นายสุรเชษฐ์ สุนทรากร
ต าแหน่งรองผู้อ านวยการสถานศึกษา
สังกัด สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคใต้
ส านักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธการ กระทรวงศึกษาธิการ
ิ
จบการศึกษาระดับปริญาตรี (คบ.)
ภาควิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา
คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา
จบการศึกษาระดับปริญาโท (กศม.)
ภาควิชาเทคโนโลยีและการสื่อสารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณสงขลา
รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
รางวัลที่ 3 ระดับประเทศ ประเภทข้าราชการครู
สังกัดสถานศึกษาขึ้นตรง ด้านการพฒนานวัตกรรม
การเรียนการสอน ดีเค่น ประจ าปี 2556
รางวัลที่ 2 ระดับประเทศ ประเภทข้าราชการครู
สังกัดสถานศึกษาขึ้นตรง 2559 การอบรม
รางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ประเภทรองผู้อ านวยการ ผ่านการอบรมเป็นวิทยากรจิตอาสา 904 หลักสูตร
สถานศึกษาดีเด่น สังกัดสถานศึกษาขึ้นตรง 2561 หลักประจ า รุ่นที่ 4/62 เป็นเบ้า เป็นแม่พิมพ์ จาก
รางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ประเภทรองผู้อ านวยการ โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จ
สถานศึกษาดีเด่น สังกัดสถานศึกษาขึ้นตรง 2562 พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผ่านการอบรม หลักสูตร นิติกรส านักงาน กศน.
คติประจ าใจ ท าหน้างานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ผ่านการอบรม หลักสูตรผู้ประเมินสถานศึกษาจาก
ส านักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพ
การศึกษา (องค์การมหาชน) เป็นผู้ประเมิน
สถานศึกษา(สมศ.)
ั
ความส าคัญของการประชาสมพันธ์
ั
่
ั
หลกการเขียนขาวเพื่อประชาสมพันธ์
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อวิทยุ
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชี่ยลมีเดีย
การถ่ายภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์
การตัดต่อภาพถ่าย
เพื่อการประชาสัมพันธ์
ตัดต่อVDOเพื่อการประชาสัมพันธ์
ปรัชญาของการประชาสัมพันธ์ = “การจัดการการสื่อสารเพื่อให้รู้ เข้าใจ
ยอมรับ และร่วมมือ” • ภารกิจหลักของ PR คือ วิเคราะห์ +ติดตาม
สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง วางแผนงานสื่อสารประชาสัมพันธ์องค์กร
เผยแพร่ข่าวสารความเคลื่อนไหวขององค์กร สร้างความสัมพันธ์/
สร้างเครดิต
การประชาสัมพันธ์ และสื่อสารองค์กร ยังคงเป็น “เครื่องมือที่
จ าเป็นและส าคัญอย่างยิ่ง” ในการบริหารงานองค์กร เพราะนอกจาก
จะใช้เพื่อสื่อสารเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแล้ว การประชาสัมพันธ์และ
ี
สื่อสารองค์กร ยังมหน้าที่ดังนี้
่
ื
่
1. เผยแพรขาวสาร ความเคล่อนไหวขององค์กร
้
็
่
2. เผยแพรขอมูล ความรู้ที่เปนประโยชน์
่
ื
ั
ื
้
้
3. สรางความนาเช่อถือ สรางความเช่อม่น
้
ั
4. สรางภาพลกษณ์ที่ชดเจนของผูบรหาร
ิ
ั
้
5. ปองกันความเขาใจผิดต่อการด าเนนงานขององค์กร
ิ
้
้
ิ
้
้
6. แกไขความเขาใจผด และสรางความเขาใจที่ถูกต้อง
้
้
7. บรรเทาความรนแรงของวิกฤตการณ์
ุ
และโดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งในสังคม
่
นับเป็น “โอกาส” ให้องค์กรต่าง ๆ มีชองทางของตัวเองในการ
เผยแพรขอมูลขาวสารโดยไมต้องผาน Gate keeper ท าให้
้
่
่
่
่
ั
ั
ผูปฏิบัติงานต้องปรบบทบาทตัวเองจากนกประชาสมพันธ์ไปสูความ
ั
้
่
ั
ค
้
ื
็
้
ั
เปน “นกสรางคอนเทนต์” เพื่อให้องค์กรสามารถใชส่อสง ม
่
ออนไลน์ได้อยางมีประสทธภาพมากที่สด
ุ
ิ
ิ
จุดมุ่งหมายของการประชาสัมพันธ์(output)
เพราะการเปล่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปจจบัน
ั
ี
ุ
่
ื
ั
สงผลให้ส่อมวลชนถูกลดบทบาทและความส าคญลงไป
ื
ในขณะที่ส่อสงคมออนไลน์เร่มเขามาแทนที่ ส่อกระแส
ั
้
ิ
ื
่
ี
ั
หลกต้องพึ่งพาชองทางของโซเชียลมเดียเพื่อให้เน้อหาถูก
ื
่
้
ิ
ื
ั
้
สงไปถึงผูรบสาร หนาจอมอถือเร่มมาแทนที่จอโทรทัศน์
เพราะสามารถเลอกเปดดูเวลาไหนก็ได้ เด็กรนใหมและ
ิ
ื
ุ
่
่
้
ั
ื
่
่
ั
ุ
ุ
ั
่
ิ
่
คนรนปจจบน ไมซื้อและไมอานหนงสอพิมพ์ ผูบรโภคม ี
ั
พลงอ านาจที่จะส่อสารให้เขาถึงคนกลมใหญได้มากขึ้น
ื
้
ุ
่
่
คนทั่วไปสามารถสรางชมชนของตัวเองได้โดยง่าย
้
ุ
การประชาสัมพันธ์ในยุค New Normal
พฤติกรรมการรับข่าวสารเปลี่ยนไปหรือไม่
จากการดูสถิติเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชน พบว่า
ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เนื่องจากในยุคปัจจุบัน คนส่วนใหญ่รับรู้
ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และโทรทัศน์ เป็นหลักอยู่แล้ว การ
่
เกิด Social Distancing จึงไม่สงผลกระทบต่อการเปดรบ
ั
ิ
่
ื
ี
ขาวสาร แต่ส่งที่เปล่ยนไปคือ “การส่อสารทางตรง” เชน การ
่
ิ
บรรยาย อบรม การเดินทางไปพบปะลูกคา ผูน าชมชน ที่ไม่
ุ
้
้
สามารถท าได้เหมือนเดิม
การประชาสัมพันธ์ภายใน ต้องท าอย่างไร
เรื่องนี้เป็นปัญหาโลกแตกของทุกองค์กร โดยเฉพาะองค์กรขนาด
ใหญ่ ยิ่งท าให้มีความ “ห่าง” มากขึ้น ทั้งแนวนอน คือ ระหว่างคนใน
องค์กร และ “แนวตั้ง” คือ พนักงานระดับล่างไปจนถึงผู้บริหาร ดังนั้น
แต่ละองค์กรคงต้องย้อนกลับไปดูเนื้อหาทางการประชาสัมพันธ์ของ
ตัวเองว่า องค์กรใช้การประชาสัมพันธ์ภายในเพื่อท าหน้าที่อะไร และใน
ปัจจุบัน สื่อกับเนื้อหาที่ใช้กันอยู่สามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์นั้น
ได้หรือไม่ เพียงแต่สื่อบางชนิดที่เราเคยใช้กัน เช่น บอร์ดในที่ท างาน อา
จะไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมเพราะหลายคนต้องท างานอยู่บ้าน
การประชาสัมพันธ์ภายใน ต้องท าอย่างไร
สิ่งส าคัญที่ต้องท าให้พนักงานตระหนักรู้คือ อย่าท าให้พวกเขารู้สึกว่า
ขาดความใกล้ชิดจากผู้บริหาร เพราะในยามวิกฤต ก็จะมีเพียงผู้น า
เท่านั้น ที่จะน าพาให้องค์กรรอดพ้นไปได้ ดังนั้น จงสื่อสารกับพนักงาน
ให้ใกล้ชิดว่า องค์กรจะก้าวไปอย่างไร องค์กรต้องการความร่วมมือร่วม
ใจอย่างไรบ้าง ต้องเสียสละอะไรอย่างไรบ้างในภาวะวิกฤตเช่นนี้
แนวทางการเขียนงานประชาสัมพันธ์
1. ท าความเข้าใจแผนงานประชาสัมพันธ์
2. ศึกษากลุ่มเป้าหมาย
3. เรียนรู้แนวทางการเขียน + ฝึกทักษะ
4. รู้จักคุณสมบัติของสื่อ เลือกสื่อที่จะใช้งาน
5. ก าหนดประเด็น
6. ก าหนดแนวทางการเขียน
7. แสวงหาความร่วมมือเพื่อเผยแพร่และ สนับสนุน
แล้วบรรทัดฐานใหม่ของงานประชาสัมพันธ์คืออะไร
สิ่งที่ท าให้การประชาสัมพันธ์ในยุค New Normal แตกต่างไปจาก
ั
่
้
้
เดิมคือ ผูสงสารต้อง “แย่งชิง” ความสนใจจากผูรบสารให้ได้ เพราะ
้
ั
โลกเกือบทั้งใบมนแทบจะยายไปอยูบนอินเทอร์เนตหมดแลว
่
็
้
ี
่
้
้
ขอมูลขาวสารจากทุกสารทิศถาโถมเขามาในฟด ถาโถมเขามา
้
้
ั
่
่
้
ื
ิ
ในไลน์ ซึ่งคนไทยก็ใชกนอยูไมกี่แพลตฟอร์ม ผูคนจึงเลอกที่จะเปด
ั
อานในส่งที่พวกเขาสนใจเท่าน้น ซึ่งความสนใจในที่น้ อาจจะ
่
ิ
ี
ุ
้
ื
ั
้
ุ
หมายถึง อานแลวสนก อานแลวฉลาด อานแลวคยกบคนอื่นรู้เร่อง
่
้
่
่
ื
้
ั
หรอแมไมอาน แต่แชร์แลวดูฉลาด ก็จะท าให้เน้อหาน้น ๆ ได้รบ
่
้
ื
ั
่
ความสนใจมากขึ้น
หมดยุคเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับเรา เข้าสู่ยุคเผยแพร่เนื้อหา
ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับสาร คือ การประชาสัมพันธ์ในยุค New Normal
ี
ื
่
และจะเปนเชนน้เร่อยไป
็
ความแตกต่างระหว่างข่าวประชาสัมพันธ์กับข่าวทั่วไป
มีความแตกต่างกันในหลายประเด็น โดยอาศัยหลักในการพิจารณา ดังนี้
1. จุดมุ่งหมายของการเผยแพร่ข่าว นักประชาสัมพันธ์มี
จุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ข่าวสารขององค์การใดองค์การหนึ่งให้
ประชาชนทราบโดยค านึงถือประโยชน์ขององค์การเป็นหลักแต่ข่าว
ทั่วไปจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดข้อเท็จจริงและสาระความรู้ที่เป็น
สาธารณะประโยชน์เป็นส าคัญ
2. ทิศทางของผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ข่าวประชาสัมพันธ์
คาดหวังผลด้านดีต่อองค์การเสมอแต่ข่าวทั่วไปอาจให้ทั้งผลด้านดีและ
ด้านไม่ดีแก่บุคคลหรือองค์การก็ได้
ความแตกต่างระหว่างข่าวประชาสัมพันธ์กับข่าวทั่วไป
3. ลักษณะของแหล่งข่าวหรือการได้ข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์
เป็นแหล่งข่าวที่สื่อมวลชนหรือนักข่าวไม่จ าเป็นต้องออกไปแสวงหาข่าว
ด้วยตนเอง แต่มีนักประชาสัมพันธ์ขององค์การต่างๆ ส่งมาให้
พิจารณา หรืออาจเชิญเข้าร่วมฟังการแถลงข่าว (Press
Conference) ส่วนข่าวทั่วไปนั้น นักข่าวจะต้องใช้ความสามารถใน
การแสวงหาข้อมูลเป็นข่าวด้วยตนเอง
4. กลุ่มเป้าหมาย ข่าวประชาสัมพันธ์อาจมุ่งเผยแพร่สู่
กลุ่มเป้าหมายเฉพาะของตน ส่วนกลุ่มเป้าหมายของข่าวทั่วไป ก็คือ
ประชาชนโดยส่วนรวม
ความแตกต่างระหว่างข่าวประชาสัมพันธ์กับข่าวทั่วไป
5. ขอบเขตของข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์มีขอบเขตการน าเสนอ
ข่าวเกี่ยวกับเรื่องขององค์การ ขณะที่ข่าวทั่วไปครอบคลุมเนื้อหาหลาย
ด้านของสังคมส่วนรวม อาทิ เศรษฐกิจ การเมือง เป็นต้น
6. ความรวดเร็วหรือความทันเหตุการณ์ ข่าวประชาสัมพันธ์
ส่วนใหญ่สามารถรอเวลาในการเผยแพร่ได้ระยะหนึ่ง ขณะที่ข่าวทั่วไป
เน้นที่ความสด คือ ต้องน าเสนอทันต่อเหตุการณ์เสมอ
ข้อสังเกตุง่ายๆอีกประการหนึ่ง คือ กิจกรรม หรืองานใดๆที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เมื่อเรา
โฆษณา เชิญชวน อื่นใดเราเรียกว่าการประชาสัมพันธ์ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว งานน าเสนอ
คือข่าวที่เราต้องการให้คนรับรู้ว่าเราได้ท าแล้ว
หลักการเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ และสร้างภาพลักษณ์
การประชาสัมพันธ์ คือ การจัดการสื่อสารอย่างมีแผนขององค์กรหรือ
หน่วยงาน เพื่อให้สาธารณชน เกิดการรับรู้ เข้าใจ ยอมรับ ร่วมมือ และ
สนับสนุนการด าเนินงานขององค์กร
การเขียน คือ การถ่ายทอดความรู้สึก ความรู้ ความคิด ประสบการณ์
จินตนาการ ข่าวสาร โดยใช้ตัวหนังสือ และเครื่องหมายต่างๆ เป็น
สัญลักษณ์ มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ • เนื้อหา • ภาษา • รูปแบบ
หลักการเขียนข่าว
การ เขียนข่าว คือ คือการน าเสนอข้อเท็จจริง คล้ายข้อเขียนทั่วไป แต่มี
รายละเอียดเนื้อหา จุดหมาย และการเผยแพร่ต่างกัน โดยต้องค านึงถึง
วัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ และกลุ่มเป้าหมาย
แนวทางการเขียนงานประชาสัมพันธ์
1. ท าความเข้าใจแผนงานประชาสัมพันธ์
2. ศึกษากลุ่มเป้าหมาย
3. เรียนรู้แนวทางการเขียน + ฝึกทักษะ
4. รู้จักคุณสมบัติของสื่อ เลือกสื่อที่จะใช้งาน
5. ก าหนดประเด็น
6. ก าหนดแนวทางการเขียน
7. แสวงหาความร่วมมือเพื่อเผยแพร่และ สนับสนุน
การสร้างข่าว (ซึ่งต่างไปจาก เป็นข่าว) ในรูปแบบต่าง ๆ
1. ท าหน้าที่บอกข่าว (to inform) เป็นรายงานข่าว
2. ท าหน้าที่ให้ข้อคิดเห็น (to give opinion) เป็นการวิเคราะห์
3. ท าหน้าให้ความบันเทิง (to entertain) เป็นการเล่นประเด็น
ประเด็นที่สามารถให้สัมภาษณ์เพื่อเป็นข่าวในสื่อมวลชน
1. นโยบายใหม่ของหน่วยงานที่อาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
2. ผลงานด าเนินงานในปัจจุบัน และแผนงานในอนาคต
3. ความก้าวหน้า อุปสรรค และการแก้ไขปัญหาของหน่วยงาน
4. การปรับปรุงคุณภาพการด าเนินงานของหน่วยงาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
5. คุณความดีที่น่ายกย่องเชิดชูของบุคลากรในองค์กร
6. การค้นพบสิ่งใหม่ หรือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ
7. การจัดกิจกรรมพิเศษ หรือการด าเนินโครงการรณรงค์ทางสังคมต่าง ๆ ขององค์กร
ส่วนพาดหัวข่าว
มักน าส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาไว้ที่พาดหัวข่าวเพื่อดึงดูดความสนใจ
องค์ประกอบการเขียนข่าว
ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
• พาดหัวข่าว
• ความน า
• เนื้อข่าว
ส่วนน า
เป็นส่วนที่บอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น โดยมีเนื้อหาสาระส าคัญของข่าว
ครบถ้วน ตามแนวทางการเขียนข่าวหรือหลัก 5 W+1H
ใคร (who)
ท าอะไร(what)
ที่ไหน(where)
เมื่อไหร่ (when)
เพราะอะไร (why)
อย่างไร(how) อย่างสรุปเนื้อหาสาระส าคัญของข่าวอย่าง
ครบถ้วน ส่วนเนื้อข่าว อยู่ในส่วนท้ายของข่าว โดยบอกรายละเอียด
ขยายส่วนความน าอีกครั้งหนึ่งและน่าสนใจ ทันเหตุการณ์
องค์ประกอบของข่าวที่ดี คือ
- มีความชัดเจน
- มีความถูกต้อง
- ไม่มีอคติ หรือความเห็นส่วนตัว
และมีความสมดุล คุณค่าของข่าว คือ มีความส าคัญ และน่าสนใจ
ทันเหตุการณ์
ข่าว ไม่จ าเป็นต้องมีองค์ประกอบครบทุกข้อ แต่ต้องมีความสด และข้ออื่นๆ
มาประกอบข่าว ยังมีประเด็นส าคัญ คือ การให้ผู้รับ ได้ สิทธิในการรับรู้
(Right to know) อย่างเต็มที่ฉะนั้น ข่าว จึงต้องไม่เป็นเรื่องส่วนตัว และให้
สิทธิในการรับรู้ เป็นวงกว้าง
ตัวอย่างการพาดหัวข่าว
ใคร (who) ท าอะไร(what) ที่ไหน(where
เมื่อไหร่ (when)
เพราะอะไร (why)
ใคร (who) ท าอะไร(what)
ที่ไหน(where
เพราะอะไร (why)
เมื่อไหร่ (when) อย่างไร(how)
ั
่
ุ
คณลกษณะของขาว
ที่สื่อมวลชนต้องการ
1. ข่าวนั้นมีผลกระทบกับคนในวงกว้างขัดแย้ง
2. ข่าวนั้นมีความใกล้ชิดกับผู้อ่าน เป็นเรื่องที่ประชาชน
3. เป็นเรื่องราวที่สดใหม่ เป็นปัจจุบัน ทันเหตุการณ์ เหมาะกับสถานการณ์
4. มีความโดดเด่น อาจจะโดยตัวผู้ตกเป็นข่าวหรือ
ลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
5. ข่าวนั้นมีความแปลกใหม่ ทันสมัย ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นที่น่าสนใจ
6. เป็นเรื่องราวที่น่าติดตามด้วยเงื่อนปมของความขัดแย้ง
ข้อควรค านึง
จงจ าไว้ว่า “การน าเสนอข่าวสารที่ดี รวมถึงการให้ข้อมูล
ส าคัญที่ครบถ้วนแก่สื่อ จะเป็นปัจจัยส าคัญที่จะชี้ว่า
สื่อมวลชนจะน าเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ให้เราหรือไม่”
สาเหตุที่ข่าวเพื่อการประชาสัมพันธ์หน่วยงานไม่ได้รับการเผยแพร่
หากไม่ต้องการให้ข่าวถูกคัดทิ้งนอกจากนั้น นักประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ต้อง
หลีกเลี่ยงไม่ท าข่าวในลักษณะดังต่อไปนี้
1. เป็นเรื่องที่น่าสนใจเฉพาะในวงแคบ หรือน่าสนใจเฉพาะแก่บุคคลในองค์กร
2. เป็นเรื่องของหลักการเหตุผล เน้นนโยบาย และโฆษณามากเกินไป
3. ข้อมูลที่องค์กรให้แก่สื่อมวลชนไม่ครบถ้วน คลาดเคลื่อน ขาดความสมบูรณ์ของเนื้อหา
4. ผู้น าเสนอข้อมูลไม่มีลักษณะในการสื่อสารที่ดีพอ ท าให้เรื่องที่น่าสนใจ
หมดความน่าสนใจ
สาเหตุที่ข่าวเพื่อการประชาสัมพันธ์หน่วยงานไม่ได้รับการเผยแพร่(ต่อ)
่
ั
่
ิ
่
5. การจัดแถลงขาว ไมทันในชวงเวลาที่ส่อมวลชนจะปดต้นฉบบ หรอน าเสนอ
ื
ื
ั
่
่
้
ข่าวทางโทรทัศน์ … อนน้ส าคญมาก กระทรวงเราชอบท าแลวขาวก็ไมได้ลง
ั
ี
6.จัดท าข่าวประชาสมพันธ์ โดยไม่ค านงถึงข่าวอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
ึ
ั
ซึ่งส าคัญมากกว่า
7. เชิญสื่อมวลชนที่ไม่มีความสนใจ หรือไม่ตรงสายข่าวในประเด็นที่จะให้ข้อมูลมารับฟัง
8. นักประชาสัมพันธ์ขาดประสบการณ์ ไม่มีความสามารถของการเขียนข่าว
9. ส่งข่าวมาล่าช้ากว่าที่ก าหนด
ประเภทของข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์ที่นักประชาสัมพันธ์ต้องรับผิดชอบจัดท าเผยแพร่อาจ
จ าแนกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1. ข่าวแจ้งให้ทราบ หรือ Announcement Release เป็นการแจ้ง
ให้ทราบรายละเอียดต่างๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นหรือที่จะมีขึ้น อาทิ แจ้ง
เกี่ยวกับนโยบายใหม่ วัตถุประสงค์ การด าเนินงาน การเปิดสาขา
แนะน าผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลประกอบการล่าสุด ผลการวิจัยและพัฒนา
ใหม่ๆ
ประเภทของข่าวประชาสัมพันธ์
2. ข่าวประกอบกิจกรรมพิเศษทางการประชาสัมพันธ์ หรือ Created
News Release
บางครั้งหน่วยงานอาจต้องการข่าวได้รับความสนใจจาก
สื่อมวลชนเป็นพิเศษ แทนที่จะเผยแพร่ในลักษณะแจ้งให้ทราบอย่าง
ธรรมดา ก็สามารถท าได้โดยการจัดให้เป็นกิจกรรมพิเศษขึ้น เช่น
โครงการรณรงค์เพื่อสังคมต่างๆ ฯลฯ ช่วยให้มีสีสันและดึงดูดความ
สนใจ ให้เกิดความนิยมต่อหน่วยงาน และมักจะได้รับการเผยแพร่ทาง
สื่อมวลชนในวงกว้างมากขึ้น
ประเภทของข่าวประชาสัมพันธ์
3. ข่าวเหตุการณ์เร่งด่วน หรือ Spot News Release
ส าหรับเผยแพร่กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือมีเหตุการณ์
เร่งด่วนที่ควรแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็วอาจไม่มี
การเสนอรายละเอียดมากแต่เน้นที่ความฉับไว เช่น การ
เปลี่ยนแปลงก าหนดการบางอย่าง เป็นต้น
ประเภทของข่าวประชาสัมพันธ์
4. ข่าวตอบโต้เหตุการณ์ หรือ Response News Release
ในกรณีที่เรื่องราวของหน่วยงานที่รับรู้ไปถึงสื่อมวลชนโดยมิได้
ออกมาจากนักประชาสัมพันธ์ จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา
วิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งข้อสงสัยจากหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น
ข่าวลือเกี่ยวกับการขาดทุนของกิจการ ข่าวความขัดแย้ง เป็นต้น เมื่อ
เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น สื่อมวลชนย่อมต้องการค าชี้แจงที่ชัดเจนจาก
หน่วยงาน ดังนั้น นักประชาสัมพันธ์จ าเป็นต้องชี้แจงอย่างละเอียดด้วย
เหตุผลน่าเชื่อถือ และจ าเป็นอย่างยิ่งในการอ้างถึงแหล่งข่าวที่
น่าเชื่อถือสูงสุด
การเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์
การเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์เป็นงานเขียนที่ยากที่สุด เนื่องจาก
นักประชาสัมพันธ์จะต้องเขียนในแนวทางที่แตกต่างจากงานเขียนประเภท
อื่น ๆ เพราะต้องเสนอข้อเท็จจริง เที่ยงตรง กระชับรัดกุม และชัดเจน
ปราศจากข้อคิดเห็นของผู้เขียนในเชิงโน้มน้าวหรือโฆษณานับว่าเป็นภารกิจ
ที่ส าคัญของการเผยแพร่ข่าวสารของหน่วยงานซึ่งต้องอาศัยผู้ที่มีทักษะ
เชี่ยวชาญ มีความละเอียดถี่ถ้วน สามารถมองประเด็นของข่าวได้อย่าง
ทะลุปรุโปร่ง และก่อนการลงมือเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ทุกชิ้น จ าเป็น
อย่างยิ่งที่จะต้องก าหนดกลุ่มประชาชนเป้าหมายที่นักประชาสัมพันธ์
ต้องการให้ได้รับข่าวสารนั้นอย่างชัดเจนเสมอ
4R ข้อค านึงของการเขียนข่าว
Royal ราชวงศ์ เป็นที่มีราชาศัพท์ จะเขียนโดยใช้ภาษาธรรมดาไม่ได้
เช่น ข่าวในพระราชส านัก
Religion ศาสนา จะสร้างความขัดแย้งสูงมาก ห้ามเปรียบเทียบโดย
เด็ดขาด
Race ผิวพรรณ ผิวด า ผิวขาว พรรค/พวกกลุ่ม จะสื่อความหมายได้
แต่ถ้าเป็นหน่วยงานต้องหลีกเลี่ยง
Rumor ข่าวลือ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมากส าหรับองค์กรทุกองค์กร ถ้า
เราไม่ให้ความส าคัญในเรื่องของการก าจัดข่าวลือ จะท าให้องค์กรนั้นแตกได้
หลักการเขียนข่าวมี 4 ตัว
แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง
ข่าวนั้นแปลกไหม
ข่าวนั้นใหม่ ไม่เคยค้นพบมาก่อน
ข่าวนั้นดังไม่เหมือนใคร
่
้
็
่
ั
่
หนวยงานประชาสมพันธ์ต้องเจ้าหนาที่ที่สามารถท าขาวได้เปนอยางดี จะต้องมี
- นักข่าวที่ดี
- ผู้เรียบเรียงประมวลข่าวสาร ที่ดี
- บรรณาธิการข่าวที่ฉับไว
- ข่ายการติดต่อสื่อสารและหน่วยปฏิบัติในการถ่ายทอดข่าวสารมีความ
คล่องตัว
- สามารถร่วมมือประสานกับฝ่ายอื่น ๆ ทุกด้าน
- มีการฝึกฝนอบรม และสร้างคนท างาน ให้มีความรู้ความก้าวหน้า
เพิ่มเติมเสมอ
ั
ั
ั
คณลกษณะของนกประชาสมพันธ์
ุ
- มีความรับผิดชอบและรักในวิชาชีพ
- มีความคิดริเริ่ม และติดตามข่าวสารตลอดเวลา
- เป็นนักสัมภาษณ์ที่ดี
- เป็นผู้สามารถจับประเด็นและเข้าใจความหมายของข่าวสาร
- เป็นผู้มีความอดทน สามารถท างานได้ทุกบรรยากาศ
- รู้จักใช้เครื่องมือในการสื่อข่าว
- มีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ในหน่วยงานของตน
- เป็นนักเขียนที่ดี
- ท างานข่าวได้หลายด้าน
ค าเชื่อมที่ท าให้การเขียนข่าวง่ายขึ้น มี 5 ค า ดังนี้
1. “กล่าวว่า” ใช้บอกให้ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลง เป็นค าที่เบาะที่สุด
สามารถเขียนได้ทุกว่า เพราะเป็นเรื่องที่สมบูรณ์แล้ว
2. “ชี้แจง” ใช้ในเรื่องที่ส าคัญ จ าเป็นจะต้องแจ้ง/บอก ถ้าไม่บอกจะผิด ใน
สิ่งที่จะเกิดขึ้น เช่น ดร…ชี้แจงว่า…
3. “แถลง” ส่วนใหญ่ใช้กับเรื่องที่เป็นทางการและเป็นเรื่องส าคัญ เช่น โอกาส
มารับ ต าแหน่งใหม่ โอกาสมารับต าแหน่งใหม่ โอกาสที่พ้นต าแหน่ง หรือมีเรื่องข้อ
ขัดแย้งส าคัญ ๆ ขอแถลงให้ทราบว่า…ต้องบอกให้ทราบว่าวันนี้มีการประชุมอะไรบ้าง
4. “เปิดเผย” เป็นค าที่ลึกลับ ซับซ้อนใช้กับ เรื่องที่ไม่รู้มาก่อน แล้วจ าเป็น
จะต้องบอก เช่น เรื่องการท าวิจัยการประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ
5. “ให้สัมภาษณ์ว่า” ใช้กรณีอ้างผู้ให้ข่าวพูด เหมือนนักข่าวมาถามให้
สัมภาษณ์
การใช้อักษรย่อ ตัวย่อ
ตัวย่อ ใช้ได้ต่อเมื่อ ค านั้น ๆ เป็นที่ยอมรับกัน และรู้กันโดย
แพร่หลาย ทางด้านหนังสือพิมพ์อาจใช้อักษรย่อได้มากกว่าวิทยุและ
โทรทัศน์ เพราะทางด้านนั้น การใช้ค าย่อมาก ย่อมไม่เป็นการอ านวย
ความสะดวกแก่ผู้ประกาศข่าว ท าให้เกิดการผิดพลาดได้ง่า
ตัวย่อ ที่จะใช้ประจ า มักได้แก่ ยศ ทหาร ต ารวจ หน่วยงาน
ราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่คุ้นหูตัวย่อทางด้านราชาศัพท์นั้น อาจไม่ต้อง
ใช้ค าเต็มทั้งหมด เช่น เสด็จพระราชด าเนินอาจใช้ว่า เสด็จฯ
ทูลเกล้าทูลกระหม่อม อาจใช้ว่า ทูลเกล้าฯ ก็เพียงพอ
ตัวอย่างการใช้อักษรย่อ ตัวย่อ
การใช้อักษรย่อ ตัวย่อส าหรับตัวเลข
ตัวเลขตามหลักสากล เลขต่ ากว่า 10 เขียนเป็นตัวหนังสือ
ยกเว้น วันที่ เลขบ้าน ล าดับที่ เวลา อายุ เลขจาก 10 ถึง 999
จะเขียนเป็นตัวเลข เลขที่สูงขึ้นไปจาก 1000 มักเขียนเป็นตัวอักษร
(เฉพาะวิทยุและโทรทัศน์) ส่วนด้านหนังสือจะใช้ตัวเลขทั้งหมดอย่างไรก็
ตาม ในการเขียนข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์นั้น ตัวเลขจ านวนมาก ๆ
เป็นแสน ล้าน ถึงจะพิมพ์ด้วยตัวเลข ก็จะมีตัวอักษรก ากับไว้ด้วย แต่
ในกรณีที่ไม่ต้องระบุตัวเลขเป็นเศษหลักนั้น หลักร้อย หรือหลักสิบ
สามารถใช้ค าว่า ประมาณแทนได้ เช่น 50,876,789 บาท ใช้เป็น
ว่า “ประมาณ 50 ล้านบาทเศษ” หรือ “ประมาณ 50 ล้าน 8
แสนบาทเศษ”
ตัวอย่างการค าไทยที่มักเขียนผิด