97
ตัวอยา่ งที่ 24 f(x) = x 1 1 โดยที่ x -1 ให้ Ι เป็นฟังก์ชนั เอกลกั ษณ์ และ g = (fof)(f + Ι) แลว้ g(x)
+
เท่ากับเทา่ ใด (คณิต กข/2541)
1. 1 2. (x +1)2
x+2
3. (x +1)2 + x 4. (x +1)2 - x
x+2 x+2
วิธคี ดิ จาก g = (fof) . (f + Ι)
g(x) = [(fof) . (f + )](x)
= (fof)(x) . (f + )(x)
หา fof(x) = f(f(x))
= 1 f(x) = x 1 1
f(x) +1 +
= 1 1 (x + 1) = 1 1 x +1 = 1
x +1 x + 1 x +1 + x +1 1+ x +1
+ 1
x +1
= x +1
x +2
(f + Ι)(x) = f(x) + Ι (x) [จาก Ι(x) = x]
= x 1 1 + x(x +1)
+ 1(x +1)
= 1+ x(x +1) = 1+ x2 + x
x +1 x +1
ดังนั้ (fof)(x) . (f + )(x) = x +1 1+ x2 + x
x+2 x +1
= x2 + x + 1 = x2 + 2x +1 - x
x+2 x+2
= (x + 1)2 - x ตอบ ข้อ 4.
x +2
98
ตัวอยา่ งที่ 25 กำหนดให้ f(x) = 2-x และ g(x) =x- 3 แล้ว (fog)(1 - x) คอื ข้อใดต่อไปนี้
1-x
(คณติ 2/2543)
1. 1-x 2. 5- x 3. x+1 4. x +4
3-x 4- x x+2 x +3
วิธคี ดิ (fog)(1 - x) = f(g(1 - x))
แต่ g(x) = x - 3
หรือ g(1 - x) = (1 - x) - 3
=1-x-3
= -x - 2
และ f(x) = 2 - x
1 - x
หรือ f(g(1 - x)) = 2 - g(1- x)
1 - g(1- x)
= 2 - (-x - 2) = 2+ x+2 = x +4 ตอบ ข้อ 4.
1 - (-x - 2) 1+ x+2 x +3
ตัวอย่างท่ี 26 ถา้ f(x) = 4x และ g(x) = 2 แลว้ ค่า x ท่ีทำให้ (fog)(x) = (gof)(x) เท่ากบั เท่าไร
x -1
(คณติ 1/2542)
วิธีคิด fog(x) = f(g(x)) แต่ f(x) = 4x
∴ f(g(x)) = 4(g(x)) แต่ g(x) = 2
x -1
( )= 4 2
x -1
= x 8 1 ----------
-
gof(x) = g(f(x)) แต่ f(x) = 4x
g(f(x)) = 2 - 1
f(x)
= 2 1 ----------
4x -
=, 8 1 = 2 1 99
x- 4x -
ตอบ
32x - 8 = 2x - 2
32x - 2x = -2 + 8
30x = 6
x = 6 = 1
30 5
ตวั อยา่ งที่ 27 ให้ x เปน็ จำนวนจริงใดๆ f, g และ h เปน็ ฟังกช์ ัน โดยท่ี f(x) = 2x - 1 ,
h(x) = 2x2 - 2x +1 และ (fog)(x) = h(x) และ g(3) มีค่าเท่ากับเท่าใด (คณิต 2/2542)
วธิ ีคิด จาก (fog)(x) = h(x)
f(g(x)) = h(x)
หา f(g(x)) จาก f(x) = 2x - 1
f(g(x)) = 2(g(x)) - 1 ----------
จาก h(x) = 2x2 - 2x +1 ----------
= , 2(g(x)) - 1 = 2x2 - 2x +1 [ (fog)(x) = h(x)]
2(g(x)) = 2x2 - 2x +2
2 หารตลอด g(x) = x2 - x +1
g(3) = 32 - 3 +1 = 9 - 3 +1 = 7 ตอบ
ตัวอยา่ งที่ 28 กำหนดให้ f(x) = 1 x x และ g(x) = x2 - 1 ถา้ A = Dgof และ B = Dg แล้ว A B
-
2. (-1, )
คือเซตในข้อใด (คณติ 1/2542) 4. (-1,1) (1, )
1. R - {-1, 1}
3. 1 ,1 (1, )
2
A = Dgof หาคา่ x ใน gof
gof(x) = g(f(x)) แต่ g(x) = x2 - 1
100
g(f(x)) = f(x)2 -1 แต่ f(x) = 1 x
-x
( )= x 2
1- x
-1
( )g(f(x)) จะเป็นจำนวนจรงิ เมือ่ x 2
1-x
-1 0
( 1 x2 - 1 0
- x)2
x2 - (1- x)2 0
(1- x)2
(1 - x)2 > 0 คณู , x2 - (1 - x)2 0 (1 - x)2 เม่อื (1 - x)2 0
คำตอบ x2 - (1 - 2x + x)2 0 1-x 0
x2 - 1 + 2x - x2 0 x 1 (รอตอบ)
1 -1+2x 0
2x 1
x 1
2
Dgof = [21 ,1) (1, ) = A
B = Dg หาค่า x ใน g
g(x) = x2 -1
g(x) จะเป็นจำนวนจริงก็ตอ่ เม่ือ x2 - 1 0
หาค่าวิกฤต, (x -1)(x +1) 0 +-+
x - 1 = 0 หรือ x + 1 = 0 -1 1
x = 1 หรอื x = -1
x = (- , -1] [1, )
หรือ Dg = (- , -1] [1, ) = B
คำถาม A B = ซ่งึ = จำนวนจรงิ R
คำตอบ B = (-1,1) 101
A A B = [12 ,1) (1, ) (-1,1) ตอบ ขอ้ 4.
-1 0 1 = (-1,1) (1, )
9. ฟงั ก์ชันผกผัน
ให้ f เปน็ ฟังกช์ นั 1 - 1 แลว้ f-1 เปน็ ฟงั ก์ชันผกผนั
โดยมเี งื่อนไข f = {(x, y)}
f-1 = {(y, x) / (x, y) f} [ สลับ Y เป็น x , x เปน็ y ]
ดังนน้ั Df = Rf-1
Rf = Df-1
ตวั อยา่ งท่ี 29 กำหนดให้ f(x) = 3x - 4 และ (fog)(x) = x + 1 ขอ้ ใดต่อไปน้ถี ูกต้อง (คณิต 2/2544)
1. g-1(x) = x - 5 2. g-1(x) = x + 5
3 3
3. g-1(x) = 3x + 5 4. g-1(x) = 3x - 5
วิธคี ิด (fog)(x) = f(g(x)) = x + 1
3(g(x)) - 4 = x + 1
3(g(x)) = x + 5
g(x) = x + 5
3
ให้ g1(x) = y , x = y + 5
3
3x = y + 5
y = 3x - 5
g-1(x) = 3x - 5 ตอบ ขอ้ 4.
102
10. ส่งิ ทีค่ วรจำเกยี่ วกับฟงั กช์ ันประกอบ
ก. fogoh = (fog)oh = fo(goh)
ข. ถ้า f และ g เป็นฟงั กช์ นั 1 - 1 และ f : A ⎯ท⎯1ั่ ว-1ถึ⎯ง→B และ g : B ⎯ท⎯1่ั ว-1ถึ⎯ง→ C
จะไดว้ า่ (gof)-1 = f -1og-1
ตวั อย่างท่ี 30 ถ้า f = {(1, a) , (2, b) , (3, c) , (4, d)} และ f-1og = {(1, 3), (3,1), (4, 4)} แลว้ g คือ
ฟงั กช์ นั ในข้อใด (คณติ 2/2542)
1. {(a, 3) , (c, 1) , (d, 4)} 2. {(1, c) , (3, a) , (4, d)}
3. {(1, 1) , (3, 3) , (4, 4)} 4. {(a, c) , (c, a) , (d, d)}
วธิ คี ดิ (f-1og)(x) = f-1(g(x)) = {(1, 3), (3,1), (4, 4)}
ขอ้ 2 f(x) = {(1, a) , (2, b) , (3, c) , (4, d)}
1gc ลองขอ้ 2 ตรวจคำตอบตรงกับ f(x) หรือไม่
3a 3 f(x) = {(3, c) , (1, a) , (4, d)} ใช่
4d 1
4 ดงั นั้น g(x) = {(1, c) , (3, a) , (4, d)} ตอบ ขอ้ 2
ตัวอยา่ งท่ี 31 กำหนดให้ f(x) = (2x - 1)2 เมื่อ x -1 และ g(x) = f(x) + 2
เม่ือ - 1 < x < 2
x + 1 เม่ือ x 2
ถ้า k เปน็ จำนวนเต็มนอ้ ยท่ีสดุ ทท่ี ำให้ g(k) > 5 แลว้ (gof)(k) มีคา่ เท่ากับขอ้ ใด (คณิต 1/2545)
1. 5 2. 6 3. 7 4. 8
วธิ ีคิด (gof)(k) = g(f(k))
g(x) = f(x) + 2
g(k) = f(k) + 2
f(k) + 2 > 5
f(k) > 3
k+1>3
k>2
แสดงว่า k ทีเ่ ป็นจำนวนเต็มนอ้ ยทสี่ ุด = 3
∴ gof(k) = g(f(k)) = f(f(k)) + 2 103
= f(f(3)) + 2
= f(3 + 1) + 2 [f(x) = x + 1 เมื่อ x 2]
= f(4) + 2 [f(x) = x + 1 เมื่อ x 2]
= (4 + 1) + 2
=7 ตอบ ข้อ 3.
ตวั อยา่ งท่ี 32 กำหนดให้ f(x) = 5x +1 ถา้ a เป็นจำนวนจรงิ ซึ่ง a4 แล้ว f-1(a +1) คือ เท่าใด (คณติ
x-2
2/2543)
วิธีคดิ f(x) = y = 5x +1
x-2
ดงั นัน้ ให้ f -1(x) = y, x= 5y +1
y-2
xy - 2x = 5y + 1
xy - 5y = 1 + 2x
y(x - 5) = 1 + 2x
f -1( x) = y = 1 + 2x
x-5
ตอบ f -1( a + 1 ) = 1+ 2(a + 1) = 1 + 2a + 2 = 2a + 3
(a +1) - 5 a+1-5 a-4
ตัวอยา่ งท่ี 33 กำหนดให้ f(x) = -(x -1)2 ทุก x 1
g(x) = 1 - x ทุก x 1
พิจารณาข้อความต่อไปน้ี (คณิต 1/2546)
ก. f-1(x) = 1 - x ทุก x 0
( )ข. (g-1of-1) - 1 = 3
4 4
ขอ้ ความใดถูก, ผิด
วธิ คี ดิ 1. หา f-1(x) , f(x) = -(x - 1)2 เมือ่ x 1
104
ให้ y = f-1(x) , x = -(y - 1)2 เม่อื y 1
(y - 1)2 = -x เมอ่ื y 1, x 0
y - 1= - -x
y = - -x +1
y = f-1(x) = - -x +1 แต่ -x = x เมือ่ x 0
= 1- -x = 1- x
ตอบ ขอ้ ก. ถูก f-1(x) = 1 - x , เม่ือ y 1 และ x 0
จาก (g-1of-1)(- 41) = g-1(f -1(- 41))
จาก g(x) = 1 - x เมื่อ x 1
ให้ y = g-1(x) , x = 1 - y เมอ่ื y 1
x2 =1- y
y =1- x2
หรือ y = g-1(x) = 1 - x2 เมื่อ x 0
จาก f-1(x) = 1- x
( )f-1-1 =1- - 1
4 4
=1- 1
4
= 1 - 1 = 1
2 2
ดงั น้ัน g-1(f-1(- 41)) = 1 - (f -1(- 41))2
( )=1- 1 2 1 3
2 4 4
= 1 - = ถูก
ตอบ ข้อ ข. ถกู
105
ตัวอยา่ งท่ี 34 กำหนดให้ f(x) = 1 x x , x -1 และ g(x) = x เมอื่ x1 ขอ้ ใดผิด
+ 1-x
(คณิต 1/2544)
1. (fog)-1(x) = x , x 1 2. (f -1og-1)(x) = x , x -1
3. (f-1og)(x) = x , x 1 4. (g-1of)(x) = x , x -1
1 + 2x x +2x
วิธีคดิ หา (fog)(x)
ข้อ 1. (fog)(x) = f(g(x)) = 1 g(x) f(x) = 1 x x
+ g(x) +
xx x 1-x
1-x 1-x 1-x 1
= x = 1 - x + x = × = x ถกู
1 + -
1 x 1-x
และ (fog)-1(x) = x ถูก [ f(x) = x แลว้ f-1(x) = x , y = x
x = y]
ขอ้ 2. (f-1og-1)(x) = (gof)-1(x) [ สูตร (gof)-1 = f -1og-1 ]
หา gof(x) = g(f(x)) = 1 f(x) g (x) = 1 x x
- f(x) -
xx x 1+ x
1+ x 1+ x 1+ x 1
(gof)(x) = g(f(x)) = x = 1+ x - x = × = x
1 - + 1+ x
1 x
(gof)-1(x) = x ถูก [ (gof)(x) = x, (gof)-1(x) = x เหมอื นกับ y = x
แลว้ x = y ]
ข้อ 3. (f-1og)(x) = f -1(g(x))
f(x) = x x
1+
ให้ f -1(x) = y , x = y
1+ y
x + xy = y
xy - y = -x
y(x - 1) = -x
106
f -1( x) = y = -x
x -1
-g(x) -x [ g(x) = 1 -xx]
g(x) -1 1-x
ดงั นัน้ f -1(g(x)) = = x
1-x -1
-x -x -x -x 1- x
1-x 1-x 1-x 1-x 2x -1
= x - (1- x) = x -1+ x = 2x -1 = ×
1-x 1-x 1-x
= 2 -x 1 ผดิ ตอบ ขอ้ 3.
x-
ขอ้ 4. (g-1of)(x) = 1 x
+ 2x
(g-1of)(x) = g-1(f(x))
g(x) = 1 x x
-
ให้ g-1(x) = y , x= y
1-y
x - xy = y
x = y + xy
x = y(1 + x)
g- 1(x ) = y = 1 x x
+
f(x) xx x
1+ f(x) 1+ x 1+ x 1+
g-1(f(x)) = = x = 1+ x + x [f(x) = x]
1 + +
1 x 1+ x
x x 1+ x x
1+ x 1+ x 1 + 2x 1 + 2x
= 1 + 2x = × = ถกู
1+ x
107
ตัวอย่างท่ี 35 กำหนดให้ f(x) = x เมื่อ x 0
g(x) x เมื่อ 0 x < 1
x + 1 เม่ือ x 1
พิจารณาข้อความต่อไปน้ี
ก. gof-1 เป็นฟังก์ชันเพิม่ บน Rf [Rf = Df ]-1
ข. fog-1 เปน็ ฟังกช์ นั เพิม่ บน Rg [Rg = Dg-1]
ข้อใดตอ่ ไปนถ้ี ูก, ผิด (คณิต 1/2545)
วธิ คี ดิ ขอ้ ก. gof -1(x) = g(f -1(x))
จาก f(x) = x เมื่อ x 0
ให้ y = f -1(x) , x = y เมื่อ y 0
y=x
ยกกำลงั 2, y = x2 เมื่อ x 0
f-1(x) = x2
บน Df-1 [0, ) g(f -1(x)) = g(x2) = x2 เม่อื 0 x < 1
= x2 +1 เม่อื x 1
ข้อ ก. ถูก คำตอบเปน็ ฟงั ก์ชนั เพิม่ เพราะ f1(x) เพ่ิมแลว้ x2, x2 + 1 เพ่มิ
ข้อ ข. fog-1(x) = f(g-1(x))
จาก g(x) = x เมอ่ื 0 x < 1
= x + 1 เม่ือ x 1
ให้ y = g-1(x) , x = y เมือ่ 0 y < 1
=y+1 เมอ่ื y 1
เมื่อ 0 x < 1
หรอื y = x
=x-1 เมื่อ x - 1 1 หรือ x 2
บน Dg-1 [0,1) [2, ), f(g-1(x)) = f(x) = x เมอื่ 0 x < 1
f(x - 1) = x - 1 เม่ือ x 2
ขอ้ ข. ถูก คำตอบเป็นฟงั กช์ นั เพม่ิ เพราะ g-1(x) แล้ว x, x - 1
108
ตวั อยา่ งที่ 36 กำหนดใหฟ้ งั ก์ชัน f และ g ดังนี้
f(x) = x3 -1
g(x) = 2x + 1 เม่ือ x 0
x - 3 เม่ือ x 0
>
ถา้ (f-1og)(1) = a และ (gof-1)(-1) = b แลว้ ขอ้ ใดต่อไปนี้ถกู ตอ้ ง (คณิต 2/2544)
1. a = 1 , b = 1 2. a = 1 , b = -1
3. a = -1 , b = 1 4. a = -1 , b = -1
วธิ คี ิด จาก (f-1og)(1) = a
(f-1(g(1)) = a ----------
แต่ f(x) = x3 - 1
ให้ f-1(x) = y , x = y3 - 1
y3 = x +1
y = 3 x+1
หรอื f -1(x) = 3 x + 1
ดังนั้น f -1(g(x)) = 3 g(x) + 1
เมื่อ x = 1 แสดงวา่ g(x) = x - 3
หรือ f-1(g(x)) = 3 (x - 3) +1 = 3 x - 3 +1 = 3 x - 2
f-1(g(1)) = 3 1 - 2 = 3 -1 = -1 = a (จาก )
ดงั น้นั a = -1
จาก (gof-1)(x) = b
g(f-1(x)) = b
แต่ g(x) = 2x + 1 เม่ือ x = -1
หรือ g(f-1(x)) = 2(f -1(x)) +1
( )g(f -1(-1)) = 2 3 x + 1 + 1
b = 2 ( 3 (-1) +1 ) +1 = 23 0 +1 = 2(0) +1 = 1
ตอบ ขอ้ 3
109
เรขาคณติ วิเคราะห์ และภาคตัดกรวย
1. หาระยะห่างระหวา่ งจุดพกิ ัด A (x1, y1) กับจุด B (x2, y2)
y
B
A AB = (x2 - x1)2 + (y2 - y1)2
0 x = (x1 - x2)2 + (y1 - y2)2
2. หาจดุ แบ่งของส่วนของเส้นตรง AP : PB = m : n
y x
B
Pn
A m (x, y)
0
จุดพิกัด P(x, y), x = mxm2 + nnx1
+
mym2 + nny1
y = +
ถ้า P เป็นจดุ กึง่ กลางของ AB
จะได้ จดุ พกิ ดั P = x1 + x2 , y1 + y2
2 2
ตัวอย่างที่ 1 รปู ∆ ทีม่ ีจุดมุมอย่ทู ี่ A (4, 7) , B (2, 3) , C (-4, 5) ความยาวของเส้นมธั ยฐานทลี่ ากจากจุด A
มายังดา้ นตรงขา้ มกีห่ น่วย
* เส้นมธั ยฐานของ ∆ คือ เส้นท่ีลากจาก จุดมุมของ ∆ ไปแบง่ ครึง่ ด้านตรงข้ามกับมุมนนั้ ของ ∆
( )หาจุด P = x1 + x2 , y1 + y 2 = -4 + 2 , 5 + 3
2 2 2 2
= (-1, 4)
y AP = (x2 - x1)2 + (y2 - y1)2 110
C 7 A (4, 7) = (4 - (-1))2 + (7 - 4)2 = (4 + 1)2 + 32 ตอบ
= 52 + 32 = 25 + 9 = 34 หน่วย
(-4, 5) 5
P B (2, 3)
-4 0 2 4 x
3. ความชันของเส้นตรง m = ความชนั , คือมมุ ที่เสน้ ตรงทำกับแกน x
y ทวนเข็มนาฬิกา
B
m = tan = ข้าม = y 2 - yx11
Aθ ชิด x 2 -
0
x ถ้า < 90o, tan = + (มุมแหลม)
y ถา้ 90o < < 180o, tan = - (มมุ ปา้ น)
BD
A = (x1, y1)
0 Aθ Cθ B = (x2, y2)
x C = (x3, y3)
D = (x4, y4)
3.1 เสน้ ตรงขนานกัน
เม่อื m1 = m2
3.2 เส้นตรงตดั กัน
m1 m2
3.3 เสน้ ตรงตดั กนั เปน็ มุมฉาก
m1 × m2 = -1
111
3.4 การหาสมการเสน้ ตรงเมอ่ื รู้คา่ ความชนั และจุดพิกดั 1 จุด (x1, y1)
m = y2 - y1 = y - y1 หรอื y = mx + c เมื่อ c เป็นจดุ ตดั แกน y หรือ x + y =1
x2 - x1 x - x1 a b
เมอื่ a เปน็ จุดตัดแกน x และ b เป็นจุดตดั แกน y
4. ระยะห่างระหวา่ งเส้นตรงกบั จดุ พกิ ัด d = ระยะหา่ งจากจุด P กบั เส้นตรง
yP AX + BY + C = 0
d
d= Ax1 + By1 + C
0x A2 + B2
5. ระยะหา่ งระหวา่ งเส้นตรง 2 เสน้ ขนานกนั d = ระยะหา่ งจากเสน้ ตรง 2 เสน้ ขนานกัน
y d= C2 - C1
A2 + B2
d0 x
6. วงกลม
6.1 จดุ ศูนยก์ ลางของวงกลมอยู่ท่ี (0, 0)
x2 + y2 = r2 y
r (x, y)
yr
-r 0 x r x
-r
112
6.2 จดุ ศนู ย์กลางของวงกลมอยทู่ ่ี (h, k) กรณี x2 + y2 + Ax + By + C = 0
(x - h)2 + (y - k)2 = r2
( )(h,k) = -A , -B
y 2 2
(h, k) r = 1 A2 + B2 - 4C
0x 2
6.3 ความยาวเส้นสมั ผัสวงกลม P
AP = x12 + y12 + Ax1 + By1 + C
0
A
ตัวอยา่ งท่ี 2 จงหาสมการเส้นตรงท่ผี า่ นจุด (4, 1) และตง้ั ฉากกับเสน้ ตรงท่ผี ่านจุด A (-1, 1) และ B (3, 7)
วธิ คี ดิ หาความชนั m ก่อน
m = y2 - y1
x2 - x1
= 7 -1 เมอ่ื (x1, y1) = (-1,1)
3- (-1)
(x2, y2) = (3, 7)
m1 = 3 6 1 = 6 = 3
+ 4 2
แต่ m2 ⊥ m1 , m2 × m1 = -1 ดงั นั้น m2 = - 2 [กลบั เศษสว่ นเปลยี่ นเครือ่ งหมาย]
3
สร้างสมการ m2 = y - y1 (x1, y1) = (4,1)
x - x1
- 2 = y-1 113
3 x-4
ตอบ
- 2 = y -1
3 x-4
-2x + 8 = 3y - 3
0 = 3y - 3 + 2x - 8
2x + 3y - 11 = 0
ตวั อย่างที่ 3 จงแสดงวา่ R (4, 5) อยบู่ นเสน้ ตรงท่ตี งั้ ฉาก และแบ่งครงึ่ ส่วนของเสน้ ตรงท่ีมจี ุดปลายที่ P(-1, 4)
และ Q (5, 10)
วิธคี ิด หาความชนั m1 กอ่ น และ หา m2 เพราะต้งั ฉากกนั
หาจุดกึ่งกลาง PQ และหา m2 จากจุดก่งึ กลางกับจุด R แล้วดวู ่า m2 เทา่ กนั หรือไม่
ถา้ เทา่ กันแสดงว่า จดุ R อยบู่ นเส้น m2
(2, 7) Q (5, 10) m1 = y2 - y1 เมือ่ (x1, y1) = (-1, 4)
S x2 - x1 (x2, y2) = (5,10)
P (-1, 4) R (4, 5) = 10 - 4 = 5 6
5 - (-1) +1
=1
m2 = -1 ----------
หาจดุ S = (x, y) = x1 + x2 , y1 + y2
2 2
( )= -1 + 5 , 4 + 10
2 2
= (2, 7)
m3 = y2 - y1 = 7 - 5 = 2 = -1
x2 - x1 2 - 4 -2
m3 = m2 จาก
ตอบ R (4, 5) อยบู่ นเสน้ ต้งั ฉาก และแบ่งครงึ่ ด้าน PQ
114
ตวั อย่างที่ 4 จงหาสมการของวงกลมท่ผี ่านจุด (0, 0) , (1, 2) และ (-1, -1) จากสมการ
x2 + y2 + Ax + By + C = 0
วธิ ีคิด ผ่านจดุ (((xxx321,,, yyy132))) = (0, 0) แทนค่าในสมการ x2 + y2 + Ax + By + C = 0
= (1, 2)
= (-1, -1)
แล้วแก้สมการ หาค่า A, B, C
(x1, y1) = (0, 0) , 02 + 02 + A(0) + B(0) + C = 0 ----------
C=0
(x2, y2) = (1, 2),12 + 22 + A(1) + B(2) + 0 = 0 [C=0]
1 + 4 + A + 2B + 0 = 0
A + 2B = -5 ----------
(x3, y3) = (-1, -1) , (-1)2 + (-1)2 + A(-1) + B(-1) + C = 0
1+1-A-B+0=0
-A - B = -2 ----------
+ B = -7
แทน B = -7 ใน , A + 2(-7) = -5
A - 14 = -5
A = -5 + 14
A=9
ตอบ ∴ สมการ x2 + y2 + Ax + By + C = 0 คือ x2 + y2 + 9x - 7y = 0
ตวั อย่างที่ 5 จงหาสมการของเสน้ ตรงท่ีขนานกับเสน้ ตรง 3x + 4y + 2 = 0 และอยหู่ า่ งจากเส้นตรงนี้ 3
หน่วย
วิธีคดิ เสน้ ตรงขนานกับเส้นตรง 3x + 4y + 2 = 0
แสดงว่า Ax, By เทา่ กัน แต่ C ไมเ่ ท่ากนั
จาก Ax + By + C = 0
ดงั นน้ั สมการเสน้ ตรงนี้ = 3x + 4y + c = 0 d
d
จากสูตร ระยะหา่ ง d= C2 - C1
A2 + B2
115
3= C-2 = C-2
32 + 42 5
15 = C - 2
C - 2 = 15
C - 2 = 15 หรือ C - 2 = -15
C = 17 หรือ C = -13
ตอบ สมการเสน้ ตรง คือ 3x + 4y + 17 = 0 หรือ 3x + 4y - 13 = 0
ตัวอย่างที่ 6 จงหาสมการของวงกลมท่ีมีจุดศูนย์กลางท่ี (0, 1) และเส้นสัมผัสเสน้ ตรง 3x + 4y - 6 = 0
สูตร จดุ ห่างเสน้ ตรง (r)
A P r= Ax1 + By1 + C
0r A2 + B2
(x, y) = (0, 1)
(0, 1)
(h, k)
= 3(0) + 4(1) - 6
32 + 42
= 0+4-6 = -2 = 2
9 +16 25 5
∴ สมการวงกลม (x - h)2 + (y - k)2 = r2
( )(x - 0)2 + (y -1)2 = 2 2
5
x2 + (y - 1)2 = 4
25
x2 + (y2 - 2y + 1) = 4
25
25 คณู ตลอด, 25x2 + 25y2 - 50y + 25 = 4
25x2 + 25y2 - 50y + 25 - 4 = 0
25x2 + 25y2 - 50y + 21 = 0 ตอบ
116
ตวั อยา่ งที่ 7 จงตรวจสอบวา่ 4x2 + 4y2 - 20x + 8y - 12 = 0 เปน็ สมการวงกลมหรอื ไม่ ในกรณีท่เี ป็นสมการ
วงกลม จงหารศั มี และจุดศนู ยก์ ลางของวงกลม
วธิ ีคดิ วธิ ีที่ 1 4x2 + 4y2 - 20x + 8y - 12 = 0
4x2 - 20x + 4y2 + 8y = 12
2 2 2 2
+ y2 + 2y + =3+ +
( ) ( ) ( ) ( )4 หารตลอด, x2 - 5x +5 2 5 2 [ ทำกำลังสองสมบรู ณ์]
2 2 2 2
(x - 25) 2 + (y + 22)2 = 3 + 25 + 1
4
= 41
4
(x - 25)2 + (y + 1)2 = 41 2
2
ตอบ เปน็ สมการวงกลม มีจุดศูนย์กลาง (h, k) = (25 , -1)
รัศมียาว 41
2
วิธีท่ี 2 ใช้สูตรจาก x2 + y2 + Ax + By + C = 0
แตโ่ จทยเ์ ปน็ 4x2 + 4y2 - 20x + 8y - 12 = 0
ไมเ่ หมือนกับสูตร ต้องทำให้ สปส หน้า x2 และ y2 = 1
เอา 4 หารตลอด, x2 + y2 - 5x + 2y - 3 = 0
∴ A = -5, B = 2, C = -3
( )∴ จุดศนู ยก์ ลางของวงกลม = - A , - B
2 2
( )= - -5 , - 2
2 2
(h,k) = (25 , -1) ตอบ
รศั มี = 1 A2 + B2 - 4C 117
2
1 1 ตอบ
= 2 (-5)2 + 22 - 4(-3) = 2 25 + 4 +12
= 1 41
2
7. พาราโบลา
แกนพาราโบลา x = 0
y ความยาวของLatus rectum หน่วย
F
(0, C)
0 x กราฟหงาย C+
F = จดุ โฟกสั
(0, -c) เส้นไดเรกตริกซ์ O = จุดกำเนดิ หรอื จดุ ยอด
y = -c เป็นสมการเส้นไดเรกตริกซ์
118
y ความยาวของ Latus rectum
เสน้ ไดเรกตริกซ์
( -c, 0) 0 F x กราฟตะแคงขวา C+
สมการไดเรกตริกซ์ x = -c (c, 0) แกนพาราโบลา y = 0
y แกนพาราโบลา x = h
ความยาวของ Latus rectum
0
F
(h, k)
x
เสน้ ไดเรกตรกิ ซ์
y
F x แกนพาราโบลา y = k
(h, k) ความยาวของ Latus rectum
0
เส้นไดเรกตรกิ ซ์
ตัวอย่างที่ 8 จงหาสมการพาราโบลาทมี่ โี ฟกัสที่ (0, -6) และสมการเส้นไดเรกตริกซ์ คอื y = 6
วธิ ีคดิ วาดรปู จะร้เู ลยว่าจะเปน็ สมการแบบไหน
y6 สมการ x2 = 4cy
x2 = 4(-6)y
y=6 x2 = -24y
0x ตอบ
-6 F
119
ตวั อยา่ งท่ี 9 จงหาจดุ ยอด โฟกัส สมการไดเรกตรกิ ซ์ สมการแกนพาราโบลา และความยาวเสน้ Latus
rectum พรอ้ มทง้ั เขยี นกราฟอย่างง่าย ของ 4y2 - 3x = 0
วธิ คี ิด จาก 4y2 - 3x = 0
4y2 = 3x
y 2 = 3 x [y2 = 4cx]
4 C + กราฟตะแคงขวา
โฟกัสเป็น +
y ดงั น้ัน 4c = 3 จดุ กำเนดิ (h, k) = (0, 0)
4
c = 4 3 4 = 3
× 16
F
∴x โฟกัส
( )0 3 , 0
16
จดุ ยอด (h, k) = (0, 0)
สมการไดเรก็ ตริกซ์ x = - 3
16
สมการแกนพาราโบลา y = 0
( )ความยาว Latus rectum = 4c = 4 3 = 3 หนว่ ย ตอบ
16 4
ตวั อย่างท่ี 10 เสาไฟฟ้าสองตน้ ซงึ่ สงู 30 เมตร อยู่หา่ งกัน 100 เมตร สายไฟฟา้ ท่ีอยู่ระหว่างเสาสองตน้ น้ี
หย่อน มีลกั ษณะเป็นรปู พาราโบลา และสูงจากพ้ืนดิน 20 เมตร ณ จดุ กงึ่ กลางระหว่างเสาสองต้นนี้ จงหา
สายไฟฟ้านีส้ ูงจากพน้ื ดินกเี่ มตร ณ จุดทีอ่ ย่หู ่างจากเสา 10 เมตร
y x2 = 4cy (x, y) = (50, 10)
(-50, 10) 10 (40, y) (50, 10) 502 = 4c(10)
สายไฟฟา้ 50 30 x
0 20 2500 = 40 c
30 50 เสา
เสา c = 2500 = 125
∴ สมการ 40 2
พ้ืน
( )x2 = 4125
2 y
x2 = 250y
แทน (40, y) , 402 = 250y
120
y = 840 × 40 = 32 = 6.4 ม.
5250 5
ตอบ ดงั นน้ั สายไฟอยูส่ ูงจากพน้ื 20 + 6.4 = 26. 4 ม.
ตวั อยา่ งที่ 11 จงหาจุดยอด โฟกสั สมการเสน้ ไดเรกตริกซ์ สมการแกนพาราโบลา ความยาวของเส้น Latus
rectum ของพาราโบลา x2 + 6x - 4y +1 = 0
วิธคี ดิ ทำใหอ้ ยู่ในรูป (x - h)2 = 4c(y - k)
y x2 + 6x + (32) = 4y - 1 + (32) [ ทำกำลงั 2 สมบรู ณ์]
-3 F 0 x (x + 3)2 = 4y - 1+ 9
-2 = 4y + 8
(-3, -2) -3 y=-2-1=-3
เสน้ ไดเรกตรกิ ซ์ (x + 3)2 = 4(y + 2) ( c + หงาย)
จาก (x - h)2 = 4c(y - k)
∴ h = -3 , k = -2 , c = 1
จุดยอด (h, k) = (-3, -2)
โฟกัส = (-3, -2+1) = (-3, -1)
ความยาว Latus rectum = 4c = 4(1) = 4 หน่วย
สมการเส้นไดเรกตรกิ ซ์ y = -3
สมการแกนพาราโบลา x = -3 ตอบ
8. วงรี
y
a p bB pa PF + PF = 2a (คงทีเ่ สมอ)
Fc V x
b จุดโฟกสั F (c, 0) , F(-c,0)
bp -c 0 แกนเอก, จุดยอด V(a,0), V(-a,0)
-b
p แกนโท, จดุ ปลาย B (0, b), B (0, -b)
V V ความยาวแกนเอก = 2a
ความยาว Latus rectum B B ความยาวแกนโท = 2b
121
ความยาว Latus rectum = 2b2
a
a2 = b2 + c2 a ยาวที่สุด
y
aa
b x2 y2
-c 0 c b x a2 + b2 =1 (จุดกำเนิด 0, 0)
y y2 x2
bb a2 b2
+ = 1
ca
0 -c a x a2 = b2 + c2 a ยาวท่ีสดุ
y x กรณีเลือ่ นจากจุดกำเนดิ (0, 0) เปน็ (h, k)
(h, k)
สมการวงรี (x - h)2 + (y - k)2 =1 [เมอ่ื a อยบู่ นแกน X]
0 a2 b2
y
(h, k) สมการวงรี (y - k)2 + (x - h)2 =1 [เม่ือ a อยบู่ นแกน Y]
x a2 b2
0
9. ไฮเปอรโ์ บลา P PF - PF = 2a [คงท่ีเสมอ]
จดุ โฟกัส F (c, 0) , F (-c, 0)
y แกนตามขวาง, จดุ ยอด V (a, 0), V (-a, 0)
x แกนสังยคุ , จดุ ปลาย B (0,b),B (0, -b)
p bB V V ความยาวแกนตามขวาง = 2a
B B ความยาวแกนสังยุค = 2b
-c V -a 0 a cF L1, L2 เป็นเส้นกำกับของไฮเปอร์โบลา
-b
122
ความยาว Latus rectum = 2b2
a
c2 = a2 + b2 c ยาวที่สุด
y สมการไฮเปอร์โบลา
aa x2 - y2 =1 จดุ กำเนดิ (0,0)
b a2 b2
0bF x b
a
สมการเสน้ กำกับ y = ± x
y y2 - x2 =1 จุดกำเนดิ (0, 0)
b bF a2 b2
a x สมการเสน้ กำกบั y = ± a x
0a b
ตัวอยา่ งที่ 12 จงหาจดุ ยอด โฟกัส ความยาวของแกนเอก ความยาวของแกนโท และความยาวของเสน้ Latus
rectum ของวงรี 4x2 + 9y2 + 24x + 36y + 36 = 0
วิธีคิด จดั สมการใหม่ เป็น (x - h)2 + (y - k)2 = 1
a2 b2
4x2 + 24x + 9y2 + 36y = -36
4(x2 + 6x + 32) + 9(y2 + 4y + 22) = -36 + 4(32) + 9(22)
4(x + 3)2 + 9(y + 2)2 = -36+36 + 36
4(x + 3)2 + 9(y + 2)2 = 36
36 หารตลอด, (x + 3)2 + (y + 2)2 = 1
9 4
(x + 3)2 + (y + 2)2 = 1
32 22
a = ±3,b = ±2 , c2 = a2 - b2 = 9 - 4 = 5 y
c=± 5 -6 a -3 B a 0 x
F b
จุดศูนย์กลาง (h, k) = (-3, -2) V-2
(-3, -2) b-4
จดุ ยอด V (-6, -2) , V (0, -2)
123
ความยาวของแกนเอก , 2a = 2 × 3 = 6 หนว่ ย
ความยาวของแกนโท , 2b = 2 × 2 = 4 หนว่ ย
จุดโฟกัส, (-3 + 5,- 2),(-3 - 5,- 2)
ความยาวของเส้น Latus rectum = 2a2 = 2(3)2 = 9 หนว่ ย
b 2
ตัวอยา่ งท่ี 13 จงหาจุดยอด โฟกสั และเขยี นกราฟอยา่ งงา่ ย ของวงรีทีม่ สี มการ 16x2 + 36y2 - 576 = 0
วธิ ีคิด จดั รปู แบบสมการใหเ้ ป็น x2 + y2 = 1
a2 b2
16x2 + 36y2 = 576
16 x 36 หาร, x2 + y2 = 1
36 16
ดังน้ัน a2 = 36 , b2 = 16 → c2 = a2 + b2 = 36 - 16 = 20
a = ±6 , b = ±4 c = ± 20 = ±2 5
จดุ ยอด a, (6, 0) , (-6, 0) โฟกัส c,(2 5,0),(-2 5,0)
y
(-6, 0) B (0, 4) V (6, 0x)
-6 F’ 4 6
0F
-4
(0, -4)
ตัวอย่างท่ี 14 ผลตา่ งของระยะของจดุ ใดๆ บนไฮเปอรโ์ บลาไปยังจดุ (13, 0) และ (-13, 0) เท่ากับ 10 หนว่ ย
จงหาสมการไฮเปอร์โบลา
วธิ ีคิด PF - PF = 2a
10 = 2a
5=a
จดุ (13, 0) , (-13, 0) เปน็ จดุ โฟกสั = ±13
โดยใหจ้ ดุ กำเนิด = (0, 0) c = 13 124
F = (13, 0)
ตอบ
F = (-13, 0)
สมการไฮเปอรโ์ บลา = x2 - y2 = 1
หา b จาก a2 b2
c2 = a2 + b2
b2 = c2 - a2
= 132 - 52 = 169 - 25
b2 = 144
b = ±12
∴ สมการ x2 - y2 = 1
52 122
x2 - y2 = 1
25 144
25 × 144 คูณ, 144x2 - 25y2 = 25 ×144
144x2 - 25y2 = 3600
144x2 - 25y2 - 3600 = 0
ตัวอยา่ งท่ี 15 จงหาสมการวงรี ท่ีมจี ุดศนู ยก์ ลางที่ (0, 0) จุดยอดจดุ หนง่ึ (0, 4) และวงรผี า่ นจุด ( 3, 2)
วธิ ีคิด จุดยอด (0, 4) แสดงวา่ เป็นวงรแี นวตง้ั แกนเอกอย่บู น
แกน y, a = 4 ผ่านจุด ( 3, 2) = (x1, y1) แทนในสมการ
y2 + x2 =1
a2 b2
(0, 4)
0x 22 + 32 = 1
42 b2
(0, -4) 4 + 3 = 1
16 b2
1 + 3 = 1
4 b2
3 = 1 - 1
b2 4
3 = 3 125
b2 4
ตอบ
b2 = 3 × 4
3
b2 = 4
∴ สมการ y2 + x2 = 1
16 คณู ตลอด, 16 4
y2 + 4x2 = 16
4x2 + y2 - 16 = 0
ตัวอยา่ งท่ี 16 ให้ F1 และ F2 เปน็ โฟกัสของไฮเปอรโ์ บลา 16y2 - 9x2 + 36x - 32y - 164 = 0 และ O
เป็นจุดศูนยก์ ลางของวงกลม x2 + y2 + 2x - 4y +1 = 0 แล้วรปู F1F2 O มีเส้นรอบรูปยาวเท่าไร
วิธคี ดิ สมการไฮเปอร์โบลา 16y2 - 9x2 + 36x - 32y - 164 = 0
16y2 - 32y - 9x2 + 36x = 164
16(y2 - 2y +12) - 9(x2 - 4x + 22) = 164 +16(12) - 9(22)
16(y - 1)2 - 9(x - 2)2 = 164 +16 - 36
16(y - 1)2 - 9(x - 2)2 = 144
144 หาร, (y - 1)2 - (x - 2)2 = 1
9 16
y (y - 1)2 - (x - 2)2 = 1
32 42
(-1,2)O 2 (2,6)
-1 0 (2,1) ∴ a = 3, b = 4 และ c2 = a2 + b2 = 32 + 42 = 9 +16
4 (2,-4)
x c2 = 25
c = ±5
สมการวงกลม, x2 + y2 + 2x - 4y +1 = 0
(x2 + 2x + 12) + (y2 - 4y + 22) = -1 + 12 + 22
(2,6) (x + 1)2 + (y - 2)2 = 4
O
-A -B -2 -(-4)
( ) ( )(-1,2) 2 2 2 2
หรือ (h,k) = , = , = (-1,2) , (h, k) = (-1, 2)
(2,-4) F1F2 = 6 - (-4) = 6 + 4 = 10
126
F1 O = (6 - 2)2 + (2 - (-1))2 = 42 + 32 = 16 + 9
= 25 = 5
F2 O = (2 - (-4))2 + (-1 - 2)2 = (2 + 4)2 + (-3)2
= 62 + 9 = 36 + 9 = 45 = 3 5
ตอบ ∴ ความยาวรอบรูป F1F2 O = 10 + 5 + 3 5 = 15 + 3 5 หน่วย
ตวั อยา่ งที่ 17 จงหาสมการของไฮเปอรโ์ บลาทีม่ ีจดุ ศนู ย์กลางอยู่ท่ี (1, 2) มแี กนตามขวางขนานกบั แกน x
Latus rectum ยาว 6 หนว่ ย และแกนสงั ยุคยาว 12 หน่วย
วิธีคดิ Latus rectum = 6
2b2 = 6 ----------
a
y แกนสงั ยคุ ยาว = 12
แกนสงั ยคุ 2b = 12
b = 6 แทน
แกนตามขวาง 2 (1, 2)
01 x 2(6)2 = 6
a
a = 2(6)2 = 12
6
∴ สมการ (x - h)2 - (y - k)2 = 1
a2 b2
(h, k) = (1, 2)
(x - 1)2 - (y - 2)2 = 1
122 62
144 คูณตลอด, (x - 1)2 - 4(y - 2)2 = 144 (ค.ร.น. ของ 122, 62 = 144 ]
(x2 - 2x +1) - 4(y2 - 4y + 4) = 144
x2 - 2x +1 - 4y2 +16y - 16 = 144
x2 - 4y2 - 2x +16y - 15 - 144 = 0
x2 - 4y2 - 2x +16y - 159 = 0 ตอบ
127
ตวั อยา่ งที่ 18 สวนแห่งหนึง่ เปน็ รปู วงรี มสี มการ คอื 16x2 + 25y2 - 32x - 150y - 159 = 0 ถ้าสว่ นที่แรเงา
คือสนามหญา้ จงหาว่าสนามหญ้ามพี น้ื ท่เี ทา่ ไร
วธิ ีคดิ จดั สมการให้อย่ใู นรูป (x - h)2 + (y - k)2 = 1
a2 b2
16x2 + 25y2 - 32x - 150y - 159 = 0
16x2 - 32x + 25y2 - 150y = 159
16(x2 - 2x +12) + 25(y2 - 6y + 32) = 159 +16(12) + 25(32)
16(x - 1)2 + 25(y - 3)2 = 159 + 16 + 225
= 400
16 × 25 หาร, (x - 1)2 + (y - 3)2 = 1
25 16
y
จดุ ศูนยก์ ลาง = (h, k) = (1, 3)
B
(x - 1)2 + (y - 3)2 = 1 V
52 42 3
x
a2 = 52 , b2 = 42 (1, 3)
01
a = ±5 , b = ±4
c2 = a2 - b2 = 52 - 42 = 25 - 16 = 9
c = ±3
ความยาวแกนเอก = 2a = 2(5) = 10 หน่วย
ความยาวแกนโท = 2b = 2(4) = 8 หนว่ ย
พืน้ ที่ ป ขนมเปียกปูน = 1 × ผลคูณเส้นทแยงมุม
2
= 1 × 10 ×8 = 40 ตารางหนว่ ย ตอบ
2
ตวั อย่างที่ 19 จงหาจุดยอด โฟกัส ความยาวแกนตามขวาง ความยาวแกนสังยุค สมการของเสน้ กำกบั และ
ความยาวของ Latus rectum ของไฮเปอรโ์ บลา x2 - 4y2 = -4
วธิ ีคิด x2 - 4y2 = -4
จดั ใหม่ 4y2 - x2 = 4
128
4 หาร, y2 - x2 = 1 [ไฮเปอรโ์ บลา]
1 4
a2 = 1 , b2 = 4
a = ±1 , b = ±2 , c2 = a2 + b2 = 1+ 4 = 5
y c=± 5
จดุ ยอด V (0,1) , V (0,-1)
F
โฟกัส F(0, 5) , F(0, - 5)
V ความยาวแกนตามขวาง = 2a
-2 1 B x = 2(1) = 2 หน่วย
-01 2
ความยาวแกนสงั ยคุ = 2b
= 2(2) = 4 หนว่ ย
สมการเสน้ กำกับ = ± a x
b
= ± 1 x
2
ความยาว Latus rectum = 2b2
a
= 2(2)2 = 8 หนว่ ย
1
129
ฟงั กช์ นั ตรีโกณมติ ิ และการประยุกต์
1. ฟังกช์ ันตรีโกณมติ ิของรูปสามเหล่ยี มมมุ ฉาก
B ดา้ นตรงขา้ มมมุ A
sin A = ความยาวด้านตรงข้ามมุม A = ข
ความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ฉ
A C sin A = a ----------
ดา้ นประชิดมุม A B c
cos A = ความยาวด้านประชิดมุม A = ช
ความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ฉ
c
b
cos A = c ----------
A bC tan A = ความยาวด้านตรงข้ามมุม A = ข
ความยาวด้านประชิดมุม A ช
tan A = a ----------
b
cosec A = กลับเศษเป็นสว่ นของ sin A
cosec A = 1 A = c ----------
sin a
sec A = กลับเศษเปน็ ส่วนของ cos A
sec A = 1 A = c ----------
cos b
cot A = กลบั เศษเปน็ สว่ นของ tan A
tan A = 1 A = b ----------
tan a
2. คา่ ฟงั ก์ชันตรโี กณของมุม 30o, 45o, 60o ของสามเหลยี่ มมุมฉาก
จากรปู สามารถหาค่าฟังกช์ ันตรโี กณมติ ไิ ดห้ มด
2 1 sin 60o = ข = 3 = cos 30o = ช = 3
ฉ 2 ฉ 2
1 1 sin 30o = ข = 1 = cos 60o = ช = 1
ฉ 2 ฉ 2
130
sin 45o = ข = 1 = cos 45o = ช = 1 tan 60o = ข = 3 = cot 30o = 1 = 1
ฉ 2 ฉ 2 ช 1 tan 30o 1
3
=3
tan 45o = ข = 1 = 1 tan 30o = ข = 1 = cot 60o = 1 = 1
ช 1 ช 3 tan 60o 3
1
= 1
3
ตัวอยา่ งท่ี 1 ให้ ABC เป็น รปู ∆ มุมฉาก ดังรปู
40 40 A ให้ AB = 40 3 ซม.
AD = 40 ซม.
B C และ 4(sin2 2) = 3 แลว้ ADˆC = ?
D
วธิ คี ิด 4(sin2 2) = 3
sin2 2 = 3
4
sin 2 = ± 3 = ± 3
4 2
แต่ sin 2 เปน็ + เพราะ 0o < 2 < 90o
sin 2 = ± 3
2
sin 2 = 3 = sin 60o
2
2 = 60o
= 30o
จาก ∆ ADC , sin = AC = AC ----------
จาก ∆ ABC , AD 40
sin = AC = AC
AB 40 3
sin 30 = AC
40 3
131
1 × 40 3 = AC
2
AC = 20 3 แทนใน
sin = 20 3 = 3
40 2
sin β = sin 60 [ sin 60o = 3 ]
2
= 60o ตอบ
ตวั อย่างที่ 2 ถ้ารปู ∆ ABC มี BAˆC = 45o, ACˆB = 60o และดา้ น AC ยาว 20 นว้ิ แลว้ พ้นื ทข่ี อง ∆ ABC มี
คา่ เท่าไร
วธิ ีคดิ หาพ้ืนท่ี ABC = 1 × ฐาน × สูง B
2 x
A 20 D C
ลากเส้น BD ⊥ AC เป็นความสงู
หาความสงู BD = x นว้ิ
จาก ∆ ABD , หา AD ติดค่า BD ไว้
จาก ∆ CBD , หา DC ตดิ ค่า BD ไว้
แล้วเขา้ สมการ AD + DC = 20 โดยตดิ คา่ BD แลว้ แก้สมการ
หาค่า BD ได้
ABD, tan ABˆ D = BD
AD
tan 45o = BD
AD
1 = BD
AD
AD = BD ----------
CBD, tan BCˆD = BD
DC
tan 60o = BD
DC
3 = BD
DC
3 DC = BD
132
DC = BD ----------
3
+ = 20, AD + DC = 20
BD + BD = 20
3
x+ x = 20
3
3 คณู , 3x + x = 20 3
x( 3 +1) = 20 3
x= 20 3
3 +1
∴ พ.ท. ABC = 1 × ฐาน × สูง
2
= 1 × AC × BD
2
= 1 × 2010 × 20 3 = 200 3 น้ิว2
2 3 +1 3 +1
ตอบ 200 3 ตารางน้ิว
3 +1
3. คา่ ของฟังกช์ ัน Sine กบั Cosine ของวงกลม 1 หน่วย (รัศมี = 1) y
3.1 มมุ 2 แบบ 0 2π x
0 องศา = 0 เรเดียน
180 องศา = เรเดียน π
360 องศา = 2 เรเดียน
90 องศา = เรเดียน
2
sin 60o = sin = cos = 3
3 6 2
sin 30o = sin = cos = 1
6 3 2
sin 0o = sin 0 = cos = 0
133
sin 90o = sin = cos 0 = 1
2
3.2 ฟังก์ชนั sin ,cos y
sin = y = y = y (0,1) (x,y)
r 1 r=1
y
cos = x = x = x (-1,0) 0 θ x (1,0) x
r 1
(0,-1)
(x, y) = (cos θ ,sin θ)
3.3 เคร่อื งหมายของฟงั ก์ชนั sin ,cos Quadrant Q1
y sin + (y+)
S+ S+
π C- C+ 0 x cos + (x+)
S- S- 2π
C- C+ ( )tan + y + +
x +
Quadrant Q2
sin + (y+)
cos - (x -)
( )tan - y + -
x -
Quadrant Q3
sin - (y -)
cos - (x -)
( )tan + y - +
x -
Quadrant Q4
sin - (y -)
cos + (x+)
( )tan - y- -
x+
134
4. การเปลย่ี นฟังกช์ นั ของมุมใหญ่ เปน็ มุมเลก็ ไม่เกนิ 90o หรอื เรเดียน
2
4.1 เปลยี่ นมุมตามแนวนอนไมต่ ้องเปล่ียนฟงั ก์ชัน
π คอื 0o,180o, 360o
0 หรอื 0, , 2 เรเดยี น
0, 2π คอื มุมเลก็ กวา่ 90o
sin ( ± ) ⎯⎯⎯→เครื่องหมาย ...sin
ตามมุมเดิม
cos ( ± ) ⎯⎯⎯→เครื่องหมาย ...cos
ตามมุมเดิม
เมือ่ = 0o,180o, 360o tan ( ± ) ⎯⎯⎯→เครื่องหมาย ...tan
ตามมุมเดิม
= 0, , 2 เรเดียน
เชน่ sin120o = sin (180o - 60o) = + sin 60o (Qเดิม = Q2)
(Qเดิม = Q2)
sin 3 = sin ( - 4 ) = + sin (Qเดิม = Q3)
4 4 (Qเดิม = Q4)
(Qเดิม = Q4)
cos 210o = cos (180o + 30o) = - cos 30o
cos 300o = sin (360o - 60o) = + cos 60o
tan 7 = tan (2 - 4 ) = - tan
4 4
4.2 เปล่ยี นมมุ ในแนวตัง้ ต้องเปลย่ี นฟังกช์ ัน
y คือ 90o, 270o
หรือ , 3 เรเดียน
2 2
0x คอื มุมเล็กกวา่ 90o
ต้องเปลย่ี นฟังกช์ ัน เปน็ ฟังกช์ ันใหม่
sin ( ± ) ⎯⎯⎯→เคร่ืองหมาย ...cos
ตามมุมเดิม
cos ( ± ) ⎯⎯⎯→เครื่องหมาย ...sin
ตามมุมเดิม
135
tan ( ± ) ⎯⎯⎯→เคร่ืองหมาย ...cot
ตามมุมเดิม
เชน่ sin120o = sin (90o + 30o) = + cos 30o
มุมเดมิ = Q2 sin +
cos 210o = cos (270o - 60o) = - sin 60o
มุมเดิม = Q3 cos -
tan 225o = tan (270o - 45o) = + cot 45o
มุมเดมิ = Q3 tan +
4.3 กรณี เกนิ 360o , 720o , ... ให้หักมุมท่คี รบทกุ รอบออก เหลือมุมไม่ครบรอบ หรอื ไมเ่ กนิ
360o มาพิจารณา
เช่น sin1020o = sin (720o + 300o) = sin 300o
sin 300o = sin (360o - 60o) = -sin 60o
4.4 กรณี เป็นคา่ - แสดงว่า หมุนถอยหลัง ก็ให้ใชห้ ลักเดียวกัน
เชน่ sin - 30o หมุนถอยหลังอยู่ Q4 sin เป็น -
sin - 30o = sin (0 - 30o) = -sin 30o
cos - 120o หมนุ ถอยหลัง อยู่ Q3 cos เปน็ -
cos - 120o = cos (-180o + 60o) = -cos 60o
tan - 150o หมุนถอยหลัง อยู่ Q3 tan เปน็ +
tan - 150o = tan (-180o + 30o) = +tan 30o
cos - 240o หมุนถอยหลัง อยู่ Q2 cos เป็น -
cos - 240o = cos (-180o - 60o) = -cos 60o
cos - 240o = cos (-270o + 30o) = - sin 30o
เปลี่ยนฟังก์ชัน
[ อยู่ Q2 cos เปน็ - ]
tan - 150o = tan (-90o - 60o) = + cot 60o
เปลี่ยนฟังก์ชัน
[ อยู่ Q3 tan เป็น +]
ตัวอย่างท่ี 3 จงหาคา่ สงู สุด และตำ่ สุดของ sin x - 3 cos x 136
วิธีคิด ปกตคิ ่าสงู สุด และตำ่ สุดของ sin , cos อย่ทู ี่ -1 , +1 ตอบ
= sin x - 3 cos x
= 2 1 sin x - 3 cos x
2 2
= 2[cos 60o sin x - sin 60o cos x]
= 2[sin x cos 60o - cos x sin 60o]
= 2 sin (x - 60o)
sin x - 3 cos x = 2 sin (x - 60o)
แต่ -1 sin 1
- 2 2 sin 2
แสดงวา่ ค่าของ sin x - 3 cos x = 2 sin (x - 60o)
-2 sin x - 3 cos x 2 , มคี า่ ตำ่ สุด -2 , สงู สุด 2
5. สตู รฟังก์ชันตรโี กณมิตพิ นื้ ฐาน ที่ตอ้ งจำ
sin2 + cos2 = 1
sec2 - tan2 = 1
cosec2 - cot2 = 1
6. สูตรฟงั ก์ชันตรีโกณประยกุ ต์ ท่ีต้องจำ
เมือ่ A และ B เป็นจำนวนจริง(เรเดียน) หรือ มมุ องศาใดๆ
sin (A + B) = sin A cos B + cos A sin B
sin (A - B) = sin A cos B - cos A sin B
สรุป sin (A ± B) = sin A cos B ± cos A sin B ----------
cos (A + B) = cos A cos B - sin A sin B
cos (A - B) = cos A cos B + sin A sin B
สรุป cos (A ± B) = cos A cos B sin A sin B ----------
137
tan (A + B) = tan A + tan B
1 - tan A tan B
tan (A - B) = tan A - tan B
1+ tan A tan B
สรปุ tan (A ± B) = tan A ± tan B ----------
1 tan A tan B
cot (A ±B) = กลบั เศษเป็นสว่ น / กลบั หนา้ เปน็ หลงั ของ tan (A ±B)
สรุป cot (A ± B) = cot A cot B 1 ----------
cot B ± cot A ----------
sin 2A = 2 sin A cos B
(มาจาก sin (A + A) = sin A cos A + sin A cos A)
cos 2A = cos2 A - sin2 A
(มาจาก cos (A + A) = cos A cos A - sin A sin A)
cos 2A = 2 cos2 A - 1 ----------
(มาจาก sin2 A + cos2 A = 1 , sin2 A = 1 - cos2 A )
cos 2A = 1 - 2 sin2 A ----------
(มาจาก sin2 A + cos2 A = 1 , cos2 A = 1 - sin2 A )
tan 2A = 2 tan A ----------
1- tan2 A
----------
(มาจาก tan (A + A) = tan A + tan A ) ----------
1 - tan A tan A
sin 2A = 1 2 tan A
+ tan2 A
cos 2A = 1- tan2 A
1+ tan2 A
ตวั อย่างท่ี 4 ผลบวกของคำตอบของสมการ x + 1-x = 2 1 เปน็ เท่าใด
1-x x 6
วธิ ีคดิ ให้ A= 1 x , A + 1 = 2 1
-x A 6
A คูณตลอด (A)A + (A) 1 = (A) 13
A 6
138
A 2 + 1 = 13A
6
6 คูณตลอด 6A2 + 6 = 13A
3A -9A -3
6A2 - 13A + 6 = 0
2A -4A -2
(3A - 2)(2A - 3) = 0
ดงั น้นั x =A แล้ว 1-x = 1
1- x x A
ทำให้ A + 1 = 2 1
A 6
หรือ (3A - 2)(2A - 3) = 0
3A - 2 = 0 หรือ 2A - 3 = 0
A = 2 หรอื A = 3
3 2
แทนค่า A,
x = 2 หรอื x = 3
1-x 3 1-x 2
( ) x 2 2 2 ( ) x 2 3 2
-x 3 -x 2
1 = หรอื 1 =
1 x = 4 หรือ 1 x x = 9
-x 9 - 4
9x = 4 - 4x หรอื 4x = 9 - 9x
13x = 4 หรือ 13x = 9
x = 4 หรือ x = 9
13 13
เวลาจะตอบ ในกรณีติดกรณฑ์ ตอ้ งตรวจคำตอบก่อนเพราะ
จำนวนลบตดิ กรณฑ์คไู่ ม่ได้ เพราะไม่เปน็ จำนวนจริง ( ลบ ไมไ่ ด้ )
139
4 x 4
13 1- x 13
x = → = 4 ถูก
1 - 13
9 x 9
13 1- x 13
x = → = 9 ถูก
1 - 13
ตอบ ดังนน้ั ผลบวกของคำตอบ = 4 + 9 = 13 =1
13 13 13
7. กราฟของฟังกช์ นั Sine
sine = {(x, y) / y = sin x}
สมการ y = sin x
เมื่อ -2 x 2
-1 y 1
y
1
0 x
2 -1
ดังนนั้ Df เปน็ เซตของจำนวนจริง (x) เม่อื คา่ เรเดยี น แทนด้วย 3.14 หรือ 22
7
Rf เป็นเซตของคา่ -1 y 1 (y)
เม่ือ x = 0, y = 0 หรือ (x, y) = (0, 0) จุดกำเนิด
8. กราฟของฟงั กช์ ัน Cosine
Cosine = {(x, y) / y = cos x}
สมการ y = cos x
เม่อื -2 x 2
-1 y 1
y 140
x
1
0
2 -1
ดงั นั้น Df เปน็ เซตของจำนวนจรงิ (x)
Rf เป็นเซตของคา่ -1 y 1 (y)
เมอื่ x = 0, y = 1 หรือ (x, y) = (0, 1)
9. กราฟของฟังกช์ ัน Tangent
y tangent = {(x, y) / y = tan x} เมือ่ x n + , n
2
หรอื y = tan x เมือ่ x , 3 , 5 , 7 , ...
2 2 2 2
0 x
หรือ x 90o, 270o, (360o + 90o), (360o + 270o),...
y
1 x
0
-1
2
เมื่อ -2 x 2 แต่ x n +
2
ดงั นั้น Df เปน็ เซตของจำนวนจริง (x) โดย x n + , n
2
Rf เปน็ เซตของของจำนวนจรงิ (y)
141
10. กราฟของฟงั ก์ชัน cosec, sec, cot ซงึ่ เป็นส่วนกลบั ของ sine, cos, tan
y cosec θ
1 sin θ
x
sin θ
0
-1
cosec θ
y sec θ sec θ y tan θ
cos θ tan θ
1
0 x1
cos θ -1 0 x
sec θ
-1
cot θ cot θ
ตัวอย่างที่ 5 จงหาค่า sin (-79 1 ) และ cos (-79 1 )
4 4
วธิ คี ิด มมุ ลบ หมนุ ถอยหลัง หาดวู า่ อยู่ Q ไหนก่อน
-79 1 หมุนรอบละ -2
4
เหลือเศษ -1 1 อยู่ Q2 -1 เลยไปอีก - 1
4 4
sin (-79 1 ) = sin (-1 1 )
4 4
= sin (-1 - 41)
= sin (- - 1 ) ( อยู่ Q2 sin + )
4
= +sin 1 (41 = 45o)
4
142
= 1 หรือ 2 เหมอื นกนั
2 2
cos (-79 1 ) = cos (-1 1 )
4 4
= cos(- - 1 ) (อยู่ Q2 cos - )
4
= -cos 1 (41 = 45o)
4
=- 1 = -2
2 2
ตัวอย่างท่ี 6 จงหาค่า cos 65o cos 20o + sin 65o sin 20o
วธิ ีคิด จากสูตร cos (A - B) = cos A cos B + sin A sin B
cos (65o - 20o) = cos 65o cos 20o + sin 65osin 20o
cos 45o = cos 65o cos 20o + sin 65o sin 20o
1 = 2 ตอบ
2 2
( ) ( )ตวั อย่างที่ 5 4 11
7 จงหาค่าของ sin 6 + cos - 3 - tan - 4
วิธที ำ sin 5 5 × = 5 × 30o = 150o อยู่ใน Q2 sin เป็น +
6 6
sin 5 = sin 150o = sin (180o - 30o) = +sin 30 = 1
6 2
( )cos- 4 4 × = 4 × 60o = 240o , - 240o อยู่ใน Q2
3 3
cos (-240o) = cos (-180o - 60o) = -cos 60o = - 1
2
( )tan-11 11 × = 11 × 45o = 495o หัก 360o = 135o , - 135o อยู่ใน Q3
4 4
tan (-135o) = tan (-180o + 45o) = +tan 45o = 1
( ) ( )sin5+cos - 4 - tan - 11 = 1 + - 1 +1 = 1 ตอบ
6 3 4 2 2
143
ตวั อยา่ งที่ 8 จงหาคา่ ของ tan 20o + tan 25o + tan 20o tan 25o
วิธีคิด สตู ร tan (20o + 25o) = tan 20o + tan 25o
1 - tan 20o tan 15o
tan 45o = tan 20o + tan 25o
1 - tan 20o tan 25o
1 = tan 20o + tan 25o
1 - tan 20o tan 25o
1- tan 20o tan 25o = tan 20o + tan 25o
1 = tan 20o + tan 25o + tan 20o tan 25o
ตอบ 1
ตวั อย่างที่ 9 จงหาคา่ ของ sin2 A + sin2 (60o + A) + sin2 (60o - A)
= sin2 A + [sin 60o cos A + cos 60o sin A]2 + [sin 60o cos A - cos 60o sin A]2
= sin2 A + sin2 60o cos2 A + 2 sin 60o cos A cos 60o sin A + cos2 60o sin2 A
+sin2 60 cos2 A - 2 sin 60o cos A cos 60o sin A + cos2 60o sin2 A
= sin2 A + 2 sin2 60o cos2 A + 2 cos2 60o sin2 A
( )= sin2 A + 2 3 2 cos2 A + 2 1 2
2 2
sin2 A
( ) ( )= sin2 A + 2 3 1
4 cos2 A + 2 4 sin2 A
= 1 sin2 A + 3 cos2 A + 1 sin2 A
2 2
= 1 sin2 A + 1 sin2 A + 3 cos2 A
2 2
= 3 sin2 A + 3 cos2 A
2 2
= 3 (sin2 A + cos2 A) = 3 (1) = 3 ตอบ
2 2 2
144
ตัวอยา่ งท่ี 10 กำหนด cos 2 = - 1 เมื่อ < 2 < 3 จงหาค่าของ sin ,cos และ tan
2 2
วิธคี ดิ < 2 < 3 หรือ 180o < 2 < 270o (Q3)
2
หรือ 90o < < 135o อยู่ Q2
cos 2 = - 1 อยู่ Q3
2
= cos (180 + 60)
2 = 240o
= 120o
sin = sin120o = sin (180o - 60o) = +sin 60o = 3
2
cos = cos 120o = cos (180o - 60o) = -cos 60 o = - 1
2
tan = tan120o = tan (180o - 60o) = -tan 60o = - 3 ตอบ
11. ฟงั ก์ชนั ตรโี กณมติ ิของ 3 เทา่ ของจำนวนจริง (เรเดียน) หรือมุมองศา
sin 3A = 3 sin A - 4 sin3 A
cos 3A = 4 cos3 A - 3 cos A
tan 3A = 3 tan A - tan3 A
1 - 3 tan2 A
ตวั อยา่ งที่ 11 กำหนด tan A = 1 จงหาค่า sin A + cos A - tan A
2 2
วิธีคดิ tan A = 1
2 2
จาก sin 2A = 1 2 tan A
+ tan2 A
(( ))หรอื sin A = 2 tan A 2 1 = 1 = 1 = 4
+ 2 = 2 + 5 5
A 1 2 1 4
1 tan2 2 1+ 2 1 4
145
cos 2A = 1- tan2 A
1+ tan2 A
(( ))หรือ 1- tan2 A 1- 1 2 1- 1 3 3 4 3
1+ tan2 2 = 2 2 1+ 4 4 4 5 5
cos A = A 1 = 1 = 5 = × =
2 1+ 2 4
4
tan 2A = 2 tan A
1- tan2 A
(( ))หรอื tan A = 2 tan A 2 1 = 1 = 1 = 4
1- 2 = 2 3 3
A 1 2 1 4
tan2 2 1- 2 1 - 4
sin A + cos A - tan A = 4 + 3 - 4 = 7 - 4 = 21 - 20 = 1 ตอบ
5 5 3 5 3 15 15
4.12 เปลี่ยนฟงั ก์ชนั ตรีโกณมติ ิจากผลคูณ เปน็ ผลบวก
1. 2 sin A cos B = sin (A + B) + sin (A - B)
2. 2 cos A sin B = sin (A + B) - sin (A - B)
3. 2 cos A cos B = cos (A + B) + cos (A - B)
4. 2 sin A sin B = cos (A - B) - cos (A + B)
ตวั อย่างท่ี 12 จงหาค่าของ sin 20o sin 40o sin 80o
วธิ คี ดิ เปลีย่ น 2 sin A sin B = cos (A - B) - cos (A + B)
sin 20o sin 40o = 1 (2 sin 40o sin 20o)
2
= 1 (cos (40o - 20o) - cos (40o + 20o))
2
= 1 (cos 20o - cos 60o)
2
= 1 (cos 20o - 12)
2
= 1 cos 20o - 1
2 4
146
sin 20o sin 40o sin 80o = ( 1 cos 20o - 41) sin 80o
2
= 1 cos 20o sin 80o - 1 sin 80o
2 4
= 1 (2 sin 80ocos 20o) - 1 sin 80o
4 4
= 1 (sin (80o + 20o) + sin (80o - 20o)) - 1 sin 80o
4 4
= 1 (sin 100o + sin 60o) - 1 sin 80o
4 4
= 1 (sin 100o + 3 ) - 1 sin 80o
4 2 4
= 1 (sin 80o + 3 ) - 1 sin 80o sin100o = sin(180o - 80o)
4 2 4
= 3 ตอบ =sin80o (Q2)
8
4.13 เปลย่ี นฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ จากผลบวก เปน็ ผลคูณ
( ) ( )1. sin A + sin B = 2 sin A+B cos A-B
2 2
( ) ( )2. sin A - sin B = 2 sinA-B cos A+B
2 2
( ) ( )3. cos A + cos B = 2 cos A+B cos A -B
2 2
( ) ( )4. cos A - cos B = -2 sin A+B sin A-B
2 2
ตวั อยา่ งท่ี 13 จงหาคา่ ของ sin 500o - cos10o - cos110o
วธิ ีคิด เปลีย่ นเป็นมมุ เล็ก แล้วเปลี่ยนฟังก์ชนั ± เป็นคูณ
sin500o = sin(360o +140o) = sin140o
sin500o - cos10o - cos110o = sin140o - cos10o - cos110o
= sin140o - (cos10o + cos110o) ----------
cos 10o + cos110o = 2 cos (10o + 110o ) cos (10 - 110o )
2 2
= 2cos60o cos - 50o