การสารวจขอบเขตการทางานของนักกจิ กรรมบาบดั ในสถานศึกษา
ภานุชนาฏ ภูวนารถ
ภาคนิพนธ์วทิ ยาศาสตรบัณฑติ (กจิ กรรมบาบดั )
คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
ปี การศึกษา 2561
การสารวจขอบเขตการทางานของนักกจิ กรรมบาบดั ในสถานศึกษา
ภาคนิพนธ์เสนอต่อคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ เมื่อวนั ท่ี 23 เมษายน
2562 เพ่ือเป็ นส่วนหน่ึงของการศึกษาปริ ญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (กิจกรรมบาบัด) โดย
นางสาวภานุชนาฏ ภูวนารถ
ผูเ้ สนอภาคนิพนธ์ขอรับรองวา่ ผลงานน้ีเป็ นผลงานที่ไดจ้ ากการศึกษาคน้ ควา้ ของผเู้ สนอ
เอง
……………………………
(นางสาวภานุชนาฏ ภูวนารถ)
ผเู้ สนอภาคนิพนธ์
ภาคนิพนธ์โดย นางสาวภานุชนาฏ ภูวนารถ ไดร้ ับพิจารณาอนุมตั ิให้เป็ นส่วนหน่ึงของ
การศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาวทิ ยาศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ ากิจกรรมบาบดั โดยคณะกรรมการ
................................................…...
(อาจารย์ ดร.นภาลยั ชยั มะหา)
อาจารยท์ ี่ปรึกษา
............................................................ ................................................................
(ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สุภาวดี พฒุ ิหน่อย) (ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สุจิตรพร เลอศิลป์ )
กรรมการ กรรมการ
................................................................
(ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ปิ ยะวฒั น์ ตรีวทิ ยา)
หวั หนา้ ภาควชิ ากิจกรรมบาบดั
..…….…………………..……………
(ศาสตราจารย์ ดร. สาคร พรประเสริฐ)
คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์
คาขอบคุณ
ภาคนิพนธ์ฉบบั น้ีสาเร็จลุล่วงไดด้ ว้ ยความกรุณาและความช่วยเหลืออยา่ งดียิ่งจากอาจารย์
ดร. นภาลัย ชัยมะหา อาจารย์ที่ปรึกษา ที่ให้คาแนะนา และเสนอข้อคิดเห็นอนั เป็ นประโยชน์
ตลอดจนช่วยตรวจทานแกไ้ ข ปรับปรุงขอ้ บกพร่องตา่ ง ๆ ดว้ ยความเอาใจใส่เป็นอยา่ งดี รวมท้งั คอย
สนบั สนุน และใหก้ าลงั ใจมาโดยตลอด ผจู้ ดั ทาภาคนิพนธ์รู้สึกซาบซ้ึงและประทบั ใจในความกรุณา
ของท่านเป็นอยา่ งยงิ่ จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่ งสูงมา ณ โอกาสน้ี
ขอขอบพระคุณ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สุภาวดี พุฒิหน่อย และ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์
ดร. สุจิตรพร เลอศิลป์ คณะกรรมการ ท่ีกรุณาใหค้ าแนะนา แกไ้ ข และปรับปรุงขอ้ บกพร่อง รวมถึง
ใหแ้ นวทางท่ีเป็นประโยชน์ในการทาภาคนิพนธ์ฉบบั น้ีใหม้ ีความสมบูรณ์ยงิ่ ข้ึน
ขอขอบพระคุณ คุณวชิ ิตา เกศะรักษ์ คุณสุดธิดา ติณะมาศ คุณพิลาศิณี สุวรรณ คุณพรรณิภา
สภาวจิตร และคุณปิ ยวรรณ เต็มเขียว สาหรับการเป็ นผูท้ รงคุณวุฒิพิจารณาตรวจสอบ และให้
ขอ้ เสนอแนะในการจดั ทาเคร่ืองมือวิจยั ท่ีใชใ้ นการทาภาคนิพนธ์คร้ังน้ี
ขอขอบคุณ ประธานชมรมครูกิจกรรมบาบดั และคุณวชิ ิตา เกศะรักษ์ ที่ใหค้ วามอนุเคราะห์
ขอ้ มูลที่เป็ นประโยชน์สาหรับการทาภาคนิพนธ์ ตลอดจนช่วยประสานงาน ให้ความช่วยเหลือใน
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลในการศึกษาคร้ังน้ีอยา่ งตอ่ เนื่องดว้ ยดี
ขอขอบคุณนักกิจกรรมบาบดั ที่ปฏิบตั ิงานในสถานศึกษาทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือสละ
เวลาในการตอบแบบสอบถามการวจิ ยั น้ี
ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกในครอบครัว รวมท้งั เพ่ือนนักศึกษาที่ให้การ
สนบั สนุนในการศึกษาวิจยั และให้กาลงั ใจแก่ผวู้ ิจยั มาโดยตลอด ทาใหภ้ าคนิพนธ์คร้ังน้ีสาเร็จลุล่วง
ดว้ ยดี
……………..…………………..
(นางสาวภานุชนาฏ ภูวนารถ)
ผเู้ สนอภาคนิพนธ์
อตั ตประวตั ิ
ชื่อ – สกุล นางสาวภานุชนาฏ ภูวนารถ
เกิด 5 ตุลาคม 2539
ภูมิลาเนา 25/2 ถนนนาวาคชสาร ต. จองคา อ. เมือง จ. แมฮ่ ่องสอน
การศึกษา - ประกาศนียบตั รช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6
โรงเรียนเทศบาลเมืองแม่ฮอ่ งสอน
- ประกาศนียบตั รช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3
โรงเรียนเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน
- ประกาศนียบตั รช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6
โรงเรียนเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน
- ปัจจุบนั เป็นนกั ศึกษากิจกรรมบาบดั ช้นั ปี ที่ 4
ภาควชิ ากิจกรรมบาบดั คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
สถานท่ีติดตอ่ ไดส้ ะดวก 25/2 ถนนนาวาคชสาร ต. จองคา อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน
I
สารบัญ
สารบญั ตาราง หนา้
บทคดั ยอ่ II
Abstract III
บทนา IV
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง 1
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 4
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 29
ประโยชน์ที่ไดร้ ับ 30
ระเบียบวธิ ีวจิ ยั 30
ผลการศึกษา 31
บทวจิ ารณ์ 37
สรุปผลการศึกษา 49
เอกสารอา้ งอิง 53
ภาคผนวก 55
58
II หนา้
38
สารบญั ตาราง 42
45
ตารางท่ี
1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง 47
2 จานวน ร้อยละ คา่ เฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดบั การทางาน 48
ของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาที่มีต่อขอบเขตงานดา้ นการบริการ
3 จานวน ร้อยละ คา่ เฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดบั การทางาน
ของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาที่มีต่อขอบเขตงานดา้ นการบริหาร
และจดั การ
4 จานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ระดบั การทางาน
ของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาที่มีตอ่ ขอบเขตงานดา้ นวชิ าการ
5 จานวน ร้อยละ คา่ เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดบั การทางาน
ของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาท่ีมีตอ่ ขอบเขตงานดา้ นการปฏิบตั ิ
หนา้ ที่อื่น ๆ ท่ีไดร้ ับมอบหมาย
III
ชื่อเรื่องภาคนิพนธ์ การสารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
ช่ือผ้เู ขียน นางสาวภานุชนาฏ ภูวนารถ
ช่ือปริญญา วทิ ยาศาสตรบณั ฑิต (กิจกรรมบาบดั )
ช่ืออาจารย์ทปี่ รึกษา อาจารย์ ดร. นภาลยั ชยั มะหา
บทคดั ย่อ
การศึกษาคร้ังน้ี มีวตั ถุประสงค์เพื่อสารวจขอบเขตการทางานของนักกิจกรรมบาบดั ใน
สถานศึกษา โดยกลุ่มตวั อยา่ งคือ นกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา สงั กดั สานกั บริหารงานการศึกษา
พิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ จานวน 55 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามท่ีผูว้ ิจยั
สร้างข้ึน ซ่ึงผ่านการตรวจสอบจากผูท้ รงคุณวุฒิ และมีค่าความตรงเชิงเน้ือหาเท่ากบั 0.85 เก็บ
รวบรวมขอ้ มูลโดยการส่งแบบสอบถามไปยงั กลุ่มตวั อย่าง และไดร้ ับการตอบกลบั คืนมาจานวน
34 คน วเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยใชส้ ถิติเชิงพรรณนา
ผลการศึกษาพบว่า นักกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาทางานในระดับมากท้ัง 4 ด้าน
ประกอบดว้ ย ดา้ นบริการ ดา้ นการบริหารและจัดการ ดา้ นวชิ าการ และดา้ นการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอ่ืน ๆ
ท่ีไดร้ ับมอบหมาย หากพิจารณาตามลาดบั คะแนนเฉล่ียรายดา้ นพบวา่ ดา้ นการปฏิบตั ิหนา้ ที่อ่ืน ๆ ที่
ไดร้ ับมอบหมายมีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด (4.28±0.84 ) รองลงมาคือด้านการบริการ (4.23±0.70)
ดา้ นการบริหารและจดั การ(4.00±0.82) และด้านวิชาการ(3.81±0.98) ตามลาดบั เม่ือพิจารณา
คะแนนเฉล่ียของข้อมูลในแต่ละด้านพบว่า ด้านการปฏิบัติหน้าท่ีอ่ืน ๆ ที่ได้รับมอบหมาย
นกั กิจกรรมบาบดั ปฏิบตั ิหนา้ ที่อื่น ๆ ตามที่ไดร้ ับมอบหมายให้เป็ นไปตามระเบียบ ขอ้ ตกลง และ
มาตรฐานที่สถานศึกษากาหนดไวม้ ากที่สุด (4.62±0.55) สาหรับการทางานด้านการบริการ
นกั กิจกรรมบาบดั ไดร้ ่วมวางแผนกบั บุคลากรท่ีเกี่ยวขอ้ งในการบาบดั และร่วมจดั ทาแผนการศึกษา
เฉพาะบุคคลมากท่ีสุด (4.59±0.50) ด้านการบริหารและจดั การ พบว่านักกิจกรรมบาบดั จดั ทา
รายงานผลการดาเนินงานประจาปี และจดั ทาสรุปรายงานประจาปี ที่แสดงขอ้ มูลผูร้ ับบริการหรือ
ข้อมูลการให้บริการมากที่สุด (4.21±0.73) ด้านสุดท้ายคือขอบเขตการทางานด้านวิชาการ
นกั กิจกรรมบาบดั เขา้ รับการอบรมวชิ าการเพ่ือเพิม่ ความรู้ดา้ นวชิ าชีพครูมากที่สุด (4.18±0.83)
Title IV
Author
Degree A Survey in Scope of Occupational Therapist’s Work in Educational Settings
Advisor Miss Panoodchanart Phuwanart
Bachelor of Science (Occupational Therapy)
Lecturer Napalai Chaimaha, Ph.D.
ABSTRACT
This study aimed to survey scope of occupational therapist’s work in different educational
settings. The sample group was 55 occupational therapists in educational settings belonging to special
education bureau, ministry of education. The tool in this study was a questionnaire developed by the
researcher and approved by experts. The content validity was 0.85. The data were collected by sending
the questionnaire to the sample, 34 of whom replied. Then, the acquired data were analyzed with
descriptive statistics.
The results showed that occupational therapist’s work in educational setting reached high
level in four areas including service, administration and management, academic, and miscellaneous
duties. When considering average scores in each area, it was found that the last area – miscellaneous
duties – occupied the top rank (4.28 ± 0.84). The following were service area (4.23 ± 0.70),
administration and management area (4.00 ± 0.82), and academic area (3.81 ± 0.98) respectively. To
clarify, miscellaneous duties area involved responsibilities other than therapeutic work which were
assigned to the therapists to comply to the agreement with the school or educational setting where the
therapists were working with the highest average score (4.26 ± 0.55). In service area, the therapists
cooperated with staff relevant to the therapeutic activities to develop Individualized Education
Program (IEP) for the children with the highest average score (4.59 ± 0.50). In administration and
management area, the therapists did an annual report showing documents of the children serviced and
data of the service with the highest average score (4.21 ± 0.73). Finally, the therapists attended
academic workshops to develop educational knowledge in their job according to academic area with
the highest average score (4.18 ± 0.83)
บทนา
ทมี่ าและความสาคญั
กิจกรรมบาบดั คือวชิ าชีพทางการแพทยท์ ี่เนน้ กระบวนการตรวจ ประเมิน ส่งเสริม ป้องกนั
บาบดั และฟ้ื นฟูสมรรถภาพ ให้บุคคลมีความสามารถในการทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจาวนั
และดาเนินชีวิตได้ตามศักยภาพมากท่ีสุด วิชาชีพกิจกรรมบาบัดมีความสาคัญในการเพ่ิม
ความสามารถในการทากิจกรรมการดาเนินชีวิตเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี คือ กิจวตั รประจาวนั การ
จดั การเวลาและการเงิน การวางแผนและแกไ้ ขปัญหาในการทางาน การศึกษาในระบบสถานศึกษา
และการเรียนรู้ทกั ษะชีวิต การพกั ผอ่ น การใชเ้ วลาวา่ งอยา่ งมีคุณค่า และการมีส่วนร่วม ทากิจกรรม
เพ่ือประโยชน์ทางสังคม เป็ นต้น (ทศพล ภูรัดสาย, 2550) ตามพระราชบัญญัติการประกอบ
โรคศิลปะ 2556 ไดใ้ ห้คาจากดั ความวา่ กิจกรรมบาบดั (occupational therapy) หมายถึง การกระทา
เก่ียวกบั ความสามารถของบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้ และการพฒั นาการ
โดยกระบวนการตรวจ ประเมิน ป้องกนั ส่งเสริมและฟ้ื นฟูสมรรถภาพใหส้ ามารถทากิจกรรมต่าง ๆ
ได้ เพื่อให้บุคคลดาเนินชีวิตได้ตามศกั ยภาพ โดยการนากิจกรรมวิธีการและอุปกรณ์ที่เหมาะสม
มาเป็ นวธิ ีการในการบาบดั (พระราชบญั ญตั ิการประกอบโรคศิลปะ, 2556) จากความหมายขา้ งตน้
หน่ึงในกลุ่มเป้าหมายในการทางานทางกิจกรรมบาบดั คือ กิจกรรมบาบดั ในผูร้ ับบริการเด็ก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (children with special need) นักกิจกรรมบาบัด
มีบทบาทในกระบวนการประเมินเพื่อระบุปัญหาทางกิจกรรมบาบดั กาหนดเป้าหมายและให้การ
บาบัดฟ้ื นฟูเพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถดารงชีวิตตามบทบาทของตนเองได้
อยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ (American Occupational Therapy Association: AOTA, 2016) และในบริบทของ
สถานศึกษา นกั กิจกรรมบาบดั เป็นวชิ าชีพหน่ึงในการใหบ้ ริการแก่เด็กท่ีมีความตอ้ งการพิเศษ โดยมี
หน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือให้เด็กสามารถทากิจกรรม (occupation) ได้ในบริ บทของ
สถานศึกษา โดยนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาจะถูกเรียกวา่ “ครูกิจกรรมบาบดั ” ซ่ึงจะใหบ้ ริการ
กิจกรรมบาบดั ภายใตม้ าตรฐานการปฏิบตั ิงานกิจกรรมบาบดั และนโยบายการจดั การศึกษาเพ่ือ
คนพิการ (วิชิตา เกศะรักษ,์ 2558) บทบาทท่ีสาคญั ของนกั กิจกรรมบาบดั ที่ทางานในสถานศึกษา
ประกอบดว้ ย การคดั กรองหรือประเมินเพื่อระบุปัญหาและความตอ้ งการจาเป็ นในการรับบริการ
ทางกิจกรรมบาบดั การวางแผนเพื่อการบาบดั ฟ้ื นฟูตามปัญหาที่พบท้ังทางตรงและทางออ้ ม
และการบาบัดฟ้ื นฟูตามแผนที่วางไว้ ท้งั น้ีเพ่ือช่วยเหลือและสนับสนุนให้เด็กที่มีความต้อง
การพิเศษสามารถเขา้ ถึงกิจกรรมทางการศึกษา ท้งั ดา้ นวิชาการและกิจกรรมเสริมวิชาการ รวมถึง
ทกั ษะการใช้ชีวิตต่าง ๆ เช่น การช่วยเหลือตนเองในการทากิจวตั รประจาวนั การแก้ปัญหา
2
การปรับตวั ทกั ษะทางสังคม นอกจากน้ีนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษายงั มีบทบาทสาคญั ใน
การทางานร่วมกับทีมสหวิชาชีพในสถานศึกษา เช่น ผู้บริ หาร ครู บุคลากรทางการศึกษา
ทีมสหวิชาชีพอื่น ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งและผูป้ กครอง เพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงคใ์ นการให้ความช่วยเหลือ
เด็กอยา่ งมีประสิทธิภาพพมากที่สุด (AOTA, 2016)
นักกิจกรรมบาบัดในสถานศึกษา จะทางานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ตาม
พระราชบญั ญตั ิการจดั การศึกษาสาหรับคนพิการ มาตรา 8 คือ ให้สถานศึกษาในทุกสังกดั จดั ทา
แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยให้สอดคล้องกบั ความต้องการจาเป็ นของคนพิการ และตอ้ งมี
การปรับปรุงแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคลอย่างน้อยปี ละ 1 คร้ัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีท่ี
ประกาศในกฎกระทรวง สถานศึกษาในทุกสังกัดและศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ อาจจดั
การศึกษาสาหรับคนพิการ ท้งั ในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั ในรูปแบบที่หลากหลาย ท้งั
การเรียนร่วม การจดั การศึกษาเฉพาะความพิการ รวมถึงการให้บริการฟ้ื นฟูสมรรถภาพ การพฒั นา
ศกั ยภาพในการดารงชีวิตอิสระการพฒั นาทกั ษะท่ีจาเป็ น การฝึ กอาชีพ หรือการบริการอ่ืนใด
ท่ีจะเป็ น การใหค้ วามสาคญั แก่เยาวชนของชาติ (พระราชบญั ญตั ิการจดั การศึกษาสาหรับคนพิการ,
2551) ในอดีตเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษจะได้รับการบาบดั จากนักกิจกรรมบาบดั ที่ทางานใน
โรงพยาบาลหรือศูนยบ์ ริการทางการแพทยเ์ ทา่ น้นั แต่ปัจจุบนั งานกิจกรรมบาบดั ไดเ้ ขา้ มามีบทบาท
สาคญั ในวงการของการศึกษามากข้ึน เนื่องจากผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งในการให้ความช่วยเหลือเด็กท่ีมีความ
ตอ้ งการพิเศษไดต้ ระหนกั ถึงความจาเป็ นทางการศึกษาของเด็ก ประกอบกบั การเคล่ือนไหวในการ
ปฏิรูปการศึกษา ท่ีมุ่งเนน้ ความเสมอภาคทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการโดยสานกั บริหารงาน
การศึกษาพิเศษจึงได้ตระหนักถึงความจาเป็ นของนกั วิชาชีพท่ีเกี่ยวขอ้ ง เช่น นกั กิจกรรมบาบดั
นกั กายภาพบาบดั ในการใหก้ ารช่วยเหลือฟ้ื นฟูสมรรถภาพดา้ นพฒั นาการตา่ ง ๆ เพ่อื ใหก้ ลุ่มเดก็ ท่ีมี
ความต้องการพิเศษได้รับการพฒั นาในรูปแบบที่เหมาะสมกับความสามารถและศักยภาพ
อนั นาไปสู่ความเท่าเทียมกันทางการศึกษา จึงได้มีการสรรหานักกิจกรรมบาบัดให้มาฟ้ื นฟู
สมรรถภาพในสถานศึกษา โดยการโอนยา้ ยของนกั กิจกรรมบาบดั จากโรงพยาบาลมายงั สถานศึกษา
เฉพาะความพิการ (อ่อนแกว้ จรัสดารงรัตน์ อา้ งถึงในวิชิตา เกศะรักษ์, 2551) จากน้นั จึงมีการรับ
นกั กิจกรรมบาบดั เป็นลูกจา้ งชวั่ คราวในการทางานในสถานศึกษา อนั เน่ืองมาจากความตอ้ งการของ
ผูร้ ับบริการในการฟ้ื นฟูสมรรถภาพกลุ่มเด็กท่ีมีความตอ้ งการพิเศษ จานวนนักกิจกรรมบาบดั
ท่ีปฏิบตั ิงานในสถานศึกษา ในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษจึงมีเพิ่มมากข้ึน ท้งั ใน
ตาแหน่งข้าราชการครู ลูกจ้าง พนักงานราชการ และปฏิบตั ิงานในสถานศึกษารูปแบบต่าง ๆ
ประกอบดว้ ย สถานศึกษาเฉพาะความพิการ ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาเขต ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ
ประจาจงั หวดั (วชิ ิตา เกศะรักษ,์ 2551) นกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาจึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ใน
3
วงการการศึกษาพิเศษและเป็ นตาแหน่งที่เพ่ิงมีการสอบบรรจุในตาแหน่ข้าราชการครู ในปี
พ.ศ. 2545 ซ่ึงนอกจากการสอบความรู้ทางวชิ าชีพ นกั กิจกรรมบาบดั ยงั ตอ้ งสอบเพม่ิ เติมดา้ นความรู้
ทางการศึกษาอีกดว้ ย (กรมสามญั ศึกษา, 2545) ซ่ึงเห็นได้จากประกาศของสานักบริหารงาน
การศึกษาพิเศษ เรื่องรับสมคั รสอบแข่งขนั เพ่ือบรรจุและแต่งต้งั บุคคลเขา้ รับราชการเพื่อเป็ น
ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางศึกษาประจาปี พ.ศ. 2561โดยเปิ ดรับนกั กิจกรรมบาบดั เป็ นครูผูช้ ่วย
เป็นจานวนมากถึง 48 ตาแหน่ง (สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ, 2561)
จากขอ้ มูลดงั กล่าวขา้ งตน้ ผวู้ ิจยั จึงมีความสนใจท่ีจะสารวจบทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั
ในสถานศึกษาเพ่ือทราบถึงขอ้ มูลขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในการทางาน และเป็ น
ขอ้ มูลสาหรับนักกิจกรรมบาบดั ที่ตอ้ งการทางานในสถานศึกษา นอกจากน้ียงั เป็ นขอ้ มูลในการ
สื่อสารกบั ผทู้ ่ีเก่ียวขอ้ งใหเ้ ขา้ ใจลกั ษณะงานกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาไดม้ ากข้ึน
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
การศึกษาวจิ ยั เร่ืองการสารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ใน
สถานศึกษาคร้ังน้ีผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ ง ดงั น้ี
1. กิจกรรมบาบดั
1.1. ความหมายของกิจกรรมบาบดั
1.2. ขอบเขตของกิจกรรมบาบดั ในเดก็
1.3. บทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั ในการประเมิน
1.4. บทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั ในการบาบดั
2. ขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
2.1. รูปแบบการใหบ้ ริการกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
2.2. มาตรฐานการปฏิบตั ิงานกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
3. กฎหมายการจดั การศึกษา
3.1. พระราชบญั ญตั ิการจดั การศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ.2551
4. เดก็ ที่มีความตอ้ งการพิเศษ (children with special need)
4.1. ความหมายของเด็กที่มีความตอ้ งการพิเศษ
4.2. ประเภทของเด็กท่ีมีความตอ้ งการพิเศษ
5. งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
5
1. กจิ กรรมบาบดั
1.1. ความหมายของกจิ กรรมบาบดั
สมาคมนักกิจกรรมบาบัดแห่งอเมริกา (American Occupational Therapy Association :
AOTA) ได้ให้ความหมายของ occupation ว่า ‘‘Occupations are ordinary and familiar things that
people do everyday” หมายถึง กิจกรรมคือส่ิงธรรมดาและคุน้ เคยท่ีมนุษยเ์ ราทาอยทู่ ุกวนั (AOTA,
2014)
ตามพระราชบญั ญตั ิประกอบโรคศิลปะ ไดใ้ ห้นิยามคาว่า กิจกรรมบาบดั หมายถึง การ
กระทาเกี่ยวกบั ความสามารถของบุคคลที่มีความบกพร่องทางดา้ นร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้และการ
พฒั นาเก่ียวกบั เด็ก โดยกระบวนการตรวจประเมิน ส่งเสริม ป้องกนั บาบดั และฟ้ื นฟูสมรรถภาพ ให้
สามารถทากิจกรรมต่าง ๆ ได้ เพ่ือใหบ้ ุคคลดาเนินชีวิตไดต้ ามศกั ยภาพ โดยการนากิจกรรม วธิ ีการ
และอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาเป็นวธิ ีการในการบาบดั (พระราชบญั ญตั ิประกอบโรคศิลปะ, 2556)
กิจกรรมบาบดั หรือ occupational therapy เป็ นวิชาชีพทางการแพทยแ์ ขนงหน่ึง โดยการ
ประยกุ ตก์ ิจวตั รหรือกิจกรรม (activity) มาใชใ้ นการตรวจประเมิน วนิ ิจฉยั ส่งเสริม ดูแล รักษา และ
ฟ้ื นฟูสมรรถภาพของผหู้ ยอ่ นสมรรถภาพทางดา้ นร่างกาย (physical dysfunction) หรือผมู้ ีพฒั นาการ
บกพร่อง (developmental disabilities) หรือผูม้ ีความผิดปกติทางด้านอารมณ์จิตใจและสังคม
(psychological dysfunction) ให้สามารถกลบั ไปดารงชีวิตในสังคมได้ แมส้ ภาพร่างกายจะพิการ
หรือทุพพลภาพก็ตาม โดยกิจกรรมหรือกิจวตั รหมายถึงกิจใด ๆ ท่ีทาอยา่ งมีจุดมุ่งหมายซ่ึงผา่ นการ
วเิ คราะห์แลว้ (จนญั ญา ปัญญามี, วรรณิภา บุญระยอง, และสุภาพร ชินชยั , 2543) นอกจากน้ี ทศพล
ภูรัดสาย (2552) ยงั ไดใ้ หค้ วามหมายของกิจกรรมบาบดั ไวว้ า่ วชิ าชีพกิจกรรมบาบดั เป็นศาสตร์ท่ีใช้
ความรู้ความสามารถในการใชส้ ื่อการรักษาแบบวิชาชีพเฉพาะทาง ไดแ้ ก่ การประเมิน การบาบดั
และฟ้ื นฟูสมรรถภาพทกั ษะความสามารถในการทากิจกรรมการดาเนินชีวิตตลอดทุกช่วงวยั ดว้ ย
การบาบัดผ่านกระบวนการเรี ยนการสอนระหว่างผู้บาบัดและผู้ป่ วยหรื อญาติ การปรับ
สภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสมต่อการทากิจกรรมของผูป้ ่ วย การสร้างสัมพนั ธภาพ การวิเคราะห์และ
สังเคราะห์ กิจกรรมให้มีเป้าหมายและเหมาะสมกบั ผูป้ ่ วย (ร่างกาย ประสาทพฒั นาการ จิตสังคม
ความคิดความเขา้ ใจ อารมณ์ และพฤติกรรมการทากิจกรรมการดาเนินชีวิต) และการจดั ทาอุปกรณ์
ดามมือ/ อุปกรณ์ช่วยในการทากิจวตั รประจาวนั โดยอาศัยการทางานเป็ นทีม จากทีมรักษา
เวชศาสตร์ฟ้ื นฟู ซ่ึงไดแ้ ก่ แพทย์ นกั กายภาพบาบดั นกั จิตวทิ ยา นกั สังคมสงเคราะห์ นกั อรรถบาบดั
เป็นตน้ เพ่อื ใหผ้ ปู้ ่ วยไดร้ ับการบาบดั รักษาแบบองคร์ วมมากที่สุด
6
1.2. ขอบเขตของกจิ กรรมบาบดั ในเดก็
นนั ทณี เสถียรศกั ด์ิพงษ,์ มยรุ ี เพชรอกั ษร, และสร้อยสุดา วทิ ยากร (2547) ไดใ้ หค้ วามหมาย
ของคาว่าเด็กไว้ว่า “เด็ก” หมายถึงบุคคลที่มีชีวิตต้ังแต่แรกคลอดถึง 15 ปี ซ่ึงเป็ นช่วงท่ีมี
การเปล่ียนแปลงท้งั ในระบบโครงร่าง สรีระของร่างกาย สติปัญญา การรับรู้ การเรียนรู้ หรือ
พฒั นาการทุกดา้ น อาทิเช่น ทกั ษะการเคล่ือนไหวกลา้ มเน้ือมดั ใหญ่ และกลา้ มเน้ือมดั เล็ก ตลอดจน
การช่วยเหลือตวั เองดา้ นกิจวตั รประจาวนั นกั กิจกรรมบาบดั ในเด็กมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อเด็ก
โดยทางตรงและทางออ้ ม การรับผดิ ชอบทางตรง หมายถึง ผบู้ าบดั ไดป้ ระเมิน กระตุน้ บาบดั ต่อตวั
เด็กโดยตรง เช่น การส่งเสริมสุขภาพท้งั เด็กป่ วย เด็กพิการต้งั แต่กาเนิด เด็กท่ีมีทกั ษะพฒั นาการ
ล่าช้า เด็กที่มีปัญหาด้านเคล่ือนไหว การเรียนรู้ พฤติกรรมอารมณ์ ตวั อย่างเด็กกลุ่มที่ควรไดร้ ับ
การกระตุน้ ทางกิจกรรมบาบดั ไดแ้ ก่ เด็กกลุ่มบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability) เด็ก
สมองพิการ(Cerebral Palsy) ซ่ึงมีความบกพร่องทางการเคล่ือนไหว เด็กท่ีมีพฒั นาการล่าช้า
เด็กออทิสติก (Autistic) เด็กสมาธิส้ัน (Attention Deficit/ Hyperactivity Disorder: ADHD) เด็กกลุ่ม
แอสเปอร์เกอร์ (Asperger's Syndrome) เด็กดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) เป็ นตน้ ซ่ึงในเด็กที่มี
ความบกพร่องหรือกลุ่มเด็กแต่ละกลุ่ม จะมีรูปแบบการประเมินและการบาบดั ทางกิจกรรมบาบดั ที่
แตกตา่ งกนั กรอบอา้ งอิงในการประเมินและการบาบดั กม็ ีความแตกต่างกนั
กิจกรรมบาบดั ในเด็ก มีขอบเขตการทางานรับผิดชอบต่อเด็ก ซ่ึงเป็นทรัพยากรท่ีสาคญั ของ
ประเทศชาติโดยตรง การกระตุน้ เร้าให้เด็กมีพฒั นาการที่ดี สามารถช่วยเหลือเด็กป่ วย เด็กพิการ
ให้ช่วยเหลือตนเองด้านกิจวตั รประจาวนั ได้ ไม่เป็ นภาระแก่บิดา มารดา ผูป้ กครอง ครอบครัว
ชุมชน สังคม นอกจากน้ัน นักกิจกรรมบาบัดยงั ช่วยเหลือเด็กทางอ้อมด้วยการเสริ มสร้าง
ใหผ้ ปู้ กครองและผดู้ ูแลมีเจตคติท่ีดีต่อเด็ก ใหม้ ีส่วนรับผดิ ชอบช่วยเหลือเดก็ ใหม้ ากที่สุดเท่าท่ีจะทา
ได้ กิจกรรมบาบดั เป็ นการใช้กิจกรรมการละเล่นเป็ นส่ือในการบาบดั รักษาเด็ก ด้วยมุ่งหวงั
เสริมสร้างพฒั นาการเด็ก นอกจากน้ีการให้บริการทางกิจกรรมบาบดั ยงั มีวตั ถุประสงค์เพื่อ
เสริมสร้างทกั ษะพฒั นาดา้ นการเคลื่อนไหวขอ้ ต่อผ่านกิจกรรมการละเล่น เพ่ิมสหสัมพนั ธ์ของ
การเคลื่อนไหว ทกั ษะการใชม้ ือและส่วนของร่างกาย และช่วยเสริมสร้างทกั ษะการช่วยเหลือตนเอง
ด้านกิจวตั รประจาวนั ของเด็ก ช่วยกระตุน้ ให้เด็กรับรู้ดา้ นสติปัญญา ภาษา และสังคม ตลอดจน
การช่วยเหลือตวั เองได้ ท้งั เด็กปกติและเดก็ พิการ เสริมสร้างทกั ษะการปรับตวั เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม
เพือ่ เสริมสร้างความเขา้ ใจอนั ดีของพอ่ แม่ที่มีต่อเด็ก ตลอดจนการช่วยแกป้ ัญหาดา้ นต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน
(นนั ทนี เสถียรศกั ด์ิพงษ์ และคณะ, 2547) ดงั น้นั นกั กิจกรรมบาบดั จะตอ้ งมีความรู้ความสามารถ
เขา้ ใจถึงสาเหตุปัญหา สามารถในการแจกแจงปัญหา และนาปัญหาเหล่าน้ีมาวางแผนการแก้ไข
7
มีความรู้ดา้ นหลกั การและกระบวนการพฒั นาการของเด็กและโรคต่าง ๆ นกั กิจกรรมบาบดั ตอ้ งให้
ความสนใจต่อวิชาการท่ีทนั สมยั ตลอดจนสามารถนาความรู้ทางวิชาการเหล่าน้ีมาประเมินและ
บาบดั เด็กไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม นอกจากน้ี ยงั สามารถจดั รูปแบบการใหบ้ ริการได้ 3 รูปแบบ คือ
การใหค้ วามสาคญั เพ่ือใหผ้ ปู้ ่ วยสามารถดารงชีวิตไดอ้ ยา่ งปลอดภยั (Life-saving) การดารงชีวิตและ
ป้องกนั ความพกิ ารซ้าซอ้ นที่จะเกิดข้ึน (Life-sustaining) การส่งเสริมชีวติ ที่ดี (Life-enhancing) เป็ น
การกระตุน้ ใหเ้ ด็กมีพฒั นาการที่ดี มีมนุษยส์ ัมพนั ธ์ การปรับตวั เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม สภาพสังคม
ท้งั ที่เป็นวตั ถุและส่ิงมีชีวติ การกระตุน้ ใหเ้ ดก็ สามารถช่วยเหลือตนเอง หรือจะกล่าวไดอ้ ีกนยั หน่ึงวา่
นกั กิจกรรมบาบดั เป็ นบุคคลที่ส่งเสริมพฒั นาการของเด็ก ป้องกนั ความพิการซ้าซ้อนท่ีจะเกิดข้ึน
ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวติ ท่ีดีใหแ้ ก่เดก็ (นนั ทนี เสถียรศกั ด์ิพงษ์ และคณะ, 2547)
เนื่องจากเด็กมีพฒั นาการที่เปล่ียนแปลงอยู่เสมอ และมีปัจจยั ต่าง ๆ ท่ีมีผลเก่ียวขอ้ งกบั
พฒั นาการของเด็ก การใหบ้ ริการทางกิจกรรมบาบดั ในเด็กจะแยกออกเป็ น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบ
แรก จะเป็ นการให้บริการโดยตรงกบั เด็ก เป็ นการท่ีนกั กิจกรรมบาบดั ไดเ้ ห็นพฤติกรรมของเด็ก
ไดฝ้ ึ กปฏิบตั ิกบั เด็กโดยตรง ซ่ึงมีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือให้เด็กมีพฒั นาการท่ีดี สามารถช่วยเหลือตนเอง
ด้านกิจวตั รประจาวนั ป้องกันความผิดปกติซ้าซ้อนท่ีจะเกิดข้ึนแก่เด็ก ด้วยการมุ่งหวงั ให้เด็ก
สามารถปรับตวั เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มท่ีเป็นบุคคลและสิ่งของไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ดว้ ยการกระตุน้ เด็ก
ตามกระบวนการทางกิจกรรมบาบดั ซ่ึงประกอบไปดว้ ยกระบวนการ การประเมิน การแจกแจง
ปัญหา การบาบดั รักษา การติดตามผล และรูปแบบที่สอง คือ การให้บริการทางออ้ มกบั เด็ก เป็ น
ลกั ษณะการใหบ้ ริการท่ีนกั กิจกรรมบาบดั ไมไ่ ดฝ้ ึกปฏิบตั ิกบั เด็กโดยตรง แต่จะใหค้ าแนะนาแก่บิดา
มารดา ผูป้ กครอง ครู-พี่เล้ียงเด็ก หรือเจา้ หนา้ ท่ีอ่ืน ๆ นกั กิจกรรมบาบดั จะให้ความรู้แก่บุคลากร
ดงั กล่าว เช่น ดา้ นการกระตุน้ ทกั ษะพฒั นาการ การลดภาวะแข็งเกร็งของกลา้ มเน้ือ การฝึ กทรง
ทา่ ทางที่ถูกตอ้ ง เพ่อื ใหน้ าไปปฏิบตั ิกบั เด็กอีกคร้ัง (นนั ทณี เสถียรศกั ด์ิพงษ์ และคณะ, 2547)
โดยขอบเขตของงานกิจกรรมบาบดั ในผรู้ ับบริการเด็กจะเริ่มจากการคดั กรอง การประเมิน
ตรวจสอบหาปัญหาพ้ืนฐาน และการแจกแจงปัญหา ซ่ึงประกอบดว้ ย ปัญหาดา้ นความสามารถใน
การประกอบกิจกรรม (performance area) ปัญหาพ้ืนฐาน (performance components) และปัญหา
ดา้ นบริบทในการทากิจกรรม (performance context) มีรายละเอียดดงั น้ี
1) ปัญหาความสามารถในการประกอบกิจกรรม (performance area)
ด้านกิจวตั รประจาวนั (activity of daily living) ประกอบด้วย การแต่งกาย การทาความ
สะอาดในช่องปาก การอาบน้า การทาความสะอาดหลงั การขบั ถ่าย การดูแลของใชส้ ่วนบุคคล การ
สวมใส่เส้ือผา้ การรับประทานอาหาร ยา และการใชย้ าเป็ นประจา การดูแลสุขภาพ การเขา้ สังคม
8
ความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถดา้ นการเคล่ือนยา้ ยและเคล่ือนที่ การเดินทางไปใน
ท่ีตา่ ง ๆ การตอบสนองตอ่ ภาวะฉุกเฉิน
ดา้ นงานและกิจกรรมที่ใหผ้ ลผลิต (work and productive activities) ประกอบดว้ ย การดูแล
บา้ น มีองค์ประกอบดงั น้ี การดูแลเส้ือผา้ การดูแลบา้ น การเตรียม อาหาร/ การทาความสะอาด
การเลือกซ้ือสินคา้ การวางแผนการใชเ้ งิน การดูแลเครื่องใชภ้ ายในบา้ น การดูแลเร่ืองความปลอดภยั
การดูแลผูอ้ ื่น กิจกรรมการศึกษา กิจกรรมงานอาชีพ มีองค์ประกอบดงั น้ี การสารวจอาชีพ การ
สมคั ร/ การหาอาชีพ ความสามารถในการทางานตามหนา้ ที่ การวางแผนการเกษียณอายุ การ
ร่วมเป็นอาสาสมคั ร
ดา้ นการเล่นหรือกิจกรรมยามว่าง (play/ leisure) กิจกรรมน้ีประกอบด้วย การเล่นแบบ
สารวจหรือการสารวจกิจกรรมยามวา่ ง/ งานอดิเรก ความสามารถในการเล่นหรือกิจกรรมยามวา่ ง
2) ปัญหาพ้ืนฐาน (performance components)
องคป์ ระกอบดา้ นการรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหว ประกอบดว้ ย ดา้ นการรับรู้
ความรู้สึก คือการตระหนกั รู้สิ่งเร้า และกระบวนการประมวลความรู้สึก ซ่ึงแบ่งเป็ นความรู้สึกดา้ น
กายสัมผสั กลา้ มเน้ือเอ็นและขอ้ ต่อ ระบบการทรงตวั การมองเห็น การไดย้ ิน ตุ่มรับรส ตุ่มรับกลิ่น
กระบวนการรับรู้เคลื่อนไหว ควรตอบสนองต่อความเจ็บ การรับรู้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การรับรู้
ซ้าย-ขวา การรับรู้รูปทรง การรับรู้ตาแหน่ง การรับรู้ภาพรวม การแยกภาพ การรับรู้ความรู้สึก การ
รับรู้มิติสัมพนั ธ์ การรับรู้ทิศทาง ดา้ นระบบประสาทและกลา้ มเน้ือ ช่วงองศาของการเคลื่อนไหว
ความตึงตวั ของกลา้ มเน้ือ ความแข็งแรงของกลา้ มเน้ือ แนวแรงการลงน้าหนกั การควบคุมการทรง
ท่า น้าหนักส่วนของร่างกายในการทรงท่า ความยืดหยุ่นของเน้ือเยื่อ ด้านการเคล่ือนไหว
ประกอบดว้ ย การประสานงานของกลา้ มเน้ือมดั ใหญ่ การขา้ มแนวกลางลาตวั ขา้ งท่ีถนดั การทางาน
ประสานกนั ของร่างกายสองซีก การควบคุมการเคล่ือนไหว การวางแผนการเคลื่อนไหว การทางาน
ประสานกนั ของกลา้ มเน้ือมดั เล็ก ความคล่องแคล่วในการใชม้ ือ การประสานกนั ของการมองเห็น
และการเคล่ือนไหว การควบคุมการเคลื่อนไหวอวยั วะในช่องปาก
องค์ประกอบด้านสติปัญญาและความเข้าใจ ประกอบด้วย ระดับการต่ืนตัว
การรับรู้ วนั เวลา สถานที่ การรู้จกั ช่วงความสนใจหรือสมาธิ การเริ่มตน้ ทากิจกรรม การสิ้นสุดการ
ทากิจกรรม ความจา ลาดบั หรือข้นั ตอน การจดั หมวดหมู่ การสร้างความคิดรวบยอด การคิดเชิง
ความสัมพนั ธ์ การแกป้ ัญหา การเรียนรู้ การนาความรู้ไปใช้
9
องคป์ ระกอบดา้ นจิตใจ อารมณ์และทกั ษะการเขา้ สังคม ประกอบดว้ ย ดา้ นจิตใจ
คือ ค่านิยม ความสนใจ การรับรู้ตนเอง ด้านสังคม คือบทบาทของบุคคล พฤติกรรมทางสังคม
ทกั ษะการมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผูอ้ ื่น การแสดงออก การดูแลตนเอง คือทกั ษะการแกป้ ัญหาการบริหาร
เวลา การควบคุมตนเอง
3) ปัญหาดา้ นบริบท (performance context) ประกอบดว้ ย ปัจจยั จากผรู้ ับบริการคือ ขอ้ มูล
ของอายุ พฒั นาการของเด็ก วิถีชีวิต และภาวะทุพพลภาพ ปัจจยั จากสภาพสิ่งแวดลอ้ มซ่ึงแบ่งเป็ น
สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ สงั คมและวฒั นธรรม
1.3. บทบาทของนักกจิ กรรมบาบัดในการประเมนิ (สุจิตรพร เลอศิลป์ , 2561)
1. การประเมินและคน้ หาปัญหาอยา่ งไมเ่ ป็นทางการ
1.1. การสัมภาษณ์เพื่อหาปัญหาเบ้ืองตน้ ซ่ึงจดั เป็ นกระบวนการในการ
ประเมินและคน้ หาปัญหาทางกิจกรรมบาบดั ในลกั ษณะที่เรียกว่า problem solving approach เป็ น
วธิ ีการใชเ้ พื่อคน้ หา และแยกแยะปัญหาท่ีเก่ียวขอ้ งผา่ นการสมั ภาษณ์ครูและผปู้ กครอง วา่ ปัญหาใด
ที่มีความวิตกกงั วลเป็ นอนั ดบั แรก หลงั จากน้นั นกั กิจกรรมบาบดั จึงใชว้ ิธีการประเมินทางคลินิก
เพ่มิ เติม เพือ่ คน้ หาสาเหตุของปัญหาน้นั ๆ และหาจุดแขง็ ของเด็กร่วมดว้ ย แลว้ จึงหาขอ้ สรุปเพ่ือการ
วางแผนการบาบดั ใหก้ ารบาบดั อยา่ งสม่าเสมอ และทาการประเมินซ้าถึงผลของการบาบดั รวมท้งั มี
การพิจารณาวา่ จะปรับเปล่ียนเทคนิค วธิ ีการ หรือใชว้ ธิ ีการเดิมหรือไม่ อยา่ งไร
1.2. การสังเกตพฤติกรรมของเดก็ ในการทากิจกรรมต่าง ๆ ในสถานศึกษา
ท้งั ในดา้ นของความสามารถในการทากิจวตั รประจาวนั ท่ีสถานศึกษา พฤติกรรมในช้นั เรียน และ
การเขา้ ร่วมกิจกรรมตา่ ง ๆ นอกช้นั เรียน
1.3. การประเมินสิ่งแวดลอ้ มในสถานศึกษา (school environment) ไดแ้ ก่
ห้องเรียน โรงอาหาร สนามเด็กเล่น โรงยิม ตวั อาคารหรือทางเดินต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลและมีผลต่อ
คุณภาพความสามารถในการทากิจกรรม หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรม (Participation) ของเด็ก
2. การประเมินและคน้ หาปัญหาดว้ ยการใชเ้ ครื่องมือมาตรฐาน
การประเมินและคน้ หาปัญหาด้วยการใช้เคร่ืองมือมาตรฐานท่ีสามารถนามาใช้
สาหรับเด็กที่มีความตอ้ งการพิเศษในสถานศึกษา ตวั อย่างเช่น The School Function Assessment
(SFA), The Peabody Developmental Motor Scales (2nd ed.) (PDMS-2), Bruininks-Oseretsky Test
of Motor Proficiency second edition (BOT-2), Clinical Observations for Sensory Integration,
Motor-Free Visual Perception-Revised (MVPT-R)
10
ซ่ึงการประเมินท้งั สองรูปแบบจะเป็ นการประเมินภายใตข้ อบเขตของกิจกรรมบาบดั ในเด็กใน
ด้านต่าง ๆ คือ ความสามารถในการประกอบกิจกรรม (performance area)องค์ประกอบพ้ืนฐาน
(performance components) และบริบทที่มีผลต่อความสามารถในการประกอบกิจกรรม (performance
contexts) ดงั รายละเอียดดงั กล่าวขา้ งตน้
1.4. บทบาทของนักกจิ กรรมบาบัดในการบาบัด (นันทนี เสถียรศักด์ิพงษ์ และคณะ, 2547)
1) บทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั ในการใหบ้ ริการระยะแรกเริ่ม (Early Intervention)
เป็นการใหบ้ ริการสาหรับเดก็ แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี ท่ีมีความเส่ียงพฒั นาการล่าชา้ เนื่องจาก
ปัจจยั ทางดา้ นร่างกายและสภาพแวดลอ้ ม โดยให้บริการช่วยเหลือท้งั ทกั ษะพ้ืนฐานการดูแลตนเอง
ทกั ษะพ้ืนฐานทางสังคมและการส่ือสาร ทักษะการทางานของกล้ามเน้ือมดั ใหญ่และมัดเล็ก
พฤติกรรม พฒั นาการตามวยั ทกั ษะฟ้ื นฐานทางวชิ าการ จดั เป็นช่วงเวลาของการเตรียมความพร้อม
พฒั นาการดา้ นต่าง ๆให้สามารถเขา้ สู่ระบบสถานศึกษาต่อไปได้ ซ่ึงบทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั
ในระยะน้ี จะพิจารณาตามขอบเขตพฒั นาการของเด็ก (developmental areas)ไดแ้ ก่ พฒั นาการดา้ น
การทากิจวตั รประจาวนั ความรู้ความเขา้ ใจ การส่ือสาร ดา้ นร่างกาย และดา้ นสังคม อารมณ์
ขอบเขตงานของนกั กิจกรรมบาบดั ในการให้บริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มตามขอบเขต
พฒั นาการ สามารถแบ่งได้ 5 ดา้ นคือ (1) ดา้ นกิจวตั รประจาวนั ตวั อยา่ งเช่น ส่งเสริมความสามารถ
ในการช่วยเหลือตนเองดา้ นกิจวตั รประจาวนั การรับประทานอาหาร การแต่งกาย การแต่งตวั หรือ
สอนผูด้ ูแลในการจดั ท่าทางท่ีปลอดภยั ในขณะทากิจวตั รประจาวนั (2) ดา้ นความรู้ความเขา้ ใจ เช่น
ส่งเสริมความสามารถในการรับรู้การมีอยู่ของวัตถุและบุคคลในสิ่งแวดล้อม และส่งเสริม
ความสามารถในการแยกแยะและจดั หมวดหมู่สิ่งของต่าง ๆ รวมไปถึงส่งเสริมความสามารถในการ
ทาตามลาดบั ข้นั ตอน (3) ดา้ นการสื่อสาร ครูกิจกรรมบาบดั มีหนา้ ท่ีส่งเสริมพฒั นาการทางภาษาผา่ น
การปฏิสมั พนั ธ์ทางสงั คมในรูปแบบต่าง ๆ การใชข้ องเล่นเป็นสื่อ หรืออาจพิจารณาเลือกใชอ้ ุปกรณ์
ช่วยในการส่ือสาร (4) ดา้ นร่างกาย ช่วยส่งเสริมการเคลื่อนไหวเพ่ือการสารวจสิ่งแวดลอ้ มรอบตวั
กระตุน้ การใชแ้ ขนและมือ เพ่ือส่งเสริมการหยิบจบั สิ่งของต่าง ๆ นอกจากน้ียงั ใหค้ วามรู้แก่ผูด้ ูแล
เก่ียวกบั เทคนิคการจดั ท่าและการส่งเสริมการเคล่ือนไหวของเด็ก และดา้ นสุดทา้ ย (5) ดา้ นสังคม
อารมณ์ ครูกิจกรรมบาบดั มีหนา้ ท่ีสาคญั ในการ ส่งเสริมการควบคุมตนเอง การมีส่วนร่วมกิจกรรม
ทางสงั คม และ การเล่น
11
2) บทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั สาหรับเดก็ ท่ีมีความตอ้ งการพิเศษในระบบสถานศึกษา
บทบาทของนักกิจกรรมบาบัดในระบบสถานศึกษา ตามขอบเขตของการส่งเสริ ม
ความสามารถในการประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวขอ้ งกบั ทกั ษะดา้ นการเรียน สามารถแบ่งได้ 3 ดา้ น
ดงั ต่อไปน้ี (1) ทกั ษะการเรียน (academic skill) นกั กิจกรรมบาบดั มีหน้าที่ให้คาปรึกษาสาหรับผู้
วางแผนหลกั สูตรการเรียน เกี่ยวกบั การปรับวิธีการเรียนการสอน รวมถึงการปรับวิธีการทดสอบ
เพื่อให้เด็กสามารถประสบความสาเร็จในการเรียน และให้คาแนะนาเกี่ยวกับการปรับส่ื อ
และกระบวนการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน นอกจากน้ันยงั วิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือ
บริการท่ีเกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กสามารถเชื่อมต่อไปยงั เป้าหมายในระดบั การศึกษาที่สูงข้ึนไปได้
(transition supports and services) (2) พฒั นาการ (development) ส่งเสริมพฒั นาการพ้ืนฐานเพื่อ
เตรียมความพร้อมดา้ นการเรียน (pre-academic skills) ตวั อยา่ งเช่น ทกั ษะเตรียมความพร้อมในการ
เขียน ทกั ษะเตรียมการพร้อมในการใชก้ รรไกร ทกั ษะในการเขา้ หอ้ งน้าและทาความสะอาดหลงั การ
ขับถ่าย ทักษะในการรับประทานอาหารและการด่ืม ทักษะในการแต่งกายและการแต่งตัว
ติดต่อส่ือสาร ทักษะทางสังคม เป็ นต้น (3) การทาหน้าท่ี (function) โดยนักกิจกรรมบาบดั จะ
ส่งเสริมการปฏิบตั ิตามกฎระเบียบของสถานศึกษา การควบคุมตนเอง การมีปฏิสัมพนั ธ์กบั เพ่ือน
ร่วมช้ันและครูในสถานศึกษา ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกของเด็กใน
สถานศึกษา นอกจากน้นั ยงั ทางานร่วมกบั ครูและบุคลากรของสถานศึกษาในการพฒั นาโปรแกรม
การเชื่อมต่อในระยะเปลี่ยนผ่าน (transition programs) การส่งเสริมสุขภาพจิต และระบบการ
ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกสาหรับเดก็
จะเห็นไดว้ า่ การให้บริการทางกิจกรรมบาบดั ในระบบสถานศึกษาสามารถเกิดข้ึนไดท้ ้งั ใน
ลกั ษณะการใหบ้ ริการโดยตรง (direct service) โดยการนาเดก็ ออกมาจากช้นั เรียนแลว้ จดั บริการทาง
กิจกรรมบาบดั เสริมให้ตามสภาพปัญหาและความตอ้ งการเฉพาะบุคคล หรือในลกั ษณะของการ
ให้บริการในช้นั เรียนของเด็ก เพ่ือช่วยเหลือปัญหาท่ีเกิดข้ึนช้นั เรียน นอกจากน้ีการให้บริการทาง
กิจกรรมบาบดั สามารถทาไดใ้ นลกั ษณะของการใหค้ าปรึกษาสาหรับเด็ก ผูป้ กครอง และบุคลากรท่ี
เกี่ยวขอ้ ง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงการให้การบาบดั และการบริการที่ครอบคลุมและเป็ นระบบ
ต่อเน่ืองมากยิ่งข้ึน ซ่ึงในแต่ละสถานศึกษาอาจมีนกั กิจกรรมบาบดั ทางานประจาในสถานศึกษา
หรือมีนกั กิจกรรมบาบดั ทางานแบบเวยี นให้บริการทางกิจกรรมบาบดั ตามสถานศึกษาเรียนร่วมที่
รับผิดชอบ (itinerary occupational therapist) ซ่ึงจะมีสถานศึกษาที่นกั วิชาชีพรับผิดชอบประมาณ
2-3 สถานศึกษากไ็ ด้ (สร้อยสุดา วทิ ยากร อา้ งถึงใน สุจิตรพร เลอศิลป์ , 2561)
12
2. ขอบเขตการทางานของนักกจิ กรรมบาบดั ในสถานศึกษา
นกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษามีบทบาทที่สาคญั คือ การคดั กรองหรือประเมินเพื่อระบุ
ปัญหาและความต้องการจาเป็ นในการรับบริการทางกิจกรรมบาบัด ต่อด้วยการวางแผนเพ่ือ
การบาบดั ฟ้ื นฟูตามปัญหาท่ีพบท้งั ทางตรงและทางออ้ ม และการบาบดั ฟ้ื นฟูตามแผนท่ีวางไว้ ท้งั น้ี
เพ่ือช่วยเหลือและสนบั สนุนให้เด็กท่ีมีความตอ้ งการพิเศษสามารถเขา้ ถึงกิจกรรมทางการศึกษา
ท้งั ดา้ นวชิ าการและกิจกรรมเสริมวชิ าการ เช่น คณิตศาสตร์ การอ่าน การเขียน รวมถึงทกั ษะการใช้
ชีวิต เช่น การช่วยเหลือตนเองในการทากิจวตั รประจาวนั การแก้ปัญหา การปรับตวั ทกั ษะทาง
สังคม การฝึ กอาชีพ การใชร้ ะบบขนส่งและอื่น ๆ นอกจากน้ีนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษายงั มี
บทบาทสาคญั ในการวิเคราะห์และปรับสภาพแวดลอ้ มให้เอ้ือต่อการเรียนรู้ของเด็กในบริบทของ
สถานศึกษา รวมท้งั ยงั ทางานร่วมกบั ทีมสหวิชาชีพในสถานศึกษา เช่น ผูบ้ ริหาร ครู บุคลากร
ทางการศึกษา และทีมสหวิชาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง และผูป้ กครอง เพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงค์ใน
การใหค้ วามช่วยเหลือเด็กอยา่ งมีประสิทธิภาพมากที่สุด (AOTA, 2016)
ปัจจุบนั การใหบ้ ริการทางกิจกรรมบาบดั จะเนน้ การมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการศึกษา
อื่น ๆ ท่ีเกี่ยวข้องและผูป้ กครองของเด็กเพิ่มมากข้ึน โดยนักกิจกรรมบาบัดมีจุดมุ่งหมายหรือ
ผลสัมฤทธ์ิที่ตอ้ งคานึงถึงหลายประการ นอกเหนือจากผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาของเด็ก อนั ไดแ้ ก่
ทกั ษะทางการช่วยเหลือตนเองขณะอยทู่ ่ีสถานศึกษา ทกั ษะการส่ือสารและการพฒั นาการทางสังคม
พฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงคใ์ นการร่วมช้นั เรียน รวมถึงการเล่น โดยนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
น้นั จะมีบทบาทตามหลกั ของกระบวนการทางกิจกรรมบาบดั (AOTA, 2016) ไดแ้ ก่
- บาบดั เดก็ ท่ีมีความบกพร่องดา้ นการเคลื่อนไหว เช่น เพม่ิ ความตึงตวั และความแขง็ แรงของ
กล้ามเน้ือ (muscle tone - muscle strength) พฒั นาการด้านทักษะและรู ปแบบการเคลื่อนไหว
(developmental skill and motor pattern) ส่งเสริมดา้ นประสาทสัมผสั และกลา้ มเน้ือ (sensory-motor
functioning)
- บาบดั เดก็ ที่มีปัญหาการพดู เช่น ส่งเสริมการควบคุมอวยั วะในช่องปาก (oral motor control)
- การใชก้ ลา้ มเน้ือมดั เล็กและการใชส้ ายตา (fine motor/ visual motor)
- แกไ้ ขปัญหาหรืออุปสรรคการเรียนของเด็กและช่วยให้เด็กไดพ้ ฒั นาทกั ษะท่ีจะช่วยเพิ่ม
ความสามารถในการพ่ึงพาตนเองภายใตส้ ิ่งแวดลอ้ มของสถานศึกษาได้
- จดั หาหรือใหส้ ิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยในการเรียน (adaptive equipment/ assistive devices)
และจดั กิจกรรมเพ่อื ใหเ้ ด็กดาเนินกิจกรรมในช้นั เรียนได้
13
- กระตุน้ ทกั ษะการสื่อสาร ทกั ษะการปรับตวั และทกั ษะการการมีส่วนร่วมในสงั คม รวมถึง
ใชเ้ ทคนิคการปรับพฤติกรรมในเด็กที่มีปัญหาดา้ นพฤติกรรมและอารมณ์
- ทางานร่วมกบั บุคลากรอื่น ๆ ที่เก่ียวขอ้ งในลกั ษณะเป็ นทีม โดยมีการรับรู้ปัญหาและแนว
ทางแกไ้ ขปัญหาไปในแนวทางเดียวกนั และสอดคลอ้ งกนั เพื่อให้การจดั การศึกษาของเด็กที่มีความ
ตอ้ งการพเิ ศษมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุดในแตล่ ะราย
- ใหค้ วามรู้แก่บุคลากรทางการศึกษาพเิ ศษที่เก่ียวขอ้ งกบั เด็กท่ีมีความตอ้ งการพิเศษเก่ียวกบั
ความจาเป็นและความตอ้ งการที่แตกต่างจากเด็กทวั่ ไป
2.1. รูปแบบการให้บริการกจิ กรรมบาบดั ในสถานศึกษา (สุจิตรพร เลอศิลป์ , 2561)
รูปแบบการใหบ้ ริการทางกิจกรรมบาบดั ในระบบสถานศึกษา (service provision model)
ไดแ้ ก่
1. The Direct Service Model เป็ นรู ปแบบได้รับความนิยมมากที่สุ ดในระบบของ
สถานศึกษา ซ่ึงเป็ นการให้บริการทางกิจกรรมบาบดั ต่อผูร้ ับบริการรายบุคคลหรือกลุ่มขนาดเล็ก
โดยใชเ้ ทคนิควิธีการเฉพาะและมีความถี่ในการให้บริการสม่าเสมอ ตวั อย่างเช่น 1 หรือ 2 คร้ังต่อ
สัปดาห์ หรือถา้ นบั เป็ นการใหบ้ ริการต่อภาคการศึกษา (15 สัปดาห์) ก็อาจใหบ้ ริการ 1 หรือ 3 คร้ัง
ตอ่ สปั ดาห์
เง่ือนไขในการใช้ The Direct Service Model คือ ตอ้ งเป็ นการให้การบาบดั รักษา
โดยตรงระหวา่ งผูร้ ับบริการกบั นกั กิจกรรมบาบดั เท่าน้นั เป็ นการรักษาที่ใชอ้ งคค์ วามรู้ที่เฉพาะต่อ
วิชาชีพ มีการตดั สินใจทางคลินิกอย่างต่อเนื่องเพ่ือปรับกิจกรรมให้ตรงกับความต้องการของ
ผูร้ ับบริการ และการให้การบาบดั รักษาตอ้ งมีความสัมพนั ธ์กบั ความตอ้ งการดา้ นการศึกษาของ
ผรู้ ับบริการ ตวั อยา่ งการใช้ The Direct Service Model เช่น การใช้ Sensory Integrative Approached
ในการบาบดั เด็กออทิสติกหรือการใช้เทคนิคของ NDT ในการบาบดั เด็กสมองพิการ (Cerebral
Palsy) ในปัญหา Pour postural control
2. The Indirect Service Model ประกอบดว้ ย
The Monitoring Service Model และ The Consultation Service Model
2.1 The Monitoring Service Model เป็ นการให้การบาบัดรักษาแบบ
รูปแบบตรวจติดตาม โดยทกั ษะที่นกั กิจกรรมบาบดั จาเป็ นตอ้ งมี คือ (1) diagnostic skills เพ่ือบ่งช้ี
ความตอ้ งการหรือความจาเป็ นของนกั เรียนไดอ้ ยา่ งตรงประเด็น (2) program planning skills เพื่อ
วางแผนใหก้ ารบาบดั ช่วยเหลือไดอ้ ยา่ งเหมาะสม และ (3) teaching and supervisory skills เพ่อื ท่ีจะ
สอนหรื อแนะนาผู้อ่ืนเก่ียวกับวิธีการช่วยเหลือนักเรี ยน ดังน้ัน ในรู ปแบบตรวจติดตาม
14
นกั กิจกรรมบาบดั จะไม่ไดเ้ ป็ นผูฝ้ ึ กหรือให้การบาบดั ช่วยเหลือนกั เรียนโดยตรง กล่าวคือ เป็ นการ
มอบหมายให้ผูอ้ ่ืนดาเนินการตามวิธีการท่ีไดว้ างแผนไว้ แต่นกั กิจกรรมบาบดั ตอ้ งรับผิดชอบต่อ
ผลลพั ธ์ท้งั หมดท่ีเกิดข้ึน โดยความถ่ีในการให้บริการจึงข้ึนอยู่กบั ความจาเป็ นในการปรับเปลี่ยน
วธิ ีการในการบาบดั ช่วยเหลือ โดยปกติมีความถ่ีอยา่ งนอ้ ยเดือนละสองคร้ัง
เงื่อนไขในการเลือกใช้ The Monitoring Service Model คือ ผูร้ ับบริการจะได้รับ
การบาบดั รักษาอยา่ งต่อเน่ืองผา่ นผดู้ ูแล โดยไม่จาเป็ นตอ้ งมาพบนกั กิจกรรมบาบดั การบาบดั รักษา
จะเป็ นกิจกรรมท่ีไม่มีความซับซ้อน สอดคลอ้ งกบั กิจกรรมการดาเนินชีวิต เช่น การฝึ กกิจวตั ร
ประจาวนั การจดั ท่า การเอ้ือมและการกา การพฒั นากล้ามเน้ือมดั เล็ก นอกจากเง่ือนไขขา้ งต้น
การให้บริการแบบตรวจติดตามน้ัน จาเป็ นต้องคานึงถึงความปลอดภยั และภาวะสุขภาพของ
นกั เรียนเป็ นสาคญั ดงั น้นั ก่อนตดั สินใจเลือกรูปแบบดงั กล่าว นกั กิจกรรมบาบดั ควรตอบคาถาม 3
ขอ้ ต่อไปน้ี โดยคาตอบทุกขอ้ ตอ้ งตอบวา่ "ใช่" เท่าน้นั (AOTA, 1987) ประกอบดว้ ย
(1) มีการป้องกนั ความปลอดภยั ของนกั เรียนเม่ือมีการดาเนินการรักษาโดยบุคคลอื่นท่ีไม่ใช่
นกั กิจกรรมบาบดั หรือไม่
(2) บุคคลท่ีได้รับการฝึ กอบรมสามารถทาการรักษาถูกตอ้ งหรือไม่โดยที่ไม่ตอ้ งรับการ
ช่วยเหลือจากนกั กิจกรรมบาบดั
(3) บุคคลที่ไดร้ ับการฝึ กอบรมสามารถอธิบายถึงขอ้ จากดั และสัญญาณของความลม้ เหลว
ท่ีจะเกิดข้ึน ตดั สินใจหยดุ การใหก้ ารรักษาและสามารถติดตอ่ กบั นกั กิจกรรมบาบดั ไดห้ รือไม่
2.2 The Consultation Service Model เป็ นรูปแบบการให้บริการแบบให้
คาปรึกษาภายใตข้ อบเขตของวิชาชีพเพ่ือส่งเสริมการทางานในระบบการศึกษา ซ่ึงข้ึนอยกู่ บั ความ
ตอ้ งการของนกั เรียน นกั วชิ าชีพ และระบบการศึกษา แตใ่ นทางปฏิบตั ิ การใหค้ าปรึกษาแก่นกั เรียน
นักวิชาการและระบบการศึกษาน้ันจะกระทาไปพร้อม ๆ กัน การให้คาปรึกษามี 3 รูปแบบคือ
Case Consultation, Colleague Consultation และ Systemic Consultation
ลกั ษณะของ The Consultation Service Model คือ มีปฏิสัมพนั ธ์หรือทางานร่วมกนั มากกวา่
คนสองคนข้ึนไป การทางานร่วมกนั เป็นไปโดยสมคั รใจ มีกระบวนการแกป้ ัญหาร่วมกนั เป้าหมาย
ระยะส้ัน คือการแกป้ ัญหาท่ีพบโดยเร่งด่วน เป้าหมายในระยะยาว คือการช่วยให้องคก์ รสามารถ
จดั การกบั ปัญหาหรือสถานการณ์ในอนาคตไดช้ านาญมากข้ึน
นอกจากน้ีการใหบ้ ริการทางกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษายงั สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็ นสอง
รูปแบบหลกั คือ การให้การบาบดั รายบุคคล (Individual) และการให้การบาบดั แบบกลุ่ม (group
therapy)
15
1. การใหก้ ารบาบดั รายบุคคล (individual)
มีรูปแบบวธิ ีการดงั น้ี
1. ดึงนกั เรียนมาให้การบาบดั ในสถานท่ีเฉพาะ (ห้องบาบดั ) (pulled-out therapy)
การให้การบาบดั รายบุคคลน้นั เหมาะกบั เด็กที่มีพฒั นาการช้ามากหรือตอ้ งใช้อุปกรณ์บาบดั แบบ
พเิ ศษ
2. การช่วยเหลือบาบัดเด็กในช้ันเรี ยนโดยไม่รบกวนการสอนในช้ันเรี ยน
(integrated therapy) ซ่ึงวิธีการน้ีจะช่วยบาบดั หรือกระตุน้ พฒั นาการของเด็กในขณะท่ีเด็กก็มีส่วน
ร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องเรียน ขอ้ ดีคือเด็กไดฝ้ ึ กการปรับตวั เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มจริงและเพิ่ม
ทกั ษะการเขา้ สังคมมากข้ึน วธิ ีการน้ีอาจะทาไดห้ ลงั จากเดก็ ไดร้ ับการฝึ กแบบรายบุคคลจนสามารถ
อยรู่ ่วมในช้นั เรียนไดแ้ ลว้
2.การใหก้ ารบาบดั แบบกลุ่ม (group therapy)
ทาไดโ้ ดยคดั กรองเด็กท่ีมีปัญหาและระดบั ความสามารถใกลเ้ คียงกนั จากช้นั เรียน
ต่าง ๆในระดบั เดียวกนั มาทากิจกรรมร่วมกนั หรือสร้างโปรแกรมการบาบดั ที่เหมาะสมกบั ปัญหาที่
พบร่วมกนั ของนกั เรียน นกั กิจกรรมบาบดั ท่ีทางานในสถานศึกษาหรือสถานศึกษาน้นั ตอ้ งมีการ
ประสานงานหรือทางานร่วมกับบุคลากรอื่น ๆท่ีเกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษใน
สถานศึกษาหรือในระบบการศึกษา เช่น ครู ครูการศึกษาพิเศษ นักวิชาการการศึกษา ผูบ้ ริหาร
สถานศึกษา นักกายภาพบาบัด นักแก้ไขการพูด (speech therapy) นักจิตวิทยา (psychologist)
ผปู้ กครอง เป็นตน้
16
2.2 มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงานกจิ กรรมบาบดั ในสถานศึกษา (ชมรมครูกจิ กรรมบาบัด, 2558)
ในบริ บทของสถานศึกษา นักกิจกรรมบาบัดหรื อครู กิจกรรมบาบัดมีแนวทาง
การปฏิบตั ิงานภายใต้ “มาตรฐานการปฏิบตั ิงานกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา” ซ่ึงถูกจดั ทาข้ึนจาก
การประชุมร่วมกนั ของครูกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา สังกดั สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ
ในประเทศไทย เพ่ือใชเ้ ป็ นแนวทาง หรือกรอบกาหนดในการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ให้
เป็ นไปในทิศทางเดียวกนั ท้งั ระบบ ซ่ึงประกอบไปดว้ ยการปฏิบตั ิงานด้านบริการ ดา้ นบริหาร
จดั การ ดา้ นวชิ าการ และดา้ นการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอื่น ๆ ที่ไดร้ ับมอบหมาย ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
1. ด้านบริการ
กระบวนการให้บริ การกิจกรรมบาบัดในสถานศึกษามีลาดับข้ันตอนดังต่อไปน้ี
1.1 คดั กรองผรู้ ับบริการเพือ่ เขา้ รับบริการทางกิจกรรมบาบดั
โดยครูกิจกรรมบาบดั อาจทาโดยลาพงั หรืออาจทาร่วมกบั ทีมงานตามท่ีไดร้ ับมอบหมาย
ในแต่ละสถานศึกษาโดยเลือกวธิ ีการคดั กรองท่ีเหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มในการทากิจกรรมของ
ผรู้ ับบริการ
1.2 ประเมินผรู้ ับบริการเป็นรายบุคคล
1.2.1. การประเมินผูร้ ับบริการในกลุ่มเป้าหมายเป็ นรายบุคคล เพื่อระบุปัญหา
และความต้องการจาเป็ นในการรับบริการทางกิจกรรมบาบัด โดยครูกิจกรรมบาบัดจะทา
การประเมินในดา้ นองคป์ ระกอบในการทากิจกรรมในการดาเนินชีวิต ซ่ึงประกอบดว้ ย 3 ดา้ น คือ
ขอบเขตของกิจกรรม (performance areas) องค์ประกอบของการทากิจกรรม (performance
components) และ บริบทในการทากิจกรรม (performance contexts)
1.2.2. ครูกิจกรรมบาบดั จะประเมินผูร้ ับบริการตามข้นั ตอน โดยใช้เคร่ืองมือ
ประเมินทางกิจกรรมบาบดั ท้งั แบบท่ีเป็ นมาตรฐานและไม่เป็ นมาตรฐาน ซ่ึงครอบคลุมหวั ขอ้ ใน
การประเมินดงั น้ี
ก. ลกั ษณะท่ีมองเห็นจากภายนอก (general appearance)
ข. ซกั ประวตั ิการต้งั ครรภ์ การคลอด ประวตั ิการเจบ็ ป่ วย (patient history)
ค. ตรวจประเมินทางดา้ นต่อไปน้ี
ดา้ นร่างกายและการเคลื่อนไหว (motor function)
ดา้ นการรับความรู้สึก (sensory function)
ดา้ นการรับรู้และการเรียนรู้ (perceptual awareness)
17
ดา้ นการช่วยตนเองในกิจวตั รประจาวนั (activity of daily living)
ดา้ นอารมณ์และสังคม (social and emotional)
ดา้ นการใชม้ ือ (hand function)
1.3 การวางแผนบาบดั ฟ้ื นฟูสมรรถภาพ
1.3.1 ร่วมวางแผนกบั บุคลากรที่เกี่ยวขอ้ ง เช่น ครูการศึกษาพิเศษ ผปู้ กครองใน
การบาบดั และร่วมจดั ทาแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) ใน
รายท่ีตอ้ งการบริการกิจกรรมบาบดั
1.3.2. วางแผนการใหบ้ ริการกิจกรรมบาบดั ใหส้ อดคลอ้ งกบั ลกั ษณะความจาเป็ น
ของผูร้ ับบริการโดยครูกิจกรรมบาบดั จะวเิ คราะห์ แปลผล และนาผลการประเมินเป็ นพ้ืนฐานการ
วางแผนต้งั เป้าประสงคท์ ่ีชดั เจน วดั ไดใ้ นเชิงพฤติกรรมหรือระดบั ความสามารถใหเ้ หมาะสมกบั
สภาพของผรู้ ับบริการ
1.3.3. จดั ทาแผนการให้บริการทางกิจกรรมบาบดั ในด้านขอบเขตการบริการ
รูปแบบการใหบ้ ริการระบุความถี่และระยะเวลาของการให้บริการ อยา่ งเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรและ
และผรู้ ับบริการสามารถตรวจสอบได้
1.3.4. จดั ตารางการใหบ้ ริการ โดยประสานงานกบั ผูเ้ กี่ยวขอ้ ง เช่น ผูบ้ ริหาร ครู
ประจาช้นั ครูการศึกษาพเิ ศษ ผปู้ กครอง
1.3.5. จดั เตรียมความพร้อมดา้ นสถานที่และอุปกรณ์ในการใหบ้ ริการ
1.4. การใหบ้ ริการกิจกรรมบาบดั
1.4.1. การให้บริการโดยตรง (direct service) หมายถึง การให้บริการโดยครู
กิจกรรมบาบดั เป็นผปู้ ฏิบตั ิเอง เช่น การบาบดั รายบุคคล หรือการบาบดั รายกลุ่ม
1.4.2. การกากบั ติดตาม (monitoring service) หมายถึง การออกแบบและการวาง
แผนการบาบดั แก่ผูร้ ับบริการ โดยมีบุคลากรอ่ืนเป็ นผูป้ ฏิบตั ิตามแผนน้นั เช่น ผูป้ กครอง พ่ีเล้ียง
ภายใตก้ ารดูแลของครูกิจกรรมบาบดั
1.4.3. การให้คาปรึกษา (consultation service) หมายถึง การให้คาปรึกษาแก่ครู
ประจาช้ัน ครอบครัว ผูเ้ กี่ยวขอ้ งเก่ียวกบั การประยุกต์ใช้เทคนิคและการใช้กิจกรรมต่าง ๆ ท่ี
เหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มในสถานศึกษา เช่น การแนะนาในการจดั ท่าทาง การปรับพฤติกรรม
ในช้นั เรียน
1.4.4. การบริการอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเยี่ยมบ้าน การออกชุมชน การ
ดัดแปลงอุปกรณ์ช่วยและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ และการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกบั
ผรู้ ับบริการในแตล่ ะรายบุคคล
18
1.4.5. การทบทวนและปรับเปล่ียนการให้บริการ ครูกิจกรรมบาบดั จะทบทวน
แผนการให้บริการร่วมกบั ผูร้ ับบริการและผูเ้ กี่ยวขอ้ งและปรับเปลี่ยนการให้บริการบนพ้ืนฐาน
ความจาเป็ นตามผลการพฒั นาของผรู้ ับบริการ โดยแจง้ ให้แก่ผรู้ ับบริการและผเู้ กี่ยวขอ้ ง เช่น การ
ปรับเป้าประสงคก์ ารบาบดั การปรับเทคนิคการบาบดั ตา่ ง ๆ เป็นตน้
1.4.6. การยุติการบาบดั ครูกิจกรรมบาบดั จะพิจารณายุติการบาบดั เมื่อผูเ้ ขา้ รับ
บริการบรรลุเป้าประสงคท์ ี่วางไวห้ รือไดร้ ับประโยชนส์ ูงสุดจากการรับบริการแลว้
1.4.7. การส่งต่อ ครูกิจกรรมบาบดั จะพิจารณาส่งต่อผูร้ ับบริการไปยงั แหล่งที่
เหมาะสมตามความต้องการของผูร้ ับบริการ เพ่ือให้ผูร้ ับบริการได้รับประโยชน์จากความ
เช่ียวชาญ ของนกั วิชาชีพอ่ืนอย่างสูงสุด ท้งั น้ี การให้บริการต่าง ๆ ตอ้ งเป็ นไปตามมาตรฐานท่ี
ยอมรับวา่ ดีท่ีสุดภายใตส้ ถานการณ์ และนโยบายของสถานศึกษา
1.5. การบนั ทึกรายงาน (documentations)
1.5.1 ครูกิจกรรมบาบดั บนั ทึกการประเมิน การให้บริการทางกิจกรรมบาบดั
แผนการบาบดั ผลการบาบดั และขอ้ มูลอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ภายใตร้ ูปแบบเอกสารที่เหมาะสมกบั การ
ใหบ้ ริการในแต่ละสถานศึกษาและลกั ษณะประเภทของผรู้ ับบริการ
1.5.2 ครูกิจกรรมบาบดั ดาเนินการรายงานผลการบาบดั แก่ผูเ้ กี่ยวขอ้ ง ภายใต้
ขอบเขตของการรักษาและความลบั ของผรู้ ับบริการ อยา่ งนอ้ ยปี ละ 2 คร้ัง
2. ด้านบริหารจัดการ
2.1 งบประมาณและแผนงาน
2.1.1. จดั ทาแผนปฏิบตั ิงานและงบประมาณประจาปี ครูกิจกรรมบาบดั กาหนด
และจดั ทาแผนปฏิบตั ิงาน โครงการ และงบประมาณในการดาเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกบั
วิสัยทศั น์ และพนั ธกิจของสถานศึกษา เช่น การจดั ทาปฏิทินการปฏิบตั ิงาน การวางแผนขอใช้
งบประมาณประจาปี และมีการบริหารการใชง้ บประมาณอยา่ งเหมาะสม
2.1.2. กาหนดบทบาทหน้าที่การปฏิบัติงานเป็ นลายลักษณ์ อักษร ครู
กิจกรรมบาบดั มีการกาหนดบทบาทหนา้ ท่ีการปฏิบตั ิงาน เช่น การพรรณนางาน (job description)
ขอบขา่ ยงานและรายงานผลการดาเนินงานประจาปี
2.1.3. ดาเนินงานตามแผนปฏิบตั ิงาน
2.1.4. ทบทวนแผนปฏิบตั ิงานรายงานการดาเนินผลการดาเนินงานประจาปี
19
2.2 สถานท่ีและอุปกรณ์
2.2.1. มีสถานท่ีการให้บริการกิจกรรมบาบดั ในสภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสม และ
ปฏิบตั ิงาน เป็นตน้
2.2.2. มีบริเวณที่แยกสัดส่วนในการบาบดั แบบรายบุคคล แบบกลุ่ม การให้
คาปรึกษา และการเกบ็ รักษาอุปกรณ์ตา่ ง ๆ
2.2.3. มีอุปกรณ์ ส่ือ เครื่องมือการบาบดั ตอ่ การบริการอยา่ งเพียงพอปลอดภยั
2.3 บุคลากร
2.3.1. ผูใ้ ห้บริการกิจกรรมบาบดั คือ ครูกิจกรรมบาบดั ท่ีข้ึนทะเบียนผูป้ ระกอบ
วชิ าชีพกิจกรรมบาบดั ตามขอ้ บงั คบั ของคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะ
2.3.2. ครูกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา ให้บริการแบบรายบุคคลในสัดส่วนครู
กิจกรรมบาบดั 1 คน ต่อผูร้ ับบริการ 6 คนต่อ 1 วนั และการให้บริการแบบกลุ่ม ไม่เกินกลุ่มละ
5 คนต่อ 1 คร้ัง / ชวั่ โมง ท้งั น้ีจานวนผรู้ ับบริการอาจจะเพิ่มข้ึนหรือลดลง ข้ึนอยกู่ บั ดุลยพินิจของ
ครูกิจกรรมบาบัด ซ่ึงต้องข้ึนอยู่กับสภาพการปฏิบัติงาน นโยบายและบทบาทหน้าที่ของ
สถานศึกษา จานวนบุคลากร โดยคานึงถึงความตอ้ งการและรักษาผลประโยชน์ของผูร้ ับบริการ
สถานศึกษาและมาตรฐานวชิ าชีพ
2.3.3. ครูกิจกรรมบาบดั ตอ้ งได้รับการประเมินผลการปฏิบตั ิงานตามแนวทาง
ของสถานศึกษามาตรฐานวชิ าทางกิจกรรมบาบดั
2.4 ขอ้ มูลและสารสนเทศ
2.4.1. มีการสรุปรายงานประจาปี ท่ีแสดงถึงขอ้ มูลการใหบ้ ริการ สถิติผรู้ ับบริการ
2.4.2. มีการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศแก่บุคลากรท่ีเก่ียวขอ้ ง เช่น การจดั ทา
เอกสารเผยแพร่ การจดั ป้ายนิเทศ
3. ด้านวชิ าการ
3.1. ศึกษาและพฒั นาเกี่ยวกบั การให้บริการกิจกรรมบาบดั ในกลุ่มเด็กท่ีมีความตอ้ งการ
พเิ ศษ เช่น การพฒั นา แบบประเมิน การทดสอบ เทคนิคและวธิ ีการบาบดั ฟ้ื นฟู โดยการศึกษาจาก
แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ตารา เอกสาร วารสาร เวบ็ ไซต์ และการเขา้ รับการอบรมวิชาการอย่าง
ตอ่ เน่ืองอนั จะเป็น ประโยชน์ตอ่ การนาไปใชพ้ ฒั นางาน
20
3.2. ศึกษาคน้ ควา้ และจดั ทางานวจิ ยั เช่น งานวจิ ยั ในช้นั เรียน รายงานกรณีศึกษา
3.3. ส่งเสริมและเผยแพร่งานกิจกรรมบาบดั เช่น การจดั อบรม การเป็ นวทิ ยากร การจดั
นิทรรศการ และการเผยแพร่ความรู้ผา่ นส่ือต่าง ๆ
4. การปฏิบัตหิ น้าทอ่ี ่ืน ๆ ทไี่ ด้รับมอบหมาย
4.1. การปฏิบตั ิหนา้ ที่ดา้ นการสอน ใหป้ ฏิบตั ิตามเกณฑม์ าตรฐานวชิ าชีพครู
4.2. การปฏิบตั ิหนา้ ที่อื่น ๆ ตามท่ีไดร้ ับมอบหมายใหเ้ ป็นไปตามระเบียบ ขอ้ ตกลง และ
มาตรฐานที่สถานศึกษากาหนดไว้
21
3.กฎหมายการจัดการศึกษา
3.1 พระราชบญั ญตั ิการจัดการศึกษาสาหรับคนพกิ าร พ.ศ.2551
ในพระราชบญั ญตั ิน้ีไดก้ ล่าวถึงความหมายของคาที่เกี่ยวขอ้ งกบั การจดั การศึกษาสาหรับ
คนพกิ ารไวด้ งั น้ี (พระราชบญั ญตั ิการจดั การศึกษาสาหรับคนพกิ าร, 2551)
“คนพิการ” หมายความวา่ บุคคลซ่ึงมีขอ้ จากดั ในการปฏิบตั ิกิจกรรมในชีวิตประจาวนั หรือ
เขา้ ไปมีส่วนร่วมทางสังคม เน่ืองจากมีความบกพร่องทางการเห็น การไดย้ ิน การเคล่ือนไหว การ
ส่ือสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอ่ืนใดประกอบกบั มี
อุปสรรคในดา้ นต่าง ๆ และมีความตอ้ งการจาเป็ นพิเศษทางการศึกษาที่จะตอ้ งไดร้ ับความช่วยเหลือ
ดา้ นหน่ึงดา้ นใดเพ่ือใหส้ ามารถปฏิบตั ิกิจกรรมในชีวติ ประจาวนั หรือเขา้ ไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้
อยา่ งบุคคลทวั่ ไป ท้งั น้ี ตามประเภทและหลกั เกณฑท์ ่ีรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศึกษาธิการประกาศ
กาหนด
“ผดู้ ูแลคนพกิ าร” หมายความวา่ บิดา มารดา ผปู้ กครอง บุตร สามี ภรรยา ญาติ พี่นอ้ ง หรือ
บุคคลอ่ืนใดที่รับดูแลหรือรับอุปการะคนพิการ
“แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล” หมายความว่า แผนซ่ึงกาหนดแนวทางการจดั
การศึกษาที่สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการจาเป็ นพิเศษของคนพิการ ตลอดจนกาหนดเทคโนโลยี สิ่ง
อานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษาเฉพาะบุคคล
“เทคโนโลยสี ิ่งอานวยความสะดวก” หมายความวา่ เครื่องมือ อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์
หรือบริการที่ใช้สาหรับคนพิการโดยเฉพาะ หรือที่มีการดดั แปลงหรือปรับใช้ให้ตรงกับความ
ตอ้ งการจาเป็ นพิเศษของคนพิการแต่ละบุคคล เพื่อเพิ่ม รักษา คงไว้ หรือพฒั นาความสามารถและ
ศกั ยภาพที่จะเขา้ ถึงขอ้ มูล ข่าวสาร การสื่อสาร รวมถึงกิจกรรมอื่นใดในชีวิตประจาวนั เพ่ือการ
ดารงชีวติ อิสระ
“ครูการศึกษาพิเศษ” หมายความวา่ ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษสูงกว่าระดบั ปริญญาตรี
ข้ึนไป และปฏิบตั ิหนา้ ท่ีในสถานศึกษาท้งั ของรัฐและเอกชน
“การเรียนร่วม” หมายความวา่ การจดั ให้คนพิการไดเ้ ขา้ ศึกษาในระบบการศึกษาทว่ั ไปทุก
ระดบั และหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการจดั การศึกษา ให้สามารถรองรับการเรียนการสอนสาหรับ
คนทุกกลุ่มรวมท้งั คนพกิ าร
“สถานศึกษาเฉพาะความพิการ” หมายความว่า สถานศึกษาของรัฐหรือเอกชนที่จดั
การศึกษาสาหรับคนพกิ ารโดยเฉพาะ ท้งั ในลกั ษณะอยปู่ ระจา ไป-กลบั และรับบริการท่ีบา้ น
22
“ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษ” หมายความวา่ สถานศึกษาของรัฐท่ีจดั การศึกษานอกระบบ หรือตาม
อธั ยาศยั แก่คนพิการ ต้งั แต่แรกเกิดหรือแรกพบความพกิ ารจนตลอดชีวติ และจดั การศึกษาอบรมแก่
ผดู้ ูแลคนพกิ าร ครู บุคลากรและชุมชน รวมท้งั การจดั สื่อ เทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวก บริการ
และความช่วยเหลืออ่ืนใด ตลอดจนปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอ่ืนตามท่ีกาหนดในประกาศกระทรวง
“ศูนยก์ ารเรียนเฉพาะความพิการ” หมายความว่า สถานศึกษาที่จดั การศึกษานอกระบบ
หรือตามอธั ยาศยั แก่คนพิการโดยเฉพาะ โดยหน่วยงานการศึกษานอกสถานศึกษา บุคคล ครอบครัว
ชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาน
ประกอบการ โรงพยาบาล สถาบนั ทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์และสถาบนั ทางสังคมอื่นเป็ นผู้
จดั ต้งั แต่ระดบั การศึกษาปฐมวยั การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษาและหลกั สูตรระยะส้ัน
ดา้ นสิทธิทางการศึกษาสาหรับคนพกิ ารประกอบดว้ ย
(1) ให้ผูพ้ ิการไดร้ ับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายต้งั แต่แรกเกิดหรือพบความพิการจน
ตลอดชีวติ พร้อมท้งั ไดร้ ับเทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใด
ทางการศึกษา สามารถเลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดย
คานึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความตอ้ งการจาเป็ นพิเศษของบุคคลน้ัน และ
ไดร้ ับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกนั คุณภาพการศึกษา รวมท้งั การจดั หลกั สูตรกระบวนการ
เรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา ที่เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการจาเป็ นพิเศษของคนพิการ
แต่ละประเภทและบุคคล
(2) ให้สถานศึกษาในทุกสังกดั จดั ทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล โดยให้สอดคลอ้ ง
กบั ความตอ้ งการจาเป็ นพิเศษของคนพิการ และตอ้ งมีการปรับปรุงแผนการจดั การศึกษาเฉพาะ
บุคคลอยา่ งนอ้ ยปี ละหน่ึงคร้ัง ตามหลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการท่ีกาหนดในประกาศกระทรวง สถานศึกษา
ในทุกสังกดั และศูนยก์ ารเรียนเฉพาะความพกิ าร อาจจดั การศึกษาสาหรับคนพกิ ารท้งั ในระบบ นอก
ระบบ และตามอธั ยาศยั ในรูปแบบท่ีหลากหลาย ท้งั การเรียนร่วม การจดั การศึกษาเฉพาะความ
พิการ รวมถึงการให้บริการฟ้ื นฟูสมรรถภาพ การพฒั นาศกั ยภาพในการดารงชีวติ อิสระ การพฒั นา
ทักษะพ้ืนฐานที่จาเป็ น การฝึ กอาชีพ หรือการบริการอื่นใด ให้สถานศึกษาในทุกสังกัดจัด
สภาพแวดล้อม ระบบสนบั สนุนการเรียนการสอน ตลอดจนบริการเทคโนโลยี สิ่งอานวยความ
สะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้
ประโยชน์ได้ รวมท้งั ให้สถานศึกษาหรือหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องสนับสนุนผูด้ ูแลคนพิการและ
ประสานความร่วมมือจากชุมชนหรือนกั วิชาชีพเพ่ือให้คนพิการได้รับการศึกษาทุกระดบั หรือ
บริการทางการศึกษาที่สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษของคนพกิ าร
23
4. เดก็ ทมี่ ีความต้องการพเิ ศษ
4.1. ความหมายของเด็กทม่ี ีความต้องการพเิ ศษ
ทวีศกั ด์ิ สิริรัตน์เรขา (2556) ไดใ้ ห้ความหมายของ เด็กที่มีความตอ้ งการพิเศษ (children
with special needs) ไวว้ ่า หมายถึง ผูท้ ่ีมีความจาเป็ นตอ้ งไดร้ ับความช่วยเหลือเนื่องด้วยการขาด
ความสามารถ (disability) ไม่ว่าจะเป็ นทางด้านร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา ซ่ึงในประเทศ
สหรัฐอเมริกา ความตอ้ งการพิเศษ (special needs) เป็นศพั ทท์ ่ีบญั ญตั ิข้ึนเพ่ือใชใ้ นการวนิ ิจฉยั อาการ
ทางคลินิก (clinical diagnostic) และพัฒนาการทาง ด้านสมรรถภาพของร่ายกาย (functional
development) นอกจากน้ี ในประเทศองั กฤษ ความตอ้ งการพิเศษมกั เชื่อมโยงกบั แวดวงการศึกษา
โดยหมายถึงเด็กท่ีมีความตอ้ งการพิเศษทางดา้ นการศึกษา (Special Educational Needs: SEN)
4.2ประเภทของเดก็ ทม่ี ีความต้องการพเิ ศษ
ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง กาหนดประเภทและหลกั เกณฑ์ของคนพิการทาง
การศึกษาพ.ศ. 2552 อาศยั อานาจตามความในมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชบญั ญตั ิการจดั
การศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศึกษาธิการ ไดก้ าหนดประเภทและ
หลกั เกณฑข์ องคนพกิ ารทางการศึกษาไวด้ งั ตอ่ ไปน้ี (ราชกิจจานุเบกษา, 2552)
(1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
(2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการไดย้ นิ
(3) บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
(4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ
(5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
(6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพดู และภาษา
(7) บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์
(8) บุคคลออทิสติก
(9) บุคคลพกิ ารซอ้ น
24
โดยการพจิ ารณาบุคคลท่ีมีความบกพร่องเพื่อจดั ประเภทของบุคคลพิการ ใหม้ ีหลกั เกณฑด์ งั ตอ่ ไปน้ี
1. บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางการเห็น คือ บุคคลท่ีสูญเสียการเห็นต้งั แต่ระดบั เล็กน้อย
จนถึงตาบอดสนิท ซ่ึงแบง่ เป็น 2 ประเภทดงั น้ี
1) คนตาบอด หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นมากจนตอ้ งใช้ส่ือสัมผสั และสื่อ
เสียงหากตรวจวดั ความชดั ของสายตาขา้ งดีเม่ือแกไ้ ขแลว้ อยใู่ นระดบั 6 ส่วน 60 (6/60) หรือ 20 ส่วน
200(20/200) จนถึงไม่สามารถรับรู้เร่ืองแสง
2) คนเห็นเลือนราง หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็น แต่ยงั สามารถอ่านอกั ษร
ตวั พิมพข์ ยายใหญ่ดว้ ยอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ หรือเทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวก หาก
วดั ความชดั เจนของสายตาขา้ งดีเมื่อแกไ้ ขแลว้ อยใู่ นระดบั 6 ส่วน 18 (6/18) หรือ 20 ส่วน 70 (20/70)
2. บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางการไดย้ นิ คือ บุคคลท่ีสูญเสียการไดย้ นิ ต้งั แต่ระดบั หูตึงนอ้ ย
จนถึงหูหนวก ซ่ึงแบ่งเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
1) คนหูหนวก หมายถึง บุคคลท่ีสูญเสียการไดย้ นิ มากจนไม่สามารถเขา้ ใจการพูด
ผา่ นทางการไดย้ ินไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เคร่ืองช่วยฟัง ซ่ึงโดยทวั่ ไปหากตรวจการไดย้ ินจะมีการ
สูญเสียการไดย้ นิ 90 เดซิเบลข้ึนไป
2) คนหูตึง หมายถึง บุคคลท่ีมีการไดย้ ินเหลืออยู่เพียงพอท่ีจะไดย้ ินการพูดผ่าน
ทางการไดย้ ิน โดยทวั่ ไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง ซ่ึงหากตรวจวดั การไดย้ ินจะมีการสูญเสียการได้ยิน
นอ้ ยกวา่ 90 เดซิเบลลงมาถึง 26 เดซิเบล
3. บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
บุคคลที่มีความจากดั อย่างชดั เจนในการปฏิบตั ิตน (functioning) ในปัจจุบนั ซ่ึงมี
ลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสาคัญ ร่วมกับ
ความจากดั ของทกั ษะการปรับตวั อีกอย่างน้อย 2 ทกั ษะจาก 10 ทกั ษะไดแ้ ก่ การส่ือความหมาย
การดูแลตนเอง การดารงชีวิตภายในบา้ น ทกั ษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผูอ้ ่ืน การรู้จกั ใช้
ทรัพยากรในชุมชน การรู้จกั ดูแลควบคุมตนเอง การนาความรู้มาใชใ้ นชีวิตประจาวนั การทางาน
การใชเ้ วลาวา่ ง การรักษาสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ท้งั น้ีไดแ้ สดงอาการดงั กล่าวก่อนอายุ
18 ปี
25
4. บุคคลท่ีมีความบกพร่องร่างกายหรือการเคล่ือนไหว
ซ่ึงแบ่งเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
1) บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคล่ือนไหว ได้แก่ บุคคลที่มี
อวยั วะไม่สมส่วนหรือขาดหายไป กระดูกหรือกลา้ มเน้ือผิดปกติ มีอุปสรรคในการเคล่ือนไหว
ความบกพร่องดงั กล่าวอาจเกิดจากโรคทางระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเน้ือและกระดูก
การไม่สมประกอบมาแตก่ าเนิด อุบตั ิเหตุและโรคติดต่อ
2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ไดแ้ ก่ บุคคลที่มีความเจ็บป่ วยเร้ือรังหรือมี
โรคประจาตวั ซ่ึงจาเป็ นตอ้ งไดร้ ับการรักษาอยา่ งต่อเนื่อง และเป็ นอุปสรรคต่อการศึกษา ซ่ึงมีผลทา
ใหเ้ กิดความจาเป็นตอ้ งไดร้ ับการศึกษาพเิ ศษ
5. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ บุคคลท่ีมีความผดิ ปกติใน การ
ทางานของสมองบางส่ วนท่ีแสดงถึ งความบกพร่ องในกระบวนการเรี ยนรู้ ท่ีอาจเกิ ดข้ ึนเฉพาะ
ความสามารถดา้ นใดดา้ นหน่ึงหรือหลายดา้ น คือ การอ่าน การเขียน การคิดคานวณ ซ่ึงไม่สามารถ
เรียนรู้ในดา้ นที่บกพร่องได้ ท้งั ที่มีระดบั สติปัญญาปกติ
6. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพดู และภาษา
บุคคลท่ีมีความบกพร่องในการเปล่งเสียงพูด เช่น เสียงผดิ ปกติ อตั ราความเร็วและ
จงั หวะการพูดผิดปกติ หรือบุคคลท่ีมีความบกพร่อง ในเรื่องความเขา้ ใจหรือการใชภ้ าษาพูด การ
เขียนหรือระบบสัญลกั ษณ์อ่ืนที่ใชใ้ นการติดต่อส่ือสาร ซ่ึงอาจเก่ียวกบั รูปแบบ เน้ือหา และหน้าที่
ของภาษา
7. บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
บุคคลท่ีมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็ นอยา่ งมาก และปัญหาทางพฤติกรรม
น้นั เป็นไปอยา่ งตอ่ เนื่อง ซ่ึงเป็ นผลจากความบกพร่องหรือความผดิ ปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วน
ของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิดเช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคสมองเส่ือม เป็นตน้
26
8. บุคคลออทิสติก
บุคคลท่ีมีความผดิ ปกติของระบบการทางานของสมองบางส่วนซ่ึงส่งผลต่อความ
บกพร่องทางพฒั นาการดา้ นภาษา ดา้ นสังคมและการปฏิสัมพนั ธ์ทางสังคม และมีขอ้ จากดั ด้าน
พฤติกรรม หรือมีความสนใจจากดั เฉพาะเร่ืองใดเรื่องหน่ึง โดยความผดิ ปกติน้นั คน้ พบไดก้ ่อนอายุ
30 เดือน
9. บุคคลพิการซอ้ น
บุคคลที่มีสภาพความบกพร่ องหรื อความพิการมากกว่าหน่ึ งประเภทในบุคคล
เดียวกนั
27
5.งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้อง
Fairbairn and Davidson (1993) ไดศ้ ึกษาการรับรู้ของครูถึงบทบาทและประสิทธิภาพของ
นกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา จานวน 2 สถานศึกษา โดยการ
ใชแ้ บบสอบถามกบั ครูจานวน 143 คน และการสัมภาษณ์ส่วนตวั จานวน 10 คน พบวา่ ครูมีความ
เชื่อถือในบทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั ในระบบสถานศึกษา ซ่ึงมีบทบาทเด่นชดั ในเร่ืองการวาง
โปรแกรม การให้คาปรึกษา การจดั หาและดดั แปลงอุปกรณ์ช่วย การประสานงานระหว่างบา้ น
สถานศึกษา และชุมชน การประเมินและติดตามผล
Hundley et al. (1999) ได้ทาการศึกษาขอบเขตการทางานของนักกิจกรรมบาบัดใน
สถานศึกษาที่ทางานกบั นกั เรียนท่ีมีความตอ้ งการการดูแลสุขภาพท่ีซบั ซ้อน(student with complex
health care needs) ในบริบทของสถานศึกษา โดยทาการสารวจบทบาทของนักกิจกรรมบาบดั
จานวน 172 คนที่ทางานในระบบสถานศึกษาเก่ียวกบั การมีส่วนร่วมกบั เด็กในดา้ นกระบวนการ
ดูแลสุขภาพ ผลการศึกษาสรุปได้ว่า บทบาทสาคญั ของนักกิจกรรมบาบัดท่ีทางานในระบบ
สถานศึกษามีส่ วนเกี่ยวข้องกับการให้การบาบัดโดยตรงกับตัวนักเรี ยน นอกจากน้ี
นกั กิจกรรมบาบดั ยงั ทาหนา้ ท่ีใหข้ อ้ มูลความรู้เกี่ยวกบั ประเด็นดา้ นสุขภาพที่เก่ียวกบั ตวั เดก็ เพอ่ื การ
ประสานงานหรือส่งต่อขอ้ มูลใหก้ บั บุคลากรที่เก่ียวขอ้ งในสถานศึกษา
Majasic, Benson, and Szucs (2015) ไดศ้ ึกษาความสัมพนั ธ์ของการทางานระหวา่ งครูกบั
นกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาโดยศึกษาในมุมมองของครู ดว้ ยวิธีการส่งแบบสารวจออนไลน์
แบบไม่ระบุตวั ตนจานวน 31 คาถาม จดั ส่งทางไปรษณียอ์ ิเล็กทรอนิกส์(E-Mail) ใหก้ บั ครูในรัฐเพน
ซิลเวเนียที่ทางานร่วมกบั นกั กิจกรรมบาบดั ขอ้ คาถามมีวตั ถุประสงคด์ งั ต่อไปน้ี (1) ระบุแนวโน้ม
ของการให้บริการทางกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาของเพนซิลเวเนีย (2) การรับรู้เกี่ยวกบั บทบาท
ของนกั กิจกรรมบาบดั ที่ปฏิบตั ิงานในสถานศึกษา (3) การรับรู้ของครูต่อบทบาทการปฏิบตั ิงานใน
สถานศึกษาของนักกิจกรรมบาบดั ในทีมสหวิชาชีพ จากการวิเคราะห์ขอ้ มูลพบว่า บทบาทของ
นักกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษาประกอบดว้ ย การประเมินนกั เรียนโดยพิจารณาถึงจุดแข็งและ
ปัจจยั ท่ีอาจขดั ขวางการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในบริบททางการศึกษา นอกจากน้ี ครูรับรู้ถึง
บทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั โดยเชื่อว่านักกิจกรรมบาบดั มีความสาคญั และจาเป็ นต่อระบบ
สถานศึกษา
28
Kirsch (2017) ไดท้ าการศึกษาขอ้ จากดั ของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา ผลการศึกษา
พบว่า นกั กิจกรรมบาบดั ยงั ขาดการรับรองทางวิชาชีพจากภาครัฐ และบทบาทในสถานศึกษาของ
นกั กิจกรรมบาบดั ยงั ไม่ชดั เจน ท้งั น้ีจึงควรมีการสนบั สนุนบทบาทของนกั กิจกรรมบาบดั อยา่ งเป็ น
ทางการโดยการรับรองผา่ นกฎหมายของภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสดา้ นการทางานในสถานศึกษาใหม้ ี
ความชดั เจน สามารถช่วยเหลือเด็กไดอ้ ยา่ งครอบคลุมมากท่ีสุด
นิยามศัพท์เฉพาะ
สถานศึกษา หมายถึง สถาบันที่จัดการศึกษาสาหรับเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ
ประกอบดว้ ย สถานศึกษาเฉพาะความพิการ ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาเขต ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ
ประจาจงั หวดั ภายใตส้ งั กดั สานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ กระทรวงศึกษาธิการ
นักกิจกรรมบาบัดในสถานศึกษา คือ นกั กิจกรรมบาบดั ท่ีจบการศึกษาวทิ ยาศาสตรบณั ฑิต
สาขากิจกรรมบาบดั ซ่ึงเป็ นบุคลากรทางการแพทยท์ ี่มาปฏิบตั ิงานในสถานศึกษา ภายใตส้ ังกดั
สานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ
เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ หมายถึง บุคคลซ่ึงมีข้อจากัดในการปฏิบัติกิจกรรมใน
ชีวติ ประจาวนั หรือเขา้ ไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การไดย้ นิ การ
เคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอ่ืนใด
ประกอบกบั มีอุปสรรคในดา้ นต่าง ๆ และมีความตอ้ งการจาเป็ นพิเศษทางการศึกษาท่ีจะตอ้ งได้รับ
ความช่วยเหลือดา้ นหน่ึงดา้ นใด เพ่อื สามารถปฏิบตั ิกิจกรรมในชีวิตประจาวนั หรือเขา้ ไปมีส่วนร่วม
ทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป ท้ังน้ีเป็ นไปตามประเภทและหลักเกณฑ์ท่ีรัฐมนตรี ว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการประกาศกาหนด
ขอบเขตการทางานของนักกิจกรรมบาบัดในสถานศึกษา หมายถึง การทางานภายใต้
มาตรฐานวิชาชีพกิจกรรมบาบัด และนโยบายการจัดการศึกษาเพ่ือคนพิการ ในบริบทของ
สถานศึกษา ประกอบดว้ ยการปฏิบตั ิงาน 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นบริการ 2) ดา้ นการบริหารและจดั การ
3) ดา้ นวชิ าการ และ 4) ดา้ นการปฏิบตั ิหนา้ ที่อื่น ๆ ท่ีไดร้ ับมอบหมาย
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
เพอ่ื สารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
ประโยชน์ทไี่ ด้รับ
1. ทราบถึงขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
2. เป็นขอ้ มูลขอบเขตงานสาหรับนกั กิจกรรมบาบดั ที่สนใจในการทางานในสถานศึกษา
3. เป็นขอ้ มูลในการส่ือสารกบั ผทู้ ี่เก่ียวขอ้ งใหเ้ ขา้ ใจลกั ษณะงานกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
ระเบียบวธิ วี จิ ยั
ขอบเขตและรูปแบบการวจิ ัย
การวิจยั คร้ังน้ีเป็ นการวิจยั เชิงสารวจ (survey research) โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือสารวจ
ขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา สังกดั สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ
กระทรวงศึกษาธิการ
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
นักกิจกรรมบาบดั ท่ีปฏิบตั ิงานในสถานศึกษา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบดว้ ย โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาเขต และ
ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั จานวน 101 คน (สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ, 2560; 2561)
ผูว้ ิจยั ทาการเลือกกลุ่มตวั อย่างโดยการใช้วิธีเลือกแบบจาเพาะเจาะจง (purposive sampling) ตาม
คุณสมบตั ิดงั ตอ่ ไปน้ี
1. เป็ นนักกิจกรรมบาบดั ท่ีมีประสบการณ์ทางานในสถานศึกษามากกว่า 1 ภาคเรียน
(4 เดือน)
2. เป็ นนักกิจกรรมบาบัดท่ีข้ึนทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็ นผูป้ ระกอบศิลปะสาขา
กิจกรรมบาบดั
3. ยนิ ยอมเขา้ ร่วมการวจิ ยั ในคร้ังน้ี
หลังจากทาการเลือกกลุ่มตัวอย่าง พบผูท้ ่ีมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จานวนท้งั สิ้น 55 คน
จากน้ันผูว้ ิจยั ได้ส่งแบบสอบถามจานวน 55 ฉบบั ไปยงั กลุ่มตวั อย่าง และได้รับแบบสอบถาม
กลบั คืนเป็นจานวน 34 ฉบบั คิดเป็นร้อยละ 61.81
ระยะเวลาในการเกบ็ ของข้อมูล พฤศจิกายน 2561 ถึง ธนั วาคม 2561
สถานทด่ี าเนินการวจิ ัย
1. ภาควชิ ากิจกรรมบาบดั คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
2. สถานศึกษาสังกดั สานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ กระทรวงศึกษาธิการ
32
เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือที่ใชใ้ นการศึกษาวจิ ยั คร้ังน้ีคือแบบสอบถามการสารวจขอบเขตการทางานของนกั
กิจกรรมบาบดั ท่ีทางานในสถานศึกษา ซ่ึงพฒั นาข้ึนโดยผวู้ จิ ยั ประกอบดว้ ย 2 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 ขอ้ มูลส่วนบุคล
เป็ นการสารวจในเร่ืองของสถานภาพของผูต้ อบแบบสอบถามในเรื่องสถานภาพ เพศ อายุ
วุฒิการศึกษา สถานที่ทางาน ประสบการณ์การทางานเป็ นนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา และ
กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษท่ีได้รับผิดชอบ โดยการตอบแบบสอบถามน้ันใช้วิธีการทา
เคร่ืองหมายถูก (√) ลงในช่องวา่ ง
ส่วนท่ี 2 การสารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
ซ่ึงแบบสอบถามน้ีมีข้อคาถาม เก่ียวกับขอบเขตการทางานของนักกิจกรรมบาบดั ใน
ประเทศไทยตอ่ การทางานในสถานศึกษาจานวน 22 ขอ้ แบ่งเป็นขอ้ คาถามดา้ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1. ดา้ นบริการ จานวน 10 ขอ้
2. ดา้ นบริหารและจดั การ จานวน 7 ขอ้
3. ดา้ นวชิ าการ จานวน 3 ขอ้
4. ดา้ นการปฏิบตั ิหนา้ ที่อ่ืน ๆ ที่ไดร้ ับมอบหมาย จานวน 2 ขอ้
โดยมีเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนระดบั ความถี่ ดงั น้ี (ธีรชยั ใจดี, 2557)
• คะแนน 5 หมายถึง มากที่สุด คือ มีระดบั ในการแสดงบทบาทมากท่ีสุด
• คะแนน 4 หมายถึง มาก คือ มีระดบั ในการแสดงบทบาทมาก
• คะแนน 3 หมายถึง ปานกลาง คือ มีระดบั ในการแสดงบทบาทปานกลาง
• คะแนน 2 หมายถึง นอ้ ย คือ มีระดบั ในการแสดงบทบาทนอ้ ย
• คะแนน 1 หมายถึง นอ้ ยท่ีสุด คือ มีระดบั ในการแสดงบทบาทนอ้ ยท่ีสุด
• คะแนน 0 หมายถึง ไม่ไดท้ า
33
การแปลผลข้อมูล
ในข้ันตอนการแปลความหมายของข้อมูล แปลผลจากค่าเฉลี่ยเลขคณิต (̅X)โดยใช้
หลกั เกณฑด์ งั น้ี (“มาตรวดั ของลิเคิร์ต,” 2561)
ช่วงของคะแนนเฉลี่ย ( ̅ ) ความหมาย
4.50 – 5.00 มากท่ีสุด
3.50 – 4.49 มาก
2.50 – 3.49 ปานกลาง
1.50 – 2.49 นอ้ ย
1.00 – 1.49 นอ้ ยที่สุด
ข้นั ตอนการสร้างเคร่ืองมือ
1. ศึกษาคน้ ควา้ เอกสาร และงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง และจดั ทาโครงร่างภาคนิพนธ์เก่ียวกบั การ
สารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
2. กาหนดรูปแบบและคานิยาม และวธิ ีการสร้างแบบสอบถาม
3. สร้างแบบสอบถามขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา โดยอา้ งอิง
ตามมาตรฐานการปฏิบตั ิงานทางกิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา (วชิ ิตา เกศะรักษ,์ 2558)
4. หาคา่ ความตรงเชิงเน้ือหาของเคร่ืองมือ (content validity)
นาแบบสอบถามการสารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษามาหา
ค่า Index of item – Objective Congruence หรือ IOC โดยมีผูท้ รงคุณวุฒิจานวนท้งั หมด 5 ท่าน
(ภาคผนวก ข) ตรวจสอบความสอดคลอ้ งระหวา่ งแบบสอบถามกบั วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั และให้
ขอ้ เสนอแนะ ซ่ึงผทู้ รงคุณวฒุ ิไดแ้ ก่
(1) นกั กิจกรรมบาบดั ท่ีมีประสบการณ์การทางานในระบบของสถานศึกษาไมน่ อ้ ยกวา่ 5 ปี
จานวน 2 ทา่ น
(2) นักกิจกรรมบาบัดท่ีมีประสบการณ์การทางานในผูร้ ับบริการเด็กไม่น้อยกว่า 5 ปี
จานวน 3 ท่าน
34
นามาหาค่าความตรงเชิงเน้ือหา (content validity) ของเครื่องมือ พร้อมท้งั นาแบบสอบถาม
มาปรับปรุงแกไ้ ขตามคาแนะนาของผทู้ รงคุณวฒุ ิ โดยมีเกณฑใ์ นการตรวจพจิ ารณาขอ้ คาถามดงั น้ี
ใหค้ ะแนน +1 ถา้ แน่ใจวา่ ขอ้ คาถามวดั ไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์
ใหค้ ะแนน 0 ถา้ หากไมแ่ น่ใจวา่ ขอ้ คาถามวดั ไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์
ใหค้ ะแนน -1 ถา้ แน่ใจวา่ ขอ้ คาถามวดั ไม่ไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์
จากน้นั นาคะแนนท่ีไดจ้ ากผทู้ รงคุณวุฒิมาคานวณหาค่า IOC ตามสมการ IOC = ΣR
N
เกณฑก์ ารตดั สิน (ปราณี หลาเบญ็ สะ, 2559)
1. ขอ้ คาถามท่ีมีคา่ IOC ต้งั แต่ 0.50 - 1.00 หมายถึง มีค่าความเที่ยงตรงใชไ้ ด้
2. ขอ้ คาถามที่มีคา่ IOC ต่ากวา่ 0.50 หมายถึง ยงั ใชไ้ ม่ได้ ตอ้ งปรับปรุงคาถามใหม่
หลังจากท่ีได้รับการตรวจสอบจากผูท้ รงคุณวุฒิท้งั 5 ท่าน ผูว้ ิจยั ได้หาค่า IOC ท้งั ฉบบั
ซ่ึงประกอบขอ้ คาถามท้งั หมด 22 ขอ้ เทา่ กบั 0.85
5. การหาค่าความเท่ียงของเคร่ืองมือ (reliability)
ผวู้ จิ ยั นาแบบสอบถามการสารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
มาเก็บขอ้ มูลกบั นกั กิจกรรมบาบดั ท่ีปฏิบตั ิงานในสถานศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตวั อย่างจานวน 10 คน
เพ่ือนาขอ้ มูลที่ไดม้ าหาค่าความเท่ียง (reliability) ของแบบสอบถาม โดยหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา
ครอนบาคไดค้ า่ ความเชื่อมนั่ เทา่ กบั 0.89
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผูว้ ิจยั ทาการประชาสัมพนั ธ์งานวิจยั ผ่านทางชมรมครูกิจกรรมบาบดั และดาเนินการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล โดยผูว้ ิจยั ทาการจดั ส่งแบบสอบถามขอความร่วมมือให้แก่นักกิจกรรมบาบดั ใน
สถานศึกษาตอบผา่ นทางไปรษณีย์ ซ่ึงเป็ นแบบสอบถามที่ไดร้ ะบุคาอธิบาย วตั ถุประสงค์ และคา
ยินยอมเขา้ ร่วมการวิจยั ไวใ้ นส่วนแรกของแบบสอบถาม ซ่ึงเป็ นการเขา้ ร่วมด้วยความสมคั รใจ
รวมท้งั ท่ีอยู่และหมายเลขโทรศพั ท์ติดต่อของผูว้ ิจยั ใหส้ ามารถติดต่อกลบั ไปในกรณีที่มีขอ้ สงสัย
ในแบบสอบถาม ให้ผูต้ อบทาแบบสอบถามด้วยตนเองให้ครบถ้วน และส่งกลบั คืนผูว้ ิจยั ทาง
ไปรษณียท์ ่ีผวู้ จิ ยั ไดจ้ า่ หนา้ และติดแสตมป์ ไวใ้ หแ้ ลว้ และนดั หมายเวลาส่งคืน
35
การตดิ ตามทวงถาม
ผูว้ ิจยั มีการติดตามทวงถาม ในกรณีจานวนแบบสอบถามที่ตอบกลบั ไม่เพียงพอหรือไม่
เป็ นไปตามกาหนด (ร้อยละ 80 ของผูย้ ินยอมเขา้ ร่วมการวิจยั ) หลงั จากส่งแบบสอบถามไปเป็ น
ระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผูว้ ิจยั ทาการติดตามทวงถาม 1 คร้ัง โดยการทาหนงั สือขอความอนุเคราะห์
ประธานชมรมครูกิจกรรมบาบดั เพื่อแจง้ ติดตามผ่านทางแอพพลิเคชน่ั ไลน์ (line) กลุ่มปิ ดของ
ชมรมครูกิจกรรมบาบดั ขอให้นกั กิจกรรมบาบดั ส่งแบบสอบถามกลบั มายงั ผูว้ ิจยั และในกรณี
ผูย้ ินยอมเขา้ ร่วมวิจยั ไม่ส่งแบบสอบถามกลบั มาภายในระยะเวลา 30 วนั หลงั จากท่ีผูว้ ิจยั ทาการ
จดั ส่ง ถือวา่ ผเู้ ขา้ ร่วมการวจิ ยั ถอนตวั ออกจากการวจิ ยั ในคร้ังน้ี
ข้นั ตอนการดาเนินการวจิ ัย
1. คน้ ควา้ ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง และจดั ทาโครงร่างภาคนิพนธ์เกี่ยวกับการ
สารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา เสนอโครงร่างภาคนิพนธ์
ต่อคณะกรรมการ เพือ่ พิจารณาและปรับแกต้ ามคาแนะนา
2. ยื่นเสนอขอจริยธรรมการวิจยั ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมวิจยั คณะเทคนิคการแพทย์
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
3. สร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั และตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการสารวจ
ขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
4. จดั ทาแบบสอบถามฉบบั สมบูรณ์
5. ประชาสมั พนั ธ์การวจิ ยั ผา่ นทางชมรมครูกิจกรรมบาบดั
6. ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
7. นาขอ้ มูลท่ีไดม้ าวเิ คราะห์ดว้ ยวธิ ีทางสถิติ และแปลผลขอ้ มูลท่ีไดท้ ้งั หมด
8. สรุปผลการวจิ ยั วจิ ารณ์ พร้อมท้งั เขียนรายงานผลการวจิ ยั
36
การวเิ คราะห์ข้อมูล
การวเิ คราะห์ขอ้ มูลของการวจิ ยั ในคร้ังน้ีจะแบง่ ออกเป็น 2 ส่วน ดงั น้ี
1. วเิ คราะห์ขอ้ มูลทว่ั ไป ไดแ้ ก่ สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม นาขอ้ มูลที่ไดม้ าวเิ คราะห์
ดว้ ยวิธีทางสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistic) เพื่อนาเสนอขอ้ มูลในรูปแบบของการ
แจกแจงความถ่ี และร้อยละ
2. วิเคราะห์ขอ้ มูลขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา นาขอ้ มูลท่ีไดม้ า
วิเคราะห์ดว้ ยวธิ ีทางสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistic) เพื่อนาเสนอขอ้ มูลในรูปแบบ
ของการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา
การศึกษาคร้ังน้ีเป็ นการสารวจขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
สังกดั สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบดว้ ย โรงเรียนเฉพาะความ
พิการ ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาเขต ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั ผูว้ ิจยั ไดส้ ่งแบบสอบถาม
จานวนท้งั สิ้น 55 ฉบบั ไปยงั กลุ่มตวั อยา่ ง และไดร้ ับแบบสอบถามกลบั คืนเป็นจานวน 34 ฉบบั คิด
เป็นร้อยละ 61.81 ขอ้ มูลที่ไดส้ ามารถนามาวเิ คราะห์และนาเสนอเป็น 2 ส่วนตามลาดบั ดงั น้ี
ส่วนท่ี 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง
ส่วนท่ี 2 ขอบเขตการทางานของนกั กิจกรรมบาบดั ในสถานศึกษา
38 จานวน (คน) ร้อยละ
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลทวั่ ไปของกลุ่มตัวอย่าง 5 14.71
ตารางที่ 1 แสดงขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง (n=34) 29 85.29
ข้อมูลทวั่ ไป 4 11.76
เพศ 24 70.59
5 14.71
- ชาย 1 2.94
- หญิง
อายุ 34 100.00
- 20-29 ปี
- 30-39 ปี 11 32.35
- 40-49 ปี 23 67.65
- 50-59 ปี
อายเุ ฉล่ียเทา่ กบั 35 ปี 5 เดือน 8 23.53
อายตุ ่าสุดเท่ากบั 26 ปี 2 เดือน 26 76.53
อายสุ ูงสุดเท่ากบั 54 ปี
อาชีพ 15 44.12
- ขา้ ราชการ 19 55.88
วุฒิการศึกษาสูงสุด
- ปริญญาตรี 1 2.94
- ปริญญาโท 33 97.06
ประกาศนียบตั รวชิ าชีพครู
- มี
- ไมม่ ี
สถานทท่ี างาน
- โรงเรียนเฉพาะความพกิ าร
- ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ
ตาแหน่งในการปฏิบตั ิงาน
- ผบู้ ริหารสถานศึกษา
- ครูกิจกรรมบาบดั
39
ตารางที่ 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง (n=34) (ต่อ)
ข้อมูลทว่ั ไป จานวน (คน) ร้อยละ
ประสบการณ์ในการเป็ นนักกิจกรรมบาบัดในสถานศึกษา 2.94
26.47
- 4 เดือน – 11 เดือน 1 26.47
32.35
- 1 - 5 ปี 9 8.82
2.94
- 6 - 10 ปี 9
11.76
- 11 - 15 ปี 11 2.94
5.88
- 16 - 20 ปี 3 5.88
26.47
- 21 - 25 ปี 1 2.94
17.65
ประสบการณ์เฉล่ีย 9 ปี 7 เดือน 11.76
88.24
ประสบการณ์ต่าสุด 4 เดือน 17.65
58.82
ประสบการณ์สูงสุด 24 ปี 82.35
61.76
ประเภทของกล่มุ ผู้รับบริการทน่ี ักกจิ กรรมบาบัดให้บริการ 14.71
35.29
(1) เดก็ ที่มีความบกพร่องทางการเห็น 4 58.82
0-2 ปี 1
3-6 ปี 2
7-12 ปี 2
(2) เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการไดย้ นิ 9
0-2 ปี 1
3-6 ปี 6
7-12 ปี 4
(3) เดก็ ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา 30
0-2 ปี 6
3-6 ปี 20
7-12 ปี 28
(4) เด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย 21
0-2 ปี 5
3-6 ปี 12
7-12 ปี 20
40
ตารางท่ี 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง (n=34) (ต่อ) จานวน (คน) ร้อยละ
ข้อมูลทวั่ ไป 9 26.47
0 0.00
(5) เดก็ ท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 3 8.82
0-2 ปี 8 23.51
3-6 ปี 3 8.82
7-12 ปี - -
2 5.88
(6) เด็กที่มีความบกพร่องทางการพดู และภาษา 3 8.82
0-2 ปี 8 23.53
3-6 ปี
7-12 ปี 1 2.94
5 14.71
(7) เด็กท่ีมีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรือ 6 17.65
อารมณ์ 32 94.12
3 8.82
0-2 ปี 20 58.82
3-6 ปี 31 91.18
7-12 ปี 23 67.65
(8) เดก็ ออทิสติก 4 11.76
0-2 ปี 15 44.12
3-6 ปี 22 64.71
7-12 ปี
(9) เด็กพิการซอ้ น
0-2 ปี
3-6 ปี
7-12 ปี
41
จากตารางท่ี 1 พบว่ากลุ่มตวั อย่างส่วนใหญ่ เป็ นเพศหญิง (ร้อยละ 85.29) อยู่ในช่วงอายุ
30 – 39 ปี (ร้อยละ 70.59 ) ซ่ึงทุกคนจบการศึกษาในระดบั ปริญญาตรี และพบกลุ่มตวั อย่างที่จบ
การศึกษาระดบั ปริญญาโท (ร้อยละ 67.65) ส่วนใหญ่ปฏิบตั ิงานท่ีศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ (ร้อยละ
55.88) รองลงมาคือ โรงเรียนเฉพาะความพิการ (ร้อยละ 44.12) ซ่ึงปฏิบตั ิงานในตาแหน่งครู
กิจกรรมบาบดั มากที่สุด (ร้อยละ 97.06) ส่วนใหญ่ปฏิบตั ิงานกบั ผูร้ ับบริการเด็กท่ีมีความตอ้ งการ
พิเศษเป็ นระยะเวลา 11-15 ปี (ร้อยละ 32.35) และท้งั หมดเป็ นขา้ ราชการ สาหรับขอ้ มูลประเภท
ของกลุ่มผรู้ ับบริการที่นกั กิจกรรมบาบดั ใหบ้ ริการ พบวา่ เป็นเดก็ ออทิสติกมากท่ีสุด (ร้อยละ 94.12)
รองลงมาคือ เดก็ ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา (ร้อยละ 88.24) และเด็กพิการซอ้ น (ร้อยละ 67.65)
ซ่ึงส่วนใหญ่อยใู่ นช่วงอายุ 7-12 ปี