๗๙
ก็ไม่ส้ินหวงั และเปน็ ทุกขไ์ ม่ปลอ่ ยตนไปตามเหตุการณ์นั้นๆ จนเกินไปพยายามหาทางหลกี เลีย่ ง
สิง่ ทีไ่ มด่ ี
๒. ประโยชนข์ องการเรียนรู้เรื่องทกุ ขัง เมอื่ ผใู้ ดได้เรยี นรูเ้ รื่องความทุกขแ์ ลว้ จะรูว้ า่ ความ
ทกุ ขเ์ ป็นของธรรมดาประจาโลกอย่างหนึ่งซง่ึ ใครๆ จะหลกี เลย่ี งได้ยาก ตา่ งกันก็แตเ่ พยี งรูปแบบของ
ทุกข์นั้น เม่ือความทุกข์เกิดข้ึนแก่ชีวิต ผู้มีปัญญาตรองเห็นความจริงว่าความทุกข์เป็นสัจธรรมอย่าง
หนึ่ง
ของชีวติ ชีวติ ย่อมระคนดว้ ยทุกขเ์ ปน็ ธรรมดา เมอื่ เหน็ เปน็ ธรรมดา ความยดึ ม่ันก็มีน้อย ความทุกข์
สามารถลดลงได้หรืออาจหายไปเพราะไม่มีความยึดม่ัน ความสุขท่ีเกิดจากการปล่อยวางย่อมเป็นสุข
อนั
บรสิ ุทธ์ิ
๓. ประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องอนัตตาการเรียนรู้เรื่องอนัตตา ทาให้เรารู้คามจริงของสิ่งท้ัง
ปวง ไมต่ ้องถูกหลอกลวงจะทาให้คลายตัณหา มานะ ทิฏฐิ ทาใหไ้ ม่ยดึ มนั่ เบากาย เบาใจ เพราะเรื่อง
อนัตตาสอนให้เรารู้ว่า สังขารทั้งปวง เป็นไปเพ่ืออาพาธ ฝืนความปรารถนา บังคับบัญชาไม่ได้อย่าง
น้อยที่สุดเราจะต้องยอมรับความจริงอย่างหน่ึงวา่ ตัวเราเองจะต้องพบกับธรรมชาติแห่งความเจ็บปวด
ความแกช่ ราและความตายจากครอบครัวและญาตพิ ่ีนอ้ งตลอดจนทุกส่ิงทุกอย่างและประโยชนท์ ่ีสูงสุด
ของการเหน็ พระไตรลกั ษณ์ในขันธ์ ๕ กค็ ือ ดงั ท่ีพระพุทธองคท์ รงตรัสความเป็นจรงิ อยา่ งน้ีว่า น่ันไมใ่ ช่
ของเรา เราไม่เป็นน่ัน นัน่ ไม่ใชอ่ ตั ตาของเรา เมอื่ เหน็ ด้วยปญั ญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างน้ี จิต
ย่อมคลายกาหนัด หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไมถ่ ือมั่น
ภิกษุท้ังหลาย ถ้าจิตของภิกษุคลายกาหนัดจากรูปธาตุ
เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุวิญญาณธาตุ ก็เป็นจิตท่ีหลุด
พ้นแล้วจากอาสวะท้ังหลายเพราะไม่ถือมั่น เพราะหลุดพ้นจึงตั้ง
มั่น เพราะต่ังมั่นจึงสันโดษ เพราะสันโดษจึงไม่สะดุ้ง เม่ือไม่สะดุ้ง
ยอ่ มดับไปเอง ภกิ ษนุ น้ั ร้ชู ดั ว่า ชาติสน้ิ แล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทากิจที่ควรทาเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอ่ืนเพ่ือความเป็นอย่างนี้อีก
ตอ่ ไป”๑๓๒
เมื่อพิจารณาถึงการรู้หลักหรือกฎของพระไตรลักษณ์น้ีแล้ว ก็จะเข้าใจได้ว่า ทาให้บุคคลผู้ได้
ศกึ ษาหรอื เรยี นรู้แล้วนาไปปฏบิ ตั ิได้เหน็ ผลทงั้ ๒ สว่ นคือ
ส่วนท่ี ๑ ได้เห็นถึงสภาพของสรรพส่ิงว่าล้วนแต่เป็นการสมมติกันขึ้นมา ทั้งการกิน การ
เป็นอยู่ การดาเนินชีวิต ยอมรับความเป็นไปตามสภาวะนั้นๆ ได้ เพราะว่าบุคคลหรือสังคมท่ัวๆ ไป
ล้วนแล้วแตท่ าตามกฎหรือระเบียบที่สังคมกาหนดขึ้น และมีพุทธธรรมคือหลกั คาสอนเรื่องไตรลกั ษณ์
เป็นเคร่ืองช่วยในการดาเนนิ ชีวติ ถึงแม้ว่ามีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย การพรัดพราก สูญเสีย ดีใจ เสียใจ
ความสุข ความทุกข์ ความกระวนกระวาย ความคับแค้นใจ ความเศร้าโศกเสียใจ ก็จะพอระงับได้เป็น
บางครั้งบางคราว ความสขุ ความทกุ ข์ ดีใจ เสยี ใจเหล่าน้นั พอจะบรรเทาหรอื ระงับไดบ้ ้าง
๑๓๒ ส.ข. (ไทย) ๑๗/๔๕/๖๒.
๘๐
ส่วนท่ี ๒ เม่ือผู้ใดได้เรียนรู้ศึกษาหลักคาสอนเรื่องพระไตรลักษณ์อย่างลึกซึ้งเข้าใจอย่างแจ่ม
ชัด แล้วนาไปปฏิบัติอย่างจริงจังน้อมนาใส่ใจโดยโยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาโดยแยบคาย
ละเอียดถี่ถ้วน ก็จะรู้ได้ว่า สังขารหรือสรรพสิ่งทั้งหลาย ท้ังที่เป็นรูปธรรม นามธรรม ล้วนแล้วแต่ตก
อยู่ในความไม่เท่ียง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ควรท่ีจะเข้าไปยึดม่ันถือมั่น ว่า น่ันเป็นของเรา เรา
เป็นนั่น เราเป็นนี่ ทุกส่ิงทุกอย่าง ล้วนมีแล้วกลับไม่มี ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา เป็นแต่เพียงธาตุ
๔ ขันธ์ ๕ หรือ รูปกับนาม มารวมกันเข้าเท่าน้ันเอง ผู้ที่เข้าไปยึดมั่นยึดติด ว่าดี ว่าสวย ว่างาม ว่าสุข
หลงใหลในสิ่งเหล่าน้ัน มีแต่จะทาให้เดือดร้อนใจทุกข์เปล่าๆ ยิ่งเม่ือมีการสูญเสีย พรัดพรากจากสิ่งที่
ตัวเองหลงใหลยึดถืออยู่ ยิ่งจะมีความทุกข์ โทมนัสมาก แต่เม่ือพิจารณาถึงความจริงแล้ว คลายความ
ยึดมั่นถือมั่น ก็จะคลายความเศร้าโศกเสียใจได้สาหรับบุคคลทั่วไป และสาหรับผู้ปฏิบัติอย่างจริงจัง
เพ่ือจะละจากอาสวะกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง พิจารณาถึงขันธ์ ๕ โดยแยบคายว่าไม่
เท่ียงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียง รูป นาม จิตก็จะหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสเข้าถึง
ความเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา อย่างน้ีท่ีว่าประโยชน์ของการเห็นไตรลักษณ์อย่าง
แทจ้ ริง๑๓๓
๕.๒.๔ แนวทางการรแู้ จง้ ในไตรลักษณ์
แนวทางการรู้แจ้งไตรลักษณ์ว่า ส่ิงท้ังหลายทั้งปวง (สังขาร-ส่ิงปรุงแต่งทั้งหลาย) ล้วนเป็น
สภาวธรรม (ธรรมชาติ) อันเป็นเช่นน้ีเอง อันล้วนเกิดแต่มีเหตุ มาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน มาประชุม
ปรุงแต่งกันช่ัวขณะระยะหนึ่ง เพราะเกิดแต่เหตุมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ต้องอาศัยเหตุปัจจัย
หลายๆ เหตุปัจจัย มาประชุมเก่ียวเน่ืองสัมพันธ์กัน เพียงแลดูประหนึ่งส่ิงๆ เดียวกัน แต่มิใช่สิ่งๆ
เดยี วกันอย่างแท้จรงิ ดงั นั้นสงั ขารท้ังหลายทัง้ ปวงจงึ มีความไม่สมบูรณ์ในตวั เองซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ มี
แรงเค้น แรงดูด แรงผลักฯ กล่าวคือ มีแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาต่างๆ นาๆ แอบแฝงอยู่ในสังขาร
น้ันๆ อันก่อให้เกิดสภาวธรรมหรือสภาวะแห่งธรรมชาติอันย่ิงใหญ่ จึงล้วนเป็น “อนิจจัง” มีความไม่
เท่ียง มีอันต้องแปรปรวนเปล่ียนแปลงไปเป็นอาการธรรมดา ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตาม
ปรารถนาได้ตลอดไป เพียงดูประหนึ่งสามารถควบคุมบังคับได้ในบางเหตุปัจจัย จึงก่อให้เกิดมายาจิต
หลงคิดหลงยึดว่าอยู่ภายใต้อานาจ สามารถควบคุมได้ แต่แท้จริงแล้วไม่สามารถควบคุมได้อย่างจริง
แท้แน่นอน ต้องแปรปรวนไปตามสภาวะแห่งธรรมชาติอย่างจริงแท้แน่นอนจึงล้วนเป็น “ทุกขัง” มี
ความคงทนอยู่ไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ เม่ือมีการแปรปรวนจึงมีอาการเส่ือมไปเป็นอาการธรรมดา และถึง
ภาวะต้องดับไปเป็นที่สุดจึงล้วนเป็น “อนัตตา” ไม่มีตัวไม่มีตน ที่เป็นแก่น เป็นแกน เป็นสาระอย่าง
แท้จริงได้ตลอดไป กล่าวคือ ตัวตนของตนน้ัน ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยหลากหลายอันเป็นสภาวะ
ธรรมชาติ มาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน อันเก่ียวเน่ืองสัมพันธ์กันชั่วแค่ระยะหน่ึง ดุจด่ัง
เงา เมื่อเหตุปจั จยั ตา่ งๆเหล่านน้ั มอี ันตอ้ งแปรปรวน เสอ่ื ม และดบั ไป ดังน้ันตวั ตนของตนทหี่ ลงยึดม่ัน
ถือมั่นพึงพอใจท้ังในสุขและในทุกข์ ก็ต้องแปรปรวน เส่ือมและดับไปตามเหตุปัจจัยเหล่าน้ันเป็นที่สุด
ด้วยเหตุเพราะอนิจจังความไม่เที่ยง ทุกขังความคงทนอยู่ไม่ได้ ต้องเสื่อมและดับไป และอนัตตาไม่มี
๑๓๓ พระมหาสุทศั น์ จนฺทโสภโณ (ดษิ ฐ์สุนนท์). การศึกษาคาสอนเร่อื งไตรลกั ษณใ์ นพระพุทธศาสนาเถร
วาท. ๒๕๔๙.หน้า ๑๐๓-๑๐๔
๘๑
ตัวตนเป็นแก่นแกนอย่างแท้จริง เหตุเพราะควบคุมบังคับไม่ได้ตามปรารถนาอย่างจริงแท้แน่นอน จึง
เปน็ ทกุ ข์ถา้ ไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยดึ ด้วยอปุ าทานความพงึ พอใจ เพราะความไมส่ มปรารถนาใน
ที่สุดนั่นเองพระไตรลักษณ์ เป็นกฎธรรมชาติอันย่ิงใหญ่และล้ีลับ ที่แสดงถึงพระปรีชาญาณขององค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปิดของท่ีคว่าอยู่ คือ สภาวะธรรมชาติอันลี้ลับ โดยเฉพาะเรื่องของ
การนามาใช้ในการดับทกุ ข์ อันยากต่อการหยงั่ รู้อย่างแท้จริง เปิดหงายข้ึนแสดงแก่ชาวโลก ทรงแสดง
พระไตรลักษณ์อันเป็นสภาวะแห่งธรรมชาติของสิ่งท้ังหลายท้ังปวง อันเกิดแต่เหตุปัจจัยล้วนสิ้นและ
ต่างล้วนอยู่ภายใต้อานาจของ อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตา เป็นธรรมที่ใช้ดับ คือ นาออกและละเสียซึ่ง
อุปาทานในข้นั ปญั ญา ดังมีพุทธพจน์ตรสั สอนไวด้ งั นี้
สงั ขารทัง้ ปวง ไม่เทยี่ ง (อนจิ จัง-อนิจจตา)
สังขารทง้ั ปวง เปน็ ทกุ ข์ (ทุกขัง-ทกุ ขตา)
ธรรมทง้ั ปวง เปน็ อนตั ตา (อนัตตา-อนตั ตตา)
คาสอนเรื่องลักษณะ ๓ ประการนี้ มีวิธีที่จะประพฤติปฏิบัติเพ่ือให้เห็นแจ้งมากมายหลาย
อย่างหลายวธิ ีดว้ ยกัน แต่ถ้าเอาผลของการปฏิบตั ิจนเหน็ แจง้ ในส่ิงเหล่าน้ีเปน็ หลักแล้ว เราจะพบวา่ มี
ขอ้ ทส่ี ังเกตไดง้ ่ายๆ ข้อหนึ่ง คือ การเหน็ อนิจจฺ ทุกขฺ อนตฺตา น้นั ตอ้ งเป็นการเหน็ จนรสู้ ึกวา่ ไม่มอี ะไร
ที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรท่ีน่าอยากน่าปรารถนาในทางท่ีจะเอา จะมี จะได้ จะเป็น ซ่ึงจะมองเป็นข้อสรุป
ส้ันๆว่า “ไม่มีอะไรท่ีน่าเอา ไม่มีอะไรท่ีน่าเป็น” นี้เป็นความหมายกะทัดรัดที่สุดในการเห็น อนิจฺจ
ทุกฺข อนตฺตา แม้คนที่ไม่เคยได้ยินคาว่า อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตา มาแต่กาลก่อนก็อาจเห็น อนิจฺจ ทุกฺข
อนตฺตา ได้โดยไมร่ สู้ ึกตวั คอื เม่ือท่านไดม้ องเห็นหรือเข้าใจในส่ิงตา่ งๆ กต็ าม หรือในความมคี วามเป็น
ก็ตาม ว่าเป็นความหลอกลวง เป็นมายา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ด้วยการมองชีวิตจิตใจท้ังหมดทั้งส้ิน
จริงๆ อยา่ งนแี้ ล้ว นนั่ แหละ คือ การเห็น อนิจจฺ ทกุ ขฺ อนตฺตา อยา่ งถกู ต้องของทา่ น ส่วนคนที่ทอ่ งบ่น
อนิจฺจ ทุกขฺ อนตฺตา อยู่ทง้ั เช้าทั้งเยน็ กลางวนั กลางคืน หลายร้อยหลายพนั ครั้งมาแล้ว ก็ไมอ่ าจเห็นได้
เพราะไม่ใช่ เป็นวิสัยท่ีจะเห็นได้ด้วยการฟัง การท่องบ่น หรือแม้ด้วยการคานึงคานวณตามหลัก
เหตุผล๑๓๔
ข้อควรสงั เกตก็คอื ลักษณะทั้ง ๓ ประการ เป็นของทตี่ ัง้ อยเู่ องตามธรรมชาตเิ ป็นกฎธรรมชาติ
ที่ท่ีไม่เนื่องด้วยพระพุทธเจ้าโดยตรงแต่เป็นเร่ืองของธรรมชาติโดยเฉพาะพระพุธเจ้าเป็นแต่เพียงผู้
ค้นพบกฎอนั น้ี และทราบหนทางที่ถูกต้องท่ีพึงปฏิบตั ิต่อส่ิงเหล่านั้นในลักษณะท่ีจะไมท่ าให้เกิดความ
ทกุ ขข์ ้นึ แตน่ างตรงกนั ข้ามเม่ือผู้ใดไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็นความเป็นจริงของลักษณะท้ังสามน้ีแลว้ ก็
จะตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติแห่งการเวียนว่ายตายเกิดซ่ึงนางพระพุธศาสนาเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
น่ันเอง
๕.๓ หลักคาสอนเรือ่ งไตรลักษณใ์ นพทุ ธศาสนามหายาน
พระพุทธศาสนามหายานมีอุดมคติคือสอนให้ทุกคนบาเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์เพ่ือท่ีจะได้
ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ มหายานจึงหยิบยกเรื่องพระสัตว์ขึ้นมาอธิบายเป็นพิเศษ
๑๓๔ พทุ ธทาสภิกขุ, คมู่ อื มนุษย์ฉบบั สมบรู ณ,์ พิมพ์ครง้ั ที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พส์ ขุ ภาพใจ,
๒๕๔๑),
หน้า ๔๔-๔๕.
๘๒
โดยเนน้ เรอ่ื งบารมเี ป็นสาคญั ทก่ี ลา่ วมามใิ ช่วา่ พระพุทะศาสนาฝ่ายมหายานไม่มเี รอ่ื งของไตรลักษณ์ก็
หาไม่หากเป็นเพียงการหยิบเอาหลักธรรมข้ึนเป็นจุดเด่นเท่าน้ันเอง ดังนั้นในประเด็นนี้ผู้เขียนจึงขอ
หยิบยกเอาหลักธรรมของมหายานฝ่ายศูนยตวาทิน คือปรัชญาซ่ึงปรมาจารย์ชื่อว่านาคารชุนเป็นผู้
ประกาศความคิดหลักศนู ยตะอยา่ งพิศดารซึ่งคลา้ ยกับหลักอนัตตาในฝา่ ยเถรวาท
เดิมท่ีเดียวพระพุทธศาสนาในยุคแรก กล่าวคือสมัยพุทธกาลน่ันเอง พระพุทธองค์ทรง
ประกาศความจริงท่ีตรงกันข้ามกับทัศนะของพราหมณ์ที่มีความเชื่อว่า มีอัตตาหรืออาตมัน ดังที่พระ
พุทธองคท์ รงแสดงพระสตู รช่อื ว่าอนัตตลกั ขณสูตร และพระสตู รอื่นๆ อกี มากมาย
สมัยหลังพุทธกาล พระพุทธศาสนามีการแตกแยกความคิดเห็นออกไปมากมาย แม้จะเห็น
รว่ มกนั ในหลกั คาสอนของพระพทุ ธองคแ์ ตก่ ลบั ตีความหลักคาสอนในภาวะนามธรรม เชน่ ความหลดุ
พ้นหรือธรรมชาติของสิ่ง แตกต่างกันไปโดยสามารถจาแนกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่โน้มเอียงไป
ในทางยืนยีนภาวะ (บางอย่าง) กับฝ่ายปฏิเสธ๑๓๕ สมัยหลังนี้ภิกษุได้สนใจในปัญหาทางตรรกวิทยา
และอภิปรัชญามากขึน้ อนั นาไปสู่การก่อกาเนิดนิกายต่างๆ ขน้ึ ในพระพทุ ธศาสนาและทาให้เกิดการ
อธิบายหลักการของหลักคาสอนดั้งเดิมผิดแปลกออกไป โดยเฉพาะหลักการเรื่องความเป็นอนัตตา
หรือความไม่มีอัตตา ได้มีการอธิบายและตีความจนกลายเป็นลัทธิที่ถืออัตตาแนวใหม่ขึ้นมา เช่น
นิกายสรวาสติกวาท ถือว่า ในนิพพานมีสภาวะของนิพพานอยู่เป็นต้น และแนวคิดใหม่ๆต่างๆ ท่ี
เกิดขึ้นได้กลายเป็นความขัดแย้ง เพราะการยึดถือในความคิดทางปรัชญาของตนว่าเป็นความคิดท่ี
ถูกต้องโดยต่างกม็ เี หตผุ ลเปน็ ของตนเองชว่ งเวลาน้ัน
เดิมทีเดียวพระพุทธศาสนาปฏิเสธแนวคิดเรื่องอัตตา (ตัวตน) ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา
เขา แต่ยอมรับความมีอยู่แห่งขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ฯลฯ ซึ่งรวมเรียกว่าสัตว์บ้าง บุคคล
บ้าง แต่พุทธศาสนามหายานปฏิเสธทั้งหมดเลยทีเดียว คือทั้งบุคคลและธรรม ยืนยันว่าท้ังบุคคล
และธรรมเป็นสุญญตาเหมือนกัน เรียกว่าบุคคลสุญญตาและธรรมสุญญตา นี่คือลักษณะสาคัญ
ประการแรกของมหายาน คอื ปฏิเสธอนั ติมสัจจะ คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น ซึ่งพทุ ธศาสนา
ด้ังเดิมยอมรบั วา่ เป็นสิ่งมีอยจู่ รงิ ฝา่ ยเถรวาทจะยอมรับเร่ืองขนั ธ์ ธาตุ อายตนะ แต่ก็ให้พจิ ารณาขันธ์
ธาตนะ ๑๒ โดยความไม่มีเทียง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เป็นอันแสดงธรรมสุญญตาไปในตัวด้วย
เชน่ กนั ๑๓๖
ราวพุทธศตวรรษท่ี ๖ ปรัชญาศูนยตะวาทินของท่านนาคารชุน ผู้เป็นนักปรัชญาและนัก
ตรรกวทิ ยาทยี่ งิ่ ใหญ่มีความเป็นอัจริยภาพดา้ นพทุ ธปรัชญา ซ่งึ มคี วามเห็นว่าปรชั ญาทั้งหลายเหล่าน้ีมี
ความขดั แย้งกันเอง จงึ ไดม้ ีการวเิ คราะห์ระบบความคิดทางปรัชญาใหม่ และได้สรุปว่าทศั นะทุกอย่าง
เป็นสุญญตาคือว่า เพ่ือท่ีจะไม่ได้ข้องติดอยู่กับแนวความคิดท่ีสุดโต่ง คือ อัตถิตา คือลัทธิที่ถือว่า
อัตตามอี ยู่ซง่ึ เปน็ สัสสตทฏิ ฐิ และนตั ถติ า คือลัทธิทถี่ ือว่าอัตตาขาดสูญ ในการพจิ ารณาปญั หาเหล่านี้
๑๓๕ สมุ าลี มหาณรงค์ชยั . พุทธศาสนามหายาน. (พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๒. กรุงเทพฯ: ๒๕๕๐), หน้า ๖๗-๖๘.
๑๓๖ วศิน อินทสระ. ตรรกศาสตรพ์ ทุ ธศาสนา. (พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรงุ เทพฯ: เม็ดทราย. ๒๕๔๘), หนา้ ๓๗-
๓๘.
๘๓
ท่านนาคารชุนได้ให้หลักมัชฌิมาปฏิปทาหรือปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมสาหรับวิเคราะห์แนวคิด
ทง้ั หลาย๑๓๗
ศูนยตวาทินถือว่าสังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี โดยสภาพปรมัตถ์แล้ว ย่อมมีภาวะเดียว
คือศูนยตะ แต่ส่วนโลกิยสมมติแล้ว ก็ย่อมรับรองตามบัญญัติว่ามีนั่นมีนี่ บุญบาปสัตว์บุคคล
แม้กระทงั่ พระนริ วาณ วา่ โดยกิยะแตกตา่ งกันจริง แตเ่ มอื่ วา่ โดยปรมัตถ์แล้ว มสี ภาพเทา่ กันหมดคือ
สญู (สรวฺ มฺ ศนู ฺยมฺ) ศูนยตวาทนิ ไม่กล่าวถึงมูลการณธของโลก ในฐานะเป็นภาวะอันมีอยู่เป็ฯอยู่โดย
ตวั มนั เอง ซงึ่ เปน็ พุทธมตดิ ั้งเดมิ ในขอ้ วา่ สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า น่ันเอง๑๓๘
ศูนยตวาทินหรือเรียกอีกอย่าหนึ่งว่าซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือปรัชญามาธยมิก เป็นสานักที่ให้
ความสาคัญกับหลักศูนยตา สานักน้ีมีพระสูตรท่ีสาคัญอันเป็นพ้ืนฐานความคิดของท่านนาคารชุน
เช่น มหาปรัชญาปารมิตาสตู ร วิมลเกียรติทิเทศสูตร สุรางคสมาธิสูตร สัทธรรมปุณฑริกสูตร วัชร
ปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นต้น พระสูตรที่ถือว่าเป็นบ่อเกิดของปรัชญานาคารชุนคือ มหาปรัชญาปาร
มิตาสูตร และวัชปรัชญาปารมิตาสูตร ซึ่งท่านได้อธิบายพุทธพจน์ด้วยระบบวิภาษวิธี (Dialectical
Method) และดว้ ยวิธีน้ีนาคารชุนได้สรุปว่า พระพุทธเจา้ ก็ทรงประกาศหลักศูนยตา คอื ถือวา่ สรรพ
ส่ิงเป็นความว่าง เพราะร็อัตตาหรือตัวตนที่แท้จริง แนวความคิดเรื่อง “ศูนยตา” หรือความว่างของ
นาคารชุนจงึ ไดเ้ กดิ ข้นึ ๑๓๙
๕.๓.๑ หลกั ศูนยตา
หลักคาสอนเรื่อง “ศูนยตา” ของศูนยตวาทิน ขอ้ ความในคมั ภีรป์ รชั ญาปารมิตา มีนยั ดังน้ี
คอื
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูมิเขาคิชกูฏพร้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ทรงเข้าสมาธิ ช่ือคัมภีร์ราวสัมโพธ สมัยเดียวกันนั่น
แล พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ได้ประพฤติจริยาในปรัชญาปารมิตาอัน
ลึกซ้ึง คือได้พิจารณาขันธ์ ๕ โดยสภาวะเป็นสูย ลาดับน้ันพระสารีบุตร
ได้กลา่ วกบั พระโพธิสัตวอ์ วโลกเิ ตศวรวา่ ผใู้ ดประพฤตจิ ริยาในปรชั ญาปาร
มติ าอันลึกซึง้ พึงพจิ ารณาอยา่ งไร พระโพธิสัตวจ์ งึ บอกพระสารบี ตุ รวา่ พงึ
พิจารณาเบ็ญจขันธ์ว่าเป็นของสูญโดยภาพ ธรรมท้ังปวงมีความสสูญเป็น
ลักษณะไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่หน่อน ไม่เต็ม ใน
ความสูญ จึงไมม่ รี ูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไม่มตี า หู จมกู
ลิ้น กาย ใจ ไมม่ รี ูป เสียง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ ไมม่ จี ักษุ
ธาต.ุ .....ไม่มวี ญิ ญาณธาตุ ไม่มวี ชิ ชา อวิชชา ทัง้ ไมม่ ีความสิ้นไปแหง่ วิชชา
อวิชชา ไม่มีความแก่ ความตาย หรือความส้ินไปแห่งแก่ตาย ไม่มีทุกข์
๑๓๗ พระมหาโกเมนทร์ ชินวงศ.์ การเปรยี บเทยี บ ความคิดเรอื่ งอนตั ตาและสญุ ญตาในพทุ ธปรชั ญาเถร
วาทกับในปรชั ญาของนาคารชนุ . วิทยานิพนธห์ ลกั สตู รอกั ษรศาสตรมหาบณั ฑิต ภาควิชาปรชั ญา บณั ฑติ วทิ ยาลยั
จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . ๒๕๓๙. หน้า ๔๖-๔๗.
๑๓๘ เสถยี ร พันธรังสี. พทุ ธประวตั ิมหายาน. (พมิ พค์ รั้งที่ ๕. กรงุ เทพฯ:ศยาม. ๒๕๔๒), หนา้ ๑๖.
๑๓๙ พระมหาโกเมนทร์ ชนิ วงศ์. ๒๕๓๙. หน้า ๔๗.
๘๔
สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่มีการบรรลุ หรือการไม่บรรลุ พระพุทธเจ้าใน
กาลท้ั ๓ ทรงดาเนินตามปรัชญาปารมิตาอันลึกซ้ึงน้ีล่วงพ้นอุปสรรคทุก
ประการ๑๔๐
ข้อความในพระสูตรน้ีแสดงถึงทัศนะของศูนยวาทิน โดยถือเอาใจความสาคัญวา่ เมื่อขันธ์ ๕
เป็นของสูญแล้วทุกอย่างซึ่งอาศัยขันธ์ ๕ เกิดข้ึนต้ังอยู่และดับไป จึงพลอยเป็นของสูญไปด้วย ศูนย
ตาเป็นเพียงคาใช้เรียกความไร้แก่นสารของธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ภาวะ ไม่มีอยู่จริงเป็นเอกเทศ คือ
ไมไ่ ด้มอี ยู่อย่างเป็นอสิ ระจากอะไรอยา่ งใดท้ังส้ิน ศูนยตาเป็นทางสายกลางระหวา่ งความมีกับความสูญ
ไม่สุดโต่งไปในทางใดทางยืนยันหรือปฏิเสธส่ิงใด ท่านนาคารชุนกล่าวว่า การมีอยู่ บ่งนัยยะถึงการ
ยดึ ถอื สสั สตวาท สว่ น การไม่มอี ยูบ่ ง่ นยั ยะถึงอุจเฉทวาท ดงั นนั้ ผูห้ ย่งั รูไ้ ม่ควรใสใ่ จทั้งการมีอยู่และ
การไม่มีอยู่๑๔๑ ดงั ข้อความจาก วชั รปรัชญาปารมติ าสูตร ดงั นี้
พระพุทธองค์ตรัสแก่สุภูติว่า “เหล่าพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์
ควรสยบใจเช่นน้ี สรรพสัตว์ท้ังปวง ไม่ว่าจะเกิดจากอันฑชะก็ดี เกิด
จากชลาพุทชก็ดี เกิดจากสังเสทชะกด็ ี ไร้สัญญากด็ ี หรอื จกั มมิ สี ญั ญา
ก็ดี หรือมิไร้สัญญาก็ดี เราล้วนชักนาเข้าสอู่ นุปาทิเสสนิพพานแล้วทา
การดับโปรด ด้วยการโปรดสรรพสัตว์ท่ีมิอาจประมาณได้น้ี ความจริง
แลว้ หาไดม้ สี รรพสตั วใ์ ดๆ ได้รับการโปรดเลยไม่ เพราะเหตใุ ด
สุภูติ หากพระโพธิสัตว์มีอาตมะลักษณะ บุคคละลักษณะ
สตั วะลักษณะ ชีวะลกั ษณแ์ ล้ว กจ็ ะมิใชพ่ ระโพธสิ ตั ว์”๑๔๒
“......พระสคุ ตตรสั แก่สุภตู วิ ่า “ลักษณะท้ังหลายล้วนเป็นมายา
หากเหน็ เหล่าลกั ษณะมใิ ชล่ กั ษณะ กอ็ าจเหน็ ตถาคต”๑๔๓
ดังข้อความในพระสูตร กล่าวคือผู้ที่จะทาหน้าท่ี เป็นพระโพธิสัตว์ก็เป็นสภาพว่างเปล่าไร้
ตัวตน แล้วจริยะธรรมอันเกิดจากสภาพว่างเปล่าน้ันจักเป็นของมีอยู่ได้อย่างไร ปรัชญาศูนยตวาทิน
ของท่านนาคารชุนจงึ ปฏเิ สธทศั นะทางปรชั ญาเกีย่ วกบั โลกทีป่ รากฏ (Phenomenal World) ดงั น้ี
๑) ถอื วา่ โลกเกดิ ขน้ึ เอง
๒) ถอื วา่ สงิ่ อน่ื ทาใหเ้ กิดขึน้
๓) ถือวา่ ทัง้ เกดิ ขึ้นเองและส่ิงอื่นทาให้เกิดข้นึ
๔) ถอื วา่ เกิดข้นึ ลอยๆ ไมม่ ีเหตุปจั จัย
ความเชอ่ื ทง้ั ๔ ขา้ งต้นนี้ ศูนยตวาทินปฏิเสธทงั้ หมดโดยใหเ้ หตุผลในการโต้แย้ง ดงั น้ี
๑๔๐ พระสงฆ์จีก้ งอธบิ าย, อมร ทองสุก, แปลและเรยี บเรยี ง. วชั รปรัชญาปารมติ สตู ร. (พิมพค์ รงั้ ที่ ๒.
ปทุมธาน:ี ชุณหวตั ร. ๒๕๕๐), หนา้ ๒๓.
๑๔๑ สมุ าลี มหาณรงค์ชยั . พุทธศาสนามหายาน. (พิมพ์คร้ังท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: ๒๕๕๐), หนา้ ๗๘.
๑๔๒ วศนิ อนิ ทสระ. พทุ ธปรชั ญามหายาน. (พิมพค์ รงั้ ที่ ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑),
หนา้ ๘๐.
๑๔๓ พระสงฆจ์ กี้ งอธิบาย, อมร ทองสกุ , แปลและเรียบเรยี ง. วัชรปรัชญาปารมิตสตู ร. ๒๕๕๐, หนา้ ๒๕.
๘๕
๑) ข้อโต้แย้งว่าแรก ถ้าถือว่าโลกนี้มีอยู่จริงเป็นจริงตามสภาพธรรมดาแล้ว (เป็นสัต) จะ
เรียกว่าเกิดข้ึนได้อย่างไร เพราะธรรมดาส่ิงที่มีอยู่เองไม่จาเป็นต้องมีการเกิดข้ึน คาว่าเกิดข้ึนต้องใช้
กับส่งิ ทีไ่ มเ่ คยมีมาก่อนภายหลงั มีข้ึนจงึ เรยี กว่าเกิดขึ้น
๒) ข้อโต้แย้งสอง เพราะการเปรียบเทียบจึงมีเรา มีเขา มีส่ิงนี้และสิ่งอ่ืนความจริงสิ่งอื่นก็
คือตัวเองนั่นเอง บุรุษที่ ๑ สองคนเม่ือพบกันจึงมีคาว่า “ฉันและท่าน” ข้ึนเม่ือตัวของตัวเองทาให้
ตัวเองเกิดขน้ึ ไมไ่ ด้แล้ว ส่ิงอนื่ (ซงึ่ ก็คอื ตัวเองอกี ปริยายหนง่ึ ) จะทาใหเ้ กิดขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร
๓) ข้อโต้แย้งท่ีสาม ท่านเปรียบเทียบเหมือนคนตาบอดคนเดียวมองไม่เห็นอะไรแล้ว จะ
เพม่ิ คนตาบอดข้ึนอกี สักกีค่ นก็มองไมเ่ ห็นอะไรอยูน่ ัน่ เอง
๔) ข้อโต้แยงทีส่ ี่ ทุกสง่ิ ทุกอย่างย่อมมเี หตเุ ปน็ แดนเกิด แต่เม่ือวา่ โดยความเป็นจรงิ แล้ว ส่งิ
ทั้งปวงไม่มีอะไรอุบัติข้ึนเลย โลกที่ปรากฏแก่เราเหมือนเมืองปีศาจ เมืองมายา เหมือนความฝัน
เหมอื นพยบั แดด โลกจึงไม่เปน็ ทง้ั สตั และอสตั มีหรือไม่มีเป็นเพยี งเคร่ืองเปรยี บเทียบเทา่ นั้นเอง
ทัศนะเกี่ยวกับโลกของศูนยตวาทินถือว่าโลกเป็นปฏิจสมุปปันนธรรม คือสิ่งท่ีอาศัย
การปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้น หมายถึงปรากฏการณ์ เช่นเราเห็นฝนตกฟ้าร้อง นั่นเป็นปรากฏการณ์
อย่างหน่ึง ส่วนปฏิจจสมุปบาทหมายถึงการอาศัยกันเกิดขึ้น เป็นตัวกฎ คืออาศัยกันเกิดข้ึน ไม่มีสว
ลักษณะ (สวลักษณะ คือมีอยู่โดยตัวเอง) เพราะฉะน้ันโลกจึงเป็นศูนยตา ศูนยตากับปฏิจสมุปบาท
เป็นอันเดียวกัน และท้ังสองก็เป็นอันเดียวกันกับมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลางไม่เอียงไปทางใด
ทางหน่ึง เป็นกลางระหว่างอัตตา (ความเห็นว่ามีอยู่จริง) และอนัตตา (ความเห็นว่าไม่มีอยู่เลย)
คุณลักษณะของส่ิงทั้งหลายมีอยู่โดยการเปรียบเทียบ เช่น สูง ต่า ดา ขาว ยาว ส้ัน เป็นต้น
ปราศจากการเปรียบเทียบแล้วยาวสั้นเป็นต้นก็หามีไม่ ส่ิงทั้งปวงจึงไม่มีสวลักษณะ ความไม่มีสว
ลกั ษณะของสงิ่ ท้ังปวงน้ันเองคือศนู ยตา
ทัศนะเกี่ยวกับดีช่ัวศูยตวาทินยังเห็นว่า ถ้าสิ่งท้ังปวงมีสวลักษณะแล้ว คนช่ัวก็เป็นคนช่ัวอยู่
ตลอดไป กลับตัวไม่ได้ คนดีก็ต้องดีตลอดไปไม่กลับเป็นคนชั่ว เพราะส่ิงใดมีสวลักษณะ ส่ิงน้ันไม่
เปลี่ยนแปลง มีอยู่โดยตัวมันเอง ไม่อาศัยสิ่งอื่น เพราะไม่มีสวลักษณะคนดีจึงกลายเป็นคนช่ัวได้
และคนชั่วก็กลับตัวเป็นคนดีได้ เพราะฉะน้ัน บุญบาป ดี ชั่ว เกิดข้ึนด้วยเหตุปัจจัย และดับไปเมื่อ
สิน้ เหตุปจั จัย ไม่ได้มีอยู่โดยตวั มันเอง จึงเปน็ อนัตตา เป็นศูนยตา๑๔๔
๕.๔ เปรยี บเทยี บหลักคาสอนเกี่ยวกับไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทกบั มหายาน
หลักคาสอนเร่ืองไตรลักษณ์ เป็นหลักคาสอนท่ีเรียกว่าเป็นกฎของธรรมชาติเป็นความจริงท่ี
เป็นประโยชน์เพราะมุ่งอธิบายสภาวะจริงของสรรพส่ิง ในทัศนะของฝ่ายมหายานมุ่งเน้นการอธิบาย
คาสอนในลักษณะอภิปรัชญา หลักคาสอนเก่ยี วกับศนู ยตาและไตรลักษณ์ถือวา่ มีความสมั พันธ์ใกล้ชิด
กนั มาก ความรู้เทา่ ทันสภาวะของไตรลักษณ์กเ็ ท่ากับความร้เู ข้าใจชัดแจ้งถึงศูนยตา ในบาลคี ือสุญญ
ตา หมายถึงสภาพวา่ งเปล่าคือปราศจากตัวตนท่ีเป็นแก่นสาร
เกี่ยวกับสูญญตาในฝ่ายเถรวาทมุ่งแสดงถงึ ความหมายของไตรลักษณ์ คือ อนิจจลกั ษณะ ทุก
ขลกั ษณะ และอนัตตาลักษณะ โดยม่งุ เน้นเรือ่ งความหลดุ พ้นเป็นอิสระจากความทุกข์ ในทัศนะของ
๑๔๔ วศิน อินทสระ. พทุ ธปรชั ญามหายาน. พมิ พค์ รัง้ ที่ ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑.
๘๖
ฝา่ ยมหายานมงุ่ แสดงหลักศูนยตาเพ่ือความรูเ้ ทา่ ทนั สภาวธรรมตา่ งๆ ศนู ยตาน้ีมใิ ช่ลักษณะท่เี ป็นแก่น
แท้ในตัวเอง (สวภาวะ) ท่ีไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ หากแต่ศูนยตาเป็นเพียงคาท่ีใช้เรียก
ความไร้แก่สารของธรรมท้ังปวง ไม่ใช่ภาวะ ไม่มีอยู่จริงเป็นเอกเทศ คือไม่มีอยู่อย่างอิสระจากอะไร
ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นทางสายกลางระหว่างความมีกบั ความสูญ
จุดประสงค์ในการเผยแผ่พุทธธรรมนั้นใจความท้ังหมดของพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและ
มหายานมุ่งแสดงให้คนมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ให้พิจารณาเห็นว่ากระนวนการแห่งชีวิตหรือขันธ์ ๕
ดาเนินไปพร้อมด้วยการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ทุกขณะจึงเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ และยอ่ม
เป็นไปตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย พุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายานแสดงหลักปฏจิ จสมุปบาทหรอื
ประตีตยสมุปทะในความหมายของมหายานนั้น เป็นการแสดงกระบวนการเกิด ดับของชีวิตและ
ความทกุ ข์ของบุคคล ไมม่ ตี น้ ไม่มปี ลายคือไมม่ ตี ัวเหตเุ ริม่ แรกที่สุด หากไมร่ ู้แจง้ ในหลกั กระบวนการ
แห่งชีวิตตามหลักปฏิจจสมุปบาท ก็จะไม่รู้แจ้งในหลักของไตรลักษณ์ ทาให้ชีวิตหลงผิดว่าเป็นตัวตน
และเข้าไปยึดม่ันเอาไว้แฝงพร้อมด้วยความกลัวและความกระวนกระวายกล่าวได้ว่า เป็นการขัดแย้ง
กนั ระหว่างกฎแห่งธรรมชาติ กับความยดึ ม่นั ตวั ตนไว้ด้วยความหลงผิด นั่นคือ การเข้าไปสรา้ งตัวตน
ขวางกระแสแห่งกฎธรรมชาตไิ ว้ น่คี อื ชีวิตท่ีเรยี กว่าเปน็ อยดู่ ้วยอวชิ ชาอยอู่ ยา่ งขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ
ดังนั้นจึงเป็นการอยู่อย่างทุกข์๑๔๕ ดังนักวิชาการผู้เป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวเอาไว้ว่า
หากไม่เขา้ ใจหลกั ปฏิจจสมุปบาทกจ็ ะแก้ปัญญาชีวิตไมต่ ก กล่าวคืออยู่อยา่ งทกุ ข์นั่นเอง
๑๔๕จันทรัชนันท์ สิงหทัต.การศึกษาเปรียบเทียบทรรศนะเร่ืองนิพพานในวิสุทธิมรรคและลัง
กาวตารสูตร.(วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย หมา
วทิ ยาลัยศลิ ปากร.๒๕๓๗), หน้า ๑๙๔.
๘๗
คาถามทา้ ยบท
๑. ไตรลักษณค์ ืออะไร
๒. จะเข้าใจหลกั คาสอนเรื่องไตรลกั ษณ์ไดอ้ ย่างไร
๓. คาวา่ “ศูนยตา” มคี วามหมายวา่ อย่างไร
๔. คาว่า ศูนยตา กับ อนัตตา มีความคลา้ ยคลงึ หรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
๕. เพราะเหตุใดเราจึงมองไม่เห็นไตรลักษณ์
๖. หลกั คาสอนเร่ืองไตรลักษณม์ คี วามสาคัญอย่างไร
๘๘
เอกสารอา้ งองิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. ๒๕๓๙.
พทุ ธทาสภิกขุ. คมู่ อื มนุษย์ฉบับสมบูรณ์. พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์สุขภาพใจ.
๒๕๔๑.
พระมหาโกเมนทร์ ชนิ วงศ.์ การเปรยี บเทียบความคิดเรอ่ื งอนตั ตาและสุญญตาในพทุ ธปรชั ญาเถร
วาทกบั ในปรัชญาของนาคารชุน. วิทยานิพนธ์หลกั สตู รอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชา
ปรชั ญา บณั ฑติ วิทยาลัย จุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๓๙. หน้า
พระมหาสุทศั น์ จนฺทโสภโณ (ดษิ ฐ์สุนนท์). การศกึ ษาคาสอนเร่ืองไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนาเถร
วาท. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรบัณฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๔๙.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปอ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม.พิมพ์ครั้งที่ ๑๗.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๕๑
.พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์ .พิมพ์ครั้งท่ี ๑๗. กรุงเทพฯ :
พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔
.พทุ ธธรรมฉบับปรบั ปรุงขยายความ.พิมพ์ครงั้ ท่ี ๑๕. กรุงเทพฯ : สหธรรมกิ .๒๕๕๒
พระสงฆ์จ้ีกงอธิบาย, อมร ทองสุก, แปลและเรียบเรียง. วัชรปรัชญาปารมิตสูตร. พิมพ์ครั้งท่ี ๒.
ปทมุ ธานี: ชณุ หวตั ร. ๒๕๕๐.
วิโรจ นาคชาตรี. พทุ ธปรชั ญาเถรวาท. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง. ๒๕๕๐
วศิน อินทสระ. ตรรกศาสตรพ์ ุทธศาสนา. พิมพค์ รงั้ ท่ี ๒ กรงุ เทพฯ: เม็ดทราย. ๒๕๔๘.
. พทุ ธปรชั ญามหายาน. พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑.
เสถียร พนั ธรงั ส.ี พทุ ธประวัติมหายาน. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๕. กรงุ เทพฯ:ศยาม. ๒๕๔๒.
สมุ าลี มหาณรงคช์ ยั . พทุ ธศาสนามหายาน. พิมพค์ รั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: ๒๕๕๐.
๘๙
บทท่ี ๖
หลกั คาสอนเร่อื งปฏจิ จสมปุ บาท
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นประจาบท
เม่ือไดศ้ ึกษาเนื้อหาในบทนผ้ี ู้ศึกษาสามารถ
อธิบายความหมายของปฎิจจสมุปบาทในทัศนะพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้
อธิบายความสาคัญของปฏิจจสมุปบาทในทัศนะพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้
อธิบายองค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
กบั มหายานได้
อธิบายแนวทางปฏิบัติเพ่ือรู้แจ้งหลักปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนา
ฝ่ายเถรวาทกับมหายานได้
อธิบายเปรียบเทียบปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายานได้
ขอบขา่ ยของเนอ้ื หา
ความหมายของปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายาน
ความสาคัญของปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายาน
องค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายาน
แนวทางปฏิบัติเพื่อเข้ารู้แจ้งปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถร
วาทกับมหายาน
เปรียบเทียบหลักปฏิจจสมุปบาทในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายาน
๙๐
๖.๑ ความนา
สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นไปอย่างไร หลักคาสอนของพระพุทธศาสนาหมวดหนึ่งคือ ปฏิจจสมุป
บาท ทแ่ี สดงให้เห็นถงึ กระบวนการเกิดการดาเนินไปและการดับไปของชวี ิต รวมถึงการเกดิ การดับ
แห่งทุกข์ด้วย ในกระบวนการน้ีส่ิงท้ังหลายจะเกิดขึ้น เป็นอยู่ และดับลงไปในลักษณะแห่ง
ความสัมพันธ์กันเป็นหว่ งโซ่ เปน็ เหตเุ ป็นปัจจัยแก่กันและกนั ในรูปของ วงจร กลา่ วคอื เป็นกระบวน
แหง่ ความสัมพันธก์ ันเป็นหว่ งโซ่ ในกระบวนแหง่ ปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มสี ่วนไหนเปน็ ปฐมกรหรือปฐม
เหตุ เพราะกระบวนการของชีวิตเปน็ วฏั ฏะแหง่ กเิ ลส กรรม วิบาก ซง่ึ กลายเป็นวัฏสงสาร
ในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งชีวิต ตามหลักปฏิจจสมุปบาทน้ี จาเป็นจะต้องหา
จุดเร่ิมต้นอธิบายให้เห็นว่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไรก่อน ดังน้ันท่านจึงสมมติเริ่มจากอวิชชา
โดยอธิบายอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสิ่งอ่ืน ๆ ตามมาเป็นวัฏจักรนาไปสู่ทุกข์ ในทานองเดียวกัน ถ้า
อวิชชาดับไปไม่เหลอื ก็จะเป็นเหตนุ าไปสูก่ ารดับทุกข์ไดใ้ นท่ีสุด เพราะความเปน็ ไปของชวี ติ มีสภาวะ
เปน็ วงจรทเี่ รยี กวา่ สงสารวฏั ดงั นัน้ เบ้ืองตน้ ทา่ มกลางและทส่ี ุดของสังสารวัฏจึงไมป่ รากฏ
ลักษณะอีกประการหน่ึงท่ีนบั ว่าเป็นหลักเก่ยี วกับความร้ใู นพุทธปรัชญา ก็คือ พระพุทธองค์
ก็ไม่ทรงแสวงหาความจริงท้ังหลาย ท่ีไม่สามารถนามาอธิบายได้ด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท อันได้แก่
อัพยากตปัญหา คือปัญหาที่ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ด้วยประสบการณ์ของมนุษย์ เช่น ปัญหา
เกี่ยวกับโลกเท่ียงหรือไม่เท่ียง สัตว์ท้ังหลายหลังจากตายแลว้ มีอยูห่ รอื ไม่มีอยู่ เป็นต้น เพราะความรู้
เร่ืองอภิปรัชญาเช่นน้ีไม่นาไปสู่ความสิ้นทุกข์และไม่มีผลในทางปฏิบัติสาหรับชีวิตจริง เป็นปัญหาท่ี
อธบิ ายแลว้ คนไม่อาจจะมองเห็นและเขา้ ใจได้
อย่างไรกต็ าม ในบทน้ีเปน็ การศกึ ษาหลกั ปฏิจจสมุปบาททั้งสองทัศนะทั้งพระพุทธศาสนาฝ่าย
เถรวาทกับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานโดยกาหนดประเด็นในการศึกษาออก คือ ความหมายของ
หลักปฏิจจสมุปบาท ความสาคัญและแนวทางในการปฏิบัติเพ่ือรู้แจ้งหลักปฏิจจสมุปบาท อีกทั้ง
นาเอาแนวคิดของทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบให้เห็นความคล้ายคลึงและความแตกต่างของทั้งสอง
นอกจากนี้หลักปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมที่มีปรากฏในคัมภีร์และผลงานของปราชญ์ทาง
พระพทุ ธศาสนามากมายซ่งึ ผู้สนใจสามารถคน้ คว้าไดต้ ามแหลง่ เรยี นรทู้ ่วั ไป
๖.๑ หลกั คาสอนเรื่องปฏจิ จสมุปบาทในพระพุทธศาสนาเถรวาท
หลักคาสอนท่ีอธิบายเกี่ยวกับความจริงของชีวิตและธรรมชาติ พระพุทธศาสนาเรียกว่า
หลกั ปฏิจจสมปุ บาท ถอื ว่าเป็นหลกั คาสอนที่สาคัญของพระพทุ ธเจ้าวา่ ด้วยเรื่องของกระบวนการของ
จิต เป็นกฎแห่งชีวติ และกฎธรรมชาติ มีหลักการสาคัญคือส่ิงท้ังปวงอาศัยกันและกันเกิดข้ึนตามเหตุ
ถา้ ส่งิ น้มี ี ส่งิ น้นั ก็มี ถา้ สิง่ น้ีดบั สิง่ นนั้ กด็ บั หลักคาสอนในทางพระพุทธศาสนาที่อธบิ ายถึงความจริง
ของชีวิตและกฎธรรมชาติเช่นน้ีปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนาจึงถือว่าเป็นหลักธรรมที่ละเอียดลึกซ้ึง
ย่ิงนัก
๙๑
๖.๑.๑ ความหมายของปฏจิ จสมปุ บาท
หลักคาสอนในทางพระพุทธศาสนาทเ่ี รยี กว่า ปฏิจจสมุปบาท มีคาอ่านว่า (ปะ-ติด-
จะ-ส-มบุ -บาด) มาจากศพั ทบ์ าลี หมายถึงการท่ีธรรมทั้งหลายอาศัยกัน เกดิ ข้นึ พร้อม สภาพอาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกัน
มา๑๔๖ คาวา่ “ปฏจิ จสมุปบาท” มาจากคาว่า “ปฏจิ จ” แปลว่า อาศัย “ส” แปลวา่ พร้อม และ
“อุปปบาท” แปลว่า เกิดข้ึน ความหมายคือธรรมท่ีอาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม เป็นหลักพุทธปรัชญาท่ี
สาคัญอย่างยิ่ง มีความหมายเท่ากับธรรมทั้งหมดท่ีพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้๑๔๗ ดังพุทธพจน์ท่ีปรากฏใน
พระสตุ ตนั ตปิฎก มัชฌิมนกิ าย มูลปัณณาสกว์ ่า
“ผู้ใดเห็นปฏิจจสมปุ บาท ผนู้ ้นั ช่ือวา่ เหน็ ธรรม
ผูใ้ ดเหน็ ธรรม ผู้น้ันชอ่ื ว่าเหน็ ปฏิจจสมุปบาท”๑๔๘
จากพุทธพจน์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่าหลักปฏิจจสมุปบาทเป็นศูนย์กลางแห่งคาสอนของ
พระพุทธเจ้า ในขณะเดียวกันปฏิจจสมุปบาทยังถือว่าเป็นกฎแห่งชวี ิตและกฎแห่งธรรมชาติ ฝา่ ยเถร
วาทถือว่าหลักปฏิจจสมุปบาทเป็นความจริงที่มีอยู่แล้วโดยธรรมดาไม่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติข้ึนก็
ตามดังพทุ ธพจน์พระพุทธองคท์ รงตรัสวา่ “สงั ขารจงึ มี ตถาคตเกิดข้ึนกต็ าม ไมเ่ กิดขึน้ กต็ ามธาตอุ ันนั้น
คือ ความต้ังอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ความท่ีมีส่ิงนี้ เป็นปัจจัยของส่ิงน้ี ก็คงต้ังอยู่
อย่างนน้ั ”๑๔๙ พระพทุ ธองคท์ รงแสดงในรูปของกฎธรรมชาตหิ รือหลักความจริงท่ีมีอยโู่ ดยธรรมดา จึง
ไม่เก่ยี วกับการอุบตั ิขึ้นของพระศาสดาท้งั หลาย ดังข้อความทีป่ รากฏในคมั ภรี ว์ สิ ุทธิมรรค วา่
“ภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ภิกษุท้ังหลาย
ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งพระตถาคต
ท้ังหลายก็ตาม เพราะความไม่เกิดขึ้นแหง่ พระตถาคตท้ังหลายกต็ าม
ธาตุอนั น้ัน ธัมมฐติ ตา (ความต้งั อยู่เปน็ ธรรมดา) อนั นัน้ ธัมมนยิ าม
ตา (ความแน่นอนแห่งธรรมดา) อันนั้น อิทัปปัจจยตา (ความที่ส่ิง
นเี้ ปน็ ปัจจยั ของส่ิงนี้) อันนน้ั ก็คงตัว อยนู่ นั้ ตถาคตมารู้ถึงธาตุอัน
๑๔๖ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ปอ.ปยุตฺโต). (พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ฉบบั ประมวลศัพท์.พมิ พ์ครั้งที่ ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔), หน้า ๑๓๙.
๑๔๗ วิโรจ นาคชาตร.ี พทุ ธปรชั ญาเถรวาท. (กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง. ๒๕๕๐), หน้า ๑๕๒.
๑๔๘ ม.มู. (ไทย). ๑๒/๓๐๖/๓๓๘.
๑๔๙ ส.น.ิ (ไทย). ๑๖/๒๐/๓๕.
๙๒
นั้นเข้า ครั้นรู้ถึงเข้าแล้วจึงบอก จึงแสดง จึงบัญญัญติ แต่งตั้ง
เปิดเผย จาแนกกออก ทาใหง้ ่ายขนึ้ ท่านทั้งหลายจงดเู ถิด”๑๕๐
ในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ได้ให้ความหมายของปฏิจจสมุปบาท หมายถึง
สภาวธรรมที่เป็นปัจจัยและสภาวธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันเป็นกระบวนการทางปัจยภาพ ซึ่ง
เปน็ สภาวะทีด่ ารงอยู่อย่างนน้ั ๑๕๑
พระอภธิ มั มตุ ถวภิ าวินี ไดใ้ หค้ วามหมายของปฏจิ จสมุปบาทไว้ว่า เปน็ ปัจจยาการ หมายถึง
อาการท่ีเป็นปัจจัยแก่กันและกัน สิ่งใดก็ตามในจักรวาลน้ีจะเกิดข้ึนเองโดยไม่มีปัจจัยที่ทาใหเ้ กิดหรือ
องค์ประกอบอืน่ ๆ ท่ีเกิดร่วมด้วยนัน้ ย่อมมไี มไ่ ด้
พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์ปกร์วิเสส วิสุทธิมรรค ได้ให้ความหมายของปฏิจจสมุป
บาท ไวว้ า่ เปน็ สภาวธรรมทเ่ี กิดขึน้ เพราะปจั จัยทัง้ หลาย ความเปน็ ปัจจัยแหง่ ธรรมทั้งหลาย ธรรม
ทีเ่ ปน็ ปจั จัยทัง้ หลายเหล่าน้เี กิดเปน็ กระบวนการของสภาวธรรมทีเ่ ป็นเหตแุ ละผลตอ่ เน่อื งกัน๑๕๒
ในทางพระพุทธศาสนามีคาเรียกหลักปฏิจจสมุปบาทอยู่มากมายเรียกว่าเป็นคาไวพจน์ของ
ปฏจิ สมุปบาท ในคัมภรี ว์ สิ ุทธิมรรคสามารถประมวลสรุปคาไวพจน์ไดด้ ังนี้
คาทีเ่ ป็นไวพจน์ของปฏิจจสมุปบาท
คาเรยี ก ความหมาย
ตถตา ความมเี พราะปจั จัยอย่างนั้น
อวิตถตา ความไมม่ ีที่จะไมม่ ี เพราะปัจจยั อยา่ งนนั้
อนัญญถตา ความไมม่ ีธรรมอนื่ เพราะปัจจยั อน่ื
อทิ ัปปจั จยา ความทส่ี ิง่ นีเ้ ป็นปจั จัยของสง่ิ น้ี
ปฏจิ จสมุปปนั นธรรม ธรรมทเี่ กิดเพราะปัจจยั ทัง้ หลายน้ันๆ
ธมั มัฏฐิตตา ภาวะความดารงอยตู่ ามธรรมดา
ธมั มฐติ ิ ความตัง้ อยแู่ ห่งธรรมดา
ธมั มนยิ ามตา ความแน่นอนแห่งธรรมดา
ธมั มนิยาม ภาวะความแนน่ อนแห่งธรรม
อทิ ัปปัจจยตา ความทส่ี ิ่งน้เี ปน็ ปจั จยั ของส่ิงนี้
๑๕๐ พระพทุ ธโฆสเถร รจนา, สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปล. คัมภรี ว์ ิสทุ ธมิ รรค .
(พิมพค์ ร้ังที่ ๖. Taiwan: The Corporate Body of Buddha Educational Foundation. ๒๕๔๘), หน้า ๗๖๔-
๗๖๕.
๑๕๑ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๖๔/๓๙
๑๕๒ สภุ ลกั ษณ์ วริ กั ษา. การศกึ ษาเปรียบเทยี บปฏิจจสมุปบาทในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทกับทฤษฎี
สมั พนั ธภาพพิเศษของแอลเบรริ ต์ ไอนส์ ไตน.์ (วิทยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา
บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๗), หน้า ๑๓.
๙๓
ปจั จยาการ อาการแห่งธรรมทีอ่ าศยั กนั เกิดข้นึ
สรุปความหมายของปฏิจจสมุปบาทว่า ธรรมท้ังหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมหรือการ
เกิดข้ึนพร้อมของธรรมทั้งหลาย สภาวธรรมท่ีอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นปัจจัยอิงอาศัยกันของสิ่งทั้งหลาย
สืบต่อกันเป็นกระบวนการแห่งเหตุและผลต่อเนื่องกันหรือเก่ียวเนื่องสัมพันธ์กันของ อวิชา สังขาร
วญิ ญาณ นามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ
๖.๑.๒ ความสาคัญของปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมสาคัญที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเก่ียวกับกฎธรรมชาติ
หรือหลักความจริงที่มีอยู่ตามกฎธรรมชาติ ที่ไม่มีใครสร้างหรือดลบันดาลข้ึน หากแต่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติอย่างแท้จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบกฎธรรมชาตินี้แล้วได้ทรงนามาประกาศแก่
ชาวโลกให้รู้ตาม ดังท่ีพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในปัจจยสูตร หลักคาสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทน้ันมี
ความสาคญั กับมวลมนุษย์ชาติ ดงั คาแถลงของเอกอัครราชทูตผูแ้ ทนถาวรแห่งประเทศศรีลังกาประจา
องค์การสหประชาชาติว่า“นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คาสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น
แนวทางนาไปสู่การรู้แจ้ง ความผาสุข และความร่มเย็นในชีวิตของมวลมนุษย์นับล้านคน โดยเริ่มจาก
บริเวณเอเซียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเซียตะวันออก ในปัจจุบันได้แผ่ขยายไปถึงประชากร
ในภูมิภาคอ่ืนของโลก๑๕๓
นอกจากปฏิจจสมุปบาทจะเป็นหลักธรรมท่ีเกี่ยวกับกฎธรรมชาติแล้ว ยังเป็นหลักธรรม ที่
สาคญั อย่างยง่ิ ต่อความหลดุ พ้นจากทุกข์ เพราะถ้าบุคคลรู้และเข้าใจกฎธรรมชาตินี้แลว้ นาไปประพฤติ
ปฏิบัติให้ถูกต้องจนเกิดปญั ญารู้แจ้ง มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของส่ิงท้ังหลายตามความเป็นจริงแล้ว
ก็เทา่ กบั ไดพ้ บทางเดินของชวี ิตอันประเสริฐ เห็นธรรมอันประเสริฐ
๖.๑.๓ องคป์ ระกอบของปฏิจจสมุปบาท
ในคัมภีร์พระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสพุทธพจน์ถึงองค์
ธรรมท้งั ๑๒ ประการแห่งปฏจิ จสมุปบาทเป็นปัจจยั แก่กนั และกันจนเป็นพฤติกรรมที่เก่ียวเน่ืองกนั ว่า
“ภิกษทุ ัง้ หลาย ปฏิจจสมุปบาท เปน็ อยา่ งไร
คือ เพราะอวิชชาเปน็ ปจั จยั สังขารจงึ มี
เพราะสังขารเป็นปจั จัย วญิ ญาณจึงมี
เพราะวญิ ญาณเป็นปจั จยั นามรปู จงึ มี
๑๕๓เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๑๓.
๙๔
เพราะนามรูปเปน็ ปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผสั สะจึงมี
เพราะผัสสะเปน็ ปจั จยั เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเปน็ ปัจจยั ตัณหาจงึ มี
เพราะตัณหาเปน็ ปัจจัย อุปาทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจยั ภพจงึ มี
เพราะภพเปน็ ปจั จัย ชาติจึงมี
เพราะชาตเิ ป็นปจั จัย ชรา มรณะ โสกะ(ความเศรา้ โศก) ปริเทวะ (ความ
คร่าครวญ) ทกุ ข์(ความทกุ ขก์ าย) โทมนสั (ความทกุ ขใ์ จ) และอุปายาส(ความ
คับแค้นใจ) จึงมี”๑๕๔
ความหมายของหลักปฏิจจสมุปบาทจาแนกตามองค์ธรรม ๑๒ ประการ ความหมายอง๕
ธรรมเหล่าน้นั มีดังน้ี
๑) อวิชชา คือ ความไม่รู้ ไม่เห็น ตามความเป็นจริง ความไม่รู้เท่าทันตามสภาวะ ความ
หลงไปตามสมมติบัญญัติ ความไม่เข้าใจในเร่ืองโลกและชีวิตตามที่เป็นจริง ความไม่รู้ท่ีแฝงอยู่กับ
ความเชอ่ื ถอื ตา่ ง ๆ ภาวะของการขาดปัญญา ความไม่หยง่ั รเู้ หตปุ ัจจัยตัวอยา่ งเชน่ ความไม่รแู้ จง้ ใน
เรอ่ื งชวี ิต คอื ไมร่ ้วู ่า อะไรคือทุกข์ อะไรคอื เหตใุ ห้เกิดทุกข์ อะไรคอื ความดับทกุ ข์ และอะไรคือทาง
ทจ่ี ะดาเนินไปสูก่ ารดบั ทกุ ข์ เปน็ ต้น
๒) สังขาร คือ ความคิดปรุงแต่ง ความจงใจ ความมุ่งหมาย การตัดสินใจ การที่จะแสดง
เจตนาออกมาเป็นการทา กระบวนการความคิดที่เป็นไปตามความโน้มเอียง ความเคยชิน และ
คุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต ซ่ึงได้สั่งสมไว้ ตัวอย่างเช่น ความคิดปรุงแต่งให้วิญญาณดีหรือชั่ว ให้เป็น
กลาง ๆ ปรุงแต่งให้คิดไปทางดี เรียกว่า "กุศลสังขาร" ปรุงแต่งให้คิดไปในทางช่ัว เรียกว่า "อกุศล
สังขาร" ปรุงแตง่ ให้คิดกลาง ๆ ไมด่ ไี ม่ชัว่ เรยี กว่า "อัพยากฤต" กลา่ วใหส้ ั้น กค็ ือ สงั ขาร ไดแ้ ก่ กิเลส
และคุณธรรม ท้ังสองอย่างนี้จะผลัดเปล่ียนกันเข้ามาปรุงแต่งจิตใจของคนไปทางใดทางหน่ึงใน ๓
ทางดงั กลา่ ว คนเราจะคิดไปทางไหน อย่างไรน้นั กอ็ ย่ทู ีต่ วั สงั ขารนเ้ี อง
๑๕๔ ส.ํ นิ. (ไทย). ๑๖/๖๑/๑๑๖.
๙๕
คาว่า "สังขาร" ในหลักปฏิจจสมุปบาทน้ี มีความหมายตรงกับคาว่า "สังขาร" ในเบญจขันธ์
(ขันธ์ ๕) คือ จัดอยู่ในฝ่ายนามธรรมเท่าน้ัน ส่วนคาว่า "สังขาร" ที่ปรากฏในคาสอนบางแห่ง เชน่
สังขารในประโยคว่า "อนจิ ฺจา วต สงฺขารา" แปลวา่ สงั ขารท้ังหลาย ไมเ่ ทย่ี งหนอ ในประโยคนี้ มี
ความหมายว่า ทุกสิ่งทุกอย่างท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรม หาความเท่ียงแท้แน่นอนไม่ได้ จึงมี
ความหมายแตกต่างจาก "สังขาร" ในปฏจิ จสมุปบาท และเบญจขนั ธ์
๓) วญิ ญาณ คือ ความรูแ้ จง้ อารมณ์ การรบั รูต้ ่ออารมณต์ ่าง ๆ ที่ผา่ นเข้ามาทางทวารทัง้ ๖
(อายตนะ ๖) ในวิภงั คปกรณ์ แสดงวิญญาณ ๖ ไว้ดังนคี้ ือ
จักขวุ ิญญาณ คอื การรับรูท้ างตา
โสตวิญญาณ คอื การรบั รู้ทางหู
ฆานวิญญาณ คือการรับรูท้ างจมกู
ชวิ หาวิญญาณ คือการรับรู้ทางลิน้
กายวญิ ญาณ คือการรบั ร้ทู างกาย (สัมผสั )
มโนวิญญาณ คอื การรบั รทู้ างใจ (ธมั มารมณ)์
วิญญาณท้ัง ๖ น้ี บางท่ีเรียกว่า "วิถีวิญญาณ" เพราะมันทาหน้าที่โดยท่ีเราไม่รู้สึกตัว เช่น
เวลานอนหลับ เป็นตน้
คาวา่ "วญิ ญาณ" ในหลกั ปฏจิ จสมุปบาทนี้ หมายถึง การรูแ้ จง้ อารมณ์หรอื รบั ร้อู ารมณ์ต่าง
ๆ ที่ผ่านเข้ามาทางสัมผัสท้ัง ๕ และทางใจ เป็นองค์ประกอบส่วนหน่ึงในส่ีของจิต ( องค์ประกอบ
๔ ส่วน คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) คาว่า "วิญญาณ" ในปฏิจจสมุปบาทกับเบญจ
ขันธ์ มีความหมายตรงกัน ความหมายตามนัยนี้ วิญญาณจึงมิได้เป็น "ตัวแทน" หรือ "ตัวการ
กระทา" ซ่ึงไม่มีส่ิงใดแสดงให้เห็นเป็น "อัตตา" ที่ถาวรออกจากร่างกายล่องลอยไปเกิดใหม่ ดังที่
ลัทธิหรือศาสนาอื่นสอน เพ่ือให้เกิดความเข้าใจเรื่องวญิ ญาณในปฏิจจสมุปบาทชัดเจนย่ิงขึ้น จึงควร
พจิ ารณาจากพทุ ธพจน์ตอ่ ไปนี้
"ดกู ่อนผูม้ อี ายุ จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูป
เพราะการประชุมกนั ของธรรม ๓ อยา่ ง (คอื ตา + รปู + วิญญาณ)
จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา บุคคลเสวย
เวทนาอนั ใด กจ็ าจากเวทนาอันน้นั บุคคลจาเวทนาอันใด กต็ รึงถึง
เวทนาอันนั้น บุคคลตรึกถึงเวทนาอันใด ก็จินตนาการสร้างมโน
ภาพจากเวทนาอันนั้น บุคคลจินตนาการสร้างมโนภาพจากเวทนา
๙๖
อันใด ความคิดเกี่ยวกับมโนภาพอันน้ันก็จะครอบงาบุคคลนั้น ใน
เรื่องของรูปทั้งหลาย ท่ีจะพึงรู้ด้วยตา เป็นอดีตก็ดี เป็นอนาคตก็
ดี เปน็ ปัจจบุ นั ก็ดี..."
ขอ้ ความตามพทุ ธพจน์ชี้ให้เหน็ วา่ วิญญาณเปน็ เพียงองคป์ ระกอบอนั หนึ่งในองค์ประกอบท้ัง
๔ อยา่ ง การเกดิ ของวิญญาณน้ันก็เกิดได้จากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ
ใจ คือ มโน นั่นคือ ตา + รูป ก็เกิดจักขุวิญญาณ เป็นต้น เม่ือตาเป็นรูปก็เกิดผัสสะ (กระทบ
เช่ือมโยงกัน) จึงเกิดเวทนาขึ้น นี่เป็นการแสดงกระบวนการของจิตจากองค์ประกอบต่าง ๆ ซ่ึง
ดาเนนิ ไปแบบเชื่อมโยงตดิ ต่อเร่อื ยไปโดยอาศัยเหตุปจั จัยตามหลักปฏจิ จสมุปบาทนั่นเอง
๔. นามรูป คือความมีอยู่ของรูปธรรมและนามธรรม (รูปและนาม) ในความรู้ของบุคคล
ภาวะที่ร่างกายและจิตใจทุกส่วนอยู่ในสภาพท่ีสอดคล้องและปฏิบัติหน้าท่ีเพ่ือสนองตอบในแนวทาง
ของวญิ ญาณท่ีเกดิ ขน้ึ สว่ นต่าง ๆ ของร่างกายและจติ ใจทเ่ี จรญิ หรอื เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของจติ
คาว่า "นาม" ในพระบาลี พระพุทธเจ้าตรัสหมายเอา เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ และ
มนสิการ ในอภิธรรม ท่านหมายเอา เวทนาขันธ์ สญั ญาขนั ธ์ และสงั ขารขันธ์
คาว่า "รูป" ท่านหมายเอา มหาภูตรูป ๔ คือ ดิน น้า ลม ไฟ และอุปาทายรูป ๒๔ (คือ
รูปอาศัยมหาภูตรูป) ตามทัศนะของพุทธศาสนา รูปคือสิ่งท่ีต้องสูญสลายหรือแปรสภาพไปตามเหตุ
ปัจจัย มเี ยน็ รอ้ น เป็นตน้ รปู ทส่ี อนกันมาก็คอื รูปรา่ งทีเ่ ป็นเน้อื หนงั มงั สา หรอื เลอื ดลมในกายกายนี้
เรียกมหาภูตรูป และภาวะต่าง ๆ ท่ีอาศัยอยู่กับมหาภูตรูป หรือเกิดข้ึนจากมหาภูตรูป เช่น ภาวะ
ชาย ภาวะหญิง หรอื ภาวะสวย ภาวะไมส่ วย เป็นต้น ภาวะต่าง ๆ นเี้ รยี กอุปาทายรูป
เม่ือนาเอานามกับรูปมารวมกัน ก็เป็น "นามรูป" ซ่ึงท้ังสองส่วนน้ีจะต้องคู่กันและอิงอาศัย
กันขาดอย่างใดอย่างหน่ึงไม่ได้ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปก็เท่ากับการดับสลายตามหลักสากล
ของปฏิจจสมุปบาทท่ีกลา่ วว่า "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะส่ิงนี้เกิด สิ่งน้ีจึงเกิด" และ "เมื่อสิ่งน้ีไม่
มี สงิ่ น้ีก็ไม่มี เพราะสิ่งนดี้ บั ไป ส่ิงน้ีก็ดบั (ด้วย)"
๕) สฬายตนะ คือท่ีต่อหรือท่ีเช่ือมโยง ๖ อย่าง หมายถึงภาวะที่อายตนะท่ีเกี่ยวข้องปฏิบัติ
หน้าท่ีโดยสอดคล้องกับสถานการณ์นั้น ๆ อายตนะมี ๖ เรียกว่า "อายตนะภายใน ๖" ได้แก่ จักขุ
(ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กาย (ร่างกาย) มโน (ใจ) อายตนะภายใน ๖ น้ี
จับคู่กบั อายตนะภายนอก ๖ คือ รปู เสยี ง กลนิ่ รส สัมผัส (ทางกาย) และธมั มารมณ์ (อารมณ์ที่
เกิดท่ีใจ)
๖) ผัสสะ คือ การเชื่อมต่อความรู้กับโลกภายนอก การรับรู้อารมณ์หรือประสบการณ์ต่าง
ๆ อีกนัยหนงึ่ ผสั สะ คือการกระทบกนั ระหว่างอายตนะภายใน ๖ กับอายตนะภายนอก ๖ ซงึ่ จับคู่
กัน คือ ตา - รูป หู - เสยี ง จมูก - กลนิ่ ล้นิ - รส กาย - โผฏฐพั พะ ใจ - ธัมมารมณ์
๙๗
๗) เวทนา คือความรู้สึก หรือการเสวยอารมณ์ เวทนาเกิดจากจักขุสัมผัส โสตสัมผัสฆาน
สัมผัส ชิวหาสมั ผัส กายสัมผสั มโนสัมผสั เรยี กวา่ "เวทนา ๖" เวทนาหากแบ่งตามลกั ษณะจะแบ
บ่งได้ ๓ คือ สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข หรือแบ่งเป็น ๕ คือ สุข (ทางกาย) ทุกข์ (ทางกาย)
โสมนสั (ทางใจ) โทมนสั (ทางกาย) และอเุ บกขา
หากจะแบ่งความรู้สึกออกเป็นชนิดก็แบ่งได้ ๒ ชนิดใหญ่ ๆ คือ ความรู้สึกท่ีกาย และ
ความรสู้ ึกท่ีใจ ความรสู้ กึ ทีก่ าย แบ่งตามลักษณะได้ ๒ คอื สุขกาย และทกุ ขก์ าย ส่วนความรู้สึกที่
ใจแบ่งตามลักษณะได้ ๒ คือ ความรู้สึกในทางดี (กุศลเวทนา) และความรู้สึกในทางช่ัว (อกุศล
เวทนา) และลักษณะทง้ั ๒ นย้ี งั แยกย่อยออกไปอกี
๘) ตัณหา คือความอยาก ความต้องการ ความยินดี ความพอใจในอารมณ์ต่าง ๆ ตาม
พระบาลี ท่านแสดงตัณหาไว้ คือ รูปตัณหา (ตัณหาในรูป) สัททตัณหา (ตัณหาในเสียง) คันธตัณหา
(ตัณหาในกล่ิน) รสตณั หา (ตัณหาในรส) โผฏฐพั พตณั หา (ตณั หาในสัมผสั ทางกาย และธมั มตัณหา
(ตณั หาในธรรมารมณ)์ เรียกวา่ "ตัณหา ๖" ตัณหาน้ี ถา้ แบ่งตามอาการแบ่งได้ ๓ คือ
๑) กามตณั หา คือความทะยานอยากในสงิ่ สนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕
๒) ภวตณั หา คอื ความอยากให้คงอยูช่ ั่วนิรนั ดร หรอื ความอยากมี อยากเป็น
๓) วิภวตัณหา คือความอยากใหด้ บั สูญ หรอื ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
อีกนัยหนึ่ง ท่านอธิบายตัณหา ๓ ไว้อีกแบบหนึ่ง คือ (๑) กามตัณหา คือ ความอยากด้วย
ความยินดีในกาม (๒) ภวตณั หา คอื ความอยากอย่างมีสสั สตทฏิ ฐิ และ (๓) วภิ วตณั หา คอื ความ
อยากอย่างมีอุจเฉททิฏฐิ
๙) อุปาทาน คอื อาการท่จี ติ เขา้ ไปยึดถือสงิ่ ใดสิ่งหนงึ่ ไว้ ความยึดติดหรือเกาะตดิ ในเวทนาที่
ชอบและเกลียดชัง รั้งเอาส่ิงต่าง ๆ และภาวะท่ีชีวิต อานวยเวทนานั้นเข้ามาผูกพันกับตัว การตีค่า
ยึดถอื ความสาคญั ของภาวะและส่งิ ต่างๆ ในแนวทางที่เสรมิ หรอื สนองตอบตณั หาของตน
๑๐) ภพ คือ ความมี ความเป็น (รูปศัพท์เดิม คือ ภวะ เม่ือมาเป็นภาษาไทย แปลง วะ
เปน็ พะ จงึ สาเรจ็ รปู เป็นภพ) ภพแบง่ ได้ ๓ คือ
(๑) กามภพ สัตว์ท่ียินดียึดถืออยู่ในรูป เสียง กล่ิน รส สัมผัส (ทางกาย) ก็มีกามภพอยู่
ในใจ
(๒) รปู ภพ เม่อื สตั วย์ ึดถอื รูปเป็นนิมิต กเ็ ปน็ รปู ภพอยู่ในจิตใจ
(๓) อรปู ภาพ เมอ่ื สัตว์ยึดถืออรูป (อรปู ฌาน) ก็เป็นอรปู ภพอยู่ในจิตใจ
อีกนยั หนง่ึ ภพ แบ่งออกได้ ๒ คือ
๙๘
(๑) กรรมภพ คอื กระบวนการพฤติกรรมท้งั หมดทแี่ สดงออกเพอ่ื สนองตัณหาอปุ าทาน
(๒) อุปตั ติภพ คือภาวะแหง่ ชวี ิตสาหรับตัวตนหรือตวั ตนทีจ่ ะมี จะเปน็ ไป
ในรปู ใดรปู หน่งึ โดยสอดคลอ้ งกับอปุ าทานและกระบวนการพฤติกรรมน้นั
๑๑) ชาติ คือการเกิด การปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย การได้อายตนะเฉพาะการก้าวลง
หรือการเป็นไปพร้อมข้ึนมาในหมู่สัตว์นิกาย อีกนัยหน่ึง ชาติ หมายถึง ความตระหนักในตัวตนว่า
อยหู่ รือไมไ่ ดอ้ ยู่ในภาวะชีวิตนน้ั ๆ มีหรอื ไม่ได้มี เป็นหรือไม่ไดเ้ ปน็ อย่างนั้น ๆ ชาติ ทห่ี มายถงึ การ
เกิด มีความหมายกว้าง มิได้หมายเอาเฉพาะการปรากฏของส่ิงที่เป็นรูปธรรม เช่น เป็นคน เป็น
สัตว์ ผู้ชาย ผู้หญิง เป็นต้น แต่หมายรวมไปถึงการเกิดหรือการปรากฏของสิ่งท่ีเป็นนามธรรม เช่น
ชอ่ื เสียงเกียรติยศ สรรเสริญ นินทา เปน็ ต้นดว้ ย
๑๒. ชรา มรณะ คาวา่ "ชรา" คือความเสื่อมอายุ ความหงอ่ มอินทรีย์ และคาวา่ "มรณะ"
คือ ความสลายแห่งขันธ์ ความขาดชีวิตินทรีย์ เมื่อนาคาทั้งสองมาต่อกันเป็น "ชรามรณะ" คือ
ความเส่อื มกบั ความสลายแหง่ ธรรมตา่ ง ๆ เหลา่ นั้น ๆ
อีกนัยหนึ่ง ชรามรณะ มีความหมายว่า ความสานึกในความขาด พลาด หรือพรากแห่ง
ตัวตนจากภาวะชีวติ อันน้ัน ความรู้สึกว่าตัวตนถูกคุกคามด้วยความสญู สิ้น สลายหรือพลัดพรากกับ
ภาวะชีวิตนน้ั ๆ หรือการได้มีได้เป็นอย่างนั้น ๆ ดังนั้นส่ิงท่ีเกิดข้ึนตามมาผสมก็คือ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปายาส พ่วงเข้ามาด้วยความรู้สึกคับแค้น ขัดข้อง ขุ่นมัว แห้งผากในใจ หดหู่
ซึมเซา กระวนกระวาย ไม่สมหวัง และทุกขเวทนาต่าง ๆ สาหรับชรามรณะน้ีก็มิได้หมายเอาเพียง
ความเสอื่ มกับความสลายของสง่ิ ท่ีเป็นรูปธรรมเทา่ นน้ั แตร่ วมไปถึงสง่ิ ทัง้ ปวงท่ีเปน็ นามธรรมดว้ ย.
ในพระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ได้กล่าวถึงความหมายของ ตัวปัจจัยให้เกิด
อวิชชาหมุนต่อไปอีกจนเปน็ วงจรแห่งความทุกข์ ไว้ดังน้ี
๑) โสกะ คือ ความเศรา้ โศก กิริยาทเ่ี ศร้าโศก ภาวะที่เศร้าโศก ความแห้งผาก ภายใน ความ
แห้งกรอบภายในของผู้ประกอบด้วยความเส่ือมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือผู้ท่ีถูกเหตุแห่งทุกข์ อย่างใด
อยา่ งหน่งึ กระทบ
๒) ปริเทวะ คือ ความร้องไห้ ความคร่าครวญ กิริยาท่ีร้องไห้ กิริยาที่คร่าครวญ ภาวะที่
ร้องไห้ ภาวะที่คร่าครวญของผู้ท่ีประสบด้วยความเส่ือมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์
อย่างใดอย่างหนง่ึ กระทบ
๓) ทกุ ข์ คอื ความทุกขท์ างกาย ความไมส่ าราญทางกาย ความเสวยอารมณ์ท่ไี ม่สาราญ เป็น
ทุกข์ อนั เกดิ แต่กายสัมผสั
๙๙
๔) โทมนัส คือ ความทุกข์ทางใจ ความไม่สาราญทางใจ ความเสวยอารมณ์ท่ีไม่สาราญ เป็น
ทุกข์ อันเกิดแต่มโนสมั ผสั
๕) อุปายาส คือ ความแค้น ความคับแค้น ภาวะท่ีแค้น ภาวะท่ีคับแค้นของผู้ที่ประกอบดว้ ย
ความเส่ือม อย่างใดอยา่ งหนึ่งหรอื ผู้ท่ีถกู เหตุแหง่ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง
การที่ส่ิงต่าง ๆ เกิดข้ึน เพราะมีเหตุปัจจัยและส่ิงต่าง ๆ น้ันจะไม่เกิดหากไม่มีเหตุปัจจัย ซึ่ง
เป็นความสมั พนั ธ์เก่ียวข้องกันอยู่ มีอยู่ เปน็ อยแู่ ละดาเนนิ ไปตามกระบวนการของเหตุปจั จัยอยา่ งไม่มี
วนั สนิ้ สุด ปฏจิ จสมปุ บาทจึงได้แบง่ เป็น ๒ สาย คือ
๑) สายเกิด เรียกว่า สมุทยวาร คือ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มิจฉา
ปฏปิ ทาหรือทางปฏบิ ตั ผิ ดิ
๒) สายดับ เรียกว่า นิโรธวาร คือ ความดับไปแห่งกองทุกข์ท้ังมวล เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า
สัมมาปฏปิ ทาหรือการปฏบิ ัติทถ่ี ูก
การอธิบายถึงหลักปฏิจจสมุปบาทท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มี ๒ หลัก คือ หลักสากลหรือ
หลกั ทวั่ ไป และหลักประยกุ ตม์ รี ายละเอียด ดังนี้
(๑) หลักสากลหรือหลักท่ัวไป เป็นการอธิบายกระบวนการเกิดดับของทุกข์และสรรพส่ิงใน
โลกที่มีชีวิตและไมม่ ีชีวิต โดยไมร่ ะบุหัวขอ้ ธรรมเป็นกฎความสัมพนั ธเ์ ชงิ สาเหตแุ ละผล ไดแ้ ก่
ก. สมทุ ยวาร เม่ือสิง่ นมี้ ี ส่งิ นี้จึงมี
เพราะสิ่งนีเ้ กดิ ข้นึ ส่ิงนีจ้ งึ เกิดขึ้น
ข. นโิ รธวาร เมอื่ ส่งิ นไ้ี มม่ ี ส่งิ นก้ี ไ็ มม่ ี
เพราะส่ิงนี้ดบั ไป สิง่ นีจ้ งึ ดับ (ด้วย)
(๒) หลกั ประยุกต์ คอื การนาเอาหลกั สากลหรอื หลกั ทวั่ ไปมาอธบิ ายการเกิดดบั ของ
ทุกข์และชีวิตมนุษย์ แต่หลักประยุกต์น้ีไม่อาจอธิบายการเกิดข้ึนของส่ิงไม่มีชีวิต เพราะ
สง่ิ ไมม่ ชี วี ติ ไมม่ วี ญิ ญาณ หวั ขอ้ ของหลกั ประยกุ ต์ มดี งั ต่อไปน้ี
ก. สมทุ ยวาร คือ การแสดงกระบวนการเกดิ ขึน้ ของทุกข์และชวี ิตมนษุ ย์ ดังน้ี
เพราะอวิชชาเป็นปัจจยั สังขารจงึ มี
เพราะสังขารเป็นปัจจยั วญิ ญาณจงึ มี
เพราะวญิ ญาณเป็นปจั จยั นามรปู จึงมี
เพราะนามรปู เป็นปัจจัย สฬายตนะจงึ มี
เพราะสฬายตนะเป็นปจั จัย ผัสสะจงึ มี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจงึ มี
๑๐๐
เพราะเวทนาเปน็ ปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเปน็ ปัจจยั อปุ าทานจึงมี
เพราะอปุ าทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเปน็ ปจั จยั ชาตจิ ึงมี
เพราะชาตเิ ป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ (ความเศร้าโศก) ปรเิ ทวะ
(ความครา่ ครวญ) ทุกข์ (ความทกุ ขก์ าย) โทมนสั (ความทุกขใ์ จ) และอุปายาส
ความคบั แค้นใจ) จึงมีความเกิดขึน้ แห่ง กองทุกขท์ งั้ มวลน้ี มไี ด้ดว้ ยประการฉะน้ี
ข. นโิ รธวาร คอื การแสดงกระบวนการดับของทุกข์และชีวิตมนษุ ย์ ดังนี้
เพราะอวิชชาดบั ไปไมเ่ หลอื ด้วยวิราคะ สังขารจงึ ดับ
เพราะสังขารดบั วญิ ญาณดบั จงึ ดับ
เพราะวญิ ญาณดับ นามรปู จงึ ดับ
เพราะนามรปู ดับ สฬายตนะจึงดบั
เพราะสฬายตนะดับ ผสั สะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจงึ ดับ
เพราะเวทนาดับ ตณั หาจงึ ดบั
เพราะตณั หาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดบั ภพจงึ ดับ
เพราะภพดบั ชาตจิ งึ ดบั
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์
โทมนัส และอุปายาส จึงดับ ความดบั แหง่
กองทกุ ขท์ ั้งมวลน้ี มไี ดด้ ้วยประการฉะนี้
การศึกษาหลักปฏิจจสมุปบาทควรทาความเข้าใจว่า กระบวนการปกิจจสมุปบาทน้ีมีการ
หมุนเวียนเป็นวัฏฏะหรือวงจร ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีเบื้องหลัง หรือจุดจบที่เท่ียงแท้ ฉะนั้นจึงแสดง
รูปเพื่อไมใ่ ห้เกดิ ความเข้าใจผดิ ได้ ดงั น้ี
๑๐๑
ชรา อวิชชา
มรณะ
สงั ขาร
ชาติ วิญญาณ
ภพ ภาพวงจรชวี ติ หรือปฏจิ จสมุปบาท นามรูป
อุปาทาน สฬายตนะ
ตณั หา ผสั สะ
เวทนา
๖.๑.๔ แนวทางปฏบิ ตั เิ พือ่ แจ้งหลกั ปฏิจจสมุปบาท
ความรู้แจ้งในหลักปฏิจจสมุปบาทต้องเป็นความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในการทา
ความเข้าใจส่ิงต่าง ๆ โดยครบถ้วนรอบด้านในหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ปริญญา
หมายถึง การกาหนดรู้ การทาความเข้าใจโดยครบถ้วน๑๕๕ ซึ่งการทาความเข้าใจความรู้ใน
หลักปฏิจจสมปุ บาท ซ่ึงจาแนกเป็น ๒ ประการ คือ
๑. โลกียปรญิ ญาหรอื โลกียปัญญา คือการกาหนดรขู้ ั้นโลกิยะหรอื ความแบบโลก ซงึ่ มี ๓ ข้ัน
ดงั นี้
๑) ญาตปริญญา คือกาหนดรู้ขั้นรู้จักหรือความรู้ข้ันรู้จัก หมายถึง ความรู้สภาวะ
ได้แก่ รจู้ กั จาเพาะตัวของสงิ่ น้ันตามสภาวะของมนั น่ันคือ รู้ว่าอะไรคอื อะไร
๑๕๕ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ปอ.ปยตุ ฺโต).พจนานุกรมพทุ ธศาสตรฉ์ บับประมวลศพั ท์. (พมิ พค์ รั้งที่ ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔), หน้า ๒๐๘.
๑๐๒
๒) ตีรณปริญญา คือกาหนดรู้ข้ันพิจารณาหรือความรู้ข้ันพิจารณา หมายถึง รู้ด้วย
ปญั ญาท่ีหยง่ั ลึกซ้ึงไปถึงสามญั ลักษณะ ไดแ้ ก่ รู้ถึงการทส่ี ่ิงนัน้ ๆ เป็นไปตามกฎธรรมดา โดยพจิ ารณา
เห็นความไมเ่ ทีย่ ง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนัตตา นั้นคอื รวู้ ่าเป็นอยา่ งไร
๓) ปหานปริญญา คือกาหนดรู้ถึงขั้นละได้หรือความรู้ข้ันละได้ หมายถึง รู้ถึงข้ันที่
ทาใหถ้ อน ความยึดติดเป็นอิสระจากสิ่งน้นั ๆ ได้ ไมเ่ กิดความผูกพนั หลงใหล ทาใหว้ างใจวางท่าทีและ
ปฏบิ ตั ิตอ่ ส่งิ นนั้ ๆ ใหถ้ ูกต้อง นั่นคือ ร้วู า่ จะทาอย่างไร
๒. โลกตุ ตรปัญญา คอื ความรขู้ า้ มพน้ โลก
หลักปฏิจจสมุปบาท เป็นกระบวนการอธิบายความรู้ที่ละเอียดมากๆ คือทุกคร้ัง
ของการเกิดความคิดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็สามารถอธิบายจนครบกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท
ได้ในช่วงความคิดนั่นเอง หรือกระท่ังเห็นภาพแม้เพียงหนึ่งส่วนพันวินาทีก็สามารถอธิบายได้ ที่
สาคัญคือการอธิบายเชื่อมไปถึงสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสในช่วงชีวิตนี้และชีวิตหน้า ซ่ึงเป็นเรื่องที่
อยู่เหนือความรู้ของมนุษย์ทั่วไป๑๕๖ ในทางพระพุทธศาสนาหลักปฏิจสมุปบาทเป็นหัวข้อธรรมที่
อธบิ ายให้บคุ คลท่ัวไปเข้าใจอย่างลึกซึ้งไดย้ าก เห็นได้ยากยิ่ง และเป็นสง่ิ ท่ีอยูเ่ หนือเหตุผล กระนั้นก็
ตามปฏิจจสมุปบาทก็ยังต้องการอธิบายเพื่อให้ผู้สนใจใฝ่รู้ได้เกิดความเข้าใจความรู้สูงสุดในทาง
พระพุทธศาสนา
๖.๒ หลักคาสอนเรอ่ื งปรตีตยสมุตปาทะในพระพุทธศาสนามหายาน
หลักปรตีตยสมุตปาทะหรือเรียกว่าหลักปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมท่ีแสดงให้เห็นถึง
กระบวนการเกดิ การดาเนนิ ไปและการดับไปของชีวติ และรวมถึงการเกดิ การดับแห่งทุกข์ด้วย ใน
กระบวนการน้ีส่ิงท้ังหลายจะเกิดข้ึนเป็นอยู่และดับลงไปในลักษณะแห่งความสัมพันธ์กันเป็นห่วงโซ่
เปน็ เหตุเปน็ ปัจจยั แกก่ นั และกนั ในรูปของวงจร กลา่ วคอื เปน็ กระบวนแหง่ ความสัมพนั ธ์กันเป็นหว่ งโซ่
ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทน้ันไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมกรหรือปฐมเหตุ เพราะกระบวนการของชวี ิต
เปน็ วัฏฏะแห่งกเิ ลส กรรม วิบาก ซ่งึ กลายเปน็ วฏั สงสาร
แต่อย่างไรก็ตามในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งชีวิตตามหลักปฏิจจสมุปบาทน้ี
จาเป็นจะต้องหาจุดเรม่ิ ต้นอธิบายให้เห็นว่าเป็นเหตุเปน็ ปัจจัยกันอย่างไรก่อน ดังนั้นท่านจึงสมมติเรม่ิ
จากอวิชชา โดยอธิบายอวชิ ชาเปน็ ปัจจัยจึงมสี ่ิงอ่ืนๆตามมาเป็นวัฏจกั รนาไปสูท่ ุกข์ ในทานองเดียวกัน
ถา้ อวชิ ชาดบั ไปไมเ่ หลือกจ็ ะเป็นเหตนุ าไปสู่การดับทุกข์ไดใ้ นทสี่ ดุ เพราะความเป็นไปของชวี ิตมีสภาวะ
เป็นวงจรท่เี รียกว่าสงสารวฏั ดังน้นั เบื้องต้นท่ามกลางและท่ีสดุ ของสงั สารวฏั จงึ ไม่ปรากฏ
๑๕๖ วิโรจ นาคชาตรี. พุทธปรชั ญาเถรวาท. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๕๐), หนา้ ๑๗๓.
๑๐๓
ลักษณะอีกประการหนึ่งที่นับว่าเป็นหลักเก่ียวกับความรู้ในพุทธปรัชญา ก็คือพระพุทธองค์ก็
ไม่ทรงแสวงหาความจริงทั้งหลายท่ีไม่สามารถนามาอธิบายได้ด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท อันได้แก่ อัพ
ยากตปัญหา คือปัญหาท่ีไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ด้วยประสบการณ์ของมนุษย์ เช่น ปัญหาเก่ียวกับโลก
เท่ียงหรือไม่เท่ียง สัตว์ท้ังหลายหลังจากตายแล้วมีอยู่หรือไม่มีอยู่ เป็นต้น เพราะความรู้เรื่อง
อภิปรัชญาเช่นนี้ไม่นาไปสู่ความส้ินทุกข์และไม่มีผลในทางปฏิบัติสาหรับชีวิตจริงเป็นปัญหาท่ีอธิบาย
แลว้ คนไม่อาจจะมองเห็นและเขา้ ใจได้๑๕๗
๖.๒.๑ ความหมายของปรตีตยสมตุ ปาทะ
ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยมหายาน ใช้คาว่า “ปรตีตยสมุตปาท” หรือ “ปรตีตยสมุต
ปาทะ” เป็นสันสกฤตมาจากรากศัพท์ของคาว่า “ปรตีตย” แปลว่า อาศัย และ “สมุตปาท”
แปลว่าเกดพร้อม หมายถึงอาการที่สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยเอ้ือแก่กัน นอกจากช่ือนี้แล้วยังมีชื่ออื่นๆ
ท่ีมีความหมายใกล้เคียงสามารถนามาใช้เรียกแทนกันได้ น่ันคือ อิทัปปจัจยตา (Conditionality)
หมายถงึ ภาวะทมี่ ีอนั น้ี ๆ เป็นปัจจยั ปจั จยการ (Structure of conditions) เปน็ คาที่นยิ มใชใ้ นคัมภรี ์
อภิธรรมและอรรถกถา มีความหมายเหมือนกับปฏิจจสมุปบาท และธรรมนิยาม (Orderliness of
nature) หมายถึง ความเป็นไปอันแน่นอนธรรมดา๑๕๘ ส่วนคาว่า “ปฏิจจสมุปบาท” เป็นคามาจาก
รากศัพท์บาลี มีคาอ่านว่า (ปะ-ติด-จะ-ส-มุบ-บาด) ส่วนศัพท์ในคัมภีร์สันสกฤตของฝ่ายมหายาน
เรียกว่า “ประตีตยสมุทปาทะ” หมายถึงการที่ธรรมท้ังหลายอาศัยกัน เกิดข้ึนพร้อม สภาพอาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น การที่ส่ิงทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีข้ึน การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเน่ืองกัน
มา๑๕๙
หลักปรตีตยสมุตปาทะเป็นหลักธรรมที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานถือว่าสาคัญโดยเฉพาะ
นิกายศูยตวาทะ หลักธรรมนี้ได้รับการอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นวงล้อการเกดิ ข้ึนของส่ิงทั้งหลาย ทาใหเ้ รา
เขา้ ใจวา่ สงิ่ ท้งั หลายเกิดจากการประชุมกันของเหตปุ จั จัยที่มอี าการสบิ สองประการ กลา่ วคอื อวิชชา
เปน็ สาเหตใุ ห้เกิดสังขาร สังขารเปน็ เหตใุ ห้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นเหตใุ หเ้ กิดนามรปู นามรูปเป็น
เหตุให้เกิดอายตนะ อายตนะเป็นเหตุให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นเหตุให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นเหตุให้
เกิดตัณหา ตณั หาเปน็ เหตใุ ห้เกิดอปุ าทาน อุปาทานเป็นเหตุให้เกิดภพ ภพ เปน็ เหตุใหเ้ กิดชาติ ชาติ
เป็นเหตุให้เกิดชราและมรณะอันสัมพันธ์เอาความทุกข์ทั้งหลายไว้ด้วย จากน้ันความทุกข์ ซึ่งเป็นผล
คือวิบากก็เป็นเหตุให้อวิชชาเกิดต่อไปเป็นวงจรแห่งวัฏจักรสืบต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งวงจรนี้ช้ีให้เห็นกงล้อ
ของทุกข์ ทาให้เห็นการเวยี นวา่ ยตายเกดิ ช้าแลว้ ซา้ เล่าของดวงจติ ทไ่ี มร่ แู้ จ้ง ภายในวงจรนี้ไดแ้ สดงไว้
อย่างชัดเจนถึงสาเหตุของทุกข์รวมท้ังกระบวนการที่ก่อให้เกิดทุกข์ จึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า
๑๕๗ พระครสู งั ฆรักษจ์ ติ รกร สนตฺ จติ โฺ ต (พลเยยี่ ม). การศึกษาเปรยี บเทยี บแนวคิดเรอื่ งสญุ ญตาของ
นาคารชนุ กับพทุ ธทาสภกิ ขุ. (วทิ ยานพิ นธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. ๒๕๕๔), หน้า. ๒๕๕๔. หน้า ๔๓.
๑๕๘ สมุ าลี มหาณรงคช์ ยั . พุทธศาสนามหายาน. (พมิ พค์ รั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ: ๒๕๕๐),หนา้ . ๗๒.
๑๕๙ พระพรหมคณุ าภรณ์. ๒๕๕๔. หนา้ ๑๓๙
๑๐๔
ปรตีตยสมุตปาทะคือการแสดงให้เห็นอริสัจสี่อย่างสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ การเกิดขึ้น
ของความทกุ ข์ ความพน้ ทกุ ข์ และหลักวธิ ีการทีจ่ านาไปส้คู วามพ้นทกุ ข์ ดงั นนั้ การเขา้ ใจ ปร
ตีตยสมุตปาทะคอื การเขา้ ใจหลักอริสัจส่ี อันเป็นแกนธรรมทพี่ ระพุทธเจ้าให้ความสาคัญอย่างย่ิง
อย่างไรก็ตาม จึงอาจสรุปความหมายของปรตีตยสมุตปาทะว่าคือเป็นหลักธรรมท่ีแสดงให้
เห็นกระบวนการเกดิ และกระบวนการดับของทุกข์ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียดและครบถ้วนซึง่ ความรู้
ในปรตตี ยสมตุ ปาทะนม้ี จี ุดมงุ่ หมายเดียวคือการหลุดพ้นจากกองทุกขห์ รือวัฏสงสารอยา่ งสน้ิ เชงิ
๖.๒.๒ ความสาคัญของปรตตี ยสมตุ ปาทะ
ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานปรตีตยสมุตปาทะหรือปฏิจจสมุปบาท กับคาว่า
ปฏิจจสมปุ ปนั นธรรม ทัง้ สองคาน้ีมีความหมายไม่เหมือนกัน ปฏจิ จสมุปบาท หมายถึงการอาศัยกัน
เกิดข้ึน หมายถึงตัวกฎ ส่วนคาว่าปฏิจจสมุปปันนธรรมน้ันมีความหมายว่าสงิ่ ท่ีอาศัยการปฏิจจสมปุ
บาทเกดิ ขน้ึ หมายถึงปรากฏการณ์ ตัวอยา่ งเชน่ เราเห็นพัดลมเพดานหมุนอยู่ นั่นเป็นปรากฏการณ์
อย่างหนึ่ง เราเห็นฝนตกฟ้าร้อง น่ันก็เป็นปรากฏการณ์ เบื้องหลังแห่งปรากฏการณ์ย่อมมีตัวกฎอนั
เป็นเหตุให้ปรากฏการณ์เกิดข้ึนอย่างน้ัน เช่นพัดลมหมุนอยู่ได้เพราะอะไรพอเราไปตัดความสัมพันธ์
ของกฎเสีย พัดลมกห็ ยดุ หมุน ฝนตกฟา้ ร้องเพราะอะไรพอมีกฎอย่างนั้นๆ เกิดขึ้น ปรากฏการณ์คือ
ฝนตก ฟ้าร้องก็เกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงทรงสรุปปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมของ
พระองค์ไว้โดยย่อว่า “เมื่อสิ่งนี้มี ส่ิงน้ีจึงมี เม่ือส่ิงนี้ไม่มี สิ่งน้ีจึงไม่มี...”๑๖๐ พระพุทธศาสนาฝ่าย
หมายานถือว่าหลักคาสอนเร่ืองปรตีตยสมุตปาทะ เป็นหลักธรรมที่ละเอียดลึกซ้ึงและเป็นหัวใจของ
พระพุทธศาสนา จากการค้นคว้าพุทธประวัติฝ่ายมมหายานได้กล่าวถึงการตรัสรู้อริยสัจธรรมว่า
ตามลาดับข้ันแรกในสัปดาห์แรกสิทธัตถปริพาชกทรงพจิ ารณาถึงเหตุและผลแหง่ ความเกิด ความชรา
ความตาย ความตง้ั ตน้ และความเสื่อมสลายแห่งธรรมชาตแิ ละชีวติ อนั เปน็ สนั สติสบื ต่อกันมาอย่างไร
จากอะไร๑๖๑
พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานสานักหน่ึงเรียกว่า สานักมาธยมิกหรือศูนยตวาทะ เป็นนิกายท่ี
สนบั สนุนหลักคาสอนว่าด้วยทางสายกลาง หลักคาสอนของสานักน้มี ุ่งชี้ให้เห็นหลักการทเ่ี ป็นทางสาย
กลาง (มัชเฌนธรรม) แต่จะเข้าใจทางสายกลางได้จะต้องเข้าใจหลัก ปรตีตยสมุตปาทะ และศูนย
ตา๑๖๒ ซ่งึ ทัศนของศนู ยตวาทะก็ถอื วา่ เปน็ คาสอนทเ่ี ปน็ หวั ใจของพระพทุ ธศาสนาเชน่ กนั
๑๖๐ วศนิ อนิ ทสะ. พุทธปรชั ญามหายาน. (พมิ พ์ครั้งที่ ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑),
หน้า ๘๗.
๑๖๑ เสถียร พนั ธรงั ส.ี พทุ ธประวตั มิ หายาน (พทุ ธประวัติฉบบั พบใหม)่ . (พมิ พ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ: ศยาม
๒๕๕๐), หนา้ ๑๐๘.
๑๖๒ สุมาลี มหาณรงค์ชยั . ๒๕๕๐. หนา้ ๕๗.
๑๐๕
นาคารชุนได้กล่าวถึงความสาคัญของปรตีตยสมุตปาทะ ว่าเป็นพุทธธรรมท่ีสาคัญอย่าง
ย่ิงยวดและเป็นเรื่องที่มีความลึกซ้ึงที่สุด จนได้ชื่อว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาหรือตัวแท้ของศาสนา
(แก่นแท้ของพุทธศาสนา) ความสาคัญของปรตีตยสมุตปาทะ อาจเห็นได้จากพระพุทธพจน์ตอนหนึง่
ว่าผู้ใดเห็น ปรตีตยสมุตปาทะ ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นปร
ตีตยสมตุ ปาทะ
ดงั นนั้ นาคารชนุ ถอื เอาปรตีตยสมุตปาทะ เปน็ หัวใจของพุทธศาสนา เปน็ หลักแสดงถึง
กระบวนการแหง่ เหตปุ ัจจัยท่ีสืบตอ่ เชอ่ื มโยงกันทงั้ ในกระบวนการเกดิ และดับหากจะประมวลเอา
สาระสาคัญปรตตี ยสมุตปาทะ นน้ั ไมอ่ าจกลา่ วให้ครอบคลุมได้ทั้งหมดแต่อาจสรุปความสาคญั บาง
ประการได้ ดงั น้ี
๑) เป็นหลกั ธรรมท่ีแสดงถึงกฎธรรมชาตขิ องสรรพสิ่ง ซึง่ มีการไหลไปไม่หยุดนิ่ง มเี กดิ ใน
เบ้ืองตน้ แปรปรวนในท่ามกลาง และแตกดับไปในทสี่ ุด
๒) เปน็ หลักธรรมที่แสดงถึงกฎธรรมดาของสรรพสง่ิ ซึ่งเป็นของไมเ่ ทีย่ ง เปน็ ทุกข์ และเป็น
อนตั ตา
๓) เปน็ หลกั ธรรมทีแ่ สดงถึงกฎแหง่ สงสารวฏั คือวงจรแหง่ ความทกุ ขท์ ่เี กิดขน้ึ เพราะอาศัย
กเิ ลส กรรม วิบาก
๔) เปน็ หลกั ธรรมขอ้ ใหญ่ท่ีประมวลเอาความหมายแห่งธรรมทั้งหลายมาไว้
๕) เป็นธรรมที่วา่ ดว้ ยเรอ่ื งชวี ติ ของมนุษย์ในขณะนแี้ ละเด๋ยี วน้ี
จึงอาจสรุปความสาคัญแหง่ หลักปรตตี ยสมุตปาทะ เปน็ หลกั ธรรมท่ีพระพุทธเจา้ ให้
ความสาคัญอยา่ งย่ิง เพราะเป็นหลักธรรมทีพ่ ระพุทธเจา้ ทรงสอนเพื่อใหเ้ วไนยสัตว์หยง่ั ถงึ เปา้ หมาย
สูงสดุ ในทางพระพุทธศาสนาคือความหลดุ พ้นจากกองทุกข์ทง้ั มวล อันเป็นแก่นแห่งหลกั คาสอนในทาง
พระพทุ ธศาสนา
๖.๓.๓ องค์ประกอบของหลักปรตตี ยสมุตปาทะ
พระโพธิสัตว์ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเย่ียมด้วยพระปัญญาที่ปรากฏข้ึนเพียง
ช่ัวขณะจิต กล่าวคือ (ทรงตรัสรู้ว่า) “นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย น้ีทุกขนิโรธ น้ีทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
เหล่าน้ีคืออาสวะ น้ีอาสวะสมุทัย น้ีอาสวะนิโรธ น้ีอาสวะนิโรธคามินีปฏิปทา อาสวะทั้งหลายย่อม
ดบั ย่อมระงบั และถงึ ความสญู สน้ิ ไป หมดโดยไม่มีเศษ ไม่มเี หลอื ในท่นี ้ี (ทรงตรสั รวู้ า่ )
๑) อวชิ า เปน็ ปัจจัยให้เกดิ สงั ขาร
๒) สังขาร เป็นปัจจัยใหเ้ กดิ วิญญาณ
๓) วิญญาณ เปน็ ปจั จัยให้เกิดนามรูป
๑๐๖
๔) นามรปู เป็นปัจจยั ให้เกดิ อายตนะ
๕) อายตนะ เป็นปัจจยั ใหเ้ กิดผสั สะ
๖) ผัสสะ เปน็ ปัจจยั ให้เกดิ เวทนา
๗) เวทนาเปน็ ปัจจัยใหเ้ กดิ ตัณหา
๘) ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิดอปุ าทาน
๙) อปุ าทาน เปน็ ปจั จัยใหเ้ กดิ ภพ
๑๐) ภพ เปน็ ปจั จยั ใหเ้ กิดชาติ
๑๑) ชาติ เปน็ ปัจจัยให้เกดิ ชรา
๑๒) มรณะ เป็นปจั จัยให้เกิ อวชิ ชา๑๖๓
โสก ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนสั และอุปายาส กองทุกขใ์ หญ่ถงึ เพียงนี้จึงเกิด
มีขึ้นดว้ ยประการฉะน้ี๑๖๔ (อน่ึงทรงตรสั รูว้ ่า)
เพราะความดบั ไปแหง่ อวิชาจึงมคี วามดบั ไปแหง่ สงั ขาร
เพราะความดบั ไปแหง่ สังขารจงึ มคี วามดับไปแห่งวิญญาณ
เพราะมีความดบั ไปแหง่ วิญญาณจึงมคี วามดบั ไปแหง่ นามรปู
เพราะมคี วามดบั ไปแห่งนามรูปจงึ มคี วามดบั ไปแหง่ สฬายตนะ
เพราะมคี วามดบั ไปแห่งสฬายตนะจึงมคี วามดบั ไปแหง่ ผสั สะ
เพราะมคี วามดบั ไปแห่งผัสสะจึงมคี วามดับไปแห่งเวทนา
เพราะมีความดบั ไปแหง่ เวทนาจงึ มีความดับไปแห่งตัณหา
เพราะมคี วามดับไปแห่งตณั หาจงึ มคี วามดับไปแหง่ อุปาทาน
เพราะมีความดับไปแห่งอปุ าทานจงึ มีความดบั ไปแหง่ ภพ
เพราะมีความดับไปแห่งภพจึงมคี วามดบั ไปแหง่ ชาติ
๑๖๓ พระสงฆจ์ ก้ี งอธิบาย. วชั รปรัชญาปารมิตสูตร. แปลและเรียบเรยี งโดย อมร ทองสกุ . (พมิ พค์ รงั้ ที่ ๒.
ปทุมธาน:ี ชณุ หวัตร. ๒๕๕๐), หนา้ ๑๙.
๑๖๔ สาเนียง เลือ่ มใส. มหาวสั ตุอวทาน เล่ม ๒. กรงุ เทพฯ: มูลนิธสิ นั สกฤตศกึ ษาในพระราชปู ถมั ภ์สมเดจ็
พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี. ๒๕๕๗. หน้า ๒๑๘-๒๑๙.
๑๐๗
เพราะมคี วามดบั ไปแห่งชาตจิ งึ มีความดับไปแห่งชรา มรณะ โสก ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส กองทุกข์ใหญ่ถึงเพียงนี้ย่อมดับไปได้ด้วย
ประการฉะนี้๑๖๕
พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานสานักวัชรายานในธเิ บตได้อธบิ ายหลักปรตีตยสมุตปาทะ โดยมี
คตินิยมการสร้างรูปมีลักษณะเหมือนล้อเกวียน มี ๖ ซี่กา มีวง ๓ ช้ัน คือวงล้อดุมหรือวงกลาง วง
ในชั้นแรกและวงล้อด้านนอก มีพระอวโลกิเตศวรในร่างยักษ์ใหญ่หรือท้าวพระยายม บางทีเรียกว่า
“ท้าวมหากาล” น่ังคามลูกล้อเอามือและท้าวทั้งสองโอบรอบไว้ แระเพณีการสร้างรูปล้อเกวียนน้ี
เกิดขนึ้ ในอนิ เดีย อาจารยฝ์ ่ายสรวาสตวิ าทินนาไปเผยแผใ่ นธิเบต ต่อมาสมยั หลังกับมานยิ มในอินเดีย
อีก ในประเทศไทยท่านพุทธทาสภกิ ขุได้นามาอธิบายไว้ในโรงมหรสพทางวญิ ญาณ สวนโมกขพลาราม
ไชยา สรุ าษฎรธ์ านี
ภายในวงลอ้ เลก็ สดุ ภาพตรงกลางหรือศูนย์กลาง มีรูป งูกินหางไก่ ไก่กินหางหมู หมูกินหางงู
หมุนเวียนกันเป็นวงกลม บริเวณวงในช้ันแรก แบ่งเป็น ๖ ช่อง ส่วนบริเวณวงล้อด้านนอกแบ่ง
ออกเป็น ๑๒ ตอน ความหมายของ ไก่ หมายถึงโลภะ งู หมายถึงโทสะ และ หมู หมายถึงโมหะ
ทั้ง ๓ อย่างแสดงให้เห็นถึงอานาจของกิเลสอันมีอกุศล คือ โลภ โกรธ หลง เป็นมูลเหตุให้เกิดภพชาติ
หมุนวนเวียนเป็นวงกลมซ้าแล้วซ้าอีก เป็นวงจรแห่งชีวิตไม่จบสิ้นอันเป็นวัฏฏสงสารที่กักขังสัตว์ให้
เวยี นตายเวยี นเกดิ อยู่ในหว้ งแหง่ ความทุกข์ การแบ่งวงกลมเปน็ ๒ ซีก ซีกดาหมายแทนอกุศล บาป
นรก ความช่ัว ความทุกข์ ฯ อันเป็นสภาพแห่งกรรมข้างฝ่ายดา ส่วนซีกขาว หมายแทนบุญ สวรรค์
ความดี ความสุข ฯ หมายถึงกรรมข้างฝา่ ยขาวท่ีมีความละอาย เกรงกลัวบาป แต่ยังยึดถือบุญ สวรรค์
ความดี ความสุข ว่าเป็น ตัวเรา และ ของเรา จึงไม่สามารถหลุดพ้นไปสู่ความเป็นอิสระที่เหนือกรรม
ท้งั ดาท้งั ขาวได้
ในวงกลมในชน้ั แรกถัดออกมาจากศูนย์กลาง แบง่ ออกเป็น ๖ ชอ่ ง หมายถงึ ภูมิทั้ง ๖ ช่อง
ท่ี ๑ ด้านบนสุดเป็นเทวภูมิ ช่องท่ี ๒ ต่อมาตามเข็มนาฬิกาหรือด้านขวาเป็นภูมิของอสูร ช่องท่ี ๓
เป็นเปรตภูมิ ช่องท่ี ๔ ด้านล่างสุดเป็นนรกภูมิ ช่องท่ี ๕ เป็นดรัจฉานภูมิ และช่องท่ี ๖ มนุษยภูมิ
ภูมิทั้ง ๖ ยังต้องอยู่ทนทุกข์ในสังสารวัฏเพราะอยู่ภายใต้แรงขับเคลื่อนแห่งอกุศล คือ ความโลภ
ความโกรธและความหลง
ส่วนวงกลมนอกสุด แบ่งออกเป็น ๑๒ ตอนแสดงถึงมูลเหตุท่ีทาให้ชีวิตของสรรพสัตว์
หมุนเวียนจมอยู่ในห้วงแห่งวัฏฏสงสาร ด้วยห่วงโซ่อาการเริ่มด้วย อวิชชาแล้วจบลงด้วยชรามรณะ
โสะ ปรเิ ทวนะ ทุกข์ โทมนสั และอปุ ายาส ซงึ่ แต่ละชอ่ งมีความหมายดังน้ี อวชิ า (แสดงดว้ ยภาพ
เด็กที่ไม่รู้นาทางคนแก่ตาบอดท่ีไม่เห็น) สังขาร (ช่างป้ันหม้อ) วิญญาณ (ลิง) นามรูป (ชายสองคน)
อายตนะ (บ้านมีหน้าต่างหกบาน) ผัสสะ (คู่รัก) เวทนา (ศรทิ่มแทงตา) ตัณหา (นายมีคนบริการ)
๑๖๕ เรื่องเดยี วกนั หนา้ . ๒๑๙.
๑๐๘
อุปาทาน (ลิงเกบ็ ผลไม)้ ภพ (หญิงท้อง) ชาติ (หญิงคลอดลูก) ชรา มรณะ (คนแก)่ ซึง่ กล่าวโดยสรุป
แล้ว เพราะอวิชชาตัวเดียวเท่านั้น หนุนเน่ืองให้ปรากฏข้ันตอนต่างๆ อย่างฉับพลันพร้อมกันจนเกิด
เป็นความทุกข์ พุทธศาสนาแบบตันตระนากรอบน้ีมาแสดงเชิงบุคลาธิษฐานคือทาให้มีฐานะเป็นสตั ว์
บุคคลตวั ตนเราเขา ดงั ภาพ
๖.๓ เปรยี บเทียบหลกั ปฏจิ จสมปุ บาทในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบมหายาน
จากการศึกษาหลักปฏิจจสมุปบาทระว่างพระพทุ ธศาสนาเถรวาทกับมหายานของนักวชิ าการ
ทางพระพุทธศาสนา พอสรุปประเดน็ ความเหมือนกบั ความแตกตา่ งระว่างทัศนะทง้ั สองได้ ดังนี้
๑๐๙
ความเหมือนเกีย่ วกบั หลักปฏจิ จสมปุ บาทระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทกบั มหายาน
เถรวาท มหายาน
๑. ความหมายของหลกั ปฏิจจสมุปบาท
๑) ในแงข่ องความหมายปฏิจจสมุปบาททงั้ สองทัศนะมคี วามคลา้ ยคลึงกันจะแตกตา่ งกันเฉพาะรปู
ศัพท์ของบาลแี ละสันสกฤตเท่าน้นั คาว่าปฏิจจสมุปบาทมาจากศัพทบ์ าลี หมายถึงการท่ีธรรม
ทง้ั หลายอาศัยกนั เกดิ ขนึ้ พร้อม สภาพอาศยั ปัจจัยเกิดข้นึ การทสี่ ่ิงทง้ั หลายอาศัยกนั จงึ เกดิ มีขน้ึ
การทที่ ุกขเ์ กิดข้ึนเพราะอาศยั ปัจจยั ต่อเนอ่ื งกนั มา สว่ นคาในคัมภีรส์ ันสกฤตของฝา่ ยมหายาน
เรยี กว่า “ประตตี ยสมุทปาทะ” หมายถงึ การทีธ่ รรมทั้งหลายอาศัยกนั เกิดข้นึ พรอ้ ม สภาพอาศัย
ปจั จัยเกิดขน้ึ การทส่ี ิ่งทัง้ หลายอาศยั กันจงึ เกิดมีข้นึ การทที่ กุ ขเ์ กดิ ขน้ึ เพราะอาศยั ปัจจยั
ตอ่ เน่อื งกันมา
๒. ความสาคัญของหลักปฏิจจสมปุ บาท
๑) พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายานถือวา่ หลกั ปฏจิ จสมปุ บาทเปน็ หลกั คาสอนท่ีสาคัญที่
แสดงถึงความลา้ เลิศแหง่ ปัญญาคุณของพระพทุ ธเจา้ เป็นหลกั คาสอนที่แสดงให้เห็นวา่
พระพุทธศาสนามใิ ช่ศาสนาเทวนยิ ม เพราะหลกั ปฏิจจสมปุ บาทแสดงให้เห็นถึงหลักของการเกิด
และการดาเนนิ ไปของสรรพสง่ิ ท้งั ปวง เปน็ สัจธรรมของชีวิตหรือกฎธรรมชาตขิ องชีวิต ทกุ ชวี ติ
กาเนิดขน้ึ ดาเนนิ ไปอย่างไรย่อมเปน็ เหตุเปน็ ปจั จยั ของกนั และกนั เก่ยี วเน่อื งกันเป็นลกู โซเ่ รม่ิ จาออ
วิชชา-ชรามรณะ ฯลฯ เป็นภาวะที่อาศัยกันเกิดขน้ึ
๒) พระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาทกบั มหายานถอื วา่ หลกั ปฏจิ จสมุปบาท เปน็ อนัตตาหรือสุญญตา
คือวา่ งจากความเป็นตัวตนั หลักปฎิจจสมุปบาททง้ั สองสายเป็นเพียงมายาของส่งิ ทงั้ หลายทีอ่ าศัย
กนั และกนั เกดิ ข้นึ จนเกดิ ความทกุ ข์ และมายาทสี่ ิ่งทงั้ หลายอาศัยกันจนดบั ไม่เหลือแหง่ ความทกุ ข์
๓) การเขา้ ใจหลกั ปฏจิ จสมุปบาทเปน็ การเหน็ เข้าใจอนั เกิดจากญาณทรรศนะดงั การตรสั ร้พู ระ
สมั มาสมั โพธิญาณของพระพุทธเจา้ สรรพส่ิงเปน็ อนตั ตาเปน็ ความว่างท่แี สดงให้เหน็ หลกั ไตร
ลักษณ์ซ่งึ เปน็ หลักธรรมสาคญั ของพระพุทธศาสนาเชน่ เดียวกนั กัลปห์ ลกั ปฏิจจสมุปบาท สุญญตา
หรือความว่างจึงเปน็ สิง่ เดียวกัน
๔) ในพุทธพจน์ที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุป
บาท ผู้นั้นช่ือว่าเห็นธรรมผู้ใดเห็นธรรม ผู้น้ันช่ือว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท” นาคารชุนได้กล่าวถึง
ความสาคัญของปรตีตยสมุตปาทะ ว่าเป็นพุทธธรรมที่สาคัญอย่างย่ิงยวดและเป็นเร่ืองท่ีมีความ
ลึกซึ้งที่สุด จนได้ช่ือว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาหรือตัวแท้ของศาสนา (แก่นแท้ของพุทธศาสนา)
ความสาคัญของปรตีตยสมุตปาทะ อาจเห็นได้จากพระพุทธพจน์ตอนหน่งึ ว่า ผู้ใดเห็นปรตีตยสมตุ
ปาทะ ผ้นู ้ันยอ่ มเห็นธรรม ผูใ้ ดเหน็ ธรรม ผ้นู ้ันยอ่ มเหน็ ปรตีตยสมุตปาทะ
๓. องค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท
๑) หลกั ปฏิจจสมุปบาทถือว่าเปน็ หลกั การพ้นื ฐานของพระพุทธศาสนา และถือเป็นหลักธรรมท่ี
สาคญั ที่แสดงหลักแหง่ เหตุผลของธรรมทุกระดับ แท้จรงิ แล้วทฤษฎีความสัมพนั ธ์ทง้ั หลายก็
คอื ปฏจิ จสมุปบาท เป็นหลกั ธรรมทพี่ ระพทุ ธเจ้าทรงพจิ ารณาเปน็ เบอื้ งแรกแห่งการตรสั รู้ การท่ี
สิ่งทงั้ หลายอาศยั กนั จึงเกิดมีขึ้น การทที่ ุกข์เกดิ ข้ึนเพราะอาศัยปจั จัยตอ่ เนื่องกนั มา มอี งค์อยู่ ๑๒
๑๑๐
ประการ อังน้ี เพราะอวิชาเปน็ ปัจจยั สงั ขารจงึ มี เพราะสังขารเป็นปัจจยั วญิ ญาณจึงมี เพราะ
วิญญาณเปน็ ปัจจยั นามรปู จึงมี เพราะนามรูปเปน็ ปจั จัยสฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็น
ปัจจัยผัสสะจงึ มี เพราะผสั สะเป็นปจั จยั เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเปน็ ปจั จัยตณั หาจึงมี เพราะ
ตณั หาเปน็ ปัจจัยอปุ าทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจยั ภพจึงมี เพราะภพเปน็ ปจั จยั ชาตจิ ึงมี
เพราะชาติเป็นปจั จยั ชรามรณะจึงมี โสกะ ปริเทวนะ ทุกข์ โทมนสั อุปายาสจึงมีพร้อม
๔. แนวทางปฏิบัติเพ่ือแจง้ หลักปฏจิ จสมปุ บาท
๑) ในทางพระพุทธศาสนาหลักปฏจิ สมุปบาทเป็นหัวข้อธรรมที่อธบิ ายให้บุคคลท่วั ไปเข้าใจอยา่ ง
ลกึ ซึง้ ได้ยาก เห็นไดย้ ากย่ิง และเปน็ สิ่งที่อยู่เหนอื เหตุผล กระนัน้ ก็ตามปฏิจจสมปุ บาทก็ยัง
ต้องการอธิบายเพอ่ื ให้ผ้สู นใจใฝ่รไู้ ดเ้ กิดความเข้าใจความรูส้ ูงสุดในทางพระพทุ ธศาสนา การทา
ความเขา้ ใจความรใู้ นหลกั ปฏิจจสมุปบาท ซึง่ จาแนกเป็น ๒ ประการ คือ การกาหนดรู้ขัน้ โลกิยะ
หรอื ความแบบโลก ซึ่งมี ๓ ข้ัน คือ ญาตปรญิ ญา ตีรณปริญญาและปหานปริญญา และด้วยโล
กุตตรปญั ญาอนั เป็นความร้รู ะดับพ้นโลกหลักปฏจิ จสมปุ บาททง้ั สองสายเปน็ เพยี งมายาเปน็ สญู ญตา
หรือความว่าง
ความแตกตา่ งเกย่ี วกบั ความสาคัญของหลกั ปฏจิ จสมปุ บาทระหวา่ งพระพุทธศาสนาเถรวาทกับ
มหายาน
เถรวาท มหายาน
จากการศึกษาค้นคว้าของ พระครสู งั ฆรักษ์ พระพทุ ธศานามมหายานสานกั ศนู ยตวา
จิตรกร สนฺตจิตโฺ ต (พลเย่ียม).ได้ศกึ ษา ทถอื ว่าปฏิจจสมุปบาทเปน็ แก่นแทห้ รือพวั ใจ
เปรยี บเทียบแนวคิดเร่ืองสญุ ญตาของนาคารชุน ของพระพทุ ธศาสนา เปน็ หลักแสดงถึง
กบั พุทธทาสภกิ ขุ และได้เปรยี บเทียบ กระบวนการแหง่ เหตุปัจจัยท่ีสบื ต่อเชื่อมโยงกัน
ความสาคัญของหลักปฏิจจสมปุ บาททง้ั สอง ท้งั ในกระบวนการเกิดและดบั
ทศั นะ พอสรปุ ประมวลได้ดังน้ี
ในประเดน็ ความแตกต่าง ในทศั นะ
พระพทุ ธศาสนาเถรวาทใหค้ วามสาคัญกับ
หลักปฏิจจสมุปบาทว่า “..หลกั ปฎจิ จสมุปบาท
เปน็ ยหลกั ธรรมอกี หมวดหน่งึ ที่พระพุทธเจา้ ทรง
แสดงในรูปของกฎธรรมชาตหิ รอื หลักความจรงิ
ที่มอี ยู่ในมรรคาไม่เกี่ยวกบั การอุบตั ิของพระ
ศาสดาทั้งหลาย...”
๑. ทัศนะของเถรวาทถือวา่ ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุป ๑. เป็นหลักธรรมท่ีแสดงถงึ กฎธรรมชาติของ
บาทผนู้ ั้นย่อมเห็นธรรม ผใู้ ดเหน็ ธรรมผ้นู น้ั ย่อม สรรพส่งิ ซึ่งมีการไหลไปไม่หยุดนงิ่ มีเกิดใน
เห็นปฏจิ จสมุปบาท เบ้ืองตน้ แปรปรวนในทา่ มกลางและแตกดับไป
ในที่สดุ
๑๑๑
๒. “ภิกษทุ งั้ หลาย แท้จรงิ อรสิ าวกผ้ไู ด้เรียนรู้ ๒. เป็นหลกั ธรรมท่ีแสดงถึงกฎธรรมดาสรรพส่ิง
แล้ว ย่อมมีญาณหย่ังรเู้ รือ่ งน้ีโดยไมต่ ้องเช่อื ซ่ึงเปน็ ของไม่เท่ียง เปน็ ทุกข์ และเป็นอนัตตา
ผอู้ น่ื ว่า เมอ่ื สง่ิ นมี้ ี สง่ิ นจี้ งึ มี เพราะส่งิ นี้
เกิดขน้ึ สง่ิ นจี้ งึ เกดิ ...”
๓. หลกั ปฏจิ จสมุปบาทเป็นธรรมอันลกึ ซ้งึ ๓. เปน็ หลกั ธรรมที่แสดงถึงกฎสงั สารวฏั คือ
เพราะเหตุไม่รู้ไมเ่ ข้าใจ ไม่แทงตลอดหลักธรรม วงจรแหง่ ความทุกข์ทเ่ี กิดข้นึ เพราะอาศัยกิเลส
ข้อนแ้ี หละ หมู่สตั วน์ ี้จงึ วุ่นวายเหมอื นเสน้ ดา้ ย กรรมวิบาก
ทขี่ อดกนั ย่งุ ขมวดเปน็ ปม จงึ ผา่ นพ้น
สงั สารวฏั ไปไมไ่ ด้
๔. เปน็ หลกั ธรรมท่ีแสดงการเกิดขึน้ ของชวี ิต ๔. เป็นหลักธรรมข้อใหญท่ ่ีประมวลเอา
การเกดิ ข้ึนแห่งทุกข์หรือการเกิดขนึ้ แห่งการมี ความหมายแหง่ ธรรมทงั้ หลายไว้
ชิตอยู่อย่างมตี ัวตน (ความยดึ ตดิ ในอตั ตา) อัน
กอ่ ใหเ้ กิดผลคือความทุกข์ เม่ือทาลายวงจรชวี ติ
แห่งปฏจิ จสมุปบาทเสียได้กเ็ ทา่ กับทาลายวงจร
ชวี ิตแห่งความทุกข์ทัง้ หมดที่จะเกดิ ขึ้นหรือเปน็
การทาลายความทกุ ข์ท่ีเกิดขึ้นจากการมีชีวิตอยู่
อยา่ งมีตัวตน
๕. การมชี วี ิตอยดู่ ้วยปญั ญา หมายถึงการอยู่ ๕. เปน็ หลกั ธรรมที่ว่าด้วยเรอ่ื งชวี ิตของมนุษย์
อยา่ งรเู้ ท่าทันสภาวะและร้จู ักถอื เอาประโยชน์ ในขณะนีแ้ ละเดียวนี้
จากธรรมชาติ การถือเอาประโยชน์จาก
ธรรมชาตไิ ด้อยา่ งเดยี วกบั การอยูอ่ ย่างประสาน
กลมกลนื กับธรรมชาติ การอยูป่ ระสาน
กลมกลืนกบั ธรรมชาติ เป็นอยูอ่ ยา่ งอิสระ การ
เป็นอยอู่ ยา่ งอสิ ระ กค็ ือ การไมต่ ้องตกอยูใ่ น
อานาจของตัณหา อปุ าทานหรอื การอยู่อยา่ งไม่
ยึดม่นั ถอื ม่นั การอยูอ่ ย่างไม่ยึดมั่นถอื มนั่ ก็คอื
การมีชวี ิตอยู่ดว้ ยปญั ญาหรือการรูแ้ ละเข้า
เกย่ี วขอ้ งจดั การกับส่ิงทง้ั หลายตามวถิ ที างเหตุ
และปัจจัย
๖. พทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานแบบตันตระนา
กรอบปฏจิ จสมุปบาทมาแสดงเชิงบคุ ลาธิษฐาน
คือทาให้มีฐานะเปน็ สตั วบ์ คุ คลตวั ตนเราเขา
เชน่ อวชิ า (แสดงดว้ ยภาพเด็กท่ีไม่ร้นู าทางคน
แกต่ าบอดที่ไมเ่ ห็น) สังขาร (ชา่ งปัน้ หมอ้ )
วิญญาณ (ลิง) นามรปู (ชายสองคน) อายตนะ
(บา้ นมหี นา้ ต่างหกบาน) ผสั สะ (ครู่ ัก) เวทนา
๑๑๒
(ศรทิม่ แทงตา) ตณั หา (นายมีคนบรกิ าร)
อุปาทาน (ลงิ เก็บผลไม้) ภพ (หญิงท้อง) ชาติ
(หญิงคลอดลกู ) ชรา มรณะ (คนแก่)
๑๑๓
คาถามท้ายบท
๑. จงอธิบายอธบิ ายเปรยี บเทียบความหมายของหลกั ปรตีตยสมุตปาทะ ทัศนะของ
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายาน ว่ามคี วามคล้ายคลึงหรอื แตกต่างกนั
อย่างไร
๒. จงอธิบายเปรยี บเทยี บความสาคัญของหลกั ปรตีตยสมตุ ปาทะในทัศนะของ
พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายาน วา่ มคี วามคลา้ ยคลึงหรือแตกตา่ งกัน
อยา่ งไร
๓. จงอธิบายเปรยี บเทยี บองค์ประกอบของปฏิจจสมปุ บาทในทศั นะของ
พระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายาน วา่ มคี วามคล้ายคลงึ หรอื แตกต่างกนั
อย่างไร
๔. ในทศั นะของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้อธิบายปฏิจจสมุปบาท แนว
บคุ ลาธษิ ฐานไวอ้ ย่างไร
๕. จงอธบิ ายเปรยี บเทยี บอธิบายเปรียบเทียบวธิ กี ารรแู้ จ้งหลักปฏจิ จสมปุ บาทใน
ทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกบั มหายาน วา่ มีความคล้ายคลึงหรือ
แตกตา่ งกนั อย่างไร
๑๑๔
เอกสารอ้างองิ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั , ๒๕๓๙.
พระครูสังฆรักษ์จิตรกร สนฺตจิตฺโต (พลเย่ียม). การศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดเร่ืองสุญญตาของ
นาคารชุนกับพุทธทาสภิกขุ. วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . ๒๕๕๔.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปอ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.พิมพ์ครั้งที่ ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ปอ.ปยตุ โฺ ต). พทุ ธธรรมฉบบั ปรับปรงุ ขยายความ.พิมพ์ครั้งที่ ๑๕. กรุงเทพฯ :
สหธรรมกิ .๒๕๕๒
พระศรีคัมภีรญาณ (สมจนต์ วันจันทร์). พุทธปรัชญา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย. ๒๕๔๖.
สมเด็จพระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร). คมั ภรี ์วสิ ทุ ธมิ รรค พระพุทธโฆสเถร รจนา. พมิ พค์ ร้ัง
ที่ ๖. Taiwan: The Corporate Body of Buddha Educational Foundation. ๒๕๔๘.
สมุ าลี มหาณรงค์ชัย. พุทธศาสนามหายาน. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๒. กรุงเทพฯ: ๒๕๕๐
สาเนียง เล่ือมใส. มหาวัสตุอวทาน เล่ม ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสันสกฤตศึกษาในพระราชูปถัมภ์
สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมาร.ี ๒๕๕๗.
วิโรจ นาคชาตร.ี พุทธปรชั ญาเถรวาท. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง. ๒๕๕๐
สุภลักษณ์ วิรักษา. การศึกษาเปรียบเทียบปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับทฤษฎี
สัมพันธภาพพิเศษของแอลเบริร์ต ไอน์สไตน์. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
๒๕๔๗.
เสถียร พันธรังสี. พุทธประวัติมหายาน (พุทธประวัติฉบับพบใหม่). พิมพ์คร้ังท่ี ๖. กรุงเทพฯ:
ศยาม ๒๕๕๐.
วศนิ อนิ ทสะ. พทุ ธปรัชญามหายาน. พมิ พ์ครั้งท่ี ๔, กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง. ๒๕๔๑.
ประตูสู่ธรรมแหล่งข้อมูลและความรู้เรื่องพระพุทธศาสนา . ออนไลน์ http://www.dharma-
gateway.com/dhamma/dhamma-32-01.htm (วันท่ี ๑๕ กนั ยายน ๒๕๖๑)
๑๑๕
บทที่ ๗
หลกั คาสอนเรือ่ งนพิ พาน
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนประจาบท
เมอ่ื ได้ศกึ ษาเนือ้ หาในบทน้ีผศู้ ึกษาสามารถ
อธิบายความหมายของนิพพานในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกบั มหายาน
ได้
อธิบายลักษณะสภาวะและประเภทของนิพพานในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่าย
เถรวาทกบั มหายานได้
อธิบายแนวทางปฏิบัติเพื่อเข้าถึงนิพพานในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
กบั มหายานได้
อธิบายเปรยี บเทียบนพิ พานในทศั นะของพระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายานได้
ขอบข่ายของเน้ือหา
ความหมายของนพิ พานในทศั นะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายาน
ลักษณะสภาวะและประเภทของนิพพานในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
กับมหายาน
แนวทางปฏิบัติเพื่อเข้าถึงนิพพานในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับ
มหายาน
เปรียบเทียบนิพพานในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาทกับมหายาน
๑๑๖
๗.๑ ความนา
หลักคาสอนของพระพุทธศาสนามงุ่ เน้นเรอื่ งการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีการดบั
ทกุ ข์ ใหพ้ ้นจาก ความไม่รู้ความจริงในธรรมชาตซิ ่ึงพระพุทธศาสนาเรียกว่า “อวชิ ชา” น่นั เอง อนั เป็น
เหตุให้เกิดทกุ ข์จากกิเลสทงั้ ปวง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หลักคาสอนทางพระพทุ ธศาสนา
มุ่งเน้นการศึกษาทาความเข้าใจ และการวิจัยในธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง (ธัมมวิจยะ) ด้วยการ
โยนโิ สมนสกิ ารด้วยปัญญา เหน็ เหตผุ ลวา่ สงิ่ นมี้ ีสง่ิ น้ี จึงมี (อทิ ปั ปัจจยตา) จนเห็นตามความเป็นจริงว่า
สรรพสิ่งในธรรมชาติเปน็ ไปตามกฎของธรรมชาตหิ รอื ของไตรลักษณ์ และสตั ว์โลกทเี่ ป็นไปตามกฎแห่ง
กรรม หลักคาสอนเรื่องความหลุดพ้นในทางพระพุทธศาสนาท้ังสองนิกายมีเป้าหมายพระนิพพานคือ
การดับกิเลสและกองทุกข์ แต่หากแต่ฝ่ายมหายานมีกุศโลบายในการอธิบายซ่ึงแตกต่างจากการ
อธิบายของพระเถระในสมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนาเถรวาทจะหยิบยกหลักคาสอนเรื่องอริยสัจใน
การเผยแผ่มนี ิพพานเปน็ เป้าหมายสูงสดุ ของชวี ิต ผถู้ งึ นพิ พานเรยี กว่าอรหตั ต์ หมายถึงความเป็นพระ
อรหันต์เป็นผู้ตัดกิเลสในสันดานได้อย่างเด็ดขาด๑๖๖ วิธีการที่จะบรรลุถึงนิพพานต้องปฏิบัติตามหลัก
ไตรสิกขา คือการปฏิบัติศีล สมาธิและปัญญา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือดาเนินไปตามอริยมรรคมีองค์ ๘
ประการ ไดแ้ ก่ ความเห็นชอบ ความดาหรอชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เล้ยี งชีวิตชอบ ความ
พยายามชอบความระลกึ ชอบและความตงั้ ใจชอบ
๗.๒ ความหมายของนิพพานในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
คาวา่ “นิพพาน” เปน็ ศพั ทภ์ าษาบาลีในคมั ภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มาจากคาวา่ น+ิ
วาน คาว่า นิ เป็น อุปสรรค (แปลวา่ ออกไป หมดไป ไม่มี เลิก) สว่ นคาว่า วาน (แปลว่า พัด
ไป หรอื เป็นไปบา้ ง เครือ่ งร้อยรัดบา้ ง) ใชเ้ ป็นคากริ ยิ าของไฟหรือการดบั ไฟหรือของท่ีร้อนเพราะไฟ
แปลว่า ดับไฟหรือดับร้อน หมายถึงหายร้อน เย็นลง เย็นใจ สดชื่น ชุมชื่นใจ ดับความร้อนใจ
หายร้อนรน ไม่มีความกระวนกระวายในคัมภีร์หมายถึงความสิ้นไปแห่งตัณหา ความคลายกาหนัด
ความดับทุกข์๑๖๗ หรือแปลว่า เป็นเคร่ืองดับกิเลส คือราคะ โทสะ โมหะ หมดส้ินไปแต่ในปัจจุบัน
นยิ มแปลว่า ไมม่ ตี ันหาเครื่องร้อยรัดหรอื ออกไปแลว้ จากตัณหาทเี่ ปน็ เครือ่ งร้อยรดั ไว้กับภพ๑๖๘
คาว่านิพพานวิเคราะห์ได้หลายอย่างแม้คาน้ีจะตีความได้หลายนยั แต่ทุกนยั มุ่งแสดงความคดิ
ที่เปน็ จุดยนื เดยี วกัน เพราะนพิ พานมีหนึ่งเดียวคือเป็นธรรมสูงสุดและเป็นจดุ หมายสูงสุดของผู้ปฏิบัติ
ธรรมในพระพุทธศาสนา นิพพานเป็นความดับเหตุท่ีทาให้เกิดทุกข์และนิพพานเป็นชื่อหน่ึงของนิโรธ
ดงั นัน้ นิพพานกบั นโิ รธจึงเป็นสิ่งเดียวกนั จัดไดว้ ่าเป็นความจริงสูงสุดเป็นสภาวะท่สี มบูรณ์ เป็นความ
๑๖๖ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลศัพท์. (พมิ พค์ รง้ั ที่ ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔), หนา้ ๕๑๓.
๑๖๗ อง.ฺ ติก (ไทย). ๒๐/๗๒/๑๘๔.
๑๖๘ พระมหานรนิ ทร์ ฐานุตฺตโร (วรสขุ ). การศกึ ษาวเิ คราะหน์ พิ พานในพระพุทธศาสนาเถรวาท.
(วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
๒๕๓๕), หนา้ ๒๒.
๑๑๗
ดีข้ันสูงสุด เป็นสภาวะท่ีเที่ยงแท้เป็นสุขนิรันดร์๑๖๙ ในทางพระพุทธศาสนาการมีความสุขอย่างเดียว
ชนิดถาวรก็ต้องหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ความหลุดพ้นหรือความพ้นทุกข์กับความสุขท่ีสมบูรณ์จึงเป็น
สิ่งเดียวกันที่เรียกว่านิพพาน๑๗๐ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้แสดงถึงภาวะหมดกิเลสว่าเป็น
นิพพานเช่นเดียวกันแต่กล่าว (โดยบุคลาธิษฐาน) ถึงสวรรค์แห่งหนึ่ง ชื่อ “สุขาวดี” อยู่ทางทิศ
ตะวันตก “สขุ าวดี” น้ันเปน็ ทีส่ ถติ ของพระอมิตาภพทุ ธะและสิทธัตถพทุ ธเจ้านน้ั เมอ่ื เสด็จปรนิ พิ พาน
แล้วก็เสด็จสู่สวรรค์ “สุขาวดี” เหมือนกัน๑๗๑ พระพุทธศาสนาจึงมีสิ่งท่ีเรยี กว่านิพพานเป็นหัวใจเปน็
เน้ือแทเ้ ปน็ แก่นสาร
คาว่า นิรวาณ หรือ นิรวาณะ ก็เป็นคาท่ีนิยมใช้กันในปัจจุบันหมายถึงความดับเช่นเดียวกับ
คาวา่ นพิ พานเพอ่ื ใหเ้ กิดความเขา้ ใจสามารถพิจารณาความหมายนพิ พานตามรปู ศัพท์ ซึ่งสามารถแยก
วิเคราะหต์ ามรูปศัพท์ได้ดังน้ี
๑. น+ิ วาน มาจาก วา ธาต+ุ อน (นิ=ออกไป, วาน=พดั ไป) ใชเ้ ป็นกริ ยิ าของไฟ หรือการ
ดับไฟหรือของท่ีร้อนเพราะไฟ แปลว่า ดับไฟหรือดับร้อน หมายถึงหายรอ้ น เย็นลง หรือเยน็ สนิท
(แตม่ ิใชด่ บั สญู )๑๗๒
๒. นิ+วาน (นิ=ออกไป, วานะ=เครื่องร้อยรัดตัณหา ) มีความหมายว่าออกจากตัณหาหรือ
เครอ่ื งรอ้ ยรดั ซง่ึ เป็นเหมอื นเชือกหรอื ดา้ ยทีผ่ กู ใหอ้ ยใู่ นสังสารวัฏฏ์
๓. นิ+วาน (นิ=ไมม่ ,ี วาน=ป่า) มคี วามหมายว่าไมม่ ปี ่า เพราะคาวา่ ปา่ น้ีเปรียบไดก้ ับป่าคือ
ราคะ โทสะ โมหะ
๔. น+ิ วาน มาจาก วา ธาตุ=เสยี บ,แทง+อน (นิ=ไม่มี, วาน= วตั ถอุ นั เสียบแทงหรือเคร่ือง
เสียบแทง) มีความหมายพิเศษ (Conventional meaning) ว่าลูกศร นิพพานจึงมีความหมายว่าหา
ของเสียบแทงมไิ ด้
ในคัมภีรม์ งคลัตถทปี นีวิเคราะหน์ พิ พานไวด้ งั น้ี
๑. ตัณหาเรียกว่าวานะ (เคร่ืองเสียบแทง) ธรรมชาติที่ออกไปจากตัณหาชื่อว่าวานะ ชื่อว่า
นิพพาน
๒. ตัณหาช่อื วา่ วานะยอ่ มไมม่ ีในธรรมชาตินี้ เหตนุ ัน้ ธรรมชาตินชี้ ่ือว่านิพพาน
๑๖๙ วโิ รจ นาคชาตร.ี พุทธปรชั ญาเถรวาท. (กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ๒๕๕๐), หน้า ๑๓๑.
๑๗๐ วัชระ งามจติ รเจริญ. พทุ ธศาสนาเถรวาท. (พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ : โฟร์-วัน พริ้นท์ติง้ . ๒๕๕๒),
หนา้ ๔๓๙.
๑๗๑ เสถียร พนั ธรงั สี. พทุ ธประวตั มิ หายาน. (พิมพค์ ร้ังที่ ๕. กรุงเทพฯ:ศยาม. ๒๕๔๒), หน้า ๓๒๘.
๑๗๒ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรบั ปรงุ ขยายความ. (พิมพ์คร้ังที่ ๑๕. กรงุ เทพฯ :
สหธรรมกิ .๒๕๕๒), หนา้ ๒๖๑.
๑๑๘
๓. นิพพานนัน้ ชือ่ ว่าธาตเุ พราะความหมายว่าไม่ใช่สตั ว์ไม่ใชช่ วี ะและเพราะความหมายว่าทรง
ไวซ้ ึง่ ภาวะของตน เหตนุ นั้ จึงชอื่ วา่ นพิ พาน
ในคัมภรี ์อภธิ รรมมตั ถสังคหะวเิ คราะห์คาว่านพิ พานไว้ว่า
๑. ธรรมชาติที่ออกไปจากตัณหาคือวานะ เพราะร้อยรัดคือรัดตรึงภพน้อยภพใหญ่ไว้ ชื่อ
นพิ พาน (แดนออกไปจากตัณหา)
๒ เพลิงกิเลสคือราคะเป็นต้นย่อมดับไปด้วยบทนั้น เหตุนั้นบทน้ันชื่อว่านิพพาน (เป็นเคร่ือง
ดับเพลิงกเิ ลส)๑๗๓
คาว่านิพพานมีความหมายหลายอย่างและเป็นสิ่งที่ยากแก่การอธิบายให้ เข้าใจได้อย่างแจ่ม
แจ้ง ดังข้อความท่ีปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๕ ข้อท่ี ๗๒ หน้า ๓๒๒ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“ฐานะทบ่ี คุ คลเหน็ ไดย้ าก ชื่อวา่ นิพพานอนั ไม่มีตัณหา นพิ พานนั้นเปน็ ธรรมท่ีมอี ยูจ่ ริง ไมเ่ หน็ ไดง้ ่าย
ตัณหาอันบุคคลแทงตลอดแล้วกิเลสเคร่ืองกังวลก็ไม่มีแกผ่ ู้รู้อยู่ เหน็ อยู่” นพิ พานจึงเรียกว่าธรรมบ้าง
ธรรมชาติบ้าง คาเรียกนิพพานจึงมีมากมาย นิพพานเป็นสิ่งท่ีรู้ได้เฉพาะตนในทางพระพุทธศาสนา
การอธบิ ายความหมายของนิพพานจงึ ไม่มที างอ่ืนนอกจากการใช้ภาษามาอธิบาย ในคัมภีรป์ ฏสิ ัมภทิ า
มคั ค์ ได้กล่าวถงึ คาท่ีเป็นไวพจน์สาคญั ของนพิ พานออกเปน็ ๕ อย่าง๑๗๔ ด้วยกนั ดงั น้ี
๑) วิกขัมภนนิโรธหรือวิกขัมภนปหาน หมายถึง การละกิเลสด้วยการข่มไว้ด้วยญาณอีก
อย่างหนงึ่ หมายถึงผู้ทีเ่ จริญสมาธิปฐมฌาณดับนิวรณ์เคร่ืองกัน้ มิใหบ้ รรลุความดีไดด้ ว้ ยการข่มไว้ ไดแ้ ก่
กามฉันท์ ความพอใจในกามคุณ, พยาบาท ความแค้นเคืองคิดปองร้างเขา, ถีนมิทธะ ความหดหู่
ซมึ เซา, อุทธัจจกกุ กจุ จะ ความฟุ้งซา่ นราคาญใจและวิจกิ ิจฉา ความลังแลสงสัย อกุศลธรรมมีนวิ รณ์
เป็นตน้ ยอ่ มถกู ขม่ ไวใ้ หร้ ะงบั ไปไดด้ ้วยโลกยิ สมาธิ ดงั เช่นหินทกี่ ลบหญา้ ไว้
๒) ตทังคนิโรธ ได้แก่นิพพานของผู้เจริญสมาธิจนสามารถทาลายกิเลสด้วยการใช้ปัญญา
พิจารณาขันธ์ ๕ ว่าเป็นสิ่งไม่เท่ียง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา สามารถดับนิจจสัญญา ดับสุขสัญญา
และอัตตสัญญาได้ แต่กย็ งั เปน็ การดับกิเลสเพียงชั่วคราว
๓) สมุจเฉทนิโรธ หมายถงึ การท่ีผเู้ จรญิ โลกตุ ตรมรรคหลุดพ้นด้วยการตดั ขาดหรอื ดับกิเลส
ด้วยการตัดขาด สามารถขุดรากถอนโคนรากเหงาขอกกิเลสได้หมดสิ้นไม่สามารถกลับมางอกงามได้
อีก หมายถึงพระอรยิ มรรคทั้ง ๔ สามารถดบั กเิ ลสละสังโยชนท์ ง้ั หลายไดอ้ ย่างส้ินเชิง
๑๗๓ จันทรัชนันท์ สิงหทัต.การศึกษาเปรียบเทียบทรรศนะเรอื่ งนิพพานในวิสทุ ธิมรรคและลงั กาวตารสูตร.
(วิทยานิพนธห์ ลักสตู รปรญิ ญาศลิ ปศาสตรบณั ฑติ บัณฑิตวิทยาลัย หมาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.๒๕๓๗), หนา้ ๒๙.
๑๗๔ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พทุ ธธรรมฉบับปรบั ปรงุ ขยายความ. (พมิ พค์ รัง้ ที่ ๑๕. กรุงเทพฯ :
สหธรรมกิ .๒๕๕๒), หน้า ๒๗๘.
๑๑๙
๔) ปฏิปปัสสัทธินิโรธ หมายถึง สภาวะหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอริยผลอันเป็นภาวะท่ีกิเลส
นั้นราบคามไปแล้ว เป็นการหลุดพ้นท่ียั่งยืนชนิดท่ีไม่ต้องขวนขวายเพ่ือละเพราะกิเลสได้ราบคาบไป
แลว้ น่ันเอง เรียกวา่ เปน็ โลกุตตรวิมุตติ
๕.) นิสสรณนิโรธหรือนิสสรณวิมุตติ หมายถึง ภาวะดับกิเลสที่เป็นภาวะหลุดพ้นออกไป
แล้วจากกิเลส ภาวะห่างไกลจากกิเลสเป็นการหลุดพ้นแบบย่ังยืนซงึ่ ได้แก่นิพพาน เรียกว่าโลกุตตรวิ
มุตติ
นอกจากนี้การท่ีจะรู้ความหมายได้ก็ด้วยวิธกี ารเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นพุทธวิธีสอนทางหน่ึงอนั
เปน็ แนวทางทด่ี ีทจี่ ะได้รบั รู้ความหมายของนพิ พานซงึ่ มีคาไวพจนใ์ ช้เรยี กอยู่มากมาย ดงั น้ี
ไวพจน์ ความหมาย ไวพจน์ ความหมาย
วิมตุ ติ ความหลุดพ้นเป็นอสิ ระ สุทธิ ความบรสิ ทุ ธส์ิ ะอาด
วสิ ุทธิ ความบริสทุ ธิ์ หมดจด เขมะ ความปลอดภยั
นโิ รธ ความดับทกุ ข์ อนตุ ตระ ยอดเย่ยี มไมม่ ีอะไรยง่ิ กวา่
นริ วาณ ความดบั อกญิ จนะ ไมม่ อี ะไรคา้ งคาใจ
นิรวาณะ ความดบั นิปณุ ะ ละเอียดอ่อน
ปณีตะ ส่งิ ประณีต ปรมตั ถะ ประโยช์สงู สุด
ปรมสุข สขุ อยา่ งย่ิง ปัสสัทธิ ความสงบเยน็
สิวะ แสนเกษมสาราญ อรูปะ ไร้รปู
เกวละ สมบูรณ์ในตัว วูปสมะ ความเข้าไปสงบ
อสงั ขตะ ธรรมทม่ี ไิ ด้ปรงุ แต่ง อนิทสั สนะ ทีม่ องไมเ่ หน็ ดว้ ยตา
อมตะ สง่ิ ไม่ตาย สัจจะ ความจรงิ
ตณั หกั ขยะ ความสนิ้ ไปแห่งตัณหา อชั ชระ ไม่ครา่ ครา่
มตุ ติ ความพ้น วริ าคะ ความคลายกาหนัด
อปโลกิตะ ความท่ปี รากฎไม่เสอื่ ม ฯลฯ
๗.๒.๑ ลกั ษณะและสภาวะของนพิ พาน
การศึกษาเกีย่ วกับลกั ษณะนิพพานมีสาระสาคัญท่คี วรศกึ ษาสามารถจาแนกออกเป็น
๓ ประการ คือ
๑. ธรรมชาตทิ ไ่ี มม่ ีจตุ ิ
๒. พน้ จากขันธ์ ๕
๓. ไม่ถูกปรุงแตง่ ดว้ ยปัจจยั อะไร
๑๒๐
คาว่า นิพพานเป็นธรรมชาติไม่มีจุติ หมายถึง นิพพานไม่มีการเกิด ไม่มีความตาย เพราะ
ความตายจะมีได้ต่อเมื่อมีการเกิด ดังนั้นเม่ือไม่มีการเกิดจึงไม่มีตาย การท่ีนิพพานไม่มีการเกิด ก็
เพราะนพิ พานทาลายตัณหาซึ่งเป็นตวั นาใหเ้ กดิ ภพต่างๆ ไดอ้ ยา่ งหมดสิน้
นิพพานพ้นจากขันธ์ ๕ หมายถึงเมื่อไม่มีการเกิด ขันธ์ ก็ไม่ปรากฏ เพราะความเกิดคือการ
ปรากฏของขันธ์ ซึ่งธรรมดาสัตว์โลกทุกชนิดเมื่อเกิดแล้วจะต้องมีขันธ์ ๕ อาจจะครบทั้ง ๕ ขันธ์
หรือไม่ครบบ้าง เช่น เม่ือมนุษย์เกิดมามีรูปร่าง มีความรู้สึกทุกข์ (เวทนา) มีความจา (สัญญา) มี
ความปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ (สังขาร) และมีจิตวิญญาณ แต่ถ้าเกิดเป็นอรูปพรหมก็มีเพียง ๔ ขันธ์
ขาดรปู ขันธ์ เป็นตน้ ฉะน้นั การทไี่ มม่ กี ารเกดิ จงึ เท่ากบั ว่าไมม่ ีขันธ์๑๗๕
ส่วนลักษณะนิพพานไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยอะไร หมายถึง ธรรมดาส่ิงทั้งหลายล้วนเกิด
เพราะมีปัจจัยปรุงแต่ง คาว่าปรุงแต่งในท่ีนี้คือสิ่งทั้งหลายมารวมกันเป็นกอง เป็นหมู่ เช่น รถยนต์
เกิดข้ึนเพราะการรวมกันของวัตถุชั้นส่วนต่างๆ มนุษย์ก็เกิดขึ้นจากการรวมตัวของธาตุทั้ง ๔ คือ
ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุลมและธาตุไฟ ดังน้ันความเป็นมนุษย์ก็คือการรวมตัวของธาตุ ๔ การรวมตัว
ของวัตถุเป็นรถยนต์ หรือการรวมตัวของวัตถุธาตุท้ัง ๔ เป็นมนุษย์และสัตว์นี้ เรียกว่าถูกปรุงแต่ง
เม่ือนิพพานไม่มีการเกิดจึงเท่ากับว่าไม่มีการรวมตัวกันของธาตุ ๔ เม่ือไม่มีปัจจัยใดๆ รวมตัวกัน จึง
ไม่มีอะไรเกิด เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า อสังขตธรรม แปลว่า ธรรมอันมิได้ถูกปรุงแต่งได้แก่
นพิ พาน๑๗๖
๗.๒.๒ ประเภทของนพิ พาน
การแบง่ ประเภทนพิ พานโดยใช้หลกั ธาตใุ นการแบง่ นยิ มแบง่ เปน็ ๒ ได้แก่
๑) สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง ภาวะนิพพานธาตุที่ยังมีอุปาทิเหลืออยู่ หรือภาวะดับ
กิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕ เหลืออยู่ อีกนัยหน่ึงหมายถึงนิพพานท่ียังเกี่ยวข้องกับขันธ์ห้า
ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่เสวยอารมณ์ต่าง รับรู้สุขทุกข์ทางอินทรีย์ท้ัง ๕
เรยี กอกี อยา่ หน่งึ วา่ นิพพานในทา่ มกลางกระบวนการรบั รู้ทางประสาทท้ัง ๕
๒) อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง ภาวะของนิพพานธาตุไม่มีอุปาทิเหลืออยู่ หรือนิพพานท่ี
ไม่เก่ียวข้องกับเบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕ ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์พ้นจากเวลาท่ีเสวยอารมณ์ด้วย
อินทรีย์ทั้ง ๕ อีกนัยหนึ่งหมายถึงนิพพานของพระอรหันต์สิน้ ชีวิตหรือนิพพานในแง่ท่ีเป็นภาวะดับภพ
ของพระอรหนั ต์
นอกจากนย้ี ังสามารถศึกษานิพพานโดยจาแนกได้ ๓ ประเภท คือ
๑๗๕ วิโรจ นาคชาตรี. พุทธปรัชญาเถรวาท. (กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง. ๒๕๕๐), หนา้ ๑๓๒.
๑๗๖ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บบั ประมวลศัพท์. (พิมพค์ ร้ังท่ี ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา.๒๕๕๔), หน้า ๕๒๒.
๑๒๑
๑. โดยสภาวะลักษณะ นิพพานโดยสภาวะลักษณะ หมายถึง นิพพานประเภทน้ีเป็น
สภาวะทส่ี งบจากกิเลส สงบจากขันธ์ ๕ ซง่ึ พระอรหันตท์ ั้งหลาย เมือ่ ปรินพิ พานแล้วย่อมเขา้ ถึงสันติ
สุข แต่นิพพานมิใช่ในความหายสุขเวทนา นัยท่ีนี้หมายความว่า นิพพานเป็นสภาวะที่ปลอดจาก
เวทนา คือ ไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา และไม่มีความเป็นกลางระหว่างสุขเวทนาและ
ทกุ ขเวทนา
๒. นพิ พานโดยโดยกลา่ วถงึ เหตุ มี ๒ ประเภท คอื
ประเภทที่ ๑ มีกล่าวในพระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๒๕ หนา้ ๒๓๑ แบง่ ออกเปน็ ๒ ประการ คอื
๑) สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับกิเลสหมดแล้ว แต่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ ได้แก่ พระ
อรหนั ตท์ ย่ี ังมชี วี ิต เรยี กอีกอย่างหน่ึงว่า ทิฏฐธรรมมนิพพาน แปลวา่ นิพพานทเี่ ห็นได้ในปจั จุบนั
๒) อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับกิเลสหมดแล้วพร้อมทั้งดับขันธ์ด้วย ได้แก่พระ
อรหนั ตท์ ่ีไมม่ ีชีวิตเรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ สัมปรายิกนิพพาน แปลว่า นิพพานหลงั จากสน้ ชวี ติ
ประเภทที่ ๒ มีกลา่ วถึงในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ หนา้ ๒๑๖ แบ่งออกเป็น ๒ ประการคือ
๑) สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับกิเลสได้แล้วเป็นบางส่วน ยังเหลือเป็นบางส่วน
เช่นนพิ พานของพระโสดาบนั พระอนาคามี
๒) อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับกิเลสไม่มีส่วนเหลือดับกิเลสได้หมด คือนิพพาน
ของพระอรหนั ต์
๓. นิพพานโดยอาการเขา้ ถึง
การแบ่งประเภทของนพิ พานยังสามารถแบ่งตามประเภทแห่งอาการมี ๓ คือ
๑) สุญญตนิพพาน คือ นิพพานท่ีเข้าถึงได้ด้วยการพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นของว่างเปล่า
หมายถงึ ผทู้ ่ีเจรญิ วิปัสสนากรรมฐานพิจารณาขันธ์ ๕ ไมเ่ ท่ยี ง จนเกนิ ญาณทัสสนะเหน็ ขันธ์ ๕ ต้งั แต่
เกิดจนถึงปัจจุบันได้สูญสิ้นไปแล้ว ปัจจุบันกาลังสูญสิ้นไป และในอนาคตขันธ์ ๕ ก็จะสูญไปด้วย
ญาณทัสสนะท่ีเกิดขึ้นโดยมีอนัตตาเป็นอารมณ์เด่นชัด เรียกว่า สุญญตนิพพาน หรือเรียกว่า
นิพพานเพราะเป็นอนัตตา
๒) อนิมตนิพพาน คือ นิพพานท่ีเข้าถึงได้ด้วยการพิจารณาขันธ์ ๕ ไม่มีเคร่ืองหมาย
หมายถึงผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานพิจารณาขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง จนเกิดญาณทัสสนะเห็นขันธ์ ๕ เกิด
แล้วดับติดต่อกัน โดยมิได้มีนิมิตหมายอันใดเหลืออยู่ เห็นแต่รูปนาม มีอนิจจังลักษณะปรากฏ
เด่นชัดจึงหันหน้าไปสู่ความดับไม่กลับหลัง เรียกว่า อนิมิตตนิพพาน หรือ เรียกว่า นิพานเพราะ
เหน็ อนจิ จงั
๑๒๒
๓) อัปปณิหิตนิพพาน คือ นิพพานท่ีเข้าถึงได้ด้วยการพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่มีอารมณ์ท่ีน่า
ปรารถนา หมายถึงผู้ท่ีเจริญวิปัสสนาพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ คือ ไม่มีสิ่งใดอดทน ไม่มีส่ิงใด
ต้ังอยู่ ทุกสิ่งปรากฏข้ึนแล้วก็เปล่ียนแปลงไปมิได้ต้ังอยู่คงเดิม ญาณทัสสนะท่ีเกิดข้ึนโดยมีทุก
ขลักษณะปรากฏเดน่ ชดั นี้เรยี กวา่ อปั ปณิหิตนิพพาน หรอื เรยี กวา่ นพิ พานเพราะเหน็ ทกุ ขัง
เป็นการยากที่จะอธิบายถึงลักษณะและสภาวะของนิพพานให้เห็นถึงความสงบสุขนิรันดร์ แต่
นักปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนาก็ได้เปรียบเทียบไว้เป็นเร่ืองราวว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ หากแต่สภาวะ
ดังกล่าวในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นปัจเจกซึ่งอยู่ที่ความสามารถของบุคคลท่ีจะรับรู้แตกต่างกัน
ในทางพระพทุ ธศาสนาแลว้ จึงมคิ วรปฏิเสธในสง่ิ ที่ตนเองไมเ่ คยพบเหน็ หากยังมิไดพ้ สิ จู น์
๗.๒.๓ แนวทางปฏบิ ตั ิเพื่อเข้าถึงนิพพาน
พระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์เป็นผู้สามารถฝึกฝนอบรมตนเองเพ่ือให้บรรลุความสุข
ภายในตนเองได้ โดยไมต่ อ้ งพง่ึ พาวตั ถภุ ายนอกมากมายนักหากแตเ่ ป็นการพึ่งพาดว้ ยความเป็นปัจจัย
ทเี่ กอ้ื กูลต่อการปฏิบัติ ความสขุ จากการพง่ึ พาวัตถภุ ายนอกพระพุทธศาสนามองเป็นความสุขหยาบๆ
ไม่ประณีต กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นความสุขแบบเจือปนด้วยความทุกข์ ความสุขที่แท้จริงเป็น
ความสุขท่ีละเอียดประณีตและเป็นอิสระอย่างแท้จริงจึงเป็นความสุขที่เกิดจากจิตอันสงบปราศจาก
การเจือปนด้วยกิเลสตัณหา ความสุขดังกล่าวเกิดจากปัญญาที่รู้ความจริง ซ่ึงพระพุทธศาสนาถือว่า
มนุษยท์ ุกคนมีความสามารถและมีศักยภาพท่ีจะพฒั นาตนเองโยการฝึกฝนอบรมตนให้พบกับความสุข
ท่แี ท้จรงิ เชน่ นัน้ ได้
ในทศั นะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท นพิ พาน คือความหลดุ พน้ จากความยึดมน่ั ถือม่ันว่า
สรรพสิ่งมีตัวตน การมองเห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริงจะต้องใช้ปัญญาไนการรู้แจ้ง โดยการขจัด
อวิชชาให้หมดไป อริสัจ ๔ เปน็ หลกั ธรรมทีเ่ ป็นหวั ใจของพระพุทธศาสนาที่ทาให้รู้ความจริงของชีวิต
ทาให้รู้ว่าอะไรคือปัญหาของชีวิต ทาให้รู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีการอย่างไรในการขจัด
ความทุกข์น้นั ออกไปให้หมด สรรพสง่ิ ต่างๆ เกิดข้ึนตามเหตุปัจจัย ทงั้ นามและรูปไม่มีธรรมชาติท่เี ป็น
ตัวตนของมันเอง ต้องอาศัยสิ่งอ่ืนเกิดขึ้นเสมอ ส่ิงทั้งหลายมีธรรมชาติที่ไม่มีมูลการณ์หรือหรือเหตุ
เค้า หรือต้นกาเนิดเดิมสุด เพราะสิ่งทั้งหลายมีอยู่อย่างสัมพันธ์เน่ืองอาศัยเป็นปัจจัยสบื ต่อกัน จึงไม่
มีต้นกาเนดิ เดมิ สุด
การปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา จึงต้องอาศัย
คุณสมบตั ทิ างปัญญาเปน็ เบ้ืองต้นแห่งการปฏิบัตวิ ่า กระบวนการของขนั ธ์ ๕ หรอื ชีวิตดาเนนิ ไปตาม
กฎของไตรลักษณ์ คือดาเนินไปพร้อมด้วยการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทุกขณะ โดยไม่มีส่วนเป็นตัว
เป็นตนคงที่อยู่และทาให้เป็นทุกข์นานาประการ การก้าวปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ใน
เบอ้ื งต้นผปู้ ฏิบตั ิต้องต้งั อยใู่ นศีล มีการรักษากาย วาจาและใจให้เป็นปกติบริสุทธ์ิหมดจด จึงต้องฝึก
ปฏิบัติตั้งแต่ขั้นพ้ืนฐานคือข้ันศีล เพราะศีลเป็นพ้ืนฐานของกัลป์ญาณธรรมทั้งหลาย ข้ันกลางคือข้ัน
สมาธิ คือความแน่วแน่ตั้งม่ัน เพื่อให้จิตมีความมั่นคงแน่วแน่และเป็นพื้นฐานของวิปัสสนาซึ่งเป็นขั้น
๑๒๓
สูงสุดคือปัญญา คือความรอบรู้ในกองสังขารสัมพันธ์กันเหมือนลูกโซ่ อันจะนาผู้ปฏิบัติให้บรรลุถึงซ่ึง
นพิ พาน เรียกวา่ เป็นการฝึกปฏบิ ตั ทิ ี่เรยี กว่าจากข้ันหยาบไปสขู่ ้ันละเอยี ดไปจนถึงขน้ั สมบูรณ์สูงสุดคือ
บรรลุญาณข้ันสูงสดุ เข้าถึงสภาวะแหง่ นิพพาน การปฏิบัติตามแนวทางน้ีพระพุทธศาสนาสอนในหลกั
ทางสายกลางอันเป็นทางปฏิบัติที่ฝืนและไม่หย่อน ไม่ขัดแย้งกับกระบวนการแห่งธรรมชาติ หลัก
ปฏิบัติน้ีเป็นหลกั เดียวหรือทางเดียวคือหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ เป็นทางปฏิบัติหากมองในแง่
ของการศกึ ษากค็ ือการดาเนินตามหลกั ของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธแิ ละปัญญา
อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ เม่ือบุคคลเจริญพรั่งพร้อมเต็มที่องค์มรรคท้ังหมดก็จะส่งผลให้
เกิดญาณอันแรงกล้าสว่างมาหย่ังเห็นสัจธรรมและกาจัดความทุกข์ดับทุกข์หรือกาจัดกิเลสท่ีห่อหุ้ม
จิตใจได้อย่างสิ้นเชิง เม่ือกิเลสตัณหา อุปาทานถูกขจัดออกไปอย่างส้ินซากแล้ว กรรมก็หยุดส่งผล
และการเวียนว่ายตายเกิดกห็ ยุดภาวะน้ีจึงเรียกว่าการบรรลุนพิ พาน๑๗๗
อย่างไรก็ตาม กระบวนการฝึกฝนอบรมตนเองเพื่อให้จิตสงบสุขบริสุทธ์อย่างแท้จริงน้ัน ใน
คัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการปฏิบัติเป็นไปตามลาดับขั้นตอนเมื่อเม่ือผู้ปฏิบัติได้
ศึกษาในภาคปริยัติแล้วส่ิงสาคัญซ่ึงลาดับขั้นตอนตามแนววิสุทธิมรรค เรียกว่าวิสุทธิ ๗ หมายถึง
ความวิสทุ ธ์หิ มดจดตามลาดับขน้ั ตอน ดังนี้
๑) สีลวิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ของศีล ความหมดจดแห่งศีล ได้แก่การรักษาศีลตาม
ภูมิขัน้ ของตนให้บรสิ ทุ ธ์ิ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ สีลวิสทุ ธิ เปน็ ความบรสิ ทุ ธ์หิ มดจดแหง่ ขน้ั ตอนของ
ศลี
๒) จิตวิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ของจิตหรือความหมดจดแห่งจิต ได้แก่การฝึกอบรม
จิตจนเกิดสมาธิพอเปน็ พ้ืนฐานของการรแู้ จ้งแห่งวปิ สั สนา จติ วิสทุ ธิ เปน็ ความบริสุทธิ์หมดจดแหง่ จติ
๓) ทิฏฐิวิสุทธิ หมายถึงความหมดจดแหง่ ทิฏฐิหรือความเหน็ ได้แก่ ความรู้เข้าใจมองเห็น
นามรปู ตามสภาวะทเ่ี ปน็ จริงเป็นเหตุขม่ ความเข้าใจผดิ ว่าเป็นสตั วบ์ ุคคลเสียได้ ทฏิ ฐิวสิ ุทธิ เป็นความ
บริสทุ ธ์ิแหง่ ความเห็นในขน้ั แหง่ ความไมห่ ลงผิดทฏิ ฐิวิสุทธิชือ่ ว่าได้กาหนดทขุ สจั
๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ หมายถึงความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัยหรือความหมดจดแห่ง
ญาณอันเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ได้แก่ความบริสุทธิ์ขั้นท่ีทาให้กาจัดความสงสัยได้โดยสามารถ
กาหนดรู้ปจั จยั แห่งนามรูปได้แล้วจงึ สิ้นในกาลทัง้ ๓ คอื อดีต ปจั จบุ ันและอนาคต การขา้ มพ้นเหตุ
ใหเ้ กดิ ขอ้ สงสยั ไดเ้ รยี กว่ากังขาวิตรณวสิ ทุ ธิจดั เป็นข้นั กาหนดสมทุ ยั
๑๗๗จันทรชั นนั ท์ สิงหทตั . ๒๕๓๗), หนา้ ๒๙.
๑๒๔
๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธ์ิด้วยความรู้ความเห็นว่าเป็นทาง
ปฏิบัติถูกและทางปฏิบัติไม่ถูกหรือความหมดจดแห่งญาณท่ีรู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง ในมัค
คามคั คญาณทัสสนวสิ ุทธิ ชื่อวา่ ได้กาหนดมรรคสจั
๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวสิ ทุ ธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์ด้วยความรู้ความเห็นในทางปฏิบัติถกู
หรือความหมดจดแห่.ญาณอันรเู้ ห็นทางดาเนนิ
๗) ญาณทัสสนวิทสุทธิ หมายถงึ ความบรสิ ุทธ์ิของความรู้ความเห็น หรือความหมดจดแห่ง
ญาณทัสสนะ ได้แก่ ความรู้ในอริยมรรค ๔ หรอื มรรคญาณ
วิสุทธิท้ัง ๗ ประการ พระพุทธศาสนามองว่าเปรียบประดุจพานะนาส่งบุคคลให้บรรลุ
จดุ หมายปลายทางแหง่ นพิ พานในทางพระพทุ ธศาสนา
๗.๓ ความหมายของนิรวาณในพระพทุ ธศาสนามหายาน
คาว่า “นิรวาณมฺ” เป็นคาสันสกฤต หมายถึงความดับ มีความหมายเดียวกันกับคาว่า
“นพิ พาน” ในภาษาบาลี หมายถึงการดบั กิเลส ซง่ึ คาวา่ นิรวาณมฺ ปจั จบุ ันนิยมเรียกว่า นริ วาณ เป็น
คาที่ชาวพทุ ธใช้เรียกอุดมคติสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา โดยใชใ้ นความหมายของความหลุดพ้นซึ่ง
เป็นคาที่ใช้กันในปรัชญาหลายระบบในอินเดีย ในทัศนะของพระพุทธศาสนาความหลุดพ้นอาจจะมี
หลายระดับซ่ึงพระพุทธศาสนามหายานมีกล่าวไว้แฝงอยู่ในช่ือถึงสามยาน คาว่า “ยาน” มี
ความหมายเดียวกับยานพาหนะ ท่ีบุคคลอาศัยเดินทางนั่นเอง๑๗๘ ยานในพระพุทธศาสนามีชื่อ
มากมายแล้วแตน่ ิกายนน้ั ๆ จะเรยี กช่ือยานว่าอะไรในนิกายของตวั เอง โดยเฉพาะนิกายมมหายานจะ
มีหลายชื่อแต่ละชื่อเป็นการยกย่องตัวเองท้ังนั้น เช่น โพธิสัตวยาน แปลว่ายานของพระโพธิสัตว์
พทุ ธยาน แปลวา่ ยานของพระพุทธองค์ อนุตตรยาน แปลว่า ยานอนั สงู ส่ง และเอกยาน แปลวา่
ยานอันเอก๑๗๙ ยานทั้งสามในพระพุทธศาสนามหายาน ได้แก่ สาวกยาน หมายถึงยานของพระ
สาวกผู้มุ่งอรหนั ตภูมิ โดยการทาใหแ้ จง้ ในอริยสจั ๔ เป็นตน้ และปัจเจกยาน หมายถงึ ยานของพระ
ปัจเจกพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้งตัวเองแต่ไม่อาจแสดงธรรมส่ังสอนผู้อื่นได้ ยานสุดท้ายคือ โพธิสัตวยาน
หมายถงึ ยานของพระโพธิสตั ว์ ผู้มีอัธยาศัยย่งิ ใหญ่ กา้ วลวงอรหนั ตภมู ิ และปจั เจกภูมิ แตป่ รารถนา
พทุ ธภูมิเพื่อขนสัตว์ใหพ้ ้นทุกข์
พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความเช่ืออย่างแน่วแน่ว่าสรรพสัตว์โดยเฉพาะมนุษย์ล้วนมี
พทุ ธภาวะอย่ใู นตัว การกลา่ วเชน่ นห้ี มายความว่าทกุ คนมธี รรมธาตบุ รสิ ุทธอ์ิ ยู่ในจิต เป็นภาวะเดิมแท้
๑๗๘ วศนิ อินทสระ. พทุ ธปรัชญามหายาน. (พิมพ์คร้ังที่ ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑),
หน้า๑.
๑๗๙ ประยงค์ แสนบรุ าณ. พระพทุ ธศาสนามหายาน. (กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พริน้ ต้งึ เฮา้ ส.์ ๒๕๔๘) หนา้
๓๐.
๑๒๕
ของจิต เพียงแต่อวิชชาทาให้จติ ท่ีเคยบริสุทธิ์ต้องมัวหมอง การกาจัดอวิชชาก็คือการกลบั ไปสู่สภาพ
เดิมแท้ของตนเอง๑๘๐ ฝ่ายมหายานจึงถือว่าพุทธภาวะในตัวเราหมายถึงศักยภาพท่ีเราจะหลุดพ้นได้
เหมือนกับพระพุทธเจ้าทรงทาสาเร็จมาก่อน น่ันก็แปลว่าสัตว์ท้ังหลายสามารถที่จะเข้าถึงความหลุด
พน้ ได้เช่นเดียวกับพระพทุ ธองค์
อย่างไรก็ตาม ทศั นะเรอ่ื งนิรวาณตในพระพุทธศาสนาฝา่ ยมหายาน อาจสรุปไดด้ งั นี้
๑) นิรวาณ หมายถึงการรู้แจ้งสภาวะท่ีแท้จริงของจิต เป็นผลมาจากการแยกจิต
ออกจากโลกภายนอก เป็นอิสระจากความคิดที่เป็นทวิภาวะระหว่างผู้รู้และส่ิงที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่อยู่
เหนือรูปแบบของความรู้ทุกอยาง เป็นการรู้แจ้งส่ิงท่ีเป็นความจริงสูงสุดที่เปิดเผยแก่จิตท่ีอยู่ภายใน
สุดของแต่ละบคุ คล
๒) นิรวาณ หมายถึง การถอดถอนอาละวิชญานะจากการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป
เปน็ การกลับเข้าสสู่ ภาวะด้ังเดิมของอาลยวชิ ญานะ นนั่ คอื ความบรสิ ุทธิ์
๓) นิรวาณ หมายถึง การรู้แจ้งตนเองของอาลยะวิชญานะ ที่เป็นอิสระจาก
กระบวนการคิดและการทาใหเ้ ห็นแตกตา่ งกัน เปน็ จติ ทีว่ า่ งเปลา่ ปราศจากภาวะทม่ี ีและไมม่ ี๑๘๑
๗.๓.๑ ลักษณะหรอื สภาวะของนิรวาณ
ทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานถือว่านิรวาณเป็นภาวะที่สามารถบรรลุได้
โดยฉบั พลนั ทันทีเม่ือบุคคลรู้แจ้งในตนเอง และขจดั อวชิ ชาออกไปจนหมดส้ินแล้ว กจ็ ะบรรลุสจั ธรรม
ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธในตนเองน้ีเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของมนุษย์ทุกคน มหายาจึงถือว่าการ
บรรลุนิรวาณมิใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อมที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเหตุแห่งธาตุรู้หรือาตุ
แห่งพุทธะท่ีมีอยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ปลุกธาตุรู้ท่ีหลับใหลให้ต่ืนรู้สึกตัวด้วยวิธีการขจัดอวิชชาให้หมด
ส้ิน ความสว่างแห่งปัญญาของอริญาณจึงเกิดข้ึน จิตจึงหมุนกลับไปสู่สภาพดังเดิมท่ีแท้จริงคือเป็น
จิตบริสุทธิ์สมบูรณ์หมดจดภาวะท่ีจิตหมุนกลับไปสู่จิตดังเดิม๑๘๒ พุทธศาสนามหายานสานักโยคาจาร
ถือว่า นิรวาณเป็นจิตเดมิ แทห้ รือจติ เทย่ี งอย่างเดยี วเท่านน้ั (Mind Only) มสี ภาพเดิมบริสุทธ์ิ แตเ่ ปน็
ที่เก็บวาสนา ซ่ึงมีพีชะเป็นท่ีรวบรวมสะสมความคิดและการกระทาท้ังดีและเลว ต่อเม่ือคนมีปัญญา
ญาณ เห็นวา่ โลกเกดิ จากจิต ทาให้รู้ความจรงิ แท้ภายใน ก็ถอนอวชิ ชา และกเิ ลสทส่ี รา้ งความยึดมั่น
ถอื มน่ั ทีอ่ ยูใ่ นพีชะเสยี ได้ เม่ือส่ิงบดบังคืออวชิ ชาถกู ถอนออกไปแล้ว เรากจ็ ะพบนริ วาณในสภาวะเดิม
ทบี่ ริสุทธ์ิ ดงั นน้ั สานกั โยคาจารจึงมที ัศนะวา่ นริ วาณ คือสภาวะของจิตที่ปราศจากทวภิ าวะระหว่าง
๑๘๐ สุมาลี มหาณรงค์ชัย. พทุ ธศาสนามหายาน. (พมิ พ์คร้ังที่ ๒. กรงุ เทพฯ: ๒๕๕๐), หน้า ๒๒.
๑๘๑ พระมหาพทุ ธรกั ษ์ ปราบนอก. การศึกษาวิเคราะห์คมั ภรี ม์ หายานสตู รลงั การ. (วทิ ยานิพนธป์ ริญญา
ศลิ ปศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาสนั สกฤต บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. ๒๕๔๗), หนา้ ๑๓๙.
๑๘๒ จันทรัชนนั ท์ สิงหทตั .การศกึ ษาเปรียบเทยี บทรรศนะเรือ่ งนพิ พานในวสิ ุทธิมรรคและลังกาวตารสตู ร.
(วทิ ยานิพนธห์ ลักสตู รปรญิ ญาศลิ ปศาสตรบัณฑติ บัณฑิตวิทยาลยั หมาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.๒๕๓๗), หน้า ๑๐๗.
๑๒๖
ผู้รู้และสิ่งท่ีถูกรู้เป็นกฎสากลเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับธรรมกายของพุทธะเพราะโดยแก่นแท้สรรพส่ิง
เป็นสง่ิ เดียวกนั คอื ธรรมธาตุ ซง่ึ หมายความว่านริ วาณมิใช่ส่ิงอนื่ แตเ่ ปน็ การณรู้แจง้ ศักยภาพอนั มีอยู่ใน
ภายในอนั เปน็ การรแู้ จ้งตนเอง
อย่างไรก็ตาม นิรวาณถือว่าเปน็ เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาและเปน็ หลักคา
สอนที่ประณีตลึกซึ้งยากแก่การทาความเข้าใจ จึงก่อให้เกิดทัศนะหรือการตีความที่หลากหลาย
เก่ียวกับลักษณะหรือสภาวะของนิรวาณ ในหัวข้อนี้จึงเสนอการความลักษณะของนิรวาณและ
คาอธิบาย ดงั นี้
๑) นิรวาณ คือการรู้แจ้งจิต หมายถึงการรแู้ จ้งแหง่ จติ ที่เปน็ สภาวะดั้งเดมิ ของสรรพ
สง่ิ อีนยั หนงึ่ คือตถตา หมายถึงเป็นเช่นนั้นเอง ซงึ่ เชน่ นั้นท่ีกล่าวถึงหมายถึงจิตเดิมแท้ ธรรมญาณ
พุทธจิตที่เราทุกคนต่างมีมาแตเ่ ดิม ตถตาจงึ หมายถึงเป็นเชน่ ธรรมญาณท่เี ราทกุ คนไดม้ ีมาแตเ่ ดิม๑๘๓
ดังน้ัน นิรวาณจึงเป็นสภาวะแห่งการรู้แจ้งในธรรมธาตุท้ังหมดและเป็นสภาวะที่รู้
ทกุ อย่างโดยปราศจากเครื่องกดี กนั้ คืออวชิ ชา
๒) นิรวาณ คือการเพิกถอนอาลยะ คาว่า อาลยะ หมายถึงแหล่งหรือที่อยู่
เน่ืองจากอาลยะมีหน้าท่ีค้าจุนความเป็นไปในสังสารวฏั การเวยี นวา่ ยตายเกิดดาเนินไปโดยอาศัยการ
ไหลเวียนอย่างต่อเนื่องของพีชะจากวิญญาณไปสู่จิต และจากจิตไปสู่วิญญาณ เป็นวัฏจักรดาเนินไป
จากอดีตสปู่ จั จบุ นั และเรอื่ ยไปในอนาคต ไมม่ ีจุดเริ่มต้นและสน้ิ สดุ อาลยะจึงเปรยี บเสมอื นวงล้อแห่ง
ชีวิต และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังสารวัฏ หรือเป็นแหล่งของการเกิดและดับท้ังปวง การเพิกถอน
อาลยะจึงหมายถึงการทาลายอวิทยาที่มีอานาจต่อการเปล่ียนแปลงต่อไปของอาลยะ เป็นการเพิก
ถอนอาลยะจากการเปล่ียนแปลงเป็นส่ิงต่างๆ ต่อไปทาให้รู้แจ้งสภาวะดังเดิมของจิตคือความ
บรสิ ุทธิ์๑๘๔ อาลยะจึงเป็นปจั จัยทสี่ นบั สนนุ ใหน้ ิรวาณเกดิ ข้ึน
๓) นริ วาณ คือความรู้แจ้งสรรพสง่ิ ตามที่เปน็ จริง หมายถึงนิรวาณเปน็ ความบริสุทธิ์
อันเกิดจากการเพิกถอนอาลยะ อวิทยาอันเป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นในสรรพสิ่งอีกท้ังเป็นส่ิงท่ีก่อให้เกิด
ทวิภาวะระหว่างผู้รู้และส่ิงที่ถูกรู้ นิรวาณจึงเป็นสภาวะของการรู้แจ้งแห่ง อไทฺวตธรรมทวาร หรือ
ธรรมท่ีเป็นคู่ๆ ระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ ดังข้อความที่ปรากฏในวิมลเกียรตินิทเทสสูตรว่า “อัตตา
อัตตนยิ ะ ชือ่ ว่าเปน็ ธรรมคู่ เหตเุ พราะมตี วั ตน จงึ มสี ่ิงทีเ่ น่ืองดว้ ยตน เม่อื ปราศจากตนเสยี แล้วสิ่งท่ี
เนื่องด้วยของๆ ตนก็ไม่มี จึงชื่อว่าเข้าสู่อไทฺวตธรรมทวาร”๑๘๕ ดังน้ันหากปราศจากอวิทยาแล้ว
๑๘๓ พระสงฆจ์ ีก้ งอธบิ าย. วัชรปรัชญาปารมติ สูตร. แปลและเรยี บเรียงโดย อมร ทองสุก. (พิมพค์ ร้ังที่ ๒.
ปทุมธานี: ชุณหวัตร. ๒๕๕๐), หนา้ ๑๕๐.
๑๘๔ พระมหาพุทธรกั ษ์ ปราบนอก. การศึกษาวเิ คราะห์คมั ภรี ม์ หายานสตู รลังการ. ๒๕๔๗, หน้า ๘๙.
๑๘๕ เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. ชุมนมุ พระสตู รมหายาน. (กรงุ เทพฯ: โพธสิ์ ามต้นการพมิ พ.์ ๒๕๑๖), หนา้ ๑๕๘.
๑๒๗
บุคคลย่อมรู้แจ้งธรรมชาติดั้งเดิมแห่งตน เป็นจิตบริสุทธ์ิ นิรวาณจึงหมายถึงการรู้แจ้งสรรพส่ิงตามที่
เปน็ จริง
๔) นิรวาณ คือการณรู้แจ้งสรรพส่ิงว่าเป็นอย่างเดยี วกัน ตามทัศนะของพุทธศาสนา
ฝ่าย มหายานเห็นว่า นิรวาณเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับสังสารวัฏ ไม่มีความแตกต่างกันการมองว่า
สรรพส่ิงมีความต่างกันนั้นเกิดจากกระบวนการของความคิดท่ีมีอวิทยา ก็ถือว่านิรวาณเป็นภาวะที่
เกิดข้ึนอย่ภู ายใต้สงั สารวัฏเม่ือจิตของมนุษยค์ ือสังสารวฏั อายะเป็นปัจจยั สนบั สนนุ ให้จิตบริสุทธิ์หลุด
พ้น เกิดข้ึนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและว่างอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะหากไม่มีมูล
ฐานรองรับการไหลเวียนของวบิ ากกรรม ไม่เพียงการส่ังสมอกุศลพีชะจนเกิดวงลอ้ แห่งชีวิตจะมีไมไ่ ด้
การสั่งสมกุศลเพื่อความหลุดพ้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ รวมท้ังการปฏิบัติเพ่ือชาระล้างจิตใจให้บริสุทธ์ิก็
เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน๑๘๖ นิรวาณจึงเป็นสภาวะแห่งการรู้แจ้งสรรพสิ่งว่าเป็นอย่าง
เดียวกัน ความหลุดพ้นเปน็ สิ่งท่ีอยู่เบือ้ งหลังส่ิงท่ีปรากฏและสิ่งท่ีปรากฏอันหมาถึงส่งิ สมบูรณ์และส่งิ
ท่ีมอี ย่ใู นโลก
๕) นิรวาณ คือสภาวะที่บริสุทธิ์จากเคร่ืองปิดกั้นท้ังปวงและมีอยู่ทุกหนทุกแห่งใน
โลก ทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมองว่าการรู้แจ้งมีเพียงจิตด้วยการรวมเป็นหน่ึงกับจิตที่
บริสุทธิ์ หรือการบรรลุพุทธภาวะเป็นการเข้าไปรวมกับพุทธภาวะหรือจิตบริสุทธ์ินั่นเองคือการหลุด
พ้นจากเคร่ืองปิดกั้นใดๆ การกาจัดอวิชชาก็คือการกลีบไปสู่สภาพเดิมแท้ของตนเองซึ่งเป็นภาวะ
เดียวกับพระพุทธเจ้าองค์แท้ นิรวาณเป็นสิ่งสูงสุด เป็นอมตะ ไม่เปลี่ยนแปลง ปราศจากตัณหา
ลักษณะท่ีแท้จริงก็คือธรรมธาตุท่ีบริสุทธ์ิอยู่เหนือคาพูดและความเข้าใจ เป็นสิ่งท่ีดีอย่างสูงสุด เป็น
บรมสุข เป็นธรรมกายของพระพุทธเจา้ เปน็ การหลุดพ้น๑๘๗
อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานโดยเฉพาะสานักโยคาจารมี
ทศั นะวา่ การบรรลพุ ทุ ธภาวะ เปน็ การเข้าไปรวมกบั พทุ ธภาวะหรือเปน็ หน่งึ เดยี วกับพุทธภาวะ การ
เป็นอันหน่ึงอันเดียวกับจิตบริสุทธิ์นั่นเองคือการหลุดพ้น บุคคลผู้มีปัญญารู้แจ้งว่าสิ่งทั้งท่ีปรากฏเปน็
เพียงการประกอบขึ้นของการปรุงแต่ง รู้ว่าอหังการและสรรพส่ิงไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงการจินตนาการ
ย่อมละท้ังความคิดว่ามีตัวตนท่ีเป็นเพียงการสมติ และดาเนินเข้าไปสู่วิญญาณสากล๑๘๘ หรือจิต
บรสิ ุทธิ์นน่ั เอง
สรุปได้ว่า ในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นิรวาณหมายถึงการกาจัดอวิชชา
หรือการทาลายวิชชาใหห้ มดสน้ิ เป็นการทาลายสิ่งท่ีทาให้จติ ทีม่ ีสภาวะเศร้าหมองให้มสี ภาวะทีบ่ ริสุทธ์ิ
เป็นการส้ินสุดแห่งความทุกข์โดยส้ินเชิง นิรวาณจึงเป็นสภาวะรู้แจ้งแห่งจติ และเป็นสภาวะแห่งจิตที่รู้
๑๘๖ สมุ าลี มหาณรงคช์ ยั . พุทธศาสนามหายาน. (พิมพค์ รัง้ ที่ ๒. กรุงเทพฯ: ๒๕๕๐), หนา้ ๒๑๒๖.
๑๘๗ พระมหาพุทธรักษ์ ปราบนอก. การศึกษาวเิ คราะห์คมั ภีรม์ หายานสตู รลังการ. ๒๕๔๗, หนา้ ๙๕.
๑๘๘ เรอื่ งเดยี วกัน.
๑๒๘
แจ้งสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง อีกท้ังเป็นสภาวะท่ีบริสุทธิ์จากเครื่องปิดกั้นท้ังปวงและเป็นสภาวะที่มีอยู่
แลว้ ในตน
๗.๓.๒ ประเภทของนิรวาณ
ทัศนะของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเห็นว่า นิรวาณเป็นสภาวะที่สามารถบรรลุได้
โดยฉับพลันทันที เม่ือบุคคลรู้แจ้งในตนเองและขจัดอวิชชาออกไปจนส้ินซากหมดแล้ว เป็นจิต
บริสุทธ์ิบรรลุสัจธรรมแห่งความเป็นพุทธในตนเอง ซ่ึงความเป็นพุทธนี้คือธรรมชาติเดิมแท้ของสรรพ
สัตว์ นอกจากน้ีพุทธศาสนามหายานยังมองว่า ธรรมชาติของมนุษย์เดิมทีเดียวแล้วเป็นสภาพแห่งสัจ
ธรรม เมอ่ื ขจัดอวิชชาได้แล้วเราก็จะประจักษ์ถึงธรรมชาตภิ ายในของเราและตนขน้ึ สู่ความจรงิ ท่ีเป็น
สากล จนเห็นว่าไม่มีการแบ่งแยกระหว่างตัวเรากับส่ิงภายนอกเหลืออยู่ อาจเรียกได้ว่าเป็นความ
พเิ ศษของพทุ ธศาสนามหายานซงึ่ มองข้ามความแตกต่างของสรรพส่ิงที่คนท้ังหลายนามาแยกแยะ เช่น
นิรวาณกับสังสารวัฏมหายานมองว่าเป็นส่ิงเดียวกันไม่มีการแยกแยะ เพราะว่าแม้นิรวาณกับ
สังสารวัฏก็เป็นสิ่งเดียวกันน่ันเอง พุทธศาสนามหายานต้องการแสดงให้เห็นว่า โลกกับนิรวาณไม่ใช่
เปน็ หนง่ึ และมิใชเ่ ปน็ สอง ไมใ่ ช่เป็นอันเดียวกันและไม่ใช่แยกจากกนั เพียงแตง่ นพิ พานพน้ จากความ
มีและไมม่ ี ดว้ ยการอุปมาเปรียบเทยี บเรือ่ งคล่ืนวา่ ไม่ใช่เป็นอนั เดยี วกันกับน้า แต่ก็ไมใ่ ชแ่ ยกจากกัน
เราแยกคล่ืนออกจากน้าไม่ได้แต่นา้ ไม่จาเปน็ ต้องมีคล่ืนเสมอไป เมื่อไม่มคี วามสัมพันธ์กนั กบั ลม นา้ ก็
ไมม่ ีคล่นื แต่คลนื่ จะมีอยโู่ ดยไม่มนี า้ ไม่ได้ เม่อื เหน็ คลื่นในทะแล เราจะตักแต่คล่นื โดยไม่ให้ติดน้ามา
ด้วยไม่ได้ โลกเทียบกับคลื่น ส่วนนิรวาณเทียบกับนา้ เราจะยกคลื่นได้โดยตัดความสัมพันธร์ ะหว่าง
น้าและลมออกเสีย แต่เราจะตัดคลื่นออกจากน้าไม่ได้ที่ใดมีคลื่นท่ีนั่นต้องมีน้า แต่ท่ีใดมีน้าไม่
จาเป็นต้องมีคล่ืนเสมอไป๑๘๙ ฉะนั้น นิรวาณจึงไม่ใช่เป็นหน่ึงและมิใช่เป็นสองไม่เป็นอันเดียวกัน แต่
ไม่แยกจากกัน คืออยู่ด้วยกันนั้นเองแต่คนละลักษณะ เช่นเดียวกับ ความร้อนลดลงความเย็นก็
ปรากฏ ความทุกข์ความสุขก็อยู่ที่เดียวกันคือที่ใจเรา พอทุกข์ดับความสุขก็ปรากฏข้ึน เป็นต้น จึง
อาจกล่าวได้ว่านิรวาณแบบมหายานน้ันอยู่กับโลกคืออาศัยโลกิยวิถีเพื่อมุ่งสู่นิรวาณ อีกนัยหนึ่งนิร
วาณคือสภวะจิตที่ปราศจากทวิภาวะระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสากลและเป็นสิ่งเดียวกับธรรมกาย
ของพระพุทธเจ้า อันบุคคลผู้บรรลุนิรวาณย่อมมองไม่เห็นความเป็นทวิภาวะ มีความแจ่มแจ้งว่า
ปุคคละและธรรมทั้งสองเป็นส่ิงท่ีไม่มีอยู่จริง ดังนั้นจึงอาจสรุปประเภทของนิรวาณมี ๔ ประเภท
คือ
๑) ปรมตั ถนริ วาณ คือนิรวาณเป็นอนั หนงึ่ อันเดียวกบั ธรรมกาย เปน็ แกน่ แท้ของ
สรรพสัตว์ บริสุทธต์ิ ลอดกาล เปน็ อุตรภาวะอยู่เหนือขอบเขตความรขู้ องปุถุชน สามารถรู้แจง้ ด้วย
พุทธปิ ัญญาสูงสุด
๑๘๙ วศนิ อนิ ทสระ. พุทธปรัชญามหายาน. (พมิ พ์คร้ังที่ ๔, กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ๒๕๔๑)
หนา้ ๘๘.