๓๘
เป็นการปกครองท่ีใช๎อานาจเป็นหลักเกณฑ๑สาคัญ นั่นคือ อานาจเป็นท้ังวิถีทาง(means) และ
จุดหมายปลายทาง (end) เผด็จการอานาจนิยมจึงเป็นการปกครองท่ีรัฐจะเข๎าควบคุมเฉพาะเร่ืองทาง
การเมืองการปกครองเทํานั้น สํวนในประเด็นอื่นรัฐจะยอมให๎บุคคลมีเสรีภาพได๎ เชํน เสรีภาพทางสังคม
เสรีภาพทางเศรษฐกิจ และเสรีภาพทางการนับถือศาสนา เป็นต๎น ระบบเผด็จการอานาจนิยมมักจะใช๎
วิธีการลงโทษอยํางรุนแรงเพื่อปราบปรามบุคคลให๎อยูํในกติกาทางการเมืองที่ผู๎มีอานาจกาหนด แตํถึง
อยํางไรกย็ งั มีการใชก๎ ระบวนการทางกฎหมาย หรือกระบวนการยตุ ิธรรมกอํ นท่จี ะมีการลงโทษ
๒) เผด็จการเบ็ดเสรจ็ นยิ ม (totalitarianism)
ในรปู แบบนผ้ี ปู๎ กครองท่ที าหน๎าท่แี ทนรฐั จะใชอ๎ านาจเข๎าควบคุมประชาชนทุกวิถีทางไมํวําจะเป็น
ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม๎แตํวิถีการดารงชีวิตโดยท่ัวไปรัฐท่ีเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมจึงมี
อานาจและความชอบธรรมท่ีจะใชแ๎ นวทางในทุกวถิ ีทางเพื่อการบงั คบั ประชาชนใหป๎ ฏิบัติตามนโยบายของ
รัฐ สาหรบั กระบวนการยตุ ธิ รรมจงึ เป็นสิง่ ทไี่ มมํ ีความหมายหรือเปน็ ท่ีพง่ึ ของประชาชนได๎ การปกครองใน
รปู แบบเผดจ็ การเบ็ดเสรจ็ นยิ มผ๎ปู กครองจะปฏิบัตติ ํอประชาชนในฐานะทีเ่ ปน็ เครอ่ื งมือของรัฐเทํานั้น๓๗
จากการศึกษารูปแบบการปกครองของแตํละประเทศจะพบวํามีความแตกตํางกันในหลาย
ลักษณะเน่ืองจากบริบทด๎านสังคม การเมือง และวัฒนธรรมที่แตกตํางกันการใช๎เกณฑ๑ในการจัดแบํง
รูปแบบการปกครองอาจพจิ ารณาไดห๎ ลายเกณฑ๑ เชนํ จานวนผู๎ปกครอง หรือผู๎มีอิทธิพลหรืออานาจ หรือ
ใครได๎รับประโยชน๑จาการปกครองนั้นในป๓จจุบันจะเห็นวํารูปแบบการปกครองที่นิยมกัน คือรูปแบบการ
ปกครองแบบประชาธิปไตย สวํ นรูปแบบอืน่ ๆมใี ห๎เหน็ นอ๎ ยมากในบางประเทศเทํานัน้
๓๗ เรือ่ งเดยี วกนั ,หนา๎ ๘๑-๙๒
๓๙
คาถามทา้ ยบท
๑. รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีลักษณะอยาํ งไร
๒. เพราะเหตุใดประชาธิปไตยแบบมีผ๎ูแทนจึงมีระบบการเลือกตั้งและใช๎รัฐธรรมนูญมาเป็นหักใน
การปกครองประเทศ
๓. ระบอบประชาธิปไตยแบบมีสํวนรํวมกับประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนมีความแตกตํางกันอยํางไร
อธบิ าย
๔. คาวาํ “เผด็จการ (Dictatorship)” มคี วามหมายวําอยาํ งไร
๕. เพราะเหตุใดจึงมีแนวความคิดที่วํา ระบอบประชาธิปไตยเหมาะสาหรับผู๎ที่มีการศึกษา
สูงๆ เทําน้ันในฐานะที่ทํานเป็นผ๎ูมีบทบาทในสังคม ทํานเห็นด๎วยหรือไมํ อธิบายและ
อ๎างเหตุผลประกอบ
๔๐
บทท่ี ๔
อุดมการณ์ทางการเมือง
ในสังคมไทยคาวํา อุดมการณ๑ (Ideology)มักถูกนามาใช๎แทนท่ีกับคาวํา อุดมคติ(Ideal) ท้ังๆท่ี๒
คานี้มีความหมายท่ีแตกตํางกัน เชํน นักการเมืองไทยมักจะถูกกลําวหาวําไมํมีอุดมการณ๑แทนที่จะใช๎คา
วําอุดมคติ ซึ่งหมายถึง จินตนาการท่ีถือวําเป็นมาตรฐานแหํงความดี ความงาม และความจริงในทางใด
ทางหน่ึงท่ีมนุษย๑ถือวําเป็นเปูาหมายแหํงชีวิตตน ทั้งน้ีเพราะพฤติกรรมทางการเมืองท่ีนักการเมืองแตํละ
คนแสดงออกนนั้ ลว๎ นสะทอ๎ นถึงอดุ มการณท๑ างการเมืองท้ังสิ้น
๔.๑ ความหมายของอดุ มการณท์ างการเมือง
คาวํา อดุ มการณ๑ (Ideology) บัญญตั ขิ ึ้นโดยนกั ปรัชญาชาวฝร่ังเศสชื่อ อังทอยน๑ เดสตู เดอเทรซี
(Antoine Destutt de Tracy 1754-1836) ในชํวงศตวรรษที่18 เพ่ือใช๎อธิบายศาสตร๑หรือความร๎ูใหมํ
วําด๎วยความคิด(Science of Idea) โดยมีเปูาหมายเพื่อให๎มีความแตกตํางจากศาสตร๑เดิมคือ อภิปรัชญา
การศึกษาทางจติ วทิ ยาเพอื่ ศกึ ษาวําความคดิ ของคนเราเกดิ ขนึ้ หรือมจี ดุ เรมิ่ ตน๎ มาไดอ๎ ยาํ งไร๑
กลําวได๎วํา “อุดมการณ๑ทางการเมือง” (Political Ideology) ถูกนามาใช๎ในทางการเมืองโดยมี
เปูาหมายหรือวัตถุประสงค๑ทางการเมือง เชํน การแพรํขยายของอุดมการณ๑ทางการเมือง การจะได๎รับ
การตอบสนองของกลุํมชนมากน๎อยเพียงใด ยํอมขึ้นอยํูกับพื้นฐานทางสังคม อันได๎แกํบุคลิกภาพ
ขนบธรรมเนยี มและวฒั นธรรม รวมทงั้ ความเชือ่ ถอื ดง้ั เดิมโดยทั่วไปของคนในกลํุม๓๘
ดงั จะเหน็ ไดจ๎ ากการนยิ ามความหมายของคาวํา อุดมการณ๑ทางการเมือง ท่ีมีนักวิชาการทางด๎าน
รฐั ศาสตรไ๑ ด๎กลําวไว๎อยาํ งหลากหลายดังตํอไปน้ี
ลิขิต ธีรเวคิน อธิบายวํา “อุดมการณ๑ หมายถึง ลัทธิทางการเมืองท่ีอธิบายความเป็นมาของ
ระบบสังคมมนุษยใ๑ นอดีต สภาพความเปน็ อยํูในป๓จจุบันและแนวโน๎มในอนาคต วางแนวทางการประพฤติ
ปฏบิ ัตสิ าหรบั สมาชิกในป๓จจุบันและสาหรับการบรรลุความมํุงหวังของอนาคต พร๎อมทั้งให๎ความหมายแกํ
ชวี ติ แกํความประพฤติและความสัมพนั ธ๑ที่มนษุ ย๑มีตํอส่ิงแวดล๎อมและระบบสังคมทั้งมวล”๓๙
๓๘ ชยั อนันต๑ สมุทวนชิ . อุดมการณท๑ างการเมอื ง. (กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พเ๑ ดลยี ไ๑ ทย,๒๕๑๗), หนา๎ ๑๖๐
๓๙ ลิขิต ธีรเวคนิ . “อดุ มการณ๑ทางการเมอื งและการพัฒนาประเทศ”ในอดุ มการณก๑ บั สงั คมไทย, (พระนคร:
สมาคมสงั คมศาสตร๑แหงํ ประเทศไทย,๒๕๑๑),หน๎า๑๑๗.
๔๑
หลุยส๑ อัลทูแซร๑ (Louise Althusser) เป็นนักวิชาการที่พัฒนาแนวคิดของมาร๑กซ๑ เขาให๎
ความหมายของอุดมการณ๑วํา หมายถึง รูปแบบของภาวะวิสัยซึ่งเกิดขึ้นนอกเหนือโครงสร๎างของวิถีการ
ผลติ (Mode of Production) เขาไมํเห็นด๎วยกับข๎อเสนอท่ีวํา อุดมการณ๑ถูกผลิตโดยชนช้ันหน่ึงเพ่ือให๎ชน
ช้ันอ่ืนๆโดยเฉพาะชนช้ันลํางหรือผ๎ูถูกปกครองเป็นผู๎เสพรับ เพราะอุดมการณ๑เป็นความสัมพันธ๑ที่มีชีวิต
ระหวํางมนษุ ยก๑ บั โลกรอบๆตัวไมํใชํเพยี งระบบความเช่ือเทํานน้ั อุดมการณ๑บรรลุผลสาเร็จก็ด๎วยการจัดวาง
และปรับเปล่ียนมนุษย๑ให๎ดาเนินบทบาทในฐานะผ๎ูดาเนินการ คือ ศูนย๑กลางของการริเร่ิม หรือเป็น
ผูก๎ ระทา หรือ ส่ิงมีชีวิตท่ีถูกกาหนดหรือถูกกระทา ด๎วยเหตุนี้อุดมการณ๑จึงดาเนินงานไปได๎ด๎วยการทาให๎
ป๓จเจกชนเป็นผู๎กระทาหน๎าท่ีภายในโครงสร๎างสังคม ในขณะเดียวกันก็เป็นผู๎ถูกกระทาภายในโครงสร๎าง
สงั คมนั้นๆด๎วย (Abercrombie,Hill and Turner,1980 : 22)
จอห๑น ทอมป์สัน (John Thompson,1990 : 53 -54) อธิบายถึงอุดมการณ๑ในยุคสมัยใหมํท่ีเรา
ดารงอยูํในยคุ สงั คมขอ๎ มูลขําวสาร โดยแจกแจงอุดมการณ๑ออกเป็น ๒ ประเภทดว๎ ยกนั คือ
๑. แนวคิดอิสระวําด๎วยอุดมการณ๑ (Neutral Conception of Ideology) หมายถึง การอธิบาย
อุดมการณ๑โดยไมํได๎ตีความวํา อุดมการณ๑จาเป็นต๎องเป็นความคิดท่ีผิดพลาดหรือแปลกแยกกับ
ผลประโยชน๑ของกลํุมหรือชนช้ันใดชนชั้นหน่ึงเป็นการเฉพาะอยํางท่ีมารก๑อธิบายไว๎ แตํอุดมการ ณ๑
ประเภทนี้เป็นหนึ่งในแงํมุมของชีวิตทางสังคมอาจถูกนาเสนอในรูปแบบทางการเมืองรูปแบบตํางๆโดย
ไมํได๎คานึงวําจะนาไปสูํการปฏิวัติ การปฏิรูป การฟ้ืนฟู หรือเป็นตัวจุดประกายนาไปสํูการกํอรูปให๎เกิด
การเปลย่ี นแปลงหรอื รักษาไวซ๎ ง่ึ ระเบยี บสังคมหรอื ไมํ
๒. แนวคิดวําด๎วยอุดมการณ๑เชิงวิพากษ๑ (Certical Conception of Ideology) ซึ่งแตกตําง
ตรงกันข๎ามกับแนวคิดแรก โดยอธิบายอุดมการณ๑วําเป็นแนวความคิดหรือความเชื่อที่ผิดพลาด หรือเป็น
จติ สานกึ ปลอม ทอมปส์ นั จัดให๎มารกอ๑ ยูํในประเภทความคิดนี้๔๐
รีโอ เอ็ม. คริสเตนสัน (วิสุทธิ์ โพธ์ิแทํน. ๒๕๒๔ : ๒๕) ให๎นิยามความหมายอุดมการณ๑ทาง
การเมอื งวํา อดุ มการณท๑ างการเมอื งหมายถงึ ระบบความเชือ่ ทีม่ ุํงอธิบายและสนับสนุนให๎เห็นวํา ระเบียบ
ทางการเมืองอยํางใดอยํางหน่ึงเป็นท่ีพึงประสงค๑สาหรับสังคมท่ีมีอยูํแล๎วหรือเสนอให๎มีข้ึนใหมํ โดยมี
แนวทางหรือวิธีการในการไปสํูวัตถุประสงค๑ของอุดมการณ๑น้ันไว๎ด๎วย น่ันคือ อุดมการณ๑ทางการเมืองมี
๔๐ บูฆอรี ยีหมะ ,ความรเู๎ บอื่ งตน๎ ทางรัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ๑จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย,๒๕๔๙,)
หนา๎ ๘๕-๘๖
๔๒
ลักษณะอันเป็นกฎเกณฑ๑ทางการเมืองท่ีวางไว๎เป็นแบบแผน เพื่อใช๎เป็นแนวทางที่จะให๎มีการปฏิบัติตาม
โดยมเี ปูาหมายทีต่ อ๎ งการบรรลดุ ๎วย
สนธิ เตชะนันท๑ (๒๕๔๓ : ๒๓๗) กลําววํา ปรัชญาการเมืองมีลักษณะเป็นแมํบทของระบบ
ความคดิ ทางการเมืองและความเช่อื ในทางการเมอื ง หากความเช่อื นัน้ ๆ ได๎รับการยอมรับอยํางกว๎างขวาง
แล๎ว ความเชอ่ื นั้น ๆ ก็จะกลายเป็นอดุ มการณ๑ทางการเมือง
สุรพงษ๑ โสชนะเสถียร (๒๕๔๕ : ๑๐๓) ได๎กลําวถึง อุดมการณ๑ทางการเมืองวํา คือ ระบบ
ความคิดทางการเมืองที่พัฒนาเป็นความเช่ือทางการเมืองในเรื่องหรือประเด็นนั้น ความเช่ือท่ีได๎รับการ
ยอมรับอยํางกว๎างขวางเป็นเวลานาน จนมีความเป็นสถาบันจะกลายเป็นอุดมการณ๑ทาง
การเมือง อุดมการณ๑ทางการเมืองจึงประกอบด๎วยแนวความคิดของนักคิดคนเดียวหรือหลายคนท่ีหลํอ
หลอมให๎แนวความคิดในเร่ืองนั้น ๆ กลมกลืนและเป็นรากฐาน (Deep Structure) ของบุคคลหรือสังคม
รวมทั้งเป็นแรงขับดันให๎สังคมเคล่ือนไปในทิศทางของอุดมการณ๑น้ัน เชํน อุดมการณ๑ทางการเมืองอัน
เนือ่ งมาจากพุทธศาสนา ศักดินานิยมหรอื ประชาธปิ ไตย เป็นต๎น๔๑
อาจกลําวได๎วํา อุดมการณ๑ทางการเมือง หมายถึง ระบบความคิดทางการเมืองและความเชื่อ
ในทางการเมืองของนักคิดคนเดียวหรือหลายคน ที่ได๎รับการยอมรับอยํางกว๎างขวางในสังคมนั้น ๆ ระบบ
ความคิดและความเช่ือนั้นได๎หลํอหลอมจนผสมกลมกลืนเป็นกรอบหรือหลักเกณฑ๑ของแนวทางความ
ประพฤติของสมาชิกของสังคมทั้งในอดีต ป๓จจุบันและอนาคตให๎ขับเคล่ือนไปตามทิศทางของอุดมการณ๑
ทางการเมืองน้นั ๆ
จากแนวคิดของอดุ มการณข๑ า๎ งต๎นจะเห็นวํา อดุ มการณ๑ทางการเมืองมกี ารพัฒนาการและสามารถ
เปลี่ยนแปลงได๎ตามกาลเวลาซ่ึงขึ้นอยํูกับมุมมองของบุคคลท่ีมีตํอสังคมในยุคสมัยน้ันๆเพราะอุดมการณ๑
ทางการเมืองต๎องเข๎าไปเก่ียวข๎องกับความนึกคิด ความเช่ือ คํานิยมท่ีบุคคลนั้นเข๎าไปเก่ียวข๎องหรือมี
ปฏิสมั พนั ธแ๑ ล๎วจึงปรากฏออกมาในรูปแบบของพฤติกรรมที่แสดงออกของบคุ คลในสงั คม
๔.๒ องคป์ ระกอบของอุดมการณท์ างการเมือง
อุดมการณ๑ทางการเมือง หมายถึงชุดความคิดที่สํงผลตํอมุมมองทางการเมืองของบุคค ล
อุดมการณ๑ทางการเมืองหน่ึงยํอมแตกตํางกันเนื่องจากมีชุดความคิดท่ีแตกตํางกัน อยํางไรก็ตามส่ิงท่ี
๔๑ อดุ มการณท๑ างการเมอื ง. ออนไลน,๑ http://po12558.blogspot.com/2015/06/5.html. ๑๐ ก.ย.
๒๕๖๑.
๔๓
อุดมการณ๑ทางการเมืองที่หลากหลายมีรํวมกันน้ันต๎องประกอบไปด๎วยองค๑ประกอบทางการเมือง
ดังตํอไปน้ี
๑) คํานยิ ม (Value)
ทุกอุดมการณ๑ตํางเห็นวําคํานิยมบางอยํางที่อุดมการณ๑ตนยึดถือดีกวําคํานิยมอื่นๆ และยังใช๎เป็น
เกณฑ๑ในการตัดสินความคิด ความเช่ือ และการกระทาของอุดมการณ๑อ่ืนๆด๎วยเชํนอุดมการณ๑เสรีนิยม
(Liberalism) มีคํานิยมวําการตระหนักถึงศักยภาพของมนุษย๑แตํละคนเป็นหน่ึงในเปูาหมายสูงสุดของ
สังคม ซ่ึงจะปรากฏเป็นจริงได๎ก็แตํเฉพาะในระบอบการเมืองท่ีพลเมืองแตํละคนตํางล๎วนมีอานาจในการ
กาหนดนโยบายของรัฐบาลไมํแตกตํางกัน ตรงกันข๎าม อุดมการณ๑ฟาสซิสม๑ (Fascism) ซึ่งมองมนุษย๑ไมํ
เทาํ เทยี มกัน ใหค๎ วามสาคญั กบั ผน๎ู าหรือผป๎ู กครองเหนือสิทธิ เสรีภาพของป๓จเจกชนและความยิ่งใหญํของ
ชาติตนเหนือชนชาติอื่น
๒) วิสยั ทัศน๑ตํอสังคมการเมืองอดุ มคติ (Vision of the Ideal Polity)
แตํละอุดมการณ๑ตํางมีวิสัยทัศน๑วํา สังคมการเมืองควรมีลักษณะอยํางไร หากมีโอกาสในการ
บริหารจัดการสังคมการเมืองภายใต๎อุดมการณ๑ของตน เชํน มาร๑กซิสม๑ (Marxism) เห็นวําการถือครอง
กรรมสิทธิ์ในทรัพย๑สินของป๓จเจกชน (Private Property) จะไมํเกิดข้ึนในขณะเดียวกันเม่ือป๓จเจกชนไมํ
สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย๑สินแล๎ว ชนช้ันในสังคมก็จะสูญสลายหายไป ไมํมีชนชั้นที่มีอานาจ
และกดขขี่ ูดรดี เหนอื ชนชน้ั อืน่ ท๎ายทสี่ ุดกจ็ ะทาใหร๎ ฐั สญู สลายตามไปดว๎ ย
๓) มโนทัศน๑วําด๎วยธรรมชาตขิ องมนษุ ย๑ (Conception of Human Nature)
อดุ มการณท๑ ้ังหลายตาํ งล๎วนมีความคิด ความเช่ือถึงธรรมชาติของมนุษย๑วําเป็นอยํางไร เชํน เสรี
นิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) เช่ือวําโดยธรรมชาติมนุษย๑ทุกคนต๎องการเลือกตัวแทนและ
นโยบายท่ีดีที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตท่ีดี ดังนั้นเมื่อระบบการเมืองเปิดโอกาสให๎มีการเปิดเผยข๎อมูล
ข๎อเท็จจริงของนโยบายและความคิดทางการเมืองของตัวนักการเมืองผํานการหาเสียงเลือกตั้งประชาชน
ยอํ มต๎องเลือกแนวทางทีด่ ีท่สี ุดเพื่อประโยชนแ๑ กํตนเองทจ่ี ะได๎รับ
๔) ยทุ ธศาสตร๑ (Strategy of Action)
แตํละอุดมการณม๑ ยี ทุ ธศาสตร๑ในการเปล่ียนแปลงสังคมการเมืองที่เป็นอยูํให๎เป็นสังคมการเมืองท่ี
ตนเองใฝุฝ๓น เชํน มาร๑กซิสม๑ (Marxism) พยายามสร๎างจิตสานึกทางชนช้ัน (Class Consciousness) ให๎
เกดิ ข้ึนในหมูํกรรมกรผู๎ใชแ๎ รงงานเพ่ือล๎มลา๎ งระบบทุนนิยมแล๎วแทนที่ด๎วยระบบสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม
ที่ไมํต๎องการให๎รัฐเข๎ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนตลอดจนการดาเนินชีวิตในด๎าน
ตาํ งๆ เชนํ การกนิ การดมื่ การแตงํ กาย หรือแมแ๎ ตพํ ฤตกิ รรมทางเพศ เปน็ ตน๎
๔๔
๕) ยุทธวธิ ที างการเมอื ง (Political Tactics)
ในขณะทย่ี ทุ ธศาสตร๑ หมายถงึ แผนแมํบทของการบรรลุสํูความสาเร็จตามความใฝุฝ๓น ยุทธวิธีก็
คือแผนการยํอยในทางปฏิบัติท่ีมาจากแผนแมํบทเพื่อบรรลุวัตถุประสงค๑ท่ีต๎องการนั่นเอง เชํน สังคม
นิยมประชาธิปไตยปฏิเสธการใช๎ความรุนแรง อีกท้ังยังศรัทธาในสถาบันทางการเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตยวําจะทาให๎อุดมการณ๑ของสังคมนิยมบรรลุผลได๎ ในขณะที่สังคมนิยมมาร๑กซิสม๑ เห็นวํา
ระบบทนุ นิยมจะลมํ สลายไดต๎ ๎องใชก๎ าลังโคนํ ลม๎ โดยชนช้ันกรรมาชพี เทํานั้น
๔.๓ บทบาทหนา้ ท่ีของอดุ มการณ์ทางการเมือง
อดุ มการณ๑แสดงบทบาทหน๎าทห่ี ลายประการ ดังตํอไปนี้
๑) อุดมการณ๑บอกถึงความต๎องการข้ันพื้นฐานท่ีจาเป็นของมนุษย๑วํามีอะไรบ๎าง เราจะได๎มันมา
อยํางไร เชนํ ความมน่ั คงปลอดภยั ในชีวติ เสรีภาพ ความเปน็ ชุมชน
๒) อุดมการณ๑ทาให๎ผ๎ูเลื่อมใสศรัทธาเข๎าใจประวัติศาสตร๑และสังคม ตลอดจนบอกกลําววําอะไร
เปน็ ส่งิ ทค่ี วรให๎ความสนใจ อะไรเปน็ ส่ิงท่ีควรมองข๎าม
๓) อดุ มการณ๑เป็นส่งิ จาเป็น ทาหน๎าท่ีเป็นตัวอ๎างอิงหรือเคร่ืองมือวัด เพื่อทาความเข๎าใจโลกที่อยํู
รอบตวั เรา
๔) อุดมการณ๑สร๎างแรงบันดาลใจในการทาให๎บุคคลหรือกลุํมบุคคลขึ้นมามีอานาจหรือถูกขับพ๎น
จากอานาจ๔๒
๔.๔ ประโยชนข์ องอดุ มการณ์ทางการเมอื ง
เม่ือพิจารณาถึงความหมายของอุดมการณ๑ทางการเมืองข๎างต๎น กลําวได๎วําการนาอุดมการณ๑ทาง
การเมืองมาใชใ๎ ห๎เป็นประโยชนท๑ างการเมอื งได๎ ๓ ประการดว๎ ยกนั กลาํ วคอื
๑) เป็นการนาอดุ มการณ๑มาใช๎เพอ่ื การปกครองและการรวมกลํุมคนเข๎าไวด๎ ๎วยกนั
๒) เปน็ การใชอ๎ ุดมการณเ๑ พ่ือประโยชน๑ในการชักจูงใจคนให๎เสียสละเพ่ือเปูาหมายรํวม หรือกลําว
ไดว๎ าํ เป็นกระทาเพ่ืออุดมการณ๑ ซ่งึ อาจจะเปน็ ประโยชนต๑ ํอผนู๎ าทางการเมอื งมากกวาํ ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้
เน่อื งจากประชาชนจะถกู ขอรอ๎ งใหเ๎ สียสละทุกส่งิ ทกุ อยาํ งเพื่ออดุ มการณ๑
๓) เปน็ การใช๎อดุ มการณ๑เพอื่ ประโยชน๑ในการขยายอานาจของรฐั บาล๔๓
๔๒ เรื่องเดียวกัน,หน๎า๘๗-๘๙
๔๕
นอกจากน้ีสมพงศ๑ เกษมสิน และจรูญ สุภาพ (๒๕๒๐: ๑๔) ได๎อธิบายถึงประโยชน๑ของ
อุดมการณ๑ทางการเมืองวํา อุดมการณ๑ทางการเมืองเป็นส่ิงจาเป็นและมีความสาคัญเป็นอันดับแรกในการ
พฒั นาทางการเมอื ง เพราะอดุ มการณท๑ างการเมอื งเปน็ เสมือนจุดหมายปลายทาง เป็นรากฐานหลักเกณฑ๑
ในการดาเนินการและเป็นแรงดลใจเพ่ือให๎เกิดการปฏิบัติการตําง ๆ โดยท่ัวไปแล๎วชุมชน สังคม หรือ
ประเทศ จะมีอุดมการณ๑ทางการเมือง สถาบันทางการเมืองและพฤติกรรมการเมืองผันแปรสอดคล๎องกับ
เจตนารมณแ๑ หงํ อุดมการณ๑นั้น ชัยอนันต๑ สมุทวณิช (๒๕๒๓ : ๑๙-๒๐) ได๎อธิบายถึง การนาอุดมการณ๑
ทางการเมืองมาใชใ๎ หเ๎ ปน็ ประโยชน๑ได๎ ๔ ลกั ษณะ คอื
๑) การนาอดุ มการณ๑มาใชเ๎ พ่อื ปกครองและยึดกลุํมชนเข๎าดว๎ ยกนั
๒) การใช๎อุดมการณ๑เพื่อประโยชน๑ในการชักจูงให๎คนมาเสียสละเพื่อเปูาหมายรํวมหรือ
ทาเพื่ออุดมการณ๑ ซ่ึงมักจะเป็นประโยชน๑โดยตรงตํอผู๎นาทางการเมืองมากกวําตํอตัวประชาชนท่ัว ๆ ไป
ประชาชนถกู เรยี กรอ๎ งให๎เสยี สละมอบกายถวายชวี ติ เพื่ออุดมการณ๑
๓) การใชอ๎ ดุ มการณเ๑ พื่อประโยชนใ๑ นการขยายอานาจรฐั บาล
๔) การใช๎อุดมการณ๑ภายในพรรคหรือในองค๑การอื่น ๆ โดยผ๎ูท่ีต๎องการเข๎าไปยึดอานาจ
หรือ เม่อื ยึดอานาจไดแ๎ ลว๎ เพอื่ รักษาอานาจนั้นไว๎
อาจกลาํ วได๎วํา อุดมการณ๑ทางการเมืองมีประโยชน๑ตํอการพัฒนาการเมือง เพราะทาให๎ทราบถึง
วัตถปุ ระสงคใ๑ นการดาเนินการทางการเมืองและพฤติกรรมตํางๆ อุดมการณ๑ทางการเมืองยังใช๎ยึดกลํุมชน
ให๎เข๎ารํวมกัน และอุดมการณ๑ทางการเมืองยังสามารถใช๎ชักจูง หรือโน๎มน๎าวให๎คนเสียสละตํอเปูาหมาย
รํวม หรือทาเพ่ืออุดมการณ๑ นอกจากนี้อุดมการณ๑ทางการเมืองยังใช๎ขยายอานาจของรัฐบาลและยึด
อานาจหรือรักษาอานาจไว๎และสร๎างความชอบธรรมให๎กับโครงสร๎างการเมืองและการจัดสรรอานาจใน
ระบบการเมอื งนั้นๆ
๔.๕ ประเภทของอดุ มการณ์ทางการเมอื ง
เนอื่ งจากอุดมการณ๑ทางการเมืองเป็นสิ่งท่ีแสดงถึงความคิด ความเช่ือม่ัน ความศรัทธา ตํอระบบ
การเมืองและเกี่ยวเน่ืองกับวิถีชีวิตทางการเมืองจนทาให๎เกิดเป็นรูปแบบทางการเมืองท่ีแตกตํางกันหาก
แบํงอุดมการณ๑ทางการเมืองโดยใหค๎ วามสาคญั ตํอรฐั เปน็ เกณฑ๑ แบงํ ไดเ๎ ป็น ๗ ประเภทดงั ตํอไปนี้
๑) แนวคิดอรัฐนยิ ม
๔๓ อานนท๑ อาภาภริ ม ,รัฐศาสตรเ๑ บอ้ื งต๎น,(กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพโ๑ อเดียนสโตร,๑ ๒๕๔๕),หน๎า๑๐๖.
๔๖
แนวคิดที่เป็นรากฐานขออุดมการณ๑ทางการเมืองแบบอรัฐนิยมคือ พยายามลดอานาจของรัฐให๎
เหลือนอ๎ ยทีส่ ุดเทาํ ทจี่ ะทาได๎ โดยมเี ปูาหมายสงู สดุ คอื การไมํมีอานาจรัฐคงเหลืออยูํในสังคม (Gould and
Kolb,1965:25) อดุ มการณอ๑ รัฐนิยมแตกตํางไปจากอดุ มการณ๑อนาธิปไตย (anarchy) คือ อนาธิปไตยจะมี
ความหมายท่ีแฝงถึงสภาพความเป็นไปของสังคมที่วํุนวาย ไร๎ระเบียบ(บรรพต วีระสัยและคณะ ๒๕๒๘:
หนา๎ ๖๒๗) สาเหตุเกิดจากการไมมํ ีสถาบนั ทางการเมืองใดท่ีมีอานาจสูงสุดเด็ดขาดในการทาหน๎าท่ีควบคุม
สังคมใหเ๎ กดิ ความสงบเรยี บร๎อย
สํวนอรัฐนิยม จะมีนัยยะหมายถึงการปกครองที่ประชาชนมีอิสระและเสรีภาพในการดาเนินชีวิต
อยํางเต็มที่ เป็นสังคมท่ีปราศจากอานาจรัฐ หรืออานาจของสถาบันทางการเมืองอ่ืนใดเข๎ามาจัดการ
ควบคุม หรือกาหนดพฤติกรรมของประชาชน แนวความคิดดังกลําวปรากฏให๎เห็นมาตั้งแตํสมัยกรีก
โบราณ ยกตัวอยํางเชํน นักคิดกลุํมสโตอิก ท่ีนิยมการใช๎ชีวิตแบบสงบ หรือนักคิดกลํุมอิพิคิวเรียนนิยม
ดาเนินชีวิตแบบสนุกสนานรื่นเริง ถึงแม๎วําแนวคิดของท้ังสองกลํุมจะแตกตํางกันแตํส่ิงท่ีมีรํวมกันคือ ไมํ
ประสงค๑ให๎อานาจรัฐเข๎าไปแทรกแซงหรือยุํงเก่ียวกับชีวิตของพวกตน เน่ืองจากอานาจรัฐท่ีมีอยํูในสังคม
จะเขา๎ ไปขัดขวางเป็นอปุ สรรคตํอการดาเนนิ ชวี ติ แบบเสรี ซ่ึงถือวําเป็นเปูาหมายสูงสุดท่ีสามารถจะกระทา
ได๔๎ ๔
จากแนวคิดดังกลําวข๎างต๎นแนวคิดแบบอรัฐนิยมไมํต๎องการให๎ผ๎ูปกครองของรัฐเข๎ามายํุงเก่ียวกับ
วิถีชีวิตของตน เน่ืองจากนักคิดกลํุมนี้มองวํา อานาจรัฐเป็นส่ิงท่ีไมํดีไมํจาเป็นต๎องมีนอกจากนั้นยังมี
ความคิดทีจ่ ะลดอานาจการปกครองของรฐั ลงให๎เหลอื น๎อยท่ีสุด หรอื ในทส่ี ุดไมจํ าเปน็ ตอ๎ งมรี ฐั ตอํ ไป๔๕
แนวทางท่ีสอง
๒) แนวคดิ คอมมิวนสิ ต์
ผู๎ท่ีวางรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต๑ คือ คาลล๑ มาร๑กซ๑ (Karl Marx) โดยมีความเห็นวําต๎องการ
ล๎มล๎างระบบนายทุนเมื่อปราศจากระบบนายทุนแล๎ว สังคมก็จะไมํมีการแบํงชนช้ันและการขัดแย๎งอีก
ตํอไปและแนวคิดของมาร๑กซ๑ คือการปกครองของบุคคลจะถูกแทนที่ด๎วยวิธีการจัดการบริหารทางวัตถุ
และการวางแนวของกระบวนการผลิต คาวํา วัตถุ ตามแนวคิดของมาร๑ก เป็นเร่ืองของเศรษฐกิจ หรือ
“economic determinism” หมายถึง เศรษฐกิจมีอิทธิพลตํอสังคมทั้งในด๎านการเมือง การศึกษา การ
ศาสนา ปรชั ญา ศิลปกรรม๔๖ โดยมาร๑กได๎แบํงแยกออกเป็น ๓ สํวนคือ
(๑) พลงั การผลิต หมายถึง ความสัมพันธ๑ระหวํางมนุษย๑กับธรรมชาติเป็นวิธีการท่ีมนุษย๑
ตอ๎ งการชนะธรรมชาติ เรยี กวาํ วธิ ีการผลิตหรือเทคโนโลยี
๔๔ จักษ๑ พันธ๑ชูเพชร,รฐั ศาสตร,๑ (กรงุ เทพฯ: บรษิ ัทมายด๑ พบั ลชิ ชงิ จากดั ,๒๕๕๕)หนา๎ ๙๖ - ๙๘
๔๕ อานนท๑ อาภาภริ ม ,รฐั ศาสตรเ๑ บอื้ งต๎น,(กรงุ เทพมหานคร : สานกั พิมพ๑โอเดียนสโตร๑,๒๕๔๕),หน๎า๑๐๗
๔๖ ฉัตรทิพย๑ นาถสุภา,ลทั ธิเศรษฐกจิ การเมอื ง,(กรงุ เทพฯ: บรษิ ัทโรงพมิ พ๑ไทยวัฒนาพานิช,๒๕๑๙.)หนา๎ ๘๕
๔๗
(๒) ความสัมพันธ๑ในการผลิต คือ โครงสร๎างเศรษฐกิจหรือระบบกรรมสิทธิ์ กาหนดวํา
ใครเป็นเจ๎าของป๓จจัยการผลิต และกรรมสิทธ์ิป๓จจัยการผลิตน้ีจะกาหนดตํอวํา ใครจะได๎สํวนเกินที่เหลือ
จากการบริโภค
(๓) โครงสร๎างสํวนบน คือ ระบบกฎหมาย ระบบการเมือง วัฒนธรรม และระบบ
ความคดิ ๔๗
การมองประวัติศาสตร๑แบบวัตถุนิยมทาให๎เห็นวําระบบความคิดดังกลําวมุํงสนใจในสํวนที่เป็น
พนื้ ฐานของมนษุ ย๑โดยเฉพาะเร่ืองการทามาหากนิ ของมนษุ ยว๑ ําเปน็ รากฐานของประวัตศิ าสตร๑เม่ือพลงั การ
ผลิตเปลี่ยนแปลงไปกจ็ ะกระทบในเรื่องความสัมพันธ๑ทางการผลติ ซ่ึงจะตอ๎ งเปล่ียนแปลงไปด๎วยซึ่งอาจเกิด
จากปญ๓ หาโครงสรา๎ งสํวนบน เกดิ การขดั แยง๎ เชิงเศรษฐกจิ เปน็ ต๎น
อาจสรุปได๎วํา ประเทศท่ีมีการปกครองระบบคอมมิวนิสต๑แท๎จริงคือเป็นระบอบการปกครองท่ี
รฐั เขา๎ ไปเกยี่ วข๎องกับวถิ ชี ีวิตของบุคคลในสังคมโดยปลุกจิตสานักให๎ชนช้ันกรรมาชีพเกิดการตื่นตัววํากลํุม
ตนโดนเอารดั เอาเปรยี บ ถูกขูดรดี จนในท๎ายท่ีสดุ ชนช้นั กรรมาชีพเหลํานกี้ ็จะปฏิวัติล๎มล๎างระบบนายทุนใน
ที่สดุ สงั คมจะเปลยี่ นแปลงเขา๎ สํูยุคคอมมิวนิสต๑ ซ่ึงมารก๑ เช่ือวําเปน็ ยคุ สุดท๎าย คือเปน็ สังคมที่
ปราศจากชนช้ัน ไมํมีกฎหมาย ไมํมกี ารปกครอง และรัฐก็จะตอ๎ งหายไปในทส่ี ุด
๓) แนวคดิ สังคมนิยม (Socialism)
แนวคิดสังคมนิยมมีรากฐานความคิดท่ีปฏิเสธแนวคิดป๓จเจกชนนิยมท่ีให๎ความสาคัญแกํบุคคล
มากกวําการยอมรับและปฏิบัติตามระเบียบของสังคม อุดมการณ๑ดังกลําวมํุงม่ันการเสียสละความสุขสํวน
ตนเพอ่ื ประโยชนข๑ องสังคมสํวนรวม นั่นกค็ อื การให๎ความสาคัญกับสังคมมากกวําป๓จเจกบุคคล เพราะมอง
วําป๓จเจกชนไมํสามารถแยกตัวออกจากสังคมได๎ ดังนั้นเพื่อให๎อุดมการณ๑บรรลุวัตถุประสงค๑ของ
อุดมการณ๑ รัฐจงึ ตอ๎ งเข๎าไปควบคมุ ป๓จจยั การผลิตทางเศรษฐกิจที่สาคัญๆได๎แกํ เคร่ืองจักร โรงงาน ที่ดิน
และทุน เพ่ือใหเ๎ กิดประโยชนส๑ งู สุดแกํคนในสงั คม
ลักษณะสาคัญของอุดมการณ๑สังคมนิยม คือ การปกครองด๎วยระบบรัฐสวัสดิการ (welfare
state) หมายถึง การท่ีรัฐเข๎าไปดูแลความเป็นอยํูของประชาชนตั้งแตํเกิดจนเสียชีวิต นอกจากน้ี
อุดมการณ๑สังคมนิยมยังตํอต๎านระบบทุนนิยมเนื่องจากมองระบบเสรีนิยมวําเอารัดเอาเปรียบประชาชน
และสนบั สนนุ การคา๎ แบบสหกรณค๑ อื ทกุ คนเป็นเจ๎าของธุรกจิ รวํ มกัน
๔) แนวคดิ เสรีนยิ ม (Liberalism)
๔๗ อานนท๑ อาภาภริ ม ,รัฐศาสตร๑เบอ้ื งตน๎ ,(กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พ๑โอเดียนสโตร,๑ ๒๕๔๕),หนา๎ ๑๐๘
๔๘
เป็นอุดมการณ๑การเมืองท่ียอมรับในหลักป๓จเจกชนนิยม (Individualism)เชื่อในความมีเหตุผล
และความสามารถของมนุษย๑ อุดมการณ๑เสรีนิยมจึงเปิดโอกาสให๎ป๓จเจกชนสามารถดาเนินชีวิตได๎อยํางมี
อสิ ระและมเี สรีภาพ ปราศจากการถูกครอบงาจากบุคคลอืน่ รวมถึงรัฐดว๎ ย ๔๘
การยอมรับในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ มีความหมายครอบคลุมถึงเร่ือง เศรษฐกิจ มีการยอมรับให๎
เอกชนสามารถดาเนนิ กิจการทางการคา๎ ได๎อยาํ งเสรโี ดยรฐั จะเขา๎ ไปแทรกแซงน๎อยท่ีสดุ
๕) แนวคิดประชาธปิ ไตย(Democracy)
แนวคิดประชาธิปไตยเป็นศัพท๑ที่ถูกนามาใช๎อยํางแพรํหลาย ในมุมมองทางการเมือง หรือแม๎แตํ
รากฐานความคิดและการปฏิบัติ ยกตัวอยํางเชํน การนาคาวําประชาธิปไตยไปใช๎ในประเทศท่ีปกครอง
ด๎วยระบอบคอมมิวนิสม๑ โดยเรียกการปกครองของตนวํา เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพ่ือ
ประชาชน โดยประชาธิปไตยของประเทศท่ีปกครองด๎วยระบบดังกลําว เป็นการปกครองที่มีรัฐบาลเพื่อ
ประชาชน แตํไมใํ ชรํ ฐั บาลโดยประชาชน (Ranney,1962:172-173)๔๙ เชํน ในยุคของ เบนนิโต มุสโสลินี
ผ๎ูนาลทั ธฟิ าสซิสม๑ในอติ าลีกลาํ ววําการปกครองในรปู แบบของเขาวิธกี ารที่บรรลุถงึ ความเป็นประชาธิปไตย
อยาํ งแทจ๎ ริงได๎
ดังนั้นการนาคาวําประชาธิปไตยไปใช๎ต๎องมีการขยายและอธิบายถึงรูแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะ
ของการปกครองเน่ืองจากสํวนใหญํเรามักจะได๎เห็นการนาอุดมการณ๑ประชาธิปไตย(หลักการพื้นฐานของ
ประชาธิปไตย)ไปใช๎ในประเทศที่ปกครองแบบเสรซี ่งึ เทยี มกนั อุดมการณป๑ ระชาธปิ ไตย ประกอบด๎วย
(๑) หลกั ป๓จเจกชนนยิ ม หรอื การยอมรบั ในสทิ ธเิ สรีภาพของมนุษย๑
(๒) หลักเสรภี าพ เสรีภาพในด๎านการพูด การคิด หรือ การแสดงออก การตีพิมพ๑โฆษณา การ
นับถอื ศาสนา เป็นตน๎
(๓) ความเสมอภาค เน่อื งจากมนษุ ย๑เกิดมามคี วามเป็นมนุษย๑เทาํ เทียมกนั ดงั น้นั ทุกคนจึงมีสิทธิ
และโอกาสเทําเทียมกนั ไมวํ าํ จะเปน็ ดา๎ น กฎหมาย โอกาส หรอื ความเสมอภาคทางการเมือง
(๔) ภราดรภาพ อยํูรมํ กนั ฉันญาติมติ รไมํแบงํ ช้นั วรรณะ หรือขัดแยง๎ กัน
๖) แนวคดิ อนุรักษน์ ยิ ม (Conservatism)
เป็นอุดมการณ๑ทางการเมืองท่ีตํอต๎านการเปลี่ยนแปลงท่ีอาจจะทาให๎เกิดความแตกตํางไปจาก
สถานการณ๑เดิม กลํุมนี้มีความเชื่อวําส่ิงท่ียึดถือและปฏิบัติสืบเน่ืองกันมาแตํเดิมเป็นเครื่องพิสูจน๑ให๎เห็น
แล๎ววําส่ิงน้ันเป็นสิ่งท่ีดีและเหมาะสมที่สมควรยึดถือและปฏิบัติตํอไปอนุรักษ๑นิยมแบํงออกได๎ ๓ ประเภท
ดังนี้
๔๘ จกั ษ๑ พันธช๑ เู พชร. รัฐศาสตร๑. (กรงุ เทพฯ: บริษทั มายด๑ พับลชิ ชิง จากัด,๒๕๕๕), หนา๎ ๑๑๐.
๔๙ เร่อื งเดยี วกัน ,หนา๎ ๑๑๒
๔๙
(๑) อนุรกั ษน๑ ยิ มแบบดง้ั เดมิ
กลุํมนี้จะตอํ ตา๎ นการเปล่ยี นแปลงที่อาจสํงผลกระทบตํอโครงสร๎างทางสังคมโดยเช่ือวําโครงสร๎าง
อานาจและสังคมเปน็ สิง่ ที่พระเจา๎ กาหนด
(๒) อนุรกั ษน๑ ยิ มใหมํ
รากฐานความเช่ือของคนกลุํมน้ีมาจากความเช่ือวําพระเจ๎าเทํานั้นคือผ๎ูกาหนดรูปแบบและ
วิวัฒนาการสรรพส่ิงสํวนแนวคิดอนุรักษ๑นิยมใหมํเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกคร้ังท่ี๒ เนื่องจากสภาพ
เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมีการเปล่ียนแปลงไปแนวคิดของกลํุมแรกไมํสามารถอธิบายปรากฏการณ๑
ดังกลําวได๎ กลุํมอนุรักษ๑นิยมใหมํจึงปฏิเสธสภาพที่เป็นอยูํและพยายามทาให๎สังคมกลับคืนสภาพดั้งเดิม
กํอนที่จะมีการเปล่ียนแปลง ยกตัวอยํางเชํน การแสวงหาความสุขจากการดาเนินชีวิตในรูปแบบเดิมที่
ผาํ นมา
(๓) อนรุ ักษ๑นยิ มเทียม
เป็นอุดมการณ๑ทางการเมืองขวาจัด ท่ีให๎ความสาคัญกับสถาบันและตัวผ๎ูนา หลักการสาคัญของ
อุดมการณน๑ ้ี คือ การตอํ ต๎านอุดมการณค๑ อมมิวนิสมแ๑ ละอุดมการณ๑สังคมนิยม โดยถือวําท้ังสองอุดมการณ๑
ดังกลําวเป็นอันตรายอยาํ งยงิ่ ตอํ ความม่นั คงของประเทศ นอกจากนั้นยงั ตํอต๎านการผสมผสานทางเช้ือชาติ
เพระเช่ือวํามนุษย๑ไมํมีความเทําเทียม หรือเสมอภาคกัน และไมํยอมรับความชํวยเหลือระหวํางประเทศ
รวมถึงการตอํ ตา๎ นองค๑การระหวาํ งประเทศ เป็นต๎น
๗) แนวคดิ แบบฟาสซิสม์ (Fascism)
เป็นอุดมการณ๑ทเี น๎นอานาจของรฐั แบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม คือ มุํงใช๎อานาจรัฐในการควบคุม
ประชาชนใหป๎ ฏิบัติตามนโยบายที่รฐั ตอ๎ งการ เป็นการจากัดอิสระและเสรีภาพของประชาชนให๎เหลือน๎อย
ท่สี ุดเทาํ ทจี่ ะทาได๎ หลักการน้ีสํวนหน่ึงได๎รับแนวความคิดมาจาก ชาร๑ลส ดาร๑วิน นักชีววิทยาและเจ๎าของ
ทฤษฎีวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต แนวคิดของดาร๑วิน ถูกนามาตีความผํานกรอบความคิดทางการปกครอง
ทาให๎เกิดแนวคิดวํา ประเทศท่ีเข๎มแข็งท่ีสุดควรเป็นประเทศที่เหมาะสมและสามารถดารงอยูํได๎ในสังคม
โลก สํวนประเทศที่ออํ นแอกวําสมควรถูกทาลายกํอนทีเ่ ชอื้ ชาตเิ ผาํ พนั ธุ๑ของชาติที่อํอนแอจะเข๎าไปผสมกับ
ชนชาติท่เี ข็มแข็งและกลายเปน็ เชือ้ ชาตทิ อี่ อํ นแอในท่สี ุด
นอกจากนอี้ ดุ มการณ๑นยี้ งั ตอํ ตา๎ นและไมยํ อมรับการมสี ทิ ธิเสรีภาพของบุคคล ตํอต๎านการมีพรรค
การเมืองมากวาํ หนึง่ พรรค เพราะเชอ่ื วําการมพี รรคการเมืองหลายพรรคอาจนาไปสคูํ วามขัดแย๎ง
๕๐
อาจสรุปได๎วําอุดมการณ๑ทางการเมืองเป็นระบบความคิดทางความเช่ือในทางการเมือง ระบบ
ความคิดและความเชื่อน้ันได๎หลํอหลอมจนผสมกลมกลืนเป็นกรอบหรือหลัก เกณฑ๑ของแนวทางความ
ประพฤติของสมาชิกของสังคมทั้งในอดีต ป๓จจุบันและอนาคตให๎ขับเคลื่อนไปตามทิศทางของอุดมการณ๑
ทางการเมืองน้ัน ๆจากแนวคิดของอุดมการณ๑ข๎างต๎นจะเห็นวํา อุดมการณ๑ทางการเมืองมีการพัฒนาการ
และสามารถเปลยี่ นแปลงได๎ตามกาลเวลาซึ่งข้ึนอยํูกับมุมมองของบุคคลท่ีมีตํอสังคมในยุคสมัยนั้นๆเพราะ
อุดมการณ๑ทางการเมืองต๎องเข๎าไปเก่ียวข๎องกับความนึกคิด ความเช่ือ คํานิยมที่บุคคลน้ันเข๎าไปเกี่ยวข๎อง
หรอื มีปฏิสมั พันธ๑แลว๎ จึงปรากฏออกมาในรูปแบบของพฤติกรรมทีแ่ สดงออกของบุคคลในสังคม
๕๑
คาถามท้ายบท
๑. จงอธิบายความหมายของอดุ มการณท๑ างการเมือง
๒. ในการพฒั นาทางการเมือง อดุ มการณ๑ทางการเมอื งมปี ระโยชนอ๑ ยํางไร
๓. จดุ เดํนของอดุ มการณอ๑ รัฐนิยมคืออะไร
๔. อุดมการณ๑สงั คมนยิ ม หมายความวําอยาํ งไร
๕. อดุ มการณ๑คอมมิวนสิ ต๑ มใี นประเทศใดบ๎าง
๖. จงอธบิ ายความหมายของอุดมการณ๑ประชาธิปไตย
๕๒
บทที่ ๕
หลักการพน้ื ฐานของการปกครองในรฐั สมัยใหม่
ระบบการเมอื งการปกครองแบบประชาธปิ ไตย มพี ้นื ฐานความคิด ความเช่ือเกี่ยวกับมนุษย๑ ท่ีตําง
จากระบอบเผดจ็ การอยํางมาก เพราะประชาธิปไตยน้ัน หมายถึง ระบอบการปกครองท่ีมีจุดมุํงหมายเพ่ือ
คนสํวนใหญํ ระบอบประชาธิปไตยท่ีแท๎จริงจะต๎องเป็นการปกครองโดยรัฐบาลท่ีได๎รับความนิยมจาก
ประชาชน และปกครองเพอ่ื ประโยชน๑ของคนสํวนใหญํ สง่ิ ทแี่ สดงถงึ ความสัมพันธ๑ระหวํางรัฐกับประชาชน
คือวิธีการกาหนดนโยบาย ซึ่งในการกาหนดนโยบายรัฐบาลจะต๎องมีกลไกสาคัญที่จะทาให๎การบริหาร
ราชการมคี วามถูกตอ๎ ง ตง้ั อยํบู นหลกั เกณฑ๑เดยี วกนั และมีความยุติธรรม กลไกดงั กลาํ วคอื กฎหมาย
๕.๑ ความหมาย ประชาธิปไตย
เม่ือพูดถึงสังคมโลกในป๓จจุบันถ๎าเราพูดถึงเรื่องการเมืองเราจะเห็นความเป็น พหุนิยมทาง
การเมือง (Political Pluralism) สังคมที่มีบริบททางการเมืองเป็นพหุนิยมคือสังคมที่ประเด็นและ
รูปแบบทางการเมืองมีหลากหลาย โดยอานาจไมํกระจุกตัวอยํูท่ีบุคคลใดหรือกลุํมใดโดยเฉพาะ แตํ
กระจายไปท่ัวซึ่งเกิดจากกลํุมทั้งทางวัฒนธรรม ทางสังคมและทางการเมืองที่เป็นอิสระ (independent)
ไมกํ ดี กัน (nonexclusive)และได๎รบั โอกาสในการแขงํ ขันท่ีเทาํ เทยี ม๕๐
การมองการเมืองท่ีเป็นสังคมแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย (liberal democracy)โดยจะต๎องมี
สถาบัน (institutions) ท่ีเปิดโอกาสให๎มีการแสดงออกซึ่งผลประโยชน๑อันหลากหลาย ให๎มีโอกาสในการ
แสดงความคิดเห็น ประกาศทัศนคติและแขํงขันเพ่ือให๎ได๎อานาจตัดสินใจและการตํอส๎ูแขํงขันของกลุํม
ตํางๆภายใต๎โอกาสที่เทําเทียมกันนี้ สะท๎อนทั้งจานวนสมาชิก และความเข๎มข๎นของความชอบของคนแตํ
ละคน กลํุมแตํละกลุํม ความเข๎มข๎นของความชอบน่ีเองท่ีทาให๎นักพหุนิยม กลําววํา “กระบวนการ
ตัดสนิ ใจนโยบายสาธารณะทเ่ี ปน็ ผลจากการตํอสูร๎ ะหวาํ งกลุมํ ตํางๆจะมคี วามยุติธรรมและความชอบธรรม
กวําการตัดสินใจท่ีเป็นผลมาจากการเลือกตั้งซ่ึงเป็นเพียงภาพสะท๎อนของตัวเลขจานวนคนเทํานั้น( Dahl
๕๐ พฤทธิสาณ ชมุ พล, คาและความคิดในรฐั ศาสตรร๑ วํ มสมยั , (กรุงเทพมหานคร,สานกั พิมพ๑จฬุ าลงกรณ๑
มหาวิทยาลยั ,๒๕๔๖), หน๎า๒๔๒.
๕๓
1996 : 90-124)๕๑ จากมุมมองของนักพหุนิยมที่มองการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยข๎างต๎นพบวํา
สง่ิ ทบ่ี ํงบอกถึงความเป็นสังคมประชาธิปไตยคือสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในสังคมน้ันๆ
อยํางไรก็ตามเน่ืองจากมีนักวิชาการทางด๎านรัฐศาสตร๑ได๎นิยามหรือให๎ความหมายของ ประชาธิปไตยไว๎
ตํางกนั ผ๎ูเขียนขอยกนยิ ามและความหมายของประชาธิปไตยทม่ี ผี ู๎กลําวไวอ๎ ยาํ งนําสนใจดงั ตํอไปนี้
วิทยากร เชียงกูล และพรภิรมณ๑ เอ่ียมธรรม ประชาธิปไตย หมายถึง อานาจหรือการปกครอง
โดยประชาชน เป็นระบบการเมืองที่ประชาชนมีสํวนรํวมในการปกครองโดยผํานผู๎แทนของตนท้ังโดย
ทางตรงและทางอ๎อม คาวําประชาธิปไตยเป็นคาที่มีความหมายในแงํดี และถูกใช๎โดยกลุํมหรือเอกชนใน
ลกั ษณะทีแ่ ตกตาํ งกนั หรือขดั แยง๎ กัน๕๒
เสนํห๑ จามริก (๒๕๔๖) ได๎แสดงปาฐกถาวําประชาธิปไตย น้ันเป็นสิ่งท่ีสัมพันธ๑อิงอยํูกับเงื่อนปม
ทางวัฒนธรรม การเมือง ประชาธิปไตยไมํใชํเพียงการจัดระบบองค๑กร มีรัฐสภา มีพรรคการเมือง มีการ
เลือกตั้งแล๎วก็บอกวําเป็นประชาธิปไตยแตํส่ิงเหลํานี้มักสัมพันธ๑และอิงอยูํกับส่ิงท่ีเรียกวํา เง่ือนปม
วัฒนธรรม การเมือง และการศึกษา๕๓
เกษียร เตชะพีระ กลําววํา ประชาธิปไตยข้ึนชื่อวําเป็นรูปแบบการปกครองที่เลวน๎อยที่สุดใน
บรรดารปู แบบการปกครองทั้งหลาย๕๔
จากความหมายข๎างต๎นพบวํายังไมํมีการสรุปวําประชาธิปไตยในความหมายใด เป็น
ประชาธิปไตยท่ีดีที่สุดเนื่องจากแตํละประเทศมักประยุกต๑ใช๎ประชาธิปไตยให๎เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะ
ของประเทศของตน เชนํ คนอเมริกนั จะมองประชาธิปไตยในลักษณะเฉพาะของอเมริกัน เชํนการขอบคุณ
พระเจ๎า และ บลูเบอเบอร่ีพาย เป็นเรื่องชาวบ๎านพื้นๆ และพึงเป็นสิ่งเคารพเชํนเดียวกับรัฐธรรมนูญ
หรือประชาธิปไตยของฝรั่งเศสได๎มีการอธิบายจากนักวิชาการทางรัฐศาสตร๑วําเป็นประชาธิปไตยท่ีสม
เหตุผล มีความชัดเจน และเป็นความคิดที่หลักแหลมที่สุดในบรรดาแนวความคิดทางด๎านประชาธิปไตย
๕๑ เร่ืองเดยี วกนั ,หน๎า ๒๔๒ – ๒๔๓.
๕๒ วิทยากร เชียงกลู และคณะ,อธิบายศพั ท๑ปรัชญาการเมอื งและสังคม,(กรงุ เทพฯ:สานกั พิมพส๑ ายธาร,๒๕๔๗),
หนา๎ ๖๖
๕๓ ชาญวทิ ย๑ เกษตรศริ ิ, ๓ ทศวรรษ ๑๔ ตลุ ากบั ประชาธิปไตยไทย,(กรงุ เทพฯ: มลู นธิ โิ ครงการตารา
สังคมศาสตรแ๑ ละมนุษยศ๑ าสตร๑,๒๕๔๗),หน๎า๒๒
๕๔ เร่อื งเดยี วกนั ,หนา๎ ๒๙
๕๔
ทั้งหลายโดยได๎มีการประกาศสิทธิมนุษยชน และสิทธิพลเมือง (Declaration of the Rights of Man
and of the Citizen) อันเป็นพืน้ ฐานของอานาจอธปิ ไตยของปวงชน๕๕
๕.๒ หลักการของประชาธปิ ไตย
หลักการสาคัญของประชาธิปไตยคือหลักการยอมรับในอานาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ประกอบด๎วยหลกั การดงั ตํอไปน้ี
๑) หลกั อานาจอธิปไตยของปวงชน
ประชาธิปไตยถือวําเป็นอานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ หรืออานาจอธิปไตยน้ันเป็นของ
ประชาชนทุกคนรวมกันและประชาชนเป็นเจ๎าของอานาจและเป็นผู๎รํวมใช๎อานาจน้ันไมํวําจะโดยทางตรง
หรือโดยออ๎ ม เชํน การมีสํวนรํวมกิจกรรมทางการเมือง การไปใช๎สิทธ์ิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือ
การลงสมัครรับเลอื กตง้ั เป็นตน๎
๒) หลกั เสรภี าพ
เสรภี าพ หมายถงึ โอกาสทจ่ี ะเลือกทาหรือไมํทาระหวํางทางเลือกหลายทางตามความปรารถนา
ของตนโดยปราศจากข๎อบังคับหรือข๎อจากัด เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยจึงหมายถึง ความสามารถ
ของคนท่ีจะกระทาหรอื งดเวน๎ กระทาสง่ิ ใดสง่ิ หนึง่ ก็ได๎ภายในขอบเขตข๎อกาหนดของกฎหมาย ซ่ึงกฎหมาย
น้ันจะออกโดยวิถีทางประชาธิปไตย คือ ออกโดยผ๎ูแทนราษฎรที่ได๎รับการเลือกต้ังมาอยํางเป็น
ประชาธปิ ไตยน่ันเอง
๓) หลักความเสมอภาค
ความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยไมํได๎หมายความวํา ทุกคนในสังคมจะต๎องเทําเทียมกัน
หมดทุกด๎าน แตํความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การที่ราษฎรทุกคนในประเทศมีความ
เสมอภาคหรือเทําเทียมกันในเรื่องพื้นฐานซ่ึงจะทาให๎ทุกคนมีศักดิ์ศรีแหํงความเป็นมนุษย๑ และกํอให๎เกิด
ความยุติธรรมในสงั คม เชํน ความเสมอภาคทางการเมอื ง,ความเสมอภาคทางกฎหมาย,ความเสมอภาคใน
โอกาส เปน็ ตน๎
๔) หลักภราดรภาพ
๕๕ สนธิ เตชานนั ท๑ ,พน้ื ฐานรฐั ศาสตร๑,(กรุงเทพ : สานักพิมพม๑ หาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.๑ ,๒๕๔๘)หนา๎ ๑๒๕
๕๕
การทีป่ ระชาชนสามารถเข๎ามามีสํวนรํวมทางการเมืองในกิจกรรมตํางๆของรัฐได๎อยํางกว๎างขวาง
การมสี วํ นรํวมดงั กลําวตอ๎ งของประชาชนตอ๎ งอยูบํ นพ้นื ฐานจติ ใจของความรักความปรารถนาดีตํอกัน ไมํมี
ขอ๎ ขดั แยง๎ ใช๎หลักเหตผุ ลเพื่อหาข๎อยุติทีจ่ ะไดน๎ าไปสํกู ารปฏบิ ัตเิ พื่อเปน็ แบบแผนของสังคมตอํ ไป๕๖
๕.๓ สิทธมิ นุษยชน
สิทธิมนุษยชนเป็นสํวนหน่ึงของมนุษยชาติ และมนุษย๑ไมํสามารถดารงอยํูได๎โดยปราศจากสิทธิ
มนุษยชน ความรนุ แรงทีเ่ กดิ ขน้ึ ตํอมวลมนษุ ยชาติ ความไมสํ งบสขุ ท่เี กิดขน้ึ ในสังคมและทางการเมือง หรือ
ความขัดแย๎งที่เกิดข้ึนในภูมิภาคตํางๆของโลกเป็นมูลเหตุสาคัญที่ทาให๎ประเทศตํางๆหันมารวมตัวกันเพื่อ
จัดทาข๎อตกลงในการกาหนดให๎มีการค๎ุมครองตํอสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นมูลฐานตํางๆ การที่จะ
เข๎าใจเร่ืองของสิทธิมนุษยชนให๎เข๎าใจย่ิงข้ึน จาเป็นท่ีจะต๎องศึกษาความหมายของสิทธิมนุษยชนเสียกํอน
ซ่ึงมีผ๎ูใหค๎ วามหมายหลากหลาย ดงั ตํอไปน้ี
คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหงํ ชาตไิ ด๎ให๎ความหมายสิทธิมนุษยชนไว๎วํา หมายถึง ศักด์ิศรีความ
เป็นมนุษย๑ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได๎รับการรับรอง หรือคุ๎มครองตามรัฐธรรมนูญ
แหํงราชอาณาจักรไทย หรือ ตามกฎหมายไทย หรือตามท่ีสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต๎อง
ปฏิบัติตาม เชํน กติการะหวํางประเทศวําด๎วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหวํางประเทศ
วําด๎วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อนุสัญญาวําด๎วยสิทธิเด็ก อนุสัญญาวําด๎วยการขจัดการ
เลอื กปฏบิ ตั ติ อํ สตรใี นทุกรปู แบบ เป็นต๎น ๕๗
สิทธิมนุษยชน (Human Right) หมายถึง สิทธิท่ีมนุษย๑ทุกคนมีความเทําเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของ
ความเป็นมนุษย๑ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได๎รับการรับรอง ทั้งความคิดและการ
กระทาที่ไมํมีการลํวงละเมิดได๎ โดยได๎รับการ ค๎ุมครองตามรัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย และ
สนธิสัญญาระหวาํ งประเทศ ๕๘
๕๖ กิตตวิ ฒั น๑ รตั นดลิ ก ณ ภูเก็ต,กฎหมายรฐั ธรรมนญู ,(สานกั พมิ พเ๑ สมาธรรม:๒๕๕๔),หนา๎ ๘๘-๙๗
๕๗ คณะกรรมการประสานงานองคก๑ รสิทธิมนษุ ยชน (กปส.),กลไกคมุ๎ ครองสทิ ธมิ นายชนตามรฐั ธรรมนูญ,
(กรุงเทพฯ:มลู นิธิฟรดี ริค เอแบร๑ท (FES),๒๕๔๔,หนา๎ ๓๕.
๕๘ อุดมการณท๑ างการเมือง. ออนไลน๑, (http://www.focusthailand.org/human/rights/). ๑๕ ส.ค.
๒๕๖๐.
๕๖
ชัยวัฒน๑ อัตพัฒน๑ ได๎กลําวถึงสิทธิมนุษยชนตามหลักจริยศาสตร๑หรือตามหลักทาง
พระพทุ ธศาสนาไว๎วํา
๑. สทิ ธทิ จ่ี ะมีชวี ติ อยูํ คอื สทิ ธิท่ีเราต๎องมชี ีวติ อยเํู พ่ือความรแ๎ู จง๎ ของตน
๒. สิทธิท่ีจะมีเสรีภาพ คือ เสรีภาพในรํางกายในความคิดเห็นในการแสดงออกท่ีไมํผิดกฎหมาย
และศลี ธรรม
๓. สทิ ธิในการศึกษา คือ ทกุ คนต๎องมีสทิ ธิท่จี ะไดร๎ ับการศึกษาเทําเทียมกนั
๔. สิทธิในทรัพย๑สิน คือ สิทธิในการแสวงหาทรัพย๑สมบัติและใช๎ทรัพย๑สมบัติท่ีตนหามาได๎อยําง
อิสระ ๕๙
จากความหมายของสิทธิมนุษยชนอาจกลําวได๎วํา สิทธิมนุษยชนคือสิทธิความเป็นมนุษย๑ หรือ
สิทธทิ มี่ นษุ ย๑ทกุ คนท่ีเกดิ มามีสทิ ธิติดตวั มาตง้ั แตํเกิด ซึ่งสิทธิดังกลําวนี้ไมํสามารถมอบให๎คนอื่นได๎และไมํมี
บคุ คล หรอื องค๑กร หรือแม๎แตํรัฐ ที่จะสามารถลํวงละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย๑น้ีได๎ สิทธิดังกลําวน้ีทุกคน
สามารถปฏิบัติตามสิทธิโดยชอบธรรมของตนได๎ ตามตัวบทกฎหมายท่ีบัญญัติข้ึนมาเพ่ือให๎มนุษย๑ทุกคน
ปฏิบัตติ ามเพือ่ ความเป็นระบบของสงั คมและเกิดความเรียบรอ๎ ยดีงามของสงั คมมนษุ ย๑
๕.๔ การคุม้ ครองสิทธมิ นุษยชนในประเทศไทย
เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่ตํางเชื้อชาติ ศาสนา เผําพันธ๑ุ สามารถดารงชีวิตอยูํรํวมกันอยําง
สันติ จนกลมกลืนเป็นหน่ึงเดียวในความเป็นไทยโดยไมํมีการแตกแยก ยอมรับความหลากหลาย มีจิตใจ
เอ้ือเฟือ้ เกือ้ กูลกัน จึงไมํมีการละเมดิ สิทธิมนษุ ยชนในเรื่องการแบํงชนช้ัน หรือเผําพันธุ๑ แตํการละเมิดสิทธิ
มนุษยชนก็ยังปรากฏอยํางตํอเนื่อง เชํน การละเมิดสิทธิเด็ก การละเมิดทางเพศ แรงงาน ยาเสพติด
อบายมุข ความรุนแรงในการลงโทษ การละเมิดสิทธิสตรี ในสังคมไทยยังปรากฏการใช๎ความรุนแรงตํอ
ผ๎หู ญิง ความรุนแรงทางเพศในท่ีสาธารณะ ที่บ๎าน ที่ทางาน สถานกักกัน การลํอลวงทางอินเตอร๑เน็ต โรง
ภาพยนตร๑ บนรถเมลจ๑ งึ มบี ทบัญญตั ิเก่ยี วกับสิทธิ เสรีภาพและสทิ ธิมนุษยชนไว๎หลายประการ ดงั น้ี
๑. ศักดิศ์ รขี องความเป็นมนษุ ย๑
๒. ความเสมอภาคของบคุ คล
๕๙ ชัยวฒั น๑ อตั พัฒน,๑ จรยิ ศาสตร,๑ (กรงุ เทพมหานคร :สานกั พิมพม๑ หาวทิ ยาลัยรามคาแหง,๒๕๔๕), หนา๎ ๓๖๔.
๕๗
๓. สิทธแิ ละเสรีภาพในชวี ิตและราํ งกาย
๔. สทิ ธขิ องผต๎ู ๎องหา
๕. สิทธิของพยานและผเ๎ู สยี หายในคดอี าญา
๖. สิทธขิ องเด็ก
๗. เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา
๘. เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็
๙. เสรีภาพทางการศึกษา
๑๐. สทิ ธใิ นทรัพยส๑ นิ
๑๑. สทิ ธใิ นบริการสาธารณสุข
๑๒. สิทธขิ องคนพกิ ารหรอื ทุพพลภาพและของคนชรา
๑๓. สทิ ธิของผ๎ูบริโภค
๑๔. สทิ ธขิ องชุมชนทอ๎ งถิ่น
๑๕. เสรภี าพในการรวมกลมํุ
๑๖. สิทธิในการรบั รแู๎ ละมสี ํวนรํวม
๑๗. สทิ ธใิ นการร๎องทุกขแ๑ ละฟอู งคดี
๑๘. สิทธิและเสรีภาพอนื่ ๆ
๕.๕ ปฏิญญาสากลวา่ ด้วยสิทธมิ นุษยชนแหง่ สหประชาชาติ
วันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ.1948 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติได๎รับรองปฏิญญาสากลวําด๎วยสิทธิ
มนุษยชน (Universal Declaration of Human Right: UDHR) โดยสมัชชาแหํงสหประชาชาติ ถือเป็น
การกาหนดมาตรฐานสากลด๎านสิทธิมนุษยชนซึ่งไทยเป็นประเทศหน่ึงท่ีรํวมกับประเทศตําง ๆ ให๎การ
รับรองปฏิญญาสากลวําด๎วยสิทธิมนุษยชนแหํงสหประชาชาติ สิทธิเดํน ๆ ที่ระบุไว๎ในปฏิญญาสากล วํา
ด๎วยสิทธิมนุษยชนสิทธิตํอชีวิต เสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล การศึกษา เสรีภาพทางความคิด
มโนธรรมและศาสนา เสรีภาพแหํงความคิดเห็น การแสดงออก การมีงานทา การแสวงหาและได๎รับการลี้
ภยั ในประเทศอน่ื (เป็นตน๎ ) หนวํ ยงานในสหประชาชาติ (UN) ท่ีรับผิดชอบป๓ญหาสิทธิมนุษยชน (HR) คือ
สานักงานข๎าหลวงใหญํสิทธิมนุษยชน ที่กรุงเจนีวา (ช่ือเดิมคือ Centre for Human rights) ประเทศ
สวติ เซอรแ๑ ลนด๑
๕.๖ พนั ธกรณรี ะหวา่ งประเทศเก่ียวกับสทิ ธมิ นษุ ยชนของไทย
ในป๓จจุบันประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญา ด๎านสิทธิมนุษยชนซ่ึงสหประชาชาติถือเป็น
สนธสิ ัญญาหลัก จานวน ๕ ฉบับได๎แกํ
๕๘
๑. อนุสัญญาวําด๎วยสทิ ธิเด็ก
๒. อนุสัญญาวําด๎วยการขจดั การเลอื กปฏิบัติตํอสตรใี นทุกรปู แบบ
๓. กติการะหวํางประเทศวําดว๎ ยสทิ ธิพลเมอื งและสิทธทิ างการเมือง
๔. กติการะหวํางประเทศวาํ ด๎วยสิทธทิ างเศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม
๕. อนสุ ัญญาวําด๎วยการขจดั การเลือกปฏิบตั ทิ างเชื้อชาตใิ นทุกรปู แบบ๖๐
อาจกลําวได๎วํา ระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย มีพื้นฐานความคิด ความเชื่อ
เก่ียวกับมนุษย๑ ท่ีตํางจากระบอบเผด็จการอยํางมาก เพราะประชาธิปไตยนั้น หมายถึง ระบอบการ
ปกครองที่มจี ดุ มุงํ หมายเพือ่ คนสํวนใหญํ ระบอบประชาธปิ ไตยทแี่ ท๎จรงิ จะต๎องเปน็ การปกครองโดยรัฐบาล
ท่ีได๎รับความนิยมจากประชาชน และปกครองเพื่อประโยชน๑ของคนสํวนใหญํ สิ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ๑
ระหวาํ งรฐั กบั ประชาชนคอื วิธีการกาหนดนโยบาย ซงึ่ ในการกาหนดนโยบายรัฐบาลจะต๎องมีกลไกสาคัญที่
จะทาให๎การบริหารราชการมีความถูกต๎อง ตั้งอยูํบนหลักเกณฑ๑เดียวกันและมีความยุติธรรม กลไกดัง
กลําวคือ กฎหมายและการได๎รับการรับรองด๎านสิทธิท่ีมนุษย๑ทุกคนมีความเทําเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของ
ความเป็นมนุษย๑ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได๎รับการรับรอง ทั้งความคิดและการ
กระทาท่ไี มมํ กี ารลํวงละเมดิ ได๎ โดยได๎รับการ ค๎ุมครองตามรัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทยตามหลักนิติ
รฐั และสนธิสญั ญาระหวาํ งประเทศ
๖๐ เรอ่ื งเดยี วกนั .
๕๙
คาถามท้ายบท
๑. หลกั การพนื้ ฐานของการปกครองในรัฐสมัยใหมํ กาหนดไว๎วาํ อยาํ งไร
๒. จงยกตวั อยํางการคุม๎ ครองสทิ ธมิ นุษยชนในประเทศไทยมา ๑ ตัวอยาํ ง พร๎อมคาอธบิ าย
๓. หลกั การสาคัญของประชาธิปไตย มีวําอยํางไร จงอธบิ าย
๔. จงบอกอธบิ ายความหมายของคาวํา “สทิ ธิมนุษยชน (Human Right) ”
๕. เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย มีลกั ษณะอยํางไร อธิบายละยกตัวอยํางมาพอเข๎าใจ
๖๐
บทที่ ๖
รัฐธรรมนญู (Constitution)
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสงู สุดของประเทศท่กี ฎหมายอ่ืนใดจะขดั หรือแย๎งมิได๎ ประเทศ
ทง้ั หลายทป่ี กครองด๎วยระบอบประชาธิปไตย และระบอบเผด็จการล๎วนมีรัฐธรรมนูญเป็นกลไกสาคัญทาง
การเมอื งแทบท้ังสิน้ ซึง่ มผี ๎ูนยิ ามและให๎ความหมายรฐั ธรรมนญู ไวห๎ ลายคน ดงั ตอํ ไปนี้
๖.๑ ความหมายรฐั ธรรมนญู
แอนดรูว๑ ฮีย๑วูด (Andrew Heywood,2000 : 196) อธิบายวํา รัฐธรรมนูญเป็นชุดของกฎเกณฑ๑
ที่ต๎องการสถาปนาบทบาท อานาจและหน๎าที่ของสถาบันตํางๆของการปกครอง กาหนดความสัมพันธ๑
ระหวาํ งกนั ของสถาบนั เหลาํ นั้น ตลอดจนระบุถึงความสัมพันธ๑เชงิ อานาจระหวํางรฐั กบั ปจ๓ เจกชน
ออสติน แรนนีย๑ (Austin Ranney,1958:77-78 อ๎างถึงใน จิรโชค(บบรพต) วีระสัย สุรพล ราช
ภัณฑารักษ๑ และสุรพันธ๑ ทับสุวรรณ๑,๒๕๔๖ : ๑๔๙) อธิบายวํา รัฐธรรมนูญคือ กฎหมายซึ่งสถาปนา
โครงสร๎างการปกครอง กาหนดอานาจและหน๎าท่ีของหน๎าท่ีของหนํวยงานตํางๆของรัฐบาลและ
ความสมั พนั ธ๑ระหวาํ งรฐั กับประชาชน
หลวงประดิษฐ๑มนูธรรม หรอื ปรดี ี พนมยงค๑ (๒๕๑๓:๔ อ๎างถึงในวิษณุ เครืองาม.๒๕๔๐: ๑๐๓)
อธิบายวํา กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผํนดินเป็นกฎหมายท่ีบัญญัติถึงระเบียบแหํงอานาจสูงสุดใน
แผนํ ดินท้งั หลาย กลําวอีกอยํางหนึ่งวํา กฎหมายธรรมนูญการปกครองวางหลักทั่วไปแหํงอานาจสูงสุดใน
ประเทศ
ชรินทร๑ สนั ประเสริฐ (๒๕๔๗:๕) อธิบายวํา รัฐธรรมนูญคือข๎อกาหนดซ่ึงอาจเป็นจารีตประเพณี
หรอื เปน็ ลายลักษณ๑อักษรทีได๎รับการยอมรับ และดาเนินการภายใต๎รูปแบบที่เป็นทางการ อันเป็นเร่ืองท่ี
เกีย่ วข๎องกับการจดั ระเบียบองค๑การ และความสัมพันธ๑ของอานาจมหาชน นอกจากน้ียังกาหนดถึงบรรดา
สทิ ธแิ ละเสรภี าพของพลเมอื ง๖๑
๖๑ บฆู อรี ยีหมะ, ความรเู๎ บอื้ งต๎นทางรัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พจ๑ ุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๒๕๔๙,) หน๎า๑๕๓ –๑๕๕
๖๑
กลําวได๎วํารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด หรือเป็นกฎหมายแมํบทท่ีมีสถานะสูงสุดเหนือ
กฎหมายอ่ืนๆในการปกครองประเทศโดยมีการกาหนดบทบาท อานาจ หน๎าที่ และความสัมพันธ๑ระหวําง
กันของสถาบันทางการเมืองการปกครอง ตลอดจนความสัมพันธ๑ระหวํางรัฐกับประชาชน ซึ่งระบุถึง
อานาจหนา๎ ท่ีของรัฐที่มีตํอประชาชน และสทิ ธิของประชาชนที่อยูํภายในรัฐ
๖.๒ ลกั ษณะสาคัญของรฐั ธรรมนูญ
จากความหมายของรัฐธรรมนูญที่อธิบายไว๎ข๎างต๎นจะเห็นถึงลักษณะสาคัญของรัฐธรรมนูญหลาย
ประการ ดงั น้ี
๑) รัฐธรรมนูญเปน็ กฎหมายท่ีกาหนดระบอบการปกครองและกติกาทางการเมืองของรัฐประเทศ
จะปกครองในระบอบใดก็ตามรวมถงึ กติกาทางการเมืองตํางๆจะบัญญตั ิไว๎ในรัฐธรรมนูญ
๒) รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กาหนดองค๑กรของรัฐท่ีเป็นผ๎ูใช๎อานาจรัฐธรรมนูญของประเทศท่ี
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยสํวนใหญํจะบัญญัติรับรองหลักการ แบํงแยกอานาจ ๓ ฝุายคือ อานาจ
นิติบัญญัติ อานาจบริหาร และอานาจตุลาการ โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อให๎เกิดการตรวจสอบและถํวงดุล
อานาจซ่ึงกันและกัน ได๎แกํ อานาจในการตรากฎหมายโดยหลักท่ัวไปเป็นอานาจของฝุายนิติบัญญัติ
อานาจในการตรากฎหมายของฝุายบริหารถือเป็นข๎อยกเว๎นคือ เมื่อมีเหตุหรือเงื่อนไขตามท่ีรัฐธรรมนูญ
กาหนด อานาจในการบรหิ ารประเทศเป็นอานาจของฝุายบริหาร และอานาจในการวินิจฉัยคดีทั้งปวงเป็น
อานาจของฝุายตุลาการ
๓) รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายท่ีกาหนดหลักเกณฑ๑การเข๎าสํูตาแหนํงการส้ินสุด ตลอดจน
ความสมั พนั ธ๑ของการใช๎อานาจขององคก๑ รตาํ งๆ
รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงเกณฑ๑ตํางๆที่เกี่ยวกับขั้นตอนของการดารงตาแหนํงวํา วิธีการในการดารง
ตาแหนํงในองคก๑ รตาํ งๆของรัฐเป็นอยํางไร เชํน โดยการเลือกตั้ง การแตํงต้ัง หรือการสรรหา การสิ้นสุด
การดารงตาแหนํงวําเป็นอยาํ งไร เชนํ ตาย ลาออก ยุบสภา หรอื การถูกถอดถอน เป็นต๎น
๔) รฐั ธรรมนญู เป็นกฎหมายสูงสุดของรฐั
ในปะระเทศทป่ี กครองในระบอบประชาธปิ ไตยถือวํารฐั ธรรมนูญเปน็ กฎหมายท่มี ลี าดับศักด์ิ
(Hierarchy of Law) สูงสุด กฎหมายอ่ืนจะขัดหรือแย๎งกับรัฐธรรมนูญมิได๎ กฎหมายใดท่ีขัดหรือแย๎งกับ
รฐั ธรรมนูญ ถอื วํากฎหมายนนั้ ไมํชอบด๎วยกฎหมาย
๖.๓ บทบาทหนา้ ทขี่ องรฐั ธรรมนูญ
รัฐธรรมนญู เป็นกฎหมายที่มีความสาคญั อยํางยงิ่ และมบี ทบาทหลายประการดังน้ี
๑) กาหนดคาํ นยิ ม อดุ มการณห๑ รือเปูาหมายทางการเมืองของชาติ
รฐั ธรรมนูญแตํละประเทศจะกาหนดถึงคํานิยม อดุ มการณ๑ หรอื เปาู หมายทางการเมอื งของ
๖๒
ประเทศวําเป็นอยํางไร ซึ่งยอํ มขน้ึ อยูกํ บั คณะผ๎ูรํางรฐั ธรรมนญู วาํ เป็นใคร มาจากไหน กระบวนการในการ
รํางเป็นอยํางไร เพราะคํานิยม อุดมการณ๑ เปูาหมายท่ีปรากฏออกมาในรูปเน้ือหาของรัฐธรรมนูญยํอม
สะทอ๎ นถงึ ตัวผ๎รู ํางวาํ มคี วามคิดทางการเมืองอยาํ งไร
๒) กาหนดโครงสรา๎ งและความสัมพันธร๑ ะหวาํ งกนั ของภาครัฐ
รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนพิมพ๑เขียวที่กาหนดโครงสร๎าง รูปแบบ บทบาทและอานาจหน๎าที่ของ
หนวํ ยงานภาครัฐแตลํ ะด๎าน กาหนดท่มี าของผท๎ู จี่ ะเข๎ามามีอานาจ และใช๎อานาจในองค๑กรตํางๆตลอดจน
ระบุถึงความสัมพันธ๑ระหวํางกันของหนํวยงานเหลําน้ี ได๎แกํ ฝุายนิติบัญญัติ ฝุายบริหาร ฝุายตุลาการ
ระบบราชการ เปน็ ต๎น
๓) สรา๎ งความชอบธรรมให๎กับรฐั หรือระบอบการเมอื ง
รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องประทับความชอบธรรมให๎กับรัฐ หรือระบอบการเมือง เห็นได๎จาก
ตัวอยําง หลายประเทศในประชาคมโลกจะยังไมํให๎ความยินยอมแกํรัฐหรือประเทศเกิดใหมํจนกวํา
ประเทศน้ันจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ๑อักษร ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ๑ของความยั่งยืนและความ
รบั ผดิ ชอบ
๔) เสรมิ สร๎างเสถียรภาพของรฐั บาล
การแกไ๎ ขรฐั ธรรมนญู แบบลายลกั ษณอ๑ ักษรท่ีเกดิ ขนึ้ ในหลายๆประเทศ เชนํ ฝร่งั เศล ไทย
มีเปูาหมายเพื่อปรับปรุงระบบการปกครองของประเทศให๎มีเสถียรภาพ กํอให๎เกิดความตํอเน่ืองในการ
ดาเนนิ นโยบายของรฐั บาล สร๎างความเข๎มแข็ง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารประเทศของ
รัฐบาล จงึ มีการปรับปรงุ แกไ๎ ขรัฐธรรมนูญในประเดน็ ตาํ งๆเพื่อขจัดจุดบกพรํองท่ีสํงผลตอํ
เสถยี รภาพของรฐั บาล๖๒
๖.๔ ประเภทของรฐั ธรรมนญู
การแบํงประเภทของรัฐธรรมนูญข้ึนอยูํกับหลักเกณฑ๑ท่ีใช๎วําจะใช๎หลักเกณฑ๑ใด เนื่องจากมีเป็น
จานวนมาก เชํนการแบํงตามรูปแบบรัฐบาล การแบํงตามรูปแบบของรัฐ การแบํงตามกาหนดเวลาท่ีใช๎
ในที่นี้ขอยกตัวอยาํ งการแบงํ ประเภทของรัฐธรรมที่แบํงตามวิธีการบัญญัติ เนื่องจากเป็นเกณฑ๑ในการแบํง
ท่ไี ดร๎ ับความนิยมและเป็นทร่ี ู๎จัก การแบงํ รฐั ธรรมนญู มีหลายประเภท ดังนี้
๑) การแบ่งตามวิธีการบัญญตั ิ
๖๒ เรอื่ งเดียวกนั ,หน๎า๑๕๖ -๑๕๘
๖๓
ตามวิธีการน้ีรัฐธรรมนูญแบํงออกเป็น ๒ ประเภท ได๎แกํ รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ๑อักษร
(Written Constitution) และรัฐธรรมนูญแบบไมํเป็นลายลักษณ๑อักษร หรือจารีตประเพณี (Unwritten
Constitution)
(๑) รัฐธรรมนญู แบบลายลกั ษณ์อกั ษร
รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ๑อักษรเป็นรัฐธรรมนูญที่ประเทศโดยสํวนใหญํในโลกเลือกใช๎กันอยําง
แพรํหลายในรัฐสมัยใหมํนับตั้งแตํศตวรรษท่ี๑๘ เป็นต๎นมา โดยถือวํารัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ๑อักษร
ของสหรฐั เอเมริกา เปน็ รัฐธรรมนญู ที่เกําแกํที่สุดเพราะเป็นฉบับแรกของโลกและยังคงใช๎อยูํจนถึงป๓จจุบัน
ซ่งึ ประกาศใชใ๎ นปี ค.ศ. ๑๙๘๗ จนถงึ ป๓จจุบนั มีอายถุ ึง ๒๒๐ ปแี ลว๎
ลกั ษณะเด่น หรอื ขอ๎ ดีของรัฐธรรมนูญประเภทน้ี คือ การจัดทาและบัญญัติเป็นลายลักษณ๑ในรูป
ของเอกสารฉบับเดียวโดยแบงํ ออกเปน็ หมวดหมตํู ํางๆและเรยี งตามมาตรา ซ่ึงสะดวกตํอการนาไปบังคับใช๎
และอ๎างอิง
(๒) รัฐธรรมนูญแบบไม่เปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรหรือจารตี ประเพณี
รัฐธรรมนูญรูปแบบน้ีมีเพียงไมํก่ีประเทศที่ใช๎กันในป๓จจุบัน อังกฤษถือเป็นประเทศแมํแบบของ
รัฐธรรมนญู แบบนี้ นอกจากน้กี ็มอี สิ ราเอล นิวซแี ลนด๑ และประเทศเผดจ็ การบางประเทศ
ลักษณะสาคัญของรัฐธรรมนูญแบบไมํเป็นลายลักษณ๑อักษร คือ ไมํมีการรําง หรือบัญญัติขึ้นใน
รปู ของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอยํางที่รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ๑อักษรกระทา แตํอาศัยจารีตประเพณี
ปฏิบัติทางการเมืองการปกครองที่สืบถอดกันมา นับตั้งแตํอดีตจนกระทั่งถึงป๓จจุบันซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน
อยํางแพรํหลายในหมูํประชาชน อยํางไรก็ตาม ไมํได๎หมายความวําอังกฤษมีเพียงจารีตประเพณีท่ีไมํได๎
บัญญัติเป็นลายลักษณ๑อักษรเทํานั้นท่ีนับเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ แตํยังมีบรรดากฎเกณฑ๑อื่นๆ ที่เป็น
ลายลักษณอ๑ ักษร ซงึ่ ถอื เป็นแหลงํ ทม่ี าสาคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษ ได๎แกํ กฎบัตรหรือมหา
เอกสาร “แม็กนา คาร๑ตา”(Magna Cata) พระราชบัญญัติวําด๎วยการจากัดพระราชอานาจขององค๑
พระมหากษัตรยิ ๑ เชนํ Bill of Rights,Petition of Rights๖๓
บทกฎหมายเหลํานเ้ี ป็นกฎหมายที่ปูองกันประชาชนจากการใช๎อานาจตามอาเภอใจของรัฐและ
เปน็ ตัวกํอให๎เกิดระบบสองพรรคการเมือง( Two party system) ขึ้นในประเทศอังกฤษ ในป๓จจุบันระบบ
๖๓ เรื่องเดียวกนั หน๎า, ๑๕๘-๑๖๐
๖๔
รัฐธรรมนูญของอังกฤษน้ันต้ังอยํูบนสามป๓จจัยด๎วยกันคือ คอมมอนลอว๑ จารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญ
และบทกฎหมายลายลกั ษณอ๑ ักษร ๖๔
นอกจากนี้รัฐธรรมนญู ลายลกั ษณ๑อกั ษรแยกได๎สองแบบด๎วยกนั คอื
(๑) รัฐธรรมนูญท่ีแก๎ไขงาํ ย (Constitutions souples) คือรฐั ธรรมนูญที่อาจแก๎ไขได๎ด๎วยวิธีการ
เชนํ เดียวกบั การแก๎ไขกฎหมายธรรมดา ดงั น้ันกฎหมายธรรมดาอาจจะออกมาเพือ่ แก๎ไขรฐั ธรรมนญู ได๎
(๒) รัฐธรรมท่ีแก๎ไขยาก(Constitutions rigides) คือรัฐธรรมนูญท่ีจะแก๎ไขด๎วยวิธีการเดียวกับ
การแก๎ไขกฎหมายธรรมดาไมํได๎ แตํจะต๎องมีวิธีการพิเศษเฉพาะและยากกวํา สาเหตุที่กาหนดให๎
รฐั ธรรมนญู ที่แก๎ไขยากน้ันมสี าเหตุมาจาก
ประการแรก รัฐธรรมนูญถือวําเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช๎ในการปกครองประเทศโดยสถานะของ
ตวั รัฐธรรมนูญแลว๎ ถ๎าให๎แกไ๎ ขงาํ ยก็จะกระทบตํอการจัดโครงสร๎างองค๑กรของรฐั และเสถยี รภาพของรัฐ
ประการท่ีสอง เป็นเหตุผลทางประวัติศาสตร๑ทางการเมืองของประเทศนั้น เชํน กรณีการ
ประการอิสรภาพของอเมริกา ได๎มีการจัดทารัฐธรรมนูญลายลักษณ๑อักษรแบบแก๎ไขยากขึ้นเพราะมี
ประสบการณ๑ในขณะท่ีเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ที่บังคับวํากฎหมายของอาณานิคมน้ันจะสมบูรณ๑
ตํอเมอื่ ไมํขัดกบั กฎหมายและจารตี ประเพณขี องอังกฤษ เปน็ ตน๎ ๖๕
๒) การแบ่งตามกาหนดเวลาการใช้
ตามเกณฑ๑นร้ี ัฐธรรมนูญแบํงออกเปน็ ๒ ประเภท ดังน้ี
(๑) รัฐธรรมนูญชั่วคราว
(๒) รฐั ธรรมนูญถาวร
ความแตกตํางทสี่ าคัญ ระหวาํ งรัฐธรรมนูญช่ัวคราวกบั ฉบับถาวรมีอยูํ ๒ ประการคอื
ประการแรก รัฐธรรมนูญชั่วคราวแทบทุกฉบับสร๎างขึ้นแทนฉบับถาวรที่คณะปฏิวัติ
รัฐประหารประกาศยกเลิกไปโดยคณะปฏิวัติรัฐประหารต๎องการใช๎รัฐธรรมนูญที่วํานี้ เป็นเครื่องมือในการ
รักษาอานาจทค่ี ณะของตนไดม๎ าโดยไมถํ กู ต๎องตามกฎหมายในระยะแรกให๎ม่ันคงกํอนที่จะอนุญาตให๎มีการ
ประกาศใชร๎ ฐั ธรรมนูญฉบบั ถาวรตํอไป
๖๔ เกรียงไกร เจรญิ ธนาวัฒน,๑ หลกั พนื้ ฐานกฎหมายมหาชนวําด๎วยรัฐ รฐั ธรรมนญู และกฎหมาย, (กรงุ เทพฯ:
สานกั พมิ พ๑วญิ ๒ชู น, จากดั ,๒๕๔๘),หน๎า๙๕
๖๕ เรือ่ งเดียวกัน,หนา๎ ,๙๖ – ๙๗
๖๕
ประการท่ีสอง รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีกาหนดเวลาในการใช๎อยํางแจ๎งชัดวํา จะใช๎บังคับอยํูเป็น
การช่ัวคราวเทาํ น้ัน และจะตอ๎ งยกเลิกไปเม่อื มีการประกาศใชร๎ ฐั ธรรมนูญฉบบั ถาวรแล๎ว
๓) การแบง่ ตามลักษณะของฝา่ ยบริหาร
การแบํงแยกในลักษณะนี้แบํงได๎ ๒ ลักษณะ คือ
๑) รัฐธรรมนูญซ่ึงฝุายบริหารต๎องรับผิดชอบตํอรัฐสภาซ่ึงเรียกวํา ระบบรัฐสภา สาหรับ
รัฐธรรมนูญในระบบสภา คือ รัฐธรรมนูญของประเทศท่ีมีกษัตริย๑เป็นประมุข ท้ังระบบกษัตริย๑ อยํูเหนือ
กฎหมายและระบบกษัตริย๑ภายใต๎กฎหมาย ระบบกษัตริย๑อยูํเหนือกฎหมาย เป็นรูปแบบรัฐธรรมนูญของ
ประเทศท่ีปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย๑ กษัตริย๑มี อานาจเต็มท่ีตามเทวสิทธ์ิ เชํน ซาอุดิอาระเบีย
โมรอ็ กโค จอรแ๑ ดน บรไู น เป็นต๎น สํวนระบบกษัตริย๑อยํูภายใต๎กฎหมาย กษัตริย๑ในระบบนี้จะทาหน๎าท่ี
ประมุขในลักษณะท่ีเป็นสัญลักษณ๑ และพิธีการเทํานั้น ไมํต๎องทาหน๎าที่บริหารด๎วย กษัตริย๑ในรูปแบบน้ี
ต๎องอยํูภายใต๎บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ได๎แกํ ไทย กัมพูชา ญ่ีปุน สวีเดน นอร๑เว เนเธอร๑แลนด๑
เดนมาร๑ก เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร๑ก โมนาโค เป็นต๎น สาหรับมาเลเซียมีกษัตริย๑ท่ีเรียกวํา พระราชาธิบดี
ซงึ่ ได๎มาโดยการเลอื กตั้งจากสุลตาํ น โดยสุลตาํ น ๑๑ รฐั จาก๑๔ รฐั จะมีการหมุนเวียนกันไปวาระ ๖ ปี ก็
ใชห๎ ลกั เกณฑ๑เดยี วกนั
๒) รัฐธรรมนูญซึ่งฝุายบริหารไมํต๎องรับผิดชอบตํอรัฐสภา ซ่ึงเรียกวํา ระบบประธานาธิบดี
รฐั ธรรมนูญแบบประธานาธิบดี ซึ่งมปี ระธานาธบิ ดเี ปน็ ประมุข มี ๓ รูปแบบคือ
(๑) รูปแบบที่ประธานาธิบดีทาหน๎าที่ประมุขของรัฐในลักษณะของสัญลักษณ๑ หรือพิธี
การโดยไมตํ ๎องทาหน๎าที่หัวหน๎าฝาุ ยบริหารด๎วย เชํน อนิ เดยี สิงคโปร๑ สวติ เซอร๑แลนด๑ เยอรมนี เป็นตน๎
(๒) รูปแบบท่ีประธานาธิบดีทาหน๎าที่ประมุขของรัฐและทาหน๎าท่ีหัวหน๎าฝุายบริหาร
(แบนายกรฐั มนตร)ี ดว๎ ยในขณะเดยี วกนั เชํน สหรฐั อเมริกา เม็กซิโก ฟลิ ิปปินส๑ และอนิ โดนเี ซยี เป็นตน๎
(๓) รูปแบบท่ีประธานาธิบดีทาหน๎าท่ีประมุขและทาหน๎าท่ีกึ่งหัวหน๎าฝุายบริหาร ได๎แกํ
รปู แบบประธานาธบิ ดีของฝร่งั เศล และรัสเซีย เพราะนอกจากจะเป็นประมุขแล๎ว ประธานาธิบดีของฝร่ัง
เศลมิได๎ทาหน๎าที่หัวหน๎าฝุายบริหารโดยตรง แตํเป็นผู๎รับผิดชอบในการแตํงตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรี
โดยตรง หากนายกรัฐมนตรีที่ประธานาธิบดีแตํงตั้งบริหารล๎มเหลว ประธานาธิบดีสามารถถอดถอนและ
๖๖
แตํงต้ังบุคคลอื่นบริหารแทนได๎ทันที โดยที่ประธานาธิบดีไมํต๎องลาออกไปด๎วย ทาให๎ประธานาธิบดีของ
ฝร่งั เศลรับชอบแตํไมํรบั ผดิ ๖๖
อาจกลําวได๎วํา การแบํงประเภทของรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นอยํูกับบริบททางการเมืองของแตํละ
ประเทศไมํวําจะเป็นรูปแบบการปกครองที่นามาใช๎ วัฒนธรรมทางการเมือง เพ่ือให๎เป็นที่ยอมรับและ
สามารถนาไปปฏิบัติใช๎ของคนในสังคมนั้นๆเพรารัฐธรรมนูญถือเป็นบทบัญญัติที่ถูกกาหนดขึ้น เพ่ือเป็น
กฎเกณฑ๑ในการปกครองประเทศ ซงึ่ บทบญั ญัตทิ ี่ถูกกาหนดข้ึนจะกาหนดโครงสร๎างของอานาจตํางๆในรัฐ
กาหนดถงึ ทม่ี าของอานาจ ตลอดถงึ การใชอ๎ านาจและกระบวนการควบคุมการใช๎อานาจเหลําน้ันให๎เป็นไป
ด๎วยความชอบธรรม
๖.๕ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ความหมายขององค๑กรตามรัฐธรรมนูญ หมายถึง องค๑กรของรัฐท่ีได๎รับมอบหมายให๎ดาเนินการ
เก่ยี วกับภารกจิ ของรัฐตามบทบญั ญัติแหงํ รฐั ธรรมนูญและกฎหมาย โดยเป็นองค๑กรของรัฐที่มีสถานะพิเศษ
คือสามารถปฏิบัติภารกิจหน๎าที่ได๎โดยอิสระปราศจากการแทรกแซงขององค๑กร ของรัฐอ่ืนหรือสถาบัน
การเมอื งอืน่ รวมทัง้ อยเํู หนือกระแสและการกดดนั ใดๆที่เกิดข้นึ ภายในสงั คมในชํวงเวลาหนึ่ง๖๗
ความจาเป็นทีจ่ ะต๎องมีองค๑กรอิสระ ได๎แกํ
๑) ความจาเป็นต๎องมีกลไกค๎ุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยองค๑กรฝุายตุลาการซึ่งมํุง
หมายที่จะคุ๎มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนมิให๎ถูกละเมิด โดยบทบัญญัติแหํงกฎหมายตามหลักของ
นิติรัฐในการควบคุมความชอบธรรมด๎วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย (ถูกละเมิดจากการกระทาของรัฐหรือ
เจา๎ หนา๎ ที่ของรฐั )
๒) ความจาเป็นต๎องมีกลไกตรวจสอบเก่ียวกับความสุจริตในการใช๎อานาจรัฐ และตรวจสอบ
เกยี่ วกับการใช๎จาํ ยเงนิ ภาครัฐ
๓) ความจาเปน็ ต๎องมีกลไกการควบคุม ตรวจสอบที่จะลดและขจัดการซื้อเสียง และเปิดโอกาส
ใหค๎ นดี มคี ุณภาพ คณุ ธรรม เข๎าสูํระบบการเมอื ง
๔) ความจาเปน็ ต๎องมกี ลไกการเสริมสร๎างระบบการเมืองและพรรคการเมืองท่ีมีเสถียรภาพและ
ประสิทธภิ าพ
๖๖ กติ ติวฒั น๑ รตั นดลิ ก ณ ภเู ก็ต,กฎหมายรฐั ธรรมนญู ,(กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพเ๑ สมาธรรม,๒๕๕๔,)หน๎า
๑๔๙ – ๑๕๑
๖๗ เรอ่ื งเดยี วกัน,หน๎า๒๕๓
๖๗
๕) ความจาเป็นต๎องมีกลไกท่ีมีความอิสระ และเป็นกลางสามารถดารงความยุติธรรมในการ
ปฏบิ ัติหนา๎ ท่ี
ดังน้ันองค๑กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (Independent Regulatory Commission) หมายถึง
หนวํ ยงานท่ถี กู ตัง้ ขน้ึ โดยสภาที่อยํูนอกเหนือโครงสร๎างของกระทวงฝุายบริหาร เพื่อดูแลในภารกิจเฉพาะ
ด๎านหรือเก่ียวกับการพาณิชย๑ โดยมีอานาจเต็มในการควบคุมเกี่ยวกับหลักเกณฑ๑ที่สาคัญทางเศรษฐกิจ
และสังคม ท้งั น้อี งค๑การในลกั ษณะนีม้ ีอานาจใน การสรา๎ งกฎเกณฑ๑ กฎระเบียบ และตดั สินใจข๎อพิพาทใน
การตีความและใช๎กฎระเบียบตํางๆโดยอานาจขององค๑การจะมีลักษณะเสมือนฝุายนิติบัญญัติ บริหาร
และตุลาการ โดยสรปุ จะมีลักษณะดงั ตํอไปน้ี คอื
๑) ไมอํ ยภํู ายใต๎การควบคุมดูแลของทั้งฝุายบริหารคณะรัฐมนตรี ฝุายนิติบัญญัติคือรัฐสภา และ
ฝุายตุลาการ คือศาล แตํอาจมีความสมั พนั ธเ๑ กยี่ วโยงกัน
๒) มอี านาจหน๎าทเ่ี สมอื นเปน็ ฝาุ ยบรหิ าร ฝาุ ยนิตบิ ญั ญัติ และฝาุ ยตลุ าการ
๓) มีความเปน็ อิสระในการบรหิ ารองค๑การบุคคล งบประมาณและทรพั ยส๑ นิ
๔) มลี ักษณะองคก๑ ารแบบโดดเดย่ี ว
๕) มีอานาจในการออกกฎ ระเบยี บข๎อบังคับ เพ่ือการดาเนินงานของตน
๖) มภี ารกิจเฉพาะดา๎ น
๗) ผ๎นู าขององค๑การอาจอยูใํ นรปู ของคณะบคุ คล
๖.๖ การแบ่งประเภทขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
องค๑กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได๎เริ่มมีมาตั้งแตํรัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๔๐ ประกาศบังคับใช๎ โดยกาหนดให๎มีองค๑กรอิสระเพื่อทาหน๎าที่ในด๎านตํางๆตํอมารัฐธรรมนูญแหํง
ราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ได๎มกี ารบัญญัตไิ ว๎ดงั ตํอไปน้ี
๑) องค์กรฝ่ายตลุ าการหรือองค์กรศาล
มีลักษณะเป็นองค๑กรอิสระตามเจตนารมณ๑ของรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นองค๑กรตามรัฐธรรมนูญท่ี
ใช๎อานาจตุลาการ ไดแ๎ กํ
๖๘
(๑) ศาลรฐั ธรรมนูญ
มีอานาจหน๎าท่ีพิจารณาวินิจฉัยรํางกฎหมายและกฎหมายมิให๎ขัดหรือแย๎งตํอรัฐธรรมนูญเพ่ือ
รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยป๓ญหาเกี่ยวกับอานาจหน๎าที่ขององค๑กร
ตามรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสถานภาพของผ๎ูดารงตาแหนํงทางการเมืองและกรณีจงใจไมํย่ืนบัญชี
แสดงรายการทรัพย๑สินและหน้ีสิน หรือจงใจย่ืนบัญชีเป็นเท็จรวมทั้งพิจารณาวินิจฉัยป๓ญหาตํางๆตาม
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาํ ดว๎ ยพรรคการเมอื ง
(๒) ศาลยตุ ิธรรม
มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว๎นแตํคดีที่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบัญญัติให๎อยูํใน
อานาจของศาลอ่ืน เชํน คดีตามประมวลกฎหมายอาญาท่ีเกี่ยวกับเจ๎าหน๎าที่ของรัฐ คดีตามประมวล
กฎหมายอาญาอน่ื ๆและแพงํ เป็นตน๎
(๓) ศาลปกครอง
มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีท่ีหนํวยงานทางปกครอง หรือเจ๎าหน๎าท่ีของรัฐกระทาการโดยไมํ
ชอบด๎วยกฎหมาย คดีที่หนํวยงานทางปกครองหรือเจ๎าหน๎าที่ของรัฐละเลยตํอหน๎าที่กฎหมายกาหนดให๎
ต๎องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน๎าที่ลําช๎าเกินสมควร คดีละเมิดหรือความรับผิดชอบอยํางอื่นของหนํวยงานทาง
ปกครองหรอื เจ๎าหนา๎ ทีร่ ฐั และคดีเกีย่ วกับสัญญาปกครอง
(๔) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผด๎ู ารงตาแหนํงทางการเมือง
มีอานาจหน๎าที่พิจารณาคดีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผ๎ูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
หรือข๎าราชการการเมืองอ่ืนๆถูกกลําวหาวําร่ารวยผิดปกติ กระทาผิดตํอตาแหนํงหน๎าท่ีราชการตาม
ประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทาผดิ ตอํ ตาแหนงํ หนา๎ ที่หรือทุจรติ ตอํ หน๎าที่ตามกฎหมายอ่ืน เป็นต๎น
๒) องค์กรอสิ ระที่มีอานาจวินิจฉัยชีข้ าดปญั หา
(๑) คณะกรรมการการเลอื กต้งั (กกต.)
มีอานาจหน๎าที่ควบคุมดาเนินการจัดให๎มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผ๎ูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
สมาชิกสภาท๎องถิ่นและผ๎ูบริหารท๎องถิ่น และการออกเสียงประชามติให๎เป็นไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรม
สืบสวน สอบสวน วินิจฉัยช้ีขาดป๓ญหา สั่งให๎มีการเลือกต้ังใหมํโดยมีอานาจออกประกาศกาหนดการ
ทง้ั หลายอนั จาเปน็ ตอํ การปฏิบตั ิตามกฎหมาย
๖๙
(๒) คณะกรรมการปูองกันและปราบปรามการทจุ รติ แหํงชาติ (ปปช.)
มีอานาจในการไตํสวนกรณีร๎องขอให๎ถอดถอนจากตาแหนํง กรณีการดาเนินคดีอาญาของผู๎ดารงตาแหนํง
ทางการเมือง กรณีเจ๎าหน๎าที่ของรัฐร่ารวยผิดปกติ กระทาความผิดฐานทุจริตตํอหน๎าที่ หรือกระทาผิดตํอ
ตาแหนํงหน๎าทร่ี าชการ เปน็ ต๎น
(๓) คณะกรรมการตรวจเงนิ แผนํ ดิน (คตง.)
มีอานาจหน๎าท่ีวางนโยบายการตรวจเงินแผํนดิน การกาหนดหลักเกณฑ๑มาตรฐานเก่ียวกับการ
ตรวจเงินแผํนดิน การกาหนดหลกั เกณฑแ๑ ละวธิ ีการพจิ ารณาในเร่ืองวินัยทางงบประมาณและการคลัง การ
ให๎คาปรกึ ษาแนะนาเพอื่ ใหม๎ กี ารแก๎ไขข๎อบกพรํองเกีย่ วกับการตรวจเงินแผํนดิน
(๔) องค๑กรอยั การ
เป็นองค๑กรอ่ืนตามรัฐธรรมนูญ มีหน๎าท่ีในการชี้ขาดคดีท่ีพนักงานสอบสวน รวมถึงพนักงานอ่ืน
ตามกฎหมายอื่นสํงมาให๎พิจารณาเพ่ือทาสานวนสํงฟูองตํอศาล รวมถึงให๎คาปรึกษาในทางกฎหมายตํอ
รัฐบาล หรอื องค๑กรของรัฐทเี่ กีย่ วข๎อง
๓) องค์กรอสิ ระที่ให้คาปรกึ ษาแนะนา
(๑) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหํงชาติมีอานาจหน๎าท่ีสํงเสริมการเคารพและปฏิบัติตามหลัก
สิทธิมนุษยชน ตรวจสอบและรายงานการกระทา หรือการละเลยอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและ
เสนอมาตรการแกไ๎ ขทเ่ี หมาะสมตํอไป
(๒) ผ๎ูตรวจแผํนดินมีอานาจหน๎าที่พิจารณาและสอบสวนข๎อเท็จจริงตามคาร๎องเรียน กรณี
ข๎าราชการ หรือเจ๎าหน๎าที่รฐั ไมํปฏบิ ัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออานาจหน๎าที่ตามกฎหมาย การ
ปฏิบตั หิ รอื ละเลยไมปํ ฏิบัตหิ น๎าที่กอํ ใหเ๎ กดิ ความเสียหายแกํผร๎ู ๎องเรยี นหรอื ประชาชน
(๓) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหํงชาติ เป็นองค๑กรอ่ืนตามรัฐธรรมนูญให๎มีขึ้นเพ่ือ
ประโยชน๑ในการดาเนินการตามหมวด ๕ แนวนโยบายพ้ืนฐานแหํงรัฐธรรมนูญ โดยได๎มีการตรา
พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหํงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ กาหนดองค๑ประกอบ ท่ีมา และ
กาหนดให๎มีอาจหน๎าท่ีให๎คาปรึกษา หรือข๎อเสนอแนะตํอคณะรัฐมนตรีในป๓ญหาเก่ียวกับเศรษฐกิจและ
สงั คม ๖๘
๔) องคก์ รอสิ ระทไี่ มม่ ีฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ๖๙
(๑) คณะกรรมการกจิ การโทรคมนาคมแหงํ ชาติ (กทช.)
๖๘ กิตติวฒั น๑ รตั นดลิ ก ณ ภเู ก็ต,กฎหมายรัฐธรรมนญู ,(กรงุ เทพมหานคร : สานักพิมพ๑เสมาธรรม,๒๕๕๔,)หน๎า
๒๕๓ – ๒๖๐
๗๐
มีอานาจหน๎าท่ีพิจารณาอนุญาตและกากับดูแลการใช๎คล่ืนความถ่ีเพ่ือกิจการโทรคมนาคม
พิจารณาอนุญาตและกากับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมรวมทั้งจัดทารายงานผลการดาเนินงาน
ของ กทช. เสนอตํอคณะรฐั มนตรี สภาผ๎ูแทนราษฎร และวุฒสิ ภาและให๎เผยแพรํตํอสาธารณชน
(๒) คณะกรรมการกจิ การการกระจายเสียงและกจิ การโทรทัศน๑แหงํ ชาติ (กสทช.)
มีอานาจหน๎าท่ีพิจารณาอนุญาตและกากับดูแลการใช๎คลื่นความถ่ีเพื่อกิจการวิทยุกระจายเสียง
และวิทยุโทรทัศน๑ พิจารณาอนุญาตและกากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุ
โทรทัศน๑ รวมทั้งจัดทารายงานผลการดาเนินงานของ กสทช. เสนอตํอคณะรัฐมนตรี สภาผู๎แทนราษฎร
และวฒุ สิ ภาและให๎เผยแพรํตอํ สาธารณชน
(๓) คณะกรรมการปูองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
มีอานาจหน๎าท่ีในการกากับดูแลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปูองกันและปราบปรามการฟอก
เงนิ รวมทั้งพจิ ารณาเสนอแนวทางหรอื มาตรการทีจ่ าเป็นเพื่อแก๎ปญ๓ หาการฟอกเงนิ ดว๎ ย
(๔) คณะกรรมการข๎อมูลขําวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข๎อมูล
ขําวสาร มีอานาจหน๎าที่สอดสํองดูแลและให๎คาแนะนาเก่ียวกับการดาเนินงานของเจ๎าหน๎าท่ีรัฐและ
หนํวยงานของรัฐในการปฏิบัติตามกฎหมายข๎อมูลขําวสารของทางราชการเสนอแนะในการตราพระราช
กฤษฎีกา กฎกระทรวง หรือระเบียบตามกฎหมาย รวมทั้งพิจารณาและให๎ความเห็นเรื่องร๎องเรียนตามที่
กฎหมายกาหนด
(๕) องค๑กรอสิ ระในการค๎ุมครองผบ๎ู รโิ ภค
มีหน๎าที่ในการพิจารณาเร่ืองราวร๎องทุกข๑จากผู๎บริโภคท่ีได๎รับความเดือดร๎อนหรือเสี ยหาย
เน่ืองจากการกระทาของผปู๎ ระกอบธรุ กิจและดาเนนิ การเกยี่ วกบั สินคา๎ ท่ีอาจเปน็ อันตรายแกํผู๎บรโิ ภค๗๐
กลําวได๎วํา องค๑กรอิสระไมํวําจะเป็นองค๑กรตามรัฐธรรมนูญและองค๑กรที่ไมํมีฐานะเป็นองค๑กร
ตามรัฐธรรมนูญตํางมีความสาคัญและตั้งข้ึนเพ่ือประโยชน๑ของประชาชนสํวนรวมเป็น สาคัญเนื่องจาก
องคก๑ รท้งั สํวนงานนต้ี าํ งกม็ โี ครงสรา๎ ง หน๎าทคี่ วามรบั ผิดชอบทีช่ ัดเจน ท่ีสาคัญคือสามารถปฏิบัติหน๎าที่ได๎
อยํางอสิ ระ เนือ่ งจากองค๑กรหรือสถาบันอื่นๆไมํสามารถแทรกแซงการดาเนินงานได๎และการปฏิบัติหน๎าท่ี
ตอ๎ งอยูํภายใตก๎ รอบของกฎระเบยี บและไมํขัดตํอตัวบทกฎหมาย
๗๐ เรอื่ งเดียวกนั ,หนา๎ ๒๖๐-๒๖๒
๗๑
คาถามท้ายบท
๑. รฐั ธรรมนญู หมายถงึ อะไร
๒. รัฐธรรมนูญของไทยเราไดร๎ บั อิทธพิ ลมาจากแนวคิดใด
๓. ทาไมทุกรัฐจงึ ต๎องมรี ัฐธรรมนูญ
๔. รฐั ธรรมนูญกับรปู แบบการปกครอง มีความสมั พันธก๑ นั อยํางไร จงอธบิ าย
๕. ลกั ษณะพเิ ศษของรัฐธรรมนญู แตกตํางจากกฎหมายทวั่ ไปอยํางไร จงอธิบาย
๗๒
บทท่ี ๗
สถาบันทางการเมอื ง
สถาบันการเมืองเป็นสํวนยํอย (section) ของทุกระบบการเมืองไมํวําจะเป็นระบอบการเมือง
แบบเผด็จการ หรอื รูปแบบประชาธิปไตยและไมํวําระบอบการเมืองนั้นจะพัฒนาทางการเมืองอยูํในระดับ
ใดสถาบันทางการเมืองที่ประกอบอยํูในทุกระบอบการเมืองจะทาหน๎าที่แตกตํางกันและทุกสถาบันทาง
การเมอื งจะมสี ํวนสาคัญในการกาหนดความเป็นไปของระบอบการเมอื งทม่ี ีอยใํู นสังคมนน้ั
๗.๑ สถาบนั ทางการเมืองจะมลี ักษณะรว่ มท่ีสาคัญ ๓ ประการคอื
๑) มีแบบแผน หมายถึง มีแบบแผนในการจัดต้ัง มีการยอมรับในพฤติกรรมหรือกิจกรรม
ท้งั หลายรวมถึงกฎเกณฑ๑ บรรทัดฐาน และกระบวนการ
๒) มีโครงสร๎างและองค๑การทางการเมือง ท่ีกาหนดรูปแบบและวิธีการในการประพฤติปฏิบัติใน
กิจกรรมทางการเมือง
๓) มีปฏสิ ัมพนั ธห๑ รอื การกระทาที่เก่ียวกับกิจกรรมทางการเมือง หรือการมีสํวนรํวมทางการเมือง
ของบุคคล กลํมุ สมาคม หรอื สงั คมใหญทํ ั้งสงั คม
กลําวโดยสรุป สถาบันทางการเมือง หมายถึง แบบแผนท่ีถูกสร๎างขึ้นมาหรือดารงไว๎ซึ่ง
พฤติกรรมทางการเมือง ซ่ึงอาจเป็นทางการหรือไมํเป็นทางการก็ได๎ มีหน๎าที่ในการสร๎างความเป็น
ระเบียบร๎อยภายในสังคม ยุติป๓ญหาความขัดแย๎งทางการเมือง และเป็นหลักประกันถึงเสถียรภาพของ
ระบบการเมืองที่จะสามารถดาเนินกิจกรรมและดารงอยูํภายใต๎สภาวะที่มีการเปล่ียนแปลงสถาบันทาง
การเมืองที่สาคัญประกอบด๎วย รัฐธรรมนูญ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันบริหาร และสถาบันตุลาการ ซ่ึง
ในบทน้จี ะกลําวเฉพาะสถาบนั ท้ังสามสถาบัน ยกเวน๎ รัฐธรรมนูญ เน่อื งจากกลาํ วไวใ๎ นบททผ่ี ํานมาแลว๎
๗.๒ สถาบนั ฝา่ ยนิตบิ ัญญัติ (Legislature)
สภานิติบัญญัติเกิดขึ้นคร้ังแรกในประเทศอังกฤษมากวํา ๗๐๐ ปีในสมัยพระเจ๎าวิลเล่ียม (ค.ศ.
1066 -1087) โดยพระองค๑ได๎จัดตั้งสภาหนึ่งที่เรียกวํา Great Council โดยมีสมาชิกของ Great Council
ประกอบด๎วยขุนนางฝุายพระ ขุนนางฝุายคนธรรมดา และผ๎ูครอบครองท่ีดิน รัฐสภาแบบน้ีสืบตํอกันมา
จนกระทั่งในสมัยพระเจ๎าเฮนรี่ที่ ๓ ได๎เกิดความขัดแย๎งกับขุนนางคนหน่ึง ขุนนางคนน้ีได๎รับชัยชนะจึง
๗๓
เปลีย่ นชอ่ื จาก Great Council ไปเป็น Parliament ซึ่งรฐั สภาในระยะแรกเปน็ เร่ืองเก่ียวกับการทีส่ ภาเข๎า
ไปมีสํวนรํวมในการจดั เกบ็ ภาษอี ากร และการใชจ๎ าํ ยเงินของพระมหากษัตริย๑๗๑
เป็นสถาบันท่ีทาหน๎าท่ีในการบัญญัติกฎหมายโดยมีรัฐสภา (Parliament)เป็นองค๑กรท่ีทาหน๎าท่ี
ดังกลําวการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีรัฐสภาเป็นสถาบันที่แสดงถึงเจตนารมณ๑ของประชาชน
เพราะมีตัวแทนของประชาชนท่ีผํานการเลือกตั้งเข๎ามาทาหน๎าที่ ฉะนั้นการบัญญัติกฎหมายจึงต๎องผําน
กระบวนการพิจารณาและความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียกํอนจึงจะมีผลบังคับใช๎ตามหลักการของ
ประชาธปิ ไตยทางออ๎ ม (Indirect Democracy)๗๒
นอกจากสถาบันนิติบัญญัติจะมีหน๎าที่หลักในการออกกฎหมายแล๎วยังมีหน๎าท่ีรองได๎แกํ หน๎าที่
เป็นตัวแทนของระชาชน ได๎แกํการค๎ุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การแสดงเจตนารมณ๑ของ
ประชาชนและเจตนารมณ๑ของตนเอง สํวนในประเทศเผด็จการ รัฐสภาทาหน๎าท่ีเป็นสัญลักษณ๑แหํงการ
ยอมรบั ของประชาชน
หน๎าที่ตํอมาของสถาบันนิติบัญญัติ คือ ควบคุมการทางานของรัฐบาลในระบบรัฐสภา ฝุายนิติ
บัญญัตหิ รอื รฐั สภาจะทาหนา๎ ท่ีควบคมุ การทางานของฝาุ ยบริหารหรือรัฐบาลด๎วย คือ ให๎ความเห็นชอบใน
นโยบาย งบประมาณประจาปี และควบคุมการใช๎จํายเงินและการเก็บภาษีอากรโดยใช๎เคร่ืองมือโดยการ
ตั้งกระท๎ูถามรัฐบาล หรือหากรัฐสภาไมํไว๎วางใจรัฐบาลก็จะทาให๎รัฐบาลลาออกไป สํวนในระบบ
ประธานาธิบดี รัฐสภามีหน๎าทีตรวจสอบถํวงดุลการทางานของคณะรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีต๎องชี้แจงตอบ
กระทู๎ตอํ รัฐสภา และรัฐสภามีอานาจท่ีจะลงคะแนนเสียงไมํสนับสนุนนโยบาย หรือรํางงบประมาณท่ีออก
โดยประธานาธบิ ดไี ด๎ หรอื การขบั ไลํประธานาธิบดใี นโดยใช๎เครื่องมือ (Impeachment) ๗๓
องคป์ ระกอบของสถาบันฝา่ ยนิติบญั ญตั ิ
ปจ๓ จบุ ันประเทศตํางๆที่มีรัฐสภานั้นได๎มีการแบํงสถาบันฝุายนิติบัญญัติออกเป็น ๒ ระบบด๎วยกัน
คือ
๑ ณัชชาภทั ร อํุนตรจติ ร,รฐั ศาสตร๑,(กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พแ๑ หงํ จุฬาลงกรณม๑ หาวิทยาลัย,๒๕๕๖),หนา๎
๑๕๔.
๒ กติ ตวิ ัฒน๑ รัตนดลิ ก ณ ภูเกต็ ,กฎหมายรฐั ธรรมนูญ,(กรงุ เทพมหานคร : สานักพิมพเ๑ สมาธรรม,๒๕๕๔,) หน๎า
๔๐.
๓ ณชั ชาภทั ร อนํุ ตรจติ ร, ๒๕๕๖,หน๎า ๑๕๓-๑๕๔.
๗๔
๑) ระบบสภาเดียว (Unicameral)
เป็นระบบที่ได๎รับความนิยมและนามาใช๎ปฏิบัติกันน๎อยมาก และมักปรากฏวํานิยมใช๎ระบบสภา
เดยี วในการปกครองทอ๎ งถ่ินในสหรฐั อเมริกา เชํนในการปกครองระดับแขวง (County board) และระดับ
นคร (city) สํวนระดับมลรัฐ (State)๗๔
ระบบสภาเดยี ว มีขอ๎ ดี คอื
(๑) ทาให๎การดาเนินงานเป็นไปอยํางรวดเร็ว การผํานกฎหมายแตํละฉบับไมํลําช๎าเหมือน
ระบบสองสภาซ่ึงทาใหเ๎ ป็นการเพม่ิ กระบวนการในการพจิ ารณากฎหมาย
(๒) ไมปํ รากฏการขดั แยง๎ ระหวํางสองสภา
(๓) ผู๎แทนของสภาเดียวมีความภูมิใจวําตัวเองเป็นผู๎แทนของประชาชนเพียงองค๑กรเดียว
เทํานั้น
ระบบสภาเดียว มีข๎อเสีย คอื
(๑) ทาใหก๎ ฎหมายตาํ งๆผาํ นรัฐสภาอยํางรวดเร็ว จึงอาจจะเกิดข๎อบกพรอํ งได๎ ซ่ึงอาจเป็นไป
ได๎วํากฎหมายอาจจะขัดตํอรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นๆที่มีลาดับสูงกวํา และขัดตํอหลักเสรีภาพของ
ประชาชน เปน็ ต๎น
(๒) ระบบสภาเดียวอาจทาให๎รัฐสภาสามารถออกกฎหมายได๎ตามอาเภอใจ เพราะไมํมีสภา
อ่ืนเข๎ามาตรวจสอบถํวงดลุ
๒) ระบบสองสภา (Bicameral)
คือ ระบบท่ีมีสภาหนึ่งเป็นสภาท่ีเป็นตัวแทนจากประชาชนท่ัวไปสํวนอีกสภาหนึ่งเป็นสมาชิกที่มี
คุณสมบัติพิเศษบางประการ เชนํ มอี ายสุ ูงกวําสภาประชาชน หรือเป็นตัวแทนของคนบางกลุํม บางอาชีพ
หรือเป็นตวั แทนของคนในมลรฐั เปน็ ต๎น ระบบนีแ้ บํงสภาเป็น ๒ ประเภท ดงั นี้
(๑) สภาล่าง (lower house)
คือสภาท่ีประกอบด๎วยสมาชิกที่มาจากประชาชนธรรมดาท่ัวไป โดยประชาชนผู๎มีสิทธิเลือกตั้ง
ของแตํละประเทศเป็นผเ๎ู ลอื กตั้งขนึ้ มา ดงั นนั้ หนา๎ ทีส่ าคัญๆของประเทศจึงยังอยูํท่ีสภาลําง เพราะเป็นสภา
๔ อานนท๑ อาภาภริ ม,รฐั ศาสตร๑เบอื้ งต๎น,(กรุงเทพมหานคร : สานักพมิ พโ๑ อเดียนสโตร๑,๒๕๔๕),หนา๎ ๖๗
๗๕
ท่ีได๎รับการเลือกมาจากประชาชน หน๎าท่ีท่ีสาคัญ คือ การพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณแผํนดิน
บางคร้ังเรากเ็ รยี กสภาลํางน้วี าํ สภาสามญั หรอื สภาผแู๎ ทนราษฎร
(๒) สภาสงู (Upper house)
สภาสูงกํอนนี้คือ สภาขุนนางในประเทศอังกฤษ ต้ังข้ึนเพื่อต๎องการแตํงต้ังคนช้ันสูงบางกลุํม เชํน
ขุนนาง พระ หรือผู๎ดีที่มีเชื้อสายกษัตริย๑ได๎เข๎ามาเป็นกษัตริย๑หรือเป็นตัวแทนของพวกตนเอง สํวนใน
สหรัฐอเมริกา จะมสี ภาสงู หรอื วฒุ ิสภา (Senate) ทาหน๎าที่เปน็ ตัวแทนของรัฐตํางๆแตํละรัฐก็สามารถสํง
ผ๎ูแทนของตนเขา๎ ไปนัง่ ในสภาสูงได๎เพียงรฐั ละ ๒ คนเทาํ กนั หมด
ระบบสองสภามขี ้อดี คอื
- เปน็ การเปดิ โอกาสใหม๎ ีตัวแทนจากกลํมุ อาชพี เขา๎ ไปมีเสยี งในสภา
- มีวุฒิภาคอยทาหน๎าท่ีกลั่นกรองกฎหมายจากสภาลําง จึงสามารถมั่นใจได๎ในระดับหน่ึงวํา
กฎหมายหรอื งบประมาณทอี่ อกมาจากสภาจะไดร๎ บั การพจิ ารณาโดยละเอียดจากสองสภา
- ทาใหม๎ สี ภาที่ทาหนา๎ ท่ถี ํวงดลุ การทางานของรฐั สภา ๗๕
อานาจหนา้ ท่ขี องสภานิติบญั ญัติ :
๑) อานาจหน้าทีใ่ นการตรากฎหมาย
การปกครองระบอบประชาธิปไตยได๎กาหนดให๎รัฐสภาเป็นองค๑กรที่ทาหน๎าท่ีหลักในการบัญญัติ
กฎหมาย เพราะสมาชิกในรัฐสภาได๎ผํานการยอมรับจากประชาชนสํวนใหญํให๎เข๎ามามีอานาจนิติบัญญัติ
แทนตนภายใต๎วิถที างทกี่ าหนดไว๎ในรฐั ธรรมนูญ ฉะน้ันกฎหมายหรือข๎อบังคับจะมีผลก็ตํอเมื่อประชาชนผ๎ู
เป็นเจ๎าของอธิปไตยต๎องผํานความเห็นชอบจากรัฐสภา ไมํวําจะเป็นการปกครองในรูปแบบรัฐสภา หรือ
รูปแบบประธานาธิบดีก็จะใช๎หลักการเดียวกัน จะแตกตํางกันเฉพาะรายละเอียด สามารถแยกพิจารณา
ไดด๎ ังนี้
(๑) ผ้เู สนอรา่ งกฎหมาย
๗๕ ณัชชาภัทร อนุํ ตรงจิตร,รฐั ศาสตร๑,(กรงุ เทพมหานคร: สานกั พมิ พ๑แหงํ จฬุ าลงกรณม๑ หาวิทยาลัย,๒๕๕๖),
หน๎า๑๕๖-๑๕๗
๗๖
ระบบประธานาธิบดี : ผ๎ูมีสิทธ์ิเสนอรํางกฎหมายคือ สมาชิกรัฐสภาเทํานั้นเพราะการปกครอง
รูปแบบประธานาธิบดีเป็นการปกครองท่ีแบํงแยกอานาจหน๎าท่ีในการในการใช๎อานาจอธิปไตยแบบ
เด็ดขาด คือ ฝุายบริหาร ฝุายตุลาการ และฝุายนิติบัญญัติ ตํางปฏิบัติหน๎าที่ของตนได๎คํอนข๎างอิสระ
เพราะฉะน้ันการเสนอรํางกฎหมายจึงถือเป็นหน๎าท่ีรับผิดชอบโดยตรงของฝุายนิติบัญญัติจึงให๎อานาจ
เฉพาะสมาชกิ รฐั สภาเทํานน้ั ที่มสี ิทธใ์ิ นการเสนอรํางกฎหมาย
ระบบรัฐสภา : ผ๎ูเสนอรํางกฎหมายสูํสภานิติบัญญัติสามารถกระทาได๎ทั้งสมาชิกรัฐสภาและ
คณะรัฐมนตรีแล๎วแตํกรณี การให๎อานาจในการเสนอรํางกฎหมายแกํฝุายบริหาร เนื่องจากในระบบ
รฐั สภาการปฏบิ ัตงิ านของท้ังสองฝาุ ยมีลักษณะของการรํวมมือและถํวงดุลอานาจกันมากกวําท่ีจะเป็นการ
แบํงแยกอานาจประกอบกับการท่ีฝุายบริหารมีหนํวยงานมากมายท่ีเป็นเคร่ืองมือในการบริหารราชการ
แผนํ ดิน ไมํวําจะเป็น กระทวง ทบวง กรม รวมไปถงึ ข๎าราชการที่ทางานให๎กับรัฐบาล จึงทาให๎ฝุายบริหาร
มีความใกล๎ชิดและเขา๎ ใจถงึ ปญ๓ หาและความต๎องการของประชาชนได๎อยาํ งดี
(๒) การพิจารณาราํ งกฎหมาย
ระบบประธานาธิบดี : การพิจารณารํางกฎหมายถือเป็นภารกิจของรัฐสภาแตํเพียงองค๑กรเดียว
ฝุายบริหารไมํมีสิทธิเข๎าไปรับทราบหรือยํุงเก่ียวอยํางเป็นทางการ วิธีการที่ฝุายบริหารจะเข๎าไปมีบทบาท
ตํอกระบวนการพิจารณารํางกฎหมายอาจทาได๎โดยการใช๎อิทธิพลโน๎มน๎าวให๎สมาชิกรัฐสภามีความเห็น
คล๎อยตาม (lobby) หรือการแสดงข๎อเท็จจริงในกรณีท่ีคณะกรรมาธิการผ๎ูพิจารณารํางกฎหมาย เรียกฝุาย
บริหารเข๎าไปแถลงข๎อเท็จจริง (testifying) ในข้ันตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เป็นโอกาสท่ีฝุาย
บริหารจะได๎แสดงขอ๎ เทจ็ จรงิ โน๎มน๎าวความเหน็ ของกรรมาธิการ แตํมิได๎มสี วํ นในการพจิ ารณารํางกฎหมาย
ที่ฝาุ ยนิติบัญญตั ิเสนอมาแตปํ ระการใด
ระบบรฐั สภา : จะมีการประชมุ ปรกึ ษาเพื่อพิจารณารํางกฎหมายโดยฝุายบริหารสามารถเข๎ารํวม
ประชุมเพ่ือช้ีแจงข๎อมูลในที่ประชุมสภานิติบัญญัติได๎ แตํสิทธิในการลงคะแนนสียงยังคงสงวนไว๎เฉพาะ
สมาชิกรัฐสภาเทําน้ัน และในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของคณะกรรมาธิการพิจารณารํางกฎหมาย
ฝุายบริหารสามารถเสนอขอตงั้ คณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยอาจเสนอช่ือบุคคลเพื่อเป็นคณะกรรมาธิการ
วิสามญั ไดต๎ ามจานวนท่ีกาหนดไวต๎ ามกฎขอ๎ บงั คบั
(๒) การประกาศใช้
ระบบประธานาธบิ ดี : ให๎อานาจแกปํ ระธานาธบิ ดใี นฐานะประมขุ ของประเทศเป็นผ๎ูลงนาม
ประกาศใช๎
ระบบรัฐสภา : ประมขุ ของประเทศเปน็ ผ๎ูลงนามประกาศใช๎ ซึ่งอาจเป็นพระมหากษตั รยิ ๑ หรือ
ประธานาธบิ ดแี ล๎วแตํวาํ ประเทศน้ันมีสถาบันใดเปน็ ประมขุ
๗๗
ข๎อสังเกตประการหน่ึง : โดยท่ัวไปจะให๎อานาจแกํประมุขท้ังในระบบประธานาธิบดีและระบบ
รัฐสภาในการยับยง้ั กฎหมายฉบบั นั้นได๎ กรณีทีไ่ มํเห็นด๎วย ๗๖
(๓) อานาจหนา้ ทใ่ี นการควบคุมการบริหารราชการแผน่ ดิน
กระบวนการบริหารราชการแผํนดิน ถือได๎วําเป็นหลักการที่สาคัญอยํางย่ิงในระบบรัฐสภา ซ่ึง
รัฐธรรมนูญสํวนใหญํจะกาหนดสัมพันธภาพ ระหวํางอานาจนิติบัญญัติและอานาจบริหารไว๎ เพ่ือถํวงดุล
อานาจซ่ึงกันและกัน โดยฝุายบริหารมีอานาจในการยุบสภาผ๎ูแทนราษฎรเพ่ือให๎มีการเลือกต้ังใหมํ และ
ขณะเดียวกันฝุายนิติบัญญัติมีอานาจในการควบคุมการบริหารราชการแผํนดิน โดยบทบัญญัติแหํง
รัฐธรรมนูญซ่ึงมีการกาหนดวิธีการตํางๆไว๎เชํน ต้ังกระท๎ูถาม และการเปิดอภิปรายทั่วไปเพ่ือลงมติไมํ
ไวว๎ างใจรฐั มนตรเี ปน็ รายบุคคล หรือทั้งคณะ หรือการต้ังคณะกรรมาธิการประจารัฐสภา เพื่อทาหน๎าท่ีใน
การสอบสวนข๎อเท็จจริงตํางๆแล๎วนาเสนอตํอฝุายบริหารในขณะท่ีระบบประธานาธิบดีไมํสามารถทาได๎
ด๎วยวิธีการตํางๆข๎างต๎น เพราะมีการแยกอานาจออกจากกันโดยเด็ดขาด อยํางไรก็ตามหากฝุายบริหาร
หรอื ประธานาธิบดีกระทาความผิดร๎ายแรง หรือกระทาการอันเป็นปฏิป๓กษ๑ตํอรัฐ ก็อาจถูกตรวจสอบด๎วย
การถูกถอดถอนออกจากตาแหนํงไดด๎ ๎วยกระบวนการทีเ่ รียกวํา “Impeachment”๗๗
(๔) อานาจในการให้ความเหน็ ชอบ
โดยท่ัวไปการให๎ความเห็นชอบในเร่ืองสาคัญของการใช๎อานาจรัฐ เชํน การแตํงต้ังประมุขของ
รัฐ หรือประมุขฝุายบริหาร การแตํงต้ังผู๎สาเร็จราชการแทนพระองค๑ การประกาศสงคราม และการทา
หนังสือสญั ญาท่ตี อ๎ งผกู พนั กบั รฐั ตาํ งประเทศ เปน็ ตน๎ จะต๎องใหร๎ ฐั สภาใหค๎ วามเห็นชอบ นอกจากนี้รัฐสภา
โดยวุฒสิ ภายงั มอี านาจในการให๎ความเห็นชอบในการแตํงตั้งบุคคลดารงตาแหนํงตํางๆตามรัฐธรรมนูญได๎
ดว๎ ย
กลําวโดยสรุป รัฐสภาในป๓จจุบันเป็นสถาบันทางการเมืองทาหน๎าท่ีนิติบัญญัติ อันได๎แกํ การ
บัญญัติกฎหมาย การควบคุมการทางานของฝุายบริหาร และการให๎ความเห็นชอบในเรื่องสาคัญตํางๆ
ประกอบดว๎ ยสมาชกิ จากสภาเดียว หรอื สองสภาแบํงเปน็ สมาชกิ สภาผ๎ูแทนราษฎรและวฒุ ิสภาก็ได๎
(๕) อานาจหน้าท่ีในการแต่งตง้ั และถอดถอนบุคคลตามทร่ี ฐั ธรรมนูญกาหนด
๗๖ กติ ติวัฒน๑ รัตนดลิ ก ณ ภเู กต็ ,กฎหมายรฐั ธรรมนญู ,(กรงุ เทพมหานคร : สานกั พิมพ๑เสมาธรรม,๒๕๕๔,)
หนา๎ ๔๐-๔๑.
๗๗ เร่อื งเดียวกนั ,หนา๎ ๔๑-๔๒
๗๘
รฐั ธรรมนญู แหงํ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได๎กาหนดให๎รัฐสภา หรือฝุายนิติบัญญัติ
มีอานาจหนา๎ ท่ีในการให๎ความเห็นชอบ และการพิจารณาเลือกบุคคลใหด๎ ารงตาแหนํงในองค๑การตํางๆตาม
รัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย๑ทรงแตํงตั้งตามคาแนะนาของวุฒิสภา และถอดถอนบุคคลออกจาก
ตาแหนํงได๎ดว๎ ย ประกอบด๎วย
การให๎ความเหน็ ชอบและพจิ ารณาเลือกบุคคลดารงตาแหนํงในองค๑กรตามรัฐธรรมนูญมีดังนี้
๑) วุฒิสภาให๎ความเห็นชอบบุคคลดารงตาแหนํงทางการเมืองในองค๑กรตามรัฐธรรมนูญ
ดงั ตํอไปนี้
- คณะกรรมการการเลอื กต้ัง
- ผตู๎ รวจการแผํนดิน
-คณะกรรมการปูองกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหํงชาติ
-คณะกรรมการตรวจเงินแผํนดิน
-องค๑กรอยั การ
-คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหงํ ชาติ
๒) วุฒสิ ภาพิจารณาเลือกบุคคลดารงตาแหนํงในองค๑กรตามรัฐธรรมนญู ดังตํอไปน้ี
- คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
- คณะกรรมการตลุ าการศาลปกครอง
๖) การถอดถอนบคุ คลออกจากตาแหน่ง
การถอดถอนบุคคลออกจากตาแหนํงเป็นวิธีการควบคุมฝุายบริหารวิธีหนึ่ง ซึ่งควบคุมและ
ตรวจสอบพฤติกรรมของผู๎ดารงตาแหนํงระดับสูงวํามีความเหมาะสมหรือสมควรท่ีจะให๎ดารงตาแหนํง
ดงั กลาํ วอยูํตํอหรือไมํการถอดถอนผ๎ูดารงตาแหนํงทางการเมืองและข๎าราชการระดับสูง แบํงเป็น ๒ กรณี
คอื
(๑) สมาชกิ สภาผู๎แทนราษฎรจานวนไมํน๎อยกวาํ ๑ ใน ๕ ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเทําท่ีมี
อยูํของสภาผู๎แทนราษฎรหรอื ประชาชนผมู๎ ีสิทธเิ ลือกตง้ั จานวนไมํน๎อยกวาํ ๒๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข๎าช่ือร๎อง
ขอตํอประธานวุฒสิ ภาเพอื่ ให๎วุฒสิ ภามีมติถอดถอนบุคคลออกจากตาแหนํงได๎ โดยคาร๎องขอดังกลําวต๎อง
ระบุพฤติการณท๑ ี่กลาํ วหาวาํ ผ๎ูดารงตาแหนงํ ดงั กลําวกระทาความผิดเปน็ ข๎อๆให๎ชัดเจน
(๒) สมาชิกวุฒิสภาจานวนไมํน๎อยกวํา ๑ ใน ๔ ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเทําท่ีมีอยํูของ
วุฒิสภามีสิทธิเข๎าช่ือร๎องขอตํอประธานวุฒิสภาเพ่ือให๎วุฒิสภามีมติถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจาก
ตาแหนงํ ได๗๎ ๘
๗๘ เร่ืองเดียวกัน,หน๎า๔๓
๗๙
กลําวโดยสรุป คือสถาบันฝุายนิติบัญญัติมีน๎าท่ีสาคัญโดยตรงในการออกกฎหมายซึ่งถือวําเป็น
กลไกสาคัญและเป็นเคร่ืองมือในการบริหารและปกครองประเทศนอกจากน้ียังทาหน๎าที่คุ๎มครอ งสิทธิ
เสรีภาพของประชาชนและควบคมุ การปฏบิ ตั ิหนา๎ ท่ขี องฝุายบรหิ าร(รัฐบาล)ใหป๎ ฏบิ ัตหิ นา๎ ที่โดยชอบธรรม
๗.๓ สถาบนั ฝ่ายบรหิ าร (Executive)
ฝุายบริหาร (Executive) หมายถึง บุคคล คณะบุคคล หรือกลุํมบุคคล ซ่ึงมีหน๎าที่ในการนา
นโยบาย (Policy)ไปปฏิบัติเพ่ือให๎บรรลุเปูาหมายตามวัตถุประสงค๑ของนโยบายน้ัน เชํน นโยบายด๎าน
การศึกษา การค๎า และการตํางประเทศ เป็นต๎นองค๑กรท่ีถูกกาหนดให๎เป็นผ๎ูใช๎อานาจบริหารคือ รัฐบาล
ซึ่งหมายถึง คณะรัฐบาล(Ministry) หรือคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ในความหมายแคบและรวมไปถึง
ขา๎ ราชการทกุ คนด๎วยในความหมายกว๎าง๗๙
๑) อานาจหนา้ ทีข่ องฝ่ายบริหาร แบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภท คือ
(๑) กาหนดนโยบายในการบรหิ ารราชการแผํนดนิ โดยต๎องมกี ารแถลงนโยบายตํอรฐั สภาและต๎อง
ดาเนินการให๎เป็นไปตามนโยบายดังกลําว วํารัฐบาลจะทาอะไร อยํางไร ซึ่งรัฐบาลจะต๎องดาเนินการให๎
บรรลุผลดว๎ ยการบริหาร ควบคุม และตรวจสอบ ตลอดจนรับผิดชอบตํอสภาผ๎ูแทนราษฎรในหนา๎ ท่ีของตน
และรบั ผดิ ชอบรํวมกนั ตํอรัฐสภาในนโยบายท่ัวไปของคณะรัฐมนตรี
(๒) มอบหมายนโยบายการบริหารราชการแกํกระทรวง ทบวง กรมตํางๆ และรฐั วสิ าหกจิ ใน
ความรบั ผิดชอบ รวมทั้งกากับดูแล และประสานงานใหเ๎ กดิ การปฏิบัติตามนโยบาย
(๓) เสนอรํางกฎหมาย ซ่ึงหมายถึงการเสนอพระราชบัญญัติและรํางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญตํอสภาผ๎ูแทนราษฎร การตราพระราชกาหนดและการออกพระราชกฤษฎีกา ซ่ึงถือเป็น
กฎหมายที่สาคัญของฝุายบริหาร นอกจากน้ีคณะรัฐมนตรีสามารถมีอานาจมีมติในคณะรัฐมนตรีใน
ขอบเขตของกฎหมายในเร่ืองตํางๆ ซ่ึงถือเป็นเคร่ืองมือบริหารที่มีผลบังคับในการปฏิบัติเป็นอยํางมาก
และถูกใช๎มากท่สี ดุ ในการบริหาร
คณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู๎สนองพระบรมราชโองการเกี่ยวกับกฎหมาย พระ
ราชหัตถเลขา พระบรมราชโองการ และพระราชดาริเก่ียวกับราชการแผํนดิน ๘๐ ในระบบรัฐสภาและ
ระบบประธานาธบิ ดี ฝุายบรหิ ารมอี านาจหน๎าทแี่ ตกตํางกนั ดังนี้
๗๙ เรอ่ื งเดียวกนั หนา๎ ๔๓
๘๐ เร่ืองเดยี วกนั ,หนา๎ ๔๓-๔๔
๘๐
๒) สถาบนั ฝา่ ยบรหิ ารในระบบรฐั สภา
(๑) ฝาุ ยบริหารมีอานาจในการบรหิ ารปกครองประเทศ มีหน๎าท่ีในการนาเอากฎหมายไปบังคับ
ใชน๎ อกจากน้ียงั มหี น๎าที่ในการนิติบัญญัติบางสํวน โดยเฉพาะในตัวกฎหมายท่ีต๎องอาศัยการตัดสินใจอยําง
เรํงดํวน กรณีเกิดเหตุการณ๑ท่ีไมํอาจควบคุมสถานการณ๑ หรือเป็นภัยตํอความมั่นคงของรัฐ เชํน มี
เหตุการณ๑กํอม๏อบประท๎วงอยํางรุนแรง มีการเผาทาลายสถานที่ราชการ เป็นต๎น ฝุานบริหารมีอานาจใน
การออก พระราชกาหนด (พรก. ในสภาวการณ๑ฉุกเฉิน) หรือออกกฎหมายที่พระราชบัญญัติได๎กาหนดให๎
ฝุายบริหารเป็นผูอ๎ อก สํวนมากเป็นกฎหมายชนั้ รอง หรอื กฎหมายลูก
(๒) ฝุายบริหารอาจประกอบด๎วยบุคคลจานวนมากหรือน๎อยไมํสาคัญ ประเทศเผด็จการบาง
ประเทศมีฝุายบริหารอยูํท่ีคนๆเดียว สํวนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยน้ัน ฝุายบริหารมีอานาจจากัด ใน
ระบบรัฐสภารัฐบาลต๎องอยํูภายใต๎การควบคุมของรัฐสภา นอกจากนั้นหัวหน๎ารัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี
ตอ๎ งฟ๓งเสยี งของคณะรัฐมนตรี โดยเปิดโอกาสให๎คณะรัฐมนตรีมีสิทธิในการอภิปรายอยํางเต็มท่ี เมื่อมีการ
ลงมติจะต๎องปฏบิ ตั ิตามเสยี งข๎างมากดว๎ ย
(๓) นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีถือเป็นคณะทางานเดียวกันหากนายกรัฐมนตรีมีเหตุให๎พ๎น
จากตาแหนํง ซึ่งเหตุดังกลําว เชํน การทารัฐประหาร หรือการเสนอญัตติไมํไว๎วางใจนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรตี ๎องออกจากตาแหนํงด๎วย
(๔) สาเหตุท่ีรัฐบาลมีความเข๎มแข็งและม่ันคง ระบบรัฐสภาได๎ให๎ฝุายบริหารมีอานาจในรัฐสภา
มากซ่ึงการที่รัฐบาลมีอานาจมากนั้นเน่ืองจากพรรคการเมืองมีความเข๎มแข็ง สมาชิกสภาที่อยูํใต๎สังกัด
พรรคการเมืองตาํ งๆจะตอ๎ งปฏบิ ัติตามมตขิ องพรรคตนเพอ่ื ไมํให๎ถกู ขับให๎พน๎ จากพรรคการเมอื งทตี่ นสังกัด
๓) สถาบันฝา่ ยบรหิ ารในระบบประธานาธบิ ดี
ระบบนี้จะเห็นวําประธานาธิบดีเป็นท้ังประมุขของประเทศ และเป็นผ๎ูนาของฝุายบริหารไปใน
ขณะเดียวกัน ตัวอยํางท่ีเดํนชัด คือผ๎ูนาของประเทศสหรัฐอเมริกา ตาแหนํงดังกลําวนี้เปรียบเสมือน
สัญลกั ษณข๑ องชาติ และมีบทบาทและอิทธิพลตํอชาวอเมริกัน เนอ่ื งจากประเทศสหรฐั อเมริกาเป็นประเทศ
ท่ีมีอิทธิพลและมีบทบาทตํอประชาคมโลก ดังนั้นตาแหนํงผ๎ูนาประเทศจึงเป็นตาแหนํงท่ีทรงเกียรติและ
ต๎องปฏิบัติหน๎าท่ีผ๎ูนาประเทศโดยรอบคอบ เน่ืองจากเป็นการรับผิดชอบทางการเมืองเพียงลาพังของตัว
ผู๎นา ไมํรับผิดชอบเป็นองค๑คณะเหมือนการบริหารในระบบรัฐสภา เนื่องจากประชาชนเป็นผ๎ูเลือก
ประธานาธิบดีโดยตรง สํวนคณะรฐั มนตรีนั้นมาจากการแตํงตั้งของประธานาธิบดีเทํานั้นโดยคณะรัฐมนตรี
มหี น๎าท่ีแบํงเบางานของประธานาธิบดีในกระทรวงทีต่ นรับผิดชอบเทํานน้ั
วาระในการดารงตาแหนํงสํวนใหญํประธานาธิบดีจะอยํูในตาแหนํงวาระละ ๔ ปี และไมํเกิน ๒
วาระ ๘ ปี
๘๑
อานาจหน้าทขี่ องประธานาธบิ ดี ประกอบดว้ ย
- ควบคมุ และปฏบิ ัติตามกฎหมาย
- แตํงต้งั ถอดถอน โยกยา๎ ยขา๎ ราชการฝุายบรหิ ารทั่วไป แตํบางตาแหนํงทม่ี ีความสาคัญระดับ
นโยบายต๎องไดร๎ ับความเห็นชอบจากวุฒสิ ภาเสียกอํ น เชนํ ตาแหนงํ รัฐมนตรี และเอกอคั รราชทูต
การมีสว่ นรว่ มในสภานิตบิ ญั ญตั ิ
๑) ใหค๎ วามเหน็ ชอบ หรอื ยับยั้งกฎหมายคือ เม่ือสภาได๎ผํานรํางกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งเพ่ือให๎
ประธานาธบิ ดีลงนาม ประธานาธิบดีอาจจะยังไมํยอมลงนาม หากรัฐสภาสามารถลงมติด๎วยคะแนนเสียง
๒ ใน ๓ อานาจยบั ย้งั นั้นต๎องตกไปประธานาธิบดจี ะตอ๎ งลงนามเพ่ือประกาศใช๎กฎหมายน้ัน
๒) เสนอรํางกฎหมาย ถึงแม๎ประธานาธิบดีไมํมีสิทธ์ิในการออกกฎหมาย แตํประธานาธิบดี
สามารถสํงขอ๎ ความถึงรฐั สภาได๎ ๔ ประการคอื
(๑) State of the Union Message คอื คาปราสยั ของประธานาธบิ ดีในวาระเปิด
ประชมุ สมยั แรกแหํงปี
(๒) Budgeting Message ข๎อความถึงรัฐสภาเพื่อช้ีแจงนโยบายและวัตถุประสงค๑ขอ
งบประมาณของฝาุ ยบริหาร
(๓) Economic Report การรายงานภาวะเศรษฐกิจของประเทศในชวํ งกลาปี
(๔) Special Message รายงานสภาพการณ๑พิเศษท่ีเกิดขึ้น ทั้งน้ีอาจสํงผลกระทบตํอ
การปฏิบัติหน๎าท่ีของฝุายบริหาร ซ่ึงประธานาธิบดีสามารถสํงข๎อความพิเศษตํอรัฐสภาเพ่ือสร๎างความ
เขา๎ ใจบางอยาํ งรวํ มกนั
๔) อานาจในสถาบันตุลาการ
(๑) ประธานาธิบดีมีอานาจในการลดโทษ หรืออภัยโทษ หรือนิรโทษกรรมให๎แกํผู๎ต๎องโทษในข๎อ
ตํางๆ ตามขอ๎ จากดั ของรฐั ธรรมนูญ
(๒) อานาจหน๎าทใ่ี นการดาเนนิ ความสัมพันธร๑ ะหวํางประเทศ โดยมีอานาจแตํงตั้งเอกอัครราชทูต
โดยผํานการเห็นชอบของรัฐสภา หรือการทาสนธิสัญญาที่จะต๎องผํานการให๎สัตยาบันจากวุฒิสภา
เชํนเดียวกัน
๘๒
(๓) อานาจทางการทหาร กลําวคือ ประธานาธิบดีมีอานาจตามรัฐธรรมนูญให๎เป็นผู๎บังคับบัญชา
การทหารสูงสดุ คือ มอี านาจสงู สดุ ในการบังคับบัญชากองทัพท้ังหมดของประเทศ ๘๑
อาจกลําวได๎วําสถาบันฝุายบริหารเป็นสถาบันท่ีมีความสาคัญอีกสถาบันหน่ึงเน่ืองจากเป็น
องค๑การภาครัฐขนาดใหญํที่มีหน๎าท่ีและบทบาทสาคัญๆระดับชาติ เชํน การวางนโยบายสาคัญๆของชาติ
เพอ่ื สํงตํอไปยังหนํวยงานรองให๎เกิดผลจากการปฏิบัติหน๎าท่ีตามนโยบาย เชํน การวางนโยบายให๎ท๎องถ่ิน
รับไปปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการออกกฎหมาย และควบคุมหนํวยงานของรัฐ รวมถึงดูแลเรื่อง
ของเศรษฐกจิ และความมนั่ คงของประเทศในประเด็นสาคญั ตาํ งๆ เป็นตน๎
๗.๔ สถาบันฝา่ ยตุลาการ (Judiciary)
สถาบันฝุายตุลาการ หมายถึง ศาลหรือผู๎พิพากษาท่ีปฏิบัติหน๎าท่ีในศาล เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ
หน๎าที่ของศาลจึงเป็นการกระทาในนามของรัฐ หรือในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย๑ ในกรณีประ
ทศที่ปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอันมรพระมหากษัตริย๑เป็นประมุข๘๒ ด๎วยบทบาทหน๎าท่ีในการ
ผดุงไว๎ซ่ึงความยุติธรรม สถาบันน้ีจึงมีหน๎าที่โดยตรงในการค๎ุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตาม
หลักการของกฎหมายที่บัญญัติไว๎ ดังน้ันสถาบันฝุายตุลาการจะต๎องปฏิบัติหน๎าที่อยํางบริสุทธิ์ ยุติธรรม
และเกิดความเสมอภาคตํอทุกๆชนช้ันและสาขาอาชีพ และการปฏบิ ตั ิหนา๎ ทข่ี องตุลาการนั้นจะต๎องมีความ
เปน็ อสิ ระปราศจากการแทรกแซงจากฝุายบรหิ ารและฝุายนติ ิบัญญัติ
๑) กระบวนการได้มาซง่ึ ผู้พพิ ากษา
การแตํงตัง้ บางระบบการเมอื งมรี ะบบการเขา๎ สูตํ าแหนงํ ของผ๎ูพิพากษา เป็นแบบการเลือกตั้ง
ยกตัวอยําง เชํน ประเทศไทย มีคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.)เป็นผู๎พิจารณาคัดเลือกและแตํงต้ังผ๎ู
พิพากษา สํวนในสหรัฐอเมริกาผ๎ูที่แตํงตั้งผ๎ูพิพากษาศาลสหพันธ๑ คือ ประธานาธิบดี ท้ังนี้โดยผํานการ
รบั รองจากวฒุ สิ ภาท้งั นค้ี ณะกรรมการตลุ าการและวฒุ สิ ภาคอื ผท๎ู ม่ี สี วํ นสาคญั ในการกลนั่ กรองผู๎พิพากษา
๘๑ ณชั ชาภทั ร อํุนตรงจิตร,รฐั ศาสตร,๑ (กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พแ๑ หงํ จฬุ าลงกรณม๑ หาวิทยาลยั ,๒๕๕๖),
หน๎า๑๕๙-๑๖๑.
๘๒ กติ ติวฒั น๑ รตั นดลิ ก ณ ภเู ก็ต,กฎหมายรัฐธรรมนญู ,(กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ๑เสมาธรรม,๒๕๕๔,)หนา๎
๕๐.
๘๓
การเลือกต้ัง สาหรับบางประเทศให๎ประชาชนเป็นผู๎เลือกต้ังผ๎ูพิพากษาเองในบางระดับ เชํน
ประเทศสหรฐั อเมรกิ าให๎ประชาชนในมลรฐั เปน็ ผ๎ูเลือกตั้งผ๎พู พิ ากษาของศาลบางประเภทในมลรฐั ๘๓
๒) บทบาท อานาจหน้าทีข่ องตุลาการ
(๑) ตดั สินความในข๎อขดั แยง๎ ตํางๆทที่ เี่ กดิ ขึน้
(๒) ปูองกันการกระทาผดิ โดยการออหมายศาลและโดยการส่ังให๎บุคคลระงับการกระทาใดๆเพื่อ
ปอู งกนั การละเมิดกฎหมาย การไมํปฏิบตั ิตามคาส่ังศาลยํอมถือเป็นการหมิ่นประมาทศาล อาจถูกลงโทษ
ปรบั หรอื จาคุกได๎
(๓) ชข้ี าดเก่ียวกบั สิทธิของคกูํ รณี โดยไมตํ ๎องให๎มีการฟอู งรอ๎ งกัน คาช้ีขาดของศาลจะมีผลผูกพัน
กับทุกฝุายที่เก่ียวขอ๎ ง
(๔) อานาจในการพจิ ารณาตัดสินวํา กฎหมายใด กฎหมายฉบับใดที่ตราข้ึนโดยฝุายนิติบัญญัตินั้น
จะขัดแย๎งกับรัฐธรรมนูญหรือไมํ หรือใช๎อานาจหน๎าที่เกินขอบเขตที่ให๎ไว๎ในรัฐธรรมนูญหรือไมํ ถ๎าเกิน
ขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ก็ตอ๎ งกลายเป็นโมฆะ
(๕) อานาจในการพิจารณาตัดสินวํา คาสั่งหรือการกระทาของฝุายบริหารในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เปน็ ส่ิงทอ่ี ยนํู อกเหนืออานาจทกี่ ฎหมายน้นั ใหไ๎ ว๎ หรอื เป็นคาส่ังและการกระทาท่ีใช๎อานาจโดยมิชอบ จึงไมํ
ผลบงั คบั ใช๎ หรอื เปน็ โมฆะ
(๖) อานาจหน๎าท่ีอื่น ฝุายตุลาการอาจมีกิจกรรมอ่ืนๆ เชํนการออกใบอนุญาตตํางๆ รวมท้ังการ
แตํงตั้งผ๎ูพทิ ักษ๑ผู๎เยาว๑ เปน็ ตน๎
กรณปี ระเทศไทย อานาจหนา๎ ท่ขี องฝาุ ยตลุ าการ สรปุ ได๎ดังตํอไปน้ี
(๑) อานาจในการตรวจสอบฝุายนิติบัญญัติ และฝุายบริหาร เป็นอานาจท่ีจะทาการตรวจสอบ
วาํ กฎหมายบทใด หรอื ฉบบั ใดทฝี่ ุายนติ ิบัญญตั ไิ ดต๎ ราขึน้ มาน้นั ขดั หรือแย๎งกบั รฐั ธรรมนญู หรอื ไมํ
(๒) อานาจหนา๎ ท่ีในการคุ๎มครองสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชนโดยการพิจารณาพิพากษาคดีท่ี
เกิดจากเอกชนกับเอกชน หรือระหวํางเอกชนกับหนํวยงานของรัฐ โดยยึดถือตัวบทกฎหมายเป็นหลักใน
การพจิ ารณา และเป็นไปตามกฎหมายวําด๎วยการพิจารณาคดคี วามตํางๆ๘๔
อาจกลําวได๎วํา สถาบันทางการเมืองเป็นสถาบันเป็นท่ีมีจุดมํุงหมายเพ่ือให๎สังคมยอมรับในการ
ปฏิบตั หิ นา๎ ทเี่ พราะเป็นการใชอ๎ านาจโดยผํานกลไกตํางๆไมวํ ํา กลไกภาครัฐ,กลไกการเมืองโดยจะต๎องผําน
๘๓ ณชั ชาภัทร อนุํ ตรงจิตร,รัฐศาสตร,๑ (กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพ๑แหงํ จฬุ าลงกรณม๑ หาวิทยาลยั ,๒๕๕๖).
หน๎า๑๖๒.
๘๔ กติ ตวิ ฒั น๑ รัตนดลิ ก ณ ภเู กต็ ,กฎหมายรัฐธรรมนญู ,(กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พ๑เสมาธรรม,๒๕๕๔).
หน๎า๕๓-๕๔.
๘๔
ความเห็นชอบจากประชาชนในประเทศ เชํน การให๎ประชาชนได๎มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งเม่ืออายุ
ครบ ๑๘ ปีบริบูรณ๑ หรือการให๎ภาคประชาชนมีสํวนรํวมในการรํางรัฐธรรมนูญ หรือแม๎แตํกลไกในการ
ตดั สินคดคี วามตํางๆ เปน็ ต๎น
๘๕
คาถามท้ายบท
๑. สถาบันทางการเมือง คืออะไร ประกอบด๎วยองคก๑ รใดหรือกิจกรรมใดบ๎าง อธบิ าย
๒. สถาบนั ฝาุ ยนิตบิ ญั ญตั ิ มีอานาจหน๎าที่ใดบ๎าง อธิบาย
๓. สถาบนั ฝาุ ยบรหิ าร มอี านาจหนา๎ ทใ่ี ดบา๎ ง อธบิ าย
๔. สถาบนั ฝุายตลุ าการ มอี านาจหนา๎ ท่ใี ดบ๎าง อธิบาย
๕. รูปแบบของรฐั บาลในระบอบรัฐสภาและระบอบประธานาธิบดี มลี กั ษณะอยํางไร อธบิ าย
๘๖
บทที่ ๘
กระบวนทางการเมอื ง
คาวาํ “พรรคการเมอื ง” ตรงกับภาษาอังกฤษวาํ “Political Party” พรรคการเมืองเป็นสถาบันทาง
การเมอื งท่ีมีความสาคัญอยาํ งย่งิ ตํอระบบการตอํ การเมอื งเนอื่ งจากเป็นองค๑กรท่ีทาหน๎าท่ีประสานระหวําง
ประชาชนกับรัฐบาล โดยเฉพาะอยํางย่ิงประเทศท่ีปกครองในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองมี
บทบาทหน๎าท่ีท่ีสาคัญหลายประการท่ีสํงเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เชํนให๎การศึกษา
ทางการเมืองแกํประชาชน ,การทาหน๎าเป็นรัฐบาลเม่ือเป็นคะแนนเสียงข๎างมาก หรือแม๎แตํการที่พรรค
การเมืองตอ๎ งนานโยบายพรรคไปปฏิบัติให๎เกิดเป็นรูปธรรม ซ่ึงอาจจะเป็นนโยบายชาติเมื่อพรรคการเมือง
นั้นๆได๎เข๎าไปบริหารประเทศ เป็นต๎น สํวนในประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยม ก็มีความสาคัญตํอ
การรักษารัฐไว๎เชํนกัน เนื่องจากเป็นสถาบันท่ีต๎องทาหน๎าที่หลอมรวมสมาชิกในสังคมให๎มีอุดมการณ๑
เดยี วกัน นักวชิ าการทางด๎านรฐั ศาสตรไ๑ ด๎นิยามความหมายของพรรคการเมืองไว๎หลากหลาย ดงั ตํอไปนี้น้ี
๘.๑ ความหมายของพรรคการเมือง
เอดมันด๑ เบอร๑ก (Edmund Burke) ให๎คานิยามของพรรคการเมืองวํา พรรคการเมืองได๎แกํ
“กลุํมคนหน่ึงซ่งึ รวมตัวตามแนวทาง หลักการบางอยํางโดยมีจุดหมายรํวมกันในการสํงเสริมผลประโยชน๑
ของชาติ๘๕
นิยามของเอดมัน เบอร๑ก เน๎นความสาคัญของพรรคการเมืองในแงํของการรวมตัวโดยมี
จุดมุํงหมายดงั ตํอไปน้ี คอื
๑) พรรคการเมืองเป็นการรวมตัวของบุคคลตามแนวหลักการบางอยําง หมายถึงการรวมตัวของ
กลุํมคนที่มที ศั นคติทางการเมอื งคลา๎ ยคลึงกัน เมอื่ รวมตวั กันแล๎วมกี ารตกลงที่จะดาเนินการตามหลักการท่ี
ตกลงรวํ มกนั
๒) พรรคการเมือง มีจุดมุํงหมายที่จะสํงเสริมผลประโยชน๑ของชาติ กลําวคือ การรวมตัวของ
บุคคลตํางๆนั้นก็เพ่ือรักษาผลประโยชน๑สํวนรวมของชาติ โดยคณะบุคคลดังกลําวต๎องการเข๎าไปเป็น
รัฐบาลเพื่อบริหารประเทศและดาเนินการบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคตน หรือในกรณีไมํได๎ทา
หนา๎ ท่เี ปน็ รัฐบาลกจ็ ะทาหนา๎ ท่เี ป็นฝุายคา๎ นในสภา
วิลเล่ียม กด๏ู แมน (William Goodman) ใหค๎ วามหมายของพรรคการเมืองวํา พรรคการเมือง คือ
“องค๑การซ่งึ เป็นท่ีรวมสมาชกิ ที่มีความคิดเห็นคล๎ายคลึงกัน โดยมีจุดประสงค๑ท่ีจะชนะการเลือกต้ังเข๎าไป
ใชอ๎ านาจรฐั บาลเพ่ือจะไดอ๎ ิทธพิ ล สิทธิ และผลประโยชนจ๑ ากอานาจนัน้
๘๕ ชาญชัย ฮวดศร.ี เอกสารประกอบการสอน พรรคการเมืองกลํมุ ผลประโยชน๑และการเลือกตั้ง (สาขาวชิ า
รฐั ศาสตรก๑ ารปกครอง, วิทยาเขตขอนแกนํ , ๒๕๕๓), หน๎า ๓.
๘๗
เวเบอร๑ (Max Weber) พรรคการเมืองในทศั นะของแมกซ๑ เวเบอร๑ มี ๔ ลักษณะ คือ
๑) พรรคการเมืองเป็นกลุมํ แบบสมาคม
๒) การสมัครเป็นสมาชิกของพรรคต๎องทาอยํางเป็นทางการ และมีการเปิดรับสมาชิก
ทั่วไป กลําวคือ ต๎องมีหลักฐานเป็นใบสมัครและไมํมีการจากัดคุณสมบัติของผู๎ท่ีจะมาเป็นสมาชิกโดยการ
เลอื กปฏิบตั ใิ นเชงิ ทางเพศ ผิวพรรณ เชื้อชาตแิ ละอาชีพ
๓) จุดมุํงหมายของพรรคการเมือง คือ เพื่อได๎มาซ่ึงอานาจสาหรับผู๎นาเพ่ือวําสมาชิกจะ
ได๎บรรลเุ ปาู หมายตามอุดมการณห๑ รอื ผลประโยชนต๑ ํางๆ(ซงึ่ แล๎วแตสํ มาชิกจะกาหนด)
๔) พรรคการเมืองต๎องอยํูภายในกลุํมหรือภายในสังคมที่รวมตัวกันเป็นกิจจะลักษณะ
ตามนยั น้ี องค๑กรหรือสมาคมอันเป็นหนวํ ยยํอยของสงั คมกอ็ าจมพี รรคการเมอื งได๎ ๘๖
จากนยิ ามของพรรคการเมืองดังกลําวจะเห็นวําพรรคการเมืองเป็นการรวมตัวกันของคณะบุคคล
กลํุมหนึ่งในรูปขององค๑กร โดยมีแนวความคิด อุดมการณ๑ทางการเมืองรํวมกัน และใช๎กระบวนการ
นโยบายทีพ่ รรคของตนได๎วางไว๎เป็นแนวทางในการไปสํจู ุดมํงหมายท่ีพรรคของตนไดว๎ างเปูาหมายไว๎
๘.๒ องค์ประกอบสาคัญของพรรคการเมือง ประกอบด้วย
๑) เป็นคณะบุคคลทรี่ วมตัวกันเป็นองค๑กร
กลําวคอื พรรคการเมอื งน้นั จะต๎องเปน็ คณะบุคคลมีการรวมตัวกนั ของบคุ คลหลายๆคน มกี ารจดั
โครงสร๎าง มีระเบยี บในการดาเนินกจิ การของพรรคเชนํ ระเบยี บการรบั สมาชกิ การจัดสรรหน๎าที่ และ
ความรบั ผดิ ชอบในการดาเนินกจิ การ เปน็ ตน๎
๒) เปน็ การ รวมตวั กนั ตามแนวความคดิ เหน็ หรอื หลักการบางอยาํ งทเ่ี หน็ รวํ มกนั
กลาํ วคอื การท่บี ุคคลมารวมตัวกันจดั ต้ังพรรคการเมืองนั้นอาจเกิดจากการท่ีคนกลํุมน้ีมี
แนวความคิดเหน็ ทางการเมือง เศรษฐกจิ และสังคม รํวมกัน โดยกาหนดใหม๎ นี โยบายพรรคท่ีเป็น
แนวทางทก่ี ลมํุ ตนเหน็ พ๎องกนั อยาํ งไรก็ตาม จะเห็นวํา เน่ืองจากการรวมตัวของสมาชิกพรรคมา
จากกลุํมคนที่หลากหลายดังน้ันการท่ีความคิดเห็นของสมาชิกพรรคจะเห็นพ๎องต๎องกันหมด คง
เปน็ เรือ่ งยากแตํสมาชิกต๎องเห็นพ๎องต๎องกันในหลักการใหญํเพ่ือให๎กิจการของพรรคยังคงดาเนิน
ตํอไปตามวัตถปุ ระสงคข๑ องพรรค
๓) มีการกาหนดประเด็นป๓ญหาและนโยบาย เนื่องจากพรรคการเมืองเป็นองค๑การที่รวบรวม
ความคิดเห็นของบุคคล หรือสมาชิกที่มารํวมกํอต้ังพรรค โดยความคิดเห็นดังกลําวท่ีสมาชิกเสนอตํอ
๘๖ เร่ืองเดียวกัน,หนา๎ ๔-๕