The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by korn.kornphong, 2020-10-26 12:16:28

TH33101

www.krukorn.com



ธรรมชาติของภาษา

ภาษาเป็ นสิ่งที่สาคัญต่อมนุษย์ เพราะเป็ นเคร่ืองมือในการส่ือสาร เป็ นหวั ใจของการถ่ายทอด
ความรู้ ความเช่ือ คติธรรม และวฒั นธรรมจากรุ่นสู่รุ่น ภาษาในแต่ละภาษาจึงมีธรรมชาติของภาษาท่ี
ใกลเ้ คียงกนั หรอื มลี กั ษณะรว่ มกนั ดงั น้ ี

๑. ภาษาใชเ้ สียงสอื่ ความหมาย

๑.๑ ความหมายของภาษา
คาว่า ภาษา เป็ นคาสันสกฤตมาจากรากศัพท์เดิมว่า ภาษฺ แปลว่าพูดหรือกล่าว

เป็ นความหมายอยา่ งแคบ หมายถึง ถอ้ ยคาท่ีมนุษยใ์ ชพ้ ดู เพอ่ื สื่อความหมาย ส่วนความหมายของภาษา
อย่างกว้าง หมายถึง การติดต่อส่ือสารทาความเข้าใจกันระหว่างมนุษย์อาจเป็ นภาษาท่าทาง
ภาษาคอมพิวเตอร์ หรือภาษาใบ้

๑.๒ ประเภทของภาษา
ภาษามี ๒ ประเภท คอื
๑) วจั นภาษา คอื ภาษาท่ีใชถ้ อ้ ยคา ไดแ้ ก่ ภาษาพดู และภาษาเขยี น
๒) อวัจนภาษา คือ ภาษาท่ีไม่ใช้ถ้อยคา ได้แก่ อากัปกริยาท่าทาง การใชส้ ายตา

ตลอดจนเวลาและสถานท่ีในการสอื่ สาร
๑.๓ กาเนิดของภาษา
การใชเ้ สียงสื่อความหมายบางคาสัมพันธ์กับถอ้ ยคา นักปราชญ์ทางภาษาจึงสรุปการ

กาเนิดของถอ้ ยคาในภาษา ดงั น้ ี
๑) ภาษาเกิดจากการเลียนเสยี งธรรมชาติ เช่น
๑.๑) เลียนเสียงสตั วร์ อ้ ง เชน่ เหมียว โฮ่ง
๑.๒) เลียนเสยี งวตั ถุ เชน่ หวีด กริ่ง
๑.๓) เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เปร้ ยี ง เผียะ
๑.๔) เสยี งสมั พนั ธก์ บั ความหมาย เชน่
• เสยี ง ข จะมีความหมายทางอารมณร์ ุนแรง เศรา้ หมอง
เช่น ขม่ ขนื ข่นื ขม เขม้ ขน้
• เสียง ข นา ย จะมคี วามหมายทางไมเ่ รยี บรอ้ ย ไมอ่ ยูน่ ิ่ง
เช่น ขยา ขยม่ ขยมุ้
• เสยี ง ข นา ม จะใหค้ วามรสู้ ึกท่ีเคล่ือนไหวเขม้ แข็งจรงิ จงั
เชน่ ขมึง เขมน้ เขมง็
• เสยี ง ง มลี กั ษณะไมม่ นั่ คง ตลก น่าสงสาร
เชน่ โงเ่ งา่ เงอะงะ งุม่ ง่าม

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



• เสยี ง ค ควบ ล แสดงภาวะไม่อยูน่ ่ิง
เช่น คลา คลาน เคลื่อน

• เสยี งท่ีประสมสระ เอ จะแสดงภาวะไม่ตรง
เชน่ เฉ เป๋ เซ เก เหล่

๒) ภาษาเกิดจากคาอุทาน เชน่ วยุ้ วา้ ย ตายแลว้ แหม
๓) ภาษาเกิดจากเดก็ ทารก เชน่ เสียงออ้ แอ้ เสียงรอ้ งและเสียงเด็กสอนพดู เด็กสอนพูดจะ
พดู พยญั ชนะวรรคปะไดก้ ่อน เช่น พ่อ แม่
๔) ภาษาเกิดจากมนุษยส์ รา้ งคาข้ ึน โดยคนที่พูดภาษาเดียวกนั ตกลงกนั วา่ คาใดเสียงใด
ควรมีความหมายวา่ อยา่ งไร ฉะน้ันภาษาจึงเป็ นสญั ลกั ษณ์ เป็ นลกั ษณะเฉพาะรบั รรู้ ว่ มกนั สงั คม

๒. ภาษาประกอบจากหน่วยเล็กรวมกนั เป็ นหน่วยใหญข่ ้ ึน

องค์ประกอบของภาษาเร่ิมจากเสียง เสียงประกอบเป็ นคา คาประกอบกันเป็ นกลุ่มคาหรือ
ประโยค ประโยครวมกนั เป็ นขอ้ ความหรือเร่ืองราวต่อเนื่อง

หน่วยที่เล็กท่ีสุดในภาษา คอื หน่วยเสียงคอื หน่วยเสยี งพยญั ชนะและหน่วยเสียงสระทุกภาษาจะ
ประกอบดว้ ยหน่วยเสียงพยญั ชนะและหน่วยเสียงสระแต่มีเพียงบางภาษาท่ีมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ คือ
ภาษาไทย ภาษาจนี เป็ นตน้

หน่วยเสียงพยญั ชนะกับสระ หรือหน่วยเสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์ จะประกอบเป็ น
หน่วยคาหรือคา เชน่ บา้ น เมือง เป็ นตน้

หน่วยเล็กท่ีสุดที่มีความหมายในภาษาเรียกว่า หน่วยคา ส่วนคาอาจมีความหมายหรือไม่มี
ความหมายก็ไดห้ รอื อาจมีความหมายในภาษาอ่ืน

พยางค์ คอื เสียงที่เปล่งออกมาคร้งั หน่ึงอาจเป็ นคาหรือเป็ นสว่ นของคา เช่น
คาท่ีประกอบข้ ึนอาจเป็ น คามูล คาประสม คาซอ้ น คาซ้า แลว้ แต่ชนิดของคาท่ีนามาประกอบ
กันเม่ือนาคามาเรียงกันจะทาใหเ้ กิดกลุ่มคาหรือประโยคข้ ึนเป็ นจานวนมากโดยท่ีไม่จากัดเม่ือนา
ประโยคหนึ่งมารวมกบั อีกประโยคหน่ึงก็จะไดป้ ระโยชน์มากมายเป็ นเร่ืองราวต่าง ๆ ตามรูปแบบของคา
ประพนั ธห์ รอื การส่อื สารน้ัน ๆ

๓. ภาษามีการเปล่ียนแปลง

ภาษาทุกภาษาท่ียงั ใชส้ ่อื สารกนั ในชวี ติ ประจาวนั ยอมมีการเปลี่ยนแปลงการเปล่ียนแปลงน้ัน
อาจเกิดการเปล่ียนแปลง เสียง คา ความหมาย และรปู ประโยค เชน่

๓.๑ การเปล่ียนแปลงเสียง
๑) การกรอ่ นเสียง
เชน่ หมากขาม เป็ น มะขาม
ตน้ ไคร้ เป็ น ตะไคร้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๒) การกลมกลืนเสยี ง

เชน่ อยา่ งน้ ี เป็ น ยงั ง้ ี

อยา่ งไร เป็ น ยงั ไง

๓) การเพ่ิมเสยี ง

เชน่ ผกั เฉด เป็ น ผกั กระเฉด

ลกู ดุม เป็ น ลูกกระดุม

๔) การตดั เสียง

เช่น อุโบสถ เป็ น โบสถ์

ศิลปะ เป็ น ศิลป์

๕) การกลายเสยี ง

เชน่ สะพาน เป็ น ตะพาน

บนั ได เป็ น กะได

๖) การสลบั เสยี ง

เช่น ตะกรา้ เป็ น กะตา้

ตะไกร เป็ น กะไต

๓.๒ การเปล่ียนแปลงคา

๑) การตดั คา

เช่น รบั ประทาน เป็ น ทาน

ขา้ พเจา้ เป็ น ขา้

๒) การเพมิ่ คา

เช่น พน่ี อ้ ง เป็ น ลูกพีล่ ูกน้อง

โรงเรียน เป็ น โรงรงโรงเรียน

๓) การเปล่ียนคา

เชน่ สตั วเ์ ดือน เป็ น ไสเ้ ดือน

ระใบ เป็ น ระบาย (ผา้ ที่หอ้ ยจากขอบ)

๓.๓ การเปลย่ี นแปลงความหมาย

๑) ความหมายแคบเขา้

เช่น ไหล (สุโขทยั -เล่ือนไปอยา่ งของเหลว, ปัจจุบนั -การไหลของของเหลว)

๒) ความหมายกวา้ งออก

เช่น เถื่อน (สุโขทยั -ป่ า, ปัจจุบนั -ป่ า, ผิดกฎหมาย)

๓.๔ การเปลี่ยนแปลงรูปประโยค

สาเหตุท่ีทาใหภ้ าษาเปล่ียนแปลง ประกอบดว้ ย การพูดจากันในชีวิตประจาวนั ออกเสียง

ท่ีไม่ชดั เจน การเปล่ียนแปลงจากส่ิงแวดลอ้ ม การใชภ้ าษาของเด็กที่เรียนรูจ้ ากส่ือมวลชน อิทธิพลของ

ภาษาต่างประเทศ การสสบั ตาแหน่งคา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๔. ภาษามีลกั ษณะท่ีเหมือนกนั และแตกตา่ งกนั

๔.๑ ลกั ษณะของภาษาที่เหมือนกนั
๑) ใชเ้ สยี งสอ่ื ความหมายทุกภาษามีเสียงพยญั ชนะและสระ
๒) มีการสรา้ งคาใหม่หลายวธิ ีแต่คลา้ ยคลึงกนั
๓) มีสานวนคือถอ้ ยคาท่ีมคี วามหมายแฝง เชน่ ยอ้ มแมวขาย ความหมายนัยตรง คือ

ยอ้ มสีแมวแลว้ นาไปขาย แต่เมือ่ เป็ นสานวนหมายความวา่ หลอกลวง
๔) มีคาชนิดต่าง ๆ เชน่ คานาม คาสรรพนาม คากรยิ า เป็ นตน้
๕) มรี ปู ประโยคแสดงความคิดคลา้ ยกนั เช่น ประโยคบอกเลา่ คาถาม และปฏเิ สธ
๖) มีการเปล่ียนแปลงของภาษาตามกาลเวลา

๔.๒ ลกั ษณะของภาษาท่ีแตกตา่ งกนั
๑) เสียงในภาษาต่างกนั เช่น ภาษาไทยมีเสยี งวรรณยุกตแ์ ต่ภาษาองั กฤษไม่มี
๒) ภาษาไทยมีคาลกั ษณนามแต่ภาษาอ่ืนเช่นภาษาองั กฤษไม่มี
๓) ภาษาไทยเป็ นภาษาเรยี งคาถา้ เรยี งคาศพั ทท์ ี่กนั ความหมายเปล่ียนแตภ่ าษาอื่นเช่น

ภาษาอังกฤษ บาลี สันสกฤต หรือความสัมพันธ์ในคาเป็ นสาคัญเรียงคาศัพท์ท่ีความหมายไม่
เปล่ียนแปลง

พลงั ของภาษา

ภาษาเป็ นเครื่องมือทางการส่ือสารและสามารถใชพ้ ัฒนาตนได้ ภาษาจึงมีอิทธิพลต่อคนใน
สงั คม รวมท้งั เป็ นพลงั ท่ีสามารถสรา้ งสรรคส์ ง่ิ ต่าง ๆ ได้ เราเรยี กวา่ พลงั ของภาษา ซึง่ พอสรุปไดด้ งั น้ ี

๑. ภาษาช่วยใหค้ นรูจ้ กั คิดแลว้ แสดงออกมาดว้ ยการพูดการเขียนและการกระทา ถา้ คนไม่มี
ภาษาจะคิดไม่ไดค้ นมีภาษานอ้ ยความคิดจะไม่กวา้ งไกล วสิ ยั ทศั น์แคบ

๒. ภาษาช่วยใหม้ นุษยพ์ ฒั นาความคิดช่วยธารงสังคมใหม้ นุษยอ์ ยูร่ ่วมกันอยา่ งมีความสุขสงบ
มไี มตรตี อ่ กนั โดยใชภ้ าษาเป็ นสอื่ กลาง

๓. ภาษาช่วยใหม้ นุษยเ์ กิดการพฒั นาโดยใชภ้ าษาในการแลกเปล่ียนความคิดเห็นการอภิปราย
โตแ้ ยง้ นาไปสูผ่ ลสรุปเพื่อพฒั นาตนเองและพฒั นาสงั คม

๔. ภาษาช่วยใหม้ นุษยเ์ กิดการเรียนรูแ้ สวงหาความรูจ้ ดบันทึกความรูแ้ ละช่วยจรรโลงใจภาษา
กอ่ ใหเ้ กดิ วรรณกรรมและวรรณคดีต่าง ๆ ทาใหม้ นุษยม์ ีความสุขดว้ ยการรอ้ งเพลง อา่ นบทรอ้ ยกรอง

๕. ภาษามพี ลงั ในตัวของมนั เองเพราะภาษาประกอบดว้ ยเสยี งและความหมายการใชถ้ อ้ ยคาทา
ใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกตอ่ ผรู้ บั สารอาจกอ่ ใหเ้ กิดความชอบหรือฉนั ก็ได้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



ลกั ษณะของภาษาไทย

๑. เสยี งในภาษาไทย

๑.๑ เสียงพยัญชนะ คือ เสียงท่ีเปล่งออกมาแลว้ ถูกสกัดก้ันโดยอวัยวะส่วนหนึ่งทาใหเ้ สียง
ตา่ งกนั ออกไปตามอวยั วะที่มาสกดั ก้นั

วิธีการใชพ้ ยญั ชนะ
๑) เสยี งพยญั ชนะตน้ แบ่งเป็ น ๒ ประเภท ดงั น้ ี

๑.๑) เสียงพยัญชนะตน้ เด่ียว รูปพยัญชนะ ๔๔ รูป เป็ นพยัญชนะตน้ ได้ ๔๒ รูป
พยญั ชนะท่ีไมใ่ ชใ้ นปัจจุบนั คอื ฃ ฅ รวมท้งั ส้ นิ มี ๒๑ เสยี ง คอื

กล่มุ ท่ี รูปพยญั ชนะ เสียงพยญั ชนะ กลุ่มท่ี รูปพยญั ชนะ เสียงพยญั ชนะ

๑ก /ก/ ๑๑ น ณ /น/

๒ ขฃคฅฆ /ค/ ๑๒ บ /บ/

๓ง /ง/ ๑๓ ป /ป/

๔จ /จ/ ๑๔ ผ พ ภ /พ/

๕ ฉชฌ /ช/ ๑๕ ฝ ฟ /ฟ/

๖ ซสศษ /ซ/ ๑๖ ม /ม/

๗ ญย /ย/ ๑๗ ร ฤ /ร/

๘ ฎดฑ /ด/ ๑๘ ล ฬ ฦ /ล/

๙ ฏต /ต/ ๑๙ ว /ว/

๑๐ ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ /ท/ ๒๐ ห ฮ /ฮ/

๒๑ อ /อ/

กรณีอักษรควบไม่แทแ้ ละอักษรนา(เฉพาะ อ นา และ ห นา) ถือเป็ นพยัญชนะต้นเดี่ยว
เน่ืองจากการออกเสยี งเพียงเสยี งเดียว แมร้ ูปพยญั ชนะจะปรากฏ ๒ รปู กไ็ ม่ถือเป็ นพยญั ชนะประสม เชน่

ประเภท รูปพยญั ชนะ เสียงพยญั ชนะ
อ นา อย /ย/
/ย/
อกั ษรนา ห นา หญ หย /ม/
หม /ง/
หง /ร/
หร /ล/
หล /ว/
หว /น/
หน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



ประเภท รูปพยญั ชนะ เสยี งพยญั ชนะ
อกั ษรควบไม่แท้ ทร /ซ/
จร /จ/
/ซ/
ซร ศร สร

๑.๒) เสียงพยญั ชนะตน้ ประสม เป็ นพยญั ชนะควบกล้าหรือพยญั ชนะประสมที่ออก
เสียงพยญั ชนะท้งั ๒ ตวั พรอ้ มกนั สนิทจนเป็ นเสียงเดียวกนั ดงั น้ ี

กลุ่มที่ รูปพยญั ชนะ เสยี งพยญั ชนะ กลุ่มท่ี รูปพยญั ชนะ เสียงพยญั ชนะ

๑ กร /กร/ ๗ ปร /ปร/

๒ กล /กล/ ๘ ปล /ปล/

๓ กว /กว/ ปรากฏ ๙ พร /พร/
/พล/
๔ ขร คร /คร/ ในภาษาไทย ๑๐ พล

๕ ขล คล /คล/ ๑๑ ตร /ตร/

๖ ขว คว /คว/

Tr ทร /ทร/ ไมป่ รากฏ Dr ดร /ดร/

Br บร /บร/ ในภาษาไทย Fr ฟร /ฟร/

Bl บล /บล/ Fl ฟล /ฟล/

๒) เสียงพยญั ชนะทา้ ย รูปพยญั ชนะที่ไม่สามารถเป็ นตวั สะกดไม่ได้ คือ ฃ ฅ ฉ ผ ฝ ฌ ห อ ฮ
เสยี งพยญั ชนะทา้ ยมี ๘ เสียง ตามมาตราตวั สะกดในภาษาไทย คอื

มาตรา รูปพยญั ชนะ เสยี งพยญั ชนะ มาตรา รูปพยญั ชนะ เสยี งพยญั ชนะ
กง ง /ง/ กก
กม ม /ม/ กน กขคฆ /ก/
เกย ย /ย/ กบ
เกอว ว /ว/ น ญ ณ ร ล ฬ /น/
กด
S ปรากฏ บปภพฟ /ป/
L ในภาษาไทย Ch
F ดจชซฎฏฐ

ฑ ฒ ต ถ ท ธ /ต/

ศษส

ซ ส ศ /ซ/ ไม่ปรากฏ ช /ช/
ล /ล/ ในภาษาไทย ฟ /ฟ/

๑.๒ เสียงสระ คือ เสียงที่เปล่งออกมาโดยตรงจากปอด ไม่ถูกอวยั วะส่วนใดส่วนหน่ึงกักไวใ้ น

ช่องปาก เสียงสระในภาษาไทย มี ๒๑ รูป ๒๑ เสียง ดงั น้ ี

๑) สระเดยี่ ว (สระแท)้ มี๑๘ เสียง คอื

อะ อา อิ อี อึ อื

อุ อู เอะ เอ แอะ แอ

โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๒) สระประสม (สระเลอ่ื น) มี *๓ เสียง (*ใหเ้ สยี งสระส้นั เป็ นเสียงยอ่ ยในเสยี งยาว) คือ

เอีย (+เอยี ะ) อวั (+อวั ะ) เออื (+เอือะ)

*หมายเหตุ สระเกิน (*ตาราไวยากรณแ์ บบเก่าแต่ปัจจบุ นั ไม่นับเป็ นสระ) มี ๘ เสยี ง คือ
๓.๑) กลุ่มท่ีมีเสียงพยญั ชนะตน้ คือ ฤ ฤๅ (ร) ฦ ฦๅ (ล)
๓.๒) กลุ่มที่มีเสยี งตวั สะกด คือ อา (ม) ไอ ใอ (ย) เอา (ว)

๑.๓ เสยี งวรรณยุกต์ คอื เสียงท่ีเปลง่ ออกมาพรอ้ มกบั เสียง
สระ เสียงสูงตา่ ตามการสัน่ สะเทือนของสายเสียง จึงเรียกว่า
เสยี งดนตรี มี ๔ รปู ๕ เสียง

เสยี งวรรณยกุ ต์ /สามญั / /เอก/ /โท/ /ตรี/ /จตั วา/
รูปวรรณยกุ ต์ กา กา่ กา้ กา๊ ก๋า

ภาพ ๑ การออกเสยี งวรรณยุกตข์ องภาษาไทย
ท่มี า http://www.j-campus.com/article/view.php?id=๑๐๐๕

๒. คาในภาษาไทย

๒.๑ ภาษาไทยเป็ นภาษาคาโดด
คาโดดเป็ นชื่อรูปลักษณ์ของภาษาท่ีมีลักษณะเป็ นคาพยางค์เดียว และมีระดับเสียง

วรรณยกุ ต์ มคี วามหมายในตวั เอง สามารถนาไปใชไ้ ดโ้ ดยไม่เปล่ียนแปลงรปู คา การเรียงคาเมอื่ สบั ท่ีกนั
จะทาใหค้ วามหมายเปล่ียนไป

๒.๒ คาไทยใชต้ วั สะกดตรงตามมาตรา
คาไทยใชต้ ัวสะกดตรงตามมาตรา ถา้ ตัวสะกดไม่ตรงมาตราคาน้ันจะมาจากภาษาอ่ืน เช่น

นาก (ไทย) นาค (บาลี) มาด (ไทย) มาส (บาลี) ปาม (ไทย) ปาลม์ (อังกฤษ) จะเห็นวา่ คาไทยนิยม
ความเรยี บงา่ ยและไมใ่ ชร้ ูปพยญั ชนะตน้ หรอื ทา้ ยที่ซบั ซอ้ น ออกเสยี งเช่นไรกจ็ ะสะกดเช่นน้ัน

๒.๓ คาไทยไม่มีตวั การนั ต์
คาไม่ไม่ปรากฏการใชเ้ คร่ืองหมายทัณฑฆาตในการสะกดคา แต่คาท่ีมาจากภาษาอ่ืน

จะตอ้ งมีกากับ เพ่ือแสดงรูปภาษาเดิมของคาที่มาน้ัน ๆ หรือบังคับการออกเสียงจากภาษาเดิมให้
สอดคลอ้ งกบั ภาษาไทย เช่น ทุกข์ (บาลี) นิตย์ (สนั สกฤต) กอลฟ์ (องั กฤษ)

๒.๔ คาไทยคาเดียวอาจมีหลายความหมายและหลายหนา้ ท่ี
ในการใชค้ าไทยพบวา่ คาที่ออกเสยี งเหมือนกนั และเขียนเหมือนกนั อาทิ คาพอ้ งรูปพอ้ ง

เสยี ง สามารถใชใ้ นหน้าท่ีและความหมายท่ีแตกตา่ งกนั โดยผใู้ ชภ้ าษาจาเป็ นจะตอ้ งเขา้ ใจบรบิ ทของคา
เช่น กนั ช่วยกนั ผวั เมยี ทะเลาะกนั (คานาม, คากรยิ า และ คาสรรพนาม ตามลาดบั )

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๒.๕ คาไทยมีคาเสรมิ และคาชว่ ยเพือ่ แสดงความสภุ าพ
วฒั นธรรมการใชภ้ าษาของคนไทยพบว่า จะมีคาจานวนหนึ่งท่ีใชล้ งทา้ ยประโยคเพื่อช่วย

เสรมิ ความหมายและแสดงความสุภาพ โดยบางคาน้ันสมั พนั ธก์ บั เพศของผใู้ ช้ เช่น นะจะ๊ เถอะ นะ ครบั
คะ่ นะคะ น่ะ จะ๊

๒.๖ คาไทยมีคาขยายอยหู่ ลงั คาท่ีถกู ขยาย
ตาแหน่งการเรียงคาในประโยคภาษาไทยจะวางตาแหน่งคาขยายไวท้ า้ ยของคาที่ถูกขยาย

เช่น คนอว้ นพเี ดินชา้ มาก (พี ขยาย อว้ น, ชา้ ขยาย เดิน และ มาก ขยาย ชา้ )
๒.๗ คาไทยมีคาสรอ้ ยเพือ่ สะดวกในการออกเสยี ง เช่น แขนแมน สะดุง้ สตางค์ เป็ นตน้
๒.๘ คาไทยมีความประณีตในการใชภ้ าษา
มีคาที่มีความหมายหลกั เหมือนกนั แต่มีความหมายเฉพาะต่างกนั ตวั อย่างเช่น การทาให้

ขาดจากกัน มีคาว่า ตัด หนั่ แล่ เชือด เฉือน สับ การทาอาหารใหส้ ุก มีคาว่า ป้ ิ ง ย่าง ตม้ ตุ๋น ทอด
บุพบทบอกสถานท่ี (ติดกัน) มีคาวา่ ใกล้ ชิด แนบ ขา้ ง การเลือกใชค้ าในการเขียนหรือการพูดจะตอ้ ง
เลือกใหถ้ ูก ถา้ เลือกผิด ความหมายกจ็ ะเปลี่ยนไปดว้ ย

๒.๙ คาไทยมีความรา่ รวยทางภาษา
๒.๑๐ คาไทยมีการสรา้ งคาแบบต่าง ๆ
๒.๑๑ คาไทยไมม่ ีการบอกเพศ พจน์ กาล
๒.๑๒ คาไทยมีคาพอ้ งรูป
๒.๑๓ คาไทยมีการรบั คาจากตา่ งประเทศมาใช้

การท่ีมีภาษาต่างประเทศต่าง ๆ ท้งั ภาษาตะวนั ออกและภาษาตะวนั ตก เขา้ มาปะปนอยู่ใน
ภาษาไทยเป็ นจานวนมาก การรบั คาภาษาต่างประเทศเขา้ มาใชส้ ื่อสารในภาษาไทย และคนไทยได้
เรียน ภาษาตา่ งประเทศตรงมากข้ ึนจงึ มี การฝึกอออกเสียงตามเสยี ง ของคาในภาษาตา่ งประเทศ ทาให้
เกดิ การเปล่ียนแปลงต่อการ ใชภ้ าษาไทยในการสอื่ สาร

๒.๑๔ คาไทยมีภาษาไทยมาตรฐานและภาษาไทยถิ่น
ภาษาไทยมาตรฐานถือเป็ นภาษาไทยถ่ินหนึ่งของประเทศไทย เน่ืองจากมีภาษาไทยถ่ินต่าง

ๆ กันตามภูมิภาค จึงจาเป็ นตอ้ งมีหรือกาหนดใหภ้ าษาไทย ถิ่นใดถิ่นหน่ึงเป็ นภาษากลาง เพ่ือใช้
ติดต่อสอ่ื สารรว่ มกนั ทวั่ ประเทศ

๒.๑๕ คาไทยมีลกั ษณนาม
ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะประการหน่ึงคือมีการใชล้ ักษณนาม ซึ่งจะนอกจากจะตอ้ ง

เลือกใชใ้ หถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสมกบั นามน้ัน ๆ แลว้ ยงั ตอ้ งพิจารณาเลือกใชใ้ หเ้ หมาะแก่บริบทอีกดว้ ย
คานามบางคามีหลายความหมาย คานามบางคาจึงใชล้ กั ษณนามไดห้ ลายอยา่ ง จึงขอประมวลลกั ษณ
นามท่ีมกั จะใชส้ บั สนเพือ่ ชว่ ยใหใ้ ชล้ กั ษณนามไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๐

ระดบั ภาษา

ระดับของภาษา หมายถึง ความลดหลนั่ ของถอ้ ยคาและการเรียบเรียงถอ้ ยคาที่ใชโ้ ดยพิจารณา
ตาม โอกาส หรอื กาลเทศะ ความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งบุคคลที่เป็ นผูส้ ื่อสาร และ ตามเน้ ือหาท่ีสอ่ื สาร

การศึกษาเรื่องระดับของภาษาเป็ นส่ิงสาคญั เพราะทาใหบ้ ุคคลแต่ละกลุ่มเขา้ ใจภาษาของกัน
และกนั ไม่เกิดปัญหาดา้ นการสื่อสาร และความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งบุคคล รวมท้งั ยงั ทาใหผ้ ูศ้ ึกษาไดเ้ ขา้ ใจ
ถึงลกั ษณะเฉพาะและวิวฒั นาการของภาษาไทยอีกดว้ ย

การศึกษาเร่ืองระดับภาษาอาจพิจารณาไดห้ ลายวิธีตามหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น พิจารณาตาม
ฐานะของบคุ คล ตามเน้ ือหา และตามกาลเทศะที่ส่อื สาร

ในที่น้ ีจะกล่าวถึงการพิจารณาระดับภาษา ตามกาลเทศะ / โอกาส ในการใชภ้ าษา เพื่อใหผ้ ูใ้ ช้
ภาษาสามารถเลือกใชภ้ าษา ในสถานการณ์ ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

(๑) ภาษาแบบเป็ นทางการ ภาษาท่ีใชอ้ ยา่ งเป็ นทางการมลี กั ษณะเป็ นพธิ ีการ ถกู ตอ้ งตาม
แบบแผนของภาษาเขียน แบง่ ออกเป็ น

(๑.๑) ภาษาระดบั พิธีการ เป็ นภาษาที่สมบรู ณแ์ บบ รปู ประโยคถูกตอ้ งตามหลกั
ไวยากรณ์ มีความประณีต งดงาม อาจใชป้ ระโยคที่ซับซอ้ นและใชค้ าระดับสูง ภาษาระดับน้ ีจะใชใ้ น
โอกาส สาคญั ๆ เชน่ งาน ราชพิธี วรรณกรรมช้นั สูง เป็ นตน้

(๑.๒) ภาษาระดับมาตรฐานราชการ หรือ อาจเรียกว่า ภาษาทางการ / ภาษา
ราชการ เป็ นภาษาท่ีสมบูรณแ์ บบ รูปประโยคถูกตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์ เน้นความชดั เจน ตรงประเด็น
เป็ นสาคญั ใชใ้ นโอกาส สาคญั ที่เป็ นทางการ เชน่ หนังสือราชการวทิ ยานิพนธ์ รายงานทางวิชาการ การ
กล่าวปราศรยั การกล่าวเปิ ดงานสาคญั ๆ เป็ นตน้

(๒) ภาษาแบบไม่เป็ นทางการ ภาษาท่ีไม่เคร่งครัดตามแบบแผน มกั ใชใ้ นการส่ือสารทัว่ ไป
ในชีวิตประจาวนั หรือ โอกาสทวั่ ๆ ไปที่ไมเ่ ป็ นทางการ แบ่งเป็ น

(๒.๑) ภาษาระดบั ก่ึงทางการ เป็ นภาษาที่ยงั คงความสุภาพแตไ่ ม่เคร่งครดั แบบภาษา
ทางการบางคร้ังอาจใชภ้ าษาระดับสนทนามาปนอยู่ดว้ ย มันใชใ้ นการติดต่อธุรกิจการงาน หรือใช้
ส่ือสารกบั บุคคลท่ีไม่คุน้ เคย หรือมีคุณวุฒิและวยั วุฒิสูงกว่า หรือการบรรยาย การประชุมต่างๆ รวมท้งั
ใชใ้ นงานเขียนท่ีไม่เป็ นทางการเพ่ือใหง้ านเขียนน้ันดูไม่เครียดจนเกินไป เช่น สารคดี บทวิจารณ์
เก่ียวกบั บนั เทิงคดีตา่ งๆ เป็ นตน้

(๒.๒) ภาษาระดับสนทนา เป็ นภาษาที่ใชส้ นทนาโตต้ อบกบั บุคคลที่รูจ้ กั ในสถานที่
หรือเวลาท่ีไม่ เป็ นการส่วนตัว หรือสนทนากบั บุคคลท่ียงั ไม่คุน้ เคย รวมท้ังใชเ้ จรจาซ้ ือขายทวั่ ไป และ
การประชุมท่ีไม่เป็ นทางการ ภาษาท่ีใชม้ กั มีรูปประโยคง่ายๆ ท่ีสามารถเขา้ ใจทันที แต่ยงั คงความสุภาพ
เช่น ภาษาที่ใชใ้ นการรายงานขา่ วโทรทศั น์ การเจรจาในเชิงธุระทวั่ ไป เป็ นตน้

(๒.๓) ภาษาระดบั กนั เองหรือภาษาปาก เป็ นภาษาพูดท่ีใชส้ นทนากบั บุคคลที่สนิท
คุน้ เคยมกั ใชส้ ถานที่ส่วนตัว หรือ ในโอกาสท่ีตอ้ งการความสนุกสนานคร้ ืนเครง หรือ การทะเลาะวิวาท
ภาษาท่ีใชเ้ ป็ นภาษาพดู ที่ไม่เคร่งครดั อาจมีคาตัด คาสแลง คาตา่ คาหยาบปะปน โดยทวั่ ไปไม่นิยมใช้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๑

ในภาษาเขียน ยกเวน้ งานเขียนประเภท เช่น เรื่องส้นั นวนิยาย ภาษาข่าวหนังสือพิมพ์ การเขียนบท
ละคร ฯลฯ
การใชภ้ าษาผิดระดบั ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ อุปสรรคในการสื่อสาร ผูร้ บั สารอาจเหน็ วา่ ผูส้ ่งสารไม่รูจ้ กั กาลเทศะ
ขาดความจริงใจ เสแสรง้ การแบ่งภาษาออกเป็ นระดบั ต่างๆ น้ันมิไดแ้ บ่งกนั อย่างเด็ดขาด ภาษาระดับ
หนึ่งอาจเหลื่อมล้ากบั ภาษาอีกระดบั หน่ึง หรือใชป้ ะปนกนั ได้ การพิจารณาระดบั ภาษาระดับภาษาอาจ
ตอ้ งพิจารณาจากขอ้ ความโดยรวมในการสอ่ื สารน้ัน

ตวั อยา่ งการใชภ้ าษาระดบั ตา่ ง ๆ
(๑) “...ขอพระบรมเดชานุภาพมหึมาแห่งสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราช จงคุม้ ครอง

ประเทศชาติและประชาชาวไทยใหผ้ ่านพน้ สรรพอุปัทวพิบตั ิท้ังปวง อริราชศตั รูภายนอกอย่าล่วงเขา้ ทา
อนั ตรายได้ ศตั รหู มู่พาล ภายในใหว้ อดวายพา่ ยแพภ้ ยั ตวั บนั ดาลความสุขความมนั คงใหบ้ งั เกดิ ทวั่ ภูมิ
มณฑล บนั ดาลความรม่ เยน็ แก่ อเนกนิกรชนครบคามเขตขอบขณั ฑสีมา...”

(ภาวาส บุนนาค, “ราชาภสิ ดุดี.” ในวรรณลกั ษณวจิ ารณเ์ ลม่ ๒ หนา้ ๑๕๙.)

(๒) “... บทละครไทยเป็ นอีกรูปแบบหนึ่งของวรรณกรรมไทยเป็ นวรรณกรรมท่ีประพันธ์ข้ ึน
ท้ังเพ่ืออ่านและเพื่อแสดงรูปแบบที่นิ ยมกันมาแต่เดิ มคือบทละครราต่อมามีการปรับปรุงละครราให ้
ทันสมยั ข้ ึนตามความนิยมแบบตะวนั ตกจึงมีรูปแบบใหม่เกิดข้ ึน ไดแ้ ก่ ละครดึกดาบรรพ์ ละครพนั ทาง
เป็ นตน้ นอกจากน้ ียงั มีการรบั รูปแบบละครจากตะวนั ตกมาดัดแปลงใหเ้ ขา้ กบั สงั คมไทยและวฒั นธรรม
ไทย ทาใหก้ ารละครไทยพฒั นาข้ ึนโดยมีกระบวนการแสดงที่แตกต่างไปจากละครไทยท่ีมีอยู่มาเป็ น
ละครรอ้ ง ละครพดู และละครสงั คม”

(กนั ยรตั น์ สมติ ะพนั ทุ, การพฒั นาตวั ละครในบทละครพระราชนิพนธใ์ นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ในบทความ วชิ าการ ๒๐ ปี ภาควชิ าภาษาไทย หน้า ๑๕๘)

(๓) “... ฉะน้ันในช่วงเรียนอยู่ระดับมธั ยม ผูท้ ่ีขยนั มุ่งมนั่ จะเขา้ มหาวิทยาลยั ใหไ้ ดจ้ ะไม่สนใจ
ส่งิ แวดลอ้ มรอบกายท้งั ส้ ินยกเวน้ สงิ่ ท่ีเขาคิดวา่ จะสามารถทาใหเ้ ขาสอบเขา้ มหาวทิ ยาลยั ไดช้ ีวิตนักเรียน
มธั ยมจึงมแี ต่ติวติวและติว กีฬาฉนั ไมเ่ ล่น กิจกรรมฉนั ไมม่ ีเวลาทา และย่ิงหอ้ งสมดุ ฉันไมท่ ราบว่าจะเขา้
ไปทาไมเพราะเวลาท้งั หมดจะตอ้ งใชท้ ่องตาราอย่างเดียวแลว้ ก็มกั จะประสบความสาเร็จตามที่คิดเสีย
ดว้ ย คือ สอบเชา้ มหาวิทยาลยั ได.้ ..”

(เปลง่ ศรี องิ คนินันท์ ตอ้ งขอใหอ้ าจารยช์ ว่ ย กา้ วไกล ปี ท่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔ หนา้ ๒๗)

(๔) “...จากกรณีที่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกจิดังอห่งวดั บ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.
นครราชสีมาไดอ้ าพาธลงอย่างกะทันหนั มีอาการอ่อนเพลียอย่างหนักเน่ืองจากตอ้ งตรากตราทาพิธี
ปลุกเสกวัตถุมงคลและเคาะหัวใหก้ ับบรรดาศิษยานุศิษย์จนไม่มีเวลาพักผ่อนเกิดอาการหน้ามืด
จนกระทงั่ ลูกศิษยต์ อ้ งหามส่งโรงบาลมหาราชนายแพทยเ์ จา้ ของไขไ้ ดต้ รวจร่างกายแลว้ แจง้ ใหท้ ราบว่า
เป็ นไขห้ วดั ”

(เดลินิวส์ ๒๗ มนี าคม ๒๕๓๙)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๒

(๕) “.... มึงจะไปไหนไอม้ นั่ กูสงั่ ใหป้ ล่อยมนั ไวอ้ ย่างน้ันไม่ตอ้ งสนใจกูอยากนัง่ ดูมนั มองมัน
ตายชา้ ๆเลือดไหลออกจนหมดตวั และหยุดหายใจในท่ีสุดถึงจะสมกบั ความแคน้ ของกู…”

(วราภา, นางละคร, สกุลไทย ปี ที่ ๔๒ ฉบบั ท่ี ๒๑๖๒ หนา้ ๑๐๗)

(๖) “... บ๊ิกจา เตรียมเดินเคร่ืองวางงานกีฬายาวจะเสนอเป็ นคณะกรรมาธิการวุฒิสภาการ
กีฬาดนั งบหนุนซีเกมส์ เอเชยี นเกมส์ หรอ้ ยกบั ความเป็ นเจา้ เหรียญทองสว่ นสมาคมตะกรอ้ รวั า่ แตกเป็ น
เสยี่ งใหพ้ ิสจู น์กนั ในตะกรอ้ คงิ สค์ พั หนที่ ๑๒ ใครผลงานดีไดพ้ จิ ารณามาทาทีมชาติ”

(เดลินิวส์ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๙)

คาราชาศพั ท์

คาราชาศพั ท์ หมายถึง คาศพั ท์สาหรบั พระราชา เป็ นภาษาท่ีกาหนด และตกแต่งข้ ึน ใหส้ ุภาพ
และเหมาะสม เพื่อใชพ้ ูดถึง หรือพูดกบั พระมหากษตั ริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ปัจจุบนั น้ ีหมายถึง คา
สุภาพท่ีใชก้ บั บุคคลท่ีควรเคารพ การรูเ้ ร่ืองคาราชาศพั ท์เป็ นการเรียนรูใ้ นการใช้ ภาษาใหถ้ ูกตอ้ งตาม
กาลเทศะ และฐานะของบุคคล ภาษาไทยได้กาหนดคาราชาศัพท์ข้ ึนใช้ และ มีวิธีการใชต้ ามระเบียบ
แบบแผนของภาษาซึ่งนับวา่ เป็ นวฒั นธรรมอยา่ งหนึ่งที่แสดงออกทางดา้ น ภาษา

ที่มาของคาราชาศพั ท์
ลกั ษณะของสงั คมไทยเป็ นสถานท่ีมีความผูกพนั ฉนั พี่น้องนับถือกนั ดว้ ยวยั วุฒิ คุณวุฒิ และชาติ

วฒุ ิ ลกั ษณะดงั กลา่ วจึงสะทอ้ นออกมา และปรากฏในภาษาไทย เชน่ การใชภ้ าษาท่ีสุภาพกบั ผูท้ ี่มวี ยั สูง
กว่า การใชภ้ าษากันเองกับผูท้ ่ีสนิทสนมกันหรือการใช้คาราชาศัพท์ กับพระมหากษัตริย์ และพระ
ราชวงศ์ เป็ นตน้ และในสงั คมไทยสมยั ก่อนเป็ นสงั คมที่ยกยอ่ งผูน้ า จึงไดม้ ีการใช้คาเพ่ือยกยอ่ งเทิดทูน
พระมหากษตั ริย์

นอกจากน้ ีไทยไดร้ บั อทิ ธิพลของการนับถือพระมหากษัตริยว์ า่ เป็ นเทวราชาจากเขมร มีการใช้
คา เพื่อแสดงสถานะของพระมหากษตั รยิ ์ คาเหลา่ น้ันจึงไดพ้ ฒั นามาเป็ นคาราชาศพั ทท์ ่ีใชอ้ ยใู่ นปัจจุบนั
ท่ีมาของคาราชาศพั ท์ นอกจากมาจากลกั ษณะของสงั คมไทย และความเกี่ยวขอ้ งกนั ทางประวตั ิศาสตร์
กบั ประเทศเขมรแลว้ ยงั ไดม้ ีการกาหนดตกแต่งภาษาข้ ึนมาเฉพาะเป็ นคาราชาศพั ท์ จากคาไทยท่ีมีอยู่
แลว้ หรือสรา้ งคาข้ นึ ใหมห่ รืออาจยมื มาจากภาษาอ่นื

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๓

ลกั ษณะของคาราชาศพั ท์
๑. คาไทย คาราชาศพั ทท์ ี่เป็ นคาไทย มกั จะเป็ นคานาม และคากริยาเทา่ น้ัน จะมี การตกแต่ง

คาเพื่อใหเ้ ป็ นคาราชาศพั ทข์ ้ ึนมาใชโ้ ดยการเติมคา “พระหรอื พระราช” หน้าคาศพั ทท์ ่ีเป็ น คานาม และ
เติม “ทรง” หน้าคากรยิ า ดงั น้ ี

คานาม เชน่ พระนาม (ช่ือ)
พระเตา้ (นม)
พระอู่ (เปล)
พระสาง (หวี)
พระแทน่ (เตียง, ท่ีนัง่ )
พระล่วม (หีบหมาก)
พระราชวงั (ที่อยขู่ องพระมหากษัตริย)์
พระราชยาน (พาหนะ)

คากริยา เชน่ ทรงถาม (ถาม)
ทรงมา้ (ขี่มา้ )
ทรงชา้ ง (ขชี่ า้ ง)
ทรงจาม (จาม)
ทรงเครอื่ ง (แต่งตวั )
ทรงเคร่ืองใหญ่ (ตดั ผม)

๒. คาท่สี รา้ งข้ นึ ใหม่ ในลกั ษณะคาประสม แบง่ เป็ น ๒ ประเภท คอื
๒.๑ คาประสมท่ีเกดิ จากคาไทยประสมกนั เช่น รบั สงั่ (พดู ) หอ้ งเคร่ือง (ครวั ) เคร่ือง

วา่ ง (ของวา่ ง) เครื่องสูง (ฉัตร)
๒.๒ คาประสมที่เกิดจากคาไทยกบั คาต่างประเทศที่ใชเ้ ป็ นราชาศพั ทอ์ ยแู่ ลว้
๐ ใชเ้ ป็ นคานาม เช่น น้าพระเนตร (น้าตา) มูลพระชวิ หา (ล้ ินไก่) น้ัน

พระองค์ (เอว) ถุงพระหตั ถ์ (ถุงมือ) ซบั พระองค์ (ผา้ เชด็ ตวั ) รองพระบาท (รองเทา้ )
๐ ใชเ้ ป็ นคากริยา เช่น สนพระทยั (สนใจ) รกั พระองค์ (เขม็ ขดั ) ทอดพระเนตร

(ดู) รกั พระองค์ (เขม็ ขดั ) ลาดพระที่ (ปทู ่ีนอน) สนพระทยั (สนใจ) ส้ ินพระชนม์ (ตาย)
๓. คายมื มาใชจ้ ากภาษาอ่ืน เชน่ ภาษาบาลีสนั สกฤต ภาษาเขมร ภาษามลายู เป็ นตน้

คายมื จากภาษาบาลีสนั สกฤต
๐ คานาม เชน่ พระเศียร (หวั )
พระพกั ตร์ (หน้า)
พระโอษฐ์ (ปาก)
พระหทยั (ใจ)
พระชนก (พ่อ)
พระชนนี (แม่)
พระราชพาหนะ (พาหนะ)
พระราชทรพั ย์ (ทรพั ย)์

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๔

๐ คากริยา เช่น สวรรคต (ตาย)
ประทาน (ให)้
คายืมจากภาษาเขมร ถวายบงั คม (ไหว)้
๐ คานาม เช่น ทรงพระราชนิพนธ์ (แต่งหนังสือ)
ถวายอยูง่ านนวด (นวด)
๐ คากรยิ า เช่น
พระเพลา (ตกั )
คายืมจากภาษามลาย เช่น พระศอ (คอ)
คายมื จากภาษามอญ เชน่ พระศก (ผม)
คายมื จากภาษาชวา เช่น พระขนง (ค้ วิ )
คายมื จากภาษาจีน เช่น พระขนน (หมอนอิง)
คายมื จากภาษาองั กฤษ เช่น พระสางเสนียด (หวีเสนียด)
คายืมจากภาษาเปอรเ์ ซยี เช่น เสวย (กิน)
โปรด (ชอบ)
ถวาย (ให)้
กรรแสง (รอ้ งไห)้
พระศรี (หมาก)
พระแสง (อาวธุ )
พระป้ันเหน่ง (เข็มขดั )
พระเกา้ อ้ ี (เกา้ อ้ )ี
พระโธรน (บลั ลงั ก)์ มาจากคาวา่ throne
พระสุหร่าย (เคร่อื งโปรยน้า)

แบบแผนการใชค้ าราชาศพั ท์
คาราชาศพั ทม์ ีชนิดของคาเช่นเดียวกบั คาท่ีใชใ้ นภาษาสามญั เช่น
๑. คานาม
๐ คานามทวั่ ไป ไดแ้ ก่ คาเรียกเครอื ญาติ เชน่ พระเจา้ ลูกเธอ (ลูกสาว) พระเจา้ ลูกยา

เธอ (ลกู ชาย)พระเจา้ หลานเธอ (หลาน) คาเรยี กอวยั วะร่างกาย เช่น พระจกั ษุ (ดวงตา) พระชานุ (หวั
เข่า) คาเรยี กของใช้ เชน่ พระยี่ภู่ (ฟกู ) พระเกา้ อ้ ี เกา้ อ้ ี) คาเรียกเคร่ืองแต่งกาย เชน่ พระมาลา
(หมวก) พระภูษา (ผา้ นุ่ง) เป็ นตน้

๐ คาอาการนาม และคาท่ีเป็ นนามธรรม ไดแ้ ก่ คาท่ีหมายถึง ความคดิ ความรู้
ความสามารถ เชน่ พระราชดาริ (ความคดิ ) พระราชดารสั (คาพดู ) พระเมตตา (เมตตา) พระราช
อานาจ (อานาจ)

การใชค้ านามราชาศัพท์
๑. เติมคา พระบรมอรรคราช พระบรมมหาราช พระบรมมหา พระบรมราช พระอคั รราช พระ
อคั ร พระมหา ขา้ งหนา้ คานามที่เป็ นบุคคล และสิ่งสาคญั ที่ควรยกยอ่ ง เช่น

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๕

พระบรมอรรคราชบรรพบรุ ุษ (บรรพบุรุษของพระมหากษตั รยิ )์
พระบรมมหาราชวงั (ท่ีอยูข่ องพระเจา้ แผ่นดิน)
พระบรมมหาชนก (พ่อ)
พระบรมราชชนนี (แม่)
พระบรมราโชวาท (โอวาท)
พระอคั รชายา (พระภรรยาเจา้ )
พระอคั รราชเทวี (พระภรรยาเจา้ )
พระมหามงกุฎ (มงกุฎ)
๒. เติมคา พระราช ขา้ งหน้าคานามท่ีเป็ นบุคคล และส่ิงสาคญั ที่รองลงมา เช่น
พระราชอนุชา (น้องชาย)
พระราชทรพั ย์ (ทรพั ย)์
พระราชหฤทยั (ใจ)
วนั พระราชสมภพ (วนั เกดิ )
๓. เติมคา พระ พระเจา้ ขา้ งหน้าคานามท่ีเป็ นชอ่ื บุคคล และสง่ิ สามญั ทวั่ ไป เช่น
พระเชษฐา (พช่ี าย)
พระปิ ตุลา (ลุง)
พระสหาย (เพือ่ น)
พระเกศา (ผม)
พระชิวหา (ล้ ิน)
พระมาลา (หมวก)
ฉลองพระเนตร (แวน่ ตา)
อนึ่ง ถา้ เป็ นคาศพั ทท์ ่ีมมี าแต่โบราณ จะใชค้ า หลวง ตน้ พระที่นัง่ ประกอบทา้ ยคานาม เชน่
มา้ หลวง (มา้ ของพระมหากษตั ริย)์
เรอื หลวง (เร่ือของพระมหากษัตรยิ )์
สวนหลวง (สวนของพระมหากษัตรยิ )์
ชา้ งตน้ (ชา้ งที่ดีของพระมหากษตั รยิ )์
มา้ ตน้ (มา้ ท่ีดีของพระมหากษัตริย)์
เรือนตน้ (เรื่อนที่ดีของพระมหากษัตริย)์
เครื่องบินพระท่ีนัง่ (เครื่องบนิ ท่ีประทบั )
รถยนตพ์ ระท่ีนัง่ (รถยนตท์ ี่ประทบั )
เฮลิคอปเตอรพ์ ระที่นัง่ (เฮลิคอปเตอรท์ ่ีประทบั )
๔. เติมคา พระ หรอื พระราช ขา้ งหน้าคานามท่ีเป็ นอาการนาม หรือนามธรรม เช่น
พระปรชี าสามารถ (ความสามารถ)
พระเมตตา (ความเมตตา)
พระราชประสงค์ (ความตอ้ งการ)

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๖

๕. ใชค้ า พระองค์ หรอื องค์ พรรษา หรือ ปี เป็ นคาลกั ษณนาม เช่น
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั และสมเด็จพระนางเจา้ พระบรมราชินีนาถท้งั ๒ พระองค์
พระทนต์ ๒ องค์ (ซี)
พระราชหตั ถเลขา ๒ องค์ (ฉบบั )
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา

๒. คาสรรพนาม มเี ฉพาะบุรุษสรรพนาม แบง่ ตามลาดบั ช้นั และเพศ
๓. คากรยิ า คากรยิ าราชาศพั ทโ์ ดยเฉพาะมีไมม่ ากนัก เชน่ เสวย ถวาย ประทบั ประสตู ิ ฯลฯ
แต่ไดม้ ีการสรา้ งคากริยาราชาศพั ทข์ ้ นึ โดยการเติม “ทรง” “ทรงพระ” และ “ทรงพระราช” นาหน้า
เติม ทรง หน้าคานามธรรมดา เพื่อทาใหเ้ ป็ นคากริยาราชาศพั ท์ เช่น ทรงชา้ ง (ขช่ี า้ ง) ทรงมา้ (ข่ีมา้ )
ทรงปื น (ยงิ ปื น) ทรงเรอื ใบ (แลน่ เรือใบ) เติม ทรง หน้าคากรยิ าธรรมดา เพอ่ื ทาใหเ้ ป็ นคากริยาราชา
ศพั ท์ เช่น ทรงเล่น (เล่น) ทรงวงิ่ (วิง่ ) ทรงออกกาลงั กาย (ออกกาลงั กาย) เติม ทรงพระ หนา้ คานาม
ราชาศพั ท์ เพือ่ ทาใหเ้ ป็ นคากริยาราชาศพั ท์ เชน่ ทรงพระกรุณา (กรุณา) เติม ทรงพระราช หน้า
คากริยา เพ่ือทาใหเ้ ป็ นคากริยาราชาศพั ท์ เชน่ ทรงพระราชดาริ (คิด)
๔. คาลกั ษณนาม ถา้ เป็ นคานามเก่ียวกบั ร่างกาย และสิ่งของเครือ่ งใช้ จะใชค้ าวา่ องค์ และ
พระองค์ เช่น
๐ ลกั ษณนามเป็ น พระองค์ เช่น พระมหากษตั ริย์ พระราชโอรส พระบรมวงศานุวงศ์
๐ ลกั ษณนามเป็ น องค์ เช่น พระทนต์ พระดชั นี เสน้ พระเจา้ พานพระศรี พระเขนย ถุง พระ
บาท พระบรมราโชวาท
๐ ลกั ษณนามเป็ น พรรษา หรือ ปี เชน่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั ทรงเจรญิ พระ
ชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ในวนั ที่ ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๔ พระเจา้ หลานเธอ พระองคเ์ จา้ ทีปังกร รศั มีโชติ มี
พระชนั ษา 5 ปี ในวนั ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔
อนึ่ง การใชค้ าราชาศพั ทเ์ พ่ือพดู ในโอกาสต่างๆ จะมรี ะเบยี บวธิ ีพดู ท่ีไดก้ าหนดวิธีใชใ้ หเ้ ป็ น
ระเบียบแบบแผน ดงั น้ ี
๑. การใชค้ าขอบใจ
บุคคลธรรมดา กล่าวแก่ พระมหากษตั รยิ ์ ใชว้ า่ รสู้ ึกเป็ นพระมหากรุณาธิคุณเป็ นลน้ เกลา้ ลน้
กระหม่อม บุคคลธรรมดา กล่าวแก่ เจา้ นายช้นั สูง ใชว้ ่า รูส้ ึกขอบพระเดชพระคุณเป็ นลน้ เกลา้ ลน้
กระหมอ่ ม บุคคลธรรมดา กล่าวแก่ เจา้ นายชน้ั รองลงมา ใชว้ า่ ขอบพระทยั
๒. การขออนุญาต
บุคคลธรรมดากล่าวแก่ พระมหากษตั ริย์ ใชว้ า่ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กล่าวแก่
เจา้ นาย ใชว้ า่ ขอประทานพระอนุญาต
๓. การถวายของ

๐ ส่งิ ของเล็กหรือของท่ียกไดบ้ คุ คลธรรมดากล่าวแกพ่ ระมหากษตั รยิ ์ ใชว้ า่ ขอ
พระราชทานทลู เกลา้ ทลู กระหม่อมถวาย

๐ ส่งิ ของใหญ่หรือของท่ียกข้ ึนไม่ไดบ้ ุคคลธรรมดากลา่ วแกพ่ ระมหากษตั รยิ ์ ใชว้ า่ ขอ
พระราชทานน้อมเกลา้ นอ้ มกระหมอ่ มถวาย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๗

๔. การกราบบงั คมทูล
บุคคลธรรมดา กลา่ วแก่ พระมหากษัตริย์ ใชว้ า่ ขอเดชะฝ่ าละอองธุลีพระบาทปกเกลา้ ปก
กระหม่อม ลงทา้ ยวา่ ดว้ ยเกลา้ ดว้ ยกระหม่อม ขอเดชะ
๕. การรบั คา
บคุ คลธรรมดา กลา่ วแก่ พระมหากษัตรยิ ์ ใชว้ า่ พระพุทธเจา้ ขา้ ขอรบั ใส่เกลา้ ใสก่ ระหมอ่ ม 5.
๖, การกล่าวสิง่ ท่ีไม่ควรจะกราบบงั คมทูล ตอ้ งกลา่ วออกตวั ไวก้ ่อน
บุคคลธรรมดา กล่าวแก่ พระมหากษตั รยิ ์ ใชว้ า่ ไม่ควรจะกราบบงั คมทูลพระกรุณา
๗. การกลา่ วว่าตนเองสบายดี
บคุ คลธรรมดา กล่าวแก่ พระมหากษตั รยิ ์ ใชว้ า่ เดชะพระบารมปี กเกลา้ ปกกระหมอ่ ม
ขา้ พระพทุ ธเจา้ สุขสบายดี
๘. การกล่าวแสดงความเสียใจ เมอื่ ทาอะไรพล้งั พลาด
บคุ คลธรรมดา กล่าวแกพ่ ระมหากษัตรยิ ใ์ ชว้ า่ พระราชอาญาเป็ นลน้ เกลา้ ลน้ กระหมอ่ ม พระ
ราชอาญาไม่พน้ เกลา้ พน้ กระหม่อม ขา้ พระพุทธเจา้ ขอพระราชทานอภยั โทษ

ขอ้ สงั เกต การใช้ “เสด็จ” และ “ทรง”
“เสด็จ” จะใชน้ าหนา้ คากริยาสามญั และคากรยิ าราชาศพั ท์ ทาใหเ้ ป็ นคากรยิ าราชาศพั ท์
เสด็จออก หมายถึง ออก
เสด็จข้ นึ หมายถึง ข้ นึ
เสด็จลง หมายถึง ลง
เสด็จพระราชดาเนิน หมายถึง การเดินทางไป-มา
เสด็จพระราชสมภพ หมายถึง เกดิ
“ทรง” ใชน้ าหนา้ คากริยาสามญั คานามสามญั หรือคานามราชาศพั ท์ ทาใหเ้ ป็ นคากรยิ าราชา

ศพั ท์ เชน่
ทรงเล่น หมายถึง เล่น
ทรงขบั รถ หมายถึง ขบั รถ
ทรงสงั่ สอน หมายถึง สงั่ สอน
ทรงบาตร หมายถึง ตกั บาตร
ทรงดนตรี หมายถึง เล่นดนตรี
ทรงมา้ หมายถึง ขี่มา้
ทรงพระสุบิน หมายถึง ฝัน
ทรงพระอกั ษร หมายถึง เขียนหนังสือ
ทรงพระสุหรา่ ย หมายถึง ประพรมน้ามนตร์

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๘

ขอ้ ควรระวงั
๑. ไม่ใชค้ า “ทรง” นาหนา้ คาท่ีเป็ นราชาศพั ทอ์ ยแู่ ลว้ เชน่ ไม่ใช้ ทรงเสด็จ ทรงตรสั ทรงเสวย
๒. ไม่ใช้ “ถวายการตอ้ นรบั ” ใหใ้ ช้ รบั เสด็จ
๓. ใช้ “พระบรม” เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั และสมเด็จพระบรมราชนิ ีนาถ ที่ทรง

ไดร้ บั พระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ใหท้ รงดารงตาแหน่งผูส้ าเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ใน
ประเทศไทยมีพระราชินี ๒ พระองคท์ ี่ทรงไดร้ บั พระอสิ ริยยศน้ ี คือ สมเด็จพระนางเจา้ เสาวภา ผ่องศรี
พระอคั รราชเทวี เป็ น “สมเด็จพระนางเจา้ เสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ" และ "สมเด็จ พระนาง
เจา้ สริ ิกิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ" คาราชาศพั ทท์ ี่ใช้ เช่น พระบรมราโชวาท สว่ นสมเด็จพระบรม ราชินีจะ
ใช้ พระราโชวาท

๔. เมอื่ กลา่ วถึงพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั และสมเด็จพระนางเจา้ ฯพระบรมราชนิ ีนาถ ใหใ้ ช้
วา่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั และสมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ ีนาถ ไม่ใชว้ า่ ลน้ เกลา้ ลน้
กระหมอ่ ม พระราชินี หรอื ราชินี

๕. ไม่ใช้ “ทรงมี” หรอื “ทรงเป็ น” นาหน้าคาราชาศพั ท์ เชน่ ไมใ่ ช้ ทรงมีพระบรมราช วินิจฉยั
ทรงเป็ นพระราชนัดดา ใหใ้ ช้ “มี” หรือ “เป็ น” เช่น มพี ระบรมราชวินิจฉยั เป็ นพระราช นัดดา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

หน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๕

ไตรภูมิพระรว่ ง ตอนอตุ ตรกุรุทวีป

มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ช้ ีวดั

มาตรฐาน ท ๑.๑ การอ่าน

ม.๔-๖/๑ อ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้ และบทรอ้ ยกรองไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรอื่ งท่ีอา่ น
ม.๔-๖/๒ ตีความ แปลความ และขยายความเรอ่ื งท่ีอา่ น
ม.๔-๖/๓ วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณเ์ รอ่ื งท่ีอ่านในทุก ๆ ดา้ นอย่างมเี หตุผล
ม.๔-๖/๔ คาดคะเนเหตุการณ์จากเรอื่ งท่ีอา่ น และประเมนิ ค่าเพ่อื นาความรู้ ความคิดไปใชต้ ดั สินใจแกป้ ัญหาในการดาเนินชีวิต
ม.๔-๖/๕ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคิดเหน็ โตแ้ ยง้ กบั เร่อื งท่ีอา่ น และเสนอความคดิ ใหม่อยา่ งมีเหตุผล
ม.๔-๖/๖ ตอบคาถามจากการอ่านประเภทตา่ ง ๆ ภายในเวลาที่กาหนด
ม.๔-๖/๗ อา่ นเรื่องตา่ ง ๆ แลว้ เขยี นกรอบแนวคดิ ผงั ความคิด บนั ทึก ยอ่ ความ และรายงาน

มาตรฐาน ท ๕.๑ วรรณคดแี ละวรรณกรรม

ม.๔-๖/๑ วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณเ์ บ้ ืองตน้
ม.๔-๖/๒ วเิ คราะหล์ กั ษณะเดน่ ของวรรณคดีเชอื่ มโยงกบั การเรียนรทู้ างประวตั ิศาสตรแ์ ละวถิ ีชีวิตของสงั คมในอดีต
ม.๔-๖/๓ วเิ คราะหแ์ ละประเมินคุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์ ของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะทีเ่ ป็นมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
ม.๔-๖/๔ สงั เคราะหข์ อ้ คิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ จริง

สาระการเรยี นรูป้ ระจาหน่วย จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

๑. ความรเู้ กยี่ วกบั ไตรภมู พิ ระรว่ ง ๑. อธิบายความรูเ้ กีย่ วกบั ไตรภูมพิ ระร่วง
๒. เน้ ือหาเร่อื งไตรภมู พิ ระรว่ ง ตอนอตุ ตรกุรุทวปี ๒. ศึกษาเน้ ือหาเร่ืองไตรภูมพิ ระร่วง
๓. คุณคา่ ของเรื่องไตรภมู ิพระรว่ ง ตอนอุตตรกุรุทวปี
ตอนอตุ ตรกุรุทวปี อยา่ งเขา้ ใจ
๓. วเิ คราะหค์ ุณค่าจากเร่อื งไตรภูมพิ ระรว่ ง

ตอนอตุ ตรกุรุทวีป ได้

ผงั ความคิดประจาหน่วย



ความรูเ้ กี่ยวกบั ไตรภมู ิพระรว่ ง คณุ ค่าของ
ไตรภมู ิพระรว่ ง ตอนอตุ ตรกุรุทวีป ไตรภมู ิพระรว่ ง
ตอนอตุ ตรกรุ ุทวีป
ประวตั ิผแู้ ต่ง เน้ ือหา
ไตรภมู ิพระรว่ ง คุณค่า
ตอนอตุ ตรกรุ ุทวีป ดา้ นเน้ ือหา

เน้ ือหา คุณค่า
ดา้ นสงั คม
ลกั ษณะคาประพนั ธ์ อภิธานศพั ท์
คุณค่า
ท่ีมาของเรื่อง ดา้ นวรรณศิลป์

ความรูป้ ระกอบ

เน้ ือเรื่องยอ่

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



ความรูเ้ กยี่ วกบั ไตรภูมิพระรว่ ง

ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง เป็ นวรรณกรรมช้ ินเอกสมยั กรุงสุโขทัยนับเป็ นวรรณคดีเร่ือง
แรกของไทย เป็ นพระราชนิพนธใ์ น สมเด็จพระศรีสุริยพงศร์ ามมหาธรรมราชาธิราช หรือพระมหาธรรม
ราชาลิไทย เป็ นวรรณคดีไทยท่ีมีอิทธิพลต่อสังคมไทย ต้ังแต่สมยั กรุงสุโขทัย-อยุธยาจนถึงปัจจุบัน
เพราะไดร้ วบรวมเอาคติความเชื่อทุกแง่ทุกมุมของทุกชนช้นั หลายเผ่าพนั ธุ์มารอ้ ยเรียงเป็ นเรื่องราวให้
ผูอ้ ่านผูฟ้ ังยาเกรงในการกระทาบาปทุจริต และเกิดความปิ ติยินดีในการทาบุญทากุศล อาจหาญมุ่งมนั่
ในการกระทาคุณงามความดี ในเบ้ อื งตน้ ผูเ้ รียนควรศึกษาความรูเ้ ก่ยี วกบั ไตรภูมิพระร่วง ดงั น้ ี

๑. ประวตั ิผแู้ ตง่ ไตรภูมิพระรว่ ง

พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไทย หรือพญาลือไทย หรือ
พญาศรีสุรยิ พงศร์ ามมหาธรรมราชาธิราช) เป็ นพระมหากษตั รยิ ร์ าชวงศ์
พระร่วงแห่งกรุงสุโขทยั เป็ นพระราชโอรสของพญาเลอไทยและเป็ นพระ
ราชนัดดา(หลานป่ )ู ของพอ่ ขุนรามคาแหงมหาราช

ใน พ.ศ.๑๘๘๒ พญาลิไทยเป็ นพระมหาอุปราชครองเมอื งศรีสชั
นาลยั คร้นั ถึง พ.ศ.๑๘๙๐ จึงไดเ้ สวยราชยเ์ ป็ นกษัตริยค์ รองกรุงสุโขทัย
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เป็ นพระมหากษัตริยท์ ่ีทรงธรรม มีพระปรีชา
สามารถในศิลปะศาสตร์แขนงต่าง ๆ เช่น พุทธศาสตร์ ดาราศาสตร์
โหราศาสตร์ ฯลฯ ในรัชสมัยของพระองค์กรุงสุโขทัยขยายอาณาเขต
ออกไปได้อย่างกว้างขวาง มีการสร้างศิลาจารึกข้ ึนหลายหลักท้ัง
ภาษาไทย ภาษามคธ และภาษาขอม ศิลาจารึกเหล่าน้ ีภายหลังได้ ภาพ ๑ พระมหาธรรมราชาท่ี ๑
กลายเป็ นหลกั ฐานสาคญั ทางประวตั ิศาสตรช์ าติไทย

พระราชกรณียกจิ ท่ีสาคญั ประการหนึ่งของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ คือ ใน พ.ศ.๑๙๐๒ ทรงส่ง
คนไปจาลองรอยพระพุทธบาทจากเขาสุมนกูฏเมืองลังกามาประดิษฐานไวต้ ามยอดเขาต่าง ๆ ในพระ
ราชอาณาจกั ร คร้นั ถึง พ.ศ.๑๙๐๔ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ไดเ้ สด็จออกผนวชแลว้ ประทับอยู่ท่ีวดั ป่ า
มะม่วง นับวา่ เป็ นพระมหากษตั ริยไ์ ทยพระองคแ์ รกท่ีทรงพระผนวชในขณะเสวยราชย์

ต่อมาสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑ (พระเจา้ อู่ทอง) แห่งกรุงศรีอยุธยายึดเมืองชัยนาท (เมือง
พษิ ณุโลก)ได้ แลว้ ใหข้ นุ หลวงพ่องวั่ เจา้ เมอื งสุพรรณบุรไี ปครอง พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ทรงขอเมืองคืน
จากกรุงศรอี ยธุ ยาไดส้ าเร็จแลว้ เสด็จไปครองเมืองพิษณุโลกจนสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๙๑๑

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๒. ลกั ษณะคาประพนั ธข์ องไตรภมู ิพระร่วง

เน่ืองจากในบานแผนกไดบ้ อกจุดมุง่ หมายไวว้ ่า “ถามนุ ใสเ่ พอื่ ใด ใส่เมอ่ื อตั ถพระอภธิ รรมและ
ใครจะเทศนาแก่พระมารดาท่าน อน่ึงจะใคร่จะจาเรญิ พระอภิธรรมโสด...” จึงเป็ นการแสดงจุดมุ่งหมาย
ว่าแต่งเพ่ือเทศนาแก่พระมารดา ผูแ้ ต่งจึงไดเ้ รียบเรียงเป็ นร้อยแกว้ โดยใชโ้ วหารท้ังเทศน าโวหาร
พรรณนาโวหาร และและบรรยายโวหาร โดยเฉพาะการพรรณนาน้ันจะใชถ้ อ้ ยคาท่ีแจ่มแจง้ จนสามารถ
โน้มน้าวใจผูอ้ ่านใหค้ ลอ้ ยตาม แมว้ า่ จะมกี ารใชภ้ าษาท่ีคอ่ นขา้ งเขา้ ใจยาก

๓. ท่ีมาของเรือ่ งไตรภูมิพระรว่ ง

ไตรภูมิพระร่วงมีชื่อเดิมว่า “เตภูมิกถา” หรือ “ไตรภูมิกถา” เป็ นวรรณคดีเก่าแก่แต่คร้งั กรุง
สุโขทัยเป็ นราชธานีท่ีมีความสาคญั ยิ่งทางดา้ นความเชื่อทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะความเชื่อเร่ือง
ถา้ ทาบาปจะตกนรก ถา้ ทาบญุ จะไดข้ ้ นึ สวรรคอ์ นั เป็ นการสอนพระพุทธศาสนาทางออ้ มใหค้ นละเวน้ จาก
การทาความชวั่ หมนั่ พากเพยี รทาความดี และทาจิตใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิผ่องแผว้

นอกจากน้ ียงั เป็ นวรรณกรรมที่สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความคิดความเขา้ ใจของคนสมยั ก่อนในเร่ือง
การกาเนิดของสตั ว์ ยกั ษ์มาร เทวดา พรหม และการกาเนิดของจกั รวาลโดยช้ ใี หเ้ ห็นความจริงแทข้ อ้ หน่ึง
ตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา คอื ความไม่เที่ยงแทแ้ น่นอนของชวี ิตและส่ิงต่าง ๆ ในโลก นอกจาก
พระนิพพานอย่างเดียวท่ีเที่ยงแทแ้ น่นอนและไมต่ าย ทา้ ยท่ีสุดไตรภูมิพระร่วงก็ไดช้ ้ ีแนะหนทางแห่งพระ
นิพพานอนั เป็ นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา้

พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พระร่วงเจา้ แห่งกรุงสุโขทยั ไดท้ รงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วงโดยมี
วตั ถุประสงคท์ ้งั หมด ๓ ประการ คอื

๑) เพอ่ื ใหม้ ีหนังสือเกี่ยวกบั พระอภธิ รรมข้ นึ ในบา้ นเมอื ง
๒) เพ่ือความเจรญิ รุ่งเรืองของพระอภธิ รรม
๓) เพอ่ื ใชเ้ ทศนาโปรดพระมารดา
ที่มาของไตรภูมิพระร่วงน้ัน พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ไดแ้ นวคิดมาจากคัมภีร์ต่าง ๆ ในทาง
พระพุทธศาสนามากกว่า ๓๐ คัมภีร์ซึ่งลว้ นมาจากลัทธิลังกาวงศ์และมีอิทธิพลทาใหจ้ ิตรกรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาต่อมาอีกดว้ ย พระองคท์ รงอาศยั การคน้ ควา้ และรวบรวมเน้ ือหาจากคมั ภีรพ์ ระไตรปิ ฎก
อรรถกถา ฎกี า และอนุฎีการวมท้งั หมด ๖๕ คมั ภรี ด์ ว้ ยกนั แลว้ เขยี นดว้ ยความซ่ือสตั ยต์ ่อคมั ภรี ม์ ากโดย
ไม่บดิ เบอื นและไม่ปิ ดบงั คาสอนเดิมท่ีมีอยูใ่ นคมั ภีรน์ ้ัน ๆ แต่กม็ สี ว่ นเขา้ มาเพือ่ ใหม้ ผี ลทางศีลธรรมตรง
ตามยุคสมยั พระองคเ์ คยศึกษาเล่าเรียนจากสานักธรรมหลายแห่งดว้ ยกนั จึงทาใหม้ ีพระปรีชาสามารถ
พระราชนิพนธเ์ รอื่ งไตรภมู พิ ระรว่ งได้
หนังสอื ไตรภูมพิ ระร่วงมีคุณค่าสาคญั มากต่อสงั คมไทยท้งั ในภาษาวรรณคดี ศิลปกรรม ค่านิยม
อุดมคติและอุดมการณ์ตลอดจนอิทธิพลทางศีลธรรมดว้ ย แมว้ ่าจะเป็ นวรรณคดีโบราณ แต่ก็ยังแฝง
ความรทู้ ้งั ทางรฐั ศาสตร์ การปกครองโน้มนา้ วใจเจา้ ประเทศราชใหส้ วามิภกั ด์ิต่อกรุงสุโขทยั มใิ หม้ ใี จออก
หา่ ง ดงั ในเรอื่ งของพระเจา้ จกั รพรรดิ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๔. ความรูป้ ระกอบเร่อื งไตรภมู ิพระรว่ ง

๔.๑ ความหมายของไตรภมู ิ
ไตรภูมิ หรอื ไตรโลก หรอื ไตรภพ หมายถึง สามภมู ิ สามโลก หรือสามภพ เป็ นคติเก่ียวกบั โลก
สณั ฐานตามความเช่ือในศาสนาฮินดูและพุทธ ไตรภูมิประกอบดว้ ย กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ สตั ว์
โลกท้งั หลายจะตอ้ งเวยี นวา่ ยตายเกิดในไตรภมู ิน้ ีจนกวา่ จะสาเรจ็ เป็ นพระอรหนั ต์

๔.๒ โครงสรา้ งจกั รวาลวิทยาในไตรภมู ิพระร่วง
ไตรภูมิพระร่วงเป็ นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ท้ัง ๓๑ คือ กามภูมิ๑๑,
รูปภูมิ๑๖ และอรูปภูมิ๔ซ่ึงมีเน้ ือหาพรรณนาถึงท่ีอยู่ ท่ีต้ัง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต
อสุรกาย และเทวดา ที่ต้งั เหล่าน้ ีมีเขาพระสุเมรุเป็ นหลกั เขาพระสุเมรุน้ันต้งั อยูท่ ่ามกลางจกั รวาล มีทิว
เขาและทะเลลอ้ ม ทิวเขามีช่ือต่างๆดังน้ ี ๑. ยุคนธร๒. อิสินธร ๓. กรวิก ๔. สุทศั น์ ๕. เนมินธร ๖. วินัน
ตก และ๗.อศั กรรณ ซ่ึงเป็ นเขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่าน้ ีรวมเรียกวา่ เขาสตั ตบริภณั ฑ์ ส่วนทะเลท่ีราย
ลอ้ มอยู่ ๗ ชน้ั เรยี กวา่ มหานทีสที นั ดร ถดั จากทิวเขาอศั กรรณออกมาเป็ นมหาสมทุ รอยูท่ วั่ ทุกดา้ น แลว้
จะมีภูเขาเหล็กก้นั ทะเลน้ ีไวร้ อบเรียกว่า ขอบจกั รวาล พน้ ไปนอกน้ันเป็ นนอกขอบจกั รวาล ภูมิท้ัง ๓๑
เรียงลาดบั จากทุกขไ์ ปสุขไดด้ งั น้ ี
๑) กามภูมิ ๑๑
๑.๑) นรกภูมิ
ภูมติ า่ ท่ีสุดสาหรบั ลงทณั ฑต์ ่าง ๆ แกส่ ตั วบ์ าปที่ไปเกิด สตั วน์ รกเมอื่ ถกู ลง ทณั ฑท์ รมานแลว้ ก็จะ
เกิดข้ ึนใหม่ถูกทรมานซ้าแลว้ ซ้าเล่าจนกว่าจะหมดกรรม ประกอบดว้ ย มหานรก ๘ ขุม, นรกบ่าว ๑๒๘
ขุม และยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม

(๑) มหานรก มี ๘ ขุม มีกาแพงเหล็กแดงลุกเป็ นไฟอยู่เสมอลอ้ มเป็ นสี่เหลี่ยม พ้ ืนบนและ
พ้ ืนล่างก็เป็ นเหล็กแดงที่ลุกเป็ นไฟ กาแพงท้งั ๔ ดา้ น ยาวดา้ นละ ๑,๐๐๐ โยชน์ หนา ๙ โยชน์ มีประตู
เขา้ ๔ ประตู สว่ นพ้ ืนบนและพ้ นื ลา่ งมีความหนา ๙ โยชน์ มหานรกท้งั ๘ มดี งั น้ ี

(๑.๑) มหาอเวจีนรก หรือ นรกที่ทุกขท์ รมานมิเคยหยุดพกั เป็ นนรกขุมที่ลึกที่สุด มี
ความทุกขม์ ากที่สุดในจกั รวาลไตรภูมิ ผูท้ ี่อาศยั อยูท่ ี่น่ีในชาติก่อนน้ันไดท้ าใน อนันตริยกรรม หรือบาป
หนัก ๕ ประการคือ ฆ่าบิดา, ฆ่ามารดา, ฆ่าพระอรหนั ต์, ทาใหพ้ ระพุทธเจา้ หอ้ พระโลหิต, ยุยงใหส้ งฆ์
แตกแยกกัน ผูท้ ่ีอาศยั อยูท่ ี่นี่จะถูกตรึงศีรษะ แขน ในอิริยาบถท่ีเป็ นในขณะทาบาป(นัง่ ยืน นอน ฯลฯ)
มีหลาวเหล็กแทงทะลุลาตัว มีไฟนรกคลอกตลอดเวลา แต่จะไม่เสียชีวิต ผูท้ ี่อาศยั อยูท่ ่ีน่ี ตอ้ งอาศัยอยู่
จนกวา่ จะครบวาระ ๑ กลั ป์

(๑.๒) มหาตาปนรก หรือ นรกท่ีมีแต่ความเร่ารอ้ นเหลือประมาณ ผูท้ ี่อาศัยอยู่ท่ีนี่
ชาติก่อนไดฆ้ ่าชีวิตสตั วแ์ ละคนเป็ นหมู่มากโดยไม่รูส้ ึกผิด ผูอ้ ยู่อาศยั จะถูกทาใหต้ กจากภูเขาสูงลงมาที่
พ้ ืนท่ีเต็มไปดว้ ยเหล็กแหลมยาว ถูกเหล็กเสียบทะลุลาตัว มีไฟนรกคลอกตลอดเวลา แต่ก็จะไม่เสียชีวิต
ผูท้ ่ีอาศยั อยูท่ ี่นี่ตอ้ งอาศยั ไปจนกวลาจะครบวาระ ครง่ึ กลั ป์

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



(๑.๓) ตาปนรก หรอื นรกแห่งความเรา่ รอ้ น ผูท้ ่ีอาศยั อยูท่ ่ีน่ีจะถูกไล่ใหข้ ้ ึนไปท่ีปลาย
หลาว ท่ีมีไฟนรกลุกโชน ผูอ้ ยู่อาศัยจะถูกไฟคลอกจนพองสุก และจะกลายเป็ นอาหารของสุนัขนรก
หลังจากน้ัน จะมี “ลมกรรม” พัดมาใหร้ ่างกายฟ้ ื นข้ ึนมา และก็ถูกไล่ข้ ึนไปท่ีปลายหลาว ถูกไฟนรก
คลอก วนเวยี นเชน่ น้ ีจนครบวาระ ๑๖,๐๐๐ ปี ๑ วนั ๑ คืนในตาปนรก เทียบเท่า ๙,๒๑๖ ลา้ นปี มนุษย์

(๑.๔) มหาโรรุวนรก หรือ นรกท่ีเต็มไปดว้ ยเสียงครวญคราง ผูท้ ี่อาศยั อยู่ท่ีน่ี ชาติ
ก่อนไดป้ ลน้ ขโมยของจากผูท้ ี่อยู่สูง เช่น สมณะ ครู บุพการี ฯลฯ ผูท้ ่ีอาศยั จะตอ้ งยืนบนบวั เหล็กท่ีกลีบ
คม มีไฟนรกแผดเผา มียมบาลใชก้ ระบองกระหนา่ ตีร่าง แต่จะไม่เสียชีวิต ตอ้ งอาศยั อยู่เช่นน้ ีไปจนกว่า
จะครบวาระ ๗,๐๐๐ ปี โดยที่ ๑ วนั ๑ คืนในมหาโรรุวนรก เทียบเท่า ๒,๓๐๕ ลา้ นปี มนุษย์

(๑.๕) โรรุวนรก หรอื นรกท่ีเต็มไปดว้ ยเสยี งรอ้ งไห้ ผูท้ ี่อาศยั อยูท่ ี่นี่ ชาติก่อนเคยเผา
สตั วท์ ้งั เป็ นบ่อยๆ หรือเป็ นขา้ ราชการทุจริต ผูท้ ่ีอาศยั อยู่ที่นี่จะถูกไฟนรกคลอกในบัวเหล็กในอิริยาบถ
นอนควา่ การอาศัยที่น่ี ๑ วาระ จะตอ้ งอาศัยอยู่นาน ๔,๐๐๐ ปี นรก โดยท่ี ๑ วนั ๑ คืนในโรรุวนรก
เทียบเท่า ๕๗๖ ลา้ นปี มนุษย์

(๑.๖) สังฆาฏนรก หรือ นรกบดขย้ ีสัตว์ ผูท้ ี่อาศยั อยู่ท่ีนี่ ชาติก่อนไดก้ ระทาทารุณ
สตั ว์ เมือ่ อาศยั อยูท่ ่ีนี่ ยมบาลจะผูกล่ามผูอ้ าศยั หลายๆ คนเขา้ ดว้ ยกนั และใชค้ อ้ นเหล็กยกั ษ์ทุบร่างกาย
จนแหลกไป และ “ลมกรรม”ก็จะพดั ใหฟ้ ้ ื นชีวิตมารบั โทษใหม่ วนเวีบยเช่นน้ ีจนกวา่ จะครบวาระ ๒,๐๐๐
ปี นรก โดยที่ ๑ วนั ๑ คนื ในสงั ฆาฏนรก เทียบเท่า ๑๔๕ ลา้ นปี มนุษย์

(๑.๗) กาฬสุตตนรก หรือ นรกท่ีลงโทษดว้ ยดา้ ยดา ผูท้ ่ีอาศัยอยู่ท่ีนี่จะถูกยมบาล
ฟาดดว้ ยดา้ ยนรก ซึ่งมขี นาดและความแข็งเท่าเหล็กเสน้ โตๆ เสน้ หนึ่ง แลว้ ใชเ้ ลื่อยนรกเล่ือยใหข้ าดเป็ น
ท่อนๆ ผูท้ ี่หนีจะถูกเหล็กนรกปลิวออกมาตดั ร่างกาย แลว้ ลมกรรม ก็จะพดั โชยใหฟ้ ้ ื นคืนอีกครง้ั จนกวา่
จะครบวาระ ๑,๐๐๐ ปี นรก โดย ๑ วนั ๑ คืนในกาฬสุตตนรก เทียบเท่า ๓๖ ลา้ นปี มนุษย์ ผูท้ ี่อาศยั อยู่
ท่ีน่ี ชาติปางกอ่ นไดท้ รมาณสตั วเ์ ล่นๆ ทารา้ ยบพุ การี อาจารย์ สมณะ หรือผูม้ พี ระคุณ

(๑.๘) สัญชีวนรก หรือ นรกท่ีไม่มีวนั ตาย ผูท้ ี่อาศัยจะถูกยมบาลจับนอนบนแผ่น
เหล็กรอ้ นแดง และถูกยมบาลฟันร่างขาดเป็ นท่อนๆ เฉีอนเน้ ือหนังจนเหลือแตก่ ระดูก แลว้ ลมกรรมก็จะ
พดั มาใหฟ้ ้ ื นมารบั โทษต่อจนกวา่ จะครบวาระ ๕๐๐ปี นรก โดยที่ ๑ วนั ๑ คืนในสญั ชีวนรก เทียบเท่า ๙
ลา้ นปี มนุษย์

(๒) นรกบ่าว จะลอ้ มรอบมหานรก ๔ ดา้ น ดา้ นละ ๔ ขุม รวมแลว้ มหานรก ๑ ขุม จะมี
นรกบ่าวลอ้ มรอบอยู่ ๑๖ ขุม รวมจานวนนรกบ่าวท้ังหมดจึงได้ ๑๒๘ ขุม เป็ นโลกของผูท้ ี่ทาบาป(หรือ
เหลือเศษบาป)อยูน่ อ้ ย น้อยเกินกวา่ ที่จะไปเกิดในมหานรก แตม่ ากเกนิ กวา่ ท่ีจะเกิดในภูมิท่ีสูงกวา่ เป็ น
ขมุ ท่ีมีความทุกขท์ รมานน้อยกวา่ มหานรก แต่ก็ยงั ห่างไกลความสุขอยูอ่ ยา่ งยง่ิ ยวด

(๓) ยมโลกนรก จะลอ้ มรอบมหานรก ๔ ดา้ น ดา้ นละ ๑๐ ขุม รวมแลว้ มหานรก ๑ ขุม
จะมียมโลกนรกลอ้ มรอบ ๔๐ขุม รวมจานวนยมโลกนรกท้งั หมดได้ ๓๒๐ ขุม เป็ นโลกของผูท้ ่ีมีเศษบาป
เหลือน้อยเกินกว่าท่ีจะไปเกิดในนรกบ่าว แต่ก็มากเกินกว่าท่ีจะไปเกิดในภูมิท่ีสูงกว่าน้ ี การลงโทษเบา
กวา่ นรกบ่าว แตก่ ็ยงั หา่ งไกลความสุขอยา่ งยง่ิ ยวดเช่นกนั ยมบาล หรอื นายนิรยบาล หรือผูด้ ูแลนรกเฝ้า
ประตูนรกไว้ มีพระยายมราชเป็ นผูท้ รงธรรมเที่ยงตรงเป็ นใหญ่เหนือยมบาลท้งั หลาย หน้าที่ของพระยา
ยมราชคือสอบสวนบญุ บาปของมนุษยท์ ่ีตายไป หากทาบุญก็จะไดข้ ้ นึ สวรรคท์ าบาปก็จะตกนรก

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๑.๒) เปรตวิสยั ภมู ิ
เปรตเป็ นผีเลวชนิดหนึ่ง ในไตรภูมิบรรยายรูปร่างของเปรตไวว้ ่า เปรตบางชนิดมีตวั ใหญ่ ปาก
เท่ารูเข็ม เปรตบางชนิดก็ตวั ผอมไม่มีเน้ ือหนังมงั สา ตาลึกกลวง และรอ้ งไหต้ ลอดเวลา แต่ก็มีเปรตบาง
ชนิดที่ตัวงามเป็ นทอง แต่ปากเป็ นหมูและเหม็นมาก มนุษยท์ ี่ทาบาปกบั บุพการี เช่น ด่าทอบุพการีและ
ทุบตีบพุ การจี ะเกดิ เป็ นเปรต สรุปรวมๆแลว้ ก็คือเม่ือตอนเป็ นคนแลว้ ทาบาปอย่างใดเม่อื ตายไปกจ็ ะเป็ น
เปรตตามที่ทาบาปไว้ เปรตน้ันมีโอกาสดีกว่าสัตว์นรก เน่ืองจากสามารถออกมาขอบุญกุศลจากการ
ทาบุญของมนุษยไ์ ด้

๑.๓) อสรุ กายภมู ิ
อสูร แปลตรงตัวว่า ผูไ้ ม่ใช่สุระหรือไม่ใช่พวกเทวดาที่มีพระอินทร์เป็ นหวั หน้า เดิมพวกอสูรมี
เมืองอยู่บนเขาพระสุเมรุหรือสวรรคช์ ้นั ดาวดึงสน์ ัน่ เอง ภายหลงั พวกเทวดาคิดอุบายมอมเหลา้ พวกอสูร
เมาจนไม่ไดส้ ติ แลว้ พวกเทวดาก็ช่วยกนั ถีบอสูรใหต้ กเขาพระสุเมรุดิ่งจมลงใตด้ ิน เมื่ออสูรสร่างเมาได้
สติแลว้ ก็สานึกตวั ไดว้ า่ เป็ นเพราะกินเหลา้ มากจนเมามายจึงตอ้ งเสียบา้ นเมืองใหก้ บั พวกเทวดาจึงเลิก
กนิ เหลา้ แลว้ ไปสรา้ งเมอื งใหม่ใตบ้ าดาลเรยี กวา่ อสรู ภพ

๑.๔) ตริ จั ฉานภมู ิ
โลกแห่งสัตวเ์ ดียรัจฉานน้ ี เห็นไดง้ ่าย กว่าโลกนรกโลกเปรตอสุรกาย และสัตวท์ ้ังหลายท่ีไป
อุบตั ิเกิดในภูมิน้ ี ยอ่ มพอจะมีความชื่นชมยินดีอยูบ่ า้ ง ไม่ตอ้ งเสวยทุกขเวทนาจนหน้าดาครา่ เครียดอยู่
ตลอด เวลาเหมอื นสตั วน์ รกและเปรตอสุรกาย โดยเหตุที่มี อกุศลเบาบาง แมเ้ ขาจะประสบความลาบาก
ยากแคน้ ประการใดก็ดี ก็ยงั มีเหตุท่ีจะใหช้ ่ืนชมยินดีอยู่ ๓ ประการคือ ๑. การกิน ๒. การนอน ๓. การ
สบื พนั ธุ์

๑.๕) มนุสสภูมิ
กล่าวถึงกล่าวถึงกาเนิดของมนุษยไ์ วอ้ ย่างละเอียดเป็ นข้ันตอน ต้ังแต่เร่ิมปฏิสนธิจนกระทัง่
คลอดจากครรภ์มารดา กุมารผูม้ าจากนรกเมื่อคลอดออกมาจะส่งเสียงรอ้ งไห้ ส่วนผูท้ ี่มาจากสวรรค์
เมื่อคลอดออกมาจะหวั เราะ กุมารท่ีเพิ่งคลอดจะไม่สามารถจาส่งิ จดจาส่ิงต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้ ยกเวน้ ผูท้ ่ี
เป็ นปัจเจกพทุ ธเจา้ และผูท้ ่ีเป็ นอรหนั ตาขณี าสพ
กาเนิดของมนุษย์เป็ นสิ่งท่ียากลาบาก ดังน้ันเมื่อมีโอกาสได้ถือกาเนิดอกมาและอยู่รอด
ปลอดภยั แลว้ ก็ควรกระทาความดี เพื่อใหก้ ุศลผลแห่งการทาความดีน้ันติดตวั ส่งใหไ้ ดไ้ ปเกิดในชาติภพ
ที่ดีหรอื บรรลุนิพพาน
มนุสสภูมิ คือท่ีเกิดของมนุษย์น้ัน มี ๔ ทวีป คือ ๑. ปุพพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวนั ออกของ
ภูเขาสิเนรุ ๒. อมรโคยานทวีป อยูท่ างทิศตะวนั ตกของภูเขาสิเนรุ ๓. ชมพูทวีป(คือโลกน้ ี) อยูท่ างทิศใต้
ของภเู ขาสเิ นรุ ๔. อตุ ตรกุรุทวปี อยทู่ างทิศเหนือของภเู ขาสิเนรุ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๑.๖) จาตมุ หาราชิกา
แดนเป็ นท่ีอยู่ของทา้ วมหาราชท้งั ส่ี หรอื อาณาจกั รของทา้ วมหาราช ๔ องค์ กล่าวคือ สวรรคช์ ้นั
น้ ีเป็ นดินแดนท่ีจอมเทพ ๔ องคผ์ ูร้ กั ษาคุม้ ครองโลกใน ๔ ทิศ ซ่ึงเรียกวา่ ทา้ วโลกบาล ทา้ วจตุโลกบาล
หรือ ทา้ วจาตุมหาราช จาตุมหาราชแตล่ ะองคไ์ ดแ้ ก่ ทา้ วกุเวร รกั ษาโลกดา้ นทิศเหนือ ทาหน้าท่ีปกครอง
ยกั ษ์ ทา้ วกุเวรมีชือ่ เรยี กอีกชื่อหนึ่งวา่ ทา้ วเวสวณั หรอื ทา้ วเวสสุวรรณ ทา้ ววริ ุฬหก รกั ษาโลกดา้ นทิศใต้
ทาหน้าท่ีปกครองกุมภัณฑ์ ทา้ ววิรูปักษ์ รกั ษาโลกดา้ นทิศตะวนั ตก ทาหน้าที่ปกครองพญานาค ทา้ ว
ธตรฐ รกั ษาโลกดา้ นทิศตะวนั ออก ทาหน้าท่ีปกครองคนธรรพ์

๑.๗) ดาวดึงส์
เมืองบนสวรรค์ช้ันดาวดึงส์เป็ นเมืองใหญ่ที่สรา้ งอย่างงดงามดว้ ยทองและแกว้ ๗ ประการ มี
เสียงดนตรีบรรเลงอยู่อย่างไพเราะ กลางเมืองดาวดึงส์มีปราสาทใหญ่ที่งดงามเป็ นท่ีประทับของพระ
อินทรบ์ นสวรรคช์ น้ั น้ ีมอี ุทยานที่งดงามมากอยู่ ๔ แห่ง คือ
นันทวนุทยาน หรอื สวนนันทวนั (สวนท่ีรื่นรมย)์ ต้งั อยูท่ างทิศตะวนั ออกของสวรรคช์ น้ั ดาวดึงส์
ในสวนดา้ นที่ใกลก้ บั ตวั เมืองมีสระใหญ่ ๒ สระ สระหนึ่งมีชื่อว่า สระนันทาโบกขรณี อีกสระหน่ึงมีชื่อว่า
จุลนันทาโบกขรณี มีแผ่นศิลา ๒ แผ่น แผ่นหนึ่งมชี อื่ วา่ นันทาปรถิ ิปาสาณ อกี แผ่นหน่ึงมชี ่ือวา่ จุลนันทา
ปริถิปาสาณ เป็ นศิลาท่ีมีรศั มีเรอื งรอง เมื่อจบั ดูจะรสู้ กึ วา่ นิ่มเหมือนขนสตั ว์
ผรุสกวนั หรอื สวนปารุสกวนั (ป่ าล้ ินจ่ี) ต้งั อยูท่ างทิศตะวนั ใตข้ องสวรรคช์ ้นั ดาวดึงส์ ในอุทยาน
น้ ีดา้ นใกลต้ ัวเมือง มีสระใหญ่ ๒ สระ สระหนึ่งมีช่ือว่า ภัทราโบกขรณี อีกสระหน่ึงมีช่ือว่า สุภัทรา
โบกขรณี มีกอ้ นแกว้ ใส ๒ กอ้ น กอ้ นหนึ่งมีช่ือว่า ภทั ราปริถิปาสาณ อีกกอ้ นหน่ึงมีช่ือว่า สุภทั ราปริถิ
ปาสาณ เป็ นแกว้ เกล้ ียงและออ่ นนุ่ม
จิตรลดาวัน หรือ สวนจิตรลดา (ป่ ามีเถาวัลยห์ ลากสีสวยงาม) ต้ังอยู่ทางทิศตะวนั ตกกของ
สวรรค์ช้ันดาวดึงส์ สระในอุทยานน้ ีมีชื่อว่า จิตรโบกขรณี และจุลจิตรโบกขรณี ส่วนแผ่นศิลาแกว้ ใน
อทุ ยานน้ ีแผ่นหนึ่งมีชือ่ วา่ จติ รปาสาณ อกี แผ่นหนึ่งมีช่อื วา่ จลุ จติ รปาสาณ
สกั กวนั หรือ สวนมิสกวนั (ป่ าไมร้ ะคน) ต้ังอยู่ทางทิศตะวนั เหนือของสวรรคช์ ้นั ดาวดึงส์ สระ
ใหญ่ในอุทยานน้ ีมีชื่อว่า ธรรมาโบกขรณี และสุธรรมาโบกขรณี ส่วนแผ่นศิลาแกว้ มีช่ือว่า ธรรมาปริถิ
ปาสาณ และสุธรรมาปิ ริถิปาสาณ

๑.๘) ยามา
สวรรคช์ ้นั ยามา วา่ เป็ นสวรรคช์ ้นั ท่ี ๓ อยูส่ ูงกว่าดาวดึงส์ แต่ตา่ กว่าดุสิต มีทา้ วสุยามะเป็ นจอม
เทพ ไตรภูมิพระร่วงระบุว่าสวรรค์ช้ันยามาอยู่สูงกว่าดาวดึงส์ไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ เทวดาในช้ันน้ ีมี
ปราสาทแกว้ ปราสาททอง ลอ้ มรอบดว้ ยกาแพงแกว้ มีสวน สระบวั สวยงาม เทวดามีกายสูง ๘,๐๐๐ วา
เนื่องจากสวรรคช์ ้นั น้ ีอยู่สูงมาก แสงอาทิตยจ์ ึงส่องมาไม่ถึง แต่สวรรคช์ ้นั น้ ีก็ไม่เคยมืดเพราะมีรสั มีจาก
กายของเทวดาส่องใหท้ ้ังภูมิน้ ีสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา เม่ือจะกาหนดวันคืน เทวดาในช้ันน้ ีจะดูจาก
ดอกไมท้ ิพย์ หากดอกไมบ้ านแสดงวา่ เป็ นเวลารุ่งเชา้ หากดอกไมห้ ุบเป็ นเวลากลางคนื

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๑.๙) ดุสติ
สวรรค์ช้นั ดุสิต ว่าเป็ นสวรรค์ช้นั ที่ ๔ อยู่สูงกว่ายามา แต่ตา่ กว่านิมมานรดี มีทา้ วสนั ดุสิตเป็ น
จอมเทพ ไตรภูมิพระร่วงระบุว่าสวรรค์ช้ันน้ ีอยู่สูงกว่าช้ันยามาไป ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ มีปราสาทแกว้
ปราสาททอง ลอ้ มรอบดว้ ยกาแพงแกว้ มสี วน สระบวั สวยงามย่งิ กวา่ สวรรคช์ ้นั ที่อยูต่ า่ กว่า เป็ นท่ีประทบั
ของพระโพธิสตั วท์ ้งั หลายและวา่ ท่ีพระอคั รสาวก ในปัจจุบนั พระศรีอริยเมตไตรยและว่าท่ีพระอคั รสาวก
ของพระองคจ์ งึ ประทบั อยู่ ณ ภูมิน้ ี

๑.๑๐) นิมมานนรดี
สวรรคช์ ้นั นิมมานรดี ว่าเป็ นสวรรคช์ ้นั ที่ ๕ อยูส่ ูงกวา่ ช้นั ดุสิต แต่ตา่ กว่าช้นั ปรนิมมิตวสวตั ดี มี
ทา้ วสุนิมมิตเป็ นจอมเทพ ไตรภูมิพระร่วงระบุว่าสวรรคช์ ้ันน้ ีอยู่สูงกว่าช้ันดุสิตไป ๓๓๖,๐๐๐ โยชน์ มี
วิมานทอง กาแพงแกว้ กาแพงทองลอ้ มรอบ แผ่นดินเป็ นทองราบเรียบเสมอกนั โดยตลอด เทวดาในช้นั
น้ ีปรารถนายินดีในสิ่งใดก็สามารถเนรมิตข้ ึนมาได้เองตามปรารถนาทุกประการ จึงได้ชื่อว่า
"นิมมานรดี" (ยินดีในการเนรมิต)

๑.๑๑) ปรนิมมิตวสวตั ดี
สวรรคช์ ้นั ปรนิมมิตวสวตั ดี ว่าเป็ นสวรรคช์ ้นั ที่ ๖ อยู่สูงกว่านิมมานรดี แต่ตา่ กว่าพรหมภูมิ มี
ทา้ ววสวตั ดีเป็ นจอมเทพเพียงพระองคเ์ ดียว ไตรภูมิพระร่วงระบุว่าสวรรคช์ ้นั น้ ีอยู่สูงกว่านิมมานรดีไป
๖๗๒,๐๐๐ โยชน์ และระบุต่างจากพระไตรปิ ฎกว่าสวรรค์ช้นั น้ ีมีจอมเทพสององค์คือ ทา้ วปรนิมมิตว
สวตั ดีเทวราชและพญามาราธิราช หากวา่ เทวดาในสวรรคช์ น้ั น้ ีปรารถนาส่ิงใดก็ไม่ตอ้ งเนรมิตข้ นึ เอง แต่
จะมเี ทวดาองคอ์ นื่ มาเนรมิตให้ จงึ ไดช้ ื่อวา่ "ปรนิมมติ " (ผอู้ ่ืนเนรมติ )

๒) รูปภมู ิ ๑๖
รูปพรหม หรือ รูปาวจรภูมิ คือ ช้นั ท่ีพระพรหมผูว้ ิเศษมีรูป หากแต่เป็ นรูปทิพย์ มนุษยธ์ รรมดา

ไม่สามารถ มองเหน็ ได้ จกั เห็นไดก้ ็โดยทิพยวิสยั เท่าน้ัน ประกอบดว้ ยวมิ าน ๑๖ ชน้ั
ช้ันที่ ๑ - ช้ันที่ ๓ รวมเรียกว่า ปฐมฌานภูมิ ดว้ ยพระพรหมในช้นั น้ ีบรรลุดว้ ยปฐมฌาน ท้ัง

สามช้นั น้ ี ความจรงิ ต้งั อยู่ ณ พ้ นื ที่ระดบั เดียวกนั แต่แยกสถานท่ีเป็ น ๓ เขต ดงั น้ ี
๒.๑) พรหมปารสิ ชั ชาภมู ิ
ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูเ้ ป็ นบริวารแห่งทา้ วมหาพรหม พรหมโลกช้นั ที่ ๑ พรหมปาริสัชชาภูมิ

เป็ นพรหมโลกช้ันแรก เป็ นพรหมช้ันล่างสุด ต้ังอยู่เบ้ ืองบนสูงกว่าปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์ข้ ึนไปถึง ๕
ลา้ น ๕ แสน ๘ พันโยชน์ คือไกลจากมนุษยโลกจนไม่สามารถนับได้ ซึ่งหากเอากอ้ นศิลาขนาดเท่า
ปราสาทเหล็ก (โลหปราสาท) ท้ ิงลงมาจากชน้ั น้ ี ยงั ใชเ้ วลาถึง ๔ เดือนจงึ จะตกถึงแผ่นดิน พระพรหมใน
ที่น้ ีมีคุณวเิ ศษ โดยเคยเจรญิ สมถกรรมฐานจนไดบ้ รรลุ ปฐมฌาน ข้นั ปรติ ตะ คอื ข้นั สามญั มาแลว้ ท้ังส้ ิน
เสวยปณีตสุขอยู่ มีความเป็ นอยู่อย่างแสนจะสุขนักหนา ตราบจนหมด พรหมายุขยั มีอายุแห่งพรหม
ประมาณส่วนท่ี ๓ แห่งมหากปั (๑ ใน ๓ แหง่ มหากปั )

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๐

๒.๒) พรหมปุโรหติ าภูมิ
ที่สถิตแหง่ พระพรหมผูเ้ ป็ นปุโรหติ (อาจารยใ์ หญ่) ของทา้ วมหาพรหม พรหมโลกช้นั ท่ี ๒ พรหม
ปุโรหิตาภูมิ เป็ นท่ีอยู่ของพระพรหมผูท้ รงฐานะประเสริฐ คือเป็ นปุโรหิตของท่านมหาพรหม ความ
เป็ นอยูท่ ุกอยา่ งล้าเลิศวิเศษกว่าพรหมโลกช้นั แรก รศั มีก็รุ่งเรืองกว่า รูปทรงร่างกายใหญ่กว่า สวยงาม
กวา่ พรหมทุกท่านลว้ นมีคุณวิเศษ ไดเ้ คยเจริญสมถกรรมฐานจนได้ บรรลุ ปฐมฌาน ข้นั มชั ฌิมะ คือข้นั
ปานกลาง มาแลว้ ท้งั ส้ นิ มีอายุแหง่ พรหมประมาณครึง่ มหากปั
๒.๓) มหาพรหมาภมู ิ
ที่สถิตแห่งพระพรหมผูย้ ่ิงใหญ่ พรหมโลกช้นั ท่ี ๓ มหาพรหมาภูมิ ที่อยู่แห่งท่านพระพรหม ผู้
ย่ิงใหญ่ท้งั หลาย มีความเป็ นอยู่และรูปกายประเสริฐยิ่งข้ ึนไปอีก ไดเ้ คยเจริญสมถกรรมฐานจนไดบ้ รรลุ
ปฐมฌานขน้ั ปณีตะคือขน้ั สูงสุดมาแลว้ ท้งั ส้ นิ มีอายุแห่งพรหมประมาณ ๑ มหากปั

ช้นั ท่ี ๔ - ช้นั ท่ี ๖ รวมเรียกว่า ทุตยิ ฌานภูมิ ดว้ ยเหลา่ พระพรหมในช้นั น้ ีบรรลุดว้ ยทุติยฌาน
ท้งั สามช้นั น้ ี ความจรงิ ต้งั อยู่ ณ พ้ นื ที่ระดบั เดียวกนั แต่แยกสถานที่เป็ น ๓ เขต ดงั น้ ี

๒.๔) ปริตรตาภาภมู ิ
ที่สถิตแห่งพระพรหมผูม้ รี ศั มีน้อยกว่าช้นั พรหมท่ีสูงกวา่ ตน พรหมโลกชน้ั ที่ ๔ ปริตรตาภาภมู ิ ท่ี
อยขู่ องพระพรหมท้งั หลายผูม้ ีรศั มีน้อยกวา่ พระพรหมท่ีมศี กั ด์ิสูงกวา่ ตน ไดเ้ จริญภาวนากรรมบาเพ็ญสม
ถกรรมฐานจนไดบ้ รรลุทุติยฌาน ขน้ั ปรติ ตะ คอื ขน้ั สามญั มาแลว้ มีอายแุ หง่ พรหมประมาณ ๒ มหากปั
๒.๕) อปั ปมาณาภาภูมิ
ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูม้ ีรศั มีรุ่งเรืองหาประมาณมิได้ พรหมโลกช้นั ท่ี ๕ อปั ปมาณาภาภูมิ ท่ีอยู่
ของพระพรหม ผูม้ รี ศั มรี ุง่ เรืองมากมายหาประมาณมิได้ เคยเจริญภาวนาการบาเพ็ญสมถกรรมฐาน จน
ไดบ้ รรลุ ทุติยฌาน ขน้ั มชั ฌมิ ะ คือข้นั ปานกลางมาแลว้ มีอายแุ หง่ พรหมประมาณ ๔ มหากปั
๒.๖) อาภสั ราภมู ิ
ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูม้ ีรัศมีเป็ นประกายรุ่งเรือง พรหมโลกช้ันท่ี ๖ อาภัสสราภูมิ เคยเจริญ
ภาวนากรรมบาเพ็ญ สมถกรรมฐานจนไดบ้ รรลุ ทุติยฌาน ข้นั ปณีตะ คือ ประณีตสูงสุดมาแลว้ มีอายุ
แห่งพรหมประมาณ ๘ มหากปั

ช้นั ที่ ๗ - ช้นั ท่ี ๙ รวมเรียกวา่ ตติยฌานภมู ิ ดว้ ยเหล่าพระพรหมในช้นั น้ ีบรรลุดว้ ยตติยฌาน
ท้งั สามชน้ั น้ ี ความจรงิ ต้งั อยู่ ณ พ้ นื ที่ระดบั เดียวกนั แต่แยกสถานที่เป็ น ๓ เขต ดงั น้ ี

๒.๗) ปรติ ตสภุ าภมู ิ
ที่สถิตแห่งพระพรหมผูม้ ีรัศมีสง่างามน้อยกว่าช้นั พรหมท่ีสูงกว่าตน พรหมโลกช้นั ที่ ๗ ปริตต
สุภาภมู ิ ท่ีอยขู่ องพระพรหม ผูม้ คี วามสงา่ สวยงามแหง่ รศั มเี ป็ นส่วนน้อย คอื น้อยกวา่ พระพรหมในพรหม
โลกที่สูงกวา่ ตนนัน่ เอง ไดเ้ คยเจรญิ ภาวนากรรม บาเพญ็ สมถกรรมฐานจนไดบ้ รรลุตติยฌาน ขน้ั ปริตตะ
คือข้นั สามญั มาแลว้ ท้งั ส้ นิ มีอายุแหง่ พรหมประมาณ ๑๖ มหากปั

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๑

๒.๘) อปั ปมาณสุภาภูมิ
ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูร้ ศั มีสง่างามหาประมาณมิได้ พรหมโลกช้นั ที่ ๘ อปั ปมาณสุภาภูมิ ที่อยู่
ของพระพรหม ท้งั หลาย ผูม้ ีความสง่าสวยงามแห่งรศั มีมากมายไม่มี ประมาณ สง่าสวยงามแห่งรศั มีซึ่ง
ซ่านออกจากกายตัว มากมายสุดประมาณไดเ้ คยเจริญภาวนากรรมบาเพ็ญสมถกรรมฐาน จนไดบ้ รรลุ
ตติยฌาน ข้นั มชั ฌิมะ คือข้นั ปานกลางมาแลว้ ท้งั ส้ ิน มอี ายุแหง่ พรหมประมาณ ๓๒ มหากปั
๒.๙) สุภกิณหาภูมิ
ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูม้ ีรศั มีสง่างามสุกปลงั่ ทวั่ สรรพางคก์ าย พรหมโลกช้นั ท่ี ๙ สุภกิณหาภูมิ
ท่ีอยู่ของพระพรหม ผูม้ ีความสง่าสวยงามแห่งรัศมี ท่ีออกสลับ ปะปนกันอยู่เสมอเป็ นนิตย์ ทรงรัศมี
นานาพรรณ เป็ นที่น่าเพ่งพิศทัศนาไดเ้ คยเจริญภาวนากรรมบาเพ็ญสมถกรรมฐาน จนไดบ้ รรลุ ตติย
ฌาน ขน้ั ปณีตะ คอื ขน้ั ประณีตสูงสุดมาแลว้ ท้งั ส้ นิ มอี ายแุ หง่ พรหมประมาณ ๖๔ มหากปั

ช้นั ท่ี ๑๐ - ช้นั ที่ ๑๖ รวมเรยี กว่า จตตุ ถฌานภูมิ ดว้ ยเหลา่ พระพรหมในชน้ั น้ ีบรรลุดว้ ยจตุตถ
ฌาน ช้นั ที่ ๑๐-๑๑ ต้งั อยู่ ณ พ้ นื ที่ระดบั เดียวกนั แตแ่ ยกสถานที่กนั อยู่ และมีระยะห่างไกลกนั มาก ดงั น้ ี

๒.๑๐) เวหปั ผลาภมู ิ
ที่สถิตแห่งพระพรหมผูไ้ ดร้ บั ผลแห่งฌานอนั ไพบูลย์ พรหมโลกช้นั ที่ ๑๐ เวหปั ผลาภูมิ เป็ นที่อยู่
ของพระพรหม ท้งั หลาย ผูไ้ ดร้ บั ผลแหง่ ฌานกุศลอยา่ งไพบลู ย์ มอี ายแุ ห่งพรหมประมาณ ๕๐๐ มหากปั
อนึ่งผลแห่งฌานกุศล ที่ส่งใหไ้ ปอุบตั ิเกิดในพรหมโลก ๙ ช้นั แรกน้ัน ไม่เรียกว่า มีผลไพบูลย์
เต็มที่ ท้งั น้ ีก็โดยมี เหตุผลตามสภาวธรรมท่ีเป็ นจริง ดงั ต่อไปน้ ี ๑) เม่ือคราวโลกถูกทาลายดว้ ยไฟน้ัน
พรหมภูมิ ๓ ช้นั แรก ก็ถูกทาลายไปดว้ ย ๒) เม่ือคราวโลกถูกทาลายดว้ ยน้าน้ัน พรหมภูมิ ๖ ช้นั แรก ก็
ถูกทาลายไปดว้ ย ๓) เม่ือคราวโลกถูกทาลายดว้ ยลมน้ัน พรหมภูมิท้ัง ๙ ช้นั แรก ก็ถูกทาลายไปไม่มี
เหลือเลย
๒.๑๑) อสญั ญสี ตั ตาภมู ิ
ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูห้ าสญั ญามิได้ (คือมีแต่รูป) พรหมโลกช้นั ท่ี ๑๑ อสญั ญีสตั ตาภูมิ เป็ นที่
อยูข่ องพระพรหมผูอ้ ุบตั ิเกิดดว้ ยอานาจแห่งสญั ญาวิราคภาวนา เสวยสุขอนั ประณีตนักหนา เคยเจริญ
ภาวนากรรมบาเพ็ญสมถกรรมฐาน จนไดส้ าเร็จจตุตถฌาน อันเป็ นรูปฌานข้ันสูงสุดสถิตย์อยู่ใน
ปราสาท แกว้ วิมานอันมโหฬารกวา้ งขวาง มีบุปผชาติประดับประดาเรียบ ไม่รูแ้ หง้ เห่ียว มีหน้าตาสวย
สง่าอุปมาดังรูปพระปฏิมากรพุทธรูปทองคาขดั สี แต่มีอิริยาบถไม่เหมือนกนั บางองคน์ ัง่ บางองคน์ อน
บางองคย์ ืน มีอิริยาบถใดก็ เป็ นอย่างน้ันตลอดไป ไม่เคล่ือนไหว จกั ษุท้ังสองก็มิไดก้ ะพริบเลย สถิตย์
เสวยสุขเป็ นประดุจรปู ป้ัน อยอู่ ยา่ งน้ันชวั่ กาล มีอายแุ ห่งพรหมประมาณ ๕๐๐ มหากปั

หากแตเ่ ฉพาะเหล่าพระพรหมในช้นั ที่ ๑๒ – ๑๖ รวมเรยี กวา่ ปัญจสทุ ธาวาส หรอื สุทธาวาส
ภูมิ อันเป็ นช้นั ท่ีเหล่าพระพรหมในช้นั น้ ี ตอ้ งเป็ นพระพรหมอริยบุคคลในพุทธศาสนา ระดับอนาคามี
อริยบุคคล เท่าน้ัน ต่างจาก ๑๑ ช้นั แรก แมพ้ ระพรหมท้ังหลายจะไดส้ าเร็จฌานวิเศษเพียงใด ก็อุบตั ิใน
สุทธาวาสภมู ิไม่ไดอ้ ย่างเด็ดขาด สุทธาวาสภมู ิน้ ีมีอยู่ ๕ ชน้ั ต้งั อยูท่ ่ามกลางอากาศ และต้งั อยูเ่ ป็ นช้นั ๆ
ข้ นึ ไป ตามลาดบั ภมู ิไม่ต้งั ในระดบั เดียวกนั เช่นช้นั แรกๆที่ผ่านมา

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๒

๒.๑๒) อวิหาสุทธาวาสภมู ิ
ที่สถิตแห่งพระพรหมผูไ้ ม่เส่ือมคลายในสมบตั ิแห่งตน สูงข้ ึนไปจากอสญั ญสี ตั ตาภมู ิประมาณ ๕
ลา้ น ๕ แสน ๘ พนั โยชน์ เป็ นท่ีอยู่อนั บริสุทธ์ิแห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลที่ไม่ละท้ ิงสมบตั ิ เป็ นผู้
มีวาสนาบารมี กิเลสธุลีเหลือติดอยู่ในจิตสนั ดานน้อยมาก ดว้ ยไดเ้ คยเป็ นสาวกแห่งพระพุทธองค์ พบ
พระบวรพุทธศาสนาแลว้ มปี กติเหน็ ภยั ในวฏั สงสาร อุตสาหะจาเรญิ วปิ ัสสนากรรมฐาน จนยงั ตติยมรรค
ให้ เกิดในขันธสันดานไดส้ าเร็จเป็ นพระอนาคามีอริยบุคคลจะสถิตย์อยู่จนอายุครบกาหนด ไม่จุติ
เสียก่อน ต่างจากพระพรหมในสุทธาวาสภูมิท่ีเหลืออยูอ่ ีก ๔ ภูมิ คือพระพรหมในอีก ๔ สุทธาวาสภูมิท่ี
เหลือ ซง่ึ อาจมีการจตุ ิหรอื นิพพานเสียก่อนอายคุ รบกาหนด มอี ายแุ ห่งพรหมประมาณ ๑๐๐๐ มหากปั
๒.๑๓) อตปั ปาสุทธาวาสภมู ิ
ท่ีสถิตแหง่ พระพรหมผูไ้ มเ่ ดือดรอ้ นกบั ใคร สงู ข้ นึ ไปตอ่ จากอวหิ าสุทธาวาสภมู ิข้ นึ ไปอกี ประมาณ
ได้ ๕ ลา้ น ๕ แสน ๘ พนั โยชน์ เป็ นท่ีอยูอ่ นั บริสุทธ์ิแห่งพระพรหมอนาคามี ผูล้ ะซึ่งเป็ นกิเลสอันทาให้
จิตเดือดรอ้ น ท้งั ทางกาย วาจาและใจเลย ยอ่ มเขา้ ฌานสมาบตั ิ หรือผลสมาบตั ิอยู่เสมอ นิวรณธรรมซึ่ง
เป็ นกิเลสอนั ทาให้ จิตเดือดรอ้ นไม่มีโอกาสท่ีจะเกิดข้ ึนไดฉ้ ะน้ันจิตใจของท่านเหล่าน้ันจึงมีแต่สงบเยอื ก
เย็นไดส้ าเร็จเป็ นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะท่ีเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็ นผูม้ ีวิริ
ยินทรีย์ คอื มี วิริยะแก่กลา้ กวา่ อินทรยี อ์ ยา่ งอ่นื มีอายแุ หง่ พรหมประมาณ ๒๐๐๐ มหากปั
๒.๑๔) สุทสั สาสทุ ธาวาสภมู ิ
ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจง้ สูงข้ ึนไปต่อจากอตัปปา
สุทธาวาสภูมิข้ ึนไปอีกประมาณ ได้ ๕ ลา้ น ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เป็ นท่ีอยู่อันบริสุทธ์ิแห่งพระพรหม
อนาคามี ผูม้ ีความแจ่มใส สามารถเห็นสภาวธรรมไดโ้ ดยแจง้ ชดั เพราะบริบูรณ์ ดว้ ยประสาทจกั ษุ ทิพพ
จกั ษุ ธมั มจกั ษุและปัญญาจกั ษุ จึงเห็นสภาวธรรมไดแ้ จ่มใส ชดั เจน ท่านเหล่าน้ ีเคยเป็ นพระสาวกแห่ง
พระพุทธองค์ อุตสาหะจาเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยงั ตติยมรรคใหบ้ งั เกิดในขนั ธสันดาน ได้
สาเรจ็ เป็ นพระอนาคามีอริยบคุ คลและในขณะท่ีเจรญิ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏวา่ เป็ นผูม้ สี ตินทรีย์ คือ
มี สติแกก่ ลา้ กวา่ อินทรยี อ์ ยา่ งอืน่ มอี ายุแห่งพรหมประมาณ ๔๐๐๐ มหากปั
๒.๑๕) สุทสั สสี ุทธาวาสภมู ิ
ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูม้ ีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจง้ ยิ่ง สูงข้ ึนไปต่อจากสุทัสสา
สุทธาวาสภูมิข้ ึนไปอีกประมาณ ได้ ๕ ลา้ น ๕ แสน ๘ พนั โยชน์ เป็ นที่อยู่อันบริสุทธ์ิแห่งพระพรหม
อนาคามี ผูม้ ีความเห็นอยา่ งแจ่มใสมากกว่า มีประสาทจกั ษุ ทิพพจกั ษุ ปัญญาจกั ษุ ท้งั ๓ น้ ีมีกาลงั แก่
กลา้ กวา่ พระพรหมในสุทสั สาสุทธาวาสภูมิ ทาใหท้ ่านมีความเห็นในสภาวธรรมไดช้ ดั เจนแจม่ ใสยงิ่ ทา่ น
เหล่าน้ ีเคยเป็ นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจาเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยงั ตติยมรรค
ใหบ้ งั เกิดในขนั ธสันดานไดส้ าเร็จเป็ นพระอนาคามีอริยบุคคล และในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ปรากฏวา่ เป็ นผูม้ สี มาธินทรยี ์ คอื มสี มาธิแก่กลา้ กวา่ อินทรียอ์ ่นื อายแุ หง่ พรหมประมาณ ๘๐๐๐ มหากปั
๒.๑๖) อกนิฏฐสุทธาวาสภมู ิ
ที่สถิตแห่งพระพรหมผูท้ รงคุณพิเศษไม่มีใครเป็ นรอง สูงข้ ึนไปต่อจากสุทสั สีสุทธาวาสภูมิข้ ึนไป
อีกประมาณ ได้ ๕ ลา้ น ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เป็ นท่ีอยู่อันบริสุทธ์ิแห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคล
ท้งั หลาย ผูม้ ีวาสนาบารมี มีกิเลสธุลีเหลือติดอยูน่ ้อยนักหนาโดยท่านเหล่าน้ ีเคยเป็ นพระสาวกแหง่ พระ
พทุ ธองค์ อตุ สาหะจาเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยงั ตติยมรรคใหบ้ งั เกิดในขนั ธสนั ดาน ไดส้ าเร็จ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๓

เป็ นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็ นผูม้ ีปัญญินทรีย์ คือมี
ปัญญาแก่กลา้ กวา่ อินทรียอ์ ยา่ งอื่น ฉะน้ัน ทา่ นพระพรหมอนาคามีบคุ คลท่ีอุบตั ิเกดิ ในอกนิฏฐพรหมโลก
น้ ี จึงมีคุณสมบตั ิวิเศษย่ิงกวา่ บรรดาพระพรหมท้งั ส้ ินในพรหมโลกท้งั หลายรวมท้งั สุทธาวาสพรหมท้งั ส่ี
ท่ีกล่าวมาแลว้ มีอายุแห่งพรหมประมาณ ๑๖๐๐๐ มหากปั

พรหมโลกน้ ี มีพระเจดียเ์ จา้ องคส์ าคญั ซึ่งเป็ นสญั ลกั ษณ์แสดงวา่ เป็ นพรหมโลกที่เคารพนับถือ
พระบวรพุทธศาสนา องคห์ น่ึงมีนามวา่ ทุสสะเจดีย์ ซ่ึงเป็ นท่ีบรรจุผา้ ขาวของพระพุทธเจา้ เม่ือคร้งั เสด็จ
ออกผนวช โดยพระพรหมท้งั หลายไดน้ าบริขารและไตรจีวรลงมาถวาย และพระองคไ์ ดถ้ อดผา้ ขาวท่ีทรง
อยู่ย่ืนให้ พระพรหมจึงรับเอาและนามาบรรจุไวย้ ังเจดีย์ท่ีนฤมิตข้ ึนน้ ี และเป็ นท่ีสักการบูชาของพระ
พรหมท้งั หลายในปัจจุบนั

พระพรหมอนาคามที ้งั หลายในสุทธาวาสพรหมแรกท้งั ๔ หากยงั มิไดส้ าเร็จเป็ นพระอรหนั ตแ์ ละ
ละสงั ขารเขา้ สู่นิพพาน พอส้ ินพรหมายุขยั ก็ตอ้ งจุติจากสุทธาวาสพรหมภูมิที่ตนสถิตอยูม่ าอุบตั ิในช้นั ที่
๑๖ น้ ี เพื่อสาเร็จเป็ นพระอรหันต์และดับขันธ์เขา้ สู่ปรินิพพานโดยท้ังส้ ิน จึงอาจกล่าวไดว้ ่า อกนิฏฐ
สุทธาวาสพรหมภูมิน้ ี เป็ นพรหมภมู ทิ ่ีมศี ีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ อยา่ งประเสริฐล้าเลิศย่ิงกวา่ พรหม
โลกช้นั อนื่ ๆ ท้งั หมด

๓) อรูปภูมิ ๔
อรูปพรหม หรือ อรูปาวจรภูมิ สมยั ท่ีโลกยงั ว่างจากพระพุทธศาสนา บรรดาโยคี ฤๅษี ชีไพร

ดาบส ท่ีบาเพ็ญตบะเดชะภาวนา ราพึงวา่ อนั วา่ ตวั ตน กลา่ วคืออตั ภาพร่างกายน้ ีไม่ดีเป็ นนักหนา กอปร
ไปดว้ ย ทุกขโ์ ทษหาประมาณมิได้ ควรที่ตจู ะปรารถนากระทาตวั ใหห้ ายไปเสียเถิด แลว้ ก็เกิดความพอใจ
เป็ นนักหนา ในภาวะท่ีไม่มีตัวตนไม่มีรูปกาย ปรารถนาอยูแ่ ต่ในความไม่มีรูป พรหมในช้นั น้ ีไม่มีรูปร่าง
มีแต่จิตเจตสิก เพราะเห็นว่าหากมีร่างกายอยู่น้ันจะมีแต่โทษ อาจจะไปทารา้ ยซึ่งกันและกันได้ จึง
บรกิ รรมดว้ ยความวา่ งเปลา่ ยดึ เอาอากาศซึง่ เป็ นความวา่ งเปล่าเป็ นอารมณ์

๓.๑) อากาสานัญจายตนภูมิ
ช้นั ที่ทรงอากาศไม่มีที่ส้ ินสุด ที่สถิตแห่งพระพรหมผูไ้ ดย้ ึดเอา อากาศ เป็ นอารมณ์ เป็ นท่ีต้งั อยู่
แห่งพระพรหม ผู้เกิดจากฌานท่ีอาศัยอากาสบัญญัติ ไม่มีท่ีสุดเป็ นอารมณ์ ต้ังอยู่พน้ จากอกนิฏฐ
สุทธาวาสพรหมโลกไปอีก ๕ ลา้ น ๕ แสน ๘ พนั โยชน์ มอี ายุแหง่ พรหมประมาณ ๒๐๐๐๐ มหากปั
๓.๒) วิญญาณญั จายตนภมู ิ
ช้ันที่ทรงภาวะวิญญาณไม่มีท่ีส้ ินสุด ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูไ้ ดย้ ึด วิญญาณ เป็ นอารมณ์ พน้ จากอา
กาสานัญจายตนภูมิข้ ึนไปอีก ๕ ลา้ น ๕ แสน ๘ พันโยชน์ วิญญาณัญจายตนภูมิ เป็ นท่ีอยู่ แห่งพระ
พรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานท่ีอาศัย วิญญาณบัญญัติ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิ สนธิดว้ ย
วิญญาณญั จายตนวิบากจิต มอี ายแุ ห่งพรหมประมาณ ๔๐๐๐๐ มหากปั
๓.๓) อากิญจญั ญายตนภมู ิ
ช้นั ที่ทรงภาวะไม่มีอะไรเลย ที่สถิตแห่งพระพรหมผูไ้ ดย้ ึดเอาความไม่มีอะไรเลย เป็ นอารมณ์
เป็ นท่ีอยแู่ ห่งพระพรหมผูว้ เิ ศษ ผูเ้ กิดจากฌานท่ีอาศยั นัตถิภาวบญั ญตั ิเป็ นอารมณ์ พระพรหมผวู้ ิเศษไม่
มีรูป และปฏิสนธิดว้ ยอากิญจญั ญายตนวิบากจิตพน้ จากวิญญานัญจายตนภูมิข้ ึนไปอีก ๕ ลา้ น ๕ แสน
๘ พนั โยชน์ มอี ายุแหง่ พรหมประมาณ ๖๐๐๐๐ มหากปั

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๔

๓.๔) เนวสญั ญานาสญั ญายตนภูมิ
ช้นั ที่ทรงภาวะท่ีมสี ญั ญาไมป่ รากฏชดั ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผูไ้ ดเ้ ขา้ ถึงภาวะมี สญั ญา ก็ไมใ่ ช่ ไม่
มีสญั ญาก็ไม่ใช่ (ในทัศนะน้ ีแปลวา่ ยงั ไม่หมด ยงั มีอยู่ แต่ไม่มาก ไม่ยึดมนั่ เหมือนปถุชนทวั่ ไป) เป็ นที่
อยู่แห่งพระพรหมผูเ้ กิดจากฌานท่ีอาศัย ความประณีตเป็ นอย่างยิ่ง พระพรหมวิเศษแต่ละองค์ในช้นั
สูงสุดน้ ี ลว้ นแตเ่ ป็ นผูท้ ่ีไดส้ าเรจ็ ยอดแห่งอรูปฌาน คืออรูปฌานที่ ๔ มาแลว้ มีอายุยืนนานเป็ นที่สุดดว้ ย
อานาจแห่ง อรูปฌานกุศลอนั สูงสุดที่ตนไดบ้ าเพญ็ มา เพราะเหตุท่ีตนปฏิสนธิดว้ ยเนวสญั ญานาสญั ญาย
ตนวิบากจิตท้งั อยู่พน้ จากอากิญจญั ญายตนภูมิข้ ึนไปอีก ๕ ลา้ น ๕ แสน ๘ พนั โยชน์ มีอายุแห่งพรหม
ประมาณ ๘๔๐๐๐ มหากปั

ผูท้ ี่เกิดเป็ นอรูปพรหมน้ันไม่มีรูปขันธ์ ๑ มีเพียงนามขนั ธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณ จึงไม่มีอวยั วะร่างกายใด ๆ แต่มีความรูส้ ึกนึกคิดในฝ่ ายนามธรรม มีผูบ้ รรยายว่า สภาวะของ
อรูปภพ มีท้งั ขอ้ ดีกบั ขอ้ เสีย ขอ้ ดีก็คือจะไม่มีอายตนะหา้ ประการคือ ตา หู จมูก ล้ ิน และกายมากระทบ
หรือไม่รบั รูอ้ ะไร มีแต่จิตเจตสิกท่ีรบั อากาศเป็ นอารมณ์รับรู้ ไม่ไดอ้ ยูร่ ่วมกนั เป็ นหมู่แต่อาศยั ปลีกวิเวก
และอยู่เสวยสุขไดน้ านหลายกปั จนนับประมาณไม่ได้ แต่ขอ้ เสียก็คือจะไม่สามารถสื่อสารกบั ใครหรอื พบ
เห็นอะไรเลย นอกจากน้ันจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานไดเ้ ลยตอนท่ียงั เป็ นอรปู พรหมเพราะไม่มี
อายตนะหา้ ประการเป็ นตัวรบั รูใ้ นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แต่มีปรากฏในหลกั ฐานปริยตั ิว่า ผูท้ ี่ได้
ถึงพระนิพพานในลาดับแรก คือ โสดาปัตติผล สามารถเจริญวิปัสสนาต่อในอรูปภพต่อจนถึงความเป็ น
พระอรหนั ตผลได้

นอกจากน้ันเมื่อไดส้ ้ ินกาลอายุขยั ก็จะตอ้ งลงไปเกิดในกามาวจรภมู ิ ตอ้ งเวียนว่ายตายเกิดอยา่ ง
ไม่จบไม่ส้ ินอีกคร้งั ดว้ ยอานาจกิเลส ในอรูปภพน้ ีไม่มีปรากฏในหลกั ฐานทางพระพทุ ธศาสนาฝ่ ายเถรวา
ทวา่ พระพุทธเจา้ พระองคใ์ ดจะเสด็จข้ ึนมาโปรดเหล่าอรูปพรหมที่อรูปาวจรภูมิน้ ีเลย เร่ืองน้ ีมีกล่าวไวใ้ น
พุทธประวตั ิวา่ อสิตดาบสไดท้ านายเจา้ ชายสิทธัตถะกุมารวา่ เม่ือเจริญวยั กจ็ ะเสด็จออกผนวชและตรสั รู้
เป็ นพระพุทธเจา้ ก็ดีใจ แต่ก็คิดไดว้ ่าตัวเองชราภาพมากก็คงไม่ไดม้ ีโอกาสไดอ้ ยู่ดูและฟังธรรมจาก
พระพุทธเจา้ แมจ้ ะละสงั ขารไปเกิดเป็ นอรูปพหรมก็ไม่สามารถฟังธรรมไดเ้ ลยจึงรอ้ งไห้ หรือหลังจาก
พระพทุ ธเจา้ ไดต้ ดั สินพระทยั ว่าจะแสดงธรรมโปรดเวไนยสตั วก์ ท็ รงระลึกถึงอทุ กดาบสและอาฬารดาบส
ผูเ้ คยเป็ นพระอาจารยส์ อนวิชาสมาบตั ิแก่พระพุทธองค์ ท่ีสามารถจะเขา้ ใจฟังธรรมไดแ้ ต่ก็น่าเสียดาย
เพราะดาบสท้งั สองก็ไดล้ ะสงั ขารไปเกิดเป็ นอรูปพรหม พระพุทธองคก์ ็ไม่สามารถไปโปรดดาบสท้งั สอง
ไดเ้ ลย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๕

ภาพ ๒ แผนภมู ิโครงสรา้ งไตรภมู ิ
ทม่ี า : กรมศลิ ปากร. ๒๕๒๖. ไตรภมู ิกถา หรอื ไตรภูมิพระรว่ ง ฉบบั ตรวจสอบชาระใหม.่ พมิ พค์ รง้ั ที่ ๓

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๖

ภาพ ๓ วฏั สงั สารใน ๓๑ ภูมิ ตามไตรภูมิพระรว่ ง

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๗

ภาพ ๔ ภาพลายเสน้ ไตรภมู ิ

ท่ีมา : กรมศลิ ปากร. ๒๕๒๖. ไตรภูมิกถา หรือไตรภมู ิพระรว่ ง ฉบบั ตรวจสอบชาระใหม.่ พิมพค์ ร้งั ที่ ๓

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๘

ภาพ ๕ คาอธบิ ายภาพลายเสน้ ไตรภูมิ
ท่มี า : กรมศลิ ปากร. ๒๕๒๖. ไตรภูมิกถา หรอื ไตรภมู ิพระรว่ ง ฉบบั ตรวจสอบชาระใหม.่ พิมพค์ รง้ั ที่ ๓

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๑๙

ภาพ ๖ เสน้ ทางเดนิ พระอาทิตย์
ทีม่ า : กรมศลิ ปากร. ๒๕๒๖. ไตรภมู ิกถา หรอื ไตรภมู ิพระรว่ ง ฉบบั ตรวจสอบชาระใหม.่ พิมพค์ ร้งั ที่ ๓

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๐

๕. เรอื่ งยอ่ ไตรภมู ิพระร่วง ตอนอตุ ตรกรุ ุทวีป

บุตรที่เกิดมาในไตรภูมแิ บ่งไดเ้ ป็ น ๓ สิ่ง คือ อภิชาตบุตร เป็ นคนเฉลียวฉลาดมรี ูปงามหรือมงั่ มี
ยศยงิ่ กวา่ พอ่ แม่ อนุชาตบตุ ร มีเพียงพอ่ แม่ อวชาติบตุ ร ดอ้ ยกวา่ พอ่ แม่

คนท้งั หลายก็แบ่งเป็ น ๔ ชนิด คือ ผูท้ ี่ทาบาปฆ่าสตั วต์ ดั ชวี ิต และบาปน้ันตามทนั ตอ้ งถูกตดั ตีน
สนิ มือและทุกขโ์ ศกเวทนานักหนา พวกน้ ีเรียกวา่ "คนนรก" ผูห้ าบุญจะกระทาบม่ ิได้ และเมือ่ แต่ก่อนและ
เกิดมาเป็ นคนเข็ญใจยากจนนักหนา อดอยากไม่มีกิน รูปโฉมก็ข้ ีเหร่ พวกน้ ีเรียกวา่ "คนเปรต" คนท่ีไม่
รจู้ กั บาปและบญุ ไมม่ ีความเมตตากรุณา ไม่มีความยาเกรงผูใ้ หญ่ ไมร่ จู้ กั ปฏิบตั ิพ่อแม่ครูอาจารย์ ไม่รกั
พ่ีรกั น้อง กระทาบาปอยูร่ า่ ไป พวกน้ ีท่านเรียกว่า "คนเดรจั ฉาน" คนท่ีรูจ้ กั บาปและบุญ รูก้ ลวั รูล้ ะอาย
แก่บาป รรู้ กั พรี่ กั นอ้ ง รกู้ รุณาคนยากจนเขญ็ ใจ และรจู้ กั ยาเกรงพ่อแมผ่ เู้ ฒ่าผูแ้ ก่ครูอาจารย์ และรจู้ กั คุณ
แกว้ ๓ ประการ คือ พระรตั นตรยั พวกน้ ีท่านเรยี กวา่ "มนุษย"์

คนท้งั ๔ ชนิดน้ ี พวกหน่ึงเกิดและอยู่ในชมพทู วีปมีรูปหน้ากลมดังดุมเกวียน พวกหน่ึงเกิดและ
อยู่ในบูรพเทห์เบ้ ืองตะวนั ออกมีรูปหน้าดังเดือนเพ็ญกลมดังหน้าแว่น พวกหน่ึงเกิดและอยู่ในอุตตรกุรุ
ทวีปฝ่ ายเหนือมีรูปหน้าสี่มุมดังท่านแกลง้ ถากใหเ้ ป็ นส่ีเหลี่ยมกวา้ งและรีเท่ากัน และอีกพวกหน่ึงเกิด
และอยใู่ นอมรโคยานทวีปเบ้ ืองตะวนั ตกมีรปู หน้าดังเดือนแรม ๘ คา่ แผ่นดินท้งั สร่ี ายลอ้ มเขาพระสุเมรุ

ชมพูทวีป ต้ังอยู่ในมหาสมุทรทางทิศใตข้ องเขาพระสุเมรุ มีสัณฐานเป็ นรูปไข่ดุจดังดุมเกวียน
คนมีรูปหน้ากลมดุจดังดุมเกวียน อายุของคนในชมพูทวีปน้ัน หากเป็ นผูท้ ี่เป็ นคนดีมีศีลธรรมอายุก็จะ
ยนื หากมลี กั ษณะตรงกนั ขา้ มกจ็ ะอายุสน้ั

อมรโคยานทวีป ต้ังอยู่ในมหาสมุทรทางทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุ เป็ นแผ่นดินกวา้ งได้
๙,๐๐๐ โยชน์ มสี ณั ฐานเป็ นรปู พระจนั ทรค์ รง่ึ ดวง มเี กาะเล็กเกาะน้อยเป็ นบรวิ ารอยโู่ ดยรอบ คนในทวีป
น้ ีมรี ปู หนา้ ดงั พระจนั ทรค์ รง่ึ ดวง

บุรพวิเทหทวีป ต้ังอยู่ในมหาสมุทรทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ เป็ นแผ่นดินกวา้ งได้
๗,๐๐๐ โยชน์ มีสัณฐานเป็ นรูปแว่นท่ีกลม มีเกาะลอ้ มรอบเป็ นบริวาร ๔๐๐ เกาะ มีแม่น้าเล็กใหญ่ มี
เมืองใหญ่เมืองน้อย คนในทวีปน้ ีหนา้ กลมดงั เดือนเพญ็

อุตตรกุรุทวีป ต้ังอยู่ในมหาสมุทรทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ เป็ นแผ่นดินกวา้ งได้ ๘,๐๐๐
โยชน์ มีสณั ฐานเป็ นรูปส่ีเหลี่ยม มีภูเขาทองลอ้ มรอบ มีเกาะลอ้ มรอบเป็ นบริวาร ๕๐๐ เกาะ คนในทวีป
น้ ีหน้าเป็ นรูปสี่เหล่ียมมีรูปร่างสมประกอบไม่สูงไม่ตา่ ดูงดงาม กล่าวกนั ว่าคนท่ีอยูท่ วีปน้ ีเป็ นคนรกั ษา
ศีล จึงทาใหแ้ ผ่นดินราบเรยี บ ตน้ ไมต้ ่างก็ออกดอดงดงามสง่ กล่ินหอมขจรขจายไปทวั่ และเป็ นแผ่นดินท่ี
ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ในแผ่นดินอุตตรกุรุทวีปน้ ีมีตน้ กัลปพฤกษ์ตน้ หน่ึง สูง ๑๐๐ โยชน์ กวา้ ง ๑๐๐
โยชน์ ผูใ้ ดปรารถนาจะไดแ้ กว้ แหวนเงินทองหรือส่ิงใด ๆ ก็ใหไ้ ปยืนนึกอยูใ่ ตต้ น้ กลั ปพฤกษ์น้ ี ผูห้ ญิงชาว
อุตตรกุรุทวปี น้ันมีความงดงามมาก สว่ นผชู้ ายกเ็ ชน่ กนั มคี วามงามดังเชน่ หนุ่มอายุ ๒๐ ปี กนั ทุกคน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๑

เน้ ือเรอ่ื งไตรภมู ิพระรว่ ง ตอนอตุ ตรกุรุทวปี

๑. ประเภทมนุษย-์ สีแ่ ผน่ ดิน

ฝูงกุมารมนุษยท์ ้งั หลายอนั เกดิ มาน้ ีมี ๓ สง่ิ สง่ิ หนึ่งชอ่ื วา่ อภิชาติบตุ ร สิ่งหน่ึงชือ่ อนุชาติบุตร
ส่ิงหน่ึงชื่ออวชาติบุตร อนั ว่าอภิชาติบุตรน้ันไส้ ลูกน้ันเฉลียวฉลาด ช่างเชาวเ์ หลาเกล้ ียงดียง่ิ กว่าพอ่ กวา่
แม่ แลรหู้ ลกั นักปราชญย์ ิ่งกวา่ พ่อกวา่ แม่ ท้งั รปู น้ันกง็ ามกวา่ พ่อกว่าแม่ มงั่ มีเป็ นดีมียศถาศกั ด์ิมกี าลงั ย่ิง
กวา่ พ่อกวา่ แม่ ลูกอนั ดีกว่าพ่อกว่าแม่ดัง่ น้ ีไสร้ ช่ือวา่ อภิชาติบุตรแล ลูกอนั เกิดมาแลรูห้ ลกั เรี่ยวแรงแล
รูปโฉมแต่พอเพียงพ่อเพียงแม่ทุกประการดัง่ น้ัน ช่ือว่าอนุชาติบุตรแล ลูกอนั เกิดมาน้ันแลถอยกว่าพ่อ
กวา่ แมท่ ุกประการดงั่ น้ันไสร้ ช่ือวา่ อวชาติบุตรแล

อันว่ามนุษยท์ ้ังหลายน้ ีมี ๔ จาพวก จาพวกหนึ่งชื่อว่าคนนรก อนั หนึ่งช่ือคนเปรต จาพวก
หนึ่งช่ือคนดิรจั ฉาน อนั หนึ่งช่ือคนมนุษย์ ฝูงคนอนั ที่ฆ่าสิงสตั วอ์ นั รูก้ ระทาการอนั เป็ นบาปน้ันมาถึงตน
แลท่านไดต้ ัดตีนสินมือแลทุกขโ์ ศกเวทนานักหนาดงั่ เรียกชื่อว่าคนนรกแล จาพวกหน่ึงคนอนั หาบุญอัน
จะกระทาบม่ ไิ ดแ้ ลแต่เมื่อก่อน แลเกดิ มาเป็ นคนเข็ญใจนักหนา แลจะมผี า้ แลเส้ ือรอบตนน้ันหาบ่มีไดอ้ ยู่
หาอนั จะกนิ บม่ ไิ ดอ้ ยากเผ็ดเร็ดไรน้ ักหนา แลมีรปู โฉมโนมพรรณน้ันกบ็ ่มิงาม คนหมูน่ ้ ีชือ่ วา่ เปรตมนุษย์
แล คนอันท่ีมิรูว้ ่าบุญแลบาปย่อมเจรจาท่ีอันหาความเมตตากรุณามิได้ ใจกลา้ หาญ แข็งบ่มิรูย้ าเกรง
ท่านผูเ้ ถา้ ผูแ้ ก่บ่มิรูป้ ฏิบัติพ่อแม่ แลครูปาธยาย บ่มิรูร้ ักพี่รกั น้อง ย่อมกระทาบาปทุกเม่ือ คนผูน้ ้ ีช่ือว่า
ดิรจั ฉานมนุษยแ์ ล คนอนั ท่ีรูจ้ กั ผิดแลชอบ แลรูจ้ กั ท่ีอนั เป็ นบาปแลบุญ แลรูจ้ กั ประโยชน์ในชวั่ น้ ีชวั่ หน้า
แลรูก้ ลวั แก่บาปแลละอายแก่บาป รูจ้ กั วา่ ยากวา่ ง่าย แลรูร้ กั พี่รกั น้อง แลรูเ้ อ็นดูกรุณาคนผู้เข็ญใจ แลรู้
ยาเกรงพ่อแม่ผูเ้ ถา้ ผูแ้ ก่สมณพราหมณาจารยอ์ นั อยูใ่ นสิกขาบทของพระพุทธเจา้ ทุกเมื่อ แลรูจ้ กั คุณแกว้
๓ ประการไสร้ แลคนฝูงน้ ีแลชือ่ วา่ มนุษยธ์ รรมแล

คนท้งั หลายอนั ช่อื วา่ มนุษยน์ ้ ีมี ๔ จาพวก จาพวกหน่ึงเกิดแลอยูใ่ นชมพทู วปี น้ ีแล คนจาพวก
หนึ่งเกิดแลอยู่ในแผ่นดินบุรพวิเทหเบ้ ืองตระวนั ออกเรา คนจาพวกหน่ึงเกิดแลอยู่ในแผ่นดินอุตตรกุรุ
ทวีปอยฝู่ ่ ายเหนือเราน้ ี คนจาพวกหน่ึงเกิดแลอยูใ่ นแผ่นดินอมรโคยานทวีปเบ้ อื งตะวนั ตกเราน้ ี

คนอนั อยใู่ นแผ่นดินชมพทู วปี อนั เราอยูน่ ้ ีหน้าเขาดงั่ ดุมเกวยี นแล ฝูงคนอนั อยใู่ นบรุ พวิเทหะ
หน้าเขาดัง่ เดือนเพ็งแลกลมดัง่ หน้าแว่น ฝูงคนอันอยู่ในอุตตรกุรุน้ันแลหน้าเขาเป็ น ๔ มุม ดุจดัง่ ท่าน
แกลง้ ถากใหเ้ ป็ น ๔ เหล่ียม กวา้ งแลรีน้ันเท่ากนั แล ฝูงคนอนั อยูใ่ นแผ่นดินอมรโคยานทวีปน้ันหน้าเขา
ดงั่ เดือนแรม ๘ คา่ น้ันแล

อายุคนท้งั หลายอนั อยูใ่ นชมพูทวีปน้ ี ยอ่ มรูข้ ้ ึนรูล้ ง เพราะเหตุว่าดงั่ น้ ีลางคาบคนท้งั หลายมี
ศีลมีธรรม ลางคาบคนท้งั หลายหาศีลหาธรรมบ่มไิ ด้ ผิแลวา่ เมื่อคนท้งั หลายน้ันมีศีลอยไู่ สร้ ยอ่ มกระทา
บุญแลธรรมแลยาเยงผูเ้ ถา้ ผูแ้ ก่พ่อแม่แลสมณพราหมณาจารยด์ งั่ น้ันแล อายุคนท้งั หลายน้ันก็เร่งจาเริญ
ข้ ึนไปเนือง ๆ แล ผิแลว่าคนท้ังหลายมิไดจ้ าศีลแลมิไดท้ าบุญ แลมิไดย้ าเกรงผูเ้ ถา้ ผูแ้ ก่พ่อแลแม่แล

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๒

สมณพราหมณาจารยค์ รปู าธยายแลว้ ดงั่ น้ันไสร้ อนั วา่ อายุคนท้งั หลายน้ันก็เรง่ ถอยมา ๆ เนือง ๆ แล แล
อายุคนในแผ่นดินชมพูทวีปเราน้ ีวา่ หากาหนดมิไดเ้ พราะเหตุดงั่ น้ันแล อนั วา่ ฝูงคนอนั อยูใ่ นบุรพวิเทหะ
น้ันแล อายุเขายืนได้ ๑๐๐ ปี เขาจึงตาย อนั วา่ ฝูงคนท้งั หลายอนั อยูใ่ นอมรโคยานทวีปน้ันอายุเขายนื ได้
๔๐๐ ปี จงึ ตายแล อนั วา่ ฝูงคนอนั อยูใ่ นอุตตรกุรุทวปี น้ัน อายุเขายนื ได้ ๑,๐๐๐ ปี จึงตายแล แลอายคุ นท้งั
๓ ทวีปน้ันบ่ห่อนจะรูข้ ้ ึนรูล้ งเลยสกั คาบ เพราะว่าเขาน้ันอยู่ในปัญจศีลทุกเม่ือบ่มิไดข้ าด เขาบ่ห่อนจะรู้
ฆา่ สตั วต์ วั เป็ นใหจ้ าตาย เขาบ่ห่อนจะรูล้ กั เอาทรพั ยส์ ินทา่ นมากก็ดีน้อยก็ดี อนั เจา้ ของมไิ ดใ้ ห้ เขาบ่ห่อน
จะรูฉ้ กลกั เอา อนึ่งเขาบห่ อ่ นจะรูท้ าชดู้ ว้ ยเมยี ท่านผูอ้ ื่น สว่ นวา่ ผูห้ ญิงเล่าเขากบ็ ห่ อ่ นจะรทู้ าชูด้ ว้ ยผัวท่าน
แลผูอ้ ืน่ แลเขาบ่หอ่ นจะรทู้ าชจู้ ากผวั ของตน อนั หน่ึงเขาบ่หอ่ นจะรูเ้ จราจามสุ าวาท แลเขาบห่ อ่ นจะรูเ้ สพ
สุรายาเมา แลเขารูย้ ารูเ้ กรงผูเ้ ถา้ ผูแ้ ก่แลพ่อแลแม่ของเขา เขารูร้ กั พ่ีรูร้ ักน้องของเขา เขาก็ใจอ่อนใจอด
เขารูเ้ อ็นดูกรุณาแก่กนั เขาบ่ห่อนจะรูร้ ิษยากนั เขาบห่อนจะรูเ้ สียดรูส้ ่อ รู้ด่ารูท้ อ รูพ้ อ้ รูต้ ัดกนั แลเขาบ่
ห่อนจะรูท้ ะเลาะเบาะแวง้ ถุง้ เถียงกนั เขาบ่ห่อนจะรูช้ ิงช่วงหวงแหนแดนแลท่ีบา้ นรูร้ า้ วของกนั แลเขาบ่
ห่อนจะรูท้ าข่มเหงเอาเงินเอาทองของแกว้ ลูกแลเมีย แลขา้ วไร่โคนาหวั ป่ า ค่าท่ีหว้ ยละหานธารน้าเชิง
เรือนเรือกสวนเผือกมนั หวั หลกั หวั ตอหัวลอ้ หวั เกวียน เขามิรูเ้ บียดเบียนเรือชานาวาโคมหิงสาชา้ งมา้ ขา้
ไทสรรพทรพั ยส์ ่ิงสินอนั ใดก็ดี เขาบ่ห่อนรูว้ ่าของตนท่านดูเสมอกนั ส้ ินทุกแห่ง แลเขาน้ันบ่ห่อนทาไร่ไถ
นาคา้ ขายหลายสิ่งเลย

เบ้ ืองตะวนั ตกเขาพระสุเมรุใหญ่อนั ชื่อว่าอมรโคยานทวปี น้ัน โดยกวา้ งได้ ๙,๐๐๐ โยชน์ แล
มีแผ่นดินลอ้ มรอบเป็ นบริวาร ฝูงคนอนั อยู่ที่ในแผ่นดินน้ันหน้าเขาดัง่ เดือนแรม ๘ คา่ แลมีแม่น้าใหญ่
แลแม่น้าเล็ก แลเมืองใหญ่แลเมืองน้อย มีนครใหญ่กวา้ ง ๆ น้าน้ัน เบ้ ืองตะวนั ออกเขาพระสุเมรุน้ันมี
แผ่นดินใหญ่อันหน่ึงชื่อว่าบุพพวิเทหทวีปน้ัน โดยกวา้ งได้ ๗,๐๐๐ โยชน์ ดว้ ยปริมณฑลรอบไสรไ้ ด้
๒๑,๐๐๐ โยชน์ แลมีแผ่นดินเล็กได้ ๕๐๐ แผ่นดิน ลอ้ มรอบเป็ นบริวาร ฝูงคนอยู่ที่น้ันหน้าเขากลมดัง่
เดือนเพ็ง แลมแี มน่ ้าใหญแ่ ม่น้าเล็ก มเี ขามเี มืองใหญเ่ มืองน้อย ฝงู คนอนั อยทู่ ี่น้ันมากมายหลายนักแลมี
ทา้ วพระญาแลมนี ายบา้ นนายเมือง

แผ่นดินเบ้ ืองตีนนอนพระสิเนรุน้ันช่ือว่าอุตตรกุรุทวีปโดยกวา้ งได้ ๘,๐๐๐ โยชน์ แผ่นดิน
เล็กได้ ๕๐๐ แผ่นดินน้ันล้อมรอบเป็ นบริวาร ฝูงคนอยู่ในท่ีน้ันหน้าเขาเป็ น ๔ มุม แลมีภูเขาทอง
ลอ้ มรอบ ฝูงคนท้ังหลายอยู่ที่น้ันมากมายนักหลายนัก เทียรย่อมดีกว่าคนทุกแห่งเพ่ือว่าเพราะบุญเขา
แลเขารกั ษาศีล แลแผ่นดินเขาน้ันราบเคียงเรียงเสมอกนั ดูงามนักหนา แลว่าหาท่ีราบที่ลุบขุบท่ีเทงมิได้
แลมีตน้ ไมท้ ุกสิง่ ทุกพรรณ แลมกี ง่ิ คา่ สาขางามดีมีคา่ คบมงั่ คงั่ ดงั่ แกลง้ ทาไว้ ไมฝ้ ูงน้ันเป็ นเหยา้ เป็ นเรือน
เลือนกนั เขา้ มอง งามดงั่ ปราสาทเป็ นท่ีอยูท่ ่ีนอน ฝูงคนในแผ่นดินชาวอุดรกุโรทวีป แลไมน้ ้ันหาดว้ งหา
แลงบ่มิไดแ้ ลไม่มีที่คดท่ีโกง หาพุกหาโพรงหากลวงมิได้ ซ่ือตรงกลมงามนักหนา แลมีดอกเทียรย่อมมี
ดอกแลลูกอยู่ทุกเม่ือบ่มิไดข้ าดเลย อนั หน่ึงท่ีใดแลมีบึงมีหนองมีตระพงั ท้ังน้ัน เทียรย่อมมีดอกบัวแดง
บวั ขาวบวั เขียวบวั หลวงแลกระมุทอุบลจลกรนีแลนิลุบลบวั เผ่ือนบวั ขม คร้งั ลมพดั ตอ้ งมีกล่ินอนั หอมขจร
อยู่บ่มิรูว้ ายสกั คาบ คนฝูงน้ันบ่มิตา่ บ่มิสูง บ่มิพีบ่มิผอม ดูงามสมควรนัก คนฝูงน้ันเร่ียวแรงอยูช่ วั่ ตนแต่
หนุ่มถึงเถา้ บ่มิรูถ้ อยกาลงั เลย แลคนชาวอุตตรกุรุน้ันหาความกงั วลบ่มิได้ ดว้ ยจะทาไร่ไถนาคา้ ขายราย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๓

ล่องทามาหากินดัง่ น้ันเลยสักคาบ อันหนึ่งชาวอุตตรกุรุน้ันเขาบ่ห่อนจะรูร้ อ้ นรูห้ นาวเลย แลมิมีไยข่าว
แลร้ ินร่านหานยุง แลงูเง้ ียวเบ้ ียวของท้งั หลายเลย แลสารพสตั วอ์ นั มีพิษบ่ห่อนจะรูท้ ารา้ ยแก่เขาเลย ท้งั
ลมแลฝนก็บ่ห่อนจะทารา้ ยแก่เขา ท้งั แดดก็บ่ห่อนจะรูร้ อ้ นตัวเขาเลย เขาอยูแ่ ห่งน้ันปี เดือนวนั คืนบ่ห่อน
จะรูห้ ลากสกั คาบหน่ึงเลย แลชาวอุตตรกุรุน้ันบ่ห่อนจะรูร้ อ้ นเน้ ือเดือดใจ ดว้ ยถอ้ ยความส่ิงอนั ใดบ่ห่อน
จะมีสักคาบ แลชาวอุตตรกุรุน้ันมีขา้ วสารส่ิงหนึ่ง ขชีเตนสาลี บ่มิพดั ทานาแลขา้ วสาลีน้ันหากเป็ นตน้
เป็ นรวงเอง เป็ นขา้ วสารแต่รวงน้ันมาเอง แลขา้ วน้ันขาว แลหอมปราศจากแกลบแลราบ่มิพกั ตา แลฝัด
แลหากเป็ นขา้ วสารอยู่แล เขาชวนกันกินทุกเม่ือแล ในแผ่นดินอุตตรกุรุน้ันยังมีศิลาส่ิงหนึ่งช่ือโชติ
ปราสาท คนท้งั หลายฝูงน้ันเอาขา้ วสารน้ันมาใส่ในหมอ้ ทองอันเรืองงามดัง่ แสงไฟ จึงยกไปต้งั ลงเหนือ
ศิลาอนั ช่อื วา่ โชติปราสาท บดั ใจหนึ่งกล็ ุกข้ นึ แตก่ อ้ นศิลา อนั ชอื่ วา่ โชติปราสาทน้ัน ครน้ั วา่ ขา้ วน้ันสุกแลว้
ไฟน้ันกด็ บั ไปเองแล เขาแลดไู ฟน้ัน ครน้ั เขาเหน็ ไฟน้ันดบั แลว้ เขากร็ วู้ า่ ขา้ วน้ันสุกแลว้ เขาจงึ เอาถาดแล
ตะไลทองน้ันใสงามน้ันมาคดเอาขา้ วใส่ในถาดแลตะไลทองน้ันแล อันว่าเคร่ืองอันจะกินกับขา้ วน้ันจะ
แม่นวา่ เขาพอใจจกั ใครก่ นิ ส่งิ ใด ๆ เขามิพกั หาสง่ิ น้ัน หากบงั เกิดข้ นึ มาอยแู่ ทบใกลเ้ ขาน้ันเองแล คนผูก้ ิน
ขา้ วน้ันแลจะรูเ้ ป็ นหิดแลเร้ ือนเกล้ ือนแลกลาก หูดแลเปา เป็ นต่อมเป็ นเตา้ เป็ นง่อยเป็ นเพลียตาฟูหู
หนวกเป็ นกระจอกงอกเงื่อย เปื อยเน้ ือเม่ือยตน ทอ้ งข้ ึนทอ้ งพอง เจ็บทอ้ งตอ้ งไส้ ปวดหวั มวั ตา ไขเ้ จ็บ
เหน็บเหน่ือยวิการดัง่ น้ ีไสร้ บ่ห่อนจะบงั เกิดมีแก่ชาวอุตตรกุรุน้ันแต่สกั คาบหนึ่งเลย ผิวา่ เขากินขา้ วอยู่
แลมีคนไปมาหาเมื่อเขากินขา้ วอยู่น้ัน เขาก็เอาขา้ วน้ันใหแ้ ก่ผูไ้ ปถึงเขาน้ันกินดว้ ยใจอนั ยินดีบ่ห่อนจ ะรู้
คดิ สกั เมือ่ เลย

แลในแผ่นดินอุตตรกุรุทวีปน้ัน มีตน้ กลั ปพฤกษ์ตน้ หน่ึงโดยสูงได้ ๑๐๐ โยชน์ โดยกวา้ งได้
๑๐๐ โยชน์ โดยรอบบริเวณมณฑลได้ ๓๐๐ โยชน์ แลตน้ กลั ปพฤกษ์น้ันผูใ้ ดจะปรารถนาหาทุนทรัพย์
สรรพเหตุอนั ใด ๆ ก็ดี ยอ่ มไดส้ าเร็จในตน้ ไมน้ ้ันทุกประการแล ถา้ แลคนผูใ้ ดปรารถนาจะใคร่ไดเ้ งินแล
ทองของแกว้ แลเคร่ืองประดับท้ังหลาย เป็ นตน้ ว่าเส้ ือสรอ้ ยสนิมพิมพาภรณ์ก็ดี แลผา้ ผ่อนท่อนแพร
พรรณสิ่งใด ๆ ก็ดี แลข้าวน้าโภชนอาหารของกินสิ่งใดก็ดี ก็ย่อมบังเกิดปรากฎข้ ึนแต่ค่าคบต้น
กลั ปพฤกษน์ ้ัน ก็ใหส้ าเรจ็ ความปรารถนาแก่ชนท้งั หลายน้ันแล

แลมฝี งู ผหู้ ญงิ อนั อยใู่ นแผ่นดินน้ันงามทุกคน รูปทรงเขาน้ันบ่มิตา่ บ่มิสูงบ่มพิ ีบ่มผิ อมบ่มิขาว
บ่มิดา สีสมบูรณ์งามดงั่ ทองอันสุกเหลืองเรืองเป็ นที่พึงใจฝูงชายทุกคนแล น้ ิวตีนน้ ิวมือเขาน้ันกลมงาม
นะแน่ง เล็บตีนเล็บมือเขาน้ันแดงงามดัง่ น้าครงั่ อันท่านแต่งแลว้ แลแตม้ ไว้ แลสองแกม้ เขาน้ันไสรง้ าม
เป็ นนวลดงั่ แกลง้ เอาแป้งผดั หน้าเขาน้ันหมดเกล้ ียงปราศจากมุทินหาฝ้าหาไฝบม่ ไิ ด้ แลเหน็ ดวงหน้าเขา
ไสรด้ ุจดงั่ พระจนั ทรว์ นั เพ็งบูรณน์ ้ัน เขาน้ันมีตาอนั ดาดัง่ ตาแห่งลูกทรายพึ่งออกได้ ๓ วนั ที่พรรณขาวก็
ขาวงามดงั่ สงั ขอ์ นั ท่านพ่ึงฝนใหม่ แลมีฝีปากน้ันแดงดงั่ ลูกฟักขา้ วอนั สุกน้ัน แลมีลาแขง้ ลาขาน้ันงามดัง่
ลากลว้ ยทองฝาแฝดน้ันแล แลมีทอ้ งเขาน้ันงามราบเพียงลาตัวเขาน้ันออ้ นแอน้ เกล้ ียงกลมงาม แลเสน้
ขนน้ันละเอียดอ่อนนัก ๘ เสน้ ผมเขาจึงเท่าผมเราน้ ีเสน้ หนึ่ง แลผมเขาน้ันดางามดงั่ ปี กแมลงภู่ เมื่อประ
ลงมาถึงริมบ่าเบ้ ืองตา่ แลมีปลายผมเขาน้ันงอ้ มเบ้ ืองบนทุกเสน้ แลเม่ือเขานัง่ อยู่ก็ดี ยืนอยูก่ ็ดี เดินไปก็
ดี ดัง่ จกั แยม้ หวั ทุกเม่ือ แลขนค้ ิวเขาน้ันดาแลงามดัง่ แกลง้ ก่อ เมื่อเขาเจรจาแลน้าเสียงเขาน้ันแจ่มใส่

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๔

ปราศจากเสมหะเขฬะท้งั ปวง แลในคอเขาน้ันเทียรยอ่ มประดบั ไปดว้ ยเคร่ืองถนิมอาภรณบ์ วรยุคนั ฐี แล
มีรปู โฉมโนมพรรณอนั งามดงั่ สาวอนั ได้ ๑๖ เขา้ แลรปู เขาน้ันบห่อนรเู้ ถา้ รแู้ ก่ แลหนุ่มอยูด่ งั่ น้ันชวั่ ตนทุก
ๆ คนแล

อันว่าฝูงผูช้ ายอนั อยู่ในแผ่นดินอุตตรกุรุน้ันโสด รูปโฉมโนมพรรณเขาน้ันงามดัง่ บ่าวหนุ่ม
นอ้ ยได้ ๒๐ ปี มริ แู้ ก่บ่มริ ูเ้ ถา้ เขาหนุ่มอยู่ดงั่ น้ันชวั่ ตนทุก ๆ คนแล แลเขาน้ันไสรเ้ ทียรย่อมกินขา้ วแลน้า
สรรพาหารอนั ดีอนั โอชารสน้ัน แลแต่งแต่เขาทากระแจะแลจวงจนั ทน์น้ามนั อันดี แลมีดอกไมห้ อมต่าง
ๆ กนั เอามาทดั มาทรงเล่นแลว้ ก็เที่ยวไปเล่นตามสบาย บา้ งเตน้ บา้ งราบา้ งฟ้อนระบาบรรพเพลงดุริย
ดนตรี บา้ งดีดบา้ งสี บา้ งตีบา้ งเป่ า บา้ งขบั สรรพสาเนียงเสียงหมู่นักคุนจุนกนั ไปเดียรดาษ พ้ นื ฆอ้ งกลอง
แตรสงั ขร์ ะฆงั กงั สดาลหรทึกกึกกอ้ งทานุกดี ที่มีดอกไมอ้ นั ตระการต่าง ๆ สิ่ง มีจวงจนั ทน์กฤษณาคนั ธา
ทานองละบองดงั่ เทพยดาในเมืองฟ้าสนุกทุกเมื่อบาเรอกนั บ่มิวายสกั คาบหนึ่งเลย ลางหมู่ชวนเพื่อนกนั
ไปเล่นแห่งท่ีตระการสนุกน้ันก็มี ลางหมู่ไปเล่นในสวนท่ีสนุกที่มีดอกไมอ้ ันตระการต่าง ๆ สิ่ง มีจวง
จนั ทน์กฤษณาคนั ธาปาริกชาตนาคพฤกษ์ ลาดวนจาปาโยทกามาลุตีมณีชาติบุตรท้งั หลาย อนั มดี อกอนั
บานงามตระการ แลหอมกล่ินฟุ้งขจรไปบ่มิรูว้ าย ลางหมู่ก็ชวนกันไปเล่นในสวนอันมีสรรพลูกไมอ้ ัน
ตระการ แลมีลูกอนั สุกแลหวาน คือว่าขนุนน้ันไสรล้ างลูกน้ันใหญเ่ ท่าไหหาม ลางลูกเท่ากละออมหอมก็
หอมหวานก็หวาน เขาชวนกนั กินเล่นสาราญบานใจในสวนน้ัน ลางหมู่ชวนกนั ไปเล่นในแม่น้าใหญ่อนั มี
ท่าอันราบอนั ปราศจากเปื อกแลตม เขาชวนกันว่ายล่องท่องเล่น เตน้ เด็ดเอาดอกไมอ้ ันมีในแม่น้าน้ัน
ดว้ ยกนั แลแ้ ลลงอาบฉาบตัวเก็บเอาดอกไมม้ าทัดทรงไวเ้ หนือหูแลหวั บา้ งก็ชวนกนั เล่นเหนือกองหาด
ทรายอนั งาม เมอื่ จะพากนั ลงอาบน้าน้ัน เขาก็ถอดเอาเคร่ืองประดบั น้ันออกวางไวเ้ หนือหาดทรายแลฝั่ง
น้าน้ันดว้ ยกนั แลว้ แลว้ กล็ งอาบเล่นวายเล่นในน้าน้ัน ถา้ แลผใู้ ดข้ ึนมาก่อนไสร้ ผา้ ใครก็ดี เคร่ืองประดบั
ใครกด็ ี เอานุ่งเอาห่มเอามาประดับก่อนแล ส่วนวา่ ผขู้ ้ นึ มาภายหลงั เล่าไสร้ เครอื่ งประดบั ใครก็ดี ผา้ ใคร
ก็ดี เอามานุ่งมาห่ม แลเขาบ่มไิ ดว้ า่ ของตนของทา่ น เขาบห่ อ่ นยินรา้ ยแก่กนั ดว้ ยความดนั่ ้ ีเลย เขาบ่ห่อน
ด่าบ่ห่อนเถียงกนั เลย ผิว่ามีรูไมอ้ ยู่ที่ใดแลเขาเขา้ อยู่อาศัย ในที่น้ันก็พูนเกิดข้ ึนมาเป็ นเส้ ือสาดอาสนะ
แลเป็ นฟกู นอนหมอนอิงเป็ นม่าน แลเพดานกางก้นั แลสนุกถกู ถึงพึงใจเขาทุกเมื่อแล ผิวา่ เมื่อเขาพึ่งใหญ่
ข้ นึ กด็ ี เมื่อเขายงั หนุ่มอยู่น้ันก็ดี เมือ่ เขาแรกจะรกั ใคร่กนั ก็ดี เมือ่ เขาแรกไดก้ นั เป็ นผวั เป็ นเมยี ก็ดีแล เขา
อยู่ดว้ ยกนั แลเสพเมถุนไสรแ้ ต่ ๗ วนั น้ันแล พน้ กว่าน้ันไปเขามิไดเ้ สพดว้ ยเมถุนเลย เขาอยู่เย็นเป็ นสุข
นักหนาแลตราบเท่าส้ ินชนมายุเขาพนั ปี น้ันบ่มิไดม้ ีอาวรส่ิงใด ๆ ดัง่ อรหนั ตาขีณาสพเจา้ อันขาดกิเลส
แลว้ น้ันแล

ฝูงผูห้ ญิงอนั อยูใ่ นแผ่นดินน้ัน เม่ือเขามีคพั ภะแลจะคลอดลูกไสรใ้ นที่อยู่น้ัน บ่ห่อนจะรูเ้ จ็บ
ทอ้ งเจ็บพุง คร้นั ว่าทอ้ งน้ันสนใจรูว้ ่าจะคลอดลูก แลแมน้ อยู่แห่งใดก็ดี เทียรย่อมเป็ นแท่นเป็ นที่อยู่ที่
นอนเกิดข้ นึ มาเองดงั่ กล่าวมาแตก่ อ่ นน้ันแล เขาจงึ คลอดลูกในที่น้ัน เขาบห่ ่อนจะรเู้ จบ็ ทอ้ งเจบ็ ไส้ บห่ ่อน
รแู้ คน้ เน้ ือแคน้ ใจดว้ ยคลอดลูกน้ันสกั อนั เลย คร้นั วา่ เขาออกลูก ลูกเขาน้ันหมดใสปราศจากเลือดฝาดแล
เปลือกคาวท้งั ปวงแลหามุลทินบ่มิไดเ้ ลย งามแลงามดงั่ แท่งทองอนั สุกใสอนั ปราศจากราคีน้ันแล ผูห้ ญิง
ผูแ้ ม่น้ันเมื่อแลเขาออกลูก เขาบ่ห่อนอาบน้าใหแ้ ก่ลูกน้ันเลย เขาบ่มิไดล้ า้ งไดส้ ีไดล้ ูบไดค้ ลา เขาบ่มิให้

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๕

ลูกกินขา้ วกินน้ากินนมเลย เขาเอาลูกเขาน้ันไปนอนหงายไวใ้ นริวหนทางที่คนท้ังหลายเดินไปมากล้า
กลายน้ันแล แลที่น้ันมีหญา้ อนั อ่อนดงั่ สาลี แลแม่น้ันมิไดอ้ ยู่ดว้ ยลูกอ่อนน้ันเลย แม่น้ันก็คืนไปยงั ท่ีอยูส่ ู่
ท่ีกินของเขาน้ันแล จงึ ผูห้ ญิงกด็ ีผูช้ ายก็ดี คนท้งั หลายน้ันเดินไปมากล้ากลายคร้นั วา่ แลเห็นลูกอ่อนนอน
หงายอยูด่ งั่ น้ัน เทียรยอ่ มเอาน้ ิวมอื เขาป้อนเขา้ ไปในปากลกู อ่อนน้ัน ดว้ ยบุญของลกู อ่อนน้ันกบ็ งั เกิดเป็ น
น้านมไหลออกมาแต่ปลายน้ ิวมือเขาก็ไหลเขา้ ไปในคอลูกอ่อนน้ัน หากเป็ นขา้ วกลว้ ยออ้ ยของกินบาเรอ
ลูกอ่อนน้ันทุกวนั คร้นั ว่าหลายเดือนแลว้ ลูกอ่อนน้ันใหญ่ รูเ้ ดินไปมาไดแ้ ลว้ ไสร้ ถา้ ว่าลูกอ่อนน้ันเป็ น
ผูห้ ญิงก็ไปอยูด่ ว้ ยเพอื่ นเด็กผูห้ ญิงท้งั หลายหนึ่งกนั น้ันแล ถา้ วา่ เด็กลูกอ่อนน้ันเป็ นผูช้ ายไสรก้ ็ไปอยูด่ ว้ ย
ฝูงเด็กผูช้ ายท้ังหลายน้ันแล ลูกเขาน้ันหากใหญ่กลางบา้ นลูกก็มิรูจ้ กั แม่ แม่ก็มิรูจ้ กั ลูก ถอ้ ยทีถอ้ ยมิได้
รจู้ กั กนั เพราะวา่ คนฝูงน้ันงามดงั่ กนั ทุกคนแล อนั หนึ่งเมอ่ื เขาแรกรกั กนั แลจะอยู่ดว้ ยกนั แรกเป็ นผวั เป็ น
เมียกันวันน้ัน แม่แลลูกก็ดี พ่อแลลูกก็ดี เขาบ่ห่อนไดก้ ันเป็ นผัวเป็ นเมีย เพราะว่าเขาฝูงน้ันเป็ นค น
นักบุญ แลเทพยดาหากตกแต่งเขาใหเ้ ป็ นธรรมดาาเขาแล ผิแลวา่ เมื่อเขาแลตายจากกนั เขาบ่มิไดเ้ ป็ น
ทุกขเ์ ป็ นโศก แลมิไดร้ อ้ งไหร้ ักกนั เลย เขาจึงเอาศพน้ันมาอาบน้าแลแต่งแง่ ทากระแจะแลจวงนจนั ทน์
น้ามนั อนั หอม แลนุ่งผา้ ห่มผา้ ใหแ้ ลว้ ประดบั ดว้ ยเครือ่ งถนิมอาภรณแ์ ลท้งั ปวงใหแ้ ล้ว แลว้ จึงเอาอสภน้ัน
ไปวางไวใ้ นที่แจง้ ยงั มีนกส่ิงหน่ึงเทียรย่อมบินเท่ียวไปทวั่ แผ่นดินอุตตรกุรุทวปี น้ัน นกน้ันคร้นั วา่ แลเห็น
ซากอสภไสร้ นกน้ันก็คาบเอาซากอสพน้ันไปเป็ นกานันบา้ นนกน้ัน เพราะว่าบ่มิใหเ้ ป็ นอุกกรุกใน
แผ่นดินเขาน้ันได้ ลางคาบคาบไปเสียในแผ่นดินอนั อื่นก็ว่า ลางคาบคาบไปเสียในฝั่งทะเลว่าชมพูทวีป
อนั เราอยู่น้ ีก็ว่า เหตุใหพ้ น้ อันตรายในแผ่นดินอุตตรกุรุทวีปน้ันแล อนั ว่านกน้ันไสร้ ลางอาจารยว์ ่านก
หสั ดีลิงค์ ลางอาจารยว่านกอินทรี ลางอาจารยว์ า่ นกกด อนั มาคาบเอาศพไปเสียน้ัน ลางอาจารยว์ า่ เอา
ตีนคบี ไปเสีย

ฝูงคนอยใู่ นอตุ ตรกุรุทวีปน้ัน เม่ือเขาตายเขาบห่ ่อนไดไ้ ปเกิดในจตุราบางท้งั ๔ คอื วา่ นรกแล
เปรต แลดิรจั ฉานอสูรกายน้ันน้ันเลยฯ เขาไสรเ้ ทียรย่อมไปเกิดในที่ดีคือสวรรค์ช้นั ฟ้าแล เพราะว่าเขา
น้ันยอ่ มต้งั อยูใ่ นปัญจศีลน้ันทุกเมือ่ แลบ่มิไดข้ าดฯ เครือ่ งเป็ นดีคนฝูงน้ันบ่มิรูส้ ้ ินสุดเลย ยงั คงบริบูรณอ์ ยู่
ตอ่ เทา่ กาลบดั น้ ีแล

ในพระคัมภีรอ์ ันหน่ึงว่าดัง่ น้ ี แผ่นดินในอุตตรกุรุทวีปน้ันราบคาบเสมอกันงามนักหนา บ่
มิไดเ้ ป็ นขุมเป็ นรู บ่มิไดล้ ุ่มบ่มิไดเ้ ทง อนั วา่ คนท้งั หลายอนั ที่อยู่น้ัน บ่ห่อนจะรูม้ ีความทุกขค์ วามโศกเลย
อันว่าสิงสัตวท์ ้ังหลายหลายมีอาทิ คือหมูแลหมีหมาแลงูเง้ ียวเบ้ ียวของ แลสรรพสัตวอ์ นั รา้ ยอันคะนอง
แลจะไดเ้ บียดเบียนคนท้งั หลายอนั อยูใ่ นที่น้ันหาบ่มิไดเ้ ลยฯ แลวา่ ยงั มีหญา้ สิง่ หนึ่งช่ือวา่ ฉวินยา เป็ นข้ ึน
ในแผ่นดินน้ัน แลเหน็ เขียวดางามนักดงั่ แววนกยูงแลละเอยี ดอ่อนดงั่ ฟูกดงั่ สาลีแลสูงข้ นึ พน้ ดิน ๔ น้ ิว แล
น้าน้ันใสเย็นสะอาดกินหวานเซาะท่าน้าน้ันดูงาม เทียรย่อมเงินทองแลแกว้ สตั ตพิธรตั นะไหลเรียงเพยี ง
เสมอฝั่ง กากินบ่มิพกั กม้ คนแห่งน้ันลางคนสูงสูงค่าคนในบุรพวิเทหทวีป แลคนในอุตตรกุรุทวีปน้ันเขา
นุ่งผา้ ขาว อนั เขานึกเอาแต่ตน้ กลั ปพฤกษ์น้ัน แลตน้ กลั ปพฤกษน์ ้ันโดยสูงได้ ๑๐ วา ๒ ศอก โดยกวา้ งได้
๑๐ วา คนแห่งน้ันเขาบ่ห่อนรูฆ้ ่าสิงสัตวอ์ นั รูต้ ิง แลเขาบ่ห่อนรูก้ ินเน้ ือ ผิว่าคนแห่งน้ันเขาตายไสเ้ ขาบ่มิ
พกั เอาอสภน้ันไปเสียเลย แลยงั มีนกสิ่งหนึ่งช่ือว่านกอินทรี นกอินทรีน้ันหากมาคาบเอาไปเสียกลางป่ า

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๖

แล ฝูงคนท้งั หลายคือว่าผูห้ ญิงผชู้ ายในแผ่นดินน้ัน เมื่อเขาจะรกั กนั เป็ นผวั เมียน้ันเขาบ่มพิ กั เสียส่ิงอันใด
อนั หน่ึงเลย ใจเขารกั ใครก่ นั เขากอ็ ยดู่ ว้ ยกนั เองแล ครน้ั วา่ เขาเห็นกนั เม่อื ใดใจเขาผูกพนั กนั เขา้ หากสอด
ตาแลหากันเขา้ ก็รักกันแล อันน้ ีฎีกาแต่อยู่ห้นั ต่อเทา้ ถึงไฟไหมก้ ัลป์ ๔ อัน ในน้ ีรูปกระต่ายอันอยู่ใน
พระจนั ทร์ แลโยคาทิโพธิสตั วเ์ ป็ นนกขุม้ อยู่ในรงั ไฟบ่มิไหมไ้ ดต้ ่อเท่าส้ ินกลั ป์ หนึ่ง อนั ว่าคาในที่น้ ีเรือน
โพธิสตั วเ์ มือ่ ท่านมลา้ งคาไปมุงสลิงเจา้ ไท แลฝนบม่ ิไดร้ วั่ ไหลในเรือนอนั ลางคาออกน้ัน ฝนบ่มไิ ดร้ วั่ เลย
ตราบเท่าส้ ินกลั ป์ หนึ่งแล ไมอ้ อ้ อันอยู่รอบริมสระพงั เม่ือโพธิสตั วเ์ ป็ นพระญาแก่วานรแลมีบริวารได้ ๘
หม่ืน แลท่านอธิษฐานว่าใหไ้ มอ้ อ้ น้ันกลวงรอดอยู่ต่อเท่าส้ ินกลั ป์ หน่ึงแล คนแห่งน้ันแต่บ่าวแตส่ าวตราบ
เทา่ ถึงแกถ่ ึงเถา้ เขาเสพเมถุนกว้ ยกนั ๔ คาบไสร้ ลางคาบเลา่ คนน้ันแตห่ นุ่มเถิงเถา้ บม่ ิไดเ้ สพเมถุนเลย
สกั คาบ คนผูน้ ้ันเขากินขา้ ว เขาบ่ห่อนรูท้ านา เขาเทียรยอ่ มเอาขา้ วสารอนั เป็ นเองน้ันมากิน แลขา้ วสาร
น้ันหากขาวอยู่ บ่มิพกั ตากพกั ตาพกั ฝัดพกั ซอ้ มเลย หากเป็ นขา้ วสารมาเองแล

ยงั มลี กู ไมส้ งิ่ หนึ่งช่ือวา่ ตุณหิรกะ เครือ่ งลูกไมน้ ้ันเกิดมาเป็ นหมอ้ ขา้ วของเขา เขาเอาน้าใส่ใน
ขา้ วแลว้ เขาต้ังข้ ึนเหนือศิลาอันช่ือว่าโชติปราสาท ศิลาอันชื่อว่าโชติปราสาทน้ันก็เป็ นไฟลุกข้ ึนเองแล
คร้งั วา่ ขา้ วน้ันสาเรจ็ ดีแลว้ ไฟน้ันก็ดบั ไปเองแล เขาก็คดเอาขา้ วน้ันมากนิ ขา้ วน้ันก็หวานนักแล อนั วา่ ชาว
อุตตรกุรุทวปี น้ันเขาบห่ ่อนรทู้ าเรือนอยเู่ ลย ยงั มไี มส้ งิ่ หน่ึงเทียรยอ่ มเป็ นทองช่ือวา่ มญั ชุสกาเป็ นดงั่ เรือน
แลไมน้ ้ันเป็ นเหยา้ เป็ นเรอื นของเขาท้งั หลายอนั อยใู่ นอตุ ตรกุรุทวีปน้ันแล

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๗

คุณคา่ ของไตรภมู ิพระร่วง

ไตรภูมิเป็ นเรื่องที่เกี่ยวขอ้ งกบั นรก–สวรรค์ สอนใหค้ นรูจ้ กั การทาความดีเพ่ือจะไดข้ ้ ึนสวรรค์
หากแต่ใครทาชวั่ ประพฤติตนผิดศีลก็จะตอ้ งตกนรก กล่าวคือ ประชากรในสมยั ที่พระมหาธรรมราชาลิ
ไทปกครองน้ันเริ่มมีมากข้ ึนกว่าแต่ก่อน ทาใหก้ ารปกครองบา้ นเมืองใหส้ งบสุขปราศจากโจรผูร้ า้ ย
เป็ นไปไดย้ ากย่ิงข้ ึน การดูแลของรัฐก็ไม่อาจดูแลไดท้ ัว่ ถึง พระมหาธรรมราชาลิไทจึงไดค้ ิดนิพนธ์
วรรณกรรมทางศาสนาเรอื่ งไตรภูมิพระร่วงข้ ึนมาเพื่อที่ตอ้ งการสอนใหป้ ระชาชนของพระองคท์ าความดี
เพ่อื จะไดข้ ้ นึ สวรรคม์ ชี วี ิตท่ีสุขสบาย และหากทาความชวั่ กจ็ ะตอ้ งตกนรก ดว้ ยเหตุน้ ีวรรณกรรมเร่ืองไตร
ภูมิจึงเป็ นส่ิงท่ีใชค้ วบคุมทางสงั คมไดเ้ ป็ นอยา่ งดียิ่ง เพราะสามารถเขา้ ถึงจิตใจทุกคนไดโ้ ดยมิตอ้ งมีออก
กฎบงั คบั กนั แต่อย่างไร ท้ังน้ ีการพิจารณาคุณค่าของไตรภูมิพระร่วงจึงพิจารณาตามแนวทางวรรณคดี
วจิ ารณ์ ประกอบดว้ ย ดา้ นเน้ ือหา ดา้ นสงั คม และดา้ นวรรณศิลป์ ดงั น้ ี

๑. การพิจารณาคณุ คา่ ดา้ นเน้ ือหา

๑.๑ ดา้ นวรรณคดี ทาใหค้ นช้นั หลงั ไดร้ บั ความรูท้ างวรรณคดี อนั เป็ นความคิดของคนโบราณ
ซ่ึงจะเป็ นพ้ ืนฐานของวรรณคดีไทย เช่น พระอินทร์ แท่นบณั ฑุกมั พล ชา้ งเอราวณั เขาพระสุเมรุ ป่ าหิม
พานต์ ตน้ ปาริชาติ ตน้ นารีผล นรก สวรรค์ เป็ นตน้

๑.๒ ดา้ นภูมิศาสตร์ เป็ นความรูท้ างภูมิศาสตร์ของคนโบราณ โดยเช่ือว่าโลกมีอยู่ ๔ ทวีป
ไดแ้ ก่ ชมพทู วีป บุรพวิเทหทวปี อุตตรกุรุทวีป และอมรโคยานทวีป โดยมีเขาพระสุเมรุเป็ นศนู ยก์ ลาง

๑.๓ ดา้ นอิทธิพลต่อวรรณคดีอ่ืน มีหนังสืออา้ งอิงทานองไตรภูมิพระร่วง ที่มีผูแ้ ต่งเลียนแบบ
อีกหลายเล่ม เช่น จักรวาลทีปนี ของ พระสิริมงั คลาจารยแ์ ห่งเชียงใหม่ ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเลา่ เร่อื งไตรภมู ิ เป็ นตน้

ไตรภูมิพระร่วงมีอิทธิพลสาคัญต่อแนวคิดของกวีรุ่นหลัง โดยนาความคิดในไตรภูมิพระร่วง
สอดแทรกในวรรณคดีต่าง ๆ เช่น ลิลิตโองการแช่งน้า มหาเวสสนั ดรชาดก รามเกียรต์ิ กากีคากลอน
ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ ี

ลิลิตโองการแช่งน้า กลา่ วถึงไฟบรรลยั กลั ป์ ลา้ งโลก
“กล่าวถึงตะวนั เจ็ดอนั พลุ่ง น้าแลง้ ไขข้ อดหาย "

รามเกียรต์ิ พระราชนิพนธใ์ นรชั กาลท่ี ๒ กล่าวถึงปลาอานนท์
" เขาสุเมรุเอนเอยี งอ่อนละมุน อานนทห์ นุนดินดานสะทา้ นสะเทือน "

กากีคากลอน กลา่ วถึงแม่น้าสีทนั ดร
“อนั น้าน้ันสุขมุ ละเอียดอ่อน จงึ ชื่อสที นั ดรอนั ใสสาร"

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

๒๘

๒. การพิจารณาคุณค่าดา้ นสงั คม

๒.๑ ดา้ นคาสอนทางศาสนา ไตรภูมพิ ระร่วงสอนใหค้ นทาบญุ ละบาป เช่น การทาบญุ รกั ษาศีล
เจริญสมาธิภาวนาจะไดข้ ้ ึนสวรรคก์ ารทาบาปจะตกนรก เช่น "คนผูใ้ ดกล่าวคารา้ ยแก่สมณพราหมณ์ผู้
มีศิลและพอ่ แม่และผูเ้ ฒ่าผแู้ ก่ครปู าทยาย คนผูน้ ้ันตาย ไปเกิดในนรกอนั ไดข้ ่ือวา่ สุนักขนรกน้ันแล แลมิ
ใหเ้ ขาอยู่สบายแลใหเ้ ขาเจ็บปวดสาหสั ไดเ้ วทนาพน้ ประมาณ ทนอยู่ในนรกอันชื่อสุนักขนรกน้ันแล"
แนวความคิดน้ ีมีอิทธิพลเหนือจิตใจของคนไทยมาชา้ นาน เป็ นเสมือนแนวการสอนศีลธรรมของสังคม
ใหค้ นปฏบิ ตั ิชอบซง่ึ เป็ นประโยชน์ตอ่ การอยูร่ ่วมกนั ในสงั คม

๒.๒ ดา้ นค่านิยมเชิงสงั คม อิทธิพลของหนังสือเล่มน้ ีใหค้ ่านิยมเชิงสงั คมต่อคนไทย ใหต้ ้งั มนั่
และยึดมนั่ ในการเป็ นคนใจบุญ มีเมตตากรุณา รกั ษาศีล บาเพ็ญทาน รูจ้ กั เสียสละ เช่ือมนั่ ในผลแห่ง
กรรม มุ่งใชค้ ุณธรรมความดีเป็ นพ้ นื ฐานการสรา้ งสรรคค์ วามสุขในสงั คม

๒.๓ ดา้ นศลิ ปกรรม จติ รกรนิยมนาเรือ่ งราวและความคิดในไตรภมู ิพระร่วงไปเขยี นภาพสีไวใ้ น
โบสถ์วิหาร โดยจะเขียนภาพนรกไวท้ ี่ผนังดา้ นล่างหรือหลงั องคพ์ ระประธาน และเขียนภาพสวรรค์ไวท้ ี่
ผนังเบ้ อื งบนรอบโบสถว์ หิ าร

๓. การพจิ ารณาคุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์

เป็ นวรรณคดีเล่มแรกท่ีเรียบเรียงในลกั ษณะการคน้ ควา้ จากคัมภีร์ต่าง ๆ ถึง ๓๐ คัมภีร์ จึงมี
ศัพท์ทางศาสนาและภาษาไทยโบราณอยู่มาก สามารถนามาศึกษาการใชภ้ าษาในสมัยกรุงสุโขทัย
ตลอดจนสานวนโวหารต่าง ๆ ไตรภูมิพระร่วงมีสานวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและพรรณนาโวหาร
ผูกประโยคยาว และใชถ้ อ้ ยคาพรรณนาดีเด่น สละสลวยไพเราะ ก่อใหเ้ กิดความรูส้ ึกดา้ นอารมณ์
สะเทือนใจและใหจ้ ินตภาพหรือภาพในใจอยา่ งเด่นชดั เช่น " บา้ งเตน้ บา้ งราบา้ งฟ้อน ระบาบนั ลือเพลง
ดุรยิ ดนตรี บา้ งดีดบา้ งสีบา้ งตีบา้ งเป่ า บา้ งขบั ศพั ทส์ าเนียง"

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์

หน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๖

ทกั ษะทางภาษา (๒)

มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ช้ ีวดั

มาตรฐาน ท ๑.๑ การอ่าน

ม.๔-๖/๗ อา่ นเร่ืองตา่ ง ๆ แลว้ เขยี นกรอบแนวคดิ ผงั ความคิด บนั ทึก ยอ่ ความ และรายงาน

มาตรฐาน ท ๒.๑ การเขียน

ม.๔-๖/๑ เขียนสอื่ สารในรปู แบบตา่ ง ๆ ได้ ตรงตามวตั ถุประสงค์ โดยใชภ้ าษาเรยี บเรยี งถกู ตอ้ ง มีขอ้ มลู และสาระสาคญั ชดั เจน
ม.๔-๖/๓ เขียนย่อความจากส่อื ที่มีรปู แบบ และเน้ ือหาหลากหลาย
ม.๔-๖/๖ เขียนรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ เรอื่ งท่สี นใจตามหลกั การเขยี นเชงิ วิชาการ และใชข้ อ้ มูลสารสนเทศอา้ งองิ อย่างถกู ตอ้ ง
ม.๔-๖/๗ บนั ทึกการศกึ ษาคน้ ควา้ เพือ่ นาไปพฒั นาตนเองอยา่ งสมา่ เสมอ
ม.๔-๖/๘ มีมารยาทในการเขยี น

มาตรฐาน ท ๒.๑ การฟัง การดู และการพูด

ม.๔-๖/๑ สรุปแนวคดิ และแสดงความคิดเหน็ จากเรอ่ื งท่ีฟังและดู

สาระการเรยี นรูป้ ระจาหน่วย จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

๑. การเขยี นยอ่ ความ ๑. เขียนยอ่ ความตามหลกั การและรูปแบบได้
๒. การเขียนรายงานเชิงวชิ าการ ๒. ศึกษาสว่ นประกอบและหลกั การเขียนรายงานเชิง
๓. มารยาทในการเขียน
วิชาการท่ีถกู ตอ้ ง
๓. วเิ คราะหม์ ารยาทในการเขียน

ผงั ความคดิ ประจาหน่วย

ทกั ษะทางภาษา (๒)

การเขียนยอ่ ความ การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

ความหมาย ความหมาย

หลกั การ ส่วนประกอบรายงาน

รปู แบบ ขน้ั ตอนการเขยี น
ประโยชน์ การอา้ งองิ และบรรณานุกรม



การเขียนยอ่ ความ

ปัจจุบันการย่อความเขา้ มามีบทบาทสาคัญในการดาเนินชีวิตประจาวนั การศึกษาเล่าเรียน
โดยที่เราไม่รูส้ ึกวา่ กาลงั ยอ่ เช่น การเล่าเร่ืองจากการดูละคร ภาพยนตร์ หรือประสบการณ์ การบนั ทึก
ขอ้ ความรูท้ ี่สาคญั จากการอ่านหนังสือ ตารา เอกสารต่าง ๆ ดังน้ันการยอ่ ความจะเกิดประสิทธิภาพได้
จาเป็ นตอ้ งเขา้ ใจกระบวนการคิดในการยอ่ ความและฝึกทักษะการยอ่ ความสมา่ เสมอ ในเบ้ ืองตน้ ผูเ้ รียน
ควรศึกษาการเขยี นยอ่ ความ ดงั น้ ี

๑. ความหมายของการเขียนยอ่ ความ

การเขียนย่อความ คือ การเก็บใจความสาคัญของเรื่องต่าง ๆ แลว้ เรียบเรียงข้ ึนใหม่ดว้ ย
สานวนภาษาของตนเอง ขอ้ ความที่เรียบเรียงข้ ึนใหม่น้ันจะตอ้ งมีความกระชบั รดั กุม สละสลวย และมี
ใจความสาคญั ถกู ตอ้ งและครบถว้ น

๒. หลกั การเขียนย่อความ

การเขยี นยอ่ ความจากเรอ่ื งท่ีอา่ นมีหลกั ดงั น้ ี
๑) อ่านเรื่องที่จะย่อน้ันต้ังแต่ตน้ จนจบอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อใหเ้ ขา้ ใจเร่ืองโดยรวมและ
เขา้ ใจวา่ ผูแ้ ต่งตอ้ งการเสนอความคิดใดเป็ นสาคญั
๒) อ่านเรื่องอีกคร้งั หน่ึงโดยจบั ใจความสาคญั ในแต่ละย่อหน้า และบนั ทึกเป็ นวลีหรือประโยค
ดว้ ยภาษาของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามบางย่อหน้าก็เป็ นขอ้ ความที่มีรายละเอียดหรือประเด็นไม่สาคญั
ผูย้ อ่ ความกค็ วรพิจารณายอ่ หนา้ น้ัน ๆ ตามความเหมาะสม
๓) อ่านพิจารณาแต่ละย่อหน้าว่ามีส่วนใดเป็ นพลความและส่วนใดเป็ นใจความสาคญั ในการ
จบั ใจความสาคัญจะตอ้ งแยกพลความหรือขอ้ ความประกอบออกจากใจความสาคัญ โดยมีหลกั ในการ
สังเกต คือ ขอ้ ความที่เป็ นพลความส่วนใหญ่จะเป็ นประโยคขยายความซึ่งอาจเป็ นการใหร้ ายละเอียด
การยกตวั อยา่ ง หรอื การเปรียบเทียบเพือ่ ใหใ้ จความสาคญั ชดั เจนข้ นึ
๔) อ่านจบั ใจความสาคญั ของเรอื่ งท้งั หมดแลว้ เรียบเรียงเน้ ือหาใหถ้ กู ตอ้ งตามรูปแบบยอ่ ความ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



๓. รูปแบบของการเขียนย่อความ

๑) ส่วนข้ ึนตน้ ของย่อความ เป็ นส่วนที่กล่าวถึงรายละเอียดเก่ียวกับเร่ืองท่ีจะย่อ เช่น
ประเภทของเร่อื ง ชื่อเร่อื ง ชอ่ื ผูแ้ ตง่ ซง่ึ แบง่ ตามประเภทของเร่อื ง ดงั น้ ี

(๑) ยอ่ หนังสอื ทวั่ ๆ ไป นิทาน นิยาย พงศาวดาร และเร่อื งสน้ั เชน่

ยอ่ เรอ่ื ง ชอื่ ของกนิ ผแู้ ต่ง ส.พลายน้อย จาก หนังสือกระยาน หน้า ๗๒-๗๗ ความวา่

(๒) ยอ่ จดหมาย เช่น

ยอ่ จดหมาย ของ นางสาวรญั ชนีย์ ศรีสมาน ถึง นางบวั พร มาลยั คา เร่ือง แสดงความยินดีที่สาเรจ็ การศึกษา
ระดบั ปริญญามหาบณั ฑิต ลงวนั ท่ี ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ความวา่

(๓) ยอ่ หนังสอื ราชการ เช่น

ย่อหนังสือราชการท่ี ศธ ๑๖๐๙/๑๐๐๒ ลงวนั ท่ี ๑๒ กันยายน ๒๕๕๕ ของ นางปราณี ปราบริปู ผูอ้ านวยการ
สถาบนั ภาษาไทย ถึง คณบดีคณะอกั ษรศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศิลปากร เรอ่ื ง ขออนุญาตขา้ ราชการเป็ นกรรมการ ความวา่

(๔) ยอ่ พระบรมราโชวาท ดารสั โอวาท สุนทรพจน์ คาปราศรยั และคากล่าวอืน่ ๆ เช่น

ย่อพระบรมราโชวาท ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่บัณฑิต
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี การศึกษา ๒๕๓๔ เนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบตั ร ณ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
เมื่อวนั ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ความวา่

(๕) ยอ่ บนั ทึกขอ้ ความ เชน่

ย่อบนั ทึกขอ้ ความภาควชิ าภาษาไทย คณะอกั ษรศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศิลปากร เร่ือง ขอส่งโครงการสมั มนา
ทางวชิ าการ ลงวนั ที่ ๑๒ กนั ยายน ๒๕๕๕ ความวา่

(๖) ยอ่ ข่าว เชน่

ยอ่ ขา่ ว เรือ่ ง พีระมดิ คฟู ูของประเทศอียิปต์ จาก หนังสอื พิมพม์ ติชนรายว" วนั ท่ี ๔ กนั ยายน ๒๕๔๕ ความวา่

(๗) ยอ่ บทความ เชน่

ย่อบทความ ของ อารียา หุดินทะ เร่ือง เสียงพูดของสตั วช์ ้นั ตา่ ในกวีนิพนธ์ไทยร่วมสมยั จาก วารสารอกั ษร
ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร ปี ที่ ๒๓ พ.ศ. ๒๕๔๓ หน้า ๑๐๖-๑๓๐ ความวา่

(๘) ยอ่ บทสนทนา เช่น

ย่อบทสนทนา ของ นางสาววิมลศิริ กลิ่นบุปผา กับ นางสาวสุปาวีณ์ จุทอง เร่ือง การเตรียมตัวสอบหัวขอ้
วิทยานิพนธ์ เมื่อวนั ที่ ๒๓ กนั ยายน ๒๕๔๕ ความวา่

(๙) ยอ่ รอ้ ยกรอง เช่น

ยอ่ โคลงนิราศเรือ่ ง โคลงนิราศเจา้ ฟ้าอภยั ของ เจา้ ฟ้าอภยั จาก วรรณกรรมสมยั อยธุ ยา หนา้ ๙๖-๙๙ ความวา่

๒) ส่วนเน้ ือหาของย่อความ เป็ นส่วนที่กล่าวถึงใจความสาคัญของเรื่องที่ต้องการจะย่อ
โดยทวั่ ไปความยาวของเน้ ือหาที่ยอ่ แลว้ จะยาวประมาณ ๑ ใน ๓ ของเรอื่ งเดิม หรือข้ นึ อยกู่ บั วตั ถุประสงค์
ของผยู้ อ่ วา่ ตอ้ งการจะใหเ้ รื่องที่ยอ่ แลว้ มคี วามยาวเท่าไร มขี น้ั ตอนเรยี บเรยี งสว่ นเน้ ือหา ดงั น้ ี

(๑) นาใจความสาคญั ของเร่ืองมาเขยี นเรยี บเรยี งใหม่ตามลาดบั เวลาและเหตุผล โดยใช้
สานวนภาษาของตนเอง

(๒) เปลี่ยนสรรพนามบุรุษท่ี ๑ และสรรพนามบุรุษที่ ๒ เป็ นสรรพนามบุรุษที่ ๓ เช่น
สรรพนามบุรุษท่ี ๑ ฉัน ดิฉัน ผม และ ขา้ พเจา้ หรือสรรพนามบุรุษที่ ๒ เธอ และ คุณ ตอ้ ง เปล่ียนเป็ น
สรรพนามบรุ ุษที่ ๓ ตามความเหมาะสม เชน่ เขา ท่าน พระองค์ และ ผูเ้ ขียน

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์



(๓) ไมค่ วรใชอ้ กั ษรยอ่ ยกเวน้ อกั ษรยอ่ ที่รจู้ กั กนั โดยทวั่ ไป เช่น พ.ศ. ค.ศ. เป็ นตน้
(๔) ใชค้ าราชาศพั ทใ์ หถ้ กู ตอ้ งเหมาะสม แตไ่ ม่ตอ้ งเปล่ียนราชาศพั ทใ์ หเ้ ป็ นคาสามญั
(๕) การยอ่ ประกาศหรือคาสงั่ ที่มีเน้ ือหาเป็ นขอ้ ๆ น้ัน ตอ้ งเรียบเรียงใหเ้ ป็ นขอ้ ความที่
ตอ่ เน่ืองกนั ไปและเขียนอยูใ่ นยอ่ หน้าเดียวกนั
(๖) การย่อคาประพนั ธ์รอ้ ยกรองตอ้ งถอดคาประพนั ธ์น้ันใหเ้ ป็ นรอ้ ยแกว้ แลว้ จึงนา
ขอ้ ความน้ันมายอ่ ใหก้ ระชบั และสละสลวย
(๗) เรียบเรียงเน้ ือหาและอ่านทบทวนขอ้ ความที่ย่ออีกคร้งั เพ่ือตรวจสอบใหแ้ น่ชัดว่า
เกบ็ ใจความสาคญั ไดค้ รบถว้ นและตรวจทานการใชภ้ าษาวา่ กระชบั และสละสลวยหรือไม่

๔. ประโยชนข์ องการเขียนยอ่ ความ

๑) เป็ นการฝึกทกั ษะการอ่านย่อหน้า เพ่ือใหผ้ ูอ้ ่านสามารถจบั ใจความสาคญั และแยกแยะสว่ น
ท่ีเป็ นพลความได้

๒) เป็ นพ้ ืนฐานในการศึกษาวิชาการดา้ นต่าง ๆ เพราะการยอ่ ความจะช่วยทาให้ นักเรียนรูจ้ กั
วิเคราะหใ์ จความสาคญั ของส่ิงท่ีตนศึกษา สามารถประมวลความคิดและบนั ทึกความรูต้ ามหลกั การย่อ
ความได้

๓) เป็ นการเก็บและบนั ทึกขอ้ มูล เพอ่ื ใชเ้ ขยี นรายงานเชิงวชิ าการตอ่ ไป
๔) เป็ นการพฒั นาและฝึกฝนทกั ษะการอา่ นและการเขียนไปพรอ้ ม ๆ กนั

ตวั อยา่ งการยอ่ ความรอ้ ยแกว้
(เน้ ือความสาหรบั การยอ่ ความ)

พระยานครพระราม
ผปู้ ระดษิ ฐส์ ว้ มซึม
ต้งั แต่ผูเ้ ขียนเกิดมาจนจะมีเลข ๗ นาหน้าเลข ๐ อยู่ในเวลาไม่ก่ีวนั ขา้ งหน้าน้ ีแลว้ ผูเ้ ขียนไม่เคยนึกเลยว่า
จะตอ้ งมานัง่ ฟังคนรอ้ ง ดูดสว้ มครบั ดดู สว้ ม อยทู่ ุกวท่ี ุกวนั เหมือนอยา่ งในเวลาน้ ี
สมยั ก่อนเคยไดย้ ินไดฟ้ ังแต่คนรอ้ งขายขนม เดี๋ยวน้ ีคนรอ้ งขายขนมไม่ค่อยไดย้ ิน แต่มีคนรอ้ งดูดสว้ มแทน
ตื่นเชา้ ข้ ึนมาก็มีคนมารอ้ งแจว้ ๆ อยู่หน้าบา้ นก็ไดแ้ ต่นึกอยู่ในใจว่า นี่เขาดูดสว้ มก่อนกินขา้ วเชา้ กันทุกวนั หรือ
อยา่ งไร
นักรอ้ ง ดูดสว้ ม เพิ่งจะมีแพร่หลายเม่อื สองปี มาน้ ีเองและรอ้ งกนั ทุกเชา้ จนดูเหมือนวา่ จะมีการดูดสว้ มกนั
ทุกวนั แสดงว่าสว้ มมีมากกว่าแต่ก่อนและมีคนมากข้ ึนดว้ ยสว้ มจึงเต็มเร็ว ในสมยั ก่อนที่มี บริษัท ออนแหวง และ
บรษิ ทั สะอาด รบั ขนถ่ายถงั อุจจาระตามบา้ น เขาก็ไม่ไดร้ อ้ งมีแต่กระด่ิงบอกเป็ นสญั ญาณใหร้ วู้ า่ มาแลว้ เท่าน้ันสมยั ท่ี
ใชถ้ งั จงึ ตอ้ งมาทุกวนั คร้นั ใชส้ ว้ มซมึ กนั แลว้ การขนถา่ ยกม็ าเฉพาะตอนสว้ มเต็มนาน ๆ ครง้ั
ความจริงพวกนักรอ้ งดูดสว้ มควรระลึกถึงบุญคุณของผูป้ ระดิษฐ์สว้ มซึมกนั ใหม้ าก เพราะทาใหม้ ีอาชีพ
รา่ รวยกนั อยใู่ นเวลาน้ ี ผปู้ ระดิษฐส์ ว้ มซมึ ใหใ้ ชก้ นั แพร่หลายกค็ อื พระยานครพระราม (สวสั ด์ิ มหากายี)
ความจรงิ พระยานครพระรามไม่ใชส่ ถาปนิก ไม่ใช่เจ้าหน้าท่ีออกแบบสรา้ งอะไรท้งั ส้ นิ แต่เป็ นนักปกครอง
ท่ีเอาใจใส่เรอ่ื งทุกขส์ ุขของราษฎรเป็ นพิเศษ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์


Click to View FlipBook Version