ผูเรียบเรียงหนังสือเรียน นางสาวสุธารี คําจีนศรี นางภคพร จิตตรีขันธ ดร.วิชุดา บุญยรัตกลิน ผูเรียบเรียงคูมือครู นางสาวปณณณัท พึ่งพิง นายณรงคชัย พงษธะนะ บรรณาธิการคูมือครู นางสาววราภรณ ทวมดี ผูตรวจหนังสือเรียน รศ. ดร.ฤทธิ์ วัฒนชัยยิ่งเจริญ ผศ. ดร.สุโกสินทร ทองรัตนาศิริ ดร.ยุทธพันธุ พงศบุญชู บรรณาธิการหนังสือเรียน ดร.เขม พุมสะอาด นางสาววราภรณ ทวมดี ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คู่มือครู ม.2 เล่ม2 Teacher Script พิมพครั้งที่ 4 สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ รหัสสินคา 2248031 วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ตัวชี้วัด ว 2.2 ม.2/1 พยากรณการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เปนผลของแรงลัพธที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุในแนวเดียวกันจากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุในแนวเดียวกันว 2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองดวยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปจจัยที่มีผลตอความดันของของเหลวว 2.2 ม.2/4 วิเคราะหแรงพยุงและการจม การลอยของวัตถุในของเหลวจากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/5 เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทําตอวัตถุในของเหลวว 2.2 ม.2/6 อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสียดทานจลนจากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองดวยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปจจัยที่มีผลตอขนาดของแรงเสียดทานว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอื่น ๆ ที่กระทําตอวัตถุว 2.2 ม.2/9 ตระหนักถึงประโยชนของความรูเรื่องแรงเสียดทาน โดยวิเคราะหสถานการณปญหาและเสนอแนะวิธีการลดหรือเพิ่มแรงเสียดทานที่เปนประโยชน ตอการทํากิจกรรมในชีวิตประจําวันว 2.2 ม.2/10 ออกแบบการทดลองและทดลองดวยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายโมเมนตของแรง เมื่อวัตถุอยูในสภาพสมดุลตอการหมุน และคํานวณโดยใชสมการ M = Flว 2.2 ม.2/11 เปรียบเทียบแหลงของสนามแมเหล็ก สนามไฟฟา และสนามโนมถวง และทิศทางของแรงที่กระทําตอวัตถุที่อยูในแตละสนามจากขอมูลที่รวบรวมไดว 2.2 ม.2/12 เขียนแผนภาพแสดงแรงแมเหล็ก แรงไฟฟา และแรงโนมถวงที่กระทําตอวัตถุว 2.2 ม.2/13 วิเคราะหความสัมพันธระหวางขนาดของแรงแมเหล็ก แรงไฟฟา และแรงโนมถวงที่กระทําตอวัตถุที่อยูในสนามนั้น ๆ กับระยะหางจากแหลงของ สนามถึงวัตถุจากขอมูลที่รวบรวมไดว 2.2 ม.2/14 อธิบายและคํานวณอัตราเร็วและความเร็วของการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยใชสมการ v = s t และ v = s t จากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/15 เขียนแผนภาพแสดงการกระจัดและความเร็ว 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ แรงและการเคลื่อนที่ แรงมีผลตอการ à¤Å×è͹·Õè¢Í§Çѵ¶Ø Í‹ҧäÃความเร็ว อัตราสวนระหวางการกระจัดกับ เวลา เปนปริมาณเวกเตอร มีทิศ ไปทางเดียวกับการกระจัด แรงเสียดทาน แรงที่เกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของ วัตถุสองชิ้น มีทิศทางตรงขามกับ ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ เกร็ดแนะครู กอนเขาสูการเรียนการสอน เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ครูอาจใหนักเรียน ยกตัวอยางแรงที่เกี่ยวของกับชีวิตประจําวันของนักเรียน และผลที่เกิดขึ้นจาก การกระทําของแรง เพื่อนําไปสูการทํากิจกรรมเกี่ยวกับการหาผลรวมของแรง หลายแรงที่กระทําตอวัตถุในระนาบเดียวกัน ตัวอยางเชน นักเรียนออกแรงปน จักรยาน ทําใหจักรยานเคลื่อนที่ไปขางหนา หากออกแรงปนจักรยานใหเร็วขึ้น จักรยานจะเคลื่อนที่ไปขางหนาไดเร็วขึ้น หรือออกแรงผลักกลองในทิศทางตรง ขามกัน กลองจะเคลื่อนไปในทิศทางที่มีแรงมากระทํามากกวา ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรียนรูที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อวัดความรูเดิมของนักเรียนกอนเขาสู กิจกรรม 2. ครูเตรียมอุปกรณสาธิตการทดลอง เชน ลูกบอลยาง จากนั้นครูขออาสาสมัครนักเรียน 1 คน ออกมาหนาชั้นเรียน โดยใหตัวแทน นักเรียนโยนลูกบอลยางขึ้นไปเหนือศีรษะ แลวใหนักเรียนแตละคนสังเกตการเคลื่อนที่ ของลูกบอลยาง 3. ครูถามคําถามกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยใชคําถาม Big Question จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวตอบ Big Question แรงมีผลทําใหวัตถุเปลี่ยนแปลงสภาพการ เคลื่อนที่ ความเร็ว ทิศทาง รวมทั้งทําใหวัตถุ เปลี่ยนแปลงรูปรางและขนาด เชน รถยนตที่พุงชน ตนไมดวยความเร็วหนึ่ง แรงที่พุงชนตนไมจะสงผล ใหรถเกิดการชํารุด นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T6 โซน 1 โซน 2 คําแนะนําการใช้ คูมือครู รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.2 เลม 2 เลมนี้ จัดทําขึ้นสําหรับใหครูผูสอนใชเปนแนวทางวางแผนการจัดการ เรียนการสอน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการประกัน คุณภาพผูเรียนตามนโยบายของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โซน 2 ประกอบดวยองคประกอบตาง ๆ ที่เปนประโยชนสําหรับครู เพื่อนําไปประยุกตใชจัดกิจกรรมการเรียนรูในชั้นเรียน ช่วยครูเตรียมสอน เกร็ดแนะครู ความรูเสริมสําหรับครู ขอเสนอแนะ ขอสังเกต แนวทางการจัด กิจกรรม และอื่น ๆ เพื่อประโยชนในการจัดการเรียนการสอน นักเรียนควรรู ความรูเพิ่มเติมจากเนื้อหา สําหรับอธิบายเพิ่มเติมใหกับนักเรียน แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหครูผูสอน โดยแนะนําขั้นตอนการสอน และการจัดกิจกรรมอยางละเอียด เพื่อใหนักเรียนบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามตัวชี้วัด ช่วยครูจัด การเรียนการสอน นํา สอน สรุป ประเมิน โซน 1 คําแนะนําการใช ชวยสรางความเขาใจ เพื่อใชคูมือครูได อยางถูกตองและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม คําอธิบายรายวิชา แสดงขอบขายเนื้อหาสาระของรายวิชา ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดตามที่หลักสูตร กําหนด Pedagogy ชวยสรางความเขาใจในกระบวนการออกแบบ การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ไดอยางมี ประสิทธิภาพ Teacher Guide Overview ชวยใหเห็นภาพรวมของการ จัดการเรียนการสอนทั้งหมดของรายวิชากอนที่จะลงมือ สอนจริง Chapter Overview ชวยสรางความเขาใจและเห็นภาพรวม ในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรูแตละหนวยการเรียนรู Chapter Concept Overview ชวยใหเห็นภาพรวม Concept และเนื้อหาสําคัญของหนวยการเรียนรู ขอสอบเนนการคิด/ขอสอบแนว O-NET เพื่อเตรียม ความพรอมของผูเรียนสูการสอบในระดับตาง ๆ กิจกรรม 21st Century Skills กิจกรรมที่จะชวยพัฒนา ผูเรียนใหมีทักษะที่จําเปนสําหรับการเรียนรูและการดํารงชีวิต ในโลกแหงศตวรรษที่ 21 โซน 3
ถูก/ผิด 1 แรง แรงมีสวนเกี่ยวของกับกิจกรรมตาง ๆ ในชีวิตประจําวันของ มนุษย โดยแรงที่มากระทํากับวัตถุ เชน แรงผลัก แรงโนมถวง แรงดึง แรงแมเหล็ก มีผลทําใหวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปรางหรือ สภาพการเคลื่อนที่ Prior Knowledge วัตถุที่อยูนิ่งถูกทําให เคลื่อนที่ไดอยางไร พิจารณาขอความตามความเขาใจของนักเรียนวาถูกหรือผิด แลวบันทึกลงในสมุดบันทึก แรง (force) คือ ปริมาณที่กระทําตอวัตถุแลวทําใหวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลง รูปราง เชน การออกแรงเข็นรถเข็นทําใหรถเข็นที่อยูนิ่งเกิดการเคลื่อนที่ การออกแรงปนดินนํ้ามันทําใหดินนํ้ามัน เปลี่ยนแปลงรูปราง แรงมีหนวยเปนนิวตัน (N) UnderstandingCheck 1. วัตถุไมหลุดลอยออกไปจากโลกเพราะมีแรงดึงดูดของโลกหรือแรงโนมถวงกระทําตอวัตถุ 2. แรงมีหนวยเปนเมตรตอวินาที 3. แรงลัพธ คือ ผลรวมของแรงทั้งหมดที่มากระทําตอวัตถุ 4. ความเร็วเฉลี่ยของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางทั้งหมดที่วัตถุเคลื่อนที่ตอเวลาทั้งหมดที่ใช ในการเคลื่อนที่ 5. อัตราเร็วเฉลี่ยของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางทั้งหมดที่วัตถุเคลื่อนที่ตอเวลาทั้งหมดที่ใช ในการเคลื่อนที่ บันทึกลงในสมุด แรงคืออะไร และมีผลต่อ วัตถุอย่างไร แรงเปนปริมาณเวกเตอร (vector quantity) จึงตองระบุทั้งขนาดและ ทิศทาง ซึ่งสัญลักษณที่ใชแทนปริมาณเวกเตอรมีหลายรูปแบบ ดังนี้ 1. แทนดวยลูกศร โดยที่ขนาดของความยาวลูกศรแทนขนาดของ เวกเตอร และหัวลูกศรแทนทิศทางของเวกเตอร เชน 2. แทนดวยตัวอักษรและมีลูกศรกํากับ เชน F หรือ F 3. แทนดวยตัวอักษรตัวหนา เชน F 4. แทนดวยสัญลักษณ AB คือ เวกเตอรที่มี A เปนจุดเริ่มตน และ B เปนจุดสุดทาย ถาพิจารณาเพียงแคขนาดของแรงสามารถเขียนสัญลักษณ F แทนขนาดของแรง โดยในหนวยการเรียนรูแรง และการเคลื่อนที่นี้จะใชสัญลักษณ F แทนขนาดของแรงที่กระทําตอวัตถุในแนวเดียวกัน และใชการเขียนเครื่องหมาย บวก (+) และเครื่องหมายลบ (-) หนาขนาดของแรงเพื่อเปนการบอกทิศทางของแรงที่กระทําตอวัตถุ กลาวคือ ถากําหนดใหแรงที่กระทําตอวัตถุมีทิศไปทางขวามือเปนบวก ดังนั้น แรงที่กระทําตอวัตถุมีทิศไปทางซายมือจะเปนลบ สามารถเขียนเครื่องหมายหนาขนาดของแรง เชน แรงขนาด 1 นิวตัน กระทําตอวัตถุในทิศทางขวามือจะเขียนเปน F = 1 N และแรงขนาด 1 นิวตัน กระทําตอวัตถุในทิศทางซายมือจะเขียนเปน F = -1 N แรงและการเคลื่อนที่ 3 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 4. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 5. ครูถามคําถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เพื่อเปนการ นําเขาสูบทเรียนและตรวจสอบความรูเดิม เกี่ยวกับ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ของ นักเรียน ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้น รวมกันศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับ เรื่อง ความหมายของแรง จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือแหลงการเรียนรู ตางๆ เชน อินเตอรเน็ต 2. นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายเรื่องที่ไดศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการศึกษา ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน แนวตอบ Prior Knowledge วัตถุที่อยูนิ่งสามารถเคลื่อนที่ไดเนื่องจากมีแรง มากระทํา โดยแรงที่มากระทําตอวัตถุอาจสัมผัส หรือไมสัมผัสกับวัตถุโดยตรง เชน แรงดึง แรงผลัก แรงดัน แรงโนมถวง แรงไฟฟา แรงแมเหล็ก แนวตอบ Understanding Check 1. ถูก 2. ผิด 3. ถูก 4. ผิด 5. ถูก สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของแรงที่มีตอวัตถุ จาก ภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง การชนของวัตถุ (https://www.twig-aksorn. com/film/body-crash-7883/) ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET แรงเปนปริมาณที่มีลักษณะตามขอใด 1. มีแตขนาด 2. มีแตทิศทาง 3. มีขนาดในบางทิศทาง 4. มีทั้งขนาดและทิศทาง (วิเคราะหคําตอบ แรงเปนปริมาณเวกเตอรที่มีทั้งขนาดและ ทิศทาง เมื่อมากระทําตอวัตถุมีผลทําใหวัตถุเปลี่ยนแปลงสภาพ การเคลื่อนที่ ดังนั้น ตอบขอ 4.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T7 โซน 1 โซน 2 ประกอบดวยแนวทางสําหรับการจัดกิจกรรมและ เสนอแนะแนวขอสอบ เพื่ออํานวยความสะดวกใหแกครูผูสอน โซน 3 ช่วยครูเตรียมนักเรียน แนวทางการวัดและประเมินผล เสนอแนะแนวทางการบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดที่หลักสูตรกําหนด หองปฏิบัติการ (วิทยาศาสตร) คําอธิบายหรือขอเสนอแนะสิ่งที่ควรระมัดระวัง หรือขอควรปฏิบัติ ตามเนื้อหาในบทเรียน สื่อ Digital แนะนําแหลงเรียนรูและแหลงคนควาจากสื่อ Digital ตาง ๆ โซน 3 ช่วยครูเตรียมนักเรียน กิจกรรม 21st Century Skills กิจกรรมที่ใหนักเรียนไดประยุกตใชความรูสรางชิ้นงาน หรือ ทํากิจกรรมรวบยอดเพื่อใหเกิดทักษะที่จําเปนในศตวรรษที่ 21 ขอสอบเนนการคิด ตัวอยางขอสอบที่มุงเนนการคิด มีทั้งปรนัย-อัตนัย พรอม เฉลยอยางละเอียด ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ตัวอยางขอสอบที่มุงเนนการคิดวิเคราะห และสอดคลองกับ แนวขอสอบ O-NET มีทั้งปรนัย-อัตนัย พรอมเฉลยอยาง ละเอียด กิจกรรมทาทาย เสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรม เพื่อตอยอดสําหรับนักเรียน ที่เรียนรูไดอยางรวดเร็ว และตองการทาทายความสามารถใน ระดับที่สูงขึ้น กิจกรรมสรางเสริม เสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมซอมเสริมสําหรับนักเรียนที่ ควรไดรับการพัฒนาการเรียนรู โดยใชหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.2 เลม 2 และแบบฝกหัดรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี ม.2 เลม 2 ของบริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด เปนสื่อหลัก (Core Materials) ประกอบการสอน และการจัดกิจกรรมการเรียนรู เพื่อใหสอดคลองตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดของกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งคูมือครู มีองคประกอบที่งายตอการใชงาน ดังนี้ โซน 3
ค�ำอธิบายรายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลาเรียน120 ชั่วโมง/ปี ศึกษาเกี่ยวกับระบบร่างกายมนุษย์ระบบหายใจ โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบหายใจการหายใจการดูแล รักษาอวัยวะในระบบหายใจ ระบบขับถ่าย โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบขับถ่าย กลไกการก�ำจัดของเสีย การดูแล รักษาอวัยวะในระบบขับถ่าย ระบบหมุนเวียนเลือด โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือด การท�ำงานของ ระบบหมุนเวียนเลือด การดูแลรักษาอวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือด ระบบประสาท โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบ ประสาท การท�ำงานของระบบประสาท การดูแลรักษาอวัยวะในระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบสืบพันธุ์ฮอร์โมนเพศ การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์การคุมก�ำเนิด ศึกษาเกี่ยวกับการแยกสารผสม การระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่น โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวท�ำละลาย การน�ำวิธีการแยกสารไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต ประจ�ำวันศึกษาเกี่ยวกับสารละลาย สภาพละลายได้ของสารความเข้มข้นของสารละลายการใช้สารละลายในชีวิตประจ�ำวัน ศึกษาเกี่ยวกับแรงและการเคลื่อนที่ แรง แรงดันในของเหลว แรงพยุง แรงเสียดทาน โมเมนต์ของแรง แรงในธรรมชาติ การเคลื่อนที่ ระยะทางและการกระจัด อัตราเร็ว ความเร็ว ศึกษาเกี่ยวกับงานและพลังงาน งาน ก�ำลัง เครื่องกลอย่างง่าย พลังงานประเภทของพลังงานกลกฎการอนุรักษ์พลังงานศึกษาเกี่ยวกับโลกและการเปลี่ยนแปลง เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์ ถ่านหิน หินน�้ำมัน ปิโตรเลียม พลังงานทดแทน โครงสร้างของโลก การเปลี่ยนแปลงของโลก ทรัพยากรดิน กระบวนการ เกิดดิน หน้าตัดข้างของดิน ปัจจัยในการเกิดดิน สมบัติของดิน การปรับปรุงคุณภาพของดิน แหล่งน�้ำ น�้ำบนดิน น�้ำใต้ดิน การใช้ประโยชน์จากแหล่งน�้ำ ภัยพิบัติที่เกิดจากน�้ำ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กระบวนการสืบเสาะหาความรู้การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และน�ำความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม ตัวชี้วัด ว1.2 ม.2/1 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องในระบบหายใจ ว1.2 ม.2/2 อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออก โดยใช้แบบจ�ำลอง รวมทั้งอธิบายกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส ว1.2 ม.2/3 ตระหนักถึงความส�ำคัญของระบบหายใจ โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะในระบบหายใจให้ท�ำงานเป็นปกติ ว1.2 ม.2/4 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบขับถ่ายในการก�ำจัดของเสียทางไต ว1.2 ม.2/5 ตระหนักถึงความส�ำคัญของระบบขับถ่ายในการก�ำจัดของเสียทางไต โดยการบอกแนวทางในการปฏิบัติตนที่ช่วยให้ระบบขับถ่าย ท�ำหน้าที่ได้อย่างปกติ ว1.2 ม.2/6 บรรยายโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หลอดเลือด และเลือด ว1.2 ม.2/7 อธิบายการท�ำงานของระบบหมุนเวียนเลือด โดยใช้แบบจ�ำลอง ว1.2 ม.2/8 ออกแบบการทดลองและทดลอง ในการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจ ขณะปกติและหลังท�ำกิจกรรม ว1.2 ม.2/9 ตระหนักถึงความส�ำคัญของระบบหมุนเวียนเลือด โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือดให้ท�ำงาน เป็นปกติ ว1.2 ม.2/10 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลางในการควบคุมการท�ำงานต่างๆ ของร่างกาย ว1.2 ม.2/11 ตระหนักถึงความสำ�คัญของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา รวมถึงการป้องกันการกระทบกระเทือนและอันตราย ต่อสมองและไขสันหลัง ว1.2 ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิง โดยใช้แบบจ�ำลอง ว1.2 ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ว1.2 ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยการดูแลรักษาร่างกายและจิตใจของตนเองในช่วงที่มี การเปลี่ยนแปลง ว1.2 ม.2/15 อธิบายการตกไข่ การมีประจ�ำเดือน การปฏิสนธิและการพัฒนาของไซโกตจนคลอดเป็นทารก ว1.2 ม.2/16 เลือกวิธีการคุมก�ำเนิดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ก�ำหนด ว1.2 ม.2/17 ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการประพฤติตนให้เหมาะสม ว2.1 ม.2/1 อธิบายการแยกสารผสมโดยการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวท�ำละลาย โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ว2.1 ม.2/2 แยกสารโดยการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวท�ำละลาย ว2.1 ม.2/3 น�ำวิธีการแยกสารไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจ�ำวัน โดยบูรณาการวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์
ว2.1 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวท�ำละลาย อุณหภูมิที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร รวมทั้งอธิบายผลของความดันที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร โดยใช้สารสนเทศ ว2.1 ม.2/5 ระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย ในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตร ว2.1 ม.2/6 ตระหนักถึงความส�ำคัญของการน�ำความรู้เรื่องความเข้มข้นของสารไปใช้ โดยยกตัวอย ่างการใช้สารละลายในชีวิตประจ�ำวัน อย่างถูกต้องและปลอดภัย ว2.2 ม.2/1 พยากรณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระท�ำต่อวัตถุในแนวเดียวกันจากหลักฐาน เชิงประจักษ์ ว2.2 ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระท�ำต่อวัตถุในแนวเดียวกัน ว2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่ในการอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อความดันของของเหลว ว2.2 ม.2/4 วิเคราะห์แรงพยุงและการจม การลอยของวัตถุในของเหลวจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว2.2 ม.2/5 เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระท�ำต่อวัตถุในของเหลว ว2.2 ม.2/6 อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสียดทานจลน์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน ว2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอื่นๆ ที่กระท�ำต่อวัตถุ ว2.2 ม.2/9 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เรื่องแรงเสียดทาน โดยวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา และเสนอแนะวิธีการลดหรือเพิ่มแรงเสียดทาน ที่เป็นประโยชน์ต่อการท�ำกิจกรรมในชีวิตประจ�ำวัน ว2.2 ม.2/10 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายโมเมนต์ของแรง เมื่อวัตถุอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุน และค�ำนวณ โดยใช้สมการ M = Fl ว2.2 ม.2/11 เปรียบเทียบแหล่งของสนามแม่เหล็ก สนามไฟฟ้า และสนามโน้มถ่วง และทิศทางของแรงที่กระท�ำต่อวัตถุที่อยู่ในแต่ละสนาม จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว2.2 ม.2/12 เขียนแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วงที่กระท�ำต่อวัตถุ ว2.2 ม.2/13 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว ่างขนาดของแรงแม ่เหล็ก แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ ่วงที่กระท�ำต ่อวัตถุที่อยู ่ในสนามนั้นๆ กับ ระยะห่างจากแหล่งของสนามถึงวัตถุจากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว2.2 ม.2/14 อธิบายและค�ำนวณอัตราเร็วและความเร็วของการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยใช้สมการ v = s t และ v = s t จากหลักฐาน เชิงประจักษ์ ว2.2 ม.2/15 เขียนแผนภาพแสดงการกระจัดและความเร็ว ว2.3 ม.2/1 วิเคราะห์สถานการณ์และค�ำนวณเกี่ยวกับงานและก�ำลังที่เกิดจากแรงที่กระท�ำต่อวัตถุโดยใช้สมการ W = Fs และ P = W t จากข้อมูล ที่รวบรวมได้ ว2.3 ม.2/2 วิเคราะห์หลักการท�ำงานของเครื่องกลอย่างง่ายจากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว2.3 ม.2/3 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของเครื่องกลอย่างง่าย โดยบอกประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ�ำวัน ว2.3 ม.2/4 ออกแบบและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อพลังงานจลน์และพลังงานศักย์โน้มถ่วง ว2.3 ม.2/5 แปลความหมายข้อมูลและอธิบายการเปลี่ยนพลังงานระหว่างพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุโดยพลังงานกลของวัตถุ มีค่าคงตัวจากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว2.3 ม.2/6 วิเคราะห์สถานการณ์และอธิบายการเปลี่ยนและการถ่ายโอนพลังงานโดยใช้กฎการอนุรักษ์พลังงาน ว3.2 ม.2/1 เปรียบเทียบกระบวนการเกิด สมบัติและการใช้ประโยชน์รวมทั้งอธิบายผลกระทบจากการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์จากข้อมูลที่ รวบรวมได้ ว3.2 ม.2/2 แสดงความตระหนักถึงผลจากการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์โดยน�ำเสนอแนวทางการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์ ว3.2 ม.2/3 เปรียบเทียบข้อดีและข้อจ�ำกัดของพลังงานทดแทนแต่ละประเภทจากการรวบรวมข้อมูลและน�ำเสนอแนวทางการใช้พลังงานทดแทน ที่เหมาะสมในท้องถิ่น ว3.2 ม.2/4 สร้างแบบจ�ำลองที่อธิบายโครงสร้างภายในโลก ตามองค์ประกอบทางเคมีจากข้อมูลที่รวบรวมได้ ว3.2 ม.2/5 อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่ การกร่อน และการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจ�ำลอง รวมทั้งยกตัวอย่างผลของกระบวนการ ดังกล่าวที่ท�ำให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ว3.2 ม.2/6 อธิบายลักษณะของชั้นหน้าตัดดินและกระบวนการเกิดดินจากแบบจ�ำลอง รวมทั้งระบุปัจจัยที่ท�ำให้ดินมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน ว3.2 ม.2/7 ตรวจวัดสมบัติบางประการของดิน โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและน�ำเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์ดินจากข้อมูลสมบัติของดิน ว3.2 ม.2/8 อธิบายปัจจัยและกระบวนการเกิดแหล่งน�้ำผิวดินและแหล่งน�้ำใต้ดิน จากแบบจ�ำลอง ว3.2 ม.2/9 สร้างแบบจ�ำลองที่อธิบายการใช้น�้ำ และน�ำเสนอแนวทางการใช้น�้ำอย่างยั่งยืนในท้องถิ่นของตนเอง ว3.2 ม.2/10 สร้างแบบจ�ำลองที่อธิบายกระบวนการเกิดและผลกระทบของน�้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบ แผ่นดินทรุด รวม 54 ตัวชี้วัด
Pedagogy คู่มือครู รายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.2 เล่ม 2 รวมถึงสื่อการเรียนรูรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ผูจัดทําไดออกแบบการสอน (Instructional Design) อันเปนวิธีการจัดการเรียนรูและเทคนิค การสอนที่เปยมดวยประสิทธิภาพและมีความหลากหลายใหกับผูเรียน เพื่อใหผูเรียนสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามมาตรฐาน การเรียนรูและตัวชี้วัด รวมถึงสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนที่หลักสูตรกําหนดไว โดยครูสามารถ นําไปใชจัดการเรียนรูในชั้นเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งในรายวิชานี้ ไดนํารูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู (5Es Instructional Model) มาใชในการออกแบบการสอน ดังนี้ ดวยจุดประสงคของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร เพื่อชวย ใหผูเรียนไดพัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเปนเหตุเปนผล คิดสรางสรรค คิดวิเคราะห วิจารณ มีทักษะสําคัญในการคนควาหาความรู และมี ความสามารถในการแกปญหาอยางเปนระบบ ผูจัดทําจึงไดเลือกใช รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู (5Es Instructional Model) ซึ่งเปนขั้นตอนการเรียนรูที่มุงเนนใหผูเรียนไดมีโอกาสสราง องคความรูดวยตนเองผานกระบวนการคิดและการลงมือทํา โดยใช กระบวนการทางวิทยาศาสตรเปนเครื่องมือสําคัญเพื่อการพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร และทักษะการเรียนรูแหง ศตวรรษที่ 21 รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5Es Instructional Model) วิธีสอน (Teaching Method) ผูจัดทําเลือกใชวิธีสอนที่หลากหลาย เชน การทดลอง การสาธิต การอภิปรายกลุมยอย เพื่อสงเสริมการเรียนรู รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู (5Es Instructional Model) ใหเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจะเนนใชวิธีสอน โดยใชการทดลองมากเปนพิเศษ เนื่องจากเปนวิธีสอนที่มุงพัฒนาใหผูเรียนเกิดองคความรูจากประสบการณตรงโดย การคิดและการลงมือทําดวยตนเอง อันจะชวยใหผูเรียนมีความรูและเกิดทักษะทางกระบวนการวิทยาศาสตรที่คงทน เทคนิคการสอน (Teaching Technique) ผูจัดทําเลือกใชเทคนิคการสอนที่หลากหลายและเหมาะสมกับเรื่องที่เรียน เพื่อสงเสริมวิธีสอนใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น เชน การใชคําถาม การเลนเกม การยกตัวอยาง ซึ่งเทคนิคการสอนตาง ๆ จะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูอยางมีความสุข ในขณะที่เรียนและสามารถปฏิบัติกิจกรรมไดอยางมีประสิทธิภาพ รวมทั้งไดพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 อีกดวย e valuation engagement exploratio n ขยายความเขาใจ อธิบายความรู 5Es Elaboration Explanation E valuation Engagement Exploratio n ต ร ว จสอบผล กระตุนความสนใจ สํารวจและค น ห า ขยายความเขาใจ อธิบายความรู 1 2 4 3 5
หน่วย การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ทักษะที่ได้ เวลาที่ใช้ การประเมิน สื่อที่ใช้ 4 แรงและ การเคลื่อนที่ 1. พยากรณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็น ผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรง ที่กระท�ำต่อวัตถุในแนวเดียวกันจาก หลักฐานเชิงประจักษ์(ว2.2 ม.2/1) 2. เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระท�ำต่อวัตถุ ในแนวเดียวกัน (ว2.2 ม.2/2) 3. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธี ที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มีผล ต่อความดันของของเหลว(ว2.2ม.2/3) 4. วิเคราะห์แรงพยุงและการจม การลอย ของวัตถุในของเหลว จากหลักฐานเชิง ประจักษ์(ว2.2 ม.2/4) 5. เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระท�ำต่อ วัตถุในของเหลว (ว2.2 ม.2/5) 6. อธิบายแรงเสียดทานสถิตและ แรงเสียดทานจลน์จากหลักฐานเชิง ประจักษ์(ว 2.2 ม.2/6) 7. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย วิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มี ผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน (ว2.2 ม.2/7) 8. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและ แรงอื่นๆ ที่กระทำ�ต่อวัตถุ(ว2.2ม.2/8) 9. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เรื่อง แรงเสียดทานโดยวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหาและเสนอแนะวิธีการลดหรือ เพิ่มแรงเสียดทานที่เป็นประโยชน์ต่อ การท�ำกิจกรรมในชีวิตประจ�ำวัน (ว2.2 ม.2/9) 10. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย วิธีที่เหมาะสมในการอธิบายโมเมนต์ ของแรง เมื่อวัตถุอยู่ในสภาพสมดุล ต่อการหมุน และค�ำนวณโดยใช้สมการ M = Fl (ว2.2 ม.2/10) - ทักษะการวัด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการตั้งสมมติฐาน - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการควบคุมตัวแปร - ทักษะการพยากรณ์ - ทักษะการลงความเห็น จากข้อมูล - ทักษะการตีความหมาย ข้อมูลและการลงข้อสรุป 20 ชั่วโมง - ตรวจแบบทดสอบ ก่อนเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจใบงาน - ตรวจผังมโนทัศน์ - ประเมินการปฏิบัติการ - ประเมินพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - ประเมินพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - ประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - อุปกรณ์การทดลอง - อุปกรณ์สาธิต การทดลอง - QR Code - บัตรภาพ - วีดิทัศน์ - PowerPoint - แบบทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.2 เล่ม 2 Teacher Guide Overview
หน่วย การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ทักษะที่ได้ เวลาที่ใช้ การประเมิน สื่อที่ใช้ 4 แรงและ การเคลื่อนที่ (ต่อ) 11. เปรียบเทียบแหล่งของสนามแม่เหล็ก สนามไฟฟ้า และสนามโน้มถ่วง และ ทิศทางของแรงที่กระท�ำต่อวัตถุที่อยู่ใน แต่ละสนามจากข้อมูลที่รวบรวมได้ (ว 2.2 ม.2/11) 12. เขียนแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วงที่กระท�ำ ต่อวัตถุ (ว 2.2 ม.2/12) 13. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างขนาด ของแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้า และ แรงโน้มถ่วงที่กระท�ำต่อวัตถุที่อยู่ใน สนามนั้นๆ กับระยะห่างจากแหล่งของ สนามถึงวัตถุจากข้อมูลที่รวบรวมได้ (ว2.2 ม.2/13) 14. อธิบายและค�ำนวณอัตราเร็วและ ความเร็วของการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยใช้สมการ v = s t และ v = s t จากหลักฐานเชิงประจักษ์ (ว2.2 ม.2/14) 15. เขียนแผนภาพแสดงการกระจัด และความเร็ว (ว2.2 ม.2/15) 20 ชั่วโมง
หน่วย การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ทักษะที่ได้ เวลาที่ใช้ การประเมิน สื่อที่ใช้ 5 งานและ พลังงาน 1. วิเคราะห์สถานการณ์และค�ำนวณ เกี่ยวกับงานและก�ำลังที่เกิดจากแรงที่ กระท�ำต่อวัตถุ โดยใช้สมการ W = Fs และ P = W t จากข้อมูลที่รวบรวมได้ (ว2.3 ม.2/1) 2. วิเคราะห์หลักการท�ำงานของเครื่องกล อย่างง่ายจากข้อมูลที่รวบรวมได้ (ว2.3 ม.2/2) 3. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ เครื่องกลอย่างง่าย โดยบอกประโยชน์ และการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ�ำวัน (ว2.3 ม.2/3) 4. ออกแบบและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสม ในการอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อพลังงานจลน์ และพลังงานศักย์โน้มถ่วง (ว2.3ม.2/4) 5. แปลความหมายข้อมูลและอธิบายการ เปลี่ยนพลังงานระหว่างพลังงานศักย์ โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุ โดยพลังงานกลของวัตถุมีค่าคงตัวจาก ข้อมูลที่รวบรวมได้(ว2.3 ม.2/5) 6. วิเคราะห์สถานการณ์และอธิบายการ เปลี่ยนและการถ่ายโอนพลังงานโดยใช้ กฎการอนุรักษ์พลังงาน (ว2.3 ม.2/6) - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการทดลอง - ทักษะการตั้งสมมติฐาน - ทักษะการสื่อสาร - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการท�ำงานร่วมกัน - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการน�ำความรู้ไปใช้ - ทักษะการเชื่อมโยง 11 ชั่วโมง - ตรวจแบบทดสอบ ก่อนเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจชิ้นงาน สิ่งประดิษฐ์ ด้านพลังงาน - ประเมินการปฏิบัติการ - ประเมินพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - ประเมินพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - ประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - อุปกรณ์การทดลอง - QR Code - บัตรภาพ - PowerPoint - แบบทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน
หน่วย การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ทักษะที่ได้ เวลาที่ใช้ การประเมิน สื่อที่ใช้ 6 โลกและการ เปลี่ยนแปลง 1. เปรียบเทียบกระบวนการเกิด สมบัติ และการใช้ประโยชน์รวมทั้งอธิบาย ผลกระทบจากการใช้เชื้อเพลิงซาก ดึกด�ำบรรพ์จากข้อมูลที่รวบรวมได้ (ว3.2 ม.2/1) 2. แสดงความตระหนักถึงผลจากการใช้ เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์โดยน�ำเสนอ แนวทางการใช้เชื้อเพลิงซาก ดึกด�ำบรรพ์(ว3.2 ม.2/2) 3. เปรียบเทียบข้อดีและข้อจ�ำกัดของ พลังงานทดแทนแต่ละประเภทจากการ รวบรวมข้อมูลและน�ำเสนอแนวทาง การใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสม ในท้องถิ่น (ว3.2 ม.2/3) 4. สร้างแบบจ�ำลองที่อธิบายโครงสร้าง ภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมี จากข้อมูลที่รวบรวมได้(ว3.2 ม.2/4) 5. อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่ การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอน จากแบบจ�ำลอง รวมทั้งยกตัวอย่าง ผลของกระบวนการดังกล่าวที่ท�ำให้ ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง (ว3.2 ม.2/5) 6. อธิบายลักษณะของชั้นหน้าตัดดินและ กระบวนการเกิดดินจากแบบจ�ำลอง รวมทั้งระบุปัจจัยที่ท�ำให้ดินมีลักษณะ และสมบัติแตกต่างกัน (ว3.2 ม.2/6) 7. ตรวจวัดสมบัติบางประการของดิน โดย ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและน�ำเสนอ แนวทางการใช้ประโยชน์ดินจากข้อมูล สมบัติของดิน (ว3.2 ม.2/7) 8. อธิบายปัจจัยและกระบวนการเกิด แหล่งน�้ำผิวดินและแหล่งน�้ำใต้ดิน จากแบบจ�ำลอง (ว3.2 ม.2/8) 9. สร้างแบบจ�ำลองที่อธิบายการใช้น�้ำ และ น�ำเสนอแนวทางการใช้น�้ำอย่างยั่งยืน ในท้องถิ่นของตนเอง (ว3.2 ม.2/9) 10. สร้างแบบจ�ำลองที่อธิบายกระบวนการ เกิดและผลกระทบของน�้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบ แผ่นดินทรุด (ว3.2 ม.2/10) - ทักษะการวัด - ทักษะการระบุ - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการตั้งสมมติฐาน - ทักษะการส�ำรวจค้นหา - ทักษะการเชื่อมโยง - ทักษะการเปรียบเทียบ - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการท�ำงานร่วมกัน - ทักษะการจ�ำแนกประเภท - ทักษะการน�ำความรู้ไปใช้ 29 ชั่วโมง - ตรวจแบบทดสอบ ก่อนเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจผังมโนทัศน์ - ตรวจแบบจ�ำลอง - ประเมินการปฏิบัติการ - ประเมินพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - ประเมินพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - ประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - ใบความรู้ - อุปกรณ์การทดลอง - บัตรภาพ - สลากอักษร - วีดิทัศน์ - QR Code - PowerPoint - แบบทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน
Chapter Title Chapter Overview Chapter Concept Overview Teacher Script หน่วยการเรียนรูที่ 4 แรงและกำรเคลื่อนที่ T2-T3 T4-T5 T6 • แรง • การเคลื่อนที่ ท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 T7 -T35 T36 -T43 T44 -T49 หน่วยการเรียนรูที่ 5 งำนและพลังงำน T50-T51 T52-T53 T54 • งานและกําลัง • พลังงาน ท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 T55 -T65 T66 -T74 T75 -T81 หน่วยการเรียนรูที่ 6 โลกและกำรเปลี่ยนแปลง T82-T85 T86-T87 T88 • โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของโลก • ดิน • นํ้า • เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ ท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 6 T89 -T100 T101 -T109 T110 -T121 T122 -T137 T138 -T146 STEM Activity T147 -T148 บรรณำนุกรม T149 สำรบัญ
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 1 การหาแรงลัพธ์ ของวัตถุ 4 ชั่วโมง - แบบทดสอบ ก่อนเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - อุปกรณ์สาธิต การทดลอง - PowerPoint 1. อธิบายความหมายของแรงได้ (K) 2. เขียนแผนภาพแสดงแรงและ ค�ำนวณหาแรงลัพธ์ที่เกิดจาก แรงหลายแรงที่กระท�ำต่อวัตถุ ในแนวเดียวกันได้(P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความ มุ่งมั่นในการท�ำงาน (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ ก่อนเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจใบงาน เรื่อง แรง และแรงลัพธ์ - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการวัด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการพยากรณ์ - ทักษะการลง ความเห็นจาก ข้อมูล - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 2 แรงเสียดทาน 4 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - อุปกรณ์สาธิต การทดลอง - PowerPoint 1. อธิบายแรงเสียดทานสถิตและ แรงเสียดทานจลน์ได้(K) 2. อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อขนาด ของแรงเสียดทาน (K) 3. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียด ทานและแรงอื่นๆ ที่กระท�ำต่อ วัตถุ (P) 4. ปฏิบัติกิจกรรมการหาขนาดของ แรงเสียดทานและปัจจัยที่มีผลต่อ ขนาดของแรงเสียดทานได้อย่าง ถูกต้องและเป็นล�ำดับขั้นตอน(P) 5. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ เรื่องแรงเสียดทานต ่อการท�ำ กิจกรรมในชีวิตประจ�ำวันได้(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจใบงาน เรื่อง แรงเสียดทาน - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการวัด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการ ตั้งสมมติฐาน - ทักษะการควบคุม ตัวแปร - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการ ตีความหมาย ข้อมูลและการ ลงข้อสรุป - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 3 แรงดัน ในของเหลว และแรงพยุง 4 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - วีดิทัศน์เกี่ยวกับ ความดันของ ของเหลว - PowerPoint 1. อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อความดัน ของของเหลวได้(K) 2. อธิบายลักษณะการจมและลอย ของวัตถุในของเหลวได้(K) 3. เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระท�ำ ต่อวัตถุในของเหลวได้(P) 4. ปฏิบัติกิจกรรมความดันของของ เหลวและแรงที่กระท�ำต่อวัตถุใน ของเหลวได้อย่างถูกต้องและเป็น ล�ำดับขั้นตอน (P) 5. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และ ท�ำงานที่ได้รับมอบหมายตลอด เวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการลง ความเห็นจาก ข้อมูล - ทักษะการ ตีความหมาย ข้อมูลและการ ลงข้อสรุป - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน Chapter Overview T2
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 4 โมเมนต์ของแรง 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์สาธิต การทดลอง - PowerPoint 1. อธิบายโมเมนต์ของแรงได้(K) 2. ค�ำนวณหาปริมาณต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับโมเมนต์ของแรงได้ (P) 3. ปฏิบัติกิจกรรมสมดุลต่อการหมุน และโมเมนต์ของแรงได้อย่าง ถูกต้องและเป็นล�ำดับขั้นตอน(P) 4. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความ มุ่งมั่นในการท�ำงาน (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการลง ความเห็นจาก ข้อมูล - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 5 สนามของแรง 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - อุปกรณ์สาธิต การทดลอง - QR Code เรื่อง แรงจากสนาม ไฟฟ้า - วีดิทัศน์เกี่ยวกับ การทดลอง แรงดึงดูดของ กาลิเลโอ - PowerPoint 1. อธิบายความหมายและลักษณะ สนามของแรงได้(K) 2. เปรียบเทียบแหล ่งของสนาม แม่เหล็ก สนามไฟฟ้า และสนาม โน้มถ่วง และทิศทางของแรงที่ กระท�ำต่อวัตถุที่อยู่ในแต่ละสนาม ได้(K) 3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ขนาดของแรงแม่เหล็กแรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วงที่กระท�ำต่อวัตถุ ที่อยู่ในสนามนั้นๆ กับระยะห่าง จากแหล ่งของสนามถึงวัตถุได้ (K) 4. เขียนแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วงที่ กระท�ำต่อวัตถุได้(P) 5. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความ มุ่งมั่นในการท�ำงาน (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจใบงาน เรื่อง สนามของแรง - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการลง ความเห็นจาก ข้อมูล - ทักษะการ ตีความหมาย ข้อมูลและการ ลงข้อสรุป - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 6 การเคลื่อนที่ ของวัตถุ 4 ชั่วโมง - แบบทดสอบ หลังเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบความรู้ - ใบงาน - อุปกรณ์สาธิต การทดลอง - PowerPoint 1. อธิบายความหมายของอัตราเร็ว และความเร็วของการเคลื่อนที่ ของวัตถุได้(K) 2. เขียนแผนภาพแสดงการ กระจัดและความเร็วได้(P) 3. ค�ำนวณหาปริมาณต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับอัตราเร็วและ ความเร็วของการเคลื่อนที่ของ วัตถุได้(P) 4. มีความสนใจใฝ่เรียนรู้หรืออยาก รู้อยากเห็น และท�ำงานร่วมกับ ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Topic Question - ตรวจ Unit Question - ตรวจใบงาน เรื่อง อัตราเร็วและความเร็ว - ประเมินชิ้นงาน ผังมโนทัศน์เรื่อง แรง และการเคลื่อนที่ - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการลง ความเห็นจาก ข้อมูล - ทักษะการ ตีความหมาย ข้อมูลและการ ลงข้อสรุป - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน T3
Chapter Concept Overview แรง แรงพยุง แรงดันในของเหลว แรงดันในของเหลว คือ แรงที่ของเหลวกระท�าตั้งฉากกับผิวของวัตถุต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ ซึ่งเรียกว่า ความดันของของเหลว แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ที่มีขนาดและทิศทาง มีหน่วยเป็น นิวตัน (N) แรงเสียดทาน • ถ้า Fลัพธ์ ≠ 0 วัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามแนวแรง • ถ้า Fลัพธ์ = 0 วัตถุจะไม่เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ แรงยอยกระทําตอวัตถุไปในทิศทางเดียวกัน แรงยอยกระทําตอวัตถุไปในทิศทางตรงกันขาม แรงพยุง คือ แรงเนื่องจากของเหลวกระท�าต่อวัตถุที่อยู่ในของเหลวซึ่งมีทิศขึ้นในแนวดิ่ง ขนาดของแรงพยุงมีค่าเท่ากับขนาดของ น�้าหนักของของเหลวที่ถูกวัตถุแทนที่ อาร์คิมีดีส ศึกษาเกี่ยวกับขนาดของแรงที่กระท�าต่อวัตถุ ซึ่งจมอยู่ในของเหลว สามารถ สรุปหลักการได้ว ่า “น�้าหนักของวัตถุที่หายไปเมื่อชั่งในของเหลวจะเท ่ากับน�้าหนักของ ของเหลวที่มีปริมาตรเท่ากับปริมาตรวัตถุส่วนที่จมในของเหลว” ขนาดของแรงพยุง = น�้าหนักของของเหลวที่ถูกวัตถุแทนที่ FB = ρVg P = F A แรงเสียดทาน คือ แรงที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผิวสัมผัสของวัตถุ เพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นมีทิศทางตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ แรงเสียดทานมี 2 ประเภท คือ 1. แรงเสียดทานสถิต เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุยังไม่เคลื่อนที่ 2. แรงเสียดทานจลน์ เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุก�าลังเคลื่อนที่ f s,max = μs N f k = μk N ขนาดของแรงเสียดทานจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1. ขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่างผิวสัมผัส 2. ลักษณะผิวสัมผัส Fลัพธ์ = F1 + F2 Fลัพธ์ = F1 + (-F2 ) F1 F1 F2 F2 h ทิศทางการเคลื่อนที่ของกล่องไม้ F f W N ผิวสัมผัส กล่อง พื้น f 20 N 15 N T4
หนวยการเรียนรูที่ 4 สนามของแรง • สนามโนมถวง เมื่อมีแรงโน้มถ่วงกระท�าต่อวัตถุในทิศทางพุ่งเข้าหาวัตถุที่เป็นแหล่งของสนามโน้มถ่วง ส่งผลให้วัตถุตกจากที่สูงลงมาสู่ที่ต�่า • สนามไฟฟา เป็นแรงที่เกิดขึ้นบนจุดประจุ เมื่อน�าวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าไปวางไว้ ณ ที่ใด ๆ โมเมนต์ของแรง โมเมนตของแรง คือ แรงที่กระท�าต่อวัตถุโดยไม่ผ่านศูนย์กลางมวลของวัตถุ ซึ่งท�าให้วัตถุหมุนรอบศูนย์กลางมวลของวัตถุ สมดุลตอการหมุน คือ เมื่อวัตถุอยู่ในสมดุลต่อการหมุน ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬกาเท่ากับผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬกา เขียนความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ M = FL ΣMทวน = ΣMตาม การเคลื่อนที่ ระยะทาง (s) เป็นปริมาณสเกลาร์ที่มีแต ่ขนาด มีหน ่วยเป็น เมตร โดยอัตราส่วนระหว่างระยะทางกับเวลา คือ อัตราเร็ว (v) มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที (m/s) การกระจัด ( s ) เป็นปริมาณเวกเตอร์ที่มีทั้งขนาดและทิศทาง มีหน่วย เป็น เมตร โดยอัตราส่วนระหว่างการกระจัดกับเวลา คือ ความเร็ว ( v ) มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที (m/s) + ++ - + -- - + - + - M1 M2 F1 F2 l 1 l 2 จุดหมุน • สนามแมเหล็ก เป็นวัตถุที่สามารถดูดสารแม่เหล็กบางชนิดได้ สนามแม่เหล็กเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยสนามแม่เหล็กโดยรอบแท่งแม่เหล็กจะมีทิศพุ่ง ออกจากขั้วแม่เหล็กเหนือเข้าหาขั้วแม่เหล็กใต้ ส่วนสนามแม่เหล็กภายในแท่งแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งจากขั้วแม่เหล็กใต้ไปหาขั้วแม่เหล็กเหนือ S N N S S N S N T5
ตัวชี้วัด ว 2.2 ม.2/1 พยากรณการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เปนผลของแรงลัพธที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุในแนวเดียวกันจากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุในแนวเดียวกันว 2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองดวยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปจจัยที่มีผลตอความดันของของเหลวว 2.2 ม.2/4 วิเคราะหแรงพยุงและการจม การลอยของวัตถุในของเหลวจากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/5 เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทําตอวัตถุในของเหลวว 2.2 ม.2/6 อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสียดทานจลนจากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองดวยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปจจัยที่มีผลตอขนาดของแรงเสียดทานว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอื่น ๆ ที่กระทําตอวัตถุว 2.2 ม.2/9 ตระหนักถึงประโยชนของความรูเรื่องแรงเสียดทาน โดยวิเคราะหสถานการณปญหาและเสนอแนะวิธีการลดหรือเพิ่มแรงเสียดทานที่เปนประโยชน ตอการทํากิจกรรมในชีวิตประจําวันว 2.2 ม.2/10 ออกแบบการทดลองและทดลองดวยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายโมเมนตของแรง เมื่อวัตถุอยูในสภาพสมดุลตอการหมุน และคํานวณโดยใชสมการ M = Flว 2.2 ม.2/11 เปรียบเทียบแหลงของสนามแมเหล็ก สนามไฟฟา และสนามโนมถวง และทิศทางของแรงที่กระทําตอวัตถุที่อยูในแตละสนามจากขอมูลที่รวบรวมไดว 2.2 ม.2/12 เขียนแผนภาพแสดงแรงแมเหล็ก แรงไฟฟา และแรงโนมถวงที่กระทําตอวัตถุว 2.2 ม.2/13 วิเคราะหความสัมพันธระหวางขนาดของแรงแมเหล็ก แรงไฟฟา และแรงโนมถวงที่กระทําตอวัตถุที่อยูในสนามนั้น ๆ กับระยะหางจากแหลงของ สนามถึงวัตถุจากขอมูลที่รวบรวมได ว 2.2 ม.2/14 อธิบายและคํานวณอัตราเร็วและความเร็วของการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยใชสมการ v = s t และ v = s t จากหลักฐานเชิงประจักษว 2.2 ม.2/15 เขียนแผนภาพแสดงการกระจัดและความเร็ว 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ แรงและการเคลื่อนที่ แรงมีผลตอการ à¤Å×è͹·Õè¢Í§Çѵ¶Ø Í‹ҧäà ความเร็ว อัตราสวนระหวางการกระจัดกับ เวลา เปนปริมาณเวกเตอร มีทิศ ไปทางเดียวกับการกระจัด แรงเสียดทาน แรงที่เกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของ วัตถุสองชิ้น มีทิศทางตรงขามกับ ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ เกร็ดแนะครู กอนเขาสูการเรียนการสอน เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ครูอาจใหนักเรียน ยกตัวอยางแรงที่เกี่ยวของกับชีวิตประจําวันของนักเรียน และผลที่เกิดขึ้นจาก การกระทําของแรง เพื่อนําไปสูการทํากิจกรรมเกี่ยวกับการหาผลรวมของแรง หลายแรงที่กระทําตอวัตถุในระนาบเดียวกัน ตัวอยางเชน นักเรียนออกแรงปน จักรยาน ทําใหจักรยานเคลื่อนที่ไปขางหนา หากออกแรงปนจักรยานใหเร็วขึ้น จักรยานจะเคลื่อนที่ไปขางหนาไดเร็วขึ้น หรือออกแรงผลักกลองในทิศทางตรง ขามกัน กลองจะเคลื่อนไปในทิศทางที่มีแรงมากระทํามากกวา ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรียนรูที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อวัดความรูเดิมของนักเรียนกอนเขาสู กิจกรรม 2. ครูเตรียมอุปกรณสาธิตการทดลอง เชน ลูกบอลยาง จากนั้นครูขออาสาสมัครนักเรียน 1 คน ออกมาหนาชั้นเรียน โดยใหตัวแทน นักเรียนโยนลูกบอลยางขึ้นไปเหนือศีรษะ แลวใหนักเรียนแตละคนสังเกตการเคลื่อนที่ ของลูกบอลยาง 3. ครูถามคําถามกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยใชคําถาม Big Question จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวตอบ Big Question แรงมีผลทําใหวัตถุเปลี่ยนแปลงสภาพการ เคลื่อนที่ ความเร็ว ทิศทาง รวมทั้งทําใหวัตถุ เปลี่ยนแปลงรูปรางและขนาด เชน รถยนตที่พุงชน ตนไมดวยความเร็วหนึ่ง แรงที่พุงชนตนไมจะสงผล ใหรถเกิดการชํารุด นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T6
ถูก/ผิด 1 แรง แรงมีสวนเกี่ยวของกับกิจกรรมตาง ๆ ในชีวิตประจําวันของ มนุษย โดยแรงที่มากระทํากับวัตถุ เชน แรงผลัก แรงโนมถวง แรงดึง แรงแมเหล็ก มีผลทําใหวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปรางหรือ สภาพการเคลื่อนที่ Prior Knowledge วัตถุที่อยูนิ่งถูกทําให เคลื่อนที่ไดอยางไร พิจารณาขอความตามความเขาใจของนักเรียนวาถูกหรือผิด แลวบันทึกลงในสมุดบันทึก แรง (force) คือ ปริมาณที่กระทําตอวัตถุแลวทําใหวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลง รูปราง เชน การออกแรงเข็นรถเข็นทําใหรถเข็นที่อยูนิ่งเกิดการเคลื่อนที่ การออกแรงปนดินนํ้ามันทําใหดินนํ้ามัน เปลี่ยนแปลงรูปราง แรงมีหนวยเปนนิวตัน (N) UnderstandingCheck 1. วัตถุไมหลุดลอยออกไปจากโลกเพราะมีแรงดึงดูดของโลกหรือแรงโนมถวงกระทําตอวัตถุ 2. แรงมีหนวยเปนเมตรตอวินาที 3. แรงลัพธ คือ ผลรวมของแรงทั้งหมดที่มากระทําตอวัตถุ 4. ความเร็วเฉลี่ยของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางทั้งหมดที่วัตถุเคลื่อนที่ตอเวลาทั้งหมดที่ใช ในการเคลื่อนที่ 5. อัตราเร็วเฉลี่ยของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางทั้งหมดที่วัตถุเคลื่อนที่ตอเวลาทั้งหมดที่ใช ในการเคลื่อนที่ บันทึกลงในสมุด แรงคืออะไร และมีผลต่อ วัตถุอย่างไร แรงเปนปริมาณเวกเตอร (vector quantity) จึงตองระบุทั้งขนาดและ ทิศทาง ซึ่งสัญลักษณที่ใชแทนปริมาณเวกเตอรมีหลายรูปแบบ ดังนี้ 1. แทนดวยลูกศร โดยที่ขนาดของความยาวลูกศรแทนขนาดของ เวกเตอร และหัวลูกศรแทนทิศทางของเวกเตอร เชน 2. แทนดวยตัวอักษรและมีลูกศรกํากับ เชน F หรือ F 3. แทนดวยตัวอักษรตัวหนา เชน F 4. แทนดวยสัญลักษณ AB คือ เวกเตอรที่มี A เปนจุดเริ่มตน และ B เปนจุดสุดทาย ถาพิจารณาเพียงแคขนาดของแรงสามารถเขียนสัญลักษณ F แทนขนาดของแรง โดยในหนวยการเรียนรูแรง และการเคลื่อนที่นี้จะใชสัญลักษณ F แทนขนาดของแรงที่กระทําตอวัตถุในแนวเดียวกัน และใชการเขียนเครื่องหมาย บวก (+) และเครื่องหมายลบ (-) หนาขนาดของแรงเพื่อเปนการบอกทิศทางของแรงที่กระทําตอวัตถุ กลาวคือ ถากําหนดใหแรงที่กระทําตอวัตถุมีทิศไปทางขวามือเปนบวก ดังนั้น แรงที่กระทําตอวัตถุมีทิศไปทางซายมือจะเปนลบ สามารถเขียนเครื่องหมายหนาขนาดของแรง เชน แรงขนาด 1 นิวตัน กระทําตอวัตถุในทิศทางขวามือจะเขียนเปน F = 1 N และแรงขนาด 1 นิวตัน กระทําตอวัตถุในทิศทางซายมือจะเขียนเปน F = -1 N แรงและการเคลื่อนที่ 3 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 4. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 5. ครูถามคําถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เพื่อเปนการ นําเขาสูบทเรียนและตรวจสอบความรูเดิม เกี่ยวกับเรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ของ นักเรียน ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้น รวมกันศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง ความหมายของแรง จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือแหลงการเรียนรู ตางๆ เชน อินเทอรเน็ต 2. นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายเรื่องที่ไดศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการศึกษา ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน แนวตอบ Prior Knowledge วัตถุที่อยูนิ่งสามารถเคลื่อนที่ไดเนื่องจากมีแรง มากระทํา โดยแรงที่มากระทําตอวัตถุอาจสัมผัส หรือไมสัมผัสกับวัตถุโดยตรง เชน แรงดึง แรงผลัก แรงดัน แรงโนมถวง แรงไฟฟา แรงแมเหล็ก แนวตอบ Understanding Check 1. ถูก 2. ผิด 3. ถูก 4. ผิด 5. ถูก สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของแรงที่มีตอวัตถุ จาก ภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง การชนของวัตถุ (https://www.twig-aksorn. com/film/body-crash-7883/) ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET แรงเปนปริมาณที่มีลักษณะตามขอใด 1. มีแตขนาด 2. มีแตทิศทาง 3. มีขนาดในบางทิศทาง 4. มีทั้งขนาดและทิศทาง (วิเคราะหคําตอบ แรงเปนปริมาณเวกเตอรที่มีทั้งขนาดและ ทิศทาง เมื่อมากระทําตอวัตถุมีผลทําใหวัตถุเปลี่ยนแปลงสภาพ การเคลื่อนที่ ดังนั้น ตอบขอ 4.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T7
การเขียนภาพเวกเตอรแทนแรงสามารถเขียนได โดยเขียนลูกศรแทนแรงที่มากระทําและหัวลูกศรแทนทิศทาง ของแรงที่มากระทําตอวัตถุ ดังภาพที่ 4.1 เนื่องจากแรงเปนปริมาณเวกเตอร สามารถนํามาเขียนโดยใชแผนภาพได ดังนี้ 1. เขียนเวกเตอรดวยเสนตรงแทนแรง โดยความยาวของเสนตรงแทนขนาดของแรงและตองสอดคลองกับ มาตราสวนที่กําหนด เชน ตองการเขียนเวกเตอรแทนแรง 300 นิวตัน โดยใชมาตราสวน 1 เซนติเมตร ตอ 100 นิวตัน (1 cm : 100 N) ดังนั้น ตองเขียนเสนตรงที่มีความยาว 3 เซนติเมตร 2. กําหนดหัวลูกศรไปในทิศทางที่แรงกระทํา ตัวอย่างที่ 4.1 จงเขียนแรงที่มีขนาด 400 นิวตัน และมีทิศทางไปทางทิศตะวันออก วิธีเขียน กําหนดให 1 เซนติเมตร เทากับ 40 นิวตัน มาตราสวน 1 cm : 40 N F = 400 N N S W E ตัวอย่างที่ 4.2 จงเขียนแรงที่มีขนาด 250 นิวตัน และมีทิศทางไปทางทิศตะวันตก วิธีเขียน กําหนดให 1 เซนติเมตร เทากับ 50 นิวตัน มาตราสวน 1 cm : 50 N F = 250 N N S W E ตัวอย่างที่ 4.3 จงเขียนแรงที่มีขนาด 2,100 นิวตัน และมีทิศทางไปทางทิศเหนือ วิธีเขียน กําหนดให 1 เซนติเมตร เทากับ 700 นิวตัน มาตราสวน 1 cm : 700 N F = 2,100 N N S W E F ภาพที่ 4.1 การเขียนภาพเวกเตอรแทนแรงที่ใชในการดึงกลองไม ที่มา : คลังภาพ อจท. บอกขนาดของแรง เชน F = 5 N คือ แรงที่กระทําตอวัตถุมีขนาด 5 นิวตัน ลูกศรบอกทิศทางของแรงที่กระทํากับวัตถุ 4 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียน 3 คู ออกมานําเสนอผลการ ศึกษาหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา “แรง เปนปริมาณเวกเตอรที่ทั้งขนาดและทิศทาง สามารถเขียนแทนดวยเสนตรง โดยความยาว ของเสนแทนขนาดของแรง และตองสอดคลอง กับมาตราสวนที่กําหนด โดยหัวของลูกศรจะชี้ ไปในทิศทางที่แรงกระทํา” 3. นักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 4.1-4.3 จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นครูเขียน โจทยเพิ่มเติมบนกระดาน โดยใหนักเรียน แตละคนเขียนแผนภาพ ลงในสมุดประจําตัว นักเรียน ตัวอยางโจทย เชน จงเขียนแรงที่ มีขนาด 500 นิวตัน ที่มีทิศไปทางตะวันตก เฉียงเหนือ 4. ครูสุมเลขที่นักเรียน 4 คน ออกมาเขียน คําตอบของตนเองหนาชั้นเรียน โดยใหเพื่อน ในชั้นเรียนรวมกันพิจารณาวาคําตอบถูกตอง หรือไม จากนั้นครูเฉลยคําตอบที่ถูกตองให นักเรียน 5. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียนตามความ สมัครใจ จากนั้นใหนักเรียนแตละคูรวมกันทํา ใบงาน เรื่อง แรง เกร็ดแนะครู ครูอาจใหนักเรียนฝกเขียนแผนภาพเวกเตอร และฝกคํานวณมาตราสวนที่ ใชกําหนดการเขียนแผนภาพเวกเตอร เพื่อใหนักเรียนเห็นถึงความสําคัญของการ เขียนแผนภาพเวกเตอร เพื่อนําไปใชในการหาแรงลัพธเนื่องจากมีแรงหลายแรง มากระทํากับวัตถุ โดยครูอาจยกตัวอยางการหาผลรวมของแรงหลายแรง โดยการ เขียนแผนภาพแบบหางเวกเตอรตอหัวเวกเตอร เพื่อใหนักเรียนเกิดความชํานาญ ในการเขียนแผนภาพเวกเตอร ขอใดกลาวถูกตอง 1. F1 = F2 = F3 = F4 2. F1 = F2 และ F3 = F4 3. F1 = F3 และ F2 = F4 4. F1 = F4 และ F2 = F3 (วิเคราะหคําตอบ F1 = F3 และ F2 = F4 จึงจะทําใหวัตถุ หยุดนิ่ง ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จากภาพ แรง F1 F2 F3 และ F4 กระทําตอวัตถุ แลวทําใหวัตถุ หยุดนิ่ง F1 F2 F3 F4 นํา สอน สรุป ประเมิน T8
เมื่อมีแรงย่อยตั้งแต่ 2 แรงขึ้นไปมากระท�าต่อวัตถุ จะส่งผลให้วัตถุเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ โดยขึ้น อยู่กับผลรวมของแรงที่มากระท�าต่อวัตถุ เรียกแรงดังกล่าวว่า แรงลัพธ์ (resultant force) ซึ่งวัตถุจะเคลื่อนที่ไปใน ทิศทางเดียวกับแรงลัพธ์ การหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์สามารถใช้วิธีเดียวกับการหาเวกเตอร์ลัพธ์ โดยพิจารณาทิศทางของ แรงย่อยทุกแรงที่มากระท�าต่อวัตถุ ในกรณีที่ต้องการหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์เมื่อแรงย่อยอยู่ในแนวเดียวกัน เราจะก�าหนดให้แรงที่มีทิศทางตรงข้ามกันมีเครื่องหมายต่างกัน เช่นก�าหนดให้แรงที่กระท�าต่อวัตถุที่มีทิศทางไปทาง ขวามือมีเครื่องหมายบวก และให้แรงที่กระท�าต่อวัตถุที่มีทิศทางไปทางซ้ายมือมีเครื่องหมายลบ เมื่อแรงย่อยอยู่ในแนวเดียวกัน แรงลัพธ์ที่มากระท�าต่อวัตถุสามารถหาได้ ดังนี้ 1. แรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงย่อยที่อยู่ในแนวเดียวกันมากระท�ากับวัตถุในทิศทางเดียวกัน ภาพที่ 4.2 แรง F1 และ F2 กระท�ากับวัตถุในทิศทางเดียวกัน ที่มา : คลังภาพ อจท. F1 = 4 N F2 = 4 N F1 = 4 N F2 = 4 N Fลัพธ์ = 8 N F1 = 4 N F2 = 4 N จากภาพที่ 4.2 สามารถเขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แล้วหาแรงลัพธ์ที่กระท�าต่อวัตถุ โดยใช้วิธี หางต่อหัวได้ ดังนี้ ก�าหนดให้ 1 เซนติเมตร เท่ากับ 1 นิวตัน จึงเขียนแรง F1 และ F2 ได้เป็น หาแรงลัพธ์ที่เกิดจาก F1+ F2 โดยการน�าหางของแรง F2มาต่อกับหัวลูกศรของแรง F1 แรงลัพธ์ที่เกิดจาก F1+ F2 หาได้ โดยการลากเส้นตรงจากหางลูกศรของแรง F1 ไปยังหัวลูกศรของแรง F2 ดังนั้น แรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงย่อยที่อยู่ในแนวเดียวกันมากระท�ากับวัตถุในทิศทางเดียวกันจะมีขนาดเท่ากับ ผลรวมขนาดของแรงย่อยที่มากระท�าต่อวัตถุ และมีทิศทางไปในทิศทางเดียวกับทิศทางของแรงย่อย โดยขนาดของ แรงลัพธ์เขียนแทนด้วย Fลัพธ์ หาได้ ดังสมการ Fลัพธ์ = F1+ F2 F1 = 4 N F2 = 4 N แรงและการเคลื่อนที่ 5 จะส่งผลให้วัตถุเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์ ( 1 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุมออกเปน 6 กลุม กลุมละ เทาๆ กัน จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมสง ตัวแทนออกมาจับสลากหัวขอที่ศึกษา โดยให นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือแหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต หองสมุด ซึ่งหัวขอประกอบดวย • กลุมที่ 1-2 ศึกษาเกี่ยวกับแรงลัพธที่เกิดจาก แรงยอยที่อยูในแนวเดียวกันมากระทํากับ วัตถุในทิศทางเดียวกัน • กลุมที่ 3-4 ศึกษาเกี่ยวกับแรงลัพธที่เกิดจาก แรงยอยที่อยูในแนวเดียวกันมากระทํากับ วัตถุในทิศทางตรงขามกัน • กลุมที่ 5-6 ศึกษาเกี่ยวกับกฎของความเฉื่อย 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกัน สรุปความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงใน สมุดประจําตัวนักเรียน ขอใดคือความหมายของปริมาณเวกเตอร 1. ปริมาณที่มีขนาดใหญ 2. ปริมาณที่มีขนาดเทากัน 3. ปริมาณที่มีทิศทางแนนอน 4. ปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง (วิเคราะหคําตอบ ปริมาณเวกเตอร คือ ปริมาณที่มีทั้งขนาดและ ทิศทาง แรงจึงสามารถเขียนแทนไดดวยเวกเตอรเสนตรง ดังนั้น ตอบขอ 4.) นักเรียนควรรู 1 แรงลัพธ คือ ผลรวมของแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุ ทําใหวัตถุเคลื่อนที่ ไปตามทิศทางของแรงลัพธ ถาผลรวมของแรงลัพธมีขนาดเทากับศูนย จะทําให วัตถุหยุดนิ่งอยูกับที่ ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET นํา สอน สรุป ประเมิน T9
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2. แรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงย่อยที่อยู่ในแนวเดียวกันมากระท�ากับวัตถุในทิศทางตรงข้ามกัน จากภาพที่ 4.3 สามารถเขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แล้วหาแรงลัพธ์ที่มากระท�าต่อวัตถุ โดยใช้วิธี หางต่อหัวได้ ดังนี้ ก�าหนดให้ 1 เซนติเมตร เท่ากับ 1 นิวตัน จึงเขียนแรง F1 และ F2 ได้เป็น หาแรงลัพธ์ที่เกิดจาก F1+ F2 โดยการน�าหางของแรง F2 มาต่อกับหัวลูกศรของแรง F1 แรงลัพธ์ที่ได้เกิดจากการลากเส้นตรงจากหางลูกศรของแรง F1 ไปยังหัวลูกศรของแรง F2 แรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงย่อยที่อยู่ในแนวเดียวกันมากระท�ากับวัตถุในทิศทางตรงข้ามกันจะมีขนาดเท่ากับ ผลรวมของแรงย่อยที่มากระท�าต่อวัตถุ ซึ่งก�าหนดให้แรงที่กระท�าต่อวัตถุที่มีทิศไปทางขวามือเป็นแรงF1มีค่าเป็นบวก ดังนั้น แรงที่มากระท�าต่อวัตถุที่มีทิศไปทางซ้ายมือเป็นแรง F2 มีค่าเป็นลบ และมีทิศทางไปในทิศทางเดียวกับแรง ย่อยที่มีขนาดมากกว่า โดยขนาดของแรงลัพธ์เขียนแทนด้วย Fลัพธ์ หาได้จากผลรวมของแรงย่อย แต่เนื่องจากแรง ย่อยที่มากระท�าต่อวัตถุที่ทิศทางตรงข้ามกัน ขนาดของแรงลัพธ์จึงหาได้ ดังสมการ Fลัพธ์ = F1+ (-F2) ภาพที่ 4.3 แรง F1 และ F2 กระท�าต่อวัตถุในทิศทางตรงข้ามกัน โดยแรง F1 และ F2 มีขนาดไม่เท่ากัน ที่มา : คลังภาพ อจท. F2 = 3 N F1 = 7 N F2 = 3 N F1 = 7 N Fลัพธ์ = 4 N F1 = 7 N F2 = 3 N F2 = 3 N F1 = 7 N 6 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ศึกษาหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา “แรงลัพธ คือ ผลรวมของแรงทั้งหมดที่กระทํา ตอวัตถุ สามารถหาแรงลัพธของแรงที่กระทํา ตอวัตถุที่อยูนิ่งในแนวเดียวกัน ซึ่งสามารถ พิจารณาได คือ การหาแรงลัพธที่เกิดจาก แรงยอยที่อยูในแนวเดียวกันมากระทํากับวัตถุ ในทิศทางเดียวกัน แรงลัพธที่เกิดจากแรงยอย ที่อยูในแนวเดียวกันมากระทํากับวัตถุใน ทิศทางตรงขามกัน และการหาแรงลัพธของ แรงที่กระทําตอวัตถุในทิศทางตั้งฉากกัน” เมื่อมีแรงขนาด 10 นิวตัน จํานวน 2 แรง มากระทําตอกลองที่ไมเคลื่อนที่ ดังรูป กลองจะเคลื่อนที่ไปทิศทางใด 1. ไมเคลื่อนที่ 2. ไปทางซายมือ 3. ไปทางขวามือ 4. ไปทางซายมือหรือขวามือก็ได (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ Fลัพธ = F1 + F2 กําหนดให แรงที่มากระทํากับวัตถุที่มีทิศทางไปทางขวามือ (F1 ) มีคาเปนบวก และแรงที่มากระทําตอวัตถุ ที่มีทิศทางไปทางซายมือ (F2 ) มีคาเปนลบ Fลัพธ = F1 + (-F2 ) Fลัพธ = 10 + (-10) Fลัพธ = 0 แรงลัพธมีคาเทากับศูนย กลองจึงไมเคลื่อนที่ ดังนั้น ตอบขอ 1.) F1 = 10 N F2 = 10 N นํา สอน สรุป ประเมิน T10
แต่ถ้าแรง F1 และ F2 ที่มากระท�าต่อวัตถุมีขนาดเท่ากัน ดังภาพที่ 4.4 จากภาพที่ 4.4 สามารถเขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แล้วหาแรงลัพธ์ที่มากระท�าต่อวัตถุ โดยใช้วิธีหาง ต่อหัวได้ ดังนี้ ก�าหนดให้ 1 เซนติเมตร เท่ากับ 1 นิวตัน จึงเขียนแรง F1 และ F2 ได้เป็น หาแรงลัพธ์ที่เกิดจาก F1+ F2 โดยการน�าหางของแรง F2 มาต่อกับหัวลูกศรของแรง F1 F2 = 4 N F1 = 4 N เนื่องจากหางลูกศรของแรง F1อยู่ในต�าแหน่งเดียวกับหัวลูกศรของแรง F2ดังนั้นแรงลัพธ์จึงมีค่าเท่ากับศูนย์ Fลัพธ์ = 0 เมื่อแรงลัพธ์ที่กระท�าต่อวัตถุเป็นศูนย์วัตถุจะรักษาสภาพการเคลื่อนที่เดิมเอาไว้ซึ่งเป็นไปตามกฎข้อที่ 1 ของ นิวตัน (Newton’s first law) เรียกว่า กฎของความเฉื่อย โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ F2 = 4 N F1 = 4 N ภาพที่ 4.5 เมื่อแรงลัพธ์ที่กระท�าต่อลูกฟุตบอลเป็นศูนย์ ลูกฟุตบอลที่ หยุดนิ่งจะยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ที่มา : คลังภาพ อจท. 1. วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู ่กับที่ ตราบที่ไม่มีแรงลัพธ์ภายนอกมากระท�า 2. วัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วย ความเร็วคงตัวตราบที่ไม่มีแรงลัพธ์ภายนอก มากระท�า ภาพที่ 4.4 แรง F1 และ F2 กระท�าต่อวัตถุในทิศทางตรงข้ามกัน โดยแรง F1 และ F2 มีขนาดเท่ากัน ที่มา : คลังภาพ อจท. F2 = 4 N F1 = 4 N แรงและการเคลื่อนที่ 7 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาตัวอยางที่ 4.4-4.7 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นรวมกันทําใบงาน เรื่อง แรงลัพธ 4. ครูสุมนักเรียน 3 กลุม ออกมาเขียนคําตอบ ของตนเองหนาชั้นเรียน โดยใหเพื่อนใน ชั้นเรียนรวมกันพิจารณาวาคําตอบถูกตอง หรือไม จากนั้นครูเฉลยคําตอบที่ถูกตอง ใหนักเรียน เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ซึ่งมี 3 ขอ ดังนี้ • กฎการเคลื่อนที่ขอ 1 ของนิวตัน หรือกฎของความเฉื่อย กลาววา “วัตถุจะ รักษาสภาวะอยูนิ่ง หรือสภาวะเคลื่อนที่อยางสมํ่าเสมอในแนวเสนตรง นอกจาก จะมีแรงลัพธซึ่งมีคาไมเทากับศูนยมากระทํา” • กฎการเคลื่อนที่ขอ 2 ของนิวตัน หรือกฎความเรง กลาววา “ความเรง ของอนุภาคแปรผันตรงกับแรงลัพธที่กระทําตออนุภาค แตจะแปรผกผันกับมวล ของอนุภาค” • กฎการเคลื่อนที่ขอ 3 ของนิวตัน หรือกฎของกิริยาและปฏิกิริยา กลาว วา “ทุกแรงกิริยายอมมีแรงปฏิกิริยา ซึ่งมีขนาดเทากัน แตมีทิศทางตรงขามกัน เสมอ” กฎขอนี้เรียกวา กฎของกิริยาและปฏิกิริยา ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถาแรง F1 มีขนาด 6 นิวตัน และแรง F2 มีขนาด 4 นิวตัน แรงลัพธของแรงทั้งสองที่กระทําตอวัตถุมีขนาดเทากับ 10 นิวตัน แสดงวา ทิศทางของแรง F1 และ F2 ที่กระทําตอวัตถุเปนอยางไร 1. มีทิศทางเดียวกัน 2. มีทิศทางตั้งฉากกัน 3. มีทิศทางตรงขามกัน 4. มีทิศทางทํามุมกันมากกวา 30 องศา (วิเคราะหคําตอบ เมื่อแรงยอยที่มากระทําตอวัตถุในทิศทาง เดียวกัน ขนาดของแรงลัพธจะมีคาเทากับผลรวมของแรงยอย ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา สอน สรุป ประเมิน T11
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขนาดของแรงลัพธหาไดจากสมการ Fลัพธ = F1 + F2 Fลัพธ = 20 N + 40 N Fลัพธ = 60 N ดังนั้น แรงลัพธที่มากระทําตอโตะมีขนาด 60 นิวตัน ตัวอย่างที่ 4.4 นักเรียนสองคนออกแรงผลักโตะที่ตั้งอยูบนพื้นลื่นไมมีความฝดใหเคลื่อนที่ไปทางขวามือ ดวยขนาด 20 และ 40 นิวตัน จงคํานวณหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ วิธีทํา กําหนดให นักเรียนคนที่ 1 ออกแรงผลัก F1 ขนาด 20 นิวตัน และนักเรียนคนที่ 2 ออกแรงผลัก F2 ขนาด 40 นิวตัน โดยมีทิศทางที่กระทําตอโตะ ดังภาพที่ 4.6 ภาพที่ 4.6 ขนาดและทิศทางของแรง F1และ F2 ที่กระทําตอโตะ ที่มา : คลังภาพ อจท. F1 = 20 N F2 = 40 N Fลัพธ = 60 N F1 = 20 N F2 = 40 N กําหนดให 1 เซนติเมตร เทากับ 10 นิวตัน จึงเขียนแรง F1 และ F2 ไดเปน เขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 และหาแรงลัพธที่มากระทําตอโตะ โดยใชวิธีหางตอหัวได ดังนี้ นําหางของแรง F2 มาตอกับหัวลูกศรของแรง F1 แลวลากเสนตรงจากหางลูกศรของแรง F1 ไปยังหัวลูกศรของแรง F2 จะไดเปน Fลัพธ F1 = 20 N F2 = 40 N 8 ขั้นสอน อธิบายความรู 5. ครูเขียนโจทยเพิ่มเติมบนกระดาน โดยให นักเรียนลอกโจทยและแสดงวิธีทําลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน ตัวอยางโจทย กําหนดให แรง F1 = 10 N F2 = 20 N และ F3 = 10 N มากระทําตอกลอง ดังภาพ จงหา ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ 1) 2) 3) 4) แรงขนาด 40 20 และ 25 นิวตัน กระทําตอกลอง ดังภาพ จงหาขนาดของแรงลัพธ 1. 5 นิวตัน 2. 15 นิวตัน 3. 25 นิวตัน 4. 35 นิวตัน (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ Fลัพธ = F1 + F2 + F3 กําหนดให F1 มีคาเปนลบ F2 และ F3 มีคาเปนบวก Fลัพธ = (-F1 ) + F2 + F3 Fลัพธ = (-40) + 20 + 25 = 5 นิวตัน แรงลัพธมีคาเทากับ 5 นิวตัน ดังนั้น ตอบขอ 1.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงลัพธ จาก YouTube เรื่อง การหา แรงลัพธโดยวิธีหางตอหัวและโดยวิธีการคํานวณ (https://www.youtube.com/ watch?v=mfiSGD1fsWs) F1F2 F2 F1 F1 F3 F1 F3 = 25 N F2 = 20 N F1 = 40 N F3F1F2 นํา สอน สรุป ประเมิน T12
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ตัวอย่างที่ 4.5 ชายสองคนออกแรงผลักตูไมที่หยุดนิ่งบนพื้นเรียบลื่น โดยชายคนที่ 1 ออกแรง F1 ผลักตูไม ดวยแรงขนาด 50 นิวตัน ชายคนที่สองออกแรงF2ผลักตูไมดวยแรงขนาด 30 นิวตัน ดังภาพ ที่ 4.7 จงคํานวณหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ วิธีทํา กําหนดให 1 เซนติเมตร เทากับ 10 นิวตัน จึงเขียนแรง F1 และ F2 ไดเปน เขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แลวหาแรงลัพธที่มากระทําตอตูไม โดยใชวิธีหางตอหัวได ดังนี้ นําหางของแรง F2 มาตอกับหัวลูกศรของแรง F1 แลวลากเสนตรงจากหางลูกศรของแรง F1 ไปยังหัวลูกศร ของแรง F2 จะไดเปน Fลัพธ กําหนดให แรงที่กระทําตอวัตถุที่มีทิศทางไปทางขวามือมีคาเปนบวก และแรงที่กระทําตอวัตถุที่มีทิศทาง ไปทางซายมือมีคาเปนลบ ขนาดของแรงลัพธหาไดจากสมการ Fลัพธ = F1 + F2 Fลัพธ = F1 + (-F2) Fลัพธ = 50 N + (-30 N) Fลัพธ = 20 N ดังนั้น แรงลัพธที่กระทําตอตูไมมีขนาด 20 นิวตัน ภาพที่ 4.7 ขนาดของแรงที่ชายทั้งสองกระทําตอตูไม ที่มา : คลังภาพ อจท. F1 = 50 N F2 = 30 N F1 = 50 N F2 = 30 N F1 = 50 N F2 = 30 N Fลัพธ = 20 N แรงและการเคลื่อนที่ 9 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 6. ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา “แรงลัพธที่เกิดจากแรงยอยที่อยูในแนว เดียวกัน ถาหากแรงยอยที่มากระทํามีทิศ ไปทางเดียวกัน ขนาดของแรงลัพธจะมีคา เทากับผลบวกของแรงยอย ถาหากแรงยอย ที่มากระทํามีทิศตรงขามกัน ขนาดของ แรงลัพธจะมีคาเทากับผลตางของแรงยอย โดยอาจกําหนดใหแรงที่มากระทําตอวัตถุที่ มีทิศทางไปทางขวามีคาเปนบวก และแรง ที่มากระทําตอวัตถุที่มีทิศทางไปทางซายมีคา เปนลบ แตถาแรงที่มากระทําตอวัตถุมีขนาด เทากันและมีทิศทางตรงขามกัน แรงลัพธ จะมีคาเทากับศูนย วัตถุจะรักษาสภาพการ เคลื่อนที่เดิม” จากรูป แรงลัพธที่กระทําตอรถยนตมีคาเทากับเทาใด และมีทิศทางการเคลื่อนที่อยางไร (วิเคราะหคําตอบ กําหนดให แรงที่กระทําตอรถยนตที่มีทิศทางไปทางขวามือมีคาเปนบวก และ แรงที่กระทําตอรถยนตที่มีทิศทางไปทางซายมือมีคาเปนลบ ขนาดของแรงลัพธหาไดจาก Fลัพธ = F1 + (-F2 ) = 40 N + (-20 N) = 20 N แรงลัพธที่กระทําตอรถยนตมีคาเทากับ 20 นิวตัน และมีทิศทางการเคลื่อนที่ไปทางขวามือ ดังนั้น ตอบ ขอ 2.) 1. แรงลัพธเปนศูนย 2. แรงลัพธมีขนาด 20 นิวตัน และมีทิศทางไปทางขวามือ 3. แรงลัพธมีขนาด 20 นิวตัน และมีทิศทางไปทางซายมือ 4. แรงลัพธมีขนาด 60 นิวตัน และมีทิศทางไปทางซายมือ F2 = 20 N F1 = 40 N นํา สอน สรุป ประเมิน T13
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET นํา สอน สรุป ประเมิน ตัวอย่างที่ 4.6 แรง 2 แรงกระทําตอวัตถุที่หยุดนิ่ง โดยมีแรงดึงวัตถุไปทางขวามือ 60 นิวตัน และมีแรงดึง วัตถุไปทางซายมือ 40 นิวตัน จงหาแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุและวัตถุนี้มีทิศทางการเคลื่อนที่ อยางไร (สมมติวาพื้นลื่นไมมีความฝด) วิธีทํา สามารถเขียนแผนภาพแรงที่กระทําตอวัตถุได ดังภาพที่ 4.8 กําหนดให 1 เซนติเมตร เทากับ 10 นิวตัน จึงเขียนแรง F1 และ F2 ไดเปน เขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แลวหาแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุ โดยใชวิธีหางตอหัวได ดังนี้ กําหนดใหแรงที่กระทําตอวัตถุที่มีทิศทางไปทางขวามือมีคาเปนบวก และแรงที่กระทําตอวัตถุที่มีทิศทาง ไปทางซายมือมีคาเปนลบ ขนาดของแรงลัพธจึงหาไดจาก Fลัพธ = F1 + F2 Fลัพธ = F1 + (-F2) Fลัพธ = 60 N + (-40 N) Fลัพธ = 60 N - 40 N Fลัพธ = 20 N ดังนั้น แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีคาเทากับ 20 นิวตัน และวัตถุเคลื่อนที่ไปทางขวามือ ภาพที่ 4.8 ขนาดและทิศทางของแรง F1 และ F2 ที่กระทําตอวัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท. F2 = 40 N F1 = 60 N F1 = 60 N F2 = 40 N Fลัพธ = 20 N F1 = 60 N F2 = 40 N 10 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง การหาแรงลัพธของวัตถุ และใหความรู เพิ่มเติมจากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง การหาแรงลัพธของวัตถุ ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง การหา แรงลัพธของวัตถุ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับการหา แรงลัพธของวัตถุ ซึ่งควรไดขอสรุปรวมกันวา “แรง คือ ปริมาณที่กระทําตอวัตถุ แลวทําใหวัตถุ เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ หรือ เปลี่ยนแปลงรูปราง แรงเปนปริมาณเวกเตอร ตองระบุทั้งขนาดและทิศทาง แรงลัพธ คือ ผลรวมของแรงทั้งหมดที่กระทําตอวัตถุ การหา แรงลัพธทําไดโดยการเขียนแผนภาพของแรง แลวหาแรงลัพธโดยใชวิธีหางตอหัว” วัตถุกําลังเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัวไปทางซายมือบนพื้นราบ เมื่อถูกกระทําดวยแรง 3 แรง พรอมกัน ดังภาพ ถาวัตถุยังเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัวไปทางซายมือ แรง F1 จะตองมีขนาดเทาใด 1. 5 นิวตัน 2. 10 นิวตัน 3. 15 นิวตัน 4. 20 นิวตัน ทิศทางการเคลื่อนที่ F1 F2 = 30 N F3 = 40 N (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ Fลัพธ = F1 + F2 + F3 กําหนดให แรงที่มากระทํากับวัตถุที่มีทิศทางไปทางซายมือ (F3 ) มีคาเปนลบ และแรงที่มากระทําตอวัตถุ ที่มีทิศทางไปทางขวามือ (F1 และ F2 ) มีคาเปนบวก Fลัพธ ≠ 0 และ Fลัพธ< 0 40 + (-30 - F1 ) ≠ 0 และ 40 + (-30 - F1 ) < 0 10 - F1 ≠ 0 และ 10 - F1 < 0 จะไดวา F1 ≠ 10 และ F1 < 10 ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา สอน สรุป ประเมิน T14
ตัวอยางที่ 4.7 ครอบครัวหนึ่งออกแรงผลักกล่องไม้ที่หยุดนิ่ง โดยพ่อและแม่ออกแรงผลักไปทางขวาคนละ 20 นิวตัน น้องสาวที่อยู่ฝังตรงข้ามออกแรงดึงกล่องไม้ 10 นิวตัน พี่ชายที่อยู่ฝังเดียวกับ น้องสาวออกแรงผลักกล่องไม้ไปทางซ้าย 50 นิวตัน จงค�านวณหาขนาดของแรงลัพธ์ที่กระท�า ต่อกล่องไม้ วิธีท�า ก�าหนดให้ พ่อออกแรงผลัก F1 ขนาด 20 นิวตัน แม่ออกแรงผลัก F2 ขนาด 20 นิวตัน น้องสาวออก แรงดึง F3 ขนาด 10 นิวตัน และพี่ชายออกแรงผลัก F4 ขนาด 50 นิวตัน โดยมีทิศทางกระท�าต่อกล่องไม้ ดังภาพที่ 4.9 ก�าหนดให้ 1 เซนติเมตร เท่ากับ 10 นิวตัน จึงเขียนแรง F1 F2 F3 และ F4 ได้เป็น เขียนแผนภาพของแรง F1 F2 F3 และ F4 แล้วหาแรงลัพธ์ที่กระท�าต่อกล่องไม้ โดยใช้วิธีหางต่อหัวได้ ดังนี้ น�าหางของแรง F2 มาต่อกับหัวลูกศรของแรง F1 จะได้เป็นแรง F1 + F2 แล้วน�าหางของแรง F3 มาต่อกับแรง F1 + F2 จะได้เป็นแรง F1 + F2 + F3 และน�าหางของแรง F4 มาต่อกับแรง F1 + F2 + F3 จะได้เป็น Fลัพธ์ ซึ่งสังเกตได้ว่าแรง F4 จะซ้อนทับแรง F1 + F2+ F3 ได้พอดี ก�าหนดให้แรงที่กระท�าต่อวัตถุที่มีทิศทางไปทางขวามือมีค่าเป็นบวก และแรงที่กระท�าต่อวัตถุที่มีทิศทาง ไปทางซ้ายมือมีค่าเป็นลบ ขนาดของแรงลัพธ์จึงหาได้จาก Fลัพธ์ = F1 + F2 + F3 + (-F4) Fลัพธ์ = 20 N + 20 N + 10 N + (-50 N) Fลัพธ์ = 0 N ดังนั้น แรงลัพธ์ที่กระท�าต่อกล่องไม้มีค่าเท่ากับศูนย์ กล่องไม้จึงไม่เคลื่อนที่ F4 = 50 N F4 = 50 N F1 = 20 N F2 = 20 N F3 = 10 N F1 = 20 N F2 = 20 N F3 = 10 N ภาพที่ 4.9 ขนาดและทิศทางของแรง F1 F2 F3 และ F4 ที่กระท�ากับกล่องไม้ ที่มา : คลังภาพ อจท. F1 = 20 N F3 = 10 N F4 F = 50 N 2 = 20 N แรงและการเคลื่อนที่ 11 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การหาแรงลัพธของวัตถุ ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม และการนําเสนอผลงาน โดยศึกษา เกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม และ การนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 4 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรียนรูที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อ ตรวจสอบความเขาใจกอนเรียนของนักเรียน 2. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 3. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนกอนเขาสู กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง แรง 5. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง แรงลัพธ 6. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง การหาแรงลัพธของ วัตถุ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 กิจกรรม ทาทาย ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน เตรียมอุปกรณ ดังนี้ เชือก 3 เสน วงแหวน 1 วง และเครื่องชั่งสปริง 3 เครื่อง จากนั้น ผูกเชือก 3 เสน เขากับวงแหวน 1 วง แลวนําปลายเชือกทั้งสาม ผูกกับขอเกี่ยวเครื่องชั่งสปริงทั้ง 3 เครื่อง ดังภาพ แลวใหนักเรียน แตละกลุมเขียนแผนภาพของแรงเพื่อหาแรงลัพธดวยวิธีหัวตอหาง เพื่ออธิบายแรงลัพธที่ทําใหวงแหวนอยูนิ่ง จากนั้นสงตัวแทนกลุม ออกมานําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรม แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับฟัง คนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง F1 F2 F3 วัตถุ นํา สอน สรุป ประเมิน T15
ในชีวิตประจําวันของเราจะพบเห็นแรงตาง ๆ ที่มากระทําตอวัตถุมากมาย เชน แรงเสียดทาน แรงดันใน ของเหลว แรงพยุง 1.1 แรงเสียดทาน แรงเสียดทาน (frictional force; f) เปนแรงที่เกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของวัตถุ เพื่อตานความพยายามใน การเคลื่อนที่ของวัตถุ จากภาพที่ 4.10 เมื่อออกแรงผลักกลองไมใหเคลื่อนที่ไปขางหนา จะมีแรงเสียดทานเกิดขึ้น ที่ผิวสัมผัสระหวางกลองไมและพื้นในทิศตรงขามกับทิศทางการเคลื่อนที่ของกลองไม หากวัตถุมีนํ้าหนัก (W) มาก แรงที่วัตถุกระทําหรือกดพื้นจะมีคามาก สงผลใหพื้นออกแรงดันวัตถุกลับ (N) มากตามไปดวย จึงกลาวไดวาแรงที่ วัตถุกระทําตอพื้นเปนแรงคูกิริยา-ปฏิกิริยากับแรงที่พื้นดันวัตถุ ภาพที่ 4.10 กลองไมเคลื่อนที่ดวยแรง F จะมีแรงเสียดทาน f เกิดขึ้น ในทิศทางตรงขามกับการเคลื่อนที่ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.11 แรงเสียดทานสถิตของวัตถุในสภาวะที่วัตถุไมเคลื่อนที่ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.12 แรงเสียดทานจลนเกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของวัตถุที่ กําลังเคลื่อนที่ ที่มา : คลังภาพ อจท. ขนาดของแรงเสียดทานจะมากหรือนอยขึ้นอยูกับปจจัยตาง ๆ ดังนี้ 1. ขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหวางผิวสัมผัส ซึ่งเปนแรงที่พื้นกระทําตอวัตถุ หากมีแรงที่วัตถุกระทําตอพื้น มาก แรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหวางผิวสัมผัสจะมีคามาก สงผลใหแรงเสียดทานมีขนาดมากขึ้น 2. ลักษณะผิวสัมผัส ขึ้นอยูกับชนิดของพื้นผิววัตถุ ถาวัตถุมีผิวสัมผัสที่เรียบจะเกิดแรงเสียดทานนอยกวา วัตถุที่มีผิวสัมผัสขรุขระหรือหยาบ รถยนต์ที่ไถลลงจากเขา จนกระทั่งหยุดนิ่ง มีแรงใดมากระทําบ้าง fs fk ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ แรงเสียดทานมี 2 ประเภท ดังนี้ 1. แรงเสียดทานสถิต (static frictional force; fs ) คือ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุอยูนิ่งหรือกําลัง จะเริ่มเคลื่อนที่ ขนาดของแรงเสียดทานสถิตจะเพิ่มขึ้นตามขนาดของแรงที่กระทําตอวัตถุจนมีคามากที่สุดขณะที่วัตถุ เริ่มจะเคลื่อนที่ เรียกวา แรงเสียดทานสถิตสูงสุด เขียนแทนดวยสัญลักษณ fs, max 2. แรงเสียดทานจลน (kinetic frictional force; fk) คือ แรงเสียดทานที่พยายามตานการเคลื่อนที่ ธรรมชาติ ของแรงเสียดทานจลน จะมีทิศทางตรงขามกับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ ซึ่งแรงเสียดทานจะเกิดขึ้นในขณะที่วัตถุ กําลังเคลื่อนที่ไปบนผิวของอีกวัตถุหนึ่ง F ทิศทางการเคลื่อนที่ของกลองไม F f W N ผิวสัมผัส กลอง พื้น f F 12 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับแรงเสียดทาน จากนั้นครูถามคําถามกระตุนความคิดนักเรียน วา “ในชีวิตประจําวันกิจกรรมใดบางที่ทําให เกิดแรงเสียดทาน” โดยใหนักเรียนแตละคน รวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นอยางอิสระ โดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด (แนวตอบ เชน การเข็นรถ การปนจักรยาน การเดิน) 2. ครูเตรียมอุปกรณสาธิตการทดลอง เชน ผาขนหนู 2 ผืน จากนั้นขออาสาสมัครนักเรียน 2-3 คน แลวใหตัวแทนนักเรียนนําผาขนหนู 2 ผืน พับเขาหากัน แลวดึงผาขนหนูออกคนละ ขาง โดยครูหนีบผาขนหนูไวตรงกลางประมาณ 2 นิ้ว แลวใหนักเรียนแตละคนสังเกต 3. ครูถามคําถามกระตุนความคิดนักเรียน ดังนี้ • ขณะที่เพื่อนทั้ง 2 คน ดึงผาขนหนูออก ซึ่งดึงออกยากมากเปนเพราะเหตุใด (แนวตอบ แรงเสียดทาน) • นักเรียนสังเกตเห็นความยากลําบากของ การออกแรงกระทําตอวัตถุอื่นๆ ในชีวิต ประจําวันใดอีกบาง (แนวตอบ เชน การเปดฝาขวดนํ้า การเปด ฝากระปอง) ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแตละคนศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับ เรื่อง ความหมายของแรงเสียดทานและประเภท ของแรงเสียดทาน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นเขียนสรุปความรูที่ไดจาก การศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน วัตถุกําลังเคลื่อนที่บนพื้นโดยการลากดวยแรง F ขณะวัตถุเคลื่อนที่เกิดแรงเสียดทาน f กระทําตอวัตถุตลอดเวลา ดังภาพ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นเปนแรงเสียดทานประเภทใด และการกระทําใด ที่ทําใหแรงเสียดทานมีคาเพิ่มขึ้น ตามลําดับ 1. แรงเสียดทานสถิต เพิ่มมวลของวัตถุ 2. แรงเสียดทานจลน เพิ่มมวลของวัตถุ 3. แรงเสียดทานสถิต เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของวัตถุ 4. แรงเสียดทานจลน เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของวัตถุ ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ทิศทางการเคลื่อนที่ วัตถุ f F (วิเคราะหคําตอบ แรงเสียดทานจลนเกิดขึ้นขณะวัตถุเคลื่อนที่กําลังเคลื่อนที่ ซึ่งการเพิ่มมวลของวัตถุทําให แรงเสียดทานมีคาเพิ่มขึ้น ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T16
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การหาขนาดของแรงเสียดทาน กิจกรรม จุดประสงค 1. หาขนาดของแรงเสียดทานได 2. ระบุประเภทของแรงเสียดทานได 3. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานที่มากระทํากับวัตถุ วัสดุอุปกรณ 1. เครื่องชั่งสปริง 2. ถุงทรายมวล 500 กรัม จํานวน 1 ถุง วิธีปฏิบัติ วางถุงทรายมวล 500 กรัม 1 ถุง บนพื้นโตะ ใชเครื่องชั่งสปริงเกี่ยวหูถุงทรายแลวออกแรงดึง โดยใหเครื่องชั่งสปริงอยูในแนว ขนานกับพื้นโตะ บันทึกคาแรงที่อานไดตั้งแตเริ่มออกแรงจนกระทั่งถุงทรายเริ่มเคลื่อนที่ และเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัว แรงเสียดทานเปนแรงที่เกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของวัตถุ โดยมีทิศทางตรงขามกับทิศทางที่วัตถุพยายามเคลื่อนที่ เมื่อแรงดึง เทากับแรงเสียดทานสถิตที่มากที่สุด วัตถุจะเริ่มเคลื่อนที่ เมื่อแรงดึงมากกวาแรงเสียดทานสถิต ณ ขณะนี้แรงเสียดทานสถิตมากสุด มีคานอยกวาแรงดึง ทําใหวัตถุเกิดการเคลื่อนที่และแรงเสียดทานจะเปลี่ยนไปเปนแรงเสียดทานจลน อภิปรายผลกิจกรรม คําถามทายกิจกรรม 1. ถุงทรายที่วางนิ่งอยูบนพื้นโตะ มีแรงใดมากระทําตอถุงทรายบาง อธิบายพรอมเขียนแผนภาพประกอบ 2. ขณะที่ออกแรงดึงถุงทราย แตถุงทรายไมเคลื่อนที่ มีแรงใดมากระทําตอถุงทรายบาง อธิบายพรอมเขียนแผนภาพประกอบ และ แรงลัพธที่กระทําตอถุงทรายมีคาเทาใด 3. เมื่อออกแรงดึงถุงทรายใหเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัว มีแรงใดมากระทําตอถุงทรายบาง อธิบายพรอมเขียนแผนภาพประกอบ และแรงลัพธที่กระทําตอถุงทรายมีคาเทาใด ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร - การสังเกต - การวัด - การทดลอง จิตวิทยาศาสตร - ความรอบคอบ - ความรับผิดชอบ - การทํางานรวมกับผูอื่นไดอยาง สรางสรรค ภาพที่ 4.13 กิจกรรมการหาขนาดของแรงเสียดทาน ที่มา : คลังภาพ อจท. 500 กรัม แรงและการเคลื่อนที่ 13 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 2. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม การหาขนาดของแรงเสียดทาน จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมารับวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรม ตามขั้นตอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ พื้นผิวประเภทใดที่ทําใหเกิดแรงเสียดทานมากที่สุด 1. พื้นหญา 2. พื้นคอนกรีต 3. พื้นยางกันลื่น 4. พื้นถนนลาดยาง (วิเคราะหคําตอบ ลักษณะพื้นผิวสัมผัสสงผลตอขนาดของแรง เสียดทานขณะวัตถุเคลื่อนที่ โดยพื้นผิวสัมผัสที่หยาบและขรุขระ จะทําใหเกิดแรงเสียดทานมาก แตพื้นผิวสัมผัสที่เรียบ จะทําให เกิดแรงเสียดทานมีคานอย ดังนั้น ตอบขอ 1.) แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. มีเพียงแรงโนมถวงของโลกที่มากระทําตอวัตถุ 2. แรงเสียดทานสถิต ซึ่งมีทิศทางตรงขามกับวัตถุ ที่กําลังจะเริ่มเคลื่อนที่ โดยแรงลัพธที่กระทําตอ ถุงทรายมีคาเทากับคาแรงที่อานไดจากเครื่องชั่ง สปริงขณะที่ถุงทรายเริ่มเคลื่อนที่ 3. แรงเสียดทานจลน ซึ่งมีทิศทางตรงขามกับการ เคลื่อนที่ของวัตถุ โดยแรงลัพธที่กระทําตอถุง ทรายมีคาเทากับคาแรงที่อานไดจากเครื่องชั่ง สปริงขณะที่ถุงทรายเคลื่อนที่ บันทึกคาแรงที่อานไดตามผลการทดลองจริง โดยคาแรงที่อานไดจะมีคา เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถุงทรายเริ่มเคลื่อนที่คาของแรงที่อานไดจะมีคาสูงที่สุด จากนั้นคาแรงที่อานไดจะคงที่ บันทึกผล กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T17
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน กิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การทดลอง - การตั้งสมมติฐาน - การควบคุมตัวแปร จิตวิทยาศาสตร์ - ความรอบคอบ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง สร้างสรรค์ จุดประสงค์ 1. ระบุปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานได้ 2. ออกแบบการทดลองให้สอดคล้องกับปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานได้ ค�ำถำมท้ำยกิจกรรม 1. มวลของวัตถุมีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานอย่างไร 2. พื้นผิวสัมผัสมีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานอย่างไร วัสดุอุปกรณ์ 1. เชือก 2. กรรไกร 3. กระดาษ A4 4. เครื่องชั่งสปริง 5. กระดาษทรายขนาด 50 × 50 เซนติเมตร 6. ถุงทรายมวล 100 กรัม จ�านวน 3 ถุง 7. แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดขนาด 50 × 50 เซนติเมตร วิธีปฏิบัติ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน สืบค้นข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน 2. ให้แต่ละกลุ่มออกแบบการทดลองเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน จ�านวน 2 การทดลอง ได้แก่ มวลของวัตถุ และลักษณะพื้นผิวสัมผัส ซึ่งแต่ละการทดลองต้องมีความเหมาะสมและอธิบายได้ว่า ปัจจัยดังกล่าวนั้นมีผลต่อขนาดของแรง เสียดทานอย่างไร โดยเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ครูก�าหนดให้ 3. ให้แต่ละกลุ่มออกมาน�าเสนอวิธีออกแบบและปฏิบัติการทดลองจริงหน้าชั้นเรียน จากกิจกรรม พบว่า เมื่อเพิ่มมวลของถุงทราย ท�าให้แรงที่ถุงทรายกดบนพื้นมีมากขึ้น แรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่างผิวสัมผัส จึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงเสียดทานมีขนาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ พื้นผิวสัมผัสก็ส่งผลต่อขนาดของแรงเสียดทานขณะวัตถุเคลื่อนที่ โดยผิวสัมผัสที่หยาบหรือขรุขระจะมีแรงเสียดทานมากกว่าผิวสัมผัสที่เกลี้ยงหรือลื่น อภิปรำยผลกิจกรรม 14 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม (กลุมเดิม) จากนั้นครูแจง จุดประสงคของกิจกรรม ปจจัยที่มีผลตอขนาด ของแรงเสียดทาน ใหนักเรียนทราบเพื่อเปน แนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม ปจจัยที่มีผลตอขนาดของแรงเสียดทาน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือมาจัด กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชิก แตละคนภายในกลุมมีบทบาทหนาที่ของ ตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาที่เตรียมวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ทําหนาที่อานวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและนํามาอธิบายใหสมาชิกใน กลุมฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทําหนาที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. มวลของวัตถุมีผลตอแรงกดบนพื้น ถามวลของ วัตถุมากจะทําใหแรงกดบนพื้นมาก สงผลใหแรง เสียดทานมีคาเพิ่มขึ้น 2. ผิวสัมผัสที่เรียบจะมีแรงเสียดทานนอยกวาผิว สัมผัสที่หยาบ ปจจัยในขอใดไมสงผลตอขนาดของแรงเสียดทาน 1. ชนิดวัตถุ 2. ที่อยูของวัตถุ 3. มวลของวัตถุ 4. ลักษณะผิวสัมผัส (วิเคราะหคําตอบ ขนาดของแรงเสียดทานจะมากหรือนอยขึ้น อยูกับมวลของวัตถุ ชนิดของวัตถุ และลักษณะผิวสัมผัส ดังนั้น ตอบขอ 2.) ผลกิจกรรมขึ้นอยูกับการทดลองที่ออกแบบ โดยตองไดขอสรุปวา แรง เสียดทานจะมีคามากขึ้น เมื่อวัตถุมีมวลเพิ่มขึ้น หรือพื้นผิวที่วัตถุสัมผัสมีลักษณะ หยาบหรือขรุขระ ในทางกลับกันแรงเสียดทานจะมีคานอย เมื่อวัตถุมีมวลนอย หรือพื้นผิวที่วัตถุสัมผัสมีลักษณะเรียบ นํา สอน สรุป ประเมิน T18
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การหาแรงเสียดทาน สามารถคํานวณไดจากผลคูณระหวางสัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทานกับแรงปฏิกิริยา ตั้งฉาก (แรงที่พื้นกระทําตอวัตถุ (N)) ในกรณีที่วัตถุเคลื่อนที่บนพื้นในแนวระดับ แรงปฏิกิริยาตั้งฉากที่พื้นกระทําตอ วัตถุมีคาเทากับนํ้าหนักของวัตถุที่กดทับลงบนพื้น เขียนสมการได ดังนี้ fs,max = μs N fk = μkN เมื่อ fs,max คือ แรงเสียดทานสถิตสูงสุด มีหนวยเปน นิวตัน (N) fk คือ แรงเสียดทานจลน มีหนวยเปน นิวตัน (N) μ คือ สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน ซึ่งเปนปริมาณที่บอกถึงธรรมชาติของผิวสัมผัส โดย μs คือ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต μk คือ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลน N คือ แรงปฏิกิริยาตั้งฉาก มีหนวยเปน นิวตัน (N) ตัวอย่างที่ 4.8 ชายคนหนึ่งออกแรงลากกลองไมหนัก 550 นิวตัน ไปบนพื้นในแนวระดับ โดยสัมประสิทธิ์ความ เสียดทานจลนระหวางกลองไมกับพื้นมีคาเปน 0.5 จงคํานวณหาขนาดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น วิธีทํา จากสมการ fk = μkN fk = 0.5 × 550 N fk = 275 N ดังนั้น ขนาดของแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหวางกลองไมกับพื้นมีคาเทากับ 275 นิวตัน ตัวอย่างที่ 4.9 กลองบรรจุของหนัก 2,000 นิวตัน ถูกผลักใหเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัวไปบนพื้นถนน ซึ่งเกิด แรงเสียดทานจลน 1,500 นิวตัน จงหาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลนระหวางกลองบรรจุของ กับพื้นถนน วิธีทํา จากสมการ fk = μkN μk = fk N μk = 1,500 N 2,000 N μk = 0.75 ดังนั้น สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหวางกลองบรรจุของกับพื้นถนนมีคาเทากับ 0.75 เพราะเหตุใด การเข็นตูหนังสือที่มีหนังสือเรียงอยูเต็มตูใหเคลื่อนที่ยากกวา การเข็นตูหนังสือที่มีหนังสือเรียงอยูเพียงครึ่งตู H O T S (คําถามทาทายการคิดขั้นสูง) แรงและการเคลื่อนที่ 15 ขั้นสอน อธิบายความรู 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ 3. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม ปจจัยที่มีผลตอขนาดของแรงเสียดทานวา “มวลของวัตถุหรือนํ้าหนักของวัตถุมีผลตอ แรงกดของวัตถุที่กดลงบนพื้น ถานํ้าหนักหรือ แรงกดของวัตถุมาก จะเกิดแรงเสียดทานมาก ถานํ้าหนักหรือแรงกดของวัตถุนอยจะเกิดแรง เสียดทานนอย นอกจากนี้ ลักษณะผิวสัมผัส ยังสงผลตอขนาดของแรงเสียดทาน โดยวัตถุ ที่มีผิวเรียบยอมทําใหเกิดแรงเสียดทานนอย กวาวัตถุที่มีผิวสัมผัสหยาบ เนื่องจากวัตถุที่ มีผิวสัมผัสเรียบมีการเสียดสีที่นอยกวา” 4. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้น รวมกันศึกษาวิธีการคํานวณหาแรงเสียดทาน และตัวอยางที่ 4.8-4.9 จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 5. นักเรียนตอบคําถามทาทายการคิดขั้นสูง ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน รถบรรทุกดินหนัก 7,500 นิวตัน จอดติดไฟแดงแยกคอกวัว โดยมีคาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตระหวางลอกับถนนเทากับ 0.4 อยากทราบวา แรงเสียดทานสถิตสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อรถบรรทุก ดินจะเริ่มเคลื่อนที่มีคาเทาใด 1. 2,000 นิวตัน 2. 2,500 นิวตัน 3. 3,000 นิวตัน 4. 3,500 นิวตัน (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ fs, max = μs N = (0.4)(7,500) = 3,000 N จะไดวา แรงเสียดทานสถิตสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อรถบรรทุกดิน จะเริ่มเคลื่อนที่มีคาเทากับ 3,000 นิวตัน ดังนั้น ตอบขอ 3.) เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาวา เมื่อมีแรงกระทํา ตอวัตถุหนึ่ง วัตถุนั้นจะออกแรงโตตอบในทิศทางตรงขามกับแรงที่มากระทํา ซึ่งแรงทั้ง 2 แรงนี้จะเกิดขึ้นพรอมกันเสมอ เรียกแรงที่มากระทําตอวัตถุวา แรงกิริยา และเรียกแรงที่วัตถุโตตอบตอแรงที่มากระทําวา แรงปฏิกิริยา โดยลักษณะสําคัญของแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยา คือ เกิดขึ้นพรอมๆ กันเสมอ มีขนาดเทากัน มีทิศทางตรงขามกัน และกระทําตอวัตถุคนละกอน แนวตอบ H.O.T.S. เพราะนํ้าหนักของหนังสือในตูเพิ่มขึ้น ทําให แรงปฏิกิริยาที่พื้นกระทําตอพื้นตูดานลางมีคา มากขึ้น แรงเสียดทานจะมีคาเพิ่มขึ้นตามดวย นํา สอน สรุป ประเมิน T19
ในชีวิตประจ�าวันจะเห็นว่า การเคลื่อนที่ของวัตถุบนพื้นผิวใด ๆ จะมีแรงเสียดทานเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ความรู้ เกี่ยวกับแรงเสียดทานสามารถน�ามาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจ�าวันด้วยการเพิ่มหรือลดแรงเสียดทาน ตัวอย่างเช่น ภาพที่ 4.14 ดอกยางช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.15 พื้นรองเท้ากีฬาช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.16 การใช้แรงเสียดทานเปิดขวดน�้า ที่มา : คลังภาพ อจท. ลวดลายของยางล้อรถยนต์ เรียกว่า ดอกยาง ช่วยเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างผิวถนนกับยาง และช่วย ให้รถยนต์เกาะถนนได้ดี ไม่ลื่นไถล พื้นรองเท้ากีฬาผลิตโดยใช้วัสดุพิเศษที่ช่วยเพิ่ม แรงเสียดทานระหว่างพื้นกับรองเท้าเพื่อกันลื่น ช่วยให้ ทรงตัวและเคลื่อนไหวได้สะดวก การเปิดฝาเกลียวขวดน�้า บริเวณฝาขวด ที่มีผิวขรุขระจะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานท�าให้เปิด ฝาขวดน�้าได้สะดวกมากขึ้น 16 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 6. ครูสุมนักเรียน 2 คู ออกมาแสดงวิธีการคํานวณ หาผลลัพธที่ไดรวมกันศึกษา ครูอาจเสนอแนะ หรืออธิบายเพิ่มเติมในตัวอยางนั้นๆ ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง แรงเสียดทาน และใหความรูเพิ่มเติมจาก คําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง แรงเสียดทาน ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคูรวมกันทําใบงาน เรื่อง แรง เสียดทาน 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง แรง เสียดทาน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เปนการบาน เกร็ดแนะครู ครูควรอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มหรือลดแรงเสียดทานวา การเพิ่มแรง เสียดทาน สามารถทําไดโดยการเพิ่มสัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทาน เชน การทํา ลวดลาย เพื่อใหผิวขรุขระ การออกแบบหนายางรถยนตใหมีหนากวางพอเหมาะ และการลดแรงเสียดทาน สามารถทําไดโดยการลดคาสัมประสิทธิ์ของแรงเสียด ทาน ซึ่งเปนการลดแรงปฏิกิริยาตั้งฉากที่กระทําตอวัตถุลง เชน การขัดถูผิววัตถุ ใหเรียบและลื่น การใชสารหลอลื่น การลดแรงกดระหวางผิวสัมผัส กิจกรรม สรางเสริม ครูใหนักเรียนแตละคนยกตัวอยางเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน ของการเพิ่มและลดแรงเสียดทานที่พบเห็นในชีวิตประจําวัน นอกเหนือจากที่ยกตัวอยางในหนังสือเรียน โดยเขียนลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T20
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 4.17 เครื่องเล่นสไลเดอร์ที่มีพื้นผิวเรียบ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.19 ใช้น�้ามันหล่อลื่น เพื่อลดแรงเสียดทานของกระบอกสูบ เครื่องยนต์ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.18 การเล่นสเกตน�้าแข็งต้องเล่นบนพื้นเรียบลื่น ที่มา : คลังภาพ อจท. สไลเดอร์เป็นเครื่องเล่นที่ถูกท�าให้มีพื้นผิวเรียบ ในขณะที่เล่นจะมีการเติมน�้าลงไปบริเวณเครื่องเล่น เพื่อ ช่วยลดแรงเสียดทาน ท�าให้ผู้เล่นลื่นไถลได้อย่างรวดเร็ว สร้างความสนุกสนานในการเล่น การใช้น�้ามันหล่อลื่น เพื่อลดแรงเสียดทานของ กระบอกสูบเครื่องยนต์ ลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ ท�าให้เครื่องยนต์ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น การเล่นสเกตน�้าแข็ง ฮอกกี้น�้าแข็ง ต้องเล่นบนพื้น ที่มีลักษณะเรียบและลื่น เพื่อลดแรงเสียดทาน ท�าให้ ผู้เล่นเคลื่อนที่ได้คล่องตัว บางกิจกรรมในชีวิตประจ�าวันจ�าเป็นต้องลดแรงเสียดทานเพื่อให้วัตถุเคลื่อนที่ได้สะดวกมากขึ้น หรือ เคลื่อนย้ายวัตถุได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้น�้ามันหล่อลื่นในเครื่องยนต์ การหยดจาระบีที่บานพับประตู แรงและการเคลื่อนที่ 17 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม การหา ขนาดของแรงเสียดทาน และปจจัยที่มีผลตอ ขนาดของแรงเสียดทาน ในสมุดประจําตัว นักเรียนหรือแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง แรง เสียดทาน 4. ครูตรวจสอบแบบฝกหัด เรื่อง แรงเสียดทาน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง แรง เสียดทาน ซึ่งควรไดขอสรุปรวมกันวา “แรงเสียด ทาน เปนแรงที่เกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของวัตถุ เพื่อตานการเคลื่อนที่ แรงเสียดทาน มี 2 ประเภท คือ แรงเสียดทานสถิตและแรงเสียดทานจลน” แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง แรงเสียดทาน ไดจากการ สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม การหาขนาดของแรงเสียดทาน และปจจัยที่ มีผลตอขนาดของแรงเสียดทาน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจาก แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 4 ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับประโยชนของแรงเสียดทาน 1. บริเวณที่มีพื้นผิวเรียบและลื่นจะเดินไดปลอดภัยกวา 2. การผลิตลอรถยนตควรมีดอกยางเพื่อใหลอยึดเกาะถนน ไดดี 3. การสวมรองเทาที่มีพื้นรองเทาเรียบจะเกิดความปลอดภัย มากที่สุด 4. ถาตองเดินลุยนํ้าควรใสรองเทาที่พื้นผิวเรียบ เพราะจะทําให เดินงาย (วิเคราะหคําตอบ ดอกยางหรือลวดลายของยางลอรถยนต ชวยเพิ่มแรงเสียดทานระหวางผิวถนนกับยาง และชวยใหลอ รถยนตยึดเกาะถนนไดดี ดังนั้น ตอบขอ 2.) แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T21
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1.2 แรงดันในของเหลว เมื่อวัตถุอยูในของเหลวจะมีแรงที่เกิดจาก ของเหลวกระทําตอวัตถุในทุกทิศทาง โดยแรงที่ของเหลว กระทําตั้งฉากกับผิวของวัตถุตอหนึ่งหนวยพื้นที่ เรียกวา ความดันของของเหลว (fluid pressure) ความดันของของเหลวสามารถหาไดจากสมการ P = F A โดย P คือ ความดัน มีหนวยเปน นิวตันตอตารางเมตร (N/m2 ) หรือพาสคัล (Pa) F คือ ขนาดของแรงที่กระทําตั้งฉากกับผิวของวัตถุ มีหนวยเปน นิวตัน (N) A คือ พื้นที่ผิวของวัตถุ มีหนวยเปน ตารางเมตร (m2 ) ความดันของของเหลวจะสัมพันธกับความลึก และความหนาแนนของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไป จากระดับผิวหนาของของเหลว ความดันของของเหลว จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากของเหลวที่อยูลึกกวา จะมีนํ้าหนัก ของของเหลวดานบนมากระทํามากกวา และในระดับ ความลึกเดียวกันของเหลวที่มีความหนาแนนมากจะมี ความดันมากกวาของของเหลวที่มีความหนาแนนนอย เชน นํ้าทะเลมีความหนาแนนมากกวานํ้าจืด ที่ระดับ ความลึกเทากันความดันของนํ้าทะเลที่กระทําตอวัตถุจะ มีคามากกวาความดันของนํ้าจืดที่กระทําตอวัตถุดวย ภาพที่ 4.20 แรงดันที่ของเหลวกระทําตอวัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.21 ความดันของนํ้าที่ความลึกตาง ๆ ที่มา : คลังภาพ อจท. นอกจากนี้ ความดันของของเหลวที่ระดับความลึกตาง ๆ สามารถหาไดจากสมการ P = ρgh โดย P คือ ความดันของของเหลว มีหนวยเปน นิวตันตอตารางเมตร (N/m2 ) หรือพาสคัล (Pa) ρ คือ ความหนาแนนของของเหลว มีหนวยเปน กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร (kg/m3 ) g คือ คาความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก มีหนวยเปน เมตรตอวินาที2 (m/s 2 ) h คือ ความลึกของของเหลว มีหนวยเปน เมตร (m) 40 m; 401,408 N/m2 20 m; 200,704 N/m2 0 m; 0 N/m2 18 h 1.2 แรงดันในของเหลว 1 และความหนาแนนของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไป 2 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควา ขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง ความดันของของเหลว จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือ แหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุป ความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน เพื่อนําสงครูทายชั่วโมง ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. นักเรียนดูวีดิทัศนเกี่ยวกับเรื่อง ความดันของ ของเหลว จาก (https://www.youtube. com/watch?v=CSdM7B71BEM) จากนั้น ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความสนใจ นักเรียนวา “เมื่อนํานํ้าใสในลูกโปง ทําไม ลูกโปงจึงมีขนาดใหญขึ้น” โดยใหนักเรียน แตละคนรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น อยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด (แนวตอบ เพราะแรงดันของนํ้าทําใหลูกโปง ขยายตัว) จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ความลึกของของเหลว ข. ความหนาแนนของของเหลว ค. ปริมาตรของภาชนะที่บรรจุของเหลว ง. พื้นที่ฐานของภาชนะที่บรรจุของเหลว จากขอความขางตน ความดันของของเหลวขึ้นอยูกับปจจัยใดบาง 1. ขอ ก. และ ข. 2. ขอ ข. และ ค. 3. ขอ ค. และ ง. 4. ขอ ก. และ ง. (วิเคราะหคําตอบ ความดันของของเหลวขึ้นอยูกับความลึกและ ความหนาแนนของของเหลว ดังนั้น ตอบขอ 1.) นักเรียนควรรู 1 แรงดัน คือ แรงที่กระทําตั้งฉากกับผิวของวัตถุซึ่งทําโดยของแข็ง ของเหลว หรือแกส ตอหนึ่งหนวยพื้นที่ของสารใดๆ ความดันเปนปริมาณสเกลาร จึงมีแตขนาด ไมมีทิศทาง เขียนแทนดวยสัญลักษณ P 2 ความหนาแนน คือ มวลตอหนวยปริมาตร ความหนาแนนเปนปริมาณ สเกลาร เขียนแทนดวยสัญลักษณ ρ มีหนวยเปน กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T22
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 4.22 ปลาที่อยูในภาชนะที่มีรูปทรงแตกตางกัน ที่มา : คลังภาพ อจท. ตัวอย่างที่ 4.10 บีกเกอรใบหนึ่งบรรจุนํ้าและนํ้ามัน โดยนํ้ามันอยูดานบนสูง 5 เซนติเมตร สวนนํ้าอยูดานลางสูง 10 เซนติเมตร จงหาความดันที่กนบีกเกอรเนื่องจากของเหลวทั้ง 2 ชนิด เมื่อความหนาแนน ของนํ้าเทากับ 1 × 103 กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร และความหนาแนนของนํ้ามันเทากับ 0.8 × 103 กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร (กําหนดใหคาความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก (g) มีคาเทากับ 10 เมตรตอวินาที 2 ) วิธีทํา ความดันที่กนบีกเกอรเกิดจากนํ้าหนักของของเหลวทั้ง 2 ชนิดมากระทํา สามารถหาไดจากสมการ P = ρนํ้ามัน ghนํ้ามัน + ρนํ้า ghนํ้า P = (0.8 × 103 kg/m3 × 10 m/s 2 × 0.05 m) + (1 × 103 kg/m3 × 10 m/s 2 × 0.10 m) P = 400 N/m2 + 1,000 N/m2 P = 1,400 N/m2 ดังนั้น ความดันที่กนบีกเกอรเนื่องจากของเหลวทั้ง 2 ชนิด มีคาเทากับ 1.4 × 103 นิวตันตอตารางเมตร 5 cm 10 cm ภาพที่ 4.23 บีกเกอรที่บรรจุของเหลว 2 ชนิด คือ นํ้าและนํ้ามัน ที่มา : คลังภาพ อจท. จากภาพที่ 4.22 นักเรียนคิดว่าปลาทั้ง 2 ตัว จะได้รับความดัน ของของเหลวเท่ากัน หรือไม่ อย่างไร นํ้ามัน นํ้า แรงและการเคลื่อนที่ 19 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียน 4 กลุม ออกมาเสนอผลจากการ ศึกษาขอมูลหนาขั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละคนพิจารณาภาพปลาที่อยูใน ภาชนะที่มีรูปทรงแตกตางกัน จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นครูตั้งประเด็น คําถามกระตุนความคิดนักเรียนวา “ปลาทั้ง 2 ตัว จะไดรับความดันของของเหลวเทากัน หรือไม อยางไร” โดยใหนักเรียนแตละคนรวม กันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ (แนวตอบ เทากัน เนื่องจากปลาทั้ง 2 ตัวอยู ในระดับความลึกที่เทากัน ซึ่งรูปรางของ ภาชนะไมมีผลตอความดันของของเหลว) 3. นักเรียนแตละคนศึกษาตัวอยางที่ 4.10 จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้น ครูสุมนักเรียน 2 คน ออกมาแสดงวิธีการ คํานวณหาผลลัพธที่ไดศึกษา ครูอาจเสนอแนะ หรืออธิบายเพิ่มเติมในตัวอยางนั้นๆ 4. ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา “ขนาด ของแรงที่มากระทําตอวัตถุจะสัมพันธกับพื้นที่ ผิวของวัตถุ ความหนาแนนของของเหลว และ ความลึกของของเหลว โดยรูปรางของภาชนะ ไมมีผลตอความดันของของเหลว” ครูเตรียมของเหลวชนิดหนึ่งมวล 3 กิโลกรัม ปริมาตร 3 ลูกบาศก เมตร เทลงในบีกเกอร พบวา ของเหลวสูงขึ้นจากกนบีกเกอร 3 เซนติเมตร ความดันที่กนบีกเกอรเนื่องจากของเหลวมีคาเทาใด ในหนวยนิวตัน เมตร2 (กําหนดให g มีคาเทากับ 10 เมตรตอ วินาที2 ) 1. 0.1 นิวตัน เมตร2 2. 0.3 นิวตัน เมตร2 3. 0.5 นิวตัน เมตร2 4. 1.0 นิวตัน เมตร2 (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ P = ρgh = m v gh = 3 3 × 10 × 0.03 = 0.3 นิวตัน เมตร2 ดังนั้น ตอบขอ 2.) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนําวา การดํานํ้าลึก ความดันของนํ้าจะกระทําตอนักดํานํ้าทุกทิศ ทาง ซึ่งอาจทําใหเกิดอันตรายได ดังนั้น นักดํานํ้าจึงจําเปนตองสวมชุดดํานํ้า ที่มีความแข็งแรง สามารถทนความดันสูงในนํ้าลึกได และปองกันไมใหอุณหภูมิ ในรางกายตํ่าลง นอกจากนี้ การดํานํ้ามักทําใหนักดํานํ้ามีอาการปวดหู สวนใหญ มักจะเกิดในชวงการดําลงไปใตนํ้าในระยะแรกๆ เพราะความดันอากาศภายนอก เปลี่ยนแปลงคอนขางเร็ว เนื่องจากทุกๆ 33 ฟุต หรือ 10 เมตร ที่ดําลงไปนั้น ความดันอากาศภายนอกจะเพิ่มขึ้นเทากับ 1 บรรยากาศ นํา สอน สรุป ประเมิน T23
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ความดันของของเหลว กิจกรรม จุดประสงค อธิบายปจจัยที่มีผลตอความดันของของเหลวได วัสดุอุปกรณ 1. คัตเตอร 4. ของเหลว 2 ชนิด เชน นํ้า นํ้ามันพืช 2. ไมบรรทัด 5. ขวดพลาสติกขนาด 1.5 ลิตร 2 ขวด 3. เทปใส วิธีปฏิบัติ 1. นําขวดพลาสติกขนาด 1.5 ลิตร มาเจาะรู โดยนักเรียนจะตองเริ่มเจาะรูตั้งแตกลางขวดขึ้นไปเปนจํานวน 2 รู แลวใชเทปใส ปดรูทั้ง 2 รู ดังภาพที่ 4.24 2. นําของเหลวชนิดที่ 1 (นํ้า) หรือของเหลวที่นักเรียนเลือกมาทดลอง เติมลงไปใหเต็มขวดที่เตรียมไวในขอ 1. นําขวดพลาสติกไป วางไวบริเวณขอบโตะแลวเปดเทปใสออกพรอมกัน วัดระยะทางของของเหลวที่พุงออกจากรูทั้งสองจากกนขวด พรอมบันทึกผล 3. นําขวดพลาสติก 1.5 ลิตร อีกขวดหนึ่ง มาเจาะรูเชนเดียวกับขอ 1. โดยรูที่เจาะจะตองอยูในระดับความสูงเดียวกัน 4. นําของเหลวชนิดที่ 2 (นํ้ามันพืช) หรือของเหลวที่นักเรียนเลือกมาทดลอง เติมลงไปใหเต็มขวดที่เตรียมไวในขอ 3. แลวเปดเทปใส ออกพรอมกัน วัดระยะทางของของเหลวที่พุงออกจากรูทั้งสองจากกนขวด จากกิจกรรม พบวา เมื่อวัดระยะทางของของเหลวที่พุงออกจากรู ระยะทางของของเหลวที่พุงออกจากรูที่ 2 จะมีคามากกวา ระยะทางของของเหลวที่พุงออกจากรูที่ 1 และที่ระดับความสูงเดียวกันของเหลวชนิดที่ 1 และของเหลวชนิดที่ 2 มีระยะทางที่ พุงออกจากรูที่แตกตางกัน เนื่องจากเปนของเหลวตางชนิดกัน ดังนั้น ที่ระดับความสูงและความหนาแนนของของเหลวตางกัน ความดันของของเหลวจะแตกตางกันดวย อภิปรายผลกิจกรรม คําถามทายกิจกรรม 1. จากกิจกรรม ของเหลวพุงออกจากขวดที่รูใดไดระยะทางไกลกวา 2. จากกิจกรรม ที่ระดับความสูงเดียวกัน ของเหลวชนิดใดที่พุงออกจากขวดไปไดระยะทางไกลกวา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร - การสังเกต - การลงความเห็นจากขอมูล - การทดลอง จิตวิทยาศาสตร - ความรอบคอบ - ความสนใจใฝรู ภาพที่ 4.24 กิจกรรมความดันของของเหลว ที่มา : คลังภาพ อจท. เทปใส ขวดนํ้าพลาสติก ของเหลวชนิดที่ 1 (นํ้า) ของเหลวชนิดที่ 2 (นํ้ามันพืช) 1 1 2 2 เทปใส ขวดนํ้าพลาสติก 20 ชนิดของของเหลว ระยะทางของของเหลวที่พุงออกจากรู เมื่อเทียบกับระยะจากขวดพลาสติก รูหมายเลข 1 รูหมายเลข 2 ชนิดที่ 1 ชนิดที่ 2 ตารางบันทึก กิจกรรม ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม ความดันของของเหลว จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมารับวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรม ตามขั้นตอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ของเหลวที่พุงออกจากรูหมายเลข 2 จะพุงไป ไดไกลกวา เนื่องจากรูหมายเลข 2 อยูลึกกวา รูหมายเลข 1 โดยความดันของของเหลวแปรผัน ตรงกับความลึกของของเหลว 2. ของเหลวที่มีความหนาแนนมากกวายอมมี ความดันมากกวาของเหลวที่มีความหนาแนน นอยกวา หมายเหตุ : จากกิจกรรม ของเหลวชนิดเดียวกันจะพุงออกจากรูหมายเลข 2 ไปไดไกลกวารูหมายเลข 1 เพราะรูหมายเลข 2 อยูลึกกวารูหมายเลข 1 เนื่องจากความดันของของเหลวสัมพันธกับความลึกของของเหลว ขึ้นอยูกับกิจกรรม ถังนํ้ามีมวล 1.5 กิโลกรัม ภายในบรรจุนํ้ามวล 2.0 กิโลกรัม วางอยูบนเกาอี้ ถาถังนํ้านี้สูง 75 เซนติเมตร และมีพื้นที่หนาตัด ที่กนถัง 35 ตารางเซนติเมตร ความดันที่ถังนํ้ากระทําตอเกาอี้ มีคาเทาใด (กําหนดให g มีคาเทากับ 10 เมตรตอวินาที2 ) 1. 500 นิวตันตอตารางเมตร 2. 1,000 นิวตันตอตารางเมตร 3. 1,500 นิวตันตอตารางเมตร 4. 2,000 นิวตันตอตารางเมตร (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ P = F A = mg A = (1.5 + 2.0)(10) 35 × 10-3 = 1,000 N/m2 ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T24
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1.3 แรงพยุง วัตถุที่อยูในของเหลวจะมีแรงดันของของเหลวที่มากระทําตอวัตถุทุกทิศทาง แตเมื่อพิจารณาเฉพาะดานบนและ ดานลางของวัตถุจะมีแรงดันแตกตางกัน ซึ่งแรงดันลัพธของของเหลวจะทําหนาที่เปนแรงพยุงวัตถุ ถานํ้าหนักของวัตถุ และแรงพยุงของของเหลวมีคาเทากัน วัตถุจะลอยนิ่งอยูในของเหลว แตถานํ้าหนักของวัตถุมีคามากกวาแรงพยุงของ ของเหลว วัตถุจะจม ดังภาพที่ 4.25 ภาพที่ 4.25 การลอยและการจมของวัตถุในของเหลว ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.27 วัตถุลอยนิ่งในของเหลวไดเนื่องจากแรงพยุงมีคา เทากับนํ้าหนักของวัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.26 แรงดันในของเหลวที่กระทําตอวัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท. จากภาพที่ 4.25 เพราะเหตุใดก้อนหินจึง จมนํ้า แต่จุกไม้คอร์ก ลอยนํ้าได้ นํ้าหนักของวัตถุ (W) แรงพยุง (FB) จากภาพที่ 4.26 เมื่อวัตถุจมอยูในของเหลวจะมีแรงดันในของเหลวที่กระทําตอวัตถุ โดยแรงดันในของเหลว ที่กระทําตอวัตถุในแนวระดับเดียวกันมีขนาดเทากัน ทําใหแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุในแนวระดับมีคาเปนศูนย แต แรงดันในของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานบนและดานลางมีขนาดไมเทากัน เนื่องจากแรงดันของของเหลวที่กระทํา ตอวัตถุขึ้นอยูกับระดับความลึก โดยบริเวณที่ลึกลงไปจากระดับผิวของของเหลว แรงดันของของเหลวจะมีคาเพิ่ม ขึ้น ซึ่งแรงดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานลางมีคามากกวาแรงดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานบน หากพิจารณาแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุจะไดวา แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีทิศทางขึ้น ซึ่งเรียกแรงลัพธนี้วา แรงพยุง (buoyant force) ซึ่งแทนดวยสัญลักษณ FB ดังภาพที่ 4.27 นํ้าหนักของวัตถุ แรงพยุง = นํ้าหนักของวัตถุ แรงพยุง < นํ้าหนักของวัตถุ นํ้าหนักของวัตถุ แรงพยุง แรงพยุง แรงและการเคลื่อนที่ 21 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. ครูเตรียมอุปกรณสาธิตการทดลอง เชน บีกเกอร จุกไมคอรก กอนหิน จากนั้นครู เติมนํ้าลงในบีกเกอร แลวนําจุกไมคอรกและ กอนหินใสลงในบีกเกอรที่บรรจุนํ้า โดยให นักเรียนแตละคนสังเกตการจมและการลอย ของจุกไมคอรกและกอนหิน 2. ครูถามคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยครูใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการ เฉลยวาถูกหรือผิด ดังนี้ • มีแรงชนิดใดบางที่กระทําตอจุกไมคอรกและ กอนหิน (แนวตอบ แรงดันในของเหลว) • เพราะเหตุใดกอนหินจึงจมนํ้า แตจุกไมคอรก ลอยนํ้าได (แนวตอบ เพราะแรงลัพธในแนวดิ่ง หรือ แรงพยุงมีคาไมเทากับศูนย) 3. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียนตามความ สมัครใจ โดยศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง แรงพยุง ลักษณะการจมและการลอยของวัตถุ เนื่องจากแรงพยุง และยกตัวอยางปจจัยที่สงผล ตอขนาดของแรงพยุงมา 1 ตัวอยาง จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือแหลง การเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต หองสมุด 4. นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายเรื่องที่ไดศึกษา จากนั้นใหแตละกลุมนําขอมูลที่ไดจากการ คนความาจัดทําในรูปแบบตางๆ เชน แผนภาพ มโนทัศน ลงในกระดาษ A4 พรอมตกแตง ใหสวยงาม เกร็ดแนะครู กอนเขาสูการเรียนการสอน เรื่อง แรงพยุง ครูอาจแนะนําใหนักเรียน ทําความเขาใจ เรื่อง แรงพยุง ดวยการทํากิจกรรมสาธิตชั่งวัตถุในนํ้า และชั่ง วัตถุในอากาศ โดยนํ้าหนักของวัตถุที่ชั่งในนํ้ายอมมีคานอยกวาที่ชั่งในอากาศ เนื่องจากมีแรงพยุงมากระทํากับวัตถุที่อยูในของเหลว หรือครูอาจยกตัวอยาง ผลของแรงพยุงที่อยูใกลตัว เชน การยกวัตถุในนํ้าจะใหความรูสึกเบากวาการ ยกวัตถุในอากาศ ถาหากนําวัตถุที่มีความหนาแนนมากกวานํ้าไปวางลงในนํ้า ผลจะเปนไปอยางไร 1. วัตถุจะจมในนํ้า 2. วัตถุจะลอยในนํ้า 3. วัตถุจะลอยแลวคอยๆ จมลงในนํ้า 4. วัตถุจะคอยๆ จมลงในนํ้า แลวลอยกลับขึ้นมาบนผิวนํ้า (วิเคราะหคําตอบ วัตถุใดที่มีความหนาแนนมากกวาของเหลว ถานํามาวางลงในของเหลว วัตถุนั้นจะจม แตหากวัตถุนั้นมีความ หนาแนนนอยกวาของเหลว วัตถุจะลอยอยูเหนือของเหลว ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา สอน สรุป ประเมิน T25
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขนาดของแรงพยุงไมขึ้นอยูกับความลึกของวัตถุที่จม แตขึ้นอยูกับปริมาตรของวัตถุสวนที่จมลงไปในของเหลว และความหนาแนนของของเหลว ซึ่งมีผลตอการจมและการลอยของวัตถุ ดังนี้ ภาพที่ 4.28 ลักษณะการจมและการลอยตัวของสสารตางชนิดที่มีนํ้าหนักตางกันในปริมาตรที่เทากัน ที่มา : คลังภาพ อจท. วัตถุที่ลอยอยูบนผิวของของเหลว วัตถุที่ลอยบนผิวของของเหลวได แสดงวา วัตถุมีความหนาแนน นอยกวาความหนาแนนของ ของเหลว วัตถุที่ลอยนิ่งอยูในของเหลว วัตถุที่ลอยนิ่งอยูในของเหลวได แสดงวา วัตถุมีความหนาแนน เทากับความหนาแนนของ ของเหลว วัตถุที่จมอยูในของเหลว วัตถุที่จมอยูในของเหลว แสดงวา วัตถุมีความหนาแนนมากกวา ความหนาแนนของของเหลว วัตถุที่ลอยนิ่งอยูในของเหลวกับวัตถุที่จมอยูในของเหลว มีขนาดของแรงที่มากระทําตอวัตถุเหมือนหรือแตกตางกัน อยางไร H O T S (คําถามทาทายการคิดขั้นสูง) 22 แนวตอบ H.O.T.S. วัตถุที่จมและลอยในของเหลวลวนมีแรงดัน ในของเหลวมากระทําตอวัตถุในแนวระดับขนาด เทากัน ทําใหแรงลัพธในแนวระดับมีคาเทากับศูนย เหมือนกัน แตวัตถุที่จมอยูในของเหลวจะมีแรง ที่กระทําตอวัตถุทางดานบนมากกวาดานลาง สวนวัตถุที่ลอยนิ่งอยูในของเหลวจะมีแรงที่กระทํา ตอวัตถุทางดานลางมากกวาดานบน ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละคูออกมานําเสนอผลการศึกษา ขอมูลหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลจากการ ศึกษา ซึ่งควรไดขอสรุปรวมกันวา “การจมและ การลอยของวัตถุเกิดขึ้นจากแรงดันในของเหลว ที่อยูในแนวระดับเดียวกันมีขนาดเทากัน ทําให แรงลัพธในแนวระดับมีคาเปนศูนย แตแรงลัพธ ที่อยูในแนวดิ่งมีคาไมเทากับศูนย เรียกแรงลัพธ นี้วา แรงพยุง หากแรงพยุงมีคามากกวานํ้าหนัก ของวัตถุจะทําใหวัตถุลอยในของเหลวได แตถา แรงพยุงมีคานอยกวานํ้าหนักของวัตถุจะทําให วัตถุจม” 3. ครูถามคําถามทาทายการคิดขั้นสูง โดยให นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายแสดงความคิด เห็นเพื่อหาคําตอบ 4. จากนั้นครูถามคําถามเพิ่มเติมวา “นักเรียน คิดวา ปจจัยใดที่สงผลตอขนาดของแรงพยุง” (แนวตอบ ปริมาตรของวัตถุและความหนาแนน ของของเหลว) ขอใดเปนสาเหตุซึ่งทําใหวัตถุลอยนํ้าได 1. นํ้าหนักของวัตถุมีคานอยกวาแรงพยุง 2. นํ้าหนักของวัตถุมีคานอยกวานํ้าหนักของนํ้า 3. นํ้าหนักของวัตถุมีคามากกวาปริมาตรของนํ้า 4. นํ้าหนักของวัตถุมีคามากกวาความหนาแนนของนํ้า (วิเคราะหคําตอบ แรงพยุงหรือแรงดันลัพธของของเหลวมีคา มากกวานํ้าหนักของวัตถุ จะทําใหวัตถุลอยในของเหลวได ดังนั้น ตอบขอ 1.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงพยุง จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง การลอยตัว (https://www.twig-aksorn.com/film/buoyancy-8305/) นํา สอน สรุป ประเมิน T26
จากภาพที่ 4.29 จะเห็นไดวา วัตถุที่อยูในของเหลว จะมีแรงพยุงมากระทําตอวัตถุ ซึ่งมีผลตอคาที่อานได บนเครื่องชั่งสปริง เนื่องจากแรงดันจากของเหลวกระทํา กับวัตถุสวนที่จม จึงทําใหเมื่อชั่งวัตถุในของเหลวจะมี นํ้าหนักนอยกวาเมื่อชั่งวัตถุในอากาศ ตัวอยางเชน ชั่งวัตถุในอากาศได 20 นิวตัน เมื่อนําวัตถุไปชั่งในนํ้า ปริมาตร 1 ลิตร วัตถุจะมีนํ้าหนักลดลงเปน 15 นิวตัน และปริมาตรนํ้าในบีกเกอรเพิ่มขึ้นและลนออกมา 0.5 ลิตร และหากพิจารณาวัตถุที่อยูนิ่งในนํ้า โดยพิจารณาตาม กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุจะมี คาเทากับศูนย จึงสรุปไดวา ภาพที่ 4.29 คาที่อานไดจากเครื่องชั่งสปริงของวัตถุที่ชั่ง ในอากาศ (ภาพซาย) และชั่งในนํ้า (ภาพขวา) ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.30 นํ้าหนักของนํ้าที่ลนออกมา คือ ขนาดของแรงพยุง ที่มา : คลังภาพ อจท. แรงพยุง = นํ้าหนักของวัตถุที่ชั่งในอากาศ - นํ้าหนักของวัตถุที่ชั่งในของเหลว อารคิมีดีส นักปราชญชาวกรีก ศึกษาเกี่ยวกับขนาดของแรงที่กระทําตอวัตถุ ซึ่งจมอยูในของเหลว แลวสามารถ สรุปเปนหลักการได ดังนี้ “นํ้าหนักของวัตถุที่หายไปเมื่อชั่งในของเหลวจะเทากับนํ้าหนักของของเหลวที่มีปริมาตรเทากับปริมาตรวัตถุ สวนที่จมในของเหลว” ซึ่งแสดงใหเห็นวา ขนาดของแรงพยุง = นํ้าหนักของของเหลวที่ถูกวัตถุแทนที่ 20 N 15 N จากหลักการของอารคิมีดีส สรุปออกมาเปนสูตรไดวา FB = ρVg FB คือ ขนาดของแรงพยุง มีหนวยเปน นิวตัน (N) ρ คือ ความหนาแนนของของเหลว มีหนวยเปน กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร (kg/m3 ) V คือ ปริมาตรของของเหลวที่ถูกแทนที่ มีหนวยเปน ลูกบาศกเมตร (m3 ) g คือ ความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก มีหนวย เปน เมตรตอวินาที2 (m/s 2 ) 23 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม แรงที่กระทําตอวัตถุในของเหลว จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมารับวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม จากนั้น ใหสมาชิกภายในกลุมรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็น แลวเขียนภาพแสดงแรงที่กระทํา ตอวัตถุในของเหลว ลงในกระดาษ A4 เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใชประโยชนจากแรงพยุงในชีวิต ประจําวันของมนุษย เชน เรือขนสินคาที่ทําจากเหล็ก ซึ่งมีความหนาแนน มากกวานํ้า เรือนาจะจมนํ้า แตเหตุที่ทําใหเรือขนสินคาลอยนํ้าได เนื่องจาก มนุษยนําเหล็กมาตีแผเปนแผนบาง ทําเปนรูปทรงของเรือ ปริมาตรจะเพิ่มขึ้น แมวามวลจะเทาเดิม สงผลใหเรือขนสินคามีความหนาแนนนอยกวานํ้า และ ในนํ้ามีแรงพยุง เรือขนสินคาจึงลอยนํ้าได แรงพยุงจะมีคามากหรือนอยขึ้นอยูกับสิ่งใด 1. ปริมาตรของของเหลว 2. ความหนาแนนของของเหลว 3. ความหนาแนนของวัตถุที่จมในของเหลว 4. ความหนาแนนของวัตถุที่ลอยในของเหลว (วิเคราะหคําตอบ แรงพยุงจะมีคามากหรือนอยขึ้นอยูกับ ความหนาแนนของของเหลว ปริมาตรของของเหลวที่ถูกแทนที่ และความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง แรงดันในของเหลวและแรงพยุง และให ความรูเพิ่มเติมจากคําถามของนักเรียน โดยครู ใช PowerPoint เรื่อง แรงดันในของเหลวและ แรงพยุง ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง แรงดัน ในของเหลวและแรงพยุง จากแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 นํา สอน สรุป ประเมิน T27
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET แรงที่กระท�าต่อวัตถุในของเหลว กิจกรรม จุดประสงค์ เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระท�าต่อวัตถุในของเหลว วัสดุอุปกรณ์ ตัวอย่างชุดภาพวัตถุที่มีลักษณะการจมและลอยต่างกัน ดังนี้ วิธีปฏิบัติ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน ส่งตัวแทนออกมารับภาพที่ครูจัดเตรียมให้ กลุ่มละ 1 ชุด (ชุดละ 4 ภาพ) 2. ให้สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันเขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระท�าต่อวัตถุในของเหลวลงในกระดาษ A4 และน�าเสนอในรูปแบบ ที่น่าสนใจ 3. ให้นักเรียนภายในกลุ่มร่วมกันสรุปทิศทางของแรงที่กระท�าต่อวัตถุในของเหลว 4. ครูสุ่มตัวแทนกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน ออกมาร่วมกันสรุป เรื่อง ทิศทางของแรงที่กระท�าต่อวัตถุในของเหลว จากภาพในกิจกรรม จะเห็นได้ว่า วัตถุที่อยู่ในของเหลวมีลักษณะการจมและการลอยที่แตกต่างกัน ถ้าแรงพยุงมีขนาดเท่ากับ น�้าหนักของวัตถุ จะส่งผลให้วัตถุลอยน�้า แต่ถ้าแรงพยุงมีขนาดน้อยกว่าน�้าหนักของวัตถุ จะส่งผลให้วัตถุจมน�้า อภิปรำยผลกิจกรรม ค�ำถำมท้ำยกิจกรรม 1. แรงและขนาดของแรงที่มากระท�าต่อวัตถุในแต่ละภาพมีขนาดเท่าใด และมีแรงชนิดใดบ้าง 2. เพราะเหตุใดลักษณะการจมและการลอยของวัตถุในแต่ละภาพจึงแตกต่างกัน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การลงความเห็นจากข้อมูล จิตวิทยาศาสตร์ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง สร้างสรรค์ ภาพที่ 4.31 ตัวอย่างชุดภาพที่ใช้ในกิจกรรมแรงที่กระท�าต่อวัตถุในของเหลว ที่มา : คลังภาพ อจท. 24 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง แรงดันในของเหลวและ แรงพยุง ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม ความดันของของเหลว และแรงที่กระทําตอวัตถุในของเหลว โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจาก แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 4 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม ความดัน ของของเหลว และแรงที่กระทําตอวัตถุ ในของเหลว ในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือ แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. ครูตรวจสอบแบบฝกหัด เรื่อง แรงดันใน ของเหลวและแรงพยุง จากแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง แรงดัน ในของเหลวและแรงพยุง แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. แรงดันในของเหลวและแรงพยุง 2. แรงลัพธในแนวดิ่งมีคาไมเทากับศูนย เมื่อนํากอนหินไปชั่งในอากาศอานคานํ้าหนักได 9.35 นิวตัน แตเมื่อนําไปชั่งในนํ้าอานคานํ้าหนักได 7.82 นิวตัน อยากทราบวา แรงพยุงที่นํ้ากระทําตอกอนหินมีคาเทาไร 1. 1.53 นิวตัน 2. 3.53 นิวตัน 3. 5.53 นิวตัน 4. 7.53 นิวตัน (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ แรงพยุงของนํ้า = นํ้าหนักของกอนหินที่ชั่งในอากาศ - นํ้าหนัก ของกอนหินที่ชั่งในของเหลว = 9.35 N - 7.82 N = 1.53 N แรงพยุงที่นํ้ากระทําตอกอนหินมีคา 1.53 นิวตัน ดังนั้น ตอบขอ 1.) ขึ้นอยูกับภาพที่ครูนํามาใชทํากิจกรรม โดยภาพ วัตถุลอยนํ้าได แสดงใหเห็นวา แรงพยุงมีคามากกวา หรือเทากับนํ้าหนักของวัตถุที่อยูในของเหลว แตถา เปนภาพวัตถุจมนํ้า แสดงใหเห็นวา แรงพยุงมีคา นอยกวาวัตถุที่อยูในของเหลว บันทึกผล กิจกรรม แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T28
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ตัวอย่างที่ 4.11 จากภาพที่ 4.35 โมเมนตของแรงที่เด็กชายนั่งบนไมกระดานหกมีคาเทาใด และเปนโมเมนต ทวนเข็มนาฬกาหรือตามเข็มนาฬกา วิธีทํา จากสมการ M = Fl M = 300 N × 1.5 m M = 450 N m ดังนั้น โมเมนตของแรงที่เด็กชายนั่งบนไมกระดานหกมีคาเทากับ 450 นิวตัน เมตร และเปนโมเมนตตามเข็ม นาฬกา ภาพที่ 4.35 ไมกระดานหกที่มีเด็กชายนั่งอยู ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.33 แรง F กระทําตอแทงไม ทําให แทงไมหมุนทวนเข็มนาฬกา ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.34 แรง F กระทําตอแทงไม ทําให แทงไมหมุนตามเข็มนาฬกา ที่มา : คลังภาพ อจท. 300 N 1.5 m โมเมนตของแรงสามารถแบงตามทิศของการหมุนไดเปน โมเมนตทวนเข็มนาฬกา (counter-clockwise moment; Mทวน) คือ ผลของแรงที่กระทําตอวัตถุ โดยไมผานจุดหมุน แลวทําให วัตถุหมุนทวนเข็มนาฬกา ดังภาพที่ 4.33 และโมเมนตตาม เข็มนาฬกา (clockwise moment; Mตาม) คือ ผลของแรงที่กระทํา ตอวัตถุ โดยไมผานจุดหมุน แลวทําใหวัตถุหมุนตามเข็มนาฬกา ดังภาพที่ 4.34 ภาพที่ 4.32 เครื่องเลนในสนามเด็กเลน ที่มา : คลังภาพ อจท. 1.4 โมเมนตของแรง เมื่อออกแรงกระทําตอวัตถุในแนวที่ผานจุดศูนยกลางมวลของวัตถุ พบวา วัตถุจะเกิดการเคลื่อนที่ตามแนวแรงที่กระทํา แตถาแนวแรงที่กระทําไม ผานศูนยกลางมวลของวัตถุ พบวา วัตถุจะเกิดการหมุนรอบศูนยกลางมวล และ ปริมาณที่บอกถึงความสามารถของแรงที่กระทําตอวัตถุ แลวทําใหวัตถุหมุน รอบจุดหมุนหรือแกนใด ๆ เรียกวา โมเมนตของแรง (moment of force; M) จากภาพที่ 4.32 เด็กคนหนึ่งออกแรงผลักเครื่องเลนในแนวตั้งฉาก จากแนวแรงถึงจุดหมุน จะเกิดโมเมนตของแรง ซึ่งสรุปความสัมพันธได ดังนี้ M = Fl M คือ โมเมนตของแรง มีหนวยเปน นิวตัน เมตร (N m) F คือ แรงที่มากระทํากับวัตถุในแนวตั้งฉาก มีหนวยเปน นิวตัน (N) l คือ ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง มีหนวยเปน เมตร (m) F F แรงและการเคลื่อนที่ 25 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูเตรียมอุปกรณสาธิตการทดลอง เชน เครื่องชั่งสองแขน เหรียญเงิน จากนั้น ครูขออาสาสมัครนักเรียน 2 คน โดยให ตัวแทนนักเรียนนําเหรียญเงินมาวางบนแขน ทั้งสองขางของเครื่องชั่ง เพื่อใหแขนทั้งสองขาง ของเครื่องชั่งสมดุลกัน หากแขนทั้งสองขาง ของเครื่องชั่งยังไมสมดุล ครูอาจสุมนักเรียน ออกมาอีก 1 คน มาใสเหรียญเงินเพื่อใหแขน ทั้งสองขางของเครื่องชั่งสมดุล 2. นักเรียนแตละคนสังเกตกิจกรรมการทดลอง จากนั้นครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิด นักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกัน อภิปรายแสดงความคิดเห็นอยางอิสระโดย ไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด ดังนี้ • หลักการของแรงเรื่องใดที่สามารถนํามา ประยุกตใชกับเครื่องชั่งสองแขน (แนวตอบ โมเมนตของแรง) • นักเรียนคิดวา วัตถุที่ใสในแขนเครื่องชั่ง ดานขวาของเครื่องชั่งเปนโมเมนตของแรง ประเภทใด (แนวตอบ โมเมนตตามเข็มนาฬกา) • นักเรียนคิดวา วัตถุที่ใสในแขนเครื่องชั่ง ดานซายของเครื่องชั่งเปนโมเมนตของแรง ประเภทใด (แนวตอบ โมเมนตทวนเข็มนาฬกา) ขอใดคือความหมายของคําวา โมเมนตของแรง 1. ผลคูณของแรงกับระยะทาง 2. ผลบวกของแรงกับระยะทาง 3. ผลคูณของแรงกับระยะทางตามแนวแรง 4. ผลคูณของแรงกับระยะตั้งฉากจากจุดหมุนไปยังแนวแรง (วิเคราะหคําตอบ โมเมนตของแรง คือ ผลคูณของแรงที่มา กระทํากับวัตถุในแนวตั้งฉากกับระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับ แนวแรง ดังนั้น ตอบขอ 4.) เกร็ดแนะครู กอนเขาสูการเรียนการสอน เรื่อง โมเมนตของแรง ครูอาจยกตัวอยาง เครื่องเลนเด็กที่ใชประโยชนจากโมเมนตของแรงใหนักเรียนเขาใจ ตัวอยางเชน กระดานหกซึ่งเปนเครื่องเลนที่มีไมกระดานแคบยาว 1 แผน วางขวางบนคาน ทําใหปลายสองดานโยกขึ้นและลงได ซึ่งบริเวณปลายไมมักทําเปนที่สําหรับนั่ง เพื่อใหเด็กโลขึ้นลงสลับกัน โดยแรงที่เด็กโลจะตั้งฉากกับระยะทางจากจุดหมุน หรือจุดกึ่งกลางของคาน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T29
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ตัวอยางที่ 4.12 ไม้เมตรมวลเบามากแขวนน�้าหนัก 40 นิวตัน ไว้ทางด้านซ้าย ห่างจากจุดหมุนเป็นระยะ 20 เซนติเมตร และแขวนน�้าหนัก 20 นิวตัน ไว้ทางด้านขวา ถ้าไม้เมตรอยู่ในสภาพสมดุลต่อการ หมุนระยะที่แขวนน�้าหนัก 20 นิวตัน จะอยู่ห่างจากจุดหมุนกี่เซนติเมตร วิธีท�า จากสมการ ΣMทวน = ΣMตาม F1l 1 = F2l 2 40 N × 0.2 m = 20 N × l 2 l 2 = 40 N × 0.2 m20 N l 2 = 0.4 m หรือ 40 cm ดังนั้น ระยะที่แขวนน�้าหนัก 20 นิวตัน จะอยู่ห่างจากจุดหมุน 40 เซนติเมตร ภาพที่ 4.37 ไม้เมตร ที่มา : คลังภาพ อจท. l 1 =20 cm l 2 F1=40 N F2=20 N เมื่อมีแรงหลายแรงมากระท�าต่อวัตถุ แล้ววัตถุเกิดสมดุลต่อการหมุน จะได้ว่า ผลรวมโมเมนต์ของแรงมีค่า เท่ากับศูนย์ (ΣM = 0) หรือผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา (ΣMทวน) มีค่าเท่ากับผลรวมของโมเมนต์ตามเข็ม นาฬิกา (ΣMตาม) ซึ่งเขียนความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ ΣMทวน = ΣMตาม ภาพที่ 4.36 โมเมนต์ของแรงที่กระท�าต่อคาน ที่มา : คลังภาพ อจท. M1 M2 F1 F2 l 1 l 2 จุดหมุน จากภาพที่ 4.36 เมื่อคานอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุน ซึ่งก็คือ คานไม่เคลื่อนที่และไม่หมุนจะสามารถเขียน สมการแสดงความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ F1 l 1 = F2 l 2 26 จากภาพที่ 4.36 เมื่อคานอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุน ซึ่งก็คือ คานไม่เคลื่อนที่และไม่หมุนจะสามารถเขียน 1 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน ตามความ สมัครใจ แลวรวมกันศึกษา เรื่อง โมเมนตของ แรง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือแหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต โดยสมาชิก ภายในกลุมแบงหนาที่กันศึกษา หัวขอเรื่อง ดังนี้ • คนที่ 1 ศึกษาความหมายของโมเมนตของ แรง • คนที่ 2 ศึกษาประเภทของโมเมนตของแรง • คนที่ 3 ศึกษาสมการโมเมนตของแรง 2. สมาชิกภายในกลุมนําเรื่องที่ตนเองศึกษา มาอธิบายใหเพื่อนในกลุมฟง แลวรวมกันสรุป ขอมูลที่ไดลงในสมุดประจําตัวนักเรียน อธิบายความรู 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ศึกษาหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละคนศึกษาตัวอยางการคํานวณ โจทยปญหาจากตัวอยางที่ 4.11-4.13 จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้น ครูสุมนักเรียน 3-4 คน ออกมาแสดงวิธีการ คํานวณหาผลลัพธที่ไดศึกษา ครูอาจเสนอแนะ หรืออธิบายเพิ่มเติมในตัวอยางนั้นๆ นักเรียนควรรู 1 สมดุลตอการหมุน คือ สภาวะการไมหมุนของวัตถุ ณ สภาวะนี้โมเมนต ของวัตถุจะตองมีคาเทากับศูนย หรือโมเมนตทวนเข็มนาฬกามีคาเทากับโมเมนต ตามเข็มนาฬกา เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนําใหนักเรียนเขียนแรงเพื่อแสดงถึงแรงชนิดตางๆ ที่กระทํา ตอวัตถุ และเขียนทิศทางของโมเมนตทวนเข็มนาฬกาและตามเข็มนาฬกา เพื่อความสะดวกในการพิจารณาโมเมนต และงายตอการคํานวณหาผลลัพธ ถาออกแรงพยายาม 20 นิวตัน กระทําตอคานงัดหางจาก จุดหมุน 5 เมตร เพื่อยกวัตถุซึ่งวางอยูหางจากจุดหมุนออกไป อีกขางหนึ่ง 0.2 เมตร จะยกวัตถุไดหนักที่สุดเทาใด (เมื่อไมคิด นํ้าหนักของคาน) 1. 200 นิวตัน 2. 250 นิวตัน 3. 500 นิวตัน 4. 1,000 นิวตัน (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ ΣMทวน = ΣMตาม F1 l 1 = F2 l 2 20 × 5 = F2 × 0.2 F2 = 20 × 5 0.2 = 500 N จะยกวัตถุไดหนักที่สุด 500 นิวตัน ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T30
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ความรู้เกี่ยวกับโมเมนต์น�ามาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ มากมาย โดย เฉพาะการประดิษฐ์เครื่องผ่อนแรงชนิดต่าง ๆ เช่น คาน คีมตัดลวด ไขควง ล้อกับเพลา ค้อนถอนตะปู รถเข็น ที่เปดขวด หรือการวางคานยื่นออกมา จากก�าแพงจะต้องยึดด้วยเชือกหรือสลิง ต้องค�านวณหาแรงดึงในเส้นเชือก ให้พอเหมาะกับน�้าหนักของคาน โดยอาศัยความรู้เรื่องโมเมนต์ของแรง นอกจากนี้ ของเล่นหลายชนิดที่ประกอบด้วยอุปกรณ์หลายส่วนที่ใช้ หลักโมเมนต์มาเกี่ยวข้อง เช่น โมไบล์ของเล่น ไม้กระดานหก ภาพที่ 4.39 โมไบล์ของเล่น ที่มา : คลังภาพ อจท. ตัวอย่างที่ 4.13 คานหนัก 40 นิวตัน ยาว 20 เมตร มีมวลน�้าหนักต่างกันแขวนอยู่ ดังภาพ จะต้องแขวนคาน ให้มีจุดหมุนห่างจากน�้าหนัก 370 นิวตัน เปนระยะเท่าใด คานจึงอยู่ในสภาพสมดุล วิธีทํา จากสมการ ΣMทวน = ΣMตาม F1l 1 = F2l 2 + F3l 3 370 N × x = 40 N × (10 - x) + 240 N × (20 - x) 370x = 400 - 40x + 4,800 - 240x 370x + 40x + 240x = 400 + 4,800 650x = 5,200 x = 5,200 650 x = 8 m ดังนั้น ต้องแขวนคานให้มีจุดหมุนห่างจากน�้าหนัก 370 นิวตัน เปนระยะทาง 8 เมตร คานจึงอยู่ในสภาพสมดุล ภาพที่ 4.38 คานที่มีมวลน�้าหนักต่างกันแขวนอยู่ ที่มา : คลังภาพ อจท. 20 - x 10 - x x 370 N 40 N 240 N แรงและการเคลื่อนที่ 27 คานอันหนึ่งเบามากมีวัตถุนํ้าหนัก 30 นิวตัน แขวนที่ปลายคาน ขางหนึ่ง และอยูหางจุดหมุน 5 เมตร จงหาวาจะตองแขวนนํ้าหนัก 15 นิวตัน ไวอีกดานหนึ่งของคานหางจากจุดหมุนกี่เมตร คานจึง จะสมดุล 1. 5 เมตร 2. 10 เมตร 3. 15 เมตร 4. 20 เมตร (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ ΣMทวน = ΣMตาม F1 l 1 = F2 l 2 30 × 5 = 15 × l2 l2 = 30 × 5 15 = 10 m ตองแขวนนํ้าหนัก 15 นิวตัน หางจากจุดหมุน 10 เมตร ดังนั้น ตอบขอ 2.) เกร็ดแนะครู ครูอาจใหนักเรียนแตละคนนําเสนอตัวอยางเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน เกี่ยวกับการนําหลักการของโมเมนตมาใชประโยชนในดานตางๆ แลวใหนักเรียน สืบคนขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชนของโมเมนตของแรง จากนั้นนําขอมูลที่ได มาอธิบายใหเพื่อนๆ ในชั้นเรียนฟง ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม สมดุลตอการหมุนและโมเมนตของแรง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมารับวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม จากนั้น ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรม ตามขั้นตอน อธิบายความรู 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอคานที่ ประดิษฐขึ้น โดยอธิบายระยะของจุดหมุนไป ยังแนวแรงที่มากระทํา และรูปแบบที่ทําใหคาน อยูในสภาพสมดุลตอการหมุน หนาชั้นเรียน 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ ขยายความเขาใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง โมเมนตของแรง และใหความรูเพิ่มเติม จากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง โมเมนตของแรง ในการอธิบาย เพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง โมเมนต ของแรง จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 นํา สอน สรุป ประเมิน T31
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET สมดุลต่อการหมุนและโมเมนต์ของแรง กิจกรรม จุดประสงค์ 1. ออกแบบคานจากวัสดุที่ก�าหนดให้ 2. ทดลองและท�าให้วัตถุอยู่ในสมดุลด้วยหลักการโมเมนต์ของแรงได้ วัสดุอุปกรณ์ 1. เชือก 5. เหรียญ 1 บาท 5 เหรียญ 2. ไม้แขวนเสื้อ 6. เหรียญ 5 บาท 5 เหรียญ 3. ถุงพลาสติกขนาดเล็ก 7. เหรียญ 10 บาท 5 เหรียญ 4. ที่หนีบกระดาษขนาดเล็ก วิธีปฏิบัติ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ศึกษาค้นคว้าเรื่องโมเมนต์ของแรง 2 สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันออกแบบและประดิษฐ์คานจากวัสดุที่ครูจัดเตรียมให้อย่างสร้างสรรค์ โดยระยะทางของแนวแรงที่มา กระท�าต้องมีค่าไม่เท่ากัน 3. สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันทดลอง โดยให้เหรียญแทนวัตถุที่ท�าให้คานอยู่ในสภาพสมดุล โดยครูก�าหนดให้เหรียญ 1 5 และ 10 บาท มีมวลเท่ากับ 1 5 และ 10 กิโลกรัม ตามล�าดับ บันทึกมวลของวัตถุและระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรงลงใน สมุดบันทึก แล้วค�านวณโดยใช้สมการ M = Fl 4. น�าเสนอคานที่แต่ละกลุ่มประดิษฐ์ขึ้นโดยอธิบายระยะของจุดหมุนไปยังแนวแรงที่มากระท�า และน�าเสนอรูปแบบที่ท�าให้คานอยู่ ในสภาพสมดุลต่อการหมุน พร้อมแสดงวิธีการค�านวณหน้าชั้นเรียน 5. ประเมินสิ่งประดิษฐ์และการน�าเสนอ รวมทั้งวิธีการค�านวณของกลุ่มอื่นว่าถูกต้องหรือไม่ โมเมนต์ของแรงคือผลของแรงที่กระท�าต่อวัตถุเพื่อให้วัตถุหมุนรอบจุดหมุนโดยแนวแรงไม่ผ่านจุดหมุนของวัตถุซึ่งโมเมนต์ของ แรงจะเท่ากับผลคูณของแรงที่มากระท�าต่อวัตถุกับระยะทางในแนวตั้งฉากจากจุดหมุนไปถึงแนวแรงเมื่อวัตถุถูกกระท�าด้วยโมเมนต์ หลายโมเมนต์จนท�าให้คานอยู่ในสภาพสมดุล จะเรียกได้ว่า วัตถุอยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุนดังนั้นวัตถุจะสมดุลต่อการหมุนเมื่อ ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกาเท่ากับผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา อภิปรายผลกิจกรรม ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. โมเมนต์ของแรงคืออะไร 2. คานจะอยู่ในสภาพสมดุลได้อย่างไร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การทดลอง จิตวิทยาศาสตร์ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง สร้างสรรค์ 28 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง โมเมนตของแรง ไดจาก การสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม สมดุลตอการหมุนและโมเมนตของแรง โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 4 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม สมดุลตอ การหมุนและโมเมนตของแรง ในสมุดประจํา ตัวนักเรียนหรือแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. ครูตรวจสอบแบบฝกหัด เรื่อง โมเมนตของแรง จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง โมเมนตของแรง ภาวะสมดุลของโมเมนตคือขอใด 1. คานอยูนิ่งในแนวระนาบ 2. จุดหมุนของคานอยูที่กึ่งกลางคาน 3. คานมีลักษณะตรงและโตสมํ่าเสมอ 4. เมื่อเปนโมเมนตที่หมุนตามเข็มนาฬกา (วิเคราะหคําตอบ ที่สภาวะที่คานอยูในแนวสมดุลหรือแนวราบ กับพื้น เรียกวา ภาวะคานสมดุล และเมื่อคานอยูในสภาวะสมดุล ผลรวมของโมเมนตทวนเข็มนาฬกา จะเทากับผลรวมของโมเมนต ตามเข็มนาฬกา ดังนั้น ตอบขอ 1.) แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ปริมาณที่บอกถึงความสามารถของแรงที่กระทํา ตอวัตถุ แลวทําใหวัตถุหมุนรอบจุดหมุนหรือ จุดศูนยกลางมวล 2. ผลรวมของโมเมนตทวนเข็มนาฬกามีคาเทากับ ผลรวมของโมเมนตตามเข็มนาฬกา คานที่ประดิษฐขึ้นจะอยูในสภาพสมดุลก็ ตอเมื่อผลรวมโมเมนตของแรงมีคาเทากับศูนย หรือ โมเมนตตามเข็มนาฬกาเทากับโมเมนตทวนเข็ม นาฬกา จะทําใหวัตถุอยูในสมดุลตอการหมุน บันทึกผล กิจกรรม แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T32
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1.5 สนามของแรง ในชีวิตประจําวัน การที่กอนหินตกจากหนาผา ใบไมรวงลงสูพื้นดิน ผลไมรวงหลนจากตน แสดงวา มีแรง กระทําตอกอนหิน ใบไม และผลไม ทํานองเดียวกันกับการนําแมเหล็กเขาใกลเหล็ก เหล็กจะถูกดูดดวยแรงชนิดหนึ่ง เขาหาแมเหล็ก นั่นก็คือ ถาบริเวณใดที่มีแรงกระทําตอวัตถุ บริเวณนั้นจะมีสนามของแรง ซึ่งไมสามารถรับรูไดดวย ประสาทสัมผัส แตสามารถรับรูไดจากผลของแรงที่กระทําตอวัตถุ สนามของแรง สามารถแบงไดเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. สนามโนมถวง (gravitational field) เมื่อปลอยวัตถุที่ความสูงใด ๆ จากผิวโลก วัตถุจะตกลงสูผิวโลก เสมอ เนื่องจากโลกมีสนามโนมถวงอยูรอบโลก สนามโนมถวงนี้ทําใหเกิดแรงดึงดูดของโลกกระทําตอวัตถุและตัวเรา ซึ่งมีทิศพุงเขาสูศูนยกลางของโลก แรงดึงดูดนี้เรียกวา แรงโนมถวง (gravitational force) สนามโนมถวง ณ ตําแหนง ตาง ๆ บนผิวโลก มีคาประมาณ 9.8 นิวตันตอกิโลกรัม พิจารณาตารางที่ 4.1 พบวา สนามโนมถวงของโลกที่ระดับความสูงตาง ๆ จากผิวโลก มีคาแตกตางกัน ยิ่งสูง จากผิวโลกมากขึ้น สนามโนมถวงก็มีคานอยลง ซึ่งสามารถนําไปอธิบายเกี่ยวกับแรงที่กระทําตอวัตถุที่อยูบนผิวโลก เนื่องจากแรงที่กระทําตอวัตถุบนผิวโลก เปนแรงดึงดูดระหวางมวลของวัตถุนั้นกับโลก จึงทําใหแรงที่กระทําตอมวล ที่ระดับความสูงจากผิวโลกตางกันจะมีคาไมเทากัน ถาวัตถุอยูสูงจากผิวโลกมากขึ้น แรงที่กระทําตอวัตถุจะนอยลง ภาพที่ 4.40 สนามโนมถวงของโลก มีทิศพุงสูศูนยกลางโลก ที่มา : คลังภาพ อจท. ระยะทางจาก พื้นผิวโลก (km) สนามโนมถวง (N/kg) ตําแหนง 0 9.80 ที่ผิวโลก 10 9.77 เพดานบินของเครื่องบินโดยสาร 400 8.65 ระดับความสูงของสถานีอวกาศนานาชาติ ยานขนสงอวกาศ 35,700 0.225 ระดับความสูงของดาวเทียมสื่อสารคมนาคม 384,000 0.0028 ระยะทางเฉลี่ยระหวางโลกและดวงจันทร ตารางที่ 4.1 สนามโนมถวงของโลกที่ความสูงตาง ๆ จากผิวโลก สนามโนมถวงของโลกที่ตําแหนงตาง ๆ กันจากผิวโลก มีคาเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูง ณ ตําแหนงตาง ๆ ดังตารางที่ 4.1 แรงและการเคลื่อนที่ 29 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ นักเรียนดูวีดิทัศนเกี่ยวกับเรื่อง การทดลอง แรงดึงดูดของกาลิเลโอ จาก (https://www. youtube.com/watch?v=faSugW_Xefc) จากนั้น ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิด นักเรียนวา “จากวีดิทัศน ถาปลอยขนนก กับลูกบอลใหตกลงในทอที่สูบอากาศออกหมด เพราะเหตุใดวัตถุทั้งสองจึงตกถึงพื้นพรอมกัน” โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการเฉลย วาถูกหรือผิด (แนวตอบ เพราะวัตถุทั้งสองเปนการตกใน แนวดิ่ง เนื่องจากแรงโนมถวงของโลกมากระทํา ตอวัตถุทั้งสองเพียงแรงเดียว โดยไมมีแรง ตานอากาศ) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. นักเรียนแบงกลุมออกเปน 3 กลุม กลุมละ เทาๆ กัน ตามความสมัครใจ จากนั้นครู แจงจุดประสงคของแตละกิจกรรม ใหนักเรียน ทราบเพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติกิจกรรม ที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละกลุมปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ • กลุมที่ 1 ปฏิบัติกิจกรรมที่ 1 เรื่อง สนามโนมถวง • กลุมที่ 2 ปฏิบัติกิจกรรมที่ 2 เรื่อง สนามไฟฟา • กลุมที่ 3 ปฏิบัติกิจกรรมที่ 3 เรื่อง สนามแมเหล็ก ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับสนามโนมถวง 1. สนามโนมถวงมีคานอยที่สุดเมื่ออยูบนพื้นผิวโลก 2. สนามโนมถวงมีคาเพิ่มขึ้นเมื่อหางจากพื้นผิวโลก 3. สนามโนมถวงสัมพันธกับมวลของวัตถุที่อยูบนโลก 4. สนามโนมถวงที่อยูบนพื้นผิวโลก ณ จุดใดๆ มีคาคงที่ (วิเคราะหคําตอบ สนามโนมถวงแปรผกผันกับระยะทางจาก พื้นผิวโลก โดยสนามโนมถวงจะมีคาลดลงเมื่อหางจากพื้นผิวโลก ซึ่งสนามโนมถวงที่ผิวโลก ณ บริเวณใดๆ จะมีคาประมาณ 9.8 นิวตันตอกิโลกรัม ดังนั้น ตอบขอ 4.) เกร็ดแนะครู กอนเขาสูการเรียนการสอน เรื่อง สนามของแรง ครูอาจใหนักเรียน ทํากิจกรรมเพื่อใหนักเรียนเขาใจสนามของแรงมากขึ้น เชน ครูอาจให นักเรียนปลอยวัตถุจากที่สูง เพื่ออธิบายสนามโนมถวงของโลกมีทิศพุงเขาสู ศูนยกลางของโลก ทําใหเกิดแรงดึงดูดใหวัตถุไมลอยหลุดออกนอกโลก เรียกวา แรงโนมถวง หรือใหนักเรียนหวีผม แลวนําหวีไปใกลกับเศษกระดาษขนาดเล็ก เพื่ออธิบายสนามไฟฟาวา หลังจากหวีผม หวีจะมีประจุซึ่งแตกตางกับเศษ กระดาษ โดยวัตถุทั้งสองจะสงอํานาจรอบวัตถุ เรียกวา สนามไฟฟา ซึ่งสนาม ไฟฟาที่เกิดจากประจุตางชนิดกันจะทําใหเกิดแรงดึงดูด หวีจึงดูดเศษกระดาษ ขนาดเล็กได นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T33
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET + + - - + + - - + - เมื่อนําวัตถุที่มีประจุไฟฟาไปวางไว ณ ที่ใด ๆ ประจุไฟฟาที่มีอยูในวัตถุนั้นจะสงอํานาจไปโดยรอบ เรียก อํานาจทางไฟฟาที่เกิดขึ้นรอบบริเวณที่ประจุไฟฟาวางตัวอยูวา สนามไฟฟา โดยสนามไฟฟาที่เกิดจากประจุบวก จะมีทิศทางของสนามไฟฟาพุงออกจากประจุบวก สวนสนามไฟฟาที่เกิดจากประจุลบจะมีทิศทางของสนามไฟฟา พุงเขาสูประจุลบ ดังภาพที่ 4.43 เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟาอยูในสนามไฟฟา จะถูกแรงกระทําเนื่องจากสนามไฟฟานั้น โดยอนุภาคที่มี ประจุบวก จะถูกแรงไฟฟากระทําในทิศทางเดียวกับสนามไฟฟา สวนอนุภาคที่มีประจุลบนั้น จะถูกแรงไฟฟากระทํา ในทิศตรงขามกับสนามไฟฟา ภาพที่ 4.41 ไมบรรทัดที่นํามาถูกับผาแลว สามารถดูดเศษกระดาษได ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.43 สนามไฟฟาที่เกิดจากประจุบวกและประจุลบ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.42 แรงระหวางประจุไฟฟา ที่มา : คลังภาพ อจท. 2. สนามไฟฟา (electric field) การนําวัตถุ 2 ชนิด มาขัดถูกัน เชน นําไมบรรทัดพลาสติกมาถูกับผา พบวา ไมบรรทัดพลาสติกจะสามารถดูด กระดาษชิ้นเล็ก ๆ ได จึงกลาวไดวา ไมบรรทัดพลาสติกที่ถูกับผาแลว จะมี อํานาจทางไฟฟา คือ ประจุไฟฟา (electric charge) ประจุไฟฟามี 2 ชนิด คือ ประจุไฟฟาบวก (positive charge) และ ประจุไฟฟาลบ (negative charge) เมื่อประจุไฟฟาอยูใกลกันประจุไฟฟาจะ ออกแรงกระทําซึ่งกันและกัน โดยประจุไฟฟาชนิดเดียวกันจะทําใหแรงไฟฟา เปนแรงผลัก เชน ประจุบวกกับประจุบวก หรือประจุลบกับประจุลบ สวน ประจุไฟฟาตางชนิดกันจะทําใหแรงไฟฟาเปนแรงดูด เชน ประจุลบกับประจุ บวก โดยแรงกระทําระหวางประจุไฟฟา เรียกวา แรงไฟฟา (electric force) ประจุเหมือนกัน จะผลักกัน ประจุตางชนิดกัน จะดึงดูดกัน 30 แรงจากสนามไฟฟา ขั้นสอน สํารวจคนหา 3. ครูอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรมของ แตละกิจกรรม ดังนี้ • กิจกรรมที่ 1 เรื่อง สนามโนมถวง ครูแจก ถุงทรายที่มีขนาดเทากันและตางกัน จากนั้น ใหนักเรียนทดสอบปลอยวัตถุที่ความสูง ระดับเดียวกัน แตมวลตางกันและที่ระดับ ความสูงไมเทากัน แตมวลเทากัน จากนั้น บันทึกผลวา ถุงทรายใดตกถึงพื้นกอน • กิจกรรมที่ 2 เรื่อง สนามไฟฟา ครูแจกหวี ใหนักเรียน 1 อัน จากนั้นใหนักเรียนหวีผม ของตนเอง แลวนําไปไวใกลกับเศษกระดาษ • กิจกรรมที่ 3 เรื่อง สนามแมเหล็ก ครูแจก ถาดที่มีผงตะไบเหล็ก และแทงแมเหล็ก 2 แทง นําแมเหล็กทั้ง 2 แทงมาวางใตถาดที่ มีผงตะไบเหล็กใหหางกันระยะหนึ่ง สังเกต แนวการเคลื่อนที่ของผงตะไบ ขอใดคือทิศทางของสนามไฟฟาที่เกิดจากวัตถุที่มีประจุไฟฟา บวกและลบ ตามลําดับ 1. พุงออกและพุงเขา 2. พุงเขาและพุงออก 3. มีทิศทางเดียวกัน คือ พุงเขาหาวัตถุ 4. มีทิศทางเดียวกัน คือ พุงออกจากวัตถุ (วิเคราะหคําตอบ สนามไฟฟาที่เกิดจากประจุบวกมีทิศพุงออก จากประจุ และสนามไฟฟาที่เกิดจากประจุลบมีทิศพุงเขาหาประจุ ดังนั้น ตอบขอ 1.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสนามไฟฟา จาก QR Code เรื่อง แรงจากสนามไฟฟา อธิบายความรู นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลจากการ ปฏิบัติกิจกรรมวา “เมื่อปลอยวัตถุใหตกพื้น แบบเสรี วัตถุจะตกลงสูผิวโลกเพราะมี แรงดึงดูดมากระทําตอวัตถุ เนื่องจากมีสนาม โนมถวงที่มีทิศพุงเขาสูศูนยกลางของโลก เมื่อนํา วัตถุ 2 ชนิดมาถูกัน ทําใหเกิดประจุไฟฟาซึ่งจะสง อํานาจโดยรอบ เรียกวา สนามไฟฟา สวนผงตะไบ เปนวัตถุที่มีสารแมเหล็ก เมื่ออยูใกลกับแหลงของ สนามแมเหล็ก ทําใหผงตะไบเคลื่อนที่ไปตามเสน แรงแมเหล็ก” สนามไฟฟา www.aksorn.com/interactive3D/RK841 สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมจาก QR Code เรื่อง สนามไฟฟา นํา สอน สรุป ประเมิน T34
3. สนามแม่เหล็ก (magnetic field) แม่เหล็ก (magnet) เป็นวัตถุที่สามารถดูดสารแม่เหล็กบางชนิดได้ และ เมื่อน�าแม่เหล็กมาวางไว้ด้วยกันจะสามารถดูดหรือผลักกันได้ สารที่ถูกแม่เหล็กดูดได้ เรียกว่า สารแม่เหล็ก (magnetic substance) เช่น เหล็ก นิกเกิล โคบอลต์ พลวง บิสมัท ภาพที่ 4.44 ลักษณะเส้นแรงแม่เหล็กรอบ ๆ แท่งแม่เหล็ก ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.45 แรงผลักที่เกิดจากแม่เหล็ก 2 แท่ง หันขั้วชนิดเดียวกัน เข้าหากัน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.46 แรงดึงดูดที่เกิดแท่งแม่เหล็ก 2 แท่ง หันขั้วชนิดต่างกัน เข้าหากัน ที่มา : คลังภาพ อจท. เมื่อน�าวัตถุที่มีสมบัติเป็นแม่เหล็ก หรือสาร แม่เหล็กมาวางในสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงแม่เหล็ก (magnetic force) ถ้ามีขั้วเหมือนกันจะเกิดแรงผลัก แต่ ถ้ามีขั้วต่างกันจะเกิดแรงดึงดูด แรงแม่เหล็กที่กระท�า ต่อวัตถุที่มีสมบัติเป็นแม่เหล็ก จะมีทิศพุ่งเข้าหรือพุ่ง ออกจากวัตถุที่เป็นแม่เหล็ก ซึ่งเป็นแหล่งของสนาม แม่เหล็ก ดังภาพที่ 4.45 และ 4.46 สนามแม่เหล็กเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยสนามแม่เหล็กโดยรอบแท่งแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งออกจากขั้วแม่เหล็กเหนือ เข้าหาขั้วแม่เหล็กใต้ ส่วนสนามแม่เหล็กภายในแท่งแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งจากขั้วแม่เหล็กใต้ไปหาขั้วแม่เหล็กเหนือ Topic Question ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 1. แรงที่กระท�าต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าอันเนื่องจากสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 2. หากโยนลูกบอลลงในน�้า เวลาต่อมาลูกบอลลอยเหนือผิวน�้า มีแรงใดบ้างที่มากระท�ากับลูกบอล อธิบายพร้อม เขียนแผนภาพประกอบ 3. คนที่ถือเข็มทิศไว้ในมือมีแรงใดมากระท�าต่อเข็มทิศบ้าง จงอธิบายพร้อมระบุทิศทางของแรงที่มากระท�าต่อเข็มทิศ 4. จงบอกกิจกรรมหรือสิ่งที่พบในชีวิตประจ�าวันที่เกี่ยวข้องกับแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วง มาอย่างละ 2 กิจกรรม S N N S S N S N NS แรงและการเคลื่อนที่ 31 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง สนามของแรง ไดจากการ สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม สนามโนมถวง สนามไฟฟา และสนาม แมเหล็ก โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินการปฏิบัติ กิจกรรม ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 4 ขั้นสอน ขยายความเขาใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง สนามของแรง และใหความรูเพิ่มเติมจาก คําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง สนามของแรง ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําใบงาน เรื่อง สนามของ แรง 3. นักเรียนทํา Topic Question เรื่อง สนามของ แรง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง สนาม ของแรง จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรมสนามโนม ถวง สนามไฟฟา และสนามแมเหล็ก 3. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง สนามของ แรง 4. ครูตรวจ Topic Question เรื่อง สนามของแรง ในสมุดประจําตัวนักเรียน 5. ครูตรวจสอบแบบฝกหัด เรื่อง สนามของแรง จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง สนาม ของแรง แนวตอบ Topic Question 1. ไมแตกตางกัน คือ มีแรงดึงดูด ซึ่งเกิดจากสนามไฟฟาที่เกิดจากประจุ ตางชนิด หรือสนามแมเหล็กที่เกิดจากแมเหล็กขั้วตางกัน และแรงผลัก ซึ่งเกิดจากสนามไฟฟาที่เกิดจากประจุชนิดเดียวกัน หรือเกิดจาก แมเหล็กขั้วเหมือนกัน 2. มีแรงพยุง (FB ) ในทิศขึ้น และนํ้าหนักของลูกบอลในทิศลง 3. มีแรงโนมถวงและแรงแมเหล็ก โดยแรงโนมถวงจะมีทิศพุงเขาสู ศูนยกลางของโลก และแรงแมเหล็กของเข็มทิศจะมีทิศพุงออกจาก ทิศเหนือของเข็มทิศเขาสูขั้วใตของโลก 4. แรงแมเหล็ก เชน เข็มทิศ รถไฟฟาเคลื่อนที่บนรางที่มีสนามแมเหล็ก ไฟฟา แรงไฟฟา เชน เตารีดไฟฟา หมอหุงขาว แรงโนมถวง เชน การหลนของผลไมจากตน กอนหินตกจากอากาศ แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T35
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถูก/ผิด พิจารณาข้อความตามความเข้าใจของนักเรียนว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึก UnderstandingCheck 1. ระยะทาง คือ ระยะที่วัตถุเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง 2. การกระจัดเป็นปริมาณสเกลาร์มีทั้งขนาดและทิศทาง 3. ก้อนหินที่ตกจากหน้าผามีแรงโน้มถ่วงมากระท�า ท�าให้ก้อนหินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว 4. อัตราเร็วและความเร็วของวัตถุเกิดขึ้นเนื่องจากมีแรงมากระท�ากับวัตถุเสมอ 5. ปริมาณเวกเตอร์บอกเพียงขนาด แต่ไม่บอกทิศทาง บั น ทึ ก ลง ใ น ส มุ ด 2 การเคลื่อนที่ ในชีวิตประจ�าวัน ถ้าเรามองไปรอบ ๆ ตัวจะพบเห็นสิ่งต่าง ๆ มีการเปลี่ยนต�าแหน่งอยู่มากมาย เราเรียกสิ่งที่ก�าลังเปลี่ยนต�าแหน่ง นั้นว่า การเคลื่อนที่ เช่น คนเดิน รถแล่น ซึ่งการเปลี่ยนต�าแหน่งหรือ การเคลื่อนที่ของวัตถุจะเกี่ยวข้องกับปริมาณต่าง ๆ เช่น ระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว ความเร็ว โดยถ้าปริมาณใดปริมาณหนึ่งมีการ เปลี่ยนแปลงก็จะมีผลให้ปริมาณอื่นเปลี่ยนแปลงไปด้วย Prior Knowledge ควำมเร็วเกี่ยวข้องกับชีวิต ประจ�ำวันของเรำอยำงไร การเคลื่อนที่ เป็นการเปลี่ยนต�าแหน่งของวัตถุในช่วงเวลาหนึ่งเทียบกับต�าแหน่งอ้างอิง โดยมีทั้งปริมาณสเกลาร์ และปริมาณเวกเตอร์มาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ ปริมาณสเกลาร์ (scalar quantity) คือ ปริมาณทางกายภาพที่มีขนาดเพียงอย่างเดียว ไม่มีทิศทาง เช่น เวลา ระยะทาง อัตราเร็ว ในการหาผลลัพธ์ของปริมาณสเกลาร์ท�าได้โดยอาศัยหลักทางพีชคณิต ได้แก่ การบวก ลบ คูณ และหาร ภาพที่ 4.47 อัตราเร็วในการวิ่งของรถจักรยานยนต์เป็นปริมาณสเกลาร์ ที่มา : คลังภาพ อจท. ปริมาณเวกเตอร์ (vector quantity) คือ ปริมาณ ทางกายภาพที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เช่น การกระจัด ความเร็ว แรง โมเมนตัม ในการหาผลลัพธ์ของปริมาณ เวกเตอร์ต้องอาศัยวิธีการทางเวกเตอร์ โดยต้องหา ผลลัพธ์ทั้งขนาดและทิศทาง ปริมาณสเกลาร์ แตกต่างกับปริมาณ เวกเตอร์อย่างไร 32 เกร็ดแนะครู กอนเขาสูบทเรียน เรื่อง การเคลื่อนที่ ครูอาจใหนักเรียนยกตัวอยางการ เคลื่อนที่แบบตางๆ ในชีวิตประจําวัน จากนั้นครูและนักเรียนรวมกันอภิปราย รูปแบบการเคลื่อนที่ในชีวิตประจําวัน ดังนี้ 1. การเคลื่อนที่แบบวงกลม เปนการเคลื่อนที่ของวัตถุเปนวงกลมรอบ ศูนยกลาง เกิดขึ้นเนื่องจากวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่จะเดินทางเปน เสนตรงเสมอ แตขณะนั้นมีแรงดึงวัตถุเขาสูศูนยกลางของวงกลม เรียกวา แรงเขาสูศูนยกลางการเคลื่อนที่ จึงทําใหวัตถุเคลื่อนที่ เปนวงกลมรอบศูนยกลาง เชน การโคจรของดวงจันทรรอบโลก 2. การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวราบ เปนการเคลื่อนที่ของวัตถุขนานกับ พื้นโลก เชน รถยนตที่กําลังแลนอยูบนถนน 3. การเคลื่อนที่แนววิถีโคง เปนการเคลื่อนที่ผสมระหวางการเคลื่อนที่ ในแนวดิ่งและในแนวราบ ขอใดตอไปนี้เปนปริมาณเวกเตอรทั้งหมด 1. เวลา แรง 2. ความเร็ว อัตราเร็ว 3. ความเร็ว โมเมนตัม 4. การกระจัด ระยะทาง (วิเคราะหคําตอบ ปริมาณเวกเตอร เปนปริมาณทางกายภาพ ที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เชน การกระจัด ความเร็ว แรง โมเมนตัม ดังนั้น ตอบขอ 3.) แนวตอบ Understanding Check 1. ถูก 2. ผิด 3. ถูก 4. ถูก 5. ผิด แนวตอบ Prior Knowledge อัตราเร็วหรือความเร็วในการวิ่ง การกําหนด ความเร็วรถยนต การกําหนดอัตราเร็วในการทํางาน ของเครื่องจักรในอุตสาหกรรม ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูเตรียมอุปกรณสาธิตการทดลอง เชน รถทดลอง ลูกเทนนิส จากนั้นครูสุมนักเรียน 1 คน โดยครูใหนักเรียนสาธิตผลักรถทดลอง ใหเคลื่อนที่ในแนวตรงบนโตะ และปลอย ลูกเทนนิสใหตกลงสูพื้น จากนั้นนักเรียน แตละคนสังเกตลักษณะการเคลื่อนที่ของ รถทดลองและลูกเทนนิส 2. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน ดังนี้ • รถทดลองและลูกเทนนิสมีแนวการเคลื่อนที่ อยางไร (แนวตอบ เคลื่อนที่เปนเสนตรง) • รถทดลองและลูกเทนนิสมีลักษณะการ เคลื่อนที่เหมือนหรือแตกตางกัน อยางไร (แนวตอบ รถทดลองและลูกเทนนิสเคลื่อนที่ เปนเสนตรงเหมือนกัน แตตางกันตรงที่รถ ทดลองจะเคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวระดับ สวนลูกเทนนิสจะเคลื่อนที่เปนเสนตรงใน แนวดิ่ง) 3. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T36
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุจําเปนตองรูตําแหนงของวัตถุ ณ เวลาตาง ๆ ซึ่งการบอกตําแหนงของวัตถุ ตองอางอิงจุดใดจุดหนึ่ง เรียกจุดนี้วา จุดอางอิง (reference point) ดังตัวอยาง ใหจุด 0 ที่เสาธงชาติเปนจุดอางอิง เมื่อเวลา 8.15 น. นองจินยืนอยูหางจากจุด 0 ไปทางทิศตะวันออก เปนระยะทาง 15 เมตร ตอมาเมื่อเวลา 9.30 น. นองจินยืนอยูที่ตําแหนงหางจากจุด 0 ไปทางทิศตะวันออกเปน ระยะทาง 45 เมตร ดังภาพที่ 4.48 จากตัวอยางเปนการบอกตําแหนงของวัตถุเทียบกับจุดอางอิงในแนวระดับ หรือเรียกวา แกน X ซึ่งนอกจาก การบอกตําแหนงของวัตถุเทียบกับจุดอางอิงเปนเลขจํานวนบวกแลว ยังสามารถบอกเปนเลขจํานวนลบในทิศทาง ตรงขาม และในทํานองเดียวกันสามารถบอกตําแหนงของวัตถุเทียบกับจุดอางอิงในแนวดิ่งได ซึ่งเรียกวา แกน Y ดังตัวอยาง ในชุมชนแหงหนึ่งประกอบดวยสถานที่ตาง ๆ โดยใหจุด 0 ที่โรงพยาบาลเปนจุดอางอิง มีสถานีตํารวจอยูหาง จากโรงพยาบาลไปทางทิศเหนือ 4 กิโลเมตร สถานีดับเพลิงอยูหางจากสถานีตํารวจไปทางทิศตะวันตก 2 กิโลเมตร และโรงเรียนอยูหางจากโรงพยาบาลไปทางทิศใต 4 กิโลเมตร ภาพที่ 4.48 การบอกตําแหนงของวัตถุเทียบกับจุดอางอิงในแนวระดับ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.49 การบอกตําแหนงของวัตถุเทียบกับจุดอางอิงในแนวระดับ ที่มา : คลังภาพ อจท. 0 10 20 30 40 50 60 ทิศตะวันตก ทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ทิศตะวันออก ทิศใต ทิศใต ทิศเหนือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต B A 0 2 2 -2 -2 -4 4แกน X ระยะทาง (กิโลเมตร) แกน Y ระยะทาง (กิโลเมตร) กําหนดให จุด 0 แทน โรงพยาบาล จุด A แทน สถานีตํารวจ จุด B แทน สถานีดับเพลิง จุด C แทน โรงเรียน (8.15 น.) (9.30 น.) -4 4 C ระยะทาง (เมตร) แรงและการเคลื่อนที่ 33 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. ครูถามคําถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนแตละคนศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับ เรื่อง ปริมาณทางฟสิกส จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นเขียนสรุป ความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 3. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ ดังนี้ • ปริมาณทางฟสิกสแบงออกเปนกี่ประเภท อะไรบาง (แนวตอบ 2 ประเภท คือ ปริมาณสเกลาร และปริมาณเวกเตอร) • ปริมาณสเกลารแตกตางกับปริมาณเวกเตอร อยางไร (แนวตอบ ปริมาณเวกเตอรมีทั้งขนาดและ ทิศทาง แตปริมาณสเกลารมีเพียงขนาด แตไมมีทิศทาง) อธิบายความรู้ ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจเกี่ยวกับ จุดอางอิง หรือตําแหนงอางอิงวา “การเคลื่อนที่ ของวัตถุจําเปนตองบอกตําแหนงของวัตถุเพื่อ ระบุทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ ซึ่งการระบุ การเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นจําเปนตองเทียบกับ จุดอางอิงในแนวระดับ (แกน X) และแนวดิ่ง (แกน Y) โดยการบอกตําแหนงอาจบอกเปน เลขจํานวนบวก หรือบอกเปนจํานวนลบเมื่อวัตถุ เคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงขาม” สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ จากภาพยนตรสารคดี สั้น Twig เรื่อง การเคลื่อนที่ (https://www.twig-aksorn.com/film/glossary/ motion-7067/) ขอใดเปนปริมาณสเกลาร 1. แรง 2. ความเรง 3. ระยะทาง 4. การกระจัด (วิเคราะหคําตอบ ปริมาณสเกลาร เปนปริมาณทางกายภาพที่ มีเพียงขนาดอยางเดียว เชน เวลา ระยะทาง อัตราเร็ว ปริมาณ เวกเตอร เปนปริมาณทางกายภาพที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เชน แรง ความเรง การกระจัด โมเมนตัม ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T37
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 4.50 ระยะทางและการกระจัดจากกรุงเทพฯ ไประนอง ที่มา : คลังภาพ อจท. 2.1 ระยะทางและการกระจัด จากภาพที่ 4.50 ความยาวตามเส้นทาง เรียกว่า ระยะทาง (distance) เป็นปริมาณสเกลาร์ เขียนแทน ด้วยสัญลักษณ์ s ส่วนการกระจัด (displacement) เป็น ปริมาณเวกเตอร์ เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ s โดยการ กระจัดมีทิศชี้จากต�าแหน่งเริ่มต้นไปยังต�าแหน่งสุดท้าย และมีขนาดเท่ากับระยะในแนวเส้นตรงที่สั้นที่สุดระหว่าง ต�าแหน่งเริ่มต้นและต�าแหน่งสุดท้าย ตัวอยางที่ 4.14 รถยนต์คันหนึ่งเคลื่อนที่จากต�าแหน่ง A ไปยัง B และ C ตามล�าดับ ดังภาพที่ 4.51 จงหา ระยะทางและการกระจัดของรถยนต์ที่เคลื่อนที่จากต�าแหน่ง A ไปยัง B ต�าแหน่ง B ไปยัง C และต�าแหน่ง A ไปยัง C ตามล�าดับ 150 เมตร 100 เมตร 60 เมตร 100 เมตร 90 เมตร B A C ดังนั้น รถยนต์เคลื่อนที่จากต�าแหน่ง A ไปยัง B เป็นระยะทางเท่ากับ 150 เมตร และจากต�าแหน่ง B ไปยัง C เป็นระยะทางเท่ากับ 100 เมตร ดังนั้น วัตถุจะเคลื่อนที่จากต�าแหน่ง A ไปยัง C เป็นระยะทางเท่ากับ 250 เมตร และการกระจัดของรถยนต์จากต�าแหน่ง A ไปยัง B มีขนาดเท่ากับ 60 เมตร และจาก ต�าแหน่ง B ไปยัง C มีขนาดเท่ากับ 90 เมตร และจากต�าแหน่ง A ไปยัง C มีขนาดเท่ากับ 100 เมตร ภาพที่ 4.51 เส้นทางที่รถยนต์เคลื่อนที่จากต�าแหน่ง A ไปยัง C ที่มา : คลังภาพ อจท. ระยะทางกับการกระจัด เหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร ระยะทาง การกระจัด 34 ระยะทาง ( ส่วนการกระจัด ( 1 2 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียนตามความ สมัครใจ จากนั้นใหนักเรียนแตละคูรวมกัน ศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง ระยะทางและ การกระจัด จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือแหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต 2. นักเรียนแตละคนวาดรูปเสนทางจากบาน มาโรงเรียน โดยระบุตําแหนงเริ่มตนและ ตําแหนงสุดทาย รวมทั้งระยะทางของการ เดินทางจากบานมาโรงเรียนทั้งหมดลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียน 3-4 คน ออกมานําเสนอรูป เสนทางจากบานมาโรงเรียนของตนเอง แลว อธิบายตําแหนงเริ่มตน ตําแหนงสุดทาย และระยะทางของการเดินทางจากบาน มาโรงเรียนหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละคนศึกษาตัวอยางการคํานวณ โจทยปญหาจากตัวอยางที่ 4.14 จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นให นักเรียนแตละคนคํานวณหาระยะทางและ การกระจัด โดยครูเขียนโจทยเพิ่มใหนักเรียน ดูบนกระดาน ดังนี้ • ณดาเดินทางออกจากบานไปทางทิศตะวัน ออก 3 เมตร และเดินไปทางทิศใต 4 เมตร จึงจะถึงโรงพยาบาล จงหาระยะทางและ การกระจัดที่ณดาเดินทางออกจากบานไป ยังโรงเรียน (แนวตอบ ระยะทาง คือ 7 เมตร และการ กระจัด คือ 5 เมตร) นักเรียนควรรู 1 ระยะทาง คือ ความยาวตามเสนทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไปไดทั้งหมด เปนปริมาณสเกลารที่มีเพียงขนาด ไมมีทิศทาง มีหนวยเปนเมตร 2 การกระจัด คือ เสนตรงที่เชื่อมโยงระหวางตําแหนงเริ่มตนและตําแหนง สุดทายของการเคลื่อนที่ เปนปริมาณเวกเตอรที่มีทั้งขนาดและทิศทาง นิดหนอยเดินไปทางซาย 2 เมตร และเดินวนกลับไปทางขวา 5 เมตร ระยะทางและการกระจัดในการเดินของนิดหนอยมีขนาด เทาใด ตามลําดับ 1. 3 และ 2 เมตร 2. 3 และ 7 เมตร 3. 7 และ 3 เมตร 4. 7 และ 2 เมตร (วิเคราะหคําตอบ ระยะทางมีคาเทากับ 5 + 2 = 7 และการ กระจัดมีคาเทากับ 5 - 2 = 3 เมตร นิดหนอยเดินเปนระยะทาง 7 เมตร และการกระจัด 3 เมตร ไปทางขวา ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T38
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2.2 อัตราเร็ว อัตราเร็ว (speed) คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงระยะทางโดย ไมกําหนดทิศทาง เปนปริมาณสเกลาร เขียนแทนดวยสัญลักษณ v มีหนวยเปน เมตรตอวินาที (m/s) v = s t v คือ อัตราเร็ว มีหนวยเปน เมตรตอวินาที (m/s) s คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได มีหนวยเปน เมตร (m) t คือ เวลา มีหนวยเปน วินาที (s) กรณีที่วัตถุมีการเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วที่ไมเปลี่ยนแปลง แสดงวาวัตถุนั้นมีอัตราเร็วคงตัว แตในบางกรณี วัตถุอาจเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วที่ไมคงตัวเสมอไป เชน เมื่อพิจารณาการเคลื่อนที่ของรถโดยสารประจําทาง จะเห็น ไดวา รถโดยสารเคลื่อนที่ไปดวยอัตราเร็วที่ไมเทากันตลอดระยะทาง โดยที่บางชวงอาจมีการเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว ที่มากขึ้น และบางชวงอาจเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วที่ลดลงเพื่อจอดรับผูโดยสารระหวางทาง เมื่อคิดอัตราเร็วโดยรวม ตลอดระยะทางจะคิดเปน อัตราเร็วเฉลี่ย (average speed) ซึ่งเทากับอัตราสวนระหวางระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได กับชวงเวลาที่ใชในการเคลื่อนที่ ดังความสัมพันธ อัตราเร็วเฉลี่ย = ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได ชวงเวลาที่ใช ในชีวิตประจําวันแมวาอัตราเร็วเฉลี่ยจะมีประโยชนในการใชเปรียบเทียบวาสิ่งใดเคลื่อนที่ไดเร็วหรือชากวา กัน เชน อัตราเร็วเฉลี่ยของรถยนตสีแดงและสีขาวที่วิ่งในระยะทาง 1,000 เมตร เทากับ 20 และ 25 เมตรตอวินาที ตามลําดับ เราจะไมสามารถบอกไดวา รถยนตสีขาววิ่งเร็วกวาสีแดงทุกขณะตลอดเสนทางทั้งหมด ในบางขณะ รถยนตสีแดงอาจวิ่งเร็วกวารถยนตสีขาวก็ได เพียงแตเมื่อพิจารณาตลอดเสนทาง 1,000 เมตร รถยนตสีขาว ใชเวลานอยกวา จึงมีอัตราเร็วเฉลี่ยมากกวารถยนตสีแดง ในทางฟสิกสจึงมีปริมาณที่บอกถึงอัตราเร็วของวัตถุใน แตละขณะหรือ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง คือ อัตราเร็วขณะหนึ่ง (instantaneous speed) อัตราเร็วขณะหนึ่งเปนปริมาณที่พิจารณาอัตราเร็วเฉลี่ยในชวงเวลาที่สั้นมาก ๆ จนเกือบเปนศูนย เมื่อตองการ กลาวถึงอัตราเร็วขณะหนึ่ง สามารถกลาวเพียงแคอัตราเร็ว โดยไมมีคําวา ขณะหนึ่ง ก็เขาใจไดวาเปนอัตราเร็วขณะหนึ่ง แตหากตองการกลาวถึงอัตราเร็วเฉลี่ย เพื่อใหเกิดความชัดเจนควรจะตองระบุหรือบอกใหครบถวน การวัดอัตราเร็ว ขณะหนึ่งที่พบเห็นไดในชีวิตประจําวัน คือ มาตรวัดอัตราเร็วของยานพาหนะตาง ๆ H O T S (คําถามทาทายการคิดขั้นสูง) เมื่อเวลา 09.00 น. แมนออกเดินดวยอัตราเร็ว 3 กิโลเมตรตอชั่วโมง และอีก 2 ชั่วโมงตอมา ใหมเดิน ตามมาดวยอัตราเร็ว 5 กิโลเมตรตอชั่วโมง ที่เวลาเทาใด แมนและใหมจึงจะเดินทันกันพอดี แรงและการเคลื่อนที่ 35 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน ตามความ สมัครใจ จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุม รวมกันศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง อัตราเร็ว อัตราเร็วเฉลี่ย อัตราเร็วขณะหนึ่ง และวิธีการคํานวณหาอัตราเร็ว จากตัวอยาง ที่ 4.15-4.17 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือจากใบความรู เรื่อง อัตราเร็ว และความเร็ว 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมเขียนสรุป ความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 3. ครูถามคําถามทาทายการคิดขั้นสูง จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราเร็ว จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว ความเรง (https://www.twig-aksorn.com/ film/speed-velocity-acceleration-8287/) แนวตอบ H.O.T.S. แมนและใหมจะเดินทันกันที่เวลา 14.00 น. นักเรียนคนหนึ่งเดินจากจุด A ไป D ใชเวลา 2 วินาที อัตราเร็ว เฉลี่ยในการเดินของนักเรียนคนนี้มีคาเทาใด 1. 2.5 เมตรตอวินาที 2. 3.5 เมตรตอวินาที 3. 4.5 เมตรตอวินาที 4. 5.5 เมตรตอวินาที (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ v = s t = 4 + 2 + 5 m 2 s = 5.5 m/s ดังนั้น ตอบขอ 4.) A B C D 4 m 2 m 5 m นํา สอน สรุป ประเมิน T39