๖
พระยานครพระรามเกิดเม่ือวนั ท่ี ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ เป็ นบุตรคนเดียวของหลวงพิจารณา (ทว้ ม)
และนางสุดใจ เป็ นศิษยเ์ รียนหนังสือช้ันประถมกับหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถูก) กวีเอกคนหน่ึงยุคกรุง
รตั นโกสนิ ทร์ แลว้ มาเรียนต่อในโรงเรยี นหลวง ณ วดั มหรรณพาราม จนสอบความรูช้ น้ั มธั ยมในสมยั น้ันไดบ้ รบิ ูรณ์
จึงไดเ้ ขา้ เป็ นนักเรียนในโรงเรียนมหาดเลก็ ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้
ต้งั ข้ นึ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๒ นับเป็ นนักเรยี นรุ่นแรกของโรงเรยี นน้ ี และเป็ นครง้ั แรกท่ีนักเรยี นโรงเรยี นน้ ี ไดถ้ วายตวั เป็ น
มหาดเลก็ รวม ๗ คน ซึง่ ต่อมาท้งั ๗ คน กไ็ ดเ้ ป็ นขนุ นางมบี รรดาศกั ด์ิเป็ นพระยาทุกคน
เม่ือเรียนจบครบ ๓ ภาค แลว้ ไดร้ บั ตาแหน่งเป็ นนายอาเภอเมือง จงั หวดั กาญจนบุรี เป็ นท่ีขุนรฐั การภกั ดี
ไดป้ ฏิบตั ิหนา้ ท่ีมาดว้ ยความเรียบรอ้ ย ไดเ้ ลื่อนบรรดาศกั ด์ิตามลาดบั เป็ นหลวงคเชนทรามาตย์ เป็ นพระชยั ศิรินทร
ภักดี และเม่ือเป็ นผูว้ ่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ก็ไดร้ ับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อน บรรดาศักด์ิข้ ึนเป็ นพระ
พิษณุโลกบุรีศรีอุตรมหานคร หลังจากน้ันไดย้ า้ ยไปเป็ นผู้ว่าราชการอีกหลายจังหวดั แต่ท่ีอยู่นานท่ีสุดคือจงั หวดั
ลพบุรี เป็ นอยถู่ ึง ๕ ปี และไดร้ บั พระราชทานสญั ญาบตั รเลื่อนเป็ นพระยานครพระรามท่ีจงั หวดั ลพบุรนี ้ ีเอง
คร้นั ถึง พ.ศ. ๒๔๖๘ ไดย้ า้ ยจากสวรรคโลกไปเป็ นผวู้ า่ ราชการจงั หวดั อุตรดิตถ์ (ซึ่งเคยเป็ นมาแลว้ ครง้ั หน่ึง
เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๔) และในคร้งั น้ ีเองกิจการสรา้ งสว้ มของท่านไดเ้ ริม่ ข้ นึ อยา่ งจริงจงั
ความจริงแลว้ ท่านไดส้ นใจเร่ืองการใชส้ ว้ มมาต้ังแต่คร้งั เป็ นผูว้ ่าราชการจังหวดั ลพบุรี (ระหว่าง พ.ศ.
๒๔๕๙-๒๔๖๔) ซึ่งในสมยั น้ันทางราชการกาลังวางแผนปราบโรคพยาธิปากขอ จึงแนะนาใหร้ าษฎรทั่วประเทศ
ถ่าย ใหเ้ ป็ นที่ ไม่ใหใ้ ชแ้ บบไปทุ่ง เหมือนสมัยโบราณใหร้ ูจ้ กั ทาสว้ มข้ ึนใช้ แต่สว้ มในสมยั น้ัน ก็เป็ นแบบสว้ มหลุม
หรือสว้ มถงั ดงั กล่าวขา้ งตน้ ไมอ่ าจจะป้องกนั แมลงวนั หรอื กาจดั กลิน่ ได้
คร้ันเมื่อพระยานครพระราม ไปเป็ นผูว้ ่าราชการจังหวดั อุตรดิตถ์ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๘ ก็พยายามคิดคน้
ทดลองทาสว้ มแบบใหม่ใหด้ ีกวา่ สว้ มหลุมธรรมดา คือ บนถงั สว้ มมีคอห่านเมื่อถา่ ยทุกขเ์ สร็จแลว้ ก็ราดน้าลงไป สิ่ง
อนั ไม่พงึ ประสงคก์ ไ็ หลลงไปอยใู่ นถงั สว้ ม เหลอื แตน่ ้าขงั อยู่ท่ีคอห่านเป็ นการสกดั ก้นั มใิ ห้ กลนิ่ ระเหยข้ นึ มา และปิ ด
กน้ั มใิ หแ้ มลงวนั หลบลงไปพบกบั สงิ่ ไมส่ ะอาดน้ันได้
เมื่อพระยานครพระรามทดลองใชจ้ นเป็ นท่ีพอใจแลว้ ก็นาออกแนะวิธีใหป้ ระชาชนในจงั หวดั อุตรดิตถ์ได้
ทดลองใชด้ ูบ้าง ก็ปรากฏว่าเป็ นที่ชื่นชอบโดยทัว่ กัน ท่านจึงใหท้ างเรือนจาผลิตสว้ มซึมตามแบบของท่าน
ออกจาหน่ายเป็ นท่ีแพรห่ ลาย จึงกลายเป็ นวา่ สว้ มซึมมีใชก้ นั ในต่างจงั หวดั ก่อนในกรุงเทพฯ
ในครง้ั น้ันถา้ พระยานครพระรามจดทะเบียนสงวนลิขสิทธ์ิในการทาสว้ มซึมข้ ึนไว้ ท่านกค็ งรา่ รวยมหาศาล
เพราะในปัจจบุ นั ไมว่ า่ ที่ไหนก็ใชแ้ ตส่ ว้ มซึม มคี นขายทวั่ ราชอาณาจกั ร โดยท่ีคนทาขายกไ็ ม่รูว้ า่ ใครเป็ นคนคิด
พระยานครพระรามรับราชการมาจนไดเ้ ป็ นถึงสมุหเทศาภิบาล คร้ันถึงสมัยเปล่ียนการปกครองได้
ประกาศยกเลกิ มณฑลหวั เมืองเม่อื พ.ศ. ๒๔๗๖ พระยานครพระรามกต็ อ้ งออกจากราชการขณะที่อายเุ พิ่งจะ ๔๕ ปี
นอกจากจะเป็ นผูเ้ ชี่ยวชาญในดา้ นการทาสว้ มซึมแลว้ พระยานครพระรามยงั เป็ นผูเ้ ช่ียวชาญ ในดา้ นเร่ือง
เคร่ืองถว้ ยไทย จนถึงแตง่ เป็ นตาราไวเ้ ลม่ หน่ึง
พระยานครพระราม (สวสั ด์ิ มหากายี) ถึงแก่อนิจกรรมเม่ือวนั ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘o อายุได้ ๕๓
ปี ๗ เดือน ท่านไดเ้ ขยี นขอ้ ความไวเ้ ป็ นคติวา่
ในเร่ืองครอบครวั ทุกท่านมีห่วงอยา่ งใด ขา้ พเจา้ ก็มีเช่นน้ัน แต่ก็เห็นว่าไม่มีทางใดท่ีจะทาไดโ้ ดยง่าย ตวั
เขาเหล่าน้ันจะทาของเขาเอง ต่างวา่ จะมที รพั ยใ์ ห้ เขาไมร่ ูจ้ กั รกั ษากอ็ นั ตรธานหมด หรือคาสอนเขาไม่ทาตามก็ไม่มี
ประโยชน์ จึงตอ้ งแลว้ แต่เขาที่คิดจะพงึ่ ตวั เอง ถา้ เขาไม่คิดก็เป็ นกรรมของเขา อย่าวา่ แต่เป็ นมนุษยเ์ พยี งขา้ พเจา้ เลย
ถึงเทพยเจา้ หรือท่ีสุดพระพุทธเจา้ ท่านก็คงไมส่ ามารถจะชว่ ยเขาได้ ขา้ พเจา้ มีความคดิ เช่นน้ ี
เพ่ือประโยชน์ในทางทาใหใ้ จสงบสมดังพุทธภาษิตว่า ความสุขอนั ใดจะยิ่งกวา่ ความสงบไม่มี เวลาท่ีท่าน
อ่านหนังสอื น้ ีขา้ พเจา้ สงบแลว้ สงบทุกสง่ิ ทุกอยา่ ง และรา่ งกายก็กลายเป็ นเหลวอนั ปฏกิ ลู ดว้ ย
หมายเหตุ เร่อื งสว้ มซึมน้ีมีผูอ้ า้ งกันหลายคนวา่ เป็นผูป้ ระดิษฐ์ แตท่ ่ ีแน่นอนก็คือพระยานครพระรามเป็น
นักปกครองคนแรกท่ ีเผยแพรก่ ารใชส้ ว้ มซึม
(ท่ีมา : ส.พลายนอ้ ย)
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๗
ตวั อยา่ งการยอ่ ความรอ้ ยแกว้ ทด่ี ี
ยอ่ เรือ่ ง พระยานครพระราม ผปู้ ระดิษฐส์ ว้ มซมึ ผแู้ ต่ง ส.พลายนอ้ ย จาก หนังสือคนดงั ในอดีต หน้า ๔๗-
๕๒ ความวา่
พระยานครพระราม คือ นายสวสั ด์ิ มหากายี เป็ นผูป้ ระดิษฐส์ ว้ มซึมคนแรกของประเทศไทย เกิดเมื่อวนั ที่
๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ จบการศึกษาช้นั มธั ยมศึกษาจากโรงเรยี นหลวง ณ วดั มหรรณพาราม จากน้ันไดเ้ ขา้ ศึกษา
ต่อในโรงเรียนมหาดเล็ก เม่ือสาเร็จการศึกษาก็ไดเ้ ขา้ รับราชการเป็ นนายอาเภอ ประจาอาเภอเมือง จังหวัด
กาญจนบุรี และไดเ้ ลื่อนบรรดาศักด์ิเรื่อยมาตามลาดับ จนมีบรรดาศักด์ิเป็ นพระยา ดารงตาแหน่งผูว้ ่าราชการ
จงั หวดั ลพบรุ ี ซึ่งระยะเวลาดงั กลา่ ว ทางราชการไดร้ ณรงคใ์ หป้ ระชาชนทาสว้ มหลุมหรือสว้ มถึงข้ นึ ใชเ้ พื่อป้องกนั โรค
พยาธิปากขอ ต่อมาท่านยา้ ยไปดารงตาแหน่งผูว้ ่าราชการจงั หวัดอุตรดิตถ์ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านก็ไดท้ ดลอง
ประดิษฐ์สว้ มซึมซึ่งเป็ นสว้ มท่ีถูกสุขอนามัยข้ ึน เมื่อไดท้ ดลองใชจ้ นได้ผลดีและแนะนาใหป้ ระชาชนในจังหวดั
อุตรดิตถท์ ดลองใชเ้ ป็ นท่ีพอใจแลว้ ท่านจงึ ใหท้ าง เรือนจาผลติ สว้ มซึมออกจาหน่ายอยา่ งแพร่หลาย ทา่ นรบั ราชการ
จนไดร้ บั ตาแหน่งสมุหเทศาภิบาล และ ตอ้ งออกจากราชการเน่ืองจากมีการประกาศยกเลกิ มณฑลหวั เมืองใน พ.ศ.
๒๔๗๖ ท่านถึงแกอ่ นิจกรรม เม่ือวนั ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ รวมอายไุ ด้ ๕๓ ปี ๗ เดือน
ตวั อยา่ งการยอ่ ความรอ้ ยกรอง
(เน้ ือความสาหรบั การยอ่ ความ)
๏ เมอ่ื น้ัน ฝ่ ายทา้ วทศพกั ตรย์ กั ษา
เสวยสุขอยทู่ ุกทิวา ในทวปี ลงกากรุงไกร
ประกอบดว้ ยจตั ุรงคท์ วยหาญ ศฤงคารบรวิ ารไมน่ ับได้
ทรงอานุภาพปราบไป ทวั่ ในสามภพธาตรี
เป็ นมหาดิเรกเอกองค์ กวา่ เหล่าสุริยว์ งศย์ กั ษี
รอ้ ยเอ็ดกษัตริยอ์ สรุ ี ถึงปี มาถวายบรรณาการ
ราตรีเขา้ ที่ไสยาสน์ กบั มณโฑอคั รราชยอดสงสาร
ในท่ีหอ้ งรตั น์ชชั วาล พญามารก็เคล้ มิ หลบั ไป ฯ
๏ คร้นั เวลาลว่ งปัจฉิมยาม เรอื งอรา่ มดว้ ยแสงแขไข
เหตุซง่ึ จะส้ นิ ชวี าลยั ใหเ้ กดิ นิมติ อศั จรรย์ ฯ
๏ ตกใจต่ืนจากไสยาสน์ หวนั่ หวาดตรึกไปดว้ ยความฝัน
ครน้ั รุง่ แสงสีรววี รรณ กุมภณั ฑส์ ระสรงสาคร
ประดบั เครือ่ งสาหรบั กษตั รยิ ท์ รง อลงกตจารสั ประภสั สร
เสด็จยา่ งเย้ อื งบทจร กรายกรออกพระโรงรูจี ฯ
๏ ลดองคล์ งเหนือบลั ลงั กอ์ าสน์ อนั โอภาสดว้ ยแกว้ สลบั สี
พรอ้ มหมู่อสรู เสนี สุรยิ ว์ งศก์ วีโหรา
งามดงั่ ดวงดารากร แวดลอ้ มจนั ทรในเวหา
จ่ึงมีพระราชบญั ชา แกพ่ ญาพเิ ภกกุมภณั ฑ์
คืนน้ ีใกลร้ ุง่ ราตรกี าล บนั ดาลนิมติ ความฝัน
วา่ มีพญาแรง้ ชาญฉกรรจ์ ขนน้ันขาวผ่องท้งั อินทรยี ์
บนิ มาแต่เบ้ ืองบรู พทิศ สาแดงฤทธ์ิดงั่ ราชปักษี
ขา้ มมหาคงคาวารี ร่อนอยตู่ รงท่ีหน้าพระลาน
ปะกบั แรง้ ดาตวั กลา้ อนั มาบจั จมิ ทิศาล
ตีกนั ในกลางคคั นานต์ แรง้ ดาตวั หาญน้ันเสียชยั
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๘
ตกลงยงั พ้ นื ปัถพี สกุณีไมบ่ ินไปได้
กล้ งิ เกลือกเสือกส้ นิ ชวี าลยั กลายไปเป็ นรปู อสรุ า
แลว้ วา่ เอากะลาน้ามนั ยาง ใสไ่ สว้ างลงเหนือหตั ถา
ยงั มีหญิงหน่ึงพาลา วิง่ เขา้ มาจุดอคั คี
น้ามนั แหง้ ส้ นิ ไสช้ วลิต กะลาไหมไ้ ฟติดมอื พ่ี
พษิ เพลิงรอ้ นทวั่ อินทรยี ์ ฝันน้ ีดีรา้ ยประการใด ฯ
พิเภกผมู้ อี ชั ฌาสยั
๏ เม่อื น้ัน ทอดถอนฤทยั คะนึงคิด
พเิ คราะหต์ ามความฝันก็พรนั่ ใจ แสนสนุกดงั่ ช้นั ดสุ ิต
เสยี ดายพภิ พกุมภณั ฑ์ อนั มาแต่ทิศบรู พา
จะแหลกลาญดว้ ยหมูป่ ัจจามติ ร ทูลพระบรมเชษฐา
คดิ แลว้ ยอกรบงั คม ไดแ้ กน่ างสามนักขา
อนั ซง่ึ ฝันวา่ กะลา น้ามนั คือพระวงศน์ อ้ ยใหญ่
เช้ อื ไสน้ ้ันไดแ้ ก่พระองค์ ไดแ้ กน่ วลนางสีดา
เพลิงพลงุ่ รุง่ โรจน์ลามไป ไดแ้ กน่ างสามนักขา
อนั หญงิ ซ่งึ วิ่งมาจดุ ไฟ คอื วา่ พระรามจกั รี
แรง้ เผือกซ่งึ โบยบินมา ผวู้ งศพ์ รหเมศเรืองศรี
แรง้ ดาน้ันคือพระองค์ ดว้ ยสามสี ดี านงลกั ษณ์
จะไดร้ ณรงคร์ าวี จะรอ้ นทวั่ ลงกาอาณาจกั ร
ฝันน้ ีมไิ ดส้ ถาวร จะซบพกั ตรร์ า่ รอ้ งรกั กนั ฯ
ท้งั พวกอสรู หมยู่ กั ษ์
ตวั อยา่ งการยอ่ ความรอ้ ยกรองทดี่ ี
ยอ่ กลอนบทละคร เรื่อง รามเกียรต์ิ ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จาก บทละคร
เร่ืองรามเกยี รต์ิ เลม่ ๒ หนา้ ๒๕๒-๒๕๓ ความวา่
ทศกณั ฐฝ์ ันรา้ ยวา่ มีพญาแรง้ สีขาวบินมาจากทิศตะวนั ออก แลว้ ต่อสูก้ นั กลางอากาศกบั พญาแรง้ สดี าท่ีมา
จากทิศตะวันตก ปรากฏว่าพญาแรง้ สีดาเป็ นฝ่ ายพ่ายแพจ้ นตกลงมาตายบนพ้ ืน เมื่อตายแลว้ ก็กลายร่างเป็ น
ทศกณั ฐ์ ซึ่งมีกะลาใสน่ ้ามนั พรอ้ มไสอ้ ยูใ่ นมือจากน้ันผูห้ ญิงคนหนึ่งก็วิ่งเขา้ มาจุดไฟ ไฟไดล้ ุกจนน้ามนั แหง้ และไหม้
กะลาจนไฟลุกติดมอื และรอ้ นไปท้งั ตวั ทศกณั ฐจ์ งึ ใหพ้ ิเภกช่วยทานายฝัน พิเภกก็ ทานายวา่ กะลาหมายถึงกรุงลงกา
ไสห้ มายถึงทศกณั ฐ์ น้ามนั หมายถึงญาติพี่น้องของทศกณั ฐ์ ผูจ้ ุดไฟ หมายถึงนางสามนักขา เปลวไฟไดแ้ ก่นางสีดา
ส่วนพญาแรง้ สีขาวคือพระราม และพญาแรง้ สีดาคือ ทศกณั ฐ์ ซึ่งจะไดร้ บกัน โดยฝ่ ายทศกณั ฐ์จะปราชัยและเกิด
ความเสียหายอยา่ งใหญห่ ลวง
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๙
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ จะใหค้ วามสาคญั กับการจดั รูปแบบและองคป์ ระกอบเป็ นอย่าง
มาก ดังน้ันผูเ้ ขียนรายงานจะตอ้ งมีความรูเ้ ก่ียวกับการจดั รูปแบบและองค์ประกอบของรายงานเชิง
วชิ าการ เพ่ือจะไดจ้ ดั ทารายงานทางวิชาการไดถ้ กู ตอ้ ง
๑. ความหมายของการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขยี นรายงานเชิงวิชาการ เป็ นการเขียนเรื่องทางวิชาการที่ไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ มาเป็ น อยา่ ง
ดีและเรียบเรียงอยา่ งมีระเบยี บแบบแผน ทาใหเ้ กิดความรคู้ วามเขา้ ใจเร่ืองที่ไดศ้ ึกษาดียิง่ ข้ นึ รายงานเชิง
วิชาการ จึงเป็ นงานเขียนทางวิชาการที่เกิดจากการศึกษาคน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มูลจากแหล่งต่าง ๆ โดย
ศึกษาคน้ ควา้ จากเอกสาร สารวจ สงั เกต ทดลอง ฯลฯ แลว้ นามารวบรวม วิเคราะห์ เรียบเรียงข้ ึนใหม่
ตามโครงเร่อื งที่ไดว้ างไวโ้ ดยมหี ลกั ฐานและเอกสารอา้ งอิงประกอบ
๒. ส่วนประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
๒.๑ สว่ นประกอบตอนตน้
๑) ปกนอก ปกนอกควรมีรายละเอียดต่าง ๆ เป็ นตน้ ว่า ช่ือเร่ือง ชื่อผู้เขียนรายงาน ชื่อครู
อาจารยผ์ ูส้ อน ชือ่ วชิ า ชือ่ สถาบนั ภาคเรียน และปี การศึกษา เชน่
รายงานการศกึ ษาคน้ ควา้
เรอื่ ง วรรณกรรมพ้ นื บา้ นจงั หวดั สุพรรณบุรี
เสนอ
คณุ ครูกรณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
จดั ทาโดย
นายสพุ รรณ น้าสุพรรณ เลขที่ ๕๐
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี ๖ หอ้ ง ๑
รายงานน้ ีเป็ นส่วนหน่ึงของการศกึ ษารายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑)
ภาคเรียนที่ ๑ ปี การศกึ ษา ๒๕๖๐
โรงเรยี นบรรหารแจม่ ใสวิทยา ๑ อาเภอดอนเจดีย์ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๐
๒) ใบรองปก เป็ นกระดาษเปล่า ๑ แผ่นท่ีคนั่ อยรู่ ะหวา่ งปกนอกและปกใน
๓) ปกใน ปกในจะตอ้ งมรี ายละเอยี ดเหมือนกบั ปกนอกทุกประการ
๔) คานา เป็ นการกล่าวถึงเน้ ือหาโดยสรุปของรายงาน เพื่อใหผ้ ูอ้ ่าน ภาพรวมของรายงานใน
เบ้ ืองตน้ คานาท่ีดีไม่ควรจะออกตัวหรือแกต้ ัว เพราะจะทาใหล้ ดความเชื่อถือลงได้ เช่น “ผูเ้ ขียนไม่
สนั ทดั หวั ขอ้ รายงานเรอ่ื งน้ ี” “ผเู้ ขยี นมีขอ้ จากดั ต่าง ๆ " ทารายงานเรือ่ งน้ ี” เป็ นตน้
๕) สารบญั เป็ นการเรยี งลาดบั หวั ขอ้ ที่ปรากฏในรายงาน และมกี าร เลขหนา้ กากบั
๒.๒ ส่วนเน้ ือหา
๑) บทนา เป็ นส่วนท่ีกล่าวถึงหวั ขอ้ รายงานวา่ ดว้ ยเรื่องความสาคญั ของเร่ืองที่เขียน เหตุผลและ
วตั ถุประสงคใ์ นการทารายงาน ตลอดจนการกาหนดขอบเขตของเรื่องท่ีเขียน วิธีการศึกษาคน้ ควา้ และ
งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
๒) เน้ ือหา เป็ นส่วนท่ียาวท่ีสุดและสาคัญท่ีสุดของรายงาน เนื่องจากเป็ นการใหร้ ายละเอียด
ท้ังหมดเก่ียวกบั หวั ขอ้ ที่ศึกษา หากเป็ นรายงานขนาดส้นั ก็สามารถเขียนเร่ือง ติดต่อกนั ไปโดยไม่ตอ้ ง
แบง่ เป็ นบท ๆ แต่ถา้ เป็ นรายงานขนาดยาวควรแบ่งเน้ ือหาออกเป็ นบทยอ่ ย ๆ เพื่อใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจไดง้ ่าย
๓) สรุป เป็ นการสรุปผลการศึกษาคน้ ควา้ และอาจมีการอภิปรายหรือเพิ่มเติมขอ้ เสนอแนะใน
การศึกษาเรื่องน้ัน ๆ ต่อไป
๒.๓ สว่ นประกอบตอนทา้ ย
๑) บรรณานุกรม หมายถึง รายชื่อหนังสือ เอกสาร โสตทัศนวสั ดุ เช่น แถบบันทึกเสียง แถบ
บนั ทึกภาพ หรือแหลง่ อา้ งองิ ขอ้ มูลอื่น ๆ เช่น อินเทอรเ์ น็ต และการสมั ภาษณ์ เป็ นตน้ ที่ผูเ้ ขยี นใชศ้ ึกษา
คน้ ควา้ เป็ นขอ้ มูลในการทารายงาน ซ่ึงผูเ้ ขียนรวบรวมไวอ้ ย่างเป็ นระบบ เพ่ือใหผ้ ูอ้ ่านท่ีสนใจสามารถ
คน้ ควา้ เพิ่มเติมได้
๒) ภาคผนวก หมายถึง เน้ ือหาหรือขอ้ มูลท่ีไม่ไดเ้ ป็ นเน้ ือหาของรายงานโดยตรง แตเ่ ป็ นเน้ ือหา
ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั หวั ขอ้ เร่ืองท่ีศึกษา ซ่ึงผเู้ ขยี นคิดว่าน่าจะเป็ นประโยชน์แก่ผูอ้ ่าน จึงนา มาใสไ่ วใ้ นตอนทา้ ย
ของรายงานดว้ ย เพ่อื ประโยชน์สาหรบั ใหผ้ ูส้ นใจคน้ ควา้ หรืออ่านเพ่มิ เติม
ประเภทของรายงานทางวิชาการ
๑. รายงานการคน้ ควา้ ทวั ่ ไป
๑.๑ รายงาน (Report) เป็ นผลการศึกษาคน้ ควา้ ในเรื่องใดเร่ืองหน่ึงโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
ประกอบการเรยี นในรายวชิ า (ในรายวิชาหน่ึงอาจมรี ายงานไดห้ ลายเรอื่ ง) รายงานในวชิ าใดจะมีเน้ ือหา
อยู่ในขอบข่ายวิชาน้ัน โดยอาจใชว้ ิธีการศึกษาคน้ ควา้ วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีประกอบกัน เช่น
การศึกษาคน้ ควา้ จากเอกสาร การสงั เกต การทดลอง เป็ นตน้ ในแง่การจดั ทาอาจเป็ นรายงานเด่ียวหรือ
รายงานกลุ่มสาหรับความยาวของรายงานและกาหนดเวลาทาจะแตกต่างกนั ไปข้ ึนอยู่กับขอบเขตของ
หวั ขอ้ รายงานและการตกลงกนั ระหวา่ งผสู้ อนและผูเ้ รียน โดยทวั่ ไปใชเ้ วลานอ้ ยกวา่ 1 ภาคเรยี น
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๑
๑.๒ ภาคนิพนธ์ (Term paper) มีลักษณะเช่นเดียวกับรายงานเพียงแต่เรื่องที่ใชท้ าภาค
นิพนธ์จะมีขอบเขตกวา้ งและลึกซ้ ึงกว่า ใชเ้ วลาคน้ ควา้ มากกว่าความยาวของเน้ ือหามากกว่า ดังน้ัน
ผูเ้ รียนจึงมกั จะไดร้ บั มอบหมายใหท้ าเพียงเร่อื งเดียวในแต่ละรายวิชาต่อภาคการศึกษา
๒. รายงานการคน้ ควา้ วิจยั
๒.๑ รายงานการวิจยั (Research Report) เป็ นการนาเสนอผลการศึกษาคน้ ควา้ และวิจยั ใน
เร่ืองหรือปัญหาเฉพาะท่ีต้องการคาตอบหรือความรูเ้ พิ่มเติม ตอ้ งมีความรู้ใหม่ท่ียังไม่เคยมีการ
ศึกษาวิจยั มาก่อน มีวิธีดาเนินการอย่างมีระเบียบ มีจุดมุ่งหมายท่ีแน่นอนเพ่ือใหไ้ ดม้ าซึ่งความจริงหรือ
หลกั การบางอยา่ ง
๒.๒ วิทยานิพนธ์ หรือ ปริญญานิพนธ์ (Thesis or Dissertation) มีลักษณะเช่นเดียวกับ
รายงานการวิจัยและถือเป็ นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต เรียกว่า
วิทยานิพนธ์ (Thesis) และปรญิ ญาดุษฎีบณั ฑติ เรยี กวา่ ปรญิ ญานิพนธห์ รอื ดุษฎีนิพนธ์ หรอื สารนิพนธ์
(Dissertation) เป็ นเร่อื งทาเฉพาะบคุ คลกาหนดเวลาทาไม่เกินระยะเวลาเรยี นของหลกั สูตรน้ัน
๓. ข้นั ตอนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
๓.๑ การกาหนดเรื่องและขอบเขตของเน้ ือหา
เร่ืองท่ีจะทารายงานอาจเป็ นเร่ืองท่ีมีการกาหนดหัวขอ้ ใหห้ รือเร่ืองที่กาหนด ะตอ้ เอง หาก
ผูเ้ ขยี นตอ้ งกาหนดเรอื่ งเองแลว้ ควรจะคานึงถึงสิ่งต่าง ๆ ตอ่ ไปน้ ี
๑) ความสาคญั หรือความน่าสนใจของเรื่อง ควรเป็ นเรื่องที่ มปี ระเด็นน่าสนใจและน่าติดตาม
๒) ความสนใจและความถนัดของผูเ้ ขียน เร่ืองท่ีจะทารายงานควรเป็ นเร่ืองท่ี ผูเ้ ขียนสนใจและ
ถนัด จะช่วยใหผ้ ูเ้ ขยี นเกิดความกระตือรอื รน้ ในการทารายงานและศึกษาคน้ ควา้ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิผล
๓) แหลง่ ขอ้ มูลที่ใชศ้ ึกษาเร่ืองท่ีจะทารายงานควรมแี หล่งขอ้ มูลและขอ้ มูลมากพอ ที่จะศึกษาได้
ไม่ควรเลือกเรอ่ื งที่มีขอ้ มูลนอ้ ยหรือไม่สามารถเขา้ ถึงแหลง่ ขอ้ มูลได้
๔) ขอบเขตของเร่ือง ผูเ้ ขยี นควรกาหนดขอบเขตของเร่ืองท่ีจะศึกษาใหเ้ หมาะสม กบั เวลาที่ใชใ้ น
การทารายงานและความสามารถของผูเ้ ขียน เชน่ หากผูเ้ ขียนมเี วลาน้อย แต่จะตอ้ ง ทารายงานเก่ียวกบั
วรรณคดีไทย ผูเ้ ขียนอาจจะเลือกทารายงานเกี่ยวกบั วรรณคดีเรือ่ งใดเร่ืองหนึ่ง หรือศึกษาเพยี งประเด็น
ใดประเด็นหน่ึงเท่าน้ัน ควรหลีกเล่ียงเร่อื งท่ีกวา้ งเกินไป เชน่ วรรณคดีไทยมรดกโลก เป็ นตน้
๓.๒ การสารวจแหล่งขอ้ มูล
ขอ้ มูลท่ีใชใ้ นการทารายงานน้ันแบ่งออกเป็ น ๒ ประเภท คอื
๑) ขอ้ มูลช้ันปฐมภูมิ คือ ขอ้ มูลภาคสนาม เป็ นขอ้ มูลท่ีผูเ้ ขียนรายงานรวบรวมข้ ึนจากการ
สารวจ การสงั เกต การสมั ภาษณ์ แบบสอบถาม หรอื การทดลอง
๒) ขอ้ มูลช้ันทุติยภูมิ คือ ขอ้ มูลจากเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ เป็ นขอ้ มูลท่ีบันทึกเป็ นลาย
ลกั ษณ์อกั ษร เช่น หนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ รายงาน หนังสืออา้ งอิง วารสาร นิตยสาร จารึก และ
จดหมายเหตุ เป็ นตน้
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๒
๓.๓ การรวบรวมขอ้ มลู
เมื่อผูเ้ ขียนไดส้ ารวจขอ้ มูลที่จะศึกษาแลว้ ตอ้ งเก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยการจดั ระเบียบ ขอ้ มูลหรือ
แยกขอ้ มูลออกเป็ นกลุ่มต่าง ๆ เพ่ือความสะดวกในการวิเคราะหข์ อ้ มูลต่อไป วิธีจดั ระเบียบ ขอ้ มูลท่ีเป็ น
ที่นิยมวิธีหนึ่ง คือ การทาบัตรบนั ทึกขอ้ มูล ซ่ึงมกั มีรายละเอียดเกี่ยวกบั หวั ขอ้ เรื่องท่ีบนั ทึก แหล่งท่ีมา
ของขอ้ มลู แหล่งคน้ ควา้ และการสรุปใจความสาคญั ของเรือ่ งที่อ่าน ท้งั น้ ีควรบนั ทึกขอ้ มลู เพียง ๑ หวั ขอ้
ตอ่ บตั รบนั ทึกขอ้ มลู ๑ แผ่น
ตวั อยา่ งบตั รบนั ทกึ ขอ้ มลู
ตน้ จนั ทน์กะพอ้
เสาวลกั ษณ์ สุขสมยั . เสน่หไ์ มไ้ ทย. พิมพค์ รง้ั ที่ ๔. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๓๒ หนา้ ๔๘-๕๑
จนั ทน์กะพอ้ เป็ นไมย้ นื ตน้ ขนาดใหญ่ ตอกมีสขี าว กลิน่ หอม ในสมยั โบราณ ประโยชน์เป็ นน้ามนั ใสผ่ ม ทา
ยาหอม แกล้ ม บารุงหวั ใจ ปัจจบุ นั ใชส้ กดั กลน่ิ ทาน้าหอม
๓.๔ การวิเคราะหข์ อ้ มลู
ข้นั ตอนน้ ีเป็ นการทาความเขา้ ใจขอ้ มูลและตีความขอ้ มูลท่ีศึกษา จากน้ันแยกแยะขอ้ มูลและจดั
กลุ่มขอ้ มูล หากเป็ นขอ้ มูลท่ีเป็ นความคิดเหน็ ผูเ้ ขียนตอ้ งอภิปรายว่าเห็นดว้ ยหรือไม่กบั ความคิดเห็นน้ัน
หากเป็ นขอ้ มูลภาคสนาม เช่น ขอ้ มลู การตอบแบบสอบถาม ผูเ้ ขยี นอาจใชว้ ิธีการทางสถิติรว่ มดว้ ย
๓.๕ การเรยี บเรียงเน้ ือหาของรายงาน
ผูเ้ ขียนรายงานควรเรียบเรียงรายงานไปตามสว่ นประกอบของรายงาน คือ สว่ นประกอบตอนตน้
สว่ นเน้ ือหา และส่วนประกอบตอนทา้ ย โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในส่วนเน้ ือหาน้ัน ผูเ้ ขยี นจะตอ้ งนาขอ้ มูลท่ีจดั
ระเบียบ วิเคราะห์ และตีความแลว้ มาเรียบเรียงใหเ้ ป็ นลาดบั ข้นั ตอน ท้งั น้ ีการเขียนรายงานที่ดีไม่ควร
นาขอ้ มูลจากแหล่งต่าง ๆ มาเขียนเรียงต่อ ๆ กันโดยไม่ดัดแปลง ขอ้ ความน้ัน ๆ เลย แต่ผูเ้ ขียนควร
เขียนดว้ ยสานวนภาษาของตนเอง โดยจะตอ้ งเขียนใหช้ ดั เจนตรงไปตรงมา และตอ้ งใชภ้ าษาเขียนท่ีเป็ น
แบบแผนหรือระดบั ทางการ ที่สาคญั ที่สุดคือ ผูเ้ ขียนตอ้ งอา้ งองิ แหลง่ ท่ีมาของขอ้ มลู ทุกคร้งั
๔. การอา้ งอิงและบรรณานุกรม
การอา้ งอิง คือ การบอกแหล่งท่ีมาของขอ้ มูล เพ่ือใหผ้ ูอ้ ่านสามารถสอบทานขอ้ เท็จจริงหรือ
ศึกษาคน้ ควา้ เพิ่มเติมต่อไปไดส้ ะดวก การบอกแหลง่ ที่มาของขอ้ มลู ถือเป็ นการใหเ้ กยี รติเจา้ ของขอ้ มูลซ่ึง
เป็ นการสรา้ งมารยาทท่ีดีทางวิชาการ และยังถือเป็ นการปฏิบัติตามหลักกฎหมายลิขสิทธ์ิอีกด้วย
นอกจากน้ ีการอา้ งอิงขอ้ มูลของผู้อื่นซ่ึงสอดคลอ้ งกับเน้ ือหาหรือผลการศึกษาของผูเ้ ขียนรายงานยงั มี
ส่วนช่วยใหร้ ายงานน่าเชื่อถือย่ิงข้ นึ การอา้ งองิ ในปัจจบุ นั สามารถทาได้ ดงั น้ ี
๔.๑ การอา้ งอิงแบบแทรกในเน้ ือหา หรือระบบนาม-ปี ทาไดโ้ ดยเขียนขอ้ มูลเกี่ยวกบั เอกสาร
ท่ีอา้ งอิง ไดแ้ ก่ ช่ือผูแ้ ต่ง ปี ท่ีพิมพ์ และเลขหน้าท่ีอา้ งอิงจากเอกสารน้ันไวใ้ นเคร่ืองหมายนขลิขิตหรือ
วงเล็บตอ่ จากขอ้ ความท่ีอา้ งอิง หากผูแ้ ตง่ เป็ นชาวต่างชาติใหเ้ ขยี นเฉพาะชอ่ื สกุลของผแู้ ต่งเทา่ น้ัน เช่น
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๓
ตวั อยา่ งการอา้ งอิงแบบแทรกในเน้ ือหา แบบท่ี ๑
นอกจากน้ ีคาสอนที่มีในโคลงราชสวสั ด์ิก็มคี วามเหมอื นกบั คาสอนในวิธุรชาดกมากทีเดียว เช่น การรูว้ า่ สิง่
ใดควรปฏิบตั ิและไม่ควรปฏิบตั ิ โดยเฉพาะอย่างย่ิงขอ้ หา้ มในการทาตนตีเสมอพระมหากษัตริย์ ดังขอ้ ความในวิธุร
ชาดกวา่ “คือ พึงเสพแต่ตา่ กวา่ อยา่ นุ่งผา้ อยา่ ทดั ดอกไม้ และอยา่ ทาเคร่อื งลูบไล้ เสมอดว้ ยพระราชา...” (พระเจา้
บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชินวรสริ วิ ฒั น์ สมเด็จพระสงั ฆราชเจา้ . ๒๕๓๒ : ๑๔๔)
ตวั อยา่ งการอา้ งอิงแบบแทรกในเน้ ือหา แบบที่ ๒
กาเนิดของภาษาน้ันมีการสนั นิษฐานไวห้ ลายทฤษฎี (Chapman. 1993 : 727) เป็ นตน้ วา่ ทฤษฎี ding-
dong หรอื ทฤษฎี bucket กล่าววา่ ภาษาเกิดจากการสรา้ งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเสยี งกบั สง่ิ ของหรือความคิด ทฤษฎี
bow-wow กล่าวว่า ภาษาเกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติ ทฤษฎี pooh-pooh กล่าวว่า ภาษาเกิดจากเสียงของ
ปฏิกิริยา ตอบสนองโดยเฉพาะต่ออารมณไ์ มพ่ ึงประสงค์ ทฤษฎี yum-yum กล่าววา่ ภาษาเกดิ จากทา่ ทางท่ีสมั พนั ธ์
กับเสียงและสถานการณ์ และทฤษฎี babble-lucky กล่าวว่า ภาษาเกิดจากการออกเสียงเดิมซ้ากับเหตุผลในการ
ออกเสยี งน้ัน
อยา่ งไรกต็ าม หากเขยี นช่อื ผูแ้ ต่งเป็ นส่วนหนึ่งของขอ้ ความแลว้ กเ็ ขียนเฉพาะปี ท่ีพมิ พ์ และเลข
หน้าที่อา้ งองิ ในเอกสารน้ันไวใ้ นวงเล็บต่อจากช่อื ผแู้ ต่ง เชน่
ตวั อยา่ งการอา้ งองิ แบบแทรกในเน้ ือหา แบบท่ี ๓
อุปลักษณ์ (Metaphor) เป็ นโวหารอีกประเภทหนึ่งท่ีมีใชใ้ นโคลงภาษิตท้ัง ๓ เรื่อง “อุปลักษณ”์ ตามคา
จากดั ความของกุหลาบ มลั ลิกะมาส (๒๕๒๒ : ๑๒๗) มีความหมายวา่ “เป็ นการเปรยี บเทียบสิ่งหน่ึงเป็ นอีกสงิ่ หน่ึง
คาท่ีแสดงวา่ เหมอื นน้ันไมป่ รากฏอยเู่ ป็ นการเปรียบเทียบโดยตรงวา่ ส่ิงหน่ึงเป็ นอีกสิง่ หน่ึง”
ตวั อยา่ งการอา้ งอิงแบบแทรกในเน้ ือหา แบบที่ ๔
น อ กจ า กน้ั น Robins (1993 : 563) ยังกล่ า ว อี กว่า “ … human life in its present form would be
impossible and inconceivable without the use of language. People have long recognized the force and
significance of language.” ซ่ึงถอดความไดว้ า่ หากไม่มีการใชภ้ าษา ชีวิตมนุษยจ์ ะไม่อาจพฒั นามา ไดด้ งั ท่ีเป็ นอยู่
ในปัจจุบนั มนุษยจ์ งึ ตระหนักถึงพลงั และความสาคญั ของภาษามานานแลว้
๔.๒ การอา้ งอิงแบบเชิงอรรถ ทาได้โดยกากับหมายเลขไวท้ า้ ยข้อความที่อ้างอิง แล้วลง
หมายเลขเดียวกันไวต้ อนล่างสุดของหน้าน้ัน ๆ พรอ้ มอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารท่ีอ้างอิง
เชิงอรรถแบบสมบรู ณส์ าหรบั หนังสอื มีรปู แบบและการใชเ้ คร่ืองหมาย ดงั น้ ี
๑ชอ่ื ผูแ้ ตง่ , ชอื่ หนังสือ, คร้งั ท่ีพิมพ์ (เมอื งที่พมิ พ์ : สานักพมิ พ,์ ปี ท่ีพมิ พ)์ , เลขหน้าท่ีอา้ งอิง
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๔
ตวั อยา่ งการอา้ งองิ แบบเชิงอรรถ แบบท่ี ๑
คร้นั เม่ือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยูห่ วั เสด็จนิวตั พระนครแลว้ พระองคท์ รง สนพระราชหฤทยั
เร่ืองการทาหนังสือพิมพใ์ นเมืองไทย จึงทรงจดั ต้ัง “ทวีปัญญาสโมสร” ข้ ึน ณ พระราชวงั สราญรมย์ ทรงพระราช
นิพนธเ์ รอ่ื งต่าง ๆ ลงในหนังสอื พิมพท์ วปี ัญญาและ ยงั ทรงชกั ชวนใหข้ า้ ราชบรพิ ารที่มคี วามสามารถไดท้ ดลองเขียน
บทความลงในหนังสือน้ ีดว้ ย การที่พระองคโ์ ปรดงานหนังสือพิมพ์น้ ีจึงทาใหพ้ ระองคท์ รงออกหนังสือพิมพเ์ องใน
ระยะก่อน เสด็จเถลงิ ถวลั ยร์ าชสมบตั ิ จานวน ๒ เล่มดว้ ยกนั คือ หนังสอื พิมพอ์ มั พวะสมยั และทวีปัญญา๑
___________________
๑ธงทอง จนั ทรางศุ. พระมหาธีรราชเจา้ , (กรุงเทพฯ : อกั ษรสมั พนั ธ์ ๒๕๓๐), หนา้ ๒๔.
ตวั อยา่ งการอา้ งอิงแบบเชิงอรรถ แบบที่ ๒
เหตุการณต์ อนท่ีเสด็จฯ ทรงสอนพลอยในเร่ืองของพี่เนื่อง เมื่อรูว้ า่ พี่เน่ืองนอกใจไปมีภรรยา ไม่ไดซ้ ่ือสตั ย์
ต่อความรกั ของพลอย ทรงกล่าววา่ “จะเป็ นกรวด หรือเป็ นเพชร ถา้ เราไปนึกรกั มนั เขา้ แลว้ หายไปเม่ือไรก็เสียดาย
ย่งิ รกั มากก็ยงิ่ เสยี ดายมาก บางคนถึงเสยี คนไปกม็ ีถา้ เราไมอ่ ยากทุกขม์ าก ก็อยา่ ไปรกั อะไรใหม้ ากนัก ถึงจะรกั ก็ตอ้ ง
รกู้ าพดื วา่ มนั เป็ นเพชรหรือเป็ นกรวด ถา้ รรู้ าคาจริง ๆ ของมนั เสียแลว้ ถึงมนั จะหายไปเราก็ไม่เสยี ดายมนั ๑”
___________________
๑คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช. สีแ่ ผ่นดิน เลม่ ๑. (กรุงเทพฯ : สานักพิมพด์ อกหญา้ ๒๕๕๒), หนา้ ๒๒๐.
๔.๓ บรรณานุกรม คือ รายช่ือหนังสือหรือเอกสารอา้ งอิงที่นามาใชเ้ ป็ นขอ้ มูล ในการเขียนงาน
ทางวิชาการ การเขียนบรรณานุกรมจะตอ้ งจดั ลาดบั ของหนังสือหรือเอกสาร โดยเรียงตามลาดบั อกั ษร
ช่ือผูแ้ ต่งตามลาดับอกั ษรในพจนานุกรม ถา้ เอกสารท่ีใชป้ ระกอบการเขียนงานทางวิชาการมีท้ังที่เป็ น
ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ หรือเป็ นส่ือส่ิงพิมพแ์ ละส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ผูเ้ ขียนก็ควรแยกประเภท
ของแหล่งขอ้ มูลดว้ ย การเขียนบรรณานุกรมมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามที่หน่วยงานหรือผูเ้ ขียน
เลือกใช้ แต่เอกสารน้ ีเลือกใช้การอ้างอิงสารสนเทศตาม “ Publication Manual of the American
Psychological Association” (APA 7th Ed.) ซึง่ ไดร้ บั ความนิยมแพรห่ ลายในมหาวทิ ยาลยั ของไทย ดงั น้ ี
หนังสือทวั ่ ไป กรณีผแู้ ตง่ ๑ คน
ชื่อ/สกุล./(ปี พิมพ)์ ./ช่ อื เร่อื ง/(พิมพค์ รง้ั ท่ี)./สานักพมิ พ.์
วิธาน ฐานะวุฑฒ.์ (๒๕๔๗). หวั ใจใหมช่ วี ติ ใหม่. ปิ ติศึกษา.
หนงั สอื ทวั ่ ไป กรณีผูแ้ ตง่ ๒ คน
ชือ่ /สกุล/และ/ชอ่ื /สกุล./(ปี พมิ พ)์ ./ช่ อื เร่อื ง/(พมิ พค์ รง้ั ที่)./สานักพมิ พ.์
ศศิลกั ษณ์ ขยนั กจิ และ บษุ บง ตนั ติวงศ.์ (๒๕๕๙). การประเมินอยา่ งใครค่ รวญ. สานักพมิ พด์ อกหญา้ .
หนังสอื ทวั ่ ไป กรณผี แู้ ตง่ ๓ ข้ นึ ไป (หรือเขียนชื่อท้งั หมด)
ชือ่ /สกุล/และคณะ/(ปี พมิ พ)์ ./ช่ อื เร่อื ง/(พิมพค์ รง้ั ท่ี)./สานักพมิ พ.์
ช่ือ/สกุล,/ชอื่ /สกุล,/และ/ชื่อ/สกุล./(ปี พมิ พ)์ ./ช่ อื เร่อื ง/(พมิ พค์ รง้ั ท่ี)./สานักพมิ พ.์
หริ ญั หิรญั ประดิษฐ์ และคณะ. (๒๕๔๐). เทศโนโลยกี ารผลิตทเุ รยี น. มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์
หริ ญั หิรญั ประดิษฐ,์ ประภาพร ดุจสวรรค,์ และ นรากร ชยั วงษ์. (๒๕๔๐). เทคโนโลยกี ารผลติ ทเุ รยี น.
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๕
หนงั สอื ทวั ่ ไป กรณีผแู้ ตง่ เป็ นหน่วยงาน
ชือ่ หน่วยงานหลกั /ชอื่ หน่วยงานยอ่ ย(ถา้ ม)ี ./(ปี พมิ พ)์ ./ช่ อื เร่อื ง/(พมิ พค์ ร้งั ท่ี)./สานักพิมพ.์
มหาวิทยาลยั วลยั ลกั ษณ์ สถาบนั วจิ ยั และพฒั นา. (๒๕๕๒). บทคัดยอ่ ขดุ โครงการวจิ ยั และพฒั นาพ้ืนท่ ีลมุ่ นา้ ปากพนัง.
มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ.์
บทความในวารสาร
ชอ่ื /สกุล./(ปี พิมพ)์ ./ช่ือบทความ./ช่ อื วารสาร,/เลขของปี ท่ี(เลขของฉบบั ท่ี),/เลขหน้า.
มานะ สินธุวงษานนท.์ (๒๕๔๙). ปัจจยั ส่งเสริมการจดั การศึกษาที่สง่ ผลตอ่ คุณภาพนักเรียนในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ. วารสารครศุ าสตร,์ ๑๘(๒), ๑๑๕-๑๑๖.
หนงั สอื พมิ พ์
ช่ือ/สกุล./(ปี,/วนั /เดือน)./ชือ่ คอลมั น์./ช่ อื หนังสอื พิมพ,์ /เลขหน้า.
พงษพ์ รรณ บุญเลิศ. (๒๕๖๑, ๑๕ สิงหาคม). เดลนิ ิวสว์ าไรต้ ี: ‘ส่ือพพิ ธิ ภณั ฑ’์ มิติใหมอ่ ินเทรนด.์ เดลนิ ิวส,์ ๔.
วิทยานิพนธ์
ชอ่ื /สกุล./(ปี ท่ีเผยแพร่)./ช่ือวิทยานิพนธ/์ [วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาดุษฎบี ณั ฑติ หรอื วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ]./
ช่ือมหาวิทยาลยั .
รณชยั ศิลากร. (๒๕๔๗). ผลของโครงการปฏิบตั ิสมาธิเบ้ ืองตน้ ตามทฤษฎีของมาสโลว์ [วทิ ยานิพนธป์ ริญญา
มหาบณั ฑิต]. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
เว็บไซต์
ชื่อ/สกุลผเู้ ขียน./(ปี ,/วนั /เดือนที่เผยแพร)่ ./ชอ่ื บทความ./ชือ่ เวบ็ ไซต.์ /URL
เอมอชั ฌา วฒั นบรุ านนท.์ (๒๕๕๔, ๒๗ เมษายน). การจดั การเรียนรสู้ ุขศึกษา. จุฬาวทิ ยานุกรม (Chulapedia).
http://www.chulapedia.chula.ac.th/index.php?title=การจดั การเรยี นรสู้ ุขศึกษา
หลกั เกณฑอ์ ื่น ๆ ประกอบการเขียนบรรณานุกรม
๑) กรณีไม่ปรากฏปี ท่ีพมิ พ์ ใหใ้ ส่ (ม.ป.ป.)
๒) กรณีพิมพค์ รง้ั ที่ ๑ ไมต่ อ้ งระบุครง้ั ที่พมิ พ์
๓) กรณีไมป่ รากฏเมอื งหรอื สานักพมิ พ์ ใหใ้ ส่ (ม.ป.ท.)
๔) กรณีไม่ปรากฏชอื่ ผแู้ ตง่ ใหร้ ะบชุ อ่ื หนังสอื หรอื ชอื่ เรอ่ื งแทน
การจดั เรยี งบรรณานุกรม
๑. การเรยี งตามลาดบั อกั ษร
ภาษาไทย ใชห้ ลกั การเดียวกบั การเรียงคาในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน โดยเรียงตาม
รูปพยญั ชนะ ก-ฮ สว่ นคาที่ข้ นึ ตน้ ดว้ ยพยญั ชนะเดียวกนั ใหเ้ รยี งตามรูปสระ ดงั น้ ี อะ อวั อวั ะ อา อา อิ อี
อึ อื อุ อู เอะ เอ เอาะ เอา เอิน เอยี เอยี ะ เออื เออื ะ แอ แอะ โอ โอะ ใอ ไอ
ตวั อย่าง กนกพร ขาสุวรรณ มาก่อน ปวณี า มหาเมตตา
นภสร ดวงดาว มากอ่ น นภสร อาจหาญ
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๖
๒. การเรียงลาดับงานหลายงานที่มชี ่ือผแู้ ต่งคนแรกเป็ นชอ่ื คนเดียวกนั
๒.๑ ถา้ ชอื่ ผแู้ ตง่ ทุกคนเหมอื นกนั ใหจ้ ดั เรียงตาม ปี ท่ีพิมพ์
ตวั อย่าง เพญ็ พรรณ เจริญพร. (๒๕๔๘).
เพ็ญพรรณ เจริญพร. (๒๕๕๐).
๒.๒ ถา้ ชอื่ ผแู้ ต่งท่ีแตกต่างกนั ใหจ้ ดั เรยี งตามช่ือผูแ้ ต่งคนเดียวกอ่ นชื่อผูแ้ ต่งคนอื่นร่วม
ตวั อย่าง ถิรนันท์ อนวชั ศิรวิ งศ.์ (๒๕๕๐).
ถิรนันท์ อนวชั ศิรวิ งศ์ และ พริ ุณ อนวชั ศิรวิ งศ.์ (๒๕๕๒).
๒.๓ ถา้ ชื่อผูแ้ ต่งคนแรกเป็ นคนเดียวกนั และชื่อผูแ้ ต่งคนท่ีสองหรือคนที่สามต่างกนั ให้
จดั เรยี งตามลาดบั อกั ษรตวั แรกของชื่อสกุลของผแู้ ต่งคนท่ีสอง และคนท่ีสามตามลาดบั
ตวั อยา่ ง จกั ร ติงศภทั ย,์ จฑุ า เทยี นไทย, และ คานวณ บญั ชา. (๒๕๔๙).
จกั ร ติงศภทั ย,์ จุฑา เทียนไทย, และ พิบูล ทีรขนั ธ.์ (๒๕๕๑).
ลกั ษณะของรายงานเชิงวิชาการท่ีดี
๑. นาหลักการและทฤษฎีมาใชอ้ ย่างเหมาะสมเน่ืองจากในการศึกษาคน้ ควา้ จะตอ้ งมีการ
วิเคราะหเ์ น้ ือหา โดยมีหลักการหรือทฤษฎีมารองรบั อย่างเหมาะสม หลักการหรือทฤษฎีดังกล่าวควร
เป็ นท่ียอมรบั ในแวดวงสาขาวิชาการน้ัน ๆ พอควรและตรงกบั เรอ่ื งท่ีศึกษาคน้ ควา้
๒. แสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม เช่น เสนอแนวทางการแกป้ ัญหาท่ีไม่เคยมี
ผูท้ ามากอ่ น หรือเคยมีผทู้ าแต่ไมช่ ดั เจนเพียงพอ
๓. ความสมบูรณ์และความถูกตอ้ งของเน้ ือหาสาระ เน้ ือหาสาระตอ้ งสมบูรณ์ตามช่ือเร่ืองที่
กาหนด และถูกตอ้ งในขอ้ เท็จจริง การอา้ งอิงท่ีมาหรือแหล่งคน้ ควา้ ตอ้ งถูกตอ้ งเพ่อื แสดงจรรยามารยาท
ของผเู้ ขียน และเป็ นแหล่งช้ ีแนะใหผ้ ูส้ นใจไดต้ ิดตามศึกษาคน้ ควา้ ต่อไป ควรศึกษามาจากหลายแหล่ง
๔. ความชัดเจนของการเขียนรายงานจะตอ้ งมีความชัดเจนในดา้ นลาดับการเสนอเร่ืองมี
ความสามารถในการใชภ้ าษา และการนาเสนอตาราง แผนภูมิ ภาพประกอบ ท้งั น้ ีเพ่ือใหก้ ารนาเสนอ
เน้ ือหาชดั เจน เขา้ ใจง่าย เป็ นระเบยี บไมซ่ า้ ซอ้ นสบั สน
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๗
การใชภ้ าษาในการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ
๑. ควรใชภ้ าษาหรอื สานวนโวหารเป็ นของตนเองท่ีเขา้ ใจง่ายและถูกตอ้ ง
๒. ใชป้ ระโยคส้นั ๆ ใหไ้ ดใ้ จความชดั เจน สมบรู ณ์ ตรงไปตรงมาไม่วกวน
๓. ใชภ้ าษาที่เป็ นทางการไมใ่ ชภ้ าษาพดู คาผวน คาแสลง อกั ษรยอ่ คายอ่
๔. ใชค้ าท่ีมีความหมายชดั เจน ละเวน้ การใชภ้ าษาฟ่ ุมเฟือย การเล่นสานวน
๕. ระมดั ระวงั ในเรื่องการสะกดคา การแบ่งวรรคตอน
๖. ระมดั ระวงั การแยกคาดว้ ยเหตุที่เน้ ือที่ในบรรทดั ไม่พอหรือหมดเน้ ือท่ีในหน้าท่ีน้ันเสียก่อน
เชน่ ไมแ่ ยกคาวา่ “ละเอยี ด” ออกเป็ น “ละ” ในบรรทดั หน่ึงสว่ น “เอยี ด” อยอู่ กี บรรทดั หรือหน้าต่อไป
๗. ใหเ้ ขียนเป็ นภาษาไทยไม่ตอ้ งมคี าภาษาองั กฤษกากบั ถา้ เป็ นคาใหม่หรอื ศพั ทว์ ิชาการในการ
เขยี นครง้ั แรกใหก้ ากบั ภาษาองั กฤษไวใ้ นวงเล็บ ครง้ั ตอ่ ๆ ไปไมต่ อ้ งกากบั ภาษาองั กฤษ
ลกั ษณะของผเู้ ขยี นงานเชิงวิชาการท่ดี ี
๑. เป็ นผู้ที่มีความสนใจในการอ่านหนังสือทุกประเภท อ่านเป็ น รูจ้ ักเลือกอ่านหนังสือดี มี
ประโยชน์ และสามารถสะสมความรจู้ ากการอ่านอยา่ งเป็ นหมวดหมูไ่ ด้
๒. มคี วามคิดริเรมิ่ สรา้ งสรรค์ มีความคิดแปลกใหม่
๓. มีความสามารถในการใชภ้ าษาไดด้ ี ใชภ้ าษางา่ ย ๆ ไม่สบั สนวกวน
๔. เป็ นผูท้ ่ีมีประสบการณ์ในเร่ืองต่าง ๆ เป็ นอย่างดี สามารถนาเหตุการณ์หรือเรื่องที่เคยพบ
เห็นมาประกอบงานเขียนได้
๕. เป็ นผูท้ ่ียอมรบั ความคิดเห็นของผูอ้ ื่น ไมม่ อี คติ และแสดงความคิดเห็นไดอ้ ยา่ งมีเหตุมีผล
๖. เป็ นผูท้ ่ีรจู้ กั กลวิธีต่าง ๆ ในการเขยี น เช่นแทรกอารมณข์ นั
๗. เป็ นผูท้ ี่รจู้ กั ใชว้ ธิ ีการเขียนเริ่มตน้ เรือ่ ง การดาเนินเรือ่ ง และการจบเรื่อง
๘. เป็ นผูม้ มี ารยาทในการเขียน ไมล่ อกเลียนแบบใคร และไม่ทาใหผ้ ูอ้ ่ืนไดร้ บั ความเสยี หายหรือ
เดือดรอ้ นจากงานเขียนของตน
๙. เป็ นผูท้ ี่มีนิสยั ชอบคน้ ควา้ หาความรอู้ ยเู่ สมอ
๑๐. เป็ นผูม้ ีความอดทนมานะพยายามไม่ย่อทอ้ ต่ออปุ สรรคหรือคาวิพากษ์วจิ ารณ์
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
๑๘
บรรณานุกรม
ธวชั ปณุ โณทก. (2525). วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน. โอเดียนสโตร.์
ประจกั ษ์ ประภาพทิ ยากร. (2533). ค่มู ือสามคั คีเภทคาฉนั ท.์ โอเดียนสโตร.์
ประพนธ์ เรืองณรงค.์ (2545). กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ช่วงชน้ั ท่ ี 4 (ม.4-6) เลม่ 1.
ประสานมติ ร.
ประพนธ์ เรืองณรงค.์ (2545). กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ช่วงชนั้ ท่ ี 4 (ม.4-6) เลม่ 2.
ประสานมติ ร.
ประพนธ์ เรอื งณรงค.์ (2546). กลุม่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ชว่ งชน้ั ท่ ี 4 (ม.4-6) เลม่ 3.
ประสานมิตร.
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ภาษาไทย ๕ (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ - ครกู รณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
นายกรณพ์ งศ์ พฒั นปกรณพ์ งษ์
ปรญิ ญาตรี กศ.บ. เกียรตินิยมอันดับ ๑ (ภาษาไทย) มศว
ศษ.บ. (การวัดและประเมินผลการศกึ ษา) มสธ.
ปรญิ ญาโท วท.ม. (วทิ ยาการการประเมิน) มศว
ปรญิ ญาเอก กำลงั ศกึ ษา ศษ.ด. (การบรหิ ารการศึกษา) มก.
ช่องทางติดตอ่ Facebook : Krukorn Pakornphong Line ID : krukorn1991
Email : [email protected]