เอกสารประกอบการสอน
รายวิชา ๑๐๑ ๓๑๘
เปรยี บเทียบเถรวาทกบั มหายาน (Comparison between Theravada and Mahayana)
กิตตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
ผ้เู ขียน : กิตติพัทธ์ เทศกำจร
พสิ จู นอ์ ักษร : นำยสนัน่ ประเสรฐิ
ออกแบบปก : กิตตพิ ัทธ์ เทศกำจร
พิมพค์ ร้งั ที่ ๒ : มถิ ุนำยน ๒๕๖๔
จำนวนพมิ พ์ : ๒๐๐ เลม่
รำคำเล่มละ : ๑๕๐ บำท
ลขิ สิทธ์ิ : ลิขสิทธ์ิของนำยกิตติพัทธ์ เทศกำจร
ขอ้ มูลทำงบรรณำนุกรมของหอสมุดแหง่ ชำติ
กติ ตพิ ัทธ์ เทศกำจร : เอกสำรประกอบกำรสอน รำยวิชำ ๑๐๑ ๓๑๘
เปรยี บเทียบเถรวำทกับมหำยำน
(Comparison between Theravada and
Mahayana)
มหำสำรคำม : เดอะปร้นิ ท์, ๒๕๖๔
๑๖๑ หนำ้
ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๔๗๘-๓๐๖-๕
๑. พระพุทธศำสนำเถรวำทกับมหำยำน. ช่อื เร่อื ง
จัดพิมพ์โดย ISBN: ๙๗๘-๖๑๖-๔๗๘-๓๐๖-๕
กิตติพัทธ์ เทศกำจร ๒๕ ถนนคุ้มศรสี ุวรรณ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอด็
พิมพท์ โ่ี รงพิมพ์ เดอะปร้ินท์
ทอี่ ยู่: ๖๔๙ /๒ หม.ู่ ๑ ตำบลท่ำขอนยำง อำเภอกนั ทรวชิ ัย จังหวัดมหำสำรคำม
โทรศพั ท์ : ๐๘๖๒๓๒๗๓๗๗
ภาพจาก phuttha.com
คานา
วิชาเปรียบเทียบเถรวาทกับมหายานเป็นวิชาหนึ่งที่จัดอยู่ในวิชาเอก ตามหลักสูตรพุทธ
ศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์
รอ้ ยเอด็ เพือ่ ใหน้ สิ ิตไดเ้ ข้าใจและเหน็ คุณค่าของหลักคาสอนพระพทุ ธศาสนาท้งั เถรวาทและมหายาน
และท่ีสาคัญคือพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบันนี้ หากไม่มีมีปีกทั้งสองข้างคือ
พระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานแล้ว พระพุทธศาสนาก็คงจะไม่เป็นท่ีรู้กนั และเป็นท่ียอมรับกนั
ทัว่ โลกและเป็นศาสนาท่สี าคญั ของโลก จงึ ควรศึกษาแนวคิดอดุ มคติตลอดท้งั หลกั คาสอนให้เกิดความ
ซาบซึ้งเก่ียวกบั แนวคิดเรอื่ งการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสตั ว์ในแง่ของสถานะและบทบาทของบุคคล
และพระจริยาวตั รจององคพ์ ระสมั มาสัมพุทธเจ้า แนวคิดทเี่ ป็นหลกั คาสอนท่ีสาคญั ผ้เู ขียนไดค้ น้ คว้า
จากตาราทางพระพุทธศาสนาและทัศนะของนกั วชิ าการผู้เป็นปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนา ซ่ึงทา่ น
ผู้รู้ท้ังหลายเห็นพ้องต้องกันว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานมีหลักการอันเป็นเป้าหมายสูงสุด
ของเดียวกันคือความพ้นทุกข์หรือความดับทุกข์ ในความแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย
เทา่ น้นั ถึงกระน้ันก็ตามในรายละเอยี ดดังกล่าวพุทธศาสนิกชนกใ็ ห้ความสนใจเพราะแฝงไปด้วยแง่คิด
และปรชั ญาธรรมอันทรงคณุ ค่าอย่างมากมายตอ่ ชีวติ
ดังนัน้ หนงั สอื เลม่ นีค้ งจะเป็นประโยชน์แก่นิสิตนักศกึ ษาตลอดจนผู้สนใจตามสมควร หากมี
ข้อบกพร่องอยู่บ้าง ผู้เขียนหวังว่าคงจะได้รับการให้อภัยจากท่านผู้เป็นปราชญ์ทั้งหลาย และ
ขอขอบพระคุณทา่ นผเู้ ปน็ เจ้าของตาราที่ผเู้ ขยี นไดน้ ามาอา้ งอิงหากขาดแนวทางในการแนะนาเอกสาร
ฉบับนค้ี งไม่สาเรจ็ ได้
นายกติ ตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
อาจารยป์ ระจาหลักสตู รสาขาวิชาพระพุทธศาสนา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอ็ด
พระธยานพิ ทุ ธะ
ภาพจากหนงั สอื ปรชั ญามหายาน เสถยี ร โพธนิ นั ทะ
สารบญั
เร่อื ง หน้า
คานา
บทท่ี ๑ สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ัตว์............................................................................ ๑
๑.๑ ความนา....................................................................................................................๒
๑.๒ สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ตั วใ์ นทัศนะพระพุทธศาสนาเถรวาท......................๒
๑.๒.๑ ความหมายของพระโพธิสตั ว์ ........................................................................๓
๑.๒.๒ สถานะและบทบาทของพระโพธิสตั ว์............................................................๕
๑.๒.๓ อุดมคตขิ องพระโพธิสัตว์ ..............................................................................๗
๑.๓ สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ัตวใ์ นทัศนะพระพุทธศาสนามหายาน..................... ๑๐
๑.๓.๑ ความหมายของพระโพธสิ ตั วใ์ นคัมภรี ์มหายาน............................................ ๑๑
๑.๓.๒ สถานะและบทบาทของพระโพธิสตั ว์......................................................... ๑๑
๑.๓.๓ อุดมคติของพระโพธสิ ตั ว์............................................................................. ๑๔
๑.๔ เปรยี บเทยี บสถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของ
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายาน......................................................................... ๑๖
คาถามทา้ ยบท................................................................................................................... ๑๙
เอกสารอ้างอิงประจาบท ................................................................................................... ๒๐
บทที่ ๒ สถานะและพระจรยิ าวตั รของพระพุทธเจ้า ..................................................................๒๑
๒.๑ ความนา .................................................................................................................. ๒๒
๒.๒ พระพทุ ธเจา้ ในทัศนะพระพทุ ธศาสนาเถรวาท........................................................ ๒๓
๒.๒.๑ แนวคดิ เก่ยี วกับพระพทุ ธเจา้ ..................................................................... ๒๓
๒.๒.๒ คณุ สมบัตขิ องพระพุทธเจา้ ........................................................................ ๒๕
๒.๒.๓ พระจรยิ าวตั รของพระพุทธจ้า ................................................................... ๒๗
๒.๓ พระพุทธเจ้าในทัศนะพระพุทธศาสนามหายาน ...................................................... ๒๙
๒.๓.๑ แนวคดิ ทัว่ ไปเก่ียวกบั พระพทุ ธเจา้ ............................................................. ๒๙
๒.๒.๒ สถานะของพระพทุ ธเจ้า ............................................................................ ๓๑
๒.๒.๓ พระจริยาวัตรของพระพทุ ธจา้ ................................................................... ๓๔
๒.๔ เปรยี บเทยี บทัศนะเกีย่ วกบั พระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนา
เถรวาทกบั มหายาน ................................................................................................ ๓๔
คาถามทา้ ยบท................................................................................................................ ๓๗
เอกสารอ้างอิงประจาบท................................................................................................. ๓๘
บทท่ี ๓ หลกั คาสอนเรอื่ งธรรมกาย..........................................................................................๓๙
๓.๑ ความนา.................................................................................................................. ๔๐
๓.๒ หลักคาสอนเรอื่ งธรรมกายในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท............................. ๔๑
๓.๒.๑ ความหมายของธรรมกาย........................................................................... ๔๑
๓.๒.๒ ลกั ษณะของธรรมกาย ................................................................................ ๔๒
๓.๓ หลกั คาสอนเรอื่ งธรรมกายในทัศนะของพระพทุ ธศาสนามหายาน ........................... ๔๓
๓.๔ เปรียบเทียบหลกั คาสอนเรื่องธรรมกายในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาเถรวาทกบั
มหายาน................................................................................................................. ๔๗
คาถามท้ายบท................................................................................................................ ๔๙
เอกสารอา้ งอิงประจาบท.................................................................................................. ๕๐
บทท่ี ๔ หลกั คาสอนเรื่องทศบารมี ..........................................................................................๕๑
๔.๑ ความนา.................................................................................................................. ๕๒
๔.๒ หลักคาสอนเรอ่ื งบารมีในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท.................................. ๕๓
๔.๒.๑ ความหมายของบารมี.................................................................................. ๕๓
๔.๒.๒ ประเภทของบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท ............................................. ๕๕
๔.๓.๒ การบาเพญ็ บารมขี องพระพุทธศาสนาเถรวาท............................................. ๕๙
๔.๓.๓ จดุ มงุ่ หมายในการบาเพญ็ บารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท......................... ๕๙
๔.๓ หลักคาสอนเร่ืองบารมีในทศั นะของพระพุทธศาสนามหายาน................................ ๕๙
๔.๓.๑ ความหมายของปารมี.................................................................................. ๖๐
๔.๓.๒ ประเภทบารมขี องพระพุทธศาสนามหายาน .............................................. ๖๑
๔.๓.๒ การบาเพ็ญบารมีของพระพุทธศาสนามหายาน........................................... ๖๖
๔.๔ เปรียบเทียบหลกั คาสอนเรื่องธรรมกายในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาเถรวาท ........ ๖๗
คาถามท้ายบท................................................................................................................ ๗๐
เอกสารอ้างอิงประจาบท................................................................................................. ๗๑
บทที่ ๕ หลกั คาสอนเรือ่ งไตรลกั ษณ์ ........................................................................................๗๒
วัตถุประสงค์การเรียนประจาบท..................................................................................... ๗๒
ขอบข่ายของเน้ือหา ........................................................................................................ ๗๒
๕.๑ ความนา................................................................................................................. ๗๓
๕.๒ หลักคาสอนเรอื่ งไตรลกั ษณใ์ นพุทธศาสนาเถรวาท................................................... ๗๓
๕.๒.๑ ความหมายของไตรลักษณ์ ......................................................................... ๗๓
๕.๒.๒ องคป์ ระกอบของไตรลกั ษณ์....................................................................... ๗๔
๕.๒.๓ ความสาคญั ของไตรลักษณ์......................................................................... ๗๘
๕.๒.๔ แนวทางการรู้แจ้งในไตรลักษณ์.................................................................. ๘๐
๕.๓ หลกั คาสอนเร่ืองไตรลกั ษณใ์ นพทุ ธศาสนามหายาน................................................. ๘๑
๕.๓.๑ หลักศนู ยตา................................................................................................. ๘๓
๕.๔ เปรยี บเทยี บหลักคาสอนเกี่ยวกบั ไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทกบั มหายาน ๘๕
คาถามทา้ ยบท ................................................................................................................ ๘๗
เอกสารอ้างองิ ................................................................................................................. ๘๘
บทท่ี ๖ หลักคาสอนเรอื่ งปฏจิ จสมุปบาท ................................................................................๘๙
๖.๑ ความนา .................................................................................................................. ๙๐
๖.๑ หลักคาสอนเรือ่ งปฏิจจสมุปบาทในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท .................................... ๙๐
๖.๑.๑ ความหมายของปฏิจจสมุปบาท.................................................................. ๙๑
๖.๑.๒ ความสาคญั ของปฏิจจสมุปบาท................................................................. ๙๓
๖.๑.๓ องค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท............................................................... ๙๓
๖.๑.๔ แนวทางปฏบิ ตั เิ พือ่ แจง้ หลักปฏิจจสมุปบาท............................................ ๑๐๑
๖.๒ หลักคาสอนเร่อื งปรตีตยสมตุ ปาทะในพระพุทธศาสนามหายาน .......................... ๑๐๒
๖.๒.๑ ความหมายของปรตตี ยสมุตปาทะ........................................................... ๑๐๓
๖.๒.๒ ความสาคัญของปรตีตยสมุตปาทะ .......................................................... ๑๐๔
๖.๓.๓ องคป์ ระกอบของหลกั ปรตีตยสมุตปาทะ................................................. ๑๐๕
๖.๓ เปรียบเทยี บหลกั ปฏิจจสมปุ บาทในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบมหายาน .............. ๑๐๘
คาถามทา้ ยบท ............................................................................................................. ๑๑๓
เอกสารอา้ งอิง.............................................................................................................. ๑๑๔
บทท่ี ๗ หลกั คาสอนเรอ่ื งนิพพาน.........................................................................................๑๑๕
๗.๑ ความนา.............................................................................................................. ๑๑๖
๗.๒ ความหมายของนิพพานในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท .............................................. ๑๑๖
๗.๒.๑ ลกั ษณะและสภาวะของนพิ พาน ..............................................................๑๑๙
๗.๒.๒ ประเภทของนิพพาน................................................................................๑๒๐
๗.๒.๓ แนวทางปฏิบตั ิเพื่อเข้าถึงนิพพาน ............................................................๑๒๒
๗.๓ ความหมายของนริ วาณในพระพุทธศาสนามหายาน ..............................................๑๒๔
๗.๓.๑ ลกั ษณะหรือสภาวะของนิรวาณ...............................................................๑๒๕
๗.๓.๒ ประเภทของนริ วาณ ................................................................................๑๒๘
๗.๓.๓ แนวทางปฏิบัติเพ่ือเข้าถึงนริ วาณ.............................................................๑๒๙
๗.๔ เปรยี บเทยี บนพิ พานในทศั นะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายาน..........๑๓๐
คาถามทา้ ยบท..............................................................................................................๑๓๓
เอกสารอ้างอิง...............................................................................................................๑๓๗
หนังสืออ้างอิง ........................................................................................................................ ๑๔๙
มคอ. ๓ รายละเอียดของรายวชิ า
เปรยี บเทียบเถรวาทกับมหายาน
ชือ่ สถาบนั อดุ มศึกษา: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาลัยสงฆ์รอ้ ยเอ็ด
คณะ/สาขาวชิ า: พุทธศาสตร์ /สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
หมวดท่ี ๑ ข้อมลู โดยทั่วไป
๑. รหสั และชอื่ รายวิชา
๑๐๑ ๓๑๘ เปรยี บเทยี บเถรวาทกับมหายาน Comparison between Theravada and Mahayana
๒. จานวนหนว่ ยกิต
๓ หนว่ ยกติ (๓-๐-๖)
๓. หลักสตู รและประเภทของรายวชิ า
๓.๑ หลกั สตู ร
พทุ ธศาสตรบัณฑิต
๓.๒ ประเภทของรายวิชา
วิชาเลือกเฉพาะสาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา
๔. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวชิ าและอาจารย์ผู้สอน
นายกิตตพิ ทั ธ์ เทศกาจร, อาจารยป์ ระจารายวิชา
๕. ภาคการศึกษา / ชน้ั ปีท่ีเรียน
ภาคการศึกษาท่ี ๑ ชัน้ ปที ี่ ๓
๖. รายวชิ าท่ีต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) (ถา้ มี)
ไมม่ ี
๗. รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถา้ ม)ี
ไม่มี
๘. สถานท่ีเรยี น
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาลยั สงฆ์ร้อยเอด็
๙. วันทจี่ ัดทาหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวชิ าครง้ั ล่าสุด
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑
หมวดท่ี ๒ จดุ มงุ่ หมายและวัตถุประสงค์
๑. จุดมุ่งหมายของรายวิชา
เพอ่ื ศึกษาความคลา้ ยคลงึ และความแตกต่างระหวา่ งเถรวาทกับมหายาน เพื่อเปรยี บเทียบสถานะและ
พระจริยาของพระพทุ ธเจา้ สถานะและบทบาทของพระโพธิสตั ว์ คาสอนเรอ่ื งธรรมกาย ทศบารมี ไตรลกั ษณ์
ปฏจิ จสมุปบาท นพิ พาน และพธิ ีกรรมสาคญั
วตั ถุประสงค์
๒. วตั ถปุ ระสงค์ในการการพัฒนา/ปรับปรงุ รายวชิ า
เพ่อื ใหน้ ิสติ มีความรเู้ กี่ยวกบั หลักการสาคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน แนวคิดคดิ
เก่ียวกบั สถานะและบทบาทของพระพทุ ธโพธิสตั ว์ มคี วามรู้ความเขา้ ใจเกยี่ วกับสถานะและพระจรยิ าวตั รของ
พระพุทธเจา้ นกิ ายทัง้ สอง และหลักธรรมคาสอนและพธิ กี รรมของทงั้ สองนิกาย นสิ ติ สามารถนาความร้นู ั้นมา
ประยุกต์ใช้ในการแผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
หมวดที่ ๓ ลักษณะและการดาเนินการ
๑. คาอธิบายรายวชิ า
- ศกึ ษาเปรียบเทียบสถานะและพระจริยาของพระพทุ ธเจา้ สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ัตว์
คาสอนเรื่องธรรมกาย ทศบารมี ไตรลกั ษณ์ ปฎจิ จสมปุ บาท นพิ พาน และพิธกี รรมสาคัญของนิกายทง้ั สอง
๒. จานวนชั่วโมงทีใ่ ชต้ ่อภาคการศึกษา
บรรยาย สอนเสริม การฝกึ ปฏิบัต/ิ งาน การศึกษาด้วย
ภาคสนาม/การฝึกงาน ตนเอง
๔๘ ชว่ั โมง/ภาค
การศึกษา อาจมีการสอนเสรมิ ในกรณี ไมม่ ี ๖ ชวั่ โมงต่อสัปดาห์
ทนี่ สิ ติ มเี วลาเรียนไม่ครบ
๓. จานวนชว่ั โมงต่อสปั ดาห์ที่อาจารย์ให้คาปรกึ ษาและแนะนาทางวิชาการแก่นกั ศกึ ษาเป็นรายบุคคล
- อาจารย์ให้คาปรึกษาและแนะนาทางวิชาการแกน่ สิ ิต ประกาศให้คาปรกึ ษาผา่ นทางอีเมล์
([email protected]) หรอื ไลน์ ID: kittiphat101
-อาจารย์จัดให้คาปรึกษาเปน็ รายบุคคลหรือรายกลุ่มตามความตอ้ งการ ๑ ชั่วโมงต่อสปั ดาห์ (เฉพาะ
นิสติ ทม่ี ีความต้องการ)
หมวดที่ ๔ การพัฒนาการเรียนรูข้ องนกั ศึกษา
๑. คณุ ธรรม จริยธรรม การพฒั นานิสยั ในการประพฤติอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และด้วยความรับผิดชอบทง้ั
ในสว่ นตนและส่วนรวม ความสามารถในการปรับวิถชี ีวติ ในความขดั แย้งทางค่านยิ ม การพัฒนานสิ ัยและการ
ปฏบิ ตั ติ นตามศลี ธรรม ทัง้ ในเร่ืองสว่ นตวั และสังคม
๑.๑ คุณธรรม จริยธรรมท่ตี ้องพัฒนา
๑) ตระหนกั ในคุณค่าและคุณธรรม จรยิ ธรรม เสียสละ ซ่ือสตั ย์สจุ รติ
๒) มีวินยั ตรงตอ่ เวลา และความรบั ผดิ ชอบต่อตนเอง วิชาชีพและสงั คม
๓) มภี าวะผู้นำและผตู้ าม สามารถทางานเป็นทีมและสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งได้
๔) เคารพสทิ ธิและรบั ฟังความคิดเห็นของผ้อู น่ื รวมทง้ั เคารพในคุณค่าและศักด์ศิ รีของความเป็น
มนุษย์
๕) ประพฤตติ นเปน็ แบบอย่างทีด่ ตี อ่ สังคม ชาติ และพระพุทธศาสนา
๑.๒ วิธีการสอน
๑.๒.๑ จะมีการสอดแทรกหรือยกตัวอย่างประกอบในขณะทีส่ อนเนอ้ื หา โดยสอดแทรกเรื่อง
คณุ ธรรมจรยิ ธรรม เปิดโอกาสให้นิสติ ตง้ั คาถามแลตอบคาถาม
๑.๒.๒ กาหนดใหเ้ ขา้ หอ้ งเรียนตรงเวลา เลกิ เรยี นตรงเวลาและเขา้ เรยี นอย่างสม่าเสมอ
๑.๒.๓ ให้มคี วามรับผิดชอบในงานทมี่ อบหมาย และมคี วามซอ่ื สัตยใ์ นการสอบ
๑.๓ วิธีการประเมินผล
๑.๓.๑ ตรวจสอบการมวี ินัยของต่อการเรยี นของนสิ ติ เข้าเรียนตรงเวลา
๑.๓.๒ ประเมนิ ผลจากพฤติกรรมการแสดงออกในช้นั เรยี นและกจิ กรรม ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่
อาจารยผ์ ู้สอนกาหนด
๑.๓.๓ ถามตอบ ดูจากรายงาน และสัดส่วนคะแนน
๑.๓.๔ ไมม่ กี ารทจุ รติ ในการสอบทกุ ครัง้
๒. ความรู้
๒.๑ ความรูท้ ่ตี ้องได้รับ
(๑) มคี วามรูแ้ ละความเขา้ ใจเกย่ี วกับหลักการและทฤษฎที ีส่ าคญั ในเน้ือหาสาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
(๒) สามารถวิเคราะห์ปัญหาทางสังคมโดยใช้แนวคิดทางด้านบาลีสันสกฤตรวมทั้งประยุกต์ความรู้
ทกั ษะ และการใช้เครอื่ งมือทางพระพุทธศาสนาทเ่ี หมาะสมกับการแก้ไขปัญหาในสงั คม
(๓) สามารถติดตามความก้าวหน้าแนวคิดใหม่ๆทางด้านพระพุทธศาสนา พร้อมท้ังเข้าใจวิธีการนาไป
ประยกุ ตใ์ ช้
(๔) มีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการวิจัยและใช้เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาวิทยาการใหม่ๆ
ทางดา้ นพระพุทธศาสนา
(๕) สามารถบรู ณาการความรใู้ นสาขาวิชาพระพทุ ธศาสนากับความร้ใู นศาสตรอ์ ืน่ ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
๒.๒ วธิ ีการสอน
๒.๒.๑ การบรรยาย ใหข้ อ้ มูล สารสนเทศ แผนผงั แผน่ ภาพ การออกแบบยกตัวอยา่ ง
กรณีศึกษา การคดิ วเิ คราะห์ ถาม-ตอบ ในชนั้ เรียน
๒.๒.๒ การใชค้ อมพวิ เตอรช์ ่วยในการนาเสนอ การทา power point
๒.๒.๓ นสิ ติ ไปคน้ ควา้ เพิ่มเตมิ และจดั ทาเปน็ รายงานตลอดจนนาเสนอรายงานในชน้ั เรียน
๒.๓ วิธกี ารประเมนิ ผล
๒.๓.๑ ทดสอบโดยข้อเขยี น และการประเมนิ ผลจากรายงานท่ีได้รบั มอบหมาย
๒.๓.๒ ประเมินจากการมสี ่วนร่วมในช้ันเรยี น
๒.๓.๓ การตรวจผลงานเปน็ รายบุคคล
๓. ทกั ษะทางปัญญา
๓.๑ ทกั ษะทางปัญญาทีต่ ้องพฒั นา
(๑) คิดอย่างมวี จิ ารณญาณและอย่างเป็นระบบ
(๒) สามารถสบื ค้น ตคี วาม และประเมินสารสนเทศ เพื่อใชใ้ นการแก้ไขปัญหาอย่างสรา้ งสรรค์
(๓) สามารถรวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ และสรปุ ประเดน็ ปัญหาและความต้องการ
(๔) สามารถประยุกต์ใชค้ วามรูท้ างบาลีสันสกฤตได้อยา่ งเหมาะสม
๓.๒ วธิ ีการสอน
๓.๒.๑ ฝึกให้วิเคราะห์ เปรียบเทียบ วิเคราะหป์ ญั หาและสงั เคราะห์จากกรณีศกึ ษาที่มีผู้
ศกึ ษาไวแ้ ล้วหรือมิตนิ ักปราชญท์ ้ังหลาย โดยใหไ้ ปค้นควา้ จากเอกสารตา่ ง ๆ รวมการค้นคว้าจาก
ฐานข้อมูล
๓.๒.๒ จดั กลุ่มสัมมนาในหอ้ งเรยี นวเิ คราะห์เปรยี บเทียบพระพุทธศาสนาท้ังฝ่ายมหายานและ
เถรวาทแลกเปล่ยี น เรยี นรรู้ ว่ มกนั
๓.๓ วธิ กี ารประเมนิ ผล
๓.๓.๑ ทดสอบโดยขอ้ เขยี น และสงั เกตพฤติกรรมการมีส่วนรว่ มในการอภิปรายปญั หาในชนั้
เรยี น
๓.๓.๒ ดจู ากรายงาน การนาเสนอรายงานและการมสี ว่ นร่วมในการเสนอข้อคิดเหน็ ในชัน้ เรยี น
๔. ทักษะความสัมพนั ธร์ ะหว่างบุคคลและความรบั ผดิ ชอบ
๔.๑ ทักษะความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลและความรบั ผิดชอบทต่ี ้องพัฒนา
(๑) สามารถให้ความช่วยเหลือและอานวยความสะดวกในการแก้ปญั หาสถานการณ์ต่าง ๆ ท้ัง
ในบทบาทของผนู้ า หรอื ในบทบาทของผู้รว่ มทีมทางาน
(๒) มคี วามรับผิดชอบในการกระทาของตนเองและรับผิดชอบงานในกลุ่ม
(๓) สามารถเป็นผู้รเิ ริ่มแสดงประเด็นในการแก้ไขสถานการณ์ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม พร้อม
ทง้ั แสดงจดุ ยนื อยา่ งพอเหมาะทั้งของตนเองและของกลุ่ม
๔.๒ วธิ กี ารสอน
๔.๒.๑ใหน้ ิสิตทางานกลุ่มหรือโครงงานในลักษณะของการทางานเป็นทมี หรือแบง่ กลมุ่
๔.๒.๒ การนาเสนออย่างมีเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ และรบั ผิดชอบรายงาน
๔.๒.๓ การเขยี นรายงานครอบคลุมวัตถปุ ระสงค์ทุกประการ
๔.๓ วธิ กี ารประเมินผล
๔.๓.๑ ประเมินจากกระบวนการทางาน และผลงานที่ทาเป็นกลุ่มหรอื โครงงาน
๔.๓.๒ ประเมินจากนาเสนอและรายงาน
๔.๓.๓ ประเมนิ จากความรูใ้ นการสอบ
๕. ทกั ษะการวเิ คราะห์เชิงตัวเลข การสอ่ื สาร และการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ
๕.๑ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสอื่ สาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทีต่ อ้ งพัฒนา
(๑) สามารถใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์และสถิติ ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมาย
ข้อมูลท้งั เชิงปริมาณและคุณภาพ
(๒) สามารถแปลงข้อมูลเป็นข่าวสารท่ีมีคุณภาพและเหมาะสมต่อการส่ือสารท้ังกับบุคคลและ
กลมุ่ คนในสถานการณท์ ีห่ ลากหลาย
(๓) สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพท้ังการพูด การฟัง และการเขียน พร้อมท้ังเลือกใช้
รูปแบบของสอ่ื การนาเสนอได้อย่างเหมาะสม
(๔) สามารถใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีสื่อสารอยา่ งเหมาะสม
๕.๒ วธิ กี ารสอน
๕.๒.๑ การแนะนาวัตถุประสงค์การเรียนรู้
๕.๒.๒ การแนะนาวธิ กี ารเรียนรู้ดว้ ยการเขา้ ฟังบรรยาย การคน้ คว้าข้อมูลตา่ งๆ การใช้
หอ้ งสมุดและระบบ IT การนาเสนอ การสรปุ ผล
๕.๒.๓ การทารายงานการจัดรปู เล่ม การแบ่งเป็นบทตามวตั ถปุ ระสงค์ การอ้างองิ บรรณานุกรม
การสรุปให้เห็นข้อดขี ้อด้อยและขอ้ เสนอแนะ
๕.๓ วิธกี ารประเมินผล
๕.๓.๑ การเช็ดช่ือ การสังเกตการฟังการพูด การมสี ่วนรว่ มในช้ันและในผลงาน
๕.๓.๒ การใช้ Computer and IT และอนิ เตอรเ์ น็ตในการสง่ ขอ้ มูล
๕.๓.๓ การทดสอบผลการเรียนดว้ ยขอ้ สอบ
หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมนิ ผล
๑. แผนการสอน
สัปดาห์ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จานวน กจิ กรรมการเรียน ผสู้ อน
ชัว่ โมง การสอน สื่อทใ่ี ช้ นายกติ ติพทั ธ์ เทศกาจร
๑ -แนะนารายละเอียดเกีย่ วกับรายวชิ า (มคอ.
๓) ๓ (ถ้าม)ี นายกติ ตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
-ข้อตกลงกอ่ นเรียน
-ความรูท้ ว่ั ไปเกยี่ วกบั พระพุทธศาสนาเถร -บรรยายใช้
วาทและมหายาน PowerPoint ---
ตัวอย่าง
๒ บทที่ ๑ สถานะและบทบาทของพระ -ใบงาน
๓ -บรรยายใช้
สปั ดาหท์ ี่ หัวขอ้ /รายละเอียด จานวน กิจกรรมการเรยี น ผู้สอน
ช่วั โมง การสอน สอื่ ท่ีใช้
โพธิสตั ว์ (ถา้ ม)ี
๑.๑ ความนา
๑.๒ สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ัตว์ PowerPoint ---
ในทศั นะพระพุทธศาสนาเถรวาท ตวั อย่าง
-ใบงาน
๑.๒.๑ ความหมายของพระ
โพธิสตั ว์
๑.๒.๒ สถานะและบทบาทของ
พระโพธสิ ตั ว์
๑.๒.๓ อุดมคติของพระโพธสิ ัตว์
๓ ๑.๓ สถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์ใน ๓ -บรรยายใช้ นายกติ ตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
ทัศนะพระพทุ ธศาสนามหายาน PowerPoint ---
๑.๓.๑ ความหมายของพระ ตัวอย่าง
โพธิสตั ว์ในคัมภรี ์มหายาน -ใบงาน
๑.๓.๒ สถานะและบทบาทของ
พระโพธสิ ตั ว์
๑.๓.๓ อุดมคติของพระโพธสิ ตั ว์
๑.๔ เปรยี บเทยี บสถานะและบทบาทของ
พระโพธสิ ตั ว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนา
ฝา่ ยเถรวาทกบั มหายาน
๕ บทท่ี ๒ สถานะและพระจริยาวตั รของ ๓ -บรรยายใช้ นายกติ ตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
พระพทุ ธเจา้ PowerPoint ---
๒.๑ ความนา ตวั อยา่ ง
๒.๒ พระพทุ ธเจา้ ในทศั นะพระพทุ ธศาสนา -ใบงาน
เถรวาท
๒.๒.๑ แนวคิดเกย่ี วกบั พระพทุ ธเจ้า
๒.๒.๒ คุณสมบตั ิของพระพุทธเจา้
๒.๒.๓ พระจรยิ าวตั รของพระพทุ ธจ้า
๖ ๒.๓ พระพทุ ธเจา้ ในทศั นะพระพทุ ธศาสนา ๓ -บรรยายใช้ นายกติ ตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
มหายาน PowerPoint ---
๒.๓.๑ แนวคิดทั่วไปเกีย่ วกับพระพทุ ธเจ้า ตัวอย่าง
๒.๓.๒ สถานะของพระพทุ ธเจ้า -ใบงาน
๒.๓.๓ พระจริยาวตั รของพระพทุ ธจา้
๒.๔ เปรยี บเทยี บทศั นะเกย่ี วกบั พระพทุ ธเจา้
ในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน
๗ บทที่ ๓ หลกั คาสอนเรื่องธรรมกาย ๓ -บรรยายใช้ นายกติ ตพิ ัทธ์ เทศกาจร
๓.๑ ความนา PowerPoint ---
๓.๒ หลักคาสอนเร่อื งธรรมกายในทัศนะของ ตวั อยา่ ง
พระพทุ ธศาสนาเถรวาท -ใบงาน
๓.๒.๑ ความหมายของธรรมกาย
สปั ดาห์ที่ หวั ขอ้ /รายละเอียด จานวน กิจกรรมการเรียน ผู้สอน
ช่วั โมง การสอน ส่อื ทใ่ี ช้ นายกิตติพัทธ์ เทศกาจร
๓.๒.๒ ลกั ษณะของธรรมกาย นายกิตตพิ ัทธ์ เทศกาจร
๓.๓ หลกั คาสอนเรือ่ งธรรมกายในทัศนะของ ๓ (ถ้าม)ี
พระพทุ ธศาสนามหายาน ๓ นายกติ ตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
๓.๔ เปรยี บเทียบหลกั คาสอนเรอื่ งธรรมกาย -บรรยายใช้
ในทศั นะพระพุทธศาสนาเถรวาท ๓ PowerPoint --- นายกติ ตพิ ัทธ์ เทศกาจร
ตัวอยา่ ง
๘ สอบกลางภาค ๓ -ใบงาน
๙ บทที่ ๔ หลักคาสอนเรอื่ งทศบารมี -บรรยายใช้
๔.๑ ความนา PowerPoint ---
๔.๒ หลกั คาสอนเร่อื งบารมใี นทัศนะของ ตวั อยา่ ง
พระพุทธศาสนาเถรวาท -ใบงาน
๔.๒.๑ ความหมายของบารมี
๔.๒.๒ ประเภทของบารมีในพระพุทธศาสนา -บรรยายใช้
เถรวาท PowerPoint ---
๔.๓.๒ การบาเพ็ญบารมีของ ตวั อยา่ ง
พระพุทธศาสนาเถรวาท -ใบงาน
๔.๓.๓ จุดมุ่งหมายในการบาเพญ็ บารมใี น
พระพุทธศาสนาเถรวาท
๑๐ ๔.๓ หลกั คาสอนเรือ่ งบารมีในทัศนะของ
พระพุทธศาสนามหายาน
๔.๓.๑ ความหมายของปารมี
๔.๓.๒ ประเภทบารมีของพระพทุ ธศาสนา
มหายาน
๔.๓.๒ การบาเพญ็ บารมีของ
พระพทุ ธศาสนามหายาน
๔.๔ เปรียบเทียบหลักคาสอนเรอ่ื ง
ธรรมกายในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาเถร
วาท
๑๑ บทที่ ๕ หลกั คาสอนเรอื่ งไตรลกั ษณ์
๕.๑ ความนา
๕.๒ หลกั คาสอนเรือ่ งไตรลกั ษณใ์ นพุทธ
ศาสนาเถรวาท
๕.๒.๑ ความหมายของไตรลักษณ์
๕.๒.๒ องคป์ ระกอบของไตรลกั ษณ์
๕.๒.๓ ความสาคญั ของไตรลกั ษณ์
๕.๒.๔ แนวทางการรแู้ จง้ ในไตรลกั ษณ์
๕.๓ หลกั คาสอนเรื่องไตรลกั ษณ์ในพทุ ธ
ศาสนามหายาน
๕.๓.๑ หลกั ศนู ยตา
๕.๔ เปรยี บเทียบหลักคาสอนเก่ียวกบั ไตร
ลกั ษณใ์ นพระพุทธศาสนาเถรวาทกบั
มหายาน
สปั ดาห์ที่ หวั ขอ้ /รายละเอยี ด จานวน กจิ กรรมการเรยี น ผ้สู อน
ชว่ั โมง การสอน ส่อื ทใ่ี ช้ นายกิตตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
๑๒ บทที่ ๖ หลกั คาสอนเรื่องปฏิจจสมปุ บาท
๖.๑ ความนา ๓ (ถา้ ม)ี
๖.๑ หลกั คาสอนเรื่องปฏจิ จสมปุ บาทใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท -บรรยายใช้
๖.๑.๑ ความหมายของปฏจิ จสมปุ บาท PowerPoint
๖.๑.๒ ความสาคญั ของปฏจิ จสมปุ บาท บรรยายใช้
๖.๑.๓ องคป์ ระกอบของปฏิจจสมปุ บาท PowerPoint ---
๖.๑.๔ แนวทางปฏิบตั ิเพื่อแจง้ ตวั อยา่ ง
หลกั ปฏิจจสมุปบาท -ใบงาน
๖.๒ หลักคาสอนเรื่องปรตตี ยสมตุ ปาทะใน ๓ บรรยายใช้ นายกิตติพัทธ์ เทศกาจร
พระพุทธศาสนามหายาน
๑๔ ๖.๒.๑ ความหมายของปรตตี ยสมตุ ปาทะ PowerPoint ---
๖.๒.๒ ความสาคญั ของปรตีตยสมุตปาทะ
๖.๓.๓ องค์ประกอบของหลักปรตตี ยสมุต ตวั อย่าง
ปาทะ
๖.๓ เปรียบเทียบหลกั ปฏจิ จสมุปบาทใน -ใบงาน
พระพุทธศาสนาเถรวาทแบมหายาน
๓ บรรยายใช้ นายกติ ตพิ ทั ธ์ เทศกาจร
๑๕ บทที่ ๗ หลักคาสอนเรื่องนพิ พาน
๗.๑ ความนา PowerPoint ---
๒.๑ ความหมายของนพิ พานใน
พระพทุ ธศาสนาเถรวาท ตัวอย่าง
๗.๒.๑ ลกั ษณะและสภาวะของนพิ พาน
๗.๒.๒ ประเภทของนพิ พาน -ใบงาน
๗.๒.๓ แนวทางปฏิบัตเิ พอ่ื เขา้ ถึงนิพพาน
๗.๓ ความหมายของนริ วาณใน ๓ ใช้ PowerPoint นายกติ ติพทั ธ์ เทศกาจร
พระพทุ ธศาสนามหายาน
๗.๓.๑ ลกั ษณะหรือสภาวะของนิรวาณ
๗.๓.๒ ประเภทของนริ วาณ
๗.๓.๓ แนวทางปฏิบตั เิ พอื่ เขา้ ถึงนริ วาณ
๗.๔ เปรียบเทียบนิพพานในทัศนะของ
พระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายาน
๑๖ นสิ ิตนาเสนอรายงานกลุ่ม ในหัวขอ้ พิธกี รรม
สาคญั ของพระพุทธศาสนาเถรวาทกับ
มหายาน
-ในรปู แบบ PowerPoint
๒ แผนการประเมนิ ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการประเมนิ สปั ดาหท์ ีป่ ระเมิน สัดสว่ นของการ
ท่ี ผลการเรียนรู้ สอบกลางภาค ประเมินผล
สอบปลายภาค
๑ ๒. ๑,๒ ๘ ๓๐ %
๓. ๑,๒
๑๖ ๔๐ %
๔. ๑,๒,๔
๑. ๑,๒,๓,๔,๕,
๓. ๑,๒
๔. ๑,๒,๔ การทางานกลุม่ และผลงาน ตลอดภาค
๒ ๕. ๑,๒,๓,๔,๕, การสง่ งานตามท่ีมอบมาย การศึกษา ๒๐ %
วเิ คราะห์กรณศี กึ ษา คน้ คว้า
การนาเสนอ ๑๐ %
๑๐๐ %
๑. ๑,๔,๕, การเข้าช้นั เรียนการมีสว่ นรว่ ม ตลอดภาค
๓ ๔. ๑,๒, อภิปรายเสนอความคดิ เหน็ ในชนั้ การศึกษา
เรยี น
๕. ๑,๒,๔, รวม
หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรยี นการสอน
๑. เอกสารการเรยี นรู้
-ตาราและเอกสารหลัก
-เอกสารข้อมลู สาคัญ
-เอกสารข้อมลู แนะนา
๒. หนังสืออ่านประกอบและอา่ นเสรมิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๙.
จันทรัชนันท์ สิงหทัต.การศึกษาเปรียบเทียบทรรศนะเร่ืองนิพพานในวิสุทธิมรรคและลังกาวตารสูตร.
วทิ ยานิพนธ์หลกั สตู รปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต บณั ฑติ วิทยาลัย หมาวทิ ยาลัยศิลปากร.๒๕๓๗.
ชนินทร์ ผ่องสวสั ด์ิ. พุทธปรชั ญาการศกึ ษาในพุทธศาสนามหายาน, วารสารมนุษยศาสตร์สาร. ปีท่ี ๑๖ ฉบับ
ที่ ๑. มกราคม-มิถนุ ายน ๒๕๕๘.
บญุ มี แท่นแกว้ . พระพุทธศาสนาในเอเชยี (เน้นด้านอารยธรรม). กรุงเทพฯ: โอเด้ยี นสโตร.์ ๒๕๔๘.
ประพจน์ อัศววิรุฬหการ. การศึกษาเชิงวิเคราะห์เร่ืองพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์เถรวาทและคัมภีร์มหายาน.
วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาตะวันออกบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๓.หนา้ ๓๗.
ประยงค์ แสนบรุ าณ. พระพุทธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พริน้ ต้ึง เฮ้าส์. ๒๕๔๘.
ผุดพรรณ ศุภพันธ์. การศึกษาเปรียบเทียบความคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในพุทธปรัชญาเถรวาทกับพุทธ
ปรัชญามหายาน. วิทยานิพรธ์หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาปรัชญา บัณฑิต
วิทยาลยั จฬุ าลงกรณร์ าชวิทยาลยั . ๒๕๒๙.
พระครูปริยัติคณานุรักษ์ (พงษ์สันต์ิ ศรีสมงาม). การศึกษาเปรียบเทียบบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาทและ
มหายาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณณาชวิทยาลัย. ๒๕๕๒.
พระครูสงั ฆรกั ษ์จิตรกร สนฺตจิตฺโต (พลเย่ียม). การศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดเรือ่ งสญุ ญตาของนาคารชุนกับ
พทุ ธทาสภกิ ข.ุ วทิ ยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๕๔.
พระเทพมนุ ี (วลิ าศ ญาณวโร). ศาสตร์ว่าดว้ ยการเป็นพระพทุ ธเจา้ , กรงุ เทพมหานคร : สารมวลชน,
๒๕๓๔
พระบุญเทียน พุทฺธวโร (ปัญญาแก้ว). การศึกษาวิเคราะห์เร่ืองพระโพธิสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขง.
วิยานิพนธ์พุทธศาสนตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย. ๒๕๕๔.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต).พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลศัพท์.พิมพ์คร้ังที่ ๑๗. กรุงเทพฯ :
พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔
. พทุ ธธรรม. พิมพค์ ร้งั ที่ ๑๕, กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก. ๒๕๕๒.
พระมหาโกเมนทร์ ชนิ วงศ.์ การเปรียบเทยี บความคดิ เรอ่ื งอนัตตาและสุญญตาในพทุ ธปรชั ญาเถรวาทกับใน
ปรัชญาของนาคารชนุ . วทิ ยานพิ นธ์หลักสตู รอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควชิ าปรชั ญา บณั ฑติ
วทิ ยาลยั จุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๓๙. หนา้
พระมหานรินทร์ ฐานุตฺตโร (วรสุข). การศึกษาวิเคราะห์นิพพานในพระพุทธศาสนาเถรวาท. วิทยานิพนธ์
ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรม
ราชปู ถมั ภ์. ๒๕๓๕.
พระมหามติ ร ฐิตปญญโฺ ญ. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าพระพุทธศาสนามหายาน. มหาวทิ ยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณณาชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ . ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์. ๒๕๕๖.หน้า ๑๐
พระมหาพุทธรักษ์ ปราบนอก. การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์มหายานสูตรลังการ. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศา
สตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าสนั สกฤต บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. ๒๕๔๗.
พระมหาไสว โชติโก (ทานา). การศึกษาวิเคราะห์ธรรมกายในพระพุทธศาสนา. (วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธ
ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย. ๒๕๔๒). หน้า ๒.
พระมหาวิชาญ กาเนิดกลับ. การศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์โพธิจรรยาวตาร, วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสต
รมหาบัณฑิต สาขาวชิ าสนสกฤต บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. ๒๕๔๙.
พระมหาสมยศ อาภายุตฺโต (เสนานุช). การศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดเร่ืองพระอวโรกิเตศวรโพธิสัตว์
(กวนอิม) ในพระพุทธศาสนามหายาน. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณณาชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๖.
พระมหาสทุ ัศน์ จนทฺ โสภโณ (ดษิ ฐส์ ุนนท)์ . การศกึ ษาคาสอนเร่ืองไตรลักษณใ์ นพระพุทธศาสนาเถรวาท.
วิทยานพิ นธ์พุทธศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๔๙.
พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ: มหามกุฏ
ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖.
พระสงฆจ์ ก้ี งอรรถธิบาย, อมร ทองสกุ แปลและเรียบเรยี ง. วชั รปรชั ญาปารมติ าสตู ร. (พมิ พค์ รั้งที่ ๓
กรงุ เทพฯ: ๒๕๕๓), หนา้ ๒๑๓.
พระศรีคัมภีรญาณ (สมจนต์ วันจันทร์). พุทธปรัชญา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
๒๕๔๖.
พุทธทาสภิกขุ. คูม่ อื มนุษย์ฉบับสมบรู ณ์. พิมพ์คร้ังท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพส์ ุขภาพใจ. ๒๕๔๑.
วศนิ อนิ ทสระ. ตรรกศาสตร์พุทธศาสนา. พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๒ กรงุ เทพฯ: เม็ดทราย. ๒๕๔๘.
. พทุ ธปรัชญามหายาน. พิมพค์ ร้งั ท่ี ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑.
วิโรจ นาคชาตรี. พทุ ธปรชั ญาเถรวาท. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง. ๒๕๕๐
วชั ระ งามจติ รเจรญิ . พทุ ธศาสนาเถรวาท. พมิ พ์ครง้ั ที่ ๒. กรงุ เทพฯ : โฟร์-วนั พร้นิ ทต์ ิง้ . ๒๕๕๒.
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร). คัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถร รจนา. พิมพ์คร้ังที่ ๖.
Taiwan: The Corporate Body of Buddha Educational Foundation. ๒๕๔๘.
สชุ ีพ ปุญญานภุ าพ. ประวตั ศิ าสตรศ์ าสนา. โรงพมิ พม์ หามกุฏราชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๐
สุภลักษณ์ วิรักษา. การศึกษาเปรียบเทียบปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับทฤษฎสี ัมพันธภาพ
พิเศษของแอลเบริร์ต ไอน์สไตน์. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. ๒๕๔๗.
สมุ าลี มหาณรงคช์ ัย. พุทธศาสนามหายาน. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๒, กรงุ เทพฯ: ศยาม.๒๕๕๐
สุรีย์ มีผลกจิ และวเิ ชียร มผี ลกิจ. พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา. พิมพ์ครงั้ ท่ี ๘, กรุงเทพฯ: คอมฟอร์ม จากัด.
๒๕๕๔.
เสถยี ร พนั ธรังสี. พทุ ธประวตั ิมหายาน (พุทธประวตั ิฉบบั พบใหม่). พมิ พค์ ร้งั ที่ ๖. กรงุ เทพฯ: ศยาม ๒๕๕๐.
. พุทธประวัตมิ หายาน. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๕. กรุงเทพฯ:ศยาม. ๒๕๔๒.
. พทุ ธประวตั มิ หายาน. พิมพค์ รงั้ ท่ี ๕. กรุงเทพฯ:ศยาม. ๒๕๔๒.
. พทุ ธศาสนามหายาน. ธนบรุ ี : โรงพิมพ์ประยูรวงศ์. ๒๔๑๒.
เสถียร โพธนิ ันทะ. ชมุ นุมพระสตู รมหายาน.กรุงเทพฯ: โพธ์สิ ามต้นการพมิ พ์. ๒๕๑๖.
. ปรชั ญามหายาน. พมิ พ์ครั้งที่ ๔, กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๑.
. ปรชั ญามหายาน. พมิ พค์ รั้งที่ ๖, กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕.
สาเนยี ง เลือ่ มใส. มหาวัสตุอวทาน เล่ม ๒. กรุงเทพฯ: มูลนธิ ิสนั สกฤตศกึ ษาในพระราชูปถมั ภ์สมเดจ็ พระเทพ
รัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี. ๒๕๕๗.
อภิชยั โพธิ์ประสิทธศ์ิ าสต.์ พระพทุ ธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ๒๕๕๑.
ป ระ ตู สู่ ธ รร ม แ ห ล่ งข้ อ มู ล แ ล ะ ค ว าม รู้เรื่อ งพ ร ะ พุ ท ธ ศ าส น า . อ อ น ไล น์ http://www.dharma-
gateway.com/dhamma/dhamma-32-01.htm (วนั ท่ี ๑๕ กนั ยายน ๒๕๖๑)
๓.เอกสารข้อมูลแนะนา
เวบ็ ไซต์ (Website)
หมวดท่ี ๗ การประเมนิ และปรบั ปรงุ การดาเนนิ การของรายวชิ า
๑. กลยทุ ธ์การประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของรายวชิ าโดยนกั ศกึ ษา
๑.๑ ประเมินการสอนโดยระบบออนไลน์โดยนสิ ิต
๑.๒ การสนทนาระหวา่ งผูส้ อนกบั ผู้เรยี น
๑.๓ ใหน้ สิ ติ แสดงความคิดเห็นในการสอนสปั ดาหส์ ดุ ทา้ ย
๒. กลยทุ ธก์ ารประเมนิ การสอน
๒.๑ การสังเกตจากผรู้ ว่ มทีมการสอน
๒.๒ ผลการเรียนของนสิ ติ
๒.๓ การทวนสอบผลประเมินการเรยี นรู้
๒.๔ วิจัยนอกชั้นเรียน
๓. การปรบั ปรงุ การสอน
หลักจากประเมนิ ผลการสอนในข้อท่ี ๒ จงึ มกี ารปรบั ปรุงการสอนโดยการจดั กจิ กรรม ดังนี้
๓.๑ เพ่ิมพนู ทกั ษะอาจารยใ์ นการสง่ เสริมผเู้ รียนเปน็ สาคัญในการเรยี นรู้
๓.๒ พัฒนาและปรับปรุงระบบอาจารย์ทปี่ รึกษาและกจิ กรรมใหส้ ะท้อนความเอื้ออาทรและ
ความสาคญั ต่อผู้เรียน
๓.๓ พฒั นาระบบสารสนเทศที่สนบั สนนุ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเองอย่างตอ่ เนอ่ื ง
๓.๔ ส่งเสรมิ การประเมินท่เี น้นพัฒนาทักษะผูเ้ รยี น
๔. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธ์ิของนกั ศกึ ษาในรายวิชา
ในระหว่างกระบวนการสอนรายวชิ ามีการทวนสอบผลสัมฤทธ์ิในรายหัวขอ้ ตามทีค่ าดหวงั จากการ
เรยี นรูใ้ นรายวชิ าได้จากการสอบถามนิสิต หรือสมุ่ ตรวจผลงานของนสิ ติ รวมถงึ พจิ ารณาจากผลการทดสอบ
ยอ่ ยและหลงั จากออกผลการเรียนรายวชิ า มกี ารทวนสอบผลสมั ฤทธโิ์ ดยรวม ดังนี้
การทบทวนผลการสอบก่อนใหค้ ะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสติ โดยอาจารย์อ่นื หรอื หรอื
คณะกรรมการและผ้ทู รงคณุ วุฒทิ ไี่ ดร้ ับการแตง่ ตั้งในสาขาวิชาหรือนอกสาขาวชิ า ตรวจสอบผลประเมินการ
เรยี นรขู้ องนสิ ติ โดยการตรวจข้อสอบ รายงาน ใบงาน วธิ ใี หค้ ะแนนสอบและการให้คะแนนพฤติกรรม
๕. การดาเนินการทบทวนและการวางแผนปรบั ปรงุ ประสทิ ธผิ ลของรายวชิ า
นาผลที่ไดจ้ ากการทวนสอบในข้อที่ ๔ มาเปน็ แนวทางในการพฒั นารายวิชาก่อนการเรยี นในภาค
การศึกษาต่อไป
บทท่ี ๑
สถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์
เมือ่ ไดศ้ กึ ษาเน้อื หาในบทนี้ผู้ศึกษาสามารถ
อธิบายสถานะของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้
อธิบายบทบาทของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้
อธิบายเปรียบเทยี บสถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์ในทศั นะของ
พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายานได้
ขอบขา่ ยของเนื้อหา
ความนา
สถานะและบทบาทของพระโพธิสตั ว์ในทัศนะพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ัตวใ์ นทัศนะพระพทุ ธศาสนามหายาน
เปรียบเทียบสถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่าย
เถรวาทกบั มหายาน
๒
๑.๑ ความนา
พระโพธิสัตว์ เป็นชื่อเรียกของผู้ท่ีกาลัง บาเพ็ญบารมี เพ่ือจะมาตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าใน
อนาคต พระโพธสิ ัตว์จึงเปน็ ผู้ทีย่ ังมกี ิเลสอยู่และยงั ตอ้ งเวียนเกดิ เวยี นตายในสงั สารวัฏอยู่ บางคร้งั ท่าน
ก็กระทาอกุศลส่งผลให้ไปบังเกิดในนรกเป็นเวลานานแสนนาน เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานผจญความทุกข์
เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะได้รับการพยากรณ์จาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์
หน่ึงก่อน ถึงจะอยู่ได้ว่าเป้าหมายที่ต้ังความปรารถนาไว้ใกล้ท่ีจะถึงหรือยัง หลังจากพระพุทธเจ้าทรง
พุทธพยากรณ์ให้แล้ว พระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ได้ในระยะเวลาอันใกล้ยังต้องบาเพ็ญบารมี ต่อไปอีก
อยา่ งยาวนาน แตเ่ ปน็ การบาเพ็ญบารมี อยา่ งที่มีความหวงั ไดว้ า่ พระองคต์ ้องได้ตรัสรู้เป็นพระพทุ ธเจ้า
อย่างแน่นอน เหตุท่ีท่านกระทาไว้สมควรแก่ผลท่ีจะได้รับในอนาคตข้างหน้า ด้วยดวงจิตท่ีต้ังม่ันเด็ด
เดี่ยว และด้วยจิตท่ีเป็นมหากุศล พระโพธิสัตว์จึงประกอบความเพียร ต้ังใจบาเพ็ญบารมีเพ่ือ พระ
โพธญิ าณ เพ่อื นาพระธรรมคาสอนมาโปรด เวไนยสัตว์ท้ังหลายที่จมอยูใ่ นความทกุ ข์
ในคาสอนทางพุทธศาสนาน้ันพระโพธิสัตว์เป็นท่ีรู้กันดีว่าเป็นบุคคล หรือสัตว์ที่มีลักษณะ
พิเศษที่กาลังบาเพ็ญบารมีอยู่ พระโพธิสัตว์ หรือ มหาสัตว์น้ันเป็นการเรียกจากคุณธรรมอันเป็น
ลักษณะเฉพาะของผู้บาเพ็ญตนเพ่ือจดุ มุ่งหมายในการตรัสรูธ้ รรมเป็นพระพุทธเจ้า การทีจ่ ะศึกษาเรื่อง
พระโพธิสัตว์ให้เข้าใจแจ่มแจ้งดีนั้น ต้องศึกษาตามรูปศัพท์ ว่ามีส่วนประกอบอย่างไร จากการศึกษา
พบว่า คาว่า พระโพธิสัตว์ (Bodhisattva) เปน็ ภาษาสนั สกฤต ถา้ เปน็ ภาษาบาลเี ขยี นวา่ “โพธสิ ตตฺ ” มา
จากคาว่า พระ (ประเสริฐ สูงส่ง) + โพธิ (ความรู้แจ้ง การตรัสรู้) + สัตว์ หรือ สตฺต หมายถึงคน หรือ
สัตว์ท่ีบาเพ็ญบารมี เพื่อจะตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ศัพท์ท่ีใช้แทนคาว่า
โพธิสัตว์ มหี ลายศัพท์ เช่น พระมหาบุรษุ มหาสตั ว์ และ พทุ ธังกรู ๑เปน็ ตน้
ดังน้ัน ในบทน้ีมีประเด็นท่ีควรศึกษาให้เข้าใจก่อนนาหลักคาสอนเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ใน
ทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานในประเด็นความเข้าใจความหมายตามรูปศัพท์
ประเภทของพระสัตว์ บทบาทของพระโพธิสัตว์ การบาเพญ็ บารมีของพระโพธิสัตว์ ดังตอ่ ไปนี้
๑.๒ สถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์ในทัศนะพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
ในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทนั้นมีพระไตปิฎก และอรรถกถา เป็นคัมภีร์หลักนอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ท่ี
นักปราชญ์แต่งขึ้นมาเพ่ืออธิบายบางหลักธรรมในพระไตรปิฎกอีกทอดหน่ึง ในพระไตรปิฎกได้ให้
ความหมายคาศัพท์ ท่ีเกี่ยวข้องกับโพธิสัตว์ เช่น คาว่า โพธิ คือการตรัสรู้ ในทีฆนิกาย และมัชฌิม
นิกาย ให้ความหมายของคาว่า พระโพธิสัตว์ หมายถึง “ผู้มีสติสัมปชัญญะ”๒ ในอรรถกถาได้ให้
ความหมายว่า “สัตวผ์ ฉู้ ลาด” ผ้บู าเพญ็ มรรค ๔๓ เพ่ือบรรลุโพธิหรือสตั ว์ผมู้ ีใจฝกั ใฝจ่ ดจ่ออยู่ในมรรค
ท้ัง ๔ คาว่า โพธิ เท่ากับมรรคท้ัง ๔ อันเป็นทางให้ถึงความเป็นพระอริยบุคคลในแต่ละขั้หรือญาณท่ี
๑ พระบญุ เทยี น พทุ ฺธวโร (ปัญญาแกว้ ). การศกึ ษาวเิ คราะหเ์ ร่ืองพระโพธิสตั วใ์ นอนุภมู ภิ าคลุม่ แมน่ า้ โขง.
วยิ านพิ นธพ์ ทุ ธศาสนตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๕๔.
หน้า ๑๑.
๒ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๑๗/๑๑.
๓ ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๑๙๙/๒๓๕.
๓
ทาให้ละสังโยชน์ได้ขาดเป็นช่ือของโลกุตตรธรรมคู่กับผล๔ คือ โสตาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค
อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค ดังนั้น ผู้ท่ีได้ช่ือว่าพระโพธิสัตว์นน้ั จึงหมายถึงผู้ปฏบิ ัติตนด้วยใจแน่ว
แนเ่ พ่ือบรรลมุ รรค ๔ หรือปรารถนาบรรลุสัมมาสมั โพธิญาณ และนาหมสู่ ัตว์ขา้ มโอฆสงสาร ในสังยุตต
นิกาย สฬายตนวรรคยังได้กล่าวถึง โพธิ หรือ สัมโพธิ หมายถึง ปัญญา ความรู้ การตรัสรู้ ความเป็น
พระพทุ ธเจา้ ดังมีพระพทุ ธพจนว์ า่ ตราบใดตถาคตยงั ไมร่ ู้คุณโดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ
และเคร่ืองสลัดออกโดยความเป็นเคร่ืองสลัดออกจากอายตนะภายใน ๖ ประการน้ีตามความเป็นจรงิ
อยา่ งน้ี ตราบนั้นตถาคตกย็ ังไมย่ นื ยนั วา่ เป็นผตู้ รสั รู้
๑.๒.๑ ความหมายของพระโพธิสตั ว์
คาว่า โพธิสัตว์ ตามท่ปี รากฏในคัมภรี ต์ ่างๆ ได้มีความหมายหลากหลายนยั แตกต่าง
กันไปตามความหมายของคาท่ีประกอบขึ้น โดยสามารถแยกออกได้เป็น ๒ คา คือ โพธิ + สตฺต ใน
ภาษาบาลแี ละ โพธ+ิ สตตฺ วฺ ในภาษาสนั สกฤต
คาว่า โพธิ เปน็ ศพั ทส์ าเร็จรูปมาจาก พธุ ฺ ธาตุ มคี วามหมายว่า รู้, ตรสั รู้, บรรลุ, บาน, ตื่น
ลง อิ ปัจจัยในนามกิตก์ภาษาบาลี (พุธฺ+อิ = โพธิ) หรือลง อินฺ ปัจจยั ในภาษาสันสกฤต (พธุ ฺ+อนิ ฺ =
โพธิ) ปัจจัย อิ, อินฺ น้ีใช้เป็นคาแสดงนามศัพท์บ้าง คุณศัพท์บ้าง เมื่อสาเร็จรูปคาเป็น โพธิ แล้วมี
ความหมายวา่ ความตรสั รู,้ ผูต้ รสั ร้,ู การบรรลุ, ผบู้ รรลุ, การตืน่ , เปน็ ต้น
นอกจากจะใช้คาว่า “โพธิ” โดดๆ แล้ว ยังนิยมเติมคาอุปสรรค ส (สมฺ) ท่ีแปลว่า พร้อม
นาหน้าโพธิ เป็น สมฺโพธิ แปลว่า ความรู้พร้อม, ผู้รู้พร้อม หมายถึงความรู้ของพระอรหันต์ พระ
ปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังมีไวพจน์ของคาว่า โพธิ ได้แก่ คาว่า พุทธะ,
อภิสัมโพธิ, สัมมาสัมโพธิ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อจะกล่าวถึงโพธิของพระพุทธเจ้ามักใช้คาขยาย
ลงไปอีก เปน็ อนุตตรสัมมาสัมโพธิ เป็นพเิ ศษไปจาก โพธิของพระอรหันต์ และพระปัจเจกพทุ ธเจ้า๕
ในสังยุตตนกิ าย สฬายตนวรรคยังได้กล่าวถึง โพธิ หรือ สัมโพธิ หมายถงึ ปัญญา ความรู้ การ
ตรัสรู้ ความเป็นพระพุทธเจ้า ดังมีพระพุทธพจน์ว่า ตราบใดตถาคตยังไม่รู้คุณโดยความเป็นคุณ โทษ
โดยความเป็นโทษ และเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเคร่ืองสลดั ออกจากอายตนะภายใน ๖ ประการนี้
ตามความเปน็ จรงิ อย่างน้ี ตราบนั้นตถคตกย็ ังไม่ยืนยนั วา่ เป็นผตู้ รัสรูส้ ัมมาสมั โพธิญาณอนั ยอดเยี่ยมใน
โลกพร้อมทัง้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมสู่ ัตวพ์ รอ้ มทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดา และมนษุ ย์๖
นอกจากจะเติมอุปสรรคไว้ข้างหน้าคาว่า โพธิแล้ว ยังนิยมเติมคาว่า ญาณบ้าง จิตบ้าง
ธรรมบา้ ง ไวท้ ้ายคาโพธิอีกด้วย เช่นคาว่า โพธิญาณ ญาณคือความรู้, โพธิจติ จติ ที่มุ่งตอ่ การตรัส
รู้, โพธิปักขิยธรรม ธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ เป็นต้น นักวิชาการผู้เป็นปราชญ์ทางพระพุธ
ศาสนาท้ังหลายไดใ้ ห้ความหมายไว้ ดงั นี้
๔ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลศัพท.์ พิมพ์ครงั้ ที่ ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔.หนา้ ๒๙๙.
๕ พระมหาวชิ าญ กาเหนดิ กลบั . การศกึ ษาเชงิ วิเคราะหค์ ัมภรี ์โพธิจรรยาวตาร. วยิ านิพนธ์ศลิ ปศาสตรม
หาบณั ฑติ สาขาวชิ าสนั สกฤต มหาวยิ าลัยศลิ ปากร, ๒๕๔๙,หนา้ ๔๒.
๖ ส.สฬา.(ไทย) ๑๘/๑๓/๑๒.
๔
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายคาว่า พระโพธิสัตว์ หมายถึงท่านผู้ท่ีจะ
ได้ตรสั รเู้ ปน็ พระพุทธเจ้า ซึ่งกาลังบาเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศลี เนกขมั มะ ปญั ญา วิริยะ ขนั ติ สจั จะ
อธษิ ฐาน เมตตา อเุ บกขา๘ ซงึ่ บอกถงึ คณุ สมบตั ิของพระโพธิสัตว์๗
บุณย์ นิลเกษ ได้อธิบายคาว่า โพธิ ว่ามาจากคาว่า พุทธะ+อิ หมายถึง ความรู้, ญาณ,
พทุ ธญาณ๘
พันตรี ป. หลงสมบุญ ได้ให้ความหมายของคาว่า โพธิ ว่าหมายถึง ต้นโพธิ์, ความตรัสรู้,
สัพพัญญุตญาณ, อรยิ มรรค, ปัญญาเปน็ เครอื่ งตรัสรู้, ช่อื ทต่ี งั้ เชน่ โพธิราชกมุ าร๙
ประพจน์ อศั ววิรุฬหการ ไดแ้ สดงความหมายคาวา่ โพธิ จาก พธุ ฺ ธาตุ ว่า มีความหมาย
เป็นไปใน ๒ ประเดน็ คือ รู้, เขา้ ใจสงิ่ ท่ีได้สังเกตแลว้ หมายรู้เอาไว้ กับฟ้นื , ไสติหรือรสู้ กึ ตวั ตื่นขึ้น
จากความไม่รู้ที่หลงเวียนว่ายอยู่ นอกจากน้ีท่านยังได้วิเคราะห์ความหมายของคาว่า โพธิ ตามท่ี
ปรากฏอยู่ในคมั ภรี เ์ ถรวาทและมหายาน พอจะสรปุ ไดด้ งั น้ี๑๐
๑) ความหมายท่ีปรากฏในครัมภีร์เถรวาทดั้งเดิมน้ัน คาว่า โพธิ ใช้หมายถึง ความรู้หรือ
การตรัสรู้ของพระสาวกและของพระพุทธเจ้า แต่ใช้เน้นมากคือ ความรู้หรือการตรัสรู้ของ
พระพุทธเจ้า นอกจากน้ี คาว่า โพธิ ยงั บ่งความคลุมไปถึงการเตรยี มตัวหรือสะสมความรู้ก่อนตรัสรู้
และผลของการตรสั รู้ ความหลดุ พน้ (วมิ ตุ ติ) และนิพพานดว้ ย
๒) คัมภีร์เถรวาทสมัยต่อมาได้กล่าวถึงความรู้ของพระพุทธเจ้าไว้เป็น ๓ ประการ เรียกว่า
วิชชา ๓ หรือ ญาณ ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ญาณเป็นเหตุระลึกชาติได้), จุตูปปาตญาณ
(ญาณกาหนดรู้จตุ ิและการเกดิ ข้ึนของสตั ว์ได้), อาสวกั ขยญาณ (ญาณที่ทาใหส้ ้ินอาสวะ) ซึ่งในบรรดา
ความรู้ท้ังสามนี้ อาสวักขยญาณเป็นความรู้ท่ีสาคัญท่ีสุด เพราะเป็นความรู้ท่ีทาให้เข้าใจอริยสัจ ๔
อย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริง ทั้งยังเป็นความรู้ที่ทาให้จิตหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะและ
อวชิ ชาสวะได้โดยส้นิ เชิง
๓) คัมภีร์อังคุตตรนิกายต่อมาได้ขยายความรู้ของพระพุทธเจา้ เปน็ สัพพัญญุตญาณ คือเป็นผู้
มีความรู้จริงในทุกส่ิงทุออย่าง ดังข้อความในคัมภีร์มหานิเทศ กว่าว่าพระพุทธเจ้าทรงได้นามว่า
พุทธ เพราะทรงเป็นพระสัพพัญญู ช่ือว่าเป็นพระพุทธเจ้าเพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะท้ังหลาย
เพราะอรรถว่าใหห้ มู่สตั ว์ตรัสรู้ เพราะเปน็ พระสัพพัญญู เพราะเปน็ ผเู้ หน็ ธรรมท้ังปวง เป็นต้น
๔) คัมภรี ม์ หายานรุน่ แรกๆ คาวา่ ว่า โพธิ หมายถึง สพั พัญญุตญาณเช่นกนั ตอ่ มามหายาน
ไดเ้ นน้ เรื่องศนู ยตามากขึ้น และถอื วา่ ศนู ยตาคือความจริงสูงสุดเรียกวา่ ตถตา ความรู้ทเี่ รยี กว่า โพธิ
จึงมีลกั ษณะเปน็ ศูนยตา ทางทบี่ รรลุโพธกิ โ็ ดยศนู ยตา ผลเมอื บรรลแุ ลว้ กค็ อื ศูนยตา
๗ พระพรหมคณุ าภรฌ(์ ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์, พิมพค์ รั้งที่ ๑๑,
(กรุงเทพมหานคร : สหธรรมกิ ,๒๕๕๔, หนา้ ๒๗๘.
๘ บณุ ย์ นลิ เกษ, อดุ มการณช์ ีวติ แบบโพธิสัตว์ (เล่มท่ี ๑ ตอนอดุ มการณแ์ ละกาเนดิ โพธสิ ตั ว)์ (เชียงใหม่ :
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม,่ ๒๕๓๔, ๑.
๙ ป. หลงสมบญุ , พจนานกุ รม มคธ – ไทย. กรุงเทพ ฯ : อาทรการพมิ พ์, ๒๕๔๐,๕๓๑.
๑๐ ประพจน์ อศั ววิรุฬหการ. การศกึ ษาเชงิ วิเคราะหเ์ ร่ืองพระโพธสิ ตั ว์ในคัมภรี เ์ ถรวาทและคัมภรี ม์ หายาน.
วทิ ยานิพนธป์ ริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาตะวันออกบณั ฑติ วิทยาลยั จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย,
๒๕๒๓.หน้า๓๗.
๕
จากทัศนะของนักปราชญ์ดังที่แสดงไว้ข้างต้นน้ี คาว่า โพธิ สามารถสรุปความหมาย
ออกเปน็ ๓ นัยด้วยกันคือ
(๑) หมายถงึ ช่ือหรือท่ีตง้ั (ปญฺญตฺต)ิ เชน่ คาวา่ ต้นโพธ,์ โพธริ าชกมุ าร เปน็ ตน้
(๒) หมายถึง ความรู้หรือการตรัสรู้ รวมทั้งการสะสมความรู้ก่อนการตรัสรู้และผล
ของการตรัสรู้ เช่น คาว่า อริยมรรค, คงแก่เรียน, การตื่น, ปัญญาเคร่ืองตรัสรู้, อาสวักขยญาณ,
วมิ ตุ ต,ิ นพิ พาน เปน็ ต้น
(๓) หมายถงึ ความรู้ยอดเย่ยี มประเสริฐสูงสุด หรือความรสู้ ภาวะทกุ ส่ิงทุกอย่าง เชน่
คาว่า สัพพญั ญตุ ญาณ, ศนู ยตา, ตถตา เป็นตน้
ความหมายของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทนี้เข้ากันได้กับคัมภีร์
มหายานทีใ่ ชค้ วามหมายคาว่า สตฺตว ว่า ตัง้ ใจ มงุ่ หมาย คือ พระโพธสิ ัตวเ์ ปน็ ผู้มุ่งหมายที่จะบรรลุ
โพธิ บุคคลผู้เป็นพระโพธิสัตว์นั้น แสวงหา โพธิ กาลังบาเพ็ญความดีให้ถึงโพธิ ไม่เหมือนพระ
โพธิสัตว์ แต่คติเก่ียวกับพระโพธิสัตว์ของฝ่ายมหายานต่อมามีเร่ืองเกี่ยวกับอานาจมากมายเหมือน
พระโพธิสัตวไ์ ดบ้ รรลุโพธแิ ลว้
กล่าวโดยสรุป ในพระสูตรแห่งทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย คาว่า โพธิสัตว์ หมายถึง บุคคลที่
กาลังจะ
บรรลุโพธิเท่าน้ัน ส่วนในชาดกหมายถึง สัตว์หรือบุคคลที่ฉลาด มีคุณธรรม มีสติปัญญา สามารถ
ช่วยเหลือผู้อื่นได้๑๑ แต่ในคัมภีร์อรรถกถาทีฆนิกาย ให้ความหมายไว้ ๒ นัยคือ หมายถึง สัตว์ท่ี เป็น
บณั ฑติ สตั วท์ ่ฉี ลาด และบุคคลผู้ข้องอยู่ในมรรค ๔ พระโพธสิ ตั ว์ หมายถึงผู้ที่กาลงั บาเพญ็ ตนเพ่ือที่จะ
เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ไม่ว่าจะเสวยพระชาติเป็นคน หรือเป็นสัตว์ก็ตาม กระทาส่ิงที่พิเศษกว่า
ธรรมดา จะต้องบาเพญ็ บารมีใหค้ รบทง้ั ๑๐ ประการ เพื่อการทจี่ ะได้ตรสั รู้เป็นพระพุทธเจา้
๑.๒.๒ สถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์
พระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า พระโพธิสัตวเ์ ป็นแบบในการทาความดี ให้ชาวพุทธได้
ถือเป็นแบบแห่งการประพฤติดี อย่างพระโพธิสัตว์ท่ีช่วยเหลือผู้อ่ืนโดยไม่เห็นแก่ตัวเอง การกระทา
แบบน้กี เ็ ปน็ ภารกจิ ของพระโพธสิ ตั ว์ เพราะการช่วยเหลือผ้อู ื่นทาให้บารมีธรรมของพระโพธิสัตว์สูงขึ้น
และเพ่ือที่จะเข้าใกล้การตรัสรู้ยิ่งข้ึน ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทได้แสดงเรื่องราวของพระ
โพธิสัตว์ เป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ก่อนจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอดีตชาตินบั เปน็ ร้อย ๆ ชาติ ได้
ประพฤติธรรมหรือบาเพ็ญประโยชน์ ใหแ้ กส่ ัตวอ์ ื่น คนอน่ื เชน่ การเป็นชา้ งก็เปน็ พระยาชา้ ง ใหค้ วาม
เป็นธรรมแก่ช้าง เป็นมนุษย์ เช่น พระเวสสันดร เป็นต้น แสดงถึงชีวิตก่อนเสวยพระชาติสุดท้าย คือ
เป็นพระพุทธเจ้า น่ีเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าของเรา ส่วนพระสาวกอ่ืน เช่น พระโมคคัลลานะ
เป็นต้น ได้เป็นพระอรหันต์ ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ ท้ังน้ีเพราะมิได้เป็นพระพุทธเจ้า กล่าวโดยย่อ ผู้ท่ี
จะเข้าถึงพุทธภูมิต้องบาเพ็ญบารมี เช่น บารมี ๓๐ ทัศในพระพุทธศาสนาให้เต็ม จึงได้เป็นพระพุทธ
เจ้า ส่วนผู้ท่ีไม่ปรารถนาพุทธภูมิ ก็บาเพ็ญเพ่ือความหลุดพ้นโดยตรง คือ ทาลายกิเลสให้หมดส้ินไปก็
๑๑ ประพจน์ อัศววิรฬุ หการ, การศกึ ษาเชงิ วิเคราะหเ์ รือ่ งพระโพธสิ ตั ว์ในคมั ภีรเ์ ถรวาทและคัมภีรม์ หายาน.
(วิทยานิพนธ์ปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบัณฑติ ภาควิชาภาษาตะวันออกบัณฑติ วิทยาลยั จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั ,
๒๕๒๓),หน้า๗๑.
๖
จะเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด เพื่อให้ชัดเจนย่ิงข้ึนเก่ียวกับพระโพธิสัตว์ใน
ทัศนะของเถรวาทสมารถจาแนกพระโพธิ์สัตว์ ๓ ประเภท โดยแบ่งตามระยะเวลาแห่งการ บาเพ็ญ
บารมี ดงั น้ี
๑) พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วย ปัญญา บาเพ็ญบารมีชนิดปัญญากล้า
ศรทั ธาอ่อน
๒) พระสัทธาธกิ พทุ ธเจ้า คอื พระโพธสิ ตั วผ์ ยู้ งิ่ ด้วยศรทั ธา บาเพ็ญบารมชี นิดศรัทธากล้า แต่มี
ปญั ญาปานกลาง
๓) พระวิริยาธกิ พุทธเจ้า คอื พระโพธสิ ตั วผ์ ู้ย่งิ ด้วยความ เพียร บาเพญ็ บารมชี นดิ มีความเพียร
กล้า
เช่น องค์พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าองคป์ จั จุบัน พระองคท์ รงสร้างบารมมี าทาง ปญั ญา พทุ ธเจา้
นอกจากนี้พระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือบุคคลท่ีปรารถนาเพ่ือจะเป็น
พระพุทธเจ้าในอนาคต หากได้รับการพยากรณจ์ ากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาเลย เรียกว่า อนิยตะ
โพธิสัตว์ ความหมายคือยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะ อาจจะเลิกล้มความปรารถนา
เมอื่ ไรก็ได้
๒) พระโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาแล้ว เรียกว่า นิยตะโพธิสัตว์
ตามความหมายคอื จะได้เปน็ พระพทุ ธเจา้ อย่างแนน่ นอน
แต่ถ้าบารมีและเวลายังไม่สมบูรณ์ แม้ว่าจะพยายามปฏิบัติอย่างยิ่งยวดบังเกิดปญั ญา อย่าง
เย่ียมยอด ก็ไม่สามารถถึงนิพพานก่อนได้ แม้จะทุกข์ท้อแท้ จนคิดว่าเลิกท่ีจะเป็น พระพุทธเจ้าแล้ว
แต่แล้วในท่ีสุดมหากุศลท่ีเป็นอนุสัยก็จะบังเกิดข้ึนมาให้ต้ังมั่นและ บาเพ็ญบารมีกันต่อ จนกว่าบารมี
และเวลาสมบูรณ์
คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ สาหรับพระโพธิสัตว์ ท่ียังเป็น อนิยตะโพธิสัตว์ ที่
สร้างบารมีสมบูรณ์แล้ว จะได้รับพุทธพยากรณ์เป็น คร้ังแรก ต่อพระพักตร์พุทธเจ้า ต้องมีองค์แห่ง
ธรรมสโมธาน ๘ ประการสมบูรณ์ จึงได้รับพุทธพยากรณ์ โดยนัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้า
ทรงนามว่าอย่างน้ัน ในกัปอันเป็นอนาคตท่ี เท่านั้น ก็กลายเป็น นิยตะโพธิสตว์ ทันที คือเป็นพระ
โพธิสตั วท์ ี่เทย่ี งแท้
การท่ีใครก็ตามจะได้บรรลุความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสดงว่าต้องผ่านข้ันตอนใน
การพัฒนาจิตมาโดยลาดับ ดงั น้ี
๑) ปลกู ฝงั ความพอใจในความเป็นพระพุทธเจ้า ผ่านภพ ผ่านชาติต่างๆ มาทุกชาติ จนถึง
เปล่งวาจาแสดงความปรารถนาท่จี ะเปน็ พระพุทธเจา้ ในภพชาติต่างๆ เป็นอนั มาก
๒) เสริมสร้างคุณสมบัติครบ ๘ ประการ ที่เรียกว่าธรรมสโมธาน คือ การประชุมพร้อม
แหง่ ธรรมในชาตใิ ดชาดหนง่ึ ธรรมสโมธาน ๘ ประการ มดี งั น้ี
(๑) มนุสสสมบัติ หมายถึง การเกิดเป็นมนุษย์ในชาติที่ตั้งความปรารถนาเป็น
พระพุทธเจ้า
๗
(๒) ลิงคสมบัติ หมายถึง การเป็นบุรุษที่สมบูรณ์ ไม่มีความผิดปกติทางกายและ
ทางจติ
(๓) เหตุสัมปทาสมบัติ หมายถึง สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย คือหากจะออกบวชในชาติ
น้ัน ก็จะได้บรรลุอรหันต์เป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นได้ อีกนัยหนึ่งคือมีอุปนิสสัยปัจจัยแห่งพระ
อรหนั ต์รงุ่ เรืองอยู่ในขันธสันดาน (ถ้าเกดิ เปลย่ี นใจก็จะเป็นพระ อรหนั ตท์ นั ที)
(๔) สัตถุทัสสนสมบัติ หมายถึง ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าหระองค์ใดพระหนึ่งขณะมี
พระชนมช์ พี อยู่ และได้สร้างกองบญุ กุศลต่อพระพักตร์
(๕) ปัพพชาสมบัติ หมายถงึ ต้องเปน็ บรรพชิต หรอื ต้องเปน็ โยคี ฤาษี ดาบส หรือ
ปริพาชก ทม่ี ลี ัทธเิ ชื่อวา่ บญุ มี บาป มี ทาบุญไดบ้ ญุ ทาบาปได้บาป ต้องไมเ่ ปน็ คฤหัสถผ์ ้คู รองเรอื น
(๖) คุณสมบัติ หมายถึง จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษคือต้องมีอภิญญาและฌาน
สมาบัติ อนั เชย่ี วชาญ
(๗) อธิการสมบัติ หมายถึง มีการบาเพ็ญบุญญาภิสมภารอย่างยวดย่ิง แม้จะสละ
ชีวติ ก็ยอม เช่น เคยใหช้ วี ติ ของตนเป็นทาน เพื่อสัมโพธญิ าณมาก่อนในอดดี ชาติ
(๘) ฉันทตาสมบัติ หมายถึง ต้องมีฉันทะคือมีความความพอใจในพระสัพพัญญุต
ญาณอย่างแรงกล้า๑๒
๑.๒.๓ อุดมคติของพระโพธิสัตว์
ในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า พระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ที่กาลังบาเพ็ญ
บารมี ผู้มีจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อุดมการณ์ของพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนาเถรวาทอาจจาแนกออกเปน็
ข้อๆ มีรายละเอียดดังตอ่ ไปน้ี
๑) อดุ มคตขิ องพระโพธิสัตว์ คือ ความเป็นพระสมั มาสัมพุทธเจ้าในอนาคตขบวนการพัฒนาสู่
ความเป็น โพธิสัตว์ ส่วนมากกล่าวถึงบารมีที่ควรบาเพ็ญและอธิบายถึงคุณลักษณะพิเศษของผู้ที่
บาเพ็ญพระโพธิสัตว์ธรรม เมื่อพระโพธิสัตว์ ปฏิบัติตนจนกระท่ังความสมบูรณ์ปรากฏในระดับต่างๆ
ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โพธิสัตว์ จะได้รับคุณสมบัติพิเศษ อันเกิดจาก การส่ังสมใน
แต่ละภพชาตโิ ดยเฉพาะชาติสุดทา้ ยทจ่ี ะตรัสรู้ คณุ สมบัตขิ อง พระโพธสิ ตั ว์ จะเตม็ เปย่ี มบรบิ ูรณ์ พระ
โพธิสัตว์ คือ บุคคลที่มีใจข้องเก่ียวกับโพธิ หรือผู้เห็นทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิด เพ่ือจะยังตนและ
สรรพสัตวท์ ้งั หลายใหห้ ลุดพ้นจากวฎั ฎะสงสาร
จึงเพยี รพยายามสะสมคุณสมบตั ิเพื่อการบรรลธุ รรมนน้ั ชาตแิ ลว้ ชาตเิ ล่า ผนู้ ้นั จึงเรยี กว่าพระโพธิสัตว์
หรอื ผู้ปรารถนาเปน็ พระพุทธเจา้ ในอนาคต
ดังน้นั บุคคลใดกต็ ามท่ีตงั้ ใจจะเป็นพระโพธสิ ัตว์ จะต้องมคี วามปรารถนาต้ังจิตท่ีจะตรสั รู้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีข้อความท่ีว่า ผู้ที่มีเป้าหมายท่ีจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏ หรือ ผู้ท่ีมีความ
ปรารถนาท่ีจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องเป็นผู้มี อุดมคติโพธิสัตว์ หรือมีอุดมคติอันสูงสง่
ท่ีจูงใจมนุษย์ให้พยายามบรรลุถึง ส่วนคาว่า อุดมคติ น้ัน ก็คือ จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่ง
๑๒ พระราชธรรมนเิ ทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ) ประวัตศิ าสตร์พระพทุ ธศาสนา.พมิ พ์คร้งั ที่ ๓ กรงุ เทพฯ:
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๖, หน้า ๓๘-๓๙.
๘
ความดี ความงาม และความจริง ทางใดทางหนึ่งท่ีมนุษย์ถือว่าเป็นหมายแห่งชีวิตของตน ดังน้ันผู้ที่มี
อุดมคติโพธิสตั ว์ กค็ อื ผ้ทู ่ตี ้ังจิตทจี่ ะเป็นพระสมั มาสัมพุทธเจา้ องค์ใดองคห์ น่งึ ในอนาคตน่นั เอง
๒) อุดมคติของพระโพธิสัตว์อีกปรการ คือ พ้นจากวัฏฏสงสาร ดังน้ัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ย่อมมีความสัมพนั ธ์กับ พระโพธสิ ัตวอ์ ย่างใกล้ชิด เพราะพระโพธสิ ัตว์ ก็คอื พระพุทธเจ้าเม่ือก่อนตรัสรู้
ซ่งึ พระพทุ ธองคม์ ีจติ ใจแน่วแนน่ เพื่อใหเ้ กิดอุดมการณพ์ ระโพธสิ ัตว์ต้องการยงั ตนและสรรพสัตว์ให้เป็น
อิสระหลุดพ้นจากสังสารวัฏ จึงทรงปฏิบัติและอบรมตนจนพระบารมีเต็มเปี่ยมหลุดพ้นจากทุกข์ท้ัง
ปวง จากน้นั ช่วยเหลือสั่งสอนใหส้ รรพสัตว์หลุดพ้นตาม และเปน็ แบบอย่างที่ดตี ่อผู้พบเห็นจนสามารถ
รู้แนวทางไปสู่ภาวะความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตได้พุทธ บุคคล หมายถึง บุคคลผู้บรรลุ
ธรรม หรือบุคคลผู้เข้าสู่ความเป็นพุทธะ บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส หรือพุทธบุคคล เป็นผู้
ถึงแล้วซ่ึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ซ่ึงแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ
พระสัมมาสัมพทุ ธะหรือพระสัพพัญญูพุทธะ พระปัจเจกพุทธะ และพระอนุพุทธะหรอื พระสาวกพุทธะ
พระสัมมาสัมพุทธะหรือพระสัพพัญญูพุทธะหมายถึง ท่านผู้ตรัสรู้เองและสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย พระ
ปัจเจกพุทธะ หมายถึงท่านผู้ตรัสรู้เฉพาะเองแต่ไม่อาจสอนธรรมท่ีตนรู้นั้นแก่ผู้อื่นได้ ส่วนพระอนุ
พทุ ธะหรอื สาวกพุทธะ หมายถึง ทา่ นผู้ได้บรรลุเปน็ พระอรหันตโ์ ดยการรบั ฟังคาสอนของพระสมั มาสัม
พทุ ธเจา้ ๑๓
ผู้ท่ีปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร จากหลักฐานทางคัมภีร์ทาง
เถรวาทจดุ เร่ิมต้นท่จี ะไปสคู่ วามเป็นพระโพธสิ ตั ว์ ซง่ึ มปี ระเด็นไว้ดังนี้
๑) บุคคลที่เห็นทุกข์ภัยในวัฏฏสงสาร อันเน่ืองจากการท่ีตนประสบทุกข์แล้วรู้สึกสลดสังเวช
ใจในความทุกข์ของตนและของบุคคลอื่น แลว้ เกิด อดุ มการณ์พระโพธิสัตว์ คือ เรม่ิ ตน้ แสวงหาหนทาง
ท่ีจะพ้นทุกข์และทาให้ผู้อ่ืนพ้นทุกข์ตามด้วยมีตัวอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เดิมที
พระองค์ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเวียนว่ายตายเกิดจนกระทั่งถึงชาติหนึ่งห่างจากเวลานี้ ๒๐
อสงไขยแสนมหากัป ในกาลครั้งนั้นพระองค์เกิดเป็นชายหนุ่มยากจนอยู่กับมารดา มีอาชีพหาของป่า
ตัดฟนื แบกเขา้ ไปขายในเมือง วันหนง่ึ ขณะท่ีขายฟนื หมดแลว้ พักผ่อนท่ีท่าเรือ เมอื่ เห็นลกู เรือลงจาก
เรือพากันกลับบ้าน พิจารณาว่ามีรายได้ดีกว่าตน จึงไปขอสมัครทางานในเรือกับเจ้าของเรือ โดยขอ
เอามารดาของตนไปด้วย เจ้าของเรือเต็มใจรับเข้าทางาน ในระหว่างเดินทางคราวนั้น เรือสาเภาอัป
ปาง ล่มจมลงในท้องมหาสมุทรเพราะพายุ บรรดาลูกเรือท้ังหลายรวมท้ังนายเรือพากันเกาะไม้
กระดานว่ายน้าเข้าหาฝ่ัง ในขณะนั้นตัวเองได้เห็นเพ่ือนร่วมทางท้ังหลายจมน้าไปต่อหน้าทีละคนสอง
คน ชายตัดฟืนให้มารดาเกาะบ่าของตน จึงรู้สึกสลดสังเวชใจในความทุกข์ของตนและของเพ่ือน
พิจารณาด้วยปัญญาของตน เห็นความทุกข์ของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมดว่า ล้วนแต่มีความทุกข์
และภัยต่างๆ เช่น ทุกข์จากการทามาหากิน ทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์จากการพลัดพราก เวลา
น้ันจึงมีความคิดอยากยกตนเอง และช่วยสรรพสัตวใ์ ห้พ้นทุกข์ท่ีเกิดขึ้น จึงเร่ิมตั้งความปรารถนาที่จะ
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า๑๔ ถึงแม้จะไม่รู้หนทางถึงวิธีการพ้นทุกข์ แต่ก็พยายามแสวงหาหนทางท่จี ะ
๑๓ วศนิ อินทสระ, พุทธปรัชญามหายาน, พิมพค์ ร้ังท่ี ๔, กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๑),
หนา้ ๑.
๑๔ พระเทพมนุ ี (วิลาศ ญาณวโร), ศาสตร์วา่ ด้วยการเป็นพระพทุ ธเจ้า, (กรงุ เทพมหานคร : สารมวลชน
,๒๕๓๔), หน้า ๙๕.
๙
ช่วยทั้งตนและเพ่ือนมนุษย์และสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ การท่ีบุคคลเกิดความคิดเช่นน้ีขึ้นยอ่ ม
ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วการเริ่มต้นเป็นพระโพธิสัตว์ จากการเห็นทุกข์ภัยในการเป็นมนุษย์และ
สรรพสัตว์น้ัน แล้วเริ่มต้นแสวงหาหนทางท่ีจะพ้นทุกข์และทาให้ ผู้อื่นพ้นทุกข์ด้วย สอดคล้องกับการ
แสวงหาหนทางจนตรัสรขู้ องพระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ สง่ิ ทพ่ี ระองค์ตรัสรู้หรือ อรยิ สัจ ๔ คือ ทราบถึงทุกข์
สาเหตุของการเกิดทุกข์ สภาวะของการดับทุกข์และวิธีดับทุกข์ ดังนั้น จึงเป็นประเด็นท่ีสามารถทาให้
บุคคลมีอุดมการณ์พระโพธิสัตว์ แมเ้ พียงเรมิ่ ตน้ ยอ่ มถือวา่ ได้เพาะเมลด็ ทจี่ ะงอกเป็นต้นกล้าต่อไป
๒) ผู้ท่ีพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสอย่างย่งิ ในความเป็นพระสมั มาสัมพทุ ธ
เจ้า จึงเกิดอุดมคติพระโพธิสัตว์ขึ้นมีตัวอย่างท่ีปรากฏใน ยมกปาฏิหาริย์ ว่า ๕๘ คร้ังหนึ่งพระศาสดา
ประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ ทรงทายมกปาฏิหาริย์ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก ทรงแลดูข้างบน
สถานท่ีพระพุทธองค์ทรงแลดูแล้ว ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงอเวจีทรงดูแลทิศใหญ่และทิศเฉียง
ทั้งหลายจักรวาลหลายแสน ได้เนินเป็นอันเดียว เทวดาเห็นพวกมนุษย์แม้พวกมนุษยก์ ็เหน็ พวกเทวดา
พวกเทวดาและมนุษย์ท้ังหมด ต่างเห็นกันและกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีไป
แลว้ มนษุ ยใ์ นบริษทั ซง่ึ มีปริมณฑล ๓๖ โยชนแ์ ม้คนหนึง่ เมือ่ แลดูสริ ิของพระพุทธเจา้ ในวนั น้ันแล้ว ชื่อ
ว่าไมป่ รารถนาความเปน็ พระพทุ ธเจา้ มไิ ด้มเี ลย
ในทศั นะของพุทธศาสนาเถรวาทอุดมคตเก่ยี วกับพระโพธสิ ัตว์เปน็ ความคิดทีส่ าคญั อยา่ งหนึ่ง
พระโพธิสัตว์เป็นบุคคลท่ียังไม่รู้แจ้งในสัจธรรมอันนาไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ต้องแสวงหาความรู้
ต่อไป ในชาติสุดท้ายช่วงท่ีจัดว่ายังเป็นพระโพธิสัตว์ได้แก่ช่วงของชีวิตก่อนการตรัสรู้ การเป็นพระ
โพธิสัตว์ส้ินสุดลงเม่ือได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมต่างๆ ที่พระโพธิสัตว์บาเพ็ญ
ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม การเจริญอิทธบิ าท ๔ อันเป็นคุณธรรมให้ถึงความสาเร็จ ได้แก่ ฉันทะ วิรยิ ะ
จิตตะ วิมังสา และสติปัฏฐาน ๔ คือการตั้งสติกาหนดพิจารณาส่ิงทั้งหลายให้รู้เห็นตมความเป็นจริง
เพอื่ ใหจ้ ติ ตง้ั มน่ั ซึง่ จะเปน็ เหตุใหไ้ ด้สมาธบิ รรลุโพธิญาณ
การเป็นพระโพธิสัตว์ในคติของพระพุทธศาสนาเถรวาท อาจกล่าวได้ว่าเร่ิมข้ึนเม่ือบุคคลต้ัง
ปณิธานปรารถนาในพุทธภูมิและเร่ิมบาเพ็ญบารมีท่ีจะนาไปสกู่ ารตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธ
เจ้า แต่จะเรียกเป็นพระโพธิสัตว์ที่สมบูรณ์ก็ต่อเม่ือได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์
หนึ่งแล้ว ในช่วงที่ยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ผู้ท่ีตั้งความปรารถนาเพื่อบรรลุพุทธภมู ิ
อาจจะเกดิ ความทอ้ ถอยแลว้ ลม้ เลิกความปรารถนาเสียได้ แต่เมอื่ ไดร้ บั การพยากรณจ์ ากพระพทุ ธเจ้า
แล้ว ย่อมแสดงว่าผู้นั้นได้ดาเนินถึงข้ันที่มีความหนักแน่น ม่ันคง ไม่มีการหวนกลับ หรือล้มเลิก
ความตัง้ ใจอกี ต่อไป
ปณธิ าน คือการท่ีบุคคลต้ังความหวังแสดงความปรารถนาหรือแสดงความมุ่งมั่นท่ีจะบาเพ็ญ
บารมี เพื่อท่ีจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่บุคคลได้ต้ังปณิธานเช่นน้ีเป็นการอธิฐานหรือ
ปฏิญาณตนว่า ตนจะดาเนินชีวิตด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ซึ่งการปฏิบัติตนเช่นนี้เป็นการ
๑๐
แสดงถึง ความกรุณาของพระโพธิสัตว์๑๕ น่ันเอง ดังข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย จริยา
ปิฎกว่า
“เม่อื เราให้ทานแก่อินทพราหมณ์นั้น
เราจะได้ปรารถนายศและลาภกห็ ามไิ ด้
แต่เราปรารถนาพระสัพพัญญตุ ญาณเท่านั้น
จึงไดป้ ระพฤติกรรมเหล่านน้ั ฉะนีแ้ ล๑๖”
สรุปได้ว่า อุดมคติของพระโพธิสัตว์ ทุกคนมีพุทธภาวะท่ีจะสามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าได้ การกระตุ้นพุทธภาวะน้ีให้ปรากฏได้จากประเด็นแรก คือ การเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
หรอื จากประเด็นท่ีสองคือ ใหพ้ น้ จากวฏั ฏสงสาร สามารถทาให้เกิดพุทธภาวะได้ เปน็ การสรา้ งอุดมคติ
ของพระโพธิสัตว์ ให้เกิดขึ้นในจิตสานึก ทาให้เกิดการแสวงหาการดับทุกข์ แต่อุดมคติเหล่านี้จะย่ังยนื
ยาวนานได้ขึ้นอยกู่ บั ความมงุ่ มน่ั ยดึ ถือในอุดมคติ ซึ่งนาไปสู่การพัฒนาภูมิธรรมของตนเองใหส้ งู ย่ิงขึน้
๑.๓ สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ัตว์ในทศั นะพระพุทธศาสนามหายาน
แนวคิดเก่ียวกับเร่ืองพระโพธิสัตว์ถือว่าเป็นแนวคิดที่สาคัญมากในพระพุทธศาสนามหายาน
พระโพธิสัตว์หมายถึงผู้ที่มุ่งม่ันปรารถนาบรรลุพุทธภูมิ ผู้มีจิตแน่วแน่ขอเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปใน
อนาคต การตั้งจิตปรารถนานี้เกิดจากเล็งเห็นว่า การเกิดเป็นพระพุทธเจ้าเท่าน้ันจึงจะสามารถ
ชว่ ยเหลือสรรพสัตว์ให้พน้ ทุกข์ได้อย่างแท้จริงและไม่จากัด ผทู้ จี่ ะมงุ หวงั จะเป็นพระพทุ ธเจ้าจะต้องมี
จิตท่ีคิดช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์จริงๆ ไม่ใช่คิดว่าการเกิดเป็นพระพุทธเจ้าให้ผลตอบแทนท่ีสงู
กว่า จะตอ้ งไมม่ ีประโยชน์สขุ สว่ นตนใด ๆ เขา้ มาเก่ยี วขอ้ ง แสดงถึงความเปน็ ผูเ้ สยี สละอย่างแท้จริง
ตามคติของมหายานพระโพธิสัตว์ไม่จาเป็นต้องมีร่างกายแบบมนุษย์ อาจจะเสวยชาติเป็น
สัตว์ชนิดต่างๆ หรืออยู่ในภพภูมิอื่นเช่นสวรรค์ เป็นต้น ฝ่ายมมหายานเห็นตรงกันกับเถรวาทว่า
ก่อนที่พรศากยมุนีพุทธเจ้าจะได้ประสูติพระชาติสุดท้าย ท่านก็เคยผ่านการสั่งสมบารมีมานับชาติไม่
ถว้ นโดยเฉพาะห้าร้อยชาติสุดทา้ ย ชาตกาลท้ังหลายที่ผ่านมาของพระพุทธเจ้าก็คือการสั่งสมบารมีอยู่
ในภาวะแห่งโพธสิ ตั วน์ ั่นเอง๑๗
จากแนวคิดเรือ่ งพระโพธิสตั ว์นีม้ หายานจึงมีชอ่ื เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “โพธิสัตวยาน” เพราะ
พูดถึงความสาคัญของพระโพธิสัตว์ นับถือพระสัตว์ย่ิงกว่าพระพุทธเจ้า เพราะเห็นว่าพระโพธิสัตว์
ทัง้ หลายกาลังบาเพ็ญบารมีอยเู่ พ่ือช่วยเหลือสรรพสตั ว์ให้ไปสภู่ ูมิอันเป็นสคุ ติ แต่พระพุทธเจ้าได้เสด็จ
ดับขนั ธ์ไปแล้ว เหลอื ไว้แต่ธรรมของพระพุทธองค์ นอกจากน้ีฝา่ ยมหายานยงั กล่าวถงึ อดุ มคตขิ องพระ
โพธิสัตว์ไว้มากมาย เช่น พระโพธิสัตว์ปรารถนาแบ่งปันความสุขอันเกิดแต่โพธิของตัวเองแก่สรรพ
สัตว์ โดยสอนให้เขาปฏิบัติธรรมอันสูงสุดเพ่ือความเป็นโพธิสัตว์เหมือนตนเอง พระโพธิสัตว์เหล่านี้
หวังให้สรรพสัตว์เข้าถึงนิพพานก่อนตัวเอง แม้ตัวเองจะมีโอกาสเข้าถึงได้ แต่ก็ปฏิเสธภาวะนั้น โดย
ต้งั ใจอย่างมงุ่ มนั่ ทจ่ี ะช่วยเหลอื สรรพสตั วแ์ ละจะขอเข้าพระนิพพานเป็นคนสดุ ทา้ ย เป็นต้น นคี้ ืออดุ ม
๑๕ ผุดพรรณ ศุภพันธ์. การศกึ ษาเปรยี บเทยี บความคดิ เกี่ยวกบั พระพทุ ธเจ้าในพุทธปรัชญาเถรวาทกบั
พทุ ธปรัชญามหายาน. (วทิ ยานิพรธ์หลักสตู รปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบัณฑติ ภาควิชาปรัชญา บณั ฑติ วทิ ยาลยั
จุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลยั . ๒๕๒๙), หน้า
๑๖ ข.ุ จรยิ .(ภาษาไทย) ๓๓/๑๐/๗๒๘.
๑๗ สุมาลี มหาณรงคช์ ัย, พทุ ธศาสนามหายาน, พิมพค์ รั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ: ๒๕๕๐), หน้า ๒๕.
๑๑
คติของพระโพธิสัตว์ท้ังหลาย๑๘ เพ่ือความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ในบทนี้มีประเด็นท่ีควรศึกษาให้
เขา้ ใจก่อนนาหลกั คาสอนเก่ียวกับพระโพธสิ ตั ว์ในทัศนะของพระพทุ ธศาสนามหายานในประเด็นความ
เข้าใจความหมายของพระโพธิสัตว์ สถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์ อุดมคติของพระโพธิสัตว์
ดังต่อไปนี้
๑.๓.๑ ความหมายของพระโพธสิ ตั ว์ในคัมภรี ม์ หายาน
คาวา่ โพธิสตั ว์ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ตา่ ง ๆ ไดม้ คี วามหมายหลากหลายนัยแตกต่าง
กันไปตามความหมายของคาท่ีประกอบข้ึน โดยสามารถแยกออกได้เป็น ๒ คาคือ โพธิ + สตฺต ใน
ภาษาบาลี และ โพธิ + สตฺตฺว ในภาษาสันสกฤต คาว่า โพธิ มีความหมายว่า ความตรัสรู้, ผู้ตรัสรู้,
การบรรลุ, ผู้บรรลุ, การตื่น, ผตู้ ื่น เปน็ ต้น
ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ได้กล่าวถึงความหมายของคาว่า โพธิสัตว์ตามที่ปรากฏอยู่
ในคัมภรี ์มหายานออกเป็น ๓ อยา่ ง คอื
๑) คัมภีร์สัทธรรมปุณฑรีกสูตรและวิมลเกียรตินิรเทศสูตร คาว่า โพธิสัตว์ หมายถึงบุคคลที่
บาเพ็ญบารมเี พอ่ื เปน็ พระพุทธเจา้ หรอื ผู้ทีจ่ ะเป็นพระพทุ ธเจา้ ในอนาคต
๒) คัมภีร์อรรถกถาโพธิจรรยาวตารปัญชิกา และอรรถกถาศตสาหสริกา ตีความหมายคาว่า
โพธิสัตว์ หมายถึง ผู้ตง้ั ใจม่งุ มั่นเพอ่ื โพธิ หรือความมุง่ หมายในโพธิ
๓) ในรัตนคุณสัมจยคาถา คาว่า โพธิสัตว์ หมายถึง บุคคลผู้บาเพ็ญหรือเป็นผู้ดารงอยู่ใน
ความคิดเร่ืองศูนยตา ส่วนในคัมภีร์สมาธิราชสูตร แปลความคาพระโพธิสัตว์ว่า หมายถึง ผู้เตือนสัตว์
ทง้ั ปวง
ประยงค์ แสนบุราณ ได้ให้ความหมายของพระโพธิสัตว์โดยสรุปไว้ ๓ ความหมาย
คอื
๑) ผู้มีใจผูกพันอยู่กับการตรัสรู้ ในกรณีน้ี ศาสนิกชนท้ังหลายของนิกายมหายานต้ังใจจะ
ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากกว่าที่จะเป็นพุทธสาวก ในขณะที่บาเพ็ญบารมีอยู่แต่ละชาติ แม้
จะมโี อกาสบรรลอุ รหนั ตภมู ิ ก็ปฏิเสธภาวะน้ัน
๒) ผู้มีคุณอันสูงส่ง คือการตรัสรู้ท่ีมุ่งหวังเอาไว้ในอนาคต แม้จะลาบากเพียงใดในการ
บาเพญ็ บารมี ก็ไมย่ ่อท้อตอ่ อปุ สรรคนนั้
๓) ผู้มีธาตุแห่งความดี ได้แก่ สภาวะจิตของพระโพธิสัตว์ท้ังหลายจะหมกมุ่นอยู่แต่การ
ช่วยเหลือสัตว์โลกและการทาความดีอ่ืนๆ ในขณะเดียวกัน จิตก็จะรู้แจ้งในส่ิงต่างๆ อย่างง่ายดาย
ตามใจปรารถนา๑๙
๑.๓.๒ สถานะและบทบาทของพระโพธสิ ตั ว์
ตามท่ไี ด้กล่าวแลว้ ข้างต้นว่าคติของมหายานสถานะของพระโพธสิ ตั ว์ไม่จาเปน็ ต้องมี
ร่างกายแบบมนุษย์ อาจจะเสวยชาติเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ หรืออยู่ในภพภูมิอ่ืนเช่นสวรรค์
พระพุทธศาสนามหายานถือว่าพระโพธิสัตว์มีจานวนมากมายเหมือนเม็ดทรายในคงคานที บทบาทท่ี
๑๘ ประยงค์ แสนบรุ าณ, พระพุทธศาสนามหายาน, (กรุงเทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๔๘), หนา้ ๔๔.
๑๙ ประยงค์ แสนบรุ าณ, พระพทุ ธศาสนามหายาน, (กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๔๘), หนา้ ๔๕.
๑๒
สาคัญของพระโพธิสัตว์ดังท่ีปรากฏในปณิธานซ่ึงจะได้กล่าวต่อไป หากจาแนกประเภทของโพธิสัตว์
จะทาใหเ้ ห็นสถานะท่ีชดั เจนยงิ่ ขึ้นซง่ึ สามารถแบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท ใหญ่ ดงั น้ี
๑) พระโพธสิ ัตวท์ ่ีมปี ฏิญญาเพือ่ ตนเอง
พระโพธิสัตว์ประเภทนี้ฝ่ายมหายาน ได้มองว่า พระโพธิสัตว์บาเพ็ญบารมีให้
บริบูรณ์แล้วก็จะได้ตรัสรู้ แต่เพราะความสามารถในการอธิบายธรรมให้มีความลุ่มลึก ละเอียดลออ
ไม่ได้จึงไม่สามารถจะขนสัตว์ไปได้มาก ถ้าเปรียบไปแล้วก็เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าของ
พระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทน่ันเอง
๒) พระโพธสิ ตั ว์ทม่ี ปี ฏิญญาเพ่อื สรรพสัตว์
พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ได้ให้ความหมายว่า พระโพธิสัตว์ท่ีมีความเฉลียว
ฉลาด มีความแตกฉานในธรรมมากมาย สามารถอธิบายธรรมต่างๆ ให้สาธุชนฟังได้อย่าง
ละเอียดลออและมคี วามสามารถพิเศษอธิบายธรรมให้สอดคลอ้ งกบั อุปนสิ ยั คนฟงั จึงสามารถชว่ ยเหลือ
สรรพสตั วไ์ ด้มาก๒๐
อีกนัยหนึ่ง พระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ข้องอยู่ในโพธ์ิ คือความรู้ คือผู้จักได้ตรัสรู้เป็น
พระพุทธเจา้ ในเบอ้ื งหน้า ซึ่งฝ่ายมหายานจาแนกโพธิสตั วอ์ อกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑) พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้บาเพ็ญบารมีบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว และสาเร็จเป็น
พระธยานิโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์ในสมาธิโดยยับย้ังไว้ยังไม่เสด็จเข้าสู่พุทธภูมิ เพ่ือจะโปรดสรรพ
สัตว์ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด พระธยานิโพธิสัตว์นี้เป็นทิพยบุคคลที่มีลักษณะดังหน่ึงเทพยดา มีคุณชาติ
ทางจิตเข้าสูภ่ ูมิธรรมข้ันสงู สุดและทรงไวซ้ ง่ึ พระโพธญิ าณอย่างม่นั คง จึงมสี ภาวะทสี่ งู กวา่ พระโพธิสัตว์
ทั่วไป พระธยานิโพธิสัตว์มักจะมีภูมิหลังที่ยาวนาน เป็นพระโพธิสัตว์เจ้าที่สาเร็จเป็นพระโพธิสัตว์มา
เน่ินนานนับแต่สมัยพระอดีตพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สุดจะคณานับเป็นกาลเวลาได้ พระธยานิโพธิสัตว์ที่
พุทธศาสนิกชนมหายานรู้จักดี เป็นพระโพธิสัตว์ท่ีกาหนดไม่ได้ว่าเกิดเมื่อใด แต่เกิดก่อนพระศากยมุนี
พุทธเจ้า เป็นผู้บรรลุพุทธภูมิแล้วแต่ไม่ไปเพราะมุ่งจะช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์ จึงไม่เสด็จเข้านิพพาน
พระฌานิโพธสิ ัตว์ที่สาคญั ทคี่ วรทราบ คือ
(๑) พระอวโลกิเตศวรโพธสิ ตั ว์ คุณธรรมพเิ ศษคอื มหากรุณา
(๒) พระมัญชศุ รโี พธสิ ตั ว์ มีความสามารถพเิ ศษในการเทศนาให้คนเกดิ ปัญญา
(๓) พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ สามารถรู้ถึงความต้องการทางสติปัญญาของ
สรรพสตั ว์ ทรงมปี ญั ญาเย่ียม ใช้ปญั ญาทาลายอวชิ ชา
(๔) พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความกรุณาหน้าท่ีสาคัญคือ การรื้อขน
สัตวอ์ อกจากนรก
(๕) พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ มีสัญลักษณ์เด่นคือ ทรงสายฟ้าในพระหัตถ์ เป็น
สญั ลกั ษณ์แห่งการฟาดฟันกิเลส ตณั หาทัง้ ปวง
๒) พระมานุษิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในสภาพมนุษย์ท่ัวไป หรือเป็นสิ่งมีชีวิตใน
รปู แบบอ่ืน ๆ ยังต้องฝึกอบรมตนเอง และทาหนา้ ท่ีช่วยเหลือผู้อื่นไปพร้อมๆ กนั เปน็ ผทู้ ่ีกาลงั บาเพ็ญ
๒๐ ประยงค์ แสนบรุ าณ, พระพุทธศาสนามหายาน, (กรุงเทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๔๘), หน้า ๔๖.
๑๓
ส่ังสมบารมีอันยิ่งใหญ่เพื่อพระโพธิญาณอันประเสริฐ ถ้าตามมติของฝ่ายเถรวาทก็คือผู้ท่ียังเวียนว่าย
อยู่ในวัฏสงสารเพ่ือบาเพ็ญ ทศบารมี ๑๐ ประการให้บริบูรณ์ เหมือนเมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาค
ได้ทรงกระทามาในอดีต โดยท่ีทรงเสวยพระชาติเป็นทั้งมนุษย์และสัตว์จนได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นพระศากยมุนีพุทธเจ้า การบาเพ็ญบารมีดังกล่าวนี้เป็นความยากลาบากแสนสาหัส สาเร็จได้ด้วย
โพธิจิต อีกท้ังวิริยะและความกรุณาอันหาที่เปรียบมิได้ ต้องอาศัยระยะเวลายาวนานนับด้วยกัป
อสงไขย สน้ิ ภพส้ินชาติสุดจะประมาณได้
พระโพธิสัตว์ยังมีทั้งอยู่ในเพศบรรพชิตและฆราวาสโพธิสัตว์ในเพศบรรพชิตเรียกว่า
เนกขัมมโพธิสัตว์ ส่วนโพธิสัตว์ ฆรวาสเรียกว่า เคหโพธิสัตว์ ซ่ึงแบ่งย่อยได้อีกสองประเภท คือ
โพธิสัตว์ท่ถี อื พรหมจรรยโ์ ดยไม่ได้ออกบวชเรียกว่า ฆราวาสมุนี สว่ นโพธิสัตวท์ ยี่ ังบรโิ ภคกามคุณจะไม่
มีชื่อเรียกอื่นใดเป็นพิเศษ๒๑ แต่ไม่ว่าจะเป็นโพธิสัตว์ในรูปแบบใดก็จะต้องมีจิตใจต้ังม่ัน เรียกว่า มี
ปณธิ านที่แนว่ แน่ ดังนน้ั พระโพธิสตั ว์ในทัศนะฝ่ายมหายานจึงมีจานวนมากมาย
เสถยี ร โพธนิ นั ทะ ได้แบ่งประเภทพระโพธสิ ัตว์ตามระยะกาลเวลาของการประพฤติธรรมว่ามี
อยู่ ลกั ษณะ คอื
๑) พระโพธสิ ตั วท์ ี่ยินดีเพลดิ เพลนิ ในเรอ่ื งสานวนอักษรโวหารบญั ญัติ
๒) พระโพธสิ ัตว์ท่ีมิได้คร่นั คร้ามหวาดกลัวต่ออรรถธรรมอันสุขุมคมั ภีร์ภาพ สามารถ
จกั เขา้ ถงึ ซมึ ซาบได้
พระโพธิสัตว์สองประเภทนี้ ถ้าพระโพธิสัตว์องค์ใดยินดีเพลิดเพลินในเรื่องสานวนอักษร
โวหารบัญญัติพึงรู้ว่า เป็นพระโพธิสัตว์นวกะผู้ยังใหม่อยู่ ส่วน พระโพธิสัตว์ใดปราศจากความ
เพลิดเพลินยินดี ปราศจากความยึดถือ ปราศจากความคร่ันคร้ามในพระสูตรอันล้าลึกและสามารถ
เข้าถึงแก่นธรรมในพระสูตรน้ันได้ มีจิตสะอาดผ่องแผ้วธารงรักษาไว้ และสามารถสาธยายท่องบ่นกับ
ทัง้ ปฏบิ ตั ิตามไดพ้ ึงรู้วา่ เป็นพระโพธสิ ัตวร์ ัตตญั ญู คอื อบรมปฏบิ ัตโิ พธจิ ริยามานาน๒๒
อาจสรุปได้ว่าในเร่ืองประเภทของพระโพธิสัตว์นี้ ปราชญ์ทางฝ่ายมหายานได้จาแยกไว้หลาย
นัยโดยหลักยึดหลักแห่งปฏิญญาหรืออุบายธรรม สถานะของพระโพธิสัตว์บ้าง สถานะของพระ
โพธิสัตว์ไม่จาเป็นต้องมีร่างกายแบบมนุษย์ อาจจะเสวยชาติเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ พระโพธิสัตว์มีอยู่
ประเภท คือ พระฌานโิ พธสิ ัตว์ ซ่งึ จะหมายถึง พระโพธิสตั วผ์ ้บู รรลพุ ุทธภูมแิ ล้ว แตไ่ ดต้ ้งั ปณธิ านจะยัง
ไมเ่ สดจ็ เขา้ สู่พระนิพพาน ทรงดารงอย่เู พื่อโปรดสัตวโ์ ลกต่อไปและ พระมานุษโิ พธิสัตว์ ซึ่งจะหมายถึง
พระโพธสิ ตั วท์ อ่ี ย่ใู นสภาพของมนุษยท์ ่วั ไป เป็นผู้กาลังปฏิบัตโิ พธสิ ัตวมรรคเพือ่ มุ่งสูพ่ ุทธภมู ิ หรอื าจจะ
กล่าวได้อีกนัยหน่ึงว่า พระฌานิโพธิสัตว์นั้นเป็นผู้ท่ีทาหน้าฝึกฝนตนเองได้สมบูรณ์แล้วเหลือเพียงการ
ช่วยเหลือผู้อื่น แต่พระมหามุษีโพธิสัตว์ยังต้องฝึกฝนอบรมตนเอง และทาหน้าที่ช่วยเหลือผู้อ่ืนไป
พร้อมกันด้วย ซ่ึงเป้าหมายสุดท้ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ประเภท ย่อมมุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ พระ
นิพพานน่ันเอง
๒๑ สุมาลี มหาณรงค์ชยั , พทุ ธศาสนามหายาน, (พิมพ์ครง้ั ท่ี ๒, กรุงเทพฯ: ๒๕๕๐), หนา้ ๒๕.
๒๒ เสถียร โพธินันทะ. ชมุ นมุ พระสตู รมหายาน. (กรุงเทพมหานคร : โพธิสามต้นการพมิ พ์, ๒๕๑๖), หนา้
๒๕๕.
๑๔
๑.๓.๓ อดุ มคตขิ องพระโพธิสตั ว์
อุดมคติพระโพธิสัตว์ มีความสาคัญมากในมหายาน ทุกคนเจริญรอยตามะระพุทธเจ้าทุก
พระองค์เคยปฏิบัติกันมา โดย การบาเพ็ญตนเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์เป็น “พระโพธิสัตว์” มหายาน
มุ่งเน้นต่อการดารงชีวิตเพื่อให้เข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อจะได้สั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น
พระองค์บาเพ็ญบารมีเพ่ือช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกฝ่ายมหายานจึง
บาเพ็ญตนเช่นน้ัน เพราะตระหนักดีว่า ทุกคนสามารถบรรลุโพธิภาวะได้ เน่ืองจากสรรพสัตว์น้ันมี
“โพธิจิต” คือจิตท่จี ะบรรลุโพธไิ ด้อยู่ในตนอยแู่ ล้ว
อุดมการณ์ในการเป็นพระโพธิสัตว์ “อุดมคติของฝ่ายมหายาน สอนให้ทุกคนบาเพ็ญตนเป็น
พระโพธิสัตว์เพื่อท่ีจะได้ช่วยปลดเปล้ืองทุกข์ของสัตว์โลก ได้กว้างขวาง พระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ท่ีจะ
ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า๒๓ นอกจากน้ีพระพุทธศาสนามหายานถือว่า ยานหรือวิธีการมุ่งสู่ความหลุด
พน้ ในทางพระพุทธศาสนาน้ันมีอยู่ ๓ ทางเรียกว่า ตรยี าน คือ
๑) สาวกยาน คือยานของพระสาวกท่ีมุ่งเพียงอรหันตภูมิ ซึ่งรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยการสดับ
จากพระพุทธเจ้า
๒) ปัจเจกยาน คือยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้แก่ ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง
แตไ่ ม่ปรารถนาจะแสดงธรรมสัง่ สอนสรรพสตั ว์ทัง้ หลาย
๓) อนุตตรยานหรือโพธิสัตวยาน คือยานของพระโพธิสัตว์ ได้แก่ ผู้มีใจกว้างขวาง
ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไมต่ ้องการอรหันตภูมิ ปจั เจกภูมิ แตป่ รารถนาพทุ ธภมู ิเพ่ือโปรด
สัตว์ไดก้ วา้ งขวางกว่า ๒ ยานแรก และเปน็ ผูร้ ู้แจง้ ในศนู ยตาธรรมได้แทจ้ รงิ ๒๔
ในบรรดายานท้ัง ๓ น้ี อนุตตรยานหรือโพธิสัตวยานถือว่า เป็นยานประเสริฐสูงสุดเป็นเอก
ยานท่ีสามารถนาตนเองและขนสัตว์ท้ังหลายให้ข้ามพ้นจากห้วงทุกข์ เข้าสู่พุทธภูมิได้มากกว่ายานอื่น
ๆ กล่าวคือ พระโพธิสัตว์น้ันมิได้เป็นแต่ผู้ที่ยังตนเองให้หลุดพ้นเท่าน้ัน แต่ยังเป็นผู้ท่ีนาเอาหน่อเชื้อ
แหง่ นิพพาน อันมปี รากฏอยู่ในสตั ว์อ่ืน ๆ ได้บรรลถุ ึงผลสาเร็จอีกดว้ ย แม้ว่าการปลดทกุ ขใ์ หส้ รรพสัตว์
นนั้ ตนเองจะต้องทนทุกขต์ ้องถกู เผาไหมใ้ นนรกสกั ก่ีอสงไขยกัลปก์ ็ตามหากยังมีหมสู่ ัตว์ตอ้ งตกทุกข์ได้
ยากอยู่ก็จะไม่ขอปรารถนาเขา้ สู่พทุ ธภมู เิ ปน็ อันขาด๒๕
พระพุทธศาสนามหายานสนับสนุนให้ทุกคนเป็นพระพุทธเจ้า ซ่ึงก็เท่ากับว่าต้องการให้ทุก
คนเป็นพระโพธิสัตว์ ในคัมภีร์สัทธรรมบุณฑริกสูตรกล่าวว่า พุทธศาสนามียานเดียวเท่านั้น คือ
๒๓ เสถยี ร โพธินันทะ, ชมุ นมุ พระสตู รมหายาน, (สานกั พิพมพบ์ รรณาคาร, ๑๕๑๖), หน้า ฐ )
๒๔ เสถียร โพธินนั ทะ, ปรัชญามหายาน, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพฯ : มหามกฏุ ราช
วิทยาลัย, ๒๕๔๑), ๓.
๒๕ พระมหาวชิ าญ กาเหนดิ กลบั , การศกึ ษาเชิงวิเคราะหค์ ัมภีรโ์ พธิจรรยาวตาร, (วทิ ยานพิ นธ์หลักสตู ร
ศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาสนสกฤต บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๔๙) หนา้ ๖๒.
๑๕
พุทธยาน คือยานที่จะนาไปสู่การเป็นพระพุทธเจ้า และในวิมลเกียรตินิเทศสูตรกล่าวว่า ทุกคนเป็น
พระพุทธเจา้ ได้เพราะมีธรรมธาตเุ ปน็ อย่างเดียวกัน๒๖
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดเกี่ยวกับอุดมคติของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของมหายานน้ัน
ถือเอาความเปน็ พระโพธสิ ตั วเ์ ปน็ สง่ิ ทที่ กุ คนมีอยูใ่ นตวั อยู่แล้วอันได้แกธ่ รรมธาตุ ในคมั ภีร์ของมหายาน
เช่น ปรัชญาปารมิตา สัทธรรมบุณฑริกสูตร จึงเน้นเรื่องการบังเกิดของจิตที่จะมุ่งไปสู่อนุตตรสัมมา
สัมโพธิมาก เพราะเป็นเสมือนด่านแรกที่จะไปให้ถึงโพธิอันสูงสุดนั่นคือการเป็นพระโพธิสัตว์อันเป็น
อุดมคติของมหายาน และจะต้องบาเพ็ญตามหลักโพธสัตวจริยา หรือข้อที่จะต้องบาเพ็ญของพระ
โพธิสตั ว์ เรียกวา่ มหาปณิธาน มี ๔ ประการ ดังน้ี
๑) เราจะต้องโปรดสัตว์ทั้งหลายให้หมดส้ิน จะช่วยสัตว์เหล่าน้ันให้พ้นทุกข์ พระ
โพธสิ ตั ว์กาหนดรู้ทกุ ข์แห่งตนแลว้ เอาตนเป็นเคร่ืองเปรยี บเทยี บ ยอ่ มเห็นชัดแจ้งวา่ สตั วเ์ หล่าอืน่ ก็เต็ม
ไปดว้ ยทกุ ขเ์ ชน่ กนั
๒) เราจะตอ้ งทาลายกิเลสใหห้ มดสิน้ และจะชว่ ยผู้อ่นื ให้ทาลายกเิ ลสดว้ ย
๓) เราจะตอ้ งศกึ ษาพระธรรมทั้งปวงใหเ้ จนจบ และชว่ ยใหผ้ ู้อื่นไดศ้ กึ ษาดว้ ย
๔) เราจะต้องบรรลุพุทธภมู ิใหจ้ งได้ และจะชว่ ยเหลือผอู้ ่นื ให้บรรลดุ ว้ ย๒๗
หลักทั้ง ๔ ประการน้ี คือความมุ่งม่ันในใจของพระโพธิสัตว์ท้ังหลายจะต้องทาให้เกิดมีใน
ตนเองให้ได้ โดยท่ไี มค่ านงึ ถึงความทกุ ขย์ ากความเหน็ดเหน่ือยหรืออะไรท้งั นัน้ พระโพธิสัตวจ์ ะต้องมุ
มานะปฏิบัติตามปณิธาน ๔ ประการนี้ด้วยจิตใจอันเบิกบานโดยไม่มีย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ เพราะ
อปุ สรรคตา่ งๆ ก็คอื บนั ไดแตล่ ะขัน้ ของพระโพธิสตั ว์๒๘ นั่นเอง
พระโพธิสัตว์นอกจากจะตั้งตนยึดมั่นปฏิบัติอยู่ในมหาปณิธานทั้ง ๔ ประการข้างต้นแล้วพระ
โพธิสัตว์จาต้องมีหลักปฏิบัติคือ อัปปมัญญาภาวนา ได้แก่ การอบรมจิตให้มีเมตตา กรุณามุทิตาและ
อุเบกขา ให้แผ่ไปสู่สรรพสัตว์โดยไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขตจากัดอีกด้วย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อัปป
มาณหฤทยั หรอื อัปปมญั ญาหฤทยั ๔ ประการคือ
๑) เมตตา พระโพธสิ ตั ว์ตอ้ งมุ่งการให้ความสุขแก่สรรพสัตว์โดยไมเ่ ลือกหนา้ และต้อง
ปรารถนาดตี อ่ สตั ว์ท้ังปวง
๒) กรุณา พระโพธิสัตว์ต้องมุ่งปลดเปลื้องความทุกข์ของผู้อ่ืน มีความหว่ันใจในทุกข์
ของผอู้ น่ื เหน็ ความทกุ ข์ของผอู้ ื่นเสมอดว้ ยความทุกข์ตนหรือยงิ่ กวา่ ตน
๓) มุทิตา พระโพธิสัตว์ต้องพลอยยินดีต่อความสุขความสาเร็จของผู้อ่ืนโดยไม่มีจิต
รษิ ยาคดิ เบียดเบียน
๒๖ ประพจน์ อศั ววริ ฬุ หการ. การศึกษาเชงิ วเิ คราะหเ์ รอื่ งพระโพธสิ ตั ว์ในคมั ภีรเ์ ถรวาทและคัมภีร์มหายาน.
(วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาตะวนั ออกบณั ฑิตวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย,
๒๕๒๓),หนา้ ๑๓๘.
๒๗ วศนิ อนิ ทรสะ, พทุ ธปรัชญามหายาน, พิมพค์ รัง้ ท่ี ๔, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๑),
หน้า ๓๒-๓๓.
๒๘ ประยงค์ แสนบรุ าณ, พระพุทธศาสนามหายาน, (กรงุ เทพมหานคร: โอเดียนสโตร,์ ๒๕๔๘), หน้า ๓๑.
๑๖
๔) อุเบกขา พระโพธิสัตว์ต้องวางใจเป็นกลาง ไม่มีอคติ และต้องวางเฉยในความดีที่
ได้ทาไว้ กล่าวคือ พระโพธิสัตว์ต้องไม่ยึดถือในความดีว่า ตนได้ทาแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และต้องไม่ปรารถนา
การตอบแทนใด ๆ ทง้ั สิน้ ๒๙
นอกจากนี้พระโพธิสัตว์ท้ังหลายนอกจากจะยึดปฏิบัติบาเพ็ญในคุณธรรมทั้ง ๒ ประเภทคือ
มหาปณิธาน ๔ และอัปปมัญญา ๔ ดังกล่าวแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติหรือหลักการประจาชีวิตท่ีจะต้อง
ปฏบิ ตั อิ ีก ๓ ประการคือ
๑) หลักมหาปัญญา พระโพธิสัตว์จะต้องมุ่งสู่ปัญญาอันยิ่งใหญ่ไพศาลและลึกซ้ึง
สามารถเข้าใจในศนู ยตาธรรมทัง้ ๒ ข้ันคอื บคุ คลศนู ยตาและธรรมศนู ยตาได้อย่างแจ่มแจง้
กล่าวคือ ไม่ควรยึดม่ันถือมั่นทั้งบุคคลและธรรม แต่ให้พิจารณาเห็นความว่างท้ังใน
บคุ คลและธรรมแม้แต่พระนพิ พานก็ไม่ควรยึดถอื
๒) หลักมหากรุณา พระโพธิสัตว์จะต้องตั้งโพธิจิตมุ่งพุทธภูมิ เพ่ือช่วยเหลือสัตว์
ท้ังหลายให้พ้นทุกข์ มีความกรุณาต่อสัตว์ท้ังมวลอย่างไม่มีขอบเขตจากัด แม้ต้องทนทุกข์ยากต้องตก
นรกเพ่อื ปอ้ งกันผูอ้ ื่นไม่ใหก้ ระทากรรมช่วั กต็ ้องยอมทา
๓) หลักมหาอุบาย พระโพธิสัตว์จะต้องมีอุบายวิธีอันฉลาดหลักแหลมในการแนะนา
สั่งสอนธรรม เพ่ือโนม้ นา้ วสรรพสตั ว์ใหเ้ ข้าถึงสจั ธรรมโดยเร็วพลัน๓๐
กลา่ วโดยสรปุ อุดมคติหรือความมุ่งหมายของพระโพธสิ ตั ว์ตามหลักพระพุทธศาสนามหายาน
น้ัน ได้แก่บุคคลผู้มีเจตจานงต้องการบรรลุถึงพุทธภูมิ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พร้อมกับมีจิตเสียสละ
ประกอบด้วยเมตตากรุณาคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์จนหมดส้ิน โดยไม่ละทิ้งสัตว์
แมแ้ ต่เพยี งตนเดียว โดยมปี ณธิ านวา่ หลังจากได้ชว่ ยขนสตั วใ์ หข้ า้ มวัฏฏสงสารจนหมดสนิ้ แลว้ ตัวท่าน
เองจงึ จะขอบรรลุถงึ ความตรสั รูเ้ ป็นคนสุดทา้ ย
๑.๔ เปรียบเทยี บสถานะและบทบาทของพระโพธสิ ตั วใ์ นทศั นะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
กับมหายาน
การเปรียบเทียบเก่ียวกับสถานะและบทบาทของพระโพธิสัตว์ในทัศนะทั้งสอง เก่ียวกับ
แนวคิด ความหมาย สถานะและบทบาท อุดมคติและปณิธาน ตลอดท้ังคุณธรรมของพระโพธิสัตว์
จากการศึกษาในทัศนะของท้ังสอง จึงสรุปประเด็นความคล้ายคลึงและความแตกต่างเกี่ยวกับพระ
โพธิสัตว์ ดงั น้ี
๒๙ วศนิ อินทรสะ. ๒๕๔๑, หน้า ๓๒.
๓๐ เร่อื งเดยี วกนั , หน้า ๓๓.
๑๗
๑) แนวคิดเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายาน
เห็นคล้ายกันว่า พระโพธิสัตว์ คือผู้ท่ีมีจิตใจต้ังมั่นและกาลังบาเพ็ญตนเพ่ือที่จะเป็นพระพุทธเจ้าใน
อนาคต ไม่ว่าจะเสวยพระชาติเป็นคน หรือเป็นสัตว์ก็ตาม กระทาสิ่งที่พิเศษกว่าธรรมดา จะต้อง
บาเพ็ญบารมีให้ครบทั้ง ๑๐ ประการ เพ่ือการท่ีจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่คติเกี่ยวกับพระ
โพธสิ ัตวข์ องฝ่ายมหายานต่อมามีเรอ่ื งเกย่ี วกบั อานาจมากมายเหมอื นพระโพธสิ ัตวไ์ ดบ้ รรลโุ พธแิ ลว้
ความหมายของพระโพธิสัตว์ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานข้างต้นนี้ ได้แสดงความหมายส่วน
ใหญ่เหมือนกันคือ หมายถึง สัตว์หรือบุคคลผู้บาเพ็ญบารมีธรรมมุ่งมั่นอยู่ใน การตรัสรู้โพธิญาณ เพื่อ
บรรลคุ วามเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
ประเด็นที่แตกต่าง ในฝ่ายเถรวาทน้ัน พระโพธิสัตว์มุ่งบาเพ็ญบารมีเพื่อการตรัสรู้เป็นพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าน้ัน แต่ในฝ่ายมหายานได้ขยายความหมายออกไปตามแนวคิดเรื่องศูนยตาและ
หน้าที่ของพระโพธิสัตว์ ว่า หมายถงึ ผูบ้ าเพ็ญหรอื ดารงตนอยู่ในศูนยตา มีหนา้ ท่คี อยตักเตือนหมู่สัตว์
และคอยช่วยเหลือหมู่สัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ท้ังปวงเสียก่อนแล้วตนเองค่อยบรรลุโพธิญาณเป็นคน
สดุ ท้าย
แนวความคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ในคติของพระพุทธศาสนาเถรวาทน้ัน มีจุดมุ่งหมายหลักอยู่ท่ี
การตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ สามารถทาลายกิเลสอาสวะให้สญู สนิ้ ไป จนบรรลุถึงพระนิพพานได้ในทีส่ ดุ
หากได้รบั การพยากรณ์กจ็ ะไดเ้ ปน็ พระพุทธเจา้ อย่างแน่นนอน
ในทัศนะของฝ่ายมหายานถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์มีความสาคัญกว่าความเป็นพระพุทธเจ้า
ส่วนฝ่ายเถรวาท ถือว่าความเป็นพระพุทธเจ้าสาคัญกว่าความเป็นพระโพธิสัตว์ แต่คติเก่ียวกับพระ
โพธิสตั วข์ องฝ่ายมหายานต่อมามเี รื่องเก่ียวกับอานาจมากมายเหมือนพระโพธิสตั วไ์ ด้บรรลุโพธิแล้ว
๒) ความหมายของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทน้ีคล้ายคลึงกันกับ
คัมภีร์มหายานที่ใช้ความหมายคาว่า สตฺตว ว่า ต้ังใจ มุ่งหมาย คือ พระโพธิสัตว์เป็นผู้มุ่งหมายท่ี
จะบรรลุโพธิ บุคคลผู้เป็นพระโพธิสัตว์น้ัน แสวงหา โพธิ กาลังบาเพ็ญความดีให้ถึงโพธิ ไม่เหมือน
พระโพธสิ ัตว์
๓) ประเด็นเกี่ยวกบั สถานและบทบาทของพระโพธิสัตว์ พระพทุ ธศาสนาเถรวาทถือว่า พระ
โพธิสัตว์เป็นแบบในการทาความดี ให้ชาวพุทธได้ถือเป็นแบบแห่งการประพฤติดี ในคัมภีร์
พระพุทธศาสนาเถรวาทได้แสดงเร่ืองราวของพระโพธิสัตว์ เป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ก่อนจะได้
เป็นพระพุทธเจ้าในอดีตชาตินับเป็นร้อย ๆ ชาติ แสดงให้เห็นว่าสถานะของพระโพธิสัตว์ไม่จาเป็น
จะต้องเป็นมนุษย์เพียงเท่าน้ัน ในทัศนะของพระพุทธศาสนาก็ไม่แตกต่างกันคือสถานะของพระ
โพธิสัตว์ไม่จาเป็นต้องมีร่างกายแบบมนุษย์ อาจจะเสวยชาติเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ หรืออยู่ในภพภูมิอื่น
เชน่ สวรรค์ พระพุทธศาสนามหายานถือวา่ พระโพธสิ ตั ว์มจี านวนมากมายเหมอื นเมด็ ทรายในคงคาน
ที
ในสว่ นที่แตกต่างกันพระโพธิสตั ว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท คอื บุคคลท่ปี รารถนาเพื่อจะเป็น
พระพุทธเจ้าในอนาคต หากได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน เรียกว่า นิยตะโพธิสัตว์
ตามความหมายคือ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าอยา่ งแน่นนอน แต่ฝ่ายมหายานถือว่าผทู้ ี่ต้ังจิตปรารถนาใน
โพธิหากดาเนนิ ตามมหาปณธิ านแลว้ ยอ่ มเขา้ ถงึ โพธิไดเ้ พราะสรรพสตั ว์ล้วนมีธรรมธาตุอยใู่ นตน
๑๘
พระพุทธศาสนาเถรวาทได้จาแนกประเภทของพระโพธิสัตว์ออกเป็น ๒ ประเภท คือ พระ
โพธิสัตว์ท่ียังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาเลย เรียกว่า อนิยตะโพธิสัตว์ ความหมาย
คือยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะ อาจจะเลิกล้มความปรารถนาเมื่อไรก็ได้ ฝ่าย
มหายานก็มีแนวคิดคล้ายกันคือ พระโพธิสัตว์ที่มีปฏิญญาเพ่ือตนเอง พระโพธิสัตว์ประเภทน้ีฝ่าย
มหายาน ได้มองว่า พระโพธิสัตว์บาเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์แล้วก็จะได้ตรัสรู้ แต่เพราะความสามารถ
ในการอธิบายธรรมให้มีความลุ่มลึก ละเอยี ดลออไมไ่ ด้จงึ ไม่สามารถจะขนสตั ว์ไปไดม้ าก ถา้ เปรยี บไป
แลว้ ก็เหมือนพระปัจเจกพทุ ธเจ้าของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทนนั่ เอง
ส่วนประเด็นท่ีแตกต่างกันฝ่ายมหายานถือว่า พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้บาเพ็ญ
บารมีบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว และสาเร็จเป็นพระธยานิโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์ในสมาธิแต่ยับย้ังไวย้ งั
ไมเ่ สดจ็ เข้าสู่พุทธภูมิ เพอ่ื จะโปรดสรรพสัตว์ต่อไปอีกไม่มีทสี่ นิ้ สุด ในทศั นะของมหายานสมยั ต่อมาถือ
ว่า พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นกายทพิ ย์ท่สี าเร็จจากฌาน
๔) เก่ียวกับปณิธานของพระโพธิสัตว์ พระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานถือว่าว่า
พระโพธิสัตว์เริ่มขึ้นเม่ือบุคคลตั้งปณิธานปรารถนาในพุทธภูมิและเร่ิมบาเพ็ญบารมีท่ีจะนาไปสู่การ
ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จะเรียกเป็นพระโพธิสัตว์ที่สมบูรณ์ก็ต่อเม่ือได้รับการ
พยากรณจ์ ากพระพทุ ธเจ้าองค์ใดองค์หนง่ึ แลว้ ฝ่ายมหายานแตกต่างจากประเด็นนี้ และพระโพธิสัตว์
จะตอ้ งบาเพ็ญธรรมได้แก่ โพธิปกั ขิยธรรม อทิ ธบิ าท ๔ สติปัฏฐาน ๔ สว่ นพระโพธสิ ตั ว์อันเปน็ อุดม
คติของมหายาน จะต้องบาเพ็ญตามหลักโพธสัตวจริยา หรือข้อท่ีจะต้องบาเพ็ญของพระโพธิสัตว์
เรียกว่า มหาปณิธาน มี ๔ ประการ คือมุ่งมั่นในใจของพระโพธิสัตว์ท้ังหลายจะต้องทาให้เกิดมีใน
ตนเองใหไ้ ด้ โดยท่ไี มค่ านงึ ถงึ ความทกุ ข์ยากความเหน็ดเหน่ือยหรืออะไรท้งั นั้น พระโพธิสตั วจ์ ะต้องมุ
มานะปฏิบัติตามปณิธาน ๔ ประการน้ีด้วยจิตใจอันเบิกบานโดยไม่มีย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และ
คณุ ธรรมอน่ื ๆ ทเ่ี กื้อหนุนใหส้ าเร็จ
๑๙
คาถามทา้ ยบท
๑. จงอธบิ ายอธิบายความหมายของพระโพธสิ ัตว์ในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถร
วาทกบั มหายาน ว่ามีความคล้ายคลึงหรอื แตกต่างกนั อย่างไร
๒. จงอธิบายเปรยี บเทยี บสถานะของพระโพธิสตั ว์ในทศั นะของพระพทุ ธศาสนาฝา่ ย
เถรวาทกับมหายาน ว่ามีความคล้ายคลึงหรือแตกตา่ งกันอย่างไร
๓. จงบอกประเภทของพระโพธสิ ตั วใ์ นทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายาน วา่ มคี วามคล้ายคลึงหรอื แตกต่างกนั อย่างไร
๔. ปณิธานของพระโพธิสัตว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกบั มหายานมี
ความคลา้ ยคลงึ หรือแตกตา่ งกันอย่างไร
๕. คุณธรรมของพระโพธสิ ตั ว์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายานมี
ความคล้ายคลงึ หรือแตกตา่ งกันอย่างไร
๖. พระโพธิสัตวใ์ นพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานมีสถานะอย่างไร
๒๐
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๙.
ประพจน์ อัศววิรุฬหการ. การศึกษาเชิงวิเคราะห์เร่ืองพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์เถรวาทและคัมภีร์
มหายาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาตะวันออกบัณฑิต
วทิ ยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๓.หน้า ๓๗.
ประยงค์ แสนบุราณ, พระพุทธศาสนามหายาน, กรุงเทพมหานคร: โอเดยี นสโตร์, ๒๕๔๘.
ผุดพรรณ ศุภพันธ์. การศึกษาเปรียบเทียบความคิดเก่ียวกับพระพุทธเจ้าในพุทธปรัชญาเถรวาท
กับพุทธปรชั ญามหายาน. วทิ ยานพิ รธ์หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑติ ภาควชิ า
ปรัชญา บัณฑิตวิทยาลยั จุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลัย. ๒๕๒๙.
พระเทพมนุ ี (วิลาศ ญาณวโร). ศาสตร์ว่าดว้ ยการเปน็ พระพทุ ธเจา้ , กรงุ เทพมหานคร : สารมวลชน,
๒๕๓๔
พระบุญเทยี น พุทฺธวโร (ปญั ญาแก้ว). การศกึ ษาวเิ คราะหเ์ รอื่ งพระโพธสิ ัตวใ์ นอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้า
โขง. วิยานิพนธ์พุทธศาสนตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิยาลยั มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๕๔.
พระมหาวิชาญ กาเนิดกลับ. การศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์โพธิจรรยาวตาร, วิทยานิพนธ์หลักสูตร
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสนสกฤต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
๒๕๔๙.
พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์คร้ังท่ี ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖.
วศนิ อนิ ทสระ. พทุ ธปรัชญามหายาน. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑.
สมุ าลี มหาณรงคช์ ยั . พุทธศาสนามหายาน. พมิ พ์ครง้ั ที่ ๒, กรงุ เทพฯ: ๒๕๕๐.
เสถยี ร โพธนิ ันทะ. ชมุ นมุ พระสูตรมหายาน, สานักพิพมพ์บรรณาคาร, ๒๕๑๖,
. ปรัชญามหายาน. พิมพ์ครั้งท่ี ๔, กรงุ เทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย. ๒๕๔๑.
๒๑
บทท่ี ๒
สถานะและพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้า
เมื่อได้ศกึ ษาเน้อื หาในบทน้ผี ู้ศึกษาสามารถ
อธบิ ายสถานะและพระจรยิ าวัตรของพระพทุ ธเจ้าในทศั นะของพระพทุ ธศาสนาเถร
วาทได้
อธบิ ายสถานะและพระจริยาวัตรของพระพทุ ธเจา้ ในทศั นะของพระพุทธศาสนา
มหายานได้
อธิบายเปรียบเทยี บสถานะและพระจริยาวตั รของพระพุทธเจ้าในทศั นะของ
พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายานได้
ขอบข่ายของเนอื้ หา
ความนา
พระพุทธเจ้าในทัศนะพระพุทธศาสนาเถรวาท
พระพทุ ธเจ้าในทัศนะพระพุทธศาสนามหายาน
๒๒
๒.๑ ความนา
การการศึกษาค้นคว้าเพ่ือเฟ้นหาความต่างระหว่างเถรวาทกับมหายานนี้เพ่ือให้เกิดความรู้
ความเข้าใจอันถูกต้อง ในทัศนะของปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาทั้งหลายที่ได้อธิบายไว้
พระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานต่างก็มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน คือความดับทุกข์ ปราชญ์ทาง
พระพุทธศาสนาทั้งหลายก็ยอมรับ พิสูจน์ได้จากหลักคา สอนที่เป็นแกนหลักสาคัญ เช่น อริยสัจ ๔
ปฏิจจสมุปบาท ความหลุดพ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีความแตกต่างกันก็แต่เพียงปลีกย่อย ซึ่ง
ไม่ใช่สารัตถะสาคัญ ดังที่ปราชญ์ทางตะวันตกบางท่านเรียกพระพุทธศาสนาทั้ง ๒ นิกาย ว่า “Two
Wings of Buddhism” อน่ึง ถ้าเปรียบพุทธศาสนาเหมือนต้นไม้ใหญ่แล้วไซร้เถรวาทเหมือนรากและ
ลาต้นให้ความม่ันคงสว่ นมหายานเหมอื นก่งิ ไม้ทแี่ ผอ่ อกไปใหค้ วามไพศาล๓๑
การศึกษาเกี่ยวกบั อดุ มคติเก่ียวกบั พระพุทธเจา้ ของพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานจะได้ภาพ
ชัดเจนยิ่งข้ึนหากศึกษาในเชิงเปรียบเทียบ ลักษณะที่ได้น้ีถือว่าเป็นภาพรวมของท้ังสองทัศนะ ซ่ึง
อาจจะมีความแตกต่างมากข้ึนหากศึกษาลงไปในรายละเอียดของแต่ละสานักในนิกายทั้งสอง เน้ือหา
ในบทน้ีจึงเป็นการนาเสนอลักษณะที่สาคัญเกี่ยวกับสถานะและพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้าใน
ภาพรวม
ทัศนะแบบพุทธศาสนามหายานเกิดข้ึนจากการมองเห็นว่าทางหลุดพ้นสายเดิมแบบพุทธ
ศาสนาเถรวาทนั้น มุ่งสู่ความเป็นพระอรหันต์ เป็นทางแคบ มุ่งเน้นเฉพาะคนบางกลุ่ม จากัดขีด
ความสามารถไว้ที่ปัญญาหยัง่ เหน็ ความจริง จริงอยู่ว่าการหลุดพ้นได้จาต้องอาศัยปัญญารู้จักคิด ต้อง
อาศัยความเพียรปฏิบัติท่ีเกิดข้ึนจะตกอยู่กับผู้มีปัญญาหรือความเพียรเข้าทานองใครทาใครได้ เกิด
ประโยชนส์ ขุ สาหรับคนๆ นน้ั เทา่ นน้ั แต่คนส่วนใหญ่ที่ขาดปญั ญายังคงด้ินรนเป็นทุกข์ในสังสารวัฏอยู่
ผู้ท่ียังเป็นทุกข์ จึงไม่ควรอย่างย่ิงที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจะเพียรตั้งหน้าต้ังตาเพื่อให้หลุดพ้นเพียงลาพัง
ควรท่ีจะแสวงหาทางที่ไม่เพียงตนเองจะต้องพ้นทุกข์แต่ยังสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์อ่ืนให้พ้นทุกข์
ได้ด้วย ความเช่ือแบบน้ีได้รับการพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นความเชื่อในเรื่องพุทธภาวะและมี
เป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปในอนาคต ทั้งน้ีเพราะเล็งเห็นว่าพระพุทธเจ้าคือผู้ท่ี
เป่ียมด้วยพระกรุณาอย่างที่หาท่ีเปรียบไม่ได้ ถ้าได้ประสูติเป็นพระพุทธเจ้าในวันใดวันหนึ่งเบื้องหน้า
ย่อมเป็นการรับรองว่าจะช่วยเหลือสัตว์ได้มากท่ีสุด ดังน้ันมหายานจึงมีช่ือเรียกอ่ืนๆ เช่น โพธิ
สตั วยานหรือพทุ ธยาน เพอ่ื บงถึงการมุง่ เปน็ โพธสิ ัตวห์ รอื เป็นพระพทุ ธเจ้าต่อไปในอนาคต๓๒
ในคมั ภีร์พุทธศาสนาแสดงถึงจานวนของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าไว้วา่ มมี ากมายย่งิ นัก จนถึง
กับมีคาพูดที่ได้ยินกันอยู่เป็นประจาว่า มีมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ ซึ่งแสดงว่ามีเป็น
จานวนมากมายมหาศาล แต่พระพุทธเจ้าท่ีมีพระนามและพระประวัติปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนา
นั้นมีอยู่ไม่มากนัก จึงแสดงว่าตาแหน่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นองค์แห่งศาสดาในพระพุทธศาสนา ไม่เป็น
ตาแหน่งผูกขาดไว้สาหรับคนใดคนหน่ึง หากแต่เป็นใครก็ตามที่ประกอบด้วยคุณสมบัติ ที่กาหนดไว้
๓๑ วศิน อินทสะ, พทุ ธปรชั ญามหายาน, (พมิ พค์ ร้ังที่ ๔, กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๑),
หน้า ๗.
๓๒ สมุ าลี มหาณรงค์ชัย. พทุ ธศาสนามหายาน. (พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๒. กรุงเทพฯ: ๒๕๕๐), หน้า ๑๓-๑๔.
๒๓
เป็นเง่ือนไขว่าจะทาให้บุคคลบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคลน้ันก็สามารถบรรลุความเป็น
พระพุทธเจ้าไดด้ ังทก่ี ล่าวไวใ้ นบทที่ผา่ นมา
พระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานถือความมีอยู่แห่งพระพุทธเจ้าในอดีตและอนาคตแต่
ทุกข์พระองค์จะต้องตรัสรู้ดีตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ไม่มีการรับช่วงตาแหน่งเช่นในศาสนาอื่น ซ่ึง
หมายความว่า เมื่อพระพุทธเจา้ แตล่ ะพระองค์มาตรัสรู้ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาจะต้องไม่มีใคร
หย่ังรู้และปฏิบัติกันอยู่ในโลก เพ่ือให้เกิดความเข้าใจทัศนะเกี่ยวกับสถานะและพระจริยาวัตรของ
พระพุทธเจ้าท้ังสองทัศนะ ข้ึนในบทนี้จึงควรศึกษาในประเด็น แนวคิดท่ัวไปเก่ียวกับพระพุทธเจ้า
คุณสมบตั ขิ องพระพุทธเจา้ พระจรยิ าวตั รของพระพทุ ธจ้า หลกั คาสอนของพระพุทธ เจ้าดังนี้
๒.๒ พระพทุ ธเจา้ ในทัศนะพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
ในทัศนะของพุทธศาสนาเถรวาทถือวา่ พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่มีจริงทางประวัติศาสตร์ มี
ประวัติบอกความเป็นมาของวงศาคณาญาติอย่างชัดเจน ชีวประวัติของพระองค์โดยเฉพาะเป็นเวลา
๘๐ ปี ก็มอี ยอู่ ย่างครบถ้วน สถานทด่ี ารงชวี ิตและปฏิบัติภารกิจต่างๆ กป็ รากฏเป็นหลักฐานชัดเจน
ทางภูมิศาสตร์ ลัทธิศาสนาอ่ืนแม้ที่ขัดแย้งกับพระพุทธศาสนา ก็กล่าวถึงพระพุทธเจ้าโดยนัยว่ามอี ยู่
จริง ดังนั้น การยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเคยเป็นบุคคลที่มีในโลกจริงๆ มีหลักฐานอ้างอิงทาง
ประวัติศาสตร์ ทางภูมิศาสตร์ ทางโบราณคดี และทางลัทธิศาสนาอื่นๆ แตกต่างจากการกล่าวถึง
บุคคลในนวนิยาย ที่เป็นแต่เพียงหยิบยกช่ือมาเปล่าๆ โดยไม่มีตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของชื่อนั้นจริงๆ
เพราะเปน็ เรอื่ งของการสมมติกันขนึ้ มาเพ่ือวตั ถุประสงคบ์ างอยา่ ง การสร้างข้อสงสัยวา่ พระพุทธเจ้ามี
จริงหรอื ไม่ หากศึกษาและใสใ่ จพจิ ารณาให้เกดิ ความเข้าใจอย่างแจม่ แจ้งก็จะหมดความสงสยั แทจ้ ริง
แลว้ พุทธศาสนิกชนยอ่ มไม่เกดิ ความสงสัยในสถานะของพระพุทธเจ้าอย่างแนน่ อน
๒.๒.๑ แนวคิดเกย่ี วกบั พระพทุ ธเจ้า
แนวคิดเก่ียวกับพระพุทธเจา้ ในทัศนะพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า ในโลกธาตุหนึ่ง
จะมีพระพุทธเจ้าปรากฏอย่เู พียงพระองค์เดยี วเทา่ นน้ั เพราะการปรากฏของพระพุทธเจา้ น้ันเป็นสิ่งท่ี
เกิดข้ึนได้อยากในโลก เพราะต้องบาเพ็ญบารมีมาเป็นเวลายาวนานดังได้กล่าวแล้วในบทท่ีผ่านมา
พระพุทธเจ้าแสดงหลักธรรมเป็นไปเพ่ือความดับทุกข์ กาจัดอวิชาและเป็นสิ่งท่ีมีอยู่โดยธรรมชาติ
พระพุทธเจ้าปรากฏขึ้นเพือ่ อนเุ คราะห์โลกเพื่อประโยชน์ เพ่ือความสขุ ของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย
คัมภีร์พุทธศาสนาได้แสดงถึงจานวนของพระพุทธเจา้ ไว้ว่ามีเป็นจานวนมากมายมหาศาล แต่
พระพุทธเจ้าที่มีพระนามและพระประวัติปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนานั้นมีอยู่ไม่มากนัก สาหรับใน
บทน้ี จะได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าที่มีพระนามและพระประวัติปรากฏอยู่ในคัมภีร์อันพอที่จะสืบค้นได้
ท้ังพระพุทธเจ้าในอดีต ในปัจจุบัน และที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต เรื่องราวอันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าใน
อดีต มีกล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาหลายคัมภีร์ ทั้งที่เป็นพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และหนังสือที่
ท่านผูเ้ ปน็ ปราชญ์ในแตล่ ะยคุ ไดร้ จนาไว้ ด้วยอา้ งถงึ คุมภีรพระสุตตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย พุทธวงศ์
๒๔
พระพุทธเจา้ ในอดตี (รวม ๔ พระองค์อุบัติในกัปหน่ึง)
(เพยี งพระองคเ์ ดียวอบุ ตั ิในกัปหนึง่ )
๑. พระตัณหงั กร (รวม ๔ พระองค์อบุ ัติในกัปหนง่ึ )
๒. พระเมธังกร
๓. พระสรณังกร (รวม ๓ พระองค์อบุ ัติในกัปหนึ่ง)
๔. พระทปี งั กร (เพยี งพระองคเ์ ดยี วอบุ ัติในกัปหนง่ึ )
(รวม ๒ พระองค์อุบัติในกปั หน่งึ )
๕. พระโกณฑัญญะ (รวม ๓ พระองค์อบุ ตั ใิ นกปั หนง่ึ )
(เพยี งพระองคเ์ ดยี วอบุ ตั ิในกัปหนง่ึ )
๖. พระสุมังคละ (รวม 2 พระองค์อุบัติในกปั หนงึ่ )
๗. พระสุมนะ (เพยี งพระองค์เดยี วอบุ ัติในกัปหนงึ่ )
๘. พระเรวตะ (รวม 2 พระองค์อุบัติในกปั หนงึ่ )
๙. พระโสภิตะ
(รวม ๔ พระองค์อบุ ัตแิ ลว้ ในกัปน)้ี
๑๐. พระอโนมทัสสี
๑๑. พระปทุมะ
๑๒. พระนารทะ
๑๓. พระปทมุ ตุ ตระ
๑๔. พระสุเมธะ
๑๕. พระสุชาตะ
๑๖. พระปยิ ทัสสี
๑๗. พระอตั ถทัสสี
๑๘. พระธรรมทสั สี
๑๙. พระสิทธัตถะ
๒๐. พระตสิ สะ
๒๑. พระปุสสะ
๒๒. พระวิปัสสี
๒๓. พระสขิ ี
๒๔. พระเวสสภู
๒๕. พระกกุสันธะ
๒๖. พระโกนาคมนะ
๒๗. พระกัสสปะ
พระพุทธเจ้าในปจั จุบนั
๒๘. พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้า
๒๕
พระพุทธเจา้ ในอนาคต
พระเมตไตรย๓๓
พระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่าพระพุทธเจ้าที่มีมาแล้วในอดีตและปัจจุบันและในอนาคต
เหล่านท้ี ุกๆ พระองค์เป็นมนษุ ย์ธรรมดา มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามธรรมชาติ และไมเ่ ป็นอมตะ
ไมม่ ีโลกอ่นื อย่เู หมือนทัศนะมหายาน ดังทพ่ี ระอานนท์พุทธอุปฏั ฐากได้กราบทูลขอร้องให้พระพทุ ธเจ้า
ดารงพระชนมช์ ีพตอ่ ดังท่ปี รากฏในคมั ภรี ์มหาปรนิ ิพพานสูตรว่า
“ข้าแต่พระองค์ผ้เู จริญ ขอพระผูม้ ีพระภาคโปรดดารงพระชนม์ชีพ
อยตู่ ลอดกัป ขอพระสุคตโปรดดารงพระชนม์ชพี อยู่ตลอดกปั เพอ่ื เก้อื กูลแกค่ น
หมูม่ าก เพอ่ื สุขแกค่ นหมมู่ าก เพอ่ื อนุเคราะหช์ าวโลก เพ่ือประโยชน์ เพ่อื เก้ือกลู
เพอื่ สุขแก่เทวดาและมนษุ ย์ทงั้ หลาย”๓๔
จากข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสถานะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้แตกต่างไป
จากมนุษย์ธรรมดาแต่อย่างใด และไม่มีส่ิงใดที่จะอยู่เหนือความจริงของธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติที่
เรียกว่า ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กฎธรรมชาตินี้ จัดว่าเป็น ธรรมธาตุ คือภาวะที่ทรง
ตัวอยู่โดยธรรมดา เป็น ธรรมฐิติ คือภาวะท่ีต้ังอยู่ หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา เป็น
ธรรมนยิ าม คือ กฎธรรมชาติ หรอื กาหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวกับผสู้ ร้างผู้บันดาล หรอื การเกิดขึ้นของ
ศาสนาหรอื ศาสดาใด ๆ กฎธรรมชาติน้นั แสดงฐานะของพระพุทธเจา้ ในความหมายของพทุ ธธรรมด้วย
ว่าเป็นผู้ค้นพบกฎเหล่านี้แล้วนามาเปดิ เผยช้แี จงแก่ชาวโลกไตรลกั ษณ์นั้น มีพุทธพจน์แสดงหลักไว้ใน
รูปของกฎธรรมชาติว่าดังน้ี "ตถาคต ท้ังหลายจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุน้ันก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ
เป็นธรรมนิยามวา่ สังขารทั้งปวง ไม่เท่ียง ย่อมเปล่ียนแปลงไปตามสภาพ สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ คือ
ทนได้ยาก ย่อมประสบกับความไม่สบายกายไม่สบายใจ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา คือไม่เป็นของใคร
ไม่สามารถควบคุมบังคับได้ แม้แต่กายของพระพุทธองค์เองก็แสดงถึงความเป็นสังขตธรรมทั้งหลาย
เป็นธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะความเป็นไป โดยท่ัวไปเสมอเหมือนกันตามธรรมดาของมัน ในฐานะที่เป็น
ของปรุงแต่ง เกิดจากเหตุปจั จัย และข้นึ ต่อเหตปุ จั จยั ท้ังหลายเช่นเดยี วกัน
๒.๒.๒ คณุ สมบัติของพระพุทธเจา้
ความเป็นพุทธบุคคลในพระพุทธศาสนาเถรวาทแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑) พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือท่านผู้ตรัสรู้ดีตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง แล้วสอน
บคุ คลอ่ืนใหร้ ู้ตามด้วย ทรงประดษิ ฐานเปน็ รูปของศาสนาที่มีองค์ประกอบสืบต่อกนั เป็นเวลานาน
๒) พระปจั เจกพุทธเจา้ คอื ท่านผ้ตู รัสรู้ดีตรัสรู้ชอบดว้ ยตนเองแต่ไม่ต้งั เปน็ ศาสนาจะมีการ
สอนบ้างกเ็ ปน็ หวั ข้อธรรมท่ีทรงแนะนาแกค่ นผ้สู นใจ ส่วนมากจะเปน็ ข้อความสั้นๆ
๓) พระอรหันตสาวก คอื ทา่ นผู้ได้ฟงั คาส่ังสอนของพระอรหันตสัมมาสมั พุทธเจ้าแลว้ ปฏิบัติ
ตามคาส่งั สอนจนบรรลคุ วามเปน็ พระอรหันตแ์ ลว้ สอนคนอน่ื ใหป้ ฏิบัตติ ามด้วย
๓๓ ขุ.พุทธ. (ไทย). ๑๓/๑๙/๗๒๓.
๓๔ ท.ี ม. (ภาษาไทย) ๑๐/๑๗๘/๑๒๖.
๒๖
การบรรลุความเป็นพุทธท้ัง ๓ ประเภทน้ัน ได้ถูกกาหนดไว้ด้วยอานาจแห่งบารมีธรรมที่มี
ความยิ่งหย่อนกนั ตามลาดับและความเพยี รพยายามในปัจจุบนั ประกอบกัน ซ่งึ หมายความว่าฐานแห่ง
พุทธบุคคลในพระพุทธศาสนาเป็นสาธารณะสาหรับท่านท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสมทุกคน๓๕ ส่วน
ลักษณะและคณุ สมบัติของพุทธบคุ คลข้อแรก
ลักษณะและคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ หรือ
องค์ประกอบของมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ หมายถึง ส่วนประกอบต่างๆ ทางกายภาพท่ีเป็น
ลักษณะมหาบุรุษผู้ย่ิงใหญ่ ซ่ึงปรากฏเนื้อหาในคัมภีร์พระไตรปิฎก โดยมีรายละเอียดเรียงตามลาดับ
ดังนี้
๑) มฝี า่ พระบาทราบเสมอกัน
๒) ลายพ้ืนพระบาทเปน็ จักร
๓) มสี ้นพระบาทยน่ื ยาวออกไป
๔) มีองคลุ ีหรือมนี ิว้ ยาวเรียว
๕) มพี ระหตั ถ์และฝา่ พระบาทออ่ นนุ่ม
๖) ฝ่าพระหัตถแ์ ละฝา่ พระบาทมีเสน้ ทีข่ ้อพระองคุลีจดกนั เปน็ รปู ตาข่าย
๗) มีขอ้ พระบาทสูง
๘) พระชงฆเ์ รยี วดจุ แข้งเนื้อทราย
๙. เมือ่ ประทับยนื ไมต่ อ้ งน้อมพระองค์ลงก็ทรงลบู คลาถึงพระชานุ
ดว้ ยฝา่ พระหตั ถ์ท้งั สองได้
๑๐) มีพระคุยหฐานเรน้ อยู่ในฝักเร้นอยูใ่ นฝัก
๑๑) มีพระฉวีสที อง มพี ระฉวีเปลง่ ปลง่ั ดุจทองคา
๑๒) มพี ระฉวลี ะเอียดจนละอองธุลไี มอ่ าจติดพระวรกายได้
๑๓) มีพระโลมชาตเิ ดี่ยว คือ ในแต่ละขุมมเี พยี งเสน้ เดยี ว
๑๔) มพี ระโลมชาติปลายงอนข้นึ คือ พระโลมชาตขิ อดเปน็ วงเวยี นขวาดังกุณฑลสี
ครามเข้มดังดอกอญั ชนั
๑๕) มพี ระวรกายต้ังตรงดุจกายพรหม
๑๖) มีพระมงั สะในที่ ๗ แหง่ ๑ เตม็ บรบิ ูรณ์
๑๗) มพี ระวรกายทุกสว่ นบรบิ ูรณ์ดจุ ลาตวั ท่อนหนา้ ของราชสีห์
๑๘) มรี ่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน
๑๙) มีพระวรกายเป็นปรมิ ณฑลดุจปรมิ ณฑลของต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วา
ของพระองค์ ๑ วาของพระองค์เท่ากบั ส่วนสงู พระวรกาย
๒๐) มลี าพระศอกลมเทา่ กันตลอด
๒๑) มีเส้นประสาทรบั รสพระกระยาหารได้ดี
๒๒) มพี ระหนุดจุ คางราชสีห์
๓๕ พระราชธรรมนเิ ทศ (ระแบบ ฐติ ญาโณ). ประวัตศิ าสตร์พระพทุ ธศาสนา.พมิ พค์ ร้ังที่ ๓ กรงุ เทพฯ:
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๓๘.
๒๗
๒๓) มพี ระทนต์ ๔๐ ซ่ี
๒๔) มพี ระทนตเ์ รียบเสมอกัน
๒๕) มพี ระทนต์ไม่หา่ งกัน
๒๖) มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม
๒๗) มีพระชิวหาใหญย่ าว
๒๘) มพี ระสรุ เสยี งดุจเสียงพรหม ตรสั ดุจเสยี งร้องของนกการเวก
๒๙) มีพระเนตรดาสนิท
๓๐) มีดวงพระเนตรแจม่ ใสดุจตาลูกโคเพิง่ คลอด
๓๑) มพี ระอุณาโลมระหวา่ งพระโขนงสขี าวออ่ นเหมือนปยุ นุน่
๓๒) มีพระเศียรดุจประดบั ดว้ ยกรอบพระพักตร์๓๖
๒.๒.๓ พระจริยาวัตรของพระพุทธจา้
พระพุทธศาสนาอุบัติข้ึนมีลักษณะที่แตกต่างไปจากศาสนาอ่ืนในอดีต เพราะเป็นเร่ืองของ
การเพียรพยายามของบุคคลมิใช่เกิดจากส่ิงที่มีอานาจอันเกิดจากปัจจัยภายนอกแต่อยา่ งใด แต่สิ่งที่มี
อิทธิพลในการให้บุคคลบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น คือคุณความดีที่พระพุทธองค์ได้สร้างสม
มาในอดีตชาติต่างๆ จนบังเกิดบริบูรณ์ พระพุทธองค์ทรงใช้ความเพียรพยายามในการค้นคว้าสัจ
ธรรมในปัจจุบัน จนได้ตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุดังนี้พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนา
ของมนุษย์โดยมนุษย์ เพื่อมนุษย์โดยแท้๓๗ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระพุทธจริยาของ
พระพทุ ธองค์ทน่ี า่ สนในมดี งั น้ี
พทุ ธจริยาทท่ี ี่ทรงพระกรุณาแก่สัตวโ์ ลกสมบูรณ์ด้วยพระคุณ ๓ ประการ คือ พระปัญญาคุณ
หมายถงึ พระคณุ คอื พระปัญญาของพระพุทธเจ้า พระวสิ ทุ ธิคณุ คือความบริสทุ ธิ์ และพระมหากรุณา
คุณ พระคุณคือพระมหากรุณา คาว่าพุทธจริยานี้ หมายถึงพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้าการ
บาเพ็ญประโยชน์ของพระพุทธเจ้ามี ๓๓๘ ประการ ท่ีพระพุทธเจ้าทรงช่วยโลกด้วยความกรุณาโดยมงุ่
ไปเพื่อประโยชน์พระธรรมทพ่ี ระพุทธเจ้าทรงแสดงจึงเป็นเป็นประโยชน์ ดงั นี้
๑) อัตถะ คอื ประโยชน์หรอื ผลทีม่ งุ่ หมาย ๓ ประการ คอื
(๑) ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือพระจริยาวัตรที่ทรงมุ่งไปท่ีประโยชน์ปัจจุบัน อันอาจ
อานวยความสุขให้เกิดขึ้นแกค่ นท้ังหลายตามสมควรแก่ฐานะ หน้าท่ี อาชีพ ของเขาเหลา่ นั้น
(๒) สัมปรายิกัตถะ คือพระจริยาวัตรท่ีทรงมุ่งไปเพ่ือประโยชน์ภายหนา้ โดยเน้นที่
ความสุขกายและสบายใจเปน็ หลัก ประโยชน์ระดับนีส้ ามารถตดิ ตามคนไปไดใ้ นภพในชาตติ า่ งๆ
(๓) ปรมัตถะ คือพระจริยาท่ี รงมุงไปประโยชน์อย่างสูงสุด ซ่ึงเป็นเป้าหมายของ
พระพทุ ธศาสนาได้แก่ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งมนษุ ย์สามารถสัมผสั ได้ท้ังในโลกนีแ้ ละโลกตอ่ ไป
๓๖ ท.ี ม. (ไทย). ๑๐/๓๕/๑๖-๒๐
๓๗พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐติ ญาโณ). ประวตั พิ ระพุทธศาสนา. (พมิ พค์ รังที่ ๓, กรงุ เทพฯ: มหามกฏ
ราชวิทยาลยั . ๒๕๓๖), หนา้ ๓๗.
๓๘ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพทุ ธศาสตรฉ์ บบั ประมวลศัพท.์ พมิ พค์ รง้ั ที่ ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา. ๒๕๕๔), หนา้ ๒๖๙-๒๗๐.
๒๘
๒) หิตายะ คือพระจริยาที่ทรงแก่สัตว์ทั้งหลาย พระธรรมมีลักษณะเกื้อกูลตามสภาพ แต่
ธรรมข้อใดจะเก้ือกูลแก่ใครน้ัน เป็นเร่ืองที่จะต้องวิเคราะห์กันเป็นรายๆ ไป เหมือนยาซึ่งตามปกติ
แล้วมีประโยชน์ในการรักษาโรค แต่การจะช่วยให้ยาอะไรจึงเกื้อกูลแก่คนไข้นั้นเป็นเรื่องของหมอที่
จะต้องพจิ ารณาเป็นเฉพาะบุคคลไป
๓) สุขขายะ คือพระจรยิ าท่ีทรงเปน็ ไปเพื่อความสขุ แกส่ ัตว์ท้ังหลาย ธรรมทีเ่ ปน็ ประโยชน์
อันมีลักษณะเก้ือกูลกันนั้น จะต้องออกผลมาในรูปของความสุขช้ันต่างๆ เป็นสาคัญ พระธรรมท่ี
พระพุทธเจา้ ทรงแสดงส่งั สอนจึงอานวยความสุขให้เกิดขึน้ แก่ผปู้ ฏิบตั ติ าม สมควรแกธ่ รรมนัน้ ๆ
หลกั ฐานท่ีแสดงถงึ พระจรยิ าวตั รในการส่ังสอนธรรม ๓ ประการ คือ
๑) พุทธจริยาที่ทรงส่ังสอนเพื่อให้ผู้ฟังรู้ย่ิงเห็นจริงในสิ่งที่เขาควรรู้ควรเห็น
หมายถึงพื้นฐานทางสตปิ ัญญาของบุคคลและความจาเป็นทจี่ ะรู้เร่อื งอะไร พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงใน
เรอื่ งน้นั แก่บคุ คลน้ัน
๒) พุทธจริยาที่ทรงแสดงมีเหตุท่ีผู้ฟังเม่ือพิจารณาตามแล้ว กาหนดคิดไตร่ตรอง
ตามไปกจ็ ะเกิดความเห็นจริงตามนนั้
๓) พุทธจริยาที่ทรงแสดงธรรมเป็นอัศจรรย์ คือบุคคลใดก็ตามเม่ือปฏิบัติตามท่ี
พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผลกจ็ ะเกดิ ข้ึนแก่บุคคลนั้น ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ
พุทธจริยาของพระพุทธเจ้าเป็นงานท่ีละเอียดประณีต เพราะทรงมุ่งให้เป็นธรรมที่เกื้อกูล
แก่เหล่าสัตว์ทั้งหลายและเพ่ืออานวยผลให้เกิดความสุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงมีพุทธ
กจิ ท่ีสาคัญเพือ่ บาเพ็ญพทุ ธจรยิ าของพระพทุ ธองคเ์ อง ๓ ประการให้สมบูรณ์ ดังนี้
๑) โลกัตถะจริยา คือพุทธจริยาที่ทรงบาเพ็ญเพื่อประโยชน์แก่โลก ในฐานะท่ีพระพุทธเจ้า
เปน็ มนุษย์คนหน่ึงในโลก ซ่งึ เรยี กวา่ พุทธกิจ ๕ ประการ คือ
(๑) พุทธจรยิ าในเวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต เพื่อเปน็ การโปรดสัตว์โลก
(๒) พทุ ธจรยิ าในเวลาเยน็ ทรงแสดงธรรมแกค่ นผู้สนใจในการฟงั ธรรม
(๓) พุทธจรยิ าในเวลาค่าทรงประธานโอวาทให้กรรมฐานแก่ภกิ ษุทง้ั หลาย
(๔) พุทธจรยิ าในเวลาเที่ยงคืนทรงแสดงธรรมและตอบปัญหาแก่เทวดาทัง้ หลาย
(๕) พุทธจริยาในเวลาใกล้สว่างทรงตรวจดูสัตว์โลกที่อาจจะรู้ธรรมซ่ึงพระองค์ทรง
แสดงแลว้ ได้รบั ผลตามสมควรแก่อปุ นิสัยบารมีของสัตวเ์ หล่านนั้
พุทธจริยาทั้ง ๕ ข้อมีจุดเด่นอยู่ที่พุทธจริยาข้อสุดท้ายที่ทาให้พระจริยาวัตรที่ทรงอนุเคราะห์
แก่สัตว์โลกซ่ึงมีปัญญาบารมี การแสดงธรรมของพระพุทธองค์จึงมีผู้รู้แจ้งเห็นจริงและผู้ปฏิบัติตาม
พุทธจริยาข้อน้ีแสดงให้เห็นถึงระบบการทางานที่มีการศึกษาข้อมูล การประเมินผล การสรุปผลใน
การแสดงธรรมของพระพทุ ธองค์ทุกครั้ง หลังจากทบี่ ุคคลนัน้ ๆ ปรากฏในขา่ ยพระญาณของพระองค์
คือทรงรวู้ า่ เขาเปน็ ใคร มีอุปนิสัยบารมเี ป็นอย่างไร แสดงธรรมอะไรจึงจะได้ผล หลงั จากแสดงธรรม
แล้วผลออกมาอย่างไร ดังนั้นการแสดงธรรมทุกครั้งของพระพุทธองค์ จึงบังเกิดผลเป็นอัศจรรย์
เพราะจะทรงแสดงเฉพาะแก่ผู้เป็นเวไนยสัตว์ คือผู้ทีส่ ามารถแนะนาให้รูไ้ ด้เปน็ หลัก๓๙
๓๙ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. (พิมพ์คร้ังที่ ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๓๖), หน้า ๔๘.