The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by korn.kornphong, 2020-10-26 12:16:28

TH33101

www.krukorn.com

คำอธบิ ายรายวชิ า
รหสั วชิ า ท33101 รายวิชา ภาษาไทย 5 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6

ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563
ครูผสู้ อน นายกรณพ์ งศ์ พัฒนปกรณ์พงษ์

อ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรอง อา่ นตคี วาม แปลความ และขยายความ โดยวเิ คราะห์และ
วิจารณ์เรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล สังเคราะห์ความรู้จากการอ่าน สามารถคาดคะเนเหตุการณ์ ประเมินค่า
โต้แย้ง ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน และเสนอความคิดใหม่อย่างมีเหตุผล มีมารยาทในการอ่าน เขียนย่อความ
และรายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนเชิงวิชาการ ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ
สามารถประเมินงานเขียนของผู้อื่น แล้วนำมาพัฒนางานเขียนของ มีมารยาทในการเขียน สรุปแนวคิดและ
แสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟังและดู วิเคราะห์แนวคิด การใช้ภาษา และประเมินเรื่องที่ฟังและดู อย่างมี
วจิ ารณญาณ มมี ารยาทในการฟัง การดู อธิบายธรรมชาติของภาษา พลงั ของภาษา และลกั ษณะของภาษา คำ
และกลุ่มคำ ระดับภาษาและคำราชาศัพท์ แต่งบทร้อยกรองประเภทฉันท์ วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดีและ
วรรณกรรม คุณค่าด้านเนื้อหา คุณค่าด้านสังคม และคุณค่าด้าน ศึกษาวรรณกรรมพื้นบ้าน ท่องจำและบอก
คุณค่าบทอาขยานทกี่ ำหนด

มาตรฐานและตัวช้วี ัด
ท 1.1 ม.4-6/1-9
ท 2.1 ม.4-6/1, 3-8
ท 3.1 ม.4-6/1-4, 6
ท 4.1 ม.4-6/1-4
ท 5.1 ม.4-6/1-6

กำหนดการสอน
รหสั วชิ า ท33101 รายวชิ า ภาษาไทย 5 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6

ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563
ครูผู้สอน นายกรณพ์ งศ์ พัฒนปกรณ์พงษ์

สปั ดาห์ วัน/เดอื น/ปี เน้ือหา/สาระ ภาระงาน คะแนน คาบ
20 6
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 สามคั คเี ภทคำฉันท์ ใบกจิ กรรม
ใบกจิ กรรม 2.5 1
1 1-3 ก.ค. 63 ความรู้เกี่ยวกบั สามัคคีเภทคำฉันท์ ท่องอาขยาน 2.5
ใบกิจกรรม 5 2
1-2 1-10 ก.ค. 63 เน้ือหาสามคั คีเภทคำฉันท์ ใบกจิ กรรม 2.5
แต่งคำประพันธ์ 2.5 1
2 6-10 ก.ค. 63 คุณคา่ จากเร่ืองสามัคคีเภทคำฉนั ท์ 5
ใบกิจกรรม 2
3 13-17 ก.ค. 63 การแต่งคำประพันธ์ ประเภทฉันท์ 5
ใบกจิ กรรม 8
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2 ทกั ษะทางภาษา (1) 2.5
ใบกิจกรรม 2
4 20-24 ก.ค. 63 การอ่านอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพและมีวิจารณญาณ ใบกจิ กรรม 2.5 2
ใบกจิ กรรม 2
5 27-31 ก.ค. 63 การอา่ นวเิ คราะห์ วิจารณ์ และประเมนิ ค่า 5 2
ใบกจิ กรรม
6 3-7 ส.ค. 63 การฟังและดอู ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ใบกจิ กรรม 1.5 4
ใบกจิ กรรม 1.5
7 10-14 ส.ค. 63 การฟงั และดูอย่างมวี จิ ารณญาณ ใบกจิ กรรม 2 1
1
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 วรรกรรมพื้นบา้ น ใบกจิ กรรม 20 2
ใบกิจกรรม 10
8 17-21 ส.ค. 63 ความร้เู กย่ี วกับวรรณกรรมพ้ืนบ้าน ใบกจิ กรรม 2
นิทานพื้นบา้ น 2.5 8
ใบกิจกรรม 2.5
9 24-28 ส.ค. 63 เพลงพน้ื บ้าน รายงานวิชาการ 2.5 2
2.5 2
10 31 ส.ค.-4 ก.ย. 63 สอบกลางภาค 2
5 2
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 หลักการใชภ้ าษาไทย
1.5 4
11 7-11 ก.ย. 63 ธรรมชาตแิ ละพลงั ของภาษา 2
1.5 1
12 14-18 ก.ย. 63 ลกั ษณะของภาษา 2
5 1
13 21-25 ก.ย. 63 คำและกลุ่มคำในภาษา
1.5 6
14 28 ก.ย.-2 ต.ค. 63 ระดับภาษาและราชาศัพท์ 3.5
2
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ไตรภมู ิพระรว่ ง ตอนอตุ ตรกรุ ุทวีป 30 4
100
15 5-9 ต.ค. 63 ความรูเ้ ก่ยี วกบั ไตรภมู ิพระร่วง 2
40
15-16 5-16 ต.ค. 63 เนอ้ื หาไตรภมู พิ ระรว่ ง ตอนอุตตรกรุ ุทวปี

16 12-16 ต.ค. 63 คณุ ค่าจากเร่อื งไตรภูมพิ ระร่วง ตอนอตุ ตรกรุ ทุ วีป

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 6 ทกั ษะทางภาษา (2)

17 19-23 ต.ค. 63 การเขยี นยอ่ ความ

18-19 26 ต.ค.-6 พ.ย. 63 การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ

20 9-13 พ.ย. 63 สอบปลายภาค

รวมตลอดภาคเรยี น

หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๑

สามคั คีเภทคาฉนั ท์

มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ช้ ีวดั

มาตรฐาน ท ๑.๑ การอ่าน

ม.๔-๖/๑ อ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้ และบทรอ้ ยกรองไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรือ่ งที่อา่ น
ม.๔-๖/๒ ตีความ แปลความ และขยายความเรอ่ื งที่อ่าน
ม.๔-๖/๓ วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณเ์ ร่อื งที่อ่านในทุก ๆ ดา้ นอย่างมเี หตุผล
ม.๔-๖/๔ คาดคะเนเหตุการณ์จากเรอ่ื งที่อา่ น และประเมนิ ค่าเพื่อนาความรู้ ความคิดไปใชต้ ดั สนิ ใจแกป้ ัญหาในการดาเนินชีวติ
ม.๔-๖/๕ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคิดเห็นโตแ้ ยง้ กบั เรื่องที่อ่าน และเสนอความคดิ ใหมอ่ ยา่ งมเี หตุผล
ม.๔-๖/๖ ตอบคาถามจากการอา่ นประเภทต่าง ๆ ภายในเวลาท่ีกาหนด
ม.๔-๖/๗ อา่ นเรอ่ื งตา่ ง ๆ แลว้ เขยี นกรอบแนวคดิ ผงั ความคดิ บนั ทึก ยอ่ ความ และรายงาน

มาตรฐาน ท ๒.๑ การเขียน

ม.๔-๖/๔ ผลิตงานเขยี นของตนเองในรูปแบบตา่ ง ๆ
ม.๔-๖/๕ ประเมนิ งานเขียนของผอู้ ื่น แลว้ นามาพฒั นางานเขยี นของตนเอง

มาตรฐาน ท ๔.๑ หลกั การใชภ้ าษาไทย

ม.๔-๖/๔ แต่งบทรอ้ ยกรอง

มาตรฐาน ท ๕.๑ วรรณคดีและวรรณกรรม

ม.๔-๖/๑ วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณ์เบ้ อื งตน้
ม.๔-๖/๒ วเิ คราะหล์ กั ษณะเด่นของวรรณคดีเช่อื มโยงกบั การเรยี นรทู้ างประวตั ิศาสตรแ์ ละวถิ ีชีวติ ของสงั คมในอดีต
ม.๔-๖/๓ วิเคราะหแ์ ละประเมินคุณค่าดา้ นวรรณศิลป์ ของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะที่เป็นมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
ม.๔-๖/๔ สงั เคราะหข์ อ้ คดิ จากวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตจริง
ม.๔-๖/๖ ท่องจาและบอกคุณคา่ บทอาขยานตามท่ีกาหนดและบทรอ้ ยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจและนาไปใชอ้ า้ งอิง

สาระการเรยี นรูป้ ระจาหน่วย จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

๑. ความรเู้ กี่ยวกบั สามคั คีเภทคาฉนั ท์ ๑. อธิบายความรูเ้ กีย่ วกบั สามคั คเี ภทคาฉนั ทไ์ ด้
๒. เน้ ือหาเรอ่ื งสามคั คีเภทคาฉนั ท์ ๒. ศึกษาเน้ ือหาเรื่องสามคั คีเภทคาฉนั ทอ์ ยา่ งเขา้ ใจ
๓. คุณค่าของเรื่องสามคั คีเภทคาฉนั ท์ ๓. วเิ คราะหค์ ุณค่าจากเร่อื งสามคั คเี ภทคาฉนั ทไ์ ด้
๔. การแต่งคาประพนั ธป์ ระเภทฉนั ท์ ๔. แตง่ คาประพนั ธป์ ระเภทฉนั ทไ์ ด้

ผงั ความคดิ ประจาหน่วย

สามคั คเี ภทคาฉนั ท์

ความรูเ้ กี่ยวกบั เน้ ือหา คณุ ค่าของ การแตง่ คาประพนั ธ์
สามคั คีเภทคาฉนั ท์ สามคั คีเภทคาฉนั ท์ สามคั คีเภทคาฉนั ท์ ประเภทฉนั ท์

ประวตั ิผแู้ ต่ง เน้ ือหา คุณคา่ ความรูเ้ กย่ี วกบั
ดา้ นเน้ ือหา งานประพนั ธ์
ลกั ษณะคาประพนั ธ์ อภิธานศพั ท์
คุณค่า ความรูเ้ บ้ อื งตน้
ท่ีมาของเรื่อง บทอาขยาน ดา้ นสงั คม เกี่ยวกบั ฉนั ท์

คุณค่า การแต่ง
ดา้ นวรรณศิลป์ อินทรวิเชยี รฉนั ท์ ๑๑

ความรูป้ ระกอบ การแต่ง
วสนั ตดิลกฉนั ท์ ๑๔
เน้ ือเรื่องย่อ
การแต่ง
มาณวกฉนั ท์ ๘

การแต่ง
วิชชุมมาลาฉนั ท์ ๘



ความรูเ้ ก่ียวกบั สามคั คีเภทคาฉนั ท์

สามคั คีเภทคาฉันท์ เป็ นวรรณคดีคาฉันท์ขนาดส้นั แต่ไดร้ บั การยกยอ่ งว่าแต่งดี มีความงดงาม
ทางวรรณศิลป์ และสอดแทรกขอ้ คิดคติธรรมที่ผูอ้ ่านสามารถนาไปประยุกต์ใชเ้ พ่ือเป็ นประโยชน์แก่
ส่วนรวม เป็ นนิทานสุภาษิต ว่าดว้ ย "โทษแห่งการแตกสามคั คี" ลกั ษณะเด่นของสามคั คีเภทคาฉันท์
เป็ นคาฉนั ท์ที่มีความงดงามใชถ้ อ้ ยคาอย่างละเมียดละไม โอ่อ่า อลงั การในการใชแ้ บบแผนฉนั ทลกั ษณ์
ของกาพยแ์ ละฉันท์ ใหอ้ ารมณ์ความรูส้ ึกสอดคลอ้ งกับเน้ ือหา อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็ นเร่ืองน่าหวาดกลัว
เกร้ ียวกราด ตกใจ ผาดโผน อ่อนไหวโน้มน้าใจ หรือเศรา้ สงั เวช จนกล่าวไดว้ า่ เอกภาพของเน้ ือหาและ
รูปแบบฉันทลักษณ์ในสามัคคีเภทคาฉันท์น้ันแต่งได้ดีย่ิงควรเป็ นแบบอย่างในการศึกษาเรียนรู้
วรรณศิลป์ และด้วยข้อคิดหลักธรรมสาคัญด้านความสามัคคี จึงได้รับการคัดเลือกเป็ นหนังสือ
ประกอบการเรยี นภาษาไทยดว้ ย ในเบ้ อื งตน้ ผูเ้ รียนควรศึกษาความรเู้ กีย่ วกบั สามคั คเี ภทคาฉนั ท์ ดงั น้ ี

๑. ประวตั ิผแู้ ตง่ สามคั คีเภทคาฉนั ท์

สามัคคีเภทคาฉันท์น้ ี แต่งโดยนายชิต บุรทัต เป็ นบุตรของ
นายชูและนางปริก สกุลเดิม ชวางกูร เกิด ๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๕ ภรรยา
ชอื่ นางจนั ไดร้ บั พระราชทานนามสกุลใหมว่ า่ บรุ ทตั เม่อื พ.ศ.๒๔๕๙

นายชิต บุรทัต ไดร้ ับการศึกษาเบ้ ืองตน้ จากบิดา และศึกษาต่อที่
โรงเรียนวดั ราชบพิธและโรงเรียนวดั สุทศั นเทพวราราม แลว้ ไดบ้ รรพชาเป็ น
สามเณรท่ีวดั ราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ต่อมาไดล้ าสิกขาบทไป ๒ ปี แลว้ จึง
กลับมาบรรพชาใหม่ที่วดั เทพศิรินทราวาส และไปจาพรรษาท่ีวดั บวรนิเวศ
วิหาร ระหว่างบวชเรียนไดศ้ ึกษาจนจบหลักสูตรนักธรรมประโยคช้ันสอง
เป็ นผูร้ ูภ้ าษาบาลีสันสกฤตเป็ นอย่างดี และทาหน้าที่เป็ นเลขานุการของ ภาพ ๑ นายชิต บุรทตั
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ต่อมาไดอ้ ุปสมทบเป็ นพระภิกษุ โดยมีสมเด็จ
พระสงั ฆราช กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเป็ นองคอ์ ปุ ัชฌาย์ จากน้ันไดล้ าสกิ ขาบท เมือ่ พ.ศ.๒๔๕๖

นายชิต บุรทัต สนใจงานการประพันธ์ต้ังแต่คร้ังเป็ นสามเณร โดยไดร้ ับอาราธนาจากองค์
สภานายกหอสมุดวชิรญาณ ใหร้ ่วมแต่งคาฉันท์สมโภชมหาเศวตฉัตร ในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล
รชั กาลท่ี ๖ เมื่อลาสิกขาบทไดท้ างานหนังสือพิมพศ์ รีกรุง พิมพไ์ ทย โฟแท็กซ์ ไทยหนุ่ ม เทอดไทย โดย
ใชน้ ามปากกา เอกชน เจา้ เงาะ แมวคราว ผลงานการประพนั ธ์ท่ีสาคัญ คือ สามคั คีเภทคาฉันท์ และ
กรุงเทพฯ คาฉนั ท์

นายชิต บรุ ทตั มีฝีมือเชยี่ วชาญในการแต่งคาประพนั ธป์ ระเภทฉนั ท์ โดยเฉพาะการเลือกฉันท์
ชนิดต่าง ๆ มาใชส้ ลบั กันอย่างเหมาะสมกับเน้ ือเร่ืองและลีลาของแต่ละตอน จนไดร้ ับการยกย่องว่ามี
ความไพเราะ งดงาม เป็ นท่ีนิยมอ่านและจดจากนั ตลอดมา

นายชิต บุรทตั ถึงแก่กรรมเมื่อวนั ที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๘๕ รวมอายุได้ ๕๐ ปี

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๒. ลกั ษณะคาประพนั ธข์ องสามคั คีเภทคาฉนั ท์

วรรณคดีคาฉนั ท์ หมายถึงคาประพนั ธท์ ่ีผูแ้ ต่งใชค้ าประพนั ธ์ ๒ ชนิด รอ้ ยกรองรวมกนั คอื
ฉนั ทแ์ ละกาพย์ ไม่จากดั ชนิด แตง่ ผูแ้ ต่งพจิ ารณาลีลาของฉันทใ์ หเ้ หมาะสมกบั เน้ ือเรือ่ ง สามคั คเี ภทคา
ฉนั ท์ แต่งดว้ ยคาประพนั ธป์ ระเภทฉนั ท์ ๑๙ ชนิด กาพย์ ๑ ชนิด ดงั น้ ี

(๑) สทั ทุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ เป็ นฉันท์ท่ีมีลีลาการอ่านสง่า เคร่งขรึม มีอานาจดุจเสือผยอง
ใชส้ าหรบั แต่งสาหรบั บทไหวค้ รู บทสดุดี ยอพระเกยี รติ

(๒) วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ เป็ นฉันท์ท่ีมีลีลาไพเราะ งดงาม เยือกเย็นดุจเม็ดฝน ใชส้ าหรับ
บรรยายหรอื พรรณนาช่นื ชมส่งิ ท่ีสวยงาม

(๓) อปุ ชาติฉนั ท์ ๑๑ นิยมแตง่ สาหรบั บทเจรจาหรอื บรรยายความเรยี บ ๆ
(๔) อีทิสงั ฉนั ท์ ๒๐ เป็ นฉันทท์ ่ีมีจงั หวะกระแทกกระน้ัน เกร้ ียวกราด โกรธแคน้ และอารมณ์
รุนแรง เช่น รกั มาก โกรธมาก ต่ืนเตน้ คกึ คะนอง หรอื พรรณนาความสบั สน
(๕) อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็ นที่มีลีลาสวยงามดุจสายฟ้าพระอินทร์ มีลีลาอ่อนหวานใช้
บรรยายความหรือพรรณนาเพ่อื โน้มน้าวใจใหอ้ ่อนโยน เมตตาสงสาร เอน็ ดู ใหอ้ ารมณเ์ หงาและเศรา้
(๖) วิชชุมมาลาฉนั ท์ ๘ เป็ นฉนั ทท์ ่ีเป็ นระเบยี บแห่งสายฟ้า ที่ใชใ้ นการบรรยายความ
(๗) อินทรวงศฉ์ นั ท์ ๑๒ เป็ นฉนั ทท์ ่ีมีลีลาคลา้ ยกลบทสะบดั สะบ้ งิ ใชบ้ รรยายหรอื พรรณนา
(๘) วงั สฏั ฐฉนั ท์ ๑๒ เป็ นฉนั ทท์ ่ีมสี าเนียงอนั ไพเราะเหมอื นเสยี งปี่
(๙) มาลนิ ีฉนั ท์ ๑๕ เป็ นฉนั ทท์ ี่ใชแ้ ตง่ กลบทหรือบรรยายความท่ีเครง่ ขรมึ เป็ นสงา่
(๑๐) ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ เป็ นฉันท์ที่มีลีลางามสง่าดุจงูเล้ ือย นิยมใชแ้ ต่งบทท่ีดาเนิน
เร่ืองอยา่ งรวดเร็วและคึกคกั
(๑๑) มาณวกฉนั ท์ ๘ เป็ นฉนั ทท์ ่ีมลี ีลาผาดโผน สนุกสนาน ร่าเรงิ และต่ืนเตน้ ดุจชายหนุ่ม
(๑๒) อเุ ปนทรวิเชียรฉ์ นั ท์ ๑๑ เป็ นฉนั ทท์ ี่มีความไพเราะใชใ้ นการบรรยายบทเรียบ ๆ
(๑๓) สัทธราฉันท์ ๒๑ เป็ นฉันท์ที่ใชส้ าหรับแต่งคานมสั การ อธิษฐาน ยอพระเกียรติ หรือ
อญั เชิญเทวดา ใชแ้ ตง่ บทส้นั ๆ
(๑๔) สาลินีฉนั ท์ ๑๑ เป็ นบทที่มีคาครุมาก ใชบ้ รรยายบทที่เป็ นเน้ ือหาสาระเรียบ ๆ
(๑๕) อุปัฎฐติ าฉนั ท์ ๑๑ เป็ นฉนั ทท์ ่ีเหมาะสมสาหรบั ใชบ้ รรยายบทเรยี บ ๆ
(๑๖) โตฏกฉนั ท์ ๑๒ เป็ นฉนั ทท์ ี่มีลีลาสะบดั สะบ้ งิ เหมือนประตกั แทงโค ใชแ้ ต่งกบั บทท่ีแสดง
ความโกรธเคือง รอ้ นรน หรือสนุกสนาน คกึ คะนอง ต่ืนเตน้ และเรา้ ใจ
(๑๗) กลมฉันท์ ๑๒ เป็ นฉันท์ที่มีความไพเราะงดงามเหมือนดังดอกบวั ใชก้ บั บทท่ีมีความ
ต่ืนเตน้ เล็กนอ้ ยและใชบ้ รรยายเรื่อง
(๑๘) จิตรปทาฉนั ท์ ๘ เป็ นฉนั ทท์ ี่เหมาะสาหรบั บทน่ากลวั เอะอะ เกร้ ยี วกราด ต่ืนเตน้ ตกใจ
(๑๙) สุรางคนางคฉ์ ันท์ ๒๘ มีลกั ษณะการแต่งคลา้ ยกบั กาพยส์ ุรางคนางค์ ๒๘ แต่ต่างกันท่ี
มีขอ้ บังคับ ครุ ลหุ เพ่ิมข้ ึนมา ทาใหเ้ กิดความไพเราะมากยิ่งข้ ึน เหมาะสาหรับขอ้ ความที่คึกคัก
สนุกสนาน โลดโผน ต่ืนเตน้
(๒๐) กาพยฉ์ บงั ๑๖ เป็ นกาพยท์ ี่ลีลาสง่างาม ใชบ้ รรยายความงาม ดาเนินเรอ่ื งอยา่ งรวดเร็ว

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๓. ทมี่ าของเรอ่ื งสามคั คีเภทคาฉนั ท์

สามคั คีเภทคาฉันท์ มีเคา้ ท่ีมาของเร่ืองจากคัมภีรพ์ ระไตรปิ ฎก จาก
สุมงั คลวิลาสินี อรรถกถาทีฑนิกายมหาวรรค ตอนตน้ ในมหาปรินิพพานสูตร
วรรณคดีคาฉันท์เร่ืองน้ ีแต่งเสร็จโดยใชเ้ วลาเพียง ๓ เดือน และขณะที่นายชิต
บรุ ทตั มอี ายุประมาณ ๒๒ ปี เทา่ น้ัน ในปี ๒๔๕๗

แรงบนั ดาลใจของการแต่งสามคั คีเภทคาฉันท์มีมูลเหตุจาก ชติ บุรทตั
ไดอ้ ่านพระราชนิพนธ์คานาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจา้ อยู่หัว
(รัชกาลที่ ๖) ในอิลราชคาฉันท์ บทประพันธ์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร
(ผัน สาลกั ษณ) ใจความวา่ “ทรงเปิ ดโอกาสใหแ้ ก่ผูส้ นใจในทางการประพนั ธ์
รอ้ ยกรองแต่งหนังสือข้ ึนทูลเกลา้ ฯ ถวายใหต้ รวจแกช้ ้ ีแนะเพ่ือประโยชน์แก่การ ภาพ ๒ พระบาทสมเด็จ
ประพนั ธ์กวีนิพนธ์ของไทย” เป็ นแรงผลกั ดน้ ให้ ชิต บุรทตั ปรารถนาที่จะแต่ง พระมงกุฏเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
หนังสือตาบแบบเพ่ือข้ ึนถวายใหท้ อดพระเนตร แต่หลงั จากแต่งสามคั คีเภทคา (รชั กาลที่ ๖)
ฉนั ทเ์ สร็จสมบูรณแ์ ลว้ กลบั ไมไ่ ดน้ าข้ นึ ทลู เกลา้ ฯ

สามคั คีเภทคาฉันท์ไดต้ ีพิมพค์ ร้งั แรกในปี ๒๔๕๘ โดยหนังสือพิมพ์
ไทย จานวน ๕๐๐ เล่ม หลังจากการออกจาหน่าย หนังสือสามัคคีเภทคา
ฉนั ท์ไดร้ บั การตอบรบั จากผูอ้ ่านอยา่ งมาก ชิต บุรทตั จึงมอบสามคั คีเภทคา
ฉนั ทใ์ หเ้ ป็ นสมบตั ิของหอพระสมุดวชิรญาณ เมอื่ วนั ที่ ๑ ธนั วาคม ๒๔๕๘

ต่อมาในปี ๒๔๗๑ กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ ใน
ปัจจุบนั ) ไดป้ ระกาศใหส้ ามคั คีเภทคาฉันทเ์ ป็ นหนังสือกวีนิพนธ์บงั คบั เรียน
เรม่ิ ใชต้ ้งั แตป่ ี ๒๔๗๒ ซ่งึ ขณะน้ัน ชติ บุรทตั มีอายุประมาณ ๓๖ ปี ดว้ ยความ
ชานาญและเชี่ยวชาญการแต่งฉันท์ที่มีมากข้ ึน จึงไดต้ รวจแกไ้ ขขัดเกลาคา

ภาพ ๓ พระยาศรสี นุ ทร

ฉนั ทเ์ รอ่ื งน้ ีอยา่ งละเอยี ด มีการปรบั แกค้ า แกค้ วาม ลีลาจงั หวะ สมั ผสั รวมท้งั

โวหาร (ผนั สาลกั ษณ)

ตวั สะกดการนั ต์ ทาใหส้ ามคั คีเภทคาฉนั ท์
สานวนใหม่ของกระทรวงธรรมการที่ใชเ้ ป็ นหนังสือเรียนกวีนิพนธ์ มี
ความแตกต่างไปจากสานวนเดิมท่ีไดม้ อบใหแ้ ก่หอพระสมุดวชิรญาณ
ไมน่ อ้ ย และยึดการใชส้ านวนใหม่ท่ีปรบั ปรุงน้ ีในการตีพิมพเ์ ร่ือยมา

อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรในฐานะเจ้าของกรรมสิทธ์ิ
สามคั คีเภทคาฉันท์ ฉบบั สานวนแรก (พ.ศ. ๒๔๕๗) เป็ นผูอ้ นุญาต
ใหส้ านักพิมพต์ ีพิมพส์ านวนน้ ีหลายครง้ั โดยไม่ไดร้ ะบุความแตกต่าง
ของสานวนท่ีใชเ้ ป็ นแบบของกระทรวงศึกษาธิการ จนเวลาล่วงกว่า
๙๐ ปี พ.ศ.๒๕๔๖ ไดม้ ีส่ือมวลชนต้ังขอ้ สงั เกต จึงเป็ นตน้ เหตุใหเ้ กิด
การสอบชาระและพิจารณาขอ้ มูลของสามัคคีเภทคาฉันท์ จนพบ
ขอ้ เท็จจริงว่าสามัคคีเภทคาฉันท์น้ ีมี ๒ สานวน โดยฉบับของกรม

ภาพ ๔ ตวั อยา่ งแบบเรยี นกวีนิพนธ์

ศิลปากรเป็ นสานวนแรก และฉบบั กระทรวงศึกษาธิการเป็ นสานวน

สามคั คเี ภทคาฉนั ท์

ปรบั ปรุง โดยใชใ้ นการเรียนการสอนภาษาไทยมาจนถึงปัจจุบนั

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๔. ความรูป้ ระกอบเร่ืองสามคั คีเภท

๔.๑ ความหมายของสามคั คีเภท
ความหมายของคาว่า “สามัคคีเภท” เป็ นคาสมาส ระหว่าง “สามัคคี” และ “เภท” คาว่า
“เภท” มีความหมายวา่ การแตกแยก ดงั น้ัน “สามคั คเี ภท” จงึ หมายถึง “การแตกความสามคั ค”ี

๔.๒ หลกั ธรรมทปี่ รากฏในสามคั คีเภทคาฉนั ท์
อปริหานิยธรรม ๗ เป็ นหลกั ธรรมสาคญั ท่ีแควน้ วชั ชียึดมนั่ ปฏิบตั ิ โดยพระพุทธเจา้ ทรงเทศนา
แกเ่ หล่ากษตั รยิ ล์ ิจฉวี เม่ือคร้งั เสร็จมายงั กรุงเวสาลี ประกอบดว้ ย ๗ ประการ ไดแ้ ก่

๑) หมนั่ ประชุมกนั เนืองนิตย์
๒) พรอ้ มเพรยี งกนั ประชุม พรอ้ มเพรยี งกนั เลิกประชุม พรอ้ มเพรียงกนั ทากิจท่ีพึงทา
๓) ไม่บญั ญตั ิส่งิ ท่ีมไิ ดบ้ ญั ญตั ิเอาไว้ ไม่ลม้ ลา้ งส่ิงที่บญั ญตั ิไว้ ถือปฏิบตั ิมนั่ ที่วางไวเ้ ดิม
๔) เคารพนับถือผูใ้ หญ่ท่านเหลา่ น้ัน เห็นถอ้ ยคาของทา่ นวา่ เป็ นสิ่งอนั ควรรบั ฟัง
๕) บรรดากุลสตรี กุลกุมารที ้งั หลายใหอ้ ยดู่ ีโดยมิถูกข่มเหงหรือฉุดคร่าขืนใจ
๖) เคารพสักการะบูชาเจดียท์ ้ังหลายท้ังภายในและภายนอก ไม่ปล่อยใหท้ ี่เคยทาแก่

เจดียเ์ หล่าน้ันเส่ือมทรามไป
๗) จดั ใหค้ วามอารกั ขา คุม้ ครอง ป้องกนั อนั ชอบธรรมแก่พระอรหนั ต์ท้ังหลาย ต้งั ใจ

วา่ ขอพระอรหนั ตท์ ้งั หลายที่ยงั มไิ ดม้ าพงึ มาสู่ ที่มาแลว้ กพ็ ึงอยูโ่ ดยผาสุก

๔.๓ การปกครองของกษัตริยใ์ นสามคั คเี ภทคาฉนั ท์
ในคร้งั พุทธกาล แควน้ มคธ มกี รุงราชคฤหเ์ ป็ นเมืองหลวง พระเจา้ พิมพสิ ารเป็ นพระมหากษัตริย์
ปกครอง มีพระราชโอรสองคใ์ หญ่ทรงพระนามวา่ อชาตศตั รู พระเจา้ อชาตศตั รูน้ ีถูกพระเทวทตั ยุใหก้ บฏ
ชิงราชสมบัติ อยู่มาวันหน่ึง เจา้ ชายเหน็บกริชลอบเขา้ ไปจะสังหารพระราชบิดา เมื่อถูกจับไดก้ ็รับ
สารภาพว่าจะสังหารเพื่อไดร้ าชสมบัติ พระเจา้ พิมพิสารไดพ้ ระทานอภัยโทษและยกราชสมบัติให้
เมื่อก่อนพุทธปรินิพพาน ๘ ปี หรือก่อน พ.ศ. ๙ แต่พระเจา้ อชาตศัตรูหวาดระแวงว่าพระราชบิดาจะ
เปลี่ยนพระทยั จึงสงั่ ใหอ้ ามาตยจ์ บั ไปขงั ไวบ้ นภูเขาคิชฌกูฏ และถกู ทรมานจนสวรรคคต
แควน้ วัชชี มีกรุงเวสาลีเป็ นเมืองหลวง และมีพรมแดนติดต่อกับแควน้ มคธ กษัตริย์ลิจฉวี
ผลัดเปล่ียนกนั ปกครองโดยระบอบสามคั คีธรรม มีรฐั สภาเป็ นที่ประชุมปรึกษาราชการแผ่นดิน และมี
หลกั ธรรมในการปกครอง ๗ ประการ เรยี กวา่ “อปรหิ านิยธรรม” ฉะน้ัน แมแ้ ควน้ วชั ชีจะเล็กกว่าแควน้
มคธ กม็ ีความเจริญรุง่ เรอื งและสามคั คีกนั ไม่น้อยกวา่ แควน้ มคธ

แควน้ เมืองหลวง ผปู้ กครอง
แควน้ มคธ กรุงราชคฤห์ พระเจา้ อชาตศตั รู
แควน้ วชั ชี เวสาลี / ไวสาลี / ไพศาลี เหลา่ กษัตรยิ ล์ จิ ฉวี

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



แควน้ มคธ มีกรุงราชคฤห์

เป็ นเมืองหลวง เป็ นมหาอาณาจกั ร

บนลุ่มแม่น้ าคงคา พระเจ้าพิม

พิสารเป็ นพระมหากษัตริยป์ กครอง

โดยสมบูรณาญาสิทธิราช ในทาง

พุทธศาสนากล่าววา่ พระมเหสีของ

พระองค์เป็ นพระราชธิดาของพระ

เจา้ มหาโกศล และเป็ นพระกนิษฐ

ภคินีของพระเจา้ ปเสนทิโกศล แห่ง

กรุงสาวตั ถี แควน้ โกศล

เจา้ อชาตศัตรูน้ ีนัยว่านับ

ถือศาสนาเชน ไม่ได้นับถือพุทธ

เหมือนพระราชบิดา จึงถูกพระ

เทวทัตยุใหช้ ิงราชสมบัติ ทรมาน

ภาพ ๕ แผนที่ชมพทู วีปในสมยั พทุ ธกาล พระเจา้ พิมพสิ ารจนสวรรคต

นับแต่พระราชบิดาสวรรคต พระเจา้ อชาตศัตรูทรงบรรทมไม่หลับ ทรงสะดุง้ พระทัยยิ่งนัก

หลงั จากทรงสดับว่าพระเทวทัตถูกธรณีสูบ คิดว่าตัวเราจะถูกแผ่นดินสูบดว้ ย นับจากวนั น้ันพระองค์ก็

ไม่ไดร้ ับความสุขในราชสมบัติ ไม่ยินดีบนแท่นบรรทม เหมือนนอนอยู่บนแผ่นเหล็กรอ้ น ความสงบ

พระทยั แมส้ กั ครหู่ นึ่งก็ไม่มีแก่พระองค์ อรรถกถากล่าววา่ ราชวงศพ์ ระเจา้ พมิ พสิ าร เกดิ เหตุการณ์ลูกฆ่า

พ่อ (ปิ ตุฆาต) ถึง ๕ ครง้ั คอื

๑. พระเจา้ พิมพสิ าร ถกู ฆา่ โดย พระเจา้ อชาตศตั รู ผูเ้ ป็ นราชโอรส

๒. พระเจา้ อชาตศตั รู ถูกฆ่าโดย พระเจา้ อุทยั ผูเ้ ป็ นราชโอรส

๓. พระเจา้ อุทยั ถูกฆา่ โดย พระเจา้ มหามณุ ฑกิ ะ ผูเ้ ป็ นราชโอรส

๔. พระเจา้ มหามณุ ฑิกะ ถกู ฆา่ โดย พระเจา้ อนุรุทธะ ผูเ้ ป็ นราชโอรส

๕. พระเจา้ อนุรุทธะ ถกู ฆ่าโดย พระเจา้ นาคทาสะ ผูเ้ ป็ นราชโอรส

พวกชาวเมืองมคธเห็นว่าราชวงศ์น้ ีเป็ นราชวงศ์ลา้ งตระกูล ไม่มีประโยชน์ที่จะใหป้ กครอง

บา้ นเมืองอกี จึงชว่ ยกนั ฆ่าพระเจา้ นาคทาสะเพอ่ื ลม้ ลา้ งราชวงศน์ ้ ี

ผลกรรมจากการปิ ตุฆาตของพระเจา้ อชาตศตั รู ถือเป็ นหน่ึงในการทาอนันตริยกรรม กรรมหนัก

ที่สุด มี 5 อยา่ ง คือ มาตุฆาต ปิ ตุฆาต อรหนั ตฆาต โลหติ ุปบาท และสงั ฆเภท คมั ภีรส์ ุมงั คลวลิ าสินี อาส

วกั ขยญาณกถา ระบวุ า่ พระเจา้ อชาตศตั รูหลงั จากสวรรคตไดไ้ ปเกิดในโลหกุมภีนรก ใชเ้ วลาสามหมื่นปี

จึงจะจมลงถึงพ้ ืนล่างของโลหกุมภี และใชเ้ วลาอีกสามหม่ืนปี จึงจะโผล่ข้ ึนมาถึงปากโลหกุมภี รวม

ระยะเวลาชดใชก้ รรมถึงหกหม่ืนปี แต่ในอนาคตพระองคจ์ ะไดต้ รสั รูเ้ ป็ นพระปัจเจกพุทธเจา้ พระนามว่า

"ชีวติ วเิ สส" ปรากฏในพระสุตตนั ตปิ ฏก ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค สามญั ญผลสูตร

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๕. เรอื่ งยอ่ สามคั คีเภทคาฉนั ท์

พระเจา้ อชาตศตั รูมกี รณีพพิ าทเป็ นประจากบั กษตั รยิ ล์ ิจฉวี จึงทรงวางแผนสงครามมาโดยตลอด

แต่ถึงอย่างไร ๆ พระเจา้ อชาตศตั รูก็ยงั ไม่สามารถเอาชนะแวน้ วชั ชีได้ เมื่อพระเจา้ อชาตศตั รูเสวยราชย์

ได้ ๗ ปี (ก่อนพุทธปรินิพพาน ๑ ปี ) ทรงใชว้ สั สการพราหมณ์ใหไ้ ปเฝ้าเยี่ยมพระพุทธเจา้ แทนพระองค์

บนเขาคิชฌกูฏ ใหท้ ูลถามถึงความทุกข์สุขก่อนแลว้ ใหก้ ราบทูลถึงพระราชดาริของพระองค์ที่จะโจมตี

แควน้ วชั ชี และเมื่อพระพุทธองคร์ บั สงั่ อยา่ งไรน้ัน ใหจ้ ามากราบทลู อยา่ งน้ัน

เมื่อวัสสการพราหมณ์ไปเฝ้ากราบทูลตามพระราชบัญชาแลว้ พระพุทธเจา้ จึงตรัสถามพระ

อานนทว์ า่ ชาววชั ชยี งั ประพฤติอปรหิ านิยธรรม ๗ ประการอยูห่ รือ พระอานนทก์ ็กราบทูลวา่ ไดย้ ินว่าเขา

ยงั ประพฤติกนั อยู่ พระองคจ์ ึงตรสั ต่อไปวา่ ไดท้ รงแสดงธรรมท้งั ๗ น้ ีแกก่ ษตั รยิ ล์ ิจฉวีที่กรุงเวสาลีวา่ เป็ น

ความเจริญไม่มีความเสื่อมเลย วสั สการพราหมณไ์ ดฟ้ ังอยา่ งน้ันจึงกราบทูลว่า แมเ้ พียงขอ้ เดียวเท่าน้ัน

ก็มีความเจริญไม่มีความเส่ือมเลย เพราะฉะน้ัน พระเจา้ อชาตศัตรูจึงไม่ควรทาการรบกับพวกวัชชี

นอกจากรอมชอม หรือการทาลายสามคั คีธรรมของกษัตริยล์ ิจฉวีเสียก่อน เมื่อกราบทูลความคิดเห็น

อยา่ งน้ ีแลว้ กท็ ูลลาไป

เม่ือวสั สการพราหมณ์กลับไปแลว้ พระพุทธองคจ์ ึงทรงเรียกประชุมสงฆแ์ สดงภิกขุอปริหานิย

ธรรมสูตร (มีลกั ษณะคลา้ ยวชั ชีอปรหิ านิยธรรมสูตร) เมื่อประทบั ท่ีเขาคชิ ฌกูฏพอสมควรแลว้ รอนแรม

ไปโดยลาดับจนถึงกรุงเวสาลี ประทับจาพรรษาสุดทา้ ยท่ีนัน่ ต่อจากน้ันก็เสด็จไปปรินิพพานที่อุทยาน

สาลวนั กรุงกุสนิ ารา แควน้ มลั ละ

ฝ่ ายพระเจา้ อชาตศตั รูเม่ือไดท้ ราบอยา่ งน้ันแลว้

จึงไม่กลา้ โจมตีแควน้ วัชชี แต่ปรึกษากับวัสสการพรา

หมณ์ออกอุบายทาลายความสามัคคีของกษัตริย์ลิจฉวี

โดยแกลง้ ลงโทษวสั สการพราหมณ์แลว้ เนรเทศเขา้ ไปใน

แควน้ วัชชี หลังจากน้ันวัสสการพราหมณ์จึงไดด้ าเนิน

อบุ ายเพอื่ ทาลายความพรอ้ มเพรียงและความสามคั คีกนั

ของกษตั ริยล์ ิจฉวี โดยวสั สการพรามหณค์ อยสง่ เสรมิ เหตุ

แห่งการทะเลาะวิวาทใหบ้ ังเกิดข้ ึนในหมู่ราชกุมารอยู่

เนืองนิตย์ จนกระทงั่ ที่สุดราชกุมารทุกองคก์ ็แตกสามคั คี

เป็ นเหตุใหว้ ิวาทกัน ความแตกรา้ วก็ลามไปถึงบรรดา ภาพ ๖ แผนการกลอบุ ายของวสั สการพราหมณ์

พระราชบิดาผูซ้ ่ึงเชื่อถอ้ ยคาโอรสของตน หลังจากเวลา และพระเจา้ อชาตศตั รู

ผ่านไป ๓ ปี ความสามคั คีก็ถูกทาลายจนส้ นิ วสั สการพราหมณจ์ ึงใหล้ อบไปกราบทลู พระเจา้ อชาตศตั รู

พระเจา้ อชาตศตั รูกก็ รธี าทพั สู่เมอื งเวสาลี เมื่อพวกชาวเมอื งเวสาลีตกใจกลวั ภยั มขุ มนตรีจึงไดต้ ี

กลองใหบ้ รรดากษตั ริยล์ ิจฉวมี าประชุมเพอื่ ยกทพั เขา้ ต่อสศู้ ึก แต่เหลา่ กษัตรยิ ล์ ิจฉวีไม่มผี ูใ้ ดเขา้ ที่ประชุม

แมแ้ ต่คนเดียว อีกท้งั ประตูเมืองก็ไม่มีใครสงั่ ปิ ด พระเจา้ อชาตศตั รูจึงสามารถยดึ ครองเวสาลีไดโ้ ดยงา่ ย

(หลงั พทุ ธปรินิพพาน ๒ ปี ) แควน้ วชั ชกี ็ตกอยภู่ ายใตก้ ารครอบครองของพระเจา้ อชาตศตั รแู ตน่ ้ันมา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



เน้ ือเร่อื งสามคั คเี ภทคาฉนั ท์

๑. สามคั คีเภทคาฉนั ท์

วสนั ตดิลกฉนั ท์ ๑๔ ติยรชั เกรียงไกร
๏ โบราณกาลบรมขตั ยอชาตศตั รู
ทา้ วทรงพระนามอภิไธ อภิเษกประสิทธ์ิภู
๏ ครองเขตมเหศวรเอก รณบรรพป์ ระเพณี
อาณาปวตั น์ลุบริบู ชคฤหฐ์ านบรุ ี
๏ แวน่ แควน้ มคธนครรา ทศธรรมจรรยา
สืบราชวตั วทิ ทวี คุณภาพพระเมตตา
๏ เล่ืองหลา้ มหาอุดมลาภ ทรบุตรธิดาตน
แผ่เพยี งชนกกรุณอา ภพภูมมิ ณฑล
๏ โปรง่ ปรดี ิปราศอริรปิ ู สุขภทั รนานา
เปรมโสตถิภาพพิพิธผล สุนิวาสน์วโรฬาร์
๏ อาพนพระมนทิรพระราช หริ ภาคกพ็ ึงชม
อพั ภนั ตรไพจติ รและพา นมหาพมิ านรมย์
๏ เล่หเ์ ล่ือนชะลอดุสติ ฐา ผิจะเทียบก็เทียมทนั
มารงั สฤษฎพ์ ศิ นิยม วะวะวบั สลบั พรรณ
๏ สามยอดตลอดระยะระยบั จะเยาะยวั่ ทิฆมั พร
ชอ่ ฟ้าตระการกลจะหยนั นภศูลประภสั สร
๏ บราลีพิลาศศุภจรูญ ดุจกวกั นภาลยั
หางหงสผ์ จงพิจติ รงอน พิศสุกอร่ามใส
๏ รอบดา้ นตระหงา่ นจตุรมุข ฑรุ ยพ์ ร่างพะแพรวพราย
กาญจน์แกมมณีกนกไพ ฉลุลกั ษณเ์ ฉลาลาย
๏ บานบฏั พระบญั ชรสลกั ระกะดาษประดิษฐด์ ี
เพดานกด็ ารกะประกาย ก็มลงั เมลืองศรี
๏ เพง่ ภาพตลอดตะละผนัง ชิวแมน่ กมลครองฯ
มองเหน็ สิเด่นประดุจมี

กาพยฉ์ บงั ๑๖ พราหมณน์ ามวสั สการ
๏ อนั อคั รปุโรหติ าจารย์
ฉลาดเฉลียวเชี่ยวชิน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๐

๏ กลเวทโกวิทจิตจนิ ต์ สาแดงแจง้ ศิล
ปศาสตรก์ จ็ บสบสรรพ์ ลภใครไป่ ทนั
ทรงจินตนาการ
๏ เป็ นมหาอามาตยร์ าชวลั กฎไผทไพศา
ไป่ เทียมไป่ เทียบเปรยี บปาน ธาทพั โยธี
กลบั ยง้ั หยงั่ ใน
๏ สมยั หนึ่งจึ่งพระภูมิบาล ฤๅแพแ้ ลเลง
จะแผ่อานาจอาณา ทาศึกรวนเร
วนศพั ทส์ าเนา
๏ ใหร้ าบปราบเพื่อเก้ ือปรา บดีสีมา
ลรฐั จงั หวดั วชั ชี ท้งั น้ันมนั่ คง
ใชเ่ หตุแห่งหานิย์
๏ หวงั พระหฤทยั ใครก่ รี ปรกึ ษากนั ไป
กระทาประยทุ ธช์ งิ ชยั พรอ้ มพรกั พรรคคุม
มาจารตี จา
๏ คร้นั ทรงดารติ ริไป โอวาทศาสน์แสดง
มนัสมแิ น่แปรเกรง

๏ หากหกั จกั ไดช้ ยั เชวง
พะวา้ พะวงั ลงั เล

๏ ไป่ อาจสามารถทุ่มเท
พระราชหฤทยั ใชเ่ บา

๏ ดว้ ยเหตุพระองคท์ รงเสา
ระเบง็ ระบอื ลือชา

๏ วา่ กษตั รยิ ว์ ชั ชบี รรดา
เกษตรประเทศทุกองค์

๏ อปริหานิยธรรมธารง
มโิ กรธมกิ า้ วรา้ วฉาน

๏ เพ่ือธรรมดาเนินเจริญการณ์
เจด็ ขอ้ จะคดั จดั ไข

๏ หนึ่ง เมอ่ื มีราชกิจใด
บ่วายบห่ น่ายชุมนุม

๏ สอง ยอ่ มพรอ้ มเลิกพรอ้ มประชุม
ประกอบ ณ กิจควรทา

๏ สาม น้ันยึดมนั่ ในสมั
ประพฤติมติ ัดดดั แปลง

๏ สี่ ใครเป็ นใหญไ่ ดแ้ จง
กย็ อมและนอ้ มบชู า

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๑

๏ หา้ น้ันอนั บุตรภริยา แห่งใครไป่ ปรา
รภประทุษข่มเหง มิยา่ ยาเยง
ในรฐั วชั ชี
๏ หก ที่เจดียค์ นเกรง สามคั คธี รรม์
กเ็ ซน่ กส็ รวงบวงพลี สดบั สรรพคดี
รบเรา้ เอาตาม
๏ เจ็ด พระอรหนั ตอ์ นั มี รอก่อนผ่อนหา
กค็ ุม้ ก็ครองป้องกนั

๏ สปั ดพธิ นิติคตินิรนั ดร์
ณราชยน์ ริศลิจฉวี

๏ อชาตศตั รูภูมี
ดงั่ น้ันกค็ รนั่ ครา้ มขาม

๏ ศึกใหญ่ใครจ่ ะพยายาม
กาลงั กห็ นักนักหนา

๏ จาจกั หกั ดว้ ยปัญญา
อุบายทาลายมลู ความ

อปุ ชาตฉิ นั ท์ ๑๑

๏ บรมกษัตรยิ ป์ รา รภการปราบปราม
กบั วสั สการพราหมณ์ พฤฒิเอกอาจารย์
ริกระทาไฉนการ
๏ ปรึกษาอบุ ายดา ธุระปรารถนาเรา
จะสมนิยมภาร คณะลิจฉวีเขา
ชนะดว้ ยประการไร
๏ สมคั รสมานมิตร ทิชครูฉลาดใน
มนั่ คงจะคดิ เอา กป็ ระจกั ษก์ ระจา่ งจนิ ต์
กลทูลณวาทิน
๏ ท่านวสั สการผู้ ธ อชาตศตั รู
อบุ ายคะนึงไป แนะกะวสั สการครู
ลสมคั รไมตรี
๏ เสนอสนองมลู ธุระราชการี
แตอ่ งคภูมินทร์ มขุ พรรคอมาตยผ์ อง
ดรชน้ั อนันต์นอง
๏ ตกลงและทรงนัด ขณะเฝ้าพระภบู าล
ตริเพอ่ื เผด็จมู

๏ สมยั เสด็จวา่
เสนาธิบดี

๏ โดยศกั ดิฐานัน
ณ ทอ้ งพระโรงทอง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๒

อที สิ งั ฉนั ท์ ๒๐ ณบงั อาจ
๏ ภูบดีสดบั อุปายตาม วโรงการ
ณวาทวสั สการพราหม พโิ รธจึง
๏ เกินประมาณเพราะการณล์ ะเมิดประมาท สยองภยั
บควรจะขดั บรมราช กม็ าเป็ น
๏ ทา้ วก็ทรงแสดงพระองคธ์ ปาน ประการใด
ประหนึ่งพระราชหทยั ลุดาล ก็หม่นิ กู
๏ ผนั พระกายกระทืบพระบาทและอึง สิลา่ ถอย
พระศพั ทสหี นาทพงึ ประเด็นขดั
๏ เอออเุ หม่นะมึงชชิ ่างกระไร จะทานคา
ทุทาสสถุลฉะน้ ีไฉน สมยั นาน
๏ ศึกบ่ถึงและมึงกย็ งั มเิ ห็น ณทนั ที
จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น จะรอไย
๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ กะคนคด
ขยาดขย้นั มิทนั อะไร และโกนผม
๏ กลกะกากะหวาดขมงั ธนู บรุ ไี ร
บห่อนจะเห็นธวชั ริปู
๏ พา่ ยเพราะภยั พะตวั และกลวั จะพลอย
พินาศชิพติ ประดิษฐป์ ระดอย
๏ กูกเ็ อกอดุ มบรมกษัตริย์
วจิ าระถว้ นบควรจะทดั
๏ น่ีน่ะเห็นเพราะเป็ นอมาตยก์ ระทา
พระราชการมาฉนา
๏ ใชก่ ระน้ันละไซรจ้ ะใหป้ ระหาร
ชวิ าตมแ์ ละหวั จะเสยี บประจาน
๏ นาคราภิบาลสภาบดี
และราชบรุ ุษแน่ะเฮย้ จะรี
๏ ฉุดกระชากกลีอปรียเ์ ถอะไป
บพกั จะตอ้ งกรุณอะไร
๏ ลงพระราชกรรมกรณบท
พระอยั การพพิ ากษกฎ
๏ ไล่มิใหส้ ถิตณคามนิคม
นครมหาสมิ านิยม

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๓

๏ มนั สมคั รสวามิภกั ดิใน บหา้ มกนั
อมิตรลิจฉวกี ไ็ ป มหาคาร

๏ เสรจ็ พระราชประกาศพระราชธรู สรรพ์
เสด็จนิวตั ิสุขาภมิ ณั ฑ์

วิชชุมมาลาฉนั ท์ ๘ หา่ งเพอ่ื นหาผู้
๏ แรมทางกลางเถ่ือน เห็นใครไป่ มี
หนึ่งใดนึกดู เมอื งหลวงธานี
หลายวนั ถนั่ ล่วง ดุ่มเดาเขา้ ไป
นามเวสาลี เชงิ ชิดชอบเช่ือง
๏ ผูกไมตรีจติ ฉนั ทอ์ ชั ฌาสยั
กบั หมู่ชาวเมอื ง วา้ วนุ่ วายใจ
เล่าเร่ืองเคอื งขุ่น ดา้ วตา่ งแดนตน
จาเป็ นมาใน สงั เกตอาการ
๏ เขาแสนสมเพช ท่าทีทุกขท์ น
แหง่ เอกอาจารย์ แน่แทท้ ุพพล
ภายนอกบอกแผล ใหพ้ กั อาศยั
เห็นเหตุสมผล อ้ อื พลนั แพรห่ ลาย
๏ ขา่ วคราวกล่าวกนั แจง้ รวั่ ทวั่ ไป
ลือลา่ กาจาย เคา้ มูลขานไข
มนตรกี ราบทลู แหลง่ หลา้ ลิจฉวี
แด่องคท์ า้ วไท โดยราชดารสั
๏ ทรงทราบข่าวสาสน์ ทุม่ ฆาตเภรี
สญั ญาอาณตั ิ อาณาวชั ชี
ทุกไทร้ าชา การตรกึ ปรกึ ษา
เชิญชุมนุมมี ลาดบั โดยหมู่
๏ แน่นเนืองเนื่องนับ เป็ นใหญใ่ นสภา
ทนั ใดราชผู้ ตามบทมีมา
เอ่ยอารมั ภพ์ จน์ รภกนั ฉนั ใด
ช้ ีแจงแจง้ ปรา เป็ นเปาโรหิต
๏ พราหมณห์ นึ่งซงึ่ เขา มาคธเขตไกร
พวกปัจจามิตร หนีมาอาศยั
ตอ้ งราชอาชญา ฤๅรบั เล้ ียงดู
จาไล่ใหไ้ ป

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๔

๏ พรอ้ มตกลงกนั ความเห็นเดียวกนั
บา้ นเมืองของมนั น้ันชดั ศตั รู
กบั รฐั วชั ชี แมม้ ีแตม้ คู
คิดมาดคาดมู ลารมั ภท์ ากล
ล้าลึกสนธ์ิสาย
๏ เพอ่ื ส่อไสศ้ ึก ผิดแยกแผกยล
หากเหน็ แยบคาย แตน่ ี่เน่ืองฉงน
ไลม่ นั ทนั ที ไปขา้ งสงสยั
ยากหยงั่ ยงั ปน เขา้ มาถา้ มี
เท็จจริงส่งิ ใด
๏ รอไวใ้ หห้ า ตามฐานเป็ นไป
ถอ้ ยท่าพาที บญั ชาคราหลงั
สุดแทแ้ ตก่ ารณ์
ควรทางอยา่ งไร

อินทรวงศฉ์ นั ท์

๏ ราชาประชุมดา ริกระทาประการะดงั่
ดารสั ตระบดั ยงั วจนัตถป์ วตั ติพลนั
ริสไปขมีขมนั
๏ ใหร้ าชภฏั โป บรุ เนรเทศมา
หาพราหมณช์ ราอนั จรดุจประกาศประกา
รยสูพ่ ระราชฐาน
๏ เขาพลนั จรลั รุด ชสภาบดีประธาน
ศิตนาทิชาจา นยปจุ ฉนียค์ ดี
กรครธู ลว่ งกลี
๏ จ่งึ ลิจฉวรี า ทุรเหตุจะเสียจะหาย
เร่มิ ราชโองการ ขรขอ้ งระคนระคาย
คณนาอนันตป์ ระมาณ
๏ เยียใดไฉนดู ชนิยม์ ากไ็ กลสถาน
ขอ้ ใหญ่อะไรมี บุตรทารมิตรสหาย
จะเสาะเอารหสั อบุ าย
๏ จ่งึ ดาลอะดกั พอ้ ง อนุมานครนั นะครู
หลงั ไหลส่ ิรอยหวาย คุณรฐั มคธริปู
มิ ณ กนั และกนั ประสงค์
๏ ตอ้ งทณั ฑบรรพา
พรากพนั ธุวงศว์ าน

๏ มาอยู่ ณ เมืองเรา
ฤๅไรก็ยากหมาย

๏ อนั ราชอชาตสตั
ตา่ งเราจะเอาภู

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๕

๏ หลากเหลือจะเชื่อจิต ผิวคิดประหวนั่ พะวง
เมตตาและเต็มปลง มนจกั ประคบั ประคอง
ก็มธูรทูลแถลง
๏ ฝ่ ายวสั สการครู อภิยาจน์ประกาศขยาย
ใหเ้ ชื่อและช้ แี จง

มาลนิ ีฉนั ท์ ๑๕ นันทรแ์ ละท่ีวา
๏ กษณะทวชิ ะรบั ฐา พรี โิ ยฬาร
จกาจารย์ เที่ยงณบทใน
๏ นิรอลสะประกอบภาร ยุกติบาฐบูรณ์
และเต็มใจ ราชกุมารสรรพ์
๏ จะพนิ ิฉยคดีใด ช้ ีวิชากร
พระธรรมนูญ ดามิใหม้ ี
๏ ละมนะอคติสี่ศูนย์ ราชหฤทยั ไท
ญคลองธรรม์ เลห่ ะลบั นี
๏ ลุสมยจะแนะนาพรรค์ ตา่ งก็ไวใ้ จ
ธพรา่ สอน
๏ หฤทยปริอาทร
ก็โดยดี
๏ เพราะตริจะทะนุถนอมปรี
ระแวงใจ
๏ ผิวจะวิรุธแคลงใน
ธลิจฉวี
๏ เพราะปกรณวิธีมี
รสงสยั
๏ คณะขตั ติยะและใครใคร
ทิชาจารยฯ์

ภุชงคประยาตฉนั ท์ ๑๒

๏ ทิชงคช์ าติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ

กษตั ริยล์ ิจฉววี าร ระวงั เหอื ดระแวงหาย

๏ เหมาะแก่การณจ์ ะเสกสรร ปวตั น์วญั จโนบาย

มลา้ งเหตุพเิ ฉทสาย สมคั รสนธ์ิสโมสร

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๖

๏ ณวนั หน่ึงลุถึงกา ลศึกษาพชิ ากร
กุมารลิจฉววี ร เสด็จพรอ้ มประชุมกนั
สถานราชเรยี นพลนั
๏ ตระบดั วสั สการมา สนิทหน่ึงพระองคไ์ ป
ธ แกลง้ เชิญกุมารฉัน ก็ถามการณ์ ณ ทนั ใด
กถาเชน่ ธ ปจุ ฉา
๏ ลุหอ้ งหบั รโหฐาน มนุษยผ์ ูก้ ระทานา
มลิ ้ ีลบั อะไรใน ประเทียบไถมใิ ชห่ รอื
ก็รบั อรรถอออือ
๏ จะถูกผิดกระไรอยู่ ประดุจคาพระอาจารย์
และคโู่ คกจ็ งู มา นิวตั ในมชิ า้ นาน
สมยั เลิกลุเวลา
๏ กุมารลิจฉวีขตั ติย์ พชวนกนั เสด็จมา
กสิกเขากระทาคือ ชองคน์ ้ันจะเอาความ
ณ ขา้ งใน ธ ไตถ่ าม
๏ กเ็ ท่าน้ันธเชญิ ให้ วจสี ตั ยก์ ะสา่ เรา
ประสิทธ์ิศิลป์ ประศาสน์สาร รวากยว์ าทตามเลา
วภาพโดยคดีมา
๏ อรุ สลิจฉวสี รร มิเชื่อในพระวาจา
และต่างซกั กุมารรา และตา่ งองคก์ พ็ าที
จะพดู เปล่าประโยชน์มี
๏ พระอาจารยส์ เิ รียกไป รผลเห็นบเป็ นไป
อะไรเธอเสนอตาม ธ พดู แทก้ ท็ าไม
จะถามนอกบยากเย็น
๏ กุมารน้ันสนองสา ธ คดิ อา่ นกะทา่ นเป็ น
เฉลยพจน์กะครเู สา ละแน่ชดั ถนัดความ
มกิ ลา้ อาจจะบอกตา
๏ กุมารอนื่ ก็สงสยั ไถลแสรง้ แถลงสาร
สหายราชธพรรณนา ก็สอดคลอ้ งและแคลงดาล
อบุ ตั ิข้ ึนเพราะขนุ่ เคือง
๏ ไฉนเลยพระครูเรา ประดามนี ิรนั ดรเ์ นือง
เลอะเหลวนักละลว้ นนี มลายปลาตพินาศปลงฯ

๏ เถอะถึงถา้ จะจริงแม้
แนะชวนเขา้ ณขา้ งใน

๏ ชะรอยวา่ ทิชาจารย์
รหสั เหตุประเภทเห็น

๏ และทา่ นมามุสาวาท
พจจี ริงพยายาม

๏ กุมารราชมิตรผอง
พโิ รธกาจวิวาทการณ์

๏ พิพิธพนั ธไมตรี
กะองคน์ ้ันก็พลนั เปลือง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๗

มาณวกฉนั ท์ ๘

๏ ลว่ งลุประมาณ กาลอนุกรม
หนึ่งณนิยม ทา่ นทวชิ งค์
เมื่อจะประสิทธ์ิ วิทยะยง
เชิญวรองค์ เอกกุมาร
พราหมณไป
๏ เธอจรตาม หอ้ งรหุฐาน
โดยเฉพาะใน ความพสิ ดาร
จึง่ พฤฒิถาม โทษะและไข
ขอธประทาน ครจู ะเฉลย
ภตั กะอะไร
๏ อยา่ ติและหลู่ ดีฤไฉน
เธอน่ะเสวย ยง่ิ ละกระมงั
ในทินน่ี เคา้ ณประโยค
พอหฤทยั แลว้ ขณะหลงั
เรอ่ื งสิประทงั
๏ ราชธกเ็ ล่า สกิ ขสภา
ตนบรโิ ภค ราชอุรส
วาทะประเทือง ต่างธก็มา
อาคมยงั ทา่ นพฤฒิอา
รภกระไร
๏ เสรจ็ อนุศาสน์ แจง้ ระบุมวล
ลิจฉวหิ มด จรงิ หฤทยั
ถามนยมาน เมื่อตรไิ ฉน
จารยปรา เหตุบมสิ ม
เรื่องนฤสาร
๏ เธอกแ็ ถลง ก่อนกร็ ะดม
ความเฉพาะลว้ น แตกคณะกลม
ต่างบมเิ ช่อื คบดุจเดิม
จงึ่ ผลใน

๏ ขุน่ มนเคือง
เชน่ กะกุมาร
เลิกสละแยก
เกลียวบนิยม

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๘

อเุ ปนทรวิเชียรฉนั ท์ ๑๑

๏ ทิชงคเ์ จาะจงเจตน์ กลหเ์ หตุยยุ งเสรมิ

กระหนา่ และซา้ เติม นฤพทั ธกอ่ การณ์

๏ ละคร้งั ระหวา่ งครา ทินวารนานนาน

เหมาะทา่ ทิชาจารย์ ธกเ็ ชิญเสด็จไป

๏ บห่อนจะมีสา รฤหาประโยชน์ไร

กระน้ันเสมอนัย เสาะแสดงธแสรง้ ถาม

๏ และบา้ งกพ็ ดู วา่ น่ะแน่ะขา้ สดบั ตาม

ยบุ ลระบลิ ความ พจแจง้ กระจายมา

๏ ละเมดิ ติเตียนท่าน ก็เพราะท่านสิแสนสา

รพดั ทลิทภา วและสุดจะขดั สน

๏ จะแน่มแิ น่เหลือ พเิ คราะหเ์ ชื่อเพราะยากยล

ณท่ีบมคี น ธกค็ วรขยายความ

๏ และบา้ งก็กลา่ ววา่ น่ะแน่ะขา้ จะขอถาม

เพราะทราบคดีตาม วจลือระบือมา

๏ ติฉินเยาะหมิ่นทา่ น ก็เพราะท่านสิแสนสา

รพนั พิกลกา ยพลิ ึกประหลาดเป็ น

๏ จะจรงิ มิจรงิ เหลือ มนเช่ือเพราะไป่ เหน็

ผิขอ้ บลาเค็ญ ธกค็ วรขยายความ

๏ กุมารองคเ์ สา วนเคา้ คดีตาม

กระทพู้ ระครถู าม นยสุดจะสงสยั

๏ กค็ ามคิ วรการณ์ คุรุทา่ นจะถามไย

ธซกั เสาะสบื ใคร ระบุแจง้ กะอาจารย์

๏ ทวิชแถลงวา่ พระกุมารโน้นขาน

ยุบลกะตกู าล เฉพาะอยูก่ ะกนั สอง

๏ กุมารพระองคน์ ้ัน ธมทิ นั จะไตร่ตรอง

ก็เชื่อณคาของ พฤฒิครูและววู่ าม

๏ พิโรธกุมารองค์ เหมาะเจาะจงพยายาม

ยคุ รเู พราะเอาความ บมิดีประเดตน

๏ กพ็ อ้ และต่อพษิ ทุรทิฐิมานจน

ลุโทสะสืบสน ธิพิพาทเสมอมา

๏ และฝ่ ายกุมารผู้ ทิชครมู ิเรียกหา

กแ็ หนงประดารา ชกุมารทิชงคเ์ ชญิ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๙

๏ พระราชบุตรลิจ ฉวิมติ รจิตเมิน
ณกนั และกนั เหิน คณะหา่ งก็ต่างถือ
พลลน้ เถลิงลือ
๏ ทะนงชนกตน มนฮึกบนึกขาม
ก็หาญกระเหมิ ฮือ

สทั ธราฉนั ท์ ๒๑ ธกย็ ศุ ิษยตาม
๏ ลาดบั น้ันวสั สการพราหมณ์ ฉงนงา
แตง่ อุบายงาม รณิ วิรุธก็สา
๏ ปวงโอรสลิจฉวีดา ธเสกสรร
คญั ประดุจคา มิละปิ ยะสหฉันท์
๏ ไป่ เหลือเลยสกั พระองคอ์ นั กอ็ าดูร
ขาดสมคั รพนั ธ์ พระชนกอดิศูร
๏ ตา่ งองคน์ าความมิงามทูล ปวตั ต์ิความ
แหง่ ธโดยมูล ลุวรบิดรลาม
๏ แตกรา้ วกา้ วรา้ ยก็ป้ายปาม ณเหตุผล
ทีละน้อยตาม นฤวเิ คราะหเสาะสน
๏ ฟัน่ เฝือเชอื่ นัยดนัยตน เพราะหมายใด
สบื จะหมองมล กษณะตรเิ หมาะไฉน
๏ แทท้ า่ นวสั สการใน สะดวกดาย
เสรมิ เสมอไป พจนยปุ ริยาย
๏ หลายอยา่ งต่างกลธขวนขวาย บเวน้ ครา
วญั จโนบาย สหกรณประดา
๏ ครน้ั ล่วงสามปี ประมาณมา ชท้งั หลาย
ลิจฉวีรา มติ รภิทนะกระจาย
๏ สามคั คธี รรมทาลาย กเ็ ป็ นไป
สรรพเสื่อมหายน์ พระราชหฤทยวสิ ยั
๏ ต่างองคท์ รงแคลงระแวงใน ระวงั กนั
ผูพ้ โิ รธใจ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๐

สาลนิ ีฉนั ท์ ๑๑

๏ พราหมณค์ รูรสู้ งั เกต ตระหนักเหตุถนัดครนั
ราชาวชั ชีสรร พจกั สพู่ นิ าศสม
จะสมั ฤทธ์ิมนารมณ์
๏ ยินดีบดั น้ ีกิจ และอุตสาหแห่งตน
เรม่ิ มาดว้ ยปรากรม ประชุมขตั ติยม์ ณฑล
กษตั รยิ ส์ ่สู ภาคาร
๏ ใหล้ องตีกลองนัด สดบั กลองกระหึมขาน
เชญิ ซึ่งสา่ สากล ณกจิ เพ่ือเสด็จไป
จะเรยี กหาประชุมไย
๏ วชั ชีภูมผี อง ก็ขลาดกลวั บกลา้ หาญ
ทุกไทไ้ ป่ เอาภาร และกลา้ ใครมเิ ปรียบปาน
ประชุมชอบกเ็ ชิญเขา
๏ ต่างทรงรบั สงั่ วา่ ไฉนน้ันกท็ าเนา
เราใชเ่ ป็ นใหญใ่ จ บแลเหน็ ประโยชน์เลย
และทุกองคธ์ เพิกเฉย
๏ ทา่ นใดที่เป็ นใหญ่ สมคั รเขา้ สมาคม
พอใจใครใ่ นการ

๏ ปรึกษาหารือกนั
จกั เรียกประชุมเรา

๏ รบั สงั่ ผลกั ไสสง่
ไป่ ไดไ้ ปดงั่ เคย

อปุ ัฎฐติ าฉนั ท์

๏ เหน็ เชิงพเิ คราะหช์ อ่ ง ชนะคล่องประสบสม
พราหมณเ์ วทอุดม ธก็ลอบแถลงการณ์
คมดลประเทศฐาน
๏ ใหว้ ลั ลภชน ภเิ ผา้ มคธไกร
กราบทลู นฤบาล สนวา่ กษัตรยิ ใ์ น
วลหลา้ ตลอดกนั
๏ แจง้ ลกั ษณสา คณะแผกและแยกพรรค์
วชั ชบี รุ ไกร ทเสมือนเสมอมา
ขณะไหนประหน่ึงครา
๏ บดั น้ ีสกิ แ็ ตก กบ็ ไดส้ ะดวกดี
ไป่ เป็ นสหฉนั พยหุ ย์ าตรเสด็จกรี
รยิ ยทุ ธโดยไว
๏ โอกาสเหมาะสมยั
น้ ีหากผิจะหา

๏ ขอเชิญวรบาท
ธาทพั พลพี

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๑

วิชชุมมาลาฉนั ท์ ๘

๏ ขา่ วเศิกเอกิ อึง ทราบถึงบดั ดล
ในหมผู่ คู้ น ชาวเวสาลี
แทบทุกถิ่นหมด ชนบทบรู ี
อกสนั่ ขวญั หนี หวาดกลวั ทวั่ ไป
หมดเลือดสนั่ กาย
๏ ต่ืนตาหน้าเผือด วนุ่ หวนั่ พรนั่ ใจ
หลบล้ ีหนีตาย ซ่อนตวั แตกภยั
ซุกครอกซอกครวั ท้ ิงยา่ นบา้ นตน
เขา้ ดงพงไพร ชาวคามล่าลาด
ขนุ ด่านตาบล
๏ เหลือจกั หา้ มปราม คิดผนั ผ่อนปรน
พนั หวั หนา้ ราษฎร์ มาคธขา้ มมา
หารือแก่กนั ป่ าวรอ้ งทนั ที
จกั ไม่ใหพ้ ล รุกเบียนบฑี า
วชั ชอี าณา
๏ จึง่ ใหต้ ีกลอง ป้องกนั ฉนั ใด
แจง้ ขา่ วไพรี ไป่ มสี กั องค์
เพือ่ หมู่ภมู ี เพ่อื จกั เสด็จไป
ชุมนุมบญั ชา เรียกนัดทาไม
กลา้ หาญเห็นดี
๏ ราชาลิจฉวี ขดั ขอ้ งขอ้ ไหน
อนั นึกจานง ตามเร่ืองตามที
ต่างองคด์ ารสั เป็ นใหญ่ยงั มี
ใครเป็ นใหญ่ใคร รุกปราศอาจหาญ
ความแขงอานาจ
๏ เชญิ เทอญทา่ นตอ้ ง แก่งแยง่ โดยมาน
ปรึกษาปราศรยั วชั ชีรฐั บาล
สว่ นเราเลา่ ใช่ แมแ้ ตส่ กั องค์
ใจอยา่ งผูภ้ ี

๏ ตา่ งทรงสาแดง
สามคั คีขาด
ภมู ิศลิจฉวี
บช่ ุมนุมสมาน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๒

อนิ ทรวิเชียรฉนั ท์ ๑๑

๏ ปิ่ นเขตมคธขตั ติยรชั ธารง

ยง้ั ทพั ประทบั ตรง นคเรศวิสาลี

๏ ภูธรธสงั เกต พเิ คราะหเ์ หตุณธานี

แห่งราชวชั ชี ขณะเศิกประชิดแดน

๏ เฉยดบู รสู้ กึ และมนิ ึกจะเกรงแกลน

ฤๅคิดจะตอบแทน รณทพั ระงบั ภยั

๏ น่ิงเงยี บสงบงา บมิทาประการใด

ปรากฏประหน่ึงใน บุรวา่ งและรา้ งคน

๏ แน่โดยมพิ กั สง สยคงกระทบกล

ทา่ นวสั สการจน ลุกระน้ ีถนัดตา

๏ ภินทพ์ ทั ธสามคั คิยพรรคพระราชา

ชาวลิจฉวีวา รจะพอ้ งอนัตถภ์ ยั

๏ ลูกข่างประดาทา รกกาลขวา้ งไป

หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกนั ฉะน้ันหนอ

๏ ครวู สั สการแส่ กลแหยย่ ุดีพอ

ปั่นป่ วนบเหลือหลอ จะมริ า้ วมิรานกนั

๏ คร้นั ทรงพระปรารภ ธุระจบธจึง่ บญั

ชานายนิกายสรร พทแกลว้ ทหารหาญ

๏ เร่งทาอฬุ ุมป์ เว ฬุคะเนกะเกณฑก์ าร

เพื่อขา้ มนทีธาร จรเขา้ นครบร

๏ เขารบั พระบณั ฑูร อดิศรู บดีศร

ภาโรปกรณต์ อน ทิวรุ่งสฤษฎพ์ ลนั

๏ จอมนาถพระยาตรา พยหุ าธิทพั ขนั ธ์

โดยแพและพว่ งปัน พลขา้ มณคงคา

๏ จนหมดพหลเน่ือง พิศเนืองขนัดคลา

ข้ นึ ฝัง่ ลุเวสา ลิบเุ รศสะดวกดาย

จติ รปทาฉนั ท์ ๘

๏ นาครธา นิวิสาลี
เหน็ รปิ มุ ี พลมากมาย
ขา้ มติรชล ก็ลุพน้ หมาย
มงุ่ จะทลาย พระนครตน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๓

๏ ตา่ งก็ตระหนก มนอกเตน้
ตื่นบมิเวน้ ตะละผูค้ น
ทวั่ บุรคา มจลาจล
เสียงอลวน อลเวงไป
มขุ มนตรี
๏ สรรพสกล รุกเภทภยั
ตรอมมนภี ทรปราศรยั
บางคณะอา ขณะน้ ีหนอ
ยงั มิกระไร พระทวารมนั่
อริก่อนพอ
๏ ควรบรบิ าล ชสภารอ
ตา้ นปะทะกนั วรโองการ
ขตั ติยรา ก็จะไดท้ า
ดาริจะขอ รสั ภบู าล
ก็เคาะกลองขาน
๏ ทรงตรไิ ฉน ดุจกลองพงั
โดยนยดา ประลุโสตทา้ ว
เสวกผอง ขณะทรงฟัง
อาณตั ิปาน และละเลยดงั
ธุระกบั ใคร
๏ ศพั ทอุโฆษ ณสภาคา
ลิจฉวีดา้ ว บรุ ทวั่ ไป
ต่างธก็เฉย และทวารใด
ไทม้ ิอนิ ัง สจิ ะปิ ดมี

๏ ต่างกบ็ คลา
แมพ้ ระทวาร
รอบทิศดา้ น
เห็นนรไหน

สทั ทลุ วิกกีฬิตฉนั ท์ ๑๙

๏ จอมทพั มาคธราษฎรธ์ ยาตรพยุหกรี

ธาสวู่ ิสาลี นคร

๏ โดยทางอนั พระทวารเปิ ดนรนิกร

ฤๅรอต่อรอน อะไร

๏ เบ้ อื งน้ันท่านคุรุวสั สการทิชก็ไป

นาทพั ชเนนทรไ์ ท มคธ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๔

๏ เขา้ ปราบลิจฉวิขตั ติยร์ ฐั ชนบท และโดย
สเู่ ง้ อื มพระหตั ถห์ มด ประยุทธ์
ณเดิม
๏ ไป่ พกั ตอ้ งจะกะเกณฑน์ ิกายพหลโรย ประสงค์
แรงเปลืองระดมโปรย ตรดิ ู

๏ ราบคาบเสร็จธเสด็จลุราชคฤหอุต
คมเขตบุเรศดุจ

๏ เรอ่ื งตน้ ยกุ ติก็แตจ่ ะตอ่ พจนเติม
ภาษิตลิขิตเสริม

๏ ปรุงโสตเป็ นคติสุนทราภรณจง
จบั ขอ้ ประโยชน์ตรง

อนิ ทรวิเชียรฉนั ท์ ๑๑

๏ อนั ภูบดีรา ชอชาตศตั รู

ไดล้ ิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี

๏ แลสรรพบรรดา วรราชวชั ชี

ถึงซง่ึ พิบตั ิบี ฑอนัตถพ์ ินาศหนา

๏ เห้ ยี มน้ันเพราะผนั แผก คณะแตกและต่างมา

ถือทิฐิมานสา หสโทษพิโรธจอง

๏ แยกพรรคสมรรคภนิ ทนส้ นิ บปรองดอง

ขาดญาณพจิ ารณต์ รอง ตริมลกั ประจกั ษ์เจอื

๏ เชอ่ื อรรถยุบลเอา รสเลา่ ก็งา่ ยเหลือ

เหตุหากธมากเมือ คติโมหเป็ นมลู

๏ จงึ่ ดาลประการหา ยนภาวอาดูร

เสียแดนไผทสูญ ยศศกั ดิเส่อื มนาม

๏ ควรชมนิยมจดั คุรุวสั สการพราหมณ์

เป็ นเอกอบุ ายงาม กลงากระทามา

๏ พทุ ธาทิบณั ฑิต พเิ คราะหค์ ดิ พินิจปรา

รภสรรเสริญสา ธุสมคั รภาพผล

๏ วา่ อาจจะอวยผา สุกภาวมาดล

ดีสณู่ หมตู่ น บนิราศนิรนั ดร

๏ หมู่ใดผิสามคั คยพรรคสโมสร

ไป่ ปราศนิราศรอน คุณไรไ้ ฉนดล

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๏ พรอ้ มเพรยี งประเสริฐครนั ๒๕
ผูห้ วงั เจรญิ ตน
เพราะฉะน้ันแหละบคุ คล
๏ พงึ หมายสมคั รเป็ น ธุระเก่ียวกะหมเู่ ขา
ธูรทวั่ ณตวั เรา มขุ เป็ นประธานเอา
บมิเหน็ ณฝ่ ายเดียว
๏ ควรยกประโยชน์ย่ืน นรอื่นก็แลเหลียว
ดูบา้ งและกลมเกลียว มติ รภาพผดุงครอง
ทมผ่อนผจงจอง
๏ ย้งั ทิฐิมานหยอ่ น มนเมอ่ื จะทาใด
อารมี ิมีหมอง ลุก็ปันก็แบง่ ไป
สุจรติ นิยมธรรม์
๏ ลาภผลสกลบรร สุประพฤติสงวนพรรค์
ตามนอ้ ยและมากใจ อุปเฉทไมตรี
ผิบไรส้ มคั รมี
๏ พงึ มรรยาทยดึ รวิวาทระแวงกนั
ร้ อื รษิ ยาอนั สยคงประสบพลนั
หติ ะกอบทวิการ
๏ ดงั่ น้ันณหม่ใู ด มนอาจระรานหาญ
พรอ้ มเพรยี งนิพทั ธน์ ี กเ็ พราะพรอ้ มเพราะเพรยี งกนั
นรสูงประเสริฐครนั
๏ หวงั เทอญมิตอ้ งสง เฉพาะมชี วี ีครอง
ซึง่ สุขเกษมสนั ต์ ผิวใครจะใคร่ลอง
พลหกั กเ็ ต็มทน
๏ ใครเล่าจะสามารถ สละล้ ีณหมตู่ น
หกั ลา้ งบแหลกลาญ บมิพรอ้ มมเิ พรยี งกนั
สุขท้งั เจรญิ อนั
๏ ป่ วยกล่าวอะไรฝงู ลุไฉนบไดม้ ี
ฤๅสรรพสตั วอ์ นั พภยนั ตรายกลี
ติประสงคก์ ค็ งสม
๏ แมม้ ากผิกิ่งไม้ คณะเป็ นสมาคม
มดั กากระน้ันปอง ภนิพทั ธราพงึ
ผิวมกี ็คานึง
๏ เหล่าไหนผิไมตรี จะประสบสุขาลยั
กจิ ใดจะขวายขวน

๏ อยา่ ปรารถนาหวงั
มวลมาอบุ ตั ิบรร

๏ ปวงทุกขพ์ ิบตั ิสรร
แมป้ ราศนิยมปรี

๏ ควรชนประชุมเช่น
สามคั คปิ รารม

๏ ไป่ มกี ็ใหม้ ี
เน่ืองเพอื่ ภิยโยจงึ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๖

๒. บทอาขยาน (บทหลกั )

สามคั คีเภทคาฉนั ท์

อินทรวิเชียรฉนั ท์ ๑๑ สุประพฤติสงวนพรรค์
อปุ เฉทไมตรี
๏ พึงมรรยาทยดึ ผิบไรส้ มคั รมี
ร้ อื ริษยาอนั รววิ าทระแวงกนั
สยคงประสบพลนั
๏ ดงั่ น้ัน ณ หม่ใู ด หติ ะกอบทวิการ
พรอ้ มเพรยี งนิพทั ธน์ ี มนอาจระรานหาญ
ก็เพราะพรอ้ มเพราะเพรียงกนั
๏ หวงั เทอญมิตอ้ งสง นรสงู ประเสริฐครนั
ซ่งึ สุขเกษมสนั ต์ เฉพาะมชี วี ีครอง
ผิวใครจะใคร่ลอง
๏ ใครเลา่ จะสามารถ พลหกั ก็เต็มทน
หกั ลา้ งบแหลกลาญ สละล้ ีณหมูต่ น
บมพิ รอ้ มมเิ พรยี งกนั
๏ ป่ วยกล่าวอะไรฝงู สุขท้งั เจรญิ อนั
ฤๅสรรพสตั วอ์ นั ลุไฉนบไดม้ ี
พภยนั ตรายกลี
๏ แมม้ ากผิก่งิ ไม้ ติประสงคก์ ็คงสม
มดั กากระน้ันปอง คณะเป็ นสมาคม
ภนิพทั ธราพงึ
๏ เหลา่ ไหนผิไมตรี ผิวมกี ค็ านึง
กจิ ใดจะขวายขวน จะประสบสุขาลยั

๏ อยา่ ปรารถนาหวงั
มวลมาอบุ ตั ิบรร

๏ ปวงทุกขพ์ ิบตั ิสรร
แมป้ ราศนิยมปรี

๏ ควรชนประชุมเช่น
สามคั คปิ รารม

๏ ไป่ มกี ใ็ หม้ ี
เนื่องเพอื่ ภยิ โยจงึ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๗

คุณค่าของสามคั คีเภทคาฉนั ท์

สามคั คีเภทคาฉันท์ เป็ นเรื่องที่ค่อนขา้ งจะส้นั แต่ถึงกระน้ันก็มีแบบแผนของฉันทลกั ษณ์ใหเ้ รา
ศึกษากว่า ๒๐ ชนิด รวมท้ังมีขอ้ คิดคติธรรมที่นาไปใชไ้ ดท้ ุกยุคทุกสมัย นับไดว้ ่าเป็ นขุมทรัพยแ์ ห่ง
วรรณคดี ท้ังน้ ีการพิจารณาคุณค่าของสามัคคีเภทคาฉันท์จึงพิจารณาตามแนวทางวรรณคดีวิจารณ์
ประกอบดว้ ย ดา้ นเน้ ือหา ดา้ นสงั คม และดา้ นวรรณศิลป์ ดงั น้ ี

๑. การพิจารณาคุณค่าดา้ นเน้ ือหา

กวีตอ้ งการส่ือสารใหเ้ ห็นโทษของความแตกสามคั คีเภทที่จะทาใหเ้ กิดความเสียหายในหมู่คณะ
และประเทศชาติ ดังที่ปรากฏในเน้ ือหาของสามัคคีเภทที่กษัตริย์ลิจฉวีเกิดความแตกสามัคคีกัน
เนื่องจากการยุแยงของวสั สการพราหมณ์ไดด้ าเนินการตามแผนที่วางไวก้ บั พระเจา้ อชาตศตั รู แสดงให้
เห็นการใชส้ ติปัญญาในการเอาชนะโดยไม่ตอ้ งใชก้ าลงั หรอื เสยี เลือดเสยี เน้ ือแต่อยา่ งใด

สามคั คีเภทคาฉนั ทด์ าเนินเรื่องไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว กระชบั และเน้ ือหาสนุกสนาน ทาใหเ้ น้ ือหาของ
วรรณคดีเร่ืองน้ ีไม่ยืดเย้ ือ ผูอ้ ่านวรรณคดีไม่น่าเบ่ือ และเลือกใชฉ้ นั ท์ก็ช่วยส่งเสริมคุณค่าดา้ นเน้ ือหาให้
สอ่ื ความหมายและอารมณข์ องเร่อื งไดอ้ ยา่ งชดั เจน

กวีจินตนาการฉากและบรรยากาศ โดยเลือกใชถ้ อ้ ยคาอย่างพิถีพิถัน ทาใหก้ ารพรรณนาภาพ
บรรยากาศและฉากของสามคั คเี ภทคาฉันทไ์ ดง้ ดงาม และแสดงถึงความสามารถของกวีในการเลือกสรร
ถอ้ ยคาอยา่ งประณีต จนเกดิ ความซาบซ้ ึงในเน้ ือความตามเจตนาของผูแ้ ต่ง

เมื่อพิจารณาตัวละครท่ีมีบทบาทสาคัญของเร่ืองสามคั คีเภทคาฉนั ท์ สามารถสะทอ้ นใหผ้ ูอ้ ่าน
วรรณคดีเรือ่ งน้ ีมมี มุ มองที่น่าสนใจ จุดประกายใหผ้ ูอ้ า่ นทุกคนไดว้ ิพากยว์ จิ ารณอ์ ยา่ งหลากหลาย ดงั น้ ี

พระเจา้ อชาตศัตรู เป็ นกษัตริย์ที่มีปรีชาสามารถในการปกครองบ้านเมือง ทรงต้ังอยู่ใน
ทศพิธราชธรรม ทรงรอบคอบและฉลาดหลักแหลม เม่ือทรงจะยกทัพไปปราบแวน้ วัชชีก็ทรงวางกล
อุบายเพอื่ ใหก้ าลงั พลไม่เสียเลือดเน้ ือ

วสั สการพราหมณ์ มีความจงรกั ภกั ดีต่อพระเจา้ อชาตศตั รู เป็ นผูท้ ี่มีความรกั ชาติบา้ นเมืองของ
ตนเองอย่างแรงกลา้ ยอมเสียสละความสุขของตนเองเพื่อประโยชน์ของบา้ นเมือง แมจ้ ะตอ้ งไดร้ บั ความ
ยากลาบากอยา่ งแสนสาหสั ก็ยงั คงรกั ษาคามนั่ สญั ญาที่มีตอ่ ชาติของตน

เหล่ากษตั ริยล์ ิจฉวี เป็ นกษตั ริยท์ ี่ต้งั มนั่ อยใู่ นอปรหิ านิยมธรรม ๗ แตภ่ ายหลงั ขาดวิจารณญาณ
เม่ือบรรดาพระโอรสทูลเร่ืองราวที่วสั สการพราหมณย์ แุ หย่ก็ทรงเช่ือ มีทิฐิมานะเกินเหตุ ไมย่ อมหนั หน้า
เขา้ ปรึกษาหารือกนั ขาดความสามคั คีปรองดอง

ตัวละครของสามคั คีเภทเป็ นตัวดาเนินเรื่องท่ีช่วยใหว้ รรณคดีเรื่องน้ ีสนุกสนานและน่าติดตาม
ตลอดเร่ือง รวมท้งั สะทอ้ นพฤติกรรมท่ีผูอ้ า่ นจะไดเ้ หน็ โทษการแตกความสามคั คตี ามความนัยของเร่ือง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๘

๒. การพิจารณาคณุ ค่าดา้ นสงั คม

ความรูท้ างคติธรรม สามคั คีเภทคาฉันท์เป็ นวรรณคดีท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นโทษของการแตกความ

สามัคคี ซ่ึงสอดคลอ้ งกับความต้ังใจของ นายชิต บุรทัต ท่ีแต่งเรื่องน้ ีมุ่งช้ ีใหเ้ ห็นความสาคัญของ

ความสาคญั ของความสามคั คี เพ่ือบา้ นเมืองเป็ นปึ กแผ่นมนั่ คง เม่ือพิจารณาเหตุการณ์ทางการเมืองใน

สมัยรัชกาลท่ี ๖ ช่วงท่ีแต่งสามัคคีเภทคาฉันท์น้ ี คนไทยมีความคิดเห็นเก่ียวกับการดาเนินกิจการ

บา้ นเมืองแตกต่างกนั หลายฝ่ าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมนั่ คงของประเทศ กวีจึงนิยมแต่งวรรณคดีข้ ึน

เพอื่ เป็ นเครอ่ื งมือปลุกใจแกป่ ระชาชน

สามคั คีเภทคาฉันท์ เป็ นนิทานสุภาษิตสอนใจท่ีดี แต่ขอ้ คิดเห็นระหว่างวสั สการพราหมณ์กับ

เหล่ากษัตริยล์ ิจฉวี บางทัศนะว่าวสั สการพราหมณ์ขาดคุณธรรม ท้ังการตอบแทนคุณผูม้ ีพระคุณ และ

การใชอ้ ุบายลอ่ ลวงผอู้ ่ืนเพอ่ื ประโยชน์ฝ่ ายตน เป็ นผูก้ อ่ ใหเ้ กดิ ความแตกแยก แตก่ ระน้ันความดีที่ปรากฏ

และเป็ นเง่ือนไขของกลอุบายดังกล่าว คือความมนั่ คงและซื่อสัตยต์ ่อชาติบา้ นเมืองของตนเอง มีความ

จงรักภกั ดีพระมหากษัตริย์ของตนเองไดอ้ ย่างน่ายกย่อง ยอมถูกลงโทษและรับความยากลาบากจาก

บา้ นเมืองของตนเองไปเสยี่ งภยั อดทนและใชส้ ติปัญญาจงึ สาเร็จตามความต้งั ใจ

หลกั อปริหานิยธรรมท่ีเหล่ากษัตริยล์ ิจฉวีใชป้ กครองตนเองใหแ้ ควน้ วชั ชมี คี วามเจริญมนั่ คง ก็

เป็ นหลกั ธรรม ๗ ประการ ท่ีผูอ้ า่ นควรนามาใชท้ ้งั การดาเนินชีวติ และการทางาน เป็ นหลกั ธรรมท่ีไม่

นาไปสู่ความเสื่อมหากมธี รรมน้ ีอยใู่ นใจ ซง่ึ ตวั อยา่ งของการขาดธรรมน้ ีก็คงปรากฏชดั แจง้ และเห็นโทษ

ของสามคั คีเภทแลว้ วา่ หากขาดธรรมน้ ีในการดาเนินชวี ติ จะพบจดุ จบอยา่ งไร

เมื่อกล่าวถึ งหลักธร ร มอป ริหา นิ ย ธ ร ร ม

แลว้ ส่ิงหน่ึงท่ีขาดไม่ไดแ้ ละสะทอ้ นใหเ้ ห็นในเรื่อง

สามัคคีเภทคาฉันท์คือ ระบบการปกครองที่

ดาเนินการใกลเ้ คียงกบั หลกั ประชาธิปไตยที่อาศัย

การออกเสียงและร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ ในการ

ปกครองเพ่ือหาทางออกใหแ้ ก่บา้ นเมืองใหส้ าเร็จ

ลุล่วง เมื่อมีกิจการงานใดก็เรียกประชุมเพื่อหารือ

และช่วยกันแกป้ ัญหาต่าง ๆ มีลักษณะคลา้ ยกับ

สภาผูแ้ ทนราษฎร แต่หลักท่ีกษัตริย์ลิจฉวียึดน้ัน

ไมใ่ ชป่ ระชาธิปไตย แตค่ อื หลกั อปริหานิยธรรม

ความรูด้ า้ นศิลปวฒั นธรรมและประเพณี

ในเร่ืองสามัคคีเภทคาฉันท์น้ัน ไดส้ อดแทรกชม

งามของปราสาทราชวังและบา้ นเมือง ผ่านการ ภาพ ๗ โครงสรา้ งสถาปัตยกรรมไทย
บรรยายและพรรณนาของผู้แต่ง การแต่งชา้ งมา้ (โบสถ์ วิหาร ราชวงั )
เพอ่ื ออกศึก ผูแ้ ตง่ กเ็ ลือกบรรยายไวค้ รบถว้ น

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๙

๓. การพจิ ารณาคุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์

การใชฉ้ นั ทลกั ษณแ์ ละถอ้ ยคา

วรรณคดีประเภทฉันท์น้ันกวีจะตอ้ งเลือกใชฉ้ ันท์ใหเ้ หมาะสมกับความรูส้ ึก เพราะฉันท์แต่ละ

ชนิดมีลีลาและใหอ้ ารมณค์ วามรสู้ ึกที่แตกต่างกนั ไป ซ่ึงนายชิต เลือกใชฉ้ นั ทไ์ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม อาทิ

สทั ทุลวิกกีฬิตฉนั ท์ ลีลาท่วงทานองเคร่งขรึม ใชใ้ นบทประณามพจน์

วสนั ตดิลกฉนั ท์ ลีลาจงั หวะสละสลวย ใชพ้ รรณนาชมบา้ นเมอื ง

อิทสงั ฉนั ท์ ลีลากระแทกกระท้นั ใชต้ อนพระเจา้ อชาตศตั รกู ร้ วิ

จติ รปทาฉนั ท์ ลีลาคึกคกั เรง่ เรา้ กระช้นั ใชแ้ สดงความตกใจเมอ่ื ศึกมาประชดิ

อินทรวิเชียรฉนั ท์ ลีลาสละสลวย ใชต้ อนวสั สการพราหมณถ์ ูกเนรเทศ

มาณวกฉนั ท์ ลีลาเรง่ เรา้ ผาดโผน ใชต้ อนวสั สการพราหมณย์ ุพระกุมาร

โตฎกฉนั ท์ ลีลากระช้นั คกึ คกั ใชต้ อนพระเจา้ อชาตศตั รูยกทพั

ผูแ้ ต่งสามคั คีเภทคาฉันท์เป็ นผูท้ ่ีรกั ษากฎเกณฑต์ าม บญั ญตั ิแห่งฉนั ทลกั ษณไ์ วอ้ ย่างเคร่งครดั

ตลอดจนเคร่งต่อการเลือกใชฉ้ ันท์แบบต่าง ๆ ที่มีเสียงและจงั หวะใหเ้ หมาะสมกบั เน้ ือความเป็ นตอน ๆ

ไป ท้งั น้ ีเพราะกวเี ล็งเห็นวา่ เสียงของกาพย์ กลอนมีความสาคญั เสมอขอ้ ความ เสียงของกาพยก์ ลอนเป็ น

ดนตรี ชนิดหนึ่งที่ชกั นาความรสู้ กึ ของผฟู้ ังใหเ้ กิดอารมณต์ ่าง ๆ ได้ ใน จาพวกฉนั ทช์ นิดต่าง ๆ บางชนิด

ก็มีทานองลีลาจงั หวะคึกคักรวดเร็ว บางชนิดก็มีทานองกระชับตื่นเตน้ บางชนิดก็มีทานองสละสลวย

เพราะพร้ ิง ดังน้ ีก็จึงนิยมใชฉ้ ันท์ใหเ้ ขา้ กับเน้ ือเรื่อง เช่นขอ้ ความที่พรรณนาถึงความสวยงามก็ใช้

วสนั ตดิลก ซงึ่ มีลีลาสละสลวยไพเราะเหมอื นกนั

นายชิตไดเ้ จรญิ รอยตามบรรพกวี เพ่อื ใหเ้ ป็ นแบบอยา่ งของกวรี ุ่นหลงั ดังเชน่ ตอนข้ ึนเร่ือง จะตอ้ ง

มีบท ไหวค้ รูซึ่งถือเป็ นเรื่องของความศกั ด์ิสิทธ์ิ ท่านก็ใช้ สทั ทุลวิกกีฬิตฉันท์ ซึ่งเป็ นลีลาที่เรียกวา่ เสือ

ผยอง คอื มลี ีลาทานองเคร่งขรมึ เอาจริงเอาจงั เช่น

๏ พรอ้ มเบญจางคประดิษฐส์ ฤษฏิสดุดี

กายจิตวจีไตร ทวาร

๏ ไหวค้ ุณองคพ์ ระสุคตอนาวรณญาณ

ยอดศาสดาจารย์ มุนี

และเพ่ือแสดงการเอาจริงเอาจงั ต่องานก็ใช้ สทั ทุลวิกกีฬิตฉันท์ เช่นกนั ดังปรากฏคาปรารภซึ่ง

เป็ นเจตนารมณข์ องนายชิตในการแต่งสามคั คีเภท ท่ีวา่

๏ สามคั คีภิทโทษนิทานคติธรรม์

ถอ้ ยพิสดารอนั แถลง

๏ เชงิ บรรพฉ์ นั ทเลบงเชลงพจนแปลง

บรรจงประสงคแ์ จง ประโยชน์

๏ บชู าศาสนพากยส์ ุภาษิตวิโรจน์

เริงปรีดิปราโมทย์ ประมวล

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๐

ตอนชมความงามของปราสาทผูแ้ ต่งเลือกใชว้ สันตดิลกฉันท์ ๑๔ ซ่ึงมีลีลาจังหวะอ่อนชอ้ ย

สละสลวย เหมาะกบั พรรณนา สง่ิ สวยสิ่งงาม เชน่

๏ สามยอดตลอดระยะระยบั วะวะวบั สลบั พรรณ

ชอ่ ฟ้าตระการกลจะหยนั จะเยาะยวั่ ทิฆมั พร

๏ บราลีพิลาศศุภจรญู นภศูลประภสั สร

หางหงสผ์ จงพจิ ติ รงอน ดุจกวกั นภาลยั

๏ รอบดา้ นตระหง่านจตุรมขุ พิศสุกอร่ามใส

กาญจน์แกมมณีกนกไพ ฑุรยพ์ ร่างพะแพรวพราย

เรื่องสามัคคีเภทคาฉันท์เป็ นเรื่องที่เรารับมาจากอินเดีย กวีจึงพยายามพรรณนาฉากให้

บรรยากาศของเร่ืองเป็ นประเทศอินเดียในสมัยพระเจา้ อชาตศัตรู แต่กวีเป็ นคนไทยดังน้ันฉากจึงมี

ความเป็ นไทยแทรกอยู่บา้ ง นายชิต บุรทัต พรรณนาตอนน้ ีจากพระที่นัง่ จกั รีมหาปราสาทและพระท่ีนัง่

ดุสิตมหาปราสาท แต่ไม่ใช่ขอ้ บกพร่องเสียหายเพราะธรรมดากวีย่อมบรรยายจากสิ่งที่ได้เคยพบเห็น

เช่น การพรรณนาชมบา้ นเมือง

๏ อาพนพระมนทิรพระราช สุนิวาสน์วโรฬาร์

อพั ภนั ตรไพจติ รและพา หิรภาคก็พงึ ชม

๏ เลห่ เ์ ลื่อนชะลอดุสิตฐา นมหาพิมานรมย์

มารงั สฤษฎพ์ ิศนิยม ผิจะเทียบกเ็ ทียมทนั

๏ สามยอดตลอดระยะระยบั วะวะวบั สลบั พรรณ

ช่อฟ้าตระการกลจะหยนั จะเยาะยวั่ ทิฆมั พร

๏ บราลีพลิ าศศุภจรูญ นภศลู ประภสั สร

หางหงสผ์ จงพิจติ รงอน ดุจกวกั นภาลยั

การพรรณนากระบวนทัพชา้ งและทัพมา้ ตอนพระเจา้ อชาตศตั รูกรธี าทัพน้ัน นับวา่ พรรณนา ได้

อยา่ งน่าเกรงขาม โดยเลือกกาพยฉ์ บงั ๑๖ ซ่ึงมีลีลากระฉบั แตย่ งั แสดงความเขม้ แข็งและหนักแน่น ดงั น้ ี

๏ ขุนคชข้ นึ คชชินชาญ คุมพลคชสาร

ละตวั กาแหงแขง็ ขนั

๏ เคยเศิกเขา้ ศึกฮึกครนั เสียงเพรยี กเรยี กมนั

คารนประดุจเดือดดาล

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๑

ในตอนตื่นเตน้ อลหม่าน นายชิตท่านก็ใช้ จิตรปทาฉันท์ ซ่ึงมีลีลาและทานองกระชบั เหมาะสม

เน้ ือความ เพราะเน้ ือเรื่องตอนน้ ี กลา่ วถึงแควน้ วชั ชีถูกศึกประชิด ชาวเมืองก็ยอ่ มจะตกใจอลหม่าน ดงั น้ ี

๏ ต่างกต็ ระหนก มนอกเตน้

ต่ืนบมิเวน้ ตะละผูค้ น

ทวั่ บรุ คา มจลาจล

เสียงอลวน อลเวงไป

การใชอ้ ีทิสังฉันท์ ท่ีมีลีลาจงั หวะเหมาะกบั ใชก้ บั เน้ ือเร่ืองท่ีแสดงอาการ โกรธเคือง วุ่นวายใจ

นายชติ ก็นิยมตามโดยใชใ้ นตอนที่พระเจา้ อชาตศตั รูกร้ ิววสั สการพราหมณ์ ตามบทท่ีวา่

๏ เอออเุ หม่นะมงึ ชิชา่ งกระไร

ทุทาสสถุลฉะน้ ีไฉน ก็มาเป็ น

๏ ศึกบ่ถึงและมงึ กย็ งั มิเหน็

จะนอ้ ยจะมากจะยากจะเยน็ ประการใด

๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ

ขยาดขยน้ั มทิ นั อะไร กห็ ม่ินกู

นอกจากน้ ีกระบวนฉันท์ของนายชิต ส่งรบั สมั ผสั ตลอดจนสมั ผสั ในก็รอ้ ยกรองไดอ้ ย่างไพเราะ

ความสามารถของกวปี รากฎโดยเฉพาะฉนั ท์ ๑๑-๑๒ น้ัน คาสุดทา้ ยของวรรคแรก กบั คาที่ ๓ ของวรรค

ท่ี ๒ น้ัน ขอ้ บงั คบั ของฉนั ทม์ ไิ ดบ้ ่งช้ ีวา่ จะตอ้ งรบั ส่งสมั ผสั กนั แมพ้ ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หวั

(รัชกาลที่ ๖) ก็ไม่ไดท้ รงใหร้ ับส่งสมั ผสั กนั ทุกคร้งั แต่นายชิตแต่งใหร้ ับส่งสมั ผัสกันทุกบท ทาใหฉ้ ันท์

ของท่านไพเราะคลอ้ งจองข้ ึน ดงั เช่น

๏ มิแผกมิผิดพา กยขา้ พระองคท์ าย

ไป่ ไดส้ ะดวกดาย และจะแพเ้ พราะไพรี

๏ พวกลิจฉวีขตั ติยรฐั วชั ชี

ละองคล์ ะองคม์ ี มิตรพนั ธมนั่ คง

การดัดแปลงฉันท์ ๑๑ ฉันท์ ๑๒ และฉันท์ ๑๔ น้ ีเป็ นท่ีนิยมแต่งตามมาถึงปัจจุบัน รวมท้ัง

ลกั ษณะบงั คบั ครุ ลหุ สลบั กนั ลงในกาพยส์ ุรางคนางค์ ๒๘ ใหม้ ีจงั หวะคลา้ ยฉนั ท์ เป็ นการพฒั นาฉนั ท

ลกั ษณใ์ หม้ ีความวิจิตรพิสดาร แต่นายชิต นามาเรียงลาดบั เสียง ลหุ ครุ ใหเ้ กิดลีลาคึกคกั เหมาะสมกบั

เน้ ือเร่อื งของตน เช่น ตอนแควน้ มคธกะเกณฑท์ พั

๏ กโ็ หแ่ ละฮึก ประหฐั คะคกึ

ประกวดประชนั ณทอ้ งพระลาน

ประมาณอนันต์ อเนกสรร

พเตรียมคระไล

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๒

นอกจากการเลือกใชฉ้ ันท์ชนิดต่าง ๆ แลว้ การใชถ้ อ้ ยคาและโวหารภาพพจน์จากเร่ืองสามัคคี

เภทคาฉนั ท์ ก็มคี ุณคา่ ท่ีควรพจิ ารณาและศึกษา พอจะสรุปไดด้ งั น้ ี

๑. การใชค้ าง่าย ทาใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจไดไ้ ม่ยากนัก เช่น ตอนวสั สการพราหมณเ์ ขา้ เมืองเวสาลีซึ่ง

เป็ นเมอื งหลวงของแควน้ วชั ชี ดงั น้ ี

๏ ผกู ไมตรจี ติ เชิงชิดชอบเชอื่ ง

กบั หมู่ชาวเมือง ฉนั ทอ์ ชั ฌาสยั

เล่าเรอ่ื งเคืองขุน่ วา้ วนุ่ วายใจ

จาเป็ นมาใน ดา้ วตา่ งแดนตน

๒. การใชค้ าทมี่ ีเสียงเสนาะ เสยี งเสนาะเกิดจากการใชค้ าเลียนเสยี งธรรมชาติ มีการย้าคา ใช้

คาที่ก่อใหเ้ กิดความรสู้ ึก เช่นตอนชมกระบวนชา้ ง ระบุวา่

๏ แพรว้ แพรว้ พรายพรายขา่ ยกรอง ก่องสกาวดาวทอง

ท้งั พ่สู ุพรรณสรรถกล

คา แพรว้ แพรว้ และพรายพราย กอ่ ใหเ้ กิดความรสู้ กึ ในดา้ นความโออ่ ่างดงามไดอ้ ยา่ งดี

๏ ยาบยอ้ ยหอ้ ยพ่ดู ูดี ขลุมสวมกรวมสี
สะคาดกนกแนมเกลา

คา ยาบยอ้ ย เสยี งของคาไพเราะทาใหผ้ ูอ้ า่ นเหน็ ความงาม

๓. การใชค้ าท่ีก่อใหเ้ กิดความรูส้ ึก หรือใชค้ าน้อยแต่กินความมาก การใชค้ าในลกั ษณะน้ ีเป็ น

ความสามารถของกวีอย่างหน่ึงท่ีจะสรรคามาใชใ้ หเ้ หมาะสมและกินใจผูอ้ ่านรวมท้ังแสดงความรูส้ ึกท่ี

ลึกซ้ งึ เชน่ ตอนพรรณนากองทพั ของพระเจา้ อชาตศตั รู ปรากฏดงั น้ ี

๏ แรงหตั ถก์ วดั แกวง่ ซึ่งสรรพ์ ศสั ตราวธุ อนั

วะวาบวะวาวขาวคม

คา วะวาบวะวาว กอ่ ความรสู้ กึ ใหผ้ ูอ้ ่านนึกเกรงขามน่ายา่ เกรงของกองทพั ไดด้ ี

๔. การใชค้ าที่มีความหมายกระชับ คาบางคาผูอ้ ่านอ่านแลว้ เขา้ ใจไดท้ ันทีโดยไม่ตอ้ งใช้

ถอ้ ยคาอ่นื มาขยายความอีกเลย เช่น

๏ แรมทางกลางเถื่อน ห่างเพือ่ นหาผู้

หนึ่งใดนึกดู เหน็ ใครไป่ มี

หลายวนั ถนั่ ล่วง เมืองหลวงธานี

นามเวสาลี ดุ่มเดาเขา้ ไป

ผูอ้ า่ นก็เขา้ ใจไดท้ นั ทีวา่ วสั สการพราหมณเ์ ดินทางอยา่ งเดียวดายและน่าเวทนาสงสาร

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๓

๕. การหลากคา กวีจาเป็ นตอ้ งรูจ้ กั คามากเพื่อหลีกเลี่ยงการใชค้ าซ้ากนั ทาใหผ้ ูอ้ ่านเห็นความ

เป็ นอจั ฉรยิ ะของกวี เช่น

๏ ขนุ คอคชคุมกุมองั กุสกรายทา้ ยยงั

ขนุ ควาญประจาดารี

และ

๏ ขุนคชข้ นึ คชชินชาญ คุมพลคชสาร

ละตวั กาแหงแข็งขนั

คาวา่ คช ดารี และคชสาร ลว้ นมีความหมายถึงชา้ งท้งั ส้ นิ

๖. การเพิ่มสัมผัส คาประพนั ธ์ไทยนิยมสมั ผัสมากแมว้ ่าฉันท์จะเป็ นคาประพนั ธ์ที่ไทยรับมา

จากอนิ เดียซึ่งแต่เดิมไม่มีสมั ผสั เรากเ็ พม่ิ สมั ผสั นอกเขา้ ไปเพื่อใหไ้ พเราะยิ่งข้ ึน นอกจากน้ ียงั เพ่ิมครุ ลหุ

เขา้ ไปในกาพยส์ ุรางคนางค์ ๒๘ ทาใหเ้ กิดลีลาคึกคักเหมาะสมกบั ทอ้ งเรื่อง เช่น ตอนบรรยายการจัด

กองทพั ของพระเจา้ อชาตศตั รู

๏ สะพรบึ สะพรงั่ ณหนา้ และหลงั

ณซา้ ยและขวา ละหมู่ละหมวด

ก็ตรวจกต็ รา ประมวลกะมา

สิมากประมาณ

๗. การใชโ้ วหารภาพพจน์ คือถอ้ ยคาท่ีกวีเรียบเรียงอยา่ งใชโ้ วหารไม่กล่าวอยา่ งตรงไปตรงมา

เพราะตอ้ งการใหผ้ ูอ้ ่านมีส่วนร่วมในการคิด เขา้ ใจและรูส้ ึกอย่างลึกซ้ ึงตามผูแ้ ต่งไปดว้ ยโวหารภาพพจน์

ในสามคั คเี ภทคาฉนั ทม์ หี ลายตอน ดงั น้ ี

๗.๑ การเปรียบเทียบแบบอุปมาอุปไมย ได้แก่ การนาของสองสิ่งที่มีลักษณะ

คลา้ ยกนั มาเปรียบเทียบกนั โดยมีคาว่า ดุจ เหมือน คลา้ ย เป็ นคาเช่ือม ส่ิงท่ีนามาเปรียบเทียบเรียกว่า

อปุ มา สง่ิ ที่รบั เปรียบเทียบเรียกวา่ อปุ ไมย เช่น ตอนพระเจา้ อชาตศตั รกู ร้ วิ วสั สการพราหมณ์

๏ กลกะกากะหวาดขมงั ธนู

บห่อนจะเห็นธวชั ริปู สิล่าถอย

วสั สการพราหมณเ์ ปรยี บน้าพระราชหฤทยั กษัตริยล์ ิจฉวี

๏ เมตตาทยาลุศุภกรรม อปุ ถมั ภการุณย์

สรรเสริญเจริญพระคุณสุน ทรพนู พิบลู งาม

๏ เปรียบปานมหรรณพนที ทะนุท่ีประทงั ความ

รอ้ นกายกระหายอทุ กยาม นรหากประสบเห็น

๏ เอิบอ่ิมกระหย่ิมหทยคราว ระอุผ่าวก็ผ่อนเยน็

ยงั อุณหมญุ จนะและเป็ น สุขปี ติดีใจ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๔

การกลา่ วถึงความรุ่งเรืองของแควน้ มคธ ภพเลอสุราลยั
๏ เมอื งทา้ วสิเทียบทิพเสมอ บลุ มวลประการมา
เมอื งทา้ วแหละสมบรุ ณไพ

๗.๒ การเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ ได้แก่การเปรียบเทียบโดยนัย ไม่กล่าว

เปรียบเทียบตรง ๆ อย่างอุปมาอุปไมย แต่ผูอ้ ่านก็พอจะจบั เคา้ ไดจ้ ากคาท่ีผูแ้ ต่งใช้ เช่น ตอนวสั สการพ

ราหมณ์กล่าวเปรียบเทียบทหารของแควน้ วชั ชีกบั ทหารของแควน้ มคธ ผูอ้ ่านยอ่ มจะเขา้ ใจไดว้ า่ หิ่งหอ้ ย

น้ันหมายถึงกองทพั มคธ ส่วนสุรยิ ะน้ันหมายถึงกองทพั วชั ชี วา่

๏ ดงั่ อนิ ทโคปกะผวา มหุ ฝ่ าณกองไฟ

หิง่ หอ้ ยสแิ ขง่ สุริยะไหน จะมนิ ่าชวิ าลาญ

ตอนพระเจา้ อชาตศตั รูทรงเปรยี บเทียบการแตกสามคั คีของกษตั ริยล์ ิจฉวี วา่

๏ ลูกข่างประดาทา รกกาลขวา้ งไป

หมุนเลน่ สนุกไฉน ดุจกนั ฉะน้ันหนอ

การใชโ้ วหารแสดงอารมณต์ า่ ง ๆ
การแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ในสามัคคีเภทก็เหมือนกับวรรณคดีอ่ืน ๆ ท่ีสามารถยอ้ มอารมณ์

ผูอ้ ่านใหค้ ลอ้ ยไปตามตัวอกั ษร แมส้ ามคั คีเภทจะไม่มีรสจดั จา้ นเทียมขุนชา้ งขุนแผน ไม่เป็ นนิยายที่ผูก
ข้ ึน (Plot story) ใหเ้ ป็ นเน้ ือเรื่องเหน่ียวร้ัง (Suspense) หวามใจเหมือนพระอภัยมณี เพราะเป็ นคา
ประพนั ธ์ต่างชนิดกนั ท้งั เน้ ือเร่ืองท่ีมาจากสุมงั คลวิลาสินี อรรถกถา ท๊ฆนิกายมหาวรรค บงั คบั อยู่ แต่
สามคั คีเภทก็หาไดน้ ้อยหน้าจนเทียบกนั เพราะนายชิตมีความสามารถในการใชค้ ารม จงั หวะ ลีลา ของ
ฉนั ทย์ อ้ มอารมณ์ ทาใหผ้ ูอ้ ่านใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ไปตามเน้ ือเร่ืองไดอ้ ยา่ งดี เช่น

ทาใหผ้ ูอ้ ่านเกิดอารมณเ์ ครง่ ขรมึ คลอ้ ยตามไปกบั การเอาจรงิ เอาจงั ของผปู้ ระพนั ธ์ เชน่

๏ พรอ้ มเบญจางคประดิษฐส์ ฤษฏิสดุดี

กายจติ วจีไตร ทวาร

๏ ไหวค้ ุณองคพ์ ระสุคตอนาวรณญาณ

ยอดศาสดาจารย์ มนุ ี

ทาใหผ้ ูอ้ ่านเกิดอารมณช์ ่ืนชมยนิ ดี อนั เกดิ จากภาพพจน์ที่พรรณนาถึงปราสาท เชน่

๏ สามยอดตลอดระยะระยบั วะวะวบั สลบั พรรณ

ชอ่ ฟ้าตระการกลจะหยนั จะเยาะยวั่ ทิฆมั พร

๏ บราลีพิลาศศุภจรญู นภศูลประภสั สร

หางหงสผ์ จงพิจติ รงอน ดุจกวกั นภาลยั

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๕

ทาใหผ้ ูอ้ ่านเกิดอารมณห์ วาดกลวั ตื่นเตน้ เมื่อตอนพระเจา้ อชาตศตั รูกร้ ิววสั สการพราหมณ์ เช่น

๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ

ขยาดขย้นั มทิ นั อะไร ก็หมนิ่ กู

๏ กลกะกากะหวาดขมงั ธนู

บห่อนจะเหน็ ธวชั ริปู สิล่าถอย

ทาใหผ้ ูอ้ า่ นเกิดอารมณส์ งสาร เมอ่ื อ่านถึงวสั สการพราหมณถ์ ูกโบย ความวา่

๏ บงเน้ ือก็เน้ ือเตน้ พิศเสน้ สรีรร์ วั

ทวั่ ร่างและท้งั ตวั ก็ระริกระรวิ ไหว

๏ แลหลงั ละลามโล หติ โอเ้ ลอะหลงั่ ไป

เพ่งผาดอนาถใจ ระกะร่อยเพราะรอยหวาย

ทาใหผ้ ูอ้ า่ นเกิดอารมณข์ นั เชน่ ตอนวสั สการพราหมณเ์ รียกโอรสของกษตั รยิ ล์ ิจฉวีไปถามในท่ี

ลบั แลว้ ถามดว้ ยคาถาม ง่าย ๆ โดยที่ผูอ้ า่ นไมไ่ ดค้ ิดว่าผูท้ ่ีรอบรเู้ ช่นพราหมณจ์ ะถาม เช่น

๏ จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษยผ์ ูก้ ระทานา

และคูโ่ คก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ

และ

๏ อยา่ ติและหลู่ ครูจะเฉลย

เธอน่ะเสวย ภตั กะอะไร

ในทินนี่ ดีฤไฉน

พอหฤทยั ยิง่ ละกระมงั

ทาใหผ้ ูอ้ ่านเกิดอารมณอ์ ีกเหิม กลา้ หาญตามทอ้ งเร่ือง เชน่ ตอนแควน้ มคธจดั ทพั ความวา่

๏ จะดีจะงาม เพราะเขา้ สนาม

ประยุทธไกร เหมาะนามทหาร

ละครา้ นไฉน และสมกะใจ

บุรุษสมญั

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๖

การแตง่ คาประพนั ธ์ ประเภทฉนั ท์

ภาษาไทยมีบทรอ้ ยกรองหลายชนิดซงึ่ มีรูปแบบและวิธีการประพนั ธ์แตกต่างกนั บทรอ้ ยกรองมี
ความไพเราะและเป็ นที่ช่ืนชอบถูกตอ้ งกบั นิสยั ของคนไทยมาแต่โบราณจนกล่าวกนั ว่า “นิสยั ของคนไทย
เป็ นคนเจา้ บทเจา้ กลอน”คาประพนั ธ์หรือบทรอ้ ยกรองมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะมีแบบฉบบั
การแต่ง เป็ นลกั ษณะเฉพาะของคาประพนั ธน์ ้ัน ๆ จาแนกออกเป็ น ๕ ชนิด คือ โคลง ร่าย ฉันท์ กาพย์
และกลอน ในระดบั ช้นั น้ ีนักเรยี นจะไดศ้ ึกษาคาประพนั ธป์ ระเภทฉนั ท์ ดงั น้ ี

๑. ความรูเ้ กี่ยวกบั งานประพนั ธ์

๑.๑ ความหมายของงานประพนั ธ์
คาประพันธ์ หรือรอ้ ยกรอง คือ การนาถอ้ ยคามาเรียบเรียงใหเ้ ป็ นระเบียบ มีขอ้ บังคับหรือ
ระเบยี บการจากดั คา และวรรคตอนตามท่ีบญั ญตั ิ เรียกวา่ “ฉนั ทลกั ษณ”์ ของการแตง่ โคลง ฉนั ท์ กลอน
กาพย์ และร่าย

๑.๒ ลกั ษณะของงานประพนั ธท์ ่ดี ี
๑) เน้ือความดี ผูแ้ ต่งจะตอ้ งสรา้ งเน้ ือหาสาระของคาประพนั ธใ์ หผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจอยา่ งชดั เจน

มกี ลวธิ ีในการทา
๒) สัมผัสดี ผูแ้ ต่งจะตอ้ งคานึงถึงเสียงสัมผัสท่ีไพเราะ ท้ังสัมผัสสระ สัมผัสอักษร และ

สมั ผสั วรรณยกุ ต์
๓) ฉนั ทลักษณด์ ี ผูแ้ ต่งจะตอ้ งเลือกใชฉ้ นั ทลกั ษณท์ ่ีเหมาะสมกบั เน้ ือหาและอารมณ์ในแต่

ละตอนของคาประพนั ธ์

๑.๓ คณุ คา่ ของงานประพนั ธ์
๑) คุณค่าดา้ นวรรณศิลป์ เป็ นคุณค่าที่ผู้ประพันธ์สร้างข้ ึน โดยควรเลือกรูปแบบที่

สอดคลอ้ งกับเน้ ือหา มีกลวิธีการแต่งที่น่าสนใจในการนาเสนอหรือถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ เลือกสรร
ถอ้ ยคาท่ีไพเราะสละสลวย และใหอ้ ารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน รวมท้ังใหค้ วามบันเทิงและความคิด
สรา้ งสรรคด์ ว้ ย เราเรียกกลวิธีการนาเสนอดงั กลา่ วว่า “กวโี วหาร”

๒) คุณค่าดา้ นสังคม งานประพนั ธ์จะสะทอ้ นชีวิต ความเป็ นอยู่ ค่านิยม วฒั นธรรมและ
จริยธรรมของคนในสังคม รวมท้ังมีส่วนช่วยจรรโลงใจหรือพัฒนาสังคม เป็ นงานประพนั ธ์ท่ีดีและมี
คุณค่าควรแก่การย่อง อย่างไรก็ดีผูอ้ ่านงานประพันธ์ควรใชค้ วามรูแ้ ละมีแนวความคิดร่วมสมัยกับ
ผูป้ ระพนั ธ์ เพ่ือใหส้ ามารถเขา้ ใจสภาพสงั คมและวฒั นธรรมอยา่ งแทจ้ ริง ไดร้ บั แนวความคิด ความเชื่อ
หรอื แนวปฏบิ ตั ิท่ีสามารถนามาปรบั ใชไ้ ดใ้ นชวี ติ ของตน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๗

๒. ความรูเ้ บ้ ืองตน้ เกี่ยวกับฉนั ท์

ฉันท์ เป็ นคาประพันธ์ที่บังคับเสียงหนัก-เบาของพยางค์ ท่ี
เรยี กวา่ ครุ-ลหุ ฉนั ทใ์ นภาษาไทยไดร้ บั แบบมาจากประเทศอินเดีย ตารา
ฉันท์ที่เก่าแก่ท่ีสุดของอินเดียเป็ นภาษาสันสกฤต คือ ปิ งคลฉันทศาสตร์
ส่วนตาราฉนั ทภ์ าษาบาลีเล่มสาคญั ที่สุดไดแ้ ก่ คมั ภรี ว์ ตุ โตทยั ปกรณ์ เป็ น
ท่ีมาของฉันท์ไทย เม่ือคัมภีร์วุตโตทัยแพร่หลายเขา้ มาในไทย กวีจึงได้
ปรับปรุงใหเ้ หมาะ เช่น จดั วรรค เพ่ิมสัมผัส และเปล่ียนลกั ษณะครุ-ลหุ
แตกต่างไปเล็กนอ้ ย เพือ่ เพิ่มความไพเราะของภาษาไทย

ฉนั ท์ ในคมั ภีรว์ ุตโตทยั ไดแ้ ปลงเป็ นฉันทไ์ ทยครบท้งั ๑๐๘ ชนิด
ในสมัยรัชกาลท่ี ๗ โดยนายฉันท์ ขาวิไล ใช้ชื่อว่า ฉันทศาสตร์ ภาพ ๘ คมั ภีรว์ ุตโตทยั ปกรณ์
นอกเหนือจากฉันท์ท้ัง ๑๐๘ ชนิดแลว้ กวีไดท้ ดลองประดิษฐ์ฉันท์ในรูปแบบใหม่ ๆ โดยดัดแปลงจาก
ฉนั ทเ์ ดิม เลียนเสียงเครือ่ งดนตรี หรอื โดยแรงบนั ดาลใจจากฉนั ทต์ า่ งประเทศ

ในบรรดาคาประพันธ์ไทยที่ใชแ้ ต่งบทรอ้ ยกรอง เพื่อแสดงฝีมือเชิงประพนั ธ์ของกวีน้ัน ฉันท์
คือคาประพนั ธ์ที่ถือว่า แต่งไดย้ ากท่ีสุด เพราะเป็ นคาประพนั ธ์ท่ีไทยรบั แบบอย่างมาจากอินเดีย ซึ่งมี
ลกั ษณะบังคับไวต้ ายตัว ท้ังคาก็ตอ้ งใชค้ าบาลีและสนั สกฤตเป็ นหลัก เนื่องจากอิทธิพลที่เรารบั มาจาก
อินเดียนัน่ เอง การใชค้ าไทยคอ่ นขา้ งจะมีปัญหาในการออกเสียงครุ-ลหุ นอกจากน้ ี จานวนคา การใชค้ า
ครุ-ลหุ และการสมั ผสั กถ็ ือเป็ นเรอ่ื งเครง่ ครดั

เรารับแบบอย่างฉันท์มาจากอินเดียเมื่อไหร่ ไม่ปรากฏ แต่พบหลกั ฐานว่า มีตาราฉันท์เก่าแก่
ท่ีสุดคือ จินดามณี ของพระโหราธิบดี ในสมยั สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (อยุธยาตอนกลาง) ซ่ึง
กล่าวถึงชอ่ื ฉนั ทไ์ วถ้ ึง ๒๕ ชนิด แต่กอ่ นหน้าน้ ีก็มรี ่องรอยการแต่งฉนั ทใ์ นมหาชาติคาหลวงไวแ้ ลว้ ในสมยั
ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพยี งแตไ่ มเ่ ครง่ ครดั นัก

วรรณคดีเก่ามีหลายเรื่อง ที่แต่งเป็ นฉนั ท์เรื่องแรกคือ เสือโคคาฉนั ท์ ของพระมหาราชครู (แต่ง
สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ) ส่วนหนังสือคาฉันท์ที่ไดร้ ับการยกย่องว่าไพเราะเป็ นยอดแห่งคาฉันท์
(ตัดสินโดยวรรณคดีสโมสร สมยั รัชกาลที่ ๖) คือ สมุทรโฆษคาฉันท์ ซึ่งแต่งนานถึง ๓ ช่วงต้ังแต่สมยั
อยุธยาจนถึงสมยั รตั นโกสินทร์

ภาพ ๙ วรรณคดีคาฉนั ทท์ ตี่ พี มิ พใ์ นปัจจบุ นั โดยกรมศลิ ปากร

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๘

วรรณคดีท่ีใชค้ าฉันท์แต่ง เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุคสมยั อยุธยาตอนกลาง แลว้ ค่อย ๆ เสื่อม
ความนิยม จนกระทงั่ ปัจจุบนั เราแทบไม่พบเห็นการแต่งวรรณคดี บทรอ้ ยกรอง บทกวี โดยใชค้ าฉันท์
สกั เทา่ ไหร่ เพราะคนท่ีจะแตง่ ได้ ตอ้ งมภี มู ิรภู้ าษาบาลีสนั สกฤตดีมาก และตอ้ งรจู้ กั ระเบียบการแต่งเป็ น
อย่างดี ดว้ ยเหตุท่ี ฉันท์แต่งยาก และมกั แต่งข้ ึนเพื่อถวายพระเกียรติหรือสรรเสริญพระเจา้ แผ่นดิน
เพราะตอ้ งใชภ้ าษาที่ถือว่าช้นั สูง ไม่ไดส้ ่ือสารกนั ในสามญั ชนทวั่ ไป จึงมีผูค้ นหลีกเล่ียงไปแต่งโดยใชค้ า
ประพนั ธท์ ี่งา่ ยกวา่ เช่น กลอน หรือกาพย์ เป็ นตน้

ปัจจุบนั เราไม่ค่อยพบเห็นวรรณกรรมท่ีใชร้ อ้ งกรองประเภทฉันท์ตีพิมพเ์ ผยแพร่แลว้ เพราะหา
คนแต่งไดย้ าก พบเห็นก็มกั จะเป็ นบทอาศิรวาทส้ันๆ ท่ีแต่งข้ ึนเพื่อถวายสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ฯ และ
พระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในโอกาสครบรอบวนั พระราชสมภพบา้ ง หรือในวโรกาสสาคญั เช่น พระราช
พธิ ีถวายผา้ พระกฐินโดยกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค

อาศริ วาท
เน่ืองในวนั เฉลิมพระชนมพรรษา
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั วชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

สัททลุ วิกกีฬิตฉนั ท์ ๑๙ สยาม
ระบลิ
สรวมชพี นอ้ มอภวิ าทประณตนฤบดี ทรา
องคเ์ จา้ พระจกั รี พระชนม์
สถิต
เล่อื งลอื เกียรติพระยศบพิตรขจรนาม นิรนั ดร์
ทุกทวั่ ลเุ ขตคาม

เบ้ ืองบาทเจา้ วชริ าอลงกรณบ์ ดนิ ทร์
ยศย่งิ สยามิน-

วารเวียนวตั รชนมาเฉลมิ วรมหา-
พรรษาพระจกั รา

เหลา่ ขา้ ราษฎรไทยสยามนิกรดล
ขอไทเ้ จรญิ ผล

ยืนยิ่งม่งิ จติ เกลา้ ววิ ฒั น์ศุภวศิ ิษฏ์
ดลองคเ์ ฉลมิ นิจ-

ดว้ ยเกลา้ ดว้ ยกระหมอ่ มขอเดชะ
ขา้ พระพุทธเจา้ คณะผบู้ รหิ าร ครู นักเรียน บคุ ลากร และภาคเี ครอื ข่าย

โรงเรียนบรรหารแจม่ ใสวิทยา ๑

รอ้ ยกรอง - กรณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

ภาพ ๑๐ ตวั อยา่ งการแตง่ ฉนั ทใ์ นบทอาศิรวาท

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๙

๒.๑ คาครุ ( ) หมายถึง เสยี งหนัก เป็ นคาหรือพยางคท์ ี่ประสมดว้ ยสระเสียงยาวไม่มีตวั สะกด
กไ็ ด้ หรือเป็ นคาหรือพยางคท์ ่ีมีเสียงตวั สะกดทุกมาตรา เช่น ฟ้า นัง่ พรกิ ไหม พรม เชษฐ์ เป็ นตน้

๒.๒ คาลหุ ( ) หมายถึง เสียงเบา เป็ นคาหรือพยางค์ที่ประสมดว้ ยสระเสียงส้ันและไม่มี
ตัวสะกด หรือเป็ นคาหรือพยางค์ที่มีเสียงสระเสียงส้นั และไม่มีเสียงตัวสะกด เช่น ณ ธ บ่ ก็ พิ ลุ เหาะ
ทะ และ เลอะ เป็ นตน้

๓. การแตง่ อินทรวิเชียรฉนั ท์ ๑๑

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ หมายถึง ฉนั ทท์ ี่มีลีลาดุจสายฟ้าของพระอินทร์ คลา้ ยกาพยย์ านี ๑๑ ใช้
เป็ นบทบรรยาย บทชมพรรณนา ครา่ ครวญ

๓.๑ ลกั ษณะบงั คบั อินทรวิเชียรฉนั ท์ ๑๑

๑ บท
สมั ผสั ระหวา่ งบท

๑ บท

๓.๒ ตวั อยา่ งอนิ ทรวิเชียรฉนั ท์ ๑๑ จรแสนสราญรมย์
ภาคพ้ ืนพนารญั พศิ เพลินเจรญิ ใจ
ณ ลาเนาพนาลยั
เนินราบสลบั สม ยนพน้ ประมาณหมาย
โขดเขินศิขรเขา
(อิลราชคาฉนั ท์ – พระยาศรีสนุ ทรโวหาร (ผนั สาลกั ษณ)์ )
สงู ล่ิวละลานนั-
พศิ เสน้ สรรี ร์ วั
บงเน้ ือกเ็ น้ ือเตน้ ก็ระรกิ ระรวิ ไหว
ทวั่ รา่ งและท้งั ตวั หติ โอเ้ ลอะหลงั่ ไป
ระกะรอ่ ยเพราะรอยหวาย
แลหลงั ละลามโล
เพ่งผาดอนาถใจ (สามคั คเี ภทคาฉนั ท์ - ชิต บรุ ทตั )

จนั ทรส์ ่องสะทอ้ นน้า ฤดิชา้ สะทอ้ นใจ
ดาวดาษสวา่ งใส จิตมดื บเ่ หน็ ทาง
มนพลีสิวายวาง
ความรกั ก็เช่นน้ ี ชนะมุ่งผจญภยั
สิง่ ใดมิอาจขวาง
(กรณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๔๐

๔. การแตง่ วสนั ตดิลกฉนั ท์ ๑๔

วสนั ตดิลกฉันท์ ๑๔ หมายถึง ฉันท์ที่มีลีลาดุจสายฝน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันคาว่า “วสันต์”
ในพจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ใหค้ วามหมายว่า ฤดูใบไมผ้ ลิ ฉะน้ันความหมาย
ของวสันตดิลกฉันท์ จึงอาจมีความหมายว่า ฉันท์ที่มีลีลาดุจการคล่ีออกของใบไมใ้ นฤดูใบไมผ้ ลิ ก็ได้
ฉันท์ชนิดน้ ีใชส้ าหรับพรรณนาช่ืนชมความงามของส่ิงต่าง ๆ เช่น ชมพระบารมีพระมหากษัตริย์ ชม
บา้ นเมอื ง พระบรมมหาราชวงั วดั วาอาราม ชมธรรมชาติ และชมความงามของหญิง

๓.๑ ลกั ษณะบงั คบั วสนั ตดิลกฉนั ท์ ๑๔ สมั ผสั ระหวา่ งบท

๑ บท
๑ บท

๓.๒ ตวั อยา่ งวสนั ตดิลกฉันท์ ๑๔

เรอื งรองพระมณฑริ พจิ ิตร กลพศิ พิมานบน

ก่องแกว้ และกาญจนระคน รุจิเรขอลงกรณ์

ชอ่ ฟ้าก็เฟ้ ือยกลจะฟัด ดลฟากทิฆมั พร

บราลีพไิ ลพิศบวร นพศูลสลา้ งลอย

(อลิ ราชคาฉนั ท์ – พระยาศรสี นุ ทรโวหาร (ผนั สาลกั ษณ)์ )

สามยอดตลอดระยะระยบั วะวะวบั สลบั พรรณ
ช่อฟ้าตระการกลจะหยนั จะเยาะยวั่ ทิฆมั พร
นภศลู ประภสั สร
บราลีพลิ าศศุภจรญู ดุจกวกั นภาลยั
หางหงสผ์ จงพจิ ิตรงอน
(สามคั คเี ภทคาฉนั ท์ - ชิต บรุ ทตั )

ยอกรถวายพจนกานท์ ปิ ติมานเฉลิมชนม์
นารสี ยามกรุณชน ดุจแกว้ ประดบั ไทย
ปิ ยรฐั ธ เกรยี งไกร
บาบดั ประชาพิรยิ วตั ร วรขตั ติย์ “สริ ินธร”
ดงั่ “เทพรตั น” ไผท
(กรณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๔๑

๕. การแตง่ มาณวกฉนั ท์ ๘

มาณวกฉนั ท์ ๘ หมายถึง ฉนั ทท์ ่ีมลี ีลาดุจเสียงอนั ไพเราะของมาณพหนุ่มน้อย ใชเ้ พือ่ บรรยาย
บทท่ีมกี ารเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและน่าต่ืนเตน้ ร่ืนเริง

๔.๑ ลกั ษณะบงั คบั มาณวกฉนั ท์ ๘

๑ บท

สมั ผสั ระหวา่ งบท
๑ บท

๔.๒ ตวั อยา่ งมาณวกฉนั ท์ ๘ เนา ณ พมิ าน
ปางศิวเจา้ โสภณไกร-
โอห่ ฤทยั
บรรพตศาน กิจพธิ ี
ลาสรโห กรรมพิเศษ
ทราบมนใน ปูชยพลี
ลงปฐพี
ทวย ธ กระทา สาทรกรรม
อศั วเมธ (อิลราชคาฉันท์ – พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผนั สาลกั ษณ)์ )
เคลื่อนวรองค์
สพู่ ระพธิ ี

เดินทะลุทาง ยา่ งบทไป
ผ่านพนไม้ ขา้ มศิขเนา
เหน็ สตวา พาพิศเขา
ปลิดจติ เศรา้ ชมทศนัย
พรายสตสี
แสงรวิฉาย อ่นุ หฤทยั
ส่องปฐพี เยน็ ชลใส
น้าเซาะกระเซน็ ใจสุขสนั ต์
ลบู ผิวไล้
(กรณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๔๒

๖. การแตง่ วิชชุมมาลาฉนั ท์ ๘

วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ หมายถงึ ฉนั ทท์ ่ีมีลีลาประดุจสาเนียงเสียงสายฟ้าแลบที่มีรศั มียาว ใชแ้ ตง่
เพื่อบรรยายความทวั่ ไป หรือดาเนินเรือ่ งราว

๕.๑ ลกั ษณะบงั คบั วิชชุมมาลาฉนั ท์ ๘

๑ บท

สมั ผสั ระหว่างบท
๑ บท

๕.๒ ตวั อยา่ งวิชชุมมาลาฉนั ท์ ๘ ห่างเพ่ือนหาผู้
แรมทางกลางเถ่ือน เหน็ ใครไป่ มี
เมืองหลวงธานี
หน่ึงใดนึกดู ดุม่ เดาเขา้ ไป
หลายวนั ถนั่ ล่วง เชงิ ชิดชอบเชื่อง
นามเวสาลี ฉนั อชั ฌาสยั
วา้ วนุ่ วายใจ
ผูไ้ มตรจี ติ ดา้ วตา่ งแดนตน
กบั หม่ชู าวเมอื ง
เลา่ เรื่องเคืองขุ่น (สามคั คีเภทคาฉนั ท์ – ชิต บุรทตั )
จาเป็ นมาใน
ใชใ้ จเธอตอบ
ถามวา่ รกั ไหม จงบอกวา่ ใช่
หากรวู้ า่ ชอบ เขาจกั เสยี ใจ
หากแมน้ ไมร่ กั ตอบตามความจริง
แตไ่ ม่เป็ นไร ทาไดท้ ุกสิ่ง
หลบั หหู ลบั ตา
บางคนบอกรกั ถกู ผิดนาพา
บา้ งวา่ ผีสิง รคู้ า่ รกั เป็ น
รกั แลว้ ตอ้ งคิด
จงึ ไดช้ อื่ วา่ (กรณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ ๒

ทกั ษะทางภาษา (๑)

มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ช้ ีวดั

มาตรฐาน ท ๑.๑ การอ่าน

ม.๔-๖/๒ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องท่ีอ่าน
ม.๔-๖/๓ วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณเ์ ร่อื งที่อ่านในทุก ๆ ดา้ นอย่างมเี หตุผล
ม.๔-๖/๔ คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรอ่ื งที่อา่ น และประเมนิ ค่าเพือ่ นาความรู้ ความคดิ ไปใชต้ ดั สนิ ใจแกป้ ัญหาในการดาเนินชวี ิต
ม.๔-๖/๕ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคดิ เหน็ โตแ้ ยง้ กบั เร่ืองท่ีอา่ น และเสนอความคิดใหม่อยา่ งมเี หตุผล
ม.๔-๖/๖ ตอบคาถามจากการอา่ นประเภทตา่ ง ๆ ภายในเวลาท่ีกาหนด
ม.๔-๖/๘ สงั เคราะหค์ วามรจู้ ากการอ่านส่อื สิ่งพมิ พ์ สอื่ อเิ ล็กทรอนิกสแ์ ละแหล่งเรยี นรูต้ ่าง ๆ มาพฒั นาตน พฒั นาการเรยี น และ

พฒั นาความรูท้ างอาชีพ
ม.๔-๖/๙ มีมารยาทในการอา่ น

มาตรฐาน ท ๓.๑ การฟัง การดู และการพูด

ม.๔-๖/๑ สรุปแนวคดิ และแสดงความคิดเหน็ จากเรื่องท่ีฟังและดู
ม.๔-๖/๒ วเิ คราะห์ แนวคิด การใชภ้ าษา และความน่าเชอ่ื ถือจากเรอ่ื งท่ีฟังและดูอย่างมเี หตุผล
ม.๔-๖/๓ ประเมนิ เรื่องท่ีฟังและดู แลว้ กาหนดแนวทางนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นการดาเนินชวี ติ
ม.๔-๖/๔ มวี จิ ารณญาณในการเลือกเรือ่ งท่ีฟังและดู
ม.๔-๖/๖ มมี ารยาทในการฟัง การดู และการพดู

สาระการเรยี นรูป้ ระจาหน่วย จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

๑. การอา่ นอยา่ งมีประสิทธิภาพ ๑. เขา้ ใจหลกั การ มารยาทในการอา่ น
๒. การอา่ นอยา่ งมวี ิจารณญาณ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพและมวี ิจารณญาณ
๓. การฟังและการดูอยา่ งมีประสิทธิภาพ
๔. การฟังและการดอู ยา่ งมวี จิ ารณญาณ ๒. อ่านอยา่ งมีประสทิ ธิภาพและมวี จิ ารณญาณ
๓. เขา้ ใจหลกั การ มารยาทในการฟังและการดู

อยา่ งมีประสทิ ธิภาพและมวี ิจารณญาณ
๔. ฟังและดอู ยา่ งมีประสทิ ธิภาพและมีวจิ ารณญาณ

ผงั ความคดิ ประจาหน่วย

ทกั ษะทางภาษา (๑)

การอา่ นอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ การอา่ นวิเคราะห์ วิจารณ์ การฟังและดอู ยา่ งมี การฟังและดอู ยา่ งมี
ประสิทธิภาพ วิจารณญาณ
และมีวิจารณญาณ และประเมินค่า
ความหมาย
ความหมาย ความหมาย ความหมาย
แนวทางการฟัง
กระบวนการอา่ น หลกั การ แนวทางการฟัง และการดู
ปัจจยั ท่ีส่งเสริมการอา่ น ประโยชน์ และการดู

มารยาทในการฟัง
และการดู

มารยาทในการอ่าน ขน้ั ตอนการอ่าน

รปู แบบการวิจารณ์



การอา่ นอยา่ งมีประสทิ ธิภาพและมีวิจารณญาณ

การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายของตวั อกั ษรท่ีอา่ นออกมาเป็ นความรูค้ วามคิด และเกิด
ความเขา้ ใจเร่ืองราวที่อ่านตรงกบั เร่อื งราวท่ีผูเ้ ขยี นเขยี น ผูอ้ า่ นสามารถนาความรู้ ความคิดจากเร่อื งราว
ที่อ่านไปใชป้ ระโยชน์ได้ การอ่านไม่ใช่แค่ความสามารถในการถอดความหมายของตัวอกั ษรและอ่าน
เน้ ือหาไดอ้ ย่างคล่องแคล่วเทา่ น้ัน เป้าหมายของการอ่านคือความเขา้ ใจในสง่ิ ท่ีอ่านอยา่ งลึกซ้ ึง ไม่ใช่แค่
ความเขา้ ใจผิวเผินหรือเขา้ ใจตามตวั อกั ษร

ในสงั คมปัจจบุ นั การอ่านเป็ นกระบวนการสาคญั ที่ทาใหค้ นสามารถดารงชวี ิตอยไู่ ดท้ ่ามกลางส่ือ
หรือขอ้ ความต่าง ๆ รอบตัว ท่ีคนในสังคมตอ้ งอาศัยวิจารณญาณและอ่านอย่างมีประสิทธิภาพเพ่ือ
ตัดสิน วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินค่า ในระดับช้ันน้ ีผู้เรียนจึงจาเป็ นต้องศึกษาการอ่านให้มี
ประสิทธิภาพและมวี จิ ารณญาณควบคู่กนั ไป ดงั น้ ี

การอา่ น

การอา่ นในใจ

1. การอ่านอย่างมีประสทิ ธิภาพ 2. การอา่ นอยา่ งมีวิจารณญาณ
1.1 การอา่ นจบั ใจความ 2.1 การอ่านวเิ คราะห์
1.2 การอา่ นสรุปความ 2.2 การอ่านวจิ ารณ์
1.3 การอ่านตีความ 2.3 การอา่ นประเมินค่า
1.4 การอา่ นแปลความ
1.5 การอา่ นขยายความ

ภาพ ๑ การจาแนกประเภทการอ่านในใจ

๑. ความหมายของการอา่ นอยา่ งมีประสิทธิภาพและมีวิจารณญาณ

๑.๑ ความหมายของการอา่ นอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การอ่านที่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซ่ึงนับว่าเป็ นความ
สามารถที่คาใหก้ ารอ่านเกิดประสิทธิผลหรือเกิดผลสาเร็จตามเป้าหมาย ซ่ึงผูอ้ ่านสามารถฝึกทักษะให้
เกดิ ข้ นึ ไดต้ ามพ้ นื ฐานความรแู้ ละประสบการณก์ ารอ่าน ผูท้ ่ีอา่ นหนังสอื อยา่ งมีประสทิ ธิภาพถือว่า “อา่ น
หนังสอื เป็ น” และจะไดร้ บั ประโยชน์ในการอ่านหนังสืออยา่ งคุม้ คา่

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๑.๒ ความหมายของการอ่านอยา่ งมีวิจารณญาณ
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณกับการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพเป็ นเสมือนคนละส่ิง แต่ดู
เหมอื นวา่ จะเป็ นกระบวนการท่ีไม่สามารถจะแยกออกจากกนั ไดอ้ ยา่ งเด็ดขาด เพราะเป็ นกระบวนการที่
เอ้ อื อานวยตอ่ กนั สอดประสานกนั และใชก้ ระบวนการที่ต่อเน่ืองกนั
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็ นการอ่านที่บรรลุถึงข้นั สูงสุดของการอ่าน ซ่ึงผูอ้ ่านจะตอ้ งมี
ประสบการณ์ในการอ่านมามากจนมีภูมิปัญญาที่จะสามารถใชว้ ิจารณญาณไตร่ตรองใคร่ครวญได้ ซึ่ง
การใชว้ ิจารณญาณที่ดีไม่ใช่เพียงแต่คิดอย่างมีวิจารณญาณ แต่จะตอ้ งนาเอาไปปฏิบัติดว้ ยจึงจะเกิด
ประโยชน์

๒. กระบวนการอา่ นอยา่ งมีประสิทธิภาพและมีวิจารณญาณ

การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพและการอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีกระบวนการที่สอดคล้อง
ตอ่ เนื่องกนั สอดประสานและส่งเสริมกนั ซึง่ การอา่ นอยา่ งมีวจิ ารณญาณเป็ นการอ่านที่อาจจะเรยี กไดว้ า่
เป็ นการบรรลุข้นั สงู สุดของการอ่าน ซ่งึ มฐี านหรือขน้ั ตอนมาจากกระบวนการเดียวกนั กบั การอ่านอย่างมี
ประสิทธิภาพ ฉะน้ันจะไดอ้ ธิบายขน้ั ตอนของกระบวนการอ่านควบคูก่ นั ไป ดงั น้ ี

๒.๑ การอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็ นข้นั ตอนที่เปรียบเสมือนการเดินทางท่ีมีเข็มทิศ ย่อมจะ
ไม่หลงทางและถึงเป้าหมายไดต้ ามท่ีกาหนด ซ่ึงถา้ ทาไดก้ ็ถือว่าเป็ นจุดเร่ิมตน้ ของการอ่านอย่างมี
ประสิทธิภาพ การต้ังจุดมุ่งหมายของการอ่านจึงเป็ นข้ันตอนข้นั ตน้ ของการอ่านทุกชนิด โดยเฉพาะ
ข้นั ตอนของการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพท่ีจะตอ้ งต้ังจุดมุ่งหมายของการอ่านก่อน ซ่ึงโดยทวั่ ๆ ไปแลว้
จุดมุ่งหมายหลกั ๆ ของการอ่านมกั จะแบ่งออกเป็ น ๓ ประเภท คือ

๑) การอา่ นเพ่ือความรู้ เป็ นการอ่านเก่ยี วกบั วิชาการ เช่น ตาราเรยี น ข่าวสาร เป็ นตน้
๒) การอา่ นเพ่ือความเพลิดเพลิน เป็ นการอ่านเรอื่ งราวท่ีเบาสมอง สนุกสนาน เพ่ือความ
บนั เทิงและผ่อนคลาย เชน่ การอา่ นนิทาน นวนิยาย นิตยสารบนั เทิง เป็ นตน้
๓) การอา่ นเพือ่ ความจรรโลงใจ เป็ นการอ่านเพือ่ เจริญสติปัญญา และบารุงจติ ใจไปพรอ้ ม
กนั เช่น การอ่านบทกลอน การอา่ นชีวประวตั ิของบุคคลสาคญั เป็ นตน้ การอ่านหนังสือประเภทน้ ีจะได้
ท้งั เกรด็ ความรู้ คติชีวติ ความซาบซ้ ึงใจไปพรอ้ ม ๆ กนั
๒.๒ การอ่านเพ่ือความเขา้ ใจ ไม่ว่าจะเป็ นการอ่านประเภทใด อ่านแลว้ จะตอ้ งเขา้ ใจเร่ืองท่ี
อ่าน ซ่ึงการอ่านเพ่ือความเขา้ ใจจะตอ้ งอ่านในรายละเอียดและจะตอ้ งใชส้ มาธิในการอ่านสูง ฉะน้ัน
จะตอ้ งมคี วามพรอ้ มท่ีจะอ่าน ไมใ่ ช่อา่ นอยา่ งใจลอยหรือเล่ือนลอย
๒.๓ การอ่านเพ่ือจับประเด็นสาคัญ เป็ นทักษะต่อจากการอ่านเพื่อความเขา้ ใจ นั่นคือ
นักเรียนจะตอ้ งทาความเขา้ ใจในเร่ืองท่ีอ่านก่อน จึงจะสามารถจบั ประเด็นสาคญั หรือใจความสาคญั ได้
ซ่ึงการจบั ประเด็นสาคญั หรือความคิดหลกั (Main Idea) จะตอ้ งแยกใจความสาคญั หลกั ออกจากใจความ
สาคัญรองในแต่ละย่อหน้า ซ่ึงใจความสาคัญส่วนใหญ่มักจะอยู่ในตอนตน้ ของย่อหน้า และบางคร้ังก็
อาจจะอยูไ่ ดท้ ้งั ตอนกลางและตอนทา้ ยของย่อหนา้ ไดเ้ ช่นกนั

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๒.๔ การอ่านเพ่ือวิเคราะห์ เป็ นทักษะของการแยกแยะ เช่น การแยกแยะขอ้ เท็จจริงออกจาก
ขอ้ คิดเห็น การแยกแยะส่วนผิดส่วนถูก การแยกแยะว่าอะไรเป็ น เหตุอะไรเป็ นผล เป็ นตน้ ซ่ึงการ
วิเคราะหแ์ ยกแยะได้ บางคร้งั จะตอ้ งอาศยั ทกั ษะอื่น ๆ เขา้ ชว่ ย เชน่ ทกั ษะของการตีความ เป็ นตน้

๒.๕ การอ่านเพ่ือประเมินค่า เป็ นทักษะของการอ่านที่ต่อเน่ืองมาจากการวิเคราะหแ์ ละการ
ตีความ ซึ่งเม่ือตีความได้ วิเคราะหไ์ ด้ ก็จะสามารถประเมินค่าได้ และเม่ือมีทักษะมาถึงข้นั น้ ีก็สามารถ
วิพากษ์วิจารณ์ได้ ผูอ้ ่านจะสามารถประเมินค่าของส่ิงที่อ่านได้ จะตอ้ งรูจ้ กั ส่ิงที่ประเมินอย่างดี เช่น ถา้
นักเรียนจะประเมินค่าของหนังสือสกั เล่ม นักเรยี นจะตอ้ งรูจ้ กั ประเภทของหนังสือว่า หนังสอื เล่มน้ันเป็ น
หนังสอื ประเภทใด ซึ่งหนังสือแต่ละประเภทก็จะมีวธิ ีประเมนิ ไมเ่ หมือนกนั อาทิ หนังสอื ประเภทรอ้ ยแกว้
กบั รอ้ ยกรองกจ็ ะมีวิธีประเมนิ คา่ ที่ตา่ งกนั เป็ นตน้

๒.๖ การอ่านเพื่อวินิจฉัยตดั สิน เป็ นข้นั ตอนที่เกือบจะแยกไม่ออกกบั การอ่านเพ่ือประเมินค่า
นั่นคือ ผู้อ่านจะต้องใชก้ ารวินิจฉัยหรือตัดสินประกอบกับการประเมินค่าว่า มีคุณค่าทางด้านใด
เหมาะสมหรือไม่ การตดั สินรวมไปถึงการเลือกท่ีจะเชื่อหรือไม่เช่ือ รบั ฟังหรือไม่ การตดั สินใจหรือการ
วินิจฉัยท่ีแม่นยาถูกตอ้ งเป็ นเร่ืองจาเป็ นและสาคญั มาก ทุก ๆ ข้นั ตอนของการดาเนินชีวิต ไม่วา่ จะเป็ น
การเรียน การประกอบอาชีพ และดา้ นอื่น ซ่ึงเป็ นข้นั ตอนท่ีจะตอ้ งพิจารณาไตร่ตรองและกลัน่ กรอง
ทบทวนใหด้ ีวา่ มีเหตุผลหรือไม่ สว่ นไหนผิดหรือถูกอยา่ งไร ขน้ั ตอนน้ ีเป็ นข้นั ตอนของการตัดสินโดยตอ้ ง
ใชว้ ิจารณญาณ ซึ่งถือเป็ นกระบวนการขน้ั สงู สุดของการเรียนรทู้ างปัญญา

๒.๗ การอ่านเพื่อนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวัน การอ่าน
เพ่ือใหเ้ กิดผลและเป็ นประโยชน์ต่อตวั ผูอ้ ่านจะตอ้ งอ่านอยา่ งมีประสิทธิภาพ
และมีวิจารณญาณ นัน่ คือจะตอ้ งสามารถวิเคราะห์ ประเมินค่า รวมท้ังการ
ไตร่ตรอง ตัดสินใจ เพื่อเลือกนาส่วนที่ดีหรือเหมาะสมไปปฏิบัติใน
ชีวิตประจาวัน เช่น การอ่านเร่ืองส้ันของ ปราบดา หยุ่น ท่ีไดร้ ับรางวัล
วรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ก็จะตอ้ งอ่านเพื่อไตร่ตรอง
ใคร่ครวญว่า ทาไมจึงไดร้ างวลั เพราะอะไร ทาไมผูค้ นจึงวิพากษ์วิจารณ์กัน
มาก หรือหากว่าการอ่านเรื่องน้ ีจะมีส่วนที่ไม่ดีผ่านเขา้ มาในสายตาอยู่บา้ ง
ผู้อ่านก็จะตอ้ งรู้จักนามาใชเ้ ป็ นบทเรียนหรืออุทาหรณ์เพื่อหลีกเลี่ยงส่ิง

ภาพ ๒ ความน่าจะเป็ น

เหล่าน้ัน ซึ่งนักเรียนจะตอ้ งมีวิจารณญาณ จึงจะเรียกว่าเป็ นการอ่านอย่างมี

ของปราบดา หยนุ่

ประสทิ ธิภาพและมีวจิ ารณญาณ เพื่อพฒั นาคุณภาพชวี ิตผูอ้ า่ น

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์


Click to View FlipBook Version