The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2218009TM-วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี-ม2ล2-[221202]

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kumpuzaza, 2023-11-11 03:12:47

2218009TM-วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี-ม2ล2-[221202]

2218009TM-วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี-ม2ล2-[221202]

ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET แบบจ�าลองโครงสร้างของโลก กิจกรรม โครงสร้างของโลกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ตามองค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก โดยแต่ละชั้น มีองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1. เปลือกโลก ประกอบด้วยสารประกอบของซิลิคอนและอะลูมิเนียมเป็นหลัก 2. เนื้อโลก ประกอบด้วยสารประกอบของซิลิคอน แมกนีเซียม และเหล็กเป็นหลัก 3. แก่นโลก ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลเป็นหลัก อภิปรายผลกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - จ�าแนกประเภท จิตวิทยาศาสตร์ - ความรับผิดชอบ - ความสนใจใฝ่รู้ จุดประสงค์ สร้างแบบจ�าลองและอธิบายโครงสร้างของโลกตามองค์ประกอบทางเคมีได้ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. โครงสร้างของโลกตามองค์ประกอบทางเคมีแบ่งเป็นกี่ชั้น อะไรบ้าง 2. โครงสร้างของโลกแต่ละชั้นมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 3. ประเมินแบบจ�าลองโครงสร้างของโลกของกลุ่มอื่นว่ามีความถูกต้องหรือไม่ อย่างไร วัสดุอุปกรณ์ 1. ส�าลี 2. สีไม้ 3. กรรไกร 4. สกอตเทป 5. กระดาษสี 6. ลูกปัดหลายสี 7. อุปกรณ์เครื่องเขียน เช่น ดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด วิธีปฏิบัติ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-5 คน สืบค้นข้อมูล เรื่อง โครงสร้างของโลกตามองค์ประกอบทางเคมี จากนั้นให้นักเรียน สร้างแบบจ�าลองโครงสร้างของโลก โดยใช้อุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมกับการสร้างแบบจ�าลอง 2. ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาน�าเสนอแบบจ�าลองหน้าชั้นเรียน 3. ประเมินการน�าเสนอและความถูกต้องของเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ 76 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน สํารวจค้นหา 4. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้นครูแจง จุดประสงคของกิจกรรมแบบจําลองโครงสราง ของโลก ใหนักเรียนทราบเพื่อเปนแนวทางการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกตอง 5. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม แบบจําลองโครงสรางของโลก จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 6. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 7. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. 3 ชั้น ไดแก เปลือกโลก เนื้อโลก และแกนโลก 2. แตกตางกัน เปลือกโลกมีธาตุซิลิคอนและ อะลูมิเนียมเปนองคประกอบหลัก เนื้อโลกมีธาตุ ซิลิคอน แมกนีเซียม และเหล็กเปนองคประกอบ หลัก สวนแกนโลกมีธาตุเหล็กและนิกเกิลเปน องคประกอบหลัก 3. ขึ้นอยูกับดุลยพินิจของครูและนักเรียน โครงสรางชั้นใดของโลกมีเหล็กและนิกเกิลเปนองคประกอบหลัก 1. เนื้อโลก 2. แกนโลก 3. เปลือกโลกทวีป 4. เปลือกโลกมหาสมุทร (วิเคราะหคําตอบ แกนโลกมีองคประกอบหลักเปนเหล็กและ นิกเกิล ดังนั้น ตอบขอ 2.) แบบจําลองโครงสรางของโลก เมื่อแบงตามองคประกอบทางเคมี ประกอบ ดวย 3 ชั้น ไดแก เปลือกโลกซึ่งเปนสวนนอกสุด ถัดเขามา คือ เนื้อโลก และ ชั้นในสุด คือ แกนโลก นํา สอน สรุป ประเมิน T90


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET โครงสรางของโลกตามองคประกอบทางเคมี เปนสวนที่อยูใตเปลือกโลกลงไป มีองคประกอบหลักเปนสารประกอบของ ซิลิคอน (Si) แมกนีเซียม (Mg) และเหล็ก (Fe) เปนสวนที่อยูใจกลางของโลก มีองคประกอบหลักเปนเหล็ก (Fe) และ นิกเกิล (Ni) ภาพที่ 6.2 โครงสรางของโลกตามองคประกอบทางเคมี ที่มา : คลังภาพ อจท. ธรณีภาค (lithosphere) มีระดับความลึกประมาณ 100 กิโลเมตร ประกอบดวย เปลือกโลกทวีปและเปลือกโลกมหาสมุทร ภาพที่ 6.3 โครงสรางของโลกตามลักษณะทางกายภาพ ที่มา : คลังภาพ อจท. เมโซสเฟยร (mesosphere) มีระดับความลึก 700-2,900 กิโลเมตร มีสถานะเปนของแข็ง ฐานธรณีภาค (asthenosphere) มีระดับความลึก 100-700 กิโลเมตร เปนชั้นที่มี แมกมาซึ่งเปนหินหนืดหรือหินหลอมละลายรอน หมุนวนอยูภายในโลกอยางชา ๆ แกนโลกชั้นนอก (outer core) มีระดับความลึก 2,900-5,140 กิโลเมตร มีสถานะเปนของเหลว มีความรอนสูงมาก แกนโลกชั้นใน (inner core) มีระดับความลึก 5,140-6,371 กิโลเมตร มีสถานะเปนของแข็ง มีความดันและ อุณหภูมิสูงมาก อาจสูงถึง 6,000 องศา เซลเซียส โครงสรางของโลกตามลักษณะทางกายภาพ เนื้อโลก (mantle) แกนโลก (core) เปลือกโลก (crust) เปนชั้นนอกสุด มีองคประกอบหลักเปนสารประกอบของซิลิคอน (Si) และ อะลูมิเนียม (Al) สวนที่เปนพื้นดิน เรียกวา เปลือกโลกทวีป และสวนที่เปน พื้นนํ้า เรียกวา เปลือกโลกมหาสมุทร โลกและการเปลี่ยนแปลง 77 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง โครงสรางของโลก และใหความรูเพิ่มเติม จากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง โครงสรางของโลก ในการอธิบาย เพิ่มเติม 2. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน จากนั้นให นักเรียนแตละกลุมรวมกันสรางแบบจําลอง โครงสรางของโลกที่แบงตามองคประกอบทาง เคมี 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง โครงสราง ของโลก จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรียนรูที่ 6 โลกและการเปลี่ยนแปลง เพื่อตรวจสอบความเขาใจกอนเรียนของนักเรียน 2. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนํา เสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 3. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนกอนเขาสู กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม แบบ จําลองโครงสรางของโลก 5. ครูประเมินชิ้นงาน แบบจําลองโครงสรางของ โลกตามองคประกอบทางเคมี 6. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง โครงสรางของโลก จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง โครงสรางของโลก แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง โครงสรางของโลก ไดจาก การสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม แบบจําลองโครงสรางของโลก และ การนําเสนอผลงาน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินการ ปฏิบัติกิจกรรม และการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการ เรียนรูที่ 6 โครงสรางชั้นใดของโลกมีเหล็กและซิลิคอนเปนองคประกอบหลัก 1. เนื้อโลก 2. แกนโลก 3. เปลือกโลกทวีป 4. เปลือกโลกมหาสมุทร (วิเคราะหคําตอบ เนื้อโลกมีเหล็กและซิลิคอนเปนองคประกอบ หลัก ดังนั้น ตอบขอ 1.) แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T91


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1.2 การเปลี่ยนแปลงของโลก โลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากผิวโลกมีการเปลี่ยนแปลงทาง ธรณีต่าง ๆ ท�าให้ผิวโลกมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกัน ดังภาพที่ 6.4 ภาพที่ 6.4 ภูมิลักษณ์ต่าง ๆ บนเปลือกโลก ที่มา : คลังภาพ อจท. กำรเปลี่ยนแปลงของโลก การเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน เช่น การเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง เปลือกโลกบางส่วนแยกตัวออก ท�าให้ ผิวโลกบางส่วนถล่มทลาย หรือยุบตัว หรือภูเขาไฟระเบิดซึ่งมีผลต่ออาคาร บ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังท�าให้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตได้รับอันตราย เช่น แผ่นดินไหวที่ภาคเหนือของประเทศไทย 2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เช่น การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก การกร่อน การผุพังของหิน ท�าให้พื้นที่บางส่วน หายไป Focus Science จากภาพจะเห็นว่า ลักษณะผิวโลกมีรูปพรรณสัณฐานที่แตกต่างกัน เรียกว่า ภูมิลักษณ์หรือธรณีสัณฐาน (landform) ซึ่งเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ใช้เวลาหลายพันปีจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น การผุพังอยู่กับที่ (weathering) การกร่อน (erosion) การพัดพา (transportation) การสะสมตัวของตะกอน (deposition) โดยมีปัจจัยส�าคัญที่ท�าให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ได้แก่ น�้า ลม ธารน�้าแข็ง แรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งมีชีวิต สภาพอากาศ และปฏิกิริยาเคมี กำรเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก 78 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้นให นักเรียนแตละคูรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เกี่ยวกับเรื่อง ภูมิลักษณตางๆ บนเปลือกโลก จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือ แหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต 2. นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายเรื่องที่ไดศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูที่ ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัว นักเรียน 3. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ศึกษาหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูเตรียมบัตรภาพสถานที่ตามธรรมชาติ เชน นํ้าตก ทะเล ภูเขา ถํ้า มาใหนักเรียนดู จากนั้นครูสนทนากับนักเรียนวา “สถานที่ตางๆ บนโลกจะมีลักษณะที่แตกตางกัน เชน บาง บริเวณเปนแมนํ้า บางบริเวณเปนภูเขา บาง บริเวณมีหินที่มีรูปรางประหลาด บางบริเวณ เปนเกาะ” 2. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน วา “เพราะเหตุใดเปลือกโลกจึงมีลักษณะ ภูมิประเทศที่แตกตางกัน” โดยใหนักเรียน รวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นอยางอิสระ โดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด ขอใดไมใชกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา 1. การกรอน 2. การพัดพา 3. การละลาย 4. การสะสมตัวของตะกอน (วิเคราะหคําตอบ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ไดแก การผุพังอยูกับที่ การกรอน การพัดพา และการสะสมตัวของ ตะกอน ดังนั้น ตอบขอ 3.) นักเรียนควรรู 1 ธรณีสัณฐาน คือ แบบรูปหรือลักษณะของเปลือกโลกที่มีรูปพรรณสัณฐาน ตางๆ กัน เชน เปนภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบ การศึกษาเกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศ เรียกวา ธรณีสัณฐานวิทยา สวนผูที่ทําหนาที่ในการศึกษาธรณีสัณฐาน รวมถึง ผูเชี่ยวชาญทางดานนี้ เรียกวา นักธรณีวิทยา 2 แผนดินไหว เปนปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของ แผนเปลือกโลก ทําใหชั้นหินขนาดใหญเลื่อน เคลื่อนที่ หรือแตกหัก และเกิด การถายโอนพลังงานศักย ซึ่งอยูในรูปคลื่นไหวสะเทือนผานในชั้นหินที่อยูติดกัน โดยจุดศูนยกลางการเกิดแผนดินไหว มักเกิดตามรอยเลื่อนที่อยูในระดับความลึก ตางๆ ของผิวโลก หรือธรณีสัณฐาน 1 เช่น การเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง เปลือกโลกบางส่วนแยกตัวออก ท�าให้ 2 นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T92


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1. การผุพังอยู่กับที่ (weathering) คือ การที่หินซึ่งเป็นส่วนประกอบของโลกผุพังทลายลงด้วยการกระท�า ของน�้า ลม ธารน�้าแข็ง แรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งมีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศ ตลอดจนการแตกตัว ทางกลศาสตร์ การผุพังอยู่กับที่ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ การผุพังทางกายภาพและการผุพังทางเคมี 1) การผุพังทางกายภาพ เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ดังนี้ ในเวลากลางวันความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะท�าให้หินเกิดการขยายตัว เมื่อถึงเวลากลางคืน หรือ เมื่อมีฝนตกลงมา ท�าให้อุณหภูมิในบรรยากาศลดต�่าลง ส่งผลให้อุณหภูมิภายในหินลดลงด้วย หินจึงเกิดการ หดตัว ซึ่งการเพิ่มและลดอุณหภูมิของอากาศสลับกัน อย่างรวดเร็วซ�้ากันต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้หิน เกิดรอยแตกร้าวและผุพังได้ น�้าที่แทรกซึมเข้าไปในรอยแตกของหิน เมื่อ อุณหภูมิของอากาศลดต�่าลงจนกระทั่งถึงจุดเยือกแข็ง น�้าจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งและมีปริมาตรเพิ่มขึ้น ไปดันรอยแตกของหินให้กว้างมากขึ้น การเจริญเติบโตของต้นไม้ขนาดใหญ่บนหิน เป็นสาเหตุให้เกิดการผุพังทางกายภาพของหิน เนื่องจาก รากไม้ที่ชอนไชลงไปในรอยแตกของหิน เมื่อเวลาผ่านไป รากจะขยายขนาดและเพิ่มจ�านวนมากขึ้น ส ่งผลให้ รอยแตกของหินเพิ่มมากขึ้นและกว้างมากขึ้น หินจึงแตก ออกจากกันได้ ดังภาพที่ 6.7 ภาพที่ 6.6 น�้าเป็นปัจจัยที่ท�าให้รอยแตกของหินกว้างมากขึ้น ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.7 การชอนไชของรากไม้ท�าให้เกิดรอยแตกบนหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. น�้า น�้า น�้าแข็ง น�้าแข็ง ภาพที่ 6.5 รอยแตกบนหินเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ภายในหินสลับกันอย่างรวดเร็ว ที่มา : คลังภาพ อจท. โลกและการเปลี่ยนแปลง 79 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 4. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน วา “สาเหตุที่ทําใหโลกมีลักษณะภูมิประเทศที่ แตกตางกันคืออะไร” โดยใหนักเรียนแตละคน รวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหา คําตอบ (แนวตอบ สาเหตุที่ทําใหผิวโลกหรือภูมิประเทศ มีรูปรางแตกตางกัน เนื่องมาจากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ซึ่งเกิดจาก กระบวนการผุพังอยูกับที่ กระบวนการกรอน กระบวนการพัดพา และกระบวนการสะสมตัว ของตะกอน สงผลใหบางบริเวณของผิวโลกเปน ทะเล เกาะ นํ้าตก และภูเขา) 5. นักเรียนแตละคนศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับ เรื่อง กระบวนการผุพังอยูกับที่ และปจจัยที่ ทําใหเกิดกระบวนการผุพังอยูกับที่ จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 6. นักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูที่ไดจากการ ศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน ขอใดเปนผลจากการผุพังทางกายภาพของหิน 1. หินมีพื้นที่ผิวลดลง 2. หินมีปริมาตรลดลง 3. หินมีพื้นที่ผิวเพิ่มขึ้น 4. หินมีปริมาตรเพิ่มขึ้น (วิเคราะหคําตอบ การผุพังทางกายภาพของหิน ซึ่งมีหลายสาเหตุ เชน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอยางรวดเร็ว การกระทําของนํ้า การกระทําของคน พืช และสัตว ทําใหหินเกิดรอยแตกราวบนหิน จนกระทั่งหินแตกออกจากกัน (มีพื้นที่ผิวเพิ่มขึ้น) ดังนั้น ตอบ ขอ 3.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง การผุพังอยูกับที่ทางกายภาพ (https:// www.twig-aksorn.com/fifilm/weathering-7971/) นํา สอน สรุป ประเมิน T93


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.8 การท�าเหมืองแร่ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.9 เขาสัตว์กระแทกกับหิน ท�าให้ เกิดรอยบนหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. นอกจากการกระท�าของน�้าและพืชแล้ว มนุษย์และสัตว์ก็เป็นสาเหตุที่ท�าให้หินเกิดการผุพังทาง กายภาพ เช่น การระเบิดภูเขาเพื่อสร้างถนน การสร้างเขื่อน การสร้างอุโมงค์ใต้ดิน การท�าเหมืองหินและแร่ต่าง ๆ การเจาะของสัตว์ที่ขุดรูอยู่ในพื้นดิน เช่น หนู ตัวตุ่น แมลงบางชนิด ภาพที่ 6.10 การกระท�าของน�้า ท�าให้ รูปร่างของหินเปลี่ยนแปลงไป ที่มา : คลังภาพ อจท. นักธรณีวิทยาแบ่งหินออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เมื่อหินหนืดร้อนภายในโลก (magma) และหินหนืดร้อนบนพื้นผิวโลก (lava) เย็นตัวลงกลายเป็นหินอัคนี ลมฟ้าอากาศ น�้า และแสงอาทิตย์ ท�าให้หินผุพังทลายลงเป็น ตะกอน และทับถมกันเป็นเวลานานหลายล้านปี แรงดันและปฏิกิริยาเคมีท�าให้เกิดการรวมตัวเป็นหินตะกอน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หินชั้น การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและความร้อน ท�าให้หินต่าง ๆ แปรสภาพไปเป็นหินแปร กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้น เป็นวัฏจักรเรียกว่า วัฏจักรหิน (rock cycle) Focus วัฏจักรหิน Science ภาพที่ 6.11 การเปลี่ยนแปลงของหินเนื่องจากแรงโน้มถ่วง ที่มา : คลังภาพ อจท. 80 ปจจัยในขอใดที่ทําใหเกิดกระบวนการผุพังทางกายภาพของหิน 1. ฝนกรด 2. แกสในอากาศ 3. ไอนํ้าในอากาศ 4. คน สัตว และพืช (วิเคราะหคําตอบ คน สัตว และพืชเปนสาเหตุทําใหเกิดการผุพัง ทางกายภาพ เชน คนระเบิดภูเขาเพื่อสรางถนน การเจาะหรือ การกระแทกของเขาสัตวทําใหเกิดรอยบนหิน การชอนไชของ รากพืชทําใหหินผุพังทลายลง ดังนั้น ตอบขอ 4.) นักเรียนควรรู 1 หินอัคนี เปนหินที่เกิดจากการแข็งตัวของแมกมาจากใตเปลือกโลกที่ แทรกตัว แบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ หินอัคนีแทรกซอน เกิดจากหินหนืดที่ เย็นตัวลงภายในเปลือกโลกอยางชาๆ ทําใหผลึกแรมีขนาดใหญและมีเนื้อหยาบ และหินอัคนีพุหรือหินภูเขาไฟ เปนหินหนืดที่เกิดจากลาวาบนพื้นผิวโลกเย็นตัว อยางรวดเร็ว ทําใหผลึกมีขนาดเล็กและเนื้อละเอียด 2 หินตะกอน เปนหินที่เกิดจากการตกตะกอนของเม็ดแรที่ไดจากการผุพัง ของหินชนิดใดก็ไดที่ผิวโลก และถูกพัดพาไปโดยนํ้า ลม หรือธารนํ้าแข็ง แลว จับตัวกันแข็งเปนหิน 3 หินแปร เปนหินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสวนประกอบของเนื้อหินจาก เดิมไปเปนหินชนิดใหม ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงความดันและอุณหภูมิ ภายใตผิวโลก ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียน 4 คน ออกมานําเสนอผลการ ศึกษาหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนรวมกันอภิปรายแสดงความคิด เห็นเพื่อหาคําตอบ ดังนี้ • การผุพังอยูกับที่คืออะไร (แนวตอบ การที่หินผุพังทลายลงดวยการกระทํา ของนํ้า สิ่งมีชีวิต รวมทั้งการเพิ่มหรือลดของ อุณหภูมิ) • ปจจัยที่มีผลทําใหเกิดการผุพังทางกายภาพ ของหินมีอะไรบาง จงยกตัวอยาง (แนวตอบ การเพิ่มหรือลดของอุณหภูมิ สงผล ใหหินยืดและหดตัว ทําใหเกิดรอยแตกราว ตัวอยางเชน การเจริญของรากตนไมที่ชอนไช เขาไปตามรอยแตกของหิน) • ปจจัยที่มีผลทําใหเกิดการผุพังทางเคมีของ หินมีอะไรบาง จงยกตัวอยาง (แนวตอบ การเกิดสนิมเหล็กเนื่องจากนํ้าซึ่ง มีแกสออกซิเจนทําปฏิกิริยากับธาตุเหล็ก ที่เปนองคประกอบของหินบางชนิด เชน หินแกรนิต หินบะซอลต สนิมเหล็กที่เกิด ขึ้นจะทําใหหินผุพัง นอกจากนี้ ฝนกรดที่ เกิดขึ้นจากนํ้าฝนที่ตกลงมาละลายกับแกส คารบอนไดออกไซดที่ไดจากการเผาไหม เชื้อเพลิงทําปฏิกิริยากับหินปูน เกิดการผุพัง กลายเปนโพรงได) • ภูมิประเทศแบบคาสตเปนอยางไร เพราะ เหตุใดจึงเปนเชนนั้น (แนวตอบ เปนภูมิประเทศที่มีเขาลักษณะ เวาแหวง มักเกิดขึ้นกับภูเขาหินปูนเมื่อทํา ปฏิกิริยากับฝนกรดจะทําใหเกิดโพรงถํ้าหรือ ถํ้าใตดิน และกลายเปนหลุมยุบในเวลาตอมา) นักธรณีวิทยาแบ่งหินออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เมื่อหินหนืดร้อนภายในโลก ( 1 2 3 นํา สอน สรุป ประเมิน T94


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2) การผุพังทางเคมี ในบรรยากาศประกอบด้วยแก๊สต่าง ๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ได้แก่ แก๊สออกซิเจน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถท�าให้หินเกิดการผุพังทางเคมีได้ ดังนี้ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ลอย ปะปนอยู่ในอากาศจะท�าปฏิกิริยากับน�้าฝน กลายเป็น กรดคาร์บอนิก (H2CO3) ที่มีสมบัติเป็นกรด ซึ่ง กรดคาร์บอนิกสามารถท�าปฏิกิริยากับสารประกอบ แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3 ) ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น จะกร่อนหินจนกระทั่งกลายเป็นโพรงหรือถ�้าใต้ดิน เมื่อ พื้นที่ด้านบนของโพรงหรือถ�้าใต้ดินยุบตัวและพังทลาย ลงจะกลายเป็นหลุมยุบ ท�าให้เกิดลักษณะภูมิประเทศที่ เรียกว่า คาสต์ (karst) ภาพที่ 6.14 โพรงถ�้าดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.15 ถ�้าพระยานคร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.13 ถ�้าหลวง-ขุนน�้านางนอน จังหวัดเชียงราย ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.12 การเกิดสนิมเหล็กขึ้นบนหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. ปจจัยใดบาง ที่สงผลให หินเกิดการผุพัง หินบางชนิดที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ เช ่น หินแกรนิต หินบะซอลต์ จะท�าปฏิกิริยากับ แก๊สออกซิเจนที่ละลายอยู ่ในน�้า เกิดสนิมเหล็กซึ่งมี สีน�้าตาล ส่งผลให้หินอ่อนตัวลงและผุพังในเวลาต่อมา ดังภาพที่ 6.12 โลกและการเปลี่ยนแปลง 81 ขอใดเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต 1. สึนามิ 2. ฝนกรด 3. ดินถลม 4. แผนดินไหว (วิเคราะหคําตอบ ภูมิประเทศแบบคาสตสวนใหญเกิดขึ้นกับภูเขา หินปูน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทําปฏิกิริยาระหวางฝนกรดกับหินปูน ทําใหเกิดโพรงหรือถํ้าใตดิน นอกจากนี้ ยังทําใหภูเขาหินปูนมี ลักษณะเวาแหวง ดังนั้น ตอบขอ 2.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผุพังทางเคมี จากภาพยนตรสารคดี สั้น Twig เรื่อง ถํ้าเกิดขึ้นไดอยางไร (https://www.twig-aksorn.com/film/ how-do-caves-form-7993/) ขั้นสอน อธิบายความรู้ 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา “สาเหตุ ที่ทําใหภูมิประเทศมีรูปรางที่แตกตางกัน เนื่องจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง ธรณีวิทยา ซึ่งมีกระบวนการผุพังอยูกับที่เปน สาเหตุหนึ่ง” นํา สอน สรุป ประเมิน T95


จําลองการผุพังอยูกับที่ของหินเนื่องจากนํ้าเปนปจจัย กิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร - การวัด - การสังเกต - การตั้งสมมติฐาน จิตวิทยาศาสตร - ความรับผิดชอบ - ความสนใจใฝรู จุดประสงค อธิบายกระบวนการที่ทําใหเกิดการผุพังอยูกับที่ทางกายภาพและทางเคมีจากแบบจําลองได วัสดุอุปกรณ 1. นํ้า 4. ไมบรรทัด 2. แกวนํ้า 5. ปากกาเมจิก 3. แผนเหล็ก 6. บีกเกอร 250 mL วิธีปฏิบัติ ตอนที่ 1 จําลองการผุพังทางกายภาพของหิน 1. เทนํ้าปริมาตร 100 mL ลงในบีกเกอร แลวใชปากกาเมจิกทํารอยแสดงระดับผิวนํ้า 2. ใชไมบรรทัดวัดระดับนํ้าในขอ 1. แลวบันทึกลงในสมุด 3. นําบีกเกอรในขอ 1. ไปแชเย็นในตูเย็น จนกระทั่งนํ้าในแกวเปลี่ยนเปนนํ้าแข็ง สังเกตระดับสูงสุดของนํ้าแข็งในบีกเกอร 4. ใชไมบรรทัดวัดระดับสูงสุดของนํ้าแข็งในขอ 3. แลวบันทึกลงในสมุด 5. ใหแตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอแบบจําลองหนาชั้นเรียน ภาพที่ 6.16 การสรางแบบจําลองการผุพังทางกายภาพของหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. 82 นํ้า รอยแสดงระดับผิวนํ้า นํ้าแข็ง บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้นครู แจงจุดประสงคของกิจกรรม จําลองการ ผุพังอยูกับที่ของหินเนื่องจากนํ้าเปนปจจัย ใหนักเรียนทราบเพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติ กิจกรรมที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม จําลองการผุพังอยูกับที่ของหินเนื่องจาก นํ้าเปนปจจัย จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบ รวมมือมาจัดกระบวนการเรียนรู โดยกําหนด ใหสมาชิกแตละคนภายในกลุมมีบทบาทหนาที่ ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาที่เตรียมวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ทําหนาที่อานวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและนํามาอธิบายใหสมาชิกใน กลุมฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทําหนาที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน การทดลอง ระดับผิวนํ้าจากกนบีกเกอร (เซนติเมตร) กอนนําบีกเกอรไปแชเย็น หลังจากนําบีกเกอรไปแชเย็น หมายเหตุ : ระดับนํ้ากอนนําบีกเกอรไปแชเย็นจะสูงกวาระดับนํ้าหลังนําบีกเกอร ไปแชเย็น ตอนที่ 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขอใดเปนผลกระทบที่เกิดจากฝนกรดกัดกรอนหินปูน 1. ดินถลม 2. นํ้าทวมขัง 3. โพรงถํ้าใตดิน 4. ดินดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้า (วิเคราะหคําตอบ ฝนกรดเปนสาเหตุใหเกิดโพรงถํ้าใตดิน ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขึ้นอยูกับผลที่ไดจากการทํากิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T96


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ตอนที่ 2 จําลองการผุพังทางเคมีของหิน 1. จุมแผนเหล็กลงในบีกเกอรที่บรรจุนํ้าเปนเวลา 1 สัปดาห 2. สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแผนเหล็ก แลวบันทึกลงในสมุด จากกิจกรรมตอนที่ 1 พบวา นํ้ามีสถานะเปนของเหลว เมื่ออุณหภูมิลดตํ่าลงจนกระทั่งถึงจุดเยือกแข็ง นํ้าจะเปลี่ยนสถานะเปน ของแข็งและมีปริมาตรเพิ่มขึ้น เนื่องจากนํ้าที่แทรกซึมอยูในรอยราวของหินเมื่อไดรับอุณหภูมิที่ตํ่ากวาจุดเยือกแข็ง นํ้าจะเปลี่ยน สถานะกลายเปนของแข็งจึงมีปริมาตรเพิ่มขึ้น และดันใหหินเกิดรอยราวและแตกออก จากกิจกรรมตอนที่ 2 แกสออกซิเจนที่ละลายอยูในนํ้าทําปฏิกิริยาเคมีกับแผนเหล็กเกิดสนิมเหล็ก ซึ่งมีสีนํ้าตาล เมื่อเวลา ผานไปบริเวณที่เกิดสนิมจะผุพังกลายเปนรูโหว ซึ่งเปนสาเหตุที่ทําใหหินที่มีเหล็กเปนองคประกอบเกิดการผุพัง อภิปรายผลกิจกรรม คําถามทายกิจกรรม 1. นํ้าทําใหหินเกิดกระบวนการผุพังทางกายภาพไดอยางไร 2. ปจจัยใดบางที่ทําใหหินเกิดกระบวนการผุพังทางกายภาพ 3. นํ้าทําใหหินเกิดกระบวนการผุพังทางเคมีไดอยางไร 4. ปจจัยใดบางที่ทําใหหินเกิดกระบวนการผุพังทางเคมี 5. นํ้าทําใหหินทุกชนิดเกิดสนิมหรือไม อยางไร ภาพที่ 6.17 การสรางแบบจําลองการผุพังทางเคมีของหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. โลกและการเปลี่ยนแปลง 83 แผนเหล็ก บันทึกผล กิจกรรม ตอนที่ 2 มีสนิมเหล็กเกิดขึ้น เนื่องจากแผนเหล็กสัมผัสกับนํ้าและอากาศ ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ 3. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม จําลองการผุพังอยูกับที่ของหินเนื่องจากนํ้า เปนปจจัยวา “การผุพังอยูกับที่ของหินเกิดขึ้น ไดจาก 2 ปจจัย คือ ปจจัยทางกายภาพ ซึ่งมี นํ้าและอุณหภูมิภายนอกเปนตัวกระทํา และ ปจจัยทางเคมีที่เกิดขึ้นจากการทําปฏิกิริยา กันระหวางฝนกรดกับหินปูนจนทําใหเกิดโพรง และพังทลายลง” ขอใดเปนลักษณะของหินที่เกิดจากกระบวนการผุพังทางเคมี 1. การขยายและหดตัวของหินตามอุณหภูมิ 2. การแข็งตัวของนํ้าที่แทรกอยูตามรอยแตก 3. รากไมที่เจริญเติบโตเต็มที่ชอนไชไปตามแนวหิน 4. การหลุดรอนของหินที่มีแรเหล็กเปนองคประกอบ (วิเคราะหคําตอบ แรเหล็กที่อยูภายในหินบางชนิดจะทําปฏิกิริยา เคมีกับนํ้าและอากาศไดสนิมเหล็กทําใหหินผุพัง ดังนั้น ตอบขอ 4.) แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. นํ้าจะซึมเขาไปในรอยแตกของหิน อุณหภูมิ ภายนอกที่ตํ่าลง จะทําใหนํ้าในหินกลายเปน นํ้าแข็ง รอยแตกของหินจึงขยายมากขึ้น เมื่อ อุณหภูมิสูงขึ้นนํ้าภายนอกจะไหลเขามาตาม รอยแตกของหินอีกครั้ง เปนแบบนี้ไปจนกระทั่ง หินแตกออก นอกจากนี้ นํ้าหรือนํ้าฝนที่ละลาย รวมกับแกสคารบอนไดออกไซดจะทําปฏิกิริยา กับหินปูนทําใหเกิดโพรงและผุพังลงได 2. การเพิ่มหรือลดของอุณหภูมิภายนอก นํ้า สิ่งมีชีวิต 3. เนื่องจากนํ้ามีแกสออกซิเจนละลายอยู เมื่อหินซึ่ง มีเหล็กเปนองคประกอบทําปฏิกิริยากับนํ้าทําให เกิดสนิมเหล็ก ซึ่งสนิมเหล็กที่เกิดขึ้นจะทําใหหิน ผุพังทลายลงได 4. ฝนกรด 5. ไม สนิมเหล็กจะเกิดขึ้นกับหินที่มีธาตุเหล็กเปน องคประกอบ นํา สอน สรุป ประเมิน T97


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET สารละลาย การครูดถู และแรงโนมถวงของโลก เชน ภาพที่ 6.18 จะเห็นวา กระบวนการกัดเซาะของนํ้าทําให บริเวณริมตลิ่งถูกกรอนเปนรอยคดโคง ภาพที่ 6.18 ผลจากการกัดเซาะของนํ้าบริเวณริมตลิ่ง ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.20 หินงอก หินยอยภายในถํ้า ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.21 ตัวอยางแปนหิน เชน เสาเฉลียง จังหวัดอุบลราชธานี ที่มา : june20072538.wordpress.com/สถานที่ทองเที่ยว/เสาเฉลียง/ ภาพที่ 6.19 ธารนํ้าแข็ง ที่มา : คลังภาพ อจท. การเกิดกรดคารบอนิก : CO2 + H2 O H2 CO3 ปฏิกิริยาเคมีระหวางหินปูนกับกรดคารบอนิก : H2 CO3 + CaCO3 Ca(HCO3 ) 2 เมื่อเวลาผานไป : Ca(HCO3 ) 2 CaCO3 + CO2 + H2 O 2. การกรอน (erosion) คือ กระบวนการที่ทําให หินกรอนไปโดยมีตัวนําพาทางธรรมชาติ คือ ลํานํ้าหรือ ธารนํ้าแข็ง รวมกับปจจัยอื่น ๆ ไดแก ลมฟาอากาศ ลมเปนปจจัยที่มีผลตอการกรอนนอยที่สุด แตถาบริเวณที่เปนเขตแหงแลง ผิวดินขาดพืชคลุมดิน เชน เขตทะเลทราย บริเวณที่ปาไมถูกทําลาย ภูเขาที่โลง เตียน กระแสลมจะมีผลทําใหเปลือกโลกเกิดการกรอนได มากขึ้น เนื่องจากกระแสลมพัดพาตะกอนมาเสียดสี ครูด ถูกับหินที่โผลขึ้นมา ทําใหเกิดภูมิลักษณที่มีรูปรางตาง ๆ เชน แองพัดกราด แปนหิน เนินยอดปาน สันทราย การเคลื่อนที่ของธารนํ้าแข็ง (glacier) ที่เกิดขึ้นในบริเวณลาดชันหรือตามไหลเขาเนื่องจาก แรงโนมถวงของโลก จะทําใหมวลนํ้าแข็งขนาดใหญ ที่มีนํ้าหนักมากเคลื่อนที่ลงสูที่ตํ่า ทําใหเกิดการสึกกรอน ของหิน เพราะเกิดการบด กระแทก และครูดถูระหวาง ธารนํ้าแข็งกับหินที่อยูบริเวณไหลเขา เมื่อนํ้าฝนทําปฏิกิริยากับแกสคารบอนไดออกไซด (CO2 ) กลายเปนกรดคารบอนิก (H2 CO3 ) แลว ไหลซึมไปตามกอนหิน หรือภูเขาหินปูนซึ่งมีแคลเซียม คารบอเนต (CaCO3 ) เปนองคประกอบ กรดคารบอนิก จะเกิดปฏิกิริยาเคมีกับหินปูนไดสารละลายแคลเซียม ไฮโดรเจนคารบอเนต (Ca(HCO3 ) 2 ) ซึ่งมีสมบัติละลาย นํ้าได สามารถไหลซึมลงมาตามเพดานถํ้าและหยดลงสู พื้นถํ้า เมื่อเวลาผานไปจนทําใหนํ้าในสารละลายระเหย ไปหมด จะเกิดเปนหินปูนเกาะอยูที่เพดานถํ้า เรียกวา หินยอย (stalactite) และหินปูนที่อยูบนพื้นถํ้าเรียกวา หินงอก (stalagmite) ซึ่งสามารถสรุปเปนสมการเคมีได ดังนี้ 84 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแตละคนศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับ เรื่อง การกรอนและการสะสมตัวของตะกอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นเขียนสรุปความรูที่ไดจากการศึกษา คนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 2. นักเรียนแบงกลุม (กลุมเดิม) จากนั้นครูแจง จุดประสงคของกิจกรรม จําลองการกรอน การพัดพา และการสะสมตัวของตะกอน ใหนักเรียนทราบเพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติ กิจกรรมที่ถูกตอง 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม จําลองการกรอน การพัดพา และการสะสม ตัวของตะกอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบ รวมมือมาจัดกระบวนการเรียนรู โดยกําหนด ใหสมาชิกแตละคนภายในกลุมมีบทบาทหนาที่ ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาที่เตรียมวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ทําหนาที่อานวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและนํามาอธิบายใหสมาชิกใน กลุมฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทําหนาที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 5. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน นักเรียนควรรู 1 ธารนํ้าแข็ง เปนมวลนํ้าแข็งที่เกิดจากการสะสมตัว การรวมตัวกัน และ การตกผลึกใหมจากหิมะที่ไหลอยูภายใตอิทธิพลของแรงโนมถวง ถาภูมิอากาศ เหมาะสม หิมะซึ่งสะสมตัวอยูตามยอดเขาสามารถคงอยูไดโดยไมละลาย เมื่อเวลาผานไปหิมะจะสะสมตัวเพิ่มขึ้นจนกระทั่งกลายเปนธารนํ้าแข็ง เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับฝนกรดวา ละอองนํ้าในอากาศที่รวมกับ แกสคารบอนไดออกไซดกลายเปนสารละลาย H2 CO3 ไมจัดวาเปนฝนกรด เพราะฝนกรดจะมีคา pH ที่ตํ่ากวา ตัวอยางเชน ละอองนํ้าในอากาศรวมกับ แกสซัลเฟอรไดออกไซดหรือไนโตรเจนไดออกไซด กลายเปนกรดซัลฟวริกหรือ กรดไนตริก ตามลําดับ จึงจะจัดวา เปนฝนกรด ขอใดไมใชสาเหตุทําใหเกิดกระบวนการกรอน 1. กระแสนํ้า 2. กระแสลม 3. แรงโนมถวง 4. ความรอนจากดวงอาทิตย (วิเคราะหคําตอบ ปจจัยที่ทําใหเกิดกระบวนการกรอน เชน กระแสนํ้า กระแสลม แรงโนมถวง ดังนั้น ตอบขอ 4.) ธารนํ้าแข็ง รวมกับปจจัยอื่น ๆ ไดแก ลมฟาอากาศ 1 นํา สอน สรุป ประเมิน T98


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จําลองการกรอน การพัดพา และการสะสมตัวของตะกอน กิจกรรม จากกิจกรรม พบวา เมื่อเทนํ้าลงไปในภูมิประเทศจําลอง นํ้าจะกัดเซาะตะกอนและพัดพาตะกอนที่มีขนาดเล็กไปยังที่ตํ่า สวนตะกอนขนาดใหญจะสะสมตัวอยูบริเวณที่สูง โดยรูปรางการสะสมตัวของตะกอนจะขึ้นอยูกับภูมิประเทศ เชน บริเวณหุบเขา ตะกอนจะมีลักษณะเปนเนินรูปรางคลายพัด อภิปรายผลกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร - การสังเกต จิตวิทยาศาสตร - ความสนใจใฝรู - การทํางานรวมกับผูอื่นไดอยาง สรางสรรค จุดประสงค อธิบายกระบวนการกรอน การพัดพา และการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจําลองได คําถามทายกิจกรรม 1. จงเรียงลําดับขนาดตะกอนที่ถูกพัดพา 2. ภูมิประเทศจําลองที่มีระดับสูงจะมีการสะสมตัวของตะกอนขนาดใด 3. ภูมิประเทศจําลองที่มีระดับตํ่าจะมีการสะสมตัวของตะกอนขนาดใด 4. จงเรียงลําดับเหตุการณการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศจําลอง วัสดุอุปกรณ 1. กรวด 4. ทรายละเอียด 2. บัวรดนํ้า 5. กลองพลาสติก 3. ทรายหยาบ 6. ดินเหนียวหรือดินนํ้ามัน วิธีปฏิบัติ 1. นําดินเหนียวหรือดินนํ้ามันมาปนเปนภูมิประเทศจําลองในกลองพลาสติกรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผาที่เจาะรูระบายนํ้าออกได โดยดานสูงใหอยูตรงขามกับรูที่เจาะ 2. ผสมตะกอนซึ่งประกอบดวยกรวด ทรายหยาบ และทรายละเอียด อยางละประมาณ 30 กรัม แลวเทลงบริเวณภูมิประเทศ จําลองที่มีระดับสูง 3. ใชบัวรดนํ้าขนาดเล็กเทนํ้าลงบนตะกอน แลวสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตะกอนที่เกิดขึ้น และบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงลงใน สมุดบันทึก ภาพที่ 6.22 การสรางแบบจําลองการกรอน การพัดพา และการสะสมตัวของตะกอน ที่มา : คลังภาพ อจท. ดินนํ้ามัน กลองพลาสติก รูระบายนํ้า ตะกอน (กรวด + ทรายหยาบ + บัวรดนํ้า ทรายละเอียด) โลกและการเปลี่ยนแปลง 85 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน อธิบายความรู 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ ขยายความเขาใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของโลก และใหความรู เพิ่มเติมจากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของโลก ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนทํา Topic Question เรื่อง โครงสราง และการเปลี่ยนแปลงของโลก จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ลงในสมุดประจําตัว นักเรียน 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง การ เปลี่ยนแปลงของโลก จากแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขอใดคือความแตกตางระหวางตะกอนรูปพัดกับดินดอน สามเหลี่ยมปากแมนํ้า 1. บริเวณที่เกิด 2. ตัวพัดพาตะกอน 3. กระบวนการพัดพา 4. วัตถุตนกําเนิดตะกอน (วิเคราะหคําตอบ ตะกอนรูปพัดมักเกิดขึ้นบริเวณหุบเขาชันลง สูพื้นราบ สวนดินดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้ามักเกิดขึ้นบริเวณที่ แมนํ้าไหลออกสูทะเล หรือเรียกวา ปากแมนํ้า ดังนั้น ตอบขอ 1.) ทรายละเอียดเปนตะกอนที่มีขนาดเล็กจะถูกพัดพาไปไดไกลกวาตะกอน ทรายหยาบและตะกอนกรวด ตามลําดับ แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. ทรายละเอียด ทรายหยาบ และกรวด 2. ตะกอนขนาดใหญ 3. ตะกอนขนาดเล็ก 4. เกิดกระบวนกัดเซาะหรือการกรอน เนื่องจาก การกระทําของนํ้า กระบวนการพัดพา และ กระบวนการสะสมตะกอน ตามลําดับ นํา สอน สรุป ประเมิน T99


ภาพที่ 6.23 ตะกอนรูปพัดสะสมบริเวณใกลเนินเขา ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.24 ดินดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้า เปนตะกอนที่ทับถม บริเวณปากแมนํ้ากอนออกสูทะเล ที่มา : คลังภาพ อจท. Topic Question คําชี้แจง : ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ 1. โครงสรางของโลกแบงตามองคประกอบทางเคมีไดกี่ชั้น อะไรบาง 2. โครงสรางของโลกแตละชั้นมีองคประกอบทางเคมีเหมือนหรือแตกตางกัน อยางไร 3. กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีไดแกอะไรบาง 4. การผุพังอยูกับที่คืออะไร 5. การกรอนคืออะไร 6. ปจจัยใดที่มีผลตอกระบวนการกรอนนอยที่สุด 7. จงยกตัวอยางผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกรอน 8. หินงอกและหินยอยเหมือนหรือแตกตางกันหรือไม อยางไร 9. ภูมิประเทศแบบคาสต (karst) คืออะไร และเกิดขึ้นไดอยางไร 10. ปจจัยใดที่สงผลใหตะกอนสะสมตัวเปนรูปรางที่ตางกัน 3. การสะสมตัวของตะกอน (deposition) คือ การสะสมตัวของวัตถุจากการนําพาของนํ้า ลม หรือ ธารนํ้าแข็ง ในธรรมชาติเมื่อหินซึ่งเปนสวนประกอบของเปลือกโลกเกิดการผุพังกลายเปนตะกอนขนาดเล็กทับถม อยูริมฝง ตะกอนจะถูกนํ้ากัดเซาะและถูกพัดพาไปตามลํานํ้า โดยตะกอนที่มีขนาดเล็กจะถูกพัดพาไปไดไกลกวาตะกอน ที่มีขนาดใหญ ในระหวางที่ตะกอนถูกพัดพาไปกับนํ้า ตะกอนจะเกิดการขัดสีกันเอง ทําใหตะกอนมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ มีลักษณะมนมากขึ้นตามระยะทางที่ถูกนํ้าพัดพา บางบริเวณนํ้าจะพัดพาตะกอนมาสะสมเปนจํานวนมาก ทําใหเกิด ภูมิลักษณที่มีรูปรางตาง ๆ เชน ตะกอนรูปพัด ดินดอนสามเหลี่ยมปากแมนํ้า ดังภาพที่ 6.23 และ 6.24 86 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง การ เปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งควรไดขอสรุปรวมกันวา “การเปลี่ยนแปลงของโลก ไดแก การผุพังอยูกับที่ การกรอน และการสะสมตัวของตะกอน เปน กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่ทําให โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเปนภูมิลักษณแบบตางๆ เชน นํ้า ลม ธารนํ้าแข็ง แรงโนมถวง สิ่งมีชีวิต สภาพอากาศ ปฏิกิริยาเคมี” ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม จําลอง การผุพังอยูกับที่ของหินเนื่องจากนํ้าเปนปจจัย ในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม จําลอง การกรอน การพัดพา และการสะสมตัว ของตะกอน ในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือ แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 4. ครูตรวจ Topic Question เรื่อง โครงสรางและ การเปลี่ยนแปลงของโลก ในสมุดประจําตัว นักเรียน 5. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของ โลก จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของโลก ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม จําลองการผุพังอยูกับที่ของหิน เนื่องจากนํ้าเปนปจจัย และจําลองการกรอน การพัดพา และการสะสมตัวของ ตะกอน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินการปฏิบัติ กิจกรรม ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 6 แนวตอบ Topic Question 1. 3 ชั้น ไดแก ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก และแกนโลก 2. เปลือกโลกประกอบดวยสารประกอบของซิลิคอนและอะลูมิเนียม เปนหลัก เนื้อโลกประกอบดวยสารประกอบของซิลิคอน แมกนีเซียม และเหล็กเปนหลัก สวนแกนโลกประกอบดวยเหล็กและนิกเกิลเปนหลัก 3. การผุพังอยูกับที่ การกรอน การพัดพา และการสะสมตัวของตะกอน 4. การที่หินผุพังทลายลงดวยการกระทําของพืช มนุษย และสัตว รวมทั้งการกระทําของสิ่งไมมีชีวิต 5. กระบวนการที่ทําใหหินละลายหรือกรอน โดยมีตัวพาทางธรรมชาติ เชน นํ้า ธารนํ้าแข็ง 6. ลม 7. การกัดเซาะบริเวณชายฝงและการเกิดหินงอกหินยอย 8. เหมือนกัน คือ เกิดจากนํ้าในสารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคารบอเนตระเหยออกไป โดยสวนที่อยูบนเพดานถํ้า เรียก หินยอย สวนที่อยูบนพื้นถํ้า เรียกวา หินงอก 9. ภูมิประเทศที่มีลักษณะเปนโพรงหรือโพรงถํ้าใตดิน เกิดจากปฏิกิริยา เคมีระหวางนํ้าฝนกับหินปูน 10. ลักษณะภูมิประเทศและความเร็วของกระแสนํ้า แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T100


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถูก/ผิด 2 ดิน ดินเปนทรัพยากรธรรมชาติที่มีประโยชนและมีความสําคัญตอ สิ่งมีชีวิตอยางมาก มนุษยอาศัยดินในการสรางที่อยูอาศัย เพาะปลูกพืช ทางเกษตรกรรม นอกจากนี้ ดินยังเปนแหลงในการดํารงชีวิตของ สัตวบางชนิด Prior Knowledge เรานําดินมาใชประโยชน ในดานใดบาง พิจารณาขอความตามความเขาใจของนักเรียนวาถูกหรือผิด แลวบันทึกลงในสมุดบันทึก UnderstandingCheck 1. การกรอนเปนกระบวนการทางธรรมชาติที่ทําใหเกิดดิน 2. ฮิวมัสที่อยูในดินสงผลใหดินมีสีดําคลํ้า 3. ดินรวนมีเนื้อละเอียดมากที่สุด จึงนิยมนํามาใชในการเพาะปลูก 4. ดินที่มีอายุนอยจะมีความอุดมสมบูรณมาก 5. ดินเปรี้ยว คือ ดินที่มีคา pH เทากับ 1.1 บันทึกลงในสมุด 2.1 กระบวนการเกิดดิน ดินเกิดจากหินที่ผุพังตามธรรมชาติผสมคลุกเคลากับอินทรียวัตถุที่ไดจากการเนาเปอยของซากพืชซากสัตว ทับถมเปนชั้น ๆ บนผิวโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงและสลายตัวของสสารตนกําเนิดดินมีลําดับขั้นตอน ดังนี้ ฮิวมัส ฮิวมัส หินที่ผุพังและตอไป จะเปนดินชั้นบน หินชั้นลางสุด หินชั้นลางสุด หินที่ผุพังโดยนํ้า และแสงแดด หินชั้นลางสุด ดินชั้นบน หินที่ผุพังและกลาย เปนดินชั้นลาง ภาพที่ 6.25 กระบวนการเกิดดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. ขั้นที่ 1 การผุพังอยูกับที่เปนสาเหตุใหหินแตกออกมีขนาดตาง ๆ เมื่อถูกแสงแดดและฝน หินก็จะแตกหักและผุพังทลายลงมากขึ้น กลายเปนหินที่มีขนาดเล็กลง ขั้นที่ 2 พืชจะเจริญงอกงามตามบริเวณรอยแตกของหิน แมลง และสัตวอื่นจะเขามาอาศัยตามบริเวณรอยแตก เมื่อพืชและสัตวตายลง จะสลายตัวกลายเปน ฮิวมัส (humus) ขั้นที่ 3 สัตวที่อยูภายในดินจะชวยทําใหฮิวมัสผสมกับเศษหินและ แรกลายเปนดินที่อุดมสมบูรณ เรียกวา ดินชั้นบน โลกและการเปลี่ยนแปลง 87 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละคนนําตัวอยาง ดินจากแหลงตางๆ มาคนละ 1 ตัวอยาง จากนั้น ใหนักเรียนแตละคนสังเกตและศึกษาลักษณะ ของดิน 2. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวา ถูกหรือผิด ดังนี้ • ดินสวนใหญมีสีอะไร (แนวตอบ ขึ้นอยูกับดินตัวอยางที่นักเรียนนํามา) • ดินตัวอยางมีลักษณะอยางไร (แนวตอบ ขึ้นอยูกับดินตัวอยางที่นักเรียน นํามา แตสวนใหญดินทั่วไปมักมีลักษณะ รวนซุย มีเศษรากไมผสมปนอยู เมื่อสัมผัส มีลักษณะออนนุม) 3. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 4. ครูถามคําถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เพื่อเปนการนํา เขาสูบทเรียน แนวตอบ Prior Knowledge ดินเปนแหลงผลิตปจจัยที่จําเปนตอการดํารงชีวิต นอกจากนี้ ยังเปนแหลงแรธาตุอาหารของพืช เปนที่ยึดเกาะและกักเก็บนํ้า อากาศสําหรับพืช เปนวัตถุดิบที่ใชในการทําภาชนะ เชน เครื่องปน ดินเผา รวมทั้งเปนแหลงที่มีความสัมพันธกับ ทรัพยากรอื่นๆ เชน ปาไม แหลงนํ้า แนวตอบ Understanding Check 1. ถูก 2. ถูก 3. ผิด 4. ผิด 5. ถูก ขอใดไมใชขั้นตอนการเกิดดิน 1. ฮิวมัสผสมกับเศษหินและแรธาตุ 2. ซากพืชและซากสัตวตายและทับถม 3. นํ้าพัดพาเศษหินมาทับและสะสมตัว 4. การผุพังและสลายตัวของหินตนกําเนิด (วิเคราะหคําตอบ การกําเนิดดินแบงออกเปน 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การผุพังอยูกับที่และหินตนกําเนิดสลายตัว เปนหินที่มี ขนาดเล็กลง ขั้นที่ 2 กระบวนการสรางดิน ซึ่งเกิดจากการทับถมของซากพืช และซากสัตวกลายเปนฮิวมัส ขั้นที่ 3 สัตวเล็กๆ ในดินจะเคลื่อนที่ไปมา ทําใหฮิวมัสผสมกับ เศษหินและแรกลายเปนดินที่อุดมสมบูรณ ดังนั้น ตอบขอ 3.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเกิดดิน จาก YouTube เรื่อง ดินและปจจัยการเกิด (https://www.youtube.com/watch?v=USNepPvQxfM) 2. ฮิวมัสที่อยูในดินสงผลใหดินมีสีดําคลํ้า 1 นักเรียนควรรู 1 ฮิวมัส เปนอินทรียวัตถุที่เกิดจากการยอยสลายของซากพืชและซากสัตว ผลที่ได คือ สารประกอบตางๆ เชน นํ้า คารบอนไดออกไซด แอมโมเนีย สารประกอบอะโรมาติก ปะปนอยูในดินรวมตัว (Condensation) กับกรดอะมิโน ที่จุลินทรียที่อยูในดินสังเคราะหขึ้น กลายเปนสารที่เรียกวา ฮิวมัส นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T101


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.26 หินอัคนีมีแร่เฟลด์สปาร์เป็นองค์ประกอบ เมื่อผุพังทลายลงจะกลายเป็นอนุภาคดินเหนียว ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.28 การปลูกพืชแบบขั้นบันไดช่วยชะลอการพังทลายของ หน้าดินบริเวณลาดชัน ที่มา : การทองเที่ยวแหงประเทศไทย ภาพที่ 6.27 หินแปรมีแร่ซิลิคอนไดออกไซด์เป็นองค์- ประกอบ เมื่อผุพังทลายลงจะกลายเป็นอนุภาคทราย ที่มา : คลังภาพ อจท. ดินแต่ละท้องถิ่นจะมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 2. ลักษณะภูมิประเทศ มีผลต ่อการชะล้าง พังทลายของหน้าดิน ตัวอย่างเช่น ดินที่เกิดบริเวณที่มี ความลาดชันสูง ชั้นของดินจะบางเนื่องจากการไหลของ น�้าอย่างรวดเร็ว ท�าให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ส่วนดินที่เกิดในบริเวณที่ราบ ชั้นของดินจะหนาเนื่องจาก น�้าจะไหลได้ค่อนข้างช้า ท�าให้เกิดการชะล้างพังทลาย ของดินน้อย นอกจากนี้ ในบริเวณที่เป็นแอ่งหรือที่ลุ่มต�่า ชั้นดินจะหนาเนื่องจากน�้าจะพัดพาเอาตะกอนจาก บริเวณที่สูงหรือบริเวณใกล้เคียงมาทับถมในที่ลุ ่มต�่า เช่น ดินในป่าพรุ 3. เวลา ดินที่มีอายุยาวนานกว่าจะมีหน้าตัดดินสมบูรณ์กว่าดินที่มีอายุน้อยกว่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางสภาพอากาศร่วมด้วย เช่น หน้าดินที่อยู่ในเขตร้อนชื้นจะค่อนข้างสมบูรณ์ได้ในระยะเวลาที่น้อยกว่าปกติ ดินเหนียวเกิดจากการผุพังทางเคมี ของหินต้นก�าเนิด แล้วทับถมจนกระทั่ง กลายเป็นดินเหนียวที่มีเนื้อละเอียด ใน ปัจจุบันจึงนิยมน�าดินเหนียวมาท�าภาชนะ ดินเผาหรือตุ๊กตาดินเผา 1. วัตถุต้นก�าเนิดดิน ส่วนใหญ่ดินมีต้นก�าเนิดหลักมาจากการผุพัง Science in Real Life อยู่กับที่ของหิน ซึ่งมีกระบวนการผุพังที่แตกต่างกัน ท�าให้ดินแต่ละบริเวณ มีปริมาณแร่ธาตุ สีดิน เนื้อดิน โครงสร้างของดิน และสมบัติทางเคมีของดิน แตกต่างกัน 88 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน จากนั้น นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เกี่ยวกับเรื่อง กระบวนการเกิดดิน จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนรวมกันเปรียบเทียบลักษณะและสี ของดินตัวอยางที่นักเรียนนํามากับเพื่อน โดยสรุปเปนขอเปรียบเทียบลงในสมุดประจําตัว นักเรียน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง กระบวนการ เกิดดินและขอเปรียบเทียบดินตัวอยางกับเพื่อน 2. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ ดังนี้ • ดินประกอบดวยกี่สวน อะไรบาง (แนวตอบ ดินประกอบดวย 4 สวน คือ อนินทรียวัตถุ อินทรียวัตถุ นํ้า และอากาศ) • ฮิวมัสคืออะไร (แนวตอบ ฮิวมัส คือ อินทรียวัตถุที่สลายตัว ปะปนอยูในดิน ซึ่งเกิดจากการยอยสลาย ของซากพืชและซากสัตว) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนเกี่ยวกับดินวา ดินในแตละพื้นที่อาจมีสี ลักษณะ และสมบัติที่แตกตางกัน เนื่องจากดินในแตละพื้นที่มีวัตถุตนกําเนิดดิน สภาพ ภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ กาลเวลา และสวนผสมฮิวมัสเนื่องจากซากพืชและ ซากสัตวที่ตายทับถมในแตละพื้นที่แตกตางกัน อยางไรก็ตาม การเกิดดิน มีขั้นตอนหลักอยู 2 ขั้นตอน คือ 1. กระบวนการสลายตัว คือ กระบวนการสลายตัวผุพังของหิน แร ซากพืช และซากสัตว ไดวัตถุตนกําเนิดดินและฮิวมัส ตามลําดับ 2. กระบวนการสรางดิน คือ กระบวนการผสมคลุกเคลาระหวางวัตถุ ตนกําเนิดดินกับฮิวมัส โดยมีพืชและสัตวตางๆ ชวย รวมทั้งลมและฝนมีสวนชวย ทําใหเกิดดิน ดินชั้นบนกับดินชั้นลางมีลักษณะแตกตางกันอยางไร 1. ดินชั้นบนมีฮิวมัสมากกวา 2. ดินชั้นบนมีความพรุนนอยกวา 3. สีของดินชั้นบนจางกวาดินชั้นลาง 4. ดินชั้นบนมีขนาดของเม็ดดินเล็กกวา (วิเคราะหคําตอบ ดินชั้นบนมีการทับถมของซากพืชและซากสัตว ผสมกับเศษหิน กลายเปนฮิวมัส ดินชั้นบนจึงมีสีเขมและมีความพรุน มากกวาดินชั้นลาง ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา สอน สรุป ประเมิน T102


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET Focus Science สิ่งมีชีวิตในดิน สิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายในดิน ได้แก่ แบคทีเรีย รา โพรโทซัว และไวรัส โดยแบคทีเรียจัดเป็นจุลินทรีย์กลุ่มใหญ่ที่พบมากที่สุด ในดิน ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล ่านี้มีบทบาทส�าคัญเป็นผู้ย ่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้อยู ่ในรูปที่พืชสามารถน�าไปใช้ประโยชน์ได้ และท�าให้เกิดกระบวนการตรึงไนโตรเจนในดิน เช่น Pseudomonas spp. Rhizobium spp. ส่งผลให้ดินบริเวณนั้นมีความ อุดมสมบูรณ์ ภาพที่ 6.29 ลักษณะของดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ (ภาพซ้าย) ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ (ภาพขวา) ที่มา : คลังภาพ อจท. 4. ภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศมีความส�าคัญต่อการก�าเนิดและพัฒนาของดินมากที่สุด โดยองค์ประกอบ ทางภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดิน มีดังนี้ 1) ปริมาณฝน ความชื้นที่ได้รับจากน�้าฝน ท�าให้เกิดกระบวนการทางเคมี ส่งผลให้หินและแร่ธาตุสลาย ตัวกลายเป็นดินได้ง่าย 2) อุณหภูมิ หินที่อยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนจะมีอัตราการสลายตัวเนื่องจากปฏิกิริยาเคมีได้รวดเร็วกว่า หินที่อยู่ในเขตภูมิอากาศอบอุ่นหรือเย็น นอกจากนี้ อุณหภูมิยังมีผลต่อปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในดิน ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับชนิดของจุลินทรีย์ 3) ลม มีส่วนช่วยท�าให้หินซึ่งเป็นวัตถุต้นก�าเนิดแตกออก และพัฒนากลายเป็นดินในเวลาต่อมา 5. สิ่งมีชีวิต พืชที่ขึ้นปกคลุมดินเมื่อตายไปจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ในบริเวณที่มีความชื้น พืชจะ เจริญได้ดี และจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินท�างานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ดินที่เกิดจะลึกและมีชั้นของดินชัดเจน ส่วนในบริเวณ แห้งแล้ง พืชจะเจริญไม่ดีและมีจ�านวนน้อย ส่งผลให้ดินบริเวณนั้นไม่สมบูรณ์ เนื่องจากอินทรียวัตถุที่อยู่ภายในดิน มีน้อย โลกและการเปลี่ยนแปลง 89 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง กระบวนการเกิดดิน และใหความรูเพิ่มเติม จากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง กระบวนการเกิดดิน ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง กระบวนการ เกิดดิน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนํา เสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนกอนเขาสู กิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจําตัวนักเรียน 3. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง กระบวนการเกิดดิน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง การเปรียบเทียบดินจากแหลงตางๆ เพื่อใหได ขอสรุปรวมกันวา “ดินเกิดจากหินที่ผุพังผสม คลุกเคลากับอินทรียวัตถุที่ไดจากการเนาเปอย ของซากพืชและซากสัตวทับถมกันเปนชั้น โดย ดินแตละบริเวณ ตางมีสีและลักษณะของเนื้อดิน ที่แตกตางกัน บางบริเวณมีสีแดงสม บางบริเวณ มีสีดํา และบางบริเวณมีสีนํ้าตาล ขึ้นอยูกับ สภาพแวดลอมและปจจัยตางๆ” ปจจัยใดมีอิทธิพลตออัตราการไหลบาของนํ้าที่ทําใหเกิดการ ชะลางพังทลายของดินและการทับถมของอินทรียวัตถุในดิน 1. เวลา 2. สิ่งมีชีวิต 3. ภูมิอากาศ 4. ภูมิประเทศ (วิเคราะหคําตอบ ดินที่เกิดบริเวณที่มีความลาดชันสูง อัตรา การไหลของนํ้าจะคอนขางเร็ว ทําใหชั้นดินบาง สงผลใหเกิด การชะลางพังทลายของหนาดินมากกวาดินที่เกิดบริเวณที่ราบ ดังนั้น ตอบขอ 4.) แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง กระบวนการเกิดดิน ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมและการนําเสนอผลงาน โดย ศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม และการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 6 แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับฟัง คนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T103


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2.2 สมบัติของดิน สมบัติของดินมีหลายประการ เชน เนื้อดิน ความเปนกรดและเบสของดิน ธาตุอาหารภายในดิน ความชื้น ของดิน ซึ่งสมบัติเหลานี้สามารถนําไปพิจารณารวมกับการเลือกใชประโยชนจากดินใหมีความเหมาะสมตอ การเพาะปลูกหรือการนําไปใชประโยชนอื่น ๆ 1. เนื้อดิน เปนสมบัติทางกายภาพของดินที่สามารถตรวจสอบไดจากการมองเห็นหรือสัมผัส เชน ดินบางกอนมีเนื้อหยาบ ดินบางกอนมีเนื้อละเอียด ที่เปนเชนนี้เนื่องจากเนื้อดินประกอบไปดวยอนุภาคของดินที่มี ขนาดแตกตางกัน โดยแบงออกเปน 3 ขนาด ไดแก 1) ขนาดเม็ดทราย มีขนาดอยูระหวาง 0.075 มิลลิเมตร ถึง 2 มิลลิเมตร 2) ขนาดเม็ดทรายแปง มีขนาดอยูระหวาง 0.002 มิลลิเมตร ถึง 0.075 มิลลิเมตร 3) ขนาดดินเหนียว มีขนาดตํ่ากวา 0.002 มิลลิเมตร เมื่ออนุภาคเหลานี้มารวมตัวกันในสัดสวนที่แตกตางกัน สงผลใหเนื้อดินมีลักษณะและสมบัติแตกตางกัน ดังตารางที่ 6.1 ประเภทดิน ลักษณะของเนื้อดิน ปริมาณของอนุภาคของดิน (% โดยนํ้าหนัก) สมบัติของดิน เม็ดทราย เม็ดทรายแปง ดินเหนียว ดินทราย ทราย 85-100 0-15 9.8 ดินทรายไมอุมนํ้า ระบายนํ้า และอากาศไดดีมีธาตุอาหาร ตํ่า และถูกชะลางพังทลาย ไดงาย ทรายรวน 70-90 0-15 0-15 รวนปนทราย 45-85 0-50 0-20 ดินรวน รวน 20-52 28-50 7-30 ดินรวนอุมนํ้าไดดี ระบาย นํ้าไดดี และมีฮิวมัสอยูเปน จํานวนมาก จัดเปนเนื้อดิน ที่มีความเหมาะสมตอการ เพาะปลูก รวนปนทรายแปง 0-50 50-88 0-30 ทรายแปง 0-20 80-100 0-12 รวนเหนียวปนทราย 45-80 0-28 20-35 รวนเหนียว 20-45 15-50 30-40 รวนเหนียวปนทรายแปง 0-20 40-70 30-40 ดินเหนียว เหนียวปนทราย 45-65 0-20 35-55 ดินเหนียวอุมนํ้าไดดีมาก ระบายนํ้า และอากาศไดไมดี มีธาตุอาหารภายในดิน เหนียวปนทรายแปง 0-20 40-60 40-60 เหนียว 0-45 0-40 40-100 ตารางที่ 6.1 ปริมาณอนุภาคหลักขององคประกอบของดินที่ใชเปนเกณฑในการจําแนกประเภทของเนื้อดิน และสมบัติของ เนื้อดินแตละประเภท 90 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน จากนั้นนักเรียน แตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับ เรื่อง สมบัติของดิน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุป ความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน อธิบายความรู้ ครูสุมนักเรียนใหออกมานําเสนอผลการศึกษา หนาชั้นเรียน โดยสุมออกมาเพียง 4 กลุม ซึ่งครูเปนคนเลือกวาจะใหกลุมไหนนําเสนอ เรื่องอะไร ตามหัวขอเรื่อง ดังตอไปนี้ • เนื้อดิน • ความชื้นของดิน • สีของดิน • ความเปนกรด-เบสของดิน ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูเปดวีดิทัศนเกี่ยวกับเรื่อง สมบัติของดิน (จาก https://www.youtube.com/watch?v= E8ZDQoDDkeo) ใหนักเรียนดู 2. จากนั้นครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความสนใจ นักเรียนวา “ถานักเรียนจะเพาะปลูกพืชชนิด หนึ่ง นักเรียนคิดวา ดินควรมีลักษณะอยางไร” โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวา ถูกหรือผิด (แนวตอบ ขึ้นอยูกับคําตอบของนักเรียน นักเรียน อาจตอบวา ดินจะตองมีลักษณะเปนเนื้อหยาบ มีความพรุนมาก และมีสีเขม) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนเกี่ยวกับองคประกอบของดินวา ดินประกอบดวย ดินเหนียว ทรายแปง ทราย เศษหิน สารอินทรีย นํ้า และแกสตางๆ ในอัตราสวน ที่ตางกัน ดังนี้ 1. แรธาตุ ไดจากการสลายตัวของหินและแรธาตุ มีประมาณรอยละ 45 2. นํ้า อยูในชองวางระหวางดิน มีประมาณรอยละ 25 3. อากาศ แกสที่อยูในชองวางระหวางดิน มีประมาณรอยละ 25 4. อินทรียวัตถุ เกิดจากการเนาเปอยผุพังของซากพืชและซากสัตว มีประมาณรอยละ 5 ดินที่มีเนื้อดินหยาบ นํ้าซึมผานไดดี ไมอุมนํ้า เปนสมบัติของ ดินชนิดใด 1. ดินรวน 2. ดินทราย 3. ดินโคลน 4. ดินเหนียว (วิเคราะหคําตอบ ดินเหนียว ดินโคลน และดินรวนอุมนํ้าไดดี แตดินทรายไมอุมนํ้าและระบายนํ้าไดดี ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T104


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ในการเทียบสีของดินนั้นยึดตามหลักการของ Munsell ซึ่งรหัส Munsell เปนรหัสสากลที่ใชในการบรรยายสีของดิน ซึ่ง สีของดินแตละสีในสมุดเทียบสีของดินของ GLOBE ประกอบดวย ตัวอักษรแทนชนิดของสีและตัวเลขกํากับ 3 ตัว โดยไล ตามลําดับ ดังนี้ 1. คา Hue แสดงถึง ตําแหนงของสีบนวงลอ 2. คา Value แสดงถึง คาความสวางของสี 3. คา Chroma แสดงถึง ความเขมของสี Focus Science การตรวจวัดสีของดิน ภาพที่ 6.30 ดินมีสีเทา เทาปนนํ้าเงิน หรือนํ้าเงิน บงชี้วาดินอยูใน สภาวะที่มีนํ้าแชขังเปนเวลานาน เชน ดินนาในพื้นที่ลุม ดินในพื้นที่ ปาชายเลน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.31 ดินที่มีแรเหล็กออกไซดเปนองคประกอบ ที่มา : คลังภาพ อจท. 2. ความชื้นของดิน คือ นํ้าที่ผสมอยูในดินซึ่งมีความสําคัญตอพืชและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูภายในดิน เนื่องจากนํ้าที่อยูระหวางชองวางของดิน จะถูกพืชและจุลินทรียบางชนิดที่อยูในดินนําไปใชในกระบวนการสังเคราะห ดวยแสงนอกจากนี้ นํ้ายังชวยละลายธาตุอาหารที่อยูในดินใหอยูในรูปของสารละลาย เพื่อใหพืชดูดซึมและนําไปใชใน การเจริญเติบโตได 3. สีของดิน เปนสมบัติเฉพาะตัวของดินที่สามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา ซึ่งสีของดินมีความแตกตางกัน อยางชัดเจนเนื่องจากวัตถุตนกําเนิดและแรธาตุในดิน เชน ถาดินมีแรเหล็กออกไซด ดินจะมีสีแดง ถาดินมีอินทรียสารเปนองคประกอบมาก ดินจะมีสีคลํ้าหรือสีดํา นอกจากนี้ ถาดินมีความชื้นสูงจะทําใหดินมีสีเขม 4. ความเปนกรด-เบสของดิน เปนสมบัติของดินอยางหนึ่ง นิยมบอกคาความเปนกรด-เบสของดิน เปนคา pH ถาดินมีคา pH เทากับ 7 แสดงวา ดินมีความเปนกลาง ถามีคา pH นอยกวา 7 แสดงวา ดินมีความ เปนกรด และถาดินมีคา pH มากกวา 7 แสดงวา ดินมีความเปนเบส โดยทั่วไปดินจะมีคา pH อยูระหวาง 3-9 ซึ่งถาดินมีความเปนกรดรุนแรง จะสงผลใหธาตุบางชนิด ไดแก อะลูมิเนียม เหล็ก และแมงกานีส ละลายออกมา สะสมอยูในดินจํานวนมาก ซึ่งเปนอันตรายตอพืช โลกและการเปลี่ยนแปลง 91 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้นครูแจง จุดประสงคของกิจกรรม ตรวจวัดสมบัติของดิน ใหนักเรียนทราบเพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติ กิจกรรมที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม ตรวจวัดสมบัติของดิน จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยครูใชรูปแบบ การเรียนรูแบบรวมมือมาจัดกระบวนการ เรียนรู โดยกําหนดใหสมาชิกแตละคนภายใน กลุมมีบทบาทหนาที่ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาที่เตรียมวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ทําหนาที่อานวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและนํามาอธิบายใหสมาชิกใน กลุมฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทําหนาที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ ขอใดทําใหทราบวาดินมีแรเหล็กออกไซดเปนองคประกอบ 1. สีของดิน 2. แรธาตุในดิน 3. ขนาดของเม็ดดิน 4. สีของดินและแรธาตุในดิน (วิเคราะหคําตอบ สีของดินเปนสมบัติเฉพาะตัวที่ทําใหทราบวา ดินมีสารใดเปนองคประกอบ เชน ดินที่มีสีแดง คือ ดินที่มีแรเหล็ก ออกไซดปะปนอยูในดิน ดังนั้น ตอบขอ 1.) เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติมวา กระดาษลิตมัสมี 2 สี คือ สีแดงกับสีนํ้าเงิน ถานํากระดาษลิตมัสสีนํ้าเงินจุมลงในสารละลายกรด กระดาษลิตมัสจะเปลี่ยน จากสีนํ้าเงินเปนสีแดง และเมื่อจุมกระดาษลิตมัสสีแดงลงในสารละลายเบส กระดาษลิตมัสจะเปลี่ยนจากสีแดงเปนสีนํ้าเงิน อินดิเคเตอรแบบกระดาษลิตมัส จะบอกไดเพียงวาสารละลายใดเปนกรด-เบสหรือเปนกลางเทานั้น แตไมสามารถบอกไดวาสารชนิดใดมีความเปนกรด-เบสมากกวากัน ชั้นของดิน www.aksorn.com/interactive3D/RK862 สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมจาก QR Code เรื่อง ชั้นของดิน นํา สอน สรุป ประเมิน T105


ภาพที่ 6.53 ตัวอย่างแบบจ�าลองหน้าตัดข้างของดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. ตรวจวัดสมบัติของดิน กิจกรรม จากกิจกรรม พบว่า ดินแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ดินเหนียว ดินร่วน และดินทราย โดยดินเหนียวเป็นดินที่มี เนื้อละเอียดเมื่อเปียกน�้าแล้วจะมีความยืดหยุ่นสามารถปั้นเป็นก้อนหรือปั้นให้เป็นเส้นได้ดินร่วนเป็นดินที่เนื้อดินค่อนข้างละเอียด เมื่อสัมผัสจะรู้สึกนุ่มและสากเล็กน้อยส่วนดินทรายเป็นดินที่มีเนื้อหยาบเมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือและค่าpH เป็นค่าที่บ่งบอกความ เป็นกรดและเบสของดิน โดยดินที่เป็นกลางจะมีค่า pH เท่ากับ 7 ถ้าดินที่เป็นกรดจะมีค่า pH น้อยกว่า 7 ส่วนดินที่เป็นเบสจะมีค่า pH มากกว่า 7 ซึ่งสมบัติของดินเหล่านี้สามารถน�ามาพิจารณาเพื่อเลือกใช้ดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชแต่ละชนิด เช่น ดินเหนียวใช้ปลูกข้าว ดินร่วนใช้ปลูกพืชทั่วไป นอกจากนี้ เนื้อของดินเหนียวมีความละเอียด จึงนิยมน�ามาปั้นเป็นภาชนะดินเผา อภิปรายผลกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การทดลอง จิตวิทยาศาสตร์ - ความรับผิดชอบ - ความสนใจใฝ่รู้ จุดประสงค์ ตรวจวัดและระบุสมบัติของดินโดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมได้ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. เนื้อของดินแบ่งออกเป็นกี่ประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร 2. ดินที่มีความเป็นกรดและเบสจะมีค่า pH เท่าใด ตามล�าดับ 3. จงยกตัวอย่างสมบัติของดินและการน�าไปใช้ประโยชน์ วัสดุอุปกรณ์ 1. สมุดบันทึก 2. กระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ 3. อุปกรณ์เครื่องเขียน เช่น ปากกา ไม้บรรทัด วิธีปฏิบัติ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ส�ารวจดินภายในบริเวณโรงเรียน ดังนี้ 1.1 สังเกตสีของดิน 1.2 ทดสอบความเป็นกรด-เบสของดิน โดยใช้กระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ 1.3 ตรวจสอบลักษณะเนื้อดิน โดยการปั้นหรือสัมผัสกับเนื้อดิน 2. บันทึกสมบัติของดินที่ส�ารวจได้ลงในสมุด 3. ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาน�าเสนอผลการส�ารวจของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน 92 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง สมบัติของดิน และใหความรูเพิ่มเติมจาก คําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง สมบัติของดิน ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง สมบัติ ของดิน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง สมบัติ ของดิน ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม ตรวจวัด สมบัติของดิน ในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือ แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง สมบัติของดิน จาก แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. 3 ประเภท ไดแก ดินเหนียว ดินรวน และดินทราย 2. ดินที่เปนกรดจะมีคา pH ตํ่ากวา 7 สวนดินที่เปน เบสจะมีคา pH สูงกวา 7 3. ดินเหนียวนิยมนําไปปนภาชนะดินเผา ดินรวน นิยมนํามาใชเพาะปลูก แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง สมบัติของดิน ไดจาก การสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม ตรวจวัดสมบัติของดิน โดยศึกษาเกณฑ การวัดและประเมินผลจากแบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ที่อยูในแผนการ จัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 6 ขึ้นอยูกับผลกิจกรรมของนักเรียน โดยดินในแตละพื้นที่ตางมีสมบัติที่ ตางกัน มีวิธีตรวจสอบเบื้องตน ดังนี้ พิจารณาจากเนื้อดินโดยการสัมผัส - เมื่อสัมผัสกับดินแลวรูสึกดินมีเนื้อละเอียด สามารถปนเปนกอนได จัดเปนดินเหนียว - เมื่อสัมผัสกับดินแลวรูสึกนุมและสากเล็กนอย จัดเปนดินรวน - เมื่อสัมผัสกับดินแลวรูสึกดินมีเนื้อหยาบ จัดเปนดินทราย พิจารณาความเปนกรด-เบสโดยใชกระดาษลิตมัส - ดินที่เปนกลางจะไมเปลี่ยนสีของกระดาษลิตมัส - ดินที่เปนกรดจะเปลี่ยนสีของกระดาษลิตมัสจากสีนํ้าเงินเปนสีแดง - ดินที่เปนเบสหรือดางจะเปลี่ยนสีของกระดาษลิตมัสจากสีแดงเปน สีนํ้าเงิน แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T106


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.53 ตัวอย่างแบบจ�าลองหน้าตัดข้างของดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. แบบจ�าลองชั้นหน้าตัดดิน กิจกรรม จากกิจกรรม พบว่า ดินมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงในแนวลึกทุกระดับของชั้นหน้าตัดดิน ซึ่งดินชั้นบนสุดเกิดจากการผุพัง อยู่กับที่ของหินและเป็นชั้นที่มีพืชปกคลุม มีเศษใบไม้กิ่งไม้ทับถมอยู่ ท�าให้ดินบริเวณนี้มีความชุ่มชื้น จึงพบรากพืชกระจาย โดยทั่วไป ส่วนดินในชั้นถัดมาจะมีสีจาง เนื้อดินหยาบ และมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เป็นจ�านวนมาก อภิปรายผลกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การทดลอง จิตวิทยาศาสตร์ - ความรับผิดชอบ - ความสนใจใฝ่รู้ จุดประสงค์ อธิบายลักษณะชั้นหน้าตัดดินจากแบบจ�าลองได้ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. ชั้นหน้าตัดดินแบ่งออกเป็นกี่ชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะอย่างไร 2. ประเมินแบบจ�าลองชั้นหน้าตัดดินของกลุ่มอื่นว่ามีความถูกต้องหรือไม่ อย่างไร วัสดุอุปกรณ์ 1. สีไม้ 4. สมุดบันทึก 2. เทปกาว 5. กระดาษแข็งสีขาว 3. กรรไกร 6. อุปกรณ์เครื่องเขียน เช่น ดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด วิธีปฏิบัติ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-5 คน ส�ารวจดินบริเวณภายในชุมชน โดยให้ นักเรียนสังเกตลักษณะของเนื้อดินสีของดินการจับตัวของดินและสิ่งที่ปนอยู่ในดิน หรือครูอาจน�าภาพชั้นหน้าตัดดินมาให้นักเรียนศึกษา แล้วบันทึกข้อมูลลงในสมุด บันทึก 2. ให้นักเรียนรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการส�ารวจ หรือสืบค้นข้อมูลมาสร้างแบบจ�าลอง ชั้นหน้าตัดดินโดยใช้วัสดุที่ครูก�าหนดให้เช่นกระดาษแข็งสีขาวสีไม้กาวกรรไกร เทปกาว 3. ส่งตัวแทนกลุ่มออกมาน�าเสนอแบบจ�าลองและอธิบายลักษณะของดินในแต่ละชั้น ภาพที่ 6.32 ตัวอย่างภาพชั้นหน้าตัดดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. 2.3 ชั้นหน้าตัดดิน โดยทั่วไปเรามองเห็นดินเป็นแผ่นดินในพื้นที่ที่มีความกว้างและความยาว แต่ถ้าหากพิจารณาดินใน 3 มิติ จะเห็นว่า ดินมีความลึกหรือความหนาไปตามแนวดิ่งทับถมเป็นชั้นต่าง ๆ เรียกว่า ชั้นหน้าตัดดิน (soil profile) โลกและการเปลี่ยนแปลง 93 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ ครูเปดวีดิทัศนเกี่ยวกับเรื่อง การสํารวจ หนาตัดขางของดิน (จาก https://www.youtube. com/watch?v=mpRtgGkkftk) ใหนักเรียนดู เพื่อกระตุนความสนใจของนักเรียน ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน รวมกันปฏิบัติ กิจกรรม แบบจําลองชั้นหนาตัดดิน จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ในทฤษฎีมี 6 ชั้น ซึ่งแตละชั้นมีลักษณะที่ แตกตางกัน โดยดินชั้นบนสุดจะมีการสะสม สารอินทรียซึ่งเกิดจากซากพืชและซากสัตว ทําใหดินมีสีเขม ดังนั้น ดินในชั้นบนอาจพบ เศษซากใบไม กิ่งไม หรือรากไมอยูในชั้นนี้ ทางทฤษฎีเรียกชั้นนี้วา ชั้น O 2. ขึ้นอยูกับดุลยพินิจของนักเรียนและครูผูสอน ดินชั้นใดมีการสะสมของตะกอนและแรธาตุ 1. ชั้น B 2. ชั้น E 3. ชั้น A 4. ชั้น R (วิเคราะหคําตอบ ชั้นดินลางหรือชั้น B เปนชั้นที่มีการสะสมของ ตะกอนและแรธาตุ เชน เหล็ก อะลูมิเนียม ซิลิกา ดังนั้น ตอบขอ 1.) ดินชั้นบนสวนใหญยังคงเห็นซากพืช เชน เศษใบไม กิ่งไม ทับถมอยู นอกจากนี้ อาจพบเห็นรากพืชกระจายทั่วไป รวมทั้งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอาศัยอยู นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T107


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.33 ชั้นหน้าตัดดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. ชั้นหน้าตัดดิน ชั้น O หรือชั้นอินทรียวัตถุ เป็นชั้นที่มีการสะสมของสารอินทรีย์ที่ได้จากพืชและซากสัตว์ ส่วนใหญ่มาจากพืช เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ หญ้า เมื่อสารอินทรีย์ ถูกย่อยสลายจะกลายเป็นฮิวมัส ดินในชั้นนี้เหมาะสมต่อการ เจริญของพืช ชั้น A หรือชั้นดินแร่ ประกอบด้วยอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้วคลุกเคล้ากับแร่ธาตุที่ อยู่ภายในดิน มักมีสีคล�้า ชั้น E หรือชั้นชะล้าง เป็นชั้นดินที่มีสีซีดจาง มีปริมาณอินทรียวัตถุน้อยกว่าชั้น A และ มีเนื้อดินหยาบกว่าชั้น B ที่อยู่ตอนล่าง ชั้น C หรือชั้นการผุพังของหิน เป็นชั้นที่หินต้นก�าเนิดหรือหินดินดานเกิดการผุพังสลายตัว กลายเป็นเศษหินที่มีลักษณะเป็นก้อน เป็นผืน ชั้น R หรือชั้นหินพื้นฐาน เป็นชั้นของหินแข็งชนิดต่าง ๆ ที่ยังไม่ผุพังสลายตัว ชั้น B หรือชั้นดินล่าง เป็นชั้นที่มีการสะสมของตะกอนและแร ่ธาตุ เช ่น เหล็ก อะลูมิเนียม คาร์บอเนต ซิลิกา สารเหล่านี้จะถูกชะล้างมาจาก ดินชั้นบน ดินชั้นนี้จึงมีเนื้อแน่น มีความชื้นสูง และส่วนมาก เป็นดินเหนียว O A E B C R จากกิจกรรมศึกษาดินในแนวลึก จะสังเกตได้ว่า ดินมีลักษณะเป็นชั้น ๆ โดยข้อมูลที่ได้จากการส�ารวจตั้งแต่ ผิวหน้าดินลึกลงไป 2 เมตร พบว่า ชั้นหน้าตัดดิน แบ่งออกเป็น 6 ชั้น และเรียกชื่อชั้นดินหลักแต่ละชั้นด้วยการใช้ ตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ ได้แก่ O A E B C และ R ซึ่งแต่ละชั้นมีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากมีสมบัติ ทางกายภาพ ทางเคมี ทางชีวภาพ และลักษณะอื่น ๆ เช่น สี เนื้อดิน โครงสร้าง การยึดตัว ความเป็นกรด-เบส ชนิดของวัสดุหรือสิ่งที่ปะปนอยู่ในดินแตกต่างกัน 94 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. ครูเตรียมสลากอักษรภาษาอังกฤษ ดังนี้ O A E B C และ R จากนั้นนักเรียนแตละคน ออกมาหยิบสลากหนาชั้นเรียน 2. นักเรียนแตละคนศึกษาลักษณะดินในแตละ ชั้นที่นักเรียนหยิบสลากได โดยศึกษาคนควา ขอมูลจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แลวสรุปความรูที่ไดจากการศึกษาคนควาลงใน สมุดประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนแตละคนวาดภาพชั้นหนาตัดดินที่ ตนเองศึกษาลงในกระดาษ A4 พรอมตกแตง ใหสวยงาม 4. นักเรียนจับกลุมสรางชิ้นงานเกี่ยวกับเรื่อง ชั้นหนาตัดดิน ซึ่งแตละกลุมจะประกอบดวย ชั้น O ชั้น A ชั้น E ชั้น B ชั้น C และชั้น R จากนั้นนํากระดาษของแตละคนมาเรียงตอกัน แลวติดเทปใส อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียน 4 กลุม ออกมานําเสนอชิ้นงาน เรื่อง ชั้นหนาตัดดิน หนาชั้นเรียน ในระหวาง ที่นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายชั้นหนาตัดดิน วา “ชั้นหนาตัดดินมี 6 ชั้น ซึ่งแตละชั้น มีลักษณะและสมบัติที่แตกตางกัน” ดินชั้นใดมีความเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืช 1. ชั้น B 2. ชั้น O 3. ชั้น R 4. ชั้น E (วิเคราะหคําตอบ ชั้นอินทรียวัตถุ หรือชั้น O เปนชั้นที่มีการ สะสมของสารอินทรียที่ไดจากซากพืชและซากสัตว ซึ่งดินในชั้นนี้ เหมาะแกการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้น ตอบขอ 2.) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการยึดและการเรียงตัวของ อนุภาคดินกลายเปนเม็ดดินในชั้นหนาตัดดินวา มีขนาดและรูปรางที่ตางกัน แบงออกไดเปน 7 แบบ ดังนี้ 1. แบบกอนกลม : มักพบในดินชั้น A เนื้อดินมีความพรุนมาก จึงระบายนํ้า และอากาศไดดี 2. แบบกอนเหลี่ยม : มักพบในดินชั้น B นํ้าและอากาศซึมผานได 3. แบบแผน : มักเปนดินชั้น A ที่ถูกบีบอัดจากการบดไถของเครื่องจักรกล 4. แบบแทงหัวเหลี่ยม : มักพบในดินชั้น B นํ้าและอากาศซึมผานไดปานกลาง 5. แบบแทงหัวมน : มักพบในดินชั้น B ในเขตแหงแลง นํ้าและอากาศซึม ผานไดนอย 6. แบบกอนทึบ : เปนดินเนื้อละเอียดยึดตัวติดกันเปนกอนใหญ นํ้าและ อากาศซึมผานไดยาก 7. แบบอนุภาคเดี่ยว : ไมมีการยึดตัวติดกันเปนกอน มักพบในดินทราย ซึ่งนํ้าและอากาศซึมผานไดดี นํา สอน สรุป ประเมิน T108


2.4 การปรับปรุงคุณภาพของดิน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับดินมีสาเหตุมาจากธรรมชาติเช่น ดินถล่ม น�้ากัดเซาะผิวดิน และจากการใช้ประโยชน์ ของมนุษย์ เช่น การเพาะปลูกและใช้สารเคมีที่ท�าให้สภาพดินเสื่อม ปัญหาเหล่านี้มีวิธีแก้ไขที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1. ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ คือ เนื้อดินมีลักษณะหยาบ ดูดซับน�้าและธาตุอาหารได้น้อย ไม่เหมาะสมต่อการเจริญของพืช บางกรณีเนื้อดินละเอียดแน่นเกินไป ท�าให้รากพืชชอนไชได้ยาก เมื่อดินสูญเสีย ความอุดมสมบูรณ์ท�าให้เราใช้ประโยชน์จากดินได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาเนื้อดิน 2 ลักษณะนี้ ท�าได้ โดยการใส่อินทรียวัตถุลงในดินอย่างสม�่าเสมอ เพราะอินทรียวัตถุช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มการดูดซับน�้า ช่วยให้อนุภาคดินเกาะยึดกันจนทนต่อการกัดเซาะของน�้าฝนหรือน�้าไหลบ่าได้ นอกจากนี้ อินทรียวัตถุจะช่วยให้ดิน มีรูพรุนและร่วนซุยมากขึ้น และยังช่วยให้ดินมีช่องว่าง สามารถแลกเปลี่ยนแก๊สและระบายน�้าได้ดีขึ้นด้วย 2. ดินจืด คือ ดินที่มีธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช เช่นเมื่อปลูกมันส�าปะหลังไประยะหนึ่ง ดินบริเวณนั้นจะไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้อีก แนวทางการแก้ไขปัญหาดินจืด คือ ปลูกพืชตระกูลถั่ว หรือใส่ปุ๋ย อินทรีย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม 3. ดินเปรี�ยว คือ ดินที่ค่า pH ต�่ากว่า 5.5 เน่�องจากมีกรดก�ามะถันอยู่ในชั้นหน้าตัดดิน ซึ�งเป็นผลมา จากกระบวนการเกิดดิน หรือการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นเวลานาน การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวท�าได้โดยการใส่สารที่มีฤทธิ์ เป็นด่าง เช่น ใส่ปูนขาวลงไปในดินให้มีปริมาณเท่ากับความเป็นกรดทั้งหมดของดิน 4. ดินเค็ม คือ ดินที่มีความเข้มข้นของเกลือที่อยู่ภายในดินสูง ท�าให้พืชไม่สามารถดูดน�้าจากดินมาเลี้ยง ล�าต้นได้ ท�าให้พืชเหี่ยวและใบไหม้การแก้ไขปัญหาดินเค็มท�าได้ด้วยการใช้น�้าจืดชะล้าง แล้วท�าทางระบาย น�้าเกลือทิ้ง หรือใส่สารแคลเซียมซัลเฟต หรือผงก�ามะถันลงในดิน เพื่อให้ดินปรับสภาพเป็นเกลือโซเดียมซัลเฟตที่มี สมบัติละลายน�้าได้ จึงใช้น�้าชะล้างออกได้ง่าย 5. ดินด่าง คือ ดินที่มีค่า pH มากกว่า 7 เนื่องจากมีเกลือโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือโซเดียมคาร์บอเนต ปนอยู่ในดิน ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการเจริญของพืช มักพบบริเวณพื้นที่แถบภูเขาหินปูน หรือดินที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีเป็น เวลานาน การแก้ไขปัญหาดินด่างท�าได้ด้วยการเติมก�ามะถันผงลงไป เพื่อให้ดินปรับสภาพ Topic Question ค�าชี�แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายกระบวนการเกิดดิน 2. หน้าตัดดินแบ่งออกเป็นกี่ชั้น ได้แก่ชั้นอะไรบ้าง 3. หน้าตัดดินในแต่ละชั้นมีโครงสร้างที่เหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร 4. ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้ดินแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน 5. อนุภาคของดินแบ่งออกเป็นกี่ขนาด ได้แก่อะไรบ้าง โลกและการเปลี่ยนแปลง 95 ขั้นสอน ขยายความเขาใจ 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3 คน รวมกันศึกษา คนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง มลพิษในดิน จาก ใบความรู เรื่อง มลพิษในดิน จากนั้นนักเรียน แตละกลุมรวมกันเสนอแนวทางการแกปญหา หรือแนวทางการปรับปรุงคุณภาพของดิน ลงในกระดาษ A4 2. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง ชั้นหนาตัดดินและการปรับปรุงคุณภาพ ของดิน และใหความรูเพิ่มเติมจากคําถาม ของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง ชั้นหนาตัดดินและการปรับปรุงคุณภาพของดิน ในการอธิบายเพิ่มเติม 3. นักเรียนทํา Topic Question เรื่อง ดิน จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ลงใน สมุดประจําตัวนักเรียน 4. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง ชั้นหนา ตัดดิน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม แบบ จําลองชั้นหนาตัดดิน ในสมุดประจําตัวนักเรียน หรือแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. ครูตรวจ Topic Question เรื่อง ดิน ในสมุด ประจําตัวนักเรียน 4. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง ชั้นหนาตัดดิน จาก แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง ชั้นหนาตัดดินและการปรับปรุงคุณภาพของดิน แนวตอบ Topic Question 1. กระบวนการเกิดดินแบงออกไดเปน 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การผุพังอยูกับที่และหินตนกําเนิดสลายตัว เปนหินที่มีขนาด เล็กลง ขั้นที่ 2 การทับถมของซากพืชและซากสัตวกลายเปนฮิวมัส ขั้นที่ 3 ฮิวมัสผสมกับเศษหินและแรธาตุกลายเปนดินชั้นบนที่ อุดมสมบูรณ 2. 6 ชั้น ไดแก ชั้นอินทรียวัตถุ (O) ชั้นดินแร (A) ชั้นชะลาง (E) ชั้นดินลาง (B) ชั้นการผุพังของหิน (C) และชั้นหินพื้นฐาน (R) 3. แตกตางกัน คือ ดินชั้นบนสวนใหญมีสารอินทรียที่ไดจากซากพืชและ ซากสัตว (ฮิวมัส) ดินที่อยูลึกลงไปจะมีเนื้อแนนและมีการสะสมของ แรธาตุตางๆ ประกอบกับเศษกอนหิน เกิดจากการผุพังของหิน ตนกําเนิด และดินที่อยูลึกสุดจะยังคงพบหินที่เปนกอนขนาดใหญ 4. วัตถุตนกําเนิด ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ เวลา อินทรียวัตถุในดิน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่อยูในดิน 5. 3 ขนาด ไดแก ขนาดเม็ดทราย ขนาดเม็ดทรายแปง และขนาดดินเหนียว แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง ชั้นหนาตัดดินและการ ปรับปรุงคุณภาพของดิน ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม แบบจําลองชั้นหนาตัดดิน และการนําเสนอผลงาน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผลจากแบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม และการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 6 แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T109


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถูก/ผิด 3 น�้า โลกประกอบด้วยน�้า 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่ทั้งหมด โดย ส ่วนใหญ ่เป็นน�้าเค็มแต ่น�้าที่มนุษย์น�ามาอุปโภคและบริโภคใน ชีวิตประจ�าวันเป็นน�้าจืดในธรรมชาติน�้าจืดพบอยู่ในแม่น�้า ทะเลสาบ ธารน�้าแข็ง ความชื้นในดิน บรรยากาศ และน�้าใต้ดิน Prior Knowledge แหล่งน�้าที่มนุษย์ น�ามาใช้ประโยชน์ ได้แก่อะไรบ้าง พิจารณาข้อความตามความเข้าใจของนักเรียนว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึก UnderstandingCheck 1. บนพื้นผิวโลกมีน�้าเป็นองค์ประกอบมากที่สุด 2. แหล่งน�้าผิวดินประกอบไปด้วยน�้าจืดและน�้าเค็ม 3. น�้าบาดาล คือ น�้าที่อยู่ใต้ดิน 4. น�้าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมมีส่วนท�าให้น�้าบาดาลปนเปื้อน 5. ดินถล่มเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากน�้าผิวดิน บัน ทึกลงในสมุด ภาพที่ 6.34 น�้าตกเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่พักผ่อน และเป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติ ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.35 ทะเลอันดามันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางตอนใต้ของ ประเทศไทย ที่มา : คลังภาพ อจท. น�้าจืดบนโลกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ น�้าในบรรยากาศ (meteoric water) น�้าผิวดิน (surface water) และ น�้าใต้ดิน (underground water) 3.1 แหล่งน�้า 1. น�้าผิวดิน เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต รวมถึงใช้เป็นเส้นทางคมนาคม และเป็นแหล่งพักผ่อนหรือสถานที่ท่องเที่ยว ตัวอย่างแหล่งน�้าผิวดินในประเทศไทย ดังภาพที่ 6.34 และ 6.35 96 แนวตอบ Understanding Check 1. ถูก 2. ถูก 3. ถูก 4. ถูก 5. ถูก แนวตอบ Prior Knowledge แหลงนํ้าจืด เชน นํ้าบาดาล แมนํ้า นํ้าตก และ แหลงนํ้าเค็ม เชน ทะเล มหาสมุทร ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูเตรียมบัตรภาพแหลงนํ้าตางๆ เชน นํ้าตก ทะเล แมนํ้า มาใหนักเรียนดู จากนั้นครู ตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวา ถูกหรือผิด ดังนี้ • จากบัตรภาพเปนแหลงนํ้าประเภทใด (แนวตอบ นักเรียนอาจตอบวา นํ้าตก ทะเล แมนํ้า ลําธาร) • แหลงนํ้าในบัตรภาพแตละใบมีลักษณะ แตกตางกันอยางไร (แนวตอบ นักเรียนอาจตอบวา เปนแหลงนํ้าจืด และแหลงนํ้าเค็ม) 2. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 3. ครูถามคําถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เพื่อเปนการนํา เขาสูบทเรียน ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับแหลงนํ้าภายในโลก 1. นํ้าใตดินมีทั้งนํ้าเค็มและนํ้าจืด 2. นํ้าผิวดินมีทั้งนํ้าจืดและนํ้าเค็ม 3. นํ้าจืดเปนแหลงนํ้าใหญในธรรมชาติ 4. โลกประกอบดวยนํ้า 1 ใน 4 สวนของพื้นที่ทั้งหมด (วิเคราะหคําตอบ ขอ 1 ไมถูกตอง เพราะนํ้าใตดินเปนแหลงนํ้าจืดที่มีปริมาณ มากที่สุด ขอ 2 ถูกตอง เพราะนํ้าผิวดินมีทั้งนํ้าจืดและนํ้าเค็ม ขอ 3 ไมถูกตอง เพราะนํ้าเค็มเปนแหลงนํ้าธรรมชาติที่มีขนาดใหญ ขอ 4 ไมถูกตอง เพราะโลกประกอบดวยนํ้า 3 ใน 4 สวนของพื้นที่ ทั้งหมด ดังนั้น ตอบขอ 2.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแมนํ้า จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง แมนํ้าเกิดขึ้นไดอยางไร (https://www.twig-aksorn.com/fifilm/howare-rivers-formed-7994/) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T110


น�้าผิวดินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ น�้าจืดและน�้าเค็ม 1) น�้าจืด แหล่งน�้าที่เกิดจากไอน�้าในบรรยากาศควบแน่นเป็นเมฆตกลงมาเป็นฝนแล้วสะสมอยู่บริเวณ ผิวดิน และไหลลงมาขังในบริเวณที่ต�่ากลายเป็นแอ่งน�้า ดังนี้ - อ่างเก็บน�้าหรือเขื่อน เป็นแหล ่งน�้า ผิวดินที่รองรับน�้าจากน�้าฝนที่ไหลจากพื้นที่ที่สูงกว่าลงมา รวมกันในอ่างเก็บน�้า ซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นจากคอนกรีต ดิน หิน หรือที่เรียกว่า ที่เก็บน�้าขนาดใหญ่ - ทะเลสาบ เป็นแหล่งน�้าที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติมีความกว้างและลึก โดยทะเลสาบมีน�้าอยู่ ตลอดปี เนื่องจากเป็นที่รองรับน�้าที่ไหลมาจากแม่น�้า - แม่น�้า เป็นธารน�้าที่มีน�้าไหลตลอดปี มีจุดเริ่มต้นจากต้นน�้าและไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต�่าไปยัง แหล่งน�้าขังต่าง ๆ หรือไหลออกสู่ทะเล - คลอง เป็นแหล่งน�้าที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อกระจายน�้าไปสู่แหล่งต่าง ๆ - น�้าผิวดินอื่น ๆ ได้แก่ มาบ ที่ลุ่มชื้นแฉะ พรุ ซึ่งเป็นแหล่งน�้าที่เกิดจากน�้าที่แช่ขัง ไม่มีที่ระบาย ออกไปสู่บริเวณอื่น ๆ ภาพที่ 6.36 ทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.37 เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มา : คลังภาพ อจท. 2) น�้าเค็ม แหล่งน�้าธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ ได้แก่ ทะเลและมหาสมุทร โดยน�้าทะเลจะมีความเค็มมากกว่า ร้อยละ 30 เนื่องจากเกลือและแร่ธาตุที่เกิดการผุพังทลายลงของหิน เช่น เกลือหิน ยิปซัม ถูกพัดพา และไหล รวมกันกลายเป็นทะเล ภาพที่ 6.38 ทะเลเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจ�านวนมาก ที่มา : คลังภาพ อจท. โลกและการเปลี่ยนแปลง 97 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้นครู เตรียมลูกโลกจําลองมาใหนักเรียนดู แลวให นักเรียนแตละคูชวยกันเปรียบเทียบสวนที่เปน พื้นนํ้า พื้นดิน และระบุแหลงนํ้าที่ตนเองรูจัก มาใหมากที่สุด แลวชวยกันจําแนกประเภท ของแหลงนํ้าเหลานั้น โดยอาจตั้งเกณฑในการ จําแนก เชน นํ้าจืดและนํ้าเค็ม นํ้าผิวดินและ นํ้าใตดิน แหลงนํ้าธรรมชาติ แหลงนํ้าที่มนุษย สรางขึ้น 2. ครูขออาสาสมัครนักเรียน 2 คู ออกมานําเสนอ ผลการจําแนกประเภทของแหลงนํ้าโดยใช เกณฑที่ตนเองกําหนดขึ้นหนาชั้นเรียน คูละ 1 เกณฑ แลวเพื่อนในหองชวยกันตรวจสอบ วาสามารถจําแนกประเภทของแหลงนํ้าตาม เกณฑนั้นๆ ไดหรือไม 3. นักเรียนแตละคูรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง แหลงนํ้า จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 อธิบายความรู้ ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ ดังนี้ • แหลงนํ้าบนโลกมีปริมาณนํ้าจืดมากกวา ปริมาณนํ้าเค็มหรือไม อยางไร (แนวตอบ มีปริมาณนํ้าเค็มมากกวาปริมาณ นํ้าจืด สวนใหญนํ้าบนผิวโลกเปนทะเลและ มหาสมุทร) • นํ้ามีความจําเปนตอการดํารงชีวิตของสิ่งมี ชีวิตในดานใดบาง (แนวตอบ ดานอุปโภคและบริโภค) • นํ้าบนโลกปกคลุมพื้นที่เทาไรของพื้นที่ผิว โลกทั้งหมด (แนวตอบ พื้นที่ 3 ใน 4 สวนของพื้นที่ผิวโลก ทั้งหมด) นักเรียนควรรู 1 มาบ หรือพรุนํ้าเค็ม เปนพื้นที่ลุมตํ่าหรือพื้นที่ชุมนํ้า บริเวณชายฝงทะเลที่ อยูติดกับแผนดิน มีลักษณะเปนแองนํ้าขัง เนื่องจากกระแสนํ้าขึ้นและกระแสนํ้า ลงพัดพาเอาตะกอนแขวนลอยที่อยูในนํ้าเค็มและนํ้าจืดมารวมกันเปนตะกอน ซึ่งมีอินทรียวัตถุปะปนอยู 2 พรุ เปนพื้นที่ชุมนํ้าประเภทหนึ่ง ซึ่งเปนบริเวณที่มีการสะสมของซากพืชที่ ตายแลวทับถมกัน สวนใหญมักจะเปนมอสส (moss) หรือไลเคน (lichen) ใน บริเวณอากาศอารกติก 3 ยิปซัม หรือเกลือจืด ไมมีสีหรือมีสีขาว เทา หรือมีสีเหลือง แดง นํ้าตาล ปนหนอยๆ เนื่องจากมีมลทินปะปน มีเนื้อโปรงใสไปจนกระทั่งโปรงแสง เกิดจาก การตกตะกอนของนํ้าทะเลเนื่องจากนํ้าทะเลระเหยตัวออกไป จึงสะสมตัวเปน ชั้นๆ เหมือนเกลือหิน กิจกรรม สรางเสริม ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับแหลงนํ้าผิวดินใน ประเทศไทย และยกตัวอยางการใชประโยชนจากแหลงนํ้า 1 ชนิด จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต หองสมุด วารสารทาง วิชาการ โดยจัดทํารายงาน เรื่อง แหลงนํ้าผิวดิน พรอมนําเสนอ ขอมูลหนาชั้นเรียน ครูสุมนักเรียน 4 คน ใหยกตัวอยางแหลงนํ้าบนโลก ดังนี้ • คนที่ 1 ยกตัวอยางแหลงนํ้าผิวดิน 2 ตัวอยาง • คนที่ 2 ยกตัวอยางแหลงนํ้าใตดิน 2 ตัวอยาง • คนที่ 3 ยกตัวอยางแหลงนํ้าจืด 2 ตัวอยาง • คนที่ 4 ยกตัวอยางแหลงนํ้าเค็ม 2 ตัวอยาง แหล่งน�้าธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ ได้แก่ ทะเลและมหาสมุทร โดยน�้าทะเลจะมีความเค็มมากกว่า ร้อยละ 30 เนื่องจากเกลือและแร่ธาตุที่เกิดการผุพังทลายลงของหิน เช่น เกลือหิน ยิปซัม ถูกพัดพา และไหล 3 พรุ ซึ่งเป็นแหล่งน�้าที่เกิดจากน�้าที่แช่ขัง ไม่มีที่ระบาย 2 ได้แก่ มาบ ที่ลุ่มชื้นแฉะ 1 นํา สอน สรุป ประเมิน T111


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.53 ตัวอยางแบบจําลองหนาตัดขางของดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. จําลองการเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าผิวดิน กิจกรรม จากกิจกรรม พบวา การเทนํ้าลงบนกองกรวดและทรายจะทําใหเกิดรองนํ้า โดยรองนํ้าที่เกิดจากกองทรายจะถูกกัดเซาะมากกวา กรวด สวนรองนํ้าที่เกิดจากตะกอนชนิดเดียวกัน ตะกอนที่มีความสูงมากกวาจะถูกกัดเซาะเปนรองลึกมากกวา นอกจากนี้ กระแสนํ้า จะพัดพาตะกอนทรายไปไดไกลกวาตะกอนกรวด สังเกตไดจากธารนํ้าจําลองที่บริเวณตนนํ้าจะมีตะกอนกรวดขนาดใหญ สวนบริเวณ ปลายนํ้าจะมีตะกอนทรายสะสมอยู อภิปรายผลกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร - การสังเกต - การทดลอง จิตวิทยาศาสตร - ความรับผิดชอบ - ความสนใจใฝรู จุดประสงค 1. อธิบายการเกิดนํ้าผิวดินได 2. อธิบายปจจัยที่สงผลตอลักษณะของนํ้าผิวดินได คําถามทายกิจกรรม 1. รองนํ้าที่เกิดจากกองกรวดและทรายที่มีความสูงเทากัน มีลักษณะแตกตางกันหรือไม อยางไร 2. รองนํ้าที่เกิดจากกองทรายที่มีความสูงตางกัน มีลักษณะแตกตางกันหรือไม อยางไร 3. ธารนํ้าจําลองที่เกิดขึ้นมีลักษณะอยางไร วัสดุอุปกรณ 1. นํ้า 3. กลองไม 5. กระบะพลาสติก 2. สายยาง 4. ถังนํ้า 2 ใบ 6. ตะกอน เชน กรวด ทราย วิธีปฏิบัติ 1. นํากรวดและทรายมากองแยกกัน โดยใหทั้งสองกองมีความสูงเทากัน เทนํ้าดวยความเร็วและปริมาณเทากันลงบนกองตะกอน ทั้งสอง สังเกตลักษณะรอง และบันทึกลงในสมุดบันทึก 2. นําทรายมากองแยกกัน 2 กอง ใหมีความสูงตางกัน เทนํ้าดวยความเร็วและปริมาณเทากันลงบนกองตะกอนทั้งสอง สังเกต ลักษณะรอง และบันทึกลงในสมุดบันทึก 3. นําทรายและกรวดมาเกลี่ยลงในกระบะพลาสติกที่เจาะรูดานหนึ่ง จากนั้นนํากลองไมมาวางใตกระบะพลาสติกใหเอียงลาดลง แลวใชสายยางที่ตอจากกอกนํ้า หรือตักนํ้าจากในถังนํ้า เทลงบนทรายอยางตอเนื่อง สังเกตและวาดรูปลักษณะธารนํ้าจําลองที่ เกิดขึ้นตั้งแตตนนํ้าจนถึงปลายนํ้า ภาพที่ 6.39 กิจกรรมจําลองการเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าผิวดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. กองทราย กองทราย กองทราย สายยาง กองกรวด + ทราย ถังรองนํ้า รูระบายนํ้า กองกรวด 98 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้นครูแจง จุดประสงคของกิจกรรม จําลองการเกิดและ ปจจัยในการเกิดนํ้าผิวดิน ใหนักเรียนทราบ เพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกตอง 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม จําลองการเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าผิวดิน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือมา จัดกระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชิก แตละคนภายในกลุมมีบทบาทหนาที่ของ ตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาที่เตรียมวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ทําหนาที่อานวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและนํามาอธิบายใหสมาชิกในกลุมฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทําหนาที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. แตกตางกัน รองนํ้าที่เกิดจากกองทรายจะถูก กัดเซาะออกมามากกวารองนํ้าที่เกิดจากกองกรวด 2. รองนํ้าที่เกิดจากกองทรายที่สูงกวาจะถูกกัดเซาะ ลงไปลึกกวา 3. ธารนํ้าที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกัดเซาะจะมี ขนาดใหญขึ้นและเปลี่ยนแปลงทั้งขนาดและ รูปราง รวมทั้งทิศทางการไหลไปจากเดิม โดย นํ้าจะเปนตัวพาตะกอนไปสะสมที่บริเวณตางๆ โดยตะกอนที่มีขนาดเล็กจะถูกพัดพาไปไดไกล กวาตะกอนที่มีขนาดใหญ ขอเปรียบเทียบ บันทึกผล รองนํ้าที่เกิดจากกองกรวดกับ กองทราย รองนํ้าที่เกิดจากกองกรวดจะถูกกัดเซาะ มากกวากองทราย รองนํ้าที่เกิดจากกองทรายที่มี ความสูงตางกัน กองทรายที่สูงกวาจะเกิดรองนํ้าที่มีความ ลึกกวา ชนิดและตําแหนงการพัดพา ตะกอนของธารนํ้าจําลอง บริเวณตนนํ้าจะพบตะกอนกรวดและบริเวณ ปลายลําธารจะพบตะกอนทราย ขอใดไมใชนํ้าผิวดิน 1. แมนํ้า 2. ลําธาร 3. นํ้าบาดาล 4. มหาสมุทร (วิเคราะหคําตอบ นํ้าผิวดินแบงออกเปน 2 ประเภท คือ นํ้าจืด เชน ลําธาร แมนํ้า และนํ้าเค็ม เชน ทะเล มหาสมุทร สวนนํ้า บาดาลเปนนํ้าใตดิน ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T112


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.41 แม่น�้าเจ้าพระยาที่ไหลคดเคี้ยวผ่านที่ราบลุ่มภาคกลาง ตอนล่างของประเทศไทย ที่มา : คลังภาพ อจท. สาเหตุใด ที่ทําใหแมนํ้ามีรูปราง คดเคี้ยว จากกิจกรรมจ�าลองการเกิดและปัจจัยในการเกิดแหล่งน�้าผิวดิน แสดงให้เห็นว่า ร่องน�้าในธรรมชาติ มีขนาด และรูปร่างแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณน�้าฝน ระยะเวลาในการกัดเซาะ ชนิดของตะกอน และลักษณะภูมิประเทศ เช่น ความลาดชัน ความสูงและต�่าของพื้นที่ เมื่อน�้าไหลไปยังที่เป็นแอ่ง จึงเกิดการสะสมตัวเป็นแหล่งน�้าผิวดิน เมื่อเวลาผ่านไปกระบวนการกัดเซาะของน�้าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องท�าให้ร่องน�้าเปลี่ยนแปลงขนาด รูปร่าง และ ทิศทางการไหลไปจากเดิม เกิดร่องน�้าขนาดเล็กจ�านวนมาก เมื่อไหลมารวมกันจะกลายเป็น ธารน�้า (stream) ตะกอน ต่าง ๆ จะถูกพัดพาไปกับกระแสน�้า และขัดสีกับตะกอนที่อยู่บริเวณริมฝัง ส่งผลให้ธารน�้าถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายเป็นแม่น�้า (river) ดังภาพที่ 6.40 ภาพที่ 6.40 กระบวนการกัดเซาะ การพัดพา และการสะสมตัวของตะกอน ส่งผลให้ร่องน�้าเปลี่ยนแปลงขนาด รูปร่าง และทิศทางการไหล ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.42 การพัดพาและการสะสมตัวของตะกอน ที่มา : คลังภาพ อจท. น�้ากัดเซาะ ตะกอนสะสม นอกจากการกัดเซาะของน�้าจะท�าให้แม่น�้ามีขนาดกว้างและลึกขึ้นแล้ว ความเร็วและกระแสน�้าที่พัดพาตะกอนมาสะสม จะส่งผลให้แม่น�้ามีรูปร่าง คดเคี้ยว ดังภาพที่ 6.42 โลกและการเปลี่ยนแปลง 99 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง ประวัติความเปนมาของ แมนํ้าเจาพระยา จากใบความรู เรื่อง แมนํ้า เจาพระยา จากนั้นสมาชิกภายในกลุมแตละ กลุมรวมกันวิเคราะหกระบวนการเกิดแมนํ้า เจาพระยา แลวเขียนสรุปความรูที่ไดจากการ วิเคราะหลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 4. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายและสรุป เกี่ยวกับเรื่อง กระบวนการเกิดแมนํ้าเจาพระยา ซึ่งไดขอสรุปรวมกันวา “แมนํ้าเจาพระยา มีตนกําเนิดจากนํ้าที่ไหลผานภูเขาทาง ตอนเหนือซึ่งการกระทําของนํ้า ทําใหเกิด กระบวนการกัดเซาะ ทําใหเกิดลํานํ้าขนาดเล็ก เมื่อเวลาผานไปกระบวนการกัดเซาะ การพัด และการสะสมตัวของตะกอน ทําใหลํานํ้า มีขนาดกวางและใหญขึ้น” จากการสํารวจการใชประโยชนพื้นที่บริเวณแมนํ้าสายหนึ่งจากตนนํ้าไปยังปลายนํ้า พบวา โรงงานอุตสาหกรรมและ พื้นที่การเกษตรมีการปลอยนํ้าเสียลงสูแมนํ้าตลอดเวลา และหมูบานทั้ง 4 แหง ไดรับผลกระทบ ดังภาพ หมูบานใด ไดรับผลกระทบทั้งจากการกัดเซาะตลิ  งและมลพิษทางนํ้าจากโรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เกษตรกรรมมากที่สุด 1. หมูบาน A 2 หมูบาน B 3. หมูบาน C 4. หมูบาน D (วิเคราะหคําตอบ หมูบาน C และ D จะไดรับทั้งมลพิษทางนํ้าจากโรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เกษตรกรรม แตหมูบาน C จะไดรับความเสียหายจากการกัดเซาะตลิ่งดวย ดังนั้น ตอบขอ 3.) แทนทิศทางของกระแสนํ้า A พื้นที่เกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม C D B นํา สอน สรุป ประเมิน T113


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2. น�้าใต้ดิน เป็นแหล่งน�้าจืดที่มีปริมาณมากที่สุดบนโลก เกิดจากการซึมของน�้าผิวดินลงไปสะสมตัวอยู่ ใต้พื้นดิน โดยน�้าที่ซึมลงไปใต้ดินส่วนหนึ่งจะซึมอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน เรียกว่า น�้าในดิน (soil water) เมื่อน�้า ในดินมีปริมาณมาก น�้าจะซึมผ่านรูพรุนระหว่างชั้นหินลงไปขังอยู่ในช่องว่างระหว่างหิน เรียกว่า น�้าบาดาล (ground water) ภาพที่ 6.43 น�้าใต้ดิน ที่มา : http://rdnwaterbudget.ca ชั้นหินกั้นน�้า น�้าบาดาล น�้าในดิน ชั้นหินอุ้มน�้า ชั้นหินอุ้มน�้า ระดับน�้าใต้ดิน เขตอิ่มอากาศ (zone of aeration) คือ ส่วนบนตั้งแต่ผิวดินลงไปจนถึงระดับน�้าใต้ดิน ช่องว่างในดิน หรือช่องว่างในหิน หรือชั้นหินในเขตนี้บางส่วนจะมีน�้ากักเก็บอยู่ และบางส่วนจะมีฟองอากาศแทรกอยู่ น�้าในเขตนี้จะถูกยึดอยู่ในช่องว่างด้วยแรงดึง คะปิลลารี เขตอิ่มน�้า (zone of saturation) เป็นเขตที่อยู่ต่อจากเขตอิ่มอากาศลงไป หรืออยู่ใต้ระดับน�้าใต้ดินลงไป ช่องว่างในหิน หรือชั้นหินในเขตนี้จะมีน�้าอยู่เต็มทุกช่องว่าง หรืออิ่มตัวด้วยน�้า ดังนั้น น�้าที่ถูกกักเก็บอยู่ในเขตนี้จะเป็นน�้าบาดาล Focus Science เขตอิ่มอำกำศและเขตอิ่มน�้ำ 100 การเกิดนํ้าบาดาล ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. ครูเตรียมอุปกรณสาธิตการทดลอง เชน ทราย หิน ดิน บีกเกอร บัวรดนํ้า จากนั้นครู ขออาสาสมัครนักเรียน 2-3 คน ออกมาหนา ชั้นเรียน โดยใหตัวแทนนักเรียนเติมทรายและ หิน ตามลําดับ ลงในบีกเกอรปริมาณ 1/3 ของ บีกเกอร จากนั้นนําดินใสลงในบีกเกอรใหถึง ปากบีกเกอร แลวใชบัวรดนํ้าเทลงในบีกเกอร 2. นักเรียนแตละคนสังเกตการไหลของนํ้าและ ระดับนํ้า แลวรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น อยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมจากกิจกรรมสาธิตการ ทดลองวา “นํ้าที่รดลงไปหนาดินจะไหลซึมผาน ลงไปสะสมตัวอยูใตพื้นดิน เรียกวา นํ้าใตดิน ซึ่งนํ้าจะซึมลงไปสะสมตัวอยูในดินและหิน” 4. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้นครูแจง จุดประสงคของกิจกรรม จําลองการเกิดและ ปจจัยในการเกิดนํ้าใตดิน ใหนักเรียนทราบเพื่อ เปนแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกตอง 5. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม จําลองการเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าใตดิน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือมาจัด กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชิกแตละ คนภายในกลุมมีบทบาทหนาที่ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาที่เตรียมวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ทําหนาที่อานวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและนํามาอธิบายใหสมาชิกในกลุมฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทําหนาที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 6. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 7. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน ขอใดหมายถึงนํ้าบาดาล 1. นํ้าที่อยูในเขตอิ่มอากาศ 2. นํ้าผิวดินที่ซึมลงไปอยูใตดิน 3. นํ้าที่ซึมอยูในชองวางระหวางดิน 4. นํ้าที่ซึมอยูในชองวางระหวางหิน (วิเคราะหคําตอบ นํ้าบาดาล เกิดจากนํ้าผิวดินซึมลงไปใตดิน ผานรูพรุนระหวางชั้นหินลงไปขังตัวอยูในชองวางระหวางหิน เรียกวา นํ้าบาดาล ซึ่งอยูในเขตอิ่มนํ้า ดังนั้น ตอบขอ 4.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับนํ้าใตดิน จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง นํ้าใตดิน (https://www.twig-aksorn.com/fifilm/glossary/ groundwater-6926/) นํา สอน สรุป ประเมิน T114


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จ�าลองการเกิดและปัจจัยในการเกิดน�้าใต้ดิน กิจกรรม จากกิจกรรม พบว่า น�้าไหลซึมและสะสมอยู่ในชั้นทรายจ�านวน 2 ชั้น และน�้าจะถูกกักเก็บไว้ในชั้นตะกอนที่มีลักษณะเนื้อแน่น ละเอียด และมีช่องว่างระหว่างอนุภาคน้อย จึงท�าให้น�้าซึมผ่านไปได้ เมื่อพรมน�้าลงไปมากขึ้น ระดับน�้าในหลอดกาแฟจะเพิ่มสูงขึ้น อภิปรายผลกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การตั้งสมมติฐาน จิตวิทยาศาสตร์ - ความรับผิดชอบ - ความสนใจใฝ่รู้ จุดประสงค์ 1. อธิบายการเกิดน�้าใต้ดินได้ 2. อธิบายการกักเก็บของน�้าบาดาลได้ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. หลังจากพรมน�้าไปที่ตู้ปลา ระดับน�้าในชั้นทรายและในหลอดกาแฟมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2. น�้าที่เทลงไปถูกกักเก็บอยู่ในชั้นตะกอนชนิดใด จ�านวนกี่ชั้น 3. ชั้นตะกอนที่กักเก็บน�้ามีลักษณะอย่างไร วัสดุอุปกรณ์ 1. ทราย 3. ดินเหนียว 5. สีผสมอาหาร 2. บัวรดน�้า 4. หลอดกาแฟ 6. ตู้ปลาขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า วิธีปฏิบัติ 1. น�าดินเหนียวและทรายมาสร้างแบบจ�าลองพื้นผิวใต้ดินในตู้ปลาที่ครูเตรียมให้ดังภาพที่ 6.44 โดยขนาดของตู้ปลาควรมี รูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร 2. น�าหลอดกาแฟเสียบลงบริเวณเนินดินด้านต�่า ผ่านชั้นดินเหนียวลงไปให้อยู่บริเวณกึ่งกลางทราย ชั้นที่ 2 โดยใช้ดินสอเสียบ น�าร่องก่อน เพื่อป้องกันดินเหนียวอุดตันหลอดกาแฟ 3. น�าน�้าผสมกับสีผสมอาหารแล้วพรมให้ทั่ว โดยใช้บัวรดน�้าเทลงไปในแบบจ�าลองจากข้อ 1. 4. สังเกตระดับน�้าที่ไหลซึมลงไปในชั้นทรายและในหลอดกาแฟ จากนั้นพรมน�้าไปจนกระทั่งมีน�้าล้นขึ้นมาจากหลอดกาแฟ ภาพที่ 6.44 กิจกรรมจ�าลองการเกิดและปัจจัยในการเกิดน�้าใต้ดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. ทรายชั้นที่ 1 บัวรดน�้า ทรายชั้นที่ 2 ระดับต�่าสุดของหลอดกาแฟที่เสียบลงไป โลกและการเปลี่ยนแปลง 101 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ 3. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม จําลองการเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าใตดิน วา “นํ้าผิวดินจะไหลซึมลงไปชั้นใตดินและจะ ถูกกักเก็บไวในชั้นตะกอนที่มีลักษณะเนื้อแนน ละเอียด มีชองวางระหวางอนุภาคนอย ทําให นํ้าไหลซึมผานไปไดยาก จึงกลายเปนชั้นหิน อุมนํ้าอยูใตดิน” ขยายความเข้าใจ 1. นักเรียนแตละคนศึกษาคนควาขอมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง กระบวนการเกิดนํ้าพุรอน จาก ใบความรู เรื่อง บอนํ้ารอนรักษะวาริน จากนั้น นักเรียนแตละคนวิเคราะหกระบวนการเกิด นํ้าพุรอน แลวเขียนสรุปความรูที่ไดจากการ วิเคราะหกระบวนการเกิดนํ้าพุรอนลงใน กระดาษ A4 พรอมตกแตงใหสวยงาม 2. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง นํ้าผิวดินและนํ้าใตดิน และใหความรู เพิ่มเติมจากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง แหลงนํ้า ในการอธิบาย เพิ่มเติม 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง แหลงนํ้า จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ระดับนํ้าจะคอยๆ เพิ่มสูงขึ้น 2. นํ้าจะไหลไปสะสมที่ชั้นทรายจํานวน 2 ชั้น 3. ตะกอนทรายมีลักษณะรวนและเม็ดตะกอนมี ขนาดเทากัน ขอใดคือผลกระทบจากการสูบนํ้าบาดาลไปใชเปนจํานวนมาก 1. สึนามิ 2. ดินถลม 3. แผนดินทรุด 4. แผนดินไหว (วิเคราะหคําตอบ การสูบนํ้าบาดาลมาใชมากกวาการที่นํ้าไหล เขามาแทนที่ สงผลใหระดับนํ้าใตดินลดลงอยางรวดเร็ว เปนสาเหตุ ใหเกิดแผนดินทรุด ดังนั้น ตอบขอ 3.) ระดับนํ้าในหลอดกาแฟจะสูงขึ้น เนื่องจากนํ้าสามารถไหลซึมไปสะสมอยูใน ชั้นทรายจํานวน 2 ชั้นได แตไมสามารถซึมผานชั้นดินเหนียวซึ่งมีสมบัติอุมนํ้าได นํา สอน สรุป ประเมิน T115


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.45 ระดับน�้าใต้ดินและการขุดเจาะน�้าบาดาล ที่มา : https://ienergyguru.com จากกิจกรรมแสดงให้เห็นว่า น�้าบาดาลถูกกักเก็บตามช่องว่างระหว่างตะกอนจนกระทั่งแหล่งกักเก็บน�้าอิ่มตัว ระดับน�้าบาดาลจึงสูงขึ้น ในธรรมชาติแหล่งกักเก็บน�้าบาดาล คือ ชั้นหิน หรือชั้นตะกอนที่มีสมบัติยอมให้น�้าซึมผ่าน ได้ง่ายเนื่องจากมีช่องว่างระหว่างอนุภาคกว้าง เรียกว่าชั้นหินอุ้มน�้า (aquifer) จึงท�าให้กักเก็บน�้าได้ปริมาณมากเช่น ชั้นหินทราย ชั้นตะกอนทราย กรวด ถัดจากชั้นหินอุ้มน�้าจะมีชั้นหิน หรือชั้นตะกอนที่มีขนาดเล็ก เนื้อละเอียดแน่น มีสมบัติไม่ยอมให้น�้าซึมผ่านได้ โดยต�าแหน่งที่รองรับอาจอยู่ต�่ากว่า หรือขนาบชั้นบนและล่าง เช่น หินดินดาน ชั้นหินทรายแป้งถ้าชั้นหินอุ้มน�้าถูกขนาบด้วยชั้นหินที่มีเนื้อละเอียดแน่นมากจะท�าให้มีแรงดันของน�้าสูงขึ้นจนกระทั่ง น�้าไหลพุ่งออกมาตามรอยแตก หรือรอยแยกของผิวโลก เรียกว่า น�้าพุ (spring) ระดับบนสุดของน�้าบาดาลจะเป็นระดับน�้าใต้ดิน (water table) โดยระดับน�้าใต้ดินจะมีแรงดันน�้าในชั้นหินเท่ากับ แรงดันของบรรยากาศ ซึ่งต�าแหน่งที่อยู่ลึกลงไปจากระดับน�้าใต้ดิน แรงดันของน�้าจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากน�้าหนัก ของน�้าที่กดทับอยู่ นอกจากนี้ ระดับน�้าใต้ดินจะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เช่น ในฤดูแล้งระดับน�้าใต้ดินจะอยู่ลึกกว่า ระดับปกติ พื้นที่รับน�้า ระดับน�้าใต้ดิน ระดับน�้ามีแรงดัน ในธรรมชาติหินอุ้มน�้าประกอบด้วยตะกอนที่มีลักษณะกลมมนและมีขนาดเท่ากัน หรือมีโพรง หรือรอยแตกต่อเนื่องกัน สามารถกักเก็บน�้าได้มากกว่าตะกอนที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมมุมและมีขนาดต่างกันเนื่องจากช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างตะกอนมีขนาด ความกว้างและจ�านวนช่องมากกว่า จึงท�าให้ชั้นหินอุ้มน�้ากักเก็บน�้าปริมาณมากได้ Focus Science ชั้นหินอุ้มน�้ำ บ่อน�้าพุมีแรงดัน บ่อน�้าใต้ดินเขตตื้น บ่อน�้าใต้ดิน มีแรงดัน บ่อน�้าใต้ดิน ไร้แรงดัน พื้นดิน ระดับน�้า ใต้ดิน ชั้นหินกั้นน�้า ชั้นหินอุ้มน�้ามีแรงดัน ชั้นหินกั้นน�้า ระดับน�้าใต้ดินเขตตื้น ชั้นหินอุ้มน�้าไร้แรงดัน 102 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง นํ้าผิวดินและนํ้าใตดิน ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม จําลอง การเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าผิวดิน ในสมุด ประจําตัวนักเรียน 3. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม จําลอง การเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าใตดิน ในสมุด ประจําตัวนักเรียน 4. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง แหลงนํ้า จาก แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง แหลงนํ้า ไดจากการสังเกต การปฏิบัติกิจกรรม จําลองการเกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าผิวดิน และจําลองการ เกิดและปจจัยในการเกิดนํ้าใตดิน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจาก แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรู ที่ 6 ขอใดเปนสาเหตุทําใหระดับนํ้าใตดินลดตํ่าลง 1. บริเวณนั้นมีฝนตกมากขึ้น 2. บริเวณนั้นเกิดความแหงแลง 3. บริเวณนั้นมีการเพาะปลูกมากขึ้น 4. บริเวณนั้นมีการสูบนํ้าบาดาลมากขึ้น (วิเคราะหคําตอบ ฤดูกาลมีผลตอระดับนํ้าใตดิน ชวงฤดูฝนระดับ นํ้าใตดินจะมีระดับสูง ชวงฤดูแลงระดับนํ้าใตดินจะลดลง ดังนั้น ตอบขอ 2.) แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T116


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET นํ้ามีประโยชน อยางไร ภาพที่ 6.46 ประโยชน์จากแหล่งน�้าผิวดินและน�้าใต้ดิน ที่มา : คลังภาพ อจท. น�้าเปนแหล่งเจริญเติบโตของพืช พลังงานน�้าน�ามาใช้ผลิตกระแสไฟฟา น�้าใช้ประกอบอาหาร น�้าใช้ช�าระล้างสิ่งสกปรก แหล่งน�้าใช้เปนเส้นทางคมนาคมขนส่ง น�้าช่วยรักษาสมดุลให้กับร่างกาย 3.2 การใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์แหล่งน�้า แหล่งน�้าผิวดินและแหล่งน�้าใต้ดินถูกน�ามาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของ มนุษย์ เช่น ใช้ส�าหรับการอุปโภคและบริโภค ใช้เพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น�้าอื่น ๆ ใช้ในด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ใช้ในกระบวนการผลิต ล้างของเสีย หล่อเครื่องจักร นอกจากนี้ ใช้เป็น แหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าและใช้เป็นเส้นทางคมนาคม โลกและการเปลี่ยนแปลง 103 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 7 คน จากนั้นครู แจกกระดาษ A4 กลุมละ 1 แผน โดยใหนักเรียน แตละกลุมเขียนประโยชนของนํ้าในชีวิตประจําวัน ที่นักเรียนคิดได คนละ 1 ตัวอยาง แลวสงตอ ใหกับเพื่อนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสมาชิกคน สุดทาย แลวจึงวนกลับมาที่สมาชิกคนที่หนึ่งใหม โดยแตละตัวอยางตองไมซํ้ากัน ระหวางนี้ครูจับ เวลา 30 วินาที ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้นรวมกัน ศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง การใช ประโยชนของนํ้าและแนวทางการใชนํ้าอยาง ยั่งยืน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 2. นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายเรื่องที่ไดศึกษา จากนั้นใหนักเรียนแตละคนเขียนสรุปความรูที่ ไดจากการศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัว นักเรียน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอผลการศึกษา หนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียน มีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูสุมนักเรียน 5 คน ใหยกตัวอยางแนวทาง การใชนํ้าอยางยั่งยืน มาคนละ 1 ตัวอยาง (แนวตอบ ตัวอยางเชน ใชนํ้าดีไลนํ้าเสีย ใชนํ้า อยางประหยัด การพัฒนาแหลงนํ้า) การปลูกปาเปนการอนุรักษนํ้าอยางไร 1. ตนไมชวยทําใหฝนตก 2. ตนไมชวยเก็บนํ้าสะสมไวในลําตน 3. ตนไมชวยคายนํ้าใหบรรยากาศมากขึ้น 4. ตนไมชวยชะลอการระเหยและไหลซึมของนํ้า (วิเคราะหคําตอบ การปลูกปาบริเวณพื้นที่ตนนํ้าหรือบริเวณพื้นที่ ภูเขา เพื่อใหตนไมเปนตัวกักเก็บนํ้าตามธรรมชาติทั้งบนดินและ ใตดิน ทําใหมีนํ้าไวใชตอเนื่องตลอดป ดังนั้น ตอบขอ 4.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใชประโยชนของนํ้าและผลกระทบ ที่เกิดจากการใชประโยชน จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง มลพิษ : นํ้า (https://www.twig-aksorn.com/fifilm/pollution-water-8118/) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T117


ภาพที่ 6.47 น�้ามันรั่วไหล ท�าให้น�้าในทะเลปนเปื้อน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.48 การทิ้งขยะลงแหล่งน�้า ท�าให้น�้าเน่าเสีย ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.49 ปิดน�้าให้สนิทหลังใช้งานทุกครั้ง ที่มา : https://www.elitecme.com/ แนวทางการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาน�้าเน่าเสียมีหลายวิธี โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้น�้ามีคุณภาพดีขึ้น ตัวอย่าง วิธีการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาน�้าเน่าเสีย มีดังนี้ 1. ใช้น�้าดีไล่น�้าเสีย เนื่องจากน�้าที่มีคุณภาพดีจะช่วยผลักดันน�้าเน่าเสียออกไป และช่วยให้น�้าเน่าเสีย เจือจางลง 2. ใช้ผักตบชวา เป็นวัชพืชที่ช่วยดูดซับความสกปรก รวมทั้งสารพิษจากน�้าเน่าเสียหรือใช้สาหร่ายช่วยเติม อากาศเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับน�้า 3. ใช้เครื่องจักรกล เช่น กังหันน�้าชัยพัฒนา ช่วยให้แก๊สออกซิเจนที่อยู่ในบรรยากาศละลายน�้าได้อย่างรวดเร็ว ของเสียและน�้าเสียที่ถูกปล ่อยลงสู ่แหล ่งน�้าจะ ไหลซึมลงสู่ชั้นหินอุ้มน�้า ท�าให้น�้าบาดาลปนเปื้อน เมื่อสูบ ขึ้นมาใช้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และหากได้รับปริมาณ มากจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น เราจึงควรรักษา และดูแลแหล ่งน�้าเพื่อให้สามารถใช้น�้าได้อย ่างยั่งยืน โดยการใช้น�้าอย่างประหยัด เช่น ไม่ควรเปิดน�้าทิ้งไว้ ขณะที่ไม ่ใช้น�้า ไม ่ทิ้งของเสียและน�้าเสียลงสู ่พื้นดิน และแหล ่งน�้า บ�าบัดน�้าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน�้า ปัจจุบันมีการน�าน�้ามาใช้ประโยชน์มากมายหลาย ด้าน ส่งผลให้คุณภาพของแหล่งน�้าเสื่อมลง ส่วนใหญ่มี สาเหตุมาจากการกระท�าของมนุษย์ มีผลท�าให้น�้าผิวดิน และน�้าบาดาลปนเปื้อน ตัวอย่างเช่น น�้าทิ้งจากบ้านเรือน ประกอบไปด้วยสารอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร สิ่งปฏิกูลอื่น ๆ หรือน�้าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือน�้าที่ใช้ทางการ เกษตรซึ่งประกอบไปด้วยสารอนินทรีย์ เช่น ไนเตรต ฟอสเฟต ซึ่งสารเจือปนเหล ่านี้มีส ่วนท�าให้พืชน�้า เจริญเติบโตได้ดี เมื่อพืชน�้าตายลง จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ ในแหล่งน�้าตามธรรมชาติจะน�าออกซิเจนที่ละลายอยู่ ในน�้ามาใช้ในกระบวนการย ่อยสลายซากพืชเหล ่านั้น ปริมาณออกซิเจนในแหล่งน�้าจึงลดลงจนกระทั่งต�่ากว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นลักษณะของน�้าเน่าเสีย 104 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง การใชประโยชนและการอนุรักษแหลงนํ้า และใหความรูเพิ่มเติมจากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง การใชประโยชน และการอนุรักษแหลงนํ้า ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง การ ใชประโยชนและการอนุรักษแหลงนํ้า จาก แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง การใชประโยชนและการอนุรักษแหลงนํ้า ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง การใชประโยชน และการอนุรักษแหลงนํ้า จากแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การใชประโยชนและการ อนุรักษแหลงนํ้า ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมและการนําเสนอ ผลงาน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินพฤติกรรม การทํางานกลุม และการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวย การเรียนรูที่ 6 กิจกรรม สรางเสริม ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับแนวทางการอนุรักษฟนฟู และแกไขปญหานํ้าเนาเสีย จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต หองสมุด วารสารทางวิชาการ โดยใหนักเรียน เขียนสรุปลงในกระดาษ A4 ตกแตงใหสวยงาม พรอมนําเสนอ ขอมูลหนาชั้นเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับฟัง คนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T118


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 3.3 ภัยพิบัติจากนํ้า ภัยพิบัติที่เกิดจากนํ้าผิวดิน ไดแก นํ้าทวม การกัดเซาะชายฝง ดินถลม หลุมยุบ และแผนดินทรุด ซึ่งมีกระบวนการเกิด และผลกระทบที่แตกตางกัน ดังนี้ 1. นํ้าทวม เกิดจากพื้นที่หนึ่งไดรับปริมาณนํ้ามาก จนกระทั่งเกิดสภาวะที่นํ้าไหลลนฝงแมนํ้าลําธาร เขาทวมพื้นที่ หรือเกิดจากการสะสมของนํ้าบนพื้นที่ ซึ่งระบายออกไมทันทําใหพื้นที่นั้นปกคลุมไปดวยนํ้าทวม แบงออกไดเปน 2 ประเภท ดังนี้ สวนใหญเกิดขึ้นในบริเวณที่ราบลุมแมนํ้าและบริเวณ ชุมชนเมืองใหญ ๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝนที่ตกหนัก เปนเวลาหลายวัน สงผลใหเกิดความเสียหายกับพืช ผลทางการเกษตรและอสังหาริมทรัพย เปนภาวะนํ้าทวมที่เกิดขึ้นอยางฉับพลันในพื้นที่ที่มี ความชันมาก เชน นํ้าปาไหลหลาก เนื่องจากผืนปา ถูกทําลาย ทําใหการกักเก็บนํ้า หรือการตานนํ้าลดลง หรือเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เชน เขื่อนหรืออางเก็บนํ้า พังทลาย ดังนั้น ความเสียหายจากนํ้าทวมฉับพลัน อาจเปนอันตรายตอชีวิตและทรัพยสิน ภาพที่ 6.51 นํ้าปาไหลหลาก ที่มา : www.bruggttv.co.th ภาพที่ 6.50 นํ้าทวมขัง ที่มา : คลังภาพ อจท. 2. การกัดเซาะชายฝง เปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชายฝงทะเลที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากการกัดเซาะ ของคลื่นหรือลม ทําใหตะกอนจากบริเวณหนึ่งไปตกทับถมในอีกบริเวณหนึ่ง สงผลใหแนวชายฝงเดิมเปลี่ยนแปลง ไป โดยตะกอนของบริเวณนั้นจะเคลื่อนที่ออกไปมากกวาตะกอนเคลื่อนที่มาทับถม นํ้าทวมขัง นํ้าทวมฉับพลัน ภาพที่ 6.52 ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชายฝงที่ถูกนํ้าทะเลกัดเซาะ ที่มา : https://coreymondello.com/ โลกและการเปลี่ยนแปลง 105 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ นักเรียนดูวีดิทัศนเกี่ยวกับภัยพิบัติจากนํ้า เรื่อง มหาอุทกภัยไทยในรอบ 25 ป จากนั้นครูตั้งประเด็น คําถามกระตุนความคิดนักเรียนวา “ภัยพิบัติ จากนํ้าไดแกอะไรบาง” โดยใหนักเรียนรวมกัน อภิปรายและแสดงความคิดเห็นอยางอิสระโดย ไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด (แนวตอบ ภัยพิบัติจากนํ้า เชน นํ้าทวม การกัด เซาะชายฝง ดินถลม หลุมยุบ แผนดินทรุด) ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนนับจํานวน 1-5 วนไปเรื่อยๆ จนครบ ทุกคน เพื่อแบงกลุมนักเรียนออกเปน 5 กลุม โดยคนที่นับจํานวนเดียวกันใหอยูกลุมเดียวกัน จากนั้นนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมา จับสลากหัวขอที่ศึกษา โดยใหนักเรียนแตละกลุม รวมกันศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง ภัยพิบัติ จากนํ้า จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ซึ่งหัวขอประกอบดวย • กลุมที่ 1 ศึกษาเรื่อง นํ้าทวม • กลุมที่ 2 ศึกษาเรื่อง การกัดเซาะชายฝง • กลุมที่ 3 ศึกษาเรื่อง ดินถลม • กลุมที่ 4 ศึกษาเรื่อง หลุมยุบ • กลุมที่ 5 ศึกษาเรื่อง แผนดินทรุด 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการ ศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน ขอใดไมใชสาเหตุของอุทกภัย 1. แรงระเบิด 2. หิมะละลาย 3. ฝนตกหนัก 4. แผนดินไหว (วิเคราะหคําตอบ หิมะละลายทําใหระดับนํ้าทะเลสูงขึ้น สงผลให บางประเทศเกิดอุทกภัย รวมทั้งฝนตกหนักและแผนดินไหว เปน ปรากฏการณทางธรรมชาติที่สงผลใหเกิดนํ้าทวมขังและนํ้าทวม ฉับพลันในบางพื้นที่ ดังนั้น ตอบขอ 1.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแกปญหาการกัดเซาะชายฝง จากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง ชายฝง : ลหุวิศวกรรม (https://www. twig-aksorn.com/fifilm/coasts-soft-engineering-8562/) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T119


3. ดินถล่ม เป็นการเคลื่อนที่ของมวลดิน หรือ หินจ�านวนมากลงมาตามแนวลาดเขา เนื่องจากแรง โน้มถ่วงของโลก โดยปัจจัยที่ท�าให้เกิดดินถล่ม ได้แก่ ความลาดชันของพื้นที่ ปริมาณน�้าฝน พืชปกคลุมดิน สภาพธรณี และการใช้ประโยชน์พื้นที่ ซึ่งความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากดินถล่มจะท�าให้โครงสร้างของชั้นดินบริเวณ นั้นเสียสมดุล ท�าลายระบบนิเวศ และเป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สิน ภาพที่ 6.54 หลุมยุบที่เกิดขึ้นในประเทศกัวเตมาลา ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.53 ดินถล่ม ที่มา : คลังภาพ อจท. Topic Question ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายกระบวนการเกิดแหล่งน�้าผิวดิน 2. จงอธิบายกระบวนการเกิดแหล่งน�้าใต้ดิน 3. จงยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์ และปัญหาที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ของแหล่งน�้า 4. จงยกตัวอย่างภัยพิบัติที่เกิดจากน�้ามาอย่างน้อย 2 ตัวอย่าง พร้อมอธิบายสาเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น 5. จงอธิบายผลกระทบที่เกิดจากดินถล่ม 4. หลุมยุบ เป็นแอ่งหรือหลุมบนแผ่นดินขนาด ต่าง ๆ อาจมีสาเหตุมาจากการถล่มของโพรงถ�้าหินปูน เกลือหินใต้ดิน หรือเกิดจากน�้าพัดพาตะกอนลงไปใน โพรงถ�้าหรือธารน�้าใต้ดิน นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุ มาจากการกระท�าของมนุษย์ เช่น การสูบน�้าบาดาลไปใช้ ซึ่งความเสียหายที่เกิดจากหลุมยุบเป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สิน 5. แผ่นดินทรุด เกิดจากการยุบตัวของชั้นดินหรือดินร่วน เมื่อมวลของของแข็งหรือมวลของของเหลว ปริมาณมากที่รองรับใต้ดินบริเวณนั้นถูกเคลื่อนย้ายออกไปโดยธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระท�าของมนุษย์ เช่น การสูบน�้าบาดาลขึ้นมาใช้ปริมาณมากกว่าน�้าที่ไหลเข้ามาแทนที่ ส่งผลให้ระดับน�้าใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุ ให้เกิดแผ่นดินทรุด โดยการทรุดตัวของพื้นที่จะเกิดมากที่สุดบริเวณศูนย์กลางที่มีการสูบน�้าบาดาลขึ้นมา และความ รุนแรงของการทรุดตัวของพื้นที่ขึ้นอยู่กับอัตราการลดระดับลงของระดับน�้าใต้ดิน หรืออัตราการใช้น�้าบาดาล ซึ่ง ความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินทรุดตัว จะท�าให้สิ่งก่อสร้างเกิดการทรุดตัวและเกิดการแตกร้าว 106 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 3. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้นครูแจง จุดประสงคของกิจกรรม จําลองการกัดเซาะ ชายฝง ใหนักเรียนทราบเพื่อเปนแนวทางการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกตอง 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม จําลองการกัดเซาะชายฝง จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยครูใชรูปแบบการ เรียนรูแบบรวมมือมาจัดกระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชิกแตละคนภายในกลุมมี บทบาทหนาที่ของตนเอง ดังนี้ • สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาที่เตรียมวัสดุ อุปกรณที่ใชในการปฏิบัติกิจกรรม • สมาชิกคนที่ 3-4 ทําหนาที่อานวิธีปฏิบัติ กิจกรรมและนํามาอธิบายใหสมาชิกในกลุมฟง • สมาชิกคนที่ 5-6 ทําหนาที่บันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 5. นักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 6. นักเรียนแตละกลุมรวมกันแลกเปลี่ยนความรู และวิเคราะหผลการปฏิบัติกิจกรรม แลว อภิปรายผลรวมกัน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียน แตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อหาคําตอบ เกร็ดแนะครู ครูอาจยกตัวอยางภัยพิบัติจากนํ้า นอกเหนือจากตัวอยางในหนังสือ เรียน เชน สึนามิหรือคลื่นสึนามิ มีจุดกําเนิดจากศูนยกลางแผนดินไหวบริเวณ เขตมุดตัว ซึ่งอยูบริเวณรอยตอของแผนธรณี เมื่อแผนธรณีมหาสมุทรเคลื่อน ปะทะกันหรือชนเขากับแผนธรณีทวีป จะทําใหเกิดแผนดินไหวอยางรุนแรงและ เกิดคลื่นขนาดยักษพัดเขาสูฝง แนวตอบ Topic Question 1. เกิดจากไอนํ้าในบรรยากาศควบแนนเปนเมฆ แลวตกลงมาเปนฝน สะสมอยูบริเวณผิวดิน และไหลลงมาขังในบริเวณที่ตํ่ากวา กลายเปน แองนํ้า 2. เกิดจากการซึมของนํ้าผิวดินลงไปสะสมตัวอยูใตดิน นํ้าบางสวนซึม อยูตามชองวางระหวางดิน เรียกวา นํ้าในดิน และนํ้าบางสวนซึมลง ไปอยูระหวางหิน เรียกวา นํ้าบาดาล 3. ประโยชนของแหลงนํ้า คือ ใชอุปโภค บริโภค ใชเปนเสนทางคมนาคม และใชในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม สวนปญหาที่เกิดจาก การใชประโยชนของแหลงนํ้า คือ การทิ้งขยะลงแหลงนํ้าและทิ้ง นํ้าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมลงสูแหลงนํ้า ทําใหนํ้าเนาเสีย 4. การกัดเซาะชายฝง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการกระทําของนํ้า ทําใหแนวชายฝง เปลี่ยนรูปรางไปจากเดิม แผนดินทรุด ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากธรรมชาติ หรือการกระทําของมนุษย เชน การสูบนํ้าบาดาลไปใชในปริมาณมาก 5. ทําใหโครงสรางดินบริเวณนั้นเสียสมดุล เปนการทําลายระบบนิเวศ และเปนอันตรายตอชีวิตและทรัพยสิน นํา สอน สรุป ประเมิน T120


จ�าลองการกัดเซาะชายฝัง กิจกรรม จากกิจกรรม พบว่า เมื่อน�้ากระทบกับชายฝัง เม็ดทรายจะหลุดออกตามแรงน�้า ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝัง ท�าได้ด้วยการสร้างสิ่งกีดขวางเพื่อป้องกันแนวชายฝังจากความแรงของคลื่นที่มากระทบชายฝัง อภิปรายผลกิจกรรม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การทดลอง จิตวิทยาศาสตร์ - ความรับผิดชอบ - ความสนใจใฝ่รู้ จุดประสงค์ อธิบายกระบวนการเกิดและผลกระทบจากแบบจ�าลองการกัดเซาะชายฝังได้ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. บริเวณชายฝังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2. ประเมินวิธีป้องกันและการแก้ไขปัญหาน�้าทะเลกัดเซาะชายฝังจากกลุ่มอื่นว่ามีความเหมาะสม และส่งผลกระทบต่อบริเวณ ข้างเคียงหรือไม่ อย่างไร วัสดุอุปกรณ์ 1. น�้า 2. ทราย 3. ไม้บรรทัด 4. ตู้ปลา วิธีปฏิบัติ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน สร้างแบบจ�าลองชายฝังทะเลโดยวางตู้ปลารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงประมาณ 10 เซนติเมตร ที่ครูจัดเตรียมไว้ให้บนพื้นโต๊ะในแนวระนาบ 2. น�าทรายละเอียดมาเทลงในตู้ปลา เกลี่ยทรายเป็นทางลาดเอียงเพื่อสร้างชายฝังจ�าลอง 3. ใส่น�้าลงไป โดยให้ระดับน�้าอยู่สูงกว่าระดับของผิวหน้าทราย ประมาณ 1 เซนติเมตร 4. จ�าลองการเกิดคลื่นทะเลโดยใช้ไม้บรรทัดดันน�้าเข้ามาตรงบริเวณชายฝังจ�าลองอย่างต่อเนื่อง สังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝังลงในสมุดบันทึก 5. ตัวแทนกลุ่มออกมาน�าเสนอแบบจ�าลองชายฝัง แล้วน�าเสนอวิธีป้องกันและการแก้ไขปัญหาจากน�้าทะเลกัดเซาะชายฝัง ภาพที่ 6.55 กิจกรรมจ�าลองการกัดเซาะชายฝัง ที่มา : คลังภาพ อจท. ทราย น�้า ไม้บรรทัด ตู้ปลา โลกและการเปลี่ยนแปลง 107 บันทึกผล กิจกรรม ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง ภัยพิบัติจากนํ้า และใหความรูเพิ่มเติม จากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง ภัยพิบัติจากนํ้า ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนทํา Topic Question เรื่อง นํ้า จาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ลงใน สมุดประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง ภัยพิบัติ จากนํ้า จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนําเสนอ ผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม จําลองการ กัดเซาะชายฝง ในสมุดประจําตัวนักเรียน 3. ครูตรวจ Topic Question เรื่อง นํ้า ในสมุด ประจําตัวนักเรียน 4. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง ภัยพิบัติจากนํ้า จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง ภัยพิบัติจากนํ้า เมื่อนํ้ากระทบบริเวณชายฝงจําลอง ความแรงของนํ้าจะทําใหเม็ดทราย หลุดออกเรื่อยๆ สงผลใหแนวชายฝงจําลองเปลี่ยนรูปรางไปจากเดิม แนวตอบ คําถามท้ายกิจกรรม 1. เมื่อนํ้ากระทบฝง เม็ดทรายจะหลุดออกตามแรงนํ้า ที่มากระทบ ทําใหชายฝงมีลักษณะเวาแหวง 2. แนวทางการแกไขปญหานํ้าทะเลกัดเซาะชายฝง ทําไดดวยการสรางสิ่งกีดขวางเพื่อปองกันแนว ชายฝง แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง ภัยพิบัติจากนํ้า ไดจากการ สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม จําลองการกัดเซาะชายฝง และการนําเสนอ ผลงาน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินการปฏิบัติ กิจกรรม และการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรู ที่ 6 แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการท ากิจกรรม 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติกิจกรรม 3 การบันทึก สรุปและน าเสนอผลการท ากิจกรรม รวม ลงชื่อ ….................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติ กิจกรรม ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง ท ากิจกรรมตามขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ถูกต้อง แต่อาจต้อง ได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท ากิจกรรม และการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท า กิจกรรม และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะปฏิบัติ กิจกรรม มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมโดย ไม่ต้องได้รับค าชี้แนะ และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมแต่ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง และท ากิจกรรมเสร็จ ทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท ากิจกรรมจึง ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา ท ากิจกรรมเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การปฏิบัติ กิจกรรม บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการ ท ากิจกรรมเป็นขั้นตอน ชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ท ากิจกรรมได้ถูกต้อง แต่การน าเสนอผลการ ท ากิจกรรมยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการท า กิจกรรม ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การท ากิจกรรม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 10-12 ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 0-3 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T121


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถูก/ผิด 4 เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ เชื้อเพลิงเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู ่ใต้ดิน มีสมบัติ เฉพาะตัว เมื่อน�ามาเผาไหม้จะให้พลังงานความร้อนได้ดีมนุษย์จึง น�ามาใช้เป็นแหล่งพลังงาน และมีส่วนส�าคัญต่อการด�าเนินกิจกรรม ในชีวิตประจ�าวัน Prior Knowledge วัตถุชนิดใดบ้าง ที่มนุษย์น�ามาใช้เป็น แหล่งพลังงาน พิจารณาข้อความตามความเข้าใจของนักเรียนว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึก UnderstandingCheck 1. เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์เกิดจากการทับถมของซากพืชและซากสัตว์เป็นเวลานาน 2. ถ่านหิน คือ หินตะกอนที่เกิดจากการสะสมของซากพืชในยุคดึกด�าบรรพ์ 3. แฮโลเจนเป็นสารประกอบที่อยู่ในหินน�้ามัน 4. น�้ามันดิบจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นก่อนน�าไปใช้ประโยชน์ 5. ภาวะโลกร้อนเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ บัน ทึกลงในสมุด ประเทศไทยมีปริมาณส�ารอง ถ่านหินมากกว่า 2,000 ล้านตัน โดย แหล ่งถ ่านหินส ่วนใหญ ่จะอยู ่บริเวณ ตอนเหนือของประเทศเช่นจังหวัดเลยใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะพบลิกไนต์ ซับบิทูมินัส และบิทูมินัส นอกจากนี้ ยังพบแอนทราไซต์ในปริมาณเล็กน้อย Science in Real Life เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ (fossil fuel) เป็นแหล ่งพลังงานสิ้นเปลือง หรือพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป (non-renewable energy) ซึ่งเกิดจากวัตถุต้นก�าเนิดและสภาพแวดล้อมการเกิดที่แตกต่างกัน ท�าให้เชื้อเพลิง ซากดึกด�าบรรพ์มีลักษณะ สมบัติและการน�าไปใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันโดยเชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ที่มนุษย์นิยม น�ามาใช้ประโยชน์ มีดังนี้ 4.1 ถ่านหิน ถ่านหิน (coal) เป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ หรือหินตะกอนชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการสะสมของซากพืชในยุค ดึกด�าบรรพ์เป็นเวลานานจนเปลี่ยนสภาพเป็นถ่านหิน 1. การเกิดถ่านหิน ถ่านหินเกิดขึ้นบริเวณหนอง บึง แอ่งน�้า หรือ ที่ชื้นแฉะ ริมแม่น�้า ริมทะเล ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของพืช เกิดวงชีวิตวนต่อเนื่องกันจนเกิดการสะสมของ ซากพืช และทับถมเป็นจ�านวนมาก เมื่อบริเวณนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง ธรณีแผ่นดินจะทรุดตัวลง ท�าให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปเช่น น�้าท่วม การเคลื่อนไหวของเปลือกโลก ส่งผลให้ซากพืชต่าง ๆ ได้รับความร้อนและ แรงกดดันจากภายในโลกและเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและฟิสิกส์ซากพืช เหล่านี้จึงแปรสภาพไปเป็นถ่านพีต ต่อมามีชั้นดินและหินมาทับถมคลุมชั้น ถ่านหินจนอยู่ในสภาพปัจจุบัน ดังภาพที่ 6.56 108 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. นักเรียนดูวีดิทัศนเกี่ยวกับเรื่อง กําเนิดถานหิน (จาก https://www.youtube.com/watch? reload=9&timecontinue=1&v=UFrge OgimOc) จากนั้นครูตั้งประเด็นคําถาม กระตุนความคิดนักเรียนวา “มนุษยนําถานหิน มาใชประโยชนอยางไร” โดยใหนักเรียนรวมกัน อภิปรายและแสดงความคิดเห็นอยางอิสระ โดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด (แนวตอบ นํามาใชเปนแหลงพลังงานซึ่งมีสวน สําคัญตอการดําเนินกิจกรรมในชีวิตประจําวัน) 2. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 โดยบันทึกลงในสมุด ประจําตัวนักเรียน 3. ครูถามคําถาม Prior Knowledge จากหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เพื่อเปนการนํา เขาสูบทเรียน แนวตอบ Understanding Check 1. ถูก 2. ถูก 3. ผิด 4. ถูก 5. ถูก แนวตอบ Prior Knowledge ถานหิน หินนํ้ามัน นํ้ามันดิบ ถานไฟฉาย แกสหุงตม เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับถานหินวา ประเทศไทยพบถานหิน ทุกชนิด แตสวนใหญพบถานหินประเภทลิกไนตและซับบิทูมินัสมากที่สุด ปจจุบัน ประเทศไทยมีโรงไฟฟาถานหินอยางนอย 10 แหง ตั้งอยูที่จังหวัดระยองจํานวน 6 โรง ปราจีนบุรี 2 โรง อยุธยา 1 โรง และมีเพียง 1 โรง ที่เปนของการไฟฟา ฝายผลิตแหงประเทศไทย คือ โรงไฟฟาแมเมาะ จังหวัดลําปาง ประเทศไทยพบถานหินประเภทใดมากที่สุด 1. พีตและลิกไนต 2. ลิกไนตและซับบิทูมินัส 3. บิทูมินัสและซับบิทูมินัส 4. บิทูมินัสและแอนทราไซต (วิเคราะหคําตอบ ประเทศไทยสวนใหญพบถานหินประเภท ลิกไนตและซับบิทูมินัสมากที่สุด ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T122


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1 บริเวณแอ่งน�้าเหมาะต่อการ เจริญเติบโตของพืช และ ซากพืชที่ตายจะถูกทับถม กลายเป็นพีต 2 หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางธรณี พีตจะถูกกดและดัน ลงสู่ชั้นดินที่ลึกมากขึ้น 3 ความร้อนและแรงกดดันท�าให้ ถ่านหินแปรสภาพไปจากเดิม 4 ความร้อนที่สูงขึ้นเร่งให้ถ่านหิน แปรสภาพอย่างรวดเร็ว พีต ลิกไนต์ ภาพที่ 6.56 กระบวนการเกิดถ่านหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. บิทูมินัส แอนทราไซต์ 2. ประเภทของถ่านหิน เมื่อแบ่งประเภทของถ่านหินตามปริมาณคาร์บอน ค่าความร้อนเมื่อผ่านการเผาไหม้ และล�าดับการแปรเปลี่ยนสภาพ จะสามารถแบ่งถ่านหินออกเป็น 5 ชนิด ดังนี้ 1) พีต (peat) มีลักษณะ ดังนี้ ภาพที่ 6.57 พีต ที่มา : คลังภาพ อจท. พีตเป็นขั้นแรกเริ่มของการเกิดถ ่านหิน เกิดจากการทับถมของซากพืชในระยะเวลาไม ่นาน ซากพืชบางส ่วนยังสลายตัวไม ่หมด ท�าให้ยังคงมอง เห็นซากพืชเป็นล�าต้น กิ่ง และใบ พีตมีสีน�้าตาลถึงสีด�า มีปริมาณคาร์บอนต�่ากว ่าร้อยละ 60 โดยมวล มี ปริมาณออกซิเจนและความชื้นสูง จึงต้องน�าพีตมาผ่าน กระบวนการไล่ความชื้นก่อนน�าไปใช้ การเกิดถานหิน 109 แหลงถานหินที่มีปริมาณสํารองมากที่สุดในประเทศไทยคือที่ใด 1. เหมืองลี้ จังหวัดลําพูน 2. เหมืองแมทาน จังหวัดลําปาง 3. เหมืองแมเมาะ จังหวัดลําปาง 4. เหมืองเชียงมวน จังหวัดพะเยา (วิเคราะหคําตอบ แหลงถานหินในประเทศไทยมีมากที่เหมือง แมเมาะ จังหวัดลําปาง คิดเปนรอยละ 97 ของปริมาณสํารองที่มีอยู ในประเทศไทย รองลงมา คือ เหมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ดังนั้น ตอบขอ 3.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติม จาก QR Code เรื่อง การเกิดถานหิน ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุมออกเปน 10 กลุม กลุมละเทาๆ กัน จากนั้นนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษา คนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง ประเภทของ ถานหิน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ซึ่งหัวขอประกอบดวย • กลุมที่ 1-2 ศึกษาเรื่อง พีต • กลุมที่ 3-4 ศึกษาเรื่อง ลิกไนต • กลุมที่ 5-6 ศึกษาเรื่อง ซับบิทูมินัส • กลุมที่ 7-8 ศึกษาเรื่อง บิทูมินัส • กลุมที่ 9-10 ศึกษาเรื่อง แอนทราไซต 2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการ ศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T123


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2) ลิกไนต (lignite) มีลักษณะ ดังนี้ 3) ซับบิทูมินัส (subbituminous) มีลักษณะ ดังนี้ ภาพที่ 6.58 ลิกไนต ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.59 ซับบิทูมินัส ที่มา : คลังภาพ อจท. ลิกไนตเปนถานหินที่มีอายุการถูกทับถม มากกวาพีต มีผิวดาน สีนํ้าตาล และมีซากพืชที่ยังยอย สลายไมหมดเหลืออยูเล็กนอย มีปริมาณคารบอนรอยละ 55-60 มีปริมาณออกซิเจนคอนขางสูง มีความชื้นสูงถึง รอยละ 30-70 เมื่อติดไฟจะมีควันและเถาถานมาก นํามา ใชเปนเชื้อเพลิงสําหรับผลิตกระแสไฟฟาและบมใบยาสูบ ซับบิทูมินัสเปนถานหินที่มีอายุการถูก ทับถมนานกวาลิกไนต มีผิวดานและเปนมันสีนํ้าตาล ถึงสีดํา มีทั้งเนื้อออนและเนื้อแข็ง มีความชื้นประมาณ รอยละ 25-30 มีปริมาณคารบอนประมาณรอยละ 71-77 และมีปริมาณกํามะถันตํ่า สวนใหญใชเปนเชื้อเพลิง สําหรับผลิตกระแสไฟฟาและอุตสาหกรรมตาง ๆ เชน นํามาใชเปนแหลงพลังงานความรอนใหกับหมอนํ้า 110 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ศึกษาคนควาหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียน นําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อให นักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายและสรุปเกี่ยวกับ ถานหินแตละประเภท ซึ่งไดขอสรุปรวมกันวา “ซากพืชที่ถูกทับถมลงไปใตดินในระดับ ความลึกตางๆ แปรสภาพเปนถานหินประเภท ตางๆ ดังนี้ 1) พีต : เปนขั้นแรกเริ่มการเกิดถานหิน ทําให ยังคงมองเห็นซากพืชเปนลําตน กิ่ง และใบ 2) ลิกไนต : เปนถานหินที่ถูกทับถมนานกวา พีต มีผิวดาน สีนํ้าตาล และยังคงมีซากพืช ที่ยังยอยไมหมด 3) ซับบิทูมินัส : เปนถานหินที่ถูกทับถมนาน กวาลิกไนต มีผิวดานเปนมันสีนํ้าตาลถึง สีดํา มีทั้งเนื้อออนและเนื้อแข็ง 4) บิทูมินัส : เปนถานหินที่มีอายุการถูกทับถม นานกวาซับบิทูมินัส มีเนื้อแนนสีดํา เมื่อ เผาไหมจะใหความรอนสูง 5) แอนทราไซต : เปนถานหินที่มีอายุการทับถม ยาวนานที่สุด มีสีดํา มีเนื้อแนน เปนมันวาว นํ้าและแกสที่อยูในถานหินระเหยไปจนหมด มีความชื้นตํ่ามาก เมื่อเผาไหมจะใหความ รอนสูงมาก ไมมีควัน” ขอใดเรียงลําดับปริมาณคารบอนในถานหินจากมากไปนอย ไดถูกตอง 1. พีต > แอนทราไซต > ลิกไนต > ซับบิทูมินัส > บิทูมินัส 2. ซับบิทูมินัส > บิทูมินัส > แอนทราไซต > พีต > ลิกไนต 3. พีต > ลิกไนต > ซับบิทูมินัส > บิทูมินัส > แอนทราไซต 4. แอนทราไซต > บิทูมินัส > ซับบิทูมินัส > ลิกไนต > พีต (วิเคราะหคําตอบ ปริมาณคารบอนในถานหินแตละประเภทเรียง จากมากไปนอยได ดังนี้ แอนทราไซต > บิทูมินัส > ซับบิทูมินัส > ลิกไนต > พีต ดังนั้น ตอบขอ 4.) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนวา ถานหินถูกนํามาใชเปนแหลงพลังงานมากกวา 3,000 ปมาแลว ประเทศจีนเปนประเทศแรกที่นําถานหินมาใชเปนเชื้อเพลิงใน การถลุงทองแดง ปจจุบันการใชประโยชนจากถานหินสวนใหญใชเปนเชื้อเพลิง ในการผลิตกระแสไฟฟา การถลุงโลหะ การผลิตปูนซีเมนต และอุตสาหกรรมที่ ใชเครื่องจักรไอนํ้า การผลิตกระแสไฟฟาทั่วโลกใชพลังงานจากถานหินประมาณ รอยละ 39 นํา สอน สรุป ประเมิน T124


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 4) บิทูมินัส (bituminous) มีลักษณะ ดังนี้ 5) แอนทราไซต (antracite) มีลักษณะ ดังนี้ ภาพที่ 6.60 บิทูมินัส ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.61 แอนทราไซต ที่มา : คลังภาพ อจท. บิทูมินัสเปนถานหินที่มีอายุการถูก ทับถมนานกวาซับบิทูมินัส และไดรับความกดดันสูง จนอัดตัวกันแนน มีเนื้อแนน สีดํา มีปริมาณคารบอน รอยละ 80-90 และมีความชื้นรอยละ 2-7 มีคุณภาพ ดีกวาลิกไนต เมื่อเผาไหมแลวจะใหความรอนสูง นํามาใช เปนเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานไฟฟา แอนทราไซตเปนถานหินที่มีอายุการ ทับยาวนานที่สุด มีสีดํา มีลักษณะเนื้อแนน เปนมันวาว นํ้าและแกสตาง ๆ ที่อยูภายในถานหินระเหยไปจนหมด เหลือเพียงคารบอนเปนองคประกอบมากกวารอยละ 90 มีความชื้นนอย ติดไฟยาก เมื่อนํามาเผาไหมจะใหความ รอนสูง ไมมีควัน นํามาใชเปนเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม ตาง ๆ โลกและการเปลี่ยนแปลง 111 ขยายความเข้าใจ 1. นักเรียนพิจารณาตารางสมบัติของถานหิน ชนิดตางๆ จากนั้นครูทดสอบความเขาใจของ นักเรียน โดยครูเขียนตารางประเภทของ ถานหินบนกระดาน แลวสุมนักเรียน 1-2 คน ออกมาเขียนลูกศรแสดงปริมาณความชื้น กับปริมาณคารบอน ดังนี้ ขั้นสอน อธิบายความรู้ 3. ครูสุมนักเรียน 3-4 คน ยกตัวอยางการใช ประโยชนจากถานหินที่พบเห็นในชีวิตประจําวัน มาคนละ 1 ตัวอยาง (แนวตอบ ตัวอยางการใชประโยชนจากถานหิน เชน ผลิตถานโคกเทียม ถานกัมมันต ปุยยูเรีย นํ้ามันดิบ) 4. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ ดังนี้ • แหลงถานหินสวนใหญที่พบในประเทศไทย จะอยูในบริเวณใด (แนวตอบ ภาคเหนือ) • ถานหินที่พบในประเทศไทยสวนมากเปน ประเภทใด (แนวตอบ ลิกไนต ซับบิทูมินัส และบิทูมินัส) ประเภทของถานหิน ปริมาณ คารบอน ปริมาณ ความชื้น พีต ลิกไนต ซับบิทูมินัส บิทูมินัส แอนทราไซต สูง ตํ่า ตํ่า สูง ถานหินประเภทใดมีซากพืชที่ยังยอยสลายไมหมด เมื่อติดไฟ จะมีควันมาก 1. พีต 2. ลิกไนต 3. บิทูมินัส 4. แอนทราไซต (วิเคราะหคําตอบ พีตเปนขั้นแรกเริ่มของการเกิดถานหิน เกิดจาก การทับถมของซากพืชในเวลาไมนาน ทําใหยังคงมองเห็นซากพืช อยูในถานหิน ดังนั้น ตอบขอ 1.) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนวา ถานหินยังสามารถนํามาทําเปนถานกัมมันต เพื่อ ใชเปนสารดูดซับกลิ่นในเครื่องกรองนํ้า เครื่องกรองอากาศ หรือในเครื่องใช ตางๆ ทําคารบอนไฟเบอร ซึ่งเปนวัสดุที่มีความแข็ง แตนํ้าหนักเบา สําหรับใช ทําอุปกรณกีฬา เชน ดามไมกอลฟ ไมเทนนิส และในปจจุบันนักวิทยาศาสตร พยายามเปลี่ยนถานหินใหเปนแกส และแปรสภาพถานหินใหเปนของเหลว เพื่อเพิ่มคุณคาทางดานพลังงานและความสะดวกในการขนสงดวยระบบทอสง เชื้อเพลิง นํา สอน สรุป ประเมิน T125


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จะเห็นว่า ถ่านหินแต่ละประเภทมีสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังตารางที่ 6.2 3. การใช้ประโยชน์จากถ่านหิน หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ เริ่มมีการท�าเหมือง ถ่านหินเพื่อขุดถ่านหินที่อยู่ใต้พื้นผิวโลกขึ้นมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน�้ามันมากขึ้นซึ่งการใช้ประโยชน์จากถ่านหิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ การท�าเหมืองถ่านหิน คือ การขุดเจาะหรือเปิดหน้าดินเพื่อน�าแร่ธาตุที่อยู่ภายในดินมาใช้ โดยทั่วไปแล้วแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้ - การท�าเหมืองเปิด เป็นการเปิดหน้าดินที่ปิดทับชั้นถ่านหินอยู่ออกไป แล้วตักถ่านหินขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ ต้นทุนต�่า มักใช้กับแหล่งถ่านหินที่อยู่บริเวณตื้น ๆ หรืออยู่ไม่ลึกจากระดับผิวดินจนถึงระดับลึก 500 เมตร จากผิวดิน มี 3 แบบ คือ แบบเปิดปากหลุม แบบบ่อ และแบบอุโมงค์ - การท�าเหมืองใต้ดิน เป็นการท�าเหมืองในบริเวณที่ชั้นถ่านหินอยู่ในระดับลึกมาก โดยการขุดอุโมงค์ลงไปใต้ดินเพื่อใช้ เครื่องมือชนิดพิเศษขุดตักและล�าเลียงถ่านหินขึ้นมาใช้ประโยชน์ การท�าเหมืองถ่านหินวิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้การลงทุนสูง และต้องมีการ วางแผนการท�าเหมืองอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันอันตรายจากการระเบิดในเหมือง เนื่องจากการสะสมตัวของแก๊สในชั้นถ่านหินเอง และการถล่มของชั้นหิน Focus Science เหมืองถ่ำนหิน ภาพที่ 6.62 พลังงานความร้อนที่ได้จาก การเผาไหม้ถ่านหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. ประเภทถ่านหิน ปริมาณคาร์บอน (%) ปริมาณความชื้น (%) ปริมาณความร้อนที่ได้จาก การเผาไหม้ (kcal/kg) พีต 50-60 75-80 ต�่ากว่า 3,000 ลิกไนต์ 60-75 50-70 3,000-4,000 ซับบิทูมินัส 75-80 25-30 4,500-5,500 บิทูมินัส 80-90 5-10 5,500-6,500 แอนทราไซต์ 90-98 2-5 6,500-8,000 ตารางที่ 6.2 สมบัติของถ่านหินชนิดต่าง ๆ 1) การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงโดยตรงคือใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ให้กับหม้อไอน�้า เมื่อถ่านหินถูกเผาไหม้จะให้พลังความร้อนซึ่งพลังงาน ความร้อนจะถูกน�าไปผลิตกระแสไฟฟ้า หรือผลิตไอน�้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โรงบ่มใบยาสูบ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เคมีภัณฑ์ 2) การใช้ถ่านหินเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การน�าถ่านหินมา ผลิตถ่านโค้กเทียม ถ่านกัมมันต์ ปุ๋ยยูเรีย น�้ามันดิบ 112 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 2. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง ถานหิน และใหความรูเพิ่มเติมจาก คําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง ถานหิน ในการอธิบายเพิ่มเติม 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง ถานหิน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง ถานหิน ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนําเสนอ ผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนกอน เขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Understanding Check ในสมุดประจําตัว นักเรียน 3. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง ถานหิน จาก แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง ถานหิน ไดจากการสังเกต พฤติกรรมการทํางานกลุมและการนําเสนอผลงาน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผลจากแบบประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม และการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 6 ขอใดเรียงลําดับปริมาณความชื้นในถานหินจากมากไปนอย ไดถูกตอง 1. พีต > แอนทราไซต > ลิกไนต > ซับบิทูมินัส > บิทูมินัส 2. ซับบิทูมินัส > บิทูมินัส > แอนทราไซต > พีต > ลิกไนต 3. พีต > ลิกไนต > ซับบิทูมินัส > บิทูมินัส > แอนทราไซต 4. แอนทราไซต > บิทูมินัส > ซับบิทูมินัส > ลิกไนต > พีต (วิเคราะหคําตอบ ปริมาณความชื้นในถานหินแตละประเภทเรียง จากมากไปนอยได ดังนี้ พีต > ลิกไนต > ซับบิทูมินัส > บิทูมินัส > แอนทราไซต ดังนั้น ตอบขอ 3.) แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับฟัง คนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T126


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ดินเหนียว 5°C 15°C 80°C 120°C ภาพที่ 6.64 กระบวนการเกิดหินน�้ามัน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.63 ลักษณะของหินน�้ามันที่มี เคอโรเจนเป็นองค์ประกอบ ที่มา : cdn.shopify.com 1 2 3 4 3-600 ล้านประยะเวลาปจจุบัน 4.2 หินน�้ามัน หินน�้ามัน (oil shale) เป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการทับถมของซากพืชและซากสัตว์ภายใต้แหล่งน�้า เป็นเวลานาน มีสมบัติติดไฟได้ 1. การเกิดหินน�้ามัน มีกระบวนการเกิด ดังนี้ 1) ซากพืชจ�าพวกสาหร่ายและสัตว์เล็ก ๆ เช่น แพลงก์ตอน ปลา จะจมลงสู่ใต้แหล่งน�้าและสะสม พอกตัวเป็นชั้นอยู่ในแหล่งน�้าซึ่งมีปริมาณออกซิเจนน้อย 2) เมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี เปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทรุดตัวลง ซากพืชและซากสัตว์รวมไป ถึงแร่ธาตุที่ผุพังมาจากชั้นหินซึ่งเป็นสารอนินทรีย์จะถูกทับถมลงไปลึกมากขึ้น 3) เมื่อเวลาผ่านไปภายใต้ความร้อน และความกดดันที่สูงขึ้น น�้าที่อยู่ภายในซากพืชและซากสัตว์ จะระเหยออกไปจนหมด สารอินทรีย์ที่อยู่ในซากพืชและซากสัตว์จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของสารประกอบเคอโรเจน 4) สารประกอบเคอโรเจนเมื่อผสมกับตะกอนดินที่ถูกอัดแน่นจะกลายเป็นหินน�้ามัน ดังนั้น หินน�้ามัน จึงเป็นหินตะกอนที่มีเนื้อละเอียด มีสีน�้าตาลหรือสีน�้าตาลไหม้ มีสารประกอบเคอโรเจน (kerogen) สีด�าเป็นชั้นบาง ๆ แทรกอยู่ระหว่างชั้นหินตะกอนคล้ายกับหินที่เป็น แหล่งก�าเนิดปิโตรเลียม แต่หินน�้ามันมีปริมาณเคอโรเจนมากกว่า ดังภาพ ที่ 6.63 แพลงก์ตอน โลกและการเปลี่ยนแปลง 113 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูเตรียมบัตรภาพหินนํ้ามันมาใหนักเรียนดู จากนั้นครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความสนใจ นักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกัน อภิปรายแสดงความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมี การเฉลยวาถูกหรือผิด ดังนี้ • หินในบัตรภาพมีลักษณะอยางไร (แนวตอบ เปนหินตะกอนที่มีเนื้อละเอียด มีสี นํ้าตาลหรือสีนํ้าตาลไหม มีสารสีดําเปนชั้น บางๆ แทรกอยูระหวางชั้นหินตะกอน) • หินในบัตรภาพมีความแตกตางจากถานหิน อยางไร (แนวตอบ ถานหินจะมีสีคลํ้า แตหินนํ้ามันจะมี สารประกอบเคอโรเจนแทรกอยูเปนชั้นๆ) 2. นักเรียนดูวีดิทัศนเกี่ยวกับเรื่อง หินนํ้ามัน (จาก https://www.youtube.com/watch?v =sjlhe1qt89Q) ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้น รวมกันศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่อง กระบวนการเกิดหินนํ้ามัน และการใชประโยชน จากหินนํ้ามัน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 หรือใบความรู เรื่อง หินนํ้ามัน 2. นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายเรื่องที่ไดศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการศึกษา คนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน ขอใดคือสารประกอบที่อยูในหินนํ้ามัน 1. แฮโลเจน 2. ออกซิเจน 3. เคอโรเจน 4. ไฮโดรเจน (วิเคราะหคําตอบ หินนํ้ามันเปนหินตะกอนที่มีสารประกอบ เคอโรเจน สีดําเปนชั้นบางๆ แทรกอยูระหวางชั้นหินตะกอน ดังนั้น ตอบขอ 3.) นักเรียนควรรู 1 แพลงกตอน เปนสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ลองลอยไปตามกระแสนํ้า ไมสามารถ เคลื่อนที่ไปยังทิศทางที่ตองการได แบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ แพลงกตอน พืชและแพลงกตอนสัตว ซึ่งทั้ง 2 กลุม มีสวนสําคัญ คือ เปนแหลงอาหาร ของสัตวนํ้าชนิดอื่นๆ โดยที่แพลงกตอนพืชเปนผูผลิตเบื้องตนของหวงโซอาหาร และเปนอาหารของแพลงกตอนสัตว 1) ซากพืชจ�าพวกสาหร่ายและสัตว์เล็ก ๆ เช่น แพลงก์ตอน ปลา จะจมลงสู่ใต้แหล่งน�้าและสะสม 1 นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T127


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.65 กระบวนการเกิดปิโตรเลียม ที่มา : คลังภาพ อจท. 300-400 ล้านปที่แล้ว 50-100 ล้านปที่แล้ว ปจจุบัน ในปัจจุบันประเทศไทยสามารถ พบแหล่งหินน�้ามันได้ทางตอนบนของ ประเทศ โดยเฉพาะที่แหล่งแม่ปะใต้ อ�าเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นแหล่ง สะสมหินน�้ามันขนาดใหญ่ มีปริมาณ ส�ารอง 390 ล้านตัน จากทั้งแอ่งที่มี ปริมาณหินน�้ามันสะสม 620 ล้านตัน 2. การใช้ประโยชน์จากหินน�้ามัน ส่วนใหญ่นิยมน�าหินน�้ามัน Science in Real Life ไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังน�าไปเผาไหม้ด้วย ความร้อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 500 องศาเซลเซียส เพื่อสกัดน�้ามันและแก๊ส ไฮโดรคาร์บอนออกจากหินน�้ามันเพื่อน�าไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ โดยหินน�้ามัน 1,000 กิโลกรัม สามารถสกัดน�้ามันได้ประมาณ 100 ลิตร และผลิตภัณฑ์ที่ ได้จากหินน�้ามัน ได้แก่ น�้ามันก๊าด น�้ามันตะเกียง พาราฟิน น�้ามันเชื้อเพลิง น�้ามันหล่อลื่น ไข แนฟทา และผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้อื่น ๆ เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต ส่วนขี้เถ้าและกากที่เหลือสามารถน�าไปใช้ในอุตสาหกรรม ก่อสร้าง น�าไปผสมกับปูนซีเมนต์หรืออิฐเพื่อท�าให้วัสดุก่อสร้างมีคุณภาพดีขึ้น 4.3 ปโตรเลียม ปิโตรเลียม (petroleum) เป็นเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่มีธาตุคาร์บอน (C) และไฮโดรเจน (H) เป็นองค์ประกอบหลัก และมีธาตุอื่น ๆ เช่น ก�ามะถัน (S) ออกซิเจน (O) ไนโตรเจน (N) อยู่ร่วมด้วย 1. การเกิดปิโตรเลียม เกิดจากสัตว์ทะเลที่ตายเมื่อหลายร้อยล้านปีที่แล้วทับถมอยู่ใต้มหาสมุทรเป็น จ�านวนมากจนกลายเป็นหินต้นก�าเนิด (source rock) เมื่อเวลาผ่านไปภายใต้ความร้อนและความดันสูง ท�าให้ไขมัน จากซากพืชและซากสัตว์ที่อยู ่ภายในหินต้นก�าเนิดสลายตัวเป็นน�้ามันปิโตรเลียม ประกอบกับมีแรงกดทับจาก ชั้นหินต่าง ๆ บีบให้ปิโตรเลียมขึ้นไปสะสมอยู่ในหินอุ้มปิโตรเลียม (reservoir rock) และมีหินปิดทับ (cap rock) มาปิดกั้นไว้กลายเป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม (petroleum trap) 114 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 3. ครูเตรียมบัตรภาพการคมนาคมรูปแบบตางๆ มาใหนักเรียนดู จากนั้นครูตั้งประเด็นคําถาม กระตุนความสนใจนักเรียน โดยใหนักเรียน แตละคนรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น อยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด ดังนี้ • จากบัตรภาพ นักเรียนคิดวาการคมนาคม ทางบก ทางนํ้า และทางอากาศ ใชเชื้อเพลิง ชนิดเดียวกันหรือไม อยางไร (แนวตอบ แตกตางกัน บางชนิดใชเปนนํ้ามัน ซึ่งนํ้ามันแตละชนิดมีองคประกอบที่ แตกตางกัน ขึ้นอยูกับประเภทของรถยนต บางชนิด บางชนิดใชเปนแกส) • กิจกรรมใดในชีวิตประจําวันของนักเรียน ที่ใชเชื้อเพลิงจากปโตรเลียม (แนวตอบ ขึ้นอยูกับคําตอบของนักเรียน เชน การขับเคลื่อนรถยนต การหุงตมอาหาร การจุดไฟตะเกียง) 4. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4-5 คน จากนั้น นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เกี่ยวกับเรื่อง การเกิดปโตรเลียมและประเภท ของปโตรเลียม จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 5. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องที่ได ศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการ ศึกษาคนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน ขอใดคือความแตกตางระหวางถานหินและหินนํ้ามัน 1. วัตถุตนกําเนิด 2. ระยะเวลาในการเกิด 3. การนําไปใชประโยชน 4. ความรอนและแรงกดดันที่ไดรับ (วิเคราะหคําตอบ ถานหินมีตนกําเนิดจากซากพืชทับถมกันที่ แองนํ้า สวนหินนํ้ามันมีตนกําเนิดจากซากพืชและซากสัตว ขนาดเล็กทับถมอยูใตแหลงนํ้า ดังนั้น ตอบขอ 1.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกิดปโตรเลียม จากภาพยนตร สารคดีสั้น Twig เรื่อง เชื้อเพลิง : การใช (https://www.twig-aksorn.com/ fifilfim/fossil-fuels-use-8134/) นํา สอน สรุป ประเมิน T128


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.66 โครงสร้างแบบประทุนคว�่า ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.67 โครงสร้างแบบรอยเลื่อน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.68 โครงสร้างแบบรูปโดม ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.69 โครงสร้างแบบล�าดับชั้น ที่มา : คลังภาพ อจท. โครงสร้างแบบประทุนคว�่า เกิดจากการหักงอของชั้นหิน ท�าให้มีรูปร่างโค้งคล้ายกระทะ คว�่าหรือหลังเต่า ปิโตรเลียมจะถูกกักเก็บอยู่บริเวณจุดสูงสุด โครงสร้างแบบนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพในการกักเก็บน�้ามันได้ดี ที่สุด โครงสร้างแบบรอยเลื่อน เกิดจากการหักงอของชั้นหิน ส่งผลให้แนวการเคลื่อนที่ของ ชั้นหินมีทิศทางที่แตกต่างกัน ท�าให้ปิโตรเลียมถูกกักเก็บอยู่ใน ช่องที่ปิดกั้น โครงสร้างแบบรูปโดม เกิดจากชั้นหินถูกดันให้โก่งตัวด้วยแร่เกลือจนเกิดลักษณะคล้าย กับโครงสร้างกระทะคว�่าอันใหญ่ ท�าให้ปิโตรเลียมถูกกักเก็บอยู่ บริเวณด้านข้างของโดม โครงสร้างแบบล�าดับชั้น เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก ในอดีต ชั้นหินกักเก็บน�้ามันจะถูกล้อมเป็นกระเปาะอยู่ระหว่าง ชั้นหินเนื้อแน่น น�้ามันและแก๊สจะเคลื่อนเข้าไปรวมตัวกันอยู่ใน ส่วนโค้งก้นกระทะ โดยมีชั้นหินเนื้อแน่นปิดทับอยู่ แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมเกิดจากการเปลี่ยนรูปของชั้นหินอุ้มปิโตรเลียมและชั้นหินปิดกั้นเป็นรูปโครงสร้าง ลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ โลกและการเปลี่ยนแปลง 115 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอผลการศึกษา คนควาหนาชั้นเรียน โดยสุมออกมาเพียง 4 กลุม ซึ่งครูเปนคนเลือกวาจะใหกลุมไหนนําเสนอ เรื่องอะไร ตามหัวขอเรื่อง ดังนี้ • การเกิดปโตรเลียม • ประเภทของปโตรเลียม 2. ในระหวางที่นักเรียนนําเสนอ ครูอาจเสนอแนะ หรือแทรกขอมูลเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ เพื่อให นักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตองมากยิ่งขึ้น 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา “ปโตรเลียมเปนเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ ซึ่งปโตรเลียมเกิดจากซากสัตวใน ทะเลตายและจมลงสูพื้นใตทะเล ทับถมนานกวา หลายรอยป จนกลายเปนหินตนกําเนิด เมื่อเวลา ผานไปเนื่องจากความรอนและแรงกดดัน ทําให ไขมันจากซากพืชและซากสัตวเหลานี้สลายตัว เปนนํ้ามันปโตรเลียม” ขอใดคือแหลงกักเก็บปโตรเลียมที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บนํ้ามัน 1. แบบรูปโดม 2. แบบลําดับชั้น 3. แบบรอยเลื่อน 4. แบบประทุนควํ่า (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางแบบประทุนควํ่ามีประสิทธิภาพใน การกักเก็บนํ้ามันไดดีที่สุด ดังนั้น ตอบขอ 4.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกิดถานหิน จากภาพยนตรสารคดี สั้น Twig เรื่อง เชื้อเพลิง : การเกิด (https://www.twig-aksorn.com/fifilm/ fossil-fuels-formation-8133/) นํา สอน สรุป ประเมิน T129


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภายในหอกลั่นน�้ามันดิบมีชั้นกลั่นน�้ามันอยู่หลายชั้น ในแต่ละชั้นจะมีอุณหภูมิแตกต่างกัน โดยชั้นบนจะมีอุณหภูมิต�่า ส่วนชั้นล่างมีอุณหภูมิสูง ดังนั้น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลและจุดเดือดต�่าจะระเหยขึ้นไปและควบแน่นเป็นของเหลว ในชั้นสูงสุด ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลและจุดเดือดสูงกว่าจะควบแน่นเป็นของเหลวอยู่ในชั้นที่ต�่าลงมา ตามช่วงอุณหภูมิของจุดเดือดของสารนั้น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางชนิดที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกันจะควบแน่นเป็นของเหลว ในชั้นเดียวกัน เรียกกระบวนการนี้ว่า การกลั่น (refining) Focus Science หอกลั่นน�้ำมันดิบ น�้ามันดีเซล แกสปโตรเลียม บิทูเมน แนฟทาหนัก น�้ามันกาด แนฟทาเบา น�้ามันหล่อลื่น ภาพที่ 6.70 กระบวนการกลั่นน�้ามันดิบ ที่มา : คลังภาพ อจท. แก๊สบรรจุในกระป๋อง ตัวท�าละลาย เชื้อเพลิงในรถยนต์ น�้ามันเครื่องบิน น�้ามันพาราฟิน น�้ามันดีเซล ส�าหรับ เครื่องยนต์ เทียนไข เชื้อเพลิงในเรือ และโรงงานอุตสาหกรรม ยางมะตอย จาระบีและน�้ามันเครื่อง น�้ามันดิบ กระบวนการกลั่นน�้ามันดิบ ไขน�้ามันเตา C1-4 C5-9 C5-10 C14-20 C20-70 C20-50 C10-16 >C70 20°C 70°C 120°C 170°C 270°C 350°C 600°C 2. ประเภทของปิโตรเลียม เมื่อใช้สถานะเป็นเกณฑ์ จะสามารถแบ่งปิโตรเลียมออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) น�้ามันดิบ เป็นปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นของเหลว มีสารไฮโดรคาร์บอนเป็นองค์ประกอบอยู ่ จ�านวนมาก ส่งผลให้ภายหลังการเผาไหม้จะได้พลังงานสูง มีกลิ่นคล้ายน�้ามันเชื้อเพลิงส�าเร็จรูป แต่บางชนิดจะมี กลิ่นของสารที่เจือปนด้วย เช่น กลิ่นก�ามะถัน กลิ่นไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือแก๊สไข่เน่า โดยทั่วไปน�้ามันดิบที่สูบขึ้นมาจะเข้าสู่โรงกลั่นน�้ามันที่มีหอกลั่นน�้ามัน เนื่องจากน�้ามันดิบไม่สามารถ น�ามาใช้ประโยชน์ได้ทันที จ�าเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นล�าดับส่วนก่อนน�าไปใช้งาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ ดังภาพที่ 6.70 116 ขอใดเรียงลําดับจุดเดือดของผลิตภัณฑที่ไดจากการกลั่นนํ้ามันดิบ จากตํ่าไปสูงไดถูกตอง 1. จาระบี ยางมะตอย แกสมีเทน 2. ยางมะตอย นํ้ามันเบนซิน นํ้ามันดีเซล 3. นํ้ามันเบนซิน ไขนํ้ามันเตา นํ้ามันดีเซล 4. นํ้ามันดีเซล นํ้ามันหลอลื่น ไขนํ้ามันเตา (วิเคราะหคําตอบ ผลิตภัณฑที่ไดจากการกลั่นนํ้ามันดิบ สามารถ เรียงลําดับจุดเดือดจากตํ่าไปสูงได ดังนี้ แกสหุงตม แนฟทาเบา แนฟทาหนัก นํ้ามันกาด นํ้ามันดีเซล นํ้ามันหลอลื่น ไขนํ้ามันเตา บิทูเมน ดังนั้น ตอบขอ 4.) เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกลั่น (distillation) เปนการแยกสารละลาย ที่ประกอบดวยของเหลว 2 ชนิด หรือมากกวา 2 ชนิด ที่มีจุดเดือดแตกตางกัน ออกจากกันโดยใชความรอน การกลั่นสามารถใชแยกสารผสมที่มีของแข็งละลาย อยูในของเหลว โดยการแยกของเหลวที่มีจุดเดือดตํ่ากวาใหระเหยกลายเปนไอ ออกมากอน สวนของแข็งที่มีจุดเดือดสูงกวาจะเหลืออยูในขวดกลั่น การกลั่น มีหลายประเภท เชน การกลั่นแบบธรรมดา การกลั่นแบบไอนํ้า การกลั่นลําดับสวน ซึ่งแตละประเภทจะมีลักษณะแตกตางกัน ขั้นสอน อธิบายความรู้ 4. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ ดังนี้ • ปโตรเลียมเกิดขึ้นไดอยางไร (แนวตอบ ปโตรเลียมเกิดจากการทับถมของ ซากพืชและซากสัตวทะเลในอดีตที่ตาย เมื่อหลายปที่แลว เกิดการทับถมอยูใต มหาสมุทรเปนจํานวนมาก และจมลงใตผิว โลกตามการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก) • การสํารวจปโตรเลียมทําไดอยางไร (แนวตอบ การสํารวจปโตรเลียมตองใช เทคโนโลยีและตนทุนสูง ซึ่งประกอบดวย 3 ขั้นตอน ไดแก การสํารวจทางธรณีวิทยา การ สํารวจทางธรณีฟสิกส และการเจาะสํารวจ) • ปโตรเลียมแบงออกเปนกี่ประเภท อะไรบาง (แนวตอบ แบงเปน 2 ประเภท ไดแก นํ้ามันดิบ และแกสธรรมชาติ) นํา สอน สรุป ประเมิน T130


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET กระบวนการแยกแกสธรรมชาติมีขั้นตอน ดังนี้ 1. กําจัดสารปรอท เพื่อปองกันการผุกรอนของทอจากการรวมตัวกับปรอท 2. กําจัดแกส H2 S และ CO2 เพื่อปองกันการผุกรอนและอุดตันทอสงแกส 3. กําจัดความชื้น เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิตํ่าลง ความชื้นหรือไอนํ้าจะกลายเปนนํ้าแข็งอุดตันทอสงแกส 4. แกสธรรมชาติที่ผานขั้นตอนแยกสารประกอบใหมีเพียงสารประกอบไฮโดรคารบอนเทานั้น จะถูกสงไปลดอุณหภูมิ และทําใหขยายตัวอยางรวดเร็ว แกสจะเปลี่ยนสถานะเปนของเหลว จากนั้นสงตอไปยังหอกลั่นเพื่อแยกแกสมีเทน ออกจากแกสธรรมชาติ Focus Science กระบวนการแยกแกสธรรมชาติ ภาพที่ 6.71 กระบวนการแยกแกสธรรมชาติ ที่มา : https://sites.google.com เชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟา โรงแยกแกสธรรมชาติ เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม แกสธรรมชาติสําหรับรถยนต (CNG) วัตถุดิบสําหรับอุตสาหกรรมปโตรเคมี แกสปโตรเลียมเหลวใชเปนเชื้อเพลิงในครัวเรือน และยานพาหนะ แกสโซลีนธรรมชาตินําไปผสมเปนนํ้ามันเบนซิน แกสคารบอนไดออกไซดใชในอุตสาหกรรมผลิตนํ้าอัดลม C1 C2 , C3 C3 , C4 C5 CO2 2) แกสธรรมชาติ เปนปโตรเลียมที่มีสถานะเปนแกส โดยแกสธรรมชาติที่ขุดเจาะขึ้นมาจากใตพื้นดิน มี 2 ชนิด ดังนี้ - แกสธรรมชาติเหลว (wet gas) ไดแก โพรเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน โดยแกสเหลานี้ จะกลายเปนของเหลวไดงายที่อุณหภูมิตํ่าและความดันสูง ซึ่งสงผลใหกระบวนการขนสงทําไดลําบาก - แกสธรรมชาติ (dry gas) สวนใหญเปนแกสมีเทนเกือบรอยเปอรเซ็นต ทําใหมีราคาสูงกวาแกส ธรรมชาติชนิดอื่น ดังนั้น กอนการนําแกสธรรมชาติไปใชจําเปนตองผานกระบวนการแยกแกสธรรมชาติที่โรงแยก แกสกอน ซึ่งเปนการแยกสารประกอบไฮโดรคารบอนที่ปะปนอยูตามธรรมชาติออกเปนแกสชนิดตาง ๆ เพื่อนําไป ใชประโยชน ดังภาพ โลกและการเปลี่ยนแปลง 117 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง หินนํ้ามันและปโตรเลียม และใหความรู เพิ่มเติมจากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง หินนํ้ามันและปโตรเลียม ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนแตละคนวาดภาพกระบวนการกลั่น นํ้ามันดิบและเขียนผลิตภัณฑที่ไดจากการ กลั่นนํ้ามันดิบลงในกระดาษ A4 พรอมตกแตง ใหสวยงาม 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง หินนํ้ามัน และปโตรเลียม จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนําเสนอ ผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจภาพวาดกระบวนการกลั่นนํ้ามันดิบ 3. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง หินนํ้ามันและ ปโตรเลียม จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง หินนํ้ามันและปโตรเลียม แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง หินนํ้ามันและปโตรเลียม ไดจากการสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมและการนําเสนอผลงาน โดยศึกษา เกณฑการวัดและประเมินผลจากแบบประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุม และ การนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 6 ขอใดคือขั้นตอนกอนนําแกสธรรมชาติไปใชประโยชน 1. การสกัด 2. การกรอง 3. การแยกแกส 4. การควบแนน (วิเคราะหคําตอบ กอนนําแกสธรรมชาติที่ขุดไดจากใตพื้นดินไป ใชประโยชนจําเปนตองผานกระบวนการแยกแกส เพื่อกําจัดสาร เจือปน เชน สารปรอท แกสไฮโดรเจนซัลไฟด ความชื้น แกสมีเทน ดังนั้น ตอบขอ 3.) แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับฟัง คนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T131


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.72 วิกฤตการณ์น�้าท่วมกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2554 ที่มา : คลังภาพ อจท. 4.4 ผลกระทบที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ การเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ เช่น ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ น�้ามัน เพื่อน�ามาใช้ประโยชน์ก่อให้เกิดมลพิษ ทางอากาศซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกและทรัพยากรธรรมชาติที่มี อยู่เดิม เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมล้วนก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) เป็นหลัก รวมทั้งการเผาไหม้สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในน�้ามันจะก่อให้เกิดแก๊สมีเทน (CH4 ) ซึ่งแก๊สเหล่านี้มีสมบัติ เป็นแก๊สเรือนกระจก เมื่อลอยขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศเป็นจ�านวนมาก จะกักเก็บพลังงานความร้อนที่ได้รับจาก แสงอาทิตย์ไม่ให้สะท้อนออกไปยังนอกโลก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (green house effect) ส่งผลให้อุณหภูมิภายในโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ เป็นสาเหตุท�าให้เกิดภาวะโลกร้อน (global warming) ภาวะโลกร้อนท�าให้ภูเขาน�้าแข็งและธารน�้าแข็ง แถบขั้วโลกละลาย ระดับน�้าทะเลจึงเพิ่มสูงขึ้น เป็นสาเหตุ ให้เกิดอุทกภัยในหลายประเทศ และสัตว์บางชนิดไม่มีที่อยู่ อาศัยและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อน ยังส่งผลให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนและรุนแรงมากขึ้น เช่น คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง พายุหมุนซึ่งมีความ รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อย นอกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงแล้ว ยังพบว ่า ปัจจุบันมนุษย์ใช้ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม เช่น กล่องโฟม ผลกระทบที่เกิดจาก การนําเชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพมาใช มีอะไรบาง พลาสติกต่าง ๆ จ�านวนมากขึ้นซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ย่อยสลายได้ยาก และไม่สามารถท�าลายได้ด้วยการเผา เนื่องจากการเผาจะส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดแก๊สพิษต่าง ๆ เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ที่ ยากต่อการก�าจัด ภาพที่ 6.73 ปริมาณขยะที่มีแนวโน้มมากขึ้นตามจ�านวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ที่มา : คลังภาพ อจท. 118 ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแตละคนสํารวจผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก การใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพภายในชุมชน หรือบริเวณใกลตัวของนักเรียน โดยบันทึก ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 2. นักเรียนจับคูกับเพื่อนในชั้นเรียน จากนั้นให นักเรียนแตละคูรวมกันศึกษาคนควาขอมูล เกี่ยวกับเรื่อง ผลกระทบที่เกิดจากการใช เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 3. นักเรียนแตละคูรวมกันอภิปรายเรื่องที่ไดศึกษา จากนั้นรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการศึกษา คนควาลงในสมุดประจําตัวนักเรียน ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. นักเรียนดูวีดิทัศนเกี่ยวกับเรื่อง ปรากฏการณ เรือนกระจก (จาก https://www.youtube. com/watch?v=jUkWypOxKbM) จากนั้นครู สนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับสาเหตุที่ทําใหเกิด ปรากฏการณเรือนกระจกและปญหาหมอกควัน 2. ครูถามคําถาม จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 วา “ผลกระทบที่เกิดจากการนํา เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพมาใชมีอะไรบาง” โดยใหนักเรียนรวมกันอภิปรายแสดงความคิด เห็นอยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวาถูกหรือผิด (แนวตอบ ขึ้นอยูกับคําตอบของนักเรียนและ ดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน เกิดควันพิษ CO2 เกิดแกส CO สงผลใหเกิดภาวะโลกรอน) นักเรียนควรรู 1 ปรากฏการณเรือนกระจก คือ ปรากฏการณที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจาก พลังงานแสงอาทิตยในชวงความยาวคลื่นอินฟราเรดที่สะทอนออกนอกโลก ถูกดูดกลืนโดยสารที่มีสมบัติเปนแกสเรือนกระจก เชน แกสคารบอนไดออกไซด (CO2 ) แกสมีเทน (CH4 ) แกสไนตรัสออกไซด (N2 O) และสาร CFCs 2 ภาวะโลกรอน คือ ภาวะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทําใหอุณหภูมิ เฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากการกระทําของมนุษย ซึ่งมีผลทําให ปริมาณแกสเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้นทั้งทางตรงและทางออม ขอใดไมใชแกสที่เกิดขึ้นหลังจากใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ 1. แกสไฮโดรเจน 2. แกสซัลเฟอรไดออกไซด 3. แกสคารบอนไดออกไซด 4. แกสคารบอนมอนอกไซด (วิเคราะหคําตอบ แกสที่เกิดขึ้นหลังจากการเผาไหมเชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพ เชน แกสคารบอนไดออกไซด คารบอนมอนอกไซด ซัลเฟอรไดออกไซด ออกไซดของไนโตรเจน ดังนั้น ตอบขอ 1.) ปรากฏการณ์เรือนกระจก ( 1 ภาวะโลกร้อน (2 นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T132


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไปของมนุษย์ยังก่อให้เกิดแก๊สซัลเฟอร์- ไดออกไซด์ (SO2 ) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx ) เมื่อแก๊สท�าปฏิกิริยากับน�้าในชั้นบรรยากาศจะเกิดเป็นกรดซัลฟิวริก (H2 SO4 ) และกรดไนตริก (HNO3 ) ตามล�าดับ แล้วตกกลับลงมาสู่พื้นผิวโลกในรูปของฝน เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ฝนกรด (acid rain) ซึ่งเป็นสาเหตุท�าให้เกิดการสะสมของสารพิษในทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ในระบบนิเวศ และสร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตร และสิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ภาพที่ 6.75 โรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่มา : คลังภาพ อจท. กระบวนการเตรียมถ่านหินในโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยังก่อให้เกิดฝุ่นละอองซึ่งประกอบด้วยสารปรอท เรเดียม ยูเรเนียม รวมทั้งโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สารหนู แคดเมียม โครเมียม เมื่อสัมผัสหรือสูดดมกับฝุ ่นละอองเหล ่านี้ เข้าไปจะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิด การระคายเคืองต่อผิวหนัง ตา จมูก และคอ ท�าลายระบบ ประสาทและสมอง ท�าลายตับ ท�าลายระบบภูมิคุ้มกัน เป็นสารก่อมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ท�าให้เกิดโรคผิวหนัง โรคโลหิตจาง โรคไต และท�าให้มือ แขน และขาอ่อนแรง ภาพที่ 6.74 การเตรียมและการล้างถ่านหิน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ ที่มา : คลังภาพ อจท. โลกและการเปลี่ยนแปลง 119 ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียน 5 คน ออกมานําเสนอผลจากการ สํารวจผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใชเชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพภายในชุมชนหนาชั้นเรียน ในระหวางที่นักเรียนนําเสนอ ครูอาจเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายและสรุปผล จากการสํารวจผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพภายในชุมชน ซึ่งควรไดขอสรุปรวมกันวา “การเผาไหม เชื้อเพลิงสวนใหญจะกอใหเกิดแกสคารบอน ไดออกไซด ซึ่งเปนแกสที่มีสมบัติเปนแกส เรือนกระจกกอใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจก ทําใหโลกเกิดภาวะโลกรอนตามมา นอกจากนี้ แกสคารบอนไดออกไซดเมื่อรวมกับนํ้าใน บรรยากาศหรือนํ้าฝนจะตกลงมาเปนฝนกรด ทําลายพืชผลทางการเกษตรและทําลาย สิ่งกอสรางอาคารบานเรือน” 3. ครูตั้งประเด็นคําถามกระตุนความคิดนักเรียน วา “แนวทางการใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ มีอะไรบาง” (แนวตอบ ขึ้นอยูกับคําตอบของนักเรียนและ ดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน การใช แผงเซลลสุริยะมาใชผลิตกระแสไฟฟาแทน การใชพลังงานจากการเผาไหมเชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพ) การจัดกลุมทรัพยากรธรรมชาติ ดังแผนภาพ ใชอะไรเปนเกณฑ 1. ทรัพยากรหมุนเวียน 2. ทรัพยากรสิ้นเปลือง 3. การใชประโยชนของทรัพยากรทั้ง 2 ชนิด 4. ทรัพยากรหมุนเวียนหรือทรัพยากรสิ้นเปลือง (วิเคราะหคําตอบ ลมและแสงอาทิตยจัดเปนทรัพยากรหมุนเวียน สวนถานหินและเชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพจัดเปนทรัพยากรสิ้นเปลือง ดังนั้น ตอบขอ 4.) ลม แสงอาทิตย ทรัพยากรธรรมชาติ ถานหิน เชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพ นํา สอน สรุป ประเมิน T133


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.76 โรงไฟฟ้ากระบี่ใช้เชื้อเพลิงที่มี ก�ามะถันต�่า และมีระบบก�าจัดแก๊ส SO2 ที่มา : www.egat.co.th ภาพที่ 6.77 ทุ่งกังหันลมผลิตไฟฟ้า ณ โครงการชั่งหัวมัน ที่มา : http://changhuaman9.blogspot.com ภาพที่ 6.78 การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกเพื่อช่วยลดปริมาณขยะ ที่มา : mypost.com ในปัจจุบันจึงมีการน�าเอาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงเข้ามาควบคุมกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดมลพิษ ทางอากาศ เช่น เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (clean coal technology) ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุม ขั้นตอนการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นตอนก่อนการเผาไหม้ เลือกใช้ถ่านหินที่คุณภาพดี เช่น ซับบิทู- มินัส บิทูมินัส ที่ให้ความร้อนสูง แต่มีปริมาณก�ามะถันต�่า และใช้เทคโนโลยี ท�าความสะอาดถ่านหิน เพื่อลดปริมาณแก๊ส SO2 2. ขั้นตอนระหว่างการเผาไหม้ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปรับปรุง ระบบเตาเผาและหม้อน�้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดมลภาวะที่เกิดจาก การเผาไหม้ 3. ขั้นตอนหลังการเผาไหม้ ควบคุมมลภาวะที่ปล่อยออกจากโรงงาน ด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่น เครื่องดักจับฝุ่นละออง เครื่องก�าจัดแก๊สพิษ เพื่อ ควบคุมให้ควันที่ออกจากโรงงานมีฝุ่นละอองไม่เกิน 80 mg/m3 SO2 ไม่เกิน 180 mg/m3 และ NO2 ไม่เกิน 220 mg/m3 จะเห็นว่า การน�าเชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์มาใช้ประโยชน์ควรค�านึง ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เชื้อเพลิง ซากดึกด�าบรรพ์ยังเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปเนื่องจากต้องใช้เวลานาน หลายปีจึงจะเกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันรณรงค์และอนุรักษ์พลังงานโดยการสร้างค่านิยมและปลูกจิต ส�านึกในการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ต้องมีการวางแผนก่อนการใช้ และ ควบคุมการใช้พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งมีการน�าเอาวัสดุที่ช�ารุดมาซ่อมแซม เพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ หรือหันมาใช้พลังงานทดแทนที่ได้จากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน�้า แนวทางการใชเชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพ มีอะไรบาง 120 ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน จากนั้นรวมกัน ศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับกรณีศึกษา ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟาถานหินแมเมาะ จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน อินเทอรเน็ต แลววิเคราะหเหตุการณและบรรยายผลกระทบ ที่เกิดขึ้น พรอมนําเสนอแนวทางการใช เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพลงในกระดาษ A4 2. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง ผลกระทบจากการใชเชื้อเพลิงซาก ดึกดําบรรพ และใหความรูเพิ่มเติมจากคําถาม ของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง ผลกระทบจากการใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ ในการอธิบายเพิ่มเติม 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง ผลกระทบ จากการใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ จาก แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล นักเรียนและครูรวมกันสรุปเกี่ยวกับเรื่อง ผลกระทบจากการใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการ นําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 2. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง ผลกระทบจากการ ใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ จากแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง ผลกระทบจากการใช เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ ไดจากการนําเสนอผลงาน โดยศึกษาเกณฑการวัด และประเมินผลจากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน ที่อยูในแผนการจัดการ เรียนรูหนวยการเรียนรูที่ 6 ขอใดไมใชผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใชเชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ 1. ขาดแคลนอาหาร 2. คุณภาพชีวิตประชากร 3. เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ 4. ทําลายทรัพยากรธรรมชาติ (วิเคราะหคําตอบ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใชเชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพมีมากมาย เชน เกิดมลพิษตอสุขภาพและทําลาย สภาพแวดลอม นอกจากนี้ ยังทําใหเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เชน อุทกภัยเนื่องจากภาวะโลกรอน ดังนั้น ตอบขอ 1.) แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T134


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.79 แผงเซลล์สุริยะผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ภายในบ้าน ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.80 กังหันลมผลิตไฟฟ้า ที่มา : คลังภาพ อจท. พลังงานทดแทน เป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่ใช้แทนพลังงานที่ได้จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์ ในปัจจุบันพลังงานทดแทนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังงาน สะอาดที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ จึงน�าพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไม่จ�ากัด เรียกว่า พลังงาน หมุนเวียน (renewable energy) สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานและช่วยลดปัญหาทางมลพิษได้ พลังงานทดแทนมีหลายประเภท ดังนี้ 1. พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทดแทน ประเภทหมุนเวียนที่ใช้แล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาติ เป็นพลังงานที่สะอาด ปราศจากมลพิษ มนุษย์ใช้ประโยชน์ จากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีแสงอาทิตย์ เรียกว ่า เซลล์สุริยะหรือ เซลล์แสงอาทิตย์ (solar cell) ข้อจ�ากัด ความเข้มของพลังงานแสงไม่เพียงพอต่อการ ผลิตกระแสไฟฟ้า จึงต้องใช้เซลล์แสงอาทิตย์จ�านวน มาก และพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ดังนั้น พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จะแปรผันตามสภาพ อากาศ 2. พลังงานลม เป็นพลังงานธรรมชาติซึ่งเกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และแรง จากการหมุนของโลก ส่งผลให้เกิดความเร็วลมและก�าลังลม พลังงานลมเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์จึงคิดค้นเทคโนโลยีที่ใช้แปลงพลังงานลมให้เป็นพลังงานกลหรือกังหันลม เพื่อใช้ในการสูบน�้า ผลิตกระแสไฟฟ้า และระบายอากาศ ข้อจ�ากัด พลังงานลมที่เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าต้องใช้ความเร็วลม 21 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งมีเฉพาะ ในบางพื้นที่ และเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาหรือบางฤดูกาลเท่านั้น โลกและการเปลี่ยนแปลง 121 ขั้นนํา กระตุ้นความสนใจ 1. ครูพูดคุยสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับเครื่องใช ไฟฟาภายในบานที่อํานวยความสะดวกสบาย จากนั้นครูใหนักเรียนยกตัวอยาง มาคนละ 1 ตัวอยาง (แนวตอบ ขึ้นอยูกับคําตอบนักเรียน ตัวอยาง เชน พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผา) 2. นักเรียนดูวีดิทัศนเกี่ยวกับพลังงาน เรื่อง ถา ไมมีไฟฟาใช (จาก https://www.youtube. com/watch?v=OXqN_b4sqLI) จากนั้นครู ตั้งประเด็นคําถามกระตุนความสนใจนักเรียน โดยใหนักเรียนแตละคนรวมกันอภิปรายแสดง ความคิดเห็นอยางอิสระโดยไมมีการเฉลยวา ถูกหรือผิด ดังนี้ • ถาหากพลังไฟฟาหมดไป นักเรียนจะใชชีวิต อยางไร (แนวตอบ ขึ้นอยูกับความคิดเห็นของนักเรียน) • ถาหากพลังไฟฟาหมดไป นักเรียนจะมีวิธี การแกไขปญหาอยางไร (แนวตอบ ใชพลังงานธรรมชาติหรือพลังงาน ทดแทน) ขอใดเปนแหลงพลังงานทดแทนที่ใหญที่สุดและมีปริมาณมากที่สุด 1. นํ้า 2. นิวเคลียร 3. ไฮโดรเจน 4. แสงอาทิตย (วิเคราะหคําตอบ พลังงานแสงอาทิตยเปนพลังงานทดแทนที่ใหญ ที่สุดและมีปริมาณมากที่สุด ดังนั้น ตอบขอ 4.) เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนําวา ในประเทศไทยสวนใหญใชพลังงานลมกับการวิดนํ้าเขาสู พื้นที่เกษตรกรรม เชน นาขาว นาเกลือ สวนการใชพลังงานลมเพื่อผลิตกระแส ไฟฟายังคงอยูในขั้นการทดสอบและพัฒนา โดยอุปสรรค คือ กระแสลมมี ความเร็วตํ่าและไมตอเนื่อง รวมทั้งขาดการสนับสนุนทางดานการลงทุนและ พัฒนาศักยภาพของเทคโนโลยีภายในประเทศ ทําใหมีตนทุนสูงและมีราคาแพง ซึ่งตนทุนในการผลิตไฟฟาจากพลังงานลมเทากับ 0.2 ดอลลารสหรัฐ (ประมาณ 9 บาท) ตอกิโลวัตตตอชั่วโมง ดังนั้น การผลิตกระแสไฟฟาจากพลังงานลมใน ประเทศไทยจึงมีความเปนไปไดทางเศรษฐกิจนอย ขั้นสอน สํารวจค้นหา นักเรียนแตละคนศึกษาคนควาขอมูลเกี่ยวกับ เรื่อง พลังงานทดแทน และขอจํากัดของพลังงาน ทดแทนแตละประเภท จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นใหนักเรียนเลือกพลังงานทดแทน มาคนละ 1 ประเภท แลวสรุปขอมูลที่ไดลงใน กระดาษ A4 พรอมตกแตงใหสวยงาม นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T135


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.82 อุปกรณ์ผลิตพลังงานจากคลื่น ที่มา : คลังภาพ อจท. พลังงานทดแทนที่นํา มาใชผลิตกระแสไฟฟา ไดแกอะไรบาง ภาพที่ 6.81 พลังงานน�้าผลิตกระแสไฟฟ้า ที่มา : คลังภาพ อจท. H O T S เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์กับ พลังงานทดแทน มีความเหมือน หรือแตกต่างกัน อย่างไร (ค�าถามท้าทายการคิดขั้นสูง) 3. พลังงานน�้า เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่อาศัย การเคลื่อนที่ของน�้าไปขับเคลื่อนเครื่องจักรในโรงงาน สีข้าว โรงงานทอผ้า โรงงานเลื่อยไม้ และโรงงาน อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันนิยมน�ามาใช้ในการผลิต กระแสไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า ไฟฟ้าพลังน�้า โดยน�้าที่ใช้จะ ถูกปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน�้าหรือทะเล ดังนั้น พลังงานน�้า จึงสามารถหมุนเวียนน�ากลับมาใช้ใหม่ได้ ข้อจ�ากัด ต้องใช้พื้นที่มากในการสร้างเขื่อนซึ่งเป็นการ ท�าลายสิ่งแวดล้อม และต้องใช้เงินลงทุนสูง นอกจากนี้ ถ้าเขื่อนพังทลายอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรง 4. พลังงานชีวมวล เป็นพลังงานที่มาจากการเผาไหม้สารอินทรีย์ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานความร้อนให้กับกระบวนการผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังสามารถแปรรูป พลังงานชีวมวลให้อยู่ในรูปของแก๊สชีวภาพ (biogas) และเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) เพื่อน�ามาใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ ข้อจ�ากัด ชีวมวลเป็นวัสดุที่เหลือใช้จากการแปรรูปทางการเกษตรจึงมีปริมาณที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้า อากาศ และการเก็บรักษาชีวมวลค่อนข้างท�าได้ยาก หากจัดเก็บชีวมวลไม่ดีจะส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นรบกวนได้ และ มีความเสี่ยงสูงในการจัดหา เนื่องจากราคาชีวมวลมีแนวโน้มสูงขึ้น 5. พลังงานคลื่น เป็นพลังงานจากคลื่นน�้าใน มหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งพลังงานศักย์ขนาดใหญ่สามารถ น�ามาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ข้อจ�ากัด อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก พลังงานคลื่นอาจได้รับความเสียหายจากน�้าทะเล ซึ่ง มีสมบัติกัดกร่อนโลหะ สิ่งมีชีวิตในน�้าทะเลมาเกาะบน อุปกรณ์และขัดขวางการท�างานของอุปกรณ์ ซึ่งเป็น ปัญหาแก่ระบบการผลิตได้ นอกจากนี้ ปัญหาลมพายุ และคลื่นที่แรงมากเกินไปจะท�าให้เกิดความเสียหายกับ อุปกรณ์ และพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งอุปกรณ์ต้องมีคลื่นเกิดขึ้น อย่างสม�่าเสมอ และมีความแรงระดับหนึ่งจึงจะสามารถ ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 122 แนวตอบ H.O.T.S. เหมือนกัน คือ เปนแหลงพลังงาน แตตางกันที่ เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพเปนพลังงานที่ใชแลวหมด ไป แตพลังงานทดแทนสามารถนํากลับมาใชใหมได นักเรียนควรรู 1 แกสชีวภาพ หรือไบโอแกส คือ แกสที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจาก การยอยสลายสารอินทรียโดยจุลินทรียภายใตสภาวะที่ปราศจากออกซิเจน แกสชีวภาพประกอบดวยแกสหลายชนิด สวนใหญเปนแกสมีเทน (CH4 ) ประมาณ 50-70% และแกสคารบอนไดออกไซด (CO2 ) ประมาณ 30-50% สวนที่เหลือเปนแกสชนิดอื่นๆ เชน แกสไฮโดรเจน (H2 ) แกสออกซิเจน (O2 ) แกสไฮโดรเจนซัลไฟด (H2 S) แกสไนโตรเจน (N2 ) ไอนํ้า 2 เชื้อเพลิงชีวภาพ คือ เชื้อเพลิงที่ไดจากชีวมวลหรือสสารที่ไดจากพืชและ สัตวดวยกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ขอใดไมใชแหลงพลังงานหมุนเวียน 1. ลม 2. แสงอาทิตย 3. แกสชีวภาพ 4. แกสธรรมชาติ (วิเคราะหคําตอบ แกสธรรมชาติ เปนปโตรเลียมที่มีสถานะเปน แกส ขุดเจาะขึ้นมาจากใตพื้นดิน เปนทรัพยากรที่ใชแลวหมดไป ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน อธิบายความรู้ 1. ครูสุมนักเรียน 7 คน ออกมานําเสนอขอมูล เกี่ยวกับเรื่อง พลังงานทดแทน ซึ่งมีหัวขอ ดังนี้ • พลังงานแสงอาทิตย • พลังงานลม • พลังงานนํ้า • พลังงานชีวมวล • พลังงานคลื่น • พลังงานความรอนใตพิภพ • พลังงานไฮโดรเจน 2. ขณะที่นักเรียนกําลังนําเสนอ ครูอาจเสนอแนะ หรือแทรกขอมูลเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ เพื่อให นักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตองมากยิ่งขึ้น 3. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง พลังงานทดแทน และขอจํากัดของพลังงาน ทดแทน ซึ่งควรไดขอสรุปรวมกันวา “พลังงาน ทดแทน เปนพลังงานหมุนเวียนที่สามารถนํา กลับมาใชใหมได ซึ่งเปนพลังงานที่สามารถ สรางขึ้นใหมไดในระยะเวลาสั้นๆ เชน พลังงาน แสง พลังงานนํ้า พลังงานลม พลังงานแตละ ประเภทลวนมีขอดีที่เหมือนกัน คือ เปน พลังงานสะอาดและเปนพลังงานที่มีอยูตาม ธรรมชาติ สามารถสรางขึ้นใหมไดในระยะเวลา สั้นๆ แตพลังงานแตละประเภทลวนมีขอจํากัด ที่แตกตางกัน” พลังงานชีวมวลให้อยู่ในรูปของแก๊สชีวภาพ ( ) และเชื้อเพลิงชีวภาพ ( 1 2 นํา สอน สรุป ประเมิน T136


ภาพที่ 6.83 ไอน�้าร้อนที่พุ ่งขึ้นมาบนผิวดินตามรอยเลื่อนของ เปลือกโลก ที่มา : คลังภาพ อจท. Topic Question ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 1. เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง 2. ถ่านหินมีกี่ประเภท อะไรบ้าง 3. หินน�้ามันแตกต่างจากหินอุ้มน�้ามันอย่างไร 4. แหล่งปิโตรเลียมที่มนุษย์น�ามาใช้ประโยชน์คือบริเวณใด 5. ผลกระทบที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงซากดึกด�าบรรพ์มีอะไรบ้าง ภาพที่ 6.84 โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานความร้อน ใต้พิภพเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต ที่มา : คลังภาพ อจท. 6. พลังงานความร้อนใต้พิภพ เกิดจากการ เคลื่อนตัวของเปลือกโลกท�าให้เกิดแนวรอยเลื่อน น�้าที่ อยู่บนดินจะไหลผ่านตามแนวรอยแยกลงไปสู่ชั้นใต้พิภพ ภายใต้ความร้อนและความดันสูง ส่งผลให้น�้ามีอุณหภูมิ สูงขึ้นกลายเป็นน�้าร้อนหรือไอน�้าแทรกขึ้นมาบนผิวดิน ตามรอยเลื่อนที่แตกสามารถน�ามาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ข้อจ�ากัด พลังงานความร้อนใต้พิภพเกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่น ที่มีแหล่งความร้อนใต้พิภพอยู่เท่านั้น เช่น ภาคเหนือของ ประเทศไทย ซึ่งบริเวณที่มีพลังงานนี้อาจมีกลิ่นเหม็น เนื่องมาจากแก๊สเหล ่านี้มีส ่วนประกอบที่เป็นแก๊สพิษ และแก๊สกัดกร่อน เช่น แก๊สไข่เน่า แก๊สแอมโมเนีย แก๊สเรดอน 7. พลังงานไฮโดรเจน ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุด และเป็นองค์ประกอบของน�้าที่มีมากที่สุดบนโลก นอกจากนี้ ยังเป็นธาตุที่รวมอยู่ในโมเลกุลของสารประกอบจ�าพวกไฮโดรคาร์บอนไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติดไฟง่าย มีความสะอาดสูง ไม่เป็นพิษ และไม่ท�าลายสิ่งแวดล้อม สามารถน�าแก๊สไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้และให้ความร้อน เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนรถยนต์ได้ ข้อจ�ากัด มีต้นทุนในการผลิตสูง โลกและการเปลี่ยนแปลง 123 นักเรียนควรรู 1 รอยเลื่อน คือ รอยแตกในหินที่แสดงการเลื่อน สามารถพบไดทุกภูมิภาค ในประเทศไทย ขนาดของรอยเลื่อนมีตั้งแตระดับเซนติเมตรไปจนถึงหลายรอย กิโลเมตร รอยเลื่อนขนาดใหญสามารถสังเกตไดงายจากลักษณะภูมิประเทศ อยางไรก็ตาม ในบางพื้นที่รอยเลื่อนอาจถูกฝงอยูใตดิน ทําใหไมสามารถสังเกต ไดจากบนพื้นผิวดิน ตองอาศัยการสํารวจทางธรณีฟสิกส รอยเลื่อน แบงออกได เปน 3 ประเภท ไดแก รอยเลื่อนปกติ รอยเลื่อนยอน และรอยเลื่อนตามแนวระดับ แนวตอบ Topic Question 1. 3 ประเภท ไดแก ถานหิน หินนํ้ามัน และปโตรเลียม 2. 5 ประเภท ไดแก พีต ลิกไนต ซับบิทูมินัส บิทูมินัส และแอนทราไซต 3. หินนํ้ามันมีปริมาณเคอโรเจนมากกวาหินที่เปนแหลงกําเนิดปโตรเลียม 4. ใตมหาสมุทรซึ่งอยูในชั้นหินอุมปโตรเลียมและชั้นหินปดกั้น 5. สงผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม ทําใหเกิดภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ เชน อุทกภัย ภาวะโลกรอน ฝนกรด ขั้นสอน ขยายความเข้าใจ 1. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง พลังงานทดแทน และใหความรูเพิ่มเติม จากคําถามของนักเรียน โดยครูใช PowerPoint เรื่อง พลังงานทดแทน ในการอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนทํา Topic Question เรื่อง เชื้อเพลิง ซากดึกดําบรรพ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 ลงในสมุดประจําตัวนักเรียน 3. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง พลังงาน ทดแทน จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 เคลื่อนตัวของเปลือกโลกท�าให้เกิดแนวรอยเลื่อน น�้าที่ 1 นํา สอน สรุป ประเมิน T137


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET วิธีท�า วัสดุอุปกรณ์ 1. บีกเกอร์ขนาด 600 มิลลิลิตร หรือแก้วน�้า 2 ใบ 2. สารส้ม 50 กรัม 3. เชือกยาว 30 เซนติเมตร 4. น�้า 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร 5. ตะเกียงแอลกอฮอล์ ตะแกรง พร้อมที่กั้นลม 6. กระดาษแข็งสี 7. แท่งแก้วคนสาร 8. ไม้ขีดไฟ 9. เครื่องชั่งสาร 10. ช้อนตักสาร 1. เทน�้าลงในบีกเกอร์ปริมาตร 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วเติมสารส้มลงไป คนสารละลายจนกระทั่งได้สารละลายอิ่มตัว 2. แบ่งสารละลายสารส้มอิ่มตัวของออกเป็น 2 บีกเกอร์ ให้มีปริมาตรเท่ากัน 3. วางบีกเกอร์ทั้งสองใบให้ห่างกันพอประมาณ และน�ากระดาษแข็งวางระหว่าง บีกเกอร์ทั้งสองใบ 4. ตัดเชือกให้มีความยาวพอประมาณ น�าปลายเชือกทั้งสองด้านจุ่มลงในบีกเกอร์ แต ่ละใบ และจัดเชือกให้อยู ่ต�าแหน ่งกึ่งกลางของเชือกห้อยลงไปเหนือแผ ่น กระดาษ 5. ตั้งสารละลายในข้อ 2. ไว้นาน 20-30 นาที สังเกตการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ แล้ว ตั้งสารละลายค้างไว้อีก 20-30 นาที สังเกตการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ภาพที่ 6.85 หินงอก หินย้อย ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.86 เตรียมสารละลายสารส้ม ที่มา : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 6.87 จัดวางชุดอุปกรณ์ ที่มา : คลังภาพ อจท. ScienceActivity หินงอก หินยอย F u n หลักการทางวิทยาศาสตร์ น�้าที่ระเหยออกจากสารส้มเหลือเพียงผลึกสารส้มสะสมตัวมีทิศทางพุ่งลงมาจากเชือก เรียกว่า หินย้อย ส่วนผลึกสารส้ม ที่สะสมพอกพูนขึ้นบนกระดาษแข็ง เรียกว่า หินงอก 124 นักเรียนควรรู 1 สารละลายอิ่มตัว คือ สารละลายที่ตัวละลายไมสามารถละลายในตัวทํา ละลายไดเพิ่มขึ้นอีกเมื่อตัวทําละลายและอุณหภูมิคงที่ ซึ่งอาจเปนสารละลายอิ่มตัว พอดี หรือสามารถละลายไดอีกเมื่อเพิ่มความรอนใหสารละลายอิ่มตัวกลายเปน สารละลายอิ่มตัวยิ่งยวด เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนํานักเรียนขณะทํากิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง หินงอก หินยอย วา ในการเตรียมสารละลายสารสมอิ่มตัว ไมควรเทสารสมลงไปทั้งหมด แลวคนสารละลายทีหลัง แตใหนักเรียนคอยๆ เติมสารสม แลวคนสารละลาย จนกระทั่งตะกอนหายไปกอนเติมสารสมลงไปอีกแลวคนสารละลาย ทําแบบนี้ ไปจนกระทั่งสังเกตเห็นตะกอนเล็กนอยจึงหยุดเติม ขอใดไมใชสมการที่เกี่ยวของกับการเกิดหินงอก หินยอย 1. H2 O + CO2 H2 CO3 2. H2 O + 2CO HCO3 + CO2 3. H2 CO3 + CaCO3 Ca(HCO3 ) 2 4. Ca(HCO3 ) 2 CaCO3 + H2 O + CO2 (วิเคราะหคําตอบ กระบวนการเกิดหินงอก หินยอย มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 เกิดฝนกรด : H2 O + CO2 H2 CO3 ขั้นที่ 2 ปฏิกิริยาเคมีระหวางหินปูนกับฝนกรด : H2 CO3 + CaCO3 Ca(HCO3 ) 2 ขั้นที่ 3 นํ ้าระเหยออกจากสารละลาย : Ca(HCO3 ) 2 CaCO3 + H2 O + CO2 ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน สํารวจค้นหา 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5-6 คน จากนั้นครู แจงจุดประสงคของกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง หินงอก หินยอย ใหนักเรียนทราบ เพื่อเปนแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกตอง 2. สมาชิกภายในกลุมจัดเตรียมวัสดุอุปกรณที่ใช ในการปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง หินงอก หินยอย จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 จากนั้นรวมกัน ปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง หินงอก หินยอย ตามขั้นตอน จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 คนสารละลายจนกระทั่งได้สารละลายอิ่มตัว 1 นํา สอน สรุป ประเมิน T138


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 6.89 แท่นขุดเจาะน�้ามันกลางทะเล ที่มา : คลังภาพ อจท. Science in Real Life ปิโตรเลียม เป็นแหล ่งพลังงานส�าคัญที่อยู ่ภายใต้เปลือกโลกมหาสมุทร ซึ่งอยู ่ในแหล ่งกักเก็บใต้ชั้นหิน อุ้มปิโตรเลียม หรือชั้นหินกักเก็บที่อยู่ลึกลงจากพื้นผิวโลกหลายกิโลเมตร จึงจ�าเป็นต้องใช้เครื่องมือในการขุดเจาะ เรียกว่า แท่นขุดเจาะน�้ามัน (oil pumping station) โดยอาศัยหลักการท�างานของความดันเพื่อดันให้ของไหลที่อยู่ ใต้พิภพไหลขึ้นมาบนผิวโลก ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการขุดเจาะน�้ามันมี 2 ประเภท คือ น�้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติ เนื่องจากทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้มีสถานะแตกต่างกัน จึงถูกน�ามาแยกโดยเครื่องแยกสถานะ เข้าสู่ระบบรักษาสภาพก่อน น�าเข้าสู่กระบวนการขนส่ง ในกระบวนการขุดเจาะน�้ามันจึงจ�าเป็นต้องอาศัยผู้มีความรู้และความ ช�านาญทางธรณีวิทยา และวิศวกรออกแบบการขุดเจาะน�้ามัน เพื่อท�าการ ส�ารวจพื้นที่และชี้เป้าซึ่งเป็นต�าแหน่งใต้พื้นดิน หรือพื้นทะเลที่คาดว่าจะ มีน�้ามัน หรือแก๊สธรรมชาติ จากนั้นจะท�าการประเมินสภาพแวดล้อม ของเป้า เช่น ระดับความลึกเพื่อใช้ในการพิจารณาเลือกใช้แท่นขุดเจาะ ให้มีความเหมาะสม วิศวกรขุดเจาะบ่อน�้ามัน ภาพที่ 6.88 วิศวกรขุดเจาะน�้ามัน ที่มา : คลังภาพ อจท. โลกและการเปลี่ยนแปลง 125 เชื้อเพลิงขอใดที่มักพบอยูรวมกับนํ้ามันดิบ 1. ถานหิน 2. นํ้ามันกาด 3. แกสโซลีน 4. แกสธรรมชาติ (วิเคราะหคําตอบ แกสธรรมชาติมักพบอยูรวมกันกับนํ้ามันดิบ ดังนั้น ตอบขอ 4.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปโตรเลียม จาก YouTube เรื่อง วิธีการ ขุดเจาะปโตรเลียมในพื้นที่ตางๆ ทําอยางไร? (https://www.youtube.com/ watch?v=_ZKOI2pT3No) ขั้นสอน อธิบายความรู 1. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง หินงอก หินยอย หนาชั้นเรียน ในระหวางที่ นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะ เพิ่มเติม เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ถูกตอง 2. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลการปฏิบัติ กิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง หินงอก หินยอยวา “นํ้าที่ระเหยออกจากสารสมเหลือ เพียงผลึกสารสมสะสมตัว มีทิศทางพุงลงมา จากเชือก เรียกวา หินยอย สวนผลึกสารสม ที่สะสมพอกพูนขึ้นบนกระดาษแข็ง เรียกวา หินงอก” 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล จาก Science in Real Life เรื่อง วิศวกร ขุดเจาะบอนํ้ามัน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.2 เลม 2 นํา สอน สรุป ประเมิน T139


Click to View FlipBook Version