นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สรปุ
• (-53)• 54 เปนเลขยกกําลังที่มีฐานเดียวกัน
หรอื ไม เปลยี่ นใหเ ปน ฐานเดยี วกนั ไดห รอื ไม
และไดผลคณู เทา กับเทา ไร แบบฝกึ ทกั ษะประจำ� หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ่ี 1
(แนวตอบ ไมเ ปน เลขยกกาํ ลงั ทมี่ ฐี านเดยี วกนั ค�ำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนตอบคำ� ถำมตอ่ ไปนี้ h
สามารถเปลยี่ นใหเ ปน ฐานเดยี วกนั ไดแ ละได
ผลคณู เทากบั -53•54 = -57) 1. ใหห้ าคา่ ของ
• การหารเลขยกกําลังท่ีมีฐานเดียวกันและ 1) 4 10000 2) 3 -216
ฐ า น ไ ม เ ท า กั บ ศู น ย มอaaีmมเnลทสขั้ งาชยม้ี กกาํ ราตถลั วแั งอยเยกป ไา นดง 3) 161.5 4) 1024-53
จาํ นวนเต็มบวก ในรปู
ก่ีกรณีอะไรบาง พร 2. ให้ประมาณค่า 5 1022
ประกอบ 3. ใหห้ าคา่ ของจา� นวนตอ่ ไปนี้ โดยใชเ้ ครอื่ งคดิ เลข
2) 10 1+03 10
(แนวตอบ สามารถแยกได 3 กรณี ดังนี้ 1) 416 - 216
กรณที ี่ 1 เมือ่ m > n 3) 3π - 4 18 4) (1 + 5 5)2
เชน ให m = 5 และ n = 2 4. ก�าหนดสมการ p + q 7= 5 7)2 เมื่อ p และ q เปน็ จา� นวนตรรกยะใด ๆ
จะได aamn = 3352 = 35 - 2 = 33 > 0 ใหห้ าค่าของ p และ q (3 -
กรณที ่ี 2 เมื่อ m = n 5. ก�าหนดสมการ x 5 = 27 - x 3 มีคา� ตอบของสมการ คอื a + 2b 15
เมอื่ a และ b เปน็ จ�านวนเต็มใด ๆ ใหห้ าค่าของ a และ b
เชน ให m = 5 และ n = 5
จะได aamn = 3355 = 35 - 5 = 30 = 1 6. ทรงกระบอกตรงมีปริมาตร 8 + 3 6 ลูกบาศก์เซนติเมตร
กรณที ่ี 3 เม่ือ m < n มีพนื้ ท่ีฐานเทา่ กบั 1 + 6 ตารางเซนตเิ มตร ใหห้ าความสงู
เชน ให m = 3 และ n = 5 ของทรงกระบอกนี้ และตอบในรปู p + q 6 เซนตเิ มตร เม่อื
=aamn 31=2 3335 = p และ q เป็นจ�านวนตรรกยะใด ๆ
จะได < 0) 33-5 = 3-2
7. ให้เขยี นจา� นวนต่อไปนี้ในรปู อย่างง่าย เมื่อ x และ y เปน็ จ�านวนจริงบวก
4. ครใู หน กั เรยี นเขยี นผงั มโนทศั น หนว ยการเรยี น 1) ((x3287)y-x463)32 2) 3 ÷ x-3
รทู ่ี 1 เลขยกกาํ ลัง ลงในกระดาษ A4 3)
4) (168x1-y4y6-2)14
x16y-43 4 6) (3224x3-4xy12)25
( )5)x-31y14
40
ขอ สอบเนน การคิด 2+2 3
ทรงกระบอกมปี ริมาตร (10 + 5 3)π ลูกบาศกหนว ย และมีเสน ผา นศูนยก ลาง
ของวงกลม 2 + 2 3 หนวย ถาเทน้าํ ลงในทรงกระบอกใบนีเ้ พียงครึ่งหนง่ึ
อยากทราบวา ความสูงของระดบั นาํ้ ท่วี ดั จากฐานจะเปน เทา ใด h
(เฉลยคาํ ตอบ เนื่องจากมเี สน ผานศนู ยกลางของวงกลม 2 + 2 3 หนว ย
จะไดร ัศมขี องวงกลมเทา กบั 1 + 3 หนวย ปรมิ าตรทรงกระบอกเทา กับ πr2h ลูกบาศกห นว ย
จะได (10 + 5 3)π = π(1 + 3)2h
10 + 5 3 = (1 + 3)2h
10 + 5 3 = (4 + 2 3)h
h = 140++25 33
140 ++ 25 33 44 - 22 33
h = • -
T42 ดงั น้นั h = 52 หรอื 2.5 หนว ย 22.5 = 1.25 หนว ย)
ความสงู ของระดบั นาํ้ ในทรงกระบอกเทา กับ
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
7) 5 x3 • 3 8x 8) (x-3 y53)-23 (x54 y-23)3 ขนั้ สรปุ
10) (x-31 y2)5 • 3 27x-3y2
9) x23 y- 52 5. ครูใหน ักเรยี นแบง กลมุ ออกเปน 3 กลมุ แลว
(x2 y- 51)-2 ทํากจิ กรรม ดังนี้
• ใหนักเรียนแตละกลุมทําแบบฝกทักษะ
8. ให้หาค่าของ 2) 2 27 - 12 + 3 75 ประจําหนว ยการเรียนรูท่ี 1 โดยการแบง ขอ
1) 5 + 20 + 45 4) 3 20 • 3 50 + 5 16 • 5 2 ดงั นี้
3) 32 ( 98 - 32) กลมุ ท่ี 1 ทาํ ขอ 1, 4, 7, 10
5) ( 7 - 3)( 7 + 3) 6) (2 3 + 3 2)(2 3 - 3 2) กลุมที่ 2 ทาํ ขอ 2, 5, 8, 11
7) ( 5 - 2)2 8) (2 7 - 10)2 กลุม ที่ 3 ทําขอ 3, 6, 9, 12
• ใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันทําแบบฝก-
9. ให้หาค่า x จากสมการต่อไปน้ี 2) 512 ÷ 5x = 25 ทักษะประจําหนวยการเรยี นรูที่ 1 โดยเขยี น
1) 4-6 • 4x = 1 4) 2018x = 1 วิธีคิดลงในกระดาษ A4 จากน้ันครูคอย
3) 16x = 8 6) 2x2-6 = 29 ตรวจสอบความถูกตองในแตละกลุมและ
5) 101x0-2 = 0.0001 แนะแนวคดิ ในขอนั้นๆ
• ใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนออกมาเฉลย
10. ถ้า x-3 = 7 แล้ว x3 มีค่าเท่าใด วธิ ีคิด พรอ มอธบิ ายแนวคดิ ของกลมุ ตวั เอง
หนาชั้นเรียน จากนั้นครูตรวจสอบความ
11. ถา้ ( 2 - 1)x = ( 2 + 1)2 แลว้ x + 1 มคี า่ เทา่ ใด ถูกตอ ง
12. พรี ะมดิ ฐานสเี่ หลย่ี มจตั รุ สั มปี รมิ าตร 27 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร และมคี วามสงู เปน็ 3 เทา่ ของ ขน้ั ประเมนิ
ความยาวของฐานแต่ละด้าน ให้หาความยาวรอบฐานของพีระมดิ
1. ครตู รวจใบงานท่ี 1.2
เลขยกก�าลัง 41 2. ครตู รวจแบบฝก ทักษะ 1.3
3. ครตู รวจ Exercise 1.3
4. ครตู รวจแบบฝก ทกั ษะประจาํ หนว ยการเรยี นรู
ที่ 1
5. ครูตรวจผังมโนทัศน หนวยการเรียนรูท่ี 1
เลขยกกําลัง
6. ครูประเมนิ การนําเสนอผลงาน
7. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล
8. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ
9. ครสู ังเกตความมีวนิ ยั ใฝเ รยี นรู
มงุ ม่นั ในการทาํ งาน
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET แนวทางการวัดและประเมินผล
ถา a = -1 และ b = 2 แลว 8 a6b2 8 a2b6 มีคาเทาใด
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล จากการทํา
1. -2 2. 2 3. -4 ใบงานท่ี 1.2 เร่ือง เลขยกกําลังทม่ี ีเลขชกี้ ําลังเปนจาํ นวนตรรกยะ ในขนั้ เขาใจ
4. 4 5. -5 โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินของแผนการจัดการ
เรียนรูในหนวยการเรยี นรทู ่ี 1
(เฉลยคาํ ตอบ 8 a6b2 8 a2b6 = 8 a6b2 • a2b6
= 8 a8b8 แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล
= 8 (ab)8
คาช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ✓ลงในช่องทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
= ͉ab͉
ลาดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
= ͉(-1)(2)͉ 4321
1 การแสดงความคดิ เหน็
= ͉-2 ͉ 2 การยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อน่ื
3 การทางานตามหน้าท่ีทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
=2 4 ความมีนา้ ใจ
5 การตรงต่อเวลา
ดังนนั้ คําตอบ คอื ขอ 2.)
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมิน
.............../................./................
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบางครงั้
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครัง้
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
18-20 ดมี าก
14-17 ดี
10-13 พอใช้
ปรบั ปรงุ
ตา่ กว่า 10
T43
Chapter Overview
แผนการจัด สอ่ื ท่ีใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะท่ีได้ คุณลกั ษณะ
การเรยี นรู้ - หนงั สอื เรยี น อันพงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 1 รายวิชาพ้นื ฐาน
ความสัมพันธ์ คณติ ศาสตร์ ม.5 1. บอกความหมาย แบบอปุ นยั - ตรวจใบงานที่ 2.1 - ทักษะการ 1. มีวินัย
- ใบงานที่ 2.1 ความสมั พันธ์ของ (Inductive - ตรวจแบบฝึกทักษะ 2.1 เชอื่ มโยง 2. ใฝเ่ รียนร้ ู
2 ผลคูณคาร์ทเี ซยี นได้ Method) - การน�ำเสนอผลงาน - ท กั ษะการพิสจู น์ 3. มุ่งมนั่
- หนังสือเรยี น (K) - สงั เกตพฤติกรรม ความจริง ในการทำ� งาน
ชวั่ โมง รายวชิ าพื้นฐาน 2. บอกความหมาย การท�ำงานรายบคุ คล - ท กั ษะการตีความ
คณติ ศาสตร์ ม.5 ของคู่อนั ดบั จาก - สังเกตพฤติกรรม - ทกั ษะการ
แผนฯ ที่ 2 - ห นังสือเรยี น ความสัมพนั ธห์ รอื การท�ำงานกลุ่ม เปรียบเทยี บ
กราฟของ รายวิชาพืน้ ฐาน สถานการณ์ท่ีกำ� หนดให้ - สงั เกตความมีวนิ ยั - ทักษะการ
ความสัมพันธ์ คณิตศาสตร์ ม.5 ได้ (K) ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ มั่นในการ วิเคราะห์
- ใบงานท่ี 2.2 3. เขยี นความสัมพันธ์ ท�ำงาน
1 แบบแจกแจงสมาชกิ
และแบบบอกเงื่อนไขได้
ชวั่ โมง (P)
4. รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าที่
แผนฯ ที่ 3 ที่ได้รับมอบหมาย (A)
โดเมนและเรนจ์
ของความ 1. บอกองค์ประกอบ แบบนิรนัย - ตรวจแบบฝึกทกั ษะ 2.1 - ท ักษะการ 1. มวี นิ ัย
สมั พนั ธ์ และวิธกี ารเขยี นกราฟ (Deductive - การน�ำเสนอผลงาน เช่อื มโยง 2. ใฝเ่ รยี นร้ ู
ได้อย่างถูกตอ้ ง (K) Method) - สงั เกตพฤตกิ รรม - ท กั ษะการระบุ 3. มงุ่ ม่นั
2 2. เขียนกราฟของ การท�ำงานรายบุคคล - ทกั ษะการ ในการทำ� งาน
ความสมั พันธ์ - สังเกตพฤตกิ รรม เปรียบเทยี บ
ชั่วโมง ท่ีกำ� หนดใหไ้ ด้ (P) การท�ำงานกล่มุ - ท กั ษะการ
3. รบั ผิดชอบตอ่ หน้าท่ี - สังเกตความมีวินัย ประยุกต์ใชค้ วามรู้
ท่ีไดร้ ับมอบหมาย (A) ใฝ่เรียนรู้ มงุ่ มน่ั ในการ - ทกั ษะการ
ท�ำงาน วิเคราะห์
1. บอกความหมาย แบบอปุ นัย - ตรวจใบงานที่ 2.2 - ทักษะการ 1. มีวนิ ัย
ของโดเมนและเรนจ์ (Inductive - ตรวจแบบฝึกทักษะ 2.1 เช่ือมโยง 2. ใฝเ่ รียนรู้
ของความสมั พนั ธ์ได้ Method) - การนำ� เสนอผลงาน - ท กั ษะการระบุ 3. มงุ่ มัน่
(K) - สังเกตพฤติกรรม - ท ักษะการ ในการทำ� งาน
2. หาโดเมนและเรนจ์ การท�ำงานรายบุคคล เปรยี บเทียบ
ของความสมั พันธ์ได้ - สังเกตพฤติกรรม - ทกั ษะการ
(K) การท�ำงานกลุ่ม ประยกุ ต์ใชค้ วามรู้
3. หาโดเมนและเรนจ์ - สงั เกตความมวี นิ ัย - ท กั ษะการ
จากกราฟของความ ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งมั่นในการ วิเคราะห์
สัมพันธ์ท่กี ำ� หนดให้ได้ ท�ำงาน - ท กั ษะการพสิ จู น์
(K) ความจรงิ
4. รบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ที่
ท่ไี ด้รับมอบหมาย (A)
T44
แผนการจดั ส่อื ท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วธิ สี อน ประเมิน ทกั ษะที่ได้ คุณลักษณะ
การเรยี นรู้ - หนงั สือเรียน อนั พึงประสงค์
แผนฯ ที่ 4 รายวชิ าพน้ื ฐาน
ฟงั ก์ชัน คณติ ศาสตร์ ม.5 1. บ อกความหมายและ Concept - ตรวจใบงานท่ี 2.3 - ทักษะการ 1. มีวินยั
- แบบฝกึ หดั สัญลกั ษณ์ของฟงั ก์ชนั Based - ตรวจแบบฝกึ ทักษะ 2.1 เชือ่ มโยง 2. ใฝเ่ รียนร ู้
3 ได้ (K) Teaching - ตรวจ Exercise 2.1 - ทกั ษะการระบุ 3. ม่งุ มั่น
รายวิชาพื้นฐาน - การนำ� เสนอผลงาน - ทกั ษะการ ในการทำ� งาน
ชั่วโมง คณติ ศาสตร์ ม.5 2. หาค่าของฟงั กช์ นั - สังเกตพฤตกิ รรม เปรียบเทียบ
- ใบงานที่ 2.3 เม่ือกำ� หนดค่าโดเมนได้ การทำ� งานรายบุคคล - ทกั ษะการ
แผนฯ ท่ี 5 - QR Code (K) - สงั เกตพฤติกรรม ประยุกต์ใช้ความรู้
ฟงั กช์ ันเชิงเส้น 3. ต รวจสอบได้ว่าความ การทำ� งานกลุ่ม - ท กั ษะการ
- ห นงั สือเรยี น - สงั เกตความมวี นิ ยั วเิ คราะห์
3 รายวชิ าพน้ื ฐาน สัมพนั ธ์ทกี่ �ำหนดให้ ใฝ่เรยี นรู้ ม่งุ ม่ันในการ - ท กั ษะการพสิ จู น์
คณติ ศาสตร์ ม.5 เป็นฟงั กช์ นั หรือไม่เป็น ท�ำงาน ความจรงิ
ช่ัวโมง - แ บบฝึกหดั ฟังกช์ ันได้ (P) - ทกั ษะการน�ำ
4. ต รวจสอบไดว้ า่ ความ ความรู้ไปใช้
แผนฯ ที่ 6 รายวชิ าพ้นื ฐาน สมั พนั ธข์ องฟังก์ชนั
กราฟของ คณิตศาสตร์ ม.5 ท่อี ย่ใู นรปู กราฟเปน็
ฟังก์ชัน - ใบงานท่ี 2.4 ฟังก์ชนั หรอื ไม่เปน็
กำ� ลงั สอง - หนังสอื เรียน ฟงั ก์ชันได้ (P)
รายวชิ าพืน้ ฐาน 5. รับผิดชอบต่อหน้าท่ี
3 คณติ ศาสตร์ ม.5 ทีไ่ ด้รับมอบหมาย (A)
- แ บบฝึกหัด
ชว่ั โมง รายวชิ าพนื้ ฐาน 1. บอกความหมาย Concept - ตรวจใบงานท่ี 2.4 - ท กั ษะการ 1. มวี นิ ยั
คณติ ศาสตร์ ม.5 ของฟงั กช์ นั เชงิ เส้น Based - ตรวจแบบฝึกทักษะ 2.2 เชื่อมโยง 2. ใฝ่เรยี นร้ ู
และฟังก์ชันคงตัวได้ (K) Teaching - ตรวจ Exercise 2.2 - ท กั ษะการระบุ 3. มุง่ มน่ั
2. น�ำความรู้ เรื่อง - การนำ� เสนอผลงาน - ท ักษะการ ในการทำ� งาน
ความสัมพันธ์เชงิ เสน้ - สงั เกตพฤติกรรม เปรยี บเทียบ
มาประยกุ ตใ์ ช้กบั การทำ� งานรายบคุ คล - ท ักษะการ
โจทย์ปญั หาได้ (K) - สังเกตพฤติกรรม ประยุกตใ์ ช้ความรู้
3. เขียนกราฟของฟังก์ชนั การท�ำงานกลมุ่ - ท ักษะการ
เชงิ เสน้ จากความ - สงั เกตความมีวินยั วิเคราะห์
สัมพันธท์ ่กี ำ� หนดให้ได้ ใฝ่เรยี นรู้ มุง่ มัน่ ในการ - ทกั ษะการน�ำ
(P) ท�ำงาน ความรไู้ ปใช้
4. รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าที่
ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย (A)
1. บอกความหมายกราฟ Concept - ตรวจแบบฝึกทกั ษะ - ทกั ษะการสงั เกต 1. มีวนิ ยั
ของฟังกช์ ันกำ� ลังสอง Based 2.3 ก - ทักษะการ 2. ใฝเ่ รยี นร ู้
ได้ (K) Teaching - ตรวจ Exercise 2.3 A เชื่อมโยง 3. มุ่งมั่น
2. จ�ำแนกลกั ษณะ - การนำ� เสนอผลงาน - ทกั ษะการระบุ ในการทำ� งาน
ของกราฟฟังกช์ นั - สังเกตพฤติกรรม - ท ักษะการ
กำ� ลงั สองได้ (K) การท�ำงานรายบคุ คล เปรียบเทียบ
3. เขียนกราฟฟังกช์ นั - สงั เกตพฤตกิ รรม - ท กั ษะการ
กำ� ลังสองได้ (P) การทำ� งานกลุ่ม ประยุกต์ใชค้ วามรู้
4. เขียนองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ - สังเกตความมีวินยั - ท ักษะการ
ของกราฟฟังกช์ นั ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมนั่ ในการ วิเคราะห์
กำ� ลังสองได้ (P) ท�ำงาน - ท ักษะการน�ำ
5. รบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ที่ ความรไู้ ปใช้
ทไี่ ดร้ ับมอบหมาย (A)
T45
แผนการจดั ส่อื ที่ใช้ จดุ ประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะท่ีได้ คณุ ลักษณะ
การเรียนรู้ - หนังสือเรียน - ตรวจแบบฝึกทักษะ อันพงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 7 รายวิชาพน้ื ฐาน 2.3 ข-2.3 ค
การนำ� กราฟ คณติ ศาสตร์ ม.5 1. อธิบายขัน้ ตอนของ Concept - ตรวจ Exercise - ท กั ษะการสังเกต 1. มวี นิ ัย
ไปใช้ในการ - แบบฝกึ หดั การแกส้ มการ Based 2.3 B-2.3 C - ท ักษะการ 2. ใฝ่เรียนร ู้
แก้สมการ และอสมการโดยใช้ Teaching - การนำ� เสนอผลงาน เชอ่ื มโยง 3. มงุ่ ม่ัน
และอสมการ รายวิชาพื้นฐาน กราฟได้ (K) - สังเกตพฤติกรรม - ท ักษะการระบุ ในการทำ� งาน
คณิตศาสตร์ ม.5 2. เขียนแสดงการแก้ การทำ� งานรายบคุ คล - ทกั ษะการ
4 สมการและอสมการ - สงั เกตพฤตกิ รรม เปรียบเทียบ
- หนงั สือเรียน ของฟังก์ชันกำ� ลังสอง การทำ� งานกล่มุ - ทักษะการ
ชั่วโมง รายวิชาพนื้ ฐาน โดยใช้กราฟทก่ี �ำหนดให้ - สงั เกตความมวี นิ ัย ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
คณิตศาสตร์ ม.5 ได้ (P) ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ ม่ันในการ - ทกั ษะการ
แผนฯ ท่ี 8 - แบบฝกึ หัด 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่ ท�ำงาน วเิ คราะห์
การแกป้ ญั หา ท่ีได้รับมอบหมาย (A) - ท ักษะการน�ำ
โดยใชค้ วามรู้ รายวิชาพน้ื ฐาน ความรูไ้ ปใช้
เรอ่ื งฟงั ก์ชัน คณิตศาสตร์ ม.5
กำ� ลงั สอง - ใบงานท่ี 2.5 1. อธบิ ายข้ันตอนของ แบบอปุ นัย - ตรวจใบงานที่ 2.5 - ท กั ษะการสงั เกต 1. มวี นิ ยั
และกราฟ การแกโ้ จทย์ปัญหา (Inductive - ตรวจแบบฝึกทักษะ - ท กั ษะการ 2. ใฝเ่ รยี นร ู้
โดยใชค้ วามรู้ เร่ือง Method) 2.3 ง เช่อื มโยง 3. ม่งุ มนั่
4 ฟงั กช์ ันกำ� ลงั สอง - ตรวจ Exercise 2.3 D - ทักษะการระบุ ในการทำ� งาน
และกราฟได้ (K) - การน�ำเสนอผลงาน - ทกั ษะการ
ช่วั โมง 2. นำ� ความรู้ เร่อื ง - สังเกตพฤตกิ รรม เปรียบเทยี บ
ฟังก์ชนั กำ� ลงั สอง การท�ำงานรายบคุ คล - ทักษะการ
และกราฟมาแก้ - สังเกตพฤตกิ รรม ประยกุ ต์ใชค้ วามรู้
โจทยป์ ัญหาได้ (K) การท�ำงานกลุ่ม - ทกั ษะการ
3. เขยี นแสดงการแก้ - สงั เกตความมีวนิ ัย วิเคราะห์
ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งม่ันในการ - ทกั ษะการน�ำ
โจทยป์ ัญหาโดยใช้ ท�ำงาน ความรู้ไปใช้
ความรู้ เรื่อง ฟังก์ชนั
กำ� ลงั สองและกราฟได้
(P)
4. รบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่
ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย (A)
T46
แผนการจัด สอื่ ท่ีใช้ จุดประสงค์ วธิ ีสอน ประเมิน ทกั ษะที่ได้ คณุ ลกั ษณะ
การเรียนรู้ อันพงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 9 - ห นงั สือเรยี น 1. บ อกความหมาย แบบนริ นยั - ตรวจแบบฝกึ ทกั ษะ 2.4 - ท กั ษะการสงั เกต 1. มวี ินยั
ฟงั ก์ชนั รายวิชาพน้ื ฐาน ของฟังกช์ ัน (Deductive - ตรวจ Exercise 2.4 - ทักษะการ 2. ใฝเ่ รยี นรู ้
เอกซ์โพเนนเชียล คณิตศาสตร์ ม.5
- แบบฝกึ หัด เอกซโ์ พเนนเชียลได้ Method) - การนำ� เสนอผลงาน เชื่อมโยง 3. ม่งุ ม่นั
รายวิชาพน้ื ฐาน (K) - สังเกตพฤตกิ รรม - ทักษะการระบุ ในการทำ� งาน
4 2. บอกองคป์ ระกอบ การทำ� งานรายบุคคล - ทกั ษะการ
คณิตศาสตร์ ม.5 ของกราฟฟังกช์ ัน - สงั เกตพฤตกิ รรม เปรยี บเทยี บ
ชั่วโมง เอกซ์โพเนนเชียลได้ การทำ� งานกลุ่ม - ท ักษะการ
(K) - สงั เกตความมวี นิ ัย ประยกุ ต์ใช้ความรู้
3. นำ� ความรู้ เรือ่ ง ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งมั่นในการ - ทักษะการ
ฟงั กช์ ันเอกซ-์ ท�ำงาน วิเคราะห์
โพเนนเชยี ลมาใช้ - ท ักษะการน�ำ
ในการแก้โจทยป์ ญั หาได้ ความรู้ไปใช้
(K)
4. เขียนกราฟฟังกช์ นั
เอกซ์โพเนนเชียลได้
(P)
5. เ ขียนแสดงการแก้
สมการฟงั ก์ชนั
เอกซโ์ พเนนเชียลได้
(P)
6. รับผิดชอบต่อหน้าท่ี
ทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (A)
แผนฯ ท่ี 10 - หนังสือเรยี น 1. บอกความหมาย แบบนริ นยั - ตรวจใบงานที่ 2.6 - ท ักษะการสงั เกต 1. มีวินยั
ฟงั ก์ชันขน้ั บนั ได รายวชิ าพืน้ ฐาน ของฟังก์ชนั ข้ันบันไดได้ (Deductive - ตรวจแบบฝึกทกั ษะ 2.5 - ทักษะการ 2. ใฝ่เรียนร ู้
คณิตศาสตร์ ม.5 (K) Method) - ตรวจ Exercise 2.5 เชอื่ มโยง 3. ม่งุ มนั่
4 - แบบฝึกหัด 2. บอกองค์ประกอบของ - การนำ� เสนอผลงาน - ท กั ษะการระบุ ในการทำ� งาน
กราฟฟงั กช์ นั ขั้นบนั ได - ตรวจแบบฝึกทักษะ - ทักษะการ
ชั่วโมง รายวิชาพน้ื ฐาน ได้ (K)
คณิตศาสตร์ ม.5 3. นำ� ความรู้ เรอื่ ง
- ใบงานที่ 2.6 ฟังก์ชนั ข้นั บนั ไดมาใช้ ประจำ� หน่วยการเรยี นรู้ เปรยี บเทยี บ
ในการแก้โจทย์ปญั หาได้ ที่ 2 - ท ักษะการ
(K) - ตรวจผงั มโนทัศน์ ประยกุ ต์ใช้ความรู้
4. เขียนกราฟของฟงั ก์ชนั หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 - ท กั ษะการ
ขัน้ บันไดได้ (P) ฟังก์ชัน วเิ คราะห์
5. รับผิดชอบตอ่ หนา้ ท่ี - สงั เกตพฤตกิ รรม - ท ักษะการน�ำ
ทีไ่ ด้รับมอบหมาย (A) การทำ� งานรายบคุ คล ความรูไ้ ปใช้
- สงั เกตพฤติกรรม
การทำ� งานกลมุ่
- สงั เกตความมีวนิ ัย
ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งมนั่ ในการ
ท�ำงาน
T47
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Inductive Method)
เตรยี ม
1. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยให
นักเรียนดูภาพหนาหนวยการเรียนรูที่ 2 ใน
หนังสือเรียน หนา 42 แลวรวมกันสนทนา
ในชั้นเรียนถึงจานดาวเทียมท่ีมีรูปทรงเปน
จานโคง แบบพาราโบลา ซง่ึ ถกู ออกแบบเพอ่ื ให
เหมาะสมในการรับสญั ญาณ โดยมหี นาทหี่ ลกั
คือ สะทอนสัญญาณท่ีไดรับจากดาวเทียม
แลวสัญญาณจะรวมกันที่จุดๆ หนึ่ง เรียกวา
จดุ โฟกสั ครยู กตวั อยา งหลกั การทใี่ ชใ นการทาํ
จานดาวเทียมเพ่ือใหนักเรียนเขาใจมากย่ิงขึ้น
เชน ชุดจานกระซิบ เมื่อผูเลนพูดท่ีจาน
พาราโบลาใบหนึ่ง คลื่นเสียงท่ีเกิดข้ึนบริเวณ
จุดโฟกัสจะสะทอนกับผิวของจานเปนแนว
เสนตรงออกไปยังพ้ืนผิวของจานพาราโบลา
อีกใบท่ีอยูตรงขาม แลวสะทอนไปรวมกันยัง
จุดโฟกัส ทําใหผูฟงท่ีอยูตรงจานใบที่สองนี้
ไดย ินเสียงพูดอยา งชดั เจน
เกร็ดแนะครู กิจกรรม เสริมสรา งคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค
การเรยี นการสอนของในหนว ยการเรยี นรทู ่ี 2 เรอ่ื ง ฟง กช นั ครคู วรยกตวั อยา ง ครคู วรปลกู ฝง ใหน กั เรยี นมรี ะเบยี บวนิ ยั ปฏบิ ตั ติ นตามขอ ตกลง
ความสัมพันธระหวางสิ่งของที่อยูใกลตัวนักเรียน และยกตัวอยางโจทยปญหา กฎเกณฑ ระเบียบ ไมละเมิดสิทธิของผูอ่ืน เชน ใหนักเรียน
ท่ีเกิดข้ึนในสถานการณชีวิตประจําวัน เพ่ือใหนักเรียนไดฝกสังเกต เชื่อมโยง นั่งประจําท่ีของตนเองและไมสงเสียงดัง ใหนักเรียนแตงกาย
ความรูความสมั พนั ธข องสถานการณตางๆ มาโรงเรียนใหถูกระเบียบ เขาเรียนตรงตอเวลา และใหนักเรียน
สง งานตรงตามเวลาท่คี รกู าํ หนดไว
T48
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 ขนั้ นาํ
ฟงั กช์ นั เตรยี ม
จจาานนดโคา้งวแเทบียบมพา(รsaาโteบlลlit1าe dish) มีรูปทรงเป็น 2. ครูใหนักเรียนยกตัวอยางส่ิงของหรือการ
ซ่ึงถูกออกแบบเพื่อ เคล่อื นที่ในลกั ษณะฟงกชนั พาราโบลาทพี่ บใน
ให้เหมาะสมในการรับสัญญาณจากดาวเทียม ชวี ติ จรงิ
โดยหนา้ ทหี่ ลักของจานดาวเทียม คอื สะท้อน (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดหลากหลาย
สจะัญรญวมากณันทท่ีไ่จีดุด้รับๆจหากนดึ่งาซวงึ่เทจีะยเมรยี กแวล่า้วสจัญุดโญฟากณ2ัส ตามพ้ืนฐานความรู เชน จานดาวเทียม
อโุ มงคร ถไฟ การเคลอื่ นทข่ี องเรอื ไวกง้ิ
การโยนบอล)
หมายเหตุ : ครูอาจใหนักเรียนทําแบบทดสอบ
พ้ืนฐานกอนเรียน โดยสแกน QR Code
ในหนังสือเรียน หนา 43
(focus) เพอ่ื ใหเ้ กดิ การรวมและสะทอ้ นสญั ญาณ
อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ตวั ชีว้ ดั
• ใชฟ้ ังก์ชันและกราฟของฟงั กช์ นั อธิบายสถานการณ์ท่กี า� หนด
(ค 1.2 ม.5/1)
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง Recall
• ฟงั กช์ นั และกราฟของฟงั กช์ ัน
(ฟังกช์ ันเชงิ เสน้ ฟังก์ชันกา� ลงั สอง
ฟังกช์ ันขน้ั บนั ได ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล)
กิจกรรม 21st Century Skills นักเรียนควรรู
ครูใหน กั เรียนแบง กลุม กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง 1 พาราโบลา (parabola) เซตของจุดทุกจุดบนระนาบ ซึ่งแตละจุดมี
คณิตศาสตร (เกง ปานกลาง และออ น) แลว ทํากจิ กรรม ดังน้ี
ระยะหางจากเสนตรงคงที่ (ไดเรกตริกซ) เปนระยะทางเทากับระยะหางจาก
• ใหนักเรียนแตละกลุมสืบคนขอมูลเพิ่มเติม เร่ือง ฟงกชัน จุดคงที่ (โฟกัส) จดุ หนงึ่ เสมอ ดังรปู
ในชวี ิตประจาํ วนั มากลมุ ละ 1 เรอ่ื ง
LL
• ใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั สรปุ แลว นาํ มาจดั ทาํ เปน รายงาน
• สง ตวั แทนกลมุ ออกมานาํ เสนอขอ มลู ผา นโปรแกรม Microsoft vertex (0, 0) focus (a, 0)
PowerPoint หรอื โปรแกรมนําเสนออน่ื ๆ ตามท่นี กั เรียนถนัด focus (a, 0) F
a aF
dxire=c-tarix dxire=c-tarix
2 โฟกสั (focus) จุดคงท่ีของพาราโบลา วงรหี รือไฮเพอรโ บลา T49
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน 2.1 ความสมั พนั ธแ์ ละฟงั กช์ นั
สอนหรอื แสดง (Relation and Function)
1. ครูยกตัวอยางสถานการณในหองเรียน โดย 1. ความสมั พนั ธ ์ (Relation)
กลาวถึงตําแหนงการนั่งของนักเรียนแตละคน
แลวครูใหนักเรียนดูแผนภาพแสดงตําแหนง ในชีวิตประจ�าวันนักเรียนจะพบเห็นส่ิงท่ีมีความเก่ียวข้องกัน ซึ่งจะแสดงความสัมพันธ์ของ
ท่ีน่ังของนักเรียนในหนังสือเรียน หนา 44 สง่ิ สองส่ิงนัน้ ทเี่ ก่ยี วข้องกนั บางประการดงั สถานการณ์ตอ่ ไปนี้
และครเู ขียนตําแหนงที่นงั่ A B C D E และ F
บนกระดาน ดังรปู ห้องเรยี นห้องหนงึ่ แสดงต�าแหน่งที่นั่งของนักเรยี นแตล่ ะคน ดงั รูป
2. ครเู ขยี นตาํ แหนง ทนี่ งั่ ของ A(2, 4), B(4, 6) และ 6B
C(3, 3) ใหน กั เรยี นดู พรอ มทง้ั กระตนุ ใหน กั เรยี น
สงั เกตความสัมพนั ธของ A B และ C 5E
3. ครกู ลา ววา 4 A D
ตาํ แหนง A(2, 4) อยูในแถวท่ี 2 ในแนวต้ัง แถวในแนวตงั้ 3 C
และแถวท่ี 4 ในแนวนอน
ตําแหนง B(4, 6) อยูในแถวที่ 4 ในแนวต้ัง 2
และแถวท่ี 6 ในแนวนอน
ตําแหนง C(3, 3) อยูในแถวที่ 3 ในแนวตั้ง 1F
และแถวที่ 3 ในแนวนอน 123456
4. ครูถามนกั เรยี นวา ตําแหนง D E และ F อยูใ น แถวในแนวนอน
แถวใดในแนวตงั้ และในแนวนอน
(แนวตอบ จากรูป สามารถเขียนต�าแหน่งที่น่ังของนักเรียนตามแถวในแนวนอนและแถวในแนวตั้งได้
ตําแหนง D อยใู นแถวท่ี 5 ในแนวตง้ั ดังนี้
และแถวท่ี 3 ในแนวนอน
ตําแหนง E อยูในแถวท่ี 6 ในแนวตั้ง A(2, 4), B(4, 6) และ C(3, 3)
และแถวท่ี 5 ในแนวนอน A(2, 4) หมายความว่า ตา� แหนง่ A อยใู่ นแถวที่ 2 ในแนวนอน และแถวท่ี 4 ในแนวตัง้
ตาํ แหนง F อยใู นแถวท่ี 1 ในแนวตง้ั B(4, 6) หมายความว่า ตา� แหน่ง B อยใู่ นแถวที่ 4 ในแนวนอน และแถวที่ 6 ในแนวตง้ั
และแถวที่ 1 ในแนวนอน) C(3, 3) หมายความว่า ต�าแหนง่ C อยู่ในแถวที่ ....... ในแนวนอน และแถวท่ี ....... ในแนวตงั้
ใหน้ กั เรียนเขียนคอู่ นั ดบั แสดงต�าแหนง่ ทนี่ ่งั D, E และ F
Class Discussion
ใหน้ กั เรยี นจบั คู่ แลว้ ชว่ ยกันตอบค�ำถำมตอ่ ไปนี้
1. นกั เรยี นสามารถบอกตา� แหน่งทน่ี ่งั โดยใช้ตวั เลขเพยี งตวั เดียวได้หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
2. นักเรียนคดิ วา่ อันดบั ของตัวเลขในแต่ละค่มู คี วามส�าคญั หรือไม่ เชน่ (5, 3) และ (3, 5)
อยู่ในตา� แหนง่ ทน่ี ง่ั เดยี วกนั หรือไม่
44
เฉลย Class Discussion กิจกรรม สรางเสริม
1. ไมไ ด เพราะตําแหนงท่ีนั่งของนักเรยี นตามแถวในแนวนอน
ใหน กั เรยี นปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนตอไปน้ี
และแถวในแนวตัง้ ตองบอกเปน คูอ ันดับ • ครูกําหนดใหโตะเรียนของนักเรียนแตละคนเปนตําแหนงที่ต้ัง
2. อนั ดบั ของตวั เลขในแตล ะคูมีความสําคัญ เชน (5, 3) และ (3, 5)
แถวในแนวนอนและแถวในแนวต้ัง โดยมีตวั อยา งดังน้ี
ไมไดอ ยูใ นตาํ แหนง เดียวกนั เพราะ (5, 3) อยใู นตําแหนง D แต (3, 5)
ไมอ ยใู นตําแหนง D 3
2
T50 1
1 234
หนา ชัน้ เรยี น
• ใหนักเรียนแตละคนบอกตําแหนงของตนเองวา อยูในแถวที่
เทา ใดในแนวนอน และแถวทเ่ี ทา ใดในแนวตง้ั แลว ครตู รวจสอบ
ความถกู ตอ งของตําแหนง
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จากตวั อย่างข้างต้น จะเหน็ ว่า (2, 4), (4, 6), (3, 3), (5, 3), (6, 5) และ (1, 1) เป็นการจับคู่ ขน้ั สอน
ระหว่างส่ิงสองส่ิงที่มีความสัมพันธ์กัน และเขียนแสดงส่ิงที่มีความสัมพันธ์กันในวงเล็บ โดยมี
เครือ่ งหมายจุลภาคค่นั ซึง่ จะเรียกส่งิ ที่ไดเ้ หล่าน้ีว่า คอู่ นั ดับ (ordered pair) โดยแต่ละคูอ่ นั ดบั สอนหรอื แสดง
จะประกอบดว้ ยสมาชกิ ตัวหน้าและสมาชิกตัวหลัง ซ่ึงจะเรียก 2, 4, 3, 5, 6 และ 1 วา่ เปน็ สมาชิก
ตวั หนา้ ของคอู่ ันดบั และเรียก 4, 6, 3, 3, 5 และ 1 ว่าเป็นสมาชิกตัวหลังของคอู่ ันดับ 5. ครใู หน กั เรยี นเขยี นคอู นั ดบั แสดงตาํ แหนง ทนี่ งั่
A, B, C, D, E และ F แลว ไดข อ สรปุ ทว่ี า (2, 4),
จาก Class Discussion ขอ้ 2. จะไดว้ า่ (5, 3) คือ คู่อนั ดับทีม่ ีสมาชิกตวั หนา้ เปน็ 5 และ (4, 6), (3, 3), (5, 3), (6, 5) และ (1, 1) เปน
สมาชกิ ตัวหลงั เป็น 3 แต ่ (3, 5) คือ ค่อู นั ดบั ท่ีมีสมาชิกตวั หนา้ เปน็ 3 และสมาชิกตวั หลังเปน็ 5 การจบั ครู ะหวา งสง่ิ สองสงิ่ ทม่ี คี วามสมั พนั ธก นั
น่นั คอื คู่อนั ดบั (5, 3) และคูอ่ นั ดับ (3, 5) มีความหมายไมเ่ หมือนกัน ดงั นั้น การสลบั ท่ขี อง และเขียนแสดงสิ่งท่ีมีความสัมพันธกันใน
สมาชกิ ตวั หนา้ และสมาชกิ ตัวหลังอาจทา� ให้มีความหมายไมเ่ หมือนกัน วงเล็บ โดยมีเครื่องหมายจุลภาคคั่น ซึ่งจะ
เรียกสิ่งท่ีไดเหลาน้ีวา คูอันดับ โดยแตละ
ในวิชาคณิตศาสตร์ การเขียนคู่อันดับในรูป (a, b) โดยที่ a เป็นสมาชิกตัวหน้า และ b คูอันดับประกอบดวยสมาชิกตัวหนาและ
เปน็ สมาชิกตัวหลงั คอู่ นั ดับสองคู่อนั ดับใด ๆ จะเทา่ กันกต็ อ่ เมื่อสมาชกิ ตวั หน้าเท่ากันและสมาชกิ สมาชกิ ตัวหลงั ซึ่งจะเรียก 2, 4, 3, 5, 6 และ 1
ตวั หลังเท่ากัน ดงั บทนยิ าม วา สมาชกิ ตัวหนา ของคูอันดับ และ 4, 6, 3,
3, 5 และ 1 วา สมาชิกตัวหลงั ของคูอันดบั
บทนิยาม คู่อันดับ (a, b) = (c, d) ก็ต่อเมื่อ a = c และ b = d
6. ครูใหนกั เรยี นตอบคาํ ถามจาก
จากบทนิยาม เซตของคู่อันดับ (a, b) โดยที่ a และ b มีความเก่ียวข้องกันบางประการ
จะเรยี กวา่ ความสัมพันธ์ “Class Discussion” จากน้ันครูสุมนักเรียน
จากสถานการณข์ า้ งตน้ ความสมั พนั ธท์ สี่ มาชกิ ตวั หนา้ เปน็ แถวในแนวนอนและสมาชกิ ตวั หลงั ออกมานําเสนอหนาช้ันเรียน จนไดขอสรุป
เป็นแถวในแนวตงั้ คอื ที่วา คอู ันดบั ทมี่ กี ารสลบั ทข่ี องสมาชิกตวั หนา
{ (2, 4), (4, 6), (3, 3), (5, 3), (6, 5), (1, 1) } และสมาชิกตัวหลังอาจทําใหมีความหมาย
ไมเ หมอื นกนั และคอู นั ดบั สองคใู ดๆ จะเทา กนั
ในทางกลบั กนั ความสมั พนั ธท์ ่สี มาชิกตวั หน้าเปน็ แถวในแนวตง้ั และสมาชิกตัวหลงั เปน็ แถว ก็ตอเม่ือ สมาชิกตัวหนาเทากันและสมาชิก
ในแนวนอน คือ ATTENTION ตัวหลังเทา กัน ดังบทนยิ าม “คูอ นั ดบั (a, b) =
{ (4, 2), (6, 4), (3, 3), (3, 5), (5, 6), (1, 1) } (a, b) ≠ (b, a) (c, d) ก็ตอเมอ่ื a = c และ b = d”
ยกเวน้ a = b
พิจารณาความสัมพันธ์ระหวา่ งเซต A และเซต B ดังน้ี 7. ครูใหนกั เรยี นพิจารณาจากบทนิยาม เซตของ
คูอันดับ (a, b) โดยท่ี a และ b มีความ
เกี่ยวของกันบางประการจะเรียกวา ความ
สมั พันธ
ก�าหนด A = { 1, 2 } และ B = { 3, 4, 5 }
เขียนเซตของคู่อันดับโดยให้สมาชิกตัวหน้าเป็นสมาชิกของเซต A และสมาชิกตัวหลังเป็น
สมาชิกของเซต B จะไดเ้ ซตของคู่อนั ดับท้งั หมด ดังนี้
{ (1, 3), (1, 4), (1, 5), (2, 3), (2, 4), (2, 5) }
ฟังก์ชัน 45
กิจกรรม สรางเสริม เกร็ดแนะครู
ครูใหน กั เรียนจับคู แลว ปฏบิ ัติตามขัน้ ตอนตอไปนี้ ครูอาจยกตัวอยางเพิ่มเติมจากบทนิยามของคูอันดับ “คูอันดับ (a, b) =
กาํ หนดให (x, 5) = (1, y) = (z, w - 1) (c, d) ก็ตอเมื่อ a = c และ b = d” เชน
• คาํ นวณหาคา x, y, z และ w
• หาคูอนั ดับทีส่ อดคลอ งกบั คูอนั ดับในขอ 1. ให (x, 2) = (3, y) หมายความวา x = 3 และ 2 = y
หมายเหตุ : ครูควรใหนักเรียนเกง และนักเรยี นออนจบั คกู ัน
T51
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน จะเห็นว่า เซตของคอู่ ันดับน้จี ะมสี มาชิกตวั หนา้ จากเซต A ทุกตวั และมสี มาชิกตัวหลังจาก
เซต B ทุกตวั เรยี กเซตของค่อู ันดบั นี้ว่า ผลคูณคำร์ทีเซียน (Cartesian product) ของเซต A
สอนหรอื แสดง และเซต B ดังบทนยิ าม
8. ครูใหนักเรียนเขียนเซตของคูอันดับ โดยให บทนิยาม ผลคูณคำร์ทีเซียนของเซต A และเซต B คือ เซตของคู่อันดับ (a, b) ท้ังหมด โดยท่ี a
สมาชิกตัวหนาเปนสมาชิกของเซต A และ เป็นสมำชิกของเซต A และ b เป็นสมำชิกของเซต B เขียนแทนด้วย A × B
สมาชกิ ตวั หลงั เปน สมาชกิ ของเซต B จะเขยี น
เซตของคอู นั ดบั ท้งั หมดไดอ ยา งไร จากบทนิยาม A × B อ่านวา่ “เอ คณู บี” และสามารถเขียน A × B ในรูปเซตแบบบอก
กําหนด A = { (1, 2) } และ B = { (3, 4, 5) } เงื่อนไขได้ ดังนี้
(แนวตอบ { (1, 3), (1, 4), (1, 5), (2, 3), (2, 4),
(2, 5) }) A × B = { (a, b) ∙ a∊A และ b∊B }
9. ครูกลาววา เซตของคูอันดับน้ีจะมีสมาชิก ตัวอย่างท่ี 1
ตัวหนาจากเซต A ทุกตัว และมีสมาชิก
ตัวหลังจากเซต B ทุกตัว เรียกเซตของ กำ� หนด A = { 1, 3, 5 } และ B = { 2, 4 } ให้หำ A × B และ B × A
คูอันดับนี้วา ผลคูณคารทีเซียน ของเซต A
และ B วิธที ำ� จาก A × B = { (a, b)∙a∊A และ b∊B }
ดงั นนั้ A × B = { (1, 2), (1, 4), (3, 2), (3, 4), (5, 2), (5, 4) }
10. ครใู หน กั เรยี นรว มกนั สรปุ บทนยิ ามของผลคณู จาก B × A = { (a, b)∙a∊B และ b∊A }
คารท ีเซยี นของเซต A และ B คือ เซตของ ดงั น้นั B × A = { (2, 1), (2, 3), (2, 5), (4, 1), (4, 3), (4, 5) }
คอู ันดบั (a, b) ทัง้ หมด โดยท่ี a เปน สมาชิก ลองทําดู ฝกทําตอ
ของเซต A และ b เปนสมาชิกของเซต B กา� หนด A = { 4, 7 } และ B = { 1, 4, 5 } ใหห้ า A × B และ B × A แบบฝก ทักษะ 2.1 ขอ 1
เขยี นแทนดวย A × B หรอื สามารถเขยี นให
อยใู นรูปแบบบอกเงือ่ นไขได ดงั น้ี จากตัวอยา่ งที่ 1 จะเหน็ วา่ A × B ≠ B × A แตจ่ า� นวนสมาชิกของ A × B เขยี นแทนดว้ ย
n(A × B) เท่ากับจา� นวนสมาชิกของ B × A เขียนแทนดว้ ย n(B × A)
A × B = { (a, b) ͉ a∊A และ b∊B }
ATTENTION
11. ครยู กตวั อยางที่ 1 ในหนงั สือเรียน หนา 46 ส�าหรับเซต A และเซต B ใด ๆ ท่ไี มเ่ ป็นเซตว่าง จะไดว้ ่า ถ้า A ≠ B แล้ว A × B ≠ B × A
บนกระดาน จากนั้นครูใหนักเรียนสังเกตวา แต่ n(A × B) = n(B × A)
A × B B × A แตจํานวนสมาชิกของ
A × B เทา กับจาํ นวนสมาชกิ ของ B × A แลว 46
ใหนักเรียนดูขอมูลเพิ่มเติมที่ควรรูในกรอบ
ATTENTION
เปรยี บเทยี บและรวบรวม
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 46 จากนั้นครขู ออาสาสมัครนกั เรยี นออกมา
แสดงวิธีทําบนกระดาน โดยครูตรวจสอบความ
ถูกตอง
เกร็ดแนะครู กิจกรรม ทา ทาย
ครูอาจยกตัวอยางเพิ่มเติมเพื่อใหนักเรียนเขาใจถึงผลคูณคารทีเซียนของ ครูแบงกลุมใหนักเรียน กลุมละ 3-4 คน ปฏิบัติตามข้ันตอน
เซต A และเซต B โดยการสุมนักเรียนออกมา 5 คน มีนักเรียนชาย 2 คน ตอไปนี้
และนักเรียนหญิง 3 คน จากนั้นใหนักเรียนชายจับคูกับนักเรียนหญิง แลวครู
เขียนแผนภาพบนกระดานพรอ มท้งั อธิบาย ดังน้ี กาํ หนดให A × B = { (3, 6), (4, 8), (5, 10), (6, 12) }
• ใหหาเซต A และเซต B จากผลคณู คารทีเซียน
AB • ใหหาผลคูณคารทีเซียน A × A, B × A และ B × B
• นกั เรียนคดิ วา จํานวนสมาชิกของผลคณู คารท เี ซยี น A × A,
ช1 ญ1
ช2 ญ2 B × A และ B × B เทา กันหรือไม เพราะเหตใุ ด
ญ3 หมายเหตุ : ครคู วรจดั กลมุ โดยคละความสามารถทางคณติ ศาสตร
ของนักเรียน (ออน ปานกลาง และเกง) ใหอ ยกู ลมุ เดยี วกัน
จากแผนภาพ มนี กั เรยี นชาย 2 คน ซงึ่ แตล ะคนสามารถเลอื กจบั คไู ด 3 แบบ
ดงั นั้น จาํ นวนการจบั คูท ้ังหมดเทา กบั 2 × 3 = 6 แบบ สามารถเขยี นแทนเซต
ของคูอันดับทงั้ หมดนี้ไดดว ยผลคณู คารทเี ซียน โดยใชสัญลกั ษณ A × B
จะไดวา A × B = { (ช1, ญ1), (ช1, ญ2), (ช1, ญ3), (ช2, ญ1), (ช2, ญ2), (ช2, ญ3) }
T52
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
พจิ ารณาผลคณู คาร์ทเี ซียนของเซต A และเซต B ทก่ี า� หนดตอ่ ไปน้ี ขน้ั สอน
A = { 2, 4, 6 } และ B = { 4, 5 }
สอนหรอื แสดง
จะได้ A × B = { (2, 4), (2, 5), (4, 4), (4, 5), (6, 4), (6, 5) }
ซึง่ สบั เซตของ A × B มีได้หลายเซต เชน่ { (2, 4), (2, 5), (4, 5) }, { (6, 4), (6, 5) } และ 1. ครูใหนักเรียนพิจารณาผลคูณคารทีเซียนของ
{ (4, 4) } เรยี กสับเซตเหลา่ น้วี า่ ควำมสัมพันธข์ องผลคูณคำร์ทีเซยี นของเซต A และเซต B เซต A และ เซต B ในหนังสอื เรียน หนา 47
ถา้ r1 = { (2, 4), (2, 5), (4, 5) } จากนัน้ ครูถามคาํ ถาม ดงั นี้
• rต1วั rห2นแาลแะละrต3 วั เปหนลังคอวยาามงสไัมรพันธที่ใชส มาชกิ
r2 = { (6, 4), (6, 5) } แ(แลนะวใตชอสบมrา1ชใิกชจส ามกาBชิกหจมาดกทAุกตเวัพียงบางตัว
r3 = { (4, 4) } r2 ใชส มาชิกจาก A เพยี งหนึง่ ตวั
พิจารณาการใชส้ มาชกิ ตวั หนา้ และสมาชิกตัวหลงั ของ r1, r2 และ r3 จะเหน็ ว่า และใชสมาชกิ จาก B หมดทกุ ตวั
r1 เปน็ ความสมั พนั ธ์ทใ่ี ชส้ มาชกิ จาก A เพียงบางตวั และใช้สมาชกิ จาก B หมดทกุ ตัว และใชสมrา3ชใกิ ชจสามกาชBิกเจพาียกงหAน่ึงเพตวัีย)งหน่ึงตัว
r2 เปน็ ความสมั พันธ์ที่ใชส้ มาชกิ จาก A เพยี งหน่ึงตวั และใชส้ มาชิกจาก B หมดทุกตวั
r3 เป็นความสัมพนั ธ์ทใ่ี ชส้ มาชิกจาก A เพียงหนง่ึ ตัว และใชส้ มาชิกจาก B เพยี งหนงึ่ ตัว 2. ครกู ลา ววา จากการพจิ ารณาผลคณู คารท เี ซยี น
ซ่งึ มีการน�าแนวคดิ ดังกลา่ ว ก�าหนดเปน็ บทนิยามของความสัมพันธ์ ดังนี้ ของเซต A และ เซต B ขางตน นําไปเปน
บทนิยามของความสัมพันธในหนังสือเรียน
บทนิยาม ก�ำหนด A และ B เป็นเซตใด ๆ หนา 47
1. r เป็นควำมสัมพันธ์จำก A ไป B ก็ต่อเมื่อ r ⊂ A × B
2. r เป็นควำมสัมพันธ์จำก A ไป A หรือควำมสัมพันธ์บนเซต A ก็ต่อเม่ือ r ⊂ A × A 3. ครูยกตัวอยางท่ี 2 ในหนังสือเรียน หนา 47
พรอมทัง้ แสดงวธิ ีทําอยางละเอียดบนกระดาน
เนอื่ งจากความสมั พนั ธเ์ ปน็ เซตของคอู่ นั ดบั การเขยี นความสมั พนั ธจ์ งึ เขยี นไดท้ ง้ั แบบแจกแจง
สมาชกิ และแบบบอกเงื่อนไข ดังตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี เปรยี บเทยี บและรวบรวม
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 48 จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมาแสดง
วิธที าํ บนกระดาน โดยครูตรวจสอบความถกู ตอ ง
ตัวอยา่ งที ่ 2 ขนั้ สรปุ
กำ� หนด A = { 1, 2, 3, ..., 30 } และ B = { 1, 2, 3, ..., 15 } ให้เขยี นควำมสัมพันธท์ ก่ี �ำหนด สรปุ
แบบแจกแจงสมำชกิ และแบบบอกเงื่อนไข ครูถามคาํ ถามนกั เรียน เพ่ือสรุปความรู เรอื่ ง
1) ควำมสัมพนั ธ์นอ้ ยกวำ่ จำก A ไป B ความสัมพนั ธ ดงั น้ี
2) ควำมสมั พันธ์กำ� ลังสองจำก A ไป B
• ความสัมพนั ธม ีความหมายวาอยา งไร
(แนวตอบ ความสัมพันธ หมายถึง การจบั คู
วิธที �ำ จาก A = { 1, 2, 3, ..., 30 } และ B = { 1, 2, 3, ..., 15 } และความสมั พนั ธต์ ้องเปน็ ระหวา งส่ิงสองสิง่ ท่มี คี วามสัมพนั ธกัน และ
สับเซตของ A × B จะได้ A × B = { (1, 1), (1, 2), (1, 3), ..., (30, 15) }
เขียนออกมาในรูปแบบของคอู นั ดับ (a, b))
ฟังก์ชัน 47 • คอู นั ดบั (a, b) ซงึ่ a และ b มีความหมาย
วาอยางไร
(แนวตอบ a หมายถึง สมาชิกตัวหนา และ b
ขอ สอบเนน การคิด
หมายถงึ สมาชิกตัวหลงั )
เกร็ดแนะครู
กาํ หนดให A = { 1, 2 } และ B = { a, b } คูอนั ดบั ในขอ ใด ครใู หค วามรเู พิม่ เติมจากตวั อยา งที่ 2 วา ความสัมพนั ธเ ทา กบั จาก A ไป B
โดยกาํ หนด r1 แทนความสัมพนั ธเทา กับจาก A ไป B หมายถึง สมาชิกตวั หนา
ตอไปนี้เปนสมาชิกของผลคูณคารทีเซียน A × B เทา กับสมาชิกตัวหลัง
1. (a, b) จะได r1 = { (1, 1), (2, 2), (3, 3), ..., (15, 15) } ซ่ึงเปนเซตท่ีเทา กนั กับ
ความสัมพันธเทากับจาก B ไป A
2. (2, b)
3. (b, 2)
4. (1, 2)
(เฉลยคาํ ตอบ ผลคณู คารท ีเซียน A × B = { (1, a), (1, b),
(2, a), (2, b) } ซึ่งมี (1, a), (1, b), (2, a) และ (2, b) เปนสมาชกิ
ของ A × B
ดงั น้ัน คําตอบ คือ ขอ 2.)
T53
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สรปุ 1) กา� หนด r1 แทนความสัมพันธ์นอ้ ยกวา่ จาก A ไป B ซง่ึ หมายถงึ สมาชกิ ตวั หน้า
นอ้ ยกวา่ สมาชิกตวั หลัง จะได้
สรปุ
r1 = { (1, 2), (1, 3), (1, 4), ..., (14, 15) }
• ผลคูณคารทีเซียนของเซต A และเซต B หรือ r1 = { (x, y)∊A × B∙x < y }
มคี วามหมายวา อยางไร
(แนวตอบ ผลคูณคารท เี ซียนของเซต A และ 2) กา� หนด r2 แทนความสมั พันธก์ �าลงั สองจาก A ไป B ซ่ึงหมายถึง สมาชกิ ตวั หนา้
เป็นก�าลังสองของสมาชกิ ตวั หลงั จะได้
เซต B หมายถึง เซตของคูอันดับ (a, b)
ทั้งหมด โดยที่ a เปนสมาชิกของเซต A r2 = { (1, 1), (4, 2), (9, 3), (16, 4), (25, 5) }
r2 = { (x, y)∊A × B∙x = y2 }
และ b เปนสมาชิกของเซต B เขียนแทน หรือ
ดวย A × B)
• r เปนความสัมพันธจาก A ไป B เมื่อใด ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
(แนวตอบ r เปนความสมั พันธจ าก A ไป B
กต็ อ เมอื่ r A × B) ก�าหนด A = { 1, 3, 5, ..., 19 } และ B = { 2, 4, 6, ..., 24 } แบบฝก ทักษะ 2.1
• r เปน ความสมั พนั ธจ าก A ไป A เมอ่ื ใด ให้เขยี นความสมั พนั ธ์ทกี่ �าหนดแบบแจกแจงสมาชิกและแบบบอกเงือ่ นไข ขอ 2-3
(แนวตอบ r เปน ความสัมพันธจ าก A ไป A
กต็ อเมอ่ื r A × A) 1) ความสมั พนั ธม์ ากกวา่ จาก B ไป A
2) ความสมั พันธ์รากทส่ี องจาก A ไป B
นาํ ไปใช้
สา� หรับการเขียนความสัมพันธ์แบบบอกเงือ่ นไข เมื่อผลคณู คาร์ทีเซยี นเปน็ R × R เขียน
1. ครูใหนักเรยี นจบั คูทําใบงานที่ 2.1 แลว แทนดว้ ย r = { (x, y)∊R × R∙x = y2 } แต่นยิ มเขยี นเป็น r = { (x, y)∙x = y2 } หรืออาจ
แลกเปล่ียนความรูสนทนาซักถามจนเปนท่ี เขยี นเฉพาะเงอื่ นไขของความสมั พันธ์ คอื x = y2 นอกจากนอ้ี าจเขียนแทน x มีความสัมพันธ์
เขาใจรวมกัน จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมา กบั y ด้วย (x, y)∊r หรอื x r y และเขียนแทน x ไมม่ ีความสมั พนั ธก์ บั y ด้วย (x, y)∉r หรอื
แสดงวธิ ที าํ บนกระดาน โดยครตู รวจสอบความ xry
ถูกตอง
2. กราฟของความสมั พนั ธ ์ (Graph of Relation)
2. ครใู หนักเรียนทําแบบฝกทกั ษะ 2.1 ขอ 1.-2.
ในหนงั สอื เรยี น หนา 72 เปน การบา น จากหัวข้อทกี่ ลา่ วมา นกั เรียนสามารถใชค้ ู่อนั ดบั (x, y) แทนความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง x และ y
ซึ่งสามารถจับคู่หน่ึงต่อหน่ึงระหว่างคู่อันดับของจ�านวนจริงกับพิกัดของจุดในระนาบ โดยให้ x
ขน้ั ประเมนิ เปน็ พกิ ัดแรก และ y เป็นพกิ ัดหลัง
1. ครตู รวจใบงานที่ 2.1 บทนิยาม ให้ r เป็นสับเซตของ R × R กรำฟของควำมสัมพันธ์ r คือ เซตของจุดในระนำบท่ีแสดง
2. ครูตรวจแบบฝกทกั ษะ 1.2 คู่อันดับท่ีเป็นสมำชิกของควำมสัมพันธ์ r
3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอผลงาน
4. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล 48
5. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม
6. ครสู ังเกตความมีวนิ ยั ใฝเรียนรู
มงุ มัน่ ในการทาํ งาน
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอสอบเนน การคดิ
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําใบงาน กาํ หนดความสมั พันธ r = { (6, 4), (8, -1), (x, 7), (-3, -6) }
ท่ี 2.1 เรอื่ ง ความสมั พนั ธ ในขนั้ นาํ ไปใช โดยศกึ ษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผล คา x ท่ที ําใหความสัมพนั ธ r เปนฟง กชันไดค ือขอใด
จากแบบประเมินของแผนการจดั การเรยี นรูในหนวยการเรยี นรูที่ 2 1. x = -6 2. x = -3
3. x = 6 4. x = 8
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ (เฉลยคาํ ตอบ ถา แทนคา x ดว ย -6 จะได (-6, 7) ซง่ึ ทาํ ใหส มาชกิ
ตวั หนาในความสัมพันธ r ไมเหมอื นกัน จึงสง ผลให r เปนฟงกช นั
คาช้ีแจง : ให้ผ้สู อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงในช่องที่ตรงกบั
ระดบั คะแนน ถาแทนคา x ดว ย -3 จะได (-3, 7)
ถา แทนคา x ดวย 6 จะได (6, 7)
ลาดบั ช่อื – สกุล การแสดง การยอมรบั ฟัง การทางาน ความมนี ้าใจ การมี รวม ถา แทนคา x ดว ย 8 จะได (8, 7)
ที่ ของนักเรียน ความคดิ เห็น คนอ่ืน ตามทีไ่ ด้รับ สว่ นรว่ มใน 20 ซ่งึ ทาํ ใหสมาชกิ ตวั หนาในความสมั พันธ r เหมือนกัน จึงสงผล
มอบหมาย การปรบั ปรุง คะแนน ให r ไมเปนฟงกชัน
ผลงานกลุม่ ดังนน้ั คําตอบ คือ ขอ 1.)
43214321432143214321
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมนิ
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครง้ั ให้ 4 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ
T54
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
จากบทนยิ าม สามารถเขียนกราฟของความสมั พันธ์ไดด้ ังตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี ขน้ั นาํ (Deductive Method)
ตวั อยา่ งท ี่ 3 กาํ หนดขอบเขตของปญ หา
ให้เขยี นกรำฟของควำมสัมพนั ธ์ตอ่ ไปน้ี ครกู ลา ววา นกั เรยี นสามารถใชคูอ ันดบั (x, y)
1) r1 = { (1, 5), (2, 10), (3, 15), (4, 20) } แทนความสัมพันธร ะหวาง x และ y ซง่ึ สามารถ
2) r2 = { (1, 3), (2, 6), (3, 9), ..., (50, 150) } จับคูหน่ึงตอหนึ่งระหวางคูอันดับของจํานวนจริง
กบั พิกดั ของจุดในระนาบ โดยให x เปน พกิ ดั หนา
วธิ ที �ำ 1) เขียนกราฟ r1 ได้ ดังน้ี และ y เปน พกิ ัดหลัง
Y ขนั้ สอน
30 แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลักการ
25
20 (4, 20) 1. ครูอธิบายบทนิยามในหนังสือเรียน หนา 48
15 (3, 15) จากนั้นใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 3 ใน
10 (2, 10) หนังสือเรียน หนา 49 แลวถามนักเรียนวา
5 (1, 5) นักเรียนสามารถเขียนกราฟของ r1 และ r2
-1 0 1 2 3 4 5 X ไดห รือไม
2. ครทู บทวนความรูเกย่ี วกับการเขยี นกราฟ โดย
ครอู ธิบายวา การเขยี นกราฟมีแกน 2 แกน คือ
แกน X เปนแกนในแนวนอน และแกน Y เปน
แกนในแนวตงั้ ซงึ่ หลกั การเขยี นกราฟ จะเขยี น
จากคอู นั ดบั โดยสมาชกิ ตวั หนา จะเขยี นในแนว
2) เขียนกราฟ r2 ได้ ดงั นี้ แกน X และสมาชิกตัวหลังจะเขียนในแนว
แกน Y เชน (2, 8) แนวแกน X คือ 2 แนว
แกน Y คือ 8
Y 3. ครูยกตัวอยางเพ่ิมเติมบนกระดาน แลวสุม
150 (50, 150) นักเรียนออกมาเขียนกราฟของความสัมพันธ
50 X ดังน้ี
︙︙ r = { (2, -1), (4, -2), (6, -3), (8, -4),
(10, -5) }
9 (3, 9) (แนวตอบ Y
6 (2, 6)
3 (1, 3) ︙ 321
-6 -4 -2-10
-1 0 1 2 3
--32
--45 2 4 6 8 10 12 X
ฟังก์ชัน 49 )
กิจกรรม สรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู
ครใู หนกั เรยี นจบั คู แลว ปฏิบัตติ ามขัน้ ตอนตอ ไปนี้ ครูอธิบายเพมิ่ เติมจากตัวอยางท่ี 3 วา นกั เรียนสามารถเขยี นความสมั พันธ
กาํ หนดให A = {1, 2, 3, 4 } และ B = { 5, 7, 9, 11, 13 } ใหห า ของ r1 และ r2 แบบบอกเงอ่ื นไขได ดังนี้
ความสมั พันธจ าก A ไป B ดังนี้
r1 = { (x, y)∊A × B ͉ y = 5x } และ r2 = { (x, y)∊A × B ͉ y = 3x }
• การเขียนแบบเซต
• การเขยี นแบบแผนภาพ
• การเขยี นแบบกราฟ
หมายเหตุ : ครูควรใหนกั เรียนเกงและนกั เรียนออนจับคกู นั
T55
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
ใชท้ ฤษฎี หลักการ ให้เขยี นกราฟของความสัมพันธต์ อ่ ไปนี้ แบบฝกทกั ษะ 2.1
1) r1 = { (2, 4), (4, 6), (6, 8), (8, 10) } ขอ 4(1)-(2)
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน 2) r2 = { (1, 1), (2, 2), (3, 3), ..., (50, 50) }
หนา 50 จากน้ันครขู ออาสาสมัครนกั เรยี นออกมา
เขยี นกราฟของความสมั พันธบนกระดาน
แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลักการ
1. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 4 ในหนังสือ- ตวั อย่างที ่ 4
เรยี น หนา 50 จากนัน้ ครอู ธบิ ายอยางละเอียด
อีกครั้ง พรอมทง้ั เปด โอกาสใหน ักเรียนถามถงึ ให้เขียนกรำฟของควำมสัมพันธ์ต่อไปนี้
ขอสงสยั 1) r1 = { (x, y)∊R × R∙y = 3x }
2) r2 = { (x, y)∊R × R∙y = x2 }
2. ครูยกตัวอยางท่ีสอดคลองกับตัวอยางท่ี 4 3) r3 = { (x, y)∊R × R∙y = ∙x∙ }
บนกระดาน แลวครถู ามคําถามเพื่อตรวจสอบ 4) r4 = { (x, y)∊R × R∙2 < x ≤ 4 }
ความเขาใจของนกั เรยี น ดงั น้ี
1) r1 = { (x, y)∊R × R ͉ y = -3x } วิธีท�ำ 1) จากสมการ y = 3x เมอื่ แทนค่า x ดว้ ยจ�านวนจรงิ บางคา่ จะไดพ้ ิกัด
• จากสมการ y = -3x เมอ่ื แทน x = -2, ซงึ่ แทนสมาชกิ ของ r1 บางสมาชกิ ดังตาราง
-1, 0, 1, 2 จะไดคา y เปนเทาใด
(แนวตอบ x -2 -1 0 1 2
y -6 -3 0 3 6
x -2 -1 0 1 2
y 6 3 0 -3 -6 ) เขยี นกราฟ r1 ได้ ดงั น้ี
• สามารถเขียนกราฟ r1 ไดอยางไร Y
(แนวตอบ Y
4268 123 X 15
-3 -2 -1 -20 10
) 5
--46
-6 -4 -2 0 24 6 X
-5
• กราฟท่ไี ดเ ปน ลกั ษณะใด -10
(แนวตอบ กราฟเสน ตรง) -15
50
เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรางเสรมิ
ครูใหค วามรเู พม่ิ เตมิ เกยี่ วกับตวั อยางท่ี 4 ขอ 3) r3 = { (x, y)∊R × R ͉ ครใู หน กั เรยี นจับคู แลว ปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนตอไปนี้
y = ͉x͉ } เปนความสัมพันธท่ีอยูในรูปคาสัมบูรณ ซ่ึงมีสมการในรูปท่ัวไป คือ • ใหนกั เรยี นเขยี นกราฟของความสัมพันธต อไปน้ี
y = ͉x - a͉ + c เม่ือ a และ c เปน จํานวนจรงิ r1 = { (x, y)∊R × R ͉ y = x3 }
r2 = { (x, y)∊R × R ͉ y = x4 }
• จากขอ 1. ใหนกั เรยี นพจิ ารณาวา กราฟมลี ักษณะอยางไร
หมายเหตุ : ครคู วรใหนกั เรียนเกง และนักเรยี นออ นจบั คูก ัน
T56
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลักการ
2) จากสมการ y = x2 เม่ือแทนค่า x ด้วยจา� นวนจรงิ บางค่า จะได้พิกัด 2) r2 = { (x, y)∊R × R ͉ y = -x2 } x = -2,
ซง่ึ แทนสมาชกิ ของ r2 บางสมาชิก ดงั ตาราง • จากสมการ y -x2 เมือ่ แทน
=
x -2 -1 0 1 2 -1, 0, 1, 2 จะไดค า y เปน เทาใด
y41014 (แนวตอบ
เขยี นกราฟ r2 ได้ ดงั นี้ x -2 -1 0 1 2 )
y -4 -1 0 -1 -4
Y • สามารถเขยี นกราฟ r2 ไดอยา งไร
(แนวตอบ Y
8
6 4 123 X
4 2
2 12 3 X
-3 -2 -1 -20
-3 -2 -1 0 -4 )
-6
-8
3) จากสมการ y = ∙x∙ เม่อื แทนค่า x ดว้ ยจ�านวนจริงบางค่า จะได้พิกดั • กราฟท่ไี ดมลี กั ษณะเปน อยา งไร
ซึง่ แทนสมาชิกของ r3 บางสมาชกิ ดงั ตาราง (แนวตอบ กราฟพาราโบลาคว่าํ )
x -2 -1 0 1 2 3) r3 = { (x, y)∊R × R ͉ y = ͉x - 2͉ }
y21012 • จากสมการ y = ͉x - 2͉ เมือ่ แทน
x = 0, 1, 2, 3, 4 จะไดคา y เปนเทาใด
เขยี นกราฟ r3 ได้ ดังน้ี (แนวตอบ
Y x01234
y21012
5 )
4 • สามารถเขียนกราฟ r3 ไดอ ยา งไร
3 (แนวตอบ Y
2
1 3
2
-3 -2 -1 0 1
12 3 X X
-1 0 12345
-1 )
ฟังก์ชัน 51 • กราฟท่ีไดเ ปน ลักษณะใด
(แนวตอบ เปน กราฟเสน ตรง 2 เสน ตดั กนั
ที่จดุ (2, 0))
กราฟของความสัมพันธในขอใดตอไปนี้ ตัดแกน X มากกวา 1 จุด ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
1. r1 = { (x, y)∊R R͉y = 2 + x3 } 2. r2 = { (x, y)∊R × R ͉ y = ͉x͉ - 4 }
4. r4 = { (x, y)∊R × R͉y = 15 x } 5. r5 = { (x, y)∊R × R ͉ y = (2)x } 3. r3 = { (x, y)∊R × R ͉ y = ͉x - 2͉ }
×
(เฉลยคาํ ตอบ rY1 r2 rY3 rY4 rY5
1114208264 123 X Y 5 10 X 11206824 5 10 X -2 15 1 2X 2431567 X
-3 -2 -1 0 -10 -5 0 10 -6 -5 -4 -3 -2 -10 1 2 3 4
2468 5
-10 -5 --240
-1 0
จากกราฟ จะไดวา กราฟของความสัมพนั ธ r2 มจี ุดตัดแกน X มากกวา 1 จุด
ดงั นนั้ คาํ ตอบ คือ ขอ 2.)
T57
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน 4) จาก 2 < x ≤ 4 จะเขียนกราฟ r4 ได้ ดงั นี้ X ATTENTION
จากขอ้ 4) กราฟส่วนท่เี ปน็
แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลกั การ Y เสน้ ประ หมายถึง ทกุ จุดที่
อยู่บนเส้นประไม่รวมอยู่ใน
3. ครูใหนักเรียนยกตัวอยางที่คลายกับตัวอยาง 10 กราฟ แตส่ ว่ นทเี่ ปน็ เสน้ ทบึ
ท่ี 4 และอธบิ ายขอมูลทน่ี กั เรยี นควรรเู พิ่มเตมิ 8 หมายถึง ทกุ จดุ บนเส้นทึบ
ในกรอบ ATTENTION 6 รวมอยใู่ นกราฟ
4
ใชท้ ฤษฎี หลักการ 2
ครใู หน ักเรยี นจับคูทาํ “ลองทาํ ด”ู ในหนังสอื - -2 -1 0 1 2 3 4 5
เรยี น หนา 51 แลว แลกเปลย่ี นคาํ ตอบกนั สนทนา
ซักถามจนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากนั้นครูสุม ลองทาํ ดู
นักเรียนออกมานําเสนอคําตอบหนาช้ันเรียน
โดยครูตรวจสอบความถูกตอ ง ใหเ้ ขียนกราฟของความสมั พันธต์ อ่ ไปนี้
221xx2
ขนั้ สรปุ 1) r1 = { (x, y)∊R × R ∙ y = }
2) r2 = { (x, y)∊R × R ∙ y = }
ตรวจสอบและสรปุ
3) r3 = { (x, y)∊R × R∙y = ∙x - 1∙ } ฝกทําตอ
ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ หลกั การเขยี นกราฟ 4) r4 = { (x, y)∊R × R∙-1 ≤ x < 2 }
ของความสมั พนั ธ ดังน้ี แบบฝกทักษะ 2.1
ขอ 4(3)-(5)
ให r เปนสบั เซตของ R × R กราฟของความ
สมั พนั ธ r คอื เซตของจดุ ในระนาบทแี่ สดงคอู นั ดบั 3. โดเมนและเรนจข์ องความสมั พนั ธ์
ทเี่ ปนสมาชิกของความสมั พันธ r (Domain and Range of Relation)
ฝก ปฎบิ ตั ิ กา� หนด A = { 2, 4, 5 } และ B = { 6, 8, 10 } เป็นความสมั พนั ธ์ “ตัวประกอบ” จาก A ไป B
กลา่ วคือ สมาชิกในเซต A เป็นตัวประกอบของสมาชกิ ในเซต B เช่น
ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 2.1 ขอ 4.
ในหนังสือเรียน หนา 72 จากนั้นครูสุมนักเรียน 2 เปน็ ตัวประกอบของ 6, 2 เป็นตวั ประกอบของ 8 และ 2 เปน็ ตัวประกอบของ 10
ออกมาเขียนกราฟท่ีไดบนกระดาน โดยครูและ 4 เปน็ ตวั ประกอบของ 8
นกั เรยี นในชนั้ เรยี นรว มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ ง 5 เปน็ ตัวประกอบของ 10
เขยี นความสมั พนั ธ์ “ตัวประกอบ” ของเซต A และเซต B โดยใช้แผนภาพแสดงความสมั พนั ธ์
ขน้ั ประเมนิ ดงั น้ี
1. ครตู รวจแบบฝกทกั ษะ 2.1 52
2. ครูประเมินการนําเสนอผลงาน
3. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
4. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม
5. ครสู งั เกตความมีวนิ ัย ใฝเรียนรู
มุงม่นั ในการทาํ งาน
แนวทางการวัดและประเมินผล กจิ กรรม สรา งเสรมิ
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําแบบฝก ครใู หน ักเรียนจบั คู แลวชวยกนั พจิ ารณากราฟตอ ไปนว้ี า
ทักษะ 2.1 ในข้ันฝกปฏิบัติ โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบ มคี วามสัมพันธแบบใด และเปนฟง กชันหรือไม
ประเมินของแผนการจัดการเรียนรูในหนว ยการเรยี นรูท ่ี 2
Y
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
0X
คาชีแ้ จง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั
ระดับคะแนน
ลาดบั ชอ่ื – สกุล การแสดง การยอมรับฟงั การทางาน ความมีนา้ ใจ การมี รวม
ท่ี ของนักเรียน ความคดิ เหน็ คนอื่น ตามทไ่ี ด้รบั ส่วนรว่ มใน 20
มอบหมาย การปรับปรุง คะแนน
ผลงานกลุม่
43214321432143214321
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ หมายเหตุ : ครูควรใหน ักเรยี นเกงและนักเรยี นออ นจบั คูก นั
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ 4 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมน้อยครง้ั ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ
T58
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
AB ขนั้ นาํ (Inductive Method)
26 เตรยี ม
48
5 10 ครูถามคําถามเพอื่ ทบทวนความรู เรื่อง ความ
สมั พนั ธแ ละการเขยี นกราฟของความสมั พนั ธ ดงั นี้
จากแผนภาพ เขยี นเปน็ ความสมั พนั ธ ์ r คอื { (2, 6), (2, 8), (2, 10), (4, 8), (5, 10) } จะเหน็ วา่
เซตของสมาชิกตัวหน้าของค่อู ันดับทัง้ หมดใน r คือ { 2, 4, 5 } เรยี กเซตของสมาชิกตัวหน้าของ • ความสมั พันธมคี วามหมายวา อยางไร
ค่อู ันดบั ทัง้ หมดในความสมั พนั ธ ์ r วา่ โดเมน (domain) ของ r (แนวตอบ ความสัมพนั ธ หมายถงึ การจับคู
เซตของสมาชกิ ตวั หลงั ของคอู่ นั ดบั ทงั้ หมดใน r คอื { 6, 8, 10 } เรยี กเซตของสมาชกิ ตวั หลงั ของ ระหวา งสงิ่ สองสิง่ ทม่ี ีความสมั พันธกนั และ
คู่อนั ดบั ทงั้ หมดในความสมั พันธ์ r ว่า เรนจ์ (range) ของ r
เขียนอยูในรปู ของคอู นั ดับ (a, b))
บทนิยาม ก�ำหนด r เป็นควำมสัมพันธ์จำก A ไป B
โดเมนของ r คือ เซตของสมำชิกตัวหน้ำของคู่อันดับท้ังหมดใน r เขียนแทนด้วย Dr • กราฟของความสมั พนั ธ r มคี วามหมายวา
เรนจ์ของ r คือ เซตของสมำชิกตัวหลังของคู่อันดับท้ังหมดใน r เขียนแทนด้วย Rr อยางไร
(แนวตอบ กราฟของความสัมพันธ r คือ
จากบทนยิ าม สามารถเขียน Dr และ Rr ในรปู เซตแบบบอกเงื่อนไขได้ ดงั น้ี เซตของจุดในระนาบท่ีแสดงคูอันดับท่ีเปน
• Dr = { x∊A ∙ม ี y∊B ซึง่ (x, y)∊r } กลา่ วได้ว่า จะตอ้ งหาค่าของ x สมาชิกของความสมั พนั ธ r)
ท่ที �าให้มคี า่ ของ y ดงั นัน้ จงึ ต้องจัดความสมั พนั ธใ์ ห ้ y อย่ใู นรปู ของ x
• Rr = { y∊B ∙ม ี x∊A ซง่ึ (x, y)∊r } กลา่ วได้ว่า จะต้องหาคา่ ของ y ขนั้ สอน
ทีท่ า� ให้มีคา่ ของ x ดงั นนั้ จงึ ต้องจัดความสัมพนั ธใ์ ห้ x อยู่ในรูปของ y
สอนหรอื แสดง
ตัวอย่างท่ี 5
1. ครูใหนักเรียนศึกษา “โดเมนและเรนจของ
ให้หาโดเมนและเรนจ์ของความสมั พันธ์ r = { (1, -1), (2, -2), (3, -3), (4, -4) } ความสมั พนั ธ” ในหนงั สอื เรยี น หนา 52 จากนนั้
วิธที า� จากบทนิยาม โดเมนของ r คือ เซตของสมาชิกตัวหน้าของค่อู นั ดับทง้ั หมดใน r ครูเขียนแผนภาพความสัมพันธบนกระดาน
แลวถามคาํ ถามนกั เรยี น ดงั นี้
และเรนจ์ของ r คือ เซตของสมาชิกตัวหลังของคู่อนั ดับทงั้ หมดใน r • จากแผนภาพ สามารถเขียนความสัมพนั ธ r
ดงั นัน้ Dr = { 1, 2, 3, 4 } และ Rr = { -1, -2, -3, -4 } เปนคอู นั ดบั ใดไดบ าง
(แนวตอบ (2, 6), (2, 8), (2, 10), (4, 8),
ฟังก์ชัน 53 (5, 10))
• เซตของสมาชิกตัวหนาของคูอันดับทั้งหมด
ใน r มอี ะไรบาง
(แนวตอบ { 2, 4, 5 })
• เซตของสมาชิกตัวหลังของคูอันดับทั้งหมด
ใน r มีอะไรบา ง
(แนวตอบ { 6, 8, 10 })
2. ครูใหนักเรียนรวมกันสรุปบทนิยามและเขียน
โดเมนและเรนจในรูปเซตแบบบอกเง่ือนไข
ในหนงั สอื เรยี น หนา 53
กจิ กรรม สรางเสริม เกร็ดแนะครู
ครูใหน กั เรียนจับคู แลว ปฏบิ ัตติ ามขน้ั ตอนตอไปน้ี ครคู วรเนน ยํ้าถึงโดเมนและเรนจวา เซตของสมาชกิ ตวั หนา ของทกุ คูอนั ดบั
กาํ หนดให r = { (x, y)∊N × N ͉ y = 2x + 5 } วา โดเมน Dr และ เซตของสมาชิกตัวหลังของทกุ คูอ ันดบั วา เรนจ Rr
• เขยี นความสมั พนั ธ r แบบแจกแจงสมาชิก
• หาโดเมนและเรนจของความสัมพนั ธ r หลักการหาโดเมน : ใหจัด y อยูใ นรูป x แลวหาคา x ทท่ี าํ ให y หาคาได
• เซตของโดเมนและเรนจใ นขอ 2. เปน เซตจาํ กัดหรอื เซตอนันต หลกั การหาเรนจ : ใหจดั x อยใู นรปู y แลว หาคา y ท่ีทาํ ให x หาคา ได
หมายเหตุ : ครคู วรใหนักเรียนเกง และนักเรยี นออ นจบั คูก ัน
T59
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
สอนหรอื แสดง ให้หาโดเมนและเรนจข์ องความสัมพันธ์ แบบฝก ทักษะ 2.1
r = { (-3, 9), (-2, 4), (0, 0), (2, 4), (3, 9) } ขอ 5
3. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งท่ี 5-6 ในหนงั สอื -
เรียน หนา 53-54 จากน้ันครูใหนักเรียนต้ัง ตวั อย่างท่ี 6
ขอ สงั เกตวา ในตวั อยา งที่ 6 การหาโดเมนของ
ความสมั พนั ธ r จะตองหาคาของ x ทีท่ ําให กำ� หนด r = { (x, y)∊I × I∣2x + 3y = 6 } ใหห้ ำโดเมนและเรนจข์ อง r
มีคาของ y ดังน้ัน จึงตองจัดความสัมพันธ
ให y อยูในรูปของ x และการหาเรนจของ วธิ ีท�ำ หำโดเมนของควำมสมั พันธ์
ความสมั พันธ r จะตอ งหาคา ของ y ท่ที ําให จาก 2x + 3y = 6 จัดตวั แปร y ในรูปของ x
มีคาของ x ดังน้ัน จึงตองจัดความสัมพันธ จะได้ y = 6 -32x
ให x อยใู นรปู ของ y y = 2 - 23x
โเนดย่ือคงจา่ าขกอง23xx ตอ้ งเป็นจ�านวนเตม็ แสดงว่า x เปน็ จ�านวนเต็มท่ีมี 3 เป็นตวั ประกอบ
เปรยี บเทยี บและรวบรวม เปน็ แบบรูปของจา� นวนทเ่ี พ่ิมข้ึนคร้ังละ 3 คือ ..., -6, -3, 0, 3, 6, ...
ดังน้ัน Dr = { x ∙ x∊I และมี 3 เป็นตัวประกอบ }
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน หรอื Dr = { ..., -6, -3, 0, 3, 6, ... }
หนา 54 และแบบฝก ทักษะ 2.1 ขอ 5. ในหนังสอื -
เรียน หนา 72 เปนรายบุคคล จากน้ันครูขอ หำเรนจข์ องควำมสมั พันธ์
อาสาสมคั รนกั เรยี นออกมาแสดงวธิ ที าํ บนกระดาน จาก 2x + 3y = 6 จดั ตัวแปร x ในรูปของ y
โดยครูและนักเรียนในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบ
ความถกู ตอ ง
จะได้ x = 6 -23y
x = 3 - 32y
โเนดย่อื คงจา่ าขกอง32yy
ตอ้ งเปน็ จ�านวนเตม็ แสดงวา่ y เป็นจ�านวนเต็มท่ีมี 2 เป็นตัวประกอบ
เป็นแบบรปู ของจา� นวนทเ่ี พ่มิ ขนึ้ ครัง้ ละ 2 คอื ..., -4, -2, 0, 2, 4, ...
ดังนนั้ Rr = { y ∙ y∊I และมี 2 เปน็ ตัวประกอบ }
หรือ Rr = { ..., -4, -2, 0, 2, 4, ... }
ลองทําดู ฝกทําตอ
ก�าหนด r = { (x, y)∊I × I ∙ 4x - 5y = 20 } ใหห้ าโดเมนและเรนจข์ อง r แบบฝกทกั ษะ 2.1
ขอ 6(1)
54
ส่อื Digital ขอ สอบเนน การคดิ
โดเมนและเรนจข องความสมั พันธ y = x2 - 4x + 3 มคี าเทากับ
ครูอาจใหนักเรียนสืบคนความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาโดเมนและเรนจ เทาใด
ในสมการรปู แบบอน่ื ๆ ผา น www.youtube.com โดยใชคาํ สืบคน ดงั นี้
(เฉลยคําตอบ หาโดเมนของความสัมพันธ
• โดเมนและเรนจของความสมั พันธท่ีอยูในรปู จดั ตัวแปร y ในรูปของ x
- เลขยกกาํ ลัง จาก y = x2 - 4x + 3 จะพบวา x เปนจํานวนจริงใดๆ
- คาสมั บูรณ จะได Dr = R
- รากที่ n หาเรนจของความสัมพนั ธ
- เศษสวน จดั ตัวแปร x ในรูปของ y
จาก y = x2 - 4x + 3
• Domain and range of relation y = x2 - 2(x)(2) + 22 - 22 + 3
เชน www.youtube.com/watch?v=GsatumI6Jm8 y = (x - 2)2 - 1
y + 1 = (x - 2)2 เน่ืองจาก y + 1 ≥ 0
T60 x-2 = ± y+1 y ≥ -1
x = ± y + 1 + 2 จะได Rr = [-1, ∞))
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยา งท่ี 7 ขน้ั สอน
กาํ หนด r = { (x, y)∊R × R ∣ 2x + 3y = 6 } ใหห าโดเมนและเรนจข อง r สอนหรอื แสดง
วิธที ํา หาโดเมนของความสัมพนั ธ 1. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งที่ 7 ในหนงั สอื เรยี น
จาก 2x + 3y = 6 จดั ตวั แปร y ในรปู ของ x หนา 55 จากน้นั ครูใหน ักเรียนตัง้ ขอ สังเกตวา
6 ---322233xxx ในตวั อยา งท่ี 7 การหาโดเมนของความสมั พนั ธ
จะได y = จะพบวา x เปนจํานวนจรงิ ใด ๆ r จะตอ งหาคาของ x ท่ีทําใหมีคา ของ y ดังน้นั
เนอื่ งจาก y = 2 จึงตอ งจัดความสัมพนั ธใ ห y อยใู นรูปของ x
ดังนัน้ Dr = R y = 2 และการหาเรนจข องความสมั พนั ธ r จะตอ งหา
คา ของ y ทที่ ําใหม ีคา ของ x ดังนั้น จึงตองจัด
ความสมั พันธให x อยใู นรูปของ y
หาเรนจข องความสัมพันธ
จาก 2x + 3y = 6 จดั ตัวแปร x ในรปู ของ y
6 --2332yy
จะได x = 3
x =
เน่ืองจาก x = 3 - 32y จะพบวา y เปน จํานวนจรงิ ใด ๆ
ดังน้ัน Rr = R
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
กําหนด r = { (x, y)∊R × R ͉ 4x - 5y = 20 } ใหห าโดเมนและเรนจของ r แบบฝก ทกั ษะ 2.1
ขอ 6(2)
ตัวอยางที่ 8
กําหนด r = (x, y)∣y = 29xx +- 11 ใหหาโดเมนและเรนจข อง r
วิธที าํ หาโดเมนของความสัมพนั ธ
จาก y = 29xx +- 11 เปน เศษสว นทีม่ ตี วั สวนเปน พหนุ ามกําลังหนง่ึ และเศษสวน
จะไมนิยามเมือ่ ตวั สว นเปนศูนย นนั่ คอื 9x - 1 ตอ งไมเ ทา กบั ศนู ย
จะได 9x - 1 0
x 1991 หรือ Dr = R - 19
ดงั นน้ั Dr = x ͉ x
ฟงกชัน 55
กิจกรรม สรา งเสริม เกร็ดแนะครู
ครูใหนักเรียนจบั คู แลว ชว ยกันหาโดเมนของ r ครูใหความรูเพิ่มเติมวา การหาโดเมนและเรนจที่มีสมการอยูในรูปของ
กําหนดให A = I, B = I+ และ r = { (x, y)∊A × B ͉ y = 1 2- x } y = ax + b หรอื Ax + By + C = 0 ซงึ่ เปน สมการเชิงเสนสองตวั แปร ซ่ึงจะมี
นโทด่นั่อี เยคมใูอืดนนังแรcนลปูxั้นะขเ+รอโนดงdเจyมเ ปน=น0คcaจหอืxxาํ รน++อืDวrนbdx=จจรRะิง-เม-สdcีโมด-อเdcมนนน่ัแคคลือะอื เจรDาํนrนจ=ว คนRอืจรแRิงลทr ะ=ตี่ ัวRRสr ว-=นไR-มcaเแทลาะกสบั มศกนู ายร
หมายเหตุ : ครูควรใหนักเรียนเกง และนกั เรยี นออ นจับคูก นั
T61
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน หำเรนจข์ องควำมสัมพันธ์
จาก y = 29xx +- 11 จดั ตวั แปร x ในรูปของ y
สอนหรอื แสดง จะได้ y(9x - 1) = 2x + 1
9xy - y = 2x + 1
2. ครูยกตวั อยา งที่ 8 ในหนงั สอื เรยี น หนา 55-56 9xy - 2x = y + 1
จากนั้นครูใหนักเรียนตั้งขอสังเกตวา ใน (9y - 2)x = y + 1
ตวั อยา งที่ 8 การหาโดเมนและเรนจของความ = 9yy+- 12
สมั พนั ธ r คาของ y และ x อยใู นรปู เศษสวน เนื่องจาก x = x เป็นเศษสว่ นที่มีตวั สว่ นเปน็ พหนุ ามก�าลังหนึ่ง และเศษสว่ น
ทม่ี ตี วั สว นเปน พหนุ ามกาํ ลงั หนง่ึ และเศษสว น 9yy+- 12
จะไมน ยิ ามเมอ่ื ตวั สว นเปน ศนู ย ดงั นนั้ ตวั สว น จะไมน่ ยิ ามเมือ่ ตวั ส่วนเป็นศูนย์ น่นั คือ 9y - 2 ตอ้ งไม่เท่ากับศนู ย์
ตองไมเ ทา กับศูนย จะได้ 9y - 2 ≠ 0
y ≠ 92
3. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งที่ 9 ในหนงั สอื เรยี น
หนา 56 จากนั้นครูใหนักเรียนตั้งขอสังเกต ดงั นน้ั Rr = { y ∙ y ≠ 92 } หรอื Rr = R - {29}
วา จํานวนในคาสัมบูรณเปนจํานวนจริงใดๆ
และคาสัมบูรณจะมีคามากกวาหรือเทากับ
ศูนยเสมอ
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
กา� หนด r = {(x, y) ∙ y = 4xx -+31 } ใหห้ าโดเมนและเรนจข์ อง r แบบฝก ทักษะ 2.1 ขอ 6(3)
ตวั อยา่ งท่ ี 9
ก�ำหนด r = { (x, y) ∣ y = ∣x∣ } ใหห้ ำโดเมนและเรนจ์ของ r
วิธีท�ำ หำโดเมนของควำมสัมพันธ์
เนอ่ื งจาก ∙x∙ เปน็ การก�าหนดค่าสมั บูรณ์ ซง่ึ จ�านวนในคา่ สมั บรู ณเ์ ป็นจ�านวนจริงใด ๆ
ดงั นน้ั Dr = { x ∙ x∊R } หรือ Dr = R
หำเรนจข์ องควำมสัมพันธ์
เนื่องจาก y = ∙x∙ และ ∙x∙ มคี า่ มากกว่าหรอื เทา่ กบั ศนู ย์ทกุ จ�านวนจรงิ x ใด ๆ
ดงั นน้ั Rr = { y ∙ y ≥ 0 } หรอื Rr = [0, ∞)
ลองทําดู ฝกทําตอ
ก�าหนด r = { (x, y) ∙ y = ∙3x∙ } ให้หาโดเมนและเรนจ์ของ r แบบฝก ทกั ษะ 2.1 ขอ 6(4)
56
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม ทา ทาย
ครแู บงกลมุ ใหนักเรยี น กลมุ ละ 3-4 คน ชวยกนั หาโดเมนและ
ครูควรเนนยํ้ากับนักเรียนในการหาโดเมนและเรนจของความสัมพันธท่ีอยู เรนจข องความสมั พนั ธท อ่ี ยใู นรปู คาสมั บรู ณตอไปน้ี
ในรูปเศษสวนที่มีตัวสวนเปนพหุนามกําลังหน่ึง ซ่ึงตัวสวนตองไมเปนศูนย • r1 = { (x, y)∊R × R ͉ y = ͉x - 1͉ }
เพราะถา ตวั สวนเปน ศนู ย จะไดว า ไมมีความหมายทางคณิตศาสตร • r2 = { (x, y)∊R × R ͉ y = ͉4x + 1͉ }
• r3 = { (x, y)∊R × R ͉ y = ͉x + 1͉ - 5 }
• r4 = { (x, y)∊R y = ͉2x - 1͉ + 9 }
• r5 = { (x, y)∊R × R ͉ y = x͉ ͉ x- 3 }
× R ͉
หมายเหตุ : ครคู วรจดั กลมุ โดยคละความสามารถทางคณติ ศาสตร
ของนกั เรียน (ออ น ปานกลาง และเกง ) ใหอยกู ลมุ เดียวกนั
T62
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยา่ งท่ ี 10 ขนั้ สอน
กำ� หนด r = { (x, y) ∣ y = 4 - x2 } ใหห้ ำโดเมนและเรนจข์ อง r สอนหรอื แสดง
วธิ ีท�ำ หำโดเมนของควำมสัมพนั ธ์ 4. ครูใหนักเรยี นศึกษาตัวอยา งท่ี 10 ในหนังสอื -
เรียน หนา 57 จากนั้นครูใหนักเรียนต้ัง
เนอื่ งจาก 4 - x2 เป็นการก�าหนดค่ารากทส่ี อง ซงึ่ จ�านวนในรากที่สอง ขอสังเกตวา ในตัวอยางที่ 10 การหาโดเมน
ต้องไม่เปน็ จ�านวนลบ ของความสมั พนั ธ r คาของ y อยูในรปู คาราก
ดงั น้ัน 4 - x2 ≥ 0 SOPLRVOIBNLGETMIP ทสี่ อง ซงึ่ จาํ นวนในรากทส่ี องตอ งไมเ ปน จาํ นวน
จะได้ x2 - 4 ≤ 0 ลบ ดงั นั้น จาํ นวนในรากจึงตอ งมากกวา หรือ
(x - 2)(x + 2) ≤ 0 จดั อสมการใหส้ มั ประสิทธ์ิ เทา กบั ศนู ย และการหาเรนจข องความสมั พนั ธ
ของ x2 เป็นจ�านวนบวก r จะตอ งหาคาของ y ท่ีทําใหม ีคา ของ x ดงั นั้น
จากอสมการ แสดงค่า x บนเสน้ จา� นวนจรงิ ได้ ดังนี้ โดยนา� -1 คูณทั้งอสมการ จึงตองจัดความสัมพันธใ ห x อยใู นรูปของ y
เน่ืองจากคาของ y อยูในรปู คา รากท่สี อง ซงึ่
-2 2 ตอ งยกกาํ ลังสองท้ังสองขางของสมการ
เซตค�าตอบของอสมการ คอื { x ∙ -2 ≤ x ≤ 2 } หรือ [-2, 2] 5. ครยู กตวั อยางที่ 10 ในหนังสอื เรียน หนา 57
ดังนั้น Dr = { x ∙ -2 ≤ x ≤ 2 } หรอื [-2, 2] บนกระดาน เพื่อใหนักเรียนเขาใจมากย่ิงข้ึน
และช้ีแนะวิธีการแกโจทยและเทคนิคตางๆ
หำเรนจข์ องควำมสัมพันธ์ ทางคณติ ศาสตร ในกรอบ PROBLEM SOLVING
จดั ตวั แปร x ในรปู ของ y ซ่งึ ต้องยกกา� ลงั สองทงั้ สองข้างของสมการ TIP
y = 4 - x2
จาก และ y ≥ 0 เปรยี บเทยี บและรวบรวม
จะได้ y2 = 4 - x2
x2 = 4 - y2 1. ครูใหนกั เรียนจับคูทาํ “ลองทาํ ด”ู ในหนงั สอื -
x = ± 4 - y2 เรียน หนา 55-58 แลวแลกเปลี่ยนความรู
ดงั นน้ั 4 - y2 ≥ 0 และ y ≥ 0 สนทนาซกั ถามจนเปน ทีเ่ ขา ใจรวมกนั จากนน้ั
จะได้ y2 - 4 ≤ 0 ครูสุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน
(y - 2)(y + 2) ≤ 0 และ y ≥ 0 โดยครแู ละนกั เรยี นในชน้ั เรยี นรว มกนั ตรวจสอบ
จากอสมการ แสดงคา่ y บนเส้นจา� นวนจรงิ ได้ ดังนี้ ความถูกตอ ง
-2 0 2 2. ครูใหน กั เรียนทําแบบฝกทักษะ 2.1 ขอ 6. ใน
หนังสอื เรียน หนา 72 เปน การบา น
เซตค�าตอบของอสมการ คือ { y ∙ 0 ≤ y ≤ 2 } หรือ [0, 2]
ดังนัน้ Rr = { y ∙ 0 ≤ y ≤ 2 } หรือ Rr = [0, 2]
ฟังก์ชัน 57
ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
กําหนดให r = { (x, y)∊N × N ͉ y = 2x + 1 } ใหห าโดเมน ครแู นะนําเทคนิคเกย่ี วกบั การหาโดเมนและเรนจข องความสมั พันธ
และเรนจข อง r ในรปู แบบตา งๆ ดงั นี้
(เฉลยคาํ ตอบ จาก y = 2x + 1 1. ❑ = ∆ จะได ∆ ≥ 0 และ ❑ ≥ 0
จะไดว า x เปนจํานวนนบั
2. ❑ = ∆ จะได ✰ 0
นเเมนัน่ อ่ื่ือคง2ือจxาxก+>21x->เ21ป0นแลจะํานxว∊นคNู ✰
จะไดวา 2x + 1 เปนจาํ นวนค่ี 3. ͉∆͉ = ❑ จะได ∆2 = ❑
ดังน้ัน Dr = { x ͉ x∊N } และ Rr = { y ͉ y เปน จํานวนคบ่ี วก })
จะได ❑ ≥ 0 และ ∆ เปน จาํ นวนจรงิ ใดๆ
T63
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ลองทาํ ดู
ฝกทําตอ
สอนหรอื แสดง
ก�าหนด r = { (x, y) ∙ y = 25 - x2 } ให้หาโดเมนและเรนจ์ของ r แบบฝกทกั ษะ 2.1 ขอ 6(5), 17
ครูใหนักเรียนศึกษาการหาโดเมนและเรนจ
ของความสัมพันธท่ีกําหนดดวยกราฟในหนังสือ- กำรหำโดเมนและเรนจ์ของควำมสมั พนั ธ์ที่ก�ำหนดดว้ ยกรำฟ
เรียน หนา 58 จนไดขอสรุปที่วา การหาโดเมน กำรหำโดเมน จะพิจารณาตามแนวแกน X จากทางด้านซ้ายไปทางด้านขวาว่า เส้นกราฟ
จะพิจารณาตามแนวแกน X จากทางดานซาย เร่มิ ต้นจากจา� นวนใดไปยงั จา� นวนใด
ไปทางดา นขวาวา เสน กราฟเรม่ิ ตน จากจาํ นวนใด กำรหำเรนจ์ จะพจิ ารณาตามแนวแกน Y จากด้านล่างข้ึนด้านบนวา่ เสน้ กราฟเริ่มตน้ จาก
ไปยังจํานวนใด และการหาเรนจจะพิจารณา จ�านวนใดไปยงั จา� นวนใด
ตามแนวแกน Y จากทางดานลางขึ้นดานบนวา 1. กา� หนดกราฟของความสมั พันธ์ r ดังรูป
เสน กราฟเริ่มตน จากจาํ นวนใดไปยงั จาํ นวนใด
Y
เปรยี บเทยี บและรวบรวม 2
ครูใหนกั เรยี นจบั คทู าํ “ลองทําด”ู ในหนงั สือ- -2 0 2 X
เรียน หนา 60 แลวแลกเปล่ียนความรูสนทนา
ซักถามจนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากน้ันครูสุม -2
นักเรียนออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน โดยครู
และนักเรียนในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบความ จากกราฟ จะเหน็ วา่ เส้นโค้งเรมิ่ จาก x ตง้ั แต่ -2 ถึง 2 และเรม่ิ จาก y ตง้ั แต่ -2 ถงึ 2
ถกู ตอง ดังนั้น Dr = [-2, 2] และ Rr = [-2, 2]
2. กา� หนดกราฟของความสมั พันธ์ r ดังรปู
Y
4
2
-2 0 2 4 6 8 10 12 14 16 18 X
-2
-4
จากกราฟ จะเหน็ ว่า เสน้ โคง้ เรมิ่ จาก x ต้งั แต่ 2 ถงึ 18 และเรม่ิ จาก y ตงั้ แต่ -4 ถึง 4
ดังนัน้ Dr = [2, 18] และ Rr = [-4, 4]
58
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม สรางเสริม
ครูใหความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาโดเมนและเรนจของความสัมพันธ ครใู หน กั เรยี นจับคู แลวชวยกนั หาเรนจของความสมั พันธ
ดวยกราฟวา ถาบนเสนกราฟมีจุดโปรง ◯ แสดงวา ไมมีจุดอยูบนกราฟ และ r = { (x, y) ͉ y = -͉x - 2͉ + 5 } โดยการวาดกราฟตามขนั้ ตอน
ถา มีจุดทึบ ● แสดงวา มจี ุดอยบู นกราฟ เชน ตอไปนี้ พรอ มทง้ั อธิบายในแตล ะขน้ั ตอน
Y 3X Y •y=x
•y=x-2
2 3 • y = ͉x - 2͉
-3 0 • y = -͉x - 2͉
-1 0 3 X • y = -͉x - 2͉ + 5
-2 หมายเหตุ : ครคู วรใหน ักเรียนเกง และนักเรียนออนจับคกู ัน
กราฟ 1 กราฟ 2
จากกราฟ 1 จะเห็นวา จากกราฟ 2 จะเหน็ วา
Dr = (-3, 2) และ Rr = [-2, 2) Dr = [-1, 3) และ Rr = (1, 3]
T64
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
3. ก�าหนดกราฟของความสัมพันธ์ r ดังรปู ขน้ั สรปุ
Y สรปุ
10 2 4 6 8 10 X ครูถามคําถามนักเรยี น เพ่ือสรุปความรู เร่ือง
8 โดเมนและเรนจของความสมั พนั ธ ดังน้ี
6 กาํ หนด r เปนความสัมพันธจ าก A ไป B
4
2 • โดเมนของ r มคี วามหมายวา อยางไร
(แนวตอบ โดเมนของ r คือ สมาชิกตวั หนา
-10 -8 -6 -4 -2 0 ของคูอนั ดับทั้งหมดในความสมั พันธ r)
จากกราฟ จะเห็นวา่ x เป็นจ�านวนจริงใด ๆ และ y มีคา่ ตง้ั แต่ 0 ขึ้นไป • เรนจข อง r มีความหมายวา อยางไร
ดังนัน้ Dr = R และ Rr = [0, ∞) (แนวตอบ เรนจของ r คือ สมาชิกตัวหลัง
ของคูอันดับท้ังหมดในความสมั พนั ธ r)
ตวั อยา่ งที่ 11
• นกั เรยี นสามารถหาโดเมนของความสมั พนั ธ
ใหห้ ำโดเมนและเรนจ์ โดยพจิ ำรณำจำกกรำฟของควำมสมั พันธท์ ี่ก�ำหนดตอ่ ไปน้ี ท่กี าํ หนดดวยกราฟไดอ ยา งไร
1) Y 2) Y (แนวตอบ การหาโดเมน จะพิจารณาตาม
แนวแกน X จากทางดา นซา ยไปทางดา นขวา
6 3 r2 วา เสนกราฟเริ่มตนจากจํานวนใดไปยัง
r1 4 2 จํานวนใด)
2 1 • นักเรียนสามารถหาเรนจของความสัมพันธ
ท่กี าํ หนดดว ยกราฟไดอยางไร
-8 -6 -4 -2 0 X -1 0 1 2 3 4 X (แนวตอบ การหาเรนจ จะพิจารณาตาม
-2 -1 แนวแกน Y จากทางดานลางขึ้นดานบน
-4 วา เสนกราฟเริ่มตนจากจํานวนใดไปยัง
จาํ นวนใด)
-2
-3
วิธที ำ� 1) จากกราฟ จะเห็นวา่ x ซงึ่ เปน็ สมาชกิ ในโดเมนของ r1 เปน็ จา� นวนจรงิ
และ y ซงึ่ เปน็ สมาชกิ ในเรนจ์ของ r1 เปน็ จ�านวนจรงิ ซง่ึ นอ้ ยกวา่ หรอื เท่ากับ 4
ดงั นนั้ Dr1 = R
Rr1 = { y ∙ y ≤ 4 } หรือ (-∞, 4]
ฟังก์ชัน 59
กิจกรรม สรางเสรมิ เกร็ดแนะครู
1. ครใู หน กั เรยี นจบั คู แลว ใชโ ปรแกรม GeoGebra หรอื โปรแกรม ครคู วรยกตวั อยา งเพม่ิ เตมิ แลว สมุ ถาม-ตอบ เพอ่ื ตรวจสอบความเขา ใจของ
นักเรียน หรือครูควรจัดกิจกรรมใหนักเรียนไดมีการฝกทักษะการคิดวิเคราะห
อืน่ ๆ ในการเขยี นกราฟของความสมั พันธทกี่ าํ หนดใหต อ ไปนี้ แลกเปลี่ยนความรูซ่ึงกันและกัน เชน ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละเทาๆ กัน
• x2 + y2 = 4 แลว ใหก ลมุ แรกตง้ั คาํ ถามและกลมุ ทสี่ องหาคาํ ตอบ โดยจบั เวลาทาํ เชน นส้ี ลบั กนั
• x2 - y2 = 9 กลุมใดตอบถูกมากทส่ี ุดเปน ผูช นะ โดยครูตรวจสอบความถูกตอง
• y2 = 14x0x 5
• y= -
•y= x-4
• y = ͉x - 5͉ + 1
2. ใหห าโดเมนและเรนจของความสัมพันธจ ากขอ 1.
หมายเหตุ : ครูควรใหนกั เรียนเกงและนกั เรียนออ นจับคกู นั
T65
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขน้ั สรปุ 2) จากกราฟ จะเหน็ ว่า x ซง่ึ เป็นสมาชกิ ในโดเมนของ r2 เปน็ จ�านวนจรงิ
และ y ซ่งึ เป็นสมาชกิ ในเรนจ์ของ r2 เป็นจ�านวนจรงิ
นาํ ไปใช้ ดังน้ัน DRrr22 = R
= R
1. ครใู หน กั เรยี นทาํ ใบงานที่ 2.2 เรอื่ ง โดเมนและ
เรนจข องความสมั พันธ จากนั้นครสู ุม นักเรียน ลองทาํ ดู
ออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน โดยครูและ
นักเรียนในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบความ ให้หาโดเมนและเรนจ์ โดยพิจารณาจากกราฟของความสัมพนั ธท์ ก่ี �าหนดตอ่ ไปน้ี
ถกู ตอง 1) Y 2) Y
r2 5
2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 2.1 ขอ 7. r1 3 4
ในหนงั สอื เรียน หนา 73 เปน การบาน 2 3
1 2
ขนั้ ประเมนิ X 1
-5 -4 -3 -2 -1-10 123
1. ครูตรวจใบงานที่ 2.2 -2 -4 -3 -2 -1-10
2. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 2.1 -3 -2 123 X
3. ครปู ระเมนิ การนาํ เสนอผลงาน
4. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล ฝกทําตอ
5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม
6. ครูสังเกตความมวี ินัย ใฝเรยี นรู แบบฝก ทักษะ 2.1
ขอ 7
มุงม่ันในการทํางาน
4. ฟงั กช์ นั (Function)
พจิ ารณาความสัมพนั ธ์ระหว่างเซต A และเซต B ดงั รูป
AB A B
10
1a a 20
2b b 30
3c c 40
d 50
r1 r2
60
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอ สอบเนน การคิด
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําใบงาน ขอ ใดมีเรนจต างจากขอ อน่ื Y
ท่ี 2.2 เรื่อง โดเมนและเรนจข องความสัมพนั ธ ในข้ันนําไปใช โดยศึกษาเกณฑ
การวัดและประเมินผลจากแบบประเมินของแผนการจัดการเรียนรูในหนวยการ Y
เรียนรูท ี่ 2
1. 4862 X 2. 1 X
-4 -2-20 2 4 -2 -1 0 1 2 3
-1
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม Y Y
คาชแี้ จง : ให้ผ้สู อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องทตี่ รงกบั 111106426824
ระดบั คะแนน -10 -5 0
ลาดับ ชื่อ – สกุล การแสดง การยอมรบั ฟงั การทางาน ความมีน้าใจ การมี รวม 3. 4. 4312
ที่ ของนักเรยี น ความคิดเห็น คนอื่น ตามท่ีได้รับ สว่ นร่วมใน 20 -7-6-5-4-3-2----11320 1 2 3 4 5 6 7
มอบหมาย การปรบั ปรุง คะแนน
ผลงานกลุม่
43214321432143214321
X
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ลงช่ือ...................................................ผูป้ ระเมนิ 5 10 X
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................
(เฉลยคาํ ตอบ จากขอ 3. มี Rr = [4, ∞) และขอ 1-2, 4 มี Rr = R
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครั้ง ให้ 4 คะแนน ดังน้นั คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมนอ้ ยครัง้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กวา่ 10 ปรับปรงุ
T66
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
จากแผนภาพความสมั พันธ์ r1 และ r2 ข้างตน้ จะเห็นว่า สมาชิกแตล่ ะตวั ในเซต A จบั คูก่ บั ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching)
สมาชิกในเซต B เพยี งตวั เดยี วเท่าน้ัน
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
AB
ครใู หน กั เรยี นดแู ผนภาพความสมั พนั ธร ะหวา ง
1a เซต A และ เซต B ในหนงั สอื เรียน หนา 60-61
2b แลว ถามคําถามนกั เรยี น ดงั น้ี
3c
• จงบอกเซตของโดเมนและเรนจของความ
r3 สมั พนั ธ r1
(แนวตอบ โดเมนของความสัมพันธ r1 คือ
จากแผนภาพความสัมพันธ์ r3 จะเห็นว่า มีสมาชิกในเซต A ที่จับคู่กับสมาชิกในเซต B { 1, 2, 3 } และเรนจความสัมพันธ r1 คือ
มากกวา่ 1 ตวั
เรยี กความสมั พนั ธท์ ี่มีลกั ษณะเช่นเดยี วกนั กบั ความสมั พันธ ์ r1 และ r2 ว่า ฟงั ก์ชนั และเรยี ก { a, b, c })
ความสมั พันธ์ r3 ว่า ไมเ่ ป็นฟงั กช์ ัน ซงึ่ ได้มีการกา� หนดบทนิยามความสมั พนั ธ์ท่เี ปน็ ฟงั กช์ ัน ดงั นี้
• จงบอกเซตของโดเมนและเรนจของความ
บทนิยาม ฟังก์ชัน คือ ความสัมพันธ์ท่ีสมาชิกในโดเมนแต่ละตัวจับคู่กับสมาชิกในเรนจ์ของความสัมพันธ์ สมั พนั ธ r2
เพียงตัวเดียวเท่านั้น (แนวตอบ โดเมนของความสัมพันธ r2 คือ
จากบทนิยาม จะนิยมเขียนฟังก์ชันแทนด้วย f และฟังก์ชันเป็นสับเซตของความสัมพันธ ์ { a, b, c, d } และเรนจความสัมพนั ธ r2 คอื
โดยท่สี า� หรบั x, y และ z ใด ๆ ถ้า (x, y)∊f และ (x, z)∊f แลว้ y = z
{ 10, 20, 30, 40, 50 })
• จงบอกเซตของโดเมนและเรนจของความ
สมั พันธ r3
(แนวตอบ โดเมนของความสัมพันธ r3 คือ
{ 1, 2, 3 } และเรนจความสัมพันธ r3 คือ
{ a, b, c })
ตวั อย่างที่ 12 ขนั้ สอน
จากแผนภาพทกี่ �าหนดตอ่ ไปน้ี ให้พจิ ารณาวา่ ความสัมพันธ์ใดเปน็ ฟงั กช์ ัน รู้ (knowing)
1) ชว่ งเวลาเปน็ ราย อณุ หภมู ิ 2) ปจรังะหเทวศดั ไใทนย ปภรูมะภิ เทาคศขไทอยง 1. ครูใหนักเรียนตั้งขอสังเกตจากแผนภาพความ
ช่วั โมง (นาฬิกา) (องศาเซลเซียส) สัมพันธ r1 และ r2 ขา งตน จะเหน็ วา สมาชกิ
แตล ะตวั ในโดเมนจบั คกู บั สมาชกิ ในเรนจเ พยี ง
9 30 เชียงใหม่ ภาคเหนือ ตวั เดยี วเทานัน้ เรยี กความสมั พันธ r1 และ r2
10 31 นนทบุรี ภาคกลาง วา ฟง กช นั และจากความสมั พนั ธ r3 จะเหน็ วา
11 32 ชลบุรี ภาคตะวันออก มีสมาชิกในโดเมนท่ีจับคูกับสมาชิกในเรนจ
12 ตาก ภาคตะวันตก มากกวา 1 ตวั เรยี กความสมั พนั ธ r3 วา ไมเ ปน
สงขลา ภาคใต้ ฟง กชนั
r1 r2 2. ครใู หน กั เรยี นรว มกนั สรปุ บทนยิ ามของฟง กช นั
คือ ความสัมพันธท่ีสมาชิกในโดเมนแตละตัว
ฟังก์ชัน 61 จบั คกู บั สมาชกิ ในเรนจข องความสมั พนั ธเ พยี ง
ตวั เดยี วเทา นั้น
กจิ กรรม สรางเสรมิ ส่ือ Digital
ครใู หนักเรยี นจบั คู แลวปฏิบตั ติ ามข้ันตอนตอ ไปนี้ ครูอาจใหนกั เรียนสืบคน ความรเู พิม่ เตมิ เกี่ยวกับฟงกชนั
• สบื คน จากอินเทอรเนต็ วา ความสัมพันธใดในชีวติ จริงที่มี ผา น www.youtube.com โดยใชค าํ สบื คน ดงั นี้
ลกั ษณะเปน ฟงกช นั บา ง • ฟงกช ัน
• เขยี นแผนภาพประกอบ พรอมอธิบาย • ฟง กชันของความสัมพนั ธ
หมายเหตุ : ครคู วรใหนกั เรียนเกงและนักเรียนออนจับคูก ัน • Function
เชน www.youtube.com/watch?v=CHO3BdKLu2s
T67
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน วธิ ที �ำ 1) จากแผนภาพ จะไดว้ า่ r1 เป็นฟังกช์ ัน เพราะไม่มสี มาชิกในโดเมนของ r1 ที่จับคู่
กับสมาชิกในเรนจ์มากกวา่ 1 ตวั
รู้ (knowing)
2) จากแผนภาพ จะได้ว่า r2 เปน็ ฟงั กช์ ัน เพราะสมาชกิ แตล่ ะตัวในโดเมนของ r2
3. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา ความสัมพันธท่ีโดเมน จับคู่กบั สมาชกิ ในเรนจข์ อง r2 เพียงตัวเดยี ว
จับคูกบั เรนจมากกวา 1 ตวั เปน ความสัมพันธ
ที่ไมเปนฟงกชัน เชน ความสัมพันธของ r3 ลองทาํ ดู
จะเห็นวา 1 ที่เปนโดเมน จับคกู ับ a และ b จากแผนภาพที่ก�าหนดต่อไปน้ี ให้พิจารณาว่าความสัมพนั ธ์ใดเป็นฟังก์ชัน
ทเ่ี ปน เรนจ ดงั นนั้ โดเมนจบั คกู บั เรนจม ากกวา 1) ระยะทาง คา่ โดยสาร 2) อุณหภูมิ อุณหภูมิ
1 ตัว จงึ ไมเปนฟง กช นั (กิโลเมตร) รถแทก็ ซม่ี เิ ตอร์ (บาท) (องศาเซลเซียส) (องศาฟาเรนไฮต)์
4. ครูใหน ักเรียนศกึ ษาตวั อยางท่ี 12 ในหนงั สอื -
เรียน หนา 61 0.5 35 5 41
1 57 10 50
เขา้ ใจ (Understanding) 5 79 15 59
9 20 68
ครูใหนกั เรียนจับคูทาํ “ลองทาํ ดู” ในหนังสือ-
เรยี น หนา 62 และทาํ แบบฝก ทักษะ 2.1 ขอ 8. r1 r2 ฝกทําตอ
หนา 73 แลวแลกเปล่ียนความรูสนทนาซักถาม
จนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากนั้นครูสุมนักเรียน แบบฝกทักษะ 2.1 ขอ 8
ออกมาเฉลยคําตอบหนาชั้นเรียน โดยครูและ
นกั เรยี นในชนั้ เรยี นรว มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ ง ตวั อย่างที่ 13
รู้ (knowing) ใหพ้ จิ ำรณำว่ำ ควำมสมั พันธท์ ่กี �ำหนดต่อไปนี้เปน็ ฟังกช์ ันหรอื ไม่
1) r1 = { (1, 1), (2, 4), (3, 9), (4, 16) }
1. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา ความสัมพันธสามารถ 2) r2 = { (1, -1), (0, 0), (1, 1) }
เขียนใหอยูในรูปของคูอันดับได โดย (a, b) วิธที ำ� 1) เนอื่ งจากคู่อนั ดับใน r1 ไมม่ ีสมาชกิ ตวั หน้าของคู่อนั ดบั ตัวใดท่จี บั คกู่ ับสมาชิก
หมายความวา a เปน โดเมนจบั คกู ับ b ทีเ่ ปน ตวั หลังของคูอ่ ันดบั มากกวา่ 1 ตัว
ดังนนั้ r1 เป็นฟังก์ชัน
เรนจของความสัมพันธ เชน ความสัมพันธ
r = { (1, 2), (2, 3), (3, 4) } จะเหน็ วา ความ 2) เน่อื งจากคอู่ ันดับใน r2 มสี มาชิกตัวหนา้ ของคอู่ นั ดับทจ่ี บั ค่กู บั สมาชกิ ตัวหลังของ
สัมพันธนี้เปนฟงกชัน เพราะโดเมนแตละตัว คอู่ นั ดบั มากกว่า 1 ตวั น่ันคือ (1, -1) และ (1, 1)
จับคูกับเรนจเพียงตัวเดียวเทานั้น น่ันคือ 1 ดงั น้ัน r2 ไม่เป็นฟงั ก์ชนั
จบั คูกับ 2, 2 จบั คูกับ 3 และ 3 จับคูกับ 4
2. ครใู หนกั เรียนศึกษาตัวอยา งที่ 13 ในหนังสอื -
เรยี น หนา 62
62
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครูควรยกตัวอยางเพ่ิมเติมบนกระดาน แลวสุมถามตอบเพ่ือตรวจสอบ ความสมั พันธใ นขอใดเปน ฟง กช นั
ความเขาใจของนักเรียน หรืออาจใหนักเรียนทํากิจกรรมเพ่ือฝกทักษะการคิด 1. { (1, 2), (1, 3), (1, 4), (1, 5) }
โดยใหน กั เรยี นจบั คู แลว สรา งโจทยค วามสมั พนั ธท เ่ี ปน ฟง กช นั และไมเ ปน ฟง กช นั 2. { (2, 3), (3, 2), (2, 5), (5, 2) }
ลงในกระดาษ A4 จากนนั้ ใหแ ลกเปลยี่ นกบั คขู องตนเอง แลว ตรวจสอบวา โจทย 3. { (3, 4), (4, 5), (3, 5), (4, 6) }
ทไ่ี ดเ ปนความสัมพันธแ บบใด เมื่อทาํ เสรจ็ แลว แตล ะคูตรวจสอบความถูกตอ ง 4. { (4, 2), (6, 3), (7, 4), (8, 5) }
5. { (0, 2), (0, 3), (1, 5), (1, 6) }
(เฉลยคาํ ตอบ เนื่องจากคูอ นั ดบั ใน { (4, 2), (6, 3), (7, 4), (8, 5) }
ไมม ีสมาชกิ ตัวหนาของคอู ันดบั ตัวใดท่ีจบั คูกับสมาชกิ ตวั หลังของ
คอู นั ดับมากกวา 1 ตัว
นน่ั คอื { (4, 2), (6, 3), (7, 4), (8, 5) } เปน ฟงกชัน
ดงั นนั้ คําตอบ คอื ขอ 4.)
T68
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลองทําดู ฝกทําตอ ขนั้ สอน
ให้พิจารณาวา่ ความสัมพนั ธท์ ก่ี �าหนดตอ่ ไปนเี้ ป็นฟังกช์ ันหรือไม่ แบบฝก ทักษะ 2.1 เขา้ ใจ (Understanding)
1) r1 = { (3, 5), (4, 6), (5, 7), (6, 8) } ขอ 9(1)-(2)
2) r2 = { (0, -1), (0, 0), (0, 1) } ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 63 และแบบฝกทักษะ 2.1 ขอ 9(1)-(2)
การพจิ ารณาความสมั พนั ธท์ ก่ี า� หนดดว้ ยเงอ่ื นไขวา่ เปน็ ฟงั กช์ นั หรอื ไมเ่ ปน็ ฟงั กช์ นั จะตอ้ งใช้ หนา 73 จากนั้นครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
บทนยิ ามแล้วใช้สมบตั กิ ารเทา่ กัน พิจารณาคา่ ของ y และ z คําตอบ
“สา� หรับ x, y และ z ใด ๆ ถ้า (x, y)∊f และ (x, z)∊f แลว้ y = z” รู้ (knowing)
ตัวอย่างท ่ี 14 1. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา การเขียนความสัมพันธ
นอกจากจะเขยี นในรปู แบบของคอู นั ดบั แลว ยงั
ใหพ้ จิ ำรณำวำ่ ควำมสมั พันธ์ทกี่ �ำหนดตอ่ ไปนี้เปน็ ฟังกช์ นั หรอื ไม่ สามารถเขยี นในรปู แบบบอกเงอื่ นไขไดอ กี ดว ย
1) r1 = { (x, y) y=x- 1 } 2) r2 = { (x, y) ∣ y = x2 + 4 }
3) r3 = { (x, y) ∣ y2 = x } เชน ความสมั พันธ r = { (a, b) ͉ a2 = ͉b͉ }
∣
ซงึ่ การหาวา ความสมั พนั ธด งั กลา วเปน ฟง กช นั
วธิ ที ำ� 1) จาก y = x - 1 จะได้ x = y + 1 หรือไมเ ปน ฟง กช ัน จะตอ งใชบ ทนิยามแลว ใช
ให้ (x, y) และ (x, z) เปน็ คูอ่ ันดับใน r1 สมบตั กิ ารเทา กนั พจิ ารณาคา ของ y และ z ดงั น้ี
จะได้ x= y + 1 และ x = z+1 “สาํ หรับ x, y และ z ใดๆ ถา (x, y)∊f และ
ดงั น้ัน y + 1 = z + 1 (x, z)∊f แลว y = z”
y =z 2. ครูใหน กั เรียนศกึ ษาตัวอยา งที่ 14 ในหนงั สอื -
นั่นคือ r1 = { (x, y) ∙ y = x - 1 } เปน็ ฟงั กช์ นั เรียน หนา 63 จากน้ันครอู ธบิ ายอยางละเอยี ด
2) จาก y = x2 + 4 จะได้ x2 = y - 4 อีกคร้งั
ให้ (x, y) และ (x, z) เปน็ ค่อู ันดบั ใน r2=
จะได้ x2 = y - 4 และ x2 z-4 เขา้ ใจ (Understanding)
ดังน้นั y - 4 = z - 4
y =z ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
นัน่ คือ r2 = { (x, y) ∙ y = x2 + 4 } เปน็ ฟังกช์ นั หนา 64 และแบบฝกทักษะ 2.1 ขอ 9(3)-(6)
3) จาก y2 = x จะได้ x = y2 หนา 73 จากนั้นครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
คําตอบ
ให้ (x, y) และ (x, z) เปแ็นละคูอ่ นัxดบั =ในz2r3
จะได้ว่า x = y2
ดงั นัน้ y2 = z2
y = z หรอื y = -z
นน่ั คือ r3 = { (x, y) ∙ y2 = x } ไม่เป็นฟงั กช์ นั
ฟังก์ชัน 63
กจิ กรรม สรางเสริม เกร็ดแนะครู
ครใู หน กั เรยี นปฏิบตั ิตามขั้นตอนตอ ไปน้ี ครูอธบิ ายเพม่ิ เติม โดยการยกตัวอยา งที่ 14 จากขอ 3) วา ความสัมพนั ธ
• แบงกลุม กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทางคณิตศาสตร y2 = x ไมเปนฟงกช ัน เพราะมี (4, 2) และ (4, -2) สอดคลอ งกบั ความสัมพันธ
ซ่ึงจะมโี ดเมน คอื 4 และมเี รนจเปน 2 และ -2
(ออน ปานกลาง และเกง )
• ใหแ ตล ะกลมุ เขยี นความสมั พนั ธท เี่ ปน ฟง กช นั และไมเ ปน ฟง กช นั
มาอยา งละ 1 ตัวอยาง และเขยี นแสดงวธิ ีทาํ ลงในกระดาษ A4
• สง ตัวแทนออกมานาํ เสนอหนาชนั้ เรยี น
T69
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ลองทําดู
รู้ (knowing) ใหพ้ ิจารณาว่า ความสัมพันธท์ ีก่ �าหนดตอ่ ไปนเ้ี ป็นฟังกช์ ันหรอื ไม่ ฝกทําตอ
1) r1 = { (x, y) y=x+ 10 }
1. ครอู ธบิ ายการพจิ ารณาความสมั พนั ธท ก่ี าํ หนด 2) r2 = { (x, y) ∙ y2 = x - 4} แบบฝก ทกั ษะ 2.1
ดวยกราฟวา เปนฟงกชันหรือไมเปนฟงกชัน ∙ ขอ 9(3)-(6)
โดยครูอธิบายวา ถาลากเสนตรงที่เชื่อมจุด
(x, y) และ (x, z) จะเปนเสนตรงทีข่ นานกบั การพิจารณาความสัมพันธ์ท่ีก�าหนดดว้ ยกราฟว่า เปน็ ฟงั กช์ ันหรือไมเ่ ป็นฟงั ก์ชนั จะต้องใช้
แกน Y ดังนั้น ในการพิจารณาฟงกชันจาก บทนิยาม
ความสัมพันธจึงตองลากเสนตรงท่ีขนานกับ
แกน Y แลวพิจารณาจาํ นวนจุดตัดทเี่ สนตรงน้ี “สำ� หรบั x, y และ z ใด ๆ ถ้ำ (x, y)∊f และ (x, z)∊f แลว้ y = z”
ตัดกับกราฟ ถามีจํานวนจุดตัดเพียง 1 จุด และจากบทนยิ าม ถา้ ลากเสน้ ตรงทเี่ ชอื่ มจดุ (x, y) และ (x, z) จะเปน็ เสน้ ตรงที่ขนานกับ
ความสัมพนั ธน ัน้ เปนฟงกช นั และถา มจี าํ นวน แกน Y ดังน้ัน ในการพิจารณาฟังก์ชันจากความสัมพันธ์จึงต้องลากเส้นตรงที่ขนานกับแกน Y
จุดตัดมากกวา 1 จดุ ความสมั พนั ธน ้นั ไมเปน แลว้ พจิ ารณาจา� นวนจดุ ตดั ทเ่ี สน้ ตรงนตี้ ดั กบั กราฟ ถา้ มจี า� นวนจดุ ตดั เพยี ง 1 จดุ ความสมั พนั ธน์ น้ั
ฟงกชนั เป็นฟังก์ชนั ถ้ามีจ�านวนจุดตัดมากกว่า 1 จุด ความสมั พนั ธน์ นั้ ไมเ่ ปน็ ฟังก์ชัน ดังตัวอย่าง
2. ครูใหนกั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งที่ 15 ในหนังสอื - ตัวอยา่ งที่ 15
เรยี น หนา 64 จากนั้นครอู ธิบายตวั อยางท่ี 15
อกี ครงั้ เพอ่ื ใหน กั เรยี นเขา ใจมากยงิ่ ขนึ้ โดยครู ให้พจิ ำรณำว่ำ ควำมสัมพนั ธท์ ี่กำ� หนดตอ่ ไปนเี้ ปน็ ฟงั ก์ชันหรอื ไม่ โดยใชก้ รำฟ
อธบิ ายวา
ขอ 1) เมื่อลากเสนตรงท่ีขนานกับแกน Y 1) Y 2) Y
จะตัดกราฟของความสัมพันธเพียง
1 จุด เทานนั้ 0 X 0 X
ดงั น้ัน ความสมั พนั ธน ี้เปน ฟงกช ัน
ขอ 2) เม่ือลากเสนตรงท่ีขนานแกน Y จะตดั 3) Y 4) Y
กราฟของความสัมพนั ธมากกวา 1 จดุ
ดังนน้ั ความสมั พันธนไ้ี มเ ปนฟงกช นั 0X 0X
ขอ 3) เมอื่ ลากเสน ตรงที่ขนานแกน Y จะตัด
กราฟของความสัมพนั ธมากกวา 1 จุด วธิ ีทำ� 1) Y
ดงั นน้ั ความสัมพันธน้ีไมเ ปนฟงกชนั
ขอ 4) เมือ่ ลากเสน ตรงทีข่ นานแกน Y จะตัด 0 เนอ่ื งจากเสน้ ตรงทขี่ นานกบั แกน Y ทกุ เสน้
กราฟของความสัมพันธเพียง 1 จุด ตดั กราฟของความสัมพันธ์เพยี ง 1 จุด เท่านน้ั
เทานั้น 64 X ดังน้ัน ความสมั พนั ธ์นเ้ี ป็นฟงั กช์ ัน
ดังนั้น ความสมั พันธนีเ้ ปนฟง กชัน
เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรางเสริม
ครเู นน ยาํ้ เรอื่ ง การตรวจสอบการเปน ฟง กช นั โดยใชก ราฟและยกตวั อยา ง 1. ครูใหน กั เรียนจับคู แลวพจิ ารณาความสัมพันธท ี่กําหนดให
เพม่ิ เตมิ จากตัวอยางที่ 15 ดังนี้ ตอ ไปนี้
• y = x3
YY YY • y = ͉x2͉ - 1
• 3y + 2x = 4
0 X0 X 0 X0 X • x2 + y2 = 9
• ͉x͉ - ͉y͉ = 16
จากกราฟขา งตน จะเหน็ วา ถา ลากกราฟขนานกบั แกน Y แลว จะมจี าํ นวน •y= y+5
จุดตัดมากกวา 1 จุด • y = x3
• y = 2x - 3
นนั่ คอื กราฟดงั กลา วไมเปนฟงกชัน
2. ตรวจสอบความสมั พันธ ขอ 1. วา เปน ฟงกช ันหรอื ไม โดยใช
โปรแกรม GeoGebra
หมายเหตุ : ครูควรใหน ักเรยี นเกง และนกั เรียนออ นจับคกู นั
T70
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2) Y เนื่องจากมเี ส้นตรงที่ขนานกบั แกน Y ขน้ั สอน
ตัดกราฟของความสัมพนั ธม์ ากกวา่ 1 จดุ
0 X ดังนั้น ความสมั พันธ์นไี้ มเ่ ปน็ ฟงั กช์ นั รู้ (knowing)
3) Y เน่ืองจากมเี สน้ ตรงที่ขนานกับแกน Y 3. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา ในบางครั้ง ถาเขียน
ตัดกราฟของความสัมพนั ธม์ ากกวา่ 1 จุด ความสมั พันธใ นรปู แบบบอกเงอื่ นไข นกั เรียน
0 X ดังนนั้ ความสัมพันธน์ ไ้ี ม่เปน็ ฟงั กช์ ัน สามารถเขียนกราฟจากความสัมพันธแบบ
บอกเงื่อนไขกอน แลวพิจารณาวา เมื่อลาก
เสนตรงขนานแกน Y แลวจะตัดกราฟของ
ความสมั พนั ธเ พยี งจดุ เดยี วหรอื ไม ถา ตดั เพยี ง
จดุ เดยี ว แสดงวา เปน ฟง กช นั เชน ความสมั พนั ธ
r = { (x, y) ͉ y = 2x + 5 } จากสมการ จะเห็นวา
เปน สมการเสนตรง เมือ่ เขยี นกราฟจะได ดังน้ี
Y
4) Y เนอื่ งจากเสน้ ตรงทข่ี นานกบั แกน Y ทกุ เสน้ 5
4
0X ตดั กราฟของความสัมพนั ธ์เพยี ง 1 จดุ เทา่ น้นั 3
ดงั นั้น ความสัมพนั ธ์น้เี ปน็ ฟังกช์ นั 2
1 X
12 3
-5 -4 -3 -2 -1 0
ลองทาํ ดู -1
ใหพ้ ิจารณาว่า ความสมั พนั ธท์ กี่ �าหนดต่อไปน้ีเปน็ ฟงั ก์ชนั หรอื ไม่ โดยใชก้ ราฟ จากกราฟ จะเห็นวา เม่ือลากเสนตรงขนาน
แกน Y แลวจะตัดกราฟของความสัมพันธ
1) Y 2) Y เพียง 1 จุด เทาน้ัน ดังนั้น ความสัมพันธ
แบบบอกเง่ือนไขดังกลา ว เปน ฟง กชนั
0X 0 X ฝกทําตอ
แบบฝก ทักษะ 2.1 เขา้ ใจ (Understanding)
ขอ 10
1. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
Journal Writing หนา 65 และแบบฝก ทกั ษะ 2.1 ขอ 10. โดยสมุ
ใหน กั เรยี นออกมานาํ เสนอคาํ ตอบหนา ชนั้ เรยี น
ใหน้ ักเรียนเขียนกราฟต่อไปน้ี พร้อมท้ังตรวจสอบกราฟวา่ เปน็ ฟงั ก์ชนั หรอื ไม่ เพราะเหตุใด โดยครตู รวจสอบความถกู ตอง
1) y = 5x - 1 2) y = 0.4x2
3) y = x3 4) y = x 2. ครใู หนักเรียนจับคูทํา “Journal Writing” ใน
ฟังก์ชัน 65 หนังสอื เรียน หนา 65 แลว แลกเปลี่ยนความรู
สนทนาซักถามจนเปน ทเ่ี ขา ใจรว มกัน จากน้นั
ครสู มุ นกั เรยี นออกมาเฉลยคาํ ตอบหนา ชน้ั เรยี น
โดยครแู ละนกั เรยี นในชน้ั เรยี นรว มกนั ตรวจสอบ
ความถกู ตอง
เฉลย Journal Writing เน่ืองจากเสน ตรงทข่ี นานกับแกน Y ทกุ เสน 3) Y เนื่องจากเสนตรงทีข่ นานกับแกน Y ทกุ เสน
1) Y ตัดกราฟของความสมั พันธเ พียง 1 จุด เทา น้ัน 0 ตดั กราฟของความสมั พนั ธเพยี ง 1 จุด เทานั้น
ดังนั้น ความสัมพันธน ้ีเปนฟงกช นั y = x3 ดังนัน้ ความสมั พนั ธน ี้เปนฟง กช นั
y = 5x - 1
0X X
2) เนอื่ งจากเสนตรงท่ีขนานกับแกน Y ทกุ เสน 4) Y เน่อื งจากเสนตรงท่ีขนานกับแกน Y ทุกเสน
Y ตัดกราฟของความสมั พันธเพยี ง 1 จดุ เทา นน้ั ตัดกราฟของความสมั พนั ธเ พียง 1 จดุ เทานนั้
ดงั นน้ั ความสัมพันธน ้ีเปนฟงกชนั y = x ดังน้นั ความสมั พนั ธน้เี ปน ฟงกชนั
y = 0.4x2 X T71
0X 0
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ข้อตกลงเก่ยี วกบั สัญลักษณ์ของฟงั กช์ นั
รู้ (knowing) ถ้า f เป็นฟังกช์ นั และ (x, y)∊f แลว้ จะกลา่ ววา่ y เป็นคา่ ของฟงั กช์ ัน f ที่ x และเขียน
แทนดว้ ยสญั ลกั ษณ์ y = f(x) ซงึ่ เขยี นแสดงด้วยแผนภาพได้ ดงั น้ี
ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาขอ ตกลงเกย่ี วกบั สญั ลกั ษณ
ของฟงกช ันในหนงั สอื เรียน หนา 66 จากนัน้ ครู ATTENTION
ถามคําถามนกั เรยี น ดงั นี้
x y = f(x) f(x) อ่านว่า “เอฟของเอก็ ซ์”
• ถา f เปนฟงกชัน และ (x, y)∊f แลว หรือ “เอฟเอ็กซ์”
จะกลาววา y เปนคาของฟงกชัน f ท่ี x
สามารถเขยี นแทนดวยสัญลักษณใด กา� หนด y = f(x) = 3x และ x = 1 INFORMATION
(แนวตอบ y = f(x)) จะได้ f(1) = 3(1) = 3 สญั ลกั ษณข์ องฟังก์ชัน f
ดังน้ัน คา่ ของฟังกช์ นั f ท่ี x = 1 คอื 3 จาก X ไป Y เขียนแทนด้วย
• ฟง กช ัน f จาก X ไป Y สามารถเขยี นแทน f : XY
ดว ยสัญลกั ษณใด
(แนวตอบ f : X → Y) การเขยี นฟงั กช์ นั สามารถเขยี นในรปู แบบบอกเงอื่ นไขของสมาชกิ ในเซต โดยใชค้ อู่ นั ดบั (x, y)
แทนสมาชกิ ใด ๆ ในเซต เช่น
• กาํ หนดให y = f(x) = 2x - 5 คา ของฟง กช นั
f ที่ x = 1 คอื เทาใด f = { (x, y)∊R × R ∙ y = 3x }
(แนวตอบ คา ของฟงกชนั f ที่ x = 1 คอื -3)
จากการเขียนฟงั ก์ชนั แบบบอกเงื่อนไขข้างต้น โดยทั่วไปนยิ มเขียนเฉพาะเง่ือนไขท่ี x กับ y
• กาํ หนดให y = 2x - 5 สามารถเขียนใน มคี วามสัมพันธก์ นั เช่น
รปู แบบบอกเงอ่ื นไขของสมาชิกไดอ ยางไร
(แนวตอบ f = { (x, y)∊R x R ͉ y = 2x - 5 }) f = { (x, y)∊R × R ∙ y = 3x } เขียนแทนดว้ ย y = 3x หรือ f(x) = 3x
• กาํ หนดให y = 2x - 5 สามารถเขยี นฟง กช นั นอกจากการเขียนฟังก์ชันแบบบอกเง่ือนไขของสมาชิกในเซตแล้ว ยังสามารถเขียนฟังก์ชัน
โดยใชต ารางไดอยา งไร โดยการใชต้ าราง เช่น
(แนวตอบ
x 1234 x 123
y = f(x) -3 -1 1 3 ) y = f(x) 3 6 9
นกั เรยี นสามารถหาคา่ ของฟงั กช์ นั เมอื่ กา� หนดฟงั กช์ นั และคา่ ของ x ในโดเมนได้ ดงั ตวั อยา่ ง
ต่อไปน้ี
66
ขอสอบเนน การคดิ
กราฟในขอใดแสดงวา y เปน ฟงกช ันของ x Y Y
YY 4. 324165
1. 2-2 -1-10 1 2 X 2. 5 5X 3. 1 1X 0 123456
1
-5 0 -1 0
X
-2 -5 -1
(เฉลยคําตอบ ถาลากเสน ตรงขนานกบั แกน Y แลวมีจาํ นวนจุดตดั กราฟเพยี ง 1 จุด จะไดวา กราฟดังกลาวเปนฟงกช นั
เน่อื งจากลากเสนตรงขนานแกน Y ในขอ 2. แลว ตัดกราฟเพยี งจดุ เดยี ว แสดงวากราฟขอ 2. เปนฟงกช นั )
T72
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อย่างท่ี 16 ขน้ั สอน
ก�ำหนด f(x) = 3x + 2 โดยท่ี x เป็นจำ� นวนจริงใด ๆ รู้ (knowing)
และ g(x) = 5x - 4 โดยที่ x เป็นจ�ำนวนจรงิ ใด ๆ
1. ครูเขียนโจทยตัวอยางท่ี 16 ในหนังสือเรียน
ให้หำค่ำของ หนา 67 พรอมทั้งแสดงวิธีทําอยางละเอียด
บนกระดาน
1) f(2) 2) f(-5)
3) f(13) 2. ครูยกตัวอยางเพิ่มเติม แลวถามคําถามเพ่ือ
5) 2g(7) 4) g(3) ตรวจสอบความเขา ใจของนักเรียน ดังนี้
6) g(- 53) กาํ หนด f(x) = 2x + 3 โดยท่ี x เปน จาํ นวนจรงิ
7) หำค่ำ x ทีท่ ำ� ให้ f(x) = 17 8) หำค่ำ x ทที่ ำ� ให้ f(x) = g(x) ใดๆ
• f(3) มีคาเทาใด
วิธีท�ำ จาก f(x) = 3x + 2 และ g(x) = 5x - 4 จะได้ (แนวตอบ f(3) = 2(3) + 3 = 9)
• f(-6) มีคาเทาใด
1) f(2) = 3(2) + 2 2) f(-5) = 3(-5) + 2 (แนวตอบ f(-6) = 2(-6) + 3 = -9)
=8 = -13 • f(แ26นวตมอีคบาfเท62าใด= 2 62 + 3 = 131)
• คา x ท่ีทําให f(x) = 11 มคี า เทาใด
3) f(13) = 33(31) + 2 4) g(3) = 5(3) - 4 (แนวตอบ x = 4)
= = 11
5) 2g(7) = 2[5(7) - 4] 6) g(- 35) = 5-3(--35)4 - 4
= 2(31) =
= 62
= -7
7) จาก f(x) = 17 8) จาก f(x) = g(x)
จะได้ 3x + 2 = 17 จะได้ 3x + 2 = 5x - 4
3x = 15 2x = 6
ดังนัน้ x = 5 ดังนัน้ x = 3
ฟังก์ชัน 67
ขอ สอบเนน การคดิ
x+5 ; x<2
กําหนดให f(x) = x2 - 4x + 5 ; 2 ≤ x < 3
10 ; x ≥ 3
คา ของ f(0) + f(2) + f(4) เทากับเทาใด
1. 3 2. 7
3. 12 4. 16
(เฉลยคาํ ตอบ f(0) + f(2) + f(4)
= (0 + 5) + [(2)2 - 4(2) + 5] + 10
= 5 + 1 + 10
= 16
ดังน้ัน คาํ ตอบ คอื ขอ 4.)
T73
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ลองทาํ ดู
รู้ (knowing) ก�าหนด f(x) = 6x - 1 โดยท่ี x เปน็ จ�านวนจริงใด ๆ
และ g(x) = -3x โดยที่ x เป็นจ�านวนจริงใด ๆ
3. ครูใหน ักเรียนศึกษาตัวอยา งที่ 17 ในหนังสือ-
เรียน หนา 68 แลวครูอธบิ ายและแสดงวิธีทํา ใหห้ าคา่ ของ
ตัวอยางที่ 17 บนกระดานอยางละเอียด
พรอ มทงั้ เปด โอกาสใหน กั เรยี นซกั ถามเมอื่ เกดิ 1) f(4) 2) f(-2) ฝกทําตอ
ขอ สังสยั 3) f(16)
5) 3g(7) 4) g(5) แบบฝก ทกั ษะ 2.1
4. ครูกลาววา การหาคาของฟงกชัน ไมจําเปน 7) หาคา่ x ทท่ี �าให้ f(x) = 23 6) g(- 32) ขอ 11-14, 18-21
ตองไดคําตอบเปนคาคงตัวเสมอไป จากนั้น 8) หาคา่ x ทที่ า� ให้ f(x) = g(x)
ครูยกตัวอยางเพิ่มเติม แลวถามคําถามเพ่ือ
ตรวจสอบความเขา ใจของนักเรียน ดงั น้ี ตวั อยา่ งท่ ี 17
กาํ หนด f(x) = 2x2 - 5 โดยที่ x เปน จํานวน
จรงิ ใดๆ ก�ำหนด f(x) = 3x2 - 4 โดยที่ x เป็นจ�ำนวนจรงิ ใด ๆ
ให้หำค่ำของ
• f(-3a) มีคา เทา ใด 1) f(a) 2) f(a + 2)
(แนวตอบ f(-3a) = 2(-3a)2 - 5 = 2(9a2) - 5 3) f(a2) 4) f(2a)
= 18a2 - 5)
วธิ ีท�ำ 1) f(a) = 3a2 - 4 2) f(a + 2) = 3(a + 2)2 - 4
• f(a - 3) มคี าเทาใด 3) f(a2) = 3(a2)2 - 4 = 3(a2 + 4a + 4) - 4
(แนวตอบ f(a - 3) = 2(a - 3)2 - 5 = 3a4 - 4 = 3a2 + 12a + 12 - 4
= 2(a2 - 6a + 9) - 5 = 3a2 + 12a + 8
= 2a2 - 12a + 18 - 5
= 2a2 - 12a + 13) 4) f(2a) = 3(2a)2 - 4
= 3(4a2) - 4
เขา้ ใจ (Understanding) = 12a2 - 4
ครใู หน กั เรยี นทาํ กจิ กรรมตอ ไปนี้ ลองทาํ ดู
• ใหน กั เรียนแบงกลุม กลมุ ละ 3-4 คน คละ
ก�าหนด g(x) = x2 + 5 โดยท่ี x เป็นจ�านวนจรงิ ใด ๆ ฝกทําตอ
ความสามารถทางคณิตศาสตร (ออ น ใหห้ าค่าของ
ปานกลาง และเกง) 1) g(a) 2) g(a - 2) แบบฝกทกั ษะ 2.1
• ใหนักเรียนแตละกลุมทํา “ลองทําดู” ใน 3) g(a2) 4) g(3a) ขอ 22, 27
หนังสือเรียน หนา 68 และแบบฝกทักษะ
2.1 ขอ 11.-14. ในหนงั สอื เรยี น หนา 74 68
• ครูสุมนักเรียนออกมาเฉลยคําตอบหนา
ช้ันเรียน โดยครูและนักเรียนในช้ันเรียน ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
รว มกนั ตรวจสอบความถกู ตอง
ถา f(x - 3) = 3x - 1 แลว f(x2) มีคา เทากับขอใดตอไปนี้
T74 1. x2 - 8
2. x2 + 8
3. 3x2 + 8
4. 3x2 - 8
5. -x2 - 8
(เฉลยคําตอบ f(x - 3) = 3x - 1
f(x + 3 - 3) = 3(x + 3) - 1
f(x) = 3x + 9 - 1
= 3x + 8
f(x2) = 3x2 + 8
ดังนั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อย่างท ่ี 18 ขนั้ สอน
ใหเ้ ขยี นภำพแสดงควำมสมั พันธข์ องฟังก์ชนั f(x) = 2x + 1 โดยท่ี x เปน็ จำ� นวนเต็มใด ๆ รู้ (knowing)
วิธที ำ� ATTENTION 1. ครูเขียนโจทยตัวอยางที่ 18 ในหนังสือเรียน
เสน้ จา� นวน 2 เสน้ ทขี่ นานกนั หนา 69 พรอมท้ังแสดงวิธีทําอยางละเอียด
-7 -6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6 7 เรนจ์ แสดงโดเมนและเรนจ์ของ บนกระดาน
ฟังก์ชันที่ก�าหนดให้ โดย
f ลูกศรแสดงความสัมพันธ์ 2. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา การเขียนกราฟของ
-7 -6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6 7 โดเมน ของแตล่ ะคู่ ฟงกชันที่กําหนดให นอกจากจะเขียนเปน
กราฟคูอันดับแลว สามารถเขียนแทนบน
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ เสน จํานวนไดอกี ดว ย และเสนจํานวน 2 เสน
ท่ีขนานกันแสดงโดเมนและเรนจของฟงกชัน
ให้เขียนแผนภาพแสดงความสมั พนั ธ์ของฟังก์ชัน f(x) = 2x - 1 แบบฝกทักษะ 2.1 ที่กําหนดให โดยลูกศรแสดงความสัมพันธ
โดยท่ี x เปน็ จ�านวนเต็มใด ๆ ขอ 23-24 ของแตละคู
พิจารณากราฟของฟงั กช์ ัน f และ g Y 3. ครยู กตวั อยา งเพมิ่ เตมิ แลว ถามคาํ ถามนกั เรยี น
10 ดังน้ี
Y 8g • นักเรียนสามารถเขียนภาพแสดงความ
6 สมั พันธของฟง กช ัน x + 2 โดยท่ี x เปน
10 f X 4 X จํานวนเตม็ ใดๆ ไดอ ยางไร
8 1 2 34 2 (แนวตอบ
6 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4
4 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 เรนจ
2
-4 -3 -2 -1 0 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 โดเมน )
จากกราฟ f จะเหน็ ว่า กราฟมีจดุ ท้ังหมด 7 จุด ดงั น้ี (-3, 9), (-2, 4), (-1, 1), (0, 0), (1, 1), เขา้ ใจ (Understanding)
(2, 4) และ (3, 9) ซ่ึงเม่ือลากเสน้ ผา่ นท้ัง 7 จุด จะได้เปน็ กราฟเส้นโค้ง ดังกราฟ g
และจากกราฟ g ถ้าขยายขอบเขตของโดเมนใหม้ ากขนึ้ จะเหน็ วา่ เสน้ กราฟจะสงู ขึน้ เรอื่ ย ๆ ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
ดังกราฟ h หนา 69 จากน้ันครูสุมใหนักเรียนออกมาเฉลย
Y หนา ช้นั เรียน โดยครูตรวจสอบความถกู ตอ ง
10 X
8h
6 ฟังก์ชัน 69
4
2
-5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5
กิจกรรม ทาทาย บูรณาการอาเซียน
ครูใหนักเรยี นจับคู แลว ปฏบิ ตั ติ ามข้นั ตอนตอ ไปนี้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน เรอ่ื ง ความสมั พนั ธข องฟง กช นั ครสู ามารถ
• กําหนดแผนภาพแสดงความสมั พนั ธของฟงกช นั ดังน้ี เช่ือมโยงบูรณาการความรูกับประเทศในกลุมอาเซียนได โดยใหนักเรียนสืบคน
ขอมูลที่แสดงใหเห็นถึงความสัมพันธของฟงกชันมาประยุกตใชที่เก่ียวของกับ
-1 5 เรนจ อาเซียน เชน เวลาของประเทศบรูไนเร็วกวาเวลาของประเทศไทย 1 ช่ัวโมง
ให y แทน เวลาของประเทศบรไู น และ x แทน เวลาของประเทศไทย จะได
-5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 โดเมน ความสัมพันธ y = x + 1
• ใหหาฟง กช นั f ท่อี ยใู นรปู f(x) = ax + b จากแผนภาพความ
สัมพนั ธข า งตน
• หาคาของ f(10)
หมายเหตุ : ครคู วรใหน กั เรียนเกง และนักเรยี นออนจับคูกัน
T75
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน จากกราฟของฟงกช ัน f, g และ h จะไดโดเมนและเรนจข องฟง กชนั ดังนี้
โดเมนของ f คอื { -3, -2, -1, 0, 1, 2, 3 } และเรนจข อง f คือ { 0, 1, 4, 9 }
รู้ (knowing) โดเมนของ g คือ -3 ≤ x ≤ 3 หรอื [-3, 3] และเรนจของ g คอื 0 ≤ g(x) ≤ 9 หรอื [0, 9]
โดเมนของ h คือ จาํ นวนจริงใด ๆ และเรนจของ h คือ h(x) ≥ 0 หรือ [0, ∞)
1. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษากราฟของฟง กช นั f และ g
ในหนังสือเรียน หนา 69 จากน้ันครูอธิบาย ในกรณีท่ัวไป เรนจของฟงกชัน คอื ภาพฉาย (projection) ของกราฟของฟง กชันบนแกน Y
เพม่ิ เตมิ ใหนักเรียนเขา ใจยิ่งขึ้น โดยครูอธบิ าย แสดงได ดงั รปู
- โดเมนของ f คือ { -3, -2, -1, 0, 1, 2, 3 } f(x)
และเรนจข อง f คือ { 0, 1, 4, 9 }
- โดเมนของ g คอื -3 ≤ x ≤ 3 หรอื [ -3, 3 ] (b, f(b))
และเรนจของ g คือ 0 ≤ g(x) ≤ 9 หรอื
[0, 9] เรนจข อง f
- โดเมนของ h คือ จํานวนจรงิ ใดๆ และเรนจ
ของ h คอื h(x) ≥ 0 หรอื [0, ∞) 0 (a, f(a)) x
ในกรณีท่วั ไป เรนจข องฟง กชัน คอื ภาพฉาย เรนจข อง f : f(a) ≤ f(x) ≤ f(b)
(Projection) ของกราฟของฟง กช นั บนแกน Y
แสดงได ดงั รูป ในหนงั สอื เรียน หนา 70 ตวั อยา งท่ี 19
2. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา ในการบอกคาโดเมน กําหนด y = 12 x เม่อื -4 ≤ x ≤ 8 ใหหาเรนจของฟง กช ัน
และเรนจของฟงกชัน สามารถบอกไดเปน วธิ ที ํา จเขายีกนyกร=าฟ12ขxอง y = 12 x ได ดังน้ี Y
รปู แบบตา งๆ 2 รูปแบบ ไดแก
- การบอกเปนเซต โดยพิจารณาจากฟงกชัน 8 2468 X
ท่กี าํ หนดให เชน f(x) = { (1, 2), (3, 4), 6
(5, 6) } โดเมน คอื { 1, 3, 5 } และเรนจ คอื 4
{ 2, 4, 6 } 2
- การบอกเปนชว ง เชน ฟง กชัน f(x) = { (x, y)
∊R x R ͉ y = 2x } จะได โดเมน คอื (-∞, ∞) -8 -6 -4 -2 -20
และเรนจ คือ (-∞, ∞) -4
จากนน้ั ครเู ขยี นโจทยต วั อยา งท่ี 19 ในหนงั สอื -
เรียน หนา 70 พรอมทงั้ แสดงวธิ ที าํ จากกราฟ จะไดเรนจของกราฟอยูในชวง -2 ≤ y ≤ 4 ฝกทําตอ
อยางละเอียดบนกระดาน ดังน้นั Rf = { y ͉ y∊R และ -2 ≤ y ≤ 4 } หรือ [-2, 4]
แบบฝก ทักษะ 2.1 ขอ 15
เขา้ ใจ (Understanding) ลองทําดู
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน กาํ หนด y = x2 เมอื่ -4 ≤ x ≤ 4 ใหห าเรนจของฟง กช นั
หนา 70 และแบบฝก ทักษะ 2.1 ขอ 15. หนา 75
จากนนั้ ครสู มุ ใหน กั เรยี นออกมาเฉลยหนา ชน้ั เรยี น 70
โดยครตู รวจสอบความถกู ตอง
เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรางเสรมิ
ครูใหความรูเพิ่มเติมจากตัวอยางท่ี 19 วา เมื่อเขียนกราฟของ y = =12 x ครูใหนักเรียนจับคู แลวเขยี นกราฟความสัมพันธต อ ไปน้ี
จะไดวา กราฟมคี าตํ่าสดุ เมื่อ x = -4 จะได y = -2 และมคี า สงู สดุ เม่ือ x 8 • y = { (x, y) ͉ (2 < x < 4), 2 - x < 2y < x - 2) }
จะได y = 4 แลว ใหพ จิ ารณาคา ท่ี y = -2 และ y = 4 ท่ีลากเสน ไปต้ังฉากกบั • y = { (x, y) ͉ (2 ≤ x ≤ 4), 2 - x ≤ 2y ≤ x - 2) }
แกน Y นนั่ คอื จะไดภ าพฉายของกราฟอยูในชวง [-2, 4] ซ่ึงกค็ ือเรนจนัน่ เอง • y = { (x, y) ͉ (2 < x ≤ 4), 2 - x ≤ 2y < x - 2) }
• y = { (x, y) ͉ (2 ≤ x < 4), 2 - x < 2y ≤ x - 2) }
หมายเหตุ : ครคู วรใหนักเรยี นเกงและนกั เรยี นออนจบั คูกนั
T76
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตัวอยางท่ี 20 ขนั้ สอน
กําหนด f(x) = 2x - 1 โดยท่ี -1 ≤ x ≤ 3 ใหห าเรนจของฟงกชัน รู้ (knowing)
วิธที ํา จาก f(x) = 2x - 1
1. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา ในการหาเรนจของ
พิจารณาท่ี x = -1 จะได f(-1) = 2(-1) - 1 = -3 ฟง กช นั ทก่ี าํ หนดให โดยทโี่ จทยก าํ หนดชว งของ
พจิ ารณาท่ี x = 3 จะได f(3) = 2(3) - 1 = 5 โดเมนมาแลว นักเรียนสามารถกําหนดคา x
เขยี นกราฟของฟงกชนั ได ดงั น้ี ที่นอยที่สุดและมากที่สุดของชวงที่กําหนดให
เพ่อื หาชว งของเรนจหรอื คา y เชน
Y กําหนด g(x) = 3x โดยที่ -2 < x < 2 หาเรนจ
ของฟงกช ันได ดงั นี้
5 12345 X จาก g(x) = 3x
4 พิจารณา x = -2
3 จะได g(x) = 3(-2) = -6
2 พจิ ารณา x = 2
1 จะได g(x) = 3(2) = 6
เน่ืองจากชวงของโดเมนหรือคา x เปน -2
-5 -4 -3 -2 -1 -10 และ 2 ไมไ ด เพราะเปน ชว งเปด
-2 ดงั นั้น คา ของเรนจจ ะเปน ชวงเปด ดว ย
-3 นัน่ คือ เรนจอ ยูในชว ง (-6, 6)
จากกราฟ จะไดค า ของฟง กชนั อยูใ นชวง -3 ≤ y ≤ 5 2. ครูเขียนโจทยตัวอยางท่ี 20 ในหนังสือเรียน
ดังนนั้ Rf = { y ͉ y∊R และ -3 ≤ y ≤ 5 } หรือ [-3, 5] หนา 71 พรอมท้ังแสดงวิธีทําอยางละเอียด
บนกระดาน
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
กําหนด f(x) = 3x - 4 โดยที่ -5 ≤ x ≤ 0 ใหห าเรนจข องฟงกช ัน แบบฝก ทกั ษะ 2.1 ขอ 16,
25-26, 28
Thinking Time ฟงกชัน 71 เฉลย Thinking Time
ปราโมทยแสดงวธิ ีหาคําตอบจากตวั อยา งที่ 20 ดงั นี้ เหน็ ดวย เพราะนกั เรยี นสามารถหาเรนจ หรอื
จากเงือ่ นไข -1 ≤ x ≤ 3 f(x) โดยการจัดรปู อสมการจากโดเมนได
จะได -2 ≤ 2x ≤ 6
-3 ≤ 2x -1 ≤ 5
-3 ≤ f(x) ≤ 5
นกั เรยี นเหน็ ดว ยกบั วิธีหาคําตอบของปราโมทยห รอื ไม เพราะเหตใุ ด
การหาโดเมนและเรนจของฟงกชันจากกราฟ
ที่สรา งโดยใชโปรแกรม GeoGebra
ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
ให A = I, B = I+ 1 2- x
ขอ ใดคอื โดเมนของ r และ r = { (x, y)∊A × B͉ y = } ครใู หค วามรเู พม่ิ เตมิ จากตวั อยา งที่ 20 วา เมอื่ เขยี นกราฟของ f(x) = 2x - 1
จะไดว า กราฟมคี าต่ําสดุ เมื่อ x = -1 จะได y = -3 และมีคาสงู สุด เมือ่ x = 3
(เฉลยคาํ ตอบ จากโจทย r = { (x, y)∊A × B͉ y = 1 2- x } จะได y = 5 แลวพิจารณาคา ที่ y = -3 และ y = 5 ทล่ี ากเสนไปตัง้ ฉากกับ
เจนขะัน่ ยี ไคนดอื ใ ห1ตม-อ ไxงดหหเ ปาานรxดrทวย=่ีทาํ 2{ใ(หxล,งyyต)ัวห∊รหือI ร×ือ1อI2-+า͉จxyกเล=ปาน ว1จไ2ํา-ดนวxวา}นเ1ต-ม็ xบวตกอง แกน Y นนั่ คอื จะไดภาพฉายของกราฟอยูในชวง [-3, 5] ซ่ึงก็คอื เรนจน ่ันเอง
เปนจาํ นวนคบู วกเทา น้นั สอื่ Digital
1 - x = { 2, 4, 6, ... }
x = { -1, -3, -5, ... } ครูเปดส่ือการเรียนรู เร่ือง การหาโดเมนและเรนจของฟงกชันจากกราฟ
ทีส่ รางโดยใชโปรแกรม GeoGebra ในหนงั สือเรียน หนา 71
นนั่ คอื โดเมนของ r = { -1, -3, -5, … })
T77
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน แบบฝึกทักษะ 2.1
เขา้ ใจ (Understanding) ระดบั พ้ืนฐาน
1. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน 1. ก�ำหนด A = { p, q, r, s } และ B = { 2, 3 } ใหห้ ำ
หนา 71 และกิจกรรม “Thinking Time” ใน
หนังสอื เรยี น หนา 71 จากน้นั ครูสมุ นักเรียน 1) A × B 2) B × A
ออกมาเฉลยคําตอบหนาช้ันเรียน โดยครู
ตรวจสอบความถกู ตอง 3) A × A 4) B × B
2. ครูใหนักเรยี นทาํ กิจกรรมตอ ไปน้ี 2. กำ� หนด A = { 1, 3, 5, 7, 9 } และ B = { 2, 3, 4, 5 } ใหเ้ ขียนควำมสมั พนั ธท์ ี่ก�ำหนด
• ใหน ักเรียนแบง กลุม กลมุ ละ 3-4 คน คละ แบบแจกแจงสมำชกิ และแบบบอกเง่อื นไข
ความสามารถทางคณติ ศาสตร (ออน
ปานกลาง และเกง) 1) ความสมั พันธม์ ากกวา่ จาก A ไป B
• ใหนักเรียนแตละกลุมทําแบบฝกทักษะ 2.1 2) ความสัมพันธ์รากทีส่ องจาก B ไป A
ขอ 17.-26. ในหนงั สือเรยี น หนา 75-76
• ครูสุมนักเรียนออกมาเฉลยคําตอบหนา 3. ก�ำหนด C = { 2, 4, 6, 8 } และ r = { (x, y)∊C × C ∙ y = 2x }
ชัน้ เรียน โดยครตู รวจสอบความถกู ตอง ให้เขียนควำมสัมพันธ์ r แบบแจกแจงสมำชกิ
3. ครูใหนกั เรียนทาํ Exercise 2.1 เปน การบาน 4. ใหเ้ ขยี นกรำฟของควำมสัมพันธ์ต่อไปน้ี
1) r1 = { (-1, 1), (-2, 2), (-3, 3), (-4, 4), (-5, 5) }
2) r2 = { (1, 1y)0∊), R(21,×20R),∙(y3,=30-x),2(4+, 40), (5, 50) }
3) r3 = { (x, 1}
4) r4 = { (x, y)∊R × R ∙ y = ∙x + 3∙ }
5) r5 = { (x, y)∊R × R ∙ -2 ≤ x < 3 }
5. ก�ำหนด A = { 5, 6, 7, 8, 9 } และ r = {(x, y)∊A × A ∙ y = 2x - 5} ให้หำ
1) ความสมั พนั ธ์ r แบบแจกแจงสมาชกิ
2) โดเมนและเรนจข์ องความสมั พนั ธ์ r
6. 1ให) ้หrำ1โด=เม{น(xแ,ลyะ)เ∊รนIจ2×ข์ อIง∙ค3วxำม+สัม4yพัน=ธ1์ท2ี่ก}ำ� หนดต่อไปน้ี
2) r2 = { (x, y)∊R × R∙x - 5y = 1 }
3) r3 = {(x, y) ∙ y = 43xx +- 57 }
4) r4 = { (x, y) ∙ y = ∙x∙ + 3 }
5) r5 = { (x, y) ∙ y = 16 - x2 }
72
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ
1 R เปนสัญลักษณของจํานวนจริง (real number) คือ จํานวนที่เปน โดเมนของความสัมพันธ r = { (x, y)͉ y = ͉x - 12͉ - 2 } มคี าเทาใด
(เฉลยคาํ ตอบ หาโดเมน
สมาชิกอยูในเซตที่เกิดจากยูเนียนของเซตของจํานวนตรรกยะและเซตของ จาก y = ͉x - 21͉ - 2
จํานวนอตรรกยะ นั่นคอื ͉x - 2͉ - 2 0
2 I เปน สญั ลกั ษณข องจาํ นวนเตม็ (integer) คอื จาํ นวนทอ่ี ยใู นเซต { ..., -2, ͉x - 2͉ 2
-1, 0, 1, 2, ... } แสดงวา x - 2 2 หรอื x - 2 -2
x 4 หรือ x 0
ดงั น้ัน โดเมนของ r คอื R - { 0, 4 })
T78
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
7. ใหห้ ำโดเมนและเรนจ์ โดยพจิ ำรณำจำกกรำฟของควำมสัมพนั ธ์ที่ก�ำหนดตอ่ ไปนี้ ขน้ั สอน
1) Y 2) Y ลงมอื ทาํ (Doing)
r1 4
1. ครูใหนักเรียนจับคู โดยใหนักเรียนเกงและ
r2 นักเรียนออนจับคูกันทําใบงานท่ี 2.3 เร่ือง
ฟงกชัน แลวใหตรวจสอบคําตอบของตนเอง
0X กับเพื่อน จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมาแสดง
วิธีคิดหนาช้ันเรียน โดยครูตรวจสอบความ
-3 0 1 X ถูกตอ ง
3) Y 4) Y 2. ครูใหน ักเรียนทํากิจกรรมตอ ไปนี้
r4 • ใหนกั เรยี นแบง กลมุ กลุมละ 3-4 คน คละ
r3 ความสามารถทางคณติ ศาสตร (ออน
0 9X ปานกลาง และเกง )
0X • ใหนักเรียนแตละกลุมทําแบบฝกทักษะ 2.1
ขอ 27.-28. ในหนังสอื เรยี น หนา 76
-3 • ครูสุมนักเรียนออกมาเฉลยคําตอบหนา
ชั้นเรียน โดยครูและนักเรียนในช้ันเรียน
รวมกนั ตรวจสอบความถกู ตอง
8. จำกแผนภำพที่กำ� หนดต่อไปน้ี ใหพ้ จิ ำรณำว่ำควำมสัมพนั ธ์ใดเปน็ ฟังก์ชัน
1) A B 2) A B
13 a5
26 b 10
39 c 15
4 12
5 15 r2
r1
9. ใหพ้ จิ ำรณำวำ่ ควำมสัมพันธท์ ก่ี ำ� หนดใหต้ ่อไปนีเ้ ป็นฟงั กช์ ันหรอื ไม่
1) r1 = { (10, 1), (20, 2), (30, 3), (40, 4) } 2) r2 = { (-1, 5), (0, 5), (1, 5) }
(x, y = x- 3} 4) r4 = (x, x2
3) r3 = { (x, y) ∙ y2 = x + 2 6) r6 = { (x, y) ∙ y = - x-1}5 }
5) r5 = { y) ∙ { y) ∙ y =
}
ฟังก์ชัน 73
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
ความสัมพนั ธในขอใดตอ ไปน้ี เปนฟง กช นั ในการทําแบบฝกทักษะ 2.1 หนา 73 ครูควรทบทวนโดเมน (domain)
คือ เซตของสมาชิกตัวหนาของคูอันดับของความสัมพันธ และเรนจ (range)
1. { (a, b), (a, c), (c, b), (b, d) }
2. { (a, c), (b, b), (c, c), (d, a) } คอื เซตของสมาชกิ ตวั หลงั ของคอู นั ดบั ในความสมั พนั ธ จากกราฟจะไดค อู นั ดบั
3. { (b, b), (c, a), (c, d), (d, b) } (x, y) โดยท่ี x คือ โดเมน y คอื เรนจ และฟง กชัน คอื ความสมั พนั ธที่สมาชกิ
4. { (b, c), (a, d), (b, d), (c, c) } ในโดเมนแตล ะตวั จับคกู ับสมาชิกในเรนจของความสมั พนั ธเ พียงตวั เดยี ว
5. { (a, a), (a, b), (a, c), (a, d) }
นักเรียนควรรู
(เฉลยคาํ ตอบ
1 x คือ รากท่ีสองของจํานวนจริง x เมื่อ x > 0 หมายถึง จํานวนท่ี
1. ไมเปน ฟง กช ัน เพราะมีสมาชกิ (a, b), (a, c) ยกกาํ ลงั สองแลว ได x เชน 2 และ -2 เปนรากท่สี องของ 4
2. เปนฟงกช ัน เพราะสมาชิกของโดเมนไมซํา้ กนั เลย T79
3. ไมเปน ฟง กช นั เพราะมีสมาชิก (c, a), (c, d)
4. ไมเ ปน ฟง กช ัน เพราะมีสมาชิก (b, c), (b, d)
5. ไมเปนฟง กช นั เพราะมีสมาชกิ { (a, a), (a, b), (a, c),
(a, d) }
ดังนั้น คาํ ตอบ คือ ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สรปุ 10. ใหพ้ ิจำรณำวำ่ ควำมสมั พันธท์ ก่ี �ำหนดต่อไปน้ีเปน็ ฟงั กช์ ันหรอื ไม่ โดยใชก้ รำฟ
ครถู ามคําถามนกั เรยี น เพ่ือสรปุ ความรู เรอื่ ง 1) Y 2) Y
ฟง กชนั ดังนี้
0X 0X
• ฟง กชัน มีความหมายวาอยา งไร
(แนวตอบ ฟง กช นั คอื ความสมั พนั ธท ส่ี มาชกิ 11. ก�ำหนด f(x) = 6x - 4 โดยที่ x เป็นจ�ำนวนจริงใด ๆ
ในโดเมนแตละตัวจับคูกับสมาชิกในเรนจ ใหห้ ำค่ำของ f(x) เม่ือ x∊{ -4, - 12, 13, 2 }
ของความสัมพันธเ พยี งตวั เดียวเทา นั้น)
12. กำ� หนด f(x) = 5 - 2x โดยที่ x เปน็ จ�ำนวนจริงใด ๆ
• ความสมั พันธใ ดที่ไมเ ปนฟง กช นั ใหห้ ำคำ่ ของ
(แนวตอบ ความสมั พนั ธท โ่ี ดเมนจบั คกู บั เรนจ 1) f(1) 2) f(-2)
มากกวา 1 ตวั ) 3) f(0) 4) f(3) + f(-3)
• เมื่อพิจารณาความสัมพันธที่กําหนดดวย 13. กำ� หนด g(x) = 7x + 4 โดยที่ x เป็นจำ� นวนจริงใด ๆ
กราฟ นักเรียนจะทราบไดอยางไรวาเปน
ฟง กชนั ใหห้ ำคำ่ ของ
(แนวตอบ เม่ือลากเสนตรงที่ขนานกับแกน
Y จะตดั กราฟของความสมั พันธเพยี ง 1 จดุ 1) g(2) 2x 43 x 2) g(-3)
เทา น้นั ) 3) g(47) 4) g(71) - (- 71)
• เมื่อพิจารณาความสัมพันธที่กําหนดดวย 14. กำ� หนด f(x) = + 3 และ g(x) = - 2 โดยท่ี x เป็นจำ� นวนจรงิ ใด ๆ
กราฟ นกั เรยี นจะทราบไดอ ยา งไรวาไมเปน ใหห้ ำค่ำของ
ฟงกช นั
(แนวตอบ เม่ือลากเสนตรงท่ีขนานกับแกน
Y จะตัดกราฟของความสัมพันธมากกวา
1 จดุ )
• สญั ลกั ษณ y = f(x) มีความหมายวา อยางไร
(แนวตอบ ถา f เปนฟง กชัน และ (x, y)∊f
แลวจะกลา ววา y เปน คาของฟง กช ัน f ท่ี x)
1) f(2) + g(2) 2) f(-1) - g(-1)
3) 2f(4) - 3g(6) 4) 5f(-2) - 7g(-4)
5) หาคา่ x ทที่ �าให้ f(x) = 17 6) หาค่า x ท่ที �าให้ f(x) = g(x)
74
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครูอาจใหนักเรียนทํากิจกรรม เพื่อตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนและ กําหนดให f(x) = 3x2 - 2 แลว f(x + 3) มคี าตรงกบั ขอ ใด
ฝก ทกั ษะกระบวนการคดิ ดว ยตนเอง โดยแบงนกั เรยี นออกเปน 2 กลมุ แลวให 1. 3x2 + 1
แตละกลุมยกตัวอยางกราฟที่เปนฟงกชันและไมเปนฟงกชันบนกระดานแบบ 2. x2 + 6x + 6
ไมซ้าํ กนั กลมุ ใดยกตวั อยา งไดมากกวา และถกู ตอง กลุมนัน้ เปนผูชนะ ครูควร 3. x2 + 6x - 6
อธบิ ายเพมิ่ เตมิ ในกราฟทน่ี กั เรยี นยกตวั อยา งผดิ เพอื่ ใหน กั เรยี นเขา ใจไดถ กู ตอ ง 4. 3x2 + 18x + 25
5. 3x2 + 18x + 27
T80 (เฉลยคาํ ตอบ เนอื่ งจาก f(x) = 3x2 - 2
จะได f(x + 3) = 3(x + 3)2 - 2
= 3(x2 + 6x + 9) - 2
= 3x2 + 18x + 27 - 2
= 3x2 + 18x + 25
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
15. กำ� หนดกรำฟของฟังก์ชนั y = 3 x - 2 โดยที่ 0 ≤ x ≤ 9 ดังรปู ขน้ั สรปุ
Y ครูถามคําถามนกั เรียน เพอื่ สรปุ ความรู เรอ่ื ง
7 ฟงกช นั ดงั น้ี
0 9X • ความสมั พนั ธ r = { (0, 2), (1, 3), (2, 5),
(4, 7), (6, 8) } เปน ฟง กช ันหรือไม
ให้หำเรนจ์ของฟังกช์ ัน -2 (แนวตอบ เปน ฟง กช นั )
• ความสมั พันธ r = { (0, 2), (1, 3), (2, 5),
(2, 0) } เปน ฟงกช นั หรือไม
(แนวตอบ ไมเ ปน ฟง กช นั )
• ใหนักเรียนยกตัวอยางกราฟท่ีเปนฟงกชัน
และไมเปนฟงกช นั
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย
ข้นึ อยกู ับพนื้ ฐานความรู เชน
16. ให้หำเรนจ์ของฟงั กช์ ันต่อไปน้ี เม่ือก�ำหนดโดเมน -2 ≤ x ≤ 5 เปนฟง กชัน ไมเปนฟงกช ัน
1) f(x) = 2x - 7 2) g(x) = x + 6
3) h(x) = -4x + 1 4) k(x) = 5 - x Y Y
ระดับกลาง
17. ก�ำหนด r = { (x, y) ∣ y = x2 + 4, x∊R- } ใหห้ ำโดเมนและเรนจข์ อง r 0 X0 )X
18. ก�ำหนด f(x) = 4x + 9 ใหพ้ ิจำรณำขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ีว่ำจริงหรอื เทจ็
1) f(1) + f(2) = f(1 + 2) 2) f(2) - f(1) = f(2 - 1)
3) f(1) × f(2) = f(1 × 2) 4) f(2) ÷ f(1) = f(2 ÷ 1) • กําหนดให y = 3x - 1 สามารถเขียนใน
รูปแบบบอกเง่ือนไขของสมาชกิ ไดอ ยางไร
19. กำ� หนด g(x) = mx + c โดยที่ g(1) = 5 และ g(5) = -4 ใหห้ ำ (แนวตอบ f = {(x, y)∊R × R͉y = 3x - 1})
1) คา่ ของ m และ c 2) g(3) × g(-4) • กําหนดให y = 5x + 2 โดยที่ -2 ≤ x ≤ 4
เรนจข องฟงกชนั จะอยใู นชว งใด
20. ก�ำหนด h(x) = ax1+2 b โดยท่ี x เปน็ จ�ำนวนจรงิ ใด ๆ และ x ≠ - ab (แนวตอบ เรนจข องกราฟจะอยูในชว ง
ถำ้ h(1) = 24 และ h(-1) = -8 ใหห้ ำ -8 ≤ y ≤ 22)
1) คา่ ของ a และ b
2) คา่ ของ x ทที่ า� ให้ h(x) = 4
ฟังก์ชัน 75
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
กําหนดให f(x) = ax2 + bx + c ถา f(0) = 3, f(1) = 6 และ f(-1) = 2 แลว f(a + b + c) มคี า เทาใด
1. 49 2. 51 3. 59 4. 60 5. 61
(เฉลยคาํ ตอบ เนอ่ื งจาก f(0) = 3 จะไดว า f(0) = a(0)2 + b(0) + c = 3
c =3
.....(1)
f(1) = 6 จะไดวา f(1) = a(1)2 + b(1) + 3 = 6
a+b =3 .....(2)
f(-1) = 2 จะไดวา f(-1) = a(-1)2 + b(-1) + 3 = 2
a - b = -1
จาก (1) + (2) จะได 2a = 2 ดังนน้ั a = 1 แทน a = 1 ลงในสมการ (1) จะได 1 + b = 3 ดังน้ัน b = 2
จะไดวา a = 1, b = 2 และ c = 3 ดงั นน้ั f(x) = x2 + 2x + 3 แลว f(a + b + c) = f(1 + 2 + 3) = f(6)
นน่ั คือ f(6) = 62 + 2(6) + 3
= 51
ดังน้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 2.)
T81
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั ประเมนิ 21. ก�ำหนด f(x) = px2 + qx - 5 โดยท่ี x เป็นจ�ำนวนใด ๆ ถำ้ f(-1) = 1 และ f(1) = -8 ให้หำ
1) คา่ ของ p และ q 2) คา่ ของ x ทท่ี �าให้ f(x) = -5
1. ครตู รวจใบงานท่ี 2.3 22. ก�ำหนด g(x) = x2 - 3 โดยท่ี x เปน็ จำ� นวนจรงิ ใด ๆ ให้หำ
2. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 2.1 1) g(a) 2) g(a - 1)
3. ครตู รวจ Exercise 2.1 3) g(a + 1) - g(a - 1) 4) g(a2)
4. ครูประเมนิ การนาํ เสนอผลงาน 5) g(a3) 6) g(a3 + 1)
5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล
6. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม 23. ใหเ้ ขียนแผนภำพแสดงควำมสัมพันธข์ องฟงั กช์ ันต่อไปนี้ โดยท่ี x เป็นจำ� นวนเต็มใด ๆ
7. ครสู งั เกตความมวี นิ ยั ใฝเ รยี นรู
มงุ ม่ันในการทาํ งาน
1) f(x) = x + 2 2) f(x) = x2
3) f(x) = 2x2 - 2 4) f(x) = 3 - 2x2
bx
24. ก�ำหนด f : x ax + โดยท่ี x เป็นจ�ำนวนจรงิ ใด ๆ และ x ≠ 0 แสดงควำมสัมพันธ์
ของ f ดงั รปู
x f xb
ax +
7
35
1
ใหห้ ำ 2) f(1.5)
1) คา่ ของ a และ b
25. ใหห้ ำเรนจข์ องฟังกช์ นั ตอ่ ไปนี้
1) f(x) = x, -1 ≤ x ≤ 1 2) g(x) = 2x - 3, -1 ≤ x ≤ 3
3) h(x) = x - 2, x ≥ 1 4) k(x) = -4x + 5, x < 2
26. ใหห้ ำโดเมนและเรนจข์ องฟงั กช์ ันตอ่ ไปนี้
62xx ++ 37 x2x2xx--+111
1) f(x) = x+1- 1x2 2) g(x) =
3) h(x) = 4) k(x) =
ระดบั ท้าทาย
27. ก�ำหนด f(x) = axx--13 โดยท่ี x เปน็ จำ� นวนใด ๆ และ x ≠ 1 ใหห้ ำคำ่ a ที่ท�ำให้ f(a) = a
28. หำโดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชันต่อไปน้ี
1) f(x) = x - 2 2) g(x) = x2 + 2
76
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอ สอบเนน การคดิ
x-6
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําใบงาน กาํ หนดให f(x) = 6 + x - x2 มคี าเทาใด
ที่ 2.3 เร่ือง ฟงกชัน ในขั้นลงมือทํา โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผล
จากแบบประเมินของแผนการจัดการเรยี นรูในหนว ยการเรยี นรูท่ี 2 (เฉลยคําตอบ จาก f(x) = x-6
6 + x - x2
น่นั คอื 6 + x - x2 > 0
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ x2 - x - 6 < 0
คาชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกับ
ระดับคะแนน
ลาดบั ชื่อ – สกลุ การแสดง การยอมรับฟงั การทางาน ความมีน้าใจ การมี รวม (x - 3)(x + 2) < 0
ที่ ของนกั เรยี น ความคดิ เหน็ คนอนื่ ตามทีไ่ ด้รับ ส่วนรว่ มใน 20
มอบหมาย การปรบั ปรงุ คะแนน
ผลงานกลุ่ม
43214321432143214321
จะไดว า x - 3 < 0 หรือ x + 2 < 0
x < 3 หรือ x < -2
พิจารณาบนเสน จํานวนได ดังน้ี
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงชอ่ื ...................................................ผ้ปู ระเมิน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยครง้ั ให้ 4 คะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมน้อยครง้ั ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ -2 3
18 - 20 ดีมาก ดังนั้น Df = (-2, 3))
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กว่า 10 ปรับปรุง
T82
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2.2 ฟงั กช์ นั เชงิ เสน้ (Linear Function) ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching)
พิจารณากราฟของฟงั ก์ชนั ตอ่ ไปน้ี การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
1) y = 2x 2) y = -3x + 1 ครทู บทวนความรู เรอ่ื ง ฟง กช นั โดยการอธบิ าย
วา ฟงกช นั คอื ความสมั พันธท่ีสมาชิกในโดเมน
Y Y แตล ะตวั จบั คกู บั สมาชกิ ในเรนจข องความสมั พนั ธ
เพียงตัวเดียวเทาน้ัน สัญลักษณและขอตกลง
6 y = 2x y = -3x + 1 6 เก่ียวกับสัญลักษณของฟงกชัน ดังนี้ ถา f เปน
5 1234 X ฟง กช ัน และ (x, y)∊f แลว จะกลา ววา y เปน
4 5 คาของฟงกชัน f ที่ x เขียนแทนดวยสัญลักษณ
3 4 y = f(x) และการเขียนฟงกชันสามาถเขียนใน
2 3 รูปแบบบอกเง่ือนไขของสมาชิกในเซต โดยใช
1 2 คูอนั ดบั (x, y) แทนสมาชกิ ใดๆ ในเซต
1
-4 -3 -2 -1 -10 ขน้ั สอน
-2 -4 -3 -2 -1 -10 1234 X
-3 -2 รู้ (knowing)
-3 1. ครูใหนักเรียนพิจารณากราฟของฟงกชันใน
หนงั สือเรียน หนา 77 ขอ 1) และ 2) จากนัน้
จากกราฟ จะเหน็ วา่ ฟังก์ชนั y = 2x และ y = -3x + 1 มีกราฟเป็นเส้นตรง จะเรยี กฟังก์ชัน ครูถามนักเรียนวา ลักษณะของกราฟ 2 ขอ
ท่มี ีลกั ษณะของกราฟเป็นเส้นตรงวา่ ฟงั กช์ นั เชงิ เสน้ มีกราฟลักษณะอยา งไร
(แนวตอบ กราฟเปนเสนตรง)
ฟังก์ชันเชงิ เส้น คือ ฟังก์ชนั ท่ีมีสมการอยูใ่ นรูป y = ax + b เม่ือ a, b เป็นจ�านวนจริง และ
a ≠ 0 จากฟงั ก์ชัน y = ax + b ถ้า a = 0 จะไดฟ้ งั ก์ชันทอี่ ยใู่ นรูป y = b ซ่งึ มกี ราฟเปน็ เสน้ ตรง 2. ครูอธิบายวา ฟงกชันในขอ 1) และ ขอ 2)
ทข่ี นานกับแกน X จะเรยี กฟังก์ชันแบบนว้ี า่ ฟงั กช์ นั คงตวั (constant function) มีลักษณะเปนกราฟเสนตรง เรียกวา เปน
ฟงกชนั เชิงเสน
ตัวอย่างของฟังกช์ นั คงตัว INFORMATION
y1 = 3, y2 = 0 และ y3 = -3 ฟงั กช์ ันคงตวั y = 0 จะมี 3. ครูอธิบายความหมายของฟงกชันเชิงเสนวา
กราฟเปน็ เสน้ ตรงที่อยบู่ น ฟง กช นั เชงิ เสน คอื ฟง กช นั ทม่ี สี มการอยใู นรปู
Y แกน X
y = ax + b เมอื่ a, b เปนจาํ นวนจรงิ และ
4 y1 = 3 X a 0 จากฟงกช นั y = ax + b ถา a = 0
3
2 y2 = 0 จะไดฟง กช นั ทีอ่ ยูในรปู y = b ซึง่ กราฟเปน
1 12345 เสนตรงท่ีขนานกับแกน X จะเรียกฟงกชัน
แบบนีว้ า ฟงกช นั คงตวั
-6 -5 -4 -3 -2 -1 -10 y3 = -3 4. ครถู ามนกั เรยี นวา ฟงกชนั คงตวั y = 0 จะมี
-2 กราฟอยูใ นลกั ษณะอยา งไร
-3 (แนวตอบ กราฟเปนเสน ตรงท่ีอยูบนแกน X)
-4
ฟังก์ชัน 77
กจิ กรรม สรา งเสริม เกร็ดแนะครู
ครูใหนักเรยี นจบั คู แลวปฏิบัตติ ามข้นั ตอนตอไปน้ี ครูใหความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟงกชันเชิงเสนวา ฟงกชันเชิงเสนที่มีสมการ
• เขียนกราฟของฟงกชนั คงตัว ดังนี้ f(x) = mx + b ซ่ึง m และ b เปนคาคงตัว จะเปน เสน ตรงทม่ี ีความชันเทากับ
m และจดุ ตดั แกน Y ที่จุด (0, b)
1) y = 0
2) y = 5 T83
3) y = -2
4) x = 0
5) x = 3
6) x = -9
• กราฟแตละสมการในขอ 1. ตัดแกน X หรอื แกน Y หรือไม
อยางไร
• กราฟทต่ี ัดแกน X และแกน Y มีความสมั พนั ธกนั อยา งไร
หมายเหตุ : ครคู วรใหน กั เรียนเกง และนักเรยี นออ นจับคูกัน
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
5. ครูใหน กั เรยี นศึกษาตัวอยา งที่ 21 ในหนังสอื - ตวั อยา่ งที ่ 21
เรยี น หนา 78 ขอ 1)-2) จากนนั้ ครถู ามคาํ ถาม
นักเรียน ดังน้ี ใหเ้ ขียนกรำฟของฟังก์ชันเชิงเสน้ ต่อไปน้บี นระนำบเดียวกนั
y2 = 21 31
• จากขอ 1) ถา y4 = 5x และ y5 = 8x 1) y1 = x, y2 = 2x, y3 = 3x 2) y1 = x, - 1, y2 x, y3 = = x + 2, y4 = x + 5
นกั เรียนสามารถเขยี นกราฟไดอยา งไร 3) y1 = 3x, y2 = -3x 4) y1 = x = x, y3 x
(แนวตอบ 4 Yy5 y4 วธิ ีท�ำ 1) y1 = x, y2 = 2x, y3 = 3x INFORMATION
กราฟของฟังก์ชนั y = x
3 Y y3 y2 หฟรงั อืก์ชfัน(xเ)อก=ลxกั ษเรณ1ีย์กว่า
2 5 y1 (identity function)
1 4
-4 -3 -2 -1-10 1 2 3 4 X 3
2
-2 1
-3 -5 -4 -3 -2 -1 -10 1 2 3 4 5 X
-4 )
• เม่ือสมั ประสิทธิ์ของ x หรือ a มีคาเพิม่ ขึน้ -2
กราฟจะมีลักษณะอยางไร -3
• จ(นแากั นกเวรขตียออนบส2กา)มรถาาฟารถจyเะข4ลยี ูเ =นขาก15หราาxฟแกแไดนลอะYย)yา ง5ไร= 81 x จากกราฟ จะเห็นว่า ในกรณที ี่ a > 0 เมือ่ พิจารณาจาก y1 = x (สัมประสทิ 2ธิ์
(แนวตอบ Y ของ x หรอื a = 1) ถ้า a > 1 เมอื่ a มีคา่ เพมิ่ ขน้ึ กราฟจะลู่เข้าหาแกน Y
2) y1 = x, y2 = 12 x, y3 = 31 x
8
6 Y
4 y4
2 y5 5 y1
-8 -6 -4 -2-20 2 4 6 8 10 X 4
-4 3 y2
) 2 y3
• เม่อื สัมประสทิ ธ์ิของ x หรือ a มีคานอ ยลง 1
กราฟจะมลี ักษณะอยา งไร -5 -4 -3 -2 -1 -10 1 2 3 4 5 X
-2
-3
(แนวตอบ กราฟจะลเู ขา หาแกน X) จากกราฟ จะเห็นวา่ ถใน้ากaรณ<ีท1่ี aเม>อ่ื 0aเมมื่อีคพ่านิจ้อารยณลงาจการกาฟy1จะ=ล่เูxข้า(สหัมาแปกระนสทิXธิ์
6. ครอู ธิบายเพิม่ เตมิ วา กราฟของฟง กชนั y = x ของ x หรอื a = 1)
หรอื f(x) = x เรียกวา ฟง กชันเอกลักษณ 78
นักเรียนควรรู กิจกรรม ทา ทาย
1 ฟง กช นั เอกลักษณ มบี ทนยิ ามวา สําหรบั เซตของโดเมน A ใดๆ ฟง กช นั ครูแบง กลุม ใหน กั เรียน กลุมละ 3 คน แลวชว ยกนั หาคาตอ ไปนี้
• ถา เสนตรง kx + y - 8 = 0 ขนานกับเสน ตรง
เอกลกั ษณ แทนดว ย I : A → A คือ ฟงกชนั ทม่ี ีคุณสมบัติ ∀a∊A, I(a) = a
4x + 5x - 7 = 0 แลว 5k + 3 เทากบั เทา ใด
ยกตวั อยางเชน • ถา เสน ตรง 8x - 12y - 3 = 0 ตง้ั ฉากกับเสนตรง
• ∀a∊A, I(a) = a + 0 = a kx + 2y - 7 = 0 แลว k + 1 เทา กับเทา ใด
• ∀a∊A, I(a) = a × 1 = a หมายเหตุ : ครคู วรจดั กลมุ โดยคละความสามารถทางคณติ ศาสตร
ของนกั เรียน (ออน ปานกลาง และเกง) ใหอยกู ลมุ เดยี วกนั
2 สมั ประสิทธิ์ (coefffi icient) คือ จํานวนหรอื สญั ลักษณท ี่มคี า คงตวั ซง่ึ เปน
ตวั คณู ของตวั แปรใดๆ เชน 5x มี 5 เปนสัมประสทิ ธิ์ของ x
T84
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
3) y1 = 3x, y2 = -3x y1 ATTENTION ขนั้ สอน
จากกราฟ ถ้า a > 0 กราฟ
y2 Y จะท�ามมุ แหลมกบั แกน X ใน รู้ (knowing)
5 ทศิ ทวนเขม็ นาฬกิ า ถา้ a < 0
กราฟจะทา� มมุ ปา นกบั แกน X 7. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตัวอยา งที่ 21 ในหนังสือ-
4 ในทศิ ทวนเข็มนาฬกิ า เรยี น หนา 79 ขอ 3)-4)
3 8. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา จากขอ 3) กราฟที่มี
2 สัมประสิทธ์ิหนา x เปนจํานวนท่ีตรงขามกัน
1 เชน y1 = 3x และ y2 = -3x กราฟจะมีแกน X
และแกน Y เปนแกนสมมาตร จากนั้นครู
-5 -4 -3 -2 -1 -10 1 2 3 4 5 X อธิบายขอมูลที่สําคัญท่ีนักเรียนควรรูเพ่ิมเติม
วา จากกราฟขอ 3)
มจาีแกกกนร าXฟ แจละะเแหกน็ นว ่าY ก เรปาน็ฟแขกอนงส yม1ม =า ต3รx และ y2 = -3x
• ถา a > 0 กราฟจะทาํ มมุ แหลมกับแกน X
4) y1 = x - 1, y2 = x, y3 = x + 2, y4 = x + 5
ในทิศทวนเข็มนาฬก า
Y y4 y3 y2 y1 ATTENTION
จุดที่กราฟตัดแกน X จะให้ • ถา a < 0 กราฟจะทํามุมปา นกบั แกน X
5 คา่ y ที่จดุ น้นั เทา่ กบั 0 และ
จุดที่กราฟตัดแกน Y จะให้ ในทศิ ทวนเขม็ นาฬกา
4 ค่า x ท่ีจุดน้นั เทา่ กบั 0 9. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา จากขอ 4) กราฟของ
3 เสนตรง y = ax + b จะขนานกัน เมื่อ a
2
มีคาเทา กัน และตดั แกน Y ท่จี ดุ b จากนน้ั ครู
1 อธิบายขอมูลที่สําคัญที่นักเรียนควรรูเพ่ิมเติม
วา จากกราฟขอ 4)
-6 -5 -4 -3 -2 -1 -10 1 2 3 4 5 6 X • จดุ ที่กราฟตัดแกน X จะใหค า y = 0 และ
จ ากกราฟ จะเห็นว่า กราฟของเสน้ ตรง y = ax + b จะขนานกนั เมอื่ a เทา่ กนั จุดทก่ี ราฟตดั แกน Y จะใหค า x = 0
และตดั แกน Y ท ี่ -1, 0, 2, 5 หรอื ทจี่ ดุ (0, -1), (0, 0), (0, 2) และ (0, 5) และตดั
แกน X ท่ี 1, 0, -2, -5 หรือท่จี ุด (1, 0), (0, 0), (-2, 0) และ (-5, 0) เขา้ ใจ (Understanding)
ลองทาํ ดู ครูใหนกั เรยี นจับคูทาํ “ลองทาํ ดู” ในหนงั สอื -
เรยี น หนา 79 และทําแบบฝก ทกั ษะ 2.2 ขอ 1.
ให้เขียนกราฟของฟงั กช์ นั เชิงเสน้ ต่อไปน้ีบนระนาบเดยี วกัน หนา 84 แลวแลกเปล่ียนความรูสนทนาซักถาม
1) yyy111 === x52xx, ,,y 2yy 22= == - x451xx, , yy33 == 61x10 จนเปนที่เขาใจรวมกัน จากน้ันครูสุมนักเรียน
2) x ออกมาแสดงวธิ ที าํ บนกระดาน โดยครแู ละนกั เรยี น
3) ในช้นั เรียนรวมกนั ตรวจสอบความถูกตอ ง
4) y1 = 2x, y2 = 2x + 1, y3 = 2x + 3, y4 = 2x - 1 ฝกทําตอ
แบบฝก ทกั ษะ 2.2
ขอ 1, 4
ฟังก์ชัน 79
กจิ กรรม สรางเสรมิ เกร็ดแนะครู
ครใู หน กั เรยี นจบั คู แลว ปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนตอไปนี้ ครใู หค วามรูเ พิม่ เตมิ จากขอ 3) วา จากกราฟของ y = 3x และ y = -3x
• เขียนกราฟของ y = x + 5 และ y = x - 5 บนระนาบเดียวกัน จะตัดกันท่ีจุด (0, 0) และมีลักษณะของกราฟที่สมมาตรกัน โดยมีแกน Y
• หาพ้ืนทร่ี ูปสามเหล่ยี มทลี่ อมดว ยสมการ y = x + 5, y = x - 5 เปนแกนสมมาตร และขอ 4) ฟงกช นั ในแตละขอ มีความชันเทากนั คอื 1 ซง่ึ
ความชนั เปน บวก จะไดวา กราฟในขอ 4) จะขนานกันและจะทํามุมแหลมกับ
และแกน X แกน X ในทศิ ทางทวนเขม็ นาฬกา
หมายเหตุ : ครคู วรใหนกั เรียนเกงและนกั เรียนออนจบั คกู นั
T85
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (knowing)
1. ครูอธบิ ายตัวอยางท่ี 22 ในหนงั สอื เรยี น ตวั อย่างท ี่ 22
หนา 80 ใหนกั เรียนเขาใจอยางละเอียด
2. ครูยกตัวอยางเพ่ิมเติม แลวถามคําถาม เพื่อ ใหเ้ ขยี นกรำฟของฟงั ก์ชนั ทีก่ �ำหนดตอ่ ไปนี้ พรอ้ มท้งั หำจดุ ท่ีกรำฟตัดแกน X และแกน Y
ตรวจสอบความเขาใจของนักเรียน ดงั นี้ 1) y = 2x + 6 2) y = 5 - x
1) y = 3x - 6 2) y = x + 3 วธิ ีทำ� 1) y = 2x + 6
• จากกราฟในขอ 1) กราฟตัดแกน X ทจ่ี ุดใด Y y = 2x + 6
(แนวตอบ (2, 0)) 1234
• จากกราฟในขอ 1) กราฟตัดแกน Y ทีจ่ ดุ ใด 7
(แนวตอบ (0, -6)) 6
• จากกราฟในขอ 2) กราฟตดั แกน X ทจ่ี ดุ ใด 5
(แนวตอบ (-3, 0)) 4
• จากกราฟในขอ 2) กราฟตัดแกน Y ที่จดุ ใด 3
(แนวตอบ (0, 3)) 2 5 X
1
3. ครูเนนย้ํากับนักเรียนวา ตัวอยางที่ 22 ใน
-5 -4 -3 -2 -1 -10
หนังสือเรียน หนา 80 การหาจุดที่กราฟตัด จากกราฟ จะเหน็ ว่า จดุ ท่กี ราฟตัดแกน X คอื (-3, 0) และจดุ ทก่ี ราฟตัดแกน Y
แกน X จะใหคา y = 0 และจุดท่ีกราฟตัด คอื (0, 6)
แกน Y จะใหคา x = 0
2) y = 5 - x
y=5-x Y X
7
6
5
4
3
2
1
-3 -2 -1 -10 1 2 3 4 5 6
จากกราฟ จะเหน็ วา่ จุดทีก่ ราฟตัดแกน X คือ (5, 0) และจดุ ทกี่ ราฟตัดแกน Y
คอื (0, 5)
80
ขอ สอบเนน การคดิ
พืน้ ทรี่ ปู สามเหล่ียมทีป่ ดลอมดว ยแกน X แกน Y และเสนตรง y = -3x + 6 คอื ขอใด
1. 6 ตารางหนวย 2. 7 ตารางหนว ย 3. 8 ตารางหนวย 4. 9 ตารางหนว ย
(เฉลยคาํ ตอบ จากโจทย ตองหาจุดตัดแกน X และแกน Y ของสมการ y + 3x = 6 ดงั นี้
หาจุดตัดแกน X หาจดุ ตัดแกน Y
แทนคา y = 0 แทนคา x = 0
จะได 0 + 3x = 663 จะได y + 3(0) = 6
x = = 2 y=6
นําจุดตัดไปเขยี นกราฟ ดังนี้ = 1212 × ฐาน × สงู
จากกราฟ จะไดว า พื้นทรี่ ปู สามเหลย่ี ม = × 2×
6
Y
8624 = 6 ตารางหนว ย ขอ 1.)
-4 -2--420 ดังนั้น คาํ ตอบ คอื
2 468 X
T86
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลองทําดู ขนั้ สอน
ใหเ้ ขยี นกราฟของฟังก์ชนั ทีก่ �าหนดตอ่ ไปนี้ พรอ้ มทง้ั หาจุดท่กี ราฟตดั แกน X ฝกทําตอ เขา้ ใจ (Understanding)
และแกน Y
1) y = -x + 3 2) y = 4 - 2x แบบฝก ทักษะ 2.2 1. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
ขอ 2 หนา 81 จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมาเฉลย
คําตอบหนาช้ันเรียน โดยครูตรวจสอบความ
Class Discussion ถกู ตอง
ใหน้ กั เรียนจับคู่ แล้วชว่ ยกนั ตอบคำ� ถำมต่อไปน้ี 2. ครูใหนักเรียนจับคูและชวยกันตอบคําถามใน
1. เขียนกราฟของ 2x + y = 3 โดยใช้โปรแกรมคณิตศาสตร์เชิงพลวัต เช่น The Geometer’s
กิจกรรม “Class Discussion” ในหนงั สือเรยี น
Sketchpad (GSP), GeoGebra
2. พิจารณาว่าจดุ A(2, -1) และ B(-2, 5) อยูบ่ นกราฟหรือไม่ และแตล่ ะจุดสอดคลอ้ งกบั สมการ หนา 81 แลวสนทนาซักถามจนเปนที่เขาใจ
รวมกัน จากน้ันครูสุมนักเรียน 4 คู ออกมา
2x + y = 3 หรือไม่ เพราะเหตใุ ด นาํ เสนอคาํ ตอบหนา ชน้ั เรยี น โดยครตู รวจสอบ
3. ใหห้ าค่า p เมื่อจดุ (1, p) อย่บู นกราฟของสมการ 2x + y = 3 ความถกู ตอง
4. ให้หาคา่ q เมอื่ จดุ (q, -7) อย่บู นกราฟของสมการ 2x + y = 3 3. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 2.2 ขอ 2.
ในหนังสือเรยี น หนา 84 เปน การบาน
จาก Class Discussion จะเห็นว่า จุด A(2, -1) จะอยู่บนกราฟซ่ึงสอดคล้องกับสมการ
2x + y = 3 นัน่ คอื เมื่อแทน x = 2 และ y = -1 ในสมการ 2x + y = 3 แลว้ สมการจะเป็นจรงิ
ในกรณที ่ัวไป จดุ (x1, y1) ใด ๆ จะอยู่บนกราฟของเส้นตรง y = ax + b เม่ือแทน x = x1
และ y = y1 ลงในสมการ y = ax + b แลว้ ได้ y1 = ax1 + b เป็นสมการท่เี ปน็ จรงิ
ตัวอยา่ งท ี่ 23
ให้เขยี นกรำฟของ 2x - 3y = 1 และตรวจสอบว่ำจดุ (2, 1) อยบู่ นกรำฟหรอื ไม่
วิธที �ำ หำจดุ ตัดแกน X หำจดุ ตดั แกน Y
แทนค่า y = 0 แทนคา่ x = 0
จะได้ 2x - 3(0) = 1 จะได้ 2(0) - 3y = 1
x = 21
y = - 13
ดังน้ัน จดุ ทกี่ ราฟของ 2x - 3y = 1 ตัดแกน X คือ จุด (12, 0)
และตดั แกน Y คือ จุด (0, - 13)
ฟังก์ชัน 81
เฉลย Class Discussion
1. Y 3. เน่อื งจาก จุด (1, p) อยบู นกราฟของสมการ 2x + y = 3
แทนคา x = 1 และ y = p ในสมการ 2x + y = 3
2x + y = 3 7 จะได 2(1) + p = 3
6 p = 3-2
5 X p=1
4 ดังนน้ั คา p มคี า เทากบั 1 เมอ่ื จุด (1, p) อยบู นกราฟของสมการ
3 2x + y = 3
2
1
-4 -3 -2 -1-10 1 2 3 4 5 6 7 4. เนอื่ งจาก จุด (q, -7) อยูบ นกราฟของสมการ 2x + y = 3
แทนคา x = q และ y = -7 ในสมการ 2x + y = 3
จะได 2q + (-7) = 3
2. จากกราฟ พจิ ารณาจดุ A(2, -1) อยูบนกราฟ แตจ ุด B(-2, 5) q = 3+7
ไมอยูบนกราฟ และมจี ุด A(2, -1) สอดคลอ งกบั สมการ 2x + y = 3 q = 10
เพราะเม่ือแทนคา x = 2 และ y = -1 แลว สมการจะเปนจรงิ ดงั นน้ั คา q มีคาเทา กับ 10 เมื่อจดุ (q, -7) อยูบนกราฟของสมการ
2x + y = 3 T87
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน Y
รู้ (knowing) 1 2x - 3y = 1
12
ครใู หนกั เรยี นศึกษาตวั อยา งท่ี 23 ในหนังสือ-
เรียน หนา 81-82 จากนั้นครูอธิบายตัวอยาง -1 - 21 0 21 1 X
ท่ี 23 อีกคร้ัง เพื่อใหนักเรียนเขาใจมากย่ิงข้ึน - 12
โดยครูอธิบายเพิ่มเติมวา การหาจุดตัดแกน X
ใหแ ทนคา y = 0 และการหาจุดตัดแกน Y ให -1
แทนคา x = 0 และการเขียนจุดตัดแกน X
และแกน Y ใหเขียนอยูในรูปคอู นั ดับ (x1, y1) และ ตรวจสอบวา่ จดุ (2, 1) อยู่บนกราฟหรือไม่ เปน็ จรงิ
วธิ กี ารตรวจสอบวา จดุ (x1, y1) อยบู นกราฟหรอื ไม แทนค่า x = 2 และ y = 1 ลงในสมการ 2x - 3y = 1
ทําไดโดยแทนคา x = x1 และ y = y1 ลงใน
ฟงกชัน f(x) แลวตรวจสอบวา สมการเปนจริง จะได้ 2(2) - 3(1) = 1
หรือไม ถาเปนจริง นั่นคือ จุด (x1, y1) อยูบน
กราฟท่ีกาํ หนดให 4-3 = 1
ดงั น้นั จดุ (2, 1) อยู่บนกราฟของ 2x - 3y = 1
เขา้ ใจ (Understanding)
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
1. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 82 และทาํ แบบฝก ทักษะ 2.2 หนา 84 ใหเ้ ขยี นกราฟของ 4x + y = 3 และตรวจสอบว่าจุด (1, 3) อยบู่ นกราฟ แบบฝกทกั ษะ 2.2
ขอ 3.-4. หรือไม่ ขอ 3, 6-8
2. ครูใหนักเรียนทําใบงานท่ี 2.4 เรื่อง ฟงกชัน ตัวอย่างท ่ี 24
เชงิ เสน
กนั ยำไดร้ ับเงนิ จำกพอ่ เดอื นละ 3,000 บำท ถ้ำกันยำใช้เงินโดยเฉล่ยี วนั ละ 100 บำท
3. ครสู มุ นกั เรยี นออกมาเฉลยคาํ ตอบหนา ชน้ั เรยี น จำกเงนิ เดือนที่ไดร้ ับ
โดยครแู ละนกั เรยี นในชน้ั เรยี นรว มกนั ตรวจสอบ
ความถกู ตอ ง 1) ใหเ้ ขยี นควำมสัมพันธข์ องจ�ำนวนเงินที่เหลอื กับจำ� นวนวนั ทใ่ี ชเ้ งนิ ไป
พรอ้ มท้งั เขียนกรำฟของควำมสมั พันธ์ดงั กลำ่ ว
2) ใหห้ ำจ�ำนวนเงนิ ท่เี หลือหลงั จำกใชเ้ งนิ ไปแลว้ 6 วนั 8 วนั และ 12 วนั
3) ถำ้ ในวันที่กันยำมเี งนิ เหลอื 900 บำท ใหห้ ำว่ำกันยำจะใชเ้ งนิ โดยเฉล่ยี ไปแล้วกีว่ นั
วธิ ีท�ำ 1) ให้ x แทนจา� นวนวนั ท่ใี ชเ้ งินไป
f(x) แทนจา� นวนเงนิ ที่เหลอื
จะได้ f(x) = 3,000 - 100x
82
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด
ครอู ธบิ ายเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟงกช นั เชงิ เสน คอื ฟงกชันท่ีมีสมการอยใู นรูป สมชายขายกวยเตี๋ยวชามละ 50 บาท โดยมีคาเชารานวันละ
200 บาท และตนทุนวตั ถดุ ิบทัง้ หมดคิดเปน ชาม ชามละ 19 บาท
y = ax + b เม่อื a, b เปนจํานวนจริง และลักษณะของฟงกชนั เชงิ เสน สามารถ ถาสมชายตองการกําไรไมตํา่ กวา วันละ 800 บาท เขาตอ งขายให
พิจารณาไดจากคาของ a ซึ่งเรยี กวา คาความชนั ดังน้ี ไดอ ยางนอยกีช่ าม
ลกั ษณะ Y X Y Y 1. 30 2. 31 3. 32 4. 33
ของกราฟ (เฉลยคาํ ตอบ ให x แทนจํานวนชามกว ยเตีย๋ ว
คา ความชนั 0 0X 0X จะขายไดเ งิน 50x บาท
และมตี น ทุนตอชาม 19x บาท
a>0 a<0 a=0 จะได 50x - 200 - 19x ≥ 800
T88 31x ≥ 1000
x ≥ 130010 ≈ 32.3
นน่ั คือ สมชายตอ งขายกว ยเตยี๋ วอยางนอ ย 33 ชาม
ดงั น้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จำ� นวนวัน จ�ำนวนเงิน f(x) ขน้ั สอน
ทใ่ี ชเ้ งนิ (วัน) ท่เี หลือ (บำท)
3,000 x รู้ (knowing)
x f(x) 2,500
5 2,500 2,000 1. ครใู หนกั เรยี นศึกษาตัวอยางที่ 24 ในหนงั สือ-
10 2,000 1,500 เรียน หนา 82-83 จากนั้นครูอธิบายอยาง
15 1,500 1,000 ละเอียดอีกครั้ง เพื่อใหนักเรียนเขาใจมาก
20 1,000 500 ย่งิ ขนึ้
25 500
30 0 0 5 10 15 20 25 30 2. ครูใหนักเรียนทาํ กจิ กรรม ดงั นี้
• ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน
2) จ�านวนเงินท่เี หลอื หลังจากใชเ้ งินไปแล้ว 6 วนั = 3,000 - 100(6) คละความสามารถทางคณิตศาสตร (ออน
= 3,000 - 600 ปานกลาง และเกง)
= 2,400 • ใหนักเรียนแตละกลุมสรางโจทยปญหา
ท่ีสามารถนํามาเขียนเปนความสัมพันธของ
จา� นวนเงินทีเ่ หลือหลงั จากใช้เงินไปแลว้ 8 วัน = 3,000 - 100(8) กราฟเสนตรง พรอมทั้งเขียนกราฟของ
= 3,000 - 800 ความสัมพนั ธดงั กลาว
= 2,200 • ใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมา
นําเสนอหนาชั้นเรียน โดยครูตรวจสอบ
จา� นวนเงนิ ทเ่ี หลือหลังจากใช้เงินไปแลว้ 12 วัน = 3,000 - 100(12) ความถกู ตอ ง
= 3,000 - 1,200
= 1,800
3) ถา้ กันยามีเงนิ เหลือ 900 บาท จะได้ f(x) = 900
จาก f(x) = 3,000 - 100x
จะได้ 900 = 3,000 - 100x
100x = 3,000 - 900
100x = 2,100
x = 21
ดังน้นั กันยาใช้เงินโดยเฉลีย่ ไปแล้ว 21 วัน จึงจะเหลือเงนิ อยู่ 900 บาท
ฟังก์ชัน 83
กจิ กรรม สรางเสรมิ เกร็ดแนะครู
ครูใหน กั เรยี นจบั คู แลวปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนตอ ไปน้ี ครใู หค วามรเู พมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั ฟง กช นั เชงิ เสน วา สามารถนาํ ไปประยกุ ตใ ชใ น
• จากตวั อยา งท่ี 24 ถา กนั ยาใชเ งนิ ไปแลว 18 วนั แลว จะเหลอื เงนิ เรอื่ ง ฟง กช นั ตน ทนุ (cost function) ฟง กช นั รายได (revenue function) ฟง กช นั
เทา ใด กาํ ไร (protfi function) รวมไปถงึ อปุ สงคแ ละอุปทาน (demand and supply)
• ถากันยามเี งนิ เหลอื 200 บาท กนั ยาจะใชเงินโดยเฉลย่ี ไปแลว
ก่วี นั
หมายเหตุ : ครูควรใหนกั เรียนเกงและนกั เรยี นออนจับคูกนั
T89
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ลองทาํ ดู
เขา้ ใจ (Understanding) นธิ ิศเป็นพนักงานบรษิ ัทเอกชนแห่งหน่งึ ได้รับเงนิ เดือนจากบริษัทเดอื นละ 20,000 บาท
และไดร้ ับเงินจากการท�างานลว่ งเวลาช่วั โมงละ 125 บาท
1. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน 1) ให้เขยี นความสมั พันธข์ องรายได้รวมท้งั หมดกบั จา� นวนชัว่ โมงการท�างานล่วงเวลา
หนา 84 และทําแบบฝกทักษะ 2.2 ขอ 5 พร้อมทัง้ เขยี นกราฟของความสัมพนั ธ์ดงั กลา่ ว
หนา 85 จากนั้นครูขออาสาสมัครนักเรียน 2) ให้หารายไดร้ วมทั้งหมด ถา้ เขาท�างานล่วงเวลา 20 ชัว่ โมง
ออกมานําเสนอคําตอบหนาช้ันเรียน โดยครู 3) ถา้ ในเดอื นน้ันนิธิศไดร้ บั เงินรวมท้ังหมด 23,750 บาท ฝกทําตอ
ตรวจสอบความถกู ตอง
แบบฝกทกั ษะ 2.2
2. ครูใหน ักเรียนทํา Exercise 2.2 เปน การบา น ขอ 5
ใหห้ าวา่ เขาจะใช้เวลาท�างานล่วงเวลากีช่ ่วั โมง
ลงมอื ทาํ (Doing)
แบบฝกึ ทกั ษะ 2.2
ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน
โดยคละความสามารถทางคณิตศาสตร แลวให ระดับพื้นฐาน
นักเรียนแตละกลุมทําแบบฝกทักษะ 2.2 ใน
หนังสือเรียน หนา 85 ขอ 8. โดยตรวจสอบ 1. ให้เขียนกรำฟของฟงั กช์ ันเชงิ เส้นตอ่ ไปนบี้ นระนำบเดียวกัน
คําตอบของตนเองกับเพ่ือนในกลุม จากน้ันให 1) y1 = 5x + 1, y-4122xx=, 10x + 1, y3 = 15x + 1
สงตัวแทนกลมุ กลุมละ 1 คน ออกมาแสดงวิธคี ดิ 2) y1 = 4x, y2 = y3 = 81 x
หนาช้นั เรยี น โดยครตู รวจสอบความถูกตอง 3) y1 = 2x, y2 =
4) y1 = 3x, y2 = 3x - 5, y3 = 3x + 1, y4 = 3x + 7
5) y1 = x + 4, y2 = 2x - 4, y3 = 3x + 4, y4 = 4x + 4
2. ใหเ้ ขยี นกรำฟของฟงั ก์ชนั ที่ก�ำหนดตอ่ ไปนี้ พร้อมท้ังหำจดุ ทก่ี รำฟตัดแกน X และแกน Y
1) y = 5x - 6 2) y = 10 - 3x
3. ใหเ้ ขียนกรำฟของ 7x + 4y = 1 และตรวจสอบวำ่ จุด (-1, 2) อยู่บนกรำฟหรอื ไม่
4. พิจำรณำกรำฟ ดังรปู
Y
3 f 1) ใหเ้ ขยี นสมการจากกราฟ f และ g
2 ท่ีกา� หนด
1 2) ให้เขยี นกราฟของสมการ y = 3
และ y = 0 บนระนาบเดยี วกนั
-5 -4 -3 -2 -1 -10 1 2 g3 4 5 X
-2
84
เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรางเสรมิ
ครคู วรทบทวนความรู เรอื่ ง ฟง กช นั เชงิ เสน กอ นทจี่ ะใหน กั เรยี นทาํ แบบฝก ครูใหน ักเรยี นจบั คู แลว ปฏบิ ัติตามข้นั ตอนตอไปน้ี
ทักษะ 2.2 ดงั น้ี
• ใหเขียนกราฟของฟงกชันเชิงเสน f(x) = ax + b เมื่อ a, b
- การเขียนกราฟของฟง กชนั เชิงเสน พรอ มทงั้ หาจุดตดั แกน X และแกน Y เปน จํานวนจริงใดๆ ท่ี a ไมเทากับ 0
- การตรวจสอบพกิ ดั วาจุดนน้ั อยูบ นเสน ตรงหรอื ไม 1) a > 0 และ b > 0
- การเขยี นสมการจากกราฟท่กี าํ หนด 2) a < 0 และ b > 0
- การประยกุ ตใชค วามรู เรือ่ ง ฟง กชันเชงิ เสน เพ่อื แกโ จทยปญหา 3) a = 0 และ b < 0
4) a > 0 และ b < 0
• จากขอ 1. พจิ ารณาเงอื่ นไขในแตล ะขอ วา กราฟมลี กั ษณะอยา งไร
หมายเหตุ : ครคู วรใหน กั เรียนเกงและนักเรยี นออ นจบั คกู ัน
T90
นาํ สอน สรุป ประเมิน
5. ธำดำไดร้ ับเงินจำกพ่อเดือนละ 3,600 บำท ถ้ำธำดำใชเ้ งนิ โดยเฉลีย่ วันละ 120 บำท ขนั้ สรปุ
จำกเงินเดอื นทีไ่ ด้รับ
1) ใหเ้ ขียนความสมั พนั ธ์ของจ�านวนเงนิ ท่ีเหลือในแตล่ ะเดอื นกบั จ�านวนวันที่ใช้เงนิ ไป สรปุ
พร้อมท้ังเขยี นกราฟของความสมั พนั ธด์ งั กล่าว
2) ใหห้ าจา� นวนเงนิ ท่ีเหลือหลังจากใช้เงินไปแล้ว 3 วัน 6 วัน และ 9 วนั ครูถามคาํ ถามนกั เรียน เพอื่ สรปุ ความรู เร่อื ง
3) ถา้ ในวันทธี่ าดามีเงินเหลือ 720 บาท ให้หาว่าธาดาจะใช้เงินโดยเฉลย่ี ไปแล้วก่ีวัน ฟงกชันเชิงเสน ดงั น้ี
ระดับกลาง • ฟง กช นั เชิงเสน มีความหมายวาอยางไร
(แนวตอบ ฟงกชันเชิงเสน คือ ฟงกชันท่ีมี
6. ให้เขยี นกรำฟของ y = 6 - 3x เมอื่ -3 ≤ x ≤ 3 และถ้ำจดุ (a, 0), (-2, b)
และ (c, 1.5) อยบู่ นกรำฟของ y = 6 - 3x ให้หำคำ่ a, b และ c สมการอยูในรูป y = ax + b เม่ือ a, b
เปน จาํ นวนจรงิ และ a 0)
7. พิจำรณำสมกำร -x + 2y = 4 เมือ่ ก�ำหนดคำ่ x และ y ดงั ตำรำง
• ฟง กชันคงตัว มคี วามหมายวาอยา งไร
x -5 0 5 (แนวตอบ ฟง กชันคงตัว คือ ฟง กช นั
yp2q
y = ax + b แลว a = 0 จะไดฟ ง กช ันทีอ่ ยู
1) ให้หาค่า p และ q
2) ใหเ้ ขยี นกราฟของ -x + 2y = 4 เมอื่ -5 ≤ x ≤ 5 ในรปู y = b ซ่งึ มีกราฟเปนเสนตรงทขี่ นาน
3) ถา้ จุด (r, 0.5) อยบู่ นกราฟของ -x + 2y = 4 ให้หาคา่ r กับแกน X)
• การหาจดุ ตดั แกน X และแกน Y สามารถ
ระดบั ทา้ ทาย ทําไดอ ยา งไร
(แนวตอบ การหาจุดตัดแกน X ใหแทนคา
8. พิจำรณำสมกำร -2x + y = - 3 y = 0 และการหาจดุ ตัดแกน Y ใหแ ทนคา
1) ใหเ้ ติมค�าตอบลงในชอ่ งวา่ ง x = 0)
x -1 0 2 • วธิ กี ารตรวจสอบวา จดุ (a, b) อยูบนกราฟ
y
หรอื ไม สามารถทาํ ไดอยา งไร
2) ใหเ้ ขยี นกราฟของ -2x + y = -3 เมอื่ -1 ≤ x ≤ 2
3) ใหเ้ ขยี นกราฟของ -2x + y = -3 และ y = -1 บนระนาบเดียวกนั (แนวตอบ ทําไดโดยแทนคา x = a และ
4) ใหห้ าพ้นื ที่ทถี่ กู ปิดลอ้ มดว้ ยกราฟของสมการ -2x + y = -3, y = -1, แกน X
y = b ลงในฟงกชันที่กําหนดให แลว
และแกน Y ตรวจสอบวาสมการเปนจริงหรือไม ถา
ฟังก์ชัน 85 สมการเปนจริง นั่นคอื จุด (a, b) อยบู น
กราฟท่ีกาํ หนดให)
ขนั้ ประเมนิ
1. ครูตรวจใบงานที่ 2.4
2. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 2.2
3. ครตู รวจ Exercise 2.2
4. ครูประเมินการนําเสนอผลงาน
5. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
6. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม
7. ครสู งั เกตความมีวนิ ยั ใฝเ รยี นรู
มงุ มน่ั ในการทํางาน
ขอสอบเนน การคดิ แนวทางการวัดและประเมินผล
กราฟของ ay + bx = 6 ตัดแกน X ที่ 2 และตดั แกน Y ที่ 3
คาของ a + b เทา กับขอ ใด ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล จากการทํา
ใบงานที่ 2.4 เร่ือง ฟงกชันเชิงเสน ในข้ันเขาใจ โดยศึกษาเกณฑการวัดและ
1. 2 2. 3 3. 4 4. 5 ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ของแผนการจดั การเรยี นรูในหนว ยการเรยี นรทู ่ี 2
(เฉลยคาํ ตอบ แทนคา x = 2 และ y = 0
จะได 2b = 0626
แทนคา b = แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล
และ =
= 3 คาชีแ้ จง : ใหผ้ ูส้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั
ระดับคะแนน
ลาดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน
4321
y = 3 x 1 การแสดงความคดิ เห็น
2 การยอมรับฟงั ความคดิ เห็นของผู้อ่นื
3 การทางานตามหน้าท่ีท่ีได้รบั มอบหมาย
4 ความมนี า้ ใจ
5 การตรงต่อเวลา
จะได 3a = 6563 รวม
นั่นคือ a =
3 ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมิน
2+ ............/................./................
a + b = = = 2 เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้งั ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤติกรรมบางครง้ั
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครง้ั
เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ
ดังน้นั คําตอบ คือ ขอ 4.) ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กวา่ 10 ปรบั ปรงุ
T91