45
ใบงานหนว่ ยที่ 1
รหัสวชิ า 2100-1008 ชอ่ื วิชา งานเครื่องมือกลเบื้องตน้
ชื่อหน่วย เคร่ืองเลื่อยกล
เรอ่ื ง เครื่องเล่ือยกล จานวนชว่ั โมงสอน 1-4
1. จดุ ประสงคท์ ่ัวไป
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ขน้ั ตอนการปฏิบตั งิ าน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. เครอ่ื งมอื /วัสดอุ ุปกรณ์
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. ข้อควรระวัง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. งานทีม่ อบหมาย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. วดั ผล/ประเมนิ ผล
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
48
แผนการเรียนรหู้ นว่ ยที่ 2
รหัสวชิ า 2100-1008 ชื่อวชิ า งานเคร่ืองมือกลเบื้องตน้
ช่ือหน่วย เคร่ืองเจยี ระไนลับคมตดั
เร่ือง เครอ่ื งเจียระไนลบั คมตัด จานวนชว่ั โมงสอน 5-20
1. สาระสาคัญ
เครื่องเจียระไนลับคมตัด เป็นเคร่ืองมือกลพื้นฐานชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์มากสามารถทางานได้
อยา่ งกว้างขวาง เช่น ใช้สาหรับลับคมตัดต่าง ๆ ของเครื่องมือตัด ได้แก่มีดกลึง มีดไส ดอกสว่าน และ
ยังสามารถเจียระไนตกแตง่ ช้ินงานต่าง ๆ ไดโ้ ดยคานงึ ถึงเร่อื งความปลอดภยั
2. งานประจาหน่วยการเรียนรู้
2.1 รายงานความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกับเครื่องเจยี ระไนลับคมตดั
3. สมรรถนะประจาหน่วยการเรียนรู้
3.1 แสดงความรเู้ ก่ยี วกบั การใช้เคร่ืองเจียระไนลบั คมตดั ได้ถูกต้อง
4. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ (มาตรฐานการเรียนร)ู้
4.1 จุดประสงค์ทั่วไป
เพื่อบอกชนิดของเคร่ืองเจียระไนลับคมตัด บอกส่วนประกอบท่ีสาคัญของเคร่ืองเจียระไน
ลับคมตัด บอกเครื่องมือและอุปกรณ์ท่ีใช้ในการลับคมตัด อธิบายขั้นตอนการใช้เครื่องเจียระไนลับคมตัด
บอกวิธีการบารุงรักษาเครื่องเจียระไนลับคมตัด บอกวิธีการบารุงรักษาเคร่ืองเจียระไนลับคมตัด บอก
ประโยชน์ของเครอ่ื งเจียระไนลบั คมตดั บอกความปลอดภยั ในการใช้เครอ่ื งเจียระไนลับคมตัด ปฏิบัติการลับ
มีดกลงึ ปาดหน้า ลับมดี ปอกผิว ลับมีดกลงึ เกลยี ว ลับมีดตกรอ่ งได้ ลับมดี ไสผวิ ราบ และลับดอกสว่านได้
4.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. บอกชนดิ ของเครอ่ื งเจียระไนลับคมตดั ได้
2. บอกส่วนประกอบทสี่ าคัญของเคร่ืองเจยี ระไนลับคมตัด
3. บอกเคร่ืองมือและอุปกรณ์ทใี่ ชใ้ นการลับคมตัด
4. อธิบายข้ันตอนการใช้เครอื่ งเจียระไนลับคมตดั ได้
5. บอกวธิ กี ารบารงุ รักษาเคร่อื งเจียระไนลับคมตัดได้
6. บอกประโยชนข์ องเคร่อื งเจยี ระไนลบั คมตัดได้
7. บอกความปลอดภยั ในการใช้เครื่องเจยี ระไนลับคมตดั ได้
8. ปฏิบัติการลับมีดกลึงปาดหน้า ลบั มีดปอกผิว ลับมดี กลึงเกลียว และมีดตกร่องได้
9. ปฏบิ ัตลิ ับมีดไสผวิ ราบได้
10.ปฏิบตั ลิ บั ดอกสวา่ นได้
5. สาระการเรียนรู้
*********เน้อื หาตามใบความรู้*********
49
6. กระบวนการจดั การเรยี นรใู้ ช้เทคนิคการสอน แบบข้นั ตอนการเรยี นรแู้ บบ MAIP
6.1 สัปดาหท์ ่ี 1
1. ข้นั สนใจ (M = Motivation)
1.1 ครูสนทนากบั ผู้เรยี นเกี่ยวกบั ความรู้เบื้องตน้ เกีย่ วกบั ใชเ้ คร่อื งเล่อื ยกล
2. ขั้นศกึ ษาขอ้ มูล (I = Information)
2.1 ผู้เรยี นศึกษาเอกสารประกอบการสอน เร่อื ง เคร่ืองเลอ่ื ยกล
2.2 ครูอธบิ ายเนอื้ หาเพ่ิมเติมใน เรือ่ ง การกาหนดขนาดในแบบสง่ั งานการผลติ (Dimension)
2.3 ครสู าธติ และยกตวั อย่างเครื่องเลือ่ ยกล
3. ขน้ั พยายาม (A = Application)
3.1 ผู้เรียนฝกึ ปฏิบตั ิงานโดยครตู งั้ โจทย์ปญั หาให้
3.2 ผู้เรยี นและครูร่วมกันสรปุ เนือ้ หารายวชิ า
3.3 ผู้เรยี นทาแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
4. ขนั้ สาเร็จผล (P = Progress)
4.1 ผู้สอนเฉลยแบบฝึกหัดและแบบทดสอบและอธิบายเพิ่มเติมเพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจ
เน้ือหาวิชามากยงิ่ ขน้ึ
7. สอ่ื การเรียนรู้ 7.2 ใบความรู้
7.1 หนังสือเรยี น 7.4 แบบฝกึ หัด
7.3 ใบงาน
7.6 แบบทดสอบ
7.5 แบบสังเกตพฤติกรรม
8. หลักฐานการเรยี นรู้ 8.2 แบบฝึกหดั
8.1 ใบงาน
8.3 รายงาน
9. กระบวนการวดั ผลและประเมินผล
ลาดบั เครือ่ งมือการประเมนิ วธิ วี ดั และประเมนิ เกณฑ์
ท่ี การประเมิน
ตรวจแบบฝกึ หดั
1 แบบฝึกหดั ข้อละ 1 คะแนน ผ่าน ไมผ่ ่าน
ถกู 1 คะแนน
ไม่ถูก 0 คะแนน ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
รอ้ ยละ 60 ต่ากวา่
ขึน้ ไป รอ้ ยละ 60
50
(หรอื ตามความเหมาะสม)
2 แบบประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ าน ตรวจผลการปฏบิ ัตงิ าน ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
(ตามความเหมาะสม) ร้อยละ 60 ต่ากว่า
ขน้ึ ไป รอ้ ยละ 60
3 แบบประเมนิ ชิน้ งาน ตรวจประเมนิ ช้นิ งาน ได้คะแนน ไดค้ ะแนน
(ตามความเหมาะสม) ร้อยละ 60 ต่ากวา่
ขึ้นไป รอ้ ยละ 60
4 แบบทดสอบทฤษฎี ตรวจแบบทดสอบทฤษฎี ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
ข้อละ 1 คะแนน รอ้ ยละ 60 ตา่ กวา่
ถูก 1 คะแนน ขน้ึ ไป รอ้ ยละ 60
ไม่ถูก 0 คะแนน
(หรือตามความเหมาะสม)
5 แบบทดสอบปฏบิ ตั ิ ตรวจแบบทดสอบปฏบิ ัติ ได้คะแนน ได้คะแนน
(ตามความเหมาะสม) ร้อยละ 60 ตา่ กวา่
ขน้ึ ไป ร้อยละ 60
6 แบบสงั เกตพฤติกรรม ตรวจแบบสังเกตพฤตกิ รรม ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
ด้านคุณธรรม จริยธรรม ดีมาก 5 คะแนน ร้อยละ 60 ต่ากว่า
คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอนั พึง ดี 4คะแนน ขนึ้ ไป รอ้ ยละ 60
ประสงคต์ ามคา่ นิยม 12 พอใช้3คะแนน
ประการ พอใช้ 2คะแนน
ปรับปรุง 1คะแนน
10. แหลง่ การเรยี นรู้
10.1 ห้องสมดุ
10.2 หอ้ งอินเตอรเ์ นต็
11. บันทกึ ผลหลังการจดั การเรยี นรู้
11.1 ข้อสรุปหลงั การจดั การเรียนรู้
............................................................................................................................. ......................
............................................................................................................ .......................................................
............................................................................................................................. ......................................
................................................................................................................................................................. ..
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ......................................
...................................................................................................................................................................
11.2 ปัญหาทพี่ บ
............................................................................................................................. ......................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................ .......................................................................
51
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................ .......................................................................
11.3 แนวทางการแก้ไขปญั หา
............................................................................................................................. ......................
..................................................................................................................................... ..............................
.................................................................................................... ...............................................................
............................................................................................................................. ......................................
......................................................................................................................................................... ..........
........................................................................................................................ ...........................................
............................................................................................................................. ......................................
...................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................
52
ใบความรูห้ นว่ ยที่ 2
รหัสวชิ า 2100-1008 ชอ่ื วชิ า งานเครื่องมือกลเบ้ืองต้น
ช่อื หน่วย เครื่องเจยี ระไนลับคมตดั
เรือ่ ง เครือ่ งเจยี ระไนลับคมตัด จานวนชัว่ โมงสอน 5-20
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. จุดประสงค์ทั่วไป
เพื่อบอกชนิดของเครื่องเจียระไนลับคมตัด บอกส่วนประกอบที่สาคัญของเครื่องเจียระไนลับ
คมตัด บอกเคร่ืองมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการลับคมตัด อธิบายข้ันตอนการใช้เคร่ืองเจียระไนลับคมตัด
บอกวิธีการบารุงรักษาเครื่องเจียระไนลับคมตัด บอกวิธีการบารุงรักษาเคร่ืองเจียระไนลับคมตัด บอก
ประโยชน์ของเครื่องเจียระไนลบั คมตัด บอกความปลอดภัยในการใช้เครื่องเจียระไนลับคมตัด ปฏิบัติการ
ลับมดี กลึงปาดหนา้ ลับมดี ปอกผิว ลับมีดกลึงเกลียว ลับมีดตกร่องได้ ลับมีดไสผิวราบ และลับดอกสว่าน
ได้
2. จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. บอกชนิดของเครื่องเจียระไนลับคมตัดได้
2. บอกสว่ นประกอบทีส่ าคญั ของเคร่ืองเจยี ระไนลบั คมตัด
3. บอกเครื่องมือและอปุ กรณ์ท่ใี ชใ้ นการลบั คมตัด
4. อธบิ ายขั้นตอนการใชเ้ ครือ่ งเจียระไนลับคมตดั ได้
5. บอกวธิ ีการบารงุ รักษาเครื่องเจียระไนลับคมตดั ได้
6. บอกประโยชน์ของเคร่อื งเจียระไนลับคมตัดได้
7. บอกความปลอดภัยในการใช้เครื่องเจยี ระไนลับคมตัดได้
8. ปฏิบตั กิ ารลับมดี กลงึ ปาดหนา้ ลับมีดปอกผวิ ลบั มดี กลึงเกลียว และมดี ตกร่องได้
9. ปฏบิ ตั ลิ ับมีดไสผิวราบได้
10.ปฏบิ ัตลิ ับดอกสวา่ นได้
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2 เครือ่ งเจยี ระไนลับคมตดั
เครอื่ งเจยี ระไนลบั คมตดั และงานลบั เครือ่ งมือตัด
เครอ่ื งเจยี ระไนลบั คมตัด เปน็ เคร่ืองมอื กลพ้ืนฐานชนิดหนึง่ ท่มี ปี ระโยชน์มากสามารถทางานได้
อยา่ งกวา้ งขวาง เชน่ ใชส้ าหรับลบั คมตดั ตา่ ง ๆ ของเคร่ืองมือตดั ไดแ้ กม่ ดี กลึง มีดไส ดอกสว่าน และ
ยงั สามารถเจียระไนตกแตง่ ชิ้นงานต่าง ๆ ได้โดยคานึงถงึ เรื่องความปลอดภยั
1. ชนิดของเครอื่ งเจียระไนลับคมตัด
เครอ่ื งเจยี ระไนลับคมตดั โดยทั่ว ๆ ไป แบง่ ออกเป็น 2 ชนิด คือ เคร่ืองเจยี ระไนแบบตัง้ โตะ๊
และเคร่ืองเจยี ระไนแบบตั้งพื้น
1. เครือ่ งเจยี ระไนแบบต้ังโตะ๊ (Bench Grinding) เครือ่ งเจียระไนชนิดน้จี ะยึดตดิ อยู่กับโตะ๊
53
เพอื่ เพ่ิมความสูงและสะดวกในการใช้งาน
ภาพที่2.1 เคร่ืองเจียระไนแบบตัง้ โต๊ะ
2. เครอื่ งเจยี ระไนแบบตง้ั พืน้ (Floor Grinding) เป็นเครอ่ื งเจยี ระไนลับคมตดั ท่ีมีขนาด
ใหญก่ วา่
แบบต้งั โต๊ะ มีสว่ นที่เป็นฐานเคร่อื ง เพ่ือใชย้ ดึ ติดกับพน้ื ทาใหเ้ ครื่องเจยี ระไนมคี วามมนั่ คงแขง็ แรงกวา่
เครื่องเจยี ระไนแบบตั้งโต๊ะ
ภาพที่ 2.2 เครอื่ งเจยี ระไนแบบตงั้ พ้ืน
2. ส่วนประกอบของเครอื่ งเจยี ระไนลับคมตดั
โดยท่ัว ๆ ไปของเครื่องเจียระไนต้งั พื้น จะมสี ว่ นประกอบดังน้ี
54
- มอเตอร์ (Motor)
- ล้อหนิ เจยี ระไน (Grinding Wheel)
- ฝาครอบล้อหนิ (Wheel Guard)
- แผ่นกระจกนิรภัย (Safety Glass)
- แท่นรองรับงาน (Tool Rest)
- ถงั น้าหล่อเย็น (Water Pot)
- สวิตซเ์ ครื่อง (Switch)
- ฐานเครอื่ ง (Base)
รูปที่ 2.3 แสดงสว่ นประกอบของเครือ่ งเจียระไนต้งั พน้ื
2.1 มอเตอร์ (Motor) เป็นสว่ นสาคัญของเครื่องเจยี ระไนลับคมตดั ทาหนา้ ที่ส่งกาลังให้ลอ้ หนิ
เจียระไนหมนุ เครื่องเจยี ระไนลับคมตัดมีมอเตอร์เปน็ รูปทรงกระบอก โดยปลายแกนเพลา
ทัง้ สองขา้ งใช้จับยึดลอ้ หินเจยี ระไน มอเตอรส์ ่วนใหญจ่ ะใช้แรงดันไฟฟา้ 220 โวลต์ หรอื
380 โวลต์
55
รปู ที่ 2.4 มอเตอรเ์ คร่ือง เจยี ระไน
2.2 ลอ้ หนิ เจยี ระไน (Grinding Wheel) จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ล้อหนิ เจียระไนชนดิ หยาบ
และล้อหินเจยี ระไนชนิดละเอียด จะยึดตดิ อยู่อยา่ งละขา้ งของแกนมอเตอร์โดยจะมีล้อหิน
เจยี ระไนชนดิ หยาบเพอื่ เจยี ระไนหยาบชว่ ยใหเ้ จยี ระไนได้เร็วขน้ึ และอกี ข้างหนึง่ จะใช้จับยึด
ลอ้ หินเจยี ระไนชนดิ ละเอยี ดเพอ่ื ใช้เจยี ระไนผิวเรยี บเพ่ือเป็นการเจยี ระไนขน้ั สดุ ท้าย ในการ
เลอื กใชล้ ้อหนิ เจยี ระไนจะต้องเลอื กล้อหนิ เจียระไนให้ตรงกับชนิดวัสดขุ องมีดตัดทีจ่ ะนามาลบั
เพราะวสั ดทุ ามดี ตดั มีหลายประเภท เช่น มีดกลงึ เหลก็ รอบสงู (High Speed Steel) มีดกลงึ
คารไ์ บด์หรือมดี เล็บ (Carbide Tool)
ภาพท่ี 2.5 เครอ่ื งเจยี ระไนเครื่องมอื ตัดทเี่ ปน็ คาร์ไบด์
การเลือกล้อหนิ เจยี ระไนลับคมตัดต้องคานงึ ถึงขนาดของล้อหินเจยี ระไนด้วยวา่ เครือ่ ง
เจียระไนระบใุ ห้ใชล้ ้อหนิ ขนาดเทา่ ใด สง่ิ ทตี่ ้องทราบกค็ ือ
- ขนาดเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางโตนอกของล้อหินเจยี ระไน
- ความหนาของลอ้ หินเจียระไน
- ขนาดเส้นผ่าศนู ย์กลางรใู นของลอ้ หินเจียระไน
56
รูปที่ 2.6 สว่ นต่าง ๆ ของลอ้ หนิ เจยี ระไน
รปู ที่ 2.7 ขนาดต่าง ๆ ของล้อหนิ เจียระไน
กอ่ นนาหนิ เจยี ระไนมาใช้ครั้งแรก จะตอ้ งทาการปรับศูนย์ล้อหินเจยี ระไนใหไ้ ด้ศูนย์ก่อนจงึ จะ
นาไปตดิ ตั้งกับเครื่องเจยี ระไน
รูปที่ 2.8 การปรบั ศูนยล์ ้อหินเจยี ระไนให้ไดศ้ ูนย์
หินเจียระไนหลงั จากทาการปรับศูนย์และนามาตดิ ตั้งบนเครือ่ งเจยี ระไนแลว้ จะต้องทาการ
แตง่ หน้าหนิ ก่อนใชง้ านเสมอ หลงั จากการใช้งานเมอ่ื หินเจยี ระไนทื่อ หรือมรี อยบน่ิ หนา้ ไมเ่ รียบ
สม่าเสมอ ตอ้ งทาการแต่งหน้าหนิ ใหเ้ รยี บพร้อมใช้งานตลอดเวลา
57
รปู ท่ี 2.9 การแต่งหน้าหินเจียระไนดว้ ยล้อต่างหนาหนิ เจยี ระไน (Wheel Dresser)
รูปท่ี 2.10 การแตง่ หนิ เจยี ระไนด้วย Abrasive Stick
รปู ท่ี 2.11 การแต่งหนิ เจยี ระไน ด้วยเพชรแต่งหน้าหนิ
รูปท่ี 2.12 ลอ้ แต่งหน้าหินเจียระไน (Wheel Dressers)
รูปท่ี 2.13 ลอ้ แตง่ หน้าหินเจียระไน (Abrasive Wheel Dresser)
รปู ที่ 2.14 ตวั แตง่ หนา้ หนิ เจยี ระไน (Abrasive Stick Wheel Dressing Tool)
58
รูปท่ี 2.15 ชดุ ตวั แต่งหนา้ หนิ เจยี ระไน (Diamond Wheel Dressing Tool)
รปู ที่ 2.16 หินเจยี ระไนกอ่ นแตง่ และหนิ เจยี ระไนที่แตง่ หนา้ หินแลว้
2.3 ฝาครอบหนิ เจยี ระไน (Wheel Guard) เป็นฝาครอบลอ้ หนิ เจยี ระไนทั้งสองข้างเพือ่ ป้องกนั
อนั ตรายจากล้อหนิ เจยี ระไน ส่วนใหญจ่ ะทาด้วยเหล็กเหนียวข้ึนรปู
รูปที่ 2.17 ฝาครอบลอ้ หินเจยี ระไนและแท่นรองรบั งาน
2.4 กระจกนริ ภยั (Safety Glass) จะติดตง้ั ไว้ท้ังสองลอ้ เพอ่ื ป้องกันเศษโลหะกระเดน็ เขา้ ตา
ผู้ปฏิบัติงาน เป็นที่ให้ผปู้ ฏิบัติงานมองในขณะลบั เคร่ืองมือตดั
รปู ท่ี 2.18 กระจกนิรภยั
2.5 แท่นรองรบั งาน (Tool Rest) ทาหนา้ ทรี่ องรบั งานหรอื เคร่ืองมือวัดและยงั ช่วยทาหนา้ ท่ี
ประคองมือผู้ปฏบิ ตั ิงานด้วย สว่ นใหญ่ทาดว้ ยเหล็กหล่อข้ึนรูปหรือเหล็กเหนยี ว ควร
ตรวจสอบระยะหา่ งอยู่เสมอ ควรมีระยะหา่ งมากสดุ ไม่เกิน 2-3 มม. ถ้ามรี ะยะห่างมาก
ช้นิ งานอาจจะหลุดลงไปในชอ่ งทาให้เกิดอนั ตรายได้ ลอ้ หินเจียระไนอาจจะแตกกระเด็นโดน
59
ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในขณะปรบั ระยะห่างระหวา่ งแท่นรองรบั งานจะต้องปดิ สวติ ซใ์ หล้ อ้ หยดุ นงิ่ ก่อน
เมือ่ ตังระยะห่างเรยี บร้อยแล้ว ต้องทาการทดสอบโดยการหมุนด้วยมอื กอ่ น เพ่ือป้องกนั กรณี
ลอ้ หนิ เจยี ระไนแกว่งมากกระแทกกบั แท่นรองรบั งาน
2.6 ภาชนะใส่นา้ ระบายความร้อย (Water Pot) ในขณะทเ่ี จยี ระไนลับคมตดั มดี ตดั ชนดิ ต่าง ๆ
หรือเจยี ระไนชนิ้ งานจะมีความร้อนเกิดขึน้ ท่ีมมี ดี ตัดหรือใช้ชิน้ งานจะทาให้ร้อนมือและจะทา
ใหโ้ ครงสร้างวสั ดขุ องมดี ตัดเปล่ียนไป จาเปน็ จะต้องมีการระบายความร้อนโดยการจมุ่ ลงใน
น้าแล้วแกวง่ ไปมาเพ่ือเป็นการระบายความร้อนได้เร็วขนึ้ ตัวระบายความร้อนสาหรบั เครือ่ ง
เจยี ระไนลบั คมตัดนิยมใช้นา้ ธรรมดา ไมจ่ าเป็นต้องใช้น้าหล่อเลน็ เพราะจะทาให้ล้อหิน
เจียระไนท่ือเรว็ ตอ้ งต่างหนา้ ล้อหนิ เจียระไนบ่อยข้นึ ทาใหส้ ิน้ เปลอื ง
2.7 สวิตซ์เคร่ือง (Switch) มไี ว้เพือ่ ควบคมุ เครอ่ื งเพื่อใช้สาหรบั ปิดเปดิ ในเคร่อื งเจียระไนเครอื่ ง
หนึ่งอาจจะมสี วติ ซ์เพิ่มเติมมากขึน้ ก็ได้ เพื่อเป็นการเพ่ิมความปลอดภยั แกผ่ ู้ปฏิบัตงิ าน
2.8 ฐานเคร่ือง (Base) อยูส่ ว่ นล่างสุดของเคร่ืองมีหน้าทร่ี องรับสว่ นตา่ ง ๆ ของเครือ่ งทงั้ หมด ทา
จากเหลก็ หลอ่ ใช้ยดึ ติดกับพนื้ หรือโตะ๊
3. เครือ่ งมือและอุปกรณ์ทีใ่ ช้ในการเจยี ระไนลบั คมตดั
เครื่องมือและอุปกรณต์ ่าง ๆ ท่ีใช้ในการลบั คมตัดของเครอื่ งมือตัดชนดิ ต่าง ๆ เช่น การลบั มีด
กลงึ มีดไส และลับดอกสว่าน จาเปน็ จะตอ้ งมเี คร่ืองมือและอุปกรณ์อนื่ ๆ ท่ีสาคัญเพิ่มเติมอีกดงั น้ี
3.1 ใบวัดมมุ (Angle Protractor) เป็นเคร่ืองมือวดั มมุ สาหรับวัดมุมของเคร่ืองมือวัด เช่น มดี
กลงึ มดี ไส ใบวดั มุมสามารถวัดมุมได้ต้ังแต่ 0-180 องศา
รปู ที่ 2.19 ใบวดั มมุ
รูปที่ 2.20 การวดั มมุ มดี กลึงด้วยใบวัดมมุ
3.2 เกจวัดมมุ เกลียวสามเหลยี่ ม (Center Gage) ใช้เป็นเคร่ืองมือวดั สาหรับวัดมมุ มีดกลึงเกลยี ว
สามเหล่ยี มและใชต้ ง้ั มดี กลึงเกลียวสามเหลย่ี ม โดยทว่ั ๆ ไปจะมมี ุมรวมยอดเกลียว 60
องศา ยกเว้นเกลยี ววิตเวอตมีมมุ รวม 55 องศา
60
รปู ที่ 2.21 เกจวัดมมุ เกลยี วสามเหล่ียม
3.3 เกจเกลยี วสเ่ี หล่ียมคางหมู เปน็ เกจทใ่ี ช้วดั มุมมีดกลงึ เกลยี วสีเ่ หลย่ี มคางหมูก่ รณเี ป็นแบบ
เกลยี วสี่เหลยี่ มคางหมเู มตรกิ จะมีตัวเลขท่เี กจเปน็ ระยะพิตซ์ (Tr) และมมี ุมรวมปลายมีด
30 องศา และเกลียวส่ีเหลยี่ มคางหมูอเมริกนั (Acme) จะมเี ลขบอกที่เกจเปน็ จานวนเกลยี ว
ต่อนิ้ว และมีมมุ รวมปลายมีด 29 องศา ดงั นั้น การนาเกจมาใช้จะต้องเลือกให้ถูกต้อง
มิฉะนั้นความกว้างปลายมดี และมุมรวมปลายมีดจะผิด
รูปที่ 2.22 เกจเกลียว สี่เหลยี่ มคางหมู
(Acme)
3.4 เกจวัดมุมดอกสวา่ น (Drill Point Gage) หรือ (Drill Grinding) เป็นเกจสาหรบั ใชว้ ัดมุมดอก
สวา่ น
รูปท่ี 2.23 เกจวัดมุมดอกสว่าน
4. ประโยชนข์ องเครอ่ื งเจยี ระไนลับคมตดั
เปน็ เครือ่ งมือท่ีชว่ ยทนุ่ แรง ประหยัดเวลา สามารถใช้ประโยชนห์ ลายอย่าง เช่น
4.1 ใช้ลบั คมตัดตา่ ง ๆ ได้หลายชนิด เชน่ ลบั มดี กลงึ ลับมีดไส ลบั คมสกดั และลับคมมดี ทว่ั ไป
4.2 ใช้เจยี ระไนสว่ นทไ่ี ม่ตอ้ งการออก เช่น รอยเชอ่ื ม รอยเยนิ ผวิ ช้ินงานทไี่ ม่เรยี บ
4.3 เคร่ืองเจียระไนบางเครื่องอาจดัดแปลงเป็นเครื่องขัดผวิ ชนิ้ งาน เช่น ขัดผวิ ชิน้ งานชบุ เคลือบ
ผวิ โครเมียม โดยเปลย่ี นลอ้ หนิ เป็นลอ้ ขดลวดหรือผา้ ขัด
5. ความปลอดภยั ในการใช้เคร่ืองเจยี ระไน
61
5.1 ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องเจยี ระไนก่อนเปิดเครือ่ งใชง้ านทุกครัง้ เช่น ตรวจสอบระบบ
ไฟฟา้ ล้อหนิ เจียระไน ฝาครอบลอ้ หินเจยี ระไน ฯลฯ เปน็ การตรวจสอบวา่ อปุ กรณ์ต่าง ๆ
ดงั กลา่ วอย่ใู นสภาพทพี่ ร้อมจะใชง้ านและมีความปลอดภยั หรือไม่
5.2 การแต่งกายตอ้ งรัดกุม ไม่รมุ่ รา่ ม ไมผ่ กู เน็กไท ผมไม่ยาวรุงรัง
5.3 ตอ้ งสวมแว่นตานิรภยั ทุกครงั้ ที่ปฏบิ ตั งิ าน
5.4 จะต้องมกี ระจกนริ ภัยและอยูใ่ นสภาพพร้อมท่ีจะใช้งาน เพ่ือป้องกนั เศษโลหะกระเด็นเข้าตา
5.5 ต้องปรบั ระยะหา่ งแท่นรองรับงานใหอ้ ยใู่ นระยะหา่ งไม่เกนิ 3 มม. ป้องกันช้ินงานหลดุ เขา้
ไปขดั กบั ล้อหนิ เจียระไน ลอ้ หนิ เจียระไนอาจจะแตกกระเด็นโดยผู้ปฏิบัติงานได้
5.6 เม่อื ล้อหินเจยี ระไนทือ่ หรือเกิดรอยบน่ิ จะต้องทาการแต่งหนา้ ล้อหนิ เจียระไนใหม่ มิฉะนนั้
ผปู้ ฏิบัติงานจะต้องออกแรงกดชิน้ งานที่นามาลบั มากเพราะหนิ ทือ่ อาจจะทาให้พลาดไปโดน
ล้อหินเจยี ระไน ทาให้เกิดอุบัติเหตไุ ด้
5.7 หา้ มใช้ผ้าจับเครอื่ งมือตดั หรือช้นิ งานทนี่ ามาเจียระไน เพราะผ้าอาจจะติดเขา้ ไปในล้อหิน
เจียระไนที่กาลังหมนุ และทาให้มอื ติดเข้าไปดว้ ยทาใหเ้ กดิ อนั ตรายได้
5.8 ในขณะเรม่ิ เปิดสวติ ซ์เคร่อื งเจียระไนเพ่อื ปฏิบัติงานจะต้องระมดั ระวงั ไม่ยนื ตรงกบั ล้อหิน
เจียระไน เพราะในชว่ งที่เริม่ เปดิ เคร่อื งใหม่ ๆ ล้อหินเจยี ระไนจะมีแรงเหว่ยี งมาก ถา้ ล้อหนิ
เจียระไนเกิดรอยแตกรา้ วอยูก่ ่อนอาจกระเดน็ ออกมาถูกผปู้ ฏบิ ตั ิงานทาใหเ้ กิดอุบตั เิ หตุได้
5.9 เครอื่ งเจียระไนทุกเครื่องจะต้องมีการติดต้ังสายดนิ เพ่ือป้องกันไฟฟ้าดูดผู้ปฏิบัติงาน
6. การบารงุ รกั ษาเครอ่ื งเจียระไนลับคมตัด
6.1 หมนั่ ตรวจดูความเรยี บร้อยของเครือ่ งให้เรยี บรอ้ ยทุกจุด ใหอ้ ยู่ในสภาพดี พร้อมจะใชง้ าน
เสมอ หากเกิดการชารุดเสียหายควรทาการจัดซ่อมให้ใช้งานได้ดี
6.2 ตรวจดลู ้อหนิ เจียระไนว่ามรี อยร้าวหรอื รอยบนิ่ หรือไม่ เมื่อล้อหินเจียระไนทื่อไม่คมจะต้องทา
การแต่งหน้าหนิ เจยี ระไนใหม่
6.3 ควรดูแลรกั ษามอเตอร์ คอยตรวจสอบเสียงของมอเตอรว์ ่ามเี สียงดงั ผดิ ปกติหรือไม่
6.4 จะตอ้ งตรวจสอบระยะห่างของแทน่ รองรับงานเปน็ ประจา โดยใหม้ ีระยะหา่ งมากสดุ ไม่ควร
เกนิ 3 มม. เพ่ือป้องกันชิ้นงานหรือเครื่องมือตัดหลดุ เข้าไปในระหวา่ งลอ้ หิน อาจจะทาให้
ล้อหินแตกหรือแท่นรองรับงานอาจแตกหักทาให้เกดิ ความเสียหายได้
6.5 หลังจากเลกิ ใช้งานทุกคร้งั ควรปิดสวติ ซแ์ ละทาความสะอาดเคร่อื งเจียระไน
7. ขนั้ ตอนการทางานของเครอ่ื งเจียระในลับคมตดั
7.1 เตรยี มเคร่ืองมือตดั หรอื ชนิ้ งานทต่ี อ้ งการเจยี ระไนให้พรอ้ ม ศึกษาวิธีการและหลักการทางาน
ใหเ้ ข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติงาน
7.2 ตรวจสอบความพร้อมและความเรียบร้อยของเคร่อื งเจียระไนลบั คมตดั ทีจ่ ะใช้ เชน่
ตรวจสอบระบบไฟฟา้ สายไฟฟ้าและล้อหินเจยี ระไนว่ามรี อยแตกร้าวหรอื ไม่ ล้อหนิ ทือ่
หรอื ไม่ระยะห่างแท่นรองรับงานเหมาะสมหรือไม่
7.3 เปิดสวติ ซ์ต่าง ๆ ตามขนั้ ตอนให้เครือ่ งเจยี ระไนหมุน
7.4 ทาการลับมดี ตัดหรือช้ินงานท่ีเตรียมไว้ตามข้นั ตอนทไี่ ด้ศกึ ษามา
7.5 เมอ่ื ทางานเสรจ็ ก็ปดิ สวิตซใ์ หเ้ รยี บร้อย
7.6 ทาความสะอาดหลังจากเลิกใช้งานพรอ้ มตรวจดคู วามเรยี บรอ้ ยของเคร่ืองเจียระไน
8. การลับเครื่องมือตัด
62
เน่ืองจากเครื่องมือตัดมีมากมายหลายประเภท เช่น มีดกลงึ มีดไส ดอกสว่าน แตล่ ะ
ประเภทยงั มีรูปทรงและลักษณะการใชง้ านท่ีแตกตา่ งกันอีก เช่น มดี กลึงปาดหนา้ มดี กลึงบอกมดี กลึง
เกลียว และมดี กลงึ ข้ึนรูปตา่ ง ๆ ดงั นัน้ วิธีการลบั จงึ ตอ้ งตามรปู แบบของเครอ่ื งมือตัดแต่ละชนดิ ตามท่ตี ้อง
ซึ่งในท่ีนจี้ ะบอกลา่ วเฉพาะทสี่ าคัญ ๆ ดงั นี้
8.1 มดี กลงึ (Cutting Tool) เปน็ เครื่องมอื แปรรูปชนิ้ งาน เพ่อื ใหช้ ิน้ งานมีรูปรา่ งและขนาดได้
พิกดั ตามแบบสัง่ งาน วัสดทุ ามีดกลงึ สาหรบั ใช้ในงานกลึงปัจจบุ นั มี 2 ชนิด คอื มดี กลึงทา
จากเหล็กกล้ารอบสงู (HSS) ซ่ึงเป็นมดี กลึงท่ีนิยมใช้งานโดยทว่ั ไป และมีดกลงึ ที่ทาจากคาร์
ไบด์ (Carbide) ซง่ึ เปน็ โลหะที่มีความแข็งสงู มาก เหมาะสาหรับการกลงึ ขน้ึ รูปชนิ้ งานท่เี ปน็
โลหะแขง็ แขง็ มาก หรอื งานกลงึ ผลิตภณั ฑ์อุตสาหกรรม เชน่ เหล็กหล่อ เหลก็ กลา้ ผสม
มีดกลึงมีคมตดั เปน็ มุมต่าง ๆ ท่ีเหมาะสาหรับการนาไปใชก้ บั ชนิ้ งานท่เี ปน็ วดั สดุ ทสี่ อดคลอ้ ง
กัน เมอ่ื คมมดี กลงึ ท่ือแล้ว ต้องเจียระไนใหค้ ม และได้มุมทตี่ อ้ งการสาหรับการใชง้ านต่อไป
8.2 วัสดมุ ีดกลงึ ช่างโลหะ วัสดทุ ่ใี ชท้ ามดี กลึงงานโลหะ
รปู ที่ 2.24 มีดเหลก็ ไฮสปีด
1. เหล็กไฮสปีด (High Speed Steel = HSS) เปน็ เหล็กกลา้ ผสมสามารถรักษาคมไว้ได้
จนอุณหภมู สิ ูงถึง 6500 ซ. เหล็กไฮสปดี มีส่วนประกอบต่าง ๆ กนั แบ่งออกเป็น 3
ประเภทหลกั คือ
- เหล็กไฮสปีดชนิ 18-4-1 มสี ่วนผสมของทงั สเตน 18% โครเมียม 4% และวาเนเดยี ม
1%
- โมลิบดนี ัมไฮสปีดสตลี เป็นเหลก็ ไฮสปดี ท่ีใช้โมลบิ ดนี มั ผสมแทนทังสเตนบางส่วน
ส่วนผสมท่นี ยิ มใช้คือ ทังสเตน 6% โมลิบดีนัม 6% โครเนียม 4% วาเนดียม 2%
- ซปุ เปอรไ์ ฮสปีดสตีลมีโคบอลต์ผสมเพ่มิ ขน้ึ อีกประมาณ 2-15% ทงั สเตน 20%
โครเมยี ม 4% วาเนดยี ม 2% และโคบอลต์ 12%
2. สเตลไลต์ (Stelite) ใชเ้ ปน็ มีดเลบ็ มสี ว่ นผสมของทังสเตนประมาณ 12-15% โครเมียม
15-3% โคบอลต์ 40-50% คารบ์ อน 1-4% และมีคาร์ไบด์ของธาตุอ่ืน ๆ อกี
ประมาณ 1% คงความแขง็ ไวไ้ ด้จนอุณหภมู ิสงู ถึงประมาณ 9500 ซ.
3. ทงั สเตนคาร์ไบต์ (Thungsten Carbide) ใช้เป็นมีดเล็บ เปน็ วสั ดทุ ี่สังเคราะหม์ าจาก
ทงั สเตนกบั คารบ์ อนทนความรอ้ นโดยไมเ่ สยี คม จนอุณหภมู สิ ูงประมาณ 1,2000 ซ.
63
เหมาะสาหรบั กลงึ งานทเี่ ปน็ เหลก็ หลอ่ ไมเ่ หมาะกับการกลงึ เหลก็ กลา้ อัตราส่วนท่ี
เหมาะสมคือ ทังสเตนคารไ์ บด์ 82% ไทตามเนยี มคาร์ไบด์ 10% และโคบอลต์ 8%
รปู ที่ 2.25 รูปแบบมดี เลบ็ คาร์ไบด์ หรือเซรามกิ ตาม DIN 4987
4. เพชร (Diamond) ใชเ้ ป็นมดี เล็บสาหรับกลงึ งานเบา ๆ ทีต่ อ้ งการขนาดท่ีเทีย่ งตรงมาก
หรือใช้สาหรับตัดงานท่ีมคี วามแข็งมาก จนไมส่ ามารถตัดดว้ ยวสั ดุอ่นื ได้
5. เซรามกิ (Ceramic) ใช้เป็นมีดเล็บ ทนความเร็วตดั ให้สูงกวา่ วัสดชุ นิดอนื่ ๆ และทน
แรงอดั ได้สงู แตเ่ ปราะมาก
รปู ท่ี 2.26 ชุดมีดเซรามกิ มที ้ังปาดหนา้ ซา้ ยและปาดหน้า
8.3 ชนดิ ของมีดกลงึ แบ่งตามลักษณะการใชง้ าน
8.3.1 มีดกลึงปาดหนา้ ใช้สาหรับปาดหน้าชิน้ งานใหเ้ รียบ
ขวา ดงั รูป
รูปที่ 2.27 มีดกลึงปาดหนา้ ซา้ ย รปู ที่ 2.28 มีดกลงึ ปาดหน้าขวา
64
8.3.2 มดี กลงึ บอก ใชส้ าหรับกลึงปอกช้นิ งานให้ได้ขนาดความยาวเส้นผา่ ศนู ย์กลางที่
ต้องการ มีท้ังมีดกลงึ ปอกขวา คือ กลึงปอกจากขวามือมาซ้ายมอื หรือจากทา้ ยแท่น
มายงั หัวเครอื่ งกลงึ และมีดกลงึ ปอกซา้ ย คือ กลึงจากซา้ ยมือมาขวามือหรือกลึง
จากหัวเคร่ืองกลึงมายังทา้ ยแทน่
รปู ที่ 2.29 มดี กลึงปอกซ้าย รปู ที่ 2.30 มีดกลงึ ปอกขวา
8.3.3 มีดกลงึ ปอกชนิดกลงึ ปอกได้ทั้งกลงึ ปอกซา้ ยและกลึงปอกขวา เหมาะสาหรับงานท่ี
ต้องการกลึงในสองทิศทาง
8.3.4 มีดตัดหรือมีดกลงึ ตกร่องเปน็ มีดกลึงที่ใชต้ ดั ชิน้ งานหรอื ใชก้ ลงึ ตกรอ่ งชิ้นงาน
รูปท่ี 2.31 มีดกลึงทงั้ สองทิศทาง รูปท่ี 2.31 มีดตัดหรือมีดกลึงตกรอ่ ง
8.3.5 มดี กลึงเกลียวสามเหลี่ยมเป็นมีดกลงึ เกลยี วสามเหลย่ี มทใี่ ช้กลึงเกลียวนอกส่วนมากมี
มมุ รวม 60 องศา
8.3.6 มีดคว้านรูใน ใช้สาหรบั ควา้ นรูให้เรยี บ และได้ขนาดตามต้องการ
รปู ท่ี 2.33 มีดกลงึ เกลียวนอก รูปที่ 2.34 มีดควา้ นรใู น
8.3.7 มีดกลึงเกลยี วใน ใช้สาหรบั กลงึ เกลียวใน
65
รูปที่ 2.35 มีดกลงึ เกลยี วใน
9. มุมของมีดกลึง
มดี กลงึ ทีจ่ ะนาไปใชง้ าน จะตอ้ งมีการลับคมตัดมีดกลงึ เสียกอ่ น ซึ่งส่วนท่ถี ูกลับออกไปจะทา
ให้เกดิ เป็นมุมขึ้นดังภาพท่ี 2.36
รปู ท่ี 2.36 แสดงมุมของมีดกลึง
9.1 มุมคายเศษ (Top Rake Angle) มุมน้ีจะเปน็ มุมท่ีลับลงมาใหล้ าดตา่ ลงจากปลายมีดกลงึ
สาหรับให้เศษกลึงไหลออกได้สะดวกยง่ิ ขึ้นขณะคมมดี กลงึ กินนาน
9.2 มุมฟรหี น้า (Front Relief Angle) มุมนีเ้ ป็นมุมท่ลี บั เพื่อไมใ่ หผ้ วิ ด้านหน้าของมีดกลงึ เสียด
สีกบั ผิวงานขณะกลงึ
9.3 มมุ ฟรีขา้ ง (Side Relief Angle) มมุ นเ้ี ปน็ มุมที่ลบั เพื่อไม่ให้ผิวดา้ นข้างของมดี กลึงเสียดสี
กบั ผิวงานขณะกลึง
9.4 มมุ ตัดด้านขา้ ง (Side Cutting Edge Angle) เปน็ มุมท่ลี ับใหค้ มตัดเอยี งทามุมกับของของตัว
มีด เพ่ือให้มีดกลึงเดินตัดเนอื้ วสั ดไุ ดส้ ะดวกมีแรงต้านน้อย ขนาดของมุมนี้จะขึน้ อยู่กบั ชนิด
ของวัสดุที่ใชท้ ามดี และวัสดงุ าน
9.5 มมุ ตัดดา้ นหนา้ (Front Cutting Edge Angle) เป็นมมุ ท่ลี ับเพ่อื ไมใ่ ช้ผวิ ดา้ นหนา้ ของคมตัด
ของมีดกลึงเสียดสีกับผวิ งานในขณะกลึงงาน
9.6 มุมรวมปลายมีด เปน็ มุมที่เกิดจากการลับมุมคมตดั ด้านข้างและมุมคมตัดด้านหนา้ ของมดี
กลงึ
มุมของมดี กลึงแต่ละมุมจะแตกตา่ งกนั ไปตามวสั ดุทจี่ ะกลึงและขึ้นอยู่กับวสั ดุทีจ่ ะนามาใช้กลงึ
สาหรบั ในท่ีนจี้ ะกล่าวถงึ มดี กลึงท่ที าด้วยเหลก็ รอบ ดังแสดงในตารางท่ี 2.1
ตารางท่ี 2.1 แสดงมุมของมีด H.S.S ทเี่ หมาะสมกบั วัสดุ
ค่ามุมต่าง ๆ ของมีด H.S.S ทีเ่ หมาะสมกับวัสดุงาน
วัสดุ มุมคาย มมุ ฟรีหนา้ มุมฟรีขา้ ง มุมรวมปลายมีด
62
เหล็กคาร์บอน 15 8 12 68
74
เหลก็ คารบ์ อนปานกลาง 12 8 10 77
เหล็กคาร์บอนสงู 8 8 10
เหลก็ หล่อ 588
66
ทองเหลือง 0 8 10 75
บรอนซ์ 0 8 10 62
อะลูมเิ นียม 35 8 12 65
9.7 การเลอื กใช้มุมคายให้เหมาะสมกบั วสั ดุงาน
มุมคายบนเปน็ บวก (Positive)
เหมาะสาหรับใชก้ ลงึ งานท่เี ป็น
เหล็กกล้า เพราะลดแรงกดบนหน้ามีด ผวิ งาน
จะเรียบดี
รูปท่ี 2.37 มุมคายเปน็ บวก มุมคายบนเปน็ ศูนย์
รูปท่ี 2.38 มมุ คายเป็นศูนย์ ดา้ นบนของมดี กลงึ จะอยู่ในแนวราบ
มมุ คายเปน็ ศนู ยเ์ หมาะสาหรับใช้กลึงทองเหลือง
เพราะจะป้องกันไมใ่ ห้มดี ดดู (มดี เลื่อนเข้าไปใน
เนือ้ งานโดยท่ียังไม่ไดป้ ้อน) และใช้กับมีดกลึง
เกลียว เพ่ือป้องกันไม่ใหม้ ุมของเกลียวทีก่ ลงึ ได้
ผดิ ไปจากมุมของมีดกลงึ
รูปที่ 2.39 มุมคายเป็นลบ มุมคายบนเปน็ ลบ (Negative)
มุมคายเป็นลบ คือ มีดท่ลี ับให้ปลาย
มดี ตา่ กวา่ โคน เหมาะสาหรบั งานกลึงที่ไม่
สมา่ เสมอ ขรุขระ เชน่ ผวิ เหล็กหลอ่ ผิวงาน
ทีต่ ัดด้วยแก๊ส เพราะทนต่อการกระแทกไดด้ ี
มมุ คายชนดิ น้ี กลึงงานไมค่ ่อยเรียบ เพราะจะมี
ลกั ษณะการตดั เป็นการขดู มากกวา่ การเฉือน
10.ข้ันตอนการลบั มีดกลึง
10.1 ลับมดี กลงึ ปาดหน้า มดี กลึงปาดหนา้ เป็นมดี กลึงชนิดหน่ึงในจานวนมีดกลงึ หลาย ๆ ชนิด
ทาจากวสั ดทุ ีม่ ีความแขง็ แรงทนต่อความร้อนได้สูง ใช้ในการกลงึ ปาดหน้าผิวงานกลงึ บ่า
ฉาก กลงึ ลบมมุ ตา่ ง ๆ ได้ มีดกลงึ ปาดหนา้ จะแตกต่างไปจากมีดกลึงชนิดอืน่ ๆ ตรงค่าของ
มุมคมตัด ดังนั้นจะต้องลบั มุมคมตัดต่าง ๆ ใหถ้ ูกต้องตามแบบ
67
รูปท่ี 2.40 แสดงรูปรา่ งและมุมของมีดกลงึ ปาดหนา้
รปู ที่ 2.40 แสดงการทางานของมีดกลึงปาดหน้า
การลับมดี กลึงปาดหน้ามี 3 ขน้ั ตอน
ขั้นท่ี 1 ลบั มมุ หลบขา้ งมีด 8 องศา ยาว 15 มลิ ลเิ มตร
รปู ที่ 2.42 แสดงการ ลับมมุ หลบขา้ งมีด
ขั้นที่ 2 ลบั มุมหลบปลายมดี 10 องศา และมุมหลบหน้ามดี 8 องศาพรอ้ มกนั
รปู ท่ี 2.43 แสดง
การลบั มมุ หลบปลายมีด
ข้นั ที่ 3 ลับมมุ คายเศษ 14 องศา
68
รปู ท่ี 2.44 แสดงขัน้ ตอนการลับมมุ คายเศษ
10.2 ลับมีดกลึงปอกผิว มีดกลงึ ปอกผิวเป็นมดี กลงึ อีกชนิดหน่งึ ทาจากวสั ดแุ ขง็ ทนความรอ้ น
ใชก้ ลึงปอกผวิ ช้นิ งาน ให้มขี นาดเล็กลงได้อย่างรวดเร็ว มีดกลงึ ปอกผิวต่างจากมีดกลึงชนดิ
อ่ืน ๆ ตรงมมุ คมตดั ดังนน้ั ต้องลบั มุมคมตดั ใหถ้ ูกต้องตามแบบ
รปู ที่ 2.45 แสดงรปู ร่างและมมุ คมตัดมีดกลึงปอกผิว
รูปที่ 2.46 แสดงการทางานของมีดกลึงปอกผิว
การลบั มีดกลึงปอกผิวมี 3 ขน้ั ตอน
ข้นั ท่ี 1 ลับมุมข้างมีด 30 องศา และ 8 องศา พร้อมกนั
รูปที่ 2.47 แสดงการลับมุมข้างมดี
ขัน้ ท่ี 2 ลับมุมหลบปลายมีด 90 องศา และมมุ หลบหน้ามดี 8 องศาพรอ้ มกนั
69
รูปท่ี 2.48 แสดงการลับมุมหลบปลายมดี
ขน้ั ที่ 3 ลับมมุ คายเศษ 14 องศา
รูปท่ี 2.49 แสดงการลบั มุมคายเศษ
10.3 ลับมดี กลึงเกลียวสามเหล่ียม มดี กลึงเกลียวสามเหลียมเป็นมดี กลึงอกี ชนดิ หนง่ึ ที่ทาจากวัสดุ
แข็งทนความร้อน ใช้กลึงเกลียวสามเหลยี มมุม 60 องศา มีดกลงึ เกลยี วสามเหลียมมี
ข้อจากัด คือ ต้องลับมมุ มีดให้ได้ 60 องศาตามเกจ หางปลา
รปู ท่ี 2.50 แสดงรปู รา่ งและมมุ คมตดั มีดกลึงเกลียวสามเหลยี่ ม
70
รูปที่ 2.51 แสดงการกลึงเกลยี วสามเหลย่ี ม
การลับมดี กลึงเกลียวสามเหลี่ยมมี 3 ขน้ั ตอน
ข้นั ท่ี 1 ลับมมุ มีดดา้ นซา้ ย 30 องศา และ 1 องศาพร้อมกัน
รูปที่ 2.52 แสดงการลบั มุมมดี ดา้ นซา้ ย
ขั้นท่ี 2 ลับมุมมีดดา้ นขวา 30 องศา
รูปท่ี 2.53 แสดงการลบั มุมมีดด้านขวา
ขั้นที่ 3 ลับมมุ ปลายมีด 8 องศา
รูปท่ี 2.53 แสดงการลับมุมปลายมดี
10.4 ลับมีดกลงึ ตกร่องฉาก
71
รูปท่ี 2.55 แสดงรปู รา่ งและมุมคมตัดมดี กลึงตกร่องฉาก
(A) งานกลึงตกร่องฉาก (B) งานกลงึ ตกร่องโค้ง (C) การกลงึ ตกร่องตวั วี
รูปที่ 2.53 แสดงการทางานของมดี ตกร่อง
การลบั มดี กลึงตกรอ่ งมี 4 ข้นั ตอน
ข้นั ที่ 1 ลับมมุ หลบหน้ามดี 8 องศา
72
รูปท่ี 2.54 แสดงการลบั มมุ หลบหน้ามี
ข้ันที่ 2 ลับมมุ มีดดา้ นซา้ ย 1 องศา และ 2 องสา พร้อมกัน
รปู ท่ี 2.55 แสดงการลับมุมมีดด้านซา้ ย
ข้นั ท่ี 3 ลับมุมมีดดา้ นขวา 1 องศา และ 2 องศา พร้อมกนั
รูปท่ี 2.56 แสดงการลับมุมมดี ดา้ นขวา
ขน้ั ท่ี 4 ลบั คมคายเศษ 8 องศา
รปู ท่ี 2.59 แสดงการลับมมุ คายเศษ
73
11.การลับมดี ไส
มีวธิ กี ารลับเชน่ เดยี วกบั การลับมดี กลึงปาดหน้า มดี กลึงปอกผิว มีดกลึงเกลียวสามเหลยี่ ม
จะแตกต่างกนั ตรงค่าของมุมคมตดั เทา่ นัน้
รูปท่ี 2.60 แสดงทศิ ทางการทางานของมีดไสแบบต่าง ๆ
ลับมดี ไสผิวราบ
รูปท่ี 2.61 แสดงรูปร่างและมมุ คมตัดมีดไสผวิ ราบ
รูปท่ี 2.62 แสดงการทางานของมีดไสผิวราบ
การลบั มีดไสผวิ ราบมี 3 ขั้นตอน
ข้นั ท่ี 1 ลับมุมมดี ดา้ นขา้ ง 2 องศา และ 8 องศาพร้อมกัน
74
รปู ท่ี 2.63 แสดงการลับมมุ มีดดา้ นข้าง
ข้ันท่ี 2 ลบั มมุ หลบปลายมีด 8 องศา และมุมหลบหนา้ มดี 5 องศาพร้อมกนั
รปู ที่ 2.64 แสดงการลับมุมหลบปลายมีด
ข้นั ที่ 3 ลับมุมคายเศษ 15 องศา
รูปท่ี 2.65 แสดงการลบั มุมคายเศษ
12.กฎการลบั มดี กลึง และมีดไส
กฎการลับมดี กลึงให้ถูกวิธมี ีดงั น้ี
1. จบั มดี กลงึ ดว้ ยมือทง้ั สองข้างให้แน่น
2. อยา่ ออกแรงกดลับมากเกินไป
3. ขณะลับมดี ให้ใช้น้ามันสบชู่ ว่ ยหลอ่ เย็นดว้ ย
4. ควรตรวจสอบมมุ ของมีดทกุ คร้ังทลี่ บั เสรจ็ ในแต่ละมุม
5. ควรลบั ด้วยล้อหินชนิดหยาบก่อน เสร็จแล้วจงึ คอ่ ยลับดว้ ยลอ้ หนิ ชนดิ ละเอยี ด
6. ในขณะลับ จะตอ้ งเคลื่อนมีดไป-มาตลอดหนา้ หิน
13.การลบั ดอกสวา่ น
ดอกสว่านมีความจาเป็นมากในงานชา่ ง ดังนน้ั ชา่ งทุกคนควรจะต้องลบั ดอกสว่านเป็น
เพอ่ื ท่ีจะไดล้ บั ดอกสวา่ นไดเ้ ม่ือดอกสว่านไม่คม มมุ จิก หรอื มมุ รวมปลายดอกสว่านที่ใช้งานทว่ั ๆ ไปจะมี
มมุ รวม 118 องศา
75
รปู ที่ 2.66 มุมตา่ ง ๆ ของดอกสว่าน
รปู ท่ี 2.67 มมุ หลบหรอื มุมลาดเอียงของดอกสว่านท่ีถกู ต้อง
รูปที่ 2.68 มุมหลบหรือมุมลาดเอียงของดอกสว่านที่ไม่ถูกต้องจะเจาะงานไมไ่ ด้
รปู ที่ 2.69 มุมหลบหรือมุมลาดเอียงของดอกสว่านไมม่ จี ะทาใหส้ ว่านแตกหัก
รปู ที่ 2.70 มมุ หลบหรือมมุ ลาดเอยี งของดอกสวา่ นมากเกินไป ทาใหส้ วา่ นบ่นิ
76
รปู ท่ี 2.71 ลับมมุ ของดอกสวา่ นไมเ่ ท่ากันคมตัดจะตดั งานคมตัดเดียว
รปู ที่ 2.72 ลบั ความกวา้ งของคมตดั ไมเ่ ท่ากนั มมุ จกิ จะไม่ไดศ้ นู ย์ทาใหเ้ จาะงานมขี นาดใหญก่ วา่ ขนาด
จริง
รู
ปท่ี 2.73 คา่ มมุ ดอกสว่านสาหรบั เจาะวสั ดุต่าง ๆ
การลับดอกสวา่ นจะต้องเอยี งให้แกนของดอกสว่านเอยี งทามมุ กับหนา้ หินเจียระไนโดยทั่วไป
มมี ุม 59 องศา เม่ือลบั สองด้านก็จะมมี มุ รวมปลายดอกสวา่ นเท่ากบั 118 องศา
77
รปู ท่ี 2.73 แสดงวีธลี บั ดอกสวา่ น
รปู ที่ 2.74 วิธีการวัดมมุ และวัดความกวา้ งคมตดั ดอกสว่าน
78
ตารางที่ 2.2 แสดงข้อผดิ พลาดและผลจากการลับสว่านไม่ถูกต้อง
ขอ้ ผดิ พลาด ผลทเ่ี กิดขน้ึ
- ปลายดอกสวา่ นไม่
ตรงเส้นแกน 1. รเู จาะโตกวา่ ขนาดของดอกสวา่ น
2. ขณะเจาะชน้ิ งานจะสน่ั
- มมุ คมตัดไมเ่ ท่ากัน 3. ดอกสวา่ นจะทอื่ เรว็
4. หากกดเจาะดว้ ยแรงมาก ๆ และจบั งาน
- ปลายสวา่ นไม่ตรง ไวแ้ นน่ ดอกสวา่ นจะหักได้
เส้นแกน 5. ในขณะเร่มิ เจาะจะเกิดการลื่นไถล
- มมุ ของคมตัดโตไม่
เท่ากนั 1. ปลายรูเจาะจะเป็น 2 ชั้นในรูเจาะที่
ไมท่ ะลุ
2. คมดอกสว่านจะกนิ งานเพยี งคมดา้ น
เดยี ว
3. รเู จาะจะเบี้ยว
4. คมดอกสวา่ นทมี่ ีมมุ น้อยกวา่ จะท่ือเรว็
1. รเู จาะจะโตกว่าขนาดจรงิ
2. จะใช้คมตดั เพียงดา้ นเดียวในการเจาะ
3. ขณะเจาะจะส่นั
- ปลายดอกสว่านไม่ 1. รูเจาะจะโตกว่าขนาดจรงิ
ตรงเส้นแกน 2. ในขณะเริ่มเจาะจะเกิดการลืน่ ไถล
- มมุ ของคมตัดยาวไม่
เทา่ กนั
79
แบบฝกึ หัดหน่วยที่ 2
รหัสวชิ า 2100-1008 ชอ่ื วิชา งานเครื่องมือกลเบื้องต้น
ช่ือหน่วย เครื่องเจยี ระไนลับคมตัด
เร่อื ง เครอื่ งเจยี ระไนลับคมตัด จานวนช่ัวโมงสอน 5-20
ตอนท่ี ๑ จงเลือกคาตอบทถี่ ูกต้องท่ีสดุ เพยี งคาตอบเดียว
1. ขอ้ ใดกลา่ วไดถ้ กู ต้องเมือ่ เปรียบเทยี บเครอ่ื งเจยี ระไนต้งั โตะ๊ กับเครอ่ื งเจยี ระไนต้งั พื้น
ก. เครื่องเจียระไนต้ังโต๊ะมีขนาดใหญก่ ว่า ค. เคร่อื งเจยี ระไนต้ังพื้นมขี นาดเลก็ กวา่
ข. เครือ่ งเจียระไนต้ังพ้ืนมขี นาดใหญ่กว่า ง. มีขนาดเท่ากัน
2. มอเตอรส์ ่งกาลงั นิยมใช้แรงดันไฟฟ้ากี่โวลต์
ก. 55 , 110 ค. 110 , 380
ข. 110 , 220ง. 220 , 380
3. เราใช้ล้อหนิ เจียระไนละเอียดในกรณใี ดถึงจะถูกตอ้ ง
ก. เจยี ระไนขน้ั สุดทา้ ย ค. เจียระไนลดขนาดมาก ๆ
ข. เจียระไนระยะแรก ง. เจยี ระไนตัดชน้ิ งาน
4. ล้อหนิ เจยี ระไนหยาบจะใช้กรณีใดถึงจะถูกตอ้ ง
ก. เจยี ระไนข้ันสดุ ท้าย ค. เจียระไนผดิ เรยี บ
ข. เจยี ระไนตกแต่งสาเรจ็ ง. เจียระไนช่วงแรกเพื่อขน้ึ รูป
5. ในการเลอื กขนาดลอ้ หินเจยี ระไนจะตอ้ งดูขนาดในข้อใด
ก. ราคา – รูใน – โตนอก ค. ราคา – โตนอก – ความหนา
ข. ราคา – รใู น – ความหนา ง. โตนอก – รูใน – ความหนา
6. ขอ้ ใด ไม่ใช่ เหตผุ ลจาเปน็ ในการแต่งหนา้ หินเจียระไน
ก. แต่งหน้าหินทีน่ ามาติดต้งั ใหม่ ค. หน้าล้อหนิ เจียระไนทอ่ื
ข. ปรับขนาดความโต ง. หนา้ ลอ้ หนิ เจียระไนไม่เรยี บ มีรอย
7. แท่นรองรับงานควรมรี ะยะปรับไม่เกนิ ก่ีมลิ ลเิ มตร
ก. 3 ค. 10
ข. 5 ง. 12
8. ส่ิงทน่ี ามาใช้ระบายความรอ้ นท่ดี ีและประหยดั คือข้อใด
ก. นา้ มนั ตัด ค. น้ามันเครือ่ ง
ข. นา้ มนั กา๊ ด ง. น้าธรรมดา
9. ในการวัดมุมมีดกลึงปอกใช้เคร่ืองมือในขอ้ ใด
ก. ใบวดั มมุ ค. เกจวัดมมุ สเ่ี หลย่ี ม
ข. บรรทดั เหลก็ ง. เกจวดั มุมสามเหลี่ยม
10.เกจวดั มุมสามเหล่ยี มท่ีมมี ุม 60o คือข้อใด
ก. Protractor ค. Drill Point Gage
80
ข. Center Gage ง. Acme Thread Gage
11.เกจวดั มุมส่ีเหลี่ยมคางหมู คือข้อใด
ก. Protractor ค. Drill Point Gage
ข. Center Gage ง. Acme Thread Gage
12.เกจวดั มุมดอกสวา่ น คือข้อใด
ก. Protractor ค. Drill Point Gage
ข. Center Gage ง. Acme Thread Gage
13.ข้อใดไมใ่ ช่ประโยชน์ของเคร่อื งเจียระไนลับคมตัด
ก. ใชล้ บั คมเครื่องมือตดั ค. ใชเ้ จยี ระไนขัดผวิ งาน
ข. ใชเ้ จียระไนรอยเช่ือม ง. ไม่มีขอ้ ถูก
14.วัสดุที่ใช้ทามดี กลงึ ประเภทใด ทใ่ี ช้ฝึกปฏิบัติงานกลึง
ก. เหล็กไฮสปีด ค. ทงั สเตนคาร์ไบด์
ข. สเตลไลด์ ง. เซรามคิ
15.ขอ้ ใดไม่ใช่มมุ ของมดี กลึง
ก. มุมคายเศษ ค. มุมคมตัด
ข. มุมฟรี ง. มุมจิก
16.ข้อใดไมใ่ ช่กฎการลบั มีดกลึง
ก. จับมีดกลึงใหแ้ น่น ค. มีการหล่อเย็นขณะลับมีด
ข. ออกแรงกดมาก ๆ ง. เคล่ือนมดี ไป – มาตลอดหน้าหนิ
17.การกลึงปอกขวามคี วามหมายในข้อใด
ก. กลึงจากซ้ายไปขวา ค. การกลึงเกลยี วขวา
ข. กลงึ จากขวาไปซ้าย ง. การกลึงจากตรงกลางงาน
18.มมุ รวมปลายดอกสว่านมีมุมรวมก่ีองศา
ก. 100 ค. 120
ข. 118 ง. 128
19.กรณีลบั มุมดอกสว่านสองขา้ งไมเ่ ทา่ กัน จะมีผลในขอ้ ใด
ก. คมตดั จะตดั งานดา้ นเดียว ค. มุมจิกไม่อยู่ทศี่ ูนย์กลาง
ข. ดอกสวา่ นไมแ่ ข็งแรง ง. จะเจาะงานไม่ได้
20.กรณลี ับมุมหลบดอกสว่านมากเกินไป จะมีผลในข้อใด
ก. ดอกสวา่ นจะเจาะไม่เข้า ค. มุมจิกไม่อยทู่ ่ีศูนย์กลาง
ข. ดอกสว่านแกว่ง ง. ดอกสวา่ นมรี อยบ่ินแตกหัก
ตอนท่ี ๒ จงตอบคำถำมต่อไปนีใ้ ห้ถูกต้อง
1. จงบอกชนิดของเครือ่ งเจยี ระไนลบั คมตัดมา 2 ชนิด
81
1.1………………………………………………………………………….………………………………..
1.2……………………………………………………………………………………………………..…….
2. จงบอกส่วนประกอบทส่ี าคัญของเคร่อื งเจียระไนลับคมตัดมา 5 ชนดิ
2.1………………………………………………………………………………………………...…………
2.2…………………………………………………………………………………………………………..
2.3…………………………………………………………………………………………………………..
2.4…………………………………………………………………………………………………………..
2.5…………………………………………………………………………………………………………..
3. ในการเลอื กใชล้ อ้ หินเจยี ระไนลบั คมตัดจะต้องคานึงถึงอะไรบา้ ง
3.1…………………………………………………………………………………………………………..
3.2…………………………………………………………………………………………………………..
3.3…………………………………………………………………………………………………………..
3.4…………………………………………………………………………………………………………..
4. จงบอกอุปกรณ์แต่งหน้าหินเจียระไนมา 3 ชนดิ
4.1…………………………………………………………………………………………………………..
4.2…………………………………………………………………………………………………………..
4.3…………………………………………………………………………………………………………..
82
เฉลยแบบฝกึ หัดหนว่ ยที่ 2
รหสั วิชา 2100-1008 ชอื่ วชิ า งานเคร่ืองมือกลเบื้องตน้
ชอ่ื หน่วย เครื่องเจียระไนลับคมตัด
เรอ่ื ง เครอ่ื งเจียระไนลับคมตัด จานวนชวั่ โมงสอน 5-20
ตอนท่ี ๑ จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งท่ีสดุ เพียงคาตอบเดียว
1. ข้อใดกล่าวได้ถกู ต้องเมื่อเปรยี บเทยี บเคร่ืองเจียระไนตงั้ โต๊ะกบั เคร่ืองเจยี ระไนตัง้ พ้ืน
ค. เคร่อื งเจยี ระไนต้ังโต๊ะมีขนาดใหญ่กว่า ค. เคร่อื งเจยี ระไนตั้งพ้ืนมีขนาดเล็กกวา่
ง. เคร่อื งเจยี ระไนตง้ั พื้นมขี นาดใหญ่กว่า ง. มีขนาดเท่ากัน
2. มอเตอรส์ ง่ กาลงั นิยมใชแ้ รงดันไฟฟ้ากโ่ี วลต์ ค. 110 , 380
ค. 55 , 110 ง. 220 , 380
ง. 110 , 220
3. เราใชล้ อ้ หินเจยี ระไนละเอียดในกรณใี ดถึงจะถูกตอ้ ง ค. เจยี ระไนลดขนาดมาก ๆ
ค. เจยี ระไนขน้ั สุดทา้ ย ง. เจียระไนตดั ช้นิ งาน
ง. เจียระไนระยะแรก
4. ลอ้ หินเจยี ระไนหยาบจะใช้กรณีใดถึงจะถูกต้อง ค. เจียระไนผิดเรยี บ
ค. เจยี ระไนข้ันสดุ ทา้ ย ง. เจยี ระไนช่วงแรกเพอื่ ขน้ึ รปู
ง. เจยี ระไนตกแตง่ สาเร็จ
5. ในการเลอื กขนาดล้อหนิ เจยี ระไนจะต้องดูขนาดในข้อใด
ค. ราคา – รใู น – โตนอก ค. ราคา – โตนอก – ความหนา
ง. ราคา – รใู น – ความหนา ง. โตนอก – รูใน – ความหนา
6. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ เหตผุ ลจาเป็นในการแตง่ หนา้ หินเจียระไน
ค. แต่งหน้าหนิ ทนี่ ามาติดต้งั ใหม่ ค. หน้าล้อหนิ เจยี ระไนทอื่
ง. ปรบั ขนาดความโต ง. หนา้ ล้อหินเจียระไนไมเ่ รียบ มีรอย
7. แทน่ รองรับงานควรมรี ะยะปรับไมเ่ กนิ ก่ีมลิ ลิเมตร ค. 10
ค. 3 ง. 12
ง. 5
8. สง่ิ ทีน่ ามาใชร้ ะบายความร้อนทดี่ ีและประหยดั คือข้อใด
ค. นา้ มันตัด ค. น้ามนั เครอ่ื ง
ง. นา้ มันก๊าด ง. นา้ ธรรมดา
9. ในการวดั มมุ มดี กลึงปอกใชเ้ คร่อื งมือในข้อใด ค. เกจวัดมุมส่เี หลยี่ ม
ค. ใบวัดมุม
83
ง. บรรทัดเหล็ก ง. เกจวดั มุมสามเหล่ียม
10.เกจวดั มมุ สามเหล่ียมท่ีมีมุม 60o คอื ข้อใด ค. Drill Point Gage
ค. Protractor ง. Acme Thread Gage
ง. Center Gage
ค. Drill Point Gage
11.เกจวดั มมุ สเ่ี หล่ียมคางหมู คือข้อใด ง. Acme Thread Gage
ค. Protractor
ง. Center Gage ค. Drill Point Gage
ง. Acme Thread Gage
12.เกจวัดมุมดอกสว่าน คือข้อใด
ค. Protractor ค. ใช้เจียระไนขัดผิวงาน
ง. Center Gage ง. ไมม่ ขี ้อถูก
13.ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของเครือ่ งเจยี ระไนลับคมตดั ค. ทังสเตนคาร์ไบด์
ค. ใชล้ ับคมเคร่ืองมือตัด ง. เซรามิค
ง. ใช้เจยี ระไนรอยเชอื่ ม
ค. มมุ คมตดั
14.วัสดุท่ใี ชท้ ามดี กลึงประเภทใด ท่ใี ชฝ้ กึ ปฏิบัติงานกลึง ง. มมุ จกิ
ค. เหล็กไฮสปีด
ง. สเตลไลด์ ค. มกี ารหล่อเยน็ ขณะลับมดี
ง. เคล่อื นมดี ไป – มาตลอดหนา้ หนิ
15.ข้อใดไม่ใช่มมุ ของมีดกลึง
ค. มมุ คายเศษ
ง. มมุ ฟรี
16.ข้อใดไม่ใช่กฎการลบั มดี กลงึ
ค. จบั มดี กลึงใหแ้ นน่
ง. ออกแรงกดมาก ๆ
17.การกลงึ ปอกขวามีความหมายในขอ้ ใด
ค. กลงึ จากซา้ ยไปขวา ค. การกลงึ เกลยี วขวา
ง. กลึงจากขวาไปซา้ ย ง. การกลึงจากตรงกลางงาน
18.มมุ รวมปลายดอกสวา่ นมีมุมรวมก่อี งศา
ค. 100 ค. 120
ง. 118 ง. 128
19.กรณีลับมมุ ดอกสว่านสองข้างไม่เท่ากัน จะมผี ลในขอ้ ใด
ค. คมตดั จะตดั งานดา้ นเดียว ค. มมุ จิกไม่อยู่ทศี่ ูนย์กลาง
ง. ดอกสว่านไม่แข็งแรง ง. จะเจาะงานไม่ได้
20.กรณีลับมุมหลบดอกสว่านมากเกินไป จะมผี ลในขอ้ ใด
ค. ดอกสว่านจะเจาะไม่เข้า ค. มมุ จิกไม่อยทู่ ศ่ี นู ย์กลาง
84
ง. ดอกสวา่ นแกวง่ ง. ดอกสวา่ นมรี อยบ่นิ แตกหกั
ตอนที่ ๒ จงตอบคำถำมต่อไปนีใ้ ห้ถูกต้อง
1. จงบอกชนิดของเครื่องเจยี ระไนลับคมตดั มา 2 ชนิด
1.1เคร่ืองเจียระไนต้ังโต๊ะ
1.2เครอื่ งเจยี ระไนตั้งพื้น
2. จงบอกส่วนประกอบทีส่ าคัญของเคร่อื งเจียระไนลบั คมตดั มา 5 ชนดิ
2.1มอเตอร์ 2.6ถังนา้ หลอ่ เยน็
2.2ลอ้ หินเจียระไน 2.7ฐานเครอ่ื ง
2.3แท่นรองรบั งาน 2.8ฝาครอบลอ้ หิน
2.4แผ่นกระจกนริ ภยั
2.5สวิตซ์เครอ่ื ง
3. ในการเลือกใชล้ อ้ หินเจียระไนลับคมตดั จะต้องคานงึ ถึงอะไรบา้ ง
3.1วสั ดุมีดตดั
3.2ขนาดเส้นผ่าศนู ยก์ ลางโตนอกของล้อหิน
3.3ความหนาของล้อหินเจียระไน
3.4ขนาดเส้นผา่ ศูนย์กลางรูในของลอ้ หิน
4. จงบอกอปุ กรณ์แตง่ หนา้ หินเจียระไนมา 3 ชนิด
4.1ลอ้ แตง่ หนา้ หินเจียระไน (Wheel Dressers)
4.2ลอ้ แตง่ หน้าหินเจยี ระไน (Abrasive Dressers)
4.3ตัวแตง่ หนา้ หินเจียระไน (Abrasive Stick Wheel Dressing Tool)
4.4ชุดแตง่ หนา้ หินเจียระไน (Diamond Wheel Dressing Tool
85
ใบมอบหมายงานหน่วยท่ี 1
รหสั วิชา 2100-1008 ช่ือวิชา งานเคร่ืองมือกลเบื้องต้น
ชือ่ หน่วย เครือ่ งเจยี ระไนลับคมตัด
เรือ่ ง เครอื่ งเจียระไนลบั คมตัด จานวนชว่ั โมงสอน 5-20
1. จุดประสงค์การมอบหมายงาน
เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนศกึ ษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง
2. แนวทางการปฏบิ ัตงิ าน
จัดทารายงานพรอ้ มเข้าเลม่
3. แหลง่ คน้ คว้า
หอ้ งสมดุ , ห้องอินเตอรเ์ นต็
4. คาถาม/ปัญหา
จัดทารายงาน เรือ่ ง เครอ่ื งเจยี ระไนลับคมตัด ไม่น้อยกวา่ 10 หนา้ กระดาษ A4
5. กาหนดเวลาสง่
สัปดาหถ์ ัดไป
86
ใบงานหน่วยที่ 1
รหัสวิชา 2100-1008 ชอ่ื วิชา งานเครื่องมือกลเบ้ืองตน้
ช่ือหน่วย เครือ่ งเจยี ระไนลับคมตดั
เร่อื ง เครือ่ งเจยี ระไนลบั คมตัด จานวนชว่ั โมงสอน 5-20
1. จุดประสงคท์ ั่วไป
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ขัน้ ตอนการปฏิบตั ิงาน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. เครอ่ื งมอื /วัสดุอุปกรณ์
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. ข้อควรระวัง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. งานทมี่ อบหมาย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. วัดผล/ประเมนิ ผล
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
91
แผนการเรยี นรหู้ นว่ ยท่ี 3
รหสั วชิ า 2100-1008 ชื่อวิชา งานเครื่องมือกลเบ้ืองตน้
ชื่อหน่วย เครอื่ งเจาะและงานรมี เมอร์
เรือ่ ง เครอ่ื งเจาะและงานรีมเมอร์ จานวนช่ัวโมงสอน 21-32
1. สาระสาคัญ
งานเจาะจัดเปน็ กระบวนการผลติ ขน้ั พื้นฐาน ทีม่ ลี ักษณะการทางานแบบง่าย ๆ ไมย่ ุ่งยากซับซ้อน
แต่มคี วามสาคญั มาก โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในงานโลหะ การเจาะเป็นกระบวนการตดั เฉอื นวัสดงุ านออก โดย
ใชด้ อกสว่าน รูทไ่ี ด้จากการเจาะด้วยดอกสว่านจะมลี ักษณะเป็นรูกลม เชน่ รยู ึดเหลก็ ดัดประตูหน้าต่างบาน
พับ กลอนประตบู า้ น ตลอดจนชน้ิ สว่ นรถจกั รยาน รถยนต์ต่าง ๆ มรี ูสาหรบั การจับยึดมากมาย
2. งานประจาหน่วยการเรยี นรู้
2.1 รายงานความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับเคร่ืองเจาะและงานรีมเมอร์
3. สมรรถนะประจาหน่วยการเรยี นรู้
3.1 แสดงความรูเ้ กี่ยวกับการใช้เครื่องเจาะและงานรมี เมอร์ได้ถูกต้อง
4. จุดประสงค์การเรยี นรู้ (มาตรฐานการเรียนรู้)
4.1 จดุ ประสงคท์ ั่วไป
เพื่อบอกชนดิ ของเคร่ืองเจาะได้ บอกส่วนประกอบท่ีสาคัญของเคร่ืองเจาะ อธิบายขั้นตอน
ในการปฏิบัตงิ านเจาะ อธิบายขั้นตอนในการปฏิบัติงานเจาะ คานวณความเร็วรอบ ความเร็วตัด และอัตรา
ป้อนงานเจาะ อธิบายความปลอดภัยในการใช้เครื่องเจาะ บอกวิธีการบารุงรักษาเครื่องเจาะ ปฏิบัติงาน
เจาะ และปฏบิ ตั งิ านรมี เมอรไ์ ด้
4.2 จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. บอกชนดิ ของเครอ่ื งเจาะได้
2. บอกสว่ นประกอบท่สี าคัญของเครื่องเจาะได้
3. อธิบายขัน้ ตอนในการปฏบิ ัติงานเจาะได้
4. คานวณความเรว็ รอบ ความเร็วตดั และอตั ราป้อนงานเจาะได้
5. อธบิ ายความปลอดภยั ในการใชเ้ ครื่องเจาะได้
6. บอกวธิ กี ารบารงุ รักษาเครื่องเจาะได้
7. ปฏบิ ัติงานเจาะได้
8. ปฏบิ ัตงิ านรีมเมอร์ได้
5. สาระการเรียนรู้
*********เนอ้ื หาตามใบความรู้*********
6. กระบวนการจัดการเรียนร้ใู ชเ้ ทคนิคการสอน แบบขั้นตอนการเรยี นรแู้ บบ MAIP
6.1 สปั ดาห์
1. ขัน้ สนใจ (M = Motivation)
1.1 ครสู นทนากับผูเ้ รยี นเกีย่ วกับความรเู้ บอื้ งตน้ เกย่ี วกับใช้เครือ่ งเจาะและงานรมี เมอร์
2. ขนั้ ศึกษาขอ้ มลู (I = Information)
92
2.1 ผู้เรียนศกึ ษาเอกสารประกอบการสอน เรือ่ ง เคร่ืองเจาะและงานรมี เมอร์
2.2 ครอู ธบิ ายเนื้อหาเพ่ิมเติมใน เรอื่ ง เครื่องเจาะและงานรีมเมอร์
2.3 ครูสาธติ และยกตวั อย่างเคร่อื งเจาะและงานรมี เมอร์
3. ขั้นพยายาม (A = Application)
3.1 ผูเ้ รียนฝึกปฏบิ ัติงานโดยครูตั้งโจทยป์ ญั หาให้
3.2 ผเู้ รียนและครรู ่วมกนั สรุปเนอื้ หารายวชิ า
3.3 ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
4. ข้ันสาเรจ็ ผล (P = Progress)
4.1 ผู้สอนเฉลยแบบฝึกหัดและแบบทดสอบและอธิบายเพิ่มเติมเพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจ
เนือ้ หาวชิ ามากย่งิ ข้นึ
7. ส่อื การเรียนรู้ 7.2 ใบความรู้
7.1 หนงั สือเรยี น 7.4 แบบฝกึ หดั
7.3 ใบงาน 7.6 แบบทดสอบ
7.5 แบบสังเกตพฤติกรรม
8. หลักฐานการเรยี นรู้ 8.2 แบบฝึกหดั
8.1 ใบงาน
8.3 รายงาน
9. กระบวนการวัดผลและประเมินผล
ลาดบั เครอ่ื งมือการประเมนิ วธิ ีวัดและประเมิน เกณฑ์
ท่ี การประเมนิ
ผ่าน ไมผ่ ่าน
1 แบบฝึกหัด ตรวจแบบฝึกหดั ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
ร้อยละ 60 ต่ากว่า
ขอ้ ละ 1 คะแนน ขึน้ ไป ร้อยละ 60
ถูก 1 คะแนน ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
รอ้ ยละ 60 ตา่ กว่า
ไม่ถูก 0 คะแนน ขึน้ ไป ร้อยละ 60
ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
(หรือตามความเหมาะสม) รอ้ ยละ 60 ตา่ กว่า
ขน้ึ ไป ร้อยละ 60
2 แบบประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน ตรวจผลการปฏิบัตงิ าน ได้คะแนน ไดค้ ะแนน
รอ้ ยละ 60 ต่ากวา่
(ตามความเหมาะสม) ขนึ้ ไป รอ้ ยละ 60
3 แบบประเมินชน้ิ งาน ตรวจประเมินชน้ิ งาน
(ตามความเหมาะสม)
4 แบบทดสอบทฤษฎี ตรวจแบบทดสอบทฤษฎี
ขอ้ ละ 1 คะแนน
ถกู 1 คะแนน
ไม่ถูก 0 คะแนน
(หรอื ตามความเหมาะสม)
93
5 แบบทดสอบปฏิบตั ิ ตรวจแบบทดสอบปฏิบัติ ได้คะแนน ได้คะแนน
(ตามความเหมาะสม) รอ้ ยละ 60 ตา่ กว่า
ขน้ึ ไป รอ้ ยละ 60
6 แบบสงั เกตพฤติกรรม ตรวจแบบสังเกตพฤติกรรม ไดค้ ะแนน ไดค้ ะแนน
ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม ดมี าก 5 คะแนน รอ้ ยละ 60 ตา่ กวา่
คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ดี 4 คะแนน ขนึ้ ไป ร้อยละ 60
ประสงคต์ ามคา่ นิยม 12 พอใช้3คะแนน
ประการ พอใช้ 2 คะแนน
ปรับปรุง 1 คะแนน
10. แหลง่ การเรยี นรู้
10.1 หอ้ งสมดุ
10.2 หอ้ งอนิ เตอร์เน็ต
11. บนั ทึกผลหลังการจัดการเรยี นรู้
11.1 ขอ้ สรปุ หลงั การจดั การเรียนรู้
............................................................................................................................. ......................
............................................................................................................ .......................................................
............................................................................................................................. ......................................
................................................................................................................................................................. ..
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ......................................
...................................................................................................................................................................
11.2 ปัญหาท่พี บ
............................................................................................................................. ......................
............................................................................................................................. ......................................
...................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................... ....................................
.............................................................................................. .....................................................................
............................................................................................................................. ......................................
11.3 แนวทางการแก้ไขปัญหา
............................................................................................................................. ......................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................ .......................................................................
............................................................................................................................. ......................................
................................................................................................................................................. ..................
................................................................................................................ ...................................................
............................................................................................................................. ......................................
94
ใบความรหู้ นว่ ยที่ 3
รหสั วิชา 2100-1008 ช่ือวชิ า งานเคร่ืองมือกลเบ้ืองตน้
ชือ่ หน่วย เครอื่ งเจาะและงานรีมเมอร์
เรื่อง เครอื่ งเจาะและงานรีมเมอร์ จานวนชวั่ โมงสอน 21-32
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. จุดประสงคท์ ่ัวไป
เพื่อบอกชนิดของเครื่องเจาะได้ บอกส่วนประกอบที่สาคัญของเครื่องเจาะ อธิบายข้ันตอนใน
การปฏิบตั ิงานเจาะ อธิบายข้ันตอนในการปฏิบัติงานเจาะ คานวณความเร็วรอบ ความเร็วตัด และอัตรา
ป้อนงานเจาะ อธิบายความปลอดภัยในการใช้เครื่องเจาะ บอกวิธีการบารุงรักษาเครื่องเจาะ ปฏิบัติงาน
เจาะ และปฏิบัตงิ านรมี เมอร์ได้
2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. บอกชนดิ ของเคร่อื งเจาะได้
2. บอกสว่ นประกอบท่สี าคัญของเครอ่ื งเจาะได้
3. อธิบายขั้นตอนในการปฏบิ ัติงานเจาะได้
4. คานวณความเรว็ รอบ ความเร็วตดั และอัตราปอ้ นงานเจาะได้
5. อธบิ ายความปลอดภัยในการใช้เครื่องเจาะได้
6. บอกวิธีการบารุงรักษาเครื่องเจาะได้
7. ปฏิบัตงิ านเจาะได้
8. ปฏิบัติงานรมี เมอร์ได้
95
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 เครือ่ งเจาะ
งานเจาะจัดเป็นกระบวนการผลิตขัน้ พน้ื ฐาน ท่มี ลี ักษณะการทางานแบบงา่ ย ๆ ไมย่ งุ่ ยาก
ซับซอ้ น แตม่ ีความสาคัญมาก โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในงานโลหะ การเจาะเปน็ กระบวนการตดั เฉอื นวสั ดุงาน
ออก โดยใชด้ อกสว่าน รูที่ได้จากการเจาะด้วยดอกสว่านจะมีลกั ษณะเป็นรูกลม เช่น รูยึดเหลก็ ดดั ประตู
หน้าตา่ งบานพับ กลอนประตบู า้ น ตลอดจนชิน้ สว่ นรถจักรยาน รถยนต์ต่าง ๆ มีรสู าหรบั การจับยดึ
มากมาย ในการเจาะรูบนชนิ้ งานสามารถทาได้ด้วยเครื่องจักรกลหลายชนดิ เชน่ การเจาะรบู นเคร่ืองกลึง
เครื่องกัด เป็นตน้ แต่ในการเจาะรทู ่ีประหยัด รวดเร็ว และนิยมใช้กันมากท่สี ุด คือ การเจาะรูด้วย
เครื่องเจาะ ดงั นัน้ เคร่ืองจกั รกลพน้ื ฐานท่จี ะกล่าวในบทนี้ คือ เคร่ืองเจาะ
3.1.1 ชนิดของเครื่องเจาะ
เครือ่ งเจาะมีหลายชนิดแต่สามารถแบง่ ออกไดด้ งั น้ี คือ เครือ่ งเจาะตั้งพน้ื เคร่ืองเจาะแบบ
รศั มี และเครื่องเจาะในงานอุตสาหกรรม
3.1.1.1 เครื่องเจาะตง้ั โต๊ะ (Bench – model Sensitive Drilling Machine)
เป็นเครอ่ื งเจาะขนาดเล็กเจาะรูขนาดไม่เกนิ 13 มม. จะมีความเรว็ รอบสูง ใช้
เจาะงานที่มขี นาดรเู ล็ก ๆ ท่วั ๆ ไป การสง่ กาลงั โดยทั่วไปจะใช้สายพานและปรับความเร็วรอบดว้ ยลอ้
สายพาน 2-3 ขั้น
ภาพที่ 3.1 เครอ่ื งเจาะตั้งโต๊ะ
3.1.1.2 เคร่อื งเจาะตงั้ พ้นื (Plan Vertical Spindle Drilling Machine)
เปน็ เคร่ืองเจาะขนาดใหญ่และเจาะรูบนช้นิ งานทมี่ ีขนาดใหญ่ เจาะรูได้ตัง้ แต่ขนาด
เลก็ จนถงึ ขนาดใหญ่สุดเทา่ ท่ดี อกสวา่ นมี และใชง้ านอ่ืน ๆ ได้อย่างกว้างขวางการส่งกาลังปกติจะใชช้ ุด
เฟอื งทด จงึ สามารถปรบั ความเรว็ รอบได้หลายระดบั และรับแรงบิดได้สงู
96
ภาพท่ี 3.2 เคร่ืองเจาะตั้งพ้ืน
3.1.1.3 เคร่อื งเจาะรศั มี (Radial Drilling Machine)
เป็นเครอื่ งเจาะขนาดใหญแ่ ละเจาะรบู นชิ้นงานท่มี ขี นาดใหญก่ วา่ เครอ่ื งเจาะตงั้ พน้ื
โดยทีห่ วั จบั ดอกสว่านจะเลื่อนไป-มาบนแขนเจาะ (Arm) จึงสามารถเจาะงานได้ทุกตาแหนง่ โดยตดิ ตง้ั
งานอยกู่ บั ที่ การสง่ กาลงั ปกติจะใชช้ ดุ เฟืองทด
ภาพที่ 3.3 เครอ่ื งเจาะรัศมี
3.1.1.4 เคร่อื งเจาะหลายหวั (Multiple-spindle or Gang-type Drilling Machine)
เปน็ เคร่อื งเจาะท่ีออกแบบมาสาหรับการทางานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เครือ่ ง
เจาะจะมหี ลายหัวจับ ดงั นน้ั จึงสามารถจับดอกสวา่ นไดห้ ลายขนาด หรอื จับเคร่ืองมือตัดอนื่ ๆ เช่น รีม
เมอร์ หรอื หวั จับทาเกลยี วใน จึงทางานได้อย่างรวดเร็ว
97
ภาพที่ 3.4 เคร่อื งเจาะหลายหัว
3.1.1.5 เคร่ืองเจาะแนวนอน (Horizontal Drilling Machine)
เป็นเครื่องเจาะท่ีออกแบบมาเพื่อใหส้ ามารถทางานได้หลายลักษณะ ทั้งการเจาะรู
การคว้านรู การกดั และการกลงึ มักจะพบในโรงงานอตุ สาหกรรมขนาดใหญ่
ภาพท่ี 3.5 เครื่องเจาะแนวนอน
3.1.2 สว่ นประกอบท่สี าคัญและหน้าท่กี ารใช้งานของเครื่องเจาะ
3.1.2.1 ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องเจาะต้ังโต๊ะ
3.1.2.1.1 ฐานเคร่ือง (Base) ทาดว้ ยเหลก็ หล่อ เป็นสว่ นทร่ี องรับน้าหนัก
ทงั้ หมดของเคร่ืองจะยดึ ติดแน่นบนโตะ๊ ปอ้ งกันการสน่ั สะเทือน
ในขณะปฏิบตั ิงาน
ชุดหัวเครื่อง 98
(Drilling Head)
เสาเคร่อื งเจาะ
(Column)
โตะ๊ งาน ฐานเครอื่ ง
(Table) (Base)
ภาพที่ 3.6 ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครอ่ื งเจาะตั้งโตะ๊
3.1.2.1.2 เสาเคร่อื งเจาะ (Column) จะเป็นเหลก็ รูปทรงกระบอกกลวง เป็น
สว่ นท่ียึดตดิ กับฐานเคร่ือง เพอ่ื รองรบั ชุดหัวเครอ่ื งและรองรบั โต๊ะ
งาน
3.1.2.1.3 โตะ๊ งาน (Table) สว่ นใหญ่ทาด้วยเหลก็ ท่อ เป็นส่วนที่รองรับ
ช้นิ งานทจี่ ะนามาเจาะหรืออาจรองรบั อปุ กรณจ์ ับยดึ สาหรบั จบั ยดึ
ชิ้นงาน เชน่ ปากกาจับงาน เปน็ ต้น สามารถเล่ือนขนึ้ ลงได้บนเสา
เคร่อื งด้วยการหมนุ แขนสง่ กาลังด้วยชดุ เฟอื งสะพาน เม่ือไดต้ าแหน่ง
ทต่ี อ้ งการก็สามารถยึดให้แน่นกบั เสาเคร่ืองได้
3.1.2.1.4 ชดุ หัวเครื่อง (Drilling Head) จะอยบู่ นสุดของเคร่ืองเจาะ
ประกอบด้วยสว่ นต่าง ๆ ที่สาคญั ดังน้ี
- มอเตอร์สง่ กาลัง (Motor)
- สายพานและล้อสายพานส่งกาลัง (Belt & Pulley)
- ฝาครอบ (Pulley Guard) มีไวค้ รอบสายพานเพ่ือป้องกัน
อันตราย
- หัวจับดอกสวา่ น (Drill Chuck) ใชจ้ ับดอกสว่านก้านตรง
สว่ นใหญ่มขี นาดไม่เกิน ½ นิ้ว หรือประมาณ 12.7 มม.
- แขนหมุนป้อนเจาะ (Hand Feed Level)
- สวิตซป์ ิดเปดิ (Switch)
3.1.2.2 ส่วนประกอบทส่ี าคัญของเคร่ืองเจาะตง้ั พน้ื สวา่ นตง้ั พื้นจะมสี ว่ นประกอบที่
สาคัญเหมอื นเครื่องเจาะแบบต้งั โต๊ะ จะตา่ งกนั ตรงขนาดและความสามารถในการเจาะรูและ
ระบบสง่ กาลงั ซึ่งมสี ่วนประกอบต่าง ๆ ดงั นี้
3.1.2.2.1 ฐานเครื่อง (Base) ทาดว้ ยเหลก็ หล่อ เป็นสว่ นท่ีรองรบั น้าหนัก
ทั้งหมดของเครอ่ื งจะวางอยบู่ นพ้นื โรงงาน
99
3.1.2.2.2 เสาเครื่องเจาะ (Column) จะเปน็ เหลก็ รปู ทรงกระบอกกลวง เปน็
สว่ นทยี่ ึดตดิ กบั ฐานเคร่ือง เป็นสว่ นทรี่ องรบั ชุดหัวเคร่อื งและรองรบั
โต๊ะงาน
ชดุ หวั เครื่อง
(Drilling Head)
โตะ๊ งาน
(Table)
ฐานเคร่อื ง เสาเคร่ืองเจาะ
(Base) (Column)
ภาพท่ี 3.7 ส่วนประกอบท่ีสาคัญของเครื่องเจาะตั้งพ้ืน
3.1.2.2.3 โตะ๊ งาน (Table) ส่วนใหญท่ าด้วยเหลก็ มที ัง้ ท่เี ปน็ รปู วงกลมหรือ
เป็นรูปส่ีเหลี่ยมเป็นส่วนที่รองรับชนิ้ งานท่ีต้องการเจาะ หรืออาจจะ
รองรบั อปุ กรณจ์ บั ยึดชิน้ งาน เชน่ ปากกาจับงาน
3.1.2.2.4 ชุดหวั เคร่ือง จะอยบู่ นสดุ ของเคร่อื งเจาะ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ
ทสี่ าคัญดงั นี้
- มอเตอรส์ ง่ กาลัง
- ระบบสง่ กาลงั จะมีการส่งกาลงั ด้วยสายพานและฟันเฟือง การ
ส่งกาลงั ด้วยฟันเฟอื งจะมีคนั โยกบงั คบั เปล่ยี นความเร็วรอบ
- ฝาครอบ เพื่อปอ้ งกนั อันตราย
- แกนเพลา (Spindle) ภายในเป็นรเู รยี วสาหรบั จบั ยึดกา้ นเรียว
ของหวั จบั ดอกสวา่ น หรือจับกา้ นเรยี วของดอกสวา่ นท่ีมีขนาด
มากกว่า 12.7 มม. ขน้ึ ไป
- แขนหมนุ ป้อนเจาะ จะมที ้ังแบบป้อนเจาะดว้ ยมือและการป้อน
เจาะอตั โนมัติ
- แกนตัง้ ระยะป้อนเจาะ ใช้สาหรับตั้งความลึกเพื่อเจาะงานสวติ ซ์
เปิดปิด
3.1.2.3 สว่ นประกอบท่ีสาคัญของเคร่ืองเจาะแบบรศั มี 100
เสาเคร่ืองเจาะ ชดุ หวั เคร่ือง
(Column) (Drilling Head)
แขนรัศมี
(Radial Arm)
แกนเพลา
(Spindle)
ฐานเคร่อื ง โต๊ะงาน
(Base) (Table)
ภาพท่ี 3.8 ส่วนประกอบท่ีสาคญั ของเคร่ืองเจาะแบบรัศมี
3.1.2.3.1 ฐานเคร่อื ง (Base) เปน็ ส่วนทีต่ ดิ ตงั้ อย่กู ับพนื้ โรงงาน ทาด้วย
เหล็กหล่อ เป็นส่วนที่รองรบั น้าหนักท้ังหมดของเครื่อง
3.1.2.3.2 เสาเครือ่ ง (Columm) มลี ักษณะเป็นเสากลมใหญ่กว่าเสาเครอื่ ง
เจาะธรรมดา จะยึดตดิ อยู่กบั ฐานเครื่อง จะเปน็ ท่ีเคล่ือนข้ึนลง
และจับยึดของแขนรศั มี
3.1.2.3.3 แขนรศั มี (Radial Arm) สามารถเลอื่ นข้นึ ลงได้บนเสาเคร่อื ง
และสามารถหมุนรอบเสาเครื่องได้เพ่ือหาตาแหน่งเจาะงาน เปน็
สว่ นท่รี องรบั ชุดหัวเคร่อื ง
3.1.2.3.4 ชดุ หวั เครอ่ื ง (Drilling Head) อย่บู นรัศมี สามารถเล่ือนเขา้ ออก
ไดต้ ามความยาวของแขนรัศมี เพ่ือหาตาแหน่งเจาะรู
3.1.2.3.5 แกนเพลา (Spindle) เป็นรปู ทรงกระบอก ภายในเป็นรเู รียว
สาหรับจับยึดก้านเรยี วของหวั จบั ดอกสวา่ น หรือจบั ก้านเรียวของ
ดอกสว่านทมี่ ีขนาดใหญ่
3.1.2.3.6 โต๊ะงาน (Table) เปน็ อปุ กรณท์ ีย่ ดึ ตดิ อยู่บนฐานเครื่อง จะมรี ่อง
ตวั -ที เพ่อื ใช้จับยดึ ชิน้ งานโดยตรง หรอื ใช้สาหรับจับยึดปากกาจับ
งาน หรืออปุ กรณ์อื่น ๆ
3.1.2.3.7 มอเตอร์ (Motor) เปน็ ต้นกาลงั ท่ีส่งกาลังไปหมุนแกนเพลาเพอื่
หมุนดอกสว่านเจาะงานหรือสง่ กาลงั เพ่ือขับเคลอื่ นสว่ นต่าง ๆ
อตั โนมตั ิ เนอ่ื งจากชน้ิ สว่ นแต่ละส่วนมขี นาดใหญ่
3.1.3 เคร่ืองมือ อปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการเจาะ
3.1.3.1 ดอกสว่าน (Drills)
3.1.3.1.1 รปู ร่างลกั ษณะ และช่ือเรียก