The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การอนุรักษ์และสืบสานพระพุทธรูปศิลปะพม่า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by minmeak9, 2020-05-14 06:58:23

การอนุรักษ์และสืบสานพระพุทธรูปศิลปะพม่า

การอนุรักษ์และสืบสานพระพุทธรูปศิลปะพม่า

Keywords: การอนุรักษ์,พระพุทธรูป

พระพทุ ธรปู ทรงเคร่อื งศลิ ปะพม่า วดั มอ่ นป่ยู กั ษ์ เมอื งลำ�ปาง
49

พระพุทธรูปศลิ ปะพม่าสกุลช่างไทใหญ่ มักนยิ มสร้างให้มพี ระเศยี รขนาดใหญ่ แตม่ พี ระวรกายเลก็ พระองั สาแคบ
ชาวไทใหญ่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากจึงได้มีการสร้างพระพุทธรูปจำ�นวนมากซึ่งแต่ละองค์จะเกิดจากความ
ศรทั ธาท�ำ ให้มีความแตกตา่ งในรปู แบบ ดังเชน่ ทป่ี รากฏในวัดงาเพจอง ในทะเลสาบอนิ เล เมืองตองยี พบวา่ มพี ระพทุ ธรปู
ท้ังปางมารวิชยั แบบทรงเคร่อื ง และปางมารวชิ ัยที่ไมท่ รงเครอื่ ง ขนาดใหญ่นยิ มประดิษฐานบนฐานบัลลังกไ์ มแ้ กะสลักประดบั
กระจกสี ดา้ นหลังเปน็ ซมุ้ เรือนแก้วแกะสลกั ประดบั กระจกสสี วยงาม
พทุ ธลักษณะทโี่ ดดเดน่ ของพระพุทธรปู สกุลชา่ งไทใหญ่ คือพระเศยี รทโ่ี ตใบหน้ากลม พระวรกายเล็ก คลา้ ยเด็ก ต้ัง
สงบนิ่งอยู่ภายในวดั ที่มีบรรยากาศสลวั ยังคงสภาพของเดมิ ไวม้ าก ถงึ แม้กาลเวลาจะเปลีย่ นแปลงแตช่ าวไทใหญ่ก็ยงั คงมีช่าง
ฝมี ือในการสร้างพระพุทธรูปสบื ทอดภูมิปญั ญาน้อี ยู่ และยังคงใช้เทคนคิ ในการสรา้ งแบบเดมิ คือ มวลสารจากดอกไม้ทีผ่ า่ น
พิธกี รรมศักดสิ์ ิทธ์ิจากภายในวิหารของวัดต่างๆ มาเปน็ ส่วนผสมหลักในการสร้างพระพทุ ธรูปแบบไทใหญ่ พลงั ศรัทธาทีช่ าว
ไทใหญ่มตี ่อพระพุทธศาสนาไดส้ ะทอ้ นผา่ นการสร้างพระพทุ ธรูปเพ่ือเป็นส่ือ ดงั จะเหน็ ได้จากปจั จบุ ันชาวไทใหญย่ ังคงดำ�รง
วิถแี บบชาวพุทธได้อยา่ งเรยี บง่ายและลึกซงึ้ อยู่

ศิลปะการสรา้ งพระพุทธรูปศิลปะพมา่ สกลุ ช่างไทใหญ่ สามารถจำ�แนกไดต้ ามลำ�ดับ ดงั นี้

- ศลิ ปะแบบปิ้นญา่ (PINYA) ประมาณครสิ ต์ศตวรรษท่ี ๑๓-๑๔
- ศิลปะแบบเซกาย (SAGAING) ประมาณคริสตศ์ ตวรรษที่ ๑๔
- ศลิ ปะแบบอังวะ (AVA) ประมาณครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี ๑๔-๑๖
- ศลิ ปะแบบไท-ใหญ่ สมัยหลัง (SHAN) ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๒๐

พระพทุ ธรูปศลิ ปะพมา่ ศิลปะแบบไทใหญ่ สมัยหลงั (SHAN) ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๒๐
วัดงาเพจอง (Nga Phe Chaung Monastery) ทะเลสาบอินเล เมืองตองยี ประเทศพม่า

50

พระพทุ ธรปู ทรงเคร่อื งศลิ ปะพม่า วดั มอ่ นป่ยู กั ษ์ เมอื งลำ�ปาง
51

รูปลกั ษณ์ศิลปะพระพทุ ธปฏมิ าทรงเครื่องศลิ ปะพม่าสมัยมณั ฑะเลย์ วดั ม่อนปู่ยกั ษ์ เมืองล�ำ ปาง

๑. พระเศยี รมขี นาดคอ่ นขา้ งใหญ่
๒. รูปวงพระพักตร์เปน็ ทรงกลมรี และมีขอบพระพักตร์แถบใหญ่
๓. สว่ นประกอบต่างๆ บนพระพักตร์มเี อกลักษณ์คลา้ ยมนษุ ย์ (ยกเวน้ เฉพาะส่วนปลายพระกรรณยาวจรดพระอังสา)
๔. พระวรกายมลี ักษณะสงู โปร่ง สงา่ งาม
๕. พระเพลากวา้ ง น่ังขัดสมาธิเพชร วางพระชานุ และพระเพลาราบกบั องคฐ์ าน
๖. เปน็ พระพทุ ธรูปทรงเคร่ืองเต็มยศแบบทรงพระมงกุฏยอดแหลม
๗. ผวิ นอกพระพุทธรปู ลงรกั ปิดทอง และมีการรอ่ งชาดประดบั กระจกสี (แกว้ อังวะ) มีสามสี ไดแ้ ก่ สีขาว สีเขียว และสแี ดง
๘. รปู ทรงพระมงกฏุ ของพระพทุ ธรปู ทรงเครอ่ื งใหญจ่ ะสอบเขา้ ในเปน็ ชน้ั ๆ คลา้ ยกบั ศลิ ปะทไ่ี ดร้ บั มาจากพระมหามนุ ศี ลิ ปะอาระกนั
๙. เป็นพระพทุ ธรูปแสดงอิริยาบถนัง่ ขดั สมาธิเพชร พระหัตถซ์ า้ ยวางบนพระเพลา พระหตั ถ์ขวาวางบนพระชานุ
นว้ิ พระหตั ถช์ ้ีลงพระธรณี
๑๐. เอกลักษณ์ของพระพุทธรปู ศิลปะมณั ฑะเลย์คอื กรอบของพระพักตรม์ ขี นาดใหญ่
๑๑. พระพทุ ธรปู แบบทรงเครอ่ื งสวมพระอาภรณ์ โดยเปน็ เสอ้ื แขนยาวแบบกษตั รยิ ท์ แ่ี ตกตา่ งออกไปจากพระพทุ ธรปู ประเทศอน่ื ๆ
ทจี่ ะตอ้ งแสดงให้เหน็ ถงึ ขอบจีวรทม่ี เี ครื่องทรงประดับทบั อยู่ด้านบน
๑๒. องค์ฐานพระพทุ ธรูปมคี วามสูงไม่มากนัก เพราะสรา้ งควบค่กู ับฐานบลั ลังกท์ ีม่ ีซมุ้ เรือนแกว้ ขนาดใหญ่วจิ ิตรอลังการอยู่
ดา้ นหลงั โดยจะต้งั พระพุทธรปู พรอ้ มฐานเตี้ยๆ อย่ใู นตำ�แหนง่ ตรงกลางของบลั ลังก์ เพอ่ื เป็นการแสดงใหเ้ หน็ ถงึ
ความหมายวา่ ทรงเปน็ ศนู ยก์ ลางของจกั รวาล พระองคท์ รงเปน็ เลศิ ในสามโลก(ไตรภมู )ิ และนยิ มวางบนซมุ้ เรอื นแกว้ ทรงสงู

ตำ�แหน่งท่ีต้ังพระพทุ ธปฏิมาศลิ ปะพมา่ วดั มอ่ นปู่ยักษ์

พระพทุ ธปฏมิ าประดษิ ฐานอยภู่ ายในวหิ ารไมศ้ ลิ ปะไทใหญท่ ม่ี กี ารแบง่ พนื้ ทใ่ี ชส้ อยอยา่ งเปน็ สดั สว่ น ซ ง่ึ ประกอบดว้ ย
พื้นที่ส่วนกลางซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด โดยแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ ได้ ๓ ส่วน ส่วนแรกคือระเบียงด้านนอกเป็นพื้นที่ให้
พุทธศาสนกิ ชนกราบไหวบ้ ูชาพระ และใช้ประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนา ในตอนกลางพืน้ ทีส่ ่วนท่สี องจะถดั เขา้ มาดา้ นในวหิ าร
จะยกพื้นสูงขึ้นเพื่อใช้สำ�หรับเป็นอาสนะของพระสงฆ์ โดยไม่ปะปนกับฆราวาส ส่วนด้านในสุดของวิหารเป็นที่ประดิษฐาน
พระพทุ ธรปู ประธาน และไดจ้ ดั ใหพ้ น้ื ทด่ี า้ นขา้ งซา้ ย-ขวา ใหเ้ ปน็ กฏุ ทิ พ่ี กั อาศยั ของเจา้ อาวาสและพระสงฆ์ ซง่ึ มลี กั ษณะเชอ่ื มตอ่
อยูใ่ นอาคารขนาดใหญห่ ลงั เดียวกันท้งั หมด
การวางผงั ดา้ นหนา้ วหิ ารจดั ใหอ้ ยตู่ ามแนวกวา้ งแบบหนา้ กระดาน ซง่ึ แตกตา่ งจากวหิ ารลา้ นนาทน่ี ยิ มจดั ตามแนวยาว
ลึกตามรูปทรงส่เี หลย่ี มผืนผ้าของวิหาร ต�ำ แหน่งของพระประธานจะอยชู่ ิดผนงั ด้านหลังของอาคาร โดยอยู่ภายใตโ้ ครงสร้าง
หลังคาวหิ ารสว่ นที่สูงทส่ี ุด ซึง่ อาจจะเปน็ หลงั คาทรงพญาธาตุหรอื หลงั คาซอ้ นช้ันก็ได้ จ�ำ นวนพระประธานมตี ้งั แต่ ๒ องค์
จนถึง ๕ องค์ วางเรียงหนา้ กระดานและมกั จะมีขนาดใหญใ่ กล้เคียงกนั แสดงถงึ การให้ความส�ำ คัญกับพุทธรูปอย่างเท่าเทยี ม
กนั ทุกองค์ บางวัดอาจมอี งคท์ ี่สำ�คัญท่สี ุดอยู่ตรงกลางและมขี นาดใหญ่กว่าองคอ์ ื่นๆ ดา้ นข้าง พร้อมท้ังประดับตกแต่งดว้ ย
อัญมณีท่มี ีคา่ หรอื กระจกแก้วอังวะกไ็ ด้ จากการจดั วางพระพทุ ธรปู ดังกลา่ ว สนั นษิ ฐานวา่ เป็นคติการบชู าพระอดีตพุทธเจ้า
และพระปจั จุบันพทุ ธเจ้า

พระพทุ ธปฏิมาบนฐานบัลลงั ก์แกะสลักไม้ประดบั กระจกสี ส่วนประกอบดา้ นหลัง
52 พระพุทธรปู สร้างเป็นซุม้ เรอื นแก้วแกะสลกั ไม้เปน็ ลายพรรณพฤกษาลงรกั ปดิ ทอง

พระพทุ ธรปู ทรงเคร่อื งศลิ ปะพม่า วดั มอ่ นป่ยู กั ษ์ เมอื งลำ�ปาง
53

รูปแบบสญั ลกั ษณใ์ นพระพุทธปฏมิ าศิลปะพม่า วดั ม่อนป่ยู ักษ์ เมืองล�ำ ปาง

รูปแบบสัญลักษณ์ท่ปี รากฏในพระพุทธปฏิมาศิลปะพม่า วดั มอ่ นป่ยู ักษ์ เมอื งลำ�ปางมเี นื้อหาทแ่ี สดงถึงความหมาย
เชงิ สญั ลกั ษณ์ ซ่ึงมคี วามเก่ยี วเน่ืองกบั หลกั พุทธปรชั ญาแบบเถรวาท โดยมรี ายละเอียดดังนี้

สญั ลักษณ์จากแนวคิดมหาปรุ สิ ลักษณะ หมายถงึ ลกั ษณะรูปแบบหรอื รปู ทรงองคป์ ระกอบส่วนตา่ งๆ อนั ประกอบ
รวมกันเป็นพระพุทธปฏิมา ซึ่งใช้เป็นสื่อไปถึงเนื้อหาเรื่องแนวคิดมหาปุริสลักษณะที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
โดยมเี นือ้ หากลา่ วว่า ลกั ษณะของมหาบุรษุ มี ๓๒ ประการ เปน็ ความรูท้ ีไ่ ดร้ บั การถา่ ยทอดมาจากตำ�ราทแ่ี ต่งขึ้นโดยพราหมณ์
คณาจารย์ผทู้ รงคณุ วุฒหิ ลายสำ�นัก เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปีกอ่ นสมัยพุทธกาล มเี นื้อหากลา่ วถงึ บคุ คลผปู้ ระกอบด้วยลกั ษณะ
ของบุรษุ ผยู้ ิง่ ใหญ่ อันเป็นคติของบคุ คลเพยี ง ๒ ประเภท คือ พระเจา้ จกั รพรรดริ าชผู้ทรงธรรมประการหนงึ่ และพระสมั มา
สมั พทุ ธเจา้ ผสู้ น้ิ อาสวะกเิ ลสแลว้ อกี ประการหนง่ึ ในทางพระพทุ ธศาสนาไดก้ ลา่ วถงึ มหาปรุ สิ ลกั ษณะของพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ เกดิ ขน้ึ
ดว้ ยการบำ�เพญ็ บารมใี นชาติปางก่อน จากอานิสงสแ์ ห่งการสรา้ งกุศลกรรมแต่ละอยา่ งส่งผลใหเ้ กดิ ลกั ษณะของมหาบุรษุ ๓๒
ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ

สญั ลกั ษณ์จากปางพระพทุ ธปฏมิ า ค�ำ ว่า ”ปาง” ท่ีใช้กับพระพุทธปฏิมา หมายถงึ ลกั ษณะรปู แบบหรือรูปทรงองค์
ประกอบสว่ นต่างๆ ทแ่ี สดงอิรยิ าบถทา่ ทางตา่ งๆ ของพระพทุ ธรปู ชื่อเรียกปางตา่ งๆ ของพระพุทธรูปใชเ้ กณฑห์ ลายอยา่ งบาง
คร้งั เรยี กตามอิรยิ าบถ เช่น ปางลลี า (เดนิ ) ปางไสยาสน์ (นอน) เป็นตน้ บางครั้งเรียกตามทา่ ทางพระหัตถ์ เช่น ปางสมาธิ
ปางมารวชิ ยั ปางประทานพร และปางประทานอภัย เปน็ ต้น เนื่องจากท่มี าของคำ�ว่า “ปาง” หมายถึงช่วงเวลาหรือเหตกุ ารณ์
ซง่ึ สอ่ื ความหมายถงึ เหตุการณ์สำ�คัญ ที่ปรากฏในพทุ ธประวัติของพระพทุ ธเจา้ ตั้งแต่ประสตู ิจนปรินพิ พาน จึงเป็นเหตุใหม้ กี าร
เชอ่ื มโยงและคดิ สรา้ งพระพทุ ธรปู เพอ่ื เปน็ สญั ลกั ษณถ์ งึ พทุ ธประวตั ติ อนใดตอนหนง่ึ เชน่ ปางประสตู ิ ปางปฐมเทศนา ปางเสดจ็
ลงจากสวรรคช์ น้ั ดาวดึงส์ และปางปรนิ ิพพาน เปน็ ต้น๑๖

สัญลักษณจ์ ากปางพระพุทธปฏิมาศิลปะพม่า วัดม่อนปู่ยักษ์ เมืองลำ�ปาง มีลักษณะเป็นพระพทุ ธปฏมิ าปางโปรด
พญาชมพูบดี (ปางทรงเครื่องหรือปางทรมานพญามหาชมพูบดี) หมายถึง พระพุทธรูปที่แสดงพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ
พระหตั ถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางคว่�ำ ท่พี ระชานแุ บบเดยี วกบั ปางมารวชิ ัยทรงเคร่อื งตน้ สืบเน่อื งจากพทุ ธ
ประวตั ิคราวที่พระพทุ ธองคป์ ระทบั ณ เวฬวุ นาราม ซ่ึงพระเจา้ พิมพิสารอทุ ิศถวายในครั้งนัน้ พระเจา้ พิมพิสารถูกพญาชมพู
บดีกษัตริยแ์ หง่ เมืองปญั จาลนคร ซึ่งมฤี ทธิเ์ ดชานุภาพมาก มารกุ รานขม่ เหง จึงทรงยึดพระพทุ ธองค์เป็นท่พี งึ่ ในการปราบ
พญาชมพูบดี พระพทุ ธองคท์ รงทราบด้วยพทุ ธบารมวี ่า พญาตนนีจ้ ะได้ดวงตาเห็นธรรมสำ�เรจ็ ในพุทธศาสนา จงึ ทรงเนรมิต
พระองค์เป็นพระราชาธริ าช ทรงเครือ่ งราชาภรณ์ครบทกุ ประการ แล้วตรสั สงั่ ใหพ้ ระอินทรเ์ ป็นทูตไปเชิญพญาชมพูบดีมาเฝา้
พระพุทธองคท์ รงแสดงธรรมโปรดจนพญาชมพูบดหี มดทฐิ ขิ อบรรพชา พระพุทธรปู ปางน้เี ปน็ พระประจำ�ปีกนุ ๑๗

54

พระพทุ ธรูปทรงเคร่ืองศิลปะพมา่ วัดม่อนป่ยู ักษ์ เมอื งลำ�ปาง

สัญลักษณ์พระพทุ ธเจ้าองค์ปจั จุบนั ที่ปรากฏในรูปแบบพระพทุ ธปฏมิ าศิลปะพมา่ วดั ม่อนปูย่ กั ษ์ เมอื งลำ�ปาง
หมายถึง พระโคตมพทุ ธเจ้าพระพทุ ธเจ้าองคป์ จั จบุ ัน พระองค์ทรงเปน็ พระพุทธเจ้าในลำ�ดับที่ ๒๘ ในช่วงที่อดตี พุทธเจ้า ยงั
ทรงพระชนม์ชีพอย่นู ้ัน พระโคตมพระพทุ ธเจา้ ทรงเป็นพระโพธิสตั ว์ ซึง่ หวงั พระโพธญิ าณบั้นปลาย พระองค์ทรงไดพ้ บและ
ปฏิบตั ิตนตามคำ�สอน ตลอดจนแสดงความศรัทธาตอ่ พระอดตี พทุ ธเจา้ เหลา่ น้ัน ท�ำ ใหพ้ ระพุทธเจ้าล�ำ ดับที่ ๔ คือพระพุทธเจ้า
ทีปงั กร จนถงึ พระพทุ ธเจา้ ลำ�ดบั ท่ี ๒๗ คือพระพุทธเจา้ กัสสปะ รวม ๒๔ พระองค์ มพี ทุ ธท�ำ นายวา่ พระโคตมพทุ ธเจ้า ซึง่
ในเวลานน้ั ยังเป็นพระโพธสิ ตั วจ์ ะบรรลพุ ระโพธิญาณ ตรสั รู้เปน็ พระพุทธเจา้ นามว่าโคตมะ ในขณะท่ี ๓ องค์แรกยงั ไมม่ ีพทุ ธ
ทำ�นาย

สัญลักษณ์จากวัสดุที่ใช้ในการสร้างพระพุทธปฏิมา จากการศึกษาพบว่าการสร้างพระพุทธปฏิมาศิลปะพมา่
วดั ม่อนป่ยู ักษ์ เมืองล�ำ ปาง ใช้ผงดอกไม้ผสมกาวธรรมชาตเิ ปน็ วสั ดุหลกั ท่ปี ระกอบข้ึนเป็นรปู ทรงพระพุทธรูป โดยโครงสร้าง
องคพ์ ระพทุ ธรูปมลี ักษณะโปรง่ ภายในกลวงเปน็ โพรง (Hollow dry-lacquer Sculpture) แลว้ ตกแตง่ รายละเอยี ดภายนอก
ด้วยเทคนิคลงรกั ปดิ ทองลอ่ งชาดประดับกระจกสี ทีไ่ ด้รบั อทิ ธิพลมาจากพระพุทธปฏิมาสกุลชา่ งไทใหญ่

พุทธศาสนิกชนชาวไทยโดยทั่วไปมีความเช่ือว่าการสร้างพระพุทธรูปนอกจากจะเป็นพุทธบูชาและสืบพระศาสนา
แลว้ ในปัจจบุ นั ยงั มีผู้นยิ มสรา้ งพระพทุ ธรปู เพอื่ เป็นการบำ�เพ็ญกศุ ลสืบอายดุ ว้ ย ดังปรากฏเน้อื หาในต�ำ ราสรา้ งพระพทุ ธรปู
ของวดั ปา่ บงจนั จวา้ กลา่ ววา่ เจา้ ของหรอื ศรทั ธาผสู้ รา้ งพระพทุ ธรปู ถวายแกพ่ ระศาสนาจะไดเ้ สวยสขุ ทง้ั ในเมอื งคนและเมอื งฟา้
ตามระยะเวลาต่างๆ กัน ขึน้ อยู่กบั ลกั ษณะแห่งการก่อสร้างและวสั ดุที่ใช้สรา้ ง ดังน้ี
๑. พระพุทธรปู ทเี่ ขยี นบนไม้ (อย่างใบลาน) มอี านสิ งส์ (ให้ไดเ้ สวยสขุ นานถงึ ) ๕ กปั ป์
๒. พระพทุ ธรูปสลักจากหิน หยก ไมจ้ นั ทร์ มอี านสิ งส์ ๑๓ กปั ป์
๓. พระพุทธรูปสร้างจากทอ่ นไมต้ า่ งๆ มอี านสิ งส ์ ๑๗ กปั ป์
๔. พระพทุ ธรูปหล่อด้วยทองแดงหรอื ทองเหลอื ง มอี านสิ งส์ ๑๙ กปั ป์
๕. พระพทุ ธรูปสรา้ งด้วยครั่ง มอี านิสงส์ ๒๐ กปั ป์
๖. พระพุทธรปู สลกั จากงาช้าง มอี านิสงส์ ๒๕ กปั ป์
๗. พระพุทธรปู ก่ออฐิ ถือปนู มีอานิสงส์ ๓๒ กัปป์
๘. พระพทุ ธรปู สร้างจากหินและเงิน มีอานสิ งส์ ๔๕ กัปป์
๙. พระพุทธรูปสร้างจากผงดอกไมผ้ สมน�ำ้ รกั มีอานิสงส์ ๑๐๐ กัปป์
๑๐. พระพุทธรูปสรา้ งจากทองค�ำ มีอานสิ งส์ ๑๒๐ กปั ป์
๑๑. พระพทุ ธรูปแกว้ มณี มีอานสิ งส์ อสงขัยกัป

55

รูปแบบและองค์ประกอบสว่ นต่างๆในพระพทุ ธปฏมิ าศิลปะพมา่ วดั มอ่ นปยู่ ักษ์

ท่ีแสดงความหมายเชงิ สัญลกั ษณ์ตามหลักพทุ ธธรรม

ความหมายเชงิ สญั ลักษณจ์ ากแนวคดิ มหาปุริสลักษณะ

มหาปรุ สิ ลกั ขณะ หมายถงึ ลักษณะของมหาบรุ ุษผู้ยิ่งใหญ่ ได้แก่ มหาปุรสิ ลกั ษณะของพระพทุ ธเจา้ ในคมั ภรี พ์ ระวินยั
ปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกมีกล่าวถึงลักษณะของมหาบุรุษเพียงบางประการเท่านั้น แต่มีกล่าวไว้อย่างละเอียดครบ ๓๒
ประการ พรอ้ มทัง้ อานสิ งสท์ ่ีท�ำ ให้ได้มหาปุริสลกั ขณะไว้ในลกั ษณะสูตรและมหาปทานสูตร พระสตุ ตนั ตปิกฎ ทฆี นิกายและ
กลา่ วถึงบคุ คลผู้สมบรู ณ์ดว้ ยมหาปุริสลกั ษณะ ๓๒ ประการ เรยี กวา่ พระมหาบุรุษ ซ่ึงมีคตสิ องอย่างคอื ถ้าครองเรือนจะไดเ้ ปน็
พระมหาจกั รพรรดิ ถ้าออกบวชจะไดต้ รัสรูเ้ ปน็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ในสมุ งั คลวิลาสินอี รรถกถาพระสตุ ันตปิฎก ทฆี นิกาย
พระพุทธโฆสาจารย์ได้อรรถาธบิ ายมหาปุรสิ ลกั ษณะไวโ้ ดยละเอียดและเป็นรปู ธรรมชัดเจนมากขนึ้ ในคัมภีร์มิลินทปญั หา ได้
กลา่ วถึงมหาปุรสิ ลักษณะของพระพทุ ธเจา้ ในบทสนทนาระหว่างพระยามิลนิ ทปญั หากับพระนาคเสน ว่าเป็นพุทธลักษณะท่ี
แตกตา่ งจากพทุ ธบดิ าและพุทธมารดา เปรียบไดก้ บั ดอกบัว แม้จะเกิดข้นึ มาจากดนิ และน�ำ้ แตก่ ม็ สี ี กลน่ิ รส ทีเ่ ลศิ กว่าดนิ และ
นำ�้ น้นั
การศึกษาความหมายเชิงสัญลักษณ์จากแนวคิดมหาปุริสลักษณะ ในการวิจัยครั้งนี้ ได้กำ�หนดขอบเขต
การศกึ ษาไว้ พระพทุ ธปฏมิ าศลิ ปะพมา่ วดั มอ่ นปยู่ กั ษ์ เมอื งล�ำ ปาง ซง่ึ เปน็ พระพทุ ธรปู ปางทรงเครอ่ื งหรอื ปางโปรดพญาชมพบู ดี
พระอิริยาบถนง่ั ขดั สมาธิเพชร พระหตั ถข์ วาคว่ำ�ทพี่ ระชานุ นิว้ พระหตั ถ์ช้พี ระธรณี การตคี วามหมายเชิงสัญลักษณจ์ ากแนวคดิ
มหาปุรสิ ลักษณะ ซงึ่ มสี าเหตทุ ่ีท�ำ ใหเ้ กดิ ลกั ษณะของมหาบุรษุ ซึง่ เกดิ ขน้ึ ดว้ ยการบำ�เพญ็ บารมีในชาติปางกอ่ น จากอานสิ งส์
แหง่ การสร้างกศุ ลกรรมแตล่ ะอย่างสง่ ผลใหเ้ กดิ ลกั ษณะของมหาบรุ ษุ ๓๒ ประการ จากลักขณะสตู ร ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค
กลา่ วว่า มหาปรุ สิ ลักษณะของพระพทุ ธเจา้ ได้มาเพราะอานสิ งสแ์ ห่งการสรา้ งกศุ ลกรรมในอดตี ชาตมิ าถ่ายทอดกลายเป็นรปู
แบบเฉพาะของพระพทุ ธรปู ศิลปะพมา่ ดังตอ่ ไปน้ี คอื
๑. มหาปรุ สิ ลกั ษณะท่ี ๑ สุปติฏฐฺ ติ ปาโท : มฝี ่าพระบาทราบเสมอกนั ฝ่าพระบาทมลี ักษณะแบนราบเรยี บเสมอกัน
ตามมหาปุรสิ ลักษณะ เป็นเสน้ ตรงขนานกบั ฐานพระพุทธรปู (ชกุ ชี) หรอื พทุ ธบัลลงั ก์ ประดบั ตกแต่งด้วยลายรปู คล่นื น้�ำ
เทคนิคปัน้ รัก บนฐานเรยี บขนาดเท่ากนั ท้ังดา้ นหน้าและด้านข้างองคพ์ ระพุทธรปู
สาเหตทุ ่มี าของมหาปรุ สิ ลกั ษณะท่ี ๑ มฝี ่าพระบาทเรียบเสมอกนั เกิดจากอานสิ งคข์ องการยดึ มัน่ ในกศุ ลกรรม
ประพฤตชิ อบดว้ ย กาย วาจา ใจ โดยสจุ ริต ยนิ ดใี นการใหท้ าน สมาทานศลี และรักษาอโุ บสถ เกื้อกูลมารดาบดิ า สมณะ และ
มคี วามอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกลู
๒. มหาปรุ สิ ลกั ษณะที่ ๒ เหฏฺฐาปทตเลสุ จกกฺ านิ ชาตานิ : ลายพน้ื พระบาทเปน็ จักร
สาเหตุทีม่ าของมหาปรุ สิ ลกั ษณะที่ ๒ พื้นพระบาททั้ง ๒ มจี ักรเกิดข้ึน จกั รเหลา่ น้ีมซี ่กี งและดุม เกิดจากอานสิ งสท์ ่ี
พระองค์นำ�ความสขุ มาให้แกค่ นหมมู่ าก บรรเทาความหวาดกลัวและหวาดสะดงุ้ ป้องกนั คุม้ ครองอยา่ งเปน็ ธรรม และใหท้ าน
พร้อมทง้ั ของทเ่ี ปน็ บรวิ าร

แสดงฝ่าพระบาทมีลกั ษณะแบนราบเรียบเสมอกันตามแนวคิดมหาปรุ สิ ลกั ษณะ
56

พระพทุ ธรปู ทรงเคร่อื งศลิ ปะพม่า วดั มอ่ นป่ยู กั ษ์ เมอื งลำ�ปาง
57

๓. อายตปณฺหิ : มสี ้นพระบาทยาว ความยาวของสน้ พระบาทเมือ่ เทียบสดั สว่ นของมนุษย์ทว่ั ไปแลว้ ส้นพระบาท
ตามมหาปุริสลักษณะนั้นจะต้องมีความยาวมากท่าน่ังขัดสมาธิเพชรจะสามารถสังเกตเห็นว่าส้นพระบาทท้ังสองข้างถัดจาก
พระชานจุ ะมีความยาวเกือบเทา่ พระชง
๔. ทฆี งคฺ ุลี : มนี ิ้วยาวเรียว พระพทุ ธรูปศิลปะพม่าวดั ม่อนป่ยู ักษ์ ทรงน่งั ขัดสมาธิเพชร สามารถสังเกตเห็นน้ิวได้
ชดั เจน จากพระหตั ถ์ขวาทีว่ างคว�ำ่ บนพระชานุ นิ้วพระหัตถช์ ี้พระธรณมี ลี กั ษณะยาวเรยี วตามมหาปรุ สิ ลักษณะ
๕. พฺรหมฺ ชุ ุคตฺโต พระกายตั้งตรงดจุ เทา้ มหาพรหม พระพทุ ธรปู ทรงเคร่อื งศลิ ปะพมา่ สมยั มัณฑะเลย์ มพี ระวรกาย
ตั้งตรงดจุ เทา้ มหาพรหม คอื มีลักษณะสง่างาม ดว้ ยท่าน่งั ทล่ี ำ�ตวั ตัง้ ตรง หรือตงั้ ฉากกบั พนื้
สาเหตทุ ่มี าของมหาปรุ ิสลกั ษณะที่ ๓, ๔, ๕ มีส้นพระบาทย่นื ยาว มีพระองค์คลุ ยี าว และมพี ระวรกายตรงดงั กาย
พรหม เกิดจากอานสิ งสท์ ่ีพระองค์ไมฆ่ า่ สัตว์ ทรงมีเมตตา และกรณุ าต่อสัตว์ มคี วามละอายและม่งุ ประโยชน์เกื้อกลู แกส่ รรพ
สัตว์
๖. สตตฺ สุ ฺสทิ มพี ระมงั สะอมู ในที่ ๗ แห่ง คือ หลังพระหัตถ์ท้ัง ๒ หลงั พระบาททัง้ ๒ พระองั สาทัง้ ๒ ล�ำ พระศอ
สาเหตุทม่ี าของมหาปรุ สิ ลกั ษณะท่ี ๖ มพี ระมงั สะเต็มบรบิ รู ณ์ เกิดจากอานสิ งสแ์ ห่งการให้ของควรเคย้ี ว ของควร
บริโภค ของทคี่ วรลิ้มและควรชิม นำ�้ ที่ควรด่ืมอันประณีตและมีรสอร่อย ท�ำ ใหพ้ ระองค์มพี ระมังสะท่ีหลงั พระหัตถ์ หลังพระบาท
ทีง่ อยบ่า และทล่ี ำ�พระศอเตม็ บรบิ รู ณ์
๗. มุทุตลนหตถฺ ปาโท ฝ่าพระหัตถแ์ ละฝา่ พระบาทอ่อนนมุ่
๘. ชาลหตถฺ ปาโท ฝ่าพระหัตถ์และฝา่ พระบาทมลี ายดจุ ตาขา่ ย
สาเหตุทม่ี าของมหาปรุ ิสลกั ษณะที่ ๗, ๘ มพี ระบาทและพระหตั ถอ์ ่อนนุ่ม มเี ส้นดจุ รปู ตาข่าย ปรากฏบนฝ่าพระหัตถ์
และฝ่าพระบาท เกิดจากอานิสงส์ทไี่ ด้สงเคราะหป์ ระชาชนด้วยสงั คหวัตถุ ๔ คอื ทาน ปยิ วาจา อตั ถจริยาและสมานัตตา
๙.อสุ สฺ งขฺ ปาโท ม พี ระบาทเหมอื นสงั ขค์ ว�่ำ อฐั ขอ้ พระบาทตง้ั ลอยอยหู่ ลงั พระบาทกลอกไดค้ ลอ่ งเมอื่ ทรงด�ำ เนนิ ผดิ กบั
สามัญชน
๑๐. อทุ ธฺ คฺคโลโม เสน้ พระโลมาด�ำ สนทิ เวียนเป็นทกั ษณิ าวรรตมปี ลายงอนขึ้นข้างบน
สาเหตทุ ม่ี าของมหาปรุ สิ ลักษณะที่ ๙,๑๐ มีขอ้ พระบาทสูงและมีพระโลมชาตปิ ลายงอนขึ้น เกิดจากอานิสงสก์ าร
กล่าววาจาที่ประกอบด้วยประโยชน์ ประกอบด้วยธรรม แนะนำ�คนหมู่มาก เป็นผู้นำ�ประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์
ทัง้ หลาย เปน็ ผูบ้ ชู าธรรมเปน็ ปกติ
๑๑. เอฌิชงฺโฆ : พระชงเรยี วดจุ แขง้ เนื้อทราย สามารถสังเกตเหน็ พระชงเรยี วดจุ แข้งเน้อื ทรายเพราะมีพระอิรยิ าบถ
น่ังขัดสมาธเิ พชร
สาเหตทุ ม่ี าของมหาปรุ ิสลักษณะท่ี ๑๑ มีพระชงเรยี วดุจแข้งเน้อื ทราย เกดิ จากอานสิ งสเ์ ป็นผตู้ ง้ั ใจสอนศลิ ปะ วชิ า
จรณะ แก่ผ้คู นให้เข้าใจไดร้ วดเร็วและปฏิบตั ิตามไดเ้ รว็
๑๒. สุขุมจฉฺ วิ : พระฉวีละเอยี ด ธุลลี ะอองไมต่ ดิ กาย
สาเหตุทมี่ าของมหาปุริสลกั ษณะที่ ๑๒ มพี ระฉวีวรรณละเอียด ธลุ ีไมต่ ิดพระวรกาย เกิดจากอานสิ งส์ผลบญุ ทเ่ี ขา้ ไป
หาสมณะหรอื พราหมณ์ ซกั ถามในเรอื่ งกศุ ลกรรม อกศุ ลกรรม สง่ิ ที่ควรเสพไม่ควรเสพ มโี ทษไมม่ ีโทษ

58

พระพทุ ธรปู ทรงเครื่องศลิ ปะพมา่ วดั มอ่ นปยู่ กั ษ์ เมืองลำ�ปาง

๑๓. สุวณฺณวณโฺ ณ : มฉี วีวรรณดจุ สที อง พระพทุ ธรูปศลิ ปะพมา่ สมัยมณั ฑะเลย์ นยิ มลงรกั ปดิ ทองค�ำ เปลวเพ่อื ให้
พระวรกายมผี ิวสที องตรงตามแนวคดิ มหาปรุ ิสลกั ษณะ การสร้างพระพทุ ธรปู ด้วยวสั ดตุ ่างๆ เช่น ปนู ป้ัน โลหะ และไม้ ก่อน
แล้วจึงมีกรรมวิธที ำ�ให้พระวรกายมีสที องได้ดว้ ยการลงรักและปิดทองค�ำ เปลว เม่อื ประดษิ ฐานอยใู่ นพระวหิ ารต�ำ แหนง่ ทว่ี าง
พระพทุ ธรปู จะเปน็ ตำ�แหน่งประธาน ผิวของพระพุทธรูปเปน็ สที อง ทำ�ให้บรรยากาศภายในวหิ ารมีความศักดิ์สิทธ์ิ เป็นสอ่ื ให้
ผู้ทไ่ี ดพ้ บเห็นบงั เกิดความเลือ่ มใสศรัทธา และโนม้ น�ำ ให้จิตใจเกดิ ความสงบ
สาเหตุทม่ี าของมหาปุรสิ ลกั ษณะที่ ๑๓ มพี ระฉวีเปลง่ ปลั่งดุจทองคำ� เกดิ จากอานิสงสข์ องการตัง้ สจั จะอธิษฐานเปน็
ผู้ไมม่ ีความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ ไม่โกรธ ไมพ่ ยาบาท ไม่จองลา้ ง จองผลาญ และไมแ่ สดงความเสยี ใจใหป้ รากฏ เปน็ ผู้
ใหเ้ ครอื่ งลาดท่มี เี นอ้ื ดอี อ่ นนมุ่ ให้ผ้าหม่ เนือ้ ดี ผา้ ฝ้ายเน้ือดี ผ้าไหมเนอื้ ดี และผ้ากมั พลเน้อื ดี
๑๔. โกโสหติ วตฺถคยุ โฺ ห มีพระคยุ หะเรน้ อยู่ในฝกั
สาเหตทุ มี่ าของมหาปุรสิ ลกั ษณะท่ี ๑๔ มีพระคยุ หฐานเรน้ อย่ใู นฝกั เกิดจากอานิสงสข์ องการเป็นผู้น�ำ พวกญาตมิ ติ ร
ทสี่ ูญหายพลัดพรากไปนานให้มาพบกนั ถา้ พระองคเ์ ปน็ พระมหาจักรพรรดิ พระองค์จะทรงมพี ระโอรสมาก ถา้ พระองคเ์ สดจ็
ออกบรรพชาก็ไดบ้ ริวารเปน็ อนั มาก
๑๕. ฐิตโก วฺ อโนนมนฺโต อโุ ภหิ ปานติ เลหิ ชณฺณกุ านิ ปรามสติ เมื่อยืนตรงพระหตั ถท์ ั้งสองลูบจับถึงพระชานุ
๑๖. นโิ ครธปรมิ ณฺฑโล ส่วนพระกายเปน็ ปริมณฑลแห่งต้นไทร
สาเหตทุ ีม่ าของมหาปรุ ิสลกั ษณะท่ี ๑๕, ๑๖ เม่อื ประทับยืนพระหตั ถ์จบั ถงึ พระชานุ โดยไม่น้อมพระวรกายลง และ
มีพระวรกายเปน็ ปริมณฑลดุจปริมณฑลของต้นไทร พระวรกายสงู เทา่ กับ ๑ วา ของพระองค์ เกิดจากอานิสงส์ท่ีพระองคไ์ ด้
ตรวจดูมหาชนทีค่ วรสงเคราะห์ รจู้ ักตนเอง รจู้ กั ฐานะของบคุ คล และปฏบิ ตั ิตอ่ บคุ คลได้อย่างเหมาะสม
๑๗. สีหปพุ ฺพฑฺฒกาโย : มพี ระสรรี กายบริบรู ณ์ดุจกงึ่ ทอ่ นหน้าแหง่ พระยาราชสหี ์
๑๘. ปีตนฺตรํโส : พระปฤษฎางคร์ าบเสมอกัน
๑๙. สมวฏฺฏกขฺ นโฺ ธ : มลี ำ�พระศอกลมงามตลอด หมายถงึ มคี อทกี่ ลมงามสมส่วนกบั พระวรกาย สงั เกตว่าพระศอ
ของพระพทุ ธรูปมี ๓ ปลอ้ งปัน้ ลึกมมี ิติ เน้นเสน้ ชดั เจนนนู ขึน้ มา
สาเหตทุ มี่ าของมหาปรุ ิสลักษณะที่ ๑๗, ๑๘, ๑๙ มีพระวรกายทุกสว่ นบรบิ ูรณ์ดจุ ล�ำ ตวั ทอ่ นหน้าของราชสหี ์ มีร่อง
พระปฤษฎางค์ราบเรียบเตม็ เสมอกัน และมพี ระสอกลมงามเทา่ กันตลอด เกดิ จากอานสิ งสท์ ่ีปรารถนาความเจรญิ แก่พหุชน
เจรญิ ด้วยศรทั ธา รกั ษาศีล เจริญด้วย สุตะ พุทธิ จาคะ เจรญิ ด้วยธรรมและปญั ญา
๒๐. รสคคฺ สคดฺ ี : มีเสน้ ประสาทรบั รสพระกระยาหารอนั ดี
สาเหตทุ ่ีมาของมหาปรุ ิสลักษณะท่ี ๒๐ มเี สน้ ประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี เกิดจากอานสิ งสท์ ี่ไมเ่ บยี ดเบียนสัตว์
ใดๆ ให้ล�ำ บาก ทรงมีพระเมตตาตอ่ สตั วท์ ั้งปวง
๒๑. อภนิ ลี เนตโฺ ต : พระเนตรดำ�สนิท พระพทุ ธรูปศิลปะพม่าสมัยมัณฑะเลย์ มพี ระเนตรสดี �ำ สนทิ บางแหง่ อาจใช้
นลิ สรา้ ง บางแห่งอาจใชส้ แี ตม้ กไ็ ด้ แตล่ กั ษณะของความงามที่แสดงออกย่อมมีความแตกตา่ งกัน ตามแต่ความรแู้ ละรสนยิ ม
ตลอดจนประสบการณท์ างสุนทรยี ภาพ

59

๒๒. โคปขุโม : ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพง่ิ คลอด พระพุทธรปู ทรงเครือ่ งศิลปะพม่าสมยั มณั ฑะเลย์ มี
ลักษณะพระเนตรทมี่ คี วามเมตตา ดวงพระเนตรแจม่ ใสดจุ ตาลูกโคเพง่ิ คลอด พระเนตรยาวเรียวรบั กบั พระขนง พระพักตร์ท่ี
สงบและเปีย่ มดว้ ยความเมตตา ความงามท่ีแสดงออกมาอยา่ งซอ่ื ตรง ท�ำ ให้พระพทุ ธรปู มีพุทธศิลป์ที่แตกต่างออกไป
สาเหตทุ ม่ี าของมหาปรุ สิ ลกั ษณะท่ี ๒๑, ๒๒ มพี ระเนตรด�ำ สนทิ และมดี วงพระเนตรแจม่ ใสดจุ ตาลกู โคเพง่ิ คลอด เกดิ จาก
อานสิ งสเ์ ป็นผูม้ ีปยิ จักษุ มีในซื่อตรงเปน็ ปรกติ เปน็ ผู้ฉลาดในนมิ ิตตอ่ พหูชน และแลดมู หาชนดว้ ยดวงตาที่เป่ียมดว้ ยความรัก
๒๓. อุณฺหสิ สโี ส : มีพระเศยี รงามบรสิ ทุ ธ์ดิ ุจประดบั ดว้ ยกรอบพระพกั ตร์ ลักษณะพระเศยี รของพระพุทธรูปทรงเคร่อื ง
ศิลปะพม่า มีความงดงามบรสิ ุทธิ์ ประกอบดว้ ยพระรศั มีทรงกรวยแหลม ยาวเรยี ว พระโอษฐ์ยิ้มเลก็ นอ้ ย พระขนงโก่ง ยกขอบ
สงู มคี วามคมชดั พระขนงห่างกันปลายจรดขอบพระเนตร
สาเหตุที่มาของมหาปุริสลักษณะที่ ๒๓ มพี ระเศยี รงามบรบิ ูรณ์ดจุ ประดบั ด้วยกรอบพระพกั ตร์ เกดิ จากอานิสงสท์ ่ี
พระองคอ์ นุวตั รตามมหาชนทกี่ ระทำ�กุศลกรรม เปน็ ผ้นู ำ�ในการประพฤติกายสุจรติ ในวจีสุจริต ในมโนสจุ รติ ในการให้ทาน
ในการรักษาศลี ในการสมาทานศลี อโุ บสถ ในการเกอ้ื กลู มารดาบดิ า เก้ือกูลสมณะ ในความประพฤติออ่ นน้อมตอ่ ผูใ้ หญ่
๒๔. เอเกกโลโม เสน้ พระโลมาเฉพาะขุมละเส้นๆ
๒๕. อณุ ณฺ า ภมกุ นตฺ เร ชาตา : มีอณุ าโลมระหว่างพระโขนงเวียนขวา
สาเหตทุ มี่ าของมหาปรุ สิ ลักษณะท่ี ๒๔, ๒๕ มพี ระโลมชาติเด่ียวและมีพระอุณาโลมระหวา่ งพระโขนงสีขาวอ่อน
เหมือนปุยนุ่น เกิดจากอานิสงส์ที่พระองค์ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำ�สัตย์ พูดแต่คำ�ที่มีสาระประโยชน์น่าเชื่อถือ
ไมห่ ลอกลวงชาวโลก
๒๖. จตฺตาฬีสทนโฺ ต : พระทนต์ ๔๐ ซี่ (ขา้ งละ ๒๐ ซ่ี)
๒๗. สมทนโฺ ต : พระทนต์เรียบเสมอกนั
สาเหตทุ ีม่ าของมหาปุริสลกั ษณะที่ ๒๖, ๒๗ มีพระทนต์ ๔๐ องค์ ข้างล่าง ๒๐ ขา้ งบน ๒๐ มพี ระทนต์เรยี บเสมอกัน
และมพี ระทนต์เรียบสนิทไมห่ ่างกัน เกดิ จากอานิสงสท์ ่พี ระองค์เว้นขาดจากการพดู ส่อเสียด พูดแตค่ �ำ ที่สร้างสรรค์ความสมาน
สามัคคี สง่ เสรมิ และยนิ ดีกับคนทป่ี รองดองกนั
๒๘. ปหูตชวิ โฺ ห : พระชิวหาอ่อนและยาว
๒๙. พรฺ หฺมสโร กรวิกภาณี : พระสุรเสยี งดจุ เทา้ มหาพรหม ตรสั มสี �ำ เนียงดุจนกการเวก
สาเหตุทม่ี าของมหาปุริสลักษณะท่ี ๒๘, ๒๙ มีพระชิวหาอ่อนและยาวและมีพระสรุ เสียงดุจเสียงพรหม เกิดจาก
อานสิ งส์การท่พี ระองคท์ รงละเวน้ จากการกลา่ ววาจาหยาบ ทรงกลา่ วแต่ค�ำ ทไ่ี ม่มโี ทษ มีความไพเราะหู ชวนใหผ้ ฟู้ งั เกดิ ความ
รกั ใคร่ชอบใจเป็นนิจ
๓๐. สีหหนุ : มีพระหนุดจุ คางแห่งราชสหี ์ (โค้งเหมอื นวงพระจนั ทร์)
สาเหตุทมี่ าของมหาปรุ สิ ลักษณะที่ ๓๐ มีพระหนดุ จุ คางราชสีห์ อันเป็นผลแห่งกศุ ลกรรมที่เกดิ จากอานิสงส์ที่
พระองคเ์ ว้นขาดจากการพูดเพอ้ เจ้อ พูดถูกกาล พดู แตค่ ำ�สัตย์ พดู อิงธรรมอิงวนิ ยั พูดมีหลักฐาน
๓๑. อวิวรทนฺโต : พระทนต์เรียบสนทิ มไิ ด้หา่ ง
๓๒. สุสกุ ฺกทาโฐ : เขย้ี วพระทนต์ท้งั ๔ ขาวงามบรสิ ทุ ธ์ิ
สาเหตทุ ี่มาของมหาปุริสลกั ษณะท่ี ๓๑, ๓๒ มพี ระทนต์เรียบเสมอกนั และมพี ระเขยี้ วแกว้ ขาวงาม เกดิ จากอานสิ งส์
ของการละมิจฉาอาชวี ะ ดำ�รงชพี ด้วยสมั มาอาชวี ะ เวน้ ขาดจากการทุจริตคดโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การฉกชิงวิง่ ราว
การปล้นและการขู่กรรโชก

60

พระพทุ ธรปู ทรงเคร่อื งศลิ ปะพม่า วดั มอ่ นป่ยู กั ษ์ เมอื งลำ�ปาง
61

62

พระพทุ ธรปู ทรงเครอ่ื งศิลปะพม่า วัดม่อนปู่ยกั ษ์ เมืองลำ�ปาง

ความหมายเชิงสัญลกั ษณ์จากปางพระพทุ ธปฏมิ า

พระพุทธรูปเป็นงานประติมากรรมท่ีสร้างข้ึนหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงแล้ว
เกอื บ ๗๐๐ ปี จงึ ไมม่ ีใครไดพ้ บเหน็ รูปลกั ษณะทีแ่ ท้จริงของพระพทุ ธองค์ การสรา้ งพระพุทธรปู เปน็ ภาพที่เกิดจากมโนคติ
และจนิ ตนาการของผสู้ รา้ ง ซ่งึ ในชว่ งเวลาท่เี กิดมพี ระพุทธรูปน้ัน ก็มีคมั ภรี ์ต่างๆ เกดิ ขนึ้ มากมาย โดยเฉพาะท่เี ป็นค�ำ อธบิ าย
ของพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานเกยี่ วกับพทุ ธภาวะ รวมท้ังคติความเช่อื ดง้ั เดิมทีเ่ กี่ยวกบั ลักษณะของมหาบรุ ษุ ซึ่งเปน็ ความรู้
ที่สืบทอดกันมาในสังคมวัฒนธรรมอินเดียสมัยโบราณ ล้วนเป็นตัวกำ�หนดสำ�คัญต่อรูปแบบพระพุทธปฏิมาทั้งสิ้น๑๘
การตคี วามหมายสญั ลกั ษณใ์ นพระพุทธปฏิมา โดยศึกษาจากปางพระพทุ ธรปู อันไดแ้ ก่ ลักษณะรปู แบบหรือรูปทรง
องค์ประกอบสว่ นตา่ งๆ ท่แี สดงอริ ยิ าบถท่าทางต่างๆ ของพระพุทธรูป ช่อื เรยี กปางต่างๆ ของพระพุทธรปู ใช้เกณฑ์หลายอยา่ ง
บางครั้งเรยี กตามอริ ยิ าบถ การสรา้ งพระพทุ ธรูปปางต่างๆ ในแต่ละยุคสมยั ไดม้ ีการปรับปรุงเปลยี่ นแปลง และมพี ัฒนาการ
มาเป็นลำ�ดับ โดยเฉพาะในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจ้าอยู่หัว นายช่างปฏิมากรได้ประดษิ ฐ์คดิ ค้นปางพระพุทธรูป
ขนึ้ เป็นจำ�นวนมากกว่าในสมยั ใด การคดิ คน้ พระพุทธรูปปางตา่ งๆ ในคร้งั น้นั มสี าเหตจุ ากการทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้า
เจา้ อยู่หวั ได้มีพระราชประสงคจ์ ะบำ�เพญ็ พระราชกุศล ให้ถกู ตอ้ งตามโบราณราชประเพณเี หมือนกับเมือ่ ครัง้ กรงุ ศรีอยธุ ยาเปน็
ราชธานี โดยในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างรปู พระโพธสัตว์ ตามเนอื้ หาทปี่ รากฏในชาดกมากอ่ น แต่เน่ืองจาก
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจ้าอยูห่ ัวทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า รปู พระโพธิสตั วต์ ่างๆ มที ้ังทเี่ ปน็ รปู เทวดา มนุษย์ และสตั ว์
เดรัจฉานอกี ด้วย จึงไมส่ มควรสรา้ งเป็นปชู นียวตั ถเุ พอื่ กราบไหว้บูชา จึงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมา
นชุ ิตชิโนรส ทรงคิดคน้ ปางพระพทุ ธรูปขน้ึ ๑๙

พระพุทธรูปศิลปะพมา่ วัดอนิ ทบปุ ผาราม เมอื งเชยี งตุง ประเทศพมา่

63

64

พระพทุ ธรูปทรงเคร่ืองศลิ ปะพม่า วัดมอ่ นปูย่ กั ษ์ เมอื งลำ�ปาง

พ ระพทุ ธปฏิมาศลิ ปะพม่า วดั ม่อนปยู่ ักษ์ เมอื งล�ำ ปาง มพี ุทธลักษณะเป็นพระพุทธรปู ปางทรงเคร่อื งหรอื ปางโปรด

พญาชมพบู ดี ซง่ึ มคี วามเปน็ มากลา่ วถงึ พทุ ธประวตั ิ ตอนพระพทุ ธองคท์ รงกระท�ำ ปาฏหิ ารยิ ท์ รมานพญาชมพบู ดี ผมู้ ฤี ทธานภุ าพ
มากจนไมม่ ใี ครสไู้ ด้ ให้ละความถอื ตวั ถอื ตน จนมคี วามเลอ่ื มใสศรทั ธายอมรบั นบั ถอื พระรตั นตรยั และประกาศตนเป็นสาวก
ของพระพุทธเจา้ ตามประวตั ิพญาชมพบู ดีเปน็ กษตั ริย์ครองเมอื งปัญจาลราษฐ์ เมอื่ พระพทุ ธองคท์ รงทรมานให้เลือ่ มใสแล้ว
พญาชมพบู ดีได้สละราชสมบตั อิ อกผนวชเป็นพระภิกษใุ นบวรพุทธศาสนา ได้บำ�เพ็ญเพยี รสมณธรรม จนในท่ีสดุ ได้บรรลุ
อรหันต์ เปน็ พระอริยะสาวกองค์หนึง่ ในคร้งั พทุ ธกาล๒๐

พระพุทธรูปทรงเครือ่ ง ประดษิ ฐานบนฐานบัลลังก์ ด้านหลงั เปน็ ซ้มุ เรอื นแกว้
ศิลปะพมา่ สมยั มัณฑะเลย์ วัดม่อนปยู่ กั ษ์ เมืองลำ�ปาง

65

ช าวพุทธถอื เปน็ คตมิ าแตส่ มัยโบราณ วา่ พระพุทธรปู ทรงเครือ่ งเปน็ พระปางเมอื่ พระพุทธองค์ทรงกระทำ�ปาฏหิ าริย์

บันดาลให้พญาชมพูบดีเห็นพระองค์ทรงเคร่ืองต้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชาธิราชโดยมีความเช่ือว่าการสร้างพระพุทธรูป
ทรงเครอ่ื งมอี านสิ งสม์ าก อาจมสี าเหตมุ าจากการบรจิ าคแกว้ แหวนเงนิ ทองของมคี า่ เพอ่ื เปน็ พทุ ธบชู ามาในกาลกอ่ นประการหนง่ึ
การสร้างพระพุทธรูปทรงเคร่ืองต้องใช้ช่างฝีมือและมีทุนทรัพย์มากจึงจะสามารถสร้างได้สำ�เร็จนับว่าเป็นการยากย่ิงกว่าการ
สรา้ งพระพุทธรปู ปางอน่ื ๆ อกี ประการหนึง่
ในกาลกอ่ นผมู้ ยี ศฐาบนั ดาศกั ดแ์ิ ละทรพั ยส์ มบตั มิ ากนบั ตงั้ แตส่ มเดจ็ พระราชาธบิ ดีจงึ มกั สรา้ งพระพทุ ธรปู ทรงเครอื่ ง
โดยอาศัยตำ�นานเรื่องพญาชมพูบดีเป็นคติในการสร้าง ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุครั้งกรุงศรีอยุธยาในสมัย
สมเดจ็ พระเจา้ บรมโกศฐ์ เมอ่ื ราชทตู ชาวศรลี ังกาได้พาคณะสงฆ์ไทยไปอปุ สมบทใหก้ ลุ บุตรในลงั กาทวีปแล้วกลับมาส่งเมื่อ
ปี พ.ศ. ๒๒๙๘ คณะทูตลังกาได้พำ�นักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้พาไปชมพระอารามหลวง
ทตู ชาวลังกาจงึ ไดพ้ บเหน็ พระพทุ ธรปู ทรงเครอื่ งในวดั พระศรสี รรเพช็ ญ์ เมือ่ ถามเจา้ พนกั งานผู้พาไป วา่ เหตุใดที่เมอื งสยามจึง
ได้สร้างพระพุทธปฏิมากรทรงเคร่ืองเหมือนกับเทวรปู ในลังกาทวปี ไมเ่ คยมีพระพุทธรปู แบบนมี้ ากอ่ น

66

วิทยาศาสตรเ์ พื่อการอนุรกั ษ์ตรวจสภาพช้นิ ส่วนพระพุทธรปู

การศกึ ษาโครงสร้างช้นั สพี ระพุทธรูป

ในการอนรุ กั ษค์ รง้ั น้ีผเู้ ขยี นศกึ ษาโครงสรา้ งของชน้ั สแี ละวเิ คราะหผ์ งสขี องชน้ิ งานผวิ สพี ระพทุ ธรปู วดั มอ่ นปยู่ กั ษ ์ เมอื งล�ำ ปาง
ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปศิลปะสกุลช่างมัณฑะเลย์ที่ยังคงหลงเหลือหลักฐานอยู่ตลอดจนค้นพบพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะ
ใกลเ้ คยี งกนั อยู่จำ�นวนมากในอาณาเขตภาคเหนือตอนบน การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์จะท�ำ ใหท้ ราบถงึ เทคนิคของช้นิ งาน
ผิวสีพระพุทธรูป ข้อมูลที่ได้คือทราบว่าวัสดุที่ใช้เป็นส่วนผสมในการสร้างพระพุทธรูป ภูมิปัญญาของช่างโบราณที่สร้าง
พระพทุ ธรปู ใหค้ ณุ ลกั ษณะพเิ ศษแตกตา่ งจากพระพทุ ธรปู อน่ื ๆ ทพ่ี บคอื มโี ครงสรา้ งกลวงภายใน มนี �ำ้ หนกั ทเ่ี บาแตเ่ มอ่ื มองดว้ ยตาเปลา่
กลับคลา้ ยพระพุทธรูปท่สี ร้างดว้ ยโลหะ หรือไม้เพราะมกี ารใชเ้ ทคนคิ ลงรักปิดทอง การอนรุ กั ษ์ตอ้ งการศกึ ษาวสั ดุทใี่ ช้ในการ
สร้างพระพุทธรูปว่าสร้างจากวัสดุชนิดใด มีองค์ประกอบใดบ้าง เมื่อค้นพบนับเป็นหลักฐานสำ�คัญทางด้านประวัติศาสตร์
ศิลปะ ตลอดจนยงั เปน็ ประโยชนใ์ นการใชเ้ ป็นแนวทางพจิ ารณาถงึ วิธีการและสารเคมแี ละวัสดทุ ี่เหมาะสมในการด�ำ เนินการ
อนรุ กั ษพ์ ระพุทธรปู ตอ่ ไป
หลกั การวิเคราะห์ ผงสีอนนิ ทรีย์ ใช้วธิ ี microscopical chemical test ดว้ ยวธิ ีใช้กล้องจลุ ทรรศนอ์ เิ ลคตรอน ใน
การวิเคราะห์ธาตุของชนิ้ งาน และศึกษาโครงสรา้ งของชน้ิ งาน ตลอดจนทราบเทคนคิ ของการสรา้ งพระพทุ ธรูป ใชว้ ธิ ีตรวจ
ด้านขวางของตวั อยา่ ง (Cross-section) ซึ่งยืนยนั ดว้ ยการท�ำ การวเิ คราะห์ธาตทุ ่เี ปน็ องคป์ ระกอบบริเวณนัน้ ดว้ ย Energy
dispersive spectrometry (EDS) ธาตุทีต่ รวจวัดเจอจากผิวดา้ นในสดุ

68

วิทยาศาสตร์เพอ่ื การอนรุ กั ษต์ รวจสภาพชิน้ ส่วนพระพทุ ธรูป

เครื่องมอื ที่ใช้ในการตรวจกล้องจุลทรรศนอ์ เิ ล็กตรอนแบบส่องกราด

โดยบริษัท JEOL co, ltd.
ประเทศญ่ีปนุ่
ศักย์เรง่ อเิ ลก็ ตรอน ๑๕ kV
ระยะงาน (working distance) ๑๐ mm.
ภาพ SEI ใชข้ นาดล�ำ อิเล็กตรอน (Beam spot size) ๒๕
ภาพ BEI ใชขนาดลำ�อเิ ล็กตรอน (Beam spot size) ๓๙
เครื่องวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบธาตุด้วยรังสเี อก็ ซ์ (EDS)
ของบรษิ ัท Oxford Instrument จ�ำ กัด ประเทศอังกฤษ
เคร่อื งฉาบทองค�ำ ของบรษิ ทั SPI จ�ำ กัด

69

วิธีการตรวจโครงสร้างช้ันสีพระพุทธรูปศิลปะพมา่ วดั มอ่ นป่ยู ักษ์ ด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศนอ์ เิ ลก็ ตรอนแบบส่องกราด

เนอ่ื งจากวสั ดทุ จ่ี ะน�ำ เขา้ ไปตรวจในกลอ้ งจ�ำ เปน็ ตอ้ งน�ำ ไฟฟา้ เพอ่ื ปอ้ งกนั การสะสมประจอุ เิ ลก็ ตรอนทผ่ี วิ ของชน้ิ งาน
มขี นั้ ตอนดังต่อไปนี้

๑.เก็บชิ้นส่วนของพระพุทธรูปบริเวณท่ี ไม่ส�ำ คญั หรือชน้ิ ทเ่ี ลก็ ๒. นำ�ชน้ิ สว่ นของพระพุทธรปู ศิลปะพม่าที่ ได้มาเลอื กให้ไดข้ นาด

ท่ีสดุ เพือ่ นำ�มาตรวจดว้ ยกล้องจลุ ทรรศนอ์ เิ ลคตรอน ท่ีมคี วามเหมาะสมสำ�หรบั การติดลงบนแท่นยดึ ชิ้นงาน (stub)

70

วิทยาศาสตร์เพอ่ื การอนรุ กั ษ์ตรวจสภาพชน้ิ สว่ นพระพทุ ธรูป

๓.เมื่อน�ำ ชิ้นสว่ นของพระพทุ ธรูปศิลปะพมา่ จากขอ้ ๒ มายึด ๔. น�ำ ช้นิ งานที่ยึดติดกบั แท่นยึดชน้ิ งานเรียบร้อยแล้วมาฉาบ
ตดิ กับ แท่นยึดช้นิ งาน (stub) ทองเหลอื งดว้ ยแผน่ กาวคารบ์ อน ดว้ ยทองคำ� (gold coat) ด้วยเครือ่ ง Gold sputter coater
(carbon tape) สองหน้า ชน้ิ ที่จะศกึ ษาผิวดา้ นในและผิวดา้ นนอก
ตดิ ท่ดี า้ นบนของแทน่ ยึดชน้ิ งาน สว่ นชนิ้ งานทีจ่ ะศึกษาภาคตดั
ขวางจะพันรอบกับแท่นยึดช้ินงานเพ่ือให้เห็นภาคตัดขวางของชิ้น
งานแบบตัง้ ฉาก

71

๕. นำ�ช้นิ งานเขา้ ไปส่เู คร่ืองจากนน้ั ท�ำ ใชภ้ ายในหอ้ งเคลอื บเป็นสญุ ญากาศเม่อื เป็นสญุ ญากาศดแี ลว้ ปล่อยก๊าซอาร์กอนเขา้ ไปเมื่อก๊าซ
อารก์ อนเคลอ่ื นทผ่ี า่ นสนามไฟฟา้ ความเข้มสูงจะกลายเป็นพลาสมา แลว้ พุ่งเข้าชนเป้าทองค�ำ ทอี่ ยู่ดา้ นบนใหห้ ลดุ ออกมาเคลอื บชน้ิ งาน
โดยสภาวะที่ใช้ฉาบชน้ิ งานคอื ความต่างศกั ยท์ ่ีใชค้ ือ ๑,๐๐๐ volt

72

วิทยาศาสตร์เพือ่ การอนุรักษต์ รวจสภาพชนิ้ ส่วนพระพทุ ธรปู

๖. ระยะหา่ งระหวา่ งชน้ิ งานกบั เปา้ ทองคำ� ๕ cm. ใช้เวลา ๗. นำ�ชิ้นเข้าส่งกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดเพื่อ
ในการฉาบ ๖๐ วนิ าทีไดค้ วามหนาของชน้ั ทองค�ำ ประมาณ ๖ ตรวจดลู ักษณะของพืน้ ผวิ ของช้นิ งาน
นาโนเมตร

73

๘. นำ�ชน้ิ งานเข้าสง่ กล้องจลุ ทรรศนอ์ เิ ลก็ ตรอนแบบสอ่ งกราด

ศักย์เรง่ อเิ ล็กตรอน 15 kV
ระยะงาน (working distance) 10 mm.
ภาพ SEI ใช้ขนาดล�ำ อิเลก็ ตรอน (Beam spot size) 25
ภาพ BEI ใชข้ นาดลำ�อิเล็กตรอน (Beam spot size) 39

74

วทิ ยาศาสตรเ์ พอ่ื การอนรุ ักษต์ รวจสภาพช้นิ สว่ นพระพุทธรปู

การขยายช้นิ งานดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์อเิ ล็กตรอนแบบส่องกราด
75

ศนู ยอ์ นุรักษแ์ ละบริการจลุ ทรรศนศาสตรอ์ เิ ล็กตรอนคณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
Electron Microscopy Research and Service Center, Chiang Mai University,
คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทรศพั ท์ 053-943396 ตอ่ 326 โทรสาร 053-892275
Faculty of Science, Chiang Mai University, Chiang Mai Thailand 50200 Tel.053-943468ext326 Fax.

การรายงานผลการวิเคราะหต์ ัวอยา่ งดว้ ยกล้องจุลทรรศนอ์ เิ ลก็ ตรอนแบบสอ่ งกราด (SEM)

รายงานการวิเคราะห์ชนิ้ งานผวิ สพี ระพุทธรปู
การวิเคราะห์ครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพภาคตัดขวาง
เพอ่ื ดแู ต่ละชั้นของผวิ พระพทุ ธรปู จากรูป ๑ เมอ่ื ถ่ายภาพภาคตดั
ขวางของผิวพระพทุ ธรปู จะเหน็ วา่ มกี ารแยกเปน็ ๓ ช้ันคอื ๑. ชนั้ ของ
บริเวณผิวด้านนอกท่เี ปน็ สว่ นให้สี ๒. ชนั้ ตรงกลางปรบั ผวิ ให้เรยี บ
และยดึ เกาะระหวา่ งผิวชั้นในกับสีชน้ั นอก ๓. ชัน้ ในสดุ จะเป็นส่วน
ของโครงสรา้ งของพระพทุ ธรปู จากซ้ายไปขวาตามลำ�ดบั ทัง้ นี้ได้
วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในแต่ละบริเวณด้วยเคร่ืองวัดรังสีเอ็กซ์
ลกั ษณะเฉพาะแบบกระจายพลงั งาน (Energy Dispersive X-ray
Spectroscopy;EDS) ธาตุทีพ่ บบรเิ วณที่ ๑ ประกอบด้วย คารบ์ อน
ไนโตรเจน และออกซเิ จน ๔๑.๕๗% ๒๖.๙๘% และ ๓๑.๔๕% ตาม
ลำ�ดับจากธาตุท่ีตรวจพบในบริเวณน้ีคาดว่าจะเป็นสารประกอบกลุ่ม
ไนไตรด์ เซลลโู ลส ทีเ่ ป็นตวั ประสานเน้ือสีใหส้ มำ�่ เสมอ หรอื อาจเป็น
วัสดุธรรมชาติที่ได้จากส่วนของสัตว์จำ�พวกหนังสัตว์ท่ีต้มจนหนืด
ผสมกับสีเพือ่ ให้ไดล้ กั ษณะเฉพาะของสี บรเิ วณท่ี ๒ ประกอบด้วย
คารบ์ อน ซิลิกอน และออกซิเจน ๗๓.๐๔% ๑.๐๙% และ ๒๕.๘๗%
ตามลำ�ดบั ในบริเวณนีม้ ีปริมาณคาร์บอนสูงมากคาดว่าสารที่นำ�มา
เปน็ สว่ นรองพนื้ กอ่ นทาสอี าจเป็นกลมุ่ เรซิน หรือพอลเิ มอร์ทเี่ ปน็ ตัว
ยึดเกาะกับผิวท่ีขรุขระชั้นในได้ดีและกันนำ้�ที่อาจซึมเข้าไปทำ�ลาย
โครงสร้างภายในได้ และ บรเิ วณท่ี ๓ประกอบด้วย คาร์บอน ซิลิกอน
และออกซิเจน ๔๘.๖๕% ๓๘.๕๘% และ ๑๒.๗๗% ตามลำ�ดับบรเิ วณนี้
ส่วนมากจะพบกอ้ นทราย (สขี าวสว่าง) เน่อื งจากพบซลิ ิกอนมากข้ึน
โดยกระจายแทรกอยูก่ บั เรซนิ หรอื พอลเิ มอร์ (สดี ำ�)

76

วิทยาศาสตรเ์ พื่อการอนรุ ักษ์ตรวจสภาพชิ้นส่วนพระพุทธรูป

๑. (ก) ภาพถา่ ยภาคตดั ขวางของช้นั ผิวพระพทุ ธรปู ซง่ึ ประกอบด้วย (ข)
ช้ันตา่ ง ๆ ของช้ินงาน ๓ชั้น (ข) (ค) และ (ง) สเปคตรัม EDS แสดง (ค)
ถงึ ธาตอุ งคป์ ระกอบท่ตี รวจพบในชัน้ ที่ ๑ ชัน้ ที่ ๒ และ ช้นั ท๓่ี ตาม (ง)
ลำ�ดบั

77

ภาพขยายของภาพถ่ายภาคตัดขวางของช้นั ผวิ พระพทุ ธรปู แสดงให้เหน็ ถงึ รอยตอ่ และลกั ษณะโครงสร้างทางจลุ ภาคของแตล่ ะชั้น

๒. เปน็ ภาพถา่ ยเพม่ิ ก�ำ ลงั ขยายเพอ่ื ใหเ้ หน็ รอยตอ่ แตล่ ะชน้ั ของแตล่ ะบรเิ วณทง้ั สามชดั เจนมากขน้ึ โดยเปน็ การถา่ ยภาพ
แบบอเิ ล็กตรอนกระเจิงกลบั (Backscatter Electron Image; BEI) ซ่งึ ใหภ้ าพในลกั ษณะให้ความเปรียบตา่ งของเลขอะตอม
เฉลย่ี ในแต่ละสว่ นประกอบในชิน้ งาน กล่าวคอื บรเิ วณใดทเี่ ปน็ สารประกอบ หรือธาตุทม่ี ีเลขอะตอมเฉลย่ี สงู กว่าจะเกดิ ภาพที่
มคี วามสวา่ งกวา่ จากภาพจะสงั เกตไดว้ า่ บรเิ วณท่ี ๑ จะมบี รเิ วณทส่ี วา่ งสงู เปน็ จดุ กระจายอยทู่ ว่ั ดงั รปู (๒) และ รปู ๓(ข) ซง่ึ คาดวา่
จะเป็นส่วนของเม็ดสี หรอื กลมุ่ วตั ถทุ ่ใี หส้ ี โดยเมอื่ วัดองคป์ ระกอบทางเคมีดว้ ย EDS บรเิ วณท่สี วา่ งประกอบด้วย คารบ์ อน
ออกซเิ จน ซลั เฟอร์ และแบเรียม ๒๒.๙๐% ๓๓.๘๒% ๘.๖๒ และ๓๔.๓๗% ตามลำ�ดับ โดยคาดวา่ ซัลเฟอร์ และแบเรยี มจะเป็น
ธาตใุ ห้สแี ตผ่ ิวชนั้ นอก ดงั สเปคตรมั ทีแ่ สดงในรูปที่ ๓ (ข)

78

วทิ ยาศาสตรเ์ พือ่ การอนรุ ักษต์ รวจสภาพชน้ิ สว่ นพระพุทธรปู

(ข)

๓. (ก) ภาพขยายของภาพถ่ายภาคตดั ขวางของช้ัน

ผวิ พระพทุ ธรปู แสดงใหเ้ หน็ ถึงการกระจายตัวของจุด
สว่างของบริเวณผวิ ชัน้ นอก (บรเิ วณที่ ๑) (ข) สเปคต
รมั การวเิ คราะห์ EDS แสดงถึงธาตทุ ีต่ รวจพบในจดุ
สว่างของบริเวณที่ ๑

79

เมอื่ พลิกด้านทเ่ี ปน็ ผวิ สีเหลืองทเี่ ป็นดา้ นหนา้ ออกถ่ายภาพด้วยกล้องจุลทรรศนแ์ บบส่องกราด มาพบมจี ดุ สว่าง
กระจายทวั่ ผิว และในบรเิ วณเดียวกนั นพ้ี บบรเิ วณท่ีเปน็ เกลด็ สีเทาอยเู่ ล็กน้อยดังรปู ๔

ภาพผวิ ด้านนอกของชิ้นงานแสดงใหเ้ หน็ การกระจายตัวของจุดสขี าวสวา่ ง ทีเ่ ป็นเนอื้ สี

๔. เม่ือเพมิ่ กำ�ลังขยายภาพเพ่อื ให้เห็นจดุ สว่างที่กระจายอยู่ และบรเิ วณที่เป็นเกล็ดสเี ทาชดั เจนขึ้น ดงั รปู ๕ และ
วเิ คราะห์องค์ประกอบทางเคมดี ว้ ย EDS พบวา่ บรเิ วณทีเ่ ปน็ แถบสวา่ งสขี าวพบ คารบ์ อน ออกซิเจน ซัลเฟอร์ และ ปรอท ใน
สัดสว่ น ๒๗.๒๒% ๗.๒๐% ๘.๙๗% และ ๕๖.๖๒% ตามล�ำ ดับคาดว่าจะเป็นสว่ นทีใ่ หส้ เี หลือง พร้อมกนั นีไ้ ด้วดั องค์ประกอบทาง
เคมีด้วย EDS บรเิ วณท่ีมลี กั ษณะเป็นเกลด็ สเี ทาพบ คารบ์ อน ออกซเิ จน อลมู เิ นียม ซิลิกอน โพแทสเซยี ม และ ไททาเนยี ม ใน
สดั ส่วน ๔๓.๑๐% ๓๔.๓๙% ๕.๑๑% ๖.๑๗% ๒.๘๐ และ ๘.๔๓% ตามลำ�ดับ โดยทอ่ี งคป์ ระกอบธาตุที่เป็น ไททาเนียมคาดวา่
จะเป็นส่วนที่ให้สีขาวเพื่อลดความเข้มสีเหลืองจากกำ�มะถันให้มีสีใกล้เคียงกับสีทองคำ�มากขึ้น นอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์
องคป์ ระกอบทางเคมีดว้ ย EDS พบว่าบริเวณทเ่ี ป็นก้อนสดี ำ�พบ คาร์บอน ออกซิเจน ซลิ กิ อนและ แคลเซยี ม ในสดั ส่วน ๕๔.๒๓%
๓๐.๙๔% ๔.๐๐% และ๑๐.๘๒ % ตามลำ�ดบั คาดวา่ จะเปน็ สว่ นผสมที่ใหส้ ขี าวเช่นเดียวกนั กับไททาเนยี ม แตแ่ คลเซียมมรี าคาตำ่�
กวา่ มาก

80

วทิ ยาศาสตรเ์ พ่อื การอนรุ กั ษต์ รวจสภาพชน้ิ ส่วนพระพทุ ธรูป

(ก) (ข)
(ค)
๕. (ก) ภาพขยายของผวิ ดา้ นนอกของช้ินงานแสดงใหเ้ ห็นการกระ (ง)

จายตัวของจุดสขี าวสว่าง และจดุ สีเทาของเนือ้ สี (ข) (ค) และ (ง) ผล
การวิเคราะห์ EDS ระบุธาตุทเี่ ปน็ องค์ประกอบในบริเวณท่ีเปน็ จุด
ก้อนสวา่ งสีขาว จดุ กอ้ นสีเทา และจุดก้อนสดี ำ�ตามล�ำ ดับ

81

เมื่อแกะดใู นชั้นของบรเิ วณท่ี ๓ พบก้อนสว่างสีขาวขนาดใหญ่กระจายแทรกท่ัวสลบั กับพื้นทเ่ี นอ้ื สดี �ำ วิเคราะหอ์ งค์
ประกอบทางเคมดี ว้ ย EDS พบวา่ บรเิ วณท่ีเปน็ จดุ สวา่ งสขี าวพบ ซิลกิ อน และออกซเิ จน และบริเวณสีดำ�จะพบ คาร์บอน และ
ออกซิเจน คาดว่าบรเิ วณทเ่ี ปน็ จุดสวา่ งสีขาวจะเป็นกอ้ นทรายบดละเอียด มขี นาดประมาณ ๐.๑ – ๐.๒ มิลลิเมตรสว่ นบริเวณ
สดี �ำ เปน็ เนือ้ อินทรีย์สารกล่มุ พอลิเมอรห์ รอื ยางไมจ้ ากธรรมชาติ เป็นต้น

(ก) (ข)

(ค)

๖. (ก) ผิวด้านในของชิ้นงาน (บริเวณที่ ๓) แสดงให้เห็นการกระจายตวั ของจดุ สขี าวแทรกในเนือ้ พื้นสีดำ� ในชน้ิ งาน (ข) และ

(ค) ผลการวิเคราะห์ EDS แสดงถงึ ธาตุทีเ่ ป็นองค์ประกอบบรเิ วณจดุ สว่างสขี าว และบรเิ วณพน้ื สดี ำ�ตามล�ำ ดบั

82

วิทยาศาสตร์เพอื่ การอนุรกั ษต์ รวจสภาพชน้ิ สว่ นพระพทุ ธรูป

การศกึ ษาชัน้ สีโดยการท�ำ ภาพอิเลก็ ตรอนทตุ ยิ ภูมิ (เอสอีไอ) และสเปกตรมั อีดเี อสจากภาคตัดขวางของชิน้ งานผวิ สี

พระพทุ ธรปู วดั ม่อนปู่ยกั ษ์

วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาการทำ�ภาพตัดขวางของชิ้นงานผิวสีพระพุทธรูป วัดม่อนปู่ยักษ์ด้วยภาพอิเล็กตรอนทุติยภูมิ (เอสอีไอ)
และสเปกตรมั อดี เี อสจากภาคตดั ขวางของชน้ิ งานผวิ สพี ระพทุ ธรปู สามารถความเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชน้ั สกี ารท�ำ ภาพตดั ขวาง
นี้ทำ�ให้ได้ข้อมูลหลายอย่าง กล่าวคือสามารถดูชั้นสีภายในได้ สังเกตุจากสี เนื้อวัสดุ ความหนาของชิ้นส่วน และการ
เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้นึ ในช้ินงานผิวสพี ระพุทธรูป ธาตุทต่ี รวจพบในช้ินงานผิวสพี ระพุทธรูป

สรุปผลการศึกษา
การถ่ายภาพภาคตดั ขวางเพอ่ื ดูแต่ละชน้ั ของผิวของพระพทุ ธรูป ทง้ั น้ี เมอื่ ท�ำ การวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบทางเคมใี น
แตล่ ะบรเิ วณด้วยเคร่อื งวดั รังสเี อ็กซล์ ักษณะเฉพาะแบบกระจายพลังงาน (Energy Dispersive X-ray Spectroscopy; EDS)
พบวา่ เมอื่ ถา่ ยภาพภาคตดั ขวางของผิวพระพทุ ธรปู จะเห็นวา่ มีการแยกเป็น ๓ ชน้ั คือ
๑. ชั้นของบริเวณผวิ ด้านในสุดทเี่ ป็นส่วน พบว่าเปน็ เซลลโู ลส คือตวั ประสานเนอื้ เปน็ วัสดุธรรมชาติท่ไี ดจ้ าก
ส่วนประกอบของพืชและผสมกับส่วนประกอบของสัตว์จำ�พวกหนังสัตว์ที่ต้มจนหนืดผสม สันนิษฐานได้ว่าเป็นการผสม
ระหว่างพืชแห้งหรือดอกไมแ้ ห้งบดละเอียดกบั กาวหนังสตั ว์ โบราณนิยมใชก้ าวจากหนังกระต่าย หรือหนงั ควาย น�ำ มาต้ม
เคย่ี วจะไดค้ วามเหนยี วขน้ เมอ่ื ผสมกบั ดอกไมท้ ง้ิ ไวใ้ หแ้ หง้ กจ็ ะสามารถแขง็ ตวั สามารถนำ�อัดลงในแมพ่ มิ พไ์ ดจ้ ะไดพ้ ระพทุ ธรปู
ที่มนี ้ำ�หนกั ทีเ่ บา กวา่ การสร้างด้วยวัสดปุ ระเภทโลหะและไม้
๒. ชน้ั ตรงกลางปรับผวิ ใหเ้ รยี บและยึดตึงเกาะระหวา่ งผิวชน้ั ในกับสีชนั้ นอก ในบริเวณน้มี ปี รมิ าณคารบ์ อนสงู มาก
คาดวา่ สารทน่ี �ำ มาเป็นส่วนรองพื้นก่อนทาสีอาจเป็นกลุ่มเรซิ่น หรือพอลิเมอร์ที่เป็นตัวยึดเกาะกับผิวทีข่ รขุ ระช้ันในได้ดีและ
กนั น้ำ�ที่อาจซึมเข้าไปทำ�ลายโครงสร้างภายในได้ สันนิษฐานได้ว่าสารดังกล่าวมีองค์ประกอบใกล้เคียงกับยางรัก ในอดีต
นิยมใช้ยางรักสร้างสรรค์ศิลปวัตถุ เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถรักษาผิวชิ้นงานให้คงทนแข็งแรง เมื่อนำ�มา
ทาวัสดุต่างๆ จะช่วยกันน้ำ� น้ำ�ยางรักซึ่งเป็นสารอิมัลชันของสารอินทรีย์ในน้ำ� เมื่อตั้งทิ้งไว้ในอากาศจะแข็งตัวได้โดย
กระบวนการโพลเิ มอร์ที่มีน้ำ�หนักโมเลกุลสูงขึ้นและมีโครงสร้างเช่ือมโยงเป็นร่างแหทำ�ให้ของแข็งได้ ทนความร้อนมากขึ้น
ทนน้�ำ กรดและดา่ ง และตวั ท�ำ ละลายหลายชนิด ฉะน้นั ยางรกั จึงนยิ มไปใช้เปน็ สารเคลอื บผิวทเ่ี รยี กว่าแลคเกอร์ การพบธาตุ
ดงั กวา่ ในชน้ั ทส่ี องจงึ สามารถสนั นฐิ านไดว้ า่ เปน็ โครงสรา้ งของยางรกั ทช่ี า่ งโบราณจะใชผ้ สมสมกุ (ผงใบตองแหง้ เผาไฟ ผงถา่ น
หญ้าคา หรือผงกะลามะพร้าวเผาไฟอย่างใดอย่างหนึ่งบดละเอียดเป็นผงเพื่อผสมยางรักตีใหเ้ ป็นเนือ้ เดียวกนั ใช้ทารองพนื้ )
เพอ่ื เตรยี มพ้ืนผวิ พระพทุ ธรูปใหเ้ รยี บตึงก่อนการเช็ดรกั ปิดทองในข้ันตอนต่อไป

83

๓. ช้นั นอกสดุ ของชน้ิ งานจะเป็นส่วนของโครงสร้างของพระพทุ ธรูป ท้ังน้ี เมอ่ื ท�ำ การวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบทางเคมี
ประกอบดว้ ย คารบ์ อน ซลิ กิ อน และออกซเิ จน เนอ่ื งจากพบซลิ กิ อนมากขน้ึ โดยกระจายแทรกอยกู่ บั เรซนิ หรอื พอลเิ มอร์ (สดี �ำ )
เนอ่ื งจากการส�ำ รวจสภาพพระพทุ ธรปู กอ่ นการอนรุ กั ษพ์ บวา่ ชน้ั ผวิ ดา้ นนอกสดุ ถกู ทาทบั ดว้ ยวสั ดปุ ระเภทสนี �ำ้ มนั (สที องกระปอ๋ ง)
และเมือ่ ทำ�ความสะอาดชิ้นส่วนด้วยทินเนอร์ จึงพบว่ามีผิวของพระพุทธรูปบางแห่งยังคงมีร่องรอยของทองค�ำ เปลวทต่ี ิดอยู่
และจากการเก็บข้อมูลภาคสนามพบว่าพระพุทธรูปที่มีอายุศิลปะท่ีมีลักษณะใกล้เคียงกันจะนิยมใช้ทองคำ�เปลวติดที่ผิวไม่
พบวา่ มกี ารใชส้ นี �ำ้ มนั ทาจงึ สนั นษิ ฐานวา่ ผวิ เดมิ ของพระพทุ ธรปู นา่ จะเปน็ การใชแ้ ผน่ ทองค�ำ เปลวปดิ บนพน้ื รกั ดงั นน้ั การอนรุ กั ษ์
ใหก้ ลับคืนสูส่ ภาพเดิมมากที่สุดคอื การน�ำ สีทองน้�ำ มันที่ทาทับออกแล้วจงึ ลงยางรักปดิ ทองค�ำ เปลวพระพทุ ธรูปทงั้ องค ์

ผสู้ รปุ และวิเคราะห์ นายมงคล ทองทุ่งมน

หลงั การท�ำ ความสะอาดผิวของพระพุทธรูปพบวา่ บางแหง่ ยังคงมรี อ่ งรอยของทองคำ�เปลว
84

วทิ ยาศาสตรเ์ พื่อการอนุรกั ษ์ตรวจสภาพช้นิ ส่วนพระพุทธรปู
85

Report of Analysis

Electron Microscopy Research and Service Center,

Faculty of Science, Chiang Mai University, Chiang Mai 50200,
Tel 053-943468

Date November 2, 2011
Institute/Company : Art Lecturer Department of Printmaking Painting and Sculpture
Faculty of Fine Arts, Ching Mai University, Ching Mai, 50200, Thailand
Tel. 053-944821, Fax. 053-944836
Contact Person : Assistant Prof. Tippawan Thungmungmee
Tel. 053-944821, E-mail : [email protected]
Mr. Chalongdej Kuphanumat
Mobile 053944821, Email : [email protected]
Specimens Buddha Image
Test SEM-EDS (Qualitative)
Sample Preparation Gold coating
Used Equipment JEOL JSM 6910LV-SEM, Oxford EDS with Inca Software
Technical Staffs Mr. Mongkol KONGTUNGMON
Results Attached as separate sheets

86

การอนุรกั ษพ์ ระพทุ ธรูปทรงเครื่องศลิ ปะพมา่ วัดมอ่ นปู่ยกั ษ์

การปฏบิ ตั ิการอนุรกั ษพ์ ระพุทธรูป

การศกึ ษาทางดา้ นการอนุรักษพ์ ระพทุ ธรูปในประเทศไทยนัน้ ถงึ แม้ว่าไดม้ ีการริเรมิ่ มานานพอสมควรแลว้ กต็ ามแต่
ก็อาจพบอุปสรรคและปัญหาทางด้านการอนุรักษ์ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะในแต่ละแห่งแต่ละสถานที่ย่อมจะพบปัญหา
ไม่เหมือนกัน หากจะมีความแตกต่างกันออกไปตามปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ “การอนุรักษ์พระพุทธรูป” ก็นับเป็นปัญหา
ใหญ่ปัญหาหน่ึงท่ีต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรมีแนวทางปฏิบัติและเทคนิควิธีในการดำ�เนินการอนุรักษ์อย่างไร
มีปัจจัยและแนวทางใดบา้ งที่ควรยึดถอื เปน็ หลกั ใหญ๒่ ๑
อนั ดบั แรกทค่ี วรตระหนกั คอื ความหมายของพระพทุ ธรปู ซง่ึ มคี วามส�ำ คญั ตอ่ พทุ ธศาสนกิ ชน ชมุ ชนทม่ี อี งคพ์ ระพทุ ธรปู
เป็นประธานนั้น พระพุทธรูปถือเป็นสัญลักษณ์เพื่อน้อมระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความศรัทธาของชาวพุทธที่มี
ต่อพระพุทธปฏิมาจึงไม่ได้มองว่าพระพุทธรูปเป็นงานโบราณวัตถุหากแต่ให้ความสำ�คัญไปถึงด้านจิตที่มีความศรัทธา มี
ความรักความผกู พนั ต่อองค์พระพทุ ธรปู มานานหลายชัว่ อายุคน ดงั นัน้ การอนุรกั ษ์พระพทุ ธรปู จึงควรตระหนักวา่ สง่ิ ที่ทำ�การ
อนรุ กั ษน์ ั้นมคี ุณคา่ ท้งั ดา้ นนามธรรมและรปู ธรรม การอนุรักษ์พระพทุ ธรปู จงึ ถือได้ว่าเป็นการรักษาความหมายทางนามธรรม
ใหส้ มบรู ณโ์ ดยการรักษารปู ธรรมไว้ให้แข็งแรง
อันดับสองควรทำ�การศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของพระพทุ ธรูปเพอ่ื ให้เขา้ ใจคุณคา่ ความส�ำ คญั ตลอดจนศกึ ษา
รปู แบบของการสร้าง สกลุ ช่าง เทคนคิ กรรมวธิ ีในการสรา้ งพระพทุ ธรูป เพราะการสร้างพระพุทธรูปในอดตี มคี วามแตกต่าง
จากการสรา้ งในปัจจบุ ันมาก โดยเฉพาะที่มาของการสร้างพระพทุ ธรปู แต่ละองคม์ คี วามสำ�คญั แตกต่างการออกไป ทงั้ ดา้ น
พธิ กี รรม เทคนคิ วสั ดุ กระบวนการสรา้ ง หากตอ้ งท�ำ การอนรุ กั ษค์ วรท�ำ ดว้ ยความปราณตี และใหค้ วามส�ำ คญั ในทกุ รายละเอยี ด
ขององคพ์ ระพทุ ธรูปที่ต้องท�ำ การอนรุ กั ษ์

การบนั ทกึ หลักฐานและตรวจสภาพ

เป็นขน้ั ตอนของการถ่ายภาพพระพุทธรูปกอ่ นการอนรุ กั ษ์ เพื่อบนั ทกึ สภาพความชำ�รดุ ของพระพุทธรูป เนื่องจาก
พระพุทธรูปมีสภาพความชำ�รุดที่แตกต่างจากพระพุทธรูปท่ีสร้างด้วยปูนสัมฤทธิ์หรือไม้เพราะสภาพของพระพุทธรูปที่ชำ�รุด
สรา้ งดว้ ยเกสรดอกไม้ซง่ึ ช�ำ รุดดว้ ยสาเหตกุ ารตกกระแทกกบั พน้ื องค์พระพุทธรปู ได้กลายสภาพเป็นช้นิ เลก็ ๆ จ�ำ นวนมาก
ซึง่ สว่ นเล็กสดุ มีขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ ๐.๕ เซนตเิ มตร จนถึงชน้ิ ส่วนทย่ี งั คงสภาพสมบูรณท์ สี่ ุดคอื พระเศียรของ
องค์พระพุทธรูปการบันทึกโดยภาพถ่ายจึงเป็นหลักฐานสำ�คัญท่จี ะสามารถอธิบายถึงสภาพความเสียหายว่ามากน้อยเพียงใด
ช้ินสว่ นทุกๆ ชิ้นไดถ้ กู เกบ็ ไว้เป็นอยา่ งดีโดยท่านเจ้าอาวาสวดั มอ่ นป่ยู กั ษ์ พระอธกิ ารสมชายจิตสฺวโร

สภาพชน้ิ ส่วนขององคพ์ ระพทุ ธรูปทชี่ �ำ รดุ ก่อนการอนุรักษ์

88

การอนุรกั ษพ์ ระพทุ ธรูปทรงเครื่องศลิ ปะพมา่ วดั มอ่ นปู่ยกั ษ์
89

90

การอนุรกั ษพ์ ระพทุ ธรูปทรงเครื่องศลิ ปะพมา่ วดั มอ่ นปู่ยกั ษ์
91

การเกบ็ บนั ทึกข้อมลู กอ่ นการอนรุ ักษ์ด้วยการจ�ำ แนกชน้ิ ส่วนซึง่ มคี วามแตกตา่ งกนั

ภาพชนิ้ ส่วนขององคพ์ ระพทุ ธรปู ภาพชนิ้ ส่วนขององค์พระพทุ ธรูป
ล�ำ ดบั ท่ี ๑ ลำ�ดบั ท่ี ๒

ภาพช้ินสว่ นขององค์พระพทุ ธรูป ภาพช้นิ สว่ นขององค์พระพทุ ธรปู
ลำ�ดับที่ ๓ ลำ�ดับที่ ๔

92

การอนรุ ักษ์พระพทุ ธรปู ทรงเครือ่ งศลิ ปะพมา่ วดั ม่อนปู่ยกั ษ์

ภาพชน้ิ ส่วนขององค์พระพุทธรูป ภาพช้ินสว่ นขององคพ์ ระพุทธรูป
ลำ�ดับท่ี ๕ ลำ�ดับที่ ๖

ภาพช้นิ สว่ นขององค์พระพุทธรูป ภาพชน้ิ ส่วนขององคพ์ ระพทุ ธรูป
ล�ำ ดบั ที่ ๗ ล�ำ ดับที่ ๘

93

94

การอนรุ กั ษ์พระพทุ ธรูปทรงเคร่ืองศิลปะพม่า วดั ม่อนปู่ยกั ษ์

ภาพชิ้นสว่ นขององคพ์ ระพุทธรูป ล�ำ ดับท่ี ๑

95

96

การอนุรกั ษ์พระพุทธรูปทรงเครือ่ งศลิ ปะพม่า วัดม่อนปูย่ กั ษ์

ภาพชิน้ สว่ นขององค์พระพุทธรูป ล�ำ ดบั ท่ี ๒
97

98


Click to View FlipBook Version