นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 3.1 ลา� ดบั (Sequence)
รู้ (knowing) 1. ความหมายของลา� ดบั
1. ครใู หน ักเรียนทาํ กิจกรรม Investigation เปน Investigation
รายบุคคล ให้นกั เรียนเติมคำ� ตอบลงในช่องวำ่ งใหถ้ กู ต้อง
2. ครูและนกั เรยี นรว มกันเฉลยคาํ ตอบ
รูปท่ ี 1 รปู ท ่ี 2 รูปท ่ี 3 รูปท่ี 4
Investigation
1. เติมจ�านวนลกู บาศก์ลงในตาราง
3. ครถู ามคําถามนกั เรียน ดังนี้
รูปท่ี 1 2 3 4
• จากกิจกรรม Investigation ลําดับที่และ จ�ำนวนลูกบำศก์
จํานวนลูกบาศกเพ่ิมข้ึนหรือลดลงทีละ
เทา ใด
(แนวตอบ ลําดับท่เี พิ่มขน้ึ ทีละ 1 เสมอ และ
จาํ นวนลกู บาศกเพิม่ ข้ึนทลี ะ 2, 3, 4, ...)
• ถาตองการทราบจํานวนลูกบาศกของ
ลําดบั ที่ 10 สามารถทาํ ไดอยา งไร
(แนวตอบ นํา n =10 ไปแทนคา ลงใน
n(n2+ 1) จะได 10(102 + 1) = 55 ลกู บาศก)
2. หาจ�านวนลกู บาศกข์ องรปู ที่ 5, 6 และ 7
3. หาความสัมพันธ์ระหว่างล�าดับของรูป กับจ�านวนลูกบาศก์ในแต่ละรูป และหาจ�านวน
ลกู บาศก์ของรูปท ่ี n
จาก Investigation จะเหน็ วา่ ความสมั พนั ธข์ องลา� ดบั ของรปู และจา� นวนลกู บาศกใ์ นแตล่ ะรปู
เปน็ ฟงั กช์ ันท่ีม ี { 1, 2, 3, 4 } เปน็ โดเมน และม ี { 1, 3, 6, 10 } เปน็ เรนจ์
เมอ่ื พิจารณาลา� ดับของรปู และจ�านวนลูกบาศก์ในกรณีทว่ั ไปจะได ้ ดงั น้ี
ลำ� ดบั ของรปู 1 2 3 4 ... n ...
จ�ำนวนลูกบำศก์ 1 3 6 10 ... n(n 2+ 1) ...
จากตาราง จะเหน็ ว่า ความสมั พันธ์ขา้ งต้นเป็นฟังกช์ ันที่มโี ดเมนเป็นจ�านวนเต็มบวก คอื
{ 1, 2, 3, 4, …, n, … } และมีเรนจเ์ ป็น { 1, 3, 6, 10, …, n(n 2+ 1), … }
132
เฉลย Investigation กิจกรรม 21st Century Skills
1. รูปที่ 1234 ใหน ักเรยี นปฏิบัติตามขนั้ ตอนตอไปนี้
• ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถทาง
จาํ นวนลูกบาศก 1 3 6 10
คณิตศาสตรข องนกั เรยี น (เกง ปานกลาง และออ น)
2. จากตารางจะเห็นวา รูปทีอ่ ยถู ัดไปจะมีจาํ นวนลกู บาศกเ พิม่ ข้ึนทีละ 2, 3 • ใหแ ตล ะกลุมรว มกนั ยกตัวอยางความสัมพันธของลําดบั โดยใช
และ 4 ตามลาํ ดบั จะไดวา รปู ที่ 5, 6 และ 7 จะมจี ํานวนลูกบาศกเพิม่ ขน้ึ
ทลี ะ 5, 6 และ 7 ตามลาํ ดับ รูปภาพประกอบ
ดงั นั้น รปู ท่ี 5, 6 และ 7 จะมจี ํานวนลกู บาศกเ ปน 15, 21 และ 28 • สงตัวแทนออกมานาํ เสนอหนา ช้ันเรยี น
3. จากความสมั พนั ธ เปน ฟงกช นั ที่มี { 1, 2, 3, 4 } เปนโดเมน และมี { 1, 3,
6, 10 } เปนเรนจ จาํ นวนลูกบาศกรูปที่ n พจิ ารณา ดงั นี้
รปู ท่ี 1 2 3 4 ... n ...
จาํ นวนลกู บาศก 1 3 6 10 ... n(n2+ 1) ...
T142
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
บทนิยาม ล�ำดับ คือ ฟังก์ชันที่มีโดเมนเป็นเซตของจ�ำนวนเต็มบวก หรือสับเซตของจ�ำนวนเต็มบวก ขน้ั สอน
ล�ำดับจ�ำกัด (finite sequence) คือ ฟังก์ชันที่มีโดเมนเป็นสับเซตของจ�ำนวนเต็มบวก
ล�ำดับอนันต์ (infinite sequence) คือ ฟังก์ชันท่ีมีโดเมนเป็นเซตของจ�ำนวนเต็มบวก รู้ (knowing)
พจิ ารณากราฟของฟงั กช์ ันต่อไปนี้ Y 4. ครอู ธบิ ายบทนยิ ามของลาํ ดับ แลวใหนักเรียน
พิจารณากราฟของฟงกชัน ในหนังสือเรียน
Y ︙︙ หนา 133 จากน้นั ครถู ามคําถามนักเรยี น ดงั น้ี
• กราฟของฟง กช นั f(x) = 2x มลี กั ษณะเปน
5 f(x) = 2x 6 อยา งไร
5 (แนวตอบ กราฟมีลักษณะเปน เสน ตรง ซึง่ มี
4 4 g(x) = 2x โดเมนเปนเซตของจํานวนจริง)
3 • กราฟของฟง กชนั g(x) = 2x มลี กั ษณะเปน
3 2 อยางไร
2 1 (แนวตอบ กราฟมีลักษณะเปนจุดที่เรียง
1 ตอกันในแนวเสนตรง ซ่ึงมีโดเมนเปนเซต
-2 -1-10 1 2 3 4 ของจํานวนจรงิ บวก)
-2 -1-10 12345 X -2 ︙ X
-2 5. ครูใหนักเรียนรวมกันสรุปวา ฟงกชัน g(x)
-3 มีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก จาก
บทนิยามของลําดับ จะได g(x) เปนฟงกชัน
จากกราฟจะเห็นว่า ฟังก์ชัน f(x) = 2x มีลักษณะของกราฟเป็นเส้นตรง ซ่ึงมีโดเมนเป็น ทเ่ี ปน ลําดับ จึงนิยมเขยี น g(x) ดว ยสัญลักษณ
เซตของจ�านวนจริง
และจากกราฟจะเห็นว่า ฟังก์ชัน g(x) = 2x มีลักษณะของกราฟเป็นจุดท่ีเรียงต่อกันใน an เมื่อ n ใหแทน x ซึ่งเปนการบอกวา n
แนวเส้นตรง ซ่ึงมีโดเมนเป็นเซตของจ�านวนเต็มบวก โดยสามารถเขียนในรูปเซตแบบแจกแจง
สมาชกิ ได้ ดังนี้ แทนจาํ นวนเต็มบวก
g = { (1, 2), (2, 4), (3, 6), …, (x, 2x), … }
= { (1, g(1)), (2, g(2)), (3, g(3)), …, (x, g(x)), … }
เน่ืองจากฟังก์ชัน g(x) มีโดเมนเป็นเซตของจ�านวนเตม็ บวก จากบทนยิ ามของลา� ดบั จะได้วา่
g(x) เปน็ ฟังก์ชนั ที่เปน็ ล�าดบั จงึ นิยมเขยี น g(x) ด้วยสญั ลกั ษณ ์ an เม่อื n ใช้แทน x ซง่ึ เปน็ การ
บอกว่า n แทนจ�านวนเตม็ บวก ดงั น้ี
g = { (1, g(1)), (2, g(2)), (3, g(3)), …, (x, g(x)), … }
a = {(1, a1), (2, a2), (3, a3), …, (n, an), … }
ล�ำดับและอนุกรม 133
กจิ กรรม สรางเสรมิ เกร็ดแนะครู
ครใู หน ักเรยี นปฏบิ ัตติ ามขน้ั ตอนตอไปนี้ ครูใหความรูเพ่ิมเติมวา ลําดับเปนฟงกชันที่มีโดเมนเปนเซตของจํานวน
เต็มบวก และเรนจเปนเซตของจํานวนจริง หรือฟงกชันจากเซต N หรือ I+
• ใหน ักเรยี นเขยี นกราฟของ an = 2n - 1 โดยใหแกน X แทน
n = 1, 2, 3, 4 และ 5 แกน Y แทนคาของ an ไปยัง R และถาให g เปนลาํ ดับจํากัด โดยที่ g(n) = an เม่อื n = 1, 2, 3, ..., k
จะไดว า g(1) = a1, g(2) = a2, ..., g(k) = ak ดังนนั้ ลําดับ g คือ g = { (1, a1),
• ใหนักเรียนอภิปรายถึงลักษณะของกราฟท่ีไดจากขอที่ 1 และ (2, a2), ..., (k, ak) } ซึ่งจะนิยมเขียนลาํ ดบั g เฉพาะสมาชิกตัวหลังของคอู ันดับ
เขยี นโดเมนและเรนจใ นรูปเซตแบบแจกแจงสมาชกิ ที่เรยี งกัน ดังน้ี a1, a2, ..., ak
หมายเหตุ : ครูควรใหนกั เรยี นเกง และนักเรียนออนจบั คกู ัน
T143
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน โดยทั่วไป การเขียนล�าดับจะเขียนเฉพาะสมาชิกของเรนจ์เรียงกันไป และใช้ตัว a แทน
สัญลักษณ์ของล�าดบั ดังนี้
รู้ (knowing) a1, a2, a3, …, an เปน็ ล�าดบั จ�ากัด
และ a1, a2, a3, …, an, … เป็นล�าดับอนันต ์
6. ครูกลาวถึงการเขียนสัญลักษณแทนสมาชิก
ของลาํ ดับ ดังนี้ เรยี ก a1 วา่ พจน์ท่ี 1 ของลา� ดบั
a2 วา่ พจน์ท ่ี 2 ของล�าดับ
• ใชต ัว a แทนสัญลักษณข องลาํ ดับ a3 วา่ พจน์ท่ี 3 ของลา� ดบั
• a1, a2, a3, ... , an เปนลําดับจาํ กดั ︙
และ a1, a2, a3, ... เปนลาํ ดบั อนันต an ว่า พจน์ท่ ี n ของล�าดับ หรอื พจน์ท่วั ไป (general term) ของล�าดบั
ซ่งึ จะเรยี ก a1 วา พจนท ี่ 1 ของลําดบั
ตัวอยา่ งการเขยี นลา� ดับ
หรอื พจนแรก
1) 5, 10, 15, 20, 25 เป็นลา� ดบั จ�ากดั ทม่ี ี a1 = 5, a2 = 10, a3 = 15, a4 = 20
a2 วาพจนที่ 2 ของลาํ ดับ และ a5 = 25
a3 วาพจนท ่ี 3 ของลําดบั
an วา พจนท ่ี n ของลําดบั หรอื 2) 3, 6, 9, 12, 15, … เป็นล�าดบั อนนั ตท์ ม่ี ีห้าพจนแ์ รก คือ a1 = 3, a2 = 6, a3 = 9,
a4 = 12 และ a5 = 15
พจนท วั่ ไปของลําดับ
7. ครยู กตวั อยา งเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั การเขยี นลาํ ดบั 3) 4, 7, 10, 13, 16, …, 3n + 1, … เปน็ ล�าดับอนนั ต์ท่ีมี a1 = 4, a2 = 7, a3 = 10,
a4 = 13, a5 = 16 และ an = 3n + 1
พรอมท้ังระบุวาลําดับในแตละขอเปนลําดับ
จํากัดหรอื ลําดบั อนนั ต ดังนี้ การเขียนล�าดับนอกจากจะเขียนแบบแจกแจงพจน์แล้ว ยังสามารถเขียนเฉพาะพจน์ทั่วไป
• -4, -8, -12, -16, -20 เปน ลาํ ดับจาํ กดั ทม่ี ี
พรอ้ มท้ังระบสุ มาชิกในโดเมน เช่น
5 พจน มี a1 = -4, a2 = -8, a3 = -12,
a4 = -16, a5 = -20 ลา� ดับ 4, 8, 12, 16, 20 เขียนแทนด้วย ATTENTION
• -2, -4, -6, -8, -10, ... เปน ลําดบั อนันตท ่ีมี an = 4n เม่ือ n∊{ 1, 2, 3, 4, 5 } กรณที กี่ า� หนดลา� ดบั พจนท์ ว่ั ไป
ล�าดับ 5, 7, 9, 11, 13, …, 2n + 3, … เขียนแทนด้วย หรอื พจนท์ ี่ n ถา้ ไมไ่ ดก้ า� หนด
a1 = -2, a2 = -4, a3 = -6, a4 = -8, an = 2n + 3 เมอื่ n∊{ 1, 2, 3, … } สมาชิกของโดเมน ให้ถือว่า
a5 = -10, ... ลา� ดับนน้ั เปน็ ล�าดบั อนันต์
• -4, -7, -10, -13, -16, … , -3n - 1, … เปน
ลาํ ดบั อนนั ตท ่มี ี a1 = -4, a2 = -7, a3 = -10,
a4 = -13, a5 = -16 และ an = -3n - 1
8. ครอู ธบิ ายวา ลาํ ดบั อนนั ตม สี มาชกิ ไมม ที สี่ นิ้ สดุ
เราจะใชส ัญลักษณแทนดวย ... (จดุ สามจุด)
9. ครอู ธิบายเพิม่ เตมิ จากกรอบ ATTENTION วา
กรณีท่ีกําหนดลําดับพจนท่ัวไปหรือพจนที่ n
ถา ไมไ ดก าํ หนดสมาชิกของโดเมนไว ใหถือวา
ลาํ ดับนนั้ เปนลําดบั อนันต
134
สื่อ Digital กจิ กรรม สรางเสรมิ
ครอู าจใหนักเรยี นสืบคนความรูเพิ่มเติมเกยี่ วกับ เร่ือง ลาํ ดบั จาก www. ใหน กั เรยี นปฏิบตั ิตามขัน้ ตอนตอไปน้ี
youtube.com โดยใชค าํ สบื คน ดงั น้ี • ใหน กั เรยี นยกตัวอยางลาํ ดับมาคนละ 1 ลาํ ดับ
• เขยี น 5 พจนแรกของลาํ ดบั จากขอ 1. พรอ มทัง้ บอกวาลําดับดงั
• ลาํ ดบั จํากัด
• ลําดบั อนนั ต กลาวเปนลาํ ดับจํากดั หรอื ลําดับอนนั ต
• การหาหา พจนแ รกของลําดบั จํากดั • ใหนักเรียนเขียนลําดับในขอ 1. เขียนใหอยูในรูปพจนท่ัวไป
• Finite sequence
• Innfi ite sequence พรอมทัง้ ระบุโดเมน
หมายเหตุ : ครคู วรใหนกั เรียนเกงและนกั เรียนออ นจบั คกู นั
เชน https://www.youtube.com/watch?v=k5lyWlf2PSE
T144
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อย่างท ี่ 1 IT CORNER ขนั้ สอน
จากตัวอย่างท่ี 1 สามารถ
ใหห้ ำห้ำพจน์แรกของ an = 2n - 5 หาห้าพจน์แรกได้ โดยใช้ รู้ (knowing)
วธิ ีท�ำ จาก an = 2n - 5 โปรแกรม Microsoft Excel
จะได้ a1 = 2(1) - 5 = -3 ในการคา� นวณ ซ่งึ จะก�าหนด 10. ครูกลา ววา การเขียนลาํ ดบั นอกจากจะเขยี น
a2 = 2(2) - 5 = -1 ช่วงของโดเมน 1 ≤ n ≤ 5 แบบแจกแจงพจนแ ลว ยงั สามารถเขยี นเฉพาะ
a3 = 2(3) - 5 = 1 และพจนท์ วั่ ไป an = 2n - 5 พจนท่ัวไปพรอมทั้งระบุสมาชิกในโดเมน
a4 = 2(4) - 5 = 3 จากน้ันครูยกตัวอยา งเพิ่มเติม ดงั นี้
a5 = 2(5) - 5 = 5 ฝกทําตอ ลาํ ดบั -3, -6, -9, -12, -15 เขียนแทนดว ย
ดงั นั้น ห้าพจน์แรกของล�าดับน้ี คอื -3, -1, 1, 3, 5
แบบฝก ทักษะ 3.1 ก an = -3n เมื่อ n∊{ 1, 2, 3, 4, 5 }
ลองทาํ ดู ขอ 1(1)-(2), 3(1)-(2), 5
ลาํ ดบั 3, 5, 7, 9, 11, 13, …, 2n + 1, …
ให้หาห้าพจน์แรกของ an = 4n - 3
เขยี นแทนดวย an = 2n + 1 เมอ่ื n∊{ 1, 2,
ตวั อยา่ งท ่ี 2
3, … }
ใหห้ ำห้ำพจนแ์ รกของ an = 3n - 1 11. ครยู กตวั อยา งท่ี 1-2 ในหนงั สอื เรยี น หนา 135
วธิ ที �ำ จาก an = 3n - 1 30 = 1 บนกระดาน พรอมท้ังอธิบายการหาลําดับ
จะได ้ a1 = 31 - 1 = 31 = 3 ของ 5 พจนแ รก โดยการแทนคา ลงไปในพจน
a2 = 32 - 1 = 32 = 9 ท่ี n หรือพจนท ัว่ ไป เมอ่ื แทน n ดว ย 1, 2,
a3 = 33 - 1 = 33 = 27 3, 4 และ 5 โดยครูใหนักเรียนแทนคาใน
a4 = 34 - 1 = 34 = 81 ตัวอยางที่ 1 จากนั้นครูใหความรูเพิ่มเติม
a5 = 35 - 1 = วา นกั เรยี นสามารถหาคาหาพจนแรกโดยใช
ดงั นน้ั หา้ พจน์แรกของล�าดับนี ้ คือ 1, 3, 9, 27, 81 โปรแกรม Microsoft Excel ในการคํานวณ
ซึ่งจะมีการกาํ หนดโดเมนตง้ั แต 1 ถึง 5 คือ
1 ≤ n ≤ 5 และกาํ หนดพจนท่ัวไป คือ
an = 2n - 5
12. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน
เพ่ือฝกการใชโปรแกรม Microsoft Excel
ในการคาํ นวณหาคา หา พจนแ รกของพจนท ่ี n
โดยครจู ะตง้ั โจทยก ลมุ ละ 1 ขอทีไ่ มซ ํ้ากนั
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ เขา้ ใจ (Understanding)
ให้หาห้าพจน์แรกของ an = 4n - 2 แบบฝกทักษะ 3.1 ก ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
ขอ 1(3)-(4), 3(3)-(4) หนา 135 แลวแลกเปลยี่ นความรกู ับคขู องตนเอง
สนทนาซักถามจนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากนั้น
ล�ำดับและอนุกรม 135 ครูสุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน
โดยครูและนักเรียนในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบ
ความถูกตอง
ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู
ขอใดเปนพจนท ่ัวไปของลาํ ดับ -4, 7, -10, 13, -16, … ครคู วรใหค วามรเู พมิ่ เตมิ จากตวั อยา งที่ 1 วา ลาํ ดบั นม้ี รี ปู แบบเพม่ิ ขน้ึ อยา ง
1. an = 3n - 1 2. an = 3n - 1 คงท่ี โดยลําดบั ถดั ไปจะเพิ่มขน้ึ ทีละ 2 จากลาํ ดบั กอ นหนา
3. an = (3n - 1)(-1)n 4. an = (3n + 1)(-1)n
(เฉลยคาํ ตอบ แทน n = { 1, 2, 3, 4, 5 } ลงในพจนท ว่ั ไป แตล ะขอ
จะได
ขอ 1. หาพจนแ รกของลําดบั นี้ คอื 2, 5, 8, 11, 14
ขอ 2. หาพจนแรกของลาํ ดบั นี้ คอื 1, 3, 9, 27, 81
ขอ 3. หา พจนแ รกของลาํ ดับนี้ คอื -2, 5, -8, 11, -14
ขอ 4. หาพจนแรกของลําดบั น้ี คือ -4, 7, -10, 13, -16
ดังน้นั คาํ ตอบ คือ ขอ 4.)
T145
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตัวอยา่ งที่ 3
รู้ (knowing) ให้หำห้ำพจนแ์ รกของ an = (-1)n (n + 2)
ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 3 ในหนังสือ- วิธที ำ� จาก an = (-1)n (n + 2) = -3
เรยี น หนา 136 จากนน้ั ครอู ธบิ ายซา้ํ อกี ครง้ั เพอื่ ให จะได ้ a1 = (-1)1 (1 + 2) = 4
นักเรียนเขาใจมากย่ิงขึ้น จากน้ันครูยกตัวอยาง a2 = (-1)2 (2 + 2) = -5
เพมิ่ เตมิ บนกระดาน แลว สมุ นกั เรยี นออกมาแสดง a3 = (-1)3 (3 + 2) = 6
วธิ หี าคาํ ตอบ ดงั นี้ a4 = (-1)4 (4 + 2) = -7
a5 = (-1)5 (5 + 2)
• ใหนกั เรยี นหาหา พจนแรกของ an = 2n(n-1)
ดังน้นั ห้าพจน์แรกของล�าดับนี้ คอื -3, 4, -5, 6, -7
(แนวตอบ หาพจนแรกของลาํ ดับนี้ คือ 2, 4,
18, 128, 1,250) ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
• ใหน ักเรียนหาหาพจนแ รกของ
ให้หาหา้ พจนแ์ รกของ an = n(-1)n แบบฝกทกั ษะ 3.1 ก
an = (-1)(n-1)(n - 3) ขอ 1(5)-(6), 3(5)-(6)
(แนวตอบ หาพจนแรกของลําดับนี้ คือ -2, ตัวอยา่ งท ี่ 4
1, 0, -1, 2)
ให้หำพจนถ์ ัดไปสองพจน์ของล�ำดับที่กำ� หนดต่อไปน้ี
เขา้ ใจ (Understanding) 1) 2, 3, 6, 11, … 2) 50, 49, 47, 44, …
3) 64, 32, 16, 8, … 4) 1, 3, 9, 27, …
ครใู หน ักเรยี นจบั คูทํา “ลองทําดู” ในหนงั สือ-
เรียน หนา 136 แลวแลกเปล่ียนความรูกับคู วิธที ำ� 1) พจิ ารณาความสมั พนั ธ์ของพจนใ์ นลา� ดบั
ของตนเอง สนทนาซักถามจนเปน ทเ่ี ขา ใจรว มกนั
จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทําบน
กระดาน โดยครูและนักเรียนในช้ันเรียนรวมกัน
ตรวจสอบความถูกตอง
2 3 6 11
+1 +3 +5
จากความสัมพนั ธ์ จะเหน็ ว่า พจนท์ อ่ี ยู่ถัดไปจะเพ่มิ ขน้ึ 1, 3 และ 5 ตามล�าดบั
จะไดว้ ่า พจน์ถดั ไปสองพจน์ของล�าดบั นจี้ ะเพ่ิมข้นึ 7 และ 9 ตามลา� ดับ
ดงั น้ัน พจนถ์ ดั ไปสองพจน์ของล�าดับน ี้ คอื 18 และ 27
136
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ
ครูควรใหความรูเพ่ิมเติมจากตัวอยางที่ 3 วา จาก an = (-1)n(n + 2) จงเตมิ ตัวเลขในชอ งวา งใหถกู ตอ ง
10 2 8 5 6 8 ____ ____ …
เปนลําดับท่ีสลับระหวางคาบวกและคาลบ เน่ืองจากมีพจน (-1)n ปรากฏอยู
ในลาํ ดบั (เฉลยคาํ ตอบ จากโจทย ประกอบดวยลําดบั 2 ชุด ดังนี้
+3 +3 +3
ถา n เปนจํานวนคู คาของ (-1)n จะเปน คา บวก
ถา n เปน จํานวนค่ี คาของ (-1)n จะเปนคา ลบ 10 2 8 5 6 8 __4__ _1_1__ …
-2 -2 -2
ดงั นัน้ คําตอบ คอื 4 และ 11)
T146
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2) พิจารณาความสมั พนั ธ์ของพจนใ์ นล�าดับ ขน้ั สอน
50 49 47 44
รู (knowing)
-1 -2 -3
ครยู กตวั อยา งที่ 4 บนกระดาน แลว ใหน กั เรยี น
จากความสมั พนั ธ์ จะเห็นว่า พจนท์ ่อี ยูถ่ ดั ไปจะลดลง 1, 2 และ 3 ตามล�าดับ พิจารณาขอยอยแตละขอวามีความสัมพันธเปน
จะได้ว่า พจน์ถดั ไปสองพจน์ของลา� ดับนี้จะลดลง 4 และ 5 ตามล�าดบั แบบใด จากนัน้ ครูถามคําถาม ดงั น้ี
ดังนัน้ พจนถ์ ดั ไปสองพจน์ของล�าดับน้ ี คอื 40 และ 35
• จากขอ 1) จะเห็นวา พจนถัดไปสองพจน
3) พิจารณาความสัมพนั ธข์ องพจนใ์ นลา� ดบั ของลําดับ คือ 18 และ 27 ใหน กั เรียนหา
64 32 16 8 พจนถ ัดไปสองพจนข องลําดบั น้ี
(แนวตอบ สองพจนถัดไปของลําดับ 2, 3,
÷2 ÷2 ÷2 6, 11, 18, 27, ... คือ 38 และ 51)
จากความสัมพนั ธ ์ จะเหน็ ว่า พจนท์ อ่ี ย่ถู ดั ไปจะเป็นครง่ึ หนึ่งของพจนท์ ีอ่ ยขู่ า้ งหนา้ • จากขอ 2) จะเห็นวา พจนถัดไปสองพจน
ดังนน้ั พจน์ถดั ไปสองพจน์ของลา� ดับนี้ คอื 4 และ 2 ของลําดับ คือ 40 และ 35 ใหนักเรียน
หาพจนถ ดั ไปสองพจนข องลําดับน้ี
4) พิจารณาความสัมพันธข์ องพจนใ์ นลา� ดบั (แนวตอบ สองพจนถัดไปของลําดับ 50,
1 3 9 27 49, 47, 44, 40, 35, ... คอื 29 และ 22)
×3 ×3 ×3 • จากขอ 3) จะเห็นวา พจนถัดไปสองพจน
ของลําดับ คือ 4 และ 2 ใหนักเรียนหา
จ ากความสัมพนั ธ์ จะเหน็ วา่ พจน์ที่อยถู่ ัดไปจะเปน็ สามเท่าของพจนท์ ่ีอยขู่ ้างหน้า พจนถ ัดไปสองพจนของลาํ ดบั นี้
ดงั น้นั พจน์ถัดไปสองพจนข์ องลา� ดบั น้ ี คอื 81 และ 243
• 3(จแ2าน,กว1ขต6ออ, บ84,)ส4จ,อะ2งเ,พห.จ.็น.นวคาถอื ัดพ1ไจปแนขลถอะัดงไ21ลปํา)สดอับงพ6จ4น,
ลองทําดู ของลําดับ คือ 81 และ 243 ใหนักเรียน
หาพจนถัดไปสองพจนของลําดบั น้ี
ใหห้ าพจนถ์ ัดไปสองพจนข์ องล�าดบั ทีก่ �าหนดตอ่ ไปน้ี ฝกทําตอ (แนวตอบ สองพจนถัดไปของลําดับ 1, 3,
1) 5, 10, 16, 23, … 2) 81, 27, 9, 3, … 9, 27, 81, 243, ... คือ 729 และ 2,187)
3) 4, 1, -3, -8, … 4) 1, 4, 16, 64, … แบบฝก ทักษะ 3.1 ก
ขอ 2, 4 เขา ใจ (Understanding)
ล�ำดับและอนุกรม 137 1. ครูใหนกั เรียนจับคูทํา “ลองทําดู” ในหนงั สอื -
เรียน หนา 137 แลวแลกเปล่ียนความรูกับคู
ของตนเอง สนทนาซักถามจนเปนที่เขาใจ
รวมกัน จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมาแสดง
วิธีทําบนกระดาน โดยครูและนักเรียนใน
ชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบความถูกตอ ง
2. ครใู หน กั เรียนทํา Exercise 3.1 A เปน การบาน
กจิ กรรม สรางเสรมิ เกร็ดแนะครู
ครใู หนักเรยี นจับคู แลว ชว ยกันหาลาํ ดบั ซ่งึ มเี งอ่ื นไขตอ ไปนี้ ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา การหาพจนถ ดั ไปสองพจนข องลาํ ดบั ทก่ี าํ หนดใหโ ดย
• พจนท่อี ยูถ ดั ไปจะลดลงทลี ะ 1, 2, 3, … ตามลําดับ ใชว ิธีการพจิ ารณาผลตา งของพจน บางคร้ังอาจจะยงั ไมส ามารถสรปุ คาํ ตอบได
• พจนที่อยถู ัดไปจะเพมิ่ ขึ้นทีละ 2, 4, 6, … ตามลาํ ดบั ในกรณีเชนนี้อาจจะพิจารณาผลตางของลําดับน้ัน แลวนําผลตางท่ีไดมาเขียน
• พจนทีอ่ ยูถ ัดไปจะเปนหา เทาของพจนท ี่อยูดา นหนา เปนลาํ ดับอีกครง้ั จนไดผ ลตา งเปนคาคงที่ เชน
• พจนที่อยูถัดไปจะเปนครง่ึ หนง่ึ ของพจนท อ่ี ยดู านหนา
หมายเหตุ : ครคู วรใหนกั เรยี นเกง และนักเรียนออ นจับคกู นั 5 9 15 23 33
+4 +6 +8 +10
+2 +2 +2
T147
นาํ สอน สรุป ประเมิน
ขนั้ สอน แบบฝึกทักษะ 3.1ก
ลงมอื ทาํ (Doing) ระดบั พ้ืนฐำน
ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน 1. ให้หำห้ำพจน์แรกของล�ำดับตอ่ ไปน้ี
โดยคละความสามารถทางคณติ ศาสตร ทาํ แบบฝก 1) an = 7n + 2 2) an = 10 - 2n
ทกั ษะ 3.1 ก ลงในสมุด แลวใหต รวจสอบคําตอบ 3) an = 2n + 4 4) aann == -(-3n2n )n+ 1
ของตนเองกบั เพอ่ื นในกลมุ จากนน้ั ครสู มุ นกั เรยี น 5) an = 2n(-1)n - 1 6)
ออกมาแสดงวธิ คี ดิ หนา ชนั้ เรยี น โดยครตู รวจสอบ
ความถกู ตอ ง 2. ใหห้ ำพจนถ์ ัดไปสองพจนข์ องล�ำดับที่กำ� หนดต่อไปน้ี
1) 10, 20, 35, 55, … 2) 90, 70, 52, 36, …
ขนั้ สรปุ 3) 1, 5, 25, 125, … 4) 2,000, 1,000, 500, 250, …
ครูถามคําถามนักเรียน เพอ่ื สรปุ ความรู เร่ือง ร ะดบั กลำง
ลําดบั
3. ให้หำห้ำพจน์แรกของล�ำดับตอ่ ไปนี้ 2) an = n2(nn +- 11)
• ลาํ ดับ มีความหมายวา อยา งไร 1) an = n(n 2+ 1) 4) an = (21)n + 1 - n +n 2
(แนวตอบ ลําดับ คือ ฟงกชันท่ีมีโดเมน 3) an = (32)-n + n 6) an = (-1)n(n + 3) + 2n
เปนเซตของจํานวนเต็มบวก หรือสับเซต 5) an = (-1)n(n + 1)(n + 2)
ของจํานวนเตม็ บวก)
4. ให้หำพจน์ถดั ไปสองพจน์ของล�ำดับทกี่ ำ� หนดตอ่ ไปนี้
• สองพจนถัดไปของลําดบั 4, 7, 10, 13, ... 1) a, a + b, a + 2b, a + 3b, …
คอื อะไร
(แนวตอบ สองพจนถัดไป คอื 16, 19) 2) a, a2 b2, a3 b4, a4 b6, …
3) 21 (x + y), 41 (x + y)2, 18 (x + y)3, 116 (x + y)4, …
• สามพจนถ ัดไปของลําดบั 7, 9, 13, 21, ... 4) x - 2y + 3z, 2x - 3y + 6z, 3x - 4y + 9z, 4x - 5y + 12z, …
คืออะไร
(แนวตอบ สามพจนถ ัดไป คือ 37, 69, 133) ร ะดบั ท้ำทำย
• หาพจนแรกของ an = n(n2+ 1) คืออะไร 5. ใหห้ ำหกพจน์แรกของลำ� ดบั ทีก่ �ำหนด
(แนวตอบ หาพจนแ รกของลาํ ดบั นี้ คือ 1, 3, a n = n(n - 5) เม่อื n เป็นจำ� นวนคบ่ี วก
6, 10, 15) 3n2 + 4n - 1 เมอื่ n เป็นจำ� นวนคู่บวก
ขน้ั ประเมนิ 138
1. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 3.1 ก
2. ครูตรวจ Exercise 3.1 A
3. ครปู ระเมนิ การนาํ เสนอผลงาน
4. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
5. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม
6. ครูสงั เกตความมวี ินัย ใฝเรยี นรู
มงุ มน่ั ในการทํางาน
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอสอบเนน การคดิ
กาํ หนดให a1 = a2 = 1 และ an = (an-1)2 + an-2 เม่อื n = 3,
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําแบบฝก
ทกั ษะ 3.1 ก ในขั้นลงมอื ทํา โดยศึกษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลจากแบบ 4, 5, ... ใหหาหา พจนแรกของลาํ ดับนี้
ประเมนิ ของแผนการจดั การเรยี นรใู นหนวยการเรียนรูท่ี 3
(เฉลยคําตอบ จากโจทย a1 = a2 = 1
จะไดวา
a3 = ((aa32))22 + a1 = 12 + 1 = 2 จะได a3 = 2
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ a4 = + a2 = 22 + 1 = 5 จะได a4 = 5
คาชีแ้ จง : ใหผ้ ูส้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องท่ีตรงกับ
ระดับคะแนน
ลาดบั ช่ือ – สกุล การแสดง การยอมรบั ฟัง การทางาน ความมีน้าใจ การมี รวม
ที่ ของนกั เรียน ความคิดเห็น คนอนื่ ตามทไี่ ด้รับ สว่ นรว่ มใน 20
มอบหมาย การปรับปรุง คะแนน
ผลงานกลุ่ม
43214321432143214321 a5 = (a4)2 + a3 = 52 + 2 = 27 จะได a5 = 27
ดังนัน้ หาพจนแรกของลาํ ดบั น้ี คอื 1, 1, 2, 5, 27)
เกณฑก์ ารให้คะแนน ลงชือ่ ...................................................ผู้ประเมนิ
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ............/................./................
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้งั ให้ 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครัง้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรับปรุง
T148
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
2. ลา� ดบั เลขคณติ (Arithmetic Sequence) ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching)
Investigation a2 - a1 a3 - a2 a4 - a3 a5 - a4 การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
ใหน้ ักเรยี นตอบคำ� ถำมตอ่ ไปนี้ ครูทบทวนความรู เรื่อง ลําดับ โดยการถาม
1. เติมค�าตอบลงในชอ่ งวา่ ง คาํ ถามนกั เรียน ดงั นี้
ข้อ ลำ� ดบั • ลําดบั มคี วามหมายวา อยางไร
1 2, 5, 8, 11, 14, … (แนวตอบ ลําดับ คอื ฟงกช ันท่มี โี ดเมนเปน
2 6, 3, 0, -3, -6, … เซตของจํานวนเต็มบวก หรือสับเซตของ
3 5, 9, 13, 17, 21, … จํานวนเต็มบวก)
4 1, 1, 1, 1, 1, …
5 1, 2, 4, 7, 11, … • ลําดับจาํ กัด มีความหมายวาอยา งไร
6 9, 8, 6, 3, -1, … (แนวตอบ ลําดับจํากดั คือ ฟงกช ันท่มี โี ดเมน
เปน สบั เซตของจาํ นวนเตม็ บวก)
2. ผลต่างของพจน์หลังกับพจนห์ นา้ ที่อย่ตู ิดกันในแตล่ ะคู่มีค่าเท่ากนั หรือไม่
• ลาํ ดบั อนันต มคี วามหมายวา อยางไร
จาก Investigation จะเห็นว่า ล�าดับในขอ้ 1 ถึง 4 จะมีผลตา่ งของพจน์หลังกบั พจนห์ นา้ (แนวตอบ ลาํ ดบั อนนั ต คอื ฟง กช นั ทม่ี โี ดเมน
ท่อี ย่ตู ิดกนั ดงั น้ี เปนเซตของจํานวนเต็มบวก)
5 - 2 = 8 - 5 = 11 - 8 = 14 - 11 = 3 มีคา่ คงตวั เท่ากบั 3
3 - 6 = 0 - 3 = (-3) - 0 = (-6) - (-3) = -3 มีคา่ คงตัวเท่ากับ -3 ขน้ั สอน
9 - 5 = 13 - 9 = 17 - 13 = 21 - 17 = 4 มคี า่ คงตวั เทา่ กบั 4
1 - 1 = 1 - 1 = 1 - 1 = 1 - 1 = 0 มีค่าคงตัวเท่ากบั 0 รู้ (knowing)
เรียกลา� ดับทมี่ ผี ลตา่ งของพจน์ท่ี n + 1 กับพจน์ที่ n เป็นค่าคงตัวเสมอว่า ลำ� ดบั เลขคณติ 1. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Investigation
และเรียกผลตา่ งทเ่ี ป็นค่าคงตัวน้ันว่า ผลตำ่ งร่วม (common difference)
เปนรายบคุ คล จากนนั้ ครแู ละนักเรยี นรว มกัน
ในกรณที ัว่ ไป ถา้ a1, a2, a3, …, an, … เป็นล�าดับเลขคณติ และมีผลต่างรว่ ม คือ d โดยท่ี อภิปรายจนไดขอสรุปวา ผลตางที่อยูติดกัน
d = an + 1 - an สามารถเขียนพจน์อ่ืน ๆ ของลา� ดับเลขคณิตในรูปของ a1 และ d ได ้ ดงั น้ี ในแตละคูจะมีคาคงตัวที่เทากัน ซ่ึงจะเรียก
ลําดับนั้นวา ลําดับเลขคณิต และผลตางที่
ล�ำดับและอนุกรม 139 คงตัวจะเรียกวา ผลตางรวม ใชสัญลักษณ
แทน คอื d
กจิ กรรม สรา งเสรมิ เฉลย Investigation
ครใู หน กั เรยี นจับคู แลวปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนตอไปนี้ 1. ขอ ลาํ ดบั a2 - a1 a3 - a2 a4 - a3 a5 - a4
• ใหน ักเรียนยกตัวอยา งลําดับมา 1 ลําดบั
• หาผลตางรวม (common difference) ของลําดับท่ีนักเรียน 1 2, 5, 8, 11, 14, ... 3 3 3 3
ยกตวั อยา งมา 2 6, 3, 0, -3, -6, ... -3 -3 -3 -3
• ผลตางรวม (common difference) ของลําดับท่ีนักเรียน 4 4 4 4
3 5, 9, 13, 17, 21, ... 0 0 0 0
ยกตัวอยางมานัน้ มคี า คงท่ีหรอื ไม แลว เงื่อนไขใดทท่ี ําใหลําดบั 1 2 0 4
ทน่ี กั เรยี นยกตวั อยา งมามีคาคงที่ 4 1, 1, 1, 1, 1, ...
หมายเหตุ : ครคู วรใหน กั เรียนเกงและนักเรียนออนจับคูกนั -1 -2 -3 -4
5 1, 2, 4, 7, 11, ...
6 9, 8, 6, 3, -1, ...
2. ผลตา งของพจนห ลงั กบั พจนหนาท่อี ยูต ดิ กันในแตล ะคูของขอ 1-4
มีคา เทากัน
T149
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน a1 = a1 = a1 + 2d
a2 = a1 + d = a1 + 3d
รู้ (knowing) a3 = a2 + d = (a1 + d) + d
a4 = a3 + d = (a1 + 2d) + d
2. ครูเขียนลําดับเลขคณิตจํานวน 5 พจน บน
กระดาน จากนั้นสุมนักเรียนออกมาเขียนคา ︙ ︙ ︙ ︙
ของ a1 และ d และพจนทั่วไปของลําดับ an = an - 1 + d = [a1 + (n - 2)d] + d = a1 + (n - 1)d
เลขคณิต แลวรวมกันอภิปรายจนไดขอสรุป จะไดว้ ่า พจน์ที่ n ของลา� ดบั เลขคณติ คือ
ทีต่ รงกนั วา พจนท่วั ไปของลาํ ดบั เลขคณิต คือ
an = a1 + (n - 1)d
an = a1 + (n - 1)d
เมื่อ a1 คือ พจนท ี่ 1 ของลาํ ดบั เลขคณติ เมื่อ a1 คือ พจน์ที ่ 1 ของล�าดบั เลขคณติ
d คือ ผลตา่ งรว่ มของลา� ดบั เลขคณติ
d คอื ผลตา งรว มของลาํ ดบั เลขคณติ n คือ ล�าดับท่ ี n ของลา� ดับเลขคณิต
n คอื ลําดับที่ n ของลําดับเลขคณติ และ an คือ พจนท์ ่ ี n หรอื พจน์ท่วั ไปของล�าดับเลขคณติ
และ an คอื พจนท่ี n หรือพจนท่ัวไปของ ตวั อยา งท่ี 5
ลําดับเลขคณติ ใหเ้ ขียนสพี่ จน์ถดั ไปของลำ� ดบั เลขคณิต -3, 1, 5, …
3. ครูยกตัวอยางท่ี 5 และใหนักเรียนสังเกตวา วิธที ำ� ลา� ดับเลขคณติ น้มี ี a1 = -3 และผลตา่ งรว่ ม d = 1 - (-3) = 4
จะได้ a4 = a3 + d = 5 + 4 = 9
โจทยเ ปน ลาํ ดบั เลขคณติ ทม่ี ผี ลตา งรว มเทา กบั a5 = a4 + d = 9 + 4 = 13
4 แลวใหร วมกนั อภิปรายในช้นั เรยี นวา สีพ่ จน a6 = a5 + d = 13 + 4 = 17
ถดั ไปคอื จาํ นวนใดบา ง จากนนั้ ครเู ขยี นสพี่ จน a7 = a6 + d = 17 + 4 = 21
ดังน้ัน สพ่ี จน์ถัดไปของล�าดบั เลขคณติ น ้ี คอื 9, 13, 17, 21
ถดั ไปโดยใชสตู ร an = a1 + (n - 1)d แลว
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
อธิบายคําตอบ
4. ครูยกตัวอยางเพ่ิมเติมบนกระดาน แลวถาม ให้เขยี นส่พี จน์ถัดไปของลา� ดับเลขคณติ -8, -3, 2, … แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ข ขอ 1
คาํ ถามนกั เรียน ดังนี้ 140
• ลาํ ดบั เลขคณติ 1, 3, 5, … มผี ลตา งรว ม (d)
เทากบั เทา ใด
(แนวตอบ ผลตางรวม (d) มคี าเทากบั
a2 - a1 = 3 - 1 = 2)
• ใหเขียนสามพจนถัดไปของลําดับเลขคณิต
1, 3, 5, …
(แนวตอบ ลําดับเลขคณิตมี a1 = 1 และ
ผลตา งรว ม d = 2
จะได a4 = a3 + d = 5 + 2 = 7
a5 = a4 + d = 7 + 2 = 9
a6 = a5 + d = 9 + 2 = 11
ดงั นั้น สามพจนถ ดั ไปของลาํ ดบั เลขคณติ น้ี
คอื 1, 3, 5, 7, 9, 11, ...)
เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรา งเสริม
ครคู วรใหความรเู พ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั ผลตางรว ม (common difference) วา ครใู หน กั เรยี นจบั คู แลวชวยกันหาคา ของ a6 - a5 และ a6 + a5
สามารถหาไดจากผลตางของพจนหลังกับพจนหนาท่ีอยูติดกันโดยการเอาพจน
หลังลบกับพจนหนา ซ่ึงคาท่ีไดอาจเปนจํานวนบวก ลบ หรือศูนยก็ได และ จากลาํ ดบั เลขคณิต 5, 8, 11, 14, …
จากตวั อยา งที่ 5 วา อาจหาพจนถดั ไปไดโดยพิจารณาความสมั พนั ธข องลาํ ดับ หมายเหตุ : ครคู วรใหน กั เรียนเกง และนักเรยี นออ นจับคูกัน
เนื่องจากลาํ ดบั นเ้ี พิม่ ขึ้นทลี ะ 4 ดงั น้นั สีพ่ จนถดั ไปอาจหาไดโ ดยนาํ 4 บวกเพ่ิม
จากพจนถ ัดไป
-3 , 1 , 5 , 9 , 13 , 17 , 21
+4 +4 +4 +4 +4 +4
ซึ่งคําตอบจะตรงกันกับวธิ ใี นตัวอยางท่ี 5
T150
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตัวอย่างท ่ี 6 ขนั้ สอน
ให้หำพจน์ท ่ี 50 ของล�ำดับเลขคณิต 3, 7, 11, 15, … รู้ (knowing)
วิธที ำ� ลา� ดบั เลขคณติ นมี้ ี a1 = 3 และผลตา่ งร่วม d = 7 - 3 = 4 5. ครยู กตัวอยางท่ี 6 ในหนงั สอื เรียน หนา 141
จาก an = a1 + (n - 1)d SOPLRVOIBNLGETMIP และอธิบายวา นักเรียนสามารถหาพจนท่ี 50
จะได ้ a50 = 3 + (50 - 1)(4) การหาพจน์ท่ี n ของ ของลําดับเลขคณติ 3, 7, 11, 15, ... ไดโ ดย
= 3 + 196 ล�าดบั เลขคณติ จะตอ้ งทราบ การแทนคา n = 50 ลงในสูตร
คา่ a1 และ d ก่อนเสมอ
= 199 an = a1 + (n - 1)d เม่ือ a1 = 3 และ d = 4
ดงั น้นั พจนท์ ่ี 50 ของลา� ดบั คอื 199 ซง่ึ ในการหาลาํ ดบั เลขคณติ ในพจนท ี่ n จะตอ ง
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ ทราบคาของ a1 และ d กอ นเสมอ
ให้หาพจนท์ ่ี 100 ของลา� ดับเลขคณติ 9, 17, 25, 33, … แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ข 6. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 7 ในหนังสือ-
ขอ 2, 13 เรียน หนา 141 จากนนั้ ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา
จากตัวอยางท่ี 7 เปนการหาพจนท่ัวไปหรือ
ตวั อยา่ งที ่ 7
การหาลําดับท่ี n จะเหน็ วา a1 = 5 และพจน
ใหห้ ำพจน์ท่ัวไปของล�ำดบั เลขคณิต 5, 1, -3, -7, …
ท่ีอยูถดั ไปจะลดลงทีละ 4
วิธที �ำ ล�าดับเลขคณติ นมี้ ี a1 = 5 และผลตา่ งร่วม d = 1 - 5 = -4 5 1 -3 -7
จาก an = a1 + (n - 1)d -4 -4 -4
จะได้ an = 5 + (n - 1)(-4)
= 5 - 4n + 4 นน่ั คือ ผลตางรวม d = -4 จากนั้นนํา a1 = 5
= 9 - 4n และ d = -4 แทนลงในสตู ร an = a1 + (n - 1)d
ดังน้ัน พจนท์ วั่ ไปของลา� ดบั น้ี คือ an = 9 - 4n
จะไดพ จนท ัว่ ไปของลาํ ดบั 5, 1, -3, -7, ... คือ
ลองทําดู ฝกทําตอ
an = 9 - 4n
ใหห้ าพจน์ทว่ั ไปของลา� ดบั เลขคณติ 19, 12, 5, -2, … แบบฝก ทักษะ 3.1 ข
ขอ 3 เขา้ ใจ (Understanding)
ครูใหน ักเรียนจบั คทู าํ “ลองทาํ ด”ู ในหนังสอื -
เรียน หนา 140-141 และแบบฝกทักษะ 3.1 ข
ขอ 1.-3. ในหนังสือเรียน หนา 144-145 แลว
แลกเปลี่ยนความรูสนทนาซักถามจนเปนที่เขาใจ
รว มกนั จากนั้นครสู ุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทาํ
บนกระดาน โดยครแู ละนกั เรยี นในชน้ั เรยี นรว มกนั
ตรวจสอบความถูกตอ ง
การหาลําดบั เลขคณติ พจนท ี่ n
ล�ำดับและอนุกรม 141
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET ส่ือ Digital
ถา a เปนพจนท วั่ ไปของลาํ ดับเลขคณิต ซึ่งมี a5 = 9
และ an+1 = an - 2 แลว a11 เทากบั ขอ ใด ครูเปดสือ่ การเรียนรู เรื่อง การหาลาํ ดบั เลขคณิตพจนท ่ี n โดยการนาํ เสนอ
ดวยแผนภาพเวนน ในหนังสือเรยี น หนา 141 ดว ยการสแกน QR Code
1. -5 2. -3 3. -1 4. 1 5. 3
T151
(เฉลยคาํ ตอบ จากโจทย
a5 = a4+1 = a4 - 2 = 9
a4 = 11 ..., a3, a4, a5, ...
a4 = a3+1 = a3 - 2 = 11 ..., 13, 11, 9, ...
a3 = 13 d = -2
จาก a3 = 13
a1 + 2d = 13
a1 + 2(-2) = 13
จะได a1 = 17
น่ันคือ a11 = a1 + 10d = 17 + 10(-2) = -3
ดังน้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ตวั อยา่ งที่ 8
รู้ (knowing) ใหห้ ำพจนท์ ่ ี 3 ของลำ� ดับเลขคณิตที่ม ี a5 = 27 และ a10 = 62
1. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 8 ในหนังสือ- วิธที �ำ จาก a5 = 27
เรียน หนา 142 จากน้ันครูอธิบายซํ้าอีกคร้ัง จะได ้ a1 + (5 - 1)d = 27
เพอื่ ใหน กั เรยี นเขา ใจมากยง่ิ ขน้ึ และใหน กั เรยี น a1 + 4d = 27 ......➊
ดกู รอบ ATTENTION แลวถามคาํ ถามนักเรียน จาก a10 = 62 ......➋
ดงั น้ี จะได้ a1 + (10 - 1)d = 62 ATTENTION
• จากระบบสมการในกรอบ ATTENTION a1 + 9d = 62
น�า ➋ - ➊ ; 5d = 35 นักเรียนสามารถจัดรูป a5
นกั เรียนสามารถแกส มการเพื่อหาคา a3 ได d = 7 และ a10 ใหอ้ ย่ใู นรูป a3 ดงั น้ี
แทน d ใน ➊ ด้วย 7 จะได ้ a1 = -1 a5 = a3 + 2d
อยา งไร และ a3 = a1 + 2d = (-1) + 2(7) = 13 a10 = a3 + 7d
ดังนน้ั พจนท์ ่ี 3 ของลา� ดบั เลขคณติ น ้ี คอื 13 จากนั้นให้แก้ระบบสมการ
(แนวตอบ เนื่องจาก a5 = 27 และ a10 = 62 เพือ่ หาค่า a3
จะได a3 + 2d = 27 .....(1)
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
a3 + 7d = 62 .....(2)
ใหห้ าพจน์ที่ 9 ของลา� ดับเลขคณิตที่ม ี a4 = 3 และ a12 = -21 แบบฝก ทักษะ 3.1 ข
(2) - (1) ; 5d = 35 ขอ 5, 12
d=7
ตวั อย่างท่ ี 9
แทน d = 7 ลงใน (1)
ถ้ำ x + 2, 12 - x, 5x + 6 เปน็ พจนส์ ำมพจน์ที่เรยี งกนั ในลำ� ดับเลขคณิต ให้หำค่ำ x
จะได a3 + 2(7) = 27
a3 = 27 - 14 วิธีท�ำ เนอ่ื งจากล�าดับเลขคณิตมีผลต่างรว่ มคงตวั
จะได ้ (12 - x) - (x + 2) = (5x + 6) - (12 - x)
= 13) 10 - 2x = 6x - 6
2. ครูยกตัวอยา งท่ี 9 ในหนังสือเรียน หนา 142 8x = 16
x = 2
บนกระดาน แลวอธิบายเพิ่มเติมวา ในการ ดังน้ัน x มีค่าเท่ากับ 2
หาคา x ในพจนสามพจนท่ีเรียงกันในลําดับ
เลขคณิต จะไดวา ผลตางรวมในแตละพจน ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
จะเทากนั ดังนี้ a1 a2 a3 ถา้ 2x + 1, 21 - x, 4x + 1 เปน็ พจนส์ ามพจนท์ เี่ รยี งกนั ในลา� ดบั เลขคณติ แบบฝกทกั ษะ 3.1 ข
ให้หาคา่ x ขอ 7-9
dd
142
จะไดว า a2 - a1 = a3 - a2
เขา้ ใจ (Understanding)
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 142 และแบบฝกทกั ษะ 3.1 ขอ 5., 7.-9.,
12. ในหนังสือเรียน หนา 145-146 จากนั้นครู
สมุ นกั เรยี นออกมาแสดงวธิ ที าํ บนกระดาน โดยครู
และนักเรียนในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบความ
ถูกตอง
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครคู วรใหความรเู พิ่มเติมเกยี่ วกบั ตวั อยา งท่ี 8 โดยแสดงวิธคี ดิ อกี แบบ ดังน้ี พจนที่ 60 ของลําดบั เลขคณติ x + 2, 2x -5, 2x + 2, ... เทากบั
เน่อื งจาก a10 = a1 + 9d ขอใด
= a1 + 4d + 5d
= a5 + 5d 1. 429 2. 437 3. 463 4. 498 5. 499
ดงั นนั้ 62 = 27 + 5d จะได d = 7 (เฉลยคาํ ตอบ x + 2, 2x - 5, 2x + 2, ...
โจทยตองการหา a3 = a5 - 2d = 27 - 2(7) = 13 dd
ดงั นน้ั a3 = 13 กรณี 1 d = (2x - 5) - (x + 2) = x - 7
กรณี 2 d = (2x + 2) - (2x - 5) = 7
จะไดว า x-7 =7
x = 14
นน่ั คอื a60 = a1 + 59(d)
= (x + 2) + 59(7)
= (14 + 2) + 413 = 429
ดงั นั้น คาํ ตอบ คือ ขอ 1.)
T152
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
ตัวอยา่ งท ่ี 10 1. ครูใหน ักเรยี นศกึ ษาตวั อยางที่ 10 ในหนงั สอื -
เรียน หนา 143 จากน้ันครูอธิบายซํ้าอีกคร้ัง
ถ้ำล�ำดบั เลขคณิตชดุ หนึ่งมผี ลบวกและผลคณู ของสำมพจนแ์ รกเท่ำกบั 9 และ 15 ตำมล�ำดบั เพ่ือใหนักเรียนเขาใจมากย่ิงขึ้นและช้ีแนะวิธี
ใหห้ ำสำมพจนแ์ รกของล�ำดบั เลขคณติ ชดุ นี้
SOPLRVOIBNLGETMIP การแกโจทยปญหา โดยการสมมติตัวแปรใน
วิธที ำ� ให้สามพจน์แรกของล�าดบั เลขคณิต คอื a - d, a, a + d ลําดับเลขคณิต ควรกําหนดใหสามพจนแรก
จะได ้ (a - d) + a + (a + d) = 9 การสมมตติ ัวแปรใน
3a = 9 ลา� ดบั เลขคณติ ควรกา� หนดให้ เปน a - d, a, a + d เน่ืองจากเม่ือนํา
สามพจน์แรกเปน็ สามพจนแรกมาบวกกัน จะทําใหเหลือแตคา
a = 3 ตวั แปร a ซึง่ ทาํ ใหงายตอ การคํานวณ
และ (a - d)(a)(a + d) = 15 a - d, a, a + d
(3 - d)(3)(3 + d) = 15 เนอ่ื งจากเมอ่ื นา� สามพจนแ์ รก 2. ครถู ามคําถามเพิ่มเตมิ จากตัวอยา งที่ 10 ดังนี้
มาบวกกัน จะท�าให้ค่าของ • ใหห าสองพจนถ ดั ไปของลาํ ดบั เลขคณิตน้ี
9 - d2 = 5 ตัวแปร d หมดไป เหลือแต่ (แนวตอบ ถา d = 2 สองพจนถัดไปของ
d2 = 4 คา่ ของตวั แปร a ซ่ึงทา� ให้
d = 2, -2 สะดวกต่อการคา� นวณ ลําดบั 1, 3, 5, ... คือ 7 และ 9
ถา d = -2 สองพจนถ ดั ไปของ
เมื่อ d = 2 และ a = 3 จะไดส้ ามพจน์แรก คอื 1, 3, 5 ลาํ ดบั 5, 3, 1, ... คือ -1 และ -3)
เมอ่ื d = -2 และ a = 3 จะได้สามพจนแ์ รก คือ 5, 3, 1 • ใหหาพจนท่วั ไปของลาํ ดบั เลขคณติ นี้
ดังน้ัน สามพจน์แรกของลา� ดับนี้ คอื 1, 3, 5 หรือ 5, 3, 1 (แนวตอบ พจนท่ัวไปของ 1, 3, 5, … คือ
ลองทําดู 2n - 1
พจนท ว่ั ไปของ 5, 3, 1, … คือ -2n + 7)
ถา้ ลา� ดบั เลขคณติ ชดุ หนง่ึ มผี ลบวกและผลคณู ของสามพจนแ์ รกเทา่ กบั ฝกทําตอ 3. ครยู กตัวอยางที่ 11 ในหนงั สือเรยี น หนา 143
15 และ 45 ตามล�าดบั ใหห้ าสามพจนแ์ รกของลา� ดบั เลขคณิตชุดนี้ แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ข
ขอ 4, 6, 15 บนกระดาน ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา การหา
ตวั อยา่ งท่ ี 11 ขจnคาํอร=นูยงสวกaนมตnพกัวd-อาจaรยน1าส aง+าnเมพ1า=ิ่มรซเถต่ึงaหไ1ิมดาโจไ+ดดายจก(ใnากหกาน-สรักยตู 1เารร)ยdียขนา จรงาวกมนกั้นัน
จำ� นวนเต็มต้ังแต ่ 100 ถึง 1,000 ท่หี ำรด้วย 7 ลงตัวมีท้งั หมดก่จี �ำนวน
วธิ ที ำ� จา� นวนแรกที่หารด้วย 7 ลงตัว คือ 105
จ�านวนสุดท้ายทห่ี ารดว้ ย 7 ลงตวั คือ 994
จะไดล้ า� ดับเลขคณติ คือ 105, 112, 119, …, 994 แสดงวธิ ที าํ ดงั น้ี
• จาํ นวนระหวาง 100 กับ 500 ทีห่ ารดวย 4
จาก 9 9a4n = 1a10 5+ +( n( n- -1 )1d) (เ7ม)ื่อ a1 = 105, d = 7 และ an = 994 ล(จแะงนตไวดวัตมอบีทงั้ จหามกดannก1ี่จ===ําน1a5ว0n0น00d-,
จะได ้ = a1 + 1, an = 500,
994 = 105 + 7n - 7 = 4400 = 4
7n = 896 d
n = 128 4- 100 + 1
ดงั นน้ั จ�านวนเต็มต้ังแต ่ 100 ถึง 1,000 ทห่ี ารด้วย 7 ลงตวั มีทั้งหมด 128 จ�านวน
+ 1 = 101
ล�ำดับและอนุกรม 143 ดงั น้นั จํานวนระหวาง 100 กับ 500 ที่หาร
ดว ย 4 ลงตวั มีทั้งหมด 101 จํานวน)
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET สอื่ Digital
กําหนดให x เปนจาํ นวนจรงิ ถา 5 - 7x, 3x + 28, 5x + 27, ครูใหนักเรียนใชโปรแกรม Microsoft Excel โดยเขียนชุดคําส่ังเพ่ือหา
..., 2x3 - 3x + 1 เปน ลาํ ดับเลขคณติ แลวลาํ ดบั นีม้ ีกีพ่ จน คําตอบจากโจทย พรอมท้ังตรวจคําตอบจากตัวอยางท่ี 11 วาสอดคลองกัน
หรือไม พรอ มอธิบายใหน กั เรยี นเขาใจ
1. 10 2. 11 3. 12 4. 13 5. 14
(เฉลยคําตอบ (3x + 28) - (5 - 7x) = (5x + 27) - (3x + 28) T153
10x + 23 = 2x - 1
x = -3
แทนคา x = -3 ในลําดับ
5 - 7(-3), 3(-3) + 28, 5(-3) + 27, ..., 2(-3)3 - 3(-3) + 1
26, 19, 12 , ..., -44
-7 -7
n = an d- a1 + 1, an = -44, a1 = 26, d = -7
จะได n = (-44-)7- 26 + 1 = 11
ดงั นน้ั คําตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
รู้ (knowing) จา� นวนเตม็ ตั้งแต ่ 50 ถงึ 750 ท่หี ารดว้ ย 3 ลงตัวมีท้งั หมดกจี่ �านวน แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ข
ขอ 10, 14
4. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 12 แลวถาม
คําถาม ดงั น้ี ตวั อย่างท่ ี 12
• นกั เรยี นทราบไดอ ยา งไรวา โจทยใ นตวั อยา ง
ที่ 12 มีลกั ษณะเปน ลําดบั เลขคณิต วันชัยกเู้ งนิ จำกสหกรณ์มำจ�ำนวนหนึง่ โดยชำ� ระเงินคืนเดอื นแรก 850 บำท และในเดอื นถดั ไป
(แนวตอบ เพราะวันชัยมีการจายเงินเพ่ิม วนั ชยั ตอ้ งจำ่ ยเพมิ่ ขน้ึ ทกุ เดอื น เดอื นละ 50 บำท หลงั จำกชำ� ระเงนิ กหู้ มดแลว้ พบวำ่ วนั ชยั ชำ� ระ
ทุกเดอื น เดือนละ 50 บาท อยา งคงตัว) เงนิ ในเดอื นสดุ ทำ้ ยเปน็ จำ� นวน 1,700 บำท ใหห้ ำวำ่ วนั ชยั ชำ� ระเงนิ กสู้ หกรณเ์ ปน็ ระยะเวลำกเ่ี ดอื น
• นักเรียนทราบคา a1, d และ an ไดอ ยางไร วธิ ที ำ� เขยี นลา� ดับเลขคณติ แทนเงินก้ทู ว่ี ันชยั ชา� ระเงินในแตล่ ะเดอื นได้ ดังน้ี
8จจ5าะไก0ด, ้ 90 10 , ,7 09a05n 0,== … a8, 151 0+,7 +0( n0( n- โ ด-1 ย)1dท) (ี่ 5a 01) = 850, d = 50, an = 1,700
(แนวตอบ เนอื่ งจากโจทยร ะบวุ า ชาํ ระเงนิ คนื
เดอื นแรก 850 บาท นน่ั คือ a1 = 850 1,700 = 850 + 50n - 50
50n = 900
วันชัยมีการจายเงินเพิ่มทุกเดือน เดือนละ n = 18
50 บาท นน่ั คือ d = 50 ดงั นน้ั วันชยั ต้องช�าระเงนิ ก้สู หกรณเ์ ปน็ เวลา 18 เดือน
วันชัยชําระเงินในเดือนสุดทายเปนเงิน
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
1,700 บาท คือพจนสุดทาย นั่นคือ an =
ก้องภพเร่ิมต้นท�างานท่ีบริษัทอักษร ได้รับเงินเดือนในเดือนแรก แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ข
1,700) เปน็ เงนิ จ�านวน 15,000 บาท และได้รบั เงนิ เดือนเพม่ิ ขนึ้ ทกุ ป ปล ะ ขอ 11
• โจทยตองการทราบอะไร และใชสูตรใด 750 บาท อยากทราบว่าก้องภพจะต้องท�างานไปอีกก่ีป ถึงจะมี
เงนิ เดือน 24,000 บาท
ในการคาํ นวณหาคาตัวแปร
(แนวตอบ โจทยตองการทราบวา วันชัย แบบฝึกทักษะ 3.1 ข
ชําระเงินกูสหกรณเปนระยะเวลาก่ีเดือน
คือ หาคาของ n โดยใชส ตู ร ร ะดบั พนื้ ฐำน
an = a1 + (n - 1)d ในการคาํ นวณ) 1. ให้เขียนหำ้ พจน์แรกของลำ� ดบั เลขคณติ ทีก่ ำ� หนดต่อไปนี้
เขา้ ใจ (Understanding) 1) a1 = 8, d = 5 2) a1 = -7, d = 7
3) aa11 == -355 ,. 5d, =d =51 -2.5 4) aa11 == -4 512, , dd == --9 32
ครใู หน ักเรียนจบั คูท าํ “ลองทาํ ด”ู ในหนังสอื - 5) 6)
เรียน หนา 143-144 และแบบฝกทักษะ 3.1 ข
ขอ 4., 6., 10.-11. ในหนงั สือเรยี น หนา 145-146
แลวแลกเปลี่ยนความรูกับคูของตนเอง สนทนา 144
ซักถามจนเปนที่เขาใจรวมกัน จากน้ันครูสุม
นักเรียนออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน โดยครู
และนักเรียนในช้ันเรียนรวมกันตรวจสอบความ
ถูกตอง
เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills
กอนท่จี ะใหน กั เรยี นทําแบบฝกทกั ษะ 3.1 ข ครูควรทบทวนความรเู กีย่ วกบั ครูใหน กั เรยี นแบงกลมุ กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง
ลาํ ดับเลขคณิต โดยการถาม-ตอบเพื่อตรวจสอบความเขาใจของนักเรยี น และ คณิตศาสตร (เกง ปานกลาง และออ น) แลวทาํ กิจกรรม ดงั น้ี
ควรเนน ยา้ํ วา ลาํ ดบั เลขคณติ คอื ลาํ ดบั ทม่ี ผี ลตา งรว ม (nd)จคางกทnี่ แ=ละaสnาd-มาaร1ถ+ห1า
• ใหน ักเรียนแตล ะกลุมสืบคนขอมลู เพ่ิมเตมิ เกีย่ วกับ
พจนท ่ัวไปไดจาก an = a1 + (n - 1)d และสามารถหา สถานการณใ นชวี ติ ประจาํ วนั ทน่ี าํ ความรู เรอื่ ง ลาํ ดบั เลขคณติ
มาใช มากลุมละ 1 เรอ่ื ง
• ใหนักเรียนแตละกลุมนําขอมูลท่ีไดมาสรางเปนโจทยปญหา
พรอมทงั้ แสดงวธิ ีทําอยา งละเอียด
• สง ตวั แทนกลมุ ออกมานาํ เสนอขอ มลู ผา นโปรแกรม Microsoft
PowerPoint หรอื โปรแกรมนาํ เสนออน่ื ๆ ตามทน่ี กั เรยี นถนดั
T154
นาํ สอน สรปุ ประเมิน
ขน้ั สอน
ลงมอื ทาํ (Doing)
2. ใหห้ ำพจนข์ องล�ำดับเลขคณติ ทก่ี �ำหนดตอ่ ไปนี้ 1. ครใู หนักเรยี นแบง กลุม กลมุ ละ 3-4 คน โดย
คละความสามารถทางคณิตศาสตร ใหแตละ
1) a5 เม่อื a1 = 2 และ d = 6 2) a11 เมอื่ a1 = -5 และ d = -4 กลุม ทําแบบฝก ทักษะ 3.1 ข ขอ 13.-15. ใน
3) a20 เมอ่ื a1 = 12 และ d = 11 4) a50 เมอ่ื a1 = -83 และ d = 9 หนังสอื เรยี น หนา 146 จากนน้ั ครสู ุม นักเรยี น
5) a75 เมือ่ a1 = 34 และ d = 41 6) a100 เม่ือ a1 = 130 และ d = - 170 ออกมาเฉลยคําตอบหนาชั้นเรียน โดยครู
ตรวจสอบความถกู ตอ ง
3. ให้หำพจน์ทั่วไปของล�ำดับเลขคณิตต่อไปนี้
2. ครูใหน ักเรยี นทาํ Exercise 3.1 B เปนการบาน
1) 11, 20, 29, 38, … 2) -15, -4, 7, 18, … ขน้ั สรปุ
3) 100, 87, 74, 61, … 4) -32, -28, -24, -20, … ครูถามคาํ ถามนักเรียน เพื่อสรุปความรู เรอ่ื ง
5) 51 , 1, 59 , 153 , ... 6) -1, - 43 , - 12 , - 14 , … ลาํ ดับเลขคณติ ดังนี้
4. ถำ้ ลำ� ดับเลขคณติ ชดุ หนึ่งมีผลบวกและผลคณู ของสำมพจน์แรกเท่ำกับ 21 และ 315 • ลาํ ดับเลขคณติ มคี วามหมายวาอยางไร
ตำมล�ำดบั ใหห้ ำสำมพจน์แรกของลำ� ดบั เลขคณติ ชุดน้ี (แนวตอบ ลําดับเลขคณิต คือ ลําดับท่ีมี
ผลตางของพจนท่ี n + 1 กับพจนที่ n เปน
คาคงตวั เสมอ และเรยี กผลตา งที่มีคาคงตัว
ระดบั กลำง วา ผลตางรว ม)
• พจนท ี่ n ของลาํ ดับเลขคณติ สามารถเขียน
5. ให้หำพจน์ท ่ี 20 ของล�ำดับเลขคณติ ท่ีม ี a4 = 4a1 และ a1 = 39 ไดอ ยา งไร
6. ลำ� ดับเลขคณิต -15, -6, 3, 12, …, 876 มีท้งั หมดก่ีพจน์
7. ถ้ำ 5, a, b, c, 25 เป็นจ�ำนวนจรงิ ซง่ึ เรียงกันเป็นล�ำดับเลขคณติ ให้หำ a + b + c (แนวตอบ an = a1 + (n - 1)d
8. ให้หำพจน์กลำง 5 พจน์ ของล�ำดบั เลขคณติ ทอ่ี ย่รู ะหวำ่ ง 25 และ 13 เมอ่ื an คือ พจนท ่ี n หรอื พจนทว่ั ไปของ
ลาํ ดับเลขคณติ
a1 คือ พจนท่ี 1 ของลําดบั เลขคณติ
9. ก�ำหนด x เป็นจ�ำนวนจริง ถ้ำ 2x - 4, x + 1, 3x - 3, …, 3x2 + x + 2 เป็น
ล�ำดับเลขคณิต แล้วล�ำดับนีจ้ ะมที ้ังหมดกพ่ี จน์ n คือ ลาํ ดับท่ี n ของลําดับเลขคณิต
d คือ ผลตางรว มของลาํ ดบั เลขคณติ )
10. กำ� หนด 4 พจน์แรกของล�ำดับเลขคณติ
2x - 5, x + 5, 2x + 5, 4x เมอื่ x∊R ขน้ั ประเมนิ
ใหห้ ำพจนท์ ี ่ 100 ของลำ� ดบั นี้ 1. ครูตรวจแบบฝกทักษะ 3.1 ข
2. ครตู รวจ Exercise 3.1 B
3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอผลงาน
4. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
ล�ำดับและอนุกรม 145 5. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม
6. ครูสังเกตความมีวนิ ยั ใฝเรยี นรู
มงุ ม่นั ในการทาํ งาน
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET แนวทางการวัดและประเมินผล
กําหนดให a1, a2, a3, ... เปน ลําดับเลขคณติ ถา a5 = 4a1 ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําแบบฝก
และ a9 = 35 แลว a1 มคี าตรงกบั ขอ ใด ทกั ษะ 3.1 ข ขอ 13.-15. ในขนั้ ลงมือทํา โดยศึกษาเกณฑการวดั และประเมินผล
จากแบบประเมนิ ของแผนการจดั การเรียนรใู นหนวยการเรียนรทู ี่ 3
1. 3 2. 4 3. 5
4. 6 5. 7
(เฉลยคาํ ตอบ เนื่องจาก a5 = 4a1 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
จะไดว า a1 + 4d = 4a1
คาช้แี จง : ให้ผ้สู อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกับ
ระดับคะแนน
ลาดบั ชอ่ื – สกุล การแสดง การยอมรบั ฟงั การทางาน ความมนี า้ ใจ การมี รวม
ท่ี ของนักเรียน ความคดิ เห็น คนอ่ืน ตามทไ่ี ดร้ บั ส่วนรว่ มใน 20
มอบหมาย การปรับปรงุ คะแนน
ผลงานกลุม่
3a1 - 4d = 0 .....(1) 43214321432143214321
.....(2)
และ a9 = 35 จะไดวา a1 + 8d = 35 .....(3)
2 × (1) ; 6a1 - 8d = 0
(2) + (3) ; 7a1 = 35 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ลงช่ือ...................................................ผปู้ ระเมิน
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ............/................./................
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบ่อยคร้ัง ให้ 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมน้อยคร้ัง ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
a1 = 5 เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ดงั นนั้ คาํ ตอบ คอื ขอ 3.) ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กว่า 10 ปรับปรุง
T155
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 11. จำ� นวนเต็มตั้งแต ่ 9 ถงึ 999 ทหี่ ำรดว้ ย 9 แลว้ เหลือเศษ 1 มที ง้ั หมดกี่จ�ำนวน
12. ซ งุ กองหนงึ่ วำงเรยี งกนั เปน็ ชน้ั ๆ โดยทจ่ี ำ� นวนซงุ ในชนั้ บนกบั ชน้ั ทถี่ ดั ลงมำตำ่ งกนั 3 ตน้ เสมอ
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
ถ้ำซุงกองน้ีในช้ันบนสุดมีซุง 35 ต้น และช้ันล่ำงสุดมีซุง 92 ต้น ให้หำว่ำซุงกองน้ีวำง
ครูกลา วทบทวนความรู เรือ่ ง ลําดบั เลขคณิต เรยี งกนั ทั้งหมดกีช่ ัน้
ดังน้ี
ร ะดับทำ้ ทำย
พจนท ่ัวไปของลาํ ดับเลขคณิต คือ
13. ถ้ำ an เปน็ พจนท์ วั่ ไป โดยท่ ี a1 = 1 และ an+1 = an - 3 เมอ่ื n∊{ 1, 2, 3, … }
an = a1 + (n - 1)d แล้ว a1 + a2 + a3 + a4 + a5 + a6 มีคำ่ เท่ำใด
เม่ือ a1 คือ พจนท ่ี 1 ของลาํ ดบั เลขคณติ 14. จำ� นวนเต็มตัง้ แต่ 1 ถึง 1,000 ทห่ี ำรด้วย 2 และ 3 ลงตวั แตห่ ำรด้วย 5 ไม่ลงตวั มที งั้ หมด
d คือ ผลตางรวมของลําดับเลขคณติ กจี่ �ำนวน
n คือ ลาํ ดับท่ี n ของลาํ ดบั เลขคณิต 15. จ �ำนวนจริงส่ีจ�ำนวนเรียงกันเป็นล�ำดับเลขคณิต ซ่ึงรวมกันได้เป็น 32 และจ�ำนวนที่มีค่ำ
an คอื พจนท ี่ n หรอื พจนท ่ัวไป มำกท่ีสดุ มีค่ำมำกกว่ำจ�ำนวนทม่ี ีค่ำนอ้ ยทส่ี ุดอย่ ู 6 ให้หำจำ� นวนทั้งสีจ่ �ำนวนน้ี
ขนั้ สอน 3. ลา� ดบั เรขาคณติ (Geometric Sequence)
รู้ (Knowing) Investigation
1. ครใู หนกั เรียนทํากิจกรรม Investigation ใหน้ กั เรยี นตอบค�ำถำมตอ่ ไปนี้
1. เตมิ คา� ตอบลงในชอ่ งวา่ ง
จากนั้นครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ
ขอ้ ลำ� ดับ aa12 aa32 aa34 aa54
Investigation 1 1, 2, 4, 8, 16, …
เฉลย Investigation 2 3, -9, 27, -81, 243, …
1.
3 64, 32, 16, 8, 4, …
ขอ aa12 aa23 aa34 aa54
4 1, 1, 1, 1, 1, …
12 2 2 2
5 1, 2, 6, 24, 120, …
2 -3 -3 -3 -3
3 12 21 21 12 6 9, 8, 6, 3, -1, …
41 1 1 1
2. อตั ราสว่ นของพจน์หลังกับพจน์หนา้ ทีอ่ ยู่ตดิ กันในแตล่ ะคูม่ คี ่าเทา่ กนั หรอื ไม่
52 3 4 5
6 89 43 21 - 31 146
2. อัตราสวนของพจนหลังกับพจนหนาที่อยู
ติดกนั ในแตล ะคูของขอ 1-4 มคี า เทากนั
เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills
ครูอธิบายเพิ่มเติมวา ลําดับท่ีมีอัตราสวนรวมระหวางพจนที่ n + 1 กับ ครูใหน กั เรียนจบั คู แลวปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนตอ ไปน้ี
พจนท ี่ n มีคาคงตวั ซึง่ ลําดับจะมพี จนแ รกไมเปน ศนู ย และเทอมถัดไปหาคา ได • ใหนักเรียนแตละคนยกตัวอยางลําดับเรขาคณิตลงในกระดาษ
จากการนําเทอมกอนหนาที่ติดกันมาคูณดวยจํานวนที่ไมเปนศูนย ซ่ึงตองคงท่ี
ตลอดทัง้ ลําดบั เรยี กวา ลาํ ดบั เรขาคณติ A4 แลว แลกกบั คูของตนเอง
• ใหน กั เรยี นหาอตั ราสว นของลาํ ดบั เรขาคณติ ทไ่ี ด แลว ใหแ ตล ะคู
แลกเปลย่ี นความรกู นั และกนั
• ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาช้ันเรียน โดยครูตรวจสอบ
ความถกู ตอ ง
T156
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู (knowing)
จาก Investigation จะเห็นวา่ ลา� ดับในขอ้ 1 ถงึ 4 จะมอี ัตราส่วน1ของพจน์หลงั กับพจนห์ น้า 2. ครูอธิบายวาจากกิจกรรม Investigation
จะไดว า ลาํ ดบั ในขอ 1-4 จะมีอตั ราสวนของ
ทอ่ี ยู่ติดกัน ดงั น้ี พจนหลังกบั พจนหนา ทอ่ี ยูติดกัน ดงั น้ี
12 = 42 = 84 = 186 = 2 มีคา่ คงตัวเท่ากบั 2 • 21 = 24 = 84 = 186 = 2 มคี า คงตัวเทา กับ 2
-39 = 2-97 = -2871 = 2-8413 = -3 • -39 = 2-97 = -2871 = 2-8413 = -3 มคี าคงตวั
3642 = 3126 = 186 = 84 = 12 มคี ่าคงตัวเท่ากบั -3 เทากับ -3
11 = 11 = 11 = 11 = 1 มีค่าคงตวั เทา่ กับ 21 36121124==113162= 186 = 48 = 12 มคี าคงตัวเทากับ
มีคา่ คงตวั เทา่ กับ 1 • = = 11 = 1 มีคา คงตวั เทากบั 1
• 11
เรยี กลา� ดับทม่ี อี ตั ราส่วนของพจนท์ ่ี n + 1 กบั พจน์ท่ี n เปน็ คา่ คงตวั เสมอว่า ล�ำดับเรขำคณติ
และเรยี กอตั ราสว่ นทเ่ี ปน็ คา่ คงตวั นัน้ ว่า อัตรำสว่ นร่วม (common ratio)
โ ดยทใี่นrก=รณaีทnaัว่+nไ1ปสาถมา้ ารaถ1,เขaีย2น, พaจ3,น อ์…นื่ , an, … เปน็ ล�าดบั เรขาคณิต และมอี ตั ราสว่ นรว่ ม คอื r อัตราสวนที่อยูติดกันในแตละคูจะมีคาคงตัว
ๆ ของลา� ดบั เรขาคณติ ในรูปของ a1 และ r ได้ ดงั นี้ ทเ่ี ทา กนั ซงึ่ จะเรยี กลาํ ดบั นว้ี า ลาํ ดบั เรขาคณติ
และอตั ราสวนทีค่ งตัว เรียกวา อัตราสวนรว ม
a1 = a1 ใชส ญั ลักษณ คือ r
a2 = a1r 3. ครูเขียนพจนอื่นๆ ของลําดับเรขาคณิตในรูป
a3 = a2r = (a1r)r = a1r2
a4 = a3r = (a1r2)r = a1r3 ของ a1 และ r แลวสรุปวา พจนท ่ี n ของลําดบั
เรขาคณิต คอื an = a1rn - 1
︙ ︙ ︙ ︙ เมอื่ a1 คอื พจนท่ี 1 ของลาํ ดับเรขาคณติ
an = an-1r = (a1rn-2)r = a1rn-1 r คือ อตั ราสว นรว มของลาํ ดบั เรขาคณติ
n คือ ลําดับท่ี n ของลาํ ดับเรขาคณิต
จะไดว้ ่า พจนท์ ี่ n ของลา� ดับเรขาคณติ คือ และ an คอื พจนท ่ี n หรอื พจนท ว่ั ไปของลาํ ดบั
an = a1rn - 1 เรขาคณติ
เมอ่ื a1 คอื พจน์ท่ี 1 ของลา� ดบั เรขาคณติ
r คือ อัตราสว่ นรว่ มของล�าดับเรขาคณิต
n คอื ลา� ดบั ที่ n ของลา� ดบั เรขาคณิต
และ an คอื พจน์ที่ n หรือพจนท์ ัว่ ไปของลา� ดบั เรขาคณติ
ล�ำดับและอนุกรม 147
กิจกรรม สรา งเสริม นักเรียนควรรู
ครใู หนกั เรียนจับคู แลวพิจารณาวา ลาํ ดบั ใดเปนลาํ ดับเรขาคณติ 1 อัตราสวน (ratio) คือ ขนาดเปรียบเทียบของสองจํานวนท่ีอยูในรูป ba
• -1, 1, -1, 1, ... เมื่อ b 0 หรอื เขียนอยูใ นรูป a : b
• 1, 11, 111, 1,111, ...
• 2 , 2, 8 , 4, ... ส่ือ Digital
• 1, 3, 5, 7, 9, ...
หมายเหตุ : ครูควรใหนักเรยี นเกงและนักเรยี นออนจบั คูกัน ครูอาจใหนกั เรยี นสบื คน ความรูเพ่ิมเตมิ ผาน www.youtube.com โดยใช
คําสืบคน วา “ลําดบั เรขาคณติ ” เชน https://www.youtube.com/watch?v=
mQcv2CA1hDw
T157
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (knowing)
4. ครูอธิบายตัวอยางท่ี 13 ในหนังสอื เรยี น หนา ตัวอยา่ งท ี่ 13
148 บนกระดาน แลวยกตวั อยางเพม่ิ เตมิ และ
ถามคาํ ถาม ดังน้ี วใหิธเ้ีทขำ� ยี นสล่พีา� ดจบันเถ์ รดัขไาปคขณอิตงนล�ำม้ี ด ี ับa1เ ร=ข ำ1ค ณแลติ ะ อ1ตั, ร32า ,ส ่ว94น , ร…ว่ ม r = 132 = 32
ลาํ ดับเรขาคณติ 16, 8, 4, 2, ...
• จ(จแาานกกวลตลาํอําดบดบั ับaเ1รเรข=ขาคา1ค6ณณติแลิตaะ1arแ5=ละส21าr)มมาคี ราถเทหาาใไดด
• จะได ้ a4 = a3r
= (94)(32)
อยางไร และมคี าเทา ใด 21 = 1) = 287
(แนวตอบ a5 = a4 r = 2 a5 = a4r
• สพี่ จนถ ดั ไปของลาํ ดบั เรขาคณติ นค้ี อื เทา ใด = (287)(23)
(แนวตอบ สพี่ จนถ ดั ไปของลาํ ดบั เรขาคณติ นี้
คือ a5 = 1, a6 = 21, a7 = 14, a8 = 18 ) = 8161
เขา้ ใจ (Understanding) a6 = a5r
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน = (8116)(23)
หนา 148 และแบบฝก ทกั ษะ 3.1 ค ขอ 1. ใน
หนังสือเรียน หนา 152 จากน้ันครูสุมนักเรียน = 23423
ออกมาแสดงวธิ ที าํ บนกระดาน โดยครแู ละนกั เรยี น
ในชัน้ เรยี นรว มกันตรวจสอบความถูกตอ ง a7 = a6r
= (23423)(23)
= 76249
ดังนัน้ ส่พี จน์ถดั ไปของล�าดบั เรขาคณิตนี ้ คอื 287, 8116, 23423, 76249
ลองทําดู ฝกทําตอ
ใหเ้ ขยี นสี่พจน์ถัดไปของลา� ดับเรขาคณติ 1, - 31 , 19 , … แบบฝกทักษะ 3.1 ค
ขอ 1
148
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
กาํ หนดให 32, x, y, 4 เปนลาํ ดบั เรขาคณิต แลว x + y เทา กบั
ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา จากตวั อยา งท่ี 13 สามารถหาไดจ ากสตู ร an = a1rn-1 ขอใด
ดังนี้ 1. 8 2. 16 3. 24 4. 32 5. 45
a4 = a3r หรือ a4 = a1r3 (เฉลยคาํ ตอบ จากโจทย 32, x, y, 4 เปนลาํ ดบั เรขาคณิต
a5 = a4r หรือ a5 = a1r4 และจาก a4 = a1r3
a6 = a5r หรอื a6 = a1r5 4 = 32r3
a7 = a6r หรือ a7 = a1r6 21342 81
r3 = =
T158 r =
จะได x = 32 21 = 16
และ y = 16 12 = 8
น่ันคอื x + y = 16 + 8 = 24
ดังน้ัน คาํ ตอบ คอื ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
ตวั อย่างท ่ี 14 1. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งท่ี 14-15 ในหนงั สอื -
เรียน หนา 149 จากน้ันครูอธิบายซํ้าอีกครั้ง
วใ ห ิธ ้หที ำ�ำ พ จ ลจนาา� ์ทกด่ี บั 1เ0ร ขขาอคงaณลn �ำิตดน=ับ มี้ เี รaaข11rำ nค= - ณ 111ติ 6 1แ16ล,ะ อ- ตั 18ร ,า ส14่ว ,น …ร่ว ม r = -11 6811 = -2 เพอ่ื ใหน กั เรยี นเขา ใจมากยง่ิ ขนึ้ แลว ถามคาํ ถาม
นกั เรียน ดังน้ี
• จากตัวอยางท่ี 14 พจนท่ี 15 ของลําดับ
เรขาคณติ มคี า เทาใด
จะได ้ a10 = a1r10 - 1 (แนวตอบ พจนท ่ี 15 ของลาํ ดับเรขาคณิตน้ี
= a1r9 คือ 1,024)
• จากตัวอยางท่ี 15 พจนที่ 10 และ 15 ของ
= (116)(-2)9 ลาํ ดบั เรขาคณิตมคี าเทาใด
= -32 (แนวตอบ พจนที่ 10 และ 15 ของลําดับ
ดงั นน้ั พจน์ท ี่ 10 ของลา� ดบั เรขาคณติ น้ ี คือ -32 เรขาคณติ นี้ คอื 32 2 และ 256)
ลองทําดู 2. ครยู กตวั อยางเพ่ิมเตมิ แลว ใหนักเรียนรวมกนั
แสดงวิธที ํา ดงั น้ี
ใหห้ าพจนท์ ี่ 15 ของลา� ดบั เรขาคณิต 217 , - 91 , 13 , … ฝกทําตอ • ใหหาพจนที่ n และเขียนพจนถัดไปของ
ลาํ ดับเรขาคณติ 75, 15, 3, 53, ...
แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ค
ขอ 2
ตวั อยา่ งท่ ี 15 อ(แตั นรวาตสอวบนลราํวดมบั rเร=ขา17ค55ณ=ติ 51นม้ี แี ลaะ1 = 75,
n =5
ใหห้ ำพจน์ท ่ี n ของลำ� ดับเรขำคณิต 2, 2 2 , 4, 4 2 , …
ว ิธ ที �ำ ลจาา� กด ับเรขาคaณn ติ น= มี้ ี aa11r n= - 12 และอตั ราส่วนรว่ ม r = 2 2 2 = 2 จาก an = a1rn - 1
จะได ้ an = 2( 2)n - 1 a5 = 75 15 5-1 = 75 15 4 = 67255
ดงั นั้น พจนท์ ี่ n ของล�าดบั เรขาคณิตน้ี คอื an = 2( 2)n - 1
พจนถ ัดไปของลําดบั เรขาคณิต 75, 15, 3,
ลองทําดู 35, ... คอื 67255)
ใหห้ าพจน์ท่ี n ของล�าดับเรขาคณติ 5 , 5, 5 5 , 25, … ฝกทําตอ เขา้ ใจ (Understanding)
แบบฝกทักษะ 3.1 ค ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
ขอ 3 หนา 149 และแบบฝก ทักษะ 3.1 ค ขอ 2.-3. ใน
หนังสือเรียน หนา 152 จากนั้นครูสุมนักเรียน
ล�ำดับและอนุกรม 149 ออกมาแสดงวธิ ที าํ บนกระดาน โดยครแู ละนกั เรยี น
ในช้ันเรียนรว มกนั ตรวจสอบความถูกตอง
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
กาํ หนดให 3, 3 2, 6 3, ... เปนลาํ ดบั เรขาคณติ แลวพจนท ่ี
11 ของลําดบั เรขาคณิตนเ้ี ทา กับขอใด ครอู าจใหค วามรเู พมิ่ เตมิ กบั นกั เรยี นวา ถา โจทยใ หพ จนข องลาํ ดบั เรขาคณติ
1. 63 3 2. 64 3 3. 65 3
4. 66 3 5. 67 3 มา 2 พจน แลว ถามพจนอ กี พจนหนงึ่ นักเรยี นควรจะหา r และ a1 กอนทกุ ครงั้
(เฉลยคาํ ตอบ จาก 3, 3 2, 6 3, ... นักเรียนควรรู
จะได r = 3 32
1 -11681 จาํ นวนจรงิ ทเ่ี ขยี นเปน รปู เศษสว นหลายๆ ชน้ั เรยี กวา เศษสว นซอ น
= 3• 2
=6 หรือเศษซอน (complex/compound fraction)
แทนคา a11 = a1r10
T159
= 3 ( 6)10
a11 = 65 3
ดงั น้นั คําตอบ คือ ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
1. ครูใหน กั เรียนศกึ ษาตวั อยา งท่ี 16 ในหนงั สือ- ตวั อยา่ งท ี่ 16
เรียน หนา 150 จากนั้นครูอธิบายซํ้าอีกครั้ง
เพอื่ ใหน กั เรยี นเขา ใจมากยง่ิ ขน้ึ แลว ถามคาํ ถาม 243 เป็นพจนท์ ่เี ทำ่ ใดของลำ� ดบั เรขำคณติ ท่มี ี 1, 3 , 3, …
นักเรียน ดงั นี้ วธิ ที ำ� ลา� ดบั เรขาคณติ นี้ม ี a1 = 1 และอัตราส่วนรว่ ม r = 13 = 3
• จากตวั อยา งท่ี 16 ถา an = 2,187 จะเปน จาก an = a1rn - 1
จะได้ 243 = 1( 3)n - 1
พจนทเี่ ทา ใดของลาํ ดับเรขาคณติ 35 = (3 12)n - 1
(แนวตอบ 2,187 เปนพจนท่ี 15 ของลําดบั
เรขาคณิตน้ี) 35 = 3 n 2- 1
2. ครูอธิบายตัวอยางที่ 17 ในหนังสือเรียน 5 = n 2- 1
หนา 150 จากนนั้ ถามคําถาม ดงั นี้ n = 11
• ถานักเรียนตองการทราบพจนท่ี 6 ของ
ลําดับเรขาคณิตดังกลาวนักเรียนจะตอง ดังนน้ั 243 เปน็ พจน์ท ่ี 11 ของล�าดบั เรขาคณติ น้ี
ทราบคา ใดบา ง ลองทําดู ฝกทําตอ
(แนวตอบ พจนท ี่ 1 และอตั ราสว นรว ม r) 243 2 เป็นพจนท์ เ่ี ท่าใดของลา� ดับเรขาคณิตท่มี ี 2, 6, 3 2, … แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ค
• นักเรียนจะหาพจนท ่ี 1 และ r ไดอ ยางไร ขอ 4
เม่อื โจทยกาํ หนด a3 = 2 และ a7 = 2,592 ตัวอยา่ งท่ี 17
ใ(แหนอวยตใูอนบรูปจดั aร1ูปr2a=3 = 2 .....(1) ให้หำพจนท์ ่ี 6 ของล�ำดบั เรขำคณติ ทมี่ ี a3 = 2 และ a7 = 2,592
2
และจัดรูป a7 = 2,592 วธิ ที �ำ จาก a3 = 2
ใหอยูในรูป a1r6 = 2,592 .....(2) จะได ้ a1r2 = 2 ......➊
จากน้นั แกระบบสมการเพ่ือหาคา a1 และ r จาก a7 = 2,592 ......➋
แลวนาํ คา a1 และ r มาแทนคาใน a6 = a1r5 จะได ้ a1r6 = 2,592
เพ่ือหาคาพจนท่ี 6) น �า ➊➋ ; r4 = 64
• ถา r = 6 สามารถเขยี นลาํ ดบั เรขาคณติ ได r = 6, -6
แทน r ใน ➊ ด้วย 6 จะได้ a1 = 118
อยา งไร 118, 31, 2, 12, 72, 432, 2,592, ...) เม่อื r = 6 และ a1 = 118 จะได้ a6 = a1r5 = (118)(6)5 = 432
(แนวตอบ
เมื่อ r = -6 และ a1 = 118 จะได้ a6 = a1r5 = (118)(-6)5 = -432
ดังนัน้ พจน์ท่ี 6 ของลา� ดับเรขาคณิตน้ี คอื 432 หรือ -432
150
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ถา k - 3, 2k - 4, 4k - 3, ... เปน ลาํ ดับเรขาคณิต แลว
ครูควรยกตัวอยางเพ่ิมเติมในการหาจํานวนพจนของลําดับเรขาคณิต อัตราสวนรว มมีคา ตรงกับขอ ใด
และสุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทําเพ่ือตรวจสอบความเขาใจของนักเรียน 1. 83 2. 21 3. 53 4. 52
และครูควรเนนยํ้าวา การหาจํานวนพจนของลําดับเรขาคณิต ตองทําฐาน (เฉลยคาํ ตอบ k - 3, 2k - 4, 4k -3, ... 5. 7
ของเลขยกกําลงั ใหเ ทากัน แลว ใชส มบัติ ax = ay ก็ตอ เมือ่ x = y r = 2kk--34 = 24kk -- 34
(2k - 4)2 = (4k - 3)(k - 3)
T160 4k2 - 16k + 16 = 4k2 - 12k - 3k + 9
จะได k = 7
แทนคา k = 7 ลงในลาํ ดับเรขาคณิต
7 - 3, 2(7) - 4, 4(7) - 3, ...
จะได 4, 10, 25, ...
r = 140 = 25
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ ขน้ั สอน
ใหห้ าพจนท์ ่ี 8 ของลา� ดับเรขาคณติ ที่มี a3 = 216 และ a6 = 729 แบบฝกทักษะ 3.1 ค รู้ (knowing)
ขอ 5-10, 13-15
3. ครูถามคาํ ถามนักเรียน ดงั น้ี
ตัวอยา่ งท ี่ 18 • ถานักเรียนโยนลูกบอลลงพื้น แลวลูกบอล
จะกระดอนขนึ้ มาดวยความสูงเทา เดิม
ขปอลงอ่ คยวลำกู มบสอูงลทจี่ตำกกลคงวมำำมเสสงูม อ16 2ให เ้หมำตวร่ำ เหมล่อื ังตจกำถกงึลพูก้ืนบลอกูลบกอระลทจบะกพร้ืนะคดรอั้งนทกี่ ล7บั ขลึ้นูกไบปอสลูงจเปะก็นร 32ะด เอทน่ำ หรือไม
ขึ้นไปไดก้ ่ีเมตร (แนวตอบ ไมเทา เดมิ )
162 เมตร 4. ครูใหนักเรียนสมมติวา ลูกบอลลูกหนึ่ง เมื่อ
กโมยรานะเสดลมองอพนข้ืนจนึ้าดกมวนายเัน้คปใวน หานม32ักสเเทูงราียข1นอ5เ0ขงคยี เวนมาคตมวรสางูมทแสลต่ี ูงวกขจลอะงง
1 2 3 4 5 6 7 ลกู บอลทีก่ ระทบพืน้ คร้งั ท่ี 1 ถงึ ครั้งที่ 5
ล จล ลละกููกกกูู ไบบบบด ออออ ้ ลลลลลกกกกกู รรรรบะะะะอททททลบบบบกพพพพร ะน้ืนื้ื้้นนื ท คคคคบรรรรพ ั้ง้ังัั้้งงททททื้น ี่ ี่ี ่ี่ ค1n32ร ั้งลลลลทูกกูกกูู ่ ีบบบบ7ออออ ลลลลลจจจจูกะะะะบขขขขอึ้นึ้นนนึ้้ึ ลไไไไจปปปปะไไไไขดดดด้ึนส้ส้สส้้ ไูงูงงงูู ปเเเเททททได่า่าา่า่ ้สกกกกงูับับัับบ ==≈1111 0600119828800. 488××××8 ××((2332 2332 (())=เ 2323n2ม ))-1ต76เ 1ม 0-ร 1เ8 ตม ร เต ม ร ต ร (แนวตอบ 100 เมตร 100 32 เมตร
วิธีทำ� 100 23 2 เมตร 100 32 3 เมตร และ
100 23 4 เมตร)
5. ครใู หนกั เรียนศึกษาตัวอยา งท่ี 18 ในหนังสอื -
เรยี น หนา 151 แลว ถามคาํ ถามนักเรียน ดงั นี้
• จากตวั อยา งท่ี 18 หลงั จากลกู บอลกระทบพน้ื
ครั้งที่ 10 ลกู บอลจะกระดอนไปไดกเี่ มตร
(แนวตอบ 108 × 23 10 - 1 ≈ 2.81 เมตร)
• จากตวั อยางที่ 18 ถาลกู บอลลกู นถ้ี กู ปลอย
ดงั นน้ั ห ลงั จากลูกบอลกระทบพืน้ คร้ังท ี่ 7 ลกู บอลจะกระดอนข้ึนไปได้สงู ประมาณ จากความสูง 450 เมตร ใหหาวาหลังจาก
9.48 เมตร ลูกบอลกระทบพื้นครั้งที่ 6 ลูกบอลจะ
กระดอนข้นึ ไปไดก ีเ่ มตร
ลองทาํ ดู (แนวตอบ ลกู บอลกระทบพน้ื ครงั้ ที่ 1 ลกู บอล
จะขึน้ ไปไดส งู เทา กับ 450 × 32 = 300 เมตร
เมธีปลอ่ ยลูกบอลจากตกึ สูง 80 เมตร เมื่อตกถึงพื้นลกู บอลจะกระดอน ลไดกู ส บงู อเลทกากระบั ท3บ0พ0ืน้ ×คร้ัง32ท5่ี 6≈ลกู39บ.อ51ลจเะมขต้นึ ร)ไป
ลกกูลบับอขลน้ึ กไประสทูงบเปพน็ ื้น ค34 รเัง้ ททา่ ่ี ข1อ0ง คลูกวาบมอสลูงจทะ่ตีกกระลดงอมนาขเสึ้นมไอป ไใดหก้ ห้ ี่เามวต่ารหลังจาก
ฝกทําตอ
แบบฝก ทักษะ 3.1 ค
ขอ 11-12
ล�ำดับและอนุกรม 151
กจิ กรรม สรา งเสริม บูรณาการอาเซียน
ครูใหนักเรียนจับคู แลวชวยกันหาวา ถานักเรียนเก็บเงินซื้อ การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนในหนว ยการเรียนรูท ่ี 3 ลําดบั เรขาคณติ
ของขวญั ใหค ขู องตนเองภายใน 1 ป โดยจะเก็บเงนิ ทกุ ๆ 3 เดอื น ครูสามารถเชื่อมโยงบูรณาการความรูกับกลุมประเทศอาเซียนได โดยให
ซ่ึงเดอื นแรกจะฝากเงิน 500 บาท และคร้งั ตอ ไปจะเกบ็ มากกวา นักเรียนสืบคนขอมูลที่แสดงใหเห็นถึงการนําลําดับเรขาคณิตมาประยุกตใช
ครง้ั กอ นหนา 5% ทกุ ครง้ั อยากทราบวานักเรียนจะเกบ็ เงินภายใน ที่เกี่ยวของกับอาเซียน เชน ธนบัตรที่ใชในปจจุบันของประเทศกัมพูชา คือ
1 ปไ ดเทาใด 50 เรียล 100 เรียล 500 เรียล 1,000 เรียล 2,000 เรียล 5,000 เรียล
หมายเหตุ : ครูควรใหนกั เรียนเกงและนักเรียนออนจับคกู ัน 10,000 เรยี ล 20,000 เรียล 50,000 เรยี ล และ 100,000 เรียล ถาแลกเปลีย่ นเงนิ
ของประเทศไทยกับประเทศกัมพชู าใหมีหนว ยเปน บาท ถา 1 บาท = 125 เรียล
ดังนั้น จะตอ งแลกขนั้ ตาํ่ 2 บาท = 250 เรยี ล 4 บาท = 500 เรียล 8 บาท
= 1,000 เรยี ล จะไดวา อตั ราสวนรวมเทา กบั 2
T161
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขนั้ สอน แบบฝึกทักษะ 3.1ค
เขา้ ใจ (Understanding) ร ะดบั พนื้ ฐำน
1. ครใู หน ักเรยี นจบั คทู ํา “ลองทาํ ดู” ในหนังสอื - 1. ให้เขียนห้ำพจน์แรกของลำ� ดบั เรขำคณติ ที่ก�ำหนดตอ่ ไปนี้
เรียน หนา 150-151 และแบบฝกทกั ษะ 3.1 ค
ขอ 11.-12. ในหนังสือเรียน หนา 153 แลว 1) aa11 == 320, ,r r= = 2 52 2) aaa111 === -1x ,y54 ,r , r = r= =- 5 xy- เ21มื่อ x, y ≠
แลกเปล่ียนความรูกับคูของตนเอง สนทนา 3) 4)
ซักถามจนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากนั้นครูสุม
นักเรียนออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน โดย 6)
ครูและนักเรียนในช้ันเรียนรวมกันตรวจสอบ 5) a1 = a2, r = a เม่ือ a ≠ 0 0
ความถูกตอ ง
2. ใหห้ ำพจน์ของลำ� ดบั เรขำคณติ ทกี่ ำ� หนดตอ่ ไปนี้
2. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.1 C เปน การบา น
1) a5 ของล�าดับเรขาคณิต -4, 8, -16, 32, …
ลงมอื ทาํ (Doing)
2) a8 ของลา� ดับเรขาคณติ 32, 16, 8, 4, …
ครใู หน ักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละ
ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวชวยกันทํา 3) a12 ของลา� ดับเรขาคณิต 7, 14, 28, 56, …
แบบฝกทกั ษะ 3.1 ค ขอ 13.-15. ในหนงั สอื เรยี น
หนา 153 แลวแลกเปล่ยี นความรกู ับเพอ่ื นในกลุม 4) aa2250 ขขอองงลล�าา� ดดบัับเเรรขขาาคคณณิิตต 12,1 6x2, ,- 7x422 ,, 2x843 ,, -…8, เ…ม่ือ x ≠ 0
สนทนาซักถามจนเปนที่เขาใจรวมกัน จากน้ัน 5)
ครูสุมนักเรียนออกมาเฉลยคําตอบหนาชั้นเรียน
โดยครูตรวจสอบความถูกตอ ง 3. ใหห้ ำพจน์ท่ ี n ของลำ� ดับเรขำคณติ ต่อไปนี้ 2) 15, 5, 53 , 95 , …
1) 4, 12, 36, 108, … 4) 2 , 10 , 5 2 , 5 10 , …
ขนั้ สรปุ 3) 64, -16, 4, -1, … 6) a, -a3, a5, -a7, … เมอ่ื a ≠ 0
5) 61 , 1, 6, 36, …
ครูถามคําถามนกั เรยี น เพ่อื สรปุ ความรู เรื่อง
ลําดบั เรขาคณิต ดังนี้ 4. -486 เปน็ พจน์ท่ีเท่ำใดของล�ำดับเรขำคณิตท่มี ี -6, 18, -54, …
• ลาํ ดับเรขาคณติ มีความหมายวาอยางไร 5. ใหห้ ำพจน์ท ่ี 4 ของล�ำดับเรขำคณติ ที่ม ี a5 = 21 และ a8 = - 116
(แนวตอบ ลําดับเรขาคณิต คือ ลําดับที่มี
อัตราสวนของพจนท่ี n + 1 กับพจนท่ี n 6. ให้หำพจน์ที ่ 12 ของล�ำดับเรขำคณติ ที่มี a2 = 2 3 และ a5 = 4 6
เปนคาคงตัวเสมอ และเรียกอัตราสวนท่ีมี 7. ให้หำพจนท์ ี่ 15 ของลำ� ดับเรขำคณติ ทีม่ ี a3 = ba42 และ a5 = ab84 เมือ่ b ≠ 0
คา คงตัววา อตั ราสว นรวม)
152
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
กําหนดให a, b, c, d, ... เปนพจน 4 พจนแรกของลําดบั เรขาคณติ ถา b + c = 8 แลว c + d = -24
ใหหาคา สมั บรู ณของพจนท่ี 5 ของลาํ ดับน้ี
1. 36 2. 108 3. 162 4. 324 5. 486
(เฉลยคําตอบ ใหพ จนแ รก คอื a จะได b = ar, c = ar2, d = ar3
จาก b + c = 8 จะได -3a + 9a = 8
จะได ar + ar2 = 8 .....(1) 6a = 834
a =
และ c + d = -24
a5 = a341r4(-3)4
จะได ar2 + ar3 = -24 =
r(ar + ar2) = -24 .....(2)
= 108
นาํ สมการ (2) ÷ (1) จะไดวา r = -3 ดงั นน้ั คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
แทน r = -3 ในสมการ (1)
T162
นาํ สอน สรปุ ประเมิน
ขนั้ สรปุ
• พจนท ี่ n ของลาํ ดบั เรขาคณติ สามารถเขยี น
ไดอ ยางไร
(แนวตอบ an = a1r n - 1
ร ะดับกลำง เมอื่ a1 คอื พจนท ่ี 1 ของลําดับเรขาคณติ
8. ผ ลบวกของสำมพจนแ์ รกของล�ำดับเรขำคณติ ล�ำดับหน่งึ เป็น 26 และผลคูณของสำมพจนน์ ี้ r คอื อตั ราสว นรว มของลําดบั
เปน็ 216 ให้หำสำมพจน์แรกของล�ำดับเรขำคณติ น้ ี เรขาคณติ
n คอื ลาํ ดบั ท่ี n ของลาํ ดบั เรขาคณติ
9. ถำ้ 5, x, 80 เปน็ จำ� นวนจรงิ 3 จำ� นวน ซงึ่ เรยี งกนั เปน็ ล�ำดบั เรขำคณติ แล้ว x มคี ำ่ เทำ่ ใด และ an คือ พจนท่ี n หรือพจนท่ัวไปของ
10. ให้หำจ�ำนวนจรงิ สำมจำ� นวนซง่ึ อยู่ระหวำ่ ง 65 และ 554 ทจ่ี ะทำ� ใหจ้ ำ� นวนทงั้ หำ้ เรียงกันเปน็ ลาํ ดับเรขาคณติ )
ลำ� ดับเรขำคณิต • ใหเ ขยี นสญั ลกั ษณแ ทนผลคณู สามพจนแ รก
ของลาํ ดับเรขาคณิต ซึง่ จะไดผลคูณเทากับ
11. รถยนต์คนั หนึง่ รำคำ 465,000 บำท คดิ ค่ำเส่อื มรำคำคงที ่ 10% ตอ่ ปี กล่ำวคือ รำคำรถยนต์ 1,000
จะลดลง 10% ของมูลคำ่ คงเหลอื ในแตล่ ะปี ถำ้ เวลำผำ่ นไป t ปี มูลค่ำคงเหลือของรถยนต์ (แนวตอบ (ar-1)(a)(ar) = 1,000 เม่ือ ar-1
คนั น้ีมีค่ำเทำ่ ใด เมอื่ คอื พจนแ รก)
• พ- จ95,น.ท..่ี 10 ของลําดบั เรขาคณติ 15, -5, 35,
1) t = 3 คอื จาํ นวนใด
2) t = 5
3) t = 10 rค(แ=อื น-วaต131อ0บจ=ะลไ1ดาํ 5ดพ ับจ-เน31รทข9าี่ 1ค=0ณ-ขติ อ6ง,5ม5ล6ีาํ 1aด)1บั =เรข15าคแณลติะ
12. ใ นปี พ.ศ. 2560 ประชำกรในอ�ำเภอหนึ่งของจังหวัดหนึ่งมี 178,500 คน ถ้ำในแต่ละปี
ประชำกรในอำ� เภอน้เี พ่มิ ข้นึ ปีละ 2% ให้หำว่ำในป ี พ.ศ. 2565 ในอ�ำเภอนจ้ี ะมีประชำกรกคี่ น
ร ะดับท้ำทำย ขนั้ ประเมนิ
13. เม่ือน�ำจ�ำนวนจริงจ�ำนวนหนึ่งไปบวกกับแต่ละจ�ำนวนต่อไปน้ี คือ 3, 23 และ 123 แล้ว 1. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 3.1 ค
ผลบวกทไ่ี ดจ้ ะเป็นพจน์ 3 พจน์ท่ีเรยี งกนั เปน็ ล�ำดบั เรขำคณิต ให้หำจ�ำนวนจริงทีน่ �ำไปบวก 2. ครตู รวจ Exercise 3.1 C
3. ครูประเมนิ การนําเสนอผลงาน
14. ถ้ำ x, y และ z เป็นจ�ำนวนจริง 3 จ�ำนวนทเี่ รยี งกันเปน็ ลำ� ดับเรขำคณิต ให้หำ y ในเทอม 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
ของ x และ z 5. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ
6. ครูสังเกตความมวี นิ ยั ใฝเ รียนรู
15. ถ ำ้ พจนท์ ี่ 1 พจนท์ ี่ 2 และพจนท์ ่ี 4 ของลำ� ดบั เลขคณติ ลำ� ดบั หนงึ่ ซง่ึ มคี ำ่ ไมเ่ ทำ่ กนั จะเรยี งกนั
เปน็ ลำ� ดบั เรขำคณติ และผลบวกของ 3 พจนน์ เ้ี ปน็ 14 ให้หำล�ำดับเรขำคณติ นี้ มงุ มน่ั ในการทาํ งาน
ล�ำดับและอนุกรม 153
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET แนวทางการวัดและประเมินผล
กําหนดให a1, a2, a3, ... เปนลําดับเรขาคณิตซึ่งมีพจน
แตละพจนเ ปน จาํ นวนจรงิ บวก ถา a3 = 25a1 และ a5 = -3,125 ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําแบบฝก
ทกั ษะ 3.1 ค ขอ 13.-15. ในขน้ั ลงมอื ทาํ โดยศกึ ษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผล
พจนแรกของลําดับนี้เทากบั ขอใด จากแบบประเมินของแผนการจัดการเรยี นรูใ นหนว ยการเรียนรทู ่ี 3
1. -5 2. - 5 3. 5 4. 5 5. 25
(เฉลยคําตอบ จาก a1ar 23 = 25a1 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
= 25a1
คาชี้แจง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงในช่องท่ตี รงกบั
ระดับคะแนน
ลาดบั ชอื่ – สกุล การแสดง การยอมรับฟัง การทางาน ความมนี า้ ใจ การมี รวม
ที่ ของนกั เรียน ความคิดเห็น คนอื่น ตามท่ไี ดร้ บั สว่ นรว่ มใน 20
มอบหมาย การปรับปรงุ คะแนน
ผลงานกลุ่ม
r2 = 25
43214321432143214321
r = -5, 5
และ a5 = -3,125
a1r4 = -3,125 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ลงชือ่ ...................................................ผู้ประเมนิ
ปฏิบัติหรือแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................
นาํ r = -5 หรอื 5 มาแทน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 4 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้ ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
จะได a1(625) = -3,125 ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
a1 = -5 18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี
ดังน้ัน คําตอบ คือ ขอ 1.) 10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรุง
T163
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 3.2 อนกุ รม (Series)
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ล�าดบั และอนกุ รมมคี วามสมั พนั ธก์ นั โดยเมอ่ื น�าพจนท์ กุ พจนข์ องล�าดบั มาบวกกนั จะเรยี กวา่
อนกุ รม ดงั บทนยิ าม
ครกู ลา วทบทวนความรู เรือ่ ง ลาํ ดบั เลขคณติ
ดงั นี้ บทนิยาม ก�ำหนด an เป็นล�ำดับของจ�ำนวนจริง แล้วนิพจน์ท่ีแสดงในรูป a1 + a2 + a3 + … + an + …
เรียกว่ำ อนุกรม
• ใหนักเรียนยกตัวอยางของลําดับเลขคณิต
มา 3 ลําดบั จากบทนยิ าม เรียก a1 วา่ พจน์ที ่ 1 ของอนุกรม
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย a2 วา่ พจนท์ ี่ 2 ของอนกุ รม
ตามพนื้ ฐานความรู เชน
1) 4, 7, 10, 13 an ว่า พจนท์ ี ่ n ของอนกุ รม
2) 5, 8, 11, 14, ...
3) 1, -4, -9, -14, ...) ถ้า a1, a2, a3, …, an เปน็ ลา� ดบั จ�ากดั แลว้ a1 + a2 + a3 + … + an เรยี กว่า อนุกรมจ�ำกดั
(finite series)
• จากตวั อยา งขา งตน ใหนกั เรียนเขยี นลําดับ
เลขคณิตใหอ ยูในรปู การบวก ถา้ a1, a2, a3, …, an, … เปน็ ล�าดบั อนันต์ แล้ว a1 + a2 + a3 + … + an + … เรยี กวา่
(แนวตอบ อนกุ รมอนันต ์ (infinite series)
1) 4 + 7 + 10 + 13
2) 5 + 8 + 11 +14 + ... ตัวอยา่ งของอนุกรม
3) 1 + (-4) + (-9) + (-14) + ...)
1) 3 + 6 + 9 + 12 + 15 เป็นอนกุ รมจา� กัดที่ได้จากลา� ดับจา� กดั 3, 6, 9, 12, 15
ขนั้ สอน 2112, +41 ,41 81+, …81 ,+ 2 1…n, …+ 21n + … เปน็ อนกุ รมอนนั ตท์ ่ีได้จากลา� ดับอนันต ์
2)
รู้ (Knowing)
1. ครอู ธบิ ายวา ลาํ ดบั และอนกุ รมมคี วามสมั พนั ธ บทนิยาม ก�ำหนด a1 + a2 + a3 + … + an + … เป็นอนุกรมอนันต์
กัน เม่ือนําพจนทุกพจนของลําดับมาบวกกัน ให้ S1 = a1
เรียกวา อนุกรม ดงั น้ี
S2 = a1 + a2
a1 + a2 + a3 + ... + an + ... โดยท่ี S3 = a1 + a2 + a3
a1 คือ พจนท ่ี 1 ของอนุกรม
a2 คือ พจนท ี่ 2 ของอนุกรม ︙
a3 คอื พจนที่ 3 ของอนุกรม
an คอื พจนท ี่ n ของอนุกรม Sn = a1 + a2 + a3 + … + an
ถา a1, a2, a3, ..., an เปน ลาํ ดับจาํ กัด แลว เรียก Sn ว่ำ ผลบวกย่อย (partial sum) n พจน์แรกของอนุกรม เม่ือ n เป็นจ�ำนวนเต็มบวก
a1 + a2 + a3 + ... + an เรยี กวา อนกุ รม
สามารถเขียนอนุกรม Sn ในรปู สัญลกั ษณแ์ ทนการบวกโดยใชต้ ัวอักษรกรกี Σ เรยี กวา่ ซกิ มา
จํากดั (sigma) ได้ ดงั น้ี
ถา a1, a2, a3, ..., an, ... เปนลําดับอนนั ต แลว 154
a1 + a2 + a3 + ... + an + ... เรียกวา อนกุ รม
อนนั ต
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม สรางเสรมิ
ครคู วรยกตวั อยา งเพมิ่ เตมิ ของลาํ ดบั จาํ กดั และลาํ ดบั อนนั ต แลว ใหน กั เรยี น ครูใหนักเรียนจับคู แลวเขียนอนุกรมจํากัดตอไปน้ีใหอยูในรูป
เขยี นลาํ ดบั ดงั กลา วเปน อนกุ รม จากนนั้ ครคู วรใหน กั เรยี นรว มกนั สรปุ วา อนกุ รม สัญลักษณ Σ
ท่ีไดจากลําดับจํากัด เรียกวา อนุกรมจํากัด และอนุกรมที่ไดจากลําดับอนันต
เรียกวา อนุกรมอนนั ต • 3 + 6 + 9 + … + 150
• 4 + 7 + 10 + … + 91
• 1 + 3 + 5 + … + 155
หมายเหตุ : ครูควรใหน กั เรยี นเกงจบั คูกับนักเรียนออน
T164
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (knowing)
อนุกรมจ�ากดั a1 + a2 + a3 + … + an เขียนแทนดว้ ยสญั ลกั ษณ ์ 2. ครูใหนักเรียนยกตัวอยางของอนุกรมจํากัด
Σi=n1ai อ่านวา่ ผลบวก ai เมอื่ i มคี ่าต้งั แต่ 1 ถึง n และอนกุ รมอนันต
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถตอบไดหลากหลาย
ตามพ้นื ฐานความรู เชน
อนกุ รมอนันต์ a1 + a2 + a3 + … + an + … เขียนแทนดว้ ยสญั ลักษณ ์ • 2 + 4 + 6 + 8 +10 เปน อนกุ รมจาํ กดั ท่ไี ด
Σi=∞1ai อ่านว่า ผลบวก ai เมือ่ i มคี า่ ต้ังแต ่ 1 ขึน้ ไป ATTENTION จากลําดบั จาํ กดั 2, 4, 6, 8, 10
iเΣเ=nรป1ียa็นกiตตหัวัวรกแอื �าป หiΣ=ร∞น1 aดi i พใวนจา่ นส ัญด์แัชรลกนัก1แี ษซลณง่ึะ ์ • 25 + 20 + 15 + 10 + … เปน อนุกรมอนันต
ตัวอย่างเช่น พจนส์ ุดท้ายของอนกุ รม ทไ่ี ดจ ากลาํ ดับอนนั ต 25, 20, 15, 10, …)
1) Σi=415i แทน 5(1) + 5(2) + 5(3) + 5(4) 3. ครใู หน กั เรยี นรว มกนั สรปุ บทนยิ ามของอนกุ รม
จนไดข อ สรปุ วา Sn คอื ผลบวกยอ ย n พจนแ รก
2) kΣ=51(k2 + 1) แทน (12 + 1) + (22 + 1) + (32 + 1) + (42 + 1) + (52 + 1) ของอนุกรม เม่ือ n เปนจํานวนเต็มบวกและ
เขยี นในรปู แบบสญั ลกั ษณแ ทนการบวก โดยใช
3) Σi=∞1(i2 - i) แทน (12 - 1) + (22 - 2) + (32 - 3) + (42 - 4) + … + (n2 - n) + … ตวั อกั ษรกรกี Σ เรียกวา ซกิ มา ดังนี้
4) nΣ∞=1(n12) แทน 112 + 212 + 312 + 412 + … + n12 + … อนุกรมจาํ กัด a1 + a2 + an3 + ... + an
เขยี นแทนดว ยสญั ลกั ษณ Σi=1 ai อา นวา ผลบวก
ATTENTION ตอaiนัวเอุกมยร่ือามงอiเนมชันนคี าตΣiต=41aั้งi21แต=+ 1 ถึง n 32 42
12 + 22 ...
การเขียนแทนอนุกรมด้วยสัญลักษณ์ Σ ตัวอักษรที่ใช้แทนตัวแปรอาจใช้ตัวอักษรใดก็ได้ เช่น Σi=41 5i + + an + ...
อาจเขียนแทนด้วย kΣ=415k หรอื nΣ=415n a2 + a3 + +
เขยี นแทนดวยสัญลักษณ Σi∞=1 ai อา นวา ผลบวก
ตaiัวเอมยือ่ า งi เมชีคนาตΣi=∞1งั้ แiต+1 11 ขึน้ ไป
Thinking Time =1 +1 1
+ 2 +1 1 + ... + n 1+ 1 + ...
นักเรยี นคดิ ว่า Σi=512i(i - 1) และ Σi=402i(i + 1) มีคา่ เท่ากนั หรอื ไม ่ เพราะเหตใุ ด
เฉลย Thinking Time
จาก Thinking Time จะเห็นว่า การเขียนสัญลกั ษณแ์ ทนการบวกอาจเขยี นได้หลายรปู แบบ
และดัชนีไม่จ�าเป็นต้องเริ่มจาก 1 เช่น Σi=30[i(i + 1)]2 และ Σi=41[i(i - 1)]2 ซึ่งสัญลักษณ์ท้ังสอง มีคาเทากัน เพราะการเขียนสัญลักษณแทน
ต่างกแ็ ทน 0 + 4 + 36 + 144 เชน่ เดยี วกนั การบวกอาจเขียนไดหลายรูปแบบและดัชนี
ไมจําเปนตองเริ่มจาก 1 ซ่ึงสัญลักษณท้ังสอง
ล�ำดับและอนุกรม 155 ตา งก็มีคาเทา กบั 80 เทากัน
กจิ กรรม สรา งเสรมิ นักเรียนควรรู
ครูใหน ักเรียนจับคู แลวเขียนสญั ลักษณต อ ไปนี้ใหอ ยใู นรูป 1 ดัชนี (index number) ในทางคณิตศาสตร “ดัชนี” มีหมายความอีก
ผลบวกยอ ย อยางหนึ่งวา จํานวนที่เขียนไวบนมุมขวาของอีกจํานวนหนึ่ง ซ่ึงเรียกวา ฐาน
เพ่อื แสดงการยกกาํ ลงั ของฐานน้นั เชน 23 โดย 3 เปนดชั นขี อง 2
• Σi=51 2i
• kΣ=61(2k2 - 1) ส่อื Digital
• nΣ∞=1 n2 1+ 1
หมายเหตุ : ครคู วรใหนกั เรียนเกงจับคกู บั นกั เรยี นออน นักเรียนสามารถคํานวณคาอนุกรมโดยใชโปรแกรม WolframAlpha ใน
หมวดของ sum ได จาก www.wolframalpha.com
T165
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
4. ครูใหน ักเรยี นศกึ ษาตัวอยา งที่ 19 ในหนังสือ- ตวั อยางที่ 19
เรียน หนา 156 จากนั้นครูอธิบายซ้ําอีกครั้ง
เพอื่ ใหน กั เรียนเขา ใจมากย่ิงข้ึน ให้หำคำ่ ของ
1) Σ1i=01 5 2) Σi=93 (3i - 5) 3) kΣ=51 (2k - 3)2
5. ครูยกตัวอยางเพิ่มเติมบนกระดาน แลวให
น•ัก(Σi1=เแ21รน3ยี วนตออบอกΣi1=ม21 า3ห=าค3าํ ต+อ3บ+ด3งั น+้ี ... + 3 วิธีทำ� 1) Σi1=01 5
= 5 + 5 + 5 + … + 5
= 5(10) มี 10 พจน์
= 50
Σi =93 (3i - 5)
มี 12 พจน 2) = [3(3) - 5] + [3(4) - 5] + [3(5) - 5] + [3(6) - 5] + [3(7) - 5]
= 3(12) = 36) + [3(8) - 5] + [3(9) - 5]
5 (2i2 - 1) + [2(3)2 = 4 + 7 + 10 + 13 + 16 + 19 + 22
• (2i2 - 1) [2(2)2 - 1] = 91
Σi=2 =Σi=52
(แนวตอบ - 1] 3) k Σ=51 (2k - 3)2 = [2(1) - 3]2 + [2(2) - 3]2 + [2(3) - 3]2 + [2(4) - 3]2
+ [2(5) - 3]2
+ [2(4)2 - 1] + [2(5)2 - 1] = (-1)2 + 12 + 32 + 52 + 72
= 7 + 17 + 31 + 49 = 1 + 1 + 9 + 25 + 49
= 104) = 85
เขา้ ใจ (Understanding) ลองทําดู 2) Σi1=05 (3i + 1) 3) kΣ=51 (4k - 1)2 ฝกทําตอ
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน ให้หาค่าของ แบบฝก ทกั ษะ 3.2 ก
หนา 156 จากนนั้ ครสู มุ นกั เรยี นออกมาแสดงวธิ ที าํ 1) Σi1=21 7 ขอ 1(1)-(3)
บนกระดาน โดยครแู ละนกั เรยี นในชนั้ เรยี นรว มกนั
ตรวจสอบความถูกตอ ง
สมบัติ สมบัติของสัญลักษณแทนการบวก Σ
1. iΣ=n1 c = nc
เม่ือ c เปนคาคงตัว
2. iΣ=n1 cai = c iΣ=n1 ai เม่ือ c เปนคาคงตัว
3. iΣ=n1 (ai + bi) = iΣ=n1 ai + iΣ=n1 bi
4. iΣ=n1 (ai - bi) = iΣ=n1 ai - iΣ=n1 bi
156
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม ทา ทาย
ครูควรเนนย้ําถึงสมบัติของสัญลักษณแทนการบวก Σ พรอมยกตัวอยาง ครูแบงกลุมใหนักเรียน กลุมละ 3-4 คน แลวชวยกันหาคา
ใหส อดคลอ งกบั สมบตั เิ พอื่ ใหน กั เรยี นเขา ใจมากยง่ิ ขน้ึ หรอื ใหน กั เรยี นยกตวั อยา ง
แลว ถาม-ตอบนกั เรยี นเพื่อใหนกั เรียนไดท กั ษะการคดิ วเิ คราะห ตขหออมงงาสเยทญัเหาลกตักบั ุ :ษคΣiณ=n1ร(แคู aทวi)รน•จกΣi=ดัnา1ก(รbลบi)มุวกโโดดΣยยคใวชลา วะเธิพคยี รวกาาะตมเวัสหอาตยมใุ าาดงรคถΣi=nา1ท(นาaงibคi)ณไติ มศจาาํ สเปตนร
ของนกั เรียน (ออ น ปานกลาง และเกง ) ใหอยกู ลมุ เดยี วกัน
T166
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
ตัวอยางที่ 20 1. ครูอธิบายสมบัติของสัญลักษณแทนการบวก
Σ แลวใหนักเรียนยกตัวอยางใหสอดคลอง
ใหหาคาของ กบั สมบตั ิ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย
1) Σi=61(4i + 3) 2) Σj=71 3j 2- 2 3) kΣ=51(2k - 3)2
2ต1))าม(ΣΣΣiii===nn7แ111พน8ccื้นวaตฐ==iาอ=7นบn(cคc8Σi=6ว)Σi1=nเ1าม3=มa่อื =iร5เู6cม6ด)ื่อ(งัเ3ปน)cนี้ =คเปา1นค8,คงตาคัวงตวั
วธิ ที าํ 1) Σi=61(4i + 3) = Σi=614i + Σi=613
= 4 Σi=61i + 6(3)
= 4(1 + 2 + 3 + 4 + 5 + 6) + 18
= 4(21) + 18
= 102
2) Σj=71 3j 2- 2 = 21 Σj=71(3j - 2) (แนวตอบ 2Σj=71+3j3=+34Σj=71+j
= 21 Σj=713j - Σj=712 = 3(1 + 5 + 6 + 7)
=5 636((i 12=8+)6=2Σi=518+i 43
= 21 3 Σj=71j - 7(2) =Σi=1 + 4 + 5)
= 21 [3(1 + 2 + 3 + 4 + 5 + 6 + 7) - 14] = 6(15) = 90)
= 12 [3(28) - 14] (Σi=nแ1น(aวตi อ+บbi) an n
= 12 (70) 3) = + bi
Σi=1 i Σi=1
= 35 Σ=i=51 (4i + 6) = 3Σi=51 +4i 4+ +Σi=5156) = 64(Σi5=51)i + Σi=51 6
3) kΣ=51(2k - 3)2 = kΣ=51(4k2 - 12k + 9) 4(1 + 2 + +
= kΣ=514k2 - kΣ=5112k + kΣ=519 = 4(15) + 30
= 4 kΣ=51k2 - 12 kΣ=51k + 5(9) = 60 + 30
= 4(12 + 22 + 32 + 42 + 52) - 12(1 + 2 + 3 + 4 + 5) + 45 =n 90)
= 4(55) - 12(15) + 45 4) - bi) = an - n bi
= 85 Σi=1 (ai
Σi=1 i Σi=1
(แนวตอบ 2=+Σi=51332i -Σi=514i2(1-
=Σi=51 2+-4Σi=251 +4Σi=251
ลองทาํ ดู (3i2 - 4i) 4i =3 i
3(12 +2 + 52)
ใหห าคาของ + 3 + 4 + 5)
1) Σi=51(7i - 10) 2) Σj=41 5j 3+ 4 3) kΣ=71(3k - 1)2 ฝกทําตอ = 3(55) - 4(15)
= 165 - 60
แบบฝกทกั ษะ 3.2 ก = 105)
ขอ 1(4)
ลําดับและอนุกรม 157
กจิ กรรม ทาทาย เกร็ดแนะครู
ครูแบง กลมุ ใหน ักเรยี น กลุมละ 3-4 คน แลว ชวยกนั หาคาของ ครูควรอธบิ ายสมบตั ขิ องสัญลักษณแ ทนการบวกท่ใี ชในตัวอยา งที่ 20
ในแตละข้นั ตอน เชน
• Σi=41 (5i - 2) + Σi=51 4i 2+1 - 3Σi=61 i
• Σi=41 (i2 + 2) + Σi=51 (3i + 1)2 - 2Σi=61 i - 1 ขอ 1) Σi=61 (4i + 3) = Σi=61 4i + Σi=61 3 ใชสมบตั ิ aΣi=n1 ( i + bi) = aΣi=n1 i + Σi=n1 bi
= 4 Σi=61 i + 6(3) ใชสมบัติ Σi=n1 cai = c Σi=n1 ai และ Σi=n1 c = nc
หมายเหตุ : ครคู วรจดั กลมุ โดยคละความสามารถทางคณติ ศาสตร
ของนักเรยี น (ออน ปานกลาง และเกง ) ใหอ ยูก ลุม เดยี วกนั
T167
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน การหาค่า Σ โดยท่ัวไปทน่ี ยิ มใช้ม ี 3 สตู ร คือ Σi=n1 i, Σi=n1 i2 และ Σi=n1 i3 เพื่อความสะดวกและ
รวดเร็วในการคา� นวณผลบวก n พจนแ์ รก สามารถหาได้จากสูตร ดังนี้
รู้ (Knowing)
2. ครใู หน ักเรียนศกึ ษาตวั อยา งที่ 20 ในหนังสือ-
เรียน หนา 157
เขา้ ใจ (Understanding) 1) พนแจาลา�จิ ก ะา( ร1 ณ) า+ (ΣΣΣiii===2nnn111) iii จ===ะ ไn11ด ++ ้+2 (22Σin=n 1 + +i- = 331 ()n+ ++ +. ...( ..n1 +)+ - + ((2 nn() n --+ + 21. )).1 .++) + +(n n 3 ( ซ n-+ ่ึง + 1เ2ป )1 น็ ++)อ +น1n กุ. .ร . ม +..ข.. ..อ(..n..ง.. ล((+21�า ))ด1ับ) เ+ล ข(nค ณ+ ิต1)
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 157 จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมาแสดง
วธิ ีทาํ บนกระดาน โดยครแู ละนกั เรยี นในช้ันเรียน
รว มกันตรวจสอบความถกู ตอ ง = n(n + 1) ม ี n พจน์
รู้ (Knowing) ดงั นน้ั Σi=n1 i = n(n 2+ 1)
1. ครอู ธิบายวาการหาคา Σ โดยท่ัวไปที่นิยมใช
มี 3 สูตร คอื
n nn((nn 2++ 1) 2) พจิ ารณา Σi=n1 i2 = 12 + 22 + 32 + ... + (n - 1)2 + n2
i = 1)6(2n + 1) เนือ่ งจาก n3 - (n - 1)3 เขียนในรปู ผลบวกของกา� ลงั สองได ้ น่นั คือ
ΣΣii==n11 i2 = n3 - (n - 1)3 = 3n2 - 3n + 1 ......(1)
แทน n ดว้ ย n - 1, n - 2, n - 3, ..., 3, 2 และ 1 จะไดส้ มการ
n i3 = n(n2+ 1) 2 = n i 2 (n - 1)3 - (n - 2)3 = 3(n - 1)2 - 3(n - 1) + 1 ......(2)
(n - 2)3 - (n - 3)3 = 3(n - 2)2 - 3(n - 2) + 1 ......(3)
Σi=1 Σi=1
2. คΣแลรูใกโหเดปนยลักใี่ยเชรนียสคนูตวจราับมคΣi=รn1ูศูซiึก,่ึงษกΣi=nาัน1กแi2าลระแพกลิสันะูจนจΣiก=nา1ากi3รนห้ันแาลคควารู ︙ ︙
สุมนักเรียนออกมาอธิบายหนาช้ันเรียน โดย
ครูและนักเรียนในชั้นเรียนรวมกันตรวจสอบ 33 - 23 = 3(3)2 - 3(3) + 1 ......(n - 2)
ความถูกตอ ง 23 - 13 = 3(2)2 - 3(2) + 1 ......(n - 1)
13 - 03 = 3(1)2 - 3(1) + 1 ......(n)
นา� สมการ (1), (2), (3), ..., (n - 2), (n - 1) และ (n) มาบวกกนั จะได้
n3 = 3(12 + 22 + 32 + ... + n2) - 3(1 + 2 + 3 + ... + n) + n
= 3 Σi=n1 i2 - 3 Σi=n1 i + n
Σi=n1 i2 = 13 (n3 + 23 n(n + 1) - n)
= 3n (2n2 + 23n + 1)
= n(n + 1)6(2n + 1)
ดงั นนั้ Σi=n1 i2 = n(n + 1)6(2n + 1)
158
สื่อ Digital กจิ กรรม สรางเสริม
ครอู าจใหนกั เรยี นสบื คน ความรูเ พ่มิ เตมิ ผาน www.youtube.com โดยใช ใหน ักเรียนปฏบิ ตั ติ ามขั้นตอนตอไปน้ี
คําสืบคนวา “สัญลักษณแทนการบวก” เชน https://www.youtube.com/ • ใหน กั เรียนยกตัวอยางอนกุ รมมาคนละ 1 ตวั อยาง
• จากขอ 1. ใหน กั เรียนบอกวาอนกุ รมดงั กลา วเปนอนกุ รมจํากัด
watch?v=4pkCrqhoYZ8&t=808s
หรืออนุกรมอนนั ต
• จากขอ 1. ใหนักเรยี นหาผลบวก (ถา หาได)
T168
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
3) พิจารณา Σi=n1 i3 = 13 + 23 + 33 + ... + (n - 1)3 + n3 3. ครูใหนักเรียนจับคูทํากิจกรรมโดยใชเทคนิค
เน่ืองจาก n4 - (n - 1)4 เขยี นในรปู ผลบวกของกา� ลงั สามได้ นนั่ คือ คคู ดิ (Think Pair Share) ดงั น้ี
n4 - (n - 1)4 = 4n3 - 6n2 + 4n - 1 ......(1) • Σใใอi=nหห1นiนน3ุกักัรกลมเเงรรทใียียนี่สนนกอแแรดตะตคดลลลาะะอษคคงแูยกนลกับควตสิแดัวูตลคอรกํายกตΣาi=บัnอ1งคiบผ,อู โลΣiจนื่=nบ1ทวi2ยกทแข่ีลไอดะง
แทน n ดว้ ย n - 1, n - 2, n - 3, ..., 3, 2 และ 1 จะได้สมการ • แลวตรวจคําตอบกับคูของตนเอง สนทนา
(n - 1)4 - (n - 2)4 = 4(n - 1)3 - 6(n - 1)2 + 4(n - 1) - 1 ......(2)
(n - 2)4 - (n - 3)4 = 4(n - 2)3 - 6(n - 2)2 + 4(n - 2) - 1 ......(3)
︙︙ ซกั ถามจนเปนทีเ่ ขา ใจรว มกนั
• ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอคําตอบหนา
34 - 24 = 4(3)3 - 6(3)2 + 4(3) - 1 ......(n - 2) ช้ันเรียน โดยครูและนักเรียนในชั้นเรียน
24 - 14 = 4(2)3 - 6(2)2 + 4(2) - 1 ......(n - 1)
14 - 04 = 4(1)3 - 6(1)2 + 4(1) - 1 ......(n)
น�าสมการ (1), (2), (3), ..., (n - 2), (n - 1) และ (n) มาบวกกนั จะได้ รว มกันตรวจสอบความถูกตอง
n4 = 4(13 + 23 + 33 + ... + n3) - 6(12 + 22 + 32 + ... + n2)
+ 4(1 + 2 + 3 + ... + n) - n
= 4 Σi=n1 i3 - 6 Σi=n1 i2 + 4 Σi=n1 i - n
Σi=n1 i3 = 14 (n4 + 6 Σi=n1 i2 - 4 Σi=n1 i + n)
= 41 (n4 + 6 n(n + 1)6(2n + 1) - 4 n(n 2+ 1) + n)
= 14 [n4 + n(n + 1)(2n + 1) - 2n(n + 1) + n]
= 14 [n4 + n(2n2 + 3n + 1 - 2n - 2 + 1)]
= 14 [n4 + n(2n2 + n)]
= 41 (n4 + 2n3 + n2)
= n42 (n2 + 2n + 1)
= n42 (n + 1)2
= [n(n 2+ 1)]2
ดงั นน้ั Σi=n1 i3 = [n(n 2+ 1)]2 = (Σi=n1 i)2
ล�ำดับและอนุกรม 159
กจิ กรรม สรางเสริม สือ่ Digital
ครูใหน กั เรียนเกง จับคกู ับนกั เรยี นออน แลวชวยกันพิสูจนค า ครอู าจใหนักเรียนสบื คนความรเู พ่มิ เตมิ ผาน www.youtube.com
ของ Σi=n1 (i3 - 2i2 + i) = 112 (3n4 - 2n3 - 3n2 + 2n) การพิสจู น Σi=n1 i3 = n(n2+ 1) 2 โดยวธิ ีอน่ื ได เชน ใชหลกั ทางเรขาคณติ
จาก https://www.youtube.com/watch?v=pxYhN3hvKXM
T169
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (knowing)
4. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 21-22 ใน ตัวอยา่ งที่ 21
หนังสือเรียน หนา 160-161 แลวครูอธิบาย
ซํ้าอีกครั้ง เพื่อใหนักเรียนเขาใจมากยิ่งข้ึน ใหห้ ำผลบวกของอนกุ รมตอ่ ไปนี้
1) Σi=n1 (i2 - i) 2) Σi=n1 (i3 + 5)
จากนนั้ ครูยกตวั อยางเพม่ิ เตมิ แลว ใหน ักเรยี น วธิ ีท�ำ 1) Σi=n1 (i2 - i) = Σi=n1 i2 - Σi=n1 i
หาคําตอบเพื่อตรวจสอบความเขาใจของ
นกั เรียน ดังน้ี ======= Σ[n3n36nnin=nn1(( (((nn(innn3n 2 +++2 -++ - 11 1Σi1=1n1)6))1)(() ()5[22n](22nn +n +++ +1 6511) n 1)) )-- - n33(nn)(] n2+ + 1 )1 )
• Σใi=nห1 iห3 า-ผ2ลiบ2 ว+กi 10 พจนแรกของอนุกรม
(แนวตอบ
Σi1=01
i3 - 2i 2+i i 2 + Σi=n1 i
= i3 - 2 Σi=n1
Σi=n1
= n(n2+ 1) 2 - 2 n(n + 1)6(2n + 1) 2)
Σi=n1 (i3 + 5)
+ n(n2+ 1) ==== n41441n42 (([ n(nnn243 ( n+++2 122+)nn 223 2 +n++ 5+nnn 2 1 ++) 2+20 0)2n0)n]
= 10(102 + 1) 2
- 2 10(10 + 1)6(2(10) + 1)
+ 10(102 + 1) ลองทําดู
= 3,025 - 770 + 55 ให้หาผลบวกของอนกุ รมต่อไปน้ี 2) Σi=n1 (i3 - 3i) ฝกทําตอ
= 2,310) 1) Σi=n1 (2i2 + 4i)
แบบฝก ทกั ษะ 3.2 ก
ขอ 2
เขา้ ใจ (Understanding) ตัวอยา่ งท่ี 22
ให้หำผลบวก 10 พจน์แรกของอนกุ รม Σi=n1 (2i - 1)3
1. ครูใหน กั เรยี นจบั คูทาํ “ลองทาํ ดู” ในหนงั สือ- วิธีท�ำ เนื่องจาก Σi=n1 (2i - 1)3 = Σi=n1 (8i3 - 12i2 + 6i - 1)
เรียน หนา 160-161 แลวแลกเปลี่ยนความรู 88+ Σ[i=6nn1 (i[3nn (-2+n 1 2+12) Σ]i1=n21) i]2- -+1 2n6 [ nΣi=n(1 ni -+ Σi=n11 )16(2n + 1)]
กบั คขู องตนเอง สนทนาซกั ถามจนเปน ทเี่ ขา ใจ =
รว มกนั จากนน้ั ครสู มุ นกั เรยี นออกมาแสดงวธิ ที าํ =
บนกระดาน โดยครูและนักเรียนในช้ันเรียน 16 0
รวมกนั ตรวจสอบความถูกตอ ง
2. ครใู หน กั เรยี นทํา Exercise 3.2 A เปน การบาน
เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills
ในตัวอยา งที่ 22 ครูควรทบทวน เรอื่ ง การแยกตวั ประกอบของพหนุ ามท่มี ี 1. ใหนกั เรยี นแบงกลุม กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง
ดีกรีมากกวา 1 เชน คณิตศาสตร (ออน ปานกลาง และเกง) ใหอ ยกู ลุมเดียวกัน
สูตรกําลงั สองสมบูรณ 2. ใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน หนา 171 โดยใช
(น + ล)2 = น2 + 2นล + ล2 วิธีคดิ ดังน้ี
(น - ล)2 = น2 - 2นล + ล2 • ใชสูตรซิกมา
สตู รกาํ ลังสามสมบรู ณ • ใชโ ปรแกรม Microsoft Excel
(น + ล)3 = น3 + 3น2ล + 3นล2 + ล3
(น - ล)3 = น3 - 3น2ล + 3นล2 - ล3 • ใชโปรแกรม WolframAlpha
3. สงตัวแทนออกมานําเสนอหนาชัน้ เรียน
T170
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
จะได้ Σi1=01 (2i - 1)3 = 8 [10(102 + 1)]2 - 12 [10(10 + 1)6(2(10) + 1)] ขนั้ สอน
+ 6 [10(102 + 1)] - 10
ลงมอื ทาํ (Doing)
= 24,200 - 4,620 + 330 - 10
= 19,900 ครใู หนักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 3-4 คน คละ
ดงั นนั้ ผลบวก 10 พจนแ์ รกของอนกุ รม Σi=n1 (2i - 1)3 เทา่ กบั 19,900 ความสามารถทางคณิตศาสตร และชวยกันทํา
แบบฝกทักษะ 3.2 ก แลวแลกเปล่ียนความรู
ลองทําดู ฝกทําตอ สนทนาซักถามจนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากน้ัน
ครูสุมนักเรียนออกมาเฉลยคําตอบหนาชั้นเรียน
ให้หาผลบวก 20 พจน์แรกของอนุกรม Σi=n1 (4i + 1)3 แบบฝกทกั ษะ 3.2 ก โดยครตู รวจสอบความถูกตอ ง
ขอ 3-5
ขนั้ สรปุ
แบบฝกทักษะ 3.2 ก
ครูถามคําถามนักเรยี นเพ่ือสรุปความรู ดังน้ี
ระดับพ้ืนฐำน 2) kΣ1=51 (10k + 7) • อนุกรม มีความหมายวา อยา งไร
4) kΣ1=01 (k3 + 5k)
1. ใหหาคา ของ 2) kΣ=n1 (k - 2)(k + 1) (แนวตอบ อนกุ รม คอื ผลบวกของพจนท กุ พจน
1) Σi2=01 25 4) kΣ=n1 (k2 + 1)(k - 2)
3) Σi=81 (2i + 5)2 ของลาํ ดบั ท่แี สดงในรูป a1 + a2 + a3 + ...
+ an + ...)
2. ใหห าผลบวกของอนกุ รมตอ ไปน้ี
1) Σi=n1 (i3 + i - 1) ขน้ั ประเมนิ
3) Σi=n1 (3i - 2)2
1. ครูตรวจแบบฝกทกั ษะ 3.2 ก
ระดับกลำง 2. ครตู รวจ Exercise 3.2 A
3. ครปู ระเมินการนาํ เสนอผลงาน
4. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
5. ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม
6. ครูสังเกตความมีวินยั ใฝเรียนรู
มงุ มน่ั ในการทํางาน
3. ใหห าผลบวกของอนุกรมตอ ไปน้ี SOPLRVOIBNLGETMIP
1) kΣ=8250 (k - 1) i=Σ2100 (i + 1)2 = iΣ2=01 (i + 1)2 - iΣ=91 (i + 1)2
2) n1Σ=0605 n(n - 1)
4. กําหนด Σn3=01 (a - n2) = 55 ใหหาคา ของ a
5. กําหนด Σi=41 (a + bi + 1) = 22 และ Σi=51 (ai - b - 3) = 10 ใหหาคาของ a และ b
ล�ำดับและอนุกรม 161
จงหาคา ของ iΣ=3100(i2 + 2) ขอ สอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู
(เฉลยคาํ ตอบ จาก iΣ=3100(i2 + i22)+=Σi3=Σ0i13=012(i2 + 2) - Σi1=91 (i2 + 2) ครูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดทําความเขาใจกับแบบฝกทักษะ 3.2 ก
จะได Σi3=01 (i2 + 2) = พรอ มทง้ั เปด โอกาสใหน กั เรยี นไดถ ามถงึ ขอ สงสยั แลว เนน ยา้ํ กบั นกั เรยี นเกยี่ วกบั
Σi3=01 สญั ลักษณแ ละสตู รในการหาผลบวกของอนุกรม และการหาผลบวกของอนกุ รม
= 30(30 + 1)6(2(30) + 1) + 30(2) ที่ไมไดเ ริ่มจากพจนแรก หรอื i 1 เชน i = j นักเรียนจะตอ งหาผลบวกที่ i
= 9,455 + 60 = 9,515 มคี า ต้ังแต 1 ถงึ n ลบดว ยผลบวกที่ i มคี าต้งั แต 1 ถึง n - j - 1
Σi=91 (i2 + 2) = Σi=91 i2 + Σi=91 2
= 9(9 + 1)(62(9) + 1) + 9(2) T171
= 285 + 18 = 303
ดังนน้ั iΣ=3100(i2 + 2) = Σi3=01 (i2 + 2) - Σi=91 (i2 + 2)
= 9,515 - 303 = 9,212)
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) ในระดบั ชน้ั น้ีจะกล่าวถึงอนกุ รมจ�ากัด 2 ชนิด คือ อนุกรมเลขคณติ และอนกุ รมเรขาคณิต
ดังน้ี
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
1. อนกุ รมเลขคณติ (Arithmetic Series)
ครูกลาววา ในระดับช้ันน้ีจะกลาวถึงอนุกรม
จํากัด 2 ชนดิ คอื อนกุ รมเลขคณติ และอนกุ รม อนกุ รมทเ่ี กดิ จากลา� ดบั เลขคณติ เรยี กวา่ อนกุ รมเลขคณติ และมผี ลตา่ งรว่ มของลา� ดบั เลขคณติ
เรขาคณติ ซ่ึงอนกุ รมเลขคณิต คอื อนุกรมทีเ่ กิด เปน็ ผลตา่ งรว่ มของอนกุ รมเลขคณิตดว้ ย
จากลาํ ดบั เลขคณติ
Class Discussion
ขนั้ สอน
ใหน้ กั เรยี นจับค ู่ แล้วตอบค�ำถำมตอ่ ไปนี้
รู้ (Knowing) 1. ให้หาผลบวกของพจน์ทุกพจนข์ องลา� ดับเลขคณติ 1, 3, 5, 7, 9, 11
2. ใหห้ าผลบวกของพจน์ทกุ พจนข์ องลา� ดับเลขคณติ 1, 3, 5, …, 99
1. ครใู หน ักเรียนจบั คูทาํ Class Discussion
จาก Class Discussion จะเหน็ วา่ จากข้อ 1. สามารถเขียนผลบวกของล�าดบั เลขคณติ ให้อยู่
2. ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรุปผลท่ไี ดจ าก ในรูปอนกุ รมเลขคณติ ได้ คือ 1 + 3 + 5 + 7 + 9 + 11 ซ่งึ จะไดผ้ ลบวกของอนกุ รมเท่ากับ 36
หพรจือน ์มSา6ก = ๆ 3โ6ด ยแใลชะว้ จิธากี กาขรอ้ ด 2ังน. ้ีสามารถหาผลบวกของพจนท์ กุ พจน์ของลา� ดับเลขคณติ ทม่ี จี า� นวน
Class Discussion ดงั นี้ 1 + 3 + 5 + … + 99 ……➊
99 + 97 + 95 + … + 1 ……➋
• ผลบวกของอนุกรมที่มีจํานวนพจนนอยๆ
สามารถนําแตละพจนมาบวกกันได เชน
S6 = 1 + 3 + 5 + 7 + 9 + 11 หรือ S6 = 36
• ผลบวกท่ีมีจํานวนพจนมากๆ ทําใหไม
สะดวกในการหาผลบวกแตสามารถทําได
โดยใชแ นวคิดของเกาสใ นการคาํ นวณ ดงั นี้
น�า ➊ + ➋ ; 100 + 100 + 100 + … + 100 = 50 × 100
ดังน้นั 1 + 3 + 5 + … +5 90 9พ จ=น ์ 50 ×2 100 = 2,500
1 + 3 + 5 + 7 + ... + 93 + 95 + 97 + 99 ATTENTION
จากผลบวกขางตน จะไดวาแตละคูผลมี
ผลบวกเทา กบั 100 ซ่ึงจะมีทงั้ หมด 25 คู โยฮนั น์ คาร์ล ฟรีดรชิ เกาส ์ (Johann Carl Friedrich Gauss, ค.ศ. 1777-
ดงั นนั้ ผลบวกทัง้ หมดของ 1 + 3 + 5 + 7 1855) นกั คณติ ศาสตรช์ าวเยอรมนั ซง่ึ ไดร้ บั ฉายาวา่ “เจา้ ชายแหง่ คณติ ศาสตร ์
+ ... + 97 + 99 คอื 25 × 100 = 2,500 (Prince of Mathematics)” เกาสแ์ สดงความเปน็ อจั ฉรยิ ะทางคณติ ศาสตรต์ ง้ั แต่
วยั เด็ก โดยสามารถหาผลบวกของ 1 ถึง 100 ด้วยการคดิ คา� ตอบในใจ ซ่ึง
เกาส์มแี นวคิด ดังน ี้
1 + 2 + 3 + … + 501 +0 151 + … + 98 + 99 + 100
...
101
101
101
แตล่ ะคู่จะไดผ้ ลบวกเท่ากบั 101 ซ่ึงมีท้ังหมด 50 ค ู่ ดงั น้นั คา� ตอบ คอื 50 × 101 = 5,050
162 ทมี่ า : https://www.storyofmathematics.com/19th_gauss.html
เฉลย Class Discussion กจิ กรรม สรา งเสริม
1. ผลบวกของพจนทกุ พจน คือ 1 + 3 + 5 + 7 + 9 + 11 = 36
2. ผลบวกของพจนท กุ พจนท ีม่ จี ํานวนมากๆ ทําได ดงั นี้ ครูใหนักเรียนจับคู แลวชวยกันหาความสัมพันธท่ีกําหนดให
ตอ ไปน้ี
1 + 3 + 5 + ... + 99 .....➊
99 + 97 + 95 + ... + 1 .....➋ กาํ หนดให รูปท่ี 1 มีขนาดเทากับ 1 ตารางหนว ย
นาํ ➊ + ➋ ; 100 + 100 + 100 + ... + 100 = 50 × 100 • รปู ส่เี หล่ยี มแตล ะรูปมีขนาดก่ตี ารางหนวย
• รูปสี่เหลีย่ มรปู ท่ี 10 มขี นาดกี่ตารางหนวย
50 พจน
ดงั นน้ั 1 + 3 + 5 + ... + 99 = 50 ×2100 = 2,500 รปู ท่ี 1 รปู ที่ 2 รูปท่ี 3 รูปที่ 4
T172 หมายเหตุ : ครคู วรใหนกั เรยี นเกง และนกั เรยี นออนจบั คกู ัน
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
ในกรณีท่วั ไป สามารถหาผลบวกของ n พจนแ์ รกได ้ ดังน้ี 3. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา จากแนวคิดของเกาส
สามารถนํามาหาผลบวกในกรณีท่ัวไปของ
ให้ Sn = a1 + a2 + a3 + … + an อนุกรมเลขคณติ ซง่ึ มสี ูตรผลบวก ดังนี้
Sn = a1 + (a1 + d) + … + (an - 2d) + (an - d) + an ……➊ Sn = n(a1 2+ an)
หรือ Sn = an + (an - d) + … + (a1 + 2d) + (a1 + d) + a1 ……➋
น�า ➊ + ➋ ; จแเนทะือ่ ไนงดใจนSาสnกตู =aรnn2n=[(2aaa1112+++a((nnn) - 1)d
2Sn = (a1 + an) + (a1 + an) + (a1 + an) + … + (a1 + an) - 1)d]
n พจน์
2Sn = n(a1 + an)
ดังนั้น Sn = n(a1 2+ an) เมื่อ a1 คอื พจนท ่ี 1 ของอนุกรมเลขคณิต
an คอื พจนท ่ี n ของอนกุ รมเลขคณิต
เม่ือ a1 คอื พจนท์ ี่ 1 ของอนกุ รมเลขคณิต
an คือ พจน์ท่ี n ของอนุกรมเลขคณติ d คอื ผลตา งรว มของอนกุ รมเลขคณิต
n คือ จ�านวนพจนข์ องอนกุ รมเลขคณิต n คือ จํานวนพจนของอนกุ รมเลขคณิต
และ Sn คือ ผลบวก n พจนแรกของอนุกรม
แเนลอื่ ะง จาSกn คaือn ผ=ล บวaก1 +n (พnจ -น ์แ1ร)dก ขแอทงนอในนกุ สรูตมรเ ลSขnค =ณ ิตn(a1 2+ an) เลขคณติ
จากนนั้ ครใู หน กั เรยี นศกึ ษากรอบ ATTENTION
จะได ้ Sn = n2n([aa11 2 ++ a(an)1 + (n - 1)d)] ซ่ึงเก่ียวกับการเลือกใชสูตรในการหาผลบวก
Sn = n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิต และเนนย้ํา
กับนักเรยี น กรณที ่ีไมท ราบคา n ของอนกุ รม
ดงั นั้น Sn = 2n [2a1 + (n - 1)d] เลขคณิต สามารถหาคา n ไดจ ากสูตร
an = a1 + (n - 1)d
เม่อื a1 คือ พจนท์ ่ ี 1 ของอนุกรมเลขคณติ
d คือ ผลต่างร่วมของอนกุ รมเลขคณติ
n คอื จ�านวนพจนข์ องอนุกรมเลขคณิต
และ Sn คือ ผลบวก n พจน์แรกของอนกุ รมเลขคณติ
ATTENTION
ผลบวก nห พรอื จ นแ์ รกSSขnn อ==ง อ2nนn(ุก[a2ร1aม 21+เ ล +aข n(ค)nณ -ติ 1)d] เมอ่ื ทราบค่า n, a1 และ an
เม่อื ทราบค่า n, a1 และ d
กรณที ไี่ ม่ทราบคา่ n ของอนุกรมเลขคณติ สามารถหาค่า n ได้จากสูตร an = a1 + (n - 1)d
ล�ำดับและอนุกรม 163
กิจกรรม สรางเสริม เกร็ดแนะครู
ครูใหนักเรียนจับคู แลวชวยกันหาความสัมพันธท่ีกําหนดให การเรียนการสอน เรื่อง อนุกรมเลขคณิต ครูอาจใหนักเรียนทํากิจกรรม
ตอ ไปนี้ ทเี่ นน ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร ซงึ่ อาจทาํ เปน กลมุ หรอื รายบคุ คล
กไ็ ด ครผู สู อนอาจจะใชร ปู ภาพประกอบเพอ่ื ชว ยใหน กั เรยี นเกดิ ความคดิ เชอ่ื มโยง
ใหดา นแตละดา นของรปู สามเหลีย่ มรปู ท่ี 1 ยาว 1 หนว ย และสามารถแกป ญหาใหงายขึ้น
• หาความยาวดา นของแตละรูป และรูปท่ี 10 มคี วามยาวดา น
เทา ใด
• หาจํานวนรปู สามเหลี่ยมในแตละรปู และรปู ท่ี 10 มจี ํานวน
รปู สามเหล่ยี มกร่ี ูป
รปู ที่ 1 รปู ที่ 2 รปู ที่ 3 รปู ที่ 4
หมายเหตุ : ครคู วรใหน ักเรยี นเกงและนักเรยี นออ นจบั คกู นั T173
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (knowing)
4. ครูใหนกั เรียนศึกษาตัวอยางท่ี 23 ในหนังสือ- ตวั อยา งท่ี 23
เรยี น หนา 164 แลว ถามคาํ ถามนักเรยี น ดงั นี้
• จากโจทย นักเรยี นทราบคา อะไรบาง ให้หำผลบวก 30 พจนแ์ รกของอนุกรมเลขคณิต 1 + 4 + 7 + … + (3n - 2) + …
(แนวตอบ a1 = 1, d = 4 - 1 = 3 และ วธิ ีท�ำ จจเนะา่ือไกดง ้ จาก aSS13 0n= ==1 , d(2n3 2[=02 )a3[12 (แ+1ล )( ะn+ n -( 3=10 ) 3d-0] 1)(3)]
n = 30)
• นักเรียนควรเลือกใชสูตรใดในการคํานวณ
• ผห(แลานผบวลตวกอบบว5กS0ขnพอ=งจอnน2นแ[2กุ รaรก1มขเ+อลงข(อnคนณ-กุ ติ1รม)dเล])ขคณติ นี้
= 15[2 + 29(3)]
= 15(89)
= 1,335
เทากับเทา ใด ดังนั้น ผลบวกของ 30 พจน์แรกของอนกุ รมเลขคณิตนี ้ คือ 1,335
(แนวตอบ S50 = 352,07[225()1) + (50 1)(3)]
= - ลองทาํ ดู
5. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งท่ี 24 ในหนงั สือ- ให้หาผลบวก 38 พจนแ์ รกของอนุกรมเลขคณิต ฝกทําตอ
เรียน หนา 164 แลว ถามคาํ ถามนักเรยี น ดังน้ี 4 + 12 + 20 + … + (8n - 4) + …
แบบฝกทกั ษะ 3.2 ข
• จากโจทย นักเรียนทราบคาอะไรบา ง ขอ 1-5
(แนวตอบ a1 = 9, d = 12 - 9 = 3 และ ตัวอยางที่ 24
an = 159)
ให้หำผลบวกของพจนท์ ุกพจน์ของอนกุ รมเลขคณิต 9 + 12 + 15 + … + 156
• นักเรียนจะทราบจํานวนพจนของอนุกรม
เลขคณิตน้ไี ดอ ยา งไร วิธที ำ� เนอ่ื งจาก a1 = 9, d = 3
(แนวตอบ หาจาํ นวนพจนจ ากสตู ร หาจา� นวนพจนจ์ าก an = a1 + (n - 1)d
จะได ้ 156 = 9 + (n - 1)(3)
156 = 9 + 3n - 3
an = a1 + (n - 1)d) 156 = 3n + 6
3n = 150
• ถา ใหห าผลบวก 100 พจนแ รกของอนกุ รมน้ี
นักเรียนจะใชสูตรใดในการหา และผลบวก
ท่ไี ดม ีคา เทา กับเทาใด n = 50
หจะาไผดล้ บวกขSอ50ง 5=0 พ520จน(9์ จ+า ก1 5S6n) = 2n (a1 + an)
(SSแ1n0น0วต==อบ1n202[20a[21(9+) (n - 1)d]
+ (100 -
1)(3)] = 25(165)
= 4,125
= 15,750) ดังนั้น ผลบวกทัง้ 50 พจนข์ องอนุกรมเลขคณติ น้ ี คอื 4,125
164
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม สรางเสรมิ
หเลาขไคดคณจราิตูคกวnรใ=หคanวาd-มaร1ูเพ+่ิม1เตแิมลกะับกนารักเเลรอื ียกนใวชาสตู จรําผนลวบนวพกจnนขพอจงนอแนรุกกรขมอเงลอขนคกุ ณรมิต ครใู หนักเรียนจับคู แลวชวยกันหาจาํ นวนพจนแ ละผลบวกของ
พจนทุกพจนข องอนกุ รมเลขคณติ ในแตละขอตอ ไปน้ี
โจทย a1 d n = an - a1 + 1 sn = n2 (a1 + an)
d
สตู ร ควรใชเมือ่ สิ่งที่ตองหาเหมือนกนั กอน
5 + 7 + 9 + ... + 103
Sn = n2 (a1 + an) ทราบคา an n, d, a1
ไมท ราบคา an 2 + 6 + 10 + ... + 158
Sn = n2 [2a1 + (n - 1)d] แตท ราบคา a1
-2 + 3 + 8 + ... + 293
และ d
5 + 2 + (-1) + ... + (-217)
หมายเหตุ : ครูควรใหน กั เรียนเกง และนกั เรียนออนจับคกู นั
T174
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (knowing)
ลองทาํ ดู 6. ครูอธิบายตัวอยา งที่ 25 ในหนงั สือเรียน หนา
165 บนกระดาน แลวถามคําถามนักเรียน
ใหห้ าผลบวกของพจน์ทุกพจน์ของอนุกรมเลขคณติ ฝกทําตอ ดังนี้
6 + 15 + 24 + … + 177 • จากตัวอยางที่ 25 ถาใหหาผลบวกของ
แบบฝก ทักษะ 3.2 ข
ขอ 6, 10, 13-18 จํานวนค่ีจะสามารถเขียนในรูปผลบวกได
ตใหัว้หอำยผา่ ลงบทวี่ ก2ข5องจ�ำนวน1คตู่ งั้ แต่ 10 + 12 + 14 + … + 550 อยางไร
(แนวตอบ 11 + 13 + 15 + … + 549)
วธิ ที ำ� เนื่องจาก a1 = 10, d = 2 • ผลบวกของจํานวนคีต่ งั้ แต 11 + 13 + 15
หาจา� นวนพจน์จาก an = a1 + (n - 1)d + … + 549 เทา กับเทา ใด
จะได้ 550 = 10 + (n - 1)(2) (แนวตอบ จากอนุกรมที่กําหนดให จะได
550 = 10 + 2n - 2
550 = 2n + 8 a1 = 11, d = 2 หาจํานวนพจนจาก
2n = 542 an = a1 + (n - 1)d จะได n = 270
n = 271
หาผลบวกของ 270 พจน จาก
Sn = n2 (a1
หจะาไผดล ้ บวกSข2อ71ง 2=7 12 พ721จน(1 ์ 0จ า+ก 5S5n0 )= 2n (a1 + an) + 2a72n)0 (11 + 549) = 75,600)
จะได S270 =
= 2721 (560) เขา้ ใจ (Understanding)
= 75,880
ดังน้ัน ผลบวกท้งั 271 พจนข์ องอนุกรมเลขคณติ นี้ คอื 75,880 ครใู หน กั เรยี นจบั คูท าํ “ลองทาํ ด”ู ในหนงั สอื -
เรียน หนา 164-165 และทาํ แบบฝก ทักษะ 3.2 ข
ใลหอ้หงาทผาํลดบู วกของจ�านวน2ค่ตี ้งั แต ่ 15 + 17 + 19 + … + 455 ฝกทําตอ ขอ 1.-8. ในหนงั สอื เรยี น หนา 167 แลว แลกเปลยี่ น
ความรูกับคูของตนเอง สนทนาซักถามจนเปนที่
แบบฝกทักษะ 3.2 ข เขา ใจรว มกัน จากนน้ั ครูสมุ นกั เรยี นออกมาแสดง
ขอ 7-8 วิธที ําบนกระดาน โดยครแู ละนักเรยี นในชน้ั เรียน
รว มกันตรวจสอบความถูกตอ ง
ตัวอยา่ งที่ 26
ให้หำผลบวกของจำ� นวนเตม็ ทีม่ ีคำ่ อยู่ระหว่ำง 50 และ 190 ทีห่ ำรด้วย 3 ลงตวั
วธิ ที �ำ จ�านวนแรกท่ีหารดว้ ย 3 ลงตวั คือ 51
จ�านวนสดุ ทา้ ยท่ีหารด้วย 3 ลงตวั คอื 189
จะไดอ้ นุกรมเลขคณติ คือ 51 + 54 + 57 + … + 189
จหะาไจดา� ้ นวนพจ1น8์จ9า ก= a n5 =1 a+1 (+n (-n 1 -) (31))d
189 = 51 + 3n - 3
ล�ำดับและอนุกรม 165
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
จาํ นวนเตม็ บวกระหวา ง 200 กับ 600 มกี พี่ จนท ่ี 7 หารไมลงตวั 1 จาํ นวนคู (even number) จํานวนเต็มที่หารดวย 2 แลว ไดผลลพั ธเ ปน
1. 342 2. 344 3. 346 จํานวนเตม็ หรอื จํานวนทีอ่ ยใู นเซต { … -6, -4, -2, 0, 2, 4, 6, … }
4. 348 5. 359 2 จํานวนคี่ (odd number) จํานวนเต็มท่ีไมใชจํานวนคู หรือจํานวนท่ีอยู
(เฉลยคาํ ตอบ ในเซต { … -5, -3, -1, 0, 1, 3, 5, … }
จาํ นวนเต็มบวกตั้งแต 201-599 มพี จนท ่ี 7 หารลงตัว (d = 7)
T175
ดังน้ี
203, 210, 217, ..., 595
n = 595 7- 203 + 1 = 57 พจน
แตจ าํ นวนเตม็ บวกตั้งแต 201-599 มีทง้ั หมด 399 พจน
นนั่ คอื มีจํานวนเตม็ บวกที่ 7 หารไมล งตัว
เทากบั 399 - 57 = 324 พจน
ดงั น้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 1.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
1. ครใู หนักเรยี นศกึ ษาตัวอยางที่ 26 ในหนงั สอื - 189 = 3n + 48
เรียน หนา 165-166 แลว ถามคําถาม ดงั น้ี
• จํานวนสามพจนแรกและพจนสุดทายที่หาร 3n = 141
n = 47
ดว ย 3 ลงตัว คอื จาํ นวนใด จหะาไผดล ้ บวกขSอ47ง 4=7 พ427จน(5์ 1จ า+ก 1S8n9 )= 2n (a1 + an)
(แนวตอบ 51, 54, 57 และ 189)
• เม่ือนําจํานวนที่หารดวย 3 ลงตัว มาเรียง
ตอ กันจะเปนลาํ ดบั ชนดิ ใด = 427 (240)
(แนวตอบ 51, 54, 57, ..., 189 เปน ลําดบั = 5,640
ดงั นน้ั ผลบวกทง้ั 47 พจน์ของอนกุ รมเลขคณติ น้ี คือ 5,640
เลขคณิต เพราะมีผลตางรว ม d = 3)
2. ครูสรุปจากคําถามขางตน อนุกรมเลขคณิต
ทไ่ี ด คือ 51 + 54 + 57 + ... + 189 แลว ลองทาํ ดู
ถามคําถาม ดงั น้ี ฝกทําตอ
• นกั เรยี นหาจาํ นวนพจนข องอนกุ รมเลขคณติ ใหห้ าผลบวกของจ�านวนเต็มท่มี คี า่ อยู่ระหวา่ ง 30 และ 150 ทหี่ ารดว้ ย 7
ลงตวั แบบฝก ทักษะ 3.2 ข
ขอ 9, 11-12
ไดอยา งไร
(แนวตอบ หาจํานวนพจนจ าก ตวั อย่างท่ ี 27
an - a1
n = d + 1) นธิ ศิ ตอ้ งกำรเดนิ ทำงไกล ถำ้ วนั แรกนธิ ศิ เดนิ ทำงได ้ 50 กโิ ลเมตร วนั ทสี่ องเดนิ ทำงได ้ 48 กโิ ลเมตร
วนั ทส่ี ำมเดนิ ทำงได ้ 46 กโิ ลเมตร และวนั สดุ ทำ้ ยเดนิ ทำงได ้ 22 กโิ ลเมตร โดยแตล่ ะวนั ระยะทำง
• เมื่อแกสมการหาคา n แลว จะหาผลบวก ทเี่ ดนิ ไดจ้ ะลดลงวนั ละ 2 กโิ ลเมตร อยำกทรำบวำ่ นธิ ศิ จะเดนิ ทำงเปน็ ระยะทำงทง้ั หมดกกี่ โิ ลเมตร
3. นัก(ขแเอรนีงยวอนตนอแบกุ ตรลSมnะเลค=ขนn2คห(ณาaผิต1 ลไ+ดบaจวnาก)ก)ขสอูตงรจใําดนวนเต็ม
วิธีทำ� ให้ a1 = 50, a2 = 48, a3 = 46 และ d = 48 - 50 = -2
หาจา� นวนวนั ทีน่ ธิ ศิ เดินทางได ้
จาก an = a1 + (n - 1)d
ท่มี ีคา อยรู ะหวา ง 50 และ 190 ท่ีหารดวย 5 จะได ้ 22 = 50 + (n - 1)(-2)
ลงตวั โดยใชห ลกั การเดยี วกนั กบั ตวั อยา งท่ี 26
ในหนังสือเรยี น หนา 165-166 22 = 52 - 2n
2n = 30
(แนวตอบ 1,296) n = 15
12n25[2[2a(15 0+) (+n (-1 15) d- ] 1 )(-2)]
จาก Sn =
จะได ้ S15 =
= 125(72)
= 540
16 6 ดังนัน้ นิธิศเดินทางไกลเปน็ ระยะทางทั้งหมด 540 กิโลเมตร
บูรณาการอาเซียน กิจกรรม 21st Century Skills
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในหนวยการเรียนรูที่ 3 ลําดับและ ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ
อนุกรม ครูสามารถเชื่อมโยงบูรณาการความรูกับกลุมประเทศอาเซียนได โดย ทางคณิตศาสตร แลวทาํ กจิ กรรม ดงั น้ี
ใหนักเรียนสืบคนขอมูลท่ีแสดงใหเห็นถึงการนําอนุกรมเลขคณิตมาประยุกตใช
ทเี่ กีย่ วของกบั อาเซยี น เชน ประชากรของประเทศบรูไนในป 2550 มปี ระมาณ • ใหนักเรียนแตละกลุมสืบคนขอมูลเพ่ิมเติม เรื่อง อนุกรม
400,000 คน และในแตล ะปจ ะมีประชากรเพิ่มข้นึ ปล ะ 6,000 คน อยากทราบวา เลขคณติ ในชวี ิตประจาํ วนั มากลมุ ละ 1 เรอื่ ง เพอื่ สรา งเปน
ในป 2550-2560 จะมีประชากรทง้ั หมดกีค่ น โจทยปญหา
• ใหนักเรียนนําโจทยปญหาที่สรางมาหาคําตอบ พรอมท้ัง
แสดงวธิ ที าํ อยา งละเอยี ด
• สง ตวั แทนกลมุ ออกมานาํ เสนอขอ มลู ผา นโปรแกรม Microsoft
PowerPoint หรอื โปรแกรมนาํ เสนออนื่ ๆ ตามทนี่ กั เรยี นถนดั
T176
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
ลองทาํ ดู 4. ครอู ธิบายตัวอยา งท่ี 27 ในหนังสอื เรยี น หนา
166 แลว ถามคาํ ถามเพม่ิ เตมิ จากตวั อยา งที่ 26
ยิ่งยงตองการวางถุงปุยซอนกันเปนช้ัน ๆ แตละชั้นมีจํานวนถุงปุยมากกวาจํานวนถุงปุย ดังน้ี
ในช้ันถัดไปเปนจํานวน 2 ถุงเสมอ ถาเขาตองการวางถุงปุยไวชั้นลางสุด ฝกทําตอ • ถานิธิศเดินทางในแตละวัน คือ 20, 25
50 ถงุ และวางถงุ ปยุ ไวช น้ั บนสุดจํานวน 4 ถุง ใหห าวามีปยุ ทัง้ หมดกี่ถุง แบบฝกทักษะ 3.2ข และ 30 ตามลําดับ จะเปน ลําดับเลขคณติ
หรือไม เพราะเหตุใด
ขอ 19-20
(แนวตอบ เปน ลาํ ดบั เลขคณติ เพราะระยะทาง
ทนี่ ธิ ศิ เดนิ ทางในแตล ะวนั เพม่ิ ขน้ึ อยา งคงตวั )
แบบฝกทักษะ 3.2 ข • นิธิศจะใชเวลาเดินทางก่ีวัน ถาวันสุดทาย
ระดับพ้ืนฐาน เดนิ ทางได 70 กิโลเมตร
(แนวตอบ 11 วนั )
1. ใหห าผลบวก 10 พจนแรกของลาํ ดับเลขคณติ 5, 12, 19, …, 7n - 2, … • ระยะทางที่นิธิศเดินทางไกลท้ังหมดเปน
2. ใหห าผลบวก 15 พจนแรกของลําดบั เลขคณิต 1, 3, 5, …, 2n - 1, … เทา ใด S11 = 142195[2ก(2ิโ0ล)เม+ต(ร1)1 - 1)(5)]
(แนวตอบ =
3. ใหห าผลบวก 20 พจนแรกของลําดับเลขคณิต -20, 10, 40, …, 30n - 50, …
4. ใหหาผลบวก 40 พจนแรกของอนกุ รมเลขคณิต -10 + 6 + 22 + … + (16n - 26) + … เขา้ ใจ (Understanding)
5. ใหหาผลบวก 50 พจนแ รกของลําดบั เลขคณิต 15, 35, 1, …, 52n - 51, …
6. ใหหาผลบวกของอนกุ รมเลขคณิตตอไปน้ี 1. ครูใหนกั เรยี นจบั คทู ํา “ลองทําดู” ในหนงั สือ-
เรียน หนา 166-167 และแบบฝกทกั ษะ 3.2 ข
1) (-50) + (-45) + (-40) + … + 20 ขอ 9.-17. ในหนังสือเรียน หนา 167-168
แลว แลกเปลย่ี นความรกู บั คขู องตนเอง สนทนา
2) 3.5 + 5 + 6.5 + … + 35 ซักถามจนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากนั้นครูสุม
นกั เรยี นออกมาแสดงวธิ ที าํ บนกระดาน โดยครู
3) 1 + 5 + 9 + … + 61 ตรวจสอบความถกู ตอง
21-+35 1++(-231)++…-+13
4) 15 … + 5 2. ครูใหน กั เรียนทาํ Exercise 3.2 B เปน การบา น
5) +
7. ใหหาผลบวกของจํานวนคูตงั้ แต 16 + 18 + 20 + … + 780 ลงมอื ทาํ (Doing)
8. ใหหาผลบวกของจาํ นวนค่ตี ง้ั แต 15 + 17 + 19 + … + 999 ครใู หนักเรยี นแบงกลมุ กลุม ละ 3-4 คน คละ
ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวชวยกันทํา
9. ใหหาผลบวกของจํานวนเตม็ ท่ีมคี าอยูระหวา ง 150 และ 600 ที่ 11 หารลงตัว แบบฝกทักษะ 3.2 ข ขอ 18.-20. ในหนังสือเรยี น
หนา 167 แลวแลกเปลี่ยนความรูภายในกลุม
ลําดับและอนุกรม 167 จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมาเฉลยคําตอบหนา
ชั้นเรยี น โดยครูตรวจสอบความถูกตอ ง
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
ด.ช.บอส อยากไดรถจักรยานท่ีมีราคา 2,400 บาท โดย ด.ช.บอสออมเงินเดือนละ 50 บาท อามาจะสมทบเงินให
ทกุ เดอื น เดือนละ 20 บาท โดยเดือนแรก 20 บาท เดอื นที่สอง 40 บาท และเดือนท่สี าม 60 บาท ไปเรื่อยๆ ด.ช.บอส ตอง
ออมเงนิ อยา งนอ ยกเ่ี ดอื นจึงจะสามารถซอื้ รถจกั รยานได
1. 13 เดอื น 2. 14 เดอื น 3. 15 เดอื น 4. 16 เดอื น 5. 16 เดือน
(เฉลยคาํ ตอบ จากโจทย เขียนเปน ลําดบั ไดวา 70, 90, 110, ... โดยมี a1 = 70, d = 20 และตองรวมเงินขน้ั ตาํ่ ใหไ ด
2,400 บาท
Sn = nnn22([[1224a(0710++) (n - 1)d] จะได n = -6 ± 36 -24(1)(-240)
2,400 = + (n - 1)20] = -6 ±2 996
4,800 = 20n - 20) ≈ 13
= n(120 + 20n)
4,800 = n(120 + 20n) นนั่ คอื ด.ช.บอส ตองออมเงนิ ขัน้ ต่าํ อยา งนอย 13 เดอื น
20n2 + 120n - 4,800 = 0 จึงจะสามารถซื้อรถจักรยานได
n2 + 6n - 240 = 0
ดังนั้น คําตอบ คอื ขอ 1.) T177
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สรปุ ระดบั กลำง
ครใู หน กั เรยี นรว มกนั สรปุ ความรู เรอื่ ง อนกุ รม 10. อ นกุ รมเลขคณติ อนุกรมหนง่ึ มีพจน์ท่ี 3 เทำ่ กับ 11 และผลบวก 8 พจน์ เทำ่ กับ 124
เลขคณิต ดงั นี้ ใหห้ ำอนกุ รมเลขคณิตน้ ี
อนุกรมเลขคณิต คือ อนุกรมท่ีไดจากลําดับ
เลขคณิต และมีผลตางรวมของลําดับเลขคณิต 11. ก �ำหนด A = { 30, 31, 32, … , 100 } ให้หำผลบวกของสมำชกิ ของเซต A ท ี่ 2 หำรลงตัว
เปน ผลตา งรว มของอนกุ รมเลขคณติ ดว ย และสตู ร แต่ 3 หำรไม่ลงตัว
ทใี่ ชใ นการคาํ นวณหาผลบวกของอนกุ รมเลขคณติ
n(a1 + an) 12. จำกขอ้ 11. ให้หำผลบวกของสมำชิกของเซต A ที่ 2 และ 3 หำรลงตัว แตห่ ำรดว้ ย 5
n พจนแ รก คอื Sn = 2 ไม่ลงตวั
หรอื Sn = n2 13. ให้หำคำ่ n จำกผลบวกของอนุกรม 3 + 7 + 11 + … + (4n - 1) = 1,830
[2a1 + (n - 1)d] 14. อนุกรมเลขคณติ อนกุ รมหนง่ึ มพี จนท์ ่ี n เป็น -5n + 2 ให้หำผลบวก 20 พจน์แรกของ
เม่ือ a1 คือ พจนท ี่ 1 ของอนุกรมเลขคณิต อนกุ รมน้ี
an คือ พจนที่ n ของอนกุ รมเลขคณติ 15. อนกุ รมเลขคณติ อนุกรมหนงึ่ ถ้ำ S15 มีค่ำมำกกวำ่ S14 อยู่ 32 และพจนแ์ รกเท่ำกบั 4
d คอื ผลตางรว มของอนกุ รมเลขคณิต ให้หำผลบวก 25 พจน์แรกของอนุกรมน้ี
n คือ จาํ นวนพจนของอนุกรมเลขคณติ 16. อนกุ รมเลขคณติ อนุกรมหน่งึ มผี ลบวก 5 พจนแ์ รกเปน็ 85 และพจนท์ ี่ 8 ของอนุกรมนี้
และ Sn คือ ผลบวก n พจนแรกของอนุกรม คอื 32 ใหห้ ำผลบวก 10 พจน์แรกของอนกุ รมน้ี
เลขคณิต 17. ถ้ำ x + 1, 2x + 3, 4x + 2 เป็นสำมพจน์แรกของล�ำดบั เลขคณิตลำ� ดับหน่งึ
ขนั้ ประเมนิ ใหห้ ำผลบวก 30 พจน์แรกของลำ� ดับนี้
1. ครตู รวจแบบฝก ทักษะ 3.2 ข ร ะดับทำ้ ทำย
2. ครูตรวจ Exercise 3.2 B
3. ครูประเมินการนาํ เสนอผลงาน 18. กำ� หนด Sn เป็นผลบวก n พจน์แรกของล�ำดบั เลขคณิต a1, a2, a3, … ถำ้ S5 = 20
4. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล และ S16 = -200 ให้หำ a10 + a13
5. ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม 19. นำงสำวออ้ มใจต้องกำรเกบ็ เงนิ เดือนแรก 1,000 บำท และเดอื นต่อ ๆ ไปเก็บมำกกว่ำ
6. ครสู ังเกตความมีวินยั ใฝเ รียนรู เ ดอื นก่อนหนำ้ นน้ั 100 บำท และเกบ็ เงินต่อเนอ่ื งโดยไม่นำ� ไปใช้จนครบ 1 ปี
มงุ ม่ันในการทํางาน อยำกทรำบวำ่ นำงสำวอ้อมใจจะมีเงินทั้งหมดก่บี ำท
20. เรือ A และเรอื B เดินทำงออกจำกจดุ เดียวกนั ซ่งึ จะออกเดนิ ทำงพรอ้ มกันและไปใน
ทศิ ทำงเดียวกัน โดยเรอื A เดนิ ทำงวันแรก 60 กโิ ลเมตร วนั ทส่ี อง 58 กิโลเมตร
วนั ทีส่ ำม 56 กิโลเมตร และเรือ B เดนิ ทำงวนั แรก 10 กิโลเมตร วนั ทีส่ อง 13 กโิ ลเมตร
วันที่สำม 16 กิโลเมตร ให้หำว่ำเรือทั้งสองล�ำอยู่ห่ำงจำกจุดตั้งต้นเป็นระยะทำงก่ีกิโลเมตร
เมอื่ เรอื B เดินทำงไปทันเรอื A
168
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ถา 96 + 94 + 92 + 90 + ... เปนอนกุ รมเลขคณิต แลว ผลบวก
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําแบบฝก 20 พจนแ รกของอนกุ รมนี้เทา กบั ขอ ใด
ทักษะ 3.2 ข ขอ 18.-20. ในข้นั ลงมอื ทาํ โดยศึกษาเกณฑก ารวัดและประเมินผล 1. 1,440 2. 1,540 3. 1,640
จากแบบประเมนิ ของแผนการจดั การเรียนรใู นหนวยการเรยี นรูท ี่ 3 4. 1,740 5. 1,840
แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลุม่ (เฉลยคาํ ตอบ 96 + 94 + 92 + 90 + ...
คาชีแ้ จง : ใหผ้ สู้ อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขดี ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั
ระดับคะแนน
ลาดบั ชื่อ – สกลุ การแสดง การยอมรับฟงั การทางาน ความมีน้าใจ การมี รวม -2 -2 -2
ที่ ของนกั เรยี น ความคดิ เหน็ คนอื่น ตามท่ไี ดร้ ับ ส่วนร่วมใน 20
มอบหมาย การปรบั ปรงุ คะแนน
ผลงานกลมุ่
43214321432143214321 n2220[2[a2(19+6)(n+
ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ จาก Sn = - 1)d]
............/................./................ จะได S20 = (20 - 1)(-2)]
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน = 10(154)
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน จะได S20 = 1,540
ให้ 2 คะแนน ดงั นนั้ คําตอบ คือ ขอ 2.)
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั
ปฏิบัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้งั
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรับปรุง
T178
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching)
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
2. อนกุ รมเรขาคณติ (Geometric Series) 1. ครทู บทวนความรู เร่อื ง ลาํ ดับเรขาคณติ ดงั นี้
• ใหนักเรียนยกตัวอยางของลําดับเรขาคณิต
อนุกรมที่ได้จากล�าดับเรขาคณิต เรียกว่า อนุกรมเรขำคณิต และมีอัตราส่วนร่วมของ มา 3 ลาํ ดบั
ลา� ดับเรขาคณติ เปน็ อัตราส่วนรว่ มของอนุกรมเรขาคณิตด้วย (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย
Class Discussion ตามพนื้ ฐานความรู เชน
1) 5, 10, 20, -41520,4.,.....)
ใหน้ ักเรยี นจับคู ่ แลว้ ตอบค�ำถำมต่อไปนี้ 2) 50, 25, 5,
1. ให้หาผลบวกของพจนท์ กุ พจน์ของล�าดับเรขาคณติ 1, 2, 4, 8, 16, 32 3) 3, -6, 12,
2. ให้หาผลบวกของพจนท์ ุกพจน์ของลา� ดบั เรขาคณิต 1, 2, 4, …, 4,096 • จากตัวอยา งขางตน ใหน ักเรยี นเขยี นลาํ ดับ
จาก Class Discussion จะเห็นว่า จากข้อ 2. การหาผลบวกทมี่ จี า� นวนพจน์มาก ๆ ทา� ใหไ้ ม่ เรขาคณิตใหอ ยูในรปู การบวก
(แนวตอบ
สะดวกตอ่ การคา� นวณ ดงั นนั้ นกั เรยี นสามารถหาผลบวกของพจนท์ กุ พจนข์ องลา� ดบั เรขาคณติ โดย 1) 5530+++1(-2065)+++20512+++4150(-+24..).
ใชว้ ธิ กี าร ดังน้ี 2)
3)
ให ้ S = 1 + 2 + 4 + 8 + … + 4,096 ……➊ + ...)
น�า 2 × ➊ ; 2S = 2 + 4 + 8 + 16 + … + 8,192 ……➋ 2. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ จากขอ 1. วา ผลบวกทไ่ี ด
นา� ➋ - ➊ ; S = 8,192 - 1
ดังน้ัน S = 8,191 จากลาํ ดบั เรขาคณติ เรยี กวา อนกุ รมเรขาคณติ
ในกรณที ่ัวไป สามารถหาผลบวก n พจน์แรกของอนกุ รมเรขาคณติ ได้ ดังนี้ ขนั้ สอน
ให้ Sn = a1 + a2 + a3 + … + an รู้ (Knowing)
Sn = a1 + a1r + a1r2 + … + a1rn - 1
นา� r × ➊ rSn = a1r + a1r2 + … + a1rn - 1 + a1rn ......➊ 1. ครใู หนักเรยี นจับคทู าํ Class Discussion แลว
น�า ➋ - ➊ ; rSn - Sn = a1rn - a1 ......➋
แลกเปล่ียนความรูกับคูของตนเอง จากน้ัน
(r - 1)Sn = a1rn - a1
นกั เรยี นและครรู ว มกนั เฉลย Class Discussion
(r - 1)Sn = a1(rn - 1)
ดังนน้ั Sn = a1(rr n- -1 1) หรือ Sn = a1(11 -- rrn) โดยท ี่ r ≠ 1
เมอ่ื a1 คอื พจนท์ ่ี 1 ของอนกุ รมเรขาคณิต ล�ำดับและอนุกรม 169
r คอื อัตราสว่ นร่วมของอนกุ รมเรขาคณติ
n คอื จา� นวนพจนข์ องอนกุ รมเรขาคณติ
และ Sn คือ ผลบวก n พจนแ์ รกของอนุกรมเรขาคณิต
ขอสอบเนน การคดิ เฉลย Class Discussion
อนกุ รมในขอใดไมเปนอนุกรมเรขาคณติ 1. หาผลบวกของพจนทุกพจน คอื 1 + 2 + 4 + 8 + 16 + 32 = 63
1. 1 + 3 + 9 + 27 + ... 2. -1 + 1 + (-1) + 1 + ... 2. ผลบวกของพจนท ุกพจนท มี่ จี าํ นวนมากๆ ทาํ ได ดังนี้ .....➊
3. 2 + 2 + 8 + 4 + ... 4. 12 + 76 + 161 + 165 + ... ให S = 1 + 2 + 4 + 8 + ... + 4,096 .....➋
(เฉลยคาํ ตอบ นาํ 2 × ➋ ; 2S = 2 + 4 + 8 + 16 + ... + 8,192
เปนอนกุ รมเรขาคณิต เพราะมี r = 3 นํา ➋ - ➊ ; S = 8,192 - 1
เปนอนกุ รมเรขาคณิต เพราะมี r = -1 ดังนน้ั S = 8,191
เปนอนกุ รมเรขาคณติ เพราะมี r = 232
เปนอนกุ รมเลขคณติ เพราะมี d =
ดังน้ัน คําตอบ คือ ขอ 4.)
T179
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (knowing)
2. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั พจิ ารณาผลบวกในกรณี จาก Sn = a1(rr n- -1 1)
ท่ัวไปของอนุกรมเรขาคณิตในหนังสือเรียน Sn = a1rr n- -1 a1
หนา 169-170 จนไดขอสรุปที่มีสูตรผลบวก Sn = (a1rnr - 1-) r1 - a1
ดงั น้ี เนอ่ื งจาก an = a1rn - 1 แทนในสูตร Sn = (a1rnr - 1-) r1 - a1
Sn = a1(rrn- - 1) หรือ Sn = a1(11 - rn) จะได ้ Sn = (a1rnr - 1-) r1 - a1
1 - r
โดยท่ี r 1 = (arn )-r -1 a1
เนื่องจาก an = a1rn-1 แทนในสูตร ดงั น้นั Sn = anrr -- 1a1 หรอื Sn = a11 -- arnr โดยท ่ี r ≠ 1
Sn = (a1rnr- -1a)rn1rr---a1a11
หรอื Sn = a11 - arnr
จะได Sn = -
เมอ่ื a1 คอื พจนท่ี 1 ของอนกุ รมเรขาคณิต
r คอื อตั ราสว นรวมของอนุกรม
เรขาคณิต
an คือ พจนที่ n ของอนกุ รมเรขาคณิต เมือ่ a1 คือ พจนท์ ่ี 1 ของอนกุ รมเรขาคณติ
r คอื อตั ราสว่ นรว่ มของอนุกรมเรขาคณิต
n คือ จาํ นวนพจนข องอนุกรมเลขคณิต an คอื พจน์ท ี่ n ของอนกุ รมเรขาคณติ
และ Sn คอื ผลบวก n พจนแรกของอนุกรม และ Sn คอื ผลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต
เรขาคณิต
3. จากนนั้ ครใู หน กั เรยี นศกึ ษากรอบ ATTENTION
ซ่ึงเกี่ยวกับการเลือกใชสูตรในการหาผลบวก ATTENTION
n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิตและเนนย้ํา ผลบวก n พจน์แรกของอนกุ รมเรขาคณติ
SSnn == aan1rr( r r -n-- 1-a1 11) หหรรอือื SSnn == aa111 (1 1- - - a- r nrrrn )
กบั นกั เรียน กรณีทไ่ี มทราบคา n ของอนุกรม เมื่อทราบค่า n, a1 และ r
เรขาคณติ สามารถหาคา n ไดจากสตู ร โดยท่ ี r ≠ 1 เมอื่ ทราบค่า a1, r และ an
หรอื
an = a1rn - 1 กรณีท่ีไม่ทราบคา่ n ของอนุกรมเรขาคณิตสามารถหาค่า n ไดจ้ ากสตู ร an = a1rn - 1
170
เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรา งเสรมิ
ครคู วรเนน ยา้ํ กบั นกั เรยี นวา การหาผลบวก n พจนแ รกของอนกุ รมเรขาคณติ ครใู หน กั เรียนจับคู แลว ปฏบิ ัติตามข้นั ตอนตอไปน้ี
โดยท่ี r 1 เพราะถา r = 1 จะไดต วั สว นเปนศูนย จะไมมคี วามหมายทาง • ใหนักเรยี นแตล ะคนเขียนลําดับเรขาคณติ คนละ 1 ลาํ ดับ
คณิตศาสตร และกรณีท่ไี มท ราบคา n ของอนกุ รมเรขาคณิต สามารถหาคา n
ลงในกระดาษ A4 แลว แลกกบั คขู องตนเอง
ไดจ ากสูตร an = a1rn-1 • ใหนักเรียนแตละคนนําลําดับเรขาคณิตท่ีไดมาหาอนุกรม
เรขาคณิต 20 พจนแ รก จากน้ันแลกกันตรวจสอบความถกู ตอ ง
แลวนาํ สงครู
หมายเหตุ : ครูควรใหนกั เรยี นเกง และนักเรยี นออ นจบั คกู นั
T180
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู้ (knowing)
ตวั อยางที่ 28 4. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งท่ี 28-29 ในหนงั สอื -
เรียน หนา 171-172 จากนั้นถามคาํ ถาม ดังน้ี
ใหหาผลบวก 10 พจนแ รกของอนกุ รมเรขาคณิต 4 + 8 + 16 + … + 4(2)n-1 + … • จากตัวอยา ง =284,นrกั =เร84ยี น=ท2ราแบลคะาใnดบ=า 1ง0)
วธิ ีทํา เนื่องจาก a1 = 4, r = 2 และ n = 10 (แนวตอบ a1
จาก Sn = a1(rrn- -11)
• จากตัวอยาง 28 นักเรียนเลือกใชสูตรใด
จะได S10 = 4(2210- -11) ในการคาํ นวณหาผลบวกของอนุกรม
เรขาคณิต
= 4(1,024 - 1) (แนวตอบ Sn = a1(rr n - 1), r ≠1)
1
= 4,092 • จากตัวอยา งที่ -
ดงั น้ัน ผลบวกของ 10 พจนแ รกของอนุกรมเรขาคณติ น้ี คอื 4,092 29 rน=ักเ13รียแนลทะราaบn ค=าใ2ด,11บ8า7ง)
(แนวตอบ a1 = 1,
ลองทาํ ดู • จากตัวอยางที่ 29 นักเรียนจะทราบจํานวน
พจนของอนกุ รมเรขาคณติ นไ้ี ดอยางไร
ใหห าผลบวก 12 พจนแ รกของอนุกรมเรขาคณติ ฝกทําตอ (แนวตอบ หาจํานวนพจนจ าก an = a1rn-1)
3 + 9 + 27 + … + 3(3)n -1 + …
แบบฝก ทกั ษะ 3.2 ค • จากตัวอยางท่ี 29 นักเรียนสามารถหา
ขอ 1-3, 10
ผลบวกของอนกุ รมไดจากสูตรใด
ตวั อยางท่ี 29 a1(11 - r n),
(แนวตอบ Sn = - r r 1)
ใหหาผลบวกของพจนทุกพจนของอนุกรมเรขาคณติ 1 + 13 + 19 + … + 2,1187
วิธีทํา เน่อื งจาก a1 = 1, r = 31 จากน้นั ครูอธบิ ายตวั อยา งที่ 28-29 ซํา้ อกี คร้งั
เพ่ือใหนักเรียนเขาใจมากย่ิงขนึ้
หาจาํ นวนพจนจ าก an = a1rn-1
จะได 2,1187 = 13 n-1
133177 13 n - 1
= 31 n - 1
=
7 = n-1
n =8
ลําดับและอนุกรม 171
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
a5 ก=ํา-ห6น4ดแใลหว aผ1ล,บaว2ก, ขa3อ,ง...10เปพนจลนาํ ดแรับกเรขขอางคลณาํ ดติ บั ถนาเี้ ทaา2ก=ับข8อแใลดะ ดังนี้ ครคู วรแนะนําการใชส ตู รการหาผลบวก n พจนแรกของอนกุ รมเรขาคณติ
1. 924 2. 1,024 3. 1,364 4. 1,512 5. 2,046 Sn = a1(11 - rn) ใชในกรณี ͉r͉ < 1
- r
(เฉลยคําตอบ a1(rrn- - 1)
จาก -64 = a1r4 .....(1) Sn = 1 ใชใ นกรณี ͉r͉ 1
>
(1) ÷ (2) จะได 8 = ra31rดงั นั้น r .....(2)
-8 = = -2
แทนคา r = -2 ใSนS1n0(==2)aaจ11(ะ(rrrrไn1-ด-0-1 1-a111))= -4
จาก = -4[(--22)-101-
1]
จะได
1-4,3(61-4,3023)
นั่นคอื S10 = = -4 (-341)
=
ดงั นน้ั คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T181
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน หาผลบวกของ 8 พจน์ จาก Sn = a1(11 -- rrn)
1(1 )-[ 11623 ,--51 631(131)8]
เขา้ ใจ (Understanding) S8 =
=
ครใู หนักเรยี นจบั คทู าํ “ลองทําด”ู ในหนังสอื -
เรียน หนา 171-172 และแบบฝกทักษะ 3.2 ค = 32,,128807
ขอ 1.-4. ในหนงั สอื เรยี น หนา 174 แลว แลกเปลย่ี น
ความรูกับคูของตนเอง สนทนาซักถามจนเปนท่ี ดงั นัน้ ผลบวกของพจน์ทุกพจนข์ องอนุกรมเรขาคณิตน้ ี คอื 23,,218870
เขา ใจรวมกัน จากนน้ั ครสู ุม นักเรยี นออกมาแสดง
วธิ ีทําบนกระดาน โดยครูและนกั เรียนในช้นั เรียน ลองทําดู
รว มกันตรวจสอบความถกู ตอง
ใหห้ าผลบวกของพจน์ทกุ พจน์ของอนกุ รมเรขาคณติ ฝกทําตอ
รู้ (knowing) 15 + 110 + 210 + … + 1,2180
แบบฝก ทกั ษะ 3.2 ค
ครูอธบิ ายตัวอยางท่ี 30 ในหนังสอื เรียน หนา ขอ 4
172 จากน้ันยกตัวอยางเพิ่มเติมแลวถามคําถาม
ดังน้ี S n =จ าaก11 ต --ัว aอrnยr ่า งเมทื่อ่ี 3a11 =น ัก1เ, รrีย =น ส31า มแาลระถ aหnา ผ= ล2บ,1ว18ก7ของพจน์ทุกพจน์ของอนุกรมนี้ได้จากสูตร
อนุกรมเรขาคณิตหนึ่งมี a1 = 1, a2 = 3 ตวั อยา่ งที่ 30
และ an = 729
อนุกรมเรขำคณติ อนกุ รมหนึ่งม ี a1 = 64, a2 = 16 และ an = 41 ใหห้ ำ r, n และ Sn
• นักเรยี นจะหาคา r ไดอยางไร
วิธที ำ� เน่อื งจาก a1 = 64, a2 = 16
(แนวตอบ หาไดจ าก r = aa12 = 31 = 3) r = 6146 = 14
จะได้
• นกั เรยี นจะหาคา n ไดอ ยา งไร
an = a1rn -1
(แนวตอบ เน่ืองจาก an = a1rn - 1
และ an = 729 จะได 729 = 3n-1) 14 = 64 (14)n - 1
• นกั เรยี นจะใชสมบัติใดในการหาคา n 2516 = (41)n - 1
(แนวตอบ ใชสมบัติของเลขยกกําลังท่ีวา (41)4 = (14)n - 1
ถา ax = ay กต็ อ เมอื่ x = y จะไดวา 4 = n - 1
729 = 3n - 1 n = 5
36 = 3n - 1
6 = n-1 172
n = 7)
• S(แ7นมวตีคอา บเทSา 7ก=บั เ(ท33า7ใ--ด11) = 1,093)
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
ถา a1, a2, a3, ..., a12 เปน ลําดบั เรขาคณติ ซง่ึ มอี ัตราสวนรวมเทา กับ 3 และ a1 + a2 + a3 + ... + a10 = 242
แลว ผลรวม 6 พจนแ รกเทา กบั ขอใด
1. 26 2. 28 3. 30 4. 32 5. 34
(เฉลยคําตอบ
จากโจทย r = 3, n = 10,n S10 = 242 หาผลรวม 6 พจนแ รก จะไดวา
จากสตู ร Sn = a1(rr - 1) S6 = ( 3 - 13)(- 316 - 1)
- 1 = 33 - 1
310 = 26
แทนคา S10 = a1( 3- - 1)
1 ดังน้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 1.)
242 = a1(335--11)
a1(2343- - 1)
242 = 1
T182 3 - 1 = a1
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จาก Sn = a1(11 -- rrn) ขนั้ สอน
(1414)5]
จะได้ S5 = 64[1 - เขา้ ใจ (Understanding)
= 1 -
ครูใหนกั เรียนจับคูทํา “ลองทาํ ดู” ในหนังสือ-
3441 เรยี น หนา 173 และแบบฝก ทกั ษะ 3.2 ค ขอ 5.-8.
ดงั นั้น r = 14 , n = 5 และ S5 = 3441 ในหนังสือเรียน หนา 174-175 แลวแลกเปล่ียน
ความรูกับคูของตนเอง สนทนาซักถามจนเปนท่ี
เขาใจรว มกัน จากน้ันครูสมุ นักเรยี นออกมาแสดง
วธิ ีทําบนกระดาน โดยครูตรวจสอบความถกู ตอ ง
ลองทาํ ดู รู้ (knowing)
อนุกรมเรขาคณติ อนกุ รมหน่ึงมี a1 = 12, a2 = 4 และ an = 2443 ฝกทําตอ ครูอธิบายตัวอยางที่ 31 ในหนังสือเรียน
ให้หา r, n และ Sn หนา 173 บนกระดาน แลวถามคําถามเพิ่มเติม
แบบฝกทกั ษะ 3.2 ค จากตวั อยา งท่ี 26 ดังนี้
ขอ 5-8
• ถาสายชลบริจาคเงินในปแ รก 5,000 และป
ตอ ๆไปจะบรจิ าคเพมิ่ ขนึ้ 20%ของปท ผ่ี า นมา
ตัวอยางที่ 31 จาํ นวนเงนิ ทสี่ ายชลบรจิ าคในแตล ะป เขยี น
แทนดว ยลาํ ดับเรขาคณิตไดอ ยางไร
สายชลบรจิ าคเงนิ เพอ่ื เปน ทนุ การศกึ ษาใหโ รงเรยี นแหง หนง่ึ ในทกุ ๆ ป โดยปแ รกบรจิ าคเปน เงนิ (แนวตอบ 5,000, 6,000, 7,200, …)
5,000 บาท และปต อ ๆ ไปจะบรจิ าคเพมิ่ ขึน้ 10% ของปท่ผี านมา ถาเขาบรจิ าคเงินครบ 20 ป • จ(แานกวลตาํอดบบั rเร=ขา56ค,,00ณ0000ติ ข=า ง56ต=น r จะมคี า เทา ใด
อยากทราบวา เขาจะบรจิ าคเงินใหโ รงเรียนน้เี ปนเงนิ ทั้งหมดกบ่ี าท 1.2)
วธิ ีทํา จ�านวนเงินที่สายชลบรจิ าคเงินในปแรก 5,000 บาท
จา� นวนเงินที่สายชลบริจาคเงนิ ในปที่สอง 5,000 + (5,000 × 10%) = 5,500 บาท
จา� นวนเงินทสี่ ายชลบรจิ าคเงนิ ในปทส่ี าม 5,500 + (5,500 × 10%) = 6,050 บาท • นักเรียนสามารถหาจํานวนเงินที่สายชล
จา� นวนเงินท่ีสายชลบริจาคในแตล่ ะปเขยี นแทนดว้ ยล�าดับเรขาคณิต ดงั นี้
5,000, 5,500, 6,050, … บรจิ าคในเวลา 5 ปแ รก ในขอ 1. ไดอ ยา งไร
(แนวตอบ S5 = 5,0001[.(21.-2)15 - 1] = 37,208)
จแาลกะ ล�าดบั เรขาคrณ ิต=ท ี่ไ55ด,,ม้5000 ี a001 == 11510,0=001, .1a2 = 5,500
เขา้ ใจ (Understanding)
หาจา� นวนเงินทง้ั หมดทีส่ ายชลบรจิ าคได้ในเวลา 20 ป 1. ครใู หนกั เรียนจับคทู ํา “ลองทําด”ู ในหนงั สอื -
a51,0(rr 0n-0 1-[1(.111.)1-)210 - 1] เรยี น หนา 174 และแบบฝก ทกั ษะ 3.2 ค ขอ 9.
จาก Sn = ในหนังสือเรียน หนา 174 แลวแลกเปล่ียน
จะได ้ S20 = ความรกู บั คูของตนเอง สนทนาซักถามจนเปน
ท่ีเขาใจรวมกัน จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมา
≈ 286,375 แสดงวธิ ที าํ บนกระดาน โดยครตู รวจสอบความ
ดังนน้ั เมื่อเวลาผา่ นไป 20 ป สายชลจะบริจาคเงนิ ทั้งหมดประมาณ 286,375 บาท ถกู ตอง
ล�ำดับและอนุกรม 173 2. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.2 C เปน การบา น
กิจกรรม 21st Century Skills สื่อ Digital
ครใู หน กั เรียนแบง กลุม กลุม ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง ครูอาจใหนกั เรยี นสืบคนความรูเพมิ่ เติมผา น www.youtube.com โดยใช
คณิตศาสตร (ออน ปานกลาง และเกง) แลว ทํากิจกรรม ดงั นี้
คําสบื คนวา “อนุกรมเรขาคณิต” เชน https://www.youtube.com/watch?v=
• ใหน กั เรยี นแตละกลุมสบื คน ขอ มูลเพ่มิ เตมิ เรื่อง อนุกรม
เรขาคณิตในชวี ิตประจาํ วัน มากลุมละ 1 เร่อื ง M3UNXvuJ0r8
• ใหนักเรียนแตละกลุมนําขอมูลท่ีไดมาสรางเปนโจทยปญหา
พรอ มทัง้ แสดงวิธีทาํ อยางละเอียด
• สง ตวั แทนกลมุ ออกมานาํ เสนอขอ มลู ผา นโปรแกรม Microsoft
PowerPoint หรือโปรแกรมนําเสนออน่ื ๆ ตามทีน่ กั เรยี นถนัด
T183
นาํ สอน สรุป ประเมิน
ขนั้ สอน ลองทาํ ดู
ลงมอื ทาํ (Doing) กา� พลตอ้ งการออมเงินไวจ้ า� นวนหน่ึง โดยเดอื นแรกออมไว ้ 1,000 บาท เดอื นท่สี องออมไว ้
1,500 บาท เดือนท่สี ามออมไว ้ 2,250 บาท และเขาออมเงนิ ไปเรื่อย ๆ ฝกทําตอ
ครูใหน ักเรียนแบง กลุม กลมุ ละ 3-4 คน คละ จนครบ 8 เดอื น อยากทราบว่าเขาจะออมเงินได้ทงั้ หมดกี่บาท
ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวชวยกันทํา แบบฝกทกั ษะ 3.2 ค
แบบฝกทักษะ 3.2 ค ขอ 10. ในหนังสือเรียน ขอ 9
หนา 174 แลวเขียนแสดงวิธที ําลงในกระดาษ A4
จากนนั้ ใหต วั แทนแตล ะกลมุ ออกมานาํ เสนอวธิ ที าํ
บนกระดาน โดยครูตรวจสอบความถกู ตอ ง
ขนั้ สรปุ แบบฝกึ ทักษะ 3.2 ค
ครถู ามคําถามนกั เรยี น เพ่อื สรปุ ความรู เรื่อง ระดับพน้ื ฐำน
อนกุ รมเรขาคณติ ดงั น้ี
• อนกุ รมเรขาคณติ มคี วามหมายวาอยา งไร 1. ให้หำผลบวก 8 พจนแ์ รกของอนุกรมเรขำคณิต
1 + 5 + 25 + … + 5n - 1 + …
(แนวตอบ อนุกรมเรขาคณติ คอื อนกุ รมที่ได
จากลําดับเรขาคณิต และมีอัตราสวนรวม 2. ใหห้ ำผลบวก 12 พจน์แรกของอนกุ รมเรขำคณิต
4 + 12 + 36 + … + 4(3)n - 1 + …
ของลําดับเรขาคณิตเปนอัตราสวนรวมของ
อนกุ รมเรขาคณิตดว ย)
• n พจนแรกของอนุกรมเรขาคณิตมีสูตรวา 3. ใหห้ ำผลบวก 20 พจนแ์ รกของอนกุ รมเรขำคณติ
อยา งไร 3 + 1 + 13 + … + 3 (31)n - 1 + …
(แนวตอบ
Sn = anrr - 1aa11(r,r r ≠ ≠1 เม่อื ทราบคา 4. ใหห้ ำผลบวกของพจน์ทกุ พจน์ของอนกุ รมเรขำคณติ ที่ก�ำหนดตอ่ ไปน้ี
a1, an, r หรือ - 1), r ≠ ≠ 1≠ 1) 8 + 4 + 2 + … + 614
Sn = n - 2) 13 + 39 + 117 + … + 3,159
1 25,04 0+1 1+0 3+4 32 ++ 4…9 ++ …622 5+ 3143
เมื่อทราบคา a1, r, n) - 3)
4)
ขนั้ ประเมนิ
5) 1 + (-3) + 9 + … + (-2,187)
1. ครูตรวจแบบฝกทักษะ 3.2 ค
2. ครตู รวจ Exercise 3.2 C ระดบั กลำง
3. ครูประเมนิ การนําเสนอผลงาน
4. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล 5. อนุกรมเรขำคณติ 15 + 30 + 60 + … ตอ้ งบวกกนั ก่พี จนถ์ งึ จะได้ผลบวกเปน็ 1,905
5. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม
6. ครสู ังเกตความมีวินยั ใฝเรยี นรู 6. อนกุ รมเรขำคณติ 6 + (-18) + 54 + … ตอ้ งบวกกันกี่พจนถ์ ึงจะไดผ้ ลบวกเป็น -1,092
19
มุง ม่นั ในการทํางาน 7. อ นกุ รมเรขำคณติ อนกุ รมหนง่ึ มีพจนแ์ รกเป็น และพจน์ที่ 5 เทำ่ กับ 9 ให้หำผลบวก 8
พจน์แรกของอนกุ รมน้ี
174
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
10 ถพา จอนนแกุ รรกมขเอรงขอานคกุณริตมมนี ีเ้ aท1า ก=ับข21อ แใดละ a10 = 256 แลวผลบวก
ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม จากการทําแบบฝก 1. 511 2. 511.5 3. 512
ทกั ษะ 3.2 ค ขอ 10. ในขน้ั ลงมือทาํ โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมนิ ผล 4. 512.5 5. 513
จากแบบประเมินของแผนการจัดการเรยี นรใู นหนว ยการเรยี นรทู ี่ 3
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ (เฉลยคาํ ตอบ a10 = 256 และ a1 = 12
จากโจทย a10 =
คาชีแ้ จง : ให้ผสู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกับ จะไดว า = a211rr910 - 1
ระดบั คะแนน 256
ลาดบั ชื่อ – สกุล การแสดง การยอมรับฟงั การทางาน ความมีนา้ ใจ การมี รวม
ท่ี ของนกั เรยี น ความคิดเหน็ คนอ่ืน ตามทไ่ี ด้รับ ส่วนร่วมใน 20
มอบหมาย การปรับปรุง คะแนน
ผลงานกล่มุ
43214321432143214321
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงชอื่ ...................................................ผู้ประเมนิ r9 = 512
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................ r = a21(rr
S10 = n - 1)
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤติกรรมบอ่ ยครง้ั ให้ 4 คะแนน 1
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 3 คะแนน -
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมนอ้ ยคร้ัง ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กว่า 10 ปรับปรงุ
T184 = 12 (2210--11) = 1,0223 = 511.5
ดังน้นั คําตอบ คือ ขอ 2.)
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
8. อนกุ รมเรขำคณติ อนกุ รมหนงึ่ มผี ลบวกสำมพจนแ์ รกเปน็ 14 และพจนท์ ่ี 5 มคี ำ่ เปน็ สเี่ ทำ่ ของ ขนั้ นาํ (Deductive Method)
พจนท์ ี่ 3 ให้หำผลบวก 8 พจนแ์ รกของอนกุ รมน ี้
กาํ หนดขอบเขตของปญ หา
9. น ิธศิ ต้องกำรออมเงนิ ไวจ้ ำ� นวนหนึ่ง โดยเดือนแรกออมไว้ 2,000 บำท และเดอื นตอ่ ๆ ไป
จะออมเงนิ เพ่ิมขนึ้ 5% ของเดือนทีผ่ ำ่ นมำ ถำ้ เขำออมเงินไปเร่อื ย ๆ จนครบ 1 ป ี ครูกลาววา การหาพจนทั่วไปของลําดับ คือ
อยำกทรำบว่ำเขำจะออมเงนิ ได้ทง้ั หมดกี่บำท การเขียนแสดงพจนทั่วไป an ในรูปท่ีมี n เปน
ร ะดบั ท้ำทำย ตวั แปร โดยทว่ั ไปนกั เรยี นตอ งสงั เกตความสมั พนั ธ
ของพจนตางๆ และความสัมพันธระหวางพจน
10. อ กแลนำ� หะกุ สนรอมดดเ รคaขล1ำ,้อ คงaณก2,ิตับ สaaม31, ก+…ำ รa 2เaa ป+34น็ ++aล 3�ำaa ด+56บั …เ=ร ขำ41ค ณแลิตะข อaง2จ ำ� =น ว8น จใรหงิ ้หบำวผกลทบ่ีมวี กr เป็นอัตรำสว่ นรว่ ม กับลําดับที่โจทยกําหนดให จากนั้นครูเขียนพจน
10 พจน์แรกของ ลําดับ 3, 5, 7, 9, 11 แลว สมุ ใหนกั เรยี นออกมา
แสดงความสมั พนั ธของพจนตา งๆ ดังน้ี
3.3 การหาพจนท์ วั่ ไปของลา� ดบั
a1 = 3 = 2 + 1 = 2(1) + 1
a2 = 5 = 2 + 2 + 1 = 2(2) + 1
a3 = 7 = 2 + 2 + 2 + 1 = 2(3) + 1
a4 = 9 = 2 + 2 + 2 + 2 + 1 = 2(4) + 1
a5 = 11 = 2 + 2 + 2 + 2 + 2 + 1 = 2(5) + 1
ดงั น้นั พจนท ั่วไป คือ an = 2n + 1
เมื่อ n∊{ 1, 2, 3, 4, 5 }
การหาพจน์ท่ัวไปของล�าดับ คือ การเขียนแสดงพจน์ทั่วไป an ในรูปท่ีมี n เป็นตัวแปร ขนั้ สอน
โดยทวั่ ไปนกั เรยี นตอ้ งสงั เกตความสมั พนั ธข์ องพจนต์ า่ ง ๆ และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพจนก์ บั ลา� ดบั
ทีโ่ จทยก์ า� หนดให้ ดงั ตวั อย่างต่อไปน้ี แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลกั การ
ครใู หน กั เรียนศกึ ษาตวั อยา งท่ี 32 ในหนงั สอื -
ตัวอยา่ งที่ 32 เรียน หนา 175 แลว ครูอธิบายซา้ํ อกี ครั้ง เพอื่ ให
ใหห้ ำพจน์ทัว่ ไปของล�ำดับจำ� กดั ต่อไปนี้ 2) - 21 , 32 , - 43 , 45 , - 65 นักเรียนเขาใจมากย่ิงขึ้น พรอมท้ังยกตัวอยาง
เพมิ่ เติมแลว ถามคําถาม ดังน้ี
1) 1, 5, 9, 13, 17 • -1, 2, -3, 4, -5 แตล ะพจนมีความสัมพันธ
วธิ ที �ำ 1) พิจารณาความสมั พันธข์ องพจนแ์ ละล�าดบั ท่ขี องแตล่ ะพจน ์ กนั อยา งไร
จะได้ a1 = 1
a2 = 5 = 1 + 4 = 1 + 4(1) (แนวตอบ
a1 = -1 = [1 × (-1)] = 1 × (-1)1
a3 = 9 = 1 + 4 + 4 = 1 + 4(2) a2 = 2 = 2 × 1 = 2 × (-1)2
a4 = 13 = 1 + 4 + 4 + 4 = 1 + 4(3)
a5 = 17 = 1 + 4 + 4 + 4 + 4 = 1 + 4(4) a3 = -3 = [3 × (-1)] = 3 × (-1)3
ดงั นน้ั an = 1 + 4(n - 1) = 4n - 3 เมอ่ื n∊{ 1, 2, 3, 4, 5 } a4 = 4 = 4×1 = 4 (-1)4
a5 = -5 = [5 × (-1)] = 5 × (-1)5)
×
ล�ำดับและอนุกรม 175 • นักเรยี นสามารถเขยี นพจนทว่ั ไปของ
-1, 2, -3, 4, -5, … ไดอ ยา งไร
(แนวตอบ พจนท ่วั ไป คอื n × (-1)n)
กจิ กรรม สรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู
ครใู หนักเรียนจบั คู แลว ชว ยกันหาพจนท่วั ไปของลําดบั ตอ ไปนี้ ในการหาพจนทั่วไปของลําดับครูควรทบทวนบทนิยามของลําดับ คือ
• 3, 8, 13, 18, … ฟงกชันท่ีมีโดเมนเปนเซตของจํานวนเต็มบวก หรือสับเซตของจํานวนเต็มบวก
• 5, 7, 9, 11, … ที่เรยี งจากนอยไปหามาก เรม่ิ ต้งั แต 1 โดยการเขยี นลําดบั จะเขียนเฉพาะเรนจ
• 5, 9, 13, 17, …
• 10, 6, 2, -2, … เรียงกนั ไป คือ a1, a2, a3, a4, ..., an
หมายเหตุ : ครูควรใหน กั เรียนเกงและนกั เรียนออนจับคูก ัน
T185
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 2) พิจารณาความสมั พันธข์ องพจนแ์ ละล�าดับที่ของแต่ละพจน์
จะได ้ a1 = - 12 = - 1 +1 1 = (-1)1 (1 +1 1)
ใชท้ ฤษฎี หลกั การ a2 = 23 = 2 +2 1 = (-1)2 (2 +2 1)
ครูใหนกั เรียนจับคูท ํา “ลองทาํ ด”ู ในหนังสือ- a3 = - 43 = - 3 +3 1 = (-1)3 (3 +3 1)
เรยี น หนา 176 และกจิ กรรม “Thinking Time”
แลวแลกเปลี่ยนความรูกับคูของตนเอง สนทนา a4 = 54 = 4 +4 1 = (-1)4 (4 +4 1)
ซักถามจนเปนท่ีเขาใจรวมกัน จากน้ันครูสุม
นักเรียนออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน โดยครู a5 = - 65 = - 5 +5 1 = (-1)5 (5 +5 1)
และนักเรียนในช้ันเรียนรวมกันตรวจสอบความ
ถกู ตอง ดงั นัน้ an = (-1)n(n +n 1) เมือ่ n∊{ 1, 2, 3, 4, 5 }
แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลกั การ ลองทาํ ดู
1. ครใู หน กั เรียนศกึ ษาตวั อยางที่ 33 ในหนงั สือ- ใหห้ าพจน์ทั่วไปของลา� ดับจ�ากัดตอ่ ไปนี้ ฝกทําตอ
เรียน หนา 176-177 จากน้ันครูอธิบายซ้ํา 1) 1, 4, 9, 16, 25 2) 1, 2 2 , 3 3 , 8, 5 5
อกี คร้ัง เพ่อื ใหน ักเรยี นเขาใจมากยง่ิ ขนึ้ แบบฝก ทักษะ 3.3
ขอ 1
Thinking Time
นักเรียนหาพจนท์ วั่ ไปของลา� ดับ 1, 2, 3, 5, 8, 13 ได้หรอื ไม ่ ถา้ ได้ใหแ้ สดงวิธกี ารหาคา� ตอบ
ตวั อยางที่ 33
เฉลย Thinking Time ให้หำพจน์ทัว่ ไปของลำ� ดับต่อไปน้ี 2) 2, 5, 10, 17, 26, …
1) 4, 10, 16, 22, 28, …
พิจารณาความสัมพันธของพจนและลําดับท่ี
ของแตล ะพจน วธิ ีท�ำ 1) พจิ ารณาความสมั พันธข์ องพจนแ์ ละลา� ดบั ท่ขี องแต่ละพจน์
จะได้ a1 = 4
จะได a1 = 1 a2 = 10 = 4 + 6 = 4 + 6(1)
a2 = 2 a3 = 16 = 4 + 6 + 6 = 4 + 6(2)
a3 = 3 = 1 + 2 = a1 + a2 a4 = 22 = 4 + 6 + 6 + 6 = 4 + 6(3)
a4 = 5 = 2 + 3 = a2 + a3 a5 = 28 = 4 + 6 + 6 + 6 + 6 = 4 + 6(4)
a5 = 8 = 3 + 5 = a3 + a4
a6 = 13 = 5 + 8 = a4 + a5 ︙
an = an - 2 + an - 1 an = 4 + 6(n - 1) = 6n - 2
ดังน้นั an = an - 2 + an - 1 ดงั นนั้ an = 6n - 2 เม่ือ n∊{ 1, 2, 3, … }
เมอื่ n∊{ 3, 4, 5, ... } 176
เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills
ครูอาจยกตัวอยางเพิ่มเติมเพื่อใหนักเรียนเขาใจมากยิ่งข้ึน และเนนยํ้าวา ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ
ในการหาพจนทั่วไปของลําดับ ตองพิจารณาความสัมพันธของแตละพจน ทางคณิตศาสตร แลวทาํ กิจกรรม ดังน้ี
ถา พจนท่ีอยูถัดไปมีคา เพิม่ ข้ึนหรอื ลดลงทีละเทากันเปนคาคงที่ คือ คา ของ d
• ใหนกั เรียนแตละกลมุ สบื คนขอ มูลเพ่มิ เติม เร่ือง ลําดบั และ
แลวนําคา a1 และ d ไปแทนใน an = a1 + (n - 1)d ก็จะไดพจนท่ัวไป อนกุ รมในชวี ติ ประจาํ วนั มากลมุ ละ 1 เรอื่ ง เพอ่ื สรา งเปน โจทย
ของลาํ ดบั น้นั เชน 3, 7, 11, 15, … จากลําดบั ที่กําหนดให a1 = 3 และพจน ปญหา เชน นํ้าฝนเร่ิมทํางานในป พ.ศ. 2562 โดยไดรับ
ทอ่ี ยูถัดไปมคี าเพิม่ ขนึ้ ทลี ะ 4 ดังนนั้ d = 4 นําไปแทนใน an = a1 + (n - 1)d เงนิ เดอื น เดอื นละ 15,000 บาท และไดร ับเงนิ เดอื นเพิม่ ข้ึน
จะได an = 3 + (n - 1)4 = 3 + 4n - 4 = 4n - 1 ทกุ ป ปละ 500 บาท อยากทราบวาในป พ.ศ. 2567 น้ําฝน
จะไดรบั เงินเดือน เดอื นละเทาไร
• ใหนักเรียนนําโจทยปญหาท่ีสรางมาหาคําตอบ พรอมทั้ง
แสดงวธิ ีทําอยางละเอยี ด
• สง ตวั แทนกลมุ ออกมานาํ เสนอขอ มลู ผา นโปรแกรม Microsoft
PowerPoint หรอื โปรแกรมนาํ เสนออนื่ ๆ ตามทน่ี กั เรยี นถนดั
T186
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2) พจิ ารณาความสัมพนั ธข องพจนและลําดับทขี่ องแตละพจน ขน้ั สอน
จะได a2 - a1 = 5 - 2 =3
a3 - a2 = 10 - 5 = 5 แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลกั การ
a4 - a3 = 17 - 10 = 7
a5 - a4 = 26 - 17 = 9 2. ครูยกตัวอยางเพ่ิมเติมแลวถามคําถาม เพ่ือ
ตรวจสอบความเขาใจของนกั เรยี น ดงั น้ี
an - an-1 = 2(n - 1) + 1 • 3, 8, 13, 18, ... แตล ะพจนมีความสัมพนั ธ
ดังนนั้ an - a1 = 3 + 5 + 7 + … + [ 2(n - 1) + 1 ] กันอยา งไร
มี n - 1 พจน (แนวตอบ
an - 2 = n 2- 1
[ 3 + 2(n - 1) + 1 ] a1 = 3
a2 = 8 = 3 + 5 = 3 + 5(1)
an = n2 + 1 a3 = 13 = 3 + 5 + 5 = 3 + 5(2)
a4 = 18 = 3 + 5 + 5 + 5 = 3 + 5(3))
ลองทาํ ดู ฝกทําตอ
• นักเรียนสามารถเขียนพจนท ัว่ ไปของ 3, 8,
ใหห าพจนท ว่ั ไปของลําดบั ตอไปน้ี แบบฝก ทักษะ 3.3 13, 18, … ไดอ ยางไร
1) 3, 10, 17, 24, 31, … ขอ 2-3
2) 0, 3, 8, 15, 24, … (แนวตอบ พจนทว่ั ไป คอื an = 3 + 5(n - 1)
จากตัวอยางท่ี 33 นกั เรยี นสามารถใชฟง กช นั พหุนามในการหาพจนทัว่ ไปได ดังน้ี เม่ือ n∊{ 1, 2, 3, … } )
4 10 16 22 28
ใชท้ ฤษฎี หลกั การ
+6 +6 +6 +6
ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
จากลําดับทก่ี ําหนดให พจนทอี่ ยถู ดั ไปมคี า เพิม่ ข้นึ ทลี ะ 6 ……➊ หนา 177 จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมาแสดง
จะเห็นวา ผลตางคร้ังที่ 1 เปนคา คงตัว และมคี าเทา กับ 6 ……➋ วิธีทาํ บนกระดาน โดยครแู ละนกั เรียนในช้นั เรยี น
ใหพ จนทว่ั ไปอยูในรปู an = an + b รว มกนั ตรวจสอบความถูกตอง
แทน n = 1 จะได a1 = 4 = a + b ลําดับและอนุกรม 177
แทน n = 2 จะได a2 = 10 = 2a + b แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลกั การ
นํา ➋ - ➊ จะได a = 6
แทน a ใน ➊ ดวย 6 จะได b = -2 1. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ จากตวั อยา งท่ี 33 ในหนงั สอื -
ดงั นัน้ an = 6n - 2 เรยี น หนา 177-178 วา นกั เรียนสามารถใช
ฟงกช ันพหนุ ามในการหาพจนท่ัวไปได
2. ครูยกตัวอยางเพ่ิมเติมของการหาพจนท่ัวไป
โดยใชฟ งกชนั พหนุ ามได ดงั น้ี
25, 50, 75, 100, ...
จากลําดับที่กําหนดให พจนท่ีอยูถัดไปมีคา
เพมิ่ ข้ึนทลี ะ 25 ใหพจนทั่วไปอยูในรปู
an = an + b โดยแทน n = 1 และ n = 2
แลวแกสมการ จะได a = 25 และ b = 0
ดงั นัน้ an = 25n
กจิ กรรม สรา งเสริม เกร็ดแนะครู
ครูใหนักเรยี นจบั คู แลวปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนตอ ไปน้ี ครูอาจใหความรูเพ่ิมเติมกับนักเรียนวา am - an = (m - n)d เสมอ
จากลาํ ดบั เลขคณติ 5, 8, 11, 14, … จงหาคาตอ ไปน้ี
จากตัวอยา งที่ 33 ในหนงั สอื เรยี น 4, 10, 16, 22, 28, … จะได d = 6
• พจนท ั่วไปของลาํ ดบั น้ี
เชน a4 - a1 = (4 - 1)6 = 18
• คาของ a210 - a205 โดยใช am - an = (m - n)d a5 - a3 = (5 - 3)6 = 12
• คาของ a210 - a205 โดยใช an = a1 + (n - 1)d
หมายเหตุ : ครคู วรใหน กั เรยี นเกง และนักเรยี นออ นจบั คูก นั
T187
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน และ 2 5 10 17 26
แสดงและอธบิ ายทฤษฎี หลกั การ +3 +5 +7 +9
3. ครถู ามคําถาม เพือ่ ตรวจสอบความเขาใจของ +2 +2 +2
นกั เรยี น ดงั นี้
3, 6, 11, 18, 27, … จากล�าดบั ทกี่ า� หนดให ้ จะเห็นว่า ผลตา่ งคร้งั ท่ ี 2 มคี ่าคงตัวเทา่ กบั 2
• จากลําดับที่กําหนดให ผลตางคร้ังท่ี 1 ใหพ้ จนท์ ั่วไปอยู่ในรูป an = an2 + bn + c
เปนคา คงตวั หรอื ไม อยางไร แทน n = 1 จะได ้ a1 = 2 = a + b + c ……➊
(แนวตอบ ไมเปนคาคงตัว เพราะพจนที่อยู แทน n = 2 จะได ้ a2 = 5 = 4a + 2b + c ……➋
ถดั ไปจะเพ่มิ ข้ึน 3, 5, 7, 9, … ตามลาํ ดับ) แทน n = 3 จะได้ a3 = 10 = 9a + 3b + c ……➌
• จากลําดับท่ีกําหนดให ผลตางครั้งท่ี 2 น�า ➋ - ➊ จะได้ 3 = 3a + b ……➍
เปนคาคงตวั หรือไม นา� ➌ - ➋ จะได้ 5 = 5a + b ……➎
(แนวตอบ เปนคาคงตวั คือ 2) นา� ➎ - ➍ จะได ้ 2 = 2a
• จากลําดับท่ีกําหนดให สามารถเขียนพจน a = 1
ท่วั ไปอยใู นรปู an = an2 + bn + c ได แทน a ใน ➍ ด้วย 1 จะได้ b = 0
แทน a และ b ใน ➊ ด้วย 1 และ 0 ตามลา� ดบั จะได ้ c = 1
อยา งไร ดังน้นั an = n2 + 1
(แนวตอบ ใหพ จนท ว่ั ไปอยูในรูป
Performance Task
an2 + bn + c โดยแทน n = 1, n = 2
และ n = 3 แลวแกส มการ จะได a = 1, การหาล�าดับบรรพบรุ ุษของผงึ้ เพศผู้ 1 ตวั สามารถหาได้จากแผนภาพ ดังน้ ี
b = 0 และ c = 2 ดงั นนั้ an = n2 + 2) โดยก�าหนด M แทนผ้งึ ตวั ผ ู้ และ F แทนผง้ึ ตวั เมีย
M รุ่นที่ 1
ใชท้ ฤษฎี หลกั การ
F รุ่นท่ี 2
1. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 3.3 ในหนงั สอื - MF รนุ่ ท ่ี 3
เรียน หนา 179 จากนน้ั ครสู มุ นักเรยี นออกมา
แสดงวิธีทําบนกระดาน โดยครูและนักเรียน
ในชนั้ เรียนรวมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ ง
2. ครูใหนักเรียนทํา Exercise 3.3 เปนการบา น
FMF รุ่นท ี่ 4
ให้นักเรียนสืบค้นเรื่องล�ำดับบรรพบุรุษของผ้ึงเพ่ิมเติมจำกอินเทอร์เน็ตว่ำ บรรพบุรุษของผ้ึง
ในแตล่ ะรนุ่ มีควำมสมั พนั ธเ์ ปน็ ลำ� ดบั แบบใด จำกนนั้ เขยี นลำ� ดบั บรรพบรุ ษุ ของผึง้ ร่นุ ท ี่ 1 ถึงร่นุ ท ี่ 20
178
บูรณาการอาเซียน กิจกรรม ทา ทาย
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในหนวยการเรียนรูท่ี 3 ลําดับและ ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ
อนกุ รม ครสู ามารถเชอื่ มโยงบรู ณาการความรกู บั กลมุ ประเทศอาเซยี นได โดยให ทางคณติ ศาสตร (ออน ปานกลาง และเกง ) ใหอ ยูใ หกลุมเดยี วกนั
นักเรียนสืบคนขอมูลท่ีแสดงใหเห็นถึงการนําลําดับและอนุกรมมาประยุกตใช
ที่เก่ียวของกับอาเซียน เชน ประเทศไทยผลิตขาวประมาณ 19 ลานตัน/ป แลวชวยกันพิจารณาวา ในกิจกรรม Performance Task ถา
ประเทศเวียดนามผลิตขาวประมาณ 28 ลานตัน/ป ถาประเทศไทยผลิตขาว
เพ่ิมข้ึนปละ 3 ลานตัน/ป ตองใชเวลากี่ปประเทศไทยจะผลิตขาวไดเทากับ บรรพบรุ ษุ ของผง้ึ ในรุนที่ 1 เปน ผงึ้ ตัวเมีย นักเรียนสามารถเขยี น
ประเทศเวยี ดนาม แผนภาพรุนท่ี 1 ถึงรุนที่ 5 และเขียนลําดับบรรพบุรุษของผึ้ง
รุนท่ี 1 ถงึ รนุ ท่ี 20 ไดอยางไร
T188
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
แบบฝกทกั ษะ 3.3 ขน้ั สรปุ
ระดบั พ้ืนฐาน 2) 1, 8, 27, 64, 125 ตรวจสอบและสรปุ
4) 0, 1, 3, 7, 15
1. ใหหาพจนท ัว่ ไปของลําดับจาํ กัดตอไปน้ี 2) 15, 8, 1, -6, -13, … ครใู หนักเรียนรว มกันสรุปความรู เรือ่ ง การหา
1) 1, 6, 11, 16, 21 4) 60, 50, 42, 36, 32, … พจนท ัว่ ไปของลําดบั ดงั นี้
3) 3 , 3, 3 3 , 9, 9 3
- การหาพจนทั่วไปของลําดับ คือ การเขียน
2. ใหห าพจนท ว่ั ไปของลาํ ดับตอ ไปน้ี
1) 7, 11, 15, 19, 23, … แสดงพจนทว่ั ไป an ในรปู ทม่ี ี n เปน ตวั แปร
3) 5, 8, 13, 20, 29, …
โดยท่ัวไปนักเรียนตองสังเกตความสัมพันธ
ระดบั กลาง ของพจนตางๆ และความสัมพันธระหวาง
พจนก บั ลําดับที่โจทยกําหนดให
3. ใหหาพจนทั่วไปของลาํ ดบั ตอ ไปนี้ 2) 24 , 94 , 184 , 1169 , 2342 , … - การหาพจนทั่วไปของลําดับโดยใชฟงกชัน
1) - 13 , 4961,, - 19 , -1181216,,-23141253,, … 4) 1, 35 , 15 , 1275 , 6295 , … พหนุ าม ดังน้ี
3) 23 , - 287 , … 1) ถาลําดับที่กําหนดใหมีผลตางครั้งที่ 1
ระดับทา ทาย เปนคาคงตัว ใหใชพจนทั่วไปอยูในรูป
4. ใหห าพจนท ว่ั ไปของลําดับ 7, 77, 777, 7,777, … an = an + b แลวทําการแทนคา n = 1
✓ Self-Check และ n = 2 ลงไปในสมการดังกลาว
หลังจากเรยี นจบหนว ยนแี้ ลว ใหนกั เรียนบอกสัญลกั ษณท ี่ตรงกับระดับความสามารถของตนเอง
จากนั้นแกสมการหาคา a และ b
ดี พอใช ควรปรับปรงุ
2) ถาลําดับที่กําหนดใหมีผลตางครั้งท่ี 2
1. สามารถหาพจนท วั่ ไปของลาํ ดบั ทก่ี าํ หนดได เปนคาคงตัว ใหใชพจนทั่วไปอยูในรูป
2. สามารถหาพจนท ั่วไปของลําดบั เลขคณติ และ
an = an2 + bn + c แลวทําการแทนคา
ลาํ ดับเรขาคณติ ได
3. สามารถหาผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิตได n = 1, n = 2 และ n = 3 ลงไปในสมการ
4. สามารถหาผลบวก n พจนแรกของอนกุ รมเรขาคณติ ได
5. สามารถแกโจทยปญ หาเกีย่ วกับอนกุ รมเลขคณติ ได ดังกลาว จากนั้นแกสมการหาคา a, b
6. สามารถแกโจทยปญหาเกยี่ วกับอนุกรมเรขาคณติ ได
และ c
ลําดับและอนุกรม 179
ฝก ปฏบิ ตั ิ
ครใู หนกั เรยี นปฏิบตั ติ ามขน้ั ตอนตอ ไปน้ี
• ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน ทํา
กจิ กรรม Performance Task ในหนงั สอื เรยี น
หนา 173 หวั ขอ “การหาบรรพบรุ ุษของผงึ้
เพศผ”ู โดยสบื คน เพ่มิ เติมจากอนิ เทอรเน็ต
และชวยกันสรุปวาแตละรุนมีความสัมพันธ
เปนลําดับแบบใด จากน้ันเขียนลําดับของ
บรรพบุรษุ ของผ้งึ รุนที่ 1 ถงึ รุน ท่ี 20
• ใหนักเรียนสงตัวแทนออกมานําเสนอหนา
ชั้นเรียน โดยครูตรวจสอบความถกู ตอ ง
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET 12 เกร็ดแนะครู
ถาพจนท ี่ 5 และพจนท ี่ 8 ของลาํ ดับเรขาคณิตเปน และ - 116
ตามลาํ ดับ แลวพจนท ี่ 4 มคี า เทากับเทา ใด ครูควรใหนักเรียนแตละคนทํา “Self-Check” ในหนังสือเรียน หนา 179
1. -1 2. - 12 3. - 14 4. 1 เพ่ือตรวจสอบความสามารถของตนเองในเร่ือง ลําดับและอนุกรม ถานักเรียน
- 11612 5. 3 ยังไมเขาใจในหัวขอใดครูควรอธิบายเพิ่มเติมในหัวขอนั้นๆ หรือใหนักเรียน
จับคูแ ลวรวมกนั อภปิ รายรายละเอยี ดในหวั ขอนั้นๆ เพ่ือใหเ ขาใจมากย่งิ ข้นึ
(เฉลยคําตอบ = a1r7 .....(1)
(1) ÷ (2) จะได = a1r4 .....(2) T189
แทนคา r = - 21 1281
r3 = -
r= -
ใน (2) จะได 21 4
12 =
a1 -
นน่ั คอื a4 = a1r3 a1 = 8 3 = -1
- 21
=8
ดังนน้ั คําตอบ คือ ขอ 1.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สรปุ สรปุ แนวคดิ หลกั
ตรวจสอบและสรปุ ลาํ ดบั และอนกุ รม
ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ 1. ล �าดบั คือ ฟังก์ชันท่ีมีโดเม1นเปน็ เซตของจ�านวนเตม็ บวก หรือสบั เซ2ตของจ�านวนเต็มบว3ก
นกั เรียน ดังน้ี 2. ลา� ดับจ�ากัด คือ ฟงั ก์ชันที่มีโดเมนเป็นสบั เซตของจ�านวนเตม็ บวก
ล�าดบั อนนั ต ์ คอื ฟังก์ชันที่มีโดเมนเปน็ เซตของจา� นวนเต็มบวก
• ลําดับ มคี วามหมายวา อยา งไร 3. ล �าดับเลขคณิต คือ ล�าดับท่ีมีผลต่างของพจน์ที่ n + 1 กับพจน์ท่ี n เป็นค่าคงตัวเสมอ
(แนวตอบ ลาํ ดับ คือ ฟง กช ันท่มี โี ดเมนเปน
เซตของจํานวนเต็มบวก หรือสับเซตของ และเรียกผลตา่ งท่ีเปน็ ค่าคงตวั นน้ั ว่า “ผลต่างร่วม” เขียนแทนดว้ ย d
จํานวนเตม็ บวก) 4. พจนท์ ว่ั ไปหรอื พจนท์ ่ี n ของลา� ดับเลขคณติ
• ลําดบั เลขคณิต มีความหมายวาอยา งไร an = a1 + (n - 1)d
(แนวตอบ ลําดับเลขคณิต คือ ลําดับที่มี
ผลตางของพจนท่ี n + 1 กับพจนท่ี n เมอื่ a1 คือ พจนท์ ่ี 1 ของล�าดบั เลขคณิต
เปนคา คงตวั เสมอ) d คอื ผลตา่ งรว่ มของลา� ดบั เลขคณิต
n คือ ล�าดับที่ n ของลา� ดบั เลขคณติ
• พจนทว่ั ไปของลําดบั เลขคณติ คืออะไร และ an คอื พจนท์ ่ี n หรือพจนท์ ว่ั ไปของล�าดับเลขคณติ
5. ล�าดับเรขาคณิต คอื ล�าดับทม่ี อี ัตราสว่ นของพจน์ท่ี n + 1 กบั พจนท์ ่ี n เป็นคา่ คงตวั เสมอ
(แนวตอบ an = a1 + (n - 1)d)
และเรยี กอัตราสว่ นที่เปน็ ค่าคงตวั น้ันว่า “อัตราสว่ นร่วม” เขยี นแทนดว้ ย r
• ลาํ ดับเรขาคณิต มีความหมายวา อยา งไร 6. พ จน์ท่วั ไปหรอื พจนท์ ี่ n ของล�าดับเรขาคณติ
(แนวตอบ ลําดับเรขาคณิต คือ ลําดับที่มี
อัตราสวนของพจนท่ี n + 1 กับพจนท่ี n an = a1 rn - 1
เปน คา คงตัวเสมอ)
เม่อื ar 1 คคือือ อพัตจรนา์ทส่ี ว่ 1น รขว่อมงขลอ�าดงลับา�เรดขับาเครขณาิตคณิต
• พจนท่วั ไปของลําดับเรขาคณติ คืออะไร
(แนวตอบ an = a1rn - 1)
• อนุกรม มคี วามหมายวา อยา งไร
(แนวตอบ อนกุ รม คือ ผลบวกของพจน
ทกุ พจนของลําดบั ทีแ่ สดงในรูป a1 + a2
+ a3 + ... + an + ...)
n คอื ล�าดบั ท่ ี n ของล�าดบั เรขาคณติ
และ an คอื พจน์ที ่ n หรือพจน์ทัว่ ไปของลา� ดบั เรขาคณิต
7. อนกุ รม คอื ผลบวกของพจนท์ กุ พจนข์ องลา� ดับทีแ่ สดงในรปู a1 + a2 + a3 + … + an + …
8. อนุกรมจ�ากดั คือ ผลบวกของพจนท์ ุกพจน์ของลา� ดับจา� กัดท่แี สดงในรูป
9. อa1น กุ+ร aม2จ า�+ก aดั 3 a+1 …+ a+2 +an a3 + … + an เขียนแทนด้วยสัญลกั ษณ ์ Σi=n1ai
180
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
กําหนดใหพจนที่ 3 ของลําดับเลขคณิตมีคาเทากับ 19 และ
1 โดเมน (domain) เซตของสมาชิกตวั หนาของคอู นั ดบั ของความสัมพนั ธ พจนที่ 9 ของลําดับนี้มีคาเทากับ 61 แลวพจนแรกของลําดับนี้
มีคาตรงกบั ขอ ใด
2 สบั เซต (subset) เซต A เปนสับเซตของเซต B กต็ อเมื่อ สมาชกิ ทกุ ตัว
ของเซต A เปน สมาชกิ ของเซต B เขียนแทนดวยสัญลักษณ A B 1. 3 2. 4 3. 5 4. 6 5. 7
3 จาํ นวนเตม็ บวก (positive integer) จํานวนทอี่ ยูในเซต { 1, 2, 3, ... }
(เฉลยคาํ ตอบ .....(1)
T190 .....(2)
จากโจทย a3 = 19 และ a9 = 61
จะได 19 = a1 + 2d
61 = a1 + 8d
(2) - (1) จะได 42 = 6d
d=7
แทน d = 7 ใน (1) จะได
19 = a1 + 2(7)
a1 = 5
ดงั น้นั คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
10. อนกุ รมอนนั ต์ a1 + a2 + a3 + … + an + … เขยี นแทนดว้ ยสญั ลักษณ ์ Σi=∞1 ai ขน้ั สรปุ
11. สมบัติของสญั ลักษณแ์ ทนการบวก Σ
ตรวจสอบและสรปุ
1) Σi=n1 c = nc เมอื่ c เปน็ คา่ คงตวั 2) Σi=n1 cai = c Σi=n1 ai เมอ่ื c เปน็ คา่ คงตวั
3) Σi=n1 (ai + bi) = Σi=n1 ai + Σi=n1 bi 4) Σi=n1 (ai - bi) = Σi=n1 ai - Σi=n1 bi ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
นกั เรียน ดังนี้
12. การคา� นวณผลบวก n พจน์แรก ในรูป Σi=n1 i, Σi=n1 i2, Σi=n1 i3
• อนุกรมจํากัด เขยี นแทนดว ยสัญลักษณใด
1) Σi=n1 i = n(n2+ 1) 2) Σi=n1 i2 = n(n + 1)6(2n + 1)
3) Σi=n1 i3 = [n(n2+ 1)]2 = (Σi=n1 i)2 • อ+(แนนaกุ วnตรเมอขบอยี นนอันแนตทกุ นรเมขดยีจว นํายกสแัดทัญนลaดัก1วษ+ยณสaัญ2Σi=n1ล+aกั iaษ)3ณ+ใด...
• อ(+แนนaกุ วnตร.มอ..บเลเขอขยีนคนุกณแรติ ทมอนมนดีคันว วยตาสม aญั ห1มล+ักายษaวณ2า+อΣi=∞ย1aา a3งiไ+)ร...
13. อนกุ รมเลขคณิต คือ อนุกรมทไี่ ด้จากล�าดับเลขคณิต
(แนวตอบ อนุกรมเลขคณติ คอื อนกุ รมที่ได
14. ผ ลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเลขคณิต จากลาํ ดับเลขคณติ )
• d ในอนุกรมเลขคณติ มคี วามหมายวา
Sn = n2n([a21a 21+ +an()n - 1)d] เมื่อทราบคา่ n, a1 และ an อยา งไร
หรือ Sn = เม่ือทราบค่า n, a1 และ d (แนวตอบ d คือ ผลตา งรว มของอนุกรม
เลขคณิต)
เมอ่ื a1 คอื พจน์ท ี่ 1 ของอนกุ รมเลขคณิต an คอื พจน์ท ่ี n ของอนกุ รมเลขคณิต • อนกุ รมเรขาคณติ มีความหมายวา อยางไร
n คอื จ�านวนพจนข์ องอนกุ รมเลขคณติ d คอื ผลต่างรว่ มของอนกุ รมเลขคณิต (แนวตอบ อนกุ รมเรขาคณิต คือ อนกุ รมท่ไี ด
และ Sn คอื ผลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเลขคณติ จากลําดับเรขาคณติ )
15. อนกุ รมเรขาคณติ คอื อนกุ รมท่ีไดจ้ ากล�าดบั เรขาคณติ • r ในอนุกรมเรขาคณิต มคี วามหมายวา
อยางไร
16. ผลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณติ (แนวตอบ r คือ อตั ราสว นรว มของอนกุ รม
เรขาคณติ )
aa1n(rrrr n--- - 11a11) หหรรืออื aa111 (1 1- - - a- r nrrrn )
Sn = Sn = โดยที่ r ≠ 1 เม่ือทราบค่า n, a1 และ r
Sn = Sn = โดยท่ี r ≠ 1 เม่ือทราบค่า a1, r และ an
เม่ือ a1 คอื พจน์ท ี่ 1 ของอนกุ รมเรขาคณิต an คือ พจน์ท่ ี n ของอนุกรมเรขาคณติ
n คอื จ�านวนพจนข์ องอนุกรมเรขาคณติ r คอื อตั ราสว่ นรว่ มของอนกุ รมเรขาคณติ
และ Sn คอื ผลบวก n พจนแ์ รกของอนกุ รมเรขาคณิต
ล�ำดับและอนุกรม 181
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
กําหนดให Sn เปน ผลบวกของ n พจนแ รกของอนกุ รมเรขาคณิต ซง่ึ มีอัตราสวนรวมเทากับ 2 ถา S10 - S8 = 32
แลวพจนท ่ี 9 ของอนุกรมนเ้ี ทา กบั ขอ ใด
1. 136 2. 230 3. 236 4. 332 5. 338
(เฉลยคําตอบ จากโจทย a1(2S2180- r=2 จะได a9 = a1r8
- 1S)8 = 32
a1(221-0 1- 1) - -1 = 32 = 214 28
= 22546
210a1 - 28a1 = 32
a1[210 - 28] = 32 a9 = 332
a1(768) = 32
a1 = 27134628 ดังน้ัน คําตอบ คือ ขอ 4.)
= T191