๑๓๘
๔) ด๎านการวจิ ัยและขอ๎ มูลขําวสาร ได๎มีการวจิ ยั เพอ่ื แกป๎ ญ๓ หาและพัฒนาดา๎ น
สุขภาพอนามัย เป็นการวิจัยเก่ียวกับเชื้อโรคตําง ๆ วิธีการกาจัดและรักษาโรคและเป็นศูนย๑กลางด๎าน
ขอ๎ มลู ขาํ วสารและเผยแพรํความรดู๎ า๎ นการอนามัยโลก
๔) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization
: FAO)
องค๑การอาหารและการเกษตรแหํงสหประชาชาติ เกิดขึ้นจากการดาเนินการด๎านเกษตร อันเป็น
ผลมาจากความเจริญก๎าวหน๎าทางวิทยาการและมีการประชุมระหวํางประเทศเพ่ือแลกเปลี่ยนค วามร๎ู
ทางการเกษตร ในปี ค.ศ. 1905 ได๎จัดต้ังสถาบันการเกษตรระหวํางประเทศที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีมี
บทบาทในการสงํ เสริมเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรด๎านอาหาร และเปน็ ศนู ย๑กลางรวบรวมแลกเปล่ียนข๎อมูล
ทางการเกษตร
ในชวํ งสงครามโลกครัง้ ท่ี ๒ ได๎เกดิ ปญ๓ หาขาดแคลนอาหารอันเนื่องมาจากภาวะสังคมถึงขั้นต๎องมี
การแบงํ ปน๓ อาหารกัน สหรัฐอเมริกาจงึ ได๎จดั ใหม๎ ีการประชุมทางด๎านโภชนาการเพ่ือขจัดความหิวโหยและ
การบรโิ ภคไมํถูกหลกั วชิ าการในปี ค.ศ. 1941 และใน ค.ศ. 1946 สมัชชาใหญํขององค๑การสหประชาชาติ
ไดม๎ ีมติรบั รองให๎องค๑การอาหารและเกษตรเข๎ารํวมในองค๑การสหประชาชาติ มีประเทศสมาชิกรวม ๑๕๖
ประเทศ
บทบาทและการดาเนินงานขององคก์ ารอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
๑) ด๎านอาหาร มีบทบาทสาคัญในการแก๎ป๓ญหาทางด๎านอาหารต้ังแตํสงครามโลกครั้งที่ ๒
แก๎ป๓ญหาการขาดแคลนอาหารอันเกิดจากการเพ่ิมประชากรของประเทศกาลังพัฒนา จัดทาโครงการ
อาหารโลกรํวมกับองค๑การสหประชาชาติ เพ่ือระงับการขาดแคลนอาหารอยํางฉับพลัน และชํวยเหลือ
ชุมชนในการเพ่ิมผลผลิตด๎านอาหาร และผลิตภัณฑ๑ทางการเกษตรรวมถึงการสารวจภาวการณ๑อาหาร
และการเกษตรของโลก
๒) ด๎านการเกษตร มีการนาเทคโนโลยีใหมํ ๆ มาเพ่ิมผลผลิตทางด๎านการเกษตร การสงวนพืช
ผกั ผลไม๎ พนั ธไุ๑ ม๎ และการปศสุ ตั ว๑
๓) ด๎านการประมง ได๎มีการรวบรวม และเผยแพรํข๎อมูลด๎านการประมง ปรับปรุงวิธีการและ
เคร่ืองมือการประมงให๎สอดคล๎องกับความก๎าวหน๎าทางเทคโนโลยี ศึกษาค๎นคว๎าสัตว๑น้าที่ใกล๎จะสูญพันธุ๑
และวิจยั แสวงหาพันธส๑ุ ตั วน๑ า้ มาเป็นอาหารให๎กบั ประชากรโลก
๑๓๙
๔) ด๎านปาุ ไม๎ ไดม๎ ีการสํงเสริมสงวนรกั ษาปาุ ไม๎ พัฒนาพื้นที่ปุา สํงเสริมผลิตภัณฑ๑จากปุา และนา
เทคโนโลยีด๎านนวเกษตรมาใช๎ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปุาไม๎ และได๎จัดตั้งคณะกรรมการภูมิภาคเพื่อ
ดาเนนิ กิจกรรมด๎านปุาไม๎
๕) องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations
Educational Scientific and Cultural Organization-UNESCO)
หลงั จากสงครามโลกครง้ั ที่ ๑ สิ้นสดุ ลงได๎มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อความรํวมมือทางวิชาการ
ระหวํางประเทศในปี ค.ศ. 1926 มีสานักงานใหญํอยํูท่ีกรุงปารีส ประเทศฝร่ังเศส ในชํวงสงครามโลกคร้ัง
ที่ ๒ รัฐมนตรีวําการกระทรวงศึกษาธิการของกลุํมประเทศพันธมิตรได๎จัดประชุมเพ่ือปรับปรุงโครงสร๎าง
ระบบการศึกษาของประเทศท่ีถูกยึดครองโดยนาซี และค๎นคว๎าทางวิทยาศาสตร๑ประยุกต๑ใช๎สังคมศาสตร๑
ให๎เกิดประโยชน๑ ในปี ค.ศ. 1945 ได๎ประชุมจัดตั้งองค๑การศึกษาวิทยาศาสตร๑ และวัฒนธรรมแหํง
สหประชาชาติ สานักงานใหญํตั้งอยํูท่ี กรุงปารีส มีสมาชิกมากวํา ๑๖๐ ประเทศ มีวัตถุประสงค๑เพ่ือ
ชํวยเหลือเสริมสร๎างสันติสุข ความม่ันคงของโลก โดยอาศัยการศึกษาทางวิทยาศาสตร๑ วัฒนธรรม การ
ตดิ ตอํ ส่ือสาร รวมถึงกฎหมายสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ท่ีบัญญตั ิไวใ๎ นกฎบตั รแหํงสหประชาชาติ
บทบาทและหน้าทข่ี ององค์การศกึ ษา วทิ ยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ มดี งั น้ี
๑) ดา๎ นการศกึ ษา มีจดุ มุํงหมายที่จะลดจานวนอัตราผู๎ไมํรู๎หนังสือ โดยจัดทาโครงการตําง ๆ เพื่อ
พัฒนาด๎านการศึกษาในประเทศตําง ๆ โดยเฉพาะประเทศท่ีกาลังพัฒนา ซ่ึงได๎รับการสนับสนุน
งบประมาณจากองค๑การสหประชาชาติ นอกจากน้ียังสํงเสริมการฝึกอบรมด๎านอาชีพ รวบรวมเผยแพรํ
ขอ๎ มูลทเ่ี กยี่ วขอ๎ งกับการศึกษา
๒) ด๎านวิทยาศาสตร๑ โดยพยายามท่ีจะขยายความรํวมมือระหวํางประเทศทางด๎านวิทยาศาสตร๑
สํงเสริมการค๎นคว๎าวิจัยด๎านวิทยาศาสตร๑ วิศวกรรมศาสตร๑ เกษตรศาสตร๑ สมุทรศาสตร๑ อุตุนิยมวิทยา
ธรณีวิทยา คอมพิวเตอร๑ และไมโครอิเล็กทรอนิกส๑ รวมท้ังสํงเสริมและสนับสนุนการเผยแพรํเทคโนโลยี
ใหมํ ๆ ฝึกอบรมผ๎ูเช่ียวชาญทางด๎านตําง ๆ และพัฒนาหลักสูตรการศกึ ษาดา๎ นวิทยาศาสตร๑
๓) ด๎านวัฒนธรรม ได๎แกํ การอนุรักษ๑มรดกของชาติ โดยการสร๎างความตระหนักถึงความสาคัญ
ของวัฒนธรรมด๎านตําง ๆ ทั้งงานศิลปะ สถาป๓ตยกรรม วรรณคดี หัตถกรรม นิทานพื้นบ๎าน ความเชื่อ
พิธีกรรม เป็นต๎น กิจกรรมในการพัฒนาด๎านวัฒนธรรมงานด๎านอนุรักษ๑และพัฒนาวัฒนธรรมต๎องอาศัย
๑๔๐
ความรํวมมือของประชากรทั้งในและระหวํางประเทศ บนพื้นฐานความเทําเทียมกัน โดยยอมรับวํา
วฒั นธรรมของแตํละสังคมมคี วามเทาํ เทียมกนั
๔) ด๎านสังคมศาสตร๑ ได๎จัดทาโครงการตําง ๆ ท่ีเกี่ยวข๎องกับการศึกษาป๓ญหารวมท้ังการแก๎ไข
ป๓ญหาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมท่เี กิดข้นึ อยํางรวดเร็ว
๕) ด๎านการส่ือสาร ได๎ดาเนินการในการกระตุ๎นและสํงเสริมสนับสนุนการใช๎ส่ือเพ่ือพัฒนาด๎าน
การศกึ ษาวทิ ยาศาสตร๑ โดยได๎จดั ทาโครงการตาํ งๆ ในการให๎ความชํวยเหลอื
(๖) องค๑การระหวํางประเทศดา๎ นเศรษฐกจิ
เศรษฐกิจในทศวรรษที่ผํานมาได๎ก๎าวเข๎าสํูยุคโลกาภิวัตน๑ เกิดความเจริญอยํางรวดเร็วทางด๎าน
เทคโนโลยีและการสื่อสาร สํงผลให๎การแขํงขันในด๎านการค๎าระหวํางประเทศมีความรุนแรงมากข้ึน
องคก๑ ารระหวาํ งประเทศทางด๎านเศรษฐกิจ จึงมีบทบาทและอิทธิพลในการกาหนดนโยบายด๎านเศรษฐกิจ
ของสังคมโลก ดูแลให๎ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกติกาของสังคมโลก ผลักดันให๎ใช๎นโยบายเศรษฐกิจเสรี
นิยม สงํ เสรมิ เอกชนให๎มบี ทบาททางเศรษฐกจิ องคก๑ ารระหวาํ งประเทศทางเศรษฐกิจท่ีสาคัญ มดี ังนี้
๖) องคก์ ารการค้าโลก (World Trade Organization : WTO)
เป็นองค๑การท่ีถือกาเนิดในวันท่ี 1 มกราคม ค.ศ. 1995 อันเป็นผลมาจากการเจรจาการค๎าพหุ
ภาคีรอบอุรุกวัย ภายใต๎การประชุมของความตกลงทั่วไปวําด๎วยภาษีศุลกากรและการค๎าหรือแกตต๑
(General Agreement on Tariffs and Trade : GATT) องค๑การการค๎าโลก มีสมาชิกผ๎ูกํอต้ัง ๘๑
ประเทศ ป๓จจุบันมีสมาชิกเพ่ิมขึ้นถึง ๑๔๔ ประเทศ โดยไต๎หวันเป็นสมาชิกใหมํลําสุดเข๎าเป็นสมาชิกเม่ือ
วนั ท่ี ๑ มกราคม ค.ศ. 2002 องค๑การการค๎าโลกมีสานักงานใหญํอยูํที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร๑แลนด๑
ดร.ศุภชัย พานิชภักด์ิ อดีตรองนายกรัฐมนตรีของไทยดารงตาแหนํงผู๎อานวยการในต้ังแตํ ๑ กันยายน ปี
ค.ศ. 2002 ถงึ ค.ศ. 2005 นับวําเป็นผ๎ูอานวยการ WTO คนแรกของเอเชียและของประเทศกาลังพัฒนา
ที่ก๎าวไปมบี ทบาทในสถาบันเศรษฐกจิ ระดับโลก
วตั ถปุ ระสงคข์ ององค์การการค้าโลก
องค๑การการค๎าโลกทาหน๎าที่ดูแลการค๎าโลกให๎เป็นไปในทางเสรีและมีความเป็นธรรม มีบทบาท
หน๎าทด่ี ังนี้
๑๔๑
๑) เป็นเวทีเพ่ือเจรจาลดอุปสรรคทางการค๎าระหวํางประเทศสมาชิกในรูปของมาตรการภาษี
ศลุ กากร และมาตรการที่ไมใํ ชภํ าษีศุลกากร
๒) เปน็ เวทีใหส๎ มาชกิ หันหน๎าเขา๎ หารอื เพอ่ื แกไ๎ ขขอ๎ ขดั แย๎งทางการค๎าและหากตกลงกันไมํได๎ก็จะ
จัดตั้งคณะลกู ขนุ (Panel) ทาหนา๎ ทต่ี รวจสอบข๎อเท็จจรงิ และใหข๎ ๎อเสนอแนะ
๓) เป็นผเ๎ู ฝูาดูแลสถานการณก๑ ารคา๎ ระหวํางประเทศ และจัดให๎มีการทบทวนนโยบายการค๎าของ
สมาชิกอยํางสม่าเสมอ
๔) ให๎ความชํวยเหลือแกํประเทศกาลังพัฒนาในด๎านข๎อมูล ข๎อแนะนาเพื่อให๎สมาชิกปฏิบัติตาม
พนั ธกรณไี ดอ๎ ยาํ งเพยี งพอ ตลอดจนทาการศึกษาประเดน็ การค๎าทส่ี าคัญ
๕) ประสานงานกับกองทุนการเงินระหวํางประเทศ และธนาคาร โลกเพื่อให๎นโยบายเศรษฐกิจ
โลกสอดคล๎องกันยิ่งข้นึ
หลกั การสาคญั ขององคก์ ารการค้าโลก
หลักการในการดาเนนิ งานขององค๑การการค๎าโลก ทาหนา๎ ท่ีดูแลการค๎าสินค๎าครอบคลุมถึงการค๎า
การบริการ สิทธิในทรัพย๑สินทางป๓ญญา และมาตรการการลงทุนท่ีเกี่ยวกับการค๎า โดยพยายามลด
อุปสรรคและมาตรการในการกีดกนั ทางการคา๎ หลักการปฏบิ ัตทิ ส่ี าคญั มีดังนี้
๑) การไมํเลือกปฏิบตั ิ (Non-Discrimination) ในการใชม๎ าตรการทางการค๎าระหวํางประเทศโดย
การปฏิบัติตํอสินค๎าจากทุกประเทศเทําเทียมกัน (Most favoured Nation Treatment : MFN) การ
เรยี กเกบ็ คําธรรมเนียมและภาษศี ลุ กากรหรอื มาตรการอน่ื ๆ ที่เกีย่ วขอ๎ งกบั สินค๎าที่นาเข๎าต๎องเรียกเก็บเทํา
เทียมกนั ทุกประเทศ และต๎องปฏบิ ตั ติ อํ สนิ ค๎านาเข๎าเทาํ เทยี มกบั สนิ ค๎าภายในประเทศ
๒) ต๎องมีความโปรํงใส เกี่ยวกับข๎อกาหนดและมาตรการทางการค๎าที่นามาบังคับใช๎กับสินค๎า
ประเทศสมาชิกจะต๎องพิมพ๑กฎระเบียบเก่ียวกับมาตรการทางการค๎า เผยแพรํให๎สาธารณชนทราบและ
ต๎องแจ๎งเม่อื เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
๓) ใช๎ภาษีศุลกากรเทําน้ัน (Tariff-only Protection) ในการค๎ุมครองผู๎ผลิตภายใน ห๎ามใช๎
มาตรการจากดั การนาเข๎าทุกชนิด ยกเวน๎ กรณีทส่ี อดคลอ๎ งกบั บทบญั ญตั ิขององค๑การการค๎าโลก
๑๔๒
๔) ให๎มกี ารรวมกลมํุ ทางการคา๎ เพอื่ ลดภาษีระหวํางกัน ท้ังน้ีต๎องมีเง่ือนไขในการรวมกลํุมต๎องไมํมี
วัตถุประสงค๑เพ่ือกีดกันการนาเข๎าจากประเทศนอกกลํุม ต๎องไมํกระทบกระเทือนผลประโยชน๑เดิมของ
ประเทศนอกกลุํม
๕) สงํ เสริมการแขํงขันการค๎าที่เป็นธรรม แตํประเทศสมาชิกสามารถเก็บภาษีและตอบโต๎การทุํม
ตลาดและการอุดหนุนสินค๎าเข๎าได๎ หากมีการไตํสวนตามกฎระเบียบขององค๑การการค๎าโลกแล๎วพบวํา
ประเทศผ๎ูสํงออกกระทาการทํุมตลาดและให๎การอุดหนุนจริง ได๎กํอให๎เกิดความเสียหายซ่ึงสินค๎า
อตุ สาหกรรมภายในประเทศ
๖) มกี ระบวนการยุติข๎อพิพาททางการค๎า เม่ือเกิดกรณีมีข๎อขัดแย๎งทางการค๎าให๎เจรจาหารือเพื่อ
ยุติขอ๎ พิพาท หากทาไมสํ าเร็จให๎นาข๎อพิพาทเขา๎ สูกํ ระบวนการขององค๑การการค๎าโลก เป็นการสร๎างความ
เขม๎ แขง็ ให๎แกํกระบวนการยุตขิ อ๎ พพิ าททางการค๎าระหวาํ งประเทศ
ประเทศไทยกับองคก์ ารการค้าโลก
ประเทศไทยได๎เข๎าเป็นสมาชิกองค๑การการค๎าโลกอันดับท่ี 59 ในค.ศ.1995 ไทยได๎รับสิทธิ
ประโยชน๑หลายประการในการเข๎าเป็นสมาชิกขององค๑การการค๎าโลก เชํน ได๎รับการลดหยํอนภาษีจาก
ประเทศภาคีอ่ืน ได๎รับความชํวยเหลือด๎านข๎อมูลวิชาการตําง ๆ ขณะเดียวกันก็มีข๎อผูกพันท่ีต๎องปฏิบัติ
ตามกฎระเบยี บและยอมรับคาตัดสิน ในกรณีเกิดข๎อพิพาททางการค๎า การเป็นสมาชิกขององค๑การการค๎า
โลกทาใหป๎ ระเทศไทยได๎รบั ประโยชนใ๑ นด๎านตาํ ง ๆ พอสรปุ ดงั น้ี
๑) มีกฎระเบียบท่ีรัดกุม โปรํงใส และเป็นธรรม การมีกฎระเบียบการค๎าระหวํางประเทศของ
องค๑การการคา๎ โลก ชวํ ยสงํ เสริมการแขํงขันทางการค๎าทเ่ี ป็นธรรม สรา๎ งความมัน่ ใจใหแ๎ กผํ ค๎ู ๎าและผูล๎ งทุน
๒) ผ๎ูผลิตและผู๎สํงออกสามารถคาดการณ๑และวางแผนการค๎าระหวํางประเทศลํวงหน๎าได๎
เนื่องจากมคี วามโปรงํ ใสโดยเฉพาะในเรือ่ งภาคี
๓) การสํงออกขยายตัวและตลาดเปิดกว๎างมากขึ้น จากการท่ีประเทศสมาชิกต๎องเปิดตลาดตาม
พันธกรณี สํงผลให๎การสํงออกของไทยขยายตัวเพ่ิมขึ้น โดยเฉพาะสินค๎าเกษตรของไทยเดิมต๎องประสบ
ป๓ญหาความผันผวนของราคาในตลาดโลกมาตลอด เพราะไมํมีกฎเกณฑ๑การค๎าสินค๎าเกษตรมากากับดูแล
หลังจากการเปิดเสรสี ินคา๎ เกษตรไดส๎ าเร็จเป็นครั้งแรก ในการเจรจาของ GATT รอบอุรุกวัย ทาให๎ไทยเปิด
ตลาดสินค๎าเกษตรได๎มากข้ึน โดยเฉพาะตลาดญ่ีปุน และเกาหลี จาเป็นต๎องเปิดตลาดข๎าว สหภาพยุโรป
ต๎องเปิดตลาดน้าตาล ทาให๎ไทยมีโอกาสสํงออกไปยังตลาดเหลําน้ีเพิ่มข้ึน โดยเฉพาะอยํางยิ่ง สิ่งทอและ
๑๔๓
เครือ่ งนงุํ หํมเป็นสินค๎าที่จะเปิดเสรีมากข้ึนโดยมีการขยายโควต๎านาเข๎าในแตํละปีและจะยกเลิกทั้งหมดใน
ปี ค.ศ. 2005 ซึง่ เปน็ โอกาสของไทยทีจ่ ะเข๎าไปแขํงขันได๎
๔) มีเวทีร๎องเรียนข๎อพิพาททางการค๎า และมีแนวรํวมตํอสู๎กับประเทศใหญํเพื่อให๎เกิดความเป็น
ธรรม เชํน ไทยเคยถูกกีดกันการนาเข๎ากุ๎งจากไทย โดยอ๎างวําการจับก๎ุงของไทยเป็นอันตรายตํอเตําทะเล
ซึ่งไมเํ ป็นความจริงไทยจงึ รวํ มมอื กับอินเดีย บราซิลฟูองสหรฐั อเมรกิ าผลการตดั สนิ ฝุายไทยเปน็ ฝาุ ยชนะ
อยํางไรก็ตาม อุปสรรคทางการค๎าท่ีพบในป๓จจุบัน ท่ียังคงต๎องแก๎ป๓ญหาตํอไปนี้คือ ประเทศตําง
ๆ โดยเฉพาะประเทศพฒั นาแล๎ว มกั จะนามาตรการท่ไี มํใชํภาษีศุลกากร มาเปน็ เครือ่ งมอื กดี กันทางการคา๎
ดงั เชํน สหรฐั อเมริกาเรียกเก็บภาษตี อํ ตา๎ นการทํุมตลาดสินค๎าไทยหลายรายการ นาเอาเร่ืองการ
คุ๎มครองทรัพย๑สินทางป๓ญญามาเป็นข๎ออ๎างในการตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากรโดยท่ัวไป (Generalized
System of Preferences : GSP) ตลอดจนนาเรื่องแรงงานและสิ่งแวดล๎อมมาผูกโยงกับประเด็นการค๎า
ญี่ปุนก็มีการเข๎มงวดด๎านคุณภาพ และมาตรฐานสินค๎าโดยเฉพาะอาหารต๎องติดฉลากสินค๎า GMOs หรือ
ปลอด GMOs สํวนสหภาพยุโรปก็มีมาตรการเข๎มงวดเก่ียวกับนโยบายความปลอดภัยด๎านอาหาร การ
ควบคุมมาตรฐานสขุ อนามัยและการคม๎ุ ครองสง่ิ แวดล๎อม
๗) กองทนุ การเงนิ ระหวา่ งประเทศ (International Monetary Fund : IMF)
เป็นสถาบนั การเงนิ ท่ีจัดตั้งขึ้นเพื่อทาหน๎าที่เป็นแกนกลางของระบบการเงินระหวํางประเทศ เริ่ม
ดาเนินงานเดอื นมีนาคม ค.ศ. 1947 สานกั งานใหญตํ ง้ั อยูํท่กี รงุ วอชิงตนั ด.ี ซ.ี สหรัฐอเมรกิ า
วัตถปุ ระสงค์ของกองทุนการเงินระหวา่ งประเทศ
กองทุนการเงินระหวํางประเทศมีฐานะเป็นทบวงการชานัญพิเศษของสหประชาชาติ โดยมี
วตั ถปุ ระสงคห๑ ลกั ดงั นี้
๑.สงํ เสริมให๎อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหวํางประเทศมีเสถียรภาพและปูองกันการแขํงขันในการ
ลดคําเงิน๒) ชํวยแก๎ไขป๓ญหาขาดดุลการชาระเงินของประเทศสมาชิกเพ่ือมิให๎สํงผลกระทบตํอ
ระบบการเงินโลก
๓) ดแู ลให๎ประเทศสมาชิกมีระบบอัตราแลกเปล่ียนที่มีเสถยี รภาพ
๑๔๔
๔) อานวยความสะดวกและสํงเสริมการขยายตัวทางการค๎าระหวํางประเทศอยํางสมดุลเพ่ือให๎
เกิดการจ๎างงาน รายได๎และพัฒนาการผลิตในระดับสูงรวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรท่ีมีอยํูของประเทศ
สมาชิก
เงือ่ นไขในการขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงนิ ระหวา่ งประเทศ
เม่อื ประเทศสมาชกิ ประสบปญ๓ หาเศรษฐกจิ อยาํ งรนุ แรงถึงข้ันตอ๎ งขอความชํวยเหลือผ๎ูกู๎จะต๎องทา
ความตกลง เกี่ยวกับแผนการปรับปรุงโครงสร๎างเศรษฐกิจ หลักการสาคัญท่ีกองทุนการเงินระหวําง
ประเทศใช๎เป็นเงื่อนไขกบั ประเทศผู๎ขอกู๎ สรุปไดด๎ ังนี้
๑) การทาให๎ระบบเศรษฐกิจและการเงนิ มเี สถียรภาพท้ังภายในและตํางประเทศ (Stabilization)
โดยการลดการขาดดุลการชาระเงินดุลบัญชีเดินสะพัด และการดาเนินการให๎เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราท่ี
เหมาะสม
๒) การสนับสนุนแนวคิดการเปิดเสรีทางด๎านการเงินและการค๎าระหวํางประเทศ
(Liberalization)
๓) การผอํ นคลายกฎระเบียบท่ีเข๎มงวด (Deregulation) สาหรับธุรกิจบางประเภท เพื่อปลํอยให๎
กลไกของตลาดทางานอยํางมีประสทิ ธภิ าพ
๕) การโอนกจิ การของรฐั ใหแ๎ กเํ อกชนเป็นผู๎ดาเนินการแทน(Privatization)
๘) ธนาคารระหว่างประเทศเพ่ือการบูรณะและพัฒนา (The International Bank for
Reconstruction and Development : IBRD)
ธนาคารระหวํางประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนาหรือ ธนาคารโลกมีเปูาหมายให๎ประเทศ
สมาชิกได๎ก๎ูยืมเงินทุนเพื่อใช๎ในการดาเนินโครงการบูรณะและพัฒนาประเทศ ตลอดจนให๎ความชํวยเหลือ
ทางด๎านวิชาการเก่ียวกับโครงการ ลงทุนเพื่อการพัฒนาตําง ๆ สานักงานต้ังอยํูท่ีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี
สหรัฐอเมรกิ า
วตั ถปุ ระสงค์การดาเนนิ งานของธนาคารโลกมีดงั น้ี
๑) เพ่ือฟื้นฟูบูรณะและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก โดยการให๎ก๎ูยืมเงินระยะยาวในการ
พัฒนาโครงสร๎างพน้ื ฐานและการลงทนุ ตาํ ง ๆ
๑๔๕
๒) เพือ่ สํงเสรมิ การลงทุนในตาํ งประเทศของภาคเอกชนธนาคารโลกจะชํวยเหลือสํงเสริมโดยเป็น
ผ๎คู า้ ประกันการลงทุน หรอื รํวมกับองคก๑ รอน่ื ในการกยู๎ ืมของเอกชน
๓) เพื่อสํงเสริมการค๎าระหวาํ งประทศใหข๎ ยายตัวอยํางตํอเนื่อง
หลักการพจิ ารณาเงินกแู้ ก่ประเทศสมาชกิ
กํอนท่ีจะให๎เงินกู๎ธนาคารโลกจะศึกษาระบบเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเสียกํอนเพื่อพิจารณา
โครงการท่ีมีความสาคัญอันดับสูง หากประเทศสมาชิกมีป๓ญหาในการจัดหา และเตรียมโครงการท่ี
เหมาะสม ธนาคารจะสํงผูเ๎ ช่ียวชาญไปให๎ความชวํ ยเหลอื
โดยจะสํงผ๎ูแทนออกไปสารวจและวิเคราะห๑เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอยํางสม่าเสมอ
หลังจากมีการเสนอโครงการอยาํ งเป็นทางการและธนาคารโลกได๎พิจารณารายละเอียดทางด๎านวิศวกรรม
เศรษฐกิจ และการเงิน ธนาคารโลกอาจมีการปรับปรุงแก๎ไขโครงการเพื่อลดคําใช๎จํายเพิ่มประสิทธิภาพ
ปรบั ปรุงระบบบริหารงานเพม่ิ หรือลดขนาดของโครงการใหเ๎ หมาะสม
๙) ธนาคารเพอื่ การพัฒนาเอเชีย (The Asian Development Bank : ADB)
ธนาคารเพ่ือการพัฒนาเอเชียเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาประเทศในแถบภูมิภาคเ อเชีย
ดาเนินการเม่ือปี ค.ศ. 1966 มีสานักงานใหญํต้ังอยํูที่กรุงมะนิลา มีสมาชิก ๕๖ ประเทศ สํวนใหญํเป็น
ประเทศกาลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศนอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซ่ึงเป็นประเทศ
พฒั นาแลว๎ มีวตั ถปุ ระสงค๑ คือ
๑) เพอื่ การสํงเสริมทางเศรษฐกจิ และความรวํ มมือในภูมภิ าคเอเชยี และตะวนั ออกไกล
๒) ชวํ ยเรํงรัดพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศสมาชกิ ท่กี าลงั พฒั นาในภูมภิ าคเอเชีย
บทบาทการดาเนินงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชยี
๑) มบี ทบาทในการชวํ ยเหลือและสงํ เสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก โดย
ให๎ความสาคญั กบั โครงการพัฒนาด๎านสาธารณูปโภคขั้นพ้ืนฐานอีกท้ังยังให๎ความชํวยเหลือทางวิชาการท้ัง
ในลักษณะการศึกษาความเป็นไปได๎ของโครงการและการให๎คาแนะนาในเร่ืองตําง ๆ แกํสมาชิก
๒) บทบาทดา๎ นความรํวมมอื ของประเทศสมาชิก โดยสมาชกิ รวํ มลงทนุ ดว๎ ย
๑๔๖
เงินทุนจดทะเบียนการค๎า เงินทุนบริจาคจากประเทศสมาชิก และเงินก๎ูยืมโดยการออกพันธบัตรเพ่ือ
จาหนํายในตลาดทุนระหวํางประเทศ นับเป็นความรํวมมือเพื่อชํวยเหลือแกํกลุํมประเทศในเอเชียเม่ือ
เผชญิ กับวิกฤตเศรษฐกจิ
๑๐) องค์การตลาดร่วมยุโรป (Common Market) ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European
Economic Community : E.E.C) และสหภาพยโุ รป (European Union: E.U)
สหภาพยุโรปได๎พัฒนามาจากแผนการชูมอง ประกอบด๎วยสมาชิก ๖ ประเทศประกอบด๎วย เบล
เยี่ยม เนเธอร๑แลนด๑ ลักเซมเบอร๑ก อิตาลี เยอรมนีตะวันตก และฝรั่งเศส ให๎ช่ือวํา องค๑กรชุมนุมถํานหิน
และเหล็กกล๎าของยุโรป (The European Coal and Steel Community = ECSC)
กอํ ต้ังเมอ่ื ปี ค.ศ. 1950 ตํอมาในปี ค.ศ. 1957 ลงนามในสนธิสัญญากรุงโรม มีการรับสมาชิกเพิ่ม
อกี ๖ ประเทศ คือสหราชอาณาจักร ไอร๑แลนด๑ เดนมารก๑ กรีซ สเปน และโปรตุเกส รวม ๑๒ ประเทศ ใน
ค.ศ. 1991 ผู๎นาประเทศยุโรป ๑๒ ประเทศ ได๎รํวมประชุมท่ีเมืองมาสทริคซ๑ (Masstricht) ประเทศ
เนเธอรแ๑ ลนดม๑ ีข๎อตกลงเก่ียวกับรูปแบบของความรํวมมือด๎านการเงิน การเมือง ตํอมาในปี ค.ศ. 1995 ได๎
พจิ ารณารบั สมาชิกใหมํเพิม่ ๓ ประเทศ คอื ออสเตรยี สวีเดน และฟินแลนด๑ รวมสมาชิกภาพของสหภาพ
ยโุ รป ๑๕ ประเทศ
การรํวมใช๎เงินสกุลยูโรเม่ือเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 ผู๎นาประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ๑๕
ประเทศ ไดจ๎ ัดการประชุม ณ กรงุ บรสั เซลส๑ ประเทศเบลเยยี ม มมี ติเห็นชอบ ๓ ประเดน็ ดงั น้ี
๑) สมาชิก ๑๑ ประเทศนารํอง ประกอบด๎วยสมาชิกสหภาพยุโรปทุกประเทศ ยกเว๎น
สหราชอาณาจักร เดนมารก๑ สวีเดน และกรซี จะเริ่มใชเ๎ งนิ ยโู รต้งั แตํวันท่ี ๑ มกราคม ค.ศ. 1999
๒) กาหนดอตั ราแลกเปลี่ยนระหวํางกนั มีเงินสกลุ ยูโรเพยี งสกุลเดียว คือเงินสกุลยูโร (European
Currency Unit : ECU)
๓) ให๎มีธนาคารกลางของสหภาพยุโรป (European Central Bank : ECB) มีท่ีทาการอยูํท่ี
เมืองแฟรงเฟิร๑ต ประเทศเยอรมนีเพ่ือบรรลุการมีเงินตราสกุลเดียวกันในปี ค.ศ. 1999 ประเทศสมาชิก
จะต๎องสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ๑ซ่ึงพิจารณาจากการขาดดุลงบประมาณไมํเกินร๎อยละ ๓ ของรายได๎
ประชาชาตมิ วลรวมภายในประเทศเงินเฟูอไมํเกินร๎อยละ ๑.๕ ของอัตราเงินเฟูอเฉล่ียของ ๓ ประเทศท่ีมี
อัตราเงินเฟูอต่าสุด หนส้ี าธารณะต๎องไมํเกนิ ร๎อยละ ๖๐ ของผลติ ภณั ฑ๑มวลรวมภายในประเทศ
๑๔๗
จากเงอื่ นไขดังกลาํ วทาใหก๎ รีซไมํสามารถผํานเกณฑ๑ได๎ สํวนอังกฤษ เดนมาร๑กและ สวีเดนไมํยอม
เข๎าในรอบแรก เน่ืองจากประชาชนสํวนใหญํยังมีทําทีตํอต๎านและไมํเห็นด๎วยเพราะเห็นวําจะเป็นการเสีย
อธปิ ไตยทางการเงนิ
ดังน้ันนับตั้งแตํวันที่ ๑ มกราคม ค.ศ.1999 ประเทศสมาชิก EU ๑๑ ประเทศ จึงได๎ประกาศใช๎
เงินตราสกุลเดียวกัน ซึ่งมีช่ือวํา เงินยูโร (EURO) เป็นตัวแทนช่ือเงินสกุลใหมํของโลก ตํอมาวันท่ี ๑
มกราคม ค.ศ. 2001 ประเทศกรีซได๎ประกาศเข๎ารํวมรวมเป็น ๑๒ ประเทศ ต้ังแตํวันท่ี ๑ มกราคม ค.ศ.
2002 สมาชิก EU ๑๒ ประเทศเร่มิ ใชเ๎ งนิ ยูโรท้งั ในรปู เงนิ เหรียญ และธนบตั ร
๑๑) สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast
Asian Nations : ASEAN)
กํอต้ังในปี ค.ศ. 1967 มีสมาชิกได๎แกํ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร๑ ฟิลิปปินส๑ และไทย ได๎ลง
นามในปฏิญญากรุงเทพ ตํอมา บรูไน เวียดนาม ลาว พมํา เข๎ามาเป็นสมาชิก และกัมพูชาได๎เข๎าเป็น
สมาชิกของอาเซียนเม่ือปี ค.ศ. 1999 ทาให๎อาเซียนเป็นองค๑กรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎อยําง
แท๎จริง ประเทศสมาชิกมีความหลากหลายทางด๎านวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา และประสบการณ๑ทาง
ประวัติศาสตร๑ โดยเฉพาะกลํมุ ประเทศอินโดจีน ซึ่งเคยเป็นปรป๓กษ๑กันทางการเมืองในยุคสงครามเย็น เข๎า
มาเป็นสมาชิกสมดังเจตนารมณ๑ของผ๎ูนาในการกํอตั้ง และรอการเข๎ามาเป็นสมาชิกอันดับที่ ๑๑ ของ
ตมิ อร๑ตะวันออกในโอกาสตํอไป อาเซยี นมสี านักงานเลขาธกิ ารต้ังอยูทํ กี่ รุงจารก๑ าตา ประเทศอินโดนีเซยี
วตั ถปุ ระสงคข์ องอาเซยี น มสี าระสาคัญดังน้ี
๑) เพ่ือเรํงรัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก๎าวหน๎าทางสังคม และวัฒนธรรมของ
ภูมภิ าค
๒) เพื่อสํงเสริมสันติภาพและเสถยี รภาพของภูมิภาค ยดึ ม่ันในหลักการของสหประชาชาติ
๓) สํงเสริมให๎มีความรํวมมือและชํวยเหลือซ่ึงกันและกันในเร่ืองผลประโยชน๑ทางด๎านเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วทิ ยาศาสตร๑ และการบรหิ ารอยาํ งจรงิ จัง
๔) เพ่อื ชวํ ยเหลือซง่ึ กันและกันในรูปของการฝึกอบรม การวิจัยในด๎านการศึกษาวิชาชีพ และการ
บรหิ าร
ประเทศไทยกบั อาเซยี น
๑๔๘
ประเทศไทยในฐานะที่มีบทบาทสาคัญในการกํอตั้งอาเซียน ไทยได๎รับประโยชน๑จากอาเซียนใน
ดา๎ นตําง ๆ ดังน้ี
๑) ด๎านการเมืองและความม่ันคง ไทยได๎ใช๎กลไกของอาเซียนในการรักษาอธิปไตยของชาติได๎
อยํางมีประสิทธิภาพ ในชํวงของสงครามเย็น โดยเฉพาะหลังจากท่ีสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจาก
เวียดนาม การยึดครองกัมพูชาของเวียดนาม ทาให๎ประเทศกลํุมอาเซียหันมารํวมมือกันมากขึ้น โดยมีไทย
เป็นแรงผลักดันสาคัญเน่ืองจากเป็นประเทศในกลุํม อาเซียนที่มีพรมแดนติดกัมพูชา อาเซียนสามารถ
รํวมกันผลักดันในกรอบของสหประชาชาติและเวทีระหวํางประเทศอื่น ๆ จนสามารถกดดันให๎เวียดนาม
ถอนทหารออกจากกัมพูชา พลังความรํวมมือของอาเซียนกํอให๎เกิดสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉยี งใต๎
๒) ด๎านเศรษฐกิจ ไทยได๎มีสํวนเพ่ิมพูนความสัมพันธ๑ทางเศรษฐกิจภายในกลุํมอาเซียน และกลุํม
อินโดจีนอยํางจริงจัง เห็นได๎จากนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบให๎เป็นตลาดการค๎า” แสดงให๎ถึงวิสัยทัศน๑อัน
ยาวไกลของผ๎ูนาไทยในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ และศักยภาพของประเทศในภูมิภาคน้ี เนื่องจาก ๑๐
ประเทศอาเซียนรวมกันเป็นตลาดใหญํ มีประชากรถึง ๕๐๐ ล๎านคน มีทรัพยากรท่ีอุดมสมบูรณ๑และมี
แรงงานขยันขันแข็งท่ีเออ้ื ตํอการลงทนุ เพ่ือการผลติ
๓) ดา๎ นสังคม ไทยนับวาํ มีบทบาทสาคญั ในการสํงเสริมความรํวมมือระหวํางประเทศสมาชิก เพื่อ
ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในภูมิภาคเอเชียให๎ได๎รับการศึกษา การฝึกอบรม มีสุขภาพสมบูรณ๑มี
ฐานะความเปน็ อยํทู ีม่ ั่นคง
๔) การดาเนินงานด๎านการศึกษา ไทยได๎รํวมมือกับประเทศอาเซียนตั้งเครือขํายมหาวิทยาลัย
อาเซียน (ASEAN University Network) ในด๎านสาธารณสุขไทยและสมาชิกอาเซียน มีการแลกเปล่ียน
ข๎อมูลขําวสารด๎านเภสัชกรรม ในสํวนของเยาวชนไทยมีบทบาทสาคัญในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อ
เยาวชน เชนํ การให๎ความรู๎ด๎านเกษตรกรรมสาหรับเยาวชนในชนบท โครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย๑
ซ่ึงเป็นโครงการรํวมมือกับญ่ีปุนเพื่อสร๎างความเข๎าใจอันดี ไทยยังได๎ริเริ่มจัดต้ังศูนย๑อบรมเจ๎าหน๎าท่ี
ปราบปรามยาเสพติด และโครงการควบคุมโรคเอดส๑รํวมกับอาเซียน อีกท้ังยังผลักดันให๎อาเซียนยกระดับ
ความรํวมมือด๎านพัฒนาสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย๑ ซึ่งสอดคล๎องกับแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแหงํ ชาตฉิ บับท่ี ๙ ของไทย
ภายหลังจากการเกดิ วิกฤตการณ๑เศรษฐกจิ ในไทย ซ่ึงได๎ขยายไปยงั ประเทศอื่น ๆ ไทยได๎เสนอการ
จัดทาโครงขํายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets) ท่ีจะให๎อาเซียนรํวมกันแก๎ไขผลกระทบทางด๎าน
๑๔๙
สังคม มีการจัดต้ังมูลนิธิอาเซียนเพื่อสํงเสริมแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิชาการตลอดจนการมีสํวนรํวมของ
ประชาชนในกิจกรรมตาํ ง ๆ ของอาเซียน
๑๒) เขตการค้าเสรีอาเซยี น (ASEAN Free Trade Area : AFTA)
เขตการค๎าเสรีอาเซียน เกิดจากการประชุมสุดยอดอาเซียน คร้ังที่ ๔ เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.
1992 ณ สิงคโปร๑ ผ๎ูนาอาเซียนได๎มีมติเห็นสมควรจัดตั้งเขตการค๎าเสรีอาเซียน (AFTA) ข้ึน ตามข๎อเสนอ
ของนายอานันท๑ ป๓ณยารชุน นายกรัฐมนตรีของไทยและได๎มีการลงนามในกรอบความตกลงขยายความ
รวํ มมอื ทางเศรษฐกิจ ตกลงอัตราภาษีพิเศษที่เทํากัน สาหรับ อาเซียนและการเสริมสร๎างความสามารถใน
การแขงํ ขันให๎แกํสินค๎าอาเซยี นในตลาดโลก รวมทง้ั จดั ตงั้ เขตการคา๎ เสรอี าเซยี น
วัตถุประสงค์ของเขตการค้าเสรีอาเซียน
๑) เพื่อให๎การค๎าขายภายในอาเซียนเป็นไปโดยเสรี มีอัตราภาษี ต่าสุด และปราศจากข๎อจากัดท่ี
มิใชภํ าษี
๒) เพ่อื ดงึ ดดู นกั ลงทุนตาํ งประเทศเขา๎ มาลงทุนในอาเซยี น
๓) เพ่อื เสริมสรา๎ งสมรรถนะการแขงํ ขันของอาเซยี น
๔) เพ่อื รับกบั สถานการณเ๑ ศรษฐกิจการค๎าโลกที่จะเสรยี ิ่งขึ้น
เป้าหมายของเขตการคา้ เสรีอาเซยี น
ประเทศสมาชิกจะต๎องลดภาษีนาเข๎าระหวํางกันให๎เหลือร๎อยละ ๐.๕ภายใน ๑๕ ปี (เริ่ม ค.ศ.
1993) รวมทั้งยกเลิกมาตรการที่ไมํใชํภาษีศุลกากร จากเดิม ๑๕ ปี ให๎เหลือ ๑๐ ปี ให๎เสร็จส้ินภายใน
ค.ศ. 2003 สนิ ค๎าทอ่ี ยูํในกลุํมการดาเนินการลดภาษี ได๎แกํ ประเภทสินค๎าเรํงลดภาษี มี ๑๕ สาขาสินค๎ามี
กวํา ๑๐๐ รายการ ที่เรํงลดภาษีภายในเดือนมกราคม ค.ศ. 2000 ดังเชํน เครื่องใช๎ไฟฟูา เคมีภัณฑ๑
ปนู ซเี มนต๑ ประเภทสนิ คา๎ ลดภาษปี กติ ลดภาษีลงภายใน ๑๐ ปี
ภายในเดอื นมกราคม ค.ศ. 2003 ประเภทสินค๎ายกเว๎นช่ัวคราว จะทยอยนามาลดภาษีภายใน ๕
ปี โดยเร่ิมต้ังแตํ ค.ศ. 1996 -2003 ทั้งสินค๎าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมแปรรูปและไมํแปรรูป สํวน
สนิ คา๎ อํอนไหว ได๎แกํ สนิ คา๎ เกษตรไมํแปรรปู จะลดภาษลี งตงั้ แตํ ค.ศ. 2001 ยกเวน๎ ข๎าวและนา้ ตาล ที่จะใช๎
มาตรการพเิ ศษโดยเฉพาะ
๑๕๐
๑๓)องค์การของประเทศผู้ส่งน้ามันเป็นสินค้าส่งออก(Organization of Petroleum
Exporting Countries : OPEC)
องคก๑ ารโอเปค กํอตั้งข้ึนในปี ค.ศ. 1960 เกิดจากความเคลื่อนไหวของประเทศที่ผลิตน้ามันเป็น
สินค๎าสํงออก ๕ ประเทศ คือ อิหรําน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และ เวเนซุเอลา ได๎รํวมกันจัดต้ัง
องค๑การของประเทศผ๎ูสํงน้ามันเป็นสินค๎าออก มีสานักงานเลขาธิการต้ังอยูํที่ กรุงเจนีวา ประเทศ
สวติ เซอรแ๑ ลนด๑ ตอํ มาไดย๎ ๎ายไปต้ังทก่ี รงุ เวยี นนา ประเทศออสเตรีย
ปัจจบุ นั สมาชิกโอเปคเพ่ิมเป็น ๑๓ ประเทศ จากทวปี ตา่ ง ๆ ตามลาดบั ดังนี้
๑) ทวีปเอเชีย จานวน ๗ ประเทศ ได๎แกํ อิหรําน อิรัก คูเวต กาตาร๑ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐ
อาหรับเอมเิ รต และอินโดนเี ซีย
๒) ทวปี แอฟรกิ า จานวน ๔ ประเทศ ได๎แกํ ลิเบยี ไนจีเรยี กาบอง และ แอลจเี รยี
๓) ทวีปอเมริกาใต๎ จานวน ๒ ประเทศ ไดแ๎ กํ เวเนซเุ อลา และเอกวาดอร๑
ตํอมาในปี ค.ศ. 1992 มีประเทศสมาชิกถอนตัวออก ๒ ประเทศ คือ แอลจีเรีย และ กาบอง เน่ืองจากไมํ
พอใจการจัดสรรโควตา๎ ทไี่ มเํ ป็นธรรม
วัตถุประสงคข์ องโอเปค
๑) เพื่อปกปอู งพิทกั ษผ๑ ลประโยชนท๑ ง้ั ปวงของประเทศสมาชิก
๒) เพือ่ รกั ษาราคาน้ามนั ให๎มีเสถียรภาพ
๓) เพ่ือให๎ได๎มาซึ่งรายได๎อยํางสม่าเสมอสาหรับประเทศผู๎ผลิตน้ามัน ในขณะเดียวกันก็จัดหา
นา้ มนั ให๎แกํชาติทซี่ อื้ ขายอยํางมีประสทิ ธิภาพและสมา่ เสมอ
๑๔) ความตกลงทางการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement :
NAFTA)
เป็นเขตการคา๎ เสรีทปี่ ระกอบด๎วย สหรัฐอเมรกิ า แคนาดา และเม็กซโิ ก กํอต้ังขึ้นในเดือนมกราคม
ค.ศ. 1992 ตอํ มาชิลีได๎เขา๎ เป็นสมาชิกเมื่อต๎นปี ค.ศ. 1996 พร๎อมกับขยายความรํวมมือไปครอบคลุมด๎าน
๑๕๑
อืน่ ๆ เชนํ พลังงาน บรกิ ารทางการเงิน การขนสงํ การลงทุน โทรคมนาคม กรรมสิทธท์ิ รัพย๑สินทางป๓ญญา
ส่ิงแวดลอ๎ ม และปญ๓ หาพลังงาน
วตั ถปุ ระสงค์ของเขตการคา้ เสรอี เมริกาเหนอื
๑) รํวมมือทางเศรษฐกิจด๎วยการกาจัดภาษีศุลกากร ท่ีเป็นอุปสรรคทางการค๎าในเวลา ๕ ปี โดย
ให๎มีการยกเว๎นภาษีศุลกากรในสินค๎าบางประเภท และคํอย ๆ ลดภาษีจนไมํเก็บอีกตํอไปภายในเวลาที่
กาหนด
๒) สํงเสรมิ ใหม๎ กี ารแขํงขันทเี่ ป็นธรรม และขยายโอกาสในการลงทุน จัดตั้งกลไกการยุติข๎อพิพาท
ทางการค๎าทย่ี ตุ ิธรรม
๓) คมุ๎ ครองสทิ ธิในทรพั ยส๑ ินทางปญ๓ ญา
ประเทศท่ีได๎รับประโยชน๑จากเขตการค๎าเสรีอเมริกาเหนือมากท่ีสุดคือ เม็กซิโก เพราะประสบ
ป๓ญหาเศรษฐกิจตกตา่ ซ่ึงสามารถฟ้ืนตัวได๎อยํางรวดเร็วเพราะได๎รับความชํวยเหลือจากสหรัฐอเมริกา แตํ
สหรัฐอเมริกาก็ได๎รับผลประโยชน๑ สามารถแก๎ป๓ญหาแรงงานอพยพจากเม็กซิโก และมีตลาดสินค๎าท่ี
แนํนอน สํวนแคนาดาสามารถหาแหลํงแรงงานและวัตถุดิบราคาถูก ซ่ึงใช๎เป็นป๓จจัยการผลิตสนับสนุน
อุตสาหกรรมในประเทศ
ประเทศไทยเปน็ ฝุายได๎เปรียบดุลการค๎าตํอเขตการค๎าเสรอี เมริกาเหนอื ซึ่งเป็นตลาดสาคัญอันดับ
๒ ของไทยรองจากญปี่ ุน ในปี ค.ศ.๑๙๙๖ ไทยสงํ ออกประมาณร๎อยละ ๑๙.๒ ของมูลคําสํงออกรวม โดยมี
สินค๎าสาคัญคือ เสอ้ื ผา๎ สาเร็จรูป เครอื่ งคอมพวิ เตอรแ๑ ละสํวนประกอบ แผงวงจรไฟฟูา อาหารกระป๋อง ก๎ุง
แชํแข็ง อญั มณีและเคร่ืองประดับ รองเทา๎ และชน้ิ สํวน ตลอดจนเครอื่ งรบั วิทยแุ ละสํวนประกอบ
๑๕) ความร่วมมอื ทางเศรษฐกจิ ในภูมภิ าคเอเชีย-แปซฟิ ิก (Asia Pacific Economic
Cooperation:APEC)
กํอตั้งข้ึนในปี ค.ศ. ๑๙๘๙ จากข๎อเสนอของนายบ๏อบ ฮอว๑ก (Bob Hawke) อดีตนายกรัฐมนตรี
ออสเตรเลียโดยได๎รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ญ่ีปุน และประเทศอื่น ๆ จนกลายเป็นกลํุม
เศรษฐกิจที่มีประชากรรํวมกันมากท่ีสุดกวํา ๒,๐๐๐ ล๎านคน ครอบคลุม ๓ ทวีป คือ เอเชีย ออสเตรเลีย
และอเมรกิ า มสี มาชิกเรม่ิ กํอตัง้ ๑๒ ประเทศ
๑๕๒
ได๎แกํ กลุํมประเทศอาเซียน ๖ ประเทศ ( บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส๑ สิงคโปร๑ ไทย )
และ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญ่ีปุน เกาหลีใต๎ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด๑ ตํอมาจีน ฮํองกง ไต๎หวันเข๎าเป็น
สมาชิกในปี ค.ศ. 1991 เม็กซิโก ปาป๓วนิวกีนี ค.ศ. 1993 ชิลี ค.ศ. 1994 เวียดนาม เปรู รัสเซีย ค.ศ.
1998 รวมเปน็ ๒๑ ประเทศ และมีสานักเลขาธิการ APEC ตัง้ อยํูที่ประเทศสงิ คโปร๑
วตั ถุประสงคข์ องความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมภิ าคเอเชยี -แปซิฟิก
๑) สนบั สนนุ การขยายตวั ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซฟิ กิ และของโลก
๒) พัฒนาและสงํ เสรมิ ระบบการคา๎ พหพุ าคี บนรากฐานการเปดิ เสรีการคา๎
๓) ลดอุปสรรคการค๎าสินค๎าและการค๎าบริการ ตลอดจนการลงทุนระหวํางประเทศสมาชิก โดย
ใหส๎ อดคล๎องกับกฎของแกตต๑
๔) สงํ เสริมการค๎าเสรรี ะหวํางประเทศสมาชกิ ปรบั ปรุงกฎเกณฑ๑ทางการค๎าให๎เกิดความเป็นธรรม
ในหมปํู ระเทศสมาชิก
พฒั นาการความรว่ มมือของกล่มุ เอเปค
ความรํวมมือของสมาชิกในกลํุมเอเปคได๎พัฒนาข้ึนมาเป็นลาดับ ซ่ึงได๎มีการประชุมระดับผู๎นาทุก
ปีเป็นประจา เพื่อรํางข๎อตกลงรํวมกัน และจะประชุมผู๎นาเศรษฐกิจควบคํูไปกับการประชุมระดับรัฐมนตรี
การประชมุ แตํละคร้ังไดข๎ อ๎ สรปุ ดงั นี้
๑) การวางกรอบการดาเนินงานของเอเปค ได๎มีการประชุมสมาชิกขึ้นเป็นครั้งแรกท่ีออสเตรเลีย
ระหวํางปี ค.ศ. 1989-19 ที่ประชุมเสนอแนวคิดทจ่ี ะสรา๎ งประชาคมเอเชยี -แปซิฟิกเป็นภูมภิ าคแบบเปดิ
๒) ใหม๎ กี ารเปดิ เสรกี ารค๎า และการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกผลสืบเนื่องมาจากการประชุม
สุดยอดผ๎นู า ครั้งท่ี ๒ ที่อินโดนีเซีย ในปี ค.ศ. 1994 ที่ประชุมได๎ยอมรับหลักการท่ีจะมีเขตการค๎าเสรี แตํ
ต๎องคานึงถึงความแตกตํางในระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และความพร๎อมของแตํ
ละประเทศ โดยกาหนดให๎ประเทศสมาชิกท่ีพัฒนาแล๎วเปิดเสรีภายในปี ค.ศ. 2010 แตํประเทศที่กาลัง
พฒั นาให๎เปิดเสรีในปี ค.ศ. 2020
๑๕๓
๓) การประกาศวาระปฏิบตั ิการเปิดเสรี ในปี ค.ศ. 1995 ประเทศญี่ปุนเป็นเจ๎าภาพจัดประชุมสุด
ยอดผู๎นาเอเปค ครงั้ ท่ี ๓ ไดจ๎ ัดทาแผนปฏิบัติการโอซาก๎า เพ่อื เป็นต๎นแบบในการทางานให๎บรรลุเปูาหมาย
ในการเปน็ เขตการคา๎ เสรี
๔) รํวมกันผลักดันมาตรการตําง ๆ เพื่อให๎เกิดผลสัมฤทธ์ิ จากการประชุมสุดยอดคร้ังท่ี ๔ ที่
ฟิลิปปินส๑ สมาชิกตกลงรํวมกันผลักดันมาตรการหลายอยําง เชํน การเปิดเสรีการค๎า บริการ การลงทุน
และสาธารณูปโภค ให๎ความรํวมมือทางด๎านเศรษฐกิจและวิชาการ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย๑
สนับสนนุ การลงทุนในธรุ กจิ ขนาดกลางและเล็ก
๕) การเปิดเสรีลํวงหน๎ารายสาขาตามความสมัครใจ ในท่ีประชุมท่ีประเทศแคนาดา ในปี ค.ศ.
1997 ตกลงกันให๎เปิดเสรลี ํวงหนา๎ ตามความสมคั รใจถึง ๑๕ สาขา ประกอบด๎วยสินค๎าและการบริการด๎าน
ส่ิงแวดล๎อม เคมีภัณฑ๑ อุปกรณ๑การแพทย๑ พลังงาน ผลิตภัณฑ๑จากปุา เป็นต๎น ซึ่งไทยมีทําทีคัดค๎านการ
เปิดเสรดี า๎ นผลิตภณั ฑ๑จากปาุ และการประมง เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนตํอผ๎ูผลิตภายในประเทศ
๖) ความล๎มเหลวในการประชุมสดุ ยอดผ๎นู าเอเปค สืบเน่ืองมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย ทาให๎
การประชุมสุดยอดผ๎ูนาเอเปคตํอมาอีก ๔ ครั้ง ไมํประสบความสาเร็จ ครั้งท่ี ๖ ประชุมที่มาเลเซีย ผู๎เข๎า
ประชุมมุํงอภิปรายวิกฤตการณ๑ทางเศรษฐกิจและหาแนวทางแก๎ป๓ญหา คร้ังท่ี ๗ ที่ประเทศนิวซีแลนด๑
และครั้งที่ ๘ ที่บรูไน ความสนใจอยํูท่ีเรื่องป๓ญหาติมอร๑ตะวันออก การรับจีนเข๎าเป็นสมาชิกขององค๑การ
การค๎าโลก สํวนคร้ังที่ ๙ ท่ีสาธารณรัฐประชาชนจีน หัวข๎อประชุมเป็นเร่ืองผลกระทบจากการกํอ
วินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา จากพฤติกรรมดังกลําว ทาให๎การเปิดเสรีทางการค๎าของกลํุมเอเปคชะลอตัว
แม๎กระทั่งสหรัฐอเมริกาประเทศผู๎นาก็ได๎ลดความสาคัญของเอเปกหันไปสนใจการเจรจาในกรอบของ
องคก๑ ารการค๎าโลก
ประเทศไทยกบั เอเปค
ประเทศไทยในฐานะสมาชิกผ๎ูรํวมกํอตั้งเอเปก จึงได๎รับประโยชน๑หลายประการโดยเฉพาะความ
รํวมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการจากโครงการตํางๆ ของเอเปกเพื่อสํงเสริม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย๑
การถาํ ยทอดเทคโนโลยี และการพฒั นาวิสาหกิจขนาดเล็ก และขนาดกลางตลอดจนการแลกเปลี่ยนข๎อมูล
ขําวสาร การเป็นสมาชิกยังเป็นโอกาสให๎ไทยเสริมสร๎างอานาจในการตํอรองเพื่อชํวยปกปูองผลประโยชน๑
ทางการค๎า
๑๕๔
ในขณะเดียวกนั การเปดิ เสรีทางการค๎า ยํอมสํงผลกระทบตํออุตสาหกรรมบางสาขาของไทยท่ียัง
ด๎อยประสิทธิภาพในการผลิต ฉะน้ันเพื่อให๎ไทยได๎เปรียบในการแขํงขันอุตสาหกรรมของไทยจะเป็นต๎อง
ปรับโครงสร๎างการผลิต ตลอดจนการใช๎เทคโนโลยีท่ีสูงขึ้น ในปี ค.ศ.2003 ประเทศไทยได๎รับเกียรติเป็น
เจ๎าภาพการประชุมเอเปค หลายระดบั ดังน้ี
๑) การประชุมระดบั เจา๎ หน๎าทีอ่ าวุโสครัง้ ท่ี ๑ เดือน กุมภาพันธ๑ ที่จังหวัดเชียงรายคร้ังที่ ๒ เดือน
พฤษภาคม ท่จี ังหวัดขอนแกนํ ครั้งที่ ๓ เดือน กันยายน ท่จี ังหวัดภเู ก็ต
๒) การประชมุ ระดับรฐั มนตรีเอเปค คร้ังท่ี ๑๕ เดอื น มิถุนายน ที่จงั หวดั ขอนแกํน
๓) การประชมุ ระดับผน๎ู าเศรษฐกิจเอเปค คร้ังท่ี ๑๑ เดอื น ตลุ าคม ทกี่ รงุ เทพมหานคร
๑๖) การประชมุ สหประชาชาติว่าด้วยการคา้ และการพัฒนา (United Nations Conferences on
Trade and Development : UNCTAD)
อังค๑ถัด เป็นองค๑การระหวํางประเทศภายใต๎กรอบ ขององค๑การ สหประชาชาติเกิดข้ึนจากความ
พยายามและความรํวมมือของกลุํมประเทศกาลังพัฒนาซ่ึงรวมกันเรียกวํากลํุม ๗๗ (G๗๗) มีการประชุม
คร้ังแรกที่นครเจนีวา ในปี ค.ศ. 1964 เพ่ือเรียกร๎องให๎ประเทศท่ีพัฒนาแล๎วรํวมมือหาทางแก๎ไขป๓ญหา
อุปสรรคเกี่ยวกับการค๎าและการพัฒนาของประเทศที่กาลังพัฒนา โดยให๎ประเทศท่ีกาลังพัฒนามีสํวนใน
การพิจารณาตัดสนิ ป๓ญหาเกยี่ วกบั การคา๎ และการเงินระหวาํ งประเทศ
วัตถุประสงคข์ ององั ค์ถัด
๑) เพอ่ื สํงเสริมการค๎าระหวํางประเทศ ท่ีมีระดับการพัฒนาแตกตํางกัน และมํุงขจัดอุปสรรคตําง
ๆ เพ่ือให๎ประเทศที่กาลังพัฒนาได๎รับผลประโยชน๑จากการค๎าระหวํางประเทศอยํางเต็มท่ี โดยการรํวมมือ
กับองคก๑ ารตาํ ง ๆ ทัง้ ในระดบั ภมู ภิ าคและระดบั โลกที่มอี ยูอํ ยํางใกลช๎ ดิ
๒) เพ่ือดาเนินงานด๎านตําง ๆ เชํน การเจรจา และตํอรองป๓ญหากฎหมายอันเกี่ยวกับการค๎า
ระหวํางประเทศ โดยรํวมมอื กบั หนํวยงานอนื่ ของสหประชาชาติ
๓) เป็นศูนย๑กลางระดับโลกในการดาเนินงาน เพื่อให๎นโยบายการค๎าและการพัฒนาของประเทศ
ตําง ๆ รวมทงั้ กลมํุ เศรษฐกจิ ระดับภมู ิภาคตําง ๆ มีความสอดคล๎องซงึ่ กนั และกนั
บทบาทและผลงานขององคก์ ารอังค์ถัด
๑๕๕
การประชุม UNCTAD เริ่มจัดเป็นคร้ังแรก เมื่อปี ค.ศ.1964 จนถึงป๓จจุบัน มีการประชุมใหญํไป
แลว๎ ๑๐ คร้ัง มีผลงานทส่ี าคัญดังนี้
๑) ริเร่ิมให๎มีระบบสิทธิประโยชน๑ทางการค๎า โดยจัดทาโครงการให๎สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร
(Generalized System of Preference : GSP) ทีป่ ระเทศพัฒนาแลว๎ ใหแ๎ กปํ ระเทศกาลงั พัฒนา
GSP หมายถงึ ระบบการให๎สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรท่ัวไป ที่ประเทศพัฒนาแล๎วให๎แกํสินค๎าท่ี
มีแหลํงกาเนิดในประเทศกาลังพฒั นา โดยการยกเว๎นหรือลดหยํอนอากรขาเข๎าแกํ สินค๎าท่ีอยํูในขํายได๎รับ
สิทธพิ ิเศษทางการคา๎ ทั้งนโ้ี ดยประเทศผใ๎ู ห๎สิทธพิ ิเศษฯ จะเป็นผ๎ูให๎ฝุายเดียว โดยไมํหวังผลตอบแทนใด ๆ
ทั้งสิ้น และไมํมีการเลือกปฏิบัติการดาเนินงานป๓จจุบันมีระบบการให๎ GSP ทั้งหมด ๑๖ ระบบ โดย
ประเทศทไ่ี ดร๎ บั สทิ ธิพิเศษฯ จะได๎รับการยกเว๎นหรือลดหยํอนภาษีขาเข๎าภายใต๎ GSP ในอัตราต่ากวําภาษี
ขาเข๎าท่ัวไป มีผลประโยชนต๑ ํอประเทศผูไ๎ ด๎รบั ในด๎านการสํงเสรมิ การพัฒนาสินค๎าอุตสาหกรรม เพิ่มรายได๎
จากการสํงออกและเรํงรดั อัตราการขยายตวั ทางเศรษฐกิจ
๒) การให๎สิทธิพิเศษทางการค๎าระหวํางประเทศกาลังพัฒนาด๎วยกัน โดยการจัดทาโครงการให๎
สิทธิพิเศษทางการค๎าระหวํางประเทศกาลังพัฒนา ทั้งทางด๎านภาษีศุลกากรและไมํใชํภาษีศุลกากร
(Global System of Trade Preference Among Developing Countries : GSTP) ซึ่งเป็นโครงการที่
ประเทศกาลงั พัฒนาให๎สทิ ธิพิเศษระหวํางกัน สมาชิกกลํุม ๗๗ ได๎ยื่นรายการขอลดหยํอนสินค๎าซึ่งกันและ
กัน รวม ๑,๖๒๗ รายการ ข๎อตกลงแลกเปลี่ยนสินค๎านี้มีผลบังคับใช๎ ต้ังแตํ ค.ศ. 1987 โครงการนี้ชํวยให๎
ประเทศกาลังพัฒนาพงึ่ พาตนเองไดม๎ ากขน้ึ และเกดิ การขยายการค๎าระหวาํ งประเทศกาลงั พฒั นา
๓) บทบาทในการแก๎ป๓ญหาสนิ ค๎าโภคภัณฑ๑ โดยเป็นผ๎ูริเร่ิมจัดทาโครงการจัดทาข๎อตกลงระหวําง
ประเทศวําด๎วยสินค๎าโภคภัณฑ๑จากการประชุมอังค๑ถัด สมัยท่ี ๔ ค.ศ. 1976 ที่ประชุมมีมติให๎จัดตั้ง
โครงการรวํ มเพือ่ สนิ ค๎าโภคภัณฑ๑ โดยวางกฎเกณฑ๑เก่ียวกับการผลิตอยูํในระดับท่ีเหมาะสมท้ังระดับราคา
การปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต๎นทุน สํงเสริมการขยายตัวด๎านการค๎า สินค๎าโภคภัณฑ๑ที่ตกลงมี ๘
ประเภท ไดแ๎ กํ กาแฟ น้าตาล โกโก๎ เน้อื โค นม ปอ และผลติ ภณั ฑป๑ อ ไมเ๎ ขตร๎อน และยางธรรมชาติ
เพ่ือให๎การดาเนินงานการข๎อตกลงเป็นไปตามวัตถุประสงค๑ ข๎อตกลงสินค๎าโภคภัณฑ๑ได๎กาหนดท่ี
จะดาเนนิ การทส่ี าคญั คอื
๑) จัดต้ังองคก๑ รขอ๎ ตกลงสินคา๎ โภคภัณฑ๑ระหวํางประเทศ
๒) ใหม๎ กี ลไกตาํ ง ๆ ในการเขา๎ แทรกแซงตลาด
๑๕๖
๓)ให๎มีการดาเนินโครงการวจิ ยั และพัฒนาเพ่ิมประสทิ ธิภาพและลดตน๎ ทุนในการผลติ
๔) จดั ต้ังกองทนุ รํวมเพือ่ สนิ ค๎าโภคภณั ฑ๑
ประเทศไทยกับองั คถ์ ัด
ไทยรับเป็นเจ๎าภาพจัดประชุมองค๑การอังค๑ถัด คร้ังที่ ๑๐ ในเดือนกุมภาพันธ๑ ค.ศ.2002 ท่ี
เชียงใหมํ การประชุมครั้งน้ีเป็นรูปแบบใหมํได๎ให๎ภาคประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งประกอบด๎วย
ภาคเอกชน องค๑การเอกชนและนักวิชาการ เข๎ามามีสํวนรํวมกับภาครัฐ ผลการประชุมได๎พิจารณา
เหน็ ชอบ สรุปไดด๎ ังน้ี
๑) ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เป็นแผนแมํบทในการกาหนดยุทธศาสตร๑การ
พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก เป็นการกาหนดบทบาทของอังค๑ถัดในสหัสวรรษใหมํให๎อานวย
ประโยชนต๑ อํ กลํุมประเทศสมาชิก
๒) แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ (Bangkok Plan of Action) เป็นการนาวิธีการไปสํูการปฏิบัติให๎
ประเทศสมาชิกมีความเทําเทียมกัน มีโอกาสที่จะรับการปฏิวัติทางเทคโนโลยี การเปิดตลาดการค๎าสาขา
ตําง ๆ และสํงเสริมการพัฒนาท่ียั่งยืนบทบาทขององค๑การอังค๑ถัดท่ีผํานมา ยังไมํมีประสิทธิภาพในการ
รักษาผลประโยชนข๑ องประเทศสมาชกิ ในกลุํมท่ีกาลังพัฒนา การประชุมในประเทศไทยจึงเป็นความหวังท่ี
จะประสานประเทศทพ่ี ฒั นาแล๎วกับประเทศกาลังพัฒนา ให๎มีโอกาสเทําเทียมกันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
อยํางย่งั ยืน
๑๐.๕ องคก์ ารระหวา่ งประเทศทางดา้ นการเมือง
เม่ือสงครามโลกคร้ังท่ี ๑ สิ้นสุดลง ได๎มีการประชุมสันติภาพข้ึน ณ พระราชวังแวร๑ซายส๑ ค.ศ.
1918 ตกลงจัดต้ังองค๑การสันนิบาตชาติ เพื่อรักษาสันติภาพและแก๎ไขข๎อขัดแย๎งโดยสันติวิธี แตํสันนิบาต
ชาติก็ไมํสามารถรักษาสันติภาพของโลกได๎ ในท่ีสุดสงครามโลกครั้งท่ี ๒ จึงเกิดขึ้นอีก ภายหลัง
สงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ ได๎มคี วามพยายามจดั ตง้ั องคก๑ ารระหวาํ งประเทศขน้ึ อกี องค๑การระหวํางประเทศทาง
การเมืองทสี่ าคญั มดี งั น้ี
๑) องค์การสหประชาติ (The United Nations)
องค๑การสหประชาชาติ เป็นองค๑การระหวํางประเทศระดับโลกที่กํอต้ังข้ึนในปี ค.ศ. 1945
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง โดยมีสานักงานใหญํต้ังอยํูที่กรุงนิวยอร๑ก ประเทศสหรัฐอเมริกามี
๑๕๗
สมาชิกประกอบด๎วยประเทศเอกราชตําง ๆ จากทุกภูมิภาคของโลก จากจานวนสมาชิกกํอต้ัง ๕๑
ประเทศในปี ค.ศ. 1945 ไดเ๎ พม่ิ ข้นึ อยํางรวดเร็ว
ตูวาลู (Tuvalu) เขา๎ เปน็ สมาชิกเม่อื วันที่ ๕ กันยายน ค.ศ. 2000 เป็นอนั ดับที่ ๑๘๙
สวิตเซอร๑แลนด๑ เข๎าเป็นสมาชิกเม่อื วันที่ ๑๐ กันยายน ค.ศ. 2002 เปน็ อันดับที่ ๑๙๐
ติมอรต๑ ะวนั ออก เข๎าเป็นสมาชิกเม่ือวันท่ี ๒๗ กันยายน ค.ศ. 2002 เปน็ อันดบั ที่ ๑๙๑
วตั ถปุ ระสงค์ขององคก์ ารสหประชาชาติ
องค๑การสหประชาชาตไิ ด๎รับการสถาปนาอยํางเป็นทางการเมื่อวันท่ี ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. 1945 เมื่อ
กฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช๎ กฎบัตรสหประชาชาติได๎กาหนดวัตถุประสงค๑ ขององค๑การ
สหประชาชาติไว๎ดังน้ี
๑) เพื่อธารงไว๎ซ่งึ สันติ และความม่นั คงระหวาํ งประเทศ
๒) เพอ่ื พัฒนาความสัมพันธฉ๑ นั มิตรระหวํางประชาชาติทั้งปวง โดยยึดการเคารพตํอหลักการแหํง
สทิ ธอิ นั เทําเทียมกนั
๓) เพ่ือให๎บรรลุถึงความรํวมมือระหวํางประเทศ ในอันที่จะแก๎ไขป๓ญหาระหวํางประเทศทาง
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือมนุษยธรรมและการสํงเสริมสนับสนุนการเคารพตํอสิทธิมนุษยชนและ
เสรีภาพข้ันมลู ฐานสาหรับทุกคน โดยไมเํ ลือกปฏบิ ัตใิ นเร่ืองเช้อื ชาติ เพศ ภาษา หรอื ศาสนา
๔) เพอื่ เป็นศนู ยก๑ ลางสาหรบั การประสานงานของประชาชาติทั้งหลาย ให๎กลมกลืนกันในอันที่จะ
บรรลุจุดหมายปลายทางรวํ มกันกลําวได๎วําองคก๑ ารสหประชาชาติ กํอต้ังข้นึ มาด๎วยเจตนารมณ๑ท่ีจะขจัดภัย
พิบัติอันเกิดจากสงคราม ประกันสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสํงเสริมความก๎าวหน๎าทางเศรษฐกิจและสังคม
ของมวลมนุษยชาติ
หลักการขององคก์ ารสหประชาชาติ
เพื่อให๎องค๑การสหประชาชาติสามารถดาเนินงานให๎บรรลุวัตถุประสงค๑ท่ีกาหนดไว๎ กฎบัตร
สหประชาชาตไิ ด๎วางหลักการท่ีองค๑การสหประชาชาติ และประเทศสมาชิกจะพึงยดึ ถือเป็นแนวทางในการ
ดาเนนิ การระหวํางประเทศ ดงั นี้
๑๕๘
๑) หลกั ความเสมอภาคในอธิปไตย รฐั ยอมมอี านาจอธปิ ไตยโดยสมบูรณ๑
๒) หลักความมั่นคงรํวมกัน เพ่ือธารงไว๎ซ่ึงสันติภาพและความม่ันคงรํวมกัน ดาเนินมาตรการ
รํวมกัน เพ่ือปอู งกันและขจดั การคกุ คามตํอสนั ติภาพ
๓) หลกั เอกภาพระหวํางมหาอานาจ ซึ่งได๎แกํ สหรฐั อเมริกา อังกฤษ ฝรงั่ เศส รสั เซีย และจีน
๔) หลักการไมใํ ชก๎ าลงั และการระงบั กรณพี ิพาทโดยสันติวธิ ี
๕) หลักความเป็นสากลขององค๑การ เปิดกว๎างแกํรัฐท่รี ักสนั ตทิ ง้ั ปวง
๖) หลักการเคารพเขตอานาจศาลภายใน ป๓ญหาใดท่ีประเทศสมาชิกอ๎างวําเป็นกิจการภายใน
สหประชาชาติจะไมมํ สี ิทธหิ รืออานาจเขา๎ แทรกแซง
องค์กรหลกั ขององคก์ ารสหประชาชาติ
สหประชาชาตมิ กี ารดาเนินงานเกอื บทว่ั ทง้ั โลกโดยผาํ นหนวํ ยงานหลัก ๖ องค๑กร ไดแ๎ กํ
๑) สมัชชา สมัชชาเป็นที่รวมของประเทศสมาชิกทั้งหมดของสหประชาชาติ ซ่ึงทุกประเทศมี
สิทธิออกเสียงได๎ ๑ เสียง มีหน๎าท่ีพิจารณาและให๎คาแนะนาในเร่ืองตําง ๆ ภายในกรอบของกฎบัตร
สหประชาชาติ แม๎วําสมัชชากาหนดเปูาหมายและกิจกรรมเพ่ือการพัฒนาตําง ๆ เรียกร๎องให๎มีการประชุม
ระดับโลกในหัวข๎อสาคัญ ๆ และกาหนดปีสากลเพ่ือเน๎นความสนใจในประเด็นที่สาคัญ ๆ ของโลก สมัชชา
มกี ารประชมุ สมยั สามญั ปีละครั้ง การลงคะแนนเสียงในเรื่องท่ัว ๆ ใช๎เสียงข๎างมากแตํถ๎าเป็นป๓ญหาสาคัญ
จะต๎องไดค๎ ะแนน ๒ ใน ๓ ของสมาชิกทีเ่ ขา๎ รํวมประชุม
๒) คณะมนตรีความมั่นคงมีหน๎าที่ และความรับผิดชอบในการธารงรักษาสันติภาพและความ
ม่ันคงระหวํางประเทศ ประกอบด๎วยสมาชิก ๑๕ ประเทศ แบํงเป็น ๒ ประเภท คือ สมาชิกถาวร มี ๕
ประเทศ คือ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกาและสมาชิกช่ัวคราว มี ๑๐ ประเทศ อยํูใน
ตาแหนงํ ครง้ั ๒ ปี ในกรณีประเทศสมาชิกถาวรประเทศใดประเทศหนึ่งออกเสียงคัดค๎าน ถือวําเป็นการใช๎
สิทธยิ บั ยั้ง (Veto) อันจะมผี ลทาใหเ๎ รือ่ งน้ัน ๆ ตกไป ในยุคของสงครามเยน็ การดาเนินงานของคณะมนตรี
ความมน่ั คงประสบกบั สภาวะชะงกั งนั เน่ืองจากการใช๎สิทธิยับยั้งของประเทศมหาอานาจ ป๓จจุบันสมาชิก
คณะมนตรคี วามมั่นคงไมวํ าํ จะเปน็ สมาชกิ ประจาหรือไมํก็ตาม จะต๎องงดเว๎นออกเสียง เมื่อมีการพิจารณา
ป๓ญหาขอ๎ พิพาทที่ตนเป็นคูกํ รณดี ๎วย
๑๕๙
๓) คณะมนตรเี ศรษฐกิจ และสงั คม มหี น๎าทส่ี าคัญคอื การสงํ เสริมและจัดทาข๎อเสนอแนะกิจกรรม
ท่ีมํุงเน๎นความรํวมมือระหวํางประเทศทางด๎านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเร่ืองการค๎า การขนสํง การ
พัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ ประชากรและการสํงเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย๑ คณะมนตรี
เศรษฐกิจ และสังคมประกอบด๎วยสมาชิก ๕๔ ประเทศ อยํูในตาแหนํงคราวละ ๓ ปี การลงคะแนนเสียง
ใช๎คะแนนเสียงข๎างมาก ภายใต๎คณะมนตรีเศรษฐกิจ และสังคม ประกอบด๎วยคณะกรรมาธิการประจา
ภูมิภาคตําง ๆ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสาหรับเอเชียและแปซิฟิก(The Economic
and Social Commission for Asia and The Pacific:ESCAP) สานกั งานใหญํตง้ั อยูํทก่ี รงุ เทพมหานคร
๔) คณะมนตรภี าวะทรสั ตี ประกอบด๎วย จีน ฝร่ังเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา มีหน๎าท่ี
ดูแลดนิ แดนในภาวะทรัสตีทีร่ ฐั บาลของประเทศตําง ๆ รับผิดชอบอยูํ เพ่ือให๎มีการดาเนินงานเป็นข้ันตอน
อันจะนาไปสกูํ ารปกครองตนเอง หรอื การได๎รับเอกราช เดมิ ดนิ แดนในภาวะทรสั ตีมี ๑๑ แหํง สํวนใหญํอยูํ
ในแอฟรกิ าและมหาสมุทรแปซฟิ กิ ซ่ึงไดร๎ บั เอกราชไปหมดแล๎ว ปาเลา (Palau) เปน็ ดนิ แดนในภาวะทรัสตี
แหํงสุดท๎าย เดิมอยํูในความดูแลของสหรัฐอเมริกาได๎รับเอกราชเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1994 สํงผลให๎
คณะมนตรีภาวะทรัสตีหยุดการปฏิบัติงานอยํางเป็นทางการและจะประชุมเฉพาะเรื่องพิเศษตา มความ
จาเปน็
๕) ศาลยุติธรรมระหวํางประเทศ หรือ “ศาลโลก” ต้ังอยํูกรุงเฮก ประเทศเนเธอร๑แลนด๑ เป็น
องค๑การตุลาการท่ีสาคัญของสหประชาชาติ ประกอบด๎วยผู๎พิพากษา จานวน ๑๕ นาย อยํูในตาแหนํง
คราวละ ๙ ปี คคูํ วามทจี่ ะนาคดีข้นึ สูศํ าลได๎จะต๎องเป็นรัฐคํูกรณี ซ่ึงเป็นสมาชิกองค๑การสหประชาชาติ ถ๎า
มิใชสํ มาชิกจะต๎องไดร๎ ับความเหน็ ชอบจากสมัชชา เอกชน จะนาคดีมาสศูํ าลนไี้ มํได๎
๖) สานักเลขาธิการ ทาหน๎าท่ี บริหารงานของสหประชาชาติภายใต๎การนาของเลขาธิการ
เลขาธกิ ารสหประชาชาติเลือกตั้งโดยสมัชชาด๎วยคะแนนเสียงไมํต่ากวําสองในสามท้ังนี้โดยคาแนะนาของ
คณะมนตรีความมั่นคง เลขาธิการมีวาระอยูในตาแหนํงคราวละ ๕ ปี โดยหลักการ เลขาธิการจะมาจาก
ประเทศท่เี ปน็ กลางหรือไมํฝก๓ ใฝุฝาุ ยใด
๑๖๐
หนา๎ ทส่ี าคัญของเลขาธกิ าร คอื การรายงานสถานการณร๑ ะหวํางประเทศท่ีกระทบตํอความม่ันคง
ระหวํางประเทศให๎คณะมนตรีความม่ันคงทราบ และทาหน๎าท่ีทางการทูตของสหประชาชาติต้ังแตํเริ่ม
กอํ ต้งั องค๑การสหประชาชาตมิ าจนถึงปจ๓ จบุ นั มผี ู๎ดารงตาแหนงํ เลขาธกิ ารสหประชาชาติ ๑๒๖ดังน้ี
ภาพถา่ ย เลขาธกิ าร ระ ย ะ เ วล าด าร ง ประเทศ หมายเหตุ อา้ งองิ
ตาแหน่ง (พ.ศ.)
๑ ทรฟี ลี ๒ กมุ ภาพันธ๑ พ.ศ. นอรเ๑ วย๑ ลาออก
(Trygve Lie) ๒๔๘๙ -๑๐
พฤศจิกายน พ.ศ.
๒๔๙๕
๒ ด๏าก ฮมั มาร๑เฮลิ ด๑ ๑๐ เมษายน พ.ศ. สวีเดน เ สี ย ชี วิ ต ใ น
(Dag ๒๔๙๖ -๑๘ อุ บั ติ เ ห ตุ
Hammarskjöld) กันยายน พ.ศ. เคร่ืองบินตกที่
๒๕๐๔ โรดีเชียเหนือ
(ป๓ จ จุ บั น
คื อ ป ร ะ เ ท ศ
แซมเบยี )
๓ อตู นั ๓๐ พมาํ สล ะสิ ทธิ์หลั ง
(U Thant) พฤศจกิ ายน พ.ศ. ครบวาระที่สอง
๒๕๐๔- ด๎ ว ย เ ห ตุ ผ ล
๓๑ ธันวาคม พ.ศ. สวํ นตัว
๒๕๑๔
๑๒๖เลขาธกิ ารสหประชาชาติ https://th.wikipedia.org/wiki/.ออนไลน๑. วนั สบื คน๎ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙
๑๖๑
๔ คูรท๑ วลั ดไ๑ ฮม๑ ๑ มกราคม พ.ศ. ออสเตรยี จีนใชส๎ ทิ ธิ์ยับยัง้
การดารง
(Kurt Waldheim) ๒๕๑๕ -
๓๑ ธนั วาคม พ.ศ. ตาแหนงํ สมยั ที่
๒๕๒๔ สาม
๕ คาเบยี ร๑ เปเรซ เด กู ๑ มกราคม พ.ศ. เปรู ปฏิเสธทจ่ี ะ
เอยาร๑ ๒๕๒๕ - ดารงตาแหนํง
(Javier Pérez de ๓๑ ธนั วาคม พ.ศ. ตอํ เป็นวาระที่
Cuéllar) ๒๕๓๔ สาม
๖ บุฏรสุ บฏุ รสุ ฆอลี ๑ มกราคม พ.ศ. อยี ปิ ต๑ สหรฐั อเมรกิ าใช๎
(Boutros Boutros- ๒๕๓๕ - สิทธิย์ ับยง้ั การ
Ghali) ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ดารงตาแหนงํ
๒๕๓๙ สมยั ทสี่ อง
๗ โคฟี แอนนัน ๑ มกราคม พ.ศ. กานา
(Kofi Annan) ๒๕๔๐ -๓๑
ธนั วาคม พ.ศ.
๒๕๔๙
๘ พัน กี-มนุ ๑ มกราคม พ.ศ. เกาหลี
(Ban Ki-moon) ๒๕๕๐ - ใต๎
๓๑ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๕๙
๙ อังตอนีอู กูแตรึช ๑ มกราคม พ.ศ. โปรตเุ กส
(António ๒๕๖๐ -
Guterres)
นอกจากนน้ั ยงั มีองคก๑ รพิเศษท่ีทางานในฐานะองคก๑ ารสหประชาชาติอีกหลายองค๑การ เชํนทบวง
การชานาญพิเศษแหํงสหประชาชาติ (Specialized Agencies) ซึ่งเป็นองค๑การอิสระและปฏิบัติงาน
เฉพาะด๎าน ทาหน๎าท่ีในการสํงเสริมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิกซ่ึงจัดต้ังข้ึนตามความตกลง
๑๖๒
ของรัฐบาล ในป๓จจุบันมี ๑๖ องค๑การ ได๎แกํ องค๑การแรงงานระหวํางประเทศ (ILO) องค๑การอาหารและ
เกษตรแหํงสหประชาชาติ (FAO) องค๑การศึกษาวิทยาศาสตร๑ และวัฒนธรรมแหํงสหประชาชาติ
(UNESCO) องค๑การบินพลเรือนระหวํางประเทศ (ICAO) ธนาคารระหวํางประเทศเพ่ือการบูรณะและ
พฒั นาหรอื ธนาคารโลก (IBRD/World Bank) กองทุนการเงินระหวํางประเทศ (IMF) องค๑การอนามัยโลก
(WHO) สหภาพไปรษณยี ส๑ ากล (UPU) สหภาพโทรคมนาคมระหวาํ งประเทศ (ITU) สมาคมพัฒนาระหวําง
ประเทศ (IDA) บรรษัทการเงินระหวํางประเทศ (IFC) องค๑การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) องค๑การกิจการ
ทางทะเลระหวํางประเทศ (IMO) องค๑การทรัพย๑สินทางป๓ญญาโลก (WIPO) กองทุนระหวํางประเทศเพ่ือ
การพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) องค๑การพัฒนาอุตสาหกรรมแหํงสหประชาชาติ (UNIDO) และมีองค๑กร
อิสระซ่ึงมิใชํทบวงชานัญพิเศษ ได๎แกํ ข๎อตกลงท่ัวไปวําด๎วยการพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค๎า
(GATT) และสานักงานพลงั ปรมาณรู ะหวํางประเทศ (IAEA) เปน็ ตน๎
ในป๓จจุบันองค๑การสหประชาชาติ ได๎จัดต้ังทบวงการชานัญพิเศษของสหประชาชาติเพื่อ
ปฏิบัติงานอันใดอันหนึ่งหรือเฉพาะด๎าน ซึ่งสํวนใหญํจะเก่ียวกับการสํงเสริมทางเศรษฐกิจ สังคมและ
การศึกษา ในบรรดาประเทศสมาชิกโดยเฉพาะอยํางยิ่งในประเทศดอ๎ ยพฒั นา เชํน สานักงานข๎าหลวงใหญํ
ผู๎ล้ีภัยแหํงสหประชาชาติ (UNHCR) ซ่ึงได๎ดาเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน๑ตํอมวลมนุษยชาติมากมาย ทั้ง
ดา๎ นสังคม เศรษฐกจิ และการเมอื ง องค๑การสหประชาชาติ จงึ เป็นองค๑การหลกั ที่มคี วามสาคัญ
ผลงานขององค์การสหประชาชาติ
ตลอดระยะเวลา ๕๐ กวาํ ปีท่ผี าํ นมา สหประชาชาติได๎สร๎างวิวัฒนาการของความรํวมมือระหวําง
ประเทศทคี่ รอบคลมุ การดาเนนิ งานในด๎านตํางๆ อยํางกวา๎ งขวาง ผลงานของสหประชาชาติสรุปไดด๎ ังนี้
๑) ด๎านการรักษาสันติภาพ โดยคณะมนตรีความมั่นคงได๎ดาเนินมาตรการบีบบังคับ ทั้งที่ไมํใช๎
กาลังอาวุธและใช๎กาลังทางอาวุธโดยความรํวมมือจากประเทศสมาชิกมาแล๎ว ๒ คร้ัง คือครั้งแรกใน
สงครามเกาหลีปี ค.ศ. 1950 และสงครามอาํ วเปอร๑เซียในกรณีที่อิรักสํงทหารเข๎ายึดครองคูเวต ค.ศ.1991
สหประชาชาติยังรับหน๎าที่เจรจาแก๎ไขความขัดแย๎ง เชํน การยุติสงครามอิรัก-อิหรําน การถอนทหาร
โซเวียตออกจากอัฟกานิสถาน การยตุ คิ วามขดั แย๎งในกัมพชู า การยุตสิ งครามกลางเมอื งในเอลซัลวาดอร๑
สหประชาชาติยังได๎ดาเนินการทูตหลังฉากในการปูองกันความขัดแย๎งกวํา ๕๐ กรณี ไมํให๎
ขยายตัวเป็นสงคราม ป๓จจุบันเกิดกระแสชาตินิยมท๎องถ่ินทาให๎เกิดความขัดแย๎งทางด๎านเช้ือชาติ ศาสนา
การฆําล๎างเผาํ พันธ๑ุ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาล ในขณะเดียวกันลักษณะความขัดแย๎งได๎เพ่ิม
ความสลบั ซบั ซ๎อนมากขน้ึ ทาให๎ สหประชาชาติต๎องสงํ กองกาลงั รักษาสันติภาพเข๎าไปปฏบิ ัตงิ าน
๑๖๓
๒) การสํงเสริมประชาธิปไตย สหประชาชาติได๎ชํวยให๎ประชาชนกวํา ๔๕ ประเทศมีสิทธิออก
เสียงในการเลือกตั้งท่ีเสรี และยุติธรรม เชํน ในนามิเบีย กัมพูชา เอลซัลวาดอร๑ เอริเทรีย โมซัมบิก
นิการากัว และลําสุดในติมอร๑ตะวันออก โดยสหประชาชาติได๎ให๎คาปรึกษา ความชํวยเหลือ และ
ตรวจสอบผลการเลอื กตง้ั
๓) การสํงเสริมการพัฒนา โดยจัดสรรเงินท้ังเงินกู๎และเงินให๎เปลําให๎กับโครงการพัฒนาแหํง
สหประชาชาติ (UNDP) และองค๑การระหวํางประเทศอ่ืน ๆ ได๎วางแผนและดาเนินโครงการด๎าน
การเกษตร อตุ สาหกรรม การศึกษา และสิง่ แวดล๎อมกวํา ๕,๐๐๐ โครงการ
๔) การสํงเสริมสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการด๎านสิทธิมนุษยชนได๎สืบสวนเรื่องร๎องเรียน
เกี่ยวกับการละเมดิ สิทธมิ นษุ ยชน และได๎กระต๎ุนใหป๎ ระชาคมโลกสนใจในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน
ประเทศตําง ๆ จนกํอให๎เกิดแรงกดดันระหวํางประเทศ เพ่ือนาไปสูํการปรับปรุงเร่ืองสิทธิมนุษยชนใน
ประเทศน้นั ๆ
๕) การปกปูองส่ิงแวดล๎อมและชั้นโอโซน สหประชาชาติได๎จัดประชุมนานาชาติวําด๎วย
สิง่ แวดล๎อมและการพฒั นา ทร่ี ิโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล ใน ค.ศ. 1992 ท่ีประชุมได๎รับรองอนุสัญญา
วําด๎วยการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศเพ่ือรักษาระดับก๏าซ เรือนกระจกในช้ันบรรยากาศโลกไมํให๎โลก
ร๎อนข้ึน และลงนามในอนุสัญญาวําด๎วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่ออนุรักษ๑และใช๎ประโยชน๑อยําง
ยั่งยืน รับรองแผนปฏิบัติการ ๒๑ (Agenda ๒๑) สร๎างความสมดุลให๎เกิดขึ้นระหวํางสิ่งแวดล๎อมกับการ
พฒั นา เพื่อบรรลุถึงการพัฒนาแบบย่ังยืนและได๎จัดประชุมนานาชาติช้ีให๎เห็นอันตรายจากการสูญเสียชั้น
โอโซน ซึง่ เปน็ ผลมาจากการพฒั นาอุตสาหกรรมในระยะท่ผี าํ นมา
๖) การให๎ความคุ๎มครองทรัพย๑สินทางป๓ญญา โดยองค๑การทรัพย๑สินทางป๓ญญาแหํงโลก (WIPO)
ได๎ให๎ความค๎ุมครองส่งิ ประดิษฐ๑ใหมํ ๆ และมกี ารจดทะเบยี นทรพั ยส๑ ินทางป๓ญญาเกือบ ๓ ล๎านชิ้น กฎบัตร
ดงั กลําวยังมผี ลใหม๎ ีการคมุ๎ ครองผลงานของศิลปิน นักประพันธ๑เพลง และนกั เขียนท่ัวโลก
๗) การอนุรักษ๑และบูรณะสถานที่สาคัญทางประวัติศาสตร๑ วัฒนธรรมและสถาป๓ตยกรรม โดย
องค๑การศึกษาวิทยาศาสตร๑และวัฒนธรรมแหํงสหประชาชาติ (UNESCO) ได๎ดาเนินการอนุรักษ๑
โบราณสถานใน ๘๑ ประเทศ เชํน กรีซ อิยิปต๑ อินโดนีเซีย กัมพูชา และไทย นอกจากน้ียังได๎จัดประชุม
นานาชาตเิ พ่อื อนุรกั ษ๑ทรัพยส๑ ินทางวฒั นธรรม
๑๖๔
ประเทศไทยกบั องคก์ ารสหประชาชาติ
ประเทศไทยได๎เข๎าเป็นสมาชิกสหประชาชาติลาดับที่ ๕๕ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ค.ศ. 1946 คน
ไทยท่ีได๎รับเกียรติให๎ดารงตาแหนํงสาคัญคือ พลตรีพระเจ๎าวรวงศ๑เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ๑ประพันธ๑ ทรง
ได๎รับเลือกเป็นประธานสมัชชาสมัยสามัญท่ี ๑๑ เมื่อปี ค.ศ. 1956 ประเทศไทยนับวํามีบทบาทสาคัญใน
การใหค๎ วามรวํ มมือกบั สหประชาชาติในดา๎ นตําง ๆ ซ่ึงพอสรุปไดด๎ ังนี้
๑) บทบาทด๎านการสํงเสริมสันติภาพ และรักษาความมั่นคงระหวํางประเทศไทยได๎สํงทหารเข๎า
รํวมปฏิบัติการกับกองกาลังสหประชาชาติ เมื่อเกิดสงครามเกาหลีในปี ค.ศ. 1950 จนสามารถสงบศึกได๎
ในชํวงทศวรรษ 1980 เข๎าชํวยแก๎ป๓ญหาความขัดแย๎งในกัมพูชาจนเกิดความสงบ และไทยยังได๎มีบทบาท
เข๎ารํวมปฏิบัติการในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคตําง ๆ ของโลก ดังเชํนในป๓จจุบันได๎สํงทหารปีละ ๕
นาย เขา๎ รวํ มรกั ษาสันตภิ าพบรเิ วณชายแดนอิรักกับคูเวต สํงเจ๎าหน๎าท่ีตารวจปีละ ๕ นาย รํวมปฏิบัติการ
รักษาสันติภาพในบอสเนีย-เฮอร๑เซโกวินา สํงทหาร ๑๕๘๑ นาย รํวมปฏิบัติการในติมอร๑ตะวันออก
นอกจากภารกิจทางการทหารแล๎วทหารไทยยังได๎ให๎คาแนะนาทางการเกษตรตามแนวคิดเศร ษฐกิจแบบ
พอเพียงแกํชาวติมอร๑ตะวันออก อีกทั้งยังมีโครงการฝึกอบรมการจัดตั้งหมํูบ๎านปูองกันตนเอง การ
ฝึกอบรมด๎านสาธารณสุขตลอดจนการให๎ความชํวยเหลือด๎านมนุษยธรรม บทบาทของไทยในครั้งนี้เป็นท่ี
ยอมรบั ในระดับนานาชาติและเป็นที่ช่นื ชมของชาว ตมิ อรต๑ ะวนั ออก
๒) บทบาทและความรวํ มมอื ในด๎านสังคม ดังเชํน ไทยใหท๎ ี่พักพงิ แกํผอ๎ู พยพชาวลาว กัมพูชา และ
เวียดนาม ต้ังแตํปี ค.ศ. 1975 ในระยะท่ีมีการสู๎รบในประเทศเพื่อนบ๎าน ได๎รณรงค๑ให๎ประชาคมระหวําง
ประเทศสนใจป๓ญหาผู๎อพยพ ป๓จจุบันไทยยังรับภาระผ๎ูล้ีภัยจากการส๎ูรบในพมํากวําแสนคนไทยยังได๎
พัฒนามาตรฐานด๎านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศให๎สอดคล๎องกับมาตรฐานสากล เชํน การเข๎าเป็นภาคี
อนสุ ญั ญาระหวาํ งประเทศด๎านสิทธิมนุษยชน เพื่อรบั พันธกรณที จ่ี ะค๎มุ ครองสิทธขิ อง ประชาชนด๎านตําง ๆ
ทั้งนี้เพือ่ สงํ เสริมและคุม๎ ครองสิทธิมนษุ ยชนตามรัฐธรรมนญู ฉบบั ป๓จจบุ ัน
นอกจากนี้ ไทยยงั ไดร๎ วํ มมอื กบั สหประชาชาติในด๎านการพัฒนา เชํน ป๓ญหาความยากจน การค๎า
มนุษย๑ ยาเสพติด การฟอกเงนิ การระบาดของเช้ือเอชไอวแี ละโรคอื่นๆ เป็นต๎น
๒) องคก์ ารสนธสิ ัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO)
เปน็ องค๑การพนั ธมิตรทางทหารระหวาํ งสหรฐั อเมรกิ า และประเทศตํางๆ ในยุโรป กํอตั้งเมื่อ ค.ศ.
1949 ประกอบด๎วยประเทศสมาชิก ๑๖ ประเทศ คือ นอรเว เดนมาร๑ก เบลเยียม เนเธอร๑แลนด๑
๑๖๕
ลักเซมเบอร๑ก ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน โปรตุเกส อิตาลี กรีซ ตุรกี อังกฤษ ไอซ๑แลนด๑ สหรัฐอเมริกา และ
แคนาดา ตํอมา ค.ศ. 1999 มีการรับสมาชิกใหมํเพ่ิมอีก ๓ ประเทศ คือ โปแลนด๑ เชค และฮังการี รวม
เป็น ๑๙ ประเทศ องค๑การนาโตม๎ ีสานักงานใหญตํ ั้งอยํู ณ กรงุ บรสั เซลส๑ ประเทศเบลเยยี ม
วัตถุประสงคข์ ององคก์ ารนาโต้
๑) ตอํ ตา๎ นอานาจของสหภาพโซเวยี ต สกัดก้ันการขยายอทิ ธิพของคอมมิวนิสตใ๑ นยุโรป
๒) สร๎างความมั่นคงรํวมกันระหวํางกลุํมประเทศประชาธิปไตยในยุโรป โดยมีสหรัฐอเมริกาและ
แคนาดาให๎ความรวํ มมือชวํ ยเหลือ
๓) รกั ษาเสถยี รภาพของยโุ รป เป็นกลไกสาคญั ในการแกป๎ ญ๓ หาความขัดแย๎งในยุโรป
บทบาทและการดาเนินงานขององค์การนาโต้
๑) บทบาทในการปูองกันภัยคุกคามภูมิภาคยุโรป จากฝุายคอมมิวนิสต๑โดยมีสหภาพโซเวียตเป็น
ผู๎นา ตลอดชํวงเวลาของสงครามเย็นองค๑การนาโต๎มีบทบาทสาคัญย่ิง สามารถปูองกันยุโรปตะวันตกให๎
ปลอดภยั จากลทั ธิคอมมิวนสิ ต๑ จนกระทงั่ สหภาพโซเวียตลํมสลาย สงครามเยน็ สิน้ สดุ ลง
๒) บทบาทในการรักษาสันติภาพ และความมั่นคงให๎เกิดขึ้นในสังคมโลก เนื่องจากการได๎รับเอก
ราชของประเทศบริวารคอมมิวนสิ ตใ๑ นยุโรปตะวันออก กํอให๎เกิดความขัดแย๎งทางเช้ือชาติที่รุนแรงในอดีต
ยูโกสลาเวีย และในดินแดนสาธารณรัฐตําง ๆ ของอดีตสหภาพโซเวียตจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง
องคก๑ ารนาโตไ๎ ดแ๎ สดงบทบาทในการรักษาสันติภาพด๎วยการปฏิบัติการของกองกาลังนาโต๎ ดังเชํนเม่ือเกิด
สงครามในบอสเนียและสงครามในโคโซโว ซึ่งเป็นสํวนหน่ึงของยูโกสลาเวีย การปฏิบัติการทหารเต็ม
รูปแบบของนาโต๎ ทาใหย๎ โู กสลาเวียยอมจานน ความสงบจงึ เกดิ ขึ้น
๓) บทบาทในการสร๎างความรํวมมือระหวํางประเทศ เป็นการความรํวมมือทางทหารกับรัสเซีย
และยโุ รปตะวันออก จึงได๎จัดต้ังมาตรการความรํวมมือท่ีเรียกวํา หุ๎นสํวนเพื่อสันติภาพ (Partnership for
Peace) ขน้ึ ในปี ค.ศ. 1994 สํงผลให๎จอร๑จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
และวลาดิเมียร๑ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีรัสเซีย ได๎ลงนามสัญญามอสโก ตกลงลดอาวุธ
นิวเคลียร๑ครั้งใหญํท่ีสุด ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 โดยแตํละฝุายจะลดหัวรบนิวเคลียร๑ ลง ๒ ใน ๓
ในระยะเวลา ๑๐ ปี ผนู๎ า รัสเซยี ยังไดร๎ วํ มลงนามขอ๎ ตกลงความรวํ มมอื ในฐานะหุน๎ สํวนที่เทําเทียมกัน ด๎วย
การจัดต้ังสภา นาโต๎ รัสเซียขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน มีผลทาให๎รัสเซียเข๎าไปมีสํวนรํวมในการ
๑๖๖
ตัดสินใจรํวมกันในเรื่องตํางๆ ดังเชํน การปราบปรามผู๎กํอการร๎ายข๎ามชาติ การแก๎ไขป๓ญหาความขัดแย๎ง
ทางเชอ้ื ชาติ การรักษาสิง่ แวดล๎อมของโลก การปรับเปลี่ยนบทบาทขององค๑การนาโต๎ นับวําสอดคล๎องกับ
สถานการณข๑ องโลกทเี่ ปลี่ยนไปหลงั ยุคสงครามเย็น๑๒๗
จากขอ๎ มูลขององค๑การระหวํางประเทศอาจกลําวได๎วํา แนวโน๎มขององค๑การระหวํางประเทศ ใน
ระดับภูมิภาค (regional level) คือกระบวนการรวมตัว หรือสร๎างสถาบันขึ้นมา เชํน กรณี EU และ
ESEAN ในขณะทใี่ นระดับโลก (global level) กระบวนการรวมตัวหรือการสร๎างองค๑การระหวํางประเทศ
มีนัยยะถึงการพึ่งพาอาศัย หรือความสัมพันธ๑ข๎ามชาติท่ีรัฐลดบทบาทลง เชํน การท่ีรัฐไมํสามารถจัดการ
ป๓ญหาโรคระบาดได๎โดยลาพังแตํตอ๎ งพ่งึ UN และทบวงการชานาญพิเศษ เชํนองค๑การอนามัยโลก (WHO)
หรือการท่ีรัฐไมํสามารถควบคุมระบบการค๎าระหวํางประเทศได๎แตํต๎องยอมรับบทบาทของ WTO และ
บรรษัทข๎ามชาติ เป็นต๎น จะเห็นวําในระดับภูมิภาคอานาจและการจัดการภารกิจตํางๆของรัฐจะถูก
รวมเข๎าไว๎ในกรอบเดียวกัน เชํนใน EU สํวนในระดับโลกอานาจของรัฐถูกแบํงแยก การบริหารและ
ผลประโยชนแ๑ หงํ ชาตไิ ดก๎ ระจายตวั ออกไปสํูกลํุมตาํ งๆ เชํน UN และองค๑การในเครือ ตลอดจน บรรษข๎าม
ชาติ และองค๑กรเอกชน (NGOS) อันเป็นผลมาจากการติดตํอเช่ือมโยงของสังคมตํางๆในโลกท่ีเพิ่มขึ้น
ภายใตก๎ ระแสโลกาภิวัฒน๑๑๒๘
๑๐.๖ ผลของความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ
ป๓จจุบันความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศมีผลกระทบตํอชีวิตความเป็นอยูํของประช าชนและชาติ
ตาํ งๆมากกวาํ ทเ่ี คยเปน็ ในอดตี ปจ๓ จัยทส่ี ํงผลตอํ ปรากฏการณ๑ขา๎ งต๎นทส่ี าคญั อีกประการหน่ึงคือความเจริญ
ด๎านเทคโนโลยที เ่ี ข๎ามามบี ทบาทตอํ ชีวติ ของมนุษย๑มากขึ้นน่ันเอง ดังนั้นผลกระทบท่ีเกิดจากความสัมพันธ๑
ระหวาํ งประเทศลว๎ นสํงผลตํอมนุษยใ๑ นทกุ ระดับ ดังน้ี
๑) ผลต่อสงั คมโลก
เนื่องจากสังคมโลกมีการสร๎างเครือขํายทางสังคมโดยอาศัยความเจริญทางเทคโนโลยีทาให๎โลก
ของเราเล็กลงจนสามารถดาเนินความสัมพันธ๑กันได๎มากขึ้นกวําอดีต ในสํวนของการดาเนินการด๎าน
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศก็มีระบบและกระบวนการที่หลากหลายข้ึนเพื่อให๎การดาเนินการดังกลําวมี
ความใกล๎ชิดสัมพันธ๑กันงํายขึ้น เชํนการตั้งกลุํมตํางทางด๎านการค๎า เพ่ือตํอรองผลประโยชน๑ในเวทีโลก
๑๒๗ องคก๑ ารระหวาํ งประเทศ.https://www.baanjomyut.com/library_๔/global_society/๐๒๓.html.
ออนไลน๑.สืบคน๎ ๑๐ ตลุ าคม ๒๕๕๙
๑๒๘ โอม ฉัตรนนท๑.องค๑การระหวาํ งประเทศ.ความรูเ๎ บอื้ งต๎นทางความสมั พันธ๑ระหวาํ งประเทศ.เอกสาร
ประกอบการสอน.วทิ ยาลยั การเมอื งการปกครอง มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.๒๕๕๒.หนา๎ ๑๑๗
๑๖๗
ยกตัวอยาํ ง เชนํ หลายนโยบายของสหรฐั ถกู มองวํา ขดั กบั ผลประโยชน๑ของอียู ซึ่งทาให๎พันธมิตรเกําแกํ
ของวอชิงตันคัดออกมาค๎านอยํางเข๎มแข็ง รวมถึงการที่วอชิงตันถอนตัวออกจากข๎อตกลงปารีสเก่ียวกับ
การตอํ ตา๎ นการเปล่ียนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นอกจากน้ี ประธานาธิบดีโดนัลด๑ ทรัมป์ แถลงวําสหรัฐ
ขอถอนตัวออกจากการเป็นภาคีรํวมข๎อตกลงนิวเคลียร๑อิหรําน ซึ่งเป็นข๎อตกลงที่ "เลวร๎ายอยํางถึงท่ีสุด"
และเป็นสิ่งท่ี "ไมํควรเกิดข้ึนต้ังแตํแรกเน่ืองจากเป็นพันธกรณีระหวํางประเทศท่ีไมํมีทางยับย้ังความ
พยายามของอิหรํานในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร๑ และเตือนวํารัฐบาลเตหะราน "อาจตกที่นั่งลาบากมาก
กวาํ เดมิ " หากกลับมาเดินหนา๎ เตาปฏิกรณ๑นิวเคลยี ร๑ โดยไมํได๎ลงลึกในรายละเอยี ด๑๒๙
หรอื อกี หนงึ่ ตวั อยาํ งเชํน การทีจ่ ีนแยกตวั จากสหภาพโซเวียต และดาเนินนโยบายทางการเมืองที่
เปน็ อิสระ และตอํ มาได๎คบค๎าทาไมตรีกับสหรัฐอเมริกายํอมมีผลทาให๎โลกซึ่งเคยถูกแบํงออกเป็น ๒ กลุํม
มีสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เป็นผู๎นาได๎เปล่ียนแปลงไป ในสํวนที่เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจก็เชํนกัน
เม่ือเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่าขึ้น โดยเร่ิมต๎นจากกลํุมประเทศยุโรป ก็มีผลให๎เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่าท่ัว
โลก หรือเมอ่ื คําของเงินสกลุ ใหญํ ๆ เชนํ เงินดอลลาร๑ตก ก็มีผลกระทบกระเทือนเศรษฐกิจของโลกตามไป
ด๎วย๑๓๐
๒) ผลต่อรัฐ
นอกเหนอื จากผลของความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ ซึ่งกระทบตํอสังคมโลกและสะท๎อนถึงรัฐ
แตํละรัฐแล๎ว รัฐยังเป็นผ๎ูรับผลกระทบจากเหตุการณ๑ที่เกิดข้ึนและสัมพันธ๑กับตนโดยตรงอีกด๎วย
ตวั อยํางเชํน การตัดสินใจดาเนินนโยบายตํางประเทศของอภมิ หาอานาจยํอมมีผลตํอการตัดสินใจของรัฐท่ี
สังกัดกลํุมของอภิมหาอานาจนั้น ผลตํอรัฐนี้ โดยท่ัวไปจะเกิดมากในสถานการณ๑ซึ่งรัฐอยูํรํวมในสมาคม
กลุํมโอลิมปิก หรือในสถานการณ๑ซึ่งรัฐอยํูใกล๎เหตุการณ๑ท่ีสํงผลกระทบอาณาบริเวณใกล๎เคียง ดังกรณีที่
ประเทศไทยได๎รับผลจากการส๎ูรบในกัมพูชา จนต๎องแบกภาระผ๎ูลี้ภัยจากอินโดจีนจานวนมาก และได๎รับ
ภัยจากการรุกล้าดินแดนของฝุายเวียดนาม เป็นต๎น ผลที่เกิดตํอรัฐอาจเป็นได๎ท้ังในแงํความม่ันคง ระบบ
โครงสรา๎ งและกระบวนการทง้ั ทางการเมือง เศรษฐกิจ สงั คมภายในรัฐ
๓) ผลต่อประชาชน
ป๓จจุบันความสมั พันธร๑ ะหวาํ งประเทศมผี ลกระทบตอํ ชีวติ ความเปน็ อยูขํ องประชาชนและชาติตําง
ๆ มากกวาํ ที่เคยเป็นในอดีต เน่ืองจากจานวนประชากรโลกเพ่ิมมากขึ้น ประเทศตําง ๆ ต๎องพ่ึงพากันมาก
๑๒๙ เดลนิ วิ ส,๑ "ทรัมมบ"๑ นาสหรฐั ถอนตัวจากขอ๎ ตกลงนวิ เคลยี ร๑อหิ ราํ น. ออนไลน.๑
(https://www.dailynews.co.th/foreign/642433) ๑๘ ต.ค. ๒๕๖๑.
๑๓๐ Kru Nut, ความสมั พนั ธร๑ ะหวํางประเทศ ,ออนไลน๑,
(http://megaclever.blogspot.com/2008/07/blog-post_6269.html , ๑๘ ก.ค. ๒๕๕๑.
๑๖๘
ขน้ึ ในด๎านตําง ๆ และพัฒนาการของวทิ ยาศาสตรแ๑ ละเทคโนโลยที ก่ี า๎ วหน๎าอยํางรวดเร็ว มีผลให๎โลกดูจะมี
ขนาดเลก็ ลง ซึง่ ผลของความสมั พนั ธ๑ระหวาํ งประเทศยอํ มมแี ตกตํางกนั ไป คือ อาจกระทบคนบางกลุํมบาง
เหลํา หรือกระทบประชาชนโดยสํวนรวมท้ังโดยทางตรง หรือโดยทางอ๎อมก็ได๎ ตัวอยํางกรณีสงครามใน
กัมพูชาน้ัน ประชาชนไทยท่ีได๎รับความกระทบกระเทือนก็คือ พวกที่อยํูตามบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา
เชนํ ในจงั หวัดสรุ นิ ทร๑ ศรสี ะเกษ สวํ นประชาชนทอ่ี ยูํหาํ งไกลออกไปไดร๎ บั ผลน๎อยลง
๔) ผลต่อผนู้ าของประเทศ
การเปลยี่ นแปลงภายนอกประเทศ หรือเหตกุ ารณ๑ความสัมพนั ธ๑ระหวํางประเทศอาจมีผลตํอภาวะ
ผ๎ูนาภายในประเทศด๎วย และอาจมีการเปล่ียนแปลงตัวบุคคลที่ปกครองประเทศก็ได๎ โดยเฉพาะอยํางยิ่ง
ในกรณีทม่ี กี ารแทรกแซงจากตํางประเทศ ดังตัวอยํางกรณีที่นาย โงดินห๑ เดียม ต๎องถูกโคํนล๎มอานาจและ
ถูกสังหาร เน่ืองจากสหรัฐอเมริกาเลิกให๎ความสนับสนุน หรือกรณีที่มีการตั้งรัฐบาลหุํนและผ๎ูนาหุํนโดย
ประเทศผรู๎ ุกราน (เชนํ รัฐบาลหํุนในแมนจเู รยี สมยั ท่ีญี่ปุนเข๎ารุกรานกํอนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือรัฐบาล
กัมพชู าของนายเฮง สัมรนิ เปน็ ตน๎ )๑๓๑
ดังนัน้ หลักของการท่ีมนุษย๑เข๎ามารวมกลุํมเป็นสังคมภายในรัฐ หรือสังคมระหวํางประเทศก็ตาม
คือ การแสวงหาความมั่นคงในชีวิต รํางกาย ทรัพย๑สินและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคม
วัตถุประสงค๑ดังกลําวจะบรรลุตามที่ต้ังใจไว๎หรือไมํขึ้นอยูํกับองค๑ประกอบหลายประการทั้ งองค๑ประกอบ
สํวนบุคคลและองค๑ประกอบจากสภาพแวดล๎อมตําง ๆ องค๑ประกอบสภาพแวดล๎อมอาจเป็นเร่ืองภายใน
กลํุม ภายในรัฐ หรือเป็นสภาพแวดลอ๎ มระหวํางประเทศ ด๎วยเหตุนี้ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจึงนับวํา
มีความสาคัญตํอชีวติ ความเปน็ อยูํของมนุษยแ๑ ละสังคมมนุษย๑
๑๐.๗ ตวั แสดงในเวทีความสัมพนั ธร์ ะหว่างประเทศ
คาวํา เวทีโลกท่ีหมายถึง สภาวะของความเป็นโลกเดียวกัน เริ่มต๎นมาตั้งแตํศตวรรษท่ี16 โดยมี
จุดเริ่มต๎นจากการออกเดินเรือเพื่อสารวจโลกของนักบุกเบิกชาวยุโรปชาติตํางๆในระยะเวลาใกล๎เคียงกัน
โดย คริสโตเฟอร๑ โคลัมบัส เม่ือ ค.ศ. 1492 ถือเป็นจุดเริ่มต๎นโลกยุคใหมํเขาได๎เดินทางออกสารวจ
มหาสมุทรแอตแลนติก และได๎นาเทคโนโลยีไปเผยแพรํยังภูมิภาคตํางๆซ่ึงแตํกํอนภูมิภาคในแถบน้ีตํางอยํู
๑๓๑ เรื่องเดยี วกนั
๑๖๙
กันอยํางโดดเด่ียวด๎วยข๎อจากัดด๎านการคมนาคม หลังการเดินเรือในคร้ังนั้นได๎นาไปสํูการเข๎ามาเป็นสํวน
หนง่ึ ของกันและกันในเวทโี ลกสมยั ใหมนํ ั่นเอง๑๓๒
ประทุมพร วัชรเสถียร ได๎กลําวถึงวิวัฒนาการของเวทีโลกวํามีแบบแผนท่ีคล๎ายคลึงกันมาทุกยุค
ทกุ สมัยในชํวง ๔ ศตวรรษทีผ่ ํานมาดังนี้
๑) ในแตํละยุคสมัย เวทีโลกจะมีตัวแสดงสาคัญ (Main Actor) จานวนหนึ่ง ได๎แกํ อาณาจักร
หรือรัฐ ท่ีมีอานาจมากกวําผู๎อ่ืน โดยตัวแสดงดังกลําวนี้ เรียกวํา “มหาอานาจ”บางยุคมีตัวแสดงสาคัญ
เพียงหน่ึงหรือสองหนํวย บางยุคมีหลายหนํวยขึ้นอยูํกับขีดความสามารถและศักยภาพของตัวแสดง
เหลาํ นัน้ เมอ่ื มปี ฏสิ มั พันธต๑ อํ กันในเวทีโลก
๒) นโยบายตํางประเทศ (Foreign Policy) นโยบายตํางประเทศเป็นเคร่ืองมือเพื่อแสดง
ปฏิกิริยาระหวํากันไมํวําจะเป็นนโยบายด๎านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การทหารหรือความ
มน่ั คง เปน็ ต๎น
๓) ความสมั พันธ๑ระหวาํ งประเทศ หมายถึง สภาพการเกิดปฏิสัมพันธ๑ระหวํางตัวแสดงตํางๆใน
เวทีโลก ประกอบดว๎ ย การเริ่มนโยบาย (Action) การตอบโต๎นโยบาย (Reaction) และการสะท๎อนไปมา
ระหวาํ งนโยบายทต่ี ัวแสดงตาํ งๆมตี ํอกนั (Interaction)
๔) ลักษณะเดํนของเวทีโลกในแตํละยุคสมัย หมายถึง ลักษณะเดํนของแบบแผนความสัมพันธ๑
ระหวํางตัวแสดงหลักในเวทีความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ ในแตํละยุคสมัยน่ันเอง ลักษณะเดํนแตํละ
ชํวงเวลาอาจเรียกวําเป็นระบบโลก หรือ ระบบระหวํางประเทศ เชํน ระบบสองขั้วอานาจ (Bi-polar
System) ในยุคสงครามเยน็ , ระบบขัว้ อานาจเด่ียว (Monopolar System) ในยุคสงครามเย็น หรือระบบ
หลายข้วั อานาจในยคุ ป๓จจบุ นั ๑๓๓
ดังนั้นมิติความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจึงเป็นเสมือนภาพสะท๎อน ของพฤติกรรมความสัมพันธ๑
ระหวํางตัวแสดงสาคัญๆของแตํละระบบ ซึ่งอาจมีท้ังความรํวมมือและความขัดแย๎งตามแตํตัวแปรสาคัญ
คือขดี ความสามารถดา๎ นตํางๆของตัวแสดงแตลํ ะหนํวยจะเป็นตวั กาหนด
ในสังคมโลกป๓จจบุ ันที่ประเทศตาํ งๆ ไมสํ ามารถอยูแํ บบโดดเด่ียวได๎อีกตํอไปดังนั้นประเทศในโลก
สํวนใหญํจึงต๎องมีการสร๎างปฏิสัมพันธ๑กับประเทศอื่นๆองค๑กรอ่ืนๆไมํมากก็น๎อยเพื่อการดารงอยูํอยําง
๑๓๒ คบูํ ุญ จารมุ ณี, ความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศเบอ้ื งตน๎ , เอกสารประกอบการสอน, (วิทยาลัยการเมืองการ
ปกครอง มหาวิทยาลยั มหาสารคาม: ๒๕๕๒) หน๎า ๓.
๑๓๓ เรอื งเดียวกัน,หนา๎ ๔
๑๗๐
ย่ังยืนของรัฐสมัยใหมํตํอไป ปรากฏการณ๑ท่ีเกิดขึ้นในเวทีโลกหรือกิจกรรมตํางๆในเวทีความสัมพันธ๑
ระหวาํ งประเทศป๓จจบุ ันไดม๎ ตี วั แสดงเขา๎ มาเกี่ยวขอ๎ งมากข้นึ สามารถแบงํ ออกได๎ดังตอํ ไปนี้
๑) รัฐ (State Actor)
รฐั ถอื เป็นตวั แสดงที่สาคัญย่งิ ในความสัมพันธร๑ ะหวาํ งประเทศ บทบาทของรัฐนอกจากจะเปน็
ศนู ย๑กลางในการเกิดระบบระหวาํ งประเทศแล๎ว ปจ๓ จุบันรฐั ได๎มีบทบาทและอานาจมากขึ้น อยํางไรกต็ าม
รฐั ยงั คงเป็นตวั แสดงทีเ่ ขม๎ แข็ง ด๎วยเหตผุ ลตํอไปน้ี ประการแรก ตอ๎ งการควบคุมและรักษาอานาจเหนือ
ดินแดนของตน ประการท่ีสอง เป็นผู๎มอี านาจอสิ ระในการจัดสรรทรัพยากรในประเทศ และประการ
สุดท๎ายเปน็ องค๑กรทางการเมืองหลักที่สาคญั ในการสรา๎ ง อัตลกั ษณ๑ของคนทั้งประเท(Henderson,1998:
62)
ดังนั้นการท่ีรัฐหนึ่ง รัฐใดจะยังเป็นตัวแสดงท่ีเข๎มแข็งดังกลําวจึงเป็นเรื่องท่ียาก เพราะมีความ
จาเป็นที่จะต๎องติดตํอสัมพันธ๑กับตัวแสดงที่เป็นรัฐอ่ืนๆเนื่องจากต๎องการแลกเปล่ียนผลประโยชน๑ในเร่ือง
ของทรัพยากรทีป่ ระเทศของตนเองขาดแคลน นอกจากเร่ืองดังกลําวข๎างต๎น ยังมีป๓ญหาท่ีรัฐแตํละรัฐต๎อง
รํวมมือกันในการแก๎ไขป๓ญหา เชํน ป๓ญหาส่ิงแวดล๎อม ป๓ญหาเศรษฐกิจ การเงินระหวํางประเทศ ป๓ญหา
ดา๎ นสขุ ภาพเชํน ปญ๓ หาโรคเอดส๑ เปน็ ตน๎ (ชูเกยี รติ พนสั พรประสทิ ธ์ิ,๒๕๔๖ : ๑๖๖)๑๓๔
๒. ตัวแสดงทไ่ี มใ่ ช่รัฐ(Non- State Actor)
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศในป๓จจุบัน ตัวแสดงที่ไมํใชํรัฐมีบทบาทและอานาจหน๎าท่ีมากข้ึน
เรื่อยๆมีหลายประเภทและหลายระดับ มีท้ังองค๑การระหวํางประเทศ (International Government
Organization : IGO) ที่เกิดจากการที่รัฐตํางๆมาตกลงทาสัญญาเป็นสมาชิกรํวมกันในระดับโลก เชํน
องค๑การสหประชาชาติ (UN),องคก๑ ารอนามัยโลก (WHO),กองทนุ การเงินระหวาํ งประเทศ (IMF) เป็นต๎น
สํวนในระดับภูมิภาค เชํน สมาคมประชาชาติแหํงเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ (Association of
Southeast Asian Nations : ASEAN) ป๓จจุบันได๎กลายเป็น “ประชาคมอาเซียน” (ASEAN
Community) โดยมีสมาชิกเป็นประเทศตํางๆในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต๎ ๑๐ ประเทศ มีวัตถุประสงค๑เพ่ือ
สํงเสริมความรํวมมือและบูรณาการกิจกรรมด๎านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล๎อม
หรือองค๑การสนธสิ ญั ญาปอู งกนั แอตแลนติกเหนือ (NATO) เป็นตน๎ ๑๓๕
๑๓๔ บูฆอรี ยีหมะ,ความรเ๎ู บ้อื งต๎นทางรฐั ศาสตร๑,(กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพเ๑ คลด็ ไทย จากดั ,๒๕๕๙),หนา๎ ๓๐๘
๑๓๕ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา๎ ๓๐๘-๓๑๐
๑๗๑
ดังน้ันการเคลื่อนไหวของตัวแสดงท้ังสองข๎อข๎างต๎น ล๎วนสํงผลตํอความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ
ในมิติตํางๆรวมถึงการสร๎างความเปล่ียนแปลงท่ีมีนัยสาคัญท้ังตํอระดับภายในรัฐและหลายๆรัฐและยัง
สามารถสร๎างความเปล่ียนแปลงในระดับระหวํางประเทศได๎ เทียบเทําตัวแสดงที่เป็นรัฐ ยกตัวอยํางเชํน
การทาให๎เกิดนโยบายใหมํ การทาให๎เกิดกฎหมายหรือระเบียบข๎อตกลงตํางๆ หรือเกิดการตอบโต๎ความ
เคล่ือนไหวของตัวแสดงใหมํๆเหลํานี้จากตัวแสดงอ่ืนๆ ดังนั้นสิ่งท่ีควรให๎ความสาคัญคือ ตัวแสดงในเวที
ความสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศนั่นเอง
๑๐.๘ แนวคิดทฤษฎีในการศึกษาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งประเทศ
แนวคดิ ทฤษฎีในการอธิบายหรือทาความเข๎าใจความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ มีหลายประการแตํ
ละประการวางอยบํู นมมุ มองหรอื ความเชื่อทแี่ ตกตํางกนั ออกไปจึงสํงผลทาให๎มีมุมมองตํอประเด็นป๓ญหาท่ี
เกดิ ขึ้นแตกตํางกนั ออกไปและนามาสูแํ นวทางในการแก๎ไขปญ๓ หาที่แตกตาํ งกนั ดว๎ ย แนวคิดที่นําสนใจและ
นิยมนามาใชใ๎ นการอธบิ ายความสัมพันธ๑ระหวาํ งประเทศ มีดงั ตอํ ไปนี้
๑.แนวทางอดุ มคติ (Idealism)
เป็นแนวทางท่ีศึกษาการเมืองในแงศํ ลี ธรรมหรอื จรยิ ธรรมโดยมีแนวความคิดดังตอํ ไปนี้
(๑) ค่านิยมและศลี ธรรมเป็นสิ่งท่จี าเปน็ ในสังคม
นักคิดแนวอุดมคตินิยมมีความเห็นวําคํานิยมและศีลธรรมเป็นสิ่งท่ีต๎องนามาศึก ษาใน
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ ทั้งนี้เพื่อจะได๎มีหลักการหรือมาตรฐานท่ีจะช้ีแนะให๎มนุษย๑ได๎ปฏิบัติตนได๎
ถกู ตอ๎ ง เพ่อื ความยตุ ธิ รรมและสนั ติภาพโลก
(๒) เชื่อพลงั ของเหตผุ ล
นักคิดแนวอุดมคตินิยมมีความเชื่อวํา ถ๎ามนุษย๑ได๎รับฟ๓งเหตุผลแล๎วก็จะเลือกแนวทางท่ีชอบด๎วย
ศีลธรรมกับจะนาสงั คมไปสคํู วามเจรญิ ก๎าวหนา๎
(๓) เชอื่ มตมิ หาชน
นักคิดแนวอุดมคตินิยมมีความเชื่อวํา มติมหาชนยํอมถูกต๎อง เพราะโดยธรรมชาติแล๎วมนุษย๑
ตอ๎ งการส่ิงท่ดี ีที่ถกู ทค่ี วรและทเ่ี ปน็ จริง
๔) ผลประโยชน์รวมของทุกชาติ
นักคดิ แนวอดุ มคตินยิ มมีความเหน็ ชาติทกุ ชาติมผี ลประโยชนร๑ ํวมกนั นนั่ คือ การมุํงสันตภิ าพ
๑๗๒
(๕) มงุ่ อนาคต
นักคดิ แนวอุดมคตนิ ิยมมีเปาู หมายในอนาคตและมองอนาคตอยาํ งมคี วามหวงั ๑๓๖
จากแนวคดิ ดงั กลําวสรปุ ไดว๎ ํา แนวทางอดุ มคตินิยม เป็นแนวทางการศึกษาความสัมพันธ๑ระหวําง
ประเทศโดยอาศยั ปรัชญาการเมอื งท่ีมงํุ เสนอแนะหนทางไปสูํอนาคตท่ีดกี วําป๓จจุบัน
๒. แนวสัจนิยม (Realism)
แนวสัจนยิ มหรือแนวทางอานาจนิยมเปน็ แนวทางท่ีมองความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศแตกตํางไป
จากแนวทางอดุ มคตเิ พราะแนวคดิ สจั นิยมจะมองโลกในความเป็นจริงท่ีเกิดขึ้นในโลกเป็นหลัก มองโลกใน
แงํร๎าย และไมํพยายามเสนอหลักการทางปรัชญาหรือศีลธรรมเพื่อเปล่ียนแปลงโลกแตํได๎พิจารณาตาม
หลักความเป็นไปในโลก และเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวตามสภาพความเป็นจริงเพื่อผลประโยชน๑
ของชาตเิ ป็นสาคัญ
ฮนั ส๑ เจ มอร๑เกนธอ (Hans J. Morgenthau) ไดเ๎ สนอหลักการของสจั นิยมการเมืองไว๎ดงั ตอํ ไปนี้
๑) การเมืองขึน้ กบั ธรรมชาติมนุษย๑ แนวทางสัจนิยมถือวําการเมืองนั้นขึ้นกับกฎเกณฑ๑ตายตัวซ่ึง
มาจากพน้ื ฐานธรรมชาติของมนุษย๑
๒) ผลประโยชน๑คืออานาจ การเมือง คือ เรื่องของอานาจ ทุกชาติตํอสู๎เพ่ือให๎ได๎อานาจ ท้ังน้ี
เพราะถ๎าได๎อานาจแล๎วก็เป็นการสนองผลประโยชนข๑ องชาติ
๓) อานาจและผลประโยชน๑เปล่ียนแปลงได๎ อานาจและผลประโยชน๑ในแตํละเร่ืองแตํละ
สถานการณ๑ยํอมแตกตํางกัน และเมื่อสถานการณ๑เปล่ียนไป อานาจและผลประโยชน๑เหลํานี้ก็เปลี่ยนไป
ดว๎ ย
๔) ต๎องแยกการเมืองกับศีลธรรมออกจากกัน แนวทางสัจนิยมยอมรับวํา ศีลธรรมมีความสาคัญ
ตํอการดาเนินการทางการเมือง แตํเห็นวํากฎเกณฑ๑ทางศีลธรรมกับความสาเร็จทางการเมืองเป็นคนละ
เรื่องกัน
ดังนนั้ นกั คิดแนวสจั นยิ ม เชื่อวาํ ทุกชาติดาเนินการใดๆไปก็เพื่อรักษาผลประโยชน๑ของชาติดังน้ัน
โอกาสที่รัฐจะขัดแย๎งกันยํอมมีมากจึงต๎องมีการจัดให๎มีระบบดุลอานาจ ซึ่งทาให๎ไมํมีรัฐใดหรือกลุํมใดมี
๑๓๖ ปรชั ญา เวสารชั ช,๑ ทฤษฎีและแนวทางศกึ ษาความสมั พนั ธร๑ ะหวํางประเทศ, (กรุงเทพฯ : สานักพิมพ๑
มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๕๐), หน๎า๕๘.
๑๗๓
อานาจพอจะครอบงาโลกหรือรัฐสํวนใหญํได๎ เพราะทุกรัฐจะปกปูองผลประโยชน๑ของตน โดยรํวมกันตอ
ต๎านรัฐทีพ่ ยายามขยายอานาจ หรือมีกาลังอานาจจนเป็นภยั ตอํ รฐั อืน่ ๆ๑๓๗
๓. แนวคิดพหุนยิ ม (Pluralism)
คาวาํ Pluralism ทีใ่ ช๎ในความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศมคี วามหมาย ๒ นัย คอื
ประการแรก ในฐานะเป็นแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร๎างของระบบ คาวํา Pluralism ที่มีตัวแสดง
เป็นแนวคิดที่ตํอต๎านแนวความคิดเกี่ยวกับอานาจรวมศูนย๑อยูํที่รัฐ (State – Centrism) และสนับสนุน
แนวความคิดแบบท่ีมตี ัวแสดงผสมผสาน (Mixed Actor Model)
ประการท่ีสอง Pluralism มาจากแนวความคิดทางสังคมวิทยาการเมือง ในสังคมวิทยา
การเมือง (Political Sociology) นน้ั คาวํา Pluralism หมายถึงระบบการเมือง (Political Systems)ที่มี
การแบํงอานาจระหวํางพรรคตํางๆและกลุํมตํางๆที่แขํงขันกันหลายกลํุม เพราะฉะนั้น Pluralism จึง
เป็นทฤษฎที นี่ ามาใช๎กับท้งั การเมองระหวํางรฐั และการเมืองภายในรฐั ๑๓๘
ดังน้ันแนวความคิดของพหุนิยมได๎อธิบายการเมืองระหวํางประเทศโดยให๎แนวคิดด๎านความ
จาเป็นที่จะต๎องพึ่งพาอาศัยซ่ึงกันและกันระหวํางรัฐกับรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นด๎านความสัมพันธ๑ทาง
เศรษฐกิจ กลุํมพหุนิยมเชื่อวําเปูาหมายทางเศรษฐกิจบางประการ ซ่ึงมักรวมเรียกวํา “ความมั่งค่ัง/
สวัสดิการ” (Wealth-welfare Issue) จะทาให๎เป็นผลข้ึนมาได๎โดยการรํวมมือกันมากข้ึนระหวํางรัฐ
(state) กบั ตัวแสดงทีไ่ มํใชรํ ัฐ (Non – State Actors)และมองวาํ ยุคป๓จจุบันรัฐจาเป็นต๎องรวมเข๎าไปอยํูใน
ระบบโลก (Global System)มากขึ้นซ่ึงเป็นสภาพทส่ี อดคลอ๎ งกับแนวคิดของตน ๑๓๙
๔. แนวคิดจกั รวรรดินิยมของมาร์กซิสม์ –เลนินนสิ ม์
(Imperialism of Marxism-Leninism) แนวคิดน้ีอธิบายความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศโดยเน๎น
พจิ ารณาทร่ี ะบบทุนนิยม โดยเสนอวํา การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมมีความจาเป็น
ท่ีต๎องมีแหลํงวัตถุดิบจานวนมากและราคาถูก ซึ่งหาได๎ในประเทศด๎อยพัฒนาและกาลังพัฒนาสํงผลให๎
ประเทศทุนนิยมมีความจาเป็นต๎องลําอาณานิคม เพื่อสร๎างจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะในแถบเอเชียและ
แอฟริกา
๑๓๗ เรื่องเดียวกนั ,หน๎า๖๐ -๖๒
๑๓๘ สมพงศ๑ ชูมาก, ความสมั พันธ๑ระหวาํ งประเทศยุคปจ๓ จุบนั (ทศวรรษ ๑๙๙๐ สทํู ศวรรษแรกแหงํ ศตวรรษที่
๒๑),(กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ๑แหํงจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๗) หนา๎ ๔๐ – ๔๑.
๑๓๙ เร่อื งเดียวกนั ,หน๎า ๔๑
๑๗๔
แนวคิดท่ีพัฒนาตํอมาคือ นีโอ –มาร๑กซิสม๑ (Neo- Marxism)ที่เห็นวําแนวคิดจักรวรรดินิยมของ
มารก๑ ซิสม๑ –เลนินนิสม๑ มีข๎อจากัดไมํสามารถอธิบายปรากฏการณ๑ที่เกิดขึ้นได๎ (นับตั้งแตํต๎นศตวรรษท่ี๒๐
เป็นต๎นมา) นอกจากนี้ยังเห็นวําการมองพฤติกรรมของรัฐเป็นเพียงผลสะท๎อนถึงผลประโยชน๑ของพวก
นายทุน เป็นการมองที่คับแคบ เพราะโดยแท๎จริงแล๎วรัฐมีความเป็นอิสระพอสมควร ไมํใชํเคร่ืองมือของ
ชนช้ันใดชนช้ันหน่ึงโดยเฉพาะชนชั้นนายทุน ความขัดแย๎งจึงไมํได๎มีสาเหตุจากการท่ีมีนายทุนอยํู
เบอื้ งหลัง
ดังนั้น ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศควนพิจารณาในส่ิงท่ีเรียกวํา ระบบทุนนิยมโลก (Global
Capitalist System)ผู๎มีบทบาทสาคัญ คือ บรรษัทข๎ามชาติท่ีไมํเพียงเข๎ามาแทนท่ีและมีอานาจเหนือรัฐ
อธิปไตยท้งั หลายเทาํ น้นั แตยํ ังมสี ถานภาพคล๎ายกบั รฐั เสียเองอีกด๎วย (Heywood,2002 : 130 –131)๑๔๐
๕.ทฤษฎดี ุลแห่งอานาจ (Balance of Power)
ทฤษฎดี ลุ แหํงอานาจเป็นการอธิบายพฤติกรรมของรัฐตาํ งๆ พยายามถวํ งดุลอานาจเพ่ือไมํให๎มีรัฐ
หนึ่งรัฐใดมีอานาจเหนอื ตน วิธีการทใี่ ชม๎ ีหลายรูปแบบ เชํน การสะสมกาลังอาวุธ การสร๎างความเข๎มแข็ง
ทางทหาร เป็นต๎น
โครงสร๎างของระบบระหวํางประเทศ ข้ึนอยํูกับบทบาทของประเทศมหาอานาจเป็นหลัก และ
พฤตกิ รรมระหวาํ งประเทศของประเทศมหาอานาจ ข้ึนอยํูกับลักษณะ ของข้ัวอานาจและผลประโยชน๑ของ
ประเทศมหาอานาจทีเ่ ป็นอยูํ
ในยุคสงครามตอนต๎น จีนและสหภาพโซเวียตมีผลประโยชน๑ในด๎านอุดมการณ๑รํวมกัน จึงเป็น
ผู๎นารํวมกันในการแผํขยายอิทธิพลของคํายคอมมิวนิสต๑ในปลายยุคสงครามเย็น จีนและสหภาพโซเวียตมี
ผลประโยชน๑ขัดแยง๎ กัน ท้งั ด๎านเขตแดนและแนวทางคอมมิวนิสต๑ ทาให๎จีนหันมารํวมมือกับฝุายเสรีนิยมที่
นาโดยสหรัฐอเมรกิ าเพ่ือถํวงดุลกบั สหภาพโซเวียต สํงผลให๎ดุลอานาจของระบบขั้วอานาจเปล่ียนแปลงไป
และทาให๎สหภาพโซเวยี ตลํมสลายในทสี่ ดุ และสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
หลังยุคสงครามเยน็ ตอนต๎น สหรฐั อเมริกาไดข๎ ยายผลแหํงความสาเร็จในยุโรปตะวันออก และเข๎า
ยึดครองแหลํงน้ามนั ในตะวันออกกลาง แตํเน่ืองจากเป็นการทาสงครามที่ขาดความชอบธรรม ทาให๎ไมํได๎
รับการสนับสนนุ จากนานาชาติ ตอ๎ งทาสงครามท่ียืดเย้ือนานนับสิบปี และต๎องประสบกับวิกฤตการณ๑ด๎าน
การเงินในปี ๒๐๐๘ จนทาให๎พลังอานาจของสหรัฐอเมริกาเส่ือมถอยลง ในขณะท่ีจีนผงาดขึ้นมาท้ังด๎าน
เศรษฐกจิ และการทหารยคุ หลัง
๑๔๐ บฆู อรี ยหี มะ, ความรูเ๎ บอ้ื งต๎นทางรัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพฯ : สานักพมิ พเ๑ คลด็ ไทย จากดั ,๒๕๕๙), หนา๎
๓๑๗.
๑๗๕
สงครามเย็นตอนปลาย กลายเป็นยุคหลายหลังยุคสงครามเย็นตอนต๎น สหรัฐอเมริกาได๎ขยายผล
แหํงความสาเร็จในยุโรปตะวันออก และเข๎ายึดครองแหลํงน้ามันในตะวันออกกลาง แตํเนื่องจากเป็นการ
ทาสงครามท่ขี าดความชอบธรรม ทาให๎ไมํได๎รับการสนับสนุนจากนานาชาติ ต๎องทาสงครามที่ยืดเยื้อนาน
นับสิบปี และต๎องประสบกับวิกฤตการณ๑ด๎านการเงินในปี ๒๐๐๘ จนทาให๎พลังอานาจของสหรัฐอเมริกา
เส่ือมถอยลง ในขณะท่ีจีนผงาดขึ้นมาทั้งด๎านเศรษฐกิจและการทหารยุคหลังสงครามเย็นตอนปลาย
กลายเป็นยุคหลายข้ัวอานาจ และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกลายเป็นระบบ ๒ ขั้วอานาจ ระหวําง
สหรัฐอเมริกาและจีน และท้ังสองฝุายได๎เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระหวํางประเทศ อันเนื่องมาจากการ
เปลีย่ นแปลงผลประโยชนแ๑ หงํ ชาติ๑๔๑
๖. ทฤษฎคี วามม่นั คงรว่ มกัน (Collective Security)
ทฤษฎีนเี้ ป็นการตํอยอดจากทฤษฎีดุลแหํงอานาจ แทนทแ่ี ตลํ ะชาติจะสร๎างการถวํ งดุลอานาจด๎วย
ตนเองตามลาพังแตํทฤษฎีนี้รํวมกันเสนอให๎มีการรวมตัวของรัฐตํางๆเป็นพันธมิตรรํวมกันเพื่อปูองกันภัย
จากการรกุ รานของศัตรู
ทฤษฎีความมั่นคงรํวมกัน เป็นทฤษฎีท่ีตํอเนื่องจากทฤษฎีดุลแหํงอานาจ ด๎วยเหตุผลท่ีวํา เพ่ือ
สถาปนาความรับผิดขอบรํวมกัน และเพื่อนาเอาทรัพยากรในแตํละรัฐท่ีรวมกันมาใช๎เพ่ือการรักษา
สนั ติภาพ ซึง่ การรบั ผิดชอบรํวมกนั จะเกดิ ขนึ้ ไดก๎ ็โดยความรวํ มมือของรฐั ประชาชาติ ๓ รัฐขน้ึ ไป
ผลผลิตของทฤษฎนี ้ี คือ การกอํ ต้ังองค๑การระหวาํ งประเทศ ๒ องคก๑ าร ได๎แกํ
๑) องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) ซึ่งกํอตั้งข้ึนในปี ค.ศ. 1920 ภายหลัง
สงครามโลกครั้งท่ี ๑ โดยมปี ระธานาธบิ ดีของสหรฐั ฯ ในขณะนน้ั คือ วูดโรว๑ วิลสนั เป็นผ๎ูสนับสนุนให๎จัดตั้ง
ข้นึ
๒) องคก์ ารสหประชาชาติ (UN: United Nations) โดยเม่ือเร่ิมกํอต้ังใช๎ชื่อวํา United Nation
Organization (UNO) ซึ่งกํอต้ังข้ึนในปี ค.ศ. 1945 ภายหลังสงครามโลกครั้งท่ี ๒ และมีสานักงานใหญํ
ต้งั อยูทํ ี่มหานครนิวยอรก๑ สหรัฐอเมรกิ า
ป๓จจุบันองค๑การสหประชาชาติมีสมาชิกท้ังหมด ๑๙๒ ประเทศ โดยมีประเทศสมาชิกลําสุด คือ
มอนเตเนโกร (แยกตัวเป็นเอกราชจากเซอร๑เบีย) ESCAP (องค๑การวําด๎วยกิจการด๎านเศรษฐกิจและสังคม
๑๔๑ บรรจง ไชยลังกา. การถํวงดลุ อานาจระหวําประเทศมหาอานาจ: วิเคราะห๑ตามทฤษฎสี ัจนิยมใหม.ํ
วารสารสถาบนั วชิ าการเมืองกบั ประเทศ. ปที ่ี ๗ ฉบบั ท่ี ๓ ก.ย.-ธ.ค. ๒๕๕๙. หนา๎ ๓๒.
๑๗๖
ของประเทศในเอเชียและแปซิฟิก) มีสานักงานใหญํอยูํท่ี อาคารสหประชาชาติ (UN Building)
กรงุ เทพฯ๑๔๒
๗. ทฤษฎีปอ้ งปราม (Deterrence Theory)
ทฤษฎีน้ีมีวัตถุประสงค๑ต๎องการยับย้ังการแผํขยายอิทธิพล และการรุกรานของชาติหนึ่งชาติใด
หรอื กลํมุ หนง่ึ กลมุํ ใดด๎วยการใช๎อาวุธ หรือขํมขดํู ๎วยอาวุธโดยการรวบรวมชาติท่ีสมัครใจรํวมกัน
ทฤษฎีปอู งปรามและอกี ทฤษฎีหนึ่งคือทฤษฎกี ารผํอนคลายความตึงเครียด โดยทฤษฎีปูองปราม
มีจุดประสงค๑เพ่ือต๎องการยับย้ังการขยายอิทธิพล ยับย้ังการรุกรานและแผํแสนยานุภาพ ด๎วยการรวม
สมัครพรรคพวกของประเทศตําง ๆ ข้ึน สํวนทฤษฎีการผํอนคลายความตึงเครียด ได๎แกํ การไมํเข๎า
แทรกแซงกิจการภาในของประเทศอื่น, การเปล่ียนนโยบายเผชิญหน๎าเป็นนโยบายเจรจา, การมีนโยบาย
ลดกาลังอาวุธและควบคุมอาวุธร๎ายแรงและในบรรดากฎข๎อบังคับท้ังหลายท่ีเก่ียวข๎องกับการกาหนด
ความสมั พันธ๑ตํางๆ ระหวํางรัฐทั้งหลาย และกฎข๎อบงั คับท่ีอยํเู หนอื กฎขอ๎ บังคับใด ๆ ของรฐั ใด ๆ
เร่ืองกฎหมายระหวาํ งประเทศจะเกยี่ วขอ๎ งกับ
๑) สนธสิ ัญญา (Treaties) ซงึ่ เปน็ ทม่ี ที สี่ าคัญยงิ่ ของกฎหมายระหวํางประเทศภาคมหาชน
๒) จารีตประเพณีระหวํางประเทศ ได๎แกํ ส่ิงท่ีรัฐทั้งหลายได๎ปฏิบัติรํวมกันและติดตํอกันเป็น
เวลานาน
๓) หลักกฎหมายทั่วไป ไดแ๎ กํ หลักกฎหมายทีเ่ ปน็ ท่ยี อมรับโดยท่รี ฐั ท่เี จรญิ มอี ารยธรรมเดียวกนั
๘. ทฤษฎรี ะบบ (Systems Theory)
ทฤษฎีน้ีอธิบายความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศโดยใช๎กรอบในการวิเคราะห๑ท่ีเรียกวํา ระบบ
(System) ซ่ึงประกอบไปด๎วยระบบใหญํและระบบยํอยซึ่งมีความสัมพันธ๑เช่ือมโยงกัน ระบบใหญํเรียกวํา
ระบบโลก (World System) หรือระบบระหวํางประเทศ (International System) มีตัวแสดงเชํน
องค๑การสหประชาชาติ ระบบยํอยรองลงมาคือ ระดับระหวํางประเทศ (sub –International) มีตัวแสดง
เชํน องค๑การสํวนภูมิภาคตํางๆ อาทิ ประชาคมอาเซียน ถัดจากน้ันเป็นระบบแหํงชาติ (National) ซ่ึงก็
๑๔๒ สุรชยั เจนประโคน, ความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศ, ออนไลน์,
(http://surachaichenprakhon.blogspot.com/2010/07/blog-post_22.html), ๒๒ ก.ค. พ.ศ. ๒๕๕๓.
๑๗๗
คือระดับรัฐ และระดับสุดท๎าย คือ ระบบภายในแตํละชาติ (sub –National System) มีตัวแสดง เชํน
พรรคการเมอื ง กลมํุ ผลประโยชน๑ ระบบเศรษฐกจิ และสงั คมภายในประเทศ เปน็ ต๎น ๑๔๓
๑๐.๙ ประเดน็ ความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศรว่ มสมยั
ป๓จจุบันนักรัฐศาสตร๑ให๎ความสนใจเก่ียวกับประเด็นท่ีสาคัญทางความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ
หลายประเดน็ สามารถแบํงออกไดเ๎ ปน็ ๔ ประเด็น ได๎แกํ
ประเดน็ แรก การก่อการร้ายระหวา่ งประเทศ
การกํอการร๎ายเป็นประเด็นท่ีอยํูในความสนใจของความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ ทุกประเทศท่ัว
โลกตาํ งหวาดกลวั การกอํ การร๎าย สหรัฐอเมริกาเป็นผ๎ทู ี่มีบทบาทหลักที่ทาให๎การกํอการร๎ายเป็นวาทกรรม
หลกั ของสังคมโลก จากเหตุการณ๑ท่ีกลํุมกองกาลังท่ีไมํเห็นด๎วยกับสหรัฐอมริกาได๎วางแผนจ้ีเคร่ืองบินและ
ขับพํงุ ชนตึกศนู ยก๑ ารค๎าและหนํวยงานความม่ันคงของสหรฐั อเมริกา
ประเด็นทีส่ อง เศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศ
นักรฐั ศาสตรส๑ นใจศึกษาความสมั พันธ๑ระหวาํ งประเทศโดยเน๎นการวิเคราะห๑ในเร่ืองของเศรษฐกิจ
เป็นแกนหลักของความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของการค๎าและการลงทุนระหวําง
ประเทศ ของกลุํมผลประโยชน๑ท่ีสามารถมีอิทธิพลตํอการตัดสินใจเก่ียวกับนโยบายตํางประเทศ การ
ตดั สนิ ใจของรัฐบาลในเวทีระหวํางประเทศในป๓จจุบนั มแี นวโน๎มใหค๎ วามสาคญั กับเร่ืองเศรษฐกิจเปน็ หลัก
ประเด็นทส่ี าม ความม่ันคงระหวา่ งประเทศ
ประเด็นเรื่องความมั่นคงเป็นที่สนใจของรัฐสมัยใหมํ ให๎ความสนใจ เชํน อาหาร พลังงาน
ทรัพยากร การกํอการร๎าย เป็นต๎น เม่ือประเทศมหาอานาจกลําวถึงเร่ืองความม่ันคงก็มักจะนามาบดบัง
ในเรื่องสทิ ธิ เสรีภาพ อานาจอธปิ ไตยของแตํละประเทศ
ประเดน็ สดุ ทา้ ย สิทธมิ นุษยชน
การเมืองระหวํางประเทศมีการใช๎ปฏิญญาสากลวําด๎วยเร่ืองสิทธิมนุษยชน เป็นเคร่ืองมือในการ
ดาเนนิ กจิ กรรมระหวาํ งประเทศ โดยมีความเชือ่ วํามนุษย๑เกิดมามีอิสรเสรีเทําเทียมกันทั้งศักด์ิศรี และสิทธิ
๑๔๓ บฆู อรี ยหี มะ,ความรเ๎ู บือ้ งต๎นทางรัฐศาสตร,๑ (กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพเ๑ คลด็ ไทย จากดั ,๒๕๕๙),หนา๎ ๓๑๗-
๓๑๘
๑๗๘
ทุกคนมีเหตุผลและมโนธรรม ควรปฏิบัติตํอกันอยํางฉันพ่ีน๎อง บุคคลจะมีสิทธิและเสรีภาพโดยไมํมีการ
จาแนกความแตกตํางในเร่ืองตํางๆเชํน เชื้อชาติ ผิวสี เพศ ภาษา ศาสนา เป็นต๎น ดังน้ันรัฐต๎องให๎ความ
ค๎ุมครองประชาชนตามกฎหมายทบ่ี ญั ญตั ิไว๎๑๔๔
อาจกลําวได๎วําป๓จจุบันสังคมโลกมีลักษณะเป็นพลวัตคือมีการเปล่ียนแลงตลอดเวลา ความ
เจริญกา๎ วหน๎าทางด๎านเทคโนโลยีเริ่มเข๎าแทนที่บทบาทและความสัมพันธ๑ของมนุษย๑มากข้ึนจะเห็นได๎จาก
ความสมั พนั ธท๑ ก่ี า๎ วลา้ ขอบเขตของสงั คม ที่นับวันจะมีมากขึ้นในขณะเดียวกันการส่ือสารท่ีไร๎ขีดจากัดก็ทา
ให๎ความสัมพันธ๑องความซับซ๎อนย่ิงข้ึนดังนั้นความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจึงมี บทบาทสาคัญตํอการ
พัฒนาประเทศ ท้ังในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดบั โลก ซ่ึงจะออกมาในรูปของความรํวมมือกัน
ในดา๎ นทีส่ าคัญๆ เชํน ด๎านเศรษฐกิจ ด๎านทหาร หรอื การรวมกนั เพอื่ ปอู งกนั และตํอรองผลประโยชน๑ของ
ตนและสํวนรวม ดังนั้นในป๓จจุบันตัวแสดงท่ีมิใชํรัฐกลับมีบทบาทสาคัญในกิจกรรมที่กลําวมาข๎างต๎นซึ่ง
แสดงให๎เห็นวํา อานาจรัฐเริ่มลดน๎อยลงจากบริบทเดิม เน่ืองจากการให๎ความสาคัญและยอมรับตํอกลุํม
ตํางๆทมี่ ีอานาจ และมีบทบาทในการแสดงในเวทีการเมืองมากข้ึน
๑๔๔ ไพวลั ย๑ เคนพรม,หลักรฐั สาสตร๑,(กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พแ๑ หงํ จุฬาลงกรณ๑มหาวทิ ยาลยั ,๒๕๖๐) หน๎า
๓๗๓-๓๗๔.
๑๗๙
คาถามท้ายบท
๑. ความสมั พันธ๑ระหวาํ งประเทศเป็นการศึกษาในเรอื่ งอะไร
๒. การศึกษาการเมืองระหวํางประเทศแตกตํางจากการศึกษาความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ
อยํางไร
๓. จงอธบิ าย คาวํา ตัวแสดง (Actor) ในเวทีความสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศมาดู
๔. แนวคิดพหนุ ยิ ม มีลกั ษณะอยาํ งไร
๕. นิสิตนักศึกษาคิดวํา ความรู๎ด๎านความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศสาม ารถนามาใช๎ใน
ชวี ติ ประจาวันไดห๎ รือไมํ อยํางไร อธบิ าย
บรรณานกุ รม
กระมล ทองธรรมชาตแิ ละคณะกรรมการเลอื กต้งั . พรรคการเมอื งและเสถยี รภาพของรฐั บาล. กรุงเทพฯ:
มาสเตอร๑ เพรส, ๒๕๓๑.
กิตติวัฒน๑ รัตนดลิ ก ณ ภูเกต็ . กฎหมายรัฐธรรมนญู . กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ๑เสมาธรรม, ๒๕๕๔.
เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน๑. หลักพื้นฐานกฎหมายมหาชนว่าด้วยรัฐ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย.
กรุงเทพฯ: สานักพิมพว๑ ญิ ๒ชู น จากัด, ๒๕๔๘.
คํูบุญ จารุมณี. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเบื้องต้น,เอกสารประกอบการสอน. มหาสารคาม:
วทิ ยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๕๒.
คณะกรรมการประสานงานองค๑กรสิทธิมนุษยชน (กปส.),กลไกค๎ุมครองสิทธิมนายชนตามรัฐธรรมนูญ,(กรุงเทพฯ:มูลนิธิ
ฟรีดรคิ เอแบรท๑ (FES),๒๕๔๔.
จรูญ สุภาพ. หลกั รฐั ศาสตร์. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ , ๒๕๑๘.
จกั ษ๑ พันธช๑ ูเพชร. รัฐศาสตร์. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั มายด๑ พับลิชชิง่ จากดั , ๒๕๕๕.
จมุ พล หนมิ พานชิ . พลังทางการเมือง.เอกสารการสอนชุดวชิ าหลักรัฐศาสตร์และการบริหาร สาขาวิชา
วิทยาการ. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พม๑ หาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๓๕.
ฉตั รทิพย๑ นาถสุภา. ลัทธิเศรษฐกจิ การเมอื ง. กรงุ เทพฯ: บริษทั โรงพมิ พ๑ไทยวัฒนาพานชิ , ๒๕๑๙.
ชัยอนันต๑ สมุทวนชิ . อุดมการณ์ทางการเมอื ง. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ๑เดลียไ๑ ทย, ๒๕๑๗.
ชาญชัย ฮวดศรี. เอกสารประกอบการสอน พรรคการเมืองกลุ่มผลประโยชน์และการเลือกต้ัง
(สาขาวชิ ารฐั ศาสตร์). วทิ ยาเขตขอนแกนํ : ม.ป.พ, ๒๕๕๓.
ชาญวิทย๑ เกษตรศิริ. เอกสารการจัดเกบ็ ขอ้ มูล. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ, ๒๕๔๗.
—. ๓ ทศวรรษ ๑๔ ตุลากับประชาธิปไตยไทย. ๒๕๔๗: มูลนิธิโครงการตาราสังคมศาสตร๑และมนุษย๑
ศาสตร๑, กรุงเทพฯ.
ชเู กยี รติ พนัสพรประสทิ ธ์ิ. ความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศ,เอกสารประกอบการสอนชุดวิชาหลักพื้นฐาน
ทางรฐั ศาสตร์หนว่ ยท่ี ๑๐-๑๕. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๖.
เชิงชาญ จงสมชัย. พุทธธรรมและการเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตยในทัศนะพระธรรมปิฏก
(ประยุทธ์ ปยตุ ฺโต). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม๑ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๘.
ชัยวฒั น๑ อตั พฒั น,๑ จริยศาสตร๑,(กรุงเทพมหานคร :สานกั พิมพ๑มหาวิทยาลัยรามคาแหง,๒๕๔๕), หนา๎ ๓๖๔.
เดลินวิ ส,๑ "ทรัมมบ"๑ นาสหรฐั ถอนตวั จากข๎อตกลงนวิ เคลยี ร๑อิหราํ น. ออนไลน๑.
(https://www.dailynews.co.th/foreign/642433) ๑๘ ต.ค. ๒๕๖๑.
ณัชชาภทั ร อํุนตรงจติ ร. รัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ๑แหํงจุฬาลงกรณ๑มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๕๖.
ธานินทร๑ กรัยวิเชียร. ระบอบประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: โรงเรียนสงครามจิตวิทยา กรมยุทธการทหาร
กระทรวง, ๒๕๑๘.
ธนกร วงษ๑ปญ๓ ญา. 10 พรรคการเมือง มอง 86 ปีประชาธิปไตยไทย ก้าวต่ออย่างไรให้ย่ังยืน. ออนไลน๑.
(https://thestandard.co/wake-up-thailand-special/). ๒๔ ม.ิ ย. ๒๕๖๑.
นพคุณ เมืองแวง. ขอบข่ายและแนววิเคราะห์ของรัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: กลุํมดินสอและปากกาลูกลื่น,
๒๕๒๔.
บรรจง ไชยลังกา. “การถ่วงดุลอานาจระหว่าประเทศมหาอานาจ: วิเคราะห๑ตามทฤษฎีสัจนิยมใหมํ.”
วารสารสถายนั วิชาการเมอื งกับประเทศ, ปีท่ี ๗ ฉบบั ท่ี ๓ ก.ย.-ธ.ค. ๒๕๕๙: ๓๒.
บรรพต วรี ะสัย. รฐั ศาสตร์ทว่ั ไป. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัทประชาชน จากัด, ๒๕๒๔.
บฆู อรี ยีหมะ. ความรเู้ บื้องตน้ ทางรัฐศาสตร์. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พจ๑ ฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๙.
ปรัชญา เวสารัชช๑. ทฤษฎีและแนวทางศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ๑
มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๕๐.
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. ออนไลน๑. (http://www.royin.go.th/dictionary/)
๑๙ ก.ย. ๒๕๖๑.
พฤทธิสาณ ชุมพลและคณะ. คาและความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ๑แหํง
จฬุ าลงกรณ๑มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖.
ไพวลั ย๑ เคนพรม. หลักรฐั ศาสตร์. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ๑แหงํ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๖๐.
ลิขิต ธีรเวคนิ . “อุดมการณ์ทางการเมอื งและการพฒั นาประเทศ”ในอุดมการณ์กับสังคมไทย. พระนคร:
สมาคมสังคมศาสตรแ๑ หํงประเทศไทย, ๒๕๑๑.
เลขาธิการสหประชาชาติ https://th.wikipedia.org/wiki/.ออนไลน๑. วนั สืบคน๎ ๑๐ ตลุ าคม ๒๕๕๙
วทิ ยา นภาศริ กิ ุล. พรรคการเมอื งกบั กลุ่มผลประโยชน์. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๓๙.
วิทยากร เชียงกูลและคณะ. อธิบายศัพท์ปรัชญาการเมืองและสังคม. กรุงเทพฯ:: สานักพิมพ๑สายธาร,
๒๕๔๗.
ศกั ด์ิ ผาสุกนริ ันดร๑. การปกครองของไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พส๑ านักทาเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๔.
สนธิ เตชานนั ท๑. พ้ืนฐานรฐั ศาสตร๑. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ๑มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร๑, ๒๕๔๘.
สมพงศ๑ ชูมาก. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคปัจจุบัน (ทศวรรษ ๑๙๙๐ สู่ทศวรรษแรกแห่ง
ศตวรรษท่ี ๒๑). กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พแ๑ หํงจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗.
สมศักด์ิ เนียมเล็ก. วิเคราะห์ความคิดทางการเมืองของพุทธทาสภิกขุ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
รามคาแหง, ๒๕๔๔.
สุรชยั เจนประโคน. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. ออนไลน๑
(http://surachaichenprakhon.blogspot.com/2010/07/blog-post_22.html), ๒๒ ก.ค. พ.ศ. ๒๕๕๓.
สรุ ชยั ศิริไกร และคณะ. ความสมั พันธร์ ะหว่างประเทศ. กรุงเทพฯ: อรณุ การพมิ พ๑, ๒๕๒๗.
อานนท๑ อาภาภิรม. รัฐศาสตร์เบ้อื งต้น. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พร้ินตงิ้ เฮาส๑, ๒๕๔๕.
องค๑การระหวํางประเทศ.https://www.baanjomyut.com/library_๔/global_society/๐๒๓.html.ออนไลน๑.สืบค๎น
๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙.
โอม ฉัตรนนท๑.องค๑การระหวํางประเทศ.ความร๎ูเบ้ืองต๎นทางความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ.เอกสารประกอบการสอน.
วทิ ยาลยั การเมอื งการปกครอง มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.๒๕๕๒.หน๎า๑๑๗.
Felix, David. (1994). “International Capital Mobility and Third World Development Compatible
Marriage Troubles Relationship?” Policy Science, Vol.27 No.4.
Freeman, Andrew. (1996). “Turning Digits into Dollars A Survey of Technology in Finance”The
Economist (October 26, November 1).
Giddens, Anthony. (1990).The Consequences of Modernity. Cambridge. Polity Press.
Korten, David C. (1996).When Corporations Rule the World, West Hartford Kumarian Press And San
Francisco Beret-Kochler Publishers Inc.
La Feber, Walter. (1991).America Russia and the Cold War, 1945-1990. 6th ed. New York :McGraw-
Hill, Inc.