The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-07-04 22:09:05

เปรียบเทียบเถรวาทกับมหายาน

COMPARISON BETWEEN THERAVADA AND MAHAYANA

๒๙

๒) ญาตตั ถจรยิ า หมายถงึ พทุ ธจริยาเพื่อประโยชน์แก่พระญาติ เชน่ ทรงมพี ระพุทธานุญาต
เป็นพิเศษ ให้พระญาติท่ีเป็นเดียรถีย์เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ ไม่ต้องอยู่ติตถิยปริวาส๔๐ก่อน
หรือวิธีอยู่กรรมหรือวิธปี รบั ตัวปรับวถิ ีชวี ติ ใหพ้ ร้อมสาหรับการบวช เหมือนเดียรถีย์อื่น และเสด็จไป
หา้ มพระญาตทิ ่ีวิวาทกนั ในเร่อื งนา้ ปรองดองกันได้ เป็นตน้

๓) พุทธัตถจริยา หมายถึงพุทธจริยาที่ทรงทาหน้าท่ีของพระพุทธเจ้าเพ่ือประโยชน์แก่สัตว์
โลกในฐานะที่เป็นพระพุธเจ้า เช่น ทรงแสดงธรรมแก่เวไนยสัตว์และทรงบัญญัติสิกขาบทบริหารหมู่
คณะ ทรงประดิษฐานพระพทุ ธศาสนาใหย้ ่งั ยืนมาตราบเทา่ วนั น้ี๔๑

อาจสรุปได้ว่าพระพุทธจริยาตลอดพระชนม์ชีพของพระพุทธองค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่
สัตว์โลก ทรงสงเคราะห์สรรพสัตว์เสมอหน้ากันโดยมิได้เลือก ทรงสงเคราะห์พระญาติและหมู่ญาติ
ทรงบาเพ็ญพทุ ธกิจทกุ ประการในฐานะของพระพุทธเจา้ แสดงธรรมทพี่ ระองค์ทรงตรสั รู้ดว้ ยพระองค์
เองแก่ภกิ ษุ ภกิ ษุณี อุบาสก อุบาสิกา ท้งั ในพรรษาและนอกพรรษา๔๒ ดว้ ยพระคุณอนั ประเสริฐทั้ง
๓ ดังไดก้ ลา่ วแล้วข้างต้น

๒.๓ พระพุทธเจ้าในทศั นะพระพทุ ธศาสนามหายาน
แนวคิดของพระพุทธศาสนาด้านการเผยแผ่ถือไดว้ ่าเขา้ ใจจิตวทิ ยามวลชนในขอ้ ทีห่ วังพง่ึ

พานกั จากปจั จยั ภายนอกจึงมีพระพุทธเจา้ พระโพธสิ ตั ว์นบั จานวนอสงไขยทค่ี อยช่วยเหลอื คน
ทงั้ หลายอย่ผู ใู้ ดมีความทุกขต์ ้องการจะหลดุ พน้ จากทุกข์ก็ไปขอร้องให้พระโพธิสตั ว์ท่านช่วยได้ ซงึ่ โดย
ปกตแิ ล้วคนสว่ นมากต้องการความอุดมสมบรู ณใ์ นทางกามสุข ทิพยสุข เปน็ ต้น คนที่ต้องการหลดุ
พ้นมีอยู่จานวนน้อยเท่านั้น มหายานจงึ สุขาวดพี ุทธเกษตรและพุทธเกษตร อนั เปน็ ท่ปี ระทบั ของ
พระพุทธเจ้าเปน็ อนั มาก เปน็ ดินแดนบรมสขุ คนที่ไปเกดิ มีโอกาสใกล้ชิดกบั พระพุทธเจา้ อาศัย
บารมีของพระองคช์ ว่ ยให้บรรลนุ พิ พานง่ายเขา้ ใครก็ตามทเ่ี หน็ ว่าตนไม่อาจหลดุ พน้ ไดใ้ นชาตปิ ัจจบุ ันก็
ทาความดเี พอื่ ใหไ้ ดบ้ ังเกิดในพุทธเกษตรตา่ งๆ ทาให้ร้สู ึกวา่ มคี วามหวังมากขึน้ ๔๓ ความเชื่อของ
มหายานเกย่ี วกบั พระพุทธเจ้าจงึ แตกต่างไปจากเถรวาท เพื่อใหเ้ กดิ ความเข้าใจยงิ่ ขึน้ ควรศกึ ษาแนวคิด
เกยี่ วกับระพุทธเจา้ ในทศั นะของมหายานดังนี้

๒.๓.๑ แนวคิดท่วั ไปเกี่ยวกับพระพทุ ธเจา้
ในทัศนะของพระพุทธศาสนามหายานถือว่า พระพุทธเจ้าบรรดาท่ีมีในอดีตกาลมาแล้วก็ดี
หรือมีมาในอนาคตก็ดีมีจานวนมากมายสุดคณานับมากย่ิงกว่าเม็ดทรายฝ่ังแห่งแม่น้าคงคา ๔๔

๔๐ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต).พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ฉบับประมวลศพั ท.์ (พิมพ์คร้ังท่ี ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔), หนา้ ๑๐๓-๑๐๔.

๔๑ เรอ่ื งเดียวกัน.หน้า ๒๗๔.
๔๒ สุรยี ์ มีผลกจิ และวเิ ชียร มีผลกิจ. พระพุทธกจิ ๔๕ พรรษา. พิมพ์ครง้ั ที่ ๘, กรงุ เทพฯ: คอมฟอร์ม
จากดั . ๒๕๕๔. หนา้ ๒๗๓.
๔๓ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.(พิมพ์ครั้งท่ี ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๒๒๔.
๔๔ เสถียร พันธรังส.ี พทุ ธศาสนามหายาน. (ธนบุรี : โรงพมิ พป์ ระยรู วงศ.์ ๒๔๑๒), หนา้ ๗๓.

๓๐

พระพุทธศาสนามหายานได้เพิ่มเติมจานวนพระพุทธเจ้าขึ้นมามากมาย แต่ละองค์มีเอกลักษณ์และ
ความวิเศษเฉพาะของตัวเอง จนทาให้มองเห็นว่าพระพุทธเจ้าเหล่านั้นกลายเป็นพระพุทธเจ้าของ
ศาสนาเทวนิยมหรือเทพเจ้า๔๕ ผู้ทรงเป็นทิพยภาวะอันบริสุทธ์ิเป็น อนันตะ เช่นเดียวกับพระ
พราหมณ์ในศาสนาพราหมณ์ แต่ทรงสาแดงนิรมานกายลงมาช่วยสัตว์โลก ทานองเดียวกับพระ
นารายณ์อวตารจานวนพระพุทธเจ้าจึงมีมากจนนับไม่ถ้วน๔๖ เหมือนเม็ดทรายในคงคานทีและใน
จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลน้ี ได้มีโลกธาตุท่ีมีพระพุทธเจ้าเจ้ามาอุบัติแสดงพระสัทธรรมเทศนาอยู่
ทั่วไปนับประมาณมิได้ ท้ังในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น ปัจจุบันโลกธาตุของเราว่างจาก
พระพุทธเจ้ามา ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว แต่ในขณะน้ี ณ โลกธาตุอื่นก็มีพระพุทธเจ้าองค์อ่ืนๆ ทรงดารง
พระชนม์ชีพอยู่และกาลังส่ังสอนสรรพสัตว์ โลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัตินั้น บางทีเรียกว่า “พุทธ
เกษตร” บางพทุ ธเกษตรบรสิ ุทธ์สิ มบรู ณ์ดว้ ยทิพยภาวะน่ารื่นรมย์ สาเร็จดว้ ยอานาจปณธิ านของพระ
พุธเจ้าก็มี สาเร็จด้วยกรรมนิยมของสัตว์ก็มี เป็นสถานท่ีสรรพสัตว์ในโลกธาตุอ่ืนๆ ควรมุ่งไปเกิด ท่ี
สาคัญและมีชื่อเสียงโด่งดัง คือ สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะอยู่ทางทิศตะวันตกแห่งหนึ่ง
พุทธเกษตรของพระพุทธไภสัชชคุรุไวฑูรย์ประภาราชา อยู่ทางทิศตะวันออก เป็นพุทธเกษตรซ่ึงมี
รัศมีไพโรจน์แล้วด้วยมณีไพฑูรย์ ท่านบอกว่าสัตว์ท่ีอุบัติในพุทธเกษตรนี้จะไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ใครกาลังประสบความเดือดร้อน ความยากจนเข็ญใจ หรือตกอยู่ในห้วงอันตราย เพียงแต่ได้สดับ
นามพระไภสัชชคุรุเท่านั้น ทกุ ข์ภยั อนั ตรายทปี่ รากฏอยู่จะอันตรธานหายไปทันท๔ี ๗ พุทธเกษตรของ
พระอักโษภยะแห่งหน่ึง และมณทลเกษตรของพระเมตไตรยโพธิสตั วใ์ นดุสติ สวรรค์แห่งหนึ่ง เกษตร
ทั้ง ๔ แห่งน้ีปรากฏว่า สุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตาภะ เป็นที่นิยมของพระพุทธศาสนิกชนฝา่ ย
มหายานมากท่สี ุด๔๘ จนสามารถตงั้ เปน็ นกิ ายขน้ึ ได้๔๙

ในนิกายต่างๆ ของพรพุทธศาสนามหายานยังมีทัศนะต่อพระพุทธเจ้าต่างกันอีกด้วย เช่น
ในคัมภีร์มหาวัตถุและคัมภีร์ลลิตวิศตาระ ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าให้เด่นในทางอภินิหารต่างๆ
โดยเฉพาะคัมภีร์สัทธรรมปณุ ทรกิ สูตรซ่งึ รวบรวมข้นึ ประมาณต้นคริสต์ศตวรรษ ไดพ้ ูดถงึ พระพุทธเจ้า
ในแง่ปาฎหิ ารยิ ต์ ่างๆ จนทาให้พระพุทธเจ้าอยใู่ นฐานะผู้มฤี ทธานุภาพอยา่ งสูง และมีศักยภาพในการ
ขนปวงสัตว์ให้เข้าสู่โลกสุขาวดีเป็นหน้าท่ีหลัก พระพุทธเจ้าในทัศนะของนกิ ายมหายาน จึงมีลักษณะ
ผดิ แปลกไปจากเดิมอยา่ งส้นิ เชงิ และไดพ้ ูดลักษณะของพระพุทธเจา้ ไว้ตา่ งๆ ดังนี้

“พระพุทธองค์เปรียบเหมือนก้อนเมฆที่ปรากฏเหนือโลก
และปกคลมุ แผ่นดนิ ทั้งหมดให้มดื มิด”

๔๕ ประยงค์ แสนบุราณ. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พร้ินตงึ้ เฮา้ ส์. ๒๕๔๘), หน้า
๓๓.

๔๖ เรอ่ื งเดยี วกนั , ๒๕๓๖.หนา้ ๒๒๙.
๔๗ พระราชธรรมนเิ ทศ (ระแบบ ฐติ ญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพทุ ธศาสนา. (พมิ พค์ ร้ังที่ ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๒๓๑.
๔๘ อภิชยั โพธิ์ประสิทธิศ์ าสต์. พระพทุ ธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย. ๒๕๕๑),
หน้า ๑๐๙-๑๑๐.
๔๙ บญุ มี แทน่ แก้ว. พระพทุ ธศาสนาในเอเชยี (เน้นดา้ นอารยธรรม). กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์. ๒๕๔๘.
หนา้ ๕๑.

๓๑

“ปวงเทพและมนุษย์ท้ังหลาย จงตั้งใจฟังและเข้ามาหา
เราตถาคตอย่างใกล้ชิดเราเป็นสัมมาสัมพุทธะผู้บริสุทธิ์และ
สงู สดุ เราอบุ ัติขึน้ ในโลกเพอื่ ปลดเปล้ืองสัตวท์ ั้งปวงออกจาก
หว้ งทุกข์ทั้งสิน้ ”
ข้อความท่ียกมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าในทัศนะของมหายานเปรียบเสมือนผู้มี
อทิ ธิฤทธ์ิทป่ี กคลมุ โลกและสามารถและสามารถทาใหโ้ ลกนม้ี ืดมิดได้ และทรงอานภุ าพอนั ยง่ิ ใหญ่ที่จะ
ช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นไปจากทุกข์ เพียงแต่สัตว์เข้าไปใกล้ชิดพระองค์เท่าน้ัน และอีกข้อความหน่ึงที่
แสดงถงึ ผู้มอี ิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจา้ ว่า

“เราตถาคตได้ประกาศธรรมะ ให้ปวงสัตว์ท้ังหลาย
เข้าถึงสภาวะแห่งนพิ พานตลอดมา เรามิได้สูญหายและมิได้
ดับสลาย หากแต่ดารงอยู่ในโลกนี้เพื่อประกาศสัจธรรมอยู่
นริ นั ดร”
จากข้อความที่ยกมาข้างต้นนี้ จะเห็นว่าพระพุทธพระพุทธเจ้าในทัศนะของนิกายมหายาน
มิใช่มนุษย์ธรรมดา ไม่เป็นมนุษย์อย่างที่เข้าใจกัน แต่หากเป็นผู้วิเศษ ผู้มีภาวะนิรันดร ไม่ดับขันธ์
ณ เวลานพ้ี ระองคป์ ระกาศธรรมอยู่๕๐
การที่พระพุทธศาสนามหายานสร้างพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ และมีพุทธเกษตรสาหรับ
พระองค์อันมลี ักษณะอดุ มดว้ ยความสมบูรณ์พูมสุขเป็นทิพยภาวะเช่นนี้ก็คือ เพ่ือเปน็ การสนองความ
ต้องการของคนส่วนมากที่ยังอยากมีชีวิตอยู่ในความสุข ยังไม่อยากหาทางหลุดพ้นหรือแสวงหา
นิพพาน ในพุทธเกษตรแต่ละแห่งจะมีพระพุทธเจ้าสถิตอยู่ คัมภีร์ลลิตวิศตาระและคัมภีร์สัทธรรม
ปุณทริกสูตร ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายวา่ มิได้สถิตอยู่ในโลกนี้เลย แต่จะสถิตอยู่ท่ีสวรรค์ตาม
เขตต่างๆ และจะทรงสถิตอยู่ ณ ท่ีน้ันแบบอมตะนิรันดรด้วยรัศมีอันแผ่ไพศาลไปตลอดท้ังโลกธาตุ
อย่างไรก็ตามมหายานก็มีแนวคิดเก่ียวกับพระพุทธเจ้าในโลกน้ีมีช่ือว่าพระมานุสสพุทธะ แต่ก็ไม่มี
ความสาคัญเท่าพระพุทธเจ้าทัง้ หลายสถิตอยู่ตามพุทธเกษตรท่ชี อ่ื ว่า พระธยานพิ ุทธ ซ่งึ ตา่ งก็อบุ ัติมา
จากแหล่งเดียวกัน๕๑ คือด้วยอานาจแหง่ ฌานของพระอาทิพทุ ธะ

๒.๒.๒ สถานะของพระพทุ ธเจา้
พระพทุ ธศาสนามหายานโดยทวั่ ไปมคี วามเชอ่ื ว่า พระพทุ ธเจา้ มกี ายสามอย่าง ท่ีเรียกวา่
ตรีกาย๕๒
พระพทุ ธศาสนาในยคุ แยกมีความเหน็ พ้องต้องกันเกี่ยวกับการอธบิ ายลกั ษณะของพระพทุ ธเจา้ ต่อมา
มหายานมีแนวคิดแตกต่างไปจากเถรวาท แม้มหายานในแต่ละยุคก็มีแนวคิดเก่ียวกับพระพุทธเจ้า

๕๐ ประยงค์ แสนบุราณ. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นต้ึง เฮ้าส์. ๒๕๔๘), หน้า
๓๒-๓๓.
๕๑ ผดุ พรรณ ศภุ พันธ.์ การศึกษาเปรียบเทยี บความคดิ เก่ียวกับพระพทุ ธเจา้ ในพุทธปรัชญาเถรวาทกบั
พุทธปรชั ญามหายาน. วิทยานพิ รธห์ ลักสตู รปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ ภาควชิ าปรัชญา บณั ฑิตวทิ ยาลยั
จฬุ าลงกรณ์ราชวทิ ยาลยั . ๒๕๒๙), หนา้ ๑๐๙-๑๑๐.
๕๒ สุมาลี มหาณรงคช์ ยั , พทุ ธศาสนามหายาน, (พมิ พ์ครง้ั ที่ ๒, กรุงเทพฯ: ศยาม.๒๕๕๐) หนา้ ๒๑.

๓๒

แตกต่างกันไป แต่พระพุทธศาสนามหายานก็ยังยอมรับหลักการใหญ่ๆ เก่ียวกับพระพุทธเจ้าอยู่ ๓
ประการ ด้วยกันคอื

๑) นริ มาณกาย หมายถงึ กายเนื้อ
๒) สัมโภคกาย หมายถงึ กายทิพย์
๓) ธรรมกาย หมายถงึ กายธรรม
ในส่วนท่ีเก่ียวกับธรรมกายจะขอกล่าวไว้ในบทต่อไป ส่วนในบทน้ีเพ่ือให้สามารถเข้าใจ
สถานะเก่ยี วกบั พระพุทธเจา้ จึงควรทราบวา่ มหายานได้จาแนกพระพุทธเจ้าเป็น ๓ ประเภท ดังน้ี
๑) อาทพิ ุทธะ
เป็นพระพุทธเจ้าท่ีทรงอุบัติมาพร้อมกับโลก และประจาโลกอยู่ชั่วนิรัน เท่ากับเป็นผู้สร้าง
หรือเป็นแหล่งกาเนิดของพุทธทั้งหลายทั่วจักรวาล ทัศนะขิงนิกายมหายานที่เก่ียวกับอาทิพุทธะน้ี มี
ความหมายเท่ากบั เป็นผู้สรา้ งโลก สรา้ งสรรพสิง่ รวมทงั้ เป็นบ่อเกิดของพระพทุ ธเจา้ ท้งั หลายอีกดว้ ย
พระอาทิพุทธะมีพระนามมากมายตามความเชอื่ ความศรัทธาของนิกายต่างๆ เช่น นิกายไอ
ศวาริก เรียกว่า อิศวร นิกายสวาภาวิก เรียกว่า สวาภาวะ เป็นต้น นิกายหลังน้ีมีคนนับถือมากใน
ประเทศจีน บางครั้งอาทิพุทธมีพระนามต่างๆ เช่น พระไวโรจนะ วัชรปราณี วัชรธาน และวัชร
สัตว์ ในบางคัมภีร์เรียกว่า พระมัญชุศรี ถึงแม้จะมีพระนามพระรูปอะไรก็ตามพระองค์จะทรง
เคร่ืองประดับงดงาม มีลีลาศใหญ่แสดงถึงความเป็นผู้ย่ิงใหญ่ มีพระเทวีหรือศักติ (ธรรมที่ทรงแสดง)
คู่เคียงเรียกว่า อาทิธรรมหรืออาทิปรัชญา ในประเทศเนปาลและธิเบตบางคร้ังเรียก อาทิพุทธะว่า
“โยคัมพร” และจะทารูปของพระองค์เป็นปางทุกรกิริยาไม่มีเครื่องประดับ เปลือยกายน่ังขัดสมาธิ
เพชร แต่มีพระเทวีหรือศักติ พระนามว่า “ฌาเนศวร” พระเทวีหรือศักติในประเด็นน้ีมิใช่อาทิธรรม
หรอื อาทิปรัชญาดงั กล่าว๕๓ อยา่ งไรก็ตามมหายานบางนกิ ายก็ไม่นยิ มในอาทิพทุ ธะ
๒) มานุสสพุทธะ
เปน็ พระพุทธเจ้าที่อุบตั ิมาจากอาทิพุทธะ มาในรูปของมนุษย์ผปู้ ระเสริฐต่อกาลและประเทศ
แล้วบาเพญ็ บารมใี นฐานะเป็นพระโพธสิ ตั ว์ ตรัสรู้ซึง่ ความจรงิ เขา้ ถงึ โพธิญาณ
๓) ธยานิพทุ ธะ
เป็นพระพทุ ธเจ้าท่ีอบุ ัติจากพระอาทิพุทธะ เช่นเดยี วกบั มานุสสพุทธะ แต่สาเร็จเปน็ พุทธะ
มาโดยอานาจฌานของพระพุทธเจา้ จะประทบั อยู่ในสวรรค์ หรือพุทธเกษตร
เพอ่ื ให้ได้ภาพทชี่ ดั เจนย่งิ ขนึ้ เกี่ยวกบั สถานะของพระพทุ ธเจ้าตามทัศนะของมหายาน ดู
แผนผงั ๕๔ ดงั น้ี

๕๓ ประยงค์ แสนบุราณ. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พรน้ิ ตงึ้ เฮ้าส.์ ๒๕๔๘), หน้า
๓๔-๓๕.

๕๔ เรือ่ งเดยี วกนั .หน้า ๓๙.

๓๓

พระอาทพิ ทุ ธะ

ธรรมารมณ์ ฌาน วิญญาณ (มโน)

ธยานพิ ุทธะ ๕
พระองค์

พระไวโรจนะ พระอกั โษภยะ พระรตั นสัมภวะ พระอมติ าภะ พระอโมฆสทิ ธิ

ธาตทุ ัง้ ๔ คอื ดิน น้า ลม ไฟ สาเร็จจากฌานของพระธยานิพทุ ธทั้ง ๕ พระองค์
และดว้ ยอานาจฌานของพระธยานพิ ทุ ทาให้เกิด
ธยานโิ พธิสัตวอ์ กี ๕ พระองค์

ธยานโิ พธสตั ว์
พระสมันตะภทั ระ พระวชั รปราณี พระรัตนปราณี พระอวโลกิเตศวร พระวศิ วปราณี

อายตนะภายนอกทง้ั ๕ คือ รูป เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สาเรจ็ จากฌานของพระธยานิ
พุทธโพธสิ ตั ว์ทัง้ ๕ พระองค์

และด้วยอานาจฌานของพระธยานิพุททาให้เกิด
ธยานิโพธสิ ตั ว์อกี ๕ พระองค์

พระพุทธศาสนามหายานมีหลักตรีกายอันเกิดจากพระพุทธเจ้าประเภทมานุสสพุทธะ คือ
พระพุทธเจ้าผู้ปรากฏกายเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ได้แก่ พระสมณโคดมพุทธเจ้าหรือท่ีมหายาน
เรียกว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้า มหายานยุคแรกก็ได้กล่าวถึงลักษณะของพระพุทธเจ้าว่ามี ๒ อย่าง
คือนิรมาณกาย และธรรมกาย แต่ในสมัยต่อมาได้มีการจาแนกแจกแจงลักษณะนิรมาณกายให้
ละเอียดไปอีก โดยแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ นิรมาณกายหยาบคือรูปกายเนื้อของพระพุทธเจ้าท่ีเราเห็น

๓๔

คือสมณโคดมหรือศากยมุนี และนิรมาณกายละเอียดน้ีต่อมารู้จักกันในนามของ สัมโภคกาย จึงได้
เกดิ เปน็ ลกั ษณะตรีกายขึ้น๕๕

๒.๒.๓ พระจริยาวัตรของพระพุทธจ้า
ในทัศนะของพระพุทธศาสนามหายานได้กล่าวถึงคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าและพระจริยา
อันยิ่งใหญ่ ๓ ประการ ดงั น้ี
๑) มหาปรัชญา หมายถึง มีพระปญั ญาอันยง่ิ ใหญ่ เห็นแจ้งในสัจธรรมท้งั มวล ประโยชน์
ของตน
๒) มหากรุณา หมายถึง มีความกรณุ าต่อสรรพสัตว์ ยอมสละได้แม้แตช่ ีวิตของตนเองเพื่อ
ช่วยเหลือผอู้ น่ื
๓) มหาอุบายะ หมายถึง มีวิธีการอันชาญฉลาดรู้หลักในการสอนผู้อ่ืนให้บรรลุสัจธรรม
ประโยชน์แก่ผู้อ่ืน คุณสมบัติ ๓ ประการนี้ ฝ่ายมหายานถือว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาและ
เปน็ หิตานหุ ติ ประโยชน์ คือเปน็ ทัง้ ประโยชน์ตนและประโยชน์สูงสดุ ๕๖

๒.๔ เปรยี บเทยี บทัศนะเกยี่ วกับพระพุทธเจ้าในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทกบั มหายาน

ในทัศนะเก่ียวกับพระพุทธเจ้าของพระพุทธศาสนาเถรวาทกับหมายาน นักวิชาการปราชญ์
ทางพระพทุ ธศาสนาใหค้ วามเห็นไว้ดังน้ี

เสถียร โพธินันทะ (๒๕๑๖) ได้กล่าวไว้ว่า ความแตกต่างทางทัศนะเถรวาทกับมหายานคือ
ทศั นะต่อพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ หาไดต้ รงกันไม่ พระพทุ ธองค์ในทัศนะของฝ่ายเถรวาท คอื มนุษย์ผู้ซึ่งได้
เพียรบาเพ็ญความดีจนได้ตรัสรู้หลุดพ้นจากมวลทุกข์มวลกิเลส แต่พระสรีระของพระพุทธองค์ยังคง
เหมอื นชนธรรมดา คือยังเปน็ วบิ ากขนั ธ์ มีความรสู้ ึกเยน็ ร้อนและทรดุ โทรมแตกสลายไปได้ มหายาน
มีทัศนะว่า พระพุทธองค์น้ัน โดยแท้จริงมีสภาวะเป็นอกาละ อนันตะ แต่โดยพระมหากรุณาจึงทรง
สาแดงพระองค์ในภาวะต่างๆ ปรากฏให้เหน็ ในโลกทั้งปวงเพ่อื โปรดสตั ว์

วศิน อินทสะ (๒๕๔๑) ได้กล่าวไว้ว่า เถรวาทถือว่ากายของพระพุทธองค์เหมือนบุคคล
ธรรมดาประกอบดว้ ยขนั ธ์ ๕ หรือธาตุ ๖ คอื ต้องแก่ เจ็บ และนิพพานไปตามสภาพของสงั ขาร อัน
ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฝ่ายมหายานถือว่า พระกายท่ีแท้จริงของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า
สมั โภคกาย ไม่มกี ารแตกดับ เป็นทิพยภาวะมีรัศมรี ุง่ เรืองอยูช่ ั่วนิรันดร

ประยงค์ แสนบุราณ (๒๕๔๘) ได้กล่าวถึงความแตกต่างของเถรวาทกับหมายานไว้ว่า
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาท่ีปรากฏในประวัติศาสตร์โลก

๕๕ ผดุ พรรณ ศภุ พนั ธ.์ การศกึ ษาเปรียบเทียบความคิดเก่ียวกบั พระพทุ ธเจ้าในพุทธปรัชญาเถรวาทกับ
พุทธปรัชญามหายาน. วทิ ยานิพรธห์ ลกั สตู รปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบณั ฑติ ภาควิชาปรัชญา บณั ฑิตวทิ ยาลยั
จุฬาลงกรณ์ราชวทิ ยาลัย. ๒๕๒๙), หน้า ๑๑๑.

๕๖ บญุ มี แท่นแก้ว. พระพุทธศาสนาในเอเชยี (เน้นด้านอารยธรรม). (กรุงเทพฯ: โอเดยี้ นสโตร์. ๒๕๔๘),.
หนา้ ๕๔.

๓๕

เช่นเดียวกับมหาบุรุษท้ังหลาย พระองค์จะวิเศษกว่ามนุษย์ท้ังหลายก็ตรงที่ประองค์ตรัสรู้ธรรมรู้แจ้ง
ธรรมทั้งปวง ตดั กองกิเลสาสวะท้ังปวงได้เทา่ นนั้

มหายานได้เพิ่มเติมจานวนพระพุทธเจ้ามากมาย แต่ละองค์มีเอกลักษณ์และความวิเศษ
เฉพาะตวั เองจนทาใหม้ องเห็นวา่ พระพุทธเจา้ เหลา่ น้ันกลายเป็นพระเจา้ ในศาสนาเทวนิยม

อภชิ ยั โพธป์ิ ระสทิ ธิ์ศาสต์ (๒๕๕๑) ได้กลา่ วไว้วา่ เถรวาทกับมหายานรบั รองว่าพระพุทธเจ้า
กับพระอรหันต์ แม้ต่างจะเป็นผู้หลุดพ้นแล้วก็ตาม แต่ก็มีฐานะแตกต่างกันมาก พระพุทธเจ้าทรง
บาเพ็ญบารมีมากและเป็นเวลาช้านานซึ่งพระอรหันต์ไม่อาจเทียบได้...พระพุทธเจ้าประสูติมาเพื่อ
โปรดสตั ว์ แต่พระอรหันตร์ สู้ กึ วา่ จะไม่มหี นา้ ท่โี ดยตรงสาหรับโปรดสัตว์

มหายานต้ังข้อสงสัยว่าพระศากยมุนีพุทธเจ้าท่ีปรากฏในประวัติศาสตร์น้ันเป็นพระพุทธเจ้า
จริงหรือ หรือเป็นพระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าองแท้จริงบันดาลให้มีขึ้น จึงทาให้เช่ือมั่นในความคิดนี้
เป็นอย่างย่ิงมหายานจึงได้เพ่ิมสัมโภคกายขึ้นอีกกายหน่ึง สถานะของพระพุทธเจ้าจึงปรากฏ ๓
ประการ

เถรวาทถือว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้าจะเหนือกว่าสามัญชนเพียงใดก็ตาม แต่พระวรกายและ
พระชนมายุยังคงถูกจากัดอยู่ในขอบเขตและพระพุทธองค์จะทรงมีพระเมตตาเท่าใด ก็ไม่สามารถทา
ให้สิ่งที่เปน็ อนจิ จังกลับเปน็ นิจจังได้

สุมาลี มหาณรงค์ชัย (๒๕๕๐) ได้กล่าวไว้ว่า เถรวาทกับมหายานนอกเหนือจากกายทิพย์
และกายธรรมท่ีไม่เหมือนกัน มหายานยังมีความเช่ือว่ามีพระพุทธเจ้าหลายองค์สถิตหรือดารงอยู่ใน
เวลาเดยี วกนั

ส่วนเถรวาทถือว่าในพุทธกาลเดียวจะมีพระพุทธเจ้าถงึ สองพระองค์ไม่ได้ มหายานถอื วา่ ไม่
วา่ ในเวลาใด อดีตหรอื ปัจจุบนั หรอื อนาคต ล้วนแตม่ ีพระพทุ ธเจา้ อยู่

เถรวาทถือว่าพระพุทธเจ้าประสูติในเวลาหนึ่งๆ นอกนั้นเป็นช่วงที่ว่างเว้นจากการมี
พระพุทธเจา้ ความเชื่อเหลา่ น้ขี องมหายานล้วนมาจากการยอมรับความคดิ เรื่องตรกี าย

มหายานบางสานักถือว่า สัตว์ทั้งหลายมีพุทธภาวะอันแจ่มจรัสเดียวกัน คือมีพุทธจิต
เดียวกัน ส่วนเถรวาทไม่ยอมรับว่าพุทธภาวะท่ีมีอยู่ในสรรพสัตว์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิตของ
พระพุทธเจ้า จิตมนุษย์อาจจะบริสุทธิ์เหมือนกับจิตของพระพุทธเจ้าได้ แต่จิตมนุษย์เป็นคนละดวง
กับจติ ของพระพุทธเจ้า แนวคิดนีข้ องมหายานก็เกดิ จากการยอมรบั เรื่องตรีกาย

พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ) (๒๕๓๖) ได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าในความเชื่อของ
มหายานเป็นทิพยภาวะอันบริสุทธ์ิไม่มีการเปล่ยี นแปลงแต่ประการใด มหายานจึงถือว่าแม้ในปัจจุบัน
นี้ คนเรายังอาจเขา้ เฝา้ สดบั พระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าอยู่ ด้วยเหตุน้เี องพระพุทธเจา้ ของมหายาน
จึงมกี าย ๓ เรยี กว่า ตรกี าย

พระมหามิตร ฐิตปญฺโญ (๒๕๕๖) ได้กล่าวในประเด็นท่ีคล้ายคลึงกันไว้ว่า นิกายทั้งสอง
ยอมรับทัศนะเรื่องรูปกายของพระพุทธเจ้าในฐานพระสมณโคดมเช่นเดียวกัน แต่มหายานมีการ
อธิบายในแง่ที่แตกต่างเรียกว่านิรมาณกาย ส่วนเถรวาทหมายถึงรูปกายของพระพุทธเจ้าที่ประกอบ
ไปดว้ ยมหาบรุ ษุ ลกั ษณะ ๓๒ ประการและอนพุ ยญั ชนะ ๘๐ ประการ

ส่วนประเด็นท่แี ตกตา่ งกันแม้นกิ ายเถรวาทจะยอมรับทัศนะเรอ่ื งธรรมกาย แต่กไ็ มไ่ ดอ้ ธบิ าย
ความในฐานะบ่อเกิดของสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ แม้จะมีถ้อยคาเน้ือความหรือข้อความใดๆ ในคัมภีร์ที่

๓๖

ยกอ้างถึงรูปกายหรือธรรมกาย แต่โดยนัยแล้วก็มิได้มีความหมายเกินกว่าแนวคิดท่ีว่า รูปกายของ
พระพุทธเจ้าเป็นมนุษยธรรมดา และธรรมกายของพระพุทธเจ้าก็เป็นที่รวมของธรรมะ คือ คาสั่ง
สอนและกฎระเบยี บที่จดั รวบรวมไว้เท่านั้น

ผุดพรรณ ศุภพันธ์ (๒๕๒๙) ได้เปรียบเทียบแนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าของทั้งสอง
นิกายว่า เร่อื งจานวนของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ นิกายแสดงให้เหน็ ว่าพระพุทธเจ้าได้มมี ามากมายแล้วใน
อดีต ไม่ได้มีเฉพาะพระสมณโคดมหรือพระศากยมุนีเท่าน้ัน ความคิดนี้ทาให้ได้มองเห็นถึงความ
ยาวนานของชวี ิตมนษุ ยท์ ่เี วยี นวา่ ยอยู่ในวัฏสงสาร

ในดา้ นความคิดที่แตกต่างกนั ความคิดเก่ียวกบั พระพุทธเจ้าของเถรวาทจะให้ความสาคัญแก่
พระพุทธเจ้าปัจจุบัน ซ่ึงมีพระวรกายเป็นมนุษย์ธรรมดาเป็นบุคคลประวัติศาสตร์ซ่ึงได้บาเพ็ญบารมี
อย่างยิ่ง แต่ฝ่ายมหายานเน้นความสาคัญของพระพุทธเจ้าประเภทท่ีเรียกว่า ธยานิพุทธะซึ่งเป็น
พระพุทธเจา้ ที่สถิตยอ์ ย่บู นสรวงสวรรค์ทเ่ี รยี กวา่ พุทธเกษตร

การที่มหายานมีความคิดเก่ียวกับพระพุทธเจ้าแตกต่างออกไปเน่ืองจากเช่ือว่าคนส่วนใหญ่
ไม่ไดม้ คี วามต้องการทจ่ี ะแสวงหาทางหลดุ พน้ มุ่งพระนิพพานเหมือนเถรวาท แตม่ ีความปรารถนาชีวิต
ท่ีเป็นสุขน่ันคือปรารถนาชีวิตในดินแดนท่ีเรียกว่าสุขาวดี การบูชาพระอมิตาภะจะทาให้ได้รับความ
ชว่ ยเหลือ

เถรวาทกับมหายานกล่าวถึงลักษณะและคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าท่ีมีลักษณะเฉพาะพิเศษ
แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดา พระพุทธเจ้าของเถรวาทมีลักษณะคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าที่
มหายานมีเรียกว่า มานุสสพทุ ธะ และธรรมกายเพียงแตใ่ หค้ วามสาคญั ตา่ งกัน

อาจสรุปได้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าของทั้ง ๒ นิกาย มีทัศนะที่คล้ายคลึงกันที่จานวน
ของพระพุทธเจ้า สถานะของพระพุทธเจ้าท่ีมหายานเรียกว่านิรมาณกาย กายเนื้อท่ีเป็นบุคคล
ธรรมดา และประเภทของพระพุทธเจ้าท่ีเรียกว่า มนุสสพุทธะ เหมือนกัน ยกเว้น พระอาทิพุทธเจ้า
และพระธยานพิ ทุ ธะของพระองค์

ส่วนพระจรยิ าของพระพุทธเจ้าในทัศนะของเถรวาทกับมหายานท่ีคล้ายคลงึ กนั คือ พทุ ธจริยา
ที่ท่ีทรงพระกรุณาแก่สัตวโ์ ลกสมบูรณ์ด้วยพระคุณ ๓ ประการ คือ พระปัญญาคุณ หมายถึงพระคณุ
คอื พระปญั ญาของพระพุทธเจา้ พระวิสุทธคิ ุณ คือความบรสิ ทุ ธิ์ และพระมหากรณุ าคุณ พระคุณคือ
พระมหากรุณา สว่ นมหายานจะเน้นเปน็ สาคญั เชน่ เดยี วกัน คือ

๑) มหาปรัชญา หมายถึง มีพระปัญญาอันยิ่งใหญ่ เห็นแจ้งในสัจธรรมทั้งมวล ประโยชน์
ของตน

๒) มหากรุณา หมายถึง มีความกรุณาต่อสรรพสัตว์ ยอมสละได้แม้แต่ชีวติ ของตนเองเพอื่
ชว่ ยเหลือผ้อู น่ื

๓) มหาอุบายะ หมายถึง มีวิธีการอันชาญฉลาดรู้หลักในการสอนผู้อ่ืนให้บรรลุสัจธรรม
ประโยชน์แกผ่ อู้ ื่น

๓๗

คาถามท้ายบท
๑. จงอธบิ ายอธบิ ายสถานะของพระพทุ ธเจ้าในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
มาพอเข้าใจ
๒. จงอธิบายเปรียบเทียบสถานะของพระพุทธเจ้าในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาฝ่าย
มหายาน มาพอเขา้ ใจ
๓. จงอธบิ ายอธิบายเปรียบเทียบสถานะของพระพุทธเจา้ ในทศั นะของพระพุทธศาสนา
ฝา่ ยเถรวาทกับมหายานได้
๔. จงอธิบายอธบิ ายพระจริยาวตั รของพระพุทธเจ้าในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝา่ ย
เถรวาท มาพอเข้าใจ
๕. จงอธิบายอธบิ ายสถานะของพระพทุ ธเจ้าในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายม
มหายาน มาพอเข้าใจ
๖. พระพระพทุ ธเจ้าในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานมีสถานะ
อยา่ งไร

๓๘

เอกสารอา้ งอิงประจาบท
บญุ มี แทน่ แกว้ . พระพทุ ธศาสนาในเอเชีย (เนน้ ดา้ นอารยธรรม). กรุงเทพฯ: โอเดีย้ นสโตร.์ ๒๕๔๘.

หนา้ ๕๑.
ประยงค์ แสนบุราณ. พระพุทธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พรน้ิ ตงึ้ เฮ้าส์. ๒๕๔๘.
ผดุ พรรณ ศภุ พนั ธ.์ การศกึ ษาเปรยี บเทยี บความคดิ เกยี่ วกบั พระพุทธเจ้าในพุทธปรัชญาเถรวาท

กบั พุทธปรชั ญามหายาน. วิทยานพิ นธ์หลักสตู รปริญญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ
ภาควชิ าปรัชญา บัณฑิตวิทยาลยั จฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัย. ๒๕๒๙).
วศิน อินทนสระ. พทุ ธปรัชญามหายาน. พิมพค์ รั้งท่ี ๔ .กรุงเทพฯ; มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ๒๕๓๒.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.พิมพ์ครั้งท่ี ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔
พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งท่ี ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖.
สุชีพ ปญุ ญานุภาพ. ประวัตศิ าสตรศ์ าสนา. โรงพมิ พ์มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๐
สุรีย์ มีผลกิจและวิเชียร มีผลกิจ. พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา. พิมพ์คร้ังท่ี ๘, กรุงเทพฯ: คอมฟอร์ม
จากัด. ๒๕๕๔.
สมุ าลี มหาณรงค์ชยั . พุทธศาสนามหายาน. พมิ พค์ ร้ังท่ี ๒, กรุงเทพฯ: ศยาม.๒๕๕๐
เสถียร พันธรงั สี. พทุ ธศาสนามหายาน. (ธนบุรี : โรงพิมพ์ประยูรวงศ์. ๒๔๑๒).
เสถยี ร โพธินนั ทะ. ชุมนมพระสูตรมหายาน. กรงุ เทพฯ: โพธ์สิ ามต้นการพิมพ.์ ๒๕๑๖.
อภิชัย โพธปิ์ ระสทิ ธิศ์ าสต์. พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ๒๕๕๑.

๓๙

บทท่ี ๓
หลักคาสอนเร่อื งธรรมกาย

วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนประจาบท
เม่อื ศึกษาเนื้อหาในบทนแ้ี ล้ว ผู้ศกึ ษาสามารถ
 อธิบายหลกั คาสอนเรื่องธรรมกายในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทได้
 อธบิ ายหลักคาสอนเร่อื งธรรมกายในทัศนะของพระพุทธศาสนามหายานได้
 สามารถเปรียบเทียบคาสอนเร่อื งธรรมกายในทศั นะของนิกายท้งั สองได้

ขอบข่ายเนื้อหา
 ความนา
 หลักคาสอนเร่ืองธรรมกายในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาท
 หลกั คาสอนเร่ืองธรรมกายในทัศนะของพระพุทธศาสนามหายาน
 เปรียบเทียบหลักคาสอนเร่ืองธรรมกายในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาท

๔๐

๓.๑ ความนา
การศกึ ษาเกี่ยวกบั ความแตกต่างของพระพุทธศาสนาเถรวาทน้เี ปน็ แต่เพียงการการศึกษาใน
ประเดน็ อย่างกว้างๆ เทา่ น้นั เน่ืองจากนิกายในทางพระพทุ ธศาสนามจี านวนมากมาย แตล่ ะนกิ ายก็
ยดึ ถอื หลกั คาสอนท่ีสาคญั เอาไว้ เช่น หลกั กรรม หลักอรยิ สัจ ๔ หลกั ไตรลักษณ์ และ
หลักปฏจิ จสมปุ บาท เปน็ ตน้ หลักคาสอนของพระพุทธองค์มเี ปา้ หมายเพอื่ ความดับทุกข์ ความพ้น
ทกุ ข์ นคี้ ือเปา้ หมายสงู สดุ ทางพระพุทธศาสนา ส่วนในความแตกตา่ งท่ีปรากฏนัน้ ส่วนท่ถี อื วา่ มีความ
แตกตา่ งนัน้ เปน็ ความแตกต่างของหัวข้อธรรมและการปฏิบัติซ่งึ เป็นข้อปลกี ย่อยทม่ี ิใชห่ ลกั คาสอนที่
สาคญั ทางพระพุทธศาสนาเลย ดังนั้นการกล่าวถงึ ความแตกตา่ งโดยแสดงให้เห็นรายละเอยี ดควบคู่
กัน จึงเป็นสง่ิ ที่ไมส่ ามารถที่จะทาได้ ดงั น้นั ประเดน็ นี้จึงเป็นการนาเสนอลกั ษณะความแตกต่างใน
ขอบข่ายกวา้ งๆ เทา่ น้นั
เดมิ ทีเดียวพระพุทธศาสนาเถรวาทกบั มหายานมหี ลกั คาสอนเหมอื นกัน ต่อมาฝา่ ยมหายาน
ไดอ้ นวุ ตั ิคาสอนไปตามความนิยมของสงั คมนน้ั ๆ โดยเอาเหตุผลจับพระพุทธพจน์แล้วตีความพระ
พุทธพจน์นัน้ ตามความเข้าใจของตัวเอง เพราะเหตุนจ้ี ึงกอ่ ใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงธรรมเนียม
ประเพณีบางประการและทาใหต้ ัดออกและเพ่ิมเข้าคาสอนบางอยา่ งตามความพอใจ นกิ ายน้ีถือเอา
คาสอนของอาจารยไ์ ม่ค่อยเครง่ ครดั ในพระวินยั โดยมีความเหน็ ว่าพระวนิ ยั คือสิ่งที่พระพุทธองคท์ รง
บัญญตั ขิ ึน้ ตามกาลเทศะนัน้ ๆ เท่านน้ั เมอ่ื ล่วงเลยกาลเทศะนน้ั ๆ แล้วกไ็ มจ่ าเป็นต้องปฏิบตั ิตาม๕๗
จงึ เปน็ แนวคดิ ต่างๆ ข้นึ เชน่ แนวคิดเร่ืองธรรมกาย๕๘ ของพระพทุ ธเจา้ ท่ีมิใช่ลักษณะท่ีปรากฏใน
คมั ภีร์ หลักการที่เปน็ หลักใหญ่ ๆ ของมหายานอยู่ท่หี ลักเรื่อง “ตรกี าย” กายท้งั ๓ ของ
พระพทุ ธเจ้า๕๙ ท่ีถือวา่ มสี ภาพสูงล้าเหนือสง่ิ ทั้งปวง
แนวคดิ เรือ่ งธรรมกายของพระพุทธเจา้ ถอื วา่ เปน็ หลักคาสอนเดิมของพระพุทธศาสนาท้ังสอง
นกิ าย ตอ่ มาฝ่ายมหายานมองพทุ ธภาวะของพระพุทธองค์แตกต่างไปจากเดิม แนวคิดแบบดง้ั เดมิ
ทเี ดียวพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานถอื ว่า พระพทุ ธเจ้ามี ๒ นกิ ายเท่าน้ัน คอื
๑) นิรมาณกาย ไดแ้ ก่ กายเนอื้ หรอื รปู กายที่เป็นมนษุ ย์ คือพระสมณโคดมซ่ึงเปน็
พระพุทธเจ้าท่ีมหี ลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์และภมู ศิ าสตร์ไดจ้ ารกึ ไวใ้ นฐราณคดถี งึ ท่ีประสูติ ตรัสรู้
และปรนิ พิ พานของพระองค์อย่างชดั แจง้ ว่า พระพุทธองค์คือมนุษย์ มีการเกิด แก่ เจ็บและตาย ตก
อย่ภู ายใตก้ ฎของไตรลกั ษณ์ ไม่ต่างไปจากสรรพสิ่งท้งั หลายท่ีเปน็ ฝ่ายสังขตธรรม

๕๗ ประยงค์ แสนบุราณ. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นตึ้ง เฮ้าส์. ๒๕๔๘), หน้า
๒๓.

๕๘ พระสง์จี้กงอรรถธบิ าย, อมร ทองสกุ แปลและเรียบเรียง. วัชรปรชั ญาปารมติ าสตู ร. (พมิ พ์ครั้งที่ ๓
กรุงเทพฯ: ๒๕๕๓), หนา้ ๒๑๓.

๕๙ อภชิ ยั โพธปิ ระสทิ ธศิ าสต.์ พระพทุ ธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๑),
หน้า ๑๐๗.

๔๑

๒) ธรรมกาย ไดแ้ ก่ พระคุณของพระพทุ ธองค์ หมายถึงพระเมตตาคุณ พระปัญญาคณุ
และพระวสิ ุทธคิ ณุ ซึง่ เปน็ องค์รวมหรือประมวลขอ้ ปฏบิ ตั ิคาสงั่ สอนของพระองค์๖๐

ดังนัน้ เพือ่ ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจแนวคดิ เร่อื งธรรมกายอย่างถ่องแท้ ขอให้พิจารณาความคิดท้งั
สองนกิ าย ดังน้ี

๓.๒ หลกั คาสอนเรอื่ งธรรมกายในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาท
ความคิดทั่วไปเกี่ยวกับพุทธภาวะทั้งเถรวาทและมหายานต่างก็มีการกล่าวถึงลักษณะและ
คุณสมบัติของพระพุทธเจ้าที่มีลักษณะเฉพาะ พิเศษ แตกต่างจากบุคคลธรรมดาทั่วไป แต่ในเร่ือง
รายละเอียดปลีกย่อยและการให้ความสาคัญในแต่ละลักษณะและคุณสมบัตินั้นจะแตกต่างกัน
พระพุทธเจ้าในทัศนะของเถรวาทจะมีลักษณะกายธรรมดาซ่ึงประกอบด้วย การเกิด การเจ็บ การ
แก่ และการตายมีการเปลย่ี นแปลงไปต่างๆ นานาตลอดเวลา เพราะตกอยใู่ นไตรลักษณค์ ือ อนิจจงั
ทุกขัง และอนัตตา๖๑ ซึ่งลักษณะของพระพุทธเจ้านี้ฝ่ายมหายานเรียกว่า มานุสสพุทธะ ดังนั้น
ลักษณะของพระพุทธเจ้าในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงเน้นถึงคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า
เรยี กวา่ มหาปุรสิ ะลกั ษณะ มี ๓๒ ประการ อนั เป็นลกั ษณะของมหาบุรุษ ซึง่ ได้มาจากบุรพกรรมที่
ได้บาเพ็ญไว้แต่ปางก่อนเช่น ได้กระทาอธิกุศลธรรม คือความดีที่บาเพ็ญอย่างยิ่งยวด ได้แก่การ
บาเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ มีทาน ศีล ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานะ เมตตา และ
อุเบกขา ดงั ทไ่ี ด้กลา่ วมาแล้วในเกีย่ วกบั คุณสมบัตขิ องพระพุทธเจา้ ในบททผ่ี ่านมา
๓.๒.๑ ความหมายของธรรมกาย
คาว่า “ธรรมกาย” คือ ผู้มีธรรมเป็นกาย เป็นพระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า๖๒ ใน
คมั ภรี ์ของฝ่ายเถรวาทปรากฏว่าคาว่า ธรรมกายโดยตรง ๔ แห่งด้วยกัน คือ ในเลม่ ที่ ๑๑ ปรากฏ ๑
ครั้ง เล่มท่ี ๓๒ ปรากฏ ๒ ครง้ั และเลม่ ที่ ๓๓ ปรากฏ ๑ ครั้ง๖๓ ซง่ึ กล่าวถึงธรรมกายมลี กั ษณะดังน้ี
ในคัมภีรพ์ ระไตรปฎิ ก พระสูตรช่อื วา่ อคั คัญสูตรแห่งทฆี นิกาย ปรากฏคาว่า ธรรมกาย ๑
ครัง้ ดังข้อความวา่

“วาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอท้ังสองมีชาติกาเนิดต่างกัน มี
ชื่อต่างกัน มีโคตรต่างกัน มีตระกูลต่างกัน ออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิต เมือ่ มีผ้ถู ามว่า ทา่ นเปน็ พวกไหน พงึ ตอบเขาว่า เราเปน็ พวก
พระสมณศากยบุตร ดังน้ีเถิด ผู้ใดแลมีศรัทธาต้ังม่ันในตถาคต เกิดแต่

๖๐ พระมหามติ ร ฐิตปญญฺโญ. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าพระพุทธศาสนามหายาน. มหาวทิ ยาลยั
มหาจฬุ าลงกรณณาชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น. ขอนแก่น: ขอนแกน่ การพมิ พ์. ๒๕๕๖.หนา้ ๑๐

๖๑ ประยงค์ แสนบรุ าณ. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พร้นิ ต้งึ เฮา้ ส.์ ๒๕๔๘), หนา้
๒๓.

๖๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.(พิมพ์คร้ังท่ี ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕), หน้า ๑๔๒.

๖๓ พระมหาไสว โชตโิ ก (ทานา). การศกึ ษาวิเคราะห์ธรรมกายในพระพุทธศาสนา. (วิทยานิพนธป์ รญิ ญา
พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
๒๕๔๒). หน้า ๒.

๔๒

ราก ประดิษฐานม่ันคงที่สมณพราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ
ในโลกให้หว่ันไหวไม่ได้ ควรจะเรียกผู้น้ันว่า เป็นบุตร เป็นโอรส เกิด
จากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดจากพระธรรม อันพระธรรม
เนรมิตข้ึน เป็นทายาทของพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคาว่า
ธรรมกาย ก็ดี พรหมกาย ก็ดี ธรรมภูต ก็ดี พรหมภูต ก็ดี ล้วนเป็นชื่อ
ของตถาคต”๖๔
ในคัมภรี ์พระไตรปิฎก พระสูตรชอื่ ว่า มหาปชาปตโี คตมเี ถรยิ าปทาน แห่งขุททกนิกาย อป
ทาน ปรากฏคาว่า ธรรมกาย ๑ ครง้ั ดงั ขอ้ ความไวว้ า่

“ข้าแต่พระสุคต พระรูปกายของพระองคน์ ้ี
อันหม่อมฉันเคยฟูมฟักให้เจริญเติบใหญ่แลว้

สว่ นพระธรรมกายที่น่าเพลดิ เพลนิ ของหม่อมฉัน
อันพระองคท์ รงฟูมฟกั ใหเ้ จริญแลว้ ”๖๕
ในคมั ภีร์พระไตรปิฎก พระสูตรชื่อว่าปัจเจกพุทธาปทาน แห่งขุททกนกิ าย อปทาน
ปรากฏคาว่า ธรรมกาย ๑ คร้ัง ดงั ข้อความไว้ว่า

“พระปัจเจกพทุ ธเจ้าทัง้ หลายมีธรรมยงิ่ ใหญ่ มี
ธรรมกายมาก มจี ิตเป็นอิสระข้ามห้วงแหง่ ทุกข์ท้ังมวลได้แลว้
มจี ิตเบิกบานมปี กตเิ หน็ ประโยชนอ์ ยา่ งยิง่ เหมือนราชสหี ์
เหมือนนอแรด”๖๖
ข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก ธรรมกาย มีความหมายสองนัย คือ ธรรมกาย
หมายถึงพระธรรม พระพุทธอง๕ผู้มีธรรมเป็นกาย และอีกนัยหน่ึงหมายถึง กองธรรมหรือเรียกอีก
อย่างหน่ึงว่า ชุมนุมแห่งธรรม เม่ือบุคคลได้ฟังคาสอนของพระพุทธเจ้าแล้วฝึกฝนอบรมตนเองเจริญ
ในไตรสกิ ขา ได้แก่ ศลี สมาธิและปญั ญาจนบังเกดิ ภมู ธิ รรมแห่งพระอรยิ ะ ธรรมกายยอ่ มเจริญไพบูลย์
ในบุคคลนั้น กายธรรมที่เป็นนามของพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธองค์ทรงคิดพุทธพจน์คาสอนด้วยพระ
หทัยแล้วทรงนาออกเผยแผ่ด้วยพระวาจา เป็นเหตุให้พระองค์ก็คือพระธรรมเพราะทรงเป็นแหล่งที่
ประมวลหรือที่ประชุมอยู่แห่งธรรมอันปรากฏเปิดเผยออกมาแก่ชาวโลก ความหมายในหระสูตรน้ี
พระพุทธองคท์ รงแสดงให้เหน็ ว่า การเกดิ เป็นมนุษยน์ ้ันเป็นสง่ิ ประเสริฐสุด เพราะสามารถปฏบิ ัติธรรม
บาเพ็ญบารมีให้บรรลุธรรมสงู สูดได้
๓.๒.๒ ลักษณะของธรรมกาย
จากหลักฐานข้างต้นนี้แนวคิดเกี่ยวกับธรรมกายพระพุทธศาสนาเถรวาท ธรรมกายมิใช่
ความหมายในแงข่ องอภินิหารหรอื ในฐานะบุคคลผสู้ ร้างแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงทปี่ ระชุมแห่งธรรม
เท่านนั้ ในทศั นะของ เถรวาทอาจกล่าวไดว้ า่ ลกั ษณะธรรมกายเปน็ การสงั่ สมคุณธรรมความดใี ห้

๖๔ ท.ี ปา. (ไทย). ๑๑/๑๑๘/๘๘.
๖๕ ขุ.อป.(ไทย). ๓๓/๑๓๑/๔๐๔.
๖๖ ข.ุ อป. (ไทย) ๓๒/๑๓๔/๒๔.

๔๓

บังเกิดมีในบคุ คล หากพจิ ารณาธรรมกายให้ถ่องแท้กบั กฎของธรรมชาตใิ นทางพระพทุ ธศาสนาท่ี
เรยี กวา่ กฎของไตรลักษณ์ ได้แก่ คือ

๑) อนิจจตา คือความเปน็ ของไมเ่ ท่ียง
๒) ทุกขตา คอื ความเปน็ ทุกขห์ รือความเปน็ ของคงทนอยู่มิได้
๓) อนัตตา คอื ความเป็นของมิใชต่ วั ตน๖๗
พระพทุ ธศาสนาเถรวาทยอมรับวา่ ลักษณะรูปกายของพระพุทธเจ้าท่ีไม่แตกต่างไปจากบุคคล
ธรรมดา แม้จะประกอบด้วยคุณสมบตั ิพิเศษเช่น มหาบุริสะลักษณะ ๓๒ ประการก็ตาม รูปกายของ
พระพุทธเจา้ ทีม่ ีลักษณะพิเศษดงั กลา่ วก็ไม่ได้อย่เู หนอื กฎแหง่ ความเปน็ จรงิ ของธรรมชาติ

๓.๓ หลกั คาสอนเรือ่ งธรรมกายในทศั นะของพระพุทธศาสนามหายาน
หลักคาสอนเร่ืองธรรมกายถือว่ามีความเก่ียวข้องสมั พันธ์กันอย่างแยกไม่ออกกับแนวคิดเร่ือง

พุทธภาวะตามหลักคาสอนของมหายาน โดยภาพรวมธรรมกายในทัศนะของมมหายานเป็นแนวคิดที่
เกีย่ วข้องกบั หลกั การเรอ่ื งตรีกาย อันหมายถึงกายทัง้ สามของพระพุทธเจ้า ซง่ึ มหายานเชอ่ื วา่ หลังจาก
ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เหล่าสาวกเริ่มคิดถึงความเป็นอัจฉริยภาพของ
พระพุทธเจ้ามากย่ิงข้ึน ตามทัศนะของฝ่ายมหายาน พระพุทธเจ้าเป็นอภิบุคคล ผู้ได้บรรลุความ
สมบูรณ์แห่งปัญญาชวี ติ น้ี เพราะอานาจความเจรญิ ทางจิตใจ และบญุ กรรมที่ไดส้ ั่งสมมาแต่อดีตชาติ
ความเคารพอันลึกซ่ึงที่เหล่าสานุศิษย์ของพระองค์มีอยู่ ทาให้ไม่พอใจด้วยความเป็นมนุษย์ธรรมดา
สามญั ของพระพทุ ธเจ้าของตน จึงพยายามสร้างสรรค์ให้พระองค์เปน็ ส่ิงทีเ่ หนือกวา่ วิญญาณอมตะถึง
คัมภรี ์บาลีก็ได้กลา่ วถงึ ชีวิตอันสงู ลา้ สาหรบั พระพุทธเจ้า นอกเหนอื ไปจากชีวติ โลกีย์อีกดว้ ย๖๘

ในทัศนะเรื่องธรรมกายในพระพุทธศาสนามหายานปรากฏอยู่ในหลักคาสอนเรื่อง ตรีกาย
หรือกายท้ัง๓ ของพระพุทธเจ้า ซ่ึงแสดงถึงสภาวะแหง่ พุทธภาวะว่ามีอยู่ ๓ ลักษณะ อันเป็นแนวคดิ
ที่เกิดจากการมองว่าพระพุทธเจ้ามีสภาพสูงกว่าชีวิตโลกีย์ จึงทาให้มีแนวอธิบายถึงพระพุทธเจ้าที่
แตกต่างจากคติของเถรวาท ซึ่งเดิมทีเดียวท้ังสองนิกายต่างก็มีทัศนะเช่นเดียวกันโดยที่มหายานใน
ระยะแรกเชอ่ื วา่ พระพุทธเจ้ามีเพยี ง ๒ กาย คอื

๑) ธรรมกาย
๒) นริ มาณกาย
มหายานในสมัยต่อมาได้แต่งเติมเพ่ิมอีกกายหนึ่งเข้าไปคือ สัมโภคกาย ซ่ึงเป็นกายของพระ
พุทธองค์ท่ีสาแดงให้ปรากฏเฉพาะ พระโพธิสัตว์ พระกายน้ีเป็นสภาวะทิพย์อันบริสุทธิ์มีรัศมีรุ่งเรือง
แผ่ซ่านทั่วไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด ปรากฏในสัทธรรมปุณฑริกสูตรตอนหน่ึงว่า “อย่า
พึงเข้าใจตถาคตว่า เม่ือตถาคตดับขันธ์ปรินิพพานแล้วจะเข้าถึงความว่างเปล่า แท้จริงภาวะของ
ตถาคตเปน็ อนาทิ อนตั ตะ” ในทศั นะมหายานจึงถือว่าแมใ้ นปัจจุบันน้ี คนเรายงั อาจเขา้ เฝ้าสดับพระ

๖๗ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต).พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.(พมิ พค์ รั้งท่ี ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕), หน้า ๑๒๐.

๖๘ อภิชัย โพธิ์ประสิทธศิ์ าสต์. พระพุทธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ๒๕๕๑),
หนา้ ๑๐๗.

๔๔

สุระเสียงของพระพุทธเจ้าได้อยู่๖๙ พระองค์ยังทรงสดับคาสวดมนต์ของเรา แม้จะดับขันธปรินิพพาน
ไปแลว้

ภายหลังจากที่แนวคิดของนิกายมหายานได้เร่ิมแพร่หลายออกไป ความคิดเรื่อง ธรรมกาย
เรื่อมที่จะเปลี่ยนไปจากความเข้าใจเรื่องพระธรรมคาสอนกลายไปเป็นการเช่ือมโยงความคิดเร่ือง
ธรรมกายเข้ากับประเด็นทางอภิปรัชญามากยิ่งขึ้นบางประการ เช่น ธรรมกายเป็นท่ีมาของสรรพส่งิ
ในฐานผู้สร้างจึงคล้ายกับระบบความคิดเรื่องเทพในศาสนาฮินดูหรือเป็นกายแท้ (ความเท่ียงแท้แห่ง
พุทธองค์) ของพระพุทธเจ้าท่ีไม่มีวันสูญสลายเป็นต้น๗๐ ด้วยเหตุน้ีเองพระพุทธเจ้าในทัศนะของฝ่าย
มหายานจึงมีลกั ษณะกายหรือพระกาย ๓ ท่ีเรียกวา่ ตรกี ายนั่นเอง คือ

๑) นริ มาณกาย
คาว่า นริ มาณกาย แปลตามศพั ท์หมายถงึ กายแปลงหรือกายสรา้ งข้ึน เรีกยอึกอย่างหน่ึงวา่
รูปกาย ไดแ้ ก่กายท่มี รี ูปลกั ษณะปรากฏให้มนุษย์ได้เหน็ ร่างกายท่เี ปน็ เลือดเนื้อท่ปี ระกอบด้วยขันธ์
๕ ซงึ่ ต้องอยภู่ ายในอานาจของกาลเวลาและถูกจากัดด้วยสถานที่และตกอยู่กฎเกณฑ์ธรรมชาติ๗๑ อีก
นัยหนง่ึ หมายถึงกายกายเน้ือ กายหยาบของมนุษย์ หรือกายทเ่ี ปลยี่ นแปลงได้ตามสภาพสังขารใน
ฐานะที่เป็นมนุษย์ท่ีอย่ภู ายใต้กฎของไตรลักษณ์ ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บและตาย ในทัศนะของมหายาน
นิรมาณกายน้ีคอื กายของพระพุทธเจา้ ท่ปี ระสตู ิ ตรสั รแู้ ละปรินิพพานมีระยะเวลา ๘๐ พรรษา๗๒
ตามหลกั ฐานทางดา้ นประวตั ิศาสตร์ภมู ศิ าสตร์ที่บนั ทกึ ไวเ้ ช่นเดยี วกับฝ่ายเถรวาท แตม่ หายานมหี ลกั
อธบิ ายเชิงอภปิ รชั ญาเก่ียวกับกายเนอื้ สัมพนั ธก์ ับเรื่องจติ ที่เปน็ แนวคดิ ทสี่ าคัญ ดงั ที่ได้กล่าวไว้ในบทท่ี
ผา่ นมา มหายานบางนิกายถือว่านริ มาณกายของพระพุทธเจา้ นน้ั เปน็ โลกตุ ตรภาวะ สะอาดบริสทุ ธิ์
ปราศจากเคร่อื งเศรา้ หมองทัง้ ปวง ไม่ต้องรับผลของกรรมอีกต่อไปแลว้ เปน็ พระกายแห่งความ
บรสิ ุทธิ์ปราศจากกิเสสไดแ้ ก่ มานสุ สพุทธะ๗๓ กลา่ วคือ พระพุทธเจ้าทง้ั หลายท่ีอวตารจากอาทิ
พุทธะมาเกิดในโลกมนุษย์ โดยเปน็ มนุษย์ธรรมดานั่นเอง ไดส้ าเร็จเปน็ พระพทุ ธเจ้าเพราะการ

๖๙ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. (พิมพ์คร้ังที่ ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๓๖), หนา้ ๒๒๔.

๗๐ ถาปกรณ์ กาเนิดศริ .ิ มโนทัศนเ์ รอื่ งพทุ ธภาวะในฐานะรากฐานทางจริยธรรมในพทุ ธปรชั ญามหายาน.
(วิทยานพิ นธ์หลกั สตู รปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาปรัชญา ภาควิชาปรัชญา จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั . ๒๕๕๒), หนา้ ๑๙.

๗๑ ผดุ พรรณ ศุภพันธ.์ การศึกษาเปรียบเทียบความคิดเกี่ยวกับพระพทุ ธเจา้ ในพุทธปรัชญาเถรวาทกบั
พุทธปรชั ญามหายาน. (วิทยานิพนธ์หลักสตู รปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบัณฑติ ภาควิชาปรัชญา บณั ฑิตวทิ ยาลยั
จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. ๒๕๒๙), หนา้ ๑๑๒.

๗๒ อภิชัย โพธป์ิ ระสิทธ์ศิ าสต์. พระพทุ ธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย. ๒๕๕๑),
หน้า ๑๐๗-๑๐๘.

๗๓ เรื่องเดยี วกนั , ๒๕๒๙, หนา้ ๑๑๒.

๔๕

บาเพ็ญเพียรเปน็ พระโพธสิ ัตว์ จรร้แู จ้งเหน็ จรงิ ในธรรมท้งั หลาย กาจัดกองกิเลสออกจากตนได้หมด
ฝา่ ยมหายานจงึ เรียกวา่ มานุสสพทุ ธะ๗๔

๒) สัมโภคกาย
หมายถงึ กายทเ่ี ปน็ ทิพยห์ รือทิพยภาวะ มีรัศมเี ร่ืองรอง เป็นแสงสวา่ งทแี่ ผซ่ า่ นไปไมม่ ีที่ส้ินสุด
ประทับอยู่ ณ พุทธเกษตรของพระองค์๗๕ เป็นการแห่งบรมสุข มหายานถือว่าเป็นกายแห่งธยานิ
พุทธะโดยตรง ซ่ึงสามารถเห็นได้เฉพาะเหล่าพระโพธิสัตว์เท่าน้ัน คนทั่วไปไม่อยู่ในฐานะท่ีจะสัมผัส
หรือมองเห็นได้ พระกายนี้จะปรากฏเฉพาะบางแห่ง เช่น ยอดเขาคิชกูฏ แดนสุขาวดี หรืออ่ืนๆ
ซ่ึงเป็นที่บริสุทธ์ิสาหรับแสดงให้ปรากฏเท่าน้ัน สัมโภคกายของพระพุทธเจ้าปรากฏในรูปร่างต่างๆ
ล้วนแล้วไปด้วยความเพลิดพริ้งพิสดารนานานับประการ๗๖ อีกนัยหนึ่งหมายถึงกายของพระพุทธเจ้า
ท้ังหลายที่อวตารมาจากอาทิพุทธะ เช่นเดียวกับมานุสสพุทธะแต่สาเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเพราะ
อานาจฌานของพระอาทิพุทธะ มหายานจึงเรียกว่า ธยานิพุทธะหรือ ฌานิพุทธะ๗๗ ซึ่งสรรพสัตว์
ทั้งหลายไม่สามารถมองเห็นกายของพระองค์ได้ จะมีก็เฉพาะพระโพธิสัตว์ในภพภูมิชั้นสูงและเทวดา
เท่าน้ันท่ีทองเห็น หากเป็นปุถุชนจะต้องทาความดีไว้มากๆ สัมโภคกายจึงเรียกอึกอย่างหนึ่งว่า กาย
เทพ อันเปน็ ลักษณะของพระพทุ ธเจ้าทเี่ พิม่ เตมิ ขน้ มาภายหลังของมหายาน

๓) ธรรมกาย
ธรรมกายหรอื เรยี กว่ากายธรรม หมายถึงกายเดิมแท้ของพระพุทธเจา้ ซึ่งอยู่ในภาวะเปน็ กฎ
ความจรงิ ทางธรรมชาตทิ ี่ไมด่ ับสูญมีอยู่ตลอดเวลาเปน็ นิรันดร ไมข่ ้ึนกบั เวลาเง่ือนไขใดๆ๗๘ กายอนั
เกิดจากธรรมน้ีอยฐู่ านะเป็นสภาพสงู สดุ เป็นหลักแหง่ ความรู้ ความกรุณาและความสุมบูรณ์๗๙ เป็น
สภาวะอมตะไม่มีเบ้ืองตน้ ท่ามกลาง ที่สดุ แผ่คลุมอย่ทู ่วั ไป๘๐ ความคดิ เรอ่ื งธรรมกายนี้จึงมี
ความหมายหลายนัยดว้ ยกนั
ในคมั ภรี ต์ า่ งๆ ของมหายาน อธบิ ายถงึ เรอื่ งธรรมกายไว้ต่างกัน โดยนัยแห่งอรรถกถาจารย์
ของนิกายมหายาน ไดแ้ ก่

๗๔ ประยงค์ แสนบุราณ. พระพทุ ธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พรนิ้ ตึง้ เฮา้ ส์. ๒๕๔๘), หน้า
๓๖.

๗๕ พระราชธรรมนเิ ทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา. (พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๓ กรงุ เทพฯ:
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๖), หน้า ๒๒๕.

๗๖ เรอื่ งเดียวกัน, ๒๕๒๙, หน้า ๑๑๒.
๗๗ เรอ่ื งเดียวกนั , ๒๕๔๘, หนา้ ๓๙.
๗๘ สมุ าลี มหาณรงค์ชยั . พุทธศาสนามหายาน. (พิมพค์ รัง้ ท่ี ๒, กรงุ เทพฯ: ศยาม.๒๕๕๐), หนา้ ๒๑.
๗๙ อภชิ ัย โพธป์ิ ระสิทธิศ์ าสต.์ (พระพุทธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ๒๕๕๑),
หน้า ๑๐๘.
๘๐ เสถยี ร โพธินนั ทะ. ปรัชญามหายาน. (กรงุ เทพ: มหามกุฏราชวิทยาลัย. ๒๕๑๙), หน้า ๑๔

๔๖

คมั ภีรศ์ รทั ธโธปาทสตู ร รจนาของพระอัศวโฆษอนั เปน็ คัมภรี ห์ นึง่ ของมหายาน พรรณนาว่า
ธรรมกายไดแ้ ก่ สจั ธรรมอันเป็นปฐม

คัมภรี ป์ ารมติ า ธรรมกายได้แกพ่ ระธรรมความเป็นอนั สูงสุด ปรชั ญาความรอบรูอ้ นั สงู สุด
ดังขอ้ ความทป่ี รากฏวา่

“สุภตู ิ ในความหมายนเี้ ป็นเชน่ ไร สามารถอาศยั มหาปรุ ิสลกั ษณะ
๓๒ เห็นตถาคตหรอื ไม่

สภุ ตู ทิ ูลตอบว่า “สาธุ สมารถอาศยั มหาปรุ สิ ลักษณะ ๓๒ เห็นตถาคต
ได”้

พระพทุ ธเจ้าตรสั วา่ “สุภูติ หากสามารถเห็นตถาคตด้วยมหาปุริ
สลักษณะ ๓๒ แลว้ พระเจา้ จักรพรรดิก็คอื พระตถาคตสิ”

สภุ ตู ิตอบพระพุทธองคว์ า่ “ข้าแต่พระผ้มู ีพระภาคเจา้ ตามท่ีขา้
พระองค์ไดเ้ ข้าใจในความหมายที่พระพุทธองค์ไดต้ รัสไปนนั้ ไม่ควรท่จี ะเหน็
ตถาคตดว้ ยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการไดเ้ ลย”

โดยสมยั นน้ั แลพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเปน็ โกศลวา่
“หากอาศยั รปู เห็นเรา อาศยั เสียงวอนเรา
บุคคลน้ีเจริญมจิ ฉาธรรม ไม่อาจเหน็ ตถาคตได้”๘๑
ในคัมภรี ์วชั รปรัชญาปารมิตสูตร แสดงให้เห็นวา่ ธรรมกายมิใช่ลกั ษณะ ธรรมกายก็คือการ
ครอบคลุมไปทวั่ ธรรมธาตุ โดยไม่มแี ห่งหนใดที่มิใชธ่ รรมกายแห่งพระตถาคต อันวา่ ธรรมกายแหง่
พระตถาคตกค็ ือเปน็ ทั้งปกแผ่ไปทว่ั ธรรมธาตุ อกี ทั้งไม่ดารงลักษณะเห็นตถาคต๘๒ ดงั นั้นจงึ กล่าวมิใช่
ลกั ษณะ เพราะส่ิงทีเ่ ปน็ ลักษณะเปน็ เพียงมายา
ซึ่งลักษณะท้ังหลายเมื่อมีเกิดกต็ ้องมีดับ ดังนัน้ หากธรรมกายเปน็ กายลักษณะ
ธรรมกายคือพุทธวจนะทพี่ ระพุทธเจา้ ได้ทรงสงั่ สอนโปรดเวไนยสตั ว์ นบั ตั้งแต่ได้บรรลุพระ
สมั มาสัมโพธิญาณ พระธรรมคาสอนเหลา่ น้ีมปี รากฏในบาลีอคั คัญญสตู รแห่งทีฆนิกาย๘๓ พระธรรม
คาสอนนี้มิไดห้ มายถึงคาสอนที่บนั ทกึ ไว้ในพระไตรปฎิ กอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยงั อาจจะหมายถงึ สัจ
ธรรมอนั มีอมตภาพสภาวะอีกด้วย ตอ่ มาอธบิ ายว่าธรรมกายคอื ลกั ษณะท่ีทาให้เปน็ พระพทุ ธเจา้
ดังนน้ั การยึดพระพทุ ธเปน็ ที่พ่ึงย่อมต้องหมายความวา่ ยดึ เอา “ลักษณะแหง่ ความเปน็ พทุ ธะ” เปน็ ท่ี
พง่ึ น่ันคอื ยึดพระธรรมคาสอนเป็นท่ีพึง่ น่ันเอง๘๔

๘๑ พระสงฆจ์ ีก้ งอธิบาย. วัชรปรัชญาปารมติ สตู ร. แปลและเรียบเรียงโดย อมร ทองสุก. (พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๒.
ปทุมธาน:ี ชณุ หวตั ร. ๒๕๕๐), หนา้ ๕๔.

๘๒ เรอ่ื งเดียวกัน, หน้า ๒๑๓.
๘๓ เสถยี ร โพธินนั ทะ. ปรชั ญามหายาน. หนา้ ๑๕
๘๔ ผุดพรรณ ศุภพนั ธ.์ การศกึ ษาเปรียบเทยี บความคดิ เก่ยี วกบั พระพทุ ธเจ้าในพทุ ธปรชั ญาเถรวาทกับ
พุทธปรัชญามหายาน. (วทิ ยานิพนธห์ ลกั สตู รปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ ภาควชิ าปรชั ญา บณั ฑิตวิทยาลยั
จฬุ าลงกรณ์ราชวทิ ยาลยั . ๒๕๒๙), หนา้ ๑๑๔.

๔๗

ธรรมกายเปน็ คอื กายท่ีแทจ้ รงิ ของพระพุทธเจา้ เป็นแก่นแท้ เป็นสจั ธรรม ท่ดี ารงอยู่ไมม่ ีวัน
สลาย ธรรมกายจดั เปน็ นจิ จัง สุขขัง ศนู ยตา และบรสิ ุทธ์ิ

ธรรมกาย คือความตรัสรู้ธรรมคือพระนิพพานน่ันเอง “ ธรรมกาย ” หมายถึง พระคุณ
ทั้งหลายของพระพุทธองค์ อันมีพระเมตตาคุณ , พระกรุณาธิคุณ , พระปัญญาคุณ ซ่ึงมีรัศมีแผ่กว้าง
แผ่คลุมไปโดยท่ัว ไร้เง่ือนไขและไร้ซ่ึงข้อจากัด ใดๆ ท้ังปวง เป็นสภาวะอมตะ ไม่มีเบื้องต้น ไม่มี
ทา่ มกลางและไมม่ ที ี่สุด

พระธรรมกาย เป็นพระนิรันดรกายของพระพุทธเจ้า ซ่ึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระ
โพธิญาณซึ่งปรากฏอยู่ทุกแห่งหน พระธรรมกายน้ีอยู่เหนือกาลเทศะ ไม่อยู่ใต้อานาจของไตรลักษณ์
พระธรรมกายนี้ทรงไว้ซ่ึงอันติมภาพอย่างสัมปุรณะ ย่อมอยู่เหนือความเข้าใจและความคาดคะเนของ
สามัญมนุษย์ ซึ่งรับรู้ไม่ได้ ในบรรดากายท้ัง ๒ คือ นิรมานกาย สัมโภคกาย โดยรูปกายท้ังสองต้อง
ขึน้ อยกู่ บั พระธรรมกายนี้

คาอธิบายเกี่ยวกับธรรมกายเหล่านี้ ความหมายย่อมเป็นอันเดียวกันคือ พระธรรมคาสั่งส่ง
สอนท่ีพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่ทัศนะของมหายานจะแตกต่างกัน เพราะสานวนโวหารแต่งการ
อธบิ ายของพระอรรถกถาจารย์แตล่ ะนิกายเท่านนั้

พระพุทธเจ้าเม่ือทรงพระชนม์อยู่ได้ตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า กายท่ีแท้จริงของพระ
ตถาคตน้ันมิใช่กายเนื้อเช่นกายของมนุษย์ธรรมดา แต่หากเป็นกายทิพย์และธรรมกาย ได้แก่กาย
ทิพย์ของพระองค์น่ันเอง บรรดาสาวกของพระพุทธองค์ ชั้นแกพากันเข้าใจว่า ธรรมกายท่ี
พระพุทธเจ้าตรัสเป็นเพียงคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ที่แท้ธรรมกายได้แก่สภาวะอันสาคัญของ
พระพุทธเจา้ หรือแก่นธรรมที่พระพทุ ธเจา้ ตรสั รซู้ ่งึ เป็นเครือ่ งแสดงว่า ผูต้ รัสร้เู ปน็ พุทธนั่นเอง

ในทัศนะของมหายานถือว่าธรรมกายนั้นช่วยคนทั้งหลายทาลายบาป ช่วยก่อให้เกิดขึ้นซึ่ง
บญุ ช่วยทาลายความมืด อวิชชา ความโง่เขลาเบาปัญญาท่ีมีอยู่ในสรรพสัตวด์ ว้ ยความเมตตากรุณา
ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้มีความรักปราศจากความทุกข์และในที่สุดธรรมกายช่วยให้ถึงพุทธภาวะ
สูงสุด

๓.๔ เปรียบเทยี บหลักคาสอนเร่อื งธรรมกายในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาทกบั มหายาน
แนวคดิ เรือ่ งธรรมกายในทัศนะของเถรวาทกบั มหายานมคี วามคลา้ ยคลงึ และความตา่ ง พอจะ

ประมวลสรปุ ดังนี้
๑) เถรวาทกบั มหายานมหี ลักคาสอนเหมือนกนั เดมทเี ดยี วเกียวกบั เรือ่ งธรรมกาย ต่อมาฝ่าย

มหายานได้อนุวตั ิคาสอนไปตามความนยิ มของสงั คมนั้น ๆ โดยเอาเหตุผลจับพระพุทธพจนแ์ ล้วตคี วาม
พระพุทธพจน์นัน้ ตามความเข้าใจของตวั เอง เพราะเหตุนี้จึงกอ่ ใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงธรรมเนยี ม
ประเพณีบางประการและทาให้ตัดออกและเพิ่มเข้าคาสอนบางอย่างตามความพอใจ

๒) ในทัศนะของมหายานให้ความสาคัญกบั กายทิพย์ของพระพทุ ธเจา้ ประเภท ธยานิพุทธะ
คือพระพทุ ธเจา้ ผู้ประทบั อยบู่ นสวรรคท์ ี่เรยี กว่า พทุ ธเกษตร จึงทาให้เกิดลักษณะทเี่ รียกวา่ ตรีกายข้ึน
และถือเปน็ ลักษณะสาคัญของพระพุทธเจา้ ในทัศนะของมหายาน นนั่ คือ

(๑) กายเนื้อ เรยี กวา่ นริ มาณกาย
(๒) กายทิพย์ เรยี กวา่ สมั โภคกาย

๔๘

(๓) กายธรรม เรียกว่า ธรรมกาย
๓) ทัศนะเกย่ี วกับกายเนอื้ หรือท่ีเรียกว่า นริ มาณกาย เปน็ กายของพระพุทธเจ้าทป่ี รากฏมี
อยทู่ ้ังในเถรวาทและมหายาน แต่ฝา่ ยเถรวาทถือวา่ กายของพระพทุ ธเจา้ นัน้ เปน็ กายเน้ือประกอบดว้ ย
ขนั ธ์ ๕ จรงิ จึงยังต้องรบั ผลของกรรมอนั สืบเนื่องมาแต่อดีตจนกว่าจะได้บรรลุอนุปาทิเสสนพิ พาน
คอื นิพพานท่ีดบั ท้ังกเิ ลสและขันธ์ ๕ หรอื ท่ีเรยี กว่าปรนิ พิ พาน๘๕ นิรมาณนกายของพระพุทธเจา้ กค็ ือ
กายที่พระองคป์ ระสตู ิ ตรสั รู้และปรนิ ิพพานตามประศาสตรจ์ ารึกไวน้ ่ันเอง
๔) เกย่ี วกบั เรื่องธรรมกายในพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง พระพุทธคณุ ท้ังหลายขององค์
พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ซ่งึ ไดแ้ ก่ พระมหาปญั ญาคุณ พระมหาวิสุทธิคุณและพระมหากรุณาธคิ ณุ
๕) ฝ่ายเถรวาทถือว่ากายของพระพุทธองค์เหมือนบุคคลธรรมดาประกอบด้วยขันธ์ ๕ หรือ
ธาตุ ๖ ต้องแก่ เจบ็ และนิพพานไปตามสภาพของสังขาร ไม่เที่ยงแท้ เปน็ ทกุ ข์ เป็นอนัตตา
๖) ฝ่ายมหายานถือว่า พระกายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าท่ีเรียกว่าสัมโภคกายน้ัน ไม่มีการ
แตกดับ เป็นทพิ ยภาวะมีรศั มรี ่งุ เรอื งอยูช่ ่ัวนิรนั กาล และแสดงให้ปรากฏแกพ่ ระโพธิสตั ว์ได้ รบั ทราบ
คาสวดอ้อนวอนของผู้เลื่อมใสได้ ท่ีเห็นแก่เจ็บและแตกดับนั้นเป็น นิรมานณกาย ของพระององค์ท่ี
แสดงให้ปรากฏแก่คนท้ังหลายเพ่ือประโยชน์ในการแสดงธรรมคือไตรลักษณ์ ให้ปรากฏแก่คน
ท้ังหลาย จะได้ไมป่ ระมาท ส่วนพระธรรมกายคอื พระคณุ ธรรมต่างๆ ก็ยังดารงอยู่เป็นอมฤตภาพ
๗) แนวคิดเร่ืองกายทิพย์ของพระพุทธเจ้าท่ีอยู่บนสวรรค์พุทธเกษตรเปน็ แนวคิดท่ีเด่นชัดใน
ทัศนะของมหายานว่าพระพุทธเจ้ามีลักษณะที่เหนือมนุษย์ธรรมดา เช่น พระอาธิพุทธะ คืออยู่ใน
ฐานะผู้สร้างสรพพสิ่งเชน่ เดยี วพระเจ้าในศาสนาเทวนิยม ถือว่าเปน็ ทัศนะทแี่ ตกตา่ งไปจากเถรวาท
๘) เถรวาทเชอ่ื ว่าพระพทุ ธเจ้ามี ๒ กายเท่านน้ั คือ กายธรรมดาที่มคี วามแก่ เจ็บ และตาย
เหมือนบุคคลท้ังหลายอื่น กายนี้ ประกอบขึ้นจากธาตุ ๖ หรือขันธ์ ๕ ซ่ึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนตั ตา อกี กายหน่ึงคือธรรมกาย ซ่ึงหมายถงึ คุณสมบัตขิ องพระพุทธองค์
๙) สว่ นมหายานไดเ้ พ่ิมกายขึ้นอีกกายหนึ่งเรียกว่า สัมโภคกาย เป็นพระกายท่ีบริสุทธิ์ย่ังยืน
ดารงอยู่ช่ัวนิรันดรเป็นพุทธภาวะที่สมบูรณ์แท้จริง บัดน้ียังดารงอยู่ ณ พุทธเกษตรอันรุ่งเรืองย่ิง
ส่วนนิรมาณกายทช่ี าวโลกเห็นนั้นเปน็ เพียงมายา ทรงเนรมติ ขึ้นเพื่อโปรดชาวโลกให้เห็นธรรมเท่านั้น
สมั โภคกายของพระองค์น้นั พระโพธสิ ตั วท์ งั้ หลายเหน็ ได้๘๖

๘๕ เรื่องเดียวกนั , ๒๕๒๙, หน้า ๑๑๒.

๘๖ วศนิ อนิ ทนสระ. พทุ ธปรัชญามหายาน. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๔ .กรุงเทพฯ; มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ๒๕๓๒.
หนา้ ๔๔.

๔๙

คาถามทา้ ยบท
๑. จงอธบิ ายอธบิ ายแนวคิดเรื่องธรรมกายในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มา
พอเขา้ ใจ
๒. จงอธิบายอธบิ ายแนวคิดเรื่องธรรมกายในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาฝ่ายมมหายาน
มาพอเข้าใจ
๓. จงอธบิ ายอธบิ ายเปรียบเทียบสถานะของพระพุทธเจา้ ในทัศนะของพระพุทธศาสนา
ฝ่ายเถรวาทกบั มหายานได้
๔. ในทศั นะของมหายานมแี นวคิดเกย่ี วเร่ือง ตรีกาย อยา่ งไร
๕. จงอธบิ ายอธบิ ายเปรยี บเทียบเรื่องธรรมกายของพระพุทธเจา้ ในทศั นะของ
พระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน วา่ มีความคล้ายคลึงและแตกตา่ งกันอย่างไร

๕๐

เอกสารอ้างองิ ประจาบท

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. ๒๕๓๙.

ประยงค์ แสนบุราณ. พระพทุ ธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พรนิ้ ตึง้ เฮ้าส์. ๒๕๔๘.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.(พิมพ์ครั้งที่ ๑๗.

กรุงเทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕). หนา้ ๑๒๐.
พระมหามิตร ฐิตปญญโฺ ญ. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าพระพุทธศาสนามหายาน.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณณาชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น. ขอนแก่น: ขอนแก่นการ
พมิ พ์. ๒๕๕๖.หนา้ ๑๐
พระสง์จี้กงอรรถธบิ าย, อมร ทองสกุ แปลและเรยี บเรยี ง. วชั รปรชั ญาปารมิตาสตู ร. (พิมพค์ รัง้ ที่ ๓
กรงุ เทพฯ: ๒๕๕๓), หน้า ๒๑๓.
อภิชัย โพธป์ิ ระสทิ ธิศ์ าสต์. พระพุทธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
๒๕๕๑. หน้า ๑๐๗-๑๐๘.
อภชิ ัย โพธ์ปิ ระสิทธศ์ิ าสต.์ พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ๒๕๕๑.
พระมหาไสว โชติโก (ทานา). การศึกษาวิเคราะห์ธรรมกายในพระพุทธศาสนา. (วทิ ยานพิ นธ์
ปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๒). หนา้ ๒.

๕๑

บทท่ี ๔
หลักคาสอนเรื่องทศบารมี

วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนประจาบท
เม่อื ศกึ ษาเนอ้ื หาในบทนแ้ี ลว้ ผ้ศู กึ ษาสามารถ

 อธบิ ายหลกั คาสอนเรื่องบารมีในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาทได้
 อธิบายหลกั คาสอนเร่อื งบารมใี นทัศนะของพระพุทธศาสนามหายานได้
 สามารถเปรียบเทยี บคาสอนเร่อื งบารมีในทัศนะของนิกายทัง้ สองได้

ขอบขา่ ยเน้อื หา
 ความนา
 หลกั คาสอนเร่ืองบารมีในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาท
 หลกั คาสอนเร่อื งบารมีในทัศนะของพระพทุ ธศาสนามหายาน
 เปรียบเทยี บหลกั คาสอนเรือ่ งธรรมกายในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาท

๕๒

๔.๑ ความนา
ทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทถือว่าคุณภาพของศาสนิกเป็นจุดสาคัญ แต่ในฝ่าย

มหายานถือว่าปริมาณเป็นจุดสาคัญ เพราะเห็นว่าเม่ือมีปริมาณมากแล้วคุณภาพก็จะตามมาอย่าง
ต่อเน่ือง ด้วยการอบรมบ่มนิสัยได้ ฉะน้ันมหายานจึงบัญญัติพิธีกรรมและจารีติแบบแผนต่างๆ แบบ
ท่ีเถรวาทไม่มีข้ึน และมีการลดหย่อนพระวินัยได้ตามกาละเทศะ พระพุทธศาสนามหายานจึงมีอุดม
คติสอนให้คนบาเพ็ญตนเป็นพระสัตว์เพ่ือได้ช่วยปลดเปล้ืองทุกข์ของ สัตว์โลกได้กว้างขวาง๘๗ ด้วย
การเห็นว่ามหายานเป็นพาหนะใหญ่ โดยอรรถของมหายานหมายถึงการขนสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสารได้
มากกว่าพาหนะท่ีเล็ก แล้วยังมีข้อความท่ียกย่อง มหายานอีกเป็นจานวนมากในคัมภีร์ของมหายาน
เช่น อนุตรยาน คือยานอันสูงสุด โพธิยาน คือยานของพระโพธิสัตว์ พุทธยาน คือยานของ
พระพุทธเจ้า และเอกยานคือยานอันเอก ซ่ึงโดยสรปุ แล้วแบง่ ออกเปน็ ๓ ยาน คือ

๑) สาวกยาน คือยานของพระสาวกท่มี ุ่งเพียงอรหัตภูมซิ ง่ึ รแู้ จ้งในอรสิ จั ๔ ด้วยการสดับจาก
พระพุทธเจ้า

๒) ปัจเจกยาน คือ ยานของพระปัจเจกพุทธเจ้าได้แก่ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตัวเอง
แตไ่ มส่ ามารถแสดงธรรมส่ังสอนสตั ว์ใหบ้ รรลุมรรคผลได้

๓) โพธิสัตว์ยาน คือยานของพระโพธิสัตว์ซ่ึงได้แก่ผู้ใจคอกว้างขวางประด้วยมหากรุณาใน
เหล่าสรรพสัตว์ โดยไม่มุ่งหวังอรหันตภูมิ ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อโปรดสัตว์ได้
กวา้ งขวางกวา่ ๒ ยานแรก และเป็นผู้รแู้ จ้งในศนู ยตาธรรม๘๘

ในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานหากมองในรายละเอียดปลีกย่อยนั้น มี
ความเห็นเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าไม่ตรงกันนัก ในเร่ืองเก่ียวกับการบาเพ็ญบารมีเช่นเดียวกัน ฝ่ายเถร
วาทถือว่าพระพุทธองค์คือบุคคลผู้เปน็ มนุษยธ์ รรมดาผู้ซงึ่ ได้เพียรบาเพ็ญบารมีคุณความดมี าเป็นเวลา
ยาวนานจนได้ตรสั รูห้ ลุดพน้ จากมวลทุกมวลกิเลส แต่พระสรีระของพระองค์ยังคนเหมือนชนธรรมดา
คือยังมีวิบากขนั ธ์มีความรู้สึกเย็นร้อนและทรุดโทรมแตกสลายไป ส่วนเมื่อพระสรรี ะแตกสลายไปแล้ว
หรอื หลังพทุ ธปรินิพพานไปแล้ว ภาวะของพระพุทธองคเ์ ป็นเชน่ ไรฝา่ ยเถรวาทไมก่ ลา่ วถึง๘๙ เถรวาท
เห็นว่าการได้ท่ีจะมาเป็นพระพุทธเจ้าในปัจจุบันได้บาเพ็ญคุณความดีเป็นพระสัตว์ได้มาแล้ว ในอดีต
ในสมัยของพระพุทธเจา้ ทั้ง ๒๔ พระองค์ มพี ระทปี งั กรพุทธเจา้ เปน็ ต้น๙๐

การบาเพ็ญบารมีธรรมเพ่ือความเป็นพระพุทธเจ้าจึงมิใช่เร่ืองบังเอิญแต่เป็นการตั้งอธิษฐาน
จิตแล้วสมาทานเพ่ือจะดาเนินไปสู่ความสาเร็จให้ได้แม้จะเกิดตายหลายแสนชาติก็ดาเนิน ไปเพ่ือ
วัตถุประสงค์เดียวคือความเป็นพระพุทธเจ้า การท่ีพระพุทธเจ้าได้สาเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็

๘๗ เสถยี ร โพธินนั ทะ. ชุมนุมพระสตู รมหายาน.กรงุ เทพฯ: โพธิส์ ามตน้ การพมิ พ.์ ๒๕๑๖.หนา้ ด.
๘๘ อภิชัย โพธิ์ประสทิ ธิ์ศาสต.์ พระพุทธศาสนามหายาน. (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. ๒๕๕๑),

หนา้ ๑๐๕.
๘๙ เร่ืองเดียวกนั , ๒๕๑๖.หนา้ ด.
๙๐ ผคุ พรรณ ศภุ พนั ธ์. การศึกษาเปรียบเทียบความคดิ เกี่ยวกับพระพทุ ธเจ้าในพทุ ธปรชั ญาเถรวาทกบั
พทุ ธปรชั ญามหายาน. วิทยานิพนธห์ ลักสตู รปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบัณฑติ ภาควชิ าปรชั ญา บณั ฑิตวิทยาลยั
จุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลยั . ๒๕๒๙. หน้า ๖๘.

๕๓

เพราะการส่ังสมบารมีของพระองค์น่ันเอง๙๑ ซ่ึงการบาเพ็ญบารมีน้ีบุคคลจะต้องบาเพ็ญบารมี ๑๐
ประการ เมอ่ื บาเพ็ญบารมคี รบสมบูรณเ์ ต็มเป่ยี มแล้วกจ็ ะได้ตรสั รู้เป็นพระพุทธเจา้

ในทัศพระพุทธศาสนาถือว่าการเป็นพระพุทธเจ้าได้น้ันจะต้องบาเพ็ญเป็นสัตว์ผู้มุ่งบาเพ็ญ
เพียรบารมี เรียกว่า พระโพธิสัตว์ เพ่ือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งการบาเพ็ญบารมีนี้
พระพทุ ธศาสนาเถรวาทกบั มหายานไดอ้ ธิบายอย่างไรนัน้ จึงควรศกึ ษาในประเดน็ ดงั น้ี

๔.๒ หลกั คาสอนเรื่องบารมใี นทศั นะของพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
การบาเพ็ญขันติบารมีในพระพุทธศาสนา โดยมีลาดับความเป็นมาของการบาเพ็ญบารมีของ

โพธิสัตว์ในชาดกที่ยาวนานมานับไม่ถ้วน และท่ีสาคัญเป็นเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฏกท้ังที่
ปรากฏในอรรถกถาชาดกการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาดกนั้นสอนให้บุคคลในปัจจุบันได้
เห็นคุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับจากการบาเพ็ญบารมี ลาดับเรื่องราวการบาเพ็ญบารมีของพระ
โพธิสตั ว์ในชาดก มี ๒ ประเภท คือ

๑) อนยิ ตโพธสิ ตั วแ์ ละ
๒) นยิ ตโพธิสตั ว์
บารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท มีความหมายหนึ่งคือ เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมอีก
ความหมายหน่ึงคือ เป็นแนวทางปฏิบัติเพ่ือให้บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุด นั่นคือการหมดกิเลสเป็นพระ
อรหันต์ ซึ่งการจะสาเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้น้ัน อยู่ที่ความเป็นมนุษย์ความสมบูรณ์ด้วยเพศ (ชาย)
เหตุ (ทีจ่ ะได้บรรลุพระอรหตั ) ได้พบเห็นพระศาสดา ไดบ้ รรพชา สมบูรณ์ด้วยคณุ (คือไดอ้ ภิญญาและ
สมาบัติ) การกระทาอันย่ิง (สละชีวิตถวายพระพุทธเจ้า) ความเป็นผู้มีฉันทะ (อุตสาหะพากเพียรมาก)
และบาเพ็ญพุทธการกธรรม ๑๐ คือ ทานบารมี สีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี
ขนั ตบิ ารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีและอุเบกขาบารมีการบาเพ็ญบารมธี รรมเพื่อความ
เป็นพระพุทธเจ้าจึงมิใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นการตั้งอธิษฐานจิตแล้วสมาทานเพ่ือจะดาเนินไปสู่
ความสาเร็จให้ได้แม้จะเกิดตายหลายแสนชาติก็ดาเนินไปเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือความเป็น
พระพุทธเจ้า การที่พระพุทธเจ้าได้สาเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะการสั่งสมบารมีของ
พระองค์นั่นเอง๙๒ ดังนั้นการท่ีจะศึกษาเกี่ยวกับบารมีในพระพุทธศาสนาได้อย่างถ่องแท้ควรทาความ
เข้าใจความหมายของบารมี ดังน้ี
๔.๒.๑ ความหมายของบารมี
คาวา่ “บารมี” ในภาษาบาลี สาเรจ็ รปู มาแต่คาวา่ “ปรม” – สูงสดุ , ดีเลศิ ลง “ณ” ปจั จัยใน
ภาวตัทธิต เป็น “ปารม” ลง “อี” อิตถีลิงค์ เป็น “ปารมี” ฝ่ายนักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า “ปรม”
มาแต่
“ปร” แปลว่า เบอ้ื งหนา้ ลง “ม” ปัจจยั แปลวา่ เบ้ืองหนา้ ทสี่ ดุ คือ เป็นเลศิ , เปน็ ยอด แล้วลง “ณ”

๙๑ พระครปู รยิ ัติคณานุรักษ์ (พงษส์ นั ต์ิ ศรีสมงาม). การศกึ ษาเปรยี บเทยี บบารมีในพระพทุ ธศาสนาเถร
วาทและมหายาน. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บณั ฑิตวทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณณาชวทิ ยาลยั . ๒๕๕๒. หน้า ๑๒.

๙๒ เรือ่ งเดียวกัน.

๕๔

ปัจจัย ลง “อี” อิตถีลิงค์ เป็น “ปารมี” อีกปริยายหน่ึง บารมี มาแต่คาว่า “ปาร” แปลว่า ฝ่ัง (อื่น)
แจก
ตามทตุ ิยาวภิ ตั ตเิ ป็น “ปาร” รวมกับ “อ”ิ ธาตุ – ไป เปน็ ปารมี๙๓

คาว่า บารมี ในพระพุทธศาสนานักวิชาการปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ความหมายไว้
ดงั น้ี

พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดใ้ ห้ความหมายของคาวา่ “บารมี” ไวว้ า่ หมายถึง คุณ
ความดีทบี่ าเพ็ญอย่างย่ิงยวดเพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงสุด หรือบารมีท่พี ระโพธสิ ตั ว์ต้องบาเพ็ญให้ครบ
บริบรู ณ์ จึงจะบรรลุญาณ เปน็ ประพุทธเจ้า๙๔

พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐติ ญาโณ). ได้กลา่ วไวว้ า่ บารมีคอื การเก็บสะสมคุณงามความ
ดีในภพชาติต่างๆ เรียกว่า บาเพ็ญพุทธการกธรรม คือธรรมที่ทาให้พระโพธิสัตว์ให้ได้เป็น
พระพุทธเจา้ ได้๙๕

เสถียร โพธินันทะ ได้ให้ความหมายความหมายของคาว่าบารมีไว้ว่า การสร้างสมคุณธรรม
หรือคณุ ธรรมทจ่ี ะทาให้บุคคลสาเรจ็ พระโพธิญาณเรยี กว่า “ปารมติ า” หรอื บารมี แปลวา่ คุณชาติที่
ทาใหข้ า้ มถึงฝ่ังพระนริ วาณ๙๖

วศิน อิทสระ ได้ให้ความหมายของคาว่าบารมีไว้ว่า คาว่า “บารมี” คือ คุณธรรมหรือ
คุณสมบัติอันประเสริฐอันเป็นเหตุให้ถึงฝ่ังคือความสาเร็จต่างๆ ตามที่บุคคลผู้น้ันมุ่งหมาย บุคคล
ต้องการบรรลุผลอันใด ต้องบาเพ็ญบารมีอันเปน็ เหตุใหบ้ รรลุผลอนั น้นั บารมีซง่ึ จะกล่าวในที่น่ีท้ังฝ่าย
มหายานและเถรวาทบาเพ็ญบารมีตา่ งๆ เพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้นจากปวงกิเลสและปวงทุกข์ บารมีท่าน
แบง่ เปน็ ๓ ระดับ คอื

๑) บารมี
๒) อปุ บารมี
๓) ปรมตั ถบารมี๙๗
ประยงค์ แสนบรุ าณ ไดใ้ ห้ความหมายของคาวา่ บารมี ไวว้ า่ บารมหี รอื เรียกว่า “ปารมิตา”
ซึ่งแปลวา่ คณุ ชาตทิ ที่ าให้ขา้ มถึงฝ่ังนิรวาณ๙๘

๙๓ พระมหาวิชาญ กาเหนดิ กลบั , การศกึ ษาเชงิ วเิ คราะหค์ มั ภีรโ์ พธิจรรยาวตาร, วิทยานิพนธ์หลักสตู ร
ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าสนสกฤต บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๔๙. หน้า

๙๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.พิมพ์ครั้งท่ี ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔), หนา้ ๑๘๐-๑๘๑.

๙๕ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). (ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์คร้ังที่ ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖) หน้า ๔๐.

๙๖ ปรชั ญามหายาน, พิมพ์คร้ังที่ ๖, กรงุ เทพฯ : มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕) หน้า ๖.
๙๗ วศิน อินทสระ, พุทธปรัชญามหายาน, (พิมพ์คร้ังท่ี ๔, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๑),
หน้า ๓๔-๓๕.
๙๘ ประยงค์ แสนบรุ าณ, (พระพทุ ธศาสนามหายาน, กรุงเทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๔๘), หนา้ ๕๓.

๕๕

บญุ มี แทน่ แกว้ ใหค้ วามหมายของคาว่าบารมีไวว้ ่า หลักธรรมพึงปฏบิ ตั ิใหเ้ ต็ม ใหส้ มบูรณ์
เนรยกวา่ บารมี๙๙

คาว่าบารมีในพระไตรปิฎกเถรวาท ได้ให้ความหมายในลักษณะเป็นเป้าหมายของการ
ประพฤติปฏิบัติธรรมและในความหมายที่เป็นแนวทางปฏิบัติเพ่ือให้บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดคือหมด
กิเลสเป็นพระอรหันต์ ซ่ึงมีข้อสังเกตถึงความหมายของบารมี ท่ีปรากฏในพระไตรปฎิ ก ดังนี้

๑) การบาเพญ็ บารมที ้ัง ๑๐ ประการ
๒) ดับขนั้ ของบารมคี อื บารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี
๓) ระยะเวลาในการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ เม่ือเร่ิมต้นได้รับการพยากร์จาก
พระพทุ ธเจา้ พระองคก์ ่อน คือ สีอ่ สงไขยแสนกปั
๔) ความเต็มเป่ียมของบารมีน้ัน ยังมีขอบเขตในแต่ละการบรรลุธรรมด้วย กล่าวคือ พระ
สัมมาสัมพุทธเจา้ จะตอ้ งมีความเตม็ เป่ียมของบารมีในขอบเขตทีม่ ากกว่าพระปัจเจกพทุ ธเจา้
และลดหลนั่ ลงมาตามลาดบั จนถงึ ระดบั อริยบคุ คลคือ พระโสดาบนั ๑๐๐
อาจสรุปได้ว่า บารมีคือคุณงามความดีหรือคุณธรรมอันประเสรฐิ ที่ทาใหบ้ รรลุจุดหมายสูงสุด
ได้แก่คือความส้ินทุกข์หรือความดับทุกข์ ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ประการและมีระดับความบริบูรณ์ถึง ๓ ระดับ
คือ บารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นควรศึกษาประเภทของบารมีใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท ดงั นี้
๔.๒.๒ ประเภทของบารมีในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
การบาเพ็ญบารมีท่ีกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากจะมีลาดับและรายละเอียด ดังกล่าวแล้วการ
บาเพ็ญนี้ยังแบ่งออกเป็นระดับสูงต่าในแต่ละบารมีด้วยความคิดเรื่องนี้ไม่มีปรากฏในคัมภีร์ช่วงการ
แตกแยกเป็นสานักยกเว้นในคัมภีร์พุทธวงศ์ เฉพาะทานบารมีได้กล่าวถึงทาน อย่างต่า อย่างกลาง
อย่างสูง อนั จะเปน็ ต้นเค้าใหเ้ กิดระดบั เชน่ นีใ้ นทุกๆ บารมีในคมั ภีร์อรรถกถาบาลี๑๐๑
ในทศั นะของเถรวาทถือว่าบารมีจะบรบิ รู ณ์ได้กต็ ่อเมื่อพระโพธสิ ตั วบ์ าเพญ็ แต่ละบารมีครบ ๓
ชนั้ หรือ ๓ ระดับ คอื

๑) บารมี คอื คณุ ความดีท่บี าเพญ็ อยา่ งยง่ิ ยวด
๒) อุปบารมี คือคุณความดีทบี่ าเพ็ญอยา่ งยงิ่ ยวดใกล้ถงึ ข้นั สูงสดุ
๓) ปรมตั ถบารมี คือ คุณความดที บี่ าเพ็ญอยา่ งยิ่งยวดขน้ั สูงสุด๑๐๒

๙๙ บุญมี แทน่ แกว้ พระพุทธศาสนาในเอเชีย. (กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์), หน้า ๕๔.
๑๐๐ พระครปู รยิ ัติคณานุรักษ์ (พงษ์สันต์ิ ศรีสมงาม). การศึกษาเปรียบเทียบบารมีในพระพุทธศาสนาเถร
วาทและมหายาน. วิทยานิพนธป์ รญิ ญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑติ วิทยาลัย
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณณาชวิทยาลัย. ๒๕๕๒. หนา้ ๒๙.
๑๐๑ ประพจน์ อัศวิรุฬหการ. การศึกษาวเิ คราะหเ์ ร่อื งพระโพธสิ ัตวใ์ นคมั ภีร์เถรวาทและคมั ภรี มหายาน.
วิทยานพิ นธ์หลักสตู รอกั ษรศาสตรมหาบณั ฑติ ภาควชิ าตะวันออก บณั ฑิตวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั .
๒๕๒๓. หนา้ ๓๒๗.
๑๐๒ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ฉบบั ประมวลศัพท.์ (พมิ พค์ รงั้ ที่ ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔) หน้า ๑๘๐.

๕๖

หลักการแบ่งระดับของบารมีมีเกณฑ์ในการแบ่งไว้หลายแง่ ขอยกตัวอย่าง เช่น ทานบารมี
ดงั นี้

๑) การสละทรัพยภ์ ายนอกทกุ อยา่ งได้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานบารมี
๒) การสละอวัยวะเพือ่ ประโยชนแ์ กผ่ ู้อื่น เปน็ ทานอุปบารมี
๓) การสละชีวติ เพอื่ ประโยชนแ์ กผ่ อู้ น่ื เป็นทานปรมัตถบารมี๑๐๓
ประเภทของบารมีหรือข้นั ของบารมใี นพุทธศาสนาเถรวาทมีอยู่ ๑๐ ประการ ดังน้ี
๑) ทาน คือ ทานบารมีการให้โดยไมห่ วังผล ทาน หมายถงึ การให้, การแบง่ ปนั , การเสียสละ,
การเอื้อเฟื้อ, ทานคือการยกมอบให้แก่ผู้อื่น, ให้ของที่ควรให้แก่คนที่ควรให้เพื่อประโยชน์แก่เขา สละ
ให้ปันสิ่งของของตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อ่ืน๑๐๔, หรืออีกความหมายหน่ึงคือ วัตถุที่พึงให้ หมายถึงการ
ให้ทานด้วยจติ ใจท่ดี งี าม มุ่งเพ่ือบูชาพระคณุ มงุ่ เพ่อื สงเคราะห์
ทานท่แี ปลวา่ วัตถทุ ีพ่ ึงให้ ย่อมาจาก "ทานวตั ถ"ุ หมายถงึ สิ่งของสาหรับใหส้ าหรับเสียสละให้
ผูอ้ ืน่ ไดแ้ กส่ ิง่ ของที่ถวายพระ ส่งิ ของท่ีควรนาไปให้เพ่ือตอบแทนบุญคุณแก่ผมู้ ีพระคณุ เช่น พอ่ แม่ ครู
อาจารย์ ญาตผิ ้ใู หญ่ เรยี กว่าไทยทาน บ้าง ไทยธรรม บ้าง มี ๑๐ อย่างไดแ้ ก่อาหาร, น้า, เคร่อื งนุ่งห่ม,
ยานพาหนะ, มาลัยและดอกไม้, ของหอม (ธูปเทียน), เคร่ืองลูบไล้ (สบู่เป็นต้น), ที่นอน, ที่อยู่อาศัย,
และประทีป (ไฟหรือไฟฟ้า) การใหท้ านวัตถุ ๑๐ อย่างนีม้ ีผลอานิสงส์มากเพราะเปน็ ส่ิงท่ีให้ประโยชน์
อย่างเดียว ไมม่ โี ทษ ไม่มีพิษภยั แก่ผูร้ บั การเลือกของทีจ่ ะให้บณั ฑิตสรรเสรญิ ดว้ ยจติ ใจท่ีดีงาม
ทานเป็นบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า "ทานมัย" คือบุญที่สาเร็จด้วยการบริจาคทาน บุญที่เกิดจาก
การให้ซึ่งเกี่ยวกับเร่ืองท่ีจะสงเคราะห์เป็นหมวดทานที่จัดอยู่ใน สังคหวัตถุ ซ่ึงมีวัตถุประสงค์ของการ
ให้คือเพ่อื เป็นเครื่องยึดเหนย่ี วจิตใจกันไว้ได้ หรือทานเพือ่ ชว่ ยเหลือกันทาใหย้ ึดเหน่ียวใจกนั ไว้ได้ และ
เป็นบ่อเกิดแหง่ บารมีทเี่ รียกวา่ ทานบารมี
๒) ศีลบารมี คือ การรักษาศีลให้เป็นปกติ ศีล (บาลี: สีล) คือข้อปฏิบัติตนข้ันพ้ืนฐานในทาง
พระพทุ ธศาสนาเพื่อควบคุมความประพฤตทิ างกายและวาจาให้ตัง้ อยูใ่ นความดีงามมีความปกตสิ ุขเพ่ือ
ประโยชนข์ ้นั พื้นฐานคือความสุขและไม่มีการเบียดเบียนกนั ในสังคมประโยชน์ของศลี ในข้ันพ้ืนฐานคือ
ทาให้กาย วาจา ใจ สงบไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผู้อ่ืน ทาให้สามารถทีจ่ ะทาให้จิตสงบได้ง่ายในการทา
สมาธิ ในระดับของบรรพชิต ศีลจะมีจานวนมาก เพ่ือกากับให้พระภิกษุสงฆ์สามเณรสามารถครองตน
ในสมณภาวะได้อย่างสมบูรณ์ และเอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์ในขั้นสูงต่อไปได้ ความหมายของ
ศีลนั้นแปลได้หลายความหมาย โดยศัพท์แปลว่า ความปกติกายวาจากล่าวคือความปกติตามระเบยี บ
วินัย, ปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ, ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความช่ัว, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัด
กายวาจาให้ดีย่ิงข้ึน, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพและยังมักใช้เป็นคาเรียกอย่างง่ายสาหรับคา
วา่ "อธิศีลสิกขา" อนั ไดแ้ ก่ข้อปฏิบตั ขิ ั้นต้นเพื่อการฝึกตนในทางพระพุทธศาสนาดว้ ย.๑๐๕

๑๐๓ เร่อื งเดียวกัน หน้า ๑๘๐-๑๘๑.
๑๐๔ เรื่องเกย่ี วกัน, หน้า ๑๒๘.
๑๐๕ พระครูปรยิ ัติคณานรุ ักษ์ (พงษ์สนั ต์ิ ศรสี มงาม). การศกึ ษาเปรียบเทียบบารมีในพระพทุ ธศาสนาเถร
วาทและมหายาน. วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา บณั ฑิตวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณณาชวทิ ยาลัย. ๒๕๕๒. หน้า ๓๒.

๕๗

๓) เนกขมั มบารมี คือ การถือบวช เนกขัมมะ แปลว่า การออก, การออกบวช, ความไม่มีกาม

กิเลส ใช้คาว่า เนกขัม ก็มี เนกขัมมะ หมายถึงการละเหย้าเรือนออกไปบวชเป็นพระเป็นนกั บวช, การ

ละชีวิตทางโลกไปสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ เป็นการปลดเปลื้องตนจากโลกียวิสัยไปบาเพ็ญเพียรเพ่ือความ
ปลอดจากราคะและตัณหา ปกติใช้เรียกการออกบวชของนักบวชทุกประเภทและใช้ได้ทั้งชายและ
หญงิ เนกขัมมะ ในพระพทุ ธศาสนาจัดเป็นบารมีอย่างหนึ่งเรียกว่า เนกขมั มบารมี คอื บารมที ่ีเกิดจาก
การออกบวช

๔) ปัญญาบารมี คือ ความรู้ ปัญญา แปลว่า ความรู้ท่ัว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน, รู้

เร่ืองบาปบุญคุณโทษ, รู้สิ่งท่ีควรทาควรเว้น เป็นต้น เป็นธรรมที่คอยกากับศรัทธา เพ่ือให้เชื่อ

ประกอบดว้ ยเหตผุ ล ไมใ่ หห้ ลงเช่ืออยา่ งงมงาย ปญั ญา ทาให้เกดิ ได้ ๓ วิธี คือ
(๑)โดยการสดับตรับฟัง การศึกษาเล่าเรยี น (สตุ มยปัญญา)
(๒) โดยการคดิ ค้น การตรึกตรอง (จนิ ตามยปัญญา) และ
(๓) โดยการอบรมจติ การเจริญภาวนา (ภาวนามยปัญญา)

ปัญญา ท่ีเป็นระดับ อธิปัญญา คือปัญญาอย่างสูง จัดเป็นสิกขาข้อหนึ่งใน สิกขา ๓ หรือ
ไตรสกิ ขา คอื อธศิ ลี อธสิ มาธิ อธิปญั ญา

๕) วริ ยิ ะบารมี คอื ความเพียร วิรยิ ะ แปลวา่ ความเพยี ร ความพยายาม ความกล้าที่จะลงมือ
ทา ภาวะของผู้กล้า เป็นแนวทางให้ดาเนินไปสู่ความสาเรจ็ ตามประสงค์ หมายถึง การลงมือปฏิบัติลง
มือทางานท่ีตนชอบที่ตนรัก ทาด้วยความพากเพียรพยายาม ทาด้วยความสนุก กล้าหาญ กล้าเผชิญ
กับความทุกข์ยาก ปัญหาและอุปสรรคท่ีจะเกิดขึ้น หากมีอุปสรรคข้อขัดข้องใดๆ ก็เพียรกาจัดปัดเป่า
ไปให้หมดสิ้นไปโดยไม่ย่อท้อไม่สิ้นหวังเดินหน้าเร่ือยไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายคือ ความสาเร็จ
วิริยะ เป็นเหตุให้กล้าลงมือทางานและกล้าเผชิญปัญหาอุปสรรคต่างๆ ขณะทางาน ตรงกันข้าม หาก
ขาดความเพียรพยายามเสียแล้วก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ดังท่ีพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนจะล่วง
ทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร วิริยารัมภะ หมายถึง การปรารภความเพียรคือลงมือทาความเพียรอย่าง
เขม้ แขง็ เดด็ เดย่ี ววริ ิยารัมภกถาเปน็ ถอ้ ยคาทช่ี กั นาให้ปรารภความเพียร

๖) ขันตบิ ารมี คอื ความอดทนอดกล้ัน หมายถึง การรกั ษาปกตภิ าวะของตนไว้ได้ ไม่วา่ จะถูก
กระทบกระท่ังดว้ ยส่ิงอันเปน็ ทพ่ี ึงปรารถนา หรอื ไม่พงึ ปรารถนากต็ าม มีความม่นั คงหนักแนน่ เหมือน
แผ่นดนิ ซง่ึ ไมห่ ว่นั ไหว ไมว่ า่ จะมคี นเทอะไรลงไป ของเสยี ของหอม ของสกปรกหรอื ของดีงามกต็ าม

๗) สัจจะบารมี คือ ความต้ังใจจริง เอาจริง จริงใจ "สัจจะ" แปลว่า ความสัตย์ ความซื่อถ้า
ขยายความตามศัพท์แยกได้ ๓ ลักษณะคือ มีความจริง ความตรง และความแท้ จริง คือ ไม่เล่นตรง
คอื ความประพฤติทางกาย วาจา ตรงไมบ่ ิดพลิว้ ไม่บ่ายเบย่ี ง แท้ คอื ไมเ่ หลวไหล แต่ถ้าในทางปฏิบัติ
สัจจะ คือ ความรับผิดชอบ หมายความว่า ถ้าจะทาอะไรแล้ว ต้องตั้งใจทาจริง ทาอย่างสุด
ความสามารถให้เป็นผลสาเร็จ การท่ีใครจะสามารถสร้างตัวขึ้นมาได้น้ัน ต้องมีสัจจะเป็นพื้นฐาน
เพราะคนท่ีมีสัจจะ เป็นพ้ืนฐานจะมีความรับผิดชอบต่องานที่ทาทุกอย่าง ไม่ปล่อยผ่านกับสิ่งที่ได้รับ
มา จะทาทกุ สง่ิ ทีม่ าถงึ มืออย่างสุดกาลงั และเตม็ ความสามารถ

๘) อธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่น ไม่เปลี่ยนแปลง อธิษฐาน แปลว่า การตั้งม่ัน การ
ตัดสินใจ การต้ังความปรารถนา ท่ัวไปหมายถึงการต้ังใจมุ่งผลอย่างใดอย่างหน่ึง, การตั้งจิตร้องขอส่ิง

๕๘

ใดสิง่ หนง่ึ ตอ่ สงิ่ ศักดิส์ ิทธิ์, การนึกปรารถนาสิง่ ทต่ี ้องการจากสิ่งศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ เช่น ตงั้ จิตอธิษฐานขอพรจาก
พระ นึกอธิษฐานในใจขอให้เดินทางแคล้วคลาด เป็นต้น คาว่า อธิษฐาน ในคาวัดหมายถึงความตง้ั ใจ
ม่ันคงตัดสินใจรักษาสัจจะ ต้ังใจประกอบความเพียร ตั้งใจเสียสละ ต้ังใจทาบุญ ต้ังใจหาความสงบ
เป็นตน้

๙) เมตตาบารมี คือ ความรักด้วยความปรานี เมตตา เป็นหนึ่งในพรหมวิหารธรรมใน
พระพุทธศาสนา หรือพรหมวิหารส่ี ซ่ึงประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา โดยเป็น
ปจั จัยใหเ้ กดิ พรหมวิหารอืน่ ได้

๑๐) อเุ บกขาบารมี คือ ความวางใจเปน็ กลาง ไมเ่ อนเอยี ง ความวางใจเฉย อเุ บกขา หมายถึง
ความความวางเฉยแบบวางใจเป็นกลางๆ โดยไมเ่ อนเอียงเข้าข้างเพราะชอบ เพราะชงั เพราะหลงและ
เพราะกลัว เช่น ไม่เสียใจเม่ือคนที่ตนรักถึงความวิบัติ หรือไม่ดีใจเม่ือศัตรูถึงความวิบัติ มิใช่วางเฉย
แบบไม่แยแสหรือไม่รู้ไม่ชี้ ท้ังๆ ท่ีสามารถช่วยเหลือได้ เป็นต้น ลักษณะของผู้มีอุเบกขา คือเป็นคน
หนักแน่นมีสติอยู่เสมอไม่ดีใจไม่เสียใจจนเกินเหตุ เป็นคนยุติธรรม ยึดหลักความเป็นผู้ใหญ่ รักษา
ความเป็นกลางไว้ได้ ม่ันคงไม่เอนเอียงเข้าข้าง ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยเหตุผลถูกต้องคลองธรรม และเป็นผู้
วางเฉยไดเ้ ม่อื ไม่ อาจประพฤติเมตตา กรุณา หรือมุทติ าได้๑๐๖

อีกนยั หนงึ่ บารมีในหมวดอัปมัญญาธรรมคือคุณธรรมทแี่ ผ่ออกไปในสัตว์ทง้ั หลายอย่างมีจิตใจ
สม่าเสมอทั่วกันไม่มีประมาณ ไม่จากัดมีขอบเขต ความวางใจเป็นกลางนี้คือ วางจิตเรียบสงบ
สม่าเสมอ ดุจตราช่ัง มองเห็นมนุษย์สัตว์ทั้งหลายได้รับผลดีร้ายตามเหตุปัจจัยท่ีประกอบ ไม่เอน
เอียงด้วยชอบหรือชงั บางทกี เ็ รียกคุณธรรมองค์รวมว่าพรหมวิหาร หมายถงึ ธรรมประจาใจที่ประเสริฐ
สุดหรอื คณุ ธรรมประจาตัวของท่านผมู้ จี ิตใจกวา้ งขวางยงิ่ ใหญ่๑๐๗

ประเภทของบารมที ้ัง ๑๐ ประการในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทน้ัน ผูป้ ระพฤตปิ ฏบิ ัตไิ ด้ท้ัง ๑๐
ประการโดยสมบูรณ์ ย่อมนามาซง่ึ ความบริสุทธแ์ิ ละสามารถหลดุ พน้ จากกิเกสทั้งปวงได้ ซง่ึ บารมีในแต่
ละขนั้ น้ันมี ๑๐ ประการ แยกออกเปน็ ดงั นี้

๑ ทศบารมี คือคุณความดีทบ่ี าเพญ็ อยา่ งย่ิงยวด ๑๐ ประการ
๒) ทศอุปบารมี คือคณุ ความดที บ่ี าเพ็ญอย่างยงิ่ ยวดใกล้ถงึ ขั้นสูงสดุ ๑๐ ประการ
๓) ทศปรมตั ถบารมี คอื คุณความดที ่ีบาเพญ็ อย่างยิ่งยวดขั้นสูงสุด ๑๐ ประการ
บารมีท้ัง ๓ ข้ันน้ีเรียกว่า บารมี ๓๐ เรียกเป็นศัพท์ทางบาลีว่า สมดึงสบารมีหรือสม
ติงสบารมี แปลวา่ บารมบี รบิ ูรณ์ ๓๐ หรือบางทีก็เรยี กว่า บารมี ๓๐ ทัศ๑๐๘ การสงั่ สมคุณความ
ดีหรือบารมีในทางพระพุทธศาสนานัน้ ซึงจะตอ้ งทาดว้ ยความตงั้ ทาใหส้ าเรจ็ จึงจะบริบรู ณ์ได้

๑๐๖ เร่อื งเดยี วกัน, หน้า ๓๒.
๑๐๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). พุทธธรรม. พมิ พค์ รั้งท่ี ๑๕, กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ . ๒๕๕๒), หน้า
๘๕๒.
๑๐๘ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บบั ประมวลศพั ท์. (พมิ พค์ ร้งั ที่ ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔) หนา้ ๑๘๑.

๕๙

๔.๓.๒ การบาเพญ็ บารมีของพระพุทธศาสนาเถรวาท
ในทัศนะของเถรวาทถือว่า พระโพธิสัตว์ย่อมข้ามฝั่งแห่งสังสาระด้วยปัญญาและยังผู้อื่นให้
ข้ามด้วยความกรุณาย่อมเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่นด้วยปัญญา แต่ย่อมดับทุกข์ของผู้อ่ืนได้ด้วยความ
กรุณา ด้วยปัญญาพระโพธิสัตว์เป็นผู้มุ่งหน้าสู่นิพพาน ด้วยความกรุณา พระองค์เป็นผู้ที่บรรลุธรรม
สูงสุดแล้วจะต้องช่วยเหลือผู้อ่ืนให้บรรลุตามด้วย แสดงให้เห็นว่าผู้บรรลุธรรมสูงสุด คือผู้ได้บาเพ็ญ
บารมีเต็มบริบูรณ์แล้วท้ัง ๑๐ ประการดังได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ คือองค์พระพุทธเจ้าผู้ทรงประกาศพระ
ศาสนาและบารมีท้ังหลายเป็นธรรมท่ี พระโพธิสัตว์กาลังยังให้เต็มอยู่ในเวลาเริ่มต้น ความแตกต่าง
ระหว่างบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมีนั้น แตกต่างกันที่ความสามารถในการปฏิบัติ และความ
ยากง่ายในบารมีนั้น โดยเฉพาะสัจจะบารมีจะในเบ้ืองต้นเป็นการพูดความจริงไม่โกหก ในระดับกลาง
เป็นการรักษาคาพูดของตนที่ให้ไว้ ในระดับสูงเป็นการเสยี สละชวี ิตเพื่อรักษาสัตยข์ องตน หากแต่การ
บาเพญ็ บารมีนั้นตอ้ งใช้เวลายาวนานจงึ จะบรบิ รู ณเ์ ต็มเปีย่ มได้

๔.๓.๓ จดุ มงุ่ หมายในการบาเพ็ญบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท
จุดมุ่งหมายของการบาเพ็ญบารมีของฝ่ายเถรวาท จะต้องปฏิบัติไปตามลาดับข้ันตอนจน
บารมีเต็มเป่ียมแล้ว ในชาติสุดท้ายนั้นพระโพธิสัตว์ก็จะเสด็จออกพรรพชา บาเพ็ญพรหมจรรย์อัน
ประกอบด้วยคุณธรรมต่าง ๆ มีโพธิปักขิยธรรม อันเป็นเคร่ืองให้ข้ามพ้นถึงฝ่ังหรือเป้าหมาย เป็นต้น
และก็จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นต้น สรุปก็คือ ระยะเวลาในการ
บาเพ็ญบารมีจนกระท่ังได้ตรัสรู้ธรรมเร็วหรือช้ากว่ากัน อินทรียธรรม ที่เป็นตัวนาในการตรัสรู้ธรรมมี
มากน้อยแตกต่างกันกลา่ วคือ จึงอาจจะสรปุ เปา้ หมาย ๓ ระดับ ดังน้ี
๑) เพอื่ ให้บรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสมั พทุ ธเจ้า
๒) เพ่ือให้บรรลคุ วามเปน็ พระปัจเจกพทุ ธเจา้
๓) เพอ่ื ใหบ้ รรลุความเป็นพระอรหนั ต์
เพราะการบรรลุความเป็นพุทธท้ัง ๓ ประการนี้ ได้ถูกกาหนดไว้ด้วยอานาจแห่งบารมีธรรม
ทม่ี คี วามยงิ่ หย่อนกวา่ กันตามลาดับและความเพยี รพยายามในปจั จุบันประกอบกนั ๑๐๙
๔.๓ หลักคาสอนเรือ่ งบารมใี นทัศนะของพระพุทธศาสนามหายาน
เม่ือพระโพธิสัตว์ได้ตั้งปณิธานปรารถนาจะบาเพ็ญตนไปตามโพธิสัตวธรรม เพ่ือมุ่งบรรลุถึง
การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต พระพุทธศาสนามหายานได้นาเสนอหมวดธรรมสาคัญอัน
เรียกว่า บารมี หรือปารมิตาไว้ เพ่ือเป็นฐานรองรับแนวความคิดเก่ียวกับการต้ังปณิธานของพระ
โพธิสตั ว์นน้ั ให้สาเรจ็ ลลุ ่วงไปสู่จุดหมายสงู สดุ คอื การตรัสรู้อนุตตรสมั มาสัมโพธิญาณเสยี ได้ด้วยดี๑๑๐
อุดมคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจึงมุ่งสอนให้ทุกคนบาเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์เพ่ือที่จะช่วย
ปลดเปล้ืองทุกข์ของสัตว์โลกได้กว้างขวาง พระพุทธิสัตว์ในทัศนะของมหายานจึงหมายถึงผู้ที่จะได้

๑๐๙ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐติ ญาโณ). (ประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา.พมิ พ์ครัง้ ที่ ๓ กรงุ เทพฯ:
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖), หนา้ ๓๘.

๑๑๐ พระมหาวิชาญ กาเหนดิ กลบั , การศึกษาเชิงวิเคราะห์คมั ภีรโ์ พธิจรรยาวตาร. (วทิ ยานพิ นธ์หลกั สูตร
ศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาสนสกฤต บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. ๒๕๔๙.), หนา้ ๑๒๖.

๖๐

ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พุทธศาสนาฝ่ายมหายานจึงหยิบยกเอาเรือ่ งพระโพธิสัตวข์ ึ้นมาเน้นเป็นพิเศษ
มากกว่าฝ่ายเถรวาท โดยประกาศเร่ืองทศบารมีเป็นสาคัญ แต่ท้ังนี้มิได้หมายความว่า
พระพุทธศาสนาเถรวาทไม่มีเรื่องทศบารมีก็หาไม่ เพราะฝ่ายเถรวาทประกาศเรื่องหลักอริยสัจ ๔
เปน็ สาคัญ ฝ่ายมหายานยกเรื่องบารมีขนึ้ เป็นจุดเด่นสาคัญเหนือหลักธรรมข้ออืน่ ๆ ทมี่ อี ยู่เท่าน้ัน๑๑๑
เพ่ือให้เกดความชัดเช่นยิ่งข้ึนควรศึกษาความหมายของบารมีในทัศนะของพระพุทธศาสนามหายาน
ดงั นี้

๔.๓.๑ ความหมายของปารมี
คาว่า ปารมิตา ในภาษาสันสกฤต สาเร็จรูปมาแต่คาว่า ปารมิ ลง ตา ปัจจัยใน ภาวตัทธิต
เป็นการแสดงภาวะของสิง่ สงู สุด อกี ปริยายหน่ึง ปารมติ า มาแต่คาว่า ปาร รวมกบั รูป ต ปจั จัยของ อิ
ธาตุ คือ อิต เป็น ปารมิตา หมายถึง ความสูงสุด, ความดีเลิศ, ความยอดเยี่ยม, ความบริบูรณ์เต็ม
เปยี่ ม อกี ปรยิ ายหน่ึง หมายถึง การถึงฝั่งอ่ืน, การหลดุ พน้ , (ธรรม) ทท่ี าให้ถงึ ฝ่งั อน่ื เปน็ ต้น
สว่ นคาว่า “บารมี” เปน็ ในภาษาบาลี ตรงกับคาในภาษาสนั สกฤตวา่ “ปารมิตา” มาจากคา
วา่ “ปารม” คือ ฝัง่ ตรงข้าม และลง “อิต” ปจั จยั (ไป) หมายถึงคณุ ธรรมหรือคุณสมบตั ิอันเป็นเหตุ
ใหถ้ ึงฝั่ง หรือคุณเครื่องท่นี าไปสูค่ วามสาเร็จต่างๆ ตามที่ต้ังใจเอาไว้๑๑๒
จากการวิเคราะห์รูปศัพท์และแสดงความหมายแห่งคาว่า บารมี ของนักวิชาการทั้งหลาย
ข้างต้นน้ี สามารถสรปุ สารตั ถะสาคัญของคาวา่ บารมี ไดเ้ ปน็ ๒ ประเด็นคอื
๑) บารมี หมายถึง คุณธรรมหรือคุณสมบัติอันเป็นเหตุให้ถึงฝ่ังคือความสาเร็จต่างๆ ตามท่ี
บุคคลผู้น้นั มงุ่ หมาย บุคคลต้องการบรรลุผลอันใด ต้องบาเพ็ญบารมีอนั เปน็ เหตุใหบ้ รรลุผลอันน้ัน๑๑๓
อีกนัยหนึ่ง คือภาวะหรือคุณสมบัติของกลุ่มธรรมที่ประเสริฐสูงสุด เช่น คาว่าความยอดเย่ียม, ความ
บริบูรณ์เตม็ เปยี่ ม, คณุ ธรรมทพ่ี ึงยินดีก่อน เป็นตน้
๒) บารมี หมายถึง คุณลักษณะหรือปฏปิ ทาของบุคคลผู้ประเสรฐิ ยอดเยี่ยม (ดว้ ยอานาจการ
กระทาตามบารมีทั้งหลาย) เช่นคาว่า การถึงซึ่งฝั่งอื่น, ความเป็นผู้ตัดซ่ึงโลก, ปฏิปทาเป็นเคร่ืองถึงซ่ึง
ฝง่ั ๑๑๔ เป็นตน้
ผู้ปฏิบัติธรรมตามคติของมหายาน ย่อมจะต้องมุ่งปรารถนาพุทธภูมิและการปรารภนาพุทธ
ภมู ินน้ั ก็ตอ้ งบาเพ็ญสร้างสมคุณธรรมให้เปน็ เหตเุ พยี งพอเสียก่อน คณุ ท่จี ะตอ้ งทาใหบ้ ุคคลสาเร็จพระ

๑๑๑เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. ชุมนมุ พระสตู รมหายาน. (กรุงเทพฯ: โพธส์ิ ามต้นการพมิ พ์. ๒๕๑๖), หน้า ฐ.
๑๑๒ พระมหาสมยศ อาภายตุ โฺ ต (เสนานุช). การศึกษาวเิ คราะหแ์ นวความคดิ เร่ืองพระอวโรกเิ ตศวร
โพธิสตั ว์ (กวนอมิ ) ในพระพทุ ธศาสนามหายาน. วิทยานิพนธห์ ลักสตู รปรญิ ญาพุทธศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณณาชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๖. หนา้ ๓๖.
๑๑๓ วศนิ อินทสระ. พทุ ธปรัชญามหายาน. (พิมพค์ รั้งท่ี ๔, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑),
หน้า ๓๑-๒๑.
๑๑๔ พระมหาวิชาญ กาเหนดิ กลับ, การศกึ ษาเชิงวเิ คราะห์คัมภีรโ์ พธิจรรยาวตาร. (วิทยานพิ นธ์หลกั สูตร
ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาสนสกฤต บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. ๒๕๔๙.), หน้า ๑๓๒.

๖๑

โพธิญาณเรียกว่า “ปารมิตา” หรือบารมี แปลว่าคุณชาติท่ีทาให้ข้ามถึงฝ่ังพระนิรวาณ๑๑๕
พระพุทธศาสนามหายานสอนเน้นให้ศาสนิกของตนมุ่งปฏิบัติธรรมเพ่ือเป้าหมายสูงสุดคือ การตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ด้วยการแสดงความคิดให้ทุกคนบาเพ็ญตนเป็นพระโพธสัตว์ ปลูกฝังโพธิ
จิตให้เกิดข้ึน ในขณะเดียวกันก็ให้เสริมสร้างจิตใจให้ตั้งปณิธาน มีความแน่วแน่มั่นคงในการบาเพ็ญ
ธรรมเพ่อื บรรลุสู่จุดหมายท่ีไดว้ างไวน้ ัน้

การบาเพ็ญบารมใี นทศั นะของมหายาน ตอ้ งเปน็ ไปตามลาดบั ดว้ ยเหตุ ๓ ขอ้ คือ
๑) พระโพธิสัตว์ เม่ือไม่สนใจทรัพย์สมบัติก็จะสมาทานศีล เมื่อมีศีลก็จะเป็นผู้มี

ความอดทน เมื่อมีความอดทนก็จะมีจิตใจระลึกนึกถึงความเพียร เม่ือมีความเพียรก็สามารถทาให้
สมาธิเกดิ ข้นึ ได้ และเม่ือใดก็ตามทจ่ี ติ เป็นสมาธิ จิตก็จะสามารถรสู้ ง่ิ ท้ังหลายตามความเป็นจรงิ

๒) ปารมิตา หรือบารมีที่บาเพ็ญก่อนเป็นธรรมข้ันต่าท่ีบาเพ็ญภายหลังเป็นธรรม
ขั้นสูงกวา่ เช่นทานตา่ กว่าศีล ธยานตา่ กวา่ ปรัชญา

๓) ปารมิตาท่ีบาเพ็ญก่อนจะเป็นของหยาบ ท่ีบาเพ็ญหลังจะเป็นของละเอียดกว่า
ศลี จึงเข้าถงึ ไดย้ ากกวา่ ทาน ปรัชญา จึงเป็นการบาเพญ็ ทีย่ ากท่ีสดุ ๑๑๖

๔.๓.๒ ประเภทบารมีของพระพทุ ธศาสนามหายาน
ในทศั นะของพระพทุ ธศาสนามหายาน ถือการบาเพญ็ บารมีของพระโพธิสัตว์ว่า เปน็ ข้อธรรม
หลกั อนั จะนาไปสกู่ ารตรสั รเู้ ป็นพระพุทธเจ้าได้ คือ ทานปารมิตา ศีลปารมติ า ขนั ติปารมิต (กษาน
ตปิ รารมิตา) วรี ยปารมติ า ธยานปารมติ าและปรัชญาปารมิตา ปารมิตาหรือบารมี มดี ้วยกนั ๖๑๑๗
คือ
๑) ทานบารมี คือพระโพธิสัตว์จะต้องสละทรัพย์ อวัยวะและชีวิตเพื่อสัตว์โลกได้โดยไม่
อาลัยไยดี เม่ือเห็นว่าควรสละ ดาเนินตามสุภาษิตทางพระพุทธศานาท่ีว่า พึงสละทรักย์เพื่อรักษา
อวัยวะ พงึ สละอวยั วะเพอื่ รักษาชีวิต แต่เมือ่ ระลกึ ระลึกถงึ ธรรม คือความถูกต้องเหมาะสมหรือความ
ดี พงึ สละทง้ั ทรัพย์อวัยวะและชวี ิตเพือ่ รักษาธรรม
การให้ทานส่ิงของไม่สาคัญเท่ากับการสละอวัยวะ เพราะทรัพย์ภายนอกเม่ือสูญเสียไปก็
สามารถหามาทดแทนใหม่ได้ แต่อวัยวะร่างกาย เช่น แขน ขา ตา เป็นต้น เม่ือสูญเสียไปแล้วก็ไม่
สามารถหามาทดแทนให้ได้เหมอื นของเดมิ ได้หรือได้แต่ก็ไมเ่ หมอื นของจริง เรียกว่าอวัยวะเทยี ม
การให้ทานด้วยการสละชีวิต ถือว่าสาคัญกว่าการให้ทานด้วยการสละอวัยวะ เพราะชีวิต
เมอ่ื สูญเสียไปแล้วหรอื เม่ือคนตายไปแล้ว อวยั วะท่ีเคยสมบรู ณก์ ็จะสูญเสียไปด้วย

๑๑๕ เสถียร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. (พิมพ์ครั้งท่ี ๖, กรุงเทพฯ : มหามกฏุ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕),
หนา้ ๖.

๑๑๖ ผุดพรรณ ศภุ พันธ์. การศกึ ษาเปรยี บเทียบความคดิ เกย่ี วกับพระพทุ ธเจา้ ในพุทธปรัชญาเถรวาทกับ
พทุ ธปรัชญามหายาน. (วทิ ยานพิ รธ์หลกั สตู รปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ ภาควชิ าปรชั ญา บณั ฑิตวิทยาลัย
จุฬาลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั . ๒๕๒๙), หน้า ๘๙.

๑๑๗เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. ปรชั ญามหายาน. ๒๕๕๕, หน้า ๖.

๖๒

๒) ศลี บารมี คือพระโพธิสัตวจ์ ะต้องรักษาศีลให้บรสิ ุทธิ์ ทั้งอินทรยี ส์ ังวรศีลและกุศลสังหศีล
อนิ ทรยี สงั วศลี คอื สารวมอนิ ทรีย์ เวน้ จากเบียดเบยี นสัตว์ กุศลสงั คหศีล คอื การตัง้ ใจชว่ ยเหลอื สัตว์
ทั้งหลายใหพ้ น้ ทุกข์

ศีลคือความประพฤติเรียบร้อยทางกาย วาจา และใจ หมายถึงการตั้งใจงดเว้นบาปอกุศล
ทัง้ หลาย เช่นงดเวน้ จากการฆ่า การเบียดเบียนผู้อ่ืน เว้นจากการลักทรัพย์ เปน็ ตน้ เจตนางดเว้นนี้
มี ๓ ประการ คอื

(๑) สมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยการสมทานโดยตั้งใจ การต้ังใจไว้เป็นการกาหนด
กฎเกณฑข์ นึ้ สาหรับความประพฤติของตนเพื่อมใิ ห้หละหลวมในการประพฤติ

(๒) สมั ปตั ตวิรตั ิ คอื การงดเว้นจากความช่ัวเมื่อประสบกบั เหตุเฉพาะหน้าก็ไม่ละเมิด
ศลี แม้ไมไ่ ดส้ มาทานวิรัตกจ็ ะไม่ทาความชั่ว

(๓) สมุจเฉทวิรตั ิ คอื การงดเว้นโดยเด็ดขาด ในความหมายขน้ั สงู หมายถึงการงดเว้น
บาปอกุศลของพระอรยิ เจา้

๓) ขันตบิ ารมี (กษานติบารม)ี คือ พระโพธิสัตว์ต้องสามารถอดทนต่อสภาพต่างๆ ได้ ดว้ ย
จิตอันแนว่ แน่ เพ่อื โปรดสตั ว์

ขนั ติ คือความอดทนทา่ นกลา่ วไว้ ๓ ประเภท คอื

(๑) ธีติขันติ หมายถึงอดทนต่อหนาวร้อน หิวกระหาย ความลาบาก
เพื่อใหก้ ารทางานสาเร็จลลุ วงไปได้

(๒) อธิวาสนะขันติ หมายถึงอดทนต่อความเจ็บป่วย ใช้ปัญญาพิจารณาความทุก
ทางร่างกายให้เป็นประโยชน์แก่จิตใจ ให้กายเป็นที่รองรับทุกข์นานาประการเพ่ือมิให้เกิดความ
หลงใหลมวั เมาในกายจนไมร่ คู้ วามเปน็ จริง

(๓) ตีติกขาขันติ คืออดทนต่ออารมณ์ย่ัวยวนต่างๆ หรือสิ่งท่ียั่วยวนทางใจต่างๆ
เช่น ให้เกิดความโลภ ความหลงและความโกรธ อันเกิดจากอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กล่ิน
รส โผฏฐพั พะ (สมั ผสั ทางกาย) คอื ต้องอดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจได้โดยไม่หว่ันไหว
ไปตาม

๔ วิริยบารมี คือพระโพธิสัตว์ ต้องมีความเพียรกล้า ไม่รู้สึกระอาในการช่วยเหลือสัตว์ มี
ความแกลว้ กล้าในกจิ ท่ีทา ไมร่ สู้ กึ ยอ่ ท้อต่อพทุ ธภูมิ

๕) ฌานบารมี หรือ ธฺยานบารมี (สมาธิ) คือพระโพธิสัตว์จะต้องสาเร็จฌานสมาบัติทุกชั้น
มจี ติ มัน่ คงไม่คลอนแคลน เพราะอารมณ์ตา่ งๆ

พระโพธิสัตว์จะต้องไดฌ้ านสมาบตั ิทกุ ข้นั คอื ฌานทีเ่ ปน็ โลกียฌานท้งั ๘ กลา่ วโดยยอ่ ดังนี้
(๑) ปฐมฌาน คอื ความสงบระดบั ที่ ๑ มอี งคป์ ระกอบด้วย วติ ก (ความตรกึ ) วิจาร

(ความตรอง) ปิติ (ความสุขทางกาย) สขุ (ความสขุ ทางใจ) เอกัคคตา (ความดใี จแน่วแนเ่ ปน็ หน่ึง)
(๒) ทตุ ยิ ฌาน ความสงบระดบั ท่ี ๒ องค์ฌานประกอบด้วยปติ ิ สุข เอกคั คตา
(๓) ตตยิ ฌาน ความสงบระดบั ที่ ๓ องคฌ์ านประกอบด้วยสขุ และเอกคั คตา
(๔) จุชตุตถฌาน ความสงบระดบั ท่ี ๔ องค์ประกอบดว้ ย อเุ บกขา (พรอ้ มดว้ ยมสี ติ

อนั บรสิ ุทธ์ิเพราะอุเบกขาน้ัน) และเอกคั คตา

๖๓

(๕) อากาสานญั จายตนฌาน ความสงบระดับท่ี ๕ อาศยั การเพ่งอากาศหรืออวกาศ
แบริกรรมว่า อนนั โต อาภาโส (อากาศความวา่ งไมม่ ีทสี่ น้ิ สุด)

(๖) วิญญานัญจายตนฌาน ความสงบระดับท่ี ๖ อาศัยการเพ่งวิญญาณ และ
บรกิ รรมวา่ อนันตงั วิญญาณงั (วญิ ญาณไมม่ ีท่ีส้ินสดุ )

(๗) อากิญจัญญายตนฌาน ความสงบระดับที่ ๗ เพ่งความไม่มีอะไรและบริกรรม
ว่า นตั ถิ กิญจิ (ไมม่ อี ะไรสกั หน่อยหนง่ึ )

(๘) เนวสญั ญานาสัญญายตนฌาน ความสงบระดบั ท่ี ๘ หนุดกาหนดเรื่องดงั กล่าว
มาในข้อก่อนๆ แต่ใช้จิตกาหนดว่า เอตัง สันตัง เอตัง ปณิตัง (จิตสงบจริงประณีตจริง) ผู้อยู่ใน
ฌานนีจ้ ะเรยี กวา่ ความรู้สึกตัวก็มิใช่ จงึ เรยี กวา่ เนวสัญญานาสัญญา๑๑๘

ในฌานท้ัง ๘ นี้ องค์ฌานต้ังแต่ ๕-๘ องค์ฌานมีแค้ ๒ คือ อุเบกขากับเอกัคคตาเหมือน
องคฌ์ านท่ี ๔ ตา่ งกนั ทม่ี คี วามสงบลกึ ละเอยี ดประณีตกว่าเท่านน้ั

๖) ปัญญาบารมี (ปรัชญาบารมีต่างๆ) พระโพธิสัตว์จะต้องทาให้แจ้งเป็นบุคคลสุญญตา
และธรรมสญุ ญญตา คอื เห็นบคุ คลและธรรมทั้งปวงเป็นของวา่ งไม่ควรยึดม่ันถือมนั่ ๑๑๙

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้เพิ่มเติมบารมีเป็น ๑๐ ประการ คือเพิ่มเติมอีก ๔๑๒๐
ประการ ไดแ้ ก่

๑) อุปายปารมิตา คือการท่ีรู้จักอุบายที่ฉลาดแม้บาเพ็ญน้อย ก็มีผลประโยชน์แก่
สตั วท์ ้ังหลายมาก เฉพาะอย่างยง่ิ เปน็ ปารมติ าคกู่ ับทาน ศลี ขนั ติ

๒) ปณธิ านปารติ า คอื มีจิตใจมุ่งมน่ั ในความดี
๓) พลปารมิตา คอื การมกี าลังหรอื ความสามารถ จาแนกออกเป็น ๒ คือ

(๑) จินตามยพละ ไดแ้ ก่กาลังแหง่ ความเขา้ ใจในธรรมตามเหตผุ ล
(๒) ภวนามยพละ ได้แก่ กาลงั แหง่ ความเขา้ ใจตามทบี่ าเพญ็ อบรมมา
๔) ญาณปารมิตา คือ ปัญญาหยั่งรู้ต่างๆ จากบารมีทั้ง ๖ ประการข้างต้น บารมี
ท้ัง ๔ ทเ่ี พ่ิมเติมสงเคราะห์เขา้ ดว้ ยกันกบั ปญั ญาบารมีทั้งหมด
ผู้นับถือพระพุทธศาสนานกิ ายมหายานย่อมปรารถนาพุทธภมู ิและการจะบรรลุพุทธภมู ิได้นนั้
ส่ิงสาคัญจะต้องบาเพ็ญบารมีหรือปารมิตา นิกายมหายานได้แบ่งบารมีธรรมออกเป็น ๒ ส่วน๑๒๑
คือ
๑) อาทิบารมี

๑๑๘ วศนิ อนิ ทสระ. พทุ ธปรัชญามหายาน. (พิมพ์ครง้ั ที่ ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
๒๕๔๑),

หน้า ๔๑-๔๒.
๑๑๙ เร่ืองเดียวกนั , หนา้ ๓๑-๒๑.
๑๒๐ เรอื่ งเดียวกนั , หนา้ ๔๔.
๑๒๑ ประยงค์ แสนบรุ าณ, พระพทุ ธศาสนามหายาน, กรุงเทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๔๘. หนา้ ๕๔.

๖๔

บารมีเบ้ืองต้นถือว่าเป็นสิ่งจาเป็นและสาคัญย่ิง เพราะว่าพระโพธิสัตว์ต้องบาเพ็ญให้
บริสุทธิ์บรบิ ูรณ์ดยี ่ิงจึงจะเข้าถึงพุทธภูมิได้ บารมี ๖ ประการ คอื ทาน ศลี ขนั ติ วิรยิ ะ ธยาน และ
ปญั ญา ดงั กลา่ วนเี้ ปน็ คปู่ รบั กับไฟทงั้ ๓ ซึง่ พระโพธสิ ตั วย์ อ่ มทาลายไฟ ท้งั ๓ นี้ได้ ดังแผนภาพดัง

ทานบารมี เปน็ ค่ปู รบั กับโลภะ
ศลี บารมี

ขันติบารมี เปน็ คปู่ รบั กบั โทสะะ
วิรยิ บารมี

ธยานบารมี เป็นคปู่ รบั กบั โมหะ
ปญั ญาบารมี

๒) ปรโิ ยสารบารมี
ในคัมภีร์ทศภูมิสูตรได้เพิ่มบารมีเข้ามาอีก ๔ ข้อ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงรวมเป็นบารมี

๑๐ ข้อ ฝ่ายมหายานถือว่าการท่ีรู้จักอุบายที่ฉลาดแม้บาเพ็ญน้อย ก็มีผลประโยชน์แก่สัตว์ท้ังหลาย
มาก๑๒๒ ดังแผนภาพ ดงั นี้

๑๒๒ เสถยี ร โพธินนั ทะ. ปรชั ญามหายาน, (พมิ พ์ครั้งท่ี ๖, กรงุ เทพฯ : มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๕),
หน้า ๖.

๖๕

อปุ ายปารมิตามา ทาน
คกู่ ับ ศีล
ขนั ติ

ปณธิ านปารติ ามาคกู่ ับ วิริยบารมี
พลปารมติ ามาคู่กับ ฌานบารมี

ญาณปารมติ ามาคู่กับ ปัญญาบารมี

ทศั นะของฝ่ายมหายานถือว่า บารมีท้ัง ๔ ประการท่เี พม่ิ เติมภายหลงั นส้ี งเคราะห์ลงใน
ปญั ญาบารมีทั้งหมด ทส่ี าคัญจงึ เหลอื ๖ บารมเี ท่านัน้

ในในคมั ภีรว์ มิ ลเกยี รตินเิ ทศสูตร ปรเิ ฉทที่ ๑๐ สุคนั โธปจติ พทุ ธวรรค ไดก้ ลา่ วถึงคุณความดี
ของพระโพธสิ ัตว์ ๑๐ ประการ ซึง่ มบี ารมี ๖ ประการ ดงั ข้อความโดยยอ่ ว่า

พระสารีบุตร ปริวิตกในใจว่า ถึงเวลาเพลแล้ว พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจักแสวงหาอาหาร
บริโภคได้ท่ีไหน วิมลเกียรติคหบดี เข้าฌานสมาบัติแสดงฤทธิ์ โลกธาตุ พหุสุคันธพุทธเกษตร มี
พระพุทธเจ้าพระนามว่า พระสุคันพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมโดยอาศัยสรรพสุคันธชาติเป็นปัจจัย
ชกั นาสตั วท์ ้ังหลายให้ต้งั อยู่ใน สีลสมาจารวตั ร

พระโพธสิ ัตวใ์ นสุคนั ธาพทุ ธเกษตรบาเพ็ญจริยาต่อสตั วท์ ั้งหลายชาตเิ ดยี ว ประเสริฐกวา่ พระ
โพธิสัตวท์ ่บี าเพ็ญจรยิ าในโลกธาตุอ่ืนๆ ความดี ๑๐ ประการ ของสคุ ันธาพุทธเกษตร ซ่ึงหาไมไ่ ด้ใน
โลกธาตุอนื่ ๑๒๓ ดงั นี้

๑๒๓ เสถยี ร โพธินนั ทะ. ชมุ นมุ พระสตู รมหายาน. (กรงุ เทพฯ: โพธสิ์ ามต้นการพิมพ์. ๒๕๑๖), หน้า ๑๙๔.

๖๖

๑.ทานบารมี สงเคราะหผ์ เู้ ข็ญใจ
๒. ศีลบารมี สงเคราะหผ์ ู้ทุศีล
๓.ขันตบิ ารมี สงเคราะหผ์ ู้มักโกรธ
๔.วิรยิ ะบารมี สงเคราะหผ์ เู้ กียจครา้ น
๕.ฌานบารมี สงเคราะหผ์ ู้มีวกิ เขปจิต
๖.ปัญญาบารมี สงเคราะหผ์ โู้ งห่ ลง
๗. แสดงธรรมกิ อุบาย ใหบ้ ุคคลขา้ พน้ อัฏฐอนั ตรายธรรม
๘. แสดงมหายานธรรม โปรดบคุ คลผยู้ นิ ดีในหินธรรม

๙. อาศัยกศุ ลอินทรยี ์ โปรดบคุ คลผไู้ รก้ ุศลธรรม
๑๐. อาศัยสังคหะวตั ถุ ๔ สงเคราะห์สตั ว์ให้สาเร็จ

๔.๓.๒ การบาเพญ็ บารมีของพระพุทธศาสนามหายาน
มหายานถือการบาเพ็ญวา่ บารมขี องพระโพธิสตั ว์จะตอ้ งใชเ้ วลายาวนานในการบาเพ็ญหรือใช้
เวลาในการสั่งสมคณุ ความดีเพือ่ ใหเ้ กิดความแก่กล้าเปน็ เวลานาน กระบวนการในการบาเพ็ญบารมี
ของพระโพธสิ ตั ว์เริม่ ต้นขึ้นหลงั จากที่พระโพธสิ ัตว์ คณุ สมบัติ ๕ ประการ ดงั น้ี คือ
๑) ตอ้ งเป็นผูบ้ าเพญ็ บารมมี านานหลายอสงไขยกลั ป์
๒) ต้องดาเนินชีวิตดว้ ยโพธิสัตวธรรม
๓) ตอ้ งมีจติ ใจมงุ่ มั่นอยา่ งแน่วแน่ที่จะใหเ้ พื่อมนุษย์บรรลธุ รรมและนิพพาน
๔) ต้องดารงอยู่ในพรหมวหิ าร ๔ ประการ คอื เมตตา กรณุ า มุทิตาและอเุ บกขา
๕) ต้องบาเพ็ญคุณธรรมขั้นสงู ๓ ประการ คือ มหากรุณา มหาปรัชญา(ปัญญา)และมหา
อปุ ายะ๑๒๔
หลักคาสอนเรื่องบารมีถือเป็นวัตถุประสงค์สาคัญในการเผยแผ่ธรรมฝ่ายมหายานประการ
หนง่ึ มหายานสอนให้ทุกคนบาเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ เพอื่ ที่จะไดช้ ่วยปลดเปล้ืองทุกข์ของสัตว์โลก
ได้กว้างขวาง พระโพธิสัตว์หมายถึงผู้ท่ีจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฝ่ายมหายานจึงประกาศทศบารมี
เป็นสาคญั โดยมีเปา้ หมายของการบาเพญ็ บารมี ๔ ประการ เรียกวา่ จตมุ หาปณิธาน ๔ ดงั นี้
๑) เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมดไป
๒) เราจะศึกษาธรรมทง้ั หลายให้เจนจบ

๑๒๔ ประยงค์ แสนบรุ าณ, พระพทุ ธศาสนามหายาน, กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร,์ ๒๕๔๘. หน้า ๔๗.

๖๗

๓) เราจักโปรดสตั ว์ทั้งหลายใหส้ ิน้
๔) เราจะตอ้ งบรรลุพทุ ธธรรม๑๒๕

จุดมั่งหมายของการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ทั้ง ๔ ประการน้ีถือเป็นอุดมคติหรือ
เป้าหมายสงู สุดของการบาเพญ็ บารมธี รรมของฝา่ ยมหายาน

๔.๔ เปรยี บเทียบหลกั คาสอนเรอ่ื งธรรมกายในทศั นะของพระพุทธศาสนาเถรวาท
เก่ียวกับบารมีทั้งฝ่ายมหายานและฝ่ายเถรวาท เห็นว่าบารมีคือ คุณธรรมหรือคุณสมบัตอิ นั

เป็นเหตุให้ถึงฝั่ง คือความสาเร็จต่างๆ ตามท่ีบุคคลน้ันมุ่งหมาย บุคคลต้องการบรรลุมรรคผลอนั ใด
ต้องบาเพ็ญบารมีอันเป็นเหตุให้บรรลุผลอันนั้นด้วยจิตใจม่ันคงเด็จเดี่ยว ไม่ย่อท้อจนกว่าจะสาเร็จ
เมือ่ สาเรจ็ ผลอนั หนึง่ แลว้ ก็ถือเป็นบาทฐานเพื่อความสาเร็จยิ่งๆ ขน้ึ ไปจนกว่าจะถึงทสี่ ดุ เพียงแต่ฝ่าย
มหายานจะมีความต่างในแง่ของหลักแห่งพระโพธิสัตวจ์ ริยาซ่งึ ถือวา่ พระสัตว์จะต้องโปรดสัตว์ให้หลุด
พ้นจากทกุ ข์เสยี ก่อนแลว้ ตนเองจึงค่อยหลุดพน้ ภายหลงั

พระพุทธศาสนาเถรวาทกับหมายานมีทัศนะท่ีคล้ายคลึงกันในความหมายของคาว่า บารมี
คือ หมายถึงคุณความดีท่ีพระโพธิสัตว์บาเพ็ญ และธรรมที่ทาให้พระโพธิสัตว์ได้สาเร็จเป็น
พระพุทธเจ้า แต่ฝ่ายมหายานจะเรียก บารมี ว่าปารมิตา ซ่ึงหมายถึงคุณความดีท่ีทาให้ถึงฝังที่
เรยี กวา่ นิพพาน หรอื นริ วาณ

เกี่ยวกับประเภทของบารมี เถรวาทกับหมายาน กล่าวไว้ ๑๐ ประการเช่นเดียวกัน หลัก
คาสอนเร่ืองบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับหมายานมีความคล้ายคลึงและความต่างกัน ดังตาง
รางต่อไปนี้

ตารางเปรยี บเทียบบารมี ๑๐

เถรวาท ความหมาย มหายาน ความหมาย

๑) ทานบารมี การให้ทาน ๑) ทานบมารมี การใหท้ าน
๒) ศลี บารมี การรักษาศลี
๓) เนกขัมมบารมี การรักษาศีล ๒) ศลี บารมี การมีความอดทน
๔) ปัญญาบารมี การมคี วามเพียร
๕) วิรยิ บารมี การออกบวช ๓) ขันติบารมี การมีสมาธิ
๖) ขันติบารมี การมีปญั ญา
๗) สจั จบารมี การมีปญั ญา ๔) วริ ิยบารมี การมคี วามเฉลียวฉลาด
๘) อธษิ ฐานบารมี การมจี ติ มั่งมั่น
๙) เมตตาบารมี การมคี วามเพยี ร ๕) ธยาน (สมาธ)ิ การมกี าลงั
๑๐) อเุ บกขาบารมี ความสามารถ
การมีความอดทน ๖) ปัญญาบารมี การมีปญั ญาหยั่งรู้

การพดู ความจรงิ (๗) อปุ ายบารมี

การมจี ิตใจมงุ่ ม่ัน (๘) ปณธิ านบารมี

การมคี วามปรารถนาดี (๙) พลบารมี

กาวางเฉย (๑๐) ญาณบารมี

๑๒๕ เสถยี ร โพธินันทะ. ปรชั ญามหายาน, (พิมพค์ รั้งท่ี ๖, กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๕),
หนา้ ๑๐.

๖๘

เก่ียวกับประเภทของบารมีในทัศนะของฝ่ายเถรวาทกับมหายานมีความคล้ายคลึงกัน ตาม
ตารางแสดงข้างต้น ทั้งสองฝ่ายมี ทานบารมี คือการให้ทาน ศีลบารมี คือการรักษาศีล ขันติบารมี
คือการมีความอดทน วิริยบารมี คอื การมีความเพยี ร ปัญญาบารมี ดงั ตารางเปรียบเทียบ ดงั น้ี

ตารางเปรียบเทียบความคล้ายคลงึ ของบารมี ๑๐

มหายาน ความหมาย เถรวาท ความหมาย

ขอ้ ๑) ทานบมารมี การใหท้ าน ข้อ ๑) ทานบารมี การให้ทาน

ข้อ ๒) ศีลบารมี การรกั ษาศีล ข้อ ๒) ศีลบารมี การรักษาศีล

ขอ้ ๓) ขนั ตบิ ารมี การมีความอดทน ข้อ ๖) ขันติบารมี การมีความอดทน

ข้อ ๔) วิรยิ บารมี การมคี วามเพียร ขอ้ ๕) วิรยิ บารมี การมคี วามเพียร

ขอ้ ๖) ปญั ญาบารมี การมปี ัญญา ขอ้ ๔) ปัญญาบารมี การมีปญั ญา

จากตารางที่แสดงข้างต้นแสดงให้เห็นถึงหัวข้อธรรมของบารมีทั้งสองฝ่ายที่มีความคล้ายคลงึ

กนั แต่ต่างกนั ในสว่ นการเรยี งลาดบั ขอ้ เทา่ นนั้

ตารางเปรยี บเทยี บความต่างกันของบารมี ๑๐

มหายาน ความหมาย เถรวาท ความหมาย

ข้อที่ ๕) ธยาน (สมาธิ) การมีสมาธิ ๓) เนกขมั มบารมี การออกบวช
ขอ้ ท่ี (๗) อปุ ายบารมี การพูดความจริง
ข้อที่ (๘) ปณิธานบารมี การมีความเฉลยี วฉลาด ๗) สัจจบารมี การมีจติ ใจมงุ่ มน่ั
ขอ้ ท่ี (๙) พลบารมี การมีความปรารถนาดี
ขอ้ ท่ี (๑๐) ญาณบารมี การมีจิตมัง่ มัน่ ๘) อธษิ ฐานบารมี กาวางเฉย

การมกี าลงั ความสามารถ ๙) เมตตาบารมี

การมีปญั ญาหยัง่ รู้ ๑๐) อุเบกขาบารมี

ในประเด็นที่ต่างกันเกี่ยวกับประเภทของบารมีในทัศนะของฝ่ายเถรวาทกับมหายานมีความ
แตกต่าง ตามตารางแสดงข้างต้น เดิมทีเดียวประเภทของบารมีฝ่ายมหายานน้ันมี ๖ ประการ สมัย
ต่อมาฝ่ายมหายานได้เพ่ิมเติมเสริมบารมีอีก ๔ ข้อ คือ ข้อท่ี ๗-๑๐ ซึ่งฝ่ายมหายานสงเคราะห์บารมี
ท้งั ๔ ขอ้ นีใ้ น ปญั ญาบารมี

ข้อท่ีน่าสังเกตคือฝ่ายเถรวาทไม่มีธยานบารมีหรือสมาธบิ ารมีอย่างฝา่ ยมหายานท้ังนไ้ี ด้ผนวก
เข้าในเนกขัมบารมี เพราะเถรวาทถือว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ไม่ข้องเก่ียวเรอ่ื งกาม การที่จะ
บาเพ็ญสมาธิจนเกิดเป็นบารมีได้นั้น พระโพธิสัตว์ควรอยู่ในภาวะพรหมจรรย์ ซ่ึงแตกต่างจากฝ่าย
มหายานท่ีถือว่าเคหโพธิสัตว์ก็สามารถบาเพ็ญบารมีได้ หรือถือว่าการทาสมาธินั้น แม้มีครอบครัวก็
สามารถบาเพ็ญบารมขี ้อนไี้ ด้

นอกจากนี้นักวิชาการผู้เป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาเห็นว่า ปณิธานบารมีในฝ่าย
มหายาน คอื ความตงั้ ใจอนั แน่วแนม่ ่ันคงในส่งิ ใดสิง่ หนึ่ง๑๒๖ เทยี บได้กบั อธษิ ฐานบารมีในฝ่ายเถรวาท
คือความตัง้ ใจมงุ่ ม่ันในสิ่งทด่ี งี ามชัดเจนและมงุ่ มั่นอย่างเดด็ เด่ียวแนว่ แน่

๑๒๖ วศนิ อนิ ทสระ, พุทธปรัชญามหายาน, พมิ พ์ครั้งท่ี ๔, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๑),
หน้า ๔๗.

๖๙

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการบาเพ็ญบารมีในทัศนะของทั้ง ๒ นิกาย เถรวาทกับมหายานเห็น
ตรงกันว่าการบาเพ็ญบารมีจะต้องดาเนนิ ไปตามลาดับข้ันคือ บารมี อุปบารมีและปรมัตถบารมี แต่
ฝา่ ยมหายานให้ความสาคัญกับหลักจตุมหาปณิธาน อันจะทาให้ข้ามพน้ ระดับข้นั ของบารมีบรรลุถึงฝั่ง
โพธญิ านได้

๗๐

คาถามท้ายบท
๑. จงอธบิ ายความหมายของคาว่า “บารมี” หรือ “ปารมี” ให้ชัดเจน
๒. จงอธิบายเปรียบเทียบความคลา้ ยคลึงกันของบารมีในทัศนะของพระพุทธศาสนา
ฝ่ายมหายาน มาพอเข้าใจ
๓. จงอธบิ ายอธบิ ายเปรยี บเทียบความคลา้ ยคลงึ กันของบารมีในทัศนะของ
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายานได้
๔. ในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายานมเี ปา้ หมายของการบาเพ็ญ
บารอย่างไร
๕. ในทัศนะของพระพทุ ธศาสนาฝ่ายมมหายานมวี ิธีการบาเพญ็ บารมีอยา่ งไร
๖. พระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานมีสถานะอย่างไร

๗๑

เอกสารอา้ งอิงประจาบท

ประยงค์ แสนบุราณ. พระพุทธศาสนามหายาน. กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร์, ๒๕๔๘.
ประพจน์ อัศวิรุฬหการ. การศึกษาวิเคราะห์เร่ืองพระโพธสิ ตั วใ์ นคัมภีร์เถรวาทและคัมภรี มหายาน.

วิทยานิพนธ์หลักสูตรอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย
จุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลัย. ๒๕๒๓.
ผุคพรรณ ศุภพันธ์. การศึกษาเปรียบเทียบความคิดเก่ียวกับพระพุทธเจ้าในพุทธปรัชญาเถรวาท
กับพุทธปรชั ญามหายาน. วิทยานิพนธห์ ลกั สูตรปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบณั ฑิต ภาควชิ า
ปรชั ญา บัณฑิตวิทยาลัย จฬุ าลงกรณร์ าชวิทยาลยั . ๒๕๒๙.
พระครปู ริยัติคณานุรักษ์ (พงษส์ ันต์ิ ศรสี มงาม). การศกึ ษาเปรียบเทยี บบารมใี นพระพุทธศาสนาเถร
วาทและมหายาน. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา
บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณณาชวทิ ยาลัย. ๒๕๕๒.
พระมหาสมยศ อาภายุตฺโต (เสนานุช). การศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดเรื่องพระอวโรกิเตศวร
โพธิสัตว์ (กวนอิม) ในพระพุทธศาสนามหายาน. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธ
ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณณาชวิทยาลัย. ๒๕๔๖.
พระมหาวิชาญ กาเนิดกลับ. การศึกษาเชิงวิเคราะห์คัมภีร์โพธิจรรยาวตาร, วิทยานิพนธ์หลักสูตร
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสนสกฤต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
๒๕๔๙.
พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์คร้ังท่ี ๓ กรุงเทพฯ:
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๖.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.พิมพ์ครั้งท่ี ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔.

. พทุ ธธรรม. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๑๕, กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ . ๒๕๕๒),
วศนิ อนิ ทสระ, พทุ ธปรัชญามหายาน, พมิ พ์คร้งั ท่ี ๔, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๑.
เสถยี ร โพธินนั ทะ. ชุมนมุ พระสตู รมหายาน.กรุงเทพฯ: โพธ์ิสามตน้ การพมิ พ.์ ๒๕๑๖.

. ปรชั ญามหายาน. พิมพ์ครั้งท่ี ๖, กรงุ เทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕.
อภชิ ัย โพธป์ิ ระสิทธศิ์ าสต์. พระพทุ ธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. ๒๕๕๑.

๗๒

บทท่ี ๕
หลักคาสอนเรื่องไตรลกั ษณ์

วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นประจาบท
เม่อื ไดศ้ ึกษาเนื้อหาในบทน้ผี ้ศู กึ ษาสามารถ

 อธิบายความหมายของไตรลักษณ์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้

 บอกความสาคัญของไตรลักษณ์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้

 อธิบายองค์ประกอบของไตรลักษณ์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้

 อธบิ ายแนวทางปฏิบัติเพ่ือรูแ้ จง้ หลักไตรลักษณ์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถร
วาทกับมหายานได้

 อธิบายเปรยี บเทียบไตรลักษณ์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกบั มหายาน
ได้
ขอบข่ายของเนื้อหา

 ความหมายของไตรลักษณ์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกบั มหายาน
 ความสาคญั ของไตรลักษณ์ในทศั นะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายาน
 องค์ประกอบของไตรลักษณใ์ นทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกบั มหายาน
 แนวทางปฏิบัติเพ่ือเข้ารู้แจง้ ไตรลักษณ์ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับ

มหายาน
 เปรยี บเทยี บหลกั ไตรลกั ษณใ์ นทัศนะของพระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายาน

๗๓

๕.๑ ความนา
หลักคาสอนทางพระพุทธศาสนามุ่งเน้นเร่ืองการดับทุกข์หรือการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จัก

ทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ให้พ้นจากความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ เรียกว่า “อวิชชา” อันเป็นเหตุให้
เกดิ ทกุ ข์จากกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง พระพุทธศาสนาสอนม่งุ เนน้ การศึกษาทาความ
เข้าใจ ด้วยการโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง (ธัมมวิจยะ) จนเห็น
รายละเอียดแจ่มแจ้งว่าสิ่งทั้งปวงเช่ือมโยงสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผล เห็นเหตุผลว่าสิ่งนี้มีสิ่งน้ี จึงมี อัน
เป็นไปตามกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท จนเห็นแจ่มแจ้งถึงลักษณะท้ังสามตามความเป็นจริงว่า
สรรพส่ิงในธรรมชาตเิ ปน็ ไปตาม กฎพระไตรลกั ษณ์ และสัตวโ์ ลกทเ่ี ปน็ ไปตามกฎแห่งกรรม ไตรลักษณ์
คอื สภาพท่ีเป็นปกตวิ ิสัยหรือเปน็ ไปตามธรรมชาติ หรืออาจเรียกว่าเปน็ ทฤษฎีแห่งความเหมาะเหมือน
(the law of identity) เพราะทุกสิ่งบนโลกจะอยู่ในกฎหรือภาวะเช่นน้ีเหมือนกันทั้งหมด ไตรลักษณ์
จงึ เปน็ หลักสจั ธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ม่งุ สอนให้เขา้ ใจชวี ิตท่ีเป็นไปตามธรรมดาตามความเป็นจริง
ทาให้ตระหนักรู้ และเกิดความเข้าใจวา่ ชีวิตเป็นอย่างไร เกิดความรู้เท่าทัน และรับรู้ต่อทุกอาการของ
การปฏบิ ตั ติ น

พระพุทธศาสนามหี ลักสัจธรรมหรือคาสอนทสี่ าคัญสาหรบั พุทธศาสนิกชนอยู่เปน็ จานวนมาก
โดยไตรลักษณ์เป็นหลักคาสอนท่ีสาคัญประการหนึ่งที่มุ่งให้ระลึกถึงความเป็นปกติธรรมดาของสรรพ
ส่ิงบนโลก สอดรับกับคาว่าเกิดข้ึน ต้ังอยู่ และดับไป เป็นอาการสามัญของทุกสรรพสิ่งท้ังนามธรรม
และรปู ธรรม ฉะน้ัน การเลือกใชห้ ลักธรรมในพทุ ธศาสนาทเ่ี หมาะกบั ผลท่จี ะได้สงิ่ ทพี่ งึ ปรารถนาอย่าง
ถกู ตอ้ ง ดว้ ยความไม่ประมาทในชวี ติ

๕.๒ หลักคาสอนเรื่องไตรลักษณ์ในพทุ ธศาสนาเถรวาท
หลักคาสอนท่ีสาสอนทางพระพุทธศาสนามีอยู่มากมาย หลักธรรมท่ีสาคัญอยู่ประการหน่ึง

คือ หลักคาสอนที่แสดงพ้ืนฐานความเข้าใจในสรรพส่ิงว่าสรรพสิ่งท้ังหลายน้ันต้องมีการเปล่ียนแปลง
อยู่เสมอ น่ันคือหลักคาสอนเร่ืองไตรลักษณ์ การศึกษาหลักไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนามีประเด็น
ควรศึกษาคือ ความหมาย ความสาคัญ องคป์ ระกอบ และแนวทางการรู้แจ้งในไตรลักษณ์ ดังน้ี

๕.๒.๑ ความหมายของไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะสาม อาการท่ีเป็นเครื่องกาหนดหมายให้รู้ถึงความ

จริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างน้ันๆ๑๒๗ ได้แก่ ความไม่เทียง (อนิจจตา) ความเป็นทุกข์
(ทุกขตา) ความเป็นของไม่ใชต่ น (อนัตตตา) ลักษณะทั้ง ๓ เหล่านี้ มีแก่ธรรมท่ีเปน็ สังขตะคือสง้ ขาร
ทั้งปวง เป็นสามัญเสมอกัน จึงเรียกว่าสามัญลักษณะ หรือ สามัญลักษณ์ (The Common
Characteristics) ไม่สามัญแก่ธรรมที่เป็นอสังขตะ อันได้แก่วิสังขาร ซึ่งมลักษณะเฉพาะที่ ๓ คือ
อนัตตาอย่างเดียว ไม่มีลักษณะ ๒ อย่างต้น ลักษณะทั้ง ๓ เหล่าน้ีปรากฏอยู่ตามธรรมดาท่ีแน่นอน

๑๒๗ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ปอ.ปยุตฺโต).พจนานกุ รมพทุ ธศาสตรฉ์ บบั ประมวลธรรม.พิมพค์ รงั้ ที่ ๑๗.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .๒๕๕๑), หนา้ ๑๑๙.

๗๔

เป็นไปตามกฎธรรมชาติ๑๒๘ ปรากฏการณ์ท้ัง ๓ ประการน้ันเป็นสิ่งท่ีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
อย่างยิง่ ในตัวเราเป็นส่ิงสาคญั ทีส่ ดุ พระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณาหลักธรรมหวดน้โี ดยให้มนุษย์ทุก
คนไดศ้ ึกษาจากรา่ งกายของตนเองเป็นสาคัญมากกว่าสิง่ อ่นื

คาว่า ไตรลักษณ์ มาจากคา ๒ คือ คาว่า ไตร + ลักษณะ ภาษาบาลีว่า ติ+ ลกฺขณานิ คาว่า
ไตร หรือ ติ แปลว่า ๓ คาว่า ลักษณะ หรือ ลกฺขณานิ แปลว่า อาการ หรือ ลักษณะ ดังน้ัน เมื่อนาคา
ทั้งสองมารวมเข้ากันแล้วก็จะได้ คาว่า ไตรลักษณ์ หรือ ติลกฺขณานิ ซึ่งแปลว่า ลักษณะ ๓ อย่างคือ
อนิจจัง ความไม่เท่ียง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
(Three Characteristics of Existence) แปลว่า ลักษณะ ๓ อย่าง ซ่ึงหมายถึง ลักษณะของสิ่ง
ท้ังหลาย ท้งั ทีเ่ ปน็ สังขตธรรมและอสงั ขตธรรม๑๒๙

๕.๒.๒ องค์ประกอบของไตรลักษณ์
ไตรลกั ษณห์ รอื ลกั ษณะท่เี ปน็ สามญั ทัว่ ไป ๓ ประการ คือ ความไม่เท่ยี ง ความเปน็ ทกุ ข์ ความ
มิใช่ตัวตน สังขารท้ังปวงไม่เท่ียง เรียกตามคาบาลีว่า เป็น อนิจจะ แต่ในภาษาไทยนิยมใช้คาว่า
อนิจจังหมายถึง สิ่งที่ไม่เท่ียง ภาวะที่เป็นอนิจจัง นั้น เรียกเป็นคาศัพท์ตามบาลีว่า อนิจจตา หมายถึง
ลักษณะที่แสดงถึงความไม่เที่ยง เรียกเป็นศัพท์ว่า อนิจจลักษณะ สังขารท้ังหลายเป็นทุกข์ ใน
ภาษาไทย บางที่ใช้อย่างภาษาพูดว่า ทุกขัง เป็นทุกข์ เป็นของคงทนอยู่มิได้ มีสภาวะแหง่ ความบบี คนั้
ขัดแย้ง หรือภาวะที่เป็นทุกข์น้ัน เรียกเป็นคาศัพท์ตามบาลีว่า ทุกขตา หมายถึงลักษณะท่ีแสดงถึง
ความเป็นทุกข์เรียกเป็นศัพท์ว่า ทุกขลักษณะ ความเป็นของมิใช่ตัวตน ภาวะท่ีเป็นอนัตตาน้ันเรียก
เป็นคาศัพท์ตามบาลีว่า อนัตตตา หมายถึงลักษณะท่ีแสดงถึงความเป็นอนัตตา มิใช่ตัว มิใช่ตน เรียก
เป็นคาศัพท์ว่า อนัตตลักษณะ ลักษณะเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจา้ ทรงตรัสรู้แลว้ เผยแผ่ ดังข้อความ
ทป่ี รากฏใน พระสุตตนั ตปิฎกท่ี องั คุตตรนิกาย เอกก ทุก ติกนบิ าตร วา่

“ภกิ ษทุ งั้ หลาย ตถาคตเกดิ ขึ้นกต็ าม ไมเ่ กิดขึน้ ก็ตาม ธาตุนั้นคือ
ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น
ตถาคตรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึง
บอก แสดง บัญญัติ กาหนดเปิดเผย จาแนก ทาให้ง่ายว่า “สังขารทั้งปวง
ไม่เที่ยง” ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดข้ึนก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตาม
ธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงต้ังอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้ บรรลุธาตุ
น้ันว่า “สังขารท้ังปวงเป็นทุกข์” คร้ันรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ
กาหนด เปิดเผย จาแนก ทาให้ง่ายว่า “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์” ตถาคต
เกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดข้ึนก็ตาม ธาตุน้ันคือความต้ังอยู่ตามธรรมดาความ
เป็นไปตามธรรมดากค็ งตั้งอยู่อยา่ งน้ัน ตถาคตรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า “ธรรมทั้ง

๑๒๘ เร่ืองเดียวกนั , หนา้ ๘๙.

๑๒๙ พระมหาสทุ ัศน์ จนทฺ โสภโณ (ดษิ ฐ์สุนนท)์ . การศกึ ษาคาสอนเรือ่ งไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนาเถร
วาท. (วิทยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย. ๒๕๔๙), หนา้ ๑๒.

๗๕

ปวงเป็นอนัตตา” ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ กาหนด เปิดเผย
จาแนก ทาให้ง่ายวา่ “ธรรมทัง้ ปวงเปน็ อนัตตา”
หลักคาสอนเร่ืองไตรลักษณ์ท่ีพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้นั้นให้พิจารณารูป อัน
หมายถึงร่างกายที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน น้า ไฟ และลม เป็นสาคัญว่ามี
ลักษณะ ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นถือว่าส่ิงทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่างๆ มา
ประชุมกันเข้าหรือการรวมตวั เข้าด้วยกนั ของส่วนประกอบต่างๆ การอธิบายนัยน้ีเปน็ เพียง
การอธิบายเพ่ือให้เข้าใจง่ายๆ เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วส่ิงทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกรดแส
สว่ นประกอบแต่ละอยา่ งๆ ลว้ นประกอบขน้ึ จากสว่ นประกอบอ่ืนๆ ยอ่ ยลงไป แต่ละอย่าง
ไม่มีตัวตนของมันอิสระ ล้วนเกิดดับต่อกันเรื่อยไป ไม่เท่ียง ไม่คงท่ี กระแสน้ีไหลเวียน
หรือดาเนินต่อไป ความเป็นไปต่างๆ ทั้งหมดน้ีเป็นไปตามธรรมชาติ อาศัยความสัมพันธ์
และความเป็นปัจจยั เนอื่ งอาศัยกันของส่งิ ทั้งหลายเอง ไม่มีตัวการอย่างอื่นที่นอกเหนือไป
ในฐานะผู้สร้างหรือผู้บันดาล จึงเรียกเพื่อเข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นกฎธรรมชาติ๑๓๐
องคป์ ระกอบของไตรลักษณ์ ๓ ประการ ดงั น้ี
๑) อนิจจตา (Impermanence) หมายถึงความไม่เท่ียง ความไม่คงท่ี ความ
ไม่ยั่งยืน ภาวะท่ีเกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป หรือเกิดข้ึนแล้วไม่สามารถคงอยู่ได้ ต้อง
เสื่อมสลายไปเปล่ียนแปลงไปตลอดเวลา อนจิ จตาหรอื ความไม่เทีย่ งนั้นเปน็ พื้นฐานรองรับ
ความจริงของสรรพสงิ่ วา่ ไม่เทย่ี ง ซึ่งสรรพส่งิ นัน้ มลี ักษณะ ๔ ประการ คอื

(๑) อุปฺปาทวยปฺปวตฺติโต คือ เป็นไปโดยการเกิดและการสลาย เกิด
ดับๆ มีแลว้ กลับไม่มี

(๒) วิปริณามโต คือ เป็นสิ่งแปรปรวน เปลี่ยนแปลงสภาพอยู่
ตลอดเวลา

(๓) ตาวกาลกิ โต คอื เป็นสง่ิ ท่อี ยู่ไดช้ ่วั คราว อยู่ได้ชั่วขณะ
(๔) นิจฺจปฏิกฺเขปโต คือ แย้งต่อความต่อความเที่ยงหรือปฏิเสธความ
เท่ียงแท้
อนิจจลักษณะทั้ง ๔ นั้นถ้าบุคคลรู้จักสังเกตพิจารณา จะพบว่าสรรพส่ิงมีการ
เปล่ยี นแปลงอย่างต่อเนื่อง สมา่ เสมอตลอดเวลา แตโ่ ดยมากแลว้ บุคคลท่วั ไปมักมองข้าม
เชน่ เด็กท่เี จริญเติมโตขน้ึ จนเปน็ หนุ่มสาว แก่ และตายในทส่ี ุดโดยท่ัวไปเราจะเห็นได้ว่า
เป็นบุคคลเดียวกัน แต่ถ้านารูปถ่ายสมัยเด็ก หนุ่มสาว แก่ มาเปรียบเทียบกันจะเห็น
ความเปล่ียนแปลงอยา่ งต่อเนื่องไดช้ ดั เจน สรรพสิ่งในโลกกม็ ลี ักษณะเช่นเดียวกัน
๒) ทกุ ขตา (Stress and Conflict) คอื ความเปน็ ทุกข์ ความเปน็ ภาวะไม่คงทน
ถูกกดดันให้เปล่ียนแปลงทุขณะมีการเกิดขึ้น และการแตกสลาย ซึ่งเป็นลักษณะของส่ิง

๑๓๐ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พทุ ธธรรมฉบับปรบั ปรุงขยายความ.(พิมพ์ครัง้ ท่ี ๑๕. กรงุ เทพฯ :
สหธรรมิก.๒๕๕๒), หนา้ ๖๗.

๗๖

ท้ังปวง ในหลกั คาสอนทพี่ ระพทุ ธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นหลกั ครอบคลมุ ความหมายท้ังหมด
ของทุกข์ในไตรลักษณ์ ในทุกขตานี้มีทกุ ขท์ ี่เกิดขน้ึ อยู่ ๓ ประการ คอื

(๑) ทุกขทุกขตาหรือทุกขทุกข์ คอื ทกุ ขท์ ่เี ป็นความรูส้ ึกทุกข์ หมายถึง
ความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจ ได้แก่ความเจ็บปวดทางร่างกาย ไม่สบายกาย
ไม่สบายใจ หมายถึงทกุ ขเวทนาน่ันเอง

(๒) วิปริณามทุกขเวทนา หรือ วิปริณามทุกข์ คือ ทุกข์เนื่องด้วย
ความผันแปร หมายถึง ความรู้สึกที่เราเรียกว่าสุขน่ัน ท่ีจริงคือการเปล่ียนแปลงระดับ
ความทกุ ขเ์ ทา่ นัน้ อกี นัยหน่ึงคือสขุ เวทนาก่อใหเ้ กิดทกุ ข์เพราะความผันแปรไปนัน่ เอง

(๓) สงั ขารทกุ ขตาหรือสังขารทกุ ข์ คือ ทกุ ขต์ ามสภาพสงั ขาร หมายถึง
สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่เกิดจากเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๕ ท้ังหมดเป็นทุกข์ เพราะเมื่อมี
การเกดิ ข้ึน และเสือ่ มสลายของปจั จัยตา่ งๆ ด้วยความจาเปน็ ไม่สามารถหลีกเลย่ี งได้ทา
ให้อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ความรู้สึกทุกจึงเกิดขึ้น สังขารทุกข์นี้จึงครอบคลุมความทุกข์ใน
ไตรลักษณ์

๓) อนัตตา (Soullessness หรือ Non-self) คือ ความไม่มีตัวตน ความไม่ใช่
ตวั ตน ไม่มเี จ้าของ ไม่อยใู่ นอานาจ ไมม่ ีใครบังคับควบคมุ ได้ แตข่ น้ึ อยู่กบั เหตุปัจจัย ซง่ึ
ลักษณะของอนตั ตาพระอรรถกถาจารยไ์ ดแ้ สดงไว้ ๔ ประการคอื

(๑) สุญญฺ โต หมายถึง เป็นสภาพวา่ งเปลา่ คอื วา่ งเปล่าจากความเป็น
สตั ว์ บคุ คล ตัวตน เราเขา จากความเป็นนน่ั เปน็ น่ี ที่กาหนดหมายกันขึน้

(๒) อสสฺ ามกิ โต หมายถงึ เป็นสภาพไร้เจ้าของ ไม่มีตวั ตนของใครและ
ไม่เป็นของตนใดๆ คือไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เป็นของใครจริง ไม่เป็นตัวตนของใคร
หรอื ไมม่ ีตวั ตนของใคร หากแต่เป็นไปโดยเหตปุ ัจจยั

(๓) อวสวฺตนโต หมายถึง ไม่อยู่ในอานาจของใคร ไม่ข้ึนต่อใคร ไม่มี
ผู้มีอานาจใดบังคับได้หรือไม่มีใครบังคับได้ ไม่มีใครเป็นใหญ่เหนือใคร จะส่ังให้บังคับ
เปน็ ไปตามความปรารถนาไม่ได้ แตข่ ้นึ ต่อเหตปุ ัจจยั

(๔) อตฺตปฏิกฺเขปโต หมายถึง ขัดแย้งต่ออัตตา มีสภาวะท่ีปฏิเสธ
อัตตาอยใู่ นตวั ดาเนินไปตามเหตปุ ัจจยั ทส่ี ัมพนั ธ์กัน ไมม่ ีตวั ตนตา่ งหากแทรกแซงบงการ
อันใด แต่การท่ีองค์ประกอบทั้งหลายสัมพันธ์กันดาเนินไปตามเหตุปัจจยั จึงไม่ตัวการอ่ืน
เข้ามาแทรกแซงบงการไดอ้ กี

ลักษณะของอนัตตตาน้ีมองไม่ค่อยเห็นเพราะความเป็นกลุ่มเป็นก้อนของหน่วย
รวมปดิ บงั ไว้ อนตั ตาจงึ ไมป่ รากฏ เชน่ กางเกงหากเราแยกเส้นด้ายออกจากกางเกงแล้ว
ความเปน็ กางเกงก็ไม่มี สงิ่ อืน่ ๆ รวมทงั้ มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน หากเราเอาหน่วยรวมออกไป
แล้ว ความเป็นอนัตตาก็จะปรากฏทันที ความเป็นอนัตตานี้ถ้าเรามองในตัวเราโดยเอา
หน่วยรวมแยกออกไปเช่นกบั กางเกง ความเปน็ อนัตตตาก็จะปรากฏทนั ที แตท่ ม่ี องไม่เห็น
เพราะมีส่ิงท่ีปิดบังไว้ไม่ให้เห็น ความเป็นอนิจจัง ทุกข์ และอนัตตานี้เป็นลักษณะสามัญ
ของสิ่งท้ังหลายแต่เราไม่สามารถมองเห็นได้เพราะมันเป็นเหมือนส่ิงที่คอยปิดบังซ่อนคลุม

๗๗

ไว้ ถ้าไม่ใสใ่ จพิจารณาอย่างถูกต้องก็ไมส่ ามารถมองเห็นได้ ส่ิงท่ปี ิดบังไตรลักษณ์ มีอยู่ ๓
ประการ คอื

๑) สนั ตตปิ ดิ บังอนิจจลกั ษณะ
คาวา่ สนั ตติ แปลวา่ การสืบต่อ หรือ ตอ่ เน่อื ง คือ การเกดิ ดับต่อเน่ืองกันไปโดย

อาการทีเ่ ปน็ ปัจจัยส่งผลแก่กัน ในทางรูปธรรม ทีพ่ อมองเหน็ อยา่ งหยาบ เช่น ผิวหนังทห่ี ลุดไปอันใหม่
ก็เกิดข้ึนมาแทน ชีวติ ของเราก็เช่นเดยี วกัน เพราะมิได้มนสิการหรือไม่ใสใ่ จพิจารณาอย่างถกู ต้อง ก็
มองไมเ่ ห็นเหมือนวา่ มนั ไม่มีการเปลีย่ นแปลงใด ๆ ท้ัง ๆ ท่ีชีวิตนน้ั มคี วามเกดิ ขึน้ และความแตกสลาย
ภายในอยู่ตลอดเวลา มีความเกดิ ดบั อยู่ทกุ ขณะ อยู่ทุกเมอื่ รวดเร็วมาก เพราะความรวดเรว็ ของการ
เกดิ ดบั จึงดเู หมือนเป็นการต่อเนอื่ งและไม่เหน็ การเปลี่ยนแปลงท่ีเป็นอนิจจงั ทาใหเ้ รามองเห็นว่า ส่งิ
นนั้ ๆ มนั คงที่ถาวร ลักษณะเชน่ น้ีเรยี กว่า สนั ตติ

(๒) อริ ยิ าบถปิดบงั ทุกขลักษณะ
คาว่า อิรยิ าบถ หมายถึง ทางแหง่ การเคลอื่ นไหว การเคล่ือนไหวทางกาย ได้แก่ ยนื เดิน นัง่
นอน กิน ด่ืม ทา พดู เป็นต้น การเคลื่อนไหวในอริ ยิ าบถตา่ ง ๆ ทาให้รา่ งกายของเรารู้สึกผ่อนคลายไม่
เครียด แตห่ ากเราอยู่ในอริ ยิ าบถใดอิริยาบถหนึง่ นาน ๆ จะเกิดความเครียดและร้สู ึกหงุดหงิดไมส่ บาย
เบอ่ื หนา่ ย และเกิดความปวดเมื่อยตามมาทนั ที เพราะอริ ิยาบถหรอื ความเคลื่อนไหวของรา่ งกาย
นั่นเองปดิ บงั ไว้น่ันเองทกุ ขลกั ษณะหรือความทกุ ขท์ เ่ี ปน็ อาการเราจึงมองไมเ่ ห็นหรอื ไม่ปรากฏ เพราะ
ถูกความทกุ ข์หรือทุกขตานัน่ เองครอบงา ทาให้เกิดการบบี คนั้ หรอื กดดนั ชีวติ เราให้เคลอื่ นไหว
ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา จะรูส้ ึกวา่ เวลาผา่ นไปอย่างรวดเรว็ หากเราอยู่ในอริ ยิ าบถใด
อริ ิยาบถหนงึ่ แต่เพยี งอิรยิ าบถเดิม จะรู้สกึ วา่ เวลาผ่านไปชา้ ลกั ษณะของอาการเชน่ นก้ี ็คอื ถูกทุก
ขลกั ษณะครอบงานนั่ เอง ดังน้นั การเปลยี่ นอริ ยิ าบถหรอื การเคลื่อนไหวทาให้คลายทกุ ข์ ใน
ความหมายที่แท้จริงก็คอื อริ ยิ าบถปิดบังทุกข์ไว้หากไมม่ ีมนสกิ ารไตร่ตรองพิจารณาอยา่ งถูกต้องก็มอง
ไม่เหน็ ตวั ทุกขลักษณะไดง้ ่าย ทง้ั ๆ ทตี่ ัวทกุ ขลกั ษณะดังกล่าวได้มีอยู่ในชีวิตนนั้ อยา่ งมากมาย

(๓) ฆนะปดิ บงั อนตั ตา
คาวา่ ฆนะ แปลว่า ก้อน, แท่ง คือความเป็นก้อน ความเป็นแท่งหรือความเป็นหนว่ ยรวม
ปดิ บังไว้ อนัตตลักษณะจงึ ไม่ปรากฏ ส่งิ ทงั้ หลายท่เี รยี กชอ่ื ตา่ งๆ ลว้ นเกิดจากส่วนประกอบท้ังหลายมา
รวบรวมปรงุ แต่ขน้ึ การรวมกลุ่มกนั ของส่วนประกอบต่างๆทกุ สว่ นกลายเป็นตวั ตนขึน้ มาเรียกกนั ว่าคน
บ้าง สตั ว์บา้ ง และมีชื่อเรียกเฉพาะไปอีกตา่ ง ๆ กันตามสมมุตบิ ัญญัติ เพราะความเป็นกลุ่มกอ้ นหรือเปน็
แทง่ นเี้ องทาใหผ้ ไู้ ม่ใส่ใจพิจารณาอยา่ งถูกต้องมองไม่เห็นความเปน็ อนัตตา ฆนสัญญา คือความสาคัญว่า
เปน็ ก้อนหรือความสาคัญว่าเป็นช้ินเป็นอันเป็นเครือ่ งบงั คับมิให้เรามองเห็นภาวะแหง่ อนัตตาและหลง
ไปตามสมมตุ ิบญั ญตั จิ นไม่สามารถมองเหน็ ความว่าง ความเปลา่ และความตรงกนั ข้ามกับสิง่ ท่เี รยี กวา่
อัตตา
ดังน้ัน หลักคาสอนเรื่องไตรลักษณ์นั้นเป็นการใช้เหตุและผล วิเคราะห์ถึงสภาพ
ความเปน็ จรงิ ของธรรมชาตแิ ละสรรพส่งิ มกี ารเปลย่ี นแปลงอยเู่ สมอ ไมม่ สี ิ่งใดมนั่ คง ไม่มี

๗๘

สิ่งใดที่มนุษย์ควรยึดม่ัน ถือมั่นแม้แต่ตนเอง๑๓๑ ไตรลักษณ์จึงเป็นหลกั ธรรมหมวดใหญท่ ี่
พระพุทธเจ้าทรงแสดงในรูปของกฎธรรมชาติเช่นเดียวกับหลักปฏิจจสมุปบาทซ่ึงจักได้
อธิบายในบทต่อไป

๕.๒.๓ ความสาคัญของไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์มีความสาคัญอย่างไร กฎของธรรมชาติในหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีมุ่ง
แสดงลกั ษณะอาการของสิง่ ทง้ั หลายท่ีปรากฏใหเ้ ห็นวา่ เป็นอยา่ งนั้น อาการท่ีปรากฏให้เหน็ ว่า ความ
ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ซ่ึงแสดงให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมท้ังหลาย เป็นไปตามเหตุ
ปัจจยั อย่างน้นั ตามธรรมดาของมนั เปน็ หลกั ธรรมท่ีอธิบายถึงสภาวธรรมท่ปี รากฏจรงิ ตามธรรมชาติ
เรียกอีกอย่าหนึ่งว่า “สามัญลักษณะ” หมายถึง ลักษณะท่ีเป็นสามัญคือร่วมกันหรือเสมอกัน
ลกั ษณะรว่ ม เชน่ ดีใจเปน็ ลกั ษณะเฉพาะของความสุข เสียใจเป็นลกั ษณะของความทุกข์ ความสุข
และความทุกข์ เป็นเวทนาเช่นเดียวกัน สภาวะทั้งสองจึงมีลักษณะร่วมกัน ซ่ึงลักษณะร่วมกันเป็น
“สังขตธรรม” แต่ไม่เป็น “อสังขตธรรม” ได้แก่นิพพาน ในบรรดาปรมัตถธรรมท้ังหลายท้ังปวงท่ีมี
อยู่จริงนัน้ แตล่ ะสิ่งแต่ละอยา่ งย่อมมีลักษณะอันผดิ แผกแตกต่างกันไป ตามชนดิ และตามประเภทของ
รูปธรรมนามธรรมนั้นๆ แต่ไม่ว่ารูปธรรม หรือ นามธรรมเหล่าใดก็ตาม ย่อมมีลักษณะอยู่อย่างหนึ่งที่
สอดคล้องต้องกัน ร่วมกันหรือเป็นทานองเดียวกันนี้ ทางพุทธศาสนาเรียกว่า “สามัญลักษณะ” และ
เรียกสามัญลักษณ์น้ีอีกนัยหนึ่งว่า “ไตรลักษณ์” ดังนั้น ประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องไตรลักษณ์ก็มี
สองลักษณะ คือ การรู้หลักไตรลักษณ์ตามตารากับการรู้แจ้งแก่ใจตัวเอง ว่ามันเป็นอย่างน้ันจริงๆ
เมื่อเราทราบความหมายของไตรลักษณ์แล้ว ใส่ใจพิจารณาไตรลักษณ์ด้วยปัญญาให้เหน็ ไตรลกั ษณ์ใน
ส่ิงต่างๆ ด้วยใจของเราเอง แม้จะไม่เห็นในข้ันญาณ แต่รู้ไว้ตามหลักของตาราก็ยังเป็นประโยชน์ต่อ
การดารงชีวิต เพราะเป็นอาหารทางจิตวิญญาณได้อย่างอัศจรรย์ จึงพอสรุปความสาคัญประโยชน์
ของไตรลักษณ์ไดด้ งั น้ี
๑. ประโยชน์ของการเรยี นรูเ้ รอื่ งอนจิ จัง เม่อื ไดเ้ รียนรคู้ วามไม่เที่ยงของส่ิงท้ังปวงแล้ว จะได้
ประโยชน์หลายประการดังน้ี

๑) ความไมป่ ระมาท ทาใหค้ นไม่ประมาทมวั เมาในวยั วา่ ยงั หนุ่มสาว ในความไม่มโี รค
และในชีวติ เพราะความตายอาจมาถึงเม่ือไรกไ็ ด้ไม่แนน่ อน ทาให้ไมป่ ระมาทในทรัพย์สนิ
เพราะคนมีทรัพย์อาจกลับเปน็ คนจนไดท้ าให้ไมด่ หู มิ่นผอู้ ่นื เพราะผู้ท่ีไร้ทรัพย์ ไร้ยศ ต่าตอ้ ย
กวา่ ภายหนา้ อาจมีทรพั ย์ มียศ และเจริญรุง่ เรอื งกว่ากไ็ ด้ เมื่อคดิ ได้ดงั นจี้ ะทาให้สารวมตน
ออ่ นน้อมถ่อมตนไมย่ โสโอหังวางท่าใหญ่ยกตนข่มทา่ น

๒) ทาให้เกิดความพยายาม เพ่ือท่ีจะก้าวไปข้างหน้า เพราะรู้ว่าถ้าเราพยายามก้าว
ไป
ข้างหน้าแล้วชวี ิตยอ่ มเปลย่ี นแปลงไปในทางท่ดี ี

๓) ความไม่เท่ียงแท้ ทาให้รู้สภาพการเปล่ียนแปลงของชีวิต เม่ือประสบกับสิ่งไม่
พอใจ

๑๓๑ วโิ รจ นาคชาตรี. พทุ ธปรชั ญาเถรวาท. (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๕๐), หน้า ๔๙.


Click to View FlipBook Version