ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์
Introduction to Political Science
อภิชญา พรรณศรี
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
วทิ ยาลัยสงฆ์ร้อยเอด็
ความรเู้ บ้ืองต้นทางรัฐศาสตร์
Introduction to Political Science
อภิชญา พรรณศรี
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
วิทยาลยั สงฆ์รอ้ ยเอ็ด
ความรูเ้ บื้องตน้ ทางรฐั ศาสตร์ (Introduction to Political Science)
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผ้เู ขียน : อภชิ ญา พรรณศรี
ผู้ทรงคุณวฒุ ติ รวจสอบ : พระเมธีธรรมาจารย,์ ดร. มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
: ผศ.ดร.ชาญชยั ฮวดศรี มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
วทิ ยาเขตขอนแก่น
: รศ.ดร.ภกั ดี โพธส์ิ ิงห์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎมหาสารคาม
พิสูจน์อักษร : นายกติ ติพัทธ์ เทศกาจร
ออกแบบปก : นายเดน่ นภา ขันวชิ ยั
พมิ พ์คร้ังท่ี ๒ : มกราคม ๒๕๖๒
จานวนพมิ พ์ : ๑๐๐ เล่ม
ราคาเล่มละ : ๑๒๐ บาท
ลิขสทิ ธ์ิ : ลขิ สทิ ธิข์ องนางสาวอภิชญา พรรณศรี
ที่ปรึกษา: พระโสภณพฒั นบัณฑติ ,รศ.ดร., พระเมธีธรรมาจารย์,ดร, พระครปู รยิ ัติธรรมวงศ์,ผศ.ดร.
ผศ.ดร.ชาญชยั ฮวดศร,ี รศ.ดร.ภกั ดี โพธ์ิสงิ ห์.
ขอ้ มูลทางบรรณานุกรมของหอสมดุ แห่งชาติ
อภชิ ญา พรรณศรี : ความรู้เบ้ืองต้นทางรัฐศาสตร์
(Introduction to Political Science)
มหาสารคาม : เดอะปริ้นท,์ ๒๕๖๑
๑๘๐ หน้า
๑. ความรู้เบอ้ื งตน้ ทางรัฐศาสตร์. ชื่อเรอื่ ง.
ISBN : ๙๗๘- ๖๑๖- ๔๗๘- ๓๐๗- ๒
จัดพิมพโ์ ดย :
อภชิ ญา พรรณศรี บ้านเลขท่ี ๒๕ ถนนคุ้มศรสี วุ รรณ ตาบลในเมอื ง อาเภอเมือง จงั หวดั ร้อยเอด็
พมิ พ์ที่โรงพิมพ์ : เดอะปรนิ้ ท์
ที่อยู่ : ๖๔๙ /๒ หม.ู่ ๑ ตาบลทา่ ขอนยาง อาเภอกันทรวชิ ยั จังหวัดมหาสารคาม
โทรศัพท์ : ๐๘๖๒๓๒๗๓๗๗
คานิยม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มีพันธกิจหลัก คือการ
ผลิตบัณฑิตท่มี ีคณุ ภาพและสง่ เสริมให้นสิ ิตมนี วลกั ษณ์ ๙ ตามระเบียบและนโยบายของมหาวิทยาลัย
วิทยาลัยสงฆร์ อ้ ยเอด็ กอ่ ตัง้ ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ และจะครบ ๒๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดยผลิตนิสิตใน
ระดับปริญญาตรีออกไปเป็นบัณฑิต ที่มีคุณภาพและสามารถออกไปรับใช้พระพุทธศาสนาและสังคม
ได้อย่างมคี ุณภาพเป็นจานวนมาก ในฐานะผู้บริหารและเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาวิทยาลัยสงฆ์
ร้อยเอ็ด จนสามารถจัดต้งั เป็นวทิ ยาลยั สงฆร์ ้อยเอ็ดในปัจจุบัน ได้เห็นพัฒนาการของการเจริญเติบโต
ของวิทยาลัยสงฆ์มาตลอดโดยเฉพาะอย่างย่ิง การระดมสรรพกาลังต่างๆในการพัฒนาด้านวิชาการ
และการให้บริการวิชาการกับนิสิตท่ีเป็นบรรพชิต และคฤหัสถ์ ในการน้ีวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด ได้มี
การส่งเสริมให้คณาจารย์ผลิตตาราวิชาการ มีบทความทางวิชาการ มีการส่งเสริมด้านการทาวิจัย
และทานุศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น หนังสือ ความรู้เบ้ืองต้นทางรัฐศาสตร์ เป็นหน่ึงในรายวิชาที่มี
ความสาคัญตอ่ นิสิตนักศึกษาที่กาลงั ศกึ ษาทางด้านรัฐศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องของการเมืองการปกครอง
เพ่ือจะได้นาองค์ความรู้ไปใช้ประกอบในการเรียนการสอนและการดารงชีวิตให้อยู่ร่วมกับสังคมได้
อย่างปกติสุข
ขออนุโมทนาในความวิริยะ อุตสาหะของ อาจารย์อภิชญา พรรณศรี อาจารย์ประจา
สาขาวชิ ารฐั ศาสตร์ วิทยาลัยสงฆร์ อ้ ยเอ็ด ทีไ่ ด้พากเพียรพยายามพัฒนาเน้ือหาสาระตามกรอบแนวคิด
เกี่ยวกับรายวชิ า ความรู้เบ้ืองต้นทางทางรัฐศาสตร์ จนสาเร็จเป็นรูปเล่ม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ
เล่มนจี้ กั เกดิ ประโยชน์ ต่อนิสิตและผทู้ ีส่ นใจไดใ้ ช้ประกอบการศึกษาคน้ คว้าต่อไป
(พระเมธธี รรมาจารย์.ดร.)
รองอธิการบดีฝา่ ยวางแผนและพฒั นา
คานิยม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มีพันธกิจหลัก คือการ
ผลิตบัณฑิตทีม่ ีคุณภาพและสง่ เสรมิ ใหน้ สิ ติ มีนวลกั ษณ์ ๙ ตามระเบียบและนโยบายของมหาวิทยาลัย
วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอด็ ก่อต้งั ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ และจะครบ ๒๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดยผลิตนิสิตใน
ระดับปริญญาตรีออกไปเป็นบัณฑิต ที่มีคุณภาพและสามารถออกไปรับใช้พระพุทธศาสนาและสังคม
ได้อย่างมคี ุณภาพเป็นจานวนมาก ในฐานะผู้บริหารและเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาวิทยาลัยสงฆ์
ร้อยเอ็ด จนสามารถจดั ตง้ั เปน็ วทิ ยาลยั สงฆ์รอ้ ยเอ็ดในปัจจุบัน ได้เห็นพัฒนาการของการเจริญเติบโต
ของวิทยาลัยสงฆ์มาตลอดโดยเฉพาะอย่างย่ิง การระดมสรรพกาลังต่างๆในการพัฒนาด้านวิชาการ
และการให้บริการวิชาการกับนิสิตท่ีเป็นบรรพชิต และคฤหัสถ์ ในการน้ีวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด ได้มี
การส่งเสริมให้คณาจารย์ผลิตตาราวิชาการ มีบทความทางวิชาการ มีการส่งเสริมด้านการทาวิจัย
และทานุศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น หนังสือ ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ เป็นหน่ึงในรายวิชาท่ีมี
ความสาคญั ต่อนสิ ิตนกั ศึกษาท่ีกาลังศกึ ษาทางดา้ นรฐั ศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องของการเมืองการปกครอง
เพ่ือจะได้นาองค์ความรู้ไปใช้ประกอบในการเรียนการสอนและการดารงชีวิตให้อยู่ร่วมกับสังคมได้
อย่างปกตสิ ขุ
ขออนุโมทนาในความวิริยะ อุตสาหะของ อาจารย์อภิชญา พรรณศรี อาจารย์ประจา
สาขาวชิ ารัฐศาสตร์ วทิ ยาลัยสงฆ์รอ้ ยเอ็ด ทไี่ ดพ้ ากเพยี รพยายามพฒั นาเน้ือหาสาระตามกรอบแนวคิด
เกีย่ วกับรายวิชา ความรู้เบ้ืองต้นทางทางรัฐศาสตร์ จนสาเร็จเป็นรูปเล่ม หวังเป็นอย่างย่ิงว่าหนังสือ
เล่มน้ีจกั เกดิ ประโยชน์ ตอ่ นสิ ิตและผทู้ ่ีสนใจได้ใช้ประกอบการศึกษาคน้ คว้าต่อไป
(พระโสภณพฒั นบัณฑิต,รศ.ดร.)
รองอธิการบดีวทิ ยาเขตขอนแก่น
คานา
เป็นท่ีทราบกันดีว่าการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์น้ันมีความสาคัญอย่างย่ิงต่อการ
บริหารประเทศโดยเฉพาะอย่างย่ิงทางด้านการเมืองการปกครอง เนื่องจากสาระความรู้ทางด้าน
รัฐศาสตร์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่นๆอย่างหลีกเลียงไม่ได้ ยุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็น
ส่วนหนึ่งของชีวติ มนษุ ย์ ในสงั คม โลกเจริญอย่างไร้ขีดจากัด การแข่งขันทางด้านธุรกิจหลีกไม่พ้นท่ี
จะมีเร่ืองของการเมืองเข้าไปเก่ียวข้อง ดังน้ัน หนังสือความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์เล่มน้ี จึงเป็น
หนังสือที่เขียนขึ้นเพ่ือให้นิสิตนักศึกษาและผู้ที่สนใจอ่านได้เข้าใจเนื้อหาสาระในรายวิชาน้ีเพิ่มข้ึน
เนื่องจากเน้ือหาสาระโดยรวมยังสอดคล้องกับหลักสูตรระดับปริญญาตรีของหลักสูตรทางด้าน
รัฐศาสตร์ ความสาเร็จของหนังสือเล่มนี้สาเร็จลงได้ เนื่องจากแรงผลักดันที่อยากตอบแทนคุณบิดา
มารดา แรงใจจากครอบครัวอันเปน็ ทีร่ กั รวมทง้ั ความช่วยเหลอื กจากเพอ่ื นร่วมงานทุกท่าน คาแนะนา
จากผู้ทรงคุณวฒุ ทิ กุ รปู ทา่ นท่ีเมตตาอนุเคราะห์ผู้เขียนในการตรวจสอบความถูกต้องของเน้ือหาก่อนท่ี
จะมีการเผยแพร่ตอ่ ไป ซึ่งผู้เขยี นขอกราบขอบพระคณุ ทกุ ทา่ นมา ณ ที่น้ีด้วย
หวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือความรู้เบ้ืองต้นทางรัฐศาสตร์ เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้สนใจศึกษาไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนยินดีรับฟังและพร้อมรับไปปรับปรุง
แกไ้ ขในโอกาสตอ่ ไป
อภิชญา พรรณศรี
เร่อื ง หน้า
คานยิ ม
คานา
บทท่ี ๑ ความรูท้ ่ัวไปเก่ียวกับวชิ ารฐั ศาสตร์ .................................................................................... ๑
๑.๑ ความหมายของรัฐศาสตร๑ ........................................................................................................... ๑
๑.๒ ความหมายการเมอื ง (Politics)................................................................................................. ๔
๑.๓ ขอบเขตการศกึ ษารฐั ศาสตร๑...................................................................................................... ๕
๑.๔ การศกึ ษารัฐศาสตร๑ในป๓จจบุ นั ................................................................................................... ๖
๑.๕ ขอบขํายของวิชารฐั ศาสตร๑ ......................................................................................................... ๙
๑.๖ พัฒนาการของความรท๎ู างรฐั ศาสตร๑ (Development of Political Science)........................ ๑๐
๑.๗ ประโยชนแ๑ ละแนวทางการศึกษารฐั ศาสตร๑.............................................................................. ๑๗
๑.๘ แนวทางการศึกษารฐั ศาสตร๑................................................................................................... ๑๗
๑.๙ แนวโนม๎ การศกึ ษาวิชารฐั ศาสตรก๑ บั บรบิ ทการเมืองไทย ......................................................... ๑๘
คาถามทา๎ ยบท ................................................................................................................................ ๒๐
บทที่ ๒ รฐั (the state) ...............................................................................................................๒๑
๒.๑ ความหมายของคาวาํ “รฐั ”.................................................................................................... ๒๑
๒.๒ การรบั รองรฐั ........................................................................................................................... ๒๔
๒.๓ พฒั นาการของรัฐ ................................................................................................................... ๒๖
๒.๔ รูปแบบของรัฐ ......................................................................................................................... ๒๘
๒.๕ บทบาทหน๎าทขี่ องรฐั ............................................................................................................... ๓๐
คาถามทา๎ ยบท ................................................................................................................................ ๓๑
บทที่ ๓ รปู แบบการปกครอง.........................................................................................................๓๒
๓.๑ รปู แบบการปกครองโดยพจิ ารณาจากจานวนผู๎ปกครองและเปูาหมายของการปกครอง........... ๓๒
๓.๒ รูปแบบการปกครองโดยพิจารณาจากวิธีการได๎มาซึ่งผู๎ปกครอง ............................................... ๓๔
๓.๓ รปู แบบการปกครองโดยพิจารณาจากอานาจในการปกครอง................................................... ๓๔
๓.๔. รูปแบบการปกครองโดยพจิ ารณาจากอดุ มการณ๑ทางการเมือง ............................................... ๓๖
๓.๕. คอมมิวนสิ ม๑ (Communism)..................................................................................................๓๗
๓.๖. เผดจ็ การ (Dictatorship)........................................................................................................๓๗
คาถามทา๎ ยบท.................................................................................................................................๓๙
บทท่ี ๔ อดุ มการณท์ างการเมือง ...................................................................................................๔๐
๔.๑ ความหมายของอุดมการณ๑ทางการเมือง...................................................................................๔๐
๔.๒ องค๑ประกอบของอดุ มการณ๑ทางการเมือง...............................................................................๔๒
๔.๓ บทบาทหน๎าที่ของอดุ มการณ๑ทางการเมือง...............................................................................๔๔
๔.๔ ประโยชน๑ของอดุ มการณ๑ทางการเมือง......................................................................................๔๔
๔.๕ ประเภทของอุดมการณ๑ทางการเมือง........................................................................................๔๕
คาถามทา๎ ยบท.................................................................................................................................๕๑
บทที่ ๕ หลักการพ้นื ฐานของการปกครองในรัฐสมัยใหม่................................................................๕๒
๕.๑ ความหมาย ประชาธปิ ไตย .......................................................................................................๕๒
๕.๒ หลักการของประชาธิปไตย.......................................................................................................๕๔
๕.๓ สทิ ธมิ นษุ ยชน...........................................................................................................................๕๕
๕.๔ การค๎มุ ครองสทิ ธิมนษุ ยชนในประเทศไทย................................................................................๕๖
๕.๕ ปฏิญญาสากลวาํ ด๎วยสิทธิมนุษยชนแหงํ สหประชาชาติ.............................................................๕๗
๕.๖ พันธกรณีระหวํางประเทศเก่ียวกับสิทธิมนษุ ยชนของไทย .......................................................๕๗
คาถามท๎ายบท ................................................................................................................................. ๕๙
บทท่ี ๖ รัฐธรรมนูญ (Constitution) ...........................................................................................๖๐
๖.๑ ความหมายรัฐธรรมนญู ............................................................................................................๖๐
๖.๒ ลักษณะสาคัญของรฐั ธรรมนูญ .................................................................................................๖๑
๖.๓ บทบาทหน๎าทข่ี องรฐั ธรรมนญู ..................................................................................................๖๑
๖.๔ ประเภทของรฐั ธรรมนญู ...........................................................................................................๖๒
๖.๕ องค๑กรตามรัฐธรรมนูญ.............................................................................................................๖๖
๖.๖ การแบงํ ประเภทขององคก๑ รตามรัฐธรรมนญู และกฎหมาย .......................................................๖๗
คาถามทา๎ ยบท.................................................................................................................................๗๑
บทท่ี ๗ สถาบนั ทางการเมือง ........................................................................................................๗๒
๗.๑ สถาบนั ทางการเมืองจะมีลักษณะรํวมทส่ี าคัญ ๓ ประการคือ .................................................. ๗๒
๗.๒ สถาบันฝุายนิติบญั ญตั ิ (Legislature)...................................................................................... ๗๒
๗.๓ สถาบนั ฝุายบริหาร (Executive) ............................................................................................. ๗๙
๗.๔ สถาบนั ฝุายตุลาการ (Judiciary) ............................................................................................. ๘๒
คาถามทา๎ ยบท ................................................................................................................................ ๘๕
บทที่ ๘ กระบวนทางการเมือง.......................................................................................................๘๖
๘.๑ ความหมายของพรรคการเมอื ง ................................................................................................ ๘๖
๘.๒ องคป๑ ระกอบสาคัญของพรรคการเมอื ง ประกอบด๎วย.............................................................. ๘๗
๘.๓ ลกั ษณะของพรรคการเมือง ..................................................................................................... ๘๘
๘.๔ ทฤษฎกี ารกาเนิดพรรคการเมือง.............................................................................................. ๘๙
๘.๕ บทบาทหน๎าท่ขี องพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย....................................................... ๙๓
๘.๖ ลกั ษณะของพรรคการเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย............................................................... ๙๔
๘.๗ องค๑ประกอบของพรรคการเมืองในรฐั สมัยใหมํ ........................................................................ ๙๕
๘.๘ ประเภทของพรรคการเมือง..................................................................................................... ๙๗
๘.๙ การแบงํ พรรคการเมืองจากอุดมการณ๑ท่ีพรรคการเมอื งนัน้ ยดึ ถอื ............................................. ๙๘
๘.๑๐ ววิ ฒั นาการพรรคการเมอื งในประเทศไทย...........................................................................๑๐๐
๘.๑๑ กลุํมผลประโยชน๑................................................................................................................๑๐๒
๘.๑๒ ประเภทของกลํุมผลประโยชน๑ ............................................................................................๑๐๕
๘.๑๓ การเลอื กต้งั ........................................................................................................................๑๐๗
คาถามท๎ายบท ..............................................................................................................................๑๑๗
บทท่ี ๙ วัฒนธรรมทางการเมือง.................................................................................................๑๑๘
๙.๑ วัฒนธรรมทางการเมือง ความหมาย......................................................................................๑๑๘
๙.๒ ประเภทของวัฒนธรรมทางการเมอื ง ....................................................................................๑๒๐
๙.๓ แบบแผนการมสี วํ นรํวมทางการเมือง.....................................................................................๑๒๑
๙.๔ รูปแบบการมสี ํวนรวํ มทางการเมือง .......................................................................................๑๒๒
๙.๕ ป๓จจัยท่สี มั พนั ธต๑ ํอการมีสํวนรํวมทางการเมืองมีดังตอํ ไปนี้ ...................................................๑๒๓
๙.๖ การกลอํ มเกลาทางการเมือง ................................................................................................๑๒๓
คาถามท๎ายบท .............................................................................................................................. ๑๒๖
บทที่ ๑๐ ความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ.....................................................................................๑๒๗
๑๐.๑ ความหมายความสมั พันธร๑ ะหวาํ งประเทศ.........................................................................๑๒๗
๑๐.๒ ลกั ษณะของความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศ........................................................................๑๒๙
๑๐.๓ ขอบขํายของการศึกษาความสัมพันธร๑ ะหวาํ งประเทศ .......................................................๑๒๙
๑๐.๔ องคก๑ ารระหวาํ งประเทศ...................................................................................................๑๓๑
๑๐.๕ องคก๑ ารระหวาํ งประเทศทางด๎านการเมือง .........................................................................๑๕๖
๑๐.๖ ผลของความสมั พันธ๑ระหวาํ งประเทศ .................................................................................๑๖๖
๑๐.๗ ตัวแสดงในเวทีความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ .....................................................................๑๖๘
๑๐.๘ แนวคิดทฤษฎใี นการศึกษาความสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศ..................................................๑๗๑
๑๐.๙ ประเด็นความสัมพันธ๑ระหวาํ งประเทศรวํ มสมัย ..................................................................๑๗๗
คาถามทา๎ ยบท..............................................................................................................................๑๗๙
บรรณานุกรม............................................................................................................................... ๑๘๐
๑
บทที่ ๑
ความร้ทู ่ัวไปเก่ียวกับวิชารฐั ศาสตร์
การศกึ ษาวชิ ารฐั ศาสตร๑เปน็ การศกึ ษาลุํมหนึ่งของสาขาสังคมศาสตร๑ที่เกี่ยวข๎องศาสตร๑สาขาอ่ืนๆ
ไมํวําจะเป็นสาขาวิชาการจัดการองค๑การ นโยบายสาธารณะ หรือสาขาของเศรษฐศาสตร๑ เป็นต๎น ซ่ึง
ป๓จจุบันการศึกษารัฐศาสตร๑จะเน๎นไปที่การศึกษาระบบการเมือง หรือกระบวนการทางการเมือง (การ
เลือกต้ัง การมีสํวนรํวมทางการเมือง และการบริหารงานภาครัฐ )มากกวําการศึกษารัฐศาสตร๑ในแงํเดิมท่ี
เน๎นการศึกษาเฉพาะเร่ืองของโครงสร๎างองค๑การ รูปแบบองค๑การ ดังนั้นการศึกษารัฐศาสตร๑ในยุค
ปจ๓ จุบันควรให๎ความสาคัญตอํ ความคม๎ุ คํา ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ท่ีเกิดข้ึนในการดาเนินกิจกรรม
ตามภารกิจของภาครัฐโดยมาการเปิดโอกาสให๎ประชาชนเข๎ามามีสํวนรํวมในกิจกรรมและบริการ
สาธารณะให๎มากท่ีสุดเพ่ือเปิดให๎ประชาชนเข๎าแสดงความคิดเห็นและรูํสึกวําตนเองเป็นสํวนหน่ึงของการ
บริหารประเทศภายใตร๎ ูปแบบการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
๑.๑ ความหมายของรฐั ศาสตร์
เมื่อกลําวถึงความหมายของวิชารัฐศาสตร๑ คนท่ัวไปมักนึกถึงเรื่องของการเมืองการเมืองการ
ปกครองการจะเข๎าใจรัฐศาสตร๑ให๎ทํองแท๎น้ันผู๎เรียนจาเป็นท่ีจะต๎องเข๎าใจรากศัพท๑ของ รัฐศาสตร๑กํอน
เนื่องจากเป็นศาสตร๑ท่ีเกิดข้ึนมานานนับ ๒,๕๐๐ กวําปีมาแล๎ว สํวนศัพท๑ที่แปลมาจากภาษาตํางประเทศ
ในภาษาอังกฤษใช๎คาวํา Politics, Political and Science, Government ซึ่งถ๎าแปลตรงตัวก็คือ
“การเมือง” “ รัฐศาสตร๑”และการปกครอง ความแตกตาํ งของศัพท๑ ๓ คานี้มอี ยูํบ๎างแตํในวงการรัฐศาสตร๑
ตะวันตกใชใ๎ นความหมายแทนกนั ได๎๑
อยํางไรก็ตามเน่ืองจากความหมายของรัฐศาสตร๑มีนักวิชาการด๎านน้ีได๎ให๎ความหมายท่ี
หลากหลายผเ๎ู ขียนจงึ ยกตัวอยํางความหมายของรฐั ศาสตรเ๑ พ่ือเป็นแนวทางในการศึกษาของนิสิตนักศึกษา
และผูท๎ ี่สนใจดังตวั อยํางดังตํอไปน้ี
๑ ( Encyclopedia of the Social Sciences (Vol.11,New York,Macmillan, 1954), P 225
๒
อลนั ไอซาค (Alan Isaak) กลําววํา รัฐศาสตร๑เป็นการศึกษาท่ีเกี่ยวข๎องกับการใช๎อานาจเพื่อ
ไกลํเกล่ีย แก๎ไขป๓ญหาความขัดแย๎งในเรื่องของสินค๎าและส่ิงท่ีมีคุณคําในสังคมโดยผํานสถาบันทาง
การเมอื งการปกครอง๒
มาคุส อธี ริดจ๑ และโฮเวิรด๑ แฮนเดลแมน (Marcus Ethridge and Howard Handelman,
2004 :5) ให๎ข๎อสรุปวํา รัฐศาสตร๑เป็นการศึกษาถึงการเมืองการปกครอง คาวํา การเมือง(Politics)
หมายถึง กระบวนการของการตัดสินใจในกลํุม ชุมชน หรือสังคมโดยผํานการใช๎อิทธิพลและอานาจ
สํวนการปกครองหรือรัฐบาล (Government) หมายถึงตัวคนหรือองค๑กรท่ีทาหน๎าที่ตัดสินใจทางการ
เมือง และนาการตัดสนิ ใจนน้ั ไปปฏิบตั ิเพือ่ สังคม๓
อาร๑โรลด๑ ลาสเวลล๑ (Harold Lasswell,1958) ให๎ความหมายวํา รัฐศาสตร๑เป็นศาสตร๑ท่ีศึกษา
ถึงเร่ืองการเมือง เพื่อดูวํา “ใครได๎อะไร เมื่อใด และอยํางไร” โดยคาวํา “ใคร” ได๎แกํ ผ๎ูนาทางการเมือง
พรรคการเมือง กลํุมผลประโยชน๑ ตลอดจนผ๎ูมีสิทธิ์เลือกต้ัง ซ่ึงตํางเข๎าไปมีสํวนรํวมในกระบวนการทาง
การเมือง คาวํา “อะไร” หมายถึง ส่ิงท่ีรัฐบาลได๎กระทา หรือละเว๎นไมํกระทา อันเป็นผลลัพธ๑ของ
กระบวนการทางการเมือง เชํน นโยบาย และคาวํา “อยํางไร” หมายถึง วิธีการที่ใช๎ในกระบวนการทาง
การเมือง เชนํ การลงคะแนนเสียงเลือกตง้ั การโน๎มน๎าวใจ (Lobby) การประท๎วง เปน็ ตน๎ ๔
กระมล ทองธรรมชาติ และเชาวนะ ไตรมาส (๒๕๔๖ : ๑๐ – ๑๒) กลําวไว๎อยํางนําสนใจวํา
รฐั ศาสตรเ๑ ป็นสาขาวชิ าทศี่ ึกษาเก่ยี วกบั รัฐ (State) การเมอื ง (Politics) และการปกครอง (Government)
โดยมีรายละเอยี ดดังตอํ ไปน้ี
๑) รัฐศาสตร๑เป็นศาสตร๑เกี่ยวกับรัฐ มํุงอธิบายรัฐในมิติตํางๆ เชํน กาเนิดของรัฐ องค๑ประกอบ
ของรฐั พฒั นาการของรัฐ รปู แบบและโครงสร๎างของรัฐ อานาจอธปิ ไตยของรัฐ เป็นต๎น
๒) รัฐศาสตร๑เป็นศาสตร๑เก่ียวกับการเมือง มุํงอธิบายลัทธิอุดมการณ๑ทางการเมือง เชํน
อดุ มการณ๑เสรีนิยม อุดมการณอ๑ านาจนยิ ม เป็นตน๎ อธิบายโครงสร๎างสถาบันและการทาหน๎าที่ของสถาบัน
ทางการเมือง เชํน สถาบันท่ีทาหน๎าที่กาหนดกติกาทางการเมือง สถาบันท่ีทาหน๎าที่ด๎านนิติบัญญัติ
๒ บูฆอรี ยหี มะ.ความรเู๎ บ้อื งต๎นทางรฐั ศาสตร.๑ (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพจ๑ ฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ,๒๕๔๙)
หน๎า๒
๓ เร่ืองเดยี วกัน,หน๎า๒
๔ เรื่องเดยี วกนั ,หน๎า๒
๓
บริหาร และตุลาการ พรรคการเมอื ง กลํุมผลประโยชน๑ เป็นต๎น อธิบายถึงพัฒนาการทางการเมือง การมี
สํวนรวํ มทางการเมือง การควบคมุ และตรวจสอบทางการเมอื ง
๓) รัฐศาสตร๑ เป็นศาสตร๑ที่เกี่ยวกับการปกครอง มุํงอธิบายเกี่ยวกับอานาจสูงสุดของรัฐ เชํน
การกาหนดที่มา ความเป็นเจ๎าของ วิธีการนาอานาจอธิปไตยไปใช๎ เป็นต๎น อธิบายรูปแบบและกลไก
สถาบนั ในการปกครองของรัฐ เชํน การแบํงแยกอานาจ การตรวจสอบและถํวงดุลอานาจระหวํางองค๑กร
อานาจดา๎ นนติ ิบัญญตั ิกบั ดา๎ นบรหิ าร เปน็ ต๎น๕
เน่อื งจากมนี กั รัฐศาสตร๑ ไดใ๎ ห๎ความหมายของรฐั ศาสตร๑แตกตํางกันออกไปจึงสรุปได๎วํา รัฐศาสตร๑
คอื ศาสตร๑ที่วําด๎วยเรื่องราวเกีย่ วกบั รัฐ ทฤษฎีแหํงรัฐ ววิ ฒั นาการ สถาบันทางการเมือง รูปแบบของ
รัฐบาล การจัดองค๑การตํางๆในทางปกครอง ดงั น้ันรฐั ศาสตรจ๑ ึงมงุํ เนน๎ ศึกษาเป็นพิเศษใน ๓ ขอ๎ คอื
๑) รฐั (state) เป็นหัวใจของวิชารฐั ศาสตร๑โดยมงํุ ศกึ ษาในประเด็นทีว่ ํา
- รฐั คอื อะไร
- ความหมายและองคป๑ ระกอบของรัฐ
- กาเนดิ รฐั และววิ ฒั นาการของรัฐ
- แนวคิดตาํ งๆที่เกย่ี วข๎องกบั รัฐ
๒) สถาบันทางการเมือง (Political Institutions) หมายถงึ องคก๑ ร หรือหนํวยงานที่กํอต้ังข้ึน
เพื่อประโยชนใ๑ นการปกครองและดาเนินกจิ การตาํ งๆของรฐั ท้ังภายใน และภายนอกประเทศ
๓) ปรัชญาทางการเมอื ง (Political Philosophy) คือ ความคิดความเช่ือของบุคคลกลํุมใดกลุํม
หนงึ่ ในยุคใดยคุ หน่งึ
๕ บฆู อรี ยีหมะ. ความรเู๎ บ้ืองตน๎ ทางรัฐศาสตร.๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พจ๑ ฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย,๒๕๔๙),
หน๎า๒-๓
๔
๑.๒ ความหมายการเมือง (Politics)
ในฐานะท่ีมนุษย๑เป็นสัตว๑สังคม เม่ือมนุษย๑อยูํรํวมกันเป็นชุมชน มนุษย๑จาเป็นท่ีจะต๎องมี
กฎระเบยี บข๎อบังคับบางอยํางสาหรับกาหนดพฤติกรรม หรอื บทบาทตาํ งๆของบุคคลโดยเฉพาะอยํางยิ่งใน
สํวนของการบริหารบ๎านเมือง มีการจัดสรรอานาจให๎แตํละบุคคล แตํละกลุํมไปตามอานาจหน๎าท่ีตํางๆ
พฤติกรรมดังกลําวข๎างต๎น อริสโตเติล (Aristotle) ได๎แสดงทัศนะเกี่ยวกับการเมืองวํา โดยธรรมชาติแล๎ว
มนุษย๑เป็นสัตว๑การเมือง (political animal) และด๎วยเหตุน้ีจึงต๎อง อาศัยอยูํรํวมกันเป็นชุมชน และท่ี
ชุมชนมนษุ ยม๑ ารํวมกันนัน้ ก็มีพฒั นาการข้นั สงู สดุ เป็นชุมชนทางการเมอื ง เพื่อการมีชีวิตอยํูท่ีดี ดังนั้น การ
ที่มนุษย๑ไมํสามารถอยํูโดยลาพังโดยไมํมีความสัมพันธ๑กับผ๎ูอื่นได๎ จึงมีผู๎ให๎คานิยามความหมายของคาวํา
“การเมอื ง” (Politics) ไวแ๎ ตกตาํ งกนั ออกไป ดงั น้ี
กระมล ทองธรรมชาติ ได๎ให๎ความหมายของการเมือง หมายถึง การท่ีบุคคลหรือกลํุมบุคคลใน
สังคม ซ่ึงอาจมีผลประโยชน๑รํวมกันหรืออาจขัดแย๎งกัน หรือมีความคิดเห็นท่ีแตกตํางกันไมํลงรอยกัน
ทาการตอํ สกู๎ ัน เพื่อสรรหาบุคคลเข๎าไปทาหน๎าที่ปกครองแทนพวกเขา และ หรือเพื่อให๎ได๎มาซึ่งอานาจ
ท่จี ะบนั ดาลให๎พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องผลประโยชน๑ของสํวนรวมได๎ โดยชอบธรรม๖
อริสโตเติล ได๎นิยามการเมือง โดยอริสโตเติล ถือวํา การเมืองเป็นเรื่องระดับ “สังคมการเมือง”
คือระดับที่เป็นสาธารณะ(Public) ระดับสาธารณะถึงระดับนครรัฐ อริสโตเติล ถือวํา ชีวิตมนุษย๑จะไม
สมบรู ณ๑ หรือมคี ณุ คาํ ไมํเตม็ ท่ี หากใชช๎ วี ติ อยเํู ฉพาะในแวดวงแคบๆ คือในหมํูพี่น๎อง(ระดับครอบครัว) หรือ
ในระดบั เพอื่ นบา๎ น (หมบูํ ๎าน)๗
เดวิด อีสตัน (David Easton,1967 : 129) กลําววํา การเมืองเป็นเรื่องของการใช๎อานาจ
หนา๎ ท่ีในการจัดสรรแจกแจงสิง่ ที่มีคุณคําตาํ งๆใหก๎ ับสงั คม๘
William Bluhm (1965, 5) ไดใ๎ หค๎ วามหมายวํา “ การเมืองเปน็ กระบวนการทางสงั คม
ท่ีมีลักษณะสาคัญของกิจกรรมการแขํงขันและการรํวมมือกันในการใช๎อานาจและนาไปสํูการตกลง
ตดั สินใจของกลุํม๙
๖ เชิงชาญ จงสมชัย. พุทธธรรมและการเมืองกบั การพัฒนาประชาธปิ ไตยในทศั นะพระธรรมปฏิ ก (ประยุทธ๑
ปยุตฺโต).กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม๑ หาวทิ ยาลัย,๒๕๓๘.)
๗ บรรพต วรี ะสยั .รฐั ศาสตร๑ทั่วไป.กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัทประชาชน จากัด,๒๕๒๔). หนา๎ ๑๒.
๘ บูฆอรี ยหี มะ. ความรเู๎ บ่อื งตน๎ ทางรฐั ศาสตร.๑ (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ๑จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ,๒๕๔๙),
หนา๎ ๔.
๕
นอกจากนี้ชาญวิทย๑ เกษตรศิริ ได๎รวบรวมข๎อมูลที่เป็นเนื้อหาเก่ียวกับการเมืองเม่ือวันท่ี ๘
พฤศจิกายน ๒๕๔๗ โดยจาแนกไดเ๎ ป็น ๖ กลุํมดังน้ี
กลํุมแรก การเมืองเปน็ เรือ่ งของอานาจ
กลํุมที่สอง มองวําการเมืองเป็นเร่ืองของการจัดสรรทรัพยากรของรัฐหรือส่ิงท่ีมีคุณคํา
ทางสังคม
กลุํมท่สี าม มองวาํ การเมืองเปน็ เร่อื งของความขัดแยง๎
กลมํุ ที่ส่ี มองวาํ การเมอื งเปน็ เรื่องของการประนีประนอมผลประโยชน๑ เพื่อหลีกเล่ียงมิให๎
เกิดความขดั แย๎งจากการดาเนนิ งานทางการเมืองทไี่ มํมีทางออก
กลุมํ ทห่ี า๎ ถือวาํ การเมอื งเป็นเรอ่ื งทีเ่ กีย่ วกับรฐั และการบรหิ ารประเทศ
กลํมุ ทห่ี ก การเมือง เป็นเร่อื งของการกาหนดนโยบายของรฐั ๑๐
จากนิยามและความหมายของการเมืองข๎างต๎นอาจกลําวได๎วํา ความหมายของการเมืองมีความ
หลากหลายตามมุมมองของนักวิชาการอยํางไรก็ตาม โดยสรุปแล๎วความหมายของการเมือง หมายถึง
กิจกรรมท่ีต๎องเกี่ยวข๎องกับกลุํมบุคคล สังคม และกระบวนการในการบริหาร กระบวนการจัดสรร
ผลประโยชน๑ เพ่อื ใหก๎ ลมุํ บุคคล สงั คม ประเทศ อยูํรวํ มกนั อยํางมีกฎระเบียบ
๑.๓ ขอบเขตการศึกษารฐั ศาสตร์
รัฐศาสตร๑เป็นศาสตรท๑ างสังคมศาสตร๑ซ่ึงประเด็นการศึกษาด๎านนี้จึงเกิดความหลากหลายการท่ีผ๎ู
ศึกษาจะเข๎าใจการศึกษาทางด๎านรัฐศาสตร๑จาเป็นอยํางย่ิงท่ีจะต๎องให๎ความสนใจรัฐศาสตร๑ในมุมมองของ
อดีตและรัฐศาสตร๑ในป๓จจุบันเสียกํอน ยกตัวอยํางเชํน การเกิดข้ึนของรัฐ พัฒนาการของรัฐ รัฐธรรมนูญ
ระบบการเมือง อุดมการณ๑ทางการเมือง กระบวนการทางการเมือง เป็นต๎น ดังรายละเอียดที่ ไพรวัลย๑
เคนพรมได๎กลาํ วถงึ ประเด็นดงั กลาํ ว ดงั ตํอไปน้ี
๑) การศึกษารฐั ศาสตร์ในอดีต
การศึกษาเกี่ยวกับรัฐศาสตร๑ในอดตี แยกออกเป็นประเภทของการศึกษาดงั ตอํ ไปน้ี
(๑) การศกึ ษาเกีย่ วกบั รฐั
๙ สมศักด์ิ เนียมเลก็ . วิเคราะห๑ความคิดทางการเมืองของพทุ ธทาสภิกข.ุ กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง,
๒๕๔๔.
๑๐ ชาญวิทย๑ เกษตรศริ .ิ เอกสารการจดั เก็บขอ๎ มลู . กรุงเทพฯ: ม.ปพ. ๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๗.
๖
ขอบขํายรัฐศาสตร๑ในอดีต ได๎พยายามศึกษา คิดค๎นวิธีในการปกครองให๎เกิดการยอมรับ
จากผ๎ูใต๎ปกครองโดยมีนักปราชญ๑เป็นพวก โดยเลือกสรรหาคาอธิบายที่จะสร๎างความชอบธรรมให๎กับ
ผป๎ู กครอง โดยเร่ิมอธิบายแหลํงทม่ี าของสิทธ์ิในการปกครอง แหลํงที่มาขออานาจ และความชอบธรรมใน
การปกครองดังน้ันประเด็นการศึกษารัฐจึงอยํูที่การกาเนิดรัฐ พัฒนาการของรัฐ ความสัมพันธ๑ระหวํางรัฐ
กบั ประชาชน การศึกษารัฐธรรมนูญ เป็นต๎น เปูาหมายของการดาเนินการทางการเมืองก็เพื่อประชาชน
และเพื่อปกปอู งรกั ษากลไกบางอยํางเพ่อื ที่จะกอํ ให๎เกิดเสรีภาพ อิสรภาพ ความอยูํดีมีสุขของประชาชนใน
สังคม๑๑
๒) การศกึ ษาเกี่ยวกับผู้ปกครอง
การศึกษารัฐศาสตร๑ยังจากัดอยํูเพียงเรื่องของการรับใช๎ผ๎ูปกครองโดยจะเห็นได๎จาก
วฒั นธรรมบางสงั คม ประชาชนธรรมดาเปน็ ชนชนั้ ที่ตอ๎ งใชแ๎ รงงานรับใช๎ชนช้ันสูงของสังคม เป็นกาลังสู๎รบ
ในสงครามแยํงชิงดินแดนระหวํางผ๎ูปกครอง ประชาชนธรรมดาก็ยินดียินยอมรับใช๎อยํางเต็มใจ ดังนั้น
เน้ือหาสาระของรัฐศาสตร๑ในอดีตจึงวนเวียนอยํูในเรื่องของหน๎าที่ของผ๎ูถูกปกครองตํอผู๎ปกครอง หน๎าท่ี
ของผู๎ถูกปกครองตํอรัฐ เป็นต๎น การศึกษารัฐศาสตร๑ในมิติน้ีจึงให๎ความสาคัญอยํางมากตํอผู๎ปกครอง ใน
ฐานะกลไกหลกั ของความอยูํรอดของรัฐอานาจสูงสุดจึงผูกติดอยํูกับผู๎ปกครอง บรรดากฎหมาย ระเบียบ
กฎเกณฑ๑ตาํ งๆทีผ่ ๎ูปกครองกาหนดข้ึนถือวาํ ยุตปิ ราศจากข๎อโต๎แย๎ง๑๒
๑.๔ การศกึ ษารฐั ศาสตร์ในปัจจบุ ัน
การศึกษารัฐศาสตร๑ในป๓จจุบันมีขอบขํายมากวําเดิมโดยมีการผสมผสานศาสตร๑สาขาวิชาอ่ืนเข๎า
มาสัมพันธก๑ นั ทาให๎เนอ้ื หาสาระของการศึกษารัฐศาสตร๑มมี ากขน้ึ กวําเดิม ดังรายละเอยี ดตํอไปนี้
ประเดน็ แรก รฐั
การศึกษารัฐในป๓จจุบันมีความหมายแตกตํางจากอดีต ในแงํมุมที่ศึกษา ระเบียบวิธีการศึกษา
รวมถงึ หนํวยทใ่ี ช๎ในการวิเคราะหซ๑ ึ่งสวํ นใหญํถอื วํา การศึกษารัฐ การทาความเข๎าใจรัฐไมํได๎เป็นไปเพ่ือรับ
ใช๎รัฐอีกตํอไป หากแตํศึกษาเพื่อที่จะร๎ูเทําทันรัฐ ไมํตกอยูํภายใต๎อานาจรัฐอยํางงมงาย นักรัฐศาสตร๑มํุงที่
๑๑ ไพวลั ย๑ เคนพรม,หลักรฐั ศาสตร๑. (กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พแ๑ หํงจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ,๒๕๖๐),
หน๎า๑๐.
๑๒ เรอ่ื งเดียวกัน,หนา๎ ๑๑-๑๒
๗
จะหาวิธีการลดทอนความสาคัญของรัฐ หรือให๎รัฐรับใช๎และตอบสนองตํอความต๎องการของประชาชนใน
ฐานะพลเมือง
ประเด็นที่สอง อานาจ
เป็นการศกึ ษาท่ใี หค๎ วามสนใจเกี่ยวกบั สิ่งท่ีบคุ คลหรอื กลุมํ บคุ คลหนง่ึ มเี หนอื บุคคลหรือกลํุมบุคคล
หนึ่งโดยการบังคับหรือทาให๎คล๎อยตามอยํางเต็มใจ การศึกษาในอดีตท่ีเน๎นที่การศึกษาอานาจทาง
การเมืองทปี่ รากฏตัวอยาํ งชัดแจ๎งเป็นหลัก แตํการศึกษาอานาจในป๓จจุบันนักรัฐศาสตร๑สนใจศึกษาการใช๎
อานาจทกุ รปู แบบ
ประเดน็ ท่ีสาม การเมอื ง
นักรัฐศาสตร๑ศึกษาความคิดทางการเมืองในมิติทางเลือกหลากหลาย เชํน การเมืองในสันติภาพ
ของโลก และสถาบันความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ การเมืองในความม่ันคงของมนุษย๑ในการเมืองโลก
การเมืองในยุทธศาสตร๑และความม่ันคงระหวํางประเทศ การเมืองในขบวนการทางสังคม องค๑กรของ
ขบวนการทางสังคม เปน็ ต๎น
ประเดน็ ที่ส่ี เสรภี าพ
อุดมการณ๑เสรีนิยมสามารถเอาชนะอุดมการณ๑สังคมนิยมหลังสงครามเย็น จะเห็นวํา
อดุ มการณ๑เสรนี ยิ มกก็ ํอรํางสรา๎ งอดุ มการณใ๑ หมํท่ีเรียกวํา เสรีนิยมประชาธิปไตยข้ึนมา กลํอมเกลาผ๎ูคนใน
สังคมโลกผ๎ูนาประเทศมหาอานาจมีมาตรการตํางๆออกมาเพ่ือที่จะกดดันประเทศที่ด๎อยกวํา ดูเหมือนวํา
ความคดิ วําดว๎ ยเสรภี าพจะไดร๎ บั การยอมรับจากทุกฝุายอยํางกว๎างขวางถือวํา เป็นกระแสหลักหรือกระแส
นิยมกว็ าํ ได๎
ประเดน็ ทห่ี ้า ความเท่าเทยี มกัน
ป๓จจุบันนักรัฐศาสตร๑สนใจศึกษาความเทําเทียมกันท้ังนักคิดฝุายเสรีนิยม และฝุายสังคมนิยม
ถึงแม๎วํายังไมํเป็นที่ส้ินสุดวํา ระบอบการปกครองท่ีดีท่ีสุดคือ ระบอบประชาธิปไตยทุกสังคมตํางให๎ความ
สนใจกับความเสมอภาคมากขน้ึ เรอ่ื งของความเทําเทียมกันหรือการเมืองเรื่องความเทําเทียมกันยังผูกโยง
ไปถึงเรือ่ งของความยุตธิ รรมทางสังคมอกี ดว๎ ย
ประเดน็ ทีห่ ก กลมุ่ ทางสังคม
การศึกษากลุํมทางสังคมเป็นอีกกระแสท่ีมีความสาคัญอยํางมากท่ีนักรัฐศาสตร๑สนใจศึกษา
แนวคิดนี้เกิดจากการมองวํา ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมนั้นจะต๎องมีกลุํมทางสังคมจานวนมาก หรือ
เปน็ สังคมพหทุ ี่มกี ลมํุ แตกตํางหลากหลายซง่ึ ความหลากหลายของกลํุมเป็นสิ่งแสดงถึงระดับของความเป็น
ประชาธิปไตย แม๎แตรํ ะบบราชการก็ตอ๎ งบริหารแบบเน๎นความเป็นประชาธปิ ไตยด๎วย
๘
ประเด็นทเ่ี จด็ ความยตุ ิธรรมทางสงั คม
เร่ืองของความยุติธรรมทางสังคมมีการถกเถียงกันมาอยํางยาวนานจนถึงป๓จจุบันนักคิดฝุายเสรี
นยิ มและนักคดิ ฝุายสังคมนิยมก็พยายามโน๎มน๎าวให๎เห็นถึงความยุติธรรมทางสังคมตามมุมมองของตนเอง
โดยโยงกับอดุ มการณข๑ องตนเอง
ประเดน็ ทแ่ี ปด เศรษฐศาสตรก์ ารเมือง
การศึกษาเศรษฐศาสตร๑การเมือง เป็นการมองการเมืองในมิติที่เกี่ยวข๎องกับเศรษฐกิจโดยเรื่อง
ของเศรษฐกิจเป็นป๓จจัยสาคัญที่สร๎างผลกระทบตํอสังคมทุกสํวน นักรัฐศาสตร๑ให๎ความสนใจศึกษาเพ่ือให๎
เกิดความเข๎าใจการเมืองอีกมิติหน่ึงท่ีไมํได๎จากัดอยูํเพียงภายใต๎รัฐหรือชาติดังเชํนท่ีผํานมา การศึกษา
การเมอื งในมติ ินขี้ องนกั รัฐศาสตร๑ทาใหเ๎ กดิ ความเข๎าใจเรือ่ งของการเมอื งกวา๎ งขวามากขึ้น
ประเด็นที่เก้า ความสัมพนั ธร์ ะหว่างประเทศ
การศึกษาความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ เปน็ การศกึ ษาของรฐั ศาสตรอ๑ ีกสาขาหน่ึงที่มีความสาคัญ
ซ่ึงมักจะเก่ียวพันกับการเมืองเปรียบเทียบ เป็นการทาความเข๎าใจการเมืองของประเทศตํางๆซ่ึงแตกตําง
กันหลากหลายเชํน การศึกษารัฐธรรมนูญ การศึกษาการเลือกต้ัง การศึกษาระบอบการปกครอง เป็น
ตน๎
ประเดน็ ทสี่ บิ การจัดการภาครฐั
การศกึ ษาการจัดการภาครฐั หรอื การบรหิ ารรฐั กิจ หรอื กจิ สาธารณะ หรอื รัฐประศาสนศาสตร๑เป็น
การศึกษาการให๎บริการภาคสาธารณะของหนํวยงานภาครัฐ โดยภาครัฐเป็นกลไกในสังคมและเป็นกลไก
ของฝุายการเมืองท่ีจะนานโยบายทางการเมืองไปปฏิบัติ ภาครัฐเป็นหนํวยงานที่จะนานโยบายของฝุาย
การเมืองไปสูํการปฏิบัติ ความสนใจของนักรัฐศาสตร๑จึงอยูํท่ีการศึกษากระบวนการนโยบาย รวมถึงการ
นาองคค๑ วามร๎ูในการจัดการองค๑การมาใช๎ในการจัดการองค๑กรภาครัฐในฐานะเป็นองค๑การสมัยใหมํเพื่อให๎
เกิดประสิทธภิ าพและประสิทธิผล
ประเด็นท่สี ิบเอ็ด การจดั การทรัพยากรและความม่ันคง
การศึกษาการจัดการทรัพยากรและความมั่นคงในฐานะท่ีเป็นสาขายํอยของรัฐศาสตร๑นั้นอยํูบน
พ้ืนฐานความคิดหลักวําด๎วย การมีทรัพยากรอยํางจากัด และมีการผนวกรวมเข๎ากับการมองความม่ันคง
ของรัฐในมิติตํางๆ ซ่ึงเดิมการมองเร่ืองของความม่ันคงจะจากัดอยํูเพียงความม่ันคงของรัฐเทํานั้น แตํ
ป๓จจุบันแกนหลักของประเด็นนี้คือ จะจัดการทรัพยากรที่มีอยูํอยํางจากัดให๎มนุษย๑มีความม่ันคงในการ
ดารงอยํูในฐานะมนษุ ย๑ เปน็ การบูรณาการความร๎วู ําดว๎ ยการจดั การความมัน่ คง๑๓
๑๓ ไพวลั ย๑ เคนพรม,หลกั รฐั ศาสตร๑,(กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พ๑แหงํ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ,๒๕๖๐),หน๎า
๑๒ – ๑๙.
๙
๑.๕ ขอบขา่ ยของวิชารัฐศาสตร์
ศาสตร๑ทางด๎านรัฐศาสตร๑ถือได๎วําเป็นวิชาที่มีขอบขํายความสนใจกว๎างเนื่องจากเป็นศาสตร๑ทาง
การเมอื งท่จี ะตอ๎ งเข๎าไปเก่ยี วขอ๎ งกบั ศาสตรอ๑ น่ื ๆทางสังคมทห่ี ลากหลาย อยํางไรก็ตามนักวิชาการสามารถ
สรปุ ขอบขํายของวชิ ารัฐศาสตร๑ โดยแบํงออกเป็นสาขาตํางๆดงั นี้
๑) สาขาปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)
ปรัชญาการเมืองนบั เปน็ สาขาวชิ าที่เกาํ แกทํ ส่ี ุดสาขาหน่งึ ปรัชญาการเมืองเป็นจุดกาเนิดและนาไป
สูพัฒนาการขององคค๑ วามรข๎ู องรัฐศาสตร๑ในเวลาตํอมาลักษณะเดํนของสาขาวิชาปรัชญาการเมือง คือ มํุง
ต้งั คาถามและคน๎ หาคาตอบในประเดน็ ท่ถี ือวําเป็นหวั ใจของวิชารัฐศาสตร๑ ยกตัวอยํางเชํน รัฐที่ดีควรเป็น
อยํางไร ผู๎นาหรือผ๎ูปกครองท่ีดีควรเป็นอยํางไร สังคมการเมืองที่ทาให๎พลเมืองมีคุณธรรมมีจิตใจสูงสํง
ควรเปน็ อยาํ งไร เป็นต๎น
๒) สาขาทฤษฎกี ารเมอื ง (Political Theory)
สาขานีม้ ุงํ ศกึ ษา หรือแสวงหาข๎อสรุปถึงปรากฏการณ๑ทางการเมืองตํางๆที่เกิดขึ้นแล๎วนาไปสํูการ
สร๎างทฤษฎเี พ่อื นาไปใช๎อธบิ ายปรากฏการณ๑ทางการเมืองที่เกิดข้ึน ท้ังในสังคมตนเองและตํางสังคม เชํน
ทฤษฎวี าํ ดว๎ ยความสัมพันธ๑ของการเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกิจกบั พฒั นาการของประชาธิปไตย จะเห็นวําใน
สงั คมท่เี ศรษฐกิจเจรญิ ก๎าวหนา๎ การเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตยจะเจริญก๎าวหนา๎ ตามไปด๎วย
๓) สาขากฎหมายมหาชน (Public Law)
กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายท่ีวางระเบียบแบบแผน กาหนดนิติสัมพันธ๑ระหวํางรัฐกับ
เอกชน ไดแ๎ กํ กฎหมายรัฐธรรมนญู กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายระหวํางประเทศ สาขา
นี้มุํงศึกษาวิเคราะห๑เนื้อหาของกฎหมายรัฐธรรมนูญในฐานะท่ีเป็นกฎหมายที่กาหนด หรือวางระเบียบ
ให๎กับสถาบันทางการเมืองของรัฐ หรือ กาหนดกฎเกณฑ๑ องค๑ประกอบ โครงสร๎างของรัฐ และสถานะ
ของพลเมืองภายในรฐั
๔) สาขาการเมอื งการปกครอง (Government)
๑๐
สาขานมี้ งํุ ให๎ความสนใจศึกษาเกี่ยวกบั สถาบันทางการเมืองการปกครองตํางๆทั้งในสังคมที่มี
รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยและในรูปแบบอื่น คือ ฝุายนิติบัญญัติ ฝุายบริหาร ฝุายตุลาการ
พรรคการเมอื ง กลํมุ ผลประโยชน๑ เป็นตน๎ ,๒๕๕๙,หน๎า๗)
๕) สาขารฐั ประศาสนศาสตร์ (Public Administration)
สาขานมี้ งํุ ศกึ ษาถงึ องคก๑ ารของภาครัฐหรอื ระบบราชการ กระบวนการในการบริหารงานใน
ระบบราชการ การนานโยบายที่ได๎รับมอบหมายจากรัฐบาลไปปฏิบัติ มํุงเน๎นให๎ผ๎ูศึกษาได๎ทราบถึง
กฎเกณฑ๑ ระเบียบ ตลอดจนเทคนิค วิธีการตํางๆในการบริหารงานราชการให๎มีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล
๖) สาขาการเมอื งเปรียบเทียบ (Comparative Politics)
สาขาน้ีมุํงศึกษาด๎วยการเปรียบเทียบประเด็นป๓ญหาตํางๆในทางการเมืองการปกครองกับ
สังคมอื่นๆท้ังในสังคมที่พัฒนาแล๎ว กาลังพัฒนา และด๎อยพัฒนา เชํน เปรียบในประเด็นระหวํางรัฐบาล
ระบอบประชาธปิ ไตยกบั ระบอบเผด็จการ พรรคการเมอื ง เป็นต๎น
๗) สาขาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งประเทศ (International Relations)
สาขาน้ีมํุงเน๎นศึกษาพฤติกรรมของประเทศหรือรัฐอ่ืนๆท้ังในด๎านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
วฒั นธรรม เชนํ นโยบายตาํ งประเทศ การเมืองระหวํางประเทศ เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม๑๔
๑.๖ พฒั นาการของความรทู้ างรัฐศาสตร์ (Development of Political Science)
แม๎วําในอดีตโลกตะวันออกจะมีการศึกษาและกลําวถึงรัฐศาสตร๑ไมํตํางไปจากโลกทางตะวันตก
คือเป็นการกลําวรวมแทรกอยํูในศาสตร๑อื่นโดยเฉพาะศาสตร๑ทางด๎านศาสนาและจริยธรรม แตํเพราะ
รัฐศาสตร๑ในโลกตะวันตกมีการแยกตัวออกมาเป็นศาสตร๑อิสระจากความรู๎ด๎านอ่ืนได๎กํอน ทาให๎การศึกษา
วิชารัฐศาสตร๑ถูกอธิบายผํานกรอบความคิดทางวิชาการของโลกตะวันตก รวมท้ังกาแบํงยุคของวิชา
รฐั ศาสตร๑ซ่ึงสามารถแบงํ ไดด๎ ังน้ี
๑) ยคุ กรีกโบราณ (Ancient Greeks Ages : 500-300 B.C.)
๑๔ บูฆอรี ยหี มะ. ความรเู๎ บ้ืองต๎นทางรฐั ศาสตร.๑ (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ๑จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั
,๒๕๔๙). หน๎า๕-๘.
๑๑
กรีกโบราณ ประกอบด๎วยรัฐเล็กๆหลายรัฐ เชํน สปาต๎า เอเธนส๑ ออรินธ๑ ทีบีส และมาร๑ซี
ดอน โดยแตํละรัฐจะมีอิสระตํอกัน นั่นคือสามารถดารงอยูํได๎โดยไมํจาเป็นที่จะต๎องพ่ึงพาความชํวยเหลือ
จากรัฐอืน่ และมีสทิ ธิอานาจโดยสมบูรณ๑ในการดาเนนิ นโยบายความสัมพนั ธ๑ระหวํางรัฐ อยํางไรก็ตามแม๎วํา
รัฐแตํละรัฐจะเป็นอิสระแกํกันแตํด๎วยวัฒนธรรม ภาษาและการยึดมั่นในศาสนารํวมกันทาให๎รัฐเล็กๆ
เหลํานั้นมีความผูกพันและเกิดสานึกรํวมกันในความเป็นชาวกรีก พลเมืองของกรีกโดยสํวนใหญํรักใน
อิสระและมีสํวนรํวมทางการเมืองในระดับสูง โดยเฉพาะชาวกรีกในกรุงเอเธนส๑ ลักษณะเดํนท่ีสาคัญอีก
ประการหนึ่งของชาวกรีกคือการยอมรับในความเป็นป๓จเจกบุคคล (individualistic) อันเป็นรากฐานของ
การมีอิสระและเสรีภาพทางความคิดชาวกรีกจึงเคารพในหลักของเหตุผลมากกวําท่ีจะยึดมั่นในความ
ศรัทธา (เสนํห๑ จามริก (แปล),๒๕๑๕: ๒๔) แตํในที่สุดกรีกก็ต๎องพบกับความลํมสลายจากการถูกรุกราน
โดยประเทศเพือ่ นบา๎ น คอื ชาวโรมัน ๑๕ นักปราชญ๑ที่มชี อ่ื เสียงในยคุ นไี้ ด๎แกํ
โสเครเตส (Socrates,469 – 397 B.C.)
โสเครเตสเชื่อวาํ ความรเ๎ู ปน็ ส่ิงสากลและมนุษย๑สามารถเรียนร๎ูได๎ หากใช๎วิธีการแสวงหาความร๎ูท่ี
ถูกต๎อง ซึ่งวิธีการน้ันก็คือ การแลกเปลี่ยนและการวิเคราะห๑ความเห็นซ่ึงกันและกันในรูปแบบของการ
ถกเถียงอยํางมีเหตุผลตํอข๎อเสนอและคานิยามตํางๆเพราะท๎ายที่สุ ดแล๎วความร๎ูท่ีแท๎จริงก็จะปรากฏ
ออกมา (โกวิท วงศ๑สุรวัฒน๑,๒๕๔๓ : ๔๘)๑๖ โสเครเตส ได๎รับยกยํองให๎เป็น “ บิดาแหํงวิชาปรัชญา”
วิธกี ารท่ีโสเครเตสนามาใช๎ในการศกึ ษาทางการเมอื งคือ การสนทนาดว๎ ยการตัง้ คาถาม
เพลโต (Plato : 427-347 B.C.)
เพลโตเป็นศิษย๑ที่คอยติดตามโสเครเตส เพลโตได๎เสนอรูปแบบการปกครองท่ีดีท่ีสุด ได๎รับ
การยกยํองวําเป็น “ บิดาแหํงปรัชญาการเมือง” ผลงานท่ีมีชื่อเสียง และทรงคุณคํามากท่ีสุดทาง
ปรัชญาการเมือง ของเพลโตคือ คือ The Republic หรือ อุตมรัฐ เขียนขึ้นในชํวง 365 B.C. โดยมี
รากฐานความเชื่อวํา มนุษย๑ไมํสามารถดารงชีวิตอยํูได๎อยํางโดดเดี่ยวแตํจะต๎องอยํูรํวมกันเป็นสังคมเ พื่อ
สร๎างความดีและความสุขให๎เกิดข้ึนในสังคม ฉะนั้น รัฐจึงเป็นส่ิงท่ีเกิดขึ้นหลังมนุษย๑มีการรวมตัวกันทาง
สงั คม รัฐเปน็ สิ่งทมี่ นุษย๑สรา๎ งขน้ึ เพ่ือใช๎เปน็ เคร่ืองมือในการสร๎างความสมบูรณ๑ให๎เกิดขึ้น กลําวได๎วํา รัฐมี
รากฐานการเกดิ ขึน้ มาจากความไมํสมบูรณข๑ องมนุษย๑ (imperfections of human nature)๑๗
๑๕ จักษ๑ พันธ๑ชูเพชร ,รฐั ศาสตร,๑ (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั มายด๑ พบั ลชิ ชง่ิ จากดั ,๒๕๕๕,) หนา๎ ๓๒
๑๖ เรื่องเดยี วกัน ,หน๎า ๓๓
๑๗ เรื่องเดยี วกนั , หน๎า ๓๕-๓๖.
๑๒
กลาํ วไดว๎ าํ มนษุ ย๑ในความคิดของเพลโตจึงไมไํ ด๎ถกู สร๎างมาบนพื้นฐานของเทําเทียม แตํความ
ไมํเทําเทียมในท่ีนี้ไมํได๎หมายความวํา คนท่ีมีความสามารถน๎อยจะถูกละเลยจากสังคม หากแตํวําคนท่ี
ด๎อยกวําเหลํานั้นควรถูกควบคุมโดยคนที่เหนือกวําและร๎ูวําควรจะปกครองอยํางไรให๎เกิดประโยชน๑สุข
รํวมกันในทัศนะของเพลโตกลําวถึงผู๎ปกครองท่ีดีนั้นต๎องมีลักษณะเป็น “ราชาปราชญ๑” (Philosopher
king) คอื เป็นผู๎ทรงความร๎แู ละทรงอานาจ
อริสโตเติล (Aristotle :384 – 322 B.C.)
เป็นลูกศิษย๑คนสาคัญของเพลโต อริสโตเติล แบํงศาสตร๑(Sciences) ออกเป็น ๓ ประเภท คือ ศาสตร๑
ภาคปฏิบัติ(practical science) ศาสตร๑ภาคทฤษฎี(theoretical science) และศาสตร๑ภาคการผลิต
(productive science) โดยการเมือง จดั อยํูในกลํุมของศาสตร๑ภาคปฏิบัติ ซึ่งทาให๎เกิดการแยกรัฐศาสตร๑
ออกเปน็ ศาสตรท๑ มี่ ลี ักษณะเฉพาะเร่ือง (a special field of study) อริสโตเติล ได๎รับการยกยํองวํา เป็น
“ บิดาแหํงรัฐศาสตร๑”๑๘ งานเขียนชิ้นสาคัญของอริสโตเติล ได๎แกํ หนังสือชื่อ Politics ซ่ึงมีเน้ือหา
สาระท่ีสาคญั ดังนี้
๑) มนุษย๑เป็นสัตว๑การเมืองมนุษย๑จึงต๎องมาอยํูรวมกันเพื่อความปลอดภัยและตอบสนอง
บริการท่ีจาเป็นให๎แกํกัน เพ่ือให๎ชีวิตดารงอยํูได๎ซ่ึงในการน้ีจะต๎องมีการจัดระบอบการปกครองเพ่ือรักษา
ความสงบสุขและความยุตธิ รรม
๒) แนวคิดเก่ียวกับรัฐ รัฐคือองค๑กรทางการเมืองสูงสุดซึ่งรับรองความสงบสุขทั้งหมดของ
ประชาชน
๓) สนบั สนนุ หลักการปกครองโดยกฎหมาย หลักการปกครองที่ดี คือหลักการปกครองโดย
กฎหมาย อริสโตเติลเห็นวํากฎหมายท่ีดีคือกฎหมายท่ีชํวยรักษาความยุติธรรมของสังคมไว๎ได๎ และความ
ยุติธรรมกจ็ ะเปน็ ส่งิ ทีผ่ กู พนั ใหม๎ นษุ ย๑ในสงั คมอยรูํ วํ มกนั
๔) สนับสนุนให๎มีการถือครองสมบัติสํวนตัว เป็นส่ิงที่อริสโตเติลเห็นแย๎งกับเพลโต โดย
อรสิ โตเตลิ เหน็ วาํ มนุษยค๑ วรจะมีสมบัตสิ ํวนตัว เพราะวําเปน็ สง่ิ ทชี่ ํวยในการดารงชีพ มนษุ ยต๑ อ๎ งกิน ต๎องนุํง
หํม และมีท่ีพักอาศัย ดังนั้นจึงเป็นเร่ืองธรรมชาติของมนุษย๑ต๎องมีสมบัติสํวนตัว สํวนเพลโตนั้นมองเร่ือง
๑๘ เรอ่ื งเดยี วกัน,หน๎า ๓๘
๑๓
การปกครองและสนับสนุนเรื่องการปกครองตามแบบคอมมิวนิสต๑ซ่ึงอริสโตเติลแย๎งและไมํเช่ือวําจะมี
มนุษย๑ที่สามารถอทุ ศิ ให๎แกรํ ฐั ได๎ถงึ เพยี งน้ี
๕) เสนอรปู แบบการเมอื งเป็น ๖ ประเภท คือ แสดงเป็นแผนผงั ได๎ดังนี้
ระบบ ผ้ปู กครองคนเดียว กลุ่มผู้ปกครอง คนหม่มู าก
ระบบดี polity
ระบบไมํดี monarchy aristocracy democracy
tyranny oligarchy
หมายเหตุ Monarchy = ระบอบกษัตรยิ ๑ หรือ ราชาธิปไตย
Aristocracy = ระบบขุนนาง หรอื อภชิ นาธปิ ไตย
Polity = ระบบทป่ี กครองโดยชนชน้ั กลาง
Tyranny = ระบบทรราช
Oligarchy = ระบบพวกพอ๎ ง หรือคณาธปิ ไตย
Democracy = ระบบประชาธปิ ไตย
จากแผนผงั จะเห็นวาํ อริสโตเตลิ มีทศั นะท่ีไมํดเี กี่ยวกบั ระบอบประชาธิปไตย เพราะเขามอง
วําประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองท่ีไมํคานึงถึงราษฎรปลํอยให๎อานาจทางการเมืองข้ึนอยํูกับ
กรรมการหรอื สภาซงึ่ ชอบใชอ๎ านาจอยํางฟมุ เฟือย
๖) เสนอและสนับสนุนให๎รัฐปกครองโดยชนชั้นกลาง อริสโตเติลเห็นวํา รูปแบบการ
ปกครองท่ีดีก็คือ การปกครองแบบมัชฌิมวิถีอธิปไตย หรือ โพลิตี (Polity) โดยอาศัยรัฐธรรมนูญเป็น
หลักในการปกครอง เหตุผลท่ีอริสโตเติลชื่นชอบชนช้ันกลางเขามองวําเป็นกลํุมคนที่มีเหตุผลไมํเห็นแกํตัว
แบบคนมัง่ มแี ละไมลํ ะโมบเหมือนคนยากจน ๑๙
๒) ยคุ จกั รวรรดโิ รมนั ( Roman Empire Ages: 300 B.C. – ครสิ ต์ศตวรรษท่ี4)
๑๙ ณัชชาภทั ร อุํนตรงจติ ร. รฐั ศาสตร,๑ (กรุงเทพมหานคร :สานกั พิมพแ๑ หงํ จฬุ าลงกรณม๑ หาวิทยาลยั ,๒๕๕๖).
หนา๎ ๕๙ -๖๐.
๑๔
การลํมสลายของกรีกเกิดข้ึนหลังการทาสงครามกับชาวโรมันที่ขยายอานาจเพ่ือสร๎าง
อาณาจักรที่ย่ิงใหญํ ชาวโรมันมีลักษณะเป็นนักปฏิบัติท่ีดี ยึดม่ันในระเบียบวินัย เชื่อฟ๓งผ๎ูปกครอง และ
เคารพกฎหมาย รัฐศาสตร๑ในยุคน้ีจะเน๎นการศึกษากฎหมาย โดยถือวํากฎหมายเป็นแกนหลักของวิชา
รัฐศาสตรซ๑ ง่ึ มรี ากฐานมาจากแนวความคิดของปรัชญากลํุมสโตอิก (stoicism) ท่ีเห็นวําชีวิตท่ีดีของมนุษย๑
ไมํไดผ๎ ูกติดอยํกู บั อานาจรัฐ แตํต๎องดาเนินชีวิตในฐานะป๓จเจกบุคคล เพราะอานาจรัฐและการเมืองทาให๎
มนุษย๑ต๎องสูญเสียความเสมอภาคและความเป็นป๓จเจกอันเป็นส่ิงที่มนุษย๑มีอยํูแล๎วในสภาวะธรรมชาติ ๒๐
นอกจากน้นั ยงั ใหค๎ วามสาคัญกับความเปน็ ปจ๓ เจกบคุ คล ความเสมอภาค และยอมรบั ในระบบกฎหมาย ดัง
จะเห็นไดอ๎ ยํางเป็นรปู ธรรมในสมัยจกั รพรรดจิ สั ตเิ นยี น (Justinial:ค.ศ.527-565) ทม่ี ีการรวบรวมประมวล
กฎหมาย (code) ซงึ่ ตํอมาได๎กลายเปน็ รากฐานสาคัญทางกฎหมายและรฐั ธรรมนูญของประเทศตํางๆ ๒๑
๓) ยุคกลางของยโุ รป (Middle Ages: คริสตศ์ ตวรรษท่ี 5-14)
ยุคกลางของยุโรป เริ่มขึ้นเม่ืออานาจการควบคุมทางการเมืองของโรมอํอนแอลง คือในชํวง
หลงั ปี ค.ศ. 200 เปน็ ต๎นมา จดุ จบของโรมันเกิดขึน้ เมื่อถกู โจมตีโดยชนเผําเรํรํอนท้ังจากยุโรปกลาง ยุโรป
ตะวนั ตก และยโุ รปเหนือไมํวาํ จะเป็นพวกเนอรส๑ เมน (Norsemen) ไวก้ิง (Viking) เดนส๑ (Danes) ก็อทส๑
(Goths) วิสิก็อทส๑ (Visigoth) และเผําชนเยอรมันอ่ืนๆ (Coulter,1981: 27- 28) ภายหลังการบุกยึด
อาณาจักรโรมันก็ถูกแบํงแยกออกเป็นสํวนๆ และถูกปกครองโดยปราศจากแบบแผนทางการปกครองทา
ให๎เกิดความวุํนวายทางการเมืองเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นตามมา ฝุายกษัตริย๑พยายามรวมอานาจเพ่ือรักษา
สถานภาพของตนไว๎ ในขณะทีก่ ลมุํ ขนุ นางก็พยายามหาชํองทางก๎าวข้ึนสูํอานาจประชานสํวนใหญํในสังคม
จึงหันเหความศรัทธาเขา๎ สูศํ าสนาโดยเฉพาะศาสนาคริสต๑นกิ ายโรมนั คาธอลิก เมอื่ คริสต๑ศาสนานิกายโรมัน
คาธอลิก มีอิทธิพลตํอความเช่ือ ความศรัทธาและวิถีปฏิบัติของประชาชนสํวนใหญํเป็นอยํางมาก วิชา
รฐั ศาสตร๑เองกต็ กอยํูภายใต๎อทิ ธิพลของครสิ ต๑ศาสนาเชนํ เดยี วกับอาณาจักร จนสามารถเรียกได๎วําเป็น ยุค
มดื (Dark Ages) เพราะแมแ๎ ตอํ านาจของกษัตรยิ ๑กถ็ กู จากัดโดยพระเจ๎าและกฎหมายธรรมชาติโดยสํงผําน
มาทางผู๎นาศาสนาคอื สันตะปาปา(Pope) ผ๎ูมีสิทธิอานาจในการแตงํ ตง้ั และถอดถอนกษัตริย๑โดยมีรากฐาน
ความคิดมาจากเร่ือง จักรภพโลก (universal dominion) ที่มีมาช๎านานต้ังแตํสมัยจักรวรรดิโรมัน โดย
พยายามทจ่ี ะใหย๎ ุโรปทง้ั ทวีปกลายเป็นจักรภพแหงํ ศาสนาเดยี ว
๒๐ นพคณุ เมอื งแวง. ขอบขาํ ยและแนววเิ คราะหข๑ องรัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพมหานคร: กลํุมดนิ สอและ
ปากกาลูกล่นื . ๒๕๒๔), หน๎า๒-๓.
๒๑ จกั ษ๑ พันธ๑ชูเพชร ,รัฐศาสตร,๑ (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั มายด๑ พบั ลิชช่ิง จากดั ,๒๕๕๕,) หนา๎ ๓๙ -๔๑
๑๕
นักคิดคนสาคัญในยุคน้ี คือ เซนต์ออกัสติน(Saint Augustine: ค.ศ.354-430) บิชอบแหํง
เมืองฮิปโป (Hippo) ในแอฟริกาเหนือ ท่ีนาปรัชญาของเพลโตในเร่ืองโลกแหํงแมํแบบมาเป็นพื้นฐานใน
การอธิบายถึงการสร๎างมนุษย๑และโลกของพระผู๎เป็นเจ๎า โดยอธิบายวํามนุษย๑ถูกสร๎างข้ึนมาตามแบบท่ี
พระองค๑ทรงกาหนดไว๎ในพระป๓ญญาของพระองค๑ (Divine Ideas) มนุษย๑ตามแบบของพระองค๑จึง
หมายถึงมนุษย๑ผู๎แสวงหาพระผ๎ูเป็นเจ๎าและปฏิบัติตนตามกฎแหํงศีลธรรม แตํเพราะมนุษย๑มีเสรีภาพจึง
สามารถท่ีจะปฏิเสธพระผ๎ูเป็นเจ๎าได๎ ฉะนั้นมนุษย๑จึงเกิดการตํอสู๎กันระหวํางการรักพระผู๎เป็นเจ๎าที่จะ
ปฏิบตั ิตามกฎแหํงศีลธรรมกับการรักตนเองท่ีปรารถนาที่จะกระทาในสิ่งท่ีตนเองต๎องการ๒๒ งานเขียนท่ี
มชี ่อื เสยี งของเซนต๑ออกสั ติน คือ City of God หรือ อาณาจักรของพระเจ๎า
๔) ยคุ ฟนื้ ฟศู ลิ ปวิทยาการ (Renaissance : ครสิ ต์ศตวรรษท่ี15-18)
ยุคน้ีการเมืองได๎ถูกแยกออกจากหลักจริยธรรม โดยเช่ือวําการเมืองยํอมมีเหตุผลที่เป็นของ
การเมืองเอง ความเชื่อใหมํนไี้ ด๎ถูกนาเสนอผาํ นงานเขยี นของนกั คิดรํวมสมัยหลายคน โดยเฉพาะงานเขียน
ของ นิคโคโล มาคิอาเวลลี (Niccolo Machiavelli : ค.ศ. 1469-1527)
รัฐศาสตร๑ยุคเร่ิมต๎น เชื่อมโยงการเมืองกับศีลธรรม จริยธรรม(มองการเมืองในเชิงอุดมคติ) แตํ
มาคอิ าเวลลี เสนอใหพ๎ ิจารณาการเมืองในความเปน็ จริงสนใจสงิ่ ท่ีเปน็ อยูํ งานเขยี นที่โดํงดงั ของ
มาคิอาเวลลี คือ The Prince หรือ เจ๎าผ๎ูปกครอง โดยได๎เสนอความเป็นจริงในทางการเมืองท่ีตัว
ผป๎ู กครอง “ผูป๎ กครองต๎องมีความเข๎มแข็งแบบสงิ โต และเฉลยี วฉลาดแบบสนุ ขั จิง้ จอก” มาคิอาเวลลี จึง
ได๎รับการยกยํองวํา “เป็นบิดาของปรัชญาการเมืองสมัยใหมํ ” นักคิดสาคัญในยุคน้ีที่มีช่ือเสียง เชํน
โธมัส ฮอบส๑ , จอห๑น ล็อค, ฌอง จาคส๑ รุสโซ, มองเตสกิเออ เป็นต๎น ความคิดท่ีเกิดข้ึนในสมัย
ฟื้นฟูศิลปะวิทยาการสํงผลมายังการเมืองการปกครองในสมัยตํอมาคือ การปฏิเสธอานาจของผู๎นาทาง
ศาสนา หรือสันตะปาปา รวมท้ังปฏิเสธอานาจของศาสนจักรที่เคยอยูํเหนืออาณาจักร แตํถือเอาเอกภพ
ความม่ันคง และผลประโยชน๑ของรัฐเป็นสาคัญ นอกจากนี้ยังสํงผลให๎เกิดความคิดทางรัฐศาสตร๑ในสมัย
ตํอมาวํา ผ๎ูใต๎ปกครองยํอมมีสิทธิโดยชอบธรรมท่ีจะไมํเคารพเช่ือฟ๓งผู๎ปกครองและตํอต๎านล๎มล๎างการ
ปกครองได๎ หากเป็นการกระทาเพื่อรักษาอานาจอธปิ ไตยของตน๒๓
๕) ยุคปัจจุบนั (Modern Period : ครสิ ต์ศตวรรษที่19 – ปัจจบุ นั )
ในชํวงกอํ นสงครามโลกครง้ั ที่๒ (คริสต๑ศตวรรษท่ี 19) นกั รฐั ศาสตร๑ได๎หันไปสนใจศึกษาเกี่ยวกับ
แนวคิดเร่ืองรัฐ อันหมายถึงโครงสร๎างและกฎเกณฑ๑ท่ีเป็นทางการตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในประเด็น
เรื่องกาเนิดรัฐวํามีองค๑ประกอบอยํางไรบ๎าง และได๎มีการนาแนวคิดเร่ืองรัฐมาใช๎แทนความหมายของ
๒๒ เร่ืองเดียวกัน,หน๎า๔๑-๔๓
๒๓ เรอ่ื งเดยี วกนั ,หนา๎ ๔๖
๑๖
สถาบันทางการเมือง เชํน อาณาจักร สาธารณรัฐ และจักรวรรดิ ทาให๎เกิดป๓ญหาเนื่องจากแนวทาง
การศึกษาท่ีมุํงเน๎นเฉพาะโครงสร๎างที่เป็นทางการตามตัวบทกฎหมาย ทาให๎เกิดการละเลยที่จะศึกษา
กิจกรรม หรือปรากฏการณ๑ทางการเมืองท่ีสาคัญด๎านอื่น ทาให๎การศึกษาในแนวแรกเส่ือมลง
(Easton,1697 : 106 -115) และหันมาสนใจศึกษาในด๎านกระบวนการทางการเมืองที่ไมํได๎เป็นไปตามตัว
บทกฎหมายและไมํเปน็ ทางการ ๒๔
สาเหตุสาคัญคือ เมื่อส้ินสุดสงครามโลกคร้ังที่๒ ได๎มีปรากฏการณ๑ท่ีสาคัญเกิดข้ึน คือ การ
สลายตัวของลัทธิอาณานิคม (colonialism)และมีประเทศใหมํๆเกิดขึ้นเป็นจานวนมาก คือ ได๎รับ
อิสรภาพ โดยแยกตัวเองออกจากการอยํูภายใต๎การครอบครองในฐานะเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น เชํน
มาเลเซียไดร๎ ับอิสรภาพจากการยึดครองของจักรวรรดอิ งั กฤษ เป็นตน๎
ประเทศท่ีพึ่งได๎รับอิสรภาพใหมํเหลํานั้นหลายประเทศพยายามที่จะพัฒนาบ๎านเมืองให๎เป็น
ประชาธิปไตยแบบตะวันตก แตํก็ประสบป๓ญหาเรื่อยมา นักรัฐศาสตร๑ชํวงหลังสงครามโลกครั้งท่ี๒ จึงให๎
ความสาคัญกับการศึกษาเรื่อง การพัฒนาทางการเมือง ซึ่งไมํจากัดขอบเขตวําเป็นการศึกษาเฉพาะการ
พัฒนาไปสรูํ ะบอบประชาธปิ ไตยเทาํ นัน้ แตํเปน็ การศกึ ษาประเด็นที่วําด๎วยการพัฒนาการเมืองของประทศ
ตํางๆทเี่ จรญิ แลว๎
ลักษณะเด่นของรัฐศาสตร์ในยคุ ปัจจบุ ัน
การพัฒนาด๎านเทคนิคและวิธีการทางการศึกษา การขยายขอบเขตของการศึกษา และ
ผสมผสานแนวทางการศึกษาเพื่อใชส๎ าหรับศึกษาการพัฒนาทางการเมือง(political Development)และ
การศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ(Comparative Politics) เพ่ือศึกษาเปรียบเทียบในประเทศตํางๆนา
แบบอยํางของประเทศทีป่ ระสบความสาเรจ็ ในการพฒั นาทางการเมือง สํวนใหญํมักจะเป็นประเทศในโลก
ตะวันตกมาเป็นตัวแบบในการไปใช๎พัฒนาประเทศท่ียังล๎าหลังโดยเฉพาะประเทศเกิดใหมํท่ีเพิ่งได๎รับเอก
ราช อิทธิพลจากสาขาวชิ าสงั คมวิทยาและจิตวิทยาซึ่งรับเอากรอบวิธีการศึกษาของสาขาวิทยาศาสตร๑มา
ใช๎ศกึ ษาพฤตกิ รรมทางการเมอื งทีเ่ กดิ ข้ึนจริงทั้งในระดับตัวบุคคล องค๑กร สถาบัน รัฐ ภูมิภาคและโลก
ยกตวั อยาํ งเชํน ในระดบั ตวั บคุ คลจะศกึ ษาในแงํของทัศนคติ แรงจูงใจ คํานิยม ความเชื่อ การมีสํวนรํวม
ทางการเมอื ง (Roskin, Cord, Medeiros and Jones, 1997 : 16 ; กระมล ทองธรรมชาติและ เชาวนะ
ไตรมาส,๒๕๔๖ : ๑๙-๒๐ ; ววิ ัฒน๑ เอย่ี มไพรวัน, ๒๕๔๖ก: ๖๙-๗๑)
ป๓จจบุ นั การศกึ ษาทางรฐั ศาสตรจ๑ งึ ขยายขอบเขตกว๎างไกล เชนํ ให๎ความสนใจเร่ืองป๓ญหาโรคเอดส๑
กับการเมือง สตรีกับการเมือง การเมืองกับนโยบายสาธารณะ เป็นต๎น ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสตํอ
แนวทางหรอื วธิ ีการศึกษาแนวทางตาํ งๆอยํางหลากหลายเพ่ือทาความเข๎าใจตํอปรากฏการณ๑ทางการเมือง
๒๔ เรอื่ งเดยี วกัน,หนา๎ ๔๗
๑๗
ที่เกิดข้ึนให๎มากที่สุด เชํน วิธีการศึกษาแนวการตีความ (Hermeneutics หรือ Interpretative
Analysis)๒๕
๑.๗ ประโยชน์และแนวทางการศึกษารัฐศาสตร์
สาขารฐั ศาสตรเ๑ มื่อศึกษาให๎ชดั เจนจะเกิดประโยชน๑ตํอผศ๎ู ึกษาอยาํ งมาก โดยสามารถจาแนก
ประโยชน๑ของการศึกษารฐั ศาสตรไ๑ ด๎ ๓ ประการ กลาํ วคอื
ประการการแรก ทาให๎เข๎าใจขอบขาํ ยของวชิ ารฐั ศาสตร๑
ประการที่สอง ทาใหท๎ ราบเหตผุ ลของการศกึ ษารฐั ศาสตร๑
ประการทีส่ าม ทาใหเ๎ กดิ ความเข๎าใจทส่ี อดคล๎องกัน
๑.๘ แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์
แนวทางการศกึ ษารัฐศาสตร๑ท่ีสาคญั มหี ลายแนวทาง ดงั รายละเอยี ดตํอไปน้ี
๑) แนวทางแรก ปฏิฐานนิยม วิธีการศึกษาปฎิฐานนิยม มีการนามาใช๎อยํางกว๎างขวางและเป็น
กระแสหลักท่ีมีอิทธิพลอยํางมากตํอการศึกษาทางรัฐศาสตร๑ในหลายทศวรรษที่ผํานมา ต้ังอยูํบนฐาน
ความคิดของภววิทยาแบบ มูลฐานนิยม ที่เช่ือวําโลกหรือความจริงที่ต๎องการศึกษาน้ันคงอยูํอยํางเป็น
อิสระ ผ๎ูศึกษาสามารถสร๎างแบบจาลองแสดงความสัมพันธ๑ระหวํางปรากฏการณ๑ทางสังคมออกมาได๎ ใช๎
ทฤษฎเี ปน็ ตวั ตั้งในการกาหนดสมมติฐานการวิจัยเพอ่ื ทดสอบความนาํ เช่ือถือของทฤษฎี และความสัมพันธ๑
ระหวาํ งตวั แปรตน๎ และตัวแปรตามท่กี าหนดขน้ึ ผาํ นกระบวนการสงั เกตโดยประสาทสัมผัสทัง้ ห๎า
การศึกษาปฏิฐานนิยม (Positivism) เช่ือวํา การศึกษาต๎องดาเนินตามแนวทางวิธีการทาง
วิทยาศาสตร๑จึงจะได๎ความร๎ูที่มีความนําเช่ือถือ ความรู๎ความจริงต๎องสามารถสัมผัสได๎ด๎วยข๎อมูล
ข๎อเทจ็ จรงิ ตํางๆตั้งอยูบํ นฐานความคดิ ของภวนิยมแบบมลู ฐานนิยม (Foundationalism) ผู๎ศึกษาสามารถ
เขา๎ ถึงความร๎ูนนั้ ไดด๎ ๎วยวิธกี ารทีเ่ ปน็ ระบบระเบียบเทํานัน้
๒๕ บฆู อรี ยหี มะ ,ความรเ๎ู บอื้ งต๎นทางรัฐศาสตร๑,(กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพจ๑ ุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ,๒๕๔๙,)
หน๎า๑๕-๑๖
๑๘
๒) แนวทางทีส่ องแนวการศกึ ษาแนวปรากฏการณ๑นิยม (Phenomenalism) เป็นแนวทางที่ไมํ
เช่ือวําทฤษฎีขนาดใหญํที่ผ๎ูศึกษาจะสามารถใช๎เป็นฐานในการวางกรอบในการศึกษาได๎ หากแตํผู๎ศึกษา
ต๎องลงไปศึกษาในปรากฏการณท๑ เี่ กิดขนึ้ และพัฒนาทฤษฎขี ึ้นมาจากการศึกษาน้ันๆแทน
การศกึ ษาแนวทางน้จี งึ ตํอตา๎ นวทิ ยาศาสตรเ๑ ชิงประวัติศาสตร๑ ตํอตา๎ นการยอมรบั เน้อื หาสาระท่ีไมํ
อาจสารวจตรวจสอบได๎ และระบบขนาดใหญํที่สร๎างขึ้นในความคิดแบบคาดเดา การศึกษาเน๎นอาศัย
วิธกี ารแสวงหาความร๎ูความเข๎าใจที่มีเหตุและผลที่ถูกต๎อง มีการประเมินและการปฏิบัติการที่มีการอ๎างอิง
ถึงหลักฐานโดยการสารวจจากแหลงํ ขอ๎ มูลตํางๆในประสบการณ๑บนฐานความเช่ือวํา ไมํเพียงวัตถุตํางๆใน
โลกธรรมชาติ และวัฒนธรรมเทํานั้นท่ีเป็นสิ่งท่ีมีความชัดเจน และสามารถรับรู๎ได๎ แตํยังรวมถึงวัตถุอื่นๆ
ในเชิงอดุ มคตดิ ๎วย
๓) แนวทางท่ีสาม หลังโครงสร๎างนิยม วิธีคิดแบบตะวันตกวางอยํูบนฐานของอภิปรัชญาท่ีเชื่อ
ในการมีอยํู เป็นอยูํหลังโครงสร๎างนิยมไมํเช่ือในการมีอยูํ เป็นอยํู และการและดารงอยูํของสรรพส่ิง
ขณะทีว่ ิธคี ดิ แบบหลังโครงสร๎างนยิ มไมํเชื่อในการมอี ยูํเป็นอยูํและการดารงอยํูของสรรพส่ิง หากแตํมองวํา
สรรพส่งิ มลี กั ษณะทหี่ มนุ เวียนเปลีย่ นไปอยํูตลอดเวลา ตามฐานความเชื่อนี่จึงไมํมีสิ่งที่เป็นอยํู จะมีก็แตํสิ่ง
ที่กาลงั เกดิ สิง่ ท่กี าลังจะเปน็ ไมํมีหลักเกณฑ๑แนํนอน
๔) แนวทางที่ส่ี หลังสมัยใหมํ แนวหลงั สมัยใหมํ เปน็ กระแสการแสวงหาความรู๎ท่ีถูกนามาใช๎เพื่อ
อธบิ ายปรากฏการณ๑ รํวมสมัยจานวนมาก ความแตกตํางหลากหลายทางสังคมกํอให๎เกิดลักษณะพันธ๑ทาง
สภาพสงั คมท่กี ๎าวล้ายคุ ดว๎ ยความกา๎ วหน๎าทางวทิ ยาศาสตรแ๑ ละเทคโนโลยี การศกึ ษาในแนวทางน้ีชี้ให๎เห็น
ถึงผลพวงท่เี กดิ จากความก๎าวหน๎าและพัฒนาการของยุคสมัยเพื่อตั้งคาถามตํอสภาวการณ๑ทั้งหลายท่ีย๎อน
แยง๎ ภายในพลวัตของยุคสมัยใหมํ นับต้ังแตํกระบวนการคิดอยํางเป็นเหตุเป็นผล ความสมบูรณ๑แบบ และ
มาตรฐานทางคุณคํา ความชอบธรรมขององค๑ความร๎ูหน่ึงๆไปจนถึงการประกอบสร๎างลักษณะทาง
อัตลักษณ๑๒๖
๑.๙ แนวโนม้ การศกึ ษาวชิ ารัฐศาสตร์กบั บริบทการเมืองไทย
แนวโน๎มการศึกษารัฐศาสตร๑ในป๓จจุบันมีขอบเขตทีกว๎างมากย่ิงข้ึนอันเป็นผลจากการ
เปล่ียนแปลงทางสังคมการเมือง การศึกษารัฐศาสตร๑เดิมจากัดอยูํเพียงการศึกษาวําด๎วยเรื่องรัฐ หรือมิติ
๒๖ ไพวลั ย๑ เคนพรม,หลักรฐั ศาสตร๑,(กรงุ เทพมหานคร : สานักพมิ พ๑แหงํ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ,๒๕๖๐),หนา๎ ๘-๑๐
๑๙
ของผู๎ปกครอง หรือ ผ๎ูใต๎ปกครองเทํานั้น ป๓จจุบันสังคมมีการเปล่ียนแปลงอยํางรวดเร็วและมีความ
ซับซ๎อนมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนถํายเทข๎อมูลขําวสารในยุคโลกาภิวัฒน๑ทาให๎การศึกษาทางรัฐศาสตร๑มี
มุมมองของการเปล่ียนแปลงไปจากเดิมอยํางมาก ขอบเขตของการศึกษาจึงต๎องเปล่ียนแปลงไปอยําง
ปฏิเสธไมํได๎ การศึกษารัฐศาสตร๑ในยุคป๓จจุบันขยายขอบเขตเปลี่ยนไปสํูการศึกษาในประเด็นท่ีเป็น
ปรากฏการณ๑ทางการเมือง เชนํ การต้งั กลุํมม๏อบตาํ งๆ,การอดข๎าวประท๎วง,หรือการแสดงสัญลักษณ๑ในการ
ตํอต๎านรัฐบาลเผด็จการ เป็นต๎น ดังน้ันเราจึงเรียกการศึกษารัฐศาสตร๑ในยุคป๓จจุบันวํา เป็นการศึกษาใน
แนวพฤติกรรมศาสตร๑
อาจกลําวได๎วํารัฐศาสตร๑เป็นศาสตร๑ท่ีเกําแกํและมีพัฒนาการมาอยํางยาวนานและตํอเนื่อง ใน
อดีตรฐั ศาสตร๑มํุงศึกษาเฉพาะสวํ นของโครงสร๎างทางการเมืองการปกครอง เชํน ศึกษาวํารัฐท่ีดีต๎องเป็นรัฐ
ท่ีมีการปกครองแบบใด หรือศึกษาที่ตัวผู๎นาหรือผู๎ปกครองรัฐวํา ผู๎ปกครองที่ดีต๎องมีคุณลักษณะของ
ผู๎ปกครองแบบใด สํวนในปจ๓ จบุ ันพบวาํ แนวทางในการศกึ ษาดา๎ นรฐั ศาสตรไ๑ ด๎เปลี่ยนไป สาเหตุที่สํงผลตํอ
การเปล่ียนแปลงประการหน่ึงนั้นเกิดเนื่องจากการที่วิทยาศาสตร๑และเทคโนโลยีเข๎ามามีบทบาทตํอการ
ดารงชีวิตของมนุษย๑มากขึ้น ทาให๎มุมมองการศึกษาของรัฐศาสตร๑มีขอบขํายกว๎างขึ้น ยกตัวอยํางเชํน
การศึกษารัฐศาสตร๑ในมุมของเศรษฐศาสตร๑ ,เศรษฐศาสตร๑การเมือง, การศึกษารัฐศาสตร๑ในมุมมองของ
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ หรือการศึกษานโยบายท่ีสํงผลตํอเน่ืองตํอประชาชนด๎านสวัสดิการ,
นโยบายด๎านการเมืองการปกครองที่สํงผลตํอประชาชนโดยตรงในการตัดสินใจเลือกตัวแทน หรือผ๎ูแทน
เข๎าไปทาหน๎าท่ีแทนตนในสภาฯ เป็นต๎น จากตัวอยํางข๎างต๎นจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการศึกษา
รัฐศาสตร๑ในอดีตและป๓จจุบันอยํางชัดเจน ดังนั้นหากประชาชนในประเทศมีความรู๎ ความเข๎าใจ และ
สามารถนาเอาองค๑ความรู๎ตํางๆมาประยุกต๑ให๎เกิดประโยชน๑ก็จะสํงผลให๎ประเทศชาติพัฒนาไปสํูความ
เจริญในทกุ ๆด๎าน
๒๐
คาถามท้ายบท
๑. รฐั ศาสตร๑ เป็นวชิ าท่ีศกึ ษาในเรอ่ื งอะไร อธิบาย
๒. จงอธิบายววิ ัฒนาการของการศกึ ษาวชิ ารฐั ศาสตร๑ตัง้ แตอํ ดีตจนถึง ป๓จจบุ ันมาพอสงั เขป
๓. ความคิดทางรัฐศาสตร๑ในยคุ แรกเร่มิ ในโลกตะวนั ตกมุํงศึกษาเกยี่ วกบั เร่ืองอะไร
๔. แนวพฤตกิ รรมศาสตร๑ หมายถงึ อะไร อธบิ ายและยกตวั อยาํ งประกอบ
๕. รฐั ศาสตร๑แยกสาขาออกเปน็ สาขายอํ ยอะไรบา๎ ง จงอธิบาย
๖. รัฐศาสตร๑ในประเทศไทยระยะเรมิ่ ต๎นมีความเป็นมาอยํางไร อธิบายมาพอเขา๎ ใจ
๒๑
บทที่ ๒
รฐั (the state)
ความหมายที่แท๎จริงของคาวํารัฐโดยแท๎จริงยังหาข๎อสรุปท่ีแนํนอนไมํได๎ เน่ืองจากมีผ๎ูให๎คานิยาม
หรือจากัดความของคาวํา รัฐไว๎มากมายขึ้นอยํูกับการนิยามหรือทัศนคติของแตํละคน เชํน นัก
ประวัติศาสตร๑ก็จะมองรัฐวํา เป็นส่ิงท่ีมีตัวตน เป็นความจริง ดูได๎จากหลักฐานที่ถูกค๎นพบ สามารถพิสูจน๑
ความคงอยํูของรฐั ได๎ดว๎ ยวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร๑ หรือนักนิติศาสตร๑มองรัฐวําเป็นนิติบุคคล หมายความ
วําเปน็ บุคคลทีม่ สี ิทธิหน๎าที่ตามกฎหมาย ดังน้ันความหมายของคาวํารัฐ จึงยังไมํมีข๎อสรุปที่ถูกต๎อง แตํมีผู๎
นยิ ามหรือให๎ความหมายของคาวํารัฐ แตกตาํ งกันออกไปดังตัวอยาํ งตํอไปน้ี
๒.๑ ความหมายของคาว่า “รฐั ”
คาวาํ “รฐั ” (state) มีความหมายแตกตาํ งไปจากคาวํา “ชาติ” (nation) กลําวคือ “รัฐ” มักจะ
เน๎นถึงความผูกพันทางการเมือง (political unity) อันหมายถึงการท่ีประชาชนอยูํภายใต๎ระบบการเมือง
อยํางเดียวกนั มอี ธปิ ไตยอันเดยี วกนั รวมทงั้ มเี อกราชเตม็ ท่ใี นฐานะที่เป็นรัฐ สํวนคาวํา “ชาติ” น้ันหมายถึง
ประชาชนสํวนใหญํท่ีมีเช้ือชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกัน และมีขนบธรรมเนียม
ประเพณี รวมท้งั ประวัตศิ าสตรร๑ วมกัน ๒๗
เน่ืองจากคาวํา รัฐ น้ีถูกนามาใช๎ในความหมายที่เป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม คือเป็นทั้งทฤษฎี
ทางสังคม และเป็นคาที่ใช๎เรียกองค๑กรท่ีมีอานาจปกครองในอาณาเขตหนึ่งๆ (ใกล๎เคียงกับคาวําประเทศ)
การนยิ ามคาน้ีจงึ มีการกาหนดขน้ึ มาหลากหลายขนึ้ อยูํกบั จุดเน๎นหรือการนาไปเป็นเคร่ืองมือในการอธิบาย
รฐั และสงั คม
Joseph R. Strayer (1970) ได๎กาหนดนิยามรัฐโดยต้ังเป็นเกณฑ๑ในการดารงอยูํของรัฐวําสิ่ง
เหลํานจ้ี ึงจะเรียกได๎วาํ มีรัฐอยูํ เกณฑ๑เหลาํ นน้ั คือ
๑. จะตอ๎ งประกอบไปดว๎ ยกลํุมคนทมี่ ีความตํอเนื่องมาเป็นชุมชนผํานเวลามายาวนานพอสมควร
ไมํใชํกลํมุ ท่รี วมตวั กันช่วั คราว
๒. กลุํมคนดังกลําว จะต๎องมีสถาบันทางการท่ีมีการพัฒนามาพอสมควรและเป็นสถาบันท่ีธารง
ไว๎ซึ่งความเป็นอนั หนึ่งอันเดียวกัน (cohesion) ภายใตอ๎ ตั ลกั ษณ๑ (identity )ที่ชัดเจน
๓. ตอ๎ งมดี นิ แดนทางภูมิศาสตร๑ท่ีแนํนอน เพราะสถานบันที่เป็นทางการไมํสามารถท่ีจะทาหน๎าที่
ได๎ถา๎ ดนิ แดนเปลยี่ นแปลงอยํางตอํ เน่ือง และกลุํมคนทีจ่ ะรวมกันเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันได๎ จะต๎องมีแหลํง
ท่ีอยํูท่ถี าวร
๒๗ อานนท๑ อาภาภริ ม,รัฐศาสตร๑เบอื้ งต๎น, (กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พริน้ ตง้ิ เฮาส๑ ,๒๕๔๕), หน๎า๑๓.
๒๒
๔. สถาบันทีเ่ ป็นทางการต๎องมีความตํอเนื่องและมั่นคงทํามกลางความเปลี่ยนแปลงของผู๎นาและ
การเปลีย่ นแปลงในการให๎ความรํวมมือจากคนกลุํมตาํ งๆในชุมชน
๕. สถาบันท่เี ป็นทางการนตี้ ๎องแสดงให๎เหน็ วําพฒั นาไปสูคํ วามมีอานาจและศักด์ิศรีมากขึ้น
๖. สถาบันท่ีเป็นทางการน้ีต๎องได๎รับความจงรักภักดีจากคนในชุมชนน้ันคือ สถาบันนี้ต๎อง
สามารถทาให๎คนเปล่ียนถํายความจงรักภักดีท่ีมีตํอครอบครัวตัวเอง ชุมชน ท๎องถิ่น หรือองค๑กรทาง
ศาสนาไปสํูความภักดีตํอสถาบันทางการน้ีให๎ได๎ซึ่งสถาบันทางการนี้ก็ต๎องมีอานาจในทางศีลธรรม(ให๎คน
เห็นดีเหน็ งามด๎วย)และอานาจทางกฎหมายที่เป็นอานาจสงู สดุ ได๎
๗. ท๎ายท่ีสุดเม่ือครบเกณฑ๑เหลําน้ีแล๎วจะคงความเป็นรัฐได๎ก็ตํอเม่ือมีการยอมรั บกันวํา
ผลประโยชน๑ของรัฐคือ ผลประโยชน๑ของสังคมโดยรวมและการรักษาไว๎ซ่ึงรัฐก็คือส่ิงท่ีดีท่ีสุดของสังคม
ท้งั หมด๒๘
นิยามทเี่ ปน็ ท่ีนยิ มและกลําวได๎วํายังคงพลังในการอธิบายและมีอิทธิพลตํอการศึกษารัฐศาสตร๑มา
จนถึงทุกวันน้ี คือนิยามของ Max Weber เขากลําววํา “รัฐสมัยใหมํเป็นองค๑กรท่ีจาเป็น โดยทาหน๎าที่
บริหารการครองความเป็นใหญํ (domination)”(Weber 1958 : 82) และนิยามท่ีถูกนาไปอ๎างอิงถึงมาก
ทสี่ ุดคือ “รัฐคอื องคก๑ รของมนุษยท๑ ่ีอ๎างการผูกขาดความชอบธรรมในการใช๎กาลังทางกายภาพ
(monopoly of the legitimate use of physical force) ภายในเขตแดนท่ีกาหนด(อยํางประสบ
ความสาเร็จ)” (p.78)
David Easton (1965) ได๎หานิยามรฐั เพ่อื อธบิ ายระบบการเมืองของเขาวํา “ในทุกสังคมจะต๎อง
มปี ๓ญหาเก่ยี วกบั กฎเกณฑ๑และวธิ กี ารในการจัดการทรัพยากร(และส่ิงทมี่ ีคณุ คาํ ทั้งหลาย) ท่ีมีอยํูอยํางจากัด
วธิ กี ารเหลาํ น้ีเม่ือตกลงกนั ไมํได๎ ก็ตอ๎ งมีสงิ่ ทม่ี อี านาจสูงสดุ มาจัดการหาวิธกี ารทใี่ ห๎ทุกคนยอมรับ”๒๙
จากคานิยามของรัฐข๎างต๎นข้ึนทาให๎ผ๎ูศึกษาทราบวํานิยามของคาวํา “รัฐ”ข้ึนอยํูกับนิยามของนัก
รัฐศาสตรแ๑ ตลํ ะทาํ นทีจ่ ะนิยามตามทศั นะของตนอยํางไรก็ตามเพือ่ ใหน๎ ิยามของคาวํา “รัฐ” มีความชัดเจน
ข้ึนนักรัฐศาสตร๑ได๎พิจารณาถึงคาจากัดความข๎างต๎นและได๎กาหนดองค๑ประกอบของรัฐสมัยใหมํสามารถ
แยกได๎เปน็ ๔ องค๑ประกอบดงั ตอํ ไปน้ี
๑. ประชากร
ทกุ รัฐจะตอ๎ งมปี ระชากรอาศัยอยูํจึงจะเป็นรัฐได๎และในขณะเดียวกันประชาชนที่ไมํมีดินแดนต๎อง
เรํรอํ นพเนจรกไ็ มํอาจถือเป็นรัฐได๎ ประชากรที่กลําวถึงนี้จะต๎องมีหลักแหลํงทามาหากินและดารงชีวิตอยูํ
ภายในขอบเขตท่ีเรียกวํารัฐ สาหรับจานวนประชากรน้ันไมํมีข๎อกาหนดแนํนอนวําจะต๎องมีประชากร
เทําไหรํจงึ จะถอื เปน็ รัฐได๎
๒๘ พฤทธิสาณ ชุมพลและคณะ,คาและความคดิ ในรฐั ศาสตร๑รวํ มสมยั ,(กรุงเทพมหานคร :สานกั พมิ พแ๑ หงํ
จุฬาลงกรณม๑ หาวทิ ยาลัย,๒๕๔๖), หน๎า๓๖๖ - ๓๖๗
๒๙ เรอ่ื งเดยี วกนั ,หนา๎ ๓๖๗-๓๗๑
๒๓
๒. ดินแดน
รัฐจะเกิดขึ้นไมํได๎ถ๎าไมํมีดินแดนที่แนํนอนการมีดินแดนที่มีเส๎นพรมแดนหรือเส๎นเขตอันเป็นท่ี
ยอมรับกันในหมํูนานาประเทศท้ังนี้ไมํวําจะเป็นโดยข๎อเท็จจริงหรือโดยสนธิสัญญา หรือการรับรองของ
องคก๑ ารระหวํางประเทศ รวมทั้งประเทศที่มีอาณาเขตติดตํอกันและดินแดนน้ีอาจแบํงเขตได๎ ๒ ทาง คือ
การแบํงเขตโดยธรรมชาติและการแบํงเขตโดยการกาหนดข้ึนเอง อน่ึง คาวําดินแดนนี้หมายถึง พื้นดิน
(land) ทะเล(sea)และเขตทอ๎ งฟูาเหนอื พ้นื ดิน (air) ฉะนน้ั อานาจการปกครองของรัฐจึงมีอยูํเหนือดินแดน
ภายในรฐั
๓. รฐั บาล
คาวํารัฐบาล (government) คือองค๑การและผู๎แทนขององค๑การที่ดาเนินงานของรัฐเรียกวํา
รฐั บาลอนั ถือวําเป็นผ๎ูทาหน๎าที่สาธารณะและเป็นเคร่ืองจักรที่รับปฏิบัติสนองเจตนารมณ๑ของสาธารณชน
(public will) รัฐบาลเป็นสถาบันทางการเมืองของรัฐและเป็นสํวนหนึ่งที่ขาดมิได๎ของรัฐและรัฐยังไมํมี
สภาพเป็นรัฐโดยสมบูรณ๑จนกวําจะได๎มีการจัดตั้งองค๑การทางการเมือง เพื่อที่จะสามารถจัดระเบียบและ
อานวยการรกั ษาความสงบสุขแกกํ ารอยูํรวมกันของประชาชน
๔. อธปิ ไตย
องค๑ประกอบประการสุดท๎ายของรัฐคือ “ อานาจอธิปไตย” (sovereignty) และการมีอานาจ
อธิปไตยน้เี องทาให๎รัฐบาลมคี วามแตกตํางไปจากองค๑การทางสังคมอ่ืนๆความหมายอยํางงํายๆของอานาจ
อธปิ ไตยก็คอื อานาจสูงสดุ (supreme power) หรอื อานาจทางกฎหมายท่มี ีลกั ษณะเบ็ดเสรจ็ เด็ดขาด
อานาจอธิปไตยประกอบด๎วย
- อธิปไตยภายใน (internal sovereignty) หมายถึงอานาจสูงสุดทางกฎหมายเหนือบุคคล
ทั้งหลายตลอดจนเจา๎ หน๎าท่ีภายในรัฐ
- อธิปไตยภายนอก (external sovereignty) คืออานาจที่เป็นอิสระจากการควบคุมภายนอก
ซึ่งในความหมายทั่วไปเข๎าใจวําอธิปไตยไมํมีขอบเขตทางการจากัดของกฎหมาย แตํอานาจ
สาธารณะนั้นปฏิบัติหน๎าทผี่ าํ นองค๑การหรือเคร่อื งมือสาธารณะ และต๎องอยํูภายในกรอบการ
ปฏิบัตติ ามควรและยํอมถกู จากดั ๓๐
๓๐ อานนท๑ อาภาภริ ม,รฐั ศาสตรเ๑ บอ้ื งตน๎ ,(กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พรน้ิ ตง้ิ เฮาส๑ ,๒๕๔๕),หนา๎ ๑๔-๑๘
๒๔
๒.๒ การรับรองรฐั
การรบั รองรัฐ (recognition) เป็นการแสดงออกให๎เห็นวํา รัฐอ่ืนได๎ให๎ความเห็นชอบ หรือเห็นวํา
รฐั มคี ุณสมบัติครบถ๎วน จึงให๎การรับรองและการรับรองแตํละคร้ังเป็นความสมัครใจของรัฐหนึ่งท่ีได๎ให๎แกํ
รัฐหนึง่ โดยปราศจากการบงั คับ ในปจ๓ จุบันได๎มกี ารรบั รองรฐั ออกเป็น ๒ ประเภทคอื
๑)การรับรองตามข๎อเทจ็ จรงิ
การรับรองน้นั อาจเป็นไปโดยพฤตนิ ยั คือ ในฐานะท่รี ฐั นั้นไดเ๎ กดิ ขนึ้ ตามสภาพความเป็นจริงแตํยัง
ไมอํ าจใหก๎ ารรับรองในรูปกฎหมายคือให๎สัตยาบันซ่ึงรัฐอ่ืนอาจยังสงสัยในลักษณะบางประการของรัฐใหมํ
จงึ เพียงแตใํ ห๎ความยินยอมหรือรับรองวาํ รฐั น้นั มีจริงแตยํ งั ไมรํ บั รองทางกฎหมาย
๒)การรบั รองตามกฎหมาย
เปน็ การรับรองโดยนติ นิ ยั และมผี ลถูกตอ๎ งตามกฎหมาย เปน็ การรบั รองตํอสภาพความถูกต๎องของ
รัฐซ่ึงประเทศที่ให๎การรับรองจะต๎องมีความม่ันใจวําประเทศท่ีเกิดใหมํน้ันมีสภาพที่ถูกต๎องครบถ๎วน
บริบูรณ๑การรับรองทางนิตินัยมีลักษณะเป็นทางการและถาวร มีความสัมพันธ๑ทางการฑูตและมีการ
แลกเปล่ียนผ๎แู ทนทางการฑูตตอํ กัน๓๑
รัฐถือกาเนิดขึ้นมาได๎อยํางไร เป็นประเด็นท่ีนักวิชาการทางด๎านรัฐศาสตร๑และสังคมศาสตร๑เกิด
ความสงสัยจึงเกิดคาอธิบายถึงการเกิดขึ้นของรัฐออกไปหลายแนวทางหรือหลายทฤษฎีด๎วยกันแตํละ
ทฤษฎมี คี าอธบิ ายท่แี ตกตํางกันดงั น้ี
๑. ทฤษฎีเทวสทิ ธิ์ (Divine Theory)
ทฤษฎีน้ีอธิบายวํารัฐเกิดขึ้นจากความประสงค๑ของพระผ๎ูเป็นเจ๎า หรือผ๎ูมีอานาจเหนือมนุษย๑
โดยสํงมนุษย๑เป็นตัวแทนของพระผู๎เป็นเจ๎ามาปกครองโลกมนุษย๑ หรือแตํงตั้งมนุษย๑ผ๎ูใดผ๎ูหนึ่งให๎เป็น
ประมขุ ของรฐั ในนามตัวแทนของพระผ๎ูเป็นเจ๎าดังนั้นมนุษย๑ในฐานะผ๎ูอยํูใต๎การปกครองจึงต๎องปฏิบัติตาม
คาสั่งของรัฐหรือผู๎ปกครองอยํางมิอาจหลีกเลี่ยงหรือโต๎แย๎งได๎ยกตัวอยําง เชํน ญี่ปุนถือวํา องค๑พระ
จักรพรรดิสืบเชื้อสายมาจากพระอาทิตย๑ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอานาจเหนือมนุษย๑ เชํนเดียวกับจีนที่เช่ือวํากษัตริย๑
หรือฮอํ งเต๎เป็นโอรสแหงํ สวรรค๑ เป็นต๎น
๒. ทฤษฎสี ัญญาประชาคม (Social Contract Theory)
นักคิดที่สาคัญในทฤษฎีน้ีได๎แกํ จอห๑น ล็อค (John Locke) และโธมัส ฮอบส๑ (Thomas
Hobbes) โดยเชื่อวํากํอนท่ีจะมีรัฐเกิดขึ้นน้ันมนุษย๑ดารงชีวิตอยูํในสภาวะธรรมชาติแตํท้ังสองคนมอง
สภาวะธรรมชาติแตกตํางกันคือ ล็อค เหน็ วําสภาวะธรรมชาตชิ ีวติ มนษุ ยม๑ อี ิสรภาพและเสรีภาพพอสมควร
๓๑ เร่ืองเดยี วกัน,หนา๎ ๑๙-๒๐
๒๕
ซ่ึงเป็นสิทธิมูลฐานของมนุษย๑ที่ได๎รับมาต้ังแตํเกิดจากการที่มนุษย๑เป็นผู๎มีเหตุผล ทาให๎มนุษย๑สามารถ
ตัดสินใจได๎วําอะไรควรหรือไมํควรทาและเน่ืองจากมนุษย๑แตํละคนมีเหตุผลแตกตํางกันและมักตีค วาม
เข๎าข๎างตัวเองเพื่อผลประโยชน๑ คนท่ีอํอนแอถูกละเมิดจากคนที่อํอนแอกวํา ด๎วยเหตุนี้ผู๎คนท้ังหลายจึง
พร๎อมใจกันทาสัญญาประชาคมกํอตั้งรัฐซ่ึงมีอานาจสูงสุดเพ่ือทาหน๎าท่ีเป็นคนกลางคอยรักษากฎ กติกา
ความเปน็ ระเบยี บเรียบร๎อยของสงั คม
สวํ นฮอบส๑ อธบิ ายวําสภาวะธรรมชาติไมํแตกตํางจากสภาวะสงครามมนุษย๑อยํูในสภาพท่ีเลวร๎าย
มีการทาร๎าย แยํงชิงทรัพย๑สินอยํางปุาเถื่อน เมื่อเป็นเชํนนี้ผู๎คนในสังคมจึงเห็นพ๎องต๎องกันทาสัญญา
ประชาคมมอบอานาจให๎บุคคล หรือคณะบุคคลมาทาหน๎าท่ีในการจัดระเบียบให๎หลุดพ๎นจากสภาวะของ
ความเลวรา๎ ยนน้ั และรกั ษาความสงบเรยี บรอ๎ ยของสงั คมไมใํ หเ๎ กิดการแกํงแยํง ทารา๎ ยซ่ึงกันและกัน
๓. ทฤษฎีกาลังอานาจ (Force Theory)
ทฤษฎอี ธิบายวํา ในสภาพท่ีสังคมมนุษย๑ยังไร๎รัฐ บุคคลหรือกลํุมบุคคลท่ีมีกาลังอานาจเหนือผ๎ูอ่ืน
จะใชก๎ าลงั อานาจทมี่ ีเหนือกวาํ น้ันในการรุกราน เพื่อแยํงชิงผลประโยชน๑มาเป็นของตนหรือกลุํมตน และ
ในทา๎ ยท่สี ดุ ก็พัฒนาไปสํูการสถาปนาเปน็ ผมู๎ ีอานาจเหนอื บุคคลตํางๆทาหน๎าท่เี ป็นผ๎ูวางกฎเกณฑ๑ ระเบียบ
ข๎อบังคับตํางๆให๎บุคคลในสังคมปฏิบัติตามแลกเปล่ียนกับผลประโยชน๑ตํางๆท่ีตนเองจะได๎รับจากผ๎ูคนใน
สังคม
กลําวโดยสรุป ทฤษฎีนี้เห็นวํา กาลังอานาจเป็นลักษณะสาคัญของรัฐ รัฐเกิดขึ้นมาได๎จากกาลัง
อานาจและกาลังอานาจเป็นเครื่องมือในการธารงรักษาระเบียบวินัยภายในสังคมและปูองกันภัยคุกคาม
จากภายนอก
๔. ทฤษฎสี ญั ชาตญิ าณ หรอื ทฤษฎีธรรมชาติ( Natural Theory)
ทฤษฎีนม้ี องวํา รัฐเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรือตามสัญชาติญาณของมนุษย๑ที่เกิดความร๎ูสึกถึงควา
จาเป็นท่ีจะต๎องรวมตัวกันและมอบหมายให๎บุคคลหรือคณะบุคคลมาเป็นผ๎ูปกครอง หรือเป็นองค๑กรทาง
การเมอื งท่เี รียกวํา “รฐั ” ดงั คากลาํ วของอริสโตเตลิ ท่ีวํา “ มนุษย๑จะมีชีวิตท่ีสมบูรณ๑ก็ตํอเม่ืออาศัยอยํูใน
รัฐ”๓๒
๓๒ บฆู อรี ยีหมะ ,ความรเ๎ู บ้ืองต๎นทางรฐั ศาสตร,๑ (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพจ๑ ุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,๒๕๔๙,)
หน๎า๔๒-๔๔
๒๖
๒.๓ พฒั นาการของรฐั
เม่ือกลําวถึงพัฒนาการของรัฐนับต้ังแตํอดีตจนกระทั่งถึงป๓จจุบัน มีการแบํงยุคสมัยตาม
พฒั นาการของรฐั ในประเทศแถบยุโรปซ่ึงสามารถแบํงออกเป็นยุคตาํ งๆดังน้ี
๑. รัฐโบราณ รัฐในยุคโบราณสามารถแบงํ ออกเป็นยุคกว๎างๆและมีพัฒนาการดังน้ี
๑.๑) ยุครัฐชนเผํา (Tribal State) กลําวได๎วํา รัฐชนเผําเป็นจุดเริ่มต๎นของการมีรัฐ
เกิดขึ้นในสังคมมนุษย๑ โดยเริ่มต๎นจากการที่มนุษย๑ได๎สร๎างสถาบันครอบครัวเป็นจุดเร่ิมต๎นทาให๎มาอยูํ
รวมกันเป็นกลํุมเล็กๆในหมูํวงศาคณาญาติแล๎วขยายครอบครัวเพิ่มมากขึ้นมีการปฏิสัมพันธ๑ระหวําง
ครอบครัวตํางๆเกิดการรวมตัวเป็นชนเผาํ ข้ึน
๑.๒) ยุคนครรัฐ (City – State) ในสมัยกรีกโบราณด๎วยข๎อจากัดด๎านภูมิศาสตร๑จึงเป็น
ตัวกาหนดขนาดของนครรัฐ นครรัฐบางแหงํ ต้งั อยูํบนเนินเขาสูงชันขึ้นไปจากท่ีราบ เพราะพื้นท่ีมีเทือกเขา
มากการคมนาคมตดิ ตํอกับนครรัฐอน่ื ๆเป็นไปด๎วยความยากลาบากสํงผลให๎นครรัฐเหลําน้ีมีอิสระในตัวเอง
มีการพัฒนาความเจริญทางอารยธรรมตาํ งๆเชํน นครรัฐกรีก ชาวกรีกนั้นมีความเช่ียวชาญในการเดินเรือ
ทาใหส๎ ามารถติดตอํ คา๎ ขายทางทะเลไดอ๎ ยาํ งมาก
๑.๓) ยคุ จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) จักรวรรดิโรมนั มศี ูนย๑กลางอยูํท่ีกรงุ โรม
ประเทศอิตาลีในป๓จจุบัน ยุคจักรวรรดิโรมันแตกตํางจากยุคนครรัฐ ในแงํของอาณาเขต จานวนอง
ประชากร และรปู แบบในการปกครอง เน่อื งจากจกั รวรรดิโรมันต๎องการสร๎างความยิ่งใหญํให๎กับจักรวรรดิ
โรมัน ทาให๎มีการคิดค๎นรูปแบบการปกครองการบริหารการปกครองขึ้นใหมํแทนรูปแบบนครรัฐ คือ
รูปแบบจักรวรรดิ (Empire) มีการจัดทาประมวลกฎหมายเพ่ือใช๎ปกครองทั้งคนของตนเองและใช๎บังคับ
แกคํ นตํางด๎าว ซึง่ นบั เปน็ ประมวลกฎหมายฉบับแรกของโลกและมีอิทธิพลตํอระบบกฎหมายของประเทศ
ตํางๆในทกุ วันน้ี ประมาณปคี .ศ. 500 จกั รวรรดิโรมนั กล็ มํ สลายเนือ่ งจากการรุกรานของพวกเยอรมนั
๑.๔) ยุคกลางหรือยุครัฐฟิวดัล (Feudal State) ภายหลังการลํมสลายของจักรวรรดิ
โรมันยุโรปเข๎าสูํชํวงยุคกลาง หรือยุคศักดินามีผลทาให๎บรรดาเหลําขุนนาง ขุนศึก ตํางแยกย๎ายกันไปจับ
จองทีด่ ินพรอ๎ มกับสร๎างปอู มปราการของตนองบังคับให๎ประชาชนอยํูภายใต๎การปกครองดูแล ตกเป็นทาส
ที่ดินเพื่อทาการเกษตรและมอบผลผลิตให๎กับบรรดาเหลําขุนนาง โครงสร๎างความสัมพันธ๑ที่กลําวมาน้ัน
นาไปสํูสิ่งท่ีเรียกวํา รัฐแบบฟิวดัล (Feudalism)ท่ีมีผ๎ูนาสูงสุดคือกษัตริย๑และมีเหลําขุนนางศักดินาชั้นสูง
ชั้นรองและช้ันต่าลดหลั่นกันลงมา นอกจากนั้นในรัฐแบบฟิวดัลยังมีคริสตจักร ซึ่งนาโดยองค๑พระ
สันตะปาปา ซึ่งมีอิทธิพลสูงมากในด๎านการเมอื งการปกครองเพราะเป็นผ๎ูสถาปนาการขึ้นครองอานาจของ
กษตั ริย๑
๒. รฐั สมัยใหม่
๒๗
การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหมํคือ รัฐชาติ (Nation – State)มีพัฒนาการในการกํอตัวเป็นรัฐ
สืบเน่ืองยาวนานกวํา ๓ ศตวรรษ นับต้ังแตํปลายศตวรรษที่๑๕ ไปจนถึงประมาณกลางศตวรรษท่ี๑๙ ซ่ึง
ไดเ๎ กิดการเปล่ยี นแปลงในดา๎ นตํางๆหลายประการคอื
๑) การฟนื้ ฟูศิลปะวทิ ยาการ(The Renaissance)ทบี่ รรดาป๓ญญาชนได๎หวนกลับไปให๎ความสนใจ
ตํอผลงานดา๎ นตํางๆของยคุ กรีกและยคุ โรมันอีกครงั้ อยาํ งจริงจงั รากฐานองคค๑ วามรทู๎ ไี่ ดร๎ ับจากยุคดังกลําว
ได๎กํอเกิดการพัฒนาตํอยอดองค๑ความรู๎ในด๎านตํางๆออกไปอยํางแพรํหลาย เชํน วิทยาศาสตร๑ ปรัชญา
การเมือง การศึกษา ศิลปะ วรรณกรรม ผลจากการพัฒนาองค๑ความรู๎เหลําน้ีสํงผลให๎ผู๎คนท้ังหลายเร่ิม
เปดิ โลกทศั น๑ใหมํๆหนั มายดึ เหตผุ ลในทางวทิ ยาศาสตร๑มากขึ้น
๒) การปฏิวตั ิดา๎ นการค๎า ( The Commercial Revolution) เร่ิมต๎นขนึ้ ในศตวรรษท่ี๑๖ จาก
การขยายตัวอยํางรวดเร็วของการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค๎าท้ังภายในและระหวํางประเทศทาให๎เกิดการ
ขยายตัวของการผลิตสินค๎าในเชิงอุตสาหกรรมซึ่งเน๎นการผลิตเป็นจาวนมากสอดรับกับการขยายตัวของ
ความต๎องการเงนิ ตราเพื่อใชเ๎ ป็นตวั กลางในการซื้อขายแลกเปล่ยี นสนิ ค๎าและบริการจากธนาคาร
๓) การปฏริ ูปศาสนา (The Reformation) การพยายามที่จะควบคมุ ครสิ ตจักรทง้ั ในแงํของ
การใช๎อานาจโดยพลการ การใช๎อานาจเพ่ือแสวงหาผลประโยชน๑ในการประกอบพิธีกรรมตํางๆและการ
ตีความหลักการทางศาสนา ในระยะหลังการปฏิรูปศาสนาเปลี่ยนเปูาหมายสํูการปลดแอกออกจากศาสน
จักรที่กรุงโรม ซ่ึงนับถือคริสต๑นิกายโรมันคาทอลิก นาไปสูํการตั้งนิกายใหมํๆ การเปล่ียนแปลงในคร้ังนี้
สงํ ผลทาให๎ศาสนจักรสูญเสียอานาจเหนือสังคม เกิดการตีความศาสนาแนวใหมํท่ีแตกตํางไปจากเดิมสอด
รับกับวถิ ีชีวิตแบบป๓จเจกชนนยิ ม ทีเ่ กดิ จากกระแสการฟ้นื ฟศู ลิ ปะวทิ ยาการ
๓. รัฐในยุคโลกาภวิ ตั น์
โลกาภิวัตน๑ (Globalization) หมายถึง การที่สํวนตํางๆของโลกมีความเช่ือมโยงสัมพันธ๑ระหวําง
กันอยาํ งแนบแนํน ทาให๎กจิ กรรมตาํ งๆทั้งทางสงั คมเศรษฐกิจและการเมืองได๎ก๎าวข๎ามพรมแดนของรัฐชาติ
หนึ่งไปยังพื้นท่ีอื่นๆและสามารถแผํอิทธิพลสํงผลกระทบไปยังพ้ืนท่ีตํางๆท่ัวโลก ซ่ึงเป็นผลมาจาก
ความกา๎ วหนา๎ ทางด๎านเทคโนโลยีการสือ่ สารและคมนาคม จากความหมายดังกลําวข๎างต๎น พบวํากิจกรรม
ที่มจี ดุ เริม่ ตน๎ ขึ้นในพน้ื ทหี่ น่งึ พน้ื ทใ่ี ดไมํได๎ดารงอยอูํ ยํางจากดั เฉพาะในพ้ืนที่น้ันอีกตํอไปแตํมันสามารถที่จะ
แผํอิทธิพล หรือสํงผลกระทบไปยังพ้ืนท่ีอื่นๆท่ัวโลกได๎ ผลจากอิทธิพลของโลกาภิวัตน๑สํงผลกระทบตํอรัฐ
๒ มุมมองหลกั ๆคือ
มุมมองแรก มองโลกาภิวัตน๑วําเป็นภัยคุกคามท่ีสาคัญตํออานาจอธิปไตยของรัฐ (Pierre and
Peters, 2000 : 165) นักวิชาการกลุํมน้ีเห็นวําโลกาภิวัฒน๑สํงผลกระทบอยํางยิ่งตํอบทบาทหน๎าท่ีและ
อานาจของรฐั ซ่ึงเคยมีมากในอดีตต๎องลดน๎อยลงเพราะรัฐประสบความยากลาบากในการควบคุมกิจกรรม
ตํางๆที่กา๎ วข๎ามพรมแดนของรัฐ โดยผํานชอํ งทางการติดตํอสื่อสารสมัยใหมํท่ีก๎าวหน๎าทางด๎านเทคโนโลยี
๒๘
สภาวะดังกลําวสํงผลกระทบตํอรัฐในด๎านเศรษฐกิจ ด๎านการเมือง รัฐอาจได๎รับผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศตํางสํงผลให๎ผ๎ูคนในประเทศรับเอาแบบอยํางจากประเทศตํางๆจน
นาไปสกูํ ารต่นื ตัวเรยี กรอ๎ งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศของตน ด๎านสังคมและวัฒนธรรม รัฐ
ไมอํ าจตา๎ นทานกระแสวัฒนธรรมบรโิ ภคนิยม โดยเฉพาะรูปแบบการบริโภคจากโลกตะวันตก ทั้งทางด๎าน
การบริโภคอาหารทส่ี ํงผลกอํ ให๎เกิดผลกระทบตํอสุขภาพ เป็นผลให๎รัฐตอ๎ งสญู เสยี งบประมาณมหาศาลเพื่อ
ปูองกันและรักษาผปู๎ ุวยกลุํมน้ี หรือการแตํงกายตามรูปแบบสังคมตะวันตกซ่ึงไมํสอดคล๎องหรือขัดแย๎งกับ
วฒั นธรรมภายในประเทศ เชนํ การใสํเส้ือสายเดยี่ ว เส้อื แบบเกาะอก เป็นต๎น
ตัวแสดง (Actor) ท่ีมีอิทธิพลตํอบทบาทหน๎าท่ีของรัฐมีทั้งตัวแสดงภายในรัฐเอง เชํน ขบวนการ
เคลอื่ นไหวทางสังคม (Social Movement) ในรูปขององค๑กรพฒั นาเอกชน องค๑กรชุมชน องค๑กรชาวบ๎าน
หอการค๎า สมาคมธุรกิจ เป็นต๎น และตัวแสดงที่อยํูนอกอาณาบริเวณของรัฐ เชํน บรรษัทข๎ามชาติ
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมระหวํางประเทศ อาทิ องค๑การสิทธิมนุษยชนสากล องค๑การระหวําง
ประเทศ เชํน สหประชาชาติ องค๑การค๎าโลก ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหวํางประเทศ เป็น ต๎น
(Grigsby,2005 : 53 –60)
มุมมองท่ีสอง อธิบายวํา จริงอยูํโลกาภิวัตน๑เป็นพลังท๎าทายที่สาคัญตํอรัฐในยุคสมัยใหมํ แตํรัฐ
นับเป็นประดิษฐกรรมทางสังคมการเมืองที่มีความสามารถในการปรับตัวสูงซ่ึงเราเห็นมาแล๎ววํา รัฐ
สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองรับมือกับการท๎าทายอยํางหนักหนํวงของโลกาภิวัฒน๑ได๎ Pierre and Peters,
2000 : 165)นับต้ังแตอํ ดตี จนถงึ ป๓จจุบนั รัฐมีการปรบั ตัวอยตํู ลอดเวลา ตวั อยาํ งที่เปน็ รปู ธรรมประการหนึ่ง
คือ การปฏิรูประบบราชการ ทาให๎รัฐปรับเปลี่ยนบทบาท อานาจและหน๎าท่ีหลายประการ กิจการ
บางอยํางของรัฐได๎ปรับเปลี่ยนให๎สังคมเข๎ามามีสํวนรํวมในภารกิจตํางๆและรัฐก็ไมํได๎รับผลกระทบใดๆ
เพราะรัฐยังคงมอี านาจและความสาคญั เชนํ เดิม๓๓
๒.๔ รปู แบบของรัฐ
แบงํ ออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑) รฐั เดีย่ ว
รัฐเดยี่ ว (Unitary State) เปน็ รูปแบบของรฐั ทม่ี รี ฐั บาลเพียงแหงํ เดยี วเปน็ รัฐบาลทม่ี อี านาจสูงสุด
อยํางสมบูรณ๑ในทกุ ๆดา๎ น หนํวยงานหรอื องค๑กรในระดับรองลงมา เชํน จังหวัด เทศบาล ซ่ึงกระจายตัวอยูํ
๓๓ เรอ่ื งเดียวกนั ,หน๎า๔๕-๕๔
๒๙
ในพ้ืนท่ีตํางๆทั่วประเทศเป็นเพียงผ๎ูรับมอบหมายงานจากรัฐบาลมาดาเนินการตํอยังพื้นท่ีตํางๆเทําน้ัน
ไมํใชกํ ารกระจายอานาจเหมือนในกรณรี ฐั รวม
ข้อดีของรัฐเด่ียว ได๎แกํความเป็นเอกภาพในด๎านตํางๆทาให๎สะดวกรวดเร็วในการแก๎ไขป๓ญหา
ในระดบั กว๎างหรือปรบั ตัวเพอื่ รับมือกับการเปลย่ี นแปลงตํางๆไดอ๎ ยาํ งพร๎อมเพรียงกนั
ข้อเสียของรัฐเด่ียว คือ การรวมอานาจเอาไว๎ท่ีสํวนกลางมากเกินไป เพราะบางกรณีท๎องถ่ิน
ตอ๎ งการแก๎ไขป๓ญหาภายใต๎แนวคิดและวิธีการของท๎องถิ่นเอง ไมํต๎องการแนวทางท่ีเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ทั่วประเทศเพราะแตลํ ะพน้ื ท่มี ีลกั ษณะของป๓ญหาแตกตํางกัน
๒) รัฐรวม
รัฐรวม ( Composite State) เป็นรูปแบบของรัฐท่ีมีจุดเร่ิมต๎นมาจากการท่ีรัฐต้ังแตํ ๒ รัฐขึ้นไป
ตัดสินใจเข๎ามารวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลกลางรํวมกันด๎วยเหตุผลหลายประการ เชํน เพื่อการปูองกันภัย
จากการรกุ รานของรัฐอ่ืน หรอื เพ่ือความได๎เปรยี บทางเศรษฐกิจ รัฐรวมจึงมีรัฐบาล ๒ ระดับคือ รัฐบาล
กลางกบั รัฐบาลทอ๎ งถิ่นโดยรฐั บาลกลางได๎กระจายอานาจให๎กับรัฐบาลในระดับท๎องถ่ิน เชํน มลรัฐ หรือ
จังหวัด ในการดาเนินการบริหารงานในด๎านตํางๆตามแตํละท๎องถิ่นแตํละแหํงจะเห็นวําเหมาะสม โดย
รัฐบาลกลางมีอานาจจากัด ไมํสามารถจะใช๎อานาจเข๎ามาก๎าวกํายเกินขอบเขตได๎ เน่ืองจากความ
แตกตํางกันในด๎านภูมิศาสตร๑ สภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ หรือแม๎กระทั่งขนบธรรมเนียม ประเพณี
และวฒั นธรรม เชํน การมีนโยบายการศึกษาเปน็ ของตนเอง มีระบบตารวจของมลรฐั เป็นต๎น
ข้อดีของรัฐรวม คือ ประชาชนในแตํละพื้นท่ีมีความใกล๎ชิดกับรัฐบาลท๎องถิ่นของตนซึ่งจะเป็น
ประโยชน๑ในแงํของการควบคุม ตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาลท๎องถ่ินในการบริหารงานด๎านตํางๆ
นอกจากน้ันท๎องถ่ินยังสามารถคิดค๎นหาแนวทางใหมํๆในการดาเนินงานหรือแก๎ไขป๓ญหาท่ีเกิดข้ึนใน
ท๎องถน่ิ ในขณะท่รี ัฐบาลกลางมํุงสนใจไปยงั ปญ๓ หาระดบั ชาติ
ข้อเสียของรัฐรวม คือ ป๓ญหาเร่ืองความเป็นมาตรฐานเดียวกัน การปลํอยให๎แตํละท๎องถ่ินมี
แนวทางในการดาเนินงานแก๎ไขป๓ญหาท่ีเป็นของตนเองอาจเผชิญกับป๓ญหาด๎านคุณภาพ รัฐบาลท๎องถิ่น
อาจขาดแคลนเงนิ งบประมาณในการดาเนินโครงการ เจา๎ หน๎าทท่ี อ๎ งถิ่นอาจขาดความชานาญงานในหน๎าที่
และบางโอกาสอาจทุจรติ ประพฤตมิ ิชอบ๓๔
๓๔ เรื่องเดียวกนั ,หน๎า ๕๔-๕๕.
๓๐
๒.๕ บทบาทหน้าทขี่ องรฐั
รัฐทั้งหลายเกิดข้ึนเพ่ืออานวยประโยชน๑นานาประการแกํประชาชนภายในรัฐโดยเฉพาะในสังคม
ประชาธิปไตย ถือวํารัฐมีบทบาทหน๎าท่ีในการบาบัดทุกข๑บารุงสุข ดังน้ันทุกรัฐตํางมีบทบาทหน๎าท่ีอยําง
น๎อย ๕ ประการ ดงั ตํอไปนี้
๑. กิจการทเ่ี กยี่ วกบั ความมัน่ คงปลอดภัยของชาติ รัฐมหี น๎าทปี่ กปอู งรักษาเอกราชของชาติให๎เป็น
อสิ ระพน๎ จากการรกุ รานของประเทศอืน่
๒. การรักษาความสงบภายในรัฐด๎วยการจัดต้ังกองกาลังตารวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร๎อย
ภายในประเทศ ปูองกนั การกํออาชญากรรมและจับกุมผ๎กู ระทาผดิ มาลงโทษตามกระบวนการยตุ ิธรรม
๓. การจัดต้ังหนํวยงานของชาติเพ่ือคอยปรับปรุงแก๎ไขลงโทษบุคคลท่ีกระทาละเมิดกฎเกณฑ๑
ระเบียบกฎหมายของชาติและเพื่อปอู งกันสทิ ธิของเอกชนรวมทงั้ การประนีประนอม การแก๎ไขข๎อขัดแย๎ง
ระหวาํ งเอกชน
๔. ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศรัฐมีบทบาทหน๎าที่ในการสร๎างสัมพันธไมตรีอันดีกับนานาชาติ
รวมทัง้ การแก๎ไขข๎อขัดแยง๎ ระหวํางประเทศอนั อาจจะเกิดขึน้
๕. การพัฒนาเศรษฐกจิ และความเจรญิ ของประเทศ รัฐจะต๎องมีรายได๎ด๎วยการจัดตั้งหนํวยงานที่
ทาหน๎าท่ีจัดแบํงรายได๎ของประชาชนสํวนหน่ึงมาเข๎ารัฐ เพื่อนาเงินท่ีได๎มาใช๎พัฒนาเศรษฐกิจและสร๎าง
ความเจรญิ แกํประเทศชาตใิ นด๎านตาํ งๆตลอดจนการดาเนินงานท่ีเป็นปกตโิ ดยทั่วไป๓๕
กลําวได๎วําความหมายที่แท๎จริงของคาวํารัฐโดยแท๎จริงยังหาข๎อสรุปที่แนํนอนไมํได๎ เน่ืองจากมี
ผ๎ูให๎คานิยามหรือจากัดความของคาวํา รัฐไว๎มากมายข้ึนอยูํกับการนิยามหรือทัศนคติของแตํละคนแตํ
ความเป็นรัฐท่ีได๎รับการรับรองจากอารยประเทศนั้นจะต๎องเป็นรัฐท่ีองค๑ประกอบตามเงื่อนไขที่นานา
ประเทศให๎การยอมรบั และรบั รองความเปน็ รัฐได๎ สํวนกลุมํ ชน ท่ีอาศยั ตามตะเข็บชายแดน มีการถอยหลํน
หรือเคลื่อนย๎ายท่ีอยูํอาศัยตลอดไมํถือวําเป็นรัฐและคาวํารัฐในที่น้ียังรวมถึงเขตภูมิศาสตร๑ท้ังในนํานน้า
และนาํ นฟูารวมถึงพ้ืนดนิ ทีม่ กี ารป๓กเขตแดนอยํางชดั เจนอกี ดว๎ ย
๓๕ จรูญ สุภาพ,หลักรัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช,๒๕๑๘),หนา๎ ๒๒๗
๓๑
คาถามทา้ ยบท
๑. สิ่งที่สาคัญที่สุดของความเป็นรัฐ คืออะไร และองค๑ประกอบใดบ๎างท่ีหลายรัฐในป๓จจุบันกาลัง
ประสบป๓ญหา เลือกอธิบาย ๑ ขอ๎ พร๎อมยกตวั อยาํ ง
๒. เพราะเหตใุ ดอานาจอธิปไตยจงึ เปน็ อานาจท่ีสาคัญทสี่ ดุ ของทุกรัฐในปจ๓ จบุ ัน อธิบาย
๓. จงเปรียบเทยี บรปู แบบรฐั เด่ยี วกบั รฐั รวมมาพอเข๎าใจ
๔. ป๓ญหาของผู๎อพยพในแถบภมู ภิ าคอาเซยี น ถือวําเปน็ ป๓ญหาทเ่ี กยี่ วขอ๎ งกับรฐั หรอื ไมํ อธิบาย
๕. ทาไม อานาจอธิปไตยจึงเป็นอานาจที่สาคัญท่ีสุดของทุกรัฐในป๓จจุบัน อานาจอธิปไตยคืออะไร
จงอธบิ ายและยกตวั อยาํ งประกอบเหตผุ ล
๓๒
บทที่ ๓
รปู แบบการปกครอง
รูปแบบการปกครองของแตํละประเทศมีความแตกตํางกันในหลายลักษณะเน่ืองจากบริบทด๎าน
สงั คม การเมือง และวฒั นธรรมท่ีแตกตํางกันการใช๎เกณฑ๑ในการจัดแบํงรูปแบบการปกครองอาจพิจารณา
ได๎หลายเกณฑ๑ เชํน จานวนผ๎ูปกครอง หรือผู๎มีอิทธิพลหรืออานาจ หรือใครได๎รับประโยชน๑จาการ
ปกครองนั้นการพยายามจัดประเภทรูปแบบการปกครองของรัฐได๎มีมาต้ังแตํในสมัยโบราณจนกระทั่ง
ปจ๓ จุบัน ซ่งึ มลี กั ษณะทแ่ี ตกตํางกันออกไปตามแตกํ ฎเกณฑ๑ที่ใช๎ในการจัดแบํง ดงั นี้
๓.๑ รูปแบบการปกครองโดยพจิ ารณาจากจานวนผู้ปกครองและเป้าหมายของการปกครอง
อริสโตเติล จัดแบํงรูปแบบการปกครองออกเป็น ๖ ประเภท โดยใช๎หลักเกณฑ๑สองประการ คือ
จานวนผ๎ูปกครองกับเปูาหมายในการปกครอง โดยจานวนผ๎ูปกครองแบํงออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ
ปกครองโดยคนคนเดียว ปกครองโดยคนกลํุมน๎อย และปกครองโดยคนกลุํมมาก สํวนเปูาหมายในการ
ปกครองพจิ ารณาจากลกั ษณะของการปกครองโดยยึดเกณฑ๑ทางจริยธรรม (normative)ของผ๎ูปกครองวํา
เป็นการปกครองเพื่อประโยชน๑แกํชุมชนเป็นหลักหรือเพ่ือประโยชน๑แกํตัวผ๎ูปกครองเอง หากเป็นการ
ปกครองเพื่อประโยชน๑แกํชุมชนทางการเมืองจะถือวําเป็นการปกครองที่ดี (Legitimate) แตํหากเป็นการ
ปกครองเพอ่ื ประโยชนแ๑ กํตนเองหรือพวกพ๎องเป็นหลัก จะถือวําเป็นการปกครองท่ีไมํดี (Perverted) จาก
เงือ่ นไขท้ังสองประการทใ่ี ชเ๎ ปน็ เกณฑ๑ทาให๎สามารถจัดแบงํ รปู แบบการปกครองได๎เป็น ๒ กลุํม ๖ ประเภท
ดังนี้
กลุ่มแรก เป็นการปกครองทีด่ ี มี ๓ ประเภท คือ
๑) แบบราชาธิปไตย (Monarchy)
เป็นรูปแบบการปกครองท่ีอริสโตเติลยอมรับวําเป็นการปกครองท่ีดี แตํด๎วยข๎อจากัดของการ
ได๎มาซึ่งราชาผ๎ูมีความรู๎ความสามารถอยํางรอบด๎าน ทาให๎รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยน้ีเป็น
รูปแบบในอดุ มคติ (ideal type)ที่ยากจะเกดิ ข้ึนจรงิ
๒) แบบอภชิ นาธปิ ไตย (aristocracy)
๓๓
เป็นการปกครองโดยคนกลุํมน๎อย และปกครองโดยยึดหลักคุณธรรมและความสามารถ มี
จุดประสงค๑เพื่อผลประโยชน๑ของประชาชนโดยสํวนรวม การปกครองแบบอภิชนาธิปไตยจึงเป็นการ
ปกครองที่ดกี วํา เมอื่ เปรยี บกับการปกครองในรปู แบบทรราช
๓) แบบมัชฌิมวิถอี ธิปไตย (Polity)
เป็นรูปแบบการปกครองท่ีมีลักษณะของการผสมผสานและยึดหลักสายกลาง อันเป็นประโยชน๑
สูงสุดให๎แกํสังคมโดยรวมได๎ดีที่สุดเทําท่ีจะเกิดข้ึนได๎จริงในสังคม เพราะเป็นการปกครองโดยคนชั้นกลาง
ซ่ึงเป็นบคุ คลทีม่ ีความร๎แู ละไมไํ ดม๎ งุํ แตผํ ลประโยชนเ๑ ฉพาะหนา๎ เหมือนชนช้ันลํางในขณะเดียวกันก็ไมํใชํคน
ชน้ั สูงที่อยํูหํางไกลคนชัน้ ลํางจนไมอํ าจเขา๎ ใจถึงความต๎องการและผลประโยชน๑ทคี่ นช้ันลํางสมควรจะได๎
กลุม่ ท่สี องเปน็ การปกครองทไี่ ม่ดมี ี ๓ ประเภท คอื
๑) แบบทรราช (tyranny)
เปน็ รปู แบบการปกครองโดยมผี ูป๎ กครองคนเดียวเหมือนกับการปกครองรูปแบบราชาธิปไตย แตํ
ผู๎ปกครองในแบบทรราชจะเป็นผ๎ูที่ขาดคุณธรรม มุํงแตํแสวงหาผลประโยชน๑เพ่ือตนเองและพวกพ๎องโดย
มไิ ดใ๎ ห๎ความสนใจตอํ ประโยชนส๑ ุขสวํ นรวม ทาให๎ประชาชนสํวนใหญํได๎รับความเดอื ดรอ๎ น
๒) แบบคณาธิปไตย (Oligarchy)
มลี กั ษณะการปกครองคล๎ายรูปแบบอภิชนาธิปไตย แตํตํางกันตรงที่รูปแบบคณาธิปไตยเป็นการ
ปกครองที่มุํงแสวงหาผลประโยชน๑ให๎แกํกลํุมตนหรือพรรคพวกตนมักเกิดข้ึนภายหลังการเข๎ามามีอานาจ
ของผ๎ูปกครองโดยวิธีการใช๎กาลังและ/หรือใช๎ความได๎เปรียบทางสังคม เศรษฐกิจ หรือการเมือง เม่ือ
บุคคลเหลํานั้นสามารถเข๎ามามีอานาจในการปกครองแล๎วก็จะพยายามสร๎างฐานอานาจของตนให๎มั่นคง
เพ่อื ปกปูองผลประโยชนข๑ องกลมุํ ตนไว๎ใหม๎ ากและยาวนานทีส่ ดุ
๓) แบบประชาธปิ ไตย (democracy)
ในที่น้ีมิได๎หมายถึงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหมือนท่ีเป็นอยูํในป๓จจุบันแตํ
หมายถึงการปกครองแบบมวลชนเป็นใหญํท่ีถือมติเสียงข๎างมากเป็นเกณฑ๑ในการตัดสินและดาเนิน
๓๔
นโยบายมากกวําท่ีจะใช๎เกณฑ๑ของความถูกต๎องเพื่อประชาชนสํวนใหญํในสังคมเป็นการปกครองท่ีมํุงแตํ
ผลประโยชน๑เฉพาะหน๎าและมิได๎กอํ ใหเ๎ กดิ ประโยชน๑ทแี่ ท๎จริงแกํคนสวํ นรวมของประเทศ๓๖
๓.๒ รูปแบบการปกครองโดยพจิ ารณาจากวธิ ีการไดม้ าซง่ึ ผ้ปู กครอง
การปกครองประเทศจะตอ๎ งมีหวั หนา๎ รัฐบาลเปน็ ผ๎ทู ี่มอี านาจสงู สุดในการบริหารประเทศซ่ึงมีท่ีมา
ท่ีแตกตํางกันออกไป หากใช๎เงื่อนไขการได๎มาซึ่งประมุขของรัฐเป็นเกณฑ๑ในการจัดแบํงประเภทการ
ปกครองทาใหส๎ ามารถแบงํ รปู แบบการปกครองไดเ๎ ป็น ๒ รปู แบบหลกั คอื
๑) แบบราชาธปิ ไตย (Monarchy)
การปกครองในรูปแบบนี้มีวิธีการกาหนดบุคคลข้ึนเป็นผ๎ูปกครองโดยใช๎หลักการสืบสั นตติวงศ๑
หรือสืบสายโลหิต กษัตรยิ ๑ในรูปแบบราชาธิปไตยจะทาหนา๎ ท่เี ป็นท้งั ประมขุ ของรัฐและหัวหน๎ารัฐบาล
๒) แบบสาธารณรฐั (Republic)
เป็นการปกครองที่ประมุขหรือหัวหน๎ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งฐานะเป็นตัวแทนของประชาชน
การปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐอาจมีกษัตริย๑เป็นประมุขของรัฐก็ได๎ ซึ่งกษัตริย๑ในประเทศที่ปกครอง
แบบสาธารณรัฐจะเป็นกษัตริย๑เชิงสัญลักษณ๑ในฐานะประมุขเทําน้ัน สํวนการบริหารปกครองประเทศจะ
เป็นสทิ ธิอานาจของคณะรัฐบาลที่มาจากการเลอื กต้ังของประชาชน
๓.๓ รูปแบบการปกครองโดยพจิ ารณาจากอานาจในการปกครอง
หากพิจารณาถึงการใช๎อานาจในการปกครองเป็นเกณฑ๑ในการจัดทาให๎สามารถแบํงรูปแบบการ
ปกครองออกได๎เปน็ ๒ ลกั ษณะใหญํๆ คอื
๑) แบบรวมอานาจ (Centralization)
มีการปกครองแบบรฐั เดีย่ ว (Unitary state)การทมี่ รี ัฐบาลเดยี วทาหน๎าทบี่ รหิ ารปกครองประเทศ
การปกครองในรูปแบบนีจ้ ะกาหนดใหอ๎ านาจอธปิ ไตยเป็นของรัฐบาลกลางแตเํ พยี งองค๑กรเดียวแม๎จะมีการ
มอบหมายอานาจหน๎าทบ่ี างอยาํ งจากรฐั บาลกลางใหแ๎ กรํ ัฐบาลท๎องถนิ่ หรอื หนํวยงานของรฐั ท่ีเล็กกวําแตํ
ก็จะเป็นในลักษณะของการมอบหน๎าที่เพื่อให๎ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลกลางในลักษณะของสาย
บังคับบญั ชา ซ่งึ นโยบายเหลํานั้นจะถูกเปล่ียนแปลง แก๎ไข ยกเลิก หรือถอดถอนเมื่อใดก็ได๎ ตามแตํความ
๓๖ จักษ๑ พันธ๑ชูเพชร ,รฐั ศาสตร,๑ (กรงุ เทพมหานคร : บริษทั มายด๑ พับลิชชิ่ง จากัด,๒๕๕๕),หน๎า๗๕-๘๐
๓๕
เห็นชอบของรัฐบาลกลางในขณะที่องค๑กรที่ได๎รับการมอบอานาจน้ัน ไมํสามารถกระทาการเปลี่ยนแปลง
แกไ๎ ข ยกเลกิ หรือถอดถอนได๎โดยปราศจากความเหน็ ชอบองรฐั บาลกลาง
๒) การกระจายอานาจ (Decentralization)
รัฐทีมีการปกครองแบบกระจายอานาจ จะมีลักษณะเป็นรัฐรวม มีการแบํงอานาจอธิปไตย
ออกเปน็ สองระดบั คอื ระดับชาติและระดับท๎องถิ่น การแบํงอานาจการปกครองออกเป็นสองระดับสํงผล
ให๎รัฐบาลในสองระดับสามารถทางานได๎อยํางมีอิสระมากข้ึน รัฐบาลท๎องถิ่นสามารถแก๎ไขป๓ญหาและ
ดาเนินนโยบายได๎อยํางรวดเร็วและสอดคล๎องกับความต๎องการของท๎องถิ่น การกระจายอานาจของ
รฐั บาลจะเนน๎ ไปทีล่ ักษณะของกจิ กรรม กลาํ วคือ หากเปน็ เรือ่ งทีเ่ กี่ยวข๎องกับความม่ันคงและผลประโยชน๑
โดยรวมของรัฐให๎เป็นอานาจของรฐั บาลกลางในการกาหนดนโยบายการบริหาร หากเป็นเร่ืองที่เกี่ยวเน่ือง
กับท๎องถ่ินก็ให๎อยูํในอานาจของรัฐบาลท๎องถิ่น รูปแบบของรัฐที่ใช๎หลักการกระจายอานาจสามารถแบํง
ออกได๎ตามลกั ษณะความสัมพันธร๑ ะหวาํ งรัฐตํางๆดังนี้
๑) สมาพันธรฐั (Confederation)
เปน็ การรวมกนั ของรัฐตง้ั แตสํ องรฐั ข้นึ ไป เพอ่ื วัตถปุ ระสงค๑และผลประโยชน๑รํวมกันบางประการ
โดยยึดหลักความสมอภาคแหํงรัฐที่เป็นสมาชิก ผลจากการกํอต้ังสมาพันธรัฐมิได๎ทาให๎รัฐตํางๆที่เข๎ารํวม
เป็นสมาพันธ๑ต๎องสิ้นสภาพการเป็นรัฐตามกฎหมายระหวํางประเทศลงและสมาพันธรัฐท่ีกํอต้ังขึ้นมิได๎มี
ฐานะเป็นรัฐแตํอยํางใด นั่นคือ ไมํมีการเปล่ียนแปลงใดๆตํอสถานภาพของรัฐ ตัวอยํางเชํน สมาพันธรัฐ
อเมรกิ าเหนอื ที่เกดิ จากการรวมตัวกนั ของ ๑๓ รฐั ในนาม Articles of Confederation ในปี ค.ศ. 1781 –
1789 เพื่อแยกตนเป็นเอกราชจาการตกเป็นอาณานิคมขอประเทศอังกฤษ การบริหารของสมาพันธรัฐจะ
กระทาผําน Congress ท่ีถือมติเสียงข๎างมากของรัฐสมาชิก แตํเมื่อได๎รับเอกราชแล๎วกลํุมของรัฐท่ีรํวม
เปน็ สมาพนั ธไ๑ ด๎รวมตัวกันอยาํ งถาวรเปน็ สหพนั ธรฐั ในปจ๓ จุบัน
๒) สหพันธรัฐ (Federation)
เป็นการรวมตัวกันของรัฐตั้งแตํสองรัฐข้ึนไปอยํางถาวร และมีการจัดตั้งรัฐบาลกลางข้ึนเพื่อ
บริหารปกครองสหพันธรัฐทาให๎สหพันธรัฐมีฐานะเป็นรัฐตามกฎหมายระหวํางประเทศ สํวนรัฐท่ีเข๎ารํวม
เป็นสหพันธรัฐก็จะส้ินสุดสถานภาพการเป็นรัฐลงไปทันที ข๎อแตกตํางระหวํางการปกครองแบบ
สหพนั ธรฐั กับการปกครองแบบรัฐเดี่ยวท่ีมีการกระจายอานาจก็คือ ความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง
๓๖
ของรัฐสมาชิก ซ่ึงหากเป็นการปกครองในรูปแบบสหพันธรัฐ รัฐบาลท๎องถิ่นจะมีอิสระในการบริหาร
ปกครองมากกวําองคก๑ รท๎องถนิ่ ของรัฐเดยี่ ว
๓.๔. รูปแบบการปกครองโดยพจิ ารณาจากอุดมการณท์ างการเมือง
เพราะอุดมการณ๑ทางการเมืองแสดงถึง ความคิด ความเชื่อมั่นและความศรัทธาท่ีเกี่ยวกับ
การเมืองการปกครอง หรือวิถีชีวิตทางการเมืองทาให๎อุดมการณ๑ทางการเมืองเป็นรากฐานสาคัญในการ
กํอใหเ๎ กิดรปู แบบการปกครองท่ีแตกตํางกันฉะนั้นหากใช๎อุดมการณ๑ทางการเมืองเป็นเกณฑ๑ในการจัดแบํง
รปู แบบการปกครอง สามารถกระทาได๎ ๓ รูปแบบใหญๆํ คือ
๑) แบบทหี่ น่ึง แบบประชาธิปไตย(democracy)
เป็นรูปแบบการปกครองที่ยอมรับในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอันเป็นแนวคิดป๓จเจกชน
นิยม(individualism)ยึดหลกั อานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ยอมรับในเสียงข๎างมากโดยเคารพเสียงข๎าง
น๎อย เพราะฉะนน้ั การปกครองรูปแบบประชาธปิ ไตยจงึ ใหค๎ วามสาคญั กับการเลอื กตงั้ รฐั บาลอยํางเสรี โดย
ผสู๎ มคั รรับเลือกตัง้ และผู๎ลงคะแนนเสียงเลอื กตงั้ จะตอ๎ งกระทาอยาํ งเสรีปราศจากการถูกบังคับไมํวําจะโดย
ทางตรงหรอื ทางอ๎อม การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยทัว่ ไปมีอยูํ ๓ รูปแบบคือ
(๑) รูปแบบรัฐสภา เป็นการปกครองที่ให๎ประชาชนเลือกผ๎ูแทนของตนเข๎ามาปฏิบัติ
หน๎าที่ในสภานิติบัญญัติ และผ๎ูแทนในสภานิติบัญญัติจะทาการกาหนดตัวบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาลเพ่ือทา
หนา๎ ทใ่ี น การบริหารประเทศ จากเหตผุ ลท่ีสภานติ ิบญั ญัตเิ ปน็ องคก๑ รทท่ี าหน๎าท่ีกาหนดคณะรัฐบาลฉะน้ัน
คณะรัฐบาลจึงต๎องรับผิดชอบการบริหารประเทศตํอสภานิติบัญญัติในฐานะตัวแทนของประชาชนท้ัง
ประเทศ การปกครองในรูปแบบนี้ทาให๎สภานิติบัญญัติต๎องทาหน๎าที่ท้ังการตรากฎหมายและควบคุม
ตรวจสอบการทางานของรฐั บาลไปในขณะเดียวกัน ในขณะเดียวกัน คณะรัฐบาลก็สามารถํวงดุลอานาจ
ของสภานิติบัญญัติได๎ด๎วยการประกาศยุบสภาผ๎ูแทนราษฎรเพ่ือให๎มีการเลือกตั้งใหมํ อันเป็นการคืน
อานาจอธปิ ไตยกลับไปให๎ประชาชน
(๒)รูปแบบประธานาธิบดี การปกครองในรูปแบบน้ีนอกจากประชาชนจะเป็นผ๎ูเลือก
สมาชิกสภาผู๎แทนราษฎรไปปฏิบัติหน๎าท่ีในสภานิติบัญญัติโดยตรงแล๎ว ยังจะต๎องเลือกตั้งบุคคลเพื่อทา
หนา๎ ท่ีเป็นประธานาธิบดีในฐานะหัวหน๎าฝุายบริหารโดยตรงอีกด๎วย เมื่อประชาชนเลือกต้ังประธานาธิบดี
แล๎ว ประธานาธิบดีจึงจะจัดตั้งคณะรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศตํอไป การปกครองในรูปแบบ
ประธานาธิบดีจะให๎ความสาคัญกับการแบํงแยกอานาจอธิปไตยมากกวําจะเน๎นไปท่ีการตรวจสอบและ
๓๗
ถํวงดุลอานาจ สมาชิกสภานิติในการปกครองรูปแบบประธานาธิบดี จึงบัญญัติทาหน๎าที่หลักในการตรา
กฎหมาย อันเป็นอานาจทางนิติบัญญัติ สํวนหน๎าท่ีในการบริหารประเทศในฐานะอานาจทางการบริหาร
ให๎ตกเป็นหน๎าท่ีรบั ผดิ ชอบของประธานาธิบดี
(๓) รูปแบบก่ึงรัฐสภา – กึ่งประธานาธิบดี มีลักษณะเป็นการผสมผสานระหวําง
รูปแบบรฐั สภากับรูปแบบประธานาธิบดี คือให๎ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเพื่อทาหน๎าท่ีตรา
กฎหมาย ในขณะเดียวกันก็ให๎ประชาชนเลือกประธานาธิบดีโดยตรงเพื่อเป็นผู๎นาฝุายบริหาร และดารง
ตาแหนงํ เปน็ ประมขุ ของประเทศอกี ด๎วย เพราะฉะนน้ั ประธานาธบิ ดจี ึงไมํตอ๎ งรับผิดชอบตํอสภานิติบัญญัติ
อันเปน็ ลกั ษณะของการปกครองแบบประธานาธิบดี นอกจากนี้ประธานาธิบดียังต๎องทาหน๎าท่ีเสนอช่ือผ๎ูท่ี
จะได๎รบั แตงํ ต้ังเปน็ นายกรัฐมนตรพี รอ๎ มกับเป็นผ๎ูลงนามแตํงตั้งรฐั มนตรี
สวํ นสภานติ ิบัญญัตินอกจากจะทาหน๎าท่ีในการบัญญัติกฎหมายแล๎ว ยังต๎องทาหน๎าที่กาหนดตัว
บุคคลเปน็ คณะรัฐบาล ซ่งึ คณะรฐั บาลต๎องรบั ผดิ ชอบตํอสภานิตบิ ัญญตั อิ นั เป็นหลกั การปกครองในรูปแบบ
รัฐสภา อยํางไรก็ตาม รูปแบบการปกครองแบบก่ึงรัฐสภา –กึ่งประธานาธิบดีนี้ถือวํา อานาจในการ
บริหารสวํ นสาคัญเปน็ ประธานาธิบดมี ากกวําจะเปน็ ของนายกรัฐมนตรีเหมอื นกับรปู แบบรัฐสภา
๓.๕. คอมมวิ นสิ ม์ (Communism)
เป็นรูปแบบการปกครองท่ียึดตามแนวคิดของคาร๑ล มาร๑กซ (Karl Marx) มีจุดมุํงหมายในการ
ปกครองคือ การบรรลุถึงสังคมคอมมิวนิสม๑ท่ีไมํมีชนช้ัน ไมํมีรัฐ ไมํมีการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ขูดรีด ทุก
คนอยํูอยํางเสมอภาค อันหมายถึงยุคแหํงการส้ินสุดลงของชนชั้นนายทุนและรัฐบาล กํอนที่จะไปถึง
เปูาหมายนั้นสังคมจะต๎องมีการปกครองในรูปสังคมนิยมคอมมิวนิสม๑ ท่ีมีรัฐบาลแบบเผด็จการของชนชั้น
กรรมาชีพปกครองอยํูระยะหน่ึงกํอนจนกวําจะสามารถบรรลุถึงสังคมแหํงคอมมิวนิสม๑อยํางสมบูรณ๑แล๎ว
รฐั บาลก็หมดความสาคญั และสลายตัวไปในทสี่ ดุ
๓.๖. เผด็จการ (Dictatorship)
เป็นการปกครองที่เน๎นความเด็ดขาดและรุนแรง มีการยกยํองและให๎ความสาคัญกับอานาจของ
รฐั ทีผ่ ปู๎ กครองเป็นผใู๎ ชอ๎ านาจและอยเํู หนอื เสรีภาพของบคุ คลผู๎ถกู ปกครอง รปู แบบการปกครองแบบเผด็จ
การจะมํงุ เนน๎ ความเป็นระเบียบและสยบยอมตํออานาจรัฐ การปกครองรูปแบบเผด็จการสามารถแบํงยํอย
ออกไดเ๎ ปน็ ดังนี้
๑) เผดจ็ การอานาจนยิ ม (authoritarianism)