The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไฟล์รวม นโยบายสาธารณะและการวางแผน ดร.สุกา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-07 23:19:22

ไฟล์รวม นโยบายสาธารณะและการวางแผน ดร.สุกา

ไฟล์รวม นโยบายสาธารณะและการวางแผน ดร.สุกา

Public Policy and Planning ๑๓๙

เพราะได้มีการพิจารณาทดสอบและเลือกทรัพยากรมาก่อนแล้วอย่างเหมาะสม ตลอดจน
วิธีการ ข้ันตอนและกระบวนการทางานซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดการประหยัด ก็ได้รับการ
คัดเลือกมาแล้วเช่นกัน

๖.๙.๔ การวางแผนช่วยให้การทางานเป็นระบบทั้งในด้านการควบคุมการทางาน
การประสานงาน การร่วมมือกันทางาน การจัดองค์การ การแบ่งงานกันทาตามความรู้
เฉพาะดา้ นแต่ละเรื่อง เพื่อป้องกันการทางานซ้าซ้อนกันและการแย่งงานกันทา เป็นต้น จึง
กล่าวไดว้ า่ การวางแผนมีส่วนป้องกันปญั หาต่างๆ ทางดา้ นบริหารไดห้ ลายประการ

๖.๙.๕ การวางแผนชว่ ยให้การทางานสะดวก งา่ ยตอ่ การควบคุม ง่ายในการปฏิบัติ
และสามารถปอ้ งกันมิให้เกิดปญั หาในอนาคตได้แล้ว ยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับมีความ
รบั ผิดชอบและมขี วัญกาลังใจในการทางานดว้ ย

สรุปความท้ายบท

การวางแผน คือ กระบวนการในการกาหนดวัตถุประสงค์และวิธีการว่าจะทา
อย่างไรให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ซึ่งมีความสาคัญต่อองค์การเพราะจะช่วยทาให้การ
บริหารงานประหยัดในเรื่องของคน เวลา และงบประมาณไปพร้อมกัน การวางแผนเป็น
ขั้นตอนในการแปลงนโยบายสาธารณะไปสู่การปฏิบัติ ดังน้ัน วัตถุประสงค์ของแผนก็จะมี
ความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากกว่าวัตถุประสงค์ของนโยบาย ผลผลิตของการวางแผน ก็คือ
แผนประเภทตา่ งๆ ซงึ่ อาจจะจาแนกเป็น แผนระยะสั้น แผนระยะกลาง และแผนระยะยาว
หรืออาจจะจาแนกเป็น แผนพัฒนาหรือแผนแม่บท แผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการ
ประจาปี ทง้ั น้ี นกั วางแผนและผทู้ ใ่ี ชแ้ ผนจะตอ้ งตัดสินใจเลือกเองว่า จะจัดทาแผนประเภท
แบบไหนมาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร เพราะแผนแต่ละชนิดล้วนมีเนื้อสาระท่ี
แตกต่างกันออกไป ส่วนข้ันตอนท่ีจะได้มาซ่ึงแผนแต่ละประเภทน้ัน จะต้องผ่าน
กระบวนการตระเตรียมข้อมูลของหน่วยงานทั้งในอดีตและปัจจุบัน นาเอาปัญหาและ
อุปสรรคขององค์การมาวิเคราะห์ จากน้ันจึงพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อการตัดสินใจ
และกาหนดแผนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตามการจัดทาแผนจะต้องพิจารณา
จากนโยบายของหน่วยงาน โดยแผนที่เกิดข้ึนภายใต้นโยบายใดๆ จะต้องกาหนด
วตั ถุประสงคข์ องแผนให้สอดคลอ้ งกับนโยบายนน้ั ๆ ขององค์การ

๑๔ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

คาถามท้ายบท

๑. การวางแผนมีความหมายว่าอย่างไร และมีความสาคัญต่อการพัฒนาประเทศ
การบรหิ ารองค์กร และต่อการตดั สนิ ใจระดับบคุ คลอย่างไรบา้ ง จงอธิบาย

๒. องคป์ ระกอบที่สาคญั ของการวางแผนมีอะไรบ้าง จงอธิบายแต่ละองค์ประกอบ
มาโดยสงั เขป

๓. ตามท่ีท่านได้ศึกษาเร่ืองการวางแผนมาแล้ว จึงอยากทราบว่า ในทัศนะของ
ท่านได้จาแนกประเภทของการวางแผนไว้อย่างไร และแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน
อย่างไร

๔. จงให้ความหมายของคาสาคัญ ดงั ตอ่ ไปนี้
๔.๑ เป้าประสงค์ (Goal)
๔.๒ วัตถุประสงค์ (Objective)
๔.๓ นโยบาย (Policy)
๔.๔ แผน (Plan)
๔.๕ แผนงาน (Program)
๔.๖ โครงการ (Project)

๕. จงอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับแผน พร้อมท้ังอธิบาย
ถึงความสาคัญทีต่ อ้ งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับแผน มาดูโดยสังเขป

Public Policy and Planning ๑๔๑

เอกสารอา้ งอิง

กรมการปกครอง. คู่มือปฏิบัติงานการจัดทาแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตาบล.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อาสารกั ษาดินแดน, ๒๕๔๓.

ชาคริต ชาญชิตปรีชา (๑๑ ม.ค. ๕๑). “องค์การและการจัดการ”, [ออนไลน์]. หน้า ๔๒.
แหล่งท่มี า: teacher.snru.ac.th/chakrit/admin [๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐].

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. การวางแผน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา:
http://www.human.nrru.ac.th/Program/public/thai [๒๔ ม.ี ค. ๒๕๖๑].

มาลัย แก้วมโนรมย์. กระบวนการวางแผน. [ออนไลน์]. แหล่งท่ีมา: http://www.m-
ed.net/doc01/policy006 [๒๔ ม.ี ค. ๒๕๖๑].

รงั สรรค์ ประเสรฐิ ศรี. “ความสัมพนั ธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับแผน”. ใน เอกสารการ
สอนชุดวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผน. นนทบุรี : สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๔๙.

เสน่ห์ จุ้ยโต. “แนวคิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ”. ใน ประมวลสาระชุดวิชานโยบาย
ส า ธ า ร ณ ะ แ ล ะ ก า ร บ ริ ห า ร โ ค ร ง ก า ร . น น ท บุ รี : ส า นั ก พิ ม พ์
มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๔๘.

เอกชัย กี่สุขพันธ์. การบริหาร : ทักษะและการปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์
สุขภาพใจ, ๒๕๓๘.

๑๔๒ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

บทที่ ๗
กระบวนการวางแผนและการจัดทาโครงการ
(Planning Process and Project Formulation)

๗.๑ บทนา
ในกระบวนการวางแผนท่ีจะนาไปสู่แผนที่สามารถปฏิบัติได้ หลักการประการ

สาคัญ คือ การกาหนดความต้องการของหน่วยงานเจ้าของแผน และการกาหนด
วัตถุประสงค์ของแผน เนื่องจากท้ังการกาหนดความต้องการและการกาหนดวัตถุประสงค์
จะเป็นเคร่ืองมือสาหรับการช้ีทิศทางของหน่วยงานนั้นว่า หน่วยงานต้องการพัฒนาอะไร
และ จะพัฒนาเร่อื งน้นั ไปเพอื่ อะไร ทงั้ น้ี เพราะหน่วยงานหรือองค์กรแต่ละประเภทมีความ
ต้องการในการพัฒนาท่ีแตกต่างกันตามลักษณะของงานที่รับผิดชอบ การกาหนดทิศ
ทางการพัฒนาจงึ มีลักษณะทแ่ี ตกต่างกันไปดว้ ย อาทิเช่น มหาวิทยาลัย ด้านหลักของความ
ตอ้ งการพัฒนา กค็ ือการพฒั นางานทางดา้ นวชิ าการ โดยทั่วไปงานที่มหาวิทยาลัยจะพัฒนา
มีจานวน ๔ ด้านใหญ่ๆ ประกอบด้วย งานจัดการเรียนการสอนหรือการผลิตบัณฑิต
งานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ งานบริการวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยี งาน
ทานุบารุงศิลปะและวัฒนธรรม เม่ือด้านหลักของความต้องการพัฒนาเป็นไปตามที่กล่าว
แล้ว การกาหนดวัตถุประสงค์ในการพัฒนาจึงต้องกาหนดอยู่บนพ้ืนฐานของความต้องการ
เชน่ กนั

๗.๒ การกาหนดความต้องการและวตั ถุประสงคข์ องแผน

จากบทประพันธ์เร่ืองสังข์ทองตอนหนึ่ง ท่ีว่า เม่ือรจนาเลือกคู่ได้เจ้าเงาะ ท้าว

สามลต้องการให้รจนาและเจ้าเงาะไปอยู่กระท่อมปลายนา จึงเรียกขุนหม่ืนมาส่ังความว่า

ต้องสร้างกระท่อมปลายนาให้เสร็จภายใน ๗ วัน ขุนหมื่นก็วางแผนสร้างกระท่อมโดยส่ัง

การ ดังน้ี

“นายมโี ค่นไผ่ นายใจขดุ หลมุ

นายชั้นนายชุ่ม คมุ กนั ไปเกีย่ วแฝก

เสร็จแลว้ เกลาเสา เอาโว้ยย้ายแยก

Public Policy and Planning ๑๔๓

เลกิ งานขา้ จะแจก ของแปลกแปลกใหก้ นิ ”

จะเหน็ ไดว้ ่า เมื่อใดก็ตามท่มี นษุ ยเ์ รม่ิ คิดท่จี ะทากิจกรรมใดๆ มนุษย์ก็มักจะคิดหรือ
ทาการจินตนาการเสียก่อนเป็นเบ้ืองต้นในเรื่องน้ันๆ ว่า จะทาอะไร อย่างไร มีวิธีการ
ข้ันตอนต้ังแต่เร่ิมต้นจนถึงส้ินสุดโดยใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ในเวลาใด และกิจกรรมต่างๆ
น้ันจะทากันท่ีไหน โดยมีเป้าหมายและผลท่ีคาดว่าจะได้รับเป็นตัวกาหนด เม่ือคิดแล้วจึง
กระทา ในการคิดดังกล่าวน้ี ถ้าเป็นเร่ืองที่มีขอบเขตไม่กว้างขวางใหญ่โต หรือเป็นเร่ือง
ส่วนตัว แต่ละคนก็ย่อมทาได้โดยมิต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร คิดตอนเช้าทาตอน
บ่าย หรือคิดวันนี้ปฏิบัติพรุ่งนี้ก็มี ความเป็นไปได้ แต่เรื่องท่ีคิดมีขนาดใหญ่โตข้ัน เป็นเร่ือง
ขององคก์ าร มคี นเก่ียวขอ้ งมากขึ้นท้ังในแง่การคิด การปฏิบัติ และมีผลประโยชน์เก่ียวข้อง
การทางานตอ้ งใชเ้ วลาเป็นเดอื นหรอื เปน็ ปี การกระทาดังกลา่ วต้องใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งงบประมาณมากมาย จาเป็นต้องกระทาอย่างมีระบบ กล่าวอีกนัยหน่ึงก็คือการคิด
หรือการวางแผนนั้นต้องใช้ท้ังคน เงิน เวลา และทรัพยากรอ่ืนๆ มากมาย ดังนั้น การ
วางแผนจงึ จาเปน็ ตอ้ งมกี ระบวนการข้นั ตอน

การกาหนดความต้องการเป็นข้ันตอนแรกของกระบวนการวางแผน เน่ืองจากงาน
แต่ละอย่างมีลักษณะแตกต่างกัน ใช้ทรัพยากรในการกระทาไม่เหมือนกัน ผลท่ีได้รับจาก
การทางานนั้นๆ ย่อมต่างกันไปด้วย ย่ิงกว่านั้น งานบางอย่างกระทาให้สาเร็จไปได้โดยไม่
ตอ้ งมีการวางแผน แต่งานบางอย่างทาไม่ได้ถ้าไม่มีการวางแผนให้เรียบร้อยเสียก่อน ดังนั้น
ในการที่จะกระทางานใดจาเป็นจะต้องตัดสินใจก่อนว่าควรจะมีการวางแผนหรือไม่ ท้ังน้ี
เพ่ือให้งานน้ันบรรลุผลสาเร็จด้วยดี และเพื่อไม่ให้เสียเวลาและทรัพยากรในการวางแผน
โดยได้ผลไม่คุ้มค่า กล่าวคือใช้ทรัพยากร (คน เงิน เวลา วัสดุ ครุภัณฑ์ และเคร่ืองยนต์
เคร่ืองจักร) ไปมากมายในการวางแผนเพื่อจะทางานอย่างหน่ึง แต่เมื่อทางานนั้นเสร็จแล้ว
ได้รบั ประโยชนไ์ ม่ถงึ หนง่ึ ในสามของคา่ ใช้จ่ายในการวางแผน เปน็ ต้น

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าควรมีการวางแผน ข้ันต่อไปเร่ืองการกาหนดวัตถุประสงค์
ของแผน เป้าหมาย และนโยบาย สาหรับวัตถุประสงค์ ที่จะกาหนดขึ้นนั้น ก็คือความ
คาดหมายที่ต้องการจะเป็นในทางต่างๆ ของบุคคลหรือองค์การ วัตถุประสงค์จะแสดงถึง

พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีการบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลง

กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๓๕-๓๖.

๑๔๔ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

ทิศทางการเจรญิ เตบิ โต ซ่ึงโดยปกติมักจะระบอุ อกมาเปน็ คา่ นยิ มและความต้องการต่างๆใน
ระยะยาว ส่วนเป้าหมายน้ัน จะมีความหมายเฉพาะเจาะจงกวา่ และจะเน้นช่วงระยะเวลาที่
สน้ั กวา่ ดงั ขอยกตวั อย่างท่ีนาเสนอในตาราง ตอ่ ไปน้ี

ตารางท่ี ๗.๑ แสดงตวั อย่างการกาหนดวัตถปุ ระสงค์และเป้าหมาย

วัตถปุ ระสงค์ องค์การ เป้าหมาย

เป็นมหาวิทยาลัยช้ันนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬา มีงานวิจัยทางพระพุทธศาสนาท่ี

ใ น ก า ร วิ จั ย ท า ง ลงกรณราชวิทยาลยั ไ ด้ รั บ ร า ง วั ล ร ะ ดั บ ช า ติ แ ล ะ

พระพทุ ธศาสนา น า น า ช า ติ ๕ ร า ย ภ า ย ใ น

ปงี บประมาณ ๒๕๖๒

เป็นหน่ว ยงานท่ีทา ค ณ ะ สั ง ค ม ศ า ส ต ร์ พระสังฆาธิการเข้าร่วมศึกษาใน

หน้าท่ีจัดการศึกษาเพ่ือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา หลักสูตรประกาศนียบัตรการ

พัฒนาพระสงั ฆาธกิ าร ลงกรณราชวิทยาลยั บริหารกิจการคณะสงฆ์ ของคณะ

สังคมศาสตร์ ร้อยละ ๗๐ ของ

เ ข ต ป ก ค ร อ ง ค ณ ะ ส ง ฆ์ ภ า ค

ภายในปี ๒๕๖๒

การกาหนดวัตถุประสงค์ในขั้นนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนต้องคานึงถึงความ
เป็นไปได้ การนาไปปฏิบัติได้ และเป็นท่ียอมรับของผู้ปฏิบัติ ไม่ขัดกับความรู้สึก ค่านิยม
ทางสังคม ความเชื่อถือ และวัฒนธรรมอันดีงามของคนที่จะเป็นผู้ปฏิบัติตามแผน และ
บุคคลอน่ื ๆ ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง

สาหรับปริมาณและคุณภาพซึ่งอาจกาหนดไว้ในเป้าหมายของแผน ซึ่งไม่ควรจะ
กาหนดให้สูงหรือต่าเกินไปจากมาตรฐานปานกลาง หรือจากความสามารถของคนที่จะ
ทางานน้ัน ตลอดจนทรัพยากรด้านอ่ืนๆ ท่จี ะใช้ในการดาเนินการด้วย เช่น เวลาที่มีอยู่ เงิน
และเครื่องมือ เคร่ืองใช้ต่างๆ เป็นต้น ท้ังน้ี หากกาหนดวัตถุประสงค์ไว้สูงมากการทางาน
ให้บรรลุผลสาเร็จก็เป็นไปได้ยาก ในทางกลับกัน ถ้ากาหนดไว้ต่าเกินไป การทางานก็อาจ
ง่ายเกินไป ซ่ึงมีผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน จึงมีได้ทั้งในด้านบวกและลบ นอกจากน้ี ยัง
จะต้องคานงึ ถึงคา่ ใชจ้ า่ ยและผลประโยชนท์ จี่ ะได้รบั ด้วย

Public Policy and Planning ๑๔๕

เม่ือมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายแล้ว ส่ิงท่ีผู้วางแผนควรกาหนดไว้อีกอย่าง ได้แก่
นโยบาย ผู้วางแผนอาจกาหนดนโยบายไว้เพ่ือเป็นแนวทางให้กับผู้ปฏิบัติตามแผน หรือ
ผู้บริหารโครงการได้ใช้เป็นกรอบในการตัดสินใจนโยบายจึงเป็นแนวทางกว้างๆ ของการ
ปฏบิ ัติงานและการบริหาร และเป็นสิ่งท่ีผู้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติทางานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
โดยใชห้ ลักการและวิธีการตามแนวทางของนโยบาย

งานสาคัญต่อไปในขนั้ ตอนน้ี ได้แก่ การจัดเตรียมข้อเสนอเพื่อขออนุมัติในหลักการ
จากผู้มีอานาจตามลาดับชั้น การเตรียมข้อเสนอของแผนในหลักการน้ีอาจใช้องค์ประกอบ
ของแผนดงั ไดก้ ล่าวไปแล้ว กล่าวคอื เร่ิมด้วยชอ่ื ของแผน วตั ถปุ ระสงค์ ปญั หา วธิ ดี าเนินการ
ผลท่ีคาดว่าจะได้รับ ทรัพยากรท่ีต้องใช้ และเหตุผลสนับสนุน ในทางปฏิบัติอาจมีรูปแบบ
บางอย่างแตกต่างกันแกไปตามหน่วยงานที่ใช้ การเตรียมข้อมูลหลักสาคัญๆ ดังกล่าวน้ี
เสนอขออนุมัติไว้ก่อน เม่ือได้รับอนุมัติในหลักการแล้วจึงจะดาเนินการวางแผนใน
รายละเอยี ดต่อไป การอนมุ ตั ิในหลกั การน้ีเปน็ การสร้างข้อผูกพันไว้เป็นเบื้องต้นว่า ให้ทาได้
และจะมีงบประมาณใช้จา่ ยในเรอ่ื งน้ี๒

๗.๓ ลกั ษณะทั่วไปวัตถุประสงค์ของแผน
วัตถุประสงค์ของแผนงานจะต้องมีความสอดคล้องและถูกกาหนดขึ้นจากพ้ืนฐาน

ความเข้าใจในประเด็นสาคญั ดงั นี้
. ความตอ้ งการทแี่ ทจ้ ริงจากการดาเนินงานตามภารกจิ เชน่ ในกรณีของแผนงาน

จัดการศึกษา วัตถุประสงค์จะต้องมีความสอดคล้อง และจะกาหนดขึ้นจากความต้องการที่
แท้จริงเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนและการสอน และผลลัพธ์ที่จะเกิดข้ึนจากการปฏิบัติตาม
แผนจดั การศึกษาท่ีกาหนดข้นึ

๒. เทคโนโลยีและพัฒนาการของศาสตร์ที่เก่ียวข้องกับการดาเนินงาน เช่น
ความก้าวหน้าของเนื้อหาวิชาในการเรียนการสอนในแต่ละระดับการศึกษา จะต้องเป็น
ข้อมูลพ้ืนฐานที่สาคัญประการหน่ึงสาหรับการพิจารณากาหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน
จัดการศึกษาที่จะจัดทาข้นึ

๒ รังสรรค์ ประเสริฐศรี, “ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับแผน”, ใน เอกสารการสอนชุดวิชา
นโยบายสาธารณะและการวางแผน, (นนทบรุ ี : สานกั พิมพม์ หาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๔๙), หน้า ๔ -๔๘.

๑๔๖ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

๓. ลักษณะพื้นฐานของผู้รับบริการ เช่น ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน
จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผู้บริหารจะต้องมีความเข้าใจอย่างแจ่มชัดเก่ียวกับลักษณะ
พ้ืนฐานของผู้สมัครเข้าศึกษาในสถาบัน เช่น อายุ เพศ ภูมิลาเนา ลักษณะสังคม เศรษฐกิจ
ของครอบครัว บิดา มารดา ประมารการค่าใช้จ่ายส่วนตัว แหล่งเงินรายได้ ที่พักอาศัย
ความชานาญพเิ ศษ เป็นต้น

๔. ลักษณะพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชน อันเป็นพื้นฐานปฏิบัติการ
ของแผนงานและโครงการท่ีกาหนดข้นึ ทั้งนี้รวมทั้งบริเวณท่ีจัดอยู่ในขอบเขตการใช้บริเวณ
และชุมชนเป้าหมายที่จะได้รับผลกระทบจากการปฏบิ ตั ิงานตามแผนงานและโครงการ เช่น
ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของแผนงานจัดการศึกษาสาขาศึกษาศาสตร์ จะต้องอยู่บน
พนื้ ฐานความเข้าใจในลักษณะการกระจายตัวในการประกอบอาชีพและสถานท่ีทางานของ
ผสู้ าเร็จการศึกษาวา่ ยงั คงประกอบอาชพี ในชมุ ชนเมืองหรือในชนบท โดยมีลักษณะงานตรง
ตามสาขาวชิ าท่ีสาเร็จหรือไม่

จะเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ท่ีเหมาะสม นอกจากจะต้องมีความสอดคล้องกับ
สภาพการณ์ต่างๆ ข้างต้นแล้ว ยังต้องสามารถนาไปปฏิบัติได้จริง พร้อมสามารถวัดและ
ประเมินผลสาเร็จท่ีเกิดข้ึนได้ เช่น ในกรณีของแผนงานจัดการศึกษา วัตถุประสงค์จะต้อง
ระบุในเชิงพฤติกรรมท่ีสามารถแสดงให้ผู้อ่านมีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรม
สมรรถภาพ และความชานาญที่ผู้เรียน สามารถแสดงออกได้เมื่อส้ินสุดกิจกรรมการเรียน
และการสอนท่ีกาหนดข้นึ แล้ว

๗.๔ ความสมั พันธ์ระหว่างวตั ถปุ ระสงค์กับภารกิจ
นอกจากวัตถุประสงค์จะต้องแสดงสาระสาคัญของแผนงานแล้ว ยังจะต้องมี

ลักษณะที่สาคัญอีกประการหนึ่งคือ เป็นส่วนเชื่อมโยงความต่อเน่ืองของกิจกรรมต่างๆ ที่
กาหนดขึ้น อาทิเช่น กรณีการพิจารณาระดับโครงสร้างแผนงาน ซ่ึงถือปฏิบัติในการจัดทา
แผนพัฒนาและแผนงบประมาณประจาปีของหน่วยงานภาครัฐบาล ดังแสดงในแผนภาพที่
๗. ตอ่ ไปน้ี

Public Policy and Planning ๑๔๗

สาขา

แผนงาน แผนงาน

แผนงานรอง แผนงานรอง

งาน/โครงการ งาน/โครงการ

กิจกรรม กิจกรรม

แผนภาพที่ ๗.๑ : แสดงระดบั โครงสร้างแผนงาน

และสามารถแสดงความสัมพนั ธห์ รือการเชื่อมโยงของวัตถุประสงค์ของแผนงานใน
แต่ละระดับได้ ดังปรากฏในแผนภาพท่ี ๗.๒ ต่อไปน้ี

วัตถปุ ระสงค์

ของสาขา

วตั ถปุ ระสงคข์ อง วตั ถปุ ระสงคข์ อง
แผนงาน แผนงาน

วัตถปุ ระสงค์ของ วตั ถปุ ระสงค์ของ
แผนงานรอง แผนงานรอง

วตั ถุประสงค์ของ วัตถุประสงคข์ อง
งาน/โครงการ งาน/โครงการ

วัตถปุ ระสงคข์ อง วตั ถุประสงคข์ อง
กจิ กรรม กจิ กรรม

แผนภาพท่ี ๗.๒ : แสดงความสมั พันธ์ของวตั ถุประสงค์ของแผนงานแตล่ ะระดับ

๑๔๘ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

จากแนวความคิดท้ังหมดที่ได้นาเสนอข้างต้นนั้น สามารถจะสรุปเป็นหลักการ
สาคญั ไดว้ ่า วัตถปุ ระสงค์ท่จี ะกาหนดขน้ึ สาหรับแผนงานหรือโครงการใด ควรให้ครอบคลุม
ลกั ษณะสาคัญอย่างนอ้ ย ๖ ประการ คอื

. ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความต้องการท่ีแท้จริงของการจัดทาแผนงานและ
โครงการนนั้ ต้องสามารถแสดงแนวคิด เหตแุ ละผลท่สี ามารถนาไปปฏิบตั จิ ริงได้

๒. ตอ้ งมีความชัดเจนและส่อื ความหมาย
๓. ตอ้ งมีความเปน็ ไปไดท้ จ่ี ะประสบความสาเร็จในระดับสงู
๔. ต้องสามารถท่ีจะสงั เกตการณ์เปล่ียนแปลงท่ีจะเกิดขึ้นได้
๕. ต้องสามารถวดั และประเมินได้

๗.๕ การกาหนดองคก์ รการวางแผน
การวางแผนเป็นงานท่ีสาคัญมากในระหว่างงานด้านอื่นๆ ทางบริหาร เพราะเป็น

งานท่ีจะต้องกระทาก่อนงานด้านอื่น หรือกล่าวอีกนัยหน่ึง งานด้านอ่ืนๆ ไม่ว่าจะเป็นการ
จัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การอานวยการ การประสานงาน การรายงาน และ
การงบประมาณกต็ าม ก่อนที่จะดาเนินการได้ จะต้องมีการวางแผนไว้ก่อน และการทางาน
ด้านอ่ืนๆ จะบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการวางแผนท่ีมีส่วน
เกี่ยวข้องอยู่ด้วยอย่างมาก ดังน้ัน จึงมีนักบริหารจานวนไม่มากนักท่ีจะกล้าปฏิเสธ
ความสาคัญของการวางแผน ย่ิงไปกว่าน้ัน การวางแผนยังเป็นงานของผู้บริหารระดับสูง
ขององค์การทุกประเภทและทุกขนาด ท้ังยังเป็นงานที่ไม่อาจมอบอานาจให้ผู้อื่นทาได้
เพราะฉะนั้น ผู้บรหิ ารจงึ จาเปน็ ตอ้ งมีผู้ชว่ ยเหลือโดยทางานด้านวางแผน แต่เขาก็คงยังต้อง
รบั ผิดชอบงานน้ีอยู่ กลา่ วโดยท่ัวไปแล้ว การวางแผนเป็นงานสาคัญขององค์การที่ผู้บริหาร
ระดับสูงจะต้องให้ความสนใจและรับผิดชอบต่องานด้านน้ี ผู้บริหารจะทางานวางแผนได้ดี
เพยี งใดคงต้องอาศยั ผชู้ ่วยเหลือทม่ี คี วามรู้ ความสามารถ และประสบการณ์

เน่อื งจากงานอันสาคัญยิง่ ของการวางแผน ก็คือการกาหนดวัตถุประสงค์ในอนาคต
ซึ่งจะตอ้ งใช้ทั้งความร้ทู างวิชาการ ความสามารถของบคุ คล และประสบการณ์ โดยมีตัวเลข
สถิติ ข้อมูลทั้งในอดีตและอนาคตที่ถูกต้องอย่างครบถ้วน ซ่ึงเกี่ยวข้องในการตัดสินใจ
กาหนดวัตถุประสงค์ ตลอดจนการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กาหนดไว้ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์เป็น
ส่ิงท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงและเป็นแนวทางการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ ซ่ึง

Public Policy and Planning ๑๔๙

ควรจะเป็นการกระทาท่ีเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง และทาให้ถูกต้องเหมาะสมมากท่ีสุด
เท่าที่จะทาได้ มิฉะนั้น จะทาให้เกิดปัญหามากมายตามมา เม่ือการกาหนดวัตถุประสงค์
และการวางแผนมีความสาคญั ดงั ทีก่ ลา่ วมา จงึ มคี วามจาเป็นที่จะต้องจัดการกับงานบริหาร
ด้านน้ีให้เป็นไปตามหลักการ กล่าวคือจะต้องมีองค์กรและบุคลากรท่ีมีค วามรู้
ความสามารถเพอ่ื ช่วยผูบ้ ริหารในการวางแผน

ส่วนองคก์ รการวางแผนจะมลี ักษณะอยา่ งไร และต้ังอยู่ท่ีไหนในองค์การนั้น ขึ้นอยู่
กับผู้บริหารจะกาหนด โดยท่ัวไปแล้ว การวางแผนอาจเป็นหน้าท่ีขององค์กรท่ีเป็นไปตาม
หลกั การของ วิลเลยี ม เอช นิวแมน ดงั นี้

๗.๕.๑ การมอบอานาจและการกระจายอานาจ (Delegation and
Decentralization) เป็นวิธีการท่ีง่ายท่ีสุด โดยผู้บริหารมอบหน้าที่ในการวางแผนไปยัง
ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับต่างๆ เพราะบุคคลเหล่าน้ีทาหน้าท่ีในการปฏิบัติงานอยู่แล้ว จึง
สามารถช่วยงานวางแผนได้อีกอย่างหน่ึงด้วย โดยการบอกปัญหา การกาหนดทางเลือก
และการรวบรวมข้อมูลท่ีจาเป็นในการตัดสินใจ และอาจนา วิธีการอานวยการโดยการ
ปรึกษาหารือ (Consultative direction) มาใช้ กล่าวคือก่อนที่ผู้บังคับบัญชาจะออกคาส่ัง
เขาจะนาไปปรึกษาผู้ใต้บังคับบัญชาก่อนว่า มีความเห็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง
และมีทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่ที่จะนามาใช้ให้ได้ผล เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ผู้บริหารก็สามารถ
นามาใช้ในการวางแผนได้ หรือในอีกทางหน่ึง คือ การมอบอานาจโดยให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
ทาหน้าท่ีวางแผนในระดับต่างลดหลั่นกันลงไปตามหน้าที่ความรับผิดชอบงานท่ีมีอยู่ โดย
ผู้บริหารระดับสูงกาหนดวัตถุประสงค์หลักและนโยบายให้ไว้เป็นแนวทางสาหรับ
ผู้ใต้บังคับบัญชาทาการวางแผนในรายละเอียด โดยผู้บังคับบัญชายังมีอานาจในการ
ปรับปรงุ แกไ้ ขและอนุมตั แิ ผนงานเหล่านนั้

๗.๕.๒ การใช้ผู้มีความรู้ด้านการวางแผนโดยเฉพาะ (Staff assistant)
ผบู้ ริหารบางคนในบางองค์การหรือสถานการณ์ที่คิดว่างานวางแผนมีความสาคัญมาก ต้อง
อาศยั ผ้มู ีความรูโ้ ดยเฉพาะ ต้องใชผ้ ู้มสี ายตากวา้ งไกล อาจใชว้ ิธีการรวมอานาจการวางแผน
ไว้ ณ ทใ่ี ดที่หน่ึง โดยมีผู้มีความรู้ด้านน้ีจานวนหนึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ตามแนวคิดน้ีอาจ
มีคณะบุคคลทาหน้าที่วางแผนในหน่วยงานระดับต่างๆ ท่ีต่าลงไปในองค์การได้ เช่น ใน
ระดับกระทรวง ทบวง กรม และกอง เปน็ ต้น โดยอานาจอนมุ ตั ิยงั เป็นของผู้บงั คับบญั ชา

๑๕๐ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

๗.๕.๓ การวางแผนโดยมีส่วนร่วม (Joint participation) ผู้บริหารหรือผู้ช่วย
ทาการวางแผนโดยการปรกึ ษาหารือกับผู้อน่ื ทกุ ฝ่ายในองคก์ าร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหา
งานท่ีจะต้องทาการริเริ่มใหม่ๆ รวมท้ังตัวเลข ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับการ
ตดั สนิ ใจในการวางแผน ทั้งน้ี การวางแผนในลกั ษณะนผ้ี บู้ ริหารจะทาเอง หรือจะมอบให้ผู้มี
ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนคนหนึ่งเป็นผู้ทาหน้าท่ีนี้แต่ผู้เดียว โดยวิธีการประสานงาน
ตดิ ตอ่ หาขอ้ มูลทุกด้านเพ่อื การวางแผนดงั กล่าว

นอกจากแนวคิดของวิลเลียม เอช นิวแมน ก็ยังมีนักวิชาการอื่นๆ ได้กล่าวถึง
องคก์ ารวางแผนพัฒนาชนบทโดยแบง่ ไว้ ๓ ลกั ษณะ คือ

๑) รูปแบบการรวมอานาจและการกระจายอานาจ รูปแบบการรวม
อานาจการวางแผนไว้ที่องค์การส่วนกลางหรือหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในส่วนกลาง คือใน
กระทรวง ทบวง กรม ทอ่ี ย่สู ่วนกลางนนั้ เป็นท่ีนิยมกนั ท่วั ไปในประเทศกาลังพัฒนา โดยจะ
ระบถุ ึงรปู แบบ แนวทาง วตั ถุประสงค์หลัก เป้าหมายและนโยบายกว้างๆ ส่วนรายละเอียด
ของแต่ละโครงการ อาทิเช่น จะทาอะไรบ้าง ทาอย่างไร เม่ือใด และทาที่ไหนน้ัน ให้เป็น
เร่ืองของหน่วยงานระดับปฏิบัติการในพ้ืนที่ต่างๆ ส่วนกลางคงมีอานาจอนุมัติแผน อนุมัติ
งบประมาณ ตรวจสอบ ประเมินผล และอานาจทางการบรหิ ารงานบุคคลอยู่

รูปแบบการกระจายอานาจเป็นการมอบอานาจและการกระจายอานาจ
ไปยังองคก์ รในสว่ นภมู ภิ าคและทอ้ งถ่ินใหท้ าการวางแผน ตัดสินใจ และจัดสรรงบประมาณ
ใหโ้ ดยเฉพาะ ไม่จาเป็นต้องมาขออนมุ ัตจิ ากส่วนกลาง ในกรณีขององค์กรส่วนท้องถ่ิน ย่อม
มีความสามารถในการเกบ็ ภาษีและใช้จ่ายไดเ้ องตามแผนท่ีกาหนดข้ึนอย่างอสิ ระ

๒) รูปแบบตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามหน้าที่ของ
หน่วยงานและตามเขตพ้ืนที่การปกครอง ในหลายๆ ประเทศมีการแบ่งการบริหาร
ราชการออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถ่ิน ด้วยเหตุที่แต่ละหน่วยงานมีการ
แบ่งงานกันทาตามความรแู้ ละเฉพาะด้าน ซ่ึงเป็นการให้บริการแก่ประชาชนด้านต่างๆ เช่น
การศึกษา สาธารณสขุ การเกษตร การอุตสาหกรรม และการขนส่ง เป็นต้น หน่วยงานด้าน
หนึง่ ๆ กท็ าการวางแผนทางานตามหน้าท่ีของตัวและกระทาการในพื้นที่ท่ีมีประชาชนอาศัย
ทามาหาเลย้ี งชพี อยู่ในหมู่บา้ น

๓) การจัดองค์การในรูปคณะกรรมการประสานงาน หรือคณะทางาน
เฉพาะกจิ เน่ืองจากมีการจัดระบบองค์การของราชการโดยแบ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม

Public Policy and Planning ๑๕๑

จงั หวดั และอาเภอ การปฏิบัตงิ านโดยมากมกั จะตา่ งคนต่างทาไม่ค่อยจะมีการประสานงาน
และร่วมมือกันทา ท้ังๆ ท่ีงานบางอย่างมีลักษณะท่ีต้องทาโดยผู้มีความรู้หลายๆ ด้าน
ร่วมมือกัน เพื่อท่ีจะแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการหาทางออกโดยการตั้งคณะกรรมการใน
รูปแบบตา่ งๆ โดยมตี วั แทนของหนว่ ยงานท่ีเกย่ี วข้องมาเปน็ กรรมการทาหน้าท่ีวางแผนและ
ประสานการทางาน

จากหลักการจดั องคก์ ารเพอื่ การวางแผนดงั กลา่ วมาท้งั ๒ แนวทางข้างต้น
นั้น สามารถจะถือเป็นหลักในการนามาปรับปรุงใช้ได้ สาหรับแนวทางที่สองนั้น มีลักษณะ
อิงเข้ากับรูปแบบที่กาลังใช้อยู่ในประเทศท่ีกาลังพัฒนาหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม
ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปแล้ว ประเทศท่ีกาลังพัฒนาส่วนมากจะมีองค์กรทาหน้าท่ีวางแผน
แบ่งได้เป็น ๒ ระดบั คือ ระดับการเมือง กับระดับการใช้ความรู้เฉพาะด้าน ในบางประเทศ
อาจมีองค์กรเพิม่ ขน้ึ อีกระดับหน่ึงระหว่างระดับการเมือง กับระดับการใช้ความรู้เฉพาะด้าน
ดงั จะนาเสนอรายละเอียด ต่อไปนี้

องค์กรระดับการเมือง ได้แก่ คณะรัฐมนตรี ซ่ึงประกอบด้วยรัฐมนตรี
ท้ังหมด ระดับต่าลงมาก่อนถึงระดับการใช้ความรู้เฉพาะด้าน ได้แก่ คณะกรรมการ หรือ
อาจเรียกว่า คณะกรรมการเศรษฐกิจ ซ่ึงประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงท่ีเกี่ยวข้อง เช่น
รฐั มนตรกี ระทรวงการคลงั กระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม
เป็นต้น หรืออาจมีรัฐมนตรีกระทรวงอ่ืนท่ีเก่ียวข้องกับนโยบายการพัฒนาของแต่ละ
ประเทศแตกต่างกันออกไปอีกก็ได้ หรือบางประเทศอาจต้ังเป็นคณะกรรมการวางแผนของ
คณะรัฐมนตรี กรรมการจะประกอบด้วยรัฐมนตรีต่างๆ เช่น รัฐมนตรีกระทรวงการ
ต่างประเทศ รฐั มนตรปี ระจาสานักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรี
กระทรวงการคลัง เป็นต้น ในบางประเทศคณะกรรมการางแผนของคณะรัฐมนตรีนี้
ประกอบด้วยท้ังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนา และตัวแทนจากฝ่ายนิติบัญญัติ
จานวนหน่ึง โดยมากผู้นาฝ่ายบริหาร ซ่ึงได้แก่ นายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี แล้วแต่
กรณีจะเป็นประธาน โดยประธานจะร่วมประชุมเฉพาะเร่ืองที่สาคัญมากเท่าน้ัน
นอกจากนั้น ยังอาจให้รองประธานทาหน้าท่ีแทน แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศก็
เปน็ หน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาล ดังน้ัน รัฐบาลจาต้องเป็นผู้กาหนดทั้งเป้าหมาย
และนโยบาย ตลอดจนการวางแผนพฒั นาประเทศ

๑๕๒ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

นอกจากองค์กรการวางแผนระดับการเมืองแล้ว ยังจะมีหน่วยงานทาง
เทคนิคคอยทาหน้าที่เป็นองค์กรวางแผนอีกระดับหน่ึง ซ่ึงประกอบด้วยผู้มีความรู้เฉพาะ
ด้าน อาจสังกัดอยู่ในสานักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงการ
วางแผน แล้วแต่ประเทศใดจะกาหนดไว้ท่ีใด ท้ังน้ี ในส่วนราชการระดับต่าลงไป เช่น
กระทรวง ทบวง กรม เปน็ ต้น อาจจะมีองคก์ รกลางวางแผนของแต่ละสว่ นราชการด้วย

สาหรับองค์กรการวางแผนของประเทศไทย ในระดับการเมือง ได้แก่
คณะรัฐมนตรี ระดับรองลงมาเป็นระดับเทคนิคหรือสานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะในหน่วยงานน้ี มีคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้กาหนดหลักการและนโยบาย โดยมีข้าราชการประจา
จานวนหน่ึงในสานักงานนี้เป็นผู้ช่วยเหลืองานด้านต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผน สานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติน้ี (สศช.) เป็นองค์กรกลางในการ
วางแผนระดับชาติและสังกัดอยู่ในสานักนายกรัฐมนตรี องค์กรน้ีจะทาหน้าที่กาหนดแนว
ทางการวางแผนและประสานแผนของกระทรวง ทบวง กรม ท้งั หลาย ซึ่งในแต่ละกระทรวง
และกรมจะมอี งคก์ รการวางแผนของตัวเองดว้ ย

อย่างไรก็ตาม ความสามารถขององค์กรที่ทาหน้าที่วางแผนดังกล่าวมานี้
จะมมี ากหรอื น้อย นอกจากจะขน้ึ อยกู่ ับปัจจัยต่างๆ หลายด้านแลว้ สิ่งสาคัญย่ิงคงได้แก่ตัว
บุคคลท่ีทาหน้าที่วางแผน ซ่ึงจะต้องเป็นผู้ท่ีมีความรู้ทางด้านการวางแผน และมีผู้รู้เฉพาะ
ด้านทีเ่ กยี่ วข้องกับเรอื่ งของแผนอย่างครบถ้วนดว้ ย โดยบุคคลเหล่านจ้ี ะตอ้ งมีความสามารถ
สงู รวมทงั้ ทกั ษะและประสบการณ์ต่างๆ บางประเทศให้ความสาคัญกับหน่วยงานวางแผน
มาก โดยกาหนดอัตราเงินเดือนสูงกว่าหน่วยงานอ่ืนๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิง การมอบอานาจ
หนา้ ท่ีและความรับผิดชอบในการวางแผนให้กับบุคคลและองค์กรดังกล่าวนี้มาให้ทา ซ่ึงจะ
เป็นรูปของกฎหมายหรือคาส่ัง ย่อมแล้วแต่ความเหมาะสมหรือปฏิบัติกันมาในแต่ละสังคม
ท้ังน้ี เพื่อให้บุคคลในองค์กรเหล่านี้ทางานได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
สามารถติดต่อสั่งการและประสานงานกับหน่วยงานอื่น หรือบุคคลอื่นท่ีเก่ียวข้องอย่าง
ได้ผล

Public Policy and Planning ๑๕๓

๗.๖ การวางแผนและการทดสอบปรับปรุงแผน
การได้รับอนุมัติในหลักการของแผนแล้วนั้นเป็นเพียงแนวความคิดกว้างๆ เท่านั้น

ยังไม่มีรายละเอียดพอท่ีจะเป็นแนวทางให้ผู้วางแผนได้นาไปจัดทาแผนในรายละเอียดไ ด้
ดังน้ันในขั้นน้ีจึงจาเป็นต้องมีการระบุถึงแนวทางอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้วางแผนที่ได้รับ
มอบหมายได้ทราบแนวทางและปญั หาต่างๆ ทเี่ กยี่ วข้อง ทง้ั เป็นการปอ้ งกันมิให้งานที่แบ่ง
ไปน้ันก้าวก่ายซ้าซ้อนกัน ตลอดจนการกาหนดเวลาแล้วเสร็จของการวางแผนแต่ละส่วน
ด้วย โดยมีกระบวนการและขั้นตอนดงั ต่อไปน้ี

๗.๖.๑ การรวบรวมข้อมลู และการประสานงาน
เน่ืองจากการวางแผนและการตัดสินใจต่างๆ จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลตัวเลขที่ต้อง
รวบรวมมากจากแหล่งต่างๆ จึงมีการติดต่อบุคคลและหน่วยงานทีเก่ียวข้อง งานเก่ียวกับ
ข้อมลู นีอ้ าจทาให้รูปของการวิจัยหรือวิธีการอื่นๆ แล้วแต่ความเหมาะสม การติดต่ออาจใช้
ทั้งวธิ ีการอยา่ งเป็นทางและไม่เป็นทางการ โดยมุ่งท่ีจะให้ได้ข้อมูลท่ีถูกต้อง ตลอดจนความ
คิดเห็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ด้วย ภายหลังจากมีการติดต่อขอความร่วมมือเก่ียวกับข้อมูล
ข่าวสารอย่างครบถ้วนเพื่อนามาทาการประมวลและจัดทาให้เป็นข่าวสารท่ีนามาใช้ในการ
ตัดสนิ ใจตอ่ ไป ในการตัดสินใจน้ัน นอกจากจะอาศัยข้อมูลข่าวสารท่ีเกี่ยวข้องมากมายแล้ว
ยังต้องอาศัยบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถในการตัดสินใจด้วย ทั้งน้ีทั้งนั้น เพ่ือให้มีการ
เลือกทางเลอื กตา่ งๆ อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมตอ่ ไปในแตล่ ะส่วนประกอบของแผน

๗.๖.๒ การจดั เตรียมแผนช่ัวคราว
เมื่อมีการสรุปและมีข้อยุติเป็นส่วนๆ ของแผนแล้ว ข้ันต่อไปน้ีจึงเป็นการนาเอา
ส่วนประกอบต่างๆ น้ันมารวมกันเป็นแผนช่ัวคราว ส่วนประกอบของแผนในท่ีน้ีจะมี
ลักษณะขอบเขตและเนื้อหาอย่างไรน้ัน คงขึ้นอยู่กับแผนว่ามีขนาดและขอบเขตกว้างขวาง
อย่างไร ถ้าเป็นแผนรวมมีเนื้อหาสาระมาก ส่วนประกอบก็ย่อมมีขนาดใหญ่โตตามไปด้วย
และคงแยกออกเป็นส่วนประกอบย่อยลงไปอีกระดับหนึ่งหรือมากกว่าก็ได้ แต่ในทาง
กลับกนั ถ้าแผนนั้นเป็นเพียงโครงการขนาดเล็ก ส่วนประกอบดังกล่าวนี้ก็คงได้แก่กิจกรรม
แตล่ ะด้านเทา่ นั้น เป็นต้น ซึ่งไดอ้ ธิบายไว้แลว้ ตั้งแต่ตอนต้น

๑๕๔ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

๗.๖.๓ การกาหนดแผน
เมื่อได้แผนชวั่ คราวแลว้ งานสาคญั ตอ่ ไปของผวู้ างแผน ก็คือ การพิจารณาถึงความ
สอดคล้องสัมพันธ์และการสนับสนุนซ่ึงกันและกันของส่วนประกอบเหล่านั้น โดยอาศัย
แนวคิดการวิเคราะห์ระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสอดคล้องในแง่ของวัตถุประสงค์
เป้าหมาย และกิจกรรม ท้ังน้ี เพ่ือให้แผนมีความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน โครงการใดหรือ
สว่ นประกอบใดไม่มคี วามสอดคล้องหรือมนี อ้ ยมากอาจมีการตัดโครงการน้ันออกไป ในทาง
กลับกัน ถ้าผู้วางแผนเห็นว่าควรเพิ่มโครงการหรือส่วนประกอบใหม่ๆ เข้าไปในแผน ก็
สมควรจะกระทา ทง้ั นี้ กเ็ พื่อใหแ้ ผนน้ันมคี วามถูกตอ้ งสมบรู ณย์ ่งิ ขน้ึ

๗.๖.๔ การทดสอบแผน
เมื่อส่วนประกอบของแผนช่ัวคราวมีความสอดคล้องกันดีแล้ว ผู้วางแผนจะ
พิจารณาต่อไปว่าส่วนประกอบของแผนอันใดควรมีการทดสอบหรือไม่ เพื่อให้เกิดความ
แน่ใจว่าโครงการหรือส่วนประกอบของแผนน้ันๆ มีความถูกต้อง และเม่ือนาไปปฏิบัติแล้ว
จะได้ผลตามท่ีกาหนดไว้ การทดสอบน้ีสามารถทาได้หลายรูปแบบ เป็นต้นว่า การสร้างตัว
แบบ (Model) ให้มีลักษณะเหมือนของจรงิ ทกุ ประการ รวมทั้งสภาพแวดล้อมของโครงการ
หรือส่วนประกอบไม่อาจสร้างเป็นตัวแบบได้ จึงใช้วิธีการโครงการทดลอง (Pilot Project)
คือ นาโครงการน้ันไปทดลองทาในสภาพแวดล้อมจริงๆ ในพ้ืนท่ีท่ีเลือกเป็นตัวแทนเขต
ทดลองตามหลักการวิจัย เช่น โครงการทานาปรัง ก่อนที่จะนาโครงการไปใช้ท่ัวประเทศ
อาจมีการทดลองทานาในบางแห่งเป็นการทดสอบก่อน หรือบางโครงการทางสังคมศาสตร์
ไม่อาจทดสอบโดยวิธีอ่ืนได้ อาจทาการทดลองโดยการจาลองสถานการณ์ (Simulation)
กระทาได้โดยกาหนดบทบาทให้ผ้แู สดงทาตาม เป็นตน้

๗.๖.๕ การปรับปรุงเพื่อการอนุมตั แิ ผน
การทดสอบดังกล่าวมาน้ี เพ่ือทราบความเป็นไปได้ของโครงการหรือส่วนประกอบ
ของแผน ถ้าพบปัญหาและอุปสรรคในขั้นน้ี ย่อมเป็นโอกาสดีสาหรับผู้วางแผนจะได้ทาการ
ทบทวน ตรวจสอบการตัดสินใจ ย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองข้อมูล
ข่าวสาร ตัวเลข ทฤษฎี แนวคิดทางวิชาการ ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ และทาการ
พิจารณาตัดสินใจใหม่ เปน็ การปรับปรุงแผนใหม้ ีความถูกตอ้ ง เหมาะสม และมีความเป็นไป

Public Policy and Planning ๑๕๕

ได้มากขึน้ เม่ือผู้วางแผนมีความพอใจในทุกส่วนของแผนภายหลังการทดสอบปรับปรุงแล้ว
งานขั้นตอ่ ไปก็เปน็ การรวมแผนเป็นแผนทพ่ี รอ้ มเสนมผู้มีอานาจอนุมัตติ อ่ ไป

๗.๗ การอนุมัติแผน
การอนุมัติแผนในขั้นน้ีเป็นการอนุมัติในรายละเอียดท้ังหมดทุกส่ิงทุกอย่างท่ี

ปรากฏอยู่ในแผน เม่ือได้รับอนุมัติแล้วโดยผู้มีอานาจหน้าที่ระดับสูงสุด แล้วแต่กรณีว่าจะ
เป็นผู้บังคับบัญชาระดับใดตามกระบวนการที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับของแต่ละ
หน่วยงาน ในการอนุมัตินี้ ผู้มีอานาจจะต้องพิจารณาทบทวนหลักการและรายละเอียด
อย่างรอบคอบ เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ของแผนว่าจะสามารถนาไปปฏิบัติได้ผลตาม
ประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ในการพิจารณาน้ีผู้มีอานาจควรตรวจสอบในแง่มุมต่างๆ
ดังน้ี

๗.๗.๑ ทรัพยากรท่ีจาเป็นต้องใช้ ว่ามีปริมาณและคุณภาพมากน้อย เหมาะสม
เพียงใด ได้แก่ เงิน วัตถุ คน เคร่ืองมือ เครื่องใช้ และอื่นๆ ท่ีเกี่ยงข้องในเร่ืองเหล่านี้ ซึ่งถือ
ว่าเปน็ การพจิ ารณาถงึ ศักยภาพของการนาแผนไปปฏบิ ตั ิใหบ้ รรลุผลสาเรจ็

๗.๗.๒ กรอบทางด้านบริหาร พิจารณาโดยอาศัยแนวคิดเก่ียวกับการวิเคราะห์
ระบบ โดยเริ่มต้ังแต่ปัญหา การวิเคราะห์ปัญหาว่ามีการระบุปัญหาได้ถูกต้องหรือไม่ ระบุ
สาเหตุของปัญหาได้ครบถ้วนเพียงใด และสามารถกาหนดวัตถุประสงค์ได้เหมาะสม
ครบถ้วน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ระดับสูงและวัตถุประสงค์ขององค์การหรือนโยบาย
เป็นตน้

๗.๗.๓ การตรวจสอบรายละเอียดในเรือ่ งต่างๆ ดังน้ี
) ความตอ้ งการของโครงการหรือแผนว่ามีน้าหนักและมีความสาคัญมากน้อย

เพียงใด
๒) ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตาแผนว่ามีแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่

ของทรัพยากรที่ตอ้ งใช้และกรอบทางบรหิ าร ตามขอ้ ๗.๗. และข้อ ๗.๗.๒
๓) ตรวจสอบความเช่ือถือได้เกี่ยวกับตัวเลข ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจท่ีผ่าน

มาแล้ว และที่จะต้องหามาในอนาคต เพ่ือปรับปรุงแก้ไขแผนน้ันและการทานายอนาคตได้
อยา่ งเหมาะสมหรือไม่

๑๕๖ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

๔) ตรวจสอบข้อสมมติฐานต่างๆ ของโครงการตามแนวทางของเทคนิคการ
วเิ คราะห์แผนอยา่ งมเี หตผุ ล

๕) ตรวจสอบเทคนิคอื่นๆ เพื่อความถูกต้อง เช่น การควบคุมงานโดยวิเคราะห์
ข่ายงาน เป็นตน้

๖) การวิเคราะห์ด้านต้นทุนและผลประโยชน์ และการพิจารณาถึงสัมฤทธิผล
ของแผนและโครงการโดยอาศยั ผลประโยชน์เปรียบเทยี บกบั ค่าใชจ้ า่ ย เป็นตน้

๗.๗.๔ ใช้หลักเหตุผลท่ัวไปเก่ียวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ประกอบกัน ว่าโดย
ส่วนรวมและจากการเปรียบเทียบ (ถ้ามี) แล้วควรจะอนุมัติหรือไม่ อันถือว่าเป็นการเสร็จ
สิ้นกระบวนการวางแผน

ในการพิจารณาตัดสินใจว่าจะอนุมัติแผนใดแผนหนึ่งหรือไม่ โดยท่ัวไปแล้วคงต้อง
อาศัยหลักการต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วน้ีเป็นเครื่องพิจารณา ส่วนผู้มีอานาจในระดับใดของ
องค์การประเภทไหน (องค์การรัฐบาล รัฐวิสาหกิจหรือเอกชน) จะใช้หลักการอะไรเป็น
สาคัญมาก สาคัญน้อยกว่ากันอย่างไรนั้น คงขึ้นอยู่กับผู้ตัดสินใจจะพิจารณา องค์การของ
รบั อาจให้ความสาคัญกบั หลักการวเิ คราะห์ตน้ ทุนและผลประโยชน์น้อยกว่าองค์การเอกชน
โดยให้ความสาคัญกับสภาพแวดล้อมทางด้านการเมืองและกลุ่มอิทธิพลเป็นสาคัญ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในการวิเคราะห์น้ัน ผู้ตัดสินใจควรมีข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทั้งหมดทุก
ด้านเพื่อท่ีจะได้ทราบว่าสถานภาพของแผนเป็นอย่างไร ส่วนท่ีจะใช้หลักการและข้อมูลใด
พิจารณามากนอ้ ยคงเปน็ หนา้ ทีข่ องผู้ตดั สนิ ใจเอง

๗.๘ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งการวางแผนกบั โครงการ
โครงการกับการวางแผนมีความสัมพันธ์กันโดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้

กลา่ วคือโครงการตอ้ งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเสมอ และแผนจะมีความยุ่งยากในการ
นาไปปฏบิ ตั หิ ากปราศจากโครงการ ฉะน้นั โครงการ คือ ฐานหรือเค้าโครงที่สาคัญของแผน
หากแผนขาดโครงการท่ีดีย่อมหมายถึงความด้อยคุณภาพของแผนที่ไม่อาจนาไปปฏิบัติให้
บรรลุถึงจุดมุ่งหมายท่ีกาหนดได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า การนาแผนไปปฏิบัติ คือ การนาเอา
โครงการท่ีบรรจุไว้ในแผนไปปฏิบัติหรือดาเนินการน่ันเอง ความสัมพันธ์ของแผนกับ
โครงการมลี กั ษณะ ดงั ปรากฏในแผนภาพท่ี ๗.๓ ขา้ งลา่ ง ต่อไปนี้

Public Policy and Planning ๑๕๗

โครงการ โครงการ

แผน โครงการ โครงการ

โครงการ โครงการ

แผนภาพที่ ๗.๓ : แสดงความสัมพันธข์ องแผนกับโครงการ

จากแผนภาพดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า แผนประกอบด้วยโครงการ (Project)
หลายโครงการ และในการนาเอาโครงการแต่ละโครงการไปปฏิบัตินั้น ย่อมจะต้องเป็นไป
ตามโครงงาน (Program) ตา่ งๆ

๗.๙ ความหมายของโครงการ
คาว่า “โครงการ” มีความหมายตรงกับคาในภาษาอังกฤษ ก็คือ Project ซึ่ง

หมายถึงระบบการปฏิบัติงานท่ีประกอบด้วยกิจกรรมและรายละเอียดต่างๆ ของการ
ดาเนินงานให้บรรลถุ งึ วัตถุประสงคท์ ไ่ี ด้กาหนดไว้

Samuel P. Hayes๓ ไดก้ ล่าวว่า โครงการ หมายถึง กิจกรรมเชิงระบบท่ีสามารถ
อธิบายได้ว่า องค์การหรือหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบดาเนินงาน บุคคลประเภทใดและ
ลักษณะใดท่ีจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมน้ัน จะต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ชนิดใดสนับสนุน มี
การจัดสรรทรัพยากรเพ่ือใช้ดาเนินการอย่างไร สถานที่ดาเนินงานอยู่ท่ีไหน จะใช้เวลาใน
การดาเนินงานยาวนานเท่าใด โดยจะเริ่มต้นและส้ินสุดเมื่อใด และผลที่เกิดขึ้นคืออะไร
และสามารถนาไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนอ์ ยา่ งไรบา้ ง

๓ Samuel P. Hayes, Jr., Evaluating Development Project, (Paris: Imprimerie Boudin, 1969),
pp. 20-21.

๑๕๘ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

ประชมุ รอดประเสรฐิ ๔ ไดก้ ล่าวว่า โครงการ เป็นแผนงานทีจ่ ัดทาขึ้นอย่างมีระบบ
โดยประกอบด้วยกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรในการดาเนินงานและ
คาดหวังท่ีจะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า จะต้องมีจุดเร่ิมต้นและจุดสิ้นสุดในการดาเนินงาน
จะต้องมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน จะต้องมีพ้ืนที่ในการดาเนินงานเพ่ือให้
การบริการและสนองความต้องการของกลุ่มบุคคลในพื้นท่ีน้ัน และจะต้องมีบุคคลหรือ
หน่วยงานรับผิดชอบในการดาเนินงาน หรือโครงการเป็นการกาหนดการปฏิบัติงานใน
รายละเอียดให้บรรลถุ ึงวตั ถุประสงค์และเปา้ หมายที่กาหนดไว้

จากคาดังกล่าวของนักวิชาการทั้งสองน้ัน ผู้เขียนจึงขอเสนอโดยสรุปว่า โครงการ
ก็คอื รปู ธรรมของกิจกรรมท่ีองค์การจะดาเนนิ งาน โดยการแปลงนโยบายไปสกู่ ารปฏิบัติ
เป็นหน่วยท่ีรวมเอากิจกรรมและทรัพยากรในการบริหารทุกประเภทท่ีจาเป็นมา
ประมวลไวด้ ว้ ยกัน

๗.๑๐ วงจรของโครงการ
โครงการแต่ละโครงการจะมีวงจรในการเกิดข้ึน ดารงอยู่ และการสิ้นสุดโครงการ

อาจสรุปเป็นวงจรโครงการ (Project Cycle)๕ อันประกอบด้วยส่วนประกอบท่ีสาคัญ
ตามลาดบั ขัน้ ตอน ดังน้ี

. การระบุโครงการ (Project identification)
๒. การศกึ ษาและการจดั เตรียมโครงการ (Project preparation)
๓. การควบคมุ ตรวจสอบโครงการ (Project appraisal)
๔. การตดั สินใจเลอื กโครงการ (Project decision)
๕. การนาโครงการไปปฏบิ ตั ิ (Project implementation) และ
๖. การประเมนิ ผลโครงการ (Project evaluation)
ดังจะไดน้ าเสนอในแผนภาพที่ ๗.๔ ตอ่ ไปนี้

๔ ประชุม รอดประเสรฐิ , การบริหารโครงการ, (กรุงเทพมหานคร: เนติกลุ การพิมพ์, ๒๕๔๒), หนา้ ๕.
๕ เร่อื งเดียวกัน, หนา้ ๘.

Public Policy and Planning ๑๕๙

๑ การระบโุ ครงการ

๖ ๒

การประเมินผลโครงการ การศกึ ษาและการ
จดั เตรียมโครงการ

๕ ๓

การนาโครงการไป การควบคมุ ตรวจสอบ
ปฏิบตั ิ โครงการ



การตดั สนิ ใจ เลอื กโครงการ

แผนภาพที่ ๗.๔ : แสดงวงจรโครงการ

แตล่ ะขนั้ ตอนของวงจรโครงการ มคี วามหมายพอสงั เขป ดังนี้
การระบุโครงการ (Project identification) หมายถึง การชี้ถึงปัญหา หลักการ
หรือเหตุผล ตลอดจนชื่อและวัตถุประสงค์ของโครงการท่ีจะต้องกาหนดขึ้นเพื่อการ
ดาเนินงานหรอื เพอ่ื การแกป้ ญั หาที่เกดิ ขึน้

การศึกษาและการจัดเตรียมโครงการ (Project preparation) หมายถึง การ
รวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ท่ีจะนาไปใช้เพ่ือการวางแผนโครงการ ซึ่งจะต้องมี
กระบวนการในการศึกษาความเป็นไปได้ในการดาเนินงานของโครงการ การจัดเตรียม
ทรัพยากรต่างๆ เพอ่ื การดาเนนิ งาน การแตง่ ตั้งคณะกรรมการจัดทาโครงการ ตลอดจนการ
คาดคะเนถงึ ผลประโยชนต์ อบแทนทจ่ี ะเกิดขึน้ จากการดาเนนิ การในครั้งน้ี

การควบคุมตรวจสอบโครงการ (Project appraisal) หมายถึง การที่คณะ
ผู้จัดทาโครงการและผู้เกี่ยวข้องกับโครงการทาการวิเคราะห์และพิจารณาทุกลักษณะของ

๑๖๐ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

โครงการอย่างละเอียดก่อนที่จะนาโครงการไปใช้หรือไปปฏิบัติงาน ลักษณะหรือ
ส่วนประกอบท่ีจะได้รับการพิจารณาวิเคราะห์และตรวจสอบเป็นพิเศษ คือ วิธีการ
ดาเนินงานของโครงการ สถาบันหรือหน่วยงานที่โครงการจะต้องเก่ียวข้อง สภาวะทาง
เศรษฐกิจและการสนับสนุนทางด้านการเงินที่โครงการควรจะได้รับ ท้ังน้ี เพ่ือการตัดสินใจ
เลอื กโครงการหรอื เพือ่ การปรบั ปรงุ แก้ไขโครงการใหอ้ ยใู่ นลักษณะของโครงการท่ีดีสามารถ
ตอบความต้องการของสงั คม หรือให้ผลประโยชนค์ มุ้ ค่าในการนาไปปฏิบตั ดิ าเนนิ การ

การตัดสินใจเลือกโครงการ (Project decision) หมายถึง การตัดสินใจนา
โครงการที่ได้รับการพิจารณาวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วไปใช้ โดยขั้นตอนนี้จะรวมไปถึง
การนาโครงการไปเสนอให้ผูเ้ กย่ี วข้องหรือผู้บรหิ ารระดับสูงกว่าตรวจสอบและอนุมัติให้เป็น
โครงการท่นี าไปปฏบิ ตั ดิ าเนนิ การได้

การนาโครงการไปปฏิบัติ (Project implementation) หรือการบริหาร
โครงการ (Project execution) หมายถึง การจาแนกกิจกรรมโครงการออกเป็น
ส่วนย่อยๆ แล้วมอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยภายในองค์การ และ
กาหนดตัวบุคคลและวิธีการในการประสานงาน ท้ังกับระหว่างหน่วยงานภายใจองค์การ
และหน่วยงานภายนอกองค์การ การนาโครงการไปปฏิบัติจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้
กาหนดไว้ จะต้องมีการควบคุมตรวจสอบและเสนอแนะ เพ่ือมิให้การดาเนินงานเกิดความ
ล่าชา้ หรอื เกิดความผิดพลาดเสียหายอย่างรุนแรง หรือสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่
เกดิ ผลประโยชนต์ ่อโครงการตามเกณฑ์หรือตามเป้าหมายหรือตามมาตรฐานที่ได้กาหนดไว้

การประเมินผลโครงการ (Project evaluation) หมายถึง การวิเคราะห์ผลการ
ดาเนินงานว่า เป็นไปตามมาตรฐานหรือเป้าหมายที่กาหนดมากน้อยเพียงใดท้ังในด้าน
ปริมาณและคณุ ภาพของผลงาน การประเมินโครงการมีวัตถุประสงค์เพ่ือการปรับปรุงแก้ไข
โครงการเพ่ือการตัดสินใจว่าโครงการท่ีดาเนินงานอยู่จะดาเนินต่อไปหรือไม่ หรือเพื่อ
ทดลองสอบประสิทธิผลของโครงการว่าบรรลุหรือเป็นไปตามวัตถุปร ะสงค์ที่ได้กาหนดไว้
หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การประเมนิ ผลโครงการไม่อาจถือว่าเป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายหรือ
องค์ประกอบสุดท้ายของโครงการเสมอไปเพราะการประเมินผลโครงการอาจกระทาได้
หลายจุด เช่น การประเมนิ ผลโครงการก่อนท่ีจะเร่ิมดาเนินงาน การประเมินผลโครงการใน

Public Policy and Planning ๑๖๑

ขณะที่โครงการกาลงั ดาเนินงาน การประเมนิ ผลโครงการภายหลังจากท่ีการดาเนินงานของ
โครงการส้ินสุดลง และอาจมีการประเมินผลอันเกิดจากผลกระทบของโครงการ เป็นต้น

๗.๑๑ ลักษณะของโครงการทดี่ ี
โครงการเป็นแผนงานที่จัดทาข้ึนเพ่ือการปฏิบัติภารกิจขององค์การให้บรรลุถึง

เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หากโครงการท่ีจัดทาข้ึนเป็นโครงการที่ดี ย่อมหมายถึง
ประสิทธิภาพของการดาเนินงาน และผลตอบแทนท่ีองค์การหรือหน่วยงานจะได้รับอย่าง
คุ้มค่า อันจะนามาซ่ึงความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงานในที่สุด ซึ่งโครงการที่ดีน้ัน ควรมี
ลกั ษณะ ดังต่อไปน้ี๖

. สามารถแก้ปญั หาขององคก์ ารหรอื หน่วยงานได้
๒. มีรายละเอียด วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถดาเนินงานได้ หรือ
มีความเปน็ ไปไดส้ ูง
๓. รายละเอียดของโครงการต้องเกี่ยวเน่ืองสัมพันธ์กัน เช่น วัตถุประสงค์ต้อง
สอดคล้องกับปัญหาหรือหลักการและเหตุผล และวิธีการดาเนินงานต้องสอดคล้องกับ
วัตถปุ ระสงค์ เป็นตน้
๔. สามารถสนองตอบความต้องการของสังคม ของกลุ่มชนส่วนใหญ่ และนโยบาย
ของประเทศชาติ
๕. รายละเอียดของโครงการย่อมต้องสามารถเข้าใจได้ง่าย และสามารถดาเนิน
ตามโครงการได้
๖. เป็นโครงการท่ีสามารถนาไปปฏิบัติได้สอดคล้องกับแผนงานหลักขององค์การ
และสามารถติดตามประเมนิ ผลได้
๗. โครงการต้องกาหนดข้ึนจากข้อมูลที่มีความเป็นจริง และเป็นข้อมูลที่ได้รับการ
วิเคราะหอ์ ย่างรอบคอบแล้ว
๘. โครงการต้องได้รับการสนับสนุนทั้งทางด้านทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ
ทางด้านการบรหิ ารอย่างแท้จริง
๙. โครงการจะต้องมรี ะยะเวลาในการดาเนินงาน กล่าวคือจะต้องระบุถึงวันเวลาท่ี
เร่มิ ตน้ และวนั เวลาทแี่ ล้วเสรจ็ ท่แี นช่ ดั

๖ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๐.

๑๖๒ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

๗.๑๒ การเขยี นโครงการ
การเขียนโครงการไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กซึ่งใช้ทรัพยากรในการบริหาร

น้อย หรือโครงการขนาดใหญ่ท่ีมีความจาเป็นต้องใช้ทรัพยากรจานวนมากในการบริหาร
โครงการ ทัง้ ในภาครฐั และเอกชน จะมีลกั ษณะการเขียนอยู่ ๒ ประเภท ประกอบด้วย

๗.๑๒.๑ การเขียนโครงการแบบประเพณีนิยม (Conventional Method)
เป็นการเขียนโครงการที่มีเน้ือหาค่อนข้างละเอียด ซึ่งประกอบไปด้วยเน้ือหาสาระสาคัญ
หลักๆ ได้แก่ ) ชื่อโครงการ ๒) หลักการและเหตุผล ๓) วัตถุประสงค์ ๔) เป้าหมาย ๕)
ระยะเวลาในการดาเนินโครงการ ๖) วิธดี าเนินการ ๗) งบประมาณ ๘) ผลท่ีคาดว่าจะได้รับ
เม่อื สน้ิ สุดโครงการ ๙) หนว่ ยงานรบั ผิดชอบ และ ๐) ผ้อู านวยการโครงการ

๗.๑๒.๒ การเขียนโครงการแบบตารางเหตุผลสัมพันธ์ (Logical Framework
Method) ซ่ึงเป็นวิธีการจัดทาโครงการใดโครงการหน่ึงให้มีสาระท่ีสามารถสรุปได้ภายใน
ตาราง ๖ ตาราง (ตารางในแถวนอน ๔ แถวๆ ละ ๔ ตาราง และตารางในแถวตั้ง ๔
แถวๆ ละ ๔ ตาราง) โดยให้สาระที่บรรจุลงไปในแต่ละตารางนั้นท้ังในแนวนอนและแนวต้ัง
ตอ้ งมีความสัมพนั ธก์ นั อย่างมเี หตุผลในเชิงตรรกวิทยา

๗.๑๓ ตัวอย่าง การเขียนโครงการแบบประเพณนี ิยม (Conventional Method)
โครงการทุกโครงการท่ีกาหนดขึ้นจะต้องมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นผู้ดาเนินงาน

บุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่มอาจได้รับการแต่งต้ังเพ่ือให้เป็นผู้เขียนโครงการขึ้น จาก
ข้อมูลท่ีได้รับการจัดเตรียมหรือวิเคราะห์โดยบุคคลอีกกลุ่มหน่ึง คร้ันเม่ือได้เขียนโครงการ
เสรจ็ เรยี บร้อยแลว้ ก็อาจต้องมอบใหก้ ับบคุ คลอีกกลุ่มหน่ึงเพ่ือนาไปใช้หรือนาไปดาเนินงาน
โดยกลุ่มท่ีเขียนอาจไม่ต้องเก่ียวข้องอีกเลยก็ได้ หรือบุคคลกลุ่มที่กล่าวแล้วน้ีอาจได้รับ
มอบหมายให้ดาเนินการโครงการท้ังเป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูล เป็นผู้เขียนโครงการ และเป็น
ผูน้ าโครงการไปใช้หรอื ไปปฏบิ ตั ิด้วยกไ็ ด้ ทงั้ น้ีอาจข้ึนอยู่กบั ปจั จยั หลายประการ เช่น ขนาด
และชนดิ ของโครงการ ลักษณะของโครงการและอื่นๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามไม่ว่าโครงการ
จะมีขนาดเช่นใด ชนิดและประเภทใด ย่อมต้องมีรูปแบบ (Form) หรือโครงสร้าง
(Structure) ในการเขยี น โดยมีรายละเอยี ดในการเขียนโครงการตามลาดบั ดังต่อไปน้ี

Public Policy and Planning ๑๖๓

๗.๑๓.๑ ชื่อโครงการ
ช่ือโครงการ เป็นส่วนที่จะต้องมีความชัดเจน เหมาะสม และเฉพาะเจาะจง เป็นท่ี
เข้าใจโดยง่ายแก่ผู้นาโครงการไปใช้หรือผู้มีส่วนเก่ียวข้องกับโครงการ ชื่อโครงการจะบอก
ให้ทราบว่า จะกระทาสิ่งใด โครงการท่ีเสนอข้ึนน้ันเพ่ือทาอะไร โดยปกติช่ือโครงการจะ
แสดงหรือบอกชัดเจนในลักษณะ ดังนี้คือ แสดงลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติและแสดง
ลักษณะเฉพาะของโครงการ เช่น โครงการส่งเสริมการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของชุมชนเพื่อ
การท่องเท่ยี ว เป็นต้น

๗.๑๓.๒ หลกั การและเหตุผล
หลักการและเหตุผล เป็นส่วนท่ีแสดงถึงปัญหาความจาเป็นหรือความเป็นไปที่
จะตอ้ งมโี ครงการในการปฏิบตั ิงานขนึ้ โดยผู้เขียนและผู้เสนอโครงการจะต้องระบุถึงปัญหา
เหตุผล และข้อมูล สนับสนุนให้ปรากฏโดยชัดเจน นอกจากนั้นอาจต้องแสดงให้เห็นว่า
โครงการท่ีเขียนขึ้นนี้สอดคล้องกับแผนหรือนโยบายขององค์การหรือหน่วยงาน และเป็น
การเตรียมการไปสู่สภาพท่ีต้องการในอนาคตขององค์การหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ
โครงการที่ได้กาหนดข้ึน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนโครงการจะต้องพยายามหาเหตุผล หลักการ
และทฤษฏีต่างๆ สนับสนุนโครงการอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้ผู้บริหารหรือผู้ที่มีหน้าท่ี
อนมุ ัติโครงการให้การสนับสนุนและอนุมัติใหโ้ ครงการท่นี าเสนอใช้ดาเนินการได้

๗.๑๓.๓ วัตถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมาย
วตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมาย เปน็ เครือ่ งมือชแ้ี นวทางในการดาเนินงานของโครงการ
โดยวัตถุประสงค์จะเป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการที่จะกระทาส่ิงหนึ่งสิ่งใดให้
ปรากฏผลข้ึน เป็นข้อความท่ีชัดเจน ไม่คลุมเครือ และสามารถประเมินผลและวัดผลได้
โครงการหนึ่งๆ อาจมีวัตถุประสงค์มากกว่า ข้อก็ได้ และวัตถุประสงค์อาจจาแนกได้เป็น
๒ ลักษณะ คือ วัตถุประสงค์ท่ัวไปและวัตถุประสงค์เฉพาะ วัตถุประสงค์ทั่วไปมักเป็น
ข้อความกว้างๆ ส่วนวัตถุประสงค์เฉพาะจะเป็นข้อความท่ีมีความเฉพาะเจาะจงโดยระบุ
ปริมาณและคุณภาพของการดาเนินงานท่ีต้องการให้เกิดข้ึน วัตถุประสงค์เฉพาะจะต้องมี
ความสอดคล้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ท่ัวไปในบางตาราเรียกวัตถุประสงค์เฉพาะว่า
“เป้าหมาย” ซง่ึ เป็นการแสดงถึงความต้องการหรือทิศทางในการปฏิบัติงานท่ีระบุท้ังในเชิง

๑๖๔ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

ปรมิ าณ เชงิ คณุ ภาพ และลักษณะเฉพาะของผลงาน โดยมีระยะเวลาที่ชัดเจนเป็นตัวกากับ
ในการปฏบิ ัติงานนน้ั

การเขียนวัตถุประสงค์ควรจะต้องคานึงถึงลักษณะที่ดี ๕ ประการ หรือจะต้อง
กาหนดข้ึนด้วย ความฉลาด (SMART) กล่าวคือ

S = Sensible (เป็นไปได้) : ต้องมคี วามเปน็ ไปได้
M = Measurable (วดั ได้) : ต้องสามารถวดั และประเมนิ ผลได้
A = Attainable (ระบุสิ่งท่ีต้องการ) : ต้องระบุส่ิงท่ีต้องการดาเนินงานอย่าง
ชัดเจน
R = Reasonable (เป็นเหตุเป็นผล) : ต้องมีความเป็นเหตุเป็นผลในการ
ปฏิบัตงิ าน
T = Time (เวลา) : ต้องมขี อบเขตของเวลาทีแ่ นน่ อน ในการปฏิบัติงาน

อาจกล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์เป็นทิศทางในการดาเนินงานของโครงการ ส่วน
เป้าหมายเป็นรายละเอียดของการดาเนินงานตามโครงการนั้น โดยมีจุดสุดท้ายคือ
ความสาเร็จของโครงการท่ีมีปริมาณและคุณภาพอันเหมาะสมภายใต้ทรัพยากรและเวลาท่ี
กาหนดไว้ให้

สาหรับคานาหน้าประโยคการเขียนวัตถุประสงค์โครงการ ท่ีเป็นท่ีนิยมกัน ก็คือ
การข้ึนต้นด้วยประโยคว่า ...เพ่ือ....... เช่น เพื่อกล่าวถึง,เพ่ืออธิบายถึง, เพื่อพรรณนาถึง,
เพื่อเลือกสรร, เพ่ือระบุ, เพ่ือจาแนกแยกแยะ, เพื่อลาดับ หรือเพ่ือแจกแจง, เพ่ือประเมิน,
เพ่ือสรา้ งเสรมิ , เพ่อื กาหนดรปู แบบ, เพอ่ื แก้ปัญหา เปน็ ตน้ ตวั อยา่ งวตั ถุประสงค์ อาทิเชน่

. ส่งเสรมิ ให้ชุมชนมีความร้คู วามเขา้ ใจในเรอื่ งการอนรุ กั ษ์ และพฒั นาส่ิงแวดล้อม
เพอื่ รองรบั โครงการหมู่บ้านอตุ สาหกรรมชนบทเพอื่ การทอ่ งเทย่ี ว

๒. สง่ เสริมให้เยาวชนในท้องถิน่ ไดร้ ูจ้ กั การรักษาสภาวะแวดลอ้ มของหมู่บา้ น
๓. ส่งเสริมให้ชุมชนรู้จักนาทรัพยากรในพื้นท่ีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์
และ สรา้ งรายไดใ้ ห้กับชุมชน เป็นการเพมิ่ รายไดใ้ ห้กบั ครอบครวั อกี ทางหนึง่

๗.๑๓.๔ วธิ ีการดาเนนิ การ
วิธีการดาเนินการเป็นงานหรือภารกิจซ่ึงจะต้องปฏิบัติให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของ
โครงการ วธิ กี ารดาเนนิ งานมกั จาแนกเป็นกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรม โดยจะแสดงให้เห็น

Public Policy and Planning ๑๖๕

อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการว่ามีกิจกรรมใดท่ีจะต้องทา ทาเม่ือใดผู้ใดเป็น
ผู้รับผิดชอบ และจะทาอย่างไร โดยปกติวิธีดาเนินการจะมีปฏิทินปฏิบัติงานซึ่งมีลักษณะ
เป็นแผนภูมิแท่ง (Bar chart) ควบคู่กันไป รวมทั้งแสดงให้ทราบถึงระยะเวลาที่ต้องใช้ใน
การดาเนินงานของกิจกรรมนั้นๆ ดังตัวอย่างรูปแบบการจัดทาวิธีการดาเนินการ ท่ีปรากฏ
ในตารางท่ี ๗.๒ ต่อไปน้ี

ตารางเวลาการปฏบิ ตั ิงาน (Schedule)

วัตถปุ ระสงค.์ ...........................

กจิ กรรม เวลา ทรพั ยากร ผ้รู ับผิดชอบ

๑๒๓๔๕๖ ๗
A
B
C

D
E

F
G
H

ตารางที่ ๗.๒ : แสดงตารางวิธีดาเนนิ งาน

๗.๑๓.๕ ระยะเวลาในการดาเนินงานโครงการ
ระยะเวลาในการดาเนินงานโครงการเป็นการระบุระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
จนกระทั่งถึงเวลาเสร็จส้ินโครงการว่า ใช้เวลาทั้งหมดเท่าใด โดยมักแสดงให้เห็นว่า เวลาท่ี
ใช้เร่มิ ตัง้ แต่วัน เดอื น ปีอะไร และจะแลว้ เสร็จในวนั เดอื น ปีอะไรเชน่ เดียวกนั
ถ้าโครงการเป็นโครงการระยะยาวและมีหลายขั้นตอนก็จะต้องแสดงช่วงเวลาใน
แตล่ ะขั้นตอนน้ันด้วย ท้งั น้ี เพื่อใชป้ ระกอบการพิจารณาเพ่อื อนมุ ตั โิ ครง

๑๖๖ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

อนึ่ง โดยปกติระยะเวลาในการดาเนินโครงการมักจะต่อจากวิธีการดาเนินงาน
ฉะน้ัน จงึ มกั แสดงดว้ ยแผนภมู แิ ทง่ หรอื แผนภมู ิของแกนท์ ดงั ทีไ่ ด้กลา่ วแลว้

๗.๑๓.๖ งบประมาณและทรัพยากรทต่ี อ้ งใช้
งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้เป็นการระบุถึงจานวนเงิน จานวนบุคคล
จานวนวัสดคุ รภุ ัณฑแ์ ละปัจจัยอ่นื ๆ ที่จาเป็นต่อการดาเนนิ โครงการหนงึ่ ๆ
การกาหนดงบประมาณและทรัพยากรในการดาเนินงานโครงการ ผู้วางแผน
โครงการควรต้องคานึงถึงหลักสาคญั ๔ ประการในการจัดทาโครงการ โดยจะต้องจัดเตรียม
ไวอ้ ย่างเพยี งพอ และจะตอ้ งใช้อยา่ งประหยดั หลกั การในการจดั ทาโครงการดังกลา่ ว ได้แก่
ความประหยัด (Economy) หมายถึง การเสนองบประมาณโครงการจะต้อง
เป็นไปโดยมคี วามประหยดั กล่าวคอื ใช้ทุนหรือทรัพยากรทุกชนิดตามสมควรแต่ผลของการ
ดาเนินโครงการเปน็ ไปดว้ ยดี และมีคุณภาพ
ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง โครงการทุกโครงการจะต้องมีคุณค่า
เปน็ ท่ียอมรบั และทกุ คนมคี วามพงึ พอใจในผลงานทเ่ี กดิ ขึ้น
ความมีประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง โครงการทุกโครงการจะต้อง
ดาเนินงานเปน็ ไปตามวตั ถุประสงค์และเปา้ หมายท่ีกาหนดไว้
ความยุติธรรม (Equity) หมายถึง การจัดสรรทรัพยากรทุกชนิด หรือการใช้จ่าย
ทรัพยากรจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีได้กาหนดไว้ ท้ังนี้ เพ่ือให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานได้อย่าง
ตอ่ เนอื่ ง คลอ่ งตวั และประสทิ ธิภาพสงู สุด
หลักการในการจัดทางบประมาณโครงการและจัดสรรทรัพยากรโครงการดังกล่าว
นี้ บางทเี รียกวา่ หลัก ๔ E’s ซึง่ เป็นหลกั สาคญั ของการบริหารงานโดยทว่ั ไปหลักการหน่งึ
การระบุยอดเงินงบประมาณและจานวนทรัพยากรอ่ืนๆ ท่ีต้องใช้ควรจะต้องระบุ
ท่ีมาด้วย เช่น จากงบประมารแผ่นดิน จากการช่วยเหลือจากต่างประเทศ จากการบริจาค
ของหน่วยงานหรือองค์การเอกชนหรืออ่ืนๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจะต้องแจงออกเป็น
รายละเอียดในการใช้อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาสนับสนุนและอนุมัติ
โครงการเป็นไปด้วยดี

Public Policy and Planning ๑๖๗

๗.๑๓.๗ ผ้รู บั ผิดชอบโครงการ
ผู้รับผดิ ชอบโครงการเปน็ การระบุ เพ่ือให้ทราบว่า หน่วยงานใดหรือบุคคลใด หรือ
กลุ่มบุคคลใด เป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอและดาเนินงานโครงการ เพ่ือให้ผู้พิจารณา
สามารถตรวจสอบได้อย่างแน่ชดั ว่า
- โครงการท่ีจัดทาข้ึนเป็นงานในหน้าที่ความรับผิดชอบและเป็นภารกิจของ
หน่วยงานหรอื บคุ คลผู้นัน้ หรือบุคคลคณะนนั้ อยา่ งแท้จรงิ หรือไม่
- ผู้รับผิดชอบโครงการมีประสบการณ์และคุณสมบัติท่ีเหมาะสม และน่าเชื่อถือ
มากน้อยเพียงใด
บางกรณีผู้รับผิดชอบโครงการแต่ละบุคคลจะต้องแสดงคุณวุฒิ ความสามารถและ
ตาแหน่งประกอบไวใ้ นการเสนอโครงการดว้ ย

๗.๑๓.๘ การบรหิ ารโครงการ หรอื การประเมนิ ผลโครงการ
โครงการส่วนน้ีจะแสดงถงึ การติดตาม การควบคุม การกากับ และการประเมินผล
โครงการ โดยจะแสดงให้ทราบว่า โครงการท่ีได้รับการอนุมัติสนับสนุนแล้วจะมีวิธีการใน
การควบคุมอย่างไร เพื่อให้โครงการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ได้กาหนดไว้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ บางทีเรียกขนั้ ตอนนีว้ ่า การบรหิ ารโครงการ
การประเมินโครงการจะตอ้ งระบุบคุ คลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดาเนินการ และ
จะต้องระบุวิธีหรือเครื่องมือท่ีใช้ประเมินไว้ด้วย การประเมินจะบอกระยะเวลาในการ
ประเมินด้วยเช่น ประเมินก่อนดาเนินการขณะดาเนินการ หรือหลังการดาเนินการ หรือ
ระบเุ วลาชดั เจนวา่ จะประเมินทุกระยะ ๓ เดอื น เปน็ ตน้

๗.๑๓.๙ ผลประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ
โครงการส่วนนี้ จะแสดงถึงผลประโยชน์ที่พึงจะได้จากความสาเร็จของโครงการ
เม่ือโครงการไดส้ ้นิ สดุ ลง ซ่ึงจะหมายถึงผลกระทบในทางที่ดีท่ีคาดว่าจะเกิดข้ึนโดยตรงและ
โดยอ้อม นอกจากน้ี ยังจะระบุไว้ชัดเจนว่า ใครจะได้รับผลประโยชน์และผลกระทบน้ันใน
ลักษณะอย่างไร ทั้งในเชิงปริมาณและเชงิ คณุ ภาพ

นอกจากส่วนประกอบท้ัง ๙ รายการที่ได้กล่าวมาแล้ว การเขียนโครงการแบบ
ประเพณีนิยมยังอาจมสี ่วนประกอบอน่ื ๆ อีกเช่น

๑๖๘ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

) หน่วยงานท่ีให้การสนบั สนุน หมายถึง หน่วยงานที่ให้ความร่วมมือประสานงาน
เพ่ือให้โครงการบรรลถุ งึ วัตถปุ ระสงคท์ ่ีกาหนดไว้

๒) ผู้เสนอร่างโครงการ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เขียนและนาโครงการข้ึน
เสนอใหผ้ ู้มอี านาจในการอนุมัตโิ ครงการเป็นผู้พจิ ารณา

๓) ขอ้ เสนอแนะ หมายถงึ คาแนะนาของผรู้ บั ผิดชอบโครงการทีอ่ าจเห็นและทราบ
ปญั หาการดาเนนิ โครงการต่อหนว่ ยงานหรือบคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ งใหส้ นับสนนุ การดาเนินงานให้
เป็นไปด้วยดี หรือข้อเสนอแนะอาจเป็นการแจงให้เห็นถึงปัญหาอุปสรรคและแนวทางใน
การแกไ้ ขเพ่อื การดาเนินงานโครงการตอ่ ไปหรอื ในโครงการอน่ื ตอ่ ไป

รูปแบบการเขียนโครงการแบบประเพณีนิยมอาจมีหลายลักษณะ แล้วแต่
หน่วยงานโดยแต่ละหน่วยงานจะระบุไว้เพื่อเป็นแนวทางสาหรับผู้เขียนโครงการ ลักษณะ
รูปแบบโดยทั่วไปจะมีลักษณะ ดังแผนภาพท่ี ๗.๕ ข้างล่าง ต่อไปนี้

ชือ่ แผนงาน
.........................................................................................................................................................

ชือ่ โครงการ
..........................................................................................................................................................

หลกั การและเหตผุ ล

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

...........................................................................................................................................................

วัตถุประสงค์

...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

เปา้ หมาย
...........................................................................................................................................................

...........................................................................................................................................................

Public Policy and Planning ๑๖๙

วิธดี าเนินการ/โครงการ
.......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ระยะดาเนนิ การ
.......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
งบประมาณ/ทรัพยากร
........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

ผู้รับผิดชอบโครงการ
.......................................................................................................................................................

หน่วยงานท่ีใหก้ ารสนับสนนุ
........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

การประเมนิ ผล
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

ผลประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

แผนภาพท่ี ๗.๕ : แสดงรปู แบบการเขียนโครงการแบบประเพณีนิยม

อนึ่ง โดยสรุปแล้วการเขียนโครงการจะต้องมีเน้ือหาสาระท่ีละเอียดชัดเจน

เฉพาะเจาะจง โดยรปู แบบของโครงการจะสามารถตอบคาถามดังต่อไปน้ี กล่าวคอื

. โครงการอะไร หมายถงึ ชื่อโครงการ

๒. ทาไมตอ้ งทาโครงการนน้ั หมายถงึ หลักการและเหตุผล

๑๗๐ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

๓. ทาเพ่ืออะไร หมายถงึ วัตถปุ ระสงค์

๔. ทาในปรมิ าณเทา่ ใด หมายถงึ เป้าหมาย

๕. ทาอยา่ งไร หมายถึง วธิ ดี าเนนิ การ

๖. ทาเมื่อใดและนานแคไ่ หน หมายถึง ระยะเวลาดาเนินการ

๗. ใช้ทรัพยากรอะไร เท่าใด หมายถงึ งบประมาณและทรัพยากรอ่ืน ๆ

และได้จากไหน

๘. ใครทา หมายถงึ ผูร้ ับผดิ ชอบโครงการ

๙. ต้องทากับใคร หมายถึง หน่วยงานหรือบุคคลที่ให้การ

สนบั สนนุ

๐. ทาไดบ้ รรลุวัตถุประสงค์ หมายถึง การประเมินผลและเปา้ หมายหรือไม่

. เกดิ อะไรขึ้นเมื่อสิน้ สดุ โครงการ หมายถึง ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ

๒. มีปัญหาอปุ สรรคหรอื ไม่ หมายถึง ขอ้ เสนอแนะ

จากโครงการทุกโครงการดังนาเสนอข้างต้นน้ัน หากผู้เขียนโครงการสามารถตอบ
คาถามทุกคาถามดังกล่าวไดท้ ั้งหมด อาจถอื ได้ว่าเป็นการเขยี นโครงการท่ีมีความสมบูรณ์ใน
รูปแบบ และหากการตอบคาถามเป็นไปด้วยความมีเหตุผลและมีหลักการ ย่อมถือได้ว่า
โครงการท่ีเขียนข้ึนนั้นเป็นโครงการที่ดี นอกจากจะได้รับการพิจารณาอนุมัติโดยง่ายแล้ว
ผลของการดาเนินงานมักจะมีประสิทธิภาพด้วย เพื่อให้เห็นภาพและมีความเข้าใจต่อการ
เขยี นโครงการ จึงขอเสนอตัวอย่างโครงการทสี่ มบรู ณ์ ในประเด็นข้างหนา้ ตอ่ ไปน้ี

สรปุ ความท้ายบท

การกาหนดวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ผู้ที่ทาหน้าที่วางแผนจะต้องดาเนินการ
ค้นหาความต้องการของหน่วยงานเป็นลาดับต้นๆ ของกิจกรรมทั้งมวล ทั้งนี้ก็เพ่ือนาเอา
ความต้องการดังกล่าวมากาหนดเป็นวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของแผนงานจะต้อง
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของนโยบายของหน่วยงาน เมื่อกาหนดวัตถุประสงค์ของ
แผนงานแล้ว ข้ันตอนที่จะสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้ชัดเจนย่ิงข้ึนก็คือ การจัดทา
โครงการโดยเน้ือหาของวัตถุประสงค์ของโครงการก็จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ
แผนงาน การจัดทาโครงการท่ีนิยมกันในปัจจุบันมี ๒ ประเภท คือ การจัดทาโครงการแบบ

Public Policy and Planning ๑๗๑

ประเพณนี ยิ ม กบั การจัดทาโครงการแบบเหตุผลสัมพันธ์ ส่วนการเลือกจะใช้โครงการแบบ
ไหนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดทาโครงการว่าสะดวกในการใช้รูปแบบไหน แต่
สาระสาคัญของโครงการทั้ง ๒ ประเภทไม่ได้แตกต่างกัน เพราะได้ระบุถึงทรัพยากรในการ
ดาเนินงานไว้อย่างชัดเจน ถือว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย แผนงาน และโครงการ
โครงการเป็นหน่วยย่อยที่สุดที่มีความชัดเจนในวิธีปฏิบัติเพื่อสนองตอบความต้องการของ
หนว่ ยงาน

๑๗๒ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

คาถามทา้ ยบท

. การกาหนดความต้องการมีความสัมพันธ์กับการกาหนดวัตถุประสงค์อย่างไร
และมีความสาคัญกับการวางแผนอยา่ งไร จงอธิบาย

๒. วัตถุประสงค์ คือ อะไร มีบทบาทต่อการวางแผนอย่างไร และวัตถุประสงค์ที่ดี
ควรมีลักษณะเปน็ อยา่ งไร จงอธบิ าย

๓. โครงการ คือ อะไร มีความสัมพันธ์กับการวางแผนอย่างไร การเขียนโครงการ
แบบประเพณีนิยม (Conventional Method) แตกต่างจากการเขียนโครงการแบบตาราง
เหตุผลสัมพันธ์ (Logical Framework Method) อยา่ งไร จงอธิบาย

๔. จงอธบิ ายวงจรของโครงการดงั ต่อไปน้ี
๔. การระบุโครงการ (Project identification)
๔.๒ การศึกษาและการจดั เตรียมโครงการ (Project preparation)
๔.๓ การควบคุมตรวจสอบโครงการ (Project appraisal)
๔.๔ การตดั สนิ ใจเลอื กโครงการ (Project decision)
๔.๕ การนาโครงการไปปฏิบัติ (Project implementation)
๔.๖ การประเมนิ ผลโครงการ (Project evaluation)

๕. ในหน่วยงานที่ท่านสังกัดอยู่มีความจาเป็นต้องฝึกอบรมพนักงานในหัวข้อท่ีว่า
“จติ สานกึ ในการให้บรกิ าร” ขอใหท้ ่านรับผิดชอบเขยี นโครงการ ดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี

. ชอื่ โครงการ
๒. หลักการและเหตุผล
๓. วัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมาย
๔. วิธีดาเนนิ การ
๕. ระยะเวลาในการดาเนินโครงการ
๖. งบประมาณและทรพั ยากรท่ีตอ้ งใช้
๗. ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการ
๘. การบริหารโครงการ หรือการประเมนิ ผลโครงการ
๙. ผลประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ บั

Public Policy and Planning ๑๗๓

เอกสารอ้างอิง

ประชมุ รอดประเสรฐิ . การบริหารโครงการ. กรงุ เทพมหานคร: เนตกิ ุลการพิมพ์, ๒๕๔๒.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยรู ธมมฺ จติ ฺโต). พทุ ธวิธกี ารบริหาร. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙.
รังสรรค์ ประเสริฐศรี. “ความสัมพนั ธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับแผน”. ใน เอกสารการ

สอนชุดวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผน .นนทบุรี: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๔๙.
Samuel P. Hayes, Jr. Evaluating Development Project. Paris: Imprimerie
Boudin, 1969.

๑๗๔ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

บทท่ี ๘

การบรหิ ารนโยบายสาธารณะทีม่ ีการลงทนุ ขนาดใหญ่
ในประเทศไทย

๘.๑ บทนา
การบริหารนโยบายสาธารณะที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทยน้ัน เป็นการ

บริหารโครงการภาครัฐบาลตามหลักการนโยบายสาธารณะที่เน้นผู้รับประโยชน์จาก
โครงการ ซ่ึงก็คือประชาชนโดยมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและแก้ไข
ปญั หาตา่ งๆ ของประชาชนใหห้ มดไป ซ่ึงแตกต่างการบริหารโครงการของภาคธุรกิจเอกชน
ทีเ่ น้นการตอบสนองความต้องการของผบู้ ริโภคเป็นหลัก และยังมุ่งเน้นถึงการแสวงหากาไร
และความอยูร่ อดของกจิ การเป็นสาคญั ในขณะที่ภาครฐั นั้น การดาเนินโครงการของรัฐเป็น
ความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลที่จะเข้าไปมีบทบาทในการกาหนดแนวปฏิบัติ และ
ควบคมุ ทรพั ยากรท่ีสาคัญของประเทศภายในระยะเวลาท่ีกาหนด เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
ที่ต้องการและให้สอดคลอ้ งกับแผนการพฒั นาทุกระดบั ทกุ สาขา

นับแตส่ งครามโลกครง้ั ที่ ๒ สนิ้ สดุ ลง ประเทศดอ้ ยพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งประเทศ
ท่ีเกิดใหม่ล้วนพากันตื่นตัวที่จะทาการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า และยอมรับ
หลักการวางแผนและดาเนินโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ ท้ังนี้ เพราะการบริหารโครงการ
เป็นการลงมือปฏิบัติจริงๆ โดยโครงการจะเป็นฐานหรือเค้าโครงท่ีสาคัญของแผนพัฒนา
และเม่ือนาโครงการที่บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติ ก็จะทาให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการพัฒนาท่ี
กาหนดไว้ ด้วยเหตุน้ี การนาแผนพัฒนาไปปฏิบัติส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องของการนาโครงการ
ที่บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติน่ันเอง เป็นที่ยอมรับกันว่า การบริหารนโยบายสาธารณะภายใต้
โครงการของรัฐ ย่อมมีความสาคัญสาหรับประเทศกาลังพัฒนาทั้งหลาย โครงการถือได้ว่า
เป็นส่ิงสาคัญในการดาเนินการพัฒนาประเทศ ดังน้ัน การจัดทาโครงการท่ีดี จึงจาเป็น
จะต้องอาศัยความเข้าใจในจุดมุ่งหมายและแนวทางของการพัฒนาเป็นอย่างดีโดยผู้จัดทา
โครงการของรัฐหรือหน่วยงานผู้ปฏิบัติ ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ จะต้องทาความ
เข้าใจเก่ียวกับการพัฒนาส่วนรวมและสาขาท่ีเกี่ยวข้องกับโครงการภายใต้โครงการของรัฐ

Public Policy and Planning ๑๗๕

เพื่อจะได้จัดทาโครงการให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและแนวทางการพัฒนาให้บรรลุผลได้
อยา่ งมีประสิทธิภาพและประสทิ ธิผล

๘.๒ ความหมายของการบริหารนโยบายสาธารณะภายใตโ้ ครงการของรฐั
คาวา่ การบริหาร หมายถึง การดาเนินกิจกรรมและการจัดการดาเนินการให้บรรลุ

วตั ถปุ ระสงค์ตามที่กาหนดไว้อย่างมีเหตุผล โดยใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจากัดนั้นก่อให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด กล่าวคือสามารถสนองต่อความต้องการของประชาชน ส่วนคาว่า การ
บริหารนโยบายสาธารณะภายใต้โครงการของรัฐ หมายถึง การดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้
สาเร็จตามวัตถุประสงค์ของการจัดทาโครงการท่ีรัฐได้ดาเนินการ ซึ่งมุ่งตอบสนองต่อความ
ต้องการของประชาชน และถ้าเป็นโครงการของรัฐก็ต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ
ดว้ ย ยกตวั อย่างเชน่ แผนลงทุนของภาครัฐ ที่รัฐบาลได้มุ่งเน้นอย่างเต็มตัวในการสนับสนุน
และลงทุนในกิจกรรมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศในทุกด้าน เช่น การลงทุน
เส้นทางคมนาคม ท้ังทางบก ทางนา้ และทางอากาศ เป็นต้น

ดังนั้น การบริหารนโยบายสาธารณะภายใต้โครงการของรัฐ หรืออาจจะเรียก
โดยตรงว่า การบริหารโครงการของรัฐ ซึ่งก็หมายถึง การบริหารการดาเนินกิจกรรมที่
กาหนดข้ึนอย่างมีระเบียบ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในอันท่ีจะตอบสนองความ
ต้องการของประชาชนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในระยะเวลาและ
วงเงินที่กาหนด นอกจากน้ี ยังมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารโครงการพัฒนาที่ภาครัฐ
จาต้องดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายสาธารณะท่ีรัฐเองได้กาหนดไว้ ซึ่ง
ผเู้ ขยี นจะไดน้ าเสนอในประเดน็ ถัดไป

๘.๓ ความหมายของการบริหารโครงการพฒั นา
การบริหารโครงการพัฒนา หมายถึง การจัดการเก่ียวกับภารกิจ หรืองานที่เพิ่ม

มากข้ึนท้ังทางด้านขนาด ความสลับซับซ้อน และความจาเป็นอ่ืนๆ ท่ีออกมาในรูปของ
โครงการเฉพาะทขี่ นานไปกบั การบริหารกิจการประจาวันอื่นๆ การบรหิ ารโครงการดังกล่าว
น้ี ประกอบด้วย ๒ ส่วนดว้ ยกัน คือ

อนงทพิ ย์ เอกแสงศรี, การบรหิ ารโครงการของรฐั , (กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคาแหง,
๒๕๓๕), หน้า ๖.

๑๗๖ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

. การจัดเตรียมการในเรื่องของการจัดการ ซึ่งหมายถึง การเตรียมการ
ประสานงานโดยการจัดองคก์ ารไวร้ องรบั

๒. การเตรียมเทคนิคทางการบริหาร อันได้แก่ การกาหนดประเภทของงาน การ
สารวจทรพั ยากรทใ่ี ช้ การกาหนดตารางเวลาการปฏบิ ตั งิ าน และการวดั ผลโครงการพฒั นา๒

การบริหารการโครงการพัฒนา หมายถึง การกาหนดและนาเอาโครงการพัฒนาไป
ปฏิบัติ และมีการติดตามประเมินผลด้วย และโครงการพัฒนา หมายถึง กิจกรรมพื้นฐานท่ี
กาหนดขึ้นเพื่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนท้ังด้าน
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยท่ีกิจกรรมพ้ืนฐานน่ีมีระยะเวลาการกาหนดไว้ก่อนอย่าง
แน่นอน๓

จากคาดังกล่าวข้างต้น สามารถจะสรุปได้ว่า การบริหารโครงการพัฒนา หมายถึง
การใช้เทคนิคทางการบริหาร การกาหนด ปรับปรุงพัฒนาและนาเอานโยบาย แผน
แผนงาน โครงการและกจิ กรรมการพฒั นาไปปฏบิ ตั ิรวมท้ังมกี ารตดิ ตามและการประเมินผล
การปฏิบตั นิ นั้ ดว้ ย

๘.๔ ประเภทของโครงการพฒั นา
โครงการพัฒนา สามารถแบ่งออกได้เปน็ หลายประเภทตามมิติต่างๆ ดังต่อไปนี้๔
. โครงการพฒั นาแบ่งตามมิตริ ะดับของหน่วยงานท่รี ับผดิ ชอบ อาทิเช่น โครงการ

พฒั นาระดบั ชาติ ระดับภูมภิ าค และระดบั ท้องถ่นิ
๒. โครงการพัฒนาแบ่งตามมิติระยะดาเนินงาน อาทิเช่น โครงการพัฒนาระยะสั้น

โครงการพฒั นาระยะกลาง โครงการพฒั นาระยะยาว
๓. โครงการพัฒนาแบ่งตามมิติพ้ืนท่ีท่ีดาเนินงาน อาทิเช่น โครงการพัฒนาเขต

เมอื ง โครงการพฒั นาเขตชนบท
๔. โครงการพัฒนาแบ่งตามมิติภาคของการพัฒนา อาทิเช่น โครงการพัฒนาภาค

การเกษตร ภาคอตุ สาหกรรม และโครงการพฒั นาภาคบริการ เป็นต้น

๒ W.J. Taylor and T.E. Watling, Successful Project Management, (London: T.J. Press, Ltd.,
1979), pp. 11-12.

๓ ศภุ ชัย ยาวะประภาษ และไตรรัตน์ โภคพลากรณ์, แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารแผนงานโครงการ
การบรหิ ารพัฒนาชนบท หนว่ ยที่ ๑, (สาขารัฐศาสตร์: มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๒๖), หน้า ๕.

๔ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๒๖-๓๐.

Public Policy and Planning ๑๗๗

๕. โครงการพฒั นาแบ่งตามมติ ิวัตถปุ ระสงค์ อาทิเชน่ โครงการพัฒนาท่ีมุ่งไปท่ีวัตถุ
หรือโครงการพัฒนาที่มุ่งไปท่ีตัวคนหรือจิตใจ นอกจากน้ี โครงการพัฒนาท่ีแบ่งตามมิติ
วตั ถปุ ระสงค์ยงั สามารถแบ่งยอ่ ยออกไปอกี ได้ ดังนี้

๕. โครงการทดลอง (Experiment project) โครงการทดลองมีผลขนาดเล็ก
ไมม่ ีผลทันทที ันใด มุ่งทจี่ ะกาหนดปัญหาและวิธีการแกไ้ ขปญั หาใหบ้ รรลเุ ป้าหมายทวี่ างไว้

๕.๒ โครงการนาร่อง (Pilotproject) เป็นโครงการท่ีมุ่งทดลองวิธีการ
ดาเนนิ งานให้เหมาะสมกับทอ้ งถ่ิน

๕.๓ โครงการสาธิต (Demonstrationproject) เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นว่า
วิธีการใหม่ ดกี ว่าวิธกี ารเกา่ และนา่ จะนามาใช้

๕.๔ โครงการผลิตซ้าเพ่ือนามาใช้ใหม่ (Replication project) จะเห็นได้ว่า
โครงการพัฒนามีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ปัญหาจะมีอยู่ว่า เราจะมีหลักเกณฑ์และ
แนวทางในการเลือกโครงการพัฒนาเหล่าน้ีอย่างไร ซ่ึงหลักโดยท่ัวไปแล้วอาจพิจารณาจาก
หลักเกณฑ์ตา่ งๆ

๘.๕ การกาหนดและการวเิ คราะหน์ โยบายการพฒั นาขนาดใหญข่ องรัฐ
เมื่อกล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาของประเทศต่างๆ เร่ิมเกิดข้ึนมากในสมัยหลัง

ทศวรรษ ๙๕๐ ซึ่งเน้นการพัฒนาโดยการสร้างความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่าง
รวดเรว็ โดยไม่ปล่อยใหเ้ ป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังน้ัน จึงมีเหตุผลและความจาเป็นต้องมี
การวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีความ
เจริญเติบโตในอัตราที่เหมาะสมและการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม จึงมีการกาหนดการ
ดาเนนิ งานในทางปฏบิ ตั ิอยา่ งมีข้ันตอนในการดาเนินงาน และมีการประสานกันระหว่างการใช้
ทรัพยากร คน และงบประมาณ ในอนั ท่ีจะบรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายท่ตี ้องการ

การวางแผนท่ีดีจะทาให้สามารถจัดสรรทรัพยากรต่างๆได้อย่างเหมาะสมกับการ
ดาเนินงานอย่างสอดคล้องสัมพันธ์กันทุกด้าน ทั้งในด้านการผลิตสาขาต่างๆ การเงิน การ
คลัง การค้าระหว่างประเทศ การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนการเสริมสร้าง
คุณภาพชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะทาให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็น
ส่วนรวม และเพอ่ื บรรลวุ ัตถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายอย่างมากท่ีสุด

๑๗๘ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

เมื่อมกี ารวางแผนโดยหนว่ ยงานที่รับผิดชอบ คือ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะต้องจัดทาแผนหลักหรือแผนแห่งชาติ (Master Plan
หรือ National Plan) เป็นแผนในระดับมหภาคท่ีครอบคลุมทุกส่วนในระบบเศรษฐกิจ ซ่ึงจะ
ใชเ้ ปน็ แนวทางหลักในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจสว่ นรวมในชว่ งระยะเวลาตามแผน

ส่วนการจัดทาแผนงาน (Programmes) ก็จะเป็นการนาโครงการต่างๆ ที่
เก่ียวข้องกันมาประสานกันเป็นอย่างดี ให้สามารถกาหนดขั้นตอนการดาเนินงานให้
ประสานกันไปตามลาดับจนบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายท่ีต้องการ ดังน้ัน แผนงานจึง
เป็นการรวมกิจกรรมและโครงการต่างๆ ท่ีมีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนการท่ี
จะทาให้งานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเฉพาะอย่างจะต้องจัดทาในรูปของโครงการ
(Projects) โครงการดังกล่าวเป็นโครงการพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่เป็นการดาเนินงานของ
ภาครัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของประเทศในด้านต่างๆ
และเพือ่ สรา้ งความอยดู่ ีกนิ ดีใหก้ ับประชาชนสว่ นใหญข่ องประเทศ๕

ลักษณะความสัมพนั ธ์และความเชือ่ มโยงของแผน แผนงาน และโครงการ สามารถ
เขยี นในรูปแผนผังได้ ดังปรากฏในแผนภาพท่ี ๘. ตอ่ ไปนี้

แผน

แผนงาน

แผนงาน งานประจา

กิจกรรม กจิ กรรม กิจกรรม กจิ กรรม

แผนภาพที่ ๘.๑ : แสดงลกั ษณะความสัมพนั ธ์เชอื่ มโยงของแผน แผนงาน และ
โครงการ๖

๕ สภุ าสินี ตนั ตศิ รีสุข, เอกสารการสอนชดุ วิชาการวิเคราะหโ์ ครงการและแผนงาน, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัย
สโุ ขทัยธรรมธริ าช, ๒๕๔๗), หนา้ ๓๖๖-๓๖๗.

๖ เรอื่ งเดียวกัน, หนา้ ๓๓๗.

Public Policy and Planning ๑๗๙

จากแผนภาพดังกลา่ วข้างต้นนน้ั สามารถทาให้เข้าใจไดว้ ่า แผน คอื แผนหลัก เป็น
รายการที่เก่ียวกับการประสานโครงการพัฒนาและแผนงานต่างๆ ที่คัดเลือกมาแล้วของ
ประเทศหรือของภาคหรือกิจการบางสาขา บางประเภทในท้องถ่ินใดท้องถิ่นหนึ่ง เพื่อให้
บรรลวุ ัตถุประสงค์และเป้าหมายทตี่ ้องการ และใหส้ อดคลอ้ งกับความสามารถด้านกาลังเงิน
และกาลังทรัพยากรอื่นๆ ในแผนหลักจะประกอบด้วย แผนสาขา อาทิเช่น แผนพัฒนา
อุตสาหกรรม แผนพัฒนาภาคเกษตร และแผนภาค อาทิเช่น แผนพัฒนาภาคเหนือ และ
แผนโครงการ เช่น แผนการทาโครงการ เป็นต้น ส่วนแผนงาน จะเป็นการประสาน
โครงการพฒั นาทเ่ี กี่ยวข้องตั้งแต่ ๒ โครงการข้ึนไป ให้มีขั้นตอนการดาเนินงานที่สอดคล้อง
สัมพนั ธก์ นั ในอนั ทีจ่ ะบรรลุวัตถปุ ระสงค์และเป้าหมายทตี่ อ้ งการ และโครงการจะเป็นแผนท่ี
เล็กท่ีสุดและเป็นส่วนประกอบของแผน ซ่ึงจะต้องมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กันในการ
บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผน ดังน้ัน จึงเรียกได้ว่า วัตถุประสงค์ของโครงการนั้น จะต้อง
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแผนงานและแผน ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจในการศึกษาเนื้อหา
สาระสาคัญอีกครง้ั หน่ึง ทีเ่ กย่ี วกับแผน แผนงาน และโครงการ ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวมาแล้วใน
บทก่อนๆ น้ัน แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ีน้ี ผู้เขียนจะขอได้นาเสนอสารัตถะท่ีน่าสนใจ อัน
ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ลักษณะของแผนและโครงการ และการวิเคราะห์โครงการขนาด
ใหญ่ของรฐั ดงั มรี ายละเอยี ดต่อไปนี้

๑. ลักษณะของแผนและโครงการ
แผนเป็นผลสืบเนือ่ งมาจากนโยบาย หลังจากท่ีแปลงนโยบายเป็นแผนแล้วข้ันตอน
ต่อไป คือ การแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ ซ่ึงออกมาในรูปของโครงการต่างๆ ซึ่งมีลักษณะ
ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี

๑.๑ ลักษณะของแผน เนื่องจากแผนเป็นแนวปฏิบัติหรือกลยุทธ์ที่จัดทาอย่าง
เป็นระบบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมาย หรือให้เป็นไปตามแนวนโยบายต่างๆ
ทีก่ าหนดไว้ โดยทั่วไปแผนจะมลี กั ษณะสาคัญๆ ดงั ต่อไปน้ี๗

) มีความเก่ียวข้องกับเรื่องของอนาคต เป็นการวางแผนที่จะต้อง
ตัดสินใจในเรื่องของอนาคตว่าจะต้องทาอะไร ทาอย่างไร และใช้ทรัพยากรเท่าใด เพื่อ
บรรลุวัตถปุ ระสงคอ์ ะไรบ้าง ท่ีสาคญั การตดั สินใจดังกลา่ วต้องมคี วามเป็นไปได้

๗ พายัพ พะยอมยนต์, เอกสารการสอนชุดวิชาการศึกษาความเป็นไปได้และการวิเคราะห์โครงการ,
(นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมธิราช, ๒๕๔๗), หนา้ ๖.

๑๘๐ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

๒) จะต้องมีนโยบาย แผนทุกแผน จะต้องมีนโยบาย ซึ่งจะเป็นขอบเขต
ของการดาเนินกิจกรรมในแนวกว้าง และกาหนดแนวทางท่ีเป็นไปได้ ท่ีจะดาเนินไปสู่
เป้าหมายและบรรลุวตั ถุประสงค์ทว่ี างไว้

๓) มีการระบุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย การระบุวัตถุประสงค์และ
เป้าหมายเป็นการแสดงลักษณะของความคาดหวังผลที่ต้องการได้รับผลในอนาคต เพราะ
เปา้ หมายคอื ดัชนีช้วี ดั ความสาเร็จของการดาเนินงานตามแผน

๔) แผนทุกแผนต้องมีโครงการ แผนพัฒนาทุกแผนจะต้องมีโครงการเป็น
องค์ประกอบ หากไม่มีโครงการก็จะไม่มีการดาเนินการใดๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และ
เป้าหมายทไี่ ด้กาหนดไว้

๕) การกาหนดระยะเวลาเริ่มต้นและส้ินสุด ทุกแผนจะต้องกาหนด
ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ถ้าเป็นแผนระยะส้ันจะกาหนดระยะเวลาภายใน ปี ซึ่ง
บางคร้ังจะเรียกว่า แผนปฏิบัติการ ส่วนแผนระยะยาวจะกาหนดระยะเวลา ๕ ปีขึ้นไป แผน
ระยะยาว หรอื บางครั้งเรยี กว่า แผนกลยุทธ์

๑.๒ ลักษณะของโครงการภาครฐั โดยท่วั ไปแล้ว โครงการภาครัฐทุกโครงการ
ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านสังคม จะมีลักษณะหรือคุณสมบัติ
รว่ มกนั อยา่ งน้อย ๕ ประการ๘ อนั ประกอบด้วย

) มีวัตถุประสงค์ของโครงการ (Objective) ทุกโครงการจะต้องกาหนด
วตั ถุประสงค์ของโครงการ ท้ังนี้ เพื่อจะได้ดาเนินงานตามโครงการ ติดตามและประเมินผล
เม่ือโครงการสน้ิ สดุ ลง โดยท่ัวไปแล้ว วัตถุประสงค์ของโครงการจะต้องระบุให้ชัดเจนเข้าใจ
ง่ายและไมก่ ว้างจนเกนิ ไป

๒) มีความเป็นอิสระหรือความเป็นเอกเทศ (Discreteness) ความเป็น
อิสระหรือความเป็นเอกเทศ ในท่ีนี้ หมายความถึง การดาเนินงาน การบริหารและการ
จัดการ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรของโครงการนั้นจะต้องเบ็ดเสร็จอยู่ในตัวของ
โครงการเอง

๘ ประสทิ ธ์ิ ตงย่ิงศิริ, การวิเคราะห์และการประเมินโครงการ, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์,
๒๕๒๗), หนา้ ๗.

Public Policy and Planning ๑๘๑

๓) การกาหนดให้มีกิจกรรมหรือรูปแบบการดาเนินงานที่สอดคล้องกัน
(Coherent organized action) ในแต่ละโครงการอาจประกอบด้วยกิจกรรมหลาย
กิจกรรม ไม่วา่ จะเปน็ กิจกรรมในส่วนของการดาเนินงานกิจกรรมที่เป็นส่วนของการบริหาร
และการจัดการโครงการ การดาเนินงานของกิจกรรมต่างๆ ต้องสอดคล้องกันตั้งแต่เร่ิมต้น
จนสิน้ สดุ โครงการ

๔) สถานท่ีต้ังโครงการ (Location) โครงการทุกโครงการจะต้องกาหนด
สถานที่ต้ังโครงการหรือสถานท่ีดาเนินงานของโครงการ หรือระบุพ้ืนที่เป้าหมายของ
โครงการ เพราะสถานที่ต้ังของโครงการจะมีความสัมพันธ์และมีผลกระทบกับการ
ดาเนินงานในส่วนอ่ืนๆ ของโครงการ

๕) การกาหนดระยะเวลาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดการดาเนินงานของ
โครงการ (Scheduled beginning and terminal points) โครงการทุกโครงการจะต้อง
กาหนดระยะเวลาไว้ว่าเริ่มต้นเม่ือใด สิ้นสุดเมื่อใด กรณีที่มีการดาเนินงานไปเรื่อยๆ ถือว่า
เป็นงานประจาไมถ่ ือวา่ เป็นโครงการ

จากขอ้ ความดงั กลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ นนั้ พอจะสรุปได้วา่ เหตผุ ลและความจาเป็นใน
การจัดทาแผน แผนงานและโครงการพัฒนา ก็เพราะทรัพยากรมีอยู่อย่างจากัด ถ้ามีการ
วางแผนในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีความ
เจริญเติบโตในอตั ราที่เหมาะสมและการกระจายรายได้ท่ีเปน็ ธรรม

การกาหนดโครงการจะเปน็ ขั้นตอนแรกของวงจรโครงการ ข้ันตอนนี้ประกอบด้วย
ภารกิจหลัก ๒ ประการ คือ การกาหนดความคิดที่จะมีโครงการ (Identification of
Project Ideas) เพ่ือแก้ไขปัญหาสาคัญเร่งด่วน หรือเพื่อสนองความต้องการทางด้านการ
พัฒนาต่างๆ ของประเทศ แต่ถ้าเป็นภาคธุรกิจเอกชนก็จะเน้นการใช้ทรัพยากรเพื่อหวังผล
กาไร หลังจากน้ันก็จะมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้เบ้ืองต้น เพ่ือทาการคัดเลือกโครงการ
เบ้อื งต้น กอ่ นที่จะมีการศกึ ษาความเป็นไดข้ องโครงการในขัน้ รายละเอียดตอ่ ไป

ความคิดที่จะมีโครงการน้ัน อาจจะมีที่มาได้หลายแนวทางด้วยกัน อาทิเช่น มา
จากการศึกษาวิเคราะห์นโยบายและแนวทางการพัฒนา ในกรณีนี้ การกาหนดโครงการ
อาจจะมีกระบวนการแปลความหมายหรือแปลแผนพัฒนาต่างๆ ให้เป็นโครงการพัฒนา
น่ันเอง บางโครงการอาจจะได้มาจากการติดตามและประเมินผล จากคาแนะนาของ

๑๘๒ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

ผเู้ ชยี่ วชาญ และจากแหล่งเงินกู้หรอื เงนิ ช่วยเหลือต่างๆ แต่ในท่ีน้ี ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงการ
กาหนดโครงการ ๒ วิธีด้วยกัน และทัง้ ๒ วธิ ีน้ีมักจะใช้เสริมซ่ึงกนั และกัน คือ

. การกาหนดโครงการจะเริ่มด้วยการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้
นอกจากจะหมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ สถาบัน
ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ และประสบการณ์ที่ได้จากการพัฒนาต่างๆ
ในอดีตแล้ว ยังอาจรวมถึง นโยบายและแนวทางการพัฒนาต่างๆ เช่น นโยบายและแนว
ทางการพัฒนาส่วนรวม สาขา และถูมิภาคท่ีเกี่ยวข้อง จากนั้นก็ทาการวิเคราะห์ข้อมูล
ดังกลา่ ว เพอื่ จุดประกายความคิดว่าโครงการจะมีโครงการอะไร เพราะการวิเคราะห์ข้อมูล
ข่าวสารจะช่วยให้ทราบถึงช่องทาง (Identify gabs) เช่น ถ้าอยู่ในสาขาการก่อสร้าง ก็จะ
ทาให้ทราบถึงปัญหาและความต้องการ โดยเฉพาะความต้องการด้านที่อยู่อาศัย อาคาร
สานักงาน และอาคารชุด การวิเคราะห์สภาพปัญหาปัจจุบันและปัญหาดังกล่าว จะทาให้
เป็นสว่ นสาคญั ของการวางแผนจากเบ้ืองล่าง

๒. การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันทางด้านอุปสงค์และอุปทานของสินค้าและบริการ
ต่างๆ ด้วยการมองย้อนหลังไปในอดีตและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทางด้านอุปทาน
(Supply side) นักวเิ คราะหแ์ ละวางแผนโครงการอาจจะต้ังคาถามในทานองว่า สินค้าและ
วสั ดุท่ใี ช้ในโครการเป็นอย่างไร

๒. การวเิ คราะห์โครงการขนาดใหญ่ของรฐั
อย่างไรก็ตาม เม่ือจะกล่าวถึงการวิเคราะห์โครงการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ
พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีสูตรสาเร็จตายตัวในการกาหนดโครงสร้างของการวิเคราะห์
โครงการ แตโ่ ดยท่ัวไปแล้วจะตอ้ งศกึ ษาและวเิ คราะห์ความเป็นไปไดใ้ นดา้ นต่างๆ ดงั นี้๙

๒.๑ การวิเคราะหด์ า้ นตลาดหรืออปุ สงค์
การวิเคราะห์และคาดคะเนอปุ สงค์ของผลผลิตออกของโครงการ เป็นส่ิงจาเป็น
ต่อการวางแผนและวิเคราะห์ของโครงการเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้หากผลิตออกมาแล้วไม่เป็นที่
ต้องการ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ซึ่งทางภาครัฐถ้าเป็นโครงการท่ีไม่เน้นผลกาไร ก็คานึง

๙ ประสิทธิ์ ตงยิ่งศิริ, การวิเคราะห์และการประเมินโครงการ, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๔),
หน้า๕๔๙.

Public Policy and Planning ๑๘๓

ความต้องการของประชาชน หรือผลประโยชน์จากโครงการ เป็นต้น เช่น โครงการที่กาลัง
พจิ ารณาอยนู่ ้นั จะสนองความต้องการได้หรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด

๒.๒ การวเิ คราะห์ด้านเทคนิค
สาหรับการวิเคราะห์ด้านเทคนิคของโครงการนั้น โดยท่ัวไปมักจะเร่ิมจากการ
พิจาณาว่า โครงการท่ีกาลังพิจารณาน้ันจะมีความหมายเหมาะสมทางด้านเทคนิคการ
ออกแบบและทางด้านวิศวกรรมหรือไม่เพียงใด ย่ิงถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ก็ย่ิงต้องการ
วเิ คราะหท์ างดา้ นเทคนิค นอกจากน้ี ก็ยังมีการพิจารณาอีกด้วยว่า โครงการท่ีเสนอนั้นเป็น
ทางเลือกท่ีดีที่สุดตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้หรือไม่ อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ทางด้านน้ี
กอ็ าจจะประกอบไปดว้ ยการวเิ คราะหใ์ นเร่อื งตา่ งๆ ดงั นี้

. สถานการทีต่ ง้ั ของโครงการ
๒. การออกแบบและวิศวกรรมโครงการ
๓. ขนาดของโครงการและการพิจารณาถงึ ความคาดหวังของโครงการ
๔. วัสดทุ ่ีใช้และสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ที่ใช้
๕. ปริมาณและคุณภาพของแรงงานที่ตอ้ งการ
๖. หมายกาหนดการดาเนินงานตา่ งๆ ของโครงการเฉพาะค่าลงทุนและค่า
ดาเนินงาน

๒.๓ การวเิ คราะห์ด้านเศรษฐกจิ
การวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ทางด้าน
เศรษฐกิจว่า โครงการที่กาลังพิจารณาอยู่นั้นจะให้ผลตอบแทนต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร
ผลการวเิ คราะหจ์ ะปรากฏออกมาในรปู ของผลตอบแทนทคี่ าดว่าจะได้สูงหรือต่าค่าใช้จ่ายที่
ตอ้ งเสยี ไป การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจจึงมีส่วนช่วยอย่างสาคัญต่อการตัดสินใจในการที่จะ
รับหรือปฏิเสธโครงการ

๒.๔ การวเิ คราะหด์ า้ นสภาพแวดล้อมของโครงการ
โครงการที่จะลงทุนและสภาพส่ิงแวดล้อมมักมีความสัมพันธ์ต่อกัน โดย
สภาพแวดลอ้ มทีก่ ล่าวถึงน้ี ก็คือ ส่ิงต่างๆ ท่ีอยู่ภายนอกโครงการ ซึ่งอาจได้แก่ กฏระเบียบ
และขอ้ บังคบั ท่เี กีย่ วข้อง ภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วิสาหกิจพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า การ

๑๘๔ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

คมนาคมและการขนส่ง และสภาพแวดล้อมโดยท่ัวๆ ไป ที่อยู่รอบโครงการ เช่น สภาวะ
อากาศ น้า เสยี ง เป็นต้น

นอกจากนี้ โครงการลงทุนท่ีเสนอก็มีผลกระทบต่อสภาพส่ิงแวดล้อม ทาให้
คุณภาพส่ิงแวดล้อม ซ่ึงได้แก่ สภาวะอากาศ น้า ดิน และสิ่งท่ีมนุษย์สร้างขึ้นเปล่ียนแปลง
ไปในทางที่ดีหรือไม่ดี และเมื่อสภาวะส่ิงแวดล้อมหรือคุณภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป
ไมว่ ่าจะเป็นไปในทางที่ดีข้ึนหรือเลวลงก็ตาม ก็จะมีผลกระทบไปยังผู้รับต่างๆ ซ่ึงได้แก่ คน
สัตว์ พืช และวัสดุสิ่งของ ดังน้ัน ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม จึงต้องมีการวิเคราะห์ถึง
ผลกระทบในส่วนน้ีดว้ ย

๒.๕ การวิเคราะห์ด้านการจดั องคก์ ารและการบริหารโครงการ
ถงึ แม้ว่าจะไดว้ ิเคราะหด์ า้ นต่างๆ มาแล้ว และปรากฏว่าโครงการท่ีเสนอมาเป็น
โครงการท่ีดี แต่เม่ือโครงการนั้นได้รับการอนุมัติและมีการดาเนินงานแล้ว อาจประสบกับ
ความลม้ เหลวและขาดทุนได้เช่นกัน ถ้าหากว่าการจัดการหรือการบริหารโครงการไม่ดีไม่มี
ประสทิ ธภิ าพ ความสามารถในด้านการบริหารจัดการเป็นส่ิงสาคัญ ดังน้ัน ในการวิเคราะห์
ความเป็นไปได้ของโครงการ จึงจาเป็นต้องมีการวิเคราะห์ทางด้านนี้ด้วย เพ่ือก่อให้เกิด
ความมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาทางด้านนี้แต่ประการใด เม่ือมีการนาโครงการไปปฏิบัติและ
ดาเนนิ การ
โดยทวั่ ไป การวิเคราะห์ทางดา้ นนจี้ ะประกอบไปด้วย

. การกาหนดโครงสร้างองค์การ ให้เหมาะสมที่สุดต่อการปฏิบัติตาม
โครงการ

๒. การกาหนดปรมิ าณและคณุ ภาพของเจา้ หน้าท่ี ที่ตอ้ งการ
๓. การกาหนดรูปแบบและวิธีการตรวจสอบและควบคมุ ภายใน
๔. การกาหนดวา่ ต้องมผี ้เู ชีย่ วชาญจากภายนอกมาชว่ ยงานด้วยหรอื ไม่

๒.๖ การวเิ คราะหด์ า้ นการเงนิ
การวิเคราะห์ทางด้านการเงิน เป็นการวิเคราะห์ถึงการลงทุนและผลตอบแทน
ของโครงการ ในแง่ของเอกชนจะเน้นผลกาไรทางการเงินเป็นสาคัญ การวิเคราะห์การ
วางแผนทางการเงินที่เหมาะสมกับโครงการ เพื่อก่อให้เกิดความม่ันใจว่า ถ้ามีโครงการน้ี

Public Policy and Planning ๑๘๕

แลว้ จะไมม่ ปี ญั หาทางด้านการเงนิ ใดๆ ในทุกข้ันตอนของโครงการ โดยทั่วไป การวิเคราะห์
ทางด้านการเงนิ ของโครงการมกั จะประกอบไปดว้ ยการวิเคราะหใ์ นเรอ่ื งต่างๆ ดังนี้

. การคาดคะเนค่าใช้จา่ ยของโครงการ
๒. การคาดคะเนผลประโยชน์ตอบแทนของโครงการ
๓. การประเมินผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ
๔. การพจิ ารณาแหล่งท่มี าของเงนิ ทนุ
นอกจากนี้ การศึกษาวิเคราะห์การบริหารโครงการพัฒนาไม่เพียงแต่จะต้อง
พิจารณาลกั ษณะทางเทคนิคภายในกระบวนการบริหารโครงการพัฒนาแต่เพียงอย่างเดียว
ควรพิจารณาการบริหารโครงการในฐานะที่เป็นกระบวนการทางการเมืองด้วย เพื่อที่จะได้
เข้าใจในรายละเอียดว่ากิจกรรมต่างๆภายในกระบวนการบริหารโครงการพัฒนาได้รับ
อิทธิพลจากปจั จัยอะไรบา้ ง ปจั จยั อิทธิพลนแ้ี บง่ ออกเปน็ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คอื ๐
ปัจจัยแรก เนือ้ หาสาระของนโยบายทค่ี รอบคลุมโครงการ ประกอบดว้ ย
. ผลประโยชน์ของสว่ นบคุ คลและกล่มุ ท่ไี ด้รับผลกระทบ
๒. ประเภทของผลประโยชน์
๓. ขอบขา่ ยของการเปลี่ยนแปลงทค่ี าดคะเนไว้
๔. แหลง่ การวนิ ิจส่ังการ
๕. ผูด้ าเนนิ โครงการหรือผบู้ รหิ ารโครงการ
๖. การจัดสรรทรพั ยากรการบรหิ ารตา่ งๆ

ปัจจยั ท่ีสอง สถานการณข์ องการดาเนนิ งาน ประกอบดว้ ย
. อานาจผลประโยชน์และกลยทุ ธ์ของกลุม่ ท่ีเกีย่ วขอ้ งตา่ งๆ
๒. ลักษณะของรฐั บาลและสถาบนั หรอื ความสมั พันธข์ องหนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วข้อง
๓. ความคลอ้ ยตามและการตอบสนอง

จะเห็นได้ว่า การพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ภายนอกกระบวนการบริหาร
โครงการ แตม่ คี วามสัมพนั ธก์ บั โครงการโดยตรงโดยอ้อม อาจจะไม่เพียงพอต่อการทาความ
เข้าใจพลวัตของการบริหารโครงการ โดยเฉพาะอย่างโครงการพัฒนาต่างๆ ท่ีเป็นผลผลิต

๐ อนงค์ทิพย์ วลนี นท์, การบรหิ ารโครงการภาครฐั , (กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั รามคาแหง
, ๒๕๕๒), หนา้ ๔ - ๔๓.

๑๘๖ นโยบายสาธารณะและการวางแผน

ของความช่วยเหลือจากต่างประเทศ หรือโครงการลงทุนจากต่างประเทศ หรือโครงการท่ี
แฝงจุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างหน่ึง แต่ระบุโครงการจุดมุ่งหมายของโครงการอีกอย่าง
หนงึ่ จงึ ตอ้ งอาศยั ตัวแบบการวิเคราะห์ที่ค่อนข้างละเอียด ประกอบด้วยตัวแปรจานวนมาก
ทีน่ กั วิเคราะห์สามารถสรา้ งสรรคค์ วามสมั พันธ์ของตัวแปรเหลา่ นี้ และคาดการณ์ผลกระทบ
ของโครงการในเชิงการเมืองออกมาให้เห็นได้อย่างแจ่มชัดว่าดาเนินการตามโครงการ
ดังกล่าวไปแล้ว บุคคล กลุ่มบุคคลไหนจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการน้ันๆ หรือถ้า
ดาเนินการตามโครงการดังกล่าวไปได้ จะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองหรือการ
จดั สรรผลประโยชนก์ นั อยา่ งไร

จากข้อความดังกล่าวนั้น จะทาให้สรุปได้ว่า การกาหนดโครงการ ท่ีเป็นส่วนหน่ึง
ของวงจรในการบริหารโครงการ ซึ่งข้ันตอนแรกของการจัดการโครงการ หลังจากท่ีมีการ
กาหนดโครงการเป็นทเ่ี รยี บรอ้ ยแล้ว ต้องมีการวิเคราะห์โครงการ ทุกโครงการจะต้องมีการ
วิเคราะห์โครงการ เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการและรายละเอียดต่างๆ ที่
เกีย่ วขอ้ งกับโครงการดังผูเ้ ขียนได้กลา่ วแลว้ มาข้างต้นน้นั

๘.๖ การจัดการนโยบายภายใต้โครงการพฒั นาขนาดใหญข่ องรัฐ
ในการบริหารจดั การนโยบายตา่ งๆ ภายใต้โครงการพัฒนาของรัฐบาลในประเทศที่

กาลังพัฒนาทั้งหลาย และเมื่อกล่าวการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับนโยบายสาธารณะ
ภายใต้โครงการของรัฐแล้ว จาเป็นต้องมีการจัดทาแผนโครงการพัฒนาเพ่ือแสดง
รายละเอียดท่ีสาคัญๆ ของโครงการ อันได้แก่ จุดมุ่งหมาย ผลตอบแทนท่ีคาดว่าจะได้รับ
ค่าใช้จ่าย วิธีการดาเนินงาน สถานท่ีต้ัง และเร่ืองอ่ืนๆ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของ
โครงการพัฒนา ซ่ึงได้ศึกษารายละเอียดมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติปรากฏว่า แม้จะมีการ
จัดเตรียมโครงการพัฒนากันมาเป็นอย่างดี และผ่านข้ันตอนการพิจารณาอนุ มัติให้
ดาเนินงานตามแผนโครงการได้ กย็ งั ประสบปญั หาต่างๆ ตดิ ตามมาเสมอ ซึง่ ปัญหาที่เกิดขึ้น
ในการบริหารโครงการหรือการจัดการโครงการน้ัน มีผลกระทบต่อความเจริญเติบโต
ทางดา้ นการลงทุนทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ตอบแทนทางสังคมด้วย ดังมีรายละเอียด
ดงั ต่อไปน้ี

Public Policy and Planning ๑๘๗

๘.๖.๑ การวางแผนโครงการ
ก่อนดาเนินโครงการใดๆ จาเป็นจะต้องมีการวางแผนโครงการ ซึ่งเริ่มตั้งแต่มี
ความคิดท่ีจะมีโครงการจนกระท่ังสิ้นสุดโครงการ การวางแผนโครงการจะต้องดาเนินการ
ตามวงจรโครงการ (Project cycle) หรือขั้นตอนของโครงการ การวางแผนโครงการจะ
แบง่ ออกเปน็ ๓ ขัน้ ตอนใหญ่ๆ ดงั นี้
ขั้ น ต อ น ท่ี ๑ ก า ร ก า ห น ด โ ค ร ง ก า ร แ ล ะ คั ด เ ลื อ ก โ ค ร ง ก า ร
(Projectidentificationand selection) กระทาโดยการเลือกว่า จะทาอะไร เม่ือเลือกได้
แล้ว ก็คิดต่อไปว่า จะทาอย่างไร และจะทาเม่ือใด ขนาดหรือขอบเขตการดาเนินงานเป็น
อยา่ งไร
ข้ันตอนท่ี ๒ การวิเคราะห์และประเมินโครงการ (Project appraisal) เป็นการ
วเิ คราะหแ์ ละประเมินดวู า่ โครงการท่ีกาลังพิจารณาอยู่น้ัน เป็นโครงการท่ีดีหรือไม่ โดยการ
พิจารณาว่า โครงการใดเป็นโครงการท่ีดีหรือโครงการใดเป็นโครงการท่ีไม่ดีน้ัน พิจารณา
จากโครงการที่ดี คือ โครงการที่สามารถนาไปปฏิบัติได้จริง และเม่ือนาไปปฏิบัติแล้วจะให้
ผลตอบแทนค้มุ คา่ หรอื บรรลจุ ดุ มุง่ หมายตามที่ไดก้ าหนดไว้
ข้ันตอนท่ี ๓ การดาเนินงานตามโครงการ เป็นการติดตามดูว่า โครงการท่ีผ่าน
ความเห็นชอบไปแล้ว ได้ปฏิบัติตามแผนงานท่ีวางไว้หรือไม่ เช่น การทาสัญญา การ
ก่อสร้าง การจัดซ้ือวัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ หลังจากน้ันจะมีการประเมินผลงานและรายงานผล
การปฏิบตั งิ าน เปน็ ต้น
นอกจากการวางแผนโครงการตามหลักดังกล่าวแล้ว องค์การสหประชาชาติได้มี
การแบ่งวงจรของการวางแผนโครงการออกเปน็ ๘ ข้นั ตอน คอื ๒

. ขั้นกอ่ รปู แนวคดิ (Conception)
๒. ข้นั กาหนดโครงการ (Formulation)
๓. ข้ันการวเิ คราะห์และประเมินโครงการ (Analysis and evaluation)
๔. ขั้นอนุมัติโครงการ (Approval)
๕. ขนั้ ปฏบิ ัตกิ าร (Implementation)
๖. ขน้ั ตดิ ตามและรายงานผลการปฏิบัตงิ าน (Reporting and feedback)

สภุ าสนิ ี ตันตศิ รีสขุ , เอกสารการสอนชุดวชิ าการวิเคราะหโ์ ครงการและแผนงาน, หนา้ ๓๓๙.
๒ เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า ๓๓๙-๓๔๐.

๑๘๘ นโยบายสาธารณะและการวางแผน
๗. ข้ันการเปลี่ยนเป็นงานบริหารตามปกติ (Transition to normal

administration)
๘. ขน้ั ประเมนิ ผลงาน (Evaluation of results)

แผนภาพที่ ๘.๒ : แสดงวงจรโครงการตามแบบขององค์การสหประชาชาติ๑๓
จากแผนภาพที่ ๘.๒ ดังท่ีได้นาเสนอไว้ข้างต้นตามกระบวนการวางแผนโครงการ

น้ัน ทาให้ทราบได้ว่า บางขั้นตอนอาจมีการดาเนินงานพร้อมๆ กัน และพอจะสรุปข้ันตอน
การวางแผนโครงการทส่ี าคญั โดยมี ๕ ขน้ั ตอน ดงั น้ี

. ขั้นที่ การกาหนดโครงการและศกึ ษาโครงการกอ่ นการลงทุน
๒. ขน้ั ท่ี ๒ การเตรยี มโครงการและพฒั นาโครงการ
๓. ขั้นท่ี ๓ การประเมนิ และอนุมตั โิ ครงการ
๔. ขั้นท่ี ๔ การบรหิ ารโครงการ
๕. ขน้ั ท่ี ๕ การปิดโครงการ

๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๔๐.


Click to View FlipBook Version