101
ภาพที่ 3.9 แสดงการเรียกชือ่ ส่วนต่าง ๆ ของสว่าน
สว่านลักษณะน้ีจะมีคมอยู่ 2 คม มรี ่องคายเศษอยู่ 2 รอ่ ง คมตัดจะข้ึนเปน็ ขอบเสน้ มี
แนวหลบหลงั คมไปตามลาตัว คมจะเกิดข้นึ รอบ ๆ ลาตัวสวา่ นเปน็ แนวเอยี งมมุ เหมอื นกับเกลยี วฟนั ไปรอบ
ๆ ลาตัว ดูตามภาพที่ 3.9
3.1.3.1.2 ก้านจับและร่องคายเศษโลหะ
สวา่ นก้านตรง สวา่ นก้านตรงแบบมีกนั่ สวา่ นก้านจบั เรียว สวา่ นก้านจบั สี่เหล่ียม
ภาพท่ี 3.10 แสดงถึงลกั ษณะของกน้ จับสว่านท่มี ีใชง้ านกันอยู่
โดยท่ัว ๆ ไปจะใช้งานกันอยู่ 2 ประเภท คอื แบบก้านจับตรงและก้านจบั เรยี ว ภาพ (ก)
และ (ค) เทา่ นน้ั ส่วนอีก 2 แบบสาหรับใช้งานเฉพาะอย่าง
ก้านจับของดอกสว่านนจ้ี ะทาหน้าท่ีจับยดึ เข้ากบั อุปกรณ์การจบั ของเครอ่ื งเจาะ เช่น พวก
หวั จบั (Drill Chuck) สาหรับสว่านก้านตรง และปลอกจบั เรียว (Taper Sleeve) สาหรับสว่านกา้ น
เรียว
3.1.3.1.3 คมตัดของสวา่ น
ชนดิ คมตัดของสว่าน เกิดข้นึ จากการกดั ร่องคายเศษเจาะ คมตัดนจ้ี ะมี 2 ช่วง คอื
ด้านหน้าของสว่าน และคมตัดรอบ ๆ ลาตัวในลกั ษณะของเกลยี วหรือเป็นคมตดั ตรง ซึ่งคมตัดของสว่านนี้
102
จะแบง่ ชนิดของคมออกได้เป็น 2 ชนดิ คอื คมตัดตรงและคมตัดเลื้อย กรณีของคมตัดเลื้อยส่วนใหญ่ทว่ั
ๆ ไปของการใชง้ านจะมีคมรอบลาตวั อยู่ 2 คม หมายถึง มีรอ่ งคายเศษอยู่ 2 ร่องนั่นเอง จะมีสว่าน
กรณพี เิ ศษท่มี ีร่องคายเศษ 3 ร่องหรอื 4 ร่องขึน้ ไป สาหรับเจาะงานเฉพาะซ่ึงจะให้คุณสมบัติทีด่ ี คอื ยงิ่
คมตัดมากความเที่ยงตรงในการเจาะจะสงู และผวิ รูเจาะจะเรียบ แตก่ ม็ ีข้อเสียคอื ความแขง็ แรงของคม
ตัดด้านหน้าจะน้อยลง
ภาพท่ี 3.11 แสดงถึงคมตัดสวา่ นชนิด 2 คม 2 รอ่ งคายเศษ
ภาพที่ 3.12 แสดงถึงคมตัดสว่านชนิด 3 คม 3 ร่องคายเศษ
สว่ นระหวา่ งลาตัวสว่าน (BODY) กบั ก้านจับสวา่ น (SHANK) ของสวา่ น บางบริษัทจะตก
ร่องไว้ ดตู ามภาพที่ 3.11 เรียกส่วนน้วี ่า คอสว่าน (NECK)
3.1.3.1.4 เสน้ แกนสวา่ น (WEB)
103
ภาพท่ี 3.13 แสดงถงึ เส้นแกน (WEB) ของสว่ น
เสน้ แกน (WEB) ของสว่านนน้ั เกิดจากการกัดร่องคายเศษเจาะ และการขึ้นคมตดั ของสวา่ น
ร่องคายเศษจะเปน็ ตวั ทาให้เกิดเสน้ แกน (WEB) ขึ้น มลี ักษณะเปน็ แนวเรยี ว ด้านคมตัดจะมีความหนา
นอ้ ยกวา่ ดา้ นโคนของสว่ น ดูตามภาพท่ี 3.12 ท่ีแสดงไว้ด้วยสีดามองเหน็ ไดช้ ัดเจน เสน้ แกนน้จี ะเปน็
ร่องบิดไปรอง ๆ ลาตวั สว่าน และความหนาของเสน้ แกนจะค่อย ๆ เรยี วเล็กลงไปจากโคนหาปลายคมตัด ดู
ตามภาพ (ก) และ (ข)
3.1.3.1.5 มุมคมตดั ดอกสวา่ น
การลับดอกสวา่ น ดอกสว่านมคี วามจาเป็นมากในงานชา่ ง ดงั้ นน้ั ชา่ งทกุ คนควรจะต้องลับ
ดอกสวา่ นเปน็ เพ่ือทีจ่ ะได้ลับดอกสว่านได้เม่ือดอกสว่านไม่คม มมุ จิกหรอื มมุ รวมปลายดอก
สว่านทใี่ ช้งานทั่วๆไปจะมีมุมรวม 118 องศา
104
ภาพที่ 3.14 มมุ ต่าง ๆ ของดอกสว่าน
ตามภาพมุมคมตดั ของดอกสว่านโดยทัว่ ๆ ไปจะประกอบด้วยมมุ ที่เกยี่ วข้องกบั การตดั เฉือน
เพือ่ จะใหผ้ ลดีต่อการตดั เฉอื น คมตดั ทาการตัดเฉือนได้ดีจะตอ้ งมี (1) มมุ คมตดั (Cutting Angle) (2) มุม
หลบ(Lip Clearance Angle) (3) มมุ คายเศษ (Rake Angle) (4) มุมจิก (Point Angle) แต่ละมุมจะ
มคี วามสาคัญต่อการทางาน และมคี วามเก่ียวข้องซึ่งกนั และกนั
(1) มมุ คมตดั (Cutting Angle) จะมีลกั ษณะเหมือนกับลม่ิ ทาหนา้ ทตี่ ดั เฉือนเน้ือโลหะ
(2) มุมหลบ(Lip Clearance Angle) ทาหนา้ ท่ลี ดการเสยี ดสี และลดแรงตา้ นบรเิ วณ
ผิวหน้าของมมุ จิกของดอกสว่าน ถ้าไม่มีมมุ คายเศษ ดอกสวา่ นจะไมส่ ามารถตัดเฉือนผิว
งานได้
(3) มมุ คายเศษ (Rake Angle) ทาหน้าท่ใี ห้เศษตัดเฉือนเคล่ือนท่ีคายออกจากผวิ งานท่ีถูกตัด
(4) มมุ จิก (Point Angle) ในการตดั โลหะท่วั ไปจะใช้มุมคมตัดนี้โต118 องศา สาหรับ
โลหะตดั เฉือนชน้ิ งานซึ่งสวา่ นสว่ นใหญ่ทามาจากเหล็กรอบสูง(High Speed Steel,HSS)
มมุ จกิ มผี ลต่อแรงกดเจาะ ถา้ มุมจิกโตมากแรงตา้ นเจาะก็มากข้ึนตามลาดบั แต่มมุ จิกก็
ช่วยในการนาศูนย์ในการเจาะงานในขณะเรม่ิ เจาะดว้ ย ขนาดของมุมจิกนจี้ ะขึ้นกับวสั ดุ
งานท่ีนามาเจาะ
105
3.1.3.2 หัวจบั ดอกสวา่
น
ภาพที่ 3.15 หวั จับดอกสวา่ น ภาพที่ 3.16 ประแจขัน หัวจับดอกสวา่ น
ภาพที่ 3.17 แสดงการจบั ดอกสว่านขนดเล็กด้วยหวั จบั (DRILL CHUCK)
ตามภาพที่ 3.17 แสดงการทางานของหัวจับดอกสวา่ นแบบใชป้ ระแจขนั แนน่ โดยการ
ประกอบดอกสวา่ นเข้ากับหัวจบั แลว้ ใชป้ ระแจเลือ่ นเขา้ ไปในรหู วั จับ โดยฟันของหัวจับจะสับเข้ากบั ร่อง
ฟันเฟืองทหี่ ัวจบั ถ้าหมุนตามเข็มนาฬิกาจะเปน็ การจบั ยดึ สว่านแน่น ถา้ หมุนทวนเข็มนาฬกิ าจะเปน็ การ
คลายดอกสวา่ นออก
ลักษณะของประแจขันหวั จับดอกสวา่ นจะเป็นลกั ษณะของฟันเฟืองดอกจอก (BEVEL
GEAR) ดังในภาพทมี่ ีก้านจับขันและแกนสาหรบั เสียบเข้ากบั หวั จบั ดอกสว่าน ตวั ก้านจบั จะมีแขนหมุน
สาหรับให้มือจับหมนุ บิดไป-มา
3.1.3.3 ปลอกจับสว่านกา้ นเรยี ว (Sleeve)
106
ภาพที่ 3.18 ปลอกจับสวา่ นกา้ นเรียว (SLEEVE) และขนาดตา่ ง ๆ
ดอกสวา่ นทม่ี ีขนาดใหญ่ ๆ การจบั ด้วยหวั จับ (DRILL CHUCK) แบบตา่ ง ๆ ทาได้ลาบาก
ในการแก้ปญั หาให้ทางานได้สะดวกและยงั คงประสิทธภิ าพเทา่ เดมิ โดยการออกแบบก้านสว่านใหม้ ี
ลกั ษณะเป็นกา้ นเรยี วใชป้ ระกอบเขา้ กับเพลาเจาะของเครอ่ื งเจาะขนาดเล็ก หรอื ใช้ประกอบเขา้ กับปลอก
จบั ดอกสวา่ น (SLEEVE) แลว้ จึงประกอบเขา้ กบั เพลาเครอ่ื งเจาะ ปลอกจับนม้ี ีหลายขนาด สาหรับกา้ น
ดอกสว่านท่มี ีขนาดต่างกนั เม่อื ใช้งานสามารถนามาประกอบรว่ มกันได้ ดูตามภาพท่ี 3.18
ภาพที่ 3.19 แสดงการถอดหวั จับดอกสว่านออก
กรรมวธิ ีการถอดหวั จับออกจะเหมือนกันหมดไมว่ า่ จะเปน็ หัวจบั ชนิดใดก็ตาม รวมท้ังการ
ถอดสว่านก้านเรียวอกี ดว้ ย โดยการใชเ้ หลก็ ถอด (DRILL DRIFT OR TAPER DRIFT) ดภู าพที่ 3.19 มอื
หนึ่งจะประคองหัวจบั ไว้ อีกมือหนึง่ ถือค้อนเคาะเหล็กถอดออก การเคาะจะต้องเคาะเบา ๆ ไม่เขา้ ใน
ลักษณะของการตี เหลก็ ถอดจะเสียบเข้าไปในรูเพลาโดยเอาดา้ นตรงไว้ด้านบา้ น เม่ือเคาะด้านเรียวจะดนั
หัวจับออก
3.1.3.4 ดอกเจาะนาศนู ย์
ดอกเจาะนาศูนย์ (Center Drill) เปน็ ดอกเจาะที่ใชส้ าหรบั การเจาะรูเรียวในช่วงเริ่มต้นของ
การทางาน เพื่อจะนาไปใชง้ านตอ่ หรือเจาะต่อ ซ่ึงเรียกการเจาะนว้ี ่าเจาะนา ลักษณะของรูเจาะจะมีรปู ร่าง
ตามรูปแบบของคมดอกเจาะ ดอกเจาะนาศูนย์มีหลายขนาดใหเ้ ลอื กใช้งาน และขึน้ อย่กู ับผผู้ ลติ จะผลิต
107
ออกมาใช้งาน ซึ่งในบางคร้ังท่ีขาดแคลนสามารถจะนาเอาดอกสว่านหัก หรอื ดอกสว่านเกา่ ทเ่ี ลิกใช้งาน
แล้ว มาลับแต่งให้ได้มุมกรวยแหลมตามต้องการ และมีมุมคายเศษดว้ ย ใช้เจาะแทนดอกเจาะนาศนู ยไ์ ด้
ความเร็วรอบท่ีใช้กับดอกเจาะจะข้ึนทใ่ี ช้กับดอกเจาะจะขน้ึ อยกู่ ับขนาดของดอกเจาะนาศูนย์
เอง โดยใช้ค่าความเรว็ ในการหมนุ ตัดเช่นเดียวกบั ดอกสวา่ น
ภาพท่ี 3.20 ลักษณะและสว่ นประกอบดอกนาศนู ย์
3.1.3.5 เหล็กตอกนาศูนย์
- ก่อนจะทาการเจาะจะต้องกาหนดตาแหน่งรโู ดยใช้เหลก็ ขีดหมายตาแหนง่ ไว้
กอ่ น
- ใช้เหลก็ นาศนู ย์ตอกนารตู รงตาแหน่งเจาะ แล้วจงึ จบั ยึดชิ้นงานบนแท่นวาง
ชิน้ งาน
ภาพท่ี 3.21 เหลก็ ตอกนาศนู ย์
108
ภาพท่ี 322 ขีดหมายและตอกรูนาศูนย์
3.1.3.6 อุปกรณ์จับยึด
อุปกรณ์จับยึด ใช้จบั ยดึ ชิ้นงานใหแ้ นน่ ก่อนเจาะซึ่งมีหลายชนดิ ดงั ตอ่ ไปนี้
3.1.3.6.1 ปากกาจับงานเจาะ (VISE) ใช้สาหรบั จับงานเจาะรปู ทรงต่าง ๆ
ดงั ภาพท่ี 3.23
109
ภาพท่ี 3.23 ปากกาจับงานเจาะ
3.1.3.6.2 อุปกรณช์ ่วยจบั ยึด ใช้จบั ช้นิ งานในกรณีทีป่ ากกาจับงานไม่
สามารถจบั ได้ ซง่ึ มีหลายอย่าง ดังภาพท่ี 3.24-3.33
ภาพท่ี 3.24 แท่งขนาน (PARALLELS) ภาพท่ี 3.25 ซี-แคลม็ ป์ (C-CLAMP)
ภาพท่ี 3.26 แคล็มปแ์ บบแบน (PLAIN OR FLAT) ภาพท่ี 3.27 ยู-แคลม็ ป์ (U-CLAMP)
ภาพท่ี 3.28 แคลม็ ป์แบบคอห่าน (GOOSENECK CLAMP) ภาพที่ 3.29 เหลก็ มมุ ฉากรองขีด (ANGLE
PLATE)
110
ภาพท่ี 3.30 สกรยู ดึ แบบตวั ที (T-SLOT) ภาพที่ 3.31 เหล็กขนั้ บันได (STEP
BLOCK)
ภาพที่ 3.32 แจคสกรู (JACK SCREW) ภาพท่ี 3.33 ชดุ วี-บลอ็ ก (V-BLOCKS)
3.1.4 ขัน้ ตอนการทางานของเครื่องเจาะ
3.1.4.1 ศกึ ษาวิธีการใช้เครื่องเจาะใหเ้ ข้าใจ ถ้าไม่เขา้ ใจจะต้องปรึกษาอาจารยผ์ ้คู วบคุม
พรอ้ มทง้ั ศึกษาเก่ียวกับความปลอดภยั ในการใช้เครื่องเจาะดว้ ย
3.1.4.2 นาช้นิ งานมารา่ งแบบใหไ้ ด้แบบท่ถี กู ต้อง พร้อมทง้ั ใชเ้ หล็กตอกร่างแบบและใช้
เหล็กนาศนู ยต์ อกนาศูนย์
3.1.4.3 นาช้นิ งานมาจบั ยึดบนเครื่องเจาะใหแ้ นน่ อาจจะจบั ยึดบนโตะ๊ งาน หรือจับยดึ
ด้วยอปุ กรณ์จบั ยึดงาน เช่น ปากกา C-Clamp เป็นตน้ ขึ้นอยูก่ ับลกั ษณะงาน
3.1.4.4 นาดอกสวา่ นที่ต้องการเจาะจบั ยดึ บนเคร่ืองเจาะ กรณีต้องการเจาะรูที่มีขนาด
ใหญค่ วรมกี ารเจาะไล่ขนาดจากเล็กไปหาขนาดใหญ่
3.1.4.5 ปรบั ระยะห่างระหว่างช้นิ งานกบั ปลายดอกสว่านให้เหมาะสมพร้อมปรบั ตาแหน่ง
ทีจ่ ะเจาะให้ตรงตาแหน่ง
3.1.4.6 ปรับความเรว็ รอบให้ถูกต้อง ซงึ่ หาไดจ้ ากการคานวณ หรือจากตารางสาเรจ็
111
3.1.4.7 ทาการป้อนเจาะงานตามความลกึ ท่ตี ้องการเจาะ ถา้ เครอ่ื งเจาะมแี ขนตงั้ ระยะ
ความลกึ ทต่ี ้องการเจาะ หรอื สามารถปอ้ นอัตโนมตั ิไดก้ ็ทาการตั้ง เพื่อความสะดวก
ในการเจาะ ในการเจาะที่ต้องการตาแหน่งทแี่ นน่ อนควรเจาะด้วยดอกเจาะนาศูนย์
กอ่ น จะไดต้ าแหน่งของรทู ่ีแมน่ ยากวา่
3.1.5 การคานวณความเรว็ ในงานเจาะ จะมีความเร็วที่สาคัญ 2 ชนิด คือ ความเร็วรอบและ
ความเร็วตดั
3.1.5.1 การคานวณความเร็วตัด มสี ตู รการคานวณดังน้ี
V dn เมตร/นาที
1000
เมอื่ กาหนด
V = ความเร็วตัดงานเจาะ เมตร/นาที
N = ความเร็วรอบดอกสว่าน รอบ/นาที
d = ความยาวเส้นผา่ ศนู ยก์ ลางดอกสว่าน มม.
ตวั อยา่ งท่ี 3.1 จงคานวณหาค่าความเรว็ ตดั ท่ีเจาะงานด้วยดอกสว่านมีความยาว
เส้นผ่าศูนยก์ ลาง 10 มม. ด้วยความเร็วรอบ 800 รอบ/นาที
วธิ ีทา
V d n เมตร/นาที
1,000
ความเร็วตัดทีใ่ ช้เจาะงาน 3.1416 x 10 x 800
1,000
= 25.13 เมตร / นาที
3.1.5.2 การคานวณความเร็วรอบ ในกรณีต้องการหาความเร็วรอบก็ยา้ ยสมการจากสูตร
ข้างตน้ ก็จะได้สูตรการคานวณดังน้ี
สูตรการคาน วณหาความเร ็รวอบ n 1,000 V รอบ/ นาที
d
112
ตวั อยา่ งที่ 3.2 จงคานวณหาค่าความเรว็ รอบในการเจาะเหลก็ ใชท้ าเคร่อื งมือ (Tool Steel)
ด้วยดอกสวา่ นขนาดความยาวเสน้ ผา่ ศูนย์กลาง 15 มม. ด้วยความเร็วตดั 18
เมตร / นาที
วิธที า 1,000ฺ V
d
n รอบ/นาที
1,000 x 18
3.1416 x 15
ความเร็วรอบทใ่ี ชเ้ จาะงาน = 382 รอบ / นาที
การเลือกความเรว็ รอบจากตาราง
จากตวั อยา่ งท่ี 3.2 จงเลือกใชค้ ่าความเร็วรอบจากตารางท่ี 3.1 วธิ เี ลอื กมขี น้ั ตอนดังนี้
1. เลอื กขนาดความยาวเส้นผ่าศูนยก์ ลางดอกสว่านท่ใี ช้เจาะ ในท่นี ้คี ือ 15 มม.
2. ดใู หต้ รงกบั วัสดุงานที่เจาะในตวั อยา่ งคือ Tool Steel ค่าความเร็วตัด = 18 เมตร/นาที
3. ผลลพั ธท์ ่ีได้ คอื 380 รอบ/นาที
ตารางท่ี 3.1 ความเรว็ ตดั งานสาหรับดอกสวา่ นเหลก็ รอบสงู
Steel Tool Cast Iron Machine Brass and
Aluminum
Casting Steel Steel
60
ขนาดดอกสวา่ น ความเร็วตัด (เมตร/นาท)ี 9,550
6,365
นวิ้ มม. 12 18 24 30 4,775
3,820
1/16 2 1,910 2,865 3,820 4,775 3,180
2,730
1/8 3 1,275 1,910 2,545 3,185 2,390
2,120
3/16 4 955 1,430 1,910 2,385 1,735
1/4 5 765 1,145 1,530 1,910
5/16 6 635 955 1,275 1,590
3/8 7 545 820 1,090 1,365
7/16 8 475 715 955 1,195
1/2 9 425 635 850 1,060
5/8 10 350 520 695 870
113
3/4 15 255 380 510 635 1,275
7/8 20 190 285 380 475 955
1 25 150 230 305 380 765
3.1.5.3 การคานวณความสมั พันธ์การเจาะรูดว้ ยดอกสวา่ น (Processing Time for
Drilling)
I = ความลึกของรู (Drilling Depth, Hoole Depth)
Ia = ความลึกก้นรู (Initial Out, Drill Tip Height)
L = ระยะเจาะรวม (Total Drilling Distance)
n = ความเรว็ ดอกสวา่ น (r.p.m. of the Twist Drill)
s = ระยะป้อน มม. (Feed)
s’ = ความเรว็ ปอ้ น มม./นาที (Feed Speed)
I = จานวนรูเจาะ (No. of Operations)
th = ชว่ งเวลาเจาะนาที (Processing Time)
1. การหาความเร็วป้อน s’
ระยะป้อนต่อ 1 รอบ = s (มม.)
ระยะป้อนต่อ ก รอบ = s x n
(มม./นาที)
ไดส้ ูตร
z x n = ความเรว็ ป้อน (s’)
ภาพที่ 3.34 การหาความเรว็ ปอ้ น s’
2. การหาค่า th
จากขนาดความเร็วปอ้ นจะได้
ความเรวป้ อน ระยะป้ อน
ช่วงเวลาเจาะ
หรอื
ระยะป้ อน
ช่วงเวลาเจาะ ความเรวป้ อน
ภาพที่ 3.35 การหาค่า th L L
s sxn
ถา้ จานวนเจาะเปน็ i
th Lxi
sxn
3. การหาค่า la
จากรปู ขวามือ มุมจกิ = 1180 ขนาดดอกสว่าน d =
60 มม.
จะได้ความยาวปลายดอกสว่าน Ia = 20 มม.
ไดส้ ตู ร
114
Ia = d/3 ข้ึนอยู่กบั เส้นผ่านศูนยก์ ลางและมุมจกิ (Point
Angle)
ดังนัน้
ระยะเจาะรวม = ความลกึ ของรู + ความลกึ ก้นรู
ภ4าพ. ทสี่ ร3ุป.36การาค่าla L = I + 0.3 x d
สาหรบั การคานวณค่าการเจาะจะได้
th L x i มม. x นาที
s x n มม. x 1
ตวั อยา่ ง
จงหาช่วงเวลาเจาะรูขนาด 18 มม. ชน้ิ งานเหล็กหนา 45 มม. ด้วยระยะป้อน 0.3 มม.
ความเร็ว 530 รอบ/นาที
กาหนดให้ d = 18 มม. พจิ ารณาจาก
i = 45 มม. เวลา = ระยะป้อน/ความเรว็ ปอ้ น
i=3
s = 0.3 มม.
n = 530 รอบ/นาที
จากสมการ
th L xi 0.3 50.4 มม. x3 0.95 นาที
s xn มม. x 530 รอบ/นาที
L I 0.3 x d
L 45 มม. 0.3 x 18 มม. 50.4 มม.
การป้อนเจาะงานของดอกสว่าน
อัตราป้อนเจาะงาน หมายถงึ การป้อนลึกลงไปในงานต่อการหมุนของดอกสว่าน 1 รอบ
เช่น อตั ราปอ้ นเจาะ 0.2 มม./รอบ หมายถงึ เม่ือดอกสว่านหมนุ ไปครบ 1 รอบ จะสามารถป้อนกิน
ลกึ ลงไปในงาน 0.2 มม.
ในการปอ้ นอตั โนมัติถา้ เคร่ืองเจาะไมส่ ามารถป้อนอัตโนมัติไดก้ ็ต้องปอ้ นการกนิ ลึกด้วยมือ
จะต้องอาศยั ประสบการณแ์ ละความร้สู ึก ถ้าเคร่ืองสามารถป้อนอตั โนมัตกิ ็จะมตี ารางสาหรบั ให้เลือกในการ
ป้อนความลึกเจาะงาน
ตารางที่ 3.2 ตารางอตั ราป้อนเจาะของดอกสว่าน
ขนาดดอกสว่าน อัตราปอ้ นตอ่ รอบ
นิ้ว มม. นวิ้ มม.
เล็กกวา่ ถึง เลก็ กวา่ ถงึ 3 0.001-0.002 0.02-0.05
1/8
1/8-1/4 3-6 0.002-0.004 0.05-0.10
1/4-1/2 6-13 0.004-0.007 0.10-0.18
1/2-1 13-25 0.007-0.015 0.18-0.38
115
1-1/2 25-38 0.015-0.025 0.35-0.63
1/1
3.1.6 ความปลอดภยั ในการใชเ้ คร่ืองเจาะ
3.1.6.1 ก่อนใช้เคร่ืองเจาะทุกครงั้ จะต้องตรวจดคู วามพรอ้ มของเคร่ืองก่อนใช้เสมอ ถา้
เครอื่ งชารดุ อาจเป็นอันตรายตอ่ ผู้ปฏิบตั ิงานได้
3.1.6.2 การจบั ยึดชิน้ งานจะต้องจับยึดใหแ้ น่นและจะต้องจบั ให้ถูกวิธี
3.1.6.3 ศกึ ษาขนั้ ตอนและวิธีการใชเ้ คร่อื งเจาะ และวธิ ีการทางานใหถ้ ูกต้อง
3.1.6.4 จะต้องแต่งกายใหร้ ัดกุมถูกต้องตามกฎความปลอดภัย
3.1.6.5 จะต้องสวมแว่นตานิรภยั ป้องกันเศษโลหะกระเดน็ เข้าตา
ภาพท่ี 3.37 แสดงการจับยดึ ช้นิ งานไมแ่ น่นเพยี งพอ ซ่ึงก่อให้เกดิ อนั ตรายสาหรบั ผ้ปู ฏิบัตงิ านได้
ภาพท่ี 3.38 แสดงการจับดอกสว่านทไี่ ม่แนน่ เพยี งพอ ภาพที่ 3.39 แสดงการทาความสะอาดเศษเจาะทไ่ี ม่ถกู ตอ้ ง
116
ภาพที่ 3.40 แสดงการแตง่ กายไม่เหมาะสมสาหรบั งานเจาะ
3.1.7 การบารุงรกั ษาเคร่ืองเจาะ
ไมว่ ่าจะเปน็ เคร่อื งเจาะชนดิ ใด ในการบารุงรกั ษากจ็ ะใชห้ ลักการเดียวกัน จะต่างกนั กต็ รงจดุ
บารุงรักษาจะมากน้อยแตกต่างกันไป ซ่ึงวธิ ีการบารุงรักษามีดงั น้ี คอื
3.1.7.1 จะต้องตรวจสอบระบบไฟฟา้ ใหอ้ ยู่ในสภาพทส่ี มบรู ณ์ตลอดเวลา เมอื่ อปุ กรณ์
ไฟฟ้าเกิดชารดุ เสยี หายจะต้องซ่อมแซมหรือเปล่ียนใหใ้ ชไ้ ด้ดี
3.1.7.2 จะต้องตรวจสอบช้ินสว่ นต่าง ๆ ของเครือ่ งใหพ้ ร้อมใช้งานตลอดเวลา
3.1.7.3 กอ่ นใชง้ านจะต้องหยดนา้ มนั หลอ่ ลนื่ ในสว่ นทีเ่ คล่อื นท่ี
3.1.7.4 ควรมีแผนการบารุงรักษาเปน็ ระยะตามระยะเวลาทก่ี าหนด เป็นการบารุงรกั ษา
เชงิ ป้องกนั
3.1.7.5 หลังจากเลิกใชง้ านจะตอ้ งทาความสะอาดและชโลมดว้ ยนา้ มนั
3.2 งานรมี เมอร์
งานรีมเมอร์ (Reamers) หรอื งานคว้านเรียบ เพอ่ื ปาดผดิ ของรูเจาะ รคู วา้ น หรือผิวรูฝังให้
เรยี บรอ้ ยและสม่าเสมอเทา่ กัน งานบางอยา่ งผวิ ของงานจากการเจาะยังไมเ่ รียบพอหรืออาจจะมีขนาด
เสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางจากการเจาะไมไ่ ด้พิกัดตามต้องการ จาเป็นจะต้องทาการควา้ นละเอียดอกี คร้ังหนึ่ง
3.2.1ชนิดของรีมเมอร์
3.2.1.1 รีมเมอร์มือ (Hand reamers) ปลายดา้ มของรีมเมอร์จะมีลกั ษณะเปน็ รปู
สเี่ หลย่ี มเพื่อใช้สาหรับมือหมุน แบ่งออกได้เปน็ 3 ชนดิ ดว้ ยกันคอื แบบขนาด
ตายตัว แบบขนาดปรับไดแ้ ละแบบเรียว
117
ภาพที่ 3.41 แสดงการใชร้ มี เมอร์มอื ปาดผวิ รเู จาะ
3.2.1.2 รมี เมอรเ์ คร่อื ง (Machine remers) ปลายด้ามของรีมเมอร์ชนดิ นม้ี ี 2 แบบ
คอื แบบดา้ มตรง ซ่ึงใช้กบั หวั จับของดอกสวา้ นและแบด้ามเรียวทีใ่ ช้จบั กบั เพลาของ
เครอ่ื งรีมเมอรเ์ ครือ่ งแบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด คอื แบบตายตวั และแบบปรับขนาดได้
ภาพท่ี 3.42 แสดงการใชร้ มี เมอร์เครื่องปาดผวิ รูเจาะ
118
ภาพท่ี 3.43 รีมเมอรแ์ บบเรยี ว
ภาพท่ี 3.44 รีมเมอรแ์ บบปรับขนาดได้
119
3.2.2สว่ นประกอบของรีมเมอร์
รีมเมอร์ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 ส่วนใหญ่ ๆ ดังภาพที่ 3.45
ภาพที่ 3.45 แสดงส่วนประกอบของรมี เมอร์
จากภาพที่ 3.45 ส่วนประกอบของรีมเมอร์มดี งั นี้
1. ด้ามของรมี เมอร์ เปน็ สว่ นท่รี ับกาลังจากมอื หมุนหรือเครื่อง
2. คมของรีมเมอร์ มหี นา้ ทปี่ าดผิวรเู จาะให้เรยี บและได้ขนาดทถ่ี กู ต้อง
3. คมนาตัด มีหน้าท่ีนาคมของรีมเมอร์เขา้ ปาดผิวรูไดต้ รงศนู ย์
3.2.3หลักการทางานรีมเมอร์
3.2.3.1 การเจาะรสู าหรบั รมี เมอร์ ในการปฏิบตั งิ านรมี เมอร์จะตอ้ งเจาะรดู ว้ ยดอกสว่านก่อน
และใหไ้ ด้ขนาดของรเู จาะเล็กกวา่ ขนาดของรีมเมอร์ ซ่งึ หาไดจ้ ากสตู ร
เมือ่ dB dB = df - z
Df
Z = ขนาดรูเจาะ
= ขนาดรมี เมอร์
= ระยะเผ่ือ (ระยะเผอ่ื จากตาราง + ส่วนเกิน)
120
หมายเหตุ ดอกเจาะขนาดหนึ่ง ๆ เมื่อเจาะรเู สร็จ ขนาดของรเู จาะโดยปกติแลว้ จะโตกวา่
ขนาดของดอกเจาะประมาณ 0.05 มม. ซึ่งเป็นสว่ นเกนิ ขนาดของรีมเมอร์ สาหรับระยะเผอ่ื ดูไดจ้ าก
ตารางที่ 3.3
ตารางที่ 3.3 แสดงระยะเผอ่ื ของรมี เมอร์แตล่ ะขนาด
ขนาดรมี เมอร์ (df) ระยะเผอ่ื (z)
0.1 - 0.2
เล็กกวา่ 5
มม. มม.
5-20 0.2 - 0.3
มม. มม.
21-20 0.3 - 0.5
มม. มม.
โตกวา่ 50 0.5 - 1
มม. มม.
ตัวอย่างท่ี 3
จะตอ้ งเจาะรูดว้ ยดอกเจาะขนาดโต บนชนิ้ งานช้นิ หนึ่ง ซ่งึ เมือ่ รมี เมอรเ์ สร็จแลว้ จะมีขนาด
สาเร็จ 20 มม.
ขนาดของดอกเจาะทต่ี ้องใช้ = ขนาดสาเร็จ - ระยะเผอ่ื
= 20 – (0.3 + 0.05)
ขนาดของดอกเจาะทต่ี ้องใช้ = 19.65 มม.
3.2.3.2 ความเร็วรอบสาหรับงานรมี เมอร์ ความเรว็ รอบสาหรบั งานรีมเมอร์ ปกตจิ ะช้ากวา่
ความเร็วทีใ่ ช้เจาะรปู ระมาณ 1 ใน 3 ของความเร็วเจาะ สาหรับความเรว็ ตัดที่
เลือกใชจ้ ะตอ้ งขนึ้ อยู่กับหลายองค์ประกอบ ดงั แสดงไว้ในตารางท่ี 3.4
121
ตารางท่ี 3.4 แสดงค่าความเรว็ ตดั สาหรับวสั ดรุ ีมเมอรแ์ ละวสั ดุงาน
วสั ดงุ าน ความเรว็ ตดั (V) สาหรับวัสดุรีมเมอร์
เหล็กเครอ่ื งมือ เหลก็ รอบสูง
เหลก็ กล้า บรอนซ์ เหลก็ หลอ่ 3-4 4-5
อลมู ิเนียม 12-17 17-20
อะลูมิเนยี มเจือ 6-9 9-12
แมกนเี ซยี มเจอื 20 30
3.2.3.3 การหล่อลน่ื และหล่อเย็น ในขณะรีมเมอรจ์ ะเกิดเศษโลหะ ดังน้นั ควรใช้การหลอ่ ลนื่
และหล่อเย็นช่วยไม่ใช้เศษโลหะอุดตนั และช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างผิวรเู จาะ
กับคมของรีมเมอร์ ทาใหผ้ ิวเรยี บมากขึ้นในตารางท่ี 3.5 แสดงชนดิ ของสารหล่อ
เยน็ ท่ใี ชใ้ นงานรีมเมอร์
ตารางท่ี 3.5 แสดงชนิดของสารหล่อเย็นท่ีใชใ้ นงานรมี เมอร์
วสั ดุงาน การหลอ่ เย็น
เหล็กกลา้ ใช้น้ามนั สบู่ หรือน้ามนั ตัด
เหลก็ หล่อ
อะลูมเิ นียม แหง้
ใช้น้าสบู่
3.2.4ขั้นตอนการคว้านละเอียดด้วยมือ
1. เจาะรูให้เล็กกว่าขนาดจรงิ ด้วยเครื่องเจาะหรือเครอ่ื งกลึง ดูได้จากตารางที่ 3.2
2. จับยึดชิน้ งานด้วยปากกา
3. ทาการคว้านละเอียดด้วยมอื โดยใชด้ า้ มต๊าปเกลียว โดยการหมนุ ไปทิศทางเดียวจะไมห่ มุน
กลับทิศทางเหมือนตา๊ ปเกลยี ว มฉิ ะนั้นเศษโลหะจะขดู ผวิ งานเป็นรอย
ภาพที่ 3.47 การเตรียมการคว้านละเอียด
122
4. ตรวจศนู ยแ์ นวฉากด้วยวัดมมุ ระหวา่ งดอกรีมเมอร์กับผิวชิน้ งาน
5. หล่อล่นื ชิน้ งานด้วยนา้ มนั เครื่อง เพื่อชว่ ยยืดอายุการใช้งานของดอกรมี เมอร์ และรักษา
คณุ ภาพของผิวชนิ้ งาน
3.2.5การเกบ็ และบารุงรักษาดอกรมี เมอร์
3.2.5.1 เจาะรูช้นิ งานที่ต้องการคว้านละเอยี ดใหส้ ัมพนั ธก์ บั ดอกรมี เมอร์
3.2.5.2 ดอกรมี เมอร์ เป็นเครื่องมือประเภทหลายคมตัด ตัดเฉือนผวิ วสั ดุงานออกเพียงบาง
ๆ ประมาณ 0.05 มม.
3.2.5.3 การคว้านละเอยี ด ตอ้ งหมนุ ดอกริมเมอร์ไปทางเดยี วกับคมตัดเทา่ นั้น
3.2.5.4 เลือกขนาดรีมเมอรใ์ หถ้ ูกขนาด หรือวดั ขนาดทสี่ นั คมรมี เมอรด์ ว้ ยไมโครมิเตอร์
3.2.5.5 การถอดดอกรมี เมอรใ์ หห้ มนุ ดอกรีมเมอร์ในทิศทางเดยี วกับการป้อนดอกรีมเมอร์
พร้อมกบั ให้ยกดอกรมี เมอร์ข้ึน
3.2.5.6 ถา้ หมนุ ดอกรีมเมอร์กลบั ทศิ ทาง จะทาใหผ้ วิ งานเกดิ รอยขีดข่วน และอาจทาใหค้ ม
ของดอกรีมเมอร์หกั ได้
3.2.5.7 แยกดอกควา้ นละเอยี ดออกจากเคร่ืองมืออ่ืน เพอ่ื รักษาคมดอกรีมเมอร์และป้องกนั
บาดเจบ็ ทาความสะอาดและใชน้ ้ามันกันสนมิ เคลือบผิวบาง ๆ หลังใช้งาน
3.2.5.8 เก็บดอกรมี เมอร์ใสซ่ องหรือกลอ่ งเฉพาะ ไม่รวมกบั เครือ่ งมืออ่ืน
3.3 งานเจาะผายปากรูเรียว และงานเจาะผวิ หัวสกรปู าฉาก
3.3.1งานเจาะผายปากรู
ดอกเจาะผายปากรทู ว่ั ไป
ดอกเจาะผายปากรู (Counter Sinks) เป็นดอกเจาะภายหลังทใี่ ชส้ วา่ นเจาะแลว้ โดย
เจาะรูทรงกระบอกตรงจากการเจาะของดอกสว่าน เมือ่ ใชด้ อกเจาะผายปากรูเจาะต่อ จะทาให้ปากกรเู ป็น
รปู ทรงกรวย ดอกเจาะผายปากรมู ีมากมายหลายแบบตามที่ผู้ผลิตออกมาให้เกดิ ความสะดวกตอ่ การทางาน
- มุม 600 สาหรบั ผายากรลู บคม
- มุม 750 สาหรับงานยา้ หมุด
- มมุ 900 สาหรบั ผายปากรูลบคมและฝังหัวสกรู
- มมุ 1200 สาหรบั งานยา้ หมดุ
123
ภาพท่ี 3.47 การผายปากรู
ภาพท่ี 3.48 ชนดิ ตา่ ง ๆ ของดอกผายรู
ดอกเจาะผายปากรูลบคม
- สาหรบั ผายปากรลู บคมรเู จาะ
- มจี านวนคมตัดมากกวา่ ดอกเจาะฝังหวั สกรูทรงกระบอก
- ใช้ความเรว็ รอบต่ากวา่ ดอกสวา่ นประมาณ 25-30%
124
ภาพท่ี 3.49 ดอกเจาะผายปากรลู บคม
ดอกเจาะผายปากรูฝังหวั ทรงกรวย
ผายปากรูเปน็ ทรงกรวย เพ่ือฝงั หวั สกรหู รอื ฝังหัวหมุดย้า
ภาพที่ 3.50 ดอกเจาะผายปากรฝู งั หวั ทรงกรวย
ปฏิบัตกิ ารเจาะรฝู งั หัวทรงกรวย
- คมตดั สาหรบั ผายปากรฝู ังหัวสกรู หรือหวั หมุดยา้
- ใช้ความเรว็ รอบตา่ กว่าดอกสว่านประมาณ 50%
ภาพท่ี 3.51 แบบฝงั หวั สกรทู รงกรวย
3.3.2งานเจาะฝังหวั สกรู
ดอกเจาะรฝู งั หวั สกรู
ดอกเจาะฝงั หวั สกรู (Counter Bore) หมายถึง ดอกเจาะควา้ นขนาดรใู หโ้ ตขน้ึ
สาหรบั ใช้ฝงั หัวสกรเู ข้าไปในเนอ้ื ผิวงาน ในขณะเดียวกนั คมตดั ดา้ นหนา้ ของดอกเจาะฝงั หวั สกรูตอ้ ง
สามารถปาดผิวหน้างานไดด้ ีด้วย คมตัดมีอยรู่ อบ ๆ ตวั และด้านหนา้ ของดอกควา้ นอีกด้วย
125
ภาพที่ 3.52 ดอกเจาะฝังหวั สกรูแบบต่างๆ
การเจาะรูฝังหวั สกรูทรงกระบอก
การเจาะรูฝังหัวสกรทู รงกระบอก เพ่ือใหห้ ัวสกรูยดึ ชิน้ สว่ นไมโ่ ผลอ่ อกนอกผิวชิน้ งาน เช่น
สกรูยึดเคร่อื งมอื กลชิน้ ใหญ่
ภาพท่ี 3.53 เจาะรูฝังหวั สกรทู รงกระบอก
ปฏบิ ตั กิ ารเจาะรูฝังหวั สกรูทรงกระบอก
- ใชค้ วามเร็วรอบต่ากวา่ ดอกสว่านประมาณ 50 %
- ปลายนาเจาะสาหรบั ประคองศนู ย์
- คมตดั สาหรบั เจาะรฝู งั หวั สกรู
-
126
แบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 3
รหสั วชิ า 2100-1008 ช่อื วิชา งานเครื่องมือกลเบื้องต้น
ชอ่ื หน่วย เครอ่ื งเจาะและงานรีมเมอร์
เรื่อง เคร่อื งเจาะและงานรีมเมอร์ จานวนชวั่ โมงสอน 21-32
จงเลอื กคาตอบทถี่ ูกต้องที่สดุ เพยี งคาตอบเดียว ข. เสาเคร่อื ง
ง. ฐานเคร่อื ง
1. ส่วนทร่ี องรับนา้ หนกั ท้ังหมดของเครื่องเจาะคือ
ก. โต๊ะงาน ข. เสาเครอื่ ง
ค. หัวเครื่อง ง. ฐานเครอ่ื ง
2. ส่วนทีร่ องรับหวั เครื่องเจาะคือข้อใด ข. เสาเครอื่ ง
ก. โตะ๊ งาน ง. ฐานเครื่อง
ค. หัวเครือ่ ง
ข. เสาเครอื่ ง
3. ปากกาจบั งานจะยึดอยู่กับสว่ นใด ง. ฐานเครื่อง
ก. โต๊ะงาน
ค. หัวเคร่อื ง ข. มมุ จกิ
ง. ร่องเกลยี วดอกสว่าน
4. มอเตอรส์ ่งกาลังจะอยสู่ ว่ นใดของเครือ่ งเจาะ
ก. โต๊ะงาน ข. สันคม
ค. หัวเครื่อง ง. ร่องเกลยี วดอกสวา่ น
5. สว่ นใดของดอกสวา่ นก้านตรงไมม่ ี ข. ฝังหัวสกรู
ก. กนั่ ง. เจาะนา
ค. คมตดั
ข. เป็นบ่าฉาก
6. เศษโลหะท่ีเจาะจะไหลออกมาทางส่วนใด ง. เปน็ มุมเรียว
ก. คมตดั
ค. ขอบคม ข. หมุนกลบั ไปมา
ง. หมนุ เหมอื นต๊าปเกลียว
7. เราผายปากรูเพื่อวัตถุประสงค์ใดมากที่สดุ
ก. ลบรอยเยิน ข. เพื่อลดน้าหนัก
ค. ผายบ่าฉาก ง. เพื่อสวมกบั เพลางาน
ขอ้ ใดเปน็ ระบบสง่ กาลงั ของเคร่ืองเจาะ
8. การผายปากด้วย Counter Bore มีลกั ษณะอย่างไร
ก. เป็นมุมเอียง
ค. ลบคมงานเจาะ
9. วิธกี ารควา้ นละเอียด (Reaming) คอื ข้อใด
ก. หมนุ ทศิ ทางเดียว
ค. หมนุ เหมือนดายเกลียว
10.ขอ้ ใดไม่ใชว่ ัตถปุ ระสงค์ในการเจาะรบู นชนิ้ งาน
ก. เพื่อย้าหมดุ
ค. เพอื่ ร้อยสลกั เกลยี ว
11.
127
ก. ระบบสง่ กาลังด้วยโซ่ ข. ระบบส่งกาลังด้วยเพลา
ค. ระบบสง่ กาลงั ดว้ ยเกลยี ว ง. ระบบสง่ กาลงั ด้วยสายพาน
12. ขอ้ ใดไม่ใช่เครื่องมอื ตดั ท่ใี ชก้ ับงานเจาะ
ก. ดอกสกัดตง้ั ข. ดอกผายปากรู
ค. ดอกคว้านฝังหวั ง. ดอกเจาะนาศูนย์
13. Drill Drift ใช้สาหรบั ทาอะไร
ก. อปุ กรณ์ต๊าปเกลยี ว ข. อุปกรณ์ถอดดอกสวา่ นก้านเรียว
ค. สวมก้านเรียวเมอ่ื ดอกสว่านท่ีมีก้านเรียวใหญ่ ง. สวมก้านเรียวเมื่อดอกสวา่ นที่มีก้านเรียว
เล็ก
14. ปอกเรยี วหรอื กา้ นเรยี วของดอกสวา่ นหรือหวั
จบั ดอกสว่านเปน็ เรยี วแบบใด
ก. เรียวแบบสลกั ข. เรยี วแบบมอรส์
ค. เรยี วแบบสวมอดั ง. เรียวแบบบาร์วแอนดช์ าร์ป
15. การใชด้ อกเจาะนาศนู ยเ์ จาะนาก่อนเจาะด้วย
ดอกสวา่ นจะทาให้เกิดผลดอี ย่างไร
ก. ช่วยให้ปลายสว่านไมส่ กึ หรอ ข. เจาะได้ตรงตาแหน่งทต่ี อ้ งการ
ค. ชว่ ยให้เจาะดว้ ยดอกสว่านได้เร็วขึ้น ง. ปากรูเจาะเกดิ เปน็ มมุ เรยี วเรียบรอ้ ยดี
16. การรมี เมอรท์ าเพ่ือวตั ถุประสงคใ์ ด
ก. ผายปากรู ข. ควา้ นฝังหัว
ค. คว้านเรยี บ ง. คว้านรูใหโ้ ตข้ึน
17. เหตใุ ดจงึ ตอ้ งเจาะดอกสวา่ นดอกเลก็ กอ่ น
เจาะด้วยดอกท่ขี นาดใหญ่กว่าเสมอ
ก. เจาะได้ตรงตาแหนง่ ทีต่ ้องการ ข. รเู จาะที่ได้มีขนาดโตตามความตอ้ งการ
ค. ชว่ ยให้เจาะด้วยดอกสวา่ นท่ีมีขนาดใหญ่ ง. รเู จาะที่ได้จะมีความเรียบดี
กว่าไดเ้ รว็ ข้นึ เพราะไม่เกดิ แรงตา้ น ต้องการเจาะรูโต 10 มม. โดยใชค้ วามเรว็ ตัด
18.
18 เมตร/นาที ตอ้ งใชค้ วามเร็วรอบในการเจาะรูเทา่ ใด ข. 650.32 รอบ/นาที
ง. 550 รอบ/นาที
ก. 573.24 รอบ/นาที
ค. 428.35 รอบ/นาที
19 จงทาเคร่ืองหมายถกู ( ) หรอื ผดิ ( ) หน้าข้อความต่อไปนี้
................ 19.1 ทิศทางการหมนุ ดอกรีมเมอร์จะต้องหมนุ ตามเขม็ นาฬิกาเสมอ
................ 19.2 การตัดเฉอื นดว้ ยดอกรีมเมอร์มเี ศษช้นิ เล็ก ๆ เพราะมมุ คายของคมตดั มคี า่ เป็นลบ
................ 19.3 ผวิ ของงานคว้านละเอียดจะเรยี บสผู้ วิ ของงานเจาะไม่ได้
................ 19.4 คมของดอกรมี เมอรเ์ ป็นคมเลอื้ ย ป้องกันการสะดุดได้ดี
................ 19.5 ดอกรีมเมอร์ฟันตรงต้องการแรงในการตัดเศษโลหะน้อยกวา่ ดอกรมี เมอร์ฟนั เฉียง
128
20. จงเขียนช่ือส่วนประกอบของเคร่ืองเจาะตามหมายเลขให้ถูกต้อง
1. ............................................................................................................................. ..............................
2. ...........................................................................................................................................................
3. ............................................................................................................................. ..............................
4. ............................................................................................................................. ..............................
5. ...........................................................................................................................................................
129
เฉลยแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3
รหัสวชิ า 2100-1008 ช่ือวชิ า งานเครื่องมือกลเบื้องต้น
ชือ่ หน่วย เคร่อื งเจาะและงานรีมเมอร์
เร่อื ง เครื่องเจาะและงานรมี เมอร์ จานวนชวั่ โมงสอน 21-32
จงเลอื กคาตอบทีถ่ ูกต้องท่ีสดุ เพียงคาตอบเดียว
1. ง. 2. ข.
3. ก. 4. ค.
5. ก. 6. ง.
7. ข. 8. ข.
9. ก.
10.ง. 11. ง.
12. ก. 13. ข.
14. ข. 15. ข.
16. ค. 17. ค.
18. ก.
19. จงทาเครื่องหมายถกู ( ) หรือผิด (
) หน้าขอ้ ความ1ต9่อ.1ไปน้ี
19.2
19.3
19.4
19.5
20. จงเขียนชื่อสว่ นประกอบของเครอ่ื งเจาะตามหมายเลขใหถ้ ูกต้อง
1. มอเตอรส์ ่งกาลงั (Motor)
2. เสาเครอ่ื งเจาะ (Column)
3. โต๊ะงาน (Table)
4. ฐานเคร่อื ง (Base)
5. ชุดหวั เครือ่ ง (Drilling Head)
130
ใบมอบหมายงานหน่วยท่ี 3
รหสั วชิ า 2100-1008 ชือ่ วชิ า งานเครื่องมือกลเบ้ืองต้น
ช่ือหน่วย เคร่ืองเจาะและงานรมี เมอร์
เรือ่ ง เครอ่ื งเจาะและงานรีมเมอร์ จานวนช่วั โมงสอน 21-32
1. จดุ ประสงค์การมอบหมายงาน
เพอื่ ให้ผู้เรียนศกึ ษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง
2. แนวทางการปฏิบตั งิ าน
จดั ทารายงานพร้อมเข้าเลม่
3. แหล่งค้นควา้
หอ้ งสมุด, ห้องอนิ เตอรเ์ นต็
4. คาถาม/ปัญหา
จดั ทารายงาน เรอื่ ง เครื่องเจาะและงานรีมเมอร์ ไมน่ อ้ ยกวา่ 10 หนา้ กระดาษ A4
5. กาหนดเวลาส่ง
สัปดาห์ถดั ไป
131
ใบงานหนว่ ยท่ี 3
รหัสวิชา 2100-1008 ชือ่ วิชา งานเคร่ืองมือกลเบ้ืองตน้
ช่อื หน่วย เคร่ืองเจาะและงานรมี เมอร์
เรอื่ ง เครอื่ งเจาะและงานรีมเมอร์ จานวนช่วั โมงสอน 21-32
1. จดุ ประสงคท์ ั่วไป
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ขั้นตอนการปฏบิ ตั ิงาน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. เครอื่ งมอื /วสั ดุอุปกรณ์
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. ขอ้ ควรระวัง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. งานที่มอบหมาย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. วัดผล/ประเมินผล
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
135
แผนการเรียนรหู้ น่วยที่ 4
รหัสวชิ า 2100-1008 ชือ่ วิชา งานเครื่องมือกลเบื้องต้น
ช่ือหน่วย เครือ่ งกลงึ
เรือ่ ง เครือ่ งกลึง จานวนชัว่ โมงสอน 33-60
1. สาระสาคัญ
เครื่องกลึง (Lathe) เป็นเครื่องจักรกลท่ีมีความสาคัญมาก มีใช้กันอย่างต้ังแต่ยุคต้น ๆ เป็น
เครื่องมือกลประเภทแปรรูปโลหะทรงกระบอกเป็นหลัก สาหรับกลึง เจาะ คว้านรูได้มากมาย เพื่อผลิต
ช้นิ ส่วนเครอ่ื งจกั รเครื่องยนต์กลไกตา่ ง ๆ สาหรบั งานผลิตและงานซ่อม งานอุตสาหกรรมผลิตช้ินส่วนต้องมี
เคร่ืองกลงึ เปน็ หลัก เครอ่ื งกลงึ จึงไดช้ ่อื ว่า ราชาเครื่องกล
2. งานประจาหนว่ ยการเรียนรู้
2.1 รายงานความรเู้ บ้ืองต้นเก่ยี วกบั เคร่ืองกลึง
3. สมรรถนะประจาหน่วยการเรยี นรู้
3.1 แสดงความรู้เก่ียวกับการใช้เครือ่ งกลงึ ได้ถกู ต้อง
4. จุดประสงค์การเรยี นรู้ (มาตรฐานการเรยี นร)ู้
4.1 จดุ ประสงค์ทั่วไป
เพ่ือบอกชนิดของเครื่องกลึง บอกส่วนประกอบและหน้าท่ีของเคร่ืองกลึงยันศูนย์ บอก
อุปกรณ์ทีใ่ ชร้ ่วมกบั เครือ่ งกลงึ ยันศูนย์ เลอื กใชค้ วามเร็วในการกลงึ บอกวธิ ีการบารุงรกั ษาเคร่ืองกลึงยันศูนย์
บอกข้อควรระวังในการใช้เคร่ืองกลึงยันศูนย์ อธิบายขั้นตอนการใช้เครื่องกลึงยันศูนย์ ปฏิบัติงานกลึงด้วย
เครื่องกลงึ ยันศูนยไ์ ด้
4.2 จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. บอกชนดิ ของเคร่อื งกลงึ ได้
2. บอกรปู ร่างและขนาดของเครอื่ งกลึงยันศูนย์ได้
3. บอกหนา้ ทแี่ ละสว่ นประกอบของเครื่องกลงึ ยันศนู ย์ได้
4. บอกอุปกรณ์ที่ใชร้ ว่ มกบั เคร่ืองกลงึ ยนั ศนู ยไ์ ด้
5. เลอื กใช้ความเร็วในการกลงึ ได้
6. บอกการบารุงรักษาเคร่ืองกลึงยันศูนย์ได้
7. บอกข้อควรระวงั ในการใชเ้ คร่อื งกลงึ ยนั ศนู ย์ได้
8. อธิบายข้นั ตอนการใช้เครื่องกลงึ ยันศูนย์ได้
9. ปฏบิ ตั งิ านกลึงดว้ ยเครอื่ งกลงึ ยนั ศูนยไ์ ด้
5. สาระการเรียนรู้
*********เนื้อหาตามใบความรู้*********
136
6. กระบวนการจัดการเรียนรใู้ ชเ้ ทคนิคการสอน แบบขั้นตอนการเรียนรู้แบบ MAIP
6.1 สัปดาหท์ ่ี 1
1. ขั้นสนใจ (M = Motivation)
1.1 ครสู นทนากบั ผเู้ รยี นเกี่ยวกบั ความรเู้ บ้อื งตน้ เกีย่ วกบั ใช้เครอื่ งกลงึ
2. ขั้นศึกษาข้อมลู (I = Information)
2.1 ผู้เรยี นศึกษาเอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง เคร่ืองกลึง
2.2 ครูอธบิ ายเนอื้ หาเพิ่มเติมใน เร่อื ง เครือ่ งกลงึ
2.3 ครสู าธติ และยกตวั อยา่ งเครือ่ งกลึง
3. ขนั้ พยายาม (A = Application)
3.1 ผเู้ รียนฝกึ ปฏบิ ตั ิงานโดยครูตั้งโจทยป์ ัญหาให้
3.2 ผเู้ รียนและครูร่วมกนั สรปุ เนื้อหารายวิชา
3.3 ผ้เู รยี นทาแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
4. ขน้ั สาเรจ็ ผล (P = Progress)
4.1 ผู้สอนเฉลยแบบฝึกหัดและแบบทดสอบและอธิบายเพิ่มเติมเพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจ
เน้ือหาวิชามากยงิ่ ขึน้
7. สอ่ื การเรียนรู้ 7.2 ใบความรู้
7.1 หนังสอื เรียน 7.4 แบบฝกึ หดั
7.3 ใบงาน 7.6 แบบทดสอบ
7.5 แบบสังเกตพฤติกรรม
8. หลกั ฐานการเรียนรู้ 8.2 แบบฝึกหดั
8.1 ใบงาน
8.3 รายงาน
9. กระบวนการวดั ผลและประเมินผล
ลาดับ เครือ่ งมือการประเมนิ วิธวี ดั และประเมนิ เกณฑ์
ที่ การประเมนิ
ผา่ น ไม่ผา่ น
1 แบบฝกึ หัด ตรวจแบบฝึกหดั ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
ร้อยละ 60 ตา่ กวา่
ขอ้ ละ 1 คะแนน ขน้ึ ไป ร้อยละ 60
ถกู 1 คะแนน ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
รอ้ ยละ 60 ต่ากวา่
ไม่ถูก 0 คะแนน ขนึ้ ไป รอ้ ยละ 60
ได้คะแนน ไดค้ ะแนน
(หรือตามความเหมาะสม) รอ้ ยละ 60 ตา่ กวา่
2 แบบประเมินผลการปฏิบตั ิงาน ตรวจผลการปฏบิ ัติงาน
(ตามความเหมาะสม)
3 แบบประเมนิ ชิ้นงาน ตรวจประเมินช้นิ งาน
(ตามความเหมาะสม)
137
ขึ้นไป รอ้ ยละ 60
4 แบบทดสอบทฤษฎี ตรวจแบบทดสอบทฤษฎี ได้คะแนน ไดค้ ะแนน
ขอ้ ละ 1 คะแนน รอ้ ยละ 60 ต่ากวา่
ถูก 1 คะแนน ขึน้ ไป รอ้ ยละ 60
ไมถ่ ูก 0 คะแนน
(หรือตามความเหมาะสม)
5 แบบทดสอบปฏบิ ตั ิ ตรวจแบบทดสอบปฏิบตั ิ ได้คะแนน ได้คะแนน
(ตามความเหมาะสม) รอ้ ยละ 60 ต่ากว่า
ขึ้นไป รอ้ ยละ 60
6 แบบสงั เกตพฤติกรรม ตรวจแบบสังเกตพฤติกรรม ไดค้ ะแนน ได้คะแนน
ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ดมี าก 5 คะแนน ร้อยละ 60 ตา่ กว่า
คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอันพึง ดี 4คะแนน ข้นึ ไป รอ้ ยละ 60
ประสงคต์ ามคา่ นยิ ม 12 พอใช้3คะแนน
ประการ พอใช้ 2คะแนน
ปรบั ปรงุ 1คะแนน
10. แหลง่ การเรียนรู้
10.1 ห้องสมดุ
10.2 ห้องอินเตอร์เน็ต
11. บันทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
11.1 ข้อสรปุ หลงั การจัดการเรยี นรู้
............................................................................................................................. ......................
............................................................................................................ .......................................................
............................................................................................................................. ......................................
................................................................................................................................................................. ..
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ......................................
11.2 ปัญหาทพ่ี บ
...................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................................... ....................
.............................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. ......................................
...................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
11.3 แนวทางการแกไ้ ขปัญหา
................................................................................................................... ...............................
138
ใบความรู้หน่วยท่ี 4
รหสั วชิ า 2100-1008 ชอื่ วิชา งานเคร่ืองมือกลเบ้ืองต้น
ชอ่ื หน่วย เครือ่ งกลงึ จานวนชั่วโมงสอน 33-60
เรอื่ ง เคร่อื งกลึง
จุดประสงค์การเรียนรู้
1 จดุ ประสงค์ท่ัวไป
เพ่ือบอกชนิดของเคร่ืองกลึง บอกส่วนประกอบและหน้าท่ีของเคร่ืองกลึงยันศูนย์ บอก
อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับเคร่ืองกลึงยันศูนย์ เลือกใช้ความเร็วในการกลึง บอกวิธีการบารุงรักษาเครื่องกลึงยัน
ศูนย์บอกข้อควรระวงั ในการใช้เครอ่ื งกลงึ ยันศนู ย์ อธิบายขัน้ ตอนการใชเ้ ครอื่ งกลงึ ยันศูนย์ ปฏิบัติงานกลึง
ด้วยเครอื่ งกลึงยันศูนย์ได้
2 จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. บอกชนดิ ของเคร่ืองกลงึ ได้
2. บอกหนา้ ท่แี ละส่วนประกอบของเคร่ืองกลงึ ยันศูนย์ได้
3. บอกอปุ กรณท์ ี่ใช้รว่ มกับเครื่องกลงึ ยันศนู ย์ได้
4. เลอื กใชค้ วามเร็วในการกลึงได้
5. บอกการบารุงรักษาเคร่อื งกลงึ ยนั ศนู ย์ได้
6. บอกขอ้ ควรระวงั ในการใชเ้ ครือ่ งกลงึ ยันศนู ย์ได้
7. อธบิ ายข้ันตอนการใชเ้ คร่อื งกลงึ ยนั ศูนย์ได้
8. ปฏบิ ัติงานกลึงดว้ ยเครอ่ื งกลึงยนั ศูนยไ์ ด้
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 4 เครือ่ งกลึง
เครื่องกลึง (Lathe) เป็นเคร่ืองจักรกลที่มีความสาคัญมาก มีใช้กันอย่างต้ังแต่ยุคต้น ๆ เป็น
เคร่ืองมือกลประเภทแปรรูปโลหะทรงกระบอกเป็นหลัก สาหรับกลึง เจาะ คว้านรูได้มากมาย เพื่อผลิต
ชน้ิ สว่ นเคร่ืองจกั รเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ สาหรบั งานผลติ และงานซ่อม งานอุตสาหกรรมผลิตช้ินส่วนต้องมี
เคร่ืองกลงึ เปน็ หลกั เครื่องกลึงจงึ ได้ชอื่ วา่ ราชาเครอื่ งกล (The King of all Machines)
ภาพที่ 4.1 ตัวอย่างชิน้ งานกลึง
139
4.1 ชนิดของเคร่ืองกลึง
ภาพที่ 4.2 เคร่ืองกลึงยันศูนย์
4.1.1 เครอ่ื งกลึงยันศูนย์ (Engine Lathe)
เป็นเคร่อื งกลึงท่มี ีความเรว็ รอบสูง ใชก้ ลึงงานไดห้ ลายขนาดที่มีเสน้ ผา่ นศูนย์กลางไมใ่ หญ่
เกินไป และกลึงงานไดห้ ลายลักษณะ นิยมใช้ในโรงงานท่ัว ๆ ไป
ภาพท่ี 4.3 เครอื่ งกลงึ เทอร์เรท
4.1.2 เคร่ืองกลงึ เทอร์เรท (Turret Lathe)
เปน็ เครอื่ งกลึงทีม่ ีหวั จบั มีดตัดหลายหัว เชน่ จับมีดกลึงปากหน้า มดี กลึงปอกมีดกลงึ เกลียว
จบั ดอกเจาะยนั ศนู ย์ เปน็ ต้น ทาให้การกลงึ งานที่มีรปู ทรงเดยี วกันและมจี านวนมาก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
เชน่ การกลงึ เกลยี ว การบชู๊ เปน็ ตน้
4.1.3 เครื่องกลึงต้ัง (Vertical Lathe)
เปน็ เครื่องกลึงท่ีใชใ้ นงานกลงึ ปอก งานควา้ นช้นิ งานที่มีขนาดใหญ่ เชน่ เส้ือสบู เป็นตน้
140
ภาพที่ 4.4 เครื่องกลึงตงั้
4.1.4 เครอ่ื งกลึงหน้าจาน (Facing Lathe)
เป็นเคร่ืองกลงึ ทใี่ ชใ้ นการปาดหน้าช้นิ งานทมี่ ขี นาดใหญ่ เชน่ ล้อรถไฟ เปน็ ต้น
ภาพท่ี 4.5 เคร่ืองกลึงหน้าจาน
141
4.2 ส่วนประกอบและหนา้ ทข่ี องเครื่องกลึงยันศนู ย์
ภาพที่ 4.6 สว่ นต่าง ๆ ทส่ี าคญั ของเคร่ืองกลึง
4.2.1ชุดหัวเครื่องกลงึ (Head Stock)
ชดุ ส่วนท่ีอยซู่ ้ายสดุ ของเครื่อง ใช้ในการขบั หวั จบั หรือขบั ชนิ้ งานใหห้ มนุ ดว้ ยความเร็วรอบ
ต่าง ๆ มีสว่ นประกอบทีส่ าคัญดงั น้ี
4.2.1.1 ชุดส่งกาลัง (Transmission) เครื่องกลึงจะส่งกาลังขับงานกลึงด้วยมอเตอร์ไฟฟูา
(Motor) โดยส่งกาลังผ่านสายพานลิ่ม (V-Belt) และผ่านชุดเฟือง (Gear) m
สามารถปรับความเร็วรอบได้ระดับต่าง ๆ เพ่ือไปขับเพลาหัวจับงาน (Spindle) ให้
หมุน สาหรับเครื่องกลึงรุ่นเก่าจะปรับความเร็วรอบของเพลาหัวจับงานโดยใช้ล้อ
สายพาน (Pulley) ทีม่ หี ลายขั้น ซึง่ แต่ละขนั้ จะใหค้ วามเร็วรอบแตกตา่ งกัน
142
ภาพที่ 4.7 สง่ กาลังด้วยชุดเฟือง
ภาพท่ี 4.8 การส่งกาลังดว้ ยสายพาน
4.2.1.2 ชุดเฟืองทด (Gears) ใช้ทดความเร็วรอบในการกลึงมี 2 ชุด คือ ชดุ ท่อี ยู่ภายในหวั
เครอ่ื งและชุดท่ีอย่ภู ายนอกหัวเครือ่ งกลึง ดังภาพท่ี 4.9
ภาพที่ 4.9 ชุดเฟืองภายในหวั เครื่องกลงึ ชนดิ ยนั ศูนย์ (HEAD GEAR)
143
ภาพท่ี 4.10 ชุดเฟืองทดท่ีอยภู่ ายนอกหัวเคร่ืองกลงึ
4.2.1.3 แขนปรับความเรว็ รอบ (Spindle Speed Selector) เปน็ แขนที่อยสู่ ่วนบนหรอื
ส่วนหน้าของเครื่องใช้สาหรบั โยกเฟืองทอ่ี ยภู่ ายในหวั เคร่ืองใหข้ บกนั เพ่อื ให้ได้
ความเรว็ รอบตา่ ง ๆ ตามตอ้ งการ
ภาพท่ี 4.11 แสดงคันโยกปรบั ความเร็วรอบ
144
ภาพท่ี 4.12 แขนปรับความเรว็ รอบ
แขนปรบั กลึงเกลยี ว (Lead Screw and Thread Rang Level) เป็นแขนสาหรบั ปรบั เฟืองในชดุ
กล่องเฟอื ง (Gear Box) เพื่อกลงึ เกลียวโดยท่เี พลากลงึ เกลียวหมนุ ขับปูอมมีดให้เดินกลงึ เกลยี วบนชน้ิ งาน
ภาพที่ 4.13 แขนปรับกลึงเกลยี ว
4.2.1.4 ชุดเพลาหัวเครื่องกลึง (Spindle) มีลักษณะรูปทรงกระบอกเจาะรกู ลวงตลอด
ด้านหน้าจะเปน็ รเู รียวแบบมอรส์ เพื่อใช้ประกอบกบั หัวศูนย์ เพลาหัวเครอื่ งกลงึ ใชจ้ ับ
กบั หวั จบั เคร่ืองกลึง มี 4 แบบ คอื เพลาหวั เครือ่ งกลงึ แบบเกลยี ว เพลาหวั
เคร่ืองกลึงแบบเรยี ว เพลาหัวเครื่องกลงึ แบบลกู เบ้ียว และเพลาหวั เคร่ืองกลงึ แบบ
สกรรู ้อย ดังภาพท่ี 4.14-4.18
145
ภาพที่ 4.14 แสดงชดุ เพลาหวั เครือ่ ง
ภาพท่ี 4.15 เพลาหัวเครอ่ื งกลึงแบบเกลียว ภาพที่ 4.16 เพลาหวั เครือ่ งกลงึ แบบเรียว
ภาพท่ี 4.17 เพลาหวั เครอื่ งกลงึ แบบลูกเบี้ยว ภาพท่ี 4.18 เพลาหวั เครือ่ งกลึงแบสกรู
146
4.2.2ชุดแทน่ เลื่อน (Carriage)
ชดุ แทน่ เลอ่ื น เป็นสว่ นประกอบท่ีใชค้ วบคุมและรองรับเครอื่ งมอื ตดั เพ่ือใหเ้ ครื่องมือตัดของ
เคร่ืองกลงึ เล่ือนไป-มาในทศิ ทางตามแนวยาวหรือตามขวางของสะพานแทน่ เคร่ือง ชดุ แทน่ เลอ่ื นมี
สว่ นประกอบสาคัญ 2 ส่วน คือ ชุดแครค่ ร่อม (Saddle) และชดุ กล่องเฟอื ง (Apron) ดังภาพท่ี 3.6
ภาพท่ี 4.19 ชดุ แท่นเลอื่ น
1. แคร่คร่อม (Saddle) เปน็ ส่วนที่อยู่บนสะพานแทน่ เครื่อง (Bed) เพอ่ื รองรบั ชุดปอู มมีด
และชุดกล่องเฟือง แคร่ครอ่ มสามารถเล่ือนไป-มาในแนวนอน ซ่งึ ใช้ในงานกลึงปอก
2. แทน่ เลอื่ นขวาง (Cross Slide) เป็นส่วนทีย่ ดึ อยู่บนแคร่ครอ่ ม สามารถเล่ือนไป-มาดว้ ยสก
รู ใช้ในการกลงึ ปาดหนา้ หรือปูอนลึก
3. แทน่ เล่ือนบน (Compound Rest) เป็นสว่ นทีย่ ึดอย่บู นแท่นปรับองศา สามารถเลื่อนไป-
มา ดว้ ยชุดสกรู ใช้ในการกลึงเรียว (Taper) หรอื กลงึ มุมต่าง ๆ หรอื ใชท้ าหนา้ ท่ี
เช่นเดียวกบั แท่นเลอื่ นขวาง
ท่ปี รบั องศา
เปน็ สว่ นท่ยี ึดอยบู่ นแทน่ เลอื่ นขวางและอยใู่ ตแ้ ทน่ เลื่อนบน สามารถปรับเปน็ องศาต่าง ๆ
4.2.3ชุดกล่องเฟือง (APRON)
ประกอบด้วยเฟืองทด ใชใ้ นกรณกี ลึงอัตโนมัติ ชดุ กลอ่ งเฟืองประกอบดว้ ยส่วนต่าง ๆ ดังรูปที่ 4.20
1. มอื หมุนแทน่ เลอื่ น (Traversing Hand Wheel) ใชส้ าหรบั หมนุ ชดุ แท่นเลือ่ นให้
เคล่ือนทใ่ี นแนวซา้ ย – ขวา
2. แขนโยกปูอนกลงึ อัตโนมตั ิ (Fed Selector) ใช้สาหรับโยกปอู นกลึงอตั โนมัติ
3. แขนโยกกลงึ เกลียว (Lead screw Engagement Lever) ใชส้ าหรบั โยกกลึงเกลยี ว
4. ปมุ ดงึ สาหรับกลงึ เกลยี ว (Controls Forward or Reverse) ใชส้ าหรับดงึ เปล่ยี นชดุ เฟอื ง
กลึงเกลียว
5. ปมุ ดึงสาหรับกลึงปอกผวิ อตั โนมตั ิ (Feed Lever) ใชส้ าหรบั ดงึ เปล่ียนทิศทางการเดนิ
ปูอนอตั โนมัติของแท่นเล่ือนขวางหนา้ หลงั
147
ภาพท่ี 4.20 ชดุ กล่องเฟอื ง (Apron)
ภาพท่ี 4.21 สว่ นประกอบชดุ กล่องเฟอื ง
4.2.4ป้อมมด (Tool Post)
เป็นส่วนท่อี ยู่บนสดุ ใชจ้ บั ยึดมีดกลึง มีดควา้ น สาหรับกลงึ งานปอู มมีดมหี ลายชนดิ เชน่ ชนิด
มาตรฐาน (Standard-type Lathe Tool Post) ชนดิ สะพาน 4 มีด (Four-way Turret Tool Post)
และชนดิ สะพานมดี ทางเดียว เป็นต้น
148
ภาพที่ 4.22 ชนดิ ตา่ ง ๆ ของป้อมมดี
4.2.5ชุดท้ายแท่น (Tail Stock)
เปน็ ส่วนทอ่ี ยู่ดา้ นขวามือ ท้ายสดุ ของเคร่ืองกลึง ใชส้ าหรบั จบั ยันศนู ย์ (Lathe Center)
เพื่อใชป้ ระคองงานกลงึ ทยี่ าว ๆ ไม่ให้ส้ัน หรือหวั จับสว่ น (Drill Chuck) เพื่อจบั ดอกสว่าน (Drill) ดอก
เจาะยนั ศนู ย์ (Center Drill) เปน็ ตน้
นอกจากน้ียันศูนย์ท้ายแท่น ยังสามารถเย้ืองศนู ย์ เพื่อใช้ในการกลงึ เรยี วท่มี ีความยาวมาก ๆ
ไดอ้ ีกวิธีหนึง่
ยนั ศูนยท์ ้ายแท่นสามารถเล่ือนไป-มา และล็อคได้ทุกตาแหน่งบนสะพานแทน่ เคร
ภาพท่ี 4.23 สะพานแทน่ เคร่ือง (Bed)
149
เปน็ สว่ นท่ีอยลู่ ่างสดุ ใช้รองรับสว่ นตา่ ง ๆ ของเครือ่ งกลึง ทาจากเหล็กหล่อ ส่วนบนสุดจะ
เปน็ รายเลอ่ื น (Bed Way) ท่เี ปน็ รูปตวั วี ควา่ และสว่ นแบน รางเลื่อนจะผ่านมาชบุ ผิวแข็งและขุดระดับ
มากแลว้ จงึ สกึ หรอยาก ส่วนลา่ งสดุ ของสะพานแท่นเคร่อื งจะเปน็ ฐานรองและสว่ นทเ่ี ก็บระบบปั๊มน้าหลอ่
เยน็
ภาพที่ 4.24 สะพานแท่นเครื่อง
4.2.6ระบบป้อน (Feed Mechanism)
เปน็ ชุดทม่ี ีความสมั พนั ธก์ บั ระบบส่งถงึ การทางานของเครือ่ งกลึง ซงึ่ สามารถปรบั ความเรว็ ของ
เพลาหัวเครอ่ื งได้ สามารถปรับอตั ราปูอนกลงึ ตามแนวยาวและแนวขวาง ให้มคี วามหยาบหรือละเอยี ด
สามารถกลึงอัตโนมตั แิ ละยงั สามารถกลงึ เกลยี วได้ท้ังระบบองั กฤษ (หน่วยเป็นน้ิว) ละระบบเมตริก
(หนว่ ยเปน็ มลิ ลิเมตร) ระบบปอู นประกอบดว้ ยสว่ นสาคัญตา่ ง ๆ คอื ชุดเฟอื งปอู น ชดุ เฟอื งขับ เพลาปูอน
และเพลานา พงั ภาพที่ 3.11 ซ่งึ แต่ละสว่ นน้ีจะมีการทางานทส่ี มั พนั ธ์กันตลอดเวลา
ภาพที่ 4.25 แสดงส่วนประอบของชุดระบบป้อน
150
4.2.7การกาหนดขนาดของเคร่อื งกลึง
ขนาดของเคร่ืองกลึงจะมีการกาหนดมาตรฐานจากความสามารถของเครื่องกลงึ หลายสว่ นแต่ท่ี
นิยมบอกขนาดมาตรฐานจะบอกท่ีขนาดความสงู ของศูนยเ์ หนือแทน่ เครือ่ ง (Radius or One Half Swing)
ขนาดท่นี ยิ มใชง้ านกนั คือ 125 มม. 150 มม. 240 มม. ขนาดมาตรฐานเคร่ืองกลงึ มดี งั นี้
ภาพที่ 4.26 ขนาดมาตรฐานของเครื่องกลงึ
ตัวอย่าง เครื่องกลึงขนาด 125 มม.
ความสูงของศูนย์เหนือแท่น (R) ไม่น้อยกว่า 125 มม. หรือมีขนาดความโตงานทีจ่ ับ
ได้สูงสุด (A) 150 มม.
ระยะหา่ งระหวา่ งปลายยันศูนยห์ ัวเครอ่ื งและทา้ ยเคร่ือง (B) ไม่นอ้ ยกวา่ 750 มม.
ความยาวของแทน่ เคร่ือง (C) เครอื่ งกลึงบางยห่ี ้อไม่ได้ระบุขนาดมา
รแู กนเพลาทีห่ วั เคร่อื งมขี นาดไมน่ ้อยกว่า 32 มม.
ขนาดเรียวทเี่ พลาหวั เคร่ืองไม่เล็กกวา่ เรยี วมอร์ส เบอร์ 3
4.2.8ระบบนา้ หล่อเย็น (Cooling Pump)
จะอยทู่ ีฐ่ านรองของเครอ่ื งกลึง ซ่ึงจะประกอบดว้ ยปัม๊ (Pump) ทจ่ี มุ่ อยใู่ นถังของน้าหล่อเย็น
และสายยางน้าหลอ่ เย็นที่โผล่ขึ้นมา และจบั ยึดอยูบ่ นชดุ แทน่ เลอ่ื น ซ่ึงจะพ่นน้าหลอ่ เย็นตรงกบั งาน
ตลอดเวลา
4.3 เครื่องมอื และอุปกรณท์ ใ่ี ชก้ ับเคร่ืองกลงึ
4.3.1อปุ กรณข์ องเครื่องกลึงและหนา้ ทกี่ ารใช้งาน
อปุ กรณ์ของเคร่ืองกลึงยนั ศนู ย์มีหลายอยา่ ง แต่ละอยา่ งทาหนา้ ทแี่ ตกตา่ งกันขน้ึ อยู่กบั
การใชซ้ งึ่ มีรายละเอียดดังน้ี
1. หัวจับเครอื่ งกลงึ (Chuck) หัวจับเคร่อื งกลึงมี 2 ชนิด คอื หวั จบั ชนดิ 3 จับ ฟัน
พรอ้ ม (A Three-Jaw Universal Geared Scroll Chuck) และหัวจบั ชนิด 4 จบั ฟนั อิสระ (A Four-Jaw
151
Independent Chuck) หัวจบั ทง้ั 2 ชนิดทาหน้าทใ่ี นการจบั ชิน้ งานกลึง ซึ่งหัวจบั ชนดิ 3 จบั ฟันพรอ้ ม
สามารถจบั ชนิ้ งานได้รวดเร็ว เช่น จับชิ้นงานกลม ช้นิ งาน 6 เหลยี่ ม และชิ้นงาน 3 เหล่ียมด้านเท่า
เปน็ ตน้ ส่วนหัวจบั ชนดิ 4 จบั ฟนั อสิ ระสามารถจับช้ินงานไดท้ กุ รปู แบบ ดงั รูป
ภาพท่ี 4.27 หัวจบั 3 จบั ฟันพร้อม ภาพท่ี 4.28 หวั จับ 4 จบั ฟนั อิสระ
ภาพที่ 4.29 การทางานของ 3 จับฟันพรอ้ ม ภาพที่ 4.30 การทางานของ 4 จบั ฟัน
อสิ ระ
2. กันสะทา้ นของเคร่ืองกลงึ (The Steady Rest) เปน็ อุปกรณ์ของเครื่องกลงึ ท่ีทา
หนา้ ทชี่ ่วยประคองชิ้นงานยาว ๆ ขณะทาการกลงึ ไม่ให้เกิดการหนศี นู ย์ ดงั รูป
ภาพท่ี 4.31 กนั สะท้านแบบ 3 ขา 152
ภาพท่ี 4.32 กันสะท้านแบบ 2 ขา
ภาพที่ 4.33 กนั สะทา้ นแบบ 3 ขากับการใชง้ าน
ภาพที่ 4.34 การทางานของกันสะท้านมองจากท้ายเคร่ืองกลึง
3. จานพาเครื่องกลงึ (Lathe Faceplates) เป็นอุปกรณ์ทใี่ ชจ้ ับชน้ิ งานกลงึ ทาหน้าท่ี
เปน็ ตัวจบั หว่ งพาเพื่อพาชิ้นงานหมุน บางคร้งั ยงั สามารถใช้จับช้นิ งานแบน ๆ ไดอ้ ีกด้วย ดงั รปู
153
ภาพที่ 4.35 จานพาของเครอ่ื งกลึง (Lathe Faceplates)
4. ห่วงพาเครื่องกลงึ (Lathe Dogs) เปน็ อปุ กรณ์ท่ใี ช้จับชิ้นงานเพื่อกลึงโดยวิธียนั ศูนย์
ใชค้ กู่ ับจานพาและศนู ยข์ องเครื่องกลึง ดังรปู
ภาพที่ 4.36 หว่ งพาเครอ่ื งกลงึ (Lathe Dogs)
5. ศนู ย์เครือ่ งกลึง (Lathe Centers) เป็นอุปกรณ์ท่ที าหน้าทีใ่ นการประคองชิน้ งาน
กลงึ ทม่ี ีความยาว ศูนยข์ องเคร่ืองกลึงมี 2 ชนดิ คอื ศนู ยต์ าย (A Revolving Deal Center) และ
ศนู ย์เป็น (A Heavy – Duty Ball Center) ดังรูป
ภาพที่ 4.37 ศูนยต์ ายของเครอื่ งกลงึ (A Revolving Deal Center)