The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by korn.kornphong, 2020-10-26 12:16:28

TH33101

www.krukorn.com



๓. ปัจจยั ทส่ี ง่ เสริมการอ่านอยา่ งมีประสิทธิภาพและมีวิจารณญาณ

การอ่านมีปัจจยั หลายอย่างท่ีสนับสนุนส่งเสริมการอ่านใหส้ ามารถอ่านไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
มากข้ นึ ท้งั ในลกั ษณะที่เป็ นเทคโนโลยีเพ่ือพฒั นาความเร็วในการอ่าน ท้งั ในลกั ษณะท่ีเป็ นองคป์ ระกอบ
ที่ช่วยสนับสนุนการอา่ น และท้งั ในสว่ นท่ีส่งเสรมิ ต่อยอดการอา่ นอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ดงั น้ ี

๓.๑ การอ่านอยา่ งมีวิจารณญาณ
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็ นองค์ประกอบสาคัญที่ส่งเสริมหรือต่อยอดใหม้ ีประสิทธิภาพ
การอ่านอยา่ งมีวิจารณญาณสาคญั มาก โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวตั น์ที่มีส่ือมากมายหลายประเภท หาก
นักเรียนไม่มีวิจารณญาณในการอ่าน เมื่อนักเรียนอ่านสื่อเอกสารประเภทใดก็ตาม ก่อนที่จะเช่ือหรือ
กอ่ นท่ีจะนาไปประยุกตใ์ ชจ้ ะตอ้ งทาตามขน้ั ตอนโดยสรุป ดงั น้ ี

๑) ทาความเขา้ ใจ
๒) จบั ประเด็นสาระสาคญั ว่าคอื อะไร
๓) วิเคราะห์ แยกแยะวา่ อะไรจริง ไม่จริง หรืออะไรมีเหตุมีผล อะไรไมม่ ีเหตุผล
๔) ประเมินค่าโดยต้งั คาถาม หรือวิพากษว์ ิจารณแ์ ละวนิ ิจฉยั วา่ ควรเชอ่ื หรือไม่ อยา่ งไร
๕) ควรรบั เอาสว่ นใดดา้ นใดไปปฏิบตั ิ
นักเรียนสามารถนาเอาข้นั ตอนการอ่านอยา่ งมีวิจารณญาณน้ ีไปประยุกตใ์ ชไ้ ดก้ บั ทุกเรื่องต้งั แต่
เร่ืองเล็ก ๆ เช่น การอา่ นใบปลิวโฆษณาสินคา้ กไ็ ม่ควรจะเช่อื งา่ ย ๆ ตอ้ งวิเคราะห์ ไตร่ตรองก่อนว่าควร
จะซ้ ือหรือไม่ เหมาะสมกบั ราคาหรือไม่ หลอกลวงหรือไม่ เป็ นตน้ จนไปถึงเรื่องใหญ่ ๆ รอบ ๆ ตวั เรา
เชน่ เรื่องการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม และอืน่ ๆ เป็ นตน้
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณตามข้ันตอนขา้ งตน้ น้ ี เมื่อนักเรียนมีโอกาสสะสมความรูแ้ ละมี
ประสบการณม์ ากพอ การใชว้ ิจารณญาณก็จะสามารถเกิดข้ ึนอยา่ งรวดเร็วเหมือนเป็ นโดยธรรมชาติ ซึ่ง
การฝึกตนเองใหร้ ูจ้ กั วิเคราะหว์ ิจารณ์ ไตร่ตรองอยู่เสมอ จะทาใหส้ ามารถตัดสินใจไดอ้ ย่างถูกตอ้ งไม่
พลาด และเป็ นคนมีวจิ ารณญาณ ซ่งึ ถือเป็ นทกั ษะข้นั สงู สุด

ตวั อยา่ งการอา่ นอยา่ งมีวิจารณญาณ
“ในเกาหลนี ้ันทา่ นคงจะลอกเลยี นอะไรตอ่ มิอะไรเขามากมาย ทาใหส้ หรฐั อเมรกิ าซ่ ึงเป็นมหามิตร ใหค้ วาม
อุดหนุนจุนเจือทางเศรษฐกิจและการทหารทนอยไู่ ม่ไหว ตอ้ งสะกิดใหเ้ พลาๆ ลงเสียบา้ ง เพราะบรรดาเจา้ ของ
ลิขสิทธ์ิคนอเมรกิ ันเขาไม่พอใจ การสะกิดเฉยๆ น้ีเขา้ ใจวา่ คงไม่ไดผ้ ลอะไรนัก ตอนหลังมาอเมรกิ าก็เลยเพ่ ิมความ
บีบค้ันกดดนั อยา่ งรุนแรงมาทางรฐั บาลเกาหลี ผลสุดทา้ ยรฐั บาลเกาหลีทนไม่ได้ จึงตัดสินใจเสนอร่างกฎหมาย
ลิขสิทธ์ิเขา้ สูส่ ภา..
นอกจากน้ันประเทศเกาหลีก็จะเขา้ เป็นภาคีสมาชิกในอนุสญั ญาสากลวา่ ดว้ ยลิขสิทธ์ิ อนุสัญญาแห่งกรงุ
เบอรล์ ินโดยด่วน ซ่ ึงก็ควรจะเป็ นปี ค.ศ. ๑๙๘๘ โน่น ข่าวประเภทน้ีนะครบั ทางวงการเขารูก้ ันดี พวกท่ ีมีอาชีพ
เก่ ียวกับการพิมพ์ การแปล และการจาหน่ายหนังสือก็เลยเปิดการประทว้ งกดดนั รฐั บาลกันใหญ่ เพ่ ือใหเ้ ล่ือนการ
เสนอกฎหมายน้ีออกไป”
นักเรียนจะสามารถใชว้ ิจารณญาณต่อเร่ืองน้ ีได้ ควรจะรูแ้ ละเขา้ ใจในเรื่องของลิขสิทธ์ิ คือ ผลงานทาง
ความคิดและสติปัญญาของบุคคลน้ันเป็ นลขิ สทิ ธ์ิของเขา คนอื่นจะลอกเลียนมิได้ ประเทศสรา้ งพนั ธะทางกฎหมาย
ในเรื่องลิขสิทธ์ิข้ ึนมา ก็ไม่สามารถจะลอกเลียนผลงานเขียนหรืองานคิดคน้ ของผูอ้ ื่นได้ เพราะถา้ ทาเช่นน้ันจะเป็ น

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



การผิดกฎหมาย น่ีคือความรูพ้ ้ นื ฐานที่ผอู้ า่ นจะตอ้ งรมู้ ากอ่ นที่จะอา่ นเร่อื งน้ ีอยา่ งมีวิจารณญาณได้ นอกจากน้ ีผอู้ ่าน
ยงั ตอ้ งเขา้ ใจถอ้ ยคาและประเด็นสาคัญที่เป็ นสาระของเร่ือง ที่อ่านโดยตลอดเสียก่อนจึงจะสามารถวิเคราะหแ์ ละ
ประเมินไดว้ ่า ขณะน้ ีสหรฐั อเมริกาไม่พอใจท่ีคนเกาหลีลอกเลียนผลงานของเขา สหรฐั อเมริกาจึงบีบค้ันใหร้ ฐั บาล
เกาหลีออกกฎหมายลิขสิทธ์ิ และใหเ้ กาหลีสมคั รเป็ นสมาชิกสญั ญาลิขสิทธ์ิสากล เหตุการณ์น้ ีทาใหช้ าวเกาหลีไม่
พอใจและประทว้ งรฐั บาลใหเ้ ลื่อนการเสนอกฎหมายลิขสิทธ์ิเขา้ สภา เหตุผลก็คือ เขาจะเสียประโยชน์ไม่อาจลอก
เลยี นผลงานของชาติอืน่ อกี ต่อไปได้

การอ่านอยา่ งมีวิจารณญาณในเรอื่ งน้ ี นักเรยี นควรจะอา่ นไป คดิ ไป พจิ ารณาไป ดว้ ยทศั นะเชงิ วจิ ารณ์ ของ
ตนและวินิจฉยั ตดั สินวา่ เหตุการณท์ ี่เป็ นไปเช่นน้ันควรหรือไม่ควรอยา่ งไร เห็นดว้ ยหรือไม่เห็นดว้ ย เพราะเหตุผล
อะไร และสามารถนาเอาไปใชเ้ ป็ นบทเรยี นอยา่ งไรกบั ประเทศไทยไดบ้ า้ ง ซ่ึงวิจารณญาณของแต่ละคนมีไม่เทา่ กนั
และบางทีก็ไม่เหมือนกนั เช่น บางคนอาจจะเห็นดว้ ยที่ชาวเกาหลีต่อตา้ นกฎหมายลิขสิทธ์ิ เพราะกฎหมายลิขสทิ ธ์ิ
เป็ นเครื่องกดี ก้นั ไม่ใหผ้ ลงานทางปัญญาเผ่ือแผ่เป็ นประโยชน์กบั บุคคลทวั่ ไป ตรงกนั ขา้ มกฎหมายลิขสทิ ธ์ิจะเอ้ อื ให้
กลุ่มคนท่ีฉลาดกว่าไดแ้ สวงหาผลประโยชน์จากส่ิงที่ตนคิดคน้ ไดโ้ ดยไม่ใยดีวา่ คนสว่ นมากจะตกเป็ นฝ่ ายเสียเปรยี บ
อย่างไร นอกจากน้ ีสาหรบั ประเทศกาลังพัฒนาท้ังหลาย มีความจาเป็ นอย่างย่ิงท่ีจะตอ้ งลอกเลียนและถ่ายทอด
วิทยาการจากประเทศที่เจริญแลว้ ถา้ ออกกฎหมายมาสกัดก้ันการลอกเลียนแลว้ ก็ไม่มีทางที่จะนาประเทศให้
เจริญกา้ วหน้าได้ เพราะการลงทุนคิดคน้ ใหม่ในส่ิงที่เขารูก้ ันอยู่แลว้ ย่อมส้ ินเปลืองโดยใช่เหตุ และการจะจ่าย
ค่าลิขสิทธ์ิตามกฎหมายกาหนดก็เป็ นสิง่ ที่ประเทศยากจนทาไม่ได้ เพราะไม่มีเงินเพียงพอ การท่ีประเทศเจริญแลว้
บงั คบั ประเทศที่ดอ้ ยพฒั นากวา่ ใหท้ าพนั ธสญั ญาทางลิขสิทธ์ิกบั ตน จงึ เป็ นการเอาเปรยี บและเหน็ แก่ตวั

หรืออีกทางหนึ่ง นักเรียนอาจจะคิดดว้ ยวิจารณญาณวา่ การออกกฎหมายลิขสิทธ์ิเป็ นสิ่งที่ถูกตอ้ ง เพราะ
เป็ นการรักษาสิทธิประโยชน์ของคนท่ีมีความคิดและความพยายามสรา้ งสรรค์ส่ิงใหม่ ๆ เมื่อเขาผูล้ งทุนทาง
สติปัญญาเป็ นเร่อื งที่ถูกตอ้ งแลว้ ที่เขาจะเป็ นผไู้ ดร้ บั ประโยชน์ ตรงขา้ มกบั ผทู้ ี่คอยลอกเลยี นแบบคนอ่ืนถือวา่ เป็ นการ
แสดงความมกั งา่ ยและไม่เคารพสิทธิผูค้ ิดคน้ ท้งั ยงั แสดงความเหน็ แก่ตวั คดั คา้ นกฎหมายลขิ สทิ ธ์ิอีก เป็ นตน้

(ที่มา : ดดั แปลงจาก ชะอุม่ โชติทอง)

๓.๒ การอา่ นตคี วาม แปลความ ขยายความ
๑) การอ่านตีความ เป็ นการอ่านท่ีจะตอ้ งทาความเขา้ ใจกับความหมายแฝง ที่เป็ นแก่นของ
เรื่องท่ีแทจ้ ริงที่ผูเ้ ขียนตอ้ งการจะส่ือ เน่ืองจากบางคร้ังผูเ้ ขียนไม่ไดต้ อ้ งการส่ือความหมายตรงตาม
ถอ้ ยคาที่เขียน แต่ยงั แฝงความคิดท่ีลึกซ้ ึงดว้ ยศิลปะการเขียนที่ใชส้ ัญลักษณ์หรือถอ้ ยคาเปรียบเทียบ
เพื่อใหผ้ ูอ้ ่านใชป้ ัญญาคิดวิเคราะหเ์ น้ ือความน้ัน ๆ เพื่อใหเ้ กิดอรรถรสในการอ่าน หรือบางคร้งั ผูเ้ ขียน
อาจไม่กลา่ วถึงเร่ืองราวบางประการอยา่ งตรงไปตรงมา ซึง่ อาจจะเป็ นเรื่องผิดกฎหมายหรือเสียมารยาท
ทางสงั คม ผูเ้ ขียนจึงหลีกเลี่ยงวิธีการเขียนโดยไม่กล่าวตรง ๆ แต่ไปใชค้ าเปรียบเทียบหรือใชส้ ญั ลกั ษณ์
แทน ผูอ้ า่ นจึงตอ้ งใชป้ ระสบการณก์ ารอ่านและสติปัญญาในการอา่ นตีความใหเ้ ขา้ ใจสารอยา่ งแทจ้ รงิ

ตวั อยา่ งการอา่ นตีความ (๑)

“สองคนยลตามช่อง คนหน่ึงมองเหน็ โคลนตม

อีกคนตาแหลมคม มองเหน็ ดาวอยพู่ ราวพราย”

(ฟ.ฮีแลร)์

* บทรอ้ ยกรองน้ี ปรากฏในแบบเรยี นภาษาไทย ดรณุ ศึกษา โดย ฟ.ฮีแลร์ แหง่ โรงเรยี นอสั สมั ชญั โดยแปลมาจากสภุ าษิต

ของ Frederick Langbridge ความวา่ “Two men look out the same prison bars; one sees mud and the other stars.”

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



จากบทรอ้ ยกรองขา้ งตน้ ถา้ อ่านเพียงเพื่อเขา้ ใจความหมายอย่างตรงไปตรงมา ก็จะไดค้ วามวา่
“มีคนสองคนมองเขา้ ไปตามช่อง คนหน่ึงมองเห็นโคลนตม อกี คนหนึ่งมองเหน็ ดวงดาวมากมาย”

แต่ผูเ้ ขียนมีจุดมุ่งหมายในการสื่อสารท่ีลึกซ้ ึงกว่าน้ัน โดยนาเสนอเน้ ือหาในรูปของคาท่ีเป็ น
สญั ลกั ษณ์ ซ่ึงผูอ้ ่านจะตอ้ งตีความเพื่อความเขา้ ใจรอ้ ยกรองน้ ี มีคาท่ีเป็ นสญั ลกั ษณ์สาคญั ๒ คา ไดแ้ ก่

“โคลนตม” หมายถึง ของไม่ดี ไมม่ ีคา่ ความตา่ ตอ้ ย ความไม่สาเรจ็
“ดาว” หมายถึง ความสาเรจ็ ความสงู ส่ง สิ่งท่ีมคี ุณคา่
ฉะน้ัน ถา้ อ่านรอ้ ยกรองบทน้ ีในลกั ษณะการตีความ ก็จะไดร้ บั สารที่ลึกซ้ ึงว่า คนสองคนท่ีอยู่
ในสถานการณ์เดียวกัน หรือมองเห็นสิ่งเดียวกัน ในขณะท่ีคนหน่ึง เห็นว่าสิ่งน้ันไม่มีประโยชน์ ไม่มี
คุณค่า แตอ่ ีกคนหน่ึงมองเห็นชอ่ งทางท่ีจะนาส่งิ น้ันมาใชป้ ระโยชน์ สรา้ งคุณค่าและความสาเรจ็ ใหแ้ ก่ตน

ตวั อยา่ งการอ่านตคี วาม (๒)
“อาทิตยอ์ ุทยั ไยสวา่ งทางตะวนั ตก
แลว้ จะวกกลบั ฟ้าทางทิศไหน
ดาวประกายฉายแสงอยแู่ หง่ ใด
ดาวจญั ไรไยเกล่ือนฟ้าท้งั ราตรี
หญา้ เลวเลวเล้ ือยลา่ คลมุ ป่ าใหญ่
พญาไมผ้ ุเป่ื อยดว้ ยพษิ ผี
ก้ ิงกือคลานเกลอื่ นในปฐพี
เสือสงิ หต์ า่ งวง่ิ หนีกลวั ก้ งิ กอื
สตั วเ์ ล้ อื ยคลานถึงคราวเขา้ ครองโลก
สา่ สตั วอ์ ื่นตรมโศกไม่กลา้ หอื
สุดจะแสรง้ แปลงร่างใชห้ างแทนมือ
สทู้ นถือศีลอดรนั ทดใจ”

(องั คาร กลั ยาณพงศ)์

ถา้ ผูอ้ ่านรบั รูเ้ รื่องท่ีอ่านน้ ีอย่างตรงไปตรงมา จะเขา้ ใจวา่ ผูเ้ ขียนแสดงใหเ้ ห็นความวิปริตของ
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ แต่เจตนาที่แทจ้ ริงของผูเ้ ขียนตอ้ งการแสดงใหเ้ ห็นความวิปริตของสงั คมมนุษย์
ท่ีปล่อยใหอ้ ธรรมมีอานาจเหนือธรรมะ โดยนาเอาความวิปริตของปรากฏการณ์ธรรมชาติมาพรรณนา
เปรียบเทียบ เราจึงอาจตีความไดอ้ ยา่ งน้อยสองระดบั คือ ระดับรูปธรรม ตีความไดว้ า่ คนพาลไดข้ ้ ึนมา
มีบทบาทช้ ีนาสงั คม ทาใหค้ นอื่นตอ้ งหลบซ่อนเก็บตัว และระดับนามธรรม ตีความไดว้ า่ สงั คมทุกวนั น้ ี
ความชวั่ มอี านาจเหนือความดีไปแลว้

การตีความของผอู้ ่านตอ้ งพจิ ารณาคาท่ีเป็ นสญั ลกั ษณ์ ดงั น้ ี
“อาทิตยอ์ ุทยั ” หมายถึง พฤติกรรมของผูน้ าสงั คม หวั หน้า หรือหมายถึง ปรชั ญาสงั คม หรือ
นโยบายก็ได้
“ตะวนั ตก” หมายถึง อาการกลบั ตาลปัตร หรือความไมถ่ ูกตอ้ งตามทานองคลองธรรม
“ดาวประกาย พญาไม้ เสือสิงห”์ หมายถึง ความดีงาม ความถูกตอ้ งหรือคนดีในสงั คม
“ดาวจญั ไร ก้ งิ กือ สตั วเ์ ล้ ือยคลาน” หมายถึง คนชวั่ สง่ิ อปั มงคล ความชวั่ รา้ ยในสงั คม

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



ถา้ ผูอ้ ่านตอ้ งการตีความดา้ นอารมณห์ รือทัศนะของผูเ้ ขียน จะสงั เกตเห็นวา่ ผูเ้ ขียนเขียนดว้ ย
ความรูส้ ึกคบั แคน้ โดยสงั เกตจากการใชค้ า เช่น ดาวจญั ไร หญา้ เลวเลว ก้ ิงกือ สตั วเ์ ล้ ือยคลาน เป็ นตน้
และผูเ้ ขยี นจบเรื่องน้ ีลงดว้ ยความรสู้ กึ รนั ทดใจ

๒) การอ่านแปลความ เป็ นการทาความเขา้ ใจความหมายของคาศพั ท์ยาก หรือถอ้ ยคาท่ีไม่
ใชก้ นั โดยทวั่ ไป เพ่อื ใหส้ ามารถตีความไดด้ ีและสมบูรณย์ ง่ิ ข้ นึ ซง่ึ การแปลความมขี ้นั ตอน ดงั น้ ี

(๑) อ่านเรอ่ื งราวโดยตลอด ๑-๒ เท่ียว เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจเรือ่ งราวโดยรวมอยา่ งครา่ วๆ
(๒) ถา้ พบคาศพั ท์ยากใหพ้ ยายามแปลความหมาย โดยอาศัยเน้ ือความอื่นในบริบท ศึกษา
จากดชั นีคาศพั ทย์ ากทา้ ยเล่มหนังสอื หรือหาความหมายจากพจนานุกรม
(๓) เรยี บเรียงความคิดท่ีไดจ้ ากการแปลความ หรือเรียบเรียงขอ้ ความที่ได้ จากการแปลความ
เพื่อใหอ้ ่านเขา้ ใจยิ่งข้ นึ

ตวั อยา่ งการอ่านแปลความ
“ขา้ พเจา้ พิจารณาดูตามหลักฐานท่ีปรากฏในพงศาวดาร เห็นว่า ชนชาติไทย มีคุณธรรม ๓ อย่างเป็ น
สาคญั จึงสามารถปกครองประเทศสยามได้ คือ ความรกั อิสระของ ชนชาติอย่างหนึ่ง ความปราศจากวิหิงสาอยา่ ง
หนึ่ง ความฉลาดในการประสานประโยชน์ อยา่ งหนึ่ง”

(ปาฐกถาเร่อื ง ลกั ษณะการปกครองประเทศสยามแตโ่ บราณ
พระนิพนธใ์ นสมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ)

ถา้ พิจารณาขอ้ ความน้ ีจะพบคาศพั ท์ท่ีอาจทาใหผ้ ูอ้ ่านบางคนเขา้ ใจเน้ ือความ ไม่ตลอด ไดแ้ ก่
พงศาวดาร วิหิงสา และประสานประโยชน์ ดงั น้ันผูอ้ า่ นจะตอ้ งแปลความ คาศพั ทท์ ้งั ๓ คา ดงั น้ ี

“พงศาวดาร” หมายถึง แหล่งบันทึกขอ้ มูลทางประวัติศาสตร์ ในสมัยก่อน มักใชห้ นังสือ
ใบลาน หรอื สมดุ ข่อย ในสมยั หลงั ไดจ้ ดั พมิ พใ์ หม่เป็ นหนังสอื เล่ม

“วิหิงสา” หมายถึง ความไมเ่ บียดเบียน
“ประสานประโยชน์” หมายถึง การเอ้ อื ประโยชน์ซ่ึงกนั และกนั
ดังน้ัน จึงแปลความเพ่ือความเขา้ ใจง่าย ไดว้ ่า “ขา้ พเจา้ พิจารณาดูตามหลักฐานที่ปรากฏใน
หนังสือบนั ทึกประวตั ิศาสตร์ เห็นวา่ คนไทยมีคุณธรรม ๓ อยา่ งเป็ นสาคญั จึงสามารถปกครองประเทศ
สยามได้ คือ ความรักอิสระของชนชาติ ความไม่เบียดเบียนซึ่งกนั และกนั และการเอ้ ือประโยชน์ซึ่งกนั
และกนั ” การแปลความน้ ีเป็ นข้นั ตอนหนึ่งของการตีความ เพราะผอู้ ่านจะสามารถตีความไดจ้ ะตอ้ งแปล
ความและเขา้ ใจเรื่องราวอยา่ งครบถว้ นก่อน

๓) การอ่านขยายความ เป็ นการอ่านท่ีผูอ้ ่านตอ้ งขยายความเพิ่มเติมเพื่อใหไ้ ด้ เน้ ือเร่ืองหรือ
เรื่องราวท่ีสมบูรณ์ เนื่องจากบางคร้ังเรื่องท่ีอ่านย่นย่อเกินไปจนขาดรายละเอียด ผู้อ่านจึงจะตอ้ งใช้
ความรูแ้ ละประสบการณ์ในเร่ืองน้ันมาขยายความเพื่อความเขา้ ใจยิ่งข้ ึนหรือ ตีความ แปลความได้
หลากหลายข้ ึน การขยายความสามารถกระทาไดใ้ นหลายรูปแบบ เช่น การยกตวั อยา่ ง การอา้ งอิง การ
เปรยี บเทียบ เป็ นตน้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๐

ตวั อยา่ งการอา่ นขยายความ (๑)

เปมโต ชายตี โสโก

เปตโม ชายตี ภย

เปมโต วปิ ฺปมตุ ฺตสฺส

นตฺถิ โสโก กุโต ภย

ความโศกเกดิ จากความรกั ความกลวั กเ็ กดิ จากความรกั

ผทู้ ่ีละความรกั เสยี ไดแ้ ลว้ ก็ไมโ่ ศกก็ไม่กลวั

(พทุ ธภาษิต)

ขยายความไดว้ า่ พุทธภาษิตน้ ีใหข้ อ้ คิดวา่ ความรกั เป็ นตน้ เหตุใหเ้ กิดความโศกและความกลวั
ผูท้ ี่ละความรกั ไดแ้ ลว้ ก็ไม่ตอ้ งโศกไม่ตอ้ งกลวั

เม่ือบุคคลมีความรกั ต่อสิ่งใดหรือคนใด เขาก็ตอ้ งการใหส้ ิ่งน้ัน คนน้ันคงอยูใ่ หเ้ ขารกั ตลอดไป
มนุษย์โดยทัว่ ไปย่อมจะกลัวว่าสิ่งน้ัน ๆ หรือคนที่รักจะสูญหายหรือจากเขาไป ทาใหเ้ กิดความกังวล
ความทุกข์ ความโศกข้ ึนในใจ แต่ถา้ เรารูเ้ ท่าทันกฎแหง่ ธรรมชาติที่วา่ ทุกส่ิงทุกคนยอ่ มตอ้ งเปล่ียนแปร
หรือแตกดับสลายไปเป็ นธรรมดา และทาใหล้ ะจากความรัก ความผูกพัน และความติดใจที่มีต่อสิ่ง
เหลา่ น้ันเสยี เขาก็จะหลุดพน้ จากบว่ งของความรกั และความโศก

ตวั อยา่ งการอา่ นขยายความ (๒)

“ใครจะไวใ้ จอะไรตามใจเถิด แต่อยา่ เกิดไวใ้ จในสิ่งหา้

หนึ่งอยา่ ไวใ้ จทะเลทุกเวลา สองสตั วเ์ ข้ ยี วเลบ็ งาอยา่ วางใจ

สามผถู้ ืออาวธุ สุดจกั รา้ ย ส่ผี หู้ ญงิ ท้งั หลายอยา่ กรายใกล้

หา้ มหากษตั รยิ ท์ รงฉตั รชยั ถา้ แมน้ ใครประมาทอาจตายเอย”

(นิทานเวตาล โดย กรมหมื่นพทิ ยาลงกรณ)์

ขยายความไดว้ ่า ในโลกน้ ีมีส่ิงท่ีไวใ้ จไม่ไดอ้ ยู่ ๕ อย่าง คือ ทะเล สตั วม์ ีเข้ ียว เล็บ งา คนถือ
อาวุธ ผูห้ ญงิ และพระมหากษตั รยิ ์ เพราะท้งั หมดน้ ีอาจนาหายนะและความตายมาใหโ้ ดยไม่รตู้ วั ดงั น้ ี

๑) ไม่ใหไ้ วใ้ จทะเล เพราะทะเลน้ันหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ บางคร้งั จะมองเห็นว่า ทะเลมี
ความงามยามสงบ ราบเรียบ แต่ทะเลนัน่ เองจะกลบั กลายเป็ นท่ีที่น่าสะพรึงกลวั เมื่อยามแปรเปลี่ยนเป็ น
ทะเลบา้ ขณะท่ีมีคล่ืนและลมพายพุ ดั แรง และอาจเป็ นอนั ตรายถึงแกช่ ีวิตได้

๒) ไม่ใหไ้ วใ้ จสตั วท์ ่ีมีเข้ ียว เล็บ งา เพราะสตั วพ์ วกน้ ีย่อมมีนิสยั ดุรา้ ยไปตามธรรมชาติของมนั
ถา้ มนั ไมพ่ อใจ หรือบา้ คลงั่ ข้ นึ มาเมือ่ ใด มนั ก็อาจจะทารา้ ยผูค้ นได้ แมแ้ ตเ่ จา้ ของของมนั เองกไ็ ม่ละเวน้

๓) ไม่ใหไ้ วใ้ จคนถืออาวุธ เพราะข้ ึนชื่อวา่ อาวุธแลว้ ย่อมมีอนั ตรายมกั ใชเ้ ป็ นเคร่ืองมือทารา้ ย
ผูอ้ ื่น ถา้ ผถู้ ืออาวธุ คุมสติไม่ไดก้ ็อาจจะเป็ นอนั ตรายแก่ผทู้ ่ีอยใู่ กลช้ ิด อีกอยา่ งหน่ึง คนถืออาวธุ มกั มีจิตใจ
ฮึกเหมิ และอาจทาอะไรดว้ ยความรวู่ าม ดงั น้ันผูอ้ ยใู่ กลจ้ ึงไม่ควรไวว้ างใจ

๔) ไม่ใหไ้ วใ้ จผูห้ ญิง อาจจะเป็ นเพราะผูห้ ญิงเป็ นเพศท่ีมีจิตใจอ่อนไหวง่าย และมกั จะเก็บ
ความลับไม่ได้ ดังน้ันเรื่องท่ีเป็ นความลับหรือเรื่องที่อาจเป็ นอนั ตรายก็ไม่ควรไวใ้ จ บอกเล่าใหผ้ ูห้ ญิงรู้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๑

และในบางคร้ังผูห้ ญิงก็เป็ นสื่อทาใหผ้ ูช้ ายเข่นฆ่ากัน หรือทาใหผ้ ูช้ ายหลงใหล โดยมีอุบายและความ
ประสงคร์ า้ ยซ่อนอยู่

๕) ไม่ใหไ้ วใ้ จพระมหากษตั ริย์ เพราะพระมหากษัตริยใ์ นสมยั กอ่ นเป็ น เจา้ ชีวติ จริง ๆ มอี านาจ
เหนือทุกส่ิงทุกอยา่ ง เมื่อยามโปรดปรานก็ดีไป แต่เม่ือยามไม่ตอ้ งพระราชหฤทัยก็อาจสงั่ ใหน้ าไปจาคุก
เฆย่ี นตี หรอื ประหารชีวติ เมือ่ ใดก็ได้

๓.๓ การอ่านหนงั สือเรว็
ความเร็วในการอา่ นนับวา่ เป็ นองคป์ ระกอบหรอื เป็ นปัจจยั สาคญั ท่ีจะช่วยผอู้ ่านใหอ้ ่านไดอ้ ย่าง
มปี ระสทิ ธิภาพ อตั ราเรว็ ในการอ่านเป็ นปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั เทคโนโลยหี รือวิธีในการอ่านเรว็
ผูอ้ ่านตอ้ งอ่านหนังสือไดเ้ ร็วและขณะเดียวกนั ก็จะตอ้ งเกิดความเขา้ ใจและสามารถจบั ใจความ
สาคญั ของเน้ ือหาจากการอ่านได้ จึงจะเรียกวา่ เป็ นการอ่านหนังสือไดเ้ ร็วและมีประสิทธิภาพ ซ่ึงผูอ้ ่าน
จะตอ้ งฝึกฝนและปฏิบตั ิ ไดด้ งั น้ ี
๑) การกาหนดอตั ราเร็วในการอ่าน การที่จะทราบว่าเม่ือใดควรอ่านดว้ ยอตั ราเร็วหรือชา้ มี
หลกั ในการพจิ ารณา ดงั น้ ี

(๑) ความมุ่งหมายของผูอ้ ่าน ผูอ้ ่านตอ้ งต้งั จุดมุ่งหมายในการอ่านวา่ จะอ่านเพื่ออะไร ถา้
อ่านเพ่ือศึกษาก็ตอ้ งอ่านชา้ ๆ เพื่อใหเ้ ขา้ ใจ ถา้ อ่านเพื่อเพลิดเพลินก็อ่านอย่างรวดเร็ว และถา้ อ่านเพ่ือ
หาคาตอบอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงก็อ่านอยา่ งครา่ ว ๆ ได้

(๒) พ้ ืนความรูข้ องผูอ้ ่าน ถา้ ผูอ้ ่านมีความรูใ้ นเร่ืองท่ีอ่านมาก ย่อมจะทาใหก้ ารอ่านเขา้ ใจ
ไดร้ วดเร็ว ถา้ มีพ้ ืนฐานความรูน้ ้อยย่อมทาใหเ้ ขา้ ใจไดช้ า้ จาเป็ นตอ้ งอ่านชา้ และถา้ ไม่มีพ้ ืนความรูใ้ น
เรอ่ื งน้ันเลย กต็ อ้ งอา่ นใหช้ า้ เป็ นพิเศษจงึ จะเขา้ ใจ

(๓) ระดบั ความยากง่ายของหนังสือ หนังสือท่ีเต็มไปดว้ ยศพั ท์ทางวิชาการ สานวนโวหาร
ลึกซ้ ึง เป็ นเร่ืองยากกว่าระดับความรูแ้ ละสติปัญญาของผู้อ่าน ผูอ้ ่านจะอ่านคร่าว ๆ หรืออ่านอย่าง
รวดเร็วไม่ได้ ตอ้ งอ่านชา้ ๆ ไม่เหมือนเรื่องที่ง่าย ๆ ไม่มีศัพท์ ไม่ลึกซ้ ึง ซึ่งทาใหอ้ ่านไดค้ ล่องแคล่ว
รวดเรว็ และสะดวกสบายกวา่

๒) การฝึ กอตั ราเร็วในการอ่าน วิธีงา่ ย ๆ ในการฝึกอตั ราเรว็ ในการอ่าน คอื
(๑) กาหนดปริมาณหนังสือที่จะอ่านไวล้ ่วงหน้า เช่น กาหนดอ่านคร้ังละ ๕ หน้า เมื่อ

เริม่ ตน้ อา่ นใหล้ งมือจบั เวลาดูทุกคร้งั วา่ ต้งั แตห่ นา้ ตน้ จนจบกินเวลากี่นาที ทาเชน่ น้ ีเรือ่ ย ๆ ไป จะเหน็ วา่
เวลาท่ีใชใ้ นการอา่ นหนังสือแตล่ ะหน้าน้ันลดน้อยลงทุกที

(๒) ขณะที่อ่านควรฝึกสายตาใหก้ วาดไปตามตัวหนังสืออยา่ งรวดเรว็ อยา่ อา่ นทีละคา ควร
ฝึกนิสยั ใหมเ่ ป็ นอา่ นทีละประโยค หรืออา่ นท่ีละพวกทีละกลุม่ คา จะทาใหก้ ารอ่านของนักเรยี นเรว็ ข้ ึน

(๓) เมือ่ อา่ นจบแลว้ ทดสอบความเขา้ ใจในการอ่านทุกคร้งั เช่น ลองถามตวั เองวา่ เรื่องน้ัน
เป็ นเรื่องที่กล่าวถึงอะไร มีสาระสาคัญอะไรบา้ ง จะลองจดคาตอบใส่กระดาษแลว้ เปิ ดหนังสือดูเพื่อ
เปรยี บเทียบภายหลงั ก็ได้ พยายามสารวจขอ้ บกพร่องทุกคร้งั วา่ เขา้ ใจและรูเ้ ร่ืองมากน้อยเพียงไร เพื่อจะ
ไดแ้ กไ้ ขขอ้ บกพร่องน้ันใหด้ ีข้ นึ ในคราวต่อไป

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๒

๓) การเคลอื่ นสายตาในการอ่าน มขี อ้ เสนอแนะ ดงั น้ ี
(๑) การจบั ตาท่ีหนังสือ โดยใชส้ ายตาเราจบั เป็ นเพียงเล็กน้อย แลว้ ก็เคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ

ผูอ้ ่านหนังสือชานาญจะจบั ตาน้อยคร้งั ในบรรทัดหนึ่ง ๆ คนท่ีอ่านไม่ไดท้ ี่จะจบั ตาหลายหน คนอ่านท่ี
ชานาญจะจบั ตาเป็ นเวลาสน้ั กวา่ คนท่ีอา่ นหนังสือไมช่ านาญ

(๒) ชว่ งการใชส้ ายตา ไดแ้ ก่ ระยะจากจดุ ท่ีสายตาจบั จุดหน่ึงไปยงั จุดที่สายตา จบั ในคราว
ตอ่ ไป ช่วงสายตาน้ ีเขาวดั กนั เป็ นชอ่ งอกั ษร ผูอ้ า่ นที่ชานาญจะมีชว่ งสายตากวา้ งกวา่ คนที่อา่ นไม่ชานาญ

(๓) การยอ้ นกลับไปอ่านอีกคร้ัง บางทีเราอ่านหนังสือไปไม่แน่ใจว่าท่ีอ่านไปแล้ว
หมายความว่าอย่างไรเราตอ้ งยอ้ นกลับไปใหม่การทวนสายตาจบั ตรงคาท่ีเราไม่เขา้ ใจน้ ีเรียกว่า การ
ยอ้ นกลับ คนที่อ่านหนังสือชานาญจะยอ้ นกลับมาน้อย ส่วนคนท่ีอ่านไม่ชานาญจะมีการยอ้ นกลับมา
บอ่ ย ๆ ทาใหเ้ สียเวลาในการอา่ น

(๔) การเปลี่ยนบรรทัดในการอ่านเม่ืออ่านจบบรรทัดแลว้ เราตอ้ งกวาดสายตา กลบั มา
ทางซา้ ยมืออีกเพ่ือข้ ึนบรรทัดใหม่ การกระทาตอนน้ ีเรียกว่า การเปล่ียนบรรทัด ผูอ้ ่านท่ีชานาญจะ
เปล่ียนบรรทัดไดถ้ ูกตอ้ งแม่นยา ส่วนคนอ่านท่ีไม่ชานาญอาจจะกลับมาอ่านบรรทัดเดิม หรืออ่านขา้ ม
บรรทดั กไ็ ด้ บางคนถึงกบั ตอ้ งใชม้ อื หรือกระดาษคนั่ เพ่อื ไม่ใหห้ ลงบรรทดั

๔) การทดสอบความเขา้ ใจในการอ่าน เม่ืออ่านหนังสือจบแลว้ นักเรียนควรทดสอบดูว่า
ตนเองมคี วามสามารถใน การเขา้ ใจมากน้อยเพยี งใด เพอ่ื ท่ีจะไดแ้ กไ้ ขปรบั ปรุงการอ่านใหด้ ียง่ิ ข้ นึ ดงั น้ ี

(๑) สามารถเขา้ ใจเน้ ือเรื่องโดยสว่ นรวมหรือไม่
(๒) จบั ประเด็นหลกั ของเร่ืองไดห้ รอื ไม่
(๓) สามารถแยกแยะว่า ตอนไหนเป็ นประเด็นสาคัญ ตอนไหนเป็ นประเด็นสาคัญ
รองลงมา ตอนไหนเป็ นส่วนประกอบ หรอื ตอนไหนเป็ นรายละเอยี ดปลีกย่อย
(๔) หนังสอื เรียนเกอื บจะทุกเลม่ มีแบบทดสอบทา้ ยบท ซึง่ จะเป็ นประโยชน์ เพราะนักเรียน
สามารถตรวจสอบตนเองไดว้ า่ เขา้ ใจเน้ ือเร่อื งมากนอ้ ยเพยี งใด
(๕) ทาสรุปความหรือยอ่ ความเรือ่ งท่ีอา่ น
(๖) ลองวิจารณ์หรือติชมตัวเองในภาพรวมว่า อ่านแลว้ เขา้ ใจไดด้ ีเพียงใด ถา้ ไม่เขา้ ใจ
สาเหตุเป็ นเพราะอะไร

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๓

๓.๔ การมีนิสยั รกั การอ่าน
การมีนิสยั รกั การอ่านจะทาใหเ้ กิดความกระตือรือรน้ ในการอ่าน เกิดความอยากรู้ มีสิ่งกระตุน้
ใหเ้ กิดการที่จะคน้ ควา้ การมีนิสัยรกั การอ่านจะช่วยใหส้ ามารถอ่านหนังสือไดท้ นข้ ึน มีสมาธิมากข้ ึน
อา่ นหนังสือไดม้ ีประสทิ ธิภาพย่ิงข้ นึ
การมีนิสยั รกั การอ่านจะทาใหผ้ ูอ้ ่านสนใจและเอาใจใส่กบั การอ่านหนังสือ ทาใหม้ ีนิสัยรักการ
คน้ ควา้ เพ่ือความรูแ้ ละความรอบรู้ การมีนิสยั รกั การอ่านจึงเป็ นเครื่องแสดงถึงประสทิ ธิภาพในการอ่าน
ดงั ท่ีกล่าวแลว้ การสรา้ งนิสยั รกั การอา่ นสามารถปฏิบตั ิ ไดด้ งั น้ ี
๑) ทาตนใหเ้ ป็ นคนใฝ่ รู้ คอื อยากรเู้ รือ่ งราวและเหตุการณต์ า่ ง ๆ ท้งั ในอดีตและปัจจบุ นั การทา
ตนใหเ้ ป็ นผูใ้ ฝ่ รู้ ทาใหต้ อ้ งคน้ ควา้ หาความรูใ้ นส่ิงเหล่าน้ันซึ่งหนังสือเป็ นแหล่งความรูห้ ลกั ท่ีจะตอ้ งอ่าน
ถา้ ทาเป็ นประจาก็สรา้ งนิสยั รกั การอา่ นได้
๒) พยายามใกลช้ ดิ และสนทนากบั ผูท้ ี่ชอบอ่านหนังสือ เพอ่ื ที่จะไดเ้ ห็นแบบอยา่ งที่ดี และการได้
สนทนากบั ทา่ นเหล่าน้ันอาจจะไดแ้ นวคดิ หรือไดร้ บั รูเ้ ร่ืองราวท่ีกระตุน้ ความอยากรขู้ องเรา ทาใหต้ อ้ งไป
หาอา่ นจากหนังสอื และกลายเป็ นผูม้ ีนิสยั รกั การอา่ น
๓) เร่มิ อ่านหนังสอื จากเรื่องที่ชอบและสนใจจะทาใหอ้ ่านไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง ไม่เบอื่ หน่ายงา่ ย และ
มีเจตคติท่ีดีต่อการอ่านหนังสอื
๔) เริม่ อา่ นหนังสือจากระยะเวลาส้นั ๆ ประมาณครึ่งชวั่ โมง และค่อยๆ กาหนดเวลาเพิ่มข้ ึนเป็ น
๑ ชวั่ โมง ๒ ชวั่ โมง และมากข้ นึ ตามลาดบั
๕) จดั ตารางเวลาสาหรบั อ่านหนังสือเป็ นประจาทุกวนั การอ่านหนังสือเป็ นประจาทุกวนั ทาให้
เกดิ ความเคยชนิ จนเกดิ เป็ นนิสยั รกั การอ่าน

๔. มารยาทในการอ่าน

หากพิจารณาอย่างผิวเผินแลว้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทาไมมารยาทของการอ่านจึงเป็ น
องคป์ ระกอบหน่ึงของการอ่านอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ซ่งึ หากพิจารณาใหด้ ีแลว้ ก็จะทราบว่า บ่อยครง้ั ที่การ
อ่านของเราถูกรบกวนจากผูอ้ ื่นหรือผูร้ ่วมอ่านที่ไม่มีมารยาท นัน่ คือการอ่านถูกจากผูท้ ี่นัง่ อ่านใกล้ ๆ
กับเราทาใหส้ มาธิไป บัน่ ทอนการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ บุคคลเหล่าน้ ีอาจถือไดว้ ่านอกจากไม่มี
มารยาทแลว้ ยงั เป็ นผูไ้ มม่ วี ฒั นธรรมในการอ่านอีกดว้ ย

มารยาทในการอ่านหรือการอ่านหนังสืออย่างมีมารยาท เป็ นเคร่ืองวดั ระเบียบวินัย จิตสานึก
และความเจริญทางจิตใจดา้ นอื่น ๆ คาว่า “มารยาท” เป็ นคาที่แสดงถึงความดี มีวฒั นธรรมและความ
เป็ นอารยชนของมนุษย์ ฉะน้ันการอ่านหนังสือทีดีและมีประสิทธิภาพจึงสามารถแสดงออกไดท้ างการมี
มารยาทในการอา่ นดว้ ย ซ่ึงมารยาทในการอ่านโดยทวั่ ไปพอสรุป ไดด้ งั น้ ี

๔.๑ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนในขณะท่ีอ่านหนังสือในสถานที่ร่วมกบั คนอื่น เช่น ในหอ้ งสมุด ใน
หอ้ งเรียน หรือสถานท่ีสาธารณะสาหรับอ่านหนังสือ เป็ นตน้ การส่งเสียงดัง นอกจากจะสรา้ งความ
ราคาญใหแ้ ก่บคุ คลอน่ื แลว้ ยงั แสดงถึงความไม่มีมารยาทของผูท้ ่ีประพฤติเชน่ น้ันดว้ ย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๔

๔.๒ ไม่ทาลายหนังสือโดยขีด ขูด สรา้ งความเลอะเทอะ พบั หรือฉีกหนังสือส่วนท่ีมีเน้ ือหาท่ี
ตนเองตอ้ งการ เน่ืองจากการกระทาเช่นน้ันแสดงถึงความเห็นแก่ตัวไม่รบั ผิดชอบต่อส่วนรวม ทาใหผ้ ูม้ า
ใชภ้ ายหลงั ไมส่ ามารถใชป้ ระโยชน์จากหนังสอื เล่มน้ันไดเ้ ต็มที่

๔.๓ ถา้ อ่านแลว้ มีเน้ ือหาที่ตอ้ งการคัดลอก เพ่ือนามาเรียบเรียงในขอ้ เขียนของตนตอ้ งอา้ งอิง
แหลง่ ที่มาของขอ้ มูลใหถ้ ูกตอ้ งตามหลกั การเขียนอา้ งอิง เพื่อใหเ้ กียรติและเคารพสิทธิของผเู้ ขียน

๔.๔ การอ่านหนังสือตามแหล่งความรูต้ ่าง ๆ เมื่ออ่านเสร็จแลว้ ควรนาไปเกบ็ ไว้ ในท่ีเดิมหรือที่
ที่เจา้ หน้าที่จดั ไว้ ไม่ควรนาหนังสือไปซ่อนท่ีใดท่ีหนึ่งเพ่ือประโยชน์ของตนเอง การนาหนังสือไปซ่อนไว้
นอกจากคนอ่ืนจะไม่ไดใ้ ชป้ ระโยชน์แลว้ บางคร้งั หนังสืออาจเกิดการสูญหายเพราะเจา้ หน้าที่หาไม่เจอ
และผูซ้ อ่ นก็ไมไ่ ดน้ าไปเกบ็ ไวท้ ี่เดิม

๔.๕ การอ่านหนังสือเก่าหรือหนังสือหายากตอ้ งอ่านอย่างทะนุถนอม และตามคาแนะนาของ
เจา้ หน้าที่อย่างเคร่งครดั เพราะหนังสือเก่าอาจมีอายผ่านมาหลายสิบปี หรืออาจเป็ นรอ้ ย ๆ ปี ทาให้
กระดาษหรือวสั ดุท่ีใชเ้ ขียนกรอบและขาดง่าย ซึ่งไม่สามารถหาหนังสืออื่นมาทดแทนได้ หนังสือเก่าจึง
ตอ้ งทะนุถนอมหวงแหนเป็ นพเิ ศษกวา่ หนังสือทวั่ ไป

๔.๖ อ่านอย่างต้ังใจและมีสมาธิ รวมท้ังไม่ทาลายสมาธิของผูอ้ ื่น เช่น เขา้ ไปชวนพูดคุยขณะที่
ผูอ้ ่ืนกาลงั ต้งั ใจอ่านหนังสือ เป็ นตน้ เพราะนอกจากตนเองจะไม่ไดร้ บั ประโยชน์ จากการอ่านแลว้ ยงั ทา
ใหค้ นอืน่ เสยี ประโยชน์ดว้ ย

๔.๗ ไม่ใชส้ ถานท่ีอ่านหนังสือทากิจกรรมอย่างอื่น เช่น นอนหลบั รบั ประทานอาหาร เป็ นตน้
เพราะกิจกรรมเชน่ น้ันตอ้ งทาในสถานที่ส่วนตวั ไม่ใช่สถานท่ีสาธารณะ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๕

การอ่านวิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินค่า

การวิจารณ์และประเมินค่ามีประโยชน์ต่อการอ่านงานเขียนมาก เพราะทาใหผ้ ู้อ่านรู้จัก
วิเคราะหต์ ีความ แสดงความคิดเห็น และประเมินค่างานเขียนอยา่ งเที่ยงตรง ดงั น้ันนักเรียน ควรศึกษา
วิธีการวิจารณแ์ ละประเมินค่าตามแนวต่าง ๆ รวมท้งั ฝึกทักษะการวิจารณ์และประเมินค่า ใหเ้ กิดความ
ชานาญ เพื่อประสทิ ธิภาพในการอ่าน

๑. ความหมายของการวิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินคา่

ความหมายของการวิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินค่าโดยทวั่ ๆ ไป คือ การแยกแยะ แลว้ นามา
วิจารณ์ขอ้ ดีขอ้ เสียเพ่ือประเมินค่าของสิ่งใดส่ิงหนึ่ง แต่ในท่ีน้ ีหมายถึง การวิเคราะห์ วิจารณ์ และการ
ประเมนิ ค่าหนังสอื ท่ีอา่ น

วทิ ย์ ศิวะศริยานนท์ ไดก้ ล่าวถึงความหมายของการวเิ คราะห์ วิจารณ์ และประเมนิ คา่ ไวว้ า่ เป็ น
การพิจารณาลักษณะของบทประพันธ์ แยกแยะส่วนประกอบที่สาคัญ และหยิบยกออกมาแสดงว่า
ไพเราะงดงามเพยี งไร วิเคราะห์ ความหมายของบทประพนั ธ์น้ัน ๆ ถา้ ความหมายซอ่ นเรน้ อยกู่ ็พยายาม
ปะติดปะตอ่ ใหเ้ ป็ นรูปเป็ นเคา้ พอที่ผูอ้ ่านจะเขา้ ใจได้ แสดงหลกั ศิลปะและแนวความคดิ ของผปู้ ระพนั ธ์ซ่ึง
เป็ นแนวทางในการแต่งหนังสือน้ัน นอกจากน้ันจะตอ้ งเผยใหเ้ ห็นความสัมพนั ธ์ระหว่างส่วนประกอบ
ต่าง ๆ ของงานน้ัน และช้ ีใหเ้ ห็นดว้ ยว่าแต่ละส่วนมีความสาคัญต่อส่วนรวมเพียงไร เม่ือไดอ้ ธิบาย
ลกั ษณะของหนังสือ ใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจแลว้ จงึ วนิ ิจฉยั หรือประเมินค่าลงไปวา่ หนังสอื น้ันดีไม่ดีอยา่ งไร ควร
จดั เขา้ ไวใ้ น ชน้ั ไหน

๒. หลกั การวิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินค่าเบ้ อื งตน้

หลักทัว่ ๆ ไปของการวิเคราะห์ วิจารณ์ และการประเมินค่าของหนังสือ ก็คือ การอ่านหนังสือ
อยา่ งละเอยี ดถี่ถว้ น วเิ คราะห์ แยกแยะ แลว้ แสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกบั หนังสอื เล่มน้ันอย่างมหี ลกั เกณฑ์
ซ่ึงจะทาใหน้ ักเรียนสามารถอ่านหนังสือไดอ้ อกรสชาติ และมองเห็นคุณค่าของหนังสือ ซ่ึงหลักการ
วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และประเมนิ คา่ เบ้ อื งตน้ มีดงั น้ ี

๒.๑ จะตอ้ งรูป้ ระเภทของหนังสือ หรืองานประพนั ธ์น้ัน ๆ ว่าเป็ นหนังสือประเภทใด เช่น เป็ น
รอ้ ยแกว้ หรือรอ้ ยกรอง เป็ นนวนิยาย เร่ืองส้นั นิทาน หรือเป็ นบทละคร เป็ นบทความหรือเป็ นสารคดี
เป็ นตน้ เพราะแตล่ ะประเภทมีวธิ ีวิจารณ์ และประเมนิ ค่าไม่เหมอื นกนั

๒.๒ แยกแยะเน้ ือเร่ืองออกเป็ นส่วน ๆ เพื่อดูโครงเรือง เน้ ือเร่ือง แนวคิดของผูเ้ ขียน สานวน
ภาษาท่ีใช้ กลวิธีในการแต่ง เป็ นตน้

๒.๓ พจิ ารณาในแต่ละส่วนที่ไดแ้ ยกแยะออกมาตามหลกั การ เช่น สานวนภาษาในนิราศนรินทร์
ของนายนรินทรธ์ ิเบศร์ วา่ มีท้งั สมั ผสั สระ สมั ผสั อกั ษร และการซ้าเสียง ทาใหเ้ กิดความไพเราะ เลือกใช้
คาไดเ้ หมาะสมกบั เน้ ือหา เป็ นตน้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๖

๒.๔ ประเมินค่าหนังสือหรือสารท่ีอ่านในแต่ละดา้ น โดยยกตวั อย่างใหเ้ ห็นชดั เจนในแต่ละดา้ น
ว่า มีขอ้ ดีอย่างไร มีคุณค่าดา้ นใด มีประโยชน์อย่างไร เช่น การประเมินค่าของนิราศภูเขาทองว่ามีท้ัง
คุณค่าดา้ นวรรณศิลป์ คุณค่าดา้ นเน้ ือหา คุณค่าดา้ นสังคม และคุณค่าดา้ นการนาไปประยุกต์ใชใ้ น
ชีวิตประจาวนั เป็ นตน้ ซ่ึงบางคร้งั การประเมินค่าน้ ีข้ ึนอยู่กบั มุมมองของผูอ้ ่าน ซึ่งการประเมินอาจจะ
เป็ นทางการหรอื ไมเ่ ป็ นทางการ หรืออาจจะอยใู่ นรปู ของคณะกรรมการ หรือในรปู ของแตล่ ะบคุ คลก็ได้

ตวั อยา่ งการประเมินค่าหนังสอื
“ความน่าจะเป็ น” แสดงความสามารถของผูเ้ ขียนในการนาเรื่องที่ไม่น่าจะเป็ นเรื่องมาเขียนให้ เป็ นเร่ือง
น่าขบคิดหรอื ต้งั คาถามโดยไม่ใหค้ าตอบ
เรื่องส้นั ในรวมเรื่องสน้ั ชุดน้ ีมีลีลาและกลวธิ ีการเขียนเฉพาะตวั และมีความหลากหลายแปลกใหม่ ในดา้ น
กลวธิ ีและขนบวรรณศิลป์ นอกจากน้ ียงั มีความโดดเด่นดา้ นการเลน่ กบั ภาษาอยา่ งมรี ากฐานทางวฒั นธรรม
ดว้ ยคุณสมบตั ิดงั กลา่ วขา้ งตน้ หนังสอื รวมเรื่องสน้ั “ความน่าจะเป็ น” ของ ปราบดา หยนุ่ จึงมคี วามดีเด่น
สมควรแก่การยกยอ่ งเป็ นวรรณกรรมสรา้ งสรรคย์ อดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซไี รต)์ ของประเทศไทย ประจาปี ๒๕๕๕

(คาประกาศของคณะกรรมการตดั สินรางวลั ซีไรต)์

การประเมนิ ค่าของงานเขียนช้ ินน้ ี อาจจะมีท้งั ผเู้ ห็นดว้ ยและไม่เห็นดว้ ย เชน่ ในเรือ่ งสน้ั เรื่องน้ ีมี
ผูอ้ า่ นที่ไมเ่ หน็ ดว้ ยในเร่ืองของการใชภ้ าษาไทยท่ีผิดหลกั อยหู่ ลาย ๆ ตอน จะทาใหก้ ารใชภ้ าษาไทยวิบัติ
และเป็ นตวั อยา่ งท่ีไม่ดีในการใชภ้ าษา เป็ นตน้

๓. ประโยชนข์ องการวิเคราะห์ วิจารณง์ านเขียน

ประโยชน์ของการวิจารณง์ านเขยี นน้ัน สุธิวงศ์ พงศไ์ พบูลย์ กลา่ วไว้ ๖ ประการ ดงั น้ ี
๓.๑ ช่วยใหผ้ ูอ้ า่ นหรอื ผูส้ นใจวรรณกรรมมคี วามเขา้ ใจซาบซ้ ึงและเห็นประโยชน์
๓.๒ ชว่ ยใหเ้ กดิ ความรคู้ วามคิดในแงม่ ุมต่าง ๆ เก่ียวกบั วรรณกรรมน้ัน ๆ กวา้ งขวางยิ่งข้ นึ
๓.๓ ช่วยใหต้ ัวผูว้ ิจารณ์เองและนักอ่านไดเ้ กิดความคิด รูจ้ ักใชว้ ิจารณญาณของตน ใหเ้ ป็ น
ประโยชน์ และช่วยใหเ้ ป็ นผูร้ อบคอบและมีเหตุผลยง่ิ ข้ นึ
๓.๔ ช่วยใหผ้ ู้สนใจที่จะศึกษาวรรณกรรมซึ่งมีเวลาน้อยใชเ้ วลาไดอ้ ย่างเหมาะสมและเกิด
ประโยชน์
๓.๕ ช่วยใหผ้ ูส้ นใจมีความรูก้ วา้ งขวางเป็ นแนวทางใหร้ ูจ้ กั แสวงหาความรูเ้ พ่ิมเติม และใกลช้ ิด
กบั วรรณกรรมมากยงิ่ ข้ นึ
๓.๖ ช่วยกระตุน้ ใหผ้ ูส้ รา้ งงานเขียนมีความประณีต รูจ้ กั พิจารณาตนเอง มีความระมดั ระวงั ใน
การสรา้ งสรรคโ์ ดยคานึงถึงคุณภาพมากกว่า

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๗

๔. ข้นั ตอนการอ่านวิจารณ์

๔.๑ ข้นั ทาความเขา้ ใจ เป็ นการทาความเขา้ ใจตามตัวอกั ษร ก่อนที่ผูอ้ ่านจะกา้ วไปสู่ความเป็ น
ผูอ้ า่ นอยา่ งนักวจิ ารณไ์ ดจ้ ะตอ้ งมีความเขา้ ใจตามตวั อกั ษรเป็ นเบ้ อื งตน้ คือ มคี วามเขา้ ใจเร่อื งของผูเ้ ขียน
ที่เสนอมา สามารถจบั ใจความสาคญั ของเน้ ือหา และบอกเล่ารายละเอียดที่สาคญั ๆ ได้ ดังน้ันหน้าที่
หนึ่งของผูอ้ ่านอยา่ งนักวิจารณก์ ็คือ ตอ้ งทาความเขา้ ใจและจบั ประเด็นสาคญั ใหไ้ ด้

๔.๒ ขน้ั การวเิ คราะห์ การวิเคราะหก์ ารอ่านเป็ นข้นั ตอนตอ่ จากข้นั ทาความเขา้ ใจ เป็ นขน้ั ตอนที่
ผูอ้ ่านพยายามทาความเขา้ ใจกบั ส่ิงท่ีอ่านตามเหตุตามผล วิเคราะหแ์ ยกแยะขอ้ เท็จจริง ขอ้ คิดเห็น ข้นั น้ ี
เองที่ผูอ้ า่ นจะเริ่มตน้ พจิ ารณาความคิดของผเู้ ขยี นเพอ่ื สงั เกตความสมั พนั ธต์ า่ ง ๆ และมองเหน็ โครงสรา้ ง
ของสิง่ ท่ีอา่ น โดยผอู้ ่านจะตอ้ งต้งั คาถามถึงส่งิ ท่ีอ่านเพื่อใหส้ อดคลอ้ งกนั เชน่

• อะไรคือเน้ ือหาหลกั ของผูเ้ ขียน
• เน้ ือหาท่ีเป็ นรายละเอยี ดสนับสนุนเน้ ือหาหลกั อยา่ งไร
• จุดสาคญั ในเน้ ือหาน้ันมคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งไร
• ขอ้ มูลสาคญั ถูกมองขา้ มไปหรอื ไม่ เป็ นตน้
๔.๓ ขน้ั ตีความแสดงความเห็น เป็ นข้นั ตอนที่ผูอ้ า่ นตอ้ งพยายามทาความเขา้ ใจและตีความในสิ่ง
ที่ผูเ้ ขียนไม่ไดก้ ล่าวไว้ หรือส่ิงท่ีผูเ้ ขียนพยายามกล่าวถึงโดยไม่มีคาพูด การแสดงความเห็นน้ ีข้ ึนอยูก่ บั
ภูมิหลงั ประสบการณ์ และความรอบรตู้ า่ ง ๆ
๔.๔ ข้นั การประเมินค่า ผูอ้ ่านจะตอ้ งประเมินค่าของเร่ืองที่อ่าน ความน่าเชื่อถือ ความสมบูรณ์
และความถูกตอ้ งของการเสนอเรื่อง เป็ นตน้ โดยใชเ้ กณฑม์ าตรฐานที่ไดร้ บั การยอมรบั เป็ นตวั สนับสนุน
เทียบเคียง และใชเ้ กณฑภ์ ายใน คือ ความคิดเห็นส่วนตัวซ่ึงอิงเหตุผล และคุณธรรมเป็ นตวั กาหนดดว้ ย
ในกรณีท่ีผูอ้ ่านเป็ นนักเรียนถือเป็ นความรบั ผิดชอบของครูอาจารยท์ ี่จะช่วยเหลือใหเ้ ขา้ ใจขอ้ สนั นิษฐาน
ในสง่ิ ที่อา่ นอยา่ งชดั เจน รวมท้งั การวิเคราะหแ์ ละพิจารณาขอ้ สนั นิษฐานของผูเ้ ขยี นใหแ้ น่ชดั ดว้ ย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๘

๕. รูปแบบการวิจารณว์ รรณกรรม

๕.๑ การวิจารณแ์ นวจติ วิทยา
การวิจารณ์แนวจิตวิทยา คือ การนาทฤษฎีต่าง ๆ ในทางจิตวิทยามาใช้ พิจารณางานเขียนและ
ชีวิตของผูเ้ ขียน ถือเป็ นการวิจารณ์วรรณกรรมในแง่ศึกษาพฤติกรรมของตวั ละครกบั ชีวิตจริงของมนุษย์
โดยวิเคราะหว์ ิจารณต์ ามหลกั วิชาจติ วิทยา และถือว่าวรรณกรรมท่ีดี เป็ นเครื่องมือวิเศษในการสอนใหร้ ู้
และเขา้ ใจพฤติกรรมของมนุษย์ รวมท้งั เป็ นการฝึกทกั ษะและความชานาญในการอา่ น
๕.๒ การวิจารณแ์ นวสนุ ทรยี ศาสตร์
การวิจารณแ์ นวสุนทรียศาสตร์ คือ การวิเคราะหเ์ สียง คา และจงั หวะของคา หรือขอ้ ความโดย
พิสดาร เพื่อนาไปวิจารณ์ความหมายในแง่ต่าง ๆ เช่น สัญลักษณ์ ภาพพจน์ จินตนาการ อารมณ์
ความรสู้ ึก เป็ นตน้
๕.๓ การวิจารณแ์ นวประวตั ศิ าสตร์
การวิจารณ์แนวประวตั ิศาสตร์ เป็ นแนวที่พยายามวิเคราะหว์ า่ วรรณกรรมเรื่องน้ัน ๆ แต่งข้ ึน
เม่อื ไร ผูใ้ ดแตง่ คนในเรอื่ งมีจริงหรือไม่ การวจิ ารณแ์ นวน้ ียงั หมายรวมไปถึงการวเิ คราะหว์ จิ ารณ์คาศพั ท์
และโวหารที่ปรากฏในเรื่องดว้ ย ว่ามีประวตั ิความเป็ นมาอย่างไร เช่น การถกเถียงเก่ียวกับผูแ้ ต่งและ
สมยั ที่แต่งเรื่องลิลิตพระลอ ปัญหาว่าศรีปราชญม์ ีตัวตนจริงหรือไม่ เป็ นตน้ ซ่ึงตอ้ งอาศัยความรูท้ าง
ประวตั ิศาสตรม์ าประกอบการวิจารณด์ ว้ ย
๕.๔ การวิจารณแ์ นวชีวประวตั ิ
การวิจารณ์แนวชีวประวัติ เป็ นการใชช้ ีวประวัติของผู้แต่งมาประกอบในการตีความผลงาน
เพราะถา้ ผูว้ ิจารณท์ ราบชีวประวตั ิของผูเ้ ขียนอยา่ งถ่องแท้ ถูกตอ้ งตามขอ้ เท็จจริง ยอ่ มช่วยใหเ้ ขา้ ใจงาน
เขียนของผูน้ ้ันอย่างลึกซ้ ึง ไม่ว่าในดา้ นอารมณ์สะเทือนใจ แรงบันดาลใจ จินตนาการ การแสดงออก
ตลอดจนโลกทัศน์ท่ีผูเ้ ขียนสอดแทรกลงไปในงานเขียนน้ัน ๆ ท้งั น้ ี เพราะผูเ้ ขียนยอ่ มสะทอ้ นความรูส้ ึก
นึกคดิ รวมท้งั ประสบการณแ์ ละสงิ่ แวดลอ้ มในชีวิตผ่าน งานเขียนมายงั ผอู้ า่ นเสมอ
๕.๕ การวิจารณแ์ นวสงั คมวิทยา
การวิจารณแ์ นวสังคมวิทยา เป็ นการวิเคราะหว์ รรณกรรมที่อาศยั พ้ ืนฐานทางสงั คมของผูเ้ ขียน
และผลของสังคมที่มีต่องานของเขาเป็ นสาคัญ นักวิจารณ์แนวน้ ีจึงตอ้ งศึกษา อิทธิพลทางสังคม เช่น
คา่ นิยมของสงั คม ความเป็ นไปทางเศรษฐกจิ การเมอื ง และอน่ื ๆ ท่ีมีผลตอ่ วรรณกรรม เป็ นตน้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๙

ตวั อยา่ งการวิจารณว์ รรณกรรม
ชาวนาและนายหา้ ง

จากรวมเร่อื งส้นั ฟ้าบ่ก้นั
โดย ลาวคาหอม

“ชาวนาและนายหา้ ง” เป็ นเร่ืองส้นั ที่พิมพร์ วมอยูใ่ นเร่ืองส้นั ของ “ลาว คาหอม” ท่ีมีชื่อหนังสือวา่ “ฟ้าบ่
ก้นั ” ซ่ึงมีเรื่องสน้ั ของ “ลาว คาหอม” ท้งั หมดรวม ๑๓ เรือ่ งดว้ ยกนั สว่ นใหญเ่ ป็ นเร่ืองที่พิมพค์ รง้ั แรกในนิตยสารปิย
มิตรและนิตยสารอื่น ๆ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๐๕ นอกจากเรื่อง “อุบตั ิเหตุ” ซ่ึงพิมพเ์ มื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ และ
“แขมคา” ซ่ึงไม่ไดแ้ จง้ วา่ พิมพม์ าก่อนท่ีใด สาหรบั เรื่อง ชาวนาและนายหา้ ง พิมพค์ ร้งั แรกในนิตยสารปิ ยมิตร เม่ือ
พ.ศ. ๒๕๐๓ และพิมพค์ รง้ั ที่สองในหนังสอื “ฟ้าบก่ น้ั ” เล่มน้ ี

ชาวนาและนายหา้ ง มีความยาวประมาณ ๑๒ หน้ากระดาษขนาดแปดหนา้ ยก ตัวละครสาคญั ในเร่ืองมิใช่
ชาวนา คือ ลุงคง หรือนายหา้ งท่ีเป็ นฝรัง่ ตาน้าขา้ ว หากแต่เป็ น “ไอ้สาริด” หมาหนุ่มแข็งแรงกายาท่ีมีสีกาย
ประหลาด ไม่กระดากระดา่ งเหมอื นแม่ และไมด่ ามดื เหมอื นพอ่ ความจรงิ ในชน้ั แรกลงคงต้งั ใจใหช้ อื่ มนั่ วา่ “ไอช้ า้ ง”
เพราะ “นอกจากจะมีสีประหลาด ไอ้สาริดยงั มีขอ้ จานึกบินผิดลูกหมาอื่น หูของมนั ต้ังกาง ตาแหลมเล็กเหมือน
ตาชา้ ง” แต่ที่เผอิญเจา้ ลูกหมาตวั น้ ีมามีชื่อวา่ “สารดิ ” กเ็ พราะเจา้ นายที่เป็ นเจา้ นายของลงุ คงไดเ้ ห็นรูปรา่ งหน้าตา
ของมนั แลว้ ออกอุทานวา่ “แหม ลูกหมาน้ันแปลกจงั สีเหมือนทองสาริด” ต้งั แต่น้ัน ลุงคงก็เลยเปล่ียนใจการต้งั ช่อื
และ หนั มาเรยี กมนั วา่ “ไอส้ าริด”

ลงุ คงไม่มลี กู จึงรกั สตั วท์ ่ีแกเล้ ียงไวเ้ ป็ นชวี ิตจติ ใจ เจา้ สาริดเป็ นหมาตวั โปรดของลุงคง เพราะรปู รา่ งหนา้ ตา
และสีกายที่ประหลาดของมนั แกเป็ นชาวนาท่ียากจน ไม่เคยมีนาของตัวเองสกั เท่ากระแบะมือ แต่แกก็สามารถทา
มาหาเล้ ยี งเมียและเจา้ สาริด รวมท้งั สตั วเ์ ล้ ียงอืน่ ๆ ไดอ้ ยา่ งอ่มิ หมีพีมนั ซึง่ แกเองกอ็ อกจะภมู ใิ จในตวั เองอยใู่ นที

ลุงคงอยูก่ บั ยายเขม้ เมียของแกและเจา้ สาริดหมาตัวโปรดดว้ ยความสุขตามประสา เพราะแกเป็ นคนเจียม
ตนและเป็ นคนรูจ้ กั พอ แกพอใจท่ีไดม้ ีท่ีอยู่อาศัยแมจ้ ะไม่ใช่ของตัวเอง พอใจท่ีมีขา้ วกินพอกนั ตาย แมจ้ ะไม่อุดม
เหลือเฟื อ และภูมิใจที่แกยงั สามารถเล้ ียงหมาของแกใหท้ อ้ งอ่ิมไดถ้ ึงอีกหกตวั แมจ้ ะเป็ นเพียงน้าขา้ วที่แกใส่ใหม้ นั
กนิ ในกะลาก็ตาม ลงุ คงภาคภมู ิใจในความสามารถเล้ ยี งตวั เองของแกวา่ หากแกจะมลี ูกแกกส็ ามารถจะเล้ ียงดูลูกได้
ดีไมแ่ พล้ กู ของเพื่อนบา้ นอนื่ ๆ ตาม

ลุงคงไม่รูส้ ึกเดือดรอ้ นว่าแกตอ้ งอาศัยที่คนอ่ืนเขาอยู่ แกไม่มีสญั ชาตญาณแห่งการอยากเป็ นเจา้ ของหรือ
อยากสะสมที่เขม้ แรงเหมือนมนุษยท์ วั่ ไป แกยอมรบั สภาพความเป็ นจริงโดยดุษฎี ฉะน้ันแกจงึ คอ่ ย ๆ ปลอ่ ยส่งิ ที่เคย
เป็ นสมบตั ิของแก เช่น ควาย ไก่ชน ปลากดั เป็ นตน้ ใหค้ นอื่นไปที่ละอยา่ ง จนบดั น้ ีแกเหลือเพียงเมียหนึ่งคน หมา
หกตวั แมวส่ี และไก่ออู ีกสองสามตวั

ลุงคง คงจะมีชีวิตที่สุขสงบอยูก่ บั เมียและเจา้ สาริดหมาตวั โปรดต่อไป ถา้ ไม่เผอิญวนั หน่ึงแกไดพ้ บกบั นาย
ฝรงั่ ตาน้าขา้ ว ตัวใหญ่ ใจดี และเจา้ สาริดก็คงจะไม่เป็ นตัวเอกของเรื่อง ชาวนาและนายหา้ ง ถา้ หากวนั หน่ึงมนั ไม่
เผอิญเกิดเจ็บข้ ึนมาเพราะความตะกละของมนั ท่ีกินมากเกินไปจนทอ้ งข้ ึน ลุกไม่ได้ ดว้ ยความเอ็นดูที่นายฝรงั่ มีต่อ
เจา้ สารดิ เขาจึงอาสารบั มนั เขา้ ไปรกั ษาที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อมนั หายดีแลว้ นายฝรงั่ ก็ยงั ไม่พาเจา้ สารดิ กลับไปสง่ แต่
บอกกบั ลงุ คงวา่ ไดน้ าเจา้ สารดิ ไปสง่ เขา้ โรงเรยี นหมาไปแลว้ เพ่ือฝึกใหม้ นั เป็ น “หมาฉลาด รจู้ กั เฝ้าบา้ น ช่วยเจา้ ของ
ถือตะกรา้ จบั ขโมย รจู้ กั รกั ษาอนามยั ไม่ทาสกปรก” ซง่ึ เมื่อลงุ คงไดฟ้ ังแกรูส้ กึ วา่ มนั เป็ นเรือ่ งที่แสนพิสดาร ท่ีสุดใน
โลกจนแกตอ้ งปรารภราพงึ กบั เมียวา่

“แกเอ๋ยหมากรุงมนั ทาเป็ นไดส้ ารพดั ราคาค่างวดก็ตกถึงเกา้ ชงั่ สบิ ชงั่ แพงกวา่ ควายโต ๆ ในทอ้ งนาเสยี
อีก น่ีถา้ ไมใ่ ช่นายหา้ งเลา่ ฉนั ไม่เชื่อเด็ด”

อย่างไรก็ตาม ท้งั ลุงคงและยายเขม้ ตา่ งก็เฝ้ารอวนั กลบั ของเจา้ สาริดอยา่ งใจจดใจจ่อ คร้นั ถึงวนั ที่เจา้ สาริด
สาเร็จจากโรงเรียนหมากลับมาบา้ นทอ้ งนา ท้ังยายเขม้ และ ลุงคงก็เกิดความสลดหดหูใจย่ิงนัก เพราะเจา้ สาริด
แสดงทา่ ทางวา่ “มนั ลืมรสน้าขา้ ว และ หนั ไปติดใจรสขนมปัง” เสียแลว้ ความต้งั ใจของนายฝรงั่ ตาน้าขา้ วน้ัน มีเพยี ง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๐

ว่าตอ้ งการนามนั ไปสู่ที่เจริญเพื่อใหม้ ีความรูม้ ันจะไดก้ ลับมาดูและเฝ้านาของมัน และทาตัวใหเ้ ป็ นประโยชน์แก่
เจา้ ของของมนั ไดม้ ากยง่ิ ข้ นึ ไม่ใช่ตอ้ งการใหม้ นั ลืมบา้ น ลืมนา ลมื รส น้าขา้ วท่ีขุนมนั มาจนเติบโตแข็งแรง

นอกจากมนั จะทาลืมรสน้าขา้ ว จาลุงคงยายเขม้ ไม่ไดแ้ ลว้ มนั ยงั อวดเบ่งว่ามนั เป็ นหมาวิเศษศักดินากวา่
เพื่อนหมาที่เคยร่วมบา้ นกนั มาอีกดว้ ย มนั ไล่งบั แม่ไก่ กระโดดกดั เพื่อนหมาดว้ ยกนั ไม่ยอมเขา้ ใกลล้ ุงคงยายเขม้
และไม่ยอมกินขา้ วชาวนาของมนั

ท้งั ลุงคงและยายเขม้ อ่อนอกอ่อนใจเพราะไม่รูท้ ่ีจะเอาใจเจา้ สาริดหมาผมู้ ีการศึกษาสูงกวา่ แกไดอ้ ยา่ งไรถูก
จนกระทงั่ ครยู อดครโู รงเรียนละแวกน้ันมาแนะนาวา่ ใหเ้ ปลี่ยนกะลาขา้ วของเจา้ สาริดเป็ นจานกระเบ้ ือง มนั จึงยอม
กินขา้ ว แต่สาหรบั กบั ตัวแกแลว้ แมแ้ กจะอตุ สา่ หไ์ ปเปล่ียนเส้ อื ผา้ เคร่ืองแต่งกายใหม่ ใส่ชุดดีที่สุดที่แกมี คือ กางเกง
ขาก๊วยสีดาตัวใหญ่ เส้ ือกุยเฮงสีน้าเงิน ผา้ ขาวมา้ สีแดงคาดพุง สวมงอบปี กใหญ่ เจา้ สาริดก็ยงั ไม่ยอมเขา้ หาอยู่
นัน่ เอง แมแ้ กจะราพนั วา่

“ขา้ รูค้ วามประสงคข์ องเอ็งแลว้ สาริดเอ๋ย จะทายงั ไงไดส้ มใจเล่า ขา้ อยากเอาจานทองคาโน้นใส่ขา้ วใหเ้ อง็
กิน แต่น่ีกจ็ นใจ เส้ อื กางเกงก็มดี ีเพียงชุดน้ ี ”

แต่เจา้ สาริดก็หาเห็นใจไม่ มนั กลับแล่นวิ่งไปที่ริมตลิ่งเม่ือเห็นฝรงั่ ที่นัง่ มาในเรือของเจา้ ของนากาลังเขา้
เทียบท่า และพอไดย้ ินฝรงั่ รอ้ งทักว่า “เฮนโหล เฮนโหล” และ เอ้ ือมมือไปแตะตัวมัน เจา้ ริดก็กลับแวง้ งับเขา้ ท่ี
หวั ไหล่ของแก ลงุ คงเลยควา้ ไมต้ ีลงไป ท่ีกลางหวั ของมนั เต็มแรง และราพนั ปรารภกับยายเขม้ และครูยอดวา่ “จะให้
ขา้ ทายงั ไงกบั มนั ”

คาตอบของครูยอดก็คอื “มนั เป็ นหมาของตา ตาเล้ ยี งมนั มา จะจดั การยงั ไงกบั มนั กไ็ ด”้
เห็นจะเป็ นคร้งั แรกในชวี ิตท่ีลงุ คงรสู้ กึ ส้ นิ ความภูมิใจในตวั เองและคงจะเศรา้ ใจเป็ นที่สุด จนแมก้ ระทงั่ เมื่อ
เจา้ ของนามาแวะบอกว่า เขาไดต้ กลงขายท่ีนาเสียแลว้ ใหแ้ ก่ ผูท้ ่ีตอ้ งการจะสรา้ งเป็ นโรงงานอตุ สาหกรรม แต่ใหล้ ุง
คงอาศยั ไปไดก้ ่อนจนกระทงั่ เขาลงมอื สรา้ งเมอ่ื ไรลุงคงจึงค่อยยา้ ยออกไป
ลุงคงก็เพยี งรบั คาดว้ ยความนอบนอ้ ม ในใจของแกยงั คงนึกถึงคาของครยู อดที่บอกวา่ “ตาเล้ ียงมนั มา”
ดูเหมอื นวา่ การจะสูญส้ นิ ที่เคยอยู่ เคยกนิ เคยนอน ก็ดจู ะไม่ทาใหแ้ กเศรา้ สลดใจเทา่ กบั ท่ีไดเ้ หน็ ความยโส
ลืมตวั ของเจา้ สาริดหมาตวั โปรดที่แกสูฟ้ ูมฟักดว้ ยความอาทรมาต้งั แตเ่ ล็กจนเติบใหญ่
ความลมื ตวั อยา่ งเจา้ สารดิ น้ันหาไดไ้ มย่ ากในหมูค่ น เช่ือวา่ “ลาว คาหอม” ต้งั ใจใชเ้ จา้ สารดิ เป็ นสญั ลกั ษณ์
แทนความลืมตนของบรรดาชาวทอ้ งทุ่งท่ีจากบา้ นไป รบั แสงสีอารยธรรมแลว้ ก็กลบั บา้ นเกิดถ่ินเดิม ยิ่งกว่าน้ันยงั
เกดิ ความดหู ม่นิ ดแู คลนบา้ นเกิด เหมือนคนข้ นึ ถึงฝั่งถีบหวั เรือท้ ิงไป อนั ที่จรงิ “ลาว คาหอม” คงมีความคดิ ไกลกว่า
น้ัน ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็ นตน้ ไป ทุนการศึกษาต่อต่างประเทศท่ีไดร้ ับจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ
โดยเฉพาะสหรฐั อเมริกามมี ากข้ นึ คนไทยที่ไดร้ บั ทุนไปศึกษาตอ่ ต่างประเทศมีจานวนมาก ผลการเปลี่ยนแปลงจาก
การศึกษาและอารยธรรมท่ีไดร้ บั จากตา่ งประเทศเป็ นฉนั ใด ก็ดงั ท่ีไดเ้ หน็ ประจกั ษก์ นั อยใู่ นสงั คมทุกวนั น้ ี กย็ งั โชคดี
อยู่บา้ ง ที่มิไดเ้ ป็ นเจา้ สารดิ กนั ไปเสยี ท้งั หมด เมืองไทยจึงยงั คงเหลือส่ิงที่เป็ น “ไทย” อยูห่ าไม่แลว้ เราคงจะตอ้ งหนั
มาปลกู ขา้ วสาลีแทนขา้ วเจา้ ขา้ วเหนียวที่กินกนั อยู่
“ลาว คาหอม” คงตอ้ งการเยาะหยนั สงั คมใหส้ าแก่ใจ ฉะน้ันจึงไดส้ รา้ งเจา้ สาริด มาเป็ นสญั ลักษณ์แสดง
ความคิดที่แฝงอยูใ่ นใจของเขาใหป้ ระจกั ษ์ชดั แสดงใหเ้ ห็นถึงอิทธิพลของการหลงใหลอารยธรรมใหม่จนลืมตนไป
หมดส้ นิ ลมื ความเป็ นเอกราช ลมื ความเป็ นเอกลกั ษณข์ องตนเองจนไมเ่ หลอื ศกั ด์ิศรี
“ลาว คาหอม” มีความสามารถในการบรรยายภาพชีวิตของชาวนาท่ีแรน้ แคน้ ขมขื่น ไม่มีปากไม่มีเสียง
ยอมรบั ทุกส่ิงที่ผา่ นมาแตบ่ ุญกรรม ไมเ่ คยคานึงถึงสทิ ธ์ิท่ีเขาพึงมพี ึงไดบ้ นผืนดินน้ ี เหมือนดงั เขากลา่ วถึงชวี ติ ชาวนา
ไวใ้ นเร่อื งน้ ีวา่
“ชีวิตชาวนาแท้ ๆ ที่เกิดและเติบโตกลางทอ้ งทุ่งอยา่ งลุงคงเป็ นชีวิตที่ไม่มีแง่เง่ือน ซบั ซอ้ นอะไรมากนัก มี
เสน้ ทางวางไวเ้ กือบแน่นอน พอฝนมากล็ งไถหวา่ นปี ไหนฝน พอเหมาะกเ็ หลอื ไดข้ าย ปี ใดน้าท่วมก็หนั ไปกินขา้ วเช่ือ
รวมถึงกะปิ และน้าปลาดว้ ย แลว้ รอคอยแกต้ ัวในปี หน้า ซ่ึงจะคิดใหม้ นั เป็ นกรรม มนั ก็เป็ น หรือจะพูดแบบปลอบ
ชาวเมอื งวา่ มนั เป็ นวีรกรรมกไ็ ม่ผิด”

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๑

ในหนังสอื รวมเรือ่ งสน้ั เร่อื ง ฟ้าบก่ ้นั ของ ลาว คาหอม ผอู้ า่ นจะไดส้ มั ผสั กบั ชวี ติ อนั แรน้ แคน้ และน่าสมเพช
ของชาวนาในเร่ืองอ่ืน ๆ ไดอ้ ีก เช่น เรื่องฟ้าโปรด เขียดขาคาคนหมู เป็ นตน้ แมว้ า่ แกนของเร่ืองจะแตกต่างกนั ไป
บา้ ง แต่พ้ ืนฐานก็ไม่พน้ ไปจากความยากจนขน้ แคน้ การมีชีวิตอยู่ตามยถากรรม ข้ ึนอยู่กับความปรานีของดินฟ้า
อากาศ “ลาว คาหอม” เขียนอยา่ งผทู้ ่ีไดส้ มั ผสั กบั ชวี ติ จรงิ ของชาวนา เหมอื นกบั เขานัง่ เขียนท่ีกลางดิน กลางทุ่ง เขา
จงึ บรรยายภาพใหผ้ อู้ า่ นไดท้ ้งั รูไ้ ดท้ ้งั เห็น และท้งั รสู้ กึ สมั ผสั กบั บรรยากาศท่ีบรสิ ุทธ์ิแตช่ วนเศรา้ น้ัน

“ลาว คาหอม” เป็ นนักเขียนท่ีใชภ้ าษาสละสลวย เกล้ ยี งเกลา จดั วา่ เป็ นภาษาไทยท่ีชวนอ่าน การบรรยาย
ภาพชดั เจนดว้ ยถอ้ ยคาธรรมดา แต่เรียบเรียงไดก้ ะทัดรดั และน่าฟัง ดงั ตวั อย่างการบรรยายภาพหมู่บา้ นของลุงคง
ในตอนตน้ เรื่อง วา่

“หมู่บา้ นแห่งน้ันอยู่ห่างกรุงเทพมหานครข้ ึนไปทางเหนือประมาณ ๒๐ กิโลเมตร บา้ นเรือนเรียงรายไป
ตามคลอง เรือนแตล่ ะหลงั มีลาคู และแนวตน้ สะแกเป็ นเขตบา้ น สว่ นมากเต้ ีย หลงั คาใบจากแผ่ลงเกอื บจรดพ้ นื ดินที่
กระทัง่ ไวแ้ น่นเฉพาะหอ้ งนอนและครัว เรือนยกพ้ ืนสูงแค่สะเอวปูกระดานกวา้ งหรือแคบตาม จานวนคนใน
ครอบครวั ”

ถา้ หากจะเปรียบกบั นักเขยี นเร่อื งส้นั ร่วมสมยั ของเขา เช่น ศรีบูรพา อ.อุดากร หรอื แมก้ ระทงั่ นักเขยี นหนุ่ม
อยา่ ง สุรชยั จนั ทิมาทร จะเหน็ ไดว้ า่ ลาว คาหอม มีแกนของเรื่องเนน้ แน่นอยทู่ ่ีชวี ติ ของชาวนา เขาตอ้ งการเป็ นปาก
เสียงรอ้ งตะโกนแทนชาวนา ใหค้ นท้งั หลายไดส้ านึกถึงความทุกข์ลาเค็ญของชาวนาผมู้ ีชวี ิตอนั บรสิ ุทธ์ิเหล่าน้ัน บา้ ง
จะเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรมหรือเพื่อเห็นแก่หน้าที่ของมนุษยต์ ่อสังคมก็ตามที ส่วนศรีบูรพาก็มีแนวเน้นไปในการ
กาจดั ช่องว่างระหว่างชนช้นั พรอ้ มท้ังปลุกเรา้ คุณค่าแห่งมนุษยธรรมใหค้ ุข้ ึนในใจของมนุษย์ ดังเช่นเร่ือง ขอแรง
หน่อยเถอะ เป็ นตน้ อ.อุดากร น้ัน เขียนเร่ืองส้นั ดว้ ยเจตนาเรา้ ใจผูอ้ า่ นใหเ้ กิดความต่ืนเตน้ ติดตาม จึงมีวิธีการที่จะ
ดาเนินเรื่องท่ีเร่ิมดว้ ยปัญหา แลว้ เร่งเรื่องใหต้ ึงเครียดย่ิงข้ ึนและในท่ีสุดจะ จบลงอย่างที่ผูอ้ ่านไม่คาดคิด เช่น เร่ือง
สัญชาตญาณมืด ตึกกรอส เป็ นตน้ ส่วน สุรชัย จันทิมาธร น้ัน เขียนเรื่องดว้ ยความรูส้ ึก ปรารถนาจะบรรยาย
ความรูส้ ึกที่เขามีต่อ สิ่งที่เขาไดป้ ระสบพบพานมา โดยไม่คานึงว่าผูอ้ ่านจะมีความรูส้ ึกร่วมดว้ ยหรือไม่ เขาเขียน
เพราะเขาตอ้ งการจะเขียนเช่นน้ัน แต่กลา่ วไดว้ า่ สง่ิ ที่เขาบรรยายมาน้ันไกลไป จากความรูส้ ึกของคนอื่นทวั่ ไปนัก ดงั
จะอา่ นไดจ้ ากรวมเรือ่ งสน้ั ของเขาท่ีอยใู่ นหนังสือเล่มท่ีชื่อวา่ ความบา้ มาเยอื น

ชาวนาและนายห้าง ของ ลาว คาหอม เป็ นเร่ืองส้ันที่ชวนใหผ้ ู้อ่านเกิดอารมณ์ เศรา้ ปนสังเวช ใน
ขณะเดียวกนั ก็อดท่ีจะมองเห็นความหายนะที่จะเกิดตามมา หากว่าจะปล่อยใหค้ วามหลงใหลลืมตัวเป็ นนายของ
ความนับถือตนเอง ภาพประกอบที่เขียน โดย เทพศิริ สุขโสภา ไดเ้ พิ่มคุณค่าใหแ้ ก่เร่ืองอีกเป็ นอนั มาก มีชีวิตใหท้ ้งั
ความรูแ้ ละอารมณ์ เป็ นหนังสือที่กลา่ วไดว้ า่ ไดจ้ ดั ทาอยา่ งประณีตใหอ้ ารมณท์ ่ีสุนทรีแก่ผอู้ ่านอยา่ งประทบั ใจ

(วรรณกรรมพิจารณ)์

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๒

การฟังและการดูอยา่ งมีประสิทธิภาพ

การฟังและการดูเป็ นทกั ษะของการรบั สาร การรบั สารอยา่ งมปี ระสิทธิภาพจาเป็ นตอ้ งอาศยั การ
ฝึกฝนอยา่ งต่อเนื่องและเป็ นระบบ หลกั การท่ีสาคญั ของการฟังและดูจะตอ้ งทราบเจตนาของผูส้ ่งสารรบั
สารใหค้ รบถว้ น เพื่อนามาวิเคราะหว์ ่าสารน้ันมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ประเมินคุณค่าของสาร นาส่วน
ท่ีเป็ นความรู้ แนวคดิ ที่ดีมาเป็ นแนวทางในการพฒั นาตนเอง สงั คม และแกไ้ ขปัญหา มีรายละเอยี ดองั น้ ี

๑. ความหมายของการฟังและการดอู ยา่ งมีประสิทธิภาพ

การฟังและการดูอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง การฟังและการดูเพ่ือใหบ้ รรลุผลสาเร็จในการ
สื่อสาร ทาใหผ้ ู้ส่งและผู้รับสารเขา้ ใจประเด็นของการสื่อสารอย่างถ่องแท้ การฟัง คือ การรับรู้
ความหมายจากเสียงที่ไดย้ ิน เป็ นการรบั สารทางหู ในขณะเดียวกนั การดู คือ การรบั รูค้ วามหมายจาก
ภาพท่ีไดเ้ ห็น เป็ นการรบั สารทางตา การฟังและการดจู ดั เป็ นการรบั สารท่ีมีความสมั พนั ธเ์ ก่ยี วเนื่องและ
ส่งเสรมิ ใหก้ ารรบั สารมีประสิทธิภาพมากข้ นึ

การฟังและการดูจดั เป็ นการส่ือสารในลกั ษณะของการรบั สารเบ้ ืองตน้ ในขณะที่การอ่านและ
การเขียนเป็ นลักษณะของการส่งสารและการรับสาร บุคคลท่ีมีความพรอ้ มทางร่างกายย่อมสามารถ
พฒั นาทกั ษะตา่ ง ๆ ในการสือ่ สารไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

๒. แนวทางการฟังและการดอู ยา่ งมีประสิทธภิ าพ

๒.๑ แนวทางการฟังและการดสู ่อื รูปแบบต่าง ๆ
ส่ือประเภทต่าง ๆ ที่เราไดฟ้ ังและดูอาจจาแนกไดห้ ลายประเภท เช่น ส่ือประเภทการโฆษณา
บทเพลง นิทาน บทละคร บทสมั ภาษณ์ ข่าว บทบรรยาย ปาฐกถา และสุนทรพจน์ เป็ นตน้ หลกั สาคญั
ท่ีควรปฏิบตั ิเพอื่ การรบั สารประเภทต่าง ๆ ใหม้ ีประสิทธิภาพอาจสรุปได้ ดงั น้ ี

๑) สื่อประเภทการโฆษณา
ความมุ่งหมายสาคัญของการรับสารประเภทน้ ี คือ การศึกษาถึงสารประโยชน์ของส่ิงที่
โฆษณา ศึกษาการใชถ้ อ้ ยคา รวมท้ังใชค้ วามคิดของตนวิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือ ของสารดังกล่าว
ผู้รับสารท่ีดีควรใชเ้ หตุผลประกอบการฟังและดูว่า สิ่งที่โฆษณาน้ันมีคุณค่าจริง หรือไม่ โดยไม่ควร
หลงเช่ือไปตามถอ้ ยคาหรือภาพท่ีแสดงใหด้ ู ท้ังน้ ีเพราะการโฆษณาน้ันมุ่งใชก้ าร กล่าวเกินจริงเพื่อให้
ผูร้ บั สารคลอ้ ยตาม เพือ่ ชกั จูงใหใ้ ชบ้ ริการ หรอื ซ้ ือสนิ คา้ ท่ีโฆษณาน้ัน เป็ นลกั ษณะโฆษณาชวนเชอื่ เชน่
• การโฆษณาน้าหอม มักจะดึงดูดความสนใจของผู้ฟังหรือผู้ดูให้ใช้บริการ โดยนา
สถานการณ์ท่ีสอดคลอ้ งสัมพันธ์กับน้าหอมมานาเสนอ ซึ่งไดแ้ ก่ ประเด็นของความรัก ความใกลช้ ิด
ระหวา่ งบคุ คล โดยปิ ดบงั หรอื ไมไ่ ดใ้ หร้ ายละเอียดเกีย่ วกบั สรรพคุณ หรือกรรมวธิ ีการผลิตแตอ่ ยา่ งใด

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๓

• การโฆษณานาฬิกาย่ีห้อดังจะสร้างจุดดึงดูดโดยการกล่าวอ้างถึงบุคคล เพื่อให้ดู
น่าเช่ือถือ ขณะเดียวกนั ก็พยายามบอกถึงคุณลกั ษณะพิเศษของสินคา้ โดยสรรหาถอ้ ยคาท่ีไพเราะมา
เปรยี บเทียบโน้มนา้ วใจผูซ้ ้ ือ

• การโฆษณาในลักษณะของการประชาสัมพันธ์ขอ้ มูลข่าวสารทางเว็บไซต์ นับเป็ นอีก
รูปแบบหน่ึงของการโฆษณาท่ีไดร้ ับความนิยมเป็ นอย่างมาก นักเรียนจะสามารถเลือกชมและศึกษา
ขอ้ มูลตา่ ง ๆ ไดจ้ ากเวบ็ ไซต์ แตจ่ ะตอ้ งระมดั ระวงั ในเร่ืองของการโฆษณาชวนเชือ่ เช่นกนั

อย่างไรก็ตาม การฟังและดูสารประเภทโฆษณาสินคา้ และการประชาสมั พนั ธ์ จดั ไดว้ ่ามี
ประโยชน์เช่นกนั เพราะทาใหผ้ ูด้ ู ผูฟ้ ังไดร้ บั ความรู้ เป็ นผูร้ อบรใู้ นเร่ืองต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการ
โฆษณาสินคา้ ต่าง ๆ ทาใหท้ ราบถึงความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาการแขนงตา่ ง ๆ จากผลิตภณั ฑน์ ้ัน ๆ แตข่ อ้
สาคญั ตอ้ งฟังอยา่ งมีสติ โดยไมต่ กเป็ นเหยื่อของสินคา้ น้ัน ๆ หรือตกเป็ นเหย่อื บริโภคนิยมของตนเอง

การประชาสัมพนั ธข์ ่าวสารต่าง ๆ โดยเฉพาะจากอินเทอรเ์ น็ตจะตอ้ งดูอยา่ งรอบคอบ ไม่
ตอ้ งรีบเช่ือเสียทีเดียว จะตอ้ งวิเคราะห์และประเมินความน่าเช่ือถือก่อนว่า เป็ นเว็บไซต์ที่เช่ือถือได้
หรือไม่ เน่ืองจากขอ้ มูลต่าง ๆ ที่บรรจลุ งในเว็บไซตน์ ้ันมีอยูม่ ากที่คลาดเคล่ือน และขอ้ มูลไม่ทนั สมยั

๒) สือ่ ประเภทบทเพลง
การฟังเพลงหรือดูรายการเพลงประเภทต่าง ๆ น้ัน มีจุดมุ่งหมายเพ่ือความเพลิดเพลิน
บางคนอาจจะต้องการศึกษาถ้อยคาสานวนภาษาในเพลง ตลอดจนท่วงทานองและแนวคิดของ
ผูป้ ระพนั ธ์ ผูร้ บั สารประเภทน้ ีควรเลือกดูและฟังเพลงที่ใหค้ ุณค่าทางดา้ นอารมณ์ คือ จรรโลงใจ สุขใจ
ความงดงามของถอ้ ยคาท่ีใช้ รวมท้งั ทานองและเสียงดนตรีประกอบจะช่วยทาใหผ้ ่อนคลายอารมณไ์ ดด้ ี
ผูฟ้ ังเพลงที่ฉลาดหลักแหลมจะฟังไปคิดไปว่าเน้ ือเพลงตรงไหนดีมีเหตุผล น่านาไปใชใ้ ห้
เกิดประโยชน์แก่ตน ส่วนตรงไหนที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมก็ไม่รบั เอามาปฏิบัติ ซ่ึงถา้ นักเรียนทาเช่นน้ ีได้
ถือไดว้ า่ เป็ นผูท้ ่ีฟังแลว้ ไดป้ ระสิทธิผลจากการฟังอยา่ งแทจ้ รงิ นับเป็ นผูฟ้ ังท่ีมีคุณภาพในการพฒั นาตน
๓) สอื่ ประเภทเรอื่ งเล่าตา่ ง ๆ
การรบั สารประเภทเรื่องเล่าอาจไดแ้ ก่ การฟังนิทาน เร่ืองส้นั หรือนวนิยาย จากวิทยุ หรือ
การไดฟ้ ังและดูจากโทรทัศน์ ความมุ่งหมายของการฟังและดูเรื่องเหล่าน้ ี คือ เพ่ือใหท้ ราบสาระสาคัญ
ของเร่ือง แนวคิด คติเตือนใจต่าง ๆ นอกจากน้ ียงั ไดม้ ีโอกาสศึกษาถึงกลวิธีการเล่าเร่ือง หรือการแสดง
ประกอบการเล่าเรอื่ ง การฟังและการดทู ่ีดีน้ันผูร้ บั สารควรวิเคราะห์ เรือ่ งท่ีฟังวา่ แสดงความคดิ ที่ถูกตอ้ ง
หรือไม่ เป็ นเชิงสรา้ งสรรคห์ รือไม่ และนักเรียนสามารถนาแนวคิดสาคญั ใดไปใชเ้ ป็ นอุทาหรณ์สาหรับ
การพฒั นาตนเองต่อไปอยา่ งไรบา้ ง
๔) ส่อื ประเภทละคร
การฟังและดูละครทางโทรทัศน์หรือการแสดงบนเวที มีความมุ่งหมายเพื่อใหเ้ กิดความ
เพลิดเพลิน เป็ นการใชเ้ วลาวา่ งชนิดหนึ่ง การศึกษาถึงสาระรายละเอียดต่าง ๆ ท่ี ละครไดส้ ะทอ้ นภาพ
ใหไ้ ดฟ้ ังและดูนับว่ามีประโยชน์อยู่บา้ ง ผูร้ บั สารที่ดีควรศึกษาถึงรายละเอียดหลกั ว่า ละครไดน้ าเสนอ
ความคิดสาคัญประการใด และความคิดดังกล่าวมีความถูกตอ้ งเหมาะสม สาหรบั การนามาเป็ นแนว
ปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเพียงใด นอกจากน้ันผูร้ ับสารควรไดศ้ ึกษาถึงบทบาทของตัวละครที่แสดงว่า มี
ความสมจริงและแสดงไดเ้ หมาะสมกบั บทบาทของเรือ่ งเพียงใด รวมถึงการศึกษาถึงฉากและบรรยากาศ
ของเรอ่ื งเพอ่ื ประเมนิ ค่าส่ือประเภทละครที่ไดฟ้ ังและดูว่าคุม้ ค่ากบั การฟังและดูหรือไม่

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๔

๕) ส่อื ประเภทบทสมั ภาษณ์
เป็ นการฟังและดูการสมั ภาษณบ์ คุ คลท้งั ท่ีเป็ นการสมั ภาษณอ์ ยา่ งเป็ นทางการ และไม่เป็ น
ทางการ มีความมุ่งหมายเพื่อใหท้ ราบความรูใ้ นเร่ืองที่สัมภาษณ์ตลอดจนไดส้ งั เกตถึงวิธีการสมั ภาษณ์
การแลกเปล่ียนความรูค้ วามคิดเห็นของบุคคล ผูร้ ับสารควรต้ังใจฟั งเพื่อจบั ประเด็นสาคัญของการ
สมั ภาษณใ์ หไ้ ด้ และควรศึกษาความรเู้ พ่อื เป็ นพ้ นื ฐานเก่ียวกบั ประเด็นที่สมั ภาษณ์ เพอ่ื ใหไ้ ดร้ ายละเอยี ด
ที่ชัดเจนยิ่งข้ ึน นอกจากน้ ีผูร้ ับสารไม่ควรมีอคติท้ังต่อผูใ้ หส้ ัมภาษณ์และผูส้ ัมภาษณ์ เพ่ือประโยชน์ใน
การวิเคราะหไ์ ดถ้ กู ตอ้ งตรงประเด็น
๖) สื่อประเภทข่าวสาร
ความมุง่ หมายสาคญั ของการฟังและดขู ่าวสารท้งั ทางวิทยุ โทรทศั น์ หรือทางเวบ็ ไซต์ต่าง ๆ
มุ่งใหไ้ ดร้ บั ความรู้ ความบนั เทิงเพื่อนาขอ้ มูลต่าง ๆ มาเป็ นหลกั ในการปฏิบตั ิ หรือแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ
ในส่วนที่เก่ียวขอ้ งกบั ตนเองและสงั คม การรบั สารที่ดีน้ันผูฟ้ ังและผูด้ ูควรรบั รูถ้ ึงหวั ขอ้ เรื่องหรือที่มาของ
ข่าวเป็ นสาคญั รวมท้งั ต้งั ใจฟังถึงรายละเอียดของข่าวเพื่อเปรียบเทียบเน้ ือหาสาระกบั แหล่งข่าวต่าง ๆ
เพอ่ื ประเมนิ ค่าความถกู ตอ้ งของข่าวสารก่อนที่จะตดั สนิ ใจเช่ือรายละเอียด
๗) ส่ือประเภทปาฐกถา รายงาน
การฟังและดูปาฐกถาในที่ประชุมชนมีความมุ่งหมายสาคญั เพ่ือศึกษาหาความรูจ้ ากองค์
ปาฐก (ผูพ้ ูด) ตลอดจนศึกษาถึงลีลาการพูดและการยกตวั อยา่ งเชิงวิชาการ ผูร้ บั สารควรต้งั ใจฟังและดู
อยา่ งมีสมาธิ ไม่คิดสบั สน มุ่งจบั ประเด็นสาคญั ของการพูด และจดบนั ทึกสาระสาคัญเพื่อไม่ใหห้ ลงลืม
บางประเด็นท่ีไดฟ้ ัง รวมท้งั บนั ทึกรายละเอยี ดเก่ียวกบั ขอ้ ดีและขอ้ บกพรอ่ งในการแสดงปาฐกถาเพ่ือเป็ น
ประสบการณแ์ ละเพ่ือใชเ้ ป็ นขอ้ มลู แสดงความคดิ เห็นหลงั จากการฟังและดูปาฐกถา
๘) ส่อื ประเภทสุนทรพจน์
การฟังและดกู ารพดู สุนทรพจน์ คอื การรบั สารท่ีเป็ นคาพดู ที่ดีในโอกาสต่าง ๆ สุนทรพจน์
มีเน้ ือหาสาระที่ดี ส่ือความหมายท่ีชดั เจน ใชค้ าที่ส่ือความไดล้ ึกซ้ ึงประทบั ใจผูฟ้ ัง การฟังและดูการพูด
สุนทรพจน์น้ัน ผูร้ บั สารควรต้ังใจฟังดว้ ยความชื่นชมยินดี จบั ประเด็นสาคญั ของเร่ืองใหไ้ ดค้ รบถว้ น และ
สังเกตการพูดท่ีมีการเรียบเรียงถ้อยคาไดไ้ พเราะสละสลวย ในขณะเดียวกันผู้รับสารควรบันทึก
สาระสาคญั ของสารและขอ้ คดิ เห็นต่าง ๆ เพื่อนาเอาไปใชป้ ระโยชน์
การฟังและการดูสื่อท้งั ๘ ประเภทดงั กล่าวแลว้ น้ัน ผูร้ บั สารควรวิเคราะหถ์ ึงการส่งสารใน
รูปแบบต่าง ๆ วา่ มีสาระสาคัญประการใด สาระต่าง ๆ น้ันมีความถูกตอ้ งน่าเช่ือถือหรือไม่ มีเหตุมีผล
อย่างไร มีขอ้ เท็จจริงขอ้ คิดเห็นอย่างไร เพื่อจะไดน้ าขอ้ มูลที่มีคุณค่ามาใชเ้ ป็ นแนวทางพฒั นาตนเอง
ขณะท่ีขอ้ มูลในส่วนท่ีไมด่ ีก็จะตอ้ งเลือกตดั ท้ ิงไปไม่นามาปฏิบตั ิ
๒.๒ แนวทางการนาขอ้ มูลจากสารทฟ่ี ังและดมู าใชต้ ดั สนิ ใจแกป้ ัญหา
การนาขอ้ มูลของสารที่ไดฟ้ ังและดูจากสื่อประเภทต่าง ๆ มาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ในการตัดสินใจ
แกป้ ัญหาตา่ ง ๆ มีแนวปฏบิ ตั ิ ดงั น้ ี
๑) ผูร้ บั สารควรวิเคราะหไ์ ตร่ตรองถึงความถูกตอ้ งของขอ้ มูลท่ีไดฟ้ ังและดูว่าถูกตอ้ งตาม
หลกั ความรู้ น่าเชื่อถือหรอื ไม่เพยี งใด เพ่ือเลือกสรรสาระสาคญั แต่ละประเด็นมาเป็ นขอ้ มูลในการปฏิบตั ิ
หรือเป็ นขอ้ มูลประกอบการคิดตัดสินใจในเร่ืองตา่ ง ๆ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๕

๒) คานึงถึงสภาพปัญหาที่ปรากฏวา่ เป็ นปัญหาประเภทใด เป็ นปัญหาเฉพาะบุคคล ปัญหา
เฉพาะกลุม่ หรอื ปัญหาสาธารณะ

• ปัญหาเฉพาะบุคคล ไดแ้ ก่ ปัญหาที่เกิดข้ ึนแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีสาเหตุมาจาก
บคุ คลอน่ื หรอื สงิ่ อ่ืน อาจเป็ นปัญหาท้งั ทางรา่ งกายและจิตใจ ท้งั ที่เป็ นปัญหาปัจจบุ นั ทันด่วน และปัญหา
ท่ีเร้ อื รงั มานาน

• ปัญหาเฉพาะกล่มุ ไดแ้ ก่ ปัญหาท่ีเกิดข้ นึ ในกลุม่ บุคคล ท้งั ท่ีเป็ นกลุ่มผมู้ ีผลประโยชน์
ร่วมกนั กลุม่ บุคคลท่ีอาศยั ในละแวกเดียวกนั และกลุม่ บุคคลท่ีประกอบธุรกจิ รว่ มกนั

• ปัญหาสาธารณะ ไดแ้ ก่ ปัญหาท่ีเกิดข้ ึนในสังคมท่ีมีผลกระทบต่อบุคคลทัว่ ไปหรือ
บุคคลส่วนใหญ่ในสงั คม ไดแ้ ก่ ปัญหาสภาวการณ์ทางธรรมชาติ ท้งั ปัญหาน้าท่วม ฝนแลง้ หรือปัญหา
อาชญากรรม ปัญหาการจราจรติดขดั ในเมืองใหญ่ และปัญหาสงิ่ ปฏิกลู ตา่ ง ๆ ในสงั คม เป็ นตน้

๓) ผูน้ าขอ้ มลู ท่ีไดฟ้ ังและดูมาเป็ นแนวทางตดั สินใจแกป้ ัญหาน้ัน ควรคานึงถึง
(๑) ทาความเขา้ ใจลกั ษณะของปัญหาและวางขอบเขตของปัญหา
(๒) พจิ ารณาสาเหตุของปัญหา
(๓) วางเป้าหมายในการแกป้ ัญหา
(๔) คิดหาวิถีทางตา่ ง ๆ ในการแกป้ ัญหาเท่าที่จะเป็ นไปได้
(๕) เลือกวถิ ีทางแกป้ ัญหาท่ีดีที่สุดท่ีจะทาใหบ้ รรลุถึงเป้าหมายท่ีไดว้ างไว้

การใชค้ วามคิดบนพ้ ืนฐานของการวิเคราะหแ์ ยกแยะย่อมสามารถนาขอ้ มูลต่าง ๆ มาใชเ้ ป็ น
แนวทางตัดสินใจแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งมีเหตุผล โดยมีหลกั สาคญั ในการแกป้ ัญหาคือ ตอ้ งทราบถึงสาเหตุ
สาคญั ตลอดจนสภาพแวดลอ้ มของปัญหา เพื่อหาทางแกไ้ ขโดยประมวลแนวทางแกป้ ัญหาท่ีหลากหลาย
และคิดพิจารณาเลือกแนวทางที่ดีที่สุดในการแกป้ ัญหา ซ่ึงการแกป้ ัญหาจะตอ้ งอดทนเพราะปัญหาบาง
ปัญหาอาจตอ้ งใชเ้ วลา

๒.๓ แนวทางในการแสดงความคดิ เหน็ จากสารและสื่อทีไ่ ดฟ้ ังและดู
แนวทางสาคญั ของการแสดงความคิดเห็นจากการฟังและดูสารและสื่อประเภทต่าง ๆ เพื่อนามา
เป็ นความรใู้ นการพฒั นาตนเอง มแี นวทางสาคญั ดงั น้ ี

๑) ผูร้ บั สารควรไดใ้ ชก้ ารวิเคราะหป์ ระเด็นต่าง ๆ ท่ีไดฟ้ ังและดูอย่างละเอียด เพ่ือใหไ้ ด้
ทราบถึงองคป์ ระกอบสาคญั ของเร่ืองราวจากสารประเภทต่าง ๆ

๒) ใชแ้ นวคิดหรือทฤษฎีความรูต้ ่าง ๆ มาประกอบการคิดวิเคราะหเ์ รื่องราวต่าง ๆ ใหไ้ ด้
ขอ้ มูลท่ีถกู ตอ้ งแจ่มชดั

๓) ประเมินค่าของสารและส่ือที่ไดฟ้ ังและดูว่ามีขอ้ ดีหรือขอ้ เสียประการใด โดยแสดง
เหตุผลประกอบการแสดงความคิดเห็น พรอ้ มท้งั ยกตัวอย่างประกอบการแสดง ความคิดเห็นจากแหล่ง
อา้ งอิงตา่ ง ๆ

๔) เรียบเรียงรายละเอยี ดโดยใชภ้ าษาท่ีส่ือความหมายไดช้ ดั เจนตรงตามความมุ่งหมายใน
การสื่อสาร เพอ่ื ใหผ้ ูร้ บั สารไดส้ าระความรแู้ ละรบั ทราบความคิดเหน็ ท่ีเสนอสารน้ันอยา่ งกระจ่างชดั

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๖

๓. มารยาทในการฟังและการดู

ผูฟ้ ังที่ดีควรมีมารยาทในการฟังหรือการดสู าร ดงั น้ ี
๑) การฟังสารประเภทต่าง ๆ ผูฟ้ ังควรฟังดว้ ยความสงบ การฟังในที่ประชุมชน ควรไปถึง
สถานท่ีก่อนมีการบรรยายหรือมีการประชุม รูจ้ กั สารวมกิริยาโดยไม่ส่งเสียงดัง ไม่พูดคุย ไม่ขบเค้ ียว
อาหาร และไมล่ ุกเดินเขา้ ออกในท่ีประชุม
๒) การฟังหรือดูรายการโทรทัศน์ทางวิทยุกระจายเสียง ควรเปิ ดเสียงใหพ้ อเหมาะ ไม่รบกวน
ผูอ้ น่ื และรจู้ กั เลือกฟังและชมรายการท่ีไมเ่ ป็ นสอ่ื ประเภทลามกอนาจาร
๓) การแสดงความคิดเห็นในการฟังหรือการดูในท่ีประชุมชน ควรซกั ถามหรือแสดงความคิดใน
ช่วงเวลาที่ผู้ดาเนินรายการเปิ ดโอกาสใหพ้ ูด การซักถามผูพ้ ูดตอ้ งใชถ้ อ้ ยคาสุภาพ ชัดเจน ควบคุม
อารมณไ์ มแ่ สดงกริ ิยาอาการกา้ วรา้ ว ประชดประชนั ดว้ ยความไม่พอใจ
๔) ไม่ควรโตแ้ ยง้ หรอื แสดงความคิดคดั คา้ นการฟังสารประเภทคากล่าวสุนทรพจน์ การยกย่อง
สดุดีวีรกรรมของบุคคล หรือการกล่าวรายงานต่าง ๆ ที่เป็ นการพดู อยา่ งมีแบบแผนตามข้นั ตอนและได้
เรยี บเรยี งขอ้ มลู มาอยา่ งถูกตอ้ งชดั เจนแลว้
๕) การเสนอความคิดเห็นเพื่อแกไ้ ขปัญหาประเภทต่าง ๆ ควรวิเคราะหข์ อ้ มูลใหถ้ ูกตอ้ ง ท้งั ใน
ประเด็นปัญหาและบุคคล รวมท้งั ควรหาโอกาสแสดงความคิดเห็นอยา่ งรอบคอบ ไม่พูดเชิงตาหนิหรือดู
หม่นิ บคุ คลในลกั ษณะซ้าเติม ควรแสดงความคดิ เพือ่ แกป้ ัญหาและใหก้ าลงั ใจแก่บุคคลที่ประสบปัญหา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๗

การฟังและการดูอยา่ งมีวิจารณญาณ

สงั คมปัจจุบันสื่อต่าง ๆ ท่ีเป็ นช่องทางการนาเสนอขอ้ มูลใหด้ ูและฟังมีหลากหลาย เราจึงควร
รจู้ กั เลือกที่จะดูและฟัง เลือกรบั ขอ้ มูลเหล่าน้ัน และเม่ือไดร้ บั รูข้ อ้ มูลแลว้ ตอ้ งรจู้ กั วเิ คราะห์ วิจารณ์ เพือ่
นาไปใชป้ ระโยชน์ในทางสรา้ งสรรค์ ซึ่งเป็ นสิ่งจาเป็ นอยา่ งยิ่งแก่การดาเนินชีวิตในสงั คมปัจจุบนั ดังน้ัน
การฟังอย่างมีวิจารณญาณน้ ีจึงตอ้ งรูจ้ ุดมุ่งหมายของสารที่ดูและฟังน้ัน รบั ฟังและดูอย่างต้ังใจและทา
ความเขา้ ใจ รจู้ กั สรุปและเลือกนาไปใชป้ ระโยชน์ โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ ี

๑. ความหมายของการฟังและการดอู ยา่ งมีวิจารณญาณ

วิจารณญาณ หมายถึง ปัญญาที่สามารถรูห้ รือใหเ้ หตุผลท่ีถูกตอ้ ง การฟังและ การดูอย่างมี
วจิ ารณญาณ หมายถึง การฟังและการดูโดยใชส้ ติปัญญาใครค่ รวญไตรต่ รองสารต่าง ๆ อยา่ งมเี หตุผลใน
ประเด็นของความถูกตอ้ งตามหลักความรูแ้ ละคุณค่าสารประโยชน์ของสารที่ไดฟ้ ังและดู นัน่ คือการ
วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ ประเมินคา่ และสามารถวินิจฉยั ตดั สนิ เพอ่ื นาเอาสงิ่ ที่ดีไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั

๒. แนวทางการฟังและการดอู ยา่ งมีวิจารณญาณ

การใชว้ จิ ารณญาณในการรบั สารตา่ ง ๆ น้ัน ผูฟ้ ังและผดู้ ทู ี่ดีจาเป็ นตอ้ งมีแนวทางปฏิบตั ิ ดงั น้ ี
๒.๑ แนวทางการวิเคราะหส์ ารที่ฟังและดู
การวิเคราะห์ หมายถึง การพิจารณาแยกส่ิงใดสิ่งหนึ่งออกเป็ นส่วน ๆ เพ่ือทาความเขา้ ใจแต่ละ
ส่วนใหก้ ระจ่างชดั และทาความเขา้ ใจถึงความสัมพนั ธ์ของแต่ละส่วนของสิ่งที่ศึกษาวิเคราะหน์ ้ัน การ
วิเคราะหส์ ารท่ีฟังและดูจากส่ือประเภทต่าง ๆ แลว้ นามาศึกษาวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ มีหลัก
ปฏบิ ตั ิท่ีสาคญั ดงั น้ ี

๑) กาหนดขอบขา่ ยหรอื นิยามส่ิงที่จะวิเคราะหใ์ หช้ ดั เจนวา่ จะวิเคราะหอ์ ะไร เช่น วเิ คราะห์
บทเพลง บทละคร บทบรรยาย วิเคราะหภ์ าพยนตรแ์ ละบทสมั ภาษณ์ต่าง ๆ เป็ นตน้

๒) กาหนดจุดมงุ่ หมายใหช้ ดั เจนว่าวิเคราะหเ์ พ่ืออะไร เชน่ วเิ คราะหเ์ พอ่ื ศึกษาแนวคิดของ
เรอ่ื ง ศึกษาคติธรรมคาสอน ศึกษาการแสดงบทบาทของตวั ละครจากการชมภาพยนตร์ เป็ นตน้

๓) พจิ ารณาหลกั ความรหู้ รอื ทฤษฎที ี่เกีย่ วขอ้ งวา่ จะใชห้ ลกั ใดเป็ นเคร่ืองมอื ในการวิเคราะห์
๔) นาหลกั ความรูน้ ้ันไปใชก้ ับเรื่องที่จะวิเคราะห์เป็ นกรณี และตอ้ งรูว้ ่าควรจะวิเคราะห์
อยา่ งไร เช่น การวิเคราะหเ์ กี่ยวกบั ดนตรี ควรนาหลกั การที่เกี่ยวกบั ดนตรีมาประกอบการวิเคราะหแ์ ละ
ประเมินค่าของสารที่ฟัง
๕) เม่ือวิเคราะหส์ ารต่าง ๆ แลว้ ควรสรุปและรายงานผลการวิเคราะหใ์ หเ้ ป็ นระเบียบ
ชัดเจน แบ่งประเด็นเป็ นส่วน ๆ ยกตัวอย่างประกอบแต่ละประเด็น พรอ้ มท้ังแสดงความคิดเห็นเชิง
ประเมินค่าของสารท่ีวิเคราะหว์ า่ ดีหรือไม่อยา่ งไร แสดงเหตุผลตอ้ งแสดงอยา่ งถูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๘

๒.๒ แนวทางการวิจารณส์ ารที่ฟังและดู
การวิจารณ์ หมายถึง การพิจารณาและอธิบายรายละเอยี ดตา่ ง ๆ ของสงิ่ ท่ีฟังและดูเพ่ือช้ ีใหเ้ ห็น
ถึงส่วนท่ีดีเด่นงดงามหรือจุดบกพร่องของสิ่งท่ีไดฟ้ ังหรือดูน้ัน ซึ่งอาจจะเป็ นสื่อประเภทขอ้ ความ บท
เพลง เรอื่ งเล่า หรอื ภาพวาด ภาพถ่ายต่าง ๆ การวิจารณอ์ าจจะใชว้ ิธีการพดู หรือเขียน การวจิ ารณอ์ ย่าง
มีวิจารณญาณตอ้ งใชแ้ นวทางของการวิเคราะหไ์ ตร่ตรองใคร่ครวญ เพ่ือศึกษาประเด็นสาคญั ของสารท่ี
ศึกษาอย่างมีลาดับข้นั ตอนอย่างมีเหตุมีผล และวินิจฉัยตัดสินเพ่ือประเมินค่าของส่ิงท่ีศึกษาน้ัน โดยมี
แนวทางปฏบิ ตั ิที่สาคญั ดงั น้ ี

๑) กาหนดวตั ถุประสงคข์ องการวิจารณ์ว่าตอ้ งการวิจารณ์เพ่ือสรา้ งสรรคส์ ิ่งใด หรือเพื่อ
ประโยชน์อะไรเป็ นสาคญั

๒) หาความรูห้ รือหลกั ทฤษฎีท่ีเหมาะสม เพื่อนามาเป็ นหลกั การวิจารณ์ การวิจารณ์ส่ือ
ต่าง ๆ มุ่งพิจารณารายละเอียดของรูปลักษณ์ และสาระคุณค่าของส่ิงต่าง ๆ การวิจารณ์สารท่ีเป็ น
ขอ้ ความหรือวรรณกรรมต่าง ๆ อาจตอ้ งวิจารณ์ในเชิงประวตั ิร่วมดว้ ยเพื่อศึกษาขอ้ มูลเกี่ยวกบั ที่มาของ
เรอ่ื ง สมยั ที่แต่ง และประวตั ิผูแ้ ต่ง ซ่งึ จะชว่ ยใหส้ ามารถวจิ ารณว์ รรณกรรมไดเ้ ขา้ ถึงแกน่ มากข้ ึน

๓) ทาความเขา้ ใจส่วนต่าง ๆ ที่ศึกษาวิเคราะหใ์ หถ้ ่องแทแ้ ละวิจารณ์โดยใชว้ ิจารณญาณ
พิจารณาประเด็นหลกั ดงั น้ ี

(๑) รปู แบบกบั เน้ ือหาเหมาะสมกนั หรือไม่
(๒) เน้ ือหามีรายละเอียดที่ขดั แยง้ หรอื สอดคลอ้ งกนั
(๓) ส่วนประกอบของเน้ ือหา ไดแ้ ก่ โครงเร่อื ง ตวั ละคร เวลา และแนวคิด ขดั แยง้ หรือ

สอดคลอ้ งเพียงใด
(๔) บทบาทของตวั ละครก่อใหเ้ กดิ ความคดิ สรา้ งสรรคเ์ พียงใด
(๕) ทศั นะของผปู้ ระพนั ธเ์ ป็ นเช่นไร สามารถสง่ เสริมหรอื พฒั นาอารมณ์ และความคดิ

ของผรู้ บั สารในเกณฑส์ ูงหรอื ตา่
(๖) ศึกษาความมงุ่ หมาย กลวธิ ีการประพนั ธ์ และถอ้ ยคาสานวนที่ใช้
๔) ทบทวนรายละเอียดและสรุปประเด็นสาคญั พรอ้ มท้ังแสดงความคิดเห็นบนพ้ ืนฐาน
ของการวจิ ารณอ์ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
การวิจารณ์สารจากการฟังหรือดูเรื่องราวต่าง ๆ น้ัน ผูว้ ิจารณอ์ าจวิจารณแ์ สดงความคิดเห็นใน
ลกั ษณะของการสงั เขปความ เพ่ือแสดงภาพรวมของเร่ืองราวที่ไดฟ้ ังว่าเป็ นเช่นไร เช่น การวิจารณ์เร่ือง
“เธอเป็ นใคร” ผลงานของ โดนัลด์ วิชชี ตีพิมพใ์ นนิตยสารสตรีสาร ผูว้ ิจารณ์คือ พิทยา ล้ ิมมณี ซ่ึง
วิจารณไ์ ดน้ ่าสนใจ ดงั น้ ี

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๙

เร่ืองส้นั ญี่ป่ ุนเร่ือง เธอเป็ นใคร เป็ นเร่ืองท่ีแสดงลักษณะของชนชาติญ่ีป่ ุนไดอ้ ย่างน่าสนใจ เธอเป็ นใคร
เป็ นเรื่องของสตรีชาวญ่ปี ่ ุนผูห้ น่ึงท่ีแต่งตวั ทันสมยั จนคนญ่ปี ่ ุน ดว้ ยกนั คิดวา่ เธอคือสตรตี ่างชาติ เช่น ฟิ ลิปปิ นส์ จีน
หรือชาติอื่น ๆ ท่ีเขา้ มาหา “งาน” ทาในญ่ีป่ ุน เธอรูส้ ึกหงุดหงิดมาก จึงต้งั ใจวา่ วนั ใดที่เธอถูกคนญี่ป่ ุนดว้ ยกนั ทกั
ถามเธอ เป็ นภาษาองั กฤษอีก เธอจะทกั ทว้ งและช้ แี จงทนั ทีวา่ เธอเป็ นคนญีป่ ่ ุน แต่เมอ่ื เหตุการณ์ ดงั กล่าวเกดิ ข้ ึนอีก
แทนท่ีเธอจะทาอยา่ งท่ีต้งั ใจไว้ เธอกลบั แสดงตนเป็ นชาวต่างประเทศ เพราะเกรงวา่ ผทู้ ี่ทกั เธอดว้ ยภาษาองั กฤษจะ
เสียหน้า เมื่อเธอเลา่ เหตุการณน์ ้ ีใหเ้ พื่อนฟัง เพือ่ นกลบั บอกวา่ “เธอเป็ นคนญป่ี ่ นุ อยา่ งแทจ้ รงิ ” ซึง่ เธอกเ็ หน็ ดว้ ย

วรรณกรรมเรื่องน้ ีมิไดบ้ อกวา่ แลว้ โดยแทจ้ ริงคนญ่ีป่ ุนเป็ นอย่างไร ผูอ้ ่านตอ้ งตีความเองจึงจะพบลักษณะ
เด่นของชนชาติญ่ีป่ ุน คือ ความสุภาพนุ่มนวล เก็บอารมณ์ และจะไม่ทาใหผ้ ูอ้ ่ืนตอ้ งเสียหน้า ทุกวันน้ ีญ่ีป่ ุนเป็ น
ประเทศที่มเี ศรษฐกิจรุดหน้าไปไกล อาจเป็ นเพราะบุคลิกเช่นน้ ีกเ็ ป็ นได้

การรจู้ กั มนุษยท์ ี่มคี วามแตกตา่ งไปจากตน จะช่วยใหม้ นุษยผ์ นู้ ้ันมีใจกวา้ งข้ นึ

สาหรับการวิจารณ์เรื่องราวประเภทบันเทิงคดี ผู้วิจารณ์จะแสดงความคิดเห็นโดยใช้
องคป์ ระกอบของการแต่งเร่ืองเป็ นเกณฑ์ เพ่ือวิจารณ์ขอ้ ดีและขอ้ บกพร่อง ดงั ตัวอย่าง การวิจารณข์ องยุ
พร แสงทกั ษิณ ท่ีไดว้ จิ ารณเ์ รอ่ื งเกวยี นชรา ของ นิมิตร ภูมิถาวร ไวด้ งั น้ ี

เกวียนชรา
ของ นิมิตร ภมู ิถาวร
วิจารณโ์ ดย ยพุ ร แสงทกั ษิณ
เม่ือฟังเรื่อง “เกวยี นชรา” จบลง ความรูส้ ึกหนึ่งท่ีผูว้ ิจารณค์ าดวา่ ผูฟ้ ังมีร่วมกนั คือ ความประทับใจท่ีแฝง
ไวด้ ว้ ยความหดหู่ เพราะเป็ นเรื่องบีบค้นั อารมณอ์ ยา่ งมาก ท้งั ๆ ท่ีเน้ ือเร่ืองดธู รรมดา ๆ
นิมิตรเสนอแง่คิดต่าง ๆ มายงั ผูอ้ ่านไดอ้ ย่างแจ่มแจง้ ความ
เด่นของเรือ่ งน้ ีอยทู่ ่ีลลี าการเขียนท่ีใช้ ภาษางา่ ย ๆ บรรยายเร่อื งไปเรอื่ ย
ๆ การดาเนินเรอื่ งไม่สบั สนวกวนเหมาะกบั เรือ่ งที่เก่ียวกบั ชวี ิตในชนบท
ซึ่งเรียบสงบ นิมิตรสามารถบรรยายความสมั พนั ธร์ ะหว่างชายชรา ววั
และเกวียนได้ดีจนกระทัง่ ผู้อ่านแทบจะลืมไปว่าท้ังสามมีสถานภาพ
ต่างกนั คือ เป็ นคน สตั ว์ สิ่งของ เขาไดป้ ูพ้ ืนใหผ้ ูอ้ ่านเห็นว่า เหตุใดลุง
อา่ จงึ ผูกพนั กบั ไอแ้ กว้ ไอไ้ หม และเกวียนของแกเหลือเกิน นอกจากเมีย
แกก็มีเพียงววั และเกวยี นเทา่ น้ัน ซงึ่ เป็ นเสมอื นหนุ้ สว่ นชีวติ ดว้ ย
ลงุ มีความรูส้ กึ และปฏิบตั ิต่อ ไอแ้ กว้ ไอไ้ หม อยา่ งลึกซ้ งึ คือ “...แกรกั มนั เหมือนลูก เสรจ็ งานจะอาบนา้ ลา้ ง
ขนใหม้ นั เป็นเงาวบั กลางคืนยงั ไดน้ อนม่งุ อยา่ งมีความสขุ ไม่ใหย้ งุ ร้นิ รบกวน...”
แกไดอ้ าศยั มนั ทางานต้งั แต่เป็ นววั หนุ่มฉกรรจค์ ล่องงาน จนกระทงั่ มนั มีสงั ขารร่วงโรย “...หนังหยอ่ นยาน
รดั รูปลงไปโชวก์ ระดูก เร่ียวแรงของมันค่อยหมดลงไปจนเกือบจะลากเขาตัวเองไม่ไหว...” ดังน้ันแกจึงไม่กล้า
“...เอาไมแ้ สแ้ ตะหลงั ววั ใหม้ ันระคายเคืองและเจ็บปวดหัวใจ...” เพราะแกรูส้ ึกถึงสภา พจิตใจของไอแ้ กว้ ไอไ้ หม
จึงถนอมมนั ท้งั กายและใจ แมต้ อ้ งโยนพ้ ืนที่ไดม้ าดว้ ยความยากลาบากท้ ิงบา้ งเพื่อใหเ้ กวียนเบาข้ ึน มนั จะไดเ้ หน่ือย
น้อยลง แกกย็ อมทา ดงั น้ัน เม่อื ไอแ้ กว้ ไอไ้ หมถกู ทุบตีถูกฆ่า แกจงึ รอ้ งออกมาดว้ ยความปวดรา้ ววา่ “ลูกพอ่ ”
ส่วนเกวียนน้ันเล่า ลุงสานึกอยูเ่ สมอวา่ “...มนั เป็นทาสรบั ใชท้ ่ ีซ่ ือสตั ย์ แกสามารถบงั คับใหม้ ันทางานเพ่ ือ
ปากทอ้ งไดต้ ลอดเวลา ไมเ่ คยทรยศ...”
“...มนั เป็นบา้ นท่ ีสองของแก รกั รองลงมาจากเมีย...”

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๐

ครง้ั หนึ่งเกวียนเล่มน้ ีเคยสวยโกห้ รูที่สุดเม่ือซ้ อื มาใหม่ ๆ แต่มนั กเ็ ก่าโทรมลงเพราะกาลเวลา เมอ่ื เกวียนวิ่ง
โกรกลงคลอง ก็กลายสภาพเป็ นเศษเหล็กเศษไม้ แกจึง “...มองมันดว้ ยสายตาแน่น่ ิงนาน มีความรูส้ ึกเจ็บปวด
เหมือนเสียแขนขาไปขา้ งหน่ ึง...”

เม่ือสิ่งท้งั สองท่ีสมั พนั ธก์ บั ชวี ิตแกสลายไปก็เท่ากบั ช้ แี นะวา่ ไม่นานนักแกก็คงตกอยูใ่ นสภาพเดียวกนั คือ
แตกดบั ไปดว้ ย ดงั ที่แกเคยเตรยี มใจไวแ้ ลว้ วา่

“ยงั เหลอื ระยะทางไม่ไกลนักบนเสน้ ทางกลบั บา้ น ก็คงเหมือนเสน้ ทางชวี ติ ของแก”
จากจุดน้ ีจะเห็นว่าผูเ้ ขียนมุ่งจะช้ ีใหเ้ ห็นถึงความเป็ นไปของโลก คือ ทุกส่ิงทุกอย่างไม่วา่ คน สตั ว์ ส่ิงของ
ยอ่ มตอ้ งเส่ือมสลายไปเป็ นธรรมดา เป็ นเรื่องของอนิจจงั การท่ีนิมติ รกาหนดใหม้ ชี ายหกเจ็ดคนมาปลน้ ฆา่ ววั ของลุง
ไดช้ ่วยย้าแนวคิดใหก้ วา้ งขวางออกไปอีกว่า เม่ือทุกสิ่งทุกอย่างเป็ นอนิจจัง สิ่งใดจะมีคุณค่าไดก้ ็ต่อเมื่อไดป้ ฏิบัติ
หน้าที่ของตนใหด้ ีท่ีสุดจึงจะสมกบั ท่ีไดอ้ ุบตั ิมาบนโลก เพื่อว่าเม่ือสูญส้ ินไป แลว้ จะไดม้ ีผูร้ ะลึกถึงคุณงามความดี
แนวคดิ น้ ีปรากฏใหเ้ ห็นไดต้ ้งั แตต่ น้ เรอ่ื งกระทงั่ เห็นชดั ข้ นึ ตอนท่ีเกวยี นของลงุ อา่ พงั ทลายลง นิมิตบรรยายวา่
“น้าตาแกเย้มิ ออกมาหยดหน่ ึง แกไม่ไดร้ อ้ งไห้ แตม่ นั เป็นนา้ ตาแห่งความเจ็บปวดท่ ีแกมอบใหเ้ จา้ เกวยี น
ชราท่ ีมนั ทาหนา้ ท่ ีของมันมาจนเกินคมุ้ มันควรไดร้ บั การเคารพนับถือในคณุ คา่ ของมัน มันเป็นเศษไมเ้ ศษเหล็กท่ ีมี
ค่าท่ ีสุด แกเก็บช้นิ ส่วนของเกวยี นช้ินหน่ ึงติดมือไปเป็นท่ ีระลึก ตง้ั ใจจะเอาไปปิดทองไวท้ ่ ีหวั ท่ ีนอน”
ไอแ้ กว้ ไอไ้ หม ก็ทาหน้าท่ีของมนั ต้งั แตห่ นุ่มจนแก่ทางานหนัก จงรกั ภกั ดีต่อเจา้ ของ ตอนโจรบงั คับใหม้ นั
เดิน แมต้ ีดว้ ยแสม้ นั ก็ไม่ยอมจากไป กระทงั่ ถูกฆ่าตาย ลงุ อา่ แกคดิ วา่
“...มนั ยงั ท้ิงเขาและหนังของมนั ไวใ้ หแ้ กเป็นท่ ีระลกึ และจดจาคณุ งามความดขี องมนั มนั ทาหนา้ ท่ ีววั ของมนั
สมบูรณท์ ่ ีสุดแลว้ ไมใ่ ชห่ รอื ...”
นัน่ คือท้งั เกวียนและววั แมจ้ ะเป็ นเพียงส่ิงของและสตั วแ์ ต่ต่างก็มีคุณค่า ตรงกนั ขา้ มกบั สตั วป์ ระเสริฐ เช่น
โจรท้งั เจ็ดคนน้ัน พวกเขาทาอะไรบา้ งใหส้ มกบั ที่เกิดมาเป็ นคน กลับเท่ียวประพฤติชวั่ ปลน้ เขากิน จิตใจโหดเห้ ียม
ทารุณ เปรยี บไดด้ งั สตั วเ์ ดรจั ฉานที่น่ารงั เกยี จขยะแขยง เช่น ตอนที่ผแู้ ตง่ บรรยายวา่
“มันช่วยกนั เลือกเถอื เน้ือท่ ียงั เตน้ รกิ ๆ ของววั ทั้งสอง เหมือนอีแรง้ กาลงั แยง่ กันกินเหย่ือดว้ ยความตะกละ
หิวโหย”
โจรพวกน้ ีเม่อื ตายไปกจ็ ะมีเสียงสาปแช่งมากกวา่ การราลึกถึงในดา้ นดี ตวั ลงุ อา่ เองแมจ้ ะไม่ไดท้ าประโยชน์
ใหแ้ กส่ งั คมมากมายนัก แต่แกกไ็ ดย้ ดึ แนวทางดาเนินชีวิตอยา่ งท่ีมนุษยพ์ ึงประพฤติ คือ ต้งั อยใู่ นความสุจรติ ไม่โลภ
ไม่โกรธใคร และไม่เคยทาใหใ้ ครในสงั คมตอ้ งเดือดรอ้ น เท่าน้ ีก็พอเพียงแลว้ สาหรบั ชีวิตพ้ ืน ๆ อย่างแก นิมิตร
สะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ แมใ้ นสงั คมชนบทจะมคี นอยา่ งลุงอา่ แตก่ ็มคี นอยา่ งพวกโจรเหล่าน้ันปะปนอยดู่ ว้ ย
นิมิตร มีความสามารถพรรณนาและบรรยายไดด้ ี ทาใหเ้ กิดบรรยากาศเขา้ กบั เรื่อง จะสงั เกตไดว้ ่าต้ังแต่
เปิ ดเร่ือง นิมิตร ก็สรา้ งบรรยากาศความเก่าชราของสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็ นเกวียนท่ีโขยกขลุกขลกั ไปอย่างเชื่องชา้
หรือเสยี งแหบพรา่ ของชายชราที่ไล่ไอแ้ กว้ ไอไ้ หมววั ที่มีสงั ขารรว่ งโรยกต็ าม ซึง่ ช่วยโน้มอารมณข์ องผอู้ า่ นใหร้ ่วมรบั รู้
ภาวะและเหตุการณท์ ่ีจะเกิดข้ นึ ต่อไป นอกจากน้ ีนิมิตรยงั พยายามพรรณนาฉากธรรมชาติใหม้ บี รรยากาศสอดคลอ้ ง
กบั เร่ืองอกี ดว้ ย เชน่
“ตะวนั คลอ้ ยตา่ ลงไปพาดยอดไมช้ ายท่งุ โน่น ววั เดินชา้ ลงเหมือนจะลม้ ลงไปส้ินใจตายเสียกอ่ นถงึ ท่ ีหมาย”
“ลมบ่ายโกรกมาวบู ๆ เป็นลมรอ้ นผา่ วท่ ีสะบดั เอาเปลวแดดมาดว้ ย ฝ่ ุนทางเกวยี นลอยคลุง้ เป็นสีนา้ ตาล
อ่อน ตลอดท่งุ เป็นสีนา้ ตาลมัว ๆ ของฟางแหง้ สะแกไผ่สลดั ใบเหมือนมนั ยนื ตน้ ตายแหง้ อยรู่ มิ ทุ่ง นกอีแอ่นสดี าบนิ
โฉบหาแมลงกินเป็นกลุ่ม ๆ หนองโสนท่ ีเคยมีนา้ ใสแจว๋ สะพรงั่ ดว้ ยดอกสีทองแหง้ ผาก ดินแตกระแหง มีโสนแหง้ หัก
ๆ ปักอยรู่ มิ หนองไมก่ ่ ีตน้ ”
จะเห็นไดว้ า่ ตะวนั คลอ้ ยตา่ ลมบ่าย ตน้ ไมส้ ลดั ใบ หนองน้าแหง้ ผาก ดินแตกระแหง โสนแหง้ หกั พวกน้ ีมี
นัยประหวดั ชวนใหค้ ดิ ถึงบน้ั ปลายของธรรมชาติที่มกี ารเกิด เส่อื ม และสลายไปในที่สุด
แมก้ ระทงั่ ส่งิ กอ่ สรา้ งขา้ งทางกไ็ มเ่ วน้ ที่จะมลี กั ษณะดงั กล่าวดว้ ย คือ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๑

“โรงนารา้ งสองสามหลงั ยืนติดอยกู่ ับชายป่ า มีแตโ่ ครงหลงั คากับโครงพ้ืน เพราะเจา้ ของร้อื หลงั คา ร้ือพ้ืน
ไปเก็บไวเ้ สียป้องกันไฟไหม”้

สิ่งต่าง ๆ ท่ีกล่าวมาแลว้ ลว้ นแต่เสริมสรา้ งบรรยากาศแห่งความแหง้ แลง้ ขาดความสดช่ืนไดเ้ ป็ นอยา่ งดี
เป็ นสอื่ นาความรูส้ กึ มาโดยตลอดกระทงั่ ถึงตอนสุดทา้ ยของเรอ่ื ง คอื

“บนเสน้ ทางเดินกลบั บา้ นของแก ซ่ ึงอยไู่ มไ่ กลนัก กาลงั มืดมวั ลงทกุ ขณะ” ซ่ึงหมายถึงจดุ จบของชวี ติ ลุงอา่
ที่ใกลเ้ ขา้ มานัน่ เอง

กลวิธีอย่างหน่ึงที่นิมิตรใชเ้ พื่อเสนอภาพและสรา้ งอารมณ์แก่ผูอ้ ่าน คือ การใชโ้ วหารเปรียบเทียบซ่ึง
ปรากฏอยหู่ ลายตอน เชน่

“ฮืย ๆ ไอแ้ กว้ ไอไ้ หม ไปลูก” เป็นเสียงแหบพรา่ เหมือนซอสายหยอ่ นจวนขาดของแก
“บนเสน้ ทางเดินกลบั บา้ นของแกดูเหมือนเป็นเสน้ ทางชีวติ อันยากแคน้ และยาวนานของแก มันเป็นทาง
เกวยี นท่ ีเต็มไปดว้ ยความแหง้ แลง้ ขรุขระ... กระเพาะเป็นยงั มหึมาท่ ีใส่ไม่รูจ้ กั เต็ม มนั เป็นช้ินส่วนท่ ีคอยทาลายใน
ขณะท่ ีแขนขาช่วยกันเสาะหา” เป็ นตน้
อน่ึง การเปรียบเทียบที่เรียกวา่ บุคลาธิษฐาน มีส่วนชว่ ยใหเ้ กวียนและววั ดูมีชวี ติ จติ ใจที่เย่ียงคน ท้งั น้ ีเป็ น
เพราะว่า สาหรบั ลุงน้ันแกรสู้ กึ ต่อมนั วา่ มีสถานะเท่าเทียมคน บางคร้งั นิมิตรถึงกบั ใชค้ ากรยิ า คาเดียวกบั ลุงก็มี ซึ่ง
แสดงวา่ ลุงอา่ เกวียน และววั มคี วามเป็ นหน่ึงเดียวกนั เช่น
“ถา้ แกมงั่ มีหรอื พอมีกินมีใช้ ก็จะปลดเกษียณใหเ้ จา้ ววั คยู่ ากมนั ไดพ้ กั ผอ่ นยามชราบา้ ง”
“หยบิ กระบอกนา้ ท่ ีแขวนอยขู่ า้ ง ๆ มาด่มื อีกอีกหน่ ึง อยากจะแบ่งใหไ้ อแ้ กว้ ไอไ้ หมมันด่มื บา้ ง แตไ่ ม่รูจ้ ะด่ืม
ไดอ้ ยา่ งไร”
“มนั เป็นเกวยี นหนุ่มอนั ทรงพลงั แห่งการบรรทกุ งานหนัก เป็นทาสรบั ใชท้ ่ ีซ่ ือสตั ย์ แกสามารถบงั คับใหม้ ัน
ทางานเพ่ ือปากเพ่ ือทอ้ งไดต้ ลอดเวลา ไม่เคยทรยศ บรรทุกขา้ วไปขาย รบั จา้ งสารพัด เขา้ ป่ าตัดฟืนเผาถ่านขาย
เสียงของมนั เคยอดั แน่นแสดงถึงพลงั ”
“มนั ทาหนา้ ท่ ีของมนั มาจนเกินคมุ้ มนั ควรไดร้ บั การเคารพนับถอื ในคณุ คา่ ของมนั ”
จะเหน็ ไดว้ า่ นิมิตรมีความประณีตในการใชภ้ าษาเพอื่ สอ่ื ความหมายไดอ้ ยา่ งดีแทบทุกตอน แต่กม็ ีบางตอน
ท่ีนิมิตรพล้งั เผลอทาใหผ้ อู้ า่ นสะดุด เช่น
“เกวยี นโขยกขลุกขลกั ไปอยา่ งเช่ อื งชา้ เสียงเพลาเสียดสีกับดมุ ดงั เสียงแหลมเลก็ สลบั กับเสยี งกระด่ิงววั ดงั
ตามจงั หวะการกา้ วเดินของววั ชราสองตวั นั้น ฟังเป็นเพลงมารช์ ประจาทุ่งท่ ีมีตวั โน้ตธรรมชาติเป็นผูก้ าหนดทานอง
บางครง้ั มนั ฟังดเู ศรา้ ซึมเหมือนอยา่ งเสียงของเกวยี นเลม่ น้ี”
การที่นิมิตรเปรียบจงั หวะการกา้ วเดินของววั ชราว่าเป็ นเพลงมารช์ น้ันออกจะขดั กนั ปกติเพลงมารช์ เป็ น
เพลงท่ีมจี งั หวะเรว็ คกึ คกั จงึ ไม่น่าจะฟังเศรา้ ซึมเหมือนเสยี งเกวียนท่ีโขยกขลกุ ขลกั ไปอยา่ งเช่อื งชา้
ในบางประโยค นิมิตรใชค้ าที่ทาใหป้ ระโยคสบั สน เช่น “ไมส้ กั ทาน้ามันเหลืองจา้ ของเรอื นลอ้ ” น่าจะเป็ น
“เรอื นลอ้ ไมส้ กั ทานา้ มนั เหลืองจา้ ”
อย่างไรก็ตาม ขอ้ บกพร่องดังกล่าวน้ ี เมื่อเทียบกบั คุณค่าในดา้ นอ่ืน ๆ แลว้ เรื่องเกวียนชราก็นับวา่ เป็ น
เรื่องส้ันท่ีดีมากเร่ืองหน่ึง แสดงใหเ้ ห็นความสามารถในการเขียนเร่ืองแนวชนบทของ นิมิตร ภูมิถาวร ไดอ้ ย่าง
ชดั เจน คือ เรยี บงา่ ยแตต่ รึงใจ

(สอ่ งวรรณกรรม)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๒

จากตัวอย่างการวิจารณ์ ยุพร แสงทักษิณ ไดน้ าประเด็นหลักของเร่ืองที่เป็ นจุดเด่นมาวิจารณ์
ไดแ้ ก่ ลีลาการแต่ง การใชถ้ อ้ ยคาใหเ้ กิดภาพพจน์ การเปรียบเทียบในลกั ษณะอุปมาโวหาร หรือการใช้
บุคลาธิษฐาน เป็ นตน้ โดยหยบิ ยกสานวนโวหารจากเร่ืองมาประกอบการวิจารณ์ เชอ่ื มโยงไปถึงแนวคิด
ของเรื่องที่ผูแ้ ต่งไดก้ าหนดไว้ แลว้ ประเมินค่าในตอนทา้ ยของการวิจารณ์อยา่ งเด่นชดั

สาหรับการวิจารณ์นวนิยาย เน่ืองจากเป็ นเรื่องยาว จึงจาเป็ นอย่างย่ิงที่จะตอ้ งใชก้ ารพินิจ
พิเคราะหเ์ รื่องราว โดยพิจารณารายละเอียดตามองค์ประกอบของนวนิยายที่สาคญั ไดแ้ ก่ โครงเรื่อง
แก่นเรื่อง ฉาก ตัวละคร กลวิธีการแต่ง ลีลาการแต่ง และการใชภ้ าษา เป็ นต้น ส่วนการวิจารณ์
ภาพยนตรท์ ่ีไดช้ ม นับไดว้ ่ามีความสาคญั ย่ิง เพราะนอกจากจะดูเพ่ือใหท้ ราบเร่ืองราวแลว้ การวิจารณ์
ยงั ช่วยส่งเสริมใหผ้ ูด้ ูเกิดสารประโยชน์ในดา้ นอ่ืน ๆ อีก ผูว้ ิจารณ์จึงจาเป็ นตอ้ งเขา้ ใจองคป์ ระกอบอ่ืน ๆ
ของภาพยนตร์ ซึ่งจะชว่ ยใหก้ ารวิจารณเ์ กิดผลสมั ฤทธ์ิ เชน่ การวจิ ารณภ์ าพยนตรต์ อ่ ไปน้ ี

เอม็ ไอบี || หน่วยจารชนพิทกั ษจ์ กั รวาล
(Men in Black II)

ความกระตือรือรน้ หลกั ท่ีผลักดันใหผ้ มต้งั ใจเขา้ ไปดูหนัง
MIB II อยทู่ ่ีเจา้ “แฟรงคเ์ ดอะปัก” หมาตา่ งดาวหน้ามทู่ ู่ตวั น้ัน

แฟนหนังเร่ืองน้ ีตอ้ งจาไดว้ า่ เจา้ หมา “แฟรงค”์ เคยเล่น
MIB ภาคแรกมาแลว้ มนั นิ่งป้ันปึ่ งท่ีตูข้ ายหนังสือพิมพห์ ลอกคนดู
ว่าคนหน้าประหลาดท่ียืนขา้ ง ๆ เป็ นมนุษยต์ ่างดาว พอกลบั มา
เล่นภาคใหม่ไดบ้ ทมากข้ ึน ขนาดไดส้ วมชุดดาเป็ นคู่หชู ่วยพิทักษ์
จกั รวาลกบั เขาดว้ ย แต่เอาเขา้ จริง ๆ ก็ง้นั ๆ ไดแ้ ต่เดินยืดอกเดิน
ไปเดินมา แลว้ ก็พูดพล่ามไม่รูห้ ยุด สังเกตดว้ ยตาเปล่า เขา้ ใจว่า
เจา้ แฟรงคอ์ ย่างเก่งก็เล่นแค่บทเดินไปมา ส่วนบทพูดอะไรต่อมิ

อะไรน้ัน ถ้าไม่เป็ นหุ่นกลไกก็
อาศยั คอมพิวเตอรช์ ว่ ย

หนังเปิ ดเรอื่ งดว้ ยเหตุการณท์ ่ีห่างจากภาคแรก ๕ ปี เจา้ หน้าท่ี
เจ (วิลล์ สมิธ) กลายเป็ นคนข้ ีหงุดหงิด เพราะคู่หูเพื่อนร่วมงานชุดดา
เป็ นเด็กใหม่ทางานไม่ไดด้ ัง่ ใจ ขนาดสุดทา้ ยหาใครไม่ไดต้ อ้ งยอมเอา
หมามาเป็ นคู่หู แต่ก็อีกนั่นแหละ จะว่าใครได้ เพราะเจน้ันแม้จะ
เกง่ กาจดา้ นการปราบมนุษยต์ ่างดาวนอกคอก แตฝ่ ีมอื การเป็ นครูคอย
หัดเด็กรุ่นใหม่ เจทาไดไ้ ม่เป็ นสับปะรด สู้เจา้ หน้าท่ีเค (ทอมมี ลี
โจนส)์ ไม่ได้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๓

เจา้ หน้าที่เคถูกดึงใหถ้ อดชุดบุรุษไปรษณีย์ กลับมาสวมชุดดาพิทักษ์โลกอีกคร้ัง ท้ังน้ ีก็
เพราะเคเป็ นคนเดียวที่รูว้ ่าลาแสงซึ่งสัตวป์ ระหลาดจากต่างดาวช่ือเซอร์ลีนาจากดาวไคลอเรียนใน

คราบนางแบบชุดชน้ั ในสุดเซ็กซี่ตามหาอยหู่ นใด
แมห้ นังจะเป็ นภาคใหม่ แต่อะไรต่อมิอะไรในหนังกลับไม่ต่าง

ไปจากภาคแรก เพียงแค่สลบั กลับหวั กลับหางเท่าน้ัน อย่างเจที่คอย
หาทางแกเ้ ผ็ดเค ดว้ ยการใหป้ ื นกระบอกจิ๋วเคยใชใ้ นฐานะน้องใหม่ รถ
พิเศษท่ีเปล่ียนเป็ นเบนซ์ใหม่เอ่ียม แต่ก็ยงั แย่งกนั ขบั เหมือนเดิม ตัว
ละครเก่า ๆ ส่วนใหญ่ก็กลบั มาเล่นใหม่ แมจ้ ะดีใจท่ีไดเ้ จอหลงั จากหา่ งหายไม่เห็นหน้าค่าตา แต่ก็แค่
ประเดี๋ยวประด๋าว ไม่นานคนดูกเ็ รียกรอ้ งเงยี บ ๆ ในใจอยากจะเหน็ อะไรใหม่ ๆ
มุขตลกก็ยังหยิบมาจากภาคแรก คราวก่อนเอาคนดัง ๆ
หลายคนมาแซวเป็ นมนุษยต์ ่างดาว แต่คราวน้ ีจบั ไมเคิล แจ็กสนั มา
เล่นคนเดียวโดดเป็ นมนุษยต์ ่างดาวที่ออกมาทวงสญั ญากบั พวก MIB
กพ็ อเรียกเสียงฮาไดบ้ า้ ง
ฉากขบั รถไล่กนั ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเตน้ ฉากไคลแม็กซก์ ็ง้นั ๆ
อารมณโ์ รแมนติกระหวา่ งเจกบั แฟนสาวกไ็ ม่ไดอ้ ารมณเ์ ทา่ ไหร่ ดแู ลว้ เฉยชาชอบกล
ขอ้ ไดเ้ ปรียบของหนังฝรัง่ ฮอลลีวูด คือ ทุกคนมีสิทธ์ิเป็ น
พระเอกเท่าเทียมกนั วิลล์ สมิธ แมจ้ ะพยายามพฒั นาตัวเองใหเ้ ล่น
หนังมีคุณภาพมากข้ ึน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตอ้ งยอมรับว่าในบรรดา
พระเอกผิวดาท้งั หลาย นายสมธิ โชคดีพอ่ แม่ใหห้ น้าตาที่ดูแลว้ เจริญหู
เจรญิ ตาพอสมควร ตรงกนั ขา้ มกบั ทอมมี ลี โจนส์ ที่รสู้ กึ หน้าจะเหี่ยว
ย่นมากข้ ึนทุกวัน แต่ก็เป็ นเห่ียวแสนเสน่ห์ ดูเขม้ ขน้ น่าเกรงขาม
ขณะท่ีนางรา้ ยซึ่งแสดงโดย ลารา ฟลินน์ บอยล์ กลายเป็ นสิ่งชูใจ
สาคญั ของหนัง ดดู ีแมใ้ นฉากตน้ เรอื่ งท่ีเธอเขมอื บเหยอื่ จนพุงกาง
อารมณข์ นั จริง ๆ ของเรื่องกลับไปอยูใ่ นส่วนท่ีไม่ใช่เน้ ือหนัง
อยา่ งโลโกเ้ จา้ แม่โคลมั เบยี ท่ียนื ถือคบเพลิงมาน่าจะรว่ มรอ้ ยปี เที่ยวน้ ี
มามาดใหม่ใส่แว่นดาเลียนแบบพวก Men in Black แถมคบเพลิงยงั
ปล่อยแสงวาบ เหมือนกับเคร่ืองลา้ งความทรงจา (Neutralizer) ท่ี
พวกชุดดาชอบใช้ ไม่รูจ้ ะตอ้ งการบอก คนดูหรือเปล่าว่า ลา้ งความ
ทรงจาท่ีผ่านมาใหห้ มดกอ่ นดหู นังเร่ืองน้ ี !
ความกลวั ของคนทาหนัง คอื ไมร่ วู้ า่ จะสรา้ งอะไรใหม่ ๆ ออกมา ไมร่ วู้ า่ ตวั ผูก้ ากบั แบรร์ ี ซอน
เนนเฟลด์ คิดยงั ไง แตผ่ มวา่ ระยะหลงั ๆ ความเฉียบคมในอารมณ์ขนั แบบเสียดสีแสบสนั ของแกลา้ ลง
ไปเยอะ แตใ่ นฐานะแฟนเก่า ก็คงตอ้ งติดตามกนั ตอ่ ไป ท้ ิงกนั งา่ ย ๆ บไ่ ด้

ตีตวั๋ โดยชมรมวิจารณบ์ นั เทิง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๓๔

จากตัวอย่างการวิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินค่าสารประเภทต่าง ๆ ที่นามาใหศ้ ึกษาน้ ี แสดง
ใหเ้ ห็นถึงความสาคญั ของการใชว้ จิ ารณญาณในการฟังและการดสู ารต่าง ๆ ใหเ้ กิดผลสมั ฤทธ์ิ

ปัจจุบนั มีสารประเภทต่าง ๆ เป็ นจานวนมาก ท้ังจากหนังสือ จากบทเพลง จากบทภาพยนตร์
และจากอินเทอรเ์ น็ต นักเรียนควรใหค้ วามสนใจที่จะศึกษาขอ้ มูลความรูด้ ังกล่าว โดยใชว้ ิจารณญาณที่
จะเลือกฟังหรือดูสารต่าง ๆ ว่าสารใดใหป้ ระโยชน์เป็ นการประเทืองปัญญาและอารมณ์ ชักจูงใจไปใน
แนวทางสรา้ งสรรคต์ นเองและสงั คม สารประเภทดงั กล่าวย่อมมีคุณค่า ควรแก่การศึกษาหาความรู้ และ
ควรหลีกเลี่ยงสารประเภทยวั่ ยอุ ารมณ์ ชกั นาจติ ใจใหเ้ กยี่ วขอ้ งกบั อบายมขุ ซงึ่ ถือวา่ เป็ นสารที่อนั ตราย

สรุปได้ว่า เมื่อได้เลือกสารที่ดีแล้ว ข้ันตอนในการฟังและดูสารน้ันควรได้ใชแ้ นวทา งการ
วิเคราะหส์ ารประโยชน์ตามลาดบั ข้นั ตอนของสารแต่ละประเภท และรจู้ กั ใชเ้ หตุผลแสดงความคิดเห็นใน
การวิจารณส์ ารน้ัน รวมท้งั การประเมินค่าของสารเพ่ือใหเ้ กดิ การวินิจฉยั ตดั สิน เพื่อเป็ นแนวทางในการ
ปฏิบัติและประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ใหบ้ ังเกิดประโยชน์ต่อไป เมื่อนักเรียนไดป้ ฏิบัติตามแนวทาง
ดงั กลา่ วน้ ี ยอ่ มถือไดว้ า่ เป็ นผูฟ้ ังและดูสารต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งวจิ ารณญาณ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๓

วรรณกรรมพ้ ืนบา้ น

มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ช้ ีวดั

มาตรฐาน ท ๑.๑ การอ่าน

ม.๔-๖/๒ ตีความ แปลความ และขยายความเรอื่ งท่ีอ่าน
ม.๔-๖/๓ วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณเ์ รื่องที่อ่านในทุก ๆ ดา้ นอยา่ งมเี หตุผล
ม.๔-๖/๔ คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรอื่ งท่ีอ่าน และประเมนิ ค่าเพอื่ นาความรู้ ความคดิ ไปใชต้ ดั สินใจแกป้ ัญหาในการดาเนินชีวิต
ม.๔-๖/๗ อ่านเร่ืองตา่ ง ๆ แลว้ เขียนกรอบแนวคิดผงั ความคิด บนั ทึก ยอ่ ความ และรายงาน

มาตรฐาน ท ๒.๑ การฟัง การดู และการพดู

ม.๔-๖/๓ เขยี นย่อความจากส่อื ท่ีมรี ปู แบบ และเน้ ือหาหลากหลาย

มาตรฐาน ท ๕.๑ วรรณคดแี ละวรรณกรรม

ม.๔-๖/๑ วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณเ์ บ้ อื งตน้
ม.๔-๖/๒ วิเคราะหล์ กั ษณะเดน่ ของวรรณคดีเช่ือมโยงกบั การเรียนรทู้ างประวตั ิศาสตรแ์ ละวถิ ีชีวิตของสงั คมในอดีต
ม.๔-๖/๓ วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คุณค่าดา้ นวรรณศิลป์ ของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะทเี่ ป็นมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
ม.๔-๖/๔ สงั เคราะหข์ อ้ คดิ จากวรรณคดีและวรรณกรรมเพือ่ นาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตจรงิ
ม.๔-๖/๕ รวบรวมวรรณกรรมพ้ นื บา้ นและอธิบายภูมปิ ัญญาทางภาษา

สาระการเรียนรูป้ ระจาหน่วย จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

๑. ความรเู้ กย่ี วกบั วรรณกรรมพ้ นื บา้ น ๑. อธิบายลกั ษณะและประเภทของวรรณกรรมพ้ นื บา้ น
๒. วรรณกรรมมขุ ปาฐะ ๒. จาแนกวรรณกรรมมุขปาฐะตามประเภท
๓. วรรณกรรมลายลกั ษณ์ ๓. จาแนกวรรณกรรมลายลกั ษณต์ ามประเภท
๔. นาขอ้ คิดและความรจู้ ากวรรณกรรมพ้ นื บา้ นไป

ประยุกตใ์ ช้

ผงั ความคิดประจาหน่วย

วรรณกรรมพ้ ืนบา้ น

ความรูเ้ ก่ียวกบั วรรณกรรมมุขปาฐะ วรรณกรรมลายลกั ษณ์
วรรณกรรมพ้ ืนบา้ น
เพลงพ้ นื บา้ น วรรณกรรมลายลกั ษณ์
ความหมายของ ปริศนาคาทาย ภาคเหนือ
วรรณกรรมพ้ นื บา้ น สานวนภาษิต
นิทานพ้ ืนบา้ น วรรณกรรมลายลกั ษณ์
ลกั ษณะของ ภาคอีสาน
วรรณกรรมพ้ นื บา้ น
วรรณกรรมลายลกั ษณ์
ประเภทของ ภาคใต้
วรรณกรรมพ้ นื บา้ น
วรรณกรรมลายลกั ษณ์
คุณค่าของ ภาคกลาง
วรรณกรรมพ้ นื บา้ น



ความรูเ้ กี่ยวกบั วรรณกรรมพ้ ืนบา้ น

วรรณกรรมพ้ นื บา้ นเป็ นวรรณกรรมท่ีถ่ายทอดในกลุ่มชนใดกลุ่มชนหน่ึงมาเป็ นเวลานาน มีท้งั ท่ี
เขียนเป็ นลายลกั ษณ์ และมีท้งั ที่ไม่ไดเ้ ขียนเป็ นลายลกั ษณ์หรือมุขปาฐะ วรรณกรรมพ้ ืนบา้ นมีคุณค่าต่อ
ชวี ิตความเป็ นอยู่ ไดค้ วามรขู้ อ้ คดิ ในการดารงชวี ติ ใหค้ ติเตือนใจ ตลอดจนสามารถนาความรจู้ ากการได้
ศึกษาไปประยกุ ตใ์ ช้ ผูเ้ รียนจะไดศ้ ึกษาความรเู้ กย่ี วกบั วรรณกรรมพ้ นื บา้ น ดงั น้ ี

๑. ความหมายของวรรณกรรมพ้ ืนบา้ น

วรรณกรรม ตามรูปศพั ท์ หมายถึง งานหนังสอื ซึ่งมจี ุดมุง่ หมายเพื่อใหค้ วามรแู้ ละความบันเทิง
กระบวนการกวา่ จะเป็ นหนังสือน้ันจะตอ้ งผ่านกระบวนการคิดแลว้ ถ่ายทอดออกมาเป็ นถอ้ ยคา หรือดว้ ย
การจดจาแลว้ ตอ่ มาจงึ จารึกเป็ นลายลกั ษณอ์ กั ษร

พ้ ืนบา้ น หมายถึง เฉพาะถ่ิน มกั ใชค้ ู่กับพ้ ืนเมือง เป็ นพ้ ืนบา้ นพ้ ืนเมือง ฉะน้ัน วรรณกรรม
พ้ นื บา้ น ก็หมายถึง หนังสอื เฉพาะทอ้ งถิ่น

๒. ลกั ษณะของวรรณกรรมพ้ ืนบา้ น

๒.๑ วรรณกรรมพ้ ืนบา้ นเป็ นมรดกทางวฒั นธรรมท่ีสืบทอดกนั มาดว้ ยวาจาหลายชวั่ อายคุ น แต่
ตอ่ มาวรรณกรรมมขุ ปาฐะไดร้ วบรวม หรอื บนั ทึกไวเ้ ป็ นลายลกั ษณอ์ กั ษร

๒.๒ วรรณกรรมพ้ ืนบ้านเป็ นแหล่งข้อมูลท่ีแสดงภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนประเพณี
วฒั นธรรมความเชอ่ื และวิถีชีวติ ของชาวบา้ น

๒.๓ วรรณกรรมพ้ นื บา้ นมกั จะไมป่ รากฏนามผูแ้ ต่งหรือผเู้ ลา่ เพราะสบื ตอ่ กนั นาน
๒.๔ วรรณกรรมพ้ ืนบา้ นจะใชภ้ าษาถิ่นไม่นิยมใชศ้ พั ทส์ ูง จะใชค้ าง่ายมีความหมาย ตรงไปตรง
มา แต่จะใหอ้ รรถรสและอารมณอ์ ยา่ งลึกซ้ ึงน่าสนใจ
๒.๕ วรรณกรรมพ้ ืนบา้ นจะมีจุดมุ่งหมายสาคญั คือ เพื่อถ่ายทอดความรู้ เพื่อความเพลิดเพลิน
และเพือ่ สอนจรยิ ธรรม หรือเป็ นคติสอนใจ

๓. ประเภทของวรรณกรรมพ้ ืนบา้ น

๓.๑ จาแนกโดยอาศยั เขตทอ้ งถ่นิ
๑) วรรณกรรมพ้ ืนบา้ นภาคเหนือ (วรรณกรรมลา้ นนา)
๒) วรรณกรรมพ้ นื บา้ นภาคอีสาน
๓) วรรณกรรมพ้ นื บา้ นภาคใต้
๔) วรรณกรรมพ้ ืนบา้ นภาคกลาง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๓.๒ จาแนกตามวิธกี ารบนั ทกึ
๑) วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถึง วรรณกรรมที่ใชว้ ิธีเล่าจากปากต่อปาก ไม่มีการ

บนั ทึกไวเ้ ป็ นลายลกั ษณอ์ กั ษร
๒) วรรณกรรมลายลกั ษณ์ หมายถึง วรรณกรรมท่ีบนั ทึกไวเ้ ป็ นลายลกั ษณอ์ กั ษร

๔. คุณคา่ ของวรรณกรรมพ้ ืนบา้ น

๓.๑ คุณค่าทางการถ่ายทอดภูมิปัญญา วรรณกรรมเป็ นสิ่งท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงภูมิปัญญาของ
บรรพบุรุษในทอ้ งถิ่น ซ่ึงแสดงออกทางดา้ นภาษา ศิลปวฒั นธรรม ความเป็ นอยู่ คติชีวิต เป็ นตน้ แสดง
ใหเ้ หน็ ถึงอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรอื ง

๓.๒ คุณค่าทางสันทนาการ วรรณกรรมพ้ ืนบา้ นมีรูปแบบท่ีสามารถใหค้ วามบันเทิง ท้ังดา้ น
อรรถรสทางภาษาและเน้ ือเร่ือง เช่น นิทานคากลอนต่าง ๆ สามารถนามาขบั รอ้ งเป็ นท่วงทานองที่
ไพเราะ เป็ นตน้ แบบที่ศิลปิ นอสี านนามาเป็ นอาชพี ได้ เชน่ หมอลาต่าง ๆ ก็ใชพ้ ้ นื ฐานทางวรรณกรรมใน
การเรียบเรียงท้งั เน้ ือเรอื่ งและฉนั ทลกั ษณ์

๓.๓ คุณค่าทางการประกอบพิธีกรรม เช่น การแต่งงาน ข้ ึนบา้ นใหม่ สู่ขวัญ ตลอดจนการ
แสดงความยนิ ดี การตอ้ นรบั แขกบา้ นแขกเมอื ง นับเป็ นจิตวิทยาช้นั สงู ท่ีปราชญโ์ บราณไดค้ ดิ คน้ ข้ นึ

๓.๔ คุณค่าทางการอบรมสัง่ สอน มีวรรณกรรมหลายเรื่องที่มีเน้ ือหาในการสัง่ สอน ใหค้ ติ
เตือนใจ ใหแ้ นวทางในการดารงชีวิตใหม้ ีความสุข อันเป็ นคาสอนที่อิงหลักพุทธศาสนา แทรกอยู่ใน
วรรณกรรมอยา่ งแยบยล ผูฟ้ ังจงึ ไดร้ บั ท้งั ความบนั เทิงและความคิดท่ีดีงามไปในขณะเดียวกนั

๓.๕ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีวรรณกรรมจานวนมากท่ีกล่าวถึงตานานต่าง ๆ อันเป็ น
หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรอ์ ย่างหนึ่ง เช่น ตานานขุนบรม ตานานอุรงั คธาตุ (ประวตั ิพระธาตุพนม)
ทา้ วฮุ่งทา้ วเจอื งพ้ นื เมอื งอุบล เป็ นตน้

อย่างไรก็ตามนอกจากคุณค่าของวรรณกรรมพ้ ืนบา้ นแลว้ ผูศ้ ึกษาควรตระหนักและเขา้ ใจการ
สืบสานวรรณกรรมพ้ ืนบา้ น โดยมวี ธิ ีการสอบทอดที่พอสรุปได้ ดงั น้ ี

๑. สืบทอดทางมขุ ปาฐะ คอื การสบื ทอดต่อกนั มาดว้ ยปาก กล่าวคอื เลา่ เรื่องราวตา่ ง ๆ สบื ต่อ
กนั มา เช่นผสู้ ูงอายุเล่านิทานใหล้ ูกหลานฟัง เป็ นตน้

๒. สืบทอดดว้ ยลายลกั ษณ์ เป็ นวิธีการใหม่ที่ตอ้ งอาศยั วิชาการทางหนังสือ กล่าวคือ ผูร้ ูไ้ ดจ้ ด
จารลงในหนังสอื ใบลาน สมยั ตอ่ มาก็ไดป้ ริวรรต และตีพิมพเ์ ผยแพร่เป็ นหนังสือ

๓. สืบทอดดว้ ยการแสดงมหรสพ ในปัจจุบันมีการนาวรรณกรรมพ้ ืนบ้านมาแสดงต่อ
สาธารณชนในรปู มหรสพตา่ ง ๆ เช่น หมอลา เพลงลกู ทุ่ง รวมท้งั ถ่ายทอดผ่านสอ่ื วทิ ยุโทรทศั น์ เป็ นตน้

๔. สบื ทอดดว้ ยการศึกษาเลา่ เรยี น ในสมยั โบราณประชาชนส่วนใหญร่ บั รูว้ รรณกรรมจากการ
ฟัง (มุขปาฐะ) ผูท้ ่ีมีโอกาสได้ "อ่าน" คือผูท้ ี่บวชเรียนเท่าน้ัน จึงทาใหก้ ารสืบสานทาไดใ้ นวงแคบ การ
นาวรรณกรรมและภาษาทอ้ งถิ่นมาสอนในโรงเรียนใหท้ ุกคนไดเ้ รียนรู้ จึงเป็ นทางหน่ึงในการสืบสาน
วฒั นธรรมทางภาษา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



วรรณกรรมมุขปาฐะ

วรรณกรรมมุขปาฐะ คือ วรรณกรรมที่สืบทอดดว้ ยวาจา การจดจา การท่อง การเล่า การขบั
กลอ่ ม ไดแ้ ก่ เพลงพ้ นื บา้ น นิทานพ้ นื บา้ น สานวนภาษิต ปรศิ นาคาทาย ความเชื่อ

๑. เพลงพ้ นื บา้ น

๑.๑ ความหมายของเพลงพ้ ืนบา้ น
เพลงพ้ ืนบา้ น คือเพลงของทอ้ งถิ่นใดทอ้ งถ่ินหน่ึง และเป็ นที่รูจ้ กั กันดีเฉพาะถ่ินน้ัน ๆ ลีลาการ
ขบั รอ้ งหรือการฟ้อนราจึงมีอิสระท้ังในดา้ นรูปแบบและเน้ ือหา จึงเป็ นท่ีนิยมของชาวบา้ น ดว้ ยสาเหตุท่ี
เพลงพ้ ืนบา้ นใชภ้ าษาถิ่น ใชท้ านองสนุก จงั หวะเรา้ ใจ เน้ ือหาถ่ายทอดความรูส้ ึกนึกคิด อุดมการณ์
ความเป็ นอยแู่ ละภูมิปัญญาชาวบา้ น
เพลงพ้ ืนบา้ นถือวา่ เป็ นวรรณกรรมชาวบา้ นประเภทหนึ่งที่ใชร้ อ้ งเล่นในสงั คมทอ้ งถิ่น ถ่ายทอด
สืบทอดกันมาโดยใชค้ วามจา ไม่มีการบันทึกใหท้ ราบถึงผูแ้ ต่ง ที่มาของเพลงหรือแมก้ ระทัง่ ระเบียบ
วิธีการเล่นก็ใชจ้ ดจาสืบต่อกนั มา จึงเรียกไดว้ า่ เป็ นวรรณกรรมปากเปล่าหรือวรรณกรรมมุขปาฐะ เป็ น
วฒั นธรรมทางดา้ นความบนั เทิงของชาวบา้ นในทอ้ งถิ่น แลว้ แพร่กระจายจากถ่ินหน่ึงไปยงั อีกถิ่นหนึ่ง มี
ความสมั พนั ธก์ บั วถิ ีชวี ติ เป็ นอยา่ งมาก

๑.๒ ท่ีมาของเพลงพ้ ืนบา้ น
เพลงพ้ ืนบา้ นสนั นิษฐานมีมาต้ังแต่อาณาจกั รสุโขทัย ตามตารบั ทา้ วศรีจุฬาลกั ษณ์อา้ งว่า เพลง
ปรากฏในสมยั สุโขทยั รชั กาลพ่อขนุ รามคาแหง โดยมขี อ้ ความวา่

“อันราชประเพณีสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวเคยทรงประพฤติมาแต่ก่อน ถา้
ทอดพระเนตรชกั โคมลอยแลว้ ก็เสด็จทางเรือพระที่นัง่ ไปถวาย ดอกไมเ้ พลิง บูชา
พระรัตนตรัยทุกพระอารามหลวง บรรดาท่ีอยู่ริมฝั่งนทีวนรอบกรุงท้ังทรงทอด
บงั สุกุลจีวร ทรงพระราชอุทิศถวายพระภกิ ษุสงฆอ์ นั พึงปรารถนาน้ันดว้ ย แลว้ กท็ รง
ทอดพระเนตร ทรงฟังประชาชนชายหญิงรอ้ งราเล่นนักขตั ฤกษ์ เป็ นการมหรสพ
ต่าง ๆ สาราญราชหฤทยั ท้งั สามราตร”ี

เพลงพ้ ืนบ้านเกิดจากประเพณีทางศาสนาหรือวัฒนธรรมของชุมชนในถิ่นหรือเขตน้ัน ๆ
นับต้ังแต่ชุมชนที่ห่างไกลความเจริญไปจนถึงชุมชนท่ีเจริญแลว้ มีลักษณะพิเศษตามความนิยมของ
ทอ้ งถ่ินน้ัน ๆ เพลงพ้ ืนบา้ นรอ้ งสืบต่อกันมาโดยการจา ผูบ้ อกจะบอกต่อกันหลายชวั่ อายุคน รูปแบบ
หลากหลายแตกตา่ งแต่ละทอ้ งถ่ิน ตอ่ มาคอ่ ยมรี ูปแบบ ท่ีชดั เจน มสี มั ผสั คลอ้ งจอง ทว่ งทานองมลี กั ษณะ
สมั พนั ธก์ บั ธรรมชาติของทอ้ งถิ่นน้ัน ในการรอ้ งจะมีดนตรที อ้ งถ่ินใหจ้ งั หวะดว้ ย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๑.๓ ประเภทของเพลงพ้ นื บา้ น

แบ่งตามทอ้ งถ่ินอย่างกวา้ งๆ เช่น เป็ นเพลงบา้ นลา้ นนา(เหนือ) เพลงพ้ ืนบา้ นอีสาน เพลง

พ้ ืนบา้ นภาคกลาง เพลงพ้ ืนบา้ นภาคใต้ จนกระทัง่ แยกย่อยไปตามวฒั นธรรมก็มีเพลงพ้ ืนบา้ นภาค

ตะวันออก เพลงพ้ ืนบา้ นภาคตะวันตก หรือเป็ นจังหวัด เช่น เพลงพ้ ืนบา้ นจังหวัดสุพรรณบุรี เพลง

พ้ ืนบา้ นจงั หวดั กาญจนบุรี เพลงพ้ ืนบา้ นจังหวัดสิงห์บุรี เพลงพ้ ืนบา้ นจังหวัดอ่างทอง เพลงพ้ ืนบา้ น

จงั หวดั ปทุมธานี ที่เป็ นอาเภอ เป็ นหมู่บา้ นก็มี เช่น เพลงพ้ ืนบา้ นโพหกั เพลงพ้ ืนบา้ นพนมทวน เพลง

พ้ นื บา้ นเขาทอง เพลงพ้ นื บา้ นบางปะหนั

แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเล่นเพลงเหล่าน้ัน เช่น เพลงกล่อมเด็ก เพลงเด็กเล่น เพลง

ประกอบการเล่น เพลงประกอบพิธี เพลงปฏิพากย์ เพลงในลานนวดขา้ ว เพลงพ้ ืนเมือง ก็ได้ อย่างไรก็

ตามในเอกสารน้ ีใชก้ ารจาแนกออกเป็ น ๒ ประเภท คือ เพลงสาหรบั เด็ก และเพลงชาวบา้ น

๑) เพลงสาหรบั เด็ก หมายถึง เพลงท่ีผูร้ อ้ งและผูเ้ ล่นเป็ นเด็กจริง ๆ ต้งั แต่เด็กเริ่มรอ้ ง

เพลงไดไ้ ปจนถึงวยั ก่อนหนุ่มสาว เพลงลกั ษณะน้ ีมีทุกภาคและทุกทอ้ งถ่ิน อาจจะมีความคลา้ ยคลึงและ

แตกต่างกนั ไป ผูใ้ หญ่อาจจะนาเพลงเหลา่ น้ ีไปรอ้ งเลน่ บา้ งแต่กเ็ ป็ นบางคร้งั บางคราว บางโอกาสเท่าน้ัน

การใชค้ า การใชค้ าในเพลงเด็ก จะใชค้ าสน้ั ๆ ง่ายๆ มีลกั ษณะคลอ้ งจองกนั แตก่ ไ็ มแ่ น่นอน

๑.๑) เพลงกล่อมเด็ก คือเพลงท่ีผูใ้ หญ่รอ้ งขบั กล่อมเด็กในเวลานาน เพื่อตอ้ งการ

ใหเ้ ด็กเบนความสนใจมาสู่สาเนียงกล่อม สนใจฟังเน้ ือเพลงซ่ึงมีต่าง ๆ กนั จะรูเ้ รื่องบา้ งหรือไม่รูเ้ รื่อง

บา้ งกไ็ มเ่ ป็ นไร จะไดห้ ยดุ ออ้ นรอ้ งไหโ้ ยเย เกิดความเพลิดเพลินกบั ทานอง ในที่สุดกห็ ลบั ไปโดยไมร่ ตู้ วั

เพลงกล่อมเด็กมีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น เรียกเพลงเห่กล่อมพระบรรทมใชก้ ับ

พระโอรส ธิดา พระมหากษัตริย์ หรอื ในภาคตา่ ง ๆ กม็ ชี อื่ เรยี กตา่ งกนั ไป เพลงกลอ่ มเด็กน้ ีปรากฎในชน

ชาติอ่ืนดว้ ยเช่นเดียวกัน ในภาษาอังกฤษ มีคา Lullaby Nursery Rhyme ซ่ึงหมายถึงเพลงกล่อมเด็ก

ท้งั ส้ นิ ชาติอนื่ ๆ เชน่ อินเดียแดง จนี มอญ ลาว เขมร มลายู กม็ เี พลงกล่อมเด็กเชน่ เดียวกนั

เพลงกล่อมเด็กจะมีตน้ กาเนิดข้ ึนเม่ือใดไม่สามารถตอบได้ เพลงกล่อมเด็กจดั เป็ น

วรรณกรรมปากเปล่า Oral Poetry เช่นเดียวกบั เพลงพ้ ืนบา้ นชนิดอื่น ๆ แต่ต่างกนั ที่วตั ถุประสงค์ เพลง

กล่อมเด็กมีวตั ถุประสงคก์ ารรอ้ งเพ่ือกล่อมใหเ้ ด็กนอนหลบั ผูร้ อ้ งผ่อนคลายความเหน็ดเหน่ือยจากการ

ทางานชวั่ ขณะเมื่อเด็กหลบั จะไดเ้ รม่ิ งานใหม่ตอ่ ไป

(๑) เพลงกล่อมเด็กภาคเหนือ เรียกวา่ “อือจาจา” ตามทานองกลอ่ ม เช่น

อือจาจา หลบั สองต๋าอยา่ ไห้

แกว้ แกน่ ไท้ แมจ่ ะออื จาจา

นายไหอ้ ยากกินซิน่ บม่ ไี ผไปหา

นายไหอ้ ยากกนิ ป๋ า บม่ ไี ผไปสอน (ชอ้ น)

มขี า้ วเย็นสองสามกอ้ น ป้อนแลว้ ลวดหลบั ไป

(ซ่ิน = เน้ ือ ไผ = ใคร ไห=้ รอ้ งไห้ สอน (ชอ้ น) = จบั ลวด = ไปเลย ป๋ า= ปลา)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



(๒) เพลงกล่อมเด็กภาคอีสาน เรียกว่า “นอนสาเดอ้ ” หรือ “นอนสาเดอ้

หลา่ " ตามทานองกล่อม เชน่

นอนสาเดอ้ ...หล่า แม่สิก่อม (นอนเสยี เถอะแมจ่ ะกล่อม)

ผดั วา่ อยา่ งส้ นิ เด่อหล่า (ถา้ วา่ อยา่ งน้ันแหละ)

อะซะไห่ กา๋ งคา่ ยา่ นผีพาย (อยา่ รอ้ งไหก้ ลางคืนกลวั ผีพราย)

ยามงายยา่ นผีเป้า (อยา่ รอ้ งไหย้ ามเชา้ กลวั ผีกระสือ)

เจา้ บ่มีพ่อเล้ ียง (เจา้ ลูกไมม่ ีพ่อช่วยเล้ ียง)

ก๋ินแลว้ ใหเ้ ล่านอนเวา่ สนั่ เด๋ (กินแลว้ นอนสะวา่ อยา่ งน้ันแหละ)

(๓) เพลงกล่อมเด็กภาคใต้ เรียกหลายอย่าง เช่น เพลงชาน้อง เพลงชา้ น้อง

เพลงนอ้ งนอน เพลงเปลหรือ เพลงรอ้ งเรอื เป็ นตน้

โผกเปล...เหอ โผกไวช้ อ่ งฟ้าปาข้ ลี ม

เทโวเทวาหกเจด็ องค์ มาหม่ รกั นอ้ งกา้ ไม่หวย

ลมพดั ไม่โถกตอ้ ง มาห่มรกั นอ้ งโอยรวยรวย

มาห่มรกั น้องกา้ ไม่หวย ตอ้ งดว้ ยความรกั ...เหอนอ้ ง

(โผก = ผกู ข้ ลี ม = เมฆ ห่ม = ขยม่ หวย = ไหว โอย=อยู่ รวยรวย = ไหวไปมา กา้ = ก็)

(๔) เพลงกลอ่ มเด็กภาคกลาง เช่น

เดือนเอย๋ เดือนหงาย ดาวกระจายทรงกลด

อมุ้ เจา้ ข้ นึ ใสร่ ถ แม่จะพาไปชมเดือน

พิศดดู าวไป ดาวก็ไมง่ ามเหมอื น

พศิ แลดูเดือน เหมือนนวลอุแม่นา

๑.๒) เพลงประกอบการเล่นเด็ก คือเพลงที่เด็กรอ้ งประกอบการเล่น เพื่อความ
สนุกสนาน อาจจะรอ้ งเป็ นกลุ่มหรือรอ้ งทีละคน สลับขา้ งกันก็ได้ บางทีมีตบมือใหจ้ ังหวะหรือทาท่า
ประกอบดว้ ย

(๑) เพลงประกอบการเล่นเด็กภาคเหนือ เชน่
เพลง ปะเป้ ิ มใบพลู

ปะเป้ ิ มใบพลู คนใดมาจู เอากอู อกกอ่ น

(๒) เพลงประกอบการเลน่ เด็กภาคอสี าน เชน่
เพลง จ้ามู่ม่ี

จา้ ม่มู ่ี มูมน หกั คอคนใสห่ น้านกกด๊ หน้าลิง หนา้ ลาย หนา้ ผีพราย
หนา้ จ๊ิก หน้ากอ่ หนา้ หยอ่ มแยะ แมต่ อและ ตอหาง ตอไก่

แลว้ ไปฝึก ไปฟัน ใหเ้ วยี งจนั ทน์ คือแหวนขา้ งซา้ ยยา้ ยออกตอกสวิ่
ลิวเป๊ี ยะ ฉ่ีไกเ่ ป๊ี ยะ ติดหางนกจอก แม่มนั บอก ไก่นอ้ ยออกซะ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



(๓) เพลงประกอบการเลน่ เด็กภาคใต้ เช่น
เพลง เช้ ือชา้ ง

ชา้ งชา้ งชา้ ง ตดั เต่ารา้ ง ชา้ งกนิ ใบไผ่ ววั กนิ หญา้ มา้ กินสลดั ได
เจา้ สงั ศิลป์ ไชย ทาขม้ นิ เหลืองอ่อน บหุ ร่บี า้ หรนั่
นางจนั ตะละแมะ นางส้นั หน้าแกะ โจง๋ จะ๊ กะโจง๋ ถ่ิง

(๔) เพลงประกอบการเล่นเด็กภาคกลาง เช่น
เพลง มอญซอ่ นผา้

มอญซอ่ นผา้ ตุก๊ ตาอยขู่ า้ งหลงั ไวโ้ น่นไวน้ ี่ ฉันจะตีกน้ เธอ

๒) เพลงชาวบา้ น หมายถึง เพลงท่ีชาวบา้ นในทอ้ งถ่ินต่าง ๆ คิดรูปแบบการรอ้ ง และ
เล่นข้ ึนเพื่อรอ้ งเล่นร่ืนเริงสนุกสนานกันในโอกาสต่าง ๆ เช่น ตรุษสงกรานต์ ลอยกระทง ทอดกฐิน
ทอดผา้ ป่ า ชกั พระ เป็ นตน้ หรือในโอกาสที่มาช่วยกนั ทางานในนาในไร่เม่ืองานเสร็จก็เล่นร่ืนเริง เช่น
เพลงเก่ียวขา้ ว เพลงนวดขา้ ว เพื่อผ่อนคลายตึงเครียดในการทางาน เป็ นเพลงรอ้ งง่ายๆ มีสมั ผสั คลอ้ ง
จอง อาจรอ้ งเดี่ยวชาย-หญิง หรือรอ้ งโตต้ อบกัน ถา้ รอ้ งโตต้ อบกันจะเรียกว่า เพลงปฏิพากย์ ดนตรี
ประกอบ อาจมีดนตรีประกอบเป็ นประเภทใหจ้ ังหวะ เช่น ฉ่ิง กรับ กลอง เป็ นตน้ ผูร้ อ้ งผูเ้ ล่นเพลง
ชาวบา้ น ประกอบดว้ ย พ่อเพลง แม่เพลง คอื ตน้ เสียงในการรอ้ งและลูกคคู่ อยรบั

๒.๑) เพลงชาวบา้ นภาคเหนือ
ค่าว คือ บทรอ้ งท่ีท่วงทานองเสียงสูงตา่ ส่วน ซอ คือ บทรอ้ งโตต้ อบกัน

ระหวา่ งชาย-หญิง เน้ ือหาอาจเกย่ี วกบั คาสอนนิทาน หรือเก้ ียวพาราสี เชน่

หญิงกบั ชาย กนั ไดถ้ กู เน้ ือ เหมือนดงั่ คา้ ง หิงไฟ

หมายความว่า หญิงกับชายเม่ือไดถ้ ูกเน้ ือตอ้ งตัวกัน เหมือนดัง่ ครงั่ ที่แข็งกระดา้ งถูกลนไฟเป็ น
โวหารเปรียบเทียบสอนสตรีวา่ ใหร้ ะวงั ตวั อยา่ ใกลช้ ดิ กนั เกนิ ไปใหร้ กั นวลสงวนตวั

๒.๒) เพลงชาวบา้ นภาคอสี าน
เพลงแคนหรือเพลงลา เป็ นอะไรเพลงที่รอ้ งเก่ียวกนั ระหว่างชาย หญิง ถา้ มี

แคนประกอบเรียกว่า หมอลาแคน ส่วนการรอ้ งเรียกว่า “ลา” การลาน้ ีอาจลาเด่ียว หรือลาคู่ หรือลา
ประชนั ระหวา่ งชายหญงิ บทลาอาจมีเน้ ือหาสาระต่าง ๆ เช่น ลาเดินดง คอื ชมนกชมไม้ เป็ นตน้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



หญิงปล้ ินปลอกอยา่ งน้ ีมหี ลาย ใจมนั อยากเป็ นนายเมยี ครผู ูใ้ หญ่

ลางคนไดต้ ามบ่าวทางไกล พอ่ แม่ตกใจดูพอหาลูก

ลางคนถูกชายลอ้ จนมาน น่ีละอนาจารขายหนา้ พ่อแม่

บา่ วไปแวะชมหลอกหยอกนาง ฮูว้ า่ เขาตวั พลางเป็ นหยงั จวั เช่ือ

ใหเ้ ขาหลอกหลายเท่ือจนบา่ วสาวลือ จนไดล้ งมือเลน่ นาผูบ้ ่าว

เพลงแคนบทน้ ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นสภาพของหญิงว่า มีหลายประเภท เช่น หญิงปล้ ินปลอก หญิงที่
หนีตามผูช้ ายถ่ินอ่ืน หญิงที่ถูกหลอกหลายคร้งั ก็ยงั เชื่อ จนมีสามีหลายคน นอกจากเพลงแคนเพลงลา
แลว้ ยงั มี เพลงโคราช คลา้ ยเพลงฉ่อยภาคกลาง เพลงเซ้ ิง เช่น เซ้ ิงกระติบ เพลงเซ้ งิ กระโน็บติงตอง หรอื
เพลงระบาต๊กั แตนตาขา้ วเป็ นเพลงท่ีราประกอบดว้ ยดนตรีกนั ตรึม

๒.๓) เพลงชาวบา้ นภาคใต้
เพลงพ้ ืนบา้ นภาคใตม้ ีหลายอย่างเช่น เพลงนา เพลงบอก เพลงเรือ กลอน

มโนราห์ และกลอนหนังตะลุง เพลงนาเป็ นเพลงท่ีลกั ษณะคลา้ ยเพลงเกยี่ วขา้ วของภาคกลาง มเี ล่นแถบ
จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี และนครศรีธรรมราช เป็ นบทรอ้ งเดี่ยว หรอื รอ้ งเก้ ยี วกนั ระหวา่ งหนุ่มสาว เชน่

ชาย : หวนั เย็นละหอ้ ย ยกสรอ้ ยข้ นึ พาดหลงั มโนมยั
พจ่ี ะข่ีพี่จะขบั ไปรบั แม่แกม้ ใส
มาตะไปดว้ ยตวั หลอ่ นจะกลวั ไหรใคร

หญิง : หวนั เยน็ ละหอ้ ย ยกสรอ้ ยข้ นึ พาดบนหลงั งวั
ถา้ ใครแกไ้ ด้ ตวั นอ้ งจะเอาไปเป็ นตวั
ถา้ ใครแกไ้ ม่ได้ เอาไวเ้ ป็ นทาสเล้ ียงงวั

เพลงนาบทน้ ีสะทอ้ นภาพสงั คมวา่ ชายชอบโออ้ วดชอบ ความโกห้ รู เชน่ การขม่ี า้ เที่ยวพิจารณา
สตรีท่ีมีความสวยงาม เช่น แม่แกม้ ใส ฝ่ ายสตรีจะพิจารณาชายลึกซ้ ึงกวา่ คือ ดูท่ีความสามารถ และวิธี
ทามาหากิน วิธีเล้ ียงววั วิธีแกป้ ัญหาจะแกไ้ ด้ หรือไม่แลว้ มีโวหารประชดวา่ ถา้ แกไ้ ม่ไดก้ ็จะเอาเป็ นทาส
เล้ ียงววั เป็ นตน้

๒.๔) เพลงชาวบา้ นภาคกลาง
เพลงพ้ ืนบา้ นภาคกลางมีมากมายที่นิยมกนั มากก็คือ เพลงลาตดั เพลงฉ่อย

เพลงอีแซว เพลงพวงมาลยั เพลงพิษฐาน และเพลงเหยอ่ ยของจงั หวดั กาญจนบุรี เป็ นตน้
(๑) เพลงพวงมาลยั
เพลงพวงมาลัยนิยมเล่นทางจังหวดั สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี

และประจวบคีรีขนั ธ์ สนั นิษฐานว่าเกิดข้ ึนคร้งั แรกท่ีจงั หวดั เพชรบุรี มกั เล่นในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น
งานลอยกระทงวนั เพ็ญเดือนสบิ สอง งานผา้ ป่ ากฐิน งานสงกรานต์ งานโกนจกุ บวชนาค โดยมากมกั จะ
รอ้ งควบคู่กันไปกับการเล่นกีฬาพ้ ืนเมืองอย่างหน่ึง คือ “ช่วงชัย” ถา้ ปาลูกช่วงถูกผูใ้ ดผูน้ ้ันจะตอ้ งรา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๐

ฝ่ ายหญิงถูกรา ฝ่ ายชายก็รอ้ งเป็ นเชิงเก้ ียว ถา้ ฝ่ ายชายตอ้ งรา ฝ่ ายหญิงก็มกั จะรอ้ งว่าต่าง ๆ แต่บางทีก็

รอ้ งเป็ นแบบโตต้ อบไต่ถามบา้ นช่อง และอาชีพของกนั และกัน นิยมข้ ึนตน้ ว่า เออ้ ระเหยลอยมา จบลง

ดว้ ยคาวา่ เอย เชน่

เพลงพวงมาลยั

เออ้ ระเหยลอยมา ยกมือวนั ทาสิง่ ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ

ไหวค้ ุณพระรตั นตรยั ทรงเทพไทอนั มีฤทธ์ิ

ไหวค้ ุณบดิ ามารดา ที่เล้ ียงลกู มารอดชีวิต

ท้งั คุณครูอาจารย์ ใหค้ วามชานาญรุ่งเรอื งวิทย์

ฉนั จะวา่ เพลงพวงมาลยั ขอจงกลา่ วใหไ้ ดส้ มดงั จติ

พอ่ ชอ่ มะกอกพ่อดอกมะขวิด จงอยา่ ใหต้ ิดขดั เอย

เพลงพวงมาลัยบทน้ ีแสดงขนบนิยมในการแสดงเพลงพ้ ืนบา้ นว่า ตอ้ งมีการไหวค้ รูแสดงความ
กตญั ญตู อ่ บดิ า มารดา ครอู าจารย์ และขอพรตอ่ ส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิใหก้ ารแสดงไมต่ ิดขดั สมดังใจทุกประการ

(๒) เพลงฉ่อย

เพลงฉ่อยเป็ นเพลงที่เล่นกนั ทวั่ ไปทุกจงั หวดั ในภาคกลาง โดยนิยมเล่น

ในชว่ งเทศกาลสงกรานต์ และวนั นักขตั ฤกษอ์ ่ืน ๆ ภายหลงั มีการต้งั วงเป็ นอาชีพรบั จา้ งแสดงทวั่ ไป นิยม

นาเพลงฉ่อยมารอ้ งแทรกกบั การเล่นเพลงลาตดั เสมอๆ มเี อกลกั ษณต์ รงที่ลูกคจู่ ะรอ้ งรบั วา่ "เอช่ า เอ๊ชา

ชา ฉาด ชา" บางคณะต่อดว้ ย "หน่อยแม"่ ไม่ตอ้ งมีดนตรปี ระกอบ ลกู คู่จะปรบมอื เทา่ น้ัน เช่น

เพลงฉ่อย

เสียดายกระเดื่องตวั พีเ่ คยทา เสยี ดายทา่ น้าตวั พีเ่ คยตกั

พเ่ี คยหยุดพดู ยนื พกั อยกู่ บั แม่พวงยุพิน

พี่เคยขบั ลารา่ รอ้ ง ดว้ ยกนั กบั น้องท่ีตีนทา่

พเ่ี คยตกั น้าหาบ เอามาอาบดว้ ยกนั

แกห้ อ่ ขม้ นิ ชนั เอามายืน่ ใหช้ ู้

พดู กนั พลางฝนกนั พลาง น้องยงั ผินหลงั ใหพ้ ี่ถทู า

เพลงฉ่อยบทน้ ีช้ ีใหเ้ ห็นสภาพสงั คมชดั เจนมาก เช่น การต้ังบา้ นเรือนชายน้า การหาบน้าอาบ
เพราะไมม่ กี ารประปา การใชค้ รกกระเดื่องตาขา้ ว และโวหารตดั พอ้ ท่ีคมคายมากยาก

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๑

(๓) เพลงเหยอ่ ย
เพลงเหย่อยเป็ นเพลงพ้ ืนบ้านจังหวัดกาญจนบุรี นิยมเล่นในงาน

เทศกาล และงานมงคลต่าง ๆ มกั มีกลองยาวมาตีเรียกชาวบา้ นก่อน กลองยาวกบั เพลงเหย่อยจึงเป็ น
ของคู่กนั แบ่งเป็ นฝ่ ายชายและฝ่ ายหญิง มีผา้ คลอ้ งคอคนละผืน ฝ่ ายชายเร่ิมราออกไปก่อน สองมือถือ
ผา้ ออกไปดว้ ย จะค่อยๆ ราเขา้ ไปหาฝ่ ายหญงิ ซ่ึงอยู่ในแถวตรงขา้ ม แลว้ ส่งผา้ หรือคลอ้ งผา้ ให้ ฝ่ ายหญงิ
ท่ีไดร้ บั ผา้ ก็ตอ้ งออกมาราคู่ พลางรอ้ งโตต้ อบเน้ ือหาในเชิงเก้ ียวพาราสี เมื่อราคู่พอสมควรแลว้ ก็ตอ้ งให้
คนอื่นราบา้ ง โดยฝ่ ายหญิงเอาผา้ ไปคลอ้ งใหฝ้ ่ ายชายคนอ่ืน ๆ ส่วนฝ่ ายชายคนเดิมก็ตอ้ งค่อยๆ ราแยก
ออกมากลับไปยังที่เดิม ราสลับอย่างน้ ีไปเร่ือย ๆ จนจบเพลง อาจฟ้อนรากันไปจนดึกดว้ ยความ
เพลิดเพลินตลอดท้งั คนื เช่น

เพลงเหยอ่ ย
ชาย : มาเถิดหนาแม่มา มาเล่นพาดผา้ กนั เหยอ่ ย

พต่ี ้งั วงไวท้ ่า อยา่ นิ่งอยูช่ า้ เลยเหยอ่ ย
พี่ต้งั วงไวค้ อย อยา่ ใหว้ งกรอ่ ยเลยเหยอ่ ย
หญงิ : ใหพ้ ย่ี ่นื แขนขวา เขา้ มาพาดผ่าเถิดเหยอ่ ย

(๔) เพลงพษิ ฐาน

เพลงพิษฐานเป็ นเพลงพ้ นื บา้ นภาคกลาง ใชร้ อ้ งเล่นกนั ในวนั สงกรานต์

ซึ่งถือเป็ นวนั ข้ ึนปี ใหม่ของไทยแต่โบราณมา คนส่วนใหญ่มกั จะทาในสิ่งที่ดีเพื่อเป็ นสิริมงคล ตอนเชา้ จะ

ไปทาบญุ ที่วดั หลงั จากทาบญุ แลว้ จะเล่นเพลงพษิ ฐานกนั กอ่ นเพื่อเอาโชคเอาชยั เช่น

เพลงพิษฐาน

พิษฐานเอย...

พษิ ฐานวานไหว้ ขอใหไ้ ดด้ งั พิษฐานเอย

พษิ ฐานวานวง ขอใหต้ รงดงั พิษฐานเอย

พษิ ฐานวานแล้ ขอใหแ้ น่ดงั พษิ ฐานเอย

พษิ ฐานพมิ าน ขอใหพ้ านพบเอย

(๕) เพลงเรือ
เพลงเรอื นิยมเล่นกนั ในฤดูน้าหลาก เป็ นเพลงปฏิพากยช์ นิดเดียวที่รอ้ ง

เล่นกลางลาน้าโดยพ่อเพลงแม่เพลงอยู่คนละลา จงั หวดั ที่เล่นเพลงเรือ ไดแ้ ก่ จงั หวดั ที่อยู่ริมแม่น้าใน
ภาคกลาง เช่น อยธุ ยา อา่ งทอง สงิ หบ์ รุ ี สุพรรณบุรี ลพบุรี และ พิษณุโลก เพลงเรอื ส่วนใหญ่จะถนัดรอ้ ง
บทชิงชู้ เช่น

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๒

เพลงเรอื
เออ่ เอ เอ้ ิง เอย๊ เช้ ียบ เช้ ียบ
ขอสวสั ดีพีช่ าย อยา่ เหนียมอายพกั เรือ มาจอดท่าทางเหนือ(ฮา้ ไฮ)้ อยา่ สงสยั (ชะ)
หรอื วา่ เหน็ สาว มาใกลอ้ ่าวอดึ อดั จะอกแอน่ พายงดั (ฮา้ ไฮ)้ บนเรอื ใหญ(่ ชะ)
ถึงเรือใหมไ่ กอ่ ่อน อรชรก็แกรง่ ฝึกตะบนั ขนั แข่ง (ฮา้ ไฮ)้ คงพอไหว(ชะ)

(๖) เพลงอแี ซว
เพลงอีแซวเป็ นเพลงประจาถ่ินจงั หวดั สุพรรณบุรีท่ีมีอายุกว่า ๑๐๐ ปี

แต่เดิมนิยมเล่นในลักษณะเก้ ียวพาราสีกนั ระหว่างชายหญิง โดยใชภ้ าษาเรียบง่าย ต่อมาจึงพฒั นามา
เป็ นเพลงปฏิพากย์ รอ้ งโตต้ อบกนั และมีความยาวมากข้ ึน มีลกั ษณะสนุกสนาน สามารถเล่นไดใ้ นทุก
โอกาส เชน่

เพลงอีแซว
ออ...เหอ เออ้ เอ่อ...เอิง เออ เองิ (หอื ) เออ...เอย
จะยกมอื ข้ นึ ไหวห้ นานายท่ีนัง่ ตามประดาผูฟ้ ังพอ่ แม่ท้งั หลาย
ฉากเดินเร่ิมเปิ ดมาเถิดพวกเรา มาช่วยบารุงของเกา่ ใหม้ นั แยม้ ขยาย
บอกวา่ เพลงเดี๋ยวน้ ีมนั นับวนั จะสญู ไมม่ คี นคา้ จุนช่ือเสียงจงึ ไมก่ ระจาย
วฒั นะเสริมสง่ อยแู่ ต่วงดนตรี พวกเพลงส้นั เพลงยาวกลองเล็กกลองใหญ่

(๗) เพลงลาตดั

ลาตดั เป็ นการแสดงท่ีมาจากการแสดงลิเกบนั ตนของมลายู ลาตดั จะมี

ลกั ษณะตดั และเฉือนกนั ดว้ ยเพลง (ลา) การวา่ ลาตดั จึงเป็ นการวา่ เพลงรบั ฝีปากของฝ่ ายชาย และฝ่ าย

หญิงโดยตรง มีท้ังบทเก้ ียวพาราสี ต่อว่า เสียดสี แทรกลูกขดั ลูกหยอด ใหไ้ ดค้ วามบนั เทิงกนั สานวน

กลอนมีนัยยะออกเป็ นสองแง่ ซึ่งเคร่ืองดนตรีที่ใช้ คือ กลองรามะนา ฉิ่ง วิธีแสดงจะมีตน้ เสียงรอ้ งก่อน

โดยส่งสรอ้ ยใหล้ ูกคู่รอ้ งรบั แลว้ จึงดน้ กลอนเดินความว่า เมื่อลงลูกคู่ก็จะรับดว้ ยสรอ้ ยเดิมพรอ้ มกับตี

รามะนา และฉ่ิงเขา้ จงั หวะการรอ้ งรับน้ันดว้ ย สามรถพบเห็นไดใ้ นแถบภาคกลางโดยเฉพาะจังหวัด

สุพรรณบรุ ี

เพลงลาตดั

โชคดีมงี านโชคดีมงี าน วนั น้ ีสาราญไดม้ าผ่านทา่ นผูฟ้ ัง

สุดหลา้ ฟ้าเขียวอกเอยผเู้ ดียว พลดั มาเท่ียวแตล่ าพงั

ขอกล่าวคารา่ สนองตอ่ พนี่ ้องชาวนา เมื่อพลาดพล้งั วาจาขอสมาท่านผูฟ้ ัง

ผมรอ้ งไปตามความคดิ ถูกหรอื ผิดทา่ นจงอภยั ประพนั ธผ์ กู ไมถ่ ูกใจโปรดจงไดก้ รุณงั

โอช้ าวนาเจา้ ขา้ เอ๋ยผมก็ไดเ้ คยพบเหน็ ผมจงึ ไดน้ ามารอ้ งเล่นในเรื่องจาเป็ นต่าง ๆ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๓

๒. ปรศิ นาคาทาย

๒.๑ ความหมายของปริศนาคาทาย
ปริศนาคาทาย หมายถึง ถอ้ ยคาท่ีพูดข้ ึนเป็ นเงื่อนงาสาหรบั ทาย ส่วนมากใชถ้ อ้ ยคาคลอ้ ง

จองกนั ถือเป็ นการเล่นอยา่ งหนึ่งที่ม่งุ ส่งเสริมสติปัญญา หรอื ฝึกสมองทดลองปัญญา

๒.๒ ที่มาของปริศนาคาทาย
ปรศิ นาคาทายมีมาแต่โบราณที่เก่าแก่ท่ีสุดกค็ ือ ปริศนาในตานานประเพณีสงกรานตท์ ี่

ทา้ วมหาพรหมต้งั ปริศนาใหธ้ รรมบาลกุมารตอบ โดยมีศีรษะเป็ นเดิมพนั ปัญหามีอยูว่ า่ วนั หนึ่ง ๆ
คนเราราศีอยทู่ ่ีใดในรา่ งกาย ในท่ีสุดธรรมบาลกุมารก็ ตอบไดว้ ่า ตอนเชา้ ราศีอยทู่ ่ีหน้าเราตอ้ งลา้ งหนา้
ตอนกลางวนั ราศีอยทู่ ี่อกหรือรา่ งกายเรา ตอ้ งลบู อกหรืออาบน้า ตอนเย็นราศีอยทู่ ี่เทา้ เราตอ้ งลา้ งเทา้
ทา้ วมหาพรหมจงึ ตอ้ งตัดศีรษะ ใหธ้ ิดาท้งั เจ็ดผลดั กนั ทูนไวบ้ นพาน และนามาแชใ่ นวนั สงกรานต์
กลายเป็ นประเพณีสงกรานต์ ที่ตอ้ งมเี ทพีสงกรานตแ์ ละขบวนแห่ศีรษะพระพรหม

นิทานไทยท่ีมีปริศนาคาทาย เชน่ นางนกกระจาบหรอื สรรพสิทธ์ิชาดก หรอื มโหสถชาดก
ปริศนาคาทายมที ุกชาติทุกภาษา ในแตล่ ะภาคของไทยมีดงั น้ ี

ภาคกลาง จะข้ ึนตน้ วา่ อะไรเอย่
ภาคเหนือ เรียกว่า เล่นตวายหรือเล่นทาย ข้ ึนตน้ ว่า อะหยังเอ๊าะ หรืออะไรเจ๊า เช่น
อะหยงั เอา๊ ข้ มี อดคา้ งข้ จี า้ งลอด (ใยแมงมมุ )
ภาคอีสาน เรียกว่า คาทวย ข้ ึนตน้ ว่า แม่นอีหยังเอ่ย เช่น แม่นอีหยังเอ่ย ตัดกกบ่ตาย
ตดั ปลายบ่เท่ียว (ผม)
ภาคใต้ เรยี กวา่ การเลน่ ทาย หรอื เล่นผะหมี ข้ ึนตน้ วา่ ไอ้ ไหรหา เช่น ไอไ้ หรหา : แรก
เดิมที่พ่นี ุ้ยน้องใหญ่นาน ๆ ไปพ่ีใหญน่ อ้ งนุย้ (หวั ครก : มะม่วงหิมพานต์)
ลกั ษณะการใชถ้ อ้ ยคาในปริศนาคาทายมี ๓ ส่วน ไดแ้ ก่ ๑) ส่วนนา : อะไรเอย่ ๒) ส่วน
เน้ ือหา : ตวั ปริศนา และ ๓) ส่วนทา้ ย : สว่ นขยาย บอกใบ้

๒.๓ ประเภทของปริศนาคาทาย แบง่ ตามลกั ษณะคาตอบ คือ
๑) พชื : เมอื่ นอ้ ยนุ่งเส้ อื ยาวเป็ นสาวนัง่ เส้ อื กอ้ ม (มะเขือ) เหนือ
๒) สตั ว์ : แมไ่ ก่ดาตกน้าบ่เปี ยก (บ้ งึ ) อสี าน
๓) ธรรมชาติ : คนั เบ็ดเจ็ดทุ่ง ขา้ มคุง้ พระยาแมนใครทายจะใหเ้ งินแสน (รุง้ กินน้า) กลาง
๔) ส่วนของรา่ งกาย : ไอไ้ หรหา ดาแลว้ ขาว ยาวแลว้ ส้นั มนั่ แลว้ คลอน หยอ่ นแลว้ ตึง

(ผม สายตา ฟัน ห)ู ใต้
๕) การกระทา : เฮ็ดยึกยกั ใหน้ ้าออก เอ็ดยกึ ย็อกใหน้ ้าเขา้ เขา้ บเ่ ขา้ เอามือคลาดู (คน

ลบั มีด) อสี าน
๖) สิง่ ของเคร่ืองใช้ : ไอไ้ หรหา นางพมิ ออกโลกทางขา้ ง (ครกสี : เคร่ืองสีขา้ ว) ใต้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๔

๗) อาหารการกนิ : อะไรเอ่ย ไขก่ บ นกปล่อย บวั ลอย ไอต้ ้ ือ (เม็ดแมงลกั ลอดช่อง
ขา้ วตอกน้ากะทิ, ขา้ วเหนียว) กลาง

๘) การละเล่น : ไอไ้ หรหา ยืนตีนเด่ียว เหนี่ยวธรณี สองหางวี ส่งเสียงรอ้ ง กอ้ งเวหน
(กงั หนั ลมแบบส่งเสยี ง) ใต้

๙) การเล่นคา : แตบ๊ แป๊ มเตา้ สองน้ ิว ต้ ิวลูกโดง้ มาแดง (แมงดา) เหนือ
๑๐) ประเพณี :การตอ้ นรบั แขกไมข้ อ้ หลอ้ ไปถิ่มกลางหนอง ไผมากา้ ตอ้ ง (ไมแ้ ตม้ ปูน) เหนือ

๓. สานวนภาษิต

๓.๑ ความหมายของสานวนภาษิต
สานวน หมายถึง ถอ้ ยคาท่ีเรียบเรียง โวหารบางทีก็ใชว้ ่า สานวนโวหาร มีความหมายไม่

ตรงตามตัว หรือมีความหมายอ่ืนแฝงอยู่ เช่น ตัดหางปล่อยวดั ความหมายตรง คือ ตัดหางแลว้ นาไป
ปล่อยวดั แตค่ วามหมายของสานวนน้ ีคอื ตดั ขาดไม่ เก่ยี วขอ้ งดว้ ย

ภาษิต หมายถึง คากลา่ วท่ีมีคติชวนฟัง
สุภาษิต หมายถึง คากล่าวท่ีดีงามเชงิ สงั่ สอน
คาพงั เพย หมายถึง คาท่ีกลา่ วข้ นึ ลอย ๆ เป็ นคากลางเพอื่ ใหต้ ีความใหเ้ ขา้ กบั เรือ่ ง

๓.๒ ท่มี าของสานวนภาษิต
๑) เกิดจากธรรมชาติ เช่น ต่ืนแตไ่ กโ่ ห่ น้านิ่งไหลลึก น้าลดตอผุด สามน้าไมเ่ ป่ื อย
๒) เกิดจากการกระทา เชน่ ไกลปื นเท่ียง กระไดพลอยโจน
๓) เกิดจากสิ่งแวดลอ้ ม เชน่ กนั หมอ้ ไม่ทนั ดา
๔) เกดิ จากขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น ฝังรกฝังราก
๕) เกิดจากลทั ธิศาสนา เช่น ขนทรายเขา้ วดั เจา้ วดั ไม่ดีหลวงชสี กปรก ตกั บาตรถามพระ
๖) เกดิ จากการละเลน่ เชน่ สจู้ นยิบตา ไม่ดูตามา้ ตาเรอื ราไม่ดีโทษป่ี โทษกลอง
๗) เกิดจากนิทานนิยาย จากรามเกียรต์ิ เช่น ลูกทรพี สิบแปดมงกุฏ จากอิเหนา เช่น วา่

แตเ่ ขาอิเหนาเป็ นเอง
๘) เกิดจากลกั ษณะหรอื การกระทาของสตั ว์ เช่น หมาเหา่ ใบตองแหง้ หมาจนตรอก ววั พนั

หลกั นกนอ้ ยทารงั แตพ่ อตวั
๙) เกิดจากสาเหตุอนื่ ๆ เช่น ควนั หลง ไดใ้ หมล่ ืมเกา่

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๕

๓.๓ ประเภทของสานวนภาษิต
๑) สานวนภาษิตท่ีมุง่ สงั่ สอนโดยตรง มคี าวา่ อยา่ ให้ หรือจง เช่น
- เขา้ เถื่อนอยา่ ลืมพรา้ ไดห้ น้าอยา่ ลืมหลงั (กลาง)
- ชา้ งแล่นอยา่ ยุงหาง (ใต)้
- จงุ่ อดทน ซ้ ือแป๋ งใจ๋ดี เหมือนน้าตึงหา้ (เหนือ)
- ลกู อยา่ ไดไ้ ลลืมคดึ แมต่ นถนอมตุม้ (อสี าน)
๒) สานวนภาษิตเชงิ เปรยี บเทียบ เช่น
- ไมอ้ ่อนดดั ง่ายไมแ้ กด่ ดั ยาก (กลาง)
- หางเตา่ คา่ หางแลน : ชิงกร็ าขา่ ก็แรง (ใต)้
- จ๊ิกดอยยงั หยฟู่ ้ ืนติ๋นคนข้ นึ อยา่ ได้ (เหนือ)
- สระบม่ ีดอกไมค้ ณาเน้ ือบ่สงวน (อีสาน)
๓) สานวนภาษิตท่ีเป็ นอุปมาอุปไมย คอื นาสงิ่ ต่าง ๆ มาอา้ งเปรียบเทียบเชิงสงั่ สอน เชน่
- อยา่ เอาพิมเสนไปแลกกบั เกลือ (กลาง)
- พาโลเหมือนววั ตาจก (ใต)้
- แมวบ่ล้ ี บ่ไดก้ นิ๋ หนู ป้าเหยยี่ นอยูฮ่ ูยงั ต๋ายสอ้ ม (เหนือ)
- หนูกนิ มอ่ นจงั่ เหน็ คุณแมว ลกู แขวนแอวจงั่ เห็นคุณพ่อแม่ (อสี าน)
๔) สานวนภาษิตประเภทอา้ งองิ เชน่ บคุ คล วตั ถุ เป็ นตน้ เชน่
- ซ่อื สตั ยเ์ หมือนกวนอู ยุติธรรมเหมือนเปาบนุ้ จ้ ิน (กลาง)
- ทาหนา้ เหมือนโนราโรงแพ้ (ใต)้
- กิ๋นฮ้ ือกนิ๋ เหมอื นเป้ ิ น แตอ่ ยา่ ก๋นิ อยา่ งเป้ ิ น (เหนือ)
- เจา้ นายดีบเ่ หน็ แก่เงนิ แสนไถแ่ ต่เห็นแก่ไพรแ่ สนเมือง (อีสาน)

๔. นิทานพ้ ืนบา้ น

๔.๑ ความหมายของนิทานพ้ นื บา้ น
นิทาน หมายถึง เร่ืองเล่าสืบต่อกันมาเป็ นเร่ืองเก่าแก่ก่อนประวตั ิศาสตร์ และเป็ นท่ีนิยม

กนั แพรห่ ลายต้งั แตพ่ ระราชาจนถึงสามญั ชน
ลกั ษณะนิทานพ้ ืนบา้ น มีดงั น้ ี เล่าดว้ ยปากสืบต่อกนั มา ใชถ้ อ้ ยคาธรรมดาเป็ นภาษารอ้ ย

แกว้ ไม่ปรากฏว่าผูเ้ ล่าด้งั เดิมเป็ นใคร ต่อมาอาจปรากฏผูเ้ ล่า เช่น นิทานอีสป นิทานชาดก เป็ นตน้ แต่
มกั เป็ นการนานิทานพ้ นื บา้ นมาประมวลอีกทีหน่ึง

นิทานพ้ ืนบา้ นมีโครงเรื่องต้ังแต่โครงเร่ืองง่าย ๆ ตัวละครน้อย จนถึงเรื่องที่สลบั ซับซอ้ น
และจากวรรณกรรมมขุ ปาฐะ กลายเป็ นวรรณกรรมลายลกั ษณ์ เช่น นิทานชาดก นิทานอีสป นิทานปัญจ
ตนั ตระ นิทานเวตาล เป็ นตน้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๖

๔.๒ ท่มี าของนิทานพ้ นื บา้ น
เมื่อพิจารณาจากนิทานพ้ ืนบา้ นของไทยท่ีมีผูร้ วบรวมจากที่ต่าง ๆ อาจสรุปไดว้ ่านิทานท่ี

เลา่ สู่กนั ฟังในประเทศไทยน้ัน มที ่ีมาจากหลายแหล่ง ดงั น้ ี
นิทานที่เกิดข้ ึนในประเทศ นิทานพ้ นื บา้ นบางเรอ่ื ง เม่อื พจิ ารณาจากลกั ษณะตวั ละครและ

ลักษณะของเร่ืองแลว้ อาจสนั นิษฐานไดว้ ่า น่าจะมีถิ่นกาเนิดในประเทศไทย นิทานดังกล่าวน้ ี เช่น มุข
ตลก เรื่องนายทอง มุขตลกเกี่ยวกบั คนต่างชาติ เรื่องผี เช่น นางนาคพระโขนง และนิทานชีวิตเร่ือง ไกร
ทอง และขุนชา้ งขุนแผน เป็ นตน้ อยา่ งไรกด็ ี ไมอ่ าจสืบสาวไดว้ ่า นิทานเหล่าน้ ีเกิดข้ ึนแต่เมื่อใด ใครเป็ น
ผูค้ ิดคน้ และใครเล่าเป็ นคนแรก

นิทานท่ีมีท่ีมาจากต่างประเทศ นิทานไทยมีที่มาจากนิทานประเทศต่าง ๆ คือ ประเทศ
อินเดีย ลังกา และประเทศทางตะวนั ตก ท่ีมาจากอินเดียและลังกา เช่น รามายณะมีแพร่กระจายใน
ทอ้ งท่ีต่าง ๆ ทัว่ ประเทศ นิทานไทยบางเรื่องเป็ นนิทานจากอรรถกถาชาดก เช่น มหาเวสสันดรชาดก
พระยาฉัททันต์ มโหสถสุวรรณสาม เป็ นตน้ บางเรื่องมาจากธัมมปทัฏฐกถา เช่น เร่ืองพระเจา้ อุเทน
เป็ นตน้ หรอื มาจากนิทานอีสป เชน่ กระตา่ ยกบั เตา่ ลูกแพะกบั หมาป่ า เด็กเล้ ียงแกะ เป็ นตน้

นิทานท่ีมาจากวรรณกรรมลายลกั ษณ์ อาจเคยเป็ นวรรณกรรมมุขปาฐะมาก่อน เดิมอาจ
เป็ นนิทานที่เล่าสู่กนั ฟัง แลว้ ภายหลงั มีผูร้ วบรวมข้ ึนและบันทึกไวเ้ ป็ นลายลักษณ์อกั ษร เมื่อมีคนอ่าน
ผูอ้ ่านก็อาจนาไปเล่าต่ออีก ถ่ายทอดกนั ไปมา เล่าสู่กนั ฟังหลายเรอื่ งมีเน้ ือความตรงกบั นิทานในปัญญา
ชาดกและชาดก นอกจากน้ ียงั มีนิทานอ่ืน ๆ เช่น เรื่อง สงั ขท์ อง สงั ขศ์ ิลป์ ไชย พระสุธน หงสผ์ าคา กา่ กา
ดา การะเกด ฯลฯ น่าสังเกตว่านิทานเหล่าน้ ีโดยมากมกั มีลักษณะรูปแบบเป็ นนิทานมหัศจรรย์ ย่ิง
ภายหลงั เมอื่ มีการพมิ พห์ นังสือจาหน่ายแพร่หลาย ผูเ้ ล่านิทานบางคนก็นานิทานท่ีตนเคยอา่ นมาเล่าตอ่

๔.๓ ประเภทของนิทานพ้ นื บา้ น
นิทานพ้ ืนบา้ น มีการแบ่งหลายวิธี เช่น แบ่งตามเขตพ้ ืนท่ีทางภูมิศาสตร์ เช่น นิทานแถบ

อินเดีย อาหรบั ยุโรป เป็ นตน้ แบง่ ตามรูปแบบ (Form) ของนิทาน ในท่ีน้ ีจะขอแบ่งนิทานตามแบบหรือ
โครงสรา้ งของนิทาน ดงั น้ ี

๑) นิทานปรมั ปรา (Fairy Tale) เป็ นเรื่องคอ่ นขา้ งยาวมหี ลายอนุภาค (Motif) ตวั ละคร
มีบุญหรือมีความสามารถ มีฤทธ์ิ หรือผจญอุปสรรคต่าง ๆ แต่จบลงดว้ ยความสุข เช่น นางสิบสอง สงั ข์
ทอง ปลาบทู่ อง เป็ นตน้

๒) เทพนิยาย (Myth) เป็ นเรื่องราวเก่ียวกบั เทพเจา้ เทวดา นางฟ้า เจา้ ป่ า เจา้ เขา เจา้
แม่ต่าง ๆ มีความสัมพนั ธ์กับความเชื่อทางศาสนา เช่น เร่ืองเก่ียวกบั พระอินทร์ พระพรหม เช่น เรื่อง
ตานานสงกรานต์ เมขลา-รามสูร นารายณส์ บิ ปาง เป็ นตน้

๓) นิทานชวี ติ (Novella Tale) มีโครงเรอื่ งขนาดยาว มีหลายตอน หรือหลายอนุภาค มี
พระเอกนางเอก มีการต่อสู้ และอุปสรรค ความรัก เช่น นิทานชุด อาหรับราตรี ชุดเดคาเมรอนของ
โบคชั ซิโอ (บนั เทิงทศวาร) ปลาบทู่ อง เป็ นตน้

๔) นิทานวีรบุรุษ (Hero Tale) เป็ นเร่ืองค่อนขา้ งยาวมีหลายตอน ตัวละครเอกมีความ
เกง่ กลา้ สามารถ มกี ารผจญภยั การตอ่ สหู้ ลายเหตุการณ์ เช่น เฮอรค์ ิวลิส ขุนชา้ งขนุ แผน (ในรูปนิทาน)
ไกรทอง นายแรง (นิทานทอ้ งถ่ินภาคใต)้ เป็ นตน้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๗

๕) นิทานอธิบายเหตุ (Explanatory Tale) โครงเรอ่ื งตอบคาถามวา่ ทาไม เช่น ทาไมจงึ
เกดิ สุรยิ คราส เหตุท่ีเสอื มีลาย เหตุท่ีกระต่ายปรากฏในดวงจนั ทร์ เป็ นตน้

๖) นิทานเรื่องสัตว์ (Animal Tale) โครงเร่ืองมีสัตว์เป็ นตัวเอก เป็ นการเล่าเชิง
เปรียบเทียบเพ่ือสงั่ สอน จึงเรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ นิทานอุทาหรณ์ (Fable Tale) เช่น นิทานอีสป นิทาน
ชาดก (เฉพาะเรอ่ื งสตั ว)์

๗) นิทานไม่รูจ้ บหรือนิทานเล่าซ้า (Formula Tale) หรือ (Cumulative Tale) เป็ นเร่ือง
มีรปู แบบซ้า ๆ หรอื เล่าซ้าแบบต่อเน่ือง เชน่ เรอ่ื งยายกะตา เป็ นตน้

๘) นิทานเก่ยี วกบั ความเช่อื เชน่ เรอื่ งโชคลาง ผี เช่น นางนาคพระโขนง เป็ นตน้
๙) นิทานเกีย่ วกบั สมบตั ิที่ฝังไว้ ลายแทง เช่น ป่ ูโสมเฝ้าทรพั ย์ สมบตั ิพระศุลี เป็ นตน้
๑๐) นิทานตลกขบขนั (Jest) เป็ นนิทานส้นั เก่ียวกบั มุขตลก การแกเ้ ผ็ด การแกก้ ลโกง
การแสดงปฏิภาณไหวพรบิ เชน่ ศรีธนญชยั เป็ นตน้

ตวั อยา่ งนิทานพ้ ืนเมืองภาคเหนือ : ถ้าเชียงดาว
กษัตริยน์ ครเชียงใหม่พระองค์หน่ึงทรงพระนามว่า พระเจา้ แสนหลวง คร้งั หนึ่งไดเ้ สด็จพรอ้ ม
ดว้ ยทหารออกไปล่าสัตว์ทางทิศเหนือของนครเชียงใหม่ ไดพ้ บกวางตัวหน่ึงงดงามมาก มีตัวสีทอง
พระองคจ์ ึงสงั่ ใหท้ หารลอ้ มจบั และประกาศว่า “ถา้ กวางตัวน้ ีหลุดออกทางดา้ นใดก็จะประหารชีวิตคน
น้ัน” แต่จะเป็ นดว้ ยการบงั เอิญหรือไม่ก็สุดท่ีจะทราบได้ เพราะกวางตวั น้ันไดห้ ลุดออกทางพระองค์ ทา
ใหพ้ ระองคท์ รงอับอายต่อทหาร และไดล้ นั่ วาจาออกไปแลว้ ดงั น้ัน เม่ือกวางหลุดออกไป พระองคก์ ็ไล่
ตามกวางตวั น้ัน กวางตวั น้ันไดว้ ิ่งหนีเขา้ ไปในถ้าเชียงดาว พระเจา้ แสนหลวงกว็ ิ่งตามเขา้ ไป ท้งั กวางและ
พระเจา้ แสนหลวงก็หายเขา้ ไปในถ้าเชียงดาว ผูเ้ ล่าไดเ้ ล่าต่อไปว่า ขณะน้ ีพระเจา้ แสนหลวงยงั ว่ิงไล่ตาม
กวางอยู่ และวิ่งออกมาท่ีปากถ้า “ออบหลวง” อาเภอสนั กาแพง จงั หวดั เชียงใหม่ และมีความเชื่อกนั ว่า
พระเจา้ แสนหลวงยงั ไมต่ ายและกาลงั วิ่งไลจ่ บั กวางตวั น้ันอยู่

(ไพรถ เลศิ พสิ ยั กจิ : คติชาวบา้ นลานนาไทย)

ตวั อย่างนิทานพ้ นื บา้ นภาคอสี าน : พญาคนั คาก
พญาเอกราชเจา้ เมืองอินทะปัตถนคร เป็ นกษัตริยท์ รงทศพิธราชธรรม มีราชโอรสชื่อ พญาคนั
คาก ท่ีไดช้ ื่อเช่นน้ันเพราะมีผิวหนังคลา้ ยคางคก แต่เป็ นผูท้ ่ีมีบุญญาธิการมาก พญาคันคากข้ ึนครอง
เมอื งตอ่ จากพญาเอกราช ประชาชนรกั และบูชาพญาคนั คากมากจนลืมบชู าพญาแถน พญาแถนจงึ แกลง้
ไม่ใหฝ้ นตกลงมาในเมืองมนุษย์ พญาคันคากจึงยกทัพไปรบกับพญาแถนบนเมืองสวรรค์ กองทัพ
ประกอบดว้ ย ปลวก มด กบ เขียด งู ผ้ ึง ต่อ แตน พญาคนั คากรบชนะพญาแถน และบงั คบั ใหพ้ ญาแถน
สง่ ฝนลงมาตกในเมอื งมนุษยใ์ หถ้ กู ตอ้ งตามฤดูกาล
นิทานเรื่องน้ ี เป็ นเชิงตานานพิธีขอฝนและชาวอีสานเช่ือวา่ ถา้ ฝนแลง้ ไดฟ้ ังเทศน์เรื่องพญาคัน
คากแลว้ ฝนจะตก ตานานเร่อื งน้ ีจงึ เป็ นเร่ืองท่ีพระสงฆส์ วดในพธิ ีขอฝนเรียกวา่ เทศน์ พญาคนั คาก

(ธวชั ปุณโณธก : วรรณกรรมอสี าน)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๘

ตวั อยา่ งนิทานพ้ นื บา้ นภาคใต้ : พษิ งูเหลอื ม
นานมาแลว้ มีงูเหลือมตัวหนึ่งอาศยั อยูใ่ นถ้า ตรงภูเขาเลยหมู่บา้ นออกไปไม่มากนัก งูเหลือมตัว
น้ ีมีพิษรา้ ยมาก แมแ้ ต่กัดรอยเทา้ ผูใ้ ด ผูน้ ้ันถึงแก่ความตายทันที งูเหลือมมักเล้ ือยมากัดคนหรือกัด
รอยเทา้ คนตรงบริเวณปากทางเขา้ หมบู่ า้ นเสมอ
“อีกศพหนึ่งแลว้ ” ยูโซะบอกเพ่อื น ๆ ท่ีมสั ยิด
“ใครละ่ ยูโซะ” อเุ ซ็งถาม
“มะรีเป็ ง คราวน้ ีมนั กดั รอยเทา้ ” ยโซะตอบ
วนั น้ันชาวบา้ นตกลงกันว่าจาเป็ นตอ้ งใชแ้ ผนปราบงูเหลือม เพราะทุกคร้งั งูเหลือมกัดคนแลว้
สองวนั ต่อมามนั จะกลบั มาที่เดิม เพอ่ื ฟังข่าววา่ คนถกู มนั กดั ตายหรือไม่
“เราจะตอ้ งจดั งานร่ืนเริงตรงท่ีงูเหลือมปรากฏตัว และเราพูดใหม้ นั ไดย้ ินว่าคนโดนงูกัดไม่ยกั
ตาย พษิ งูคงหมดความหมายแลว้ พวกเราเลยสนุกรืน่ เริงไม่กลวั งแู มแ้ ต่น้อย” นี่คอื ขอ้ ตกลงของชาวบา้ น
หมายปราบงูเหลือมใหร้ าบคาบ
รุ่งข้ นึ ชาวบา้ นจดั งานร่ืนเริง มีการแสดง เช่น มโนหร์ า ลิเกฮูลู สิละ และรองเงง็
งูเหลือมตัวน้ันเล้ ือยมาท่ีชาวบา้ นจัดงานตามที่ทุกคนคาดคิด มันไดย้ ินเสียงชาวบา้ น พูดว่า
“คนถูกงูเหลือมกดั เมื่อวานไมเ่ ห็นเป็ นไรนี่ พิษมนั คงเสอ่ื มอยา่ งแน่นอน”
งเู หลือมไดย้ ินแลว้ ใจหอ่ เที่ยวทนั ที มนั ราพึงวา่ “เป็ นไปไดห้ รือนี่พษิ รา้ ยของขา้ เส่ือม หมดแลว้ ”
งูเหลือมเล้ ือยมาหยุดที่โคนตน้ ไทร แลว้ ราพึงว่า “พอกนั ที่ชีวิตน้ ี เม่ือพิษของขา้ เส่ือมถอย ขา้ ขอ
กลบั ไปจาศีลในถ้าจนตายดีกวา่ ”
ในที่สุดมนั ตัดสินใจคายพิษท้ ิงไวร้ ิมทางเดิน แลว้ มนั เล้ ือยกลบั เขา้ ถ้าพิษงูเหลือมที่คายท้ ิงน้ัน
มนั ยงั คงมีพษิ สูง บรรดางูอื่น ๆ รวมท้งั แมงป่ อง ผ้ ึง ตอ่ ตะขาบ ตะเขบ็ ฯลฯ มากนิ พิษงเู หลือมเลยมีพิษ
ตอ่ ๆ กนั มา

(ประพนธ์ เรอื งณรงค์ : นิทานพ้ นื บา้ นชายแดนภาคใต)้

ตวั อยา่ งนิทานพ้ นื บา้ นภาคกลาง : ลกู กตญั ญู
มีสองพี่นอ้ ง คนพแ่ี ต่งงานกบั ลูกสาวเศรษฐี คนน้องแตง่ งานกบั ลูกสาวคนจน พอพอ่ แมไ่ ปหาลูก
คนพี่ ลูกกลบั อายพ่อและทาเป็ นไม่รจู้ กั พ่อไปหาลกู คนน้องแมจ้ ะยากจนกห็ าขา้ วใหพ้ ่อกิน พ่อจงึ บอกว่า
เวลาหามพ่อไปป่ าชา้ ถา้ มีสตั วอ์ ะไรมาเกาะปากโลงใหเ้ ก็บไปเล้ ียง ปรากฏว่ามีนกมาเกาะปากโลง ลูก
คนน้องจึงเอานกไปเล้ ียง พอนกขันที่หน่ึงเงินก็ร่วงออกมา น้องก็รา่ รวยข้ ึนในขณะท่ีพี่ชายยากจนลง
พี่ชายก็มายืมเงินน้องและยืมนกของน้องไป แต่นกขนั แลว้ ทาใหห้ ลังคาบา้ นพี่ชายพงั ลงมา พี่ชายจึงฆ่า
นก น้องเก็บเอากระดูกนกไปทาหวี ก็รา่ รวยอีก พี่ชายจึงมาขอหวีจากน้อง พอพี่ชายหวีผมผมก็ร่วงหมด
พ่ีชายกท็ ้ ิงหวี นอ้ งก็ เอาซ่หี วีไปทาไมแ้ คะฟัน พช่ี ายกม็ ายมื อกี ทีน้ ีฟันพช่ี ายกร็ ว่ งหมด เร่ืองน้ ีสอนใหร้ ูว้ ่า
ใครไมค่ ิดถึงบุญคุณพอ่ แม่ บา้ นกไ็ มม่ ที ่ีอยู่ หวั กล็ า้ น ฟันก็หกั

(กง่ิ แกว้ อตั ถากร : วรรณกรรมพ้ นื บา้ น)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๙

วรรณกรรมลายลกั ษณ์

วรรณกรรมลายลกั ษณ์ คือ วรรณกรรมที่บนั ทึกเป็ นตวั อกั ษรเรยี บรอ้ ยแลว้ อาจเป็ นลายมือเขียน
การจารึกในใบลาน สมุดข่อย หรือหนังสือบุดตามลักษณะการจารึกของทอ้ งถ่ินน้ันๆ แลว้ ต่อมาจึง
ปริวรรตเป็ นตัวอักษรไทยปัจจุบัน ส่วนเน้ ือหาของวรรณกรรมอาจเป็ นนิทาน ตานาน สุภาษิตคาสอน
หรือชาดกในพุทธศาสนา เป็ นตน้

๑. ประเภทของวรรณกรรมลายลกั ษณ์

วรรณกรรมลายลกั ษณแ์ บ่งเป็ นประเภท ดงั น้ ี
(๑) รอ้ ยแกว้ เช่น พุทธประวตั ิ ตารายา กฎหมาย เป็ นตน้
(๒) รอ้ ยกรอง เชน่ โคบตุ ร นายดนั่ วนั คาร วรวงค์ เป็ นตน้
วรรณกรรมลายลกั ษณ์มีทุกภาค ภาคเหนือ มีอักษร เรียกว่า หนังสือเมือง หรืออักษรลานนา
ไทย จารึกในใบลาน หรอื สมุดข่อย เรื่องราวมที ้งั รอ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรอง คา่ วซอ เป็ นตน้ ภาคใตใ้ ชอ้ กั ษร
ขอมหรืออักษรไทยจารึกในสมุดหรือที่เรียกว่า หนังสือบุด มี ๒ ชนิด คือ บุดดา คือ เน้ ือกระดาษสีดา
เขียนดว้ ยอักษรสีเหลือง สีทอง หรือ สีขาว หรือรง ส่วนบุดขาว ใชก้ ระดาษสีขาว เขียนดว้ ยอักษรสีดา
ส่วนวรรณกรรมลายลกั ษณ์ อีสานใชต้ วั อกั ษรไทย สมดุ ข่อยหรอื ใบลาน

๒. วรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคเหนือ

๒.๑ วรรณกรรมทางศาสนา เชน่ ปัญญาสชาดก มหาเวสสนั ดรชาดก เป็ นตน้
๒.๒ วรรณกรรมรอ้ ยกรอง เชน่ ลิลิตพระลอ นิราศหริภุญชยั เป็ นตน้
๒.๓ วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ เช่น กฎหมายเมอื งเหนือ เป็ นตน้

ตวั อย่างวรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคเหนือ

“ลอราชลือโลกทา้ ว จอมผะหยา

สงั่ สอนในโลกา โลกน้ ี

ไผไคแ่ ถมปัญญา เพงิ เลียบ ดูแล

เป็ นดงั ไมไ้ ตช้ ้ ี ส่องไวเ้ ทียมใจ”

(โคลงพระลอสอนโลก)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๐

๓. วรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคอีสาน

๓.๑ วรรณกรรมพทุ ธศาสนา เช่น ลามหาชาติ สุทธนูชาดก พญาคนั คาก
๓.๒ วรรณกรรมประวตั ิศาสตร์ เช่น ทา้ วกุง้ ทา้ วเรอื ง พ้ นื เวียง
๓.๓ วรรณกรรมคาสอน เช่น ธรรมดาสอนโลก ป่ สู อนหลาน พระยากากอง (สอนไพร)่
๓.๔ วรรณกรรมนิทาน เช่น ขุนทึง จาปาสีต่ น้ นางแตงออ่ น นางผมหอม

ตวั อย่างวรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคอีสาน
“อยา่ อวดอา้ งความรบู้ ถ่ าม ความใดงามถามขุนผูร้ ู้
มกั เล่นชูใ้ หถ้ ามดอมเมยี มกั เป็ นเพ้ ยี ใหถ้ ามพี่นอ้ ง”

(ป่ สู อนหลาน)

๔. วรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคใต้

๔.๑ วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ มีพุทธประวตั ิ ตาราหมอนวด ตารายาสารพดั ชนิด ยนั ต์ และตารา

ฤกษ์ยามตา่ ง ๆ ฯลฯ

๔.๒ วรรณกรรมรอ้ ยกรอง มีมโนราหน์ ิบาต สุบินคากาพย์ สุวรรณสนิ สุวรรณหงส์ ปองครก

พระรถเสน พระไชยสุรยิ วงศ์ พระแสงสุริยฉาย โสนน้อยคากาพย์ ฯลฯ

ตวั อย่างวรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคใต้

พรานพรอ้ มลอ้ มไลส่ ตั ว์ บา้ งสกดั แทงหมูกวาง

บา้ งยงิ กระทิงผาง บา้ งซาบพงุ ตามควนั ปื น

บา้ งไล่ตอ้ งข่ายติด แทงดว้ ยกริชเขา้ เต็มขืน

เน้ ือถึกลม้ ท้งั ยืน เลือดไหลหลงั่ ลงตรอตรอ

(สุบนิ คากาพย)์

๕. วรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคกลาง

๕.๑ วรรณกรรมรอ้ ยกรอง เชน่ สงั ขท์ อง สงั ขศ์ ิลป์ ชยั สุพรรณหงส์ แกว้ หนา้ มา้

๕.๒ วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ เช่น นิทานปลาบู่ทอง กฎหมายตราสามดวง ไตรภมู พิ ระร่วง

ตวั อย่างวรรณกรรมลายลกั ษณภ์ าคกลาง

บดั น้ัน นางแกว้ ตอบวา่ น่าบดั สี

ชอบผิดส่ิงใดกไ็ ม่มี ด่าตีโกรธขา้ วา่ กระไร

คอ่ นว่าหนา้ มา้ ตาจระเข้ จะถ่ายเทท้ ิงเสยี หาเมยี ใหม่

วา่ พลางทางลอ้ หน่อไท วงิ่ หนีไปเขา้ หอ้ งนอน

(แกว้ หน้ามา้ )

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๔

หลกั การใชภ้ าษาไทย

มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ช้ ีวดั

มาตรฐาน ท ๔.๑ หลกั การใชภ้ าษาไทย

ม.๔-๖/๑ อธิบายธรรมชาติของภาษา พลงั ของภาษา และลกั ษณะของภาษา
ม.๔-๖/๒ ใชค้ าและกลุ่มคาสรา้ งประโยคตรงตามวตั ถุประสงค์
ม.๔-๖/๓ ใชภ้ าษาเหมาะสมแก่โอกาส กาลเทศะ และบคุ คล รวมท้งั คาราชาศพั ทอ์ ยา่ งเหมาะสม

สาระการเรียนรูป้ ระจาหน่วย จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

๑. ธรรมชาติของภาษา พลงั ของภาษา ๑. เขา้ ใจธรรมชาติของภาษา พลงั ของภาษา
และลกั ษณะของภาษา และลกั ษณะของภาษา

๒. การใชค้ าและกลุ่มคาสรา้ งประโยค ๒. ใชค้ าและกลุ่มคาสรา้ งประโยคตรงตามวตั ถุประสงค์
๓. ระดบั ภาษาและคาราชาศพั ท์ ๓. ใชร้ ะดบั ภาษาและคาราชาศพั ทอ์ ยา่ งเหมาะสม

ผงั ความคดิ ประจาหน่วย

หลกั การใชภ้ าษาไทย

ธรรมชาติของภาษา พลงั ของภาษา คาและกลมุ่ คา ระดบั ภาษาและราชาศพั ท์
และลกั ษณะของภาษา


Click to View FlipBook Version