The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ (Introduction to Political Science)-ผศ.อภืชญา-พรรณศรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-13 23:47:30

ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ (Introduction to Political Science)

ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ (Introduction to Political Science)-ผศ.อภืชญา-พรรณศรี

Keywords: ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์

๘๘

พรรคน้ันมาจากข๎อมูลพื้นฐานจากประชาชน หรือการติดตามเหตุการณ๑ทางสังคมแล๎วนามากาหนดเป็น
นโยบายพรรคเพ่ือที่จะแถลงตอํ สาธารณะชนตํอไป

๔) มีการคัดเลือกบุคคลเข๎าสมัครรับเลือกต้ังการคัดเลือกบุคคลเพื่อท่ีจะเข๎ามาเป็นสมาชิกของ
พรรคน้ันเป็นการคัดสรรสมาชิกของพรรคที่มีความรู๎ ความสามารถและเป็นท่ียอมรับของสังคมโดยมีการ
กาหนดคุณสมบัติตามที่พรรคการเมืองน้ันๆได๎วางไว๎จะเห็นวํากระบวนการคัดเลือกบุคคลเข๎ามาเป็น
สมาชิกของพรรคเป็นเรื่องท่ีสาคัญและจาเป็นตํอพรรค เพราะโดยแท๎จริงพรรคการเมืองมีจุดประสงค๑
หลักคือ เพื่อการได๎เข๎าไปทาหน๎าที่ในการบริหารประเทศ ดังน้ันการคัดคนท่ีมีความรู๎ ความสามารถ มี
ชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคมจะเป็นจุดขายที่ทาให๎พรรคการเมืองน้ันเป็นท่ีนําสนใจของสังคม
ผนวกกับนโยบายที่สอดคล๎องกับความต๎องการของคนในประเทศสํงผลให๎พรรคการเมืองนั้นมีความโดด
เดํนและมโี อกาสชนะกาเลือกตงั้

๕) มจี ุดมํงุ หมายท่ีจะเข๎าไปเป็นรัฐบาล กลําวคือ พรรคการเมืองทุกพรรคมีจุดมํุงหมายที่จะชนะ
การเลือกตั้งเพื่อเข๎าไปทาหน๎าท่ีจัดต้ังรัฐบาล ควบคุมกลไกการบริหารงาน ตลอดจนนโยบายของรัฐ ใน
กรณีทพ่ี รรคการเมอื งใดได๎รบั เสียงข๎างมากก็จะทาหน๎าที่ในการจัดตั้งรัฐบาลและกรณีที่พรรคใดได๎รับเสียง
ข๎างน๎อยก็จะทาหน๎าท่ีในการควบคุม กากับ ดูแลการบริหารงานของรัฐบาลโดยทาหน๎าท่ีเป็นพรรคฝุาย
คา๎ น

๘.๓ ลกั ษณะของพรรคการเมอื ง

Joseph Lapalombasa และ Myron Weiner๘๗ ได๎วางหลักเกณฑ๑ในการพิจารณาลักษณะ
ของพรรคการเมอื งที่แท๎จริงไว๎ ๔ ประการ คือ

๑) พรรคการเมืองต๎องมีการยั่งยืน ต๎องไมํขึ้นอยํูกับชีวิตหรืออานาจของผู๎นาพรรคการเมือง
เพราะอาจมีการเลกิ ลม๎ หรือเปลี่ยนแปลงได๎ พรรคการเมืองตอ๎ งดาเนินการตามความคิดเห็นหรือข๎อตกลงท่ี
สมาชิกเห็นพ๎องกนั ดงั น้นั พรรคการเมอื งทรี่ วมตวั กนั โดยยดึ หลักอดุ มการณ๑ยํอมมคี วามม่ันคง

๒) พรรคการเมืองจะตอ๎ งมีองคก๑ ารหรอื สาขาของพรรคการมีสาขาของพรรคการเมืองแผํขยายไป
ในระดับท๎องถิ่นจัดเป็นหลักการพ้ืนฐานที่สาคัญของพรรคการเมือง เพราะการมีสาขาของพรรคจะทาให๎
สามารถเช่ือมโยง สอื่ สารระหวํางพรรคกับประชาชนและกลํุมตํางๆได๎ดีข้ึน โดยความใกล๎ชิดกับประชาชน

๘๗ Joseph Lapalombasa และ Myron Weiner. อ๎างใน ชาญชัย ฮวดศร,ี เอกสารประกอบการสอน พรรค
การเมืองกลมุํ ผลประโยชนแ๑ ละการเลือกตั้ง(สาขาวิชารัฐศาสตร๑การปกครอง,วิทยาเขตขอนแกํน,๒๕๕๓), หน๎า ๘-๙.

๘๙

ทาให๎สามารถทราบป๓ญหาและความต๎องการที่แท๎จริงของประชาชนสํวนใหญํ เพื่อนาเอาความต๎องการ
เหลํานั้นมากาหนดเป็นนโยบายพรรค ตัวอยํางท่ีเดํนชัด คือ การนาหลักการประชานิยมมาใช๎ในการ
กาหนดนโยบายของพรรคไทยรักไทย ในสมัยอดีตนายกรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทาให๎พรรคไทยรักไท ย
ได๎รับคะแนนนยิ มมากที่สดุ จนสามารถเขา๎ ไปจัดตง้ั รัฐบาลได๎อยาํ งเปน็ เอกภาพ เป็นต๎น

๓) ผนู๎ าพรรคการเมืองตอ๎ งมคี วามตงั้ ใจอยํางแนํวแนํท่ีจะรวมอานาจการตัดสินใจนโยบายของตน
แตํผูเ๎ ดยี วหรือเข๎ารวํ มกบั พรรคการเมืองอื่น หมายความวํา บรรดาพรรคการเมืองจะต๎องมีความมํุงหมาย
ทจี่ ะใหพ๎ รรคการเมืองของตนเขา๎ ไปเป็นรัฐบาลเพื่อควบคุมบุคลากรและนโยบายในการบริหารประเทศทั้ง
โดย วธิ กี ารจดั ตัง้ รฐั บาลโดยพรรคเดยี ว หรือ ประนีประนอมพรรคอ่ืนจัดตั้งรัฐบาลผสม เพราะการท่ีพรรค
การเมืองได๎เข๎าไปเป็นรัฐบาลยํอมมีโอกาสที่จะนานโยบายพรรคไปประกอบเป็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะ
ทาให๎สมาชิกของพรรคและประชาชนทีส่ นับสนุนพรรคได๎รบั ประโยชนจ๑ ากนโยบายน้ัน

๔) พรรคการเมอื งต๎องพยายามหาเสียงเมือ่ มีการการเลือกตั้งพรรคการเมอื งที่แท๎จริงต๎องพยายาม
ขยายแนวคิดของพรรคและให๎ข๎อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองชี้แงํมุมของป๓ญหาตํางๆให๎ประชาชนทร าบ
ตลอดเวลา เพือ่ เสนอแนวนโยบายพรรคใหป๎ ระชาชนไดต๎ ัดสินใจเลอื ก ดงั นนั้ พรรคการเมืองนอกจากจะหา
เสียงเลือกต้ังแล๎ว หลังจาการเลือกต้ังก็จะต๎องดาเนินบทบาทอยูํตลอดเวลา เพ่ือเป็นการเตรียมพร๎อม
โดยเฉพาะอยํางยิ่งประเทศท่ีมีระบอบประชาธิปไตยท่ียังมีอายุน๎อย พรรคการเมืองต๎องดาเนินบทบาท
เป็นผ๎ูเรํงเร๎าให๎ประชาชนเกิดความสานึกทางการเมืองและเข๎ามามีสํวนรํวมทางการเมืองให๎มากที่สุด การ
ดาเนนิ บทบาทดงั กลําว นอกจากจะเป็นการให๎การศึกษาอบรมทางการเมืองแล๎วยังเป็นการดึงประชาชน
ใหเ๎ ข๎ามาสนบั สนุนพรรคอกี ดว๎ ย ๘๘

๘.๔ ทฤษฎีการกาเนิดพรรคการเมอื ง
การศกึ ษาพรรคการเมอื งต๎องเข๎าใจในมติ ทิ ฤษฎีการกาเนิดของพรรคการเมือง รวมถึงวิวัฒนาการ

พรรคการเมือง นักวิชาการได๎ศึกษาเพ่ือทาความเข๎าใจและอธิบายพรรคการเมืองโดยนาทฤษฎี ๘ ทฤษฎี
มาอธบิ ายไว๎ดงั น้ี

ทฤษฎีแรก จติ วทิ ยา

๘๘ ชาญชัย ฮวดศร,ี เอกสารประกอบการสอน พรรคการเมืองกลํุมผลประโยชน๑และการเลอื กตง้ั (สาขาวิชา
รฐั ศาสตร๑การปกครอง,วทิ ยาเขตขอนแกนํ , ๒๕๕๓.

๙๐

นักจติ วทิ ยามคี วามเชือ่ วํา พรรคการเมืองเกิดจากข๎อแตกตํางของจิตใจมนุษย๑ โดยมองวํามนุษย๑มี
๒ ประเภท คือ พวกอนุรักษ๑นิยม ชอบการปฏิรูป และพวกถอนรากถอนโคน ชอบการเปล่ียนแปลงแบบ
ปฏิวตั อิ ธบิ ายได๎ดงั น้ี

กลํุมแนวคิดอนุรักษนิยม ๘๙ มองวําสิ่งที่เป็นมาแตํเดิม สถาบันทางการเมืองเกําแกํที่สืบทอดกัน
ได๎แสดงวาํ เป็นสิ่งทดี่ ี เปน็ สิ่งท่ผี ํานการลองผิดลองถูกมาแล๎วมองวําการเปล่ียนแผลงแบบฉับพลันเป็นสิ่งท่ี
ควรกระทาแตํควรเปลี่ยนแปลงแบบคํอยเป็นคํอยไป ส่ิงที่แนวความคิดดังกลําวยึดถือคือเรื่อง อุดมการณ๑
กษัตริย๑นิยม ประเพณี และจารีตโบราณ ธรรมเนียมของสังคม ซึ่งเป็นส่ิงที่พวกเขายึดถือมาช๎านาน
พรรคการเมืองท่ีพัฒนาขึ้นตามทฤษฎีนี้ ยกตัวอยํางเชํน พรรคอนุรักษ๑นิยม(อังกฤษ), พรรคอนุรักษ๑นิยม ,
พรรครพี ับลกิ นั (สหรฐั อเมริกา) หรอื พรรคประชาธิป๓ตย๑ (ประเทศไทย) เป็นต๎น

กลุํมที่มีแนวคิดแบบถอนรากถอนโคน๙๐ มีมุมมองตํอการเปลี่ยนแปลงวําต๎องเป็นแบบฉับพลัน
ทันที การเปล่ียนแปลงต๎องรื้อสร๎างใหมํ รื้อถอนสิ่งเกําอกมาเพ่ือสถาปนาสิ่งใหมํเข๎ามาแทน การ
เปล่ียนแปลงจึงต๎องมํุงทาลายระบบเกําหรือประเพณีเกําที่ไมํทันสมัย ไมํสามารถปรับตัวได๎กับการ
เปล่ียนแปลงใหมํ เชํน การปฏิวัติสังคมตามแนวของ มาร๑กซ๑, เลนิน, เหมา เจ๐อตุง เป็นต๎น ยกตัวอยําง
พรรคการเมืองท่ีมีลักษณะดังกลําวข๎างต๎น คือ พรรคคอมมิวนิสต๑คิวบา ,พรรคคอมมิวนิสต๑จีน,พรรค
คอมมวิ นสิ ต๑เวียดนาม เปน็ ต๎น

ทฤษฎที ่สี อง เศรษฐกิจและสงั คม

พรรคการเมืองตามทฤษฎีเศรษฐกิจและสังคมเป็นการพิจารณาผ๎ูสนับสนุนพรรคการเมืองมาจาก
ชนช้นั ตํางๆของสังคมการเมอื ง เชนํ ชนชนั้ นายทุน ชนชน้ั แรงงาน ชนช้ันกลาง ชนชั้นสูง ชนชั้นลําง ฯลฯ
ทฤษฎีนี้มองวําคนท่ีมีถานะแตกตํางกันทางด๎านเศรษฐกิจและสังคมยํอมมีความต๎องการและผลประโยชน๑
แตกตํางกัน พรรคการเมืองจึงทาหน๎าท่ีเป็นสถาบันที่เชื่อมกลุํมผลประโยชน๑เข๎าด๎วยกัน เพื่อปกปูอง
รักษา และแสวงหาผลประโยชน๑ของกลุํมตนให๎ได๎มากท่ีสุด พรรคการเมืองท่ีเกิดขึ้นตามทฤษฎีเศรษฐกิจ

๘๙ ไพรวลั ย๑ เคนพรม,หลกั รัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พแ๑ หงํ จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๖๐), หนา๎ ๒๘๙
๙๐ เรื่องเดียวกนั , หนา๎ ๒๘๙

๙๑

และสงั คม เชํน พรรคตามทฤษฎีเศรษฐกิจและสังคม เชนํ พรรคคอมมิวนิสต๑คิวบา พรรคคอมมิวนิสต๑จีน
พรรคคอมมวิ นสิ ตเ๑ วียดนาม หรือพรรคประชาชนปฏวิ ตั ลิ าว เป็นต๎น กรณีประเทศไทยถือได๎วํา พรรคเพื่อ
ไทยเป็นตัวแทนของชาวชนบทในภาคเหนือ และภาคตะวันเฉียงเหนือ แตํก็ไมํมีการแบํงชัดเจนในเรื่องชน
ชั้น

ทฤษฎีท่สี าม อุดมการณ์

เมือ่ ประชาชนมอี ดุ มการณเ๑ หมอื นกนั หรือคล๎ายถือในอุดมการณ๑คล๎ายคลึงกัน ยํอมมีผลประโยชน๑
เหมือนกัน ประชาชนเหลํานั้นก็จะมารํวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง โดยเร่ิมจาการรวมตัวกันเป็นกลุํม
ผลประโยชน๑ จากนั้นเมื่อสมาชิกมีจานวนมากขึ้นกลํุมดังกลําวก็จะพัฒนาตนเองไปสูํการจัดต้ังพรรค
การเมอื งทต่ี อบสนองตํอความตอ๎ งการและสามารถแกป๎ ๓ญหาใหก๎ ับกลมํุ ตน

ในอดีตพรรคการเมืองจานวนมากท่ีมีอุดมการณ๑ท่ีชัดเจน ดังกรณีพรรคเฟเดอรัลลิสต๑ ในระยะ
เริ่มกํอต้ังสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในยุคของจอห๑น อดัมส๑ ดารงตาแหนํงเป็นประธานาธิบดีแหํง
สหรฐั อเมริกา พรรคดงั กลาํ วมีอุดมการณ๑ที่จะให๎รัฐบาลกลางมีอานาจมาก สามารถควบคุมมลรัฐตํางๆได๎
มากข้ึนกวําเดิมเพื่อให๎เกิดความเป็นเอกภาพทางการเมืองและการบริหารประเทศ แนวความคิดทาง
อุดมการณ๑ของพรรคเฟเดอรัลลิสต๑ ที่ปรากฏในยุคป๓จจุบัน คือ พรรครีพับลิกัน สํวนพรรคเดโมแครต
เป็นพรรคการเมืองท่ีไมํเช่ือถือในอุดมการณ๑ท่ีรัฐบาลกลางมีอานาจมาก ในกรณีของสหรัฐอเมริกา มีการ
เนน๎ อดุ มการณ๑ทใ่ี หร๎ ัฐบาลกลางมอี านาจจากดั และไปเสริมอานาจอสิ ระให๎กบั มลรฐั มากขึ้น

สรุปได๎วํา การจัดตง้ั พรรคการเมอื งสมัยใหมํทีเ่ กิดจากแนวคิดทางอุดมการณ๑รํวมกันป๓จจุบันพรรค
การเมืองสมัยใหมํท่ีสามารถมีอานาจเข๎าไปจัดต้ังรัฐบาลได๎สาเร็จจะเป็นพรรคที่ไมํเน๎นเร่ืองอุดมการณ๑ใด
อุดมการณ๑หนึ่งอยํางชัดเจนแตํจะเป็นลักษณะการหลอมอุดมการณ๑ของคนทุกสังคม เพื่อจุดประสงค๑ท่ีจะ
ได๎รบั คะแนนนยิ มมากทส่ี ุด

ทฤษฎที ส่ี ี่ การจดั องค์การ

พรรคการเมืองเป็นการรวมตัวกันตั้งแตํ ๒ คน เพ่ือจุดมํุงหมายบางประการรํวมกัน สมาชิกของ
พรรคการเมืองได๎รับประโยชน๑จาการเข๎ารํวมเป็นสมาชิก พรรคการเมือง การดาเนินกิจกรรมของพรรค
การเมืองจาเป็นต๎องใช๎เคร่ืองมือ ต๎องได๎รับความรํวมมือ และใช๎ทรัพยากรบริหารเพ่ือนาไปสํูการบรรลุ
เปูาหมายขององค๑การของพรรคการเมืองน้ันๆสํวนมากพรรคการเมืองจะมีการจัดต้ังพรรคการเมืองโดย

๙๒

ต๎องมีนการจัดต้ังองค๑การแทบทั้งส้ิน โดยกฎหมายเป็นผู๎กาหนดการจัดตั้งองค๑การทางการเมืองโดยมีการ
กาหนดกฎระเบียบ เกณฑ๑ คุณสมบตั ิ ของการจดั ตั้งพรรคการเมืองไวอ๎ ยาํ งชดั เจน

ทฤษฎที ห่ี ้า รัฐสภา

พรรคการเมืองอาจเกิดนอกรัฐสภาและในรัฐสภาก็ได๎เชํนกัน พรรคการเมืองตามทฤษฎีรัฐสภา
แบบแรกคอื พรรคการเมืองในรัฐสภา เป็นพรรคการเมืองท่ีถือกาเนิดจากสมาชิกสภาผ๎ูแทนราษฎร หรือ
สมาชิกวุฒิสภารวมตัวกันจัดต้ังพรรคการเมืองขึ้นมา โดยทั่วไปจะเป็นพรรคการเมืองของชนช้ันนาของ
สังคม เชํน กรณีพรรคอนุรักษ๑นิยมของอังกฤษ สมาคมคณะราษฎร และพรรคประชาธิป๓ตย๑ในประเทศ
ไทย เปน็ ตน๎ สํวนพรรคการเมืองนอกรัฐสภา เปน็ ความเคลอื่ นไหวของประชาชนเพ่ือให๎มาซ่ึงอานาจรัฐ
เชํน กลุํมอาชีพเกษตรกร กลุํมป๓ญญาชน กลํุมเคลื่อนไหวทางศาสนา เป็นต๎น กลํุมดังกลําวมีจุดมํุงหมาย
รํวมกนั จนเกิดการรวมตวั กันสามารถตั้งเป็นพรรคการเมอื งนอกรฐั สภา

ทฤษฎที ี่หก สถาบนั

พรรคการเมอื งเป็นการรวมกลุํมจนกระทั่งมีแบบแผนรํวมกันมีการจัดกลุํม เป็นกลุํมทางการเมือง
เพื่อปกปูอง รักษา และเรียกร๎องผลประโยชน๑ของกลํุมตน จนนาไปสูํการต้ังพรรคการเมืองในที่สุด พรรค
การเมืองท่กี ํอตง้ั ขึ้น เปน็ สถาบันทางการเมืองท่ีสาคัญตํอการเมืองการปกครอง

ทฤษฎที เี่ จ็ด ประวัติศาสตรแ์ ละสถานการณ์

พรรคการเมืองเป็นผลของประวัติศาสตร๑ มีความเป็นมาอยํางตํอเน่ืองยาวนานในสังคมการเมือง
หรือเกิดจากการสร๎างสถานการณ๑ให๎เกิดความชอบธรรมทาให๎เกิดการรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และสร๎างให๎มีการมีสํวนรํวมทางการเมือง ในประวัติศาสตร๑การเมืองแตํละประเทศมีแตกตํางกัน พรรค
การเมอื งจะทาหน๎าท่ีหลํอหลอมวัฒนธรรมของผู๎คนในสังคมการเมือง เชํน กรณีสังคมไทยมีระบบอุปถัมภ๑
สงู มาก เมอ่ื กํอตง้ั พรรคการเมืองก็จะทาให๎พรรคการเมืองเป็นพรรคแบบอปุ ถมั ภ๑ เปน็ พรรคชนชั้นนา สํวน
สมาชกิ พรรคเปน็ องคป๑ ระกอบทไี่ มํมคี วามสาคัญมากนกั เปน็ ตน๎

ทฤษฎสี ดุ ทา้ ย พัฒนาการ

พรรคการเมืองเกิดจากการเปล่ียนแปลงอยํางเป็นพลวัตอยํางตํอเนื่อง มีพัฒนาการไปตามลาดับ
เป็นความพยายามของชนช้ันนาท่ีจะรักษาอานาจของตนเองไว๎ หรือมุํงสืบทอดอานาจทางการเมืองโดย
การแสวงหาเสียงสนับสนุนจากประชาชน เพ่ือให๎ประชาชนมีจิตสานึกทางการเมืองด๎วยการเข๎าไปมีสํวน

๙๓

รวํ มทางการเมอื งตามแนวทางของระบอบประชาธปิ ไตย เพื่อเป็นการพฒั นาพรรคการเมืองตามพัฒนาการ
ของยุคสมัยทีม่ กี ารเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ๙๑

๘.๕ บทบาทหนา้ ทข่ี องพรรคการเมอื งในระบอบประชาธิปไตย

บทบาทของพรรคการเมอื งไมไํ ด๎มีเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยเทํานั้น ในประเทศที่ปกครองด๎วย
ระบอบเผด็จการก็มีพรรคการเมืองเชํนกัน เพียงแตํเปูาหมายของพรรคการเมืองทั้งสองรูปแบบน้ีตํางกัน
เปูาหมายของพรรคการเมืองที่ปกครองด๎วยระบอบเผด็จการนั้นมีบทบาทคือต๎องการครองอานาจทาง
การเมืองเทาํ นั้น สวํ นบทบาทของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย มบี ทบาทหน๎าทีด่ ังนี้

๑) การสรรหาผน๎ู าหรือตัวแทนทางการเมอื งดว๎ ยการสํงสมคั รรบั เลอื กต้ังในระบอบประชาธิปไตย
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดาเนินไปด๎วยความราบรื่นและตํอเน่ืองเพราะมีกระบวนการในการสรรหา
ผน๎ู า หรือตวั แทนทางการเมอื งที่มกี ฎ กตกิ า ที่คนในสังคมยอมรับ พรรคการเมืองจึงทาหน๎าท่ีด๎วยการสรร
หาสมาชกิ หรอื ตัวแทนลงสมคั รรบั เลือกต้ัง

๒) การรวบรวมผลประโยชน๑หรือความต๎องการของประชาชน พรรคการเมืองต๎องทาหน๎าที่ใน
การสารวจข๎อมูล หรือความต๎องการของประชาชนซึ่งมีอยํูมากมาย โดยทาหน๎าที่ประสานผลประโยชน๑
หรอื ความตอ๎ งการของคนหมใํู หญํ ในสงั คมเพอ่ื ใหค๎ นกลุํมน้ีได๎รับประโยชน๑จากการนาเสนอข๎อมูลให๎พรรค
รฐั บาลรบั ทราบข๎อมูลเบอื้ งต๎นเพ่ือขยายไปสกํู ารกาหนดเปน็ แนวทางในการพฒั นา

๓) นาเสนอนโยบายบริหารประเทศหากชนะเลือกตั้งได๎เป็นรัฐบาล นอกเหนือจากการสรรหาตัว
ผูน๎ าทางการเมอื ง หรอื ตัวแทนทางการเมืองลงสมคั รรับเลอื กตง้ั เพอื่ เป็นรัฐบาลบริหารประเทศแล๎ว พรรค
การเมืองยังมีหน๎าท่ีรวบรวมความต๎องการของประชาชน (Political Aggregation) เพ่ือนาเสนอเป็น
นโยบายพรรคและใช๎ในการหาเสียงเลือกต้ังหากชนะการเลือกตั้งนโยบายพรรคก็จะถูกนามาใช๎เป็ น
นโยบายในการบริหารประเทศ

๔) เผยแผคํ วามรท๎ู างการเมืองแกํประชาชนนอกจากบทบาทในการรวบรวมข๎อมูลความต๎องการ
ของประชาชน การสํงตวั แทนสมคั รรับเลอื กต้ัง หรือนาเสนอนโยบายให๎ประชาชนรับทราบในชํวงฤดูกาล

๙๑ ไพรวลั ย๑ เคนพรม,หลักรัฐศาสตร๑,(กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ๑แหํงจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ,๒๕๖๐),หน๎า ๒๙๑ -
๒๙๗

๙๔

เลอื กตง้ั แล๎ว พรรคการเมืองยังต๎องทาหน๎าท่ีนอกฤดูกาลเลือกตั้ง คือการเผยแผํความร๎ูทางการเมืองให๎แกํ
ประชาชนได๎รับทราบและเข๎าใจในเร่ือง สิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่ประชาชนควรรู๎ กระบวนการ
ประชาธิปไตย ผลงานหรือการปฏบิ ัติงานของรฐั บาล หรือ นโยบายรัฐที่ดาเนินอยํู เป็นต๎น

๕) เป็นตัวเชื่อมระหวํางรัฐบาลกับประชาชน พรรคการเมืองทาหน๎าที่เป็นตัวประสานเช่ือมโยง
กับประชาชนโดยการนาเอาข๎อมูล ขาํ วสาร ความคดิ เหน็ ของประชาชนไปสรํู ฐั บาล

๖) กระต๎ุน ปลุกเร๎า สร๎างความคิดเห็นทางการเมืองในหมํูประชาชน พรรคการเมืองมีบทบาท
หน๎าที่ในการกระตุ๎นให๎ประชาชนเกิดความคิดเห็นทางการเมืองในหมํูประชาชนในประเด็ นที่เกี่ยวข๎องกับ
ผลประโยชนส๑ ํวนรวม หรือเร่อื งท่ีอาจจะสงํ ผลกระทบตอํ ประชาชนโดยตรง

๗) ทาหน๎าที่กลอํ มเกลาทางการเมอื งพรรคการเมืองคอื สถาบนั ทางการเมืองที่สาคัญในการกลํอม
เกลาทางการเมืองให๎กับประชาชนที่เป็นสมาชิกในสังคมได๎มีความร๎ู ความเข๎าใจตํอระบอบการเมืองการ
ปกครองของประเทศ

จากบทบาทหน๎าท่ีของพรรคการเมืองข๎างต๎นทาให๎ทราบถึงบทบาทหน๎าที่ของพรรคการเมืองใน
แงมํ ุมตํางๆซ่ึงล๎วนเป็นบทบาทหน๎าที่ท่ีจะต๎องปฏิบัติเพื่อให๎สถานภาพของพรรคการเมืองยังคงดารงอยํูได๎
การเมืองในยุคป๓จจุบันมีป๓จจัยที่เข๎ามาเกี่ยวข๎องกับความเป็นพรรคการเมืองมากมาย เชํน ป๓ญหาสังคมท่ี
เพิม่ ขน้ึ ,ปญ๓ หาทางดา๎ นการเมอื งหรือ การผกู ขาดทางการเมอื งในเรอื่ งใดเรื่องหนึ่ง จนสํงผลตํอเสถียรภาพ
ทางการเมือง เป็นต๎น จึงเป็นเหตุให๎พรรคการเมืองต๎องมีการปรับเปล่ียนทําที กลยุทธ๑ในการหาเสียง
เลือกต้ัง หรือแมแ๎ ตกํ ารกาหนดนโยบายพรรค หรือแม๎แตกํ ารสรรหาบุคคลมาลงสมคั รรบั เลือกตัง้

๘.๖ ลกั ษณะของพรรคการเมืองในระบอบประชาธปิ ไตย

พรรคการเมืองในระบอบประชาธปิ ไตยสามารถแยกพจิ ารณาได๎ ๔ ประเด็น ไดแ๎ กํ

ประเด็นแรก ความคิดเห็น

พรรคการเมืองต๎องสามารถแสดงออกในเชิงความคิดหรือมุมมองตํอเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง ในระบอบ
ประชาธิปไตยให๎สิทธเิ สรีภาพกบั ประชาชนในเรื่องของการแสดงความคดิ เหน็ เชนํ ความคดิ เห็นตอํ นโยบาย
ของรัฐบาล ความคิดเห็นตํอประเด็นข๎อบังคับทางกฎหมายที่อาจถูกนาไปใช๎เป็นเคร่ืองมือทางการเมือง
เป็นต๎นการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองต๎องเป็นการแสดงออกโดยมีเจตนาท่ีจะปกปูอง รักษา
ผลประโยชนข๑ องสาธารณะเปน็ หลกั

๙๕

ประเด็นทีส่ อง ทศั นคติ

พรรคการเมืองต๎องสามารถแสดงทัศนคติในเชิงบวก หรือลบ ตํอเรื่องใดเร่ืองหนึ่งได๎อยํางเสรี ใน
ระบอบประชาธิปไตยใหส๎ ทิ ธเิ สรีภาพกับประชาชนในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นเชํน ความคิดเห็นตํอ
นโยบายของรัฐบาลท่ีเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน๑กับประชาชนวําเป็นสิ่งท่ีดี หรือ ความคิดเห็นตํอ
ประเด็นข๎อบังคับทางกฎหมายที่อาจถูกนาไปใช๎เป็นเคร่ืองมือทางการเมือง วําเป็นสิ่งท่ีกระทบตํอวิถีชีวิต
ของประชาชน เป็นต๎น การแสดงทัศนคติของพรรคการเมืองต๎องเป็นการแสดงออกโดยมีเจตนาท่ีจะ
ปกปอู ง รกั ษาผลประโยชนข๑ องสาธารณะเปน็ หลกั

ประเดน็ ท่ีสาม อดุ มการณ์

สมาชิกของพรรคการเมืองต๎องมีแนวความคิดและอุดมการณ๑ทางการเมืองรํวมกันให๎มากท่ีสุด
เพ่อื จะไดร๎ ํวมกันในการดาเนนิ กิจการของพรรคใหเ๎ กิดความราบรืน่

ประเด็นที่สี่ ผลประโยชน์

การรวมตัวของสมาชิกพรรคการเมืองจัดเป็นกลุํมผลประโยชน๑กลํุมหน่ึงที่มีจุดมุํงหมายที่จะ
ผลักดันหรือเข๎าไปมีอิทธิพลตํอการตัดสินใจเชิงนโยบาย รวมถึงการที่จะเข๎าไปมีโอกาสในการใช๎อานาจ
ทางการเมืองเพื่อปกปูอง รักษาผลประโยชน๑ให๎แกํกลํุมตน รวมถึงการสร๎างผลประโยชน๑ตํอสํวนรํวม
เชํนกนั

๘.๗ องค์ประกอบของพรรคการเมืองในรัฐสมยั ใหม่

ไพวัลย๑ เคนพรม (๒๕๖๐: หน๎า๒๒๗ ) ได๎อธิบายถึงองค๑ประกอบของพรรคการเมืองไว๎อยําง
นอ๎ ย ๕ ประเด็นดงั รายละเอียดตอํ ไปน้ี

องค์ประกอบแรก การจัดองคก์ ารของพรรค

พรรคการเมืองต๎องมีการจัดโครงสร๎างขององค๑การให๎ชัดเจน และเอื้อตํอการพัฒนาของพรรค
การเมืองและการทาหนา๎ ทขี่ องพรรคการเมอื งให๎มคี วามเปน็ พรรคการเมืองของประชาชน และมีความเป็น
สถาบันทางการเมือง โดยการจัดองค๑การทางการเมืองต๎อยึดปฏิบัติตามที่กฎหมายของแตํละประเทศได๎
กาหนดไว๎

๙๖

องคป์ ระกอบทสี่ อง กลไกของพรรค

พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองสาคัญในระบอบการเมืองการปกครอง พรรคการเมือง
ต๎องมีกลไกในการขับเคลื่อนพรรคการเมืองให๎ประสบความสาเร็จและบรรลุเปูาหมายของการทาหน๎าที่
พรรคการเมือง กลไกตํางๆต๎องเป็นไปตามท่ีกฎหมายของแตํละประเทศกาหนดไว๎ด๎วย เชํน การมีสาขา
พรรคการเมือง การมีคณะกรรมการบริหารสาขาพรรค การจัดองค๑กรระดับท๎องถิ่นท่ีจะสนับสนุนการ
ขับเคลอ่ื นนโยบายของพรรคการเมือง การประชมุ รรคการเมืองในหลาหลายระดบั เปน็ ต๎น

องคป์ ระกอบท่ีสาม นโยบายของพรรค

นโยบายของพรรคการเมืองท่ีดีน้ันต๎องมุํงแก๎ป๓ญหาให๎กับประชาชนในท๎องถิ่นเป็นหลัก โดยอาศัย
สาขาของพรรคการเมืองในระดับท๎องถ่ินระดมความต๎องการของประชาชน สารวจป๓ญหาท่ีประชาชน
กาลังประสบป๓ญหาเพ่ือนาเอาประเด็นตํางๆท่ีเกิดข้ึนกับประชาชนนาไปสํูการวิเคราะห๑กาหนดเป็นวาระ
และประเด็นป๓ญหารํวมกนั จนนาไปสกูํ ารกาหนดเป็นนโยบายสาธารณะของพรรคการเมือง

องคป์ ระกอบทส่ี ่ี การเงนิ ของพรรค

พรรคการเมืองท่ีดีต๎องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนให๎การ
สนับสนุนท้ังทางตรงและทางอ๎อมป๓จจุบันในหลายๆประเทศได๎เปิดโอกาสให๎ประชาชนท่ัวไปสนับสนุน
พรรคการเมืองผํานชํองทางตํางๆมากมาย ในสหรัฐอเมริกา กาหนดให๎ประชาชนให๎เงินสนับสนุนพรรคได๎
โดยตรง การชํวยเหลอื ในการรณรงคห๑ าเสียงเลอื กตงั้ หรือกจิ กรรมอนื่ ๆของพรรคการเมือง๙๒

สํวนในประเทศไทยมีการบริจาคทั้งจากประชาชนท่ัวไป บริษัท ห๎างร๎าน เชํนกัน โดยมากมักจะ
ได๎รบั การสนบั สนนุ จากบรษิ ทั ขนาดใหญเํ ปน็ ผูอ๎ ยูเํ บื้องหลงั การเมืองไทยเพ่ือเป็นการลดความเส่ียงของการ
ทาธุรกิจ ถอื วําเปนู กลมํุ กดดนั และมีอิทธพิ ลตอํ การกาหนดนโยบายของรัฐบาลด๎วย

องค์ประกอบสดุ ท้าย การประชุมพรรค

การที่พรรคการเมืองคือตัวแทนของประชาชนในการที่จะขับเคลื่อนการดาเนินนโยบายของพรรค
ให๎ตรงกับความต๎องการของประชาชนสิ่งสาคัญอีกประการคือ การประชุมปรึกษาหารือกันของพรรค

๙๒ ไพรวัลย๑ เคนพรม,หลกั รัฐศาสตร,๑ (กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พแ๑ หํงจฬุ าลงกรณม๑ หาวทิ ยาลัย,๒๕๖๐),
หน๎า ๒๗๒ -๒๗๕.

๙๗

การเมอื งในทุกระดับการใช๎กลไกในการประชุมของพรรคการเมืองเป็นกลไกในการรับฟ๓งป๓ญหาและความ
ต๎องการของประชาชนสํงผํานจากระดับท๎องถิ่นจนถึงระดับชาติ หรือแม๎แตํการนานโยบายของพรรค
การเมืองระดับชาตสิ งํ ผาํ นลงมายงั ระดับท๎องถิน่ เป็นตน๎

๘.๘ ประเภทของพรรคการเมือง

พรรคการเมืองแตํละพรรคมคี ณุ ลักษณะท่แี ตกตํางกัน การทาความเข๎าใจถึงคุณลักษณะเพ่ือระบุ
วําเป็นพรรคการเมืองประเภทใดต๎องมีการเชื่อมโยงตํอการทาความเข๎าใจการเมืองในสังคมนั้น ฮีย๑วูด
(Heywood,2002 : 249-251)๙๓ ได๎ให๎ข๎อสรุปประเภทของพรรคการเมืองโดยเสนอในลักษณะของคํูตรง
ข๎าม ดงั น้ี

๑) พรรคการเมืองชนช้นั นากับพรรคแบบมวลชน

การแบงํ ประเภทนไี้ ดร๎ ับความนิยมเปน็ อยํางมาก พรรคชนชั้นนา : หมายถึงพรรคการเมอื งทผ่ี ๎ูมี
อานาจภายในพรรคจานวนน๎อยครอบงาความคิดและการดาเนินกิจกรรมตํางๆของพรรค ขณะที่สมาชิก
พรรคแทบไมํมีบทบาทและไมํต๎องการขยายสมาชิกพรรคให๎มีจานวนมาก ตัวอยํางเชํน พรรคฟาสซิสต๑
ของอิตาลี พรรคนาซีของเยอรมัน พรรคคอมมิวนิสต๑โซเวียต และจีน สํวนประเทศท่ีเป็นประชาธิปไตย
เชํน พรรคคองเกรส ของอนิ เดีย เป็นตน๎

สวํ นพรรคแบบมวลชน : จะใหค๎ วามสาคัญตํอการขยายฐานของสมาชิกพรรคให๎มีจานวนมาก
และกระจายไปยังพื้นที่ตํางๆทั่วประเทศ อีกท้ังสมาชิกของพรรคยังมีบทบาททางความคิดและการดาเนิน
กจิ กรรมทางการเมืองของพรรค ไมํผูกขาดอยูํภายใต๎กลุํมผ๎ูนาพรรค เชํน พรรคคริสเตียน เดโมแครตของ
เยอรมนี พรรคแรงงานขององั กฤษ เป็นตน๎ ๙๔

๒) พรรคเพ่ือตัวแทนและพรรคเพอ่ื ความเปน็ เอกภาพ

พรรคเพื่อตัวแทน : มีลักษณะที่สาคัญประการหน่ึง คือ การนาข๎อเรียกร๎อง ความต๎องการของ
ผู๎ใช๎สทิ ธิเลอื กตง้ั หรือผู๎สนับสนุนไปผลักดันให๎เป็นจริง มากกวําความพยายามที่จะเป็นผ๎ูสร๎างมติมหาชน
พรรคการเมืองประเภทน้ีจะให๎ความสาคัญในการับฟ๓งเสียงของประชาชน นโยบายและการดาเนิน
กิจกรรมทางการเมอื งมีเปูาหมาย เพอื่ สร๎างความพึงพอใจของผม๎ู ีสทิ ธ์ิเลือกตั้งหรือเพ่ือแลกับคะแนนนิยมที่
จะได๎รับ

๙๓ Heywood,Andrew. อ๎างในบฆู อรี ยีหมะ,ความรเู๎ บ้อื งต๎นทางรัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ๑เคลด็ ไทย
จากดั ,๒๕๕๙),หนา๎ ๒๕๔.

๙๔ บูฆอรี ยหี มะ,ความรเ๎ู บื้องต๎นทางรฐั ศาสตร,๑ (กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพเ๑ คล็ดไทย จากดั ,๒๕๕๙),หน๎า ๒๕๔ –
๒๕๗.

๙๘

พรรคเพื่อความเป็นเอกภาพ : มีลักษณะสาคัญประการหนึ่ง คือ เน๎นบทบาทการเป็นผู๎ริเร่ิม
ผลักดันนโยบาย หรือประเด็นตํางๆ ต๎องการให๎ความร๎ู ให๎การศึกษา หรือกระต๎ุนความคิดแกํประชาชน
มากกวําการสะทอ๎ นถงึ ข๎อเรยี กร๎องหรือความต๎องการของผู๎มีสทิ ธเิ ลือกตั้งเทาํ นัน้

๓) พรรคตามรฐั ธรรมนูญและพรรคปฏิวตั ิ

พรรคตามรัฐธรรมนูญ : ดาเนินกิจกรรมทางการเมืองตามกรอบที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่
เกย่ี วข๎องเปดิ ชํองให๎ ยอมรับการแขงํ ขนั ทางการเมืองระหวํางพรรคการเมืองตํางๆตระหนักถึงการดารงอยูํ
และบทบาทหนา๎ ทีท่ แ่ี ตกตํางกนั ระหวาํ งรัฐกบั รฐั บาล

พรรคปฏิวัติ : มีลักษณะท่ีตํอต๎านระบบ (Anti-System)และตํอต๎านรัฐธรรมนูญ (Anti –
Constitution)โดยมีเปูาหมายคือต๎องการยึดอานาจรัฐล๎มล๎างรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวกาหนดโครงสร๎างทาง
การเมอื งที่ดารงอยูํ จนกลายเป็นพรรคชนชั้นปกครอง พรรคกับกลไกของรัฐเป็นเร่ืองเดียวกัน มีการส่ัง
ห๎ามจดั ต้ังพรรคการเมอื งอ่นื ๆเขา๎ แขํงขนั ในการเลือกตง้ั เชํน พรรคคอมมิวนิสต๑โซเวียต พรรคฟาสซิสต๑
ของอิตาลี และพรรคนาซีของเยอรมนี

๔) พรรคฝา่ ยซา้ ยและฝ่ายขวา

การจัดประเภทพรรคการเมืองแบบน้ีใช๎อดุ มการณท๑ างการเมืองของพรรคเป็นเกณฑ๑สาคัญ พรรค
การเมืองที่ถูกมองวําเป็นพรรคฝุายซ๎ายได๎แกํ พรรคหัวก๎าวหน๎า พรรคสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต๑
ซึ่งมีลักษณะทีสาคัญ คอื เน๎นการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่เป็นอยํู ซ่ึงเห็น
วําเลวร๎าย มเี สียงสนับสนุนคือ คนจนและผูท๎ ่เี สยี เปรียบทางสังคม

สํวนพรรคฝุายขวาได๎แกํ พรรคอนุรักษ๑นิยม และพรรคฟาสซิสต๑ ซ่ึงต๎องการรักษาไว๎ซึ่งระเบียบ
ทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื งอยาํ งท่เี ปน็ อยํูให๎คงอยตูํ ลอดไป เสียงสนับสนุนมาจากกลํุมผลประโยชน๑ทาง
ธรุ กิจและชนชนั้ กลาง

๘.๙ การแบง่ พรรคการเมืองจากอดุ มการณท์ พ่ี รรคการเมอื งนัน้ ยึดถือ

การแบํงพรรคการเมืองประเภทนี้ ต๎องพิจารณาเฉพาะอุดมการณ๑ทางการเมืองท่ีพรรคการเมือง
น้ันยึดถือ ระหวํางพรรคการเมืองฝุายขวา กับพรรคการเมืองฝุายซ๎าย ซ่ึงมีความสัมพันธ๑เช่ือมโยงกับ
นโยบายของรัฐบาลและการดาเนนิ งานของรฐั บาล มดี งั นี้

๑) พรรคนโี อฟาสซิสตห์ รือพรรคขวาจดั (Neo–Fascist Party)

๙๙

พรรคขวาจัดท่โี ดดเดนํ ในอดีตเชํน พรรคนาซขี องเยอรมัน พรรคฟาสซิสต๑ของอิตาลี ป๓จจุบันการ
มีการฟ้ืนตัวของพรรคการเมืองลักษณะน้ีในประเทศโลกที่สาม และยุโรปตะวันออกหลายประเทศซ่ึง
เผชิญกับป๓ญหาคนตํางชาติอพยพเข๎าประเทศจานวนมาก ถูกเรียกขานวํา พรรคนีโอฟาสซิสต๑ ลักษณะ
สาคัญ คอื อุดมการณช๑ าตนิ ยิ ม ต๎องการสงวน ความบรสิ ุทธท๑ างเชือ้ ชาติ ตํอต๎านคนตํางชาติ และเช้ือชาติ
ที่ตาํ งจากตน เชํน พรรค Freedom Party ของออสเตรเลีย,พรรค Bharatiya Jatana Party ของอินเดีย
เปน็ ต๎น

๒) พรรคอนรุ กั ษ์นิยม (Conservative Party)

พรรคอนุรักษ๑นิยมจะให๎ความสาคัญกับขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา และ
สถาบันทางสังคม กลํุมนี้มีแนวความคิดวําสิ่งเหลําน้ีเกิดขึ้นมาอยํางยาวนาน คงทน จึงเชื่อวําส่ิงเหลํานี้มี
ความสาคัญตํอสังคมและมนุษยชาติ ดังน้ัน จาเป็นต๎องรักษาไว๎และสืบทอดให๎คนรุํนตํอๆไป การ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมอยํางรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่ไมํปรารถนา พรรคอนุรักษ๑นิยมยังให๎ความสาคัญอยํางย่ิง
ตํอกฎหมาย และระเบียบของสังคม

๓) พรรคเสรนี ยิ ม(Liberal Party)

พรรคเสรีนยิ มเปน็ พรรคการเมืองทีอ่ ยูตํ รงกลางระหวํางพรรคการเมืองฝุายซ๎ายกับพรรคการเมือง
ฝุายขวา ลักษณะสาคัญของพรรคการเมืองรูปแบบน้ี คือ เน๎นการปกปูองเสรีภาพของป๓จเจกบุคคล
ต๎องการให๎รัฐเข๎าแทรกแซงกิจกรรมตํางๆของป๓จเจกบุคคลให๎น๎อยท่ีสุด สนับสนุนให๎เอกชนมีการแขํงขัน
ทางธุรกิจอยํางเสรี

๔) พรรคสังคมนิยม (Socialist Party)

คาวําสังคมนิยมถูกนามาใช๎อธิบายพรรคการเมืองท่ีมีความเป็นประชาธิปไตยในแถบยุโรป
ตะวันตก และพรรคการเมืองในระบอบคอมมิวนิสต๑ท้ังของสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออกกํอนลํม
สลาย ซ่ึงก็คือ พรรคคอมมิวนิสต๑ คาวําสังคมนิยม และสังคมนิยมประชาธิปไตย มุํงอธิบายเฉพาะพรรค
การเมืองในสังคมประชาธิปไตยเทําน้ัน เชํน พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศล ,พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี
เปน็ ต๎น

ลกั ษณะของพรรคการเมืองเหลํานี้ คือ เป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายรัฐสวัสดิการ และต๎องการ
ให๎รัฐแทรกแซงสังคมในด๎านตํางๆ

๕) พรรคคอมมิวนสิ ต์ (Communist Party)

๑๐๐

พรรคคอมมิวนิสตไ๑ มํได๎มเี ฉพาะประเทศท่ปี กครองด๎วยระบอบคอมมิวนิสต๑เทําน้ันในประเทศแถบ
ยโุ รปที่ปกครองด๎วยระบอบประชาธิปไตยก็ยังใช๎ระบอบนี้โดยพรรคคอมมิวนิสต๑กลํุมนี้ปฏิเสธรูปแบบและ
โครงสร๎างพรรคแบบอานาจนิยมตามแบบของสหภาพโซเวียตและจีน แตํยึดม่ันในหลักการคํานิยม
ประชาธิปไตย เชํน พรรคคอมมิวนิสต๑อิตาลี เป็นต๎น ในยุโรปตะวันออกหลังจากระบอบคอมมิวนิสต๑ลํม
สลายในปี ค.ศ.๑๙๘๙ พรรคคอมมิวนิสต๑ในประเทศตํางๆเปล่ียนชื่อและนโยบายใหมํแตํก็ยังถูกเรียกขาน
วําเป็นอดีตพรรคคอมมิวนิสต๑ เพราะยังคงสนับสนุนให๎มีนโยบายรัฐสวัสดิการ นโยบายการจ๎างงานอยําง
เตม็ ที่ จึงได๎รบั การสนบั สนุนจากชนชัน้ แรงงานซ่ึงถูกคุกคามจาการเปลีย่ นแปลงไปสรูํ ะบบทนุ นยิ ม

๖) พรรคแนวศาสนา (Religious Party)

ความเช่อื ทางศาสนามีอิทธพิ ลตํอพรรคการเมืองหลายพรรค เชํน พรรคคริสเตียน เดโมแครต ซ่ึง
ยึดถือความเชื่อและหลักการทางศาสนาของคริสต๑ นิกายคาทอลิก กระจายไปยังประเทศตํางๆหลาย
ประเทศท้ังในยุโรปและละตนิ อเมริกา หรือประเทศแถบเอเชียและตะวันออกกลาง เชํน พรรคพาส(PAS)
ซงึ่ เป็นพรรคการเมอื งฝุายค๎านของมาเลเซยี , พรรค Bharatiya Jatana Party ของอินเดีย๙๕

๘.๑๐ วิวัฒนาการพรรคการเมอื งในประเทศไทย

ความพยายามตั้งพรรคการเมืองในประเทศไทยเริ่มมีให๎เห็นในชํวงต๎นๆของปีพ.ศ. ๒๔๗๕ ซ่ึง
อาจจะเรียกวําเป็นชํวงของการเปลี่ยนผํานของระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย๑มาเป็น
ระบอบประชาธิปไตย ในชวํ งนน้ั จะเหน็ วําจะพบปญ๓ หามากมายในการบริหารประเทศเน่ืองจากกลํุมชนชั้น
นาบางกลํุมไมํยอมรับรูปแบบการปกครองแบบใหมํและสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ ความเข๎าใจของ
ประชาชนตํอรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยยังมีน๎อยมาก ในสํวนของพรรคการเมืองไทยเร่ิมต๎น
ภายหลงั การปฏวิ ัติสยาม โดยเร่มิ จากการมีสมาคมคณะราษฎร ท่ีมีสถานะเหมือนเป็นพรรคการเมือง เป็น
กลํุมผลประโยชน๑ที่เป็นตัวแทนของกาเมืองในยุคสมัยนั้น ตํอมาก็มีคณะชาติเป็นคูํแขํงสาคัญ โดยมีการ
พยายามรวมตัวกันสร๎างเป็นพรรคการเมือง ซึ่งตัวแทนของพรรคมีทัศนะคือ นิยมเจ๎า ดังนั้นกลํุม
ผลประโยชน๑ท้งั สองพรรคจงึ เป็นตัวแทนของการเมืองคนละข้วั ทีต่ อํ สูแ๎ ยํงชิงอานาจทางการเมืองรํวมกันมา
ตลอด พรรคการเมอื งหลังปฏวิ ัตเิ พอ่ื เปลี่ยนแปลงการปกครองยังไมํมีพรรคการเมืองตามกฎหมาย แตํโดย
พฤตินัยมีพรรคสมาคมคณะราษฎรและคณะชาติ เป็นพรรคการเมืองที่ได๎รับการยอมรับในขณะนั้น
การศึกษาวิวัฒนาการพรรคการเมืองไทยจึงเป็นสิ่งท่ีนักรัฐศาสตร๑จะต๎องเรีย นร๎ูเพื่อที่จะได๎มองเห็นถึง

๙๕ เร่อื งเดียวกัน,หน๎า๒๕๗-๒๕๙

๑๐๑

ววิ ฒั นาการองพรรคการเมอื งและเพอ่ื เป็นแนวทางในการศกึ ษาด๎านการเมืองตํอไป ซึ่งนักวิชาการบางทําน
ได๎อธบิ ายไวด๎ ังตํอไปน้ี ๙๖

พรรคการเมอื งช่วงก่อนประประกาศกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ.๒๔๗๕ – ๒๔๙๘

ประเทศไทยมีกฎหมายพรรคการเมืองฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยกาหนดวิธีการในการจด
ทะเบียนพรรคการเมืองไว๎ในมาตรา ๓ วํา “ผู๎มีสิทธิ์เลือกต้ังสมาชิกสภาผ๎ูแทนราษฎรตั้งแตํห๎าร๎อยคนขึ้น
ไป หรือสมาชิกสภาผแ๎ู ทนราษฎรตง้ั แตสํ ิบคนขน้ึ ไป ยํอมตั้งพรรคการเมืองได๎โดยจดทะเบียนตํอสานักงาน
ปลัดกระทรวงมหาดไทย”

แม๎วําในชํวงกํอนพ.ศ.๒๔๘๙ จะไมํมีการจดทะเบียนพรรคการเมืองก็ไมํได๎หมายความวํา กํอน
หนา๎ นน้ั ไมํมพี รรคการเมอื ง ที่จรงิ คณะราษฎรที่ทาการยดึ อานาจจากพระมหากษตั ริย๑ก็คือ พรรคการเมือง
น่นั เอง เพราะเปน็ การรวมตวั ของบุคคลเพอื่ ชํวงชงิ อานาจทางการเมืองหลังจากคณะราษฎรได๎จดทะเบียน
เปน็ สมาคมคณะราษฎรแลว๎ ก็มกี ลํมุ บุคคลหนงึ่ ได๎ขอจดทะเบยี นสมาคมชื่อสมาคมคณะชาติ นาโดย หลวง
วิจิตรวาทการและคณะ คาวําพรรคการเมือง ในสมัยนั้นใช๎คาวํา “คณะการเมือง” ซึ่งหมายถึงพรรค
การเมอื งนนั่ เอง ในระยะเวลาตํอมามีการกํอตั้งพรรคการเมืองขนึ้ มาอกี มากมายตามลาดับคอื

๑) พรรคก๎าวหนา๎ กํอต้ังโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชและคณะและตอํ มาก็คือ พรรคประชาธปิ ต๓ ย๑

๒) พรรคสหภูมิตั้งข้ึนประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๘ หัวหน๎าพรรคคือนายทองอินทร๑ ภูริพัฒน๑
ตั้งข้ึนเพื่อสนับสนุน ดร.ปรีดี พนมยงค๑ พรรคนี้ต๎องยุบไปเม่ือเกิดการยึดอานาจของคณะทหาร และดร.
ปรีดี พนมยงค๑ ต๎องลภี้ ัยไปอยตูํ าํ งประเทศ

๓) พรรคแนวรฐั ธรรมนญู มพี ล.ร.ต.หลวงธารงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน๎าพรรค ต้ังข้ึนเพ่ือสนับสนุน
ปรีดี พนมยงค๑ เชํนกนั พรรคน้ตี อ๎ งยบุ ไปเมือ่ เกดิ การยึดอานาจของคณะทหารเชํนกนั เป็นต๎น ๙๗

จากตัวอยํางพรรคการเมืองที่กลําวมาข๎างต๎นเป็นเพียงตัวอยํางพรรคการเมืองท่ีถือกาเนิดในชํวง
เร่มิ แรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย๑มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
จะเห็นวําพรรคการเมืองที่ถือกาเนิดข้ึนมีท้ังพรรคการเมืองที่สามารถดารงความเป็นพรรคอยูํได๎จนถึงยุค

๙๖ ชาญชัย ฮวดศร,ี เอกสารประกอบการสอน พรรคการเมอื งกลมํุ ผลประโยชนแ๑ ละการเลอื กตง้ั (สาขาวชิ า
รัฐศาสตร๑การปกครอง,วทิ ยาเขตขอนแกํน,๒๕๕๓), หน๎า๑๐๐ -๑๐๑

๙๗ เรือ่ งเดียวกนั , หนา๎ ๑๐๑-๑๐๒

๑๐๒

ป๓จจุบนั เชํน พรรคประชาธิป๓ตย๑ แตํก็มีอีกหลายๆพรรคท่ีต๎องปิดตัวลงไปเน่ืองจากป๓ญหาอุปสรรคภายใน
พรรคเอง หรือแม๎แตํป๓ญหาจากภายนอกพรรค ไมํวําจะเป็นเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ท่ีสํงผล
ตํอการคงอยขํู องพรรคการเมืองเหลาํ นน้ั นั่นเอง

ป๓จจุบันพรรคการเมืองในประเทศที่โดดเดํนมีผ๎ูนาพรรคที่โดดเดํนเพียงไมํกี่พรรค เชํน อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ : พรรคประชาธิป๓ตย๑ ,จาตุรนต๑ ฉายแสง: พรรคเพื่อไทย, วราวุธ ศิลปอาชา: พรรคชาติไทย
พัฒนา, อนทุ ิน ชาญวีรกลู : พรรคภูมิใจไทย , พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ๑ เตมียเวส : พรรคเสรีรวมไทย, ไพบูลย๑
นติ ติ ะวนั : พรรคประชาชนปฏิรปู , สมั พันธ๑ เลิศนุวัฒน๑ : พรรคพลังพลเมืองไทย, ชวน ชูจันทร๑: พรรคพลัง
ประชารฐั , ธนาธร จึงรํุงเรืองกิจ : พรรคอนาคตใหมํ, สมบตั ิ บุญงามอนงค:๑ พรรคเกียน ๙๘ เปน็ ต๎น

จาการศึกษาข๎อมูลข๎างต๎นจะพบวําพรรคการเมืองทั้งพรรคด้ังเดิมและพรรคการเมืองท่ีพึ่งเกิดขึ้น
ใหมํตาํ งก็มอี ดุ มการณแ๑ ละเปูาหมายพรรคของตน มกี ลุํมบุคคลที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ข้ึนอยํูกับ
อุดมการณ๑และจุดหมายของพรรคท่ีจะเข๎ามาทาหน๎าที่ในการบริหารประเทศนั่นก็คือ การได๎เข๎าไปใช๎
อานาจทางการบรหิ ารโดยเข๎าไปเป็นรัฐบาลน่นั เอง

๘.๑๑ กลุ่มผลประโยชน์

David Truman ได๎อธบิ ายลกั ษณะทแ่ี ตกตาํ งระหวาํ ง “ กลุํมท่วั ไป” กบั “กลํุมผลประโยชน๑” วํา
“กลุํม” โดยทั่วไปจะเป็นการรวมตัวกันของมนุษย๑ผู๎มีจุดมุํงหมายและผลประโยชน๑เหมือนๆกัน เข๎ามาทา
กิจกรรมรํวมกันเพื่อให๎ได๎มาซ่ึงจุดมุํงหมายและผลประโยชน๑เหลําน้ัน แตํ “กลํุมผลประโยชน๑” จะมี
ลักษณะพิเศษตํางจากกลํุมโดยทั่วไปตรงที่วํา การเข๎ามารํวมกิจกรรมของสมาชิกในกลุํมไมํได๎เพียงเพื่อ
ผลประโยชน๑และจดุ มุํงหมายรวํ มกนั เทํานนั้ แตยํ งั มที ัศนคติรวํ มกันด๎วย๙๙

๑) ความหมายของกลมุ่ ผลประโยชน์

จากการอธิบายลักษณะของกลุํมผลประโยชน๑ตามแนวคิดของ David Truman ข๎างต๎น สามารถ
อธิบายความหมายของกลุํมผลประโยชนไ๑ ด๎ดงั ตํอไปน้ี

๙๘ ธนกร วงษ๑ป๓ญญา. 10 พรรคการเมือง มอง 86 ปีประชาธิปไตยไทย ก๎าวตอํ อยํางไรให๎ยงั่ ยนื . ออนไลน๑.
(https://thestandard.co/wake-up-thailand-special/). ๒๔ ม.ิ ย. ๒๕๖๑.
๙๙ David Truman,op.cit.,pp.33-34.อา๎ งในจมุ พล หนมิ พานชิ ,กลํุมผลประโยชน๑กับการเมอื งไทยแนวเกาํ
แนวใหมแํ ละกรณศี กึ ษา(กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พ๑แหงํ จฬุ าลงกรณม๑ หาวิทยาลยั .๒๕๕๒)หน๎า ๔๙ - ๕๐.

๑๐๓

กลํมุ ผลประโยชน๑ (Interest Groups) หมายถึง บุคคลหรอื กลมํุ บคุ คลทมี่ ารวมตัวกันเพ่ือแสวงหา
หรอื มอี ทิ ธพิ ลตํอนโยบายสาธารณะ ๑๐๐

กลุํมผลประโยชน๑ หมายถึง กลํุมคนท่ีมีผลประโยชน๑ทางการเมืองเหมือนกันหรือคล๎ายคลึงกัน
การมารวมตัวกันดังกลําวมีการจัดระเบียบโครงสร๎างอยํางดี เพื่อชํวยให๎การเรียกร๎องได๎รับการสนับสนุน
จากเจ๎าหน๎าทรี่ ัฐทง้ั น้ี เพอ่ื ทาให๎เปูาหมายหรือจดุ มํุงหมายที่ตง้ั ไว๎บรรลุผล ๑๐๑

จากความหมายของกลํมุ ผลประโยชน๑ข๎างต๎นสรุปได๎วํา เป็นการรวมตัวกันของบุคคลกลุํมหนึ่งที่มี
วัตถปุ ระสงค๑ แนวความคิด และผลประโยชน๑รวํ มกันโดยการรวมกลมุํ ดงั กลําวเพื่อเป็นการสร๎างอิทธิพลตํอ
การกาหนดนโยบายสาธารณะที่จะเป็นประโยชน๑ตํอกลํุมตนไมํมากก็น๎อย หรือเพ่ือเป็นการรักษา
ผลประโยชน๑ของกลมุํ ไว๎

๒) กลุ่มกดดันหรอื กล่มุ อิทธิพล (Pressure Group)

ในหนังสือ International Encyclopedia of the Social Science ได๎กลําวถึงความหมายของ
กลุมํ กดดัน หรือกลมํุ อิทธิพล ไวด๎ งั นี้

กลมุํ กดดนั หรือกลุํมอทิ ธิพล หมายถงึ กลํุมผลประโยชน๑หลายๆกลมุํ (Interest Groups) ที่การมา
รวมกลุํมดังกลําวเป็นการรวมกลํุมโดยสมัครใจของบุคคลตํางๆเพื่อปกปูองผลประโยชน๑ที่อาจจะเป็น
ผลประโยชนโ๑ ดยท่ัวไป หรืออาจเฉพาะเจาะจงของกลํุมและภายใต๎การเข๎ารํวมกลํุมกันน้ีก็เพื่อมีอิทธิพลตํอ
นโยบายสาธารณะ(Public Policy)๑๐๒

แสวง รัตนมงคลมาศ เห็นวํา กลํุมกดดันหรือกลํุมอิทธิพลน้ันจะต๎องมีองค๑ประกอบที่สาคัญ ๓
ประการดงั ตํอไปน้ี

๑๐๐ J.Richardson (ed.), Pressure Group (Oxford,1993) : Thomas(ed.),Firt World Interest Groups
(West Port CT.,1993) อ๎างในจุมพล หนมิ พานชิ ,กลมํุ ผลประโยชน๑กบั การเมืองไทยแนวเกํา แนวใหมแํ ละกรณีศกึ ษา
(กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พ๑แหงํ จุฬาลงกรณม๑ หาวิทยาลัย.๒๕๕๒) หนา๎ ๕๑.

๑๐๑ Oran R. Young, Systems of Political Science (Englewood Cliffs,Prentice – Hall,1968),pp.81-
84.อ๎างในจุมพล หนิมพานิช,กลํุมผลประโยชน๑กับการเมืองไทยแนวเกํา แนวใหมํและกรณีศึกษา(กรุงเทพมหานคร :
สานกั พมิ พ๑แหงํ จฬุ าลงกรณ๑มหาวิทยาลยั .๒๕๕๒)หนา๎ ๕๒.

๑๐๒ International Encyclopedia of the Social Science,Vol.๑๗ (New York : the Macmillan,
๑๙๖๘), p.๔๘๖อา๎ งในจมุ พล หนมิ พานิช,กลุมํ ผลประโยชน๑กบั การเมอื งไทยแนวเกาํ แนวใหมแํ ละกรณีศกึ ษา
(กรุงเทพมหานคร : สานักพมิ พแ๑ หงํ จุฬาลงกรณม๑ หาวทิ ยาลยั .๒๕๕๒) หนา๎ ๕๔

๑๐๔

ประการที่หน่ึง เป็นกลํุมท่ีเกิดจากการรวมกลํุมของบุคคลตํางๆโดยสมัครใจ มิใชํเป็นการรวมใน
ลักษณะท่ถี กู บงั คบั ให๎รวม หรือถูกภาวะครอบงาบางอยํางที่ทาให๎เกิดการรวมตวั กัน

ประการท่ีสอง เจตนาของการรวมกลํุมก็เพ่ือท่ีจะใช๎กลํุมเป็นเครื่องมือในการปกปูองรักษา
ผลประโยชน๑ของตน

ประการท่ีสาม เจตนาของการรวมกลุํมน้ียังพาดพิงถึงเรื่องของความต๎องการท่ีจะใช๎กลุํมเป็น
เครื่องมือในการดาเนินการทางการเมืองในสํวนท่ีเกี่ยวข๎องกับนโยบายตํางๆของรัฐอันจะเข๎ามามีสํวน
เกย่ี วขอ๎ งกบั ผลประโยชน๑ของกลํมุ ตน๑๐๓

นอกจากน้ีจุมพล หนิมพานิช ได๎อธิบายถึงการท่ีคนมารวมกลํุมตํางๆเพื่อเป็นกลุํมผลประโยชน๑
และกลุํมกดดนั เพื่อเหตผุ ลดังตอํ ไปน้ี

ประการท่ีหน่ึง ต๎องการให๎สมาชิกรัฐสภาออก หรือระงับกฎหมายเพื่อผลประโยชน๑ของกลุํมตน
โดยพิจารณาจากรัฐธรรมนูญของสังคมและประเทศที่ปกครองด๎วยระบอบประชาธิปไตยพบวําได๎มีการ
ประกันหรือใหส๎ ทิ ธติ ํางๆแกปํ ระชาชนพลเมอื งในการจัดต้ังกลํมุ หรือสมาคม

ประการที่สอง ต๎องการมีอิทธิพลตํอการตัดสินใจ หรือตํอการกาหนดนโยบายสาธารณะของ
รัฐบาลเพื่อใหร๎ ฐั บาลตัดสนิ ใจหรือกาหนดนโยบายท่ีสอดคล๎องกบั ความตอ๎ งการ หรอื ผลประโยชน๑ของกลํุม
ตน ยกตัวอยําง กลุํมผลประโยชน๑ที่พยายามมีอิทธิพลตํอการกาหนดนโยบายของรัฐโดยเฉพาะกลุํม
ผลประโยชน๑ทางด๎านเศรษฐกิจ ได๎แกํ กลุํมนักธุรกิจ กลํุมแรงงาน ตํางพยายามเคลื่อนไหวสร๎างความ
กดดนั ทีจ่ ะใหร๎ ัฐบาลกาหนดนโยบายใหส๎ อดคลอ๎ งกบั ผลประโยชน๑ หรอื ความต๎องการของกลุํมตน๑๐๔

จากความหมายของกลมํุ ผลประโยชน๑และกลุมํ กดดนั ข๎างต๎นจะเห็นวํา กลุํมผลประโยชน๑และกลุํม
กดดันมีความหมายและลักษณะท่ีคล๎ายคลึงกันและตํางกันท่ีวําบางครั้งกลุํมกดดันนอกจากจะมํุง
ผลประโยชน๑ของกลุ๎มตนแล๎ว ยังคานึงถึงผลประโยชน๑ของสํวนรวมด๎วยในบางโอกาสกลํุมผลประโยชน๑

๑๐๓ แสวง รัตนมงคลมาศ, “กลํุมอิทธพิ ล : กาเนดิ บทบาทผส๎ู รา๎ งและทศั นคตติ อํ การเปลยี่ นแปลง,ในชยั อนนั ต๑
สมุทวณชิ (บก.),สตั ว๑การเมอื ง(พระนคร,๒๕๑๔),หนา๎ ๒๑๓อ๎างในจุมพล หนมิ พานิช,กลํุมผลประโยชน๑กบั การเมอื งไทย
แนวเกาํ แนวใหมแํ ละกรณีศึกษา(กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพแ๑ หงํ จฬุ าลงกรณม๑ หาวทิ ยาลยั .๒๕๕๒) หน๎า ๕๕-๕๖

๑๐๔ จมุ พล หนมิ พานิช, พลงั ทางการเมอื ง,เอกสารการสอนชุดวชิ าหลักรฐั ศาสตรแ๑ ละการบรหิ าร สาขาวชิ า
วิทยาการจดั การ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช,( กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพม๑ หาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช,๒๕๓๕) หน๎า
๒๓๓ -๒๓๕.

๑๐๕

อาจจะทาหนา๎ ท่ีเปน็ กลุํมกดดนั เม่ือมีบทบาททางการเมืองทีช่ ัดเจน เชํน มีโอกาสได๎เข๎ารํวมในทีมของคณะ
รฐั บาล เปน็ ตน๎

๘.๑๒ ประเภทของกลมุ่ ผลประโยชน์

กลุํมผลประโยชน๑ตามทรรศนะของ Gabriel Almond และ G. Bingham Powell แบํงออกได๎
เปน็ ๔ ประเภทดังน้ี

ประเภททหี่ นงึ่ เปน็ กลมํุ ผลประโยชนท๑ ่รี วมตวั กันช่ัวคราว (Anomie interest group)

กลํุมผลประโยชน๑ประเภทนี้เป็นกลํุมที่มารวมตัวกัน เพราะมีสถานการณ๑ผลักหรือกดดันให๎เกิด
อารมณ๑รํวมกัน เป็นการรวมกลุํมที่มีลักษณะชั่วครั้งชั่วคราวแล๎วก็จะสลายตัวไปไมํมีระเบียบแบบแผน
ตัวอยํางของกลํุมประเภทนี้ คือ กลํุมฝูงชน (Crowd)ท่ีมารวมตัวกันหลังการจลาจลเพ่ือความรุนแรง ซึ่ง
อาจจะเป็นฝงู ชนธรรมดา ฝูงชนวุนํ วาย(Mob) การจลาจล เปน็ ต๎น

ประเภทที่สอง เป็นกลุํมผลประโยชน๑ท่ีไมํได๎อยูํในรูปของสมาคม (Non-associational interest
group)

กลํมุ ผลประโยชน๑ประเภทนี้เกิดข้ึนเพราะมีป๓ญหารํวมกันไมํได๎มีการจัดตั้งอยํางเป็นทางการถาวร
เป็นกลุํมที่แสดงออกซ่ึงผลประโยชน๑หรือความต๎องการเป็นครั้งคราว โดยใช๎วิธีการเรียกร๎องผลประโยชน๑
แบบไมํเป็นทางการ ตัวอยํางของกลํุมผลประโยชน๑ประเภทนี้ ได๎แกํ กลํุมเครือญาติ กลํุมเช้ือชาติ กลุํม
ศาสนา เป็นตน๎

ประเภทที่สาม เปน็ กลมํุ ผลประโยชนท๑ ี่มกี ารรวมตวั กนั ในรูปของสถาบนั (Institutional interest
group)

ตัวอยํางของกลุํมผลประโยชน๑ประเภทน้ี ได๎แกํ พรรคการเมือง กองทัพ ข๎าราชการ เป็นต๎น กลุํม
ผลประโยชน๑เหลํานี้เป็นกลุํมข๎าราชการหรือพนักงานอ่ืนๆมักมีบทบาทเป็นตัวแทนผลประโยชน๑ของกลํุ ม
และของกลํุมอื่นๆในสงั คม

ประเภทสุดท้าย เป็นกลุํมผลประโยชน๑ที่มีการรวมตัวกันในรูปของสมาคม (associational
interest group)

๑๐๖

ตัวอยํางของกลุํมผลประโยชน๑ประเภทน้ี ได๎แกํ องค๑กรทางศาสนา องค๑กรเอกชน สหภาพ
แรงงาน สมาคมพํอค๎านักธุรกิจ ลักษณะที่เห็นเดํนชัดของกลํุมประเภทนี้ คือ สามารถทาตนเป็นตัวแทน
ของผู๎มารวมตัวกันเป็นกลํุม มีการจัดระเบียบองค๑กรอยํางดี มีบทบาทในการเรียกร๎อง หรือแสดงออกซึ่ง
ผลประโยชนใ๑ ห๎กบั กลุมํ ของตนโดยเฉพาะ เชนํ กลมํุ สหภาพแรงงาน กลมํุ พอํ คา๎ นกั ธรุ กจิ เป็นต๎น

จาการแบํงหรือจาแนกประเภทของกลํุมผลประโยชน๑ข๎างต๎นพบวํา การรวมกลํุมของคนใน
รูปแบบตํางๆน้ัน ตํางก็มีจุดมํุงหมายที่ต๎องการจะเข๎าไปมีอิทธิพล หรือมีบทบาทในการตํอรอง หรือรักษา
ผลประโยชน๑ที่จะเกิดข้ึนจากการดาเนินการตามนโยบายสาธารณะที่รัฐบาลควบคุมอยูํ ซ่ึงหากไมํเข๎าไป
ตํอรอง หรือเจรจาอาจทาให๎กลํุมตนเสียผลประโยชน๑หรือไมํอาจจะรักษาผลประโยชน๑ที่จะเกิดขึ้นได๎ใน
อนาคต เน่ืองจากสภาพสังคมในป๓จจบุ ันเป็นสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงและไมํหยุดน่ิง ในสํวนของนโยบาย
ก็อาจมีการปรับเปล่ียนได๎ในบางกรณีเชํนกันหากกนโยบายน้ันได๎รับการประเมินหรือวิเคราะห๑ถึงความ
คุ๎มคํา

กลยุทธ์/วิธกี ารของกลุ่มผลประโยชน์

กลํุมผลประโยชน๑มีกลยุทธ๑ หรือวิธีการหลายรูปแบบในการกดดันรัฐบาลเพ่ือให๎สนองตอบตํอ
ความตอ๎ งการของกลํมุ กลยทุ ธ๑หรือวธิ กี ารทส่ี าคญั ๆมดี งั ตอํ ไปนี้

๑) การล๊อบบี้

กลุํมผลประโยชน๑จะพยายามโน๎มน๎าวใจ ผ๎ูมีอานาจตัดสินใจของรัฐบาล หรือสมาชิกรัฐสภาซ่ึง
กาลังพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข๎องกับกลุํมผลประโยชน๑ เชํน การพูดคุยพบปะ การเข๎ารํวมเสนอข๎อมูล
การแสดงความคดิ เห็นประชาพจิ ารณ๑ หรือการให๎ข๎อมลู ตอํ คณะกรรมาธิการสภาผู๎แทนราษฎรหรือวุฒิสภา
เป็นต๎น

๒) การมอี ทิ ธพิ ลตอ่ มติมหาชน

กลุํมผลประโยชนจ๑ ะสาเร็จมากขึ้นในการมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของรัฐบาล หรือผู๎มีอานาจ
ทางการเมือง หากมติมหาชน (Public Opinion) หรือความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปเข๎าข๎างกลํุม
ผลประโยชน๑ รัฐบาลหรือฝุายนิติบัญญัติมักจะตัดสินใจโดยคานึงถึงมติมหาชน ดังน้ันกลํุมผลประโยชน๑ท่ี
สามารถสร๎างความร๎ูสึก ทัศนคติท่ีดีให๎เกิดขึ้นในหมํูประชาชนมักจะมีอานาจในการตํอรองหรือมีอิทธิพล
ตํอการตัดสินใจของรัฐบาล สํวนใหญํจะแสดงออกในลักษณะการประชาสัมพันธ๑ด๎วยสื่อ เพ่ือให๎
ภาพลักษณข๑ องตนดดู ี

๓) การบรจิ าคเงินสนับสนุนการเลือกต้ัง

๑๐๗

การรณรงค๑หาเสยี งเลือกตงั้ มีความจาเปน็ ตอ๎ งใช๎เงินสูงนักการเมืองและพรรคการเมืองจึงต๎องการ
เงินบริจาคจากผู๎ที่ต๎องการให๎การสนับสนุนเป็นจานวนมาก กลุํมผลประโยชน๑บริจาคเงินให๎นักการเมือง
และพรรคการเมืองโดยหวังวํา ความต๎องการของตนจะได๎รับการผลักดันจากนักการเมืองและพรรค
การเมืองในสภาหรือรัฐบาล

๔) การฟ้องร้องดาเนนิ คดี

กลมุํ ผลประโยชน๑ใชแ๎ งํมมุ ทางกฎหมายฟอู งร๎องคดขี ึ้นสํูกระบวนการยตุ ิธรรม เพอ่ื ให๎ศาลพิจารณา
นโยบาย หรอื การดาเนินงานของรัฐบาลซึ่งจะชํวยระงับหรือชะลอนโยบายหรือการดาเนินงานของรัฐบาล
ท่อี าจสํงผลเสียตอํ กลมุํ ผลประโยชน๑

๕) การประทว้ ง

กลุํมผลประโยชน๑บางกลํุมอาจไมํมีเงินทุนพอเพียงท่ีจะซ้ือส่ือตํางๆเชํน โทรทัศน๑ หรือ
หนงั สือพิมพ๑เพื่อประชาสมั พันธ๑ หรอื เสนอข๎อมลู ขําวสารให๎ประชาชนได๎รบั ทราบ การประท๎วงด๎วยวิธีการ
ตาํ งๆ เชนํ การเดินขบวน หรือการนั่งประทว๎ ง นบั เป็นวิธีการสร๎างความสนใจตํอสอื่ มวลชน

๖) การรับสินบน

กลุํมผลประโยชน๑ท่ีมีเงินทุนมากมักจะใช๎วิธีการนี้มากกวําวิธีการอ่ืนๆ เพราะคํอนข๎าง
ได๎ผล๑๐๕

๘.๑๓ การเลือกต้ัง

การเลือกตั้งถือวําเป็นกระบวนการทางการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง (การมีสํวนรํวมทางการเมือง) ท่ี
เปิดโอกาสให๎ประชาชนสามารถเข๎าไปเลือกตัวแทนของตนเข๎าไปทาหน๎าท่ีในสภา การปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชนและประชาชนจะเป็นผู๎มอบอานาจ
อธปิ ไตยของตนใหก๎ บั ตวั แทนไปทาหนา๎ ท่เี ป็นผใ๎ู ชอ๎ านาจอธิปไตย

๑) ความหมายของการเลอื กตั้ง

การเลอื กต้งั (Voting) ไดม๎ นี กั วิชาการไดใ๎ หค๎ วามหมายไวห๎ ลายแงํมมุ ดังตํอไปนี้

๑๐๕บูฆอรี ยหี มะ,ความรเู๎ บ้อื งตน๎ ทางรฐั ศาสตร๑,(กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ๑เคล็ดไทย จากัด,๒๕๕๙),หน๎า๒๔๖ -
๒๔๙

๑๐๘

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให๎ความหมายของการเลือกตั้งไว๎วํา หมายถึง
เลือกสรรบุคคลให๎เป็นผ๎ูแทนหรือให๎ดารงตาแหนํงด๎วยการออกเสียงลงคะแนน เชํน เลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู๎แทนราษฎร เลอื กต้ังกรรมการเป็นตน๎ ๑๐๖

ธานินทร๑ กรัยวิเชียร กลําววํา การเลือกต้ัง หมายถึงการที่ประชาชนได๎เลือกหน่ึงจากหลายๆ
บุคคล หรือจากบัญชีรายชื่อหน่ึงหรือหลายบัญชี เพ่ือให๎เข๎าไปมีสํวนรํวมมีเสียงในคณะบริหารราชการ
แผนํ ดนิ ๑๐๗

กระมล ทองธรรมชาติและคณะ กลําววํา การเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางการเมืองท่ีเป็น
กิจกรรมทางการเมืองอันแสดงถึงการมีสํวนรํวมทางการเมืองของประชาชนผู๎เป็นเจ๎าของอานาจอธิปไตย
ด๎วยการไปใช๎สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งผ๎ูแทนของตนเข๎าไปทาหน๎าท่ีในรัฐสภาและในรัฐบาล เป็นกลไกที่
แสดงออกซ่งึ เจตจานงของประชาชนในการเรียกร๎องสนับสนนุ ใหม๎ กี ารปฏิบัติจัดทา หรือละเว๎นการกระทา
อยํางใดอยํางหน่ึงในทางการเมอื งและการตัดสนิ ใจในนโยบายสาธารณะทมี่ ีผลกระทบตํอประชาชน๑๐๘

จากความหมายของการเลือกตั้งข๎างต๎น อธิบายความหมายได๎วํา การเลือกตั้งเป็นกระบวนการ
และกิจกรรมทางการเมืองที่แสดงออกถึงการมีสํวนรํวมทางการเมืองของประชาชนด๎วยการแสดง
เจตนารมณ๑ในการสํงเสริมสนับสนุนการบริหารประเทศให๎เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยด๎วยการ
ออกไปใชส๎ ิทธิ์ของตนในการเลือกตั้งผแู๎ ทนของตนเข๎าไปทาหนา๎ ทีใ่ นรฐั สภาและในรฐั บาล

๒) ความสาคัญของการเลือกต้งั

ในประเทศทป่ี กครองดว๎ ยระบอบประชาธปิ ไตยการเลือกตง้ั มีความสาคัญตํอระบบการเมืองดังน้ี

(๑) เพ่ือให๎ได๎มาซงึ่ ผู๎แทนของประชาชน
เน่ืองจากสังคมการเมืองในป๓จจุบันเป็นสังคมท่ีแบบพหุลักษณ๑( คือมีความหลากหลายทางความ
เช่ือ ความตอ๎ งการ)ดังนนั้ กลมํุ ของสงั คมทุกกลํุมต๎องสามารถท่ีจะมีสํวนรํวมทางการเมืองได๎โดยการเลือกผ๎ู

๑๐๖ พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. (ออนไลน๑).
๑๐๗ ธานินทร๑ กรยั วิเชยี ร. ระบอบประชาธปิ ไตย.(กรงุ เทพฯ: โรงเรียนสงครามจิตวิทยา กรมยทุ ธการทหาร
กระทรวงกลาโหม,๒๕๑๘),หน๎า ๕๖ อา๎ งในชาญชัย ฮวดศร,ี เอกสารประกอบการสอน พรรคการเมืองกลุมํ ผลประโยชน๑
และการเลือกตัง้ (สาขาวิชารัฐศาสตร๑การปกครอง,วิทยาเขตขอนแกนํ ,๒๕๕๓), หน๎า๓๙
๑๐๘ กระมล ทองธรรมชาตแิ ละคณะกรรมการเลือกตงั้ ,พรรคการเมืองและเสถยี รภาพของรฐั บาล,(กรุงเทพฯ:
มาสเตอร๑เพรส,๒๕๓๑), หนา๎ ๑.

๑๐๙

ที่จะมาทาหน๎าท่ีแทนตนในทางการเมือง ระบอบการเลือกตัวแทนแบบนี้ต๎องตัดสินใจโดยอาศัยเสียงข๎าง
มากเทาํ น้นั

(๒) เพ่อื ให๎เกิดการหลอํ หลอมเจตจานงและความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน
การเลือกตั้ง คือการลงคะแนนเสียงของผู๎มีสิทธิเลือกต้ังซ่ึงแตํละคนมีเจตจานงในการแสดง
ความเห็นทางการเมืองแตกตํางกันออกไปการเลือกต้ังจะมีผลชํวยหลํอหลอมความเป็นพหุลักษณ๑ของ
สังคมไมใํ หแ๎ ตกตาํ งกันมากนกั และอาจนาไปสูกํ ารมีเจตจานงทางการเมืองรํวมกันในท่สี ดุ
(๓) เพ่อื สรา๎ งความชอบธรรมให๎กับผูป๎ กครอง
ในรัฐเสรีประชาธิปไตยถือวําอานาจรัฐที่มาจากประชาน โดยการเลือกต้ังจะสามารถสร๎าง
ความชอบธรรมให๎แกํรัฐหรือผู๎ปกครองได๎ ก็ตํอเม่ือมีการจัดการเลือกต้ังให๎เป็นไปตามเง่ือนไขพื้นฐานใน
การเลอื กตัง้ ด๎วย
(๔) เพอ่ื ควบคมุ การใช๎อานาจรฐั
การควบคุมการใช๎อานาจรัฐในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู๎แทนจะเป็นไปได๎ก็ตํอเม่ือประชาชนมี
โอกาสไปใช๎สิทธิเลือกต้ังภายในระยะเวลาที่กาหนดไว๎ลํวงหน๎า เชํน ภายใน ๔ ปี หรือ ๖ ปี กรณีน้ีการ
เลือกต้ังยํอมเป็นเทคนิคประการหน่ึงในการควบคุมการใช๎อานาจรัฐ เนื่องจากประชาชนได๎รับโอกาสใน
การลงคะแนนเสยี งเพ่อื เปลยี่ นแปลงผแ๎ู ทนหรอื ผ๎ูปกครองได๎ในการเลือกตงั้ ในวาระตํอไป๑๐๙
๓) หลักเกณฑส์ าคัญในการเลือกตั้ง
เนื่องจาการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่กาหนดความสาเร็จ หรือความล๎มเหลวของระบอบประชาธิปไตย
จาเป็นอยํางยิ่งที่จะต๎องมีการการกาหนดกฎเกณฑ๑และวิธีการท่ีจะทาให๎การเลือกต้ังเป็นไปด๎วยความ
บรสิ ุทธิ์ยุติธรรมและได๎ตวั แทนทมี่ ีความรูค๎ วามสามารถและเหมาะสมทีส่ ุด เกณฑ๑ที่ควรยึดถือคือ

(๑) การเลือกตงั้ ต๎องเปน็ ไปโดยอิสระ (Free Voting)
หมายความวํา การเลือกต้ังต๎องกระทาโดยเสรีปราศจากการบีบบังคับใช๎อิทธิพลอันมิชอบ คด
โกงหรือชักจงู ดว๎ ยประการใดๆเพอ่ื ให๎บคุ คลเลอื กต้ังหรือไมํเลือกตัง้ บุคคลใด หรอื พรรคการเมืองใด
(๒) การเลือกตงั้ ตอ๎ งกระทาโดยทั่วไป (Universal Suffrage)

๑๐๙ กติ ติวัฒน๑ รัตนดลิ ก ณ ภเู กต็ ,กฎหมายรัฐธรรมนญู , (สานักพมิ พเ๑ สมาธรรม : ๒๕๕๔),หนา๎ ๗๐-๗๑

๑๑๐

มลี กั ษณะบํงถงึ กฎเกณฑ๑ในการใช๎สทิ ธทิ จ่ี ะต๎องเปน็ แบบทว่ั ถึง คอื ให๎ผ๎ูมีสิทธิออกเสียงให๎มากที่สุด
เทําที่จะมากได๎โดยไมํมีการจากัดสิทธิในการเลือกตั้งกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษเนื่องจากอานาจ
อธปิ ไตยเป็นของทกุ คน

(๓) หลักการเลือกตง้ั อยาํ งแทจ๎ ริง (Genuine Election)
หมายความถงึ การจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธ์ิยุติธรรมหลักการดังกลําวต๎องการให๎รัฐบาลไมํคดโกง
ในการเลือกต้ัง
(๔) หลกั การลงคะแนนเสยี งลบั (Secret Voting)
หมายถงึ การลงคะแนนเสียงเลือกต้ังท่ีมิได๎มีผ๎ูอ่ืนใดนอกจากเจ๎าตัวทราบ วําตนได๎ลงคะแนนเสียง
ให๎กบั ผูใ๎ ดการเลอื กตง้ั ลบั นเี้ ปน็ หลกั การท่สี นบั สนุนการเลือกตัง้ โดยอิสระนนั่ เอง

(๕) การเลือกต้ังตอ๎ งเปน็ โดยเสมอภาค (Equal Suffrage)

หมายความวํา คนหนึ่งมีหนึ่งคะแนนเสียง ทุกเสียงยํอมมีน้าหนักเทํากันหลักการเสมอภาคนี้เป็น
หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย เพราะความสาคัญของระบอบประชาธิปไตยยํอมอยูํที่ความ
เสมอภาค ไมํวําจะเป็นคนยากจน ม่ังมี มีการศึกษา ไร๎การศึกษา หรือกาเนิดอยํางไร ยํอมมีสิทธิเทําเทียม
กนั

(๖) หลกั การเลือกตัง้ ตามกาหนดระยะเวลา (Periodic Election)

การดารงตาแหนํงของผู๎แทนราษฎรจะตอ๎ งอยูํในตาแหนงํ เทําท่กี าหนดระยะเวลา เชํน ๓ ปี, ๔ ปี,
๕ ปี เมือ่ ครบกาหนดจะต๎องพ๎นจากตาแหนํงเพ่ือจะได๎มีการเลือกตั้งใหมํ กลําวคือ เมื่อมีการเลือกตั้งแล๎ว
ต๎องจัดให๎มีการเลือกต้ังคร้ังตํอไปภายในกาหนดเวลาท่ีแนํนอน เพื่อไมํให๎ผู๎แทนราษฎรหํางเหินกับ
เจตจานงของราษฎรผู๎มสี ทิ ธเิ ลือกตัง้ เกินไป๑๑๐

จากหลักเกณฑ๑ทั้งหกประการข๎างต๎นนับเป็นหลักเกณฑ๑สาคัญของการเลือกต้ังเมื่อรัฐบาลหรือผู๎มี
สํวนเก่ียวข๎องได๎ดาเนินตามกฎเกณฑ๑ท่ีวางเอาไว๎ ก็ยํอมจะมีสํวนชํวยให๎หลักการประชาธิปไตยยังคง
ความสาคัญเปน็ การจรรโลงใหร๎ ะบอบประชาธปิ ไตยคงอยูํสืบไป

๔) ระบบการเลือกตั้ง

ระบบการเลือกต้ัง (Electoral System) หมายถึงรูปแบบของการลงคะแนนและการนับคะแนน
เสียงเลือกตั้งเพื่อหาผ๎ูสมัครที่ชนะการเลือกตั้ง ระบบการเลือกตั้งที่แตํละประเทศท่ัวโลกนามาใช๎มีหลาย
ระบบดงั นี้

๑๑๐ เรื่องเดยี วกัน,หนา๎ ๗๑-๗๒

๑๑๑

๑) ระบบการเลอื กต้งั แบบเสียงขา้ งมากธรรมดา (Plurality System)

หลักการสาคญั ของระบบน้คี ือ ผสู๎ มคั รรับเลือกตั้งที่ได๎คะแนนสูงสุดเป็นผู๎ชนะการเลือกต้ัง โดยไมํ
คานึงวําผ๎ูชนะการเลือกต้ังนั้นจะได๎คะแนนเกินคร่ึงของผู๎มาใช๎สิทธิเลือกต้ังทั้งหมดหรือไมํ โดยท่ัวไปแล๎ว
ระบบการเลือกต้ังแบบเสียงข๎างมากธรรมดามักจะใช๎ควบคูํกับเขตเลือกตั้งท่ีมีตัวแทน ๑ คน (Single –
Member District) แตํก็ปรากฏวํามีหลายประเทศที่ใช๎ระบบน้ีกับเขตเลือกตั้งท่ีมีตัวแทนมากกวํา ๑ คน
(Multi - Member District) ทาใหร๎ ะบบนี้สามารถแยกออกเปน็ ๓ ระบบยอํ ยด๎วยกนั คือ

(๑) ระบบผูไ้ ด้คะแนนสงู สดุ ชนะการเลอื กตง้ั

รูปแบบนีม้ ีความงํายตอํ การทาความเขา๎ ใจเพราะผชู๎ นะการเลอื กตง้ั คือ ผู๎ที่ได๎คะแนนสูงสุดในเขต
เลอื กตั้งซึง่ มตี วั แทนไดเ๎ พยี ง ๑ คน หรอื เขตละคน เทํานัน้

ประเทศที่ใช๎ระบบน้ี ได๎แกํ อังกฤษ และประเทศอ่ืนๆที่ได๎รับอิทธิพลจากอังกฤษ เชํน แคนาดา
อินเดีย สหรฐั อเมรกิ า บังคลาเทศ อนิ เดีย มาเลเซีย และประเทศไทย

(๒) ระบบเสยี งขา้ งมากธรรมดา แต่มีตัวแทนมากกว่า ๑ คน

ระบบนี้ใช๎หลักสียงข๎างมากธรรมดาเชํนเดียวกับระบบแรก แตํตํางกันตรงที่แตํละเขตเลือกต้ังมี
ผู๎แทนได๎มากกวํา ๑ คน ผู๎มีสิทธิเลือกตั้งอาจเลือกผู๎สมัครเพียงรายใดรายหน่ึงก็ได๎ ผ๎ูมีสิทธิเลือกตั้งอาจ
เลือกผ๎ูสมัครจากพรรคการเมอื งใด พรรคการเมอื งหน่งึ ทั้งหมด (ยกทีม) หรือเลือกคละกันไปจากตํางพรรค
กไ็ ด๎ ผูท๎ ่ีไดร๎ ับการเลือกตั้งคอื ผทู๎ ่ไี ดค๎ ะแนนสูงเรยี งลาดบั ตามจานวนของผแ๎ู ทนท่ีพึงมีในเขตเลือกตง้ั นัน้

ประเทศที่ใช๎ระบบนี้มักเป็นประเทศท่ีพรรคการเมืองมีความอํอนแอ หรือไมํสามารถดารงความ
เป็นพรรคให๎ย่ังยืนในสังคมได๎ เชํน เลบานอน มัลดีฟส๑ ซีเรีย ฟิลิปปินส๑ และไทย ซึ่งระบบน้ีจะนาไปสูํ
ระบบหลายพรรค

(๓) ระบบเสยี งข้างมากธรรมดาแตเ่ ลอื กเปน็ พรรค

ระบบน้ีแตํละเขตเลือกตั้งมีผู๎แทนมากกวํา ๑ คน แตํผ๎ูมีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกได๎เพียง ๑
เสียงเทําน้ันโดยเป็นการเลือกพรรคซ่ึงสํงผ๎ูสมัครเป็นบัญชีรายช่ือไมํใชํผู๎สมัครเป็นรายบุคคล พรรค
การเมืองใดได๎คะแนนเสียงสูงสุดในเขตเลือกต้ัง ผู๎สมัครของพรรคตามบัญชีรายชื่อในเขตเลือกตั้งนั้นก็
ได๎รับการเลอื กตั้งท้งั หมด

ประเทศท่ีใช๎ระบบนี้ ได๎แกํคาเมรูน ชาด ดจบิ ตู ี และสิงค๑โปร๑ เปน็ ต๎น

๒) ระบบการเลอื กต้งั แบบเสยี งขา้ งมากเด็ดขาด หรือระบบเสยี งส่วนใหญ่ (Majority System)

๑๑๒

ระบบนแ้ี ตกตาํ งจากระบบการเลือกตง้ั แบบเสียงขา๎ งมากธรรมดาในประเด็นสาคัญ คือ ผ๎ูชนะการ
เลือกตั้งต๎องได๎คะแนนเสียงเกินคร่ึงของผ๎ูใช๎สิทธิเลือกตั้ง หรือได๎เสียงสํวนใหญํ เพื่อสะท๎อนถึงความเป็น
ตวั แทนของประชาชนสํวนใหญํในเขตเลือกตั้งอยํางแท๎จริง ระบบนีแ้ บงํ ออกเปน็ ๒ ระบบยอํ ยดงั นี้

(๑) ระบบทางเลือกหรือการจดั ลาดบั ความชอบ

ระบบนีใ้ ช๎สาหรบั การจัดเขตเลือกต้งั ให๎มีผ๎แู ทนเขตละ ๑ คน เชํนเดียวกับระบบผู๎ได๎คะแนนสูงสุด
ชนะเลือกต้ัง แตํความแตกตํางที่สาคัญ คือ ระบบนี้ผ๎ูใช๎สิทธิเลือกตั้งจะเลือกผู๎สมัครด๎วยการทา
เครื่องหมายเรียงลาดบั ตามความชอบมากทสี่ ดุ จนถงึ ชอบน๎อยที่สุด การหาผ๎ชู นะเลือกต้ัง หากผู๎สมัครราย
ใดได๎คะแนนในลาดบั ท่ี ๑ เกิน ๕๐ เปอร๑เซ็น กถ็ ือวําชนะการเลือกต้ังโดยทันที แตํหากไมํมีผู๎สมัครรายใด
ไดค๎ ะแนนเกนิ ๕๐ เปอร๑เซ็น ในการนับคะแนนคร้ังนี้ ผ๎ูสมัครที่ประชาชนเลือกเป็นลาดับที่๑ ท่ีได๎คะแนน
น๎อยที่สุดจะถูกตัดออกไป และตํอไปจะเป็นการนับคะแนนโดยพิจารณาวําผ๎ูสมัครรายใดได๎คะแนนเสียง
เกนิ ครึง่ ของผู๎ใชส๎ ทิ ธเิ ลือกตง้ั ก็จะใชก๎ รบวนการดงั กลาํ วจนกวาํ จะไดผ๎ ู๎แทนในเขตเลือกตง้ั นัน้

ประเทศท่ใี ช๎ระบบน้ี เชนํ ออสเตรเลยี ฟิจิ ปาปว๓ นิวกินี สาธารณรฐั ไอร๑แลนด๑ เปน็ ต๎น

(๒) ระบบการเลือกตง้ั สองรอบ (The Two- Round System : TRS)

ในกรณีท่กี ารเลอื กตง้ั รอบแรกไมํมีผู๎สมัครรายใดได๎คะแนนเสียงเกินครึ่งหน่ึงของผ๎ูใช๎สิทธิเลือกต้ัง
ระบบนี้จะจัดให๎มีการเลือกต้ังในรอบที่สอง หลังการเลือกต้ังรอบแรกผํานพ๎นไป ซึ่งมักจะจัดขึ้นใน ๑
สัปดาห๑ให๎หลังจาการเลือกต้ังรอบแรก เพ่ือหาผ๎ูสมัครที่ได๎คะแนนเสียงเกินครึ่งของผ๎ูใช๎สิทธิเลือกตั้งเป็น
ผ๎ูแทนตํอไป

ประเทศทีม่ ีการเลอื กต้ังประธานาธิบดีโดยตรงโดยสํวนใหญใํ ช๎ระบบการเลือกตัง้ แบบนี้

(๓) ระบบสัดสว่ น (Proportional Representation System : PR)

ระบบนี้มีลักษณะท่ีสาคัญ คือ การแปรคะแนนเสียงที่ผู๎ใช๎สิทธิเลือกต้ังลงให๎กับพรรคให๎สัมพันธ๑
กับสัดสํวนท่ีน่ังของตัวแทนที่พึงมี ในแตํละเขตเลือกต้ัง ทาให๎ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ไมํสูญเปลํา
แตกตํางอยํางยิ่งเม่ือเปรียบเทียบกับระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข๎างมากธรรมดา ระบบสัดสํวนจึงเป็น
ระบบทนี่ ยิ มใช๎กนั มากถึง ๗๒ ประเทศทัว่ โลก อยํางไรกต็ ามระบบสัดสวํ นไดถ๎ ูกแบํงออกเป็น ๒ ระบบยํอย
คือ

(๔) ระบบบัญชีรายช่อื (List PR)

๑๑๓

ระบบนี้ใช๎สาหรับการเลือกต้ังท่ีกาหนดให๎เขตเลือกต้ังมีผู๎แทนได๎หลายคน (Multi – Member
District)โดยพรรคจะสํงผ๎ูสมัครเรียงตามลาดับในบัญชีรายช่ือไมํเกินจานวนของผู๎แทนท่ีพึงมีได๎ในเขต
เลอื กตั้งนั้น ผใู๎ ช๎สิทธิเลือกตั้งจะเลือกพรรค ไมํใชํเลือกรายบุคคล จากน้ันจึงนาคะแนนท่ีแตํละพรรคได๎รับ
การเลอื กมาคานวณ เพ่ือหาสัดสํวนวําแตํละพรรคจะได๎ก่ีท่ีนั่งและใครบ๎างที่ได๎รับการเลือกตั้งตามลาดับท่ี
ระบุในบัญชรี ายชือ่ ประเทศทใี่ ชร๎ ะบบสดั สํวนแบบบัญชรี ายชื่อมี ๗๐ ประเทศท่วั โลก

(๕) ระบบถ่ายโอนคะแนนเสียงได้ (Single Transferable Vote : STV)

ระบบน้ีใช๎สาหรับการเลอื กตงั้ ที่กาหนดใหเ๎ ขตเลอื กตั้งมีผ๎แู ทนไดห๎ ลายคน เชํนเดยี วกับระบบบัญชี
รายชอ่ื โดยผูใ๎ ช๎สิทธเิ ลอื กต้ังจะเลือกผู๎สมัครด๎วยการทาเครื่องหมายในบัตรเรียงลาดับตามความชอบแบบ
เดียวกับท่ีใช๎ในระบบทางเลือก หรือการจัดลาดับความชอบ แตํไมํจาเป็นต๎องจัดลาดับความชอบผ๎ูสมัคร
หมดทกุ คน อาจเลอื กผูส๎ มคั รคนใดคนหน่งึ เพียงคนเดยี วก็ได๎

การนับคะแนนหาผู๎ชนะการเลือกต้ังจะเร่ิมด๎วยการกาหนดโควตาสาหรับคานวณหาที่นั่ง โดยใช๎
สูตรดังนี้

คะแนนเสยี งเลือกต้ังทั้งหมด

โควตา = ------------------------------- +๑

จานวนทีน่ ง่ั ท้ังหมด + ๑

ตัวอยําง : ในเขตเลือกต้ังหน่ึงมีจานวนผู๎แทนท่ีพึงมีได๎ ๗ คนมีผู๎ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังท้ังหมด

๒๕๐,๐๐๐ คน

การคานวณ ๒๕๐,๐๐๐

------------------------ +

๗+๑

จากผลการคานวณจากสูตรข๎างต๎นผ๎ูสมัครท่ีได๎คะแนนเสียง ๓๑,๒๕๑ คนแรกจะได๎รับเลือกเป็น
คนที่หนึ่งสํวนคะแนนของผ๎ูสมัครที่ได๎รับความนิยมน๎อยที่สุดจะถูกถํายโอนมาให๎ผ๎ูสมัครที่ได๎คะแนนนิยม
เปน็ คนท่สี องรองลงมาจากคนแรกที่ได๎รับเลือกไปแล๎ว รวมถึงคะแนนสํวนเกินของผ๎ูท่ีได๎รับเลือกคนแรกที่
เกิน ๓๑,๒๕๑ ก็จะถูกถํายโอนมาให๎ผ๎ูได๎รับความนิยมลาดับที่สองด๎วย และเริ่มนับคะแนนกันอีกจนกระ
ท้ังคนท่ีสองได๎คะแนนครบโควตา ๓๑,๒๕๑ และได๎รับเลือกเป็นคนท่ีสอง การนับคะแนนและถํายโอน
คะแนนรอบใหมกํ ็จะเรมิ่ ขนึ้ อกี ครั้ง เปน็ เชํนน้เี รอื่ ยไปจนกวําจะไดส๎ มาชิกสภาครบ ๗ ทีน่ ่ัง

(๖) ระบบการเลือกต้งั แบบผสม (Mixed System)

๑๑๔

ระบบการเลือกตั้งแบบผสมพยายามนาเอาข๎อดีของระบบการเลือกต้ังแบบเสียงข๎างมากธรรมดา
เสียงข๎างมากเด็ดขาด และระบบสัดสํวนมาใช๎ โดยในการเลือกตั้งแตํละครั้งจะนา ๒ ระบบมาใช๎รํวมกัน
ระบบการเลือกต้ังแบบผสมแบํงออกเป็น ๒ ระบบคือ ระบบผสมเขตกับสัดสํวน ( Mixed Member
Proportional System : MMP)และระบบคูํขนานระหวํางเขตและสัดสํวน (Parallel System)
รายละเอียดมดี งั น้ี

(๑) ระบบผสมเขตกับสัดสํวน ( Mixed Member System : MMP)

ระบบนีม้ ลี กั ษณะทีส่ าคัญคอื การใช๎คะแนนจากระบบบัญชรี ายชื่อในระดบั ชาตมิ าจัดสรรท่ีน่ังเพ่ือ
เป็นการชดเชยท่ีพรรคไมํได๎รับการเลือกตั้งเลยในระบบเขตเลือกตั้ง เชํนสมมติพรรคการเมืองหนึ่งได๎
คะแนนในระบบบญั ชรี ายชอ่ื ๑๐% แตํไมไํ ด๎รับการเลือกตั้งในระบบเขตเลย พรรคการเมืองน้ันก็จะได๎รับ
การจดั สรรทีน่ ง่ั ในระบบบัญชีรายชื่อให๎มีผ๎ูแทนจานวน ๑๐ % ของสมาชิกสภาท้ังหมด ดังน้ันระบบน้ีผู๎ใช๎
สิทธิเลือกต้ังจึงต๎องมีการเลือกใน ๒ ลักษณะคือ ในบัตรเลือกตั้งใบเดียวจะมีท้ังสํวนของกรเลือกพรรค
และสวํ นของการเลอื กผ๎สู มัครในระบบเขต หรือบางประเทศอาจมีบัตรเลือกต้ัง ๒ ใบ คือ เลือกเป็นพรรค
ในระบบบญั ชีรายช่ือ และเลือกผส๎ู มคั รในระบบเขต

ประเทศที่ใชร๎ ะบบน้ี เชนํ อัลบาเนีย โบลิเวีย เยอรมนี อิตาลแี ละนวิ ซแี ลนด๑ เปน็ ต๎น

(๒) ระบบคขํู นานระหวํางเขตและสัดสวํ น (Parallel System)

ระบบนี้เหมือนกับระบบผสมเขตกับสัดสํวนในแงํที่ผ๎ูใช๎สิทธิเลือกตั้งต๎องเลือก ๒ อยํางคือ เลือก
พรรคและผู๎สมคั รในระบบเขต แตํความแตกตํางอยํูท่ีการคานวณหาผ๎ูได๎รับการเลือกต้ัง กลําวคือ ระบบ
นี้การหาผู๎ชนะการเลือกตั้งระหวํางผ๎ูสมัครในระบบบัญชีรายชื่อพรรค และผู๎สมัครในระบบเขตแยกเป็น
อิสระจากกัน ไมํมีการนาคะแนนของทั้งสองระบบมาคิดคานวณรวมกัน บางประเทศท่ีใช๎ระบบน้ี ใช๎บัตร
เลอื กตัง้ ใบเดียวแล๎วแยกเป็นสํวนให๎เลือกระหวํางเลือกพรรค กับเลือกผู๎สมัครในระบบเขต เชํน เกาหลีใต๎
บางประเทศใช๎บัตรเลือกต้ัง ๒ ใบแยกออกจากันชัดเจน เชํน ญี่ปุน ลิธัวเนีย และไทย (พ.ศ.๒๕๔๐ และ
พ.ศ. ๒๕๕๐)

(๗) ระบบอ่นื ๆ

ยังมีระบบการเลือกตั้งอีกหลายระบบที่ไมํสามารถจัดเข๎ากลํุมระบบตํางๆท่ีกลําวมาข๎างต๎นได๎ ใน
ที่นี้ขอยกตวั อยาํ ง ๒ ระบบคอื

(๑) ระบบที่เขตเลือกต้ังมีผ๎ูแทนมากวํา ๑ คนแตํเลือกได๎แคํ ๑ คน (Single Non-
Transferable Vote : SNTV)

๑๑๕

ระบบน้ีในแตํละเขตเลือกตั้งมีผ๎ูแทนมากกวํา ๑ คน แตํผ๎ูใช๎สิทธิเลือกต้ังมีสิทธิเลือกได๎แคํ ๑ คน
เทําน้ันโดยผ๎ูชนะการเลือกต้ังคือ ผู๎ได๎คะแนนสูงสุดเรียงตามลาดับจนครบจานวนของผ๎ูแทนท่ีพึงมีในเขต
เลือกต้ังนั้น ประเทศที่ใช๎ระบบน้ี ได๎แกํ อัฟกานิสถาน จอร๑แดน อินโดนีเซีย และไทย (ในการเลือกตั้ง
วุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐)

(๒) ระบบจากดั จานวนการลงคะแนน (Limited Vote)

ระบบน้ีในแตํละเขตเลือกตั้งมีผู๎แทนมากกวํา ๑ คน เชํนเดียวกับระบบ SNTV แตํความแตกตําง
อยูตํ รงท่รี ะบบนมี้ ีสิทธเิ ลอื กผแู๎ ทนได๎มากกวํา ๑ คนแตํน๎อยกวําจานวนผ๎ูแทนที่พึงมีทั้งหมดในเขตเลือกตั้ง
เชนํ ในเขตเลือกตง้ั มีผแ๎ู ทนได๎ ๕ คน อาจกาหนดให๎มีสิทธิเลือกตั้งได๎แคํ ๓ คน ผ๎ูชนะการเลือกต้ังคือ ผู๎ได๎
คะแนนสูงสุดเรียงตามลาดับของจานวนผู๎แทนท่ีพึงมีในเขตเลือกตั้งน้ัน ประเทศที่ใช๎ระบบนี้ ได๎แกํ ยิบ
รอลต๎าและสเปน ๑๑๑

จากการศึกษาระบบการเลือกต้ังดังกลําวข๎างต๎นพบวําระบบการเลือกตั้งแตํละประเภทล๎วนมีทั้ง
ข๎อดีและข๎อเสียแตกตํางกัน ดังน้ันการตัดสินใจในการเลือกระบบใดสาหรับการเลือกต้ังในแตํละประเทศ
จงึ ควรจะต๎องพิจารณาถึงป๓จจัยตํางๆหลายประการท่ีอาจจะสงํ ผลตํอระบบการเลอื กตั้งไมํวําจะเป็น สภาพ
สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชน ฯลฯ เพื่อให๎การเลือกต้ังเป็นไปตามบริบท
ของประเทศ สงํ ผลใหเ๎ กดิ ประสทิ ธิภาพทางการเมือง และสามารถจัดรัฐบาลได๎อยํางงําย และเป็นท่ียอมรับ
ของประชาชนในประเทศ สงํ ผลตอํ เสถียรภาพทางการเมอื งในทสี่ ุด

จากการศึกษาข๎อมูลข๎างต๎นอาจกลําวได๎วํา พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มี
ความสาคัญอยํางย่ิงตํอระบบการตํอการเมืองเนื่องจากเป็นองค๑กรที่ทาหน๎าท่ีประสานระหวํางประชาชน
กับรัฐบาล โดยเฉพาะอยํางย่ิงประเทศท่ีปกครองในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองมีบทบาทหน๎าที่
ที่สาคัญหลายประการที่สํงเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เชํนให๎การศึกษาทางการเมืองแกํ
ประชาชน ,การทาหน๎าเป็นรัฐบาลเมื่อเป็นคะแนนเสียงข๎างมาก หรือแม๎แตํการที่พรรคการเมืองต๎องนา
นโยบายพรรคไปปฏิบัติให๎เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจจะเป็นนโยบายชาติเมื่อพรรคการเมืองนั้นๆได๎เข๎าไป
บริหารประเทศ เป็นต๎น สํวนในประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยม ก็มีความสาคัญตํอการรักษารัฐไว๎
เชํนกัน เน่ืองจากเป็นสถาบันท่ีต๎องทาหน๎าท่ีหลอมรวมสมาชิกในสังคมให๎มีอุดมการณ๑เดียวกัน ในสํวน
กลุํมผลประโยชน๑เป็นการรวมตัวกันของบุคคลกลุํมหน่ึงที่มีวัตถุประสงค๑ แนวความคิด และผลประโยชน๑

๑๑๑ บฆู อรี ยหี มะ,ความรเู๎ บอื้ งตน๎ ทางรฐั ศาสตร,๑ (กรุงเทพฯ : สานกั พิมพเ๑ คลด็ ไทย จากดั ,๒๕๕๙),หนา๎ ๒๖๕ -
๒๗๘

๑๑๖

รํวมกันโดยการรวมกลุํมดังกลําวเพื่อเป็นการสร๎างอิทธิพลตํอการกาหนดนโยบายสาธารณะท่ีจะเป็น
ประโยชนต๑ อํ กลมุํ ตนไมมํ ากกน็ ๎อย หรือเพ่ือเป็นการรักษาผลประโยชนข๑ องกลุมํ ไว๎

สํวนระบบการเลือกตั้งแตํละประเภทล๎วนมีทั้งข๎อดีและข๎อเสียแตกตํางกัน ดังนั้นการตัดสินใจใน
การเลือกระบบใดสาหรบั การเลอื กตัง้ ในแตํละประเทศจึงควรจะต๎องพิจารณาถึงป๓จจัยตํางๆหลายประการ
ท่ีอาจจะสํงผลตํอระบบการเลือกตั้งไมํวําจะเป็น สภาพสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทางการเมืองของ
ประชาชน ฯลฯ เพ่ือใหก๎ ารเลือกตั้งเป็นไปตามบริบทของประเทศ สํงผลให๎เกิดประสิทธิภาพทางการเมือง
และสามารถจัดรัฐบาลได๎อยํางงําย และเป็นที่ยอมรับของประชาชนในประเทศ สํงผลตํอเสถียรภาพทาง
การเมืองในท่สี ดุ

๑๑๗

คาถามทา้ ยบท
๑. กระบวนการทางการเมือง หมายถึงอะไร ประกอบดว๎ ยองค๑กรและกจิ กรรมใดบา๎ ง
๒. พรรคการเมอื ง มีหน๎าทีอ่ ยํางไรบ๎าง และพรรคการเมอื งมกี ่รี ะบบ อะไรบ๎าง
๓. กลมุํ ผลประโยชนค๑ ืออะไร
๔. พรรคการเมืองแตกตํางจากกลุํมผลประโยชนอ๑ ยาํ งไร
๕. พรรคการเมอื งในระบอบประชาธิปไตยมบี ทบาทหนา๎ ที่ในดา๎ นใดบ๎าง
๖. การเลือกตงั้ มีความสาคัญอยาํ งไร จงอธบิ ายมาพอสงั เขป
๗. พรรคของชนชั้นนาแตกตํางจากพรรคแบบมวลชนอยํางไร
๘. การล็อบบ้ี คอื อะไร

๑๑๘

บทท่ี ๙
วัฒนธรรมทางการเมือง

การมีสํวนรํวมทางการเมือง และการกลํอมเกลาทางการเมือง การท่ีเราจะเข๎าใจใน
ความเป็นประชาธิปไตยของไทย หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหน่ึงมิใชํเพียงเพราะ
การศึกษาสถาบันทางการเมืองหรือพฤตกิ รรมทางการเมืองของประเทศหรือสังคมนั้นๆ เทําน้ัน เพราะการ
สร๎างประชาธปิ ไตยต๎องคานงึ ถึงป๓จจัยด๎านวัฒนธรรมทางการเมืองซ่ึงมีสํวนสาคัญท่ีจะทาให๎ประชาธิปไตย
ในประเทศน้ันประสบความสาเรจ็ หรอื ล๎มเหลว วัฒนธรรมจึงหมายความถึงแนวความคิด แนวปฏิบัติ หรือ
เทคนิควิธดี ง้ั เดิมท่ีใช๎รวํ มกนั โดยกลมุํ คนพวกเดียวกนั ฉะน้ัน วฒั นธรรมทางการเมืองจึงหมายถึงแบบแผน
ของทัศนคติและความเช่ือของบุคคล ท่ีมีตํอระบบการเมืองของกลํุมสมาชิกของระบบการเมืองหน่ึง โดย
วัฒนธรรมทางการเมอื งในแตลํ ะชมุ ชนก็จะมคี วามเป็นตัวของตัวเองซึ่งถกู กาหนดข้ึนหรือได๎รับอิทธิพลจาก
สภาวะแวดล๎อม เชํน ประวัติศาสตร๑ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา โดยผํานกระบวนการขัดเกลาทาง
การเมือง (political socialization) โดยสถาบันตํางๆ เชํน ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน กลุํมสังคมและ
สอ่ื มวลชน เพอ่ื ท่ีจะถาํ ยทอดวัฒนธรรมทางการเมืองจากรุํนหน่งึ ไปสูรํ นํุ หน่งึ อยาํ งตํอเนอ่ื ง และมีลักษณะท่ี
เปล่ียนแปลงให๎เขา๎ กบั สภาวะแวดล๎อมตํางๆ อยํเู สมอ

๙.๑ วฒั นธรรมทางการเมือง ความหมาย
วัฒนธรรมทางการเมืองมีความสาคัญเน่ืองจากเป็นสํวนทาให๎ประชาธิปไตยในหลายๆประเทศ

ประสบความสาเร็จ หรือล๎มเหลวก็ได๎ จากการตีความหมายของคาวํา วัฒนธรรม นั้นหมายถึง
แนวความคิด แนวปฏิบัติ หรือเทคนิควิธีการดั้งเดิมที่ใช๎รํวมกัน โดยกลุํมคนที่สามารถบอกได๎วําเป็นกลํุม
คนพวกเดียวกนั ๑๑๒

สํวนวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น หมายถึง แบบแผนของทัศนคติและความเชื่อของบุคคลที่มีตํอ
ระบบการเมอื งของกลํมุ สมาชิกของระบบการเมืองหน่งึ ”๑๑๓

Pye and Verba,(1965: 513) อธิบายวํา วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ทัศนคติ คํานิยม และความเช่อื ของประชาชนท่ีมีตํอการเมือง ซ่ึงจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม
ทางการเมือง ๑๑๔

๑๑๒ ณัชชาภทั ร อนํุ ตรงจิตร, รฐั ศาสตร.๑ (กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ๑แหงํ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั :๒๕๕๖), หน๎า
๑๙๒.
๑๑๓ เร่อื งเดียวกัน,หนา๎ ๑๙๒.

๑๑๙

จากความหมายของวฒั นธรรมทางการเมืองข๎างต๎นพบวํา วัฒนธรรมทางการเมือง คือแบบแผน
ทัศนคติ ความเช่ือของบุคคลท่ีมีตํอการเมืองโดยแสดงออกทางพฤติกรรม จะพบวํา วัฒนธรรมทาง
การเมืองในแตํละสังคมน้ันถูกกาหนดข้ึนจากอิทธิพลของสภาวะแวดล๎อมหลายประการ ยกตัวอยํางเชํน
เหตุการณ๑ทางประวัติศาสตร๑ ขนบธรรมเนียม ประเพณีท่ียึดถือมาช๎านาน ป๓จจัยตํางๆเหลําน้ีจะถูก
ถํายทอดจากรํุนสํูรุํนอยํางตํอเน่ืองจนกวําจะมีการปรับเปล่ียนทัศนคติ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ
เชํน การเปล่ียนแนวความคิดวํา เรื่องการเมืองเป็นเร่ืองของผ๎ูนา หรือผู๎ปกครองเทําน้ัน แตํในป๓จจุบันเรา
จะเห็นวําเม่ือการศึกษาขยายโอกาสกว๎างกวําเดิมทาให๎ประชาชนปรับเปล่ียนทัศนะทางการเมืองใหมํโดย
มองวํา การเข๎าไปมีสํวนรํวมทางการเมือง ไมํวําจะเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง,การไปใช๎สิทธิ
เลือกผแ๎ู ทนเขา๎ ไปทาหนา๎ ท่ีในรัฐสภาแทนตนเปน็ เร่อื งทีส่ าคญั เปน็ ต๎น

จากความหมายของวฒั นธรรมทางการเมอื งที่กลาํ วมาขา๎ งต๎น ทาให๎พบวํา วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่
เก่ียวข๎องกับความร๎ู ความเข๎าใจในเร่ืองการเมือง หรืออาจเรียกได๎วํา “ ความโน๎มเอียงทางการเมือง
(Political orientation) ท่ีบุคคลมีตํอวัตถุหรือพฤติกรรมทางการเมือง อันหมายถึง ความรู๎ ความเข๎าใจ
และทัศนคตทิ มี่ ีตอํ ประเด็นทางการเมอื ง ๓ ประเด็นคือ ระบบการเมือง องค๑ประกอบของระบบการเมือง
หรอื ทเ่ี รียกวาํ ระบบยอํ ยของการเมอื ง และบทบาททางการเมอื งของตนทมี่ ีตํอระบบการเมือง๑๑๕

วัฒนธรรมทางการเมืองของแตํละบุคคลจะมีลักษณะที่แตกตํางกันออกไปตามศักยภาพของ
ปจ๓ เจกบคุ คลซึง่ วดั ไดด๎ ๎วยตวั แปรหลกั ๔ ประการคอื

๑) การมีความรคู๎ วามเข๎าใจเกี่ยวกบั ประเทศชาติและระบบการเมืองในประเด็นเก่ียวกับ ความรู๎
ทางประวตั ศิ าสตร๑ ขนาดของประเทศ ระบบการเมืองการปกครองของประเทศ เป็นตน๎

๒) การมีความรู๎ความเข๎าใจเก่ียวกับโครงสร๎างและบทบาทของผู๎นาทางการเมือง มีความร๎ูสึก
และทศั นคติตอํ โครงสร๎างและบทบาททางการเมืองของผ๎ูนา ตลอดจนการยกรํางนโยบายอยํางไร

๓) การมีความรู๎เกี่ยวกับการบังคับใช๎นโยบาย(Policy enforcement)ท้ังในด๎านโครงสร๎าง ตัว
บุคคล และกระบวนการในการตัดสนิ นโยบาย และมีความร๎สู ึกอยาํ งไรตํอประเด็นเหลาํ นนั้

๑๑๔ จกั ษ๑ พนั ธ๑ชเู พชร,รัฐศาสตร,๑ (กรุงเทพฯ:บรษิ ทั มายด๑ พบั ลชิ ชิง่ จากัด, ๒๕๕๕), หน๎า ๑๘๖.
๑๑๕ เรอ่ื งเดยี วกนั ,หนา๎ ๑๘๗.

๑๒๐

๔) มีความตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะท่ีเป็นสมาชิกคนหน่ึงของระบบการเมือง มี

ความรูเ๎ กย่ี วกับสทิ ธิอานาจ วิธีการ หรือยุทธวิธี (Strategies)ท่ีจะเข๎าไปมีอิทธิพลตํอกระบวนการตัดสินใจ
ดาเนนิ นโยบายของรฐั หรอื ไมอํ ยาํ งไร ๑๑๖

จากการศกึ ษาตัวแปรหลกั ดงั กลําวข๎างต๎น พบวํา พ้ืนฐานครอบครัวมีสํวนสาคัญอยํางย่ิงตํอการ
โน๎มเอียงในการรับรู๎ โดยเฉพาะอยํางย่ิงการอบรมเล้ียงดูให๎สมาชิกในครอบครัวรู๎จักรับผิดชอบตํอหน๎าที่
ของตน ทั้งหน๎าท่ใี นครอบครวั หน๎าท่ีตอํ สงั คม และหน๎าทีต่ อํ ประเทศชาติ ก็จะสํงผลให๎บุคคลมีทัศนคติตํอ
ระบบการเมืองในเชิงบวก เชํน เห็นวําการไปใช๎สิทธิเลือกต้ังของผ๎ูมีสิทธิเลือกตั้งเป็นการกระทาท่ีถูกต๎อง
และเป็นหน๎าทข่ี องพลเมอื งตามท่กี ฎหมายรัฐธรรมนญู ได๎ระบุไว๎

๙.๒ ประเภทของวฒั นธรรมทางการเมือง
วฒั นธรรมทางการเมืองออกเป็น ๓ ประเภท ดงั นี้

๑) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบดัง้ เดมิ (Parochial political culture)

คือ วัฒนธรรมทางการเมืองของบุคคลท่ีไมํรู๎ และไมํสนใจการเมืองและมองวําตนไมํได๎รับ
ผลกระทบจากการเมือง ลักษณะของคนกลุํมน้ีจะไมํเข๎าไปมีสํวนรํวมทางการเมือง มีจิตสานึกทาง
การเมืองตา่ ดังน้นั ประชาชนในวฒั นธรรมการเมืองแบบนี้จึงขาดความร๎ูความเข๎าใจในสิทธิและหน๎าที่ของ
ตน ป๓จจุบันรปู แบบของวัฒนธรรมแบบดังกลําวแทบไมเํ หลือในสงั คมปจ๓ จบุ นั

๒) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพรฟํ าู (Subject political culture)

คือวัฒนธรรมทางการเมืองที่บุคคลในสังคมสนใจและเข๎าใจการเมืองในลักษณะที่ยอมรับใน
อานาจของผ๎ปู กครอง ดังนน้ั จึงไมสํ นใจท่ีจะเข๎าไปมีสํวนรํวมทางการเมอื ง จะเห็นวําประชาชนมีทัศนคติใน
สงั คมเชิงบวกมากกวําแบบที่๑ มีความรู๎เก่ียวกับประเทศของตนพอสมควร มีความสนใจการเมืองเฉพาะ
ในประเด็นที่เกี่ยวข๎องกับผลประโยชน๑ของตนเทํานั้น แตํไมํมีความกระตือรือร๎นท่ีจะเข๎าไปมีสํวนรํวม
ทางการเมือง หรือกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากมองวําการเมืองเป็นเร่ืองของผ๎ูนา ผ๎ูปกครองเทํานั้น
สํวนตนเองมีหนา๎ ท่ีเพยี งปฏิบตั ติ ามคาสง่ั

๓) วฒั นธรรมทางการเมืองแบบมีสวํ นรํวม (participant political culture) ๑๑๗

๑๑๖ เรอ่ื งเดียวกนั . หนา๎ ๑๘๘.

๑๒๑

หมายถึง วัฒนธรรมทางการเมืองท่ีบุคคลสนใจการเมืองและตระหนักวําการเมืองมีผลกระทบ
ตํอวิถีชีวิตของเขาในทุกด๎าน จึงมีความกระตือรือร๎นที่จะเข๎าไปมีสํวนรํวมในกิจกรรมทางการเมืองในทุก
ระดบั ๑๑๘

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีสํวนรํวมถือได๎วําเป็นรูปแบบที่ประชาชนมีความสนใจ
กระตือรือร๎นท่ีจะเข๎าไปมีสํวนรํวมในกิจกรรมทางการเมือง เน่ืองจากประชาชนมีความร๎ูความเข๎าใจ
เกยี่ วกบั ข๎อมลู พน้ื ฐานของประเทศโดยทั่วไป ไมํวําจะเป็นเรอ่ื ง ประเทศ ผ๎นู า นโยบาย และบทบาทหน๎าที่
ของตนในฐานะพลเมืองเป็นอยํางดี ดังน้ันคนกลุํมน้ีจึงให๎ความสาคัญและให๎ความสนใจในเรื่องป๓ญหาทาง
การเมืองท่ีจะสํงผลกระทบตํอประชาชน การตัดสินใจของผ๎ูมีอานาจและการดาเนินนโยบายของรัฐบาล
มีจิตสานึกวําตน(พลเมือง) สามารถทีจ่ ะกอํ ใหเ๎ กิดการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองได๎

อยํางไรก็ตามจะเห็นวําในสภาพความเป็นจริงแล๎วไมํมีประเทศใดท่ีมีวัฒนธรรมทางการเมือง
เป็นรูปแบบเฉพาะเน่ืองจากความแตกตํางที่หลากหลายของประชาชนในประเทศนั้นๆ ดังน้ันวัฒนธรรม
ทางการเมอื งทป่ี รากฏออกมาในรปู พฤติกรรมของพลเมือง จึงมีลักษณะผสมผสาน เชํน การผสมผสานกัน
ระหวํางวฒั นธรรมแบบด้ังเดิม แบบไพรํฟูา และแบบมีสํวนรํวม แตํในสังคมป๓จจุบันจะให๎ความสาคัญกับ
วฒั นธรรมทางการเมืองแบบมสี วํ นรวํ มมากทส่ี ุด โดยเรยี กวฒั นธรรมทางการเมอื งทางการเมืองที่มีลักษณะ
ผสมผสานน้ีวํา “วัฒนธรรมพลเมือง” (Civic Culture) ๑๑๙ ผลจาการที่สังคมมีลักษณะผสมผสาน
วัฒนธรรมจะกํอให๎เกิดความสมดุลระหวํางเร่ืองการปกครองและการใช๎อานาจรัฐในเรื่องเก่ียวกับการมี
สํวนรํวมและตอบสนองของประชาชนตํอการปกครองของรัฐบาล ในท่ีสุด วัฒนธรรมพลเมือง ก็จะทาให๎
ประชาชนมีความสามารถในการเป็นผ๎ูใต๎ปกครองท่ีดี คือ มีความเชื่อม่ันและเคารพในอานาจรัฐบาล มี
ความสามารถในการเปน็ พลเมืองผมู๎ ีสํวนรวํ มทางการเมือง โดยเห็นความสาคัญของป๓จเจกบุคคล เคารพ
ในสิทธแิ ละเสรภี าพของผอ๎ู นื่

๙.๓ แบบแผนการมีส่วนรว่ มทางการเมือง
การมีสวํ นรํวมทางการเมอื งอาจกระทาได๎ ๒ แบบคือ

๑) การมสี ว่ นร่วมทางการเมืองอย่างเปน็ อสิ ระ (Autonomous political culture)
หมายถึง การที่ประชาชนเข๎าไปมีสํวนรํวมทางการเมืองด๎วยความพึงพอใจเป็นการสํวนตัว และ
เป็นไปด๎วยความสมัครใจโดยใช๎วิจารณญาณของตนแล๎วเห็นวําตนมีศักยภาพที่จะกํอให๎เกิดการ

๑๑๗ เรื่องเดียวกนั ,หน๎า๑๙๐-๑๙๑
๑๑๘ ณชั ชาภทั ร อนํุ ตรงจิตร,รฐั ศาสตร.๑ (กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พแ๑ หงํ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั :๒๕๕๖), หนา๎
๑๙๓.
๑๑๙ จกั ษ๑ พนั ธช๑ ูเพชร, รัฐศาสตร,๑ (กรงุ เทพฯ:บริษทั มายด๑ พบั ลชิ ช่งิ จากดั ,๒๕๕๕), หนา๎ ๑๙๓.

๑๒๒

เปลี่ยนแปลงทางการเมืองได๎ ประกอบกับการคาดหวังผลประโยชน๑ที่จะเกิดข้ึนจากการไปมีสํวนรํวม
ทางการเมือง

๒) การมีส่วนร่วมทางการเมอื งโดยถกู ปลกุ ระดม (Mobilized political culture)

หมายถงึ การมีสํวนรํวมทางการเมืองของประชาชนที่ไมํได๎เกิดจากเจตจานงของเขาเอง แตํเกิด
จาการถูกปลุกระดมให๎เข๎ารํวมในกิจกรรมทางการเมือง ด๎วยการบังคับ ชักจูง หรือใช๎อิทธิพลทางวัตถุ
ทั้งน้เี พ่ือให๎เปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคท๑ ี่ผู๎ปลุกระดมต๎องการ

๙.๔ รปู แบบการมสี ว่ นร่วมทางการเมือง
ในท่นี ้ีจะขอยกตวั อยาํ งเฉพาะประเทศทีป่ กครองด๎วยระบอบประชาธิปไตยเทําน้ัน สามารถแบํง

รปู แบบการมีสวํ นรวํ มทางการเมืองไดต๎ อํ ดังนี้

๑) การใชส้ ทิ ธิในการออกเสียงเลือกตัง้ (Suffrage)

การเลือกตง้ั ถือเป็นหลกั การพน้ื ฐานสาคญั ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเนื่องจากทุก
ประเทศทใ่ี ชร๎ ะบอบการปกครองแบบน้ใี ห๎การยอมรับในเร่ืองของการเลือกต้ังท่ียุติธรรม นอกจากน้ียังเป็น
การเปิดโอกาสให๎ประชาชนได๎แสดงออกถึงสิทธิและหน๎าท่ีของตนในฐานะพลเมือง เพราะการเลือกตั้ง
เป็นการแสดงออกถึงความเป็นเจ๎าของอานาจอธิปไตยอยาํ งแทจ๎ รงิ ของประชาชน

๒) การมีสว่ นร่วมทางการเมืองผา่ นพรรคการเมอื ง (Political Party)

พรรคการเมืองถอื เป็นสถาบนั ทางการเมอื งทีท่ าหนา๎ ทใ่ี นการเชือ่ มตอํ ระหวํางประชาชนกับรัฐบาล
เป็นชํองทางการเมืองที่ทาให๎ประชาชนสามารถขึ้นมาเป็นผ๎ูปกครองได๎อยํางชอบธรรม เพราะพรรค
การเมืองเป็นองค๑การท่ีเกิดจากการรวมตัวของประชาชนท่ีมีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับ
วัตถุประสงค๑ หลักการ และวิธีการในการปกครองทั้งในด๎านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และมีความ
ประสงคท๑ ีจ่ ะใหพ๎ รรคการเมอื งของตนเขา๎ ไปเป็นรฐั บาลหรือมีสวํ นรํวมในการบริหารประเทศ ดังนั้นการท่ี
ประชาชนเข๎าไปมีสํวนรํวมในกิจกรรมของพรรคการเมืองจึงเป็นอีกชํองทางหน่ึงในการเข๎าไปมีสํวนรํวม
ในทางการเมอื ง

๓) การมสี ว่ นร่วมทางการเมืองผ่านกล่มุ ผลประโยชน์ (Interest Group)

กลุํมผลประโยชน๑ คือ กลมํุ ของประชาชนท่ีมีผลประโยชน๑รํวมกันมารวมตัวกันเพ่ือสร๎างอิทธิพล
ใหร๎ ฐั บาลดาเนินนโยบายไปในทิศทางท่ีกลํมุ ตนตอ๎ งการ เชํนสมาคมชาวนา สมาคมไรอํ ๎อย สมาคมนายจ๎าง

๑๒๓

เป็นต๎น ดังน้ันในระบอบประชาธิปไตยประชาชนจึงสามารถใช๎เวทีของกลุํมผลประโยชน๑เป็นชํองทางใน
การเขา๎ ไปมีสํวนรวํ มในทางการเมืองได๎

๙.๕ ปจั จัยทสี่ ัมพนั ธต์ อ่ การมีสว่ นรว่ มทางการเมอื งมดี ังตอ่ ไปนี้
๑) ระดบั การศึกษา

การศึกษามีสํวนสาคัญอยํางยิ่งในการพัฒนาทางด๎านการเมืองของประเทศตํางๆทั่วโลก
โดยเฉพาะอยํางยิ่งประเทศที่ปกครองด๎วยระบอบประชาธิปไตยที่มีการให๎สิทธิเสรีภาพในการศึกษา และ
ความเสมอภาคเทําเทียมกันในสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้น ระดับการศึกษาจึงสํงผลตํอความคิด ทัศนคติตํอ
การเมอื ง และแสดงออกในรปู ของพฤติกรรมทางการเมืองรูปแบบตํางๆ เชํน คนท่ีได๎รับการศึกษาจะสนใจ
และเข๎าไปมสี ํวนรวํ มในกจิ กรรมทางการเมืองอยํางกระตือรอื ร๎นเป็นพเิ ศษ

๒) ชนชั้นทางสงั คม

กลุมํ ชนช้ันทางสังคมมีสํวนสาคัญตํอการมีสํวนรํวมทางการเมืองเน่ืองจากการเปิดโอกาสให๎เกิด
ชํองทางในการเข๎าไปมีสํวนรํวมทางการเมืองแตกตํางกันเชํน เกษตรกรท่ีอยํูตามชนบทมีโอกาสเข๎าถึง
ทักษะทางการเมืองและข๎อมลู ขําวสารทางการเมอื งน๎อยกวํา กลํุมคนท่อี ยใํู นเมอื ง เป็นต๎น

๓) ความคดิ ความเชอ่ื ทางการเมือง

แตํละสังคมจะปลูกฝ๓งความคิดความเช่ือทางการเมืองแตกตํางกัน ดังน้ันการปลูกฝ๓งความคิด
ความเช่ือทางการเมืองในแนวทางของประชาธิปไตย ยํอมจะทาให๎ประชาชนมีทรรศนะที่ดีตํอระบบ
การเมอื งซ่งึ จะสํงผลตอํ การพัฒนาประเทศทางดา๎ นการเมืองตํอไป

๙.๖ การกล่อมเกลาทางการเมือง
การกลํอมเกลาทางการเมือง (Political Socialization) หมายถึงกระบวนการของการปลูกฝ๓ง

แนวคดิ คํานิยมและอดุ มการณ๑ทางการเมอื ง จนกลายเปน็ วฒั นธรรมทางการเมอื ง สถาบันที่ทาหน๎าที่ใน
กระบวนการกลํอมเกลาทางการเมือง มดี งั ตํอไปนี้

๑) ครอบครัว
ครอบครัวถือเป็นสถาบันแรกและเป็นสถาบันท่ีสาคัญที่สุดในการปลูกฝ๓งความรู๎สึกนึกคิดของ
คนเรา ครอบครวั จึงเปน็ สถาบันหลกั และสถาบันแรกในการเล้ียงดู และปลูกฝง๓ ให๎กับสมาชิกของครอบครัว
ให๎มีทัศนคติ คํานิยมหรือบุคลิกภาพทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งขึ้นอยูํกับรูปแบบการเลี้ยงดูที่แตํ
ละครอบครัวเลือกใช๎ และนาไปปฏิบตั ติ อํ สมาชกิ ในครอบครัว

๑๒๔

๒) สถาบนั การศกึ ษา
สถาบันการศึกษานับเป็นอีกสถาบันหน่ึงที่มีความสาคัญ ในการกลํอมเกลาทางการเมืองแกํคน
ในประเทศ สถาบันดังกลําวจะทาหน๎าที่ในการปลูกฝ๓งความรักชาติ ความจงรักภักดีตํอสถาบัน และ
ความเชื่อมั่นในระบอบการเมือง ปลูกฝ๓งความเป็นพลเมืองท่ีดี และเห็นประโยชน๑สํวนรวมมากกวํา
ประโยชน๑ตน เป็นต๎น กระบวนการที่สถาบันการศึกษานามาใช๎ในการกลํอมเกลาทางการเมือง สํวนใหญํ
จะแทรกในหลักสูตรการศึกษา ไมํวําจะเป็นวิชาประวัติศาสตร๑ท่ีอธิบายประวัติศาสตร๑ทางการเมืองการ
ปกครอง,หนา๎ ทพี่ ลเมืองในระบอบรฐั ธรรมนูญ เปน็ ต๎น

๓) สถาบันศาสนา
สถาบันศาสนาเป็นอีกสถาบันที่มีความสาคัญในด๎านการปลูกฝ๓งให๎คนประพฤติปฏิบัติอยํูใน
ศลี ธรรม ความ
ดี ซ่ึงสามารถเช่ือมโยงไปถึงการเมืองในแงํของการเคารพตํอตัวผ๎ูปกครอง การให๎เกียรติซึ่งกัน
และกนั และยอมรับความแตกตาํ งระหวํางศาสนาสามารถอยํรู ํวมกนั ในสังคมได๎อยาํ งปกติสขุ

๔) กลุม่ เพื่อน
กลุมํ เพอื่ นมผี ลตํอทัศนคติตอํ ความรูส๎ ึกนึกคิดของคนในชวํ งวยั ต๎นของชวี ิต และวัยทางานดังนั้น
ความสัมพนั ธ๑ของกลมุํ เพอ่ื นจงึ มผี ลตํอทัศนคติความรู๎สึกนึกคดิ ทางการเมืองรํวมกัน

๕) สอ่ื มวลชน
ส่ือมวลชนมีบทบาทอยํางยิ่งตํอการกลํอมเกลาทางการเมืองให๎เกิดข้ึนในหมํูประชาชน ป๓จจุบัน
เราจะเห็นถึงพัฒนาการของสื่อตํางๆทีมีลักษณะการพัฒนาตัวเองอยํางรวดเร็ว ดังนั้นการรับข๎อมูล
ขําวสารจากส่ือตํางๆต๎องผํานการพินิจวิเคราะห๑ให๎รอบคอบกํอนการประเมินคุณคุณคํา การกลํอมเกลา
ทางการเมอื งโดยอาศยั การสื่อสารมวลชนจงึ เป็นอีกชํองทางหน่งึ ในการพัฒนาระบบการเมืองเนื่องจากเป็น
ชํองทางท่เี ขา๎ ถงึ ประชาชนไดอ๎ ยํางรวดเรว็

๖) กลมุ่ ผลประโยชนห์ รอื สมาคมต่างๆ
กลํมุ ผลประโยชน๑และสมาคมตาํ งๆ เชํน สหภาพแรงงาน สมาคมวิชาชีพตํางๆ ล๎วนมีบทบาทใน
การกลํอมเกลาทางการเมืองและสร๎างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากท่ีสุดเนื่องจากเข๎าไปเก่ียวข๎อง
ใกล๎ชิดกับกลุํมคนจานวนหนึ่งที่มีขนาดมากพอที่จะสามารถตํอรองหรือรักษาผลประโยชน๑หรือนโ ยบาย
ให๎กับกลุํมตนและสวํ นรวมได๎

อาจกลําวได๎วํา วัฒนธรรมทางการเมือง การมีสํวนรํวมทางการเมืองและการกลํอมเกลาทาง
การเมืองถือเป็นแบบแผนทางพฤติกรรมของบุคคลท่ีแสดงออกในรูปแบบตํางๆ เน่ืองจากกระบวนการ
ปลูกฝง๓ วฒั นธรรมทางการเมอื งเก่ียวข๎องกับความคิด ความเช่ือ คํานิยมและอุดมการณ๑ทางการเมืองท่ีสืบ

๑๒๕

ทอดจากรุํนสูํรุํน ผลจากการดาเนินกระบวนการดังกลําวยํอมจะสํงผลตํอความสาเร็จ หรือความล๎มเหลว
ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได๎

๑๒๖

คาถามท้ายบท
๑.การมสี วํ นรวํ มทางการเมืองคืออะไร
๒.จงอธบิ ายความหมายของวัฒนธรรมทางการเมืองมาดู
๓.วฒั นธรรมแบบคบั แคบตํางจากวฒั นธรรมทางการเมืองแบบไพรํฟูาอยํางไร
๔.การมีสํวนรํวมทางการเมอื งมคี วามสัมพันธก๑ บั วฒั นธรรมทางการเมืองอยาํ งไร อธบิ าย
๕.สถาบันครอบครัวมบี ทบาทตอํ การกลํอมเกลาทางการเมอื งอยาํ งไร

๑๒๗

บทที่ ๑๐
ความสมั พันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร๑ ในป๓จจุบันนี้นักวิชาการได๎ให๎
ความสาคัญของการศึกษาแขนงวิชาความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ ทั้งน้ี เพราะเป็นที่ยอมรับกันวํารัฐจะ
สามารถธารงความเป็นรัฐอยํางมีเกียรติในการดาเนินความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศได๎น้ัน จาเป็นต๎องใช๎
ศิลปะในการชักจูงใจให๎รัฐอ่ืน ๆ ปฏิบัติการหรืองดเว๎นปฏิบัติการอยํางใดอยํางหนึ่งตามที่ต๎องการ ท้ังน้ี
เพ่ือทจ่ี ะหลกี เลีย่ งปญ๓ หาการขดั แยง๎ และข๎อพพิ าท อนั จะนาไปสํูสงครามในท่สี ุด

กลําวได๎วําในสมัยกํอนนั้น การศึกษาเร่ืองความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศอยํูในวงจากัด กลําวคือ
เป็นทสี่ นใจเฉพาะผู๎ที่อยํใู นวงการน้ีเทํานน้ั เชํน นักการทูต หรือนักการเมือง แตํในป๓จจุบันนี้เป็นท่ียอมรับ
กันโดยท่ัวไปวํา ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศมีบทบาทสาคัญในการสร๎างสรรค๑ความเข๎าใจอันดีระหวําง
ประเทศ และการธารงไว๎ซ่งึ สันตภิ าพของโลก ฉะน้ันการศึกษาเรื่องความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ จึงเป็น
วิชาทนี่ าํ จะมกี ารศกึ ษาอยาํ งกว๎างขวางทัง้ ในแนวกว๎างและลึก ท้ังน้ีเพ่ือจะได๎นาความรู๎ความเข๎าใจมาใช๎ใน
การอธิบายเหตุการณ๑ในป๓จจุบัน รวมทั้งสามารถต้ังรับกับเหตุการณ๑ทางการเมืองระหวํางประเทศที่จ ะ
เกิดขึน้ ในอนาคต

๑๐.๑ ความหมายความสมั พันธ์ระหวา่ งประเทศ

ป๓จจุบันสังคมโลกมีลักษณะเป็นพลวัตคือมีการเปลี่ยนแลงตลอดเวลา ความเจริญก๎าวหน๎า
ทางด๎านเทคโนโลยเี ริ่มเขา๎ แทนทบี่ ทบาทและความสมั พันธ๑ของมนุษย๑มากข้ึนจะเห็นได๎จากความสัมพันธ๑ท่ี
ก๎าวล้าขอบเขตของสังคม ที่นับวันจะมีมากข้ึนในขณะเดียวกันการส่ือสารท่ีไร๎ขีดจากัดก็ทาให๎
ความสมั พันธท๑ วีความซบั ซ๎อนย่งิ ขึน้ ดังนนั้ การศกึ ษาถึงศาสตรท๑ างความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจาเป็นท่ีผู๎
ศึกษาจะต๎องทาความเข๎าใจถึงความหมายของความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศซึ่งได๎มีนักวิชาการอธิบายไว๎
ดงั ตํอไปน้ี

ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ (International Relation:IR) โดยท่ัวไป หมายถึงการแลกเปลี่ยน
และการปฏิสัมพันธ๑ที่เกิดข้ึนข๎ามพรมแดนของประเทศในชํวงเวลาใดเวลาหน่ึงเพ่ือวัตถุประสงค๑ทาง
การเมือง หรือเปาู หมายอน่ื ๆท่ีไมํใชกํ ารเมอื ง๑๒๐ หรือ “การแลกเปล่ียนและปฏิสัมพันธ๑ (Interaction) ระ
หวําตัวแสดง (Action) ตํางๆท่ีเกิดข้ึน ข๎ามพรมแดนของรัฐ หรือประเทศในชํวงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซ่ึง
แสดงออกในรูปแบบความรํวมมือหรอื ความขดั แย๎ง”

๑๒๐ คบูํ ุญ จารุมณี, ความสมั พันธ๑ระหวาํ งประเทศเบอ้ื งต๎น,เอกสารประกอบการสอน,(วิทยาลยั การเมอื งการ
ปกครอง มหาวิทยาลยั มหาสารคาม: ๒๕๕๒) หนา๎ ๑.

๑๒๘

ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ หมายถึง การแลกเปลี่ยน เชํน แลกเปลี่ยนสินค๎า เทคโนโลยี
บุคลากร ฯบริการ ฯลฯ หรือปฏิสัมพันธ๑ คือการประพฤติปฏิบัติตํอกันในลักษณะตํางๆ เชํน การโฆษณา
โจมตีซ่งึ กันและกนั การปะทะกันด๎วยกาลังอาวธุ การรวํ มมอื กันพฒั นา เป็นตน๎ ๑๒๑

ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศ เกิดขึ้นข๎ามพรมแดนของรัฐ ในแงํน้ีเป็นการพิจารณากิจกรรม
ระหวํางประเทศในป๓จจุบัน คือ ในสมัยท่ีรัฐชาติ(หรือประเทศอธิปไตย)เป็นตัวแสดงในเวทีระหวําง
ประเทศ

ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศเป็นเรื่องที่กระทาโดยบุคคล กลํุมบุคคล รัฐ องค๑การระหวําง
ประเทศ หรือตัวแสดงอ่นื ๆในเวทรี ะหวํางประเทศกไ็ ด๎ ๑๒๒

พี.เอ.เรย๑โนลด๑ (P.A.Reynolds 1994:11) กลําววํา ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศคือ การศึกษา
ถึงธรรมชาติ พฤติกรรม อิทธิพลท่ีมีตํอความสัมพันธ๑ระหวํางกันของรัฐตํางๆซึ่งอยํูภายใต๎บรรยากาศหรือ
สภาพแวดลอ๎ มทเ่ี ปน็ อนาธปิ ไตย(Anarchy) ปราศจากผู๎มีอานาจสูงสุดจะเข๎ามาจัดการหรือบังคับแตํละรัฐ
ได๎ ๑๒๓

ดังน้ันการศึกษาความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจึงมีความหมายที่กว๎างครอบคลุมถึงประเด็นตํางๆ
มากมายท้ังเรื่องของความสัมพันธ๑ด๎านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม เป็นต๎น ลักษณะ
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศในป๓จจุบันตกอยํูในสภาพท่ีเป็นพลวัตคือมีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา
ความเจรญิ ก๎าวหนา๎ ทางด๎านเทคโนโลยเี ร่มิ เข๎าแทนท่ีบทบาทและความสมั พันธ๑ของมนุษย๑มากขึ้นจะเห็นได๎
จากความสมั พนั ธ๑ท่ีกา๎ วลา้ ขอบเขตของสังคม ท่ีนับวันจะมีมากขึ้นในขณะเดียวกันการสื่อสารท่ีไร๎ขีดจากัด
กท็ าให๎ความสัมพนั ธท๑ วคี วามซบั ซ๎อนย่งิ ขึ้นดังนัน้ การศึกษาถึงศาสตร๑ทางความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจึง
มีความจาเป็นตํอมนุษย๑ในด๎านความเข๎าใจบริบทของสังคมเพ่ือการปรับเปล่ียนทําที หรือทัศนคติที่มีตํอ
สังคมในบางเร่ืองเพ่ือใหก๎ ารดาเนนิ ชวี ิตราบรื่นและเป็นปกตสิ ุข

๑๒๑ สรุ ชยั ศิรไิ กร และคณะ,ความสัมพันธร๑ ะหวาํ งประเทศ,(กรงุ เทพฯ: อรุณการพมิ พ,๑ ๒๕๒๗),หน๎า๖.
๑๒๒ เรื่องเดยี วกัน,หนา๎ ๖-๗.
๑๒๓ บฆู อรี ยหี มะ,ความรเ๎ู บอื้ งตน๎ ทางรฐั ศาสตร๑,(กรุงเทพฯ : สานักพมิ พเ๑ คลด็ ไทย จากดั ,๒๕๕๙),หนา๎ ๒๙๙.

๑๒๙

๑๐.๒ ลกั ษณะของความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ

ความสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศ หรือการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ๑ท่ีเกิดข้ึนข๎ามพรมแดน อาจมี
ลกั ษณะตํางๆกนั ได๎แกํ

๑) ความสัมพนั ธอ๑ ยาํ งเป็นทางการ หรือไมํเปน็ ทางการ
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศอาจกระทาอยํางเป็นทางการโดยรัฐ หรือโดยตัวแทนที่ชอบธรรม
ของรัฐ เชํน การประชุมสดุ ยอด การดาเนนิ การทางการทูต การแถลงการณป๑ ระท๎วง การยื่นประท๎วงตํอ
สหประชาชาติ เปน็ ต๎น หรือการกระทาท่ีไมํเป็นทางการ เชํน การกํอการร๎ายของกลุํมคนท่ีไมํชอบด๎วย
กฎหมาย การจารกรรม การโจมตีประเทศหนึ่งโดยส่ือมวลชนของอีกประเทศหนึ่ง ซ่ึงไมํได๎กระทาการ
ในนามของรัฐ เปน็ ตน๎

๒) ความสมั พันธ๑ในลกั ษณะรวํ มมอื หรอื ขดั แย๎ง
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศที่เกิดขึ้นมักจะสะท๎อนลักษณะท่ีหากไมํรํวมมือ ก็ขัดแย๎ง
ความสัมพันธ๑ในลักษณะขัดแย๎งเชํน สงคราม การแทรกแซงบํอนทาลาย การผนวกดินแดนของอีก
ประเทศหนึ่ง เป็นต๎น สํวนความรํวมมือ ได๎แกํ การกระชับความสัมพันธ๑ทางการทูต รํวมเป็นพันธมิตร
การใหค๎ วามชํวยเหลือทางเศรษฐกจิ การแลกเปลย่ี นเทคโนโลยีและวัฒนธรรม เป็นต๎น
๓)ความสัมพนั ธ๑ในลกั ษณะเข๎มข๎นรุนแรงหรือหํางเหิน
หมายความวํา ในการดาเนินความสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งประเทศทั้งท่ีเป็นความรํวมมือ หรือการขัดแย๎ง
นั้นอาจกระทาในลักษณะรุนแรง เชนํ การใชก๎ าลงั อาวุธ การตัดความสัมพันธ๑ทางการทูต การลอบสังหาร
ผ๎นู าของอกี ประเทศหนง่ึ การทาสญั ญารํวมรบ เปน็ ต๎น

จากลักษณะความสัมพันธ๑ตํางๆเหลําน้ีจึงมีลักษณะผสมผสานกันท้ังรุนแรง ประนีประนอม เป็น
ทางการ กึ่งทางการ หรือไมํเป็นทางการ ดังน้ันการดาเนินการทางด๎านความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจึง
ตอ๎ งพึงระมัดระวังให๎รอบคอบเพอื่ ปูองกันความขัดแยง๎ ทจ่ี ะเกิดตามมา ๑๒๔

๑๐.๓ ขอบข่ายของการศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ

ความสัมพนั ธ๑ระหวํางประเทศ หรือ IR น้นั เปน็ การมงํุ ศกึ ษาเพ่ือเข๎าใจถึงสภาวการณ๑ท่ีครอบคลุม
ประเด็นด๎านความสัมพันธ๑ เพ่ืออธิบายและตอบคาถามให๎ได๎วํา ใคร อะไร เมื่อใด ท่ีไหน และอยํางไร

๑๒๔ สรุ ชยั ศริ ไิ กร และคณะ, ความสมั พนั ธ๑ระหวาํ งประเทศ,(กรุงเทพฯ: อรณุ การพมิ พ,๑ ๒๕๒๗), หน๎า๗.

๑๓๐

ดังน้ันเพือ่ ใหก๎ ารศกึ ษาความสมั พนั ธร๑ ะหวํางประเทศใหช๎ ัดเจนและเข๎าใจมากข้ึนจึงมีการแบํงขอบขํายของ
การศึกษาด๎านความสัมพันธร๑ ะหวํางประเทศ ออกเปน็ ๕ สาขา ดงั ตอํ ไปนี้

๑) ประวตั ิศาสตร๑ความสมั พนั ธ๑ระหวาํ งประเทศและการทูต
หมายถึง การศึกษาความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศในมิติประวัติศาสตร๑ผ๎ูศึกษาความสัมพันธ๑
ระหวํางประเทศจาเป็นอยํางยิ่งท่ีจะต๎องศึกษาเหตุการณ๑ ทางความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศท่ีเคยเกิดข้ึน
เพือ่ ใหเ๎ ข๎าใจถึงที่มา และผลของประวตั ศิ าสตรท๑ ่ีสงํ ผลมาสคํู วามสมั พนั ธ๑ในมิติตํางๆทั้งในระดับโลก ระดับ
รฐั และระดับบคุ คล เป็นตน๎
สํวนการศึกษาประวัติศาสตร๑การทูต มีเปูาหมายเพื่อทราบวิวัฒนาการของความสัมพันธ๑ทางการฑูต
นับตั้งแตํอดีตจนกระท่ังถึงป๓จจุบัน โดยเน๎นในเรื่องของความตํอเน่ืองทางประวัติศาสตร๑ ความ
เปลี่ยนแปลงทางดา๎ นความสมั พนั ธ๑ระหวํางรัฐในทางการเมอื ง และเศรษฐกจิ
๒) การเมอื งระหวํางประเทศ

การศึกษาความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศในมิติของการเมืองระหวํางประเทศ (International
Politics) เป็นการศกึ ษาถงึ พฤติกรรมของรัฐหน่ึงท่ีมีตํอรัฐอื่นในทางการเมืองมุํงพิจารณากระบวนการของ
รัฐในอันที่จะได๎มาซ่ึงผลประโยชน๑ของชาติตน (National Interest)โดยผํานการกาหนดนโยบายและ
ดาเนินนโยบาย ท้ังนี้ การท่ีจะได๎มาซ่ึงผลประโยชน๑น้ัน อาจเป็นผลทาให๎รัฐต๎องนาตัวเองเข๎าไปสํูความ
ขดั แยง๎ กับรัฐอื่นๆซึง่ ตํางกม็ ีผลประโยชน๑ของตนเองเชํนเดยี วกัน

๓) เศรษฐกจิ การเมืองระหวํางประเทศ

เศรษฐกิจการเมืองระหวํางประเทศ (International Political Economy : IPE) เป็นสาขายํอย
ของความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศในป๓จจุบันเป็นที่ยอมรับกันวํา เศรษฐกิจกับการเมือง มีความสัมพันธ๑
อยาํ งแยกกนั ไมอํ อกในขณะท่ีเศรษฐกจิ เป็นเรื่องของระบบการผลิต การกระจายสินค๎า และบริการ สํวน
การเมืองเป็นเรื่องของการสร๎างกฎเกณฑ๑ ระเบียบ ข๎อบังคับในการผลิตและการกระจายสินค๎าและ
บรกิ ารนัน่ เอง ดังนั้นประเดน็ ทางเศรษฐกจิ จงึ แทรกอยใํู นมิติความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศขณะเดียวกันก็
มปี ญ๓ หาทางเศรษฐกจิ มากมายทล่ี ๎วนแตํมปี ๓จจัยทางการเมอื งเข๎ามาเกย่ี วข๎องดว๎ ยเชนํ กัน

๔) กฎหมายระหวาํ งประเทศ
การศกึ ษาความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศให๎ความสนใจประเด็นทางด๎านกฎหมายระหวํางประเทศ
(International Law) ในแงทํ ี่เป็นกลไก หรอื เครือ่ งมือในการสร๎างความม่ันคงระหวํางประเทศ โดยเช่ือวํา
กฎหมายจะชํวยสํงเสริม หรือยับย้ังการกาหนดนโยบายตํางประเทศ หรือการตัดสินใจของผ๎ูมีอานาจ
ตดั สินใจได๎ กฎหมายระหวํางประเทศมที ีม่ าจากหลายแหลงํ ปรากฏในรูปแบบทแี่ ตกตาํ งกันดังตํอไปน้ี

(๑)สนธิสญั ญา (Treaty)

๑๓๑

คือข๎อตกลงระหวํางรัฐตํอรัฐ หรือระหวํางรัฐตํอผ๎ูมีสํวนเกี่ยวข๎องในสังคมระหวํางประเทศ ซึ่งมี
หน๎าที่ต๎องปฏิบัติตามสนธิสัญญา สนธิสัญญาถือเป็นท่ีมาที่สาคัญอยํางย่ิงของกฎหมายระหวํางประเทศ
เพราะบัญญัติข้นึ เป็นลายลกั ษณ๑อกั ษร มีพธิ ีการมาก

(๒) กฎหมายจารตี ประเพณี (Customary Law)
คอื แนวปฏิบตั ทิ ี่รัฐท้ังหลายตํางยึดถือรวํ มกันมาเป็นเวลานาน โดยไมํได๎มีการบัญญัติเป็นลายลักษณ๑อักษร
จนเปน็ ที่ยอมรบั โดยทว่ั ไปเสมือนหนง่ึ เปน็ กฎหมาย

(๓) หลกั กฎหมายทัว่ ไป

เป็นท่ียอมรบั ของอาระยะประเทศยึดหลักกฎหมายที่ปรากฏอยํูในตัวบทกฎหมายภายในของรฐั

(๔) คาตัดสินของศาล

ได๎แกํ คาพิพากษาของศาล ทั้งศาลภายในประเทศ ศาลระหวํางประเทศ และอนุญาโตตุลาการ
ระหวํางประเทศซึง่ เปน็ ท่ยี อมรบั ของรัฐตาํ งๆ

จากการศึกษาป๓ญหาความสมพันธ๑ระหวํางประเทศพบวําป๓ญหาท่ีสาคัญของการใช๎การใช๎
กฎหมายระหวํางประเทศคือการขาดสภาพบังคับในการลงโทษรัฐที่กระทาความผิด เน่ืองจากแตํละรัฐ
ตํางกอ็ ๎างถงึ อานาจอธิปไตยของตนเอง

๑๐.๔ องค์การระหว่างประเทศ

องค๑การระหวํางประเทศ (International Organizations)เป็นวิชาที่มํุงศึกษาถึงองค๑การระหวําง
ประเทศตํางๆทั้งด๎านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมโดยพิจารณาถึงประวัติความเป็นมาของการกํอต้ัง
รปู แบบ กลไก กระบวนการบทบาท และอานาจหน๎าท่ที ่ีองคก๑ ารมีตํอระบบระหวํางประเทศ

คอนเวย๑ เฮ็นเดอรสัน (Conway Henderson,1997:386-387) แยกประเภทองค๑การระหวําง
ประเทศโดยใชห๎ ลักเกณฑ๑ ๓ ประการดงั นี้

๑) หลักเกณฑด๑ ๎านสมาชกิ
หลักเกณฑ๑นี้เป็นการแยกองค๑การระหวํางประเทศระหวํางองค๑การที่รัฐตํางๆรํวมกํอตั้ง หรือเป็น
สมาชิก อาจกลําวได๎วํา เป็นองค๑การภาครัฐ (Public Organization) เชํน องค๑การสหประชาชาติ
สหภาพยุโรป (อียู) ธนาคารโลก เป็นต๎นสํวนองค๑การที่เป็นหนํวยงานภาคเอกชน หรือ เอ็นจีโอ (Private
Organization) เชนํ กลํุมกรนี พซี ,องค๑การนริ โทษกรรมสากล เปน็ ต๎น
๒) หลกั เกณฑด๑ ๎านบทบาทหนา๎ ท่ี

หลักเกณฑ๑น้ีเป็นการพิจารณาองค๑การวํามีบทบาทหน๎าที่เพียงด๎านใดด๎านหน่ึงเพียงด๎านเดียว
หรือมีหลายบทบาทหน๎าที่ เพราะมีงานท่ีรับผิดชอบครอบคลุมด๎านตํางๆท้ังในด๎านการรักษาสันติภาพ

๑๓๒

แก๎ป๓ญหาสงั คม เศรษฐกิจ การศึกษา ตลอดจนการให๎ความชํวยเหลือทางเทคนิคตํางๆ เป็นต๎น สํวน
องค๑กรที่หน๎าทีเ่ พียงบทบาทเดยี วเชนํ องคก๑ ารนิรโทษกรรมสากล ซ่ึงมงํุ แกป๎ ๓ญหาเฉพาะสิทธิมนุษยชนและ
การจับกุมบุคคลอันมีสามเหตุมาจากความคิดเห็นทางการเมืองและศาสนา หรือ องค๑การอนามัยโลก
(World Health Organization ; WHO) ซงึ่ ปฏิบัติหน๎าท่ีเฉพาะในการแก๎ไขและสํงเสริมสุขภาพอนามัย
ของคนท่ัวโลก เป็นตน๎

๓) หลกั เกณฑ๑ดา๎ นพนื้ ท่ี
หลักเกณฑ๑นี้เป็นการพิจารณาขอบขํายของการปฏิบัติหน๎าท่ีขององค๑การระหวํางประเทศวํา
ครอบคลุมพื้นท่ีทั่วโลก(Global) หรือเป็นองค๑การในระดับภูมิภาค(Regional) เมื่อใช๎เกณฑ๑นี้ในการ
พิจารณาองค๑การอนามัยโลก (World Health Organization ; WHO) ซึ่งปฏิบัติหน๎าท่ีเฉพาะในการ
แก๎ไขและสํงเสรมิ สุขภาพอนามยั ของคนทั่วโลกจัดเป็นองคก๑ ารระดับโลก สํวนสันนิบาตชาติอาหรับถือเป็น
องคก๑ ารระดับภมู ิภาค ๑๒๕

จะเห็นได๎วําความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศมีขอบขํายกว๎างขวางเนื่องจากครอบคลุมในหลายๆ
ประเด็นไมํวําจะเป็นด๎านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือแม๎แตํด๎านวิทยาศาสตร๑และเทคโนโลยี ในเวที
ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศในป๓จจุบันจะพบประเด็นความสัมพันธ๑ด๎านเศรษฐกิจระหวํางประเทศ
มหาอานาจกับประเทศตํางๆในเชงิ นโยบาย ยกตวั อยาํ งเชํน กรณีประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา
กีดกันเรื่องสินค๎าจากประเทศจีน หรือการกีดกันด๎านเชื้อชาติศาสนาท่ีมีตํอมุสลิม โดยกีดกันไมํให๎เข๎ามา
ทางานในประเทศเพื่อปูองกันการกํอการร๎าย ในสมัยของประธานาธิบดี โดนัลด๑ ทรัมป์ ในชํวงที่เข๎ามา
รับตาแหนํงใหมํๆเป็นต๎น ดังนั้นในเวทีความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจึงปรากฏออกมาทั้งในรูปของความ
รํวมมือและความขัดแย๎งขึ้นผ๎ูเขียนเห็นวํา ความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศจะออกมาในทิศทางใดน้ัน
ยํอมขึ้นอยํูกับตัวแสดงในเวทีความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศวํามีใครบ๎าง สถานการณ๑ และโอกาส และ
ความต๎องการท่ีคกํู รณีตงั้ เปูาหมายของตนเอาไว๎ จนนาไปสํกู ารเจรจาตกลงเพือ่ หาขอ๎ ยตุ ิ

บทบาทขององค์การระหวา่ งประเทศ

บทบาทขององค๑การระหวํางประเทศทางด๎านสังคมองค๑การระหวํางประเทศทางสังคม มีหน๎าที่
และบทบาทสาคัญในการแก๎ป๓ญหาทางสังคม วัฒนธรรมและมนุษยธรรม อันเนื่องมาจากความ

๑๒๕ บูฆอรี ยีหมะ, ความร๎ูเบื้องตน๎ ทางรัฐศาสตร๑, (กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ๑เคล็ดไทย จากัด, ๒๕๕๙), หน๎า
๓๐๑-๓๐๗.

๑๓๓

เจริญก๎าวหน๎าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเพื่อกํอให๎เกิดความเจริญก๎าวหน๎าและดารงชีวิตอยํางมี
ความสขุ ของมวลมนุษยชาติ บทบาททสี่ าคญั มดี ังน้ี

๑) วางมาตรฐานการปฏิบัติของรัฐในเร่ืองเก่ียวกับกิจการภายในของรัฐ เชํน สิทธิมนุษยชน
แรงงานวางระเบียบกฎเกณฑ๑ในการติดตํอระหวํางประเทศข้ึน เพื่อให๎สามารถติดตํอกันอยํางสะดวก
ราบร่ืน และมปี ระสทิ ธิภาพมากย่งิ ข้นึ เชํน สหภาพไปรษณยี ๑สากล

๒) การให๎บริการด๎านตําง ๆ เชํน การให๎ขําวสาร การบรรเทาทุกข๑ การชํวยเหลือผู๎ประสบภัย
พบิ ัติ การใหค๎ วามชวํ ยเหลอื ผล๎ู ีภ้ ยั และพิทักษ๑ส่ิงแวดลอ๎ ม

๓) บทบาทขององค๑การระหวํางประเทศทางด๎านเศรษฐกิจมีบทบาทมุํงแก๎ป๓ญหาเศรษฐกิจของ
สงั คมโลก สงํ เสรมิ ความรํวมมือทางเศรษฐกจิ และใหป๎ ฏิบัติตามกติกา โดยมีบทบาทที่สาคัญดังน้ี

๔) เป็นตวั กลางทางการเงิน ตลอดจนอานวยความสะดวกด๎านการเงิน

๕) ให๎ความชํวยเหลือทางการเงินแกํประเทศที่กาลังพัฒนานาไปลงทุนพัฒนาประเทศ มีกองทุน
เงนิ ตราตํางประเทศให๎สมาชกิ กู๎ยืมเพอื่ แก๎ไขป๓ญหา

๖) วิจัยและวางแผน เพ่ือหาวิธีแก๎ไขป๓ญหาเศรษฐกิจของสังคมโลก และให๎มีการปรับเปล่ียน
กระบวนการให๎เหมาะสม

๗) แนะนาการแกไ๎ ขป๓ญหาเงินตรา วางระเบยี บเก่ยี วกับการกาหนดมลู คาํ ของเงนิ ตรา

๘) ใหค๎ วามชวํ ยเหลอื ในการถํายทอดเทคโนโลยีใหมํ ๆ รวมทง้ั จดั ฝึก อบรม

บทบาทขององคก์ ารระหวา่ งประเทศทางด้านการเมือง

เป็นบทบาททีม่ ุํงเพือ่ รกั ษาสนั ตภิ าพและประสานความสัมพันธ๑ระหวํางประเทศให๎เกิดความม่ันคง
โดยมบี ทบาทท่สี าคัญดังนี้

๑) สํงเสริมให๎เกิดสันติภาพและรักษาความม่ันคงรํวมกัน โดยไมํใช๎กาลังและให๎ความสาคัญกับ
กองกาลังรักษาสนั ตภิ าพ ทาหนา๎ ทีร่ ักษาสันตภิ าพในบรเิ วณพ้ืนทท่ี ่ีมขี ๎อพิพาท

๒) ยุติกรณีพิพาทด๎วยสันติวิธี โดยวิธีทางการทูต การไกลํเกลี่ย การเจรจา และการ
ประนปี ระนอม

๑๓๔

๓) สนบั สนุนให๎ดินแดนอาณานคิ มไดร๎ ับเอกราช ปกครองตนเองด๎วยหลักการกาหนดโดยตนเอง

๔) สนับสนุนการลดกาลังอาวุธ และการควบคุมอาวุธ การห๎ามทดลองอาวุธนิวเคลียร๑ เพื่อ
เสรมิ สรา๎ งความมัน่ คงรํวมกัน

ลกั ษณะขององค์การระหว่างประเทศ

องค๑การระหวํางประเทศจดั แบงํ ออกได๎เปน็ ๒ ลักษณะ

๑) ยดึ ถอื ตามบทบาทหน๎าทใี่ นการปฏิบัติงาน

เป็นการแบํงตามภารกิจท่ีปฏิบัติในการให๎ความรํวมมือ จึงแบํงออกเป็นองค๑การระหวํางประเทศ
ทางสังคม ทางด๎านเศรษฐกิจ และทางด๎านการเมือง แตํบางองค๑การมีเปูาหมายในการดาเนินงาน
ครอบคลุมทั้งด๎านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ดังเชํน องค๑การสหประชาชาติ เป็นองค๑การที่มีสมาชิกจาก
ทกุ ภูมภิ าคของโลก และมีบทบาทสงู มากในสงั คมโลกป๓จจุบัน

๒) ยดึ ถอื ตามพ้นื ทีท่ างภมู ิศาสตร๑

เป็นการแบํงตามลักษณะของการรวมกลํุมโดยยึดเขตพ้ืนท่ีของสมาชิกเป็นเกณฑ๑ จึงแบํงออกเป็น
๒ ระดับ คือ ระดับโลก หรือระดับสากล เป็นองค๑การท่ีมีสมาชิกมาจากเขตพื้นที่โลก ดังเชํน องค๑การ
สหประชาชาติ และองค๑การระดับภูมิภาค ยึดหลักเข๎ามารวมกันตามข๎อผูกพันทางภูมิศาสตร๑ สังคม และ
วฒั นธรรม ซง่ึ สมาชกิ จะรวมกลมํุ อยใูํ นภมู ภิ าคนั้น ๆ ดังเชํน องคก๑ ารอาเซียน เป็นการรวมกลุํมในเขตพ้ืนท่ี
เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎

๑๐.๔) องค์การระหวา่ งประเทศทางดา้ นสังคม

องค๑การระหวํางประเทศด๎านสังคม หมายถึง หนํวยงานท่ีมีบทบาทและหน๎าที่ในการแก๎ป๓ญหา
ระหวํางประเทศด๎านสังคม วัฒนธรรม และมนุษยธรรม กํอให๎เกิดความเจริญก๎าวหน๎าในทางสังคมของ
ประชาชาตทิ ้ังปวง องคก๑ ารระหวํางประเทศด๎านสังคมทส่ี าคญั มดี ังตอํ ไปนี้

๑) สานักงานขา้ หลวงใหญ่ผ้ลู ้ีภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner
for Refugees : UNHCR)

ผู๎ลี้ภัย หมายถึง ผ๎ูล้ีภัยจากสงคราม การปฏิวัติและภัยธรรมชาติ รวมตลอดถึงบุคคลบางกลุํมที่
หวาดกลัววําจะถูกขํมเหง รังแก หรือถูกจากัดด๎วยเหตุผลของความแตกตํางทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือ

๑๓๕

ความคิดเห็นทางการเมือง ไมํอาจยอมรับสภาพความเป็นอยํูบางอยํางได๎ จึงเกิดการอพยพออกจาก
ประเทศของตนไปยังดนิ แดนของประเทศอื่นกลํมุ บุคคลเหลาํ น้ีเรียกวํา ผล๎ู ้ภี ยั

บทบาทและการดาเนนิ งานของสานกั งานข้าหลวงใหญ่ผูล้ ้ีภยั แหง่ สหประชาชาติ
มีบทบาทสาคัญ คอื การใหค๎ วามค๎ุมครองแกผํ ู๎ลภ้ี ัย บคุ คลท่ีอยูํในฐานะท่ีจะได๎รับความคุ๎มครองใน
ฐานะผ๎ูลี้ภัย ได๎แกํ บุคคลท่ีได๎รับการพิจารณาแล๎ววําเป็นผ๎ูลี้ภัย และมีความวิตกวําอาจจะได๎รับอันตราย
ดว๎ ยสาเหตทุ างเชือ้ ชาติ ศาสนา สัญชาติ และจะยุตกิ ารให๎ความชวํ ยเหลือแกํผค๎ู ุ๎มครองเมอื่ มีกรณีตํอไปน้ี
๑) ไดใ๎ ชส๎ ทิ ธิสืบเน่ืองจากความคม๎ุ ครองจากรฐั แหํงสญั ชาตขิ องตน
๒) ได๎รบั สัญชาตเิ ดิมคนื มาด๎วยความสมคั รใจ หลังจากได๎สญู เสียสัญชาตินนั้ ไป
๓) ได๎มาซ่ึงสัญชาติใหมํ และได๎รบั ความค๎ุมครองจากรัฐแหงํ สญั ชาติใหมขํ องตน
๔) ได๎กลับเข๎าไปต้ังถ่ินฐานด๎วยความสมัครใจในรัฐท่ีตนได๎จากมา หรือรัฐท่ีตนอยูํภายนอกอาณา
เขตเน่อื งจากความหวาดกลัวจากการประหาร
๕) ไมํอาจปฏิเสธที่จะได๎ใช๎สิทธิ สืบเน่ืองจากความค๎ุมครองจากรัฐแหํงสัญชาติของตน เนื่องจาก
สถานการณ๑ท่ที าใหถ๎ อื ไดว๎ ําบุคคลนั้นเปน็ ผู๎ล้ภี ยั ได๎สิ้นสดุ ลงแล๎ว
๖) เป็นบุคคลไร๎สัญชาติ ซึ่งสามารถกลับสูํรัฐเดิมท่ีตนมีถิ่นฐานพานักประจาได๎ เนื่องจาก
สถานการณท๑ ่ีทาให๎ถอื ไดว๎ ําบคุ คลน้นั เป็นผ๎ูลภ้ี ยั ไดส๎ ้ินสดุ ลงแลว๎
วตั ถปุ ระสงค์ในการให้ความคมุ้ ครองแกผ่ ูล้ ้ีภัยมดี ังนี้

๑) ดาเนนิ การใหผ๎ ล๎ู ีภ้ ัยได๎มที อ่ี ยอํู าศัยอยาํ งถาวร
๒) ดาเนนิ การใหผ๎ ล๎ู ีภ้ ัยได๎รับสิทธิอยูํอาศัยในฐานะคนตํางด๎าว เพราะเหตุท่ีพวกเขาไมํได๎รับความ
ค๎ุมครองจากตวั แทนรัฐบาลของประเทศตน
๓) ดาเนินการให๎ผู๎ลี้ภัยได๎รับในฐานะ และสิทธิใกล๎เคียงกับพลเมืองของประเทศที่ตนเข๎าไปพัก
อาศัย โดยเฉพาะอยํางย่ิงสิทธใิ นฐานะพลเมือง สิทธดิ ๎านเศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรม
หลักการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยการปฏิบัติการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย แบํงออกได๎เป็น ๒
ลักษณะดังนี้

๑๓๖

(๑) ให๎ความค๎ุมครองโดยทางตรง อนั เป็นการให๎ความชํวยเหลือกับกลํุมบุคคลในกรณีขอ
ล้ีภัยไมํให๎ถูกขับไลํ หรือจากการถูกผลักดันด๎วยความไมํสมัครใจ และรวมถึงการออกเอกสารหนังสือ
เดนิ ทางให๎แกผํ ๎ลู ี้ภยั

(๒) ให๎ความค๎ุมครองโดยทางอ๎อมเป็นการสนับสนุนสํงเสริมให๎มีการปรับปรุงข๎อบังคับ
และกฎหมายที่เกย่ี วกับผล๎ู ภี้ ัยใหไ๎ ดม๎ าตรฐาน และเปน็ ท่ียอมรบั ขอ๎ ตกลงกฎหมายระหวํางประเทศ

๒) องคก์ ารแรงงานระหวา่ งประเทศ (International Labour Organization : ILO)
การจดั ตงั้ องคก๑ ารแรงงานระหวํางประเทศ เริ่มต้ังแตํการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทาให๎เกิดสภาพการ
ทางานท่ีไมํเหมาะสมในโรงงาน และนักวิชาการได๎ตระหนักถึงความสาคัญด๎านมนุษยธรรม โดยเฉพาะ
อยาํ งยงิ่ ดา๎ นความปลอดภยั ในการทางาน คาํ แรงและสภาพการทางาน

ในปี ค.ศ. 1870 สภาแรงงานชํางฝีมือในยุโรปได๎กํอต้ังองค๑การระหวํางประเทศเรียกวํา สานัก
เลขาธิการสหภาพแรงงานชํางฝีมือ ในปี ค.ศ. 1900 ได๎มีการกํอตั้งสมาคมระหวํางประเทศเพ่ือตรา
กฎหมายแรงงาน รณรงค๑ให๎มีมาตรการด๎านแรงงานระหวํางประเทศและแก๎ไขสภาพการทางานที่ไมํ
เหมาะสม ตํอมาได๎มีการจัดตั้งคณะกรรมการกฎหมายแรงงานระหวํางประเทศข้ึนเมื่อตั้ง องค๑การ
สหประชาชาติ องค๑การแรงงานระหวํางประเทศ จึงเป็นทบวงการชานัญพิเศษองค๑การแรกขององค๑การ
สหประชาชาติ ในปจ๓ จบุ ันมสี มาชกิ มากกวาํ ๑๔๕ ประเทศ

บทบาทและการดาเนินงานขององคก์ ารแรงงานระหวา่ งประเทศ

๑) การวางรากฐานทางด๎านแรงงานระหวํางประเทศ เป็นกิจกรรมหลักขององค๑การแรงงาน
ระหวํางประเทศ ทางด๎านสิทธิมนุษยชน เชํน ความปลอดภัยในการทางาน คําแรงท่ียุติธรรม และสภาพ
การทางานท่เี หมาะสม

๒) การให๎ความชํวยเหลือด๎านเทคนิควิทยาการ คือการชํวยเหลือในการยกรํางกฎหมายแรงงาน
ภายในประเทศสมาชิก ให๎คาแนะนาในการบริหารด๎านแรงงานและให๎ความชํวยเหลือด๎านเทคนิค
วิทยาการ ในการปรบั ปรงุ เศรษฐกิจและสงั คมของประเทศสมาชิก

๓) การให๎ความชํวยเหลือทางด๎านการศึกษาและฝึกอบรม ในด๎านการประเมินแหลํงกาลังคน
และความตอ๎ งการด๎านกาลงั คน ให๎ความชวํ ยเหลือในการวเิ คราะห๑ตลาด ให๎คาแนะนาด๎านแรงงาน จัดให๎มี
การทดสอบความรู๎ด๎านวิชาชีพ การวิเคราะห๑แรงงาน โดยเฉพาะการฝึกอบรมทางวิชาชีพ มีศูนย๑การอยํูที่
เมืองตูริน ประเทศอติ าลี

๑๓๗

๔) ด๎านการวิจัยและข๎อมูลขําวสาร มีการเผยแพรํข๎อมูลขําวสารด๎านแรงงาน มีการวิจัยเก็บ
รวบรวมข๎อมูลของกลํุมแรงงาน และเผยแพรํขําวสารให๎กับประเทศสมาชิกในรูปแบบเอกสารและสื่อตําง
ๆ รวมท้ังกฎหมายเพ่อื ความปลอดภยั และสุขภาพในการทางาน

๓) องคก์ ารอนามัยโลก (World Health Organization : WHO)

ศตวรรษท่ี 19 องค๑การอนามัยโลก ได๎เร่ิมจัดตั้งขึ้นเมื่อเกิดอหิวาตกโรคระบาดจากการที่ชาว
มุสลมิ จากแอฟริกาเหนอื เดินทางผํานยุโรปเพื่อไปแสวงบุญ ณ กรุงเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ทาให๎
เกิดโรคระบาดอยํางรุนแรง ในยุโรปมีผ๎ูคนล๎มตายเป็นจานวนมาก ประเทศตําง ๆ ได๎หาวิธีการปูองกัน
ฝรั่งเศสได๎จัดตั้งสถานีอนามัยในดินแดนตะวันออกกลางและได๎รํวมกันจัดตั้งคณ ะมนตรีทางอนามัย
ระหวํางประเทศ มีการประชุมกันท่ีตุรกี ในปี ค.ศ.1907 จัดตั้งองค๑การ สาธารณสุขระหวํางประเทศได๎
ผลสาเรจ็ เพ่ือดาเนินการด๎านอนามัย ประกอบด๎วย ๑๒ ประเทศ มีสานักงานใหญํอยูํที่กรุงปารีส ประเทศ
ฝรัง่ เศส

ในชํวงสงครามโลกคร้ังที่ ๒ ปญ๓ หาการแพรํระบาดของเชื้อโรค และเกิดปญ๓ หาสุขภาพอนามัยในปี
ค.ศ. 1948 คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมขององค๑การสหประชาชาติได๎มีมติจัดตั้ง องค๑การอนามัยโลก
ขึ้นประกอบด๎วยสมาชิก จานวนกวํา ๑๕๐ ประเทศ มีสานักงานใหญํอยํูท่ี นครเจนีวา ประเทศ
สวิตเซอรแ๑ ลนด๑

บทบาทและการดาเนินงานขององคก์ ารอนามยั โลก

๑) ตอํ ต๎านโรคภยั ไขเ๎ จบ็ ทาหนา๎ ทค่ี วบคุมการแพรํขยายของเชือ้ โรคโดยเฉพาะอยํางยิ่งโรคระบาด
โดยการกาจัด ควบคุมการแพรํขยายของเชื้อโรค ปรับปรุงสภาวะความเป็นอยูํที่ไมํเหมาะสมอันเป็นเหตุ
นามาซึ่งการเกิดโรคระบาด

๒) ด๎านการสาธารณสุข องค๑การอนามัยโลก ได๎มีบทบาทอยํางมากในการชํวยเหลือด๎านการ
สาธารณสุข คือ พัฒนากิจการของโรงพยาบาลในประเทศตําง ๆ โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพให๎แกํผ๎ูปุวย
โดยเฉพาะผู๎ปุวยท่ีเป็นคนพิการ รณรงค๑เก่ียวกับป๓ญหาสุขภาพอนามัยในการประกอบอาชีพและกาหนด
มาตรฐานยาและเคมีภณั ฑ๑

๓) ด๎านการให๎การศึกษาและอบรม ในด๎านการเผยแพรํความรู๎ด๎านสุขภาพอนามัยโดยให๎
การศึกษาและฝึกอบรมแกํบุคลากรด๎านการสาธารณสุขให๎แกํประเทศสมาชิก รวมท้ังสํงเสริมให๎ความรู๎
ดา๎ นสขุ ภาพอนามยั แกปํ ระชาชนท่วั ไป


Click to View FlipBook Version