ใบงาน
เรอื่ ง “แผนผังความคดิ นิราศภูเขาทอง”
คำช้แี จง : ให้นกั เรียนเขียนแผนผงั ความคิดความเป็นมาของนิราศภเู ขาทอง ในหวั ขอ้ ท่ีมา ประวัติผู้
แตง่ และลักษณะคำประพันธ์ให้ครบทุกหวั ขอ้ และถูกต้อง (๑๐ คะแนน)
แผนการจดั การเรยี นรู้
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๑ เร่ือง ความรูเ้ บ้อื งต้นเกี่ยวกับวรรณคดี
รหสั วชิ า ท ๒๑๑๐๑ ชื่อรายวิชา ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑ ภาคเรียนท่ี ๑ เวลา ๑ ชว่ั โมง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ ง
เห็นคุณค่า และนำมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ จริง
ตวั ชีว้ ัด
ท ๕.๑ ม.๑/๓ อธบิ ายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมทอี่ า่ น
สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
ความร้เู บ้อื งต้นเกี่ยวกับวรรณคดี คือ การทำความเข้าใจในสว่ นความหมายของวรรณคดี
แนวทางการพินจิ วรรณคดี ซ่ึงเปน็ การทำความเข้าใจประเภทของวรรณคดี รูปแบบการแต่ง
และการพจิ ารณาคุณค่าของวรรณคดี รวมไปถึงการทำความเข้าใจวรรณศลิ ป์ท่ีใชใ้ นวรรณคดี ซ่ึงแบง่
ออกเป็นการใช้โวหารและการใช้ภาพพจน์ วา่ มลี ักษณะอย่างไร
สาระการเรียนร/ู้ เนื้อหายอ่ ย
ความรู้ (K)
นักเรยี นมีความรู้ความเขา้ ใจเก่ยี วกับความรเู้ บ้ืองต้นของวรรณคดี
ทักษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรียนสามารถอธิบายความรเู้ บือ้ งตน้ ของวรรณคดีไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
นกั เรียนสามารถนำความร้เู บ้ืองต้นเกย่ี วกบั วรรณคดีไปใช้เป็นแนวทางในการศกึ ษา
วรรณคดีเรอื่ งตา่ ง ๆ ได้
จดุ เนน้ สูก่ ารพฒั นาคณุ ภาพผ้เู รียน
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อา่ นออก)
(W) Riting (เขียนได)้
(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)
ทกั ษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปญั หา (Critical
Thinking and Problem Solving)
ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
ทกั ษะดา้ นความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)
ทักษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ (Collaboration,
Teamwork and Leadership)
ทักษะดา้ นการสื่อสาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทนั ส่อื (Communications,
Information, and Media Literacy)
ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Computing
and ICT Literacy)
ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ (Career and Learning)
ทักษะการเปล่ยี นแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ภาระงาน/ชน้ิ งาน
ใบงาน “อา่ นประโยคตอบถ้อยความ ความร้เู บอ้ื งต้นเกยี่ วกับวรรณคดี”
กิจกรรมการเรียนรู้
ขน้ั นำ
๑. ครูเขยี นคำว่า “วรรณคดี” บนกระดาน จากน้นั ถามนักเรียนวา่ คำดงั กล่าวและคำที่
นกั เรียนค้นุ เคยอย่แู ล้วแต่นักเรียนทราบความหมายของคำวา่ วรรณคดีที่แท้จรงิ หรือไม่ (K, P)
๒. ครูเปิดโอกาสให้นกั เรยี นร่วมกันตอบคำถาม จากน้ันครสู รปุ คำตอบของนกั เรยี นพรอ้ ม
ทัง้ กลา่ วถึงรายละเอยี ดของคำทคี่ รูเขยี นบนกระดานโดยเช่ือมโยงไปยงั เนอื้ หาทจ่ี ะสอนในขั้นตอ่ ไป(K, P)
ข้ันสอน
๑. ครแู จกใบความรเู้ รือ่ ง “ความรู้เบ้อื งตน้ เกย่ี วกับวรรณคด”ี จากนัน้ อธบิ ายเนอื้ หาให้
นักเรียนเข้าใจในส่วนของ ความหมายของวรรณคดแี ละวรรณกรรม แนวการพินิจวรรณคดี และ
วรรณศิลปท์ ี่ปรากฏในวรรณคดไี ทย (K, P)
๒. ครใู ห้นักเรียนทำใบงานเรื่อง “อา่ นประโยคตอบถอ้ ยความ ความรูเ้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกบั
วรรณคดี” โดยใหน้ กั เรียนอ่านเนอื้ หาจากใบความรู้ท่ีครแู จกให้แล้วตอบคำถามให้ถกู ต้อง (K,P)
๓. ครูขอตัวแทนนกั เรยี น ๒ คนออกมานำเสนองานหนา้ ชัน้ ซงึ่ ในขณะท่นี กั เรียนนำเสนอ
งานจบ ครจู ะให้ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื ให้กำลังใจและชี้แนะแนวทางการทำใบงานอย่างถกู ตอ้ ง (K,P)
ขั้นสรปุ
ครูให้นกั เรียนร่วมกนั สรปุ การทำใบงานเรื่อง “อ่านประโยคตอบถอ้ ยความ ความรเู้ บือ้ งตน้
เกีย่ วกับวรรณคดี” ซง่ึ เป็นใบงานท่ใี ห้นกั เรียนแต่ละคนตอบคำถามความรเู้ บอ้ื งตน้ เกี่ยวกับวรรณคดที ่คี รู
กำหนดให้ได้อย่างถูกต้อง สะท้อนผลวา่ นกั เรียนมีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของวรรณคดี
และวรรณกรรม แนวการพนิ ิจวรรณคดี และวรรณศิลป์ที่ปรากฏในวรรณคดไี ทย และสามารถนำความรู้
ไปเป็นแนวทางในการศกึ ษาวรรณคดีเรื่องอ่นื ๆ ได้ (K, P, A)
การวัดผลประเมินผล เกณฑ์การประเมนิ
วธิ ีการ เครอื่ งมือ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
ร้อยละ ๕๐
ประเมินใบงานเร่อื ง อ่านประโยคตอบถ้อย ใบงานเร่ือง อา่ นประโยคตอบถ้อย
ความ ความรเู้ บือ้ งต้นเกย่ี วกบั วรรณคดี ใชว้ ิธี ความ ความรเู้ บือ้ งต้นเกี่ยวกับ
วดั ผลจากการทำใบงานของนักเรียนแต่ละคน วรรณคดี
โดยมปี ระเด็นในการวดั ผล ได้แก่ มีความรู้
ความเข้าใจความรู้เบือ้ งตน้ เก่ยี วกับวรรณคดี
สามารถอธิบายความรเู้ บ้ืองต้นเก่ียวกับ
วรรณคดี ตอบคำถามตรงประเด็น การใช้
ภาษาและความสะอาดเรียบรอ้ ย (ประเด็น
ของแต่ละคน) จากน้นั นำผลการประเมินมา
เปน็ ขอ้ มลู ในการปรับปรุงและพัฒนานักเรยี น
และการจัดการเรียนการสอนของครใู นครง้ั ตอ่
ๆ ไป
สอ่ื การเรยี นรู้
ใบความรูเ้ รือ่ ง ความรเู้ บอื้ งต้นเกีย่ วกบั วรรณคดี
ข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศกึ ษาหรอื ผู้ทไ่ี ด้รับมอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รบั รอง)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงช่อื ................................................................
(นายสนอง ศรีธรรมา)
วันท่.ี ........../...................../...........
บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้
๑. ผลการจัดการเรยี นรู้
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชอื่ .................................................
(นายฤทธิเดช สกุลซง้ )
วันท.ี่ ............./......................./...............
แบบประเมินใบงานชนั้ ม.๑
เรือ่ ง “อา่ นประโยคตอบถ้อยความ ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกับวรรณคดี”
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกุล ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจความ ู้รเบื้อง ้ตน รวม สรุปผล
เ ี่กยว ักบวรรณค ีด
๒. สามารถอ ิธบายความ ู้รเ ่ีกยว ักบ
วรรณค ีดไ ้ด ูถก ้ตอง
๓. สามารถตอบคำถามตรงประเ ็ดน
ประเ ็ดนตาม ้ขอคำถาม ่ีทครูกำหนดไ ้ด
ูถก ้ตอง
๔. สามารถใ ้ชภาษาในตอบคำถามไ ้ด
ูถก ้ตอง
๕. ความสะอาดเ ีรยบ ้รอย
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไม่ผา่ น
ด.ช.นำโชค อามาตะ
ด.ช.ศราชยั คุม้ พงษ์
ด.ช.กนกศกั ด์ิ สายอรุ าช
ด.ช.ไกรภพ นามตาแสง
ด.ช.ธนพงษ์ จูมไม้เมอื ง
ด.ช.บดินทร์ ใบหะสี
ด.ช.ภิภพ ฮงุ ลาย
ด.ช.ณรงคช์ ยั ปญั หาชยั
ด.ช.จตุรงค์ รนั ชติ โคตร
ด.ช.ทัศนะชัย วรโคตร
ด.ช.ปิยะวัฒน์ จันจลุ า
ด.ช.สิริโชค เบา้ เงิน
ด.ช.วฒุ ชิ ยั ใยปางแก้ว
ด.ช.ธนชยั ใยปางแกว้
ด.ช.มนตส์ วรรค์ เตยชนั ชะ
ด.ญ.เกวรา วงคอ์ ามาตย์
ด.ญ.จติ สุภา จนั จุลา
ด.ญ.ชวัลรัตน์ วงค์อา
มาตย์
ด.ญ.ธิดาลกั ษณ์ วระโงน
ด.ญ.ปนดั ดา นาชยั เริม่
ด.ญ.ปนัดดา บงพันธ์แกว้
ด.ญ.ปรยี านชุ โยธาตี
ด.ญ.พรนพภสั วงค์อา
มาตย์
ด.ญ.ศศวิ ิมล ทะโคดา
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกลุ ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจความ ู้รเบื้อง ้ตน รวม สรปุ ผล
เ ี่กยว ักบวรรณค ีด
๒. สามารถอ ิธบายความ ู้รเ ่ีกยว ักบ
วรรณค ีดไ ้ด ูถก ้ตอง
๓. สามารถตอบคำถามตรงประเ ็ดน
ประเ ็ดนตาม ้ขอคำถาม ่ีทครูกำหนดไ ้ด
ูถก ้ตอง
๔. สามารถใ ้ชภาษาในตอบคำถามไ ้ด
ูถก ้ตอง
๕. ความสะอาดเ ีรยบ ้รอย
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไม่ผ่าน
ด.ญ.ศริ ประภา คำบาง
ด.ญ.ศริ ินทิพย์ ยวนยง
ด.ญ.นงลักษณ์ ปัญหาชัย
ด.ญ.จรัสจันทร์ พูลเพ่มิ
ด.ช.วชั ระ สายอุราช
ด.ช.เจษฎา วางศรี
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ตอ้ งไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนขนึ้ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐
จึงจะถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมิน เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดบั คุณภาพ ผลการประเมิน
๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผ่าน
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ ่าน
ปรับปรุง
เกณฑก์ ารประเมินใบงาน
เรอ่ื ง “อา่ นประโยคตอบถอ้ ยความ ความรู้เบ้ืองต้นเกีย่ วกบั วรรณคดี”
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๑. มีความรู้ความเขา้ ใจความรู้ ๒๑
เบือ้ งตน้ เก่ยี วกับวรรณคดี
๒. สามารถอธบิ ายความรู้ มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั ไมม่ ีความรคู้ วามเขา้ ใจความรู้
เกีย่ วกบั วรรณคดีได้ถกู ต้อง
วรรณคดไี ด้อยา่ งถูกต้อง ชัดเจน เกี่ยวกับวรรณคดีไดด้ ีเท่าทคี่ วร
๓. สามารถตอบคำถามตรง
ประเดน็ ประเดน็ ตามขอ้ คำถาม สามารถอธิบายความรู้เก่ยี วกับ ไมส่ ามารถอธบิ ายความรู้เกยี่ วกับ
ทค่ี รกู ำหนดไดถ้ ูกตอ้ ง
๔. สามารถใช้ภาษาในตอบ วรรณคดีด้วยการตอบคำถามทค่ี รู วรรณคดดี ว้ ยการตอบคำถามทค่ี รู
คำถามได้ถูกตอ้ ง
กำหนดให้ได้อย่างถูกต้อง กำหนดให้ได้
๕. ความสะอาดเรยี บรอ้ ย
สามารถตอบคำถามไดต้ รงประเด็น ตอบคำถามไม่ตรงประเด็นกบั ขอ้
กบั เร่อื งทคี่ รูถามได้อยา่ งถูกต้อง คำถามเทา่ ทคี่ วร
สามารถเรยี บเรียงถอ้ ยคำ ประโยค ไม่สามารถเรยี บเรยี งถ้อยคำในการ
ในการตอบคำถามได้อย่างถูกตอ้ ง ตอบคำถามให้ถกู ตอ้ งตามหลกั
ภาษาไทยได้
ใบงานมคี วามสะอาดเรยี บร้อย
ลายมอื สวยงามเปน็ ระเบยี บ ใบงานไม่มคี วามสะอาด มรี อยลบ
หลายจุด ลายมืออา่ นยากและ
เขยี นไมเ่ ปน็ ระเบยี บ
ใบความรู้
เรือ่ ง ความรเู้ บือ้ งต้นเกยี่ วกบั วรรณคดี
ความหมายของวรรณคดี
“วรรณคดี” มาจากคำว่า “วรรณ” (ภาษาบาลใี ช้วา่ วณฺณ, สนั สกฤต ใช้วา่ วรฺณ) ซึ่งแปลวา่
หนงั สือ กบั คำวา่ “คดี” ซึง่ มาจากคำว่า “คติ” แปลวา่ แบบอย่าง วธิ ี หรือแนวทาง รวมความว่า
วรรณคดี แปลตามรปู ศพั ท์ หมายถงึ แบบอยา่ งหรือแนวทางแห่งหนังสือ
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๔ ไดใ้ หค้ วามหมายของคำวา่ วรรณคดไี ว้ว่า
วรรณกรรมที่ได้รบั ยกย่องว่าแตง่ ดมี คี ุณคา่
แนวทางการพินจิ วรรณคดี
การอา่ นเพือ่ การพินจิ หรอื การพิจารณาวรรณคดีนนั้ อาจใช้คำเรียกหลากหลายวา่ การวิจักษณ์
(วจิ ักษ์) การวิจารณ์ หรือการวเิ คราะห์ แตม่ ีความหมายไปในแนวทางเดียวกนั คือ การอา่ นอย่าง
ใคร่ครวญ ศกึ ษาใหถ้ อ่ งแท้ พจิ ารณาวา่ หนงั สือนั้น ๆ แต่งดีิอยา่ งไร ใหถ้ อ้ ยคำไพเราะลกึ ซง้ึ เพยี งใด
สำหรบั แนวทางในการพิจารณาวรรณคดี มีดงั นี้
๑. พิจารณาเนอื้ หาวรรณคดี
เนอื้ หาของวรรณคดมี หี ลายประเภท เมือ่ จำแนกตามจุดประสงค์ในการประพันธ์ ดงั นั้น
ผเู้ รียนจึงควรเข้าใจเนอื้ หาของเร่อื งทอี่ า่ นโดยสรปุ เพ่ือนำไปสกู่ ารพิจารณาในข้นั ตอนตอ่ ไปตามประเภท
ของวรรณคดี มดี ังน้ี
๑) วรรณคดีเกีย่ วกับคำสอน คอื วรรณคดีท่ีมงุ่ สอนจริยธรรมแกส่ งั คม เช่น สภุ าษติ
พระรว่ ง สอนจริยธรรมและหลักการประพฤตปิ ฏิบัตขิ องคนเพ่ือจะไดอ้ ยู่รว่ ม กันอย่างมีความสุข
๒) วรรณคดศี าสนา คือ เร่ืองราวทีเ่ ขียนข้ึนโดยอาศัยเน้ือหาสาระ หรือหลักธรรมของ
ศาสนา หรืออิงหลักธรรมของศาสนา เรื่องราวของบุคคลตา่ ง ๆ ในศาสนา ไดแ้ ก่ ศาสดา สาวก รวมทัง้
เรอ่ื งราวทีผ่ ูกขึ้นใหม่ใหเ้ ปน็ อย่างเร่ืองในศาสนา
๓) วรรณคดีขนบประเพณี คือ วรรณคดีที่มเี น้อื หาเกยี่ วกบั ประเพณี พธิ กี รรม และ
ขนบธรรมเนยี มตา่ ง ๆในการประกอบพิธีในสงั คมไทยมักตอ้ งมีบทประกอบพิธี ซ่งึ อยใู่ นรูปของ
บทสวด บทเพลงทเ่ี รียบเรยี งอยา่ งไพเราะ ใช้ภาษาท่ีสรา้ งอารมณ์ใหผ้ ฟู้ ังเกิดความรู้สึกถึง
ความศกั ดิ์สิทธิ์ โดยเหตทุ ่ีคนไทยประกอบพิธกี รรมตามความเชอ่ื ทงั้ ศาสนาพทุ ธและศาสนาพราหมณ์
วรรณคดที ่ีสร้างสรรค์ข้ึนมาเพ่ือใช้ในพิธตี ่าง ๆ เช่น การเทศนม์ หาชาติ
๔) วรรณคดีเก่ยี วกับการเดินทาง คอื วรรณคดปี ระเภทนริ าศ เปน็ การพรรณนา
การ เดนิ ทาง อารมณ์ อาวรณ์ การครำ่ ครวญ เนือ้ หาพรรณนาอารมณร์ กั พร้อมกบั การเดนิ ทาง สะท้อน
ให้เป็นความรกั ความอาลยั ท่ตี อ้ งพัดพรากจากนางและถิน่ ฐานบ้านชอ่ ง เดนิ ทางมารอนแรมไกล
สว่ นรายละเอยี ดของการเดนิ ทางเป็นเพยี งบันทกึ เสน้ ทางจะไม่กล่าวถึงประวัติ ตำนานสถานทีม่ ากนัก
๕) วรรณคดีประวตั ศิ าสตร์ คอื วรรณคดีท่แี ต่งข้ึนโดยมเี นอ้ื หาทางประวัตศิ าสตร์
เป็นแก่นของเรือ่ ง ลกั ษณะของเนื้อเรอื่ งในวรรณคดปี ระวตั ิศาสตร์
๖) วรรณคดีเพือ่ ความบันเทิง คอื วรรณคดีท่ีให้ความสนกุ สนานเพลิดเพลินมีเน้ือเรือ่ ง
เปน็ นทิ านและนิยายทอ้ งถิน่ ทีม่ ที ัง้ อารมณ์สุข อารมณ์เศร้า อารมณส์ นุกสนาน
๒. การพจิ ารณารูปแบบการแต่ง
รูปแบบ หมายถึง ลักษณะของงานประพันธ์ท่ผี ูแ้ ตง่ หรอื กวีเลอื กใช้ในการนำเสนอ
ผลงาน แบ่งเปน็ ๒ ประเภท คอื
๑) รอ้ ยแกว้ คอื การเขยี นหรอื งานเขยี นทม่ี ีลกั ษณะเป็นความเรียงธรรมดา ไมม่ ี
การบงั คบั รูปแบบฉนั ทลักษณ์ การเขยี นในลักษณะนย้ี ังแบง่ ออกไปเปน็ จำพวก นิยาย นิทาน บทความ
ตำนาน เป็นตน้
๒) รอ้ ยกรอง คือ การเขยี นหรอื งานเขียนทบี่ ังคบั รูปแบบฉนั ทลกั ษณใ์ นลกั ษณะ
ต่างๆ บางทีเรียกงานเขยี นประเภทนีว้ ่า กวีนิพนธห์ รอื คำประพนั ธ์ เปน็ การเขยี นทมี่ ลี กั ษณะคลอ้ งจอง
บงั คบั จำกดั จำนวนคำ กำหนดคณะ เสียงสูง-ตำหรือเสยี งหนกั -เบา มรี ปู แบบกำหนดไวแ้ ตล่ ะชนิด
ยงั หมายถึงงานเขียนประเภทอน่ื อกี ด้วย คอื โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน รา่ ย ลิลติ กลบท
๓. การพิจารณาคุณค่าของวรรณคดี
การพิจารณาคุณค่าของวรรณคดี แบ่งเปน็ ๒ ประเภท คือ คุณคา่ ด้านเนื้อหาและ
คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์
๑) คุณค่าด้านเนอ้ื หา คือ การพจิ ารณาเน้ือหาที่ให้คุณประโยชน์ ซึ่งผู้อ่านควรอ่าน
อยา่ งมีวจิ ารณญาณ หาคุณคา่ ของวรรณคดีอย่างมีหลักเกณฑ์
๒) คุณค่าด้านวรรณศิลป์ คือ การพิจารณาการใช้ถ้อยคำ สำนวนโวหารทีแ่ สดง
ความสามารถของผู้แต่งว่าใช้ศิลปะทางภาษาในการเรยี บเรยี ง คดั สรรถอ้ ยคำ สำนวนโวหาร เพอ่ื ส่ือให้
ผอู้ ่านได้รบั ความเพลิดเพลินและเกิดสนุ ทรยี ะทางอารมณ์
วรรณศิลปใ์ นวรรณคดีไทย
วรรณศลิ ป์ในวรรณคดีไทย เปน็ เคร่ืองสะท้อนให้เห็นว่างานประพนั ธ์แตล่ ะเรื่องจะต้อง
เลือกสรรคำประพันธ์ใหเ้ หมาะสมกบั ผลงาน กลวิธีในการพิจารณาวรรณศิลป์ในวรรณคดไี ทย มีดงั นี้
๑. รสวรรณคดี
รสวรรณคดี คอื รสของความไพเราะในการใชถ้ อ้ ยคำให้เกิดความงดงามและเกดิ
อารมณ์แบ่งเป็น ๔ รสคือ
๑) เสาวรสจนี เปน็ ลกั ษณะของรสวรรณคดีแต่ละประเภทเป็นรสความไพเราะ
เก่ียวกบั การชม ความงาม อาจเปน็ ความงามของตัวละคร สถานท่ี หรอื ธรรมชาติ
๒) นารีปราโมทย์ เป็นรสท่ีแสดงความรักใคร่ หรอื พูดจาโอ้โลมให้อกี ฝา่ ยเกิด
ความปฏิพทั ธ์
๓) พโิ รธวาทงั เปน็ บทแสดงความโกรธ ตัดพอ้ เหน็บแนม เสียดสี หรอื แสดง
ความเคียดแคน้
๔) สลั ลาปงั คพิสัย เปน็ รสท่ีแสดงการคร่ำครวญ โศกเศรา้
๒. การใชภ้ าพพจน์
ภาพพจน์ คือ คำ หรือ กลุ่มคำ ท่ีสร้างข้ึนจากกลวิธีในการใช้คำ เพอ่ื ให้ปรากฏ
ภาพที่เดน่ ชดั และลึกซง้ึ ข้นึ ในใจทำให้ผอู้ า่ นและผู้ฟงั เกิดจินตภาพคลอ้ ยตาม การสรา้ งภาพพจนเ์ ป็น
ศิลปทางภาษาขนั้ สงู ของการแต่งคำประพนั ธ์ โดยผู้แต่งใช้กลวธิ ีการเปรียบเทยี บทค่ี มคายในลักษณะ
ต่าง ๆ ภาพพจนม์ หี ลายประเภทแตท่ ี่สำคญั ๆ มีดังน้ี
๑) อุปมา คอื การเปรียบสงิ่ หนงึ่ เหมือนอีกสงิ่ หน่ึง โดยใชค้ ำเชอื่ มเหล่าน้ี
"เหมอื น ราว ราวกบั เปรยี บ ดจุ ประดจุ ดัง ดง่ั เฉก เชน่ เพียง เพี้ยง ประหนึง่ ถนัด กล เล่ห์ ปิม้ ว่า ปาน
ครวุ นา ปูน พ่าง ละม้าย แมน้ "
๒) อุปลักษณ์ คอื การเปรียบสง่ิ หนง่ึ เปน็ อีกสงิ่ หนึ่ง มกั ใช้คำวา่ "คือ" และ "เปน็ "
เช่น ครคู อื เรอื จ้าง ทหารเป็นร้ัวของชาติ เป็นตน้
๓) บคุ คลวตั คือ การสมมุติสิ่งต่าง ๆ ใหม้ ีกิรยิ าอาการ ความรู้สึกเหมอื นมนุษย์
เช่น ดวงตะวัน แย้มย้ิม, สายลมโลมไลเ้ อาอกเอาใจพฤกษาลดามาลย์, ต้นไมแ้ ต่งตวั เป็นตน้
๔) สทั พจน์ คอื การใช้คำใหก้ ระทบความรู้สกึ โดยการเลยี นเสียงธรรมชาติ
แสงสี หรอื ทา่ ทางต่าง ๆ เชน่ เสยี งปขี่ องพระอภัยมณี
ใบงาน
เร่อื ง “อา่ นประโยคตอบถ้อยความ ความร้เู บื้องตน้ เกยี่ วกบั วรรณคด”ี
คำช้ีแจง : จงตอบคำถามต่อไปน้ีให้ถกู ต้อง (๑๐ คะแนน)
๑. จงอธบิ ายความหมายของวรรณคดใี หช้ ัดเจน (๑ คะแนน)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๒. จงอธิบายประเภทของวรรณคดใี ห้ถูกต้อง (๒ คะแนน)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๓. จงอธบิ ายความแตกต่างของรูปแบบการแตง่ วรรณคดีให้ถกู ตอ้ ง (๒ คะแนน)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. การพจิ ารณาคุณค่าของวรรณคดีมกั พิจารณาด้านใดบา้ ง (๑ คะแนน)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๕. จงอธิบายรสวรรณคดีท่ี ๔ รสมาพอสงั เขป (๒ คะแนน)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๖. จงอธบิ ายภาพพจน์ท่ีมักใชใ้ นวรรณคดีมาพอสังเขป (๒ คะแนน)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ชือ่ .......................................................................................................หอ้ ง.............เลขท่ี...........
แผนการจัดการเรยี นรู้
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี ๒ ท่องจำบทอาขยานจากวรรณคดเี รอ่ื งโคลงโลกนิติ
รหัสวชิ า ท ๒๑๑๐๑ ช่ือรายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี ๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลา ๑ ช่วั โมง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ ง
เหน็ คุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชวี ติ จริง
ตวั ชี้วัด
ท ๕.๑ ม.๑/๕ ทอ่ งจำบทอาขยานตามทก่ี ำหนดและบทร้อยกรองทมี่ ีคณุ ค่าตามความสนใจ
สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
การท่องจำบทอาขยาน คือ การทอ่ งจำข้อความหรอื คำประพนั ธ์ท่ีกำหนดหรือท่ีชอบ ซ่ึงบท
น้นั เปน็ บทรอ้ ยกรองท่ีไพเราะ โดยอาจตัดตอนมาจากหนงั สอื วรรณคดีเพ่ือให้ผูท้ อ่ งจำได้ และเหน็
ความงามของบทร้อยกรอง ทง้ั ในดา้ นวรรณศิลป์ การใช้ภาษา เน้อื หา และวธิ ีการประพนั ธ์ สามารถ
นำไปใช้เปน็ แบบอย่างในการแตง่ บทร้อยกรอง หรอื นำไปใช้เป็นขอ้ มลู ในการอ้างอิงในการพูดและการ
เขยี นได้เปน็ อยา่ งดี
สาระการเรียนร/ู้ เนอ้ื หายอ่ ย
ความรู้ (K)
นกั เรยี นมีความร้คู วามเข้าใจหลกั การทอ่ งจำบทอาขยาน
ทักษะ/กระบวนการ (P)
๑. นกั เรียนสามารถอธบิ ายหลกั การทอ่ งจำบทอาขยานได้
๒. นกั เรยี นสามารถทอ่ งจำบทอาขยานจากวรรณคดีเรื่องโคลงโลกนติ ิได้
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรทู้ ไ่ี ด้จากการท่องจำบทอาขยานวรรณคดีเรอื่ งโคลงโลกนิตใิ ช้
เปน็ แนวทางในการท่องจำบทอาขยานจากวรรณคดีเรอ่ื งอนื่ ๆ ได้
จดุ เน้นสกู่ ารพัฒนาคุณภาพผเู้ รยี น
ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อา่ นออก)
(W) Riting (เขียนได้)
(A) Rithemetics (คิดเลขเปน็ )
ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปญั หา
(Critical Thinking and Problem Solving)
ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)
ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)
ทักษะด้านความร่วมมอื การทำงานเปน็ ทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration,
Teamwork and Leadership)
ทักษะด้านการสอ่ื สาร สารสนเทศและรูเ้ ท่าทนั ส่ือ (Communications,
Information, and Media Literacy)
ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร (Computing
and ICT Literacy)
ทกั ษะอาชีพ และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning)
ทักษะการเปลยี่ นแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ภาระงาน/ชนิ้ งาน
กจิ กรรม “ท่องจำบทอาขยาน”
กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั นำ
๑. ครเู ปดิ คลิปเสียงการอา่ นโคลงโลกนิติ ใหน้ กั เรียนฟงั เพอ่ื ใหน้ กั เรียนศึกษาตวั อย่างการ
อ่านโคลงโลกนิติที่ถูกต้อง (K, P)
๒. นกั เรียนสงั เกตวา่ การอ่านที่ถูกตอ้ ง ใหม้ คี วามไพเราะนา่ ฟงั มีลีลาการอ่านตามเนอ้ื หา
อารมณน์ น้ั เปน็ อยา่ งไร (K, P)
ขนั้ สอน
๑. ครูอธิบายเน้อื หาเรอ่ื ง การทอ่ งจำบทอาขยาน โดยอธิบายในส่วนของความหมาย
หลกั การ วธิ กี ารและประโยชน์ของการทอ่ งจำบทอาขยาน (K)
๒. ครูให้นกั เรยี นทำกจิ กรรม “ท่องจำบทอาขยาน” โดยแบ่งนักเรยี นออกเป็น ๕ กลมุ่
จำนวนสมาชิกเท่า ๆ กัน จากนน้ั ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ เลือกบทประพนั ธใ์ นวรรณคดเี ร่อื งโคลงโลกนติ ติ ามที่ครู
กำหนดให้ ใช้เวลาในการจำ ๑๐ นาทีจากนนั้ ใหแ้ ต่ละกลมุ่ อ่านบทประพันธ์เป็นทำนองเสนาะ ซึง่ ในขณะ
ที่นักเรียนนำเสนองานจบครจู ะใหข้ อ้ เสนอแนะเพ่อื ใหก้ ำลังใจและชี้แนะแนวทางการทำใบงานอย่าง
ถกู ตอ้ ง (K, P)
ขัน้ สรปุ
ครใู ห้นักเรยี นรว่ มกันสรุปการทำกจิ กรรม “ทอ่ งจำบทอาขยาน” ซึง่ เปน็ กจิ กรรมทใ่ี ห้
นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ได้ทอ่ งจำบทอาขยานทส่ี นใจอยา่ งถกู ต้อง สะท้อนผลวา่ นักเรียนมคี วามรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับการท่องจำบทอาขยาน และสามารถนำความรู้ไปเปน็ แนวทางในการทอ่ งจำบทอาขยาน
วรรณคดเี ร่ืองอ่ืน ๆ ได้ (K, P, A)
การวัดผลประเมินผล
วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมนิ
ประเมินกจิ กรรม เรอื่ ง “ทอ่ งจำบทอาขยาน” กิจกรรม เรื่อง “ทอ่ งจำบทอาขยาน” ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
ใช้วิธกี ารวดั ผลจากการทำกิจกรรมของ รอ้ ยละ ๕๐
นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ โดยมีประเดน็ ในการวดั ผล
ไดแ้ ก่ มีความรคู้ วามเข้าใจการทอ่ งจำบท
อาขยาน สามารถอธบิ ายหลักการทอ่ งจำบท
อาขยาน ท่องจำบทอาขยานได้ถูกตอ้ ง
อ่านออกเสยี งไดถ้ ูกตอ้ งชัดเจนและความ
ไพเราะ จากนั้นนำผลการประเมนิ ไปเป็น
ข้อมูลในการปรับปรุงเพื่อพฒั นานักเรยี น
และการจัดการเรียนการสอนของครูในคร้งั
ต่อ ๆ ไป
สอื่ การเรยี นรู้
๑. หนังสอื เรียน วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม. ๑
๒. ใบความรู้ การทอ่ งจำบทอาขยาน
๓. คลิปเสยี งบทประพันธ์โคลงโลกนติ ิ
ขอ้ เสนอแนะของหัวหนา้ สถานศึกษาหรือผู้ท่ไี ด้รบั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงช่ือ................................................................
(นายสนอง ศรธี รรมา)
วนั ท.่ี ........../...................../...........
บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
๑. ผลการจดั การเรียนรู้
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๒. ปญั หาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฤทธเิ ดช สกุลซ้ง)
วนั ท.่ี ............./......................./..............
แบบประเมินกิจกรรม ชน้ั ม.๑
เรื่อง “ทอ่ งจำบทอาขยาน”
รายการประเมิน
ชอ่ื -สกุล ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจการ รวม สรุปผล
ท่องจำบทอาขยาน
๒. สามารถอธิบายหลักการท่องจำ
บทอาขยาน
๓. ท่องจำบทอาขยานไ ้ด ูถก ้ตอง
๔. อ่านออกเ ีสยงไ ้ด ูถก ้ตอง ัชดเจน
๕. ความไพเราะ
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผา่ น ไม่ผา่ น
ด.ช.นำโชค อามาตะ
ด.ช.ศราชัย คมุ้ พงษ์
ด.ช.กนกศกั ดิ์ สายอรุ าช
ด.ช.ไกรภพ นามตาแสง
ด.ช.ธนพงษ์ จมู ไม้เมือง
ด.ช.บดินทร์ ใบหะสี
ด.ช.ภภิ พ ฮงุ ลาย
ด.ช.ณรงคช์ ยั ปญั หาชยั
ด.ช.จตุรงค์ รนั ชิตโคตร
ด.ช.ทศั นะชยั วรโคตร
ด.ช.ปิยะวัฒน์ จนั จุลา
ด.ช.สิรโิ ชค เบา้ เงิน
ด.ช.วฒุ ชิ ยั ใยปางแก้ว
ด.ช.ธนชัย ใยปางแก้ว
ด.ช.มนต์สวรรค์ เตยชนั ชะ
ด.ญ.เกวรา วงค์อามาตย์
ด.ญ.จิตสภุ า จนั จลุ า
ด.ญ.ชวัลรัตน์ วงคอ์ า
มาตย์
ด.ญ.ธดิ าลักษณ์ วระโงน
ด.ญ.ปนดั ดา นาชยั เรม่ิ
ด.ญ.ปนดั ดา บงพันธ์แกว้
ด.ญ.ปรียานชุ โยธาตี
ด.ญ.พรนพภสั วงค์อา
มาตย์
ด.ญ.ศศิวมิ ล ทะโคดา
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกลุ ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจการ รวม สรปุ ผล
ท่องจำบทอาขยาน
๒. สามารถอธิบายหลักการท่องจำ
บทอาขยาน
๓. ท่องจำบทอาขยานไ ้ด ูถก ้ตอง
๔. อ่านออกเ ีสยงไ ้ด ูถก ้ตอง ัชดเจน
๕. ความไพเราะ
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไม่ผ่าน
ด.ญ.ศริ ประภา คำบาง
ด.ญ.ศริ ินทิพย์ ยวนยง
ด.ญ.นงลักษณ์ ปัญหาชัย
ด.ญ.จรัสจันทร์ พูลเพ่มิ
ด.ช.วชั ระ สายอุราช
ด.ช.เจษฎา วางศรี
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ตอ้ งไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนขนึ้ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐
จึงจะถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมิน เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดบั คุณภาพ ผลการประเมิน
๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผ่าน
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ ่าน
ปรับปรุง
เกณฑ์การประเมนิ กิจกรรม
เร่ือง “ทอ่ งจำบทอาขยาน”
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๑. มีความรคู้ วามเข้าใจการ ๒๑
ทอ่ งจำบทอาขยาน
มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในหลักการ ไม่คอ่ ยมคี วามร้คู วามเขา้ ใจใน
๒. สามารถอธิบายหลกั การ
ทอ่ งจำบทอาขยาน ท่องจำเปน็ อาขยานเปน็ อยา่ งดี หลักการท่องจำบทอาขยาน
๓. ทอ่ งจำบทอาขยานได้ เท่าทค่ี วร
ถกู ต้อง
๔. อา่ นออกเสียงได้ถูกตอ้ ง สามารถอธิบายหลักการท่องจำบท ไม่สามารถอธิบายหลกั การท่องจำ
ชัดเจน
๕. ความไพเราะ อาขยานไดแ้ ละอ่านบทอาขยานได้ บทอาขยานทำใหท้ ่องจำบท
อย่างถกู ตอ้ ง อาขยานไดไ้ ม่ดีเท่าที่ควร
สามารถท่องจำบทอาขยานได้ ท่องจำบทอาขยานในแต่ละวรรค
ถูกต้องทุกคำในแต่วรรค ผิดมากกวา่ ๕ คำ
อ่านออกเสียงคำในบทอาขยานได้ อ่านออกเสียงคำในบทอาขยานผดิ
ถกู ตอ้ งทกุ คน มากกวา่ ๕ คำ
ทอ่ งจำบทอาขยานได้และอา่ นได้ อ่านบทอาขยานไดอ้ ย่างตดิ ขดั และ
อยา่ งไพเราะ มโี ทนเสียงทีไ่ มน่ า่ ฟัง
ใบความรู้
เรือ่ ง การทอ่ งจำบทอาขยาน
ความหมายการท่องจำบทอาขยาน
การทอ่ งจำบทอาขยาน คอื การท่องจำข้อความหรอื คำประพนั ธ์ท่ีกำหนดหรือท่ีชอบ ซึ่งบท
น้ันเป็นบทร้อยกรองทไ่ี พเราะ โดยอาจตัดตอนมาจากหนังสอื วรรณคดีเพ่ือให้ผทู้ ่องจำได้ และเหน็
ความงามของบทรอ้ ยกรอง ท้งั ในดา้ นวรรณศลิ ป์ การใช้ภาษา เนอ้ื หา และวธิ กี ารประพันธ์ สามารถ
นำไปใช้เป็นแบบอย่างในการแตง่ บทรอ้ ยกรอง หรือนำไปใชเ้ ป็นข้อมลู ในการอ้างอิงในการพูดและการ
เขียนได้เป็นอยา่ งดี
หลกั การท่องจำบทอาขยาน
๑. ฝึกเปล่งเสียงให้ดงั พอประมาณ ไม่ตะโกน ควรบงั คับเสียง เนน้ เสียง ปรบั ระดับเสยี งสูง - ต่ำ
ให้สอดคลอ้ งกบั จังหวะลลี า ท่วงทำนอง และความหมายของเน้อื หาท่อี า่ น
๒. ท่อง ดว้ ยเสียงท่ีชัดเจน แจม่ ใส ไพเราะ มกี ระแสเสียงเดยี ว ไม่แตกพรา่ เปล่งเสียงจากลำคอ
โดยตรงด้วยความมน่ั ใจ
๓. ท่อง ออกเสยี งให้ถกู อกั ขรวธิ หี รอื ความนิยม และตอ้ งเข้าใจเน้อื หาของบทอาขยานนีก้ อ่ น
๔. ออกเสยี ง ร ล คำควบกล้ำ ใหถ้ ูกตอ้ งชัดเจน
๕. ท่องใหถ้ กู จงั หวะและวรรคตอน
๖. ท่องใหไ้ ด้อารมณ์และความรสู้ ึกตามเน้ือหา
วิธกี ารท่องจำบทอาขยาน
การทอ่ งบทอาขยานเปน็ ทำนองเสนาะช่วยให้บทอาขยานนั้นมีความไพเราะ ผทู้ ่องเกดิ ความสนใจ
จดจำบทอาขยานได้ดี และสนุกสนานยิง่ ขน้ึ การฝึกอา่ นทำนองเสนาะมขี ้นั ตอนดังนี้
๑. ทอ่ งเป็นรอ้ ยแก้วธรรมดาใหถ้ ูกต้องชัดเจน ตามอกั ขรวธิ กี ่อน ท้งั ร , ล ตวั ควบกล้ำ อ่านออก
เสยี งให้ตรงตามเสยี งวรรณยุกต์
๒. ท่องใหถ้ กู จังหวะวรรคตอน การอา่ นผดิ วรรคตอนทำใหเ้ สยี ความ
๓. ทอ่ งใหส้ มั ผัสคล้องจองกันเพอื่ ความไพเราะ
๔. ทอ่ งให้ถกู ทำนองและลีลาของคำประพนั ธ์แต่ละชนดิ คำประพนั ธแ์ ตล่ ะชนดิ จะมบี งั คับจำนวน
คำสัมผัส หรอื คำเอก คำโท แตกต่างกัน การอา่ นทำนองเสนาะจึงต้องอา่ นใหถ้ ูกทว่ งทำนองและลีลาของ
คำประพันธแ์ ตล่ ะชนิด
๕. ทอ่ งโดยใช้นำ้ เสียงให้เหมาะสมกับเนอื้ หาและอ่านพยางคส์ ุดทา้ ยของวรรคดว้ ยการทอดเสยี ง
แลว้ ปล่อยใหห้ างเสยี งผวนขึ้นจมูก
ประโยชน์ของการท่องจำบทอาขยาน
๑. ฝกึ ความจำ ซึ่งเป็นสงิ่ สำคญั ย่งิ เพราะมนษุ ยต์ อ้ งอาศัยความจำ เพ่อื เป็นเครอ่ื งมือในการคิด
วเิ คราะห์คิดสังเคราะห์
๒. เปน็ การฝกึ วินัย เพราะการจะทอ่ งให้จำได้ตอ้ งมวี ินัย หม่นั ฝกึ หม่ันท่องอยูเ่ สมอ
๓. เป็นการใช้เวลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์
๔. อนุรักษว์ ฒั นธรรมไทย ทางด้านภาษาให้คงอย่ตู ลอดไป
๕. ไดร้ บั คติสอนใจจาก บทคำประพนั ธ์ตา่ งๆ ทีท่ ่อง
๖. ทำให้เปน็ คนอารมณ์ดี จากความงามของบทประพันธท์ ท่ี อ่ ง
๗. เพอ่ื ตระหนักในคณุ คา่ ของภาษาไทย และซาบซึง้ ในความไพเราะของบทรอ้ ยกรอง
๘. เพ่อื ใหเ้ กดิ ความภาคภูมิใจในความสามารถของกวีไทย
๙. เพอ่ื เปน็ พน้ื ฐานในการแตง่ คำประพันธ์
๑๐. เพื่อใชเ้ ป็นสื่อถา่ ยทอดคุณธรรมจรยิ ธรรม และนำขอ้ คดิ ท่ีเปน็ ประโยชนไ์ ปใชใ้ น
ชีวิตประจำวนั
ใบงาน
เร่อื ง ท่องจำบทอาขยาน
คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มเลือกบทประพันธต์ อ่ ไปนี้ในการท่องจำบทอาขยาน
บทอาขยานตามที่กำหนดจากวรรณคดีเรื่อง โคลงโลกนติ ิ
พระสมุทรสุดลกึ ลน้ คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา หยง่ั ได้
เขาสงู อาจวดั วา กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หย่งั ถงึ
ก้านบวั บอกลึกตืน้ ชลธาร
มรรยาทส่อสนั ดาน ชาตเิ ช้อื
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมญ่าเหี่ยวแหง้ เรอ้ื บอกรา้ ยแสลงดนิ
โคควายวายชพี ได้ เขาหนงั
เปน็ สงิ่ เป็นอันยงั อย่ไู ซร้
คนเดด็ ดับสูญสัง- ขารรา่ ง
เปน็ ชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกบั ดี
เพ่อื นกิน ส้นิ ทรพั ย์แลว้ แหนงหนี
หาง่าย หลายหมนื่ มี มากได้
เพ่อื นตาย ถ่ายแทนชี- วาอาตม์
หายาก ฝากผีไข้ ยากแท้จักหา
(สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดศิ ร)
แผนการจดั การเรียนรู้
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ ทอ่ งจำบทอาขยานจากวรรณคดีเรอื่ งนิราศภเู ขาทอง
รหสั วชิ า ท ๒๑๑๐๑ ชื่อรายวชิ า ภาษาไทย กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑ ภาคเรยี นที่ ๑ เวลา ๑ ชั่วโมง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่าง
เหน็ คุณค่า และนำมาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ จริง
ตวั ช้วี ัด
ท ๕.๑ ม.๑/๕ ทอ่ งจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทร้อยกรองทมี่ ีคุณค่าตามความสนใจ
สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
การทอ่ งจำบทอาขยาน คือ การท่องจำข้อความหรอื คำประพนั ธท์ ี่กำหนดหรือที่ชอบ ซงึ่ บท
นัน้ เปน็ บทร้อยกรองทไี่ พเราะ โดยอาจตัดตอนมาจากหนังสอื วรรณคดเี พอ่ื ให้ผ้ทู ่องจำได้ และเหน็
ความงามของบทร้อยกรอง ท้ังในดา้ นวรรณศิลป์ การใช้ภาษา เน้ือหา และวธิ ีการประพันธ์ สามารถ
นำไปใชเ้ ปน็ แบบอย่างในการแตง่ บทรอ้ ยกรอง หรือนำไปใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการอ้างองิ ในการพูดและการ
เขียนได้เป็นอยา่ งดี
สาระการเรียนรู้/เนอื้ หายอ่ ย
ความรู้ (K)
นกั เรยี นมีความรู้ความเข้าใจหลักการทอ่ งจำบทอาขยาน
ทักษะ/กระบวนการ (P)
๑. นกั เรียนสามารถอธิบายหลักการทอ่ งจำบทอาขยานได้
๒. นกั เรียนสามารถท่องจำบทอาขยานจากวรรณคดเี ร่ืองนริ าศภูเขาทองได้
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นกั เรยี นสามารถนำความรู้ทไ่ี ดจ้ ากการท่องจำบทอาขยานวรรณคดีเรอื่ งนริ าศ
ภเู ขาทองไปใชเ้ ป็นแนวทางในการท่องจำบทอาขยานจากวรรณคดีเร่อื งอนื่ ๆ ได้
จดุ เนน้ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพผู้เรียน
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อา่ นออก)
(W) Riting (เขยี นได)้
(A) Rithemetics (คิดเลขเปน็ )
ทกั ษะดา้ นการคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณและทักษะในการแก้ไขปัญหา
(Critical Thinking and Problem Solving)
ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
ทักษะดา้ นความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)
ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผนู้ ำ (Collaboration,
Teamwork and Leadership)
ทกั ษะด้านการสือ่ สาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทนั สอ่ื (Communications,
Information, and Media Literacy)
ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร (Computing
and ICT Literacy)
ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)
ทักษะการเปล่ยี นแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ภาระงาน/ชนิ้ งาน
กจิ กรรม “ท่องจำบทอาขยาน”
กิจกรรมการเรียนรู้
ขน้ั นำ
๑. ครใู หน้ ักเรยี นเลน่ เกม “จำฉันที” โดยใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนพูดชอื่ ตัวอักษรในภาษาไทย
ตัวใดกไ็ ด้ ซึง่ คนต่อ ๆ ไปตอ้ งพูดตวั อกั ษรทเี่ พ่อื นคนก่อนหน้าน้นั ทุกคนไดบ้ อกไว้ และจะหยดุ เล่นเมื่อ
นกั เรียนคนใดคนหนึ่งจำชือ่ ตัวอกั ษรของเพอื่ นคนอ่ืนผิดพลาด
๒. ครถู ามนักเรยี นว่าจากเกมทีไ่ ดเ้ ล่นนกั เรียนคิดว่าสอนทักษะในเร่อื งใด จากน้ันครู
อธิบายเพ่ิมเตมิ ว่าเกม “จำฉนั ที” เป็นเกมท่ีสอนให้นกั เรียนรจู้ กั การจดจำอย่างไรไมใ่ ห้ผดิ พลาด โดย
เช่ือมโยงไปถึงการทอ่ งจำบทอาขยาน ซึ่งการจำน้ันใช่ว่าจะจำโดยท่ีไมม่ หี ลกั การ ซง่ึ การจำอยา่ งมี
หลักการนนั้ ครจู ะสอนน้ันขนั้ ต่อไป
ขั้นสอน
๑. ครูอธิบายเนอื้ หาเรือ่ ง การท่องจำบทอาขยาน โดยอธบิ ายในส่วนของความหมาย
หลกั การ วิธีการและประโยชน์ของการท่องจำบทอาขยาน (K)
๒. ครูให้นักเรยี นทำกจิ กรรม “ท่องจำบทอาขยาน” โดยแบ่งนกั เรียนออกเปน็ ๕ กลมุ่
จำนวนสมาชิกเท่า ๆ กัน จากน้นั ใหแ้ ต่ละกลมุ่ เลอื กบทประพนั ธ์ในวรรณคดีเร่อื งนริ าศภเู ขาทองตาม
ความสนใจกลมุ่ ละ ๒ บท ใหเ้ วลาในการจำ ๑๐ นาทจี ากน้ันใหแ้ ต่ละกลุม่ อ่านบทประพันธเ์ ป็นทำนอง
เสนาะ ซึ่งในขณะท่นี ักเรยี นนำเสนองานจบครูจะให้ข้อเสนอแนะเพอื่ ให้กำลังใจและช้แี นะแนวทางการ
ทำใบงานอย่างถกู ตอ้ ง (K, P)
ข้ันสรุป
ครูใหน้ กั เรยี นร่วมกนั สรุปการทำกจิ กรรม “ท่องจำบทอาขยาน” ซึ่งเปน็ กจิ กรรมทใ่ี ห้
นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ได้ท่องจำบทอาขยานทสี่ นใจอย่างถูกต้อง สะท้อนผลว่านกั เรยี นมีความร้คู วามเข้าใจ
เกยี่ วกบั การทอ่ งจำบทอาขยาน และสามารถนำความรไู้ ปเป็นแนวทางในการทอ่ งจำบทอาขยาน
วรรณคดเี รื่องอ่ืน ๆ ได้ (K, P, A)
การวัดผลประเมินผล
วธิ ีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์การประเมิน
ประเมินกิจกรรม เรอื่ ง “ท่องจำบทอาขยาน” กจิ กรรม เรอื่ ง “ทอ่ งจำบทอาขยาน” ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
ใช้วิธีการวัดผลจากการทำกิจกรรมของ รอ้ ยละ ๕๐
นกั เรยี นแต่ละกลุ่ม โดยมีประเด็นในการวัดผล
ไดแ้ ก่ มีความรู้ความเข้าใจการทอ่ งจำบท
อาขยาน สามารถอธิบายหลักการท่องจำบท
อาขยาน ทอ่ งจำบทอาขยานไดถ้ ูกตอ้ ง อา่ น
ออกเสียงได้ถูกตอ้ งชัดเจนและความไพเราะ
จากนนั้ นำผลการประเมนิ ไปเป็นข้อมลู ในการ
ปรับปรุงเพื่อพัฒนานกั เรยี นและการจัดการ
เรยี นการสอนของครใู นคร้งั ต่อ ๆ ไป
สื่อการเรยี นรู้
๑. หนังสอื เรียน วรรณคดีและวรรณกรรม ม. ๑
๒. ใบความรู้ การท่องจำบทอาขยาน
ข้อเสนอแนะของหวั หน้าสถานศกึ ษาหรือผ้ทู ่ไี ดร้ บั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชื่อ................................................................
(นายสนอง ศรธี รรมา)
วนั ท.ี่ ........../...................../...........
บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
๑. ผลการจดั การเรียนรู้
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๒. ปญั หาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฤทธเิ ดช สกุลซ้ง)
วนั ท.่ี ............./......................./..............
แบบประเมินกจิ กรรม ชั้นม.๑
เร่อื ง “ทอ่ งจำบทอาขยาน”
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกลุ ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจการ รวม สรปุ ผล
ท่องจำบทอาขยาน
๒. สามารถอธิบายหลักการท่องจำ
บทอาขยาน
๓. ท่องจำบทอาขยานไ ้ด ูถก ้ตอง
๔. อ่านออกเ ีสยงไ ้ด ูถก ้ตอง ัชดเจน
๕. ความไพเราะ
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผา่ น ไม่ผา่ น
ด.ช.นำโชค อามาตะ
ด.ช.ศราชัย คมุ้ พงษ์
ด.ช.กนกศกั ดิ์ สายอรุ าช
ด.ช.ไกรภพ นามตาแสง
ด.ช.ธนพงษ์ จมู ไมเ้ มือง
ด.ช.บดินทร์ ใบหะสี
ด.ช.ภภิ พ ฮงุ ลาย
ด.ช.ณรงคช์ ยั ปญั หาชยั
ด.ช.จตุรงค์ รนั ชิตโคตร
ด.ช.ทศั นะชยั วรโคตร
ด.ช.ปิยะวัฒน์ จนั จลุ า
ด.ช.สิรโิ ชค เบา้ เงนิ
ด.ช.วฒุ ชิ ยั ใยปางแก้ว
ด.ช.ธนชัย ใยปางแก้ว
ด.ช.มนต์สวรรค์ เตยชนั ชะ
ด.ญ.เกวรา วงค์อามาตย์
ด.ญ.จิตสภุ า จนั จุลา
ด.ญ.ชวัลรัตน์ วงคอ์ า
มาตย์
ด.ญ.ธดิ าลักษณ์ วระโงน
ด.ญ.ปนดั ดา นาชยั เรม่ิ
ด.ญ.ปนดั ดา บงพนั ธ์แกว้
ด.ญ.ปรียานชุ โยธาตี
ด.ญ.พรนพภสั วงค์อา
มาตย์
ด.ญ.ศศิวมิ ล ทะโคดา
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกลุ ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจการ รวม สรปุ ผล
ท่องจำบทอาขยาน
๒. สามารถอธิบายหลักการท่องจำ
บทอาขยาน
๓. ท่องจำบทอาขยานไ ้ด ูถก ้ตอง
๔. อ่านออกเ ีสยงไ ้ด ูถก ้ตอง ัชดเจน
๕. ความไพเราะ
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไม่ผ่าน
ด.ญ.ศริ ประภา คำบาง
ด.ญ.ศริ ินทิพย์ ยวนยง
ด.ญ.นงลักษณ์ ปัญหาชัย
ด.ญ.จรัสจันทร์ พูลเพ่มิ
ด.ช.วชั ระ สายอุราช
ด.ช.เจษฎา วางศรี
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ตอ้ งไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนขนึ้ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐
จึงจะถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมิน เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดบั คุณภาพ ผลการประเมิน
๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผ่าน
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ ่าน
ปรับปรุง
เรื่อง “ท่องจำบทอาขยาน”
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๑. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจการ ๒๑
ท่องจำบทอาขยาน
มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในหลกั การ ไม่คอ่ ยมีความรคู้ วามเข้าใจใน
๒. สามารถอธบิ ายหลักการ
ท่องจำบทอาขยาน ท่องจำเปน็ อาขยานเปน็ อยา่ งดี หลักการทอ่ งจำบทอาขยาน
๓. ท่องจำบทอาขยานได้ เทา่ ทคี่ วร
ถกู ตอ้ ง
๔. อา่ นออกเสยี งไดถ้ ูกต้อง สามารถอธิบายหลักการท่องจำบท ไมส่ ามารถอธิบายหลกั การทอ่ งจำ
ชดั เจน
๕. ความไพเราะ อาขยานได้และอ่านบทอาขยานได้ บทอาขยานทำใหท้ อ่ งจำบท
อย่างถกู ตอ้ ง อาขยานไดไ้ มด่ เี ท่าที่ควร
สามารถทอ่ งจำบทอาขยานได้ ท่องจำบทอาขยานในแตล่ ะวรรค
ถูกตอ้ งทกุ คำในแต่วรรค ผิดมากกว่า ๕ คำ
อา่ นออกเสียงคำในบทอาขยานได้ อา่ นออกเสียงคำในบทอาขยานผิด
ถูกตอ้ งทกุ คน มากกว่า ๕ คำ
ทอ่ งจำบทอาขยานได้และอา่ นได้ อา่ นบทอาขยานได้อย่างตดิ ขดั และ
อย่างไพเราะ มโี ทนเสยี งทไี่ มน่ ่าฟัง
ใบความรู้
เรื่อง การทอ่ งจำบทอาขยาน
ความหมายการท่องจำบทอาขยาน
การท่องจำบทอาขยาน คอื การทอ่ งจำข้อความหรอื คำประพนั ธท์ ่ีกำหนดหรอื ที่ชอบ ซึ่งบท
น้ันเป็นบทรอ้ ยกรองท่ไี พเราะ โดยอาจตดั ตอนมาจากหนงั สือวรรณคดเี พ่อื ให้ผูท้ อ่ งจำได้ และเหน็
ความงามของบทร้อยกรอง ทั้งในด้านวรรณศลิ ป์ การใช้ภาษา เน้ือหา และวิธกี ารประพันธ์ สามารถ
นำไปใช้เปน็ แบบอยา่ งในการแตง่ บทรอ้ ยกรอง หรือนำไปใชเ้ ปน็ ข้อมลู ในการอ้างองิ ในการพดู และการ
เขียนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
หลกั การท่องจำบทอาขยาน
๑. ฝึกเปล่งเสียงให้ดังพอประมาณ ไมต่ ะโกน ควรบังคบั เสยี ง เน้นเสียง ปรบั ระดับเสียงสงู - ต่ำ
ให้สอดคล้องกับจงั หวะลลี า ทว่ งทำนอง และความหมายของเน้อื หาทอี่ า่ น
๒. ท่อง ด้วยเสยี งท่ชี ัดเจน แจม่ ใส ไพเราะ มกี ระแสเสียงเดยี ว ไมแ่ ตกพร่า เปล่งเสียงจากลำคอ
โดยตรงด้วยความม่นั ใจ
๓. ท่อง ออกเสียงใหถ้ กู อกั ขรวิธหี รือความนยิ ม และต้องเขา้ ใจเน้อื หาของบทอาขยานนี้กอ่ น
๔. ออกเสยี ง ร ล คำควบกลำ้ ใหถ้ ูกต้องชดั เจน
๕. ทอ่ งให้ถกู จังหวะและวรรคตอน
๖. ทอ่ งให้ได้อารมณ์และความรสู้ ึกตามเน้อื หา
วธิ กี ารทอ่ งจำบทอาขยาน
การทอ่ งบทอาขยานเปน็ ทำนองเสนาะช่วยใหบ้ ทอาขยานน้ันมีความไพเราะ ผ้ทู ่องเกิดความสนใจ
จดจำบทอาขยานได้ดี และสนกุ สนานยงิ่ ขึน้ การฝึกอ่านทำนองเสนาะมีขนั้ ตอนดงั น้ี
๑. ท่อง เป็นรอ้ ยแกว้ ธรรมดาใหถ้ กู ต้องชัดเจน ตามอักขรวธิ กี อ่ น ท้งั ร , ล ตัวควบกล้ำ อา่ นออก
เสยี งให้ตรงตามเสียงวรรณยกุ ต์
๒. ท่องให้ถูกจงั หวะวรรคตอน การอ่านผดิ วรรคตอนทำใหเ้ สยี ความ
๓. ท่องใหส้ ัมผัสคล้องจองกันเพอื่ ความไพเราะ
๔. ท่องใหถ้ กู ทำนองและลีลาของคำประพนั ธแ์ ตล่ ะชนิด คำประพันธแ์ ต่ละชนิดจะมีบังคับจำนวน
คำสัมผัส หรือคำเอก คำโท แตกต่างกัน การอา่ นทำนองเสนาะจึงต้องอา่ นให้ถูกทว่ งทำนองและลีลาของ
คำประพันธแ์ ตล่ ะชนิด
๕. ทอ่ งโดยใชน้ ำ้ เสียงใหเ้ หมาะสมกับเน้อื หาและอ่านพยางค์สุดทา้ ยของวรรคด้วยการทอดเสียง
แลว้ ปลอ่ ยใหห้ างเสียงผวนขึ้นจมูก
ประโยชน์ของการท่องจำบทอาขยาน
๑. ฝึกความจำ ซึ่งเปน็ สิง่ สำคัญยงิ่ เพราะมนุษย์ต้องอาศัยความจำ เพื่อเป็นเครอ่ื งมือในการคิด
วิเคราะหค์ ิดสังเคราะห์
๒. เป็นการฝึกวินัย เพราะการจะทอ่ งใหจ้ ำได้ต้องมวี นิ ัย หม่ันฝกึ หม่ันทอ่ งอยู่เสมอ
๓. เปน็ การใช้เวลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์
๔. อนุรักษว์ ฒั นธรรมไทย ทางด้านภาษาให้คงอย่ตู ลอดไป
๕. ไดร้ บั คติสอนใจจาก บทคำประพนั ธ์ตา่ งๆ ทีท่ ่อง
๖. ทำให้เปน็ คนอารมณ์ดี จากความงามของบทประพันธท์ ท่ี อ่ ง
๗. เพ่อื ตระหนักในคณุ คา่ ของภาษาไทย และซาบซึง้ ในความไพเราะของบทรอ้ ยกรอง
๘. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความภาคภูมิใจในความสามารถของกวีไทย
๙. เพอ่ื เปน็ พน้ื ฐานในการแตง่ คำประพันธ์
๑๐. เพื่อใชเ้ ป็นสื่อถา่ ยทอดคุณธรรมจรยิ ธรรม และนำขอ้ คดิ ท่ีเปน็ ประโยชนไ์ ปใชใ้ น
ชีวิตประจำวัน
แผนการจดั การเรยี นรู้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรอื่ ง ลลี าการประพนั ธ์
รหสั วชิ า ท ๒1๑๐๑ ชอื่ รายวชิ า ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลา 1 ชวั่ โมง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย
อยา่ งเห็นคณุ คา่ และนำมาประยุกต์ใช้ในชวี ติ จรงิ
ตัวช้วี ัด
ท 5.๑ ม. 1/3 อธบิ ายคุณค่าของวรรณคดแี ละวรรณกรรมที่อ่าน
สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
ลลี าการประพนั ธ์ คือ กลวธิ ีการประพนั ธ์ที่ผู้ประพนั ธ์เลือกใชใ้ นการถ่ายทอดเร่ืองราวและ
อารมณ์ต่าง ๆ ผ่านทางตัวละครและฉาก ซ่งึ ลีลาการประพันธม์ ชี ่อื เรียกอกี อยา่ งว่า “รสวรรณคดี” โดยมี
ท้ังหมด 4 รส ได้แก่ เสาวรจนี นารปี ราโมทย์ พิโรธวาทงั และสลั ลาปงั คพสิ ัย
สาระการเรยี นร/ู้ เนือ้ หาย่อย
ความร้(ู K)
นกั เรยี นมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในลีลาการประพนั ธ์
ทักษะ/กระบวนการ (P)
นกั เรยี นสามารถวเิ คราะห์รสของคำประพนั ธ์ได้ถกู ต้องตามลกั ษณะลีลาการประพนั ธ์
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
นกั เรียนสามารถนำความรจู้ ากการเรียนไปเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ลีลาการประพนั ธ์
จากวรรณคดเี รื่องอน่ื ๆ ในอนาคตได้
จุดเนน้ สกู่ ารพัฒนาคุณภาพผ้เู รียน
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อา่ นออก)
(W) Riting (เขยี นได)้
(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)
ทักษะดา้ นการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปัญหา (Critical
Thinking and Problem Solving)
ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)
ทกั ษะด้านความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)
ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผู้นำ (Collaboration,
Teamwork and Leadership)
ทักษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศและร้เู ท่าทันสอื่ (Communications,
Information, and Media Literacy)
ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing
and ICT Literacy)
ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning)
ทักษะการเปลีย่ นแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ชิ้นงานหรือภาระงาน
ใบงาน เรอ่ื ง รสวรรณคดี
กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขัน้ นำ
ครูกล่าวทักทายนกั เรียน แล้วให้นักเรียนอ่านบทประพนั ธ์
“นางผเี สื้อเหลือโกรธพโิ รธรอ้ ง มาตั้งซ่องศลี จะมีอยทู่ ่ไี หน
ช่างเฉโกโยคหี นีเขาใช้ ไมอ่ ยูใ่ นศลี สตั ยม์ าตดั รอน
เขาวา่ กันผัวเมียกับแม่ลูก ยน่ื จมกู เข้ามาบา้ งชว่ ยส่ังสอน
แมน้ คบคกู่ ไู วม้ ใิ หน้ อน จะราญรอนรบเร้าเฝ้าตอแย
แลว้ ช้ีหนา้ ด่าองึ หึงนางเงือก ทำซบเสอื กสอพลออีตอแหล
เหน็ ผัวรกั ยักคอทำท้อแท้ พอ่ กบั แม่มึงเขา้ ไปอยู่ในทอ้ ง”
จากนั้นครใู ชค้ ำถาม “นกั เรยี นคดิ วา่ จากบททนี่ กั เรียนไดอ้ า่ น นางผเี สือ้ มอี ารมณเ์ ชน่ ไร”
เม่อื ถามจบครูใหน้ ักเรียนแสดงความคิดเห็นโตต้ อบกับครู (K)
ขนั้ สอน
๑. ครูแจกใบความรู้และให้ความรกู้ บั นกั เรยี น เรื่อง ลลี าประพันธ์ จากนน้ั ครอู ธบิ าย
ความหมายของลีลาการประพนั ธ์ ลกั ษณธของรสวรรณคดี และครูยกตัวอย่างการรสวรรณคดที ั้ง 4 รส
ให้นักเรียนดู เพ่ือให้นักเรยี นเขา้ ใจลีลาการประพนั ธม์ ากขึ้น (K)
๒. ครใู ห้นกั เรียนทำใบงาน เรอ่ื ง รสวรรณคดี โดยในนักเรียนวิเคราะหบ์ ทประพันธท์ ค่ี รู
กำหนดใหว้ ่าเปน็ รสวรรณคดีรสใด ซ่งึ จะต้องถกู ตอ้ งตามลกั ษณะของลีลาการประพนั ธ์ (K, P, A)
๓. ครูใหน้ ักเรียนออกมานำเสนอหน้าช้นั เรียนทกุ กล่มุ เพ่ือเปน็ การแลกเปล่ยี นเนื้อหา
ซ่ึงกนั และกนั จากนน้ั ครูและนกั เรียนรว่ มกันเสนอแนะรายละเอยี ดเพิ่มเติม (P, A)
ข้นั สรุป
ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรุปกิจกรรม “ถอดถ้อย รอ้ ยเรียง” เปน็ กิจกรรมท่ใี หน้ ักเรียน
ถอดคำประพนั ธจ์ ากวรรณคดีเรอื่ ง พระอภัยมณี ตอน พระอภยั มณีหนีนางผเี ส้อื สมุทรใหถ้ กู ต้องตาม
หลักการ จากการทำกจิ กรรมนักเรยี นสามารถปฏิบตั ไิ ดอ้ ย่างถูกต้อง สะทอ้ นผลไดว้ า่ นกั เรยี นมคี วามรู้
ความเขา้ ใจในหลักการถอดคำประพนั ธ์ สามารถสามารถถอดคำประพันธใ์ หถ้ ูกต้องตามหลกั การได้
และสามารถนำความรทู้ ่ไี ด้จากการเรยี น เรอื่ ง การถอดคำประพนั ธ์ ไปเปน็ แนวทางในการถอดคำ
ประพันธ์จากวรรณคดเี รื่องอืน่ ๆ ในอนาคตได้ (K, P, A)
การวัดผลประเมินผล เกณฑ์การประเมนิ
วิธกี าร เครื่องมอื ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
ประเมนิ ใบงานเรือ่ ง รสวรรณคดี ใช้วิธวี ัดผล ใบงานเรื่อง รสวรรณคดี รอ้ ยละ ๕๐
จากการทำใบงานของนกั เรียนแต่ละคน โดยมี
ประเดน็ ในการวดั ผล ได้แก่ บอกประเภทของ
รสวรรณคดีไดถ้ กู ต้อง วเิ คราะหร์ สวรรณคดีได้
ตรงตามลักษณะคำประพนั ธ์ ใช้ภาษาในการ
เขียนวิเคราะหไ์ ด้สละสลวย ชดั เจนและไม่
สบั สน เรยี บเรียงบทวิเคราะหใ์ หเ้ ป็นสำนวน
ภาษาของตนเอง และผลงานสะอาดเรียบรอ้ ย
(ประเด็นของแต่ละคน) จากนน้ั นำผลการ
ประเมนิ มาเปน็ ขอ้ มลู ในการปรบั ปรุงและ
พัฒนานักเรยี น และการจดั การเรยี นการสอน
ของครใู นคร้งั ต่อ ๆ ไป
ส่ือการเรยี นรู้
๑. ใบความรู้ เร่อื ง ลีลาการประพันธ์
๒. ใบงาน เรื่อง รสวรรณคดี
ข้อเสนอแนะของหัวหนา้ สถานศกึ ษาหรือผทู้ ่ไี ด้รบั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รบั รอง)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงช่ือ................................................................
(นายสนอง ศรีธรรมา)
วันท.่ี ........../...................../...........
บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
๑. ผลการจดั การเรียนรู้
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปัญหา
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................
(นายฤทธเิ ดช สกุลซ้ง)
วันท.ี่ ............./......................./...............
ใบความรู้
เร่อื ง ลลี าการประพันธ์
ลลี าการประพนั ธ์ คือ กลวธิ ีการประพนั ธท์ ่ผี ปู้ ระพนั ธเ์ ลอื กใชใ้ นการถา่ ยทอดเรือ่ งราวและ
อารมณต์ ่าง ๆ ผ่านทางตวั ละครและฉาก ซง่ึ ลลี าการประพันธม์ ชี ื่อเรียกอีกอย่างวา่ “รสวรรณคดี”
(รสของความไพเราะในการใช้ถ้อยคำใหเ้ กดิ ความงดงามและเกิดอารมณ์) โดยมีทั้งหมด 4 รส ไดแ้ ก่
เสาวรจนี นารปี ราโมทย์ พโิ รธวาทัง และสลั ลาปงั คพิสัย
ลักษณะของลีลาการประพันธ์
รสวรรณคดี คอื แบ่งเปน็ ๔ รสคอื
๑) เสาวรสจนี เป็นลกั ษณะของรสวรรณคดีแต่ละประเภทเป็นรสความไพเราะเกย่ี วกับการ
ชมความงาม อาจเป็นความงามของตัวละคร สถานที่ หรือธรรมชาติ
ตวั อยา่ ง
พงศก์ ษัตรยิ ท์ ศั นานางเงอื กนอ้ ย ดูแช่มช้อยโฉมเฉลาท้งั เผา้ ผม
ประไพพกั ตรลกั ษณล์ ำ้ ล้วนขำคม ทง้ั เนือ้ นมนวลเปลง่ ออกเตง่ ทรวง
ขนงเนตรเกศกรอ่อนสอาด ดังสุรางค์นางนาฎในวงั หลวง
พระเพลินพิศคิดหมายเสียดายดวง แลว้ หนักหนว่ งนึกที่จะหนไี ป
(พระอภัยมณี : สุนทรภ่)ู
๒) นารปี ราโมทย์ เปน็ รสท่แี สดงถึงความรกั ใคร่ หรอื พดู จาโอ้โลมใหอ้ ีกฝา่ ยเกิดความปฏพิ ัทธ์
บทเกีย้ วพาราสีหรอื บทปลอบใจ
ตัวอย่าง
ถงึ มว้ ยดินสน้ิ ฟ้ามหาสมทุ ร ไมส่ นิ้ สุดความรกั สมคั รสมาน
แมน้ เกิดในใตฟ้ ้าสธุ าธาร ขอพบพานพศิ วาสไม่คลาดคลา
แม้นเนื้อเย็นเป็นหว้ งมหรรณพ พข่ี อพบศรีสวสั ดิเ์ ป็นมจั ฉา
แมน้ เปน็ บวั ตัวพ่เี ป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทมุ ทอง
เจา้ เป็นถ้ำอำไพขอใหพ้ ่ี เปน็ ราชสหี ์สมสเู่ ปน็ คสู่ อง
จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคตู่ รองพศิ วาสทุกชาติไป
(พระอภยั มณี : สุนทรภู)่
๓) พิโรธวาทัง เปน็ บทแสดงความโกรธ ตัดพอ้ ด่าทอ เหน็บแนม เสียดสี หรอื แสดงความ
เคียดแค้น แสดงให้เหน็ ถึงความก้าวร้าวของตวั ละคร
ตวั อยา่ ง
นางผีเส้อื เหลือโกรธพิโรธร้อง มาตัง้ ซ่องศลี จะมาอย่ทู ีไ่ หน
ช่างเฉโกโยคีหนเี ขาใช้ ไมอ่ ยใู่ นศลี สตั ย์มาตัดรอน
เขาว่ากนั ผวั เมียกบั แม่ลกู ย่นื จมูกเข้ามาบา้ งชว่ ยส่งั สอน
แม้นคบค่กู ูไว้มิให้นอน จะราญรอนรบเรา้ เฝ้าตอแย
(พระอภยั มณี : สุนทรภู่)
๔) สลั ลาปังคพสิ ัย เป็นรสทีแ่ สดงการคร่ำครวญ โศกเศร้า ว้าเหว่ เสยี ใจ
ตวั อยา่ ง
วา่ พลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงม่ี
เบญจวรรณจบั วัลย์ชาลี เหมือนวันพ่ีจากสามสุดามา
นางนวลจบั นางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจบั จากจำนรรจา เหมอื นจากนางสะการะวาตี
แขกเต้าจับเตา่ รา้ งรอ้ ง เหมือนรา้ งนอ้ งมาหยารศั มี
นกแก้วจบั แก้วพาที เหมอื นแก้วพีท่ ้ังสามสงั่ ความมา
(อเิ หนา : พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย)
ใบงาน
เรอ่ื ง รสวรรณคดี
คำช้แี จง
ตอนท่ี 1 ให้นกั เรยี นบอกรสวรรณคดขี องบทประพนั ธ์ต่อไปนี้
1. เหลอื บเหน็ กวางขำดำขลับ งามสรรพสะพร่งั ดงั เลขา
งามเขาเปน็ ก่ิงกาญจนา งามตานิลรตั นร์ จู ี
คอก่งเป็นวงราววาด รูปสะอาดราวนางสำอางศรี
เหลียวหนา้ มาดภู ูมี งามดังนารีชำเลืองอาย
รสวรรณคดีที่ปรากฎ คือ ...........................................
2. ทัง้ ลูกนอ้ ยกลอยใจไปด้วยเล่า เหมือนควักเอาดวงใจนอ้ งไปเสีย
ถึงแปดปีนแ่ี ลว้ ไมแ่ คลว้ คลาด เคยร่วมอาสน์อกอนุ่ พอ่ คณุ เอย๋
ต้ังแต่นีน้ อ้ งจะได้ผใู้ ดเชย เหมอื นพระเคยค่เู คียงเมอ่ื เท่ียงคืน
เสียแรงรักหนักหนาอสุ า่ ห์ถนอม สอู้ ดออมสาระพดั ไมข่ ดั ขืน
รสวรรณคดที ีป่ รากฎ คอื ............................................
3. อันเทวญั นั้นคอื มัจจุราช จะหมายมาดเอาชีวติ รษิ ยา
แล้วเสแสรง้ แกลง้ ทำบีบน้ำตา อนจิ จาใจหายเจยี วสายใจ
แมน้ ส้ินสญู บญุ นางในปางน้ี ไมม่ ีที่พึง่ พาจะอาศยั
จะกอดศพซบหนา้ โสกาลัย ระกำใจกว่าจะม้วยไปดว้ ยกัน
รสวรรณคดที ่ปี รากฎ คอื ...........................................
4. พระโยคีช้หี นา้ ว่าอเุ หม่ ยงั โวเ้ วว้ นุ่ วายอตี ายโหง
เพราะหวงผัวมัวเมาเฝ้าตะโกรง วา่ กโู กงก็ตกนรกเอง
อยี ักษาตาโตโมโหมาก รูปกก็ ากปากกเ็ ปราะไมเ่ หมาะเหมง
นมสองข้างอย่างกระโปรงดูโตงเตง ผวั ของเองเขาระอาไม่นา่ ชม
รสวรรณคดีท่ีปรากฎ คือ ...........................................
ตอนท่ี 2 วเิ คราะหล์ ีลาการประพนั ธ์จากวรรณคดีในหนงั สอื วรรณคดแี ละวรรณกรรม โดยให้นักเรยี น
ยกตวั อย่างลีลาการประพันธ์ทน่ี กั เรยี นเลือกมา 1 ตัวอย่าง พร้อมอธิบายว่าบทประพนั ธท์ น่ี ักเรยี นยกมา
มีลลี าการประพนั ธ์ลักษณะใด และเพราะเหตใุ ดนักเรียนจึงคิดเชน่ นนั้ อธบิ ายพอสังเขป
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ช่อื .....................................................................................................................ชัน้ ....................เลขท.ี่ ..................
แบบประเมนิ ใบงาน เรอ่ื ง รสวรรณคดี
นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกุล บอกประเภทของรสวรรณค ีดไ ้ด ูถก ้ตอง รวม สรุปผล
วิเคราะห์รสวรรณค ีดไ ้ดตรงตาม
ลักษณะคำประพัน ์ธ
ใ ้ชภาษาในการเ ีขยนวิเคราะห์ไ ้ด
สละสลวย ัชดเจนและไ ่ม ัสบสน
เรียบเรียงบทวิเคราะห์ให้เป็นสำนวน
ภาษาของตนเอง
ผลงานสะอาดเรียบ ้รอย
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผา่ น ไม่ผา่ น
ด.ช.นำโชค อามาตะ
ด.ช.ศราชัย คมุ้ พงษ์
ด.ช.กนกศักด์ิ สายอุราช
ด.ช.ไกรภพ นามตาแสง
ด.ช.ธนพงษ์ จมู ไม้เมอื ง
ด.ช.บดินทร์ ใบหะสี
ด.ช.ภิภพ ฮงุ ลาย
ด.ช.ณรงคช์ ัย ปัญหาชยั
ด.ช.จตุรงค์ รันชติ โคตร
ด.ช.ทศั นะชัย วรโคตร
ด.ช.ปิยะวัฒน์ จนั จุลา
ด.ช.สิริโชค เบ้าเงิน
ด.ช.วุฒิชยั ใยปางแก้ว
ด.ช.ธนชยั ใยปางแก้ว
ด.ช.มนต์สวรรค์ เตยชนั ชะ
ด.ญ.เกวรา วงคอ์ ามาตย์
ด.ญ.จติ สุภา จันจลุ า
ด.ญ.ชวลั รตั น์ วงคอ์ ามาตย์
ด.ญ.ธดิ าลกั ษณ์ วระโงน
ด.ญ.ปนัดดา นาชยั เริ่ม
ด.ญ.ปนดั ดา บงพันธ์แก้ว
ด.ญ.ปรียานชุ โยธาตี
ด.ญ.พรนพภสั วงค์อามาตย์
ด.ญ.ศศวิ ิมล ทะโคดา
ด.ญ.ศิรประภา คำบาง
ด.ญ.ศริ ินทิพย์ ยวนยง
รายการประเมิน
ชอ่ื -สกลุ บอกประเภทของรสวรรณค ีดไ ้ด ูถก ้ตอง รวม สรุปผล
วิเคราะห์รสวรรณค ีดไ ้ดตรงตาม
ลักษณะคำประพัน ์ธ
ใ ้ชภาษาในการเ ีขยนวิเคราะห์ไ ้ด
สละสลวย ัชดเจนและไ ่ม ัสบสน
เรียบเรียงบทวิเคราะห์ให้เป็นสำนวน
ภาษาของตนเอง
ผลงานสะอาดเรียบ ้รอย
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ า่ น
ด.ญ.นงลกั ษณ์ ปัญหาชัย
ด.ญ.จรสั จันทร์ พูลเพมิ่
ด.ช.วัชระ สายอรุ าช
ด.ช.เจษฎา วางศรี
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ตอ้ งได้คะแนนร้อยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนข้ึนไป จากคะแนนเตม็ ๑๐
จงึ จะถอื ว่าผ่านเกณฑ์
แผนการจัดการเรียนรู้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒ สรปุ ความร้แู ละข้อคิดจากวรรณคดีเรือ่ งโคลงโลกนติ ิ
รหสั วชิ า ท ๒๑๑๐๑ ชื่อรายวชิ า ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๑ ภาคเรียนท่ี ๑ เวลา ๑ ช่วั โมง
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง
เห็นคณุ ค่า และนำมาประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ จริง
ตัวช้ีวัด
ท ๕.๑ ม.๑/๔ สรุปความรูแ้ ละข้อคดิ จากการอา่ นเพ่อื ประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตจริง
สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
สรุปความรแู้ ละขอ้ คิดจากวรรณคดี คอื การอา่ นวรรณคดที ่ใี ห้ความสำคญั ในส่วนของการ
พิจาณา คำประพันธ์โดยจบั ใจความในส่วนของความรู้และขอ้ คิดท่ีปรากฏในเรอ่ื ง โดยควรอา่ นต้ังแต่ตน้
จนจบเรอ่ื งแลว้ ทำความเขา้ ใจเนื้อเรอื่ งเพื่อจบั ใจความสำคัญ หรือประเดน็ สำคญั ท่ผี ู้เขยี นต้องการให้
ความรแู้ ละข้อคดิ กับผ้อู า่ น
สาระการเรียนร/ู้ เนอ้ื หายอ่ ย
ความรู้ (K)
๑. นกั เรียนมีความรูค้ วามเข้าใจเน้อื หาวรรณคดีเร่ืองโคลงโลกนิติ
๒. นักเรียนมีความร้คู วามเข้าใจหลักการสรุปความร้แู ละขอ้ คดิ
ทักษะ/กระบวนการ (P)
๑. นักเรียนสามารถอธิบายหลกั การสรุปความรู้และข้อคิดของวรรณคดีได้
๒. นกั เรียนสามารถสรุปความรูแ้ ละข้อคิดจากวรรณคดีเรอ่ื งโคลงโลกนิตไิ ด้
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
นกั เรียนสามารถนำความรทู้ ี่ไดจ้ ากการสรปุ ความรแู้ ละข้อคิดจากวรรณคดีเรื่องโคลงโลก-
นิติไปใชเ้ ปน็ แนวทางในการสรปุ ความร้แู ละข้อคดิ จากวรรณคดีเรื่องอ่ืน ๆ ได้
จดุ เน้นสู่การพฒั นาคณุ ภาพผ้เู รียน
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )
Reading (อ่านออก)
(W) Riting (เขยี นได้)
(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)
ทักษะดา้ นการคดิ อย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแกไ้ ขปญั หา
(Critical Thinking and Problem Solving)
ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)
ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration,
Teamwork and Leadership)
ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศและรูเ้ ท่าทันส่อื (Communications,
Information, and Media Literacy)
ทกั ษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing
and ICT Literacy)
ทักษะอาชพี และทักษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)
ทกั ษะการเปล่ียนแปลง (Change)
การประเมินผลรวบยอด
ภาระงาน/ชนิ้ งาน
ใบงาน “วิเคราะห์ความรู้ พจิ ารณาข้อคดิ จากโคลงโลกนติ ิ”
กิจกรรมการเรียนรู้
ขน้ั นำ
๑. ครใู ห้นักเรยี นอ่านบทประพนั ธ์จากโคลงโลกนติ ิ ดงั นี้
ทำบุญบุญแต่งให้ เห็นผล
คือดัง่ เงาตามตน ตดิ แท้
ผู้ทำสิง่ อกศุ ล กรรมตดิ ตามนา
ดุจจักรเกวียนเวยี นแล้ว ไล่ตอ้ นตีนโค
จากน้นั ใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั บอกวา่ บทประพนั ธ์ที่นกั เรียนอา่ นใหค้ ณุ ค่าหรือเปน็ คำสอน
ในเร่ืองใด (K, P)
๒. นักเรียนรว่ มกนั ตอบคำถามและครชู ว่ ยเสนอแนะเพมิ่ เติมเก่ียวกับคณุ ค่าของโคลงโลก
นิตทิ ีส่ อนใหต้ งั้ มั่นอยู่ในความดี เชอื่ ในกรรมวา่ ทำดีได้ดี ทำชั่วไดช้ วั่ จากนัน้ ครชู ี้แจงให้นกั เรยี นเข้าใจ
ว่า การอา่ นโคลงโลกนติ ใิ ห้เกิดประโยชน์ตอ่ การนำไปปรบั ใช้ในชวี ิตประจำวันจะตอ้ งรจู้ ัก วเิ คราะห์
คุณค่าของโคลงบทน้ัน ๆ (K, P)
ขั้นสอน
๑. ครอู ธบิ ายเน้อื หาเรอื่ ง การสรุปความร้แู ละข้อคิดจากวรรณคดี โดยอธิบายในสว่ นของ
ความหมาย หลกั การและวธิ ีการสรปุ ความรแู้ ละข้อคิดจากวรรณคดี (K)
๒. ครใู ห้นกั เรยี นทำใบงาน “วเิ คราะห์ความรู้ พิจารณาขอ้ คิดจากโคลงโลกนติ ”ิ โดยให้
นกั เรียนพจิ ารณาประพนั ธ์ที่ครูกำหนดให้และวิเคราะห์วา่ ปรากฏความรู้และขอ้ คิดใดบ้าง (K, P)
๓. ครูใหต้ ัวแทนนักเรียน ๒ คนออกมานำเสนอผลงาน ซึ่งในขณะทน่ี ักเรยี นนำเสนองาน
จบครจู ะให้ข้อเสนอแนะเพือ่ ใหก้ ำลงั ใจและชี้แนะแนวทางการทำใบงานอยา่ งถูกตอ้ ง (K, P)
ขน้ั สรปุ
ครูใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั สรปุ การทำใบงานเรือ่ ง “วิเคราะหค์ วามรู้ พิจารณาข้อคดิ จากโคลง
โลกนิติ” ซง่ึ เป็นใบงานทใี่ ห้นกั เรยี นแตล่ ะคนได้วิเคราะห์ในสว่ นของความร้แู ละข้อคดิ ท่ปี รากฏในโคลง
โลกนติ อิ ย่างถูกตอ้ ง สะทอ้ นผลว่านักเรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั การสรุปความรแู้ ละข้อคิด
วรรณคดีเรื่องโคลงโลกนติ ิ และสามารถนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการวเิ คราะหว์ รรณคดเี รือ่ งโคลงโลก
นิติและวรรณคดเี รือ่ งอนื่ ๆ ได้ (K, P, A)
การวดั ผลประเมินผล
วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
ใบงาน เรื่อง การพดู นำเสนอเรื่อง
ประเมินใบงาน เร่อื ง “วิเคราะห์ความรู้ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ
ร้อยละ ๕๐
พจิ ารณาข้อคดิ จากโคลงโลกนิติ”
ใช้วิธีการวัดผลจากการทำใบงานของนกั เรยี น
แตล่ ะคน โดยมีประเดน็ ในการวดั ผล ได้แก่ มี
ความรคู้ วามเข้าใจการสรุปความรแู้ ละขอ้ คดิ
จากวรรณคดี สามารถอธบิ ายความร้แู ละ
ข้อคดิ จากวรรณคดี เขยี นสรปุ ความร้แู ละ
ขอ้ คิดจากวรรณคดีตรงประเด็น การใชภ้ าษา
และความสะอาดเรยี บรอ้ ย จากนั้นนำผลการ
ประเมินไปเปน็ ขอ้ มลู ในการปรบั ปรุงเพ่ือ
พัฒนานกั เรยี นและการจัดการเรยี นการสอน
ของครูในครงั้ ต่อ ๆ ไป
ส่ือการเรยี นรู้
๑. หนังสือเรียน วรรณคดีและวรรณกรรม ม. ๑
๒. ใบความรู้ การสรปุ ความร้แู ละขอ้ คิดจากวรรณคดี
ขอ้ เสนอแนะของหัวหน้าสถานศกึ ษาหรือผูท้ ่ีไดร้ ับมอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ................................................................
(นายสนอง ศรธี รรมา)
วันที.่ ........../...................../...........
บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
๑. ผลการจดั การเรียนรู้
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปัญหา
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................
(นายฤทธเิ ดช สกุลซ้ง)
วนั ท.่ี ............./......................./...............
แบบประเมนิ ใบงาน ม.๑
เรอื่ ง “วิเคราะหค์ วามรู้ พิจารณาขอ้ คดิ จากโคลงโลกนติ ิ”
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกลุ ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจการสรุปความ ู้ร รวม สรปุ ผล
และ ้ขอคิดจากวรรณค ีด
๒. สามารถอ ิธบายความ ู้รและ ้ขอคิด
จากวรรณค ีดไ ้ด
๓. เ ีขยนส ุรปความ ู้รและ ้ขอคิดจาก
วรรณค ีดตรงประเ ็ดน
๔. สามารถใ ้ชภาษาไ ้ด ูถก ้ตอง
๕. ความสะอาดเ ีรยบ ้รอย
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผา่ น ไมผ่ า่ น
ด.ช.นำโชค อามาตะ
ด.ช.ศราชยั คุ้มพงษ์
ด.ช.กนกศักดิ์ สายอรุ าช
ด.ช.ไกรภพ นามตาแสง
ด.ช.ธนพงษ์ จมู ไม้เมอื ง
ด.ช.บดินทร์ ใบหะสี
ด.ช.ภิภพ ฮุงลาย
ด.ช.ณรงค์ชัย ปัญหาชัย
ด.ช.จตุรงค์ รนั ชติ โคตร
ด.ช.ทศั นะชยั วรโคตร
ด.ช.ปยิ ะวัฒน์ จันจลุ า
ด.ช.สริ โิ ชค เบา้ เงนิ
ด.ช.วุฒิชัย ใยปางแกว้
ด.ช.ธนชัย ใยปางแกว้
ด.ช.มนต์สวรรค์ เตยชันชะ
ด.ญ.เกวรา วงค์อามาตย์
ด.ญ.จติ สภุ า จันจุลา
ด.ญ.ชวลั รัตน์ วงคอ์ า
มาตย์
ด.ญ.ธดิ าลักษณ์ วระโงน
ด.ญ.ปนัดดา นาชยั เริ่ม
ด.ญ.ปนัดดา บงพันธ์แกว้
ด.ญ.ปรยี านุช โยธาตี
ด.ญ.พรนพภัส วงคอ์ า
มาตย์
ด.ญ.ศศิวมิ ล ทะโคดา
รายการประเมนิ
ชอ่ื -สกลุ ๑. ีมความ ู้รความเ ้ขาใจการสรุปความ ู้ร รวม สรปุ ผล
และ ้ขอคิดจากวรรณค ีด
๒. สามารถอ ิธบายความ ู้รและ ้ขอคิด
จากวรรณค ีดไ ้ด
๓. เ ีขยนส ุรปความ ู้รและ ้ขอคิดจาก
วรรณค ีดตรงประเ ็ดน
๔. สามารถใ ้ชภาษาไ ้ด ูถก ้ตอง
๕. ความสะอาดเ ีรยบ ้รอย
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไม่ผ่าน
ด.ญ.ศริ ประภา คำบาง
ด.ญ.ศริ ินทิพย์ ยวนยง
ด.ญ.นงลักษณ์ ปัญหาชัย
ด.ญ.จรัสจันทร์ พูลเพ่มิ
ด.ช.วชั ระ สายอุราช
ด.ช.เจษฎา วางศรี
หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ตอ้ งไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คอื ๕ คะแนนขนึ้ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐
จึงจะถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมิน เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดบั คุณภาพ ผลการประเมิน
๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผ่าน
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผ่าน
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไมผ่ ่าน
ปรับปรุง
เกณฑ์การประเมินใบงาน
เรื่อง “วิเคราะห์ความรู้ พจิ ารณาขอ้ คิดจากโคลงโลกนติ ิ”
รายการประเมิน ระดับคะแนน
๑. ความรูค้ วามเข้าใจการสรุป
ความรูแ้ ละขอ้ คิดจากวรรณคดี ๒๑
๒. สามารถอธบิ ายความรู้และ มีความรคู้ วามเขา้ ใจการสรุปความรู้ ไม่ค่อยมีความรูค้ วามเข้าใจการ
ข้อคิดจากวรรณคดไี ด้
๓. เขียนสรุปความรู้และข้อคดิ และข้อคิดจากวรรณคดีเร่อื งโคลง สรปุ ความรู้และข้อคิดจาก
จากวรรณคดีตรงประเดน็
โลกนติ ิเป็นอยา่ งดี วรรณคดีเรอ่ื งโคลงโลกนติ ิ
๔. สามารถใช้ภาษาได้ถกู ตอ้ ง
เท่าทค่ี วร
๕. ความสะอาดเรียบรอ้ ย
สามารถอธบิ ายความร้แู ละข้อคิดที่ ไม่สามารถอธิบายความรูแ้ ละ
ได้จากการอ่านวรรณคดีเร่อื งโคลง ขอ้ คิดที่ไดจ้ ากการอ่านวรรณคดี
โลกนิติได้อย่างถูกต้อง เร่อื งโคลงโลกนติ ิได้อยา่ งถกู ต้อง
สรุปความรแู้ ละข้อคิดทีไ่ ดจ้ ากการ สรปุ ความรูแ้ ละข้อคดิ ท่ีไดจ้ ากการ
อ่านวรรณคดีเรอ่ื งโคลงโลกนติ ิได้ อา่ นวรรณคดีเร่ืองโคลงโลกนิตไิ ม่
ตรงประเดน็ กับบทประพันธท์ ่ีครู ตรงประเด็นกับบทประพนั ธท์ ีค่ รู
กำหนดให้ กำหนดให้
สามารถใช้ภาษาในการสรปุ ความรู้ ไม่สามารถใช้ภาษาในการสรปุ
และข้อคดิ ไดอ้ ย่างถูกต้องตรงตาม ความร้แู ละข้อคดิ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
หลักภาษาไทย อ่านแล้วเกิดเขา้ ใจ ตรงตามหลกั ภาษาไทย อ่านแล้ว
ง่าย เกิดความสับสนในถอ้ ยคำ
ใบงานมคี วามสะอาดเรียบรอ้ ย ใบงานมีรอยเปื้อน ลายมืออา่ นยาก
ลายมอื อา่ นงา่ ย
ใบความรู้
เรอื่ ง การสรปุ ความรแู้ ละขอ้ คิดจากวรรณคดี
ความหมายของการสรุปความร้แู ละขอ้ คิดจากวรรณคดี
การสรุปความรู้และขอ้ คดิ คือ การอา่ นวรรณคดที ี่ให้ความสำคญั ในสว่ นของการพจิ าณา
คำประพนั ธโ์ ดยจบั ใจความในสว่ นของความรูแ้ ละขอ้ คดิ ที่ปรากฏในเร่ือง โดยควรอ่านตงั้ แต่ต้นจนจบ
เรอ่ื งแลว้ ทำความเขา้ ใจเนอ้ื เรือ่ งเพื่อจับใจความสำคญั หรือประเด็นสำคญั ทผ่ี ู้เขยี นตอ้ งการให้ความรู้
และข้อคิดกับผู้อา่ น
หลกั และวิธีการสรุปความรแู้ ละขอ้ คดิ จากวรรณคดี
๑. อา่ นบทประพันธอ์ ยา่ งครา่ ว ๆ พอรเู้ รือ่ ง
๒. อ่านอกี คร้ังอย่างละเอยี ดเพ่อื หาวรรคตอนทีแ่ สดงถงึ ความรหู้ รือข้อคิด
๓. พิจารณาความรู้หรอื ขอ้ คิดที่ไดจ้ ากการอ่านวรรณคดีว่ากล่าวถึงความรู้เรือ่ งใดและให้ข้อคดิ ใด
๔. เขยี นสรุปความรูห้ รือขอ้ คิดท่ไี ด้ในประเดน็ ทส่ี ำคัญ ๆ
๕. เรียบเรียงประโยคทไี่ ดจ้ ากการสรุปความรหู้ รอื ขอ้ คดิ ให้ถกู ตอ้ ง
ใบงาน
เร่ือง วเิ คราะหค์ วามรู้ พิจารณาข้อคิดจากโคลงโลกนติ ิ
คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรยี นอา่ นบทประพันธท์ กี่ ำหนด แลว้ ตอบคำถาม
คณุ แม่หนาหนกั เพย้ี ง พสุธา
คณุ บิดรดุจอา- กาศกวา้ ง
คุณพี่พ่างศขิ รา เมรมุ าศ
คุณพระอาจารย์อา้ ง อาจสู้สาคร
บทประพันธ์มีคณุ คา่ ด้านวรรณศิลปอ์ ย่างไร
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
นกั เรียนเห็นดว้ ยกับบทประพนั ธ์ขา้ งต้นหรอื ไม่ อย่างไร
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ความรดู้ ูย่งิ ลำ้ สินทรัพย์
คดิ คา่ ควรเมืองนบั ย่ิงไซร้
เพราะเหตจุ ักอยกู่ บั กายอาต- มานา
โจรจกั เบยี นบ่ได้ เรง่ รู้เรียนเอา
บทประพันธ์นใ้ี ห้ข้อคิดอย่างไรกบั ผูอ้ ่าน
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
นกั เรยี นเห็นดว้ ยกับบทประพันธ์ขา้ งตน้ หรอื ไม่ อย่างไร
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
ช่อื .........................................................................................................................ชัน้ ............เลขท.ี่ ..........