดซ่ึงแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องของตัวชี้วัดกับสิ่งที่ถูกวัด
หรือความสอดคล้องระหว่างการนิยามเชิงปฏิบัติการกับตัวแปร ระดับความยากง่ายเป็นการแสดงถึง
ว่าแบบวัดนั้นมีคนทาถูกมากหรือน้อยเพียงใด ความมีอานาจจาแนกเป็นการแสดงถึงความสามารถ
ของแบบวัดในการจาแนกความแตกตา่ งของผู้ตอบ
เอกสารอ้างองิ
Babbie, E. 1989. The practice of social research. 5th ed. Belmont, Calif.:
Wadsworth.
Cooper, D. R. and Schindler, P. S. 2014. Business Research Methods. 12th ed.
Boston, MA and Burr Ridge, IL: McGraw-Hill.
Saunders, M., Lewis, P. and Thornhill, A. 2009. Research Methods for
Business Students. 5th ed. Harlow: FT Prentice Hall.
Sekaran, U. 2003. Research Method for Business: A Skill Building Approach.
4th ed. Danver, MA: John Wiley & Sons.
Zikmund, W.G., Babin B. J., Carr, J. C. and Griffin, M. 2010. Business Research
Methods. 8th ed. Ohio: South-Western/Cengage Learning.
บทท่ี 11
เครือ่ งมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวมรวมข้อมูลเป็นข้ันตอนที่สําคัญอีกขั้นตอนหน่ึงของการวิจัยไม่ว่าจะเป็น
การวิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ หรือแบบผสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยจะต้องมีความรู้และ
ความเข้าใจถึงเคร่ืองมือและเทคนิควิธีท่ีจะใช้เพ่ือให้ข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมมาได้ สามารถนําไปตอบ
ปญั หาการวิจยั ทไ่ี ดก้ าํ หนดไว้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย การเลือกใช้
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีเหมาะสมจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับงานวิจัย เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลมีหลายประเภท ซ่ึงแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติ คุณลักษณะ และเทคนิควิธีการท่ีแตกต่างกัน
และอาจเหมาะสําหรับปัญหาการวิจัยอย่างใดอย่างหนึง่ เท่านัน้
ในบทนจ้ี ะกลา่ วถึงความหมายและประเภทของข้อมูล ลักษณะที่ดีของข้อมูล และเครื่องมือ
ทใี่ ช้ในการเก็บข้อมูล ซง่ึ ได้แก่ แบบสอบถาม การสมั ภาษณ์ และการสังเกต
11.1 ความหมายและประเภทของขอ้ มลู
ข้อมูล (data) หมายถึง ความจริงของปรากฏการณ์หน่ึง ๆ ทั้งที่เป็นสิ่งของหรือเหตุการณ์
ที่ถูกบันทึกไว้ (Zikmund et al., 2010: 19) หรือท่ีแสดงให้เห็นถึงสภาพของสิ่งท่ีศึกษา (Cooper
and Schindler, 2014: 85) ซึ่งอาจอยู่ในรูปของตัวเลข ข้อความ หรือในรูปอื่นที่ผู้วิจัยรวบรวมมา
จากแหล่งต่าง ๆ เพ่ือนํามาเป็นหลักฐานอ้างอิงในการสรุปผลหรือตอบคําถามในปัญหาท่ีผู้วิจัยศึกษา
ข้อมลู สามารถจําแนกไดห้ ลายลกั ษณะ เช่น
11.1.1 การจาแนกขอ้ มลู ตามแหล่งของข้อมูล
ข้อมลู สามารถถกู จําแนกตามแหลง่ ของข้อมลู ได้เปน็ 2 ประเภท คือ
11.1.1.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data) หมายถึง ข้อมูลท่ีผู้วิจัยเก็บรวบรวมขึ้น
เป็นครั้งแรกจากแหล่งของข้อมูลหรือผู้ให้ข้อมูลโดยตรง ข้อมูลประเภทนี้โดยส่วนใหญ่ได้มาจากวิจัย
เชิงสาํ รวจโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ หรือการสังเกต ในการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ ผู้วิจัยจะสามารถ
เลอื กเกบ็ ขอ้ มูลได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย และสอดคล้องกับเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลที่ผู้วิจัย
จะเลือกใช้ แต่มีข้อเสียตรงที่ส้ินเปลืองเวลา ค่าใช้จ่าย และอาจมีคุณภาพไม่ดีพอหากเกิดความผิดพลาด
ในการเก็บขอ้ มูล
11.1.1.2ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) หมายถึง ข้อมูลที่ไม่ได้มาจาก
แหล่งข้อมูลโดยตรง เป็นข้อมูลท่ีมีผู้เก็บหรือรวบรวมไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่ผู้วิจัยนําข้อมูลเหล่านั้นมา
ศึกษาใหม่ ข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ ข้อมูลของหน่วยงานเองที่ได้เก็บรวบรวมไว้เพ่ือเป็นข้อมูลในการ
ดําเนินงานของหน่วยงาน เช่น บัญชีเงินเดือนพนักงาน รายงานการประชุม รายละเอียดยอดขาย
รายงานทางการเงิน หรือข้อมูลที่หน่วยงานอื่น ๆ ท้ังภาครัฐและภาคเอกชนได้จัดทําเป็นรายงานไว้
ในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เช่น วารสาร หนังสือพิมพ์ รายงานข้อมูลสถิติต่าง ๆ และรวมถึงข้อมูลในเครือข่าย
168
อินเทอรเ์ นต็ ทีม่ ีอยมู่ ากมายมหาศาลที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การใช้ข้อมูลทุติยภูมิ
ช่วยให้ผู้วิจัยประหยัดท้ังเวลาและค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่ต้องเก็บข้อมูลใหม่ และสามารถศึกษา
ย้อนหลังได้ ทําให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาและสามารถพยากรณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
ของปรากฏการณ์ทศ่ี กึ ษาได้ แตอ่ ย่างไรก็ตาม การใช้ขอ้ มูลทตุ ยิ ภมู ิจะมีข้อจํากัดในเรื่องความครบถ้วน
สมบรู ณ์ ความน่าเช่อื ถือ การเข้าถงึ ขอ้ มลู ความแตกต่างกนั ของหนว่ ยวเิ คราะห์ ความหลากหลายของ
คํานิยามของตัวข้อมูล รวมถึงข้อมูลที่มีอยู่แล้วอาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
นอกจากนีใ้ นสภาวะทส่ี งิ่ แวดล้อมมกี ารเปลยี่ นแปลงอย่างรวดเรว็ ในปัจจุบันทําให้ข้อมูลต่าง ๆ ล้าสมัย
เร็วมาก ดังนั้นก่อนนําข้อมูลไปใช้ ผู้วิจัยจําเป็นต้องตรวจสอบและประเมินความน่าเชื่อถือของ
แหล่งข้อมูล รวมถึงใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเพ่ือสามารถสอบยันความถูกต้อง (cross-checks) และ
ปรับปรุงหรือปรับเปล่ียนข้อมูล (data conversion หรือ data transformation) เพื่อให้สอดคล้อง
กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น ข้อมูลการส่งออกข้าวที่รายงานเป็นจํานวนตัน และเป็นมูลค่ารวม
(บาท) อาจแปลงเป็นราคาเฉลี่ยของข้าวท่ีส่งออกเป็น “บาทต่อตัน” ตามวัตถุประสงค์การวิจัย เป็นต้น
รวมถึงอาจต้องเก็บรวบรวมขอ้ มลู ปฐมภมู เิ พ่ิมเตมิ จากบางส่วนเพ่ือใหเ้ กิดความสมบรู ณ์
11.1.2 การจาแนกขอ้ มูลตามลกั ษณะของข้อมลู
ข้อมลู สามารถถูกจําแนกตามลกั ษณะของข้อมูลได้เป็น 2 ประเภท คอื
11.1.2.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data) เป็นข้อมูลที่แสดงปริมาณ
หรือขนาดทสี่ ามารถเปรยี บเทยี บและบอกความแตกตา่ งได้ ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณมักแสดงค่าได้เป็นตัวเลข
เชน่ อายุ รายได้ ราคา เป็นตน้
11.1.2.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) เป็นข้อมูลที่แสดงเพียงลักษณะ
ทแ่ี ตกต่างกัน ไมส่ ามารถเปรยี บเทียบเชิงปริมาณได้ และมักไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเลขโดยตรงเช่น เพศ
การศึกษา ประเภทสนิ ค้า เป็นตน้
ผู้วิจัยจําเป็นต้องจําแนกให้ได้ชัดเจนว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพและ
ขอ้ มลู ใดเป็นขอ้ มลู เชิงปริมาณ เนื่องจากเทคนิควิธีและสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลท้ังสองประเภท
มีความแตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามความแตกต่างของข้อมูลทั้งสองประเภทน้ียังมีความไม่ชัดเจน
ขอ้ มลู เชิงคณุ ภาพบางตัวสามารถถูกแปลงให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณและนําไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการ
วิเคราะห์เชิงปริมาณ ขณะที่ข้อมูลเชิงปริมาณบางตัวสามารถถูกแปลงให้เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพและ
นําไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Geoff, 2005: 159) วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
ปริมาณและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ผู้วิจัยอาจผสมผสานและ
ใช้ทั้งสองวิธีในการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือที่จะสามารถเพ่ิมความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่ศึกษา รวมถึง
ในขณะเดียวกันเพ่ือสามารถตรวจสอบความน่าเช่ือถือและความเท่ียงตรง (Cronbach, 1975 อ้างถึง
ใน Geoff, 2005: 159) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจะกล่าว
โดยละเอยี ดในบทท่ี 13 14 และบทท่ี 15
169
11.2 ลกั ษณะท่ดี ีของข้อมลู
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทใดก็ตาม ผู้วิจัยจะต้องตระหนักว่าข้อมูลท่ีเก็บรวบรวม
มานั้นต้องสามารถนํามาใช้ประโยชน์ในการศึกษาได้ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจึงควรมีลักษณะ
(Zikmund et al., 2010: 19-21) ดังน้ี
1. ความตรงตามความต้องการของผู้ใช้ (relevancy) ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจะต้อง
เปน็ ข้อมลู ท่ีตรงกับความต้องการทจ่ี ะใช้เท่านัน้ ไม่ควรเก็บข้อมูลอ่ืน ๆ ที่ไม่จําเป็นหรือไม่เก่ียวข้องกับ
ประเด็นการวิจัย เพราะจะทําให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย โดยท้ังน้ีข้อมูลท่ีเก็บจะต้องมีความครบถ้วน
ครอบคลุมวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
2. คุณภาพของข้อมูล (quality) ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจะต้องมีคุณภาพท้ังในด้าน
ความถกู ตอ้ งแมน่ ยํา ความเช่ือม่นั และความเที่ยงตรง
3. ความทันเวลา (timeliness) ข้อมลู ที่เก็บรวบรวมมาจะต้องเป็นข้อมูลที่ทันสมัย (up
to date)
4. ความครบถ้วนสมบูรณ์ (completeness) ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจะต้องให้ข้อเท็จจริง
(facts) ทีค่ รบถว้ นทุกดา้ นทกุ ประการ มิใชข่ าดสว่ นหน่งึ ส่วนใดไปท่ีอาจจะทําให้นําไปใช้การไม่ได้ เช่น
การศึกษาโอกาสการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ผู้วิจัยต้องมีข้อมูลพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ เช่น
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา อัตราการว่างงาน
อัตราค่าแรงงาน เป็นต้น และต้องมีข้อมูลของทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน หากผู้วิจัยเก็บข้อมูลได้
ไม่ครบถ้วน ขาดข้อมูลด้านใดด้านหนึ่งของบางประเทศ ก็จะทําให้ผลของการวิจัยไม่มีความสมบูรณ์
ไม่สามารถนําไปใช้ในการตัดสนิ ใจได้
การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเป็นกระบวนการท่ีต้องดําเนินการอย่างเป็นระบบ
เพ่ือให้ได้ข้อมูลท้งั เชิงปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพจากแหล่งขอ้ มูลที่กําหนดไว้ และสามารถนําไปวิเคราะห์
หาคําตอบในการตอบปัญหาการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
มีหลากหลาย ผู้วิจัยจะต้องเลือกใช้และออกแบบเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมเพ่ือให้ได้ข้อมูลที่น่าเช่ือถือ
และมคี วามสมบรู ณ์สามารถนาํ มาใชเ้ ป็นประโยชน์และตอบสนองวตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
เครือ่ งมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิท่ีสําคัญ ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์
และการสงั เกต (Saunders et al., 2009: 258) ดงั รายละเอยี ดในหัวข้อถัดไป
11.3 แบบสอบถาม
แบบสอบถาม (questionnaire) เป็นเครื่องมอื ทใ่ี ช้กนั อยา่ งแพร่หลายในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลในการวิจัยทางธุรกิจและการจัดการ แบบสอบถามประกอบด้วยข้อคําถามต่าง ๆ ที่ได้จัดทําไว้
ก่อนล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ตอบซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลโดยตรงได้ตอบในเรื่องใดเร่ืองหน่ึงหรือหลายเร่ือง
ท่ีเก่ียวข้องและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยคําถามดังกล่าวจะต้องถูกสร้างข้ึน
อย่างเป็นระบบเพ่ือให้เกิดความเช่ือม่ันว่าผู้ตอบทุกคนจะเข้าใจหรือตีความข้ อคําถามได้ในลักษณะ
อย่างเดยี วกนั
แบบสอบถามถูกนําไปใช้ทั้งในการวิจัยเชิงพรรณนาและการวิจัยเชิงอธิบาย โดยแบบ
คําถามในแบบสอบถามของการวิจัยเชิงพรรณนาจะเป็นลักษณะท่ีต้องการได้ข้อมูลที่จะสามารถ
170
นาํ ไปใชพ้ รรณนาการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ขึ้นในสถานการณ์ตา่ ง ๆ สว่ นในการวิจัยเชิงอธิบายต้องการได้
ข้อมูลที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างตัวแปร แต่อย่างไรก็ตามแบบสอบถาม
ก็ถูกนาํ มาใชใ้ นการวจิ ัยแบบทดลองและกรณีศกึ ษาดว้ ยเชน่ กนั
แบบสอบถามมักประกอบด้วยข้อคําถามที่ถามเก่ียวกับข้อมูลต่าง ๆ 3 ลักษณะด้วยกัน
(Dillman, 2007) คือ
1. ข้อมูลที่เป็นความจริงเกี่ยวกับคุณลักษณะ (attribute) หมายถึง คุณลักษณะของ
ผู้ตอบแบบสอบถาม หรือเป็นสิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามครอบครอง เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา
รายได้ อาชีพ สถานทต่ี ง้ั ประเภทหนว่ ยงาน เปน็ ตน้
2. ข้อมูลท่ีเป็นความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรม (behavior) หมายถึง การกระทําท่ีผู้ตอบ
แบบสอบถามไดเ้ คยทํา กาํ ลังทํา หรอื ท่ีจะทําในอนาคต
3. ขอ้ มูลท่ีเปน็ ความคิดเห็น (opinion) หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม
ซึ่งได้แก่ ความรู้สึก ความเช่ือ ทัศนคติ ความสนใจ และ เจตคติ ต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึงท่ีเกี่ยวข้องกับเร่ือง
ทก่ี าํ ลงั ศึกษา เช่น ความคิดเห็นของลูกค้าต่อคุณภาพของสินค้าของบริษัท ความคิดเห็นของพนักงาน
ตอ่ การบริหารงานของผู้บริหาร เปน็ ตน้
11.3.1 ความหมายและประเภทของแบบสอบถาม
ถึงแม้จะเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าแบบสอบถามหมายถึงเครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลท่ีได้จัดทําขึ้นอย่างเป็นระเบียบไว้ก่อนแล้วและขอให้ผู้ตอบแต่ละคนได้ตอบ แต่ความเข้าใจถึง
ขอบเขตความหมายของแบบสอบถามของแต่ละนักวิชาการยังมีความแตกต่างกัน เช่น บางท่านว่า
แบบสอบถาม หมายถึง เฉพาะแบบสอบถามท่ีจัดทําข้ึนให้ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้บันทึกตอบ
ในขณะทบ่ี างทา่ นไดใ้ ห้ความหมายของแบบสอบถามในขอบเขตที่กว้างขึ้น รวมไปถึงการสอบถามด้วย
การสัมภาษณ์ การตอบคําถามแบบออนไลน์ และการสอบถามทางโทรศัพท์ (deVaus, 2002; Saunders
et al., 2009: 362) จากความหมายในขอบเขตที่กว้างดังกล่าวอาจจําแนกแบบสอบถามได้เป็น
2 ประเภทใหญ่ ๆ (ดังภาพท่ี 11.1) คือ
11.3.1.1 แบบสอบถามแบบตอบเอง (self-administered questionnaire)
เป็นแบบสอบถามที่ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ดําเนินการตอบแบบสอบถามเอง ได้แก่ การส่งแบบสอบถามทาง
ไปรษณีย์ (postal questionnaire) การสอบถามแบบออนไลน์ (online questionnaire) และการย่ืน
แบบสอบถามโดยตรงถึงผู้ตอบและตามไปเก็บภายหลงั (delivery and collecting questionnaire)
11.3.1.2 แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์ (interviewer-administered
questionnaire) เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยเป็นผู้บันทึกข้อมูลจากการตอบคําถามของผู้ให้ข้อมูลตาม
ข้อคําถามในแบบสอบถามคล้ายการสัมภาษณ์ ได้แก่ แบบสอบถามทางโทรศัพท์ (telephone
questionnaire) ที่ผู้วิจัยอ่านคําถามและบันทึกคําตอบจากผู้ให้ข้อมูลท่ีถูกถามทีละข้อผ่านทางโทรศัพท์
และแบบสอบถามแบบสัมภาษณ์ตัวต่อตัว (face to face) ท่ีผู้วิจัยอ่านคําถามและบันทึกคําตอบจาก
ผู้ให้ข้อมูลที่ถูกถามทีละข้อต่อหน้าผู้ให้ข้อมูล อาจเรียกการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามน้ีว่าเป็น
“การสมั ภาษณเ์ ชงิ ปรมิ าณแบบมโี ครงสรา้ ง” (ดรู ายละเอียดเพมิ่ เติมในหวั ข้อ 11.4)
171
แบบสอบถาม
แบบสอบถามแบบตอบเอง แบบสอบถามแบบสมั ภาษณ์
แบบสอบถามส่ง แบบสอบถาม แบบสอบถามส่ง การสอบถามทาง การสัมภาษณ์
ทางไปรษณีย์ ออนไลน์ โดยตรงถึงผู้ตอบ โทรศพั ท์ แบบตัวตอ่ ตัว
ภาพท่ี 11.1 ประเภทของแบบสอบถาม
ทม่ี า: ดัดแปลงจาก Saunders et al. (2009: 363)
11.3.2 ขอ้ พจิ ารณาในการเลอื กประเภทของแบบสอบถาม
การพิจารณาว่าจะเลือกใช้แบบสอบถามประเภทใดนั้นโดยทั่วไปจะข้ึนอยู่กับคําถาม
การวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย แต่เน่ืองจากว่าแบบสอบถามแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจํากัด
ทแ่ี ตกต่างกัน ดังนั้นสิง่ ท่ีผ้วู ิจยั ควรพิจาณาเพิม่ เติมคือ
11.3.2.1 ความเฉพาะเจาะจงของผตู้ อบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยต้องการให้เป็น
ผู้ตอบ ผู้ที่ผู้วิจัยต้องการให้เป็นผู้ตอบแบบสอบถามมากท่ีสุดคือผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องท่ี
เกีย่ วข้องกบั ประเด็นทีศ่ กึ ษามากที่สดุ ประเภทของแบบสอบถามท่ีผ้วู ิจยั เลือกใช้จะมีผลต่อความมั่นใจ
ของผู้วิจัยเองว่าจะได้ข้อมูลจากผู้ที่ผู้วิจัยต้องการให้เป็นผู้ตอบแบบสอบถามหรือไม่ เช่น
แบบสอบถามทางไปรษณีย์ ซึ่งถึงแม้จะระบุช่ือหรือตําแหน่งงานของผู้ท่ีผู้วิจัยต้องการให้เป็นผู้ตอบ
แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ผู้วิจัยต้องการให้ตอบนั้นอาจให้ผู้อ่ืนเป็นผู้ตอบแทน และอาจเป็นไปได้ว่า
ผู้ท่ีตอบแทนนั้นอาจมีความรู้ในเรื่องที่ต้องการสอบถามไม่เพียงพอ เช่น เมื่อได้ส่งแบบสอบถาม
ถงึ ผู้จัดการ แต่ผู้จัดการอาจให้ผู้ช่วยผู้จัดการหรือเจ้าหน้าที่ตอบแทน ซึ่งอาจส่งผลต่อความน่าเช่ือถือ
ของขอ้ มูลท่ไี ด้รับ แต่หากเปน็ แบบสอบถามโดยการสมั ภาษณ์ ผู้วิจัยอาจมีความม่ันใจมากกว่าว่าจะได้
ข้อมูลจากผู้ที่ผู้วิจัยต้องการให้ตอบ เน่ืองจากต้องพบกับผู้ตอบเอง หรือการสอบถามทางอินเทอร์เน็ต
อาจได้ข้อมูลจากผู้ที่ต้องการให้ตอบได้เมื่อเป็นการส่งแบบสอบถามไปทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
(e-mail) ซึ่งสามารถสง่ ตรงถึงผ้ทู ่ีตอ้ งการให้ตอบ เปน็ ตน้
11.3.2.2 จานวนผู้ตอบแบบสอบถาม จํานวนผู้ตอบแบบสอบถามจะส่งผลต่อ
ระดบั ความเชอ่ื มน่ั ในการอา้ งอิงไปยังประชากร แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์มีข้อจํากัดที่ผู้วิจัยอาจจะ
ไม่สามารถเก็บข้อมลู ได้จาํ นวนมากเท่ากับการใช้แบบสอบถามแบบตอบเอง
11.3.2.3 ลักษณะของแบบสอบถาม แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
สามารถใช้ถามคําถามท่ีมีจํานวนมากและรวมถึงคําถามท่ีมีความซับซ้อนและเข้าใจยากได้เน่ืองจากผู้วิจัย
สามารถอธิบายผู้ตอบได้ในระหวา่ งสมั ภาษณ์ต่างจากการใชแ้ บบสอบถามประเภทอน่ื
172
11.3.2.4ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูล การใช้แบบสอบถาม
แบบส่งทางไปรษณีย์ และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจะใช้ระยะเวลามากในการเก็บข้อมูล โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งหากผู้ให้ข้อมูลอยู่กระจัดกระจายและห่างไกลกัน ขณะท่ีการสอบถามทางอินเทอร์เน็ตและ
สมั ภาษณ์ทางโทรศัพทจ์ ะประหยดั เวลากว่า แตก่ ารสัมภาษณท์ างโทรศพั ทจ์ ะมีคา่ ใชจ้ ่ายที่ค่อนข้างสูง
11.3.3 ข้นั ตอนการสรา้ งแบบสอบถาม
นักวิชาการหลายท่านกล่าวว่า การจะสร้างแบบสอบถามที่ดีน้ันทําได้ไม่ง่าย การสร้าง
แบบสอบถามเป็นศิลปะมากกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ท่ีต้องอาศัยทักษะ การฝึกฝน ความอดทนและ
ความคดิ สร้างสรรค์ (Bell, 2005; Oppenheim, 2000) แบบสอบถามท่ีดจี ะตอ้ งสามารถเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลทม่ี คี ุณภาพสอดคล้องกบั คําถามการวิจยั และวัตถุประสงค์การวิจยั
แบบสอบถามเปน็ เครือ่ งมือท่ใี ชเ้ กบ็ ข้อมลู จากผ้ตู อบจาํ นวนมาก ซึ่งผู้วิจัยต้องตระหนักว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามจํานวนมากทั้งหลายเหล่านั้นมีความหลากหลายและมีอาจพ้ืนฐานที่ต่างกัน
รวมถึงผู้วิจัยมีโอกาสท่ีจะเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามคนใดคนหน่ึงได้เพียงครั้งเดียว ผู้วิจัย
ไมส่ ามารถจะกลบั ไปขอขอ้ มลู เพม่ิ เติมกับผู้ตอบแบบสอบถามรายเดิมได้อีก และคุณภาพของแบบสอบถาม
จะส่งผลต่ออัตราการตอบกลับ ความเช่อื มัน่ และความเท่ียงตรงของข้อมูล (Saunders et al., 2009:
362) ดังน้นั ผู้วจิ ัยจะต้องมีความรอบคอบในการสรา้ งแบบสอบถาม
ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามมีดังนี้
1. กาํ หนดขอบเขตของขอ้ มลู ที่ต้องการ โดยพิจารณาจากคําถามการวิจัย วัตถุประสงค์
ของการวิจัย และสมมติฐานการวิจัย รวมถึงวิเคราะห์ว่ามีตัวแปรใดบ้างท่ีต้องการวัด เป็นตัวแปรชนิดใด
และมนี ยิ ามเชิงปฏบิ ัติการอยา่ งไร
2. ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากเอกสาร ตํารา วารสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เพอ่ื นาํ มาเปน็ แนวทางในการสรา้ งคาํ ถามและตวั ช้ีวดั สําหรับวัดตัวแปร ผู้วิจัยควรมีความรู้ในบริบทของ
เร่ืองที่ศึกษา เช่น กรณีที่เป็นการศึกษาในหน่วยงาน ผู้วิจัยควรมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับหน่วยงานนั้น
หรอื กรณีท่เี ป็นการศึกษาระหว่างประเทศ ผู้วิจัยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ท่ีศึกษา
เพ่ือสามารถใช้คําศัพท์หรือภาษาที่ถูกต้องสอดคล้องกับหน่วยงานหรือประเทศท่ีกําลังศึกษา
(Saunders et al., 2009: 367)
3. กําหนดรปู แบบของแบบสอบถาม เชน่ เป็นคําถามปลายเปิด หรือปลายปิด โดยต้อง
พจิ ารณาถงึ ลกั ษณะขอ้ มูลทีต่ ้องการ และเทคนิควิธีท่จี ะใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู
4. รา่ งและออกแบบข้อคําถาม (ดูรายละเอียดในหัวข้อ 11.3.4)
5. ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข โดยตรวจสอบเองเก่ียวกับความเหมาะสมของภาษา
ความชัดเจนของคําถาม และการเรียงลําดับของข้อคําถาม รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม
(ดรู ายละเอยี ดในบทที่ 10)
6. นําแบบสอบถามท่ีปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (pilot test) กับกลุ่มประชากร
ส่วนหน่ึงท่มี ลี ักษณะคล้ายคลงึ กับประชากรที่ศกึ ษาเพ่ือดวู ่าขอ้ คาํ ถามต่าง ๆ ในแบบสอบถามมีความชัดเจน
หรือข้อบกพร่องในส่วนใดและอย่างไร แล้วจึงทําการปรับปรุงแก้ไขก่อนนําไปใช้จริง (ดูรายละเอียด
ในหัวข้อ 11.3.9 การทดลองใชแ้ บบสอบถาม)
173
11.3.4 การออกแบบขอ้ คาถาม
การออกแบบข้อคําถามขึ้นอยู่กับส่ิงที่ผู้วิจัยได้ออกแบบและดําเนินการวิจัยไปแล้ว
ในข้ันตอนต่าง ๆ ก่อนหน้าน้ี เช่น การตั้งสมมติฐาน การวัดตัวแปร รวมถึงข้ึนอยู่กับสถิติที่ผู้วิจัย
ต้องการจะใช้ในการวิเคราะห์ ข้อกําหนดพ้ืนฐานที่สําคัญของการออกแบบข้อคําถามคือ ข้อคําถาม
ต้องมีความเก่ียวข้องกับส่ิงที่ศึกษา (relevance) และมีความถูกต้องแม่นยํา มีความเท่ียงตรงและ
มีความเชื่อมั่น (Zikmund et al, 2010: 336) ผู้วิจัยสามารถออกแบบข้อคําถามได้ 3 วิธี (Bourque
and Clark, 1994) คือ
1. นาํ ข้อคาํ ถามจากงานวจิ ยั อ่ืนมาใช้ (adopt)
2. ดัดแปลงจากข้อคาํ ถามของงานวจิ ัยอื่น (adapt) และ
3. พัฒนาข้นึ เอง (develop)
การนําข้อคําถามหรือการดัดแปลงข้อคําถามจากงานวิจัยของผู้อ่ืนมาใช้ เป็นวิธีการ
ทส่ี ามารถทาํ ไดใ้ นกรณีทผ่ี วู้ ิจัยต้องการทําซ้ําหรือศึกษาเปรียบเทียบ และยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นวิธีการ
ท่ีมีประสิทธิภาพมากกว่าการพัฒนาข้อคําถามขึ้นเองใหม่หากข้อคําถามที่นํามาใช้หรือที่ดัดแปลงมา
สามารถใช้เก็บข้อมูลได้ครบตามท่ีผู้วิจัยต้องการและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
(Saunders et al., 2009: 374) แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์อยู่จํานวนมากที่มี
ข้อคําถามท่ีผู้วิจัยสนใจที่จะนํามาใช้และสามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อคําถามเหล่าน้ัน
จะมีคุณภาพและเหมาะสมท่ีจะนํามาใช้ได้ท้ังหมด ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาเลือกนํามาใช้อย่างระมัดระวัง
รวมถงึ ต้องไมล่ ืมตรวจสอบเรอื่ งลขิ สิทธิ์ ซึ่งผู้วิจัยจะตอ้ งขออนญุ าตและมกี ารอ้างองิ อย่างถูกต้อง
คาํ ถามทใ่ี ช้ในแบบสอบถามจําแนกได้ 2 แบบ คือ คาํ ถามปลายเปิด และคําถามปลายปิด
การจะเลือกใช้คําถามแบบใดข้ึนอยู่กับผู้วิจัยว่าต้องการให้ผู้ตอบแบบสอบถามมีอิสระในการตอบคําถาม
มากน้อยเพียงใด โดยคําถามปลายเปิดจะเปิดโอกาสให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบคําถามอย่างอิสระ
มากกว่าการใช้คําถามปลายปิด คําถามทั้งสองแบบต่างมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไม่สามารถบอกได้ว่า
แบบไหนดีกว่ากัน การจะเลือกใช้คําถามแบบใดข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์และข้อจํากัดของการทําวิจัย
แต่อย่างไรกต็ ามมกั พบวา่ ผู้วิจยั จะใช้คําถามท้ัง 2 แบบผสมกนั
11.3.5 คาถามปลายเปิด
คําถามปลายเปิด (open-ended question) หมายถึง คําถามท่ีให้ผู้ตอบเขียนตอบเป็น
ข้อความท่ียาวหรือส้ันก็ได้อย่างอิสระ คําถามแบบน้ีส่วนใหญ่จะใช้ในแบบสอบถามแบบสัมภาษณ์
และนิยมใช้ในงานวิจัยเชิงบุกเบิกหรือใช้ในกรณีท่ีผู้วิจัยไม่แน่ใจว่าคําตอบจากผู้ตอบจะเป็นอย่างไร
รวมถึงใช้เป็นคําถามนําก่อนการสัมภาษณ์เพื่อคลายความต่ืนเต้นของผู้ตอบหรือใช้เป็นคําถามข้อสุดท้าย
เพื่อขอความเห็นเพ่ิมเติมในท้ายแบบสอบถาม (Zikmund et al., 2010: 338-340) ในบางงานวิจัย
ผู้วิจัยอาจใช้คําถามปลายเปิดกับกลุ่มตัวอย่างจํานวนหนึ่งก่อนแล้วนําข้อมูลที่ได้ไปสร้างคําถาม
ปลายปดิ ตวั อยา่ งคาํ ถามปลายเปิด เช่น
“หน่วยงานของท่านมสี วัสดิการอะไรบ้างให้กับพนกั งาน”
“ท่านมคี วามคดิ เหน็ อย่างไรต่อการบริหารของผบู้ ริหารในหน่วยงานของทา่ น”
“ท่านรสู้ กึ อย่างไรเม่ือไดช้ มภาพยนตร์โฆษณาช้นิ น้ี”
“เพราะเหตุใดทา่ นจึงเลอื กจองตว๋ั เครือ่ งบินผ่านทางอนิ เทอรเ์ น็ต”
174
11.3.5.1 ขอ้ ดีของการใช้คาถามปลายเปดิ มดี ังนี้
1) ผู้ตอบแบบสอบถามมีอิสระในการตอบคําถาม และสามารถให้
รายละเอยี ดและแสดงความคิดเหน็ อยา่ งได้เต็มท่ี
2) สร้างคาํ ถามไดง้ า่ ย สะดวก และไมย่ ุง่ ยาก
3) อาจได้ข้อมลู หรือขอ้ คน้ พบใหม่ทีไ่ ม่ได้คาดคิดมาก่อน
11.3.5.2 ขอ้ จากดั ของการใชค้ าถามปลายเปิด มีดงั นี้
1) ผู้ตอบอาจให้ข้อมูลที่มีรายละเอียดเกินกว่าความต้องการหรือ
ไมต่ รงประเดน็
2) คําตอบท่ีได้มีอาจความหลากหลายแตกต่างกันทําให้มีความยุ่งยาก
ในการกําหนดรหสั และการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
3) ผ้ตู อบแบบสอบถามที่มีระดับการศึกษาไม่สูงจะมีข้อจํากัดในการ
ให้ข้อมลู
4) ผ้ตู อบแบบสอบถามต้องใชเ้ วลาคอ่ นข้างมากในการตอบคําถาม
5) อาจมคี าํ ถามท่กี ว้างเกินไปทาํ ใหผ้ ตู้ อบตอบยาก
11.3.6 คาถามปลายปิด
คําถามปลายปิด (closed question) หมายถึง คําถามท่ีกําหนดคําตอบไว้แล้ว ผู้ตอบ
เพียงเลือกคําตอบที่ตรงหรือใกล้เคียงกับความจริงหรือความคิดเห็นของผู้ตอบให้มากท่ีสุดเท่านั้น
การตงั้ คาํ ถามแบบนีผ้ ู้วจิ ยั ตอ้ งมีความรู้เก่ียวกบั ลักษณะของคาํ ตอบ กล่าวคือต้องทราบถึงความเป็นไป
ได้ของคําตอบที่ควรจะมี และช่วงคําตอบควรจะห่างกันเท่าใด นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้วยว่า
คําตอบที่ให้เลือกควรมีก่ีข้อ บางคําถามถ้ามีให้เลือกเพียง 2 ข้อก็จะน้อยเกินไป อาจทําให้ได้ข้อมูล
ทีไ่ มล่ ะเอยี ด เช่น ถามว่า “ท่านมีความพึงพอใจการให้บริการของพนักงานหรือไม่” คําตอบท่ีให้เลือก
จะเป็น “มี” กับ “ไม่ม”ี แตห่ ากถามว่า “ทา่ นมีความพึงพอใจการให้บริการของพนักงานในระดับใด”
คําตอบท่ีให้เลือกสามารถทําให้มีมากข้ึนได้เป็น “พอใจมากที่สุด” “พอใจมาก” “เฉย ๆ” “พอใจน้อย”
และ“พอใจน้อยท่ีสุด” ก็จะทําให้ได้ข้อมูลที่มีความละเอียดมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีคําตอบให้เลือก
มากเกนิ ไปกวา่ 5 ข้ออาจทาํ ใหผ้ ้ตู อบสับสนได้ (Neuman, 2007: 179)
11.3.6.1 ข้อดีของการใชค้ าถามปลายปิด มีดังน้ี
1) งา่ ยและรวดเร็วสําหรับผู้ตอบแบบสอบถาม
2) ได้คําตอบตรงกับวัตถุประสงค์ และสามารถเปรียบเทียบความ
แตกตา่ งระหวา่ งผ้ตู อบแบบสอบถามแตล่ ะคนได้ง่าย
3) การทําซาํ้ (replication) สามารถทําไดง้ า่ ย
4) กําหนดรหสั และวิเคราะหข์ ้อมูลไดไ้ มย่ ่งุ ยาก
5) ได้คําตอบหรือข้อมลู ตรงตามประเดน็ ทีต่ อ้ งการ
11.3.6.2 ข้อจากดั ของการใชค้ าถามปลายปิด มีดังน้ี
1) ผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถเสนอแนะความคิดเห็นอื่น ๆ
นอกเหนอื จากท่ีคําถามที่ถาม และคําตอบทใ่ี หเ้ ลือก
175
2) อาจได้คําตอบไม่ตรงกับความคิดเห็นของผู้ตอบ เน่ืองจากคําตอบ
ท่ีให้เลือกอาจไม่มีคําตอบใดที่ตรงกับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม หรือมีคําตอบให้เลือก
จํานวนมากจนผ้ตู อบแบบสอบถามอาจสบั สนและเลือกไม่ถูก
3) อาจมคี วามคลาดเคลื่อนเกิดขึน้ ในระหว่างการจัดการข้อมูลเน่ืองจาก
มขี ้อมลู จาํ นวนมาก
11.3.6.3 รูปแบบของแบบคาถามปลายปิด มหี ลายลักษณะดังน้ี
1) คําถามแบบให้ผู้ตอบเลือกอย่างใดอย่างหน่ึง ได้แก่ ใช่-ไม่ใช่
เห็นด้วย-ไมเ่ ห็นด้วย ถูก-ผดิ จริง-ไม่จรงิ เคย-ไมเ่ คย เปน็ ต้น
ตวั อย่าง เชน่
ท่านเคยเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่
เคย ไม่เคย
ท่านมีโครงการท่ีจะซือ้ รถยนตใ์ หม่ในปนี ีห้ รือไม่
มี ไมม่ ี
2) คาํ ถามทีม่ คี าํ ตอบหลายตัวเลือกแต่ใหเ้ ลือกตอบเพียงคําตอบเดียว
ตวั อยา่ ง เช่น
ปัจจุบันท่านอายุเทา่ ใด
ต่าํ กวา่ 20 ปี 20-29 ปี
30-39 ปี 40-49 ปี
50 ปขี ้นึ ไป
3) คําถามแบบให้เลือกตอบไดม้ ากกวา่ 1 ข้อ
ตวั อย่าง เช่น
กจิ การของท่านมสี วัสดกิ ารใดบา้ งให้แกพ่ นักงาน
คา่ รกั ษาพยาบาล อาหารกลางวัน
คา่ เล่าเรียนบุตร รถรับ-ส่งพนกั งาน
4) คําถามแบบใหเ้ รียงหรือจดั อนั ดับ
ตัวอยา่ ง เช่น
ในการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ ท่านมีข้อพิจารณาใดบ้าง (กรุณา
ใส่หมายเลข 1 หน้าหัวข้อท่ีท่านเห็นว่าความสําคัญมากท่ีสุด และเรียงลงไปถึง 4 ที่เห็นว่าสําคัญ
นอ้ ยทสี่ ดุ = 5)
……..ราคา
……..ยห่ี ้อ
……..รูปลกั ษณ์
……..ฟังกช์ ่ันการใช้งาน
……..โปรโมช่ัน
176
5) คําถามแบบมาตราสว่ นประมาณคา่
ตัวอยา่ ง เชน่
ท่านคิดว่าปัจจัยดังต่อไปนี้มีอิทธิพลต่อท่านในการตัดสินใจเลือกใช้
บรกิ ารสายการบินต่าง ๆ อยา่ งไร (กรณุ าใส่เครอื่ งหมาย ในชอ่ งทตี่ รงกับความเห็นของท่านมากที่สุด)
ปจั จัย มีอิทธิพลมาก มีบ้าง ไม่มีอิทธิพลเลย
ราคา
ความมน่ั ใจในปลอดภัย
มเี ท่ียวบินใหเ้ ลอื กมาก
บนิ ตรงเวลา/ไม่เสยี เวลา
มกี ารบรกิ ารทด่ี ีบนเครื่อง
จะเห็นได้ว่าข้อมูลท่ีได้จากตัวอย่างข้างต้นเป็นข้อมูลท่ีมีมาตรวัดอยู่ในระดับอันดับ
ซ่ึงหากผู้วิจัยสามารถออกแบบข้อคําถามได้ดีจะได้ข้อมูลท่ีมีมาตรวัดอยู่ในระดับช่วง ดังเช่นมาตรวัด
แบบลเิ คอร์ททใ่ี ช้วดั ทัศนคติในรปู แบบตา่ ง ๆ (ดงั รายละเอียดในหวั ข้อท่ี 9.6)
ตวั อย่างเช่น
ท่านเห็นด้วยหรือไม่ในระดับใดกับข้อความข้างล่างนี้ท่ีอธิบายลักษณะสภาพปัจจุบั น
ท่ีเกี่ยวกับการจัดการส่ิงแวดล้อมของบริษัทของท่าน (กรุณาใส่เครื่องหมาย ในช่องท่ีตรงกับความเห็น
ของท่านมากทส่ี ดุ
สภาพปัจจบุ ันเกย่ี วกบั การจัดการสงิ่ แวดล้อม ไม่เหน็ ไมเ่ ห็น เฉย ๆ เห็น เห็น
ของบริษัทของท่าน
ดว้ ย ดว้ ย ด้วย ด้วย
อยา่ งยิง่ อยา่ งยิง่
1. บริษทั ของทา่ นได้มีการกําหนดนโยบายในเร่อื งของ
การจัดการสิง่ แวดล้อมไว้อยา่ งชัดเจน
2. บริษัทของทา่ นได้มีการวางแผนการจัดการ
สิง่ แวดลอ้ ม และจัดเขียนแผนดงั กลา่ วสาํ หรบั การปฏิบตั ิ
ไวเ้ ป็นลายลักษณ์อกั ษรอย่างชัดเจน
3. บรษิ ัทของทา่ นได้มีการกาํ หนดเปา้ หมายของ
การจดั การสิ่งแวดล้อมไว้ในแผนธรุ กจิ ของบรษิ ัท
อย่างชดั เจน
4. บริษัทของท่านให้ความสําคัญ พร้อมตดิ ตามเร่ืองราว
และขา่ วสารตา่ ง ๆ เก่ยี วกับส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งต่อเน่อื ง
ทีม่ า: ดดั แปลงจาก Arpanutud (2003)
177
11.3.7 ลกั ษณะที่ดขี องแบบสอบถาม
ความคลาดเคล่ือนเกิดขึ้นอยู่เสมอในแบบสอบถามทั้งน้ีอาจเนื่องจากผู้วิจัยขาดความรู้
ความเข้าใจในการพัฒนาแบบสอบถามให้ถูกต้องตามแนวคิดทฤษฎี และอาจมีเวลาจํากัดในการพัฒนา
แบบสอบถาม (องอาจ นัยพัฒน์, 2554: 166) แบบสอบถามที่ดีจะต้องสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้
อย่างแม่นยาํ ตรงกับคําถามการวิจยั และวตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั ผู้ตอบแบบสอบถามจะต้องเข้าใจคําถาม
ต่าง ๆ ในแบบสอบถามอย่างเดียวกับที่ผู้วิจัยตั้งใจจะถาม และผู้วิจัยจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ผู้ตอบ
แบบสอบถามไดต้ อบอย่างเดยี วกบั ที่ผตู้ อบแบบสอบถามต้ังใจที่จะตอบ (Foddy, 1994) ทั้งน้ีคุณภาพ
ของแบบสอบถามจะส่งผลต่ออัตราการตอบกลับ รวมถึงความเชื่อมั่นและความเท่ียงตรงของข้อมูล
ทีจ่ ะได้รบั ดังน้นั ผวู้ จิ ยั จะต้องพิจารณาออกแบบแบบสอบถามอยา่ งรอบคอบ
แบบสอบถามทด่ี ีควรมลี ักษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
1. คําถามในแบบสอบถามจะต้องมีความชัดเจนครอบคลุมทุกประเด็นและทุกตัวแปร
ที่ผู้วิจัยกําลังศึกษา มิฉะน้ันคําตอบท่ีได้อาจไม่ครอบคลุมหรือไม่ตรงตามประเด็นท่ีต้องการซึ่งจะมี
ความยงุ่ ยากหรืออาจเปน็ ไปไมไ่ ดท้ ่ีผู้วจิ ัยจะไปติดตามขอขอ้ มลู เพิ่มเตมิ ภายหลงั
2. ควรถามเฉพาะเร่ืองที่ต้องการและจําเป็น เร่ืองที่ไม่เกี่ยวข้องกับส่ิงที่ศึกษาหรือไม่ได้
นําไปใช้ในการศึกษาไม่ควรถาม และไม่ควรมีข้อคําถามมากเกินไป อย่างไรก็ตามไม่มีกฎตายตัวว่า
ความยาวของแบบสอบถามควรเป็นเท่าใด นิวแมน (Neuman, 2007: 181) เสนอว่า ความยาวที่เหมาะสม
ของแบบสอบถามควรมีประมาณ 3-4 หน้า แต่อาจยาวถึง 10 หน้าได้ในบางงานวิจัย และการถาม
แบบสัมภาษณ์ควรใช้เวลาประมาณ 5-20 นาที ขณะท่ีบางท่านเสนอว่าความยาวของแบบสอบถาม
ควรอยู่ระหว่าง 4-8 หน้า และการถามแบบสัมภาษณ์ไม่ควรใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมงคร่ึง (Saunders et al.,
2009: 389) อย่างไรก็ตามลักษณะของผู้ตอบเป็นปัจจัยสําคัญในการกําหนดความยาวของแบบสอบถาม
เช่น ผู้ตอบที่มีการศึกษาสูงจะสามารถตอบแบบสอบถามท่ียาวกว่าได้ แต่ผู้วิจัยพึงระลึกไว้เสมอว่า
แบบสอบถามทยี่ าวเกนิ ไปจะสง่ ผลต่อคุณภาพของขอ้ มลู และต่ออัตราการตอบกลับ (Edwards et al.,
2002)
3. ควรใชภ้ าษาที่งา่ ย กระชบั ส่ือความหมายชัดเจน และจูงใจผู้ตอบ ข้อคําถามควรสั้น
คาํ ถามแต่ละข้อไม่ควรเกิน 20 คาํ หรือยาวเกินกวา่ หนงึ่ บรรทดั (Horst, 1968; Sekaran, 2003: 242)
4. ควรเป็นคําถามท่ีตอบง่าย ไม่เกินความรู้ความสามารถของผู้ตอบ ผู้ตอบไม่ต้องใช้
ความพยายามมาก และใช้เวลาในการตอบน้อยที่สุด หรือไม่ควรเป็นคําถามที่ถามเก่ียวกับเรื่องราว
ที่ผ่านมานานแล้วซ่ึงผู้ตอบอาจจําไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ถามว่า “ในปีท่ีผ่านมา ท่านดูโทรทัศน์จํานวน
ก่ชี ่ัวโมงในแต่ละเดือน” ซึ่งหากจะถามใหง้ ่ายข้นึ ไดเ้ ปน็ “ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านดูโทรทัศน์เฉล่ีย
วันละกช่ี ่ัวโมง”
5. ควรจดั ข้อคาํ ถามใหเ้ ปน็ หัวข้อหรือหมวดหมู่ และอาจมีคําเกริ่นนําแต่ละหัวข้อพร้อม
คําอธิบายในการตอบ ตัวอย่างเชน่ “หวั ข้อตอ่ ไปนี้จะเปน็ การถามความคดิ เหน็ ของทา่ นเกย่ี วกับ........”
และควรจัดลําดับคาํ ถามจากที่น่าสนใจและตอบได้ง่ายก่อนแล้วเรียงไปข้อท่ีตอบยาก และจากคําถาม
ที่กว้างไปสู่คําถามท่ีเฉพาะเจาะจง เช่น อาจเร่ิมจากคําถามเกี่ยวกับ สภาพแวดล้อมของหน่วยงาน
แล้วตามด้วยสภาพแวดล้อมภายในสว่ นงานจนถึงระดบั บคุ คล
178
6. ควรมีคําถามกรอง (filter question) ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าผู้ตอบแบบสอบถาม
มีส่วนเกี่ยวข้องกับคําถามท่ีจะถามหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คําถาม “กิจการของท่านจัดสวัสดิการให้กับ
คนงานต่างด้าวอย่างไร” กิจการท่ีไม่มีแรงงานต่างด้าวจะไม่สามารถตอบคําถามข้อน้ีได้ ดังน้ันคําถามนี้
ควรมีคาํ ถามกรองก่อนว่า “กิจการของท่านมีแรงงานต่างด้าวหรือไม่” หากผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็น
กจิ การท่ีไมม่ แี รงงานต่างด้าวก็จะขอให้ข้ามคําถามข้อเหล่านน้ั ไป
7. คําถามแต่ละข้อควรมีเน้ือหาที่ถามประเด็นเดียวหรือไม่ควรสร้างคําถามท่ีสามารถ
ตีความได้หลายอย่าง เช่น คําถาม “หน่วยงานของท่านมีสวัสดิการการรักษาพยาบาลและกองทุน
สาํ รองเล้ียงชพี หรือไม่” ผู้ตอบในหนว่ ยงานทม่ี สี วสั ดิการการรกั ษาพยาบาลอยา่ งเดียวอาจตอบใช่ หรือ
ไม่ใช่ กรณีนี้ ผู้วิจัยควรแยกเป็นสองคําถาม คือ คําถาม “หน่วยงานของท่านมีสวัสดิการการรักษาพยาบาล
หรือไม”่ และ คําถาม “หน่วยงานของท่านมกี องทนุ สํารองเล้ยี งชพี หรอื ไม่”
8. ควรมีคําถามที่มีข้อความท่ีเป็นทั้งเชิงบวก และเชิงลบ เพ่ือลดแนวโน้มของผู้ตอบ
ทีจ่ ะตอบคําถามเอนเอียงไปดา้ นใดด้านหนง่ึ ตัวอย่างคําถามที่เป็นข้อความเชิงบวก เช่น ท่านเห็นด้วย
หรอื ไมว่ า่ การมีระบบการจัดการส่ิงแวดล้อมจะช่วยทําให้ภาพลักษณ์ของกิจการดีข้ึน” หรือคําถามท่ีมี
ข้อความเป็นเชิงลบ เช่น “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่าการมีระบบการจัดการส่ิงแวดล้อมทําให้ต้นทุนการผลิต
สูงขึ้น” การมีคําถามท่ีมีข้อความเป็นทั้งเชิงบวกและเชิงลบจะช่วยดึงความสนใจของผู้ตอบให้ตอบคําถาม
ด้วยความต้ังใจมากขึน้ ได้ และยงั ชว่ ยผวู้ ิจัยในการตรวจสอบความลําเอียงของข้อมูลได้ด้วย (Sekaran,
2003: 240) รวมถึงเปน็ การป้องกนั ปญั หาท่เี รยี กว่า “halo effect” (Cooper and Schindler, 2014: 279)
และในกรณีที่ข้อมูลท่ีมีมาตรวัดเป็นระดับช่วงผู้วิจัยต้องไม่ลืมที่จะต้องให้ระดับคะแนนไปในทิศทาง
เดียวกับข้อความ (ดรู ายละเอยี ดในหัวขอ้ ที่ 9.6.1.3)
9. ควรหลีกเล่ียงการใช้ข้อความที่กํากวม หรือคําถามที่ผู้ตอบแต่ละคนอาจเข้าใจได้
ไม่ตรงกนั ตวั อยา่ งเช่น คําถาม “ท่านมีรายได้เท่าไร” โดยไม่ได้บอกว่าเป็นรายได้ต่อวัน หรือต่อเดือน
หรือต่อปี ซึ่งจะทําให้ได้คําตอบที่แตกต่างกัน หรือ คําถาม “ท่านออกกําลังกายเป็นประจําหรือไม่
____ ใช่ ____ไม่ใช่” ผู้ตอบแต่ละคนอาจเข้าใจคําว่า “เป็นประจํา” ต่างกัน บางคนอาจเข้าใจว่า
เปน็ ประจําหมายถึงทุกวัน ขณะทบ่ี างคนเข้าใจว่าสปั ดาห์ละครงั้ ก็น่าจะหมายถึงวา่ เปน็ ประจํา
10. ควรหลีกเล่ียงการถามนํา หรือการตั้งคําถามท่ีโน้มน้าวผู้ตอบให้ตอบในทางใดทางหน่ึง
ตัวอย่างเช่น คําถาม “ท่านอยากเลิกสูบบุหร่ี ใช่หรือไม่” ซ่ึงมีลักษณะโน้มน้าวให้ตอบว่า “ใช่” หรือ
เช่น คําถาม “ขณะน้ีค่าครองชีพได้ปรับตัวสูงข้ึน ท่านคิดว่าคนงานควรได้รับค่าตอบแทนท่ีสูงข้ึน
หรือไม่” หรือการต้ังคําถามท่ีอ้างอิงข้อเท็จจริงหรือความเห็นของบุคคลท่ีเป็นผู้ที่มีความน่าเช่ือถือ
ตัวอย่างเช่น คําถาม “แพทย์ส่วนใหญ่กล่าวว่าควันบุหรี่เป็นสาเหตุทําให้ผู้ที่อยู่ใกล้ผู้สูบบุหรี่เป็น
มะเร็งปอดท่านเห็นดว้ ยหรอื ไม่”
11. ควรหลีกเหล่ยี งการใช้ประโยคปฏิเสธซอ้ นปฏเิ สธ ซึง่ อาจทําให้ผูต้ อบเกิดความสับสน
ตัวอยา่ งเชน่ คําถาม “ ท่านไมเ่ คยทจี่ ะไม่ใชส่ นิ ค้าย่หี ้ออนื่ เลยใชห่ รือไม่”
12. ควรหลกี เหลย่ี งการถามความเห็นอย่างตรงไปตรงมาตามข้อสมมติฐานหรือข้อสงสัย
ของผู้วิจัย เช่น ผู้วิจัยได้ต้ังข้อสงสัยว่า หากกิจการรับรู้ว่าระบบการจัดการส่ิงแวดล้อมมีประโยชน์
กิจการจะนําระบบการจัดการส่ิงแวดล้อมมาใช้ในกิจการหรือไม่ หรือต้ังสมมติฐานว่า ประโยชน์ที่คาดว่า
จะได้รับจากระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กับระดับการนําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
179
มาใช้หรอื ไม่ หากผ้วู จิ ัยตง้ั คําถามว่า “ท่านจะนําระบบการจัดการส่ิงแวดล้อมมาใช้ถ้าท่านคิดว่ามันมี
ประโยชน์ใช่หรือไม่” นับเป็นคําถามท่ีไม่ถูกต้อง เพราะคําถามลักษณะน้ีเป็นการถามความเห็นของผู้ตอบ
ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อสงสัยหรือสมมติฐานของผู้วิจัย ซ่ึงข้อมูลที่ได้จะไม่สามารถทดสอบความสัมพันธ์ได้
ผู้วิจัยจะต้องถามแยกคําถามเป็น 2 ลักษณะ คือ “ท่านนําระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมาใช้หรือไม่
ในระดับใด” และ “ท่านคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการนําระบบการจัดการส่ิงแวดล้อมมาใช้มากน้อย
เพยี งใด” ซงึ่ คาํ ตอบจาก 2 ลักษณะคําถามนผ้ี ู้วจิ ัยจงึ จะสามารถไปทดสอบหาความสัมพันธ์ได้
13. ควรจัดพิมพ์อย่างเรียบร้อย ประณีต และสะอาดซึ่งจะช่วยให้ผู้ตอบอยากตอบ
ผู้ตอบแบบสอบถามมักจะยินดีท่ีจะตอบแบบสอบถามท่ีจัดพิมพ์อย่างเป็นระเบียบและอ่านเข้าใจง่าย
(Dillman, 2007)
11.3.8 สว่ นประกอบของแบบสอบถาม
โดยทั่วไปแบบสอบถามชุดหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) คําชี้แจงในการตอบ
แบบสอบถาม และ 2) ขอ้ คําถาม
คําชแี้ จงในการตอบแบบสอบถามจะเปน็ หน้าแรก (เป็นใบปะหน้า) ของชุดแบบสอบถาม
ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ชื่อโครงการวิจัย วัตถุประสงค์ และประโยชน์ของการศึกษาวิจัย รวมถึง
รายละเอียดของแบบสอบถามและคําชี้แจงสําคัญในการตอบ เช่น “กรุณาตอบคําถามให้ตรงกับ
ความเป็นจริงหรือให้ตรงกับความคิดเห็นของผู้ตอบมากที่สุด และผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลของท่านไว้เป็น
ความลบั ” (ดังภาพท่ี 11.2)
สาํ หรบั ขอ้ คําถามในแบบสอบถามโดยทัว่ ไปจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. ส่วนทเี่ ปน็ ข้อคําถามเกยี่ วกบั ข้อมลู สว่ นตัวของผูต้ อบ เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา
เป็นต้น มีผู้ให้ความเห็นว่าข้อคําถามเก่ียวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบนี้ควรอยู่ตอนท้ายของแบบสอบถาม
เนื่องจากเห็นว่าคําถามส่วนบุคคลบางข้อ เช่น อายุ รายได้ ระดับการศึกษา ผู้ตอบบางคนอาจจะอึดอัดใจ
ท่จี ะตอบ ถา้ คําถามเหล่าน้ีไปอยู่ในส่วนแรก ๆ ของแบบสอบถามอาจเป็นอุปสรรคในการตอบคําถาม
ในส่วนถัดมา (Zigmund et al., 2010: 349; Sekaran, 3003: 243) อย่างไรก็ตามไม่มีกฎตายตัวว่า
ควรจะอยู่ตอนต้นหรือตอนท้าย ขึ้นกบั ดลุ พนิ ิจของผูว้ จิ ัย
2. ส่วนท่ีเป็นข้อคําถามท่ีเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือพฤติกรรมของผู้ตอบในเร่ืองที่กําลัง
ศกึ ษาซึง่ อาจจะแยกออกเป็นประเด็น ๆ หรอื เปน็ ตอน ๆ
ในการส่งแบบสอบถามไปยังผู้ตอบแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ผู้วิจัยจะต้องมีจดหมาย
นําส่งแนบไปพร้อมกับแบบสอบถามถึงผู้ตอบแบบสอบถาม จดหมายนําส่ง (ดังภาพที่ 11.3)
มีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ตอบมีความรู้สึกอยากร่วมมือและตอบแบบสอบถาม
อยา่ งครบถ้วนสมบูรณต์ ามความเปน็ จริงแลว้ ส่งคืนกลับมายังผู้วิจัยตามเวลาที่กําหนด เนื้อหาในจดหมาย
นําส่งควรเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงความสําคัญของการปัญหาและประโยชน์ท่ีจะได้รับจากการศึกษา
แจ้งให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้ทราบว่าข้อมูลที่ให้จะถูกเก็บไว้เป็นความลับอย่างเคร่งครัด และ
ขอความกรุณาให้นําแบบสอบถามที่กรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ซองติดแสตมป์ที่ได้แนบส่งไป
แลว้ สง่ กลบั มายังผ้วู จิ ัยภายในวันท่กี ําหนด พร้อมกล่าวขอบคุณในความรว่ มมอื
180
แบบสอบถามการวิจัย
เรือ่ ง
“ปจั จัยทส่ี ่งผลให้มกี ารนาระบบการจดั การดา้ นความปลอดภัยอาหาร
เขา้ มาใชใ้ นอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย”
คาชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม
คําว่า “การจัดการด้านความปลอดภัยอาหาร” ท่ีใช้ในแบบสอบถามน้ีหมายถึง การจัดการ
การดาํ เนินการ หรือการปฏิบัติกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของบริษัทโดยมีความมุ่งหวังท่ีจะให้มีการผลิตสินค้า
อาหารท่ีมคี วามเหมาะสมและมีความปลอดภัยแกผ่ ูบ้ ริโภค
แบบสอบถามน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนําระบบการจัดการ
ความปลอดภยั ของอาหารมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย
เพื่อนําข้อมูลมาใช้เป็นแนวทางในการเสนอแนะเชิงนโยบายในการสร้างแรงจูงใจหรือกระตุ้นให้โรงงาน
อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมนําระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารมาใช้
ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
แบบสอบถามมขี อ้ คําถามอยู่ 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นข้อมลู ทั่วไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม
ส่วนที่ 2 เปน็ ความคดิ เหน็ ต่อการจัดการดา้ นความปลอดภัยอาหารของบรษิ ัท
สว่ นท่ี 3 เป็นขอ้ คิดเห็นและขอ้ เสนอแนะ
“กรุณาตอบคาถามใหต้ รงกับความเปน็ จริงหรอื ใหต้ รงกับความคดิ เห็นของท่านมากทส่ี ดุ
และผ้วู จิ ยั จะเก็บข้อมูลของท่านไวเ้ ป็นความลบั ”
ภาพที่ 11.2 ตวั อยา่ งการเขียนคําชแ้ี จงการตอบแบบสอบถาม
181
๙ ถนนแจง้ วฒั นะ แขวงอนุสาวรยี ์
เขตหลักส่ี กรุงเทพฯ ๑๐๒๒๐
๒๖ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๕
เรอื่ ง ขอความอนเุ คราะห์ตอบแบบสอบถาม
เรยี น ผจู้ ัดการ
ส่ิงท่สี ่งมาดว้ ย แบบสอบถามจาํ นวน ๑ ชุด
ด้วยผู้บริโภคในปัจจุบันท้ังในประเทศและต่างประเทศต่างได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของสินค้า
อาหารมากข้ึน จึงทําให้เกิดการเรียกร้องให้ผู้ผลิตจะต้องผลิตสินค้าอาหารท่ีมีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อ
การบริโภค อีกทั้งหน่วยงานที่ควบคุมดูแลก็ได้กําหนดมาตรฐานต่าง ๆ ขึ้น เช่น การกําหนดให้ต้องมีระบบการจัดการ
ด้านความปลอดภัยของอาหารในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ผลิตจะผลิตสินค้าอาหารที่มีความปลอดภัย
แต่ในการนําระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารน้ันมีข้อจํากัดอยู่หลายประการ
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในอตุ สาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดยอ่ ม
คณะผู้วิจัยได้เห็นถึงความสําคัญดังกล่าวจึงได้ทําการศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลให้มีการนําระบบ
การจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย”
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนาํ ผลการศึกษาไปเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เก่ียวข้องในการกําหนดนโยบายการส่งเสริม
สนับสนุน ตลอดจนแนวทางในการแก้ไขปัญหาการนําระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารของธุรกิจ
อตุ สาหกรรมอาหารขนาดกลางและขนาดย่อมต่อไป
ในการน้ีคณะผู้วิจัยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าหน่วยงานของท่านจะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ต่อการศึกษาครั้งน้ี จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่านหรือบุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวการจัดการ
ด้านความปลอดภัยของอาหารในกิจการของท่านได้ให้ข้อมูลตามแบบสอบถามท่ีแนบมา แล้วใส่ซองท่ีติดแสตมป์
ที่ได้แนบมาด้วยแล้ว ส่งกลับมายังคณะผู้วิจัยภายในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ทั้งนี้ข้อมูลที่ท่านให้ จะถูกใช้
เฉพาะในการวิจัยครัง้ นี้ และจะเกบ็ ไวเ้ ป็นความลับอยา่ งเครง่ ครดั
จึงเรียนมาเพอื่ โปรดพิจารณาอนุเคราะห์ และขอขอบพระคณุ เป็นอย่างสงู
ขอแสดงความนบั ถือ
(...............................................................)
หวั หนา้ คณะผวู้ จิ ัย
ภาพท่ี 11.3 ตวั อย่างการเขียนจดหมายนาํ สง่
182
11.3.9 การทดลองใชแ้ บบสอบถาม
ก่อนการนําแบบสอบถามไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจริง ผู้วิจัยจะต้องนําแบบสอบถาม
ไปทดลองใช้ก่อน (pilot test) การทดลองใช้แบบสอบถามเป็นการหาข้อบกพร่องของแบบสอบถาม
เพ่ือนําไปปรับปรุงแก้ไขให้แบบสอบถามมีความสมบรู ณ์มากข้ึน ไมใ่ ห้เกิดปัญหากับผู้ตอบในการตอบ
เม่ือนาํ ไปใช้จริง รวมถึงเพอื่ ประเมนิ ความเชอ่ื มนั่ และความเท่ียงตรงของแบบสอบถาม ท้ังนี้ก่อนนําไป
ทดลองใช้ ผู้วิจัยยังควรต้องนําแบบสอบถามที่จะทดลองใช้ไปให้ผู้เช่ียวชาญจํานวนหน่ึงพิจารณา
เพ่ือให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงสร้างของคําถามรวมถึงเพ่ือตรวจสอบ ความเท่ียงตรง
เชิงเนอื้ หา (content validity) และเมอื่ ปรบั ปรุงแก้ไขตามขอ้ เสนอแนะของผู้เช่ียวชาญแล้วจึงค่อยนํา
แบบสอบถามน้ันไปทดลองใช้
ประเด็นท่ผี ูว้ จิ ัยควรพิจารณาในการทดลองใช้แบบสอบถาม ได้แก่ ระยะเวลาท่ีผู้ทดลอง
ใช้ต้องใช้ในการตอบแบบสอบถาม ความชัดเจนของคําแนะนําหรือคําชี้แจงในการตอบคําถาม
ความชัดเจนของตัวคําถาม ความยากง่ายและความคลุมเครือของคําถาม ลําดับของคําถาม และ
รูปแบบและความเรียบร้อยในการจัดพิมพ์ รวมถึงมีประเด็นใดที่ขาดหายไปบ้างหรือไม่ (Bell, 2005)
ผู้วิจัยจะต้องทดลองใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชากรเป้าหมายจํานวนหนึ่งระหว่าง
25 ถึง 100 ตัวอย่าง แต่ไม่จําเป็นต้องเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่ม (Cooper and Schindler, 2014:
85) ท้ังนี้อยู่กับคําถามการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย ขนาดของประชากรที่จะศึกษา ระยะเวลาและ
งบประมาณ รวมถึงความสมบูรณ์ของตัวแบบสอบถามที่นําไปใช้ทดลอง สําหรับการวิจัยเชิงสํารวจ
โครงการใหญ่ ๆ ท่ีมีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่อาจต้องทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างจํานวน 100 ถึง 200
ตวั อย่าง (Dillman, 2007)
11.3.10 วิธกี ารเกบ็ ขอ้ มลู ด้วยแบบสอบถาม
การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามท่ีนิยมใช้ในปัจจุบันคือ การเก็บข้อมูลทางไปรษณีย์และ
การเกบ็ ข้อมูลแบบออนไลน์ ซึ่งตา่ งก็มีข้อดีและขอ้ จาํ กัดแตกต่างกันดงั ต่อไปนี้
11.3.10.1 การเกบ็ ข้อมูลด้วยแบบสอบถามทางไปรษณีย์ มีข้อดีข้อเสยี ดังนี้
1) ข้อดขี องการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามทางไปรษณยี ์
(1) สามารถเก็บข้อมูลได้จากทุกพ้ืนที่ที่ไปรษณีย์ไปถึง
การติดต่อขอข้อมูลทางไปรษณีย์จะสะดวกกว่ามากในกรณีที่การวิจัยครอบคลุมพ้ืนที่ท่ีกว้าง หรือมี
บางพืน้ ทอ่ี าจอยูห่ า่ งไกลและเขา้ ถึงลาํ บาก
(2) ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เมื่อเทียบกับการสัมภาษณ์
ทต่ี อ้ งออกไปสัมภาษณเ์ ปน็ รายบุคคล
(3) ผูต้ อบมีอสิ ระในการตอบ สามารถเลือกได้ว่าจะตอบเวลาใด
และจะใช้เวลานานเทา่ ใดในการตอบ จงึ เป็นการดที ี่ผตู้ อบจะไดม้ ีเวลาในการใคร่ครวญใหค้ ําตอบ
(4) ไม่จาํ เปน็ ตอ้ งใช้ผู้เช่ียวชาญหรือต้องอบรมผู้เก็บรวบรวม
ขอ้ มลู เหมอื นการเก็บข้อมลู ด้วยวิธกี ารอ่ืน เชน่ การสมั ภาษณ์ และการสังเกต
183
2) ข้อจํากัดของการเก็บข้อมูลดว้ ยแบบสอบถามทางไปรษณยี ์
(1) ไดร้ ับแบบสอบถามตอบกลับคืนมาน้อย ทําให้ต้องเสียเวลา
ในการติดตาม และใช้ระยะเวลานานในเก็บรวบรวมข้อมลู ถึงแมจ้ ะยังไม่มีตัวเลขที่ตกลงกันแน่นอนว่า
อัตราการตอบกลับที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด แต่โดยท่ัวไปให้ถือว่าย่ิงมากเท่าไรก็ยิ่งดี แต่ได้มีผู้ศึกษา
และให้คําแนะนําไว้ว่า การสอบถามทางไปรษณีย์ควรมีผู้ให้ความร่วมมือตอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 47
ในขณะท่แี บบสอบถามแบบตัวต่อตัวไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 82 และการสอบถามทางโทรศัพท์ไม่ควร
นอ้ ยกว่าร้อยละ 72 (Yu and Cooper, 1983)
(2) ใช้ได้เฉพาะกับประชากรท่อี า่ นและเขียนหนังสือไดเ้ ท่านัน้
(3) คาํ ตอบทไี่ ด้อาจไมส่ มบรู ณอ์ นั เนื่องมาจากผู้ตอบไม่เข้าใจ
คําถามหรือเข้าใจคําถามคลาดเคลื่อน รวมถึงผู้ตอบอาจหลีกเลี่ยงไม่ตอบคําถาม หรือไม่ไตร่ตรอง
ใหร้ อบคอบกอ่ นตอบ หรอื ตอบไมต่ รงกับความจริง
(4) ไมส่ ามารถสงั เกตปฏกิ ริ ิยาของผตู้ อบได้
(5) หากข้อคําถามมีมาก ผู้ตอบอาจเบื่อหน่ายและตอบคําถาม
โดยไมต่ ั้งใจ
(6) ไม่เหมาะกับงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติที่มีการ
เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว (เช่น การศึกษาทัศนคติในช่วงก่อนการเลือกตั้ง) เน่ืองจากการเก็บข้อมูล
ทางไปรษณียต์ ้องใชเ้ วลานานอย่างนอ้ ย 2-3 สัปดาห์ (Zikmund et al., 2010: 221)
11.3.10.2 การเก็บข้อมูลด้วยสอบถามแบบออนไลน์ พัฒนาการของ
เทคโนโลยีการส่ือสารได้เติบโตอยา่ งต่อเน่ืองพร้อม ๆ ไปกับจํานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตท่ีได้เพ่ิมข้ึนท่ัวโลก
อย่างรวดเร็วรวมท้ังในประเทศไทย ในปี 2556 ประชากรท่ีใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีถึงประมาณ
26 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศจํานวน 64 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 39 (ศูนย์วิจัยนวัตกรรม
อินเทอร์เน็ตไทย, 2556) การสอบถามแบบออนไลน์ (online questionnaire) จึงเป็นทางเลือกหน่ึงท่ีมี
บทบาทมากขึ้นในการนํามาใช้เก็บข้อมูลในการวิจัยเชิงสํารวจ โดยผู้วิจัยนําแบบสอบถามที่ได้ออกแบบไว้
เรียบร้อยแล้วไปเผยแพร่เพื่อสอบถามผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วยช่องทางต่าง ๆ เช่น อีเมล์ เว็บไซต์
และเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นต้น ปัจจุบันมีโปรแกรมสําเร็จรูปและมีธุรกิจรับเขียนโปรแกรม
สําหรับการสํารวจแบบออนไลน์ให้บริการอยู่จํานวนมาก เช่น SurveyMonkey.com SurveyCan
เปน็ ตน้ การสอบถามแบบออนไลนจ์ ึงมคี วามสะดวกสบายและนิยมใช้กันแพร่หลายมากข้ึน อย่างไรก็ตาม
การเกบ็ ข้อมลู ดว้ ยแบบสอบถามออนไลน์มีทง้ั ขอ้ ดีและข้อจํากัดดงั นี้
1) ขอ้ ดขี องการสอบถามแบบออนไลน์
(1) ประหยัดเวลาและค่าใช้จา่ ย เน่ืองจากไมต่ ้องสง่ แบบสอบถาม
หรือไปพบผ้ตู อบแบบสอบถาม
(2) ไม่ต้องบันทึกข้อมูลใหม่เหมือนการใช้แบบสอบถาม
เน่ืองจากข้อมูลท่ีได้จะอยู่ในระบบฐานข้อมูลทันทีท่ีผู้ตอบได้กรอกและยืนยันการส่งข้อมูล และผู้วิจัย
สามารถเรียกดูข้อมลู มาเพอ่ื ตรวจสอบไดต้ ลอดเวลา
(3) ผู้ตอบแบบสอบถามสามารถให้ข้อมูล ณ เวลา และ
สถานที่ใดกไ็ ด้ทีส่ ะดวก
184
(4) สามารถใช้รูปภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือกราฟฟิค
พรอ้ มเสยี ง เพ่ืออธิบายและสรา้ งความเข้าใจในการกรอกขอ้ มูลให้กบั ผู้ตอบแบบสอบถาม
2) ข้อจํากดั ของการสอบถามแบบออนไลน์
(1) ความถูกต้องของข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
ผู้ตอบแบบสอบถามอาจให้ข้อมูลส่วนตัว (เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ เป็นต้น) ไม่ตรงกับความเป็นจริง
โดยที่ผู้วิจัยจะไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากไม่ทราบว่าผู้ตอบแบบสอบถามเป็นใคร ต่างจาก
การสัมภาษณ์ท่ีผู้วิจัยได้พบกับผู้ให้สัมภาษณ์ หรือการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ซึ่งก่อนส่ง
แบบสอบถามไปผวู้ ิจยั จะมฐี านขอ้ มูลของผตู้ อบแบบสอบถามอยูบ่ ้างแลว้
(2) การเบ่ยี งเบนของกลมุ่ ตวั อยา่ ง (selection bias) อันเกิด
จากความไม่เท่าเทียมกันของผู้ตอบแบบสอบถามในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทําให้กลุ่มตัวอย่างท่ีได้
ไม่เป็นแบบสุ่ม (non-random sampling) หรือเกิดปัญหาท่ีเรียกว่า “self-selection” เนื่องจาก
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะเป็นเฉพาะกลุ่ม เช่น เป็นกลุ่มท่ีมีการศึกษา อาศัยอยู่ในเมืองท่ีมี
เครอื ข่ายระบบอินเทอร์เน็ต และมีความสามารถในการใช้อินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น การสํารวจความ
ต้องการซื้อบ้านใหม่ ในกรณีนี้พบว่าผู้ท่ีซื้อบ้านหลังใหม่ส่วนใหญ่จะอายุมากกว่า 35 ปี แต่จากข้อมูล
การใช้อินเทอร์เน็ตพบว่ามีกลุ่มคนท่ีมีอายุมากกว่า 35 ปี มีเพียงร้อยละ 20 ที่ใช้อินเทอร์เน็ต ดังนั้น
ขอ้ มูลทไ่ี ดผ้ า่ นทางอนิ เทอรเ์ น็ตอาจมีความคลาดเคล่ือนเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลอาจมีสัดส่วน
ของผู้ท่ีมีอายุมากกว่า 35 ปีน้อยเกินไป ท้ังที่คนกลุ่มน้ีเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อ กลุ่มตัวอย่าง
จงึ อาจไมเ่ ป็นกลุ่มตัวอยา่ งทดี่ ี
(3) ผู้ตอบแบบสอบถามแบบออนไลน์อาจตอบแบบสอบถามซ้ํา
หลายครัง้ ในการสํารวจแบบออนไลน์อาจเป็นไปได้ว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามบางคนตอบแบบสอบถาม
หลายครั้ง เน่ืองจากผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามได้ ดังน้ันต้องออกแบบระบบ
ใหส้ ามารถป้องกันการตอบซํา้
(4) ปัญหาทางเทคนิค ระบบเครือข่ายอาจขัดข้องไม่สามารถ
เชื่อมต่อได้ระหว่างการตอบแบบสอบถาม อาจทําให้ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือผู้ตอบแบบสอบถาม
ต้องเร่ิมต้นต้ังแต่ข้อแรกใหม่ รวมถึงปัจจุบันมีข้อมูลท่ีเป็นขยะส่งไปถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจํานวนมาก
ทําให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางคนระวังหรือไม่เข้าไปในเว็บไซต์ที่ไม่รู้จักซึ่งรวมถึงเว็บไซต์ที่เป็นแบบสอบถาม
ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมักไม่รู้จัก นอกจากนี้การส่งแบบสอบถามไปทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail)
ก็อาจพบปัญหาว่าผู้ตอบแบบสอบถามบางคนมีท่ีอยู่ของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หลายท่ีอยู่อาจทําให้
เกิดการการสง่ ซาํ้
11.4 การสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์ (interview) หมายถึง การสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างคนต้ังแต่
สองคนขึ้นไป (Kahn and Cannell, 1957) การสัมภาษณ์เป็นเคร่ืองมืออย่างหน่ึงในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลโดยใช้การสนทนาซักถาม และโต้ตอบระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ให้สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า
ผู้สัมภาษณ์สามารถสังเกตบุคลิกภาพ อากัปกิริยา ตลอดจนพฤติกรรมของผู้ให้สัมภาษณ์ได้ในขณะท่ี
กําลังสัมภาษณ์เพื่อนํามาใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ข้อมูล (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543 : 70)
185
ผู้สัมภาษณ์จะต้องวางแผนและตระเตรียมคําถามไว้ก่อนล่วงหน้า การสัมภาษณ์สามารถใช้กับกลุ่ม
ตัวอย่างที่ไม่จํากัดระดับการศึกษา การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์นิยมใช้กันมากในการวิจัย
ทางธุรกิจรองมาจากการใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์นอกเหนือจากจะใช้เพ่ือการเก็บข้อมูลแล้ว
การสัมภาษณ์ยังสามารถใช้เพ่ือพัฒนาวัตถุประสงค์หรือคําถามการวิจัยได้ในกรณีที่ผู้วิจัยยังไม่มี
ความชัดเจน (Saunders et al., 2009: 318)
การสัมภาษณ์จําแนก ได้ 2 ประเภทหลัก ๆ (ชาย โพธิสิตา, 2550: 258; Saunders et al.,
2009: 320) (ดงั ภาพที่ 11.4) คอื
1. การสัมภาษณ์เชิงปริมาณ (quantitative interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีรูปแบบ
การสัมภาษณ์ที่เป็นมาตรฐานแบบมีโครงสร้าง (structured interview) ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบใช้
แบบสอบถาม
2. การสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ (qualitative interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่มีรูปแบบ
มาตรฐานอาจเป็นแบบก่ึงมีโครงสร้าง (semi-structured) หรือแบบไม่มีโครงสร้าง (non-structured)
ได้แก่ การสัมภาษณ์เชงิ ลึก และการสัมภาษณเ์ ป็นกลุ่ม
การสมั ภาษณ์
การสัมภาษณเ์ ชิงปริมาณ การสัมภาษณเ์ ชิงคณุ ภาพ
(แบบมโี ครงสร้าง) (แบบกง่ึ มโี ครงสรา้ งและแบบไม่มโี ครงสรา้ ง)
การสัมภาษณแ์ บบ การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ การสมั ภาษณ์เป็นกล่มุ
ใชแ้ บบสอบถาม
ภาพที่ 11.4 ประเภทของการสมั ภาษณ์
ที่มา: ดดั แปลงจาก Saunders et al. (2009: 321)
การสัมภาษณ์เชิงปริมาณและการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพมีแนวคิดท่ีแตกต่างกันท้ังในแง่
ของกระบวนทัศน์การวิจัย วิธีการ และบทบาทของผู้สัมภาษณ์ ดังนั้นลักษณะของข้อมูลที่ได้จาก
การสัมภาษณ์ย่อมมีความแตกต่างกัน การจะเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบใดข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์ของ
การวิจัย เช่น การวิจัยเชิงบุกเบิกอาจใช้การสัมภาษณ์เชิงคุณภาพแบบไม่มีโครงสร้างหรือแบบก่ึงมี
โครงสร้างเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ ๆ การวิจัยเชิงพรรณนาอาจใช้การสัมภาษณ์เชิงปริมาณแบบมีโครงสร้าง
เพ่ือหารูปแบบทั่ว ๆ ไป และการวิจัยเชิงอธิบาย อาจใช้การสัมภาษณ์ เชิงคุณภาพแบบกึ่งไม่มี
โครงสร้างเพื่อค้นหาตัวแปรและทําความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและอาจใช้การ
สมั ภาษณเ์ ชิงปรมิ าณแบบมีโครงสรา้ งเพ่ือทดสอบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปร
186
นอกจากนี้ในการวิจัยเร่ืองหนึ่ง ๆ ผู้วิจัยอาจใช้การสัมภาษณ์หลายแบบ เช่น ในช่วง
เรม่ิ ตน้ ของการวิจัยทผี่ วู้ ิจยั อาจใชก้ ารสัมภาษณเ์ ชิงคุณภาพแบบไมม่ โี ครงสร้างหรือแบบก่ึงมีโครงสร้าง
เพ่ือพัฒนากรอบแนวคิดในการวิจัยและประเด็นคําถามตลอดจนแบบสอบถามที่จะสามารถนําไปใช้
ในการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง หรือผู้วิจัยอาจใช้การสัมภาษณ์เชิงคุณภาพแบบไม่มีโครงสร้างหรือ
แบบก่ึงมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูลนํามาเพ่ือยืนยันกับผลการศึกษาท่ีได้จากการเก็บข้อมูลด้วย
แบบสอบถาม
11.4.1 การสัมภาษณ์เชิงปริมาณ
การสัมภาษณ์เชิงปริมาณเป็นการเก็บข้อมูลท่ียึดกระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม รูปแบบ
สัมภาษณ์เป็นแบบมีโครงสร้าง (ชาย โพธิสิตา, 2550: 258; Saunders et al., 2009: 320) ได้แก่
การสัมภาษณแ์ บบใช้แบบสอบถาม
การสัมภาษณ์แบบใช้แบบสอบถามจะใช้แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ
ในการสมั ภาษณ์ มกั จะถูกนําไปใช้ในกรณีท่ีผู้วิจัยหรือผู้สัมภาษณ์ทราบก่อนเบ้ืองต้นว่าต้องการข้อมูล
อะไรบ้าง (Sekaran, 2003: 227) แล้วจึงออกแบบและตระเตรียมข้อคําถามเป็น แบบสอบถามไว้ล่วงหน้า
ผู้ท่ีจะใหส้ ัมภาษณ์แต่ละคนจะถกู ถามด้วยขอ้ คาํ ถามในแบบสอบถามที่ตระเตรียมไว้แล้วน้ันเหมือนกัน
ทุกคน โดยผู้สัมภาษณ์จะต้องอ่านข้อคําถามด้วยโทนเสียงที่เหมือนกันเพื่อไม่ให้เกิดความลําเอียง
และใช้น้ําเสียงที่อ่อนโยนท่ีแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นที่จะรับฟังคําตอบ รวมถึงเปิดโอกาสให้
ผู้ให้สัมภาษณ์ได้แสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างเต็มที่ และไม่ควรแนะนําคําตอบใด ๆ ให้กับ
ผู้ให้สัมภาษณ์ แต่สามารถอธิบายคําถามได้ถ้าผู้ให้สัมภาษณ์ไม่เข้าใจคําถาม การสัมภาษณ์แบบใช้
แบบสอบถามอาจดาํ เนนิ การด้วยวธิ ีการสัมภาษณแ์ บบตวั ตอ่ ตัวหรือสมั ภาษณ์ผา่ นทางโทรศัพท์
การสัมภาษณ์แบบใช้แบบสอบถามทางโทรศัพท์จะมีข้อจํากัดท่ีไม่สามารถสังเกตอากัปกริยา
ของผู้ให้สัมภาษณ์ได้และไม่สามารถใช้เวลาสัมภาษณ์ที่นาน โดยทั่วไปไม่ควรใช้เวลาเกิน 10 นาที
(Zikmund et al., 2010: 210) เน่ืองจากหากใช้เวลานานเกินไป ผู้ให้สัมภาษณ์อาจเบ่ือหน่ายทําให้
ข้อมูลที่ได้อาจไม่สมบูรณ์ แต่การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก็มีข้อดีบางประการ เช่น ประหยัดค่าใช้จ่าย
กว่าการเดินทางไปสัมภาษณ์ และผู้ให้สัมภาษณ์อาจมีความรู้สึกสบายและผ่อนคลายกว่าที่จะตอบ
คําถามทค่ี อ่ นขา้ งอ่อนไหวโดยไม่ต้องเผชญิ หน้ากบั ผูส้ ัมภาษณ์
11.4.2 การสมั ภาษณ์เชงิ คณุ ภาพ
การสมั ภาษณ์เชงิ คณุ ภาพเป็นวิธีการเกบ็ ขอ้ มูลที่ยึดกระบวนทศั น์ปรากฏการณ์วิทยาหรือ
กระบวนทัศน์คตินิยมแนวการตีความ รูปแบบการสัมภาษณ์อาจเป็นท้ังแบบกึ่งมีโครงสร้างและแบบ
ไม่มีโครงสรา้ ง
การสัมภาษณ์แบบก่ึงมีโครงสร้างเป็นรูปแบบการสัมภาษณ์ท่ีผู้วิจัยจะมีชุดของคําถาม
ท่ีครอบคลุมทุกประเด็นที่ศึกษา คําถามเหล่าน้ันจะเป็นคําถามปลายเปิดที่มีความชัดเจนซึ่งจะใช้เป็น
แนวทางในการสัมภาษณ์ รูปแบบการสัมภาษณ์จะสามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ไม่ตายตัว
เหมอื นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เช่น การถามอาจไม่เรียงตามลําดับตามที่เตรียมไว้ บางคําถาม
อาจไม่ใช้ถาม และอาจมีการถามคําถามท่ีอยู่นอกแนวทางคําถามเพิ่มเติม แต่คําถามจะจํากัดอยู่ใน
ประเดน็ ของเร่ืองที่สมั ภาษณ์
187
การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างเป็นรูปแบบการสัมภาษณ์ที่เปิดกว้างให้ผู้สัมภาษณ์
ได้ถามอย่างไม่จํากัดในเรื่องที่สนใจ ผู้สัมภาษณ์อาจไม่จําเป็นต้องเตรียมคําถามไว้ล่วงหน้า
การดําเนินการสัมภาษณ์จะมีลักษณะเป็นการ “สนทนา” อย่างไม่เป็นทางการ ไม่เคร่งครัดทั้งตัวคําถาม
และลําดับการถาม เปิดโอกาสให้ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลอย่างเสรีทั้งตัวเหตุการณ์ พฤติกรรม
ความเช่ือ และทัศนคติเก่ียวกับเรื่องที่ศึกษา การสัมภาษณ์รูปแบบนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องได้รับการฝึกฝน
เป็นอย่างดี เพื่อที่จะสามารถได้ข้อมูลที่ครบถ้วนตามท่ีต้องการ การวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์
แบบนจ้ี ะคอ่ นข้างยุ่งยากเนื่องจากข้อมูลท่ีไดจ้ ะมีความหลากหลายและกระจดั กระจาย
แบบการสมั ภาษณ์เชิงคณุ ภาพที่นิยมใช้กนั ทัว่ ไป มี 2 แบบ คือ
1. การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) เป็นการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล ซ่ึงสามารถ
ทําได้หลายวิธี ได้แก่ สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ และสัมภาษณ์ผ่านทาง
อนิ เทอรเ์ น็ต
2. การสนทนากลุ่ม (focus group) เป็นการสัมภาษณ์ผู้ให้สัมภาษณ์หลาย ๆ คนพร้อมกัน
ซึ่งอาจดําเนนิ การโดยการพบปะประชมุ หรือ สนทนาผ่านทางอินเทอรเ์ นต็
11.5 การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลึก
การสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพซ่ึงอาจมีรูปแบบการสัมภาษณ์เป็นแบบ
กงึ่ มโี ครงสร้างหรอื แบบไม่มโี ครงสร้างกไ็ ด้ การสัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ มคี วามแตกต่างจากการสัมภาษณ์แบบ
ใช้แบบสอบถามคือ ในการสัมภาษณ์แบบใช้แบบสอบถามผู้วิจัยจะเตรียมแบบสอบถามท่ีมีโครงสร้าง
แน่นอน ผู้สัมภาษณ์จะถามคําถามอย่างเดียวกันท้ังลําดับข้อคําถามและวิธีการถาม แต่ในการ
สัมภาษณ์เชิงลึก คําถามและการถามจะมีความยืดหยุ่นไม่ตายตัวเหมือนการสัมภาษณ์แบบใช้
แบบสอบถาม เปา้ หมายหลักของการสัมภาษณ์เชิงลึกคือการทําความเข้าใจถึงความหมายและการ
อธิบายความของผู้ให้สัมภาษณ์ มักเป็นการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวมากกว่าเป็นกลุ่มและจะใช้เวลา
ค่อนข้างมากเน่ืองจากตอ้ งการข้อมูลทลี่ มุ่ ลึก (Sreejesh et al., 2014: 47)
11.5.1 ขัน้ ตอนการสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ
การสัมภาษณ์เชงิ ลกึ แบง่ ได้ 3 ขนั้ ตอน ดังน้ี
11.5.1.1 ข้ันการเตรยี มการสมั ภาษณ์
1) กาํ หนดประเด็นสําคัญการสมั ภาษณ์ ผู้วิจัยจะต้องกําหนดวัตถุประสงค์
ของการสมั ภาษณ์ใหช้ ดั เจนวา่ ตอ้ งการความคิดเหน็ หรอื ข้อมูลในประเด็นใดจากผู้ให้สัมภาษณ์ จากนั้น
จึงกําหนดประเด็นเนื้อหาสําคัญท่ีจะสัมภาษณ์ ประเด็นเน้ือหาสําคัญน้ีควรส่งไปให้ผู้ให้สัมภาษณ์
ก่อนล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ให้สัมภาษณ์ได้มีเวลาในการตระเตรียมข้อมูลได้สอดคล้องกับ ประเด็นเน้ือหา
ท่ีจะถกู สมั ภาษณซ์ ่ึงจะชว่ ยใหไ้ ด้ข้อมูลทีม่ ีความเช่ือมั่นและเที่ยงตรง นอกจากน้ีผู้วิจัยควรศึกษาข้อมูล
รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลหรือหน่วยงานที่จะไปสัมภาษณ์ ทั้งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์
และของหน่วยงานที่ศึกษาท่ีเกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องท่ีศึกษา เช่น ขนาดกิจการ และผลประกอบการ
เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้อาจใช้อ้างอิงในการตั้งคําถามในการขอข้อมูลเพ่ิมเติมและอาจใช้ประเมิน
ความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู กบั ผใู้ หส้ ัมภาษณ์ (Saunders et al., 2009: 328)
188
2) ออกแบบการสัมภาษณ์ เป็นการออกแบบการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ
การสัมภาษณ์เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ความคิดเห็นหรือข้อมูลตามประเด็น
ทตี่ อ้ งการ แบบการสมั ภาษณ์ควรประกอบด้วย 3 สว่ นหลกั ๆ คอื
ส่วนที่ 1 เป็นสว่ นทใ่ี ช้สําหรับบันทึกข้อมูลพื้นฐานท่ัวไปและบริบท
ของการสัมภาษณ์ เช่น ช่ือและประวัติของผู้ให้สัมภาษณ์ วัน เวลา และสถานท่ีสัมภาษณ์ ในกรณีท่ี
ต้องการเก็บชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ไว้เป็นความลับ ข้อมูลส่วนน้ีจะต้องแยกจากแบบบันทึกข้อมูลจากการ
สมั ภาษณ์ แต่ตอ้ งกาํ หนดรหัสทีส่ ามารถเชื่อมโยงกันได้
ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของรายการแนวคําถามซ่ึงควรประกอบด้วย
หัวข้อและคําถามที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนและจัดลําดับไว้เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์ (Kvale, 1996
อ้างถึงใน ชาย โพธิสิตา, 2550: 281) แนวคําถามเปรียบเสมือนแผนท่ีที่จะช่วยบอกผู้สัมภาษณ์ว่าจะ
ดําเนินการสัมภาษณ์ไปในทิศทางใดและจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไร แนวคําถามหนึ่ง ๆ ควร
ประกอบด้วย 3-4 หัวข้อ และแต่ละหัวข้อควรประกอบด้วย 5-6 คําถาม (ชาย โพธิสิตา, 2550: 287)
คาํ ถามอาจมีท้ังลักษณะคําถามเริ่มต้น (initial question) และคําถามลึก (probe) ที่จะใช้เพ่ือให้ผู้ให้
สัมภาษณ์ได้ขยายความหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม (King, 2004) หัวข้อและคําถามควรจัดเรียงลําดับ
อย่างเชื่อมโยงสอดคล้องกับคําถามการวิจัย ใช้ภาษาท่ีเข้าใจง่าย และหลีกเล่ียงการใช้แนวคิดทฤษฎี
ทีม่ ากเกินไปหรอื ใชค้ าํ เฉพาะท่เี ขา้ ใจยาก (jargon) เนื่องจากผู้สัมภาษณ์กับผู้ให้สัมภาษณ์อาจมีความเข้าใจ
ท่ีไม่ตรงกัน แต่หากว่ามีความจําเป็นต้องใช้คําท่ีเป็นเทคนิค ผู้วิจัยต้องม่ันใจว่าผู้ให้สัมภาษณ์จะมีความ
เข้าใจคําน้ัน ๆ ตรงกับท่ีผู้วิจัยหรือผู้สัมภาษณ์เข้าใจ แนวคําถามการสัมภาษณ์ควรมีความยืดหยุ่น
คาํ ถามบางข้ออาจถกู ดัดแปลงตามสถานการณ์ คําถามบางขอ้ อาจไม่ใช้ถามผู้ให้สัมภาษณ์บางคน และ
อาจมคี าํ ถามใหม่เกดิ ขึ้นระหวา่ งการสัมภาษณ์
แนวคําถามที่ทําเสร็จแล้วควรนําไปทดลองใช้ก่อนเพื่อหา
ขอ้ บกพร่องและปรบั ปรงุ แกไ้ ขก่อนนาํ ไปใช้จริง โดยการทดลองใช้ควรเลือกผู้ให้สัมภาษณ์และสถานท่ี
สัมภาษณ์คลา้ ยคลึงกับท่ีกาํ หนดไวส้ ําหรบั การสมั ภาษณ์เก็บข้อมูลจรงิ (ชาย โพธสิ ิตา, 2550: 287)
สว่ นที่ 3 เปน็ สว่ นทีใ่ ชส้ ําหรบั บนั ทึกขอ้ มลู หลังเสร็จสนิ้ การสัมภาษณ์
เชน่ ความร้สู ึกหรอื ขอ้ คิดเห็นเพมิ่ เติมของผู้สมั ภาษณ์ และบรรยากาศของการสัมภาษณ์
3) กําหนดกล่มุ ตัวอยา่ งและเลือกผู้ที่จะเป็นผู้ให้สัมภาษณ์โดยศึกษา
จากประวัติ ภูมิหลัง หน้าท่ีการงาน ประสบการณ์ และท่ีสําคัญต้องพิจารณาว่าผู้ท่ีจะให้สัมภาษณ์
อย่ใู นฐานะทีจ่ ะใหข้ ้อมลู ในเร่ืองทเ่ี กย่ี วกบั ส่งิ ทีก่ ําลงั ศกึ ษาอยไู่ ด้หรือไมเ่ พียงไร
4) ติดต่อนัดหมายเวลาและสถานที่กับผู้ให้สัมภาษณ์ และยืนยัน
การนดั หมายอกี ครง้ั เมอ่ื ใกลเ้ วลานัดหมายเพ่ือป้องกันความผิดพลาด
11.5.1.2 ขนั้ การสัมภาษณ์ (interviewing) มรี ายละเอยี ดดังน้ี
1) ชว่ งก่อนการสัมภาษณ์ ในช่วงเร่ิมต้นก่อนการสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์
ควรเริ่มต้นด้วยการแนะนําตนเองแล้วอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการมาสัมภาษณ์ กล่าวแสดง
ความต้ังใจท่ีต้องการที่จะได้ความคิดเห็นหรือข้อมูลที่สําคัญแ ละเป็นประโยชน์จากผู้ให้สัมภาษณ์
แจ้งระยะเวลาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ขออนุญาตบันทึกเสียง พรอ้ มให้ความมน่ั ใจกับผู้ให้สัมภาษณ์ว่าจะ
นําข้อมูลท่ีได้ไปใช้ประโยชน์เฉพาะในการวิจัยนี้และจะเก็บไว้เป็นความลับ และพยายามสร้าง