การเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาทัศนศิลป์โดยใช้รูปแบบวิธีการสอนทางตรง (Direct instruction Model) พงษ์พัฒน์ กุลเจริญพิพัฒน์ วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
2 การเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบวิธีการสอนทางตรง (Direct instruction Model) พงษ์พัฒน์ กุลเจริญพิพัฒน์ วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 รายวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบวิธีการสอนทางตรง (Direct instruction Model) ผู้วิจัย นายพงษ์พัฒน์ กุลเจริญพิพัฒน์ สาขาวิชา ทัศนศิลป์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด ครูพี่เลี้ยง นายอนุชา ยางขันธ์ อาจารย์ประจําหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ในการเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ ………………………………………………………………... หัวหน้าสาขาวิชา (อาจารย์พศิน เวียงแก้ว) วันที่………..เดือน……………………..พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน ………................................................ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด) ………..………......................................กรรมการ (ผศ.ดร.เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร) ………..………......................................กรรมการ (นายอนุชา ยางขันธ์) ………..………......................................กรรมการ (นายอัชฌา จันทร์สุวรรณ)
ก ชื่อวิจัย การเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบวิธีการสอนทางตรง (Direct instruction Model) ผู้วิจัย นายพงษ์พัฒน์ กุลเจริญพิพัฒน์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด ครูที่ปรึกษาร่วม นายอนุชา ยางขันธ์ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบวิธีการสอนทางตรง (Direct instruction Model) โรงเรียนปทุมเทพ วิทยาคาร มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสีโดยใช้รูปแบบการสอน ทางตรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอน ทางตรง 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาศิลปะโดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการดำเนินการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสีของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบข้อมูลดังนี้ จากผลการวิจัยการเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 รายวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบวิธีการสอนแบบทางตรง (Direct instruction Model) พบว่า นักเรียนมีทักษะการวาดภาพระบายสีก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 16.50 คิดเป็นร้อยละ 55.00 และคะแนน เฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 26.10 คิดเป็นร้อยละ 87.00 คะแนนสูงสุด คือ การวาดภาพระบายสีสิ่งของ รอบตัว คิดเป็นร้อยละ 88.33 คะแนนต่ำสุด คือ การวาดภาพระบายสีตามจินตนาการ คิดเป็นร้อยละ 86.00 เมื่อพิจารณาทักษะการวาดภาพระบายสีในแต่ละด้านพบว่า ด้านทักษะการใช้ทัศนธาตุ คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 49.00 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 86.67 ด้านการ วาดภาพระบายสีสิ่งของรอบตัว คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อนละ 61.33 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 88.33 ด้านการวาดภาพระบายสีตามจินตนาการ คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อน ละ 54.67 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 86.00 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและ หลังเรียนทั้ง 3 ด้าน พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 รายวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบวิธีการสอนทางตรง โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ได้รับความ อนุเคราะห์จากอาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด อาจารย์ ผศ.ดร.เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร อาจารย์ประจํา สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อาจารย์ที่ปรึกษาในการวิจัยในครั้งนี้ ซึ่งได้ให้คําแนะนําระเบียบวิธีการวิจัย ให้คําปรึกษาตรวจทาน แก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ ขอขอบพระคุณ นายอนุชา ยางขันธ์ครูพี่เลี้ยง ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์เป็นที่ปรึกษาร่วม ในการวิจัยในครั้งนี้ และได้ให้คําแนะนําระเบียบวิธีการวิจัย ให้คําปรึกษาตรวจทาน และประเมินค่า ความน่าเชื่อถือของชุดเครื่องมือวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ นายอัชฌา จันทร์สุวรรณ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ที่ได้ให้ความ อนุเคราะห์ในการประเมินค่าความน่าเชื่อถือของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ และได้แนะนํา ปรับปรุงเครื่องมือในการวิจัยให้มีความเหมาะสมกับการวิจัย ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาทัศนศิลป์ทุกท่าน ที่ได้ให้กําลังใจซึ่งกันและ กันด้วยดีเสมอมา และขอขอบพระคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการวิจัยอีกหลายท่าน ที่มิได้ กล่าวนาม ในที่มีส่วนสนับสนุนในดำเนินการวิจัยให้สำเร็จด้วยดี การศึกษาและการวิจัยสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เนื่องด้วยได้รับการสนับสนุนจากบิดา มารดา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการให้กําลังใจแก่ผู้วิจัยตลอดมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณ เป็นอย่างสูง คุณค่าและประโยชน์ของวิจัยเล่มนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดามารดา ที่ได้อบรม เลี้ยงดู ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ให้การศึกษาและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้วิจัยเสมอมา และขออุทิศ ความดีทั้งหลายทั้งปวงจากวิจัยเล่มนี้แด่บูรพาจารย์ทุกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ได้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาความรู้ทําให้ผู้วิจัยได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง พงษ์พัฒน์ กุลเจริญพิพัฒน์
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………… ก กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………… ค สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………………. ฉ สารบัญรูปภาพ……………………………………………………………………………………………………….. ช บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………………………………………………………… 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………………….. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………………. 4 สมมติฐานของการวิจัย…………………………………………………………………………………….. 4 ขอบเขตการวิจัย…………………………………………………………………………………………….. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………………. 5 ประโยชน์ที่จะได้รับ…………………………………………………………………………………………. 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………….. 8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551…………………………………. 8 หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร…………………………………………………………………. 12 ทักษะการวาดภาพระบายสี……………………………………………………………………………… 15 ศิลปะในโรงเรียนประถมศึกษา…………………………………………………………………………. 22 รูปแบบการสอนทางตรง………………………………………………………………………………….. 27 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการวาดภาพระบายสี……………………………………………… 31 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนทางตรง………………………………………………….. 33 3 วิธีดำเนินการวิจัย……………………………………………………………………………………………….. 36 ประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………. 36 แบบแผนการทดลอง……………………………………………………………………………………….. 36 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………………………………………………………………….. 37
ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………………………. 45 การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………… 45 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………. 45 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………………. 47 ผลการเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องทัศนธาตุ โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง……………………………………………………. 47 ผลการเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนทางตรง…………………….. 49 5 สรุป อภิปรายผล และข้อสนอแนะ………………………………………………………………………… 57 วัตถุประสงค์การวิจัย………………………………………………………………………………………. 57 สมมติฐานของการวิจัย……………………………………………………………………………………. 57 วิธีการดำเนินการวิจัย……………………………………………………………………………………… 57 สรุปผลวิจัย……………………………………………………………………………………………………. 59 อภิปรายผล……………………………………………………………………………………………………. 60 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………….. 61 บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………….. 63 ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………. 67 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………….. 68 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติการวิจัย……………………………………… 70 ภาคผนวก ค ตารางแสดงค่า IOC ของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………. 109 ภาคผนวก ง ใบความรู้ทักษะการวาดภาพระบายสี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1………………. 113 ภาคผนวก จ ใบกิจกรรมฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1…………………………………………………………………………………………………………….. 153 ภาคผนวก ฉ ตัวอย่างผลงานทักษะการวาดภาพระบายสี…………………………………….. 166
จ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ภาคผนวก ช ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน…………………………………………… 184 ประวัติผู้วิจัย………………………………………………………………..………………………………………… 194
ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการวาดภาพระบายสี โดยใช้ รูปแบบการสอนทางตรง………………………………………………………………..…………………… 5 2 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง วิชาศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1……………………. 11 3 แบบแผนการทดลอง…………………………..…………………………..………………………………….. 36 4 กำหนดโครงสร้างเนื้อหาในการจัดทำแผนการสอนทางตรง เรื่อง การวาดภาพระบายสี.. 38 5 เกณฑ์ประเมินทักษะการวาดภาพระบายสี (Rubric Score) ……………………………………. 41 6 รายละเอียดใบกิจกรรมการฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1………… 42 7 คะแนนค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของความรู้เบื้องต้นยทักษะการ วาดภาพระบายสีก่อนเรียนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนทางตรง (Direct instruction Model) …………………………..…………………………..……………………. 47 8 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนทักษะการใช้ทัศนธาตุ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอน ทางตรง…………………………..…………………………..…………………………..……………………….. 50 9 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนการวาดภาพระบายสีสิ่งของ รอบตัว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีการสอนทางตรง…………………………..…………………………..………………………………. 52 10 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนการวาดภาพระบายสี ตามจินตนาการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยวิธีการสอนทางตรง…………………………..…………………………..…………………….. 54 11 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยแยกตามเกณฑ์ เปรียบเทียบคะแนนทักษะ การวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนทางตรง…………………………..…………………………..…………… 56 12 การวิเคราะห์ความสอดคล้องของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน วิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1………………………… 110 13 การวิเคราะห์ความสอดคล้องของแบบประเมินทักษะการวาดภาพระบายสี วิชาทัศนศิลป์โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1……. 112
ช สารบัญรูปภาพ รูปภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย…………………………..…………………………..…………………………………. 7 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการสอนทางตรง…………………………..…………………………..………….. 40 3 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี…………………………..………………….. 44
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคศตวรรษที่ 21 มนุษย์ได้พัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ทักษะการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องพึ่งพา ในการแสวงหาความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการปฏิรูป การเรียนรู้ในระบบการศึกษา การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระที่ผ่านมายังไม่เพียงพอ โดยการเรียนการ สอนต้องเป็นการเรียนรู้ที่มีการค้นคว้าด้วยตนเองของผู้เรียน โดยมีครูผู้สอนช่วยแนะนำและออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ (วิจารณ์ พานิช, 2556: 16-21) ซึ่งศาสตร์ทางศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาการต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความ ชำนาญ เกิดประสบการ์ในด้านทักษะทางด้านปฏิบัติ การคิดสร้างสรรค์และเข้าใจในงานศิลปะและ ประสบการณ์ทางศิลปะ ช่วยให้มนุษย์รู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหาและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพ ในสถานการณ์ โอกาส ได้อย่างปราศจากอุปสรรค ที่นำไปสู่การพัฒนาในสังคมที่ก้าวไกล (วิทย์ พิญคันเงิน, 2554) ศิลปะเป็นแรงขับอันสำคัญต่อการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน ในอดีตมนุษย์จะเรียนรู้และแสดงออกทางความคิดและความเชื่อผ่านการขีดเขียนและการวาด ศิลปะ จึงจัดเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เกิดจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชม ความเป็นสุนทรียภาพและความงาม อันมีคุณค่าที่มีผลต่อคุณภาพของชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะ จึงช่วยพัฒนาและส่งเสริมผู้เรียนในด้านร่างกาย สติปัญญา และความมั่นใจในตนเอง อันเป็นพื้นฐาน ของการศึกษาและการประกอบอาชีพ ซึ่งวิสัยทัศน์ดังกล่าวจัดเป็นกรอบการศึกษาที่ผู้สอนจะต้องมี การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่กำหนดและเหมาะสมกับวัยของ ผู้เรียน (สำนักงานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2552) อีกทั้งศิลปะยังเป็นวิชาที่ประกอบไปด้วย ทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าทาง ศิลปะ และทำให้ผู้เรียนได้แสองออกอย่างอิสระ สร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน เกิดทักษะทางการ เรียนรู้ คิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ให้ความสำคัญต่อจินตนาการในการสร้างสรรค์ ผลงาน ช่วยพัฒนาให้เป็นผู้ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง (ธนิตย์ เพียรมณีวงศ์, 2556: 1-2)
2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดการจัดการเรียน การสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีแนวคิด และจินตนาการทางศิลปะ โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจมีทักษะในงานศิลปะ มีความเข้าใจในหลักขององค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุในงานทัศนศิลป์ สร้างและถ่ายทอดผลงานตามจินตนาการของผู้เรียน สามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถ ใช้เทคนิคและวิธีการของศิลปินมาสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 182) การวาดภาพระบายสีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาศิลปะ เป็นการแสดงออกของความสามารถ ด้านการสร้างสรรค์ทางความงามและจินตนาการทางศิลปะของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดความรู้สึก ภายในจิตใจของมนุษย์ เป็นพื้นฐานแห่งการศึกษาศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ จากหลักสูตรการสอนที่จัด ให้ผู้เรียนนั้น การวาดภาพระบายสีนับว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียน เป็นอย่างมาก เป็นการปลูกฝังทางสุนทรียะ ที่นำผู้เรียนไปสู่การเรียนและศึกษาทางศิลปะอย่างมี ทิศทาง มีขั้นตอนและเป้าหมายที่ชัดเจน (ปรีชา เถาทอง, 2550) อีกทั้งการวาดภาพระบายสียังเป็น ส่วนหนึ่งในวิชาศิลปะที่มีความสำคัญมากสำหรับการเรียน ด้วยการกระทำอันเป็นการเรียนจาก การลงมือทำงาน ซึ่งต้องมีการวางแผน การดำเนินงาน การแก้ปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนการวัดผลแต่ละ ขั้นตอนของการดำเนินงานต้องการความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อย วิชาศิลปะจึงมีส่วนช่วยให้การกระทำ กิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่น ในขณะที่เด็กประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางศิลปะต้องมีการวางแผนงาน มีการอธิบายและประเมินค่าของงาน หรือจะได้รับประสบการณ์อย่างหลากหลาย ช่วยให้เด็กเกิด อารมณ์การเรียนรู้โดยการสังเกต สามารถใช้ความรู้และวิจารณญาณ รู้จักจำแนกประเภทของงาน ตลอดจนรู้จักติชมงานได้อย่างถูกต้อง (ประเทิน มหาขันธ์, 2531: 25-26) สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาศิลปะในระดับชั้นประถม คือ กระบวนการจัดการเรียนการสอนขาดความน่าสนใจ นักเรียนไม่สามารถแสดงออกทางความคิด ส่งผล ให้ไม่สามารถส่งผู้เรียนไปสู่เป้าหมายตามวัตถุประสงค์ได้ ทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และความคิด สร้างสรรค์ ทั้งนี้ (ประเทิน มหาขันธ์, 2531: 91) ยังกล่าวว่า ครูที่จะสอนวิชาศิลปะให้แก่เด็กระดับ ประถมศึกษาให้ได้ผลจะต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในวิชาศิลปะ อย่างถูกต้อง สามารถสร้างงานทาง ศิลปะได้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีสอน และมีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก ทั้งนี้เพราะเหตุว่า การสอนวิชาศิลปะให้แก่เด็กนั้น แตกต่างจากการสอนให้แก่ผู้ใหญ่ ดังนั้น ในการสอนศิลปะ ให้แก่เด็ก ครูผู้สอนจึงต้องใช้วิธีการที่เหมาะสมกับเด็ก เพราะในการสอนนั้นสามารถปลูกฝังทัศนคติ นิสัย ความคิด และแบบแผนแห่งพฤติกรรมให้แก่เด็ก เนื่องจากในช่วงระดับประถมศึกษาเป็นช่วงเวลา
3 แห่งพัฒนาการที่มีความสำคัญยิ่ง และพัฒนาการต่าง ๆ ที่ครูผู้สอนศิลปะเป็นผู้ช่วยสร้างเสริมขึ้นนี้ จะติดตัวเด็กต่อไปจนเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น การเลือกใช้วิธีสอนที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น รูปแบบการสอนทางตรงเป็นรูปแบบการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะด้านการปฏิบัติและ ทางวิชาการ โดยมีผู้สอนเป็นผู้นำทางในลักษณะ ดูแล แนะนำ เสนอแนะ ที่ไม่ใช่การควบคุมและ บังคับในแต่ละขั้นตอน เป็นการสอนที่มีระเบียบและแผนงานที่ชัดเจน และใช้เวลาไม่มาก ทำให้ผู้เรียน มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นตามลำดับ ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะใหม่ ๆ เกิดการเรียนรู้ที่ได้ประสบการณ์ ผู้สอนมี การวางแผนที่ดีและป้อนความรู้ที่มีความกระชับเข้าใจง่าย และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ซึ่งการสอน แบบนี้ได้รับการพิสูจน์ทดสอบ และทดลองใช้แล้วว่ามีประสิทธิภาพจริง ความรู้ข้อเท็จจริง รวมถึง ข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการถ่ายทอดด้วยกระบวนการที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลจากการวิจัยหรือจากทฤษฎี หลักการต่าง ๆ (ทิศนา แขมมณี, 2553: 113-114) อีกทั้งรูปแบบการสอนทางตรง ยังเน้นให้ผู้เรียนมี ความรู้ที่ลึกซึ้ง ครูและนักเรียนมีบทบาทในการเรียนการสอน โดยจัดสาระและกระบวนการสอนให้ ครอบคลุมทั้งความรู้และเนื้อหา การสอนนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์และรับเนื้อหาสาระอย่าง มีประสิทธิภาพ และยังได้ฝึกทักษะต่าง ๆ จนเกิดความชำนาญและเข้าในแต่ละขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ชั้นนำ ชั้นที่ 2 ชั้นนำเสนอบทเรียน ขั้นที่ 3 ชั้นฝึกปฏิบัติตามแบบ ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้ความ ควบคุมของผู้ชี้แนะ ขั้นที่ 5 ชั้น การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ ซึ่งใน 5 ขั้นนี้จะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะอย่าง ชำนาญและสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ (วีณา ประชากูล และ ประสาท เนืองเฉลิม, 2554: 193-195) จากสภาพปัญหาและความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยคาดหวังว่าการนำรูปแบบการสอนทางตรง ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เข้ามาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมและสนุกสนานใน กิจกรรมการเรียนการสอน มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติด้านทักษะอย่างเป็น ขั้นตอนได้ โดยผู้วิจัยมีคำถามการวิจัยว่า การนำรูปแบบการสอนทางตรงมาใช้ในการจัดกิจกรรมใน ห้องเรียน จะสามารถพัฒนาทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้หรือไม่ และสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้อย่างมีกระบวนการมากน้อยเพียงใด ซึ่งผลการวิจัย จะเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาศิลปะให้มีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การ วาดภาพระบายสีของนักเรียนต่อไป
4 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดวัตุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสีโดยใช้รูปแบบการสอนแบบทางตรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาศิลปะโดยใช้รูปแบบการสอนแบบทางตรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐานของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัยดังนี้ 1. นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ ทางตรง มีทักษะการวาดภาพระบายสีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ ทางตรง มีทักษะการวาดภาพระบายสีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ขอบเขตการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนปทุมเทพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หนองคาย จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 30 คน โดยใช้วิธีกานสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ รูปแบบการสอนแบบทางตรง 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการวาดภาพระบายสี 3. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ดำเนินการวิจัยโดยใช้กระบวนการเชิงปฏิบัติการ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 9 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง
5 4. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหาในรายวิชาศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สอดคล้องกับทักษะ การวาดภาพระบายสีโดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง จำนวน 5 แผน ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการวาดภาพระบายสีโดยใช้ รูปแบบการสอนทางตรง สัปดาห์ เรื่อง 1-5 ทัศนธาตุ 6-7 การวาดภาพระบายสีสิ่งของรอบตัว 8-9 การวาดภาพระบายสีตามจินตนาการ นิยามศัพท์เฉพาะ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้คำนิยามศัพท์เฉพาะที่สำคัญ ดังนี้ 1. ทักษะการวาดภาพระบายสี หมายถึง ทักษะการวาดภาพระบายสี เป็นกระบวการ สร้างสรรค์ผลงานงานด้านจิตรกรรมที่ต้องอาศัยทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และ ประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานผ่านจินตนาการสู่งานจิตรกรรม ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่หลาย เช่น การเขียน ขีด ขูด ด้วยวัสดุต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเส้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกันกอกไป เช่น เส้นโค้ง เส้นตรง เส้นแนวนอน จนเกิดรูปร่าง ในลักษณะ 2 มิติ แล้วนำพู่กันหรือวัสดุต่าง ๆ มาทาทับ ระบาย ราด หยด สลัด และเทคนิควิธีการอื่น ๆ ทำให้เกิดน้ำหนักอ่อนแก่ เกิดแสงเงา ในลักษณะ 3 มิติ โดยมี ขั้นตอนดังนี้ 1.1 ขั้นเตรียม หมายถึง การเตรียมความพร้อมของผู้เรียนและการจัดเตรียมอุปกรณ์ ในการวาดภาพให้ครบถ้วนและเหมาะสมกับกิจกรรม 1.2 ขั้นปฏิบัติงาน หมายถึง การปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายในการสร้างสรรค์งาน ศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี เทคนิควิธีการ รวมถึงทักษะการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ถูกต้อง 1.3 ขั้นตรวจงาน หมายถึง การประเมินผลงานทางด้านศิลปะทั้งคุณค่าด้านเนื้อหาและ รูปแบบวิธีการ 2. รูปแบบการสอนแบบทางตรง หมายถึง การดำเนินจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้สอนได้ แจ้งจุดประสงค์ อธิบายเนื้อหาและการสาธิตปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนในการปฏิบัติงาน จนผู้เรียน
6 เกิดทักษะความชำนาญและเข้าใจในแต่ละขั้นตอนที่ครูทำการสาธิต ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนแบบทางตรง โดยมีขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ 1.1 ครูผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ชัดเจนและกระตุ้นความสนใจเด็กจาก สื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็ก 1.2 ครูผู้สอนชี้แจงเนื้อหาของบทเรียนและทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน 1.3 ครูผู้สอนชี้แจงกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และวิธีปฏิบัติงาน ของนักเรียนแต่ละขั้นตอน ขั้นที่ 2 ขั้นเสนอบทเรียน 2.1 นักเรียนศึกษาทักษะการวาดภาพระบายสี ที่ครูผู้สอนอธิบาย และครูคอยให้ ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนปฏิบัติงาน 2.2 ครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซักถาม และ ครูผู้สอนทราบว่านักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหา ก่อนที่จะให้นักเรียนปฏิบัติทักษะการวาดภาพ ระบายสี หากนักเรียนเกิดข้อสงสัย ครูผู้สอนจะรีบไปดูแลอย่างใกล้ชิด อธิบายให้นักเรียนเข้าใจใน ขั้นตอนจนกว่านักเรียนจะเข้าใจดีแล้ว ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติตามแบบ ครูผู้สอนอธิบายลักษณะงาน วิธีการตามลำดับ ครูสาธิตการปฏิบัติพร้อมกับ อธิบายขั้นตอนวิธีการอย่างชัดเจน ในระหว่างดูการสาธิต นักเรียนสังเกตสื่อและอุปกรณ์ที่ครูนำมา เป็นตัวอย่าง จากนั้นครูให้นักเรียนฝึกปฏิบัติตามตัวอย่างให้ถูกต้อง อธิบายให้นักเรียนเข้าใจ จนกระทั้งนักเรียนทำตามแบบได้ถูกต้อง และครูต้องดูแลนักเรียนในขณะปฏิบัติงานและให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของนักเรียน ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้การกำกับของผู้ชี้แนะ นักเรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามใบงานในแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ครูผู้สอนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยให้คำแนะนำนักเรียน ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อให้นักเรียนแก้ไข ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 5 ขั้นการฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ หลังจากที่นักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างชำนาญและถูกต้องแล้ว ครูผู้สอนเห็น ว่านักเรียนสามารถปฏิบัติได้เองแล้ว ครูให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมอย่างอิสระตามที่กำหนดให้ เพื่อ
7 ช่วยให้นักเรียนเกิดทักษะการวาดภาพระบายสีอย่างสร้างสรรค์ โดยครูผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับ หลังจากประเมินผลงานของนักเรียน ประโยชน์ที่จะได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์ ดังนี้ 1. ได้แนวทางสำหรับครูผู้สอนวิชาศิลปะในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพ 2. ได้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบทางตรง ในการจัดกิจกรรมทักษะการวาดภาพ ระบายสี ที่เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ 3. ได้แนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาความสามารถด้านทักษาการวาด ภาพระบายสี โดยใช้รูปแบบการสอนแบบทางตรง กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดกนอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนการสอนรูปแบบ ทางตรง ทักษะการวาดภาพระบายสีของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะ การวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ ทางตรงนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า โดยมีลำดับเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 2. หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร 3. ทักษะการวาดภาพระบายสี 4. ศิลปะในโรงเรียนประถมศึกษา 5. รูปแบบการสอนแบบทางตรง 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 1-5) ได้จัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ทำไมต้องเรียนศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพ ชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจน การนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐาน ในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ 2. เรียนรู้อะไรในศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการ ทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะ แขนงต่าง ๆ ประกอบด้วยสาระทัศนศิลป์ มีสาระสำคัญคือ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง
9 องค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอผลงาน ทางทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้ อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการ ของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็นมรดก ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิ ปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 3.1 สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ 3.1.1 มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิด สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะ อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 3.1.2 มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ศิลป์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล 4. คุณภาพเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4.1 รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการ สร้างงานทัศนศิลป์ 2 มิติ และ 3 มิติ เพื่อสื่อความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์รูปแบบเนื้อหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อื่น สามารถเลือกงาน ทัศนศิลป์โดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิกในการ นำเสนอข้อมูลและมีความรู้ ทักษะที่จำเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์ 4.2 รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ของชาติและท้องถิ่น แต่ละยุคสมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ที่มา จากยุคสมัยและวัฒนธรรมต่าง ๆ 4.3 รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึก ของบทเพลงจากวัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้น เทคนิคการร้องบรรเลงอย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ตใน บันไดเสียงที่มีเครื่องหมาย แปลงเสียงเบื้องต้นได้ รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลงาน ทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดงความคิดเห็นและบรรยาย อารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถนำเสนอบทเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการ
10 ประเมินคุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและบทบาท ของดนตรีในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม 4.4 รู้และเข้าใจที่มา ความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรม ในยุคสมัยต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ 4.5 รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสาร ผ่านการแสดง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพ การแสดงการวิจารณ์เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ร่วม จัดการแสดง นำแนวคิดของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 4.6 รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ของนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการ แสดงนาฏศิลป์จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์ เครื่องแต่งกาย ในการแสดงนาฏศิลป์และละคร มีความเข้าใจ ความสำคัญ บทบาทของนาฏศิลป์ และละครใน ชีวิตประจำวัน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้องานวิจัย ทักษะการวาดภาพ ระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบทางตรง คือ สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ โดยมีรายละเอียดมาตรฐานละตัวชี้วัด ดังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 7-8) สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล
11 ตารางที่ 2 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง วิชาศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.1 1. บรรยายความแตกต่างและความ คล้ายคลึงกันของงานทัศนศิลป์และ สิ่งแวดล้อมโดยใช้ความรู้เรื่องทัศนธาตุ ความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันของ ทัศนธาตุในงานทัศนศิลป์ และสิ่งแวดล้อม 2. ระบุ และบรรยายหลักการ ออกแบบงานทัศนศิลป์ โดยเน้นความ เป็นเอกภาพความกลมกลืน และความ สมดุล ความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืน ความสมดุล 3. วาดภาพทัศนียภาพแสดงให้เห็น ระยะไกลใกล้ เป็น 3 มิติ หลักการวาดภาพแสดงทัศนียภาพ 4. รวบรวมงานปั้นหรือสื่อผสมมา สร้างเป็นเรื่องราว 3 มิติโดยเน้นความเป็น เอกภาพ ความกลมกลืน และการสื่อถึง เรื่องราวของงาน เอกภาพความกลมกลืนของเรื่องราวในงานปั้นหรือ งานสื่อผสม 5. ออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือกราฟิกอื่น ๆ ในการนำเสนอความคิดและข้อมูล การออกแบบรูปภาพสัญลักษณ์หรืองานกราฟิก 6. ประเมินงานทัศนศิลป์ และ บรรยายถึงวิธีการปรับปรุงงานของ ตนเองและผู้อื่นโดยใช้เกณฑ์ที่ กำหนดให้ การประเมินงานทัศนศิลป์
12 สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.1 1. ระบุ และบรรยายเกี่ยวกับลักษณะ รูปแบบงานทัศนศิลป์ของชาติและของ ท้องถิ่นตนเองจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ลักษณะรูปแบบงานทัศนศิลป์ของชาติและ ท้องถิ่น 2. ระบุ และเปรียบเทียบงาน ทัศนศิลป์ของภาคต่าง ๆ ในประเทศ ไทย งานทัศนศิลป์ภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย 3. เปรียบเทียบความแตกต่างของ จุดประสงค์ในการสร้างสรรค์งาน ทัศนศิลป์ของวัฒนธรรมไทยและสากล ความแตกต่างของงานทัศนศิลป์ ในวัฒนธรรม ไทยและสากล หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร หลักสูตรโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ปีการศึกษา2562 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 หลักการ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
13 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ จัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิด กับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติ ตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และ มีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการ ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา
14 ต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้าง องค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ ความรู้ มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการ อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และ การรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยี ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ใน ด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมี คุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่น ในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ชื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน
15 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร เป็นโรงเรียนมารตฐานสากลที่บริหารจัดการด้วยระบบ คุณภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพอย่างเข้มข้น (Intensive School) โดยมีการบริหารจัดการเพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและคุณภาพการศึกษา โดยมีระบบการพัฒนา ดังนี้ 1. การนำขององค์กร 2. การวางแผนเชิงกลยุทธ์ 3. การมุ่งเน้นนักเรียน 4. การวิเคราะห์และการจัดการเรียนรู้ 5. การมุ่งเน้นบุคลากร 6. การมุ่งเน้นการดำเนินงาน ซึ่งมีเป้าหมายการจัดการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาให้นักเรียน ที่ เรียนจบการศึกษาภาคบังคับหรือการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ ดังนี้ 6.1 นักเรียนเป็นเลิศทางวิชาการ คือนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้สูงขึ้นทุกปีการศึกษา 6.2 นักเรียนสามารถสื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา มีทักษะและความสามารถด้านภาษา ไทยและภาษาต่างประเทศสูง ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ระดับดี 6.3 นักเรียนสามารถและมีทักษะในการคิด วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีความคิดทาง วิทยาศาสตร์ และสามารถใช้ ICT เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่ยากขึ้นได้ และสรุปข้อมูลได้ 6.4 นักเรียนสามารถสร้างงาน สร้างนวัตกรรม ผลิตผลงานต่างๆ ด้วยตนเอง โดย สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (Independent Study) อย่างมีระบบ 6.5 นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก มีจิตสาธารณะ จิตสานึกในสังคมส่วนร่วม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมมที่หลากหลายวัฒนธรรมอย่างมีความสุข ทักษะการวาดภาพระบายสี 1. ความหมายของทักษะการวาดภาพระบายสี ศิลปะเป็นกระบวนการทำงาน ที่เน้นการปฏิบัติ เป็นการฝึกปฏิบัติด้านความคิด สร้างสรรค์และจินตนาการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล และจะต้อง อาศัยการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ ซึ่งนักการศึกษาได้ให้ความหมายเกี่ยวกับทักษะการวาดภาพ ดังต่อไปนี้
16 ชวลิต ดาบแก้ว. (2538: 1) กล่าวถึงทักษะการวาดภาพระบายสีว่า เป็นกระบวนการ โดยใช้ทักษะการขีด เขียน ด้วยดินสอ ปากกา เมจิก หรือวัตถุที่มีคม ขีดเขียนเป็นลวดลาย บนพื้น ระนาบ ภาพที่เขียนเป็นลายเส้นขีดเขียนให้เป็นสีอ่อนสีแก่ให้เกิดแสงเงา ในลักษณะภาพ 2 มิติ แล้ว จึงนำพู่กันหรือวัสดุอื่น ๆ มาระบายทับให้เกิดแสงเงาในลักษณะ 3 มิติ ชัชวาล เจริญชนม์, (2559: 53-54 อ้างอิงจาก สุชาติ เถาทอง และคณะ, 2544: 39- 48 ) กล่าวว่า ทักษะการวาดภาพระบายสีเป็นการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะผ่าน จินตนาการในงานจิตรกรรม ที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ทางศิลปะ ช่วยพัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผ่านจินตนาการตั้งแต่เด็กตามลำดับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีแนวคิด ในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมผ่านเทคนิควิธีการต่าง ๆ มากมาย เช่น การดีด เป่า ขีด เขียน สลัด ระบาย ราก หยด รวมถึงการใช้หมึก ปากกา ตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียนและการ เลือกใช้วิธีการในการสร้างสรรค์ผลงานให้เหมาะสมกับชิ้นงานนั้น ๆ การวาดภาพระบายสีจำเป็นใน การแสดงออกของแต่ละบุคคลได้อย่างอิสระ มีการศึกษาเรียนรู้ขั้นตอนวิธีการอย่างละเอียดและ หลากหลาย ศึกษาองค์ความรู้รวมถึงองค์ประกอบตามหลักการและขั้นตอนในการวาดภาพ ศุภพงษ์ ยืนยง, (2547: 3 อ้างอิงจาก อารี สุทธิพันธุ์, 2528: 108) กล่าวถึงทักษะการ วาดภาพว่า การลากขูดขีดเขียนหรือการใช้วัสดุต่างๆบนพื้นระนาบที่เป็นกระดาษหรือพื้นกระดานทำ ให้เกิดเป็นเส้นและลวดลายในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น เส้นโค้ง เส้นหยัก เส้นตรง ทั้งนี้ยังมี น้ำหนักอ่อนแก่ของเส้นที่ขีด ทำให้เกิดน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่ใช้ขีดเขียนรูปร่างที่ เกิดขึ้น จะเกิดในลักษณะ 2 มิติ มีกว้าง มียาว และในลักษณะ 3 มิติ จะมีกว้าง ยาว ซึ่งเกิดจากการขีด ลาก ทับกันหลาย ๆ เส้น กล่าวโดยสรุป ทักษะการวาดภาพระบายสี เป็นกระบวการสร้างสรรค์ผลงานงานด้าน จิตรกรรมที่ต้องอาศัยทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ในการ สร้างสรรค์ผลงานผ่านจินตนาการสู่งานจิตรกรรม ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่หลาย เช่น การเขียน ขีด ขูด ด้วยวัสดุต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเส้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น เส้นโค้ง เส้นตรง เส้นแนวนอน จนเกิดรูปร่าง ในลักษณะ 2 มิติ แล้วนำพู่กันหรือวัสดุต่าง ๆ มาทาทับ ระบาย ราด หยด สลัด และ เทคนิควิธีการอื่น ๆ ทำให้เกิดน้ำหนักอ่อนแก่ เกิดแสงเงา ในลักษณะ 3 มิติ 2. องค์ประกอบและหลักในการวาดภาพระบายสี การวาดภาพระบายสีนั้น เป็นการถ่ายทอดทักษะกระบวนการคิดสร้างสรรค์ ความประทับใจ ตามที่มองเห็น การจัดองค์ประกอบศิลป์ การนำทัศนธาตุที่มองเห็นมาสร้างสรรค์งาน
17 ด้วยเทคนิควิธีการต่าง ๆ ตามความสนใจ สร้างสรรค์ผลงานในลักษณะให้มีมิติ เพื่อสื่อความหมายผ่าน การสร้างสรรค์ให้ผู้คนรับรู้ ชวลิต ดาบแก้ว กล่าวว่า. (2538: 2-9) กล่าวว่า การเขียนภาพหรือการระบายสี จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญตามหลักการเขียนภาพ เช่น รูปร่าง รูปทรง เส้น น้ำหนักของแสงเงา ทิศทาง เงา ลักษณะพื้นผิว และสี เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาประสานกันก็จะเกิดเป็น ภาพที่สวยงาม ดังนั้น นักเรียนจะเขียนภาพได้สวยนั้น จะต้องมีความเข้าในในสิ่งเหล่านี้ 1. เส้น เกิดจากการลาก การขีดเขียนของ ดินสอ สีไม้ สีเทียน เมจิก ไปในทิศทางต่าง ๆ มี หลายลักษณะที่สำคัญ คือ เส้นตรง กับ เส้นโค้ง เกิดจากการเคลื่อนที่ของจุด หากนำจุดมาวางต่อกัน ก็จะเป็นเส้นลักษณะมิติเดียว ทำให้เกิดที่ว่าง รูปร่าง รูปทรง น้ำหนัก และสี และเป็นพื้นฐานสำคัญ ของงานศิลปะทุกประเภท สามารถให้ความหมายและอารมณ์ด้วย 2. ทิศทางของเส้น การขีดเส้นจะขีดไปในทิศทางที่ต่างกัน เช่น แนวตั้ง แนวนอน แนวเฉียง ทำให้เกิด รูปร่าง รูปทรงต่าง ๆ มากมาย เพื่อแสดงและสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกอารมณ์จากการสร้างสรรค์ผลงาน 3. รูปร่าง เมื่อขีดเส้นตรงหรือเส้นโค้งมาบรรจบกันจะเกิดเป็นรูปร่างต่าง ๆ เช่น รูปสัตว์ สิ่งของ ดอกไม้ และอื่น ๆ ตามความต้องการ รูปที่เกิดขึ้นจะเป็นลักษณะ 2 มิติ มีความกว้างความยาว เท่านั้น 4. รูปร่างและรูปทรง 4.1 รูปร่าง คือ รูปที่มีเฉพาะความกว้างความยาวเท่านั้น มีลักษณะ 2 มิติ 4.2 รูปทรง คือ มีความกว้าง ความยาว และความหนา รูปทรงแสดงด้านมากว่า รูปร่าง มีลักษณะ 3 มิติ 4.3 รูปร่างและรูปทรงมีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากรูปร่างเป็นพื้นฐานของรูปทรง 4.4 รูปร่างและรูปทรงมี 3 ชนิด 4.4.1 รูปเรขาคณิต ได้แก่ รูปทรงกลม รูปทรงกระบอก และรูปเหลี่ยมต่าง ๆ 4.4.2 รูปธรรมชาติ ได้แก่ รูปคน รูปพืช รูปสัตว์ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ 4.4.3 รูปอิสระ ได้แก่ รูปที่นอกเหนือจากรูปเรขาคณิต และรูปธรรมชาติ
18 5. แสงและเงา การเขียนภาพต่าง ๆ ที่เป็นรูป 3 มิติ เช่น รูปทรงธรรมชาติ รูปทรงเรขาคณิต และ รูปทรงอิสระ จะต้องเขียนให้มีมิติ แสง เงา และสี จึงจะทำให้ภาพนั้นมีความเหมือนจริง 5.1 ภาพเขียนที่สวยงาม ต้องประกอบไปด้วย เส้น สี แสงและเงา เพราะ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ภาพมีลักษณะ 3 มิติ ตามความเป็นจริงที่ตาเรามองเห็น 5.2 วัตถุหรือสิ่งของต่าง ๆ เมื่อถูกแสงสว่าง ด้านที่ถูกแสงจะส่าวง ส่วนด้านที่โดน แสงจะมืด และจะเงาวัตถุนั้นตกกระทบลงพื้น ซึ่งเงาจะมีลักษณะเหมือนวัตถุนั้น ๆ 5.3 การใช้สี ด้านที่วัตถุโดนแสงจะมีสีอ่อน ส่วนด้านที่วัตถุไม่โดนแสงจะมีสีเข้ม 6. ความรู้เกี่ยวกับสี สีเป็นส่วนที่สำคัญในการวาดภาพระบายสี เพราะสีทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกใน การถ่ายทอดในงานศิลปะ การเลือกใช้สีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสรรค์งาน ผู้วาดต้องมีความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับสี ดังนี้ 6.1 แม่สี แบ่งออกเป็น 3 สี คือ แดง เหลือง น้ำเงิน เมื่อนำมาผสมกันจะเกิดเป็นสี ต่าง ๆ 6.2 สีขั้นที่ 2 เกิดจากการสผมกันของแม่สี 2 สี ในอัตราส่วน 1 : 1 คือ สีเหลืองผสมกับสีแดง จะเป็น สีส้ม สีเหลืองผสมสีน้ำเงิน จะเป็น สีเขียว สีแดงผสมสี น้ำเงิน จะเป็น สีม่วง 6.3 สีขั้นที่ 3 เกิดจากการผสมสีขั้นที่ 2 ในอัตราส่วน 1 : 1 จะเกิดเป็นสีดังต่อไปนี้ สีแดงผสมกับสีส้ม : สีแดงผสมกับสีม่วง สีแดงผสมกับสีม่วง จะเป็นสี สีแดง-ม่วง สีน้ำเงินผสมกับสีม่วง จะเป็น สีน้ำเงิน-ม่วง สีน้ำเงินผสมกับสีเขียว จะเป็น สีน้ำเงิน-เขียว สีเหลืองผสมกับสีเขียว จะเป็น สีเหลือง-เขียว สีเหลืองผสมกับสีส้ม จะเป็น สีเหลือง-ส้ม 6.4 วงจรสี เมื่อนำสีที่ผสมกันทั้งหมดมาเรียงต่อกันในวงกลมจะเรียกว่า วงจรสี ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ คือ วรรณะร้อนกับวรรณะเย็น สีวรรณะร้อนจะจัดอยู่ทางด้านซ้าย ส่วน สีวรรณะเย็นจะจัดอยู่ทางด้านขวา
19 6.5 สีโทนร้อน ประกอบไปด้วย สีเหลืองส้ม สีส้ม สีแดงส้ม สีแดง สีม่วง สีม่วงแดง ซึ่งจะให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉียง ร่าเริง รื่นเริง 6.6 สีโทนเย็น ประกอบไปด้วย สีเหลือง สีเหลืองเขียว สีเขียว สีน้ำเงินเขียว สีน้ำ เงิน สีน้ำเงินม่วง ซึ่งจะให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น 6.7 สีที่คล้ายคลึงกัน ประกอบไปด้วย สีเขียว สีเหลือง สีเขียวเหลือง สีส้มแดง สี แดง สีม่วงแดง สีเขียวน้ำเงิน สีน้ำเงิน สีน้ำเงินม่วง 6.8 ค่าของสี คือ เนื้อสีที่แตกต่างกัน จากสีแก่ไปหาสีอ่อน ค่าของสีมี 2 ชนิด ชนิดที่ 1 เป็นค่าของสีในสีที่ต่างกัน ชนิดที่ 2 เป็นค่าของสีในสีเดียวกัน 7. ความสัมพันธ์ระหว่างภาพและพื้น การวาดภาพที่ดีจะต้องมีภาพและพื้นที่ให้ความสัมพันธ์กันเพราะภาพและพื้นมี เนื้อหาที่คล้ายและใกล้เคียงกันภาพและพื้นจะต้องมีพื้นที่เท่า ๆ กันไม่มีอันไหนน้อยกว่าหรือใหญ่ กว่ากัน เพราะจะทำให้ภาพวาดออกมาไม่ดี ดังนั้น ในการวาดภาพที่ให้ภาพและพื้นมีความพอเหมาะ กันจึงเป็นภาพวาดที่สวยงาม 8. ความสัมพันธ์ของคุณค่าของสี การเขียนภาพที่ดีนั้น นอกจากพื้นและภาพจะต้องมีความสัมพันธ์กันแล้ว สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ คุณค่าของสีภาพและพื้น ซึ่งคุณค่าของภาพและพื้นนั้นจะต้องมี องค์ประกอบดังนี้ 8.1 รูปหรือภาพสีแก่พื้นต้องสีอ่อน 8.2 รูปหรือภาพสีอ่อนพื้นต้องสีแก่ 8.3 รูปหรือภาพและพื้นมีสีเท่ากันแต่ต้องมีค่าน้ำหนักของสีต่างกัน 9. ความกลมกลืนและความขัดแย้ง ในการเรียนศิลปศึกษา นักเรียนได้เรียนรู้เรื่อง เส้น สี รูปร่าง รูปทรง มาแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพื้นฐานในการวาดภาพ นอกจากจะต้องรู้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว นักเรียนจะต้อง เรียนรู้เพิ่มในเรื่องของความกลมกลืนและความขัดแย้ง ซึ่งมีความจำเป็นต่องานศิลปะมาก กล่าวโดยสรุป ตามหลักการวาดภาพระบายสีนั้นผุ้เรียนต้องมีการความรู้และเข้าใจ ในทักษะกระบวนการทางด้านทัศนศิลป์ หลักการทางศิลปะ ทฤษฎีศิลป์ องค์ปรกอบทางทัศนศิลป์ เช่น สี เส้น รุปร่าง รูปทรง ลักษณะพื้นผิว เป็นต้น เพื่อที่จะนำความรู้และทักษะกระบวนการ
20 มาปฏิบัติเพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางทัศนศิลป์ให้น่าสนใจและสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักการสร้างสรรค์ งานศิลปะ 3. กระบวนการเขียนภาพ (The Drawing Process) ศุภพงศ์ ยืนยง, (2547: 4-1) กล่าวว่า การเขียนภาพนามว่าเป็นการฝึกที่มีผลต่อ ประสบการณ์โดยตรงซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือเขียนภาพจากสิ่งที่พบเห็นและเขียนภาพ จากความทรงจำเมื่อพิจารณาเบื้องต้นก่อนนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานนั้นจะผ่านขั้นตอน 3 ขั้นตอน คือ สิ่งที่มีลักษณะเหมือนกัน การคิดการดัดแปลงแก้ไขให้ดูง่าย และการแสดงออกสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ได้นั้นต้องมีประสบการณ์ทางการรับรู้และเข้าใจให้มากที่สุดด้วยกระบวนการเขียนภาพ คือการเห็น การคิด การเขียนภาพ 3.1 ความสำคัญของการเห็น การเห็น (Seeing) มีผลต่อการเขียนภาพเป็นอย่างมาก ด้วยประสาทสัมผัส ของดวงตาทำให้รับรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา รับรู้ถึงขนาดรูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ซึ่งศิลปินหลายท่านก็ได้เขียนภาพแตกต่างกันออกไปเนื่องจากมีการเห็นที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น แสงสว่าง เงา น้ำหนัก รวมถึงตำแหน่งของวัตถุ ซึ่งเป็นการแสดงออกตามจินตนาการของศิลปินให้เข้า กับการเห็น การเห็นแตกต่างจากการมอง (Looking) เพราะการมองเป็นการดูแบบผ่าน ๆ ไม่ได้คิดพิจารณาอย่างละเอียดถึงรูปทรง ลักษณะพื้นผิว และสีของวัตถุนั้น ๆ 3.2 รูปแบบการเขียนภาพ ลักษณะหรือรูปแบบที่ปรากฏแก่สายตามีลักษณะ 2 มิติ และ 3 มิติที่เกิดจาก การรวมตัวกันขององค์ประกอบศิลป์ คือ เส้น รูปร่าง รูปทรง สี น้ำหนักอ่อนแก่ ขนาดสัดส่วน บริเวณ ว่าง เป็นต้น สำหรับรูปแบบการเขียนภาพได้มีนักวิชาการทางศิลปะได้จำแนกเพื่อให้ สะดวกต่อการค้นคว้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ (ศุภพงศ์ ยืนยง. 2547 : 8 อ้างอิงจาก วิรุณ ตั้งเจริญ. 2535 : 21-25) 1. รูปแบบเหมือนจริงหรือเลียนแบบจากธรรมชาติ (Realism) รูปแบบของภาพวาดที่ศิลปินสร้างขึ้นตามสภาพจริงหรือตาม ปรากฏการณ์ในรูปแบบที่เหมือนจริงตามที่ตาเห็น โดยศิลปินได้ยึดถือธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ มีการรับรู้ตามสภาพจริงของวัตถุนั้น ๆ ว่าวัตถุนั้นเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร มีการสังเกต
21 องค์ประกอบในส่วนต่าง ๆ ของวัตถุทุกประการจากความเชื่อที่ได้มีการพิสูจน์และลงมือปฏิบัติ อย่างชำนาญและเกิดทักษะ รูปแบบเหมือนจริงจึงได้ถูกกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานความงามใน เรื่องของสัดส่วน แสงเงา และทัศนียภาพ 2. รูปแบบการลดตัดทอน (Distortion) การใช้ความรู้ความเข้าใจของศิลปินที่จะแก้ไขสิ่งที่เห็นจากธรรมชาติหรือ สิ่งต่าง ๆ ที่ซ้ำ ๆ และน่าเบื่อ เพื่อให้ได้รูปทรงใหม่ที่เหมาะสมการลดตัดทอนทำได้โดยการใช้รูปทรง เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยวิธีการย่อ ยืด เปลี่ยนมุม เปลี่ยนรูปร่าง ทำให้บิดเบี้ยวหรือขยายให้เกิด ความจริง ซึ่งวิธีการลดทอนถือเป็นกระบวนการคิดสร้างสรรค์อย่างหนึ่งของมนุษย์ (ศุภพงศ์ ยืนยง. 2547 : 9-10 อ้างอิงจาก Elspass. 1984 : 98) 3. รูปแบบแสดงความรู้สึกหรือนามธรรม (Abstract) มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์และมีเสรีภาพในการแสดงออกโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในทางด้านศิลปะ การแสดงออกทางด้านศิลปะนั้น ศิลปินย่อมมีเสรีภาพในการเสนอรูปแบบ ของภาพเขียนในลักษณะต่าง ๆ การเขียนภาพตามความรู้สึก เป็นเรื่องที่มีคุณค่าเท่ากับการเขียนตาม ตาเห็น เพราะความรู้สึกเป็นผลสืบเนื่องจากจิตใจที่ภายในของแต่ละคนหรือจากความเจ็บปวด ความเปลี่ยนแปลง ความผิดหวัง ความเบิกบาน รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ โดยจะนำเสนอรูปแบบ ที่ไม่แสดงความชัดเจน และรายละเอียดของวัตถุ แต่แสดงออกในเรื่องของส่วนประกอบศิลปะ เช่น เส้น สี รูปร่าง รูปทรง และลักษณะพื้นผิว โดยคำว่า “แอบสแตรก” เป็นกริยา แปลว่า เข้าใจ ดึง สกัด เลือก คัด ตัดทอน สิ่งที่สำคัญๆ จากวัตถุที่เห็นได้หรือจากความรู้สึก เพื่อให้เป็นสื่อเข้าใจร่วมกันในการแสดง ความรู้สึกของมนุษย์ (ศุภพงศ์ ยืนยง. 2547 : 11 อ้างอิงจาก อารี สุทธิพันธุ์. 2528 : 213) จากผลงานที่แสดงออกโดยการใช้สีที่รุนแรง การใช้เส้นเน้นที่เด่นชัด การใช้วัสดุที่มีคุณค่าเด่น ๆ ที่สุด การไม่พึ่งพาต่อธรรมชาติแต่แสดงความรู้สึกของตนเองรูปแบบศิลปะ ดังกล่าวนี้จึงได้พัฒนาไปสู่ความเป็นศิลปะนามธรรม (Abstract) ในกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้เกิดจาก การเคลื่อนไหวทางศิลปะเรียกกันว่า แอบสแตรก เอกซเพรสชันนิสม์ (Abstract Expressionism) 3.3 การสร้างสรรค์การเขียนภาพจากสมองซีกขวา จากทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานที่ได้ค้นพบว่าสมองได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ซีก คือ ซ้าย และขวา ซึ่งแต่ละซีกก็จะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว โดยนักวิจัยทางด้านการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ ระบุชี้ชัดว่าสมองที่ดีแต่ละซีกมีคุณลักษณะแตกต่างกัน เช่น สมองซีกซ้ายเป็นซีกภาษาที่มี ประสิทธิภาพในด้านภาษาและการวิเคราะห์ และการมีเหตุผล
22 ในทางตรงกันข้ามสมองซีกขวาจะไม่ใช้คำหรือจำนวนตัวเลขเพื่อการเข้าใจสิ่ง ต่าง ๆ ในโลกนี้และไม่เกี่ยวกับเหตุผลหรือความจริง โดยมองเห็นส่วนรวม รับรู้โครงสร้างส่วนรวม สร้างภาพจากภายในความรู้สึก สร้างภาพให้เห็นได้เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในการสร้างภาพใน สมองขึ้น (ศุภพงศ์ ยืนยง. 2547 : 12-13 อ้างอิงจาก วิรุณ ตั้งเจริญ. 2535 : 98) กล่าวโดยสรุป การเขียนภาพเป็นการสร้างสรรค์ผลงานภาพเขียนด้วยวิธีการขูด ขีด ระบายด้วยสื่อวัสดุต่างๆ เป็นต้นว่า ดินสอ ปากกา หมึก เครยอง และชอล์กสี ฯลฯ ซึ่งมีเทคนิค วิธีการต่าง ๆ การเขียนภาพมีความสัมพันธ์กับงานจิตรกรรมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะการเขียนภาพ เป็นพื้นฐานในการถ่ายทอดผลงานศิลปะ แต่ ผลงานการเขียนภาพก็ได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าในตัว ของมันเอง ซึ่งแสดงถึงลักษณะเทคนิควิธีการเฉพาะตัว อีกทั้งกระบวนการเขียนภาพยังเกี่ยวข้องกับ การเห็นการคิดที่ประสานสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นอย่างดี โดยมีรูปแบบการถ่ายทอด 3 ลักษณะ คือ รูปแบบเหมือนจริง รูปแบบการลดตัดทอน รูปแบบนามธรรม นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดทฤษฎีการ ถ่ายทอดแบบอย่างธรรมชาติ และทฤษฎีการถ่ายทอดตามประสาทสัมผัส ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวนี้ยังแบ่ง ออกตามวิธีการแสดงออกและความมุ่งหมายของศิลปินในลักษณะนั้น ๆ ศิลปะในโรงเรียนประถมศึกษา พัฒนาการทางศิลปะเป็นสิ่งที่ดำเนินไปอย่างมีกฎเกณฑ์มีหลักวิชาซึ่งได้มีการค้นคว้า ศึกษาวิจัยมาเป็นเวลาชานานการสอนศิลปะเพื่อก่อให้เกิดความงอกงามทางศิลปะแก่ดีหากดำเนินไป อย่างถูกต้องสอดคล้องกับหลักวิชาแล้วผลที่ได้รับจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตของเด็กมิใช่แต่ทางด้าน กายภาพเท่านั้นแม้แต่วิญญาณของความเป็นมนุษย์ก็จะได้รับการส่งเสริมโดยสมบูรณ์อีกด้วย (ประเทิน มหาขันธ์. 2531) 1. ศิลปะของเด็กเล็ก ประเทิน มหาขันธ์, (2531: 1-3) ได้กล่าวว่า เมื่อผู้ใหญ่ดูผลงานทางศิลปะของเด็ก ผู้ใหญ่มักจะกล่าวว่าดูไม่รู้เรื่อง และใช้มาตรฐานของผู้ใหญ่เป็นเกณฑ์ ในการประเมินงานของเด็ก ผลงานจึงขาดคุณภาพในสายตาของผู้ใหญ่ซึ่งผลงานศิลปะที่เด็กสร้างสรรค์ขึ้นด้วยแนวคิดและ ความรู้สึกของเขาเองนั้น มีความบริสุทธิ์ มีเสน่ห์และคุณค่าในตัวของงาน ศิลปะของเด็กมีความ แตกต่างจากศิลปะของผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก งานศิลปะของเด็กเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจ มีความหมายและแสดงออกมาอย่างภาคภูมิใจ ด้วยแนวคิดและความรู้สึกที่แท้จริงของเด็กนั่นเอง เด็ก จึงเป็นศิลปะที่มีความบริสุทธิ์ เข้าใจง่ายมีความหมายและมีความเป็นตัวเอง
23 ประเทิน มหาขันธ์, (2531: 4 อ้างอิงจาก Russell. 1956) ได้กล่าวว่า ผลงานทาง ศิลปะของเด็กเป็นผลงานที่เกิดจากความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของเด็ก เป็นงานที่บริสุทธิ์สดใส มี จินตภาพและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาได้ยากในงานของผู้ใหญ่ งานศิลปะของเด็กเป็นงานที่ มีสุนทรียะ ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิดจึงทำให้เด็กสามารถแสดงออกใน ผลงานได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นสมบัติดังกล่าวก็จะค่อย ๆ หายไป ทำให้ผลงานทางศิลปะ ของเด็กเปลี่ยนไป 2. ความรู้ในฐานะที่เป็นพื้นฐานของศิลปะ ประเทิน มหาขันธ์, (2531: 10-11) ได้กล่าวว่า ในการสร้างงานทางศิลปะของเด็ก เด็กจะสร้างผลงานโดยนำความรู้เดิมมาใช้ เช่น การวาดภาพท้องฟ้า เด็กจะวาดเอาไว้ส่วนบนสุดของ ภาพ การที่เด็กวาดเช่นนี้ เพราะเด็กมีความรู้มาแต่เดิมว่าท้องฟ้าเป็นส่วนที่อยู่สูงสุด ถัดลงมาจะเป็น ก้อนเมฆ ในการวาดภาพของเด็ก เด็กมีความเข้าใจในเรื่องของคุณภาพของภาพวาดหรือภาพที่วาด เช่น เข้าใจว่าขอบของภาพต้องเรียบ การระบายสีต้องไม่เกินออกมานอกขอบการวาดภาพจะต้องทำ ให้ได้คุณภาพที่สมบูรณ์ แต่จากผลงานของเด็กที่ปรากฏออกมา เด็กทำไม่ได้ตามที่คิด จึงวาดไปตามที่ ตนพอจะทำได้สำหรับเด็กในวัยต้น ๆ 3. ปฏิกิริยาทางอารมณ์ การแสดงออกทางศิลปะของเด็กขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นสำคัญ อารมณ์เป็นแรงขับที่ทำ ให้เด็กแสดงออกทางศิลปะ เด็กจะนำประสบการณ์เดิมเพื่อสร้างรูปแบบขึ้นมา เช่น ถ้าเด็กต้องการ วาดน้ำ จากประสบการณ์เดิมเด็กอาจเคยเห็นน้ำที่สงบไม่มีคลื่นเด็กก็จะวาดน้ำที่สงบนิ่งไม่มีคลื่น แต่ถ้าเมื่อเด็กมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดหรือเคยตกน้ำ ภาพน้ำของเด็กอาจเป็นน้ำที่มีคลื่นเป็นต้น นอกจากเรื่องรูปแบบในการวาดแล้วเรื่องการใช้สีก็เช่นกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ของ เด็ก เมื่อเด็กได้รับความประทับใจจากประสบการณ์ในอดีต เช่น ถ้าเด็กไปเที่ยวทะเลในวันที่มีคลื่นลม เด็กจะวาดน้ำทะเลสีเข้ม แต่ถ้าเด็กเคยเห็นทะเลที่สงบเด็กจะวาดน้ำทะเลที่สงบ มีสีฟ้าสดใส 4. การแสดงออกทางศิลปะของเด็ก ในการเรียนการสอนศิลปะสำหรับเด็กเล็ก ๆ นั้น นอกจากครูจะเป็นฝ่ายเบื่อหน่ายเสีย เองแล้ว เด็ก ๆ ก็ยังเบื่อหน่ายและเกลียดชังวิชานี้อีกด้วย ทั้งครูทั้งนักเรียนต่างก็ไม่ประสบความสำเร็จ ตามความประสงค์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดก็คือเด็ก สาเหตุสำคัญ อันหนึ่งก็ได้แก่ความไม่เข้าใจของครูเกี่ยวกับศิลปะของเด็ก ส่วนมากยังเข้าใจกันว่าศิลปะคือการทำ ตามแบบของครู เด็กคนใดทำได้เหมือนครูก็จะประสบความสำเร็จและได้รับคำชมเชยแต่ความเข้าใจที่ ถูกต้องหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ศิลปะสำหรับเด็กไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ เด็ก ๆ คิดแต่ความสนุกสนานฝันถึง
24 แต่สิ่งที่วิจิตรพิสดารและสวยงาม หากครูรู้จักวิธีการส่งเสริมให้เด็กได้แสดงความคิดคำนึงดังกล่าว ออกมาจากศิลปะแล้ว ก็นับว่าการสอนศิลปะดำเนินไปตามจุดมุ่งหมาย เพราะวิธีการในการแสดงออก ทางศิลปะไม่ควรถ่ายทอดไปจากครูโดยตรง แต่ควรให้เป็นเรื่องของเด็กเองในการที่จะใช้วิธีการใด ๆ ตามที่เขาถนัด 5. ศิลปะกับการศึกษา ประเทิน มหาขันธ์, (2531: 25-26) ได้กล่าวว่า ศิลปะเป็นความงดงามที่แสดงออกมา จากจิตใจ โดยผ่านการกระทำแต่เป็นการกระทำที่สร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกด้วยการวาด เขียน การปั้น การเรียงความ การเขียนบทกลอนการขับร้อง การร่ายรำ การจัดดอกไม้ ตลอดจน การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องเล่นต่าง ๆ เหล่านี้จัดว่าเป็นการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ในขณะที่ เด็กกำลังประกอบกิจกรรมทางศิลปะอยู่นั้นเด็กจะได้รับประสบการณ์อย่างกว้างขวาง ศิลปะมุ่งส่งเสริมให้เด็กเป็นคนดีพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการให้เด็กมี ความงอกงามในทางการสร้างสรรค์อย่างสูงสุด ส่งเสริมให้เด็กเติบโตขึ้นตามจุดประสงค์ของการศึกษา ศิลปะสำหรับเด็กในประถมศึกษานั้น เป็นงานของเด็กที่จะต้องจัดขึ้นตามวุฒิภาวะความสนใจความ ต้องการ ตลอดจนประสบการณ์ของเด็ก เปิดโอกาสให้มีการเลือกอย่างอิสระซึ่งจะทำให้เด็กมีความสุข มีความพอใจเกิดความนับถือตนเองและผู้อื่นทั้งหมดนี้เป็นผลอันเนื่องมาจากประสบการณ์ในทาง ศิลปะซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างแยกไม่ออก วิชาศิลปะมีความสำคัญมากสำหรับการเรียน ด้วยการกระทำอันเป็นการเรียนจาก การลงมือทำงาน ซึ่งต้องมีการวางแผน การดำเนินงาน การแก้ปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนการวัดผล แต่ละขั้นตอนของการดำเนินงานต้องการความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อย วิชาศิลปะจึงมีส่วนช่วยให้ การกระทำกิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่น ในขณะที่เด็กประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางศิลปะต้องมี การวางแผนงาน มีการอธิบายและประเมินค่าของงาน หรือจะได้รับประสบการณ์อย่างหลากหลาย ช่วยให้เด็กเกิดอารมณ์การเรียนรู้โดยการสังเกตสามารถใช้ความรู้และวิจารณญาณรู้จักจำแนก ประเภทของงานตลอดจนรู้จักติชมงานได้อย่างถูกต้อง การที่เด็กมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ได้ก็ด้วย การปลูกฝังจากครู และผู้ปกครองทางบ้าน โดยอาศัยประสบการณ์ทางศิลปะเป็นปัจจัยสำคัญ กล่าวโดยสรุปคือ ครูควรส่งเสริมให้เด็กได้มีความรู้ทางศิลปะอย่างกว้างขวาง ออกไป มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและนิยมในการใช้สีในงานศิลปะ ครูสามรถนำภาพสี ของงานศิลปะที่มีชื่อเสียงของไทย เช่น ภาพเขียน ภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือภาพสถาปัตยกรรมไทย ที่มีสีสันสวยงามมาให้เด็กได้ชม และรับรู้ในความงามของรูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ครูควรจูงใจให้ เด็กสนใจทำกิจกรรมที่มีโอกาสได้ทดลองกับสีด้วยวิธีการต่าง ๆ จัดกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้มีโอกาส
25 ผสมสี การใช้สีอ่อนแก่ รวมทั้งได้มีโอกาสได้อภิปรายและแสดงความคิดเห็นถึงทฤษฎีของสี เช่น การ ใช้วรรณะร้อนและวรรณะเย็น หรือให้มีโอกาสได้ใช้สีเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกแสดงบรรยากาศของภาพ ในงานศิลปะ 7. ขอบข่ายทางศิลปะของชั้นประถมศึกษา ประเทิน มหาขันธ์, (2531: 27-29) ได้กล่าวว่า ขอบข่ายของวิชาศิลปะในชั้น ประถมศึกษานั้นต้องกว้างขวาง เพื่อให้ประสบการณ์ซึ่งมีความหมายแก่เด็กเป็นประโยชน์แก่เด็ก โดยสมบูรณ์เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีความรู้ไว บางคนมีความละเอียดถี่ถ้วนในการ ใช้มือ บางคนมีความสามารถในการสังเกต น้อยคนที่จะมีความสามารถดีพร้อมทุกด้าน แต่ก็ไม่มีเด็ก คนไหนที่ไร้ความสามารถ จึงต้องมีการกำหนดขอบข่ายของศิลปะในชั้นนี้ไว้ให้กว้างขวาง สร้างให้มี ความสามารถในการแสดงออกในหลาย ๆ ด้าน บางคนรู้จักการใช้เส้น บางคนรู้จักการใช้สี รวมถึง ท่าทางและใช้เสียง เด็กบางคนค่อนข้างโตก็มีความนิยมชอบงานศิลปะเหมือนผู้ใหญ่ ทำให้เด็กกำหนด จุดมุ่งหมายในการแสดงออกของตนได้ไม่ถูกต้องนัก ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ต้องกำหนดขอบข่ายของ ศิลปะในชั้นประถมศึกษาต้องกว้างขวางที่จะช่วยให้เด็กสำเร็จในด้านที่ตัวเองถนัด ด้วยเหตุนี้ ในการ จัดศิลปะสำหรับเด็กชั้นประถมจึงต้องคำนึงสิ่งต่อไปนี้ 7.1 การกระตุ้น การที่ให้เด็กได้ประกอบกิจกรรมในทางศิลปะอย่างสมบูรณ์นั้น สิ่งที่สำคัญคือ การกระตุ้น ครูหรือผู้ปกครองจะต้องหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระตุ้นให้เด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่ การแสดงออกของเด็กขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้พบเห็นอยู่เสมอ การกระตุ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ น้อยในทางศิลปะ ผลงานทางศิลปะจะไม่ได้สมบูรณ์ ถ้าหากครูกำหนดกฎเกณฑ์ว่าเด็กต้องสร้างสิ่งนั้น สิ่งนี้ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เด็กไม่มีความสมัครใจ 7.2 จินตนาการ ความคิดคำนึงของเด็ก หากปราศจากความคิดคำนึงเสียแล้วผลงานที่เด็กผลิต ออกมาก็เป็นเสมือนผลแห่งการลอกแบบ เด็กจะถ่ายทอดจินตนาการของตนลงไปในงานของตนด้วยดี ถ้าหากว่าเด็กได้สร้างงานนั้นขึ้นมาอย่างอิสระ แต่จะถ่ายทอดได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับ ความสามารถของแต่ละคน ผู้ใดมีจินตนาการเช่นไรก็ถ่ายทอดออกมาให้ปรากฏในผลงานเช่นนั้น ทำให้ครูสามารถทราบถึงความงามในจินตนาการของเด็กในแต่ละคนได้ 7.3 การระบายออก การระบายอารมณ์ออกมาในขณะทำงานศิลปะของเด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการที่เด็กได้ระบายความรู้สึกต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ในอารมณ์ออกมาขณะที่เด็กประกอบกิจกรรมนั้น
26 เป็นความปรารถนาอย่างยิ่งสำหรับครูและเป็นความมุ่งหมายหลักสำหรับศิลปะในชั้นประถม เด็กได้ ระบายความรู้สึกออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ดีใจ เสียใจ ความเข้มแข็ง โดยเฉพาะ สำหรับเรื่องความโกรธนั้น ศิลปะประเภทการปั้นและการระบายสีด้วยนิ้วมือ ใช้เป็นเครื่องปลดปล่อย ได้ดี เมื่อเด็กได้แสดงออกมาแล้วจะทำให้เด็กเกิดความสบายใจ 7.4 ผลงานของเด็ก ศิลปะของเด็กถือว่าผลงานเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดในทัศนะของเจ้าของงาน เด็กทุกคนต้องการได้รับความสำเร็จ แต่จะสำเร็จเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและความสามารถ ของเด็กเป็นเกณฑ์ ครูจึงไม่ควรตำหนิผลงานของเด็กโดยใช้มาตรฐานของผู้ใหญ่เป็นเกณฑ์ตัดสิน ควรพูดให้คำชมแทนการเยาะเย้ย ตลอดจนไม่แสดงอาการที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีในการสร้างสรรค์ ผลงาน เพราะเด็กมีความรู้สึกไวต่อการกระทำเช่นนั้นมาก 7.5 ความภูมิใจ ความภูมิใจของเด็กเกิดขึ้นจากการที่เด็กได้สร้างผลงานขึ้นมาแล้วได้รับความ ชมเชยและกำลังใจจากคุณครู ความภาคภูมิใจจะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กได้สร้างงานชิ้นต่อไปได้ อย่างดีขึ้น มีความภาคภูมิใจในงานทุกชิ้นงานที่ตนสร้างขึ้น ถ้าหากมีผู้ใดตำหนิงานของเด็กให้ได้ยิน เด็กจะเริ่มไม่พอใจในงานของตนเองทันที ดังนั้นครูจึงไม่ควรตำหนิอย่างตรงไปตรงมา แต่ควรสร้าง ความภาคภูมิใจให้แก่เด็กโดยการชมและให้กำลังใจ กล่าวโดยสรุปคือ ขอบข่ายของศิลปะนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับเด็กชั้นประถม เพราะคุณครูต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ขอบข่ายที่กว้างขวางเพื่อรองรับความสามารถของเด็กและ ความต้องการของเด็กอย่างหลากหลาย และต้องคำนึงถึงปัจจัยในการกิจกรรมหรือจัดการเรียนรู้ให้กับ เด็กในระดับชั้นประถมในรายวิชาศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้น จินตนาการ การระบายออก ผลงาน ของเด็ก และความภาคภูมิใจ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ครูต้องยึดเป็นหลัก ครูต้องมีการกระตุ้นเพื่อให้ เด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และเสริมสร้างประสบการณ์ความรู้ให้กับเด็กเพื่อพัฒนาจินตนาการของ เด็ก ให้เด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่ตลอดจนให้เด็กได้มีการลงมือปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ ไม่ปิดกั้นและไม่กดดัน ครูควรให้คำชมเด็กและสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กเพื่อที่เด็กจะมีกำลังใจใน การสร้างสรรค์ผลงานในชิ้นต่อไปให้ดีมากยิ่งขึ้น
27 รูปแบบการสอนทางตรง 1. ความหมายของรูปแบบการสอนแบบทางตรง มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของการสอนแบบทางตรงไว้ดังนี้ ศรีเรือน แก้วกังวาน. (2545: 230) ได้กล่าวถึงความหมายของรูปแบบการสอนแบบ ทางตรงว่า เป็นการสอนที่เน้นกระบวนการสอนมากกว่าการสอน มีความเป็นระบบ และ การฝึก ปฏิบัติการสอนโดยตรงเหมาะกับการสอนการอ่าน สอนเลข และสอนภาษาและสอนกับเด็กกลุ่มที่ไม่ ใหญ่นัก ประมาณ 4-10 คน ครูจะทำการแก้ไขข้อบกพร่องเมื่อทำผิดทันที ผดุง อารยะวิญญู. (2546: 60) กล่าวว่า การสอนทางตรงเป็นกระบวนการแบบหนึ่งที่ มีขั้นตอนการสอนที่เน้นการปฏิบัติในแต่ละขึ้นให้ชำนาญ เมื่อเด็กมีทักษะแต่ละขั้นแล้ว จึงจะให้เด็ก เรียนรู้ ในขั้นที่สูงขึ้นไป และมีการกำหนดจุดประสงค์ในการเรียนการสอนที่ชัดเจน เน้นการสอนแบบ วิเคราะห์งาน มาใช้มีการบันทึกพัฒนาการของเด็กและวิธีการปรับพฤติกรรมเด็กร่วมด้วย จอยส์ และ (Joyce & Wall, 2000) ได้ให้คำจำกัดความของการสอนทางตรงว่าเป็น การสอนที่เน้นเนื้อหาวิชาการโดยมีผู้สอนเป็นผู้นำทางไปสู่การเรียนรู้ตามลำดับชั้น จุดประสงค์ของ การเรียนการสอนจะต้องมีความชัดเจนในกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนต้องทำเวลาและเป็นไปอย่าง ต่อเนื่อง เนื้อหาต้องครอบคลุมกว้างขวางและมีความหลากหลาย การทำกิจกรรมของผู้เรียนต้องการ กำกับดูแลด้วยครูผู้สอนอยู่ตลอดเวลามีการให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้เรียน ผู้สอนจะต้องคัดเลือกสื่อ การเรียนการสอนให้กับผู้เรียนตามจุดประสงค์อย่างเหมาะสมกับอัตราการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอน ทิศนา แขมมณี, (2547: 114) ได้กล่าวถึงความหมายของการสอนทางตรงไว้ว่า การสอนทางตรง คือ การดำเนินการเพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ข้อมูล ความรู้ ข้อเท็จจริงและ วิธีการ รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มีการถ่ายทอด ข้อมูลนั้น ๆ อย่าง ตรงไปตรงมา กล่าวโดยสรุปคือ การสอนแบบทางตรง หมายถึง การสอนที่มุ่งให้นักเรียนรู้เนื้อหา สาระ ฝึกปฏิบัติให้เข้าใจและชำนาญในแต่ละขั้น เพื่อให้เกิดทักษะในด้านต่าง ๆ ตามลำดับขั้นตอนที่ ชัดเจน โดยมีครูเป็นผู้คอยดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด จนนักเรียนเกิดความชำนาญ ครูให้ข้อมูล ย้อนกลับ เสริมแรง และแก้ไขข้อบกพร่องเมื่อเด็กทำผิดทันที 2. ขั้นตอนของรูปแบบการสอนแบบทางตรง จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบทางตรง ได้มีนักการศึกษาได้ กล่าวถึงขั้นตอนของรูปแบบการสอนแบบทางตรงไว้ ดังนี้
28 ชัชวาล เจริญชนม์, (2559: 32-33 อ้างอิงจาก Joyce & Will, 1996) ได้เสนอรูปแบบการ สอนทางตรง ไว้ 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ ครูชี้แจงเนื้อหาที่จะเรียน และทบทวนเนื้อหาที่ผ่านมา บอกจุดประสงค์ของบทเรียน และกระบวนการเรียนการสอนในบทเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นนำเสนอบทเรียน ครูอธิบายและสาธิตเนื้อหาหรือทักษะใหม่ โดยใช้สื่อและกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ ประกอบพร้อมกับตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ขั้นที่ 3 ขั้นฝึกปฏิบัติตามแบบ ครูนำให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติตามแบบและตอบคำถาม โดยผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อ แก้ไขคำตอบนั้นให้ถูกต้องทันที ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้การควบคุมของผู้ชี้แนะ ผู้เรียนฝึกปฏิบัติตามแบบด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลของครูผู้สอน ทีต้องให้ข้อมูล ย้อนกลับแก่ผู้เรียน โดยใช้การชมเชยและบอกให้แก้ไขสิ่งที่ผิด โดยบอกว่าทำผิดหรือถูก และแก้ไข อย่างไรหรืออาจสอนหรืออธิบายใหม่ (เริ่มสอนในขั้นที่ 1-4 ใหม่อีกครั้ง) ขั้นที่ 5 ขั้นฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ ผู้เรียนฝึกปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้านหรือในชั้นเรียนอย่างอิสระ มีการให้ข้อมูลย้อนกลับ แต่จะช้าลง การฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งแล้วแต่เวลาที่ผู้สอนอาจยึดออกไป เช่น การให้ ฝึกทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนเพื่อทบทวนความเข้าใจ ชัชวาล เจริญชนม์, (2559: 28 อ้างอิงจาก Cartwright, Cartwright, & Marjorie, 1995: 537) กล่าวถึงขั้นตอนการสอนตรง มี 7 ขั้นดังนี้ ขั้นที่ 1 ผู้สอนต้องประเมินความสามารถของนักเรียนเสมอว่ามีทักษะอยู่ในระดับใด ขั้นที่ 2 ผู้เรียนต้องกำหนดเป้าหมายในการสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหา ขั้นที่ 3 ผู้เรียนต้องวางแผนการสอนให้เป็นลำดับขั้นตอนอย่างเหมาะสม ขั้นที่ 4 ผู้สอนควรเลือกหรือเตรียมสื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาที่จะสอน ขั้นที่ 5 ผู้สอนต้องจัดเรียงลำดับการสอนให้เหมาะสม โดยทำการสอนจากเรื่องที่ง่าย ไปหาเรื่องที่ยาก ขั้นที่ 6 ผู้สอนควรกำหนดสิ่งเสริมแรงที่เหมาะสมกับความสนใจและความต้องการ ของ นักเรียนให้มาก
29 ขั้นที่ 7 ผู้สอนต้องประเมินความก้าวหน้าของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ทิศนา แขมมณี (2553) ได้กล่าวว่า รูปแบบการสอนทางตรง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นที่ 1 ขั้นนำ 1.1 ผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์ในบทเรียน พร้อมยกตัวอย่างภาพวาด หรือ สื่อวิดีโอ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทเรียน ให้นักเรียนเรียนรับทราบ 1.2 ผู้สอนชี้แจงเนื้อหาของบทเรียน และความสัมพันธ์กับความรู้และประสบการณ์ เดิมของผู้เรียนอย่างคร่าว ๆ 1.3 ผู้สอนชี้แจงและอธิบายกระบวนการเรียนรู้ และหน้าที่รับผิดชอบของผู้เรียน ในการเรียนแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน 2. ขั้นที่ 2 ขั้นนำเสนอบทเรียน 2.1 ถ้าเป็นการนำเสนอเนื้อหาสาระหรือมโนทัศน์ ผู้สอนควรกลั่นกรองคุณสมบัติ ของมโนทัศน์เหล่านั้น และนำเสนออย่างชัดเจน พร้อมทั้งอธิบายและ ยกตัวอย่างประกอบให้ผู้เรียน เข้าใจ 2.2 ผู้สอนสำรวจว่าผู้เรียนมีความเข้าใจตรงตามวัตถุประสงค์ ก่อนให้ผู้เรียนลงมือ ฝึก ปฏิบัติ ถ้าหากผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ผู้สอนต้องสอนซ่อมเสริมให้เข้าใจก่อน 3. ขั้นที่ 3 ชั้นฝึกปฏิบัติตามแบบ ผู้สอนปฏิบัติให้ผู้เรียนดูเป็นตัวอย่าง และให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติตามแบบ ผู้สอนให้ ข้อมูลป้อนกลับเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้เรียน 4. ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้การกำกับของผู้ชี้แนะ ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยผู้สอนคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ผู้สอนประเมินการ เรียนรู้และความสามารถของผู้เรียนได้จากความสำเร็จและความผิดพลาดของการปฏิบัติของผู้เรียน และช่วยเหลือผู้เรียน โดยให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียนแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ 5. ขั้นที่ 5 การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ หลังจากที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นที่ 4 ได้ถูกต้องประมาณ 85-90% แล้ว ผู้สอน ควรปล่อยให้ผู้เรียนปฏิบัติต่อไปอย่างอิสระ เพื่อช่วยให้เกิดความชำนาญ และการเรียนรู้ ผู้สอน ไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลป้อนกลับในทันที สามารถให้ภายหลังได้ และควรมีการฝึกเป็นระยะๆ เพื่อช่วย ให้การเรียนรู้ดีขึ้นตามลำดับ กล่าวโดยสรุป การดำเนินจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้สอนได้แจ้งจุดประสงค์ อธิบาย เนื้อหาและการสาธิตปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนในการปฏิบัติงาน จนผู้เรียนเกิดทักษะความชำนาญ
30 และเข้าใจในแต่ละขั้นตอนที่ครูทำการสาธิต ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบทางตรง โดยมี ขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ 1.1 ครูผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ชัดเจนและกระตุ้นความสนใจเด็กจาก สื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็ก 1.2 ครูผู้สอนชี้แจงเนื้อหาของบทเรียนและทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน 1.3 ครุผู้สอนชี้แจงกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และวิธีปฏิบัติงาน ของนักเรียนแต่ละขั้นตอน ขั้นที่ 2 ขั้นเสนอบทเรียน 2.1 นักเรียนศึกษาทักษะการวาดภาพระบายสี ที่ครูผู้สอนอธิบาย และครูคอยให้ ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนปฏิบัติงาน 2.2 ครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซักถาม และ ครูผู้สอนทราบว่านักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหา ก่อนที่จะให้นักเรียนปฏิบัติทักษะการวาดภาพ ระบายสี หากนักเรียนเกิดข้อสงสัย ครูผู้สอนจะรีบไปดูแลอย่างใกล้ชิด อธิบายให้นักเรียนเข้าใจใน ขั้นตอนจนกว่านักเรียนจะเข้าใจดีแล้ว ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติตามแบบ ครูผู้สอนอธิบายลักษณะงาน วิธีการตามลำดับ ครูสาธิตการปฏิบัติพร้อมกับ อธิบายขั้นตอนวิธีการอย่างชัดเจน ในระหว่างดูการสาธิต นักเรียนสังเกตสื่อและอุปกรณ์ที่ครูนำมา เป็นตัวอย่าง จากนั้นครูให้นักเรียนฝึกปฏิบัติตามตัวอย่างให้ถูกต้อง อธิบายให้นักเรียนเข้าใจ จนกระ ทั้งนักเรียนทำตามแบบได้ถูกต้อง และครูต้องดูแลนักเรียนในขณะปฏิบัติงานและให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของนักเรียน ขั้นที่ 4 ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้การกำกับของผู้ชี้แนะ นักเรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามใบงานในแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ครุผุ้สอนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยให้คำแนะนำนักเรียน ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อให้นักเรียนแก้ไข ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 5 ขั้นการฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ หลังจากที่นักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างชำนาญและถูกต้องแล้ว ครูผู้สอนเห็น ว่านักเรียนสามารถปฏิบัติได้เองแล้ว ครูให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมอย่างอิสระตามที่กำหนดให้ เพื่อ
31 ช่วยให้นักเรียนเกิดทักษะการวาดภาพระบายสีอย่างสร้างสรรค์ โดยครูผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับ หลังจากประเมินผลงานของนักเรียน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการวาดภาพระบายสี 1.1 งานวิจัยในประเทศ นฤมล คงวุ่น. (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะด้านการวาดภาพระบายสี ผลการศึกษาพบว่าเมื่อเปรียบเทียบจากการวาดภาพระบายสีก่อนทำการวิจัย พบว่า การวาดภาพ เด็ก ไม่สามารถบอกว่าเป็นภาพอะไร บางครั้งสามารถบอกได้ว่าเป็นภาพอะไร ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีถามเพื่อนๆ เป็นการส่วนตัว เพื่อน ๆ ก็มองไม่ออกมาเป็นภาพตามที่กล่าว การระบายสีออกนอกเส้น แต่เมื่อได้ทำ แบบฝึกลายเส้นเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ฝึกวาดภาพระบายสีตามรอยเส้นปะเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์และฝึกวาดภาพระบายสีตามความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 6 สัปดาห์ สังเกตเห็นว่า เด็กมีทักษะในการวาดภาพระบายสีพัฒนาในทางที่ดีขึ้นระดับหนึ่งคือ วาดแล้วเพื่อน ๆ ครู รวมถึงตัว เด็กสามารถมองและบอกได้ว่าเป็นภาพอะไร แพรวนภา อินทสิทธิ์. (2562) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการวาดภาพ โดย การเรียนตามหลักการของเดวิส ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ที่มีผลต่อความคิด สร้างสรรค์ ความสุขในการเรียน และความรับผิดชอบวิชาทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะการวาดภาพ โดยการเรียนตามของเดวีส์ร่วมกับเทคนิค การเรียนรู้ เชิงประสบการณ์ มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.12/83.42 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ และ ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ การวาดภาพที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสุขใน การเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการวาดภาพ ที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความรับผิดชอบทางการ เรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการวาดภาพที่ พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ระดับสูง ปานกลาง และต่ำ หลังได้รับการจัดการเรียนด้วย แบบฝึกทักษะการวาดภาพที่พัฒนาขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบทางการเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
32 ปันสุธา ย้อยนวล. (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษา พบว่า ผลการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสีเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่าแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี เพื่อเพิ่ม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลการประเมินคุณภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 7 ชุด ผ่านการประเมินในระดับดีถึงดีมาก และโดยรวมแบบฝึกทักษะการวาดภาพ ระบายสีมีคุณภาพระดับดี ( = 4.46 S.D. = 0.50) สามารถนำไปใช้จัดกระบวนการเรียนรู้ได้ และผล การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า แบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ทั้ง 7 ชุด มีประสิทธิภาพโดยรวม E1/ E2 = 85.71/82.86 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่เรียนรู้ ด้วยแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .014. ผล การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ ด้วยแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี กลุ่ม สาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ ด้วยแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยรวม มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.46 S.D. = 0.50) วชิรวิทย์ ชุติมาวงศ์สกุล. (2562) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการวาดภาพ และระบายสีด้วยสีไม้ ทิวทัศน์ใต้ท้องทะเลโดยใช้แบบฝึกทักษะการวาดภาพและระบายสีไม้ ด้วยการ ใช้เทคนิคแสงเงาและการไล่น้ำหนักสีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนวัดสุทธาวาส ผล การศึกษาพบว่า นักเรียนที่มีความบกพร่องด้านทักษะการวาดภาพระบายสีชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนวัดสุทธาวาสที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 14 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน แบบฝึกทักษะการแรเงาและการระบายลีที่มีน้ำหนัก และ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนในการทดลอง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ1 ชั่วโมง ยืดหยุ่นเวลาตามความเหมาะสมของกิจกรรมหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนและการฝึกฝน ทักษะการแรงเงาและการระบายสีโดยมีน้ำหนักสี จำนวน 8 สัปดาห์ จึงทำให้นักเรียนมีทักษะการวาด ภาพระบายสีโดยใช้ทักษะแสงเงาและการ ไล่น้ำหนักสีเพิ่มสูงขึ้น หทัยรัตน์ กลีบกมล. (2561) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการวาดภาพ ระบายสีด้วย การใช้น้ำหนักแสงเงาตามวงจรสีของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
33 นักเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการวาดภาพระบายสีด้วยการใช้ น้ำหนักแสงเงาตามวงจรสี โดยใช้แบบ ฝึกเสริมทักษะอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ ( = 17.00 , S.D. = 1.58) และผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง การวาดภาพระบายสีโดยใช้น้ำหนักแสงเงาก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนทางตรง 2.1 งานวิจัยในประเทศ พงศณัฐวัฒน์ เจริญสิงห์ และ แสงสุรีย์ ดวงคำน้อย. (2564) ได้ศึกษาผลการ พัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารําพื้นฐานนาฏศิลป์ไทยทางด้านนาฏยศัพท์และภาษาท่าโดยใช้รูปแบบการ เรียนการสอนแบบทางตรง ในภาพรวมพบว่า นักเรียนมีคะแนนทักษะการปฏิบัติเฉลี่ย ในระดับดีเยี่ยม คิดเป็นร้อยละ 90.77 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 86.36 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อรูปแบบการเรียนการ สอนแบบทางตรง พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.63, S.D.= 0.54) ชลธิชา ดีเลิศ และ ศิริพงษ์ เพียศิริ. (2561) ได้ศึกษาผลการการประเมินเอกสาร หลักสูตรการเป่าขลุ่ยเพียงออ โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน พบว่าในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผลการใช้ หลักสูตรการเป่าขลุ่ยเพียงออ โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 23 คน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ย 43.52 คิดเป็นร้อยละ 87.04 ของนักเรียน และ นักเรียนผ่าน เกณฑ์ทุกคนคิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้และผลการประเมินความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการใช้หลักสูตรการเป่าขลุ่ยเพียงออ โดยใช้รูปแบบการสอน ทางตรง พบว่ามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก จีระนันท์ รักสัตย์ และ ศิริพงษ์ เพียศิริ. (2565) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟ้อนไชยบุรี บวงสรวงเจ้าแม่สองนาง จังหวัดบึงกาฬ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดย ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบทางตรง ร่วมกับสื่อวีดีทัศน์ พบว่ามีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 28 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของนักเรียนทั้งหมด และนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 107.25 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 89.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฟ้อนไชยบุรี บวงสรวงเจ้าแม่สองนาง ของ
34 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบทางตรง ร่วมกับสื่อวีดีทัศน์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.34, SD = 0.12) อรรถพล อย่างสวย และ ดุจเดือน ไชยพิชิต. (2564) ได้ศึกษาผลการพัฒนา ทักษะการปฏิบัติเมโลเดียนของนักเรียนชุมนุมดนตรี ที่เรียนรู้จากการจัดการเรียนรู้แบบทางตรง ร่วมกับเทคนิค STAD ในภาพรวมพบว่า นักเรียนมีคะแนนทักษะการปฏิบัติเฉลี่ยเท่ากับ 79.95 คิดเป็นร้อยละ 79.95 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ ทางตรง ร่วมกับเทคนิค STAD พบว่า ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.39, S.D. = 0.60) 2.2 งานวิจัยต่างประเทศ ฟอลลอน และคณะ (Fallon et al, 2004) ได้วิจัยเรื่อง ผลของการใช้วิธีการ สอน แบบตรงในทักษะการอ่านเชิงศาเดี่ยวของนักเรียนที่ต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบ ทางเลือกและ ทางเสริม ได้สรุปผลงานวิจัยว่า การสอนด้วยวิธีการสอนแบบตรงสามารถพัฒนา ทักษะการอ่าน เชิงเดี่ยวของนักเรียนที่ต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารได้ เจนนิเฟอร์ และมาร์กาเร็ต (Jennifer & Margaret, 2008) ได้ศึกษา ประสิทธิผล ของการใช้การสอนทางตรง ของการสอนภาษาต่อเด็กระดับประถมศึกษาที่มีความ ผิดปกติทางการ สื่อสารและอารมณ์ ของนักเรียน 3 คน โดยการให้ระบุชื่อสิ่งของต่าง ๆ ว่าทํามาจากวัสดุอะไร โดยใช้ เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงผู้เรียนรายคน ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่มีความ สอดคล้องระหว่างการสอน ทางตรงและทักษะการพูด โดยทักษะของนักเรียนทั้ง 3 คน ผ่าน เกณฑ์ที่กําหนดไว้ ลีโอนร์ และริชาร์ด (Leonore & Richard, 1995) ได้ศึกษาผลการใช้การสอน ทางตรงในระบบเสียงภาษาสเปนต่อทักษะภาษาสเปนและความถนัดต่อการใช้ ภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียนภาษาต่างประเทศ โดยทำการทดลองนักเรียนหญิงมัธยมศึกษา ตอนปลาย เพื่อเปรียบเทียบการสอนทางตรงกับการสอนปกตอกลุ่ม ตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มนักเรียนที่มี ปัญหาด้านการเรียนภาษาต่างประเทศ จำนวน 14 คน และนักเรียนปกติจำนวน 19 คน พบว่า คะแนนในการทำแบบทดสอบวัดความถนัดทาง ภาษาต่างประเทศก่อนและหลังเรียน ของกลุ่ม ตัวอย่างทั้งสองกลุ่มพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียน ของกลุ่มพบว่า กลุ่มที่มีปัญหาด้าน การเรียนภาษาต่างประเทศพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่ากลุ่ม ปกติ เซตอัน แซมารี่ (Zaid Al-Shammari, 2008) ได้ศึกษาประสิทธิผลของการใช้ รูปแบบการสอนทางตรง ในการสอนภาษาอังกฤษ ในระดับประถมศึกษาในประเทศคูเวต โดยทำการ
35 ทดลองนักเรียนกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนที่เรียนในระดับประถมศึกษา ในประเทศ คูเวต โดยทำการ ทดลองนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่เรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 2 ห้องเรียน จาก โรงเรียนประถมศึกษาของรัฐบาลจำนวน 2 โรง ซึ่งกลุ่มทดลอง ประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 21 คน และกลุ่มควบคุมประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 22 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการสอนทางตรง และ กลุ่มควบคุมประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 22 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการสอนแบบทางตรง ซึ่ง วิธีการสอนได้ถูกประยุกต์ขึ้น เพื่อให้เข้ากับ หน่วยการเรียนรู้เฉพาะในรายวิชาภาษาอังกฤษ พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่ากลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม โดยค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลองเท่ากับ 3.52 ซึ่งมากกว่ากลุ่ม ที่ควบคุมที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.09
36 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาศิลปะ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบทางตรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สร้างสรรค์งานศิลป์ เรื่อง ทัศนธาตุ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีการวิจัย ดังนี้ ประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หนองคาย จำนวน 18 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 720 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หนองคาย จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 30 คน เป็นกลุ่มทดลองซึ่งได้มาจากการเลือกอย่าง เจาะจง (Purposive sampling) แบบแผนการทดลอง การศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการ สอนด้วยวิธีการสอนแบบทางตรง (One Group Pretest-Posttest Design) ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 แบบแผนการทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2
37 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนการจัดการเรียนการสอนรูปแบบทางตรง X แทน การสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบทางตรง T2 แทน การทดสอบหลังการจัดการเรียนการสอนรูปแบบทางตรง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาและสร้างเครื่องมือที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1.1 แผนการสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบทางตรง จำนวน 5 แผน โดย แยกออกได้ดังนี้ - แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุจำนวน 3 แผน แผนละ 4 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การวาดภาพระบายสีสิ่งของรอบตัว จำนวน 1 แผน - แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การวาดภาพระบายสีตามจินตนาการ จำนวน 1 แผน รวมทั้งหมด 5 แผน 18 ชั่วโมง 1.2 แบบประเมินทักษะ เรื่องทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 4 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมิน ทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.3 แบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบทางตรง ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สร้างและพัฒนา ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนการ สอนและขั้นตอนการสอนทางตรง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.1.2 กำหนดโครงสร้างการสอน เนื้อหา เวลา ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน เป็น 5 แผน โดยแบ่งเป็น 3 วงจรปฏิบัติการ ดังตารางที่ 4
38 ตารางที่ 4 กำหนดโครงสร้างเนื้อหาในการจัดทำแผนการสอนแบบทางตรง เรื่อง การวาดภาพ ระบายสี แผนการจัดการเรียนการสอน เรื่อง เวลา 1 2 3 วงจรปฏิบัติการที่ 1 เส้น , รูปร่าง , รูปทรง สี, น้ำหนักอ่อนแก่ ลักษณะพื้นผิว , บริเวณว่าง 4 4 4 4 วงจรปฏิบัติการที่ 2 การวาดภาพระบายสีสิ่งของรอบตัว 3 5 วงจรปฏิบัติการที่ 3 การวาดภาพระบายสีตามจินตนาการ `3 รวม 18 2.1.3 เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง 2.1.4 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 3 ท่าน พิจารณาปรับปรุงแก้ไขและให้ข้อเสนอแนะ 2.1.5 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 3 ท่านพิจารณา เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการสอน โดย พิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence :IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการสอนมีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการสอนมีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มี ความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน
39 แล้วนำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาดัชนี (Index of item objective congruence :IOC) ได้ดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 2.1.6 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (Try out) จำนวน 30 คน แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ ความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) 2.1.7 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทีปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปใช้ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ต่อไป โดยขั้นตอนการสร้างแผนการสอนแบบทางตรง ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับ ดังแสดงใน ภาพที่ 2
40 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการสอนแบบทางตรง ศึกษาทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนการสอนและ ขั้นตอนการสอนทางตรง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กำหนดโครงสร้างการสอน เนื้อหา เวลา ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็น 5 แผน โดยแบ่งเป็น 3 วงจรปฏิบัติการ นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (Try out) จำนวน 30 คน แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 3 ท่าน พิจารณาปรับปรุงแก้ไขและให้ข้อเสนอแนะ นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 3 ท่าน พิจารณา เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการสอน โดย พิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence :IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลโดยใช้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน แล้วนำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหา ดัชนี (Index of item objective congruence :IOC) ได้ดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60- 1.00 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ต่อไป เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง