กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ๙๙
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี ๔
คาอธิบายรายวชิ ากจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี น
กิจกรรมนกั เรียน (ลูกเสือสามัญ (ลกู เสือตรี) )
เวลา ๓๐ ชั่วโมง/ปี
เปิดประชุมกอง ดาเนนิ การตามกระบวนการของลูกเสอื และจดั กจิ กรรมโดยให๎ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน
ปฏิบัตกิ ิจกรรมตามฐานการเรียนร๎ู โดยเน๎นระบบหมํู และปฏิบัติกิจกรรมตามคาปฏิญาณ คติพจน์ และกฎของ
ลกู เสือสามญั เรียนร๎ูจากการคดิ และปฏิบตั จิ รงิ ใชส๎ ัญลักษณส์ มาชิกลูกเสือสามัญท่ีมีความเป็นเอกลักษณ์รํวมกัน
ศึกษาธรรมชาติในชุมชนด๎วยความสนใจ ใฝุรู๎และมีจิตสานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม
ประเพณี ภูมิปัญญาท๎องถ่ิน ลดภาวะโลกร๎อนและประยุกต์ใช๎ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความรู๎เก่ียวกับ
กระบวนการลกู เสือ ประวัติของ Load Baden Powell พระราชประวัติสังเขปของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล๎าเจา๎ อยํูหัว ววิ ัฒนาการของกระบวนการ ลูกเสอื ไทยและลกู เสือโลก การทาความเคารพ การแสดงรหัส การ
จบั มอื ซ๎าย กิจกรรมกลางแจ๎ง ระเบียบแถวทาํ มือเปลาํ ทํามือไม๎พลวง การใช๎สัญญามือและนกหวีด การตั้งแถว
และการเรยี นแถว
เพื่อให๎มีความรู๎ ความเข๎าใจในกิจกรรมลูกเสือสามัญ สามารถปฏิบัติตามคาปฏิญาณ กฎ และคติพจน์
ของลูกเสอื สามญั มนี สิ ยั ในการสังเกต จดจา เชือ่ ฟัง และพึ่งตนเอง มีความซอ่ื สตั ย์ สุจริต มีระเบียบวินัย และ
เหน็ อกเห็นใจผ๎ูอืน่ บาเพ็ญตนเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ ทาการฝีมือและฝึกฝนการทากิจกรรมตําง ๆ ตาม
ความเหมาะสม ความถนัด และความสนใจ รักษาและสํงเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและความมั่นคง
ประโยชนแ์ ละสามารถประยุกต์ใชห๎ ลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ผลการเรยี นรู้
1. มนี ิสัยในการสงั เกต จดจา เช่ือฟังและพึง่ ตนเองได๎
2. มคี วามซอื่ สตั ย์สุจรติ มีระเบยี บ วนิ ัยและเหน็ อกเหน็ ใจผู๎อืน่
3. บาเพญ็ ตนเพอ่ื สงํ เสรมิ และสาธารณะประโยชน์
4. ทาการฝมี ือและฝกึ ฝนทากิจกรรมตําง ๆ ตามความถนัดและความสนใจ
5. รกั ษาและสงํ เสรมิ จารีตประเพณี วัฒนธรรม ภมู ปิ ญั ญาทอ๎ งถนิ่ และความม่ันคงของชาติ
6. อนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ๎ ม ลดภาวะโลกร๎อน
7. สามารถประยกุ ตใ์ ช๎หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
รวม ๗ ผลการเรยี นรู้
หลักสตู รโรงเรยี นบา๎ นห๎วยมะซาง พทุ ธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๑๐๐
ช้ันประถมศึกษาปที ี ๕
คาอธบิ ายรายวชิ ากิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น
กิจกรรมนกั เรียน ( กจิ กรรมลูกเสือสามัญ (ลกู เสอื โท) )
เวลา ๓๐ ชัว่ โมง/ปี
เปิดประชุมกองดาเนินการตามกระบวนการของลูกเสอื และจดั กจิ กรรมโดยใหศ๎ กึ ษา วิเคราะห์ วางแผน
ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามฐานการเรียนร๎ู โดยเน๎นระบบหมํู และปฏิบัติกิจกรรมตามคาปฏิญาณ คติพจน์และกฎของ
ลูกเสือสามัญ เรียนร๎ูจากคิดและปฏิบัติจริง ใช๎สัญลักษณ์สมาชิกลูกเสือสามัญที่มีความเป็นเอกลักษณ์รํวมกัน
ศึกษาธรรมชาติในชุมชนด๎วยความสนใจ ใฝุร๎ู มีจิตสานึกในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิ
ปัญญาท๎องถ่ิน ลดภาวะโลกร๎อนและการประยุกต์ใช๎ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช๎ทักษะในทางวิชา
ลกู เสือ การรู๎จักดูแลตนเอง การชวํ ยเหลือผูอ๎ ่ืน การเดนิ ทางไปยังสถานที่ตําง ๆ ทางานอดิเรก และเรื่องที่สนใจ
เพ่ือให๎มีความรู๎ ความเข๎าใจในกิจกรรมลูกเสือสามัญ สามารถปฏิบัติตามคาปฏิญาณ กฎ และคติพจน์
ของลูกเสือสามัญ มีนิสัยในการสังเกต จดจา เชื่อฟัง และพ่ึงตนเอง มีความซ่ือสัตย์ สุจริต มีระเบียบวินัย
และเหน็ อกเห็นใจผอ๎ู ่ืน บาเพญ็ ตนเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ ทาการฝีมือและฝึกฝนการทากิจกรรมตําง ๆ
ตามความเหมาะสม ความถนัด และความสนใจ รักษาและสํงเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและความม่ันคง
ประโยชนแ์ ละสามารถประยุกต์ใช๎หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ผลการเรยี นรู้
1. มนี สิ ัยในการสังเกต จดจา เชอื่ ฟงั และพ่ึงตนเองได๎
2. มีความซอ่ื สตั ย์สุจริต มีระเบียบ วินยั และเห็นอกเหน็ ใจผอ๎ู นื่
3. บาเพญ็ ตนเพือ่ สงํ เสริมและสาธารณะประโยชน์
4. ทาการฝมี อื และฝึกฝนทากิจกรรมตําง ๆ ตามความถนัดและความสนใจ
5. รักษาและสํงเสริมจารีตประเพณี วฒั นธรรม ภมู ิปัญญาทอ๎ งถนิ่ และความมน่ั คงของชาติ
6. อนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ๎ ม ลดภาวะโลกร๎อน
7. สามารถประยุกตใ์ ช๎หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
รวม ๗ ผลการเรียนรู้
หลักสตู รโรงเรียนบ๎านหว๎ ยมะซาง พุทธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน ๑๐๑
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี ๖
คาอธบิ ายรายวิชากจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี น
กิจกรรมนกั เรยี น ( กิจกรรมลูกเสอื สามญั (ลูกเสือเอก) )
เวลา ๓๐ ชั่วโมง/ปี
เปิดประชุมกองดาเนินการตามกระบวนการของลูกเสือ และจัดกิจกรรมโดยให๎ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน
ปฏิบัติกิจกรรมตามฐานการเรียนร๎ู โดยเน๎นระบบหมูํ และปฏิบัติตามคาปฏิญาณ คติพจน์ และกฎของลูกเสือ
สามญั วิชาการของลูกเสอื ระเบยี บแถว การพึง่ ตนเอง การผจญภัย การใช๎สญั ลกั ษณ์ สมาชิกลูกเสือสามัญ ท่ีมี
ความเป็นเอกลักษณ์รํวมกัน เรียนร๎ูจากการคิดและปฏิบัติจริง ศึกษาธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญา
ท๎องถิ่นด๎วยความสนใจ ใฝุร๎ู และประยุกต์ใช๎หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการ
อนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติและลดภาวะโลกร๎อน
เพอ่ื ใหม๎ คี วามรู๎ ความเข๎าใจในกิจกรรมลูกเสือสามัญ สามารถปฏิบัติตามคาปฏิญาณ กฎ และคติพจน์ของ
ลูกเสือสามัญ มีนิสัยในการสังเกต จดจา เชื่อฟัง และพึ่งตนเอง มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีระเบียบวินัย และ
เห็นอกเห็นใจผ๎ูอ่ืน บาเพ็ญตนเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ ทาการฝีมือและฝึกฝนการทากิจกรรม
ตาํ ง ๆ ตามความเหมาะสม ความถนัด และความสนใจ รักษาและสํงเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและความ
มัน่ คง ประโยชนแ์ ละสามารถประยุกตใ์ ช๎หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ผลการเรียนรู้
1. มีนสิ ัยในการสังเกต จดจา เช่อื ฟงั และพึ่งตนเองได๎
2. มีความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ มรี ะเบยี บ วินยั และเหน็ อกเห็นใจผูอ๎ ืน่
3. บาเพญ็ ตนเพื่อสํงเสริมและสาธารณะประโยชน์
4. ทาการฝีมือและฝึกฝนทากิจกรรมตําง ๆ ตามความถนดั และความสนใจ
5. รักษาและสงํ เสรมิ จารตี ประเพณี วฒั นธรรม ภมู ิปญั ญาทอ๎ งถ่นิ และความม่ันคงของชาติ
6. อนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ๎ ม ลดภาวะโลกร๎อน
7. สามารถประยุกตใ์ ช๎ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รวม ๗ ผลการเรยี นรู้
หลกั สูตรโรงเรยี นบา๎ นห๎วยมะซาง พทุ ธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน ๑๐๒
ช้ันประถมศึกษาปที ี ๑ - ๖
คาอธบิ ายรายวชิ ากจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น
กจิ กรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน์
เวลา ๑๐ ช่ัวโมง/ปี
ฝึกปฏิบตั กิ ิจกรรมดว๎ ยความสมัครใจผํานกิจกรรมที่หลากหลาย ฝึกการทางานที่สอดคล๎องกับชีวิตจริง
ตลอดจนสะท๎อนความรู๎ ทักษะ และประสบการณ์ สารวจและใช๎ข๎อมูลประกอบการวางแผนอยํางเป็นระบบ
เน๎นทักษะการคิดวิเคราะห์ และใช๎ความคิดสร๎างสรรค์ การบริการด๎านตําง ๆ ท่ีเป็นประโยชน์ตํอตนเองและ
สํวนรวม เสริมสร๎างความมนี า้ ใจ เอ้ืออาทร ความเป็นพลเมืองดีและความรับผิดชอบตํอตนเอง ครอบครัวและ
สังคม คิดออกแบบกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์ในลักษณะอาสาสมัคร จิตอาสา เพื่อแสดงความรับผิดชอบตํอ
สงั คมตามแนวทางวิถชี วี ติ เศรษฐกจิ พอเพียง
เพ่ือให๎ผู๎เรียนบาเพ็ญตนให๎เป็นประโยชน์ตํอครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
สามารถออกแบบการจัดกิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์อยํางสร๎างสรรค์ตามความถนัดและความสนใจ
ในลักษณะอาสาสมัคร พัฒนาศักยภาพตนเองในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ได๎อยํางมี
ประสิทธิภาพเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์จนเกิดคุณธรรม จริยธรรม ตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์
มีจิตสาธารณะและใช๎เวลาวาํ งให๎เกดิ ประโยชน์ และสามารถประยกุ ต์ใชห๎ ลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงได๎
ผลการเรียนรู้
1. บาเพ็ญตนให๎เป็นประโยชนต์ ํอครอบครวั โรงเรยี น ชุมชน สงั คมและประเทศชาติ
2. ออกแบบการจดั กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชนอ์ ยาํ งสร๎างสรรค์ ตามความถนัดและ
ความสนใจในลกั ษณะอาสาสมัคร
3. สามารถพฒั นาศักยภาพในการจดั กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์ได๎อยาํ งมีประสทิ ธิภาพ
4. ปฏิบัติกจิ การเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชน์จนเกดิ คุณธรรม จรยิ ธรรมตามคุณลักษณะอนั พึง
ประสงค์
5. สามารถประยุกต์ใช๎หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงได๎
รวม ๕ ผลการเรียนรู้
หลกั สูตรโรงเรียนบ๎านหว๎ ยมะซาง พทุ ธศักราช ๒๕6๕ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น ๑๐๓
ช้นั ประถมศึกษาปีที ๑ - ๖
คาอธบิ ายรายวชิ ากิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น
กจิ กรรมนกั เรียน (กิจกรรมชุมนมุ )
เวลา ๔๐ ช่วั โมง/ปี
ปฏิบัติกจิ กรรมตามความสนใจ ความถนัด และความต๎องการ เพอ่ื พฒั นาความรู๎ ความสามารถด๎านการ
คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ให๎เกิดประสบการณ์ท้ังด๎านวิชาการ และพ้ืนฐานอาชีพ ทักษะชีวิตและสังคมตาม
ศักยภาพอยํางรอบดา๎ น เพ่อื ความเป็นมนุษยท์ ส่ี มบรู ณ์ มคี วามสามารถในการสื่อสาร มีทักษะการคิด แก๎ปัญหา
ความสามารถในการใช๎เทคโนโลยี พัฒนาทักษะในการทางานและการอยูํรํวมกับผู๎อ่ืนในสังคมได๎อยํางมีความสุข
รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซ่ือสัตยส์ ุจริต มีวินยั ใฝเุ รยี นรู๎ อยํอู ยํางพอเพียง มํุงมั่นในการทางานรักความเป็นไทย
มจี ติ สาธารณะ
เพือ่ ให๎ผ๎เู รียนได๎ปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด และความต๎องการของตน ได๎พัฒนาความร๎ู
ความสามารถดา๎ นการคดิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ให๎เกิดประสบการณ์ทั้งทักษะทางวิชาการ ทักษะอาชีพ ทักษะ
ชีวิตและสงั คมตามศักยภาพ ใช๎เวลาวํางให๎เกิดประโยชน์ตํอตนเองและสํวนรวม คิดเป็น ทาได๎ ทางานรํวมกับ
ผอ๎ู ืน่ ได๎ตามวิถปี ระชาธิปไตย และประยกุ ตห์ ลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไดอ๎ ยํางเหมาะสม
ผลการเรียนรู้
1. ปฏบิ ัติกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัดและความตอ๎ งการของตน
2. มีความรู๎ ความสามารถดา๎ นการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ให๎เกิดประสบการณ์ ทั้งทางวิชาการและ
วชิ าชีพตามศกั ยภาพ
3. ใช๎เวลาวาํ งใหเ๎ กดประโยชน์ตํอตนเองและสวํ นรวม
4. มํงุ มน่ั ในการทางานและทางานรํวมกบั ผ๎ูอ่นื ได๎ตามวิถีประชาธิปไตย
5. ประยกุ ตใ์ ช๎หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได๎อยํางเหมาะสม
รวม ๕ ผลการเรียนรู้
หลักสตู รโรงเรียนบ๎านหว๎ ยมะซาง พุทธศักราช ๒๕6๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๐๔
เกณฑก์ ารจบการศึกษา
หลักสูตรโรงเรียนบ๎านห๎วยมะซาง พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ กาหนดเกณฑส์ าหรับการจบการศกึ ษา ดงั น้ี
เกณฑ์การจบระดับประถมศึกษา
๑. ผเ๎ู รียนเรียนรายวชิ าพน้ื ฐาน จานวน ๘๔๐ ชั่วโมง และรายวิชาเพ่ิมเติมจานวน ๔๐ ชั่วโมง และมี
ผลการประเมินรายวชิ าพนื้ ฐานผาํ นทุกรายวิชา
๒. ผเ๎ู รยี นต๎องมผี ลการประเมนิ การอาํ น คดิ วิเคราะห์ และเขียน ระดับ “ผาํ น” ขนึ้ ไป
๓. ผู๎เรยี นมผี ลการประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ระดับ “ผําน” ขน้ึ ไป
๔. ผู๎เรียนตอ๎ งเข๎ารวํ มกิจกรรมพัฒนาผเ๎ู รยี นและได๎รับการตัดสนิ ผลการเรยี น “ผําน” ทุกกจิ กรรม
การจดั การเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู๎เป็นกระบวนการสาคัญในการนาหลกั สูตรสูํการปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู๎ สมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผ๎ูเรียน เป็น
เปูาหมายสาหรับพัฒนาเดก็ และเยาวชน
ในการพัฒนาผู๎เรียนให๎มีคุณสมบัติตามเปูาหมายหลักสูตร ผู๎สอนพยายามคัดสรร กระบวนการเรียนร๎ู
จัดการเรียนรู๎โดยชํวยให๎ผ๎ูเรียนเรียนร๎ูผํานสาระท่ีกาหนดไว๎ในหลักสูตร ๘ กลุํมสาระการเรียนร๎ู รวมท้ังปลูกฝัง
เสรมิ สรา๎ งคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ พัฒนาทกั ษะตํางๆ อนั เป็นสมรรถนะสาคญั ใหผ๎ ูเ๎ รยี นบรรลตุ ามเปูาหมาย
๑. หลกั การจดั การเรียนรู้
การจัดการเรียนร๎ูเพื่อให๎ผ๎ูเรียนมีความร๎ูความสามารถตามมาตรฐานการเรียนร๎ู สมรรถนะสาคัญ และ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กาหนดไว๎ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยยึดหลักวํา ผู๎เรียนมี
ความสาคัญที่สุด เช่ือวําทุกคนมีความสามารถเรียนร๎ูและพัฒนาตนเองได๎ ยึดประโยชน์ท่ีเกิดกับผ๎ูเรียน
กระบวนการจดั การเรียนรตู๎ ๎องสํงเสริมให๎ผู๎เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คานึงถึงความ
แตกตํางระหวาํ งบคุ คลและพัฒนาการทางสมองเน๎นใหค๎ วามสาคัญทง้ั ความรู๎ และคณุ ธรรม
๒. กระบวนการเรยี นรู้
การจัดการเรียนร๎ูที่เน๎นผ๎ูเรียนเป็นสาคัญ ผู๎เรียนจะต๎องอาศัยกระบวนการเรียนร๎ูที่หลากหลาย เป็น
เคร่ืองมือที่จะนาพาตนเองไปสํูเปูาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู๎ท่ีจาเป็นสาหรับผ๎ูเรียน อาทิ
กระบวนการเรยี นร๎ูแบบบรู ณาการ กระบวนการสร๎างความรู๎ กระบวนการคดิ กระบวนการทางสังคม กระบวนการ
เผชิญสถานการณ์และแก๎ปัญหา กระบวนการเรียนรู๎จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทาจริง
กระบวนการจัดการ กระบวนการวจิ ยั กระบวนการเรียนรก๎ู ารเรยี นรูข๎ องตนเอง กระบวนการพัฒนาลกั ษณะนสิ ัย
กระบวนการเหลําน้ีเป็นแนวทางในการจัดการเรียนร๎ูท่ีผ๎ูเรียนควรได๎รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะ
สามารถชํวยใหผ๎ ู๎เรียนเกดิ การเรียนรูไ๎ ด๎ดี บรรลุเปูาหมายของหลักสูตร ดังน้ัน ผู๎สอน จึงจาเป็นต๎องศึกษาทาความ
เขา๎ ใจในกระบวนการเรยี นรต๎ู ําง ๆ เพอื่ ใหส๎ ามารถเลอื กใชใ๎ นการจัดกระบวนการเรียนรไ๎ู ด๎อยาํ งมีประสิทธภิ าพ
๓. การออกแบบการจัดการเรียนรู้
หลักสตู รโรงเรยี นบา๎ นหว๎ ยมะซาง พุทธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๐๕
ผู๎สอนต๎องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให๎เข๎าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู๎ ตัวช้ีวัด สมรรถนะสาคัญของ
ผ๎ูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู๎ท่ีเหมาะสมกับผู๎เรียน แล๎วจึงพิจารณาออกแบบการ
จัดการเรียนร๎ูโดยเลือกใช๎วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหลํงเรียนรู๎ การวัดและประเมินผล เพื่อให๎ผ๎ูเรียนได๎
พฒั นาเต็มตามศักยภาพและบรรลตุ ามเปูาหมายท่ีกาหนด
๔. บทบาทของผู้สอนและผูเ้ รยี น
การจัดการเรียนรู๎เพื่อให๎ผ๎ูเรียนมีคุณภาพตามเปูาหมายของหลักสูตร ทั้งผ๎ูสอนและผ๎ูเรียนควรมีบทบาท
ดังนี้
๔.๑ บทบาทของผู้สอน
๑) ศึกษาวิเคราะหผ์ เ๎ู รียนเปน็ รายบคุ คล แลว๎ นาข๎อมูลมาใช๎ในการวางแผนการจัดการเรียนรู๎ ที่
ท๎าทายความสามารถของผเู๎ รียน
๒) กาหนดเปูาหมายที่ต๎องการให๎เกิดข้ึนกับผู๎เรียน ด๎านความร๎ูและทักษะกระบวนการ ที่เป็น
ความคดิ รวบยอด หลักการ และความสมั พันธ์ รวมท้งั คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
๓) ออกแบบการเรียนรู๎และจัดการเรียนรู๎ท่ีตอบสนองความแตกตํางระหวํางบุคคลและ
พัฒนาการทางสมอง เพ่อื นาผเ๎ู รยี นไปสเูํ ปาู หมาย
๔) จดั บรรยากาศท่เี ออ้ื ตํอการเรียนร๎ู และดแู ลชํวยเหลอื ผเู๎ รยี นให๎เกดิ การเรยี นรู๎
๕) จัดเตรียมและเลือกใช๎ส่ือให๎เหมาะสมกับกิจกรรม นาภูมิปัญญาท๎องถิ่น เทคโนโลยีที่
เหมาะสมมาประยกุ ตใ์ ช๎ในการจัดการเรยี นการสอน
๖) ประเมนิ ความก๎าวหนา๎ ของผู๎เรยี นด๎วยวธิ ีการทห่ี ลากหลาย เหมาะสมกบั ธรรมชาติของวิชา
และระดบั พัฒนาการของผู๎เรยี น
๗) วเิ คราะห์ผลการประเมินมาใช๎ในการซํอมเสริมและพัฒนาผ๎ูเรียน รวมท้ังปรับปรุงการจัดการ
เรยี นการสอนของตนเอง
๔.๒ บทบาทของผ้เู รยี น
๑) กาหนดเปูาหมาย วางแผน และรบั ผิดชอบการเรยี นรข๎ู องตนเอง
๒) เสาะแสวงหาความรู๎ เข๎าถึงแหลํงการเรียนรู๎ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข๎อความรู๎ ตั้งคาถาม คิดหา
คาตอบหรือหาแนวทางแก๎ปัญหาด๎วยวธิ กี ารตํางๆ
๓) ลงมอื ปฏบิ ตั จิ ริง สรปุ สิ่งที่ได๎เรียนรูด๎ ๎วยตนเอง และนาความรู๎ไปประยกุ ต์ใช๎ในสถานการณ์ตาํ งๆ
๔) มปี ฏสิ ัมพนั ธ์ ทางาน ทากจิ กรรมรํวมกบั กลมํุ และครู
๕) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรียนร๎ูของตนเองอยาํ งตอํ เนอื่ ง
ส่ือการเรยี นรู้
สื่อการเรียนร๎ูเป็นเคร่ืองมือสํงเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนร๎ู ให๎ผ๎ูเรียนเข๎าถึงความร๎ู
ทกั ษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลกั สตู รไดอ๎ ยํางมปี ระสิทธภิ าพ ส่ือการเรยี นร๎ูมีหลากหลาย
ประเภท ท้งั ส่ือธรรมชาติ ส่อื ส่งิ พิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือขําย การเรียนรู๎ตํางๆ ท่ีมีในท๎องถิ่น การเลือกใช๎สื่อ
ควรเลอื กใหม๎ ีความเหมาะสมกบั ระดับพฒั นาการ และลลี าการเรียนรูท๎ ี่หลากหลายของผเู๎ รยี น
การจัดหาส่ือการเรียนร๎ู ผู๎เรียนและผู๎สอนสามารถจัดทาและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใช๎อยํางมี
คุณภาพจากส่ือตํางๆ ท่ีมีอยูํรอบตัวเพ่ือนามาใช๎ประกอบในการจัดการเรียนร๎ูท่ีสามารถสํงเสริมและสื่อสารให๎
ผู๎เรยี นเกดิ การเรียนร๎ู โดยสถานศึกษาควรจัดให๎มีอยํางพอเพียง เพื่อพัฒนาให๎ผู๎เรียน เกิดการเรียนร๎ูอยํางแท๎จริง
สถานศกึ ษา เขตพ้นื ท่ีการศึกษา หนวํ ยงานที่เก่ียวข๎องและผ๎มู ีหน๎าที่จดั การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ควรดาเนนิ การดงั นี้
หลักสูตรโรงเรียนบา๎ นห๎วยมะซาง พทุ ธศักราช ๒๕6๕ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๐๖
๑. จัดให๎มีแหลํงการเรียนร๎ู ศูนย์สื่อการเรียนรู๎ ระบบสารสนเทศการเรียนรู๎ และเครือขําย
การเรยี นรูท๎ ี่มีประสิทธิภาพท้งั ในสถานศึกษาและในชมุ ชน เพื่อการศึกษาค๎นคว๎าและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
การเรยี นร๎ู ระหวาํ งสถานศึกษา ทอ๎ งถิน่ ชมุ ชน สังคมโลก
๒. จดั ทาและจดั หาสื่อการเรียนรู๎สาหรับการศึกษาค๎นคว๎าของผ๎ูเรียน เสริมความรู๎ให๎ผู๎สอน รวมทั้งจัดหา
ส่งิ ท่ีมอี ยํใู นท๎องถิ่นมาประยกุ ต์ใช๎เปน็ สอ่ื การเรียนร๎ู
๓. เลือกและใช๎สื่อการเรียนรู๎ท่ีมีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล๎อง กับวิธีการ
เรยี นรู๎ ธรรมชาติของสาระการเรยี นร๎ู และความแตกตาํ งระหวาํ งบุคคลของผ๎เู รยี น
๔. ประเมนิ คณุ ภาพของสอื่ การเรยี นร๎ูทีเ่ ลือกใช๎อยํางเปน็ ระบบ
๕. ศกึ ษาคน๎ ควา๎ วจิ ัย เพือ่ พฒั นาส่ือการเรยี นรู๎ใหส๎ อดคลอ๎ งกับกระบวนการเรียนรู๎ของผ๎ูเรียน
๖. จัดให๎มีการกากับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช๎สื่อ
การเรียนร๎ูเป็นระยะๆ และสมา่ เสมอ
ในการจดั ทา การเลือกใช๎ และการประเมินคุณภาพสอ่ื การเรียนร๎ูทีใ่ ช๎ในสถานศึกษา ควรคานึงถึงหลักการ
สาคัญของส่ือการเรียนรู๎ เชํน ความสอดคล๎องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนร๎ู การออกแบบกิจกรรมการ
เรียนร๎ู การจัดประสบการณ์ใหผ๎ ๎เู รยี น เนอ้ื หามีความถกู ต๎องและทันสมัย ไมํกระทบความมั่นคงของชาติ ไมํขัดตํอ
ศลี ธรรม มีการใช๎ภาษาท่ีถูกต๎อง รปู แบบการนาเสนอท่เี ขา๎ ใจงําย และนาํ สนใจ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ูของผ๎เู รียนต๎องอยูํบนหลกั การพ้ืนฐานสองประการ คือ การประเมินเพ่ือ
พัฒนาผ๎ูเรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู๎ของผ๎ูเรียน ให๎ประสบผลสาเร็จน้ัน
ผ๎ูเรียนจะต๎องได๎รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพ่ือให๎บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู๎ สะท๎อนสมรรถนะ
สาคัญ และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของผู๎เรียนซึ่งเป็นเปูาหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู๎ในทุก
ระดับไมํวําจะเป็นระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา และระดับชาติ การวัดและ
ประเมินผลการเรียนร๎ู เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู๎เรียนโดยใช๎ผลการประเมินเป็นข๎อมูลและสารสนเทศที่
แสดงพฒั นาการ ความกา๎ วหนา๎ และความสาเร็จทางการเรียนของผู๎เรียน ตลอดจนข๎อมูลท่ีเป็นประโยชน์ตํอการ
สงํ เสริมใหผ๎ ๎เู รียนเกดิ การพฒั นาและเรียนรูอ๎ ยาํ งเต็มตามศกั ยภาพ
การวดั และประเมินผลการเรียนรู๎ แบํงออกเป็น ๔ ระดับ ได๎แกํ ระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับ
เขตพ้ืนท่ีการศึกษา และระดบั ชาติ มรี ายละเอยี ด ดังนี้
๑. การประเมินระดับช้ันเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยูํในกระบวนการจัดการเรียนร๎ู ผ๎ูสอน
ดาเนนิ การเปน็ ปกตแิ ละสม่าเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช๎เทคนิคการประเมินอยํางหลากหลาย เชํน การ
ซักถาม การสังเกต การตรวจการบ๎าน การประเมนิ โครงงาน การประเมนิ ชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟูมสะสมงาน การ
ใช๎แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู๎สอนเป็นผ๎ูประเมินเองหรือเปิดโอกาสให๎ผู๎เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพ่ือน
ผปู๎ กครองรํวมประเมนิ ในกรณีทไี่ มผํ ํานตวั ชีว้ ดั ใหม๎ กี ารสอนซํอมเสรมิ
การประเมนิ ระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบวํา ผ๎ูเรียนมีพัฒนาการความก๎าวหน๎าในการเรียนร๎ู อัน
เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไมํ และมากน๎อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต๎องได๎รับการพัฒนา
ปรับปรงุ และสํงเสริมในด๎านใด นอกจากนย้ี ังเปน็ ข๎อมลู ใหผ๎ ส๎ู อนใช๎ปรบั ปรุงการเรียนการสอนของตนด๎วย ท้ังนี้โดย
สอดคล๎องกับมาตรฐานการเรยี นรแ๎ู ละตัวชี้วัด
หลักสูตรโรงเรยี นบ๎านห๎วยมะซาง พทุ ธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๐๗
๒. การประเมินระดบั สถานศกึ ษา เปน็ การประเมินทสี่ ถานศึกษาดาเนนิ การเพอื่ ตัดสนิ ผล การเรียนของ
ผู๎เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอําน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และ
กิจกรรมพฒั นาผเ๎ู รียน นอกจากนีเ้ พ่ือให๎ไดข๎ อ๎ มูลเกีย่ วกับการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา วาํ สํงผลตอํ การ
เรียนรู๎ของผู๎เรียนตามเปูาหมายหรือไมํ ผู๎เรียนมีจุดพัฒนาในด๎านใด รวมท้ังสามารถนาผลการเรียนของ
ผ๎ูเรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข๎อมูลและ
สารสนเทศเพ่ือการปรบั ปรุงนโยบาย หลกั สตู ร โครงการ หรือวธิ ีการจัดการเรยี นการสอน ตลอดจนเพ่ือการจัดทา
แผนพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษา ตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการ
จัดการศกึ ษาตํอคณะกรรมการสถานศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน ผป๎ู กครองและชุมชน
๓. การประเมินระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผ๎ูเรียนในระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา
ตามมาตรฐานการเรียนร๎ูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เพื่อใช๎เป็นข๎อมูลพ้ืนฐานในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดาเนินการโดยประเมินคุณภาพ
ผลสมั ฤทธิข์ องผเ๎ู รียนดว๎ ยขอ๎ สอบมาตรฐานที่จัดทาและดาเนนิ การโดยเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา หรือด๎วยความรํวมมือกับ
หนํวยงานต๎นสังกัด ในการดาเนินการจัดสอบ นอกจากน้ียังได๎จากการตรวจสอบทบทวนข๎อมูลจากการประเมิน
ระดับสถานศึกษาในเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษา
๔. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคณุ ภาพผเ๎ู รียนในระดับชาตติ ามมาตรฐานการเรยี นรตู๎ าม
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน สถานศึกษาต๎องจัดให๎ผูเ๎ รียนทกุ คนทีเ่ รียน ในชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๓ ชัน้
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ เข๎ารบั การประเมนิ ผลจากการประเมินใชเ๎ ปน็ ข๎อมูลในการเทยี บเคียงคุณภาพการศกึ ษาใน
ระดบั ตาํ ง ๆ เพอ่ื นาไปใชใ๎ นการวางแผนยกระดับคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา ตลอดจนเป็นข๎อมูลสนับสนนุ การ
ตดั สนิ ใจในระดบั นโยบายของประเทศ
ข๎อมูลการประเมินในระดับตํางๆ ข๎างต๎น เป็นประโยชน์ตํอสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนา
คุณภาพผ๎ูเรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต๎องจัดระบบดูแลชํวยเหลือ ปรับปรุงแก๎ไข
สํงเสริมสนับสนุนเพ่ือให๎ผู๎เรียนได๎พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพ้ืนฐานความแตกตํางระหวํ างบุคคลท่ีจาแนกตาม
สภาพปัญหาและความต๎องการ ได๎แกํ กลุํมผู๎เรียนทั่วไป กลํุมผู๎เรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุํมผ๎ูเรียนที่มี
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนตา่ กลมํุ ผ๎เู รยี นที่มปี ญั หาดา๎ นวินัยและพฤตกิ รรม กลมุํ ผูเ๎ รยี นท่ีปฏิเสธโรงเรยี น กลุํมผู๎เรียน
ท่ีมีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลํุมพิการทางรํางกายและสติปัญญา เป็นต๎น ข๎อมูลจากการประเมินจึงเป็น
หัวใจของสถานศึกษาในการดาเนินการชํวยเหลือผู๎เรียนได๎ทันทํวงที ปิดโอกาสให๎ผ๎ูเรียนได๎รับการพัฒนาและ
ประสบความสาเร็จในการเรยี น
สถานศึกษาในฐานะผ๎ูรับผิดชอบจัดการศึกษา จะต๎องจัดทาระเบียบวําด๎วยการวัดและประเมินผลการ
เรียนของสถานศึกษาให๎สอดคล๎องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นข๎อกาหนดของหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน เพื่อใหบ๎ ุคลากรทเ่ี กีย่ วขอ๎ งทกุ ฝาุ ยถือปฏบิ ัติรวํ มกนั
เกณฑก์ ารวัดและประเมินผลการเรียน
๑. การตัดสนิ การใหร้ ะดบั และการรายงานผลการเรยี น
๑.๑ การตัดสนิ ผลการเรียน
ในการตัดสินผลการเรยี นของกลุํมสาระการเรยี นร๎ู การอําน คดิ วิเคราะห์และเขยี น คณุ ลกั ษณะ
อนั พึงประสงค์ และกจิ กรรมพฒั นาผ๎ูเรยี นนน้ั ผ๎สู อนต๎องคานงึ ถงึ การพฒั นาผเู๎ รียนแตํละคนเป็นหลกั และต๎องเกบ็
หลกั สูตรโรงเรยี นบ๎านหว๎ ยมะซาง พุทธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
๑๐๘
ขอ๎ มลู ของผเ๎ู รียนทุกดา๎ นอยาํ งสม่าเสมอและตํอเน่อื งในแตํละภาคเรียน รวมทงั้ สอนซอํ มเสรมิ ผเู๎ รยี นให๎
พฒั นาจนเต็มตามศักยภาพ
ระดบั ประถมศกึ ษา
(๑) ผเ๎ู รยี นตอ๎ งมเี วลาเรียนไมํนอ๎ ยกวาํ ร๎อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทง้ั หมด
(๒) ผู๎เรียนตอ๎ งไดร๎ บั การประเมนิ ทกุ ตวั ชว้ี ัด และผํานตามเกณฑท์ ่ีสถานศกึ ษากาหนด
(๓) ผเ๎ู รยี นตอ๎ งได๎รบั การตดั สินผลการเรียนทกุ รายวชิ า
(๔) ผ๎เู รียนตอ๎ งไดร๎ ับการประเมนิ และมีผลการประเมินผาํ นตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากาหนด ใน
การอําน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และกจิ กรรมพฒั นาผเู๎ รยี น
การพิจารณาเล่ือนชั้น ถ๎าผู๎เรียนมีข๎อบกพรํองเพียงเล็กน๎อย และสถานศึกษาพิจารณาเห็นวํา
สามารถพฒั นาและสอนซํอมเสรมิ ได๎ ให๎อยูใํ นดลุ พนิ จิ ของสถานศึกษาท่ีจะผํอนผันให๎เลื่อนชั้นได๎ แตํหากผ๎ูเรียนไมํ
ผํานรายวิชาจานวนมาก และมีแนวโน๎มวําจะเป็นปัญหาตํอการเรียนในระดับช้ันท่ีสูงขึ้น สถานศึกษาอาจ ต้ัง
คณะกรรมการพจิ ารณาให๎เรียนซา้ ชน้ั ได๎ ท้ังนีใ้ หค๎ านงึ ถึงวฒุ ิภาวะและความร๎ูความสามารถของผเ๎ู รียนเปน็ สาคัญ
๑.๒ การให้ระดับผลการเรยี น
ระดบั ประถมศกึ ษา ในการตัดสนิ เพือ่ ให๎ระดับผลการเรียนรายวิชา สถานศึกษาสามารถให๎ระดับผล
การเรยี นหรอื ระดับคณุ ภาพการปฏิบัติของผู๎เรียน เป็นระบบตัวเลข ระบบตัวอกั ษร ระบบร๎อยละ และระบบท่ีใช๎
คาสาคัญสะท๎อนมาตรฐาน
การประเมินการอําน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให๎ระดับผล การ
ประเมินเป็น ดเี ยีย่ ม ดี และผําน
การประเมินกจิ กรรมพัฒนาผเู๎ รยี น จะต๎องพิจารณาทั้งเวลาการเข๎ารํวมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรม
และผลงานของผเู๎ รยี น ตามเกณฑ์ทีส่ ถานศกึ ษากาหนด และใหผ๎ ลการเข๎ารํวมกจิ กรรมเป็นผําน และไมผํ าํ น
๑.๓ การรายงานผลการเรียน
การรายงานผลการเรยี นเปน็ การสอ่ื สารใหผ๎ ู๎ปกครองและผเ๎ู รียนทราบความกา๎ วหน๎าในการเรยี นร๎ูของ
ผู๎เรยี น ซึ่งสถานศึกษาต๎องสรปุ ผลการประเมินและจัดทาเอกสารรายงานให๎ผู๎ปกครองทราบเป็นระยะๆ หรืออยําง
น๎อยภาคเรยี นละ ๑ ครงั้
การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคณุ ภาพการปฏิบัติของผู๎เรียนท่ีสะทอ๎ นมาตรฐาน
การเรียนร๎ูกลุํมสาระการเรียนร๎ู
๒. เกณฑก์ ารจบการศึกษา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กาหนดเกณฑ์กลางสาหรับการจบการศึกษาเป็น ๑ ระดับ คือ
ระดับประถมศกึ ษา
๒.๑ เกณฑก์ ารจบระดบั ประถมศึกษา
(๑) ผู๎เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐาน และรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติมตามโครงสร๎างเวลาเรียนที่
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานกาหนด
(๒) ผูเ๎ รียนตอ๎ งมผี ลการประเมินรายวิชาพืน้ ฐาน ผํานเกณฑก์ ารประเมนิ ตามท่สี ถานศึกษากาหนด
(๓) ผู๎เรียนมีผลการประเมินการอาํ น คิดวิเคราะห์ และเขยี นในระดบั ผํานเกณฑก์ ารประเมิน
ตามทสี่ ถานศึกษากาหนด
(๔) ผ๎ูเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผํานเกณฑ์การประเมินตามที่
สถานศกึ ษากาหนด
หลกั สตู รโรงเรยี นบ๎านห๎วยมะซาง พุทธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
๑๐๙
(๕) ผ๎ูเรียนเข๎ารํวมกิจกรรมพัฒนาผ๎ูเรียนและมีผลการประเมินผํานเกณฑ์การประเมินตามที่
สถานศกึ ษากาหนด
สาหรับการจบการศึกษาสาหรับกลุํมเปูาหมายเฉพาะ เชํน การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษาสาหรับผู๎มี
ความสามารถพิเศษ การศกึ ษาทางเลือก การศกึ ษาสาหรับผู๎ด๎อยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย ให๎คณะกรรมการ
ของสถานศึกษา เขตพน้ื ที่การศึกษา และผ๎ทู ีเ่ กยี่ วข๎อง ดาเนนิ การวดั และประเมนิ ผล การเรยี นรต๎ู ามหลักเกณฑใ์ น
แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู๎ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานสาหรับ
กลุํมเปูาหมายเฉพาะ
เอกสารหลักฐานการศึกษา
เอกสารหลักฐานการศึกษา เป็นเอกสารสาคัญท่ีบันทึกผลการเรียน ข๎อมูลและสารสนเทศท่ีเก่ียวข๎องกับ
พฒั นาการของผเู๎ รยี นในดา๎ นตาํ ง ๆ แบํงออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้
๑. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาทก่ี ระทรวงศกึ ษาธิการกาหนด
๑.๑ ระเบียนแสดงผลการเรียน เป็นเอกสารแสดงผลการเรียนและรับรองผลการเรียนของ
ผ๎เู รียนตามรายวชิ า ผลการประเมินการอําน คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ
สถานศกึ ษา และผลการประเมินกิจกรรมพฒั นาผ๎เู รียน สถานศึกษาจะตอ๎ งบนั ทกึ ขอ๎ มลู และออกเอกสารนใ้ี ห๎ผ๎ูเรียน
เป็นรายบุคคล เมื่อผู๎เรยี นจบการศกึ ษาระดับประถมศึกษา (ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๖)
๑.๓ แบบรายงานผู้สาเร็จการศึกษา เป็นเอกสารอนุมัติการจบหลักสูตรโดยบันทึกรายชื่อและ
ขอ๎ มูลของผจู๎ บการศกึ ษาระดับประถมศึกษา (ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖)
๒. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาที่สถานศึกษากาหนด
เป็นเอกสารท่ีสถานศึกษาจัดทาข้ึนเพื่อบันทึกพัฒนาการ ผลการเรียนรู๎ และข๎อมูลสาคัญ เกี่ยวกับผู๎เรียน
เชํน แบบรายงานประจาตัวนกั เรียน แบบบันทึกผลการเรยี นประจารายวชิ า ระเบยี นสะสม ใบรับรองผลการเรียน
และ เอกสารอ่นื ๆ ตามวตั ถุประสงค์ของการนาเอกสารไปใช๎
การเทยี บโอนผลการเรียน
สถานศึกษาสามารถเทยี บโอนผลการเรยี นของผูเ๎ รียนในกรณีตํางๆได๎แกํ การย๎ายสถานศึกษา การเปลี่ยน
รูปแบบการศึกษา การยา๎ ยหลกั สูตร การออกกลางคันและขอกลับเข๎ารับการศึกษาตํอ การศึกษาจากตํางประเทศ
และขอเขา๎ ศึกษาตํอในประเทศ นอกจากน้ี ยงั สามารถเทียบโอนความร๎ู ทักษะ ประสบการณ์จากแหลํงการเรียนร๎ู
อน่ื ๆ เชนํ สถานประกอบการ สถาบันศาสนา สถาบนั การฝกึ อบรมอาชพี การจัดการศึกษาโดยครอบครัว
การเทียบโอนผลการเรยี นควรดาเนินการในชํวงกอํ นเปดิ ภาคเรียนแรก หรอื ต๎นภาคเรียนแรก ท่ี
สถานศกึ ษารบั ผข๎ู อเทยี บโอนเปน็ ผ๎เู รยี น ท้ังน้ี ผเ๎ู รียนทีไ่ ดร๎ บั การเทียบโอนผลการเรียนต๎องศกึ ษาตอํ เนอ่ื งใน
สถานศกึ ษาทร่ี บั เทยี บโอนอยาํ งนอ๎ ย ๑ ภาคเรยี น โดยสถานศึกษาท่รี ับผ๎ูเรยี นจาก
การเทียบโอนควรกาหนดรายวชิ า/จานวนหนวํ ยกิตทจ่ี ะรับเทียบโอนตามความเหมาะสม
การพิจารณาการเทยี บโอน สามารถดาเนนิ การได๎ ดงั นี้
๑. พิจารณาจากหลักฐานการศกึ ษา และเอกสารอื่นๆ ท่ใี ห๎ข๎อมลู แสดงความร๎ู ความสามารถของผ๎เู รียน
๒. พิจารณาจากความร๎ู ความสามารถของผ๎ูเรียนโดยการทดสอบด๎วยวธิ ีการตํางๆ ท้ังภาคความรแ๎ู ละ
ภาคปฏิบตั ิ
๓. พจิ ารณาจากความสามารถและการปฏิบัตใิ นสภาพจริง
การเทียบโอนผลการเรยี นใหเ๎ ป็นไปตาม ประกาศ หรือ แนวปฏิบัติ ของกระทรวงศึกษาธิการ
หลกั สตู รโรงเรยี นบ๎านห๎วยมะซาง พทุ ธศักราช ๒๕6๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๑๐
การบริหารจัดการหลกั สูตร
ในระบบการศึกษาทม่ี กี ารกระจายอานาจให๎ท๎องถ่ินและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนาหลักสูตรน้ัน
หนํวยงานตํางๆ ทีเ่ กย่ี วข๎องในแตลํ ะระดับ ต้ังแตรํ ะดับชาติ ระดับท๎องถนิ่ จนถึงระดับสถานศึกษา มีบทบาทหน๎าท่ี
และความรับผดิ ชอบในการพัฒนา สนับสนุน สงํ เสริม การใช๎และพัฒนาหลกั สูตรใหเ๎ ปน็ ไปอยํางมีประสทิ ธภิ าพ
เพื่อให๎การดาเนินการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษามี
ประสิทธิภาพสูงสุด อันจะสํงผลให๎การพัฒนาคุณภาพผู๎เรียนบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู๎ที่กาหนดไว๎ใน
ระดับชาติ ระดับทอ๎ งถิ่น ได๎แกํ สานักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษา หนํวยงานต๎นสังกัดอ่ืน ๆ เป็นหนํวยงานท่ีมีบทบาท
ในการขับเคล่ือนคุณภาพการจัดการศึกษา เป็นตัวกลางที่จะเช่ือมโยงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานท่ี
กาหนดในระดับชาติให๎สอดคล๎องกับสภาพและความต๎องการของท๎องถ่ิน เพื่อนาไปสํูการจัดทาหลักสูตรของ
สถานศึกษา สํงเสริมการใช๎และพัฒนาหลักสูตรในระดับสถานศึกษา ให๎ประสบความสาเร็จ โดยมีภารกิจสาคัญ
คือ กาหนดเปูาหมายและจดุ เน๎นการพฒั นาคณุ ภาพผเู๎ รียน ในระดบั ทอ๎ งถนิ่ โดยพจิ ารณาใหส๎ อดคล๎องกับส่ิงท่ีเป็น
ความต๎องการในระดับชาติ พัฒนาสาระ การเรียนรู๎ท๎องถิ่น ประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับท๎องถ่ิน รวมท้ัง
เพ่ิมพูนคุณภาพการใช๎หลักสูตรด๎วยการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร สนับสนุน สํงเสริม ติดตามผล
ประเมนิ ผล วิเคราะห์ และรายงานผลคุณภาพของผเ๎ู รียน
สถานศึกษามีหน๎าทสี่ าคญั ในการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษา การวางแผนและดาเนนิ การใช๎หลักสตู ร การ
เพ่มิ พนู คณุ ภาพการใช๎หลกั สตู รดว๎ ยการวิจัยและพฒั นา การปรบั ปรงุ และพฒั นาหลกั สูตรจดั ทาระเบียบการวัดและ
ประเมินผล ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาต๎องพิจารณาให๎สอดคล๎อง กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พนื้ ฐาน และรายละเอียดท่ีเขตพนื้ ที่การศึกษา หรือหนํวยงาน สังกัดอ่ืนๆ ในระดบั ท๎องถ่นิ ไดจ๎ ัดทาเพ่ิมเติม รวมทั้ง
สถานศกึ ษาสามารถเพิ่มเตมิ ในสวํ นทเ่ี ก่ยี วกบั สภาพปญั หาในชมุ ชนและสังคม ภมู ิปัญญาท๎องถ่นิ และความต๎องการ
ของผเู๎ รียน โดยทุกภาคสํวนเขา๎ มามีสํวนรํวมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
หลกั สตู รโรงเรียนบ๎านหว๎ ยมะซาง พุทธศักราช ๒๕6๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
๑๑๑
กจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร
แนวทางการจดั การเรยี นการสอนบูรณาการหลกั สตู รการป้องกนั การทจุ รติ
๑. ช่ือกจิ กรรม “สํงเสริมคุณธรรมจริยธรรม การปูองกันการทุจริต”
ตามท่สี านกั งานคณะกรรมการปูองกันและปราบปรามการทุจริตแหํงชาติ รวํ มกับสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้นั พื้นฐาน และหนวํ ยงานที่เก่ยี วขอ๎ ง ดาเนนิ การจดั ทาหลักสูตรหรอื ชดุ การเรียนรแ๎ู ละสื่อประกอบการ
เรียนรู๎ ด๎านการปูองกนั การทจุ ริต สาหรับใช๎เปน็ เนื้อหามาตรฐานกลางให๎สถาบนั การศึกษาหรือหนํวยงานที่
เกี่ยวข๎องนาไปใชใ๎ นการเรียนการสอนให๎กบั กลํมุ เปาู หมายครอบคลมุ ทุกระดบั ชั้นเรียน เพือ่ ปลกู ฝังจิตสานึกในการ
แยกประโยชน์สวํ นบคุ คลและประโยชนส์ ํวนรวม จติ พอเพียง การไมํยอมรับและไมํทนตอํ การทจุ รติ โดยใชช๎ อ่ื วํา
หลกั สตู รต๎านทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) หลกั สูตรที่ ๑ หลกั สูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โดยมี
แนวทางการนาไปใชต๎ ามความเหมาะสมของแตํละโรงเรียน ดังน้ี
๑.นาไปจดั เป็นรายวิชาเพิ่มเตมิ ของโรงเรียน
๒.นาไปจัดในชั่วโมงลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลาร๎ู
๓.นาไปบรู ณาการกับการจดั การเรียนการสอนในกลุํมสาระการเรยี นร๎ูสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
(สาระหน๎าทพ่ี ลเมือง) หรอื นาไปบูรณาการกับกลํุมสาระการเรียนร๎ูอื่น ๆ
๔. จดั ในกิจกรรมพฒั นาผ๎เู รยี น
๕. จัดเปน็ กจิ กรรมเสรมิ หลกั สูตร
๖. บูรณาการกับวถิ ชี วี ิตในโรงเรยี น
๒. จดุ มุ่งหมายของรายวิชา เพือ่ ใหน๎ กั เรียน
๒.๑ มคี วามรู๎ ความเขา๎ ใจเก่ยี วกบั การแยกแยะระหวํางผลประโยชนส์ วํ นตนกับผลประโยชน์สวํ นรวม
๒.๒ มีความรู๎ ความเข๎าใจเกย่ี วกับความละอายและความไมํทนตํอการทจุ ริต
๒.๓ มคี วามร๎ู ความเข๎าใจเกี่ยวกบั STRONG / จิตพอเพยี งตํอตา๎ นการทจุ รติ
๒.๔ มีความรู๎ ความเข๎าใจเกย่ี วกับพลเมอื งและมคี วามรบั ผดิ ชอบตํอสงั คม
๒.๕ สามารถคดิ แยกแยะระหวาํ งผลประโยชนส์ วํ นตนกบั ผลประโยชน์สํวนรวมได๎
๒.๖ ปฏิบตั ติ นเป็นผ๎ูละอายและไมทํ นตํอการทจุ ริตทุกรปู แบบ
๒.๗ ปฏิบตั ิตนเปน็ ผ๎ูที่ STRONG / จิตพอเพียงตอํ ต๎านการทจุ รติ
๒.๘ ปฏิบัติตนตามหน๎าทีพ่ ลเมอื งและมีความรับผิดชอบตํอสงั คม
๓. คาอธบิ ายรายวิชา
ศกึ ษาเกยี่ วกับการแยกแยะระหวํางผลประโยชนส์ ํวนตนกบั ผลประโยชน์สวํ นรวม ความละอายและความ
ไมํทนตํอการทจุ รติ STRONG / จติ พอเพยี งตอํ ตา๎ นการทจุ ริต ร๎หู นา๎ ท่ีของพลเมอื งและรับผิดชอบตํอสงั คมในการ
ตํอตา๎ นการทจุ รติ
โดยใชก๎ ระบวนการคิด วิเคราะห์ จาแนก แยกแยะ การฝกึ ปฏิบตั ิจรงิ การทาโครงงานกระบวนการเรยี นร๎ู
๕ ขน้ั ตอน (๕ STEPs) การอภปิ ราย การสืบสอบ การแกป๎ ัญหา ทักษะการอาํ นและการเขียน เพ่ือให๎มีความ
ตระหนักและเหน็ ความสาคญั ของการตอํ ต๎านและการปอู งกนั การทจุ รติ
๔.ผลการเรียนรู้
๑. มีความร๎ู ความเข๎าใจเกย่ี วกับการแยกแยะระหวาํ งผลประโยชนส์ ํวนตน กบั ผลประโยชนส์ ํวนรวม
หลักสตู รโรงเรยี นบา๎ นห๎วยมะซาง พุทธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
๑๑๒
๒. มคี วามร๎ู ความเขา๎ ใจเกย่ี วกับความละอายและความไมํทนตํอการทจุ รติ
๓. มีความรู๎ ความเข๎าใจเกย่ี วกับ STRONG / จติ พอเพยี งตํอต๎านการทุจรติ
๔. มีความร๎ู ความเขา๎ ใจเกี่ยวกับพลเมอื งและมีความรบั ผดิ ชอบตอํ สังคม
๕. สามารถคดิ แยกแยะระหวาํ งผลประโยชนส์ วํ นตน กับผลประโยชนส์ ํวนรวมได๎
๖. ปฏบิ ตั ติ นเป็นผ๎ูละอายและไมทํ นตอํ การทจุ รติ ทกุ รูปแบบ
๗. ปฏบิ ัตติ นเป็นผ๎ูที่ STRONG / จติ พอเพยี งตอํ ต๎านการทจุ ริต
๘. ปฏบิ ัติตนตามหน๎าท่ีพลเมอื งและมีความรบั ผิดชอบตอํ สังคม
๙. ตระหนักและเห็นความสาคญั ของการตอํ ต๎านและปูองกนั การทจุ รติ
รวมท้ังหมด ๙ ผลการเรยี นร๎ู
5. โครงสร้างรายวิชา
5.1 ระดบั ประถมศึกษา
1) ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1
ลาดับ หนว่ ยการเรียนรู้ เรอื่ ง จานวน
ช่วั โมง
1. การคดิ แยกแยะระหวาํ งผลประโยชน์สํวนตน การคดิ แยกแยะระหวาํ งผลประโยชน์สวํ นตน
16
และผลประโยชนส์ ํวนรวม และผลประโยชนส์ ํวนรวม
- การคดิ แยกแยะ
- ระบบคิดฐาน 2
- ระบบคดิ ฐาน 10
2. ความละอายและความไมทํ นตอํ การทจุ รติ ความละอายและความไมํทนตอํ การทจุ รติ 10
- การทาการบ๎าน
- การทาเวร
- การสอบ
- กจิ กรรมนักเรยี น
3. STRONG / จิตพอเพยี งตอํ ต๎านการทจุ รติ STRONG / จิตพอเพียงตํอตา๎ นการทุจริต 4
- ความพอเพียง
- ความโปรํงใส
- ต๎านทจุ ริต
- ความเอ้ืออาทร
4. พลเมืองกบั ความรบั ผิดชอบตํอสงั คม พลเมืองกบั ความรบั ผิดชอบตอํ สังคม 10
-ความหมายบทบาทและสิทธิ -การเคารพ
สิทธิหนา๎ ทตี่ อํ ตนเองและผู๎อนื่
- ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย
- ความรบั ผดิ ชอบ (ตํอตนเองกับตํอผ๎ูอนื่ )
- ความเป็นพลเมอื ง
รวม 40
หลักสูตรโรงเรยี นบา๎ นหว๎ ยมะซาง พทุ ธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๑๓
2) ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 เรอื่ ง จานวน
ลาดบั หนว่ ยการเรียนรู้ ชว่ั โมง
การคิดแยกแยะระหวํางผลประโยชนส์ ํวนตน
1. การคิดแยกแยะระหวํางผลประโยชนส์ วํ นตน และผลประโยชนส์ วํ นรวม 16
และผลประโยชน์สํวนรวม - การคดิ แยกแยะ
- ประโยชนส์ ํวนตนและประโยชนส์ วํ นรวม
- ระบบคดิ ฐาน 2
- ระบบคิดฐาน 10
2. ความละอายและความไมํทนตํอการทุจรติ ความละอายและความไมํทนตอํ การทจุ รติ 10
- การทาการบ๎าน
- การทาเวร
- การสอบ
- กจิ กรรมนักเรยี น
3. STRONG / จิตพอเพยี งตอํ ต๎านการทจุ รติ STRONG / จติ พอเพยี งตํอตา๎ นการทุจริต 4
- ความพอเพยี ง
- ความโปรํงใส
- ต๎านทุจริต
- ความเอือ้ อาทร
4. พลเมืองกบั ความรบั ผดิ ชอบตํอสงั คม พลเมอื งกบั ความรับผิดชอบตํอสังคม 10
- เรือ่ งการเคารพสิทธิหนา๎ ท่ีตอํ ตนเองและ
ผ๎อู ืน่
- การเคารพสิทธิหน๎าท่ีตอํ ชมุ ชนและสังคม
- ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย
- ความรับผิดชอบ (ตอํ หอ๎ งเรียน)
- คุณลกั ษณะของพลเมอื งทด่ี ี
- หน๎าทขี่ องพลเมอื งทด่ี ี
รวม 40
หลกั สตู รโรงเรียนบ๎านห๎วยมะซาง พทุ ธศักราช ๒๕6๕ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
๑๑๔
3) ประถมศึกษาปที ่ี 3 เรอื่ ง จานวน
ลาดบั หน่วยการเรยี นรู้ ชว่ั โมง
1. การคิดแยกแยะระหวาํ งผลประโยชนส์ ํวนตน การคิดแยกแยะระหวาํ งผลประโยชนส์ วํ นตน 16
และผลประโยชนส์ ํวนรวม
และผลประโยชนส์ วํ นรวม - การคดิ แยกแยะ 10
- ระบบคดิ ฐาน 2
2. ความละอายและความไมํทนตอํ การทจุ ริต - ระบบคิดฐาน 10 4
- ผลประโยชนส์ ํวนตนและผลประโยชน์ 10
3. STRONG / จิตพอเพียงตํอตา๎ นการทุจริต สวํ นรวม
- การขดั กนั ระหวาํ งประโยชนส์ ํวนตนและ 40
4. พลเมืองกบั ความรับผดิ ชอบตํอสังคม ผลประโยชนส์ ํวนรวม
ความละอายและความไมํทนตํอการทจุ ริต
- การทาการบ๎าน
- การทาเวร
- การสอบ
- การแตงํ กาย
- กจิ กรรมสงํ เสรมิ ความถนัดและความสนใจ
STRONG / จิตพอเพียงตํอตา๎ นการทจุ รติ
- ความพอเพยี ง
- ความโปรํงใส
- ต๎านทุจริต
- ความเอ้อื อาทร
พลเมอื งกับความรับผดิ ชอบตํอสงั คม
- เรือ่ งการเคารพสิทธิหน๎าทตี่ อํ ตนเองและ
ผ๎ูอนื่ ทีม่ ตี ํอชมุ ชน
- เร่อื งการเคารพสิทธหิ น๎าทตี่ ํอตนเองและ
ผู๎อืน่ ที่มีตํอประเทศชาติ
- ระเบียบ กฎ กตกิ า กฎหมาย
- ความรับผิดชอบ (ตอํ โรงเรียน)
- ความเปน็ พลเมือง
รวม
หลักสูตรโรงเรยี นบ๎านหว๎ ยมะซาง พทุ ธศักราช ๒๕6๕ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
๑๑๕
4) ประถมศึกษาปีที่ 4
ลาดบั หน่วยการเรียนรู้ เรอื่ ง จานวน
ชว่ั โมง
1. การคดิ แยกแยะระหวาํ งผลประโยชน์สวํ นตน การคิดแยกแยะระหวาํ งผลประโยชน์สํวนตน 14
และผลประโยชน์สํวนรวม และผลประโยชน์สวํ นรวม
- การคดิ แยกแยะ
- ระบบคดิ ฐาน 2
- ระบบคิดฐาน 10
- ความแตกตํางระหวํางจริยธรรมและการ
ทจุ รติ
- ประโยชนส์ วํ นตนและประโยชน์สํวนรวม
2. ความละอายและความไมํทนตํอการทจุ ริต ความละอายและความไมํทนตํอการทจุ รติ 10
- การทาการบ๎าน
- การทาเวร
- การสอบ
- การแตํงกาย
- กิจกรรมนกั เรยี น (ภายใน ร.ร.)
- การเข๎าแถว
3. STRONG / จิตพอเพียงตอํ ตา๎ นการทุจรติ STRONG / จิตพอเพยี งตํอต๎านการทุจรติ 6
- การดารงชวี ติ ตามหลกั ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง
- ความโปรงํ ใส
- ความต่ืนรู๎ / ความรู๎
- ต๎านทจุ ริต
- มํุงไปขา๎ งหนา้
- ความเออ้ื อาทร
4. พลเมืองกับความรบั ผิดชอบตอํ สงั คม พลเมืองกบั ความรับผดิ ชอบตํอสังคม 10
- เรอื่ งการเคารพสิทธิหน๎าที่ตอํ ตนเองและ
ผูอ๎ ่ืนทีม่ ตี อํ ครอบครวั
- ระเบยี บ กฎ กตกิ า กฎหมาย
- ความรบั ผิดชอบ (ตํอชุมชน)
- ความเปน็ พลเมือง
รวม 40
หลกั สูตรโรงเรียนบา๎ นห๎วยมะซาง พุทธศักราช ๒๕6๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๑๖
5) ประถมศึกษาปที ี่ 5
ลาดับ หน่วยการเรยี นรู้ เรอื่ ง จานวน
ชว่ั โมง
1. การคิดแยกแยะระหวาํ งผลประโยชนส์ ํวนตน การคิดแยกแยะระหวาํ งผลประโยชน์สวํ นตน 14
และผลประโยชน์สวํ นรวม และผลประโยชน์สวํ นรวม
- การคิดแยกแยะ
- ระบบคิดฐาน 2 - ระบบคิดฐาน 10
- ความแตกตํางระหวาํ งจริยธรรมและการ
ทุจรติ
- ประโยชนส์ ํวนตนและประโยชน์สวํ นรวม
- การขัดกันระหวํางประโยชน์สวํ นตนและ
ผลประโยชนส์ วํ นรวม
- ผลประโยชน์ทับซ๎อน
2. ความละอายและความไมํทนตํอการทุจรติ ความละอายและความไมทํ นตํอการทุจริต 10
- การทาการบ๎าน
- การทาเวร - การสอบ
- การแตํงกาย - การเขา๎ แถว
- กิจกรรมนกั เรยี น (ในห๎องเรียน โรงเรยี น
ชมุ ชน)
3. STRONG / จิตพอเพยี งตอํ ต๎านการทุจริต STRONG / จติ พอเพียงตอํ ต๎านการทุจรติ 6
- ความพอเพียง
- ความโปรงํ ใส
- ความตนื่ ร๎ู / ความรู๎
- ตํอตา๎ นทุจริต
- มํงุ ไปขา๎ งหน้า
- ความเออื้ อาทร
4. พลเมืองกบั ความรับผิดชอบตอํ สงั คม พลเมอื งกบั ความรับผิดชอบตอํ สงั คม 10
- เร่อื งการเคารพสทิ ธหิ นา๎ ทีต่ อํ ตนเองและ
ผู๎อน่ื
- ระเบียบ กฎ กติกา กฎหมาย
- ความรบั ผดิ ชอบ (ตํอสังคม)
- ความเปน็ พลเมอื ง
รวม 40
หลักสูตรโรงเรียนบ๎านห๎วยมะซาง พุทธศักราช ๒๕6๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๑๗
6) ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
ลาดบั หน่วยการเรียนรู้ เร่ือง จานวน
ชว่ั โมง
1. การคิดแยกแยะระหวํางผลประโยชนส์ วํ นตน การคิดแยกแยะระหวํางผลประโยชนส์ วํ นตน 14
และผลประโยชนส์ ํวนรวม และผลประโยชนส์ ํวนรวม
- การคดิ แยกแยะ
- ระบบคดิ ฐาน 2 - ระบบคดิ ฐาน 10
- ความแตกตํางระหวํางจริยธรรมและการ
ทุจรติ
- ประโยชนส์ วํ นตนและประโยชนส์ วํ นรวม
- การขัดกันระหวาํ งประโยชนส์ ํวนตนและ
ผลประโยชน์สวํ นรวม
- ผลประโยชน์ทบั ซ๎อน
- รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ๎อน
2. ความละอายและความไมทํ นตอํ การทุจรติ ความละอายและความไมทํ นตํอการทุจริต 10
- การทาการบ๎าน - การทาเวร
- การสอบ - การแตํงกาย
- กิจกรรมนกั เรียน (ในห๎องเรียน โรงเรยี น
ชมุ ชน สังคม) - การเข๎าแถว
3. STRONG / จิตพอเพยี งตํอตา๎ นการทุจริต STRONG / จิตพอเพียงตํอตา๎ นการทจุ รติ 6
- การสร๎างจิตสานึกความพอเพยี งตํอตา๎ นการ
ทุจริต
- ความโปรํงใส - ความตนื่ ร๎ู / ความรู๎
- ตา๎ นทจุ ริต - มุํงไปขา๎ งหนา๎
- ความเอื้ออาทร
4. พลเมืองกบั ความรับผิดชอบตํอสังคม พลเมอื งกบั ความรับผดิ ชอบตํอสังคม 10
- เร่อื งการเคารพสทิ ธิหนา๎ ทตี่ ํอตนเองและ
ผ๎อู ่นื ท่ีมตี ํอประเทศชาติ
- ระเบียบ กฎ กตกิ า กฎหมาย
- ความรบั ผิดชอบ (ตํอประเทศชาติ)
- ความเป็นพลเมือง
รวม 40
หลกั สตู รโรงเรียนบ๎านหว๎ ยมะซาง พุทธศักราช ๒๕6๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๑๘
7. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคิดและแนวการสอน
กจิ กรรมการเรยี นร๎ทู ่ีใช๎ในการจัดการเรียนการสอน เน๎นการใช๎ทฤษฎกี ารเรยี นรู๎ การสร๎างความร๎ู ไดแ๎ กํ 1)
ทฤษฎคี อนสตรัคตวิ สิ ต์ (Construction Theory) 2) ทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ต์เชิงสงั คม (Social Constructivism
Theory) 3) ทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ิสต์เชิงปัญญา (Cognitive Constructivism) 4) ทฤษฎปี ระมวลผลข๎อมูล
(Information Processing Theory) 5) ทฤษฎีพหุปญั ญา (Theory of Multiple Intelligences) 6) ทฤษฎีการ
เรยี นรแู๎ บบรํวมมอื (Cooperative Learning Theory) ในการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวมจะใช๎กลยุทธก์ าร
สอนทีเ่ นน๎ ผ๎ูเรยี นเปน็ สาคัญ คอื จดั ตามความแตกตํางของเดก็ แตลํ ะคน ด๎วยการสอนโดยใชก๎ ระบวนการคดิ
วิเคราะห์ คิดสงั เคราะห์ การฝกึ ปฏิบัตจิ รงิ การทาโครงงานสบื สวนสอบสวน กระบวนการเรยี นร๎ู 5 ขนั้ ตอน (5
STEPs) การอภปิ ราย การแกป๎ ญั หาตลอดจนใช๎เทคนิคการสอนท่ีหลากหลายเหมาะกับผ๎ูเรียนแตลํ ะวยั
8. สือ่ การเรียนรู้และแหล่งเรยี นรู้
จัดกิจกรรมด๎วยสอ่ื การเรยี นรูท๎ ีเ่ กยี่ วกับการปอู งกนั และปราบปรามการทุจรติ เชํน วีดโิ อ ขําว VTR นทิ าน
การ์ตูน ภาพยนตร์สนั้ เอกสารแก๎ทุจรติ คดิ ฐานสอง สือ่ สิงพิมพ์ตาํ ง ๆ ใบความร๎ู ใบงาน วัสดุอปุ กรณต์ าํ ง ตลอดจน
แหลํงเรียนรู๎ท่ีใช๎คอมพวิ เตอรใ์ นการสืบค๎น
9. การวัดและประเมินผล
9.1 การประเมินการเรยี นรู้ โดยใช๎เคร่อื งมือประเมนิ การเรียนร๎ูในดา๎ น
- ความรคู๎ วามเข๎าใจ
- การปฏิบัติ
- คุณลักษณะท่พี ึงประสงค์
- เครือ่ งมือทใ่ี ช้ประเมิน
- แบบสอบ
- แบบประเมินการปฏบิ ัติงาน
- แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิงาน
9.2 การประเมินผล
นักเรียนผํานการประเมินทกุ กิจกรรม ร๎อยละ 80 ข้ึนไป จึงจะถอื วําผํานเกณฑ์การประเมิน
หลักสูตรโรงเรียนบา๎ นห๎วยมะซาง พุทธศกั ราช ๒๕6๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
๑๑๙
10. ตารางช่วั โมงการจัดการเรียนการสอน
ประกอบด๎วย 4 หนวํ ยการเรียนรู๎ คอื 1) การคิดแยกแยะผลประโยชนส์ ํวนตนกบั ผลประโยชน์สํวนรวม
2) ความไมทํ นและความอายตอํ การทจุ ริต 3) STRONG : จติ พอเพยี งต๎านทจุ ริต และ 4) พลเมืองกับ ความ
รบั ผิดชอบตอํ สงั คม โดยกาหนดชว่ั โมงการจัดการเรียนการสอนดังนี้
ท่ี หนํวยการเรียนร๎ู ระดับการศึกษา
1 การคดิ แยกแยะระหวาํ ง ป.1-3 (ช่ัวโมง) ป.4-6 (ช่วั โมง)
ผลประโยชน์สํวนตนและ
ประโยชน์สํวนรวม 16 14
2 ความไมทํ นและความอายตอํ การ 10 10
ทจุ ริต 46
10 10
3 STRONG : จติ พอเพียงตอํ ตา๎ น 40 40
การทุจริต
4 พลเมืองกับความรับผดิ ชอบตอํ
สงั คม
รวม
โดยการสอนหลกั สูตรต๎านทจุ ริต การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน จะบูรณาการในกจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลา
รู๎” และอบรมคณุ ธรรมจริยธรรมของโรงเรยี นบา๎ นห๎วยมะซาง
ทงั้ นี้ ในแตลํ ะระดบั ช้นั ปี จะใช๎เวลาเรยี นทัง้ ปี จานวน 40 ชัว่ โมง ซง่ึ จะมีเน้อื หาและกิจกรรมการเรยี น
การสอนท่แี ตกตํางกนั ตามความเหมาะสมและการเรยี นรู๎ในแตลํ ะชํวงวัย
หลักสูตรโรงเรยี นบา๎ นหว๎ ยมะซาง พุทธศักราช ๒๕6๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
หลักสูตรสถานศึกษา
โรงเรียนบา้ นหว้ ยมะซาง
สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาเชยี งราย เขต ๒
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ