ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET พิจารณาภาพที่ 4.52 ที่ต�าแหน่ง A รถยนต์สีแดงก�าลังเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเท่ากับ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อเวลาผ่านไปรถยนต์สีแดงคันนี้เคลื่อนที่ไปถึงต�าแหน่ง B โดยที่ต�าแหน่ง B มาตรวัดอัตราเร็วบนหน้าปัดแสดง อัตราเร็วเท่ากับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กล่าวได้ว่า อัตราเร็วของรถยนต์สีแดง ณ ต�าแหน่งต่าง ๆ เป็นอัตราเร็ว ขณะหนึ่ง ซึ่งเป็นอัตราเร็วที่ปรากฏบนมาตรวัดอัตราเร็วในขณะนั้น และเมื่อก�าหนดให้ระยะทางจากต�าแหน่ง A ไป ยังต�าแหน่ง B ที่รถยนต์สีแดงเคลื่อนที่ได้ในช่วงเวลา 10.30-11.30 น. (1 ชั่วโมง) เท่ากับ 90 กิโลเมตร แสดงว่า รถยนต์สีแดงนี้เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วที่ไม่สม�่าเสมอตลอดระยะทางทั้งหมด ดังนั้น สามารถบอกได้ว่าอัตราเร็วเฉลี่ย ของการเคลื่อนที่ของรถยนต์คันนี้เท่ากับ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภาพที่ 4.52 อัตราเร็วของรถยนต์ที่เคลื่อนที่จากจุด A ไปยังจุด B ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ที่มา : คลังภาพ อจท. ตัวอยางที่ 4.15 เด็กชายสุรพลวิ่งเป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ 100 เมตร ใช้เวลา 30 วินาที จากนั้นวิ่งกลับมาทางทิศตะวันตกในเส้นทางเดิมอีก 40 เมตร ใช้เวลา 10 วินาที จงหา อัตราเร็วเฉลี่ยของเด็กชายสุรพล วิธีท�า ระยะทางทั้งหมดที่เด็กชายสุรพลวิ่งได้เท่ากับ 100 m + 40 m = 140 m ช่วงเวลาทั้งหมดที่ใช้เท่ากับ 30 s + 10 s = 40 s หาอัตราเร็วเฉลี่ยได้จากสมการ อัตราเร็วเฉลี่ย = ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ ช่วงเวลาที่ใช้ อัตราเร็วเฉลี่ย = 140 m40 s อัตราเร็วเฉลี่ย = 3.5 m/s ดังนั้น อัตราเร็วเฉลี่ยของเด็กชายสุรพลเท่ากับ 3.5 เมตรต่อวินาที 10.30 น. A 11.30 น. B 120 km/h 140 km/h 36 เกร็ดแนะครู ครูอาจใหนักเรียนทํากิจกรรมประกอบการเรียนการสอน โดยใหนักเรียน สังเกตการเคลื่อนที่ของวัตถุ วัดระยะทาง และเวลาที่ใชในการเคลื่อนที่ของ วัตถุ บันทึกผล และคํานวณอัตราสวนระหวางระยะทางกับเวลา จากนั้นครูและ นักเรียนจึงรวมกันอภิปรายกิจกรรมเพื่อใหไดขอสรุปวา อัตราสวนของระยะทาง (s) ตอเวลา (t) เรียกวา อัตราเร็ว (v) ซึ่งเปนปริมาณสเกลาร และมีความสัมพันธ ตามสมการ v = s t มีหนวยเปนเมตรตอวินาที ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอผลการศึกษา หนาชั้นเรียน โดยสุมออกมาเพียง 4 กลุม ซึ่งครูเปนคนเลือกวา จะใหกลุมไหนนําเสนอ เรื่องอะไร ตามหัวขอเรื่องดังตอไปนี้ • อัตราเร็ว (speed) • อัตราเร็วเฉลี่ย (average speed) • อัตราเร็วขณะหนึ่ง (instantaneous speed) • วิธีการคํานวณหาอัตราเร็วจากตัวอยางที่ 4.15-4.17 2. ขณะที่นักเรียนแตละกลุมนําเสนอ ครูอาจ เสนอแนะหรือแทรกขอมูลเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ใหนักเรียนทุกคนไดมีความเขาใจที่ถูกตอง มากยิ่งขึ้น ประเสริฐเดินไปทางทิศเหนือ 0.5 เมตร และเดินตอไปทางทิศ ตะวันออก 1 เมตร ใชเวลาทั้งหมด 3 วินาที อัตราเร็วเฉลี่ยในการ เดินของประเสริฐมีคาเทาใด 1. 0.1 เมตรตอวินาที 2. 0.5 เมตรตอวินาที 3. 0.7 เมตรตอวินาที 4. 0.9 เมตรตอวินาที (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ v = s t = 0.5 + 1 m 3 s = 0.5 m/s อัตราเร็วเฉลี่ยในการเดินของประเสริฐมีคาเทากับ 0.5 เมตรตอ วินาที ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T40
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ตัวอย่างที่ 4.17 รถไฟฟาขบวนหนึ่งออกจากสถานีตนทางเมื่อเวลา 11.00 น. เขาเทียบทาสถานีถัดไป ณ เวลา 11.05 น. ซึ่งรถไฟฟาขบวนนี้วิ่งดวยอัตราเร็วเฉลี่ย 50 เมตรตอวินาที ระยะทางระหวางสถานี ตนทางกับสถานีถัดไปเปนเทาใด วิธีทํา จากสมการ v = s t 50 m/s = s 5 × 60 s s = 50 m/s × 5 × 60 s s = 15,000 m ดังนั้น สถานีถัดไปอยูหางจากสถานีตนทาง 15,000 เมตร หรือ 15 กิโลเมตร ภาพที่ 4.53 การแขงขันปนจักรยานระยะทาง 20 กิโลเมตร ที่มา : คลังภาพ อจท. สถานีตนทาง 11.00 น. สถานีถัดไป 11.05 น. ภาพที่ 4.54 รถไฟฟาเคลื่อนที่ออกจากสถานีตนทางไปยังสถานีถัดไป ที่มา : คลังภาพ อจท. 5 กิโลเมตร 5.5 กิโลเมตร 5.8 กิโลเมตร 6.5 กิโลเมตร 2 2 1 1 3 3 4 4 ตัวอย่างที่ 4.16 ในการแขงขันปนจักรยานระยะทาง 20 กิโลเมตร เมื่อเวลาผานไปครึ่งชั่วโมง นักปนจักรยาน ปนจักรยานไปไดระยะทางที่แตกตางกัน ดังภาพที่ 4.53 นักปนจักรยานหมายเลข 1 - 4 ปนจักรยานดวยอัตราเร็วเฉลี่ยเทาใด ตามลําดับ วิธีทํา หมายเลข : v = s t = 5,000 m 30 × 60 s = 2.78 m/s หมายเลข : v = s t = 5,500 m 30 × 60 s = 3.06 m/s หมายเลข : v = s t = 5,800 m 30 × 60 s = 3.22 m/s หมายเลข : v = s t = 6,500 m 30 × 60 s = 3.61 m/s ดังนั้น นักปนจักรยานหมายเลข 1 2 3 และ 4 มีอัตราเร็วเฉลี่ยเทากับ 2.78 เมตรตอวินาที 3.06 เมตรตอวินาที 3.22 เมตรตอวินาที และ 3.61 เมตรตอวินาที ตามลําดับ แรงและการเคลื่อนที่ 37 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 3. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบวา “เปนไปไดหรือไมวา รถยนตคันหนึ่งที่เคลื่อนที่ ดวยอัตราเร็วเฉลี่ยเทากับ 10 เมตรตอวินาที จะมีอัตราเร็วขณะหนึ่งเทากับ 10 เมตรตอ วินาที และคาทั้งสองแตกตางกันอยางไร” (แนวตอบ เปนไปได เนื่องจากอัตราเร็วเฉลี่ย คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไดทั้งหมดตอชวง เวลาทั้งหมด สวนอัตราเร็วขณะใดขณะหนึ่ง คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได ณ ชวงเวลานั้น ดังนั้น อัตราเร็ว ณ ชวงเวลาหนึ่งอาจเทากับ อัตราเร็วเฉลี่ยที่วัตถุเคลื่อนที่) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเร็ว จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว ความเรง (https://www.twig-aksorn.com/ film/speed-velocity-acceleration-8287/) ยีนขับรถยนตจากบริษัทแหงหนึ่งไปเที่ยวสวนสัตว ดวยอัตราเร็ว เฉลี่ย 80 กิโลเมตรตอชั่วโมง เมื่อขับรถไปได 2 ชั่วโมง ยีนจอดรถ ที่ปมนํ้ามันแหงหนึ่ง อยากทราบวา ปมนํ้ามันแหงนี้อยูหางจาก บริษัทกี่กิโลเมตร 1. 120 กิโลเมตร 2. 140 กิโลเมตร 3. 160 กิโลเมตร 4. 180 กิโลเมตร (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ v = s t s = vt = 80 × 2 = 160 km ปมนํ้ามันแหงนี้อยูหางจากบริษัท 160 กิโลเมตร ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T41
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศเหนือ 2.3 ความเร็ว ความเร็ว (velocity) คือ การกระจัดที่เปลี่ยนแปลงในหนึ่งหน่วยเวลา เป็นปริมาณเวกเตอร์ เขียนแทนด้วย สัญลักษณ์ v ซึ่งความเร็วมีทิศทางเดียวกับทิศของการกระจัด มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที (m/s) ซึ่งเขียนสมการได้ ดังนี้ จากภาพที่ 4.55 รถบรรทุกคันหนึ่งแล่นไปทางทิศตะวันตกจากจุด A ไปจุด B เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร และแล่นไปทางทิศใต้จากจุด B ไป จุด C เป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร จากนั้นแล่นไปทางทิศตะวันตกจากจุด C ไปจุด D เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร ได้การกระจัดเท่ากับ 10 กิโลเมตร โดยปกติแล้วความเร็วในการเคลื่อนที่วัตถุอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา จึงนิยมบอกความเร็วของวัตถุเป็น ความเร็วเฉลี่ย (average velocity) ซึ่งหาได้จากอัตราส่วนระหว่างการกระจัดกับช่วงเวลาที่ใช้ ดังนั้น รถบรรทุก คันนี้มีความเร็วเฉลี่ยเท่ากับ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 2.78 เมตรต่อวินาที ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ภาพที่ 4.55 ความเร็วของรถบรรทุกที่เคลื่อนที่จากจุด A ไปยังจุด D ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ที่มา : คลังภาพ อจท. ความเร็วกับอัตราเร็ว จะมีขนาดเท่ากันได้ หรือไม่ เพราะเหตุใด B D C A 6 km 8 km s s 2 = a2 + b 2 s = a2 + b 2 s = 62 + 82 s = 36+ 64 s = 100 s = 10 กิโลเมตร v = s t v คือ ความเร็ว มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที (m/s) s คือ การกระจัด มีหน่วยเป็น เมตร (m) t คือ เวลา มีหน่วยเป็น วินาที (s) D C B A 11.30 น. 10.30 น. 38 4 km 6 km 4 km ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน ตามความ สมัครใจ จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกัน ศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง ความเร็ว ความเร็วเฉลี่ย และวิธีการคํานวณหา ความเร็ว จากตัวอยางที่ 4.18 จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือจากใบความรู เรื่อง อัตราเร็วและความเร็ว 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมเขียนสรุป ความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอผลการศึกษา หนาชั้นเรียน โดยสุมออกมาเพียง 3 กลุม ซึ่งครูเปนคนเลือกวา จะใหกลุมไหนนําเสนอ เรื่องอะไร ตามหัวขอเรื่องดังตอไปนี้ • ความเร็ว (velocity) • ความเร็วเฉลี่ย (average velocity) • วิธีการคํานวณหาความเร็วจากตัวอยางที่ 4.18 2. ขณะที่นักเรียนแตละกลุมนําเสนอ ครูอาจ เสนอแนะหรือแทรกขอมูลเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ใหนักเรียนทุกคนไดมีความเขาใจที่ถูกตอง มากยิ่งขึ้น นํ้าผึ้งเดินเร็วจากตําแหนง A B C D ใชเวลา 6 นาที ความเร็วในการเดินของนํ้าผึ้งมีคาเทาใด ในหนวยเมตรตอวินาที 1. 1 2 เมตรตอวินาที 2. 1 3 เมตรตอวินาที 3. 2 3 เมตรตอวินาที 4. 3 2 เมตรตอวินาที (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ v = s t = 120 m 6 × 60 s = 1 3 m/s ดังนั้น ตอบขอ 2.) A 50 30 80 120 B C D นํา สอน สรุป ประเมิน T42
ตัวอย่างที่ 4.18 ก�าหนดให้การเดินทางจากบ้านไปสนามฟุตบอลมี 2 เส้นทาง ดังภาพที่ 4.56 โดยทั้ง 2 เส้นทาง ใช้เวลาเท่ากัน คือ 300 วินาที จงหาอัตราเร็วในการเดินทางด้วยรถยนต์ และความเร็วในการ เดินทางจากบ้านไปสนามฟุตบอล วิธีทํา อัตราเร็วในการเดินทางด้วยรถยนต์ = ระยะทางทั้งหมด เวลาทั้งหมด = 2,400 m300 s = 8 m/s ความเร็วในการเดินทางจากบ้านไปยังสนามฟุตบอล = การกระจัด เวลาทั้งหมด = 600 m300 s = 2 m/s ดังนั้น อัตราเร็วในการเดินทางด้วยรถยนต์มีค่าเท่ากับ 8 เมตรต่อวินาที และความเร็วในการเดินทางจากบ้าน ไปยังสนามฟุตบอลมีค่าเท่ากับ 2 เมตรต่อวินาที ในทิศทางตะวันออก Topic Question คําชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 1. อัตราเร็วกับความเร็วแตกต่างกันอย่างไร 2. ครูดาวเดินทางจากโรงเรียนไปโรงพยาบาลโดยผ่านตลาด ดังภาพที่ 4.57 จงหาระยะทางและการกระจัดของครูดาว 3. เด็กหญิง A วิ่งกลับบ้านจากโรงเรียนไปทางทิศตะวันออก 50 เมตร และวิ่งวนกลับไปทางทิศตะวันตก 20 เมตร เพื่อแวะร้านไอศกรีม จากนั้นวิ่งกลับไปทางทิศตะวันออกอีก 30 เมตร เด็กหญิง A ใช้ระยะ เวลาเดินทางจากโรงเรียนถึงบ้าน 2 นาที จงหาความเร็วเฉลี่ย ในการวิ่งของเด็กหญิง A ภาพที่ 4.57 เส้นทางจากโรงเรียนไปโรงพยาบาล ที่มา : คลังภาพ อจท. lettuce 20p lettuce 20p โรงพยาบาล 400 m 300 m ตลาด โรงเรียน lettuce 20p ภาพที่ 4.56 เส้นทางจากบ้านไปสนามฟุตบอล ที่มา : คลังภาพ อจท. เส้นทาง A 2,400 เมตร เส้นทาง B 600 เมตร N S W E แรงและการเคลื่อนที่ 39 ขั้นสอน อธิบายความรู 3. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบวา “ความเร็ว กับอัตราเร็วจะมีขนาดเทากันไดหรือไม เพราะเหตุใด” (แนวตอบ เทากันได หากในหนึ่งหนวยเวลา ระยะทางกับการกระจัดมีขนาดเทากัน) ขยายความเขาใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง การเคลื่อนที่ของวัตถุ และใหความรู เพิ่มเติมจากคําถามของนักเรียน โดยครู ใช PowerPoint เรื่อง การเคลื่อนที่ของวัตถุ ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําใบงาน เรื่อง อัตราเร็วและ ความเร็ว จากนั้นครูสุมนักเรียน 4 คน ออกมา เฉลยใบงานหนาชั้นเรียน โดยใหเพื่อน ในชั้นเรียนรวมกันพิจารณาวาคําตอบถูกตอง หรือไม จากนั้นครูเฉลยคําตอบที่ถูกตอง ใหนักเรียน 3. นักเรียนทํา Topic Question เรื่อง การเคลื่อนที่ ของวัตถุ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง การ เคลื่อนที่ของวัตถุ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้ ความเรง คือ ความเร็วที่เปลี่ยนไปใน หนึ่งหนวยเวลา เปนปริมาณเวกเตอร เขียนแทนดวยสัญลักษณ a มีหนวย เปน m/s2 เมื่อวัตถุมีความเรงในชวงเวลาหนึ่ง ความเร็วจะเปลี่ยนแปลงไป โดยความเรงอาจมีคาเปนบวกหรือเปนลบก็ได มักเรียกความเรงที่เปนบวกวา ความเรง (+a) และเรียกความเรงที่เปนลบวา ความหนวง (-a) แนวตอบ Topic Question 1. ความเร็วเปนอัตราสวนระหวางการกระจัดตอเวลา เปนปริมาณ เวกเตอรที่มีทั้งขนาดและทิศทาง สวนอัตราเร็วเปนอัตราสวนระหวาง ระยะทางตอเวลา เปนปริมาณสเกลารที่มีเพียงขนาด 2. ระยะทางมีขนาด 700 เมตร และการกระจัดมีขนาด 500 เมตร 3. 0.5 เมตรตอวินาที นํา สอน สรุป ประเมิน T43
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET วัสดุอุปกรณ์ 1. ตุ๊กตาพลาสติกขนาดเล็ก 2. ปากกา 3. กรรไกร 4. หนังยาง 5. เทปใส 6. ถุงพลาสติก 7. เครื่องเจาะกระดาษ 8. เชือกหรือไหมญี่ปุ่น วิธีท�ำ 1. ใช้จานวางทาบถุงพลาสติก และใช้ปากกาขีดเส้นขอบเป็นวงกลม แล้วใช้กรรไกรตัดถุงพลาสติกตามเส้นที่ก�ากับไว้ 2. ใช้ปากกาก�าหนดจุด 4 จุด แล้วน�าเทปใสมาติดจุดที่ก�าหนด ก่อนน�าเครื่องเจาะกระดาษมาเจาะรูตรงบริเวณที่ก�ากับไว้ 3. น�าเชือกหรือไหมญี่ปุ่นมาตัดแบ่งให้มีความยาวที่พอเหมาะ จ�านวนเท่ากัน 4 เส้น 4. น�าเชือกหรือไหมญี่ปุ่นมาผูกกับรูที่เจาะทั้ง 4 รู แล้วผูกรวมกันตรงกลางร่มชูชีพ 5. น�าตุ๊กตามาผูกกับเชือกหรือไหมญี่ปุ่น และน�าไปปล่อยจากที่สูง แล้วสังเกตการเคลื่อนที่ของร่มชูชีพ ภาพที่ 4.58 ร่มชูชีพพยุงตุ๊กตา ที่มา : https://jmcrempsblog.com ภาพที่ 4.59 ใช้จานวางทาบถุงพลาสติก ที่มา : https://jmcrempsblog.com ภาพที่ 4.60 เจาะรูบริเวณที่ก�ากับไว้ ที่มา : https://jmcrempsblog.com ภาพที่ 4.61 ใช้เชือกผูกบริเวณที่เจาะรู ที่มา : https://jmcrempsblog.com ScienceActivity ร่มชูชีพพยุงตุ๊กตา F u n หลักกำรทำงวิทยำศำสตร์ ตุ๊กตาที่ตกจากที่สูงจะมีแรงโน้มถ่วงฉุดให้ตกลงมาด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากร่มชูชีพที่กางออกท�าให้อากาศต้าน การเคลื่อนที่ ซึ่งมีทิศทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงและทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ ส่งผลให้การเคลื่อนที่ของตุ๊กตาช้าลง 40 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. นักเรียนแบงกลุม โดยครูเตรียมสลากหมายเลข กลุม 1-5 จากนั้นใหนักเรียนแตละคนออกมา หยิบสลาก ซึ่งนักเรียนที่ไดหมายเลขเดียวกัน จะอยูกลุมเดียวกัน แตละกลุมจะมีสมาชิก ภายในกลุม 5 คน 2. ครูแจงจุดประสงคของกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รมชูชีพพยุงตุกตา ใหนักเรียน ทราบ เพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ ถูกตอง จากนั้นใหสมาชิกภายกลุมจัดเตรียม วัสดุอุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รมชูชีพพยุงตุกตา จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. สมาชิกภายในกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รมชูชีพพยุงตุกตา ตามขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประดิษฐรมชูชีพ จาก YouTube เรื่อง รมชูชีพประดิษฐ (https://www.youtube.com/watch?v=_EwlClpYMhU) เด็กชายเฟรสถีบจักรยานวนรอบเปนวงกลม ดังภาพ ถาเด็กชายเฟรสถีบจักรยานวนรอบตําแหนง A ครบ 5 รอบ ใชเวลา 3 นาที ความเร็วของการถีบจักรยานของเด็กชายเฟรสมีคา กี่เมตรตอวินาที 1. 0 เมตรตอวินาที 2. 1 เมตรตอวินาที 3. 2 เมตรตอวินาที 4. 3 เมตรตอวินาที (วิเคราะหคําตอบ การกระจัดมีคาเทากับ 0 เนื่องจากตําแหนง เริ่มตนกับตําแหนงสุดทายเปนตําแหนงเดียวกัน ความเร็วของการ ถีบจักรยานของเด็กชายเฟรสจึงมีคาเทากับ 0 ดังนั้น ตอบขอ 1.) A นํา สอน สรุป ประเมิน T44
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET Science in Real Life รถไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจ�าวันของเรา ซึ่งช่วยให้การคมนาคมสะดวกและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ รถไฟฟ้ายังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด และช่วยลด ปัญหามลพิษทางอากาศได้ด้วย ในหลายประเทศจึงมี การสร้างและพัฒนาระบบของรถไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในประเทศ รถไฟแมกเลฟ (Maglev) ภาพที่ 4.62 รถไฟฟ้า BTS ใช้แรงดันไฟฟ้า ให้ล้อเคลื่อนที่ไปตามราง รถไฟ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.63 รถไฟแมกเลฟใช้แรงยกตัวของ แม่เหล็กไฟฟ้าให้ตัวรถไฟลอยและเคลื่อนที่ ไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ที่มา : https://commons.wikimedia.org ภาพที่ 4.64 โครงสร้างของรถไฟแมกเลฟ ที่มา : https://commons.wikimedia.org รถไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น�าเอาแรงดันไฟฟ้ามาขับเคลื่อนยาน พาหนะให้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แต่เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีทาง ระบบการขนส่งเจริญก้าวหน้าไปอย่างมากบางประเทศจึงเริ่มใช้รถไฟแมกเลฟ (magnetic levitation train) คือมีการใช้ไฟฟ้าเหนี่ยวน�าให้เกิดสนามแม่เหล็ก มายกตัวรถไฟให้ลอยอยู่บนราง โดยอาศัยหลักการของการดึงดูดกันของ แม่เหล็กต่างขั้ว และการผลักกันของแม่เหล็กขั้วเดียวกันจากชุดแผงขดลวด เล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณรางทั้งสองข้างและใช้กระแสไฟฟ้าสลับเพื่อเปลี่ยนขั้วสนาม แม่เหล็กให้ผลักและดึงรถไฟไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา S S N S S S S NN N N N N S S S S S N N N N N S N N SS S S N S S S S NN N N N N S S S S S N N N N N S N N SS แผงรางมีขั้วแม่เหล็กตรงข้ามกับ แผงที่ติดตั้งบนรถ แผงรางที่อยู่ด้านล่างจะมีขั้ว แม่เหล็กเดียวกับแผงที่ติดกับ ตัวรถ เพื่อท�าให้เกิดแรงผลักเสริม แรงและการเคลื่อนที่ 41 ขั้นสอน อธิบายความรู 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รมชูชีพพยุงตุกตา หนาชั้นเรียน ในระหวาง ที่นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลการปฏิบัติ กิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รมชูชีพ พยุงตุกตาวา “แรงโนมถวงดึงดูดใหตุกตา ตกจากที่สูงดวยความเร็วเพิ่มขึ้น แตเมื่อรม ชูชีพกางจะตานอากาศในทิศตรงขามกับการ เคลื่อนที่ของตุกตา ทําใหการเคลื่อนที่ของ ตุกตาชาลง” 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เกี่ยวกับแรงแมเหล็ก จาก Science in Real Life เรื่อง รถไฟแมกเลฟ จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นครูอธิบาย เพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา “ในปจจุบัน เทคโนโลยีมีความกาวหนามากขึ้น จึงมีการ ประยุกตนําเอาแรงแมเหล็กไฟฟามาใชกับ รถไฟฟา ทําใหรถไฟฟาในบางประเทศเคลื่อนที่ โดยไมใชราง” ขอใดเปนแรงกระทําที่เกิดจากแทงแมเหล็ก 1. แรงดูดและแรงดึง 2. แรงดูดและแรงตาน 3. แรงดูดและแรงผลัก 4. แรงดันและแรงตาน (วิเคราะหคําตอบ แรงแมเหล็กที่เกิดจากแมเหล็กขั้วตางกัน คือ แรงดึงดูด สวนแรงแมเหล็กที่เกิดจากขั้วแมเหล็กเดียวกัน คือ แรงผลัก ดังนั้น ตอบขอ 3.) สนามแมเหล็ก www.aksorn.com/interactive3D/RK842 สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมจาก QR Code เรื่อง สนามแมเหล็ก เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเหนี่ยวนํายิ่งยวดวา เปนวัสดุที่มี ประสิทธิภาพในการนํากระแสไฟฟาตรงได เนื่องจากไมมีการสูญเสียพลังงาน ความรอนที่เกิดจากการตานทาน ในปจจุบันมีการนําตัวนํายิ่งยวดมาใชในงาน หลายๆ ดาน รถไฟแมกเลฟ ในประเทศญี่ปุน ทําใหรถไฟลอยขึ้นจากราง เปนการลดแรงเสียดทาน ทําใหรถไฟวิ่งไดเร็วมาก นอกจากนี้ ในทางการแพทย มีการนําตัวนํายิ่งยวดมาใชในเครื่องมือ MRI เพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นภายในรางกาย มนุษย นํา สอน สรุป ประเมิน T45
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 4 Summary แรงเปนปริมาณเวกเตอรที่มีขนาดและทิศทาง มีหนวยเปน นิวตัน (N) การหาแรงลัพธ ทําไดโดยวิธีหางตอหัว โมเมนตของแรง คือ ปริมาณที่บอกถึงความสามารถของแรงที่ ทําใหวัตถุหมุนรอบจุดหมุนหรือแกนใด ๆ โดยคาของโมเมนต หาไดจาก M = Fl เมื่อวัตถุอยูในสมดุลตอการหมุน ผลรวมของโมเมนตทวนเข็ม นาฬกาเทากับผลรวมของโมเมนตตามเข็มนาฬกา เขียนแทน ดวยสมการ ΣMทวน = ΣMตาม แรงยอยกระทําตอวัตถุไปในทิศทางเดียวกัน แรงยอยกระทําตอวัตถุในทิศทางตรงขามกัน F1 F1 Fลัพธ = F1 + F2 Fลัพธ = F1 + (-F2) F2 F2 ภาพที่ 4.67 โมเมนตของแรง ที่มา : คลังภาพ อจท. M1 จุดหมุน F1 F2 ภาพที่ 4.65 แรงเสียดทานระหวางกลองไม กับพื้น ที่มา : คลังภาพ อจท. แรงเสียดทาน แรงที่เกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของวัตถุ เพื่อตานความพยายามในการเคลื่อนที่ของวัตถุ แรงเสียดทานมี 2 ประเภท คือ 1. แรงเสียดทานสถิต เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุอยูนิ่งหรือกําลังจะเริ่มเคลื่อนที่ 2. แรงเสียดทานจลน เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุกําลังเคลื่อนที่ fs,max = μs N fk = μkN โมเมนตของแรง ภาพที่ 4.66 แรงที่ของเหลวกระทําตอวัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท. แรงดันในของเหลว เมื่อวัตถุอยูในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวกระทําตอวัตถุในทุกทิศทางโดยแรงที่ ของเหลวกระทําตั้งฉากกับผิวของวัตถุตอหนึ่งหนวยพื้นที่ เรียกวา ความดันของ ของเหลว P = F A แรงพยุง แรงเนื่องจากของเหลวกระทําตอวัตถุที่อยูในของเหลวซึ่งมีทิศขึ้นในแนวดิ่ง ขนาดของ แรงพยุงมีคาเทากับขนาดของนํ้าหนักของของเหลวที่ถูกวัตถุแทนที่ FB = ρVg h M2 ทิศทางการเคลื่อนที่ของกลองไม F f W N ผิวสัมผัส กลอง พื้น f แรงและการเคลื่อนที่ 42 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเอง จากกรอบ Self Check เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 2. ครูมอบหมายใหนักเรียนทํา Unit Question เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยทําลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนของหนวย การเรียนรูที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเปน การวัดความรูหลังเรียนของนักเรียน 4. นักเรียนแตละคนนําความรูที่ไดจากการเรียน ของหนวยการเรียนรูที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ มาเขียนสรุปเปนผังมโนทัศนลงในกระดาษ A4 พรอมตกแตงใหสวยงาม ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับการ เคลื่อนที่ของวัตถุ ซึ่งควรไดขอสรุปรวมกันวา “การเคลื่อนที่เปนการเปลี่ยนตําแหนงของวัตถุใน ชวงเวลาหนึ่งเทียบกับตําแหนงอางอิง โดยมีทั้ง ปริมาณสเกลารและปริมาณเวกเตอรมาเกี่ยวของ โดยปริมาณสเกลาร เปนปริมาณที่บอกขนาด เพียงอยางเดียว ตัวอยางเชน เวลา ระยะทาง สวนปริมาณเวกเตอร เปนปริมาณที่บอกทั้งขนาด และทิศทาง ตัวอยางเชน การกระจัด ความเร็ว แรง” คานเบาสมํ่าเสมอ AB มีจุดหมุน และแขวนนํ้าหนักที่ B 150 นิวตัน ดังภาพ จะตองแขวนนํ้าหนัก F ที่ A กี่นิวตันคานจึงจะสมดุล 1. 50 นิวตัน 2. 100 นิวตัน 3. 150 นิวตัน 4. 200 นิวตัน (วิเคราะหคําตอบ คานจะสมดุลก็ตอเมื่อคานอยูในสภาพสมดุล จากสมการ ΣMทวน = ΣMตาม F1 l 1 = F2 l 2 F1 × 0.3 = 150 × 0.2 F1 = 150 × 0.2 0.3 = 100 N ดังนั้น ตอบขอ 2.) 50 cm 30 cm A F B 20 cm 150 N นํา สอน สรุป ประเมิน T46
+ + +- +- - +- - + - การเคลื่อนที่ สนามของแรง • สนามโนมถวง เมื่อมีแรงโนมถวงกระทําตอวัตถุในทิศทางพุงเขาหาวัตถุที่เปนแหลงของสนามโนมถวง สงผลใหวัตถุตกจาก ที่สูงลงมาสูที่ตํ่า • สนามไฟฟา • สนามแมเหล็ก ภาพที่ 4.68 ประจุชนิดเดียวกันเกิดแรงผลัก ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.70 แมเหล็กขั้วเดียวกันจะเกิดแรงผลัก ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.71 แมเหล็กขั้วตางกันจะเกิดแรงดึงดูด ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.72 ระยะทางกับการกระจัด ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.69 ประจุตางชนิดกันเกิดแรงดึงดูด ที่มา : คลังภาพ อจท. ถูก/ผิด ทบทวนที่หัวขอ 1. แรงมีเพียงขนาด แตไมมีทิศทาง 1. 2. แรงพยุงเกิดขึ้นตรงขามกับแรงโนมถวงเสมอ 1.2 3. สนามโนมถวงมีคาลดลงตามระดับความสูงที่วัดขึ้นไปจากผิวโลก 1.5 4. ขนาดของการกระจัดเทากับระยะทางของการเคลื่อนที่เสมอ 2. 5. ขนาดของความเร็วเฉลี่ยมีคามากกวาหรือเทากับอัตราเร็วเฉลี่ยเสมอ 2.2 บันทึกลงในสมุด Self Check ใหนักเรียนตรวจสอบความเขาใจ โดยพิจารณาขอความวาถูกหรือผิด แลวบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาวาขอความ ไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหาตามหัวขอที่กําหนดให ระยะทาง (s) เปนปริมาณสเกลารที่มีแตขนาด มีหนวยเปน เมตร โดยอัตราสวนระหวางระยะทางกับเวลา คือ อัตราเร็ว (v) มีหนวย เปน เมตรตอวินาที (m/s) การกระจัด ( s ) เปนปริมาณเวกเตอรที่มีทั้งขนาดและทิศทาง มีหนวยเปน เมตร โดยอัตราสวนระหวางการกระจัดกับเวลา คือ ความเร็ว (v ) มีหนวยเปน เมตรตอวินาที (m/s) S N N S S N S N แรงและการเคลื่อนที่ 43 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการเรียนรูที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อ ตรวจสอบความเขาใจหลังเรียนของนักเรียน 2. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 3. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจําตัว นักเรียน 4. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง อัตราเร็ว และความเร็ว 5. ครูตรวจ Topic Question เรื่อง การเคลื่อนที่ ของวัตถุ ในสมุดประจําตัวนักเรียน 6. ครูตรวจสอบผลการตรวจสอบความเขาใจของ ตนเองจากกรอบ Self Check เรื่อง แรงและ การเคลื่อนที่ ในสมุดประจําตัวนักเรียน 7. ครูตรวจสอบแบบฝกหัด เรื่อง การเคลื่อนที่ ของวัตถุ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 8. ครูประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รมชูชีพพยุงตุกตา 9. ครูตรวจแบบฝกหัด Unit Question เรื่อง แรง และการเคลื่อนที่ ในสมุดประจําตัวนักเรียน 10. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงาน/ผลงาน ผังมโนทัศน เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม และชิ้นงานผังมโนทัศน เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจาก แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม และแบบประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน (รวบยอด) ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 4 แนวตอบ Self Check 1. ผิด 2. ถูก 3. ถูก 4. ผิด 5. ถูก แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แบบประเมินผลงานแผนผังมโนทัศน์ ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงาน/ชิ้นงานของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 1 ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ก าหนด 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 ความคิดสร้างสรรค์ 4 ความเป็นระเบียบ รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............../................./................ เกณฑ์ประเมินแผนผังมโนทัศน์ ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ผลงานตรงกับ จุดประสงค์ที่ก าหนด ผลง านสอดคล้องกับ จุดประสงค์ทุกประเด็น ผลง านสอดคล้องกับ จุดประสงค์เป็นส่วนใหญ่ ผลง านสอดคล้องกับ จุดประสงค์บางประเด็น ผ ลง านไม่ ส อดคล้อง กับจุดประสงค์ 2. ผลงานมีความ ถูกต้องของเนื้อหา เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องเป็นบางประเด็น เนื้อหาสาระของผลงาน ไม่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ 3. ผลงานมีความคิด สร้างสรรค์ ผ ลง านแส ดงออกถึง คว า ม คิ ด ส ร้ าง ส ร ร ค์ แ ป ล ก ใ ห ม่ แ ล ะ เ ป็น ระบบ ผลงานมีแนวคิดแปลก ใหม่แต่ยังไม่เป็นระบบ ผลงานมีความน่าสนใจ แต่ยังไม่มีแนวคิดแปลก ใหม่ ผลงานไม่แสดงแนวคิด ใหม่ 4. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ ผ ลง า น มี ค ว า ม เ ป็ น ระเบียบแสดงออกถึง ความประณีต ผลงานส่วนใหญ่มีความ เป็น ร ะ เบี ยบ แ ต่ ยังมี ข้อบกพร่องเล็กน้อย ผ ลง า น มี ค ว า ม เ ป็ น ระเบียบแต่มีข้อบกพร่อง บางส่วน ผลงานส่วนใหญ่ไม่เป็น ร ะ เ บี ย บ แ ล ะ มี ข้ อ บกพร่องมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-16 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ ากว่า 7 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับฟัง คนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5-6 คน ตามความสมัครใจ รวมกันออกแบบของเลน 1 ชิ้น โดยใชความรูและหลักการทาง วิทยาศาสตร เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ โดยวัสดุที่นํามาใชควร มีความเหมาะสมและใชงานได จากนั้นสงตัวแทนกลุมออกมา นําเสนอชิ้นงานและอธิบายหลักการทํางานของของเลนที่สอดคลอง กับหลักการ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม 21st Century Skills นํา สอน สรุป ประเมิน T47
1. แรงเปนปริมาณประเภทใด 2. แรงมีผลทําใหวัตถุเปลี่ยนสภาพไปอยางไร 3. แรงลัพธคืออะไร และมีผลตอการเคลื่อนที่ของวัตถุอยางไร 4. จงเขียนแผนภาพแสดงการหาทิศทาง และคํานวณขนาดของแรงลัพธที่กําหนดให 4.1 กลองใบหนึ่งถูกผลักดวยแรง F1 = 3 N และ F2 = 4 N ในทิศทางขวา 4.2 กลองใบหนึ่งถูกดึงดวยแรง F1 = 2 N และ F2 = 4 N ในทิศทางซาย 4.3 กลองใบหนึ่งถูกดันดวยแรง F1 = 7 N ไปทางขวา และถูกดันดวยแรง F2 = 4 N ไปทางซาย 4.4 กลองใบหนึ่งถูกผลักดวยแรง F1 = 3 N และ F2 = 4 N ไปทางซายมือ และถูกผลักดวยแรง F3 = 5 N ไปทางขวามือ 4.5 กลองใบหนึ่งถูกดึงดวยแรง F1 = 2 N และ F2 = 4 N ไปทางซายมือ และถูกดึงดวยแรง F3 = 3 N และ F4 = 3 N ไปทางขวามือ 5. แรงเสียดทานคืออะไร และเกิดขึ้นไดอยางไร 6. จงยกตัวอยางแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันมาอยางนอย 3 ตัวอยาง พรอมเขียนแผนภาพแสดง ทิศทางของแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น 7. ปจจัยใดบางที่มีผลตอแรงเสียดทาน 8. แรงดันและแรงพยุงในของเหลวแตกตางกันอยางไร 9. จงยกตัวอยางเหตุการณที่เกี่ยวของกับแรงดันและแรงพยุงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน พรอมวาดภาพและแสดง ทิศทางของแรง 10. จงเขียนทิศทางของแรงที่มากระทําตอวัตถุในภาพ A และ B พรอมอธิบายความหนาแนนของวัตถุที่มีผลตอ ลักษณะการจมและการลอยของวัตถุในของเหลว Unit Question A B ภาพที่ 4.73 วัตถุที่จมและลอยอยูในของเหลว ที่มา : คลังภาพ อจท. คําชี้แจง : ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ 44 แนวตอบ Unit Question 1. แรงเปนปริมาณเวกเตอรที่มีทั้งขนาดและ ทิศทาง 2. ทําใหวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพการ เคลื่อนที่หรือรูปรางได ดังนี้ 1) ทําใหวัตถุที่อยูนิ่งเคลื่อนที่ 2) ทําใหวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลง ความเร็ว 3) ทําใหวัตถุเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ 4) ทําใหวัตถุเปลี่ยนแปลงรูปรางและขนาด 3. แรงลัพธ คือ ผลรวมของแรงที่มากระทําตอ วัตถุ ทําใหวัตถุเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับ แรงลัพธ 4. 4.1 F1 = 3 N F2 = 4 N แรงลัพธมีขนาดเทากับ 7 นิวตัน มีทิศทางไปทางขวามือ 4.2 F1 = 2 N F2 = 4 N แรงลัพธมีขนาดเทากับ 6 นิวตัน มีทิศทางไปทางซายมือ 4.3 F2 F = 4 N 1 = 7 N แรงลัพธมีขนาดเทากับ 3 นิวตัน มีทิศทางไปทางขวามือ 4.4 F3 = 5 N F1 = 3 N F2 = 4 N แรงลัพธมีขนาดเทากับ 2 นิวตัน มีทิศทางไปทางซายมือ 4.5 F1 = 2 N F4 = 3 N F3F2 = 4 N = 3 N แรงลัพธมีขนาดเทากับ 0 นิวตัน 5. แรงเสียดทาน คือ แรงตานการเคลื่อนที่ของวัตถุ ซึ่งเกิดขึ้นระหวาง ผิวสัมผัสของวัตถุ โดยมีทิศทางตรงขามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ 6. 1) ลอยางรถยนตกับถนน 2) ถีบจักรยาน ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ f 3) ใชเครื่องชั่งสปริงลากถุงทราย ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ f 7. ขนาดของแรงเสียดทานจะมากหรือนอยขึ้นอยูกับขนาดของแรง ปฏิกิริยาตั้งฉากระหวางผิวสัมผัสและลักษณะผิวสัมผัส 8. วัตถุที่อยูในของเหลวจะมีแรงดันในของเหลวจะกระทําตอวัตถุ ทุกทิศทาง ซึ่งแรงดันที่กระทําตอวัตถุในของเหลวในแนวระนาบที่ระดับ เดียวกันมีขนาดเทากัน แรงลัพธในแนวระดับมีคาเทากับศูนย แตถา แรงดันที่กระทําตอวัตถุดานลางมีคามากกวาดานบน แรงลัพธในแนวดิ่ง จะมีคาไมเทากับศูนย เรียกแรงลัพธในแนวดิ่งนี้วา แรงพยุง f นํา สอน สรุป ประเมิน T48
11. เตและแอมนั่งเลนไมกระดกกัน เตมีนํ้าหนัก 600 นิวตัน นั่งบนไมกระดกหางจากจุดหมุน 2 เมตร หากแอม มีนํ้าหนัก 500 นิวตัน แอมตองนั่งหางจากจุดหมุนเทาใด จึงจะทําใหไมกระดกอยูในสภาพสมดุล 12. พิจารณาโมเมนตของแรงที่วัตถุ A B และ C กระทําตอคาน ดังภาพที่ 4.74 13. สนามโนมถวงและสนามไฟฟาแตกตางกันอยางไร 14. จินเดินไปบานเฟรส โดยออกจากบานที่จุด A แลวตองผานโรงเรียนที่จุด B หลังจากนั้นเดินไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะถึงบานเฟรสที่จุด C จงหา 14.1 ระยะทางในการเดินทางเปนเทาใด 14.2 การกระจัดในการเดินทางเปนเทาใด 15. ชายคนหนึ่งเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงตัว ในชวงที่ 1 ไดระยะทาง 200 เมตร ในเวลา 50 วินาที เมื่อเขาสูชวง ที่ 2 จึงเปลี่ยนอัตราเร็วจากชวงที่ 1 ทําใหเคลื่อนที่ไดระยะทาง 800 เมตร ในเวลา 50 วินาที จงตอบคําถาม ตอไปนี้ 15.1 อัตราเร็วในชวงที่ 1 และ 2 เปนเทาใด 15.2 อัตราเร็วเฉลี่ยของชายคนนี้เปนเทาใด ภาพที่ 4.74 วัตถุที่กระทําตอคานสมํ่าเสมอ ที่มา : คลังภาพ อจท. 40 N 10 cm 40 cm 50 cm 80 N 80 N A B C 12.1 โมเมนตที่วัตถุ B กระทําตอคานมีคาเทาใด 12.2 โมเมนตที่วัตถุ C กระทําตอคานมีคาเทาใด 12.3 จากภาพที่ 4.74 ถาคานอยูในสภาพไมสมดุล จะตองแขวนวัตถุ A ใหมีระยะหางจากจุดหมุน ไปทางซายมือเปนระยะเทาใด จึงจะทําใหคาน อยูในสภาพสมดุล ภาพที่ 4.75 เสนทางจากบานจินไปบานเฟรส ที่มา : คลังภาพ อจท. A B C 400 m 300 m แรงและการเคลื่อนที่ 45 9. ตัวอยางเชน เรือดํานํ้าจะมีแรงดันนํ้ามากระทํา ทุกทิศทาง แตเนื่องจากมีแรงลัพธในแนวดิ่ง หรือแรงพยุงมากระทํากับเรือดํานํ้า ทําให เรือดํานํ้าสามารถลอยอยูในทะเลได 12.2 จากสมการ M = Fl M = 80 × 0.50 M = 40 N m ดังนั้น โมเมนตที่วัตถุ C กระทําตอคานมีคาเทากับ 40 นิวตัน เมตร 12.3 จากสมการ ΣMทวน = ΣMตาม F1 l 1 + F2 l 2 = F3 l 3 (40 × l1 ) + (80 × 0.40) = 80 × 0.50 40l1 + 32 = 40 40l1 = 40 - 32 l1 = 8 40 l1 = 0.20 m ดังนั้น ตองแขวนวัตถุ A หางจากจุดหมุน 0.20 เมตร หรือ 20 เซนติเมตร จึงจะทําใหคานอยูในสภาพสมดุล 13. สนามโนมถวงทําใหเกิดแรงโนมถวงกระทําตอวัตถุที่มีมวล แรงโนมถวง เปนแรงดึงดูด สวนสนามไฟฟาทําใหเกิดแรงไฟฟากระทําตอวัตถุที่มี ประจุไฟฟา แรงไฟฟามีทั้งแรงดึงดูดและแรงผลัก 14. 14.1 ระยะทางจากจุด A ไป C มีคาเทากับ 400 + 300 = 700 เมตร 14.2 การกระจัดจากจุด A ไป C มีคาเทากับ (400)2 + (300)2 = 500 เมตร 15. 15.1 อัตราเร็วในชวงที่ 1; v1 = s t = 200 50 = 4 เมตรตอวินาที อัตราเร็วในชวงที่ 2; v2 = s t = 800 50 = 16 เมตรตอวินาที 15.2 อัตราเร็วเฉลี่ย; v = Σs Σt = 200+ 800 50+ 50 = 1000 100 = 10 เมตรตอวินาที 10. วัตถุ A มีความหนาแนนเทากับความหนาแนน ของของเหลว วัตถุ B มีความหนาแนนมากกวาความ หนาแนนของของเหลว 11. จากสมการ ΣMทวน = ΣMตาม F1 l 1 = F2 l 2 600 × 2 = 500 × l2 l2 = 600 × 2 500 l2 = 2.4 m ดังนั้น แอมตองนั่งหางจากจุดหมุน 2.4 เมตร จึงจะทําใหไมกระดกอยูในสภาพสมดุล 12. 12.1 จากสมการ M = Fl M = 80 × 0.40 M = 32 N m ดังนั้น โมเมนตที่วัตถุ B กระทําตอคาน มีคาเทากับ 32 นิวตัน เมตร W B FB W A FB FB W นํา สอน สรุป ประเมิน T49
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 1 งานและก�ำลัง 2 ชั่วโมง - แบบทดสอบ ก่อนเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - QR Code - บัตรภาพ - PowerPoint 1. อธิบายความหมายของงานและ ก�ำลังในทางวิทยาศาสตร์ได้(K) 2. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง งานกับก�ำลังได้(K) 3. วิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับ งานและก�ำลังได้(P) 4. ค�ำนวณหาปริมาณต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับงานและก�ำลังได้ (P) 5. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความ มุ่งมั่นในการท�ำงาน (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ ก่อนเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจใบงาน เรื่อง งาน - ตรวจใบงาน เรื่อง ก�ำลัง - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - ทักษะการเชื่อมโยง - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 2 เครื่องกล อย่างง่าย 3 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบงาน - บัตรภาพ - PowerPoint 1. อธิบายหลักการท�ำงานของ เครื่องกลอย่างง่ายได้(K) 2. บอกประโยชน์ของเครื่องกล อย่างง่ายและประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ�ำวันได้(P) 3. วิเคราะห์หลักการท�ำงานของ เครื่องกลอย่างง่ายจากข้อมูล ที่รวบรวมได้(P) 4. ตระหนัักถึึงประโยชน์์และนำำ หลัักการของเครื่่องกลอรื่่ย่่างง่่าย มาประยุุกต์์ใช้้ในชีีวิิตประจำำวั ัน ได้้(A แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Topic Question - ตรวจใบงาน เรื่อง เครื่องกลอย่างง่าย - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการค�ำนวณ - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 3 พลังงาน 3 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - บัตรภาพ - PowerPoint 1. อธิบายความหมายของ พลังงานจลน์และพลังงานศักย์ โน้มถ่วงได้(K) 2. อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อพลังงาน จลน์และพลังงานศักย์โน้มถ่วง ได้(K) 3. เปรียบเทียบพลังงานสะสม ในวัตถุที่มีมวลและความสูง แตกต่างกันได้(P) 4. ปฏิบัติกิจกรรมปัจจัยที่มีผลต่อ พลังงานจลน์และพลังงานศักย์ โน้มถ่วงได้อย่างถูกต้อง (P) 5. มีความสนใจใฝ ่รู้หรืออยากรู้ อยากเห็น และท�ำงานร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการปฏิบัติ กิจกรรมปัจจัยที่มีผล ต่อพลังงานจลน์และ พลังงานศักย์โน้มถ่วง - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการทดลอง - ทักษะการ ตั้งสมมติฐาน - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน Chapter Overview T50
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 4 การอนุรักษ์ พลังงาน 3 ชั่วโมง - แบบทดสอบ หลังเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - QR Code - อุปกรณ์การ ทดลอง - บัตรภาพ - PowerPoint 1. อธิบายการเปลี่ยนพลังงาน ระหว่างพลังงานศักย์โน้มถ่วง และพลังงานจลน์ของวัตถุได้ (K) 2. อธิบายการเปลี่ยนและการ ถ ่ายโอนพลังงานโดยใช้กฎ การอนุรักษ์พลังงานได้(K) 3. วิเคราะห์สถานการณ์ การเปลี่ยนและการถ่ายโอน พลังงานโดยใช้กฎการ อนุรักษ์พลังงานได้(P) 4. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้ อยากเห็นและท�ำงานร่วมกัน กับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Topic Question - ตรวจ Unit Question - ประเมินการน�ำเสนอ ผลงาน - ตรวจและประเมินชิ้นงาน/ ผลงาน สิ่งประดิษฐ์ด้าน พลังงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้และมุ่งมั่น ในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการสื่อสาร - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการเชื่อมโยง - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน T51
งานและกําลัง งาน คือ ผลคูณของแรงกับระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ตามแนว แรงหรือการกระจัดตามแนวแรง สามารถค�านวณได้จากสมการ W = Fs กําลัง คือ ปริมาณที่ใช้บอกความสามารถในการท�างานได้ต่อ หนึ่งหน่วยเวลา สามารถค�านวณได้จากสมการ P = W t เครื่องกลอยางงาย เปนเครื่องกลที่ช่วยในการผ่อนแรงหรือ อ�านวยความสะดวกในการท�างาน มี 6 ประเภท ดังนี้ 1. คาน หลักการท�างานของคาน งานที่ให้กับคาน = งานที่คานกระท�าต่อวัตถุ Es = Wh Es = mgh รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ หลักการท�างานของรอกเดี่ยวเคลื่อนที่ งานที่ให้กับรอก = งานที่ได้จากรอก Es = mgh E = mg 2 2. รอก รอกเดี่ยวตายตัว หลักการท�างานของรอกเดี่ยวตายตัว งานที่ให้กับรอก = งานที่ได้จากรอก Es = mgh E = mg Chapter Concept Overview 3. ลิ่ม 4. พื้นเอียง s F ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ หลักการท�างานของลิ่ม งานที่ให้กับลิ่ม = งานที่ได้จากลิ่ม EH = WL E L W H W หลักการท�างานของพื้นเอียง งานที่ให้กับพื้นเอียง = งานที่ได้จากพื้นเอียง EL = Wh EL = mgh E W m h L จุดหมุน แรงพยายาม (E) ระยะที่ คานยกวัตถุ (h) แรงต้านทาน (W) ระยะที่ m กดคาน (s) E h = s s E s m h = W s 2 T52
พลังงานกล พลังงานกลแบงเปน 2 ประเภท คือ พลังงานจลนและพลังงานศักย 1. พลังงานจลน (Ek ) เปนพลังงานที่สะสมอยูในวัตถุที่เคลื่อนที่ ปจจัยที่มีผลตอพลังงานจลน คือ • มวล ถาวัตถุมีอัตราเร็วเทากัน วัตถุที่มีมวลมากกวาจะมีพลังงานจลนมากกวา • อัตราเร็วของวัตถุ ถาวัตถุมีมวลเทากัน วัตถุที่มีอัตราเร็วสูงกวาจะมีพลังงานจลนมากกวา 2. พลังงานศักย (E p ) เปนพลังงานที่สะสมอยูในวัตถุ แบงออกเปน 2 ประเภท คือ พลังงานศักยโนมถวงและพลังงานศักยยืดหยุน • พลังงานศักยโนมถวง เปนพลังงานที่สะสมอยูในวัตถุที่เกี่ยวของกับตําแหนงของวัตถุ เมื่อเทียบกับตําแหนงอางอิงในสนามโนมถวง โดยปจจัยที่มีผลตอพลังงานศักยโนมถวง คือ - มวล ถามวลของวัตถุเทากัน วัตถุที่อยูสูงกวาจะมีพลังงานศักยโนมถวงมากกวา - ตําแหนงของวัตถุที่ตําแหนงความสูงเทากัน วัตถุที่มีมวลมากกวาจะมีพลังงานศักยโนมถวงมากกวา กฎการอนุรักษพลังงาน • พลังงานไมสามารถทําใหสูญหายหรือทําลายได แตจะเกิดการเปลี่ยนรูปพลังงานจากรูปหนึ่งไปเปนอีกรูปหนึ่งได • พลังงานสามารถถายโอนได ตัวอยางเชน การถายโอนความรอนระหวางสสาร เกิดขึ้นได 3 รูปแบบ ดังนี้ หลักการทํางานของสกรู งานที่ใหกับสกรู = งานที่ไดจากสกรู E × 2πR = Wh E × 2πR = mgh หลักการทํางานของลอและเพลา งานที่ใหกับลอ = งานที่ไดจากเพลา ER = Wr ER = mgr 1. การนําความรอน เปนการถายโอนความรอนผานตัวกลาง ที่เปนของแข็ง 2. การพาความรอน เปนการถายโอนความรอนผานตัวกลาง ที่เปนของเหลวหรือแกส 3. การแผรังสีความรอน เปนการถายโอนความรอน โดย ไมจําเปนตองอาศัยตัวกลาง การถายโอนพลังงานเสียง เสียงเกิดจากการสั่นของวัตถุที่เปนแหลงกําเนิดเสียง พลังงาน การสั่นของแหลงกําเนิดจะถูกถายโอนใหแกโมเลกุลของตัวกลาง คือ อากาศที่อยูติดกับแหลงกําเนิด และพลังงานจะถูกสงตอกันไปเรื่อย ๆ จนถึงหูผูฟง หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 5. สกรู 6. ลอและเพลา R r W W E E m m E h m R E มองจากดานบน Epมีคาสูงสุด, Ekมีคาเทากับศูนย Epมีคาลดลง, Ekมีคาเพิ่มขึ้น Epมีคาเทากับศูนย, Ekมีคาสูงสุด โมเลกุลของอากาศ 1 การนําความรอน (conduction) 2 การพาความรอน (convection) 3 การแผรังสีความรอน (radiation) T53
5 หนวยการเรียนรูที่ งานและพลังงาน §Ò¹áÅоÅѧ§Ò¹ มีความเกี่ยวข้องกับ กิจวัตรประจ�าวัน ของเราอย่างไร เครื่องกลอย่างง่าย เครื่องกลที่ชวยผอนแรงและชวย อํานวยความสะดวกในการทํางาน เชน ลิ่ม รอก คาน ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.2/1 วิเครำะห์สถำนกำรณ์และค�ำนวณเกี่ยวกับงำนและก�ำลังที่เกิดจำกแรงที่กระท�ำต่อวัตถุ โดยใช้สมกำร W = Fs และ P = W t จำกข้อมูลที่รวบรวมได้ ว 2.3 ม.2/2 วิเครำะห์หลักกำรท�ำงำนของเครื่องกลอย่ำงง่ำยจำกข้อมูลที่รวบรวมได้ ว 2.3 ม.2/3 ตระหนักถึงประโยชน์ของควำมรู้ของเครื่องกลอย่ำงง่ำย โดยบอกประโยชน์และกำรประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ�ำวัน ว 2.3 ม.2/4 ออกแบบและทดลองด้วยวิธีที่เหมำะสมในกำรอธิบำยปัจจัยที่มีผลต่อพลังงำนจลน์และพลังงำนศักย์โน้มถ่วง ว 2.3 ม.2/5 แปลควำมหมำยข้อมูลและอธิบำยกำรเปลี่ยนพลังงำนระหว ่ำงพลังงำนศักย์โน้มถ ่วงและพลังงำนจลน์ของวัตถุ โดยพลังงำนกลของวัตถุมีค่ำคงตัวจำกข้อมูลที่รวบรวมได้ ว 2.3 ม.2/6 วิเครำะห์สถำนกำรณ์และอธิบำยกำรเปลี่ยนและกำรถ่ำยโอนพลังงำนโดยใช้กฎกำรอนุรักษ์พลังงำน งาน แรงที่ทําใหวัตถุเคลื่อนที่ ในทิศทางเดียวกับแรง ที่มากระทํา ถือวาแรงนั้น ทําใหเกิดงาน เกร็ดแนะครู ก ่อนเข้าสู ่การเรียนการสอน เรื่อง งานและพลังงาน ครูให้นักเรียน ร่วมกันยกตัวอย่าง ค�าว่า “งาน” ตามความเข้าใจของนักเรียน ก่อนที่ครูจะอธิบาย ความหมายของงานในทางฟสิกส์ว ่า งาน คือ ผลของแรงที่กระท�าต ่อวัตถุ แล้วท�าให้วัตถุเคลื่อนที่ไปตามแนวแรงที่มากระท�า จึงจะถือว่าแรงนั้นท�าให้ เกิดงาน ตัวอย่างงานในทางฟสิกส์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ�าวัน เช่น ออกแรงผลัก รถยนต์ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ออกแรงกระโดดลอยขึ้นไปที่สูง นอกจากนี้ แรง ที่กระท�าอาจเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น การท�างานของเครื่องจักรและเครื่องมือ บางชนิด ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูให้นักเรียนท�าแบบทดสอบก ่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 งานและพลังงาน เพื่อ วัดความรู้เดิมของนักเรียนก่อนเข้าสู่กิจกรรม 2. ครูถามค�าถามกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยใช้ค�าถาม Big Question จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 และร่วมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นอย ่างอิสระโดยไม ่มีการ เฉลยว่าถูกหรือผิด แนวตอบ Big Question การทํากิจกรรมตางๆ ในชีวิตประจําวันบาง กิจกรรมจะกอใหเกิดงานในทางฟสิกส กลาวคือ เมื่อออกแรงกระทํากับวัตถุใหเคลื่อนที่ไปตามแนว แรง สวนพลังงานเปนสิ่งที่ไมสามารถมองเห็นหรือ จับตองได แตสามารถรับรูได เชน พลังงานความ รอนจากดวงอาทิตย พลังงานไฟฟาทําใหหลอดไฟ สวาง พลังงานลมชวยในการแลนเรือสําเภา น�ำ น�ำ สอน สรุป ประเมิน T54
ถูก/ผิด 1 งานและก�าลัง ในชีวิตประจ�ำวันของเรำมีกิจกรรมที่จะมีแรงเข้ำมำเกี่ยวข้อง โดยอำจต้องใช้แรงหรือพลังงำนในกำรท�ำกิจกรรม เช่น กำรยกของ กำรล้ำงรถ โดยทั่วไปกำรท�ำกิจกรรมต่ำง ๆ จะถือว่ำเป็นกำรท�ำงำน ทั้งสิ้น แต่ในทำงฟิสิกส์จะนิยำมกำรท�ำงำนแตกต่ำงออกไป โดยจะ พิจำรณำจำกแรงที่กระท�ำต่อวัตถุและทิศทำงกำรเคลื่อนที่ของวัตถุด้วย Prior Knowledge แรงชนิดใดบ้างที่ส่งผลให้ วัตถุเคลื่อนที่ไปตามแนว แรงที่มากระท�า ภาพที่ 5.1 แรงคงตัว F กระท�ำต่อวัตถุท�ำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้ขนำดของกำรกระจัด s ตำมแนวแรง ที่มา : คลังภาพ อจท. พิจารณาข้อความตามความเข้าใจของนักเรียนว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึก 1.1 งาน งาน (work) ในทำงฟิสิกส์คือ ผลคูณของแรงกับระยะทำงที่วัตถุเคลื่อนที่ตำมแนวแรงหรือกำรกระจัด ตำมแนวแรง งำนจะมีค่ำมำกหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนำดของแรงและขนำดของกำรกระจัดในแนวเดียวกับแรง ซึ่งงำน เป็นปริมำณทำงกำยภำพที่มีเพียงขนำดไม่มีทิศทำง งำนจึงเป็นปริมำณสเกลำร์ UnderstandingCheck 1. วัตถุที่อยู่นิ่งจะไม่เกิดงำน แต่วัตถุที่เคลื่อนที่ในทิศทำงเดียวกับแรงที่มำกระท�ำจะเกิดงำน 2. ก�ำลังเกี่ยวข้องกับแรงและกำรเปลี่ยนแปลงรูปร่ำงของวัตถุ 3. แรงม้ำเป็นหน่วยที่เปรียบเทียบกำรท�ำงำนของเครื่องยนต์กับกำรท�ำงำนของม้ำ 4. เครื่องกลเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยผ่อนแรง 5. รอกเป็นหนึ่งในเครื่องกลอย่ำงง่ำย บั น ทึ ก ลง ใ น ส มุ ด จำกภำพที่ 5.1 งำนที่เกิดขึ้นมีค่ำเท่ำกับผลคูณของขนำดของแรงคงตัว F กับขนำดของกำรกระจัด s ตำม แนวแรง สำมำรถแสดงควำมสัมพันธ์ ดังนี้ W คือ งำน มีหน่วยเป็น นิวตัน เมตร (N m) หรือ จูล (J) F คือ ขนำดของแรงที่กระท�ำต่อวัตถุ มีหน่วยเป็น นิวตัน (N) s คือ ขนำดของกำรกระจัดตำมแนวแรง มีหน่วยเป็น เมตร (m) W = Fs s F ทิศทำงกำรเคลื่อนที่ของวัตถุ งานและพลังงาน 47 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 3. นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจของตนเองก่อน เข้าสู ่กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจ�าตัวนักเรียน 4. ครูถามค�าถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 เพื่อเป็นการ น�าเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. ครูน�าบัตรภาพกิจกรรมต่างๆ เช่น นักกีฬา ยกน�้าหนัก คนเข็นรถยนต์ เด็กผู้หญิง นั่งเล่นคอมพิวเตอร์ มาให้นักเรียนดู จากนั้น ครูตั้งประเด็นค�าถามกระตุ้นความคิดนักเรียน ว่า “กิจกรรมใดบ้างที่เกิดงานในทางฟสิกส์” (แนวตอบ กิจกรรมที่เกิดงานในทางฟสิกส คือ คนเข็นรถยนตและเด็กผูหญิงนั่งเลน คอมพิวเตอร) 2. นักเรียนจับคู ่กับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้น ร่วมกันศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง งาน เพื่อหาค�านิยามค�าว่า งาน ในทางวิทยาศาสตร์ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 3. นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกันอภิปรายเรื่องที่ได้ศึกษา จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนเขียนสรุปความรู้ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าลงในสมุดประจ�าตัว นักเรียน แนวตอบ Prior Knowledge แรงโนมถวง แรงดึง แรงผลัก แนวตอบ Understanding Check 1. ถูก 2. ผิด 3. ถูก 4. ถูก 5. ถูก ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET งานสามารถหาไดจากความสัมพันธในขอใด 1. มวล × ระยะทาง 2. แรง × ระยะทางตามแนวแรง 3. มวล × ระยะทางตามแนวแรง 4. แรง × ระยะทางตามแนวแรงที่มุมใดๆ (วิเคราะหคําตอบ งานคํานวณไดจากผลคูณระหวางแรงกับ ระยะทางตามแนวแรง ดังนั้น ตอบขอ 2.) นักเรียนควรรู 1 จูล เป็นหน่วยที่ใช้บอกปริมาณงานที่ท�า หรือพลังงานที่ต้องการออกแรง ขนาด 1 นิวตัน เป็นระยะทาง 1 เมตร หรืออาจเรียกปริมาณงานอีกอย่างหนึ่ง ว่า นิวตัน เมตร เขียนแทนสัญลักษณ์เป็น N·.m หรือ N m จูล 1 น�ำ น�ำ สอน สรุป ประเมิน T55
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จากภาพที่ 5.2 (ก) จะเห็นวา นักกีฬายกนํ้าหนักออกแรงแบกตุมนํ้าหนัก ไวบริเวณบา โดยตุมนํ้าหนักไมมีการเคลื่อนที่ จึงถือวาไมเกิดงานในทาง ฟสิกส สวนภาพที่ 5.2 (ข) จะเห็นวา นักกีฬายกนํ้าหนักออกแรงกระทําตอ ตุมนํ้าหนักมากขึ้น ทําใหตุมนํ้าหนักเคลื่อนที่ขึ้นไปเหนือศีรษะในทิศทางเดียว กับแรงที่มากระทํา จึงถือวาเกิดงานในทางฟสิกส ตัวอย่างที่ 5.2 เด็กหญิงแพรออกแรงขนาด 200 นิวตัน ถือกระเปานักเรียนเดินไปโรงเรียนไดขนาดของการกระจัด 200 เมตร จงหางานในการถือกระเปาของเด็กหญิงแพร วิธีทํา จากสมการ W = Fs W = 200 N × 0 m W = 0 ดังนั้น เนื่องจากแรงที่เด็กหญิงแพรกระทําตอกระเปามีทิศตั้งฉากกับ ทิศทางการเคลื่อนที่ของกระเปา งานที่เกิดขึ้นจึงเปนศูนย ซึ่ง ถือวาไมเกิดงานในทางฟสิกส ภาพที่ 5.3 แรงที่เด็กหญิงแพรใชในการถือกระเปา ที่มา : คลังภาพ อจท. F ภาพที่ 5.2 การยกนํ้าหนักทําใหเกิดงานในเชิงฟสิกส ที่มา : คลังภาพ อจท. ไมเกิดงาน เกิดงาน (ก) (ข) ตัวอย่างที่ 5.1 ชายคนหนึ่งออกแรงขนาด 300 นิวตัน ผลักโตะใหเคลื่อนที่ไปยังมุมหองไดขนาดของการกระจัด 20 เมตร จงหางานที่เกิดขึ้นจากการออกแรงกระทําของชายคนนี้ วิธีทํา จากสมการ W = Fs W = 300 N × 20 m W = 6,000 N m หรือ 6,000 J ดังนั้น งานที่เกิดจากการออกแรงกระทําของชายคนนี้เทากับ 6,000 จูล ทิศทางการเคลื่อนที่ 48 กิจกรรมในชีวิต ประจําวันใดบ้าง ที่เกิดงานในทางฟิสิกส์ ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแต ่ละกลุ ่มออกมาน�าเสนอผลการ ศึกษาหน้าชั้นเรียน ในระหว ่างที่นักเรียน น�าเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง 2. ครูตั้งประเด็นค�าถามกระตุ้นความคิดนักเรียน โดยให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นเพื่อหาค�าตอบ ดังนี้ • งานในความหมายทั่วไปในชีวิตประจําวัน ตางกับงานในทางวิทยาศาสตรอยางไร (แนวตอบ งานในความหมายทั่วไป หมายถึง การประกอบอาชีพ ซึ่งแตกตางไปจากความ หมายของงานในทางวิทยาศาสตร หมายถึง ผลของแรงและระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ ในแนวเดียวกับแรง ดังนั้น งานจึงเปนปริมาณ สเกลาร) • จากนิยาม นักเรียนสามารถคํานวณปริมาณ งานไดอยางไร (แนวตอบ ผลคูณระหวางแรงกับระยะทางที่ วัตถุเคลื่อนที่ตามแนวแรง) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะน�านักเรียนเพิ่มเติมว ่า ทิศทางของแรงที่กระท�าต ่อวัตถุ ไม่จ�าเป็นต้องเป็นทิศทางเดียวกับวัตถุเคลื่อนที่ เช่น ดึงเชือกท�ามุมกับกล่องไม้ เพื่อลากกล่องไม้ไปข้างหน้า ทิศทางของแรงในลักษณะนี้จะไม่ท�าให้เกิดงาน ในเชิงฟสิกส์ เมื่อพิจารณาแรงที่กระท�าต่อกล่องไม้ในแนวระนาบซึ่งมีทิศทาง เดียวกับระยะที่วัตถุเคลื่อนที่ แรงในลักษณะนี้จะท�าให้เกิดงานในเชิงฟสิกส์ ขอใดเปนการกระทําที่ไมเกิดงานในทางฟสิกส 1. พายเรือทวนน�้า 2. เข็นครกขึ้นภูเขา 3. ถือของหนักขึ้นบันได 4. แบกของเดินไปในแนวราบ (วิเคราะหคําตอบ การแบกของเดินไปในแนวราบเปนการออกแรง กระทําตอวัตถุ แลววัตถุไมเคลื่อนที่ไปตามแนวแรง ดังนั้น ตอบขอ 4.) น�ำ สอน สรุป ประเมิน T56
นอกจำกจะหำงำนที่เกิดขึ้นในแนวระดับได้แล้ว ยังสำมำรถหำงำนที่ เกิดขึ้นในแนวดิ่งได้อีกด้วย เนื่องจำกกำรเคลื่อนที่ของวัตถุลงในแนวดิ่งหรือ กำรตกแบบอิสระจะมีแรงโน้มถ่วงของโลกมำกระท�ำต่อวัตถุที่มีมวล ท�ำให้ เกิดเป็นงำนเนื่องจำกแรงโน้มถ่วงของโลก งำนที่เกิดขึ้นในกรณีนี้จึงเท่ำกับ ผลคูณระหว่ำงแรงเนื่องจำกแรงโน้มถ่วงของโลกที่กระท�ำต่อวัตถุกับควำมสูง ที่วัตถุเคลื่อนที่ลงมำในแนวดิ่งเมื่อวัดจำกต�ำแหน่งอ้ำงอิง สำมำรถค�ำนวณได้ จำกสมกำร ตัวอยางที่ 5.3 ลูกมะพร้ำว 2 ลูก มีมวลลูกละ 2 และ 3 กิโลกรัม ตำมล�ำดับ ตกแบบอิสระลงมำจำกต้น ที่ระดับควำมสูงเดียวกันซึ่งสูงจำกพื้น 15 เมตร อยำกทรำบว่ำงำนเนื่องจำกแรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้น มีขนำดเท่ำกับกี่จูล (ก�ำหนดให้ g = 10 m/s 2 ) วิธีท�า จำกสมกำร W = mgh มะพร้ำวลูกที่ 1; W = 2 kg × 10 m/s 2 × 15 m W = 300 J มะพร้ำวลูกที่ 2; W = 3 kg × 10 m/s 2 × 15 m W = 450 J ดังนั้น งำนเนื่องจำกแรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นกับมะพร้ำวลูกที่ 1 และ 2 เท่ำกับ 300 และ 450 จูล ตำมล�ำดับ ตัวอยางที่ 5.4 จงหำงำนที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีมวล 5 กิโลกรัม เท่ำกันสองชิ้น ซึ่งตกลงแบบอิสระมำจำกที่สูง เมื่อวัดจำกพื้น 5 เมตร และ 10 เมตร ตำมล�ำดับ (ก�ำหนดให้ g = 10 m/s 2 ) วิธีท�า จำกสมกำร W = mgh วัตถุชิ้นที่ 1; W = 5 kg × 10 m/s 2 × 5 m W = 250 J วัตถุชิ้นที่ 2; W = 5 kg × 10 m/s 2 × 10 m W = 500 J ดังนั้น งำนที่เกิดขึ้นกับวัตถุมวล 5 กิโลกรัม ทั้งสองชิ้นที่ตกลงมำจำกที่สูง 5 และ 10 เมตร เท่ำกับ 250 และ 500 จูล ตำมล�ำดับ ภาพที่ 5.4 กำรตกแบบอิสระของวัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท. ทิศทำงกำรเคลื่อนที่ ของวัตถุ ต�ำแหน่งอ้ำงอิง mg W คือ งำนเนื่องจำกแรงโน้มถ่วง มีหน่วยเป็น นิวตัน เมตร (N m) หรือ จูล (J) m คือ มวลของวัตถุ มีหน่วยเป็น กิโลกรัม (kg) g คือ ควำมเร่งเนื่องจำกแรงโน้มถ่วง มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินำที2 (m/s2 ) h คือ ควำมสูงที่วัดจำกต�ำแหน่งอ้ำงอิง มีหน่วยเป็น เมตร (m) W = mgh h งานและพลังงาน 49 เด็กชายคนหนึ่งออกแรง 100 นิวตัน ผลักวัตถุใหเคลื่อนที่ได ระยะทาง ดังภาพ งานที่เด็กชายคนนี้ทําไดเทากับกี่นิวตัน เมตร 1. 50 นิวตัน เมตร 2. 300 นิวตัน เมตร 3. 350 นิวตัน เมตร 4. 400 นิวตัน เมตร (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ W = Fs W = 100 × 3 W = 300 N m งานที่เด็กชายคนนี้ทําไดเทากับ 300 นิวตัน เมตร ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน อธิบายความรู้ 3. นักเรียนศึกษาตัวอย่างการค�านวณโจทย์ปญหา จากตัวอย ่างที่ 5.1-5.4 จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 4. นักเรียนท�าใบงาน เรื่อง งาน จากนั้นครูสุ่ม เลขที่นักเรียน 4 คน ออกมาเขียนค�าตอบของ ตนเองหน้าชั้นเรียน โดยให้เพื่อนในชั้นเรียน ร ่วมกันพิจารณาว ่าค�าตอบถูกต้องหรือไม ่ จากนั้นครูเฉลยค�าตอบที่ถูกต้องให้นักเรียน เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะน�านักเรียนเกี่ยวกับการตกแบบอิสระว ่า เป็นการเคลื่อนที่ ในแนวดิ่งภายใต้ความโน้มถ่วงของโลก หรือเป็นการเคลื่อนที่อย่างอิสระของวัตถุ โดยมีความเร ่งคงที่ ซึ่งเท ่ากับความเร ่ง เนื่องจากแรงโน้มถ ่วงของโลก (g) มีทิศทางพุ่งลงสู่จุดศูนย์กลางของโลก มีค่าประมาณ 9.8 หรือ 10 เมตรต่อวินาที2 วัตถุ วัตถุ F = 100 N 3 m ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET น�ำ สอน สรุป ประเมิน T57
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1.2 กําลัง กําลัง (power) เปนปริมาณที่ใชบอกอัตราการทํางานหรืองานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา กําลังเปนปริมาณ สเกลารเชนเดียวกับงาน โดยปริมาณที่เกี่ยวของกับกําลังประกอบดวย งาน และเวลา หากพิจารณาการทํางานของคน 2 คน นาย ก ทํางานได 100 จูล ในขณะที่นาย ข ทํางานได 500 จูล จะไมสามารถบอกไดวาระหวางนาย ก หรือนาย ข ใครมีความสามารถในการทํางานไดมากกวากันหรือใครทํางาน ไดอยางมีประสิทธิภาพดีกวากัน เนื่องจากไมทราบวาทั้งสองคนใชเวลาในการทํางานเทาไร แตถาพิจารณางานที่ นาย ก และนาย ข ทําในเวลาที่เทากันจะสามารถบอกไดวาใครสามารถทํางานไดมากกวากัน กลาวคือ สามารถ บอกไดวาใครมีกําลังในการทํางานมากกวากัน โดยสามารถคํานวณหากําลังเฉลี่ยได จากสมการ ตัวอย่างที่ 5.5 เด็กชายคนหนึ่งออกแรงขนาด 450 นิวตัน ลากกลองใหเคลื่อนที่เปนระยะทาง 15 เมตร ในเวลา 50 วินาที จงหากําลังเฉลี่ยในการลากกลองของเด็กชายคนนี้ วิธีทํา จากสมการ P = W t P = Fs t P = 450 N × 15 m 50 s = 135 W ดังนั้น กําลังเฉลี่ยของเด็กชายคนนี้ที่ใชในการลากกลองเทากับ 135 วัตต ตัวอย่างที่ 5.6 เด็กคนหนึ่งดึงถังนํ้าหนัก 150 นิวตัน ขึ้นจากบอนํ้าลึกลงไป 5 เมตร ดวยอัตราเร็วคงตัว เปนเวลา 6 วินาที จงหากําลังเฉลี่ยในการดึงถังนํ้าของเด็กคนนี้ วิธีทํา เด็กคนนี้ตองออกแรงที่มีขนาดนอยที่สุดเทากับนํ้าหนักของถังนํ้าแตมีทิศทางตรงขาม ถังนํ้าจึงจะเคลื่อนที่ ดวยอัตราเร็วคงตัว จากสมการ P = W t P = Fs t P = 150 N × 5 m 6 s = 125 W ดังนั้น เด็กคนนี้ดึงถังนํ้าขึ้นจากบอนํ้าดวยกําลังเฉลี่ย 125 วัตต P คือ กําลังเฉลี่ย มีหนวยเปน จูลตอวินาที (J/s) หรือ วัตต (W) W คือ งาน มีหนวยเปน นิวตัน เมตร (N m) หรือ จูล (J) t คือ เวลา มีหนวยเปน วินาที (s) P = W t 50 กําลัง ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูทบทวนความรูเดิมของนักเรียน จากนั้นครู ถามนักเรียนวา “กําลังเกี่ยวของกับงาน อยางไร” โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกัน อภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ (แนวตอบ งานที่ทําในหนึ่งหนวยเวลา เรียกวา กําลัง ซึ่งกําลังเปนปริมาณสเกลารเชนเดียวกับ งาน) 2. ครูตั้งประเด็นคําถามใหนักเรียนรวมกัน อภิปรายแสดงความคิดเห็นวา “คน 2 คน ทํางานไดเทากัน แตใชเวลาในการทํางาน ตางกัน ความสามารถในการทํางานของ คน 2 คนเหมือนหรือตางกัน อยางไร” โดย ไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด จากนั้นนักเรียน แตละคนศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง กําลัง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูที่ไดจากการ ศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. นักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 5.5-5.9 จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 อธิบายความรู 1. ครูสุมเลขที่นักเรียน 3 คน ออกมาเขียนคําตอบ ของตนเองหนาชั้นเรียน โดยใหเพื่อนใน ชั้นเรียนรวมกันพิจารณาวาคําตอบถูกตอง หรือไม จากนั้นครูเฉลยคําตอบที่ถูกตอง ใหนักเรียน 2. ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจเกี่ยวกับ กําลังมา สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกําลัง จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง กําลังมา (https://www.twig-aksorn.com/film/factpack-horsepower -8316/) มิกออกแรงขนาด 1,500 นิวตัน เข็นรถยนตใหเคลื่อนที่ไป 20 เมตร ในเวลา 300 วินาที กําลังเฉลี่ยที่มิกออกแรงเข็นรถยนต มีคาเทาใด 1. 50 วัตต 2. 100 วัตต 3. 150 วัตต 4. 200 วัตต (วิเคราะหคําตอบ จากสมการ P = W t P = Fs t P = 1,500 × 20 300 P = 100 วัตต ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T58
ตัวอยางที่ 5.9 ผู้ชำยสำมคนออกแรงร่วมกันขนำด 150 นิวตัน เข็นรถยนต์คันหนึ่งให้เคลื่อนที่ด้วยควำมเร็ว คงตัว 4 เมตรต่อวินำที จงหำก�ำลังเฉลี่ยที่ผู้ชำยทั้งสำมคนใช้ในกำรเข็นรถยนต์ วิธีท�า จำกสมกำร P = W t P = Fs t P = Fv P = 150 N × 4 m/s P = 600 W ดังนั้น ก�ำลังเฉลี่ยที่ผู้ชำยทั้งสำมคนใช้ในกำรเข็นรถยนต์เท่ำกับ 600 วัตต์ ตัวอยางที่ 5.7 จงหำก�ำลังเฉลี่ยในกำรออกแรงขนำด 120 นิวตัน ยกกล่องขึ้นบันไดสูงขั้นละ 0.2 เมตร จ�ำนวน 20 ขั้น ในเวลำ 10 วินำที วิธีท�ำ จำกสมกำร P = W t = Fs t P = 120 N × (0.2 m × 20) 10 s P = 120 N × 4 m10 s P = 48 W ดังนั้น ก�ำลังเฉลี่ยที่ใช้ในกำรยกกล่องขึ้นบันไดเท่ำกับ 48 วัตต์ ตัวอยางที่ 5.8 ชำยคนหนึ่งออกแรงขนำด 180 นิวตัน ผลักกล่องให้เคลื่อนที่ ถ้ำก�ำลังเฉลี่ยที่ใช้ในกำรผลัก กล่องเท่ำกับ 360 วัตต์ อยำกทรำบว่ำในเวลำ 20 วินำที ชำยคนนี้จะผลักกล่องให้เคลื่อนที่ได้ ขนำดของกำรกระจัดเท่ำใด วิธีท�า จำกสมกำร P = W t = Fs t 360 W = 180 N × s 20 s s = 360 W × 20 s 180 N s = 40 m ดังนั้น ชำยคนนี้จะผลักกล่องให้เคลื่อนที่ได้ขนำดของกำรกระจัดเท่ำกับ 40 เมตร ในอดีตมนุษย์นิยมใช้แรงงำนจำกสัตว์ เช่น ม้ำ แทนกำรใช้แรงงำนจำกมนุษย์ หรือเครื่องจักร ในปัจจุบันจึงมีกำรเปรียบเทียบกำรท�ำงำนของเครื่องยนต์ในหน่วย ก�ำลังม้ำ (horsepower; hp) หรือที่นิยมเรียกกันว่ำ แรงม้ำ และเมื่อเทียบแรงม้ำกับ ระบบเอสไอ (SI unit) จะได้ว่ำ 1 แรงม้ำ เท่ำกับ 746 วัตต์ Focus Science กําลังมา ภาพที่ 5.5 ม้ำถูกน�ำมำใช้ลำกรถ ที่มา : คลังภาพ อจท. งานและพลังงาน 51 ขั้นสอน ขยายความเขาใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง งานและกําลัง และใหความรูเพิ่มเติมจาก คําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง งานและกําลัง ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียนตามความ สมัครใจ จากนั้นใหนักเรียนแตละคูรวมกัน ทําใบงาน เรื่อง กําลัง 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง งานและ กําลัง จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรียนรูที่ 5 งานและพลังงาน เพื่อ ตรวจสอบความเขาใจกอนเรียนของนักเรียน 2. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนําเสนอ ผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 3. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนกอนเขาสู กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง งาน 5. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง กําลัง 6. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง งานและกําลัง จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง งาน และกําลัง แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง งานและกําลัง ไดจาก การนําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผลจากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 5 แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง กําลังมา จากสื่อหรือแหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต แลวใหนักเรียน ฝกคํานวณโจทยปญหา เรื่อง กําลัง แลวตอบในหนวยกําลังมา หรือใหนักเรียนศึกษาตัวอยางโจทย จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เรื่อง กําลัง แลวใหนักเรียนฝกเปลี่ยนหนวยวัตต ใหเปนกําลังมา นํา สอน สรุป ประเมิน T59
1.3 เครื่องกลอยางงาย เครื่องกล (machine) เปนอุปกรณที่สรางขึ้นเพื่อชวยผอนแรง หรืออํานวยความสะดวกในการทํางาน โดยเมื่อมีแรงพยายาม (effort force) หรือแรงที่ใหกับเครื่องกลเพียงเล็กนอย ก็จะสามารถเอาชนะแรงตานทานที่ได รับจากเครื่องกล หรือแรงเนื่องจากนํ้าหนักของวัตถุ (weight) ที่กระทําตอเครื่องกลได โดยเครื่องกลอยางงาย (simple machine) เปนเครื่องกลที่ไมซับซอน มี 6 ประเภท ไดแก 1. คาน (lever) เปนเครื่องกลที่มีลักษณะเปนทอนยาว มีจุดหมุน (fulcrum) เพื่อทวีคูณแรงเชิงกล เชน คอนงัดตะปู กรรไกร ตะเกียบ โดยสวนประกอบหลักของเครื่องกลประเภทคาน แสดงดังภาพที่ 5.6 ภาพที่ 5.6 สวนประกอบหลักของเครื่องกลประเภทคาน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.7 ประเภทของคาน ที่มา : คลังภาพ อจท. เปนคานที่มีจุดหมุนอยูระหวาง แรงพยายาม (E) กับแรงตานทาน (W) ซึ่งระยะระหวางแรงพยายาม กับจุดหมุนจะมากกวาระยะระหวาง แรงตานทานกับจุดหมุน ดังนั้น คาน ประเภทนี้จึงชวยผอนแรง เปนคานที่มีแรงตานทาน (W) อยูระหวางจุดหมุนกับแรงพยายาม (E) ซึ่งระยะระหวางแรงพยายาม กับจุดหมุนจะมากกวาระยะระหวาง แรงตานทานกับจุดหมุนเชนเดียว กับคานประเภทที่ 1 ดังนั้น คาน ประเภทนี้จึงชวยผอนแรง เปนคานที่มีแรงพยายาม (E) อยูระหวางจุดหมุนกับแรงตานทาน (W) ซึ�งระยะระหวางแรงตานทาน กับจุดหมุนจะมากกวาระยะระหวาง แรงพยายามกับจุดหมุน ดังนั้น คานประเภทนี้จึงไมชวยผอนแรง แตชวยอํานวยความสะดวกในการ ทํางาน แรงพยายาม จุดหมุน แรงตานทาน แรงตานทาน แรงตานทาน แรงตานทานแรงพยายาม แรงพยายามแรงพยายาม ประเภทของคาน คานประเภทที่ 1 คานประเภทที่ 2 คานประเภทที่ 3 52 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ ครูสนทนากับนักเรียนวา “ในชีวิตประจําวัน นักเรียนรูจักและเคยเห็นเครื่องกลชนิดใดบาง” โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันแสดงความคิดเห็น อยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด (แนวตอบ นักเรียนอาจตอบวา คาน พื้นเอียง เปนตน) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน ตามความ สมัครใจ จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุม รวมกันศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง เครื่องกลอยางงายและคาน จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือแหลงการเรียนรู ตางๆ เชน อินเทอรเน็ต หองสมุด 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุป ความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน คาน MN เปนคานตรงเบาสมํ่าเสมอ มีวัตถุวางที่ปลายคานดานหนึ่ง อีกดานหนึ่งมีแรงกด a หรือ b หรือ c โดยกดทีละครั้งที่ตําแหนงตางๆ ดังภาพ ขอใดสรุปถูกตอง 1. แรงกด a มีคามากกวา แรงกด b 2. แรงกด b มีคามากกวา แรงกด a 3. แรงกด c มีคามากกวา แรงกด a 4. แรงกด c มีคามากกวา แรงกด b (วิเคราะหคําตอบ แรงกดมีคาผกผันกับระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง แรงกด a b และ c จึงมี คามากไปนอย ตามลําดับ ดังนั้น ตอบขอ 1.) ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET M N a b c นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T60
ภาพที่ 5.8 กลไกการทํางานของคาน ที่มา : คลังภาพ อจท. จุดหมุน แรงพยายาม (E) ระยะที่คานยกวัตถุ (h) แรงตานทาน (W) ระยะที่กดคาน (s) m ภาพที่ 5.9 ตัวอยางอุปกรณที่ใชหลักการของคาน ที่มา : คลังภาพ อจท. ถาตําแหนงของจุดหมุนอยูใกลกับวัตถุ จะสงผลใหระยะที่คานยกวัตถุ (h) นอยกวาระยะที่ออกแรงกดคาน (s) เสมอ และเนื่องจากงานที่ใหกับคานเทากับงานที่คานกระทําตอวัตถุ ดังนั้น แรงพยายาม (E) จะนอยกวาแรงตานทาน (W) กลาวคือ แรงที่ใหกับคานจะมีขนาดนอยกวาแรงที่คานกระทําตอวัตถุ ดังนั้น คานจึงเปนเครื่องกลประเภทหนึ่งที่ชวย ผอนแรง ซึ่งนํามาประยุกตใชในชีวิตประจําวัน เชน กรรไกร คอน ชะแลง คีมตัดลวด รถเข็นทราย ที่เปดฝาขวด ที่ตัดกระดาษ จุดหมุน จุดหมุน จุดหมุน แรงตานทาน แรงตานทาน แรงตานทาน แรงตานทาน แรงพยายาม แรงพยายาม แรงพยายาม หลักการของงานสามารถนํามาอธิบายหลักการทํางานของคานได ดังนี้ งานที่ใหกับคาน = งานที่คานกระทําตอวัตถุ Es = Wh Es = mgh งานและพลังงาน 53 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแต ่ละกลุ ่มออกมาน�าเสนอผลการ ศึกษาหน้าชั้นเรียน ในระหว ่างที่นักเรียน น�าเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง 2. นักเรียนและครูร ่วมกันอภิปรายผลจากการ ศึกษา ซึ่งควรได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “เครื่องกล อย่างง่าย เป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยผ่อน แรง หรืออ�านวยความสะดวกในการท�างาน ให้เป็นไปอย่างสะดวกขึ้น เครื่องกลอย่างง่าย แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ คาน รอก ลิ่ม พื้นเอียง สกรู และล้อและเพลา โดยแต่ละประเภท มีหลักการท�างานที่แตกต่างกันเพื่อช่วยในการ ผ่อนแรงในการท�างาน และแต่ละประเภทมี วัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย” 3. ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจเกี่ยวกับคานว ่า “คาน เป็นเครื่องกลอย่างง่ายที่มีลักษณะเป็น ท่อยาวและแข็ง มีส่วนประกอบที่ส�าคัญ 3 ส่วน ได้แก่ จุดหมุน (F) แรงพยายาม (E) และแรง ต้านทาน (W)” 4. ครูเตรียมบัตรภาพอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กรรไกร ค้อน คีมตัดลวด รถเข็น ไม้กวาด พลั่ว มาให้นักเรียนดู จากนั้นนักเรียนวาดภาพ อุปกรณ์ต่างๆ จากบัตรภาพ แล้วเติมต�าแหน่ง ของจุดหมุน (F) แรงพยายาม (E) และแรง ต้านทาน (W) ลงในสมุดประจ�าตัวนักเรียน ชายคนหนึ่งใชคานงัดยกวัตถุหนัก 2.5 กิโลกรัม ใหสูงขึ้น 1.5 เมตร ชายคนนี้ตองออกแรงพยายามขนาดกี่นิวตัน เพื่อกดคานลง 0.5 เมตร (กําหนดให g = 10 m/s2 ) 1. 25 นิวตัน 2. 50 นิวตัน 3. 75 นิวตัน 4. 100 นิวตัน (วิเคราะหคําตอบ งานที่คานกระทําตอวัตถุ = งานที่ใหกับคาน Wh = Es mgh = Es 2.5 × 10 × 1.5 = E × 0.5 E = 2.5 × 10 × 1.5 0.5 E = 75 นิวตัน ดังนั้น ตอบขอ 3.) เกร็ดแนะครู ครูอาจสรุปประเภทของคานและยกตัวอย่างอุปกรณ์ของคานแต่ละประเภท ดังนี้ • คานอันดับที่ 1 คือ คานที่มีจุดหมุน (F) อยู่ระหว่างแรงพยายาม (E) และแรงต้านทาน (W) เครื่องใช้ที่ใช้หลักของคานอันดับที่ 1 เช่น ชะแลง กรรไกร ตัดผ้า คีมตัดลวด กรรไกรตัดเล็บ • คานอันดับที่ 2 คือ คานที่มีแรงต้านทาน (W) อยู่ระหว่างแรงพยายาม (E) และจุดหมุน (F) เครื่องใช้ที่ใช้หลักของคานอันดับที่ 2 เช่น รถเข็นดิน ที่เปดขวด ที่ตัดกระดาษ • คานอันดับที่ 3 คือ คานที่มีแรงพยายาม (E) อยู่ระหว่างแรงต้านทาน (W) และจุดหมุน (F) เครื่องใช้ที่ใช้หลักของคานอันดับที่ 3 เช่น แหนบ ตะเกียบ พลั่ว คีมคีบถ่าน ปากกา ไม้กวาดด้ามยาว ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET น�ำ สอน สรุป ประเมิน T61
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2. ลิ่ม (wedge) เป็นเครื่องกลที่มีรูปร่ำงสำมเหลี่ยม นิยมใช้ตอกลงในเนื้อวัตถุเพื่อแยกวัตถุให้ออกจำกกัน ซึ่งน�ำมำประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ�ำวัน เช่น ขวำน มีด ส้อม ภาพที่ 5.10 ลิ่ม ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.11 ขวำนเป็นเครื่องมือที่ใช้หลักกำรของลิ่ม ที่มา : คลังภาพ อจท. จำกภำพที่ 5.10 เมื่อออกแรงพยำยำม (E) กระท�ำต ่อลิ่มให้เคลื่อนที่เข้ำไปในเนื้อวัตถุเป็นระยะ H ท�ำให้วัตถุแยกออกจำกกันเป็นระยะ L ซึ่งภำยใน เนื้อวัตถุจะมีแรงต้ำนทำน (W) โดยหลักกำรของงำน สำมำรถน�ำมำอธิบำยหลักกำรท�ำงำนของลิ่มได้ ดังนี้ งำนที่ให้กับลิ่ม = งำนที่ได้จำกลิ่ม EH = WL จำกภำพจะเห็นว่ำ ตัวขวำนมีลักษณะคล้ำยกับลิ่ม ถ้ำควำมยำว ของตัวขวำน (H) มำกกว่ำควำมกว้ำงของสันขวำน (L) มำก เมื่อออกแรง เพียงเล็กน้อยจะช่วยท�ำให้ขวำนเจำะเข้ำไปในเนื้อวัตถุ หรือแยกวัตถุให้ออก จำกกันได้ง่ำยมำกขึ้น ถาสันของลิ่ม มีความกวางมากกวา ความยาวของลิ่ม จะสงผลอยางไร ในปัจจุบันตะปูเป็นเครื่องมือที่มี อยู่ทั่วไปตำมบ้ำนเรือน ใช้ส�ำหรับกำรยึด ตรึง หรือเพื่อท�ำให้วัตถุหนึ่งยึดติดกับอีก วัตถุหนึ่ง ตะปูส่วนมำกท�ำมำจำกเหล็ก มีควำมแข็งแรง มีลักษณะปลำยแหลม รูปร่ำงคล้ำยเข็ม หลักกำรในกำรท�ำงำน คล้ำยกับลิ่ม เนื่องจำกหัวตะปูมีควำม กว้ำงและสั้นกว่ำควำมยำวของล�ำตัวตะปู เมื่อออกแรงตอกที่หัวตะปู จะท�ำให้ตะปู เจำะเข้ำไปในเนื้อวัตถุ โดยทั่วไปตะปูมี ลักษณะและรูปร่ำงที่แตกต่ำงกัน ขึ้นอยู่ กับประเภทของใช้งำน เช่น 1. ตะปูตอกคอนกรีต จะมีช่วงล�ำตัว เป็นร่องลึก 2. ตะปูตอกไม้ จะมีหัวตะปูขนำดเล็ก 3. ตะปูตอกสังกะสี จะมีหัวตะปูที่มี ขนำดใหญ่ และกลมโค้งเล็กน้อย เพื่อ ช่วยยึดสังกะสีให้ติดกับโครง Science in Real Life E L W H W 54 นายตนออกแรงขนาด 500 นิวตัน ตอกลิ่มกวาง 5 เซนติเมตร ยาว 12 เซนติเมตร ดังภาพ แรงที่ลิ่มกระทําตอผนังไม มีขนาดกี่นิวตัน 1. 500 นิวตัน 2. 1,000 นิวตัน W 3. 1,200 นิวตัน 4. 1,500 นิวตัน 5 cm 12 cm E = 500 N (วิเคราะหคําตอบ งานที่ใหกับลิ่ม = งานที่ไดจากลิ่ม EH = WL 500 × 0.12 = W × 0.05 W = 500 × 0.12 0.05 W = 1,200 นิวตัน ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่าๆ กัน จากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทน ออกมาจับสลากหัวข้อที่ศึกษา โดยให้นักเรียน แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่อง เครื่องกลอย่างง่าย กลุ่มละ 1 ประเภท จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล ่ม 2 หรือแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด ซึ่งหัวข้อประกอบด้วย • กลุ่มที่ 1 ศึกษาเรื่อง ลิ่ม • กลุ่มที่ 2 ศึกษาเรื่อง รอก • กลุ่มที่ 3 ศึกษาเรื่อง พื้นเอียง • กลุ่มที่ 4 ศึกษาเรื่อง สกรู • กลุ่มที่ 5 ศึกษาเรื่อง ล้อและเพลา 2. นักเรียนแต ่ละกลุ ่มร ่วมกันอภิปรายเรื่องที่ ได้ศึกษา จากนั้นร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้จาก การศึกษาค้นคว้าลงในสมุดประจ�าตัวนักเรียน อธิบายความรู้ 1. ครูตั้งประเด็นค�าถาม โดยใช้ค�าถามจาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล ่ม 2 ว ่า “ถ้าสันของลิ่มมีความกว้างมากกว่าความยาว ของลิ่มจะส่งผลอย่างไร” (แนวตอบ เมื่อออกแรงกระทํา จะทําใหขวาน เจาะเขาไปในเนื้อวัตถุตื้น สงผลใหแยกวัตถุ ออกจากกันไดยาก) น�ำ สอน สรุป ประเมิน T62
ภาพที่ 5.12 รอกเดี่ยวตำยตัว ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.13 รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ ที่มา : คลังภาพ อจท. 3. รอก (pulley) เป็นเครื่องกลที่มีลักษณะเป็นล้อและมีเชือกหรือเคเบิลพำดรอบล้อช่วยอ�ำนวยควำมสะดวก ในกำรเคลื่อนย้ำยสิ่งของ ซึ่งรอกเดี่ยวเป็นเครื่องกลอย่ำงง่ำยสำมำรถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ รอกพวง คือ รอกเดี่ยวหลำย ๆ ตัว ที่ถูกน�ำมำประกอบกันเพื่อช่วยผ่อนแรงในกำรท�ำงำน โดยทั่วไปรอกพวงมี 3 ระบบ ได้แก่ • รอกพวงระบบที่ 1 ประกอบด้วย รอกเดี่ยวตำยตัวและรอกเดี่ยวเคลื่อนที่ • รอกพวงระบบที่ 2 ประกอบด้วย รอกตับบนเป็นรอกเดี่ยวตำยตัว และรอกตับล่ำงเป็นรอกเดี่ยวเคลื่อนที่ • รอกพวงระบบที่ 3 ประกอบด้วย รอกเดี่ยวตำยตัวหลำยตัว Focus Science รอกพวง E h = s s m W 1) รอกเดี่ยวตายตัว (fixed pulley) เป็นรอกเดี่ยวที่ตรึงติดอยู่ กับที่ ใช้เชือกหนึ่งเส้นพำดรอบล้อโดยปลำยข้ำงหนึ่งผูกติดกับวัตถุและปลำย อีกข้ำงหนึ่งใช้ส�ำหรับดึง โดยหลักกำรของงำนสำมำรถน�ำมำอธิบำยหลักกำร ท�ำงำนของรอกเดี่ยวตำยตัวได้ ดังนี้ งำนที่ให้กับรอก = งำนที่ได้จำกรอก Es = Wh เมื่อออกแรงพยำยำมดึงเชือกเป็นระยะ s วัตถุจะถูกรอกดึงขึ้น เป็นระยะ h ซึ่งเท่ำกับ s เช่นกัน ท�ำให้แรงที่ใช้ดึงวัตถุมีขนำดเท่ำกับน�้ำหนัก ของวัตถุที่รอกดึงขึ้น E = mg ดังนั้น รอกเดี่ยวตำยตัวจึงไม่ช่วยผ่อนแรง แต่ช่วยอ�ำนวย ควำมสะดวกในกำรท�ำงำน 2) รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ (moveable pulley) เป็นรอกเดี่ยวที่สำมำรถ เคลื่อนที่ได้ขณะใช้งำน ซึ่งมีวัตถุผูกติดอยู่กับตัวรอก และใช้เชือกเส้นหนึ่ง พำดรอบล้อของตัวรอก ปลำยเชือกข้ำงหนึ่งยึดติดไว้กับเพดำน ส่วนปลำย เชือกอีกข้ำงหนึ่งใช้ส�ำหรับออกแรงพยำยำมดึงรอกขึ้นโดยหลักกำรของงำน สำมำรถน�ำมำอธิบำยหลักกำรท�ำงำนของรอกเดี่ยวเคลื่อนที่ได้ ดังนี้ งำนที่ให้กับรอก = งำนที่ได้จำกรอก Es = Wh เมื่อออกแรงพยำยำมดึงเชือกเป็นระยะ s วัตถุจะถูกรอกดึงขึ้น เป็นระยะ h ซึ่งมีระยะเป็นครึ่งหนึ่งของระยะ s นั่นคือ h = s 2 ท�ำให้แรงที่ใช้ ดึงวัตถุมีขนำดเท่ำกับครึ่งหนึ่งของน�้ำหนักของวัตถุที่รอกดึงขึ้น E = mg 2 ดังนั้น รอกเดี่ยวเคลื่อนที่จึงช่วยผ่อนแรงและช่วยอ�ำนวย ควำมสะดวกในกำรท�ำงำน E s m h = W s 2 งานและพลังงาน 55 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 2. นักเรียนแต ่ละกลุ ่มออกมาน�าเสนอผลการ ศึกษาหน้าชั้นเรียน ในระหว ่างที่นักเรียน น�าเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง 3. ครูเตรียมบัตรภาพอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กรรไกร ขวาน รอกเดี่ยว ลูกบิดประตู บันได ปากกา จับชิ้นงาน มาให้นักเรียนดู จากนั้นให้นักเรียน แต่ละกลุ่มร่วมกันท�าใบงาน เรื่อง เครื่องกล อย่างง่าย โดยเติมชื่ออุปกรณ์ ประเภทเครื่องกล อย่างง่าย และหลักการท�างาน รอกชนิดใดไมชวยผอนแรงในการทํางาน แตมีวัตถุประสงค เพื่อขนยายสิ่งของ 1. รอกพวง 2. รอกไฟฟ้า 3. รอกเดี่ยวตายตัว 4. รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ (วิเคราะหคําตอบ การทํางานของรอกเดี่ยวตายตัว คือ วัตถุ จะถูกรอกดึงขึ้นสูงเปนระยะทางเทากับระยะที่คนดึงเชือก รอกเดี่ยวตายตัวจึงไมชวยผอนแรง แตชวยอํานวยความสะดวก ในการทํางาน ดังนั้น ตอบขอ 3.) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะน�าเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอกว ่า ในปจจุบันนี้ รอกมีหลากหลาย รูปแบบ คือ มีทั้งรอกโซ ่และรอกไฟฟ้า การน�ารอกไปใช้งานควรพิจารณา ความเหมาะสมกับงาน จึงจะท�าให้เกิดประสิทธิภาพในการท�างานของรอก ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรอกไฟฟ้าเป็นเครื่องทุ ่นแรงที่อาศัยพลังงานไฟฟ้ากับเครื่อง จักรกลขนาดเล็กท�างานคู่กับรถ เพื่อที่จะยกหรือขนสิ่งของต่างๆ สามารถยกได้ ทั้งในแนวตรงและทางโค้ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. รอกสลิงไฟฟา เหมาะกับงานยกหรือย้ายวัตถุที่มีขนาดใหญ่ มีทั้งแบบ 2 ทิศทาง แค่ขึ้นลง หรือ 4 ทิศทาง คือ เพิ่มซ้ายและขวา 2. รอกโซไฟฟา เหมาะกับการยกวัตถุที่มีขนาดเบา ดัดแปลงมาจากรอกโซ่ ดั้งเดิมที่เคยใช้มือหรือแรงคน ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET น�ำ สอน สรุป ประเมิน T63
4. พื้นเอียง (inclined plane) เป็นเครื่องกลที่มีลักษณะเป็นทำงลำด หรือเป็นไม้กระดำนยำว พื้นผิวเรียบ ใช้ พำดบนที่สูงเพื่อลำกหรือผลักวัตถุที่มีน�้ำหนักมำกขึ้นสู่ที่สูง หรือย้ำยวัตถุจำกที่สูงลงมำให้สะดวกขึ้น เช่น ทำงลำด ส�ำหรับผู้พิกำร พื้นเอียงที่พำดกับยำนพำหนะ 5. สกรู (screw) หรือนอต เป็นเครื่องกลที่มีหลักกำรท�ำงำนคล้ำยกับพื้นเอียง แตกต่ำงกันที่สกรูจะเป็นตัว เคลื่อนที่แทนวัตถุ น�ำมำใช้ส�ำหรับยกวัตถุที่มีน�้ำหนักมำกขึ้นสู่ที่สูงได้ เมื่อออกแรงพยำยำม (E) ผลักกล่องมวล m ให้ เคลื่อนที่ไปบนพื้นเอียงยำว L ในขณะเดียวกันแรงโน้มถ่วง ของโลก (g) จะดึงวัตถุให้ลงมำจำกควำมสูง h โดยหลัก กำรของงำนสำมำรถน�ำมำอธิบำยหลักกำรท�ำงำนของ พื้นเอียงได้ ดังนี้ งำนที่ให้กับพื้นเอียง = งำนที่ได้จำกพื้นเอียง EL = Wh EL = mgh ภาพที่ 5.14 พื้นเอียง ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.16 สกรู ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.15 ตัวอย่ำงเครื่องมือที่ใช้หลักกำรของพื้นเอียง ที่มา : คลังภาพ อจท. เมื่อออกแรงพยำยำม (E) หมุนสกรูให้เคลื่อนที่เป็นวงกลมด้วย รัศมี R ครบ 1 รอบ ท�ำให้ยกวัตถุมวล m สูงขึ้น เป็นระยะ h โดยหลักกำร ของงำนสำมำรถน�ำมำอธิบำยหลักกำรท�ำงำนของสกรูได้ ดังนี้ งำนที่ให้กับสกรู = งำนที่ได้จำกสกรู E × 2πR = Wh E × 2πR = mgh นอกจำกนี้ สกรูยังถูกน�ำมำใช้กับโรงงำนอุตสำหกรรมและอุปกรณ์ ทั่วไป เช่น นอตยึดวัสดุต่ำง ๆ เข้ำด้วยกัน ปำกกำจับชิ้นงำนส�ำหรับงำนตะไบ E h m R E W m h L E มองจำกด้ำนบน 56 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสให้นักเรียนซักถามเนื้อหา เกี่ยวกับเรื่อง เครื่องกลอย ่างง ่าย และให้ ความรู้เพิ่มเติมจากค�าถามของนักเรียน โดย ครูใช้ PowerPoint เรื่อง เครื่องกลอย่างง่าย ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนท�า Topic Question จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 ลงในสมุดประจ�าตัว นักเรียน 3. นักเรียนแต่ละคนท�าแบบฝกหัด เรื่อง เครื่องกล อย่างง่าย จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูร ่วมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง เครื่องกลอย่างง่าย ซึ่งควรได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “เครื่องกลอย่างง่ายเป็นเครื่องมือที่ช่วยผ่อนแรง และช่วยอ�านวยความสะดวกในการท�างาน โดย เครื่องกลอย่างง่าย มี 6 ประเภท ได้แก่ คาน รอก พื้นเอียง สกรู ลิ่ม และล้อและเพลา” สื่อ Digital ครูให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท�างานของลิ่ม พื้นเอียง และสกรู จากภาพยนตร์สารคดีสั้น Twig เรื่อง พื้นเอียง ลิ่ม และสกรู (https://www. twig-aksorn.com/film/planes-wedges-screws-8301/) กิจกรรม ทาทาย ให้นักเรียนส�ารวจอุปกรณ์ภายในบ้านของตนเองอย่างน้อย 10 ชนิด แล้วระบุชื่ออุปกรณ์และอธิบายหลักการท�างานว่า มีความ เกี่ยวข้องกับการประยุกต์เครื่องกลอย่างง่ายอย่างไร ลงในกระดาษ A4 ตกแต่งให้สวยงาม และพร้อมน�าเสนอหน้าชั้นเรียน น�ำ สอน สรุป ประเมิน T64
6. ล้อกับเพลา (wheel and axle) เป็นเครื่องกลที่ประกอบด้วยทรงกระบอก 2 อันติดกัน อันใหญ่เรียกว่า ล้อ อันเล็กเรียกว่า เพลา โดยเชือกที่พันรอบล้อและเพลามีทิศทางสวนทางกัน และปลายข้างหนึ่งของเชือกที่พันรอบ เพลาใช้ผูกติดกับวัตถุ ส่วนปลายข้างหนึ่งของเชือกที่พันรอบล้อใช้ส�าหรับออกแรงดึง ดังภาพที่ 5.17 ภาพที่ 5.17 ล้อและเพลา ที่มา : คลังภาพ อจท. เมื่อออกแรงพยายาม (E) ดึงเชือกให้ล้อหมุน 1 รอบ ด้วยรัศมี R ในขณะเดียวกันเพลาจะหมุนด้วยรัศมี r ซึ่งมีขนาดน้อยกว่ารัศมีของล้อ จะท�าให้เกิดแรงหมุนที่เพลาดึงวัตถุหนัก W ขึ้น โดยหลักการของงานสามารถ น�ามาอธิบายหลักการท�างานของล้อและเพลาได้ ดังนี้ งานที่ให้กับล้อ = งานที่ได้จากเพลา ER = Wr ER = mgr เนื่องจากรัศมีของล้อ (R) มากกว่ารัศมีของเพลา (r) เสมอ เมื่อออกแรงหมุนล้อเพียงเล็กน้อย แรงที่ได้จากเพลาจะมีขนาดมากกว่า ดังนั้น ล้อและเพลาจึงเป็นเครื่องกลที่ช่วยผ่อนแรง แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ รัศมีของล้อและเพลา ซึ่งถ้าต้องการผ่อนแรงมากรัศมีของล้อและเพลาต้อง แตกต่างกันมาก ในปัจจุบันมีการน�าหลักการของล้อ และเพลามาประยุกต์ใช้กับยานพาหนะ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น รถจักรยาน โดยรถจักรยานจะมีโซ่เหล็กที่พันรอบ เพลาหรือจานหมุนและล้อหลังของ รถจักรยาน เมื่อปั่นจานหมุนของรถ จักรยานครบ 1 รอบ ด้วยรัศมี r จะ ท�าให้ล้อรถจักรยานหมุนไปด้วยรัศมี R ซึ่งมากกว่า r ท�าให้รถจักรยานเคลื่อนที่ ไปข้างหน้าได้ นอกจากนี้ ลูกบิดประตู ก็น�าหลักการของล้อและเพลามาใช้เช่น เดียวกัน โดยมีลูกบิดเป็นล้อและแกน ลูกบิดเป็นเพลา Science in Real Life Topic Question ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 1. คุณพ่อถือตุ้มน�้าหนักมวล 5 กิโลกรัม ไว้ในมือเป็นเวลา 5 นาที จากนั้นคุณพ่อยกตุ้มน�้าหนักขึ้นและลงเป็นเวลา 30 นาที จงหาว่าเมื่อใดบ้างที่เกิดงานในทางฟิสิกส์ 2. ชายคนหนึ่งแบกวัตถุมวล 10 กิโลกรัม ไว้บนบ่า เดินขึ้นสะพานลอยข้ามถนนซึ่งสูง 5 เมตร จากพื้นถนน ยาว 30 เมตร เป็นเวลา 2 นาที จงหางานและก�าลังที่เกิดขึ้นจากการแบกวัตถุของชายคนนี้ 3. ค้อนงัดตะปูมีหลักการท�างานเหมือนกับเครื่องกลชนิดใดบ้าง และช่วยผ่อนแรงได้อย่างไร W R r E m W E m งานและพลังงาน 57 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบค�าถาม พฤติกรรมการท�างานรายบุคคล พฤติกรรมการท�างานกลุ ่ม และจากการ น�าเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนก่อนเข้าสู่ กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจ�าตัวนักเรียน 3. ครูตรวจสอบผลการท�าใบงาน เรื่อง เครื่องกล อย่างง่าย 4. ครูตรวจ Topic Question ในสมุดประจ�าตัว นักเรียน 5. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง เครื่องกลอย่างง่าย จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเข้าใจในเนื้อหา เรื่อง เครื่องกลอย ่างง ่าย ได้จากการน�าเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน โดยศึกษาเกณฑ์การวัด และประเมินผลจากแบบประเมินการน�าเสนอผลงาน ที่อยู่ในแผนการจัดการ เรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 แนวตอบ Topic Question 1. เมื่อคุณพอยกตุมนํ้าหนักขึ้นเหนือศีรษะ 2. งานที่ชายคนนี้กระทํามีคาเทากับ 500 นิวตัน เมตร และกําลังที่ เกิดขึ้นจากการแบกวัตถุของชายคนนี้เทากับ 4.17 วัตต 3. คาน เนื่องจากคอนงัดตะปูมีจุดหมุน (F) อยูระหวางแรงพยายาม (E) และแรงตานทาน (W) เนื่องจากหลักการโมเมนตของแรง แรงจะแปร ผกผันกับระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง ซึ่งระยะหางของ แรงพยายามที่มือกระทําตอดามคอนมายังจุดหมุนมีมากกวาระยะหาง ของแรงตานทานที่คอนกระทําตอตะปู ดังนั้น เราจึงออกแรงพยายาม นอยกวาแรงตานทานที่คอนกระทําตอตะปู แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง น�ำ สอน สรุป ประเมิน T65
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถูก/ผิด พิจารณาข้อความตามความเข้าใจของนักเรียนว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึก UnderstandingCheck 1. วัตถุที่วำงนิ่งอยู่กับพื้นมีพลังงำนศักย์และพลังงำนจลน์สะสมอยู่ภำยในวัตถุ 2. พลังงำนศักย์โน้มถ่วงมีค่ำสูงสุดเมื่อวัตถุตกลงสู่พื้น 3. พลังงำนจลน์ของวัตถุจะสะสมอยู่ในวัตถุที่เคลื่อนที่ 4. พลังงำนไม่มีวันสูญหำย และพลังงำนสำมำรถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงำนอื่นได้ 5. แผงเซลล์สุริยะสำมำรถเปลี่ยนพลังงำนแสงให้เป็นพลังงำนไฟฟ้ำได้ บัน ทึกลงในสมุด 2 พลังงาน พลังงำนไม่สำมำรถมองเห็นได้ด้วยตำเปล่ำ แต่สำมำรถรับรู้ได้ เช่น พลังงำนเสียงที่มีมำกเกินไปจะท�ำให้เรำรู้สึกปวดหูพลังงำนควำม ร้อนที่ได้รับจำกดวงอำทิตย์ พลังงำนไฟฟ้ำที่ท�ำให้เครื่องใช้ไฟฟ้ำ ท�ำงำนได้ Prior Knowledge หลักการของงาน สัมพันธ์กับพลังงาน อย่างไร 2.1 ประเภทของพลังงานกล พลังงำนกลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. พลังงานจลน์ (kinetic energy; Ek) เป็น พลังงำนที่ถูกครอบครองโดยวัตถุที่เคลื่อนที่ เช่น กำรไหลของกระแสน�้ำ รถก�ำลังแล่น ก้อนหินที่ตกจำก ที่สูงพลังงำนจลน์จะมีค่ำมำกหรือน้อยขึ้นอยู่กับมวลและ อัตรำเร็วของวัตถุ กล่ำวคือ ในกรณีที่วัตถุมีมวลเท่ำกัน วัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยอัตรำเร็วสูงจะมีพลังงำนจลน์มำกกว่ำ วัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยอัตรำเร็วต�่ำแต่ในกรณีที่วัตถุเคลื่อนที่ ด้วยอัตรำเร็วเท่ำกัน วัตถุที่มีมวลมำกจะมีพลังงำนจลน์ มำกกว่ำวัตถุที่มีมวลน้อย พลังงาน (energy) ในทำงฟิสิกส์ เป็นควำมสำมำรถที่อยู่ในตัวของวัตถุ ส่งผลให้วัตถุมีกำรเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น เช่น เปลี่ยนสถำนะ หรือเปลี่ยนสภำพกำรเคลื่อนที่ พลังงำนไม่สำมำรถสร้ำงขึ้นใหม่ได้ แต่สำมำรถเปลี่ยน รูปแบบเป็นแบบอื่นได้ ส�ำหรับพลังงำนที่จะศึกษำในระดับชั้นนี้เป็นพลังงำนที่อยู่ในวัตถุทุกชนิด ซึ่งก็คือ พลังงำนกล (mechanical enengy) ภาพที่ 5.18 รถแข่งที่แล่นด้วยอัตรำเร็วสูงที่สุด จะมีพลังงำนจลน์ มำกกว่ำรถแข่งคันอื่น ๆ (ในกรณีที่มีมวลเท่ำกัน) ที่มา : คลังภาพ อจท. 58 พลังงานจลนที่สะสมอยู ในกอนหิน ซึ่งตกจากหนาผาสูง พรอมกัน จะมีคามากหรือนอยขึ้นอยูกับสิ่งใด 1. ความเร่ง 2. ความดันอากาศ 3. มวลของก้อนหิน 4. ความสูงของหน้าผา (วิเคราะหคําตอบ พลังงานจลนที่สะสมอยูในกอนหิน 2 กอน ซึ่งตกจากหนาผาสูง จะมีคามากหรือนอยขึ้นอยูกับมวลและ อัตราเร็วของกอนหิน ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูเตรียมบัตรภาพน�้าตกมาให้นักเรียนดู จากนั้นครูสนทนากับนักเรียนว ่า “น�้าตกมี พลังงานใดสะสมอยู่บ้าง จึงท�าให้น�้าตกไหลลง จากที่สูงด้วยความเร็วและแรง” โดยให้นักเรียน ร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นอย่าง อิสระโดยไม่มีการเฉลยว่าถูกหรือผิด 2. นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง ก ่อนเข้าสู ่กิจกรรมการเรียนการสอน จาก กรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจ�าตัวนักเรียน 3. ครูถามค�าถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 เพื่อเป็นการ น�าเข้าสู่บทเรียน แนวตอบ Understanding Check 1. ผิด 2. ผิด 3. ถูก 4. ถูก 5. ถูก แนวตอบ Prior Knowledge พลังงานเปนสิ่งที่บงบอกถึงความสามารถ ในการทํางานไดของวัตถุ สงผลใหวัตถุเปลี่ยนแปลง สภาพการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนสถานะ สื่อ Digital ครูให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังงาน จากภาพยนตร์สารคดีสั้น Twig เรื่อง พลังงาน (https://www.twig-aksorn.com/film/glossary/energy-6850/) น�ำ น�ำ สอน สรุป ประเมิน T66
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2. พลังงานศักย์ (potential energy; Ep) เป็นพลังงำนที่สะสมอยู่ในวัตถุ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ภาพที่ 5.19 ที่ระดับควำมสูงเหนือพื้นดินเท่ำกัน นักกระโดดร่มที่มี มวลมำกที่สุด จะมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วงสะสมอยู่มำกที่สุด ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.21 ถ้ำบอลลูนมีมวลเท่ำกัน บอลลูนที่ลอยสูงกว่ำ จะมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วงมำกกว่ำบอลลูนที่ลอยต�่ำกว่ำ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.20 สำยธนูมีพลังงำนศักย์ยืดหยุ่นใช้ง้ำงคันธนู เพื่อส่งแรง ให้กับลูกธนูพุ่งออกไปข้ำงหน้ำ หลังจำกยิงธนูแล้ว สำยธนูจะกลับสู่ สภำพเดิม ที่มา : คลังภาพ อจท. 1) พลังงานศักย์โน้มถ่วง (gravitational potential energy) เป็นพลังงำนที่สะสมอยู่ในวัตถุที่เกี่ยวข้อง กับต�ำแหน่งของวัตถุเมื่อเปรียบเทียบกับต�ำแหน่งอ้ำงอิง ในสนำมโน้มถ่วง เช่น นกบินอยู่บนท้องฟ้ำ หรือก้อนหิน บนภูเขำ ซึ่งพลังงำนศักย์โน้มถ่วงจะมีค่ำมำกหรือน้อย ขึ้นอยู ่กับมวลและต�ำแหน ่งของวัตถุจำกระดับอ้ำงอิง กล่ำวคือ ถ้ำวัตถุที่มีมวลต่ำงกันอยู่ในระดับควำมสูงเหนือ ต�ำแหน่งอ้ำงอิงเท่ำกัน วัตถุที่มีมวลมำกกว่ำจะมีพลังงำน ศักย์โน้มถ ่วงสะสมอยู ่มำกกว ่ำวัตถุที่มีมวลน้อยกว ่ำ ดังภำพที่ 5.19 แต ่ถ้ำวัตถุมีมวลเท ่ำกันอยู ่ในระดับ ควำมสูงต่ำงกัน วัตถุที่อยู่สูงกว่ำจะมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วง มำกกว่ำวัตถุที่อยู่ต�่ำกว่ำ ดังภำพที่ 5.21 2) พลังงานศักย์ยืดหยุ่น (elastic potential energy) เป็นพลังงำนศักย์รูปแบบหนึ่งที่สะสมอยู่ในวัตถุที่ ยืดหยุ่นได้ เมื่อมีแรงมำกระท�ำต่อวัตถุ ท�ำให้วัตถุยืดออก หรือหดสั้นไปจำกสภำพเดิม จำกนั้นวัตถุจะกลับสู่สภำพ เดิมได้ เช่น สปริง หนังยำง สำยธนู งานและพลังงาน 59 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแต่ละคนเปรียบเทียบพลังงานที่สะสม อยู่ในวัตถุ โดยครูเขียนบนกระดานให้นักเรียน ดู จากนั้นให้นักเรียนบันทึกลงในสมุดประจ�าตัว นักเรียน ดังนี้ • มวล A และมวล B มีขนาดเท่ากัน มวล A เคลื่อนที่เร็วกว ่ามวล B จงเปรียบเทียบ พลังงานจลน์ในวัตถุมวล A และมวล B • มวล A มีขนาดใหญ่กว่ามวล B เคลื่อนที่ เร็วเท่ากัน จงเปรียบเทียบพลังงานงานจลน์ ในวัตถุมวล A และมวล B • มวล A และมวล B มีขนาดเท่ากัน แต่มวล A อยู่สูงกว่ามวล B จงเปรียบเทียบพลังงาน ศักย์โน้มถ่วง • มวล A มีขนาดใหญ่กว่ามวล B ซึ่งมวล A และมวล B อยู่สูงในระดับเท่ากัน จงเปรียบ เทียบพลังงานศักย์โน้มถ่วง 2. ครูสุ่มนักเรียน 2 คน ออกมาน�าเสนอค�าตอบ ของตนเองหน้าชั้นเรียน จากนั้นครูเฉลย ค�าตอบที่ถูกต้องให้นักเรียน 3. ครูสุ่มนักเรียน 6 คน ให้ยกตัวอย่างประเภท ของพลังงานต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจ�าวัน ดังนี้ • คนที่ 1-2 ยกตัวอย่างพลังงานจลน์ • คนที่ 3-4 ยกตัวอย่างพลังงานศักย์โน้มถ่วง • คนที่ 5-6 ยกตัวอย่างพลังงานศักย์ยืดหยุ่น พิจารณาลูกบอลหมายเลข 1 2 และ 3 ที่มีขนาดเทากันทั้ง 3 ลูก ถูกปลอยตกกระทบพื้น ดังภาพ ขอใดสรุปถูกตอง 3 2 1 1. ลูกบอลหมายเลข 1 2 และ 3 มีพลังงานศักย์โน้มถ่วงเท่ากัน 2. ลูกบอลหมายเลข 1 มีพลังงานศักย์โน้มถ่วงมากกว่าลูกบอลหมายเลข 2 3. ลูกบอลหมายเลข 2 มีพลังงานศักย์โน้มถ่วงมากกว่าลูกบอลหมายเลข 3 4. ลูกบอลหมายเลข 3 มีพลังงานศักย์โน้มถ่วงมากกว่าลูกบอลหมายเลข 1 (วิเคราะหคําตอบ วัตถุมวลเทากัน วัตถุใดที่อยูสูงจากพื้นโลกมากกวาจะมีพลังงานศักย โนมถวงมากกวา ดังนั้น ตอบขอ 2.) น�ำ สอน สรุป ประเมิน T67
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 60 2.2 กฎการอนุรักษพลังงาน กฎกำรอนุรักษ์พลังงำน (law of conservation of energy) กล่ำวว่ำ “พลังงำนเป็นสิ่งที่ไม่สำมำรถสร้ำงขึ้นใหม่ และไม่สำมำรถท�ำให้สูญหำยหรือท�ำลำยได้ แต่จะเกิดกำรเปลี่ยนรูปพลังงำนจำกรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่ง” จำกภำพแสดงให้เห็นว่ำ พลังงำนไม่ได้สูญหำย แต่มีกำรเปลี่ยนรูปของพลังงำนไป คือ เปลี่ยนแปลง จำกพลังงำนศักย์ไปเป็นพลังงำนจลน์ ซึ่งเป็นไปตำม กฎกำรอนุรักษ์พลังงำน ภาพที่ 5.22 กำรเปลี่ยนรูประหว่ำงพลังงำนจลน์และพลังงำนศักย์ โน้มถ่วงที่สะสมอยู่ในนักเล่นสกี ที่มา : คลังภาพ อจท. H O T S (ค�าถามท้าทายการคิดขั้นสูง) จำกภำพ นักกีฬำกระโดดค�้ำถ่อมีกำรเปลี่ยน รูปพลังงานอย่างไร ภาพที่ 5.23 นักกระโดดค�้ำถ่อ ที่มา : คลังภาพ อจท. 1 เมื่อวัตถุอยู่นิ่งและอยู่ในต�ำแหน่งที่ สูงสุด พลังงำนจลน์มีค่ำเป็นศูนย์ ส่วนพลังงำนศักย์โน้มถ่วง จะมีค่ำ มำกที่สุด 2 เมื่อวัตถุเริ่มเคลื่อนที่ พลังงำนศักย์ โน้มถ่วงจะมีค่ำลดลง เนื่องจำก พลังงำนศักย์โน้มถ่วงเปลี่ยนแปลง ไปเป็นพลังงำนจลน์ 3 ขณะที่วัตถุเคลื่อนที่มำอยู่ในต�ำแหน่ง ต�่ำที่สุด เมื่อเทียบกับต�ำแหน ่ง อ้ำงอิง จะเป็นจุดที่พลังงำนจลน์มี ค่ำสูงที่สุด ส่วนพลังงำนศักย์โน้ม ถ่วงจะมีค่ำน้อยที่สุดและจะเป็นศูนย์ เมื่อวัตถุอยู่ที่ระดับเดียวกับต�ำแหน่ง อ้ำงอิง กฎการอนุรักษพลังงาน ขั้นสอน สํารวจค้นหา 4. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน จากนั้นครู แจ้งจุดประสงค์ของกิจกรรม ปจจัยที่มีผลต่อ พลังงานจลน์และพลังงานศักย์โน้มถ ่วง ให้นักเรียนทราบเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติ กิจกรรมที่ถูกต้อง 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม ปจจัย ที่มีผลต ่อพลังงานจลน์และพลังงานศักย์ โน้มถ่วง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 โดยครูใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ มาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยก�าหนดให้ สมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่มมีบทบาทหน้าที่ ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ท�าหน้าที่เตรียมวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ท�าหน้าที่อ่านวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและน�ามาอธิบายให้สมาชิกใน กลุ่มฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ท�าหน้าที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจ�าตัวนักเรียน 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 แนวตอบ H.O.T.S. เริ่มตนที่จุดสตารต นักกระโดดคํ้าถอจะวิ่ง โดยถือไมคํ้าดวยความเร็วสูง พลังงานจลนจะเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ เมื่อนักกระโดดปกไมลงกับพื้น ตัวของ นักกีฬาจะลอยสูงขึ้น ณ จุดนี้ พลังงานศักยโนมถวง จะมีคาเพิ่มขึ้น แตพลังงานจลนจะลดลง เมื่อ นักกีฬาลอยขึ้นไปจุดสูงสุด พลังงานศักยโนมถวง จะมีคาสูงสุด และพลังงานจลนมีคาเปนศูนย ซึ่ง เมื่อนักกีฬาตกลงมาสูพื้นพลังงานจลนจะมีคา เพิ่มขึ้นแตพลังงานศักยจะลดลง สื่อ Digital ครูให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน จาก QR Code เรื่อง กฎการอนุรักษ์พลังงาน ลูกฟุตบอลกลิ้งไปตามพื้นที่มีความลาดชันจากสูงไปตํ่า ลูกฟุตบอลมีการเปลี่ยนรูปพลังงานอยางไร 1. พลังงานศักย์เปลี่ยนเป็นพลังงานกล 2. พลังงานจลน์เปลี่ยนเป็นพลังงานกล 3. พลังงานศักย์เปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ 4. พลังงานจลน์เปลี่ยนเป็นพลังงานศักย์ (วิเคราะหคําตอบ ลูกฟุตบอลที่อยูบนพื้นสูงจะมีพลังงานศักย เมื่อลูกฟุตบอลกลิ้งลงไปตามพื้นที่มีความลาดชัน พลังงานศักย ในลูกฟุตบอลจะเปลี่ยนเปนพลังงานจลน ดังนั้น ตอบขอ 3.) น�ำ สอน สรุป ประเมิน T68
ปจจัยที่มีผลต่อพลังงานจลนและพลังงานศักยโนมถ่วง กิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - กำรตั้งสมมติฐำน - กำรทดลอง จิตวิทยาศาสตร์ - ควำมรับผิดชอบ - ควำมสนใจใฝรู้ จุดประสงค์ ทดลองและอธิบำยปัจจัยที่มีผลต่อพลังงำนจลน์และพลังงำนศักย์โน้มถ่วงได้ วัสดุอุปกรณ์ 1. ลูกแก้วหรือลูกเหล็กขนำดเท่ำกัน 2 ลูก 4. ไม้บรรทัดและไม้เมตร 2. ลูกแก้วหรือลูกเหล็กขนำดใหญ่กว่ำ 1 ลูก 5. ชุดขำตั้ง 3. ดินน�้ำมัน 6. เชือกหรือเส้นด้ำย วิธีปฏิบัติ ตอนที่ 1 ปจจัยที่มีผลต่อพลังงานจลน์ 1. ท�ำชุดลูกตุ้มโดยน�ำลูกแก้วมำติดกับปลำยเชือกด้ำนหนึ่ง แล้วน�ำปลำยเชือกอีกด้ำนหนึ่งไปผูกกับชุดขำตั้ง โดยให้ลูกแก้วที่น�ำ มำท�ำเป็นลูกตุ้มชิดกับพื้นโตะทดลองโดยเชือกที่ผูกไม่ตึงหรือหย่อน 2. น�ำลูกแก้ววำงบนพื้นโตะทดลอง แล้วปล่อยลูกตุ้มจำกควำมสูง 4 เซนติเมตร จำกพื้นโตะทดลองให้มำชนกับลูกแก้วที่วำงบน พื้นโตะทดลอง สังเกตกำรเคลื่อนที่ของลูกแก้วและวัดระยะทำงที่ลูกแก้วเคลื่อนที่ได้ แล้วบันทึกผล 3. ท�ำกำรทดลองข้อ 2. ซ�้ำ แต่เปลี่ยนลูกแก้วที่น�ำมำวำงบนพื้นโตะทดลองให้มีขนำดใหญ่กว่ำลูกแก้วที่น�ำมำท�ำกำรทดลองใน ข้อ 2. 4. ท�ำกำรทดลองข้อ 2. ซ�้ำ แต่เปลี่ยนควำมสูงเป็น 6 เซนติเมตร ตอนที่ 2 ปจจัยที่มีผลต่อพลังงานศักย์โน้มถ่วง 1. ปั้นดินน�้ำมันเป็นแท่นสี่เหลี่ยมที่มีควำมหนำ 2 เซนติเมตร โดยมีควำมกว้ำงและควำมยำวขนำดใกล้เคียงกัน จ�ำนวน 3 อัน แล้วใช้ไม้บรรทัดตีผิวหน้ำแท่นดินน�้ำมันทั้ง 3 อัน ให้เรียบ 2. ปล่อยลูกแก้ว 2 ลูก ที่มีขนำดเท่ำกันจำกระดับควำมสูง 25 เซนติเมตร พร้อมกัน ลงบนแท่นดินน�้ำมันอันที่ 1 สังเกตกำร เปลี่ยนแปลงของผิวดินน�้ำมันและควำมลึกที่ลูกแก้วจมลงไป แล้วบันทึกผล 3. ปล่อยลูกแก้ว 2 ลูก ที่มีขนำดต่ำงกันจำกระดับควำมสูง 25 เซนติเมตร พร้อมกัน ลงบนแท่นดินน�้ำมันอันที่ 2 สังเกตกำร ภาพที่ 5.24 ชุดอุปกรณ์ตอนที่ 2 ที่มา : คลังภาพ อจท. เปลี่ยนแปลงของผิวดินน�้ำมันและควำมลึกที่ลูกแก้วจมลงไป แล้วบันทึกผล 4. ปล่อยลูกแก้ว 2 ลูก ที่มีขนำดเท่ำกันแต่ระดับควำมสูงต่ำง กันพร้อมกัน โดยลูกแก้วลูกที่ 1 ถูกปล่อยจำกระดับควำมสูง 25 เซนติเมตร แต่ลูกแก้วลูกที่ 2 ถูกปล่อยจำกระดับควำม สูง 50 เซนติเมตร ลงบนแท่นดินน�้ำมันอันที่ 3 สังเกตกำร เปลี่ยนแปลงของผิวดินน�้ำมันและควำมลึกที่ลูกแก้วจมลงไป แล้วบันทึกผล แท่นดินน�้ำมัน งานและพลังงาน 61 ตารางบันทึก กิจกรรม ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแต ่ละกลุ ่มออกมาน�าเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน ในระหว ่างที่ นักเรียนน�าเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง 2. ครูถามค�าถามท้ายกิจกรรม โดยให้นักเรียน แต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาค�าตอบ ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสให้นักเรียนซักถามเนื้อหา เกี่ยวกับเรื่อง พลังงาน และให้ความรู้เพิ่มเติม จากค�าถามของนักเรียน โดยครูใช้ PowerPoint เรื่อง พลังงาน ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแต่ละคนท�าแบบฝกหัด เรื่อง พลังงาน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 ระดับความสูงของลูกตุม ขนาดของลูกแกวหรือลูกเหล็ก เปรียบเทียบระยะทางของลูกแกวหรือลูกเหล็ก เท่าเดิม ไม่เท่าเดิม ลูกแก้วหรือลูกเหล็กที่มีมวลเล็กกว่าจะเคลื่อนที่ไปได้ ระยะทางที่ไกลกว่า ไม่เท่าเดิม เท่าเดิม ลูกตุ้มระดับสูงกว่าจะชนลูกแก้วหรือลูกเหล็กไปได้ ระยะทางที่ไกลกว่า ตอนที่ 2 ระดับความสูงที่ปลอยลูกแกว หรือลูกเหล็ก ขนาดของลูกแกว หรือลูกเหล็ก เปรียบเทียบความลึกของลูกแกวหรือลูกเหล็ก ที่จมลงไปในดินนํ้ามัน เท่าเดิม ไม่เท่าเดิม ลูกแก้วหรือลูกเหล็กที่มีมวลใหญ่กว่าจะจมลงไปใน ดินน�้ามันได้ลึกกว่า ไม่เท่าเดิม เท่าเดิม ลูกแก้วหรือลูกเหล็กที่อยู่สูงกว่าจะจมลงไปในดินน�้ามัน ได้ลึกกว่า ตอนที่ 1 น�ำ สอน สรุป ประเมิน T69
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 5.25 กำรกักเก็บน�้ำไว้ในเขื่อน ควำมสูงของระดับน�้ำจะส่งผลให้น�้ำมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วงมำกขึ้น ที่มา : คลังภาพ อจท. จำกภำพจะเห็นว่ำ มนุษย์น�ำกฎกำรอนุรักษ์พลังงำนมำประยุกต์ใช้ใน กำรผลิตกระแสไฟฟ้ำจำกเขื่อน โดยมนุษย์สร้ำงเขื่อนเพื่อกักเก็บน�้ำไว้ใน ระดับสูงเมื่อเทียบกับฐำนของเขื่อน ส่งผลให้น�้ำมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วงมำก เมื่อปล่อยน�้ำให้ไหลลงมำ พลังงำนศักย์โน้มถ่วงของน�้ำจะมีค่ำลดลง แต่ ในทำงกลับกันน�้ำจะมีพลังงำนจลน์สูงขึ้น เมื่อน�้ำเคลื่อนที่ผ่ำนกังหันน�้ำที่ ต่อเข้ำกับเครื่องก�ำเนิดไฟฟ้ำหรือไดนำโม ซึ่งจะอำศัยพลังงำนจลน์ของน�้ำ ผลักดันใบพัดให้กังหันน�้ำหมุน แล้วเหนี่ยวน�ำให้เครื่องก�ำเนิดไฟฟ้ำผลิต พลังงำนไฟฟ้ำ แล้วส่งมำยังบ้ำนเรือน การผลิตกระแสไฟฟา จากเขื่อนมีการเปลี่ยน รูปของพลังงานใดบาง จำกกิจกรรมตอนที่ 1 เมื่อปล่อยลูกตุ้มจำกระดับควำมสูงเดียวกันมำชนลูกแก้ว ลูกแก้วที่มีขนำดใหญ่กว่ำจะเคลื่อนที่ได้ ระยะทำงที่น้อยกว่ำลูกแก้วที่มีขนำดเล็ก แต่เมื่อปล่อยลูกตุ้มจำกระดับควำมสูงต่ำงกันมำชนลูกแก้วที่มีขนำดเท่ำกัน ลูกแก้วที่ถูกชน ด้วยลูกตุ้มที่ถูกปล่อยจำกระดับควำมสูงมำกกว่ำจะเคลื่อนที่ได้ระยะทำงมำกกว่ำลูกแก้วที่ถูกชนด้วยลูกตุ้มที่ถูกปล่อยจำกระดับ ควำมสูงที่น้อยกว่ำ และจำกกิจกรรมตอนที่ 2 จะได้ว่ำ เมื่อปล่อยลูกแก้วที่มีขนำดต่ำงกันจำกควำมสูงที่เท่ำกันลงบนดินน�้ำมัน ลูกแก้วที่มีขนำดใหญ่กว่ำจะจมลงไปในดินน�้ำมันได้ลึกกว่ำลูกแก้วที่มีขนำดเล็ก และเมื่อปล่อยลูกแก้วที่มีขนำดเท่ำกันจำกควำมสูง ที่ต่ำงกัน ลูกแก้วที่ถูกปล่อยจำกควำมสูงมำกกว่ำจะจมลงไปในดินน�้ำมันได้ลึกกว่ำ อภิปรายผลกิจกรรม ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. จำกกิจกรรมตอนที่ 1 ปัจจัยใดบ้ำงที่มีผลต่อระยะทำงที่ลูกแก้วเคลื่อนที่ได้ 2. จำกกิจกรรมตอนที่ 2 ปัจจัยใดบ้ำงที่มีผลต่อควำมลึกที่ลูกแก้วจมลงไปในดินน�้ำมัน 62 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูร ่วมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง พลังงาน ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบค�าถาม พฤติกรรมการท�างานรายบุคคล พฤติกรรมการท�างานกลุ ่ม และจากการ น�าเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนก่อนเข้าสู่ กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจ�าตัวนักเรียน 3. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม ปจจัยที่ มีผลต่อพลังงานจลน์และพลังงานศักย์โน้มถ่วง ในสมุดประจ�าตัวนักเรียนหรือแบบฝกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 4. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง พลังงาน จาก แบบฝกหัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ขนาดของลูกแกวและระดับความสูง 2. ขนาดของลูกแกวและระดับความสูง แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเข้าใจในเนื้อหา เรื่อง พลังงาน ได้จากการสังเกต พฤติกรรมการท�างานกลุ่มและการน�าเสนอผลงาน โดยศึกษาเกณฑ์การวัดและ ประเมินผลจากแบบสังเกตพฤติกรรมการท�างานกลุ่ม และการน�าเสนอผลงาน ที่อยู่ในแผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ขอใดคือนิยามของกฎการอนุรักษพลังงาน 1. พลังงานสูญหายได้และเกิดขึ้นใหม่ได้ 2. พลังงานที่ต�าแหน่งใดๆ มีค่าไม่เท่ากัน 3. พลังงาน คือ ผลคูณระหว่างแรงกับระยะทาง 4. พลังงานไม่สามารถสูญหายได้ แต่สามารถเปลี่ยนรูปได้ (วิเคราะหคําตอบ กฎการอนุรักษพลังงาน กลาววา พลังงาน เปนสิ่งที่ไมสูญหาย ไมสามารถสรางขึ้นใหมได แตสามารถเปลี่ยน รูปพลังงานได ดังนั้น ตอบขอ 4.) แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับฟัง คนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง น�ำ สอน สรุป ประเมิน T70
ภาพที่ 5.26 พลังงำนเคมีที่อยู่ในถ่ำนหินสำมำรถเปลี่ยนรูปเป็น พลังงำนควำมร้อนและพลังงำนแสงได้ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.27 พลังงำนเคมีในน�้ำมันจะถูกเครื่องยนต์เผำไหม้เปลี่ยนให้ เป็นพลังงำนกลขับเคลื่อนรถยนต์ ที่มา : คลังภาพ อจท. แสงอำทิตย์เป็นต้นก�ำเนิดของแหล ่งพลังงำน ภำยในโลก โดยพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกระบวนกำรสังเครำะห์ ด้วยแสง สำมำรถดึงพลังงำนแสงจำกดวงอำทิตย์มำ เปลี่ยนเป็นพลังงำนเคมีได้โดยตรง ท�ำให้พืชด�ำรงชีวิต เป็นผู้ผลิต หรือเป็นแหล ่งอำหำรให้กับสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อสิ่งมีชีวิตอื่นกินพืชเสมือนเป็นกำรถ่ำยทอดพลังงำน ไปยังผู้บริโภคต่อกันเป็นทอด ๆ เมื่อผู้บริโภคตำยจะถูก สิ่งมีชีวิตอื่นย่อยสลำยและทับถมอยู่ในรูปของเชื้อเพลิง ซำกดึกด�ำบรรพ์ ซึ่งเป็นแหล ่งกักเก็บพลังงำนเคมี เช่น ถ่ำนหิน น�้ำมัน แกสธรรมชำติ เมื่อน�ำเชื้อเพลิง ซำกดึกด�ำบรรพ์เหล่ำนี้ไปเผำไหม้ พลังงำนเคมีจะถูก เปลี่ยนให้เป็นพลังงำนควำมร้อนและพลังงำนแสง ภาพที่ 5.28 ดวงอำทิตย์เป็นต้นก�ำเนิด แหล่งพลังงำนของโลกและสิ่งมีชีวิต ที่มา : คลังภาพ อจท. งานและพลังงาน 63 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ ครูตั้งประเด็นค�าถามว่า “พลังงานมีวันสูญหาย หรือไม่ อย่างไร” โดยให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกัน อภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีการเฉลยว่า ถูกหรือผิด ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนจับคู่กับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้นให้ นักเรียนแต ่ละคู ่ร ่วมกันศึกษาค้นคว้าข้อมูล เกี่ยวกับเรื่อง กฎการอนุรักษ์พลังงาน จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 2. นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกันอภิปรายเรื่องที่ได้ศึกษา จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนเขียนสรุปความรู้ที่ ได้จากการศึกษาค้นคว้าลงในสมุดประจ�าตัว นักเรียน การใชถังนํ้าขนาดใหญใสนํ้าเต็มถัง ตั้งไวในที่สูง แลวตอทอใหไหลไปหมุนกังหันซึ่งมีแกนตอเขากับขดลวดที่อยู ระหวางแทงแมเหล็ก และตอวงจรเขากับหลอดไฟจนสวาง การเปลี่ยนรูปพลังงานเปนแบบใด ตามลําดับ 1. พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ พลังงานกล พลังงานไฟฟ้า 2. พลังงานศักย์ พลังงานกล พลังงานจลน์ พลังงานไฟฟ้า 3. พลังงานจลน์ พลังงานศักย์ พลังงานกล พลังงานไฟฟ้า 4. พลังงานจลน์ พลังงานกล พลังงานศักย์ พลังงานไฟฟ้า (วิเคราะหคําตอบ นํ้าที่บรรจุอยูในถังซึ่งวางไวในที่สูงจะมีพลังงานศักยสะสมอยูในนํ้า เมื่อตอทอพลังงานศักย จะลดตํ่าลง เปลี่ยนเปนพลังงานจลนไหลไปตามทอ และพลังงานจลนจะเปลี่ยนเปนพลังงานกล เพื่อไปหมุนกังหันให ผลิตกระแสไฟฟาหรือพลังงานไฟฟา ดังนั้น ตอบขอ 1.) อธิบายความรู้ นักเรียนและครูร ่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่อง กฎการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งควรได้ข้อสรุปร่วม กันว่า “พลังงานไม่มีวันสูญหาย สามารถเปลี่ยน รูปพลังงานจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่งได้ และ ไม่สามารถท�าให้สูญหายหรือท�าลายได้ เรียกว่า กฎการอนุรักษ์พลังงาน” ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET น�ำ น�ำ สอน สรุป ประเมิน T71
64 พลังงำนเคมีนอกจำกจะอยู่ในรูปของเชื้อเพลิง ซำกดึกด�ำบรรพ์แล้ว ยังอยู่ในรูปของสำรอำหำร เช่น โปรตีน คำร์โบไฮเดรต ไขมัน เมื่อเรำรับประทำนอำหำร เข้ำไป น�้ำย่อยที่อยู่ภำยในปำก กระเพำะอำหำร และ ล�ำไส้เล็กจะท�ำหน้ำที่ย่อยสลำยให้อำหำรมีขนำดโมเลกุล เล็กลง เพื่อให้ร ่ำยกำยดูดซึมน�ำไปใช้ในกระบวนกำร เมแทบอลิซึม (metabolism) เพื่อเปลี่ยนพลังงำนเคมี ในอำหำรให้เป็นพลังงำนที่ใช้รักษำอุณหภูมิของร่ำงกำย และเป็นพลังงำนที่น�ำไปใช้ในกิจกรรมต่ำง ๆ รถไฟที่วิ่งไปตำมรำงด้วยควำมเร็วสูง เมื่อ รถไฟเบรกกะทันหันพลังงำนจลน์ที่ล้อจะถูกเปลี่ยนเป็น พลังงำนควำมร้อน พลังงำนเสียง และพลังงำนแสง เนื่องจำกแรงเสียดทำนที่เกิดขึ้นระหว่ำงล้อรถไฟกับรำง รถไฟท�ำให้เกิดพลังงำนควำมร้อน และล้อเหล็กที่เสียดสี กับรำงเหล็กท�ำให้เกิดประกำยไฟและเสียงขึ้น นอกจำกนี้ รถยนต์ที่แล ่นไปบนถนนเป็นอีก ตัวอย่ำงหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ำพลังงำนจลน์ที่ล้อรถยนต์ บำงส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงำนควำมร้อน เนื่องจำก แรงเสียดทำนที่เกิดขึ้นระหว่ำงยำงล้อรถยนต์กับถนน ท�ำให้พลังงำนจลน์ของรถยนต์ลดลง ส่งผลให้รถยนต์ไม่ ลื่นไถลไปกับถนน อีกทั้งยังพบกำรเปลี่ยนแปลงรูปแบบ พลังงำนนี้ในกระบวนกำรท�ำงำนของเครื่องมือไฟฟ้ำ เครื่องจักรกลในโรงงำนอุตสำหกรรมต ่ำง ๆ อีกด้วย ภาพที่ 5.29 อำหำรที่รับประทำนเข้ำไปจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงำนที่ ใช้ในกำรท�ำกิจกรรมต่ำง ๆ ในชีวิตประจ�ำวัน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.30 พลังงำนจลน์ของเครื่องเจียรไฟฟ้ำถูกเปลี่ยนให้เป็น พลังงำนควำมร้อน พลังงำนแสง และพลังงำนเสียง ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.31 พลังงำนจลน์ในล้อรถไฟเปลี่ยน รูปเป็นพลังงำนควำมร้อน พลังงำนแสง และ พลังงำนเสียง ที่มา : คลังภาพ อจท. ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. ครูสนทนากับนักเรียนว ่า “การผลิตกระแส ไฟฟ้าจากเขื่อนมีการเปลี่ยนรูปของพลังงานใด บ้าง” โดยให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นอย ่างอิสระโดยไม ่มีการ เฉลยว่าถูกหรือผิด (แนวตอบ มีการเปลี่ยนพลังงานศักยโนมถวง เปนพลังงานจลน ซึ่งนํ้าที่เก็บไวในเขื่อนจะ มีพลังงานศักยโนมถวงสะสมอยู เมื่อปลอย ใหนํ้าไหลจากเขื่อนไปหมุนกังหันจะมีการ เปลี่ยนแปลงพลังงานศักยไปเปนพลังงานจลน เพื่อนําไปผลิตกระแสไฟฟา) 2. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ร่วมกัน ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง การใช้กฎ การอนุรักษ์พลังงานมาประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจ�าวัน และการถ่ายโอนความร้อนระหว่าง สสาร จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 หรือแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต แล้วเขียนสรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้าลงในสมุดประจ�าตัวนักเรียน นักเรียนควรรู 1 เมแทบอลิซึม เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารอาหารที่มีปฏิกิริยา ทางชีวเคมีเกิดขึ้นหลายขั้นตอนให้เป็นพลังงานภายในเซลล์ และมีเมแทบอไลต์ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลของปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่มีทั้งกระบวนการสลายสารโมเลกุล ใหญ่ให้เป็นโมเลกุลเล็ก เรียกว่า แคแทบอลิซึม (catabolism) และกระบวนการ สร้างสารโมเลกุลเล็กให้เป็นสารโมเลกุลใหญ่ เรียกว่า แอนาบอลิซึม (anabolism) โดยมีเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET กระบวนการเมแทบอลิซึมที่เกิดขึ้นในรางมนุษยเปนกระบวน การเปลี่ยนแปลงพลังงานจากรูปใดไปเปนรูปใด 1. พลังงานเคมีเป็นพลังงานจลน์ 2. พลังงานเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้า 3. พลังงานความร้อนเป็นพลังงานจลน์ 4. พลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้า (วิเคราะหคําตอบ กระบวนการเมแทบอลิซึมเปนกระบวนการ เปลี่ยนแปลงพลังงานเคมีที่อยูในอาหารใหเปนพลังงานที่ใชทํา กิจกรรมในชีวิตประจําวันของมนุษย เชน พลังงานจลน ดังนั้น ตอบขอ 1.) เมแทบอลิซึม ( 1 น�ำ สอน สรุป ประเมิน T72
นอกจำกกำรเปลี่ยนรูปของพลังงำนแล้ว พลังงำนสำมำรถถูกถ่ำยโอนจำกระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งได้ ตัวอย่ำงเช่น 1. กำรถ่ำยโอนควำมร้อนระหว่ำงสสำร เกิดขึ้นได้ 3 รูปแบบ ดังนี้ ภาพที่ 5.32 กำรถ่ำยโอนควำมร้อน ที่มา : คลังภาพ อจท. เป็นกำรถ่ำยโอนพลังงำนควำม ร้อนผ่ำนตัวกลำง เมื่อตัวกลำงได้รับ ควำมร้อน อะตอมหรือโมเลกุลของ ตัวกลำงจะสั่นเนื่องจำกมีพลังงำนจลน์ สูงขึ้นและถูกถ ่ำยเทไปยังโมเลกุล ข้ำงเคียง จำกบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง ไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิต�่ำกว่ำ ส่งผล ให้โมเลกุลข้ำงเคียงสั่นตำมไปด้วยจน กระทั่งไปถึงปลำยอีกด้ำนของตัวกลำง เป็นกำรถ ่ำยโอนพลังงำน ควำมร้อนผ่ำนตัวกลำง เมื่อตัวกลำง ได้รับควำมร้อน จะท�ำให้อะตอม หรือโมเลกุลของตัวกลำงเคลื่อนที่ และพำควำมร้อนไป ตัวอย่ำงเช่น น�้ำในหม้อต้มเดือดหลังจำกได้รับ ควำมร้อน เป็นกำรถ ่ำยโอนพลังงำน ควำมร้อนโดยไม่ต้องอำศัยตัวกลำง ซึ่งวัตถุที่เป็นแหล่งก�ำเนิดควำมร้อน สำมำรถแผ่รังสีควำมร้อนออกมำใน รูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ำได้ เช่น รังสีควำมร้อนจำกเตำผิง รังสีควำม ร้อนจำกดวงอำทิตย์ 1 การน�าความร้อน (conduction) 2 การพาความร้อน (convection) 3 การแผ่รังสีความร้อน (radiation) 2 คนรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัสกับควันที่ ลอยขึ้นมำจำกอำหำร เนื่องจำก มีอำกำศเป็นตัวกลำงในกำรพำ ควำมร้อนมำสู่คน 3 คนรู้สึกร้อนแม้อยู่ห่ำงจำกเตำถ่ำน เนื่องจำกพลังงำนควำมร้อนจำก เตำถ่ำนแผ่รังสีควำมร้อนมำยังคน 1 คนใช้มือจับที่คีบอำหำรจะรู้สึกร้อน เนื่องจำกที่คีบอำหำรเป็นตัวกลำง ในกำรน�ำควำมร้อนมำสู่มือ งานและพลังงาน 65 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET นิดออกแบบบานใหมีชองลมและติดพัดลมระบายอากาศ เมื่ออากาศรอนลอยตัวสูงขึ้นออกไปตามชองลม อากาศเย็นก็จะ พัดเขามาแทนที่ การออกแบบบานใหมีการระบายอากาศเชนนี้ ใชหลักการถายโอนความรอนในขอใด 1. การแผรังสี 2. การพาความรอน 3. การแผรังสีและการนําความรอน 4. การนําความรอนและการพาความรอน (วิเคราะหคําตอบ การพาความรอนเปนการถายโอนพลังงาน ความรอนผานตัวกลางที่สามารถเคลื่อนที่ได โดยตัวกลางที่ สามารถพาความรอนไดดีจึงเปนแกสและของเหลว ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน อธิบายความรู 1. ครูสุมนักเรียน 4 กลุม ออกมานําเสนอผล การศึกษาหนาชั้นเรียน ซึ่งครูเปนคนเลือก วาจะใหนักเรียนกลุมใดนําเสนอเรื่องอะไร ตามหัวขอเรื่องตอไปนี้ • กลุมที่ 1 การใชกฎการอนุรักษพลังงานมา ประยุกตใชในชีวิตประจําวัน • กลุมที่ 2 การนําความรอน (conduction) • กลุมที่ 3 การพาความรอน (convection) • กลุมที่ 4 การแผรังสีความรอน (radiation) 2. ขณะที่นักเรียนกําลังนําเสนอ ครูอาจเสนอ แนะหรือแทรกขอมูลเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ใหนักเรียนทุกคนไดมีความเขาใจที่ถูกตอง มากยิ่งขึ้น สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถายโอนพลังงาน จากภาพยนตร สารคดีสั้น Twig เรื่อง การถายโอนความรอน (https://www.twig-aksorn.com/ film/heat-transport-8317/) นํา สอน สรุป ประเมิน T73
2. กำรถ่ำยโอนพลังงำนของกำรสั่นของแหล่งก�ำเนิดเสียงไปยังผู้ฟัง เสียงเกิดจำกกำรสั่นของวัตถุที่เป็นแหล่ง ก�ำเนิดเสียง พลังงำนกำรสั่นของแหล่งก�ำเนิดถูกถ่ำยโอนให้แก่โมเลกุลของตัวกลำงที่อยู่ติดกับแหล่งก�ำเนิด และ พลังงำนจะถูกส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ จนถึงหูผู้ฟัง โดยมีโมเลกุลของอำกำศท�ำหน้ำที่เป็นตัวกลำงในกำรถ่ำยโอนพลังงำน เสียง ซึ่งเป็นไปตำมกฎกำรอนุรักษ์พลังงำน ภาพที่ 5.33 กำรถ่ำยโอนพลังงำนเสียงจำกแหล่งก�ำเนิดไปยังอวัยวะรับเสียง ที่มา : คลังภาพ อจท. Topic Question ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�ำถำมต่อไปนี้ 1. พลังงำนกลมีกี่ประเภท อะไรบ้ำง 2. ปัจจัยใดที่มีผลต่อพลังงำนจลน์และพลังงำนศักย์โน้มถ่วง 3. กฎกำรอนุรักษ์พลังงำนคืออะไร 4. นักกระโดดร่มดิ่งพสุธำจะมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วงสูงที่สุดเมื่อใด 5. กำรขว้ำงลูกบอลขึ้นไปในแนวดิ่ง เมื่อลูกบอลเคลื่อนที่ไปจนถึงจุดสูงสุดและตกลงสู่พื้นดินจะมีพลังงำนจลน์และ พลังงำนศักย์โน้มถ่วงเป็นอย่ำงไร 6. จงเขียนขั้นตอนกำรเปลี่ยนรูปพลังงำนของกำรผลิตกระแสไฟฟ้ำโดยใช้พลังงำนน�้ำ 7. เมื่อรถไฟเคลื่อนที่มำด้วยอัตรำเร็วค่ำหนึ่งหยุดกะทันหัน จะมีกำรเปลี่ยนรูปพลังงำนใดบ้ำงระหว่ำงล้อรถกับ รำงรถไฟ 8. เซลล์สุริยะมีกลไกกำรเปลี่ยนรูปพลังงำนอย่ำงไร 9. กำรถ่ำยโอนควำมร้อนมีกี่รูปแบบ อะไรบ้ำง 10. ตัวกลำงที่ท�ำหน้ำที่ถ่ำยโอนพลังงำนเสียงจำกแหล่งก�ำเนิดมำยังหูผู้ฟังคืออะไร โมเลกุลของอำกำศ 66 เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเสียงว่า เสียงเปนคลื่นกล ซึ่งเกิดจากการ สั่นสะเทือนของแหล่งก�าเนิดเสียง เมื่อแหล่งก�าเนิดเสียงสั่นสะเทือน ท�าให้อากาศ บริเวณนั้นเกิดการอัดและขยายตัวของคลื่นเสียง และถูกส่งผ่านไปยังตัวกลาง เช่น อากาศ ไปยังอวัยวะที่ใช้รับเสียง คือ หู นอกจากแกสแล้ว เสียงสามารถ เดินทางผ่านของเหลวและของแข็งได้ แต่ไม่สามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้ แนวตอบ Topic Question 1. 2 ประเภท ไดแก พลังงานจลนและพลังงานศักย 2. ปจจัยที่มีผลตอพลังงานจลนที่สะสมอยูในวัตถุ คือ มวลและอัตราเร็ว ของวัตถุ และปจจัยที่มีผลตอพลังงานศักยที่สะสมอยูในวัตถุ คือ มวล และความสูงของวัตถุเมื่อเทียบกับพื้นผิวโลก 3. พลังงานไมสามารถทําใหสูญหายและสรางขึ้นใหมได แตสามารถ เปลี่ยนรูปพลังงานจากรูปหนึ่งไปเปนอีกรูปหนึ่งได 4. เมื่ออยูบนเครื่องบิน 5. พลังงานศักยโนมถวงมีคาสูงสุดเมื่อวัตถุอยูสูงที่สุด และจะลดลง จนกระทั่งมีคาเทากับศูนยเมื่อวัตถุตกกระทบและหยุดนิ่งอยูกับพื้น 6. พลังงานศักย พลังงานจลน พลังงานกล พลังงานไฟฟา 7. พลังงานจลน พลังงานแสงและพลังงานเสียง 8. พลังงานแสง พลังงานไฟฟา 9. 3 รูปแบบ คือ การนําความรอน การพาความรอน และการแผรังสี ความรอน 10. อากาศ ขั้นสอน ขยายความเขาใจ 1. ครูเปดโอกาสให้นักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน และให้ความรู้ เพิ่มเติมจากค�าถามของนักเรียน โดยครูใช้ PowerPoint เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนท�า Topic Question เรื่อง พลังงาน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เล ่ม 2 ลงในสมุดประจ�าตัวนักเรียน 3. นักเรียนแต่ละคนท�าแบบฝกหัด เรื่อง กฎการ อนุรักษพลังงาน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เล่ม 2 น�ำ สอน สรุป ประเมิน T74
วัสดุอุปกรณ์ 1. เทปใส 2. ลูกโปง 3. กรรไกร 4. กล่องนม 5. ดินน�้ำมัน 6. ฝำขวดน�้ำ 7. ไม้เสียบลูกชิ้น 8. กระดำษห่อของขวัญ 9 หลอดดูดน�้ำแบบโค้งงอ วิธีท�า 1. น�ำกล่องนมมำห่อด้วยกระดำษห่อของขวัญ 2. ติดดินน�้ำมันที่ฝำขวดน�้ำ จ�ำนวน 4 ฝำ แล้วน�ำไปเสียบกับไม้ลูกชิ้นทั้งสองด้ำน เพื่อท�ำเป็นล้อรถ 4 ล้อ จำกนั้นน�ำล้อที่ได้ไปติดที่กล่องนมด้วยเทปใส 3. เสียบลูกโปงไว้ที่ปลำยหลอดดูดน�้ำแบบโค้งงอ จำกนั้นผูกให้แน่น และติดหลอด พร้อมลูกโปงที่ด้ำนบนของรถ 4. ใช้ปำกเปำหลอดเพื่อให้ลูกโปงมีขนำดใหญ่ขึ้น แล้วเอำมือปิดปำกลูกโปงให้แน่น 5. ปล่อยรถวำงบนพื้น และปล่อยมือออกจำกปำกลูกโปง รถจะเคลื่อนที่ด้วยแรงของ ลูกโปงไปทำงด้ำนหน้ำ ภาพที่ 5.34 รถพลังงำนลม ที่มา : http://maymekkhala.blogspot.com ภาพที่ 5.35 ติดดินน�้ำมันที่ฝำขวดน�้ำ ที่มา : http://maymekkhala.blogspot.com ภาพที่ 5.36 ติดเทปใส ที่มา : http://maymekkhala.blogspot.com ScienceActivity รถพลังงานลม F u n หลักการทางวิทยาศาสตร์ รถพลังงำนลมจะเคลื่อนที่ด้วยอัตรำเร็วไปทำงทิศตรงข้ำมกับลมที่ปล่อยออกมำจำกภำยในลูกโปง แสดงให้เห็นว่ำ พลังงำนลม ที่ให้กับลูกโปงถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงำนจลน์ซึ่งเป็นไปตำมกฎกำรอนุรักษ์พลังงำน กล่ำวคือ พลังงำนไม่มีวันสูญหำย แต่พลังงำน สำมำรถเปลี่ยนรูปแบบจำกพลังงำนหนึ่งไปเป็นอีกพลังงำนหนึ่งได้ โดยพลังงำนรวมทั้งหมดของกำรเปลี่ยนพลังงำนจะมีค่ำเท่ำเดิม งานและพลังงาน 67 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. นักเรียนแบงกลุม โดยครูเตรียมสลากหมายเลข กลุม 1-6 จากนั้นใหนักเรียนแตละคนออกมา หยิบสลาก ซึ่งนักเรียนที่ไดหมายเลขเดียวกัน จะอยูกลุมเดียวกัน แตละกลุมจะมีสมาชิก ภายในกลุม 6 คน 2. ครูแจงจุดประสงคของกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รถพลังงานลม ใหนักเรียน ทราบเพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ ถูกตอง จากนั้นใหสมาชิกภายกลุมจัดเตรียม วัสดุอุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รถพลังงานลม จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. สมาชิกภายในกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รถพลังงานลม ตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เกร็ดแนะครู ครูอาจสรุปเพิ่มเติมหลังจากปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รถพลังงานลมวา นอกจากการเปลี่ยนรูปพลังงานลมใหเปนพลังงานจลนแลว การเคลื่อนที่ของรถเปนไปตามกฎการเคลื่อนที่ขอที่ 3 ของนิวตัน ที่กลาววา “ทุกแรงกิริยายอมมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเทากัน แตมีทิศทางตรงขาม” กลาวคือ แรงกิริยา คือ แรงที่กระทําตอวัตถุทําใหวัตถุเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ไป ตามทิศทางของแรงที่มากระทํา สวนแรงปฏิกิริยา คือ แรงที่วัตถุกระทําโตตอบ ตอแรงกิริยาในทิศตรงกันขาม สังเกตไดจากการทํากิจกรรม จะเห็นวา พลังงาน คือ ลมที่ปลอยออกมา (แรงกิริยา) สงผลใหรถมีพลังงานจลนเคลื่อนที่ไปขางหนา (แรงปฏิกิริยา) ขอใดเปนการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เปนไปตามกฎการเคลื่อนที่ ขอที่ 3 ของนิวตัน ยกเวนขอใด 1. จรวดพุงขึ้นสูทองฟา 2. แมคาพายเรือขายผลไม 3. ลูกแอปเปลตกจากตนไม 4. นองตนฝกเลนสเกตบอรด (วิเคราะหคําตอบ ทุกตัวเลือก เปนการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เปนไป ตามกฎการเคลื่อนที่ขอที่ 3 ของนิวตัน ยกเวน ลูกแอปเปลตกจาก ตนไม ซึ่งเปนการเคลื่อนที่ของวัตถุดวยความเรงโนมถวง ที่มีคา คงตัวเทากับ 9.8 m/s2 ในทิศทางลง เรียกการเคลื่อนที่แบบนี้วา การตกแบบเสรี ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET นํา สอน สรุป ประเมิน T75
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET คือ แผ่นซิลิคอนที่ผ่ำนกระบวนกำรที่ท�ำให้โครงสร้ำงของอะตอม สูญเสียอิเล็กตรอน เมื่อได้รับพลังงำนแสงจำกดวงอำทิตย์ จะมี สมบัติเป็นตัวรับอิเล็กตรอน สารกึ่งตัวน�าชนิดเอ็น (N-type) คือ แผ่นซิลิคอนที่มีสมบัติเป็นตัวส่งอิเล็กตรอน Science in Real Life เซลล์สุริยะ (solar cell) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกในป พ.ศ. 2497 โดยแชปปิน (Chapin) ฟูลเลอร์ (Fuller) และเพียร์สัน (Pearson) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเปลี่ยนพลังงำนแสงจำกดวงอำทิตย์ให้เป็นพลังงำน ไฟฟ้ำ โดยหลักกำรท�ำงำนของเซลล์สุริยะ คือ เมื่อแสงซึ่งเป็นคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ำมำกระทบกับสำรกึ่งตัวน�ำที่อยู่บนแผ่นเซลล์สุริยะจะเกิดกำร ถ่ำยเทพลังงำนระหว่ำงกัน ท�ำให้เรำสำมำรถน�ำพลังงำนจำกธรรมชำติมำ สร้ำงพลังงำนในชีวิตประจ�ำวันได้ โดยทั่วไปแผ่นเซลล์สุริยะนิยมน�ำมำใช้กับเครื่องคิดเลข เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงำนสลับกับกำรใช้แบตเตอรี่ หรือนิยมน�ำมำติดตั้งบนหลังคำบ้ำนหรือพื้นที่ที่แสงแดดส่องถึงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ำ แล้วน�ำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ำ ภำยในบ้ำน ซึ่งเป็นกำรประหยัดค่ำใช้จ่ำย นอกจำกนี้ ยังใช้เป็นระบบแสงสว่ำงให้กับโรงงำนอุตสำหกรรม ป้ำยประกำศ ตู้โทรศัพท์ หรือใช้ในระบบกำรคมนำคม เช่น ไฟน�ำร่องเพื่อน�ำเครื่องบินขึ้นหรือลง ไฟประภำคำร ไฟน�ำร่องของเรือ อีกทั้งใช้ในระบบกำรเกษตร เช่น ระบบสูบน�้ำ เครื่องนวดข้ำว ส่วนประกอบหลักของเซลล์สุริยะ เซลล์สุริยะ ภาพที่ 5.37 เครื่องคิดเลข ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.38 ส่วนประกอบของแผ่นเซลล์สุริยะ ที่มา : คลังภาพ อจท. กระจกใส สารกึ่งตัวน�าชนิดพี (P-type) 68 เครื่องคิดเลขอิเล็กทรอนิกสติดแผงเซลลสุริยะ เพื่อเปลี่ยน พลังงานจากรูปใดไปเปนรูปใด 1. พลังงานเคมีเป็นพลังงานจลน์ 2. พลังงานแสงเป็นพลังงานจลน์ 3. พลังงานเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้า 4. พลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า (วิเคราะหคําตอบ เซลลสุริยะจะเปลี่ยนพลังงานแสงจาก ดวงอาทิตยเปนพลังงานไฟฟา ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแต ่ละกลุ ่มออกมาน�าเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รถพลังงานลม หน้าชั้นเรียน ในระหว ่าง ที่นักเรียนน�าเสนอครูคอยให้ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง 2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการปฏิบัติ กิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รถพลังงานลมว่า “พลังงานลมสามารถเปลี่ยน รูปเป็นพลังงานจลน์ ท�าให้รถเคลื่อนที่ไปทาง ทิศตรงข้ามกับลมที่ออกมาจากลูกโปง” 3. นักเรียนแต ่ละกลุ ่มร ่วมกันศึกษาค้นคว้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎการอนุรักษ์พลังงาน จาก Science in Real Life เรื่อง เซลล์สุริยะ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล ่ม 2 จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ ว่า “เซลล์สุริยะ เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่สามารถ เปลี่ยนพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ให้อยู่ใน รูปของพลังงานไฟฟ้าได้ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ เทคโนโลยีนี้ คือ เครื่องคิดเลข” นักเรียนควรรู 1 สารกึ่งตัวนําชนิดเอ็น เป็นสารกึ่งตัวน�าที่เกิดจากการจับตัวของอะตอม ซิลิคอนกับอะตอมของสารหนู ท�าให้มีอิเล็กตรอนเกินขึ้นมา 1 ตัว เรียกว่า อิเล็กตรอนอิสระ ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระในก้อนผลึกนั้น จึงยอมให้ กระแสไฟฟ้าไหลได้เช่นเดียวกับตัวน�าทั่วไป 2 สารกึ่งตัวนําชนิดพี เป็นสารกึ่งตัวน�าที่เกิดจากการจับตัวของอะตอม ซิลิคอนกับอะตอมของอะลูมิเนียม ท�าให้เกิดที่ว่างซึ่งเรียกว่า โฮล ขึ้นในแขนร่วม ของอิเล็กตรอน อิเล็กตรอนข้างโฮลจะเคลื่อนที่ไปอยู่ในโฮล ท�าให้ดูคล้ายกับโฮล เคลื่อนที่ได้ จึงท�าให้กระแสไฟฟ้าไหลได้ สารกึ่งตัวน�าชนิดเอ็น ( 1 สารกึ่งตัวน�าชนิดพี ( 2 น�ำ สอน สรุป ประเมิน T76
5 งาน Summary งาน ในทางฟสิกส คือ ผลคูณของแรงกับระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ตามแนวแรงหรือการกระจัดตามแนวแรง งานจะมีคามากหรือนอย ขึ้นอยูกับขนาดของแรงและขนาดของการกระจัดในแนวเดียวกับแรง ซึ่งงานเปนปริมาณทางกายภาพที่มีเพียงขนาดไมมีทิศทาง งานจึงเปนปริมาณสเกลาร สามารถคํานวณหางานที่เกิดขึ้นได จากสมการ เครื่องกลอยางงายเปนเครื่องกลที่ชวยผอนแรงและชวยอํานวยความสะดวกในการทํางาน โดยเครื่องกลอยางงายมี 6 ประเภท ไดแก คาน รอก พื้นเอียง สกรู ลิ่ม ลอ และเพลา เครื่องกลอยางงาย W = Fs กําลัง หมายถึง ปริมาณที่ใชบอกอัตราการทํางาน หรืองานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา โดยกําลังเปนปริมาณสเกลาร สามารถคํานวณ หากําลังเฉลี่ยได จากสมการ กําลัง P = W t ภาพที่ 5.39 คานเปนเครื่องกลที่ชวยงัดวัตถุใหสูงขึ้น ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.40 ลิ่มเปนเครื่องกลที่ใชแยกวัตถุ ใหออกจากกัน ที่มา : คลังภาพ อจท. แรงพยายาม (E) แรงตานทาน (W) E L W H W งานและพลังงาน งานและพลังงาน 69 เครื่องกลอยางงายประเภทใดไมชวยผอนแรง 1. คาน 2. พื้นเอียง 3. รอกเดี่ยวตายตัว 4. รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ (วิเคราะหคําตอบ รอกเดี่ยวตายตัวไมชวยผอนแรง แตชวยอํานวย ความสะดวก ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง จากกรอบ Self Check เรื่อง งานและพลังงาน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล ่ม 2 โดยบันทึกลงในสมุดประจ�าตัวนักเรียน 2. ครูมอบหมายให้นักเรียนท�า Unit Question เรื่อง งานและพลังงาน จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 โดยท�าลงในสมุด ประจ�าตัวนักเรียน 3. นักเรียนท�าแบบทดสอบหลังเรียนของหน ่วย การเรียนรู้ที่ 5 งานและพลังงาน เพื่อเป็นการ วัดความรู้หลังเรียนของนักเรียน 4. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ตามความ สมัครใจ จากนั้นให้แต่ละกลุ่มน�าความรู้ เรื่อง งานและพลังงาน มาออกแบบและประดิษฐ์ ชิ้นงานเกี่ยวกับด้านพลังงาน สื่อ Digital ครูให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอก จาก YouTube เรื่อง What is a Pulley?-Simple Machines (https://www.youtube.com/watch?time_ continue=91&v=LiBcur1aqcg) ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET น�ำ สอน สรุป ประเมิน T77
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET พลังงานกล ภาพที่ 5.42 พื้นเอียงช่วยย้ำยวัตถุที่อยู่สูงลงมำได้สะดวกขึ้น ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.43 สกรูช่วยยกวัตถุให้สูงขึ้น ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.41 รอกช่วยผ่อนแรงและเคลื่อนย้ำยวัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 5.44 ล้อและเพลำช่วยผ่อนแรงในกำรท�ำงำน ที่มา : คลังภาพ อจท. พลังงำนกลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. พลังงานจลน์ เป็นพลังงำนที่ถูกครอบครองโดยวัตถุ ที่เคลื่อนที่ โดยปัจจัยที่มีผลต่อพลังงำนจลน์ คือ • มวล ถ้ำอัตรำเร็วของวัตถุทั้งสองเท่ำกัน วัตถุที่มีมวล มำกกว่ำจะมีพลังงำนจลน์มำกกว่ำ • อัตราเร็ว ถ้ำมวลของวัตถุทั้งสองเท่ำกัน วัตถุที่เคลื่อนที่ ด้วยอัตรำเร็วที่มำกกว่ำจะมีพลังงำนจลน์มำกกว่ำ ภาพที่ 5.45 รถแข่งที่วิ่งเร็วที่สุดจะมีพลังงำนจลน์สะสมสูงที่สุด เมื่อเทียบกับวัตถุที่มีมวลเท่ำกัน ที่มา : คลังภาพ อจท. E h m R E W m h L W R r E m W E m E s m h = W s 2 E h = s s m W E มองจำกด้ำนบน 70 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง กฎ การอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งควรได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “พลังงานเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ และ ไม ่สามารถท�าให้สูญหายหรือท�าลายได้ แต ่จะ เกิดการเปลี่ยนรูปพลังงานจากรูปหนึ่งไปเป็นอีก รูปหนึ่ง ตัวอย ่างเช ่น พลังงานศักย์โน้มถ ่วง เปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ เช ่น น�้าไหลมาจาก ภูเขาสูง” สื่อ Digital ครูอาจให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังงาน จากภาพยนตร์สารคดีสั้น Twig เรื่อง พลังงานรูปแบบต่างๆ (https://www.youtube.com/watch? v=HZUZK_i-iQA) ถังใบหนึ่งบรรจุนํ้าและถูกตั้งไวบนที่สูง พลังงานที่สะสมในนํ้า คือพลังงานชนิดใด 1. พลังงานจลน์ 2. พลังงานไฟฟ้า 3. พลังงานศักย์โน้มถ่วง 4. พลังงานศักย์และพลังงานจลน์ (วิเคราะหคําตอบ นํ้าที่บรรจุอยูในถังที่ตั้งอยูบนที่สูงจะมีพลังงาน ศักยโนมถวงสะสมอยูในนํ้า ดังนั้น ตอบขอ 3.) น�ำ สอน สรุป ประเมิน T78
กฎการอนุรักษพลังงาน ภาพที่ 5.46 พลังงำนศักย์โน้มถ่วงที่สะสมอยู่ในเครื่องบิน ที่มา : คลังภาพ อจท. • พลังงานศักย์โน้มถ่วง เป็นพลังงำนที่สะสมอยู่ในวัตถุ ที่เกี่ยวข้องกับต�ำแหน่งของวัตถุเมื่อเทียบกับต�ำแหน่งอ้ำงอิงใน สนำมโน้มถ่วง โดยปัจจัยที่มีผลต่อพลังงำนศักย์โน้มถ่วง คือ - มวล ถ้ำวัตถุทั้งสองอยู่ในระดับควำมสูงที่เท่ำกัน วัตถุที่มีมวลมำกกว่ำจะมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วงมำกกว่ำ - ต�าแหน่งของวัตถุ ถ้ำมวลของวัตถุทั้งสองเท่ำกัน วัตถุที่อยู่ในต�ำแหน่งที่สูงกว่ำจะมีพลังงำนศักย์โน้มถ่วงที่มำก กว่ำ • พลังงานศักย์ยืดหยุ่น เป็นพลังงำนที่สะสมอยู่ในวัตถุที่ ยืดหยุ่นได้ พลังงำนเป็นสิ่งที่ไม่สำมำรถสร้ำงขึ้นใหม่ และไม่สำมำรถท�ำให้สูญหำยหรือท�ำลำยได้ แต่จะเกิดกำรเปลี่ยนรูปพลังงำนจำกรูปหนึ่ง ไปเป็นอีกรูปหนึ่ง เช่น - พลังงำนศักย์โน้มถ่วงเปลี่ยนเป็นพลังงำนจลน์ เช่น น�้ำไหลลงมำจำกภูเขำสูง - พลังงำนจลน์เปลี่ยนเป็นพลังงำนควำมร้อน เช่น กำรท�ำงำนของเครื่องจักรในอุตสำหกรรม - พลังงำนจลน์เปลี่ยนเป็นพลังงำนไฟฟ้ำ เช่น กำรผลิตกระแสไฟฟ้ำจำกพลังน�้ำ - พลังงำนแสงเปลี่ยนเป็นพลังงำนเคมี เช่น กำรสังเครำะห์ด้วยแสงของพืช - พลังงำนเคมีเปลี่ยนเป็นพลังงำนควำมร้อนและแสง เช่น กำรเผำซำกเชื้อเพลิงดึกด�ำบรรพ์ - พลังงำนเคมีเปลี่ยนเป็นพลังงำนที่ใช้ท�ำกิจกรรมต่ำง ๆ เช่น กระบวนกำรเผำผลำญอำหำรในร่ำงกำยมนุษย์และสัตว์ นอกจำกนี้ พลังงำนสำมำรถถ่ำยโอนได้ เช่น กำรถ่ำยโอนควำมร้อนระหว่ำงสสำร กำรถ่ำยโอนพลังงำนเสียงจำกแหล่งก�ำเนิด ถูก/ผิด ทบทวนที่หัวข้อ 1. นิดถือกล่องหนัก 150 นิวตัน วิ่งข้ำมถนน 5 เมตร จะเกิดงำน 750 จูล 1.1 2. คุณอำเดินถือเอกสำรหนัก 60 นิวตัน วิ่งขึ้นบันไดสูง 2 เมตร ยำว 50 เมตร เป็นเวลำ 30 วินำที จะเกิดงำน 120 จูล และมีก�ำลังเฉลี่ย 40 วัตต์ 1.2 3. รอกเดี่ยวตำยตัวเป็นเครื่องกลอย่ำงง่ำยที่ช่วยผ่อนแรง 1.3 4. เครื่องบินที่บินอยู่ในชั้นสตรำโตสเฟยร์มีทั้งพลังงำนจลน์และพลังงำนศักย์โน้มถ่วงสะสม อยู่ในเครื่องบิน 2.1 5. พลังงำนสำมำรถเปลี่ยนรูปได้ แต่ไม่สำมำรถถ่ำยโอนให้กับสสำรอื่นได้ 2.2 บันทึกลงในสมุด Self Check ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความ ไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามหัวข้อที่ก�าหนดให้ 2. พลังงานศักย์ เป็นพลังงำนที่สะสมในวัตถุซึ่งขึ้นอยู่กับต�ำแหน่งของวัตถุ แบ่งออกเป็น งานและพลังงาน 71 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการเรียนรูที่ 5 งานและพลังงาน เพื่อ ตรวจสอบความเขาใจหลังเรียนของนักเรียน 2. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 3. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนกอนเขาสู กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. ครูตรวจ Topic Question ในสมุดประจําตัว นักเรียน 5. ครูตรวจสอบผลการตรวจสอบความเขาใจของ ตนเองจากกรอบ Self Check เรื่อง งานและ พลังงาน ในสมุดประจําตัวนักเรียน 6. ครูตรวจสอบแบบฝกหัด เรื่อง กฎการอนุรักษ พลังงาน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 7. ครูประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รถพลังงานลม 8. ครูตรวจแบบฝกหัด Unit Question เรื่อง งาน และพลังงาน ในสมุดประจําตัวนักเรียน 9. ครูวัดและประเมินผลจากชิ้นงาน/ผลงาน สิ่งประดิษฐดานพลังงานของนักเรียน แตละกลุม แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง งานและพลังงาน ไดจาก ชิ้นงานสิ่งประดิษฐดานพลังงาน ที่สรางขึ้นในขั้นขยายความรู โดยศึกษา เกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 5 ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน สืบคนและศึกษาขอมูล เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาประเภทของหลอดไฟตางๆ กับหลอดไฟปกติ จากตารางที่ครูเตรียมมาให ดังภาพ โดยใหนักเรียนวิเคราะหวา หลอดไฟประเภทใด ชวยประหยัดคาไฟไดมากที่สุด โดยใหนักเรียน แปลความหมายตัวเลขในตารางในรูปของกําลังไฟหรือหนวยจูล ตอวินาที ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน พรอมสงตัวแทนออกมา นําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน กิจกรรม 21st Century Skills แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แบบประเมินผลงานสิ่งประดิษฐ์ด้านพลังงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงาน/ชิ้นงานของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 1 การออกแบบชิ้นงาน 2 การเลือกใช้วัสดุเพื่อสร้างชิ้นงาน 3 ความสมบูรณ์ของชิ้นงาน 4 การสร้างสรรค์ชิ้นงาน 5 ก าหนดเวลาส่งงาน รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............../................./................ เกณฑ์การประเมินผลงานสิ่งประดิษฐ์ด้านพลังงาน ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การออกแบบชิ้นงาน ชิ้นงานมีความถูกต้องที่ ออกแบบไ ว้ มี ขน าด เ ห ม า ะ ส ม รู ป แ บ บ น่าสนใจ แปลกตา และ สร้างสรรค์ดี ชิ้นงานมีความถูกต้องที่ ออกแบบไ ว้ มี ขน าด เ ห ม า ะ ส ม รู ป แ บ บ น่าสนใจ และสร้างสรรค์ ชิ้นงานมีความถูกต้องที่ ออกแบบไ ว้ มี ขน าด เ ห ม า ะ ส ม รู ป แ บ บ น่าสนใจ ชิ้ นง า น ไ ม่ ถู ก ต้ อง ที่ ออกแบบไว้ มีขนาดไม่ เหมาะสม รูปแบบไม่ น่าสนใจ 2. การเลือกใช้วัสดุเพื่อ สร้างชิ้นงาน เลือกใช้ วัสดุม าส ร้ าง ชิ้นงานตามที่ก าหนดได้ ถูกต้อง และวัสดุมีความ เหมาะสมกับการสร้าง ชิ้นงานดีมาก เลือกใช้ วัสดุม าส ร้ าง ชิ้นงานตามที่ก าหนดได้ ถูกต้อง และวัสดุมีความ เหมาะสมกับการสร้าง ชิ้นงานดี เลือกใช้ วัสดุม าส ร้ าง ชิ้นงานตามที่ก าหนด แต่วัสดุมีความเหมาะสม กับการสร้างชิ้นงานที่ ออกแบบไว้ เลือกใช้ วัสดุม าส ร้ าง ชิ้นง านไ ม่ต รง ต า มที่ ก าหนด และวัสดุไม่มี ความเหมาะสมกับการ สร้างชิ้นงานที่ออกแบบ ไว้ 3. ความสมบูรณ์ของ ชิ้นงาน ชิ้นงานมีความแข็งแรง ทนทาน สามารถ น าไปใช้งานได้จริงและ ใช้ได้ดีมาก ชิ้นงานมีความแข็งแรง ทนทาน สามารถ น าไปใช้งานได้จริงและ ใช้ได้ดี ชิ้ น ง า น ไ ม่ มี ค ว า ม แข็งแรง แต่ส าม า รถ น าไปใช้งานได้บ้าง ชิ้ น ง า น ไ ม่ มี ค ว า ม แ ข็ ง แ ร ง แ ล ะ ไ ม่ สามารถน าไปใช้งานได้ 4. การสร้างสรรค์ ชิ้นงาน ต ก แ ต่ ง ชิ้ น ง า น ไ ด้ สวยงามดีมาก ต ก แ ต่ ง ชิ้ น ง า น ไ ด้ สวยงามดี ต ก แ ต่ ง ชิ้ น ง า น ไ ด้ สวยงามน้อย ชิ้ น ง า น ไ ม่ มี ค ว า ม สวยงาม 5. ก าหนดเวลาส่งงาน ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าก าหนด 1-2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าก าหนด เกิน 3 วัน ขึ้นไป ส่งชิ้นงานช้ากว่าก าหนด เกิน 5 วัน ขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 18-20 ดีมาก 14-17 ดี 10-13 พอใช้ ต่ ากว่า 10 ปรับปรุง แนวตอบ Self Check 1. ผิด 2. ผิด 3. ผิด 4. ถูก 5. ผิด นํา สอน สรุป ประเมิน T79
1. จงระบุว่ำเหตุกำรณ์ที่ก�ำหนดให้ต่อไปนี้ เกิดงำนในทำงฟิสิกส์หรือไม่ 1.1 ออกแรงผลักตู้เย็นให้เคลื่อนที่ไปข้ำงหน้ำ 1.2 ออกแรงยกทีวีแล้วเดินถอยหลัง 1.3 ยืนถือกล่องไม้เป็นเวลำ 10 นำที 1.4 ออกแรงดึงเชือกให้เคลื่อนที่ไปทำงซ้ำย 1.5 ออกแรงผลักรถยนต์ที่ดึงเบรกมือ 2. คนงำนออกแรงขนำด 80 นิวตัน ผลักวัตถุให้เคลื่อนที่ขนำนกับพื้นได้ขนำดของกำรกระจัด 5 เมตร จงหำงำน ที่คนงำนคนนี้ท�ำได้ 3. ชำยคนหนึ่งหนัก 120 นิวตัน แบกกล่องหนัก 40 นิวตัน เดินขึ้นเนินสูง 100 เมตร และเดินบนพื้นระดับ ต่อไปอีก 25 เมตร จงหำว่ำงำนที่เกิดขึ้นจำกกำรเดินทำงของชำยคนนี้เท่ำกับเท่ำใด 4. เมื่อยกหินก้อนหนึ่งหนัก 150 นิวตัน ให้สูงขึ้นไป 15 เมตร จะเกิดงำนมำกกว่ำหรือน้อยกว่ำเมื่อผลักหิน ให้เคลื่อนที่ไปได้ขนำดของกำรกระจัด 25 เมตร 5. ปั้นจั่นเครื่องหนึ่งท�ำงำนได้50,000 จูล ในกำรยกเสำเข็มหนักครึ่งตัน จงหำว่ำเสำเข็มต้นนี้ถูกยกขึ้นไปสูง กี่เมตร 6. แมนและใหม่ออกแรงลำกวัตถุไปคนละทำง โดยออกแรงพร้อมกัน แมนออกแรง 50 นิวตัน และใหม่ออกแรง 30 นิวตัน ท�ำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปทำงแมน 2 เมตร จงหำงำนรวมที่เกิดขึ้น 7. จงเปรียบเทียบงำนที่นำย ก และนำย ข ท�ำได้จำกกำรออกแรงผลักวัตถุ A ให้วัตถุเคลื่อนที่ไปได้ระยะทำง 20 เมตร โดย 7.1 นำย ก ออกแรงขนำด 20 นิวตัน และนำย ข ออกแรงขนำด 30 นิวตัน 7.2 ทั้งนำย ก และนำย ข ออกแรงขนำด 20 นิวตัน แต่นำย ก ใช้เวลำ 5 นำที ส่วนนำย ข ใช้เวลำ 10 นำที 8. จงเปรียบเทียบงำนที่เกิดขึ้นกับลูกมะม่วง 2 ลูก (ก�ำหนดให้ g = 10 m/s 2 ) 8.1 ต้นมะม่วงสูง 3 เมตร เท่ำกัน แต่มะม่วงลูกที่ 1 และ 2 มีมวล 600 และ 700 กรัม ตำมล�ำดับ 8.2 มะม่วงทั้งสองผลมีมวล 750 กรัม เท่ำกัน แต่ต้นมะม่วงต้นที่ 1 และ 2 มีควำมสูง 3 และ 4 เมตร ตำมล�ำดับ 9. กรรมกรออกแรงขนำด 200 นิวตัน ดึงปลำยเชือกข้ำงหนึ่งที่คล้องผ่ำนรอกเดี่ยวเคลื่อนที่ตัวหนึ่งเป็นระยะ 20 เมตร ท�ำให้รอกตัวนี้สำมำรถยกวัตถุขึ้นไปได้สูง 10 เมตร อยำกทรำบว่ำวัตถุที่ผูกติดอยู่กับรอกตัวนี้มีมวล เท่ำกับเท่ำใด Unit Question ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�ำถำมต่อไปนี้ 72 7.2 พิจารณางานที่นาย ก ท�ำ จากสมการ W = Fs = 20 × 20 = 400 J พิจารณางานที่นาย ข ท�ำ จากสมการ W = Fs = 20 × 20 = 400 J ดังนั้น งานของนาย ก และ ข เท่ากัน 8. 8.1 พิจารณางานที่เกิดขึ้นกับมะม่วงลูกที่ 1 จากสมการ W = Fs W = (mg)h W = 0.6 × 10 × 3 W = 18 J พิจารณางานที่เกิดขึ้นกับมะม่วงลูกที่ 2 จากสมการ W = Fs W = (mg)h W = 0.7 × 10 × 3 W = 21 J ดังนั้น งานที่เกิดขึ้นกับมะม่วงลูกที่ 1 น้อยกว่ามะม่วงลูกที่ 2 แนวตอบ Unit Question 1. 1.1 เกิดงาน 1.2 ไม่เกิดงาน 1.3 ไม่เกิดงาน 1.4 เกิดงาน 1.5 ไม่เกิดงาน 2. จากสมการ W = Fs = 80 × 5 = 400 N m 3. จากสมการ W = Fs = 40 × 100 = 4,000 N m 4. ยกหินก้อนหนึ่งหนัก 150 นิวตัน ให้สูงขึ้น 15 เมตร จะเกิดงาน โดยคิดได้ดังนี้ จากสมการ W = Fs = mgh = 150 × 15 = 2,250 N m ผลักก้อนหินหนัก 150 นิวตัน ให้เคลื่อนที่ไปได้ ระยะทาง 25 เมตร จะเกิดงาน โดยคิดได้ดังนี้ จากสมการ W = Fs = 150 × 25 = 3,750 N m ดังนั้น ผลักก้อนหินหนัก 150 นิวตัน ให้เคลื่อนที่ ไปได้ระยะทาง 25 เมตร จะเกิดงานมากกว่า ยกก้อนหินหนักเท่าเดิมให้สูง 15 เมตร 5. จากสมการ W = Fs W = (mg)h 50,000 = 500 × 10 × h h = 50,000 5,000 h = 10 m 6. พิจารณางานที่แมนท�ำ จากสมการ W = Fs W = F1 s W = 50 × 2 W = 100 J พิจารณางานที่ใหม่ท�ำ จากสมการ W = Fs W = -F2 s W = -(30) × 2 W = -60 J งานรวมที่ให้แก่วัตถุ W = 100 - 60 = 40 J 7. 7.1 พิจารณางานที่นาย ก ท�ำ จากสมการ W = Fs = 20 × 20 = 400 J พิจารณางานที่นาย ข ท�ำ จากสมการ W = Fs = 30 × 20 = 600 J ดังนั้น งานของนาย ก น้อยกว่านาย ข น�ำ สอน สรุป ประเมิน T80
10. นำยวศินออกแรงขนำด 150 นิวตัน ผลักวัตถุมวล 10 กิโลกรัม จำกหยุดนิ่งให้เคลื่อนที่ไปตำมแนวแรงได้ขนำด ของกำรกระจัด 5 เมตร ภำยใน 2 วินำที จงหำก�ำลังเฉลี่ยที่นำยวศินใช้ในกำรผลักวัตถุ 11. เด็กชำยคนหนึ่งมีมวล 50 กิโลกรัม วิ่งขึ้นบันได 50 ขั้น แต่ละขั้นสูง 0.2 เมตร ถ้ำเขำใช้เวลำ 20 วินำที เด็กคนนี้ใช้ก�ำลังในกำรวิ่งขึ้นบันไดเท่ำใด (ก�ำหนดให้ g = 10 m/s 2 ) 12. เครื่องกลอย่ำงง่ำยมีกี่ชนิด อะไรบ้ำง และมีแรงชนิดใดมำเกี่ยวข้องบ้ำง 13. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ก�ำหนดให้ต่อไปนี้มีหลักกำรตรงกับเครื่องกลอย่ำงง่ำยชนิดใด และมีประโยชน์อย่ำงไร 14. พลังงำนกลคืออะไร มีกี่ประเภท 15. จงระบุกำรเปลี่ยนรูปพลังงำนจำกสถำนกำรณ์ที่ก�ำหนดให้ 15.1 กำรสร้ำงเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ำ 15.2 กำรเผำถ่ำนหินในโรงงำนอุตสำหกรรม ภาพที่ 5.47 เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจ�ำวัน ที่มา : คลังภาพ อจท. ขวาน นอต กรรไกร ตะปู จักรยาน เครนยกของ งานและพลังงาน 73 8.2 พิจารณางานที่เกิดขึ้นกับมะม่วงลูกที่ 1 จากสมการ W = Fs W = (mg)h W = 0.75 × 10 × 3 W = 22.5 J พิจารณางานที่เกิดขึ้นกับมะม่วงลูกที่ 2 จากสมการ W = Fs W = (mg)h W = 0.75 × 10 × 4 W = 30 J ดังนั้น งานที่เกิดขึ้นกับมะม ่วงลูกที่ 1 น้อยกว่ามะม่วงลูกที่ 2 9. พิจารณารอกเดี่ยวเคลื่อนที่ จากสมการ Es = Wh 200 × 20 = W × 10 W = 200 × 20 10 W = 400 N หรือ 40 kg ดังนั้น วัตถุที่ผูกติดอยู่กับรอกตัวนี้มีมวล 40 กิโลกรัม 12. เครื่องกลอย่างง่าย มี6 ประเภท ได้แก่ คาน รอก ลิ่ม พื้นเอียง สกรูล้อและเพลา ซึ่งมีแรงที่มาเกี่ยวข้องกับเครื่องกลบางชนิด เช่น คานใช้โมเมนต์ของ แรง สกรูล้อและเพลาใช้แรงหมุน รอกใช้แรงดึง 13. ขวาน : ใช้หลักการของลิ่ม เพื่อแยกวัตถุให้ออกจากกัน ถ้าความยาวขวานมากกว่าความกว้างของสันขวานจะช่วยผ่อนแรง นอต : ใช้หลักการของสกรูเพื่อยึดวัสดุเข้าด้วยกัน กรรไกร : ใช้หลักการของคาน ช่วยผ่อนแรงในการท�ำงาน ตะปู: ใช้หลักการของลิ่ม เพื่อเจาะหรือยึดวัตถุ จักรยาน : ใช้หลักการของล้อและเพลา เมื่อถีบจักรยานหรือหมุนเพลา 1 รอบ ด้วยรัศมีที่มีค่าน้อยกว่ารัศมีของล้อ ล้อจักรยานจะหมุนไป 1 รอบ ท�ำให้ จักรยานเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ เครนยกของ : ใช้หลักการของรอก เพื่อเคลื่อนย้ายวัตถุให้สะดวกขึ้น 14. พลังงานที่อยู่ในวัตถุส่งผลให้วัตถุมีการเปลี่ยนแปลงสถานะและเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ พลังงานจลน์และพลังงานศักย์ 15. 15.1 พลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานจลน์ พลังงานไฟฟ้า 15.2 พลังงานเคมี พลังงานความร้อนและพลังงานแสง 10. จากสมการ P = w t P = Fs t P = (150)(5) 2 P = 375 W 11. จากสมการ P = w t P = mgh t P = (50)(10)(50 × 0.2) 20 P = 250 W น�ำ สอน สรุป ประเมิน T81
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 1 โครงสร้างโลก 2 ชั่วโมง - แบบทดสอบ ก่อนเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - PowerPoint 1. อธิบายโครงสร้างภายในโลก ได้(K) 2. สร้างแบบจ�ำลองโครงสร้าง โลกตามองค์ประกอบทางเคมี ได้(P) 3. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความ มุ่งมั่นในการท�ำงาน (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม แบบจ�ำลองโครงสร้างของโลก - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 2 การเปลี่ยนแปลง ของโลก 5 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - บัตรภาพ - PowerPoint 1. อธิบายกระบวนการผุพัง การกร่อน และการสะสมตัว ของตะกอนได้(K) 2. ยกตัวอย่างผลของกระบวน การผุพัง การกร่อน และการ สะสมตัวของตะกอนได้(K) 3. ปฏิบัติกิจกรรมจ�ำลองการ ผุพังอยู่กับที่ของหินเนื่องจาก น�้ำเป็นปัจจัยได้อย่างถูกต้อง และเป็นล�ำดับขั้นตอน (P) 4. ปฏิบัติกิจกรรมจ�ำลองการ กร่อน การพัดพา และการ สะสมตัวของตะกอนได้อย่าง ถูกต้องและเป็นล�ำดับขั้นตอน (P) 5. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Topic Question - ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม จ�ำลองการผุพังอยู่กับที่ของหิน เนื่องจากน�้ำเป็นปัจจัย - ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม จ�ำลองการกร่อน การพัดพา และการสะสมตัวของตะกอน - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการวัด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการ ตั้งสมมติฐาน - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 3 กระบวนการ เกิดดิน 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - PowerPoint 1. อธิบายกระบวนการเกิดดินได้ (K) 2. ระบุปัจจัยที่ท�ำให้ดินมีลักษณะ และสมบัติแตกต่างกันได้(P) 3. ตระหนักถึงการใช้ประโยชน์ ของดิน (A) 4. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความ มุ่งมั่นในการท�ำงาน (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการระบุ - ทักษะการสังเกต - ทักษะการ เปรียบเทียบ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน Chapter Overview T82
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 4 สมบัติของดิน 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - วีดิทัศน์เกี่ยวกับ สมบัติของดิน - PowerPoint 1. อธิบายสมบัติของดินได้(K) 2. ตรวจวัดสมบัติบางประการ ของดิน โดยใช้เครื่องมือที่ เหมาะสมได้(P) 3. ตระหนักถึงการใช้ประโยชน์ ของดินจากข้อมูลสมบัติของ ดินได้(A) 4. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ตรวจวัดสมบัติของดิน - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 5 ชั้นหน้าตัดดิน และการปรับปรุง คุณภาพของดิน 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - ใบความรู้ - สลากอักษร - วีดิทัศน์เกี่ยวกับ การส�ำรวจหน้า ตัดข้างของดิน - PowerPoint 1. อธิบายลักษณะของชั้นหน้าตัด ดินและการปรับปรุงคุณภาพ ของดินได้(K) 2. เปรียบเทียบลักษณะของดิน ในแต่ละชั้นได้(P) 3. ปฏิบัติกิจกรรมแบบจ�ำลอง ชั้นหน้าตัดดินได้อย่างถูกต้อง และเป็นล�ำดับขั้นตอน (P) 4. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Topic Question - ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม แบบจ�ำลองชั้นหน้าตัดดิน - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 6 แหล่งน�้ำ 4 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - ใบความรู้ - บัตรภาพ - PowerPoint 1. อธิบายการเกิดน�้ำผิวดินได้ (K) 2. อธิบายการเกิดน�้ำใต้ดินและ การกักเก็บของน�้ำบาดาลได้ (K) 3. อธิบายปัจจัยและกระบวนการ เกิดแหล่งน�้ำผิวดินได้(K) 4. ปฏิบัติกิจกรรมจ�ำลองการเกิด และปัจจัยในการเกิดน�้ำผิวดิน และการเกิดน�้ำใต้ดินได้อย่าง ถูกต้องและเป็นล�ำดับขั้นตอน (P) 5. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม จ�ำลองการเกิดและปัจจัยใน การเกิดน�้ำผิวดินและการ เกิดน�้ำใต้ดิน - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการตั้ง สมมติฐาน - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน T83
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 7 การใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์ แหล่งน�้ำ 1 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - PowerPoint 1. อธิบายการใช้ประโยชน์จาก น�้ำได้(K) 2. สืบค้นข้อมูลและเสนอ แนะแนวทางการใช้น�้ำอย่าง ยั่งยืนในท้องถิ่นได้(P) 3. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการส�ำรวจ ค้นหา - ทักษะการเชื่อมโยง - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 8 ภัยพิบัติจากน�้ำ 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ภาพประกอบ การสอน - PowerPoint 1. อธิบายกระบวนการเกิด และผลกระทบของน�้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบ และแผ่นดินทรุดได้ (K) 2. ปฏิบัติกิจกรรมจ�ำลองการ กัดเซาะชายฝั่งได้อย่างถูกต้อง และเป็นล�ำดับขั้นตอน (P) 3. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Topic Question - ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม จ�ำลองการกัดเซาะชายฝั่ง - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการสังเกต - ทักษะการทดลอง - ทักษะการเชื่อมโยง - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 9 ถ่านหิน 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - อุปกรณ์การ ทดลอง - ภาพประกอบ การสอน - PowerPoint 1. อธิบายกระบวนการเกิดสมบัติ และการใช้ประโยชน์ของ ถ่านหินได้(K) 2. เปรียบเทียบสมบัติของ ถ่านหินแต่ละประเภทได้(K) 3. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเภท ของถ่านหินได้(P) 4. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการระบุ - ทักษะการส�ำรวจ ค้นหา - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน T84
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 10 หินน�้ำมันและ ปิโตรเลียม 3 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - QR Code - PowerPoint 1. อธิบายกระบวนการเกิดสมบัติ และการใช้ประโยชน์ของ หินน�้ำมันและปิโตรเลียมได้ (K) 2. เปรียบเทียบกระบวนการเกิด สมบัติและการใช้ประโยชน์ ของหินน�้ำมันได้(K) 3. วิเคราะห์กระบวนการกลั่น น�้ำมันก่อนน�ำไปใช้ประโยชน์ ได้(K) 4. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหินน�้ำมัน และปิโตรเลียมได้(P) 5. มีความใฝ่เรียนรู้และมีความ มุ่งมั่นในการท�ำงาน (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจภาพวาดกระบวนการ กลั่นน�้ำมันดิบ - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการระบุ - ทักษะการส�ำรวจ ค้นหา - ทักษะการเชื่อมโยง - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 11 ผลกระทบจาก การใช้เชื้อเพลิง ซากดึกด�ำบรรพ์ 1 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบความรู้ - PowerPoint 1. อธิบายผลกระทบจากการใช้ เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์ได้ (K) 2. น�ำเสนอแนวทางการใช้ เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์ได้ (P) 3. ตระหนักถึงผลจากการใช้ เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์ (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการส�ำรวจ ค้นหา - ทักษะการเชื่อมโยง - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 12 พลังงานทดแทน 3 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 - ใบความรู้ - PowerPoint 1. อธิบายพลังงานทดแทนของ แต่ละประเภทได้(K) 2. เปรียบเทียบข้อดีและข้อ จ�ำกัดของพลังงานทดแทน แต่ละประเภทได้(P) 3. น�ำเสนอแนวทางการใช้ พลังงานทดแทนที่เหมาะสม ในท้องถิ่นได้(P) 4. ตระหนักถึงผลจากการใช้ เชื้อเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์(A) 5. มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ และการท�ำงานที่ได้รับ มอบหมายตลอดเวลา (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Topic Question - ตรวจ Unit Question - ประเมินการน�ำเสนอผลงาน - ตรวจและประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน รายบุคคล - สังเกตพฤติกรรมการท�ำงาน กลุ่ม - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท�ำงาน - ทักษะการเชื่อมโยง - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการท�ำงาน ร่วมกัน - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน T85
Chapter Concept Overview โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของโลก ดิน • โครงสร้างโลก • กระบวนการเกิดดิน มี 3 ขั้นตอน คือ การผุพังอยู่กับที่ การทับถมของซากพืชและ ซากสัตว์ และการคลุกเคล้าระหว่างเศษหินกับฮิวมัส • ปจจัยที่ทําให้ดินแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน ได้แก่ วัตถุต้นก�าเนิดดิน ลักษณะภูมิประเทศ เวลา ภูมิอากาศ และสิ่งมีชีวิต • สมบัติของดิน มีดังนี้ - เนื้อดิน แบ่งออกได้เป็น 3 อนุภาค ได้แก่ อนุภาคขนาดเม็ดทราย เม็ดทรายแปง และ ดินเหนียว - ความชื้นของดิน คือ น�้าที่ผสมอยู่ในดิน - สีของดิน ขึ้นอยู่กับแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบ - ความเป็นกรด-เบสของดิน สามารถตรวจสอบได้ด้วยกระดาษลิตมัส • ชั้นหน้าตัดดิน แบ่งออกได้เป็น 6 ชั้น ได้แก่ ชั้น O A E B C และ R • การปรับปรุงคุณภาพของดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงดินจืด การใส่ปูนขาว เพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว การเติมเกลือโซเดียมซัลเฟตเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็ม การเติม ผงก�ามะถันเพื่อแก้ไขปัญหาดินด่าง • การเปลี่ยนแปลงของโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาท�าให้โลกมีธรณีสัณฐานหรือภูมิลักษณ์แตกต่างกัน และท�าให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เวลา กระบวนการเปลี่ยนแปลงธรณีวิทยา มีดังนี้ 1. การผุพังอยู่กับที่ คือ การผุพังทลายลงของหิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ - การผุพังทางกายภาพ เช่น การเพิ่มและลดของอุณหภูมิท�าให้เกิดรอยร้าวบนหิน น�้ามีส่วนท�าให้รอยแตกร้าวของหินกว้างมากขึ้น - การผุพังทางเคมี เช่น การเกิดสนิมเหล็กขึ้นบนหินที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ 2. การกร่อน คือ กระบวนการที่ท�าให้หินละลายหรือกร่อนโดยมีตัวน�าพาธรรมชาติ เช่น น�้า ธารน�้าแข็ง 3. การสะสมตัวของตะกอน คือ การสะสมตัวของวัตถุจากการน�าพาของน�้า ลม หรือธารน�้าแข็ง ธรณีภาค (lithosphere) ฐานธรณีภาค (asthenosphere) เมโซสเฟยร์ (mesosphere) แก่นโลกชั้นนอก (outer core) O horizon A horizon E horizon B horizon C horizon R horizon แก่นโลกชั้นใน (inner core) แก่นโลก (core) ประกอบด้วยสารประกอบ ของเหล็กและนิกเกิล เป็นหลัก โครงสร้างของโลกตามองค์ประกอบทางเคมี โครงสร้างของโลกตามองค์ประกอบทางกายภาพ เนื้อโลก (mantle) ประกอบด้วยสารประกอบของซิลิคอน และแมกนีเซียมเป็นหลัก เปลือกโลก (crust) ประกอบด้วยสารประกอบของ ซิลิคอนและอะลูมิเนียมเป็นหลัก 100 km 100 km 0 km 2,900 km 2,900 km 350 km 5,100 km T86
หนวยการเรียนรูที่ 6 เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ นํ้า • ถ่านหิน เกิดจากการสะสมของซากพืชในยุคดึกด�าบรรพ์และทับถมเป็นจ�านวนมากบริเวณหนองบึง แอ่งน�้า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางธรณีของโลก ส่งผลให้ซากพืชได้รับความร้อนและแรงกดดัน ท�าให้ซากพืชแปรสภาพเป็นถ่านหินพีต ลิกไนต์ ซับบิทูมินัส บิทูมินัส และแอนทราไซต์ ตามล�าดับ • แหล่งนํ้าภายในโลก ประกอบด้วยน�้าบนดิน และน�้าใต้ดิน - น�้าบนดิน แบ่งออกเป็นน�้าจืดและน�้าเค็ม - น�้าใต้ดิน แบ ่งออกเป็นน�้าในดินและ น�้าบาดาล (น�้าที่ซึมอยู่ในช่องว่างระหว่าง หิน) • การใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์นํ้า เช่น ใช้อุปโภคบริโภค ใช้เป็นเส้นทางคมนาคม ใช้ในกระบวนการผลิต • ภัยพิบัติจากนํ้า ได้แก่ น�้าท่วม การกัดเซาะ ชายฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบ และแผ่นดินทรุด ปริมาณคาร์บอน พีต ลิกไนต์ ซับบิทูมินัส บิทูมินัส แอนทราไซต์ ต�่า สูง • หินนํ้ามัน เกิดจากการสะสมของซากพืชและซากสัตว์ทับถมเป็นจ�านวนมากภายใต้ แหล่งน�้าเป็นเวลาหลายล้านป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีของโลก ส่งผลให้ซากพืช ได้รับความร้อนและแรงกดดัน ท�าให้สารอินทรีย์ที่อยู่ในซากพืชและซากสัตว์แปรสภาพเป็น สารประกอบเคอโรเจนเมื่อผสมกับตะกอนดินและถูกอัดแน่น จะกลายเป็นหินน�้ามัน • ปโตรเลียม เกิดจากซากสัตว์ทะเลที่ตายเมื่อหลายร้อยป ทับถมอยู่ใต้มหาสมุทรเป็นจ�านวนมากจนแปรเปลี่ยนเป็นหินต้นก�าเนิด เมื่อเวลา ผ่านไปความร้อนและแรงกดดันท�าให้ไขมันในซากสัตว์สลายตัวเป็นปิโตรเลียม โดยปิโตรเลียมมี 2 สถานะ คือ ของเหลว เรียกว่า น�้ามัน ดิบ และแก๊ส เรียกว่า แก๊สธรรมชาติ ซึ่งก่อนน�าน�้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติมาใช้ประโยชน์จ�าเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นก่อน • ผลกระทบที่เกิดจากการใช้ประโยชน์เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์ เช่น ปรากฏการณ์เรือนกระจก ภาวะโลกร้อน ฝนกรด มลพิษทางอากาศ ซึ่ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ก่อนน�ามาใช้จึงต้องนึกถึงผลกระทบที่ตามมา และการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ นั้นต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไป จึงอาจเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน�้า พลังงานลม เนื่องจากเป็นพลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไป ชั้นหินกั้นน�้า ชั้นหินอุ้มน�้า ชั้นหินอุ้มน�้า ระดับน�้าใต้ดิน น�้าในดิน น�้าบาดาล ปริมาณความชื้น สูง ต�่า T87
ตัวชี้วัด ว 3.2 ม.2/1 เปรียบเทียบกระบวนการเกิด สมบัติ และการใช้ประโยชน์ รวมทั้งอธิบายผลกระทบจากการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ว 3.2 ม.2/2 แสดงความตระหนักถึงผลจากการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ โดยน�าเสนอแนวทางการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ว 3.2 ม.2/3 เปรียบเทียบข้อดีและข้อจ�ากัดของพลังงานทดแทนแต่ละประเภทจากการรวบรวมข้อมูล และน�าเสนอแนวทางการใช้พลังงาน ทดแทนที่เหมาะสมในท้องถิ่นว 3.2 ม.2/4 สร้างแบบจ�าลองที่อธิบายโครงสร้างภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมีจากข้อมูลที่รวบรวมได้ว 3.2 ม.2/5 อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่ การกร่อน และการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจ�าลอง รวมทั้งยกตัวอย่างผลของกระบวนการ ดังกล่าวที่ท�าให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงว 3.2 ม.2/6 อธิบายลักษณะของชั้นหน้าตัดดินและกระบวนการเกิดดินจากแบบจ�าลอง รวมทั้งระบุปัจจัยที่ท�าให้ดินมีลักษณะและสมบัติ แตกต่างกันว 3.2 ม.2/7 ตรวจวัดสมบัติบางประการของดิน โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและน�าเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์ดินจากข้อมูลสมบัติของดินว 3.2 ม.2/8 อธิบายปัจจัยและกระบวนการเกิดแหล่งน�้าผิวดินและแหล่งน�้าใต้ดินจากแบบจ�าลองว 3.2 ม.2/9 สร้างแบบจ�าลองที่อธิบายการใช้น�้า และน�าเสนอแนวทางการใช้น�้าอย่างยั่งยืนในท้องถิ่นของตนเองว 3.2 ม.2/10 สร้างแบบจ�าลองที่อธิบายกระบวนการเกิดและผลกระทบของน�้าท่วม การกัดเซาะชายฝัง ดินถล่ม หลุมยุบ และแผ่นดินทรุด 6 หนวยการเรียนรูที่ โลกและการเปลี่ยนแปลง กระบวนการ เปลี่ยนแปลงของโลก ÁÕ¤ÇÒÁÊÓ¤ÑÞ Í‹ҧäà ดิน ดินเกิดจากหินที่ผุพังตามธรรมชาติ ผสมกับอินทรียวัตถุจากซากพืชและ ซากสัตวทับถมกัน ล�าธาร กระบวนการกัดเซาะ ของนํ้า สงผลใหเกิด รองนํ้า เรียกวา ลําธาร ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน หนวย การเรียนรูที่ 6 โลกและการเปลี่ยนแปลง เพื่อ วัดความรูเดิมของนักเรียนกอนเขาสูกิจกรรม 2. ครูถามคําถามกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยใชคําถาม Big Question จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 และรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการ เฉลยวาถูกหรือผิด 3. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 4. ครูถามคําถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เพื่อเปนการนํา เขาสูบทเรียน เกร็ดแนะครู กอนเขาสูการเรียนการสอน ครูอาจยกตัวอยางเหตุการณในปจจุบัน ที่เกี่ยวของกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เชน เมื่อปลายป ค.ศ. 2018 ทีมนักวิทยาศาสตรจากหนวยงานหนึ่งในองคการนาซาพยายามเขาไปสํารวจ เกาะที่เพิ่งปรากฏในมหาสมุทรแปซิฟกในเขตของประเทศตองกา ซึ่งเกาะที่ เกิดขึ้นใหมนี้มีสาเหตุมาจากการระเบิดของหลุมภูเขาไฟใตนํ้า เมื่อป ค.ศ. 2015 นับตั้งแตนั้นมาจนกระทั่งถึงปจจุบันทีมนักวิทยาศาสตรยังคงพยายามติดตาม และศึกษาเพื่อตั้งขอสันนิษฐานวา เกาะแหงใหมกอตัวและปรากฏขึ้นบนโลกได อยางไร แนวตอบ Big Question กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกทําใหเปลือก โลกมีภูมิลักษณหรือภูมิประเทศที่แตกตางกัน เชน บางบริเวณเปนภูเขา แมนํ้า หรือทะเล นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T88
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถูก/ผิด 1 โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของโลก โลกเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วย พื้นดิน พื้นน�้า และชั้นบรรยากาศห่อหุ้มผิวโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ โลกเกิดขึ้นตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นทั้งแบบ ฉับพลันและแบบช้า ๆ เช่น ภูเขาไฟปะทุ แผ่นดินไหว Prior Knowledge เหตุการณ์ใดที่ บ่งบอกว่าโลกเกิดการ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พิจารณาข้อความตามความเข้าใจของนักเรียนว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึก UnderstandingCheck 1. เปลือกโลกมีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบส�าคัญ 2. หินเป็นส่วนประกอบของเปลือกโลก 3. น�้ามีส่วนท�าให้ภูมิประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง 4. อุณหภูมิอากาศไม่ส่งผลกระทบต่อการผุพังของหิน 5. การกร่อนเป็นกระบวนการหนึ่งที่ท�าให้เนื้อโลกหลุดสลาย บั น ทึ ก ลง ใ น ส มุ ด นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาโครงสร้างภายใน โลกโดยใช้ทฤษฎี และหลักการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบ กับการน�าเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการส�ารวจ และ ใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ขุดเจาะหลุมให้ลึกลงไปประมาณ 12 กิโลเมตร เพื่อเก็บตัวอย่างหิน และศึกษาโครงสร้าง ภายในโลก จนได้ข้อสรุปว่า เมื่อแบ่งโครงสร้างของโลก ตามองค์ประกอบทางเคมีจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก นอกจากนี้ ผลจากการตรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน ยังสามารถท�าให้ แบ่งโครงสร้างของโลกตามลักษณะทางกายภาพออกได้ เป็น 5 ชั้น ได้แก่ ธรณีภาค ฐานธรณีภาค เมโซสเฟียร์ แก่นโลกชั้นนอก และแก่นโลกชั้นใน 1.1 โครงสร้างของโลก ภาพที่ 6.1 หลุมที่ลึกที่สุดในโลก ถูกขุดขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1983 ในสหพันธรัฐรัสเซีย ที่มา : https://www.amusingplanet.com โลกและการเปลี่ยนแปลง 75 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. ครูเตรียมไขไกมาใหนักเรียนดู จากนั้นครูตั้ง ประเด็นคําถามกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวา ถูกหรือผิด ดังนี้ • ไขไกประกอบดวยอะไรบาง (แนวตอบ เปลือกไข ไขขาว และไขแดง) • ถาเปรียบเทียบโลกกับไขไก นักเรียนอาศัย อยูสวนใดของไขไก (แนวตอบ เปลือกไข) • เปลือกไข ไขขาว และไขแดง เทียบไดกับ สวนประกอบใดของโลกบาง (แนวตอบ เปลือกไขเทียบไดกับเปลือกโลก ไขขาวเทียบไดกับเนื้อโลก และไขแดง เทียบไดกับแกนโลก) 2. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน จากนั้นให นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เกี่ยวกับเรื่อง โครงสรางของโลก จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการ ศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน แนวตอบ Prior Knowledge การเกิดแผนดินไหว การเกิดภูเขาไฟระเบิด และการเกิดสึนามิ แนวตอบ Understanding Check 1. ผิด 2. ถูก 3. ถูก 4. ผิด 5. ถูก นักเรียนควรรู 1 คลื่นไหวสะเทือน เปนคลื่นที่ถายทอดพลังงานผานภายในโลก ซึ่งเกิดจาก แผนดินไหว การระเบิด หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่กอใหเกิดคลื่นความถี่ตํ่า ตัวอยาง อุปกรณที่ตรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน เชน ไซสโมกราฟ โครงสรางของโลก เมื่อแบงตามองคประกอบทางเคมีจะประกอบ ดวยชั้นใดบาง 1. ชั้นเปลือกโลก ชั้นผิวโลก และชั้นเนื้อโลก 2. ชั้นเปลือกโลก ชั้นเนื้อโลก และชั้นแกนโลก 3. ชั้นเปลือกโลก แกนโลกชั้นใน และชั้นแกนโลก 4. ชั้นเปลือกโลก แกนโลกชั้นนอก และแกนโลกชั้นใน (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางของโลก เมื่อแบงตามองคประกอบ เคมี จะแบงออกเปน 3 ชั้น ประกอบไปดวยชั้นนอกสุด คือ เปลือกโลก ถัดเขามา คือ ชั้นเนื้อโลก และชั้นในสุด คือ แกนโลก ดังนั้น ตอบ ขอ 2.) สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมจาก QR Code เรื่อง โครงสรางของโลก ผลจากการตรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน 1 โครงสรางของโลก www.aksorn.com/interactive3D/RK861 นํา สอน สรุป ประเมิน T89