The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wichuda1345, 2022-04-05 01:08:21

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยการใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนกำแพงวิทยา

ครูจรรยา

รายงานวิจยั ในช้นั เรยี น

การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นเร่อื ง อิทธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
โดยการใช้แบบฝึกทักษะสำหรบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรยี นกำแพงวทิ ยา

นางสาวจรรยา หัสมา
ตำแหน่งครู

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
โรงเรยี นกำแพงวทิ ยา อำเภอละงู จังหวัดสตลู
สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศกึ ษาสงขลา สตลู

ชื่อเร่อื ง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรือ่ ง อิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยการ
ใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะสำหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4/1 โรงเรียนกำแพงวทิ ยา
ผวู้ จิ ัย
กล่มุ สาระฯ นางสาวจรรยา หสั มา
ปกี ารศึกษา ภาษาไทย
2564

บทคัดยอ่

การพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน เรือ่ ง อทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยการใช้
แบบฝกึ สำหรับนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/1 โรงเรียนกำแพงวิทยามีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนเรอ่ื ง อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศ กอ่ นเรียนและหลงั เรียนด้วยด้วยแบบฝกึ ทักษะ สำหรบั
นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/1 โรงเรยี นกำแพงวทิ ยา ผู้ศกึ ษาจงึ เห็นว่าการจัดทำแบบฝกึ ทกั ษะ เร่อื งอิทธพิ ล
ของภาษาตา่ งประเทศ สำหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4/1 โดยใช้แบบฝึกทักษะรูปแบบทีม่ คี วามเหมาะสม
กบั การพฒั นาการเรียนการสอนในรูปแบบ On-line เพราะเปน็ ช่วยพัฒนาความสามารถทางดา้ นพุทธพิ ิสัยของ
ผเู้ รยี น ส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง และสามารถเรียนทวนซ้ำไดต้ ลอดเวลา ท่ีไม่ใช่การเรียนแค่เพยี งใน
หอ้ งเรยี นเทา่ น้ันสามารถแก้ไขปัญหาการในการเข้าเรียนของนักเรียน ได้ดยี ่ิงขน้ึ โดยวดั จากคะแนนกอ่ นเรียน
และหลงั เรยี น

ผลการพัฒนาแบบฝกึ ทักษะ เร่อื ง อทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศ ให้มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ ผวู้ ิจัย
ได้ดำเนินการทดลองกับนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/1 ที่กำลงั ศึกษาอยูภ่ าคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 มี
นกั เรียนจำนวน 36 คน โดยผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์ท่กี ำหนดของชดุ แบบฝึก มี
ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์เท่ากับ 80.78/85.95 ซงึ่ เปน็ ไปตามเกณฑ์ทกี่ ำหนด

สารบญั

หนา้

บทคดั ย่อ ก

สารบญั ข

บทท่ี 1 บทนำ 1
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา…………….…………………………………………………………………….. 1
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั …………………………………..…………………………………………………………………… 1
สมมติฐานของงานวจิ ยั ………………………………………..……………………………………………….………………… 2
ขอบเขตของการวจิ ยั ……………………………………………..………………………………………………………………. 2
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วขอ้ ง……………….………………………………………………………………… 3
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย)…………. 3
อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย……………………………………………………………………………….. 10
ความหมายของแบบฝกึ …………………………………………………………………………………………………………… 12
แนวคดิ การทฤษฎเี กี่ยวกับการจัดการเรียนรู้………………………………………………………………………………. 14
งานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง…………………………………………………………………………………………………………………. 15
18
บทที่ 3 วธิ ีดำเนินการวิจยั ………………………….………………………………………………………..………………… 18
รูปแบบการวจิ ยั …………………………………………………………………………………………………………………….. 18
ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง…………………………………………………………………………………………………….. 18
เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………………….. 22
การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………………………………………………. 22
การวเิ คราะหข์ ้อมลู …………………………………………………………………………………………………………………
บทท่ี 4ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล………………………………………………………….………………………………………. 25
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู …………………………………………………………………………………………………………….. 30
บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ……………………..…………………………………………….………… 30
สรุปผลการวิจยั ……………………………………………………………………………………………………………………… 30
อภปิ รายผล…………………………………………………………………………………………………………………………… 30
ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………………………………. 31
บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………………………. 32
ภาคผนวก……………………………………………………………………………….…………………………………………….

บทท่ี 1

บทนำ

ทีม่ าและความสำคัญของปญั หา

การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี21 แตกต่างจากการจัดการเรียนรู้ในอดีตที่ผู้เรียน ต้องอาศัย
การศึกษาโดยการถ่ายทอดวิทยาการจากประสบการณ์ของผู้สอนหรือจากการอ่านหนังสือ หรือตำราของ
ผู้เรียน การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาแบบไร้ขีดจำกัด ผู้เรียนสามารถค้นคว้าหา ความรู้จากแหล่งข้อมูลท่ี
หลากหลาย บทบาทความเป็นครูเปลี่ยนจากผู้สอนมาเป็นผู้ควบคุมดูแลที่จำเป็นต้องมีวิธีการที่สามารถ
ฝกึ ฝนใหผู้เรียนเกดิ ทักการเรยี นรู้รอบด้าน สามารถบรู ณาการความรู้ต่างๆ ท่ีมี ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อตนเองและ
สังคม สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้โดยใช้สติปัญญา (วิจารณ์, 2556) ปัจจุบันการจดัการเรียนการสอน เป็น
เรอื่ งสำคญั ยิง่ ในการจัดการศึกษาท่ีครูต้องออกแบบ การจดั การเรียนการสอนเพ่อื ให้ผู้เรียน เกดิ การเรียนรู้ได้
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเนื่องจากในปจั จุบัน เทคโนโลยีที่มคี วามหลากหลายข้ึน ส่งผลต่อผู้เรียนเปน็ อย่างมาก
ท้งั ในด้านความเบอ่ื หนา่ ยในการเรยี น ไม่สนใจการเรยี น ผู้เรียนสนใจส่อื สงิ่ อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี
ที่แพรห่ ลายในปัจจุบันจุบนั ดังนั้นการเรียนการสอนจำเป็นท่ีจะต้องมกี ารพัฒนารูปแบบที่ทันสมัยตามไปด้วย
จึงเกิดแนวคิดการจดัการเรียนการสอนโดยใช้เกม เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยสามารถใช้กับ
โทรศัพท์มือถือแทปแลต หรือคอมพิวเตอร์โดยครูผู้สอนมีบทบาทในการใน การสร้างคถามเพื่อให้นักเรียน
เรียนรู้ควบคูไ่ ปพร้อมกบัการเล่น เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกดิ การเรียนรู้การแข่งขันโดยผลการเลน่ เกมสามารถ
นำมาใช้วัดผลการเรยี นร้ขู องผู้เรยี นได้

การสอนออนไลน์ในสถานการณ์แพรร่ ะบาดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ย่ิงทำให้นกั เรยี นมีสมาธิในการ
เรียนนอ้ ยลง การอยู่หน้าจอคอมพวิ เตอร์นาน ๆ ทำให้นกั เรียนเกิดความเครยี ดไดง้ า่ ย บวกกับภาระงานหลายๆ
วิชา ทำให้นักเรียนไม่อยากเข้าเรยี น ซึ่งส่งไปถงึ การทำข้อสอบเพื่อเก็บคะแนนตามตวั ชี้วัดตา่ ง ๆ ครูผู้สอนจึง
จำเป็นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ เพ่ือลดความตึงเครียดเหล่านั้น ให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายและการทำขอสอบที่มี
ความน่าสนใจเนือ้ หาไม่น่าเบื่อ จะทำให้นักเรียนมคี วามสุขในการเรียนและการทำขอสอบมากขึ้น ส่งผลดีต่อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรยี นเองการทำข้อสอบ เป็นวิธีหนึ่งท่ีน่าจะนำมาใช้เพ่ือเพ่ิมความสนใจในการ
ทำข้อสอบของนักเรียนและเป็นการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์วิชาภาษาไทย เพราะวิธีการ
จัดการเรียนการสอนและการสอบแบบน้ีช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสนใจที่จะเรียน และอยากทำข้อสอบมากขึ้น
อกี ท้ังยังชว่ ยใหน้ กั เรียนเข้าใจคำถามแตล่ ะข้อของข้อสอบได้โดยง่ายเพราะมีรูปภาพสีสนั สวยงาม ดึงดูดความ
สนใจของนักเรยี น ช่วยสง่ เสริมความอยากรอู้ ยากเห็น และอยากทำขอ้ สอบมากขึ้น

ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกใช้วิธีการเพิ่มความสนใจในการทำข้อสอบภาษาไทยแบบฝึกหัดเป็นวิธีหนึ่งที่
ช่วยนักเรียนได้ทำข้อสอบอยา่ งสนุกสนาน และท้าทายความสามารถ โดยนักเรียนเป็นผูท้ ำขอ้ สอบดว้ ยตวั เอง
ชว่ ยใหน้ ักเรยี นเกดิ ประสบการณ์ เพอ่ื พฒั นาศกั ยภาพของตวั ผเู้ รยี นโดยแทจ้ ริง

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
เพอ่ื ศกึ ษาผลการใช้แบบฝึกหัด ทมี่ ีตอ่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชาภาษาไทยเรอ่ื ง อิทธพิ ลขอภาษาต่างประเทศ
ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนกำแพงวทิ ยา

สมมติฐานการวจิ ยั
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าภาษาไทยเรือ่ ง อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรยี นชัน้
ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนกำแพงวทิ ยาจังหวัดสตูล ที่ใช้ชุดแบบฝกึ หัดสงู กว่ากอ่ นเรยี นอย่างมีนยั สำคัญทาง
สถิติที่ .05

เนือ้ หาทใี่ ช้ในการวิจยั
การเรยี นวชิ าภาษาไทยเร่ืองอิทธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย จากการใช้ชดุ แบบฝกึ เป็นการฝึกการ
วเิ คราะห์ภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย ซึ่งสอดคล้องกับสาระการเรยี นรูแ้ กนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐานวชิ า
ภาษาไทยช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

ขอบเขตการวิจยั
ประชากร นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นกำแพงวทิ ยา ปีการศึกษา 2564
กล่มุ ตวั อย่าง นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4/1 จำนวน 36 คน

ระยะเวลาทีใ่ ช้
ธนั วาคม 2564 – มกราคม 2565

ตวั แปรทศี่ กึ ษา

ตวั แปรตน้ คือ การใช้ชุดแบบฝึกในการวดั ผลสมั ฤทธ์เิ ร่อื งอทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย

ตวั แปรตาม คือ ผลสมั ฤทธ์ิการเรอ่ื งอทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

บทที่ 2

เอกสารและงานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ้ ง

วจิ ยั เรื่อง การพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนเร่ือง อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยการใช้แบบ
ฝึกสำหรบั นกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/1 โรงเรียนกำแพงวทิ ยา
ผ้วู ิจัยไดศ้ ึกษาคน้ คว้าเอกสารและงานวจิ ัยตา่ งๆ ดงั นี้
1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 (กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย)
2. อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
3. ความหมายของแบบฝกึ
4. แนวคดิ การทฤษฎเี ก่ียวกบั การจัดการเรียนรู้
5. งานวิจัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง

1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย)
คณุ ภาพของผเู้ รียน
จบชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖

• อา่ นออกเสียงบทรอ้ ยแกว้ และบทร้อยกรองเปน็ ทำนองเสนาะไดถ้ กู ตอ้ งและเขา้ ใจ ตีความ แปล
ความ และขยายความเรอื่ งที่อ่านได้ วเิ คราะห์วิจารณเ์ ร่ืองท่อี า่ น แสดงความคดิ เหน็ โต้แยง้ และเสนอ
ความคดิ ใหมจ่ ากการอา่ นอยา่ งมเี หตุผล คาดคะเนเหตกุ ารณจ์ ากเร่อื งทีอ่ า่ น เขียนกรอบแนวคดิ ผังความคดิ
บนั ทกึ ย่อความ และเขียนรายงานจากสง่ิ ที่อา่ น สงั เคราะห์ ประเมนิ คา่ และนำความรคู้ วามคดิ จากการอ่าน
มาพฒั นาตน พัฒนาการเรยี น และพฒั นาความรูท้ างอาชพี และ นำความรู้ความคิดไปประยกุ ต์ใชแ้ กป้ ัญหา
ในการดำเนนิ ชีวิต มีมารยาทและมีนิสัยรกั การอ่าน

• เขียนส่อื สารในรปู แบบต่าง ๆ โดยใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้องตรงตามวตั ถุประสงค์ ย่อความจากส่ือทมี่ ี
รูปแบบและเน้ือหาท่ีหลากหลาย เรยี งความแสดงแนวคิดเชิงสรา้ งสรรค์โดยใชโ้ วหารตา่ ง ๆ เขยี นบันทกึ
รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลกั การเขยี นทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการอ้างอิง ผลติ ผลงานของ
ตนเองในรูปแบบตา่ ง ๆ ทง้ั สารคดีและบนั เทงิ คดี รวมทัง้ ประเมินงานเขยี นของผอู้ ่นื และนำมาพฒั นางาน
เขยี นของตนเอง

• ต้งั คำถามและแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับเรื่องที่ฟังและดู มีวจิ ารณญาณในการเลอื กเรือ่ งทฟ่ี ังและดู
วเิ คราะหว์ ัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความนา่ เชื่อถือของเรอ่ื งทฟี่ ังและดู ประเมนิ สิ่งท่ฟี งั และดแู ล้ว
นำไปประยุกตใ์ ช้ในการดำเนนิ ชวี ิต มีทกั ษะการพูดในโอกาสตา่ งๆ ท้งั ที่เป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการโดยใช้
ภาษาท่ีถูกตอ้ ง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โนม้ น้าว และเสนอแนวคิดใหมอ่ ย่างมเี หตุผล รวมทงั้ มีมารยาท
ในการฟงั ดู และพดู

• เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลกั ษณะของภาษาไทย ใชค้ ำและกลมุ่ คำสร้าง
ประโยคไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์ แตง่ คำประพนั ธป์ ระเภท กาพย์ โคลง รา่ ยและฉนั ท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสม
กบั กาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างถกู ตอ้ ง วเิ คราะหห์ ลักการ สร้างคำในภาษาไทย

อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทยและภาษาถ่นิ วเิ คราะห์และประเมนิ การใช้ภาษาจากสอื่ ส่ิงพมิ พ์
และสอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

• วเิ คราะห์วิจารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลักการวิจารณว์ รรณคดีเบอ้ื งตน้ รู้และเขา้ ใจลักษณะ
เดน่ ของวรรณคดี ภูมิปญั ญาทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางประวัติศาสตรแ์ ละ
วิถไี ทย ประเมนิ คุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์ และนำข้อคดิ จากวรรณคดีและวรรณกรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจรงิ

สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน มุ่งให้ผูเ้ รียนเกิดสมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดังน้ี

๑. ความสามารถในการสอ่ื สาร เปน็ ความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวัฒนธรรมในการใชภ้ าษา
ถา่ ยทอดความคดิ ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่อื แลกเปลีย่ นข้อมูลขา่ วสารและ
ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเองและสังคมรวมทง้ั การเจรจาตอ่ รองเพื่อขจัดและลด
ปัญหาความขดั แยง้ ตา่ ง การเลอื กรับหรือไมร่ ับขอ้ มูลข่าวสารดว้ ยหลกั เหตุผลและความถกู ตอ้ ง ตลอดจนการ
เลือกใช้วธิ ีการส่ือสาร ท่มี ีประสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบทมี่ ีต่อตนเองและสงั คม

๒. ความสามารถในการคิด เปน็ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคดิ อย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ เพอื่ นำไปสู่การสร้างองค์ความรูห้ รือสารสนเทศ
เพ่อื การตดั สินใจเกย่ี วกับตนเองและสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม

๓. ความสามารถในการแก้ปญั หา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและอุปสรรคต่าง ๆ ท่ีเผชิญได้
อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เข้าใจความสมั พันธ์และการ
เปลย่ี นแปลงของเหตุการณต์ ่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามร้มู าใช้ในการป้องกันและแกไ้ ขปญั หา
และมีการตัดสินใจทม่ี ีประสิทธิภาพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบที่เกดิ ขึ้นตอ่ ตนเอง สงั คมและสิง่ แวดล้อม

๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใชใ้ นการ
ดำเนินชีวติ ประจำวนั การเรียนรูด้ ้วยตนเอง การเรยี นรอู้ ย่างตอ่ เนื่อง การทำงาน และการอยู่รว่ มกนั ในสงั คม
ดว้ ยการสร้างเสริมความสมั พนั ธอ์ นั ดีระหว่างบุคคล การจัดการปญั หาและความขดั แยง้ ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
การปรบั ตัวให้ทันกบั การเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ ม และการรจู้ กั หลกี เล่ยี งพฤตกิ รรมไม่พึง
ประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผ้อู น่ื

๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลอื ก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และ
มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน
การแก้ปัญหาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน มงุ่ พฒั นาผู้เรียนใหม้ คี ณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ เพือ่ ให้
สามารถอยู่รว่ มกบั ผู้อน่ื ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสขุ ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้

๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒. ซ่ือสตั ยส์ ุจรติ
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรยี นรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๖. มุ่งม่ันในการทำงาน
๗. รกั ความเปน็ ไทย
๘. มจี ติ สาธารณะ
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ กลมุ่ สาระภาษาไทย มีดงั นี้
1. ซ่ือสัตย์สุจริต
2. มวี ินัย
3. ใฝเ่ รยี นรู้
4. มุง่ มั่นในการทำงาน
5. รักความเปน็ ไทย

สาระ/มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั (แกนกลาง / ชว่ งชน้ั )

ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนร้แู กนกลาง ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๖

สาระท่ี ๑ การอ่าน

มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอา่ นสรา้ งความรู้และความคดิ เพื่อนำไปใชต้ ดั สนิ ใจ แกป้ ญั หาในการ

ดำเนินชีวิต และมีนสิ ัยรกั การอา่ น

ตวั ชี้วัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

๑. อ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ และ บทรอ้ ย  การอ่านออกเสยี ง ประกอบดว้ ย

กรองไดอ้ ย่างถกู ต้อง ไพเราะ และเหมาะสมกบั - บทรอ้ ยแกว้ ประเภทต่างๆ เช่น บทความ นวนิยาย

เร่อื งทีอ่ า่ น และความเรียง

- บทรอ้ ยกรอง เชน่ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย และ

๒. ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อา่ น ลิลิต

๓. วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณเ์ รื่องทีอ่ ่าน  ตีความ แปลความ และขยายความเร่อื งทอ่ี ่าน

ในทกุ ๆ ดา้ นอยา่ งมีเหตุผล  วเิ คราะห์และวจิ ารณเ์ ร่ืองทอี่ า่ นในทกุ ๆ ด้านอยา่ งมี

๔. คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเรื่องทอี่ ่าน และ เหตุผล

ประเมินค่าเพ่ือนำความรู้ ความคิดไปใช้ตัดสินใจ . คาดคะเนเหตกุ ารณจ์ ากเรือ่ งที่อ่าน และประเมินคา่

แก้ปญั หาในการดำเนนิ ชีวติ เพื่อนำความรู้ ความคิดไปใชต้ ัดสนิ ใจแกป้ ญั หาในการ

๕. วิเคราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคดิ เห็นโต้แย้งกบั ดำเนนิ ชีวิต

เรอ่ื งทอี่ า่ น และเสนอความคิดใหม่อยา่ งมเี หตุผล  วิเคราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคิดเหน็ โตแ้ ย้งกบั เรือ่ ง

๖. ตอบคำถำมจำกกำรอ่ำนประเภทต่ำงๆ ภำยในเวลำ ทอ่ี ่าน และเสนอความคดิ ใหม่อย่างมีเหตุผล

ทกี่ ำหนด  ตอบคำถามจากการอา่ นประเภทต่างๆ ภายในเวลาที่

๗. อ่านเรอื่ งต่างๆ แล้วเขยี นกรอบแนวคิดผงั กำหนด
ความคดิ บนั ทึก ยอ่ ความ และรายงาน  อ่านเรอื่ งต่างๆ แลว้ เขียนกรอบแนวคิดผังความคดิ บันทกึ

๘. สังเคราะหค์ วามรจู้ ากการอ่าน สื่อส่งิ พมิ พ์ ยอ่ ความ และรายงาน
 สังเคราะห์ความรู้จากการอ่าน สื่อสง่ิ พิมพ์ ส่ือ
สื่ออเิ ลก็ ทรอนกิ สแ์ ละแหล่งเรียนรตู้ ่างๆ มา
พัฒนาตน พฒั นาการเรียน และพัฒนา อิเล็กทรอนิกส์และแหลง่ เรียนรตู้ ่างๆ มาพฒั นาตน
พฒั นาการเรียน และพฒั นาความรทู้ างอาชพี
ความรูท้ างอาชพี  มมี ารยาทในการอ่าน
๙. มีมารยาทในการอ่าน

สาระท่ี ๒ การเขียน

มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ

ตา่ งๆ เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อย่างมีประสทิ ธภิ าพ

ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

๑. เขียนสอื่ สารในรูปแบบตา่ งๆ ได้ ตรง  การเขยี นส่ือสารในรูปแบบต่างๆ เช่น

ตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ภาษาเรยี บเรียง - อธบิ าย บรรยาย พรรณนา แสดงทรรศนะ โตแ้ ยง้

ถูกตอ้ ง มีข้อมลู และสาระสำคญั ชดั เจน โนม้ น้าว เชิญชวน ประกาศ จดหมายกิจธุระ

โครงการและรายงานการดำเนินโครงการ รายงานการ

ประชุม การกรอกแบบรายการต่างๆ

ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
๒. เขียนเรียงความ  การเขียนเรยี งความ

๓. เขยี นย่อความจากสอื่ ทม่ี ีรปู แบบ และ  การเขยี นยอ่ ความจากส่ือตา่ งๆ เช่น
เนื้อหาหลากหลาย - กวนี พิ นธ์ และวรรณคดี
- เรอื่ งสั้น สารคดี นวนยิ าย บทความทางวชิ าการ และ
๔. ผลิตงานเขยี นของตนเองในรปู แบบ วรรณกรรมพน้ื บา้ น
ต่างๆ
 การเขยี นในรูปแบบตา่ งๆ เชน่
๕. ประเมนิ งานเขยี นของผู้อ่นื แล้วนำมา - สารคดี
พัฒนางานเขยี นของตนเอง - บนั เทิงคดี
 การประเมินคณุ ค่างานเขียนในด้านต่างๆ เช่น
๖. เขยี นรายงานการศึกษาคน้ คว้าเร่ืองที่ สนใจ - แนวคิดของผเู้ ขียน
ตามหลกั การเขยี นเชิงวชิ าการ และใชข้ อ้ มลู - การใช้ถอ้ ยคำ
สารสนเทศอา้ งองิ อย่าง ถกู ตอ้ ง - การเรยี บเรยี ง
- สำนวนโวหาร
๗. บนั ทกึ การศึกษาค้นควา้ เพ่ือนำไปพฒั นา - กลวธิ ใี นการเขียน
ตนเองอยา่ งสมำ่ เสมอ  การเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ
 การเขียนอ้างองิ ข้อมลู สารสนเทศ
๘. มีมารยาทในการเขยี น
 การเขยี นบนั ทกึ ความรู้จากแหล่งเรยี นรู้ที่
หลากหลาย

 มารยาทในการเขียน

สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพดู

มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวจิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคิด และความรู้สกึ ใน
โอกาสต่างๆ อย่างมวี จิ ารณญาณและสร้างสรรค์

ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

๑. สรุปแนวคดิ และแสดงความคดิ เหน็ จากเรื่องทฟ่ี ัง  การพูดสรุปแนวคิด และการแสดงความคิดเห็น
และดู จากเรื่องที่ฟังและดู

๒. วิเคราะห์ แนวคดิ การใชภ้ าษา และความน่าเช่ือถอื  การวเิ คราะหแ์ นวคิด การใชภ้ าษา และความ

จากเรือ่ งที่ฟังและดูอยา่ งมีเหตผุ ล น่าเชอ่ื ถอื จากเรอื่ งท่ฟี งั และดู

๓. ประเมินเรอ่ื งท่ีฟังและดู แลว้ กำหนดแนวทางนำไป  การเลอื กเรือ่ งท่ีฟังและดอู ย่างมีวจิ ารณญาณ

ประยกุ ต์ใชใ้ นการดำเนนิ ชีวติ  การประเมนิ เรื่องที่ฟงั และดเู พอื่ กำหนดแนวทาง

๔. มีวจิ ารณญาณในการเลือกเรอ่ื งท่ฟี ังและดู นำไปประยุกตใ์ ช้

๕. พูดในโอกาสต่างๆ พดู แสดงทรรศนะ โตแ้ ย้ง โนม้ น้าว  การพูดในโอกาสตา่ งๆ เช่น
ใจ และเสนอแนวคิดใหม่ด้วยภาษาถูกตอ้ งเหมาะสม - การพดู ต่อทีป่ ระชุมชน
- การพดู อภปิ ราย
๖. มมี ารยาทในการฟัง การดู และการพูด

- การพูดแสดงทรรศนะ

- การพดู โนม้ น้าวใจ

 มารยาทในการฟัง การดู และการพูด

สาระท่ี ๔ หลักการใชภ้ าษาไทย

มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลังของภาษา

ภูมิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ขิ องชาติ

ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

๑. อธิบายธรรมชาติของภาษา พลังของภาษา  ธรรมชาติของภาษา

และลกั ษณะของภาษา  พลังของภาษา

 ลกั ษณะของภาษา

- เสยี งในภาษา

- ส่วนประกอบของภาษา

- องค์ประกอบของพยางคแ์ ละคำ

ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๒. ใชค้ ำและกลุม่ คำสรา้ งประโยคตรงตาม  การใชค้ ำและกลุ่มคำสร้างประโยค
- คำและสำนวน
วัตถปุ ระสงค์ - การรอ้ ยเรียงประโยค
- การเพม่ิ คำ
๓. ใช้ภาษาเหมาะสมแกโ่ อกาส กาลเทศะ และ - การใช้คำ
บุคคล รวมท้งั คำราชาศัพทอ์ ย่างเหมาะสม - การเขยี นสะกดคำ
 ระดบั ของภาษา
๔. แตง่ บทร้อยกรอง  คำราชาศพั ท์
 กาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์
๕. วิเคราะห์อิทธิพลของภาษาต่างประเทศและ
ภาษาถนิ่  อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศและภาษาถ่นิ

๖. อธิบายและวเิ คราะหห์ ลกั การสรา้ งคำใน  หลกั การสรา้ งคำในภาษาไทย
ภาษาไทย
 การประเมินการใช้ภาษาจากส่อื สิ่งพิมพ์และ ส่อื
๗. วิเคราะหแ์ ละประเมนิ การใช้ภาษาจากสอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ส่งิ พิมพแ์ ละสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์

สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม

มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณค่าและ
นำมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ จริง

ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

๑. วเิ คราะห์และวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม  หลักการวิเคราะห์และวิจารณว์ รรณคดแี ละ
ตามหลกั การวจิ ารณ์เบอ้ื งต้น วรรณกรรมเบ้ืองต้น
- จุดมุ่งหมายการแตง่ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
๒. วเิ คราะหล์ ักษณะเดน่ ของวรรณคดีเชื่อมโยงกับ - การพิจารณารปู แบบของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
การเรยี นรู้ทางประวัติศาสตร์และวถิ ชี วี ติ ของสงั คม - การพิจารณาเนอื้ หาและกลวธิ ใี นวรรณคดีและ
ในอดีต วรรณกรรม
- การวิเคราะหแ์ ละการวิจารณ์วรรณคดีและ
วรรณกรรม

 การวเิ คราะห์ลักษณะเดน่ ของวรรณคดีและ
วรรณกรรมเกยี่ วกับเหตกุ ารณ์ประวตั ิศาสตร์และวถิ ี
ชวี ิตของสังคมในอดตี

ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

๓. วเิ คราะห์และประเมินคณุ ค่าด้านวรรณศลิ ปข์ อง  การวิเคราะหแ์ ละประเมินคณุ ค่าวรรณคดีและ
วรรณคดแี ละวรรณกรรมในฐานะท่เี ป็นมรดกทาง วรรณกรรม ด้านวรรณศิลป์
วัฒนธรรมของชาติ - ดา้ นสังคมและวฒั นธรรม

๔. สงั เคราะห์ขอ้ คิดจากวรรณคดแี ละ  การสงั เคราะหว์ รรณคดแี ละวรรณกรรม
วรรณกรรมเพือ่ นำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ จริง
๕. รวบรวมวรรณกรรมพ้นื บา้ นและอธิบายภูมิ  วรรณกรรมพืน้ บ้านทีแ่ สดงถึง
- ภาษากับวฒั นธรรม
ปัญญาทางภาษา - ภาษาถิน่

๖. ทอ่ งจำและบอกคุณค่าบทอาขยานตามทก่ี ำหนด  บทอาขยานและบทร้อยกรองทีม่ คี ุณค่า
และบทรอ้ ยกรองท่ีมคี ณุ ค่าตามความสนใจและ - บทอาขยานตามท่กี ำหนด
นำไปใชอ้ ้างองิ - บทร้อยกรองตามความสนใจ

2.อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย

สาเหตุท่ีทำใหภ้ าษาตา่ งประเทศเข้ามาปะปนในภาษาไทย ไดแ้ ก่ สภาพทางภูมิศาสตร์ คือการมี
อาณาเขตใกล้เคียงกนั ทำให้มกี ารติดต่อสอ่ื สารกัน โดยมีการเจริญสัมพันธไมตรรี ะหวา่ งประเทศ การติดต่อ
ค้าขายระหว่างกันและการรบั เอาวฒั นธรรมประเพณีตา่ ง ๆ และความคดิ ความเช่อื ทางศาสนา จึงมีการยืมคำ
ในภาษาต่าง ๆ มาใช้มากมาย เชน่ ภาษาเขมร จีน พมา่ ชวา มลายู อังกฤษ เปน็ ต้น

คำยืมจากภาษาเขมร ไทยกบั เขมรมคี วามสมั พันธ์กันมานบั พันปี ตา่ งถ่ายทอดวัฒนธรรมและอารย
ธรรมซึ่งกนั และกัน ในสมยั โบราณ ไทยได้รบั เอา “อักษรขอมบรรจงและขอมหวดั ” มาใช้ ซงึ่ ไทยถือว่า
ศกั ด์ิสทิ ธิ์ จึงมักมีการบันทกึ เร่ืองราวเก่ียวกบั ศาสนาลงบนแผ่นหนิ ใบลาน ใชต้ วั อกั ษรขอมเขยี นคาถาอาคม
ตา่ ง ๆ ปรากฏตามพระพิมพ์ เหรียญพระเครอื่ ง ตะกรดุ ผ้ายันต์ต่าง ๆ

คำยืมจากภาษาจีน ไทยกับจีนมีความสมั พันธก์ ันทางการทูตและการคา้ ขายมาตั้งแต่สมยั สโุ ขทัยสืบมา
จนถงึ ปัจจุบนั ชาวไทยมาทำมาหากนิ ในประเทศไทย แต่งงานกับคนไทยจนกลายเปน็ พลเมอื งไทยเชือ้ สายจีน
เปน็ จำนวนมาก มีการผสมทางด้านวัฒนธรรมประเพณีตา่ งๆ ตลอดมา คำยมื ในภาษาจนี สว่ นใหญเ่ ป็น
สำเนียงแตจ้ ว๋ิ มักเป็นคำเรยี กส่ิงของเครื่องใช้ อาหาร พชื ผกั ผลไม้ รวมทั้งคำท่เี กี่ยวกับวฒั นธรรมจนี แต่
ไทยนยิ มนำคำจากภาษาจีนมาใช้ในภาษาพดู ไม่นยิ มใช้ในภาษาเขียน

คำยมื จากภาษาอังกฤษ คนในโลกยอมรบั ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางและนยิ มใช้กันมากที่สุด ไทย
เรมิ่ ตดิ ตอ่ กบั ชาติตะวันตกท่ีพดู ภาษาอังกฤษมาตงั้ แตส่ มัยกรุงศรีอยธุ ยาโดยทางการค้า เมอื่ พ.ศ. ๒๑๕๕ ใน
สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้นมที ูตจากประเทศทางตะวันตกมาเจรจาเรอื่ งการคา้ กบั
รัฐบาลไทย พอ่ คา้ ชาวอังกฤษชอ่ื Hunter เข้ามาคา้ ขายเปน็ คนแรกในกรงุ เทพฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เรม่ิ มีคณะทูตสอนศาสนาเข้ามา และได้นำวทิ ยาการใหม่ ๆ เชน่ การพิมพ์ การแพทย์
เขา้ มาเผยแพร่ คำภาษาอังกฤษจึงเริ่มปรากฏในเอกสารภาษาไทยต้งั แต่สมัยรชั กาลที่ ๓ มากมาย เช่น ช่ือชน

ชาติ ช่ือบคุ คล ชอื่ ยศ, บรรดาศักดิ์ ช่ือประเทศ ชื่อเมอื ง ช่ือศาสนา เป็นต้น ในสมยั รัชกาลท่ี ๔ มีคำยมื
ภาษาองั กฤษปรากฏมากขนึ้ ในเอกสารประเภทจดหมายเหตุ พระราชหตั ถเลขา พงศาวดาร และคำสามัญ คำ
เรียกเครือ่ งมือเครอ่ื งใช้ เรยี กทะเลมหาสมุทรก็มากข้นึ ด้วย สมยั รัชกาลที่ ๕ ภาษาอังกฤษขยายวงกวา้ งออก
ไปสู่ประชาชน เพราะมีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษและวิชาการตา่ ง ๆ มีศัพทท์ างวิทยาศาสตร์ พฤกษศาตร์
สตั วศาสตร์เกิดขนึ้ มากมายหลงั สงครามโลกคร้ังท่ี ๒ คำยืมภาษาองั กฤษหลัง่ ไหลเข้ามาในภาษาไทยอย่าง
กวา้ งขวาง เพราะมนี ักเรียนไทยไปเรยี นศกึ ษาในประเทศแถบยโุ รป และอเมริกา การเดนิ ทางระหวา่ ง
ประเทศ การสอื่ สาร การตดิ ต่อคา้ ขาย และการขยายตัวของอตุ สาหกรรมการคา้ ในโลก ตลอดทง้ั การรับเอา
วฒั นธรรมตะวันตกดา้ นต่าง ๆ เช่น ดา้ นบนั เทงิ กีฬา แฟช่นั การแตง่ กาย เป็นไปอยา่ งรวดเร็ว ในโลกยุคโลกา
ภิวัตน์ ภาษาองั กฤษเข้ามามอี ิทธพิ ลต่อภาษาไทยเปน็ อย่างมาก เรานำมาใชใ้ นชีวิตประจำวันมากขึ้น เรามคี ำ
ยมื ภาษาอังกฤษทุกรปู แบบ ท้ังคำทบั ศัพท์ คำแปลศัพท์ และศัพท์บญั ญัติ การยืมคำภาษองั กฤษมาใช้ใน
ภาษาไทยช่วยเปิดและขยายโลกทศั น์ด้านวชิ าการ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวตั ถุนยิ มแก่คนไทย ทำใหเ้ กิด
ค่านยิ มใหมว่ ่า “ภาษาองั กฤษเป็นภาษาของผูม้ ีการศกึ ษา มคี วามทันสมัย และอยใู่ นสังคมชั้นสูง”

คำยมื จากภาษาโปรตเุ กส ตวั อยา่ งคำท่ยี ืมมาจากภาษาโปรตเุ กส ได้แกค่ ำว่า กระดาษ (สันนิษฐานว่า
เพี้ยนมากจาก “กราตัส”) กะละแม กะละมงั (ขนม)ปงั ปัน้ เหน่ง หลา เหรยี ญ บาทหลวง เลหลัง สบู่ คำ
ยืมจากภาษาเปอร์เชีย ตัวอย่างคำท่ียมื มาจากภาษาเปอร์เชยี เช่น คำว่า กุหลาบ (มาจากคำว่า Gul Gol
แปลว่า กหุ ลาบ, ดอกไม้ท่ัวไปสแี ดง เตมิ suffix - ab เป็น กุลลาพ แปลวา่ น้ำกุหลาบหรือนำ้ ดอกไม้
เทศ ไทยนำมาใช้แทนดอกไมข้ นาดย่อม มกี ล่ินหอม นอกจากน้ียงั มคี ำอื่น ๆ เช่น เกด คาราวาน ชุกชี ตาด
เยยี รบับ ตรา ตราชู ฝร่ัง ราชาวดี ศาลา สนม สักหลาด สุหร่าย องนุ่

คำยมื จากภาษาอาหรบั ตัวอยา่ งคำท่ียืมมาจากภาษาอาหรับได้แก่ กะลาสี โกหรา่ น (พระคมั ภรี ก์ ุ
รอาน) ระยำ (การลงโทษโดยใช้กอ้ นหนิ ขวา้ งให้ตายเพราะทำผิดประเพณี ไทยนำมาใชใ้ นความหมายว่า ชั่ว
ช้าเลวทราม) คำยืมจากภาษาทมิฬ – มลายู ตัวอย่างคำทย่ี มื มาจากภาษาทมฬิ ไดแ้ กค่ ำ
วา่ กะไหล่ กลุ ี กานพลู กำมะหยี่ จงกลนี ตรียัมปวาย ปะวะหลำ่ อาจาด กะละออม กะหร่ี (แกงแขกชนดิ
หน่งึ ) ตวั อย่างคำทีย่ มื มาจากภาษามลายู ไดแ้ ก่คำว่า กวา้ น พลาย เพลาะ ฝาละ
มี กำมะลอ สะบ้า สมงิ กระแจะ ตวกั

อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

1.ทำให้คำในภาษาไทยมีหลายพยางค์เนอ่ื งจากการยมื คำภาษาตา่ งประเทศมาใช้ เชน่ ภาษาเขมร เช่น
เผดจ็ เสวย กังวลบำเพ็ญ ถนน ภาษาจนี เชน่ ตะหลิว กว๋ ยเตยี๋ ว เล่าเตงเอ้ียมจุ๊น ภาษาอังกฤษ
เช่น คลนิ กิ สนกุ เกอร์ เนกไท แคชเชียร์ ภาษาบาลี-สันสกฤต เช่น
ปรชั ญา กรฑี า อัคนี วิทยา พร ประเสริฐ ๒. ทำให้คนไทยมเี สียงควบกลำ้ มาก
ข้นึ เชน่ จนั ทรา นิทรา ทรานซสิ เตอร์ เอนทรานซ์ และเพมิ่ เสยี งควบกล้ำ ซ่ึงไมม่ ใี น
ภาษาไทย เชน่ ดรัมเมเยอร์ ดรา๊ ฟ เบรก บรอนซ์ บลอ็ ก ฟรี แฟลช ฟลอโชว์ ฟลูออรนี
2.ทำให้คำไทยมีตวั สะกดมากขน้ึ ปกตคิ ำไทยแท้ ตวั สะกดจะตรงตามมาตรา ซึง่ มีเพยี ง 8 แม่ แต่คำยืมจาก
ภาษาตา่ งประเทศจะสะกดไม่ตรงตามมาตรา ดงั ตวั อย่าง แมก่ ก เช่น สุข เมฆ เช็ค สมัคร
แม่กด เช่น กฎ รัฐ กอล์ฟ ฤทธิ์ พทุ ธ

แมก่ น เช่น เพ็ญ เพยี ร สญู บอล คุณ กุศล แมก่ บ เชน่ รปู โลภ กราฟ กอลฟ์
3.ทำให้คำในภาษาไทยมีคำศพั ท์มากขึ้น สามารถเลือกใชไ้ ดต้ ามความ
เหมาะสม เช่น นำ้ - อุทก วารี คงคา สาคร ธาร ชล ชโลธร ผูห้ ญงิ - นงเยาว์ นง
คราญ อิตถี สตรี กัลยา สุดา สมร วนิดา

ความหมายของแบบฝึก
แบบฝกึ เปน็ อปุ กรณก์ ารเรียนการสอนอย่างหนงึ่ ทช่ี ่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้สอน สามารถทำให้

เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจในเน้อื หาทีค่ รูสอน นกั การศกึ ษาไดใ้ หค้ วามหมายของแบบฝึกไว้หลายประการ
ด้วยกนั

ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ ( 2537 : 490 ) ได้ใหค้ วามหมายของแบบฝึกปฏบิ ตั ไิ วว้ ่า
หมายถึง คู่มอื นักเรยี น ท่นี ักเรียนต้องใชค้ วบคูไ่ ปกบั การเรียนการสอนจากชุดการสอน เปน็ สว่ นหนง่ึ ท่ี
นกั เรยี นบันทึกสาระสำคญั และทำแบบฝึกหัดด้วย มลี กั ษณะคล้ายกับ แบบฝึกหดั แตค่ รอบคลุมกิจกรรมท่ี
ผเู้ รียนพงึ กระทำมากกวา่ แบบฝกึ หัด อาจจะกำหนดแยกเปน็ แตล่ ะหนว่ ย เรยี กว่า Workbook โดยเย็บรวม
เรยี งตามลำดบั ตัง้ แต่หนว่ ยที่ 1 ขึ้นไป แบบฝึกปฏิบัตเิ ป็นสมบัติส่วนตวั ของผู้เรยี น แตต่ ้องเกบ็ ไวท้ ่ชี ุดการสอน
เปน็ ตวั อย่าง 1 ชุดเสมอ

ขจรี ตั น์ หงษ์ประสงค์ (2534, หนา้ 14) กลา่ วว่า แบบฝกึ และแบบฝึกหัด เปน็ อปุ กรณก์ ารเรยี นการ
สอนอย่างหนงึ่ ทคี่ รูใชฝ้ กึ ทกั ษะหลงั จากที่นกั เรยี นไดเ้ รียนเนื้อหาจากแบบเรียนแล้ว

พรสวรรค์ คำบุญ (2534, หน้า 17) กล่าววา่ แบบฝึกสร้างขึ้นเพ่อื เสรมิ สร้างทกั ษะให้แกน่ กั เรียน มี
ลกั ษณะเปน็ แบบฝกึ ทมี่ กี ิจกรรมใหน้ กั เรียนกระทำ เช่น การตงั้ โจทย์ให้นักเรียนตอบ หรือการยกขอ้ ความมา
เปน็ แบบฝึกหลังจากที่เรยี นไปแล้ว โดยมีจุดม่งุ หมายเพอื่ พัฒนาความสามารถของนักเรียน

จากคำกลา่ วขา้ งต้นสามารถสรปุ ได้ว่า แบบฝึกทกั ษะหรอื แบบฝึกหัด คือ ส่ือการเรียนการสอนชนดิ
หนึง่ ทีน่ ำมาใชใ้ นการฝกึ ทักษะให้กับผู้เรยี น หลงั จากทเี่ รยี นจบบทเรียนหรือเน้ือหาในชว่ งหนงึ่ ๆ เพ่ือฝึกฝน ให้
เกดิ ความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญในเน่ืองนน้ั ๆ

ความสำคญั ของแบบฝึก
ในการเรยี นการสอนภาษาไทย แบบฝกึ เปน็ อุปกรณ์การสอนอย่างหน่ึงทม่ี ีความสำคญั ต่อการเรียน

การสอน เพ่อื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายทวี่ างไว้ ดงั นัน้ จึงเป็นหนา้ ที่ของครผู ูส้ อนโดยตรงทีจ่ ะต้องสรา้ งแบบฝึกให้
เหมาะสมกับเร่อื งท่ีสอน เพ่ือใหเ้ กิดทกั ษะและเข้าใจมากขนึ้ ครูจึงต้องคำนงึ ถึงวิธีสอน การเตรยี มบทเรียน
และการเลือกแบบฝกึ หัดประกอบนอกเหนอื แบบเรยี น เพือ่ ใหก้ ารสอนประสบผลดยี ง่ิ ขนึ้ เน่อื งจากแบบฝึก
ทกั ษะมีความสำคญั ดังที่กลา่ วมาแล้ว จงึ จำเปน็ อยา่ งยิ่งทีค่ รผู ้สู อนจะต้องศกึ ษาหาความรใู้ นการสร้าง
แบบฝึกหดั ทีจ่ ะฝกึ ทกั ษะให้แก่นักเรยี น ครูจะต้องเลือกเฟน้ หรือสรา้ งแบบฝึกใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพและเหมาะสม
กับการเรียนมากท่สี ดุ แบบฝกึ เปน็ อปุ กรณก์ ารเรียนการสอนอย่างหน่ึงที่สร้างขึ้นเพ่อื ฝึกทักษะหลงั จากการ
เรียน เนอื้ หาไปแลว้ แบบฝึกจึงเปน็ สิ่งท่ชี ่วยการสอนของครใู ห้ประสบความสำเร็จ นกั การศึกษาไดใ้ ห้
ความสำคญั ของแบบฝึกไว้ดังนี้

กรรณิการ์ ศกุ ร เวทยศ์ ิริ (2533, หนา้ 53–54) กล่าวว่า แบบฝึก คือ เครื่องมือทที่ ำให้เกดิ การเรียนรู้
ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ แบบฝึกสามารถฝกึ ทักษะทางภาษาไดท้ ุก ๆ ดา้ น นอกจากนแี้ บบฝึกยังชว่ ยใหน้ ักเรยี น
มีพฒั นาการทางภาษาได้อย่างกว้างขวาง

ประยงค์ งามจิตร (2533, หน้า 41) กล่าววา่ แบบฝกึ เปน็ กจิ กรรมทที่ ำใหผ้ เู้ รียนมีความชำนาญ
แมน่ ยำในบทเรยี นนัน้ ๆ และก่อให้เกิดการเรยี นรู้ทีด่ ี

ออ้ มน้อย เจริญธรรม (2534, หนา้ 54) กลา่ วว่า แบบฝึกสามารถนำทกั ษะทางภาษามาใช้ได้ทุก ๆ
ดา้ น ถ้านักเรียนมีโอกาสไดฝ้ กึ หดั จนเกดิ ความเขา้ ใจจรงิ ๆ แบบฝึกจะช่วยในการสอนของครู และการเรียน
ของนักเรยี นประสบผลสำเรจ็

อนงค์ วิชาลยั (2536, หน้า 27) กล่าววา่ แบบฝกึ มีความสำคัญ คือ เปน็ วธิ สี อนท่ีสนกุ อีกวธิ หี น่ึง การ
ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ มาก ๆ ชว่ ยให้นักเรยี นมีพัฒนาการทางภาษาดขี ึ้น เพราะนกั เรยี นมโี อกาสนำความรู้ที่
เรียนมาแล้วมาฝกึ ให้เกิดความเขา้ ใจกว้างขวางย่ิงขึ้น

จากคำนิยามของนกั การศกึ ษาข้างตน้ สามารถสรปุ ได้ว่า ความสำคญั ของแบบฝกึ คอื ทำให้ผู้เรยี นเกิด
ทักษะ เกิดความชำนาญ เม่อื ผ้เู รียนมีการฝึกมาก ๆ จะทำให้ผเู้ รียนมีความเข้าใจดีย่งิ ขน้ึ และแบบฝึกยงั ชว่ ย
กระตนุ้ ให้ผูเ้ รียนเกิดความสนใจ และเกิดการเรียนร้ทู ีด่ ขี ึ้น

ประโยชนข์ องแบบฝึก
แบบฝกึ มีความจำเปน็ อยา่ งยงิ่ ต่อครูผู้สอนภาษาไทยในการทจ่ี ะทำใหน้ กั เรียนไดฝ้ ึกฝนในสิง่ ท่ีตนเรยี น

ไปแลว้ ใหเ้ กดิ ความชำนาญย่ิงข้ึน มีนักวชิ าการทางการศกึ ษาไดก้ ลา่ วถึงประโยชนข์ องแบบฝกึ ไวต้ ่างกนั ดังนี้
กรรณกิ าร์ ศกุ รเวทยศ์ ิริ (2533, หนา้ 54) กล่าวว่า การฝกึ ทกั ษะทำใหน้ กั เรียนได้รบั ประสบการณ์

ตรง เขา้ ใจบทเรียนได้ง่ายข้ึน นอกจากนี้ การฝึกฝนจะทำใหน้ ักเรียนมคี วามเชอื่ ม่นั สามารถประเมนิ ผลงาน
ของตวั เองได้ ตลอดจนได้ฝกึ ใหน้ กั เรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ งานทไี่ ดร้ บั มอบหมาย สามารถทำเองได้ตามลำพัง

รชั นี ศรไี พวรรณ ( 2527 : 12 ) กล่าวถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ทักษะไวว้ า่

1 ทำให้นักเรียนเขา้ ใจบทเรยี นไดม้ ากขน้ึ
2 ให้ครูทราบความเขา้ ใจของนกั เรยี นท่ีมีตอ่ การเรยี น
3 ช่วยให้ครูสามารถปรบั ปรุงเนื้อหาวิธสี อน และกิจกรรมใหมแ่ ตล่ ะบทเรียน
4 ชว่ ยเดก็ ใหเ้ รยี นไดด้ ีตามความสามารถของเด็ก
5 ฝกึ ให้เด็กมคี วามเช่อื มน่ั และสามารถประเมนิ ผลงานของตนเองได้
6 ฝึกให้เด็กทำงานตามลำดับมคี วามรบั ผดิ ชอบในงานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย

อดลุ ย์ ภูปลื้ม (2539, หน้า 24-25) กลา่ ววา่ ประโยชนข์ องแบบฝกึ มีดงั นี้
1. ช่วยใหผ้ ู้เรยี นเข้าใจบทเรยี นได้ดขี ้ึน
2. ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นจดจำเนอื้ หาของบทเรยี น และคำศัพทต์ า่ ง ๆ ได้คงทน
3. ทำให้เกิดความสนุกสนาน
4. ทำให้นกั เรยี นทราบความกา้ วหน้าของตนเอง
5. สามารถนำแบบฝกึ มาทบทวนเนอ้ื หาเดิมด้วยตนเองได้
6. ทำให้ครูผู้สอนทราบความบกพรอ่ งของนกั เรยี น
7. ทำให้ประหยดั เวลา
8. ทำใหน้ ักเรียนสามารถนำภาษาไปใชส้ อ่ื สารไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ

จากทา่ นผรู้ ้ไู ด้กล่าวมาข้างตน้ สามารถสรุปได้ว่า แบบฝกึ มีความจำเปน็ ต่อการเรยี นภาษาไทยมาก
เพราะแบบฝกึ จะช่วยใหน้ กั เรยี นสามารถจดจำเนื้อหาในบทเรยี นได้ และแบบฝึกยังสามารถนำกลบั มาทบทวน
เนื้อหาเดิมทเ่ี รียนไปแลว้ ได้

4. แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กย่ี วกับการเรยี นรู้
เทคโนโลยีไดเ้ ขา้ มามีบทบาทสำคญั ในชีวติ ประจำวนั ทัง้ ในดา้ นการเรยี น การทำงานหรอื กจิ กรรม

อนื่ ๆมากขึ้น รวมถงึ สอ่ื ประเกทเกมทก่ี ำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เน่อื งจากมีจดุ เดน่ ในเรอ่ื งของภาพเสียง
สาระและความบันเทงิ ที่นำเสนอไดอ้ ย่างนา่ สนใจ ทำใหผู้เล่นสามารถเข้าถงึ เกมได้งา่ ยข้นึ เกมจงึ เป็นทมี อยา่ ง
มากในกลุม่ เยาวชนไทย ปัจจบุ นั จะเห็นได้วา่ ทง้ั หน่วยงานภาครฐั ภาคเอกชน ได้ให้ความสนใจเกย่ี วกบั เกม
มากขน้ึ รวมถึง การเจรญิ เตบิ โตตลาดเกมที่กำลังเปน็ ทน่ี ยิ มยม ในขณะเดียวกนั ปญั หาต่าง ๆ ท่ีเกดิ ข้ึนตอ่ เดก็
และเยาวชน เชน่ ปญั หาในเรื่องอิทธิพลของเกมที่มเี นอ้ื หารนุ แรงส่งผลใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมเลยี นแบบของเยาวชน
หรอื ปัญหาครอบครัวที่สง่ ผลกระทบต่อความสมั พันธ์ผู้ปกครองและเด็ก รวมถงึ ปญั หาสุขภาพ จากผลกระทบท่ี
เกดิ ขน้ึ ทำให้ผวู้ จิ ยั มีความสนใจและพฒั นาเกมทีม่ เี นื้อหาท่สี ามารถใหค้ วามรู้เร่ืองราวทม่ี ขี อ้ คดิ และประโยชน์
รวมถึงความสนกุ สนานและสอดแทรกความบนั เทิงทีช่ ่วยสรา้ งจินตนาการนาการท่ีจะมปี ระโยชน์ ในการพัฒนา
นาเกมตน้ แบบเกมการสะกดคำภาษาองั กฤษ เพอื่ สร้างแนวทางการเรียนรูใ้ นขณะเล่นเกม อกี ท้ังเป็นแนวทาง
ใหผ้ ้พู ฒั นาสามารถพัฒนาเกมท่ีเกย่ี วข้องกบั การเรียนรใู้ นปัจจบุ นั

เกมเพ่ือการเรยี นรู้การเรียนรเู้ พอ่ื ให้ผ้เู รยี นสามารถสรมิ สร้างประสทิ ธภิ าพของผู้เรยี นรู้ โดยผู้เรยี นรู้
สามารถนำส่ิงต่างๆรอบตัวมาปรบั ใช้ผ่านสอ่ื เชิงโต้ตอบ เช่น เกมคอมพวิ เตอร์ เปน็ ต้น การเรยี นรู้หมายถึง การ
เปลย่ี นแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรของบุคคลอันเป็นผลมาจากประสบการณใ์ นอดตี ทง้ั จากการฝกึ ฝนและการที่
มนษุ ย์ไดม้ ปี ฏสิ ัมพันธ์กบั สงิ่ แวดลอ้ มรอบตวั และมปี รมิ าณของความรทู้ เี่ พิ่มขนึ้ ได้อธบิ ายการพัฒนาที่ย่งั ยืนว่า
"การพัฒนาที่ย่ังยืนมลี ักษณะที่เป็นบูรณาการ (Integrated) คือทำใหเ้ กิดเปน็ องค์รวม (Holistic) หมายความ
ว่า องคป์ ระกอบทัง้ หลายที่เก่ยี วขอ้ งจะตอ้ งมาประสานกนั ครบองค์และมลี กั ษณะอกี อย่างหนง่ึ คอื มีดลุ ยภาพ
(Balance) หรือพดู อกี นยั หนง่ึ คือการทำให้กจิ กรรมของมนษุ ยส์ อดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาต"ิ ใน
การศกึ ษาไดม้ ุง่ เน้นวา่ การเรยี นรู้ คอื การสรา้ งกระบวนการเรียนรู้จากกจิ กรรมของบคุ คลเพ่ือให้สอดคลอ้ งกับ
กฎเกณฑ์ของสภาพแวดล้อม แล้วเกดิ เปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมอย่างถาวรของบุคคลอันเปน็ ผลมาจาก
ประสบการณใ์ นกจิ กรรมน้นั การเรียนร้เู กดิ จากบุคคลตอ้ งมคี ตวิ า่ จะกระตนุ้ ให้ตนเอง เรียนรู้และพัฒนา
ตลอดเวลา มกี ารตรวจสอบตนเองในด้านตา่ งๆว่าไดท้ ำสง่ิ ท่คี วรทำหรือไม่ หรือกลา่ วได้ว่าการพฒั นาการเรยี นรู้
น้ันต้อง สร้างใหเ้ กิดความเคยชนิ ทดี่ เี นน้ ความมีระเบยี บวนิ ัยฝกึ ใหเ้ รยี นรไู้ ด้จากทุกสถานการณ์ มีความสขุ และ
สามารถเรยี นรไู้ ด้ด้วยตนเองพัฒนาให้เดก็ และเยาวชนสามารถกระทำไดโ้ ดยให้อิสระในการคดิ กับเดก็ ไม่
บงั คับหรอื ครอบงำความคิดมงุ่ เน้นให้ความรู้สง่ เสริมแคใ่ หต้ ิดอยู่กับความรสู้ ึกชอบหรอื ไมช่ อบ (การเรียนรู้อยา่ ง
ยง่ั ยืน ) ทฤษฎกี ารเรียนรูจ้ ากการสังเกตหรือการมีรูปแบบและประยุกต์ใช้ในการพฒั นาคน เปน็ ตน้

ปจั จุบันการเรยี นรูผ้ า่ นกิจกรรมในเกมมงี านวจิ ยั ท่ีศกึ ษาถงึ ผลจากการนำกิจกรรมมาใช้เพอื่
กระบวนการเรยี นรกู้ นั แพรห่ ลายมากข้นึ เชน่ word wall ศกึ ษากิจกรรมในเกมปริศนา(Puzzle game
based) ท่ีส่งผลถงึ กระบวนการคดิ ของผู้เล่นในการแกป้ ญั หาต่างๆ จากผลการศึกษาช้ีใหเ้ หน็ วา่ เกมคอื
สื่อการศึกษาชนิดหนึง่ ทีม่ ผี ลกระทบตอ่ กระบวนการแก้ปญั หาของผูเ้ ลน่ ถงึ แม้วา่ เกมไม่สามารถครอบคลุม
หวั ข้อต่างๆท้งั หมดได้แต่เกมสามารถดึงดูดความสนใจในกจิ กรรมนน้ั ๆ ได้ ในประเทศไทยผเู้ รียนหรอื นักเรยี น
ใช้ชีวติ ประจำวัน ตำรา หรือความรู้รอบตัวอ่ืนจากส่อื ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอรซ์ ึ่งแตกต่างจากรุน่ พอ่ แม่ จาก

การเปลย่ี นแปลงตา่ งๆรอบตัวในสงั คมทัว่ ไปเกดิ คำเรียกใหม่ๆ ขนึ้ มา เช่น Net Generation หรือ gamer
generation และ digital natives เปน็ ต้น ดังน้ันส่ือการเรยี นรู้ผ่านการเล่นเกม หรือ word wall คือเป็นสอ่ื
ในการเรียนรู้แบบหนงึ่ ซงึ่ ถกู ออกแบบมาเพ่ือใหม้ สี นกุ สนานไปพร้อมๆกับการไดร้ ับความร้อู ่นื e-learning อีก
รปู แบบหนง่ึ ทที่ ำให้ผู้เรียนมสี ่วนร่วมในการเรียนรู้ ของผ้เู รยี นเองบนพนื้ ฐานแนวคิดทจี่ ะทำใหก้ ารเรียนรูเ้ ปน็
เรื่องท่ีสนุกสนานกจิ กรรมในเกมเป็นส่อื สนบั สนุนการเรียนรู้เน่อื งจากเกมมคี วามหลากหลาย (complex and
diverse) สนับสนนุ ให้ผ้เู รียนมีแนวทางในการค้นหา สู่การสรา้ งความเคยซินต่อปัจจัยการเรยี นรู้ เกมสร้างการ
เรียนรอู้ ย่างมีปฏสิ ัมพนั ธ์ (Interactivelearning) กิจกรรมในเกมฝึกใหผ้ เู้ ลน่ เกมในเร่ืองการสร้างกระบวนการ
คิด (Ability to address cognitivessues) และสรา้ งแรงจงู ใจในการเรยี นรู้อย่างมาก เพ่ือการเรยี นรู้จึงเปน็
อกี แนวทางทน่ี กั วจิ ัยจะนำมาออกแบบเพื่อสร้างแรงจูงใจใหผ้ ูเ้ รียนอยากรู้ และนำบรบิ ทความร้ตู า่ งๆสอดแทรก
ในเกมเพื่อผลสัมฤทธ์ิในการเรยี นรูต้ อ่ ไป

กจิ กรรมเพื่อการเรียนรูท้ กั ษะท่ีจำเป็นของคนในยุคศตวรรษท่ี 21 เพอื่ ท่จี ะเรยี นรู้และดำรงชีวติ ได้อยา่ ง
มีความสขุ และปลอดภยั อีกทง้ั ทกั ษะการคิดวิเคราะห์เป็นการคดิ พ้นื ฐานที่จะช่วยต่อยอดสู่การคิดในขน้ั สงู
และเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ชว่ ยส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นมีความจำในระยะยาว มคี วามภาคภูมิใจในความคดิ ของ
ตนเองส่งผลใหเ้ กิดความภาคภูมใิ จและสร้างสรรค์ผลงานทด่ี มี คี ุณภาพไดใ้ นอนาคต ดงั นน้ั จึงสมควรทจ่ี ะ
สง่ เสริมการสอดแทรกกระบวนการคิดวเิ คราะห์ลงไปในการจดั การเรยี นรู้ เช่นการพัฒนาบางอย่าง จากองค์
ความรู้เดิมทไี่ ด้สะสมมาเพอื่ ให้ผู้เรียนเกดิ การพัฒนาอยา่ งมีคุณภาพ กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ หรือนำ
กระบวนการสรา้ งเกมมาย่อยเพ่อื ให้เข้าใจกระบวนการเรียนเรยี นรมู้ ากข้นึ คอื การพฒั นาเกม หรอื การ
ออกแบบเกมน้นั ควรมกี ารกำหนดวัตถุประสงคส์ ร้างต้นแบบพัฒนา และทดสอบในแตล่ ะส่วนของการออกแบบ
กระบวนการดังกลา่ วว่าสามารถนำมาประยุกต์ใชใ้ นการออกแบบการสร้างกระบวนการเรียนรู้ท่ดี คี อื

- กำหนดวตั ถุประสงคย์ ่อยๆ
- สรา้ งต้นแบบเพ่อื กำหนดวัตถุประสงค์
- พฒั นาจากต้นแบบ
- ทดสอบ
ข้นั ตอนดังกลา่ วเปรียบเสมือนการสร้างเกมทีละส่วน จึงนำหลกั การทดสอบการเรยี นรใู้ นแตล่ ะสว่ นย่อยๆ
และสามารถนำหลักการดงั กลา่ วมาประยุกต์ใช้กับ การออกแบบการเรียนรู้ตอ่ ไป มงี านวจิ ยั จำนวนมากแสดง
ใหเ้ หน็ ว่าการเลน่ เกมมสี ว่ นสนบั สนุน การจดจำบางอย่างให้กับผ้เู ลน่ เกม เชน่ การเรียนรู้วชิ าภาษาไทย
เกมชว่ ยใหผ้ ู้เล่นกระตุน้ ให้ผเู้ รยี นต่ืนตัวในการเรียนรู้ ดงั นน้ั การศกึ ษาในประเทศไทยจึงใหค้ วามสำคัญว่า การ
เล่นเกม นัน้ มแี นวโน้มสงู ข้ึน และอุปกรณ์ใกล้ตวั เช่นโทรศพั ท์มอื ถอื สามารถผลกั ดนั แนวคิดในการ
เปลีย่ นแปลงนำมาเป็นสอ่ื ของการเรยี นรู้ตอ่ ไปเนือ่ งจากเปน็ อุปกรณพ์ กพาสามารถใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา

งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง

ผลงานวิจัยเกย่ี วกบั การใช้ภาษาอีกประเดน็ คือการใช้คาํ ภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย มักมกี ารนิยมใช้
ภาษาปนกันระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาไทยนบั เป็นประเดน็ ทีม่ ผี ู้ใช้กัน อยา่ งแพรห่ ลายได้มีผศู้ กึ ษา
เกยี่ วกับประเด็นนี้เช่นฉันทนี รกั ธรรมยงิ่ (2538) ศึกษาเรอื่ งการปน ภาษาของแพทย์: การปนภาษาระหว่าง
ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ โดยศึกษาการใช้ภาษาของ อายุรแพทย์ในขณะปฏิบัติหนา้ ทรี่ ะหว่าบุคคลในวงการ

แพทย์กับบุคคลนอกวงการแพทย์ (ผูป้ ่วย) เพ่ือนํามาเปรียบเทยี บประเภทของคาํ ศัพทอ์ ังกฤษเฉพาะสาขาและ
คำศัพท์ภาษาอังกฤษทัว่ ไป พบว่า อายรุ แพทยม์ ีการใชศ้ ัพท์องั กฤษกบั บุคคลในวงการแพทย์มากกวา่ นอก

วงการแพทย์ และจะ ใช้ศพั ทเ์ ฉพาะทางมากกวา่ ศัพท์ภาษาอังกฤษท่วั ไป นอกจากนี ้มกี ารศึกษาการปน
ภาษาองั กฤษในภาษาไทยในรายการเพลงทางโทรทัศนไ์ ทย โดยThanutcha Preechaamornkul ศึกษาการ

ปนภาษาอังกฤษในภาษาไทยในระดับของคํา มี ความหลากหลายในชนดิ ของคาํ ไดแ้ ก่ คํานาม คำกริยา
คำคุณศัพท์ และคาํ อุทาน ซงึ่ ผลปรากฏว่า ชนดิ ของคาํ ที่มีการปนภาษามากทส่ี ุดคือ คํานาม รองลงมาคอื
คำกริยา คำคุณศัพท์ และคําอุทาน ตามลำดับ เมื่อพจิ ารณาระดบั คําภาษาองั กฤษท่ปี นในภาษาไทยพบว่า คําที่

ปรากฏในไทยบรบิ ท เป็นคํายืม ซง่ึ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ คํายมื โดยการทับศัพท์ และคาํ ยืม
โดยการ บญั ญัติศพั ท์ สำหรับการศึกษาดา้ นหนา้ ท่ีของการปนภาษาอังกฤษในภาษาไทย การปนภาษามี หน้าที่

หลักใหญ่ๆ 2 ประการ คือ หน้าท่ีทางปฏิบัตินิยมและหน้าท่ีทางสงั คม ไดแ้ ก่ การเน้นคําและ การขยาย
ความหมายของคํา ส่วนหนา้ ทีท่ างสังคมได้แก่ ศพั ทเ์ ฉพาะ สำหรบั การเปลี่ยนแปลงทาง ภาษาพบวา่
กระบวนการยืมภาษาอังกฤษใชใ้ นภาษาไทย ทำให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงทางภาษา 14 สุทธริ า วอ่ งพาณิชเจริญ

(2540) ได้ศกึ ษาการปนภาษาอังกฤษในภาษาไทยของนกั จดั รายการ วทิ ยภุ าคเอฟ.เอม็ .ในกรุงเทพมหานคร
พบว่า นกั จัดรายการวทิ ยปุ ระเภทขา่ วทว่ั ไปในสถานการณ์ ในสถานการณ์ การสนทนาคนเดียวมกี ารปน

ภาษาอังกฤษในการสนทนามากท่ีสดุ และรายการ เก่ยี วกับเศรษฐกจิ มีการใช้คาํ ปนมากท่ีสดุ สว่ นลักษณะการ
ปนคาํ ภาษาองั กฤษนั้น นักจัดรายการ วิทยใุ ชศ้ พั ท์ทั่วไปมากกว่าการใช้ศพั ทเ์ ฉพาะสาขา และใช้ลักษณะการ
สรา้ งศัพทเ์ ป็นแบบการทบั ศพั ท์ ทับศัพท์บางส่วน การตดั คาํ โดยใช้การสร้างคําแบบการทับศัพท์ทว่ั ไปสูงกว่า

การทบั ศพั ท์ เฉพาะสาขา สำหรบั การปนภาษาอังกฤษในแต่ละประเภทรายการ พบวา่ นกั จัดรายการประเภท
เศรษฐกจิ ใชค้ ําปนภาษาองั กฤษสูงสุด รองลงมาคือนักจดั รายการข่าวทั่วไป และนกั จดั รายการ ความรูท้ ว่ั ไป

ตามลำดบั สำหรบั ในสถานการณส์ นทนาคนเดียว นักจดั รายการประเภทเศรษฐกจิ ใช้ คําปนภาษาองั กฤษมาก
ที่สุด สว่ นสถานการณ์สองคน นกั จักรายการประเภทข่าวท่ัวไปใช้คาํ ปน ภาษาอังกฤษมากที่สุด การใชศ้ ัพท์
เฉพาะสาขาและคำศัพท์ท่ัวไปจําแนกตามประเภทรายการและ ตามสถานการณ์ การใช้ภาษาจะมีความ

แตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิเกอื บทุกประเด็น สรุ ียร์ ตั น์ บํารงุ สขุ (2557) ไดท้ ำการศึกษาเร่ือง “การ
เปล่ยี นแปลงทางสงั คมที่มีผลตอ่ การ ใช้คําตา่ งประเทศในภาษาไทย” มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือศกึ ษาการ

เปล่ียนแปลงทางสังคมทม่ี ผี ลต่อการ ใช้คําต่างประเทศในภาษาไทย ศึกษาการจําแนกหมวดหมู่ทางความหมาย
ศกึ ษาวิธกี ารยืมคาํ และการเปลีย่ นแปลงทางความหมายของคํา โดยผวู้ จิ ัยเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลคาํ ต่างประเทศใน
ภาษาไทยจาก พจนานกุ รมภาษาไทย-ภาษาไทยของเจ.คสั แวล และเจ.เอช.แซนดเ์ ลอร์ (พ.ศ. 2388) อกั ข

ราภิธานศรบั ท์ของแบรดเลย์ แดนบีช (พ.ศ. 2416) และพจนานุกรมฉบบั หลวง คอื ปทานกุ รม ของกรมตํารา
กระทรวงธรรมการ (พ.ศ. 2470) และพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542 พบคําต่างประเทศใน

ภาษาไทยท้ังสน้ิ 2,106 คํา ซึ่งผลการวเิ คราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมกบั ภาษา
พบวา่ แบ่งความสมั พนั ธไ์ ด้ 3 ยคุ คือ ยคุ เริม่ ตน้ การเปล่ยี นแปลง (พ.ศ.2369-2448) คาํ ทพี่ บมากที่สุด คอื
ภาษาจนี ยคุ กา้ วเข้าสู่การ เปลี่ยนแปลง(พ.ศ.2449-2475) คาํ ที่พบมากที่สุด คือ ภาษาเขมรและภาษาชวา

สว่ นสังคมยุค ปัจจบุ ัน(พ.ศ.2476-2551) คาํ ท่พี บมากท่สี ุด คอื ภาษาอังกฤษและภาษาเขมร การปรากฏคาํ 15
ตา่ งประเทศเหลา่ นี ม้ ีความสัมพนั ธก์ ับเหตกุ ารณท์ างสังคม ในด้านการจาํ แนกหมวดหมู่ทาง ความหมายของคาํ

ต่างประเทศในภาษาไทย แบง่ ตามแนวคิดวัฒนธรรม 2 ด้าน ไดแ้ ก่ วัฒนธรรมท่ี สัมผสั ได้ และวฒั นธรรมที่
สมั ผัสไม่ได้ ผลการศกึ ษาพบวา่ หมวดวัฒนธรรมที่สมั ผัสได้ พบคํา ต่างประเทศมากที่สุด ร้อยละ 63.44 ส่วน
หมวดวัฒนธรรมท่ีสมั ผสั ไม่ได้ พบเพียงรอ้ ยละ 36.56 ใน ด้านวธิ กี ารยมื คําต่างประเทศในภาษาไทย พบ 3 วธิ ี

คือ การยืมคํา การยมื เสยี ง และการยืม ความหมาย วิธที ี่พบมากทสี่ ุดคือ วธิ กี ารยมื คํา ร้อยละ 96.21 การยมื

เสยี ง ร้อยละ 3.09 และการ ยมื ความหมาย รอ้ ยละ 0.70 นอกจากนี ใ้ นด้านการเปลย่ี นแปลงทางความหมาย
ของคํา ตา่ งประเทศในภาษาไทย คำศัพท์ร้อยละ 93.16 ไม่มกี ารเปลยี่ นแปลงทางความหมาย กรณีทม่ี ี การ

เปลี่ยนแปลงทางความหมายพบเพียงรอ้ ยละ 6.84 ประกอบดว้ ยคําทมี่ กี ารเปลีย่ นแปลง ความหมายแบบกวา้ ง
ออก รอ้ ยละ 3.32 ความหมายย้ายที่ ร้อยละ 1.92 และความหมายแคบเข้า ร้อยละ 1.60 ตามลำดับ กลา่ วได้

ว่า การใชภ้ าษาตา่ งประเทศในภาษาไทย มักเป็นลักษณะการพูดคาํ ภาษาองั กฤษ ปนภาษาไทยน้ันเป็นรูปแบบ
ภาษาท่พี บทวั่ ไปในการดำรงชีวติ ประจำวนั และการปนภาษานั้นยอ่ ม มีความสัมพนั ธ์กับปจั จยั ต่าง ๆ ในการใช้
ภาษา เช่น ปรบิ ททางสังคม สถานการณ์การใชภ้ าษา จนถงึ ประเภทของเรอ่ื งที่พดู งานวจิ ัยทย่ี กมาข้างตน้ นี้

ผ้วู ิจยั ได้เห็นถงึ ความสำคัญในการใช้คําทับศพั ทภ์ าษาองั กฤษใน ภาษาไทย ในฐานะที่ไทยเรารับเอามาใช้ใน
ชวี ิตประจำวนั ซึง่ คาํ ทับศพั ทน์ ้ีมอี ทิ ธิพลตอ่ การใช้ ภาษาของคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก นบั ได้ว่าเป็น

ขอ้ มลู ทางการวจิ ัยที่สามารถนำมาใช้ใน การศกึ ษาเก่ยี วกบั การใช้คําภาษาต่างประเทศในภาษาไทยท้ัง ๆ ทมี่ คี าํ
ไทยใช้แทนได้ และยงั สามารถนาํ มาปรับใช้ในการเรยี นการสอนเกี่ยวกบั เร่อื งการใช้ภาษาต่างประเทศใน
ภาษาไทย และ ภาษากับสังคมเป็นอยู่

บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย

การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเร่ือง อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ในรายวิชา
ภาษาไทย โดยการใช้แบบฝกึ ทกั ษะ สำหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/1 โรงเรยี นกำแพงวิทยา ผู้วจิ ยั ได้
ดำเนนิ การวจิ ัยโดยศกึ ษาเอกสารและข้อมูลทเี่ กี่ยวขอ้ ง เพื่อให้เป็นสือ่ การสอนในการจดั การเรียนการสอนอยา่ ง
เหมาะสมและมีประสิทธิท้งั นี้เพอื่ ให้การวจิ ัยบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ท่ีกำหนดไว้ ผูว้ ิจัยได้ดำเนินการ
การวิจยั โดยมีรายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี

1. ประชากรเปา้ หมาย
2. เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
4. วธิ กี ารดำเนินการวจิ ยั
5. การวิเคราะหข์ อ้ มูล

1. ประชากรเปา้ หมาย
ประชากรในการวจิ ัยคร้ังนี้ คือ นกั เรยี นโรงเรยี นกำแพงวิทยา ทกี่ ำลงั ศกึ ษาในระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/1
จำนวน 36 คน

2. เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจยั
1.ชดุ แบบฝึกทกั ษะ เร่ืองการพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิ อิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
2.แบบประเมนิ คุณภาพแบบฝกึ ทักษะ เรอื่ ง อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
3.แบบประเมินการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเรอื่ ง อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย กอ่ น

เรยี นและหลังเรียน

3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การวิจัยครงั้ นีไ้ ดด้ ำเนนิ การทดลองโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรอื่ ง อิทธพิ ลของ
ภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4/1 ซงึ่ ใช้เวลา 1 สัปดาห์ สปั ดาหล์ ะ 2 คาบ
เรยี นละ 50 นาที โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 2 ขน้ั ตอนดงั น้ี

1. ขนั้ การทดลอง
1) ช้ีแจงรายละเอียดวัตถปุ ระสงคใ์ นการเรยี นด้วยแบบฝกึ ทกั ษะ การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเร่ือง
อิทธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1 ให้กลมุ่ เปา้ หมายทำความ
เข้าใจและกำหนดขอ้ ตกลง
2) ดำเนินการตามแผนการจัดการเรียนรทู้ งั้ หมด 2 สปั ดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบเรียน แบ่งเป็นการเรียนดว้ ย
ทฤษฎี 60 นาที ใช้ชดุ แบบฝึก 40 นาที ดังน้ี

(1) คาบที่ 1 สือ่ เกมออนไลน(์ word wall) ครสู มุ่ เลขทว่ี งลอ้ จากการใช้โปรแกรม word wall
เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนรสู้ ึกตน่ื ตัวในการเรยี นรอู้ ยูต่ ลอดเวลาโดยจะใชเ้ กมเปิดคำถามเสี่ยงดวงมหาสนกุ เรื่องคำ
ภาษาต่างประเทศ ใหน้ ักเรียนโดนสุ่มเลขท่เี ลอื กแผน่ ปา้ ยคำถามมา 1 คำถามซง่ึ ในแผน่ คำถามจะเปน็ ความรู้ท่ี

ใชท้ บทวนนักเรยี นเบ้ืองตน้ พร้อมกับอธบิ ายเฉลย เรื่องภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย 1 และประเมินทักษะ
การวัดผลสมั ฤทธิ์ เร่อื งท่ี 1.ท่ีมาของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย 2.ลกั ษณะของภาษาต่างประเทศใน
ภาษาไทย 3.คำภาษาบาลี -สนั สกฤต 4.คำภาษาเขมร 5.ภาษาจีน 6.ภาษาองั กฤษ (E1)

(2) คาบที่ 2 ใช้แบบฝึกทกั ษะ โดยให้นกั เรียนทำแบบทดสอบ หลังเรียนจากเรอื่ ง เรือ่ งอิทธพิ ลของ
ภาษาต่างประเทศในภาษาไทยจากสัปดาหท์ ่ี 1 เรื่องอิทธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย 1.สาเหตุของ
ภาษาต่างประเทศทเ่ี ขา้ มาปะปนในภาษาไทย 2.คำภาษาบาลี -สนั สกฤต 3.คำภาษาจนี 4.คำภาษาเขมร 5.
ภาษาชวา มลายู 6.ภาษาอังกฤษ (E2)

สัปดาห์ท่ี 1 ดำเนนิ การตามแผนการจัดการเรยี นร้เู รอ่ื ง อิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศ

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๗ รายวชิ า ภาษาไทยพืน้ ฐาน
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 รหสั วิชา ท ๓1๑๐๒ ปีการศึกษา ๒๕๖4
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๒ สัมพนั ธภ์ าษา เวลา ๒ ชั่วโมง
ชื่อผสู้ อน นางสาวจรรยา หัสมา ภาคเรียนที่ 2
เรื่อง อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศ

๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง
ของภาษา ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ขิ องชาติ
ตัวช้ีวัด
ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๕ วิเคราะห์อิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศและภาษาถนิ่

๒. สาระสำคัญ
ภาษาไทยรับคำทม่ี าจากภาษาต่างประเทศมาใชห้ ลายภาษา ทำใหม้ คี ำใช้เพ่มิ มากข้นึ แตบ่ าง

คำมคี ำภาษาไทยใช้อยแู่ ลว้ หรือไดค้ ิดคน้ คำไทยขน้ึ ใช้แล้ว จึงควรเลอื กใชเ้ ท่าทจี่ ำเป็น และใชค้ ำท่มี าจาก
ภาษาต่างประเทศให้ถูกตอ้ งและเหมาะสม

จุดประสงค์การเรยี นรู้

๑. อธิบายเกีย่ วกบั คำภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย (K)
๒. ใช้คำทม่ี าจากภาษาต่างประเทศได้อย่างถูกตอ้ งและเหมาะสม (P)

๓. ตระหนักถงึ คุณค่าและความสำคัญของการใชภ้ าษาไทยในชีวิตประจำวันให้ถูกตอ้ ง (A)

๓. สาระการเรียนรู้
คำภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย

๔.สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน ๒.๒ ทักษะการวเิ คราะห์
๒.๔ ทักษะการประเมิน
๑. ความสามารถในการสือ่ สาร

๒. ความสามารถในการคิด
๒.๑ ทักษะการเปรยี บเทยี บ
๒.๓ ทักษะการสร้างความรู้

๓. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

๕.คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๑.มวี นิ ยั
๒.ใฝ่เรยี นรู้
๓.มุง่ มัน่ ในการทำงาน
๔.รกั ความเป็นไทย

๖.ภาระ/ชิ้นงาน
แบบฝึกทกั ษะ เร่อื ง คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

๗.กระบวนการจัดการเรียนรู้

๑.ขน้ั นำเข้าสบู่ ทเรยี น

๑.ให้นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครูใช้คำถามทา้ ทาย ดังนี้

- หากไม่รบั ภาษาอืน่ เขา้ มาใช้ปะปนกับภาษาไทยจะเปน็ เชน่ ไร เพราะเหตุใด

๒. ใหน้ กั เรียนร่วมกนั สนทนาการใช้ภาษาส่ือสารในชีวติ ประจำวนั หากแตล่ ะคนใช้คำทับศพั ท์

ภาษาองั กฤษแทนคำไทยแล้วจะทำใหภ้ าษาของชาตเิ ปน็ เช่นไร ครอู ธิบายเพิม่ เติม

๒.ขนั้ การสอน

๑.ให้นกั เรียนศึกษาความรู้เรือ่ ง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย อธบิ ายสาเหตุที่ภาษาต่างประเทศมา

ปะปนกับภาษาไทย แล้วรว่ มกันเขยี นบทความวจิ ารณ์การใช้ภาษา จากน้นั ร่วมกนั สรปุ ความเข้าใจ

๒. ให้นกั เรยี นอ่านออกเสียงจากสอื่ power point ดังนี้

มะเดหวี เขนย บหุ งา

กะลาสี ดอก ชอลก์

ลอตเตอร่ี บงั อาจ ยิหวา

หญา้ ป่ินโต ขา้ ง

จากนั้นนักเรียนจำแนกคำไทยแท้กับคำภาษาตา่ งประเทศพร้อมระบคุ วามหมายใหถ้ กู ต้อง

๓. ครอู ธบิ ายเรื่องลกั ษณะภาษาไทยและภาษาตา่ งประเทศ แลว้ ถามนักเรยี นว่า เพราะเหตใุ ดไทยจึง

ตอ้ งรับอทิ ธิพลจากภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย (ตวั อยา่ งคำตอบ เพราะไทยเราตอ้ งติดต่อค้าขาย

กบั ต่างประเทศ เจรญิ สัมพนั ธไมตรี การท่เี รารภู้ าษาอื่นจะทำใหเ้ ปน็ ประโยชนท์ างการคา้ สร้างปฏิสมั พันธ์

ด้านอืน่ และรบั วฒั นธรรม ความเชือ่ ทดี่ ี ทงั้ มีภาษาใชห้ ลากหลาย)

๔. ให้นกั เรียนยกตัวอย่างคำภาษาตา่ งประเทศทพ่ี บในชีวิตประจำวัน โดยครเู รียกให้ตอบตามเลขที่

ตามเวลาท่กี ำหนดโดยตอบเวยี นกนั ไปเรื่อย ๆ จนกวา่ จะมีผ้ชู นะและไดร้ บั รางวัล

๕. ให้นักเรยี น รวบรวมคำที่ใช้ภาษาต่างประเทศทีพ่ บในชวี ิตประจำวัน ทำเปน็ รายงานวชิ าการใช้
ภาษาตา่ งประเทศถกู ต้องตามบรบิ ทแลว้ นำเสนอหน้าชนั้ เรยี น (ผา่ นระบบออนไลน์ Google Meet ) หัวข้อเรอ่ื ง
ดังน้ี

- หมายเลข ๑ คำเขมร
- หมายเลข ๒ คำบาลี สนั สกฤต
- หมายเลข ๓ คำภาษาองั กฤษ
- หมายเลข ๔ คำภาษาจนี
- หมายเลข ๕ คำภาษาชวา
แลว้ ร่วมกันวเิ คราะห์ถงึ ความสำคญั การใช้ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย พรอ้ มตระหนกั ถึงคณุ ค่าการใช้
ภาษาไทยให้ถกู ต้อง
๖. ให้นักเรยี นอา่ นงานเขียนในสอ่ื ส่งิ พิมพ์และสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์ จากนัน้ บอกหลักสังเกตคำภาษาไทย
และภาษาตา่ งประเทศ ใช้ภาษาเขยี นแสดงความคิดเห็นและนำเสนอหนา้ ช้ันเรยี น
๗.ทำใบงาน เร่อื ง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย แล้วร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ ง

๓.ขั้นสรปุ
๑. ให้นกั เรยี นและครรู ว่ มกันสรปุ ความรู้ ดังนี้
- ภาษาไทยรบั คำทีม่ าจากภาษาตา่ งประเทศมาใช้หลายภาษา ทำใหม้ คี ำใช้เพมิ่ มากขนึ้ แตบ่ างคำ

มีคำภาษาไทยใช้อยู่แลว้ หรอื ไดค้ ิดคน้ คำไทยข้นึ ใช้แล้ว จึงควรเลอื กใช้เทา่ ที่จำเปน็ และใช้คำที่มาจาก
ภาษาตา่ งประเทศให้ถูกต้องเหมาะสม

๘.ส่ือและแหลง่ เรยี นรู้
๑. สอ่ื power piont
๒. ฉลาก

๙.การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๑. วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล
๑) สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
๒) สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุม่
๓) ตรวจผลงานของนกั เรียน
๒. เคร่อื งมือ
๑) แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
๒) แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
๓. เกณฑก์ ารประเมนิ
๑) การประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรม
ผ่านตั้งแต่ ๒ รายการ ถือว่า ผ่าน
ผ่าน ๑ รายการ ถือว่า ไมผ่ า่ น
๒) การประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลมุ่
คะแนน ๙ - ๑๐ ระดบั ดีมาก

คะแนน ๗ - ๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕ - ๖ ระดบั พอใช้
คะแนน ๐ - ๔ ระดบั ควรปรับปรงุ

2. ขนั้ หลงั การทดลอง
เกบ็ รวบรวมขอ้อมูลท่ไี ด้จากการวเิ คราะห์ข้อมูลทางสถิตติ ไิ ป
4. วิธีการดำเนินการวิจยั

1. ผูว้ ิจัยตดิ ตอ่ ประสานงานกบั กล่มประชากรเปา้ หมายให้ใชเ้ คร่อื งมอื ทสี่ ร้างขน้ึ มาโดยเร่ิมจากการทำ
แบบประเมินการวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรือ่ ง อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย เรยี น 2 คาบ
จากน้นั เกบ็ รวบรวมข้อมูล

2. ผู้วจิ ยั ใหก้ ลมุ่ ประชากรเปา้ หมายศกึ ษาแบบฝกึ ทักษะ เรื่อง อิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศใน
ภาษาไทย

3. ผ้วู จิ ยั ให้กลมุ่ ประชากรเป้าหมายทำแบบประเมนิ ทักษะการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรอ่ื ง
อทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย จากน้ันเกบ็ รวมข้อมลู
5. การวิเคราะห์ขอ้ มูล

ค่าสถิตทิ ่ีใชใ้ นการวิเคราะหแ์ ละประเมินผลการทดลองของส่ือวดิ ที ศั น์ออนไลน์ เรื่อง การพัฒนาทกั ษะ
เรอ่ื งอิทธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย โดยใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ทางสถิติ
ดงั ต่อไปน้ี

5.1 การประเมินความสอดคลอ้ ง โดยวเิ คราะหห์ าคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ ง (Index of item objective
congruence : IOC) การหาคา่ ความเท่ียงตรง (Validity) ของขอ้ คำถามและเนื้อหา

5.2 การหาประสิทธิเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองอทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
กอ่ นเรยี น และหลังเรยี นด้วยแบบฝึกทักษะ โดยใชส้ ูตรการคำนวณหาค่า E1 และ E2

สถติ ิท่ีใช้ในการหาคุณภาพเครือ่ งมอื ดังตอ่ ไปน้ี
1) ธรี ศกั ดิ์ อนุ่ อารมณเ์ ลิศ (2549 : 73) กล่าวถงึ การวเิ คราะหค์ า่ ดัชนีความสอดคล้อง (Index of item
objective congruence : IOC) การหาคา่ ความเที่ยงตรง (Validity) ของข้อคำถามและเน้ือหาโดยใช้สูตรดังนี้

∑R
IOC= n
เมอ่ื IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหวา่ งคำถามและเน้ือหา
ΣR แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นผูเ้ ช่ียวชาญ
N แทน จำนวนผเู้ ชยี่ วชาญ

สถติ พิ ้ืนฐานทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูล
1.สถิตพิ ืน้ ฐาน

1) คา่ เฉลี่ย (Mean) คำนวณจากสตู ร ดังนี้ (ชยั ยงค์ พรหมวงศ.์ 2552 : 52)

X̅ = ∑X
N

เมอื่ X̅ แทน คา่ เฉลี่ย
∑ X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
N แทน จำนวนข้อมูลทงั้ หมด

สถิตทิ ี่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
1) การคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ(E1) (ชัยยงค์ พรหมวงศ,์ 2556)

∑X
E1 = N × 100

A

เมอื่ E1 แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
∑ X แทน ประสทิ ธภิ าพจาการทดลองระหวา่ งเรียนของบทเรียนคิดจากรอ้ ยละของคะแนน

เฉล่ียได้จากการทำแบบทดสอบหลงั เรยี นบทเรียนของนักเรยี นท้งั หมด
A = คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบทั้งหมด
N = จำนวนนักเรียนทั้งหมด

2) การคำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ(์ E2)

∑Y
E2 = N × 100

A

เม่ือ E2 = ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
∑Y = คะแนนรวมของผู้เรียนจากการทดสอบหลังเรียน
A = คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
N = จำนวนนักเรียนทงั้ หมด

หาผลสมั ฤทธ์ิกอ่ นเรยี นและหลังเรยี นของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4/1 โรงเรยี นกำแพงวทิ ยา ในรายวิชา
ภาษาไทย
3) ค่าความเทยี่ งตรง (Validity)การวิเคราะหค์ ่าดัชนีความสอดคลอ้ ง IOC (Index of Item of Objective
Congruence) โดยใชส้ ูตรดังน้ี (ชัยยงค์ พรหมวงศ.์ 2552 : 53)

∑R
IOC = N

เมอื่ IOC แทน ดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างขอ้ คำถามและเน้ือหา

∑R แทน ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของเชี่ยวชาญทั้งหมด
N แทน จำนวนผเู้ ช่ียวชาญทงั้ หมด
4) ค่าความยากงา่ ย (Difficultly) ของแบบทดสอบ โดยใชส้ ตู ร (ชยั ยงค์ พรหมวงศ.์ 2552 : 53)

R
P=N

เมอ่ื P แทน ระดับความยาก
R แทน จำนวนผเู้ รียนที่ทำขอ้ นน้ั ถูก
N แทน จำนวนผู้เรยี นท้ังหมด

5) ค่าอำนาจจำแนก (R) เปน็ การจำแนกความแตกตา่ งระหว่างผู้สอบ โดยใช้สตู รดงั น้ี

R= (RU − RL)
N
2

เมอื่ R แทน อำนาจจำแนกเป็นรายข้อ
RU แทน จำนวนผู้เรียนท่ีตอบถกู ในขอ้ น้ันในกลมุ่ เก่ง
RL แทน จำนวนผู้เรียนท่ีตอบถูกในขอ้ น้ันในกลุม่ อ่อน
N แทน จำนวนคนในกลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมด

สถติ ทิ ี่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน
1) การเปรียบเทยี บผลการเรียนรูร้ ะหวา่ งเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถติ ิ Z-test Dependen ดงั นี้

Z= x̅-μ0
s
√n

เมอื่ x̅ แทน แทนคา่ เฉลีย่ ของกลุ่มประชากร
μ0 แทน แทนค่าเฉล่ยี ต่อกล่มุ ประชากรหรือเกณฑ์ที่ตง้ั ข้นึ
s แทน แทนความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุม่ ประชากร
N แทน แทนขนาดของกลุ่มประชากร

บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล

การวิจัยครัง้ น้ีเป็นการวิจัยเรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ือง อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศใน
ภาษาไทยโดยการใช้แบบฝกึ ทกั ษะ สำหรับนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/1 โรงเรียนกำแพงวทิ ยา ซงึ่ มี
วัตถปุ ระสงค์การวิจัยดังต่อไปน้ี

1. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เร่ือง อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ในรายวชิ า
ภาษาไทย กอ่ นเรยี นและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทกั ษะ สำหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/1 โรงเรยี นกำแพง
วิทยา ผวู้ ิจยั ได้ดำเนนิ การใชก้ ับกลุ่มเป้าหมาย คือ นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4/1 โรงเรียนกำแพงวิทยา ท่ี
กำลังศึกษาอยใู่ นภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 มีนกั เรยี นจำนวน 36 คน โดยผลการประเมนิ ประสิทธภิ าพ
ตามเกณฑ์ของชุดแบบฝกึ ทกั ษะ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นเรอื่ ง อิทธิพลของภาษาต่างประเทศ
ในภาษาไทย

1.1 ผลของการพัฒนาแบบทดสอบ
ผลของการพัฒนาแบบทดสอบ เพ่ือใช้ในการประเมินผลการเรยี นในการนำแบบฝกึ ทักษะ เร่ืองการ
พัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเร่ือง อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ไปใช้แล้ว ยังใช้ในการ
เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของแบบฝึกทักษะ ท่ไี ด้พฒั นาข้นึ และผลคะแนนเปรียบเทียบก่อนเรยี น
และหลังเรยี นของผ้เู รียน ผู้วิจัยได้ พจิ ารณาเนอ้ื หาและแยกแยะผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวัง แลว้ ทำการกำหนด
น้ำหนกั และจำนวนข้อสอบตามผลการ เรียนรทู้ ี่คาดหวัง พิจารณาแยกแยะขอ้ สอบออกตามระดบั พฤติกรรม
ด้านพทุ ธิพสิ ัยใหส้ อดคลอ้ งกบั ระดบั การเรยี นรู้ คือ ความรู้ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะหแ์ ละการ
ประเมนิ คา่ หลังจากน้นั ทำการออกขอ้ สอบให้สอดคล้องกับผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวังโดยสร้างแบบทดสอบเป็น
แบบเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก สร้างและตรวจทานแบบทดสอบเสร็จแลว้ นำแบบทดสอบที่ไดใ้ ห้ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน
เน้ือหาพิจารณาการใช้สำนวนในการส่อื ความหมายต่าง ๆ และตรวจสอบความถกู ต้องของเนอ้ื หา หลกั การ
ออกแบบข้อสอบและทำการแก้ไขข้อบกพร่องทเี่ กิดขนึ้ แลว้ ให้ผู้เชย่ี วชาญดา้ นเน้อื หาตรวจสอบ มีคา่ ดัชนคี วาม
สอดคลอ้ ง (IOC) ของขอ้ สอบแต่ละขอ้ กบั ผลการเรยี นร้ทู ่คี าดหวังซง่ึ ข้อสอบต้องมีคา่ ดัชนคี วามวามสอดคลอ้ ง
เฉลี่ย 0.5 ขนึ้ ไป ดงั ตารางต่อไปนี้

แบบตรวจสอบความเท่ียงตรง (Validity)
ดา้ นความสอดคล้องระหว่างขอ้ สอบ กับ ตัวชว้ี ัด/ผลการเรียนรู้

คำชแี้ จง แบบสอบถามน้ีสำหรบั ผู้เชีย่ วชาญเปน็ ผู้ตอบ โปรดเขียนเคร่อื งหมาย  ลงในชอ่ งวา่ งระดบั
ความเหน็ ของท่านวา่ ขอ้ สอบมีความสอดคล้องหรอื ถูกต้องเพียงใด

ใหค้ ะแนน +1 ถา้ แน่ใจว่าข้อคำถามวดั ได้ตรงตามตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู้
ให้คะแนน 0 ถ้าไม่แนใ่ จวา่ ขอ้ คำถามวัดได้ตรงตามตวั ชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้
ใหค้ ะแนน -1 ถา้ แน่ใจวา่ ข้อคำถามวัดได้ไมต่ รงตามตวั ชี้วดั /ผลการเรยี นรู้

ครูผู้สอน นางสาวจรรยา หสั มา กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
รายวิชาภาษาไทยพ้ืนฐาน รหสั วิชา ท31102 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564

ระดบั ความสอดคล้อง

ตวั ชว้ี ดั /ผลการ ขอ้ สอบ ผูเ้ ชีย่ วชาญคน ผเู้ ชี่ยวชาญคนที่ ผเู้ ช่ียวชาญคนท่ี สรปุ ผล
เรยี นรู้
ขอ้ ท่ี ท่ี 1 2 3 รวม OIC แปลผล
ท 4.1 ม.3/6 3 +1 ใชไ้ ด้
+1 0 -1 +1 0 -1 +1 0 -1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
1 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
2 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
4 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
5 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
6 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
7 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
8 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้
3 +1 ใชไ้ ด้
9 +1 +1 +1 3 +1 ใชไ้ ด้

10 +1 +1 +1

11 +1 +1 +1

12 +1 +1 +1

13 +1 +1 +1

14 +1 +1 +1

15 +1 +1 +1

16 +1 +1 +1

17 +1 +1 +1

18 +1 +1 +1

19 +1 +1 +1

20 +1 +1 +1

ผูเ้ ชี่ยวชาญลงชอื่ วนั ท.่ี ..../....../.... วนั ที.่ ..../....../.... วนั ท่ี...../....../....
(วนั ทปี่ ระเมนิ )

จากตาราง ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นเนอ้ื หาทัง้ 3 ท่าน มีความเหน็ วา่ ค่าความสอดคล้อง (IOC)
ดา้ นแบบทดสอบระหวา่ งเรียนและแบบทดสอบหลงั เรียนของแบบฝกึ ทักษะ เรือ่ งอทิ ธิพลของ

ภาษาตา่ งประเทศในภาษา ซ่งึ ไดค้ า่ ความสอดคลอ้ งเท่ากบั 0.5 ขึ้นไป ถอื ว่าแบบทดสอบนั้นสามารถนำไปใช้
วัดผลได้ หลงั จากน้ันนำแบบทดสอบมาจัดพมิ พแ์ ล้วนำแบบทดสอบทไ่ี ด้มาวเิ คราะหป์ ระสิทธภิ าพในด้านต่าง ๆ
ดงั นี้

1) ผลการวิเคราะห์ความยากง่าย (P)
นำแบบทดสอบที่คณะผู้วิจัยสรา้ งขน้ึ มาไปทดลองกบั นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4/2 ในภาคเรยี นท่ี 2 ปี

การศึกษา 2564 จำนวน 10 คน ทเี่ คยผา่ นการเรียนใน รายวชิ าภาษาไทยมาแล้วในปีการศึกษา 2564

และนำผลสอบมาวิเคราะหห์ าค่าความยากง่ายของขอ้ สอบโดยขอ้ สอบที่เหมาะสมจะตอ้ งมคี า่ ความง่าย ท่ี 0.5
-0.8 ซึง่ จากการวิเคราะหไ์ ด้แบบทดสอบท่ตี รงตามเกณฑ์จำนวน 40 ขอ้ มคี ่าความยากงา่ ยอยู่ท่ี 0.23 - 0.73
โดยข้อสอบท่ีเหมาะสมจะต้องมีคา่ ความง่ายที่ 0.5 - 0.8 ดังตารางตอ่ ไปน้ี

ตารางแสดง ผลการวิเคราะหค์ วามยากง่ายของแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรียน

ข้อที่ ค่าความยากง่าย (P) ความหมายค่า (P) ผลแปลคุณภาพของข้อสอบ
1 0.60 ค่อนขา้ งงา่ ย ใช้ได้
2 0.53 ใชไ้ ด้
3 0.40 ยากง่ายปานกลาง ใชไ้ ด้
4 0.50 ยากง่ายปานกลาง ใชไ้ ด้
5 0.30 ยากง่ายปานกลาง ใชไ้ ด้
6 0.73 ใชไ้ ด้
7 0.50 คอ่ นข้างยาก ใช้ได้
8 0.43 ค่อนข้างงา่ ย ใช้ได้
9 0.67 ยากง่ายปานกลาง ใช้ได้
10 0.37 ยากง่ายปานกลาง ใชไ้ ด้
ค่อนขา้ งงา่ ย
ค่อนข้างยาก

จากตารางแสดงผลการวอเคราะห์ความยากงา่ ยของแบบทดสอบก่อนเรียนและแบทดสอบหลังเรยี นของ

การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่อื งอทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยการใช้แบบฝึกทักษะ

สำหรบั นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/1 โรงเรยี นกำแพงวทิ ยา ซงึ่ จากผลการวอเคราะหไ์ ดแ้ บบทดสอบท่ีตรง

ตามเกณฑ์ จำนวน 20 ขอ้ มีความยากงา่ ยอยู่ท่ี 0.23-0.73 ถอื ว่าแบบทดสอบมีความเหมาะสมในการนำไปวัดผลได้

2)ผลการหาค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ

นำแบบทดสอบท่ีสรา้ งข้ึนมาทดสอบกบั นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/2 ในภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา

2564 จำนวน 10 คนทผี่ า่ นการเรียนวิชาภาษาไทยมาแล้วในภาคเรยี นที่ 1 และนำผลสอบมาวิเคราะห์เพื่อหา

คา่ อำนาจจำแนกของข้อสอบโดยข้อสอบท่เี หมาะสมจะตอ้ งมีค่าอำนาจจำนาจจำแนกที่ 0.2-1.0 ดงั ตาราง

ตอ่ ไปนี้

ตารางแสดงผลการวิเคราะหค์ ่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน

ข้อท่ี ค่าอำนาจจำแนก (R) ความหมายค่า (R) แปลผลคุณภาพของขอ้ สอบ

1 0.27 อำนาจจำแนกพอใช้ ใชไ้ ด้

2 0.53 อำนาจจำแนกดี ใชไ้ ด้

3 0.27 อำนาจจำแนกพอใช้ ใช้ได้

4 0.20 อำนาจจำแนกพอใช้ ใช้ได้

5 0.47 อำนาจจำแนกดี ใชไ้ ด้

6 0.27 อำนาจจำแนกพอใช้ ใชไ้ ด้

7 0.27 อำนาจจำแนกพอใช้ ใช้ได้

8 0.27 อำนาจจำแนกพอใช้ ใช้ได้

9 027 อำนาจจำแนกพอใช้ ใชไ้ ด้

10 0.27 อำนาจจำแนกพอใช้ ใชไ้ ด้

จากตาราง ผลการวเิ คราะหค์ ่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรยี น

ของการพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนเร่ือง อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศ ในรายวชิ าภาษาไทย โดยการใช้

แบบฝกึ ทักษะ สำหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนกำแพงวิทยา

นำผลมาวเิ คราะห์เพือ่ หาคา่ อำนาจจำแนกของขอ้ สอบ โดยขอ้ สอบที่เหมาะสมจะตอ้ งมีค่าอำนาจจำแนกท่ี

0.2 – 1.0 ซง่ึ จากการวิเคราะหไ์ ดแ้ บบทดสอบที่ตรงตามเกณฑ์ จำนวน 40 ขอ้ มีค่าอำนาจจำแนกอยทู่ ่ี 0.20 -

0.73 ถือวา่ แบบทดสอบมีความเหมาะสมในการนำไปใช้วัดผลได้

3) ผลการหาค่าความเช่ือมั่นของแบบทดสอบ

การวิเคราะหห์ าคา่ ความเช่อื มน่ั ของแบบทดสอบ โดยใชว้ ิธีของคูเดอร์ ริชาร์ดสนั (Kuder -Richardson) สตู รที่

20 (KR-20) โดยแบบทดสอบท่ีเหมาะสมจะตอ้ งมีคา่ ความเชอื่ มนั่ มากกว่า 0.7 ซ่ึงการคำนวณหาคา่ ความ

เชอ่ื มั่นของแบบทดสอบน้ี พบว่ามคี ่าเท่ากับ 1.03 แสดงวา่ แบบทดสอบน้ีมีความเชือ่ มน่ั สามารถนำไปใชเ้ พื่อ

วดั ผลได้

4.2 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรียน การพฒั นา

ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนเร่อื ง อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศ ในรายวิชาภาษาไทย โดยการแบบฝึกทักษะ

สำหรบั นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรยี นกำแพงวิทยา

ตาราง ผลการวิเคราะห์หาการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเรือ่ ง อทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศ ใน
รายวชิ าภาษาไทย โดยการใช้แบบฝึกทกั ษะ สำหรับนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/1 โรงเรียนกำแพงวทิ ยา

จำนวนนกั เรยี น คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลงั เรยี น ประสทิ ธภิ าพ E1/E2
36 7.97 8.92 80.78/85.95

รอ้ ยละ 80.78 รอ้ ยละ 85.95

จากตารางแสดงผลการวิเคราะห์หาการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน E1/E2 จากการทดลองเรียนด้วย

แบบฝึกทกั ษะ เรื่อง อิทธิพลของภาษาต่างประเทศ ในรายวชิ าภาษไทย สำหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4/1
โรงเรยี นกำแพงวิทยา

จำนวนนักเรียน 36 คน พบวา่ ประสทิ ธภิ าพกระบวนการเรียนรดู้ ้วยการใช้แบบฝกึ ทกั ษะ ซึ่งได้จาก
คะแนนแบบประเมินการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิกอ่ นเรยี นเรอื่ งอทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศมปี ระสทิ ธภิ าพ
ของกระบวนการเท่ากบั 80.78 และประสิทธภิ าพของผลลัพธซ์ ่ึงได้จากคะแนน ประเมนิ การเปรียบเทียบ

ผลสัมฤทธ์ิหลงั เรียนเรื่องอิทธิพลของภาษาตา่ งประเทศ มปี ระสิทธิภาพของกระบวนการหลังเรียนเทา่ กบั
85.95 แสดงวา่ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศ E1/E2 มคี า่ เทา่ กับ

80.78/85.95 ซึง่ เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกำหนด จากการท่ีกลุ่มตวั อยา่ งได้เรยี นด้วยการพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียนเรือ่ ง อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยโดยการใชแ้ บบฝึกทกั ษะสำหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษา
ปีท่ี 4/1 โรงเรียนกำแพงวทิ ยา ผลการเปรยี บเทยี บผลต่างของคะแนนเฉลยี่ ทไ่ี ด้จากการทำแบบทดสอบกอ่ น

เรียนและแบบทดสอบหลังเรียน

ตาราง แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้นด้วยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง
อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศ ในรายวิชาภาษาไทย โดยการใชแ้ บบฝกึ ทักษะ สำหรับนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปี
ที่ 4/1 โรงเรียนกำแพงวิทยา

การทดสอบ จำนวนนกั เรยี น ค่าเฉลยี่ X̅ สว่ นเบีย่ งเบน Z- test
36 10.72 มาตราฐาน (S.D) 8.24
ก่อนเรยี น 36 15.56
Pre-test 0.35
หลังเรยี น
Post-test 2.25

จากตาราง พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 4/1

จำนวน 36 คน ทเี่ รียนด้วยแบบฝึกทกั ษะ มีคะแนนผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลงั เรียนสูงกว่า ก่อนเรยี นที่ 8.24
อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .01 จากตารางค่าเฉลีย่ ข้างต้นเปรยี บเทยี บจะเหน็ ไดว้ ่านกั เรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนเรื่องอิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศ ก่อนเรยี นได้ 10.72 ซ่ึงหลังจากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ

แลว้ นักเรียนสามารถมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเร่อื งอทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศ หลงั เรยี นได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ
15.56 จึงสรุปได้ว่านักเรียนมีความรู้และความเข้าใจในกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง

อิทธิพลของภาษาต่างประเทศ ในรายวิชาภาษาไทย เพราะคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
กอ่ นเรียนตรงตามสมมติฐานงานวจิ ัยที่กำหนด

บทท่ี 5

สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ

การวจิ ยั คร้ังนี้เป็นการวิจยั เรอ่ื งการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่องอทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศ
ในรายวิชาภาษาไทย โดยการใช้แบบฝกึ ทกั ษะ สำหรับนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4/1 โรงเรียนกำแพงวิทยา

สรปุ ผลการวจิ ยั
จากการวิเคราะหข์ ้อมูลสามารถสรปุ ได้ดังน้ี
1. ผลการพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะ เร่อื ง อิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
ผูว้ ิจยั ได้ดำเนินการทดลองกบั นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1 ที่กำลังศกึ ษาอยู่ใน ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 มนี ักเรยี นจำนวน 36 คน โดยผลการวิเคราะห์หาประสทิ ธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑท์ ก่ี ำหนดของ
ส่อื วิดที ศั น์ออนไลน์ พบวา่ จากการทดลองการเรยี นดว้ ยแบบฝึกทกั ษะ มีประสิทธภิ าพของกระบวนการและ
ผลลัพธ์เทา่ กับ 80.78/85.95 ซงึ่ เปน็ ไปตามเกณฑ์ท่ีกำหนด
2. การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรยี นและหลังเรยี นดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะ เรอ่ื ง อทิ ธพิ ลของ
ภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/1 ผู้วจิ ัยได้ดำเนินการทดลองขอ้ มูลโดยใช้
แบบประเมนิ การแบบทดสอบเรื่องอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย เพ่ือเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบวา่ มผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี นท่ี 8.24 .มี
ระดบั นยั สำคญั ท่ี .01 จะเห็นไดว้ ่านักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่อื ง อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศใน
ภาษาไทย ระหวา่ งเรยี นได้ 10.72 ซ่ึงหลังจากการเรยี นด้วยแบบฝึกทักษะ แลว้ นักเรยี นมีผลสมั ฤทธ์ิทางการ
เรียนเรือ่ ง อิทธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย หลังเรียนไดค้ า่ เฉล่ียถึง 15.56 จงึ สรุปได้วา่ คะแนน
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรียนสูงกวา่ ระหว่างเรยี นซ่งึ เป็นไปตามสมมตฐิ านท่ีต้ังไว้

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้ดงั นี้
1) การเรียนการสอนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ เรอ่ื ง เรื่อง อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย ท่ีสรา้ งขนึ้
เปน็ สอื่ เสริมท่ีจะทำใหผ้ ู้เรยี นศึกษาในหอ้ งเรียนและยงั สามารถทบทวนบทเรยี นได้ทุกที่ ทุกเวลา
2. ผทู้ ่ีนำส่ือไปใช้ควรมกี ารชี้แจงและแนะนำกิจกรรมการเรียนใหแ้ ก่ผเู้ รียนทุกคร้ังเพื่อใหผ้ ้เู รยี นปฏบิ ัติตามได้
อย่าถกู ตอ้ ง
.

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551.
กรุงเทพมหานคร: ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย.

กรกต ธัชศฤงคารสกุล . (2554) การพัฒนาสอ่ื มัลตมิ ีเดยี เรื่อง ดนตรีจนี บางหลวง สำหรับนักเรยี น
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนเจ้ียนหวั อำเภอบางเลน จังหวดั นครปฐม . มหาวิทยาลัยศิลปากร/
นครปฐม

ชยั ยงค์ พรหมวงศแ์ ละคณะ. ระบบส่ือการสอน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2521.
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์. การทดสอบประสทิ ธภิ าพสอ่ื หรือชดุ การสอน.วารสารศิลปากรศึกษาศาสตรว์ ิจัย , 2556.
ถนอมพร เลาหจรสั แสง. การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน. กรงุ เทพมหานคร : ภาควชิ า โสตทัศน

ศกึ ษาศาสตร์คณะครุศาสตร์จฬุ าลงกรมหาวทิ ยาลยั , 2540.
ธีรศักด์ิ อนุ่ อารมณ์เลิศ. (2549). เครือ่ งมือวจิ ยั ทางการศึกษา: การสร้างและการพฒั นา. นครปฐม:

มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
พัชรี โตพนั ธ.์ ปจั จัยสำคญั ท่มี ผี ลตอ่ แรงจูงใจของเด็กวัยรุ่นในการเล่นเกมออนไลน์.กรุงเทพมหานคร

มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2551

ภาคผนวก

สาระ/มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชว้ี ัด

สาระที่ ๔ หลักการใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลังของภาษา

ภูมิปัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบตั ิของชาติ
ตวั ชีว้ ัด
ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๕ วเิ คราะห์อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศและภาษาถิ่น

สาระสำคญั

ภาษาตา่ งประเทศทีเ่ ข้ามาปะปนในภาษาไทยด้วยสาเหตุตา่ ง ๆ มอี ิทธพิ ลตอ่ ภาษาไทย คือ ทำให้
ลกั ษณะของภาษาไทยเปลี่ยนไปจากเดมิ ภาษาต่างประเทศทม่ี ใี ชใ้ นภาษาไทยเป็นจำนวนมาก คือ ภาษา
บาลี สนั สกฤต เขมร จีน อังกฤษ โดยเฉพาะภาษาบาลี สันสกฤต เขมร จีน คนไทยนำมาใช้และมีการ
เปล่ยี นแปลงรปู คำจนดูกลมกลนื กับภาษาไทย แทบจะจำแนกไม่ไดว้ ่าเป็นคำ ทีม่ าจากภาษาอื่น ดังนนั้ ศึกษา
เรือ่ งคำภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย จะชว่ ยให้จำแนกและใช้คำภาษาต่างประเทศท่ีใช้ในภาษาไทยไดอ้ ยา่ ง
ถกู ตอ้ ง

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

๑. อธบิ ายสาเหตุท่ีภาษาต่างประเทศเข้ามาปะปนในภาษาไทยได้
๒. อธิบายอทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศทม่ี ผี ลต่อภาษาไทยได้
๓. จำแนกคำยมื ภาษาต่างประเทศในภาษาไทยได้

แบบทดสอบก่อนเรยี น

แบบฝกึ ทักษะเรื่องคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

เล่มที่ ๑ สาเหตทุ ่ีคำภาษาต่างประเทศเขา้ มาปะปนในภาษาไทย

คำชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นทำเครือ่ งหมาย  ทับในชอ่ งตัวอกั ษร ก, ข, ค, ง ท่ีเหน็ วา่ ถกู ที่สุดเพยี งคำตอบ
เดียวในกระดาษคำตอบ

๑. ขอ้ ใดไม่ใช่สาเหตุทท่ี ำให้ภาษาต่างประเทศเขา้ มาปะปนในภาษาไทย
ก. ความสมั พนั ธก์ ันทางเชอื้ ชาติและถนิ่ ท่อี ยู่อาศัยตามภูมิศาสตร์
ข. ความสมั พนั ธ์ทางด้านสงครามการค้า
ค. ความสัมพันธท์ างด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ง. ความสัมพนั ธ์ทางด้านศาสนา

๒. “คนไทยมเี สรภี าพในการนับถอื ศาสนา เม่ือนับถือศาสนาใดก็ตามยอ่ มไดร้ บั ถอ้ ยคำภาษาทใ่ี ช้
ในคำสอน หรอื คำเรยี กชื่อต่างๆ ของศาสนาน้ันมาปะปนอยูใ่ นภาษาไทย” จากขอ้ ความดังกล่าว
ความสมั พนั ธข์ อ้ ใดถูกตอ้ ง
ก. ความสมั พนั ธท์ างดา้ นประวัติศาสตร์
ข. ความสมั พนั ธท์ างดา้ นภูมิศาสตร์
ค. ความสัมพันธ์ทางดา้ นวัฒนธรรมและประเพณี
ง. ความสัมพนั ธท์ างด้านศาสนา

๓. “คนไทยท่อี าศัยอยู่บรเิ วณชายแดนมคี วามเกย่ี วพันกับชนชาติต่างๆโดยปรยิ าย มีการเดินทางข้าม
แดนไปมาหาสกู่ ัน แตง่ งานกันเปน็ ญาติกัน” จากข้อความดังกลา่ วความสมั พันธ์ข้อใดถกู ต้อง
ก. ความสมั พันธก์ นั ทางเชื้อชาติและถนิ่ ท่อี ยอู่ าศยั ตามภมู ิศาสตร์
ข. ความสัมพนั ธ์ทางดา้ นวฒั นธรรมและประเพณี
ค. ความสมั พนั ธ์ทางดา้ นการคา้
ง. ความสัมพนั ธท์ างการทตู

๔. ดว้ ยเหตุที่วรรณคดที ำให้ภาษาสันสกฤตและภาษาชวาเข้ามาปะปนในภาษาไทยนน้ั มีอทิ ธิพล มาจาก
ความสมั พันธด์ ้านใด
ก. ความสมั พันธ์ทางดา้ นวรรณคดี
ข. ความสัมพนั ธส์ ว่ นตัวกับคนต่างชาติ
ค. ความสัมพนั ธ์ทางด้านวัฒนธรรมและประเพณี
ง. ความสัมพันธท์ างดา้ นประวตั ิศาสตร์

๕. ข้อใดเป็นคำทเี่ กิดจากความกา้ วหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี
ก. ปัญญา ศลี

ข. ปฏิกริ ิยา เซียมซี
ค. คอมพิวเตอร์ ทฤษฎบี ท

ง. ทรัพย์ หุน้
๖. ภาษาตา่ งปะเทศที่เข้ามาปะปนในภาษาไทยด้วยสาเหตุต่าง ๆ มอี ทิ ธิพลต่อภาษาไทย คือ ทำให้

ลกั ษณะของภาษาไทยเปล่ียนไปจากเดิม ข้อใดกล่าวไม่ถกู ตอ้ ง

ก. คำมพี ยางคม์ ากขึน้
ข. เกดิ ความยุ่งยากในการใช้คำ

ค. มีคำควบกลำ้ ใช้มากข้ึน
ง. มคี ำไวพจนใ์ ชม้ ากขน้ึ
๗. ข้อใดคือคำท่ีมีความหมายเหมอื นกนั ทัง้ หมด

ก. นก ปักษา สกุณา วิหค
ข. มา้ พาชี อาชา อศั วะ

ค. ดอกไม้ กรรณกิ า บุปผชาติ สุมาลี
ง. นำ้ คงคา ธารา รัชนีกร
๘. จากอิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศทมี่ ีตอ่ ภาษาไทย ทำให้ลกั ษณะของภาษาไทยเปล่ยี นไป จากเดิม

คอื คำมีพยางคม์ ากขนึ้ คำในข้อใดมี ๓ พยางค์ทุกคำ
ก. โทรศัพท์ ปรารถนา

ข. อุทกภัย จันทร
ค. ยาตรา จักรยาน
ง. สาธารณ มารดา

๙. จากอทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศที่มีต่อภาษาไทย ทำใหภ้ าษาไทยมีคำที่สะกดไมต่ รง ตาม
มาตรา คำในขอ้ ใดสะกดตรงตามมาตราทุกคำ

ก. กาญจน์ สุนัข
ข. ปาก กา้ น
ค. ลาภ บาท

ง. มงกุฎ เจรญิ
๑๐. จากอทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศท่ีมีต่อภาษาไทย ทำให้โครงสรา้ งของภาษาเปล่ยี นไป ขอ้ ใดไม่

เปน็ ประโยคสำนวนต่างประเทศ
ก. เขาพบตวั เองอยูใ่ นห้องเรียน
ข. นวนยิ ายเร่อื งนีเ้ ขยี นโดยทมยนั ตี

ค. ข้าพเจา้ มาถงึ นครสวรรคเ์ มื่อเวลาบ่าย
ง. มันเป็นเวลาบ่ายเม่อื ข้าพเจ้ามาถึงลพบรุ ี

ใบความรู้เร่อื งสาเหตุท่ีคำภาษาตา่ งประเทศ
เข้ามาปะปนในภาษาไทย

สาเหตุที่ภาษาตา่ งประเทศเข้ามาปะปนในภาษาไทย

การติดตอ่ สมั พันธ์กันทำใหภ้ าษาตา่ งประเทศเขา้ มาปะปนอยู่ในภาษาไทย ด้วยสาเหตุหลายประการ
สรปุ ไดด้ งั นี้

๑. ความสมั พันธ์ทางดา้ นสภาพภมู ศิ าสตร์

สภาพภูมิศาสตร์ คอื ประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกบั ประเทศต่าง ๆ ได้แก่ พม่า ลาว เขมร
มาเลเซีย จงึ ทำให้คนไทยทอี่ ยู่อาศยั บริเวณชายแดนเดนิ ทางขา้ มแดนไปมาหาสู่กัน และ มีความ
เกยี่ วขอ้ งสมั พันธก์ นั จงึ มกี ารแลกเปลี่ยนภาษากัน เช่น คนไทยท่ีอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ศรษี ะเกษ บุรีรัมย์ ก็
จะสามารถสอื่ สารดว้ ยภาษาเขมรได้ คนไทยที่อยใู่ นจังหวัดปตั ตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา รบั เอาภาษา
มาลายเู ขา้ มาใช้ เปน็ ต้น

๒. ความสัมพนั ธ์ทางดา้ นประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ชนชาตไิ ทยเป็นชนชาติทีม่ ปี ระวตั ิศาสตร์อนั ยาวนาน มีการอพยพโยกยา้ ย ของคน
ไทยเขา้ มาอยู่ในถิน่ อาศยั ปจั จุบัน ซึง่ แตเ่ ดิมมีชนชาติอนื่ อาศัยอยู่กอ่ น เช่น เขมร ละว้า มอญ หรือมกี ารทำ
ศกึ สงครามกับชนชาตอิ นื่ มกี ารกวาดตอ้ นเชลยศึกและประชาชนพลเมืองชนชาติอ่ืน ๆ ให้มาอาศยั อยู่ใน
ประเทศไทย ผคู้ นเหลา่ นีไ้ ดน้ ำถอ้ ยคำภาษาเดมิ ของตนเองมาใชป้ ะปนกับภาษาไทย

๓. ความสัมพนั ธท์ างด้านศาสนา

ศาสนาคนไทยมีเสรีภาพในการนับถอื ศาสนามาเป็นเวลาช้านาน เมื่อนับถอื ศาสนาใดก็ยอ่ มได้รับ
ถอ้ ยคำภาษาท่ใี ชใ้ นคำสอน หรอื คำเรยี กช่อื ตา่ ง ๆ ในทางศาสนาของศาสนาน้ัน ๆ มาปะปน อยู่ใน
ภาษาไทยด้วย เช่น ศาสนาพราหมณ์ใชภ้ าษาสันสกฤต ศาสนาพุทธใช้ภาษาบาลี ศาสนาอสิ ลาม ใชภ้ าษา
อาหรบั และศาสนาคริสต์ใชภ้ าษาองั กฤษ ดังนน้ั ภาษาตา่ ง ๆ ท่ใี ช้ในทางศาสนาก็จะเข้ามาปะปนใน
ภาษาไทยด้วย

๔. ความสมั พนั ธท์ างดา้ นการค้า

การค้าขายจากหลกั ฐานทางด้านประวัตศิ าสตร์ ชนชาติไทยมกี ารตดิ ตอ่ คา้ ขายแลกเปล่ียนสินคา้ กับ
ชนชาติต่าง ๆ มาเป็นเวลาอนั ยาวนาน เชน่ ชาวจนี ชาวโปรตุเกส ฝรงั่ เศส องั กฤษ ฮอลนั ดา ตลอดถงึ
ญ่ปี นุ่ ยง่ิ ปัจจบุ นั การค้าขายระหว่างประเทศมีความสำคญั มากขน้ึ มกี ารใชภ้ าษาต่างประเทศในวงการธุรกจิ
การคา้ มากข้นึ ทำให้มีถอ้ ยคำในภาษาของชนชาตนิ ัน้ ๆ เขา้ มาปะปนอยู่ในภาษาไทยเป็นจำนวนมาก
ตลอดเวลาไมม่ วี นั สน้ิ สดุ

๕. ความสัมพันธท์ างด้านวรรณคดี

วรรณคดีอนิ เดยี ที่ไทยนำเข้ามา เช่น เร่อื งมหากาพยร์ ามายณะ และมหาภารตะแตง่ ขน้ึ เป็นภาษา
สันสกฤต อเิ หนาเป็นวรรณคดีทม่ี เี ค้าเร่อื งมาจากเรื่องดาหลงั ของชวา ดว้ ยเหตนุ ้ีวรรณคดี ทำให้ภาษา
สันสกฤตและภาษาชวาเขา้ มาปะปนในภาษาไทย

๖. ความสัมพันธ์ทางดา้ นวัฒนธรรมและประเพณี

ความสัมพันธท์ างด้านวฒั นธรรมและประเพณี เมอ่ื ชนชาติต่าง ๆ เข้ามาสัมพนั ธต์ ดิ ตอ่ กบั ชนชาติ
ไทย หรือเขา้ มาตง้ั หลักแหล่งอยู่ในประเทศไทย ย่อมนำเอาวฒั นธรรมและประเพณีที่เคยยึดถือปฏิบตั ิอยใู่ น
สงั คมเดมิ ของตนมาประพฤตปิ ฏิบตั ิในสังคมไทย นาน ๆ เข้าถอ้ ยคำภาษาที่เกยี่ วขอ้ งกับวัฒนธรรมและ
ประเพณเี หลา่ นั้น กก็ ลายมาเป็นถอ้ ยคำภาษาทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับชีวติ ประจำวันของคนไทยมากข้ึน

๗. ความสมั พนั ธท์ างด้านการศึกษาและวทิ ยาการด้านตา่ ง ๆ

การศึกษาและวิทยาการด้านต่าง ๆ จากการทคี่ นไทยเดินทางไปศึกษายงั ตา่ งประเทศ ทำให้ ไดใ้ ช้
และพูดภาษาอ่ืน ๆ และรบั เอาวิทยาการตา่ ง ๆ เม่อื สำเร็จการศึกษาจงึ นำภาษาของประเทศน้นั มาใชป้ ะปน
กับภาษาของตน เชน่ ภาษาองั กฤษ ในปจั จุบนั ประเทศไทยกำลังเตรยี มความพรอ้ ม ด้านการศึกษาเพื่อ
กา้ วสู่ประชาคมอาเซียนและมาตรฐานสากล โดยการจัดการศึกษาใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รยี นรู้ภาษาและวัฒนธรรม
ประเทศสมาชกิ สมาคมอาเซยี นและภาษาที่สามารถส่ือสารกันในสากลโลก ดงั นน้ั การหลั่งไหลของภาษาต่าง ๆ
ท่ีจะเขา้ มาปะปนในภาษาไทยก็จะเพ่ิมมากข้นึ

๘. ความสมั พันธ์ทางการทูต

ความสัมพนั ธ์ทางการทูต การเจรญิ สมั พันธไมตรที างการทูต ในการอพยพโยกยา้ ยหรือ ในการ
ติดต่อทางการทูตยอ่ มทำให้ภาษาของเจา้ ของถน่ิ เดิมหรอื ผู้อพยพโยกย้ายมาใหมน่ ำมาใช้ร่วมกัน เช่น อังกฤษ
ฝร่งั เศส

๙. อพยพย้ายถน่ิ ฐาน

อพยพยา้ ยถนิ่ ฐานมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น สภาพเศรษฐกจิ ต้องไปประกอบอาชีพ ยงั
ประเทศต่าง ๆ ภัยสงคราม การเมืองการปกครอง

๑๐. ความสัมพันธส์ ่วนตัวกบั คนตา่ งชาติ

คนไทยจำนวนมากทค่ี บหาสมาคมกับคนต่างชาติหรือท่สี มรสกบั คนต่างชาติ ทำให้มีการถา่ ยทอด
แลกเปล่ียนกนั ในทางภาษา ใชท้ ้งั ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศในครอบครัวของตนเอง จงึ ทำให้
ภาษาตา่ งประเทศเขา้ มาปะปนในภาษาไทยมากข้ึน

คำภาษาไทยที่ยืมมาจากภาษาตา่ งประเทศ

จากสาเหตุข้างต้นไทยไดย้ มื คำภาษาตา่ ง ๆ เข้ามาใช้ปะปนในภาษาไทยหลายภาษาด้วยกนั ดงั น้ี

ภาษา คำ
บาลี กญั ญา ขัตติยะ วิชา สันติ อิตถี
สนั สกฤต บรษิ ัท โฆษณา ประกาศ ภรรยา แพทย์
จีน กว๋ ยเตี๋ยว ซาลาเปา เตา้ ฮวย บะหม่ี ลน้ิ จี่
องั กฤษ กอลฟ์ โปรตีน คลนิ ิก ฟอสฟอรัส นิวเคลียร์
เขมร กังวล ถนน บำเพ็ญ เผดจ็ เสวย
ชวา-มลายู กรชิ กระดังงา ซา่ หร่มิ ปาหนัน อังกะลุง อุรงั อตุ งั
เปอรเ์ ซีย กุหลาบ คาราวาน ตราชู บัดกรี สกั หลาด
โปรตุเกส กะละแม กะละมงั สบู่ เลหลงั ปิ่นโต
ฝรง่ั เศส กงสุล ครัวซองต์ คูปอง แชมเปญ บุฟเฟต่ ์
ญปี่ ุ่น กโิ มโน คาราเต้ ซโู ม ยโู ด สกุ ้ยี ากี้
ทมิฬ กะไหล่ กุลี กานพลู กำมะหยี่ อาจาด
อาหรบั กะลาสี การบูร ก้ันหยั่น กะไหล่ ฝนิ่
มอญ เปิงมาง พลาย ประเคน
พมา่ หม่อง กะปิ ส่วย

ภาษาท่ีมใี ช้ในภาษาไทยเป็นจำนวนมาก คือ ภาษาบาลี สนั สกฤต เขมร จนี องั กฤษ โดยเฉพาะ
ภาษาบาลี สนั สกฤต เขมร จนี ไทยนำมาใช้และมกี ารเปลีย่ นแปลงรูปคำจนดูกลมกลนื กบั ภาษาไทยแทบ
จะจำแนกไม่ได้ว่าเปน็ คำมาจากภาษาอื่น

อิทธิพลของภาษาต่างประเทศที่มีต่อภาษาไทย

ภาษาตา่ งปะเทศทีเ่ ข้ามาปะปนในภาษาไทยด้วยสาเหตตุ ่าง ๆ ดังกล่าวข้างตน้ มอี ทิ ธพิ ล ต่อ
ภาษาไทย คอื ทำให้ลกั ษณะของภาษาไทยเปลี่ยนไปจากเดิม ดังน้ี

คำมีพยางค์มากข้ึน ภาษาไทยเป็นภาษาตระกลู คำโดด คำส่วนใหญเ่ ป็นคำพยางค์เดยี ว เช่น พ่อ
แม่ พ่ี น้อง เดิน ยนื นงั่ นอน เมอื ง เดือน ดาว ช้าง แมว ป่า น้ำ เปน็ ตน้ เม่ือยมื คำภาษาอื่นมาใช้
ทำให้คำมีมากพยางค์ขึน้ เชน่

- คำสองพยางค์ เช่น บิดา มารดา เชษฐา กนิษฐา ยาตรา ธานี จันทร เป็นต้น
- คำสามพยางค์ เชน่ โทรเลข โทรศพั ท์ พาหนะ จกั รยาน ปรารถนา บริบรู ณ์ เป็นต้น
- คำมากกวา่ สามพยางค์ เชน่ กัลปาวสาน สาธารณะ ประกาศนยี บตั ร เป็นตน้

มคี ำควบกลำ้ ใชม้ ากขน้ึ โดยธรรมชาตขิ องภาษาไทยจะไม่มีคำควบกล้ำเมือ่ รบั ภาษาอน่ื เขา้ มาเป็นเหตุ
ให้มีคำควบกลำ้ มากขึน้ เช่น บาตร ศาสตร์ ปราศรัย โปรด เคลยี ร์ เอน็ ทรานซ์ เป็นต้น

มีคำไวพจน์ใชม้ ากข้นึ (คำไวพจน์ คอื คำที่มีความหมายเหมือนกัน) ซง่ึ สะดวกและสามารถเลอื กใช้
คำได้เหมาะสมตามความต้องการและวตั ถุประสงค์ เชน่

นก บุหรง ปักษา ปักษนิ วหิ ค สกณุ า
มา้ พาชี อาชา อศั วะ สินธพ หัย
ดอกไม้ กรรณิกา บปุ ผชาติ สมุ าลี บุหงา ผกา
ทอ้ งฟา้ คคนานต์ ทิฆัมพร อัมพร นภดล โพยม
น้ำ คงคา ชลาลัย ธารา สาคร มหรรณพ
พระจันทร์ แข จันทร์ รชั นกี ร นิศากร บุหลัน

มีตวั สะกดไมต่ รงตามมาตรา คำไทยแท้สว่ นใหญ่มตี วั สะกดตรงตามมาตรา เมอ่ื ไดร้ ับอทิ ธิพล
ภาษาตา่ งประเทศ คำใหมจ่ ึงมีตัวสะกดไมต่ รงตามมาตราจำนวนมาก เช่น พพิ าท โลหติ สังเขป มิจฉาชพี
นเิ ทศ ประมาณ ครสิ ต์ เคเบลิ ดีเซล โฟกสั เปน็ ต้น

ทำใหโ้ ครงสร้างของภาษาเปลี่ยนไป เชน่
- ใช้คำ สำนวน หรือประโยคภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เชน่

สำนวนภาษาต่างประเทศ เขาพบตัวเองอย่ใู นหอ้ ง
สำนวนภาษาไทย เขาอยู่ในหอ้ ง
- ใช้คำภาษาตา่ งประเทศปนกบั ภาษาไทยทั้ง ๆ ที่บางคำมีคำภาษาไทยใช้ เชน่
ฉนั ไมม่ ายด์ เธอไม่แคร์ เขาไมเ่ คลยี ร์

แบบฝกึ ทกั ษะเร่อื งคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
เล่มที่ ๑ สาเหตุที่คำภาษาต่างประเทศเขา้ มาปะปนในภาษาไทย

กจิ กรรมท่ี ๑ สาเหตุที่ภาษาต่างประเทศเขา้ มาปะปนในภาษาไทย
คำช้แี จง จงเลือกพยัญชนะหนา้ คำตอบมาใสห่ นา้ ขอ้ ทมี่ ีข้อความทมี่ ีความสมั พันธ์กนั อย่างถูกต้อง

การตดิ ตอ่ สมั พนั ธ์กนั ทำใหภ้ าษาตา่ งประเทศเข้ามาปะปนอยใู่ นภาษาไทย ด้วยสาเหตุหลายประการ
ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่สัมพันธ์กนั อยา่ งถกู ตอ้ ง

ก. ความสัมพนั ธท์ างด้านสภาพภูมิศาสตร์
ข. ความสมั พนั ธท์ างดา้ นประวัติศาสตร์
ค. ความสมั พันธ์ทางด้านศาสนา
ง. ความสมั พนั ธท์ างด้านการคา้
จ. ความสมั พันธท์ างด้านวรรณคดี
ฉ. ความสมั พนั ธ์ทางดา้ นวัฒนธรรมและประเพณี
ช. ความสมั พนั ธ์ทางดา้ นการศึกษาและวทิ ยาการดา้ นตา่ ง ๆ
ซ. ความสัมพนั ธท์ างการทตู
ฌ. อพยพย้ายถนิ่ ฐาน
ญ. ความสัมพนั ธ์สว่ นตัวกับคนต่างชาติ

๑. ประเทศไทยมอี าณาเขตตดิ ตอ่ กับประเทศต่าง ๆ คนไทยทอ่ี ยู่อาศยั บริเวณ
.............. ชายแดนเดินทางขา้ มแดนไปมาหาสู่กนั มคี วามเก่ียวขอ้ งสัมพันธก์ นั จงึ มกี าร
แลกเปล่ยี นภาษากนั
๒.
.............. คนไทยจำนวนมากที่คบหาสมาคมกับคนตา่ งชาติหรือทีส่ มรสกบั คนต่างชาติ
ทำให้มกี ารถ่ายทอดแลกเปลี่ยนกนั ในทางภาษา ใชท้ ั้งภาษาไทยและ
๓. ภาษาตา่ งประเทศในครอบครวั
..............
ชนชาตไิ ทยเป็นชนชาติทม่ี ีประวัติศาสตร์อนั ยาวนาน มีการอพยพโยกยา้ ยถ่นิ
๔. ทำศกึ สงครามกับชนชาตอิ น่ื มีการกวาดตอ้ นเชลยศกึ และประชาชนใหม้ าอาศัย
.............. อยใู่ นประเทศไทย
๕.
.............. การตดิ ตอ่ คา้ ขาย แลกเปลยี่ นสินคา้ กบั ชนชาติต่าง ๆ มาเป็นเวลาอันยาวนาน
มีการใช้ภาษาต่างประเทศในวงการธุรกิจการค้ามากข้นึ
๖.
.............. จากการไปศกึ ษาที่ต่างประเทศ ทำให้ได้ใช้ และพูดภาษาอน่ื ๆ และรบั เอา
๗. วิทยาการตา่ ง ๆ เมื่อสำเร็จการศกึ ษา จงึ นำภาษาของประเทศนัน้ มาใชป้ ะปน
.............. กบั ภาษาของตน

๘. การอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากสาเหตหุ ลายประการ เช่น สภาพเศรษฐกจิ
.............. ต้องไปประกอบอาชีพยงั ประเทศตา่ ง ๆ ภยั สงคราม การเมอื งการปกครอง

๙. การเจรญิ สัมพันธไมตรที างการทตู การติดตอ่ ทางการทตู ยอ่ มทำให้ภาษา
.............. ของเจ้าของถ่ินเดมิ หรือผ้อู พยพโยกยา้ ยมาใหม่นำมาใช้ร่วมกนั เชน่ อังกฤษ
ฝรั่งเศส
๑๐.
.............. วรรณคดอี นิ เดียทีไ่ ทยนำเข้ามา เชน่ เรือ่ งมหากาพย์รามายณะ และมหาภารตะ
แตง่ ข้นึ เป็นภาษาสันสกฤต อเิ หนาเป็นวรรณคดที ี่มีเคา้ เรอื่ งมาจากเรอื่ งดาหลัง
ของชวา

คนไทยมีเสรภี าพในการนับถือศาสนามาเปน็ เวลาช้านาน เมือ่ นบั ถือศาสนาใด
ก็ยอ่ มได้รับถอ้ ยคำภาษาที่ใช้ในคำสอน หรอื คำเรียกชอ่ื ต่าง ๆ ในทางศาสนา
ของศาสนานนั้ ๆ

การนำวัฒนธรรมและประเพณที เ่ี คยยดึ ถือปฏิบัติ ถ้อยคำภาษาท่ีเกี่ยวข้อง
กับวฒั นธรรมและประเพณเี หลา่ น้ัน กก็ ลายมาเป็นถอ้ ยคำภาษาที่เก่ยี วข้อง
กบั ชีวิตประจำวนั ของคนไทย

แบบฝกึ ทกั ษะเรอ่ื งคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

สาเหตุท่ีคำภาษาต่างประเทศเขา้ มาปะปนในภาษาไทย

กิจกรรมที่ ๒ คำภาษาไทยทีย่ ืมมาจากภาษาต่างประเทศ

คำช้ีแจง จงเลอื กคำภาษาต่างประเทศทีเ่ ขา้ มาปะปนในภาษาไทยด้วยสาเหตตุ ่างๆ มาเตมิ ในตาราง ให้
ถูกตอ้ ง

ศีล พาณิชย์ ปญั ญา อสัญแดหวา หนุ้

กงเตก๊ เทคโนโลยี กระยาหงนั เซียมซี ทฤษฎบี ท

ความสมั พันธท์ างดา้ นศาสนา
ความสัมพันธ์ทางดา้ นการค้า
ความสัมพนั ธท์ างด้านวรรณคดี
ความสัมพันธท์ างด้านวัฒนธรรมและประเพณี
ความสัมพนั ธ์ทางด้านการศกึ ษาและวิทยาการดา้ นตา่ งๆ

แบบฝกึ ทกั ษะเรือ่ งคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
สาเหตุที่คำภาษาต่างประเทศเขา้ มาปะปนในภาษาไทย

กจิ กรรมท่ี ๓ คำภาษาไทยท่ียมื มาจากภาษาตา่ งประเทศ
คำชแี้ จง จงเลอื กคำภาษาต่างประเทศของแต่ละภาษามาเติมในตารางใหถ้ ูกตอ้ ง

วิชา สนั ติ กริช ปาหนนั เปงิ มาง พลาย

กิโมโน สุกี้ยาก้ี กว๋ ยเตี๋ยว เต้าฮวย บำเพญ็ เสวย

ครัวซองต์ บฟุ เฟ่ต์ โฆษณา ภรรยา กอล์ฟ นวิ เคลียร์

หมอ่ ง สว่ ย

บาลี
สันสกฤต
จนี
อังกฤษ
เขมร
ชวา-มลายู
ฝรั่งเศส
ญ่ีป่นุ
มอญ
พมา่

แบบฝึกทักษะเร่ืองคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
สาเหตุท่ีคำภาษาตา่ งประเทศเข้ามาปะปนในภาษาไทย

กจิ กรรมที่ ๔ อทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศทมี่ ตี อ่ ภาษาไทย
คำชแ้ี จง จงเติมเครอื่ งหมาย / หนา้ ข้อความท่ีถูกตอ้ ง และเตมิ เคร่ืองหมาย  หนา้ ข้อความท่ีผิด

เคร่อื งหมาย ขอ้ ความ

๑. ภาษาไทยเปน็ ภาษาตระกลู คำโดด เมือ่ ยมื คำภาษาอ่ืนมาใช้
ทำให้คำมีมากพยางคข์ ้ึน
๒. โดยธรรมชาตขิ องภาษาไทยจะไม่มีคำควบกล้ำ เมือ่ รบั ภาษาอน่ื
เข้ามาใช้ เป็นเหตใุ ห้มคี ำควบกลำ้ มากข้นึ
๓. นก พาชี ปกั ษา อาชา วิหค สกุณา เปน็ คำไวพจนท์ ่มี คี วามหมาย
เหมอื นกนั ทง้ั หมด
๔. คำไทยแทส้ ่วนใหญม่ ีตวั สะกดตรงตามมาตรา เม่ือไดร้ บั อิทธิพล
ภาษาตา่ งประเทศ คำใหม่จงึ มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราจำนวนมาก
๕. เมื่อไทยได้รบั อิทธิพลภาษาต่างประเทศ ทำให้โครงสร้างของภาษา
ไม่เปลย่ี นแปลง


Click to View FlipBook Version